อำกำรตอนท่ี 5 สถานการณ์ ผลการสอบสวน: การศึกษาระบาดวิทยาเชงิ พรรณนา ผ้ตู ้องขงั ท้ังหมด 2,000 คน พบผปู้ ว่ ยรวม 50 ราย เป็นผูป้ ว่ ยสงสัย 40 ราย และผปู้ ว่ ยยนื ยัน 10 ราย ทั้งหมดเป็นเพศชาย สัญชาติไทย ค่ามัธยฐานอายุเท่ากับ 35 ปี (ควอไทล์ที่ 1 และ 3 เท่ากับ 30 และ 45 ปี) อาการที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กล้ามเนื้ออ่อนแรง (ร้อยละ 90) อ่อนเพลีย (ร้อยละ 60) ชาปลายมือ ปลายเท้า (ร้อยละ 50) ดงั ภาพท่ี 1 กล้ำมเน้อื อ่อนแรง อ่อนเพลีย ชำปลำยมอื ปลำยเท้ำ ใจสั่น น้ำหนักลด 0 20 40 60 80 100 รอ้ ยละ ภาพท่ี 1: อาการของผปู้ ว่ ยไทรอยดเ์ ปน็ พษิ ในเรอื นจำ ก. ระหว่างวันท่ี 1 มกราคม - 4 เมษายน (n=50) ผู้ป่วยรายแรก เปน็ ชายอายุ 40 ปี มีอาการแขนอ่อนแรง และชาปลายมือปลายเทา้ เร่มิ ป่วยตง้ั แต่ช่วง ต้นเดือนกุมภาพันธ์ เข้ารับการรักษาที่แดนพยาบาล แล้วส่งต่อไปยังโรงพยาบาล ข.แพทย์วินิจฉัย โรคปลายประสาทอักเสบ ผู้ป่วยได้รับวิตามินบี 1 มารับประทาน จากนั้นมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 12 รายในเดือน กุมภาพนั ธ์ และ 23 รายในเดือนมีนาคม ดงั ภาพที่ 2 เจา้ หนา้ ท่ี 50 คน ไมพ่ บผปู้ ่วย 145
20 จำนวน ูผ้ ่ปวย 15 10 5 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 มกรำคม กุมภำพนั ธ์ มีนำคม เมษำยน สัปดำห/์ เดือนท่ีเร่ิมป่ วย ภาพที่ 2: เสน้ โคง้ การระบาดของโรคไทรอยด์เปน็ พิษในเรือนจำ ก. ระหว่างวันท่ี 1 มกราคม - 4 เมษายน (n=50) การศึกษาสภาพแวดลอ้ ม • งานสูทกรรม: ผู้ต้องขังรับประทานอาหารที่มีเนื้อหมูบดเป็นวัตถุดิบหลักทุกมื้อ โดยเรือนจำเพ่งิ เปลี่ยนผู้ประกอบการทีน่ ำสง่ เน้อื หมเู ม่ือเดอื นมกราคม ผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารในผ้ปู ่วยโรคไทรอยดเ์ ป็นพิษทีค่ ดั กรองในเรือนจำ ค่าผลเลือด ผลการตรวจ – n (%) ค่าโพแทสเซยี ม ต่ำ ปกติ สงู รวม ระดับฮอรโ์ มนไทรอยด์อสิ ระ FT3 17 (56.7) 30 (100.0) ระดบั ฮอร์โมนไทรอยด์อิสระ FT4 0 (0.0) 13 (43.3) 0 (0.0) 30 (100.0) ระดบั ฮอรโ์ มนกระตุ้นการทำงานของ 0 (0.0) 10 (33.3) 20 (66.7) 30 (100.0) ต่อมไทรอยด์ (TSH) 15 (50.0) 15 (50.0) ระดับไทโรกลอบูลิน 30 (100.0) 30 (100.0) วิตามิน บี1 5 (50.0) 0 (0.0) 0 (0.0) 10 (100.0) ระดบั โลหะหนกั ในเลือด 5 (16.7) 5 (50.0) 0 (0.0) 30 (100.0) 0 (0.0) 25 (83.3) 0 (0.0) 10 (100.0) 10 (100.0) 0 (0.0) ตารางท่ี 4: ผลการตรวจทางหอ้ งปฏิบตั ิการในผูป้ ่วยโรคไทรอยด์เปน็ พิษ เรอื นจำ ก. ระหว่างวันท่ี 1 มกราคม - 4 เมษายน 146
ภาพที่ 3: ผลการตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ในตัวอย่างอาหารที่ซื้อมาจากผู้ประกอบการที่ส่งวัตถุดิบให้กับเรือนจำ เทยี บกับตวั อย่างควบคมุ ในตลาด คำถามที่ 5.1 จากข้อมูลระบาดวทิ ยาเชงิ พรรณนาทา่ นคิดว่าปจั จยั เสีย่ งใดเป็นสาเหตุใหเ้ กิดการระบาดในครั้งน้ี …………………………………………………………………………………………......................................................................... …………………………………………………………………………………………......................................................................... …………………………………………………………………………………………......................................................................... แนวทางคำตอบ คาดว่าน่าจะเกิดจากอาหาร เพราะตรวจอาหารพบระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูงกว่าปกติ เมื่อเปรียบเทยี บกับวัตถุดบิ จากแหลง่ อน่ื และมกี ารเปลี่ยนผูป้ ระกอบการท่สี ง่ วตั ถุดิบให้เรอื นจำ คำถามที่ 5.2 ทา่ นจะมแี นวทางดำเนนิ การจัดการกับผปู้ ว่ ย และผตู้ ้องขงั รายอ่นื ๆ อยา่ งไร …………………………………………………………………………………………......................................................................... …………………………………………………………………………………………......................................................................... …………………………………………………………………………………………......................................................................... แนวทางคำตอบ • ผู้ปว่ ย: สง่ ตอ่ โรงพยาบาล • ผู้ต้องขังรายอ่ืน ๆ : เข้าระบบเฝ้าระวังอาการแขนขาอ่อนแรงในสถานพยาบาลเรือนจำ โดยเพม่ิ ความถใี่ นการคัดกรองเปน็ รายสัปดาห์ 147
ตอนท่ี 6 คำถามที่ 6 ท่านจะดำเนนิ การการควบคุมโรคคร้ังน้ีอย่างไรเพื่อป้องกนั ไม่ให้เกิดการระบาดอีกครั้ง (ให้กำหนด มาตรการป้องกันควบคมุ โรคท่เี หมาะสมและสอดคล้องกับผลการสอบสวนโรคคร้ังน)้ี …………………………………………………………………………………………......................................................................... …………………………………………………………………………………………......................................................................... …………………………………………………………………………………………......................................................................... แนวทางคำตอบ • จัดระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยแขนขาอ่อนแรงในเรือนจำ และโรงพยาบาล โดยเพิ่มความถี่ ในการคดั กรองและรายงานเข้าระบบท่จี ัดตั้งไว้ • สุ่มเก็บตวั อยา่ งอาหารสง่ ตรวจหาค่าไทรอยดฮ์ อร์โมนทุกเดือน • ประสานผู้ประกอบการในการจัดหาวัตถุดิบที่มั่นใจได้ว่าไม่มีการปนเปื้อนไทรอยด์ และ เป็นกอ้ นเนอื้ ทร่ี ะบชุ ้ินส่วนได้ และต้องมกี ารตรวจสอบอยา่ งเข้มขน้ • สื่อสารความเสี่ยงให้กับผู้ต้องขังเพื่อไม่ให้ตื่นตระหนก และผู้ต้องขังสังเกตอาการ หากมอี าการแขนขาออ่ นแรงใหแ้ จ้งพยาบาล หรอื เจา้ หนา้ ที่ราชทณั ฑ์ 148
บทที่ 4 ด้านสขุ ภาพจติ 149
4.1 การประเมนิ ภาวะทางสุขภาพจติ และจติ เวช นพ.อภชิ าติ แสงสนิ นายแพทยช์ ำนาญการ สถาบันกัลยาณร์ าชนครินทร์ กรมสุขภาพจติ ในการสื่อสารเกี่ยวกับภาวะสภาพจิต จะมีคำสองคำที่ใช้บ่อยๆและใช้แทนกัน ได้แก่ สุขภาพจิตและ จิตเวช สองคำนี้จะแม้ว่าจะสามารถใชใ้ นการสื่อสารแทนกันได้ แต่จะมีความต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย โดยคำวา่ จิตเวช (Psychiatry) จะหมายถึงสาขาหนึ่งทางด้านการแพทย์ ที่มุ่งเน้นการศึกษาความเจ็บป่วยทางจิตใจ การให้การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ในขณะที่คำว่า สุขภาพจิต (Mental Health) จะหมายถึง สุขภาวะที่ดที างดา้ นจิตใจ ซง่ึ จะหมายความนอกจากเร่ืองการบำบัดรักษาและฟน้ื ฟูทางจิตใจแล้ว แต่จะยังรวม ไปถึง การสง่ เสริมสภาวะจติ ใจ และการปอ้ งกันความเจบ็ ปว่ ยทางด้านจติ ใจร่วมดว้ ย สขุ ภาพจิต (Mental Health) มีหลายทฤษฎีทางจิตวิทยาที่อธิภายเรื่องของสุขภาพจิต แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่เป็นที่กล่าวถึงบ่อยๆ คือ ทฤษฎี Maslow’s Hierarchy of Needs โดยทฤษฎีน้จี ะกล่าวถงึ แตล่ ะข้นั ของการเกดิ แรงจูงใจของพฤติกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาในตนเองจนนำไปสุขภาวทางจิตใจที่ดี โดยต้องเริ่มจากความต้องการพื้นฐาน (Basic Needs) จนไปถงึ การเตมิ เตม็ สภาวะทางจิตใจของตนเอง (Self-fulfillment Needs) Self- actualization Esteem Needs Belongingness and Love Needs Safety Needs Physiological Needs ความต้องการทางสรีรวิทยา (Physiological Needs) หมายถึง ความตอ้ งการปัจจยั ขนั้ พื้นฐานในการดำรงชีวิต ได้แก่ อากาศ นำ้ อาหาร เสอื้ ผา้ เคร่ืองนุง่ ห่ม ทีอ่ ยูอ่ าศัย การนอนหลับ สขุ ภาพทดี่ ี และการสบื พนั ธุ์ ความต้องการด้านความปลอดภัย (Safety Needs) หมายถึง ความต้องการในด้านความรู้สึกปลอดภัย ได้แก่ ความปลอดภัยในชีวติ ความมั่นคงปลอดภัยทางอารมณ์ ความปลอดภัยในทรัพย์สิน ความมั่นคงในชีวติ ความเป็นอยูท่ ี่ดี 150
บางครั้งเราอาจเรียกรวม ความต้องการทางสรีรวิทยาและความต้องการด้านความปลอดภัย ว่าเป็น “ความตอ้ งการพ้ืนฐาน” (Basic Needs) ความต้องการการเป็นที่รัก (Belongingness and Love Needs) หมายถึง ความต้องการการยอมรับ การเป็นที่รัก และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ว่าสังคมที่อยู่นั้นจะเป็นสังคมเล็กหรือใหญ่ ได้แก่ ครอบครัว มติ รภาพเพือ่ นฝงู และการมคี ู่ครอง ความต้องการชื่นชมในตนเอง (Esteem Needs) หมายถึง การต้องการการชื่นชม การได้รับความเคารพ นับถือจากผูอ้ ื่น ไดร้ ับความสนใจ เป็นทจ่ี ดจำ การมคี วามเคารพนบั ถือในตนเอง (Self-respect) ตามศักยภาพ และความสามารถทีม่ ใี นตนเอง บางครั้งเราอาจเรียกรวม ความต้องการการเป็นที่รัก และความต้องการชื่นชมในตนเอง ว่าเป็น “ความต้องการทางจิตใจ” (Psychological Needs) การตระหนกั รูใ้ นตนเอง (Self-actualization) หมายถึง การบรรลุในศกั ยภาพของตนเอง บรรลุทุกสงิ่ ไดต้ าม ศักยภาพของคนๆ หนึ่งจะเป็นได้ บรรลุถึงเป้าหมายและคุณค่าในชีวิตของตนเอง บางครั้งก็อาจเรียกว่า ความตอ้ งการในการเตมิ เต็มชวี ิตตนเอง (Self-fulfillment Needs) ความเจบ็ ป่วยทางจติ เวช (Mental Disorders) เนือ่ งจากความเจ็บป่วยทางจิตเวชนน้ั มักจะแสดงออกในลักษณะเป็นกลุม่ อาการ ดังนนั้ จึงไม่สามารถ อาศยั ลักษณะหรอื อาการใดอาการหนึ่งในการบง่ ชี้ความเจบ็ ปว่ ยทางจติ ได้ การวนิ ิจฉัยความเจบ็ ปว่ ยทางจิตเวช จึงต้องอาศัยเกณฑ์การวินิจฉัย (Criteria) และความเจ็บป่วยนั้นต้องส่งผลกระทบต่อหน้าที่ (Function) อีกดว้ ย เม่อื คำนึงถงึ หน้าท่ีหรือ function ในทางจิตเวชแลว้ จะไมไ่ ด้หมายถึงเพียงการทำหนา้ ที่ในการทำงาน หาเล้ยี งชีพเทา่ นัน้ แต่จะประกอบไปด้วยความสามารถในดา้ นตา่ งๆ 3 ด้าน ไดแ้ ก่ 1. การทำหนา้ ท่ี (Work) คือ ความสามารถในการทำบทบาทหน้าที่ (Role function) ภายใตส้ ถานการณ์ หรือบริบทใดบริบทหนึ่ง เช่น เมื่ออยู่ในครอบครัวก็สามารถทำบทบาทหน้าที่เป็นบิดามารดา เลย้ี งดบู ุตร เม่ืออยใู่ นทท่ี ำงานกส็ ามารถรบั ผดิ ชอบบทบาทบุคลากรขององค์กรได้ เป็นตน้ 2. ความสัมพันธ์ (Love) คือ ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคลอื่น และสามารถคง ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นเอาไว้ได้ เช่น ความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกในบ้าน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในท่ี ทำงาน เปน็ ตน้ 3. การพักผ่อนหย่อนใจ (Play) คือ ความสามารถในการผ่อนคลายหรือหย่อนใจตนเองจาก ความตึงเครียดโดยวิธีการที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ เช่น การออกกำลังกาย การทำงานฝีมือ การทำงานศลิ ปะ เปน็ ตน้ นอกจากการคำนงึ ถงึ หนา้ ที่แล้ว ในการอธบิ ายปัจจยั ทีส่ ง่ ผลตอ่ ความเจบ็ ปว่ ยทางจิตเวชเช่อื มโยงไปถึง การดูแลรักษานั้น จะใช้รูปแบบทางกาย-จิต-สังคม (Biopsychosocial Model) ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ ระหวา่ งกันของปจั จยั ต่างๆ ทสี่ ง่ ผลตอ่ สขุ ภาพจิต อันประกอบไปดว้ ย 151
1. ปัจจัยทางกายหรือทางชีววิทยา (Biological Factor) หมายถึง สภาวะทางกาย ปัจจัยทางพันธุกรรม รวมไปถึงการใช้ยา สมุนไพร หรือสารเสพติดทีส่ ง่ ผลตอ่ การทำงานของสมองที่ผิดปกติไปจนทำใหเ้ กิด อาการทางจิตได้ เช่น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ การรับประทานยาสเตียรอยเป็นระยะเวลานานๆ การใช้ แอมเฟตามนี การเสพพืชกระท่อมหรือกญั ชา เป็นต้น 2. ปัจจัยทางจิตใจ (Psychological Factor) หมายถึง สภาวะทางจิตใจ ความสามารถในการปรับตัว สภาวะทางอารมณ์ และการเคารพนับถือเชื่อมั่นในตนเอง 3. ปัจจัยทางด้านสังคม (Social Factor) หมายถึง สภาวะความสัมพันธ์ของตนเองกับบุคคลรอบข้าง ความสัมพันธก์ บั บุคคลในครอบครัว เพือ่ นรว่ มงาน รวมไปถึงสภาวะแวดล้อมความเปน็ อยู่ของบุคคลนั้น การตรวจประเมินทางจติ เวช การตรวจประเมินทางจิตเวชนั้นก็อาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ จนกระทั่งไปถึงการวินิจฉัยและการให้การดูแลรักษาไม่ต่างจากการตรวจรักษาความเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ แต่ในการตรวจประเมินทางจิตเวชจะมีการประเมินสภาพจิต (Mental Status Examination) และการทดสอบ ทางจิตวิทยา (Psychological Testing) ท่ีเพ่ิมขนึ้ มากจากการตรวจรักษาทางกาย โดยกระบวนการตรวจประเมิน ทางจติ เวชจะประกอบด้วยขึ้นตอนดังต่อไปนี้ 1. การรวบรวมประวตั คิ วามเจ็บปว่ ย (History of Illness) a. อาการที่นำผปู้ ่วยมารับการรักษา (Chief Complaint) b. ประวัติความเจ็บป่วยในปัจจุบัน (Present Illness) หมายถึง ประวัติความเจ็บป่วยในปัจจุบัน ไดแ้ ก่ ลักษณะอาการ ความรนุ แรงของอาการ เวลาเร่มิ ของอาการ ระยะเวลาของความเจ็บป่วย ช่วงเวลา ความถี่ ปจั จยั ท่ีทำให้อาการรุนแรงมากข้ึน ปัจจัยทที่ ำใหอ้ าการบรรเทาลง c. ประวัตคิ วามเจบ็ ปว่ ยในอดีต (Past History of Illness) i. ประวตั กิ ารคลอด ii. ประวัตพิ ัฒนาการ iii. ประวตั ิการศึกษา iv. โรคประจำตวั v. ยาทีใ่ ช้ประจำ vi. อุบัติเหตุ vii. ประวตั กิ ารใชส้ ารเสพตดิ d. ประวัติครอบครัว (Family History) i. ประวตั ิความเจ็บป่วยในครอบครัว ii. ประวัติความสัมพันธใ์ นครอบครัว e. ประวัติส่วนบคุ คล (Personal History) หมายถึง บุคลิก ลักษณะนิสยั ของบคุ คลคนน้นั 152
2. การตรวจร่างกายระบบตา่ งๆ (Physical Examination) a. ลกั ษณะโดยท่ัวไป (General Appearance) b. ศีรษะ ตา หู จมกู และคอ (Head Eye Ear Nose Throat: HEENT) c. หนา้ อกและปอด (Chest and Lungs) d. หัวใจ (Heart) e. ทอ้ ง (Abdomen) f. รยางค์ (Extremities) 3. การตรวจสถาพจติ (Mental Status Examination) a. ลักษณะโดยทว่ั ไป (General Appearance) หมายถงึ ลกั ษณะทสี่ งั เกตเหน็ ได้ตงั้ แต่พบผู้ป่วย เช่น การแต่งตวั การดูแลสขุ อนามัยสว่ นตัว ทา่ ทางการเดิน เป็นตน้ b. ลักษณะการเคล่ือนไหวของร่างกาย (Psychomotor) i. กระสับกระส่าย (Agitation) ii. เช่ืองช้า (Retardation) c. ลักษณะคำพูด (Speech) i. ความช้าเรว็ ในการพูด (Rate) ii. ความสูงต่ำของน้ำเสียง (Rhythm) iii. ความดงั เบาของเสยี ง (Volume) d. ความคดิ (Thought) i. กระบวนความคิด (Form) ii. เนอื้ หาความคดิ (Content) 1. ความคิดหลงผิด (Delusion) หมายถึง ความคิดที่ยึดติดแน่นกับสิ่งใดสิ่งหน่ึง แม้ว่าจะมีหลักฐานเชงิ ประจักษม์ าพิสูจน์ความคิดเหลา่ นั้นแล้ว ก็ยังคงยึดม่ัน ต่อความคิดนั้น ซึ่งความคิดหลงผิดนั้น อาจมีตั้งแต่ความคิดหลงผิดที่อาจ เป็นไปได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ระแวงว่ามีคนปองร้าย ไปจนถึงความคิด หลงผิดที่มีความแปลกประหลาน เช่น คิดว่าตนเองเป็นมนุษย์ต่างดาว มาอาศัยอยู่บนโลก ยิ่งความคิดมีความแปลกประหลาดมากเท่าใด ก็บ่งบอก ถึงความรนุ แรงของความเจบ็ ป่วยมากเท่านัน้ 2. ความคดิ ในการฆา่ ตวั ตายหรือทำร้ายตัวเอง (Suicide) 3. ความคิดในการทำร้ายคนอืน่ (Homicide) e. อารมณ์ (Mood and Affect) หมายถึง อารมณ์ที่ผู้ป่วยบรรยายออกมาในขณะนั้น (Mood) และอารมณ์สังเกตได้จากที่ผู้ป่วยแสดงออกมา (Affect) นอกจากนี้ยังต้องสังเกตถึง ความเหมาะสมของการแสดงของอารมณ์ (Appropriateness) 153
f. การรับรู้ (Perception) หมายถึง การรับข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลน้ิ และสัมผัสทางกาย i. อาการหลอน (Hallucination) หมายถึง การรับรู้ทางประสาทสัมผัส โดยที่ไม่ได้มี สิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอก อาการหลอนนี้สามารถเกิดได้ในประสาทสัมผัส ทั้ง 5 แต่อาการหลอนที่พบบ่อยในความเจ็บป่วยทางจิตเวช มักจะเป็นประสาท สัมผัสทางหู หรอื อาหารหแู วว่ (Auditory Hallucination) g. การรับรู้ความเจ็บป่วย (Insight) หมายถึง ความสามารถในการรับรู้และความเข้าใจใน ความเจ็บป่วยของตนเอง h. ความร้สู กึ ตวั (Consciousness) i. ความสามารถในการบอกเวลาสถานทแ่ี ละบคุ คล (Orientation) j. ความสามารถในการจดจ่อและสมาธิ (Attention and Concentration) หมายถึง ความสามารถในการเบนความสนใจจากสิ่งหนึ่ง ไปสู่อีกสิ่งหนึ่งได้ และสามารถจดจ่อ ความสนใจอยกู่ ับส่ิงใดสิ่งหน่ึงได้เปน็ ระยะเวลาหนง่ึ k. ความจำ (Memory) ในการประเมนิ ความจำนัน้ ส่วนใหญเ่ ราจะประเมนิ ตั้งแตค่ วามสามารถ ในการบนั ทึกข้อมลู ของสมอง ความจำระยะสน้ั และความจำระยะยาว l. ความสามารถในการคิด (Thinking) i. ความสามารถในการคิดเชิงนามธรรม (Abstract) ii. ความสามารถในการคดิ เชงิ รปู ธรรม (Concrete) m. ความสามารถในการตัดสินใจ (Judgment) หมายถึง ความสามารถในการวางแผน และ การติดสินใจภายใต้บริบทสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งสามารถสังเกตได้ตั้งแต่ระหว่างการประเมิน ผู้ป่วยว่าผู้ป่วยมีวางท่าทีได้เหมาะสมหรือไม่ ไปจนถึงการสมมุติสถานการณ์แล้วให้ผู้ป่วย วเิ คราะห์แก้ปัญหา 4. การตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ าร (Investigation) a. การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวกับทางกาย (Physical Investigation) เป็นการส่งตัวอย่าง ทางชวี ภาพรวมไปถึงการถา่ ยภาพรังสี เพอื่ ประกอบการวินจิ ฉัยและตรวจรักษา b. การทดสอบทางจิตวิทยา (Psychological Investigation, Psychological Examination) เป็นการทดสอบสภาวะทางจิตใจ ระดับสติปัญญา บุคลิกภาพ และการทำงานของสมอง โดยอาศัยการทำแบบทดสอบทางจติ วทิ ยา ซึ่งจะทดสอบโดยนักจติ วทิ ยาคลินกิ 5. การวินจิ ฉัย (Diagnosis) หลงั จากการรวบรวมข้อมูล ทั้งประวตั ิ การตรวจร่างกาย การตรวจสภาพจิต และการตรวจทางห้องปฏิบัติการแล้ว ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อให้การวินิจฉัยและ วางแผนการรกั ษาต่อไป โดยมีข้อพจิ ารณาในการวินิจฉยั ดงั นี้ a. ความเจ็บป่วยทางกายและการใช้สารเสพติด (Physical illness and Substance use) ความเจ็บป่วยทางกายและการใช้สารเสพติดสามารถทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงาน 154
ของสมองจนเกิดเป็นอาการทางจิตได้ และกระบวนการในการดูแลรักษาจะต่างจากการดูแล รักษาโรคจิตเวชทั่วไป ดังนั้นอาการทางจิตที่เกิดจากภาวะทางกายและการใช้สารเส พติด จะถูกจัดอยอู่ กี กลมุ่ โรคของการวินิจฉัยแยกจากโรคทางจิตเวชอน่ื ๆ b. เกณฑ์การวินิจฉัย (Criteria) ในการวินิจฉัยทางจิตเวชไม่สามารถเอาอาการใดอาการหนึ่ง มาใช้ในการวนิ จิ ฉยั ได้ เนื่องจากลักษณะความเจ็บปว่ ยทางจติ เวชนนั้ จะเปน็ แบบกลุ่มอาการ (Syndrome) การใช้อาการใดอาการหนึ่งมาวินิจฉัย จะมีความคลาดเคลื่อนสูง และนำไปสู่ การดูแลรักษาท่คี ลาดเคลอ่ื นได้ c. ระยะเวลา (Duration) เนื่องจากอาการหลายๆ อย่างในทางจิตเวช อาจพบได้ในสภาวะปกติได้ ดังนั้น ความเจ็บป่วยทางจิตเวช นอกจากคำนึงถึงเกณฑ์การวินิจฉัยแล้ว อาการของ ความเจ็บป่วยยังต้องเป็นต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนดด้วย นอกจากนี้ระยะเวลา ความเจบ็ ปว่ ยเอง ยังเปน็ ตวั บ่งบอกถงึ ความเร้ือรังของความเจ็บป่วยอีกดว้ ย d. สูญเสียหน้าที่ (Functional Impairment) เมื่อมีความเจ็บป่วยทางจิตเวชแล้วย่อมจะส่งผล ต่อการทำหน้าที่ของจิตใจ (Function) ที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยการสูญเสียหน้าที่นั้นอาจ สญู เสียเพยี งด้านใดด้านหนง่ึ หรือหลายๆ ด้านพร้อมกันกไ็ ด้ e. กลุ่มโรคทางจิตเวช (Categories) เนื่องจากสภาวะทางจิตใจ เกี่ยวข้องกับมนุษย์ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งเสียชีวิต ความเจ็บป่วยทางจิตเวชก็เช่นเดียวกัน ทำให้มีการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช หลากหลาย จึงได้มกี ารจดั หมวดหมกู่ ลุ่มโรคทางจิตเวชไวเ้ ปน็ หมวดหมู่ ดังน้ี i. กลุม่ โรคทเ่ี ก่ียวข้องกับความบกพร่องทางสตปิ ัญญาและพัฒนาการ (Neurodevelopmental Disorders) ii. กลุ่มโรคที่มีอาการทางจิตหรือจิตเภท (Schizophrenia Spectrum and Other Psychotic Disorders) iii. กลมุ่ โรคอารมณส์ องขวั้ (Bipolar and Related Disorders) iv. กลมุ่ โรคซึมเศรา้ (Depressive Disorders) v. กลุ่มโรควติ กกังวล (Anxiety Disorders) vi. กลุม่ โรคยำ้ คิดยำ้ ทำ (Obsessive-Compulsive and Related Disorders) vii. กลุ่มโรคที่เกิดจากการประสบเหตุการณ์รุนแรงและความตึงเครียด (Trauma- and Stressor-Related Disorders) viii. กลุ ่มโรคท่กี ารรบั รู้ตนเองและสงิ่ แวดลอ้ มเปลี่ยนแปลงไป (Dissociative Disorders) ix. กลุ่มโรคที่ภาวะจิตใจส่งผลให้เกิดอาการทางกาย (Somatic Symptoms and Related Disorders) x. กลุ่มโรคทม่ี ปี ญั หาดา้ นการรับประทานอาหาร (Feeding and Eating Disorders) xi. กลมุ่ โรคท่ีมปี ัญหาดา้ นการขบั ถา่ ย (Elimination Disorders) xii. กลมุ่ โรคที่มปี ัญหาดา้ นการหลับการตืน่ (Sleep-Wake Disorders) 155
xiii. กลุม่ โรคทีม่ ีปญั หาดา้ นความสัมพันธ์ทางเพศ (Sexual Dysfunction) xiv. กลมุ่ โรคทมี่ ปี ญั หาด้านความพึงพอในเพศสภาพของตนเอง (Gender Dysphoria) xv. กลุ่มโรคที่มีปัญหาด้านการควบคุมแรงผลักดันภายในของตนเอง (Disruptive, Impulsive-control, and Conduct Disorders) xvi. กลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้สารเสพติด (Substance-Related and Addictive Disorders) xvii. กลมุ่ โรคท่เี กิดจากความเสื่อมของสมอง (Neurocognitive Disorders) xviii. กลมุ่ ความผิดปกตขิ องบคุ ลกิ ภาพ (Personality Disorders) xix. กล่มุ ความผดิ ปกติของรสนยิ มทางเพศ (Paraphilic Disorders) 6. การบำบดั รักษา (Treatment) a. การบำบัดรักษาทางกายหรือชีวภาพ (Biological Treatment) คือ การรักษาภาวะทางกาย การรกั ษาดว้ ยยา และการฟ้ืนฟสู มรรถภาพทางกาย b. การบำบัดทางจิตใจ (Psychological Treatment) คือ การทำจิตบำบัดในรูปแบบต่างๆ เพอื่ บำบัดและเสรมิ สร้างสขุ ภาวะทางจิตใจ รวมไปถงึ การจดั การกบั ปญั หาความเครยี ดตา่ งๆ c. การบำบดั ทางสังคม (Social Treatment) คือ การช่วยในการสรา้ งสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคล ใกล้ชิดและบุคคลรอบข้าง รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการบำบัด ฟื้นฟเู ยียวยาจิตใจ การฟงั อยา่ งต้ังใจ (Active Listening) เป็นกระบวนการช่วยเหลือเยียวยาจิตใจในเบ้ืองตน้ เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยลดความตึงเครียดลงได้และ เป็นการประเมินสภาพปัญหาและอาการของผู้ป่วยผ่านการพูดคุยสื่อสาร นอกจากนี้ยังการสร้างสัมพันธภาพ ที่ดีระหว่างผู้บำบัดและผู้ป่วย (Professional-Client relationship) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการบำบัดรักษา ในขั้นตอ่ ไปอีกด้วย โดยกระบวนการฟงั อย่างตงั้ ใจนนั้ จะให้ผู้ป่วยหรือผู้รบั การบำบัดเป็นศูนย์กลางในการสร้าง การสื่อสาร (Person-Centered approach) เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ป่วยผ่านภาวะตึงเครียดทางจิตใจ โดยจะไม่ เป็นลักษณะสั่งสอน ให้ข้อมูล หรือชี้นำให้ทำตาม ซึ่งทฤษฎีนี้นำเสนอโดยคาร์ล โรเจอร์ส (Carl Rogers) ซ่ึงยดึ หลักในการสร้างสัมพันธภาพท่ีดีในการรกั ษาผ่านกระบวนการดังน้ี 1. ความจริงใจ (Genuineness) หมายถึง การแสดงความจริงใจต่อผู้ป่วยในการที่ช่วยเหลือ บำบัดรักษา ให้คลายจากความทุกข์ ความตึงเครยี ดทางจิตใจ 2. ไม่ตัดสินผู้ป่วย (Non-judgmental attitude) หมายถึง ในกระบวนการรักษาจะไม่มีการตัดสินว่าสิ่งท่ี เกิดขึ้นหรือพฤติกรรมต่างๆ ดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่จะเน้นไปเรื่องการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดข้ึน เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมต่างๆ กอ่ นจะนำไปสู่การหาทางออกรว่ มกัน 3. การมองหาจุดแข็ง (Positive regard) หมายถึง การพยายามมองหาจุดดีของผู้ปว่ ย เพื่อจะเป็นจุดชว่ ยให้ผ้ปู ่วย มคี วามเคารพในตนเอง และพัฒนาจุดดขี องตนเองเพ่ือใหส้ ามารถก้าวผ่านความทุกข์หรือไมส่ บายใจไปได้ 156
การดแู ลจติ ใจตนเอง การดูแลจิตใจตนเองเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยป้องกันตนเองจากความเจ็บป่วย ฟื้นฟูจิตใจ และอีกทั้งยัง สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางจิตได้อีกด้วย หลักในการดูแลจิตใจของตนเองมีหลายทฤษฎีและ หลักการจงึ จะพอยกตวั เองมาเพยี งบางสว่ น ไดแ้ ก่ 1. สติบำบัด (Mindfulness) หมายถึง การจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ เพราะการยึดกับอดีตและกังวลไป กับอนาคต จะทำให้เกิดความตึงเครียดทางจิตใจ และเป็นการใช้พลังงานทางใจ (Mental Energy) ไปอย่างไม่เกิดประโยชน์ แต่ในการจดจ่อกับปัจจุบัน นอกจากจะช่วยลดความตึงเครียดแล้ว ยังเป็น การพัฒนาความสามารถในการรู้ตัวอยู่เสมอ (Self-awareness) หรือสำรวจตนเองอยู่เสมอ (Self-monitoring) เพื่อให้เกิดความเข้าใจในตนเองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดข้ึน ภายในจติ ใจ อีกทง้ั ยังชว่ ยให้ใช้พลังงานทางใจไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพอีกด้วย 2. การมีวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ (Healthy Life-style) เนื่องจากร่างกายและจิตใจนั้น มีความสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิดและส่งผลถึงกันและกัน ดังนั้นการที่จะมีสุขภาพจิตที่ดีนั้น ก็จำเป็นต้องมีสุขภาพกายทีด่ ี ด้วย การใช้ชีวิตที่ส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การงดเว้นสุราและสารเสพติดต่างๆ และการมีงานอดิเรกสำหรับหย่อนใจ นอกจากจะทำให้สุขภาพ กายแขง็ แรงแลว้ กย็ งั สง่ ผลใหส้ ุขภาพใจทด่ี ีด้วย 3. การคิดในแง่บวก (Positive thinking) การพยายามมองสิ่งต่างๆ ในแง่บวกนั้น จะช่วยให้บุคคลน้ัน มสี ุขภาพจิตท่ดี ี มหี ลายงานวิจัยทบ่ี ง่ บอกวา่ การคดิ ในแงบ่ วกนอกจากจะช่วยลดความเจบ็ ป่วยทั้งทาง จิตใจแล้ว ยังลดความเจ็บป่วยทางกาย และช่วยให้อายุยืนอีกด้วย เพราะเป็นกระบวนการช่วยลด ความตงึ เครยี ดในจิตใจ ภายใตส้ ถานการณไ์ มพ่ งึ ประสงค์ 4. การเคารพนับถือตนเอง (Self-respect) และการสร้างความมั่นใจในตนเอง (Self-reassurance) บ่อยครั้งความเจ็บป่วยทางจิตใจ ก็เกิดจากมุมมองในแง่ลบที่มีต่อตนเอง ขาดความมั่นใจในตนเอง มองศักยภาพของตนเองด้อยกว่าความเป็นจริง การสร้างความเคารพนับถือในตนเองและการสร้าง ความมั่นใจในตัวเองขึ้นมา การมองศักยภาพที่มีในตนเองตามความเป็นจริงก็จะช่วยในการเยียวยา และฟืน้ ฟสู ภาพจติ ใจตนเอง 5. การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนอื่น (Social connection) การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่นเป็น ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่กันเป็นหมู่ มีสังคม การมี สมั พันธภาพทด่ี ีกับคนรอบตัว การอยใู่ นกลมุ่ คนทด่ี ี ย่อมส่งผลตอ่ สขุ ภาพจิตทดี่ ีอกี ดว้ ย ภาวะแกลง้ ทำ (Malingering) ภาวะแกล้งทำปัจจุบันไม่ได้นับเป็นการวินิจฉัยทางจิตเวช แต่นับเป็นสภาวะของการไม่ร่วมมือในการ บำบดั รักษา โดยภาวะแกลง้ ทำนนั้ กค็ ือการแกลง้ ทำให้เกิดอาการหรือความเจ็บปว่ ย ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย ทางกายหรือความเจ็บป่วยทางจิต เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง เช่น ได้รับการงดเว้นจากภาระหน้าที่ที่ได้รับ 157
มอบหมาย การได้รับการชดเชย การได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง ซึ่งภาวะแกล้งทำนั้นพบได้ทั้งในคนปกติที่ไม่มี ความเจ็บป่วยหรือผ้ปู ว่ ยที่มีโรคประจำตัวอยูก่ ็ได้ ทงั้ นจี้ ะมีปจั จยั บางอยา่ งทีท่ ำใหน้ กึ ถึงภาวะแกล้งทำ ไดแ้ ก่ 1. ผูป้ ่วยทอี่ ยู่ภายใต้บริบททเี่ กย่ี วขอ้ งกับทางการแพทยแ์ ละกระบวนการยุตธิ รรม เช่น การตรวจประเมิน สภาพจิตเพอ่ื ประกอบการพจิ ารณาคดี เปน็ ตน้ 2. ลกั ษณะอาการทผ่ี ู้ป่วยใหข้ อ้ มูลกับอาการท่ตี รวจพบมีความแตกต่างกนั คอ่ นขา้ งมาก 3. ไม่ให้ความร่วมมอื ในการตรวจรักษา 4. ผทู้ ม่ี บี ุคลิกภาพแบบต่อตา้ นสงั คม (Antisocial Personality Disorder) ท้งั น้ใี นการดูแลผู้ป่วยไมว่ ่าผู้ปว่ ยที่มปี ัญหาทางกายหรือปัญหาทางจิตใจ ไมค่ วรทจ่ี ะนึกถึงภาวะแกล้งป่วย เป็นลำดับแรกๆ จนกว่าจะได้ทำการตรวจประเมินและสังเกตอาการโดยละเอียดแล้วเท่านั้น เพราะถ้า ผปู้ ่วยมคี วามเจบ็ ป่วยท่แี ท้จรงิ อยู่ การนึกถงึ ภาวะแกล้งปว่ ยจะทำใหบ้ ุคลากรเพิกเฉยต่อการตรวจประเมิน จนทำใหเ้ กิดความลา่ ชา้ ในการรักษาและสง่ ผลอนั ตรายต่อผู้ป่วยได้ 158
4.2 การส่ือสารความเสย่ี ง การให้คำแนะนำ และการเจรจาต่อรอง ดร.พาหรุ ตั น์ คงเมือง ทัยสวุ รรณ์ สำนกั งานเลขานกุ ารคณะกรรมการโครงการพระราชดำริ โครงการเฉลมิ พระเกยี รติ โครงการท่ีเกยี่ วเนื่องกับพระบรมวงศานุวงค์ กรมควบคมุ โรค การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องติดต่อสื่อสารกัน ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารมี ประโยชน์ทั้งในแง่บุคคล หน่วยงาน และสังคม การสื่อสารทำให้คนมีความรู้และโลกทัศน์ที่กว้างขวาง ขึ้น นอกจากนี้ ในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาวะแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของ ประชาชน รอบทั้งโรคและภัยสุขภาพ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้เจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลสุขภาพ และจัดการสวัสดิการ ให้กับประชาชนทั่วไป และประชาชนที่มีต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ และที่ต้องขัง ต้องเรียนรู้ด้านการสื่อสาร ความเสี่ยง การให้คำแนะนำ และการเจรจาต่อรอง เพื่อให้สามารถสื่อสารความเสี่ยง สร้างความรู้ความเขา้ ใจ และใหเ้ กิดการกระทำพฤติกรรมสขุ ภาพในการป้องกันควบคุมโรค และภัยสุขภาพตา่ ง ๆ ได้ รวมทง้ั สามารถให้ คำแนะนำ และเจรจาต่อรองเมือ่ เกดิ ปัญหาได้ ทำไม… บุคลาการทางด้านการแพทย์ และสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ด้านเวชศาสตร์ราชทัณฑ์ต้องเรียนรู้ เรื่องสอ่ื สารความเส่ยี ง การให้คำแนะนำ และการเจรจาต่อรอง 1. เพื่อไปถ่ายทอด หรือสื่อสารความเสี่ยงต่อ ให้กับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ประชาชน สื่อมวลชน ผู้บริหาร ผ้ทู ่เี ราสอ่ื สารความเส่ยี งด้วย ให้รู้ เขา้ ใจ ตัดสนิ ใจ หรือมีพฤตกิ รรมอย่างหนงึ่ อย่างใดตามทเ่ี ราต้องการ 2. เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ลดความตื่นตระหนกของสังคมจากโรคและภัยสุขภาพ แก้ไขข้อ เข้าใจผดิ ขา่ วลือ และภาพลักษณ์เชงิ ลบ ความหมายสอื่ สารความเสีย่ ง การใหค้ ำแนะนำ และการเจรจาตอ่ รอง การให้คำแนะนำ (Consulting) หมายถึง กระบวนการ (Process) สรา้ งสมั พันธภาพระหว่างบคุ คลตง้ั แต่ 2 คนข้นึ ไป ผู้ใหก้ ารช่วยเหลือ/ ผู้ให้การปรึกษา (counselor: CO) และอีกฝ่ายหนึ่งคือผู้รับการช่วยเหลือ/ผู้รับการปรึกษา (counselee or client: Cl) CO จะกระตุ้นให้ CL รู้ภาวะจิตใจ และความคิดของตน สำรวจปัญหา และผลกระทบของปัญหา ทงั้ ตอ่ ความคดิ จติ ใจ ภาวะอารมณ์ และพฤติกรรม ให้เข้าใจปัญหาและสาเหตุ สามารถจดั การกบั ปญั หาได้ด้วย ตนเองตามศักยภาพที่มีอยู่ หรือเผชิญสถานการณ์ที่ยากได้อย่างสงบ ผ่อนคลาย ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข และเตม็ ประสิทธภิ าพ 159
กระบวนการให้การปรกึ ษา ประกอบด้วย 5 ขัน้ ตอน ได้แก่ 1. การสร้างสมั พันธภาพ เป็นชว่ งเวลาการทำความร้จู ัก สรา้ งความคุ้นเคย และสร้างความไว้วางใจ 2. การสำรวจปญั หา เปน็ ข้นั ตอนการสอบถามปัญหา โดยการสอบคำถามปลายเปิดใหผ้ รู้ บั คำปรึกษาไดบ้ อกเลา่ 3. การเข้าใจในปญั หา เปน็ ขั้นตอนเข้าใจปัญหา หาสาเหตุของปัญหา 4. การวางแผนแก้ปญั หา ผู้ให้คำปรกึ ษาชีใ้ ห้ผู้รับคำปรกึ ษารบั รปู้ ัญหา และรว่ มหาวธิ ีการแก้ไขปญั หา 5. การยตุ กิ ารปรกึ ษา การเจรจาต่อรอง (Negotiation) หมายถึง กลวิธี ศิลปะ และทักษะการสื่อสารทำให้ฝ่ายตรงข้ามยอมรับข้อเสนอตามเป้าหมายที่ ต้องการ ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน สรา้ งความไวใ้ จแกฝ่ า่ ยตรงข้าม ใหข้ ้อมูล 2 ดา้ น บอกทงั้ ข้อดแี ละข้อเสียของ แตล่ ะทางเลือกใหอ้ กี ฝา่ ยพจิ ารณา เพ่อื หาทางเลือกที่ดีทส่ี ดุ ตอ่ ทั้งสองฝา่ ย (win-win) ถ้าการเจรจาล้มเหลว (BATNA) เพื่อที่จะไดท้ ราบว่าควรทำอยา่ งไรต่อไป สิ่งที่สำคัญทีท่ ีท่ ำหน้าท่ีเจรจา ต่อรอง ควรสังเกตท่าทีของฝ่ายตรงข้าม วางบทบาทในการทำหน้าที่เป็นผู้รุก - ผู้รับ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ ตึงเครยี ดจนเกนิ ไป ทงั้ น้ใี นการเจรจาตอ่ รอง จะใช้ข้อมูลเชงิ ประจกั ษท์ เี่ ป็นตัวเลขทางสถิติ ขอ้ มูลอ่นื ๆ ประกอบการอธิบาย เตรียมการไดก้ ่อนการเจรจาตอ่ รอง ส่อื สารความเส่ียง (Risk Communication, WHO 2541) องค์การอนามัยโลกได้ให้นิยามของการสื่อสารความเสี่ยง ว่าหมายถึง การติดต่อสื่อสาร เชื่อมโยงแลก เปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารและความคิดเห็นระหว่างผู้ประเมินความเสี่ยง (risk assessor) ผู้จัดการความเสี่ยง (risk manager) ถึงผู้รับสารหรอื ผู้ทีอ่ ยู่ในความเสี่ยง เช่น ประชาชน กลุ่มหรือองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องและสนใจ (stake holder) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ การสื่อสารความเสี่ยงมีอยู่ในทุกกระบวนการ ดำเนนิ งานปอ้ งกันควบคุมโรคและภัยสขุ ภาพ (WHO, 2541) การสื่อสารความเสี่ยง คือ กระบวนการหนึ่งในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และ สาธารณสุขในการเกิดการระบาดของโรคใดโรคหนึ่ง หรือ ภัยสุขภาพที่เกิดขึ้น รวมทั้งในภาวะภัยพิบัติต่าง ๆ การสื่อสารความเสี่ยงจะทำให้ประชาชนที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเข้าใจความเสี่ยงของตนเองและปรับเปลี่ยน พฤตกิ รรมสุขภาพ การสื่อสารความเสี่ยง เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการวิเคราะห์ความเสี่ยง ในการคุ้มครองสุขภาพประชาชน หรือผู้ริโภคจะใช้หลักการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk analysis) เพื่อระบุความเสี่ยง (Hazard Identification) ประเมินความเสี่ยง (Risk assessment) กำหนดมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม (Policy Development) โดยมีแนวทางการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนผู้บริโภคให้ ได้ผลดีที่สุดองค์ ประกอบของการวิเคราะห์ ความเสี่ยงหรือการจัดการความเสี่ยง (risk management หรือ Policy Implementation) การสื่อสารความเสี่ยง และการสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม (risk communication and Participation) และการประเมินผลการดำเนินงาน (Policy Evaluation) 160
แต่ไม่ได้หมายความว่าในกระบวนการวิเคราะห์ ความเส่ียง การส่ือสารความเสยี่ งจะเปน็ กจิ กรรมสุดท้าย ในกระบวนการ เพราะการสื่อสารความเสี่ยง เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุดจะดีที่สุด เพื่อสร้างความ มั่นใจว่า ทุกคนทรี่ ว่ มอยใู่ นกระบวนการวเิ คราะห์ความเสยี่ งจะทำงานไปในแนวทางเดียวกนั การสื่อสารความเสี่ยงจะทำให้ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญได้รับฟังและเข้าใจความตระหนักของ ประชาชนและความต้องการประชาชน เพื่อนำไปสู่การให้คำแนะนำให้ประชาชนได้ถูกต้องตรงกับปัญหา สร้างความเชื่อถือเชื่อมั่น และการยอมรับประสิทธิภาพของการสื่อสารความเสี่ยงจะต้องมีการประเมินตั้งแต่ เริม่ ต้นเหตกุ ารณ์และผลทีต่ ามมา การจัดการขา่ วลือ การได้รบั ขอ้ ผิด รวมทัง้ ความท้าทายอื่น ๆ โดยสรุป การสื่อสารความสี่ยง หมายถึง การติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ ความคิดเห็นระหว่างผู้ประเมินความเสี่ยง หรือ ผู้จัดการความเสี่ยง ถึงผู้รับสาร/ ผู้อยู่ในความเสี่ยง เช่น ประชาชน กลุ่มหรือองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (stake holder) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ข่าวสารท่ีถูกตอ้ ง นำมาส่กู ารมคี วามรู้ ความเข้าใจ และพฤติกรรมทถ่ี กู ตอ้ ง ในภาวะวกิ ฤติ 1. ความตอ้ งการข้อมูลของประชาชนสูงมาก และจะมกี ารสง่ ขอ้ มลู ผิด ๆ หรือขา่ วลือจำนวนมาก 2. การดำเนินงานสอ่ื สารความเสีย่ งผกู กับเงอ่ื นเวลา ตอ้ งทันสถานการณแ์ ละทันเวลา 3. ตอ้ งมีการตอบโตข้ อ้ มลู ท่ีรวดเรว็ ถกู ต้อง และมีประสิทธภิ าพ 4. การกำหนดช่องทางส่ือสารใหถ้ งึ กลุ่มเป้าหมายหลัก 5. มีการส่งต่อขอ้ มลู ขา่ วสารให้แก่เครือขา่ ยต่าง ๆ 6. เพ่ิมช่องทางในการสอื่ สาร หรือ สือ่ ใหม่ ๆ เชน่ ไลน์ บล็อก ในภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยรักษาชีวิตของ ประชาชน คือการสื่อสารความเสี่ยง ประชาชนมีสิทธิที่จะรู้ว่า พวกเขาต้องทราบว่าพวกเขาจะปกป้องตัวเอง จากความเสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตอย่างไร และประชาชนต้องได้รับข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจปฏิบัติเพื่อ ปกป้องตนเอง บุคคลที่พวกเขารัก และคนที่อยู่รอบ ๆ จากการเจ็บป่วยและสูญเสียจากความเสี่ยง ประสทิ ธิภาพของการสื่อสารความเส่ียงไมใ่ ชเ่ พยี งรักษาชวี ิตและลดการเจ็บป่วย แต่ยงั สามารถลดผลกระทบต่อ ความม่นั คงทางสังคม เศรษฐกจิ และนโยบายในระหวา่ งภาวะฉุกเฉินนน้ั ๆ ได้ 161
ขอ้ มลู ขา่ วสารทต่ี ้องมกี ารสอ่ื สารความเสี่ยง • โรค ภัยสขุ ภาพ หรอื เหตุการณ์ใหม่ ๆ ท่สี ่งผลกระทบต่อสขุ ภาพ • มีผู้ที่ได้รบั ผลกระทบจำนวนมาก ในหมบู่ ้าน/ ตำบล/ อำเภอ/ จังหวดั • มีแนวโน้มจะแพรก่ ระจายในวงกวา้ ง • สงั คมและสอื่ มวลชนใหค้ วามสนใจ • ส่งผลกระทบต่อด้านอื่น ๆ เช่น ระบบบริการสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม นโยบายและความมั่นคง ของประเทศ • กระทบต่อความเชอ่ื มน่ั หรือ ภาพลกั ษณข์ ององคก์ ร ประเทศ • ผู้บริหารให้ความสนใจ บทบาทหนา้ ทีข่ องกล่มุ ภารกิจสอ่ื สารความเสย่ี ง (Risk Communication) ในศนู ย์บัญชาการเหตุการณ์ 1. การเฝ้าระวังข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ ทุกช่องทาง และการประเมินการรับรู้ของสาธารณะ (Public perceptions) เพื่อวิเคราะห์ จัดลำดับ และการตอบโต้ความเสี่ยง รวมทั้งการจัดทำแผน การส่ือสารความเสยี่ งทถี่ ูกต้อง เหมาะสม และทนั เวลา 2. การเฝ้าระวังข่าวลือ ข่าวลบ และข้อเข้าใจผิดโรคและภัยสุขภาพจากช่องทางต่าง ๆ เพื่อการตอบโต้ อยา่ งเหมาะสม และทนั เวลา 3. จัดทำขอ้ มูลข่าวสาร เพอื่ การสอื่ สารความเสีย่ ง เช่น ประเด็นสาร (key massages) ประเดน็ สัมภาษณ์ (Talking point) และขา่ วแจก (Press release) ท่ีถกู ต้องแม่นยำ ครบถว้ น เหมาะกับสถานการณ์และ กล่มุ ภารกิจเป้าหมาย 162
4. ดำเนินการสื่อสารความเสีย่ งผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมทั้งผลิตส่ือหลายรปู แบบ หลายภาษา สอดคล้อง กับสถานการณ์ ชอ่ งทางการส่ือสาร และกลมุ่ เปา้ หมาย 5. จัดระบบและให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน ผ่านศูนย์ข้อมูลข่าวสารโรคและภัยสุขภาพ สายดว่ นกรมควบคมุ โรค 1422 6. ประสานกับกลุ่มภารกิจยอ่ ยในหน่วยงาน เพอ่ื จัดการและอัพเดทข้อมูลที่จำเป็น เพื่อสอื่ สารความเสี่ยง และประชาสมั พันธ์ 7. จัดทำทำเนียบผบู้ ริหาร โฆษก วิทยากร และผู้เชี่ยวชาญ เพือ่ แถลงข่าว ใหส้ มั ภาษณ์สอ่ื มวลชน และให้ ความรูแ้ กป่ ระชาชน เครอื ข่าย และหน่วยงานทเี่ กี่ยวข้อง 8. ประสานกบั หน่วยงานทเ่ี กย่ี วข้อง ท้งั ในและนอกกระทรวงสาธารณสขุ เพือ่ ดำเนนิ การสอ่ื สารความเส่ยี ง 9. ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินงานส่ือสารความเส่ียงต่อผบู้ ญั ชาการ แหล่งข้อมูลขา่ วสารท่ตี ้องใช้ในการตัดสนิ ใจส่ือสารความเสี่ยง 1. ขอ้ มลู ขา่ วสารจากทีมเฝ้าระวังหรือทมี ตระหนักรสู้ ถานการณ์ (SAT- Situation Awareness Team) 2. ขอ้ มูลขา่ วสารจากทมี สอบสวนโรค (JIT – Joint Investigation Team) 3. ขอ้ มูลข่าวสารจากทมี สอ่ื สารสารความเส่ยี ง (RCT – Risk Communication team) ผู้บรหิ าร และผทู้ ม่ี ีหน้าท่ใี นการบริหารจัดการสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพ จะใชข้ อ้ มลู ทัง้ 3 แหล่งใน การวางแผนการ และกำหนดมาตรการในการป้องกันควบคุมโรค การเปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ และการสือ่ สารความเสี่ยง รวมท้ังการสือ่ สารความเสย่ี งในภาวะฉกุ เฉิน 163
วตั ถุประสงคข์ องการสอ่ื สาร เช่น 1. เพื่อแจ้งให้ทราบ คือ การรับและส่งข่าวสารด้านต่างๆ การนำเสนอเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ หรือสิ่งอื่นใด ที่ต้องการให้ผู้รับสารรู้และเข้าใจข้อมูลนั้นๆ โดยมุ่งให้ความรู้และสร้างความเข้าใจ ท่ีถูกต้อง 2. เพื่อสอนหรือให้การศึกษา (Teach or Education) คือ การสื่อสารเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ความเข้าใจ เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือประเด็นที่ต้องการ ซึ่งวัตถุประสงค์นี้จะใกล้เคียงกับการให้ สุขศึกษาหรอื ประชาสมั พันธ์ 3. เพือ่ เรยี นรู้ (Learn) หรอื การเสรมิ สร้างการเรียนร้ตู า่ ง ๆ 4. เพือ่ ความบันเทิงใจ คือ การรบั ส่งความรูส้ ึกท่ีดี และมุง่ รกั ษามิตรภาพต่อกัน เปน็ การนำเสนอเรื่องราว หรอื สง่ิ อืน่ ใดท่ีจะทำให้ผูร้ บั สารเกดิ ความพงึ พอใจ 5. เพื่อชักจูงใจ คือ การนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดเพื่อจูงใจให้เกิดความร่วมมือสร้างกำลังใจ เพื่อให้ ผรู้ ับสารเกดิ ความคิดคลอ้ ยตาม หรือปฏิบตั ติ ามท่ีผ้สู ง่ สารต้องการ และนำไปสูก่ ารปรับปรงุ แก้ไข เป้าหมายของการสือ่ สารความเสี่ยง 1. สรา้ งความเช่อื มัน่ ตอ่ การดำเนนิ งาน 2. ลดความสูญเสยี เจ็บปว่ ย และเสียชวี ิต 3. ลดความตื่นตระหนก แกไ้ ขข้อเข้าใจผดิ 4. เปน็ ประโยชน์ต่อการให้ขอ้ มลู ข่าวสารต่าง ๆ 5. เขา้ ถึงกลุม่ ประชาชน สื่อมวลชน และเครอื ข่ายได้อย่างรวดเร็ว หลักการสำคัญในการดำเนินการส่ือสารความเสยี่ ง ใหค้ ำแนะนำ และเจรจาตอ่ รอง • การกำหนดวัตถปุ ระสงค์ (Objective) ตอ้ งการสรา้ งความเข้าใจสิ่งใดบา้ ง หรอื ตอ้ งการแกป้ ญั หาใด • การกำหนดกลุ่มประชาชนเป้าหมาย (Target Determination) กลุ่มเป้าหมายคือใครมีพื้นฐาน การศกึ ษาหรอื ภูมหิ ลงั อย่างไร • การกำหนดหัวเรอื่ ง (Theme Setting) เนน้ อะไร อาจกำหนดเป็นสญั ลักษณ์ ข้อความส้นั ๆ หรือคำขวญั • กำหนดช่วงระยะเวลา (Timing) ที่เหมาะสมทีส่ ุดในการปฏิบตั ิงานใหม้ ปี ระสิทธิภาพ • การกำหนดส่ือและเทคนิคต่าง ๆ จะใชส้ ่ือ เครื่องมือ หรอื เทคนิคใดให้เหมาะสมกบั วตั ถุประสงค์ และ กลมุ่ ประชาชนเป้าหมาย • การกำหนดงบประมาณ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงิน ภาษาท่ีใช้ในการสื่อสารความเสี่ยง ให้คำแนะนำ และเจรจาต่อรอง 1. วัจนภาษา เป็นถ้อยคำ ภาษาพูด ภาษาเขียน 2. อวจั นภาษา ไม่ใช่ถอ้ ยคำ อาจเปน็ รปู ภาพ หรือสัญลกั ษณ์ที่สามารถเขา้ ใจไดต้ รงกนั เช่น สัญญาณไฟ สี เคร่อื งแบบ 164
ความหมายของอวัจภาษาทีใ่ ช้ในการสื่อสารความเส่ียง ให้คำแนะนำ และเจรจาต่อรอง 1. สายตา จรงิ ใจ ความสงสยั /ไม่แนใ่ จ ช่วยเสรมิ วัจนภาษาให้มีน้ำหนกั และใช้แทนวัจนภาษาได้ 2. กริ ิยาท่าทาง ไมต่ ้องพูด หรอื ใช้เสริมคำพดู ให้มีนำ้ หนักมากข้ึน 3. นำ้ เสียง บอกอารมณ์และความรูส้ ึก 4. ส่ิงของหรือวตั ถุ สงิ่ ของหรอื วัตถุตา่ ง ๆ ทบ่ี ุคคลเลอื กใช้ 5. เนื้อที่หรอื ช่องวา่ งระหว่างบุคคล สือ่ สารระดบั พิธีการ ระดับของบุคคล ความสนทิ สนม 6. กาลเวลา การไมต่ รงตอ่ เวลานัดหมาย/ดถู ูก 7. การสัมผัส สอื่ ความร้สู ึก อารมณ์ ความปรารถนาของผูส้ ่งสารไปยังผู้รบั สาร แนวทางในการส่ือสารความเส่ียงในภาวะวิกฤตขิ ององคก์ ารอนามัยโลก 1. Trust คือ การสร้างความเชื่อม่ัน หรือความน่าเช่ือถือใหก้ ับผทู้ เี่ ราจะสื่อสารความเสี่ยง 2. Announcing early คอื การสอ่ื สารความเสย่ี งต้ังแตร่ ะยะเรมิ่ ต้นเหตกุ ารณ์ 3. Transparency หรือ ข้อมูลท่สี ่ือสารความเส่ียงตอ้ งโปรง่ ใส ไม่ปิดบัง และตรวจสอบได้ 4. The public หรอื การสื่อสารสาธารณะท่ีไม่แบ่งฝา่ ย ไม่เลือกส่ือสารความเส่ียงเฉพาะกับคนทเ่ี รารกั 5. Planning หรือ มกี ารวางแผนการดำเนนิ งาน โดยต้องเตรยี มพรอ้ มข้อความท่ีจะสื่อสารออกไป รวมทั้ง เตรยี มผูท้ ีส่ อื่ สารความเส่ียงต้องเปน็ ผูท้ ่ีมีเครดติ น่าเชอื่ ถือ และต้องเตรียมชอ่ งทางท่จี ะส่ือสารข้อความ ออกไป เช่น ทางสื่อออนไลน์สมัยใหม่ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และทางการพบปะสาธารณชน (public meeting) เป็นตน้ ตามแนวคิดขององค์การอนามัยโลก พลังของประชาชน มีความสำคัญ เพราะการกระทำของประชาชน มีผลต่อการกำหนดทิศทางของภาวะฉุกเฉิน การป้องกันควบคุมโรคใด ๆ จะไม่ประสบความสำคัญ หากประชาชนไม่กระทำด้วยตนเอง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อเป็น แลกเปลี่ยนด้วยคนที่มีความเท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องทำการความเข้าใจของบริบทของ ประชาชนมีความสำคัญตอ่ การปอ้ งกนั ควบคุมโรคและการจดั การภาวะฉุกเฉนิ แนวคิดในการสรา้ งความเชอ่ื ม่นั เพอ่ื การสือ่ สารความเสี่ยง Trust building (Pahurat, 2017) T - Truth and Transparency คอื การเผยแพรข่ ้อมลู ขา่ วสารท่ีเป็นจริง ถูกตอ้ ง และโปรง่ ใส R – Respect คอื การยอมรับผทู้ เี่ ราสอื่ สารความเส่ยี งด้วย U – Uncertainty คอื ความไม่แน่นอนของทงั้ สถานการณ์ และความเชอื่ มนั่ S – Support and Satisfaction คือ การสนับสนุนความต้องการ (want) และการตอบสนอง ความจำเป็น (Need) T – Treat them good/well คือ การปฏิบัตติ อ่ ผูท้ ่ีสื่อสารความเสย่ี งดว้ ยอย่างดี 165
ทฤษฎกี ารสื่อสารความเสยี่ ง SMCR ของเบอร์โล (Berio) เดวิด เค. เบอร์โล (David K.Berlo) ได้พัฒนาทฤษฎีที่ผู้ส่งจะส่งสารอย่างไร และผู้รับจะรับ แปลความหมาย และมกี ารโต้ตอบกบั สารนน้ั อย่างไร ทฤษฏี S M C R ประกอบด้วย 1) ผู้ส่ง (source) ต้องเป็นผู้ที่มีทักษะความชำนาญในการสื่อสารโดยมีความสามารถใน “การเข้ารหัส” (encode) เนื้อหาข่าวสาร มีทัศนคติที่ดีต่อผู้รับเพื่อผลในการสื่อสารมีความรู้อย่างดีเกี่ยวกับข้อมูล ข่าวสารทจ่ี ะส่ง และควรจะมีความสามารถในการปรับระดับของข้อมูลน้ันให้เหมาะสมและง่ายต่อระดับ ความร้ขู องผู้รบั ตลอดจนพนื้ ฐานทางสังคมและวฒั นธรรมทสี่ อดคล้องกับผูร้ ับด้วย 2) ข้อมูลข่าวสาร (message) เกี่ยวข้องด้านเนื้อหา สญั ลกั ษณ์ และวิธีการส่งขา่ วสาร 3) ช่องทางในการส่ง (channel) หมายถึง การที่จะส่งข่าวสารโดยการให้ผู้รับได้รับข่าวสาร ข้อมูล โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรือเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง คือ การได้ยิน การดู การสัมผัส การลิ้มรส หรอื การไดก้ ล่นิ 4) ผู้รับ (receiver) ต้องเป็นผู้มีทักษะความชำนาญในการสื่อสารโดยมีความสามารถใน “การถอดรหัส” (decode) สารเป็นผู้ท่ีมที ัศนคติ ระดับความ และพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรม เช่น เดยี วหรอื คลา้ ยคลังกันกับผูส้ ่งจึงจะทำให้การส่อื สารความหมายหรอื การสื่อสารน้นั ไดผ้ ล ตามลักษณะของทฤษฎี S M C R น้ี มีปัจจัยทม่ี คี วามสำคญั ตอ่ ความสำเร็จในการส่อื สาร ไดแ้ ก่ 1) ทักษะในการสื่อสาร (communication skills) หมายถึง ทักษะซึ่งทั้งผู้ส่งและผู้รับควรจะมี ความชำนาญในการส่งและการรับสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันได้อย่างถูกต้อง เช่น ผู้ส่งต้องมี ความสามารถในการเข้ารหัสสาร หรอื การส่งสาร เชน่ มกี ารพูดโดยการใชภ้ าษาพดู ที่ถูกต้อง ใช้คำพูดท่ี 166
ชัดเจนฟังง่าย หรือการเขียนดว้ ยถ้อยคำสำนวนที่ถูกต้อง น่าอ่าน เป็นต้น ส่วนผู้รับต้องมีความสามารถ ในการถอดรหัส และมที กั ษะที่เหมือนกันกับผ้สู ่งโดยมที ักษะการฟงั ที่ดี ฟงั ภาษาทผ่ี ู้ส่งพูดมารู้เรื่อง หรือ สามารถ อ่านข้อความทสี่ ่งมาได้ เป็นต้น 2) ทัศนคติ (attitudes) เป็นทัศนคติของผู้ส่งและผู้รับซึ่งมีผลต่อการสื่อสาร ถ้าผู้ส่งและผู้รับ มีทัศนคติที่ดี ต่อกนั จะทำให้การส่ือสารได้ผลดี เพราะทศั นคติหมายรวมถงึ การยอมรับซึ่งกันและกันระหว่างผ้สู ง่ และผู้รับ เช่น ถ้าผู้ฟังมีความนิยมชมชอบในตัวผู้พูดก็มักจะมีความเห็นคล้อยตามไปได้ง่าย แต่ในทางตรงข้าม ถา้ ผฟู้ ังมที ศั นคติไม่ดีต่อผ้พู ูด ก็จะฟงั แล้วไมเ่ หน็ ชอบด้วยและมคี วามเห็นขดั แย้งในสง่ิ ทพ่ี ูด เปน็ ต้น 3) ระดับความรู้ (knowledge levels) ถ้าผู้ส่งและผู้รับมีระดับความรู้เท่าเทียมกัน ก็จะทำให้การสื่อสาร ลลุ ่วงไปด้วยดี แตถ่ ้าหากความรู้ของผู้ส่งและผู้รับมีระดับท่ีแตกต่างกันย่อมจะต้องมีการปรับปรุงความยาก ง่ายของข้อมูลที่จะส่ง เช่น ไม่ใช่คำศัพท์ทางวิชาการ ศัพท์ทางการแพทย์ ภาษาต่างประเทศ หรือถ้อยคำ ยาว ๆ สำนวนสลับซับซอ้ น เป็นตน้ ทง้ั น้ีควรใชถ้ ้อยคำหรือภาษาง่าย ๆ หรือใชภ้ าษาท้องถ่ิน เป็นต้น 4) ระบบสงั คมและวัฒนธรรม (socio - culture systems) ซง่ึ ในแตล่ ะชาติ แต่ละพนื้ ทจ่ี ะมีขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติแตกต่างกัน เช่น การให้ความเคารพต่อผู้อาวุโส หรือวัฒนธรรมการกินอยู่ ฯลฯ ดังนั้น ในการติดต่อสื่อสารของบุคคลต่างชาติต่างภาษา จะต้องมีการศึกษาถึงกฎข้อบังคับทางศาสนาของ แต่ละศาสนาด้วย ทฤษฎ/ี แนวคิด Baruch Fischoff’s • ต้องหาตัวเลข (Get the numbers right) เชน่ จำนวนผปู้ ่วย/ ผูเ้ สียชีวติ ผลเลอื ด x-ray • ตอ้ งบอกตัวเลข (Tell them the numbers) แก่ ผู้บรหิ าร สงั คม ส่ือมวลชน • ต้องอธิบายตวั เลข (Explain what we mean by the numbers) 167
• ตอ้ งแสดงใหเ้ หน็ อันตราย หรือความเสยี่ งเมื่อเทียบกบั ปีที่ผา่ นมา (Show them that they’ve accepted similar risks in the past) • ตอ้ งแสดงให้เหน็ ว่าจะจัดการกับตัวเลขน้อี ย่างไร (Show them that it’s good deal for them) • ปฏิบตั ิกบั ทกุ คนด้วยดี (Treat them nice) ดแู ลเหมือนเพื่อน (Make them partners) การประเมินความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ เพื่อการสื่อสารความเสี่ยง การให้คำแนะนำ และการเจรจา ตอ่ รอง ตามทฤษฎขี อง ดร.ปีเตอร์ แซนดแ์ มน ผูเ้ ชยี่ วชาญดา้ นการสื่อสารความเส่ียงชาวสหรัฐอเมรกิ า ความเสี่ยง (risk) เกิดจากผลรวมของภัยคุกคาม (hazard) รวมกับ การรับรู้ความเสี่ยงของประชาชน (outrage) ภัยคุกคาม หรือ Hazard คือ วัตถุ กิจกรรม วิธีการ ที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงทำให้ประชาชนได้รับ ผลกระทบ เกิดการบาดเจบ็ หรอื เจบ็ ป่วยได้ เชน่ โรคตดิ ต่อ ฝนุ่ หนิ สารตะก่ัว การทำงานกับเครื่องจักรกลหนกั การรบั รูค้ วามเสีย่ งของประชาชน หรอื outrage คือ การรับรผู้ ลกระทบของภยั คุกคามนน่ั ๆ ความกลวั ความวติ กกงั วล ความโกรธ ของประชาชนผไู้ ด้รบั ผลกระทบหรือกลุ่มเส่ยี ง เช่น การรบั รคู้ วามเสย่ี งของฝุ่นหินที่ อาจทำใหเ้ กิดโรคมะเร็ง ความกลวั โรคภูมิแพ้ ความโกรธของผูต้ อ้ งขงั 168
การส่ือสารความเสย่ี งแบ่งตามการวิเคราะหค์ วามเสยี่ งของแนวคิด ดร.ปเี ตอร์ แซนดแ์ มน 1. การจัดการกับการรับรู้ความเสี่ยงของประชาชน (outrage management) ดำเนินการสื่อสาร ความเสี่ยงในกรณีที่ภัยคุกคามที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนต่ำ หรือ ภัยในไม่ส่งผลกระทบ แต่ประชาชน รบั รคู้ วามเส่ียงสูง หรอื มคี วามวติ กกังวลสูง กลัว หรอื ต่นื ตระหนกตอ่ ภยั คกุ คามน้นั ๆ เชน่ 2. การใหค้ วามรู้ ความเข้าใจ เรือ่ งผลกระทบต่อสุขภาพจากภัยคุกคาม (precautionary advocacy) คือ การรับรู้ความเสี่ยงของประชาชนหรือกลุ่มเป้าหมายต่ำ แม้ว่าภัยคุกคามนั้นๆ มีความรุนแรง และอาจส่ง ผลกระทบใหเ้ กิดความเจ็บป่วย บาดเจบ็ หรอื ขัน้ เสียชีวติ ได้ 3. การสื่อสารความเสี่ยงในภาวะวิกฤติ (Crisis communication) คือ การสื่อสารความเสี่ยงใน ภาวะที่ภัยคุกคามน้ันมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยประชาชนสูง ร่วมกับการรับรู้ความเส่ียงของภัยคุกคามนนั้ สูงเชน่ กนั ดังนัน้ กอ่ นส่ือสารความเสี่ยงโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ผ้ทู ที่ ำหนา้ ทสี่ อื่ สารความเสยี่ งจะตอ้ ง 1. จับประเด็นให้ได้ว่าเป็น ภัยคุกคาม (HAZARD) หรือ เป็นการรับรู้ความเสี่ยงของประชาชน (OUTRAGE) หรือเป็นทง้ั ภยั คกุ คามและการรบั รู้ความเสีย่ งของประชาชน 2. วางแผนสร้างประเด็นสื่อสาร เป้าหมายลดความวิตกกังวล สร้างความไว้วางใจ สร้างความร่วมมือใน การแกป้ ญั หา ให้ความรปู้ ระชาชน 3. ขายประเด็นให้ชัด และกระตุ้นให้เกิดการกระทำ/พฤติกรรม เราต้องการจะบอกอะไร และทำไม ส่ือมวลชนจะต้องสนใจมาทำข่าวหรือนำเสนอเน้ือหานัน้ ๆ 4. จงเชื่อมั่นในประเด็นสื่อสาร/ตัวเอง หากเราไม่เชื่อในเรื่องที่เรากำลังเล่า สื่อมวลชนก็จะไม่มีวันที่จะ นำเสนอเรือ่ งราวของเรา สง่ิ ที่ต้องระลกึ อย่เู สมอในการสื่อสารความเส่ียง การให้คำแนะนำ และการเจรจาตอ่ รอง คอื การเข้าใจ/รับรู้ ความเส่ียงไม่เหมอื นกนั ๑. เจ้าหน้าที่ : ความเสี่ยงสูง ถ้าภัยคุกคามนั้นรุนแรง/ กระทบวงกว้าง มีผู้ป่วยหรือเสียชีวิตจำนวนมาก (Risk is higher when hazard is big) ๒. ประชาชน : ความเสี่ยงสูง ถ้าเขารับรู้ว่ามีผลกระทบต่อพวกเขามากน้อยแต่ไหน หรือมีโอกาสเกิด ขึ้นกบั พวกเขาหรอื ไม่ หรือ ระดบั ความกลวั ตอ่ ภยั น้ัน ๆ (Risk is higher when outrage is big) ๓. สื่อมวลชน : อาจจะไม่สนใจทั้งภัยคุกคามหรือความตื่นกลัวของประชาชน แต่จะเก็บเกี่ยวจากผลของ ความหวาดกลัวหรือการรับรู้ความเสี่ยงนั้น ๆ (The media does not produce outrage; the media harvests outrage) แนวคิดด้านการสื่อสารความเสี่ยงแบบเกมต่อจิกซอว์ (KIGSAW@pahurat2019) ตามแนวคิด ด้านการส่อื สารความเสีย่ งแบบเกมต่อจิกซอว์ มีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. การทำงานด้านการสื่อสารความเสี่ยงต้องคำนึง คือ 4 มุม POPS ได้แก่ ผู้บริหาร (Policy - ขวาบน), ผู้ให้บริการ / คนทำงาน (Officer - ขวาล่าง), ผู้รับบริการ / ประชาชน (People/Client - ซ้ายบน), ผู้มีส่วนได้ 169
สว่ นเสีย (Stakeholders - ซ้ายล่าง) สว่ นจะเรม่ิ จากมุมใดก่อนข้ึนอยู่กับความพร้อม บางครัง้ อาจเร่ิมจากผู้บริหาร บางครัง้ เร่ิมจากคนทำงาน 2. สิ่งที่ต้องพัฒนาศักยภาพ และจัดสรรให้สามารถดำเนินงานด้าน คือ 4 ด้าน 4M ได้แก่ บุคลากร / กำลังคน (Man, ขวา), งบประมาณ (Money, บน), วัสดุ อุปกรณ์ (Material, ซ้าย) และการบริหารจัดการ (Management, ล่าง) ด้านที่ต้องการการสรรหา และต้องมีก่อนด้านอื่น ๆ คือ กำลังคน ซึ่งการจัดสรร กำลงั คนตอ้ งขึน้ อยู่กับมุมมองของผู้บรหิ าร และบุคลากรในหน่วยงาน 3. การดำเนินงานส่ือสารท่ีมปี ระสิทธิภาพจะต้องปรับเปลี่ยนแนวความคดิ (Mindset) ของผู้เกี่ยวข้อง ทุกคน นั่นคอื KIGSAW ได้แก่ 1) รู้จักโลก สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา และรู้สถานการณป์ ัจจุบนั (K = Know the world) โดยต้อง มองภาพรวมสถานการณ์ / จนิ ตนาการวา่ เราจะทำอะไร เรากำลงั มองอะไรอยู่ สง่ิ ท่อี ยู่ตรงหน้า เป็นอะไร 2) วิเคราะห์แยกแยะปัญหา ประเด็น และลำดับความสำคัญของแต่ละประเด็น (I = Identifying issue) โดยการแยกแยะประเด็น แยกกลุ่ม ความเหมือนความต่าง เหมือนมากเหมือนน้อย ถ้าเราแยกถูกสิ่งที่เหมือนกันจะเชื่อมโยงหรือเชื่อมกันโดยไม่ต้องบังคับ ให้หาจุดเด่นของงาน / จุดแข็งที่เราคิดว่าจะทำได้สำเร็จเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม และเป็นกำลังใจให้ทำต่อ ระหวา่ งทำงานจุดเด่น / จดุ แข็งอยา่ ลมื ว่าบางคร้ังเราอาจต้องแก้ไขปญั หาจดุ ออ่ นและจดุ ดอ้ ยไปดว้ ย 3) ตั้งเป้าหมายในการสื่อสารความเสี่ยง (G = Goal setting) กำหนดวัตถุประสงค์ ว่าสื่อสาร ความเสี่ยงเพื่ออะไร กำหนดความยากง่ายขึ้นของงาน ซึ่งอยู่กับว่าเราอยู่ระดับใด เช่น ระดับ จงั หวดั ระดับกรม ระดับกระทรวง ระดับประเทศ เปน็ ตน้ ผลงานก็จะตามมากบั ความยากง่าย แนะนำว่าการดำเนินการครั้งแรกควรเลือกง่ายก่อน เช่น สร้างความรู้ ความเข้าใจ และ พฤตกิ รรมประชาชน ลดความวติ กกังวล ลดข่าวลือ รวมท้ังกำหนดเวลาแล้วเสรจ็ 4) บรู ณางานด้านส่ือสารความเสยี่ งให้อยู่ในแผนงาน โครงการ และกิจกรรมปกตทิ ่ีดำเนินการอยู่แล้ว (S = Strategy and plan establish) เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณ กำลังคน และปรับ การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โดยหาจุดเริ่มต้น หามุม สร้างกรอบ เชื่อมกรอบก่อน บางอย่าง อาจจะอยู่ในกรอบตั้งแต่ต้น บางอย่างอาจอยู่นอกกรอบ บางครั้งสิ่งที่อยู่ในกรอบระหว่างทำงาน อาจจะต้องยกออกไปนอกกรอบก่อน เพ่ือใหส้ ามารถทำงานได้ง่ายข้ึน แลว้ ค่อยดงึ กลับเข้าสู่กรอบ เช่น การสร้างโซเซียลแพลทฟอร์มที่ไม่สามารถเบิกจ่ายด้วยงบประมาณปกติตั้งแต่แรก อาจต้อง สร้างในรูปแบบไม่เป็นทางการ เมื่อผลงานออกมาเห็นเด่นชัด ก็สามารถจัดทำเป็นโครงการ หรือ แผนงานในภายหลงั ได้ 5) ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ติดตามผลงาน และประเมินผลเป็นระยะ เพื่อปรับการดำเนินงานให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (A = Assessment and evaluation) บางอย่างถา้ ติดขัดอาจไปทำส่วนอื่นก่อน แล้วยอ้ นกลบั มาเชอ่ื มต่อ อยา่ พงึ่ ท้อ 170
6) มีกำลังใจในการทำงาน ไม่ลดละความรัก และแรงบันดาลใจ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งตนเอง และสังคม (W = Work with love and passion) ที่สำคัญที่สุดของการทำงานแบบเกมต่อ จกิ ซอว์ คือ ทกุ สว่ นทกุ องค์ประกอบ ขาดช้ินสว่ นใดชิ้นสว่ นหน่ึงไม่ได้ เพราะจะไม่ทำให้ได้ภาพ ที่สมบูรณ์ รวมทั้งผู้ที่ทำงานด้านการสื่อสารความเสี่ยงทำงานด้วยความรัก และทุ่มเทกับงาน สร้างทง้ั ความดี และความงามใหไ้ ด้ ผลการสอ่ื สารความเส่ียงไม่ถูกตอ้ งเหมาะสม (Effect of inappropriate risk communication – DDT effect by Pahurat@2018) - การเผยแพร่ข้อมลู ข่าวสารสว่ นตัวทำให้รูส้ ึกสะเทือนใจ เศรา้ ใจ สะใจ (D = Drama) มกั จะทำให้เกิด ความสนใจสังคมมากกว่า ส่วนใหญ่เป็นข่าวเชิงลบ การที่มีผลต่อภาพลักษณ์องค์กร แต่ผลที่สะท้อน กลบั มามกั ทำใหเ้ กดิ ความเสยี หายกบั ทงั้ ตัวผ้นู ำเสนอ และผู้ทก่ี ลา่ วถึงมากกว่า เช่น พบผ้ตู อ้ งขังตดิ เชื้อ พบแรงงานต่างชาตเิ สยี ชีวติ จากการทำงานในพื้นท่อี บั อากาศขณะท่ีไมม่ ีคนในพืน้ ท่ีกล้าทำงานน้ี - ทำให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคม ถูกกีดกัน (D = Discrimination) แบ่งพวกเขาพวกเรา เช่น ผู้ติดเชื้อ เดนิ ทางมาจากต่างประเทศ ผ้ตู ดิ เช้ือเปน็ ชาวต่างชาติ 171
- ทำให้เกิดความบอบซ้ำ เจ็บป่วย ถูกตีตรา (T = Trauma / Stigma) ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม เข้าไม่ ถงึ บริการทางด้านสุขภาพ ผู้ท่มี อี าชีพบางอยา่ งถูกกลา่ วหาว่าผู้ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค เป็นตน้ โดยสรุป การสื่อสารความเสี่ยงควรจะต้องสื่อสารเฉพาะข้อความที่เป็นบวก (positive message) เท่านั้น เพราะเมื่อคนกำลังอยู่ในความวิตกกังวล ข้อมูลที่เป็นลบจะกลายเป็นสิง่ ที่มีน้ำหนักย่ิงกว่าขอ้ มูลท่เี ป็น บวกเสมอ นั่นคือผู้คนมีแนวโน้มจะคิดไปในทางลบ หรืออาจจะต้องใช้ข้อความที่เป็นบวกถึง 3 ข้อความจึงจะ เท่ากับข้อความที่เป็นลบเพียง 1 ข้อความ หมายความว่า เราจะต้องใช้ข้อความบวกถึง 4 ข้อความเพื่อโต้แย้ง ขอ้ ความที่เป็นลบ การที่จะเอาชนะความคิดเชิงลบ หรือ ภาพลักษณ์ที่เป็นลบ ในการสื่อสารได้นั้นมีกฎว่า อย่าตอกย้ำ ความคิดเชิงลบ หรือภาพลักษณ์ที่เป็นลบนั้น (repetitive of a negative) นั่นคือ อย่าพูดซ้ำประโยคที่เป็นลบ ไมว่ ่าจะเป็นขอ้ กล่าวหาหรือการร้องทกุ ข์กล่าวโทษ ยิง่ เราตอบโต้หรอื ปฏเิ สธเท่าไร ผลลัพธท์ ี่เกดิ ข้นึ กลับกลายเป็น การไปเสริมมุมลบนั้นให้แรงขึน้ ในการสื่อสารความเสี่ยงการตอบคำถามใดๆ ให้หลีกเลี่ยงคำพูดเชิงปฏิเสธเหล่าน้ี เช่น “ไม่” “ไม่ได้”“ไม่สามารถ” “ไม่เคย” “ไม่มี” ฯลฯ (“no” “not” “never” “nothing” “none”) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังวิตกกังวลสงู การสื่อสารความเสี่ยงต้องเป็นกระบวนการเชิงรุกที่ต้องครอบคลุม เข้าถึงประชากรหรือสมาชิกของ ทกุ กล่มุ ทเ่ี กย่ี วข้อง และมีเป้าหมายเพ่อื 1) ส่งเสริมใหผ้ ูม้ ีส่วนร่วมมคี วามตระหนกั และเข้าใจกระบวนการวิเคราะห์ความเส่ยี ง 2) ส่งเสริมให้เกดิ ความโปรง่ ใสและไมเ่ บย่ี งเบนในการตดั สินใจจัดการความเสี่ยง 3) ทำใหเ้ กดิ ความเข้าใจถงึ ท่มี า หลักการในการตัดสินใจจัดการความเสี่ยง 4) ปรับปรุงประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลของกระบวนการประเมนิ และจดั การความเสี่ยง 5) สง่ เสรมิ ประสิทธิภาพการทำงานรว่ มกนั ระหวา่ งผู้ทำงาน 6) ส่งเสรมิ การมสี ่วนรว่ มอยา่ งเหมาะสมของผู้มีสว่ นเกยี่ วขอ้ ง 7) สนับสนนุ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้มสี ่วนเก่ยี วข้อง การส่ือสารความเสีย่ งในปัจจุบันจึงต้อง..... 4 ท. 1. ทันโรค คือ การสื่อสารความเสี่ยงที่สอดคล้องกับสถานการณ์โรคในปจั จบุ ันทั้งโรคติดต่อ โรคติดต่อ อุบตั ิใหม่ โรคไมต่ ิดตอ่ โรคจากการประกอบอาชพี เป็นตน้ 2. ทันโลก คือ ทันต่อความเจริญก้าวหน้าทางด้านต่างๆ เช่น คมนาคม การเดินทาง การขนส่งสินค้า มาตรการทางกฎหมาย เป็นต้น 3. ทันคน คือ ทันความเปล่ยี นแปลงทางวฒั นธรรม ความแตกต่างของคนกลุ่มวัยตา่ ง ๆ การเคลอื่ นย้ายถ่ิน การบรโิ ภคอาหาร การใชช้ วี ติ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี เป็นตน้ 4. ทันเทคโนโลยี คือ ทันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การรับรู้สิ่งใหม่ สมาร์ทโฟน โซเชยี ลมเี ดีย ชอ่ งทางการสอื่ สารใหม่ ๆ เปน็ ต้น 172
10 คำถามท่ีตอ้ งตอบ 1. ทำไมเราต้องสือ่ สารความเส่ยี ง ใหค้ ำแนะนำ เจรจาตอ่ รอง 2. ใคร คือ กลุ่มเปา้ หมาย 3. มปี ระเดน็ อะไรบ้างที่ กลุ่มเป้าหมายเราอยากร้/ู ต่อรอง 4. มีประเดน็ อะไรบา้ งท่ี เราอยากให้กลุ่มเปา้ หมายรู/้ ต่อรอง 5. เราจะส่ือสารความเสยี่ ง ให้คำแนะนำ เจรจาตอ่ รองอยา่ งไร ผา่ นชอ่ งทางใดบ้าง 6. เราจะประเมินสถานการณ์อย่างไร ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการสื่อสารความเสี่ยง ให้คำแนะนำ เจรจาต่อรอง 7. เราจะตอบสนองต่อสถานการณต์ า่ ง ๆ อย่างไร 8. ใครจะเปน็ ผู้สอื่ สารความเสี่ยง ให้คำแนะนำ เจรจาต่อรอง และเมื่อใด 9. ปญั หาและอปุ สรรคท่ีอาจเกิดข้ึน เราจะแกไ้ ขอยา่ งไร 10. เราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขอ้ ควรร้/ู กระทำในการสื่อสารความเสี่ยง ให้คำแนะนำ และเจรจาตอ่ รอง 1. รู้จักตัวเอง/ หนว่ ยงานทีเ่ ราปฏบิ ตั ิงาน มบี ทบาทหน้าที่ ทำอะไร เราอยู่ระดับไหน จะส่อื สาร ความเสยี่ งให้คำแนะนำ หรือเจรจาต่อรองด้วยเร่อื งอะไร 2. รูจ้ กั และเข้าใจผฟู้ งั หนว่ ยงาน/ บุคคลที่เราส่อื สารความเสีย่ ง ให้คำแนะนำ หรอื เจรจาต่อรองด้วยวา่ ... เป็นใคร/ มบี ทบาทหน้าที่อะไร 3. สอ่ื สารให้ตรงประเด็น ชดั เจน และเจาะจง เพอ่ื ให้ผฟู้ งั คล้อยตามความเข้าใจ และให้ความรว่ มมอื ในสงิ่ ทก่ี ำลงั สื่อสารความเส่ยี ง ใหค้ ำแนะนำ หรือเจรจาต่อรองงา่ ยข้นึ 4. ใหค้ วามสำคญั กับถ้อยคำ น้ำเสยี ง ภาษากาย สีหน้า ท่าทาง 5. รบั ฟังและทำความเข้าใจ ก่อนอธบิ าย เมอื่ มีข้อซกั ถามหรือโตแ้ ย้ง อปุ สรรคท่ีมตี อ่ การส่ือสารความเสี่ยง 1) การเลอื กในการสื่อสารความเสีย่ ง ในการสอื่ สารมนุษยก์ ม็ ักจะเลือกในสงิ่ ที่ตนสนใจมากเปน็ อันดับแรก ซึ่งความสนใจของคนแตล่ ะคนน้นั มีความแตกตา่ งกันอยู่ ขึ้นอย่วู า่ คนๆ น้ันจะเลือกสนใจในส่งิ ไหน 2) การมคี วามหมายไม่ตรงกัน การมีความหมายไม่ตรงกนั กเ็ ปน็ ส่วนหน่งึ ที่ทำให้เกิดอปุ สรรคการสื่อสารได้ อนั เนือ่ งมาจากความตา่ งของภาษาน้ันในบางสถานทีก่ ม็ ักใช้คำแบบเดียวกนั แต่ด้วยความหมายก็อาจจะ ต่างกนั จนทำใหก้ ารสอ่ื สารมคี วามเข้าใจคลาดเคล่ือนได้ 3) ความสับสนระหว่างความรู้สึกกับความจริง โดยจะใช้ความรู้สึกว่ามันจะเป็นเช่นนี้ แต่กับความเป็น จรงิ แลว้ ไมไ่ ดเ้ ปน็ เช่นนัน้ จนทำให้เกิดการสบั สนในการสอ่ื สารได้ 4) การไม่เปลี่ยนแปลงความคิดเห็น ก็ย่อมจะใช้ความคิดเห็นที่เป็นความคิดเห็นของตนเองเป็นหลัก โดยไมไ่ ด้อิงความคดิ เหน็ ของผู้อน่ื ก็มกั จะมกี ารขดั แยง้ กนั ในด้านความคิด 5) การมองไมเ่ ห็นความแตกตา่ ง 173
6) การมคี วามคิดแบบสดุ โตง่ 7) การมีความคดิ วา่ รู้หมด ปจั จัยความสำเร็จของการสือ่ สารความเสี่ยง 1. ผู้บรหิ าร เขา้ ใจระบบงานสอ่ื สารความเสยี่ ง ใหก้ ารสนับสนุนทางด้านนโยบายและงบประมาณ รวมท้ัง ใหข้ วญั กำลงั ใจผูป้ ฏบิ ัติงาน 2. ผปู้ ฏบิ ตั งิ าน เปน็ ผทู้ ่มี ปี ระสบการณ์ รักและทุ่มเทกบั งาน รวมทงั้ ตอ้ งพฒั นาตนเองและพัฒนาเสมอ เครอื ข่าย 3. ส่ือมวลชน ใหค้ วามรว่ มมือในการเสนอข่าว และเสนอข่าวตามขอ้ เท็จจรงิ เอกสารอ้างองิ กรมควบคุมโรค (2553). คู่มอื การปฏิบตั งิ านส่อื สารในภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข. กรงุ เทพ: สำนกั พิมพอ์ ักษร กราฟคิ แอนดีไซน์. กรมควบคมุ โรค (2554). คูม่ อื การปฏิบัตงิ านสอื่ สารในภาวะฉุกเฉนิ ทางสาธารณสขุ . กรุงเทพ: สำนักพมิ พ์อักษร กราฟคิ แอนดีไซน์. พาหุรัตน์ คงเมือง ทัยสุวรรณ์ สุดจิตต์ ตรีวิจิตรศิลป์, กรกฎ ดวงผาสุข, (2558). สรุปโครงการประชุมเชิง วิชาการ การสื่อสารความเสี่ยง เพื่อตอบโต้โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา และโรคติดต่ออุบัติใหม่ โดยความ ร่วมมือองคก์ ารอนามัยโลก สำนักงานประเทศไทย และกรมควบคุมโรค. ศนู ย์ส่อื และสงิ่ พิมพแ์ กว้ เจ้าจอม มหาวิทยาลยั ราชภฎั สวนสนุ ันทา: กรุงเทพ. พาหุรัตน์ คงเมือง ทัยสุวรรณ์ และคณะ (2558). ชุดความรู้การสื่อสาร วิชาการโรค: การสื่อสารความเส่ียง โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS-CoV). ศูนย์สื่อและสิ่งพิมพ์แก้วเจ้าจอม มหาวิทยาลัย ราชภฎั สวนสนุ ันทา: กรงุ เทพ. พาหุรัตน์ คงเมือง ทัยสุวรรณ์ และคณะ (2558). ชุดความรู้การสื่อสาร วิชาการโรค: การสื่อสารความเสี่ยง ตดิ เชือ้ ไวรัสอโี บลา. โรงพิมพส์ ำนักงานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ: กรงุ เทพ. พาหุรัตน์ คงเมือง ทัยสุวรรณ์, (2558). การสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ: กรณีโรคไข้หวัดนก ใน คู่มือ การปฏิบัติงานโรคไข้หวัดนกสำหรับบคุ ลากรทางการแพทย์ และสาธารณสขุ (ฉบับปรับปรุง). โรงพิมพ์ องค์การทหารผ่านศกึ ในพระบรมราชูปถมั ภ์: กรุงเทพ, หนา้ 139-162. พาหุรัตน์ คงเมือง ทัยสุวรรณ์ (2559). การสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสขุ ภาพ: กรณีโรคติดเชื้อไวรัสซกิ า ใน คู่มือการป้องกันควบคุมโรคติดเช้ือไวรัสซิกา สำหรบั บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข ปี 2559. โรงพิมพ์องค์การทหารผ่านศึกในพระบรมราชปู ถัมภ์: กรุงเทพ, หนา้ 118-135. พาหุรตั น์ คงเมือง ทยั สวุ รรณ์ และคณะ (2561). คมู่ อื การส่ือสารความเส่ยี งโรคและภัยสุขภาพในภาวะวิกฤติ (Crisis Risk Communication). ศนู ย์ส่ือและสิ่งพิมพ์แกว้ เจา้ จอม มหาวิทยาลัยราชภฎั สวนสุนันทา: กรุงเทพ. 174
CDC (2002). Crisis and Emergency Risk Communication. Centers for Disease Control and Prevention. WHO (2005). IHR 2005. World Health Organization, Geneva. WHO (2013) Emergency Response Framework. World Health Organization, Geneva. 175
ภาคผนวก 176
คำสง่ั แตง่ ตั้งคณะทำงานจดั ทำหลกั สตู รเวชศาสตรร์ าชทัณฑ์ 177
178
179
แบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรียน แบบทดสอบ PART 1 บรบิ ทของเวชศาสตรร์ าชทัณฑ์ 1. โครงการราชทณั ฑป์ นั สุขฯ ได้เรม่ิ ดำเนนิ การในปใี ด ก. พ.ศ. 2558 ข. พ.ศ. 2560 ค. พ.ศ. 2562 ง. พ.ศ. 2563 2. บันทึกความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ เป็นการลงนาม ความรว่ มมอื ระหวา่ งหน่วยงานใด ยกเว้น ก. กระทรวงสาธารณสุข ข. สำนกั งานประกันสุขภาพแหง่ ชาติ ค. กรมราชทณั ฑ์ ง. สำนกั งานการแพทยฉ์ ุกเฉนิ แห่งชาติ 3. โครงการราชทณั ฑ์ปนั สขุ ฯ มงุ่ เนน้ สง่ เสรมิ ดา้ นใด ยกเวน้ ก. ดา้ นเครือ่ งมอื แพทย์ ข. ด้านพฒั นาพฤตินิสัยของผู้ตอ้ งขัง ค. ให้องค์ความรดู้ า้ นสุขภาพแก่อาสาสมัครดา้ นสุขภาพในเรือนจำ ง. ด้านบริการทางการแพทย์ พยาบาล 4. กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังใน เรอื นจำ ยกเวน้ ก. พรบ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ข. ข้อกำหนดมาตรฐานขน้ั ต่ำสำหรับปฏบิ ตั ิต่อผตู้ ้องขังและข้อเสนอแนะนำในเรอ่ื งท่ีเกยี่ วขอ้ งของ องค์การสหประชาชาติวา่ ดว้ ยการปฏิบัติตอ่ ผู้กระทำผิด (Mandela Rules) ค. พรบ.ประกันสุขภาพแหง่ ชาติ พ.ศ. 2545 ง. พรบ.ราชทณั ฑ์ พ.ศ.2479 180
5. หนว่ ยงานกระทรวงสาธารณสขุ ทีม่ บี ทบาทในการดำเนนิ โครงการราชทณั ฑป์ นั สุขฯ ยกเวน้ ก. สำนักงานหลกั ประกนั สุขภาพแหง่ ชาติ ข. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสขุ ค. กรมสนับสนนุ บริการสุขภาพ ง. กรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ 6. แนวทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขสำหรบั ผู้ต้องขงั ในเรือนจำ 6 ดา้ น ประกอบด้วยขอ้ ใดบา้ ง ยกเว้น ก. ดา้ นวจิ ัยและพัฒนาด้านสุขภาพ ข. ดา้ นกำลงั คนดา้ นสุขภาพ ค. ด้านกลไกการคลงั ด้านสขุ ภาพ ง. ดา้ นบริการสุขภาพ 7. กรอบแนวคดิ ปัจจัยที่มีผลกระทบสุขภาพผตู้ ้องขัง ประกอบด้วยอะไรบา้ ง ยกเว้น ก. Food Nutrition ข. Health Insurance ค. Habitat, Hygiene, Sanitation ง. Psychosocial factors 8. ข้อความต่อไปน้ี ข้อใดไมใ่ ช่ลกั ษณะของงานดา้ นเวชศาสตร์ป้องกนั (Preventive medicine) ก. ป้องกันการป่วย การตาย ข. สง่ เสรมิ สุขภาวะและคุณภาพชวี ติ ค. ประหยดั ค่าใชจ้ ่ายดา้ นสุขภาพ ง. ส่งเสริมความเท่าเทียมและเสรีภาพทางการเมือง 9. ตามมาตรฐานเรือนจำ มาตรฐานที่ 9 ด้านการให้บริการผู้ต้องขัง ข้อ 6 กำหนดว่า “ต้องมีการดำเนินงาน เฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ หากมีการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรงจะต้อง ปฏิบตั ิตามพระราชบัญญัตโิ รคตดิ ต่อทเ่ี กี่ยวข้องอย่างเคร่งครดั ” มาตรฐานขอ้ น้ี ส่งเสรมิ การป้องกันโรคระดับใด ก. ระดับพ้นื ฐาน (Primordial prevention) ข. ระดับปฐมภูมิ (Primary prevention) ค. ระดบั ทุติยภมู ิ (Secondary prevention) ง. ระดบั ตติยภมู ิ (Tertiary prevention) 181
10. ตามมาตรฐานเรือนจำ มาตรฐานที่ 9 ด้านการให้บริการผู้ต้องขัง ข้อ 7 กำหนดว่า “ต้องมีการจัดเตรียม ระบบงานด้านการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้บริการแก่ผู้ต้องขังที่เจ็บป่วยให้ได้รับการ รักษาพยาบาลตามสิทธิมนุษยชนอนั พึงจะไดร้ บั และใหม้ ีการฟ้ืนฟสู มรรถภาพผู้ต้องขังป่วยเหล่าน้ันให้กลับคืน สภาพปกติมากที่สดุ ” มาตรฐานข้อนี้ เนน้ การป้องกันโรคระดับใด ก. ระดับปฐมภมู ิ (Primary prevention) ข. ระดับทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary prevention) ค. ระดบั ตตยิ ภมู ิ (Tertiary prevention) ง. ขอ้ ข. และ ค. 11. กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ สสส. พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่องการจัดทำฐาน ข้อมูลสุขภาวะของ เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังในเรือนจำ การพัฒนาศักยภาพและรายได้ของผู้ต้องขัง รวมถึงการเตรียมความพร้อม ผู้พ้นโทษกลับคืนสู่สังคม (จาก เว็บไซต์คม ชัด ลึก 20 พฤศจิกายน 2561) ความร่วมมือดังกล่าวนี้ ส่งเสริม การปอ้ งกนั โรคในระดับใด ก. ระดบั พื้นฐาน (Primordial prevention) ข. ระดบั ปฐมภมู ิ (Primary prevention) ค. ระดบั ทุตยิ ภูมิ (Secondary prevention) ง. ระดบั ตตยิ ภูมิ (Tertiary prevention) 12. การจัดการดแู ลสวัสดิภาพของผู้ตอ้ งขังมีขอบเขตการดูแล ครอบคลุมด้านใดบ้าง ก. ดา้ นสุขภาพทางกายและทางจติ ข. ด้านความม่นั คงทางครอบครัวและสังคม ค. ด้านความมน่ั คงทางอาชีพและรายได้ ง. ถกู ทกุ ขอ้ แบบทดสอบ PART 2.1 การตรวจวนิ จิ ฉยั และการดูแลรักษาผู้ต้องขงั ในเรือนจำ 1. ผู้ต้องขังหญิงอายุ 30 ปี ไม่มีโรคประจำตัว พยาบาลในเรือนจำได้ตรวจคัดกรองอาการของผู้ต้องขังรายนี้ก่อน เข้าแดนแรกรับ พบผู้ป่วยเริ่มมีอาการน้ำมูก และสูญเสียการรับรส ผู้ต้องขังมีประวัติไปทำงานในสถานที่ซึ่งพบ ผูป้ ว่ ยโรคติดเช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 เมื่อ 10 วันก่อนเข้าเรือนจำ และ มีประวัติได้รบั วัคซนี ป้องกันโรคติดเช้ือไวรัส โคโรนา 2019 เข็มที่ 1 เมือ่ 3 วนั กอ่ นเข้าเรอื นจำ หากทา่ นเปน็ พยาบาลในเรือนจำ ทา่ นควรดำเนนิ การดังต่อไปน้ี ก. แยกผ้ตู ้องขังรายนใ้ี นห้องแยกระหว่างรอผลตรวจทางห้องปฏิบัตกิ าร ข. เก็บตวั อยา่ ง Nasopharyngeal swab ของผปู้ ่วย ตรวจ RT-PCR for SARS-CoV-2 ค. พิจารณางดการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 เขม็ ที่ 2 เนอ่ื งจากผู้ปว่ ยแพว้ ัคซนี ง. ก. และ ข. 182
2. เมื่อพบผู้ป่วยยืนยันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต้องรายงานโรคให้แก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ภายในกี่ชั่วโมง ก. 3 ชัว่ โมง ข. 6 ชัว่ โมง ค. 12 ชวั่ โมง ง. 24 ชว่ั โมง 3. โรคไข้หวัดใหญ่ เกดิ จากเช้อื ชนิดใด ก. เกดิ จากเช้ือแบคทีเรีย ข. เกดิ จากเชอ้ื ไวรัส ค. เกดิ จากพยาธิตวั กลม ง. เกิดจากปรสิต 4. กล่มุ เสีย่ งใดที่ได้รับวัคซนี ป้องกนั โรคไขห้ วัดใหญ่ในเรอื นจำ ก. ผตู้ ้องขังทกุ คน ข. เจา้ หน้าทท่ี กุ คน ค. เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ตอ้ งดูแลผตู้ ้องขงั เทา่ น้ัน ง. ผู้ตอ้ งขงั ท่เี ปน็ กล่มุ เสี่ยง และเจ้าหนา้ ท่ีทุกคน 5. ผ้ตู อ้ งขงั รายใดทค่ี วรตรวจคัดกรอง ก. แรกรับ ข. ระหวา่ ง ค. กอ่ นปล่อย ง. ทุกกลุ่ม 6. ในการคัดกรองวินิจฉัยโรคเบาหวานประชากรกลุ่มวัยทำงาน (25-59 ปี) ควรมีการประเมินคะแนน ความเสี่ยงตอ่ เบาหวาน (Diabetes risk score) ข้อใดไมใ่ ช้ เปน็ ปัจจยั เสี่ยงในการประเมนิ ก. ดัชนมี วลกาย รอบเอว ข. ประวตั โิ รคเบาหวานในญาตสิ ายตรง (พ่อ แม่ พ่ี หรอื น้อง) ค. ประวัตเิ ป็นโรคความดันโลหิตสงู ง. ใชใ้ นการประเมินทงั้ ก ข และ ค 7. ในการวนิ จิ ฉัยโรคเบาหวาน ขอ้ ใดไมใ่ ช่การตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการท่ใี ช้เป็นมาตรฐานการตรวจวนิ จิ ฉัย ก. คา่ นำ้ ตาลในเลือดเจาะจากปลายน้ิวเมอ่ื อดอาหาร (Fasting capillary glucose) ข. ค่าน้ำตาลในเลอื ดเจาะจากหลอดเลือดดำเมอื่ อดอาหาร (Fasting plasma glucose) ค. คา่ น้ำตาลในเลอื ดหลังการดม่ื กลโู คส 75 กรัม 2 ชว่ั โมง (2hr-Oral glucose tolerance test) ง. ค่าน้ำตาลสะสม(HbA1C) 183
8. อาการแสดงในข้อใดต่อไปนีเ้ ปน็ อาการแสดงที่รนุ แรงทสี่ ุดจากการถอนสุรา ก. Seizure ข. Hallucination ค. Delirium tremens ง. Wernicke Korsakoff syndrome 9. ยาใดตอ่ ไปน้ี ท่ีใช้ทดแทนเมอ่ื ผ้ปู ว่ ยมอี าการจากการถอนยามอร์ฟนี ก. Diazepam ข. Carbamazepine ค. Clonidine ง. Methadone 10. เมื่อทมี ช่วยชวี ิตของทา่ นพบผู้ปว่ ยชายอายุ 50 ปี นอนหมดสติบนพนื้ หลังจากเรียกขอความช่วยเหลือแล้ว ทา่ นจะทำการอย่างไรตอ่ ไปเพื่อให้การช่วยเหลอื ผูป้ ว่ ยดว้ ยขั้นตอนที่เหมาะสม ก. ติดแผ่นช็อกไฟฟา้ ของเครอ่ื ง AED ข. ตรวจหาข้อมลู ยาที่ผูป้ ว่ ยใช้เป็นประจำ ค. ตรวจดกู ารหายใจ และคลำชพี จร ง. เปดิ ทางเดนิ หายใจให้โล่ง 11. ขอ้ แนะนำในการกดหน้าอก (Chest compression) สำหรับการชว่ ยชีวิตผใู้ หญ่ ควรกดดว้ ยอตั ราเทา่ ไร ก. นอ้ ยกวา่ 80 คร้ังต่อนาที ข. 80-90 ครง้ั ต่อนาที ค. 100-120 ครง้ั ต่อนาที ง. มากกวา่ 120 ครง้ั ต่อนาที 12. ขอ้ ใดคือสตู รยาสำหรับผู้ปว่ ยวัณโรครายใหม่ที่เชื้อไวตอ่ ยา (new patient regimen with drug susceptible) ก. 2HRZES/1HRZE/5HRE ข. 2HRZE/4HR ค. 6RZELfx ง. 3HP 184
13. ขอ้ ใดคอื สูตรยารักษาการติดเชื้อวณั โรคระยะแฝงท่ีแนะนำสำหรบั ผู้ปว่ ย HIV ก. 3HP ข. 3HR ค. 1HP ง. 6-9H 14. ข้อใดไม่ใช่ clinical risk groups ของวณั โรค ก. HIV ข. DM ค. Malnutrition ง. Asthma แบบทดสอบ PART 2.2 การตรวจวนิ ิจฉยั และการดูแลรักษาผู้ตอ้ งขงั ในเรอื นจำ 1. การเกดิ การระบาดของโรคไขห้ วัดใหญ่ข้อใดถูกตอ้ ง ก. โรคไขห้ วดั ใหญไ่ มเ่ คยเกดิ การเกดิ การระบาด ข. โรคไข้หวดั ใหญม่ ักเกดิ การระบาดในทโ่ี ล่งแจ้ง ค. โรคไขห้ วัดใหญส่ ่วนใหญ่จะเกดิ การระบาดในพื้นท่ีท่ีมีคนรวมตัวกันจำนวนมาก ง. โรคไขห้ วดั ใหญ่มกั เกดิ การระบาดในช่วงฤดูร้อน 2. อาการดังข้อใดตอ่ ไปน้ี เป็นอาการแสดงของการถอนยานอนหลับในกลมุ่ เบนโซไดอะซีปนี (Benzodiazepine withdrawal) ก. Anxiety, tremors, and tachycardia ข. Respiratory depression, stupor, and bradycardia ค. Muscle aches, cramps, and lacrimation ง. Paranoia, depression, and agitation 3. ขณะท่ีทำการนวดหัวใจผายปอดกูช้ ีพข้นั พ้ืนฐาน (basic life support) ระยะเวลาที่เหมาะสมที่ใชใ้ นการ ตรวจคลำชีพจรคอื เทา่ ใด ก. 1-4 วนิ าที ข. 5-10 วนิ าที ค. 11-15 วนิ าที ง. 16-20 วินาที 185
4. ในการคัดกรองวินิจฉัยโรคความดันโลหติ สงู ขอ้ ใดไม่ถกู ตอ้ ง ก. ใชผ้ ลของการวัดความดนั โลหิตทีส่ ถานพยาบาลเทา่ น้ัน ไมส่ ามารถใช้ผลการวดั ทบี่ ้านได้ ข. การวดั ความดันโลหติ ที่สถานพยาบาล ถ้าระดับความดนั โลหิตไดค้ ่าตัวบน >=180 และ/หรอื ตัวลา่ ง >=110 มม.ปรอทจัดว่าเป็นโรคความดนั โลหติ สูง ได้เลยโดยไมต่ ้องนดั วัดซ้ำเพอื่ ยืนยัน ค. การวดั ความดนั โลหิตทีส่ ถานพยาบาล ถา้ วดั ระดบั ความดนั โลหติ ไดค้ า่ ตวั บน >=130 และ/หรือตัว ล่าง >=85 มม.ปรอท ถ้าผ้รู ับบริการเป็นเบาหวานหรอื โรคหวั ใจและหลอดเลอื ดหรือประเมนิ CVD- risk มากกวา่ 10% หรอื มี TOD จดั วา่ เปน็ โรคความดันโลหติ สูงไดเ้ ลยโดยไม่ต้องนดั วัดซ้ำเพอ่ื ยืนยัน ง. แพทยเ์ ท่านน้ั เปน็ ผ้วู ินิจฉัย 5. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกต้องเกย่ี วกบั โรคตดิ เชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 ก. ผู้ป่วยโรคติดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 ต้องได้รับการแยกกักเปน็ ระยะเวลาอย่างน้อย 14 วนั ข. ผตู้ อ้ งขังแรกรับในเรือนจำเปน็ กลุ่มเปา้ หมายในการเฝา้ ระวงั โรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019 ของกระทรวงสาธารณสุข ค. ผสู้ มั ผัสใกลช้ ดิ เสย่ี งสงู ของผู้ป่วยโรคตดิ เชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 ต้องไดร้ บั การเปน็ ระยะเวลา 5 วนั ง. ยา Favipiravir เปน็ ยาทใี่ ช้รกั ษาผู้ปว่ ยโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 6. ผู้ต้องขังชายอายุ 24 ปี เป็นผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี รับประทานยาสูตร Lamivudine/Tenofovir /Dolutegravir อาศัยอยู่ในเรือนจำแดนแรกรับ ระดับ CD4 ครั้งล่าสุดเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาเท่ากับ 350 cells/mm3 พยาบาลในเรือนจำตรวจคดั กรองรา่ งกายพบผนื่ คันท่มี อื ท้ังสองขา้ ง ลกั ษณะดงั ภาพ ท่านคดิ วา่ ผ้ตู อ้ งขงั รายนีเ้ ป็นโรคใด ข. Scabies ค. Tuberculosis ง. Measles ก. Secondary syphilis 7. จากข้อ 6 หากท่านเปน็ พยาบาลในเรอื นจำ ท่านจะดำเนินการอย่างไร ก. แยกผู้ตอ้ งขงั รายน้ใี นห้องแยกจนถงึ 4 วนั หลังผืน่ ข้ึน ข. การสง่ เลือดผ้ตู ้องขังรายนี้ตรวจ VDRL และ TPHA ค. นำผา้ เช็ดตวั เส้ือผา้ และผา้ หม่ ในเรือนนอนของผ้ตู ้องขังล้างดว้ ยผงซกั ฟอกและนำไปตากแดด ง. ทำ tuberculin skin test ในผู้สมั ผสั ใกลช้ ดิ ของผู้ต้องขงั รายน้ี 186
8. การหรืออาการแสดงทีบ่ ง่ บอกวา่ ผูป้ ว่ ยหมดสตเิ กดิ ภาวะหวั ใจหยุดเต้น ก. ชพี จรเตน้ เบา และชา้ ข. เกิดภาวะสีผวิ เขียวคลำ้ ค. มกี ารหายใจแบบ agonal gasps ง. ชีพจรเต้นเบา และไม่สม่ำเสมอ 9. การใช้ชุดตรวจหาการติดเชอ้ื เอชไอวี จากนำในชอ่ งปาก ทีด่ ที ีส่ ดุ คือหลังจากผ้ผู ่านชว่ งเสย่ี งมาแล้ว อยา่ งน้อยนานเท่าใด ก. 1 เดอื น ข. 2 เดอื น ค. 3 เดือน ง. ผา่ นการเสย่ี งมานานเทา่ ไรกไ็ ด้ 10. ความจำเปน็ ที่ต้องคัดกรองโรคเอชไอวี ซฟิ ลิ สิ ไวรสั ตบั อกั เสบซีในผ้ตู ้องขงั ก. เพอ่ื สงั เกตอาการ ข. เพ่อื แยกคนทปี่ ่วยออกจากคนปกติ ค. เพือ่ ตัดวงจรการแรพร่ ะบาดของโรคโดยนำผู้ป่วยไปรับการรกั ษา ง. ถกู ทุกข้อ 11. ขอ้ ใดต่อไปนี้ เปน็ อาการแสดงจากการถอนยาเฮโรอีน (heroin withdrawal) ก. ซมึ , หมดสติ และชัก ข. ขนลกุ , หาว และปวดตวั ค. มา่ นตาเลก็ และความดนั โลหิตตก ง. ใจสนั่ และคลน่ื ไส้อาเจียนมาก 12. อาการในขอ้ ใดไม่อยู่ในนิยามผปู้ ่วย PUI โรคติดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 ก. ไอ ข.ลน้ิ ไมร่ ับรส ค.หายใจเรว็ ง. เจ็บหน้าอก 13. การตรวจทางหอ้ งปฏิบตั ิการใดเป็น gold standard ในการวนิ ฉิ ยั วณั โรค ก. Sputum AFB ข. Spuutum Gene Xpert ค. Sputum LPA ง. Sputum Culture 187
14. วัณโรคเยือ้ หุ้มสมองใชเ้ วลาในการรักษาอย่างน้อยกีเ่ ดือน ก. 6 เดือน ข. 9 เดือน ค. 12 เดือน ง. 18 เดอื น แบบทดสอบ PART 3 หลกั ระบาดวทิ ยาการสอบสวนและควบคุมโรคในเรอื นจำ 1. ข้อใดเปน็ การเฝ้าระวงั เชงิ รับ ก. การคดั กรองโรคโควดิ -19 ในกลุ่มผตู้ อ้ งขังแรกรับ ข. อาสาสมคั รสาธารณสขุ เรือนจำ คดั กรองผูต้ ้องขังวนั นีพ้ บว่ามีผ้ตู ้องขงั แขน-ขาอ่อนแรง 2 คน ค. ผ้ตู อ้ งขงั แรกรบั มโี รคผวิ หนังจงึ รกั ษาจนหาย กอ่ นเข้าแดน ง. ผ้ตู ้องขังท้องเสยี เข้าไปขอยาที่แดนพยาบาล 2. สถานการณใ์ ดทเ่ี รือนจำจำเป็นต้องสอบสวนโรค ก. ผ้ปู ว่ ยอจุ จาระร่วง 5 รายขึ้นไปในแดนเดยี วกันภายใน 2 วนั ข. ผ้ปู ่วยตาแดง 2 รายขึ้นไป ในแดนหญิง และแดนชาย ค. ผู้ป่วยวัณโรครายเก่าในแดนเดียวกนั 2 ราย ง. ผู้ปว่ ยมีอาการใจสั่น หรือ ออ่ นแรง 1 รายในแดนเดยี วกัน และช่วงเวลาใกลเ้ คียงกัน 3. ขอ้ ใดไมใ่ ชก่ ารเฝ้าระวังเหตุการณ์ ก. ผู้ตอ้ งขังที่เปน็ ผชู้ ่วยในแดนพยาบาลแจง้ วา่ มผี ู้ต้องขังในแดนหญิงมีอาการไอกนั หลายคน ข. ผูต้ ้องขังในแดนชาย 4-5 คน หอนอนเดยี วกันมาขอยาแก้คัน ค. ผู้ตอ้ งขงั รายเก่าท่ีมปี ระวัติป่วยเป็นวัณโรคเข้ามาตดิ ต่อขอยาในแดนพยาบาล ง. มีขา่ วลือวา่ ผูต้ อ้ งขังทเ่ี สยี ชีวิตไลเ่ ล่ยี กัน เกดิ จากการไหลตายเพราะผีแมม่ ่ายแดนหญิงมาเอาชวี ติ 4. ระบาดวิทยา หมายถึง ก. โรคทีแ่ พรไ่ ปอยา่ งรวดเร็ว ข. การกระจาย และปัจจยั เสี่ยง ค. การคัดกรองผู้ป่วยโรคอุบตั ิใหม่ ง. ถกู ทุกขอ้ 188
5. ข้อใดไม่ใชว่ ตั ถุประสงคใ์ นการสอบสวนการระบาดของวัณโรคในเรือนจำ ก. เพื่อยืนยนั การวินิจฉัยและการระบาดของวณั โรคในเรือนจำ ข. เพอ่ื ประเมินระบบเฝา้ ระวงั วัณโรคของเรือนจำ ค. เพ่อื กำหนดมาตรการในการควบคมุ ป้องกันวัณโรคของเรือนจำ ง. เพื่อพรรณนาลักษณะของการระบาดของผปู้ ว่ ยวณั โรคในเรอื นจำตามเวลา สถานที่และบคุ คล 6. นิยามผู้ป่วยในการสอบสวนโรคหดั ในเรือนจำไม่ควรมีองคป์ ระกอบในขอ้ ใด ก. เวลา ข.สถานท่ี ค. บุคคล ง. ประวตั กิ ารไดร้ ับวัคซีน 7. ข้อใดเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจใน เรือนจำ ก. อาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำและเจ้าหนา้ ทใ่ี นหนว่ ยพยาบาลของเรือนจำ ทำการคัดกรองผู้ตองขัง ทกุ วนั ตามแบบคดั กรองรวมถึงมกี ารคัดกรองอาการทางระบบทางเดินหายใจกอนการปล่อยผู้ตองขัง ข. หากพบมีอาการทางระบบทางเดนิ หายใจ ใหผ้ ู้ปว่ ยใส่หน้ากากอนามัย และแยกผู้ปว่ ยออกจาก ผู้ตอ้ งขงั ทมี่ ีอาการปกตใิ นหองแยก เพื่อปองกนั การกระจายเชือ้ รวมถงึ จดั เจาหนาท่ีดูแลผปู้ ว่ ย โดยเฉพาะโดยไม่ใหยา้ ยไปมาระหว่างแดนตา่ ง ๆ ค. จัดใหมีพ้นื ทีร่ องรับผู้ตองขังใหมท่ ่ีมีอาการของระบบทางเดนิ หายใจ รวมถงึ เตรยี มถังขยะและ กระดาษชำระสำหรบั ทิง้ ขยะตดิ เช้ือที่มาจากผปู้ ว่ ย ง. ถกู ทกุ ขอ้ 8. ขอ้ ใดเรียงลำดับข้นั ตอนการสอบสวนโรคไดถ้ ูกตอ้ ง ก. กำหนดนิยามผ้ปู ว่ ย -> เตรยี มทีมสอบสวนภาคสนาม -> ยนื ยนั การระบาด ข. ยืนยันการวนิ ิจฉัย -> รวบรวมวเิ คราะห์ข้อมลู เชิงพรรณนา -> ควบคมุ ป้องกนั โรค ค. ยนื ยันการวนิ จิ ฉยั -> ยืนยนั ผลทางทางหอ้ งปฏิบัตกิ าร -> ยนื ยันการระบาด ง. การค้นหาผู้ป่วยรายอน่ื -> ยนื ยนั การระบาด -> ควบคุมป้องกันโรค 9. ขอ้ ใดเป็นเกณฑท์ างคลินกิ ก. ผตู้ ้องขงั ทมี่ ีอาการคลน่ื ไส้ อาเจยี น ปวดทอ้ ง ข. ผตู้ อ้ งขังที่เพาะแยกเชอื้ ได้จากอจุ จาระ ค. ผคู้ มุ ทีร่ บั ประทานอาหารเดียวกนั กับผู้ต้องขงั ท่ีปว่ ย ง. ผู้คุมท่ีพบสารพิษ (Enterotoxins) จากอาเจียน 189
10. ข้อใดไม่ใช่การศึกษาสภาพสิ่งแวดลอ้ ม ก. สำรวจบรเิ วณห้องครัวและพน้ื ที่ปรุงประกอบอาหาร ข. และการสังเกตพฤติกรรมการรบั ประทานอาหารของผู้ต้องขัง ค. เก็บตัวอย่างจากมือของผปู้ รงุ ประกอบอาหาร ง. การสมั ภาษณผ์ ู้ปรุงประกอบอาหาร เกี่ยวกบั กระบวนการปรงุ อาหาร/ เสริ ์ฟอาหาร 11. เหตุการณ์ที่พบผู้ต้องขังชายเพิ่มเติมอีก 9 รายมาด้วยอาการแขนขาอ่อนแรง ถือว่าเป็นการระบาดใน เรอื นจำหรอื ไม่ เพราะเหตุใด ก. ใช่ เพราะเป็นโรคเหนว่ี นำให้ไหลตาย ข. ใช่ เพราะพบผปู้ ว่ ยตั้งแต่ 2 คนขน้ึ ไป ค. ไม่ใช่ เพราะ ไม่ไดต้ รวจวินิจฉัยทางคลนิ ิก ง. ไม่ใช่ เพราะต้องมอี าการรุนแรงมากกว่านี้ 12. ข้อใดเปน็ วัตถปุ ระสงคข์ องการสอบสวนการระบาด ก. อธิบายลักษณะของการระบาดตาม เวลา บคุ คล และสถานท่ี ข. ค้นหาแหล่งโรค และปัจจยั เส่ยี งของการเกดิ โรค ค. วางมาตรการควบคุมและป้องกันการระบาดของโรค ง. ถูกทุกข้อ 13. ขอ้ มลู การสอบสวนอ่นื ๆ ทต่ี ้องดำเนนิ การในกรณีการระบาดของภาวะไทรอยด์เปน็ พิษยกเวน้ ข้อใด ก. ประวัติการเดินทางมาจากพื้นทเี่ สย่ี งก่อนต้องขัง ข. วตั ถุดบิ ทใี่ ช้ประกอบอาหาร แหล่งวัตถดุ ิบ ค. การทดสอบอาการแขนขาอ่อนแรงดว้ ยการลุกน่ัง ง. การวดั คา่ การทำงานของไทรอยด์ ในผปู้ ว่ ย แบบทดสอบ PART 4 ด้านสขุ ภาพจิต 1. ผู้ต้องขังรายหนึ่ง มีอาการเครียด ซึมเศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ คิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ หลังจากทราบข่าว วา่ ภรรยาของตนเองได้ไปอยู่กนิ กับสามีใหม่แลว้ และเอาทรัพย์สินทีม่ ีในบ้านเอาไปด้วย การช่วยเหลือ ทางจติ ใจในเบื้องตน้ ข้อใดดที ่ีสุด ก. เล่าประสบการณ์การจัดการความเครียดของตนเองให้ผตู้ ้องขังฟงั เพื่อจะได้ไปปรบั ใช้กบั ตนเอง ข. แนะนำให้ผูต้ ้องขังทำใจว่าตราบใดทย่ี งั มีชวี ติ อยเู่ ราก็ยงั สามารถสร้างตวั และมีชวี ิตคู่ได้ใหม่ ค. แนะนำวา่ อย่าเศร้าไปเลย อาจมเี รอื่ งดีๆรออยใู่ นอนาคตกเ็ ป็นได้ ง. รบั ฟงั อย่างต้ังใจและทำความเขา้ ใจถึงความทุกข์ของผตู้ ้องขัง 190
2. ในการประเมินผตู้ ้องขงั ทีม่ อี าการทางจติ จำเป็นต้องมกี ารซักประวตั ิเกี่ยวกับโรคทางกายหรือตรวจ ร่างกายหรือไม่ เพราะเหตุใด ก. ไมจ่ ำเปน็ เพราะประวัติทางกายและการตรวจรา่ งกายไม่ได้ช่วยในการดูแลรักษาอาการทางจิต ข. ไม่จำเปน็ เพราะจะทำให้เสยี เวลาในการตรวจประเมินและให้การรกั ษาอาการทางจิต ค. จำเป็น เพราะโรคทางกายหลายโรคเปน็ สาเหตทุ ่ที ำใหเ้ กิดอาการทางจิตได้ ง. จำเป็น เพราะโรคทางจิตเวชเกิดจากการท่ีสมองทำงานผดิ ปกติ 3. ลกั ษณะใดดังต่อไปนท้ี ี่บ่งชี้ว่านา่ จะมีความเจ็บปว่ ยทางจติ เวช ก. มอี ารมณเ์ ศร้าบ้าง อารมณ์ดีบ้างเปน็ ช่วงๆตามเหตุการณใ์ นชวี ติ ข. ความสามารถในการทำหน้าท่ี (Function) ของตนเองเสียไป ค. เผชิญกับปัญหาหลายอย่างในชวี ติ ง. คดิ วิตกกงั วลกับเรอ่ื งเล็กๆนอ้ ยๆ 4. ทำไมบุคลากรทางการแพทย์ต้องเรียนรกู้ ารสื่อสารความเสี่ยง ก. เพื่อไปถ่ายทอด หรือสื่อสารความเสี่ยงตอ่ ใหก้ ลุ่มเปา้ หมาย มคี วามรู้ และตดั สนิ ใจกระทำ พฤติกรรมอย่างหนึง่ อยา่ งใดตามทเี่ ราต้องการ ข. เพื่อไปถา่ ยทอด หรือส่ือสารความเสี่ยงต่อ ให้กลุม่ เป้าหมายสวมหนา้ กากปอ้ งกนั ฝุน่ ละอองขนาดเล็ก ค. เพ่อื ลดความต่นื ตระหนกของสังคมจากโรคและภัยสขุ ภาพจากภาวะน้ำท่วมขงั ง. ถกู ทุกข้อ 5. ความแตกต่างของการสื่อสารความเส่ยี ง การให้คำแนะนำ และการเจรจาต่อรอง ก. ไมม่ ีความแตกตา่ ง ข. การส่อื สารความเสี่ยงต้องประเมินความเสี่ยง และส่ือสารความเสี่ยงจำเพาะประเด็น จำเพาะกลมุ่ ค. การเจรจาตอ่ รองเป็นศลิ ปะและทกั ษะการส่ือสารทำใหฝ้ า่ ยตรงขา้ มยอมรับขอ้ เสนอท่ฝี ่ายเรา ไดเ้ ปรียบ ง. การให้คำแนะนำ คอื กระบวนการที่ผู้ใหก้ ารชว่ ยเหลือสามารถเขา้ ใจ และชว่ ยแก้ไขปัญหาของ ผู้รบั การช่วยเหลอื 6. หลักการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคมุ โรคและภัยสุขภาพในเรือนจำต้องใชห้ ลกั การใด ก. ประเมนิ ความเสย่ี งเฉพาะผลทีก่ ระทบต่อสุขภาพ (Hazards) ข. คน้ หาผูป้ ่วยวัณโรคปอดในเรือนจำ และให้สัมภาษณส์ ื่อมวลชน ค. ใชท้ ้ังหลักการส่ือสารความเส่ียง ให้คำปรึกษา และการเจรจาต่อรอง ง. ผดิ ทุกข้อ 191
แบบประเมินความพงึ พอใจในการเรียน E-learning เรอื่ ง หลักสูตรเวชศาสตรร์ าชทัณฑ์ระยะสั้น คำชแี้ จง แบบประเมินฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน เรื่อง หลักสูตรเวชศาสตร์ ราชทณั ฑ์ระยะส้นั 1. ท่านเห็นถงึ ความสำคญั ในการเรยี นหลักสูตรเวชศาสตร์ราชทณั ฑ์ระยะสนั้ ดว้ ยระบบ E-learning 12345 นอ้ ยทสี่ ดุ มากที่สุด 2. ท่านคิดว่าการเรียนหลักสูตรเวชศาสตร์ราชทัณฑ์ระยะสั้นด้วยระบบ E-learning ช่วยให้เข้าใจความรู้ เก่ียวกับการดูแล รกั ษา ป้องกนั ควบคมุ โรคและภยั สขุ ภาพในกลมุ่ ผูต้ ้องขงั ในเรอื นจำ มากขน้ึ 12345 นอ้ ยทส่ี ดุ มากท่สี ุด 3. เมื่อท่านเรียนจบหลักสูตรเวชศาสตร์ราชทัณฑ์ระยะสั้นด้วยระบบ E-learning ท่านสามารถนำความรู้และ ทกั ษะทไ่ี ดไ้ ปใช้ในการปฏิบตั ิงานไดจ้ รงิ 12345 น้อยที่สุด มากที่สุด 4. ท่านมีความพึงพอใจในภาพรวมต่อบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์หลักสูตรเวชศาสตร์ราชทัณฑ์ระยะส้ัน อย่ใู นระดบั ใด 12345 น้อยทส่ี ุด มากทสี่ ุด 5. ทา่ นมคี วามพงึ พอใจในภาพรวมตอ่ การใชง้ านระบบ E-learning หลักสูตรเวชศาสตร์ราชทัณฑร์ ะยะสน้ั อยใู่ นระดับใด 12345 น้อยทีส่ ดุ มากทส่ี ุด 192
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198