Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบการสอนม.1

เอกสารประกอบการสอนม.1

Published by pattaravadee, 2019-01-19 22:52:02

Description: เอกสารประกอบการสอนม.1

Search

Read the Text Version

บทท่ี 1 เรยี นรวู้ ิทยาศาสตรอ์ ยา่ งไร บตั รภาพหรอื วีดีโอเก่ียวกับยานพาหนะ เทคโนโลยใี นการเดนิ ทาง

บัตรคาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ น้ำเดืดอ ืี่อดหณ ภูมิ 100เดซลเดซ่ยส นำ้ ไภลจำกีอ่สงม ไปสมี่ ต่อ อ้ำ นกแสกบนผำ่ นภลังคำบำ้ นจะเดป็น ี่รอ ะืับน้ำีะเดล ลำงรำ้ ยคนี่ปอ ว่ ยดยม่จะตำย ตำกระตณกืำ้ นขวำจะประสบ พระดำีตย์ขึนีศตะวันดดกและ จงจกีักก่ดนดดกจำกบำ้ น เดภตณร้ำย ตกีำงีศตะวนั ตก เดปน็ ลำงไิ่ื่ ถำ้ ผ่ำผลแดบเดปิ้ลแล้วโืนเดิล็ื ควำิชอนสัิพัีธ์ในดำกำศสมง สรณ ยณปรำคำ/จันีรณปรำคำ จะิป่ ญั ภำในครดบครวั นำ้ จะระเดภยไื้ชำ้ ใช่ ผ่พงณ่ ใต้/รำภมดิจันีร์ ใช่ ใช่ ใช่ ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไมใ่ ช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไมใ่ ช่ ใบความรู้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ องค์ความรูท้ างวิทยาศาสตร์ สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2544) ได้จัดแบง่ ออกเป็นลาดับข้ันไว้ 6 ประเภท คือ ข้อเท็จจริง มโนมติ หลกั การ สมมติฐาน กฎ และทฤษฎี 1) ขอ้ เทจ็ จริงทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Fact) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ไดใ้ ห้ความหมายของ“ข้อเท็จจริง” ว่า เป็นขอ้ ความ

หรือเหตกุ ารณ์ท่เี ป็นมาหรือเป็นอยูต่ ามจริง ขอ้ เท็จจรงิ เปน็ ความรู้พน้ื ฐานเบ้อื งต้นทางวิทยาศาสตร์ ท่ีเกิดจากการสงั เกตปรากฏการณธ์ รรมชาติ และสิ่งตา่ ง ๆโดยตรง โดยใช้ประสาทสมั ผสั ท้งั ห้า ไดแ้ ก่ ตา หู จมูก ลนิ้ และผิวกาย หรือจากการตรวจวัดโดย วิธกี ารอย่างง่ายๆ โดยผลที่ได้จากการสงั เกตและการวดั ต้องเหมือนเดิมไมว่ ่าจะกระทากี่คร้ังก็ตาม และเป็น ขอ้ มลู ท่ีเปน็ จรงิ เสมอไมเ่ ปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ขอ้ เท็จจริงมีลกั ษณะเป็นขอ้ ความเด่ียว ๆ ท่ีตรงไปตรงมา ตัวอย่างของข้อเท็จจรงิ ไดแ้ ก่ - นา้ แขง็ ลอยน้าได้ - สนุ ขั มี 4 ขา - นา้ ไหลจากท่ีสูงไปสูท่ ต่ี า่ - เกลือมีรสเค็ม - ผลสตรอเบอร์รี่มีสแี ดง - ผลทเุ รียนสกุ มีกลิ่นฉุน - นา้ เดือดที่อณุ หภมู ิ 100 เซลเซียส ทีร่ ะดับน้าทะเล - พระอาทิตยข์ นึ้ ทศิ ตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก - เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญท่ ี่เกาะสุมาตราเม่ือวันท่ี 26 ธนั วาคม พ.ศ. 2547 - เกดิ แผน่ ดินไหววัดแรงสัน่ สะเทอื นได้ 7.0 ริกเตอร์ ใกล้เมืองหลวงของสาธารณรฐั เฮติ เม่ือเวลา ประมาณ 05.00 น. วนั ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553 ตามเวลาประเทศไทย ขอ้ เทจ็ จริง สามารถตรวจสอบเชิงปรมิ าณไดโ้ ดยการ ช่ัง ตวง วัด ได้ ดงั น้ันส่งิ ท่จี ะเปน็ ข้อเทจ็ จริง ไดน้ ัน้ ต้องผา่ นการพิสจู น์โดยผา่ นประสาทสมั ผสั ท้ัง 5 ของมนษุ ย์ ข้อเท็จจรงิ อาจเปลยี่ นแปลงไปตามเวลาได้ หากปัจจัยที่ทาใหเ้ กดิ ขึ้นมกี ารเปลี่ยนแปลง เปน็ ไปตามหลักคาสอนในศาสนาท่วี า่ สรรพสิ่งย่อมเปล่ียนแปลง อย่เู ปน็ นิจ เราไม่สามารถหยุดย้งั ได้ สง่ิ ทป่ี รากฏใหเ้ หน็ และเป็นไปอยเู่ ป็นนิจตามธรรมชาติเคยเป็นอย่างไร ก็เป็นอยา่ งนน้ั เปน็ ความจริงท่เี ป็นสากล เราเรียกว่า ความจรงิ (truth) ความจริงมคี วามแตกตา่ งจาก ข้อเท็จจรงิ ตรงทค่ี วามจรงิ น้ัน เป็นสง่ิ ท่ไี ดร้ บั การพสิ ูจน์ในเชิงเหตุผลหรือประจกั ษ์แล้ววา่ เป็นจรงิ ไม่อาจเป็น อยา่ งอนื่ ได้ ส่วนข้อเท็จจริงน้ันอาจเปลี่ยนแปลงไปตามปจั จัย แตอ่ ย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงท่ผี ่านการพิสูจน์ หลายๆ ครั้ง วา่ เปน็ จริง จนเป็นกฏที่ไมเ่ ปลยี่ นแปลงแล้ว ก็ยอมรบั เป็นความจริงได้ 2) มโนมติ (Concept) ภพ (2540: 3) ; ธีระชยั (2540: 1) กล่าวว่า มโนมติ หมายถงึ ความรูค้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกับวตั ถุหรือ ปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ซง่ึ แตล่ ะคนจะมมี โนมตเิ กย่ี วกบั วตั ถุ หรอื ปรากฏการณ์อยา่ งใดอย่างหนง่ึ แตกต่างกัน การท่ีบคุ คลหนึง่ บคุ คลใดสงั เกตวัตถุ หรอื ปรากฏการณ์ต่างๆ และเกิดการรบั รู้ บคุ คลนัน้ จะนาการรับร้นู ี้มา สมั พันธก์ ับประสบการณ์เดมิ ของเขา ทาใหเ้ กิดมโนมตซิ ่ึงเป็นความเข้าใจเก่ยี วกับวัตถุหรือปรากฏการณน์ น้ั และทาใหเ้ ขามีความรขู้ ึน้ ซง่ึ มโนมติเป็นความคิดความเข้าใจของแตล่ ะบุคคล แต่ละบุคคลย่อมมีมโนมติ เก่ียวกบั ส่ิงใดสงิ่ หนงึ่ หรือปรากฏการณ์อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงแตกตา่ งกันขึน้ กบั ความรู้เดิมและประสบการณ์ที่มีอยู่ และวฒุ ภิ าวะของบคุ คลน้ันๆ เช่น การเกิดแผน่ ดนิ ไหว บางคนอาจบอกว่า เปน็ การกระทาของเทพยดา และ สิง่ ศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ บางคนบอกวา่ เกิดจากการพลิกตวั ของปลาอานนที่แบกโลกไว้ บางคนบอกว่าเกิดจากการ ปลดปลอ่ ยพลงั งานของเปลอื กโลกทาให้พ้ืนดินเกดิ สน่ั สะเทือน เปน็ ต้น หรอื หากใหอ้ ธบิ ายลักษณะของต้น มะพรา้ ว สาหรับเด็กอาจอธิบายวา่ เป็นตน้ ไม้ชนดิ หน่งึ ลาต้นสูงยาว ไม่มกี ิง่ กา้ นสาขา ใบเป็นแฉก ๆ ผลกลม ๆ สาหรับนักวิทยาศาสตร์อาจบอกว่ามะพรา้ วเปน็ พืชใบเลี้ยงเดยี่ ว มีระบบรากแบบรากฝอย ลาตน้ เปน็ ข้อปล้อง เหน็ ชดั เจน จัดอยูใ่ นวงศ์ปาล์ม (Family Palmaceae) มชี อื่ วิทยาศาสตร์ว่า Cocos nucifera Linn. เปน็ ต้น มโนมตอิ าจเกิดจากการนาข้อเทจ็ จริงหรอื ความรู้จากประสบการณอ์ ื่น ๆหลาย ๆ อยา่ งมาประกอบ กัน แลว้ สร้างเปน็ ความเขา้ ใจของตนเอง ยกตวั อย่างเชน่ ผลทุเรยี นมีสีเขียว มีหนามแหลม มกี ลนิ่ ฉุน สามารถ แบง่ ออกไดเ้ ป็นพูๆ สิ่งเหลา่ นีไ้ ดจ้ ากการสังเกตข้อเท็จจริงย่อย ทีพ่ บวา่ ผลทุเรยี นมสี เี ขยี ว, ผลทเุ รยี นมหี นาม แหลม, และผลทเุ รยี นมีกลนิ่ ฉุน ซึง่ มโนมติเกีย่ วกบั ทุเรยี นน้ีเป็นการนาคุณสมบัติท่ีเหมอื นกันของทุเรียนมา ใช้อธิบายลักษณะของผลทเุ รียน และใชใ้ นการจาแนกทเุ รยี นออกจากผลไมช้ นิดอื่น

ตวั อยา่ งของมโนมตไิ ด้แก่ - หัวใจเป็นอวัยวะที่สาคัญทีส่ ุด - ความรอ้ นทาให้รา่ งกายอบอุ่น - นา้ แข็ง คอื น้าท่ีอยใู่ นสถานะของแขง็ - แมลงคอื สตั วท์ ่ีมี 6 ขา ลาตัวแบ่งเปน็ 3 สว่ น - อากาศมคี วามสาคญั ต่อมนุษยม์ ากกว่าอาหาร - ลมเกดิ จากการเคลอ่ื นทข่ี องอากาศ - สสาร คอื ส่ิงทีม่ ตี ัวตน มีมวล ต้องการทอี่ ยู่ และสมั ผสั ได้ เป็นต้น 3) หลักการ (Principle) หลกั การ จัดเป็นความรทู้ างวิทยาศาสตรป์ ระเภทหนึง่ ท่ีเป็นความจรงิ สามารถทดสอบได้ และ ไดผ้ ลเหมอื นเดิม เป็นที่เขา้ ใจตรงกนั ไมว่ า่ จะทดสอบก่ีครงั้ เปน็ หลกั ท่ใี ช้ในการอา้ งองิ ได้ ด้วยเหตนุ ้หี ลักการ มลี กั ษณะแตกต่างจากมโนมติตรงท่ีหลักการเป็นสิง่ ท่ีทุกคน เขา้ ใจตรงกนั สามารถใช้อา้ งอิงได้ แตม่ โนมติ เกยี่ วกับส่งิ เดียวกันของแต่ละคนอาจไมเ่ หมือนกนั ทัง้ นขี้ ึน้ กับประสบการณ์ของแตล่ ะบุคคล หลกั การอาจ ผสมผสานจากมโนมติ ตง้ั แต่ 2 มโนมติทสี่ ัมพันธก์ นั เขา้ ด้วยกนั ตวั อยา่ งของหลักการ ไดแ้ ก่ แสงจะหักเหเม่ือเดินทางจากตวั กลางชนดิ หนง่ึ ไปยงั ตัวกลางอีกชนดิ หนึ่งท่มี คี วามหนาแนน่ ไมเ่ ท่ากัน มาจากมโนมตหิ ลายมโนมติ ได้แก่ - แสงจะหกั เหเมื่อเดนิ ทางผา่ นน้าไปสูก่ ระจก - แสงจะหกั เหเมื่อเดินทางผ่านกระจกไปสอู่ ากาศ ฯลฯ 4) สมมติฐาน (Hypothesis) บุปผชาติ (2542) กล่าวว่า สมมติฐาน คอื ขอ้ คิดเหน็ หรือถ้อยแถลงทเ่ี ป็นมลู ฐานแห่งการหา เหตุผล การทดลอง หรือการวิจยั สมมติฐานจดั เป็นการลงความคดิ เหน็ ประเภทหน่ึง เป็นขอ้ ความทค่ี าดคะเน คาตอบของปัญหาล่วงหนา้ อย่างมีเหตุมผี ล กอ่ นจะดาเนินการทดลอง เพื่อตรวจสอบความถกู ต้องเปน็ จริงของ เรื่องนัน้ ๆ ต่อไป สมมติฐานอาจเป็นข้อความหรอื แนวความคดิ ที่แสดงการคาดคะเนในสง่ิ ทไี่ ม่สามารถ ตรวจสอบไดโ้ ดยการสังเกตโดยตรง หรือเปน็ สิ่งที่แสดงความสมั พนั ธท์ เี่ ชอ่ื วา่ จะเกิดข้นึ ระหวา่ งตวั แปรท่ีเปน็ เหตุ (ตัวแปรอิสระ) และตวั แปรที่เป็นผล (ตวั แปรตาม) สมมตฐิ านเกิดจากความพยายามในการตอบปญั หาของนักวิทยาศาสตร์ สมมติฐาน มกั เป็น ข้อความท่ีคาดคะเนคาตอบของปัญหาทนี่ ักวิทยาศาสตร์ศึกษาอยโู่ ดยอาศัยข้อมูลและประสบการณ์ความรูเ้ ดิม เป็นพืน้ ฐาน หรอื เป็นการคาดคะเนที่เกิดจากความเชื่อหรอื แรงบันดาลใจของนักวทิ ยาศาสตร์เอง สมมตฐิ าน ไม่สามารถนาไปใชอ้ ้างอิงหรือพยากรณ์ได้ เพราะยังไม่ไดผ้ า่ นการทดสอบยืนยนั ว่าเป็นความจริง ดงั นัน้ สถานภาพของมันจึงเป็นเพียงหลกั การวทิ ยาศาสตร์ชวั่ คราวทยี่ กรา่ งขึ้น เพื่อรอการทดสอบตอ่ ไป ในทาง วทิ ยาศาสตร์ สมมติฐานมีความจาเปน็ และมคี วามสาคัญมาก เพราะสมมตฐิ านจะเปน็ ส่งิ ท่ีชว่ ยช้แี นะแนวทาง วา่ จะคน้ หาข้อมูลอะไร และจะทาการทดลองได้อยา่ งไร ถา้ ปราศจากสมมติฐานแลว้ การคน้ หาความรู้ วิทยาศาสตร์จะไม่เกิดขน้ึ ตัวอยา่ ง ยาเพนซิ ลิ นิ ซ่งึ เปน็ ยาปฏชิ วี นะใช้สาหรับรกั ษาโรคต่างๆ คงไมเ่ กดิ ขึน้ ถ้าเซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมงิ ไม่ตั้งสมมติฐานวา่ “สารเคมที ี่ผลติ โดยเชอ้ื รา Penicillium Notatum มีฤทธ์ิ ตา้ นและทาลายแบคทีเรยี ได้” และจากท่ี หลยุ ส์ ปาสเตอร์ ตงั้ สมมติฐานว่า “ผลทไ่ี ดจ้ ากการหมักจะเป็นเช่นไร ขึ้นอยกู่ ับชนดิ ของจุลนิ ทรีย์ที่มีปรากฏอยู่ในระหว่างกรรมวิธีการหมกั ” ทาใหแ้ ก้ปญั หาให้กับผผู้ ลติ เหล้าองุน่ ที่ ประสบปญั หา เนอื่ งจากเหลา้ องุน่ ที่ผลิตไดม้ รี สเปรีย้ วแทนทีจ่ ะมรี สหวาน เป็นตน้ ตวั อยา่ งของสมมติฐานอ่ืนๆ เชน่ - ถ้าเพม่ิ ปริมาณปยุ๋ ให้กบั พชื มากเกินไป จะทาให้พชื เฉาตาย

- น้านมจากแม่มอี ิทธพิ ลต่อการเจรญิ เติบโตของทารกดีกว่าน้านมโค - สารสกัดจากผลสะเดาจะสามารถกาจดั แมลงได้ผลดกี ว่าสารสกดั จากใบสะเดา - แสงสแี ดงมีอิทธพิ ลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื มากกว่าแสงสีเขยี วและแสงสีนา้ เงนิ สมมตฐิ าน เหล่าน้ี หรือสมมตฐิ านอน่ื ๆ จะเปน็ ท่ียอมรับก็ต่อเม่ือพิสจู น์ไดว้ า่ สมมติฐานนั้นถูกตอ้ งมีหลักฐานหรือเหตผุ ล มาสนับสนนุ ในกรณที ่สี มมติฐานมีหลักฐานมาสนับสนนุ ไม่เพียงพอหรือมขี ้อคดั ค้าน สมมตฐิ านน้นั กใ็ ชไ้ ม่ได้ ต้องถูกยกเลิกไป นักวิทยาศาสตร์กจ็ ะเสาะหาสมมตฐิ านอันใหม่ตอ่ ไป แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม สมมตฐิ านท่ีเปน็ ท่ียอมรบั ในสมยั หนึง่ อาจตอ้ งมีการเปลีย่ นแปลงหรือยกเลกิ ไป เมือ่ มผี ู้คน้ พบหลักฐานท่ีคดั ค้านสมมติฐานนั้น และก็มบี างสมมติฐานทตี่ ้งั ข้นึ เป็นเวลานาน โดยไม่มีผลการ สังเกตหรือผลการทดลองมาคัดคา้ นได้ สมมติฐานนนั้ กจ็ ะได้รับ การยอมรบั และเปล่ียนไปเปน็ หลักการ ทฤษฎี และกฎต่อไป 5) กฎ (Law) กฎ เปน็ ความร้ทู างวิทยาศาสตร์ประเภทหนึง่ มลี ักษณะคล้ายกับหลกั การ คือ ต้องได้รบั การ พสิ จู น์แล้ววา่ ถูกต้อง ทดสอบแล้วได้ผลตรงกนั ทุกครงั้ มีลักษณะที่เป็นจริงเสมอ แต่กฎเปน็ หลักการทมี่ ักจะเนน้ ในเรือ่ งของความสมั พนั ธ์ระหว่างเหตุและผล ซ่งึ อาจเขียนสมการแทนได้ เช่น กฏของบอยล์ ซึง่ กล่าวว่า “ถ้า อุณหภูมิคงที่ ปรมิ าตรของแก๊สจะเปน็ ปฏิภาคผกผันกับความดนั ” อยู่ในรปู สมการ คือ (ถ้า T คงที่) กฎมกั จะ เป็นหลักการ หรือข้อความจรงิ ทางวิทยาศาสตร์ท่ีได้รับการพสิ จู น์ มาเป็นเวลายาวนานในระดบั หนึง่ จนมี หลักฐานสนบั สนนุ มากเพียงพอ ไม่มีหลกั ฐานอ่นื ทค่ี ดั คา้ น จนกระท่ังข้อความนนั้ เปน็ ทยี่ อมรบั วา่ ถูกต้อง สมบรู ณ์ ข้อความน้นั กจ็ ะเปลี่ยนจากหลกั การหรือทฤษฎี กลายเป็นกฎ อยา่ งไรกต็ าม แมก้ ฎจะถกู ต้งั มาจากข้อความที่ไดร้ ับการยอมรบั มานานก็ตาม แต่ในชว่ งยุคต่อมา เมือ่ ความรทู้ างวิทยาศาสตรเ์ จริญขน้ึ ซงึ่ อาจทาใหม้ ีความรใู้ หม่ ๆ เกิดขึน้ และขดั แย้งกับกฎเดิมๆ และหาก พสิ จู นไ์ ดว้ ่าความรู้ใหม่มีความถูกต้องมากกว่า กฎทม่ี ีอยู่แลว้ อาจตอ้ งมีข้อยกเวน้ หรอื ถกู ยกเลิกไป เชน่ กฎทรง มวล (Law of Conservation of Mass) ซง่ึ กลา่ วว่า “ในปฏกิ ิรยิ าเคมี สสารไมส่ ามารถถูกสร้างหรอื ถูกทาลาย ได้” แปลความได้วา่ ในปฏิกิริยาเคมี มวลของสารก่อนทาปฏิกริ ยิ า จะเทา่ กับมวลของสารหลังทาปฏกิ ริ ิยา เชน่ เม่อื เผาเมอร์ควิ รกิ ออกไซด์ (HgO) จะได้ปรอท(Hg) และก๊าซออกซเิ จน(O2) ดงั สมการ 2HgO + Energy -> 2Hg + O2 ซง่ึ มวลของปรอทและก๊าซออกซเิ จนที่ได้หลงั จาก การปฏกิ ริ ิยาเคมีจะมีคา่ เท่ากับ มวลของเมอร์ควิ ริกออกไซด์ กฎข้อนเี้ ป็นกฎพื้นฐานที่ใชอ้ ยู่ท่ัวไป ในการศึกษาวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ระยะเวลานาน แต่หลงั จาก ได้ศึกษาปฏิกิรยิ านิวเคลียร์จงึ พบวา่ กฎนไี้ ม่สามารถใช้ได้กับปฏิกริ ิยานวิ เคลียร์ ซง่ึ มวลของสารท่ีได้จาก ปฏกิ ริ ยิ านวิ เคลยี รจ์ ะนอ้ ยกว่ามวลของสารก่อนทา ปฏกิ ริ ยิ า โดยมวลที่สูญหายไปจะถูกเปล่ยี นไปเปน็ พลงั งาน จานวนมหาศาล ตามทฤษฎสี ัมพทั ธภาพพิเศษ ท่เี สนอโดยอัลเบิรต์ ไอน์สไตน์ ซ่ึงได้กลา่ วถงึ มวลและพลังงาน ไวว้ ่า มวลและพลังงานแปรเปลี่ยนสภาพเขา้ หากันได้ในภาวะทีเ่ หมาะสมตามสมการ E = mc2 เมอ่ื E เป็น พลงั งานมีหนว่ ยเป็น จูล, m เป็นมวลมีหนว่ ยเป็นกิโลกรมั , c เป็นความเร็วแสงมคี า่ เท่ากับ 3 X 108 เมตรต่อ วินาที จากการท่ีพบวา่ มวลและพลังงานสามารถเปลย่ี นจากสภาพหนึ่งไปยงั อีกสภาพหน่งึ ได้ นน้ั ขดั กับ กฎทรงมวลเดิมทว่ี ่า มวลไม่สามารถสร้างใหม่หรอื ทาใหส้ ูญหายได้ ต่อมากฎทรงมวลนไ้ี ด้ถูกเปล่ียนเปน็ กฎทรงมวลและพลงั งาน (Law of Conservation of Mass - Energy) ซ่ึงกลา่ วว่า “the total amount of mass and energy in the universe is constant : ผลรวมระหว่างมวลและพลงั งานในจกั รวาลเปน็ ค่าคงที่” ซึ่งหมายถึง “มวลและพลังงานเปน็ สง่ิ ทไี่ มส่ ญู หายและมีอยู่เทา่ เดิมแต่สามารถแปรเปล่ยี นจากสภาพหนึ่งไปอีก สภาพหนง่ึ ได้” ถงึ แม้วา่ กฎ จะเปน็ หลักการท่มี ีความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเหตกุ ับผล และเขยี นเป็นสมการแทนได้ แตก่ ฎไม่สามารถอธิบายใหเ้ ข้าใจได้วา่ ทาไมความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเหตุกับผลจึงเป็นเชน่ น้ัน สิ่งทส่ี ามารถอธิบาย ความสัมพันธ์ภายในตัวกฎได้กค็ ือ ทฤษฏี ซ่งึ จะกลา่ วถึงต่อไป

6) ทฤษฏี (Theories) ทฤษฎี คือ ความเหน็ ลกั ษณะทีค่ ดิ คาดเอาตามหลักวชิ าการเพือ่ เสริมเหตุผล และรากฐานให้แก่ ปรากฏการณห์ รือข้อมูลในภาคปฏบิ ัติ ซง่ึ เกดิ ขึน้ มาอย่างมีระเบยี บ ทฤษฎี เปน็ ความรวู้ ิทยาศาสตรป์ ระเภท หนง่ึ มลี กั ษณะเป็นขอ้ ความที่ใชใ้ นการอธิบายขอ้ เท็จจรงิ หลักการ และกฎต่างๆ หรอื กล่าวไดว้ า่ ทฤษฏเี ปน็ ขอ้ ความที่ใชอ้ ธิบายปรากฏการณท์ ้ังหลาย ในการแสวงหาความจรงิ ของนกั วทิ ยาศาสตร์ นักวทิ ยาศาสตร์ใชก้ ารสงั เกต การสรปุ รวมข้อมลู การคาดคะเน ซงึ่ ทาให้เกิดความร้วู ทิ ยาศาสตรต์ ่าง ๆ ตั้งแต่ข้อเทจ็ จรงิ หลกั การ สมมติฐานและกฎ แตก่ ารจะรู้ แต่เพยี งวา่ ข้อเทจ็ จริงหรอื หลักการเกีย่ วกับส่ิงใดส่งิ หน่ึงเป็น อยา่ งไร เท่านน้ั ยังไมพ่ อ นกั วิทยาศาสตร์จะตอ้ ง สามารถอธบิ ายขอ้ เทจ็ จริงหรือหลกั การนน้ั ไดด้ ้วยวา่ ทาไมจึงเป็นเชน่ นน้ั ดงั น้ัน นกั วทิ ยาศาสตรจ์ ึงพยายาม สรา้ งแบบจาลอง (model) ข้นึ และเขยี นคาอธบิ ายกว้างๆเก่ียวกบั ส่งิ นนั้ โดยทีค่ ดิ วา่ แบบจาลองทีส่ รา้ งขึ้นจะ ใช้อธิบายขอ้ เทจ็ จริงย่อยในขอบเขตที่ เกี่ยวข้องนนั้ ไดแ้ ละสามารถทานายปรากฏการณ์ที่ยังไม่เคยพบใน ขอบเขตของแบบจาลองน้ันได้ เราเรียกแบบจาลองทสี่ ร้างข้ึนนว้ี ่า ทฤษฎี ใบกิจกรรมเรอ่ื ง สงั เกตอะไรได้บ้าง 1. ให้นักเรียนใช้มือทัง้ สองข้างประสานกัน แล้วสงั เกตและเปรียบเทยี บกับเพ่ือน ๆ วา่ การประสานมือของนักเรยี นแต่ละคนเหมือนหรือแตกต่างกนั อย่างไร 2. ใหน้ ักเรยี นทุกคนชูนวิ้ หัวแมม่ ือสงั เกตและเปรียบเทยี บกบั เพอื่ น ๆ วา่ ลักษณะของ นิว้ หัวแม่มือของนักเรยี นแต่ละคนเหมือนหรือต่างกนั อยา่ งไร

ภาพการแสดงลักษณะตา่ ง ๆ ทางพันธุกรรม http://www.maceducation.com/e-knowledge/2432209100/01.htm

บตั รภาพผีเสอื้ เกาะพ้ืนดนิ ทม่ี า : http://pantip.com/topic/30239429 ทม่ี า : http://pantip.com/topic/30239429

ใบกิจกรรมเรือ่ ง การฝกึ ตง้ั สมมติฐาน ไข่ ซึง่ เปน็ อาหารประจาวันของพวกเราเกือบทุกคน ถ้าเรามปี ญั หาทจ่ี ะศึกษาว่าไข่ใหม่และไขเ่ ก่า แตกตา่ งกันอย่างไร ใหน้ ักเรียนคดิ หาวิธีการพสิ ูจน์ ไข่เกา่ ไขใ่ หม่ และตั้งสมมติฐานเพ่ือวางแผนออกแบบ การทดลองในกิจกรรมต่อไป สมมตฐิ านที่ 1 ไข่ใหม่ลอยน้า ไขเ่ ก่าจมน้า สมมติฐานท่ี 2 ไข่ใหม่จมนา้ ไข่เก่าลอยน้า ไขย่ ่ิงเกา่ ยิง่ ลอยนา้ สูงขึ้น นกั เรียนจะต้งั สมมติฐานแบบใดกไ็ ด้ เพราะสมมตฐิ านจะเป็นแนวทางในการทดสอบเพ่ือพิสูจนว์ า่ เปน็ จริง หรอื ไม่ ถา้ เปน็ จริงกย็ อมรับสมมตฐิ านน้นั ถา้ ทดสอบแลว้ ไม่เปน็ จริงก็ปฏเิ สธหรือยกเลกิ สมมติฐานนั้นไป และเอาสมมตฐิ านท่ีเป็นจริงมาใช้

ใบกิจกรรมเรือ่ ง ไขใ่ หม่ ไข่เก่า ให้นกั เรยี นออกแบบการทดลองและทาการทดลอง เพอ่ื พิสูจน์สมมติฐาน 2 ข้อน้ี สมมตฐิ านที่ 1 ไข่ใหมล่ อยน้า ไข่เก่าจมนา้ สมมติฐานที่ 2 ไข่ใหมจ่ มน้า ไข่เกา่ ลอยน้า ไขย่ ิ่งเก่ายง่ิ ลอยน้าสงู ข้นึ วสั ดอุ ุปกรณ์ 1. ไขใ่ หม่ ไขเ่ ก่า อยา่ งละ 1 ฟอง 2. แก้วน้าหรือบกี เกอร์ ขนาด 250 ml 2 ใบ คาถามกอ่ นการทดลอง (ตัวอย่างคาถาม) ไข่ใหม่ ไข่เกา่ ลอยหรือจมน้า อย่างไร สมมติฐาน ไดแ้ ก่ สมมติฐาน การทดลอง ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ได้แก่ ตวั แปรควบคุม ไดแ้ ก่ 1. อปุ กรณ์ 2. วธิ ีการทดลอง

ตัวอย่างตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง การทดลอง บันทึกผลการทดลอง ไขใ่ หม่ ไข่เก่า สรุปผลการทดลอง อภิปรายผลการทดลอง

ใบความรู้ เรอ่ื ง ส่งิ ที่ต้องระวงั ในการเก็บขอ้ มลู ก. การบนั ทกึ ข้อมูล ในการลงมือปฏบิ ัติการทดลอง นักเรียนจะต้องจดบนั ทึกและทาการสงั เกตทุกคร้ัง จะใชว้ ิธีจาไม่ได้ เพราะจะทาใหส้ ญู เสียข้อมูลที่สาคัญไปหรือเมื่อมีข้อมลู มาก ๆ ก็จะจาไมไ่ ด้หมด นอกจากน้นั การบันทึกข้อมูล ต้องทาอยา่ งเป็นระบบระเบยี บ สะดวกแก่การศึกษาแปลความตอ่ ไป เชน่ การบนั ทึกในรปู ของตารางบันทึก ขอ้ มูล ดังตวั อย่างตาราง การทดลอง ผลการสงั เกต 1.ลักษณะของไข่ ไข่ใหม่ ไข่เก่า 2.นาไข่ใส่ลงในนา้ ข. การนาเสนอข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลมาแลว้ ในขั้นตอ่ ไปคอื การนาเสนอข้อมลู เพือ่ ให้เราสามารถแปลความหมายขอ้ มลู เพอื่ สือ่ สารขอ้ มูลให้ผอู้ น่ื เขา้ ใจได้ง่ายดว้ ย การนาเสนอข้อมูลอาจทาได้หลายแบบ กรณที ่ีมีข้อมูลไมม่ ากและ ไมซ่ บั ซ้อน กส็ ามารถรายงานด้วยการบอก การบรรยายแต่ในกรณีท่ีมีข้อมลู มากและซับซ้อนก็ต้องเสมอให้ เขา้ ใจง่าย เชน่ ใช้ตารางข้อมูล ภาพ กราฟ แผนภมู ิ เป็นตน้ การนาเสนอข้อมูลในรปู แบบทีจ่ ดั ระบบแลว้ เช่นในรูปของแผนภมู ิ ทาใหอ้ ่านง่ายและแปลความหมายได้รวดเรว็ ในกรณนี ถี้ า้ เป็นการนาเสนอข้อมูลใน รูปแบบของการบอกเล่าหรือข้อความกจ็ ะเสียเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลหรืออภปิ รายผลและสรุปขอ้ มลู นน้ั ๆ ค. ความซ่อื สตั ย์ต่อข้อมูล ขอ้ ควรคานึงในการเก็บข้อมลู ผู้ศกึ ษาจะต้องซื่อสตั ย์ต่อข้อมลู ทีเ่ ก็บได้ โดยไม่ใช้ความคิดเหน็ ส่วนตวั ไปเปลีย่ นแปลงขอ้ มลู หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพื่อให้เหมือนกบั ข้อมูลของคนอืน่ ๆ การทีไ่ ด้ข้อมลู ท่ี ต่างจากคนสว่ นใหญบ่ างคร้ังเป็นไปได้วา่ เกิดจากการผดิ พลาดของการทดลอง ซง่ึ ถา้ เป็นการผิดพลาด จากการทดลอง การทดลองซ้า ๆ จะช่วยแก้ไขไดใ้ นการทดลองปกติจงึ มักทาซา้ เสมอ ๆ เพอ่ื ให้แน่ใจในข้อมลู แตบ่ างคร้ังข้อมลู ท่ีแตกต่างก็อาจเปน็ ข้อมูลใหม่นาไปสู่การคน้ พบความรใู้ หมท่ ี่ต่างไปจากสิง่ ท่ผี อู้ ื่นเคยพบกไ็ ด้

ภาพนักวิทยาศาสตร์ เซอร์ ไอแซก นิวตัน ทอมัส อัลวา เอดสิ ัน รชั กาลท่ี 4 (ค.ศ.2394-2411) (ค.ศ. 1642-1727) (ค.ศ.1847-1931

ใบกจิ กรรม เรื่อง ใบพดั มหัศจรรย์ ขัน้ ตอนการทา 1) ตดั กระดาษตามแบบทีก่ าหนดให้ 2) พับใบพัดให้อยู่ตรงกันข้าม (ดังภาพ) 3) ตดิ คลปิ หนบี กระดาษท่ีปลายกระดาษ 4) ทดลองปล่อยกระดาษจากท่ีสูงและบันทึกผล ท่มี า : หนังสือเรยี นรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 เลม่ 1 กระทรวงศึกษาธิการ (หนา้ 12) วสั ดุ/อปุ กรณ์ 1. กระดาษสาหรบั ทาใบพัด ขนาดและความหนาต่าง ๆ กัน จานวน 5 แผ่น 2. คลิป (ลวดเสยี บ) 1 กล่อง

ตัวอยา่ งการพับกระดาษเพื่อทาเคร่อื งรอ่ นแบบอ่นื ๆ ทีม่ า : http://forum.02dual.com/index.php?topic=297.0

คาถามก่อนการทดลอง สมมติฐาน ได้แก่ สมมติฐาน การทดลอง ตัวแปรตน้ ตวั แปรตาม ได้แก่ ตวั แปรควบคมุ ไดแ้ ก่ 3. อุปกรณ์ 4. วธิ กี ารทดลอง ตัวอย่างตารางบันทึกผลการทดลอง การทดลอง บนั ทึกผลการทดลอง สรุปผลการทดลอง อภิปรายผลการทดลอง

ใบความรู้เรือ่ ง ลกั ษณะสาคัญของนักวทิ ยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตรต์ ้องมลี ักษณะสาคญั อยา่ งหนึ่ง คือเป็นคนที่ตอ้ งทางานเปน็ กระบวนการอย่างมรี ะบบ ดงั ทีก่ ลา่ วมาแลว้ ในข้นั ตน้ การที่นกั วทิ ยาศาสตรส์ ามารถทางานเปน็ กระบวนการไดน้ ัน้ แสดงวา่ ตอ้ งมีลักษณะ อืน่ ท่สี นับสนุนลักษณะนสิ ยั ในการทางานดังกลา่ ว ไดแ้ ก่ลกั ษณะตา่ งๆดังตอ่ ไปน้ี 1. ชา่ งสงั เกต นักวิทยาศาสตรม์ กั เปน็ คนชา่ งสังเกต เพราะการสังเกตทาให้พบสิ่งใหมๆ่ ซง่ึ นาไปสกู่ ารคิดค้นหาคาอธบิ าย ซ่งึ นาไปสูก่ ารค้นพบกฎหรอื ทฤษฎตี า่ งๆมากมาย 2. อยากร้อู ยากเห็น นักวทิ ยาศาสตรม์ กั ชา่ งคดิ ช่างสงสัย และอยากรู้อยากพบความจริงใหมๆ่ จึงมกั ตงั้ ปัญหาต่างๆ เพอื่ คน้ หาคาตอบเสมอ ลกั ษณะนิสยั นนี้ าไปสกู่ ารคน้ พบข้อมูลและความรใู้ หม่ๆเสมอ 3. มีความเป็นเหตุเปน็ ผล เนือ่ งจากความร้ทู างวิทยาศาสตร์เปน็ ความรู้ท่ีต้องอธิบายไดด้ ้วยเหตุ ดว้ ยผล ดังน้ันนักวทิ ยาศาสตร์จงึ ตอ้ งมลี ักษณะนิสยั ของความมเี หตมุ ผี ล เม่อื ได้ขอ้ มูลใหม่หรือพบปรากฏการณ์ ใหม่ นกั วทิ ยาศาสตร์จะศึกษาว่า เมอื่ ผลปรากฏการณ์เชน่ น้ี สาเหตคุ วรเปน็ อย่างไร เมอ่ื ทราบสาเหตุใดสาเหตุ หน่งึ กจ็ ะบอกได้ว่าผลเป็นอย่างไร นกั วทิ ยาศาสตร์จะไมเ่ ช่ือคากลา่ วอ้างท่ีไม่มีหลกั ฐาน แต่จะเชื่อในสง่ิ ทีม่ ี ประจกั ษ์พยาน หรอื หลักฐานสนบั สนุนเสมอ 4. มีความคิดรเิ ริ่ม นกั วิทยาศาสตร์มกั เป็นคนมีความคดิ ริเริ่ม อยากคดิ อยากทาสง่ิ ใหม่ๆเสมอ ผลงานทางวทิ ยาศาสตรห์ รือสิ่งประดิษฐ์ที่เปน็ ผลของวทิ ยาศาสตร์ที่เราไดน้ ามา ใชก้ นั มากมายทุกวนั นีเ้ ปน็ ผล ของความคิดรเิ ริ่มของนกั วิทยาศาสตร์แทบทงั้ ส้นิ เช่นหลอดไฟจากความคิดของทอมัส แอลวา เอดสิ ัน เคร่ืองบนิ จากความคดิ ของพน่ี ้องตระกลู ไรต์ 5. มคี วามมานะพยายามและความอดทน ผลงานทางวทิ ยาศาสตรห์ รอื ส่ิงประดิษฐ์ต่างๆ ท่ีเป็น ผลของวิทยาศาสตร์มิใชว่ า่ จะทาสาเรจ็ จากการทดลองเพียงครงั้ เดียว นกั วิทยาศาสตรเ์ มอื่ มคี วามคิดริเร่ิมแลว้ สงิ่ ท่สี าคัญต่อไปคือ ต้องทาให้สาเร็จ ดงั นั้น นักวิทยาศาสตร์จงึ ต้องมีความมานะพยายามทจี่ ะทางานใหส้ าเรจ็ และมีความอดทนตอ่ ความทุกขย์ ากและอุปสรรคนานาประการ

ใบกจิ กรรม เรอื่ ง สงิ่ ทเ่ี ห็นด้วยตา ใหน้ ักเรยี นทากิจกรรมต่อไปน้ีเพ่อื ศึกษาว่าสิ่งทเ่ี หน็ ดว้ ยตาน้ันเชอื่ ถือไดเ้ สมอไปหรือไม่ ตอนท่ี 1 กามือทั้งสองขา้ งเขา้ หาตวั แลว้ ยน่ื น้วิ ชช้ี นกัน ดงั รูปให้มอื ท้ังสองอยใู่ นระดบั สายตาปกติ เล่อื นเข้า มาใกล้ตาสังเกตตรงทนี่ ว้ิ ชี้ชนกนั บันทกึ ผล ตอนท่ี 2 ใหส้ งั เกตภาพ (ก) ถึง (ค) แล้วตอบคาถาม 1. เมอ่ื สงั เกตด้วยตาอยา่ งเดยี ว นักเรียนคดิ วา่ รปู (ก) เส้นตรง AB กบั CD ยาวเทา่ กนั หรอื ไม่อย่างไร AB CD รูป (ข) เสน้ ในแนวนอน ขนานกันหรือไม่ อย่างไร http://www.m-mathmedia.com/parallelillusion/ รูป (ค) วงกลมทอ่ี ยู่ข้างใน มีขนาดเทา่ กันหรอื ไม่อยา่ งไร 2.ใหน้ ักเรียนใชไ้ มบ้ รรทัดวดั แล้วตอบคาถามใหม่อีกคร้งั พรอ้ มออกแบบตาราง บันทึกผล

ใบความรู้ เรื่อง เคร่อื งมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน การใช้วัสดุและอปุ กรณ์ตามความเหมาะสม อุปกรณว์ ทิ ยาศาสตร์ในแตล่ ะอยา่ งมีคณุ สมบตั ิที่แตกต่างกัน จงึ ทาให้มีวิธีการใช้ไมเ่ หมือนกันเพ่ือ เพมิ่ ความรู้เสรมิ ปัญญาดว้ ยการทดลอง สงั เกต และร้จู ักเลือกใชส้ ่อื อุปกรณว์ ทิ ยาศาสตรไ์ ดอ้ ย่างถกู ต้องและ เหมาะสมกบั การทา กจิ กรรมในแต่ละคร้ัง จงึ จาเป็นต้องทาความเข้าใจเบื้องตน้ เก่ยี วกบั อุปกรณท์ าง วิทยาศาสตรท์ ีใ่ ช้ใน หอ้ งทดลอง ดังต่อไปนี้ 1. ขวดปริมาตร ( Flask ) เป็นเคร่ืองมอื ทใ่ี ชเ้ ตรียมสารละลายมาตรฐานหรือสารละลายท่มี คี วามเขม้ ข้นน้อยกวา่ สารละลายเดิมได้ ขวด ปรมิ าตรมีหลายขนาดและมีความจุตา่ งๆ กัน เชน่ ขนาด 50 มิลลิลิตร 100 มิลลิลติ ร 250 มิลลิลติ ร 500 มลิ ลลิ ิตร 1,000 มิลลลิ ิตร และ 2,000 มลิ ลลิ ิตรเปน็ ต้น แบ่งตามรูปรา่ งและลกั ษณะการใช้ได้ดงั ต่อไปนี้ 1. ขวดปรมิ าตรฟลอเรนส์ (Florence Flask) หรอื เรียกว่า Flat Bottomed Flask มีลักษณะ คล้าย ลกู บอลลนู มักจะใช้สาหรับต้มน้า เตรยี มแกส๊ และเป็น wash bottle 2. ขวดปริมาตรก้นกลม (Round Bottom Flask) ขวดปริมาตรชนดิ นี้มลี ักษณะเหมือนกับ Florence Flask แต่ตรงก้นขวดจะมีลกั ษณะกลมทาให้ไม่สามารถต้งั ได้ 3. ขวดปรมิ าตรทรงกรวย (Erlenmeyer Flask หรอื Conical Flask) ขวดปรมิ าตรชนิดน้ีมี ลกั ษณะเปน็ ทรงกรวย และมีความจุขนาดตา่ งๆ กัน แต่ทน่ี ิยมใช้กนั มากมีความจเุ ปน็ 250 - 500 มิลลิลติ ร สามารถใช้ได้ในหลายกรณี เช่น ในการไตเตรท 4. ขวดปรมิ าตรกลนั่ (Distilling Flask) ขวดปรมิ าตรชนดิ น้ีนยิ มใชใ้ นการกล่นั ของเหลว 5. Volumetric Flask ขวดปริมาตรชนิดนม้ี ีลักษณะเปน็ ขวดคอยาวท่ีมีขีดบอกปริมาตรบนคอขวด เพยี งขดี เดยี ว นยิ มใช้ในการเตรยี มสารละลาย โดยท่ัวไปจะนาสารนน้ั มาละลายในบกี เกอรก์ ่อนทจ่ี ะเทลงใน ขวดปริมาตรโดยใช้กรวย กรอง แล้วเทนา้ ล้างบีกเกอรห์ ลายๆ คร้งั ด้วยตัวทาละลายแล้วเทลงในกรวยกรอง เพอื่ ลา้ งสารทต่ี ิดอยู่ให้ลงในขวดให้จนหมด อย่าให้สารละลายใน volumetric flask มเี กนิ 2 ใน 3 ของปริมาตร ทงั้ หมด เทตัวทาละลายลงในขวดโดยผ่านกรวยอกี เพื่อเป็นการล้างกรวย จนขวดมีปริมาตรถงึ ขีดบอกปรมิ าตร 2. บีกเกอร์ ( Beaker ) มีหลายขนาดและมคี วามจุตา่ งกนั โดยที่ขา้ งบีกเกอร์จะมีตัวเลขระบุความจุของบีกเกอร์ ทาใหผ้ ้ใู ช้ สามารถทราบปริมาตรของของเหลวทบี่ รรจุอยู่ได้อย่างครา่ วๆ และบีกเกอร์มีความจุตง้ั แต่ 5 มลิ ลเิ มตร

จนถึงหลายๆ ลติ ร อกี ทง้ั เป็นแบบสูง แบบเตี้ย และแบบรปู ทรงกรวย (conical beaker) บีกเกอร์จะมีปากงอ เหมอื นปากนกซึ่งเรียกวา่ spout ทาให้การเทของเหลวออกไดโ้ ดยสะดวก spout ทาให้สะดวกในการวางแท่ง แกว้ ซ่ึงย่นื ออกมาจากฝาท่ีปิดบีกเกอร์ และ spout ยงั เป็นทางออกของไอนา้ หรอื แกส๊ เมอ่ื ทาการระเหย ของเหลวในบีกเกอร์ทีป่ ดิ ดว้ ย กระจกนาฬิกา (watch grass) การเลอื กขนาดของบีกเกอร์เพื่อใส่ของเหลวน้นั ข้นึ อย่กู ับปริมาณของเหลวท่ีจะ ใส่ โดยปกติให้ระดับของเหลว อยู่ตา่ กวา่ ปากบีกเกอรป์ ระมาณ 1 – 1.5 นว้ิ ประโยชน์ของบีกเกอร์ 1. ใชส้ าหรับต้มสารละลายท่ีมีปรมิ าณมากๆ 2. ใช้สาหรับเตรียมสารละลายตา่ งๆ 3. ใช้สาหรับตกตะกอนและใช้ระเหยของเหลวท่ีมีฤทธิ์กรดน้อย 3. หลอดทดลอง มหี ลายชนดิ และหลายขนาด ชนิดทมี่ ีปากและไมม่ ีปาก ชนิดธรรมดาและชนิดทนไฟ ขนาดของ หลอดทดลองระบุได้ 2 แบบ คือ ความยาวกับเสน้ ผา่ ศนู ย์กลางรมิ นอกหรือขนาดความจุเป็นปรมิ าตร ดังแสดงในตารางต่อไปน้ี หลอดทดลองสว่ นมากใช้สาหรบั ทดลองปฏิกริ ิยาเคมี ระหว่างสารตา่ งๆ ทเ่ี ปน็ สารละลาย ใช้ต้มของเหลวท่ีมี ปรมิ าตรน้อยๆ โดยมี test tube holder จับกันรอ้ นมือ ซง่ึ หลอดทดลองแบบทนไฟจะมีขนาดใหญ่ และหนา กวา่ หลอดธรรมดา ใช้สาหรบั เผาสารตา่ งๆ ดว้ ยเปลวไฟโดยตรงในอุณหภูมทิ ีส่ งู หลอดชนดิ นีไ้ มค่ วรนาไปใช้ สาหรบั ทดลองปฏกิ ริ ยิ าเคมีระหวา่ งสารเหมอื นหลอด ธรรมดา 4. กระบอกตวง มีขนาดต่างๆ กนั ตง้ั แต่ 5 มิลลลิ ติ รจนถงึ หลายๆ ลิตร ใช้เป็นอปุ กรณ์สาหรับวดั ปริมาตรของของเหลว ทม่ี อี ุณหภมู ไิ มส่ ูงกวา่ อุณหภมู ิของห้องปฏบิ ตั กิ าร กระบอกตวงไม่สามารถใช้วัดของเหลวทีม่ อี ุณหภมู ิสงู ได้ เนื่องจากอาจจะทาให้ กระบอกตวงแตกได้ กระบอกตวงจะบอกปรมิ าตรของของเหลวอยา่ งครา่ วๆ ถ้าต้องการ

วดั ปรมิ าตรทีแ่ นน่ อนตอ้ งใช้อุปกรณ์วดั ปรมิ าตรอ่ืนๆ เช่น ปิเปตตห์ รอื บวิ เรตต์ โดยปกติความผดิ พลาด ของกระบอกตวงเม่ือมปี รมิ าตรสูงสดุ จะมีประมาณ 1 เปอร์เซน็ ต์ กระบอกตวงขนาดเล็กใช้วัดปริมาตร ไดใ้ กล้เคยี งความจริงมากกวา่ กระบอกตวงขนาดเลก็ วธิ อี ่านปรมิ าตรของของเหลวในกระบอกตวงนั้นสามารถทา ไดโ้ ดยการยกกระบอกตวงให้ต้ังตรงและใหท้ อ้ งนา้ อย่ใู นระดับสายตา แลว้ อ่านค่าปริมาตร ณ จุดตา่ สดุ ของท้องน้า 5. กรวยกรอง เป็นอุปกรณท์ ่ีใช้คกู่ ับ กระดาษกรอง (Filter Paper) ในการแยกของแขง็ ออกจากของเหลวและมักจะใช้ สาหรับสวมบวิ เรตต์ เมือ่ จะเทสารละลายลงในบิวเรตต์ กรวยกรองมีมุมเกอื บๆ 60 องศา และมที ั้งแบบ กา้ นสั้นและก้านยาว กรวยก้านยาวจะกรองได้เร็วกว่ากรวยกา้ นสนั้ ขนาดของกรวยกรองจะใหญห่ รือวา่ เล็ก ขึน้ อยู่กับความยาวของเส้นผา่ ศูนยก์ ลาง (วัดขอบนอก) 6. กระจกนาฬกิ า มรี ูปทรง คล้ายกระจกนาฬิกาเรือนกลม มีหลายขนาดขนึ้ อยกู่ บั ความยาวของเส้นผา่ ศูนย์กลาง กระจกนาฬิกาใช้สาหรบั ปิดบีกเกอรห์ รืออุปกรณอ์ นื่ ๆ เพอื่ ป้องกันสารอื่นๆ หรือฝนุ่ ละอองตกลงในสารละลายท่ี บรรจอุ ยูใ่ นบกี เกอร์และใช้ป้องกันสารละลายกระเด็นออกจากบกี เกอร์เม่ือทาการต้มหรือระเหยสารละลาย 7. ขวดชงั่

มีลกั ษณะเป็นขวดเล็กๆ ก้นแบน ด้านข้างตรงบรเิ วณปากและขอบของจกุ เป็นแก้วฝา้ ขวดชั่งมีหลาย แบบท้งั แบบทรงสูง แบบทรงเตีย้ และแบบทรงกรวย และยังมหี ลายขนาดข้ึนอยู่กับปรมิ าตรหรือความสงู กับเสน้ ผ่าศนู ย์กลางของปาก ขวดชั่งใชส้ าหรับใส่สารทีจ่ ะนาไปชง่ั ดว้ ยเครอื่ งช่ังแบบวเิ คราะห์ 8. หลอดหยด มลี กั ษณะเป็นหลอดแก้วท่ีปลายข้างหน่งึ ยาวเรียวเลก็ และปลายอกี ข้างหนึ่งมีกระเปาะยางสวม อยู่ หลอดหยดใช้สาหรับดูดรีเอเจนตจ์ ากขวดไปหยดลงในหลอดทดสอบทมี่ ีสารอ่นื บรรจุ อยู่ เพื่อใชใ้ นการดู ปฏิกิรยิ าเคมี ของรเี อเจนต์น้ันๆ ข้อควรระวังในการใชห้ ลอดหยดกค็ ือ : อย่าให้ปลายของหลอดหยดกระทบหรือแตะกบั ปาก หลอดทดลอง 9. แท่งแก้ว ใชส้ าหรบั คนสารละลายให้ผสมกนั เปน็ เน้ือเดียวกันอย่างสมา่ เสมอ หรือใชเ้ มอื่ จะเทสารละลาย จากภาชนะหนง่ึ ลงในภาชนะอกี ชนดิ หนึง่ โดยจะเทสารละลายใหไ้ หลไปตามแทง่ แก้ว แท่งแกว้ ที่มียางสวม อย่ปู ลายข้างหน่ึง เรียกว่า Policeman จะใช้สาหรบั ปดั ตะกอนที่เกาะอยขู่ า้ งๆ ภาชนะและถภู าชนะให้ ปราศจากสารต่างๆ ทีเ่ กาะอยู่ข้างๆ โดยยางสวมนั้นตอ้ งแน่น

10. บวิ เรตต์ ( Burette ) เป็นอุปกรณ์วัดปรมิ าตร ที่มขี ดี บอกปริมาตรต่างๆ และมกี ๊อก สาหรับเปิด-ปิด เพอื่ บงั คับการไหลของ ของเหลว บวิ เรตต์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ มขี นาดตัง้ แต่ 10 - 100 มิลลลิ ิตร บิวเรตต์สามารถวดั ปรมิ าตรได้อยา่ งใกล้เคยี งความจริงมากที่สดุ แตก่ ย็ ังมคี วามผิดพลาดอย่เู ล็กนอ้ ย ซึ่งขน้ึ อยู่กับขนาดของบิวเรตต์ เช่น บวิ เรตตข์ นาด 10 มลิ ลลิ ิตร มีความผิดพลาด 0.4% บวิ เรตตข์ นาด 25 มลิ ลิลติ ร มีความผดิ พลาด 0.24% บวิ เรตต์ขนาด 50 มิลลลิ ติ ร มีความผิดพลาด 0.2% บวิ เรตตข์ นาด 100 มิลลิลติ ร มีความผิดพลาด 0.2% 11. ปเิ ปตต์ ( Pipette ) เปน็ อุปกรณท์ ใี่ ช้ในการวัดปริมาตรได้อยา่ งใกลเ้ คียง มีอยหู่ ลายชนดิ แต่โดยทั่วไปท่ีมใี ช้อยูใ่ นห้องปฏบิ ัตกิ าร มีอยู่ 2 แบบ คอื Volumetric pipette หรือ Transfer pipette และ Measuring pipette Transfer pipette ซ่ึงใชใ้ นการวดั ปริมาตรได้เพยี งคา่ เดียว คือ ถา้ หาก Transfer pipette บรรจุ 25 มลิ ลิลิตร ก็จะวัด ปริมาตรของของเหลวไดเ้ ฉพาะ 25 มลิ ลลิ ติ รเทา่ น้ัน Transfer pipette มีหลายขนาดตั้งแต่ 1 - 100 มิลลลิ ติ ร ถึงแมป้ ิเปตต์ชนดิ นจี้ ะใช้วดั ปรมิ าตรได้อยา่ งใกลเ้ คียงความจรงิ กต็ าม แตก่ ็ยังมีข้อผิดพลาดซ่งึ ข้นึ อย่กู ับขนาด ของปิเปตต์ เช่น Transfer pipette ขนาด 10 มลิ ลลิ ิตร มคี วามผดิ พลาด 0.2% Transfer pipette ขนาด 30 มลิ ลลิ ติ ร มีความผิดพลาด 0.1% Transfer pipette ขนาด 50 มิลลิลิตร มีความผิดพลาด 0.1% Transfer pipette ใช้สาหรบั สง่ ผ่านของสารละลาย ท่ีมีปริมาตรตามขนาดของปเิ ปตต์ เมือ่ ปลอ่ ย สารละลายออกจากปเิ ปตต์แล้ว ห้ามเปา่ สารละลายทต่ี กคา้ งอย่ทู ปี่ ลายของปิเปตต์ แต่ควรแตะปลายปเิ ปตต์กบั ข้างภาชนะเหนือระดบั สารละลายภายในภาชนะนน้ั ประมาณ 30 วินาที เพ่ือให้สารละลายทีอ่ ยู่ข้างในปิเปตต์ ไหลออกมาอกี ปิเปตต์ชนิดนี้ใช้ได้งา่ ยและเร็วกวา่ บวิ เรตต์ Measuring pipette หรือ Graduated pipette (บางทเี รียกวา่ Mohr pipette) จะมีขดี บอก ปรมิ าตรต่างๆ ไว้ ทาใหส้ ามารถใช้ได้อย่างกว้างขวาง คือสามารถใชแ้ ทน Transfer pipette ได้ แตใ่ ช้วดั ปรมิ าตรไดแ้ นน่ อนน้อยกวา่ Transfer pipette และมคี วามผิดพลาดมากกว่า เชน่ Measuring pipette ขนาด 10 มิลลลิ ติ ร มีความผิดพลาด 0.3% Measuring pipette ขนาด 30 มิลลลิ ติ ร มีความผิดพลาด 0.3%

12. ถว้ ยกระเบื้อง มีอยู่ 2 ขนาด คอื แบบทรงเต้ียและแบบทรงสูง และมีขนาดตา่ งๆ กนั ขน้ึ อยู่กับความจุ เบา้ มักจะ เคลอื บทัง้ ข้างนอกและข้างใน ยกเว้นท่ีก้นด้านนอก โดยท่ัวไปใช้ในการเผาสารต่างๆ ที่อุณหภูมสิ ูงและมักจะใช้ ในการเผาตะกอน เนอ่ื งจากถ้วยกระเบอื้ งสามารถถกู เผาในอณุ หภมู ิสงู ได้ (ประมาณ 1,200 องศาเซลเซียส) ถงึ แม้ถ้วยกระเบ้ืองจะถูกเผาในอณุ หภูมทิ ี่สงู แต่นา้ หนักของถ้วยกระเบ้ืองกไ็ ม่เปล่ยี นแปลง 13. ชามระเหย มีขนาดต่างๆ กับขึน้ อยู่กับความจหุ รอื ความยาวของเส้นผา่ ศนู ยก์ ลาง ชามระเหยสว่ นมากเคลอื บทัง้ ด้านในและ ด้านนอก แตบ่ างทเี คลอื บเฉพาะดา้ นในด้านเดียวเพ่ือทาใหร้ าคาถูกลง ชามระเหยส่วนมากใชส้ าหรบั ระเหย ของเหลวจนแหง้ และเผา ณ อุณหภมู ิทีส่ งู กว่า 100 องศาเซลเซยี ส 14. ไมห้ นบี ( Test Tube Holder ) ทาจากวัตถหุ ลายชนดิ เช่น ไม้ หรอื ลวดเหล็ก ใชส้ าหรบั จับหลอดทดลอง เนอื่ งจากเม่ือใช้หลอดทดลอง ท่บี รรจขุ องเหลวตม้ ไอระเหยท่เี กิดจากการต้มของเหลวภายในหลอดจะทาให้มือทจ่ี บั ร้อน ฉะน้ันจงึ ควรใชไ้ ม้

หนบี ในการจับหลอดทดลอง แตอ่ ยา่ ใช้ไมห้ นบี จับบีกเกอร์หรอื ขวดปริมาตรเพราะจะทาให้ลืน่ ตกแตกได้ และ อย่าใชค้ ีบหรือจบั ถว้ ยกระเบอื้ งและฝา เพราะถ้วยกระเบ้ืองตอ้ งใช้จับด้วย Crucible Tong 15. คีมโลหะ ( Crucible tong ) มอี ยู่หลายชนิด คมี คีบท่ีใช้กบั ขวดปรมิ าตรเรยี กวา่ flask tong คมี คีบ ที่ใชก้ ับบีกเกอร์เรียกวา่ beaker tong และคีมคีบท่ีใช้กบั ถว้ ยกระเบื้องเรียกว่า crucible tong ซงึ่ ทาดว้ ยนิเกิลหรือโลหะผสมเหล็กทีไ่ ม่เปน็ สนมิ แต่อยา่ นาคมี โลหะไปใช้จับบีกเกอรห์ รือขวดปริมาตรเพราะจะทาให้ลนื่ ตกแตกได้ 16. ตะแกรงลวด มีท้งั ที่ทาจากลวดเหลก็ และที่ทาดว้ ยลวด nichrome หรอื chromel ซึ่งไม่เกิดสนิมและใช้ไดร้ ะยะเวลานาน กว่า ตะแกรงลวดเปน็ รปู ส่ีเหลีย่ มจตั รุ สั และมใี ยหนิ (asbestos) คลุมเปน็ วงกลมที่ตาก่ึงกลางตะแกรง ตะแกรง ลวดใชส้ าหรับตัง้ บีกเกอร์ ขวดปรมิ าตร และอืน่ ๆ ท่นี ามาต้มสารละลายดว้ ยเปลวไฟ 17. Clamp ทาดว้ ยเหล็กและมไี ม้คอร์กหุ้มด้านในที่แตะกับแกว้ มักจะใช้ร่วมกับ Stand โดยมี Clamp holder เป็น ตัวเชอื่ ม Clamp ใชส้ าหรบั จบั อุปกรณ์ต่างๆ เชน่ ขวดปริมาตร Clamp ท่ีใช้จบั บิวเรตต์ เรียกวา่ Buret camp

18. แปรงลา้ งเคร่ืองแก้ว ใชส้ าหรบั ทาความสะอาดอปุ กรณ์ชนิดต่างๆ แปรงล้างเคร่ืองแก้วมีหลายขนาดและมีหลายชนดิ ควรจะเลือกใช้ ให้เหมาะสมกบั ลกั ษณะของเครือ่ งแกว้ นนั้ ๆ เช่น Test Tube Brush ใชส้ าหรบั ทาความสะอาดหลอดทดลอง Flask Brush ใช้สาหรับทาความสะอาดขวดปรมิ าตร และ Burette Brush ทม่ี ีลกั ษณะเป็นแปรงก้านยาวใช้ สาหรบั ทาความสะอาดบวิ เรตต์ การใช้แปรงลา้ งเคร่อื งแก้วต้องระมัดระวงั ให้มาก อย่าถแู รงเกนิ ไป เน่อื งจากกา้ นแปรงเป็นโลหะ เมอ่ื ไปกระทบกับแก้วอาจทาใหแ้ ตกและเกิดอันตรายได้ 19. ขาต้งั ( Stand and ring ) เป็นอปุ กรณ์ สาหรบั ติดตง้ั Clamp โดยมี Clamp Holder เปน็ ตวั เช่ือมและตดิ ตง้ั Burette Clamp สว่ น Iron Ring ซง่ึ ตดิ กบั stand ใช้สาหรับวางหรือตงั้ ขวดปริมาตร โดยมีตะแกรงลวดรองรับ 20. เคร่ืองชัง่ แบบ Triple-beam balance

เปน็ เครื่องชัง่ ชนิด Mechanical balance อกี ชนดิ หนึ่งที่มีราคาถูกและใช้งา่ ย แตม่ คี วามไวนอ้ ย เครื่องชง่ั ชนิด นี้ มีแขนขา้ งขวาอยู่ 3 แขนและในแตล่ ะแขนจะมีขีดบอกน้าหนักไว้ เชน่ 0-1.0 กรัม 0-10 กรัม 0-100 กรมั และยงั มตี ุ้มนา้ หนักสาหรับเลื่อนไปมาได้อกี ดว้ ย แขนทง้ั 3 นี้ตดิ กบั เข็มชอี้ ันเดยี วกัน วิธกี ารใชเ้ คร่อื งช่ังแบบ Triple-beam balance 1. ตั้งเคร่ืองช่ังใหอ้ ยูใ่ นแนวระนาบ แลว้ ปรบั ให้แขนของเครอ่ื งช่งั อยใู่ นแนวระนาบ โดยหมนุ สกรู ให้เข็มชีต้ รงขดี 0 2. วางขวดบรรจสุ ารบนจานเครอื่ งชัง่ แลว้ เลื่อนตุ้มนา้ หนักบนแขนท้ังสามเพือ่ ปรบั ใหเ้ ข็มชตี้ รงขีด 0 อา่ นนา้ หนักบนแขนเคร่อื งช่งั จะเปน็ นา้ หนกั ของขวดบรรจุสาร 3. ถ้าต้องการชั่งสารตามน้าหนักท่ีตอ้ งการกบ็ วกน้าหนักของสารกบั นา้ หนักของขวดบรรจุสารที่ได้ ในขอ้ 2 แล้วเล่อื นตุม้ นา้ หนักบนแขนทั้ง 3 ให้ตรงกับนา้ หนักท่ตี ้องการ 4. เติมสารทต่ี ้องการชัง่ ลงในขวดบรรจุสารจนเขม็ ชีต้ รงขีด 0 พอดี จะได้น้าหนกั ของสารตามต้องการ 5. นาขวดบรรจสุ ารออกจากจานของเครื่องช่ังแลว้ เลอ่ื นตมุ้ นา้ หนกั ทุกอนั ใหอ้ ยู่ ที่ 0 ทาความสะอาดเครือ่ งชง่ั หากมีสารเคมหี กบนจานหรือรอบๆ เคร่ืองชั่ง หมายเหตุ การหานา้ หนกั ของสารอาจหาน้าหนักทั้งขวดบรรจุสารและสารรวมกนั ก่อนกไ็ ด้ แลว้ ช่ัง ขวดบรรจุสารอย่างเดียวทหี ลัง ตอ่ จากนน้ั กเ็ อานา้ หนกั ท้ัง 2 ครง้ั ลบกัน ผลที่ได้จะเป็นน้าหนกั ของสารที่ ต้องการ 21. เครอื่ งช่ังแบบ Equal-arm balance เป็นเคร่อื งช่ังทม่ี แี ขน 2 ข้าง ยาวเท่ากัน เม่ือวดั ระยะจากจุดหมุนซึ่งเป็นสันมีด ขณะทแี่ ขนของเคร่ืองช่งั อยู่ในสมดุล เม่ือต้องการหาน้าหนักของสารหรอื วัตถุ ใหว้ างสารน้ันบนจานดา้ นหนึ่งของเครอื่ งชง่ั ตอนนีแ้ ขน ของเคร่อื งชงั่ จะไมอ่ ยู่ในภาวะท่สี มดลุ จึงตอ้ งใสต่ ้มุ น้าหนักเพ่ือ ปรับใหแ้ ขนเคร่ืองชง่ั อย่ใู นสมดุล วธิ ีการใชเ้ ครื่องชัง่ แบบ Equal-arm balance

1. จัดให้เคร่อื งชงั่ อย่ใู นแนวระดบั กอ่ นโดยการปรับสกรทู ่ีขาต้ังแล้วหาสเกล ศูนย์ของเคร่ืองช่ัง เมอื่ ไมม่ วี ตั ถุอยู่ บนจาน ปลอ่ ยท่รี องจาน แล้วปรับให้เขม็ ชที้ ่เี ลข 0 บนสเกลศนู ย์ 2. วางขวดบรรจสุ ารบนจานทางดา้ นซ้ายมือและวางตมุ้ นา้ หนักบนจานทางขวามอื ของ เครือ่ งช่ังโดยใช้คมี คบี 3. ถา้ เข็มชี้มาทางซ้ายของสเกลศูนย์แสดงว่าขวดช่ังสารเบากว่าตุ้มน้าหนกั ตอ้ งยกปุม่ ควบคุมคานข้ึน เพ่อื ตรึงแขนเครือ่ งชัง่ แล้วเตมิ ตมุ้ นา้ หนกั อกี ถ้าเขม็ ชีม้ าทางขวาของสเกลศูนย์แสดงวา่ ขวดชง่ั สารเบากว่า ตุม้ น้าหนกั ตอ้ งยกปุ่มควบคุมคานขนึ้ เพอื่ ตรงึ แขนเครือ่ งช่งั แลว้ เอาตุ้มน้าหนักออก 4. ในกรณีทต่ี มุ้ นา้ หนักไม่สามารถทาให้แขนทั้ง 2 ขา้ งอย่ใู นระนาบได้ ใหเ้ ลอ่ื นไรเดอร์ไปมาเพื่อปรับให้ นา้ หนกั ท้งั สองขา้ งเท่ากนั 5. บนั ทึกนา้ หนักท้งั หมดที่ชั่งได้ 6. นาสารออกจากขวดใสส่ าร แล้วทาการชง่ั นา้ หนกั ของขวดใส่สาร 7. น้าหนกั ของสารสามารถหาได้โดยนาน้าหนกั ท่ีชัง่ ไดค้ รั้งแรกลบนา้ หนักท่ชี ่ังได้ครั้งหลัง 8. หลงั จากใช้เคร่ืองช่งั เสรจ็ แลว้ ให้ทาความสะอาดจาน แล้วเอาตมุ้ นา้ หนักออกและเล่อื นไรเดอร์ ใหอ้ ยูท่ ีต่ าแหนง่ ศูนย์ 22. เทอร์มอมเิ ตอร์ เปน็ เครื่องมอื ใช้วดั ระดบั อุณหภูมิของสารเป็นชนดิ ทา ดว้ ยแกว้ ภายในบรรจแุ อลกอฮอล์ผสมสหี รอื ปรอท เพอ่ื ช่วยให้อา่ นไดช้ ดั เจน มที ้งั ชนดิ ท่เี ป็นองศาเซลเซียสและฟาเรนไฮต์ วิธกี ารใช้ เทอร์มอมิเตอร์ ที่ใชใ้ นการทดลองมขี ีดการวัดอุณหภมู สิ ูงสุดและตา่ สดุ แตกตา่ งกัน ตามจุดประสงค์ ของการใชง้ าน มีขน้ั ตอนการใช้งานดังน้ี 1. กอ่ นใชต้ ้องตรวจดวู า่ เทอร์มอมเิ ตอร์ชารุดหรือไม่ 2. เลือกท่ีมชี ว่ งอุณหภมู ิสูงสดุ - ต่าสุดใหเ้ หมาะสมกับสงิ่ ท่ีจะวดั เพราะถา้ นาไปวัดอุณหภมู สิ งู เกินไป จะทาใหห้ ลอดแก้วแตก 3. ต้องให้กระเปาะเทอรม์ อมิเตอรจ์ ่มุ อยู่ในวสั ดุทต่ี ้องการวัดในบรเิ วณก่ึงกลาง ไม่คอ่ นไปด้านใดด้านหน่งึ และ สว่ นก้านเทอรม์ อมเิ ตอรต์ ง้ั ตรง 4. การอา่ นอุณหภูมิต้องใหส้ ายตาอยใู่ นระดบั เดียวกบั ของเหลวในเทอรม์ อมิเตอร์ การเกบ็ รักษา 1. ทาความสะอาดหลังจากการใชง้ าน 2. เชด็ ให้แห้งและเกบ็ เขา้ กลอ่ ง และเกบ็ ไวใ้ นบริเวณที่ปลอดภัย

ข้อควรระวัง 1. อย่าใช้เทอร์มอมิเตอร์คนของเหลว 2. ขณะต้มของเหลว ควรใชข้ าตงั้ ชว่ ยยึดเทอรม์ อมเิ ตอร์ให้ตัง้ ตรง 3. ไม่ควรนาเทอร์มอมิเตอรไ์ ปใช้ในท่ที ่ีมีอุณหภูมสิ ูงเกนิ 100 องศาเซลเซียส เนื่องจากเมื่อนา เทอรม์ อมเิ ตอรน์ ัน้ มาใช้ในอุณหภูมิท่เี ยน็ จะทาใหส้ ารในเทอรม์ อมิเตอรข์ าดเป็นช่วงๆ ได้ 23. ช้อนตกั สาร ใช้ในการทดลอง เปน็ อปุ กรณท์ ่ีใช้ตวงสารท่ีเปน็ ของแขง็ โดยประมาณเมอ่ื ตักสาร แตล่ ะครงั้ ต้อง ปาดปากช้อนเพยี งคร้งั เดยี ว โดยไม่กดสารในช้อนกอ่ นปาด วธิ ีการใช้ ค่อยๆ เปิดขวดสารแล้ว หงายจกุ วางไว้ ใช้ชอ้ นตักสาร แล้วใช้นวิ้ หรือกา้ นดนิ สอเคาะก้านช้อน เบาๆ เพอ่ื เทสารในช้อนออกตามปรมิ าณทต่ี ้องการ ถา้ เปน็ ชอ้ นที่มเี บอร์สาหรบั ตวงสารปรมิ าณต่างกัน ให้ตกั สารก่อนแลว้ จงึ ใชด้ ้ามช้อนอีกดา้ มหนง่ึ ปาดผวิ ให้เรยี บ โดยไมต่ อ้ งกดให้แนน่ จะไดส้ าร 1 ช้อนในปรมิ าณตาม เบอรน์ นั้ ๆ การเก็บรกั ษา o เมอ่ื ใช้ชอ้ นตักสารแล้วต้องทาความสะอาดช้อนให้แห้งก่อนที่จะใช้ช้อนตักสารชนดิ อนื่ o หา้ มใชช้ อ้ นตักสารในขณะทส่ี ารยังรอ้ น 3. ตะเกียงแอลกอฮอล์

บรรจุด้วยแอลกอฮอล์บริสทุ ธิ์ จะมคี วันหรือเขมา่ ในขณะทีจ่ ุดไฟน้อยมาก หากแอลกอฮอล์ไมบ่ รสิ ทุ ธิ์ จะให้เขมา่ มาก ทาใหต้ ะแกรงลวด และวสั ดทุ ใี่ หค้ วามรอ้ นสกปรก วิธีการใช้ 1. ก่อนใช้ต้องตรวจดูสภาพไสต้ ะเกียงและทย่ี ดึ ว่ามีสภาพพร้อมใชง้ าน ไม่แตกร้าว ความยาวไส้ตะเกยี ง เพียงพอได้ เชน่ ส่วนยดึ ไสต้ ะเกียง ไม่ร้าว หรือไม่แตก และปริมาณแอลกอฮอล์ในตะเกยี งมมี ากน้อยเพียงใด 2. เติมแอลกอฮอล์ประมาณครึ่งหนงึ่ ของตะเกียงและอยา่ ใหห้ กเลอะขอบตะเกียง เชด็ ให้แหง้ โดยใชก้ รวย และเตมิ ด้วยความระมัดระวังอย่าใหห้ ก เพราะเมื่อจดุ ตะเกียงแล้ว อาจทาให้ไฟไหม้ลกุ ลามได้ 3. ปรบั ไสต้ ะเกียงเพอ่ื ให้ได้ขนาดเปลวไฟตามที่ต้องการ 4. จุดตะเกียงโดยใช้ไม้ขีดไฟ อยา่ ใช้ตะเกียงไปตอ่ กบั ตะเกียงดวงอน่ื เพราะอาจทาให้แอลกอฮอล์ ในตะเกียงติดไฟ 5. เมอ่ื ใช้ตะเกียงแอลกอฮอล์เสร็จแล้วต้องดบั ตะเกยี งทนั ที โดยใช้ฝาครอบปิด หา้ มใช้ปากเป่าใหด้ ับ การครอบต้องครอบใหส้ นิททุกครง้ั เพอ่ื ป้องกันมใิ ห้แอลกอฮอล์ระเหย 6. ควรมีกระป๋องทรายไวท้ ้ิงก้านไม้ขีดที่จดุ ไฟแลว้ การเก็บรักษา ทาความสะอาดหลังใช้งาน ครอบฝาตะเกียงแล้วเกบ็ เข้าตู้ 4. หลอดฉีดยา เปน็ อปุ กรณ์วัดปริมาตร ของของเหลวอย่างงา่ ยท่ีไม่ต้องการความละเอียดมากนัก นิยมใชใ้ น โรงเรียนเน่อื งจากราคาถูก และหาซื้อไดง้ า่ ย ทาด้วยแก้วหรือพลาสติกมขี นาดตา่ งๆ กัน ท่ีใช้ใน โรงเรียน สว่ นมากมตี ง้ั แต่ขนาด 5 cm3 จนถึง 35 cm3 วิธีการใช้ 1. เลือกขนาดของหลอดฉีดยาใหเ้ หมาะสมกบั ปรมิ าตรที่ต้องการวดั ดงึ ก้านหลอดฉดี ยาขนึ้ และกดลง เพอื่ ให้ยางท่ีปลายกา้ นหลอดฉดี ยาเลือนได้คล่อง 2. กดกา้ นหลอดฉดี ยาจนสุดเพอื่ ไลอ่ ากาศออกให้หมด 3. จมุ่ ปลายหลอดฉดี ยาลงในของเหลว ค่อยๆ ดึงกา้ นหลอดฉดี ยาข้ึน ขณะท่ดี ูดสารละลายเข้าไปใน หลอดฉดี ยา ระวงั อยา่ ให้มฟี องอากาศถา้ มีต้องกดกา้ นหลอดฉีดยาลงไปจนสุดเพ่ือไลอ่ ากาศ แล้วคอ่ ยๆ

ดงึ ก้านหลอดฉีดยาให้ส่วนที่โคง้ ต่าสุดของลกู ยางตรงกบั ขีดปริมาตรท่ีต้องการ การเกบ็ รกั ษา หา้ มใช้หลอดฉีดยาที่ทาด้วยพลาสติกตวงสารอนินทรยี ์ เพราะจะทาให้พลาสติกละลาย เมอื่ เสร็จงานแลว้ ต้องล้างทาความสะอาด เชด็ ใหแ้ หง้ สนิท ทมี่ า : http://www.kksci.com/elreaning/sci/page/sci_1.htm

ใบกจิ กรรม เร่อื ง เลอื กเคร่ืองมือใหเ้ หมาะสมกบั งาน ตอนที่ 1 ฝึกทักษะการใช้อุปกรณ์ การหยดสาร อปุ กรณ์และ วิธกี ารทดลอง ภาพประกอบ สารเคมี 1. ใช้หลอดหยด หยดนา้ ลงไปใน - บีกเกอร์ หลมุ ของจานหลุม ให้เต็ม 1 (ใสน่ ้า) หลมุ - หลอดหยด - จานหลมุ 2. ถ้านักเรียนทาน้าลน้ ออกจาก หลมุ ดงั กล่าวให้เทนา้ ทัง้ หมดทิง้ การตกั สาร เช็ดใหแ้ ห้ง และหยดน้าลงใน http://being.diaryis.com/2008/08/29 หลมุ นน้ั ใหม่ 3. ฝกึ หยดน้าลงในหลมุ อน่ื ๆ ให้ครบ ทุกหลมุ โดยทุกหลมุ ต้องไม่มีนา้ ล้นออกมา อุปกรณแ์ ละ วิธีการทดลอง ภาพประกอบ สารเคมี 1. ใหน้ ักเรียนขีดเคร่ืองหมายบนขวด - ขวดพลาสตกิ ใส พลาสตกิ ใส เพ่ือบอกระดับปริมาณ - กระดาษสดี า - ช้อนตกั สาร สาร จากนั้นใหน้ าขวดพลาสติกใสไป - เกลือแกง วางไว้บนกระดาษสดี า 2. ใช้ชอ้ นตกั สาร ตักเกลือแกงใส่ขวด ท่ีมา : http://www.kksci.com/ พลาสติกใสจนถึงขดี เคร่ืองหมาย โดย elreaning/sci/page/sci_1.htm ตกั เกลือแกงให้พนู ช้อน แล้วใชท้ ีป่ าด สารปาดสว่ นทเ่ี กนิ ช้อนออก หาก นกั เรียนทาเกลือแกงหกลงบน กระดานสีดาให้นักเรียนเริม่ ต้นใหม่

การเขยา่ หลอดทดลอง อปุ กรณแ์ ละ วิธกี ารทดลอง ภาพประกอบ สารเคมี 1. ให้ขีดเคร่ืองหมายไว้ 2 แห่งบนหลอด ทีม่ า : - หลอดทดลอง ทดลอง แลว้ ใส่ผงคอปเปอร์(II)ซัลเฟ www.fisheries.go.th/ch- - ทว่ี างหลอด ตลงในหลอดทดลองจนถึงขดี ทดลอง เครือ่ งหมายท่ี 1 (ขีดล่าง) chan - ชอ้ นตักสาร - หลอดหยด 2. เทกรดแอซีติกลงในหลอดทดลอง - กรดแอซีตกิ จนถึงขีดเคร่อื งหมายท่ี 2 (ขีดบน) (นา้ ส้มสายชู) 3. เขยา่ หลอดทดลองเบาๆ เพ่ือผสมคอป - คอปเปอร์ เปอร์(II)ซลั เฟต และกรดแอซีติกใหเ้ ขา้ (II)ซลั เฟต กนั โดยระวงั ไม่ให้สารเคมี ล้นออกมา จากการทดลอง 4. สงั เกตผล ตอนท่ี 2 : ให้นักเรียนตอบคาถามจากการทากิจกรรม พร้อมกบั เตมิ คาลงในชอ่ งวา่ งให้สมบรู ณ์ 1. หามวลของลวดหนบี กระดาษ 1 ตัว เครอ่ื งมือที่ใช้ คอื ..............เคร่ืองชง่ั แบบดจิ ิตอล/เครื่องชงั่ สปริงแบบละเอียด................. อธบิ ายวิธีการหาคาตอบ ..……ครูพจิ ารณาตามความเปน็ จริง…………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. หามวลของน้า 50 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร เครอื่ งมอื ท่ีใช้ คอื .........เครื่องช่ังแบบดจิ ติ อล/เครอ่ื งชง่ั สปริงแบบละเอยี ด........................... อธบิ ายวธิ กี ารหาคาตอบ ..……ครูพจิ ารณาตามความเป็นจริง…………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. หาปริมาตรของนา้ 1 หยด เคร่อื งมือท่ีใช้ คือ .........กระบอกตวง..................................................................... อธิบายวิธกี ารหาคาตอบ ..…………………………………………………………………………………… อธบิ ายวธิ ีการหาคาตอบ ..……ครูพจิ ารณาตามความเป็นจริง…………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

5. หาเวลาทีใ่ ช้ในการแกว่งลูกตุ้ม 1 ครัง้ เครื่องมือที่ใช้ คอื ...........นาฬกิ าจบั เวลา................................................................... อธิบายวิธกี ารหาคาตอบ ..……ครพู จิ ารณาตามความเป็นจรงิ …………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ใบกิจกรรม เรื่อง การแปลงหน่วยอุณหภมู ิ อุณหภูมิ (Temperature) คือ คุณสมบัตทิ างกายภาพของระบบ โดยจะใชเ้ พื่อแสดงถงึ ระดบั พลงั งาน ความร้อน เปน็ การแทนความรสู้ กึ ทั่วไปของคาว่า \"รอ้ น\" และ \"เยน็ \" โดยสง่ิ ทีม่ ีอณุ หภูมสิ ูงกว่าจะถูกกล่าว ว่ารอ้ นกว่า หนว่ ย SI ของอุณหภูมิ คือ เคลวิน มาตราวดั อณุ หภูมิ มาตรฐานวดั หลัก ไดแ้ ก่ โดยมีสมการการแปลงหน่วยอุณหภมู ิดงั นี้ ,, องศาฟาเรนไฮต์ ในปี ค.ศ.1714 กาเบรียล ฟาเรนไฮต์ (Gabrial Fahrenheit) นกั ฟิสิกสช์ าวเยอรมัน ไดป้ ระดิษฐ์เทอร์โมมิเตอร์ซ่ึงบรรจุปรอทไว้ในหลอดแก้ว เขาพยายามทาให้ปรอทลดต่าสดุ (0 F) โดยใช้ น้าแข็งและเกลือผสมน้า เขาพจิ ารณาจุดหลอมละลายของนา้ แขง็ เท่ากับ 32 F และจุดเดอื ดของนา้ เทา่ กบั 212 F องศาเซลเซียส ในปี ค.ศ.1742 แอนเดอส์ เซลเซยี ส (Anders Celsius) นกั ดาราศาสตร์ชาวสวีเดน ไดอ้ อกแบบสเกลเทอร์โมมเิ ตอร์ให้อ่านไดง้ ่ายขน้ึ โดยมจี ดุ หลอมละลายของน้าแข็งเท่ากับ 0 C และ จดุ เดือดของนา้ เทา่ กบั 100 C เคลวนิ (องศาสัมบรู ณ)์ ตอ่ มาในครสิ ศตวรรษท่ี 19 ลอร์ด เคลวนิ (Lord Kelvin) นกั ฟสิ ิกส์ ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งความรอ้ นและอุณหภูมวิ า่ ณ อุณหภมู ิ -273 C อะตอมของสสารจะไม่มีการ เคล่อื นท่ี และจะไม่มสี ่ิงใดหนาวเย็นไปกวา่ นไ้ี ด้อีก เขาจึงกาหนดให้ 0 K = -273 C (ไม่ต้องใช้เครอื่ งหมาย \" \" กากบั หนา้ อักษร K สเกลองศาสมั บรู ณ์หรอื เคลวิน เชน่ เดียวกบั องศาเซลเซียสทุกประการ เพียงแต่ +273 เข้าไป เมือ่ ต้องการเปลี่ยนเคลวินเปน็ เซลเซยี ส

ตัวอย่าง : อณุ หภูมขิ องร่างกายมนุษย์ 98.6 F คดิ เปน็ องศาเซลเซียส และเคลวนิ ไดเ้ ท่าไร วิธที า แปลงเปน็ องศาเซลเซยี ส C = (F -32) / 1.8 C = (98.6 -32) / 1.8 C = 37 C แปลงเป็นองศาสัมบรู ณ์ K = C + 273 K = 37 + 273 K = 310 K 1.ถ้าวัดอุณหภูมิของหลินปงิ ได้ 40 องศาเซลเซยี ส จะมีคา่ กี่องศา F,K,R วธิ ที า ............................................................................................................................. ............................................. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………............................................................................................................................. ......................... แนวตอบ สูตรการเปลีย่ นแปลงอณุ หภูมิ ทงั้ 4 หน่วย °C/5 = °R/4 = (°F - 32)/9 = (K-273.15)/5 1. 40 เซลเซยี ส - เปลยี่ นเป็นองศา °F วธิ ีทา °C/5 = (°F-32)/9 40/5 = (°F-32)/9 °F = (360/5) + 32 = 104 องศาฟาเรนไฮน์ -เปลย่ี นเป็นองศา K วิธีทา °C/5 = (K-273.15)/5 40/5 = (K-273.15)/5 K = 40+273.15 = 313.15 เคลวิน -เปลย่ี นเปน็ องศา °R วธิ ีทา °C/5 = R/4 40/5 = R/4 °R = 8 x 4 = 32 องศาโรเมอร์

2. นา้ บีกเกอร์ ก. มีอุณหภมู ิ 40 องศาเซลเซยี ส นา้ บีกเกอร์ ข. มีอณุ หภมู ิ 20 องศาเซลเซยี ส อุณหภมู ขิ องน้า ในบีกเกอร์ทัง้ สองต่างกันกี่อาศาฟาเรนไฮต์ วิธที า ............................................................................................................................. ............................................. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………...................................................................................................................................................... แนวตอบ เปลยี่ น 20 องศา C เป็นองศา F วิธที า °C/5 = (°F-32)/9 20/5 = (°F-32)/9 °F = (4x9) + 32 = 68 องศาฟาเรนไฮน์ 3.ใหน้ ักเรยี นเตมิ อณุ หภมู ิลงในช่องวา่ งใหถ้ ูกต้องตามหนว่ ยทีก่ าหนด เซลเซียส เคลวนิ ฟาเรนไฮต์ โรเมอร์ 40 313 104 12.5 10 77 350 4.ให้นกั เรียนบอกหนว่ ยการวัดอุณหภมู ิ จุดเยอื กแข็ง และจุดเดือดใหถ้ ูกตอ้ ง หน่วยวัด เซลเซยี ส เคลวิน ฟาเรนไฮต์ โรเมอร์ จุดเยือกแข็ง 0 32 จดุ เดือด 373 80

บทความ เรื่อง ความรู้วิทยาศาสตรท์ เ่ี ปลี่ยนแปลงไป อรสิ โตเตลิ ARISTOTLE เกดิ เมื่อ: ประมาณ 384 หรอื 383 ปีกอ่ นครสิ ตกาล ตายเม่อื : ประมาณ 322 ปกี อ่ นครสิ ตกาล อริสโตเติลนักปราชญ์ชาวกรีก ทาการศกึ ษาและค้นคว้าทาให้เขาเป็นผรู้ อบรูส้ รรพวชิ าและได้เขยี น หนังสอื ไว้มากมายประมาณ 400 - 1000 เลม่ ซึง่ งานตา่ ง ๆ ทีไ่ ดเ้ ขยี นขน้ึ มาน้ันไดม้ ีอิทธิพลต่อความเชือ่ ใน ศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลาง คาสอนที่น่าสนใจของอริสโตเตลิ ไดแ้ ก่ ความเชอื่ ท่วี า่ โลกเรานี้ ประกอบดว้ ยธาตุตา่ งๆ 4 ธาตุ ได้แก่ ดิน นา้ ลม และไฟ ในเรอ่ื งเกี่ยวกบั จกั รวาลอรสิ โตเติลเข้าใจว่า โลกเรา เปน็ ศูนย์กลางของจักรวาลโดยมดี วงดาวตา่ ง ๆ รวมท้ังดวงอาทิตยโ์ คจรรอบ ๆ สวรรคน์ นั้ อย่นู อกอวกาศ โลกอยู่ด้านล่างลงมา นา้ อยู่บนพ้ืนโลก ลมอยเู่ หนือน้า และไฟอย่เู หนือลมอีกทหี น่งึ ธาตุตา่ ง ๆ ของโลกจะ เปลย่ี นแปลงเสมอ แตท่ วา่ ธาตทุ ี่ประกอบเป็นสวรรค์นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงจะมรี ูปรา่ งเช่นนนั้ ตลอดไป ซง่ึ คาสอนต่อมาในปี ค.ศ. 1609 โจฮันน์ เคปเลอร์ (Johann Kepler) ได้ตง้ั กฏของเคปเลอร์ ซึ่งเปน็ การประกาศ ว่าโลกเราโคจรรอบดวงอาทิตยเ์ ปน็ วงรีเป็นการลบล้างความเชื่อเก่ียวกบั จักรวาลของอริสโตเตลิ และในอกี เร่ือง ท่ีน่าสนใจไม่แพ้กนั คือ กรณขี องวตั ถสุ องอยา่ งที่มีน้าหนกั ไม่เทา่ กัน จะตกลงถึงพ้ืนไม่พร้อมกนั ตามหลักของ อรสิ โตเตลิ ซ่ึงกาลเิ ลโอ (Galileo) ไดท้ าการพสิ จู น์ตอ่ หน้าสาธารณชนทห่ี อเอนแหง่ ปิซาวา่ เป็นคาสอนที่ ไม่จริงในปี ค.ศ. 1600 แต่อย่างไรกต็ าม ทฤษฏขี องอรสิ โตเติลทางด้านชีววทิ ยานน้ั เปน็ ท่ยี กยอ่ งกนั มาก เพราะเขาได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับชวี ติ ของสตั ว์ต่าง ๆ เชน่ ปลา และพวกสตั วเ์ ล้ือยคลานและได้ทาการบันทึก ไว้อย่างละเอียดมาก เขาได้แบ่งสัตวอ์ อกเปน็ 2 พวกใหญ่ คือ พวกมีกระดูกสนั หลงั (Vertebrates) และ พวกไมม่ ีกระดูกสนั หลงั (Invertebrates) นบั วา่ อรสิ โตเตลิ เปน็ ผ้บู กุ เบกิ ความรู้ทางดา้ นน้จี นไดร้ ับการยกยอ่ ง ว่าเป็นนักธรรมชาติวทิ ยาคนแรกของโลก ท่ีมา : http://thaiastro.nectec.or.th/person/aristotl.html

นโิ คลสั โคเปอรน์ ิคสั : Nicolaus Copernicus เกดิ วนั ที่ 19 กุมภาพนั ธ์ ค.ศ. 1473 ท่ีเมืองตูรนั (Torun) ประเทศโปแลนด์ (Poland) เสียชวี ติ วนั ท่ี 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1543 ท่ีเมืองฟรอนบรู ์ก (Frauenburg) ประเทศ โปแลนด์ (Poland) โคเปอร์นคิ สั เป็นนกั ดาราศาสตรช์ าวโปแลนดท์ ่ีอาจจะมชี ่อื เสยี งไม่โดง่ ดงั เท่ากับนักดาราศาสตร์ อย่างกาลเิ ลโอแตผ่ ลงานและทฤษฎีต่าง ๆ ของเขา เช่นดวงอาทิตย์เปน็ ศนู ยก์ ลางของสุริยจักรวาล โลกหมุน รอบดวงอาทติ ยแ์ ละหมนุ รอบตัวเอง เปน็ ตน้ ล้วนแลว้ แตเ่ ป็นทฤษฎที ี่ถูกต้องและบกุ เบิกแนวทางให้กบั นักดาราศาสตรร์ ุน่ ต่อมาอยา่ งกาลเิ ลโอ และก็ถือไดว้ า่ โคเปอรน์ คิ สั เปน็ นักดาราศาสตร์คนแรกท่สี ามารถ พิสูจน์ได้ว่า ดวงอาทิตย์เปน็ ศูนย์กลางของสรุ ิยะจักรวาลและโลกมีสัณฐานเป็นทรงกลม นอกจากน้ี เขายัง ไดต้ ง้ั ทฤษฎเี พื่ออธบิ ายเกย่ี วกับฤดูกาล กลางวันและกลางคืนไดอ้ ยา่ งถูกต้องเกย่ี วกบั ดาราศาสตร์ โคเปอร์ นิคสั ถอื ได้วา่ เป็นผทู้ ม่ี ีความรูค้ วามสามารถในหลายสาขาวิชา ท้ังกฎหมาย แพทย์ ปรัชญา ศาสนา ภาษาละตินและดาราศาสตร์ ในระยะแรกของโคเปอร์นคิ ัส สว่ นใหญจ่ ะเป็นการนาทฤษฎีท่ี ว่าด้วยเรอื่ ง ศูนย์กลางของ สรุ ยิ จกั รวาลของนักปราชญ์ในอดตี มาศกึ ษา โดยเร่ิมตั้งแตท่ ฤษฎีของอาคีสทาร์คสั (Akistarchus) ท่ีกล่าวว่า \"ดวงอาทิตย์เป็นศูนยก์ ลางของสรุ ยิ จักรวาล\" ทฤษฎขี องปโตเลมี (Ptolemy) ท่กี ลา่ วว่า \"โลกเปน็ ศูนย์กลาง ของ สรุ ยิ จักรวาล\" ซ่ึงมอี ารสิ โตเตลิ นกั ปราชญเ์ อก เปน็ ผ้สู นับสนุนทฤษฎขี องปโตเลมี โดยอารสิ โตเตลิ กลา่ วว่า \"โลกอยกู่ บั ทีไ่ ม่ไดห้ มนุ ส่วนดวงอาทติ ยน์ น้ั โคจรรอบโลก\" รวมถึงทฤษฎีของปีทาโกรสั (Pythagoras) กส็ นบั สนุนทฤษฎนี ้ีเช่นกนั โดยกลา่ วว่า \"โลกดวงอาทิตย์และดวงดาวต่าง ๆ โคจรรอบดวง ไฟดวงใหญ่ ทฤษฎีเกยี่ วกบั สุริยจักรวาลทั้งหมดนี้ โคเปอร์นคิ สั เชื่อถือเพียงทฤษฎีของอาคีสทาร์คัสเทา่ น้นั เขาจงึ เริ่มการคน้ ควา้ และหาข้อพิสูจน์ทฤษฎีเหลา่ น้ี แต่เนอื่ งจากในสมยั นัน้ ขาดแคลนอปุ กรณท์ างดารา ศาสตร์ โคเปอร์นิคัสจงึ ใช้วธิ เี จาะชอ่ งบนฝาผนงั เพอ่ื ให้แสงสวา่ งผ่านเข้ามาแล้วเฝ้าสงั เกตการเดินทางของ โลกผ่านทางชอ่ งนี้เองซง่ึ เขาพบว่าแสงสว่างจะเดินทางผา่ นชอ่ งหนึง่ ๆ ในทกุ ๆ 24 ช่วั โมง ซึ่งหมายถึงการท่ี โลกหมุนรอบตัวเอง นอกจากนเ้ี ขาได้กาหนดเสน้ เมอรร์ ิเดียนเพ่ือใชเ้ ป็นหลักการคานวณทางดาราศาสตร์อีก ด้วย ในทส่ี ุดเขาก็สามารถสรุปหาข้อเทจ็ จริงไดว้ า่ ทฤษฎีของอารค์ ีสทารค์ สั ท่เี ขาเช่ือถือน่ันถูกต้องที่สดุ คือ ดวงอาทติ ยเ์ ปน็ ศูนยก์ ลางของสุริยะจักรวาล โลกและดาวเคราะหอ์ ื่น ๆ ต้องหมุนรอบดวงอาทติ ย์ http://siweb.dss.go.th/Scientist/scientist/Nicolaus%20Copernicus.html

ดาวเคราะหแ์ คระ ในปัจจบุ นั เทคโนโลยีของกล้องโทรทรรศน์ก้าวหน้ามาก มีการสร้างกลอ้ งโทรทรรศนข์ นาดใหญ่บน พนื้ โลก และสง่ กล้องโทรทรรศน์ขน้ึ ไปอยใู่ นอวกาศเพ่ือให้ได้ภาพชัดไม่มอี ุปสรรคจาก อากาศ นอกจากนนั้ ยงั มกี ารสร้างกลอ้ งโทรทรรศน์อินฟราเรดซึ่งสามารถตรวจจบั วัตถขุ นาด เล็กทม่ี ีอุณหภมู ิตา่ จงึ ทาให้มีการ คน้ พบวตั ถุในแถบคอยเปอร์ที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพลูโตเปน็ จานวนมากอาทิเช่นซีนา เอรสิ เซดนา วารนู า เป็นต้น ซึ่งถา้ หากเราจะนับวัตถุพวกนเ้ี ปน็ ดาวเคราะหด์ ว้ ยระบบสุริยะของเราจะมดี าวเคราะหห์ ลาย สบิ ดวง ดังน้นั ในปี พ.ศ.2549 สมาพันธด์ าราศาสตรส์ ากล (International Astronomical Union) จึงประกาศ นิยามใหมข่ องดาวเคราะห์และวัตถทุ ่เี กี่ยวข้อง ดังน้ี 1. ดาวเคราะห์ (Planet) หมายถึง เทห์วตั ถุทีม่ สี มบตั ิตอ่ ไปนี้ -โคจรรอบดวงอาทติ ย์ -มมี วลมากพอที่จะแรงโน้มถ่วงของดาวสามารถเอาชนะความแขง็ ของเน้ือดาว ส่งผลใหด้ าวอยใู่ น สภาวะสมดลุ ไฮโดรสแตติก (hydrostatic equilibrium) เช่น ทรงกลม หรือเกอื บกลม -สามารถกวาดวัตถใุ นบริเวณขา้ งเคยี งไปได้ 2. ดาวเคราะหแ์ คระ (Dwarf Planet) หมายถึง เทห์วตั ถทุ ีม่ สี มบตั ิดังต่อไปนค้ี รบถ้วน -โคจรรอบดวงอาทติ ย์ -มีมวลมากพอทจ่ี ะแรงโนม้ ถว่ งของดาวสามารถเอาชนะความแข็งของเนื้อดาว ส่งผลให้ดาวอยู่ใน สภาวะสมดลุ ไฮโดรสแตติก (hydrostatic equilibrium) เชน่ ทรงกลม หรือเกือบกลม -ไม่สามารถกวาดวัตถใุ นบรเิ วณข้างเคียงไปได้ -ไม่ใช่ดวงจนั ทร์บริวารของดาวเคราะห์ 3. วตั ถุขนาดเล็กในระบบสุรยิ ะ (Small Solar-System Bodies) หมายถงึ เทห์วตั ถอุ ่ืนๆ นอกเหนือจากทก่ี ลา่ วไปแล้ว ภาพท่ี 1 ดาวเคราะห์แคระที่พบในแถบคอยเปอร์ (ทม่ี า: NASA, JPL) ตง้ั แต่นัน้ เปน็ ตน้ มา ดาวพลูโตถูกลด ระดับให้เป็นดาวเคราะห์แคระ เนอ่ื งจากมวี งโคจรเปน็ รปู วงรี บางส่วน ซอ้ นทบั วงโคจรของดาวเนปจูน ส่วนดาวเคราะห์นอ้ ยท่ีใหญ่ทส่ี ุดคือดาวซีรสี ถกู ยกระดบั ใหเ้ ปน็

ดาวเคราะห์ แคระ เพราะมีขนาดคอ่ นขา้ งใหญ่ และมรี ูปร่างทรงกลมดังภาพท่ี 2 ภาพท่ี 2 เปรียบเทียบขนาดของดาวเคราะหแ์ คระกบั โลกและดวงจนั ทร์ (ที่มา: NASA, JPL) หาก พจิ ารณาดูจะพบว่า ดาวเคราะห์แคระตามนิยามใหม่น้ันมี 2 ประเภท คือ ดาวเคราะห์แคระท่ีเป็น ดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ เชน่ ซรี ีส เวสตา พัลลาส มวี งโคจรอยใู่ นแถบเข็มขัดดาวเคราะห์น้อยระหวา่ งวง โคจรของดาวองั คารและดาว พฤหสั บดี และดาวเคราะหแ์ คระที่เป็นวตั ถุไคเปอร์ซง่ึ ถูกเพ่ิงคน้ พบใหมม่ ขี นาด ใกลเ้ คียง กบั ดาวพลูโต และมีวงโคจรถดั จากดาวเนปจูนออกไป ดังภาพที่ 3 ภาพที่ 3 วงโคจรของดาวเอริส (2003UB313) เปรียบเทียบกบั ดาวพลโู ต ใบกจิ กรรม เร่ือง ลอยหรือจม ตอนท่ี 1 จมจรงิ หรอื 1. นาภาชนะพลาสติกใส ใส่นา้ คอ่ นภาชนะ ใสไ่ ขใ่ หม่แช่นา้ ลงในภาชนะสงั เกตและบันทึกผล 2. นาไขอ่ อกจากน้าแลว้ ค่อยเตมิ เกลอื ป่นลงในน้า และเติมเกลือไปเรอ่ื ย ๆ คนใหล้ ะลายจนนา้ เกลือ อิ่มตัว (นัน่ คือเกลือไมล่ ะลายอกี ต่อไปแลว้ )

3. ใส่ไข่ใบเดิมลงในน้าเกลือในข้อ (2) สังเกตผลและเปรยี บเทยี บกบั ข้อ (1) วัสดุ/อุปกรณ์ 1. ไขใ่ หม่ 1 ฟอง 2. แกว้ นา้ หรือบีกเกอร์ 1 ใบ 3. เกลอื แกง 4. แท่งแกว้ 5. ชอ้ นตักสาร แนวทางการเขยี นรายงาน คาถามกอ่ นการทดลอง ปริมาณเกลือมผี ลต่อการจม การลอยของไข่หรือไม่ อย่างไร สมมติฐาน ไดแ้ ก่ การทดลอง ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ตวั แปรควบคุม ไดแ้ ก่ 5. อปุ กรณ์ 6. วธิ กี ารทดลอง 6.1 นาบกี เกอรข์ นาด 250 ml. ใส่น้าใหไ้ ดป้ รมิ าตร 150 ml. ใส่ไขไ่ กล่ งในนา้ สังเกต และบนั ทกึ ผล 6.2 ใช้ช้อนตักสาร ตกั เกลือเติมลงในน้าทมี่ ีไข่ 5 ช้อน คนให้ละลาย สังเกต และบนั ทึกผล 6.3 เตมิ เกลอื ลงในบกี เกอร์ดงั กล่าวอกี 10 ช้อน คนให้เกลอื ละลาย สังเกต และบนั ทึกผล 6.4 เติมเกลือลงในบีกเกอร์ดังกล่าวอกี 15 ชอ้ น คนให้เกลอื ละลาย สังเกต และบันทึกผล ตวั อยา่ งตารางบันทกึ ผลการทดลอง การทดลอง บันทึกผลการทดลอง ไข่ในน้าบรสิ ทุ ธิ์ ไขใ่ นน้าซ่ึงเตมิ เกลือ 5 ช้อน

ไข่ในนา้ ซ่ึงเติมเกลอื 10 ชอ้ น ไขใ่ นน้าซง่ึ เติมเกลอื 15 ช้อน สรปุ ผลการทดลอง อภิปรายผลการทดลอง หากเปลย่ี นตวั ละลายจากเกลอื เป็ นตวั ละลายอน่ื ๆ เช่น นา้ ตาล ผงชรู ส เป็ นต้น นกั เรียนคดิ วา่ จะมผี ลตอ่ การจม การลอยของไขห่ รือไม่ อยา่ งไร ตอนท่ี 2 ลอยจรงิ หรือ 1. หาขวดพลาสตกิ ใส เชน่ ขวดน้าหรือขวดน้าอัดลมขนาดใหญ่ใส่น้าเกือบเต็มขวด 2. ใสห่ ลอดหยดยาหรือปลอกปากกาลูกลน่ื พลาสตกิ เจาะรเู ลก็ ๆ ตรงปลายท่ีเสยี บปากกาแล้วหา ลวดหนีบกระดาษคล้องไว้หรือป้นั ดนิ น้ามันกอ้ นเล็ก ๆ ถว่ งไว้ 3. ใส่หลอดหยดยาหรือปลอกปากกาในข้อ (2) ลงในขวดข้อ (1) ปดิ ฝาขวดให้แนน่ สงั เกตปลอก ปากกาลอยหรอื จม 4. เม่ือสงั เกตผลจนแนใ่ จแล้วคอ่ ย ๆ ใช้มอื ท้งั สองข้างบีบที่ขา้ งขวดสังเกตการเปลยี่ นแปลงขณะ บีบขวด คาถาม/ปญั หากอ่ นการทดลอง การบีบขวดมผี ลต่อการลอยหรอื จมของหลอดหยดยาหรอื ปลอกปากกาลกู ลนื่ หรือไม่ อย่างไร สมมติฐาน ไดแ้ ก่ การทดลอง ตวั แปรต้น

ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ตวั แปรควบคมุ ได้แก่ 7. อปุ กรณ์ 8. วิธกี ารทดลอง 4.1 ใส่นา้ ลงในขวดนา้ พลาสติกหรือขวดน้าอดั ลมขนาดใหญ่ใส่น้าเกือบเต็มขวด 4.2 ใสห่ ลอดหยดยาหรอื ปลอกปากกาลูกล่นื พลาสตกิ เจาะรเู ล็ก ๆ ตรงปลายทเี่ สยี บปากกาแล้วหา ลวดหนบี กระดาษคลอ้ งไวห้ รือปัน้ ดินนา้ มันกอ้ นเล็ก ๆ ถว่ งไว้ 4.3 ใส่หลอดหยดยาหรือปลอกปากกาในข้อ (2) ลงในขวดข้อ (1) ปดิ ฝาขวดให้แนน่ สังเกตปลอก ปากกาลอยหรือจม 4.4 ใชม้ ือท้งั สองข้างบบี ที่ข้างขวดสังเกตการเปลยี่ นแปลงขณะบีบขวด ตัวอยา่ งตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง การทดลอง บนั ทกึ ผลการทดลอง ปลอกปากกาขณะท่ีไมบ่ ีบขวด ปลอกปากกาขณะบบี ขวด สรปุ ผลการทดลอง อภปิ รายผลการทดลอง

ใบกิจกรรม 2 เร่ือง ทะเลสาบเดดซี http://worldexteen.blogspot.com/2012/10/blog-post_24.html น้าเคม็ ท่ีมีความเขม้ ขน้ ของเกลือสงู มาก อยรู่ ะหว่างเขตจอร์แดนและอิสราเอล ระดับนา้ อย่ตู า่ ทีส่ ุดใน บรรดาทะเลท้ังหลาย กล่าวคือตา่ กวา่ ระดบั นา้ ทะเลปานกลางลงไปอีกประมาณ 400 เมตร ตอนเหนือเปน็ ของ จอรแ์ ดน ตอนใตแ้ บง่ เปน็ ของจอร์แดนและอิสราเอลและมกี ารนาเเร่ธาตทุ ีห่ ลากหลายชนิด นาไปใช้ ในการ ทดลองทางวิทยาศาสตร์ เเละเปน็ สถานท่ี ท่องเทยี่ ว สาหรบั ผทู้ เี่ ดินทางเท่ียวชมทั้งในและนอกประเทศ ทะเลสาบเดดซี เป็นสถานทที่ ่องเทยี่ วทด่ี ึงดูดผ้คู นจานวนมาก ท่เี ขา้ มาชม ความมหัศจรรย์ของการลอยในน้า เเลว้ ไมจ่ ม เหมือนกับทะเลสถานทีอ่ ่นื ๆ ทวั่ โลก สงิ่ ทม่ี หศั จรรย์ ในสถานทีเ่ เห่งน้ีคือ การลอยอยู่บนผวิ น้า ในทะเลสาบเดดซสี าเหตุทท่ี าเราไม่จมใน ทะเลสาบเดดซี กเ็ ป็นเพราะน้าในทะเลซ่ึงมเี กลือละลาย อยู่ในน้ามากถึง 25% ทาใหน้ ้าในทะเลเดดซี มีความ หนาแนน่ มากเป็นพเิ ศษ คนทลี่ งไปเล่นนา้ ในทะเลสาบแหง่ นี้จะไม่มวี นั จมนา้ ไม่วา่ จะตวั เราจะอว้ น หรือหนกั ขนาดไหนกย็ งั ความหนแนน่ น้อยกว่าน้าของทะเลสาบอยดู่ ี ขณะท่ีทะเลสาบในที่อน่ื ๆ ทะเลสาบแหง่ นี้ เป็นทะเลที่เคม็ ท่ีสดุ ในโลก คนชาวอาหรบั จะเรียกทะเลสาบเดดซีกนั ว่า \"อลั บาหร์ ัล ไมยติ ” ซงึ่ มหี มายความว่า ทะเลแหง่ ความตายเช่นเดยี วกับภาษาอังกฤษ ขณะท่ี ภาษาฮบี รูเรยี กทะเลสาบน้ี วา่ \"ยมั ฮาเมละฮ์\" ซ่ึงหมายความวา่ \"ทะเลเกลือ\" ทะเลสาบเดดซี เปน็ ทะเลสาบท่มี ีความเค็มทสี่ ุดในโลกเลยก็วา่ ได้ เคม็ กว่าทะเลอืน่ ๆถงึ 4 เทา่ มีความยาว 76 กโิ ลเมตร กวา้ งถงึ 18 กโิ ลเมตร

คาชแี้ จง : ให้นกั เรยี นตอบคาถามต่อไปน้ี 1. เพราะเหตุใดทะเลสาบเดดซี จงึ มคี วามหนาแน่นมากกว่าทะเลปกติ แนวตอบ เพราะทะเลสาบเดดซี ตงั้ อยูใ่ นพน้ื ท่ีทะเลทรายซ่ึงมีปริมาณน้าฝนตกลงในพื้นท่ีเพยี งเลก็ น้อยใน แต่ละปี และมีอากาศร้อนจัด จากอากาศทรี่ ้อนจดั และมีฝนตกนอ้ ยนเี้ องท่ีทา้ ให้ระดับน้าจากทะเลสาบ เดดซีค่อยๆระเหิดระเหยแหง้ ขอดลงทุกปี ส่งผลให้ความเข้มข้นในทะเลสาบดงั กลา่ วเพิม่ สูงขนึ้ นอกจากน้ี นา้ ทีไ่ หลมาจากแมน่ ้าจอร์แดนก็อดุ มไปดว้ ยแรธ่ าตุต่างๆ เชน่ โซเดียมและแมกนีเซียม เม่อื ไหลลงมาท้า ปฏิกริ ยิ ากบั น้าพุร้อนในทะเลสาบเดดซี จึงเปน็ ปจั จยั เก้ือหนนุ ต่อความเค็มของทะเลแห่งนี้ 2. นกั เรยี นจงอธบิ ายเปรียบเทียบความหนาแน่นของวตั ถุ A B และ C กับน้า จากรูปดังกล่าว A C B แนวตอบ วัตถุ A มคี วามหนาแนน่ มากกวา่ น้า จงึ สามารถลอยอยูบ่ นผิวน้าได้ วตั ถุ B มีความหนาแน่นนอ้ ยกวา่ น้า จึงจมน้า วตั ถุ C มีความหนาแน่นเท่าๆ กับน้า จึงสามารถลอยอยู่ในนา้ แตไ่ มจ่ มลงไปถงึ กน้ ภาชนะ 3. ปจั จัยสาคัญที่มผี ลตอ่ การลอย การจมของวัตถุใดๆ ในน้า คืออะไร จงอธิบาย ปจั จยั ส้าคญั ทม่ี ผี ลต่อการลอย การจม ของวัตถุใดๆ ในน้า คอื ความหนาแน่นของวตั ถุนั้นๆ เมือ่ เทยี บกับน้า โดยหากวตั ถนุ ้ันมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้า วัตถจุ ะลอยน้า แตห่ ากวตั ถุมคี วาม หนาแน่นมากกว่านา้ กจ็ ะจมนา้ ซ่ึงความหนาแน่นของส่ิงใดๆ กต็ าม สามารถค้านวณหาได้โดยน้า มวลหารดว้ ยปริมาตร ใบความรู้ เรอื่ ง ความหนาแนน่ ความหนาแนน่ (Density) ของสารใด ๆ หมายถงึ อตั ราสว่ นระหวา่ งมวล (Mass) ตอ่ ปริมาตร (Volume) ของสารน้นั มวล ( Mass ) แทนสัญลกั ษณ์ดว้ ย m เปน็ ปริมาณเน้ือสารทีม่ ีอยูจ่ ริง และมวลของวัตถุจะมคี ่าคงท่ี เสมอ มวลมหี นว่ ยได้หลายหน่วย เช่น กรัม (g.) , หรอื กโิ ลกรมั (Kg.) การหามวลทาได้โดยการช่ัง

ปรมิ าตร ( Volume ) แทนดว้ ย V ปริมาตรของวตั ถุใดๆ สามารถวัดไดโ้ ดยใช้กระบอกตวง (กรณี ทเ่ี ป็นของเหลว) และใช้การแทนทนี่ ้า (กรณีทเ่ี ป็นของแข็ง) ความหนาแนน่ ของสารใดๆ ( Density ) คอื มวล (Mass : m) ของสารนน้ั ตอ่ หน่ึงหน่วยปรมิ าตร (Volume : V) ดังน้ัน หน่วยของความหนาแน่นจงึ มีหนว่ ยเป็นหนว่ ยของมวลต่อปริมาตร คือ เปน็ กโิ ลกรัม ตอ่ ลูกบาศก์เมตร (Kg./m.3) ในระบบเอสไอ หรือเป็นกรมั ต่อลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร (g./cm.3) ก็ได้ เขยี นเป็นสตู รไดว้ ่า D= m v D ( Density ) = ความหนาแน่นของสาร หนว่ ยเปน็ กรัมต่อลกู บาศกเ์ ซนติเมตร (g./cm.3) หรือ กิโลกรมั ตอ่ ลูกบาศกเ์ มตร (kg./m.3) m ( mass ) = มวลสาร หน่วยเป็นกรัม (g.) หรอื กโิ ลกรัม (kg.) V (Volume) = ปรมิ าตร หนว่ ยเปน็ ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร (cm.3) หรอื ลูกบาศกเ์ มตร (m.3) ขอ้ ควรจา 1. ความหนาแนน่ ของน้า ( D น้า ) = 1 kg./cm.3 หรอื 1,000 g./m.3 2. สารชนิดเดียวกนั ไมว่ า่ จะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่กต็ าม ความหนาแน่นของสารน้นั จะมี ค่าคงท่ีเสมอ บทความ เร่อื ง ผลกระทบของความก้าวหน้าทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีทมี่ ตี อ่ สงั คม ในชว่ งที่ผา่ นทผ่ี ่านมาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไดม้ ีบทบาททส่ี าคญั ต่อสงั คมเป็นอย่างมาก ในขณะทสี่ ังคมได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึน้ เพ่ือใหเ้ ทคโนโลยไี ดก้ ลับมาพฒั นาสังคม โดยทาใหส้ ังคมโลกทมี่ ี ความเรียบง่ายกลบั กลายเปน็ สงั คมท่ซี บั ซอ้ น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนามาซึ่งความทา้ ทายต่อการ เปล่ียนแปลงดา้ นเศรษฐกจิ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ของแตล่ ะประเทศ เชน่ เทคโนโลยเี ปล่ียนสังคม เกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมและสงั คมเทคโนโลยสี ารสนเทศ เทคโนโลยีทาให้เกิดการไร้พรมแดนของ ขอ้ มูลขา่ วสาร โลกใบนี้จงึ เล็กลง วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยจี ะมีการคน้ พบความจริงของธรรมชาติเพ่มิ ขึน้ เรื่อยๆ สงั คมโลกกย็ อ่ มเปลีย่ นแปลงเช่นเดียวกัน การเปลย่ี นแปลงทางเทคโนโลยเี ปน็ สง่ิ ชกั นา หรือ “กระตุ้น” ให้เกดิ การเปล่ียนแปลงทาง สังคมดว้ ยวิธีสาคญั ๆ ทเี่ กี่ยวพันอยา่ งใกล้ชิดสองวธิ ดี ้วยกนั คอื เทคโนโลยีใหม่ๆ สรา้ งโอกาสใหม่ๆขน้ึ สาหรบั

มนุษย์และสังคม และในขณะเดยี วกันก็จะก่อให้เกดิ ปัญหาใหมๆ่ แก่มนษุ ยแ์ ละสังคมเช่นเดยี วกนั กล่าวคือ มที ้ังผลในแง่บวกและผลในแง่ลบ ผลทัง้ สองประการนี้มกั จะเกิดข้นึ ในเวลาเดียวกนั และเปน็ สาเหตุของกัน และกนั ผลกระทบต่อสังคมในแง่บวก มีดงั้ นี้ 1. ผลกระทบตอ่ วิถชี ีวติ ของคนในสังคม เทคโนโลยีชว่ ยใหก้ ารดารงชีวติ ของมนุษย์มีความ สะดวกสบายมากข้นึ เช่น การผลติ เคร่อื งอานวยความสะดวกตา่ งๆ ได้แก่ รถยนต์ วทิ ยุ โทรทัศน์ ไฟฟ้า ภายในบา้ น เปน็ ต้น สังคมเปลยี่ นไปจากเดิม ไปสู่ความทันสมัย มโี ลกทัศน์กวา้ งขึน้ วถิ ชี ีวิตของคนในสังคม ในปจั จุบนั เนน้ ความรวดเรว็ ความสะดวกสบาย ทาใหเ้ หน็ แก่ตวั มากขน้ึ 2. ผลกระทบตอ่ การจา้ งแรงงาน ในอดตี การใชแ้ รงงานนัน้ เราใชแ้ รงงานจากคนและจากสตั ว์ เช่นใชว้ วั ไถ่นา ใช้คนในการขุดดิน ใชช้ า้ ง ม้า วัว ควายในการคมนาคม เม่อื การพัฒนาทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น มนุษย์ก็นาเอาเทคโนโลยใี หม่ๆ เข้ามาใช้แทนแรงงานเหล่านน้ั ทาใหม้ นษุ ย์ทางานต่างๆไดอ้ ย่างสะดวกและ เร็วข้ึน ในการนาเทคโนโลยมี าใชน้ ้นั จริงๆแล้วต้องใช้แรงงานเพม่ิ ข้ึน คือ ต้องมีคนคิดเกี่ยวกบั การสรา้ งรถ แทรกเตอร์ ตอ้ งมคี นสรา้ งและคอยพฒั นาขดี ความสามารถอยู่เสมอ แต่แรงงานในส่วนทต่ี อ้ งการใชเ้ พ่ิมขึน้ นั้น เปน็ แรงงานทต่ี ้องอาศัยความรู้สูงขึน้ อาชพี ท่ีใช้แรงงานง่ายๆ หรือท่เี รยี กวา่ แรงงานขนั้ ตา่ กม็ ีน้อยลง แต่อาชพี ทีต่ ้องใช้ความรู้ใชส้ มองหรือที่เรยี กว่าแรงงานขัน้ สูงมคี วามจาเปน็ มากข้ึน ดังนั้น ในขณะท่ีเทคโนโลยดี า้ นตา่ งๆ กาลังพฒั นาไปไมห่ ยดุ ยัง้ รปู แบบของการใช้แรงงานจากคนก็เปลยี่ นไปด้วย แตก่ ารจา้ งงานทมี่ ีคา่ ตอบแทนสูง น้ันจะอย่ใู นประเทศทีผ่ ลิตเทคโนโลยี ประชาชนของประเทศเหล่านน้ั จงึ มีรายได้ดี มีความอยู่ดีกนิ ดสี ว่ น ประเทศท่ีกาลังพัฒนานนั้ ไมไ่ ด้สร้างเทคโนโลยีเอง ต้องซื้อเทคโนโลยีจากทอ่ี นื่ มาใช้ แรงงานที่นามาใชจ้ งึ เปน็ แรงงานขัน้ ตา่ คา่ แรงถูก ประชาชนมรี ายไดต้ า่ และขณะเดียวกนั การใช้เทคโนโลยีทาให้ทางานไดร้ วดเร็วและได้ ปรมิ าณงานมากโดยใช้คนเพยี งคนไม่กค่ี น 3.ผลกระทบต่อสถาบันครอบครวั สังคมไทยในสมัยก่อนนิยมมลี กู มากๆ เพือ่ จะได้เปน็ แรงงาน ช่วยเหลอื การทาไร่ ทานา และเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า เพราะสงั คมไทยเปน็ สังคมเกษตรกรรมทาใหค้ รอบครัวไทย เปน็ ครอบครวั ขนาดใหญ่ มีสมาชิกในครวั เรอื นจานวนมาก ต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยไี ด้ ก้าวมามีบทบาทต่อวถิ ชี วี ิตของประชาชน ทาใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลง ทาใหค้ รอบครวั ไทยมแี นวโน้มท่ีจะเล็ก ลงและยังสามารถกาหนดเพศไดด้ ้วย ปัจจบุ นั การตดิ ต่อส่ือสารและการเดินทางไปมาระหว่างประเทศสะดวก รวดเร็วมาก ทาให้เกิดการสมรสขา้ มเช้ือชาติ จงึ เกิดการขยายกลมุ่ เครือญาติจากกลุม่ ชาตพิ นั ธเ์ ดียวกันเปน็ กลุ่ม หลายชาติพันธ์ นอกจากนี้ ในปจั จบุ นั ได้มีการนาเทคโนโลยมี าใชใ้ นการตอบสนองความตอ้ งการพนื้ ฐานของ มนษุ ย์ ได้แก่ 1.ดา้ นอาหาร 1.1 เพ่ิมผลผลิตวัตถุดบิ ท่ใี ช้ในการผลติ อาหาร 1.2 ใชค้ วามรทู้ างดา้ นโภชนาการแก่ประชาชน 1.3 พัฒนาการแปรรปู ผลผลิต การถนอมอาหาร หรือการเกบ็ รักษาผลผลิตใหไ้ ด้นานและ มีประโยชน์มากที่สดุ เช่น ผลไม้ หอมใหญ่ ถ้าได้รับการอาบรังสีแกมมาทพี่ อเหมาะจากต้นกาเนดิ รังสีแกมมา โคบอลต์-60แล้ว พวกผลไม้จะสกุ งอมช้าลง สว่ นมนั ฝรัง่ และหอมใหญ่รังสแี กมมาจะยับยั้งการงอกกได้ นอกจากนพี้ วกเนื้อสัตว์เมื่อผ่านการอาบรังสีแล้วจะเน่าเป่ือยช้าลง หรอื อาหารบางประเภท เชน่ แหนม หรือ หมยู อ สามารถใชร้ ังสีแกมมาฆ่าเช้ือโรคบางชนิดที่มปี นอยู่ในอาหารได้ 2.ดา้ นยารกั ษาโรค

2.1 สรา้ งเครอื่ งมือช่วยวนิ ิจฉัยโรคได้แมน่ ยาถกู ต้อง 2.2 พฒั นาวธิ กี ารและยารกั ษาโรค 2.3 การใชร้ งั สใี นการตรวจและวินจิ ฉยั โรคโดยการฉดี เรดิโอโซโทปเขา้ ไปหรือการกนิ 2.4 การรกั ษาโรคดว้ ยรังสี ผลกระทบต่อสงั คมในแง่ลบ ผลกระทบในทางลบต่อสังคม คอื การก่อให้เกดิ ปญั หาทางสังคม ซ่งึ สามารถแยกได้เป็น 3 ปัจจยั ดั้งนี้ 1. การเปล่ยี นแปลงทางสงั คม มีผลกระทบต่อพ้ืนฐานของโครงสร้างท้งั หมด ทาใหม้ คี วาม ขัดแยง้ ทางแนวความคดิ ระหว่างแนวความคดิ เก่ากบั แนวความคิดใหม่ เชน่ การเปลีย่ นแปลงทางดา้ น อตุ สาหกรรม การขยายชนบทเปน็ เมอื ง หรอื การขยายเมืองใหใ้ หญ่ขนึ้ การเปลี่ยนแปลงดงั กล่าว อาจแยกเป็นข้อๆดงั นี้ 1.1 การเปล่ยี นเปน็ อุตสาหกรรม ในราวปี ค.ศ. 1760 อุสาหกรรมยังอยู่ในรูปของหัตถกรรม ใช้เครอ่ื งมืองา่ ยๆ เครื่องจักรเลก็ ๆ ในขบวนการผลติ สว่ นใหญใ่ ชม้ อื ในการผลติ ลูกจ้างมสี ภาพความเป็นอยู่ เหมือนๆกนั ได้รบั ส่วนแบง่ จากนายจา้ งเท่าๆกัน ลกู จ้างกับนายจา้ งมีความสัมพันธก์ นั ใกล้ชดิ ไม่ค่อยมีขอ้ โต้แยง้ กัน การปฏิวตั ิอุตสาหกรรมเรมิ่ ประมาณศตวรรษที่ 19 ซงึ่ อาจเรยี กไดว้ ่าเปน็ ยุคเครื่องจกั ร เพราะโรงงาน อุตสาหกรรมต่างๆ ได้นาเอาเคร่อื งจักรเข้ามาทางานแทนมนษุ ย์ ทาใหเ้ พม่ิ ผลผลติ และชนดิ ของสินค้าเพ่ิมออกสู่ ผบู้ ริโภคมากมาย 1.2 การอพยพเคลอ่ื นย้าย เน่อื งจากความเจรญิ ทางดา้ นวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีหลายๆ ประการทาให้ประชาชนมีการอพยพเคล่ือนย้ายจากชนบทเข้ามาทางานในเมืองท่เี จริญมากข้นึ 1.3 เมืองและสังคมอุตสาหกรรมสมยั ใหม่ สังคมเดิมของไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมเม่ือความ เจริญก้าวหนา้ ทางวทิ ยาศาสตรเ์ กดิ ข้ึน พบวา่ เมืองใหญๆ่ ในปัจจบุ ันน้มี กี ารพฒั นาและเจริญกา้ วหนา้ อย่าง รวดเร็ว 2.ความไม่เป็นระเบียบในสังคม สงั คมทไี่ มม่ ีระเบียบหรอื ไมส่ ามารถควบคมุ ให้ปฏบิ ตั ิตามระเบยี บ แบบแผนท่วี างไว้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามระเบยี บกฎเกณฑ์ก็จะไม่เกิดผลดี 3. บคุ ลิกภาพที่เกดิ จากการเรียนรู้ พฤติกรรมการเรียนรูข้ องมนุษย์ทอ่ี ยู่รวมกนั ในสังคมย่อมจะ นาไปสูค่ วามสาเร็จหรืความหายนะได้ ถ้าใชเ้ ทคโนโลยใี หม่ๆท่ไี ม่ไดม้ ีความรใู้ นสงิ่ เหลา่ นั้นอย่างแท้จริง ทีม่ า : คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏยะลา.(2546).วิทยาศาสตรเ์ พื่อคุณภาพ ชีวิต.

ตวั อยา่ ง Concept map การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ กำรรม้เดรอดงวียำศำสตร์ วียำศำสตร์ เนอ้ื หาสาระวทิ ยาศาสตร์ รูก้ ระบวนการวิทยาศาสตร์ (การทางานเปน็ ระบบ) ควำิรขม้ ดงโลกธรริชำต วียำศำสตรส์ งอ ิ่ชว่ ต ความรู้ได้จากกระบวนการ ผลกำรีำ้ งำนเดปน็ ระบบี้ำใภ้เดกื คหณ ลกั ษหะขดงนกั วียำศำสตร์ วียำศำสตร์กำยูำพ กำรีำ้ งำนีำงวียำศำสตร์ วียำศำสตรโ์ ลก ตด้ งดำศัย เดครอดงิอด/ดณปกรห์ เดิอดิเ่ ดครดอ งิดอ ืข่ นึ เดิดอ ิ่เดครอดงิอดื่ ขึนีำ้ ใภก้ ำรสงั เดกตืข่ ึน เดก็บข้ดิมล ไื้ละเดด่ยื เดิอดขด้ ิมลเดปลยอ่ น ค้ำดธบำยก็ตด้ งเดปลยอ่ น ความรวู้ ิทยาศาสตรเ์ ปล่ยี นแปลงได้ ผลกระีบขดงวียำศำสตรต์ ด่ ช่วตและโลก ควำิรับผืชดบ ศล่ ธรริ ควำิร้ม ี้ำใภเ้ ดกืกำรน้ำไปใช้ จรรยำกำรใชส้ ้ำนึกถึงควำิ -ดณตสำภกรริ ถมกต้ดงและพดเดพ่ยง -ไฟฟ้ำ -นวเดคล่ยร์ ฯลฯ ระืับขดงผลกระีบ ผลกระีบ -สว่ นตวั แบบทดสอบ ประจำห-คนว่วำยิสกะำืรวเกรสียบนำยร/ู้ทดัน่ี 1ตรำย คำชีแ้ จง : ให้-นชกั ณิเชรียนน/สเลงั คือิกคาตอบผทลก่ีถรกูะทตบ้อสงะทท้อ่ีสนดุ กเลพบั ียงค-าโลตกอรบ้ดเนดียว 1. ข้อความใน-โขล้อกใดที่ไม่ได้เกิดจากการสงั เกต -ิลพษ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook