Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โครงการ “ปีทองแห่งการพัฒนานวัตกรรม”

โครงการ “ปีทองแห่งการพัฒนานวัตกรรม”

Published by aom9531, 2021-06-04 09:45:00

Description: โครงการ “ปีทองแห่งการพัฒนานวัตกรรม”

Search

Read the Text Version

โครงการ พัฒนาคณุ ภาพการศึกษาด้วยการนิเทศ โดยใชส้ หวทิ ยาเขตเป็นฐาน “ปีทองแห่งการพัฒนานวัตกรรม” สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษามธั ยมศึกษานครสวรรค์ สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขนั้ พ้ืนฐำน กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร

ก คำนำ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการนิเทศโดยใช้สหวิทยาเขตเป็นฐาน “ปีทองแห่ง การพฒั นานวตั กรรม”เลม่ น้ี จดั ทาขึ้นเพ่อื เปน็ แนวทางในการขบั เคลอื่ นการนิเทศโดยใช้สหวิทยาเขตเป็นฐาน เพ่ือพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา โดยใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งระดับสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา สหวิทยาเขต และโรงเรียน โดยกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา สานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ ใช้เป็นแนวทางในการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล การจัดการศึกษา เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างความเข้มแข็งให้กับสหวิทยาเขต และโรงเรียน ในสังกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางเพื่อให้โรงเรียนดาเนินการนิเทศภายในโรงเรียนได้ อย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกับการพัฒนาและการใช้หลักหลักสูตรสถานศึกษา สู่การจัดการเรียนรู้ผ่าน กระบวนการคิด (Active Learning) โดยพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะทักษะสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 3Rs 8Cs การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การพัฒนาสื่อเทคโนโลยีการจัดการเรียนรู้ การพัฒนารูปแบบ (Model) นวัตกรรมทางการศึกษา การรายงานการพัฒนานวัตกรรมโดยใช้กระบวนการวิจัย และการสร้างความเข็มแข็งระบบประกัน คุณภาพการศกึ ษา ขอขอบคุณคณะทางานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการจัดทาเอกสาร การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการนิเทศโดยใช้สหวิทยาเขตเป็นฐาน “ปีทองแห่งการพัฒนานวัตกรรม” เพื่อพัฒนาคุณภาพของผ้เู รยี นไดอ้ ย่างมีคุณภาพ สง่ ผลต่อคณุ ภาพการศึกษาต่อไป กล่มุ นิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษานครสวรรค์

ข สำรบัญ หนา้ คานา ๑ สารบัญ ๑ สว่ นที่ ๑ บทนำ 3 ๓ 1.1 ความเปน็ มาและความสาคญั 5 1.2 วัตถุประสงค์ ๖ 1.3 กลมุ่ เปา้ หมาย 8 1.4 ภาพความสาเร็จ 1.5 นิยามศัพท์ 8 ส่วนท่ี ๒ หลักกำรและแนวคิดกำรนเิ ทศโดยใช้สหวิทยาเขตเป็นฐาน “ปีทองแห่งการพฒั นา 10 นวตั กรรม” สำนกั งำนเขตพ้นื ที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำนครสวรรค์ 14 2.1 การนิเทศโดยใชส้ หวทิ ยาเขตเปน็ ฐาน 15 2.2 มาตรฐานการปฏบิ ัตงิ านโรงเรยี นมัธยมศึกษา พ.ศ. 2560 23 (ปรับปรุง พ.ศ. 2562) 2.3 การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรยี นการสอน “ปีทองแหง่ การพัฒนานวัตกรรม” 34 2.4 การพฒั นาและการใช้หลักหลกั สตู รสถานศึกษา สู่การจดั การเรยี นรู้ 41 ผา่ นกระบวนการคิด (Active Learning) โดยพฒั นาผูเ้ รยี นใหม้ ีคุณลักษณะ 44 ทกั ษะสอดคลอ้ งกับศตวรรษท่ี 21 3Rs 8Cs 51 2.5 การยกระดับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 8 กลุ่มสาระการเรยี นรแู้ ละกจิ กรรม 63 พัฒนาผ้เู รียน 72 2.6 การพฒั นาส่ือเทคโนโลยีในการจดั การเรียนรู้ 2.7 การพัฒนารูปแบบ (Model) นวัตกรรมทางการศึกษา 72 “ปที องแห่งการพัฒนานวัตกรรม” 76 2.8 การรายงานผลการพัฒนานวตั กรรมทางการศึกษาโดยใชก้ ระบวนการวิจยั เปน็ ฐาน 80 2.9 การสร้างความเขม้ แข็งระบบประกันคุณภาพการศกึ ษา 81 2.10 การพัฒนาการนิเทศการศกึ ษาโดยใชก้ ระบวนการ Coaching and Mentoring ส่วนที่ ๓ แนวทางการดาเนนิ การพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาดว้ ยการนเิ ทศโดยใช้สหวิทยาเขต เป็นฐาน “ปที องแหง่ การพัฒนานวตั กรรม” สำนักงำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำมธั ยมศกึ ษำ นครสวรรค์ 3.1 แนวทางการดาเนนิ การ 3.2 บทบาทหนา้ ท่คี ณะกรรมการทเ่ี กย่ี วข้อง 3.3 Flow chart โครงการ 3.4 แผนผังวิธีดาเนนิ การ

ค สำรบัญ (ตอ่ ) หนำ้ สว่ นท่ี 4 เคร่อื งมอื 86 4.1 แบบติดตามการขบั เคลือ่ นตามมาตรฐานการปฏิบตั งิ านโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา 87 4.2 แบบประเมนิ การพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 98 “ปีทองแห่งการพฒั นานวตั กรรม” 101 บรรณำนุกรม 102 ภำคผนวก 103 113 ภาคผนวก ก โครงการ ฯ ภาคผนวก ข คาสั่งสานักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ 118 124 เรอ่ื ง แตง่ ตั้งคณะกรรมการจัดทาคูม่ ือโครงการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา 126 ดว้ ยการนเิ ทศโดยใชส้ หวทิ ยาเขตเป็นฐาน “ปีทองแห่งการพฒั นา นวัตกรรม” สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามธั ยมศึกษานครสวรรค์ 129 ภาคผนวก ค ร่าง ปฏิทินการดาเนนิ การโครงการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาฯ 132 ภาคผนวก ง หนังสอื แจง้ เชญิ ประชมุ ภาคผนวก จ รา่ ง บนั ทกึ ขอ้ ตกลงวา่ ดว้ ยความรว่ มมือ ระหวา่ งสานักงานเขตพ้ืนท่ี 135 การศกึ ษามัธยมศกึ ษานครสวรรค์ กับ สหวิทยาเขต 138 ภาคผนวก ฉ ร่าง บนั ทึกขอ้ ตกลงว่าด้วยความรว่ มมือ ระหวา่ ง สหวิทยาเขต กับ โรงเรยี น ภาคผนวก ช รา่ ง บันทกึ ข้อตกลงว่าด้วยความรว่ มมือ ระหว่างสานักงานเขตพน้ื ที่ การศกึ ษามัธยมศกึ ษานครสวรรค์ กบั โรงเรียน ภาคผนวก ซ รา่ ง บันทึกข้อตกลงว่าดว้ ยความรว่ มมือ ระหว่างโรงเรยี น กับ ครู คณะผู้จดั ทา

๑ ส่วนท่ี 1 บทนำ 1.1 หลกั กำรและเหตุผล ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ \"ประเทศไทยมีความมั่นคง ม่ังค่ัง ย่ังยืน เป็นประเทศท่ีพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง\" โดยยุทธศาสตร์ ที่ 4.3 ด้านการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมายการพัฒนาที่สาคัญเพื่อ พฒั นาคนในทกุ มิติ และในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ มีทักษะท่ีจาเป็นในศตวรรษท่ี 21 (4.2) การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต มุ่งเน้นการพัฒนาคนเชิงคุณภาพในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ช่วง การตั้งครรภ์ ปฐมวัย วัยเด็ก วัยรุ่น วัยเรียนวัยผู้ใหญ่ วัยแรงงาน และวัยผู้สูงอายุ เพ่ือสร้างทรัพยากร มนุษย์ท่ีมีศักยภาพ มีทักษะ ความรู้ เป็นคนดี มีวินัย เรียนรู้ได้ ด้วยตนเองในทุกช่วงวัย (4.3) ปฏิรูป กระบวนการเรียนรู้ท่ีตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษท่ี 21 โดยมุ่งเน้นผู้เรียนให้มีทักษะ การเรียนรู้ และมีใจใฝ่เรียนรู้ตลอดเวลา มีการออกแบบระบบการเรียนรู้ใหม่ การเปล่ียนบทบาทครู การเพม่ิ ประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการศึกษา และการพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต สอดคล้อง กับแผนการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2560- 2579 ในยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพคน ทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ มีเป้าหมายให้ (3.1) ผู้เรียนมีทักษะ และคุณลักษณะ พื้นฐานของพลเมืองไทย และทักษะและคุณลักษณะที่จาเป็นในศตวรรษที่ 21 (3.2) คนทุกช่วงวัยมีทักษะ ความรู้ ความสามารถและสมรรถนะตามมาตรฐานการศึกษา และมาตรฐานวิชาชีพ และพัฒนาคุณภาพ ชวี ติ ไดต้ ามศกั ยภาพ (3.3) สถานศึกษาทุกระดับการศึกษาสามารถจัดกิจกรรม/กระบวนการเรียนรู้ตาม หลักสูตรอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน (3.4) แหล่งเรียนรู้ ส่ือตาราเรียน และนวัตกรรม และส่ือการ เรียนรู้มีคุณภาพและมาตรฐาน และประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จากัดเวลา และสถานที่ (3.5) มีระบบและกลไกการวัด การติดตาม และประเมินผลมีประสิทธิภาพ (3.7) ครูอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ได้รับการพัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐาน และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ท่ี 6 การพัฒนาประสิทธิภาพ ของระบบบรหิ ารจัดการศกึ ษา การพัฒนาคุณภาพศึกษาให้เกิดคุณภาพนั้น ส่ิงหนึ่งท่ีเป็นคุณภาพของผู้เรียน ที่เช่ือมั่นว่า คุณภาพผู้เรียนจะเกิดได้ และบรรลุหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) น้ัน มีกระบวนการสู่ความสาเร็จ มีองค์ประกอบ และปัจจัยคือ คุณภาพของผู้เรียน ท่ีโรงเรียนต้องประกันคุณภาพต่อผู้ปกครอง และ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โรงเรียนต้องประกันคุณภาพต่อผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่า ผู้เรียนจะต้อง

๒ มีคุณภาพ และมาตรฐานตามหลักสูตร มีทักษะท่ีจาเป็นในศตวรรษท่ี 21 ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียน จะต้องมีกระบวนการสู่ความสาเร็จในการพัฒนา 3 กระบวนการ คือ กระบวนการบริหาร กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการนเิ ทศการศกึ ษา ซ่งึ กระบวนการนเิ ทศการศกึ ษา เปน็ ภารกจิ จาเป็นต่อการจัดการศึกษา ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่ายโดยเฉพาะอย่างย่ิง ทางด้าน การพฒั นาคุณภาพการเรียนการสอน บุคลากรท่ีเกี่ยวข้องในหน่วยงานจัดการศึกษา จาเป็นต้องพัฒนา และปรับปรุงตนเองให้ทันตอ่ การเปล่ียนแปลง เพ่ือใหก้ ารปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการ นิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการท่ีมีจุดมุ่งหมายเพ่ือช่วยเหลือ ช้ีแนะ และพัฒนางานให้ประสบ ผลสาเร็จทันต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อีกท้ังเป็นองค์ประกอบสาคัญในการส่งเสริมระบบ ประกันคุณภาพการศึกษา ท่ีต้องพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีทักษะท่ีจาเป็นในศตวรรษท่ี 21 เพ่ือเข้าสู่ การปฏิรูปการศึกษา และการจัดการศึกษาในยุคประเทศไทย 4.0 ตลอดทั้งมาตรฐานการศึกษา ของชาติ ที่มุ่งเน้นให้ ผู้เรียนมีคุณภาพ มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีทักษะวิชาการ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะการเป็นผู้นา และทักษะการนาไปสู่การสร้างนวัตกรรม กระบวนการขับเคล่ือนการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาข้ันพื้นฐาน การนิเทศการศึกษาจึงมีความสาคัญต่อการพัฒนา ปรับปรุง และ เพ่ิมประสิทธิภาพในการจัดการการศึกษาในสถานศึกษา เพ่ือให้ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความรู้ ความ เข้าใจในด้านการบริหารจัดการ ด้านหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ท่ีมีประสิทธิภาพ รวมท้งั การปฏบิ ตั ิงานอืน่ ๆ ที่ส่งผลตอ่ การพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ เป็นองค์กรทางการศึกษา บริหารจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา รับผิดชอบการบริหารจัดการโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดนครสวรรค์ จานวน 37 โรงเรียน ให้สามารถจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพตรงตามเป้าหมาย และจุดเน้น ผลการดาเนนิ งานในปกี ารศกึ ษา 2563 พบว่า ยังไม่บรรลุตามเป้าหมายท่ีกาหนด จากการรายงานผล การนิเทศ ติดตาม การบริหารการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา มัธยมศกึ ษานครสวรรค์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 พบว่า โรงเรียนในแต่ละแห่งบริหารจัดการ การศึกษาตามกรอบและความต้องการของโรงเรียน ยังขาดเครือข่ายในการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนา คุณภาพการศึกษา ด้านพฤติกรรมการสอนของครูในภาพรวม พบว่า ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ไม่หลากหลาย การพัฒนาสื่อในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ยังน้อย ไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน ตัวชี้วัด ของหลักสูตร นักเรียนได้เรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริงเป็นส่วนน้อย ผู้เรียนยังขาดทักษะการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 3Rs 8Cs ดว้ ยเหตทุ ส่ี ภาพการจัดการศึกษา รวมถงึ ผลการจัดการศึกษามีคุณภาพไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ จึงมุ่งม่ันที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีคุณภาพ ที่สูงขึ้น จงึ ได้นาแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้วยการนิเทศโดยใช้สหวิทยาเขต เป็นฐาน มาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการศึกษา เป็นการบริหารจัดการเชิงพื้นท่ี โดยการจัด โรงเรียนในพ้ืนที่ใกล้เคียงเข้าด้วยกัน โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันมีบริบทคล้าย ๆ กัน ดาเนินการ

๓ บริหารจัดการปัจจัยการบริหารร่วมกัน เพื่อให้โรงเรียนมีคุณภาพใกล้เคียงกัน ด้วยการคานึงถึง ผลที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนเป็นสาคัญ เป็นการส่งเสริม และเพ่ิมประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้ ตรงกับความต้องการของท้องถ่ินที่เปล่ียนแปลงอย่างต่อเน่ือง อีกทั้งเพ่ือให้นักเรียนมีคุณภาพ และ มาตรฐานในระดับชาติ สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ จึงได้จัดทาโครงการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาดว้ ยการนิเทศโดยใช้สหวิทยาเขตเป็นฐาน “ปีทองแห่งการพัฒนานวัตกรรม” ข้ึน ส่งเสริมให้ ครมู ีนวัตกรรมเพ่ือพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน สอดคล้องกับนโยบายและจุดเน้นของสานักงานเขตพื้นที่ การศกึ ษามธั ยมศกึ ษานครสวรรค์ 1.2 วตั ถุประสงค์ 1.2.1 เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำ มัธยมศึกษำนครสวรรค์ ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาข้ันพื้นฐาน ด้วยการนิเทศโดยใช้สหวิทยา เขตเปน็ ฐาน 1.๒.2 เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระหลักเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า รอ้ ยละ ๓ 1.๒.3 เพอ่ื พฒั นารปู แบบและกระบวนทัศน์ระบบบริหารจัดการศึกษา และการจัดการเรียน การสอนครูผ้สู อนให้สามารถยกระดับคณุ ภาพผ้เู รียนให้บรรลุตามนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธิการ จุดเน้น สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน และนโยบายและจุดเน้นของสำนักงำนเขตพื้นท่ี กำรศึกษำมธั ยมศกึ ษำนครสวรรค์ 1.2.4 เพื่อเป็นแนวทางของการนิเทศภายในโรงเรียน ด้านการพัฒนาและการใช้หลักสูตร สถานศึกษา สู่การจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (Active Learning) โดยพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ ทักษะสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 3Rs 8Cs การยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 8 กลุ่มสาระ การเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การพัฒนาสื่อเทคโนโลยีการจัดการเรียนรู้ การพัฒนานวัตกรรม การรายงานการพฒั นานวตั กรรมโดยใชก้ ระบวนการวิจัย และระบบการประกนั คุณภาพการศึกษา 1.3 กลมุ่ เป้ำหมำย 1.3.1 สำนกั งำนเขตพน้ื ทกี่ ำรศกึ ษำมธั ยมศกึ ษำนครสวรรค์ กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา มัธยมศึกษานครสวรรค์ นิเทศ ติดตาม ประเมินผล ส่งเสริม และสนับสนุนการขับเคล่ือนการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาด้านนิเทศโดยใช้สหวิทยาเขตเป็นฐาน มาตรฐานการปฏิบัติงาน โรงเรียนมัธยมศึกษา 2562 การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน “ปีทองแห่งการพัฒนา นวัตกรรม” การพัฒนาและการใช้หลักสูตรสถานศึกษาสู่การจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (Active Learning) โดยพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะทักษะสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 3Rs 8Cs

๔ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การพัฒนาส่ือ เทคโนโลยีในการจดั การเรยี นรู้ การพฒั นานวตั กรรมทางการศึกษา การรายงานผลการพัฒนานวัตกรรม ทางการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐาน การสร้างความเข้มแข็งระบบประกันคุณภาพการศึกษา และการนิเทศการศึกษาโดยใช้กระบวนการ Coaching and Mentoring อย่างมีประสิทธิภาพ 1.3.2 สหวทิ ยำเขต แบง่ พนื้ ท่ีการนเิ ทศเป็น 5 สหวิทยาเขต ดังนี้ 1) สหวิทยาเขตวิมานลอย ประกอบไปด้วย 6 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนนครสวรรค์ โรงเรียนพยุหะพิทยำคม โรงเรียนโกรกพระ โรงเรียนเขำทองพิทยำคม โรงเรียนเขำกะลำวิทยำคม และ โรงเรียนบงึ บอระเพด็ วิทยำ 2) สหวิทยาเขตอัจฉรำลัย ประกอบไปด้วย 8 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ โรงเรียนไพศำลีพิทยำ โรงเรียนตะคร้อพิทยำ โรงเรียนวังข่อย พิทยำ โรงเรียนหนองบัว โรงเรียนวังบ่อวิทยำ โรงเรยี นท่ำตะโกพทิ ยำคม และโรงเรยี นพนมรอกวทิ ยำ 3) สหวทิ ยาเขตรม่ เกล้ำ-นวมนิ ท์ ประกอบไปด้วย 7 โรงเรยี น ไดแ้ ก่ โรงเรยี นนวมนิ ทรำ ชูทิศ มัชฌิม โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ โรงเรียนบ้ำนแก่งชัชวลิตวิทยำ โรงเรียนทับกฤชพัฒนำ โรงเรียนเก้ำเล้ียว วิทยำ โรงเรยี นหวั ดงรำชพรหมำภรณ์ โรงเรียนหนองกรดพิทยำคม และโรงเรียนพระบำงวทิ ยำ 4) สหวิทยาเขตทุ่งหินเทิน ประกอบไปด้วย 7 โรงเรียน ได้แก่โรงเรียนลำดยำว วิทยำคม โรงเรียนห้วยน้ำหอมวิทยำคำร โรงเรียนเทพศำลำประชำสรรค์ โรงเรียนวังเมืองชนประสิทธิ์ วิทยำคมโรงเรียนบรรพตพสิ ัยพิทยำคม โรงเรยี นรฐั รำษฎร์อนสุ รณ์ และโรงเรยี นแมว่ งกพ์ ทิ ยำคม 5) สหวิทยาเขตตำกฟ้ำ-ตำคลี ประกอบไปด้วย 8 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนตำคลี ประชำสรรค์ โรงเรยี นตำกฟ้ำวิชำประสิทธ์ิ โรงเรียนหนองโพพิทยำ โรงเรียนจันเสนเอ็งสุวรรณอนุสรณ์ โรงเรียนทหำรอำกำศอนุสรณ์ โรงเรียนลำดทิพรสพิทยำคม โรงเรียนอุดมธัญญำประชำนุเครำะห์ และ โรงเรียนช่องแคพทิ ยำคม 1.3.3 โรงเรียน โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ จานวน 37 โรงเรยี น 1.3.4 ครู ครูผู้สอนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา นครสวรรค์ 1.3.5 นักเรียน นักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 ถึงช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มธั ยมศึกษานครสวรรค์

๕ 1.4 ภำพควำมสำเรจ็ 1.4.1 เชงิ ปริมำณ 1) ด้ำนกำรบรหิ ำรจัดกำร 1.1 สหวิทยาเขตมีคู่มือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการนิเทศโดยใช้สหวิทยา เขตเป็นฐาน “ปที องแหง่ การพฒั นานวัตกรรม” เพื่อการพัฒนาคุณภาพของผู้เรยี นทุกสหวทิ ยาเขต 1.2 โรงเรียนในสงั กดั สานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษานครสวรรค์ จานวน 37 โรงเรียน ได้รับการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล การจัดการศึกษา จานวน 2 คร้ัง/ปี (ภาคเรียนละ 1 ครงั้ ) 2) ด้ำนกระบวนกำรจัดกำรเรียนกำรสอน 2.1 ครมู แี ผนการจัดการเรยี นรู้ทีส่ ง่ เสริมทักษะในศตวรรษท่ี 21 100% 2.2 ครูมีนวัตกรรมในการจดั การเรียนการสอน 100% 2.3 ครูนาสอื่ เทคโนโลยมี าประยกุ ต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ 100% 3) ด้ำนผู้เรียน 3.1 ผ้เู รียนมีคณุ ลักษณะทักษะสอดคลอ้ งกบั ศตวรรษที่ 21 3Rs 8Cs ร้อยละ 90 3.2 ผู้เรยี นมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลมุ่ สาระหลกั เพิ่มขึน้ เฉลี่ยไมน่ ้อยกว่า ร้อยละ ๓ 1.4.2 เชงิ คุณภำพ 1) ด้ำนกำรบริหำรจดั กำร 1.1 มีคู่มือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการนิเทศโดยใช้สหวิทยาเขตเป็น ฐาน “ปที องแหง่ การพัฒนานวัตกรรม” เพอื่ การพฒั นาคณุ ภาพของผูเ้ รียน 1.2 มีข้อมูลสารสนเทศของการนเิ ทศโดยใช้สหวิทยาเขตเป็นฐาน 1.3 มีระบบการนเิ ทศโดยใช้สหวทิ ยาเขตเป็นฐาน 1.4 มกี ารสรปุ และรายงานผลการนิเทศ 1.5 ผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสูงขึ้น ผู้เรียนมีสมรรถนะและคุณลักษณะ อนั พึงประสงค์เป็นไปตามจดุ เนน้ ของหลกั สูตร 1.6 โรงเรียนมผี ลงานการปฏิบตั ิตามนโยบายและจุดเน้นของสานักงานเขตพื้นท่ี การศกึ ษามัธยมศึกษานครสวรรค์ 1.7 มรี ูปแบบ และนวัตกรรมการบริหารการจัดการศึกษา 1.8 มีความเข้มแข็งในระบบประกันคุณภาพการศึกษา 2) ดำ้ นกระบวนกำรจดั กำรเรียนกำรสอน 2.1 มีการสรา้ งความรูค้ วามเขา้ ใจกับครผู ู้สอน 2.2 ครูมีการพัฒนาและการใช้หลักหลักสูตรสถานศึกษา ออกแบบการเรียนรู้ เพอ่ื พัฒนาผ้เู รียนใหม้ ีคุณลักษณะทักษะสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 3Rs 8Cs

๖ 2.3 ครูมีการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (Active Learning) ใช้ส่ือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ และใช้แหล่งเรียนรู้ที่หลาย หลายและเหมาะสม 2.4 ครูมีเครือข่ายแลกเปล่ยี นประสบการณ์การสอนซง่ึ กนั และกัน 2.5 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน 8 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สูงขน้ึ 2.6 ครนู าสื่อเทคโนโลยีมาประยกุ ต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ 2.7 ครมู นี วัตกรรมทางการศึกษา และรายงานผลการพัฒนานวตั กรรมทาง การศึกษาโดยใช้กระบวนการวจิ ยั เป็นฐาน 3) ด้ำนผู้เรยี น 3.1 ผเู้ รียนมีคุณลักษณะทักษะสอดคลอ้ งกบั ศตวรรษที่ 21 3Rs 8Cs 3.2 ผู้เรียนมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระหลักเพิม่ ขึ้น 1.5 นยิ ำมศัพท์ 1.5.1 การพัฒนาคุณภาพการศึกษา หมายถึง ผลที่เกิดจากการบริการจัดการ ตามมาตรฐานการศึกษาของหลักสูตร ตามมาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ตามการ ดาเนินงานตามนโยบายการจัดการศึกษาของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ตามการ ดาเนนิ การประกันคณุ ภาพ ตามนโยบายและจุดเนน้ สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศึกษานครสวรรค์ โดยใช้กระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบอันส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน ครู ผู้บริหาร และ หนว่ ยงานทางการศกึ ษา 1.5.2 การนิเทศ หมายถงึ การใหค้ าแนะนา ช่วยเหลอื ชี้แนะ เพื่อแก้ไข ปรบั ปรุงพฒั นา คุณภาพการจดั การเรียนรู้ของครทู สี่ ่งผลต่อคุณภาพผเู้ รียน 1.5.3 สหวิทยาเขต หมายถึง การจัดตั้งโรงเรียนที่ใกล้เคียงกัน ซ่ึงมีบริบทคล้ายกัน เปน็ สหวิทยาเขต เพื่อเป็นเครอื ข่ายความร่วมมือในการบริหารร่วมกนั ระหว่างโรงเรียน โดยมีการแต่งต้ัง คณะกรรมการบริหารสหวิทยาเขต โดยมีข้อตกลง และแนวปฏิบัติร่วมกันเพื่อพัฒนาคุณภาพ และ มาตรฐานของโรงเรียนในสหวิทยาเขตให้ใกล้เคียงกัน โดยมีโรงเรียนที่มีความพร้อมสูงช่วยเหลือ ดูแล สนับสนุนและร่วมพัฒนาโรงเรียนอื่นในสหวิทยาเขต สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา นครสวรรค์ มีการจัดตั้งสหวทิ ยาเขต จานวน 5 สหวทิ ยาเขต ประกอบดว้ ย 1) สหวทิ ยาเขตวิมานลอย ประกอบไปด้วย 6 โรงเรียน 2) สหวิทยาเขตอัจฉรำลยั ประกอบไปดว้ ย 8 โรงเรียน 3) สหวทิ ยาเขตร่มเกลำ้ -นวมนิ ท์ ประกอบไปดว้ ย 7 โรงเรยี น 4) สหวทิ ยาเขตทงุ่ หนิ เทิน ประกอบไปด้วย 7 โรงเรยี น 5) สหวิทยาเขตตำกฟำ้ -ตำคลี ประกอบไปด้วย 8 โรงเรยี น

๗ 1.5.4 การนเิ ทศโดยใช้สหวทิ ยาเขตเป็นฐาน หมายถึง การให้คาแนะนา ช่วยเหลือ ช้ีแนะ เพอ่ื แกไ้ ข ปรับปรุงพฒั นาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูท่ีส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนท้ังในระดับ ระดับ สานักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา ระดบั โรงเรยี น โดยมงุ่ เน้นให้เกิดการทางานร่วมกัน ด้วยการประสานงาน ประสานคน ประสานวิธกี ารทางาน และประสานงบประมาณการทางานร่วมกัน เพื่อลดความซ้าซ้อนใน การดาเนินงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การดาเนินงานตามนโยบายและจุดเน้นสาคัญเพ่ือการ พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา 1.5.5 นวตั กรรม หมายถึง การนาสิง่ ใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะเปน็ ความคิด วิธกี าร หรือการกระทา หรือ สิ่งประดิษฐ์ขึ้น ท้ังในส่วนที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมให้ดีขึ้น โดยอาศยั หลกั การ ทฤษฎี ทไ่ี ด้ผ่านการทดลองวจิ ัยจนเชื่อถอื ได้ นามาใช้บังเกิดผลเพ่ิมพูนประสิทธิภาพ ตอ่ การเรียนรู้ 1.5.6 ปีทองแห่งการพัฒนานวัตกรรม หมายถึง ปีแห่งการดาเนินงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพ การศึกษาโดยใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน อันส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนเป็นไปตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา นครสวรรค์จงึ กาหนดให้ปกี ารศกึ ษา 2564 เปน็ “ปที องแหง่ การพัฒนานวตั กรรม”

8 สว่ นที่ 2 หลักการและแนวคิด การนิเทศโดยใชส้ หวิทยาเขตเป็นฐาน “ปีทองแห่งการพฒั นานวตั กรรม” สานกั งานเขตพื้นทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษานครสวรรค์ หลักการและแนวคิดการนเิ ทศโดยใชส้ หวิทยาเขตเปน็ ฐาน “ปีทองแห่งการพฒั นานวัตกรรม” สานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษานครสวรรค์ ประกอบไปดว้ ย 2.1 การนิเทศโดยใชส้ หวิทยาเขตเป็นฐาน 2.2 มาตรฐานการปฏบิ ัตงิ านโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา พ.ศ. 2560 (ปรับปรงุ พ.ศ. 2562) 2.3 การพัฒนาคณุ ภาพการจดั การเรยี นการสอน “ปีทองแหง่ การพฒั นานวัตกรรม” 2.4 การพัฒนาและการใช้หลักสูตรสถานศึกษาสู่การจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด Active Learning โดยพัฒนาผูเ้ รยี นใหม้ คี ณุ ลักษณะทกั ษะทีส่ อดคล้องกับศตวรรษท่ี 21 3Rs 8Cs ๒.๕ การยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น ๘ กลุ่มสาระการเรยี นรแู้ ละกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน 2.6 การพัฒนาส่ือเทคโนโลยีในการจดั การเรยี นรู้ 2.7 การพัฒนารปู แบบ (Model) นวตั กรรมทางการศึกษา “ปีทองแหง่ การพัฒนานวตั กรรม” 2.8 การรายงานผลการพฒั นานวัตกรรมทางการศกึ ษาโดยใช้กระบวนการวิจัยเปน็ ฐาน 2.9 การสรา้ งความเข้มแขง็ ระบบประกนั คุณภาพการศึกษา 2.10 การพัฒนาการนเิ ทศการศึกษาโดยใช้กระบวนการ Coaching and Mentoring 2.1 การนเิ ทศโดยใชส้ หวิทยาเขตเป็นฐาน การพัฒนาการศึกษานั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันดาเนินการ เริ่มตั้งแต่ต้นสังกัด ได้แก่ สานักงาน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา โรงเรียนในสังกัด สหวิทยาเขต คณะครู ผู้ปกครอง ชุมชน รวมทั้งบุคลากรจากฝ่ายต่าง ๆ ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมกันจัดการศึกษา เพ่ือ พัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกาลังของชาติ ให้มีความรู้ ทักษะ มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สามารถอยู่ รว่ มในสังคมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ การยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาน้ัน จะนามาซ่ึงความไว้วางใจ การยอมรับ ของชมุ ชนและผ้ปู กครอง ตอ้ งอาศยั ความร่วมมือกันของสหวิทยาเขต โรงเรียนช่วยกันบริหารจัดการท้ัง ในด้านวิชาการ การเงินงบประมาณ งานบุคคล และงานบริหารท่ัวไป โรงเรียนที่มีความพร้อมสูง ช่วยเหลือ ให้การสนับสนุนบุคลากรในการร่วมมือกันพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ถ่ายทอด เทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา คุณภาพการจัดการ เรียนการสอนของโรงเรียนให้สูงขึ้น อาศัยการนิเทศร่วมกันในสหวิทยาเขต โดยผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวทิ ยาเขต ครแู กนนาของโรงเรยี น ทไี่ ดร้ ับการยอมรบั ในความรูค้ วามสามารถ ร่วมกันให้คาแนะนา

9 ช่วยเหลือ ช้ีแนะ เพ่ือแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครู ที่ส่งผลต่อคุณภาพ ผ้เู รียนของโรงเรยี นในสหวิทยาเขต สหวทิ ยาเขต หมายถงึ การจดั ต้งั โรงเรียนท่ใี กล้เคียงกัน ซึ่งมีบริบทคล้ายกันเป็นสหวิทยาเขต เพื่อเป็นเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารร่วมกันระหว่างโรงเรียน โดยมีการแต่งต้ังคณะกรรมการ บริหารสหวิทยาเขต โดยมีข้อตกลง และแนวปฏิบัติร่วมกันเพื่อพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานของ โรงเรียนในสหวิทยาเขตให้ใกล้เคียงกัน โดยมีโรงเรียนที่มีความพร้อมสูงช่วยเหลือ ดูแล สนับสนุนและ ร่วมพฒั นาโรงเรยี นอ่นื ในสหวทิ ยาเขต การนเิ ทศโดยใช้สหวทิ ยาเขตเป็นฐาน หมายถงึ การให้คาแนะนา ช่วยเหลือ ช้ีแนะ เพ่ือแก้ไข ปรบั ปรงุ พฒั นาคุณภาพการจดั การเรียนรูข้ องครทู สี่ ่งผลตอ่ คุณภาพผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้เกิดการทางาน ร่วมกัน ดว้ ยการประสานงาน ประสานคน ประสานวธิ กี ารทางาน และประสานงบประมาณ การทางาน ร่วมกัน ในสหวิทยาเขต เพื่อลดความซ้าซ้อนในการดาเนินงาน การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การดาเนินงานตามนโยบายและจดุ เน้นสาคญั เพอ่ื การพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยเี พื่อการนเิ ทศ การนเิ ทศมีความจาเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อให้มีความทันสมัย ก้าวทันการพัฒนา ของเทคโนโลยี ซึ่งการประยุกต์ใช้น้ันผู้อานวยการโรงเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาภายใน โรงเรียน รวมทั้งนักเรียนทุกคน จาเป็นจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร เพื่อท่ีจะนาไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของโรงเรียน ท้ังในด้าน โครงสร้างพ้ืนฐาน (Infrastructure) ด้านอุปกรณ์ (Hardware) ด้านบุคลากร (People-ware) ซ่ึงใน ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นท่ีพัฒนาข้ึน เพ่ือสนับสนุนการจัดการหรือการเรียนรู้ที่หลากหลาย ในที่น้ีจะขอ นาเสนอแอพพลิเคชั่นท่สี ามารถนาไปประยกุ ตใ์ ชเ้ พื่อสนับสนุนการนเิ ทศ ดังต่อไปนี้ ๑. การประยุกต์ใช้ Google Classroom ,Google Meet, Zoom สาหรับการนิเทศภายใน โรงเรยี น ๒. การประยกุ ต์ใช้ LINE กบั การนเิ ทศภายในโรงเรยี น ๓. ระบบสนับสนนุ การบริหารจัดการสถานศกึ ษา SMSS ๔. ระบบสนบั สนุนช่วยเหลือการปฏิบัติงานของสานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษา AMSS ๕. ระบบ OS : Online Supervision

10 2.2 มาตรฐานการปฏบิ ัตงิ านโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา พ.ศ. 2560 (ปรับปรุง พ.ศ. 2562) สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ได้จัดทามาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียน มัธยมศึกษา สาหรับใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา โดยมาตรฐาน การปฏิบัติงานด้านปริมาณและด้านคุณภาพซึ่งครอบคลุมกลไกการบริหารโรงเรียน ตามขอบข่ายและ ภารกจิ การบรหิ ารโรงเรียนสังกัด สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน เอกสารมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐ (ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๒) ฉบับน้ีใช้เป็นคู่มือประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา และนาผลการประเมินไป ปรับปรุงพัฒนา การบริหารจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสูงข้ึน เพื่อให้สานักงานคณะกรรมการการศึกษา ข้ันพื้นฐาน และสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและสนับสนุนให้ โรงเรียนพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตามบริบทของแต่ละโรงเรียน รวมท้ังจะทาให้สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานได้ทราบข้อมูลสารสนเทศ นามาสู่การวางแผนสนับสนุนได้ตรงกับ ความตอ้ งการทจ่ี ะยกระดับคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานให้สูงขึ้นเปน็ ลาดบั ๆ ไป วัตถุประสงค์การใช้มาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา พ.ศ. 2560 (ปรับปรุง พ.ศ. 2562) ๑. เพื่อให้โรงเรียนใช้เป็นเคร่ืองมือประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา ๒. เพื่อใหส้ านกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน และสานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาใชเ้ ปน็ เครื่องมือในการบริหารจัดการและสนับสนุนให้โรงเรียนพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติงาน โรงเรียน มธั ยมศกึ ษาได้อย่างมคี ุณภาพและประสทิ ธภิ าพตามบริบทของแตล่ ะโรงเรยี น สาระสาคญั มาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา พ.ศ. 2560 (ปรับปรุง พ.ศ. 2562) แบ่งออกเป็น ๒ ด้าน คือ ๑. มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านปริมาณ นาไปใช้เพื่อให้โรงเรียนได้ทราบถึงเกณฑ์การจัดสรร ต่าง ๆ ท่ีควรจะเป็น ๒. มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านคุณภาพ นาไปใช้เพื่อประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงาน ที่เป็น ความจาเปน็ พ้นื ฐานของโรงเรยี นมัธยมศึกษา โดยมาตรฐานการปฏิบัติงานทั้ง ๒ ด้านมีเน้ือหาสาระสาคัญครอบคลุมกลไกการบริหารโรงเรียน ตามขอบข่ายและภารกิจการบริหารโรงเรียนสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ได้แก่การบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารท่ัวไป ซง่ึ ประกอบด้วย เรื่องตา่ ง ๆ ดงั น้ี 1. งานแผนงานและประกนั คณุ ภาพ ๒. งานวชิ าการ ๓. งานกิจการนักเรยี น 4. งานบคุ คล ๕. งานธุรการ

11 6. งานการเงินและพัสดุ 7. งานบรกิ ารอาคารสถานท่ีและสภาพแวดล้อม ๘. งานชุมชนและภาคีเครอื ข่าย ในแต่ละเร่ืองมีแนวทางการประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงาน โดยแบ่งออกเป็นระดับคุณภาพ ๕ ระดบั ถา้ มีระดบั คุณภาพ ๓ ขน้ึ ไป ถอื ว่าผา่ นเกณฑ์ แนวทางการใช้มาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐(ปรับปรุง พ.ศ. 2562) สาหรบั โรงเรยี น ๑. ศึกษามาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐ (ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๒) ทั้ง ๒ ดา้ นอย่างละเอียด ๒. สารวจสภาพของโรงเรยี นตามมาตรฐานที่กาหนดไว้ โรงเรียนได้ดาเนินการตามภารกิจและ ตวั ชีว้ ดั ที่กาหนดไว้อย่างไร มีสงิ่ ใดทคี่ วรปรบั ปรงุ แกไ้ ข 3. ดาเนนิ การปรับปรงุ แก้ไข พฒั นาคุณภาพของโรงเรียน หากมีความจาเป็นจะต้องดาเนินการ โดยขอความสนับสนนุ จากฝา่ ยบริหารท่นี อกเหนอื ระดับโรงเรยี น กค็ วรดาเนนิ การอยา่ งเรง่ ดว่ น ๔. ตระหนักและเห็นความสาคัญของข้อกาหนดในมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียน มัธยมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐ (ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๒) ฉบับนี้ เป็นเครื่องมือเสริมสร้างความพร้อมหรือ ตรวจสอบตนเอง ให้มีปัจจัยหรือกิจกรรมการปฏิบัติงานเพียงพอในระดับท่ีเหมาะสมและมีคุณภาพ จนม่นั ใจวา่ ส่งผลต่อการประกนั คณุ ภาพภายในโรงเรียน สาหรบั คณะกรรมการประเมินมาตรฐานการปฏบิ ตั ิงานโรงเรยี น ๑. ต้องมคี ณะกรรมการประเมินมาตรฐานโรงเรยี นอยา่ งน้อย ๓ คน ๒. ผู้ประเมินจะต้องศึกษารายละเอียดของแต่ละภารกิจและตัวช้ีวัด วิธีการประเมิน และการ ให้ระดับคณุ ภาพของแต่ละระดับ โดยทาความเข้าใจใหช้ ดั เจน ก่อนทาการประเมนิ ๓. การให้ระดับคุณภาพแต่ละรายการ จะต้องมีเหตุผลและมีหลักฐานหรือข้อมูลสนับสนุน อย่างเพยี งพอ หากมขี อ้ สงสัยหรือไมแ่ นใ่ จ ก็ใหค้ น้ หาข้อมลู มาสนับสนุนเพิ่มเตมิ จนมั่นใจก่อน แล้วจึงให้ คะแนนระดบั คณุ ภาพ ๔. คณะกรรมการประเมินจะต้องทาใจเป็นกลาง ไม่ประเมินโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัว มาเป็น องคป์ ระกอบในขณะทาการประเมิน ทง้ั นเ้ี พ่อื ใหผ้ ลการประเมนิ เป็นไปดว้ ยความถูกตอ้ งแมน่ ยา ๕. การให้ระดับคุณภาพของคณะกรรมการประเมินในแต่ละรายการ ไม่ควรใช้วิธีการหา คา่ เฉล่ีย จากคะแนนของคณะกรรมการ แตค่ วรใช้วิธีหาขอ้ ตกลงรว่ มกันในแต่ละรายการว่าควรได้ระดับ คณุ ภาพใด เปน็ ขอ้ ยตุ ิ 6. การประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียน ไม่มีวัตถุประสงค์จะจับผิด หรือแสวงหา ข้อบกพร่องโรงเรียนมีรายละเอียดหรือภารกิจและตัวช้ีวัดด้านใดที่นาไปพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐาน เป็นอย่างดีแล้ว และมีด้านใดที่ยังต้องพัฒนาให้สมบูรณ์ให้ดียิ่งข้ึนไปอีก เพื่อผู้บริหารโรงเรียนและ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานจะได้ร่วมมือกันแก้ไข ขอ้ บกพร่องท่ยี ังไมส่ มบรู ณ์ ให้ดียิ่งขน้ึ ไปอีก

12 ๗. ผลการประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเม่ือ โรงเรียน หรือสหวิทยาเขต หรือเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษาจังหวัด ได้นาผลการ ประเมินไปใช้ในการพัฒนาโรงเรียน หรือปรับปรุงการบริหารจัดการของโรงเรียนให้เกิดประสิทธิภาพ และเกิดประสทิ ธผิ ลต่อไป ขอบขา่ ยงานการบริหารจดั การมัธยมศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา ๑. งานแผนงานและประกนั คณุ ภาพ (๗ ภารกิจ ๑๐ ตวั ชี้วดั ) ๑.๑ การวางแผนพฒั นาโรงเรยี น 1.2 การจดั องคก์ ร ๑.๓ การจัดระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ ๑.๔ การจัดระบบการประกันคุณภาพภายใน ๑.๕ การคานวณต้นทุนผลผลติ ๑.๖ การควบคมุ ภายใน ๑.๗ การประเมินผลการดาเนนิ งานแผนงานและประกนั คณุ ภาพ ๒. งานวิชาการ (๗ ภารกจิ ๓๖ ตัวชีว้ ัด) ๒.๑ การวางแผนงานวิชาการ ๒.๒ การบริหารงานวิชาการ ๒.๓ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ๒.๔ การพัฒนาและส่งเสรมิ ทางดา้ นวชิ าการ ๒.๕ การวดั ผล ประเมินผลการเรยี นและงานทะเบียนนักเรยี น ๒.๖ การแนะแนวการศกึ ษา ๒.๗ การประเมินผลการดาเนินงานวชิ าการ ๓. งานกิจการนักเรยี น (5 ภารกจิ ๑๘ ตวั ชวี้ ดั ) ๓.๑ การวางแผนงานกจิ การนักเรียน ๓.๒ การบรหิ ารงานกิจการนักเรียน ๓.๓ การสง่ เสริมพัฒนาใหน้ ักเรยี นมีวนิ ยั คณุ ธรรม จริยธรรม ๓.๔ การดาเนนิ งานระบบดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น ๓.๕ การดาเนนิ การสง่ เสรมิ ประชาธปิ ไตยในโรงเรยี น ๓.๖ การประเมนิ ผลการดาเนนิ งานกจิ การนักเรยี น ๔. งานบุคคล (๓ ภารกจิ ๗ ตัวชีว้ ดั ) ๔.๑ การบรหิ ารงานบคุ คล ๔.๒ การบริหารงานทะเบียนและสถติ ิข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๔.๓ การประเมนิ ผลการดาเนนิ งานบคุ คล

13 ๕. งานธรุ การ (๔ ภารกิจ ๑๐ ตวั ช้ีวดั ) ๕.1 การวางแผนงานธรุ การ ๕.๒ การบรหิ ารงานธรุ การ ๕.๓ การบรหิ ารงานสารบรรณ ๕.๔ การประเมนิ ผลการดาเนินงานธรุ การ 6. งานการเงนิ และพสั ดุ (๔ ภารกิจ ๑๓ ตวั ชวี้ ัด) 6.1 การบรหิ ารการเงนิ ๖.๒ การบริหารการเงนิ และบัญชี ๖.๓ การบรหิ ารงานพัสดแุ ละสินทรัพย์ ๖.๔ การประเมินผลการดาเนนิ งานการเงินและพัสดุ ๗. งานบรกิ ารอาคารสถานทีแ่ ละสภาพแวดล้อม (๑๑ ภารกจิ ๒๙ ตัวชี้วัด) ๗.๑ การบรกิ ารอาคารสถานทแี่ ละสภาพแวดลอ้ ม ๗.๒ การบรกิ ารอาคารเรียน 7.3 การบรกิ ารห้องเรียน 7.4 การบรกิ ารห้องบรกิ าร 7.5 การบรกิ ารห้องพเิ ศษ ๗.๖ การบรกิ ารอาคารประกอบ ๗ ๗ การให้บริการน้าด่ืม 7.8 การส่งเสริมสุขภาพอนามัย ๗.๙ การส่อื สารและการประชาสัมพนั ธ์ ๗.๑๐ การสร้างและเผยแพรเ่ กยี รติประวัตขิ องโรงเรียน ๗.๑๑ การประเมินผลการดาเนินงานอาคารสถานทแี่ ละสภาพแวดลอ้ ม ๘. งานชุมชนและภาคีเครือข่าย (๕ ภารกจิ ๔ ตวั ชีว้ ัด) 8.๑ การสรา้ งความสัมพันธร์ ะหว่างโรงเรยี นกบั ชุมชน และภาคีเครอื ขา่ ย 8.๒ การให้บริการชุมชน ๘.๓ การมีส่วนรว่ มในการพฒั นาชมุ ชน ๘.๔ การได้รับการสนบั สนุนจากชุมชน ๘.๕ การประเมนิ ผลการดาเนนิ งานชุมชนและภาคเี ครอื ขา่ ย

14 2.3 การพัฒนาคุณภาพการจดั การเรยี นการสอน “ปีทองแห่งการพฒั นานวัตกรรม” การพัฒนาคุณภาพการศึกษา หมายความถึง ผลที่เกิดจากการบริการจัดการตามมาตรฐาน การศึกษาของหลักสูตร ตามมาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ตามการดาเนินงานตาม นโยบายการจดั การศึกษาของสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ตามการดาเนินการประกัน คุณภาพ ตามนโยบายและจุดเน้นสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ โดยใช้ กระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบอันส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน ครู ผู้บริหาร และหน่วยงาน ทางการศกึ ษา ปีทองแห่งการพัฒนานวัตกรรม หมายถึง ปีแห่งการดาเนินงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยใช้นวัตกรรมในการขับเคล่ือน อันส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนเป็นไปตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์จึง กาหนดใหป้ กี ารศึกษา 2564 เปน็ “ปีทองแห่งการพฒั นานวตั กรรม” การจัดการเรียนการสอน หมายถึง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียน เพือ่ ให้ผูเ้ รียนไดเ้ กิดการเรียนรตู้ ามวตั ถุประสงค์ทตี่ ้องการ การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน หมายถึง การพัฒนาการจัดประสบการณ์การ เรียนรูใ้ หแ้ กน่ ักเรียน ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ดีข้ึน ซึ่งการจัดการเรียน การสอน หรือการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนนั้น จะต้องสร้างความสนใจให้ผู้เรียนมีความ ต้องการท่ีจะเรียน ในขณะเดียวกันการจัดการเรียนการสอนหรือการจัดประสบการณ์ จะต้องให้ข้อมูล หรือเนื้อหาวิชาที่ถูกต้องเพียงพอ และต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดลองแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยใช้ข้อมูล หรือเนื้อหาวิชาที่ได้เรียนไป อีกทั้งจะต้องมีการตรวจสอบผลจากการฝึกหัดว่าถูกต้องหรือไม่อย่างไร ซึ่งเราเรยี กกระบวนการน้ีวา่ “กระบวนการเรียนรู้” การขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในปีการศึกษา 2564 นั้น สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ได้กาหนดให้เป็น “ปีทองแห่งการพัฒนา นวัตกรรม” ทั้งนวัตกรรมด้านการบริหาร และนวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอน โดยดาเนินการ ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการนิเทศโดยใช้สหวิทยาเขตเป็นฐาน “ปีทองแห่งการ พัฒนานวัตกรรม” ให้สหวิทยาเขต และโรงเรียนในสังกัดได้พัฒนาการจัดการเรียนการสอนในเร่ือง ตา่ ง ๆ ดงั น้ี 1. การพัฒนาและการใช้หลักหลักสูตรสถานศึกษาสู่การจัดการเรียนรู้ ผ่าน กระบวนการคิด (Active Learning) โดยพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะทักษะสอดคล้องกับศตวรรษท่ี 21 3Rs8Cs 2. การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนา ผเู้ รียน 3. การพฒั นาส่ือเทคโนโลยีในการจัดการเรยี นรู้ 4. การพัฒนานวัตกรรมทางการศกึ ษา 5. การรายงานผลการพัฒนานวัตกรรมทางการศกึ ษาโดยใชก้ ระบวนการวจิ ยั เป็นฐาน 6. การสรา้ งความเข้มแขง็ ระบบประกันคุณภาพการศกึ ษา 7. การพัฒนาการนิเทศการศกึ ษาโดยใช้กระบวนการ Coaching and Mentoring

15 ทุกสหวิทยาเขต ทกุ โรงเรียนต้องเรง่ ดาเนินการพัฒนาการจดั การเรยี นการสอน เพื่อให้นักเรียน พัฒนาความรู้ ทกั ษะอยา่ งเต็มตามศักยภาพ มีคุณลกั ษณะทกั ษะสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 3Rs 8Cs มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสูงขึ้น โดยเน้นให้ครู พฒั นาการจดั การเรยี นการสอน ดงั นี้ 1. ครมู ีการพัฒนาและการใชห้ ลักหลกั สูตรสถานศึกษา พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ ทกั ษะสอดคล้องกบั ศตวรรษท่ี 21 3Rs 8Cs 2. ครูมีการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (Active Learning) ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ และใช้แหล่งเรียนรู้ท่ีหลายหลายและ เหมาะสม 3. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น 8 กล่มุ สาระการเรียนรแู้ ละกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียนสงู ขึ้น 4. ครใู ช้สอื่ เทคโนโลยีในการจัดการเรยี นรู้ 5. ครูมีนวัตกรรมทางการศึกษา และรายงานผลการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา โดยใช้กระบวนการวิจัยเปน็ ฐาน 2.4 การพัฒนาและการใช้หลักสูตรสถานศึกษาสู่การจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด Active Learning โดยพฒั นาผูเ้ รยี นให้มคี ณุ ลกั ษณะทกั ษะที่สอดคล้องกบั ศตวรรษที่ 21 3Rs 8Cs “ปีทอง แหง่ การพัฒนานวัตกรรม” สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศึกษานครสวรรค์ สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ กาหนดกรอบแนวทางการพัฒนาและการใช้ หลักสูตรสถานศึกษาสู่การจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดแบบใฝ่รู้ (Active Learning) โดยพัฒนา ผู้เรียนให้มีคุณลักษณะทักษะที่สอดคล้องในศตวรรษท่ี 21 3Rs 8Cs โดยจัดทาเคร่ืองมือในการ ประเมินคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูที่เข้าร่วมกระบวนการนิเทศโดยใช้สหวิทยาเขต เป็นฐาน “ปีทองแห่งการพัฒนานวตั กรรม” Active Learning กบั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา หมายถึง การจัดทาและพัฒนาหลักสูตรรายวิชาพื้นฐาน รายวิชาเพิ่มเติม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง บริบทของโรงเรียน และตามนโยบายและจุดเน้นสาคัญเพ่ือการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มีการนาหลักสูตรสู่ห้องเรียน การประเมินการใช้หลักสูตรและนาผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรอย่างเป็น ระบบและต่อเนอื่ ง การจัดการเรียนรู้ หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด สมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญ ให้เรียนรู้ด้วยวิธีการปฏิบัติ ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองตามธรรมชาติและ เตม็ ตามศักยภาพ โดยคานงึ ถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคล การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ หมายถึง การจัดทาและหรือพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ ที่สอดคล้องกับคาอธิบายรายวิชา ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้ เหมาะสมกับผู้เรียน บริบท ของ สถานศึกษาและท้องถ่ิน มีกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการปฏิบัติ (Active Learning) โดยเลือกรูปแบบ

16 การจัดการเรียนรู้ สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี แหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล เพ่ือให้ผู้เรียนได้รับ การพัฒนาเต็มตามศกั ยภาพ บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ และประเมนิ ผลหนว่ ยการเรียนรู้ การสร้างการเรียนรู้แบบใฝ่รู้ (Active Learning) เป็นการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะความคิด ระดับสงู อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ช่วยให้ผู้เรยี นวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินข้อมูลในสถานการณ์ใหม่ ได้ดีในที่สุด จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจจนสามารถชี้นาตลอดชีวิตในฐานะผู้ฝักใฝ่กา รเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง สร้างองค์ความรู้ ผ่านการคิดข้ันสูง (Higher-Order Thinking) การได้ปฏิบัติงาน สร้างสรรค์งาน และนาเสนองานด้วยตัวเอง ธรรมชาติของการเรียนรู้ แบบ Active Learning ประกอบดว้ ยลักษณะสาคัญตอ่ ไปน้ี 1. เป็นการเรียนร้ทู ่มี ่งุ ลดการถา่ ยทอดความรู้จากผู้สอนสู่ผู้เรียนให้น้อยลงและพัฒนาทักษะให้ เกิดกบั ผ้เู รียน 2. ผ้เู รียนมีส่วนร่วมในชั้นเรยี นโดยลงมอื กระทามากกว่าน่ังฟังเพียงอยา่ งเดยี ว 3. ผเู้ รยี นมีส่วนในกจิ กรรมเช่นอา่ นอภิปรายและเขียน 4. เนน้ การสารวจเจตคตแิ ละคณุ ค่าที่มีอยู่ในผเู้ รยี น 5. ผ้เู รยี นได้พฒั นาการคิดระดบั สงู ในการวเิ คราะหส์ งั เคราะห์และประเมินผลการนาไปใช้และ 6. ทั้งผเู้ รียนและผู้สอนรับขอ้ มูลป้อนกลับจากการสะทอ้ นความคดิ ไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว การเรียนร้แู บบใฝร่ ู้ ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้ท่ีต้องการกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย ที่จะชว่ ยใหผ้ ู้เรียน ได้พฒั นาตนเองผ่านการจัดการตนเอง ให้ความรู้และช่วยพัฒนาเพ่ือนร่วมชั้น ซึ่งจะ กอ่ ให้เกดิ การสรา้ งสรรค์ พัฒนาความรู้ ความเขา้ ใจและทกั ษะท่หี ลากหลาย เป็นกระบวนการท่ีประณีต รัดกุม และผู้เรียนได้รับประโยชน์มากกว่าการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นฝ่ายรับ ความรู้อาจนามาขยายความ ใหเ้ หน็ เปน็ ลกั ษณะสาคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ได้ดงั น้ี 1. เป็นการเรียนการสอนท่ีพัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิดการแก้ปัญหา และการนา ความรไู้ ปประยุกตใ์ ช้ 2. เป็นการเรียนการสอนทีเ่ ปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นมีสว่ นร่วมในกระบวนการเรียนรูส้ ูงสดุ 3. ผเู้ รยี นสร้างองคค์ วามรแู้ ละจัดระบบการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง 4. ผเู้ รียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ท้ังในด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฏิสัมพันธ์ รว่ มกัน ร่วมมือกนั มากกว่าการแข่งขัน 5. ผเู้ รียนเรียนรู้ความรับผดิ ชอบรว่ มกัน การมีวินยั ในการทางานการแบ่งหน้าที่ความรบั ผิดชอบ 6. เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเป็น ผจู้ ัดระบบการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง 7. เป็นกจิ กรรมการเรยี นการสอนเนน้ ทกั ษะการคดิ ขน้ั สงู 8. เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสาร หรือสารสนเทศและหลักการ ความคิดรวบยอด 9. ผู้สอนจะเป็นผู้อานวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วย ตนเอง 10. ความร้เู กิดจากประสบการณ์การสรา้ งองค์ความรแู้ ละการสรปุ ทบทวนของผเู้ รียน

17 การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จากการเรียนรู้แบบใฝ่รู้ มีส่วนประกอบ สาคัญ ได้แก่ การมีวัสดุอุปกรณ์เคร่ืองมือ (Appealing Materials) ผู้เรียนมีโอกาสลงมือปฏิบัติ (Opportunities for Manipulation) ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเลือกกิจกรรมและกลวิธีการแก้ปัญหา ด้วยตนเอง (Choices for Children) ผู้เรียนได้สื่อสารเก่ียวกับสิ่งที่กาลังทากับผู้อ่ืนการเรียนรู้ที่ กระตือรือร้นการประเมินการจัดห้องเรียนกาหนดการประจาวันปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอน ผู้เรียน เนื้อหา การจัดการเรียนการสอน ซึ่งการเรียนรู้แบบใฝ่รู้จะมีความยืดหยุ่นสูงสามารถปรับวิธีการใช้ กจิ กรรมและแหล่งเรยี นรู้ที่หลากหลาย ซ่งึ ทาได้มากกวา่ การสอนแบบบรรยายนั่นเอง การเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 ด้านการศึกษาในศตวรรษท่ี 21 การเตรียมนักเรียนให้พร้อมกับชีวิตในศตวรรษที่ 21 เปน็ เรื่องสาคัญของกระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมท่ีเกิดข้ึนในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดารงชีพ ของสังคมอย่างท่ัวถึง ครูจึงต้องมีความต่ืนตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้ เพื่อเตรียมความพร้อม ให้นักเรียนมีทักษะสาหรับการออกไปดารงชีวิตในโลก นั่นคือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ที่ส่งผลให้มีการเปล่ียนแปลงการจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้เด็กมีความรู้ ความสามารถ และทักษะจาเป็น ซง่ึ เป็นผลจากการปฏริ ปู เปล่ียนแปลงรปู แบบการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการเตรียมความพร้อม ดา้ นตา่ ง ๆ ซ่ึง วิจารณ์ พานิช (2555: 16-21) ได้กล่าวถึง ทักษะเพื่อการดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดงั น้ี สาระวิชาหลัก (Core Subjects) ประกอบด้วย ภาษาแม่ และภาษาสาคัญของโลก ศิลปะ คณิตศาสตร์ การปกครองและหน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และ ประวัติศาสตร์ โดยวิชาแกนหลักนี้จะนามาสู่การกาหนดเป็นกรอบแนวคิด และยุทธศาสตร์สาคัญ ต่อการจัดการเรียนรู้ในเน้ือหาเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหัวข้อสาหรับศตวรรษที่ 21 โดยการส่งเสริมความเข้าใจในเน้ือหาวิชาแกนหลัก และสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 เข้าไปใน ทุกวิชาแกนหลัก อันได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโลก (Global Awareness) ความรู้เก่ียวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy) ความร้ดู า้ นการเปน็ พลเมืองที่ดี (Civic Literacy) และความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ทักษะดา้ นการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกาหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่ โลกการทางานท่ีมีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ ความริเร่ิมสร้างสรรค์และนวัตกรรม การคิด อยา่ งมีวจิ ารณญาณและการแก้ปญั หา การสอ่ื สารและการร่วมมอื ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี เนื่องด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารผ่านทางส่ือและเทคโนโลยีมากมาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิด อย่างมีวิจารณญาณ และปฏิบัติงานได้หลากหลาย โดยอาศัยความรู้ในหลายด้าน ดังนี้ ความรู้ด้าน สารสนเทศ ความรเู้ กี่ยวกับสือ่ และความรดู้ ้านเทคโนโลยี ทักษะด้านชีวิตและอาชีพในการดารงชีวิตและทางาน ในยุคปัจจุบันให้ประสบ ความสาเร็จ นักเรียนจะต้องพัฒนาทักษะชีวิตท่ีสาคัญ คือ ความยืดหยุ่นและการปรับตัว การริเร่ิม สร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต

18 (Productivity) และความรับผิดชอบเช่ือถือได้ (Accountability) ภาวะผู้นาและความรับผิดชอบ (Responsibility) ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ท่ที กุ คนจะตอ้ งเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้ 3Rs x 8Cs ทักษะการเรียนรู้ 3Rs คือ Reading (อ่านออก) (W)riting (เขียนได้) และ (A)rithmetics (คิดเลขเป็น) ส่วนทักษะการเรียนรู้ 8Cs ประกอบด้วย Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา) Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม) Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจ ความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์) Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้าน ความร่วมมือ การทางานเป็นทีม และภาวะผู้นา) Communications, Information, and Media Literacy (ทกั ษะด้านการส่ือสารสารสนเทศ และรู้เท่าทันส่ือ) Computing and ICT Literacy (ทักษะ ด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) Career and Learning Skills (ทักษะ อาชีพ และทักษะการเรยี นรู้) และ Compassion ความมีเมตตากรุณาวินยั คุณธรรม และจรยิ ธรรม กระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การเรียนรู้ที่แท้จริงอยู่ในโลกจริงหรือชีวิตจริง การเรียนวิชาในห้องเรียนยังเป็นการเรียนแบบ สมมติ “ดงั นัน้ ครเู พื่อศษิ ยจ์ ึงตอ้ งออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์” ได้เรียนในสภาพที่ใกล้เคียงชีวิตจริงท่ีสุด ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนเป้าหมายการเรียนรู้ของศิษย์ จากเน้นเรียนวิชาเพ่ือได้ความรู้ ให้เลยไปสู่การ พัฒนาทกั ษะทส่ี าคญั ตอ่ ชวี ติ ในยุคใหม่ ยา้ ว่าการเรียนรู้ยคุ ใหม่ต้องเรียนให้เกิดทักษะ เพ่ือการดารงชีวิต ในศตวรรษท่ี 21 ซ่ึงหน้าที่ของครูเพ่ือศิษย์จึงต้องเปลี่ยนจากเน้น “สอน” หรือส่ังสอนไปทาหน้าท่ี จุดประกายความสนใจใฝ่รู้ (inspire) แก่ศิษย์ ให้ศิษย์ได้เรียนจากการลงมือปฏิบัติ (learning by doing) และศิษย์งอกงามทักษะ เพ่ือการดารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 น้ี จากการลงมือปฏิบัติของตน เป็นทีมร่วมกับเพื่อนนักเรียน เน้นการงอกงามทักษะในการเรียนรู้ และค้นคว้าหาความรู้มากกว่า ตัวความรู้ ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนแนวทางการทางานจากทาโดดเดี่ยวคนเดียว เป็นทางานและเรียนรู้ จากการทาหน้าที่ครเู ปน็ ทีม กระบวนการเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ 21 มี 3 ลักษณะ คือ 1. กระบวนการเรยี นรูแ้ บบลงมอื ปฏิบัติ 2. กระบวนการเรียนรู้ผ่านการสือ่ สารอย่างสร้างสรรค์ 3. การเรยี นรแู้ บบขั้นบันได (IS) 1. กระบวนการเรียนรู้แบบลงมอื ปฏิบตั ิ เป็นแนวคิดหรอื ความเช่อื ท่ีสนับสนุนให้คนเราปฏิบัติ ส่ิงต่าง ๆ ด้วยตนเองตามความสนใจ ตามความถนัดและศักยภาพ ด้วยการศึกษา ค้นคว้า ฝึกปฏิบัติ ฝึกทักษะจนถึงการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่า หากคนเราได้กระทาจะทาให้เกิดความเชื่อมั่นเป็น แรงจูงใจให้เกิดการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ผู้เรียนจะสนุกสนาน ที่จะสืบค้นหาความรู้ต่อไป มีความสุขท่ีจะเรียน มลี ักษณะดังน้ี 1.1 การเรียนรู้ผ่านการทางาน (Work-based Learning) การเรียนรู้แบบนี้เป็น การจดั การเรียนการสอนที่ส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดพัฒนาการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เน้ือหาสาระ การฝึกปฏิบัติจริง ฝึกฝนทักษะทางสังคม ทักษะชีวิต ทักษะวิชาชีพ การพัฒนาทักษะการคิดข้ันสูง โดยสถาบันการศึกษามักร่วมมือกับแหล่งงานในชุมชน รับผิดชอบการจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ต้งั แตก่ ารกาหนดวตั ถุประสงค์ การกาหนดเนือ้ หากจิ กรรม และวิธกี ารประเมิน

19 1.2 การเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-based Learning) การเรียนรู้ด้วยโครงงาน เป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญรูปแบบหน่ึง ที่เป็นการให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ในลักษณะของการศึกษา สารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น โดยครูเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น ผู้ให้ความรู้ (teacher)เป็นผู้อานวยความสะดวก (facilitator) หรือผู้ให้คาแนะนา (guide) ทาหน้าท่ี ออกแบบกระบวนการเรยี นรู้ใหผ้ เู้ รียนทางานเป็นทีม กระตนุ้ แนะนา และใหค้ าปรกึ ษา เพื่อให้โครงการ สาเร็จลุล่วง ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยโครงงาน สิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนรู้ด้วย PBL จึงมิใช่ ตัวความรู้ (knowledge) หรือวิธีการหาความรู้ (searching) แต่เป็นทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (learning and innovation skills) ทักษะชีวิตและประกอบอาชีพ (Life and Career skills) ทักษะ ด้านข้อมูลข่าวสาร การส่ือสารและเทคโนโลยี (Information Media and Technology Skills) การออกแบบโครงงานท่ีดีจะกระตุ้นให้เกิดการค้นคว้าอย่างกระตือรือร้น และผู้เรียนจะได้ฝึกการใช้ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และแก้ปัญหา (critical thinking & problem solving) ทักษะการสื่อสาร (communicating) และทักษะการสร้างความร่วมมือ (collaboration) ประโยชน์ท่ีได้สาหรับครู ท่นี อกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพด้านวิชาชีพแล้ว ยังช่วยให้เกิดการทางานแบบร่วมมือกับเพื่อนครู ดว้ ยกัน รวมทั้งโอกาสที่จะได้สรา้ งสมั พนั ธท์ ี่ดีกบั นักเรียนดว้ ย ขั้นตอนท่สี าคญั ในการจดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน STEP 1 การเตรียมความพร้อม ครูเตรียมมอบหมายโครงงาน โดยระบุใน แผนการสอนในช้ันเรียน ครูอาจกาหนดขอบเขตของโครงงานอย่างกว้าง ๆ ให้สอดคล้องกับรายวิชา หรือความถนัดของนักเรียน และเตรียมแหล่งเรียนรู้ ข้อมูลตัวอย่าง เพ่ือเป็นแนวทางให้นักเรียนได้ ศกึ ษาค้นคว้าเพิ่มเติม สามารถใช้เว็บไซต์ หรือโปรแกรม moodle ในการ update ข้อมูลแหล่งเรียนรู้ และการกาหนดนัดหมายตา่ ง ๆ เก่ยี วกับการดาเนินโครงการได้ STEP 2 การคิดและเลือกหัวข้อ ให้นักเรียนเป็นผู้สร้างทางเลือกในการ ออกแบบโครงงานเอง เพ่ือเปิดโอกาสให้รู้จักการค้นคว้าและสร้างสรรค์ความรู้เชิงนวัตกรรม ครูอาจให้ ผู้เรียนทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวข้องก่อน เพ่ือเป็นแนวทางในการเลือกหัวข้อ การทางานเป็นทีม กระต้นุ ให้เกิด brain storm จะทาใหเ้ กดิ ทักษะ ทกั ษะการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะการส่ือสาร และทักษะ การสร้างความรว่ มมือ STEP 3 การเขียนเค้าโครง การเขียนเค้าโครงของโครงงาน เป็นการสร้าง mind map แสดงแนวคิด แผน และข้ันตอนการทาโครงงาน เพ่ือให้ผู้เก่ียวข้องมองเห็นภาระงาน บทบาท และระยะเวลาในการดาเนินงาน ทาใหส้ ามารถปฏบิ ตั ิโครงงานได้อย่างมีประสทิ ธิภาพมากข้ึน STEP 4 การปฏิบัติโครงงาน นักเรียนลงมือปฏิบัติตามแผนท่ีวางไว้ใน เค้าโครงของโครงงาน ถ้ามีการวางเค้าโครงเอาไว้แล้ว นักเรียนจะรู้ได้เองว่าจะต้องทาอะไรในขั้นตอน ตอ่ ไป โดยไม่ต้องรอถามครู ในระหว่างการดาเนนิ การครผู ู้สอนอาจมีการให้คาปรึกษาอย่างใกล้ชิด หรือ ร่วมแกป้ ัญหาไปพรอ้ ม ๆ กับนกั เรียน STEP 5 การนาเสนอโครงงาน นักเรียนสรุปรายงานผล โดยการเขียน รายงาน หรือการนาเสนอในรูปแบบอื่น ๆ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์จัดนิทรรศการ รายงานหน้าชั้น ส่งงานทางเว็บไซต์หรืออีเมล์ ถ้ามีการประกวดหรือแข่งขันด้วยจะทาให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้น มากขน้ึ

20 STEP 6 การประเมินผลโครงงาน การประเมินโครงงานควรมีการ ประเมินผลการเรยี นรโู้ ดยหลากหลาย เช่น นักเรียนประเมินตนเอง ประเมินซ่ึงกันและกัน ประเมินจาก บุคคลภายนอก การประเมินจะไม่วัดเฉพาะความรู้หรือผลงานสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่ จะวัด กระบวนการท่ีได้มาซ่ึงผลงานด้วย การประเมินโดยครูหลายคนจะเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์และทาให้ เกดิ การแลกเปลยี่ นเรียนรู้ระหวา่ งครดู ว้ ยกันอกี ดว้ ย 1.3 การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based Learning) ในการยึดหลักการ ให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง “Child Centered” การเรียนโดยการปฏิบัติจริง Learning by Doing และปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาได้ Doing by Learning จึงถูกนามาใช้อย่าง จริงจงั ในการปฏิรูปการศึกษาของไทย การเรียนรู้ชนิดน้ีเอง ที่มีผู้ต้ังฉายาว่า “สอนแต่น้อย ให้เรียนมาก ๆ Teach less Learn More” การเรียนแบบ Learning by Doing นน้ั ใช้ “กิจกรรม Activity” เป็นหลัก ในการเรยี นการสอน โดยการ “ปฏิบัติจริง Doing” ในเน้ือหาทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ ด้วยตนเอง ทุกคนในกลุ่มเป็นผู้ปฏิบัติ คุณครูเป็นพ่ีเล้ียงและเทรนเนอร์ แต่กิจกรรมที่นามาใช้น้ีต้องมี ประสิทธิภาพในการเรียนรู้เนื้อหาน้ัน ๆ มีจุดมุ่งหมาย สนุก และน่าสนใจ ไม่ซ้าซากจนก่อให้เกิดความ เบื่อหน่าย ดังนั้น คุณครูจึงเป็น “นักออกแบบกิจกรรม Activity Designer” มืออาชีพ ท่ีสามารถ “มองเห็นภาพกจิ กรรม” ได้ทันที 1.4 การเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหา (Problem-based Learning) เป็นรูปแบบ การเรยี นอีกรูปแบบหน่ึงที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และรู้จักการทางานร่วมกันเป็นทีมของผู้เรียน โดยผู้สอน มีส่วนรว่ มนอ้ ย แต่ก็ท้าทายผู้สอนมากท่ีสุด กระบวนการการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จะจัดผู้เรียน เป็นกลุ่มย่อย ขนาดประมาณ 8 - 10 คน โดยมีครูหรือผู้สอนประจากลุ่ม 1 คน ทาหน้าที่เป็น ผสู้ นบั สนุนการการเรียนรู้ (facilitator) ประกอบด้วยขน้ั ตอนต่าง ๆ ดงั น้ี 1. เมื่อผู้เรียนได้รับโจทย์ปัญหา ผู้เรียนจะทาความเข้าใจหรือทาความ กระจา่ งในคาศพั ทท์ ่อี ยใู่ นโจทยป์ ัญหานน้ั เพื่อให้เข้าใจตรงกัน 2. การจบั ประเด็นขอ้ มูลทส่ี าคญั หรือระบุปัญหาในโจทย์ 3. ระดมสมองเพื่อวิเคราะห์ปัญหา อภิปรายหาคาอธิบาย แต่ละประเด็น ปัญหาวา่ เป็นอย่างไร เกดิ ขึ้นไดอ้ ยา่ งไร ความเป็นมาอยา่ งไร โดยอาศัยพ้นื ความรเู้ ดิมเท่าทีผ่ ้เู รยี นมอี ยู่ 4. ต้ังสมมติฐานเพื่อหาตอบปัญหาประเด็นต่าง ๆ พร้อมจัดลาดับ ความสาคัญของสมมตฐิ านทีเ่ ป็นไปไดอ้ ยา่ งมเี หตผุ ล 5. จากสมมติฐานท่ีตั้งข้ึน ผู้เรียนจะประเมินว่าเขามีความรู้เร่ืองอะไรบ้าง มีเร่ืองอะไรท่ียังไม่รู้หรือขาดความรู้ และความรู้อะไรจาเป็นท่ีจะต้องใช้เพ่ือพิสูจน์สมมติฐาน ซ่ึงเชื่อมโยงกับโจทย์ปัญหาท่ีได้ ข้ันตอนน้ีกลุ่มจะกาหนดประเด็นการเรียนรู้ (learning issue) หรือ วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ (learning objective) เพอื่ จะไปค้นคว้าหาขอ้ มูลต่อไป 6. ค้นคว้าหาข้อมูลและศึกษาเพิ่มเติมจากทรัพยากรการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น หนังสือตารา วารสาร ส่ือการเรียนสอนต่าง ๆ การศึกษาในห้องปฏิบัติการ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อินเทอรเ์ น็ต หรือปรึกษาอาจารยผ์ เู้ ช่ยี วชาญในเนอื้ หาสาขาเฉพาะ พรอ้ มทัง้ ประเมินความถูกตอ้ ง 7. นาข้อมูลหรือความรู้ท่ีได้มาสังเคราะห์ อธิบาย พิสูจน์สมมติฐานและ ประยกุ ต์ให้เหมาะสมกบั โจทยป์ ญั หา พร้อมสรุปเปน็ แนวคดิ หรอื หลกั การทั่วไป

21 ขั้นตอนที่ 1-5 เปน็ ข้นั ตอนภายในกระบวนการกลุ่มในห้องเรียน ขน้ั ตอนที่ 6 เป็นกิจกรรมของผู้เรียนรายบุคคลนอกห้องเรียน และข้ันตอนที่ 7 เป็นกิจกรรมที่กลับมาในกระบวน กลมุ่ อกี คร้งั 1.5 การเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือวิธีวิจัย (Research-based Learning) การเรียนรู้ท่ีเน้นการวิจัยถือได้ว่าเป็นหัวใจของบัณฑิตศึกษา เพราะเป็นการเรียนท่ีเน้นการ แสวงหาความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนโดยตรง เป็นการพัฒนากระบวนการแสวงหาความรู้ และการ ทดสอบความสามารถทางการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองของผู้เรียน ซ่ึงสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ และทัศนีย์ บุญเติม (2540) ได้เสนอรปู แบบการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชก้ ารวจิ ยั เปน็ ฐานไว้ 4 รูปแบบ ดงั น้ี 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย คือ การให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ ทาวจิ ัยในระดบั ตา่ ง ๆ เช่น การทาการทดลองในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ การศึกษารายกรณี (Case Study) การทาโครงงาน การทาวิจัยเอกสาร การทาวิจัยฉบบั จิว๋ (Baby Research) การทาวิทยานิพนธ์ เปน็ ตน้ 2. การสอนโดยให้ผู้เรียนร่วมทาโครงการวิจัยกับอาจารย์ หรือเป็นผู้ช่วย ในโครงการวิจัย (Under Study Concept) ในกรณีนี้ผู้สอนต้องเตรียมโครงการวิจัยไว้รองรับ เพ่ือให้ ผู้เรียนมีโอกาสได้ทาวิจัย เช่น ร่วมเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล อย่างไรก็ตามวิธีน้ีจะมีข้อเสีย ทีผ่ ูเ้ รียนไมไ่ ด้เรยี นรกู้ ระบวนการทาวิจยั ครบถว้ นทุกข้นั ตอน 3. การสอนโดยใหผ้ ู้เรียนศึกษางานวิจัย เพื่อเรียนรู้องค์ความรู้ หลักการและ ทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัยเร่ืองนั้น ๆ วิธีการตั้งโจทย์ปัญหา วิธีการแก้ปัญหา ผลการวิจัย และการนา ผลการวิจัยไปใช้และศกึ ษาตอ่ ไป ทาใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจกระบวนการทาวิจัยมากขนึ้ 4. การสอนโดยใช้ผลการวิจัยประกอบการสอน เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้ว่า ทฤษฎีข้อความรู้ใหม่ ๆ ในศาสตร์ของตนในปัจจุบันเป็นอย่างไร นอกจากน้ียังเป็นการสร้างศรัทธาต่อ ผูส้ อน รวมทงั้ ทาใหผ้ ู้สอนไม่เกดิ ความเบือ่ หนา่ ยทีต่ อ้ งสอนเนอ้ื หาเดมิ ๆ ทกุ ปี 2. กระบวนการเรยี นรผู้ ่านการส่ือสารอยา่ งสรา้ งสรรค์ เพราะการสื่อสารเป็นกระบวนการส่ง หรือถ่ายทอดเรื่องราว ข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ เหตุการณ์ต่าง ๆ จากผู้สอนยังไปผู้เรียนด้วยวิธีการ ทีห่ ลากหลาย ดงั น้ี 2.1 การฝึกทักษะในการฟังอย่างลึกซ้ึง (Deep Listening) โดยใช้เทคนิคสุนทรีย สนทนา (Dialogue) เป็นการฝึกทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง ทาให้รู้จักตนเองมากข้ึน ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังผู้อน่ื พดู อยา่ งต้ังใจ ฟังให้มาก พูดให้น้อยลง ไม่พูดแทรกขณะอีกฝ่ายกาลังพูด ทาให้ฟังและได้ยินมากขึ้น เป็นกระบวนการเรยี นร้ทู ่ีสามารถนามาปรบั ใช้ในการทางานหรอื การดารงชวี ติ ได้เปน็ อย่างดี 2.2 การฝึกทักษะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค Communities of Practice หรอื CoP ซึง่ เปน็ การดึงความรู้ที่อยูใ่ นตวั บุคคลออกมา เพอ่ื แลกเปล่ยี นและทาให้เกดิ การเรียนรู้ 2.3 การฝึกทักษะการทางานเป็นทีม เรียนรู้แบบกลุ่ม ปฏิบัติงานกลุ่ม เป็นวิธีสอน ท่ีครูมอบหมายให้นักเรียนทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม ร่วมมือกันศึกษาค้นคว้าหาวิธีการแก้ปัญหา หรือ ปฏิบัติกิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด หรือความสนใจ เป็นการฝึกให้นักเรียนทางานร่วมกัน ตามวิธีแห่งประชาธปิ ไตย

22 2.4 การฝึกทักษะการใช้เทคโนโลยีการส่ือสาร ใช้เทคโนโลยีเพื่อวิจัย จัดระบบ ประเมิน และส่ือสารสารสนเทศ ใช้เครื่องมือส่ือสาร เช่ือมโยงเครือข่าย (คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นมีเดีย ฯลฯ) และ social network อย่างถูกต้อง เหมาะสมเพื่อเข้าถึง (access) จัดการ (manage) ผสมผสาน (integrate) ประเมิน (evaluate) และสร้าง (create) สารสนเทศ เพื่อทาหนา้ ท่ีในเศรษฐกิจ ฐานความรปู้ ฏิบตั ิตามคณุ ธรรมและกฎหมายทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั การเข้าถึงและใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ 3. การเรียนรู้แบบขั้นบันได (IS) กระบวนการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผล ตามท่ีคาดหวังนั้น มีมากมายหลายวิธี กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ข้ันก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่น่าสนใจ ท่ีครูสามารถนาไปปรับใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามบริบท และธรรมชาติของวิชา โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนทเ่ี น้นผู้เรียนเปน็ สาคัญ มีขัน้ ตอนดังน้ี ขั้น L1 การต้ังประเด็นคาถาม/สมมติฐาน (Learning to Question) เป็นการฝึกให้ ผู้เรยี นรจู้ ักคดิ สงั เกต ตงั้ ขอ้ สงสยั ตั้งคาถามอยา่ งมเี หตผุ ลและสรา้ งสรรค์ ข้ัน L2 การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Learning to Search) เป็นการฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น ห้องสมุด อนิ เตอรเ์ นต็ หรอื จากการปฏบิ ตั ิทดลอง เป็นต้น ขั้น L3 การสรุปองค์ความรู้ (Learning to Construct) เป็นการฝึกนาความรู้และ สารสนเทศหรือข้อมูลท่ีได้จากการอภิปราย การทดลอง มาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปเป็นองค์ ความรู้ ขั้น L4 การส่ือสารและการนาเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Learning to Communicate) เปน็ การฝกึ ให้ความรู้ท่ไี ดม้ านาเสนอและสอื่ สารอย่างมปี ระสิทธิภาพใหเ้ กดิ ความเข้าใจ ข้ัน L5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to Serve) เป็นการนาความรู้ สกู่ ารปฏิบตั ิ ซ่งึ ผู้เรยี นจะต้องมีความรู้ในบริบทรอบตัว และบริบทโลกตามวุฒิภาวะท่ีเหมาะสม โดยจะ นาองคค์ วามรไู้ ปใชใ้ ห้เกิดประโยชนอ์ ย่างสรา้ งสรรค์ จะเห็นได้วา่ การเรียนรแู้ บบใฝร่ ู้กับการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 มีแนวคิดและลักษณะของการ จัดการเรียนรู้คล้ายกัน น่ันคือ ต้องมีความสัมพันธ์ มีข้ันตอนและกระบวนการท่ีเป็นลาดับ ที่ผู้เรียน สามารถมีส่วนร่วมกับการเรียนการสอนได้ เช่น การกาหนดปัญหาท่ีผู้เรียนสนใจ การทากิจกรรมกลุ่ม เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์และสามารถบูรณาการกับรายวิชาอื่น ๆ ได้ด้วยตนเอง และการสอนที่ ถือว่ามีประสิทธิภาพ น้ัน ครูต้องมีคุณสมบัติมากกว่าการเป็นผู้ท่ีทาหน้าท่ีสอน (Instructor) ครูต้องมี ลักษณะของผู้ที่สามารถชี้แนะการเรียนรู้ (Learning Coaching) และสามารถทาหน้าที่เป็นผู้นา นักเรียนท่องเท่ียวไปสู่โลกแห่งการเรียนรู้ได้ (Learning Travel Agent) ซึ่งบทบาทของครูจากยุค สมยั กอ่ นจาเป็นต้องมกี ารเปลยี่ นแปลงเมอื่ ก้าวสยู่ ุคแห่งศตวรรษที่ 21 เน่ืองจากครูในโลกยุคใหม่ต้องมี ความรอบรู้มากกว่าการเป็นผู้ดูแลรายวิชาท่ีสอนเท่านั้น แต่ครูมีบทบาทของการเพิ่มพูนความรู้แก่ นักเรียน เสริมสรา้ งทักษะท่ีจาเป็นต่อการประกอบอาชีพ รวมท้ังไอซีทีได้เข้ามามีบทบาททางการศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจาวันของคนท่ัวโลก ซ่ึงคุณลักษณะของครูในยุคศตวรรษที่ 21 หรือ เรียกว่า e-Teacher จะประกอบดว้ ย 9 คณุ ลักษณะท่ีครูพึงปฏบิ ัติ มดี ังนี้

23 1. Experience คือ มีประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น Internet, e-Mail การใช้ CD 2. Extended คือ มีทักษะการค้นหาความรู้ได้ตลอดเวลา เพราะ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต สามารถใชไ้ ดต้ ลอด 24 ชวั่ โมงทีไ่ หนก็ได้ ใช้เวลาวา่ งให้เปน็ ประโยชน์ในการหาความรดู้ ้วยเทคโนโลยี 3. Expanded คอื การขยายผลของความรู้นั้นสู่นักเรียน ประชาชนท่ัวไป และชุมชน สามารถ ถ่ายทอดความรู้ลง CD , VDO โทรทัศน์หรือบน Web เพ่ือให้เกิดการเพิ่มความรู้ที่เป็นประโยชน์ของ บุคลากรโดยรวม 4. Exploration คือ สามารถเลือกเน้อื หาทท่ี ันสมัย เอกสารอา้ งองิ คน้ คว้าท้งั สาระและบันเทิง เพือ่ ใหเ้ กิดความคิดสรา้ งสรรค์ เพ่ือนามาออกแบบการเรยี นการสอน 5. Evaluation คอื เป็นนักประเมนิ ท่ีดี สามารถใชเ้ ทคโนโลยีในการประเมินผล 6. End-User คือ เป็นผู้ใช้ปลายทางที่ดี เช่น สามารถ Browse ไป Web Site ที่มีคุณค่า บนอนิ เทอร์เนต็ และเปน็ ผู้ใช้เทคโนโลยีไดอ้ ยา่ งหลากหลาย 7. Enabler คือ สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างบทเรียนและเนื้อหาเพ่ิมเติมมาใช้ในการ ประกอบการเรียนการสอน สามารถใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์มาสร้างบทเรียน อย่างน้อยท่ีสุด ก็สามารถสร้างการนาเสนอเน้ือหาด้วย Power Point เป็นการจูงใจให้นักเรียนสนใจในการเรียนมาก ขึน้ หรือการใช้ Authoring tool ตา่ ง ๆ มาสรา้ งบทเรียนในรปู แบบอิเล็กทรอนกิ ส์ 8. Engagement คือ ครูทีร่ ว่ มมือกันแลกเปล่ียนความเห็น หาแนวร่วม เพื่อให้เกิดชุมชน เช่น การคุยกันบน Web ทาใหม้ ีความคดิ ใหม่ ๆ มีขอ้ เสนอแนะ เกิดชุมชนครบู น Web 9. Efficient and Effective คือ ครูท่ีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะต้องเป็นผู้ใช้ เทคโนโลยไี ด้อย่างคล่องแคล่ว เปน็ ผผู้ ลิต ผู้กระจาย และผูใ้ ชค้ วามรู้ การศึกษาท่ีดีสาหรับคนยุคใหม่และมีคุณภาพ จะต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ของศิษย์และ บทบาทของครอู าจารยก์ ต็ อ้ งเปล่ียนไป ต้องเปล่ียนบทบาทของตนเองจาก“ครูสอน”(Teacher) ไปเป็น “ครูฝึก” (Coach) หรอื “ผูอ้ านวยความสะดวกในการเรียนรู้” (Learning Facilitator) และต้องเรียนรู้ ทกั ษะในการทาหน้าท่นี ้ี โดยรวมตัวกันเปน็ กลุ่มเพอื่ เรยี นรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องที่เรียกว่า PLC (Professional Learning Community) ๒.๕ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน กาหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ ๘ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ดังน้ี 1. ภาษาไทย 2. คณติ ศาสตร์ 3. วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 4. สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม 5. สุขศกึ ษา และพลศึกษา 6. ศลิ ปะ 7. การงานอาชีพ 8. ภาษาตา่ งประเทศ

24 ในแตล่ ะกลุ่มสาระการเรียนรู้ไดก้ าหนดมาตรฐานการเรียนรเู้ ปน็ เป้าหมายสาคัญของการพัฒนา คุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งท่ีผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยม ที่พึงประสงค์เม่ือจบการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน นอกจากน้ันมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสาคัญ ในการ ขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาท้ังระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพ่ือการประกันคุณภาพ การศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการ ทดสอบระดับเขตพื้นท่ีการศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพ่ือประกันคุณภาพ ดังกล่าวเป็นส่ิงสาคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตาม ทีม่ าตรฐานการเรียนรู้กาหนดเพียงใด กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอย่างรอบด้าน เพือ่ ความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย ปลูกฝังและสร้างจิตสานึกของการทาประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการ ตนเองได้ และอยู่ร่วมกับผอู้ ืน่ อยา่ งมคี วามสุข กิจกรรมพฒั นาผู้เรยี น แบง่ เป็น ๓ ลกั ษณะ ดังนี้ ๑. กิจกรรมแนะแนว ๒. กจิ กรรมนกั เรียน ประกอบดว้ ย ๒.๑ กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยวุ กาชาด ผู้บาเพญ็ ประโยชน์ และนักศกึ ษาวิชาทหาร ๒.๒ กจิ กรรมชมุ นมุ ชมรม ๓. กจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ หลักการดาเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ การวัดและประเมินผลการเรียนรูตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นกระบวนการเก็บรวบรวม ตรวจสอบ ตีความผลการเรียนรูและพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของ ผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู ตัวช้ีวัดของหลักสูตร นาผลไปปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนรูและใช เปน็ ขอมลู สาหรับการตดั สนิ ผลการเรยี น สถานศึกษาตองมีกระบวนการจัดการท่ีเป็นระบบ เพื่อใหการ ดาเนินการวัด และประเมินผลการเรียนรูเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ และใหผลการ ประเมินท่ีตรงตามความรูความสามารถท่ีแท้จริงของผู้เรียน ถูกต้องตามหลักการวัด และประเมินผล การเรียนรู้รวมทั้งสามารถรองรับการประเมินภายใน และการประเมินภายนอกตามระบบประกัน คณุ ภาพการศกึ ษาได้ สถานศึกษาจึงควรกาหนดหลักการ ดาเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อ เปน็ แนวทางในการตัดสนิ ใจเก่ียวกับการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ ตามหลกั สตู รสถานศึกษา ดงั นี้ ๑. สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบการวัดและการประเมินผลการเรียนรูของผู้เรียน โดยเปิด โอกาส ใหผู้ที่เกย่ี วของมีสวนร่วม ๒. การวดั และการประเมนิ ผลการเรียนรูมจี ดุ มุง่ หมายเพ่อื พฒั นาผู้เรยี นและตัดสนิ ผลการเรยี น

25 ๓. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรูตองสอดคลองและครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู ตัวช้ีวัด ตามกลุ มสาระการเรียนรู ที่กาหนดในหลักสูตรสถานศึกษา และจัดให มีการประเมินการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพงึ ประสงคตลอดจนกจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน ๔. การวัดและประเมินผลการเรียนรูเป็นสวนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอน ตองดาเนินการด้วยเทคนิควิธีการท่ีหลากหลาย เพ่ือใหสามารถวัดและประเมินผลผูเรียนไดอย่างรอบด้าน ทงั้ ด้านความรู ความคิด กระบวนการ พฤติกรรม และเจตคตเิ หมาะสมกับส่ิงท่ีตองการวัดธรรมชาติวิชา และระดับชั้นของผู้เรียน โดยต้งั อยู่บนพน้ื ฐานของความเที่ยงตรง ยุติธรรม และเชือ่ ถือได้ ๕. การประเมนิ ผู้เรยี นพจิ ารณาจากพฒั นาการของผู้เรียน ความประพฤติการสังเกตพฤติกรรม การเรียนรูการรว่ มกจิ กรรม และการทดสอบ ควบคูไปในกระบวนการเรยี นการสอนตามความเหมาะสม ของแตล่ ะระดับ และรูปแบบการศึกษา ๖. เปดิ โอกาสใหผู้เรียนและผู้มีสวนเก่ียวของตรวจสอบผลการประเมินผลการเรียนรู ๗. ใหมกี ารเทียบโอนผลการเรยี นระหวา่ งสถานศกึ ษาและระหวา่ งรูปแบบการศึกษาตา่ ง ๆ ๘. ใหสถานศึกษาจดั ทา และออกเอกสารหลักฐานการศึกษา เพ่ือเป็นหลักฐานการประเมินผล การเรียนรูรายงานผลการเรียน แสดงวุฒิการศกึ ษา และรับรองผลการเรียนของผู้เรียน องคประกอบของการวัดและประเมินผลการเรียนรู ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กาหนดจุดหมาย สมรรถนะ สาคัญของ ผู้เรียน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และมาตรฐานการเรียนรู้ เปน็ เปา้ หมายและกรอบทิศทาง ในการพฒั นาผเู้ รยี น ใหเป็นคนดมี ปี ญั ญา มีคณุ ภาพชีวิตท่ีดีและมีขีดความสามารถในการแขงขันในเวที ระดับโลก กาหนดใหผู้เรียน ได้เรียนรูตามมาตรฐานการเรียนรู ตัวชี้วัดท่ีกาหนดในสาระการเรียนรู้ 8 กลุมสาระ มีความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน มีคุณลักษณะอันพึงประสงคและ เขา้ รว่ มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แผนภาพแสดงความสมั พันธ์ขององคประกอบของการวัด และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๘ กล่มุ สาระการเรียนรู้ คณุ ภาพผเู้ รยี น การอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขยี น คณุ ลกั ษณะอันพึง ประสงค์ กจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รียน

26 ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น (Achievement) ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับ ประสบการณ์ จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและ ประเมินผล การสร้างเคร่ืองมือวัดให้มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ดังนี้ ปราณี กองจินดา (2549 : 42) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความสามารถ หรอื ผลสาเรจ็ ท่ีได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์ เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จาแนกผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไว้ตาม ลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนทีแ่ ตกตา่ งกัน ภพ เลาหไพบูลย์ (2542 : 329) ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นพฤติกรรม ที่แสดงออกถึงความสามารถในการทาสิ่งหนึ่งสิ่งใดท่ีได้จากท่ีไม่เคยกระทาได้ หรือกระทาได้น้อยก่อน ทีจ่ ะมีการเรียนการสอนซึง่ เป็นพฤตกิ รรมทว่ี ดั ได้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546 : 16) ให้ความหมายผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน ว่าเป็นการประเมินสมรรถภาพของผเู้ รียนจะต้องมีเครื่องมือการประเมินท่ีมีประสิทธิภาพ ท้ัง วิธีการประเมินกิจกรรม เกณฑ์การประเมิน และแบบประเมินเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือการ ประเมนิ ท่ี ผู้สอนตอ้ งใหค้ วามสาคญั และกาหนดสาระสาคัญของการประเมินไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ เพือ่ การ เตรยี มความพร้อมไว้ก่อนการจดั การเรียนการสอน กู๊ด (Good. 1973 : 1) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึงความรู้หรือทักษะท่ีเกิด จากการเรียนรทู้ ่ีไดเ้ รียนมาแลว้ โดยไดจ้ ากการทดสอบของครูผู้สอน กรมวิชาการ (2544 : 13) ให้ความหมายผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความสาเร็จหรือ ความสามารถในการกระทาใด ๆ ที่ต้องอาศัยทักษะ หรือมิฉะนั้นก็ต้องอาศัยความรอบรู้ในวิชาหน่ึงวิชาใด โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) ให้ความหมายว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวดั ความสาเร็จทางการเรยี น หรือวัดประสบการณ์ทางการเรียนท่ีผู้เรียนได้รับจากการเรียนการ สอน โดยวดั ตามจดุ มุง่ หมายของการสอนหรือวดั ผลสาเร็จจากการศกึ ษาอบรมในโปรแกรมต่าง ๆ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คาจากัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้ง ปวงท่บี ุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทาให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของ สมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพ่ือเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่า เรียนแล้วรอู้ ะไรบ้าง และมคี วามสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลท่ีเกิดข้ึนจากการเรียนการ ฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมตา่ ง ๆ กเ็ ปน็ ผลมาจากการฝึกฝนดว้ ย สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร ได้มาตามหลักการวัดและ ประเมินผล ท่ีครอบคลุมทั้งด้านความรู้ความคิดหรือพุทธิพิสัย ด้านอารมณ์และความรูสึกหรือจิตพิสัย และด้านทักษะปฏิบัติหรือทักษะพิสัยท่ีผู้สอนกาหนดไว้ในช่วงเวลาใดเวลาหน่ึง สาหรับผลสัมฤทธ์ิ

27 การเรยี นรู้คาศัพท์ภาษาอังกฤษในการวิจัยครั้งน้ี หมายถึงความรู้ความเข้าใจความหมายของคาศัพท์ใน บทเรียนภาษาอังกฤษเร่ือง Animal World เรื่อง Leisure Activities และ เร่ือง Jobs และ ความสามารถในการนาคาศพั ท์ไปใชใ้ นการอ่าน การพดู การเขยี น และการฟงั การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยทั่วไปการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน จะวัดความรู้ความสามารถตามสาระท่ีเรียน ซึ่งส่วน ใหญ่จะเป็นด้านพุทธิพิสัยหรือด้านความรู้ เคร่ืองมือที่ใช้วัดส่วนใหญ่เป็นแบบทดสอบ เรียกว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบว่าผู้เรียนเม่ือผ่านกระบวน การเรียนการสอนแล้วผู้เรียนจะมีความรู้อยู่ในระดับใด เพ่ือที่ผู้สอนจะได้หาทางปรับปรุงแก้ไข พัฒนา และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ แต่การจะสร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพ ผู้สอนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของแบบทดสอบ การวางแผนการสร้าง หลักการสร้าง การเลือก ชนิดของแบบทดสอบให้เหมาะสมกับเนื้อหา และการนาผลจากการสอบไปใช้ปรับปรุง และสรุปผล การเรยี น ได้มีผใู้ ห้ความหมายของการวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นไวด้ งั นี้ พิชิต ฤทธ์ิจรูญ (2545 : 95) การวัดผลสัมฤทธิ์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบผลการ เรยี นรูข้ องผู้เรียน ท่ีเกดิ จากการจัดการเรยี นการสอนของผูส้ อนว่าผูเ้ รียนมีความรคู้ วามสามารถในแต่ละ รายวชิ ามากน้อย เพียงใด วนิดา ดีแป้น (2553 : 24) ได้กล่าวว่า การวัดและการประเมินผลการเรียน คือ กระบวนการตรวจสอบผูเ้ รยี นว่าได้พัฒนาไปถึงจุดหมายปลายทางของหลักสูตร และมีคุณลักษณะที่พึง ประสงคเ์ ปน็ ไปตามทกี่ าหนดหรอื ไม่ รวมทั้งเป็นส่ิงที่ทาให้ทราบว่าผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากน้อยเพียงใด โดยการวดั และการประเมินผลการเรยี นมจี ดุ ประสงค์ คอื การจัดตาแหน่งเพ่ือเป็นการ วัดว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความรู้หรือทักษะเพียงพอหรือไม่ ซ่ึงจะทาให้ทราบ จุดเด่น จุดด้อยของผู้เรียน เป็นการประเมินพัฒนาการของเด็ก แล้วนาไปทานายเพื่อเป็นการแนะแนวทางในการประกอบอาชีพ หรือ ศกึ ษาตอ่ นาไปประเมนิ คา่ ซึง่ จะกระทาเม่ือการสอนสิน้ สดุ ลง พิชิต ฤทธ์ิจรูญ (2545 : 95) ได้กล่าวว่า เครื่องมือวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement test) ซึ่งนักวัดผลและนักการศึกษา มีการเรียกช่ือแตกต่างกัน เช่น แบบทดสอบความสัมฤทธิ์ แบบทดสอบ ผลสัมฤทธ์ิ หรือแบบสอบผลสัมฤทธ์ิ โดยแบบวัด ผลสัมฤทธิ์เป็นแบบทดสอบท่ีใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการ ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ มาแล้วว่าบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้เพียงใด ซ่ึงได้แบ่งประเภทของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ ออกเปน็ 2 ประเภท ดังน้ี 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง เป็นแบบทดสอบท่ีมุ่งวัดผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียน เฉพาะกลุ่ม ที่สอน เป็นแบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้นใช้กันโดยท่ัวไปในสถานศึกษา มีลักษณะเป็นแบบทดสอบ ขอ้ เขียน ซ่งึ แบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดงั นี้ 1) แบบทดสอบอัตนัย เป็นแบบทดสอบท่ีกาหนดคาถามหรือปัญหาให้ แล้วให้ผู้ตอบ เขยี นโดย แสดงความรู้ ความคิด เจตคติ ได้อย่างเตม็ ท่ี 2) แบบทดสอบปรนัย หรือแบบให้ตอบส้ัน ๆ เป็นแบบทดสอบที่กาหนดให้ผู้สอบ เขียนตอบส้ัน ๆ หรือมีคาตอบให้เลือกแบบจากัดคาตอบ ผู้ตอบไม่มีโอกาสแสดง ความรู้ ความคิด

28 ได้อย่างกว้างขวางเหมือนแบบทดสอบอัตนยั แบบทดสอบชนิดนแี้ บ่งออกเปน็ 4 แบบ คือ แบบทดสอบ ถกู -ผิด แบบทดสอบเตมิ คา แบบทดสอบจบั คู่ และแบบทดสอบเลอื กตอบ 2 แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียนทั่ว ๆ ไป ซึ่งสร้างโดย ผู้เช่ียวชาญ มีการวิเคราะห์และปรับปรุงอย่างดีจนมีคุณภาพ และได้มาตรฐาน (ไพศาล หวังพานิช (2526 อ้างถึงใน ขนิษฐา บุญภักดี, 2552 : 9) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นการ ตรวจสอบระดับความสามารถหรือความสาเร็จในการเรียนของแต่ละบุคคล ซ่ึงสามารถวัดได้ 2 แบบ ตามจดุ มุ่งหมาย และลักษณะวชิ าท่สี อบ ดงั นี้ 1) การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติ หรือ ทักษะของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถดังกล่าวในรูปการกระทาจริงให้ ออกมา เป็นผลงานไดโ้ ดยใช้ข้อสอบภาคปฏิบตั ิ 2) การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความสามารถเก่ียวกับเนื้อหาวิชาอันเป็น ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่าง ๆ สามารถวัดได้โดยใช้ ข้อสอบสาหรับวัดผลสัมฤทธิ์ นอกจากนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาจได้มาจากกระบวนการที่ไม่ต้องอาศัยการ ทดสอบท่ีเรียกว่า No testing Procedures เช่น การสังเกต หรือตรวจการบ้าน หรืออาจอยู่ในรูปของ การที่ได้มาจากการเรียน หรืออีกวิธีหนึ่งอาจวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรยี นท่ัวไป ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของเกรดท่ีได้จากการเรียนเนื่องจากได้ผลที่เชื่อถือได้มากกว่าอย่างน้อย ก่อนที่จะทาการประเมินผลการเรียนของผู้เรียน ผู้สอนจะต้องพิจารณา องค์ประกอบอื่น ๆ จึงดีกว่า การแสดงขนาดความสาเร็จหรือความล้มเหลวจากการทดสอบนักเรียน ด้วยแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียนทั่ว ๆ ไปเพยี งครงั้ เดยี ว (สดุ ฤทยั ศรีปรีชา, 2550 อา้ งถึงใน ขนษิ ฐา บุญภกั ด,ี 2552 : 10) ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถทดสอบโดยใช้ แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ หรือได้จากกระบวนการที่ไม่ต้องใช้แบบทดสอบ เช่น การสังเกต การตรวจ การบ้านที่ได้รับมอบหมาย หรืออาจอยู่ในรูปของผลการเรียนหรือเกรดท่ีได้จากการเรียนในรายวิชาน้ัน ๆ จะพบว่าการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่นิยมใช้กันท่ัวไปมักอยู่ ในรูปแบบของคะแนน หรือเกรดที่ได้ จากการเรียน การยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ความสาคัญและความเป็นมาของการยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ๘ กลุ่มสาระ การเรียนรแู้ ละกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้กาหนดนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552 - 2561) โดยมีวิสยั ทัศนใ์ ห้คนไทยได้เรยี นร้ตู ลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ภายในปี 2561 จะต้อง มี การปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบใน 3 ประเด็นหลักคือ การพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานการศึกษา และการเรียนรู้ของคนไทย เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ท่ีมีคุณภาพ อย่างท่ัวถึง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารและการจัดการศึกษา ท้ังน้ีได้กาหนด กรอบแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบไว้ 4 ประการ คือ การพัฒนา คุณภาพคนไทยยุคใหม่ การพัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ ยุคใหม่ และการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ หลังจากท่ีรัฐบาลได้ประกาศนโยบายด้าน

29 การศึกษาท่มี งุ่ เน้นให้ผ้เู รยี นมคี วามสามารถในการเรียนรู้ รกั ที่จะเรยี นรูใ้ นรูปแบบท่ีหลากหลาย มีความ สนกุ กับการเรยี นรู้ และมโี อกาสไดเ้ รยี นรนู้ อกห้องเรยี นอยา่ งสร้างสรรค์ ประกอบกบั ปญั หาของประเทศ ด้านผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน และผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพ้ืนฐาน (O-net) ต่าในวิชาหลัก ไดแ้ ก่ คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาองั กฤษ กระบวนการนิเทศ แบบกัลยาณมิตร จึงเป็นเคร่ืองมืออีกอย่างในการตรวจสอบ และดูแล การจัดการเรียนการสอนของครูให้ตรงตามตัวช้ีวัด และมาตรฐานการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ซ่ึงจะสามารถตรวจสอบกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูได้ ต้ังแต่เร่ิมต้น การจัดทาหน่วยการเรียนรู้ การจัดทาแผนการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและ การประเมินผลการเรียน รวมท้ังการจัดทารายงานผลการจัดการเรียนการสอนของครู เพื่อที่จะพัฒนา คณุ ภาพการจัดการศึกษาให้เกิดข้ึน แนวทางการดาเนินการยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรม พฒั นาผูเ้ รยี น ระดับสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษา 1. สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ศึกษาวิเคราะห์ สภาพปัญหา ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน อย่างต่อเน่ืองและเข้มแข็ง ศกึ ษานิเทศก์ นิเทศ ติดตาม อย่างตอ่ เนือ่ ง 2. มอบนโยบายการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรม พฒั นาผเู้ รียน แกผ่ ้บู ริหารโรงเรียน ครูผ้สู อนนกั เรียนในสถานศึกษา 3. แตง่ ตัง้ คณะกรรมการดาเนินโครงการยกระดบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ปกี ารศกึ ษา 2564 4. ประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจแนวทางการดาเนนิ โครงการยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา มัธยมศกึ ษานครสวรรค์ 5. จัดทาคลังข้อสอบมาตรฐานของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ โดย เนน้ ใหม้ กี ารดาเนนิ งานตามกระบวนการของการสร้างขอ้ สอบมาตรฐาน จัดสอบนักเรียนในระดับช้ันที่มี การทดสอบ นาผลการสอบมากระตุ้นสถานศึกษาท่ีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่า ให้โรงเรียนนาผลการ สอบไปวิเคราะหจ์ ดุ เด่นและจดุ ควรพัฒนาของนักเรียนเปน็ รายบุคคล 6. ส่งเสริมสนับสนุนในการพัฒนาครูและบุคลกรทางการศึกษาด้านต่าง ๆ ดังน้ี ด้านการ จัดการเรียนการสอนและด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่ม สาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ด้านการบริหารจัดการ เน้นการบริหารจัดการแบบใช้โรงเรียนเป็น ฐาน (School Based Management) การบรหิ ารแบบมสี ว่ นร่วม และการนเิ ทศภายในโรงเรียน 7. สง่ เสรมิ สนบั สนุนดา้ นการผลิต/พัฒนาส่ือ นวัตกรรมท่ีใช้ในการจัดการเรียนรู้และฝึกทักษะ ตามจุดเนน้ การพฒั นาคุณภาพผูเ้ รียนเพอื่ ยกระดบั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น 8. ใหข้ วญั และกาลังใจแกผ่ ้บู ริหารและครูในสถานศึกษาท่ีมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดขี น้ึ รวมถึงบุคลากรทางการศกึ ษาท่มี ีส่วนรว่ มในการยกระดับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นในสถานศกึ ษานั้น

30 ระดับโรงเรยี น 1. ผู้บริหารร่วมกับคณะครูวิเคราะห์สภาพปัญหาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 8 กลุ่มสาระ การเรยี นรู้ และกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รยี น ของโรงเรยี น ในปีการศึกษา 2563 2. นาสภาพปัญหามาวางแผนในการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น ของโรงเรยี น ในปีการศกึ ษา 2564 3. ประชุมช้ีแจงสร้างความเข้าใจ นโยบายการยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 8 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ และกิจกรรมพฒั นาผู้เรยี น ของโรงเรียน ในปกี ารศึกษา 2564 แก่ครูผสู้ อนในโรงเรยี น 4. จัดทาแผนยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน ระดับโรงเรียนซึ่งเป็นการกาหนดเป้าหมายและวางแผนยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ โรงเรยี น 5. แต่งตั้งคณะกรรมการดาเนินการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น ของโรงเรียน ปีการศกึ ษา 2564 6. จดั ระบบดแู ลช่วยเหลอื นักเรียนท่มี ีปัญหาตามสภาพท่พี บเห็น จดั ประชุมผปู้ กครอง 7. จัดหาแหล่งเรียนรู้ภายใน/ภายนอกให้เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนตามหลักสูตร การศกึ ษาแกนกลางการศึกษาขัน้ ฐาน พ.ศ. 2551 8. จัดกิจกรรมสง่ เสริมนสิ ยั รักการอ่านในโรงเรยี นอยา่ งต่อเนือ่ ง เพื่อรณรงค์ใหน้ ักเรียนมนี สิ ัย รกั การอา่ น 9. ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูได้รับการพัฒนา และพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการที่ หลากหลาย ระดบั ครูผู้สอน 1. เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อรับนโยบายและแนวปฏิบัติในการยกระดับ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ และกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน 2. รับทราบคาส่ังของผู้บริหารโรงเรียนในการเป็นคณะกรรมการโครงการยกระดับผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี น 8 กล่มุ สาระการเรียนรู้ และกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน ระดับโรงเรียน 3. ร่วมวางแผนดาเนินการโครงการยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น ระดบั โรงเรยี น 4. ปฏิบัติหน้าท่ีคณะกรรมการดาเนินการโครงการยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 8 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ระดับโรงเรียนและดาเนินการตามแผนการดาเนินการ ทกี่ าหนดอย่างเต็มกาลังความสามารถ 5. จัดบรรยากาศการเรียนรู้ในและนอกห้องเรียนให้เหมาะสม โดยควบคุมกระบวนการ การเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมายตามท่ีกาหนดไว้และคอยอานวยความสะดวกให้ผู้เรียนดาเนินงานไปได้ อย่างราบรืน่ 6. วเิ คราะหผ์ ู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยจัดแบ่งกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง กลุ่มอ่อน เพื่อนาข้อมูล มาจัดทาแผนพฒั นานกั เรยี นเป็นรายกลมุ่ /รายบคุ คล จัดทาระบบข้อมลู สารสนเทศรายช้นั เรียน 7. จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน/ตัวช้ีวัด หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพน้ื ฐานพุทธศกั ราช 2551

31 8. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีกาหนดเพื่อให้สอดคล้องกับ การยกระดับผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น 9. แสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนตามโอกาสท่ีเหมาะสม (ต้องคอย สงั เกตพฤติกรรมการเรียนร้ขู องผู้เรยี นและบรรยากาศการเรียนที่เกดิ ขนึ้ อยตู่ ลอดเวลา) 10. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ โดยเน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เป็นผู้จุด ประกายความคิดและกระตุ้นให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนโดยทั่วถึงกัน ตลอดจนรับฟัง และสนับสนุนส่งเสริมให้กาลงั ใจแกผ่ เู้ รียนทจี่ ะเรยี นรเู้ พ่อื ประจกั ษ์แกใ่ จดว้ ยตนเอง 11. ช่วยเชือ่ มโยงความคดิ เห็นของผู้เรียนและสรุปผลการเรียนรู้ ตลอดจนส่งเสริมและนาทาง ให้ผูเ้ รยี นได้รู้วิธี วเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมการเรยี นรู้ เพ่ือผเู้ รียนจะได้นาไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ได้ 12. ผลิตและพฒั นา/ส่อี นวตั กรรม นาเทคโนโลยีมาใช้ ตามจุดเนน้ การพัฒนาคุณภาพผเู้ รียน 13. สรา้ งและพฒั นาเครือ่ งมือวัดและประเมินผลในระดับช้ันเรียนอย่างหลากหลายตามสภาพ ความเป็นจริง เช่น แบบทดสอบชนิดต่างๆ แบบตรวจผลงานตามระดับคุณภาพ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสอบถาม แบบสมั ภาษณ์ แบบประเมินผลการปฏบิ ัติรายกล่มุ ฯลฯ 14. สอนเพ่มิ เติม โดยการฝึกทักษะให้นกั เรยี นในเรอื่ งต่าง ๆ ตามหลักสูตรฯ อย่างต่อเน่ือง 15. จัดสอนซ่อมและสอนเสริม ตามสภาพปญั หาท่ีพบอยา่ งตอ่ เนือ่ ง ทดลองสอบก่อนสอบจริง 16. ทาวิจัยในชั้นเรียนเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในระดับชั้น เรยี นอยา่ งตอ่ เนื่อง 17. ใหก้ าลังใจนกั เรียนอย่างต่อเน่ืองและมีการเสริมแรงให้รางวัลนักเรียนท่ีได้มีการพัฒนาผล การเรยี นและผลการทดสอบสูงขนึ้ แผนภาพแนวทางการดาเนินการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรม พฒั นาผู้เรียน ๑. การวิเคราะห์ผลการ ประเมินและจดั ทาฐานขอ้ มลู ๕. การกากับและ กิจกรรมการ ๒. การสรา้ งความตระหนัก ติดตามการดาเนินงาน ยกระดบั ผลสมั ฤทธิ์ สอ่ื สารและความเข้าใจ แกผ่ ู้ท่เี กี่ยวข้อง ทางการเรียน ๔. การวางระบบ ๓. การพฒั นาครู สนบั สนุน สง่ เสริม และบุคลากรทเ่ี กย่ี วข้อง ความเขม้ แขง็ ในการดาเนินงาน

32 ๑. การวิเคราะหผ์ ลการประเมนิ และจดั ทาฐานข้อมูล ๑. สถานศึกษาการวิเคราะห์ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และจัดทาแผนในการพัฒนา ค้นหามาตรฐานและตัวช้ีวัด และเนื้อหาสาระการ เรียนรทู้ ี่ต้องแก้ไข ๒. วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและกาหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา ในแต่ละกลุ่ม สาระการเรียนรู้ของแต่ละสถานศึกษา (พิจารณาจากสภาพบริบทต่างๆของสถานศึกษาเช่น แหล่ง สาเหตขุ องปัญหา จุดออ่ น/อุปสรรคจดุ แข็ง/โอกาส แนวทางการแกป้ ัญหา) ๓. กาหนดกลยทุ ธ์ และแผนในการยกระดับคณุ ภาพผลสัมฤทธ์ิผู้เรียนของสถานศึกษา ทีส่ อดคล้องสาเหตุของสภาพปญั หาและบริบทของสถานศึกษา ๒. การสร้างความตระหนัก สือ่ สาร และความเขา้ ใจแกผ่ ทู้ เี่ กี่ยวข้อง ๓. การพัฒนาครู และบุคลากรท่ีเกี่ยวข้อง การพัฒนาบุคลากรในระดับสถานศึกษาในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน และวัดและ ประเมนิ ผลในชั้นเรียนมอี งคป์ ระกอบสาคัญในการจดั การเรียนร้ใู นช้นั เรียน ดังน้ี องคป์ ระกอบท่ี ๑ เปา้ หมายการเรียนรู้ (Objective) องค์ประกอบที่ ๒ การจัดการเรียนรู้ (Learning) องค์ประกอบที่ 3 การวัดและประเมินผล (Evaluation) ๔. การวางระบบการสนับสนุน ส่งเสริมความเข้มแข็งในการดาเนินงานการยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.1 จัดสอบ Pre O-NET เพอื่ สร้างความคุ้นเคยเก่ียวกับข้อสอบให้แก่ผู้เรียน และนา ผลการทดสอบ Pre O-NET มาจัดทาแผนพฒั นาผเู้ รยี นเป็นรายบุคคลอย่างเร่งด่วน 4.2 การจัดตั้งชุมนุมนักวัดและประเมินผลฯในระดับเขตพ้ืนที่การศึกษา ในการ ทางานร่วมกับชุมนุมนกั วดั และประเมนิ ผลฯ แห่งประเทศไทย 4.3 ให้บริการข้อสอบท่ีมีคุณภาพ และได้มาตรฐานจากส่วนกลาง ให้แก่สถานศึกษา ผ่านข้อสอบมาตรฐานกลาง และระบบคลังขอ้ สอบ ๕. การกากับ และติดตามการดาเนินงานยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับเขตพื้นที่ การศึกษาและสถานศกึ ษา 5.1 เขตพื้นท่ีการศึกษา นิเทศ กากบั ตดิ ตามการดาเนนิ กิจกรรมยกระดับคุณภาพของ ผู้เรียน ของกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษา และสถานศึกษา โดยการจัดกลุ่มสถานศึกษาเพื่อการนิเทศ ออกเปน็ กล่มุ คณุ ภาพ 4 กลมุ่ ได้แก่ กลมุ่ ดมี าก กลุ่มดี กล่มุ พอใช้ และกล่มุ ปรบั ปรุง 5.2 ผู้บริหารสถานศึกษา นิเทศ กากับ ติดตามการออกแบบการเรียนรู้ การจัดการ เรียนรู้ และการวัดและประเมินผลของครูผู้สอนให้มีความสอดคล้องกัน โดยมีมาตรฐาน และตัวช้ีวัด ของหลักสูตรเป็นตวั เชอ่ื มโยง 5.3 ครผู ู้สอนต้องให้ความสาคญั กบั การประเมนิ เพ่อื ปรับปรุงและพัฒนา (Formative Assessment) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนาผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนแต่ละคน อยา่ งแท้จรงิ

33 5.4 สพฐ. ติดตาม ช่วยเหลือ และชี้แนะการดาเนินงานแก่เขตพื้นท่ีการศึกษา และ สถานศึกษาในการยกระดับคณุ ภาพของผเู้ รียน อยา่ งตอ่ เน่ือง ตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยส่งเสรมิ การยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ด้านการสง่ เสริมการจดั การเรียนรใู้ หเ้ ต็มตามหลักสตู ร ๑. กิจกรรมการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร เพ่ือพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ใน การยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น สรา้ งส่อื และนวัตกรรมประกอบการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 1 วิเคราะหม์ าตรฐาน / ตวั ชว้ี ัดในกลุม่ สาระการเรยี นรู้ กิจกรรมท่ี 2 การออกแบบหน่วยการจดั การเรยี นรู้ กิจกรรมที่ 3 วิเคราะห์นักเรียนเป็นรายบุคคล และนาผลการวิเคราะห์มาออกแบบ การจัดการเรียนรแู้ ละพฒั นาผูเ้ รียน กิจกรรมที่ 4 ครูศึกษาค้นคว้ารูปแบบ/วิธีสอน/เครื่องมือ/นวัตกรรมเพ่ือใช้ให้ สอดคล้องกบั มาตรฐาน/ตวั ช้วี ัด และผเู้ รยี น กิจกรรมท่ี 5 จัดทาแผนการจัดการเรยี นรู้ใหส้ อดคล้องกบั มาตรฐาน/ตัวชี้วดั และผู้เรยี น กิจกรรมที่ 6 ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้โดยผู้บริหารโรงเรียน หรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายแนวทางการประเมินแผนการจัดการเรียนรโู้ ดยผู้บรหิ ารโรงเรยี นหรอื ผ้ทู ่ีไดร้ บั มอบหมาย กิจกรรมที่ 7 จัดเตรียมสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมือท่ีเก่ียวข้องแนวทางการจัดเตรียม สือ่ วสั ดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองมือที่เก่ยี วข้อง กิจกรรมที่ 8 ดาเนินการจัดการเรยี นรตู้ ามท่ีวางแผนไว้ กิจกรรมที่ 9 บันทึกผลหลังสอน และนาผลนั้นมาวิเคราะห์เพ่ือส่งเสริม พัฒนา หรือ แกป้ ญั หา ๒. กจิ กรรมการพฒั นาระบบการนิเทศภายในสถานศึกษา เพื่อกากับ ติดตามการจัดการเรียนรู้ ของครผู สู้ อน พฒั นาการจดั การเรยี นรู้ของครูผูส้ อน และสร้างขวญั กาลงั ใจแก่ครผู ู้สอน ๓. กจิ กรรมจบั คกู่ นั เรยี น เพื่อให้นกั เรยี นได้ช่วยเหลอื ซงึ่ กนั และกนั ในการเรียน ๔. กจิ กรรม 1 คน 1 หนว่ ยมหศั จรรย์ เพอ่ื ให้ครูพัฒนาหน่วย และแผนการจัดการเรียนรู้ให้เป็น แบบอย่างทีด่ ีในกลุ่มสาระการเรียนรู้ทส่ี อน และพฒั นาการจัดการเรยี นการสอนอยา่ งตอ่ เน่ือง ดา้ นการส่งเสริมการจัดการเรียนรใู้ ห้เตม็ ตามศกั ยภาพของผ้เู รยี น 1. กจิ กรรมเสริมสมองส่องทาง เพอื่ พัฒนาความสามารถของนักเรยี นให้เตม็ ตามศักยภาพ 2. กิจกรรมรวมพลงั เตมิ เต็ม เพือ่ แกป้ ญั หานักเรยี นท่ไี มผ่ ่านเกณฑ์การประเมินใน ๘ กลุ่มสาระ การเรยี นรู้ และกิจกรรมพัฒนาผ้เู รยี น ๓. กิจกรรมพัฒนาทักษะวิชาการสู่ความเป็นเลิศ เพื่อพัฒนา และเสริมสร้างความรู้ ความสามารถพเิ ศษใหน้ กั เรยี นไดพ้ ฒั นาเตม็ ตามศักยภาพ 4. กิจกรรมอ่านเพ่ือเสริมเพิ่มปัญญา เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน รู้จักใช้แหล่งเรียนรู้อย่าง หลากหลายในการแสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง

34 5. กิจกรรมชุมชนร่วมใจใฝ่พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อให้ผู้ปกครอง ชุมชน ภูมิปัญญา ท้องถ่ินให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ใน ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน ดา้ นการสง่ เสรมิ การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นเต็มตามมาตรฐานการเรียนรู้ 1. กจิ กรรมพฒั นาทกั ษะวิชาการสู่ความเป็นเลิศ เพื่อให้นักเรียนฝึกสร้างข้อคาถาม และฝึกคิด ตอบคาถาม ๒. กิจกรรมคลังข้อสอบน้อย เพ่ือให้ครูสร้าง และเก็บรวบรวมข้อสอบที่ตรงกับสาระการเรียนรู้/ มาตรฐานการเรยี นรู้ และตวั ชี้วดั ของกลุม่ สาระการเรยี นรู้ ๓. กจิ กรรมฝึกเขียนฝกึ สอบ เพอื่ พฒั นาการสร้างข้อสอบของครูให้มีคณุ ภาพ ๔. กจิ กรรมผลิตช้นิ งานผ่านการเรยี น เพ่อื ใหค้ รูสามารถประเมนิ ผลงานตามสภาพจริงได้ ดา้ นการสง่ เสรมิ ครูให้เปน็ บคุ คลแหง่ การเรียนรู้เตม็ ตามความสามารถ 1. กิจกรรมห้องสมุด IT สาหรับครู เพื่อให้ครูเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่สามารถศึกษาค้นคว้าได้ อยา่ งต่อเนื่องและหลากหลาย 2. กจิ กรรมตามหาความรู้สู่ Internet เพื่อพัฒนาครูให้สามารถใช้ Internet เพ่ือการสืบค้นได้ อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ 3. กิจกรรมพัฒนาครูสู่การวิจัย เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทาการวิจัยใน ชนั้ เรยี น ด้านการส่งเสริมผบู้ รหิ ารโรงเรยี นใหเ้ ป็นผ้มู คี วามสามารถเต็มตามบทบาทหนา้ ท่ี 1. กิจกรรมบริหารด้วยใจอย่างมอื อาชพี เพอื่ ให้การบรหิ ารโรงเรยี นเกดิ ประสทิ ธิภาพ 2. กิจกรรม 1 เดือนมาเยือน 1 หน เพื่อกระตุ้นให้ครูปรับปรุงชั้นเรียนอย่างต่อเน่ือง รวมทั้ง สร้างขวญั และกาลงั ใจแก่ครูและนกั เรยี น 3. กิจกรรมคุยกันสักนิดพิชิตปัญหา เพื่อรับทราบปัญหาในการจัดการเรียนการสอน และ หาแนวทางในการแก้ปัญหาการเรยี นการสอน 2.6 การพฒั นาส่ือเทคโนโลยใี นการจัดการเรียนรู้ ความหมายของสอ่ื การเรยี นการสอน สื่อการเรียนการสอน หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นบุคคล วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนเทคนิควิธีการ ซง่ึ เป็นตวั กลางทาใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ตามจดุ ประสงคข์ องการเรียนการสอนท่ีกาหนดไว้ได้อย่างง่าย และรวดเรว็ เป็นเครอ่ื งมือและตัวกลางซึ่งมีความสาคัญในกระบวนการเรียนการสอน มีหน้าท่ีเป็นตัวนา ความตอ้ งการของครไู ปสู่ตวั นักเรียนอย่างถูกต้อง และรวดเรว็ เปน็ ผลให้นักเรียนเปล่ียนแปลงพฤติกรรม ไปตามจุดมุ่งหมายการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นักการศึกษาเรียกชื่อการสอนด้วยช่ือ ต่าง ๆ เชน่ อุปกรณ์การสอน โสตทัศนูปกรณ์ เทคโนโลยีการศึกษา ส่ือการเรียนการสอน สื่อการศึกษา เป็นต้น

35 ความหมายของสอ่ื เทคโนโลยีในการจัดการเรยี นรู้ ส่ือเทคโนโลยีการจัดการเรียนการรู้ หมายถึง ส่ิงท่ีเป็นตัวกลางท่ีมีความสาคัญในกระบวน การเรียนรู้ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและส่ือสารต่าง ๆ โดยเครื่องมือเหล่าน้ีช่วยสร้างสีสันดึงดูดใจ เปิดโลกการเรียนรู้กว้างไกลต่อผู้เรียนมากย่ิงขึ้น ซ่ึงสิ่งต่าง ๆ เหล่าน้ีจะส่งผลโดยตรงถึงตัวผู้เรียนเอง ทาให้ผู้เรียนมกี ารเปลีย่ นแปลงพฤติกรรม เปล่ียนแปลงวิธีการเรียนรู้ พฤติกรรมในท่ีนี้หมายถึงลักษณะ ในการเรียนจะมีความอยากรู้อยากเห็นมากย่ิงข้ึน เพราะสิ่งที่เห็นอยู่นั้นถือเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ และ แปลกตาสาหรับเด็กนักเรียน โดยสื่อการเรียนการสอนท่ีครูนามาสอนส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นสิ่งท่ี ทันสมัย มีการพัฒนาไปตามการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งครูผู้สอน หรือนักวิชาการ จะเรียกช่ือส่ือการสอนเหล่าน้ีแตกต่างกันออกไป อย่างเช่น โสตทัศนูปกรณ์ สื่อการเรียนการสอน เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ท้ังสื่อการเรียนการสอนและส่ือเทคโนโลยีใน การจัดการเรียนรู้ มีความหมายที่ใกล้เคียงกันจะแตกต่างกัน ตรงท่ีเครื่องมือที่ใช้เป็นตัวกลางใน การเรียนการสอนน้ันไม่เหมือนกัน ในส่วนของสื่อการเรียนการสอนแบบเดิมน้ัน จะเป็นส่ือท่ีไม่ หลากหลาย อาจจะไม่มีความทนั สมัย ไม่น่าสนใจอย่างเช่น ภาพ เสียง หรือสื่ออะไรที่เก่า ๆ แต่สาหรับ สื่อเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้นนั้ ส่วนมากแล้วจะเป็นสื่อทีม่ ีการนานวตั กรรมเทคโนโลยี ICT ต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เพ่ือให้เกิดความสนใจ อยากที่จะเรียนมากขึ้น อย่างเช่น สื่อ CAI บทเรียนออนไลน์ สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เป็นตน้ หลักเกณฑก์ ารพิจารณาเลือกสือ่ เทคโนโลยีในการจดั การเรยี นรู้ การเลือกสื่อการเรียนการสอนเพื่อนามาใช้ประกอบการสอนเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อยา่ งมีประสิทธิภาพนั้นเป็นสง่ิ สาคญั ยงิ่ โดยในการเลอื กสื่อ ผู้สอนจะต้องต้ังวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ในการเรียนให้แน่นอนเสียก่อน เพื่อใช้วัตถุประสงค์น้ันเป็นตัวชี้นาในการเลือกสื่อการเรียนการสอน ทีเ่ หมาะสม นอกจากนย้ี ังมีหลักการอื่น ๆ เพื่อประกอบการพจิ ารณา คอื 1. สื่อนน้ั ตอ้ งมีความสมั พนั ธ์กับเนื้อหาในบทเรียนและตรงกับจุดม่งุ หมายทจ่ี ะสอน 2. เลือกสื่อที่มีเน้ือหาถูกต้อง ทันสมัย น่าสนใจ และเป็นส่ือท่ีจะให้ผลต่อการเรียน การสอนมากทสี่ ดุ ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเขา้ ใจในเนื้อหาวิชาน้นั ๆ ได้ดีเป็นลาดบั ข้นั ตอน 3. เป็นส่ือท่เี หมาะสมกับวยั ระดบั ช้นั ความรู้ และประสบการณข์ องผู้เรยี น 4. สอ่ื นน้ั ควรสะดวกในการใช้ มีวิธใี ชไ้ มซ่ ับซ้อนยุ่งยากจนเกนิ ไป 5. ต้องเป็นส่อื ที่มคี ณุ ภาพเทคนิคการผลติ ที่ดี มีความชดั เจนและเป็นจรงิ 6. มรี าคาไมแ่ พงจนเกนิ ไป หรือถ้าจะผลิตเองก็ควรคมุ้ กบั เวลาและการลงทนุ ในการเรียนการสอนนั้น วัตถุประสงค์ของการเรียนนับเป็นส่ิงสาคัญยิ่งท่ีผู้สอนจะต้องกาหนด ไว้เพื่อเป็นหลักว่า จะสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ด้านใดบ้างจากบทเรียนน้ัน ทั้งนี้ เพอ่ื ทีจ่ ะสามารถเลือกสอ่ื การเรียนการสอนได้อยา่ งเหมาะสมกับวธิ ีการสอนแต่ละอย่างด้วย

36 ประโยชน์และคณุ ค่าของสื่อการเรยี นการสอน สื่อการเรยี นการสอนสามารถใช้ประโยชน์ได้ทง้ั กบั ผู้เรียนและผู้สอนดังต่อไปนี้ ประโยชนแ์ ละคณุ คา่ ตอ่ ครูผ้สู อน ส่ือการเรียนการสอนสามารถช่วยการเรียนการสอนของครูได้ดีมากซ่ึงเรา จะเห็นว่าครูนั้น สามารถจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้มากทีเดียว แถมยังช่วยให้ครูมีความรู้มากข้ึน ในการจดั หาแหลง่ วิทยาการที่เป็นเน้ือหาเหมาะสมแก่การเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายในการสอน ช่วยครูใน ด้านการคุมพฤติกรรมการเรียนรู้ และสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนได้มากทีเดียว สื่อการ สอนจะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้ทากิจกรรมหลาย ๆ รูปแบบ เช่น การใช้ศูนย์การเรียน การใช้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การสาธติ การแสดงนาฏการ เปน็ ตน้ ช่วยให้ครผู ู้สอนได้สอนตรงตามจุดมุ่งหมาย การเรียนการสอน และยังช่วยในการขยายเนื้อหาที่เรียนทาให้การสอนง่ายข้ึน และยังจะช่วย ประหยัดเวลาในการสอน นักเรียนจะได้มีเวลาในการทากิจกรรมการเรียนมากขึ้น จากข้อมูลเราจะได้ เห็นถึงประโยชน์ของส่ือการเรียนการสอน ซ่ึงทาให้เรามองเห็นถึงความสาคัญของส่ือสารมีประโยชน์ และมีความจาเป็นสามารถช่วยพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีข้อเสนอแนะ อกี มากมายอย่างเช่น 1. เป็นการช่วยให้บรรยากาศในการสอนน่าสนใจมากย่ิงขึ้น ทาให้ผู้สอนมีความ สนุกสนานในการสอนมากกว่าวธิ กี ารที่เคยใชก้ ารบรรยายแตเ่ พยี งอยา่ งเดยี ว 2. ส่ือจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในการเตรียมเนื้อหา เพราะบางคร้ังอาจให้ ผู้เรยี นศกึ ษาจากเนื้อหาจากส่ือได้บา้ ง 3. เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ ๆ เพ่ือใช้ เปน็ สอ่ื การสอน ตลอดจนคดิ คน้ เทคนคิ วิธกี ารต่าง ๆ เพ่อื ใหก้ ารเรยี นรู้น่าสนใจย่งิ ขน้ึ ประโยชน์และคุณค่าตอ่ ตัวผเู้ รียน 1. เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทาให้ผู้เรียนเกิดความ เข้าใจเน้ือหาบทเรียนทย่ี งุ่ ยากซับซอ้ นไดง้ ่ายข้นึ ในระยะเวลาอันสัน้ 2. ส่ือจะช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ทาให้เกิดความสนุกและไม่ ร้สู ึกเบื่อหนา่ ย 3. การใช้ส่ือจะทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกันและเกิดประสบการณ์ร่วมกันในวิชา ท่เี รียน 4. ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากย่ิงขึ้น ทาให้เกิดมนุษย สัมพันธ์ 5. ทาให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงครูผู้สอนที่นาสื่อมาใช้ในการสอน และจาก ส่งิ แวดลอ้ มรวมไปถงึ ทางสังคมและวัฒนธรรม 6. เทคโนโลยีสารสนเทศของสื่อการเรียนการสอน ทาให้เด็กสามารถคิดแยกแยะได้ และมีความคดิ รวบยอดเปน็ อย่างเดยี วกนั 7. ส่ือการเรียนการสอนสมัยใหม่สามารถเอาชนะข้อจากัดเรื่องความแตกต่างกันของ ประสบการณ์ด้ังเดิมของผู้เรียน คือ เม่ือใช้สื่อการเรียนการสอนแล้ว จะช่วยให้เด็กซึ่งมีประสบการณ์ เดมิ ต่างกันเขา้ ใจไดใ้ กลเ้ คียงกัน หรือสามารถเปลี่ยนมมุ มองทศั นคตไิ ปจากเดิมได้

37 8. ทาให้เด็กมีความสนใจและต้องการเรียนในเร่ืองต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การอ่าน ความคดิ รเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์ ทัศนคติ การแกป้ ญั หา ฯลฯ 9. เป็นการสร้างแรงจูงใจ เร้าความสนใจให้เด็กสนใจในการเรียนอีกครั้ง เป็นการนา สิง่ ทอ่ี ยไู่ กลมาศึกษาได้ 10. ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นไดม้ ปี ระสบการณ์จากรูปธรรมสนู่ ามธรรม 11. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่น เรียนรู้ได้ดีขึ้นจาก ประสบการณ์ที่มีความหมายในรูปแบบต่าง ๆ เรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง เรียนรู้ได้ง่ายและเข้าใจได้ชัดเจน เรยี นรไู้ ด้มากข้นึ และเรียนรู้ไดใ้ นเวลาท่จี ากดั 12. เป็นการนาสิ่งท่ีเกิดขึ้นในอดีตมาศึกษาได้และช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ด้วย 13. ช่วยใหจ้ ดจาได้นาน เกดิ ความประทบั ใจ และม่ันใจในการเรียนและการสอนของ ครผู สู้ อน 14. ชว่ ยให้ผ้เู รยี นได้คิดและแกป้ ญั หาเป็นและตัดสนิ ใจได้ หลกั การใช้สอ่ื การเรยี นการสอน การใช้ส่ือการเรียนการสอนนั้นอาจจะใช้เฉพาะข้ันตอนใดข้ันตอนหนึ่งของการสอน หรือจะใช้ ในทกุ ข้นั ตอนกไ็ ด้ ดังนี้ 1. ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน เพ่ือกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเน้ือหาท่ีกาลังจะเรียนหรือ เน้ือหาท่ีเกี่ยวข้องกับการเรียนในครั้งก่อน แต่มิใช่สื่อที่เน้นเน้ือหาเจาะลึกอย่างแท้จริง เป็นสื่อที่ง่ายใน การนาเสนอในระยะเวลาอันสั้น 2. ขน้ั ดาเนนิ การสอนหรอื ประกอบกจิ กรรมการเรียน เปน็ ข้นั สาคัญในการเรียน เพราะเป็นขั้น ที่จะให้ความรู้เนื้อหาอย่างละเอียดเพื่อสนองวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว้ ต้องมีการจัดลาดับข้ันตอนการใช้สื่อ ให้เหมาะสมและสอดคลอ้ งกับกิจกรรมการเรยี น 3. ขัน้ วเิ คราะห์และฝกึ ปฏบิ ัติ ส่ือในข้ันน้ีจึงเป็นส่ือที่เป็นประเด็นปัญหาให้ผู้เรียนได้ขบคิดโดย ผเู้ รียนเป็นผู้ใช้ส่อื เองมากท่ีสุด 4. ข้นั สรปุ บทเรยี น เป็นข้ันของการเรียนการสอน เพ่ือการย้าเนื้อหาบทเรียนให้ผู้เรียนมีความ เขา้ ใจท่ีถูกต้อง และตรงตามวัตถปุ ระสงคท์ ี่ตั้งไว้ ควรใชเ้ พยี งระยะเวลาสัน้ ๆ 5. ขั้นประเมินผู้เรียน เป็นการทดสอบความสามารถของผู้เรียนว่าผู้เรียนเข้าใจในสิ่งที่เรียน ถูกต้องมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการประเมินจากคาถามจากเน้ือหาบทเรียนโดยอาจจะมี ภาพประกอบด้วยกไ็ ด้ จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครือข่ายและเทคโนโลยี โทรคมนาคม ทาให้นักการศึกษาพยายามนาศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในการผลิตสื่อการ เรียนการสอนใหม่ ๆ จานวนมาก ท้ังการเรียนด้วยตนเองการเรียนเป็นกลุ่มและการเรียนแบบมวลชน ตลอดจนสอื่ ท่ีใช้เพ่ือสนับสนนุ การฝกึ อบรม ผา่ นเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์

38 ประเภทของส่อื เทคโนโลยีการจัดการเรยี นรู้ ผลติ ภณั ฑ/์ สงิ่ ประดิษฐ์ เป็นอุปกรณ์ วิธีการ องค์ประกอบหรือกระบวนการที่ไม่เหมือนอย่างอ่ืน หรือแปลกใหม่ กระบวนการส่ิงประดิษฐ์เป็นกระบวนการภายในกระบวนการวิศวกรรมโดยรวมและการ พัฒนา ผลิตภัณฑ์ สิ่งประดิษฐ์การเป็นการปรับปรุงเคร่ืองจักรหรือผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่สาหรับ การสร้างวัตถุหรือผลลัพธ์อย่างหนึ่งก็ได้ งานดังกล่าวเป็นส่ิงใหม่ และไม่ชัดเจนแก่ผู้อ่ืนที่มีทักษะใน สาขาเดียวกัน ผู้ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์เรียกว่า นักประดิษฐ์ ส่ิงประดิษฐ์ดังกล่าวสามารถจดสิทธิบัตรได้ สิทธิบัตรเป็นการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของนักประดิษฐ์ตามกฎหมาย และรับรองว่า ส่ิงประดิษฐ์ตามอ้างนั้นเป็นส่ิงประดิษฐ์จริงตามกฎหมาย กฎและข้อกาหนดสาหรับการจดสิทธิบัตร ส่ิงประดิษฐ์แตกต่างกันได้ตามประเทศ และกระบวนการได้มาซ่ึงสิทธิบัตรนั้นมักมีค่าใช้จ่ายสูง อีกความหมายหนึ่งของส่งิ ประดษิ ฐ์ คือ สิง่ ประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม ซ่ึงเป็นชุดพฤติกรรมทางสังคมท่ีเป็น ประโยชน์อย่างนวัตกรรมท่ีบุคคลรับมาและส่งต่อให้ผู้อ่ืน สิ่งประดิษฐ์มักเป็นองค์ประกอบสาคัญของ ความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะและการออกแบบ แบบฝึก/ชุดฝึก แบบฝึกทักษะเป็นเคร่ืองมือที่ช่วยพัฒนาทักษะในเรื่องที่เรียนรู้ให้มากขึ้น โดยอาศัยการฝึกฝน หรือปฏิบัติด้วยตนเองของผู้เรียน ลักษณะปัญหาในแบบฝึกทักษะจะเป็นปัญหาที่เสริมทักษะพื้นฐาน โดยกาหนดขึ้นให้ผู้เรียนตอบเรียงลาดับจากง่ายไปยาก ปริมาณของปัญหาต้องเพียงพอท่ีสามารถ ตรวจสอบและพฒั นาทักษะ กระบวนการคิด กระบวนการเรียนร้ขู องผเู้ รยี น ท่ีเรียนไปแล้ว เพื่อนาไปใช้ ในการแก้ปัญหา รวมท้ังในแบบฝึกทักษะจะทาให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจบทเรียนด้วย ตนเองได้ เพื่อให้เกิดทักษะ เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความชานาญในเน้ือหาที่ผู้เรียนได้เรียนไปในเร่ือง นั้น ๆ อย่างมีประสทิ ธิภาพ ชุดการเรยี นการสอน ชุดการสอนหรือการเรียนมาจากคาว่า Instructional Package หรือ Learning Package Instructional Kits เดิมมกั ใช้คาวา่ ชุดการสอน เพราะเป็นส่ือที่ครูนามาใช้ประกอบการสอน แต่ต่อมา แนวคิดในการยึดเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนได้เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นจึงมีผู้นิยมเรียกชุดการสอนเป็น ชุดการเรียนมากขึ้นบางคนมักจะเรียกรวมกันว่าชุดการเรียนการสอน โดยให้เหตุผลว่าการเรียนรู้เป็น กิจกรรมของนกั เรียน และการสอนเปน็ กจิ กรรมของครู กิจกรรมของครกู ับนกั เรยี นจะต้องเกิดค่กู นั ซงึ่ เปน็ เทคโนโลยีทางการศึกษาอีกรปู แบบหน่งึ ทีใ่ หผ้ ูเ้ รียนศกึ ษาเน้ือหาและปฏิบัติกิจกรรมด้วย ตนเองตามความสามารถเป็นรายบุคคล เพ่ือให้บรรลุจุดประสงค์ที่กาหนดไว้ โดยใช้สื่อและกิจกรรม หลายชนดิ ประกอบกันตามความเหมาะสม เพื่อฝึกให้นักเรียนมีความรับผิดชอบในการเรียนของตนเอง มีระเบียบวินัย มีความซ่ือสัตย์ ครูเป็นผู้ให้คาแนะนาช่วยเหลือ มีการนาหลักการทางจิตวิทยามาใช้ ประกอบในการเรียน เพือ่ สง่ เสรมิ ให้ผ้เู รียนไดร้ บั ความสาเร็จ เอกสารประกอบการสอน เอกสารประกอบการสอน หมายถึง เอกสารหรืออุปกรณ์ท่ีใช้ประกอบการสอนวิชาใดวิชาหนึ่ง ตามหลักสูตร มีลักษณะเป็นเอกสารหรืออุปกรณ์ท่ีเกี่ยวข้องในรายวิชาท่ีตนเองสอน ประกอบด้วย

39 แผนการจัดการเรียนรู้ หรือแผนการสอน หัวข้อคา บรรยายโดยมีรายละเอียดพอสมควรและอาจจะมี ส่งต่าง ๆ เพ่ิมข้ึน เช่น รายช่ือบทความหรือหนังสืออ่านประกอบ มีจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาวิชา และกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีครอบคลุมครบถ้วนตามคาอธิบายรายวิชานั้น ตามท่ีหลักสูตรกาหนด ไว้ไมน่ ้อยกว่า 1 รายวิชา บทเรียนสาเรจ็ รปู บทเรียนสาเร็จรูป เป็นสือ่ สาหรบั เรยี นด้วยตนเอง อาจใช้สาหรับศึกษาเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม ซึ่งอาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ตามลักษณะของการนาไปใช้ เช่น บทเรียนสาเร็จรูป แบบเรียน สาเร็จรูป บทเรียนโปรแกรม โปรแกรมการสอน แบบเรียนด้วยตนเอง เป็นต้น ถึงแม้จะมีช่ือเรียก แตกต่างกัน แต่ลักษณะโดยทั่วไปของบทเรียนสาเร็จรูปมีความคล้ายคลึงกัน คือ เป็นวิธีการจัด กระบวนการเรียนรู้วิธีหน่ึงเป็นบทเรียนท่ีผู้สอนจัดทาข้ึน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ในแต่ละสาระการเรียนรู้ที่กาหนดไว้ในแต่ละบทเรียน โดยเริ่มจาก เนื้อหาสาระทง่ี ่าย ๆ ไปสู่เนื้อหาท่ียากขึ้นไปตามลาดับ เป็นบทเรียนท่ีสร้างขึ้นโดยกาหนดวัตถุประสงค์ เนือ้ หา วิธกี าร และสอ่ื การเรียนการสอนไว้ล่วงหน้า ผู้เรียนสามารถศึกษา ค้นคว้า และประเมินผลการ เรยี นด้วยตนเองตามข้ันตอนทก่ี าหนดไว้ บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) เป็นกระบวนการเรียน การสอน โดยใช้ส่ือคอมพิวเตอร์ CAI ย่อมาจากคาว่า COMPUTER-ASSISTED หรือ AIDED INSTRUCTION คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบ หนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนาเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพน่ิง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพ่ือถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ใน ลกั ษณะท่ี ใกล้เคยี งกับการสอนจรงิ ในห้องเรยี นมากท่ีสุด โดยมีเป้าหมายท่ีสาคัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิดความ ตอ้ งการที่จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นตัวอย่างท่ีดีของสื่อการศึกษา ในลักษณะตัวต่อตัวในการ นาเสนอเนื้อหาเรื่องราวต่าง ๆ มีลักษณะเป็นการเรียนโดยตรง และเป็นการเรียน แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) คือ สามารถโต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ได้ ซ่ึงผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการ มีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK) นอกจากน้ียังเป็นสื่อ ท่ีสามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมท้ังสามารถท่ีจะประเมิน และ ตรวจสอบความเขา้ ใจของผเู้ รียนไดต้ ลอดเวลา วีดิทัศน์ เป็นการบันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงลงในสารสังเคราะห์ที่เคลือบด้วยแม่เหล็กใน รูปที่เป็นม้วน หรือเป็นตลับ หรือเป็นแหล่งบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยระบบแอนาล็อค (Analog) หรือระบบดิจิตอล(Digital) โดยสามารถถ่ายทอดภาพและเสียงที่บันทึกนั้นออกมาได้ทางเคร่ืองรับ โทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ซ่ึงมีประโยชน์ในการสามารถถ่ายทอดท้ังภาพ และเสียงออกมาได้คราว เดียวกัน ทาให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจและมีเจตคติที่ดีต่อการชมรายการวีดิทัศน์ นอกจากนั้นยังเป็นการ ดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี และสามารถนามาเปิดซ้าได้ตามความต้องการ รูปแบบของรายการวีดิทัศน์ สามารถแบ่งออกได้ เป็น 3 ประเภท คือ 1) รายการวีดิทัศน์เพ่ือการค้า (Commercial Television) 2)

40 รายการวดี ทิ ศั นเ์ พื่อการศึกษา(Education Television) และ 3) รายการวีดิทัศน์เพื่อการสอน(Instruction Television) โดยในแต่ละรูปแบบมีกระบวนการผลิตรายการท่ีคล้ายคลึงโดยครอบคลุมด้านการวาง แผนการผลติ การเตรียมการผลิต การดาเนนิ การผลติ และการประเมินผลการผลิต ในระหว่างการผลิต จะตอ้ งทางานประสานกนั เป็นทมี เพื่อใหง้ านเปน็ ไปอยา่ งเรยี บรอ้ ย และผลงานมีคณุ ภาพ เกมการศึกษา เกมการศึกษา หมายถึง เกมท่ีเน้นกิจกรรมการเล่นโดยมีครูและกติกา ท่ีช่วยพัฒนาความคิด เป็นพื้นฐานสาคัญของการเตรียมความพร้อมให้เกิดการเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน เป็นกิจกรรม การเล่นที่เป็นส่วนสาคัญในการพัฒนาด้านสติปัญญา เป็นการเล่นที่ช่วยให้ผู้เล่นเป็นผู้มีความสังเกตดี ช่วยให้มองเห็นได้ ได้ฟัง หรือคิดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกมการศึกษาจะต่างจากของเล่นอย่างอื่น แต่ละชุด จะมีวิธีเล่นโดยเฉพาะ อาจเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม ผู้เล่นสามารถตรวจสอบการเล่นว่าถูกต้อง หรอื ไม่ การ์ตนู แอนเิ มชั่น เป็นการสร้างสรรค์ลายเส้นรูปทรงต่าง ๆ ให้เกิดการเคล่ือนไหวตามความคิดหรือจินตนาการ สามารถนามาพัฒนา เพ่ือใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน ให้เกิดการเรียนรู้และสร้างความสนใจให้แก่ ผู้เรยี นสามารถจดจาเน้ือหาไดด้ ียิง่ ขน้ึ รปู แบบการจดั การเรียนรู้ กระบวนการเรยี นการสอนตามแนวคิดในการปฏิรูปต้องแตกต่างไปจากการเรียนการสอนแบบ ด้ังเดมิ กลา่ วคอื 1. จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนโดยยึดผูเ้ รียนเปน็ ศนู ยก์ ลางใหผ้ ู้เรยี นเกิดความรู้ ความคิดโดย ฝึกการคดิ วเิ คราะห์ วิจารณอ์ ยา่ งมเี หตผุ ล การใฝ่หาความรู้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพ่ือนาไปใช้ในการ พฒั นาตนเอง และแกป้ ญั หาในชีวติ ประจาวันอยา่ งเหมาะสม 2. จัดระบบเครือข่ายการเรียนรู้ให้เป็นแหล่งความรู้สาหรับการค้นคว้าหาความรู้ทุกๆ ด้านที่ ผู้เรียนต้องการ เช่น ส่ือมวลชนทุกแขนง เคร่ืองคอมพิวเตอร์ ทรัพยากรท้องถ่ิน ภูมิปัญญาชาวบ้าน และหน่วยงานต่าง ๆ ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้พัฒนาตนเอง และพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่าง กวา้ งขวาง 3. จัดกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตร โดยให้ผู้เรียนทากิจกรรมที่ต้องเรียนในห้องเรียนให้ เสร็จสน้ิ และให้แบง่ เวลาทากจิ กรรมนอกหลกั สูตรเพ่อื เสริมประสบการณท์ างสังคม 4. ปรับกระบวนการเรียนการสอน และเทคนิคการสอนของครูให้สอดคล้องกับเป้าหมายของ การจัดการศึกษา เน้นให้ครูเป็นเพียงผู้อานวยความ-สะดวกและชี้แนะให้ผู้เรียนทาการศึกษาค้นคว้า คิดและตัดสินใจด้วยตนเอง ขณะเดียวกันครูต้องเป็นต้นแบบด้านคุณธรรมและจริยธรรมด้วย ซ่ึงต้อง ปลกู ฝงั ท้ังในช่วั โมงเรยี นและกจิ กรรมการฝกึ ปฏบิ ตั ิ ตัวอยา่ งสือ่ เทคโนโลยกี ารจัดการเรียนรู้ - คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI : Computer-Assisted Instruction) - มัลตมิ ีเดยี (Multimedia) - การประชมุ ทางไกล (Tele Conference) - วดี ีทัศนแ์ บบมปี ฏิสัมพันธ์ (Interactive Media/Video)

41 - บทเรียนสาเร็จรูป (Programed Instruction) - เคร่อื งชว่ ยสอน (Teaching Machine) - วทิ ยแุ ละโทรทศั นช์ ่วยสอน (Teaching By Radio and TV) - ชดุ การสอน (Learning Packages) - ไฟล์เสยี ง - PowerPoint - VDO - เวบ็ ไซต์ - YouTube 2.7 การพฒั นารปู แบบ (Model) นวัตกรรมทางการศึกษา “ปีทองแห่งการพัฒนานวัตกรรม” สานักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษามธั ยมศึกษานครสวรรค์ กาหนดนโยบายในการขับเคล่ือนคุณภาพ การศึกษาปีการศึกษา 2564 “ปีทองแห่งการพัฒนานวัตกรรม” โดยมีเป้าหมายให้ข้าราชการครู ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา นครสวรรค์ จัดทารูปแบบ (Model)/นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมการจัดการสอน นวัตกรรมบริหาร การศึกษา ใช้ในการจัดการเรียนการสอน การบริหารการศึกษา การปฏิบัติงาน โดยให้แล้วจัดทา รูปแบบ (Model) นวัตกรรมการศึกษาของโรงเรียน หรือนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนตามแนว ทางการดาเนินการต่อไปน้ี ซ่งึ สามารถปรับวิธีการดาเนินการได้ตามความเหมาะสม 1. นวตั กรรมการศกึ ษา หมายถึง แนวคิด วิธีการ กระบวนการ ส่ือการเรียนการสอน หรือการ บริหารจัดการในรูปแบบใหม่ ซึ่งได้มีการทดลองและพัฒนาจนเป็นที่น่าเช่ือถือว่าสามารถส่งเสริมการ เรียนรู้ของผู้เรียนและการจัดการศึกษา และให้หมายความรวมถึงการนาส่ิงดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ใน การพฒั นานวัตกรรมการศึกษา “ปที องแห่งการพฒั นานวัตกรรม” สพม.นครสวรรค์ 2. รูปแบบ หมายถึง รูปท่ีกาหนดขึ้นเป็นหลักการหรือเป็นแนวทางซ่ึงเป็นท่ียอมรับ เช่น รูปแบบรอ้ ยกรอง สิ่งที่แสดงให้เหน็ วา่ เปน็ เช่นนั้น ๆ อย่างรปู คน รปู บ้าน รูปปลา รูปใบไม้ เช่น รูปแบบ ผู้หญงิ รปู แบบเปด็ รปู แบบวดั (พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หนา้ 1011) 3. องค์ประกอบของนวัตกรรม - ใหม่ สามารถนาไปใช้แก้ปัญหา /พัฒนา - สร้างการ เปลย่ี นแปลงได้) 4. ลักษณะของนวัตกรรม (ทิศนา แขมมณี. รูปแบบการเรียนการสอน : ทางเลือกท่ีหลากหลาย. 2548) 1) เปน็ สง่ิ ใหมท่ ัง้ หมดหรือใหม่เพยี งบางสว่ น 1.1) เปน็ สงิ่ ใหมท่ ง้ั หมดหรอื ใหม่เป็นบางสว่ น

42 1.2) เป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีการนามาใช้ในท่ีน้ัน กล่าวคือ เป็นสิ่งใหม่ในบริบท หนึ่ง แต่อาจเป็นของเก่าในอีกบริบทหน่ึง ได้แก่ การนาส่ิงท่ีใช้หรือปฏิบัติกันในสังคมหน่ึงมาปรับใช้ในอีก สังคมหน่งึ นับเป็นนวตั กรรมในสงั คมน้ัน 1.3) เป็นส่ิงใหมใ่ นชว่ งเวลาหน่ึงแต่อาจเป็นของเก่าในอีกช่วงเวลาหน่ึง อาทิ อาจเป็นส่ิงที่เคยปฏิบัติมาแล้วแต่ไม่ได้ผล เน่ืองจากขาดปัจจัยสนับสนุน ต่อมาเมื่อปัจจัยและ สถานการณ์อานวยจึงนามาเผยแพร่และทดลองใชใ้ หม่ ถอื ว่าเปน็ นวัตกรรมได้ 2) เป็นสิง่ ใหม่ทก่ี าลงั อยใู่ นกระบวนการพิสูจน์ทดสอบ ว่าจะได้ใช้ผลมากน้อยเพียงใด ในบริบทน้นั 3) เป็นสิ่งใหม่ที่ได้รับการยอมรับนาไปใช้ แต่ยังไม่เป็นส่วนหน่ึงของระบบงานปกติ หากการยอมรับการนาไปใช้นั้น ได้กลายเป็นการใชอ้ ยา่ งปกติในระบบงานของที่น่ันแล้ว จะไม่ถือว่าเป็น นวตั กรรมอกี ต่อไป 4) เป็นสิ่งใหม่ที่ได้รับการยอมรับนาไปใช้บ้างแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลาย กล่าวคือ ยังไม่ เป็นทีร่ จู้ กั กันอยา่ งกวา้ งขวาง 5. เกณฑ์ในการพิจารณานวัตกรรม (ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์. “การพัฒนาหลักสูตรและการ เรยี นการสอนกับเทคโนโลยีการศึกษา” ในประมวลสาระชุดวิชาการพัฒนาหลักสูตรและวิทยวิธีทางการสอน หนว่ ยท่ี 12.2536) 1) ตอ้ งเป็นของใหม่โดยอาจจะใหมท่ ั้งหมด หรือ ใหมบ่ างส่วน 2) ตอ้ งนาวธิ กี ารจัดระบบมาใช้ 3) ผา่ นการวิจัยหรอื อยู่ระหว่างการวิจยั เพื่อหาประสิทธภิ าพ 4) ยงั ไม่ได้เป็นสว่ นหนึ่งของระบบปัจจุบัน 6. ให้ครู และผู้บริหารสถานศึกษา ร่วมกันจัดทารูปแบบ (Model) / นวัตกรรมการศึกษาของ โรงเรียน 1 หน้า กระดาษ A4 ตามแนวนอน โดยเน้นกระบวนการ และผลลัพธ์ มุมบนขวาพิมพ์ช่ือ นามสกุล โรงเรยี น และสหวทิ ยาเขต 7. นวัตกรรมท่ีจัดทาเป็นรูปแบบ (Model)/นวัตกรรมการศึกษาที่จัดทาขึ้น ไม่จากัดรูปแบบ อาจแสดงออกมาในลักษณะใดลกั ษณะหนึ่ง เชน่ คาอธบิ าย เป็นแผนผัง ไดอะแกรม หรือแผนภาพ เพ่ือ ช่วยให้ตนเองและบุคคลอ่ืนสามารถเข้าใจได้ชัดเจนข้ึน หรือนวัตกรรมท่ีจัดทาอาจเป็นนวัตกรรมด้าน หลกั สตู รดา้ นการเรียนการสอน ดา้ นสื่อการสอน ด้านการประเมนิ ผล หรือด้านการบริหารจัดการศึกษา อาจเป็นส่ิงใหม่คิดขึ้น หรือนาสิ่งเก่า/ปัจจุบันมาปรับปรุงพัฒนาหรือประยุกต์ให้ดีขึ้น เกิดข้ึนผลดีกับ นักเรียน สามารถพิสูจน์ได้ ด้วยการวิจัยในช้ันเรียน ซึ่งรูปแบบ (Model) นวัตกรรมการศึกษาของ โรงเรียนใน 1 หนา้ หรอื การจดั การเรียนการสอน อาจเป็นนวัตกรรมที่ทามาแล้ว หรือยังไม่ได้ทาแต่คิด จะทาในปีการศึกษา 2564 กไ็ ด้

43 8. รูปแบบ (Model) นวัตกรรมการศึกษาของแต่ละโรงเรียนที่จัดทาข้ึนทั้ง ๓๗ โรงเรียน จะนาเสนอในเว็ปไซต์ของสพม.นครสวรรค์ โรงเรียนสามารถปรับปรุงแก้ไขเพ่ือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ ซ่ึงโรงเรยี นในสงั กัดจะดาเนินการอย่างจริงจงั ครบทกุ โรงเรยี นในปีการศกึ ษา 2564 โดยมีศึกษานิเทศก์ ประจาสหวิทยาเขตเป็นพ่เี ลี้ยง ตัวอย่างการจดั ทารูปแบบ (Model) / นวัตกรรมการศึกษา ช่ือนวัตกรรม....น่าสนใจ อาจใช้คาสาคัญ และ/หรือชื่อโรงเรียนประกอบ ได้ทั้งภาษาไทยและหรือ ภาษาองั กฤษ ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม กระบวนการ ผลลพั ธ์ (ทาอะไร อย่างไร) (ผล : ความรู้ สมรรถนะ ทักษะ เจตคติ เกง่ ดี มสี ุข ตามหลักสูตรสถานศกึ ษา) หมายเหตุ 1. ควรจัดทาแผ่นพับแนะนานวัตกรรม (รูปแบบนวัตกรรม ทาไมจึงทา / ท่ีมา ทาอย่างไร / กระบวนการ ผลเป็นเช่นใด ปจั จยั สคู่ วามสาเร็จ) 2. องคป์ ระกอบของนวัตกรรมใหม่ สามารถนาไปใช้แกปญั หา/พัฒนา สรา้ งการเปลยี่ นแปลงได้ 3. รูปแบบ (Model) นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน หรือ การบริหารการจัดการศึกษา ของโรงเรียนที่จัดทาขึ้น ไม่จากัดรูปแบบ อาจแสดงออกมาในลักษณะใดลักษณะหน่ึง เช่น คาอธิบาย เป็นแผนผังไดอะแกรม หรือแผนภาพ เพ่ือช่วยให้ตนเองและบุคคลอ่ืนสามารถเข้าใจได้ชัดเจนข้ึน อาจ เป็นนวัตกรรมด้านหลักสตู ร ดา้ นการเรียนการสอน ด้านส่ือการสอน ด้านการประเมินผล หรือด้านการ บริหารจัดการศกึ ษา อาจเปน็ สิ่งใหมค่ ิดข้ึนหรือนาสิ่งเก่า / ปัจจุบันมาปรับปรุงพัฒนาหรือประยุกต์ให้ดี ข้ึน เกิดขึ้นผลดีกับนักเรียน สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการวิจัยในช้ันเรียน โดยจัดทา 1 หน้ากระดาษ A4 อาจมีหลายนวัตกรรมก็ได้ อาจเป็นนวัตกรรมที่ทามาแล้ว หรือยังไม่ได้ทา แต่คิดจะทาในปีการศึกษา 2564 ก็ได้แล้วนาส่งท่ีศึกษานิเทศก์ประจาสหวิทยาเขต เป็นพ่ีเล้ียง เพ่ือรวบรวม สังเคราะห์ และ จดั ทาเป็นรูปเล่มตอ่ ไป นาเสนอในเว็บไซต์ของ สพม.นครสวรรค์

44 2.8 การรายงานผลการพัฒนานวัตกรรมทางการศกึ ษาโดยใชก้ ระบวนการวจิ ยั เป็นฐาน สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ กาหนดรูปแบบการเขียนรายงานการ พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาฉบับย่อ ความยาว 15-20 หน้า ใช้ตัวอักษร Th Sarabun PSK ขนาด 16 pt เว้นขอบกระดาษ 2.5 ซม. ทกุ ด้าน โดยเขยี นรายงานตามหวั ขอ้ ดงั น้ี 1. ช่ือผลงาน ............................................................................................................................................ รายชื่อผวู้ จิ ัยและพฒั นานวตั กรรมทางการศึกษา 2. บทคดั ยอ่ ภาษาไทย 3. หลักการ ท่มี า ความสาคญั ของการพัฒนานวัตกรรม 4. วตั ถปุ ระสงค์และเป้าหมายของการดาเนนิ งาน 5. ขนั้ ตอนการดาเนนิ งาน กลุ่มเป้าหมาย ขอบเขตด้านเนื้อหา ตวั แปรทศ่ี ึกษา ตัวแปรต้น ตวั แปรตาม ดา้ นระยะเวลา/สถานท่ี เคร่อื งมือ ขัน้ ตอนการพัฒนานวัตกรรม วธิ ีเกบ็ รวบรวมข้อมลู การวิเคราะห์ขอ้ มูล และสถิติที่ใช้ 6. ผลสาเร็จของการดาเนินงาน 7. แนวทางการนานวัตกรรมไปใช้ และแนวทางการพฒั นาตอ่ ยอด 8. การเผยแพรน่ วตั กรรม 9. รายการอา้ งอิง / บรรณานกุ รม

45 เกณฑก์ ารประเมนิ รายงานนวัตกรรมทางการศกึ ษา สานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ “ปที องแหง่ การพัฒนานวตั กรรม” สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษานครสวรรค์ กาหนดองคป์ ระกอบการประเมินรายงาน นวตั กรรมทางการศกึ ษา จานวน 5 องคป์ ระกอบ รวมคะแนน 100 คะแนนดังน้ี องค์ประกอบท่ี 1 หลกั การ ทม่ี า ความสาคัญของนวตั กรรม (20 คะแนน) องคป์ ระกอบที่ 2 วตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมาย (10 คะแนน) องค์ประกอบที่ 3 ขั้นตอนการดาเนนิ งาน (25 คะแนน) องคป์ ระกอบที่ 4 ผลสาเรจ็ ของการดาเนนิ งาน (20 คะแนน) องค์ประกอบท่ี 5 แนวทางการนานวตั กรรม/ไปใช้ และแนวทางการพัฒนาตอ่ ยอด (20 คะแนน) องคป์ ระกอบท่ี 6 การเผยแพร่นวตั กรรม (5 คะแนน) องคป์ ระกอบท่ี 1 หลักการ ท่ีมา ความสาคัญของนวัตกรรม (20 คะแนน) รายการพจิ ารณา น้าหนกั ระดับ คาอธบิ ายเกณฑ์ คะแนน คุณภาพ ระบเุ หตผล ความจาเปน็ ปญั หา หรือความต้องการ ความสาคัญ 4 5 ระบเุ หตผุ ล ความจาเป็น ปญั หาหรอื ความต้องการ แนวคิด หลักการสาคัญ ในการ ออกแบบนวัตกรรม ความสาคัญ แนวคดิ หลกั การสาคัญในการออกแบบ นวัตกรรมไดช้ ัดเจน มจี ดั ลาดับความสาคญั ของปญั หา และมหี ลกั ฐานอา้ งอิงสมบูรณ์ ถกู ต้องตามหลักวิชาการ 4 ระบุเหตุผล ความจาเปน็ ปญั หา หรอื ความตอ้ งการ ความสาคัญ แนวคิด หลักการสาคญั ในการออกแบบ นวัตกรรมได้ชดั เจน มกี ารจัดลาดับความสาคญั ของปญั หา และมีหลกั ฐานอา้ งองิ 3 ระบุเหตผุ ลความจาเปน็ ปัญหาหรือความต้องการ ความสาคญั แนวคิด หลกั การสาคญั ในการออกแบบ นวตั กรรมได้ชัดเจนและมีการจดั ลาดบั ความสาคญั 2 ระบเุ หตุผล ความจาเปน็ ปัญหาหรอื ความต้องการ ความสาคัญ แนวคดิ หลักการสาคญั ในการออกแบบ นวัตกรรมได้ชัดเจน 1 ระบุเหตุผล ความจาเปน็ ปญั หาหรือความตอ้ งการ ความสาคัญ แนวคดิ หลักการสาคัญในการออกแบบ นวัตกรรม 0 ไม่ไดร้ ะบุเหตุผล ความจาเปน็ ปัญหาหรือความต้องการ ความสาคญั แนวคดิ หลกั การสาคญั ในการออกแบบ นวตั กรรม

46 องค์ประกอบที่ 2 วตั ถุประสงค์และเป้าหมาย (10 คะแนน) รายการพจิ ารณา น้าหนัก ระดับ คาอธิบายเกณฑ์ คะแนน คณุ ภาพ ระบวุ ัตถุประสงค์และเปา้ หมายของ การดาเนนิ การพฒั นานวัตกรรม 2 5 ระบวุ ัตถุประสงค์และเป้าหมายของการดาเนนิ การ พฒั นานวตั กรรม ไดช้ ัดเจน สมบูรณเ์ ปน็ รูปธรรม ท้งั เชงิ ปรมิ าณและคุณภาพ สอดคล้องกบั สภาพ ปัญหาและความตอ้ งการจาเป็นของสถานศึกษา 4 ระบวุ ตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายของการดาเนินการ พัฒนานวัตกรรม ไดช้ ดั เจน เป็นรปู ธรรมทั้งเชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพ สอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของสถานศึกษา 3 ระบุวตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายของการดาเนินการ พฒั นานวตั กรรม ไดช้ ดั เจน เป็นรปู ธรรมทง้ั เชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพ 2 ระบุวตั ถปุ ระสงค์และเปา้ หมายของการดาเนินการ พัฒนานวตั กรรม เป็นรูปธรรมทั้งเชิงปรมิ าณและ คุณภาพ 1 ระบุวตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมายของการดาเนนิ การ พัฒนานวัตกรรม ไดอ้ ย่างเปน็ รปู ธรรม 0 ไมไ่ ด้ระบวุ ตั ถปุ ระสงค์และเป้าหมายของการ ดาเนินการพฒั นานวัตกรรม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook