Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือเกษตรอินทรีย์

คู่มือเกษตรอินทรีย์

Published by Arthit Boonsorn, 2023-03-11 16:51:49

Description: คู่มือเกษตรอินทรีย์

Search

Read the Text Version

คมู่ อื เกษตรอินทรีย์ (สำหรบั เกษตรกร) รนู้ โยบำย เข้ำใจมำตรฐำน ได้กำรรับรองพชื อินทรยี ์ ชวศิ ร์ สวัสดสิ ำร กลุม่ ถ่ำยทอดเทคโนโลยี สำนักวิจยั และพฒั นำกำรเกษตรเขตท่ี 7 กรมวชิ ำกำรเกษตร คำนำ ต า ม ที่ ก ร ะ ท ร ว ง เ ก ษ ต ร แ ล ะ ส ห ก ร ณ์ ไ ด้ ขับเคล่ือนนโยบายเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2555-2564 ซ่ึงดาเนินการภายใต้คณะกรรมการพัฒนาเกษตร อินทรีย์แห่งชาติ เพ่ือขับเคล่ือนการบริหารจัดการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ต่อจากยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตร

อินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2555-2559 และ ฉบับท่ี 2 พ.ศ.2560-2564 โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) ส่งเสริมการวิจัย การสร้าง และเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรม เกษตรอนิ ทรยี ์ 2) พัฒนาการผลิตสนิ คา้ และบรกิ ารเกษตรอินทรีย์ 3) พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการและ การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 4) การขับเคล่ือนเกษตรอินทรีย์ ซ่ึง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ กาหนดให้การดาเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์เป็น 1 ใน 6 นโยบายสาคัญของกระทรวง ท่ีจะต้องเร่งรัด ดาเนินการให้เกิดผลสาเร็จ เพื่อนาไปสู่การพัฒนายกระดับการผลิตพืชอินทรีย์ของเกษตรกรภายในประเทศ ไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เป็นทย่ี อมรบั ของนานาประเทศ และเพ่ือให้เกิดความม่ันคง มั่งค่ัง และยั่งยืน ในระบบการผลิต การตลาด และการบริโภค จึงจาเป็นต้องสร้างกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติให้มาตรฐานการ ผลติ มรี ะบบการตรวจสอบ และออกใบรับรอง โดยรัฐมีหน้าที่ควบคุมกากับดูแล เพื่อให้การผลิตพืชอินทรีย์เข้า สู่ระบบแหล่งผลิตภายใต้มาตรฐานคุณภาพสากล ซึ่งกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคล่ือน ตามยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาการตลาดสินค้าและบริการและการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ กลยุทธ์ 3.1 ผลักดันมาตรฐานและระบบการตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์ โดยในปี พ.ศ.2564 พ้ืนท่ีและจานวน เกษตรกรท่ที าเกษตรอินทรีย์เพ่ิมขน้ึ เป็น 600,000 ไร่ และ 30,000 ราย ตามลาดับ รวมทั้งสัดส่วนตลาดสินค้า เกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาดส่งออกเพิ่มข้ึนคิดเป็นอัตรา 40:60 ของตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ดังน้ันหนังสือเล่มน้ีเรียบเรียงขึ้นมาเพ่ือวัตถุประสงค์สนองนโยบายในการให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และผู้ท่ีสนใจได้รับรู้ข้อมูล เข้าใจ ในการเข้าสู่ระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ และได้การรับรองแหล่งผลิตพืช อินทรีย์ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เพ่ือสร้างความม่ันคงในอาชีพ ม่ังคั่งในด้านเศรษฐกิจ และยั่งยืนในด้าน ทรัพยากร สง่ิ แวดลอ้ ม ตลอดไป นายชวศิ ร์ สวสั ดิสาร กลมุ่ ถา่ ยทอดเทคโนโลยี สานักวจิ ยั และพฒั นาการเกษตรเขตท่ี 7 กรมวิชาการเกษตร สำรบญั หน้ำ 1 เร่ือง 1 บทที่ 1 บทนำ 4 6 1.1 ความเปน็ มาและปัญหาจากการทาการเกษตรในปัจจุบนั 7 1.2 ความเปน็ มาของเกษตรอนิ ทรีย์ของประเทศไทย 9 1.3 ความเป็นมาของเกษตรอนิ ทรยี ใ์ นพนื้ ที่ภาคใตต้ อนบน 10 1.4 ความสาคญั ของเกษตรอินทรีย์ เอกสารอ้างองิ ii บทท่ี 2 ขอบข่ำย นิยำม คำจำกดั ควำม หลักกำรและแนวคิดพนื้ ฐำนของเกษตรอินทรยี ์

2.1 ขอบข่าย 10 2.2 นิยาม 10 2.3 คาจากดั ความ “เกษตรอนิ ทรีย์” 13 2.4 หลักการของเกษตรอนิ ทรีย์ 15 2.5 แนวคดิ พืน้ ฐานเกษตรอินทรยี ์ 17 เอกสารอา้ งองิ 20 บทท่ี 3 ยุทธศำสตรก์ ำรพฒั นำเกษตรอนิ ทรยี แ์ ห่งชำติ และกำรขบั เคลื่อนนโยบำย 21 เกษตรอนิ ทรยี ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 21 3.1 ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอนิ ทรยี แ์ ห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 22 3.2 กลไกการขบั เคล่ือนยุทธศาสตรก์ ารพัฒนาเกษตรอินทรยี ์แห่งชาติ 23 3.3 แนวทางการขบั เคล่ือนนโยบายเกษตรอนิ ทรีย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 26 เอกสารอา้ งอิง 27 27 บทที่ 4 มำตรฐำนสินคำ้ เกษตรอนิ ทรยี ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 27 4.1 มาตรฐานสนิ ค้าเกษตร 9000 เลม่ 1-2552 53 4.2 ขอ้ กาหนดการตรวจรบั รองแหลง่ ผลติ พืชอนิ ทรยี ์ (มกษ. 9000 เล่ม 1 – 2552) 59 4.3 ขอ้ กาหนดการตรวจรับรองการคดั บรรจุ และการแปรรูปพชื อินทรีย์ 60 เอกสารอา้ งอิง 60 บทท่ี 5 มำตรฐำนเกษตรอินทรยี อ์ นื่ ๆ 61 5.1 สมาพนั ธ์อนิ ทรียน์ านาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements : IFOAM) หน้ำ 5.2 สานกั งานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ มกท. (Organic Agriculture Certification 61 Thailand – ACT) 62 สำรบญั (ต่อ) 64 เร่ือง 66 5.3 ตรามาตรฐานสินค้าอินทรียข์ องหน่วยตรวจรบั รองเอกชนตา่ งประเทศทไี่ ด้รับความนยิ ม 68 71 และดาเนินการตรวจรบั รองอยใู่ นประเทศไทย 5.4 มาตรฐานเกษตรอนิ ทรียใ์ นต่างประเทศ 72 5.5 ระบบการรบั รองแบบมีสว่ นรว่ ม หรือ ชมุ ชนรับรอง หรอื Participatory Guarantee 73 75 System (PGS) 5.6 ระบบควบคุมในสาหรับกล่มุ เกษตรกร หรือ Internal Control System (ICS) iii 5.7 ความแตกต่างของมาตรฐานเกษตรอินทรยี ์ เอกสารอ้างองิ บทที่ 6 กระบวนกำรตรวจและรับรองแหล่งผลติ พชื อนิ ทรีย์ มำตรฐำนสินคำ้ เกษตร 9000 เล่ม 1 – 2552 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 6.1 คณุ สมบัติของผู้ย่ืนคาขอ 6.2 ขน้ั ตอนการรับรองแหลง่ ผลติ พืชอนิ ทรยี ์ มกษ.9000 เลม่ 1-2552

6.3 การดาเนินงานตรวจรบั รองของสานกั วจิ ยั และพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 78 6.4 การใช้เครือ่ งหมายรับรองผลติ ภณั ฑ์อินทรยี ์ 79 เอกสารอ้างอิง 82 บทท่ี 7 กำรขน้ึ ทะเบียนปัจจัยกำรผลิตพืชอินทรีย์ กรมวิชำกำรเกษตร 83 7.1 หลักเกณฑ์การขอขน้ึ ทะเบยี นกับกรมวิชาการเกษตร 83 7.2 การขึ้นทะเบียนปจั จัยการผลติ พืชอินทรีย์ กรมวชิ าการเกษตร 83 7.3 ข้ันตอนการย่ืนขอปัจจัยการผลิตพืชอินทรยี ์ 83 เอกสารอา้ งองิ 87 บทที่ 8 ระบบกำรผลิตเกษตรอินทรยี ์ 88 8.1 ระบบการผลิตเกษตรอินทรยี ใ์ นประเทศไทย 88 8.2 รปู แบบการผลิตเกษตรอินทรียใ์ นประเทศไทย 89 เอกสารอา้ งอิง 90 บทที่ 9 กำรตลำดเกษตรอินทรีย์ 91 9.1 ชอ่ งทางการตลาดเกษตรอนิ ทรีย์ 92 เอกสารอ้างองิ 95 สำรบญั (ต่อ) หนำ้ 96 เร่อื ง บทที่ 10 แนวทำงกำรผลิตพืชอินทรยี ใ์ ห้ไดร้ ับรองตำมมำตรฐำนสินคำ้ เกษตร 96 99 9000 เล่ม 1-2552 10.1 แนวทางและวธิ กี ารตรวจประเมนิ การผลติ พชื อนิ ทรีย์ของเจ้าหน้าที่ 107 10.2 แนวทางการผลติ พชื อินทรยี ์ของเกษตรกรและไดร้ บั รองในพืน้ ท่ภี าคใต้ 149 ตอนบน 150 10.3 ตวั อย่างเกษตรกรอินทรยี ด์ เี ด่นในพน้ื ท่ภี าคใตต้ อนบน 151 เอกสารอา้ งองิ 186 ภำคผนวก แบบฟอร์มคาขอใบรบั รองแหลง่ ผลิตพชื อินทรยี ์ แปรรปู คัดบรรจุ รวบรวม จาหนา่ ย นาเข้า ประวตั ผิ เู้ ขียน iv

สำรบัญตำรำง หน้ำ 1 ตำรำงท่ี 31 1 เกษตรอนิ ทรียต์ า่ งจากเกษตรแบบปฏวิ ตั เิ ขียวอยา่ งไร 37 2 ขอ้ กาหนดการผลิตพชื อนิ ทรยี ์ 3 ขอ้ กาหนดขัน้ ต่าในการตรวจและมาตรการท่ีควรระมดั ระวังภายใต้ระบบการ 40 43 ตรวจและรบั รอง 46 4 ปัจจยั การผลิตท่ีใช้ปุ๋ยและสารปรับปรงุ บารงุ ดิน 51 5 สารท่ีใชส้ าหรบั ควบคมุ ศัตรแู ละโรคของพชื 6 สว่ นประกอบท่ีไม่ไดม้ าจากการเกษตร (non-agricultural origin) 67 7 สารชว่ ยกรรมวธิ กี ารผลิตที่อาจจะใช้สาหรับเตรยี มผลิตภัณฑท์ ี่มีแหลง่ มาจาก 69 74 การเกษตร 86 8 สรปุ มาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ์ในประเทศไทย 117 9 ขอ้ เปรียบเทยี บมาตรฐานพืชอินทรีย์ 135 10 แผนภมู กิ ระบวนการตรวจรับรองการผลติ พืชอนิ ทรีย์ 146 11 แผนภมู ิข้นั ตอนการขนึ้ ทะเบียนปจั จยั การผลิตพชื อินทรยี ์ 12 ตน้ ทนุ การผลิตมะพรา้ วและรายได้ ปี 2560 (นายสฤษด์ิ โชติชว่ ง) 13 แสดงต้นทุนการผลิตและรายได้ ปี 2556 (นายภญิ โญ แปน้ จนั ทร์) 14 แสดงต้นทุนการผลิตและรายได้ ปี 2559 (นายภญิ โญ นคั รามนตรี) v

สำรบัญภำพ หนำ้ 6 ภำพที่ 6 1 การผลิตปุ๋ยหมักเพ่อื ลดต้นทุนการผลิตจากการใชป้ ุ๋ยเคมี 7 2 การผลติ ป๋ยุ หมักและน้าหมกั ชีวภาพจากวชั พชื 7 3 ผลไมท้ ีผ่ ลติ ตามมาตรฐานสินคา้ เกษตรอนิ ทรีย์ 8 4 สวนมะพร้าวอนิ ทรีย์บนเกาะอาเภอพะงนั จังหวัดสรุ าษฎร์ธานี 14 5 สวนไมผ้ ลอนิ ทรยี ์ อาเภอลานสกา จงั หวดั นครศรธี รรมราช 18 6 ปจั จัยการผลิตที่เป็นชวี ภณั ฑ์และสารอนิ ทรยี ์ต่างๆ 18 7 การหมุนเวยี นธาตอุ าหารในดินโดยวิธกี ารย่อยสลายอนิ ทรียวัตถุ 19 8 การคลุมหนา้ ดินด้วยอินทรีย์วัตถุเพื่อเพม่ิ ความอุดมสมบูรณ์ 19 9 การปลูกพชื อินทรยี ์แบบผสมผสาน 25 10 ความอดุ มสมบรู ณข์ องระบบนิเวศวทิ ยา 30 11 แผนยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาเกษตรอินทรยี ์แหง่ ชาติ พ.ศ.2560 -2564 58 12 มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000 เล่ม 1 -2552 ) 73 13 ผลติ ภัณฑอ์ นิ ทรยี ต์ ่างๆท่ีไดก้ ารรบั รอง 78 14 เจา้ หน้าทผ่ี ตู้ รวจรับรองแปลง (Inspector) ทาหน้าทีต่ รวจประเมินเพอื่ การรบั รอง 15 เจา้ หนา้ ทจี่ ากกรมวชิ าการเกษตรตรวจรับรองแหล่งผลติ พชื อนิ ทรีย์ให้แกเ่ กษตรกร 79 81 16 ตวั อยา่ งใบรับรองแหลง่ ผลติ พชื อินทรีย์ตาม มกษ.9000 เล่ม 1-2552 88 17 ตวั อยา่ งการแสดงฉลากและกล่าวอ้างผลติ ผลและผลิตภัณฑอ์ ินทรีย์ 89 18 ตัวอย่างการทาเกษตรอนิ ทรยี ต์ ามมาตรฐานสนิ คา้ เกษตร 100 19 ตัวอย่างการตรวจรบั รองกลมุ่ ผ้ผู ลิตมะพรา้ วอนิ ทรยี ์ 20 ตัวอย่างเอกสารการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์( Check list) ของ 100 101 เจ้าหนา้ ที่ 101 21 พ้ืนทผ่ี ลิตพชื ในลกั ษณะปา่ เขาธรรมชาติ 102 22 ลกั ษณะแนวกันชนทางดนิ นา้ อากาศ 103 23 การขยายพนั ธไ์ุ มผ้ ลเองภายในสวน 24 การผลติ ปุ๋ยอนิ ทรยี ์ในรูปแบบต่างๆ vi 25 โรงตน้ แบบการผลิตป๋ยุ หมักเตมิ อากาศในพ้นื ที่ภาคใตต้ อนบน

(อาเภอบา้ นนาสาร อาเภอทับสะแก อาเภอกยุ บุร)ี สำรบญั ภำพ(ต่อ) หน้ำ 103 ภำพท่ี 104 26 การใชส้ ตั ว์ธรรมชาติในการควบคมุ แมลงศัตรูภายในสวน 104 27 การใชข้ นนุ เป็นเหยื่อล่อแมลงศัตรูพืช 105 28 การเก็บเกี่ยวและการจดั การหลงั เกบ็ เกีย่ วผลติ ผลอินทรีย์ 105 29 การบรรจหุ บี ห่อ และการเก็บรกั ษาผลิตผลอินทรีย์ 106 30 การแสดงฉลากและการกลา่ วอ้างตามมาตรฐานสนิ ค้าเกษตร 9000 เล่ม 1-2552 106 31 การบนั ทึกข้อมลู การผลิตพืชอนิ ทรยี ์ 108 32 การทวนสอบปัจจยั การผลิต และผลผลติ พืชอินทรีย์ตามมาตรฐานสินคา้ เกษตร 109 33 มะพรา้ วสายพนั ธ์ุใหญ่เกาะพะงนั 109 34 อบรมการผลิตพชื อินทรีย์ตามมาตรฐานสินคา้ เกษตร 9000 เลม่ 1-2552 110 35 การผลติ แตนเบียนเพือ่ ปอ้ งกนั กาจัดแมลงศัตรูมะพรา้ ว 110 36 การผลติ แตนเบียนเพ่ือป้องกนั กาจดั แมลงศตั รมู ะพร้าว 111 37 การรณรงค์การใช้แตนเบียนกาจัดแมลงศตั รูพชื แทนสารเคมี 112 38 การแปรรปู ผลติ ภัณฑ์จากมะพร้าว 112 39 การจัดการสวนมะพร้าวตามมาตรฐานสินคา้ เกษตร 113 40 การผลิตมะพร้าวในพ้ืนท่เี กาะพะงัน 113 41 การวางแผนการจดั การป้องกันการปนเปือ้ นทชี่ ดั เจน 114 42 การขยายพันธ์ุมะพร้าวเกาะพะงัน 115 43 การปรบั ปรุงบารงุ ดินมะพร้าวอนิ ทรีย์ในรูปแบบต่างๆ 115 44 การใชแ้ ตนเบียนโกนิโอซสั และแตนเบยี นบราคอนในการปอ้ งกนั กาจัดศตั รพู ชื 116 45 ลกั ษณะการเกบ็ เกี่ยวมะพรา้ วบนเกาะพะงัน 116 46 ลักษณะการจัดการมะพรา้ วหลงั การเกบ็ เกีย่ ว 117 47 การแสดงฉลากและการกลา่ วอ้างมะพรา้ วอนิ ทรยี ์ 119 48 การบนั ทึกขอ้ มลู การผลิตมะพร้าวอนิ ทรีย์ 120 49 ความเปน็ ผู้นา การเสียสละเพ่อื ประโยชน์ของสว่ นรวม 120 50 การอนรุ กั ษท์ รัพยากรดนิ และนา้ 121 51 การอนุรักษ์ความหลากหลายทางธรรมชาติ 124 52 การประชาสมั พนั ธม์ ะพรา้ ว GI ท่ไี ด้รับรอง Organic Thailand 53 การขุดร่องเพื่อระบายนา้ และเป็นแนวกันชนทางดิน vii

54 การใชว้ ัสดุพชื คลมุ ดินเพ่อื รกั ษาความช้นื และการปลกู ไมย้ นื ตน้ เพื่อบดบังหนา้ ดนิ 124 สำรบัญภำพ(ต่อ) หนำ้ 125 ภำพท่ี 125 55 การใฝร่ ูใ้ นดา้ นการผลติ พืชอินทรียต์ ามมาตรฐานสินค้าเกษตร 126 56 การตัดแตง่ ก่ิงเพ่อื เพมิ่ ปริมาณและคุณภาพผลผลติ 126 57 การไวผ้ ลผลิตบนตน้ ให้เหมาะสมกับทรงพมุ่ 126 58 การควบคมุ ผลผลิตใหม้ ปี ริมาณและคุณภาพทเี่ หมาะสม 127 59 การควบคมุ แมลงศตั รูพชื จากน้าหมักสมนุ ไพร 129 60 การนอ้ มนาพระราชดารสิ ู่การปฏบิ ัติ 130 61 รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ 130 62 การผลติ ปยุ๋ น้าหมักใช้ในสวน 131 63 ลกั ษณะพืน้ ที่ในสวน ไม่มีความเสย่ี งตอ่ การปนเป้ือน 131 64 แหลง่ น้าและการให้น้าพร้อมปยุ๋ (Fertigation) ในสวน 132 65 แนวกันชนทางดนิ ทางนา้ และทางอากาศภายในสวน 132 66 การขยายพันธ์พุ ชื ตา่ งๆเองภายในสวน 133 67 การเพิม่ ความอดุ มสมบูรณ์ดินโดยการนาวสั ดุต่างๆในสวนมาผลติ ปุย๋ อนิ ทรีย์ 133 68 การใชศ้ ัตรูธรรมชาติควบคุม และการใชเ้ หย่อื ล่อจากผลไมส้ กุ 134 69 การเก็บเก่ยี วตามระยะเวลาที่เหมาะสมและปฏบิ ัตถิ ูกสุขลักษณะ 134 70 การเก็บรักษาถกู ตอ้ งตามมาตรฐานสนิ ค้าเกษตร 137 71 การบนั ทึกข้อมูลการจดั การสวน 137 72 การปลกู พชื ผสมผสานเพอื่ สรา้ งระบบนเิ วศวทิ ยา 138 73 การใชจ้ ุลนิ ทรียใ์ นการทาปุ๋ยหมกั และปุ๋ยน้าหมักชีวภาพ 142 74 การอนรุ กั ษ์น้าในสวนเพื่อความอดุ มสมบูรณ์ของระบบนิเวศวทิ ยา 142 75 พ้นื ทีป่ ลูกพืชผสมผสานไมเ่ สยี่ งตอ่ การปนเป้อื น 142 76 การผลติ ปุ๋ยหมกั น้าหมกั ชวี ภาพ จากวสั ดภุ ายในสวน 143 77 แนวกนั ชนภายในสวนปอ้ งกันการปนเปือ้ นชัดเจน 143 78 ระบบการใหน้ ้าพรอ้ มปยุ๋ นา้ หมักอนิ ทรีย์(Fertigation) 144 79 มีการปอ้ งกนั กาจัดศัตรูพืชตามมาตรฐานสนิ ค้าเกษตร 144 80 เกบ็ เกี่ยวผลผลิตและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ตามหลกั เกษตรอนิ ทรยี ์ 145 81 การบรรจุหบี ห่อผลผลติ ภายในสวนก่อนส่งไปจาหนา่ ย 145 82 การบรรจุหบี ห่อผลผลิตภายในสวนก่อนส่งไปจาหน่าย 147 83 การบันทึกขอ้ มลู การจัดการสวน และการเก็บเก่ียว 84 รางวลั แห่งความสาเรจ็ ในด้านตา่ งๆ หนำ้ 148 สำรบญั ภำพ(ตอ่ ) 148 ภำพที่ viii 85 การเลีย้ งไก่เพอื่ นามลู มาทาปุ๋ยหมกั 86 ความสมดุลของระบบนเิ วศวทิ ยาในสวน

ix

บทท่ี 1 บทนำ 1.1 ควำมเปน็ มำและปญั หำจำกกำรทำกำรเกษตรในปัจจบุ ัน อาหารนับเป็นปัจจัยสาคัญที่สุดต่อการดารงชีพ ของมนุษย์ แต่การเพิ่มจานวนประชากรของโลก อย่างรวดเร็วจากอดีตจนถึงปัจจุบันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการผลิตและการทาการเกษตรเป็น อย่าง มาก โดยเฉพาะการพัฒนาการเกษตรกรรมแบบใหม่ ที่เกิดจากการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติฉบับที่หนึ่ง พ.ศ. 2504 ทาให้สังคมไทยเร่ิม เข้าสู่จุดเปล่ียนที่ถูกเรียกว่า \"การปฏิวัติเขียว (Green revolution)\" ซ่ึงสังคมเกษตรกรรมของไทยต้อง ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการผลิตเพ่ือการยังชีพมาสู่การ ผลิต \"เพ่ือการค้า\"เป็นหลัก ทาให้เกษตรกรเริ่มมีการใช้ปุ๋ย และสารเคมีต่างๆ เพ่ือเพ่ิมผลผลิตท่ีมีคุณภาพดีต่อการ สง่ ขาย นอกจากนมี้ ีการสรา้ งระบบชลประทานและเขื่อน มีการใชเ้ ครอ่ื งจักรกลทางเกษตรขนาดใหญ่และมีการ เปลี่ยนแปลงจากการทาการเกษตรผสมผสาน (integrated farming) มาสู่การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเด่ียว (monocropping) ที่รับประกันด้านปริมาณผลผลิต (นิพนธ์, 2546) ท้ังนี้เพ่ือเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการสง่ ออกเป็นหลัก โดยมิได้คานึงถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เกษตรกรรมแบบใหม่เร่ิมต้น จากความต้องการปริมาณ พน้ื ที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น ซึ่งได้จากการทาลายพ้ืนที่ป่าไม้ อันเป็นแหล่งกาเนิดที่สาคัญ ของตน้ น้าลาธาร ความอดุ ม สมบรู ณข์ องดินและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่าง สมดุล การทาลายพ้ืนท่ีป่าไม้ เพ่อื การเพาะปลกู พชื เชงิ เดยี่ ว เปน็ จานวนหลายแสนไร่ ซึ่งเป็นการผลิตท่ีผิดธรรมชาติ โดยไม่ให้ความสนใจต่อ ส่ิงแวดล้อม สง่ ผลใหเ้ กดิ การ เส่ือมโทรมของพืน้ ทเี่ กษตร อีกทั้งการใช้สารเคมีควบคุม และกาจัดวัชพืชปริมาณ สูงในประเทศทก่ี าลงั พัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว พบว่าสารเคมีดังกล่าวก่อให้เกิด สารพิษปนเป้ือนในแหล่ง ต่างๆ เช่น ดิน น้า และในชั้น บรรยากาศ นอกจากนี้ยังมีสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรมากมายอีก ด้วย (ปวธร, 2546). ตำรำงท่ี 1 เกษตรอินทรยี ต์ า่ งจากเกษตรแบบปฏวิ ตั ิเขยี วอย่างไร เกษตรแบบปฏวิ ัติเขียว เกษตรอินทรยี ์ 1. ใช้หลักการและแนวคิดการเกษตรแบบแยกส่วน 1. ใช้หลักการและแนวคิดการเกษตรแบบองค์รวม เช่น การแยกพืช สัตว์ ประมง ป่าไม้ ดิน น้า สังคม ของสรรพส่ิงท้ังหลายในระบบนิเวศเกษตร เช่น พืช และเศรษฐกิจออกจากกัน ให้เป็นความเช่ียวชาญ สัตว์ ประมง ป่าไม้ ดิน น้า สังคม และเศรษฐกิจ ที่มี เฉพาะด้านในแนวทางของเทคโนโลยีทันสมัยซ่ึงส่วน ปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกันและกันอย่างมีบูรณาการ ใหญต่ อ้ งนาเขา้ จากต่างประเทศ ระหว่างภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่ินกับเทคโนโลยีทนั สมัย 2. เน้นการผลิตแบบเชิงเดี่ยว (Monoculture) ที่เป็น 2. เน้นการผสมผสานให้เกิดความหลากหลายที่แต่ละ พืชและสัตว์เศรษฐกิจชนิดเดียวในพ้ืนที่ติดต่อกันเป็น กิจกรรมเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เช่น พืช สัตว์ ประมง ผืนใหญ่ในลักษณะของการเกษตรอุตสาหกรรม และปา่ ไม้ ในระบบไรน่ าสวนผสมและวนเกษตร 3. ใช้พนั ธุ์ท่ไี ดจ้ ากการผสมและคัดเลือก โดยหลักการ 3. ใช้พันธ์ุที่คัดเลือกให้เหมาะสมกับสภาพท้องถ่ินที่ ทางพันธุศาสตร์ (Genetic) เพ่ือให้ได้ผลผลิตสูงเป็น แตกต่างกัน ปฏิเสธการใช้พันธุ์ที่มีการตัดต่อทาง ประการสาคญั พันธุกรรม (GMO – Genetically modified organism)

4. เน้นการเพ่ิมผลผลิตจากการใช้ปัจจัยการผลิตท่ีได้ 4. เน้นการใช้ปัจจัยการผลิตท่ีเกิดจากการหมุนเวียน จากภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีกาจัดศัตรูพืช ท่ีมีอยู่ในฟาร์มและในท้องถ่ินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ฮอร์โมน ฯลฯ ซ่ึงก่อให้เกิดปัญหาสารพิษตกค้างใน รวมท้ังเน้นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ซ่ึงได้ผลผลิตท่ี ผลผลติ ทเ่ี ป็นอนั ตรายต่อสขุ ภาพพลานามัย ปลอดภยั ต่อผู้บรโิ ภคและลดต้นทนุ การผลิต ทีม่ า : คณะกรรมการส่งเสริมเกษตรอนิ ทรยี ์แห่งชาติ (ม.ป.ป.). ปจั จุบนั สถานการณข์ องภาคการเกษตรท่วั โลก รวมทง้ั ในประเทศไทย อยู่ในสภาพวิกฤต(Critical) ซ่ึงส่งผลกระทบกับทุกคนในสังคม คือ ปัญหาผลกระทบด้านส่ิงแวดล้อม ทั้งในแง่ของความเสื่อมโทรมของ ทรัพยากรทางการเกษตร ทั้งดิน น้า และทรัพยากรพันธุกรรม มลพิษท่ีเกิดจากสารเคมีการเกษตร เป็นต้น (โครงการนโยบายสาธารณะเพื่อความปลอดภัยด้านอาหารและเศรษฐกิจการค้าท่ีย่ังยืน, 2549) ได้กล่าวถึง ปญั หาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทาการเกษตรแบบใช้สารเคมีไว้ ดังนี้ 1.1.1 ปัญหำจำกปุ๋ยเคมี การขยายตัวของปฏวิ ตั เิ ขียวมีผลโดยตรงตอ่ ปรมิ าณการใชป้ ยุ๋ เคมี แต่การใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศไทย มีประสิทธิภาพค่อนข้างต่า ธาตุอาหารไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารท่ีมีการสูญเสียได้สูงโดยเฉพาะเม่ือสภาพ ภมู อิ ากาศไม่อานวย เช่น ฝนตกหนกั เกนิ ไป มภี ยั แล้ง ดินเส่ือมโทรมเนื่องจากขาดอินทรียวัตถุ ประมาณว่าธาตุ อาหารไนโตรเจนในปุ๋ยเคมีสูญเสียไปโดยไม่ได้ประโยชน์มากถึง 40-70% ซึ่งทาให้เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการซื้อปุย๋ เคมีค่อนขา้ งสงู การสง่ เสรมิ การใช้ป๋ยุ เคมีเพยี งอย่างเดยี วโดยไม่ได้มีการส่งเสริมการใชป้ ยุ๋ อนิ ทรีย์เพ่ือการปรับปรุง ดิน สงิ่ ท่ีเกดิ ข้ึนก็คอื ดนิ เสอ่ื มโทรม อันเนอื่ งมาจากปยุ๋ เคมจี ะเรง่ อัตราการสลายตัวของอินทรียวัตถุในดิน ซึ่งทา ให้โครงสรา้ งของดนิ แน่นแข็ง ดินกระดา้ ง ไมอ่ ุ้มน้า การใชป้ ๋ยุ เคมีอย่างต่อเนื่องทาให้ดินขาดธาตุอาหารรอง ทา ให้เกิดปัญหาโรคและแมลงได้ง่าย และการใช้ปุ๋ยเคมีท่ีมีไนโตรเจนสูง (โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย) ทาให้ค่า pH ของ ดนิ ลดตา่ ลง ซึ่งธาตอุ าหารพชื โดยเฉพาะฟอสฟอรสั จะเปลี่ยนสภาพไปอยู่ในรูปท่ีพืชเอาไปใชไ้ ม่ได้ นอกจากน้ีการใช้ปุ๋ยเคมียังมีผลต่อสุขภาพผู้บริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยผลกระทบ ทางตรงกค็ อื การตกคา้ งของธาตอุ าหาร โดยเฉพาะไนโตรเจนซึง่ อยใู่ นรูปของสารไนเทรต ท่ีเกิดจากการใช้ปุ๋ยท่ี มีไนโตรเจนมากเกินไป ซ่ึงนอกจากจะพบในผลผลิตการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งผักสดแล้ว อาจพบสารไน เทรตในแหล่งน้าใต้ดินด้วย สารไนเทรตน้ีเป็นอันตรายต่อเด็กอ่อน เพราะสารไนเทรตจะเข้าไปจับกับ ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทาให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถนาออกซิเจนไปเล้ียงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจน จนมีลักษณะอาการ “ตัวเขียว” ซ่ึงอาการเช่นน้ีจะพบกับเด็กทารกเท่าน้ัน นอกจากนี้สารไนเทรตยงั เป็นสารทีก่ ระตุน้ ให้เกดิ มะเร็งไดอ้ ีกด้วย ปญั หาผลกระทบทางอ้อมเกิดข้ึนจากการท่กี ารใช้ปยุ๋ เคมี จะทาใหพ้ ืชท่เี พาะปลูกอ่อนแอเนื่องจาก การใช้ปุ๋ยเคมีมักจะไม่ใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ทาให้พืชที่ปลูกขาดธาตุอาหารรองต่าง ๆ ส่งผลให้พืชเกิดความ อ่อนแอ โรคและแมลงจงึ สามารถระบาดไดโ้ ดยง่าย เมอ่ื เกดิ การระบาดของโรคและแมลงเกษตรกรก็นิยมฉีดพ่น ด้วยสารเคมีกาจัดศัตรูพืช ซึ่งทาให้เกิดการตกค้างและปนเปื้อนของสารเคมีกาจัดศัตรูพืชในผลผลิตทาง การเกษตร เปน็ อันตรายต่อสขุ ภาพของผู้บรโิ ภคไดอ้ กี ต่อหนึง่ 1.1.2 ปญั หำจำกสำรเคมีกำจดั ศัตรพู ืช ในสว่ นของสารเคมกี าจัดศัตรูพืชก็เช่นกัน เนื่องจากประเทศไทยมีการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชกับ พืชหลายชนิด โดยสารเคมสี ่วนใหญ่จะใชใ้ นการเพาะปลูกข้าว ท้ังนี้เพราะพ้ืนที่ปลูกข้าวมากท่ีสุดโดยเฉลี่ยแล้ว ประมาณ 20% ของการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชในประเทศไทยจะเป็นการใช้ในนาข้าว แต่เมื่อเฉลี่ยการใช้ 2

สารเคมตี อ่ หนว่ ยพ้ืนที่แลว้ พืชผักและผลไม้มกี ารใช้สารเคมกี าจัดศัตรูพืชเข้มข้นมากกว่า (ยกตัวอย่างเช่น องุ่น มกี ารใช้สารเคมกี าจดั ศัตรพู ชื สงู ถงึ 24.63 กิโลกรัมตอ่ ไร่ มะเขือเทศ 6.78 กิโลกรัมต่อไร่ ส้ม 4.92 กิโลกรัมต่อ ไร่ และผัก 4.73 กิโลกรัมต่อไร่) แต่ถ้าเปรียบเทียบกับพืชไร่อ่ืน ๆ แล้วข้าวก็นับว่ามีการใช้สารเคมีเข้มข้นมาก ที่สุด คือประมาณ 0.14 กิโลกรัมต่อไร่ (ถั่วเหลือง 0.12 กิโลกรัมต่อไร่ อ้อย 0.02 กิโลกรัมต่อไร่ ปาล์มน้ามัน 0.014 กิโลกรัมต่อไร่ และข้าวโพดใช้ 0.011 กิโลกรัมต่อไร่) (โครงการนโยบายสาธารณะเพ่ือความปลอดภัย ดา้ นอาหารและเศรษฐกิจการคา้ ทยี่ งั่ ยืน, 2549). ประเทศไทยมีการนาเข้าสารเคมีกาจัดศัตรูพืชต่าง ๆ ในแต่ละปีเฉล่ียประมาณเกือบ 80,000 ตัน ตอ่ ปี ซึง่ ทงั้ หมดจะถกู ใช้ในการผลิตภาคการเกษตร หรือคิดเฉล่ยี ต่อหวั ประชากร (62.27 ล้านคน) จะมีปริมาณ การใช้สารเคมีสูงถึง 1.28 กิโลกรัมต่อประชากร ซ่ึงมากพอท่ีจะทาให้ประชากรท่ัวประเทศเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังพบว่าในแต่ละปีมีเกษตรกรไทยเสี่ยงต่ออัตราการเกิดโรคมะเร็งมากกว่ากลุ่มอาชีพอ่ืน เนื่องจาก ยาฆ่าแมลงทาให้เกิดความเสียหายต่อระดับดีเอ็นเอ (DNA) ในเน้ือเย่ือของร่างกาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ได้ (ววิ ัฒน์, 2552). 1.1.3 ปญั หำแมลงต้ำนทำนสำรเคมี ปัญหาแมลงศัตรูข้าวที่สาคัญท่ีสุดอันดับหน่ึงในประเทศไทย คือ เพล้ียกระโดดสีน้าตาลที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกบั ปัญหาเพล้ียระบาดสาคัญใน 2 ช่วง คือ ปี 2518-2527 และช่วงปี 2532-2534 ข้าวนา ปรงั ในปี 2533 มีผลผลิตเสยี หายกว่าครึ่งหนึง่ ของผลผลิตทั้งหมด คิดเป็นค่าเสียหายกว่า 5,000 – 6,000 ล้าน บาท การป้องกนั กาจดั เพล้ียกระโดดสีนา้ ตาลมงุ่ เน้นการใช้สารเคมีกาจัดแมลง โดยเร่ิมจากสารเคมีกาจัดแมลง ทั่วไป แตก่ ลับพบว่า เพลี้ยกระโดดยังคงระบาดเพิ่มข้ึน ทาให้เกษตรกรต้องหันมาใช้สารเคมีกาจัดแมลงท่ีมีพิษ รุนแรงเพิ่มข้ึนและหลายชนิดมากข้ึน แม้ว่าจะใช้สารเคมีกาจัดแมลงเพ่ิมขึ้นและรุนแรงข้ึนเพียงใด ผล กลับ ปรากฏว่า ปัญหาการระบาดของเพล้ียกระโดดสีน้าตาลย่ิงรุนแรงข้ึน ซ่ึงจากการศึกษา พบว่า การใช้สารเคมี กาจดั แมลงทาให้ประชากรของศัตรธู รรมชาติลดลงมากกว่าประชากรของเพล้ียกระโดดสีน้าตาล ดังนั้น การใช้ สารเคมีกาจัดแมลงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเพล้ียกระโดดสีน้าตาล มิหนาซ้ากลับทาให้การระบาดรุนแรงเพ่ิมข้ึน นอกจากนี้การใช้สารเคมีกาจัดแมลงก็ยังทาให้เพลี้ยกระโดดสีน้าตาลพัฒนาภูมิต้านทานได้มากข้ึน ส่งผลให้ เกษตรกรตอ้ งเพิ่มปริมาณและความเข้มข้นของการใช้สารกาจัดแมลง แต่ผลท่ีได้กลับเป็นตรงกันข้ามคือ ย่ิงใช้ สารเคมีเพิ่มข้ึน การระบาดของเพล้ียกระโดดสีน้าตาลและแมลงศัตรูข้าวอื่น ๆ ก็ยิ่งเพิ่มข้ึน(โครงการนโยบาย สาธารณะเพอ่ื ความปลอดภยั ดา้ นอาหารและเศรษฐกิจการค้าทีย่ ง่ั ยนื , 2549) 1.1.4 ปญั หำต่อสุขภำพของเกษตรกรและผบู้ ริโภค ประเด็นสาคัญประเด็นหน่ึงท่ีปฏิวัติเขียวถูกวิพากษ์วิจารณ์มากท่ีสุดก็คือ ปัญหาเรื่องผลกระทบ ของสารกาจัดศัตรูพืชต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งท่ีมีปัญหาในเรื่อง สารเคมีกาจัดศัตรูพืชตกค้างในห่วงโซ่อาหารเป็นจานวนมาก ซึ่งเกษตรกรมักจะฉีดพ่นสารเคมีโดยไม่มีการ ป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม ดังนั้น เกษตรกรเกือบทั้งหมดที่ต้องใช้สารเคมีการเกษตรจึงมักมีปัญหาสุขภาพ เรอ้ื รงั อยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันผู้บริโภคเองก็มีโอกาสท่ีจะได้รับสารเคมีการเกษตรจากสารเคมีท่ีตกค้างอยู่ใน อาหารได้ค่อนขา้ งมากเชน่ กนั ผกั และผลไมอ้ าจมสี ารกาจัดศตั รพู ชื ตกค้างอย่เู มอื่ บรโิ ภคสารเคมีเหล่าน้ีบางส่วน อาจถูกกาจัดออกจากร่างกาย แต่บางส่วนก็ตกค้างสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนท่ีเป็นไขมันใน ร่างกาย ซึ่งสารเหล่านีส้ ามารถถา่ ยทอดจากแมไ่ ปสู่ลูกได้ 3

1.2 ควำมเป็นมำของเกษตรอินทรียข์ องประเทศไทย สินค้าอาหารเกษตรอินทรีย์ (organic foods) ของประเทศไทยเริ่มต้นดาเนินการส่งออกยัง ตา่ งประเทศ ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2534 โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้การสนับสนุนบริษัท ในเครือสยาม ไชยวัฒนแ์ ละบรษิ ัทในเครือนครหลวงคา้ ขา้ วจากัด ดาเนินการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยให้คาปรึกษา แนะนาและ ประสานงานกับทุกๆ ฝ่ายท่ีเกี่ยวข้อง นอกจากนี้มี เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะจาก จังหวัดพะเยา และเชียงรายขอเข้าร่วมโครงการเป็นจานวนมากและได้ คัดเลือกเกษตรกรท่ีมีคุณสมบัติ เหมาะสมไว้เพียง บางส่วนเพ่ือเข้าร่วมโครงการ นอกจากน้ียังมีองค์กร พัฒนาเอกชน (NGOs : Non Governmental Organizations) และบริษัทเอกชนอื่นๆ ให้การสนับสนุนเกษตรกรในการ ผลิตข้าวอินทรีย์ ซ่ึงข้าวอินทรีย์ที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะส่ง ไปจาหน่ายยังตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศแถบ ยุโรปส่วนท่ี เหลือจะวางจาหน่ายภายในประเทศ ราคา ข้าวเปลือกอินทรีย์ที่เกษตรกรได้รับจะสูงกว่าราคา ข้าวเปลือก ทัว่ ไป ประมาณรอ้ ยละ 10 แต่ในสว่ นท่เี ป็น ขา้ วสารบรรจุถงุ วางจาหน่ายในประเทศไทยมรี าคาสูงกว่า ข้าวสาร ท่ัวไปประมาณร้อยละ 20 ปี พ.ศ. 2538 มีองค์การอิสระคือสานักงาน มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ มกท.ได้ ก่อต้ังข้นึ ดว้ ย ความร่วมมือของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน สถาบัน วิชาการ หน่วยงานรัฐ องค์กรผู้บริโภค และ เครอื ข่าย รา้ นคา้ สีเขียวไดย้ กร่างมาตรฐานเกษตรทางเลือกขึ้น ในปี 2542 ช่วงต้นปี พ.ศ. 2540 ได้มีการก่อตั้ง ชมรม เกษตรธรรมชาติแห่งประเทศไทยขึ้น โดยการรวมตัวของ นักวิชาการ เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค โดยได้รับการ สนับสนุนจากกองพัฒนาการบริหารงานเกษตร กรม ส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ โดยมี วัตถุประสงค์สาคัญคือส่งเสริมเผยแพร่วิธีการทาเกษตร ธรรมชาติด้วยเทคนิคจุลินทรีย์ท้องถ่ิน ให้แก่เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป เพ่ือให้การเกษตรธรรมชาติเป็นทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่งของเกษตรกรไทย ปี พ.ศ. 2542 กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวง พาณิชย์ ได้อนุมัติแผนงานโครงการส่งเสริมให้ประเทศ ไทย เป็นแหล่งผลิตและสง่ ออกผลิตภณั ฑ์อาหารเกษตร อินทรยี ์เป็นแนวโครงการต่อเน่ือง 5 ปี (2542 – 2546) โดย สานักบริการส่งออกเป็นแกนกลางและประสานงานกับ หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการ พัฒนา และส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร ประเภทเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้บริโภคใน ตลาดส่งออกสินค้าอาหารหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา มีแนวความคิด อนรุ ักษ์ส่ิงแวดล้อม จงึ ตอ้ งการใหเ้ กิดการพัฒนาอุตสาหกรรมท่ีเป็นมิตรต่อ ส่ิงแวดล้อมและห่วงใยสุขภาพของ ตนเองเพ่ิมมากข้ึน ส่งผลให้สัดส่วนความต้องการสินค้าอาหารประเภท เกษตรอินทรีย์มีแนวโน้มเพ่ิมสูงข้ึน และปัจจบุ ันประเทศไทยมีโอกาสสงู ในการขยายตลาดสินคา้ อาหาร ในหมวดสินคา้ ใหม่และเพิ่มมูลค่าได้มากข้ึน ในตลาด สินค้าหลัก (วิไลลักษณ์, 2548) 17 กันยายน พ.ศ. 2542 ได้มีการส่งมอบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ฉบับแรกของประเทศให้แก่ กรมวิชาการเกษตรเพ่ือนาไปปรับปรุงและใช้เป็น มาตรฐานของกระทรวงเกษตร และสหกรณแ์ ละให้เกิด ประโยชนต์ ่อพฒั นาการเกษตรอินทรยี ข์ องประเทศไทย ต่อไป ซึง่ มาตรฐานการผลิตพืช อินทรีย์ของประเทศไทย ดาเนินการจัดทาโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรม วิชาการเกษตรและ กรมส่งเสริมการส่งออกประกอบด้วยพืชเกษตรอินทรีย์ ส่งออก 7 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวโพดฝักอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยไข่ กระเจี๊ยบเขียว ขิง และสับปะรด นอกจากนี้กรมส่งเสริมการส่งออกได้ ดาเนินกิจกรรม คู่ขนานกับโครงการนาร่อง โดยการผลิตอาหารเกษตร อินทรีย์เพื่อส่งออกซ่ึงมีพืชทดลองปลูก 3 ชนดิ ได้แก่ ข้าวโพดฝกั ออ่ น หนอ่ ไมฝ้ ร่งั และกลว้ ยไข่ ปี พ.ศ. 2543 มีการดาเนินงานกิจกรรมโครงการ วิจัย และศึกษาการตรวจสอบรับรองระบบมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การบรรจุ ผลติ ภณั ฑ์ และตดิ ฉลากเพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์เกษตร อนิ ทรยี ์ นอกจากนกี้ รมพฒั นาท่ดี ินมีการบารุงดินด้วย 4

ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ไถกลบ ตอซัง และปุ๋ยอินทรีย์น้า เพื่อ ปรับปรุงบารุงดิน และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของ ดนิ ให้ ไดม้ าตรฐานในการจัดการดินในระบบเกษตรอินทรยี ์ ซึ่ง ปจั จบุ ันพบว่าประเทศไทยมีพื้นท่ีเกษตรอินทรีย์ เพ่ิมข้นึ (ไพฑูรย,์ 2549) อยา่ งไรก็ตามหากเปรียบเทียบพื้นท่ีและจานวนฟาร์มเกษตรอินทรีย์ของ ประเทศไทย ต่อจานวนฟาร์มในภูมิภาคเอเชียและระดับโลกแล้ว ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับท้ายๆ ของโลกและ อันดับ กลางๆ ของทวีปเอเชีย จึงยังเป็นได้เพียงผู้ตาม ในระดับต้นของขบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ดังน้ัน หากประเทศไทยตอ้ งการประสบความสาเรจ็ ในการ ทาเกษตรอนิ ทรียอ์ ย่างจริงจัง จาเป็นอย่างย่ิงที่ต้องส่งเสริม และให้ความรู้แกเ่ กษตรกรอย่างท่ัวถึงเพราะพชื อนิ ทรีย์ มกี ารเตบิ โตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันเกษตรอินทรีย์ มี มลู คา่ ทางตลาดเพียงร้อยละ 1 – 2 ของมูลคา่ การตลาด อาหารโลก แต่คาดว่าในปี ค.ศ. 2010 ผักอินทรีย์จะมี เพิม่ ข้ึน 10 – 30 เปอรเ์ ซ็นตข์ องมูลคา่ การตลาด อาหารโลก (วิฑรู ย์ และคณะ, 2546). 1.3 ควำมเป็นมำของเกษตรอนิ ทรียใ์ นพ้นื ท่ีภำคใต้ตอนบน ภาพท่ี 1 การผลิตปุ๋ยหมกั เพอื่ ลดต้นทนุ การผลิตจากการใช้ปยุ๋ เคมี เกษตรกรที่เขา้ สรู่ ะบบเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนส่วนใหญ่ริเร่ิมมาจากการลดต้นทุนในการ ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกาจัดศัตรูพืชท้ังโรคและแมลงเนื่องจากปัญหาด้านราคาปัจจัยการผลิตท่ีสูง ไม่ คุ้มค่าต่อการลงทุน ทาให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตโดยการเร่ิมลดการใช้สารเคมีลง เน่ืองจากปัญหาทาง เคมีของดนิ ทเี่ ปน็ กรด ปญั หาทางกายภาพโดยดนิ แข็ง ทึบ ขาดความรว่ นซุย และทางชวี ภาพโดยขาดสิ่งมีชีวิตท่ี เป็นประโยชน์ในดิน เช่น ไส้เดือน จุลินทรีย์ต่างๆท่ีเป็นประโยชน์ในดิน ทาให้ส่งผลต่อองค์ประกอบของการ เป็นดินทดี่ ี ทต่ี ้องมีอนินทรยี ว์ ัตถุ 45 เปอร์เซ็นต์ อินทรียวัตถุ 5 เปอร์เซ็นต์ น้า 25 เปอร์เซ็นต์ และอากาศ 25 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับหน่วยงานราชการต่างๆ ให้ความสาคัญในการส่งเสริมด้านความรู้และสนับสนุนปัจจัย การผลิตปุ๋ยอินทรียใ์ นรูปแบบของป๋ยุ หมกั ข้ึนในแตล่ ะพืน้ ทเี่ พือ่ แก้ปัญหาดินเส่อื มสภาพ บวกกับกระแสฟีเวอร์ด้านผลผลิตพืชอินทรีย์ขายได้ราคาสูง ทาให้เกษตรกรให้ความสนใจในการผลิต พืชอินทรีย์กันมากข้ึนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ประกอบกับการทาเกษตรอินทรีย์ ในพ้ืนที่ภาคใต้ตอนบนส่วน ใหญม่ กี ารใช้มลู สตั ว์ เช่น ไก่ หมู วัว มาใช้ในการปรบั ปรงุ บารงุ ดนิ มีการใช้เศษวัชพืช เช่น หญ้าคา จอก แหน ใบไม้ มาใช้ในการทาปุ๋ยหมัก มีการใช้มะละกอ กล้วย ฟักทอง มาใช้ในการทาน้าหมักชีวภาพเร่งการออกดอก และมีการใช้บอระเพ็ด สะเดา และใบยาสูบ มาใช้ทา นา้ หมกั ชีวภาพ ในการปอ้ งกันกาจัดศตั รูพืช 5

ภาพที่ 2 การผลิตปุ๋ยหมักและนา้ หมักชวี ภาพจากวัชพืช โดยมีเกษตรกรในพ้ืนท่ีจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ จังหวัดระนอง ท่ีขอการรับรองเกษตรอินทรีย์เป็นกลุ่มแรกๆ ในพื้นท่ีสานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 ณ ตอนนน้ั 1.4 ควำมสำคัญของเกษตรอินทรยี ์ เกษตรอินทรยี ม์ คี วามสาคัญต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม ที่มีความปลอดภัยท้ังผู้ผลิต และ ผู้บริโภค รวมท้ังระบบนเิ วศวิทยา (คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอนิ ทรยี แ์ ห่งชาติ, 2560) สามารถจาแนกไดด้ ังนี้ 1.4.1 ด้านสุขภาพของผู้บริโภค ปัจจุบันผู้บริโภคได้ตระหนักถึงปัญหาการเจ็บป่วย จากการ บรโิ ภคอาหารที่ไม่ปลอดภยั เชน่ โรคมะเรง็ โรคไต เปน็ ตน้ เน่ืองจากมกี ารตกค้าง ของยาฆ่าแมลง ยาปฏิชีวนะ และสารเคมที าใหผ้ บู้ ริโภคเปลย่ี นแปลงทัศนคติและให้ความสาคัญ ต่อการบริโภค โดยเลือกซ้ืออาหารที่เช่ือว่า มคี วามปลอดภัย เชน่ อาหารทผี่ ลิตตามแนวทางของเกษตรอนิ ทรยี ห์ รอื แนวทางธรรมชาตมิ ากขึ้น ภาพท่ี 3 ผลไมท้ ผ่ี ลติ ตามมาตรฐานสินคา้ เกษตรอินทรยี ์ 1.4.2 ด้านส่ิงแวดล้อม เริ่มต้นจากความพยายามในการอนุรักษ์ทรัพยากรและ สภาพแวดล้อม และขยายสู่ความสนใจในเร่ืองผลกระทบของเกษตรท่ีใช้สารเคมีสังเคราะห์ต่างๆ ท่ีมีต่อทรัพยากรและ สภาพแวดล้อม เช่น ความเสื่อมโทรมของดิน การสูญเสียความหลากหลาย ทางชีวภาพ การเกิดมลพิษและ สภาวะโลกรอ้ น เป็นต้น ภ า พ ท่ี 4 สวนมะพรา้ วอนิ ทรีย์บนเกาะ 6

อาเภอพะงนั จงั หวัดสุราษฎรธ์ านี 1.4.3 ทางเลือกในการทาเกษตรกรรมแบบปลอดภัยของผู้ผลิต เพ่ือหลีกให้พ้นจากวัฏจักรเกษตร ที่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ต่างๆ ท่ีก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ส่ิงแวดล้อม รวมถึง ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ทาให้เกิดแนวคิดของการหาทางเลือก เพ่ือทาการเกษตร ในรูปแบบที่เรียกกันว่า เกษตรธรรมชาติ เกษตรปลอดสารพษิ เกษตรอนิ ทรีย์ วนเกษตร หรือ เกษตรสเี ขยี ว (Green agriculture) ฯลฯ ภาพที่ 5 สวน ไม้ผลอินทรีย์ อาเภอลาน สกา จังหวดั นครศรธี รรมราช 1.4.4 การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สบื เนือ่ งจากการผลิต เกษตรอินทรีย์เป็น ระบบการผลิตทคี่ านึงถึงสภาพแวดล้อม รักษาสมดลุ ของธรรมชาตแิ ละ ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีการ จัดการระบบนิเวศที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อ สภาพแวดล้อม รวมถึง การนาภูมิปัญญาชาวบ้าน มาใช้ประโยชน์ซ่ึงประเทศไทยในฐานะท่ีเป็นผู้ผลิตและ ส่งออกอาหารที่สาคัญแห่งหน่ึงของโลก มีความเหมาะสมและมีศักยภาพท่ีจะเป็นแหล่งผลิตอาหารระบบ เกษตรอนิ ทรยี ์ เพื่อเสริมสรา้ ง ขีดความสามารถในการแข่งขนั ในระดบั นานาชาติ เอกสำรอ้ำงอิง คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาต.ิ (2560). ยทุ ธศำสตรก์ ำรพัฒนำเกษตรอนิ ทรียแ์ หง่ ชำติ (พ.ศ. 7

2560-2564). สานกั งานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. คณะกรรมการส่งเสรมิ เกษตรอินทรียแ์ ห่งชาติ (ม.ป.ป.).คูม่ ือปฏบิ ตั ิกำร โครงกำรเกษตรอินทรีย์ระดับจงั หวดั . กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์ โครงการนโยบายสาธารณะเพื่อความปลอดภยั ดา้ นอาหารและเศรษฐกิจการคา้ ที่ยง่ั ยืน. (2549). เอกสำรชดุ ควำมรลู้ ำดบั ที่ 2 : เกษตรอินทรยี ์กบั เศรษฐกิจกำรคำ้ ทย่ี ่ังยืน. คณะเศรษฐศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . นพิ นธ์ ไชยมงคล. (2546). ผกั อนิ ทรยี ์. สบื คน้ เม่อื 15 สิงหาคม 2552. จาก http://www.agricprod. mju.ac.th/vegetable/menu_link. asp. ปวธร เดชาธีระวงศ.์ (2546). พฤตกิ รรมกำรบริโภคผัก ของผบู้ รโิ ภคในอำเภอหำดใหญ่ จงั หวดั สงขลำ. ภาค นิพนธ์วทิ ยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร.์ ไพฑูรย์ พลู สวสั ด์.ิ (2549). ขน้ั ตอนกำรขอตรำปจั จยั กำรผลิตพชื อนิ ทรยี ์. เกษตรกรรมธรรมชาติ 9-21. วฑิ ูรย์ ปญั ญากุล และ เจษณี สขุ จิรัตตกิ าล.(2546). กำรตลำดเกษตรอนิ ทรยี ์ไทย. กรุงเทพฯ, มูลนิธิ สายใย แผ่นดิน. วิไลลกั ษณ์ ถริ นุทธ.ิ (2548). Organic food และ fair trade ปรำกฎกำรณใ์ หมข่ องกำรคำ้ สนิ ค้ำอำหำร. ผู้จดั การ. 22, 94-95. ววิ ัฒน์ วกิ รานตโนรส. (2552). “ไทยนำเข้ำสำรพษิ เกษตรอนั ดบั 5 ของโลก” สยามรฐั (21 พฤษภาคม 2552). บทที่ 2 ขอบข่ำย นิยำม คำจำกดั ควำม และหลักกำรเกษตรอินทรยี ์ ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร : เกษตรอินทรีย์ เล่ม 1 - 2552 การผลิต แปรรูป แสดงฉลาก และ จาหน่ายผลิตผลและผลติ ภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ (สานกั งานมาตรฐานสนิ คา้ เกษตรและอาหารแหง่ ชาต,ิ 2552). 2.1 ขอบขำ่ ย 8

2.1.1 มาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ กาหนดวิธีการผลิต แปรรูป แสดงฉลาก และจาหน่ายผลิตภัณฑ์ เกษตรอนิ ทรยี ์ 2.1.2 มาตรฐานนี้ครอบคลุมถึงผลผลิตท่ีได้จากระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ของพืช สัตว์น้า และปศุสัตว์ รวมทั้งผลิตผลจากปา่ หรือจากธรรมชาติ และผลติ ภัณฑ์ ท่ใี ชเ้ ป็นอาหารสัตว์ 2.2 นยิ ำม ความหมายของคาท่ีใช้ในมาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ มีดงั ตอ่ ไปนี้ 2.2.1 เกษตรอินทรีย์ (organic agriculture) หมายถึง ระบบจัดการการผลิตด้านการเกษตรแบบ องค์รวมท่ีเกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ วงจรชีพภาพ โดยเน้นการใช้วัสดุ ธรรมชาตหิ ลกี เลีย่ งการใชว้ ัตถดุ ิบจากการสงั เคราะห์และไมใ่ ช้ พชื สัตว์ หรือจลุ นิ ทรียท์ ไ่ี ดม้ าจากเทคนิคการดัด แปรพันธุกรรม (genetic modification) มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพอ่ื รักษาสภาพการเป็นเกษตรอนิ ทรีย์และคุณภาพที่สาคัญของผลิตภณั ฑใ์ นทกุ ขนั้ ตอน 2.2.2 องค์รวม (holistic) หมายถึง การให้ความสาคัญของสรรพสิ่ง และกิจกรรมโดยรวมของระบบ นิเวศ 2.2.3 สารสังเคราะห์ (synthetic chemicals) หมายถึง สารท่ีผลิตโดยกระบวนการทางเคมีซ่ึง แตกตา่ งไปจากระบบทางชวี ภาพท่ีเกิดข้ึนตามธรรมชาติ 2.2.4 การดัดแปลงพันธุกรรม (genetic modification) หมายถึง การปรับเปล่ียนพันธุกรรมของ ส่ิงมีชวี ิตใหม้ ีคุณลกั ษณะใหม่ตามทต่ี ้องการโดยใช้เทคโนโลยที างชีวภาพสมัยใหม่ 2.2.5 เทคโนโลยีทางชีวภาพสมัยใหม่ (modern biotechnology) หมายถึง การใช้เทคนิคต่างๆ ได้แก่ เทคนิคการถ่ายทอดกรดนิวคลิอิกนอกร่างกายส่ิงมีชีวิต (in vitro nucleic acid technique) และการ นาดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid; DNA) เข้าสู่เซลล์หรือออร์แกเนลล์ (organelles) โดยตรง หรือ การ รวมตัวของเซลล์ (fusion of cell) ที่ต่างวงศ์กัน ตามหลักอนุกรมวิธาน (taxonomic family) ซ่ึงการใช้ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้พ้นข้อจากัดของการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ และไม่ใช่เทคนิคการผสมพันธ์ุและ คัดเลือกพันธุต์ ามปกติ (traditional breeding and selection) 2.2.6 อนิ ทรีย์ (organic) เป็นคาทใ่ี ช้ระบุฉลากสาหรับผลิตผลจาก พืช ปศุสัตว์ หรือสัตว์น้าที่ได้จาก การผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และผลิตภณั ฑ์เพือ่ ใช้เป็นอาหารหรืออาหารสัตว์ท่ีได้จากการแปรรูปตาม มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้รับการรับรองจากหน่วยรับรองที่ได้รับการยอมรับจากกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ คาน้ีหมายความรวมถึงคาท่ีใช้ระบุฉลากว่า “เกษตรอินทรีย์” หรือ “ออร์แกนิก” หรือ “organic” ดว้ ย 2.2.7 ช่วงปรับเปลี่ยนเป็นอินทรีย์ (transition to organic) หรือ (conversion to organic) เป็น คาท่ีระบุฉลากสาหรับผลิตผล หรือผลิตภัณฑ์ จากพืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้า ที่ได้จากการผลิต และ/หรือ แปร รูป ตามระบบการผลติ แบบอินทรียท์ ีอ่ ย่ใู นระยะการปรบั เปล่ียนท่ีจาหน่ายเพ่ือใช้เป็นอาหารหรืออาหารสัตว์ ท่ี ได้รบั การรบั รองจากหนว่ ยรบั รองที่ได้รบั การยอมรบั จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.2.8 ระยะการปรับเปลี่ยน (transition period หรือ conversion period) หมายถึง ช่วงเวลานับ จากเริ่มต้นผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ตามข้อกาหนดในมาตรฐาน จนกระท่ังได้รับการรับรองผลิตผลหรือ ผลติ ภัณฑ์ว่าเปน็ เกษตรอินทรยี ์ 2.2.9 แนวกันชน (buffer zone) หมายถึง แนวเขตท่ีใช้ก้ันบริเวณการผลิต ตามมาตรฐานเกษตร อินทรีย์ ซง่ึ มีขนึ้ เพอ่ื ป้องกนั การปกเปื้อนสารเคมจี ากบริเวณข้างเคยี ง 9

2.2.10 การปลูกพืชหมุนเวียน (crop rotation) หมายถึง การปลูกพืชต่างชนิดสลับกันบนพ้ืนที่ หนึ่งๆ เพ่ือลดปริมาณการระบาดของศัตรูพืช หรือ ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์และเพ่ิมปริมาณอินทรียวัตถุใน ดนิ 2.2.11 การแสดงฉลาก (labeling) หมายถึง ข้อความท่ีเขียน พิมพ์ หรือ รูป รูปภาพ รอยประดิษฐ์ ที่ปรากฏบนฉลาก กากับมาผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ หรือแสดงไว้ใกล้ผลิตผล หรือผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพื่อ วตั ถปุ ระสงคใ์ นการสง่ เสริมการขาย 2.2.12 ผลิตผล (produce) หมายถงึ ผลติ ผลท่ีได้จากการเพาะปลูก การปศุสัตว์ หรือการเพาะเล้ียง สตั วน์ า้ ที่ผลติ แบบเกษตรอินทรีย์ หรือการเก็บเกี่ยวจากธรรมชาติ และ/หรือ ผ่านการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว แล้ว 2.2.13 ผลิตภณั ฑ์ (product) หมายถึง ผลิตผลจากระบบเกษตรอินทรีย์ ที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เพือ่ ใชเ้ ป็นอาหารหรืออาหารสตั ว์ 2.2.14 ผผู้ ลติ (producer/farmer) หมายถงึ ผู้ทาการเพาะปลกู เพาะเลย้ี งสตั วน์ า้ หรอื เล้ียงปศุสัตว์ ดูแลรกั ษา เก็บเกี่ยว การปฏิบัติการหลังการเกบ็ เกยี่ ว และการขายผลิตผล 2.2.15 ผู้ประกอบการ (operator) หมายถึง ผู้ที่ดาเนินกิจการในการ ผลิต จัดเตรียม หรือ นาเข้า หรอื สง่ ออก ผลิตผล และ/หรอื ผลติ ภณั ฑ์ โดยมจี ดุ มุ่งหมายเพ่อื นาไปจาหนา่ ย หรือเป็นผูจ้ ดั จาหน่าย 2.2.16 การผลิต (production) หมายถึง การดาเนินการผลิตในข้ันที่อยู่ในฟาร์ม รวมถึงการบรรจุ หีบหอ่ ในขน้ั ตน้ และการแสดงฉลากของผลิตภัณฑ์ 2.2.17 การเตรียม (preparation) หมายถึง การปฏิบัติการต่างๆ ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การชาแหละ กระบวนการแปรรูป การถนอมรักษา และการบรรจุหีบห่อผลิตผล และ/หรือ ผลิตภัณฑ์และรวมท้ังการ ดดั แปลงแกไ้ ขการแสดงฉลากท่เี กีย่ วข้องกบั การนาเสนอวิธกี ารผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ 2.2.18 ปศุสัตว์ (livestock) หมายถึง สตั ว์เลี้ยงซึง่ เลี้ยงไว้สาหรับใช้เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหาร ท้งั น้ีไมค่ รอบคลมุ ถงึ สัตวป์ ่าท่ีได้จากการล่าหรือตกปลา และสตั ว์น้า 2.2.19 สัตว์น้า หมายถึง สัตว์ท่ีอยู่อาศัยอยู่ในน้า หรือมีวงจรชีวิตส่วนหนึ่งอยู่ในน้า หรืออาศัยอยู่ บริเวณที่น้าท่วมถึง เช่น ปลา กุ้ง ปู แมงดาทะเล หอย เต่า กบ กระ ตะพาบน้า จระเข้ รวมท้ังไข่ของสัตว์น้า นัน้ สตั วเ์ ล้ยี งลกู ดว้ ยนม ปลิงทะเล และสาหรา่ ยทะเล และให้ความหมายรวมถงึ พนั ธ์ุไมน้ า้ ด้วย 2.2.20 อาหารสัตว์นา้ อนิ ทรยี ์ (organic aquatic animal feed) หมายถึง อาหารสัตว์น้าที่ผลิตตาม หลกั การเกษตรอินทรยี ์ ไดแ้ ก่ (1) อาหารธรรมชาติ (natural aquatic animal feed) หมายถึง สัตว์และพืช อยู่ในแหล่งน้า ท่ีเล้ยี ง สัตว์น้าอินทรยี ์ ซง่ึ สตั วน์ า้ สามารถกนิ เปน็ อาหารไดโ้ ดยตรง มแี หล่งกาเนิดจากธรรมชาติ (2) วัตถดุ ิบธรรมชาติ (natural raw material) หมายถงึ ผลิตผลทม่ี าจากธรรมชาติ ทน่ี ามาใช้ เล้ียงสัตวน์ า้ โดยตรงหรือนามาใชเ้ ป็นวัตถุดบิ ในการผลิตอาหารสัตว์และไม่ได้อยใู่ นแหล่งน้านนั้ (3) อาหารสาเร็จรูปสาหรับสัตว์น้าอินทรีย์ (processed aquatic animal feed) หมายถึง วตั ถุดบิ ธรรมชาติตามพระราชบัญญัตคิ วบคุมคณุ ภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 และฉบับแกไ้ ขเพิ่มเตมิ 2.2.21 วัสดปุ ๋ยุ (fertilizer materials) หมายถงึ สารทมี่ ีสว่ นประกอบของธาตไุ นโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซยี มหรือสารอ่ืนๆ ทีเ่ ป็นธาตอุ าหารของพืชหรอื สตั วน์ ้าอย่างใดอย่างหนง่ึ หรือหลายอยา่ งรวมกนั 10

2.2.22 ปุ๋ยอินทรีย์ (organic fertilizers) หมายถึง ปุ๋ยที่ได้หรือทามาจากวัสดุอินทรีย์ ซึ่งผลิตด้วย กรรมวิธีทาให้ช้ืน สับ หมัก บด ร่อน สกัดหรือด้วยวิธีการอื่น และวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์ด้วย จุลินทรยี ์แตไ่ ม่ใช่ปุ๋ยเคมี และ ปุ๋ยชีวภาพ 2.2.23 ปุ๋ยชวี ภาพ หมายถึง ปุ๋ยท่ีได้จากการนาจุลินทรีย์ท่ีมีชีวิตท่ีสามารถสร้างธาตุอาหารหรือช่วย ใหธ้ าตอุ าหารเปน็ ประโยชนแ์ กพ่ ืช มาใชใ้ นการปรับปรุงบารุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพและทางชีวเคมี และ ให้ความหมายรวมถงึ หัวเชื้อจลุ ินทรีย์ 2.2.24 สารปรับปรุงพืช (plant amendments) หมายถึง สารที่ใช้ปรับปรุงการเจริญเติบโต การ ให้ผลผลติ การควบคุมคณุ ภาพ และลักษณะอ่ืนๆ ของพืช 2.2.25 สารปรับปรุงบารุงดิน (soil amendments) หมายถึง วัสดุที่ช่วยปรับปรุงสภาพทางเคมี ชวี ภาพ และกายภาพของดิน ใหเ้ หมาะสมกับการเจริญเตบิ โต และใหผ้ ลผลติ ที่มีคณุ ภาพ 2.2.26 สารปรับปรุงบารุงบ่อเพาะเล้ียงสัตว์น้า (aquaculture conditioning materials) หมายถึง วัสดุที่ช่วยปรับปรุงสภาพทางเคมี ชีวภาพ และกายภาพ ของบ่อเลี้ยงสัตว์น้าให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโต ของสตั วน์ ้า และใหผ้ ลผลติ ท่มี คี ณุ ภาพ 2.2.27 วัตถุเจือปนอาหาร (food additives) หมายถึง วัสดุท่ีปกติมิได้ใช้เป็นอาหาร หรือเป็น ส่วนประกอบอาหาร ไม่ว่าจะมีคุณค่าทางโภชนาการหรือไม่ก็ตาม แต่ใช้เจือปนในอาหารเพื่อประโยชน์ทาง เทคโนโลยีในการผลิต การบรรจุ การเก็บรักษา หรือการขนส่ง ซ่ึงมีผลต่อคุณภาพหรือมาตรฐานหรือลักษณะ ของอาหาร และหมายความรวมถึง วัตถุที่มิได้ใช้เจือปนอาหารแต่ใช้รวมอยู่กับอาหารเพื่อประโยชน์ดังกล่าว ข้างต้นด้วย คานี้จะไม่รวมถึงสารปนเปื้อน หรือสารท่ีเติมในอาหาร เพื่อรักษาหรือปรับปรุงคุณภาพท าง โภชนาการ 2.2.28 ยาสัตว์ (veterinary drug) หมายถึง สารใดๆ ที่ให้แก่สัตว์ที่ใช้เป็นอาหารมนุษย์ เพ่ือ วัตถุประสงค์ในการรักษา ป้องกันหรือวินิจฉัยโรค หรือเพ่ือวัตถุประสงค์ในการเปล่ียนแปลงทางสรีระหรือ พฤติกรรมของสตั ว์น้ัน 2.2.29 วัตถุท่ีเติมในอาหารสัตว์ (feed additives) หมายถึง วัตถุที่เติมลงไปในอาหารสัตว์แต่ปกติ มิได้ใช้เป็นอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะมีคุณค่าทางโภชนาการหรือไม่ก็ตาม ซึ่งมีผลต่อลักษณะของอาหารสัตว์ หรือ ผลิตภณั ฑ์สัตว์ 2.2.30 ส่วนประกอบ (ingredient) หมายถึง วัตถุดิบ และสารใดๆ ก็ตาม รวมถึงวัตถุเจือปนอาหาร หรือวัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ ที่ใช้ในการจัดเตรียมผลิตภัณฑ์ และยังปรากฏอยู่ในผลิตภัณฑ์สุดท้าย ซึ่งเป็นไป ได้ทจี่ ะพบในลักษณะทีเ่ ปลย่ี นรปู ไปแล้ว 2.2.31 สารช่วยกรรมวิธกี ารผลติ (processing aids) หมายถึง สาร หรือวัสดุ ท่ีไม่รวมอุปกรณ์ หรือ ภาชนะและไม่ได้เป็นส่วนประกอบของอาหารหรืออาหารสัตว์ แต่ใช้ในกระบวนการผลิตวัตถุดิบ อาหาร สัตว์ หรือส่วนประกอบอาหาร อาหารสัตว์ และอาจมีผลให้สารตกค้างของสารนี้หรืออนุพันธ์ุที่ได้จากสารน้ีอยู่ใน ผลิตภณั ฑส์ ดุ ทา้ ย โดยไมไ่ ด้ตง้ั ใจและไมส่ ามารถหลกี เลีย่ งได้ 2.2.32 การรับรอง (certification) หมายถึง ขั้นตอนการดาเนินงาน โดยหน่วยรับรอง ในการออก ใบรับรองว่าผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์หรือระบบการควบคุมผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ เป็นไปตามข้อกาหนดของ มาตรฐาน 2.2.33 หน่วยรับรอง (certification body) หมายถึง หน่วยที่รับผิดชอบในการตรวจ (inspection) และการรับรอง (certification) ว่าผลิตผล และ/หรอื ผลิตภัณฑ์ เป็นไปตามมาตรฐานนี้ 11

2.2.34 การตรวจ (inspection) หมายถึง การตรวจสอบ (examine) ผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์หรือ ระบบสาหรับควบคุมผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ กระบวนการแปรรูป และการจัดจาหน่ายรวมทั้งการ ทดสอบในกระบวนการแปรรูปและผลิตภัณฑ์สุดท้าย เพ่ือทดสอบว่าเป็นไปตามข้อกาหนดสาหรับการตรวจ ตามมาตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์ จะรวมถงึ การตรวจสอบระบบการผลติ และกระบวนการแปรรปู ด้วย 2.3 คำจำกดั ควำม “เกษตรอนิ ทรีย”์ เกษตรอินทรีย์ถือได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการเกษตรแบบย่ังยืน และมีการผสมผสานเทคนิค การเกษตรจากหลากหลายระบบ แต่สิ่งท่ีทาให้เกษตรอินทรีย์แตกต่างไปจากระบบการเกษตรอ่ืน ๆ คือ การมี มาตรฐานควบคุม และการตรวจสอบรับรอง โดยเกือบท้ังหมดของปัจจัยที่เป็นสารสังเคราะห์ถูกห้ามใช้ ในขณะทต่ี ้องมีการปรับปรงุ บารงุ ดินด้วยการปลกู พชื หมนุ เวียน (FAO, 1999). ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการให้คาจากัดความของเกษตรอินทรีย์ที่หลากหลายจากองค์การ ทั้งในและต่างประเทศ แต่มีทิศทางเดียวกัน โดยสรุปได้ว่า เกษตรอินทรีย์ เป็นการเกษตรท่ีใช้หลักการพึ่งพิง ความสมดุลตามธรรมชาติอย่างเป็นองค์รวม เพ่ือสร้างสรรค์ให้เกิดระบบนิเวศการเกษตรที่ย่ังยืน ผสมผสาน ระบบการเกษตรทุกระบบท่ีส่งเสริมและปรับปรุงส่ิงแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจ เพ่ือผลิตอาหารและ ปจั จยั พ้นื ฐานการดารงชพี ที่มีความปลอดภัยตอ่ ผบู้ รโิ ภค ทั้งนี้โดยใช้หลักการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ในระบบนิเวศเกษตรให้เกิดการผสมผสานเกื้อกูลกันและกันอย่างเป็นองค์รวม มีการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรใน ไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด หลีกเล่ียงการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอกระบบนิเวศเกษตร และใช้ปัจจัยการ ผลติ ที่เปน็ ชีวภัณฑแ์ ละสารอนิ ทรยี ท์ ่ไี ดจ้ ากส่ิงมีชีวติ รวมทั้งสารอนินทรีย์ท่ีเกิดข้ึนตามธรรมชาติ ปฏิเสธการใช้ ปัจจยั ที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ รวมทั้งพนั ธุ์ทีผ่ า่ นการปรบั เปลี่ยนทางพนั ธุวิศวกรรม (จงั หวัดสรุ ินทร์, 2551). ภาพที่ 6 ปัจจัยการ ผ ลิ ต ที่ เ ป็ น ชี ว ภั ณ ฑ์ แ ล ะ สารอนิ ทรีย์ตา่ งๆ ในส่วนของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International federation of organic agriculture movements : IFOAM) ได้ให้ความหมายของเกษตรอินทรีย์ไว้ว่า “ระบบการเกษตรท่ีผลิตด้วย ความยั่งยืน ทางด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน ระบบนิเวศ และประชากร ซึ่งเน้นการพ่ึงพิงกระบวนการทาง ระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีววทิ ยา และวงจรชีวภาพ มีการประยกุ ต์ให้สอดคลอ้ งตามเงื่อนไขของสภาพ ท้องถ่ินมากกว่าการใช้ปัจจัยการผลิตซ่ึงมีผลกระทบในภายหลังเกษตรอินทรีย์ รวมวัฒนธรรม นวัตกรรม และ วิทยาศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันเพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม และการส่งเสริมความสัมพันธ์ท่ีเป็น ธรรม ตลอดจนคณุ ภาพชวี ติ ท่ดี ขี องสิ่งมชี ีวติ ท้งั ปวง” 12

“Organic agriculture is a production system that sustains the health of soils, ecosystems and people. It relies on ecological processes, biodiversity and cycles adapted to local conditions, rather than the use of inputs with adverse effects. Organic agriculture combines tradition, innovation and science to benefit the shared environment and promote fair relationships and a good quality of life for all involved (IFOAM, 2008). ในประเทศไทย สานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ได้ให้คาจากัดความของเกษตรอินทรยี ์ไว้ว่า “เกษตรอินทรีย์” (Organic agriculture) หมายถึง ระบบ จัดการการผลิตด้านการเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศรวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ วงจรชีวภาพ โดยเน้นการใชว้ สั ดธุ รรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์ และไม่ใช้พืช สัตว์ หรือ จุลินทรีย์ท่ีได้มาจากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม (Genetic modification) มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์โดย เน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพ่ือรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์และคุณภาพท่ีสาคัญของ ผลิตภัณฑ์ในทุกข้ันตอน (สานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, 2557).ดังน้ันอาจสรุปได้ว่า เกษตรอินทรีย์เป็นเร่ืองของกระบวนการผลิต (Production) และการแปรรูป (Processing) ผลผลิตทาง การเกษตรทีค่ านงึ ถึงความยัง่ ยนื (Sustainability) ของส่ิงแวดลอ้ ม 2.4 หลักกำรของเกษตรอินทรยี ์ สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) กาหนดหลักการ ที่สาคัญของการผลิตเกษตรอินทรีย์ 4 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ (Health) ด้านนิเวศวิทยา (Ecology) ด้านความเป็นธรรม (Fairness) และ ด้านการ ดแู ลเอาใจใส่ (Care) (มูลนิธสิ ายใยแผ่นดิน, 2555). รายละเอียด ของหลักการ 4 ด้าน ดังน้ี 2.4.1 ด้านสุขภาพ (Health) เกษตรอินทรีย์ควรจะต้อง ส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพ อย่างเป็นองค์รวมของดิน พืช สตั ว์มนุษย์และโลก 1) สุขภาวะของส่ิงมชี วี ติ แต่ละปัจเจกและของชุมชน เป็นหน่ึงเดียวกันกับสุขภาวะของ ระบบ นิเวศ การท่ีผืนดินมี ความอุดมสมบูรณ์จะทาให้พืชพรรณต่างๆ แข็งแรง มีสุขภาวะท่ีดี ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยงและ มนุษยท์ อ่ี าศยั พชื พรรณเหลา่ นน้ั เป็นอาหาร 2) สุขภาวะเป็นองค์รวมและเป็นปัจจัยท่ีสาคัญของ สิ่งมีชีวิต การมีสุขภาวะที่ดีไม่ใช่การ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมถึง ภาวะแห่งความเป็นอยู่ท่ีดีของกายภาพ จิตใจ สังคม และสภาพแวดล้อม โดยรวม ความแขง็ แรง ภูมิต้านทาน และความสามารถในการฟ้ืนตัวเอง จากความเสื่อมถอยเป็นองค์ประกอบ ทีส่ าคญั ของสขุ ภาวะท่ดี ี 3) บทบาทของเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต ในไร่นา การแปรรูป การกระจาย ผลผลิต หรือการบริโภค ต่างก็มี เป้าหมายเพอื่ เสริมสร้างสุขภาวะท่ดี ีของระบบนเิ วศและสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ต้ังแต่ สง่ิ มีชวี ิตท่มี ีขนาดเลก็ สดุ ในดินจนถึงตัวมนษุ ย์เราเอง เกษตรอินทรีย์ จงึ มงุ่ ทจ่ี ะผลติ อาหารที่มีคุณภาพสูง และมี คุณคา่ ทางโภชนาการ เพอ่ื สนบั สนนุ ให้มนษุ ยไ์ ด้มสี ขุ ภาวะที่ดขี ้นึ ด้วยเหตุนี้ เกษตรอินทรีย์ จึงเลือกที่จะปฏิเสธ การใช้ปุ๋ยเคมีสารเคมีกาจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์ และสารปรุงแต่งอาหาร ที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ 2.4.2 ด้านนเิ วศวิทยา (Ecology) เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องต้ังอยู่บนรากฐานของ ระบบนิเวศวิทยา และวฏั จักรแห่งธรรมชาตกิ ารผลติ การเกษตรจะต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ และช่วยทาให้ระบบและวัฏ จกั รธรรมชาติเพมิ่ พูนและย่งั ยืนมากข้นึ 13

1) หลักการเกษตรอินทรีย์ เป็นองค์ประกอบหน่ึงของระบบนิเวศที่มีชีวิต ดังน้ัน การผลิต การเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของธรรมชาติ โดยการเรียนรู้และสร้าง ระบบนิเวศให้เหมาะสมกับการผลิตแต่ละชนิด ยกตัวอย่างเช่น การปลูกพืช เกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มี ชีวติ หรือในการเล้ียงสตั ว์ เกษตรกรจะตอ้ งใสใ่ จ กับระบบนิเวศโดยรวมของฟารม์ หรอื ในการเพาะเล้ียงสัตว์น้า เกษตรกรต้องใสใ่ จกับระบบนิเวศ ของบ่อเลย้ี ง 2) การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การเก็บเก่ียวผลผลิตจากป่า จะต้อง สอดคล้องกับวัฏ จักรและสมดุลทางธรรมชาติแม้ว่าวัฏจักรธรรมชาติจะเป็นสากล แต่อาจจะมี ลักษณะเฉพาะท้องถิ่นนิเวศได้ ดังนั้น การจัดการเกษตรอินทรีย์จึงจาเป็นต้องสอดคล้องกับ เงื่อนไขท้องถิ่น ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และ เหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัย การผลิตและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้ซ้า การหมุนเวยี น เพ่อื ท่จี ะอนุรกั ษ์ทรัพยากร และสงิ่ แวดล้อมใหม้ ีความยง่ั ยืน 3) ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ควรสร้างสมดุลของนิเวศการเกษตร โดยการออกแบบ ระบบการทา ฟาร์มท่เี หมาะสม การฟ้ืนฟูระบบนิเวศท้องถิ่น และการสร้างความหลากหลาย ทั้งทางพันธุกรรมและกิจกรรม ทางการเกษตร ผู้คนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป การค้า และการบริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ควรชว่ ยกนั ในการอนรุ ักษ์สิง่ แวดล้อม ทั้งในแงข่ อง ภูมนิ ิเวศ สภาพบรรยากาศ นิเวศท้องถ่ิน ความหลากหลาย ทางชีวภาพ อากาศ และน้า 2.4.3 ด้านความเป็นธรรม (Fairness) เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ ท่ีมีความเป็น ธรรมระหว่างส่ิงแวดล้อมโดยรวมและส่ิงมีชีวิต ความเป็นธรรมนี้ รวมถึง ความเท่าเทียม การเคารพ ความ ยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกท่ีเราอาศัยอยู่ ท้ังในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่าง มนุษยก์ บั ส่ิงมีชีวิตอื่นๆ 1) ในหลักการด้านนี้ความสัมพันธ์ของผู้คนท่ีเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต และการจัดการ ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรม ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัด จาหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกคนควรได้รับโอกาส ในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนช่วยในการรักษา อธิปไตยทางอาหาร และช่วยแก้ไขปัญหา ความยากจน เกษตรอินทรีย์ควรมีเป้าหมายในการผลิตอาหารและ ผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่เพียงพอ และมีคุณภาพท่ีดี 8 ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 2) ในหลักการข้อนี้รวมถึงการปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัด สภาพการเล้ียงให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการทางธรรมชาติของสัตว์รวมทั้ง ดูแลเอาใจใส่ความ เปน็ อยู่ของสตั วอ์ ยา่ งเหมาะสม 3) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมท่ีนามาใช้ในการผลิตและการบริโภค ควรจะต้อง ดาเนินการอยา่ งเปน็ ธรรม ทงั้ ทางสงั คมและทางนิเวศวิทยา รวมทั้ง ต้องมี การอนุรักษ์ปกป้องให้กับคนรุ่นหลัง ความเป็นธรรมน้ีจะรวมถึงระบบการผลิต การจาหน่าย และ การค้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์จะต้องโปร่งใส มี ความเป็นธรรม และมีการนาต้นทนุ ทางสังคมและ สงิ่ แวดล้อมมาพจิ ารณาเปน็ ต้นทนุ การผลิตด้วย 2.4.4 ด้านการดูแลเอาใจใส่ (Care) การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้อง ดาเนินการอย่าง ระมัดระวังและรับผิดชอบ เพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คน ท้ังในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้ง พิทกั ษ์ปกป้องสภาพแวดล้อมโดยรวมดว้ ย 1) เกษตรอินทรียเ์ ปน็ ระบบท่มี พี ลวตั และมีชวี ิตในตวั เอง ซ่ึงการเปล่ียนแปลง จะเกิดข้ึนได้ท้ัง จากปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ควรดาเนิน กิจการต่างๆ เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพ 14

และเพ่ิมผลผลิตในการผลิต แต่ในขณะเดียวกันจะต้อง ระมัดระวังอย่าให้เกิดความเส่ียงต่อสุขภาพและ สิ่งแวดลอ้ ม ดังนน้ั เทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ จะตอ้ งมกี ารประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง และแม้แต่เทคโนโลยี ท่ีมีการใช้อยู่แล้ว ก็ควร มีการทบทวนและประเมินผลอยู่เนืองๆ เนื่องจากมนุษย์เรายังไม่ได้มีความรู้ความ เข้าใจ อย่างดพี อเกย่ี วกบั ระบบนิเวศการเกษตรทีม่ คี วามสลับซบั ซ้อน ดังนัน้ จึงตอ้ งมีการดาเนินการต่างๆ ด้วย ความระมัดระวงั เอาใจใส่ 2) ในหลักการน้ีการดาเนินการอย่างระมัดระวังและ รับผิดชอบเป็นหัวใจสาคัญของการ บริหารจัดการ การพัฒนา และการคัดเลือก เทคโนโลยีท่ีจะนามาใช้ในเกษตรอินทรีย์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็น สิ่งจาเป็นเพ่ือสร้างหลักประกันความม่ันใจว่าเกษตรอินทรีย์นั้นปลอดภัย และเหมาะกับส่ิงแวดล้อม อย่างไรก็ตามความรู้ทางวิทยาศาสตร์แต่เพียง อย่างเดียวไม่เพียงพอ ประสบการณ์จากการปฏิบัติและภูมิ ปัญญาท้องถ่ิน ที่สะสมถ่ายทอดกันมาก็อาจมีบทบาทในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้เช่นกัน เกษตรกรและ ผปู้ ระกอบการควรมีการประเมินความเสี่ยง และเตรียมการ ป้องกันจากการนาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้และควร ปฏิเสธเทคโนโลยี ที่มีความแปรปรวนมาก เช่น เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม การตัดสินใจเลือก เทคโนโลยีต่างๆ จะต้องพิจารณาถึงความจาเป็นและระบบคุณค่าของ ผู้ท่ีเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ท่ีอาจได้รับผลกระทบ และ จะต้องมีการปรกึ ษา หารืออย่างโปรง่ ใสและมสี ว่ นร่วม 2.5 แนวคดิ พ้ืนฐำนของเกษตรอนิ ทรยี ์ มูลนธิ ิสายใยแผ่นดนิ , (2555). ได้ประมวลแนวคดิ พ้ืนฐานของเกษตรอินทรยี ค์ ือ การทาเกษตรอนิ ทรยี ์ เน้นการผลติ ท่สี อดคล้องกบั วิถธี รรมชาตกิ ารอนุรักษ์ธรรมชาตแิ ละระบบนิเวศ โดยการประยกุ ต์ ปรบั ใชก้ ลไก นเิ วศธรรมชาติสาหรับการทาเกษตรทีส่ าคัญ ไดแ้ ก่ การหมุนเวยี นธาตุอาหาร การสร้างความอุดมสมบรู ณข์ อง ดิน ความสมั พนั ธ์แบบสมดลุ ของสิ่งมชี ีวติ ทีห่ ลากหลาย การอนรุ ักษ์ และฟ้นื ฟูนเิ วศการเกษตร 2.5.1 การหมุนเวยี นธาตอุ าหาร อาศยั หลักการทางธรรมชาติด้วยการใชธ้ าตุอาหารพืช ทอี่ ยู่ในรูปของ อนิ ทรยี วัตถทุ ่สี ามารถย่อยสลายไดโ้ ดยจลุ นิ ทรยี ์ซ่ึงจะทาให้วงจรธาตอุ าหารหมุนเวียน ไดอ้ ยา่ งต่อเนอ่ื งตวั อย่าง ของการหมนุ เวียนธาตอุ าหารในแนวทางเกษตรอินทรีย์ท่สี าคญั คอื การใช้ปยุ๋ หมัก การคลุมดินด้วย อนิ ทรียวตั ถุ การปลกู พชื เปน็ ปยุ๋ พืชสด และการปลูกพชื หมุนเวยี น เป็นต้น 15

ภาพท่ี 7 การหมนุ เวียนธาตุอาหารในดนิ โดยวิธกี ารยอ่ ยสลายอนิ ทรีย์วตั ถุ 2.5.2 ความอุดมสมบูรณข์ องธาตอุ าหารในดิน ถือเป็นหวั ใจของเกษตรอนิ ทรีย์ การทาเกษตรอินทรยี ์ น้ัน เกษตรกรตอ้ งหาอนิ ทรยี วัตถุต่างๆ มาคลุมหนา้ ดนิ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ฟาง ใบไม้ซึง่ อินทรยี วตั ถุเหลา่ น้ี จะกลายเป็นอาหารของสงิ่ มชี ีวติ และจลุ นิ ทรียใ์ นดิน ทาใหด้ นิ ฟืน้ กลบั มามีชีวติ อีกครงั้ หน่งึ และการไม่ใช้ สารเคมตี ่างๆ เชน่ สารเคมีกาจดั ศัตรูพืช ยงั เป็นการช่วยทาใหด้ นิ สามารถฟ้นื ความสมบูรณไ์ ด้อย่างรวดเร็ว ทา ให้พืชที่ปลูกมีความแขง็ แรง ต้านทานตอ่ โรคและแมลง รวมทง้ั ใหผ้ ลผลิตต่อพน้ื ทีส่ งู ภาพที่ 8 การ คลุมหน้าดินด้วยอินทรีย์วัตถุเพื่อ เพิ่มความอดุ มสมบูรณ์ 2.5.3 ความหลากหลายที่สัมพนั ธ์กันอย่างสมดลุ ในระบบนิเวศ การทาเกษตรอินทรยี ์ จะต้องหาสมดลุ ของการเพาะปลูกพืชที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเปน็ การปลกู พืชรวมหลายชนดิ ในเวลาเดยี วกัน หรอื เหลอ่ื มเวลา กนั ตลอดจนการปลูกพชื หมุนเวียนต่างชนดิ กัน รวมทง้ั การเลยี้ งสัตว์ ท้ังน้กี ารทาเกษตรทห่ี ลากหลาย (เกษตร ผสมผสาน) นบั เปน็ การใชป้ ระโยชนจ์ ากทรัพยากร อย่างมีประสิทธภิ าพมากกวา่ และยังเป็นการลดความเส่ียง ภยั จากปญั หาโรคและแมลงศัตรูพืชระบาด อีกดว้ ย นอกจากนีก้ ารไมใ่ ช้สารเคมกี าจัดศัตรูพชื จะมสี ่วนช่วยให้ ศตั รูธรรมชาติสามารถ แสดงบทบาทในการควบคุมศตั รูพืช เปน็ การสรา้ งสมดุลนิเวศการเกษตรอีกวิธหี นง่ึ ภาพท่ี 9 การปลูกพชื อินทรยี แ์ บบผสมผสาน 2.5.4 การอนุรกั ษ์และฟืน้ ฟนู ิเวศการเกษตร ด้วยการปฏเิ สธการใช้สารเคมสี ังเคราะห์ ทุกชนิด เพราะ ปัจจัยการผลติ ท่ีเปน็ สารเคมสี ังเคราะห์ทาลายสมดุลของนเิ วศการเกษตร และ ส่งผลกระทบด้านลบตอ่ 16

สิง่ แวดล้อม และมีผลต่อสิง่ มีชีวติ ตา่ งๆ ท้งั ท่ีอยู่บนผิวดินและใตด้ ิน เชน่ สัตว์ แมลง และจุลินทรีย์ ในกลไก ธรรมชาตสิ ่งิ มชี ีวิตต่างๆ เหล่าน้ีมีบทบาทสาคญั ในการสรา้ งสมดุลของนิเวศการเกษตร นอกจากการอนรุ ักษย์ ัง เนน้ การฟนื้ ฟสู มดุลและ ความอุดมสมบรู ณ์ของระบบนเิ วศด้วย ภาพท่ี 10 ความอุดม สม บู ร ณ์ ขอ ง ร ะ บ บ นิเวศวิทยา 2.5.5 การพึง่ พากลไกธรรมชาติในการทาเกษตร เกษตรอินทรยี ต์ ง้ั อยบู่ นปรัชญา แนวคิด การเกษตรท่ี ยั่งยืนต้องเป็นการเกษตรที่เป็นไปตามวิถีธรรมชาติกลไกในธรรมชาติที่สาคัญ ต่อการทาเกษตรอินทรีย์ได้แก่ วงจรการหมุนเวียนธาตุอาหาร วงจรการหมุนเวียนของน้า รวมท้ัง การพึ่งพากันของสิ่งมีชีวิตอย่างสมดุลใน ระบบนเิ วศ ท้ังในเชงิ ของการเกือ้ กูล การพง่ึ พา และ ห่วงโซ่อาหาร ระบบนิเวศและกลไกตามธรรมชาติของแต่ ละพ้ืนท่ีมีความแตกต่างกัน เกษตรกร ท่ีทาเกษตรอินทรีย์จึงจาเป็นต้องเรียนรู้ถึงสภาพเง่ือนไขของท้องถ่ินที่ ตนเองทาการเกษตรอยู่ การหมั่นสังเกต เรียนรู้วิเคราะห์ - สังเคราะห์และทาการทดลอง เป็นกระบวนการ เรียนรู้ ท่ีต้องดาเนินการไปอย่างต่อเน่ือง เพ่ือได้ใช้ประโยชน์จากกลไกธรรมชาติและสภาพนิเวศท้องถ่ิน อย่าง เตม็ ที่ 2.5.6 การพงึ่ พาตนเองดา้ นปัจจยั การผลติ มุ่งใหเ้ กษตรกรพยายามผลิตปจั จัยการ ผลิตต่างๆ เชน่ ปยุ๋ อินทรยี ์ เมลด็ พนั ธ์ฯุ ลฯ ดว้ ยตนเอง และปัจจยั การผลิตท่มี ีอยู่แล้วในทอ้ งถิน่ เพื่อสอดคลอ้ งกบั นเิ วศของท้องถ่นิ ชว่ ยสร้างความมเี สถยี รภาพและความยงั่ ยนื ของระบบการผลิต ในระยะยาว และเกิดการใช้ทรพั ยากรอยา่ งมี ประสิทธภิ าพ เอกสำรอำ้ งอิง จงั หวดั สรุ ินทร์. (2551). แผนปฏบิ ตั กิ ำรภำยใตย้ ุทธศำสตรก์ ำรพฒั นำเกษตรอนิ ทรีย์แห่งชำติ พ.ศ.2551- 2554. เอกสารประกอบการสัมมนาวชิ าเกษตรอินทรยี ์ วันท่ี 14-15 พฤษภาคม 2551 ณ โรงแรม ทองธารนิ ทร์ จังหวัดสรุ ินทร.์ มูลนิธสิ ายใยแผน่ ดนิ . (2555). แนวทำงเกษตรอินทรีย.์ เข้าถงึ ได้จาก : http://www.greennet. or.th/article/86 (วนั ทค่ี ้นข้อมูล : 2 มนี าคม 2555) มูลนธิ สิ ายใยแผ่นดนิ . (2555). หลกั กำรเกษตรอนิ ทรีย์. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : http://www.greennet. or.th/article/1006 (วันท่คี ้นขอ้ มลู : 2 มีนาคม 2555) สานักงานมาตรฐานสนิ ค้าเกษตรและอาหารแหง่ ชาต.ิ (2557). เกษตรอินทรีย์ เล่ม 1: กำรผลิต แปรรูป แสดง ฉลำก และ จำหนำ่ ย ผลติ ผลและผลติ ภณั ฑเ์ กษตรอนิ ทรีย์. กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์ แหล่งทม่ี า: http://www.acfs.go.th/standard/download/ORGANIC-AGRICULTURE-PART- 1.pdf สานกั งานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแหง่ ชาต.ิ (2552). เกษตรอินทรีย์ เล่ม 1: กำรผลติ แปรรปู แสดง 17

ฉลำก และ จำหนำ่ ย ผลิตผลและผลิตภัณฑเ์ กษตรอินทรีย์ (มกษ.9000 เล่ม 1-2552). กระทรวง เกษตรและสหกรณ์. FAO. (1999). Organic agriculture: Item 8 of the provisional agenda. Committee on . Agriculture, FAO, Rome บทที่ 3 ยทุ ธศำสตร์กำรพัฒนำเกษตรอินทรยี ์แหง่ ชำติ และกำรขับเคลอื่ นนโยบำย เกษตรอนิ ทรีย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3.1 ยุทธศำสตร์กำรพัฒนำเกษตรอินทรีย์แห่งชำติ พ.ศ. 2560-2564 (คณะกรรมการพัฒนาเกษตร อินทรยี แ์ ห่งชาต,ิ 2560). คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมวันท่ี 11 เมษายน 2560 มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตร อินทรยี ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 โดยมรี ายละเอียด ดงั น้ี วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นผู้นาในระดับภูมิภาค ด้านการผลิต การบริโภค การค้า สินค้า และ การบริการเกษตรอินทรยี ท์ ่มี คี วามยง่ั ยืน และเปน็ ท่ียอมรบั ในระดับสากล” เปำ้ หมำย ๑) มพี น้ื ทเ่ี กษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ ภายในปี 2564 ๒) เพม่ิ จานวนเกษตรกรที่ทาเกษตรอนิ ทรยี ไ์ มน่ ้อยกว่า 30,000 ราย ภายในปี 2564 ๓) เพ่ิมสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาดส่งออก โดยให้มีสัดส่วนตลาดใน ประเทศร้อยละ 40 ต่อตลาดสง่ ออกรอ้ ยละ 60 ๔) ยกระดับกลมุ่ เกษตรกรอินทรยี ว์ ถิ ีพื้นบา้ นเพิ่มขน้ึ ประเด็นยุทธศำสตร์ 18

ยุทธศาสตร์ที่ 1 สง่ เสริมการวจิ ยั การสร้างและเผยแพรอ่ งค์ความรู้ และนวัตกรรมเกษตรอินทรยี ์ กลยทุ ธ์ที่ 1.1 สง่ เสรมิ การวิจยั การสรา้ งและเผยแพร่องค์ความรเู้ ก่ียวกับเกษตร อินทรีย์ กลยทุ ธ์ที่ 1.2 เสริมสร้างความรู้ความเขา้ ใจเร่อื งเกษตรอนิ ทรยี แ์ ก่เกษตรกร สถาบัน เกษตรกร บคุ ลากรที่เกย่ี วขอ้ งและประชาชนท่ัวไป กลยุทธ์ที่ 1.3 สร้างฐานขอ้ มูลเกย่ี วกบั การพัฒนาเกษตรอนิ ทรยี ์ ยุทธศาสตรท์ ่ี 2 พัฒนาการผลติ สินค้าและบรกิ ารเกษตรอนิ ทรีย์ กลยทุ ธท์ ่ี 2.1 พัฒนาศักยภาพการผลิตเกษตรอินทรีย์ กลยทุ ธ์ท่ี 2.2 การพัฒนาบริหารจดั การโครงสรา้ งพน้ื ฐานและกาหนดมาตรการทเ่ี อื้อ ตอ่ การผลติ เกษตรอนิ ทรีย์อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ยุทธศาสตรท์ ี่ 3 พฒั นาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์ กลยุทธท์ ่ี 3.1 ผลกั ดนั มาตรฐานและระบบการตรวจสอบรับรองเกษตรอนิ ทรยี ์ กลยทุ ธท์ ี่ 3.2 ส่งเสรมิ และพฒั นาการ ตลาดสนิ คา้ เกษตรอินทรีย์และบรกิ ารที่เก่ยี วขอ้ ง กับเกษตรอินทรยี ์ กลยุทธท์ ี่ 3.3 การประชาสัมพนั ธ์เก่ียวกับเกษตรอินทรีย์สู่ผบู้ ริโภค ยทุ ธศาสตร์ท่ี 4 การขับเคลอ่ื นเกษตรอนิ ทรีย์ กลยุทธ์ท่ี 4.1 ใช้รปู แบบยโสธรโมเดล โดยภาคเอกชนเปน็ หลักในการขบั เคลอื่ นการ พฒั นาเกษตรอนิ ทรีย์ กลยทุ ธท์ ี่ 4.2 สนับสนุนแหลง่ เงนิ ทนุ เพื่อพฒั นาเกษตรอินทรยี ์ กลยทุ ธท์ ่ี 4.3 สรา้ งกลไกและเครอื ขา่ ยการขบั เคลอื่ นยุทธศาสตร์การพฒั นาเกษตร อนิ ทรยี ไ์ ปส่กู ารปฏบิ ตั ิ 3.2 กลไกกำรขับเคล่อื นยทุ ธศำสตรก์ ำรพัฒนำเกษตรอินทรียแ์ ห่งชำติ ระดับประเทศ - ขับเคล่ือนโดยคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นประธานคณะกรรมการฯ และได้แต่งต้ังคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตร อนิ ทรยี แ์ หง่ ชาติ มีองค์ประกอบ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ผู้แทนกระทรวง ต่างๆทเ่ี กย่ี วข้อง ผู้แทนเกษตรกร ผแู้ ทนภาคเอกชน ผูแ้ ทนภาคประชาสงั คม ผแู้ ทนภาคการศึกษา และหัวหน้า สว่ นราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณท์ ีเ่ กยี่ วข้อง เปน็ คณะอนุกรรมการ มีเลขาธิการสานักงานเศรษฐกิจ การเกษตร เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และมีรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และรองเลขาธิการ มกอช เปน็ อนุกรรมการและผูช้ ่วยเลขานกุ าร คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติในคราวประชุมวันท่ี 29 พฤษภาคม 2560 ได้มีมติ มอบหมายหน่วยงานรบั ผดิ ชอบรายยทุ ธศาสตร์ ดงั นี้ ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 1 โดย สถาบนั วิจัยวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีแหง่ ประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ยทุ ธศาสตร์ที่ 2 โดย กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 โดย กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ยทุ ธศาสตร์ที่ 4 โดย สานกั งานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 19

ระดับภำค – คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ มีคาส่ังแต่งต้ังคณะอนุกรรมการ ขับเคล่ือนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค จานวน 6 คณะ ตามที่นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้เน้นการ ดาเนินงานในระดับภูมิภาค ไดแ้ ก่ 1) ภาคเหนือ ( 17 จงั หวดั ) มีอธิบดีกรมพัฒนาที่ดนิ เป็นประธาน 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (20 จงั หวดั ) มีอธบิ ดีกรมวชิ าการเกษตรเปน็ ประธาน 3) ภาคกลาง ( 22 จงั หวัด) มีอธิบดกี รมการขา้ วเปน็ ประธาน 4) ภาคตะวนั ออก ( 4 จงั หวดั ) มีเลขาธิการสานักงานเศรษฐกิจการเกษตรเปน็ ประธาน 5) ภาคใต้ ( 9 จังหวัด) มีอธบิ ดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธาน 6) ภาคใตช้ ายแดน ( 5 จงั หวัด) มีเลขาธิการสานักงานมาตรฐานสนิ ค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เปน็ ประธาน สาหรับคณะอนุกรรมการขับเคล่ือนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีองค์ประกอบคณะทางานรวม 32 ท่าน โดยมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นประธาน และผู้อานวยการ สานกั วิจยั และพฒั นาการเกษตรเขตที่ 4 กรมวชิ าการเกษตร เปน็ อนุกรรมการและเลขานกุ าร ระดับจังหวัด - คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เห็นชอบให้มีการแต่งคณะทางานฯ ในระดับจังหวัด ภายใต้กลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดที่มีอยู่แล้ว เพ่ือทา หนา้ ท่ีในการกาหนดแผนงาน/โครงการขบั เคล่ือนการพัฒนาเกษตรอินทรยี ์ในระดบั พน้ื ที่ ระดบั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ – ประกอบด้วยคณะทางาน 2 ชุด ได้แก่ 1) คณะทางานขับเคล่ือนงานตามนโยบายเกษตรอินทรีย์ มีรองปลัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ นายธนิตย์ เอนกวิทย์ เป็นประธานคณะทางาน อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นรองประธาน คณะทางาน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นคณะทางานและเลขานุการ รองเลขาธิการสานักงานมาตรฐาน สินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร และผู้แทนสานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและ อาหารแหง่ ชาติ เปน็ คณะทางานและผชู้ ว่ ยเลขานุการ 2) คณะทางานเฉพาะกิจด้านเกษตรอินทรีย์ มีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธาน คณะทางาน ผอู้ านวยการกองพฒั นาระบบและรบั รองมาตรฐานสนิ คา้ พืช เป็นคณะทางานและเลขานกุ าร ระดับกรมวิชำกำรเกษตร - ได้ตั้งคณะทางานกรมวิชาการเกษตรขับเคลื่อนนโยบายเกษตร อินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอธิบดีเป็นท่ีปรึกษา รองอธิบดีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน คณะทางาน ผู้อานวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช เป็นคณะทางานและเลขานุการ ผแู้ ทนกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสนิ คา้ พืชและผแู้ ทนกองแผนงานและวิชาการเป็นคณะทางานและ ผชู้ ว่ ยเลขานกุ าร 3.3 แนวทำงกำรขบั เคลือ่ นนโยบำยเกษตรอนิ ทรีย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1) กำรจดั ลำดับกล่มุ ขน้ั พื้นท่เี กษตรกร 3 กลุ่มข้ัน (6 ขั้นตอน) ไดแ้ ก่ กลุ่มท่ี 1 : กลุ่มพนื้ ที่เรม่ิ ใหม่ ข้นั ตอนท่ี 1  เกษตรกรสมัครเขา้ ร่วมโครงการ ทราบชอื่ ท่อี ยู่ ทต่ี ัง้ แปลง ขนาดพนื้ ท่ี และสนิ ค้าเกษตรท่จี ะผลิต  เกษตรกรไดร้ ับการฝกึ อบรมเบ้ืองต้น ขนั้ ตอนท่ี 2 20

 เกษตรกรไดร้ ับคาปรึกษาแนะนาการปฏิบตั ิตามมาตรฐานและเร่ิมปฏิบัติตามมาตรฐาน  เกษตรกรได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต (พันธุ์ ปุ๋ยหมัก วัสดุปรับปรุงบารุงดิน) หรือ ความรู้ในการทาปจั จยั การผลิต และเร่ิมใชป้ ัจจัยการผลิตตรงตามทีม่ าตรฐานกาหนด กล่มุ ท่ี 2 : กลุม่ พืน้ ทีพ่ ร้อมจะยกระดบั ขน้ั ตอนท่ี 3  3ก - เกษตรกร ปฏิบัติตามมาตรฐานต่อเน่ืองจากขั้นตอนท่ี 2 ภายใต้การให้คาปรึกษาแนะนาของ เจ้าหน้าท่ีหรือจาก ศพก. หรือเกษตรกรท่ีมีความพร้อมจะขอการรับรอง สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐาน และได้ สมัครขอรับการตรวจรับรองจากหน่วยรับรอง - กลุ่มเกษตรกร ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างต่อเน่ือง ได้รับการฝึกอบรมการควบคุมภายในกลุ่ม (Internal Control System : ICS) และเร่ิมจัดต้ังกลุ่ม โดยเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วว่ามีความพร้อมจะขอการรับรอง ตามมาตรฐานได้ หรอื เกษตรกรท่ีมีความพร้อมจะขอการรับรอง สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐาน และได้สมัครขอรับ การตรวจรับรองจากหน่วยรบั รอง  3 ข เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างต่อเน่ือง และ/หรือได้รับการฝึกอบรมการรับรองแบบมี ส่วนร่วม (Participatory Guarantee System : PGS) โดยเริม่ ดาเนนิ การจดั ตงั้ กลมุ่ และดาเนินการระบบ PGS ขน้ั ตอนท่ี 4 ปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง  4 ก เกษตรกรอยู่ระหว่างการตรวจรับรองจากหน่วยรับรอง (ภาครัฐหรือเอกชน) โดยหน่วย รบั รองเร่มิ เข้าตรวจคร้ังแรกแลว้ (ท้ังรบั รองเดยี่ วหรอื รบั รองกล่มุ )  4 ข เกษตรกรจัดตั้งกลุ่มและจัดทาระบบ PGS แล้ว และเริ่มการตรวจประเมินสมาชิก โดยระบบ PGS กลุม่ ท่ี 3: กลมุ่ พน้ื ท่ไี ดร้ ับกำรรบั รอง ขัน้ ตอนที่ 5  5 ก เกษตรกร/กลุ่มเกษตรกรผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐาน และหน่วยรับรองให้ การรบั รองเกษตรอินทรีย์ระยะปรบั เปลี่ยน  5 ข กลุ่ม PGS ทาการตรวจประเมินสมาชิกและสมาชิกได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์ระยะ ปรบั เปลย่ี น ข้ันตอนท่ี 6  เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐานต่อเน่ืองจนครบระยะปรับเปลี่ยน และได้การรับรองเกษตร อินทรีย์ สินค้าสามารถติดเครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐาน หรือติดเครื่องหมาย PGS ของกลุ่มได้ สินค้าสามารถเชอื่ มโยงกับตลาด จาหนา่ ยเปน็ สนิ ค้าเกษตรอินทรีย์ได้ หมายเหตุ กรณีพ้ืนท่ีได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์แล้ว และเพิ่มการผลิตสินค้าอินทรีย์อื่น (พืช/ปศุสัตว์/สัตว์น้า) จะเร่ิมตง้ั แตข่ น้ั ตอนท่ี 3 เปน็ ต้นไป 2) ขับเคล่อื นโดยคัดเลือกพนื้ ที่บรู ณำกำรรว่ มกัน จากผลการดาเนินงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ปี 2560 สามารถคัดเลือกพ้ืนท่ีบูรณาการใน การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ปี 2561 ได้ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัด 21

มหาสารคาม เร่ิมจากการประชุมระดมข้อคิดเห็นเพ่ือทราบความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ ส่งเสริมการ ผลิตโดยใช้ตลาดเป็นตัวนา ได้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด นาไปสู่แผนบูรณาการและ จัดสรรงบประมาณจากทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพ่ือพัฒนาเกษตรกรให้ได้รับรอง มาตรฐานเพิ่มข้นึ สนับสนุนปัจจัยการผลติ สินเชื่อ รวมถึงให้ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนา ต่ อ ยอด ผลิตภัณฑ์ เช่อื มโยงตลาดอยา่ งเป็นรปู ธรรม และขยายพนื้ ท่บี รู ณาการต่อยอดเพิม่ ขนึ้ ในปตี ่อไป ภาพที่ 11 แผนยุทธศาสตรก์ ารพฒั นาเกษตรอินทรีย์แหง่ ชาติ พ.ศ.2560 -2564 22

เอกสำรอ้ำงองิ คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรยี ์แห่งชาติ. (2560). ยทุ ธศำสตรก์ ำรพฒั นำเกษตรอนิ ทรยี แ์ หง่ ชำติ (พ.ศ. 2560-2564). สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์ 23

บทที่ 4 มำตรฐำนสินค้ำเกษตรอนิ ทรยี ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4.1 มำตรฐำนสนิ คำ้ เกษตร 9000 เลม่ 1-2552 (สานกั งานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาต,ิ 2552). กรมวิชาการเกษตรดาเนนิ ตรวจรับรองมาตรฐานการผลติ พืชอินทรีย์ ตามมาตรฐานของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ กาหนดมาตรฐานสินคาเกษตร : เกษตรอินทรีย เลม 1 : การผลิต แปรรปู แสดงฉลาก และ จาหนายผลิตผลและผลิตภณั ฑเกษตรอนิ ทรยี (มกษ. 9000 เลม่ 1 – 2552) โดยแบ่งการตรวจรบั รองออกเป็น 6 ประเภท ดงั นี้ 1) การขอรบั รองแหลง่ ผลิตพืชอินทรีย์ 2) การรับรองการคัดบรรจุพืชอนิ ทรีย์ 3) การรับรองการแปรรูปผลติ ภณั ฑพ์ ชื อินทรยี ์ 4) การรบั รองการรวบรวมผลติ ผล/ผลิตภัณฑ์พชื อินทรยี ์ 5) การรบั รองการจัดจาหนา่ ยผลิตผล/ผลิตภัณฑ์พชื อินทรีย์ 6) การรับรองการนาเข้าผลิตผล/ผลติ ภัณฑพ์ ชื อินทรีย์ 4.2 ข้อกำหนดกำรตรวจรับรองแหลง่ ผลิตพืชอินทรีย์ (มกษ. 9000 เลม่ 1 – 2552) 1) พ้นื ท่ี 1.1) ขอกาหนดวิธีผลิตพืชอินทรียใหนามาใชปฏิบัติตลอดระยะการปรับเปล่ียนเปนเวลา อยางนอย 12 เดือน กอนปลูกสาหรับพืชลมลุก และ 18 เดือนกอนเก็บเก่ียวผลิตผลอินทรียครั้งแรก สาหรับ พืชยืนตน โดยระยะการปรับเปล่ียน นับตั้งแตผูผลิตไดนามาตรฐานน้ีไปปฏิบัติแลว และสมัครขอรับการ รับรองตอหนวยรบั รอง และอาจเพิ่มระยะปรบั เปลยี่ นขนึ้ ได้ หากมกี ารใช้สารเคมีในปริมาณมาก 1.2) พ้ืนที่ไม่มีการใช้สารเคมีนานเกิน 12 เดือน สาหรับพืชล้มลุก และ 18 เดือน สาหรับพืช ยืนต้น สามารถพิจารณาลดระยะปรบั เปลี่ยนลงได้ แต่ต้องไมน่ อ้ ยกวา่ 6 เดอื น 1.3) การปลูกพืชคู่ขนาน (ปลูกท้ังระบบเกษตรอินทรีย์และเกษตรเคมี) หรือทยอยเปล่ียน พ้ืนท่ีได้ แต่ต้องเป็นพืชต่างชนิด ต่างพันธุ์ และต้องแยกพ้ืนท่ี และกระบวนการจัดการพืชอินทรีย์และไม่ใช่ อินทรีย์ได้อย่างชัดเจน 1.4) ตอ้ งไม่เปล่ียนกลบั ไปทาการเกษตรที่ใชส้ ารเคมี 1.5) แหล่งนา้ ไม่เสยี่ งต่อการปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนัก น้าชลประทานต้องมีบ่อพัก และมี ผลวเิ คราะห์น้า 2) กำรวำงแผนกำรจดั กำร มีมาตรการและการป้องกันการปนเป้ือนจากภายนอก โดยต้องเป็นแนวกันชนท่ีมี ประสิทธิภาพ วางแผนระบบการผลิตพืช เลือกฤดูปลูกและพันธ์ุที่เหมาะสม มีการป้องกันและหลีกเล่ียงการ ปฏบิ ตั ทิ ี่ทาให้เกดิ มลพิษต่อส่ิงแวดล้อม ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ มีการดูแลสุขลักษณะในแปลงปลูก และมีการ อนรุ กั ษ์ ฟน้ื ฟู และรักษาความหลากหลายทางชวี ภาพ 24

3) เมล็ดพันธ์ุและส่วนทีใ่ ชข้ ยำยพันธุ์ ต้องมาจากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ หรือการผลิตพืชท่ัวไป แต่ต้องไม่คลุกสารเคมี หาก คลกุ สารเคมี ตอ้ งกาจดั ออกอย่างเหมาะสมก่อนปลกู 4) กำรจดั กำรและกำรปรับปรงุ บำรงุ ดิน 4.1) รักษาหรือเพิ่มความอดุ มสมบรู ณ์ของดินและกิจกรรมทางชีวภาพ - ปลูกพืชตระกลู ถ่วั พืชป๋ยุ สด พืชรากลกึ - ใชว้ ัสดจุ ากพชื สัตว์ สารอนิ ทรีย์ สารอนนิ ทรีย์ ตามที่มาตรฐานกาหนด - อาจเร่งปฏกิ ริ ยิ าของป๋ยุ อนิ ทรยี ์โดยใช้เชือ้ จุลินทรยี ห์ รือวสั ดจุ ากพชื 4.2) มมี าตรการและการปอ้ งกันการชะล้างพงั ทลายของดนิ 4.3) ไมเ่ ผาทาลายเศษซากพชื ในแปลงปลูก 5) กำรจดั กำรศตั รูพชื 5.1) มีมาตรการและการปอ้ งกนั กาจดั ศัตรูพืช โรคพชื และวชั พืช - เลือกใชพ้ ันธพ์ุ ชื ท่ีเหมาะสม - ปลูกพืชหมุนเวียน - ใช้เครอ่ื งมอื กล/วธิ กี ล - อนรุ กั ษศ์ ัตรูธรรมชาติ - รกั ษาระบบนเิ วศ - ใชศ้ ตั รูธรรมชาติ - คลุมดินหรอื ตดั แตง่ - ปล่อยสัตวเ์ ลยี้ ง - ใชส้ งิ่ ที่ได้จากการเตรียมทางชีวพลวตั หนิ บด ป๋ยุ คอก วสั ดุจากพชื 5.2) ใชส้ ารตามทมี่ าตรฐานกาหนด รายละเอียดตามภาคผนวก 5.3) หากใช้สารท่ีนอกเหนือจากที่มาตรฐานกาหนด ต้องได้รับการยอมรับจากหน่วยรับรอง 6) กำรเก็บเกยี่ วและกำรจัดกำรหลังกำรเก็บเก่ยี ว - รกั ษาความเปน็ ผลิตผลอินทรีย์ตลอดกระบวนการผลิต - ไมผ่ า่ นการฉายรังสี - แยกออกจากผลิตผลท่ไี ม่ใช่อนิ ทรยี ์ มกี ารจัดการท่ีไม่ทาให้ปนเป้ือนสารท่ีไม่อนุญาตให้ ใช้ และมกี ารชี้บ่งท่ชี ัดเจน - มกี ารปอ้ งกัน ควบคมุ และกาจัดศัตรพู ืช 7) กำรบรรจหุ บี ห่อ กำรเก็บรกั ษำ และกำรขนสง่ 7.1) การบรรจุหีบหอ่ - แยกออกจากผลติ ผลทไ่ี ม่ใช่อินทรยี ์ มกี ารจดั การที่ไม่ทาให้ ปนเปือ้ นสารท่ีไม่อนุญาต ใหใ้ ช้ และมีการช้ีบง่ ทชี่ ดั เจน - ควรเลือกใชว้ ัสดทุ ยี่ ่อยสลายได้ หรอื นากลบั มาใชใ้ หมไ่ ด้ 7.2) การเกบ็ รกั ษาและการขนส่ง - ป้องกันผลติ ผลพืชอนิ ทรยี ไ์ ม่ให้ปะปนกับผลิตผลท่ไี มใ่ ชพ่ ชื อินทรีย์ - ผลติ ผลพืชอนิ ทรีย์ไมส่ มั ผสั กบั วสั ดุหรอื สารทไ่ี มอ่ นุญาตให้ใช้ - มีการบ่งชท้ี ี่แยกผลติ ผลพชื อนิ ทรีย์ออกจากผลิตผลไมใ่ ชพ่ ืชอนิ ทรยี ์ 8) กำรแสดงฉลำกและกำรกลำ่ วอำ้ ง 8.1) รายละเอยี ดบนฉลากเปน็ ไปตามมาตรฐานกาหนด ชัดเจน ไม่เป็นเท็จ 25

- ชอื่ ผลิตผล รหัสการรับรอง ชื่อและท่ีต้ังของผู้ผลิต ประเทศผู้ผลิต คาแนะนาการเก็บ รักษา ปรมิ าณหรอื น้าหนกั สุทธิ วนั เดือนปีทผ่ี ลติ 8.2) ผลติ ผลต้องมาจากการผลิตแบบเกษตรอนิ ทรยี ์ 100 % 8.3) เครอื่ งหมายรับรองเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเง่ือนไขที่หน่วยรบั รองกาหนด 8.4) แสดงเครือ่ งหมายตรงตามขอบขา่ ยท่ีไดร้ บั การรบั รอง 9) กำรบนั ทึกขอ้ มลู กำรผลิต 9.1) บันทึก หลักฐาน เอกสารแสดงการผลิตพืชอนิ ทรีย์แยกจากผลติ พืชทว่ั ไป 9.2) จัดทาประวตั ิ แผนท่ี แผนผังฟาร์มที่ถกู ตอ้ งและเป็นปัจจุบัน 9.3) จดั ทาแผนการผลิตและจดบนั ทกึ การปฏิบตั ิงานทกุ ขน้ั ตอน - แหล่งที่มา ชนิด ปริมาณและการใช้ปัจจัยการผลิต วันปลูก การดูแลรักษา การ ปอ้ งกันกาจัดศตั รูพืช วันเกบ็ เกี่ยว ชนิดและปริมาณผลิตผล การจาหนา่ ยผลติ ผล และการขนส่ง 10) กำรทวนสอบ - มบี ันทกึ หลักฐาน เอกสารท่ีตรวจสอบย้อนกลบั สู่แหล่งผลติ พืชอนิ ทรยี ไ์ ด้ - มีการจัดเกบ็ บนั ทึก เอกสารการผลติ อย่างนอ้ ย 1 รอบการรับรอง หรอื 1 รอบการผลติ ภาพที่ 12 มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรยี ์ (มกษ.9000 เล่ม 1 -2552 ) มำตรฐำนเกษตรอินทรยี ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (มกษ. 9000 เลม่ 1-2552) หลกั กำรของเกษตรอนิ ทรยี ์ เกษตรอินทรยี ต์ ้องเป็นไปตามหลกั การ ดงั น้ี 1 พฒั นาระบบการผลติ ไปสู่แนวทางเกษตรผสมผสานท่ีมคี วามหลากหลายของพชื และสตั ว์ 2 พฒั นาระบบการผลิตท่ีพึ่งพาตนเองในเรื่องของอินทรยี ์วัตถุและธาตุอาหารภายในฟารม์ 3 ฟนื้ ฟแู ละรักษาความอุดมสมบูรณข์ องดินและคุณภาพน้าด้วยอนิ ทรยี วัตถุ เช่น ปยุ๋ คอก ปุ๋ยหมัก และ 26

ปยุ๋ พืชสดอยา่ งต่อเนื่องโดยใช้ทรพั ยากรในฟาร์มมาหมุนเวยี นใช้ใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุด 4 รกั ษาความสมดุลของระบบนิเวศในฟารม์ และความยง่ั ยืนของระบบนิเวศโดยรวม 5 ป้องกันและหลีกเลย่ี งการปฏบิ ตั ิทท่ี าให้เกิดมลพิษตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม 6 ยดึ หลักการปฏบิ ัตหิ ลังการเกบ็ เกยี่ วและการแปรรปู ทเ่ี ป็นวิธีการธรรมชาติ ประหยดั พลังงาน และ สง่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยท่สี ดุ 7 รกั ษาความหลากหลายทางชวี ภาพ ของระบบการเกษตรและระบบนเิ วศรอบข้าง รวมทง้ั การอนุรกั ษ์ แหลง่ ท่ีอยู่อาศัยตามธรรมชาตขิ องพืชและสตั วป์ ่า 8 รักษาความเป็นอินทรยี ์ตลอดห่วงโซก่ ารผลติ แปรรูป เกบ็ รักษา และจาหนา่ ย 9 หลกี เล่ยี งการใช้สารเคมีสังเคราะหต์ ลอดกระบวนการผลิต แปรรปู และเก็บรักษา 10 ผลติ ผล ผลิตภัณฑ์ หรอื ส่วนประกอบของผลิตภณั ฑ์ ตอ้ งไมม่ าจากการดดั แปรพันธกุ รรม 11 ผลิตภัณฑ์หรอื ส่วนประกอบของผลติ ภณั ฑ์ ต้องไม่ผา่ นการฉายรงั สี ตำรำงท่ี 2 ข้อกำหนดกำรผลิตพืชอินทรีย์ อ้ำงอิงจำก มกษ. 9000 เลม่ 1-2552 ข้อกำหนด ขอ้ 4.1 หนา้ 5 1.พนื้ ท่ี ขอ้ 4.2 หน้า 5 1.1 ระยะปรับเปลีย่ น นับตงั้ แต่ผูผ้ ลติ ได้นามาตรฐานน้ไี ปปฏบิ ตั ิ และสมคั รขอรบั การรับรองต่อ หนว่ ยรบั รอง กาหนดดงั น้ี ขอ้ 4.3 หนา้ 6 1.1.1 พื้นทีท่ ี่เคยผลติ แบบทัว่ ไป ระยะปรบั เปลี่ยนอยา่ งน้อย 12 เดอื น กอ่ นปลูกพชื ล้มลกุ ขอ้ 4.4 หนา้ 6 และ 18 เดือนกอ่ นเก็บเกี่ยวผลติ ผลอินทรยี ์คร้งั แรกสาหรับพชื ยืนต้น ขอ้ 4.5 หน้า 6 1.1.2 พน้ื ที่ที่มหี ลกั ฐานแสดงได้วา่ ไม่มีการใช้สารเคมหี ้ามใช้ นานเกนิ กวา่ 12 เดือนสาหรับพืชล้มลุก ขอ้ 4.6 หนา้ 6 ข้อ 4.7 หนา้ 6 และ 18 เดือนสาหรบั พชื ยืนตน้ ขอลดระยะการปรับเปลีย่ นลงโดยการยอมรบั จากหนว่ ยรับรอง แต่ ระยะเวลานบั จากการย่นื ขอรบั การรบั รองจนหนว่ ยรับรองให้การรับรองผลิตผลวา่ เปน็ อินทรยี ์ ตอ้ งไม่นอ้ ย กวา่ 6 เดอื น 1.1.3 พ้ืนทีท่ ่ีมีการใช้สารเคมใี นปริมาณมาก อาจพจิ ารณาเพิ่มระยะการปรับเปลีย่ นทน่ี าน กว่าที่กาหนดในข้อ 4.1 หากมีข้อมูลประวตั ิการใช้พน้ื ท่ีแสดงวา่ ไดม้ ีการใช้สารเคมใี นปรมิ าณมาก 1.2 พื้นท่ที ่เี ปล่ียนเปน็ เกษตรอนิ ทรีย์ไมพ่ ร้อมกนั ทั้งหมด สามารถทยอยเปลีย่ นพืน้ ท่ีบางสว่ น ได้ แต่ต้องเป็นพชื ตา่ งชนิด หรือตา่ งพันธ์ทุ แ่ี ยกแยะความแตกตา่ งของผลติ ผลได้ มีการ แบ่งแยกพ้นื ท่ีและกระบวนการจัดการให้ชดั เจน และผลิตผลเกษตรอินทรียจ์ ะต้องไม่ ปะปนกบั ผลิตผลจากพื้นท่ีท่ีไม่ใชเ่ กษตรอินทรีย์ 1.3 พ้ืนทที่ ี่ทาเกษตรอนิ ทรยี แ์ ลว้ ตอ้ งไมเ่ ปลยี่ นกลบั ไปทาการเกษตรท่ีใช้สารเคมี 1.4 ผูผ้ ลิตต้องมมี าตรการป้องกนั การปนเปื้อนท่ีอาจมาทางดนิ น้า อากาศ เช่น สง่ิ กีดขวาง ทา คันก้นั หรือปลูกพชื เป็นแนวกันชน เพ่ือป้องกันการปนเปื้อน จากแปลงข้างเคียง หรือจากแหลง่ มลพษิ โดยวธิ กี ารตอ้ งเหมาะกบั ความเสยี่ งทจ่ี ะเกิดการปนเปื้อน 1.5 ตอ้ งรักษาหรอื เพมิ่ ระดับความอดุ มสมบูรณ์ของดนิ และกิจกรรมทางชวี ภาพท่ีเปน็ ประโยชน์ ในดนิ ดงั นี้ (1) มกี ารปลูกพชื ตระกูลถว่ั การใชป้ ุย๋ พชื สด การใช้พืชรากลึกในการปลกู หมุนเวียน 27

(2) ใสว่ ัสดุอนิ ทรีย์ท่ีเปน็ ผลพลอยไดจ้ ากแปลงปลูกพืชหรือฟารม์ ปศสุ ตั วท์ ีป่ ฏิบัติตามมกษ. หมายเหตุ หนา้ 6 (3) เรง่ ปฏิกิรยิ าของป๋ยุ อนิ ทรีย์อาจใชเ้ ชอ้ื จุลนิ ทรีย์หรอื วัสดุจากพชื ท่ีเหมาะสมได้ ข้อ 4.10 หน้า 7 (4) ใชส้ ิง่ ทีไ่ ด้จากการเตรยี มทางชวี พลวตั จากหินบด ป๋ยุ คอก หรอื วสั ดจุ ากพชื ขอ้ 4.11 หนา้ 7 1.6 กรณวี ธิ ีที่ระบุในขอ้ 4.7(1) และ ข้อ 4.7(2) ให้ธาตุอาหารแก่พชื ไม่เพียงพอ หรอื ไม่ ขอ้ 4.11.1 หน้า 7 สามารถหาวัสดุอนิ ทรีย์ทไ่ี ด้มาจากการปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานน้เี พยี งพอ อาจใช้สารปรับปรุงบารงุ ดนิ ข้อ 4.11.2 หน้า 7 อน่ื ๆ ท่อี ยใู่ นภาคผนวก ก ตารางที่ ก.1 ได้ (หนา้ 20-21) ข้อ 4.8 หนา้ 6-7 2.เมลด็ พันธแุ์ ละสว่ นทใี่ ชข้ ยำยพนั ธุ์ ขอ้ 4.9 หนา้ 7 2.1 เมล็ดพนั ธุ์หรอื ส่วนขยายพันธุ์ ตอ้ งมาจากระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ขอ้ 7.1 หน้า 12 - กรณีหาเมล็ดพันธุห์ รือส่วนขยายพนั ธท์ุ ี่เปน็ ไปตามขอ้ กาหนดไมไ่ ด้ อาจอนโุ ลมให้ใช้เมลด็ 28 พนั ธหุ์ รอื สว่ นขยายพันธุจ์ ากแหล่งทวั่ ไปที่ไมผ่ ่านการใช้สารเคมี - กรณหี าเมล็ดพันธุ์หรือสว่ นขยายพนั ธทุ์ ี่ไมใ่ ช้สารเคมีไม่ได้ ต้องมีวธิ ีการกาจดั สารเคมอี อก อยา่ งเหมาะสมก่อนนามาใช้ และต้องได้รับการยอมรบั จากหนว่ ยรบั รอง 2.2 พืชและส่วนของพืชทใ่ี ชบ้ ริโภคซงึ่ ไดจ้ ากธรรมชาติ จัดเป็นผลิตผลอินทรยี ์ ต่อเม่ือ 2.2.1 ผลติ ผลมาจากบริเวณที่มีการกาหนดขอบเขตชดั เจนว่าเป็นพืน้ ทธ่ี รรมชาติ ที่ไม่เคยใช้ ทาการเกษตรหรอื ไม่เคยใชส้ ารเคมที ีห่ า้ มใชอ้ ยา่ งน้อย 3 ปี และการเก็บเกี่ยวผลผลิตตอ้ งผ่านการ ตรวจรบั รองจากหน่วยรับรอง 2.2.2 การเก็บเกีย่ วผลิตผลจากธรรมชาติ ต้องไม่ก่อให้เกดิ ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและ ระบบนเิ วศในพน้ื ท่ี รวมท้ังไม่มผี ลกระทบต่อการรกั ษาพนั ธุ์พชื 3.กำรควบคุมหรือป้องกันกำจัดศตั รูพืช โรคพชื และวัชพืช 3.1 การควบคุมหรือป้องกนั กาจัดศัตรูพชื โรคพชื และวชั พชื ตอ้ งใชม้ าตรการใดมาตรการหนง่ึ หรือหลายมาตรการรวมกนั ดังน้ี (1) การเลอื กใช้พนั ธุพ์ ชื ทเ่ี หมาะสม (2) การปลูกพืชหมุนเวยี น (3) การใชเ้ ครอ่ื งมอื กลในการเพาะปลูก (4) การอนุรกั ษ์ศตั รธู รรมชาติของศัตรพู ชื โดยจดั หาท่ีอยูอ่ าศยั ให้เหมาะสม เชน่ แนวป่า ละเมาะ แนวร้วั ต้นไม้พุ่มเต้ยี และแหล่งอาศยั ของนก การมีแนวกันชน (5) การรักษาระบบนเิ วศ เชน่ ทาพ้นื ทปี่ ้องกันการชะลา้ งของดนิ การปลกู พชื หมนุ เวยี น (6) การใช้ศัตรธู รรมชาตริ วมถึงการปล่อยสงิ่ มชี ีวติ ทท่ี าลายศตั รพู ชื เช่น ตัวห้าและตวั เบียน (7) การใชส้ ง่ิ ท่ไี ดจ้ าการเตรยี มทางชวี พลวัตจากหนิ บด ปุ๋ยคอก หรอื วัสดจุ ากพืช (8) การคลุมหนา้ ดนิ และการรักษาหญา้ ดว้ ยการตดั แต่ง (ไมใ่ ช่การไถออก) (9) การกาจดั วชั พืชโดยใชส้ ัตวเ์ ลี้ยง ตอ้ งระวงั การปนเปื้อนของจุลินทรยี ์ก่อโรคจากมูลสตั ว์ (10) การควบคมุ โดยวธิ ีกล เชน่ การใช้กับดักหรอื ใช้ไฟล่อ และใช้เสียงขับไล่ 3.2 กรณที ่ขี ้อ 4.8 ใช้ป้องกันพืชไม่ได้ ใหใ้ ช้สารตามภาคผนวก ก ตารางท่ี ก.3 (หน้า 25) 4.กระบวนกำรผลิตและกำรแปรรปู 4.1 ต้องรกั ษาความเป็นผลิตผลและผลติ ภณั ฑอ์ นิ ทรีย์ตลอดทุกชว่ งกระบวนการ โดย - ใชเ้ ทคนคิ ท่ีเหมาะสมกับสว่ นประกอบดว้ ยความระมัดระวงั ในวิธีการแปรรูป - จากัดการใชว้ ตั ถุเจือปนอาหารและสารชว่ ยกรรมวธิ ีผลติ

- ผลติ ผลและผลติ ภณั ฑ์อินทรยี ์ต้องไมผ่ า่ นการฉายรงั สเี พอื่ การควบคุมศตั รูพชื และสัตว์ ขอ้ 7.4.1 หน้า 12 การถนอมอาหาร และการกาจดั จลุ นิ ทรยี ก์ ่อโรค หรอื การสุขาภบิ าล ข้อ 7.4.2 หนา้ 13 4.2 วิธีการแปรรปู ควรเปน็ วิธที างกล กายภาพ หรอื ชวี ภาพ เช่น การหมัก และการรมควัน ขอ้ 7.4.3 หนา้ 13 และลดการใชส้ ่วนประกอบทไ่ี ม่ได้มาจากการเกษตร และสารชว่ ยกรรมวิธกี ารผลติ ตามทร่ี ะบุใน ภาคผนวก ก ตารางที่ ก.5 (หน้า 27-31) และตารางที่ ก.6 (หน้า 31-33) ขอ้ 7.2 หนา้ 12 4.3 กระบวนการสกัด (extraction) ให้ใช้ได้เฉพาะการสกดั ด้วยน้า เอธานอล น้ามนั จากพืชหรือ ข้อ 7.3 หน้า 12 สตั ว์ นา้ สม้ สายชู คาร์บอนไดออกไซด์ และไนโตรเจนเท่าน้ัน ข้อ 7.3.1 หน้า 12 4.4 ควรมกี ารจดั การการแปรรูป ตามหลกั การ และวิธกี ารปฏิบตั ิท่ดี ีในการผลติ ให้เป็นไปตาม ข้อ 7.3.2 หนา้ 12 ข้อกาหนดของสขุ ลกั ษณะทด่ี ีในการผลิตอาหารตามมาตรฐานท่ีเก่ียวข้อง ข้อ 7.3.3 หนา้ 12 5. กำรบรรจุหบี หอ่ กำรเกบ็ รักษำ และกำรขนส่ง 5.1 ผลติ ผลหรอื ผลติ ภณั ฑเ์ กษตรอนิ ทรยี ์ทีอ่ ย่รู ะหว่างการเกบ็ รักษา ขนสง่ แปรรปู หรือบรรจุหีบห่อ ข้อ 7.3.4 หน้า 12 ต้อง - ได้รับการชีบ้ ่งท่ีชัดเจน ขอ้ 7.3.5 หนา้ 12 - มกี ารจัดการทแ่ี ยกออกจากผลติ ผลหรอื ผลิตภณั ฑ์ทไ่ี ม่ใช่อนิ ทรยี ์ ข้อ 7.5 หนา้ 13 - การจดั การท่ีไมท่ าใหเ้ กดิ การปนเปื้อนจากสารต่างๆ ทีไ่ มอ่ นุญาตให้ใช้ในการผลติ อินทรีย์ ขอ้ 7.5.1 หน้า 13 5.2 การบริหารจัดการศตั รูพชื และสัตว์ ควรใช้มาตรการดงั น้ี ข้อ 7.6 หนา้ 13 ขอ้ 7.6.1 หน้า 13 5.2.1 ควรใชว้ ธิ กี ารปอ้ งกันเป็นวธิ แี รกในการจัดการศตั รูพชื และสัตว์ เช่น ทาลายและกาจัด แหล่งที่อาศยั และทางเขา้ ของศตั รูพชื และสตั ว์ 29 5.2.2 ถ้าวธิ ีการป้องกนั ไม่เพียงพอ ทางเลอื กแรกสาหรบั การควบคุมศตั รูพชื และสตั ว์ ควรใช้ วธิ ีทางกล กายภาพ และชีวภาพ 5.2.3 ถ้าวิธที างกล กายภาพ และชีวภาพ ไมเ่ พียงพอสาหรบั การควบคมุ ศตั รพู ืชและสัตว์ อาจใช้ สารปอ้ งกันกาจัดตามท่รี ะบุในภาคผนวก ก ตารางท่ี ก.3 (หนา้ 25-26) หรอื สารอน่ื ท่เี ขา้ ขา่ ยตาม หลักเกณฑข์ อ้ 9 และจะต้องป้องกนั ไมใ่ หส้ มั ผัสกบั ผลติ ผลและผลติ ภัณฑอ์ นิ ทรยี ์ 5.2.4 ควรหลีกเลย่ี งศตั รูพืชและสตั ว์ โดย - ใช้วธิ กี ารปฏบิ ัติการผลติ ท่ถี ูกต้อง (GMP) - มาตรการท่ีใชใ้ นการควบคุมศตั รูพืชและสัตว์บริเวณเกบ็ รกั ษาหรอื อปุ กรณ์ทีใ่ ชใ้ นการ ขนสง่ อาจรวมการใช้สิง่ กดี ขวางทางกายภาพหรือวิธกี ารอน่ื เช่น เสียงอลุ ตรา้ ซาวด์ (ultra-sound) แสงอุลตร้าไวโอเลต ใชก้ ับดัก การควบคุมอณุ หภมู ิ การควบคมุ บรรยากาศ (คาร์บอนไดออกไซด์ ออกซิเจน ไนโตรเจน) และดนิ เบา 5.2.5 ไมค่ วรอนญุ าตใหใ้ ชส้ ารปอ้ งกันกาจัดศัตรพู ืชและสัตว์ทีไ่ ม่มใี นรายการตามภาคผนวก ก หลงั การเกบ็ เกย่ี วหรอื ใช้เพ่ือการอารกั ขาพชื ซง่ึ อาจทาใหส้ ูญเสยี การเป็นเกษตรอนิ ทรยี ์ 5.3 การบรรจหุ บี ห่อ 5.3.1 ควรเลือกวัสดุท่ีย่อยสลายทางชีวภาพได้ ไม่ทาลายส่ิงแวดลอ้ ม เปน็ วัสดุในการทาบรรจุ ภณั ฑ์หรือเลือกใชบ้ รรจภุ ัณฑ์ท่ีสามารถนากลับมาใชใ้ หมไ่ ด้ 5.4 การเก็บรกั ษาและการขนสง่ 5.4.1 ควรรกั ษาความเปน็ ผลิตผล และ/หรอื ผลิตภณั ฑ์อินทรีย์ ระหวา่ งการเก็บรักษาและการ

ขนสง่ และจดั การโดยใช้ข้อควรระวัง ดังนี้ ข้อ 7.6.1.1 หน้า 13 5.4.1.1 ตอ้ งมีการป้องกันผลิตผล และ/หรอื ผลติ ภัณฑอ์ ินทรีย์ ตลอดเวลา ไมใ่ หป้ ะปน ขอ้ 7.6.1.2 หน้า 13 ข้อ 7.6.2 หน้า 13 กับผลิตผลผลิตภณั ฑ์ท่ีไม่ใช่อินทรีย์ 5.4.1.2 ต้องมีการป้องกันผลิตผล และ/หรือผลิตภณั ฑ์อินทรีย์ ตลอดเวลา ไมใ่ หส้ มั ผัสกบั ข้อ 8 หนา้ 13 ขอ้ 8.1 หน้า 13-14 วสั ดแุ ละสารท่ไี ม่อนุญาตให้ใช้ในการเกษตรอินทรยี ์ ขอ้ 8.2 หน้า 14 5.4.2 กรณีทผ่ี ลิตผล และ/หรอื ผลิตภณั ฑไ์ ดร้ บั การรบั รองในบางส่วน ต้องมีการเก็บรักษา ขอ้ 8.2.1 หน้า 14 ข้อ 8.2.2 หน้า 14 และการจัดการแยกผลิตผล และ/หรือผลิตภัณฑ์อินทรีย์ และที่ไม่ใช่อนิ ทรยี ์ โดยมีการชบ้ี ่งไว้ชัดเจน ข้อ 8.2.3 หนา้ 14 6. กำรแสดงฉลำกและกำรกลำ่ วอำ้ ง ขอ้ 8.2.4 หน้า 14 ข้อ 8.2.5 หน้า 14 6.1 ผลิตผลและผลติ ภัณฑอ์ นิ ทรยี ์ ต้องมีข้อความแสดงรายละเอยี ดใหเ้ ห็นไดง้ า่ ย ชดั เจน ไม่เปน็ ข้อ 8.2.6 หน้า 14 เทจ็ หรือหลอกลวง ขอ้ 8.3 หนา้ 14 6.2 การแสดงฉลากหรือกลา่ วอา้ งวา่ เปน็ ผลิตผลหรือผลติ ภณั ฑอ์ ินทรยี ์ ทาไดต้ ่อเมือ่ ขอ้ 8.4 หน้า 14 6.2.1 ผลิตผลตอ้ งมาจากระบบการผลติ แบบเกษตรอินทรีย์ตามข้อกาหนดของมาตรฐานน้ี 6.2.2 ส่วนประกอบทั้งหมดของผลิตภณั ฑ์ท่ีมาจากการเกษตร ต้องไดม้ าจากระบบการผลิต ข้อ 8.4.1 หนา้ 15 แบบเกษตรอินทรียต์ ามข้อ 3 (หลักการของเกษตรอนิ ทรยี ์) และข้อ 4 (วิธกี ารผลติ พืชอินทรีย)์ ข้อ 8.4.2 หนา้ 15 6.2.3 ส่วนประกอบของผลิตภัณฑท์ ี่ไมใ่ ช่มาจากการเกษตร ใหใ้ ชไ้ ด้เฉพาะรายการทร่ี ะบุไว้ใน 30 ภาคผนวก ก ตารางท่ี ก.5 (หนา้ 27-31) 6.2.4 ผลติ ภัณฑต์ ้องไม่มสี ่วนประกอบชนดิ เดยี วกนั ท่ีมาจากทง้ั การผลิตแบบอนิ ทรยี แ์ ละไม่ใช่ แบบอินทรยี ์รวมกัน 6.2.5 ผลิตผลหรอื ผลิตภณั ฑ์มกี ารผลติ หรอื จดั เตรยี มหรือนาเขา้ โดยผปู้ ระกอบการทตี่ ้อง ไดร้ ับการตรวจระบบเป็นประจาตามข้อกาหนดในข้อ 10 ของมาตรฐานน้ี 6.2.6 ไดร้ บั การรับรองจากหน่วยรับรอง โดยแสดงฉลากระบชุ ื่อ และ/หรอื รหสั หนว่ ยรับรอง 6.3 ผลติ ภัณฑท์ จ่ี ะแสดงฉลากและเคร่ืองหมายรบั รองว่าเป็น “อินทรยี ์” ไดต้ อ้ ง - มีสว่ นประกอบจากเกษตรอนิ ทรยี ์ไมน่ ้อยกวา่ 95% โดยนา้ หนักของส่วนประกอบท้ังหมดใน ผลิตภัณฑส์ ุดท้าย ทไี่ ม่รวมส่วนประกอบของน้าและเกลือ - ส่วนประกอบที่ไม่ใช่อินทรยี ์ ตอ้ งไมม่ าจากการดัดแปรพันธุกรรมหรอื ผ่านการฉายรังสีหรือ ใชส้ ารช่วยกรรมวิธผี ลิตท่ีไม่ได้ระบุรายการไวใ้ นภาคผนวก ก ตารางท่ี ก.5 (หน้า 27-31) และตาราง ที่ ก.6 (หนา้ 31-33) 6.4 ผลิตภณั ฑท์ ี่มีส่วนประกอบจากเกษตรอินทรยี น์ ้อยกวา่ 95% แต่ไมน่ ้อยกว่า 70% โดยนา้ หนัก ของส่วนประกอบทง้ั หมดในผลิตภณั ฑ์สุดท้าย ที่ไมร่ วมนา้ และเกลอื ไมใ่ หแ้ สดงฉลากเพื่อกลา่ วอ้าง ว่าเปน็ ผลติ ภณั ฑ์อินทรยี ์ แตอ่ าจแสดงฉลากโดยใช้ข้อความอ่ืน เชน่ ผลิตภัณฑ์ทม่ี ีสว่ นประกอบ จากผลติ ผลอินทรยี ไ์ ด้ ท้งั นต้ี ้องเป็นไปตามหลกั เกณฑ์ ดงั นี้ 6.4.1 ขอ้ ความทกี่ ล่าวอา้ งวา่ เปน็ “อินทรยี ์” แสดงไวใ้ นบริเวณท่ีเห็นไดช้ ดั เจนและประกอบ กบั สว่ นประกอบที่เปน็ อินทรีย์ โดยแสดงร้อยละโดยประมาณของส่วนประกอบท้งั หมดรวมวตั ถุ เจือปนอาหาร แตไ่ มร่ วมเกลอื และนา้ 6.4.2 ให้ระบชุ นิดและสัดส่วนของส่วนประกอบเป็นร้อยละต่อนา้ หนกั โดยเรยี งลาดบั จาก มากไปหาน้อย

6.4.3 การระบรุ ายการสว่ นประกอบทุกชนิดบนฉลาก ให้ใช้สี รปู แบบ และขนาดตัวอักษรท่ี ข้อ 8.4.3 หน้า 15 เหมือนกนั ขอ้ 8.5 หนา้ 15 6.5 ผลติ ผลหรือผลติ ภณั ฑท์ ไี่ ด้รับการตรวจสอบจากหนว่ ยรับรองว่าผ่านการผลติ ตามระบบการ ข้อ 8.6 หนา้ 15 ผลิตแบบเกษตรอนิ ทรีย์ตามมาตรฐานนี้ และสอดคลอ้ งกับข้อกาหนดในข้อ 8.2 อนุญาตให้แสดง ขอ้ 8.7 หนา้ 15 ขอ้ ความบนฉลากของผลติ ผลหรือผลติ ภัณฑว์ ่า “ผลิตผลหรอื ผลิตภัณฑ์ช่วงปรับเปล่ยี นเป็น ขอ้ 8.8 หนา้ 15 อนิ ทรยี ์” ได้ แตไ่ ม่อนญุ าตให้แสดงเครอื่ งหมายรบั รองท่ีทาให้เข้าใจผดิ ไดว้ ่าได้รบั การรบั รองเปน็ ขอ้ 9 หนา้ 15-16 ผลิตผลหรือผลิตภณั ฑเ์ กษตรอนิ ทรยี แ์ ล้ว ข้อ 9.2 หน้า 16 6.6 การแสดงฉลากของผลิตผลหรอื ผลติ ภัณฑใ์ นหีบหอ่ สาหรับขายส่ง หรอื แบ่งบรรจเุ พ่ือขาย ข้อ 9.2.1 หนา้ 16 ปลีก ผปู้ ระกอบการตอ้ งยอมให้หนว่ ยรับรองเข้าถึงบริเวณเกบ็ รักษาและบรเิ วณผลิต และพ้ืนทท่ี า การเกษตร รวมถึงระบบบญั ชีปจั จัยการผลติ ผลิตผล และผลติ ภัณฑ์ และเอกสารสนับสนนุ ตา่ งๆ ข้อ 9.2.2 หนา้ 16 และต้องใหข้ ้อมลู ท่ีจาเป็นแก่หนว่ ยตรวจสอบ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการตรวจสอบ 31 6.7 ผลติ ผลหรือผลติ ภณั ฑ์เกษตรอนิ ทรยี ท์ ีจ่ ะได้รบั การรบั รองตามมาตรฐานนี้ ต้องเปน็ ไปตาม ขอ้ กาหนดตามกฎหมายท่ีเกี่ยวขอ้ ง 6.8 การแสดงเครื่องหมายรบั รองผลิตผลหรอื ผลติ ภณั ฑเ์ กษตรอินทรยี ์ ให้เปน็ ไปตามหลักเกณฑ์ เงอ่ื นไขของหนว่ ยรับรองท่ไี ด้รบั การยอมรบั จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 7. กำรอนุญำตใหใ้ ชส้ ำรอ่นื ท่ีนอกเหนอื จำกทร่ี ะบไุ ว้ในภำคผนวก ตอ้ งเปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์ ดงั นี้ 7.1 การอนุญาตให้ใช้สารท่อี ยู่นอกเหนือจากท่ีระบุไว้ในภาคผนวก ก จะต้อง 7.1.1 เป็นไปตามหลกั การพนื้ ฐานของการผลิตเกษตรอินทรียต์ ามที่ระบไุ วใ้ นข้อ 3 7.1.2 การใชส้ ารตอ้ งมีความจาเปน็ และ/หรอื มคี วามสาคัญ 7.1.3 การใชส้ ารตอ้ งไม่มีผลกระทบหรอื มผี ลเสียตอ่ สงิ่ แวดล้อม 7.1.4 สารนน้ั ตอ้ งไม่มีผลกระทบทางลบตอ่ สุขภาพมนุษยแ์ ละสตั ว์ 7.1.5 ไม่มสี ารอ่นื ท่อี นุญาตใหใ้ ช้แลว้ ทดแทนไดเ้ พยี งพอ ท้งั ในดา้ นปรมิ าณ และ/หรอื คณุ ภาพ 7.2 จะตอ้ งนาหลกั เกณฑต์ ามข้อ 9.1.1 ถึง ขอ้ 9.1.5 มาประเมินในภาพรวม เพอื่ ปกป้องการผลิต เกษตรอนิ ทรีย์ท่ีถูกต้อง ทั้งน้ีหลกั เกณฑท์ ี่ใชใ้ นการประเมนิ มดี งั นี้ 7.2.1 กรณใี ชส้ ารเพื่อจดุ มงุ่ หมายสาหรับการใส่ปุย๋ หรือเพื่อปรับปรุงบารงุ ดนิ ตอ้ งจาเปน็ ต่อ การ รักษาระดับความอดุ มสมบูรณ์ของดนิ หรอื เพื่อสนองความต้องการเฉพาะในด้านสารอาหารทพ่ี ชื ตอ้ งการหรอื เพอ่ื จดุ มุ่งหมายในการปรบั สภาพหรอื บารุงดนิ ที่ไมส่ ามารถปฏิบตั ิได้โดยวิธกี ารในข้อ 4 ถึง ข้อ 7 หรือการใช้สารที่ระบใุ นภาคผนวก ก ตารางที่ ก.1 และสารเหลา่ นน้ั ต้องไดม้ าจากพืช สัตว์ จลุ นิ ทรีย์ หรอื แร่ธาตุที่อาจผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น ทางกายภาพ (เชน่ ทางกล ความร้อน เป็นต้น) การใช้เอมไซมแ์ ละ/หรือการใช้เช้อื จุลินทรยี ์ ทงั้ นีต้ ้องไม่สง่ ผลกระทบตอ่ ส่งิ มีชีวติ ในดนิ และ/หรอื คณุ สมบตั ิทางกายภาพของดิน 7.2.2 กรณีใชส้ ารเพ่ือจุดมงุ่ หมายสาหรับการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคหรอื ศัตรูพืช และ วชั พชื จะใชเ้ ม่ือไมม่ วี ธิ ีการอื่นทางชีวภาพ กายภาพ หรือพนั ธ์ุทต่ี า้ นทานได้ และ/หรือไมส่ ามารถ หาวิธีการบริหารจดั การทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพเพยี งพอได้ และสารน้นั ควรมาจากแหลง่ ทเ่ี ป็นพืช สตั ว์ จุลินทรีย์ หรแื ร่ธาตุ หรอื เปน็ สารทีอ่ าจได้มาจากกระบวนการทางกายภาพ (เชน่ วิธีกล ความรอ้ น)

การใช้เอนไซม์ การใชเ้ ชือ้ จลุ นิ ทรยี ์ อาจมสี ารบางชนดิ ที่ไดจ้ ากการสังเคราะห์ เช่น ฟโี รโมน ทใี่ ห้ ข้อ 9.2.3 หน้า 16 ใชไ้ ด้เป็นกรณยี กเวน้ หากในธรรมชาตมิ ีไม่เพยี งพอ แต่การใช้จะตอ้ งไม่ทาใหม้ สี ารตกคา้ งในผลิตผล ในสว่ นท่ีบริโภคได้ ไม่วา่ โดยทางตรงหรอื ทางอ้อม ข้อ 9.3 หนา้ 16 ขอ้ 9.4 หน้า 16 7.2.3 กรณที ่ีใช้เปน็ วัตถุเจือปนอาหาร และ/หรือสารช่วยกรรมวธิ ีในการผลติ ในการถนอม ขอ้ 9.4.1 หนา้ 16 อาหาร สารนนั้ ควรมาจากธรรมชาติ และอาจผา่ นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางกลหรือทาง ข้อ 9.4.2 หน้า 16 กายภาพ (เชน่ การสกดั การตกตะกอน ) กระบวนการทางชวี ภาพ หรือการใช้เอมไซม์ และ กระบวนการของจุลินทรีย์ (เช่น กระบวนการหมัก) หรือถา้ มสี ารทีไ่ ดจ้ ากวิธีและเทคโนโลยีเหล่านี้ ในปริมาณท่ีไมเ่ พียงพอ แตจ่ าเปน็ ต้องใช้ในการจัดเตรียมผลิตภณั ฑ์ อาจอนุญาตใหใ้ ชส้ ารดงั กลา่ ว ทไ่ี ด้จากการสงั เคราะห์ทางเคมีเปน็ กรณีพเิ ศษ ซ่ึงจะต้องไม่สร้างความเข้าใจผิดแก่ผ้บู รโิ ภค เกี่ยวกบั ลักษณะของสารและคุณภาพของอาหาร 7.3 ในกระบวนการประเมิน การเพ่ิมเติม และ/หรือแก้ไขรายชอื่ สารควรใหผ้ มู้ สี ่วนได้ส่วนเสียได้ มีโอกาสเข้ามามีสว่ นเกย่ี วข้องด้วย 7.4 การเสนอเพิ่มเติมสารอนื่ ทีน่ อกเหนือจากทีร่ ะบไุ วใ้ นภาคผนวก ก ควรมขี ้อมลู ประกอบ ดงั นี้ 7.4.1 รายละเอยี ดอธิบายผลิตภัณฑ์ วิธกี ารและเงื่อนไขของการใช้ 7.4.2 ข้อมลู ท่ีแสดงว่าเป็นไปตามขอ้ กาหนดในขอ้ 9.1 ตำรำงที่ 3 ภำคผนวก ข ข้อกำหนดขนั้ ตำ่ ในกำรตรวจและมำตรกำรทค่ี วรระมดั ระวงั ภำยใต้ระบบกำรตรวจและรบั รอง ข้อกำหนดข้ันต่ำในกำรตรวจและมำตรกำรทีค่ วรระมัดระวัง ภำคผนวก ข ข.3.1 หนา้ 35 1. พ้ืนท่ี 1.1 หนว่ ยกำรผลิต ข.3.10 หนา้ 37 1.1.1 การผลติ ตามมาตรฐานนค้ี วรดาเนนิ การตามพนื้ ที่เพาะปลูกหรอื เพาะเล้ียง บรเิ วณ ผลิต โรงเรอื นของฟาร์ม และสถานท่ีเก็บรักษาพชื ท่ีมีการแยกผลติ ผลหรอื ผลิตภณั ฑก์ ันอยา่ ง ชดั เจนจากหนว่ ยการผลิตท่ีไม่ผลติ ตามมาตรฐานน้ี ท้ังน้ีหน่วยการผลติ อาจมกี จิ กรรมเฉพาะใน เรื่องการจดั เตรยี มและการบรรจหุ บี หอ่ ผลติ ผลเกษตรท่ผี ลติ ไดเ้ องเทา่ นัน้ 1.1.2 กรณที ผ่ี ูป้ ระกอบการมีการผลติ หลายอยา่ งในบรเิ วณเดียวกัน และการปลกู พชื คขู่ นาน จะตอ้ งมีการตรวจส่วนที่ผลิตในบริเวณท่ผี ลิตน้ันอย่างละเอยี ด ไม่ควรผลิตผลิตผลหรือ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อินทรยี ป์ ะปนกบั ผลติ ผลหรือผลติ ภณั ฑอ์ นิ ทรยี ท์ ไ่ี มส่ ามารถจะแยกแยะออก จากกันโดยดูด้วยตาได้ ถา้ มีการอนุญาตโดยหน่วยรับรองหรอื โดยหนว่ ยงานที่มีอานาจหนา้ ที่ ต้องระบุ ประเภทของการผลิตและสภาพท่ีอนญุ าต ข้อกาหนดในการตรวจเพ่ิมเตมิ ในระหวา่ ง การเก็บเก่ยี ว ข้อกาหนดเก่ียวกบั เอกสารที่ต้องมีเพิม่ เติม และการประเมนิ ความสามารถของ ผ้ปู ระกอบการ 1.2 หนว่ ยกำรคดั บรรจุ แปรรูป บรรจุหีบห่อ และเก็บรกั ษำ 32

กรณที ี่มีการนาผลิตผล และ/หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อนิ ทรีย์มาแปรรูป บรรจหุ ีบห่อ หรอื เกบ็ ข.4.3.1 หน้า 38 รกั ษาไวใ้ นหนว่ ยที่เกี่ยวข้อง ข.4.3.2 หน้า 39 ข.4.3.3 หน้า 39 1.2.1 หน่วยนน้ั ควรมีบริเวณแยกตา่ งหากภายในสถานประกอบการ สาหรับการเกบ็ รกั ษา ข.4.3.4 หนา้ 39 ผลติ ผล และ/หรือ ผลติ ภณั ฑ์อนิ ทรียก์ ่อนและหลงั การปฏบิ ัตงิ าน ข.4.7 หน้า 39 1.2.2 การปฏิบตั งิ านควรดาเนนิ การอยา่ งตอ่ เน่ืองจนกระท่ังเสร็จสมบูรณ์ โดยใชว้ ิธีแยก ข.3.9 หนา้ 37 สถานท่หี รือเวลาจากการปฏิบัตกิ ับผลติ ผล และ/หรือ ผลิตภณั ฑท์ ่ีไมใ่ ช่อนิ ทรยี ์ ข.2 หนา้ 35 1.2.3 กิจกรรมที่ไม่ได้มีการดาเนินงานเป็นประจาควรมกี ารแจง้ ให้ทราบลว่ งหน้า ภายใน กาหนด เวลาท่ตี กลงไวก้ บั หน่วยรบั รอง ข.3.2 หนา้ 35 ข.3.2.1 หน้า 35 1.2.4 ควรนามาตรการตา่ งๆ มาใชเ้ พื่อให้มน่ั ใจว่ามีการชบ้ี ่งรุ่นการผลิต และหลีกเล่ียงการ ข.3.2.3 หนา้ 35 ปะปนกบั ผลติ ภัณฑท์ ่ีไมไ่ ด้มาจากการผลติ ตามมาตรฐานน้ี ข.3.2.4 หน้า 36 1.2.5 ในการรบั ผลิตผล และ/หรอื ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ผูป้ ระกอบการต้องตรวจสอบ ดังน้ี 33 - ภาชนะบรรจุหรอื หบี ห่ออยใู่ นสภาพที่ปิดเรยี บร้อย (กรณีท่จี าเป็นต้องปดิ ) - มีเอกสารทอี่ า้ งถงึ ในข้อ ข.3.8 ของภาคผนวกน้ี ผลของการทวนสอบนี้ต้องมีระบุในบัญชีปจั จยั การผลติ ผลิตผล และ/หรอื ผลิตภัณฑท์ เ่ี ป็นลายลักษณ์อกั ษรทอี่ ้างถึงในข้อ 4 ถึงข้อ 7 ของ มาตรฐานน้เี มอื่ พบว่ามีขอ้ สงสัยว่าผลิตภณั ฑไ์ ม่สามารถทวนสอบตามระบบการผลิตในขอ้ 10 (ระบบการตรวจสอบและรับรอง) 5. กำรบรรจหุ ีบหอ่ กำรเก็บรักษำ และกำรขนส่ง 5.1 ผลิตผล และ/หรอื ผลิตภัณฑอ์ นิ ทรียท์ ่ีไม่ได้บรรจอุ ยใู่ นภาชนะบรรจุสาหรบั จาหน่ายให้ ผู้บรโิ ภคต้องมีการขนส่งในลกั ษณะทปี่ ้องกันการปนเป้อื น หรอื ปอ้ งกนั การนาเอาสารอนื่ หรือ ผลติ ภัณฑอ์ น่ื ท่ีไม่เปน็ ไปตามข้อกาหนดในมาตรฐานนม้ี าใสแ่ ทน และมกี ารระบุ ช่อื และสถานท่ี ของผรู้ ับผดิ ชอบ สาหรบั การผลิตหรอื จดั เตรยี มผลิตภณั ฑ์ ช่ือของผลิตภณั ฑ์ ข้อมูลระบุสถานะวา่ เปน็ อนิ ทรีย์ 8. กำรบนั ทึกขอ้ มูล 8.1 หนว่ ยกำรผลิต 8.1.1 การสามารถเข้าถึงเอกสาร สามารถเขา้ ถึงเอกสารทง้ั หมด บันทกึ ข้อมลู และสถาน ประกอบการตามแผนการตรวจโดยหน่วยตรวจเป็นสง่ิ ทจี่ าเปน็ ผปู้ ระกอบการทีถ่ ูกตรวจควร ยอมใหผ้ ู้มีอานาจในการตรวจเขา้ ตรวจและให้ขอ้ มลู ท่ีจาเป็นสาหรบั หน่วยตรวจจากภายนอก เพ่อื การตรวจประเมนิ 8.1.2 การตรวจสอบในครงั้ แรก ผปู้ ระกอบการและหนว่ ยรับรองควรมีการจัดใหม้ สี ่งิ ต่างๆ และลงนามในเอกสารดังนี้ 8.1.2.1 อธบิ ายรายละเอยี ดของหนว่ ยการผลติ หรือบริเวณเก็บรวบรวม แสดงให้เหน็ อาคาร ฟารม์ ทีเ่ ป็นสถานทเี่ ก็บรักษาและผลิต นอกจากน้ีถ้ามีอาคารเฉพาะทใี่ ช้จดั เตรียม และ/ หรือบรรจหุ ีบห่อเฉพาะก็ให้แสดงไวด้ ้วย 8.1.2.2 มาตรการที่เหมาะสมในการปฏิบัตทิ ั้งหมดทจี่ ะนามาใชใ้ นระดบั ของหนว่ ย การผลติ เพ่ือใหม้ ่ันใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานนี้ 8.1.2.3 ระบวุ นั ท่ีครั้งสดุ ทา้ ยของการใช้พ้นื ท่ี และ/หรือบรเิ วณทีเ่ กบ็ รวบรวม ท่ีไม่ เป็นไปตามข้อ 4 ของมาตรฐานนี้

8.1.2.4 การดาเนินงานโดยผปู้ ระกอบการตามข้อ 3 และข้อ 8 ของมาตรฐาน ทจ่ี ะ ข.3.2.5 หนา้ 36 ยอมรบั ในกรณีท่เี กดิ การเบีย่ งเบนจากการปฏบิ ัตติ ามมาตรฐานนี้ ข.3.3 หนา้ 36 ข.3.4 หนา้ 36 8.1.3 ควรแจง้ ใหห้ นว่ ยรบั รองทราบถึงแผนการผลติ แยกย่อยตามพน้ื ทเี่ พาะปลูก ในแตล่ ะ ปกี อ่ นครบวันทจี่ ะต้องตรวจ ข.3.6 หนา้ 36 ข.4 หน้า 38 8.1.4 ตอ้ งเก็บบนั ทึกข้อมูลและเอกสารระบบบัญชีปจั จัยการผลติ ผลติ ผล และ/หรอื ข.4.1.1 หน้า 38 ผลติ ภณั ฑ์ท่สี ามารถใหห้ น่วยรับรองสอบกลบั ไปถงึ แหล่ง ลกั ษณะ และปริมาณ ของวัตถุดิบทซ่ี ้อื ข.4.1.2 หนา้ 38 และการใชว้ สั ดุทัง้ หมด ควรเก็บเอกสารผู้รบั ผลติ ผล และ/หรอื ผลติ ภณั ฑ์ท่ีขายไปท้งั หมด ควรทา ข.4.1.3 หนา้ 38 เป็นบญั ชรี ายวนั แสดงปรมิ าณทขี่ ายให้กับผบู้ รโิ ภคโดยตรงไว้ เม่ือหนว่ ยผลติ มีการแปรรปู ข.4.1.4 หน้า 38 ผลิตภณั ฑ์เกษตรเอง ระบบบัญชีตอ้ งประกอบดว้ ยข้อมูลที่ระบุไวใ้ นข้อ ข.4.2 ของภาคผนวกนี้ ข.4.2 หนา้ 38 8.1.5 การเกบ็ รักษา สารทนี่ ามาใช้ ท่ไี มใ่ ช่สารทหี่ า้ มใช้ ตามทร่ี ะบุในมาตรฐานนี้ 8.2 กำรจัดเตรียมและหนว่ ยกำรบรรจหุ ีบห่อ ข.3.2.2 หนา้ 35 ข.1 หนา้ 35 8.2.1 คาอธิบายท่สี มบรู ณ์ของหนว่ ยผลิต แสดงให้เหน็ ถึงสิ่งอานวยความสะดวก ทใี่ ช้ สาหรบั การจดั เตรยี ม การบรรจุหบี หอ่ และการเก็บผลติ ภัณฑ์เกษตร ก่อนและหลังการปฏบิ ัติ 34 8.2.2 มาตรการทีเ่ หมาะสมในทางปฏิบตั ิทั้งหมด ท่ีจะนามาใช้ในระดบั หนว่ ยผลิต 8.2.3 ควรมกี ารลงนามในคาอธิบายและมาตรการต่างๆ ทเี่ กี่ยวข้อง โดยผ้รู ับผดิ ชอบของ ส่วนการผลติ นัน้ และหน่วยรับรอง 8.2.4 ในรายงานควรรวมข้อมูลการดาเนินงานของผู้ประกอบการวา่ ปฏบิ ตั ใิ นลักษณะที่ เปน็ ไปตามข้อกาหนดข้อ 3 ถึงข้อ 7 ของมาตรฐานน้ี และการรายงานผลการแก้ไขข้อบกพรอ่ งใน ส่วนทีย่ อมรับได้และในสว่ นท่ีไม่สามารถยอมรบั ได้ ในกรณีท่ีเปน็ ขอ้ บกพร่องที่รนุ แรง หรือ ขอ้ บกพร่องที่ไม่สามารถแก้ไขให้เปน็ ไปตามมาตรฐานได้ และได้มีการลงนามกากบั โดยท้งั 2 ฝ่าย 8.2.5 บญั ชปี ัจจัยการผลิตผลติ ผล และ/หรอื ผลติ ภัณฑท์ เี่ ป็นลายลักษณ์อกั ษร ควรเก็บไว้ ให้หนว่ ยรับรองสามารถตรวจสอบกลับไปยัง - แหล่งกาเนิด ลกั ษณะ และปริมาณของผลิตผล และ/หรือ ผลิตภณั ฑอ์ ินทรียท์ ี่ไดส้ ่งมาท่ีหนว่ ย น้ี - ลกั ษณะ ปริมาณ และผู้รับมอบผลติ ผล และ/หรอื ผลิตภณั ฑ์อนิ ทรยี ์ที่สง่ ออกจากหนว่ ย ผลติ นี้ - ข้อมูลอ่นื ๆ เชน่ แหลง่ กาเนิด ลกั ษณะ และปรมิ าณของส่วนประกอบ วตั ถเุ จอื ปน และ สารช่วยกรรมวิธกี ารผลิต ท่ถี กู สง่ มาทีห่ น่วยนี้ และส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์แปรรปู ที่หนว่ ย รับรองต้องใชใ้ นการตรวจการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม 9. กำรเก็บรวบรวมพชื ป่ำ กรณขี องการเก็บรวบรวมพืชป่า ถ้าเปน็ ไปได้ผผู้ ลิตควรไดร้ ับการรับประกันจากหนว่ ยรบั รอง ท่ีผผู้ ลติ จะสามารถนามาแสดงให้มน่ั ใจวา่ เป็นไปตามข้อกาหนดในข้อ 4 ถงึ ข้อ 7 ของมาตรฐานน้ี 10. กำรทวนสอบ มำตรกำรในกำรตรวจ จาเป็นต้องมีมาตรการในการตรวจที่ครอบคลุมตลอดหว่ งโซอ่ าหารเพือ่ ทวนสอบการแสดง ฉลากผลติ ภณั ฑต์ ามข้อ 8 ของมาตรฐานน้ี หนว่ ยรับรองควรจะกาหนดนโยบายและข้ันตอน

ดาเนินงานตา่ งๆ ใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานน้ี ตำรำงท่ี 4 ปจั จัยกำรผลติ ทีใ่ ชป้ ุ๋ยและสำรปรบั ปรุงบำรุงดนิ (ข้อ 4) ชือ่ สำร รำยละเอียด/ขอ้ กำหนด 1. มูลสัตวจ์ ากปศสุ ัตว์และสัตวป์ กี 2. ปยุ๋ หมกั จากปฏกิ ลู ของสัตว์และสัตวป์ กี - กรณไี ม่ได้มาจากระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์จาเป็นต้องได้รับ 3. ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักจากมูลสตั ว์ การยอมรบั จากหนว่ ยรับรองหรือหน่วยงานทีม่ ีอานาจหนา้ ทเี่ ก่ียวข้อง 4. มูลสัตวช์ นิดแห้งจากปศุสัตว์และสตั ว์ปีก - ไม่อนญุ าตใหใ้ ชแ้ หล่งท่ีมาจากฟาร์มท่ีมีการเลย้ี งแบบ อตุ สาหกรรม (ใชส้ ารเคมี หรอื ยาสตั ว์ ปริมาณมาก และการเล้ียงแบบ 5. ของเสียและปัสสาวะจากสัตว์ กรงตบั ) - ไม่ใหใ้ ช้มลู สตั วส์ ดกับพืชอาหารในลักษณะทเ่ี ส่ยี งตอ่ การปนเปื้อน 6. ปยุ๋ จากธรรมชาติ (ปยุ๋ ปลา มลู นก มลู ค้างคาว) จุลินทรยี ก์ ่อโรคสูส่ ว่ นทีบ่ รโิ ภคไดข้ องพืช - กรณไี ม่ไดม้ าจากระบบการผลิตอินทรยี ์ จาเป็นต้องได้รบั การยอมรับจาก 7. ฟางข้าว หนว่ ยรับรองหรอื หนว่ ยงานท่ีมีอานาจหน้าทีเ่ กย่ี วข้อง ควรผา่ นการหมัก และ/หรือ การทาใหเ้ จือจางลงภายใตส้ ภาวะควบคุมแลว้ และไม่อนญุ าต 8. ปุ๋ยหมักจากวัสดุเพาะเหด็ ใหใ้ ชแ้ หล่งทม่ี าจากการทาฟาร์มแบบโรงงาน - จาเป็นต้องได้รับการยอมรบั จากหน่วยรบั รองหรอื 9. ปยุ๋ หมักจากวสั ดุอนิ ทรยี ์เหลอื ใช้จากบ้านเรือน หน่วยงานท่ีมีอานาจหน้าที่เกี่ยวขอ้ ง - จาเป็นตอ้ งไดร้ ับการยอมรับจากหน่วยรบั รองหรอื หนว่ ยงานที่มีอานาจ 10. ปยุ๋ หมกั จากวัสดุพชื เหลอื ใช้ หน้าท่เี กี่ยวข้อง 11. สว่ นเหลอื จากโรงงานฆ่าสัตวแ์ ละโรงงาน - จาเป็นตอ้ งได้รบั การยอมรบั จากหน่วยรบั รองหรอื หนว่ ยงานที่มอี านาจ อุตสาหกรรมสัตวน์ า้ หนา้ ที่เกย่ี วข้อง และวัสดุทใี่ ชค้ วรอย่ภู ายใต้รายการเหลา่ น้ี 12. ผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรม - จาเปน็ ต้องได้รับการยอมรับจากหนว่ ยรบั รองหรือหน่วยงานทม่ี ีอานาจ อาหารและทอผ้า หนา้ ทเ่ี กี่ยวข้อง - - โดยตอ้ งไมใ่ ชส้ ารสังเคราะห์ และจาเป็นตอ้ งไดร้ ับการยอมรับจากหนว่ ย รบั รองหรอื หน่วยงานท่มี ีอานาจหน้าที่เก่ยี วข้อง - จะต้องไม่มีการใชว้ ตั ถเุ จือปนทีเ่ ป็นสารสังเคราะห์ - จาเป็นต้องได้รับการยอมรับจากหน่วยรบั รองหรอื หนว่ ยงานท่มี อี านาจ หน้าทีเ่ กี่ยวข้อง ปัจจัยกำรผลติ ที่ใช้ปยุ๋ และสำรปรับปรงุ บำรงุ ดิน (ตอ่ ) 35

ชอื่ สำร รำยละเอียด/ข้อกำหนด 13. สาหร่ายทะเลและผลติ ภัณฑ์จากสาหรา่ ยทะเล - จาเปน็ ต้องได้รับการยอมรับจากหนว่ ยรับรองหรือหนว่ ยงานที่มอี านาจ 14. ขเี้ ลือ่ ย เปลอื กไม้ และของเสยี จากไม้ หน้าทเ่ี ก่ยี วข้อง 15. ขีเ้ ถา้ จากไม้ - จาเป็นต้องได้รับการยอมรบั จากหน่วยรบั รองหรอื หนว่ ยงานทมี่ ีอานาจ 16. หินฟอสเฟตจากธรรมชาติ หน้าที่เก่ียวข้อง - จาเปน็ ตอ้ งได้รับการยอมรบั จากหนว่ ยรับรองหรอื หน่วยงานทม่ี อี านาจ 17. เบซกิ สแลก (basic slag) หน้าที่เกี่ยวข้อง 18. หินโปแทสเซยี มและเกลือโปแทสเซยี มจาก - จาเป็นต้องไดร้ บั การยอมรบั จากหน่วยรับรองหรือหนว่ ยงานที่มีอานาจ เหมือง (เชน่ kainite และ sylvinite) หนา้ ที่เก่ยี วข้อง 19. ซลั เฟตของโปแทส (เชน่ patenkali) - ปริมาณแคดเมยี มต้องไมเ่ กิน 90 mg/kg (มิลลิกรัมต่อกิโลกรมั ) P2O5 - จาเปน็ ต้องได้รบั การยอมรบั จากหน่วยรับรองหรอื หนว่ ยงานทมี่ ีอานาจ 20. แคลเซยี มคาร์บอเนตจากธรรมชาติ (เชน่ หน้าทเี่ กี่ยวข้อง ชอลก์ ปนู มาร์ล ปนู ขาว ชอล์กฟอสเฟต) - ตอ้ งมีคลอรีนเปน็ สว่ นประกอบตา่ กวา่ 60% 21. หินแมกนีเซียม - ไดจ้ ากกระบวนการทางกายภาพ แต่ต้องไม่มกี ารเสรมิ ดว้ ยกระบวนการ ทางเคมีเพื่อเพ่ิมการละลาย - จาเปน็ ตอ้ งไดร้ บั การยอมรับจากหนว่ ยรบั รองหรือหนว่ ยงานทม่ี อี านาจ หน้าทีเ่ กีย่ วข้อง _ _ 22. หินแคลคาเรยี สแมกนีเซียม (calcareous _ magnesium rock) _ 23. แมกนีเซียมซัลเฟต (epsom salt) 24. ยิปซัม (แคลเซยี มซลั เฟต) _ 25. สทลิ เลจ (stillage) และสารสกัดสทิลเลจ - ไมร่ วมแอมโมเนยี มสทิลเลจ (ammonium stillage) (stillage extract) - เฉพาะเกลอื สนิ เธาว์ 26. โซเดียมคลอไรด์ (sodium chloride) 27. อลูมเิ นียมแคลเซยี มฟอสเฟต (aluminium - ปรมิ าณแคดเมยี มไมเ่ กิน 90 mg/kg P2O5 calcium phosphate) ปัจจยั กำรผลติ ท่ใี ชป้ ุย๋ และสำรปรบั ปรงุ บำรุงดนิ (ต่อ) ชือ่ สำร รำยละเอียด/ข้อกำหนด - จาเป็นตอ้ งไดร้ ับการยอมรบั จากหน่วยรับรองหรอื หนว่ ยงานทม่ี อี านาจ 28. แรธ่ าตปุ ริมาณน้อย (เชน่ โบรอน ทองแดง หน้าท่ีเกย่ี วข้อง เหลก็ แมงกานีส โมลิบดีนัม สังกะสี) - จาเป็นตอ้ งได้รับการยอมรบั จากหนว่ ยรบั รองหรอื หนว่ ยงานทีม่ ีอานาจ 29. กามะถนั 36

หน้าทีเ่ ก่ยี วข้อง 30. หินบด _ 31. ดนิ เชน่ เบนโทไนต์ เพอร์ไลต์ ซโี อไลต์ _ (bentonite, perlite, zeolite) 32. สง่ิ มีชวี ิตดา้ นชวี วทิ ยาตามธรรมชาติ (เชน่ _ ไสเ้ ดอื น) 33. เวอมคิ ูไลต์ (vermiculite) _ 34. วัสดทุ ีใ่ ช้ในการเพาะปลกู (peat) - ไมร่ วมวตั ถเุ จือปนสังเคราะหท์ ่อี นญุ าตสาหรบั เมล็ดพันธ์ุ วสั ดุปลูก 35. ฮวิ มัส (humus) จากไส้เดือนดนิ และแมลง บางชนดิ 36. ซโี อไลต์ (zeolite) - การใช้อน่ื ๆ ตามที่ได้รบั การยอมรับจากหนว่ ยรบั รอง 37. ถา่ นจากไม้ 38. ด่างคลอไรด์ (chloride of lime) _ 39. ผลพลอยได้จากโรงงานน้าตาล _ 40. ผลพลอยได้จากโรงงานผลิตสว่ นผสมแปรรูป _ ตา่ งๆ จากเกษตรอนิ ทรยี ์ 41. ผลพลอยไดจ้ ากนา้ มันปาล์ม มะพร้าว และ - จาเป็นต้องได้รบั การยอมรับจากหน่วยรบั รอง โกโก้ หรือหนว่ ยงานท่ีมีอานาจหนา้ ที่เกย่ี วข้อง - จาเปน็ ตอ้ งไดร้ ับการยอมรบั จากหนว่ ยรบั รอง หรือหนว่ ยงานทม่ี ีอานาจหนา้ ที่เก่ยี วข้อ - จาเปน็ ต้องไดร้ บั การยอมรับจากหน่วยรบั รอง หรอื หนว่ ยงานทม่ี ีอานาจหนา้ ทเ่ี กย่ี วข้อง - จาเปน็ ตอ้ งไดร้ บั การยอมรบั จากหนว่ ยรบั รอง หรอื หน่วยงานทมี่ ีอานาจหน้าทีเ่ กย่ี วข้อง ตำรำงที่ 5 สำรทใี่ ชส้ ำหรบั ควบคุมศตั รูและโรคของพืช (ข้อ 4) ชือ่ สำร รำยละอียด / ขอ้ กำหนด 1. พชื และสตั ว์ - จาเปน็ ต้องได้รับการยอมรับจากหน่วยรบั รองหรอื หนว่ ยงานทม่ี ี อานาจหนา้ ท่ีเกยี่ วขอ้ ง 1.1 สารเตรียมทมี่ ีส่วนของไพรที รนิ (pyrethrins) - มกี ารป้องกันการปนเป้อื นลงส่แู หล่งน้า สกัดจาก Chrysanthemum cinerariaefolium - จาเป็นตอ้ งไดร้ บั การยอมรบั จากหน่วยรับรองหรือหนว่ ยงานทม่ี ี 1.2 สารเตรยี มของโรทีโนน (rotenone) หรอื อานาจหนา้ ท่เี ก่ียวข้อง สารออกฤทธิจ์ ากโล่ต้ิน (Derris elliptica), Lonchocarpus, Thephrosia spp. 37

1.3 สารเตรียมจาก Quassia amara - จาเปน็ ตอ้ งไดร้ ับการยอมรบั จากหนว่ ยรบั รองหรอื หน่วยงานทม่ี ี อานาจหนา้ ท่ีเกีย่ วข้อง 1.4 สารเตรียมจาก Ryania speciosa - จาเป็นตอ้ งไดร้ ับการยอมรบั จากหนว่ ยรบั รองหรอื หนว่ ยงานทม่ี ี 1.5 สารออกฤทธจ์ิ ากสะเดา (neem) หรอื อานาจหนา้ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง Azadirachtin จาก Azadirachta spp. 1.6 โพรโปลิส (propolis) - จาเปน็ ต้องไดร้ ับการยอมรบั จากหน่วยรับรองหรอื หนว่ ยงานทม่ี ี อานาจหนา้ ทเ่ี กยี่ วข้อง 1.7 นา้ มนั จากพืชและสัตว์ (plant and animal oils) - จาเป็นตอ้ งไดร้ ับการยอมรับจากหนว่ ยรบั รองหรือหนว่ ยงานที่มี อานาจหนา้ ที่เกี่ยวขอ้ ง - 1.8 สาหร่ายทะเล (seaweed ) สาหร่ายทะเลบด - ไม่ใชส้ ารเคมี - (seaweed meal) หรอื สาหร่าย สกดั น้าทะเล นา้ เกลอื (seaweed extracts, sea salts and salty water) 1.9 เจลาทิน (gelatin) 1.10 เลซทิ นิ (lecithin) - จาเปน็ ตอ้ งไดร้ บั การยอมรับจากหนว่ ยรับรองหรอื หนว่ ยงานทม่ี ี 1.11 เคซนี (casein) อานาจหน้าที่เกย่ี วขอ้ ง - 1.12 กรดธรรมชาติ (เช่น นา้ ส้มสายชู) - จาเป็นต้องได้รบั การยอมรบั จากหนว่ ยรบั รองหรอื หน่วยงานทีม่ ี 1.13 สารหมักจาก aspergillus อานาจหนา้ ทเ่ี กี่ยวข้อง - 1.14 สารสกัดจากเห็ดหอม (shiitake fungus) - 1.15 สารสกดั จาก Chlorella - สำรที่ใชส้ ำหรับควบคุมศตั รูและโรคของพืช (ต่อ) ชอ่ื สำร รำยละเอียด/ข้อกำหนด 1.16 สารเตรยี มจากพชื ธรรมชาติ ยกเวน้ ยาสบู - จาเปน็ ต้องไดร้ ับการยอมรับจากหนว่ ยรบั รองหรือหน่วยงานที่มี 1.17 น้าชายาสูบ (tobacco tea) ยกเว้น สารนิโคติน อานาจหนา้ ที่เกี่ยวขอ้ ง บริสุทธิ์ - จาเปน็ ต้องไดร้ ับการยอมรบั จากหน่วยรับรองหรือหน่วยงานที่มี 1.18 กากชา อานาจหนา้ ทเ่ี กย่ี วข้อง - จาเป็นตอ้ งได้รับการยอมรบั จากหน่วยรบั รองหรือหนว่ ยงานทม่ี ี 1.19 น้าส้มควันไม้ อานาจหน้าทเ่ี ก่ียวข้อง - จาเป็นตอ้ งได้รบั การยอมรบั จากหนว่ ยรับรองหรือหนว่ ยงานทม่ี ี 2. แรธ่ าตุ (mineral) อานาจหนา้ ทเี่ กี่ยวข้อง 2.1 สารประกอบอนนิ ทรยี ์ เช่น สารผสมบอรโ์ ดซ์ - - จาเปน็ ต้องได้รบั การยอมรบั จากหนว่ ยรบั รองหรอื หนว่ ยงานที่มี 38

(bordeaux mixture) คอปเปอรไ์ ฮดรอกไซด์ (copper อานาจหนา้ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง hydroxide) คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (copper oxychloride) - จาเป็นต้องไดร้ บั การยอมรบั จากหน่วยรบั รองหรอื หนว่ ยงานท่มี ี 2.2 สารผสมเบอกันดี (burgundy mixture) อานาจหนา้ ท่ีเก่ียวข้อง - จาเป็นต้องได้รบั การยอมรบั จากหน่วยรับรองหรอื หนว่ ยงานที่มี 2.3 เกลอื ทองแดง (copper salts) อานาจหน้าที่เกย่ี วข้อง - จาเปน็ ตอ้ งได้รับการยอมรับจากหน่วยรับรองหรอื หนว่ ยงานทีม่ ี 2.4 กามะถัน (sulphur) อานาจหนา้ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง - จาเปน็ ตอ้ งได้รับการยอมรับจากหน่วยรบั รองหรือหน่วยงานทม่ี ี 2.5 แรธ่ าตุผง เชน่ หนิ บด (stone meal) ซลิ เิ กต อานาจหน้าทีเ่ กี่ยวขอ้ ง (silicates) 2.6 ดินเบา (diatomaceous earth) - 2.7 ซิลิเกต (silicates) ดินแรเ่ บนโทไนต์ - (bentonite) 2.8 โซเดยี มซิลิเกต (sodium silicate) - 2.9 โซเดียมไบคารบ์ อเนต (sodium bicarbonate) - 2.10 โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (potassium - จาเป็นตอ้ งได้รับการยอมรบั จากหน่วยรบั รองหรือหนว่ ยงานทม่ี ี permanganate) อานาจหน้าทเี่ กยี่ วขอ้ ง สำรทใี่ ช้สำหรบั ควบคมุ ศตั รูและโรคของพืช (ต่อ) ชอื่ สำร รำยละเอียด/ขอ้ กำหนด 2.11 นา้ มันพาราฟนิ (paraffin oil) - จาเป็นต้องได้รับการยอมรบั จากหน่วยรับรองหรอื หนว่ ยงานที่มี 3. จุลินทรยี ์ที่ใช้สาหรบั ควบคมุ ศตั รูพชื แบบชีววิธี อานาจหนา้ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 3.1 จุลนิ ทรยี ์ (แบคทีเรยี , ไวรสั , เชอื้ รา เชน่ Bacillus thuringiensis, Granulosis virus) - 4. อนื่ ๆ 4.1 กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละไนโตรเจน - จาเปน็ ต้องได้รบั การยอมรับจากหน่วยรับรองหรือหน่วยงานทีม่ ี (carbon dioxide and nitrogen gas) อานาจหนา้ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง 4.2 สบูโ่ พแทสเซียม (สบู่ออ่ น) 4.3 เอทิลแอลกอฮอล์ (ethyl alcohol) - 4.4 สารเตรยี ม Homeopathic และ Ayurvedic - จาเปน็ ตอ้ งไดร้ ับการยอมรับจากหนว่ ยรับรองหรอื หน่วยงานท่ีมี 4.5 สมนุ ไพรและสารเตรยี มท่ีได้จากการเปลย่ี นแปลง อานาจหน้าทเ่ี กย่ี วข้อง - - จาเปน็ ตอ้ งได้รบั การยอมรบั จากหนว่ ยรบั รองหรอื หนว่ ยงานที่มี อานาจหนา้ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง - - 39

ทางพลชีวภาพ -จาเปน็ ต้องได้รบั การยอมรับจากหนว่ ยรับรองหรอื หน่วยงานท่ีมี 4.6 แมลงตัวผทู้ ถ่ี กู ทาหมัน อานาจหนา้ ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง 5. การใชก้ บั ดัก - 5.1 สารเตรยี มฟีโรโมน (pheromone) 5.2 สารเตรียมจาก metaldehyde ใช้ในกับดัก - จาเปน็ ตอ้ งไดร้ ับการยอมรับจากหน่วยรับรองหรือหนว่ ยงานทมี่ ี อานาจหนา้ ทีเ่ กย่ี วข้อง ตำรำงที่ 6 ส่วนประกอบทไี่ ม่ได้มำจำกกำรเกษตร (non-agricultural origin) INS 1/ ชือ่ สำร รำยละเอยี ด/ข้อกำหนด (1) วตั ถเุ จอื ปนอาหารรวมถึงสารตัวนา (carriers) สาหรบั ผลิตภณั ฑ์จากพืช 170 แคลเซียมคารบ์ อเนต (calcium carbonates) - 220 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide) - ใชก้ ับผลติ ภัณฑ์จากไวน์ 270 กรดแลกติก (lactic acid) - ใช้กบั ผลติ ภัณฑ์จากการหมักผัก 290 คารบ์ อนไดออกไซด์ (carbon dioxide) - 296 กรดมาลิก (malic acid) - 300 กรดแอสคอรบ์ ิก (ascorbic acid) - ถ้าไมม่ ีในรูปธรรมชาติ 306 โทโคเฟอรอล (tocopherols) สารสกดั จา ก - ธรรมชาติเข้มข้นผสม 322 เลซทิ นิ (lecithin) - ห้ามใช้สารฟอก (bleaches) และ สารละลายอินทรยี ์ (organic solvents) 330 กรดซิทริก (citric acid) - ใชก้ ับผลิตภณั ฑจ์ ากผกั และผลไม้ 335 โซเดียมทารเ์ ทรต (sodium tartrate) - ใช้กบั เคก้ ขนมหวาน ลกู กวาด 336 โพแทสเซียมทารเ์ ทรต (potassium tartrate) - ใช้กบั ธญั พชื เคก้ ขนมหวาน ลูกกวาด 400 กรดอัลจนิ กิ (alginic acid) - 401 โซเดยี มอัลจิเนต (sodium alginate) - 40

402 โพแทสเซียมอลั จิเนต (potassium alginate) - 406 วุ้น (agar) - 407 คาราจแี นน (carrageenan) - 410 โลคัสบนี กมั (locust bean gum) - 412 กวั ร์กมั (guar gum) - 413 ทรากราแคนทก์ ัม (tragacanth gum) - 414 กัมอาราบิก (gum arabic) - ใชก้ ับนม ไขมนั ผลิตภัณฑข์ นมหวาน 415 แซนแทนกัม (xantan gum) - ใชก้ ับผลติ ภัณฑจ์ ากไขมัน ผลไม้ ผัก เค้ก กับขนมปังกรอบ สลัด 416 คารายากัม (karaya gum) - 440 เพกตนิ (pectins) - 500 โซเดียมคารบ์ อเนต (sodium carbonates) - ใชก้ บั เคก้ ขนมปงั กรอบ ขนมหวานและลกู กวาด ส่วนประกอบทีไ่ มไ่ ด้มำจำกกำรเกษตร (non-agricultural origin) (ต่อ) INS 1/ ชอ่ื สำร รำยละเอียด/ขอ้ กำหนด (1) วตั ถุเจือปนอาหารรวมถงึ สารตวั นา (carriers) สาหรบั ผลติ ภณั ฑ์จากพืช (ตอ่ ) 501 โพแทสเซียมคาร์บอเนต (potassium - ใ ชก้ บั ธัญ พืช เ ค้ก ข น ม ปัง ก ร อ บขนมหวาน carbonates) และลกู กวาด 503 แอมโมเนียมคารบ์ อเนต (ammonium - carbonates) 504 แมกนีเซียมคาร์บอเนต (magnesium - carbonates) 508 โพแทสเซยี มคลอไรด์ (potassium chloride) - ใชก้ ับผลไมแ้ ละผักแช่แขง็ ผกั ผลไมใ้ นภาชนะบรรจุปิดสนิท ซอสจากผัก ซอสมะเขือเทศ และมาสตาด 511 แมกนเี ซยี มคลอไรด์ (magnesium chloride) - ใชก้ ับผลติ ภัณฑจ์ ากถ่ัวเหลือง 516 แคลเซยี มซัลเฟต (calcium sulphate) - ใช้กบั เคก้ ขนมปงั กรอบ ผลติ ภัณฑ์ จาก ถั่วเหลอื ง/ยีสตส์ าหรับขนมอบ 524 โซเดยี มไฮดรอกไซด์ (sodium hydroxide) - ใช้กับผลติ ภัณฑ์จากธญั พืช 938 กา๊ ซอาร์กอน (argon) - 941 ก๊าซไนโตรเจน (nitrogen) - 948 กา๊ ซออกซิเจน (oxygen) - 1/ INS = International Numbering System 41


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook