1
2 แผนการจัดการเรยี นรู้บูรณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 1. หน่วยการเรียนรู้ สำนวนสภุ าษติ เศรษฐกิจพอเพยี ง สาระความรพู้ น้ื ฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท 31001 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระทกั ษะการดำเนนิ ชวี ติ รายวิชา เศรษฐกิจพอเพียง ทช 31001 ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย แผนการเรยี นรู้เรอ่ื ง หลกั การใช้ภาษา 1. การเลือกใชถ้ อ้ ยคำ สำนวน สุภาษิต คำพังเพย 2.ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งกับการจดั การความรู้ จำนวน เวลา 3 ชวั่ โมง ผู้สอน นางปารชิ าติ คมขำ/นางสาวยภุ า โพธ์ธิ านี/นายเดชา ประจนั ทะศรี นายธงชยั กง่ิ มะลัง/นายกฤษฎา เนตรโคกสงู /นายภานวุ ัฒน์ ดุษฎนี ิศากร นางสาวศุลรี ตั น์ ขุมพทุ รา/นางสาวสุพรรณี ลิ้มภัทราพร/ นางสาวสุภา สยี างนอก/นางสาวนรดิ า ติยาพากิจ 2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้ีวดั มาตรฐานการเรยี นรู้ระดบั รายวิชาภาษาไทย การเขยี น 1. รแู้ ละเขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษา ใช้ภาษาสรา้ งมนษุ ย์สัมพันธใ์ นการปฏบิ ตั งิ านร่วมกบั ผ้อู น่ื และใช้ คำราชาศัพท์ คำสภุ าพไดถ้ ูกต้องตามฐานะของบุคคล มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดับ รายวชิ าเศรษฐกิจพอเพียง รู้ เขา้ ใจ ตระหนัก และเหน็ คณุ ค่าปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ยอมรับ ประยุกตใ์ ช้ใน ชมุ ชน และ มีคุ้มกนั ในการ ดำเนินชีวติ และการอยรู่ ว่ มกนั ในครอบครัว ชุมชน และสงั คม อย่างสันตสิ ุข สรา้ งความรว่ มมือในการพัฒนาชุมชน ทอ้ งถนิ่ ตวั ช้วี ัด รายวชิ าภาษาไทย 1. อธิบายธรรมชาติของภาษาและให้ประโยคตามเจตนาของการส่ือสาร เลอื กใช้ถอ่ ยคำ สำนวน สุภาษติ คำ พงั เพย ให้ตรงความหมาย รายวชิ าเศรษฐกจิ พอเพยี ง 2. รเู้ ข้าใจและวิเคราะห์แนวคดิ หลกั การปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 3. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด สำนวนหน่วยการเรียนรสู้ ุภาษิตทีม่ ใี นวรรณกรรมพน้ื บา้ นและมีความหมายเกีย่ วกับเศรษฐกิจพอเพียงเพือ่ ฝึกฝนการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การเขยี น การฟัง การพูด สำนวนสภุ าษิต เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปประยกุ ต์ใช้ให้ เหมาะสมกับวธิ ชี วี ิตประจำวันอยา่ งยง่ั ยนื 4. สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายและลักษณะของสำนวนสภุ าษิตในวรรณกรรมพื้นบ้านท่เี กีย่ วกับเศรษฐกิจพอเพยี ง 2. วเิ คราะหค์ ณุ คา่ ของสำนวนสภุ าษติ ในวรรณกรรมพื้นบา้ นทางด้านภาษา และสงั คมท่เี กยี่ วกบั เศรษฐกิจ พอเพียง
3 5.จดุ ประสงค์ 1. เข้าใจความหมายของสำนวนสุภาษิตทม่ี ใี นวรรณกรรมพน้ื บ้านเศรษฐกจิ พอเพยี ง 2. วิเคราะหค์ ณุ คา่ ทางดา้ นภาษา และสงั คมของสำนวนสภุ าษิตที่มีในวรรณกรรมพ้นื บา้ นตามแนวทาง เศรษฐกจิ พอเพียงได้ 6. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน 1.ความสามารถในการสอ่ื สาร : อธิบาย เขยี น นำเสนอหนา้ ช้ัน 2.ความสามารถในการคดิ : คดิ วิเคราะห์ แปลงความหมาย อภิปราย สรปุ ผล 3.ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต : ใชก้ ระบวนการกลุ่มและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งในการปฏบิ ตั ิ กิจกรรมกลมุ่ และกิจกรรมการเรยี นรู้ 7. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 1.มวี ินัย : มีความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา อยูอ่ ยา่ งพอเพยี ง คิดและตัดสนิ ใจในการปฏิบัตกิ ิจกรรมที่ ได้รับมอบหมายได้เหมาะสมกับศักยภาพตนเอง/ กล่มุ ใช้เวลาได้อย่างเหมาะสมในการทำกิจกรรม ใชค้ วามรู้สตปิ ญั ญา 2.ขยนั : ใฝเ่ รยี นรู้ ตัง้ ใจเรยี นร้แู ละทำกิจกรรม แสวงหาความรใู้ หม่แลว้ สรปุ เป็นความรู้ 3.ซอ่ื สตั ย์ : มีความซื่อสตั ยส์ ุจรติ เตรียมพรอ้ มและวางแผนการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมอยา่ งเป็นระบบรอบคอบ สมเหตุสมผล และรว่ มกันลงมือทำกิจกรรมอย่างระมัดระวงั 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน กจิ กรรมที่ 1 วิเคราะหห์ ลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เวลา 1.5 ช่ัวโมง ข้นั ท่ี 1 กำหนดสภาพปญั หาความต้องการ ครู และผ้เู รยี นรว่ มกนั สนทนา ในหลวงคือพ่อของแผน่ ดิน ท่านทรงเหน็ดเหน่ือยโดยทรงหวงั ให้คน ไทยอยเู่ ยน็ เปน็ สุขร่มเยน็ ยั่งยืนสบื ไป ทรงสอนแนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพยี งเพื่อใช้เปน็ หลกั ในการดำเนินชีวติ ข้นั ท่ี 2 แสวงหาข้อมลู และการจดั การเรยี นรู้ 1. ครู และผู้เรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เห็นในเรอื่ งความหมาย ความสำคญั และองคป์ ระกอบของ เศรษฐกจิ พอเพยี ง 2. ครมู อบหมายให้ผ้เู รยี นไปอา่ นวรรณกรรมพ้ืนบ้าน และศึกษาค้นคว้าสำนวนสุภาษิตท่ีเกีย่ วกบั เศรษฐกิจพอเพียง และนำมาวิเคราะหค์ วามหมาย คณุ ค่าทางด้านภาษา และสงั คม พร้อมทัง้ จด บนั ทึกเพือ่ นำมาเขยี นเรียงความ โดยยดึ หลกั ภาษาของการเขยี นเรยี งความ คือ มีบทนำ เน้อื หา และบทสรุป โดยโครงเรอ่ื ง ให้ผู้เรยี นนำสำนวนสภุ าษติ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปใชใ้ น ชวี ติ ประจำวนั ท่เี ก่ยี วกบั ตนเอง ครอบครวั และสังคม พร้อมท้งั มี ส่ือประกอบ เชน่ ภาพประกอบ ฯลฯ ซึ่งในเน้อื หาเรยี งความต้องประกอบไปด้วย หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงท้งั หมด (2:3:4:3:4) ในการสร้างความพอเพียง
4 ข้นั ที่ 3 การปฏบิ ัตแิ ละนำไปประยกุ ตใ์ ช้ 1. ครแู บง่ กลมุ่ ผเู้ รยี นคละกนั ตามความสามารถเพอ่ื ให้ผเู้ รยี นชว่ ยเหลอื กนั ในการเรียนรู้ เพือ่ ให้ผ้เู รยี น มีความพอประมาณในการเลอื กกล่มุ เพ่ือนมาเปน็ สมาชกิ โดยใช้เหตผุ ลประกอบการเลอื ก เพื่อนพรอ้ มท้ังใหค้ วามช่วยเหลอื เพื่อนท่ีเรยี นออ่ นมาเข้ากล่มุ 2. ให้ผู้เรยี นทำใบงานที 1 เรยี งความเรื่องหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง - ครสู มุ่ เรียกสมาชกิ บางคนในแต่ละกล่มุ ออกไปนำเสนอความร้จู ากใบงาน - ครูและผู้เรยี นรว่ มกนั สรุปการประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงในการ ดำรงชีวติ ในชมุ ชนเหน็ ความสำคัญคณุ ค่าและประโยชน์ของหลักปรัชญา ของเศรษฐกจิ พอเพยี งต่อ สงั คมไทย - ครูมอบหมายให้ผเู้ รยี นทำใบงานที่ 2 เร่ืองนำแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ไปวเิ คราะหก์ ารเขียนถอดบทเรยี นสู่การปฏิบตั ิ ขนั้ ที่ 4 การประเมินผลการเรียนรู้ - ผเู้ รียนร่วมกันวิเคราะหผ์ ลงานและปรับปรุงแก้ไข หรอื พัฒนาใหม้ ีคุณภาพตามเปา้ หมาย - ผูเ้ รียน รว่ มกนั สรุปแนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นขอ้ ๆใหเ้ ห็นชดั เจนในการ นอ้ มนำแนวคิด ของเศรษฐกจิ พอเพียง ไปพัฒนาตนเอง สงั คม ประเทศชาติ กิจกรรมท่ี 2 การเขยี นเรียงความ(1.5 ช่วั โมง) ขั้นท่ี 1 กำหนดสภาพปญั หาความตอ้ งการ ครแู ละผเู้ รียนร่วมกันทบทวนการเรยี นรใู้ นครั้งท่ี 1 ขน้ั ที่ 2 แสวงหาข้อมลู และการจดั การเรียนรู้ 1. ครูให้ผู้เรียนแตล่ ะคนสรุปแนวทางการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่เขียนเรยี งความมา เล่าให้เพอื่ นฟัง 2. ให้ผเู้ รียนทุกคนร่วมกันอภิปราย สรุปถึงประโยชนข์ องการดำเนนิ ชวี ติ แบบเศรษฐกจิ พอเพียง 3. ครูสรุปวรรณกรรมพื้นบ้าน (สำนวนสุภาษิต) พร้อมทั้งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อ นำไปใชใ้ นการดำเนนิ ชวี ิต 4. ให้ผู้เรียนทุกคนนำสภุ าษติ และเรยี งความทีไ่ ด้ปรับปรุงแลว้ รวบรวมจัดทำเปน็ เล่มให้เป็นผลงานของ กลุ่มและทำใบงาน 3 เรอื่ งสำนวน สุภาษติ คำพังเพย 5. ใหผ้ ู้เรยี นทำใบงานท่ี 4 เร่ืองการนำสำนวนสุภาษติ ทเี่ กย่ี วกับหลกั เศรษฐกิจพอเพียงมาวิเคราะห์และ เขียนเรียงความในการนำปใช้ในวถิ กี ารดำเนนิ ชีวติ ของตนเอง ครอบครวั และสงั คม 9. ภาระงาน /ชน้ิ งาน - ใบงาน / ผลงานผเู้ รียน
5 10. สื่อ/แหลง่ รยี นรู้ 1. ส่ือการเรยี นรู้ 1. ใบความรู้ 2. ใบงาน 3. หนงั สอื เรียนรายวิชา ภาษาไทย และรายวิชา เศรษฐกจิ พอเพยี ง 2. แหลง่ เรียนรู้ 1. ห้องสมุด 2. แหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ / Internet 11. การผลการประเมิน 1. การประเมนิ กอ่ นเรียน - แบบทดสอบกอ่ นเรียน 2. การประเมินระหว่างการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ - ใบงานที่ 1 เรียงความเรอ่ื งหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง - ใบงานที่ 2 เรือ่ งนำแนวคดิ หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ไปวเิ คราะห์การเขยี นถอดบทเรยี นสู่การ ปฏบิ ตั ิ - ใบงาน 3 เรื่องสำนวน สภุ าษติ คำพงั เพย - ใบงานที่ 4 เรอ่ื งการนำสำนวนสภุ าษิตทีเ่ กยี่ วกบั หลักเศรษฐกจิ พอเพียงมาวิเคราะห์และเขียนเรยี งความใน การนำปใชใ้ นวถิ กี ารดำเนนิ ชีวติ ของตนเอง ครอบครวั และสงั คม -ประเมินผลการวิเคราะหป์ รชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการเขยี นเรยี งความ -สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล 3. การประเมนิ หลังเรยี น - แบบทดสอบหลงั เรียน 12. ชุดคำถามเพ่อื กระตุ้นคณุ ลกั ษณะอย่อู ย่างพอเพียง -ผูเ้ รียนร้คู วามหมายและหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง (Q1) -ความพอเพียงมีลักษณะอย่างไร (Q2) -ความพอเพยี งมีอะไรบา้ ง (Q3) -ความพอเพยี งมปี ระโยชน์อย่างไร (Q4) -ยกตวั อยา่ งความพอเพียงในชีวิตประจำวันมอี ะไรบ้าง (Q5)
6 การประเมินชนิ้ งาน / ภาระงาน (รวบยอด) แบบประเมินผลชนิ้ งาน รายการ ระดับคุณภาพ/ระดบั คะแนน ประเมิน ดมี าก(4) ดี(3) พอใช้(2) ปรบั ปรงุ (1) 1. รูปแบบ -รปู แบบชน้ิ งานถูกต้อง -รูปแบบแปลกใหม่ -รูปภาพมีสีสันสวยงาม -รูปภาพสัมพันธก์ ับ ช้ินงาน ตามทก่ี ำหนด นา่ สนใจ -รูปภาพสมั พนั ธ์กบั เน้อื หา -รปู แบบแปลกใหม่นา่ สนใจ -รปู ภาพมีสีสันสวยงาม เนือ้ หา -รูปภาพมีสีสันสวยงาม -รูปภาพสัมพันธ์กบั -รูปภาพสมั พนั ธ์กบั เนื้อหา เนอื้ หา 2. ภาษา -มีการใชภ้ าษาอยา่ งถูกต้อง -ประโยคสอดคล้องกับ -สะกดคำถกู ตอ้ ง -มกี ารเว้นวรรคถกู ตอ้ ง -ประโยคสอดคลอ้ งกับ เนอื้ หา -มกี ารเว้นวรรคถูกต้อง -มกี ารใช้ภาษาอยา่ ง เน้ือหา -สะกดคำถูกต้อง -มกี ารใชภ้ าษาอยา่ ง สรา้ งสรรค์ -สะกดคำถูกตอ้ ง -มกี ารเวน้ วรรคถกู ต้อง สรา้ งสรรค์ -มกี ารเว้นวรรคถูกต้อง -มีการใช้ภาษาอยา่ ง -มีการใชภ้ าษาอยา่ ง สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ 3. เนอ้ื หา -เนื้อหาถกู ต้อง -เนอ้ื หาตรงตามหวั ขอ้ -เน้ือหาเปน็ ไปตามท่ี -รายละเอยี ดครอบคลมุ -เนื้อหาตรงตามหัวขอ้ เรอื่ ง เร่อื ง กำหนด -เน้ือหาสอดคลอ้ ง -เน้อื หาเป็นไปตามท่ี -เนือ้ หาเป็นไปตามท่ี -รายละเอยี ดครอบคลุม กำหนด กำหนด -เนอ้ื หาสอดคลอ้ ง -รายละเอียดครอบคลุม -รายละเอยี ดครอบคลุม -เนือ้ หาสอดคลอ้ ง -เนอ้ื หาสอดคลอ้ ง 4. เวลา -ส่งชิ้นงานภายในเวลาท่ี -ส่งชิน้ งานช้ากว่ากำหนด -ส่งชิ้นงานช้ากวา่ -ส่งชิ้นงานชา้ กวา่ กำหนด 1 วนั กำหนด 2 วัน กำหนด 3 วนั เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ ระดับคุณภาพ ชว่ งคะแนน ดมี าก 4 ดี 3 พอใช้ 2 ปรับปรุง 1
7 แบบประเมินการสรปุ ความรู้ เรอ่ื ง...................................................................................................................................................................... วตั ถุประสงค์การเรียนรู้........................................................................................................................................ ชอื่ บุคคล/กลุม่ .....................................................ระดบั ...................................ภาคเรยี นที่............../.................... กศน. /ศนู ยก์ ารเรยี นชุมชน................................................................................................................................... แสวงหาขอ้ มลู นำเสนอขอ้ มูลได้ สรปุ ขอ้ มูลถกู ต้อง นำเสนอเข้าใจ สมาชิกกลุ่ม จากแหล่งเรียนรทู้ ่ี ครบถว้ น ครอบคลมุ นำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ ท่ี ชอ่ื -สกุล กำหนด รวม 54321543215432154 3 2 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 คำช้ีแจง 5 หมายถงึ มีผลการปฏิบัติระดบั ดีมาก 4 หมายถึง มีผลการปฏิบัติระดบั ดี 3 หมายถงึ มีผลการปฏิบัติระดบั พอใจ 2 หมายถึง มีผลการปฏิบตั ิระดบั ตอ้ งปรบั ปรุง 1 หมายถงึ มีผลการปฏบิ ัติระดบั ตอ้ งปรับปรุงเรง่ ด่วน เกณฑก์ ารประเมิน ด้านใดได้ 2 ควรใหผ้ เู้ รยี นปรับปรงุ ลงชอ่ื ..............................................................ผ้ปู ระเมนิ (......................................................)
8 แบบประเมนิ การปฏบิ ตั งิ านกลมุ่ เรื่อง .................................................................................................................................................................. วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ ..................................................................................................................................... ช่อื บคุ คล/กลมุ่ ............................................................ระดบั ............................ภาคเรียนที่ .................................. กศน. / ศูนย์การเรยี นชุมชน ............................................................................................................................... ระดับพฤติกรรม ระดบั รายการแสดงพฤติกรรม ดมี าก ดี พอใจ ปรบั ปรุง ปรับปรงุ คะแนน การทำงานกลมุ่ (5) (4) (3) (2) เรง่ ดว่ น 1. มคี วามรว่ มมอื ทำงานเป็นกลมุ่ 2. มคี วามรับผดิ ชอบ รู้จกั บทบาทหน้าที่ของตนเอง (1) 3. มคี วามเปน็ ผู้นำและผตู้ ามท่ดี ี 4. มีการแสดงความคดิ เห็นท่ีเป็นประโยชนภ์ ายในกลุม่ 5. มกี ารตัดสินใจและแก้ปัญหารว่ มกนั ค่าเฉลย่ี ระดับคะแนนการทำงานกล่มุ กระบวนการทำงาน 1. มกี ารวางแผนทำงาน 2. มีการสรา้ งความเขา้ ใจและ แบง่ งานตามทถี่ นดั 3. มกี ารสืบคน้ ประยกุ ตแ์ ละใชข้ อ้ มูลจากแหล่งเรยี นรู้ 4. มีการแลกเปลย่ี นความรคู้ วามเข้าใจในกลุม่ 5. มีการสรุปและจัดระเบยี บความรู้ ค่าเฉลย่ี ระดับคะแนนกระบวนการทำงาน ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 1. มีความกระตือรอื รน้ ทำงานเต็มความสามารถ 2. มีการยอมรับฟงั ความคิดเหน็ ผอู้ ื่น 3.มนี ำ้ ใจเอื้อเฟ้อื ช่วยเหลอื ผู้อน่ื 4. มีความรับผิดชอบ ทำงานเสร็จทนั เวลา 5. มกี ารใชว้ สั ดุ อปุ กรณค์ มุ้ คา่ ประหยัด ค่าเฉลี่ยระดบั คะแนนลักษณะอันพึงประสงค์ คา่ เฉลยี่ รวม ลงชือ่ ....................................................... ผู้ประเมิน (.....................................................)
9 บนั ทกึ ผลหลังการจดั กระบวนการเรยี นรู้ 1. ผลท่เี กดิ กบั ผเู้ รียน (K P A) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. ปญั หา / อปุ สรรค .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. ข้อเสนอแนะ / วธิ แี กไ้ ข .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ลงช่ือ……………………..……………………..ครผู ้สู อน (…………………………………………….) ตำแหนง่ .................................................. กจิ กรรมเสนอแนะ ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... บันทึกขอ้ เสนอแนะของผู้บรหิ ารหรือผ้ทู ่ีได้รับมอบหมาย ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ลงชือ่ ....................................................... (…………………………………………….) ตำแหน่ง..................................................
10 ภาคผนวก
11 ก. ชดุ คำถามกระตุ้นคดิ เพื่อปลูกฝงั หลกั คิดพอเพียงในกิจกรรมการเรียนรู้ ข. แนวทางการนำหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใชอ้ อกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ค. ผลทเี่ กิดข้ึนกบั ผู้เรียนสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจากการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ 1. ผู้เรยี นได้เรยี นรหู้ ลกั คิดและฝึกปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2. ผู้เรยี นได้เรยี นรกู้ ารใชช้ วี ิตที่สมดุลและพร้อมรบั การเปล่ยี นแปลง 4 มิตติ ามหลกั ปรชั ญา ของเศรษฐกจิ พอเพียง ง. ใบความรู้ จ. ใบงาน ฉ. เฉลยใบงาน ฯลฯ ก.ชดุ คำถามกระตุ้นคิดเพอ่ื ปลกู ฝงั หลักคิดพอเพยี งในกิจกรรมการเรียนรู้ 1. Q1 ผูเ้ รยี นสามารถเรยี นรู้หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งไดอ้ ย่างไร 2. Q2 ผูเ้ รียนคิดว่าหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมปี ระโยชน์อยา่ งไร 3. Q3 ผเู้ รยี นคดิ วา่ เศรษฐกจิ พอเพยี งคอื อะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง 4. Q4 ผเู้ รียนวางแผนแบง่ หน้าทก่ี ารทำงานกลมุ่ อย่างไรใหเ้ หมาะสมกบั ความสามารถของสมาชิก และใหง้ าน สำเร็จตามเป้าหมายทันเวลาท่กี ำหนด (ภูมคิ ุ้มกนั ,พอประมาณ) 5. Q5 การปฏิบัติกจิ กรรมให้สำเร็จตามทไ่ี ด้รับมอบหมายงานจากกลมุ่ ผเู้ รยี นจำเป็นจะตอ้ งปฏบิ ัติ ตนอย่างไร บา้ ง (คณุ ธรรม) 6. Q6 การเลอื กวิธีนำเสนอผลการศกึ ษาทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย ผู้เรียนในกล่มุ มีเหตผุ ลอะไรในการเลือก วธิ ีนำเสนอ (มเี หตุผล) 7. Q7 การชว่ ยกนั ทำงานในกลุ่มจะส่งผลดีต่อผู้ปฏิบัติอย่างไร และเป็นคณุ ธรรมดา้ นใด (คุณธรรม) 8. Q8 การปฏิบตั กิ จิ กรรมการเรยี นรู้ได้สำเรจ็ จำเป็นตอ้ งมีความรู้อะไร (ความรู้) 9. Q9 การปฏิบัตกิ ิจกรรมการทำงานกล่มุ และการนำเสนอให้สำเร็จจำเปน็ ต้องมคี ณุ ธรรมขอ้ ใด อธิบายเหตุผล ประกอบ (คณุ ธรรม) 10.Q10 เพราะเหตใุ ดผู้เรียนจึงตอ้ งปฏบิ ตั กิ ิจกรรมการเรียนรู้ (เหตุผล) 11.Q11 แหล่งเรียนร้ใู นท้องถ่นิ มีประโยชน์กับผูเ้ รยี นอยา่ งไร (เหตผุ ล) 12.Q12 ทำใบงานให้สำเรจ็ ทันเวลาตามทร่ี บั มอบหมาย กล่มุ ของผู้เรียนพิจารณาถึงความเหมาะสม กับปัจจยั ใด พร้อมอธบิ ายเชื่อมโยงความเหมาะสมประกอบ (พอประมาณ) 13.Q13 การนำเสนอให้สำเร็จทนั เวลาตามทร่ี บั มอบหมายกลุม่ ของผูเ้ รียนมีการวางแผนด้วยความ รอบคอบ อย่างไร (ภูมคิ ุ้มกนั ในตัวทีด่ ี) 14.Q14 หลงั จากผู้เรียนไดเ้ รยี นรูจ้ ากหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงแลว้ ผู้เรียนจะปฏิบตั ิตนใน ชีวิตประจำวนั กบั ความรู้ท่ไี ดร้ ับอยา่ งไร และขยายผลความรูน้ ั้นไดอ้ ยา่ งไร
12 ข.แนวทางการนำปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาใชใ้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1. ครผู ู้สอนนำหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาใช้ในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ความรทู้ คี่ รูต้องมีกอ่ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ คณุ ธรรมของครู มีภมู ิคุม้ กนั ในตวั ทดี่ ี 1. มีความรู้รายวิชาภาษาไทย และรายวชิ าเศรษฐกิจ 1. ความรักเมตตาศิษย์ พอเพียง 2. ความรบั ผดิ ชอบ - สรปุ เนือ้ หาใจความ 2. มคี วามรู้การค้นหา เรียกดู และคัดลอกข้อความใน 3. ความยตุ ธิ รรม สำคัญ มภี าพประกอบ เวบ็ ไซต์ 4. ความตรงตอ่ เวลา เนือ้ หา 3. มีความรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับหลกั ปรัชญาของ - เรียงเนื้อหา เศรษฐกิจพอเพยี ง มเี หตุผล ตามลำดับการเรยี นรู้ 4. รู้พ้ืนฐานผเู้ รยี น/จิตวิทยาในการสอน/เทคนคิ การ สอน/การวดั ผลประเมนิ ผล - ต้องการใหผ้ เู้ รียน รู้ - กำหนดเวลาในแตล่ ะ ความสำคญั ของรายวชิ า กจิ กรรมไวเ้ กินจรงิ เล็ก หลัก พอประมาณ ภาษาไทยและรายวชิ า นอ้ ยเพือ่ รองรบั การ พอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เปลีย่ นแปลงท่ีอาจเกิด ประเด็น - อธิบายถึงข้อควรปฏิบัติ ระหวา่ งจดั กิจกรรม ในการสบื คน้ ขอ้ มูลจาก - แบ่งกลุม่ คละความ เนอ้ื หา - รายวิชา ภาษาไทย และ แหล่งเรยี นรู้ สามารถของผูเ้ รียน รายวชิ าเศรษฐกิจพอเพียง - จดั การเรยี นรไู้ ด้ครบถ้วน - เตรียมชุดคำถามให้ สอดคล้องกับ มาตรฐาน ตามท่อี อกแบบไว้ พร้อม ตามลำดับ ตวั ชีว้ ัด เหมาะสมกับเวลาที่ กิจกรรมการเรียน กำหนดและวัยของผู้เรียน เวลา - กำหนดเวลาในแตล่ ะ กจิ กรรมเหมาะสมกบั กจิ กรรมและวัยของผูเ้ รียน วิธกี ารจัดกจิ กรรม - แบง่ กลุม่ ผู้เรียนไดพ้ อดี กับ - ต้องการให้ผ้เู รียนปฏิบัติ จำนวนผู้เรยี น กิจกรรมอย่างท่ัวถงึ ตาม - กำหนดกจิ กรรมการ เรยี นรู้ ความสามารถ เหมาะสมกบั เวลาที่ กำหนด - เพอ่ื ต้องการให้ผู้เรยี นเกิด - มอบหมายภาระงานและ การเรยี นรตู้ ามเปา้ หมายที่ ชนิ้ งานเหมาะสมกับความ กำหนด
สามารถผูเ้ รียนและ - ผู้เรยี นนำความรู้ไป 13 - สงั เกตพฤติกรรมและ สอดคล้องกบั เปา้ หมาย การ ประยกุ ตใ์ ชก้ ับภาระงานได้ ใหค้ วามช่วยเหลอื เม่ือ ผเู้ รียนมปี ัญหา เรียนรู้ สอ่ื / อุปกรณ์ - สรปุ จำนวนใบความรู้ ใบ - ต้องการให้ผู้เรียนได้ปฏิบตั ิ - เตรยี มสื่ออุปกรณใ์ ห้ งาน เหมาะสมกบั กิจกรรม กิจกรรมไดจ้ รงิ ตาม พร้อม ก่อนการจดั แหลง่ เรยี นรู้/ ฐานการ และปริมาณเพียงพอกบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนรทู้ ี่ กิจกรรม – มีลำดับ เรียนรู้ จำนวนผเู้ รียน กำหนดไว้ ขั้นตอนการใช้ส่อื และ จัดเกบ็ อยา่ งเปน็ ระบบ การประเมนิ ผล - หอ้ งสมดุ /แหล่งเรยี นรู้ - - เตรียมห้องสมดุ / เหมาะสมกับกิจกรรมที่ แหล่งเรยี นร/ู้ กำหนด - การประเมินผล การ อนิ เตอรเ์ น็ต ให้พร้อม เรยี นร้ตู ามเป้าหมายท่ี กอ่ นใหใ้ ชบ้ ริการ - จัดทำแบบประเมินผล งาน กำหนด - วางแผนการ และประเมิน พฤตกิ รรมได้ ประเมินผลตาม เหมาะสมกับ เปา้ หมายการ ขน้ั ตอนของกิจกรรม เรียนรู้
14 ค. ผลทเ่ี กดิ ข้นึ กับผู้เรียนสอดคล้องกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งจากการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ 1. ผูเ้ รยี นได้เรยี นรหู้ ลักคดิ และฝึกปฏบิ ัติตาม 2 เงอ่ื นไข 3 หลกั การ ดังนี้ ความรู้ คุณธรรม -รเู้ ขา้ ใจความหมายหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง -มคี วามอดทน -รปู้ ระโยชน์และคุณค่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ -มคี วามซ่อื สตั ย์ พอเพียง -มคี วามขยัน -รู้วธิ ีการสืบค้นขอ้ มลู จากแหลง่ เรยี นรู้ -มคี วามรับผิดชอบ พอประมาณ มเี หตผุ ล มภี มู ิคมุ้ กนั ในตัวที่ดี -ผู้เรียนสืบคน้ ข้อมลู ได้เหมาะสม -ผูเ้ รยี นไดร้ บั ความรตู้ รงตามตัวชว้ี ดั - วางแผนการทำงานกลมุ่ อย่าง กบั เน้ือหาทกี่ ำหนด ของหลกั สูตร ละเอียดเป็นขัน้ ตอน -ใช้วัสดุอปุ กรณ์ในการปฏิบัติ - ผเู้ รียนมคี วามรู้เร่อื งหลักปรัชญาของ - เตรียมข้อมูลในการสบื ค้นข้อมลู กิจกรรมท่มี อบหมายอยา่ ง เศรษฐกิจพอเพียง วิเคราะหต์ อบ โดยใช้ข้อมูลตนเอง วิชาการ และ ประหยัดและคมุ้ คา่ คำถามในชดุ คำถามได้อย่างเปน็ เหตุ สิ่งแวดลอ้ ม ไดค้ รบถ้วนและตรง -นำความรไู้ ปประยกุ ต์ใช้ให้ เป็นผล ตามกจิ กรรมการเรียนรู้ เหมาะสมกับตนเอง -มีทักษะการสืบค้น รวบรวม สรปุ ขอ้ มูลไดอ้ ย่างรอบคอบก่อนนำเสนอ -พูดแสดงความคดิ เห็น วิพากษ์ วจิ ารณ์ผอู้ น่ื อย่างมเี หตุผล
15 2. ผูเ้ รยี นไดเ้ รียนรกู้ ารใช้ชีวิตที่สมดลุ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง 4 มติ ิตามหลักปรชั ญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้ มิติ สมดุลและพร้อมรบั การเปลีย่ นแปลงในดา้ นตา่ ง ๆ ด้าน มิตดิ ้านวัตถ/ุ มติ ดิ ้านสงั คม มิติด้านสง่ิ แวดล้อม มิติด้านวัฒนธรรม องค์ประกอบ เศรษฐกจิ ความรู้ ( K ) - มีความรู้ในการ - มีความรูใ้ นการจัด - มคี วามรู้หลกั - มคี วามรู้เกย่ี วกับ สืบค้นขอ้ มลู ได้อยา่ ง แบ่งหน้าที่ภายใน ปรชั ญาของเศรษฐกจิ บรบิ ทของชมุ ชน ถูกต้องและเหมาะสม กลมุ่ ได้อย่าง พอเพียง ในการดูแล เหมาะสม รกั ษาความสะอาด - มคี วามรู้ในการ หอ้ งเรยี น การจดั การ ปฏิบัตติ นทีจ่ ะ ขยะอย่าง ถกู ตอ้ ง ทำงานร่วมกับผอู้ นื่ ของห้องเรยี น กศน. ทกั ษะ ( P ) - มีทักษะในการใช้ -ทำงานตาม - - แหล่งเรียนรไู้ ด้อย่าง บทบาทและแบง่ ถูกต้องและเหมะสม หน้าท่ีในการทำงาน กล่มุ - ทำงานรว่ มกนั ภายในกลมุ่ ตามท่ี ไดร้ บั มอบหมายจน สำเร็จ คา่ นิยม ( A ) - เหน็ ความสำคัญ - มจี ติ สำนึกท่ีดตี ่อ - มีจิตสำนกึ ในการ - ตระหนักถงึ บรบิ ท ของการสบื ค้นข้อมูล บทบาทและหน้าท่ี รักษาสภาพแวดลอ้ ม ในชุมชนเพื่อนำมา จากแหล่งเรยี นรไู้ ด้ ในการทำงาน วเิ คราะห์สภาพ อยา่ งคมุ้ ค่า - เห็นคณุ คา่ ของ ปัญหาในชุมชน ความสามัคคีในการ ทำงานกลมุ่
16 ใบความร้ทู ี่ 1 เร่ือง หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เศรษฐกิจพอเพยี ง เป็นปรัชญาช้ถี ึงแนวการดำรงอยแู่ ละปฏิบัติตนของประชาชนในทกุ ระดบั ตงั้ แต่ ระดบั ครอบครวั ระดบั ชมุ ชนจนถงึ ระดับรฐั ท้ังในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกจิ เพือ่ ใหก้ ้าวทันตอ่ โลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียง หมายถงึ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเปน็ ที่จะตอ้ งมีระบบภูมิคุม้ กันในตวั ทีด่ พี อสมควรตอ่ การมีผลกระทบใดๆ อันเกิด จากการเปล่ียนแปลงทงั้ ภายนอกและภายใน ท้ังน้จี ะตอ้ งอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมดั ระวงั อยา่ งย่งิ ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนการดำเนินการทกุ ข้นั ตอน และขณะเดียวกันจะตอ้ ง เสริมสร้างพน้ื ฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั นักทฤษฎีและนักธรุ กจิ ในทุกระดบั ให้มี จิตสำนกึ ในคุณธรรม ความซ่อื สตั ย์สุจรติ และให้มคี วามรอบร้ทู ่เี หมาะสม ดำเนนิ ชีวติ ด้วยความอดทน ความ เพยี ร มีสติ ปญั ญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมตอ่ การรองรับการเปลยี่ นแปลงอย่างรวดเรว็ และ กวา้ งขวางทัง้ ด้านวัตถุ สังคม สิง่ แวดล้อม และวฒั นธรรมจากโลกภายนอกได้เปน็ อยา่ งดี (ประมวลและกลนั่ กรองจากพระราชดำรสั ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั เร่ืองเศรษฐกจิ พอเพยี ง ซง่ึ พระราชทานในวโรกาสต่างๆ รวมทง้ั พระราชดำรัสอ่ืนๆ ท่เี กย่ี วขอ้ ง โดยได้รับพระราชทานพระบรมรา ชานญุ าตใหน้ ำไปเผยแพร่ เมื่อวนั ที่ 29 พฤศจกิ ายน 2542 เพอ่ื เปน็ แนวทางปฏิบัติของทุกฝา่ ยและประชาชน โดยท่วั ไป) นิยามของความพอเพยี ง ความพอเพยี งจะตอ้ งประกอบด้วย 3 คณุ ลักษณะ พร้อมๆ กัน ดงั นี้ • ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผ้อู ืน่ เชน่ การผลติ และการบริโภคที่อยูใ่ นระดบั พอประมาณ • ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมี เหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวขอ้ ง ตลอดจนคำนงึ ถงึ ผลทคี่ าดว่าจะเกิดขึน้ จากการกระทำ น้ันๆอยา่ งรอบคอบ • การมีภมู คิ มุ้ กนั ในตวั ที่ดี หมายถงึ การเตรียมตัวใหพ้ ร้อมรบั ผลกระทบและการเปลีย่ นแปลงดา้ นต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้ และไกล เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และ คณุ ธรรมเป็นพน้ื ฐาน กลา่ วคอื • เงอื่ นไขความรู้ ประกอบดว้ ย ความรอบรู้เก่ยี วกบั วชิ าการตา่ งๆทเี่ กี่ยวข้องอย่างรอบดา้ น ความ รอบคอบที่จะนำความรเู้ หลา่ นนั้ มาพิจารณาให้เช่ือมโยงกนั เพื่อประกอบการวางแผนและความ ระมัดระวงั ในข้นั ปฏบิ ัติ • เงอ่ื นไขคุณธรรม ท่ีจะตอ้ งเสริมสรา้ ง ประกอบดว้ ยมีความตระหนักในคณุ ธรรม เช่น มีความซื่อสัตย์ สุจรติ ความอดทน ความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวติ ไม่โลภ และไม่ตระหนี่
17 แนวทางปฏบิ ตั ิ/ผลท่คี าดวา่ จะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งมาประยุกตใ์ ช้ คอื การพฒั นาทสี่ มดุลและยง่ั ยนื พรอ้ มรบั ต่อ การเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทัง้ ดา้ นเศรษฐกิจ สังคม สิง่ แวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ทางสายกลาง พอประมาณ มเี หตผุ ล มีภมู คิ มุ้ กนั ในตวั ที่ดี ความรู้ คณุ ธรรม รอบรู้ รอบคอบ ระมดั ระวงั ซื่อสตั ยส์ จุ รติ ขยนั อดทน สตปิ ัญญา แบ่งปัน นาไปสู่ เศรษฐกจิ /สงั คม/ส่ิงแวดลอ้ ม/วฒั นธรรม สมดลุ /พรอ้ มรบั ตอ่ การเปลีย่ นแปลง (จากหนังสือ เศรษฐกิจพอเพยี งคืออะไร จดั ทำโดย คณะอนกุ รรมการขับเคลอ่ื นเศรษฐกิจพอเพยี ง สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ)
18 ใบความรูท้ ี่ 1 หลกั การเขียนเรียงความ เรยี งความ เป็นการนำความคิดในเรือ่ งใดเร่ืองหนึ่ง ท้งั รปู ธรรมและนามธรรม ท่ผี ูเ้ ขียนสนใจและมี ความรใู้ นเร่ืองน้นั ดที ีส่ ดุ มาเรยี บเรยี งอยา่ งแจ่มแจ้ง ชดั เจน น่าอ่าน นา่ สนใจ โดยอาศยั ข้อเท็จจรงิ ความคิด ประกอบดว้ ยจนิ ตนาการของผเู้ ขยี น ให้ผูอ้ ่านได้ทราบและเข้าใจ เน้ือเรียงที่จะเขียนเรยี งความต้องมขี อบขา่ ย และความม่งุ หมายเฉพาะไม่กล่าวผิวเผนิ ตอ้ งมตี ัวอยา่ งรายละเอยี ดต่าง ๆ สนับสนนุ ความคิดเหน็ ของผู้เขียน ส่งิ สำคญั ที่สุด คือ ต้องมขี ้อเท็จจริง ซึ่งนับเปน็ ปจั จยั สำคญั ในการเขียน องค์ประกอบของเรียงความ รปู แบบของเรยี งความประกอบด้วยส่วนสำคญั 3 สว่ น คือ 1. คำนำ ( การเปดิ เรื่อง ) 2. เนอื้ เรือ่ ง ( เนอ้ื ความ ) 3. สรปุ ( ปิดเรื่องหรอื บทลงท้าย ) คำนำ คือ การเปดิ เรอ่ื ง เปน็ การเขา้ สูเ่ ร่ืองท่ีจะเขียน เขยี นใหน้ า่ สนใจ เพราะเป็นสว่ นสำคัญ ที่จะซักนำให้ผู้อ่าน ติดตาม การเขียนอาจจะตั้งคำถาม สุภาษิต คำขวัญ หรืออาจจะยกคำจำกัดความมาเขียนก็ได้ ต้องมี นำหน้า นา่ อา่ น ไมย่ าวเกินไป ไม่เขียนออกนอกเรื่อง เนื้อเรื่อง หรือ เนื้อความ เป็นใจความส่วนใหญ่ของเรื่อง ก่อนเขียนต้องวางโครงเรื่อง เรียงลำดับความก่อน - หลัง มีใจความสัมพันธ์กนั ในส่วนเนื้อความจะเป็นส่วนที่ยาวที่สุดของเนื้อเรื่องเนื้อหาต้องมคี วามเขม้ ขน้ เต็มไปด้วยสาระ มีหลกั ฐานนา่ เชอ่ื ถือ มีเหตุมผี ลและมีขอ้ เท็จจริงกับเนอื้ เร่ือง สรุป เปน็ การปิดเร่ือง เป็นการเขียนท้ิงท้ายให้ผ้อู า่ นเกิดความประทับใจ บทลงท้ายควรใชภ้ าษาสั้น ๆ กระซบั น่า อา่ น ลกั ษณะของเรียงความทดี่ ี 1. มเี อกภาพ หมายความว่า เนื้อหาจะต้องเป็นอนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั ไมก่ ลา่ วนอกเรอ่ื ง ไม่ขึ้นอยกู่ บั การวางโครง เรอ่ื ง 2. มสี ัมพนั ธภาพ หมายความวา่ เน้ือหาต้องมคี วามสมั พันธ์ต่อเนือ่ งกนั ตลอดทง้ั เร่ือง เกดิ จากการจดั ลำดับ ความคิดและการวางโครงเรื่องทด่ี ี และเกดิ จากการเรยี บเรียงยอ่ หน้าอยา่ งมรี ะเบียบ 3. มสี ารตั ภาพ หมายความวา่ เรียงความแตล่ ะเรียงจะต้องมีสาระสมบูรณต์ ลอดทัง้ เร่ือง ความสมบูรณ์ของ เน้ือหาเกดิ จากการวางโครงเร่ืองท่ีดี การวางโครงเรอื่ งในการเขียน เรยี งความ โครงเร่ือง คือการนำความคดิ ทงั้ เรือ่ งมาแยกแยะให้เปน็ ระเบยี บโดยการเรียงลำดับ เปน็ ขอ้ ความสนั้ ๆ ให้มี ความสัมพนั ธ์และตอ่ เนอ่ื ง มขี ้อควรคำนึงดงั นี้
19 1. จัดลำดับความคดิ ใหต้ อ่ เนอื่ งกัน 2. แยกประเดน็ ใหญ่และประเดน็ ยอ่ ยออกจากกันให้ชัดเจน 3. เขยี นโครงเรอ่ื ง อาจเขียนด้วยคำหรอื วลีกไ็ ด้ หรือจะทำเปน็ รูปประโยคก็ได้ วิธีหนง่ึ ท่ีจะชว่ ยให้นกั เรียนเกิดความคิด ในเรื่องใดเรื่องหนงึ่ ก็ได้คือ การหดั คดิ ถึงคำที่มีความเกี่ยวข้องกับ คำที่กำหนดให้อย่างน้อย 10 คำ แล้วนำคำเหล่านั้นมาผูกเป็นประโยคสั้น ๆ ดังตัวอย่าง บ้าน เป็นคำท่ี กำหนดให้คำอนื่ ๆ ทเี่ กยี่ วข้อง 10 คำ ได้แก่ พอ่ แม่ ลูก ความสขุ ความรกั พักผ่อน อาหาร น้ำ สบาย สำคัญ ฯลฯ เมอ่ื นำคำเหล่านี้มาผูกเปน็ ประโยคสน้ั ๆ ก็จะไดป้ ระโยค เช่น • บา้ นเป็นทีใ่ ห้ความสขุ แก่เรา • เราได้พกั ผ่อน ได้กินอาหาร และดม่ื น้ำทบ่ี ้าน • พอ่ แมร่ ักลูกและเลี้ยงดูลกู ใหส้ ุขสบาย • บา้ นมีความสำคญั สำหรับทุกคน ตอ่ ไปน้จี ะเสนอโครงเรอื่ ง ใหน้ กั เรียนดพู อเป็นแนวทางในการเขียนต่อไป เรื่องท่ี 1 : ความมัธยสั ถ์ คำนำ : ให้คำจำกัดความของคำว่า “ มัธยัสถ์ ” (การกระเหม็ดกระแหมร่ กั ษาทรพั ย์และผลประโยชน์ที่ ได้มาให้คงเหลอื อย่กู ับตน เพ่ือใช้ในเมื่อจำเปน็ เมื่อยามชรา ) เนือ้ เร่อื ง : - ลักษณะของความมัธยสั ถ์ (เปน็ คุณสมบัตทิ ่ีมนุษย์ฝกึ ฝนใหม้ ีขนึ้ ได้) - จะมัธยสั ถ์อย่างไร (คนทวั่ ไป มีสลงึ ควรประจบให้ครบบาท, รจู้ กั แบ่งทรัพย์, ไมส่ รา้ งหนี้ ไมฟ่ มุ่ เฟือย ) - คุณประโยชน์ของความมัธยัสถ์ (เป็นไทยแก่ตน เกื้อกูลผูอ้ นื่ ) - ความสำคญั ของความมัธยสั ถ์ ( ป้องกันมใิ ห้เป็นหน้ี )
20 ใบความรู้ที่ 2 1.ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง คือ อะไร เศรษฐกจิ พอเพยี ง เปน็ ปรชั ญาชีถ้ งึ แนวทางการดำรงชีวติ และปฏิบัติตนของประชาชนทกุ ระดับตัง้ แต่ ครอบครัว ชมุ ชน จนถงึ ระดับรฐั ทง้ั ในการดำรงชวี ติ ประจำวัน การพฒั นาและบรหิ ารประเทศ ใหด้ ำเนิน ไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพ่อื ใหก้ ้าวหน้าตอ่ การเปล่ยี นแปลงของโลก 2.เศรษฐกจิ พอเพยี งเปน็ อย่างไร เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง เศรษฐกิจที่สามารถอุ้มชูตัวเองได้ให้มีความพอเพียงกับตัวเอง (Self Sufficiency) อยูไ่ ดโ้ ดยไม่สร้างความเดือดร้อนใหต้ นเอง และผูอ้ ่นื ซึ่งต้องสร้างพ้ืนฐานทางเศรษฐกจิ ของตนเอง ให้ดีเสียกอ่ นมีความพอกินพอใช้สามารถพงึ่ พาตนเองได้ ยอ่ มสามารถ สรา้ งความเจรญิ ก้าวหน้าและฐานะทาง เศรษฐกิจของประเทศได้ 3.ใครท่ีสามารถนำเศรษฐกิจพอเพยี งไปปฏบิ ัติได้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวปรชั ญาท่ีทกุ ๆ คน สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ ไมว่ า่ จะเป็นตัว เราเอง นักเรียน เกษตรกร ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป ตลอดจนบริษัท ห้างร้าน สถาบันต่างๆ ทั้งนอก ภาคการเกษตรและในภาคการเกษตร สามารถนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าวไปปฏิบัติ เพื่อดำรงชีวิต และพฒั นาธรุ กิจการค้าได้จริง 4.หลักการดำเนนิ ชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงตอ้ งคำนงึ ถึงอะไรบา้ ง การดำเนินชวี ติ ตามหลกั เศรษฐกิจพอเพยี งตอ้ งตงั้ อยบู่ นพน้ื ฐานของ ทางสายกลาง และความไม่ ประมาท โดยคำนงึ ถึงหลกั การ 3 ประการ ดังน้ี 1.ความพอประมาณ 2.ความมีเหตุผล 3.การสรา้ งภูมิคมุ้ กันทดี่ ีในตวั โดยการดำเนนิ งานเศรษฐกจิ พอเพียงท่ดี ีจะต้องอยูภ่ ายใต้เงื่อนไข ความรู้ และคุณธรรม ตลอดจนต้อง เปน็ คนดี มคี วามอดทน พากเพียร ความพอประมาณ หมายถึง การตัดสนิ ใจเก่ยี วกับการดำรงชีวติ การดำเนนิ ธรุ กจิ อยา่ งพอเพียงตาม ความสามารถ และศกั ยภาพของตนท่มี อี ยู่ และต้องเปน็ ไปอยา่ งมีเหตุผลทเ่ี หมาะสมตลอดจนพึงนึกถงึ ผลทจ่ี ะ เกิดขน้ึ จากการกระทำนัน้ ๆ การมีภมู คิ ุม้ กันท่ีดีในตวั เป็นการเตรียมความพร้อม ความรู้ ที่จะรับผลกระทบ และการเปลีย่ นแปลง ตา่ งๆทีจ่ ะเกิดขน้ึ โดยคำนงึ ถงึ ความเปน็ ไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ทีค่ าดว่าจะเกดิ ขึ้นในอนาคตทงั้ ใกล้และไกล เพื่อปอ้ งกนั และลดความเสย่ี งจากการเปลี่ยนแปลง หรือท่เี ราไดย้ ินกันคุ้นหูกค็ ือ 3 หว่ ง 2 เงอ่ื นไข การปฏบิ ตั ิตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพยี ง เราสามารถมีสว่ นรว่ มในการปฏบิ ัติตามแนวเศรษฐกจิ พอเพียงโดยร่วมปฏบิ ตั ิในสงิ่ งา่ ยดงั นี้ 1.ยึดหลักประหยัด ตัดทอนคา่ ใช้จ่ายท่ไี มจ่ ำเปน็ ในทกุ ด้าน ลด ละ ความฟุ่มเฟอ่ื ยในการดำรงชีวิต 2.ประกอบอาชีพด้วยความถกู ต้อง สุจริต แมจ้ ะตกอย่ใู นภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพ
21 3.ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์ท่ีรนุ แรงและไมถ่ กู ต้อง 4.ไม่หยดุ นงิ่ ทจี่ ะหาทางใหช้ ีวิตหลดุ พน้ จากความทกุ ข์ โดยขวนขวายหาความรู้ ใหเ้ กิดรายได้เพมิ่ พนู จนถงึ ขัน้ พอเพียง 5.ปฏิบตั ติ นในแนวทางที่ดี ลดละส่ิงช่วั รา้ ยให้หมดสิ้นไป 5.การดำเนินชวี ติ ตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพยี งจะเกิดผลอย่างไร การดำเนนิ การพฒั นาตามแนวปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งจักนำไปสู่ 1.การดำรงชวี ติ ท่ีสมดุลมคี วามสขุ ตามอตั ภาพ 2.การพัฒนาเศรษฐกจิ ของตนเองและประเทศชาติมน่ั คง 3.การอยู่ร่วมกนั ในสังคมเกดิ วามเอ้ืออาทรซ่งึ กันและกัน “...เศรษฐกิจพอเพยี ง เป็นเสมอื นรากฐานของชีวิต รากฐานความม่ันคงของแผ่นดนิ เปรียบเสมอื นเสาเข็ม ทถ่ี ูกตอกรองรับบ้านเรอื นตวั อาคารไวน้ ่นั เอง สง่ิ กอ่ สร้างจะมั่นคงไดก้ ็อยทู่ ่เี สาเข็ม แตค่ นส่วนมากมองไม่ เห็นเสาเขม็ และลมื เสาเข็มเสียดว้ ยซ้ำไป...” พระราชดํารัสพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว จากวารสารชัยพัฒนา ฉบบั ประจําเดอื นสงิ หาคม ๒๕๔๒ ความเขา้ ใจในเศรษฐกิจพอเพยี ง เรอ่ื งเศรษฐกจิ พอเพยี ง จะเป็นเรื่องทสี่ อนใหเ้ ราพึง่ ตนเอง ไม่ตอ้ งไปเบยี ดเบยี นคนอ่นื คือสอนในด้าน ของทางสายกลาง โดยให้เรามีความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อมากจนเกินไป รู้จักใช้ของอย่างประหยัดและจำเป็น ก่อนจะใช้อะไรต้องมีเหตุผล พจิ ารณาใหร้ อบคอบก่อน สอนให้เราเตรยี มรับมือกับเหตุการณ์ท่ีจะเกิดข้ึนเสมอๆ ให้เรารจู้ กั วางแผนชีวิตอย่างมรี ะบบระเบียบไม่ยุ่งเหยิง และให้เรามีความซอ่ื สตั ย์ สามคั คี และช่วยเหลือกันใน ยามลำบาก จะเห็นได้ว่าหากเราทำตามเศรษฐกิจพอเพียงน้ี จะก่อให้เกิดประโยชน์มากมายเลย ทั้งต่อตัวเอง และสงั คม ดังนั้นเราปวงชนชาวไทยจะไม่สามารถมีโครงการที่ดีๆแบบนี้เกิดขึ้นได้แน่นอน ถ้าหากเราไม่มี พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั พระผุ้ทรงเปน้ ท้ังกษตั ริย์ นกั ปราชญ์ และพอ่ หลวงของแผน่ ดินไทย การนำไปปรบั ใช้ในชีวติ ประจำวัน ดา้ นเศรษฐกจิ ไม่ใช้จ่ายเกนิ ตัว ไม่ลงทนุ เกินขนาด คิดและวางแผนอย่างรอบคอบ มภี มู คิ ุ้มกันไม่เสี่ยง เกินไป เช่น ทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพอื่ ท่จี ะจัดการการใชจ้ า่ ยเงนิ ได้อยา่ งเป็นระบบ ดา้ นจติ ใจ มจี ิตใจเขม้ แขง็ มจี ิตสํานกึ ที่ดี เออื้ อาทร เหน็ แกป่ ระโยชน์สว่ นรวมมากกวา่ ประโยชน์ ส่วนตัว ดา้ นสงั คมและวฒั นธรรม ชว่ ยเหลือเก้อื กลู กัน รู้ รกั สามัคคี สร้างความเข้มแขง็ ใหค้ รอบครัว และ ชุมชน รกั ษาเอกลกั ษณ์ ภาษา ภมู ปิ ัญญา และวฒั นธรรมไทย ด้านทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม รู้จักใช้และจัดการอยา่ งฉลาดและรอบคอบ ฟื้นฟูทรพั ยากร เพื่อให้เกดิ ความย่ังยืนและคงอยู่ ช่วั ลูกหลาน เชน่ การใชน้ ำ้ อย่างประหยัด ปดิ ไฟเมื่อไม่ใช้งาน ขึ้นลงชั้นเดียว
22 ใช้บนั ไดแทนลฟิ ท์ ด้านเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีทเ่ี หมาะสม สอดคลอ้ งกบั ความต้องการและสภาพแวดลอ้ ม พัฒนา เทคโนโลยีจากภมู ิปญั ญาชาวบา้ น การน้อมนําปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มาประยกุ ต์ใช้ในทกุ ภาคส่วนของสังคมอย่างจริงจงั จะส่งผลให้ การพฒั นาประเทศกา้ วหนา้ ไป อยา่ งสมดลุ ม่นั คง และย่ังยนื พร้อมรบั ต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทงั้ ดา้ น ชีวิต เศรษฐกิจ สงั คม วัฒนธรรม สงิ่ แวดลอ้ ม และเทคโนโลยี อันจะนําไปสู่ “ความอยเู่ ยน็ เปน็ สุขรว่ มกนั ใน สังคมไทย”
23 ใบความรู้ที่ 3 สำนวนสภุ าษิตและคำพังเพย คำสุภาษติ คือคำในภาษาไทยท่ใี ชใ้ นการสื่อสารเชิงเปรียบเทยี บอปุ มาอุปมยั มกั มีความหมายในการ ตักเตือนสั่งสอนในทางบวก มคี วามหมายทด่ี ี คำสุภาษิตมักจะแต่งให้คล้องจองฟังแลว้ ระรนื่ ชน่ื หู เพอื่ ให้จดจำ ไดง้ า่ ยและเกดิ การใช้งานได้บอ่ ย หลายคร้งั ท่ีเราไดพ้ บกับคำสุภาษติ จากส่อื ต่างๆไมว่ า่ จะเป็นเฟสบุ๊ค หรอื ทวติ เตอรเ์ ราอาจจะเข้าใจหรอื ไมเ่ ขา้ ใจในความหมายของมันก็ ได้ ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ คำสุภาษิต คำสุภาษติ มักจะมาในรปู แบบของสำนวนโวหาร หรือคำพังเพย เมื่อฟงั แลว้ บางครง้ั มกั จะไม่คอ่ ยได้ ความหมายในตวั ของมันเองเท่าไหร่นกั แต่ตอ้ งนำไปประกอบกบั เหตุการณห์ รือตวั บคุ คล จงึ จะไดค้ วามหมายที่ เปน็ คติเตอื นใจ คำสภุ าษิตมีอยู่ด้วยกันสองประเภทคอื 1. คำสภุ าษิตทฟี่ งั แลว้ เข้าใจได้ทนั ที โดยทีไ่ มต่ ้องแปลความหมายให้เข้ากบั สถานการณ์นัน้ ๆ เชน่ ทำดีไดด้ ี ทำช่ัวได้ช่ัว 2. คำสุภาษติ ทฟี่ ังแลว้ ไม่เข้าใจในทนั ที ต้องแปลความหมายของมนั ใหเ้ ข้ากบั สถานการณต์ ่างๆก่อนถึงจะ ทราบถึงความหมายและแนวสอนของคำสภุ าษิตนัน้ ๆ เชน่ ผบี ้านไมด่ ี ผีป่ากพ็ ลอย 3. ข่ีชา้ งจบั ต๊ักแตน
24 สำนวน คือคำทพ่ี ูดออกมาในลักษณะเปรยี บเทียบและจะฟงั ไมเ่ ขา้ ในในทันทีตอ้ งแปลความหมายกอ่ นเชน่ เดียว กับรปู แบบท่ีสองของคำสภุ าษิต คำพังเพย คือคำพูดท่อี อกมาโดยที่ไมไ่ ดต้ ง้ั ใจว่าจะสง่ั สอนอะไรออกแนวพูดเปรยี บเทียบว่าสถานการณน์ ้เี ป็นอยา่ ง ไรเสยี มากกว่า แตค่ ำพังเพยส่วนใหญก่ ม็ ักจะแฝงคติเตือนใจที่สามารถนำไปปฏิบตั ิใช้ได้ คำคม คอื ถอ้ ยคำสำนวนท่ใี ช้ในปัจจบุ ันทนั ด่วน สว่ นมากเปน็ ถ้อยคำที่หลกั แหลม ฟงั แล้วต้องยกน้วิ ให้ ผทู้ ่ีคิด คำคมต่างๆออกมามักจะเปน็ ผ้ทู ่ฉี ลาดปราดเปร่ือง นกั ปราชญ์ เชน่ คำคมของขงเบ้ง เปน็ ต้น คำขวัญ คือคำท่แี ตง่ มาเพ่อื อธิบายพรรณนาใหเ้ ข้าใจเก่ียวกับเหตกุ ารณน์ ั้นๆ หรือวันสำคญั ตา่ งๆ เชน่ คำขวัญ กรุงเทพมหานคร หรือคำขวัญวันเด็ก เปน็ ต้น
25 สุภาษิตไทยพร้อมความหมายหมวด ก. สำนวน สุภาษิตไทย ความหมาย กงเกวยี นกำเกวยี น ทำอะไรกบั ใครไว้ ยอ่ มไดร้ บั ผลกรรมน้นั กบในกะลาครอบ มคี วามรูห้ รือประสบการณ์น้อยมกั นกึ วา่ ตัวรูม้ าก กรวดน้ำคว่ำขัน (ควำ่ กะลา) ตดั ขาดไม่เก่ยี วข้องด้วย ชาตนิ ้ีอยา่ ได้จอยกัน กระเชอกน้ ร่ัว ใชจ้ ่ายเงินสุรยุ่ สรุ า่ ย ไม่ประหยัด ไมเ่ กบ็ หอมรอมรบิ กระดไ่ี ดน้ ้ำ ดีอกดใี จจนเกนิ งาม เนื้อตัวสน่ั ทำแว้ดๆ กระต่ายขาเดียว ยืนกรานไม่ยอมรบั ผดิ ฉันไม่ได้ทำ ฉันเปลา่ นะ กระตา่ ยตนื่ ตูม ต่นื ตกใจง่าย ยังไม่ทันหาสาเหตใุ หช้ ดั เจนเสียก่อนแลว้ โวยวาย กระต่ายหมายจนั ทร์ ผ้ชู ายท่ีหมายปองหญงิ สูงศักด์ิ ฐานะดีกวา่ ตัวเอง กระโถนท้องพระโรง บุคคลทีถ่ ูกใคร ๆ รุมใชอ้ ยคู่ นเดยี ว กลับเนอ้ื กลับตัว เลิกทำความช่วั แล้วมาประพฤตติ วั เป็นคนดี กลับหน้ามือเป็นหลงั มอื เปลี่ยนแปลงจากเดิมไปอยา่ งตรงกนั ข้าม กล้านักมักบิ่น กล้าเกินไปมักจะเกดิ อนั ตรายได้ กว่าถ่ัวจะสุกงากไ็ หม้ ทำงาน 2 อยา่ ง แบบลังเลใจ แกป้ ัญหาไมท่ ันทว่ งทตี อ้ งเสียงานไป 1 อยา่ ง ก่อรา่ งสร้างตวั ทำงานหาเงินเป็นกอบเป็นกำ ตงั้ เนื้อตัง้ ตวั ไดเ้ ป็นหลักฐาน กาคาบพรกิ คนผวิ ดำทีช่ อบแตง่ ตัวดว้ ยเส้อื ผ้าสแี ดง ๆ หรอื สแี จ๋นๆ กำขด้ี กี ว่ากำตด ได้มาบ้างดีกว่าไมไ่ ด้อะไรเลย กำแพงมหี ูประตมู ีชอ่ ง / กำแพงมหี ปู ระตูมีตา จะพดู อะไรต้องระวัง อาจมคี นรูไ้ ด้ กิ่งทองใบหยก ชายหนุม่ หญงิ สาวเหมาะสมกนั ดที ี่จะแต่งงาน กินทลี่ บั ไขที่แจ้ง เอาความลบั หรือเอาเรื่องทท่ี ำกันท่ลี ับมาเปิดเผยใหค้ นเขารู้ กินน้ำใตศ้ อก เมยี นอ้ ยต้องยอมรบั ของเหลอื เดนจากเมยี หลวงตกเปน็ รองด้านศกั ดิ์ศรี กินน้ำพริกถ้วยเก่า อยกู่ ับเมียคนเดิม กินน้ำไมเ่ ผือ่ แลง้ มีเงนิ มขี องกใ็ ช้ถลงุ เสยี จนหมด ไมห่ ่วงอนาคตขา้ งหนา้ กินนำ้ เห็นปลิง ตะขดิ ตะขวงใจกบั คนช่ัวทร่ี พู้ ดู หรือคบดว้ ยโดยรวู้ า่ เขาไม่ดี กินบนเรอื นขบี้ นหลังคา คนเนรคณุ อาศยั บ้านเขาหรือเขาใหค้ วามชว่ ยเหลอื แตก่ ลับทำความบัดซบให้ เก็บเบีย้ ใต้ถุนรา้ น เกบ็ เลก็ ผสมนอ้ ย เกบ็ ส่วนเล็กส่วนนอ้ ยจนเป็นรปู เป็นร่างเปน็ กอบเป็นกำ เกลือจม้ิ เกลือ แก้แคน้ ใหส้ าสมกบั ท่ีทำไว้ ไม่ยอมเสยี เปรียบกัน เกลือเปน็ หนอน คนภายในกลุม่ ของเรา คิดทรยศไปบอกความลับฝ่ายตรงข้าม เกีย่ วแฝกมงุ ปา่ ทำอะไรเกนิ กำลงั ความสามารถของตวั แกวง่ เทา้ หาเสีย้ น อยดู่ ีไม่ว่าดี ไปหาเร่อื งเดอื ดร้อนใส่ตัว ไกแ่ กแ่ ม่ปลาชอ่ น หญิงมอี ายุมาก มมี ารยามาก เล่หเ์ หลีย่ มมาก จดั จ้าน ไกลปนื เท่ียง ไมค่ อ่ ยรูค้ วามเปน็ ไปของโลก เพราะอยหู่ ่างไกลความเจรญิ ไกเ่ ห็นตีนงู งเู ห็นนมไก่ ตา่ งฝา่ ยตา่ งรคู้ วามลบั ของกันและกัน
26 หมวด ข.-จ. สำนวน สภุ าษิตไทย ความหมาย ขนมผสมน้ำยา ท้ังค่ดู ีเลวพอกัน จะบอกว่าใครดกี ว่าใครไมไ่ ด้ ข่มเขาโคขืนใหก้ นิ หญา้ บังคับขนื ใจผู้อ่นื ใหท้ ำตามทีใ่ จเราปรารถนา ขว้างงูไมพ่ น้ คอ ทำอะไรกต็ าม ผลรา้ ยยอ้ นกลับมาส่ตู ัวเอง ขวานฝ่าซาก พูดจาตรง ๆ ไม่เกรงใจใครเลย ขายผา้ เอาหนา้ รอด ยอมเสียสละของสำคัญของตนเพ่ือรกั ษาชื่อเสยี งตนเอาไว้ ขิงก็รา ข่ากแ็ รง ตา่ งคนต่างอารมณ์ร้อนพอกนั ตา่ งคนต่างไมย่ อมกัน ขช่ี ้างจับต๊ักแตน ลงทนุ มาก แตก่ ลับได้ผลนดิ หนอ่ ย ขดุ ด้วยปาก ถากด้วยตา เหยียดหยามทัง้ วาจา และสายตามองแบบดูถกู ขุดบ่อลอ่ ปลา ทำกลอุบายใหเ้ ขาเชื่อเพอื่ หวงั ผลประโยชน์ เขน็ ครกขน้ึ ภเู ขา ทำงานท่ียากลำบากต้องใชค้ วามเพยี รพยายามและอดทนมาก เขา้ ดา้ ยเขา้ เขม็ กำลงั คับขันเวลากำลงั สำคญั ถ้าพลาดหรอื มอี ะไรมาขดั จงั หวะจะเสียการ เขา้ ตามตรอก ออกตามประตู ทำตามขนบธรรมเนียมประเพณี ส่วนใหญห่ มายถึงการแตง่ งาน เขา้ เถื่อนอยา่ ลืมพร้า ใหร้ อบคอบ อยา่ ประมาท เขา้ เมืองตาหลวิ่ ต้องหล่ิวตาตาม ทำตวั ใหเ้ หมาะกับสภาพแวดลอ้ มทค่ี นในสังคมน้ันเขาทำกนั เขียนเสือให้ววั กลัว หลอก ขู่ ใหฝ้ า่ ยตรงข้ามเสยี ขวัญหรือเกรงขาม คดในขอ้ งอในกระดูก กมลสนั ดาน เกดิ มากช็ อบคดโกง คบคนใหด้ ูหนา้ ซ้ือผ้าใหด้ เู นื้อ จะคบเพื่อนตอ้ งพจิ ารณาใหด้ ีเสยี ก่อน คลนื่ กระทบฝงั่ เร่ืองราวเกิดข้นึ แลว้ กเ็ งียบหายไปในทสี่ ุด คลุมถุงชน การแตง่ งานทเ่ี จา้ บ่าวเจา้ สาว ต่างไมไ่ ด้รกั กันมาก่อน โดนผ้ใู หญ่จบั แต่ง ความร้ทู ว่ มหวั เอาตัวไมร่ อด มีความรู้มากแต่ไมร่ ้จู กั ใชค้ วามรู้ให้เปน็ ประโยชน์ คอหอยกบั ลกู กระเดอื ก เขา้ กนั ได้ดแี ยกกนั ไม่ออกสนิทสนมกนั คางคกข้ึนวอ คนจนพอไดด้ ีขนึ้ มา กล็ มื ตัว คาหนังคาเขา จบั ไดใ้ นขณะที่กำลงั ทำผดิ หรือพรอ้ มกับของกลาง โคแกช่ อบกินหญ้าอ่อน ชายแกช่ อบหญงิ เอา๊ ะๆ เปน็ เมีย ฆอ้ งปากแตก เก็บความลับไมอ่ ยู่ ชอบนำความลบั ของคนอืน่ ไปโพนทะนา ฆา่ ควายอยา่ เสียดายพรกิ จะทำการใหญ่ ไม่ควรตะหนี่ หรือเค็มนะจ๊ะ งมเข็มในมหาสมุทร คน้ หาสิ่งทย่ี ากจะคน้ หาได้ เงยหนา้ อ้าปาก / ลืมตาอ้าปาก มฐี านะดขี ้ึนกวา่ เดิม จบั งขู า้ งหาง ทำสงิ่ ทเ่ี สี่ยงต่ออนั ตราย จบั แพะชนแกะ ทำอย่างขอไปที ไมไ่ ดอ้ ย่างนี้กเ็ อาอยา่ งนนั้ เพื่อให้เสร็จๆ ไป จบั เสอื มือเปลา่ หาผลประโยชน์โดยตัวเองไมล่ งทนุ จดุ ไตต้ ำตอ พดู หรอื ทำบงั เอญิ ไปโดนเจา้ ของเรื่องโดยผูพ้ ูดนนั้ ไม่รตู้ ัว
27 หมวด ช.-ด. สำนวน สุภาษิตไทย ความหมาย ชกั ใบใหเ้ รือเสีย พดู หรอื ขวางใหก้ ารสนทนาออกนอกเรือ่ ง ชักแมน่ ้ำทัง้ หา้ พูดจาหวา่ นล้อม ยกยอคนอน่ื วา่ เขาดเี ลิศ เพ่อื เราจะไดส้ มปรารถนา ชักหน้าไม่ถงึ หลงั มีรายได้ไม่พอกับรายจา่ ย ชว่ั ชา่ งชี ดชี ่างสงฆ์ พระสงฆจ์ ะประพฤติตัวอย่างไรก็เรื่องของทา่ น ท่านกไ็ ดร้ ับผลกรรมเอง ช้าๆไดพ้ รา้ สองเลม่ งาม ค่อยๆคดิ ค่อยๆทำ พจิ ารณาให้ดี รอบคอบ เด๋ยี วจะสัมฤทธผิ์ ลเอง ชา้ งตายทั้งตวั เอาใบบวั มาปิด ความผิดรา้ ยแรงที่คนรู้ทว่ั กนั แล้ว จะปดิ อย่างไรก็ไมม่ ดิ ผวั หาบ เมยี คอน ชว่ ยกันทำมาหากนิ ทั้งผวั และเมยี ชี้นกบนปลายไม้ หวงั ในสงิ่ ที่อยู่ไกลตวั มันเป็นไปได้ยาก ชบุ มอื เปบิ ฉวยเอาผลประโยชนข์ องผ้อู ื่น โดยตัวเองไมไดล้ งทุนลงแรง ซื่อเหมือนแมวนอนหวด ทำเปน็ ซือ่ ๆ ซื้อควายหน้านา ซือ้ ผา้ หน้าตรษุ (หนา้ หนาว) ซื้อของไม่คำนึงถงึ กาลเวลาย่อมได้ของแพง (Demand สงู Supply ตำ่ ) ดดี ลูกคดิ รางแก้ว คิดถงึ ผลได้ ผลดีอย่างเดียว ไดท้ ีขแ่ี พะไล่ ไปซ้ำเติม เยาะเยย้ เม่ือคนอื่นเพลี่ยงพล้ำ หมวด ต. สำนวน สุภาษิตไทย ความหมาย ตกกะไดพลอยโจน จำเปน็ ต้องเขา้ ไปเก่ียวขอ้ งกับเหตกุ ารณ์ท่ีเกดิ ขนึ้ เมือ่ ไม่มีทางเล่ียง ตักน้ำรดหวั ตอ แนะนำเทา่ ไร พรำ่ สอนเทา่ ไร ก็ไมไ่ ดผ้ ล ตกั บาตรอย่าถามพระ จะให้อะไรแกค่ นอื่น อย่าไปถามเขาว่าเอาไหม อยากไดไ้ หม ตัดหางปล่อยวัด ตดั ขาดไมเ่ กี่ยวข้อง ตาบอดคลำชา้ ง คนทร่ี อู้ ะไรดา้ นเดยี ว แล้วเขา้ ใจแตอ่ ยา่ งน้นั สง่ิ นั้น ตาบอดได้แว่น คนที่มสี ่ิงท่ีตัวเองใชป้ ระโยชน์ไม่ได้ มกั ใช้คกู่ ับ หวั ลา้ นไดห้ วี ตาลยอดด้วน คนทไ่ี มม่ ีหนทางทำมาหากนิ คนไมม่ ีบุตรสบื สกลุ ตำข้าวสารกรอกหมอ้ ทำพอให้เสรจ็ ไปแค่ครง้ั หน่งึ ๆ พอพรงุ่ น้จี ะเอา คอ่ ยทำใหม่ ตำนำ้ พริกละลายแม่นำ้ เสียทรัพย์โดยไม่ไดร้ บั ประโยชนอ์ ะไร ตเิ รอื ท้ังโกลน ตพิ ลอ่ ย ๆ ตำหนิในส่งิ ทเ่ี ขายงั ทำไมเ่ สร็จ ตงี ูใหก้ ากิน ทำสงิ่ ทตี่ นควรจะไดร้ ับประโยชน์ แต่กลบั ไม่ได้ ตกอยู่กับผอู้ ่นื ซะเน่ีย ตีงใู หห้ ลงั หกั ทำสง่ิ ใดแก่ศัตรไู มเ่ ด็ดขาดจริงจัง ยอ่ มได้รับผลรา้ ยภายหลงั ตีตนก่อนไข้ กงั วลทกุ ขร์ อ้ นก่อนในเรื่องทีย่ งั ไมเ่ กิดขนึ้ ตนี ถบี ปากกัด / ปากกัดตีนถีบ มานะพยายามทำงานทุกอย่างเพื่อปากทอ้ งโดยไม่หว่ งคำนงึ ถึงความลำบาก ตีปลาหน้าไซ พูดหรือทำใหก้ ิจการของผอู้ น่ื ซงึ่ กำลังดำเนนิ ไปดว้ ยดีกลบั เสยี ตวี วั กระทบคราด โกรธคนหน่งึ แตท่ ำอะไรเขาไมไ่ ดก้ ็เลยรังควานอกี คนที่ตนเองสามารถทำได้ เตีย้ อ้มุ คอ่ ม คนจนแตร่ บั เลยี้ งดคู นทต่ี ่ำต้อยจนเหมือนกัน
28 หมวด ถ.-ป. สำนวน สภุ าษิตไทย ความหมาย ถอดเข้ียว ถอดเลบ็ เลิกแสดงฤทธิ์เดชอำนาจอกี ถอยหลังเขา้ คลอง หวนกลับไปหาแบบเดมิ ๆ ลา้ สมัย ถล่ี อดตาชา้ ง หา่ งลอดตาเล็น ดเู หมอื นจะรอบคอบถ่ถี ว้ น แต่รอบคอบไม่จริง ทำนาออมกลา้ ทำปลาออมเกลือ ทำการส่งิ ใด ถ้ากลัวหมดเปลืองยอ่ มไม่ไดผ้ ล นกสองหัว ทำตวั เขา้ กบั ท้งั 2 ฝ่ายที่เขาไม่ถูกกัน โดยหวังประโยชนเ์ พ่ือตน นายวา่ ข้ีขา้ พลอย พลอยพูดผสมโรงติเตยี นผ้อู ื่นตามเจ้านาย นำ้ ขึน้ ให้รีบตกั มโี อกาสดีกค็ วรรบี ทำ น้ำซึมบอ่ ทราย รายไดม้ าเร่อื ย ๆ น้ำท่วมทุ่ง ผกั บงุ้ โหรงเหรง พดู มากได้สาระนอ้ ย นำ้ ท่วมปาก พูดไม่ได้ เกรงจะมภี ยั แก่ตนหรอื ผู้อ่นื นำ้ ลดตอผดุ เมื่อหมดอำนาจ ความชว่ั ท่ที ำไว้กป็ รากฎ บนขา้ วผี ตีข้าวพระ ขอร้องให้เทวดาผสี างนางไมช้ ว่ ยโดยการบน สอนหนังสอื สงั ฆราช สอนสงิ่ ที่เขารู้ดอี ยู่แล้ว เบยี้ บ้ายรายทาง เงนิ ท่ตี ้องใช้จา่ ย หรอื เส่ียไปเรือ่ ย ๆ ในขณะทำธุรกจิ ใหส้ ำเรจ็ ปลาตดิ รา่ งแห (ติดหลงั แห) คนท่พี ลอยรับเคราะห์กรรมกับคนอืน่ ทงั้ ๆ ที่ไม่ได้มสี ว่ นพัวพัน ปากปราศัย นำ้ ใจเชือดคอ พูดดแี ต่ใจคดิ ร้าย ปากวา่ ตาขยบิ พดู อย่างหน่ึงแตท่ ำอกี อยา่ งหนง่ึ ปากกับใจไมต่ รงกัน ปากหวานก้นเปรีย้ ว พูดจาออ่ นหวาน แต่ไม่จริงใจ ปิดทองหลงั พระ ทำดีแต่ไม่มใี ครยกยอ่ ง เพราะมองไม่เหน็ คุณค่า ไปไหนมา สามวาสองศอก ถามอยา่ งหน่งึ ตอบไปอีกอยา่ งหนงึ่ หมวด ผ.-ย. สำนวน สภุ าษิตไทย ความหมาย ผักชโี รยหน้า ทำความดเี พียงผิวเผนิ ผีซำ้ ดำ้ พลอย ถกู ซำ้ เติม เมือ่ พลาดพล้ังหรือเมอื่ คราวเคราะหร์ ้าย ผถี งึ ปา่ ช้า ต้องยอมทำ เพราะจำใจหรือไม่มที างเลอื ก ฝนตกไม่ท่ัวฟา้ ใหห้ รอื แจกจ่ายอะไรไมท่ ั่วถงึ กัน ฝนทง่ั ใหเ้ ป็นเขม็ เพียรพยายามสดุ ความสามารถจนสำเรจ็ พบไม้งามเมอ่ื ขวานบ่นิ พบหญิงสาวท่ถี ูกใจ เมอื่ แก่แลว้ พออา้ ปากกเ็ หน็ ล้นิ ไก่ รู้ทันกัน ไมม่ ีทางจะโกหก หลอกกันได้ พูดเปน็ ต่อยหอย พูดฉอด ๆ ไม่หยุดปาก เม้าท์เกง่ พูดไปสองไพเบ้ีย น่ิงเสียตำลงึ ทอง พดู ไปไม่มปี ระโยชน์ นิ่งเสยี ดีกว่า สงบสยบความเคลอื่ นไหว
29 มะนาวไม่มนี ้ำ พดู หว้ น ๆ มะกอกสามตะกรา้ ปาไม่ถกู พดู จาตลบตะแลงพลิกแพลงไปมาจนจบั คำพูดไม่ทัน มากหมอมากความ มากคนก็มากเรื่อง วุ่นวาย ต่างคนต่างก็ถือความคิดตัวเอง มือถอื สาก ปากถอื ศีล ชอบแสดงตวั ตนว่าเปน็ คนมีศีล มธี รรม แต่ทำความเลวเป็นนิจ มอื ห่าง ตนี ห่าง สรุ ยุ่ สุรา่ ย เลนิ เลอ่ สะเพรา่ ไม่ระมดั ระวงั ไมด่ ตู ามา้ ตาเรอื ไมพ่ ิจารณารอบคอบดูใหด้ ี ไมร่ ู้จักหวั นอนปลายเทา้ ไมร่ ูว้ ่าบ้านช่องอยู่ไหน เปน็ ลกู หลานใคร ไม่รู้จักพืน้ เพ ไม่เห็นนำ้ ตัดกระบอก ไมเ่ หน็ กระรอกโกง่ หน้าไม้ ดว่ นตดั สินใจทำอะไรเลยไป ทั้ง ๆ ท่ยี งั ไม่ถงึ เวลาอันควร ไม้ใกลฝ้ ่งั แกม่ าก อายุขัยใกลต้ าย ไมห้ ลกั ปักไม้เลน โลเล ไม่แน่นอน ยกตนข่มทา่ น พูดทบั ถมผู้อืน่ แสดงให้เห็นวา่ ตัวเหนือกว่า ยกภเู ขาออกจากอก โล่งอก หมดวิตกกังวล ยื่นแก้วใหว้ านร เอาของมคี า่ ให้คนทไี่ ม่รูจ้ กั คา่ ของสงิ่ นนั้ หมวด ร.-ส. สำนวน สุภาษิตไทย ความหมาย รกั ยาวให้บนั่ รกั สั้นใหต้ อ่ รกั จะคบกันนาน ๆ ให้ตดั ความคิดอาฆาตพยาบาทออกไป รักจะอย่สู น้ั ๆ ใหค้ ิดอาฆาต รดี เลอื ดกบั ปู บังคบั เอากับผู้ยากจนทไ่ี ม่มีจะให้ ละเลงขนมเบ้ืองดว้ ยปาก ดีแต่พูด เม้าท์ แต่ทำจริง ๆ ทำไม่ได้ ลางเน้ือชอบลางยา ของบางส่งิ อาจถกู เข้ากนั ได้ดี เหมาะกับคนหนง่ึ แตอ่ าจไมเ่ หมาะกบั อกี คน ลูกขนุ พลอยพยัก พวกประจบสอพลอ ผ้ทู ี่คอยว่าตามผใู้ หญ่ เจา้ นาย ลูกผีลูกคน จะเอาแน่นอนไมไ่ ด้ มักใช้ในกรณีสำคัญๆ ลบู หน้าปะจมกู จะทำอะไรเดด็ ขาดจรงิ จงั ลงไปไมไ่ ด้ เพราะเกรงจะไปกระทบพวกพ้องตัวเอง เล่นเอาเถิดเจ้าล่อ อาการหลบไปมาเพ่ือไม่ให้พบ เลอื ดข้นกวา่ น้ำ ญาตพิ ่ีนอ้ งยอ่ มดีกว่าคนอ่ืน ววั ใครเขา้ คอกคนน้ัน กรรมทใี่ ครสรา้ งไว้ ยอ่ สง่ ผลให้แกผ่ ูน้ ั้น วา่ ยน้ำหาจระเข้ เสย่ี งเขา้ พบทั้ง ๆ ทรี่ ู้ว่าเป็นอันตราย ศรศลิ ปไ์ ม่กนิ กนั ไม่ถกู กัน ไม่ลงรอยกัน ไม่ชอบหนา้ กัน สรา้ งวิมานในอากาศ คิดคาดหวงั จะมีจะเป็นอะไรอยา่ งเลิศลอย สวรรค์อยใู่ นอก นรกอยูใ่ นใจ ความสุขที่เกิดจาการทำดี ทำช่วั อยู่ทีใ่ จท้ังนัน้ สองฝกั สองฝ่าย ทำตัวเข้ากบั 2 ฝา่ ยที่ไมถ่ ูกกนั โดยหวงั ประโยชน์เพื่อตน สอนจระเข้ให้วา่ ยน้ำ สอนสิง่ ท่เี ขารูด้ หี รอื ถนดั อยู่แลว้ สาวไสใ้ หก้ ากิน เอาความลบั ของตน หรือพวกตนไปเผยให้คนอ่ืนรูเ้ ปน็ การประจานตน สิน้ ไร้ไม้ตอก ยากไร้ ขดั สนถงึ ทสี่ ดุ ไมม่ ีทรัพย์สมบตั ิติดตวั
30 สิบเบย้ี ใกลม้ อื ของหรือประโยชนท์ คี่ วรได้ก็เอาไว้ก่อน สุกเอาเผากนิ ทำลวก ๆ ทำพอเสรจ็ ไปคร้งั ๆ หน่ึง เส้นผมบังภเู ขา เร่อื งงา่ ย ๆ แต่คดิ ไมอ่ อก เหมอื นมอี ะไรมาบงั อยู่ สอนจระเขว้ ่ายน้ำ หมวด ห.-อ. สำนวน สภุ าษิตไทย ความหมาย หงิมๆ หยบิ ชิน้ ปลามนั บคุ ลกิ ลกั ษณะเรยี บร้อย แตค่ วามจริงฉลาด เลือกเอาดี ๆ ไปได้ หญา้ ปากคอก สะดวก งา่ ย ไม่มีอะไรยุ่งยาก หนงั หนา้ ไฟ ผูท้ ่คี อยรับหน้า รบั ความเดือดรอ้ นก่อนผูอ้ ืน่ หนา้ เนอ้ื ใจเสือ หนา้ ตาแสดงความเมตตา แต่ใจโหดเหี้ยม หนามยอกเอาหนามบ่ง ตอบโตห้ รอื แก้ด้วยวธิ กี ารทำนองเดยี วกัน หนา้ ส่วิ หน้าขวาน อยใู่ นระยะอนั ตราย เพราะอีกฝา่ ยหนง่ึ กำลังโกรธ หมาในรางหญา้ คนที่หวงแหนส่ิงท่ตี นเองกินหรือใช้ไมไ่ ด้ แต่ไม่ยอมใหค้ นอน่ื กนิ หรือใช้ หมาสองราง คนท่ที ำตัวเขา้ ทง้ั 2 ฝา่ ยท่เี ป็นศตั รกู นั โดยหวงั ประโยชน์เพ่อื ตน หยิกเล็บเจ็บเนอื้ เม่ือทำความเดอื ดร้อนใหแ้ ก่คนใกลช้ ดิ กจ็ ะมีผลกระทบถงึ ตวั ผทู้ ำหรอื พวกพอ้ ง หอกขา้ งแคร่ คนใกลช้ ดิ ทจ่ี ะคอยทำร้ายเม่ือใดก็ได้ หกั ด้ามพร้าด้วยเข่า หกั โหมเอาดว้ ยกำลัง ใชอ้ ำนาจบังคับเขา หัวแกว้ หัวแหวน เป็นที่รักใคร่เอ็นดมู าก หวั มงั กุ ทา้ ยมังกร ไม่เข้ากัน ไม่กลมกลืนกัน หัวหลักหวั ตอ บุคคลที่นอ้ ยใจ เพราะคนอน่ื มองข้ามความสำคัญ ไม่ยอมมาปรกึ ษา เหยยี บเรือสองแคม ทำทเี ข้าด้วยท้ัง 2 ฝา่ ย หผู จี มกู มด ไหวตวั ทันเหตุการณต์ ลอด
31 หาเหาใส่หัว รนหาเรื่องเดือดร้อน รำคาญใสต่ น เอามะพรา้ วหา้ วไปขายสวน แสดงความรหู้ รอื อวดรกู้ ับผู้ท่รี ู้เรอ่ื งดกี ว่า เอาเนอื้ หนูไปปะเนอื้ ชา้ ง เอาทรัพย์หรือส่งิ ของจากคนที่มนี ้อยไปใหผ้ ู้ทมี่ มี ากกว่า เอามอื ซุกหบี หาเรื่องเดอื ดรอ้ นหรือความลำบากใส่ตวั โดยใชท่ ่ี เอาไม้ซีกไปงดั ไม้ซุง คดั คา้ นผมู้ ีอำนาจ ฐานะสูงกวา่ หรือผใู้ หญ่กว่า มักจะล้มเหลว เอาหไู ปนา เอาตาไปไร่ แสร้งทำเป็นไมร่ ไู้ ม่เห็น ไมส่ นใจ ที่มา : http://www.tewfree.com/คำสุภาษติ /
32 ใบความร้ทู ่ี 4 สำนวนไทย คำพังเพย และสุภาษิตทสี่ อดคล้อง กับหลกั เศรษฐกจิ พอเพียง “เศรษฐกิจพอเพยี ง” เปน็ ปรัชญาทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว ทรงมีพระราชดำรสั ช้แี นะแนวทางการ ดำเนนิ ชีวติ ใหแ้ กพ่ สกนิกรชาวไทยมาเป็นเวลานานกว่า 25ปี โดยมแี นวคิดทต่ี ัง้ อยู่บนพนื้ ฐานของทางสายกลาง และความไมป่ ระมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ คือ ให้ทำอะไรดว้ ยความพอดี ไม่มากหรือนอ้ ยเกินไป และตอ้ งไม่เบยี ดเบียนตนเองและผู้อ่ืน ในขณะเดียวกนั ก็ต้องมีเหตุผลในการกระทำ มีการสร้างภมู ิคุ้มกันทีด่ ใี น ตัว คอื มีการเตรียมตัวให้พรอ้ ม ท่ีจะรบั ผลกระทบจากความเปล่ยี นต่างๆ ที่จะเกดิ ขน้ึ ในอนาคต โดยอาศัย ความรู้ ความรอบคอบ และคณุ ธรรม เชน่ ความซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ ความอดทน ความเพียรมาประกอบในการ วางแผน การตัดสินใจ และการกระทำทกุ อย่าง ซงึ่ ในปจั จุบนั ไดม้ กี ารพดู และนอ้ มนำปรชั ญาดงั กลา่ ว ไป ประยกุ ต์ใชใ้ นการปฏิบัตงิ านต่างๆ อยา่ งกว้างขวาง ด้วยเหตนุ ้ี กลุ่มประชาสมั พันธ์ สำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวฒั นธรรม จงึ อยากจะขอนำสำนวนไทย คำพงั เพย และสภุ าษิตทส่ี อดคลอ้ ง กบั หลกั เศรษฐกิจพอเพียงมาเสนอ วา่ เร่ืองใดควรนำไปปรับใช้ในชวี ิตประจำวนั หรือเรอ่ื งใดควรหลีกเลี่ยง ละเวน้ จากการท่ี “เศรษฐกิจพอเพยี ง” เป็นการมุ่งเนน้ ความพอประมาณ ท่ตี อ้ งไมส่ ร้างความเดือดรอ้ น ให้แก่ตนเอง และผู้อ่ืน โดยจะตอ้ งร้จู กั ฉลาดคิด ฉลาดทำ มีเหตุผล อกี ทงั้ ตอ้ งมคี วามรู้คู่คุณธรรมเป็นตวั กำกบั ดงั นนั้ สภุ าษิต คำพงั เพย และสำนวนไทยทนี่ า่ จะนำมาใชไ้ ด้ มีดงั นี้ – ตนแลเปน็ ทพี่ ง่ึ แห่งตน หมายถงึ ไม่วา่ จะการใดๆ ควรคดิ ทำด้วยตนเองกอ่ นท่จี ะคิดพงึ่ พา หรือ ขอความช่วยเหลือจากผูอ้ ่นื เพราะตนเองจะเปน็ ทพี่ งึ่ ของตนเองไดด้ ที ส่ี ดุ ไมว่ า่ จะอยู่ในสถานการณใ์ ด – กนั ไวด้ ีกว่าแก้ หมายถึง ป้องกนั เหตทุ ีเ่ กิดข้ึนเป็นการลว่ งหนา้ ดีกวา่ มาตามแกภ้ ายหลัง หรอื เป็น การป้องกนั ไวก้ อ่ น ก่อนทค่ี วามเสยี หายจะเกดิ ขึ้น น่ันคอื จะทำการณ์ใด จะตอ้ งรูจ้ กั วางแผน เตรยี มการณ์ไว้ ล่วงหนา้ เช่น จะลงทุนทำการคา้ ก็ไม่ทมุ่ จนสุดตัว ตอ้ งมเี งินสำรอง ไว้เผื่อเหลือเผ่อื ขาด เปน็ การกนั ไว้ก่อน – มีสลงึ พึงบรรจบใหค้ รบบาท หมายถึง ใหร้ ู้จักเก็บหอมรอบริบ ค่อยๆ เกบ็ สะสมเงนิ ไว้ หากมเี หตุ ฉุกเฉินจะได้มเี งินเกบ็ ไวย้ ามขาดแคลน – จงกนิ เพ่ืออยู่ อย่าอยเู่ พอื่ กิน หมายถึง ให้ร้จู ักกินอยใู่ หพ้ อดี พอประมาณกบั ฐานะของตน ไมใ่ ช้ จ่ายอยา่ งสุร่ยุ สุร่าย ทง้ั น้ี เพ่อื มใิ หเ้ กดิ ความขดั สน เชน่ หากเรามรี ายไดน้ อ้ ย กต็ อ้ งรูจ้ กั ประหยัด ไมซ่ ือ้ ของ ขา้ วท่ีไมจ่ ำเปน็ เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว บางครง้ั อาจทำใหเ้ ราต้องก้หู น้ียืมสนิ เพม่ิ – ผัวหาบ เมียคอน หมายถงึ ชว่ ยกันทำมาหากินท้ังผัวและเมยี ต่างคนต่างขยันขนั แขง็ รูจ้ กั ชว่ ยกันเก็บ เงิน ทำให้สรา้ งครอบครวั ไดเ้ รว็ – ฝนทั่งใหเ้ ปน็ เข็ม หมายถงึ พยายามทำสิ่งท่ยี ากเย็น ดว้ ยความวริ ยิ ะอุตสาหะบากบั่น จนแม้ส่งิ ทไ่ี ม่ นา่ เป็นไปได้ ยังเปน็ ไปได้ เป็นการสอนให้เรารจู้ กั มานะพยายาม ไม่ว่าในเรอ่ื งใด หากไมท่ อ้ ถอย ก็จะประสบ ความสำเร็จไดใ้ นทสี่ ุด
33 – สบิ เบี้ยใกล้มือ หมายถงึ พอมองเห็นทางได้ แมจ้ ะเลก็ นอ้ ย กห็ ยิบฉวยไวก้ อ่ น ดกี วา่ ม่งุ หวงั จะเอา สง่ิ ใหญ่ ทย่ี ังไม่เห็นหนทางวา่ จะได้หรือไม่ เช่น มีร้านค้าเลก็ ๆ พอทำการคา้ ขายได้ ก็ทำไปกอ่ น อย่าเพิ่งหวงั ว่าจะต้องเซ้งไดต้ ึกใหญ่ จงึ คอ่ ยคดิ ทำการค้า เพราะอาจจะหาไม่ได้ หรอื แพงเกินทนุ ทีม่ ี – นกน้อยทำรังแต่พอตัว หมายถงึ ทำอะไรให้พอเหมาะกบั ฐานะ หรือความสามารถตน เชน่ มี รายได้น้อย แต่จำเป็นตอ้ งใชร้ ถ ก็ควรหาซอ้ื รถในราคาที่สามารถผ่อนใชไ้ ด้ อย่าไปคิดอยากได้รถใหญ่ราคา แพงเกนิ ฐานะ หรอื เกนิ ความสามารถทีจ่ ะซ้อื ได้ เพราะนอกจากจะทำให้ตอ้ งเหน่อื ยยาก ในการทำมาหาเงินมา ซอื้ แลว้ ยังกอ่ ให้เกดิ ภาวะเครียด หรืออาจก่อหน้ีสินโดยไม่จำเปน็ อีกดว้ ย – กนิ นำ้ ให้เผอื่ แล้ง หมายถงึ ทำอะไรให้คดิ ไกล ไปถึงวันขา้ งหน้าด้วย เชน่ ไดเ้ งนิ ก้อนใหญ่มา ก็ อย่านำไปซื้อขา้ วของจนหมด ควรเก็บไวเ้ ผือ่ กรณีฉุกเฉนิ หรือเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยไวบ้ ้าง – คบคนพาลพาลพาไปหาผดิ คบบณั ฑติ บัณฑิตพาไปหาผล หมายถงึ การเลอื กคบคน ต้องดใู ห้ ดี เพราะหากคบคนพาล หรอื คนไมด่ ีเปน็ มติ ร ก็มกั ชกั จูงเราไปในทางเสียหาย แต่ถา้ รู้จกั เลือกคบเพ่ือนดี คน ดี กจ็ ะพาให้เราเปน็ คนดไี ปดว้ ย เช่น สอนหรอื แนะนำใหเ้ รารจู้ กั ทำมาหากินในทางสจุ รติ ไมค่ ดโกงผอู้ ่นื รู้จักประมาณ และร้จู ักวางแผนในการทำกิจการต่างๆ ทำให้เราไม่ตกเป็นเหยอ่ื ของทุนนิยม เปน็ ตน้ กล่าวคอื การรจู้ กั เลือกคบคนดี จะเปน็ เสมือนการสร้างภูมิคุ้มกันทด่ี ีเบื้องตน้ ให้แกต่ ัวเรา ตวั อยา่ งข้างตน้ คือสง่ิ ที่ควรนำไปปฏบิ ัติ สำหรับในส่วนไม่ควรปฏิบัติ ไดแ้ ก่ – ขีช่ า้ งจบั ตัก๊ แตน หมายถงึ การลงทุนมากมาย หรอื ทำการใหญ่ เพือ่ ผลประโยชนเ์ พียงเลก็ นอ้ ย หรือได้ไม่คุม้ เสีย ซึง่ เป็นส่งิ ทไี่ ม่ควรทำ เพราะตามหลักเศรษฐกิจพอเพยี ง เราต้องรูจ้ ักทำอะไรอย่าง พอประมาณ และต้องรูจ้ กั คดิ ให้รอบคอบไมว่ ่าจะลงทนุ ทำอะไรก็ตาม – คนตายขายคนเป็น หมายถงึ การจัดงานศพอยา่ งใหญ่โต เสยี เงนิ เสียทองมากมาย จนทำให้ ลูกหลานเดอื ดร้อน คอื คนเปน็ ต้องลำบาก ในการหาเงนิ เพือ่ มาจัดงานศพ ดว้ ยเกรงวา่ ถ้าจัดเล็กๆ แลว้ จะถกู ผอู้ ่ืนดถู กู หรือกลัวเสยี หน้า ซึง่ บางอย่างอาจจะไมจ่ ำเป็นต้องทำก็ได้ – มือใครยาวสาวไดส้ าวเอา หมายถึง ตา่ งคนตา่ งฉวยโอกาส แสวงหาประโยชน์ใสต่ ัว ไม่คิดถงึ คน อื่น ซ่ึงตามหลกั ดังกลา่ ว เปน็ เร่อื งท่ไี ม่ควรทำ เพราะนอกจากจะไม่ “พอเพียง” แล้ว ยงั เปน็ การเหน็ แก่ ตัว กอบโกยผลประโยชน์เขา้ ตน หรอื พรรคพวกตน – แมงเมา่ บินเขา้ กองไฟ หมายถึง คนท่หี ลงส่งิ ลวงตา แลว้ วิง่ เขา้ ไปหา โดยไมร่ ูว้ า่ ส่งิ นน้ั เปน็ อันตราย แก่ตน เหมือนแมงเม่าทีช่ อบบนิ เข้ากองไฟ ซึง่ เป็นสง่ิ ที่ต้องคำนงึ และคดิ ให้รอบคอบ เช่น เห็นเขาเลน่ หนุ้ แล้ว รวย กแ็ ห่กันอยากเลน่ บา้ ง ท้งั ๆ ที่ไม่มีความรู้ ที่สดุ ก็ตอ้ งส้นิ เน้อื ประดาตวั เป็นตน้ – สร้างวมิ านในอากาศ หมายถงึ คิดฝนั หวานไว้ใหญโ่ ต แตไ่ มล่ งมือทำ ย่อมไม่มีทางประสบ ผลสำเร็จ ดังนั้นผูท้ ่ยี ดึ หลกั เศรษฐกจิ พอเพยี ง จะตอ้ งคิดจะทำอะไร ต้องมเี หตมุ ีผล อยู่ในความสามารถของเรา ที่จะทำได้ โดยไมว่ าดหวังอะไรเกนิ จริง – หวังนำ้ บ่อหน้า หมายถึง ของทไ่ี ดแ้ นน่ อนแล้วไมเ่ อา กลับไปคาดหวังกับส่ิงทย่ี ังมาไมถ่ ึง หรอื ยงั ไม่ แน่ว่าจะไดห้ รือไม่ เชน่ แทนทจ่ี ะทำมาหากนิ เพ่อื หารายได้เพ่ิม กลับเอาเงนิ ไปเล่นหวยอย่างเอาจริงเอา จงั โดยหวงั จะไดเ้ งินกอ้ นใหญ่กลับมาเปน็ ทุน
34 – เหน็ ช้างขี้ ข้ตี ามช้าง หมายถงึ เหน็ คนรำ่ รวย ทำอะไรใหญ่โต ตัวเองไม่ไดร้ ่ำไดร้ วยเหมอื นเขา แต่ อยากทำตามเขาเช่น เหน็ เขามีเส้อื ผ้าแบรนดเ์ นม ก็อยากใส่บ้าง เหน็ เขามมี ือถอื รนุ่ ใหม่ ก็อยากมบี ้าง ทง้ั ๆ ที่ ตวั เองรายได้นอ้ ย จึงต้องก็ไปกู้ หรอื หารายได้ในทางไมส่ ุจรติ จนสรา้ งความเดอื ดรอ้ นแก่ตนและคนใกลช้ ดิ – กระเชอก้นร่ัว หมายถึง ใช้จ่ายสุรุ่ยสรุ า่ ย ไม่รู้จกั เกบ็ หอบริบ ไมป่ ระหยดั เป็นพวกมอื เตบิ ซึ่ง มกั จะทำให้หารายไดไ้ มพ่ อคา่ ใชจ้ ่าย – ตำข้าวสารกรอกหม้อ หมายถึง ทำงานแค่ให้เสร็จไปครงั้ หนึ่งๆ หรอื ทำแค่พอกนิ ไปวนั หนงึ่ ๆ ซงึ่ สำนวนน้ี มาจากคนสมยั ก่อน จะตอ้ งนำขา้ วเปลอื กมาตำเปลอื กออก เป็นข้าวสาร แลว้ คอ่ ยนำไปหุงกนิ แต่คน ข้เี กยี จ กจ็ ะตำข้าวเปลอื กพอหุงไดม้ ือ้ เดยี ว พอจะกนิ มอื้ ตอ่ ไปค่อยมาตำเอาใหม่ ซงึ่ เปน็ สิง่ ที่ไม่ควรทำตาม – หนกั ไม่เอา เบาไมส่ ู้ หมายถึง คนเกียจครา้ น ไมส่ งู้ าน คนประเภทน้ี มักจะไมช่ อบทำงานหนัก ชอบงานประเภทสบายๆ มักเป็นคนสำรวย ชอบความฟุง้ เฟ้อฟุม่ เฟอื ย และไม่มคี วามพากเพยี ร อดทน หวังว่า สภุ าษติ คำพังเพย และสำนวนต่างๆ ทย่ี กมาข้างตน้ คงจะใหข้ อ้ คิด ที่ทำใหท้ า่ นได้เหน็ แนวทางการ ดำเนินชีวติ ในแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพยี ง” อีกแง่มมุ หน่ึง และนำไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาตติ อ่ ไป
35 ใบงานที่ 1 เรอื่ ง การเขียนเรียงความ ตอนท่ี 1 จงตอบคำถามต่อไปน้ี 1. เรียงความคืออะไร ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... 2. เรยี งความจะตอ้ งประกอบด้วยสว่ นสำคัญกสี่ ่วน อะไรบา้ ง ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... 3. ลักษณะของคำนำที่ดใี นการเขียนเรยี งความมอี ะไรบา้ ง ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... 4. เอกภาพในการเขียนเรียงความคืออะไร ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... 5. สารตั ถภาพในการเขยี นเรยี งความคอื อะไร ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
36 ตอนที่ 2 จงเลอื กคำตอบทถ่ี กู ต้องท่ีสดุ 1. หัวข้อใดไม่เหมาะสมท่ีจะนำมาเป็นเรอื่ งของเรยี งความ ก. ฤดกู าลกับความเปลีย่ นแปลง ข. วฒั นธรรมไทย ค. โลกและดวงตา ง. การทำบุญ 2. สาระสำคัญของเรียงความตอ่ ไปนอ้ี ยู่ในสว่ นใดของเรยี งความ 1. ธรรมชาตเิ ป็นผู้กำหนดชวี ิตมนษุ ย์ แตก่ น็ า่ เสียใจว่าความเจรญิ ของมนษุ ยท์ ขี่ าดจติ สำนึก แปรผนั ไปทำลายธรรมชาติลงอยา่ งยอ่ ยยับ 2. แม่นำ้ ซ่ึงเคยคลาคล่ำไปดว้ ยพันธุส์ ตั ว์นำ้ นานาชนิดและสายนำ้ ใหม้ นษุ ยไ์ ด้อปุ โภคบริโภค ตลอดจนใช้ทางการเกษตร 3. ภเู ขาซ่ึงเคยเขยี วขจีไปดว้ ยพนั ธแ์ุ มกไมน้ านาชนดิ และพันธส์ุ ัตว์ปา่ เปน็ ทก่ี ำหนดต้นน้ำลำธาร ให้มนุษย์ไดใ้ ช้สอยเพ่ือการดำรงชีวติ 4. แต่อนิจจา สง่ิ เหลา่ นไ้ี ด้ถกู ผทู้ ี่ข้ึนชอื่ วามนุษย์ เปน็ ผูท้ ำลายทัง้ สนิ้ เพยี งเพ่อื ผลประโยชนข์ องตนเอง โดยไม่ คำนึงถงึ ความเดอื ดร้อนของสภาพชีวิตทอ่ี าศยั ร่วมโลก ก. ส่วนท่ี 1 และ 2 ข. ส่วนท่ี 1 และ 4 ค. สว่ นท่ี 2 และ 3 ง. ส่วนท่ี 2 และ 4 3. ข้อใดเรยี งลำดับความต่อไปนไ้ี ดใ้ จความชัดเจนทสี่ ดุ 1. เด๋ยี วน้ีคณุ ภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเสื่อมโทรมลง 2. แม่น้ำเจ้าพระยาเปรยี บเสมือนเสน้ เลือดใหญ่ 3. กลายเปน็ ท่ีท้ิงขยะและระบายน้ำเสียไปแล้ว 4. แตจ่ ากความมกั งา่ ยของคนเพยี งบางส่วน ก. 5-1-2-4-3 ข. 1-3-5-2-4 ค. 2-4-1-3-5 ง. 2-4-5-1-3 4. ข้อใดลำดบั ความต่อไปนอี้ ยา่ งต่อเน่ืองและมคี วามหมายชัดเจน 1. ภาษาไทยคือภาษาประจำชาติทพี่ ลเมืองไทยทกุ คนจะตอ้ งใช้ใหถ้ ูกต้องและทัดเทยี มกนั 2. ในด้านการศกึ ษาของประชาชนโดยทั่วไป 3. โดยให้สำนกึ ว่า 4. รฐั บาลนี้จะใหเ้ รยี นรู้และใชภ้ าษาไทย 5. และจะเปิดโอกาสให้ไดร้ ับการศึกษาอย่างเสมอภาคตามกำลงั ความสามารถทางสติปญั ญา ก. 4-3-1-5-2 ข. 2-4-5-3-1 ค. 4-5-3-1-2 ง. 2-4-3-1-5
37 5. ถ้าใหเ้ รียงลำดบั ขอ้ ความทงั้ 5 ตอนเข้าเปน็ เร่อื ง ควรเร่ิมต้นเร่อื งนี้ด้วยขอ้ ความตอนใด 1. คนเขลาย่อมจะมคี วามทุกขอ์ ย่างแสนสาหัส 2. ชวี ติ จริงคือสภาพที่ปรากฏอยูต่ อ่ หน้าเราในปัจจบุ ัน 3. เพราะมวั แต่เศรา้ โศกและอาลัยอดีตทไี่ ม่อาจเรียกกลบั คืนมาได้ 4. หรอื มวั แต่ใฝ่ฝันฟงุ้ ซ่านถึงอนาคตที่ยงั ไมป่ รากฏ 5. คนที่สามารถยอมรบั สภาพชีวติ ปจั จุบนั ไดอ้ ย่างสงบและเปน็ สขุ ก. ตอนท่ี 1 ข. ตอนท่ี 2 ค. ตอนที่ 3 ง. ตอนท่ี 5
38 แนวคำตอบ ใบงานที่ 1 เรอ่ื งการเขียนเรยี งความ ตอนท่ี 1 1. เรยี งความคืออะไร เรยี งความคือ งานเขยี นทีม่ ีศิลปะการเรยี งร้อยถอ้ ยคำท่ีสละสลวยตามหัวเรือ่ งตา่ งๆ ท่ีตอ้ งการจะสื่อแก่ ผู้อ่านงานเขยี น 2. เรยี งความจะตอ้ งประกอบดว้ ยส่วนสำคญั กส่ี ่วน อะไรบา้ ง เรยี งความจะตอ้ งประกอบด้วยส่วนสำคัญตา่ งๆ ดงั นีค้ อื คำนำ เนอื้ เร่ืองและสรปุ 3. ลักษณะของคำนำท่ีดใี นการเขยี นเรียงความมอี ะไรบา้ ง ลักษณะคำนำทดี่ ใี นการเขยี นเรียงความจะต้องมีการวางแผนการเขียนที่แน่นอน แต่ไมต่ ้องมี รายละเอยี ดมากจนเกนิ ไป พยายามใชภ้ าษาให้ประณตี ทสี่ ุด 4. เอกภาพในการเขยี นเรียงความคอื อะไร เอกภาพในการเขยี นเรยี งความคอื เน้ือเรื่องมีใจความสำคัญเพียงอยา่ งเดยี วเทา่ น้ันไมเ่ ปล่ียนความคิด หรือจุดมงุ่ หมายเป็นหลายอยา่ ง 5. สารัตถภาพในการเขยี นเรยี งความคอื อะไร สารัตถภาพในการเขียนเรยี งความคือ การย้ำเนน้ ใจความสำคญั เพือ่ ให้ผ้อู ่านทราบเจตนา หรอื ความคิด วา่ ความคดิ ใดมีความสำคัญทสี่ ดุ ความคิดใดมีความสัมพันธ์รองลงไปและตอนใดท่เี ป็นรายละเอียด ตอนที่ 2 1. ค 2. ง 3. ง 4. ง 5. ก
39 ตอนที่ 1 (รายข้อ) เกณฑก์ ารประเมนิ การทำใบงานท่ี 1 ระดบั คะแนน 4 เกณฑก์ ารประเมิน เขยี นตอบได้ถกู ต้อง กำหนดประเด็นชดั เจน เรียบเรียงความคดิ เปน็ สำคญั และ 3 ตอ่ เนื่อง ไมม่ ขี ้อบกพรอ่ งในการใช้ภาษา เขยี นตอบไดถ้ ูกต้อง กำหนดประเด็นชดั เจน แต่มีขอ้ บกพร่องในการเรยี บเรยี ง 2 ความคิด เขยี นตอบได้ถกู ต้อง แต่ยงั กำหนดประเด็นไม่ชัดเจนและมีข้อบกพรอ่ งในการเรยี บ 1 เรียงความคดิ และการใช้ภาษา เขยี นตอบไม่ถูกต้อง ครตู อ้ งอธิบายเพิม่ เตมิ จึงสามารถเขียนตอบได้ ตอนที่ 2 ทำถกู ต้อง 3 ขอ้ จึงผ่านเกณฑ์
40 ใบงานที่ 1 คำช้แี จง ใหน้ ักเรียนเขยี นเรยี งความตามหวั ขอ้ ที่กำหนด ความยาว 1 หนา้ กระดาษ เรียงความ เรื่อง “การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งมาใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน” .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................
41 เกณฑก์ ารประเมินการเขยี นเรียงความ ระดับคะแนน เกณฑ์การประเมนิ 16-20 มีองคป์ ระกอบของเรียงความครบถ้วน เรียงลำดับเน้ือหาถกู ต้องและเรียบเรยี ง ข้อความอย่างประณตี 11-15 มีองค์ประกอบของเรียงความครบถ้วน แตม่ ขี อ้ บกพร่องเล็กน้อยเร่ืองการเรียงลำดับ เน้ือหาและการใช้ภาษา 6-10 มอี งค์ประกอบของเรยี งความครบถว้ น แตม่ ีขอ้ บกพร่องคอ่ นขา้ งมากเรือ่ งการลำดับ เนอื้ หาและการใช้ภาษา 5 มีองคป์ ระกอบไมค่ รบถ้วน มีขอ้ บกพร่องค่อนข้างมากเรือ่ งการลำดับเน้อื หาและการ ใชภ้ าษา
42 ใบงานที่ 2 เรือ่ ง แนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ให้นักเรยี นตอบคำถามตอ่ ไปนี้ 1. เศรษฐกจิ พอเพยี งเป็นแนวคิดเก่ยี วกับอะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ 2. หัวใจสำคญั ของเศรษฐกจิ พอเพียงคอื อะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ 3. นักเรยี นจะปฏบิ ัตติ นอย่างไรให้สมกับคำว่า “เศรษฐกจิ พอเพียง” .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ 4. นกั เรียนสามารถนำหลกั เศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในครอบครัวได้อยา่ งไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................
43 ใบงานที่ 2 วิเคราะห์การเขียนเรียงความตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรยี นเขยี นวเิ คราะหก์ ารเขียนเรียงความของตนเองว่าไดใ้ ช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรบา้ ง หลักความพอประมาณ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ หลักความมเี หตุผล .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ การมีภมู คิ ุ้มกันในตวั ในตวั ที่ดี .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ เงอ่ื นไขคณุ ธรรม .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ เง่ือนไขนำความรู้ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................
44 เกณฑ์ประเมินการวเิ คราะห์การเขียนเรยี งความตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ระดบั คะแนน เกณฑ์การประเมนิ 16-20 เขียนวเิ คราะห์ไดด้ มี าก กำหนดประเดน็ ชดั เจน เรียบเรียงความคดิ เป็นสำคญั และ ต่อเนอ่ื ง ไม่มีขอ้ บกพร่องในการใชภ้ าษา 11-15 เขยี นวเิ คราะห์ได้ดีมาก กำหนดประเด็นชดั เจน แต่มีขอ้ บกพรอ่ งในการเรียบเรยี ง ความคดิ 6-10 เขียนวเิ คราะห์ได้ แต่ยังกำหนดประเด็นไม่ชดั เจนและมีข้อบกพรอ่ งในการ เรียบ เรียงความคดิ และการใช้ภาษา 5 เขยี นวเิ คราะห์ไมไ่ ด้ ครูต้องกำหนดประเดน็ ให้และอธบิ ายเพม่ิ เติม จงึ สามารถเขียน วิเคราะหไ์ ด้
45 ใบงานท่ี 3 คำสั่ง ใหน้ กั เรยี นเตมิ สำนวนและสุภาษิตใหถ้ กู ตอ้ ง 1. นำ้ ….ให้…..ตัก ความหมาย กำลังชะตาขนึ้ จะตอ้ งการอะไรหรือทำอะไรท่เี ป็นประโยชน์แก่ตนก็ใหร้ บี ทำเสีย 2. พดู เปน็ …… ความหมาย พูดจาฉอด ๆไม่ไดห้ ยดุ ปาก 3. ดาบ…..คม ความหมาย สิ่งท่ีทำลงอาจให้ผลท้ังผลดี และผลรา้ ยได้เท่ากัน 4. ดิน….หาง…. ความหมาย การงาน หรือธุระหรือเรือ่ งอะไร ต่างๆ ทคี่ งั่ ค้างจนทำให้ตอ้ งลำบากหรือยุ่งยาก 5. ตำ.....ละลาย..... ความหมาย ทำอะไรตอ้ งเสียทรัพยแ์ ล้ว ไมไ่ ด้ทรพั ยค์ ุม้ กับที่ต้องเสียไป 6.บวั ไม่....น้ำไม่.... ความหมาย ทำอะไรให้คอ่ ย ๆ ทำอยา่ ให้เป็นการรุน่ แรงกระเทอื นใจถึงข่นุ หมองกัน 7. ปลา....ตายเพราะ..... ความหมาย พดู พลอ่ ยไปจนตัวต้องเปน็ อันตราย 8. เขา้ ห.ู ....ทะลุห.ู ..... ความหมาย บอกหรอื สอนแล้วไม่ไดผ้ ล 9. จบั ปลา....มือ ความหมาย อย่าหวังจะได้ทีเดียวพรอ้ ม ๆ กันสองอยา่ ง เพราะในท่ีสุดกจ็ ะพลาด ไมไ่ ด้สกั อยา่ ง 10. ชกั แม่นำ้ ....... ความหมาย พูดจาหวา่ นล้อม อา้ งโนน่ อ้างนี่ เพอื่ ให้คลอ้ ยตาม 11. นำ้ พ่งึ ...... เสือพ่งึ .... ความหมาย พงึ่ พาอาศยั ซ่งึ กันและกนั 12. ปลา......กินปลา.... ความหมาย ประเทศหรอื คนทม่ี อี ำนาจ หรือ ผู้ใหญท่ ี่กดขขี่ ม่ เหงผอู้ ่อนแอหรอื ผนู้ อ้ ย 13. ปนั้ .....เป็นตัว
46 ความหมาย แต่งเร่ืองข้นึ มาโดยไม่มมี ูลความจริง ตวั อยา่ ง เขามกั จะปัน้ นำ้ เป็นตัวว่า รถมนั ติด 14. มือไม่…...เอาเทา้ …..นำ้ ความหมาย ไมช่ ว่ ยแลว้ ยังขดั ขวางการทำงานของผู้อื่น 15. รักวัวให้...... รักลูกให…้ . ความหมาย อย่าตามใจลูกรกั ลูกต้องเฆ่ยี นตสี ั่งสอนเม่ือลูกผดิ เพราะจะช่วยให้ลกู เปน็ คนดี 16. ลูก.....ในกำ...... ความหมาย ผู้มีอำนาจมาก จะใชอ้ ำนาจบังคับผูค้ น 17. กระต่าย.....เดียว ความหมาย อาการยืนยนั ไมย่ อมรบั … 18. กงิ้ กา่ ได้....... ความหมาย ชอบโออ้ วดในส่ิงทต่ี นมีเพ่ือให้ผู้อ่ืนรู้ เพอ่ื ให้ผู้อื่นสนใจตน 19. ไก่เห็นตีน... งเู หน็ นม.... ความหมาย ต่างฝ่ายต่างรูค้ วามลับซึ่งกันและกนั 20. เข็น....ข้นึ ภเู ขา ความหมาย ทำงานท่ียากเกนิ ความสามารถของตนเอง 21. เดินตามหลงั ....หมาไม่.... ความหมาย ทำตามหรือประพฤติเลียนแบบผ้ใู หญจ่ ะปลอดภัย ไม่ผิดพลาด 22. งม....ใน..... ความหมาย ค้นสง่ิ ทยี่ ากจะคน้ หาได้ ทำกจิ ทสี่ ำเร็จไดย้ ากย่ิง 23. จับ....มือเปล่า ความหมาย แสวงหาผลประโยชน์โดยตัวเองไม่ต้องลงทุน 24. ปิดทองหลัง..... ความหมาย ทำความดีแต่ไมไ่ ด้รับการยกยอ่ ง เพราะไมม่ ใี ครเหน็ คณุ คา่ 25. รำ......โทษปโ่ี ทษกลอง ความหมาย ทำไมด่ หี รือทำผดิ แลว้ ไมร่ บั ผดิ กลบั โทษผู้อน่ื ร้หู ลบเปน็ ปกี รู้หลีกเป็นหางรจู้ กั เอาตวั รอดหรือ
47 เกณฑ์ประเมินการวเิ คราะห์การเขียนเรยี งความตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ระดบั คะแนน เกณฑ์การประเมนิ 16-20 เขียนวเิ คราะห์ไดด้ ีมาก กำหนดประเดน็ ชดั เจน เรียบเรียงความคดิ เป็นสำคญั และ ต่อเนอ่ื ง ไม่มีขอ้ บกพร่องในการใชภ้ าษา 11-15 เขยี นวเิ คราะหไ์ ดด้ มี าก กำหนดประเด็นชดั เจน แต่มีขอ้ บกพรอ่ งในการเรียบเรยี ง ความคดิ 6-10 เขียนวเิ คราะห์ได้ แตย่ ังกำหนดประเด็นไม่ชดั เจนและมีข้อบกพรอ่ งในการ เรียบ เรียงความคดิ และการใช้ภาษา 5 เขยี นวเิ คราะหไ์ มไ่ ด้ ครูต้องกำหนดประเดน็ ให้และอธบิ ายเพม่ิ เติม จงึ สามารถเขียน วิเคราะหไ์ ด้
48 ใบงานที่ 4 ใหผ้ ้เู รยี นวเิ คราะห์การเขยี นเรยี งความตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................
49 แนวการตอบ ใบงานท่ี 4 วเิ คราะหก์ ารเขยี นเรียงความตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ความพอประมาณ - มคี วามรูแ้ ละเขา้ ใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งอยา่ งลึกซงึ้ เพอื่ ใชเ้ ปน็ ขอ้ มูลในการเขียน เรยี งความ - จัดสรรเวลาในการเขียนเรียงความอยา่ งเหมาะสม - มีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษา และเขียนเรยี งความอย่างเต็มความสามารถของตน ความมีเหตุผล - เห็นคุณค่าของปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการนำไปพัฒนาชวี ิต - เหน็ ความสำคญั ของทักษะการเขียนในการเปน็ เคร่อื งมอื ส่ือสารในชวี ิตประจำวัน - กำหนดโครงเรื่องและเนอ้ื หาเรียงความท่ีมีเหตผุ ลและสามารถนำไปปฏบิ ัติได้จรงิ การมภี ูมคิ ุ้มกันในตวั ทด่ี ี - มีความตระหนักและร้จู กั ประยกุ ตใ์ ชป้ รชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงในการดำเนินชีวิตได้ อยา่ งถูกต้อง เงื่อนไขความรู้ - มคี วามรใู้ นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง - มคี วามรูใ้ นการประยกุ ตใ์ ช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ในการดำเนนิ ชีวติ ได้อย่างยั่งยนื - มีความรใู้ นหลกั การเขยี นเรยี งความ - ศึกษาหาความรเู้ พื่อพฒั นาตนเองอยู่เสมอ เงอ่ื นไขคุณธรรม - เขียนเรียงความอย่างมีมารยาท และไมค่ ดั ลอกงานเขียนของผูอ้ นื่ - ใชง้ านเขียนของตนเองเพ่ือจรรโลงตนเองและสังคม - มีความขยนั หมั่นเพียรในการศึกษาหาความรู้ เพื่อพฒั นาตนเอง - มีความอดทน ต้งั ใจทำงานท่ีได้รับมอบหมาย และสามารถสร้างงานได้อย่างสมบูรณ์
50 เกณฑ์ประเมินการวเิ คราะห์การเขียนเรยี งความตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ระดบั คะแนน เกณฑ์การประเมนิ 16-20 เขียนวเิ คราะห์ไดด้ ีมาก กำหนดประเดน็ ชดั เจน เรียบเรียงความคดิ เป็นสำคญั และ ต่อเนอ่ื ง ไม่มีขอ้ บกพร่องในการใชภ้ าษา 11-15 เขยี นวเิ คราะหไ์ ดด้ มี าก กำหนดประเด็นชดั เจน แต่มีขอ้ บกพรอ่ งในการเรียบเรียง ความคดิ 6-10 เขียนวเิ คราะห์ได้ แตย่ ังกำหนดประเด็นไม่ชดั เจนและมีข้อบกพรอ่ งในการ เรียบ เรียงความคดิ และการใช้ภาษา 5 เขยี นวเิ คราะหไ์ มไ่ ด้ ครูต้องกำหนดประเดน็ ให้และอธบิ ายเพม่ิ เติม จึงสามารถเขียน วิเคราะหไ์ ด้
Search