Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบการสอน ธรรมนิเทศ

เอกสารประกอบการสอน ธรรมนิเทศ

Published by chaibaibou, 2023-01-26 03:50:38

Description: เอกสารประกอบการสอน ธรรมนิเทศ

Search

Read the Text Version

๙๕ มอี ุปกรณอ์ นั ทนั สมยั ดุจดงั สมัยน้ี เช่น พระองคส์ อนสามเณรราหุล ในจูฬราหุโลวาทสูตร๑๒ กจ็ ะใช้ภาชนะ กระจกแว่น หรือ การท่ีให้พระภกิ ษุรูปหน่ึงไปเด็ดใบไม้ในปา่ มาหนงึ่ กำมอื แลว้ ตรัสว่า ธรรมของพระองค์แค่ เพียงใบไมใ้ นกำมือในปา่ ไม้ทง้ั หลาย ดังนี้ ๗.๔. การทำให้ดูเปน็ ตวั อย่าง นับว่าเป็นพุทธวิธีท่ดี ที ส่ี ดุ โดยเฉพาะในด้านทาง จริยธรรม คือการทำตัวใหเ้ ป็นตวั อย่าง ซึง่ การสอนโดยไม่ต้องบอก ไม่ต้องพูด แตเ่ ป็นการทำใหด้ ปู ฏิบัติให้เหน็ โดยพระองค์ทรงปฏิบตั ติ นเป็นผู้นำท่ีดี กับพุทธจริยวตั รอันดีงามท่เี ป็นไปโดยปกตนิ ั่นเอง เชน่ ปรากฏในพระ วนิ ยั ปฎิ ก คลิ านวตั ถุกถา วา่ ด้วยภิกษุไข้ เรอ่ื งภิกษุพาพาธเปน็ โรคทอ้ งรว่ ง๑๓ สมัยนัน้ พระภกิ ษุรปู หนึ่ง อาพาธ เปน็ โรคท้องรว่ ง นอนกลิ้งเกลือกไปมา บนปัสสวะ และอุจจาระของตนเอง พระพุทธเจา้ พร้อมทัง้ พระอานนท์ ไดเ้ สดจ็ พบ ได้ถามทราบความวา่ ไม่มีใครดแู ลรกั ษาพยาบาลภกิ ษผุ ู้อาพาธ พระพุทธเจา้ ได้ประคอบศรี ษะขน้ึ แลว้ ทำการพยาบาลภกิ ษผุ ู้ปว่ ยนั้น หลังจากนนั้ ก็ไดเ้ รยี กประชมุ คณะสงฆ์แล้วตรสั วา่ “ภกิ ษุทั้งหลาย พวกเธอ ไม่มีมารดา ไมม่ บี ิดาผู้คอยพยาบาล ภิกษุท้ังหลายเธอพวกเธอไม่พยาบาลกนั เอง ใครเล่าจะคอยพยาบาลพวก เธอ ภิกษทุ ง้ั หลาย ผจู้ ะพยาบาลเรากจ็ งพยาบาลภกิ ษุไข้เถิด ถา้ มีอุปชั ฌาย์ อปุ ชั ฌาย์พึงพยาบาลภกิ ษุไข้น้ันจน ตลอดชวี ติ (หรือ) จนกวา่ เธอจะหาย ถ้ามีอาจารย์ อาจารย์พงึ พยาบาลภกิ ษุไขน้ ั้นตลอดชีวติ (หรือ) จนกวา่ เธอ จะหาย ถา้ มีสทั ธวิ หิ าริก สทั ธวิ หิ าริกพึงพยาบาลภิกษุไขน้ น้ั จนตลอดชวี ิต (หรอื ) จนกวา่ เธอจะหาย ถา้ มี อันเตวาสกิ อันเตวาสกิ พึงพยาบาลภกิ ษไุ ข้นน้ั ตลอดชีวติ (หรือ) จนกว่าเธอจะหาย ถา้ มภี ิกษุผู้ร่วมอุปชั ฌาย์ ผู้ รว่ มอปุ ชั ฌาย์พึงพยาบาลภิกษไุ ขน้ ัน้ จนตลอดชีวิต (หรือ) จนกว่าเธอจะหาย ถา้ มีภกิ ษุร่วมอาจารย์ ผู้รว่ ม อาจารย์พึงพยาบาลภกิ ษุไข้นั้นจนตลอดชีวิต (หรอื ) จนกว่าเธอจะหาย ถ้าไมม่ ีอุปัชฌาย์ อาจารย์ สทั ธวิ ิหารกิ อันเตวาสกิ ผ้รู ว่ มอปุ ัชฌาย์ หรือผรู้ ่วมอาจารย์ สงฆต์ ้องพยาบาลภกิ ษไุ ขน้ ั้น ถ้าไม่พยาบาล ต้องอาบัติทกุ ฎ” ๗.๕. การเล่นภาษาหรอื เลน่ คำ และใช้ในความหมายใหม่ การเลน่ ภาษา และเลน่ คำ เปน็ เรือ่ งของความสามารถในการใชภ้ าษาผสมกบั ปฏิภาณ ขอ้ นกี้ ็มีการแสดงใหเ้ หน็ ถึงพระปรชี าสามารถของ พระพทุ ธเจ้าท่ีมีรอบไปทุกๆด้าน เมอื่ ผูใ้ ดถูกทูลถามมาเป็นคำรอ้ ยกรอง พระองคก์ ็ทรงตอบเป็นร้อยกรองไป ทนั ทีคล้ายกลอนสด บางทีทูลถามหรอื กล่าวขอ้ ความโดยใชค้ ำท่ีมคี วามหมายไปในทางไม่ดี ไมง่ าม พระองค์ก็ ตรสั ตอบไปดว้ ยคำพูดเดียวกันนั้นเอง แต่เป็นคำพูดในความหมายท่ตี า่ งออกไปเป็นฝ่ายดีงาม คำสนทนา โต้ตอบแบบนม้ี ีรสอยแู่ ต่ในภาษาเดมิ แปลออกสู่ภาษาอ่นื ย่อมเสียรสเสียความหมาย บางครัง้ ผ้มู าเฝ้าปรภิ าษ พระองคด์ ้วยคำพูดต่างๆทีร่ ุนแรงย่ิง พระองคท์ รงยอมรบั คำปริภาษเหลา่ นน้ั ทงั้ หมด แล้วทรงแปลความหมาย อธบิ ายเสียใหมใ่ ห้เป็นเรื่องดีงาม ๑๒ ม.ม.(ไทย)๑๓/๑๐๗/๑๑๗-๑๑๙. ๑๓ วินย.ม.(ไทย) ๕/๓๖๕/๒๓๙-๒๔๓.

๙๖ ๗.๖. อบุ ายเลือกคนและการปฏบิ ตั ิรายบุคคล การเลอื กคนเปน็ อบุ ายสำคัญการสอนใน การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาของพระพทุ ธเจ้า นบั แต่พระองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาพระองค์ตรสั รู้ใหม่ๆ พระองค์ ปรารถนาจะสอนธรรมแด่พระอาจารย์ ๒ ท่าน คือ อุทกดาบส และอาฬารดาบส สุดทา้ ยทา่ นทั้ง ๒ ตายไปก่อนหนา้ น้ี จงึ นึกถงึ ปัญจวัคคีย์ ที่เคยไดด้ ูแลพระองคม์ ากอ่ น หลังจากนนั้ ก็ไดโ้ ปรด ยสกุมาร พรอ้ ม ทง้ั บดิ ามารดา และญาตมิ ิตร และเมื่อเสดจ็ ไปถงึ แควน้ มคธ พระองค์ก็ทรงโปรดชฏลิ ๓ พ่ีน้อง พร้อมทั้งบริวาร ทั้งพนั โดยเร่มิ ดว้ ยชฏิลคนพีเ่ สยี กอ่ น แล้วเม่ือชฏลิ ท้ัง ๓ ยอมเปน็ สาวกเปน็ ศิษย์พระพุทธเจา้ ก็ได้เข้าสู่นครรา ชคฤห์ ประกาศพระธรรม ณ พระนครน้นั ได้ กษัตริย์แหง่ ราชคฤหย์ อมรับพระพุทธศาสนา ก็มีท้งั กษัตรยิ ์ เศรษฐี นักบวช ซึ่งเป็นคนช้นั สงู ในสมัยน้นั ยอมเป็นสาวกของพระพทุ ธเจ้า กลายเปน็ ว่าการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาจึงปลอดโปร่งแจ่มใส สะดวกในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเป็นอยา่ งดีต่อไป การส่ังสอนคน แตล่ ะถิ่น หรือแตล่ ะหมู่คณะ กม็ กั ทรงเรม่ิ ตน้ ทบี่ คุ คลเป็นประมขุ หวั หน้า เช่น พระมหากษตั รยิ ์ หรือหวั หนา้ ของชนหม่นู ้ัน ทำให้การประกาศพระศาสนาได้ผลดแี ละรวดเรว็ และเป็นการยนื ยันพระปรีชาสามารถของ พระองคด์ ้วย ๗.๗. รูจ้ ักจังหวะและโอกาส ผู้สอนต้องรูจ้ ักใช้จังหวะ และโอกาสให้เปน็ ประโยชน์เม่อื ยังไมถ่ ึงจงั หวะ ไมเ่ ปน็ โอกาส กไ็ มป่ ล่อยโอกาสและจงั หวะ เสียไป และถา้ ไม่มีโอกาส ไม่มีจงั หวัดกจ็ ะไม่ทำ เชน่ ผู้เรียนยังไมพ่ ร้อม ยังเกดิ ปริปากะแห่งญาณ หรืออนิ ทรีย์ ก็ต้องมีความอดทนไมช่ ิงหกั หาญหรือดงึ ดันทำ แตก่ ็ ต้องตนื่ ตัวอยู่เสมอเมือ่ ถึงจังหวะหรอื เปน็ โอกาส ก็ต้องมีความฉับไวท่จี ะจบั มาใช้ให้เป็นประโยชนไ์ มป่ ล่อยให้ ผา่ นเลยไปเสยี เปลา่ แมใ้ นการเผยแพร่ศาสนาแก่คนส่วนใหญพ่ ระพุทธเจา้ ทรงปฏิบตั ติ ามจงั หวะและโอกาส ด้วย เชน่ ในระยะแรกทรงแสดงธรรม ในวันสำคญั เช่น วนั มาฆบชู าปุณมี หลงั ตรสั รู้ ๑ ปี เมอ่ื ประทับอยู่ ณ เวฬุวัน พระสงฆ์สาวกมาประชุมพร้อมกัน ณ ทน่ี ั่น พระองคเ์ ห็นเปน็ โอกาสเหมาะ จงึ แสดงโอวาทปาฏโิ มกข์ สำหรับเปน็ หลกั ยึดถอื รว่ มกันของสงฆ์ ทีจ่ ะแยกย้ายกันไปบำเพญ็ ศาสนกจิ ต่อไป หรือ เมอ่ื คราวที่ นคิ รนถ นาฎบุตร ส้ินชีวติ เกิดความแตกแยกในหมู่นคิ รนถ์ พระสารีบุตรถือเหตุการณ์นั้นเปน็ ตวั อยา่ งชี้ให้ภิกษสุ งฆ์เหน็ ความสำคญั ในการรอ้ ยกรองธรรมวนิ ัย ชกั ชวนพระสงฆ์ให้พร้อมใจกันทำสงั คายนา และทา่ นได้ทำสงั คายนา เปน็ ตัวอยา่ งโดยแสดงไว้ใน สังคตี ิสตู รไว้๑๔ ๗.๘. ความยดื หยุ่นในการใช้วธิ ี ถา้ ผสู้ อนหรือนักเผยแผส่ อนอย่างไม่มีอตั ตา ตัดตัณหา มานะ ทิฏฐเิ สียใหน้ อ้ ยทีส่ ดุ กจ็ ะมุง่ ไปยงั ผลสำเร็จในการเรียนรู้เป็นสำคัญ สุดแต่จะใช้กลวิธีใดให้การสอน ได้ผลดีทสี่ ุด ก็จะทำในทางนั้นไมก่ ลวั ว่าจะเสยี เกยี รติ ไมก่ ลัวจะถูกรู้สกึ ว่าแพ้ บางคราวเม่อื สมควรกต็ อ้ งยอม ให้ผู้เรยี นรสู้ ึกตัวว่าเขาเกง่ บางคราวสมควรข่มก็ข่ม บางคราวสมควรโอนออ่ นผ่อนตามกย็ อมตามสมควรขดั ก็ ขดั สมควรคล้อยกค็ ลอ้ ย สมควรปลอบก็ปลอบ มีพทุ ธพจน์วา่ “เราย่อมฝกึ คนด้วยวธิ ีละม่นุ ละไมบา้ ง ด้วยวธิ ี ๑๔ ท.ี ปา.(ไทย)๑๑/๒๒๑-๓๖๓.

๙๗ รุนแรงบ้าง ด้วยวิธที ่ีทงั้ อ่อนละมนุ่ ละไม และท้ังรนุ แรงปนกันไปบาง”๑๕ คนบางคนจะใหเ้ ขายอมไดด้ ้วยการท่ี ยอมใหเ้ ขารู้สกึ ว่าตัวเขามีเกียรตหิ รอื เกง่ หรือได้สมใจก่อน ผสู้ อนจับจุดได้ก็ใชว้ ิธสี นองความตอ้ งการแล้วดงึ เข้าสทู่ ีห่ มายได้ตามประสงค์ เชน่ เมอื่ คราวทีเ่ วรัญชพราหมณ์บรภิ าษพระพุทธเจา้ พระองคท์ รงรับสมอ้างตาม คำบรภิ าษนน้ั ใหส้ มใจพราหมณ์ แลว้ ค่อยช้ีแจงแก้ไข ใหเ้ ขาเลื่อมใสพระองคภ์ ายหลัง หรือเมอื่ เผชญิ อาฬวก ยกั ษผ์ ดู้ รุ า้ ย พระองค์เสด็จเข้าไปในที่อยู่ของ อาฬวกะ อาฬวกะสง่ั พระองค์ให้เสดจ็ ออกไป พระองค์กเ็ สด็จ ออกตามสัง่ อาฬวกะสัง่ พระองคใ์ ห้เสด็จเขา้ มาอีก พระองคก์ ็เสด็จเข้าไปอกี อาฬกวะส่ังใหพ้ ระองค์เสดจ็ เข้า เสด็จออกอย่างนี้ซงึ่ พระองค์ก็ปฏิบัติตามอยา่ งวา่ งา่ ยถงึ ๓ วาระ ให้เขาร้สู ึกสมใจในอำนาจของตนก่อน ต่อจากน้นั กท็ รงเปลีย่ นกลวิธีและได้โปรดอาฬกวะลงเป็นผลสำเร็จ๑๖ อีกตวั อยา่ งหน่ึง พราหมณ์คนหนึ่งเปน็ คนมมี านะ นสิ ัยแข็งกระด้างไมไ่ หว้ แมแ้ ตม่ ารดา บิดา อาจารย์ และพีช่ าย วันหน่งึ พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดง ธรรมอย่ใู นท่ีประชมุ เขาคดิ วา่ จะลองเขา้ เฝา้ พระพทุ ธ แล้วคิดในใจวา่ “ถ้าสมณโคดมตรัสกะเรา เราก็จะไม่พดู กบั ท่าน ถ้าสมณโคดม ไม่ตรัสกะเรา เราก็จะไม่พดู กับท่าน” แลว้ เขา้ ไปยนื อยูข่ ้างหนึ่ง พระพุทธเจา้ ทรงเฉยเสยี ไม่ตรัสดว้ ย พราหมณ์ทำท่าจะกลบั ออกไปโดยคิดว่า “พระสมณโคดมองค์นีไ้ มม่ ีความรู้อะไร” พระพุทธเจ้า ทรงทราบความในใจของพราหมณ์ จงึ ตรัสว่า “พราหมณ์เอย๋ ความถอื ตวั ไม่ชว่ ยใหใ้ ครได้ดีอะไรเลย ใครมา เพ่ือประโยชน์ใด ก็ควรเสรมิ สรา้ งประโยชนน์ น้ั เสีย” พระพุทธเจ้าตรสั เชน่ นี้ทำให้พราหมณ์ฉดุ คดิ ว่า “พระสม โคดมรใู้ จเรา” ถงึ ยอมทรดุ นั่งแสดงคารวะทำใหท้ ่ีประชมุ งงงวยประหลาดใจวา่ “นา่ อศั จรรย์จรงิ พราหมณ์น้ีไม่ ไหวแ้ ม้แตม่ ารดา บิดา อาจารย์ พ่ชี าย แตพ่ ระสมณโคดมทรงทำใหค้ นอย่างนีน้ อบน้อมไดเ้ ปน็ อย่างดี” จากน้นั พระองคจ์ งึ ไดท้ รงเชิญให้เขาน่ังบนอาสนะแล้วตอบปัญหาธรรมแกเ่ ขา จนลงท้ายพราหมณ์ไดป้ ระกาศตนเป็น อุบาสก๑๗ ๗.๙. การลงโทษและให้รางวัล พระพุทธเจ้าทรงใช้การชมเชยยกยอ่ งบ้าง กเ็ ป็นไปใน รปู การยอมรบั คณุ ความดขี องผู้น้ันอย่างแทจ้ ริง กล่าวชมโดยธรรมให้เขามั่นใจในการกระทำความดีของตน และไมใ่ หเ้ กิดเป็นการเปรยี บเทยี บข่มคนอ่นื ลง บางทีทรงชมเชยใหถ้ อื เป็นตัวอย่าง หรือเพ่ือแก้ความเขา้ ใจผิด ใหต้ งั้ ทศั นคตทิ ี่ถูก เช่น ชมพระนนั ทกะ๑๘ ชมพระนวกะรปู หน่งึ ๑๙ ชมพระสชุ าต ชมพระลกุณฎกภัททยิ ะ ชม พระวสิ าขปัญจาลบุตร และตำหนเิ ตือนพระนันทะ เปน็ ตน้ อย่างไรกต็ าม การลงโทษน่าจะมีอยแู่ บบหน่งึ คือ การลงโทษตนเอง ซึง่ มีท้ังทางธรรมและวินัย ในทาง พระวนิ ัยถือว่ามีบทบัญญัตคิ วามประพฤติอยู่แลว้ และบทบญั ญัติเหล่าน้ีพระพทุ ธเจ้าทรงตราไวโ้ ดยความ ๑๕ อง.จตกุ ก.(ไทย)๒๑/๑๑๑. ๑๖ ขุ.ส.ุ (ไทย)๒๕/๓๑๐. ๑๗ ส.ํ ส.(ไทย)๑๕/๖๙๔-๗๐๐. ๑๘ อง.นวก.(ไทย) ๒๓/๒๐๘. ๑๙ ส.ํ น.ิ (ไทย)๑๖/๖๙๖-๗๑๒.

๙๘ เห็นชอบร่วมกนั ของสงฆ์ พร้อมท้ังมบี ทกำหนดโทษไวเ้ สรจ็ เม่ือผ้ใู ดลว่ งละเมดิ กเ็ ปน็ การกระทำผิดต่อส่วนรวม ตอ้ งไถ่ถอนความผดิ ของตน มิฉะนัน้ จะเป็นผู้ไม่เป็นท่ียอมรับของสงฆ์ คือ หมู่คณะทง้ั หมด สว่ นในทางธรรม ภกิ ษทุ ี่เหลือขอจริงๆ สอนไม่ไดก้ ็กลายเปน็ ผู้ที่พระพุทธเจ้าและเพื่อนพรหมจารที ้ังปวงไมถ่ อื วา่ เปน็ ผ้ทู ี่ควรจะ ว่ากล่าวส่ังสอนโดยวิธีน้ี ถือว่าเป็นการลงโทษอย่างรุนแรงท่ีสุด๒๐ ๗.๑๐. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหนา้ ปญั หาเฉพาะหนา้ ทเี่ กดิ ขน้ึ ตา่ งครั้ง ต่างคราว ยอ่ ม มีลักษณะแตกตา่ งกันไม่มที ่ีสุด การแก้ปญั หา เฉพาะหน้าย่อมอาศัยปฏิภาณ คือ ความสามารถในการประยุกต์ หลักวิธกี ารและกลวธิ ตี า่ งๆ มาใช้ใหเ้ หมาะสม เป็นเร่ืองเฉพาะครง้ั เฉพาะคราวไป ในการประกาศพระศาสนา พระพุทธเจา้ ทรงประสบปัญหาเฉพาะหน้าอยตู่ ลอดเวลา และทรงแก้ สำเร็จไปในรปู ตา่ งๆกันเชน่ ใน ธนญั ชานสี ูร อกั โกสสตู ร วา่ ดว้ ยธนญั ชานีพราหมณี๒๑ ข้าพเจา้ ๒๒ ไดส้ ดบั มา อย่างน.้ี .สมยั หน่งึ พระผู้มพี ระภาคเจ้าประทบั อยู่พระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ สมยั น้ันมีนาง พราหมณีชื่อธนัญชานี ของพราหมณ์การทวาชโคตร นางได้นำภัตรเขา้ ไปให้พราหมณ์ แลว้ เกดิ ก้าวเท้าพลาด เปล่งอทุ านว่า “นะโม ตสั สะ” พราหมณ์ได้ยนิ ก็โมโหกลา่ วว่า “ก็หญิงถ่อยคนน้กี ล่าวคณุ ของสมณะโลน้ นนั้ อยา่ งน้ี อย่างนีไ้ มว่ ่าในที่ ไหนๆ หญงิ ถอ่ ยบัดนีเ้ ราจกั ยกวาทะ๒๓ ของพระศาสดานัน้ ของพระเจ้าบา้ งละ” นางพราหมณธี นัญชานี กท็ า้ ให้ ไป ว่าไปแล้วจะรเู้ อง ครนั้ นั้น พราหมณภ์ ารทวาชโคตร โกรธ ไมพ่ อใจ จึงเขา้ ไปหา พระพุทธเจ้าถงึ ทีป่ ระทับ ไดส้ นทนาปราศรยั พอเปน็ ทบ่ี ันเทิงใจ พอเปน็ ที่ระลึกถึงกันแล้วนง่ั ณ ทีส่ มควร ได้กล่าวกับพระพุทธเจา้ เป็น คาถาวา่ “ บุคคลกำจดั อะไรไดจ้ ึงเป็นสุข กำจัดอะไรไดจ้ ึงไมเ่ ศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม ของพระองค์ทรงพอ พระทยั การกำจดั ธรรมอย่างหนงึ่ คอื อะไร” พระพุทธเจา้ ตรัสตอบว่า “ บุคคลกำจดั ความโกรธได้จึงอยเู่ ป็นสุข กำจดั ความโกรธไดจ้ งึ ไม่เศรา้ โศก พราหมณ์ พระอรยิ ะท้งั หลายสรรเสริญการกำจัดความโกรธ ซง่ึ มีรากเป็นพิษ มยี อดหวาน เพราะบคุ คลกำจัดความโรธน้ันไดแ้ ลว้ จึงไมเ่ ศร้าโศก” เม่ือพระพุทธเจา้ ตรัสอย่างนแ้ี ลว้ พราหมณ์ ภารทวาชโคตร ไดก้ ราบทูลพระพทุ ธเจา้ ขอบวชในพระพุทธศาสนา หลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มี ความเพียร อุทศิ กายและหวั ใจอย่ไู มน่ านนักก็ทำใหแ้ จ้งซึ่งประโยชนย์ อดเย่ยี มอันเป็นท่ีสุดแหง่ พรหมจรรย์ อีก เรื่องหน่ึง เร่ืองอักโกสกภารทวาชพราหมณ์๒๔ สมัยหน่งึ ท่พี ระพทุ ธเจ้าประทับท่วี ัดเวฬวุ นั กรุงราชคฤห์ พราหมณ์อกั โกสกภารทวาชพราหมณเ์ ขา้ บวชในพระพทุ ธศาสนาก็โกรธ จงึ เข้าเฝา้ พระพุทธเจ้าไปถึงกป็ ริภาษ พระพทุ ธเจา้ พระองคต์ รัสถามว่า “พราหมณท์ ่านรู้กิจการต้อนรับญาติหรือเปล่า?...ท่านจัดอาหารใหญ้ าติ เหลา่ นนั้ หรอื เปล่า?” “จดั บ้าง” พระพุทธเจ้าตรสั ถามอีก “ถ้าไม่จดั ของควรลิ้นนั้นจะเป็นของใคร”....ถ้าผู้ ๒๐ อง.จตกุ ก.(ไทย)๒๑/๑๑๑. ๒๑ สํ.ส.(ไทย)๑๕/๑๘๗/๒๖๓-๒๖๕. ๒๒ หมายถงึ พระอานนท์ พุทธอปุ ถาก. ๒๓ หมายถึงการปราบวาทะ. ๒๔ ส.ํ ส.(ไทย)๑๕/๑๘๘/๒๖๙.

๙๙ เป็นแขกเหล่านน้ั ไมร่ ับ ของเคียวของบรโิ ภคหรอื ของควรลิ้นนัน้ กจ็ ะเป็นของขา้ พระองค์ดังเดมิ ” พระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ “พราหมณ์ ข้อน้กี เ็ หมอื นกนั ทา่ นดา่ เราผู้ไม่ด่าอยู่ ทา่ นโกรธต่อเราผูไ้ ม่โกรธอยูท่ ่านมาทะเลาะกบั เราผู้ ไม่ทะเลาะอยู่ เราจกั ไมร่ บั คำด่าเปน็ ต้น ของทา่ นนั้น พราหมณ์ ดงั นน้ั คำดา่ เป็นตน้ จึงเปน็ ของทา่ นผเู้ ดียว” จากนน้ั อักโกสกภารทวาชพราหมณ์เลื่อมใส ขอพระพุทธเจา้ บวชแลว้ ไม่นานกบ็ รรลุพระอรหันต์ในกาลต่อมา ๘. คุณสมบตั แิ หง่ ความเปน็ ครู พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) ไดอ้ ธบิ ายเกี่ยวกบั กลั ยาณมติ รวา่ คนดี มปี ัญญา ทีเ่ รียกว่าบณั ฑิต หรอื สัตบุรษุ น้ี เม่ือใครไปเสวนาคบหา๒๕ สตถฺ า เทว มนุสฺสานํ๒๖ แปลว่า พระศาสดาทรงเปน็ ครูของเทวดา และมนุษย์ท้งั หลาย จาก คุณสมบัติของความเป็นครู ไดร้ บั การยกย่องพระองคย์ ่อมเช่นน้ี ผูใ้ ดจักเปน็ ครูผสู้ อนทดี่ ีควรมีคณุ สมบัติ และ แบบอย่างพทุ ธลลี าในการสอนดังน้ี ๘.๑. กลั ยาณมิตร กัลยาณมติ ร คือ ครูต้องประกอบด้วยองคค์ ุณแห่งกลั ยาณมติ ร หรอื กัลยามติ รธรรม๒๗ ๗ ประการดงั น.ี้ ๘.๑.๑. ปิโย ทรงเปน็ ผทู้ ี่นา่ รัก เปน็ ท่ีใครๆ ก็อยากให้ความสนิทสนมอยากเข้าไปใกล้ ๘.๑.๒. ครุ ทรงเป็นผทู้ ปี่ ฏบิ ตั เิ ป็นทน่ี ่าเคารพ นับถือพึ่งพาได้ ๘.๑.๓ ภาวนโี ย ทรงเปน็ ผนู้ า่ เจรญิ ใจ นา่ ยกย่องในฐานท่ีพระองค์ ทรงมีความรู้ มีปัญญา ๘.๑.๔. วัตตา จ ทรงเปน็ ผู้ทีร่ จู้ กั พดู ให้ได้ผล คือ รจู้ กชี้แจงใหเ้ ขา้ ใจ รู้วา่ เม่ือไรควรพดู อะไรอย่างไร คอยให้คำแนะนำวา่ กล่าวตกั เตอื น เปน็ ทปี่ รึกษาท่ีดี ๘.๑.๕. วจนักขโม ทรง อดทนต่อถ้อยคำ คอื พร้อมทจี่ ะรับฟังคำปรึกษาซักถามคำ เสนอแนะวิภากษ์วิจารณ์ อดทน ฟังไดไ้ ม่เบื่อ ไมฉ่ นุ เฉยี ว ๘.๑.๖. คัมภีรัญจ กถงั กตั ตา คอื ทรงกลา่ วชแี้ จ้งเร่ืองต่าง ๆ ที่ยุ่งยากลึกซ้ึงให้เขา้ ใจได้ และ สอนศษิ ย์ ให้ไดเ้ รียนรู้เรอื่ งราวที่ลกึ ซึง้ ยงิ่ ขน้ึ ไป ๘.๑.๗. โน จัฎฐาเน นโิ ยชเย คือ ทรงไม่ชักจูงไปในทางท่ีเสื่อมเสีย หรือเรื่องเหลวไหล ไม่ สมควร ๒๕ พระธรรมปฏิ ก (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธรรม. พมิ พค์ รั้งที่ ๙. กรงุ เทพฯ :โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓,หนา้ ๖๓๑. ๒๖ อง. ตกิ .(ไทย) ๒๐/๒๖๕. ๒๗ องฺ.สตฺตก.(ไทย)๒๒/๓๔/๓๓.

๑๐๐ ๘.๒. ธรรมเทศกธรรม “อานนท์ การแสดงธรรมใหค้ นอื่นฟัง มิใชส่ ิง่ กระทำโดยง่าย ผู้แสดงธรรมแก่คน อ่ืนพึงต้ังธรรมห้าอยา่ งไว้ในใจ คอื ๑. เราจกั กล่าวชีแ้ จงไปตามลำดบั ๒. เราจกั กลา่ วช้แี จงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ ๓. เราจักแสดงดว้ ยอาศัยเมตตา ๔. เราจักไมแ่ สดงด้วยเห็นแก่อามิส ๕. เราจกั แสดงไปโดยไม่กระทบตนและผู้อ่นื การเปน็ ครทู ่ตี ั้งใจประสทิ ธิ์ประสาทความรู้ให้แก่ศษิ ย์ มีธรรม ๕ ประการ เรียกว่า ธรรมเทศก ธรรม๒๘ ๕ ประการ คือ ๘.๒.๑. อนุบุพพิกถา คอื สอนไปตามลำดับ คือจัดความลำดับจากงา่ ยไปหายาก จากธรรมดาไปถงึ เน้ือหาทล่ี ุ่มลกึ ลกึ ซงึ้ อธบิ ายอย่างต่อเนอื่ งไปด้วยลำดับ ๘.๒.๒. ปรยิ ายทสั สาวี คือ ชีแ้ จกเหตผุ ลแสดงใหเ้ ข้าใจชดั ในแต่ละประเด็น อธิบาย วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ วนิ ิจฉยั ตามแนวเหตุผล ๘.๒.๓. อนทุ ยตัง ปฏจิ จะ คือ สอนลกู ศษิ ย์ด้วยจติ เมตตาม่งุ ใหล้ กู ศิษยไ์ ด้รับผลประโยชน์ใน คำสอนนัน้ ได้มาก จนสามารถท่ีจะนำไปใช้ในการดำเนนิ ชีวิตได้ ๘.๒.๔. น อามสิ ันตโร คือ สอนลกู ศษิ ยโ์ ดยไมห่ วังลาภ สินจา้ ง หรอื หาผลประโยชน์ใด จากลกู ศิษย์ ๘.๒.๕. อัตตานญั จะ ปรัญจะ อนุปหัจจะ คือ การสอนหรือแสดงธรรมตามเน้อื หา มุ่งหมายเพอ่ื แสดงอรรถ แสดงธรรม ไมย่ กตนข่มผอู้ นื่ วา่ ตนดกี ว่าผ้อู ืน่ ไมเ่ สียดสขี ่มข่ีผอู้ นื่ เป็นตน้ ๘.๓. พทุ ธลลี าการสอน ๕๔ พรรษาพระพุทธเจ้าทรงเที่ยวสัง่ สอนศาสนิกจนได้พระนามว่าเปน็ ครูผ้ฝู ึกเทวดาและมนษุ ย์ ความทพ่ี ระองค์ทรงเปน็ บรมครูคอื ผสู้ อนท่ปี ระสัมฤทธิ์ผล เพราะพระพทุ ธองค์ทรงมีพุทธลีลาในการสอน พทุ ธลลี าดังกวา่ ในปจั จุบนั อาจจะกล่าวว่าเป็นวาทศลิ ป์ พทุ ธลลี าในการสอนของพระพุทธเจ้า มี ๔ ประการ หรือ เรยี กว่า เทศนาวธิ ี๒๙ ๔ คือ ๒๘ อง.ฺ ปญจฺ ก.(ไทย)๒๒/๑๕๙/๒๐๕. ๒๙ ท.ี ส.ี (ไทย)๙/๑๙๘/๑๖๑ ; ฯลฯ ท.ี อ.(ไทย)๒/๘๙ ; อ.ุ อ.(ไทย)๓๐๔,๔๕๗,๔๙๐.

๑๐๑ ๘.๓.๑. สนั ทสั สนา๓๐ คอื พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร ก็ชีแ้ จงจำแนกแยกแยะอธบิ ายและ แสดงเหตุผลใหช้ ดั เจน จนผูฟ้ ังเข้าใจแจ่มแจง้ เหน็ จริง เหน็ จัง ดังจูงมือไปดูไปเห็นกับตา ซึง่ จะยังผลแก่ผู้เรียน หรอื ศาสนกิ ได้ปลดเปล้ืองความเขลา หรือความมืดมวั สารมารถเห็นแจ้ง ในสจั จธรรม ความจรงิ แห่งอรยิ สัจจ์ ๔ เห็นแจง้ ในขนั ธ์ ๕ รู้แจง้ กฎแหง่ ไตรลกั ษณะ เป็นต้น ๘.๓.๒. สมาทปนา คอื พระพุทธเจ้าทรงชักชวน ศาสนิกเหน็ ถกู ต้องดีงามของพระธรรม แลว้ อยากรบั เอาคำสอนเหล่าน้ันมาใส่ใจถือปฏิบตั ิ เป็นท่ียอมรบั อยากลงมือปฏิบตั ิตามคำสอน เมอ่ื มี ความเห็นดเี หน็ งามแห่งพระธรรมทำเกิดความไมป่ ระมาทแห่งธรรม ๘.๓.๓. สมเุ ตชนา คอื ปลกุ เรา้ ใจใหก้ ระตอื รือร้นเกดิ ความอุตสาหะ มกี ำลังแขง็ ขนั ม่ันใจที่ จะทำใหส้ ำเรจ็ จงได้ สู้งาน ไม่หวัน่ ระย่อไม่กลัวเหนอื่ ย ไม่กลวั ยาก ขจดั ความเกยี จคร้าน ในการใครใ่ ฝใ่ นการ ที่จะปฏิบัติธรรม ๘.๓.๔. สมั ปหังสนา คือ บำรงุ จติ ให้แช่มชื่นเบกิ บานโดยชใี้ ห้เหน็ ผลดีหรือคณุ ประโยชนท์ ่ี จะไดร้ บั และทางทจ่ี ะก้าวหนา้ บรรลผุ ลสำเรจ็ ยง่ิ ข้นึ ไป ทำให้ผฟู้ ังมีความหวังและร่าเริงเบิกบานใจ ๘.๔. อาการทพี่ ระพุทธเจ้าทรงส่งั สอน ๓ ลกั ษณะการสอนของพระพทุ ธเจ้า๓๑ ทท่ี ำใหค้ ำสอนของพระองค์ ควรแก่การปฏิบัตติ ามเปน็ ท่ี ยอมรับนับถือ ทำให้พุทธศาสนิกพทุ ธสาวกได้เกิดความเคารพเชือ่ มั่นเลอ่ื มใสในพระองคอ์ ยา่ งแทจ้ ริงเพราะ พระองค์ทรงแสดงธรรม ๓ ประการ คือ ๘.๔.๑. อภิญญายธมั มเทสนา คอื ทรงแสดงธรรมดว้ ยความรยู้ ิง่ ทรงร้ยู ่ิงเหน็ จริงแลว้ จึงทรง สอนผอู้ ื่น เพื่อให้รู้ย่ิง เห็นจรงิ ตาม ในธรรมท่ีควรรู้ยง่ิ เห็นจริง ๘.๔.๒. สนทิ านธัมมเทสนา ทรงแสดงธรรมมีเหตุผล ทรงส่งั สอนช้แี จงใหเ้ หน็ เหตเุ หน็ ผลไม่ เลือ่ นลอย ๘.๔.๓. สปั ปาฏิหารยิ ธัมมเทสนา คือ ทรงแสดงธรรมใหเ้ หน็ จริงไดผ้ ลเปน็ อศั จรรย,์ ทรง ส่งั สอนให้มองเห็นชัดเจนสมจริงจนต้องยอมรบั และนำไปปฏบิ ัติไดผ้ ลจรงิ เป็นอัศจรรย์ ๘.๕. หน้าท่ขี องครทู มี่ ตี ่อศิษย์ นอกจากการที่ครูมีคุณสมบัติในตวั เองแลว้ การรบั ภาระหนา้ ที่ทค่ี รูพึ่งมีต่อศิษยก์ ย็ งั จำเปน็ ซง่ึ หนา้ ที่ของครทู ี่มตี ่อศษิ ย์พระพุทธเจ้าทรงแสดงไวใ้ น ทิศ ๖ หน้าท่ี ท่ีครูพึงมีตอ่ ศษิ ย์ ๕ ประการ คือ ๘.๕.๑. แนะนำฝกึ อบรมใหศ้ ิษย์เป็นคนดมี ีศีลธรรม จรยิ ธรรม คณุ ธรรม ๓๐ พระธรรมปฏิ ก(ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพทุ ธศาสสตร.์ โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ,พิมพค์ ร้งั ท่ี ๙. กรุงเทพมหานคร : ๒๕๔๓. หนา้ ๑๕๘-๑๕๙. ๓๑ ม.ม.(ไทย)๑๓/๓๓๐/๓๒๒; อง.ฺ ติก.(ไทย)๒๐/๕๖๕/๓๕๖.

๑๐๒ ๘.๕.๒. สอนให้ศษิ ยใ์ ห้เข้าใจอยา่ งแจม่ แจง้ รจู้ รงิ ๘.๕.๓. สอนศลิ ปวทิ ยาให้สิน้ เชงิ ไมป่ กปิดอำพรางความรู้ ๘.๕.๔. สง่ เสรมิ ยอกย่องความดขี องศษิ ย์ทดี่ ีงามมคี วามสามารถให้ประจักษ์ในหมู่ชน ๘.๕.๕. สรา้ งเครอ่ื งคุ้มภัยในสารทศิ คือ สอนฝึกศิษยใ์ ห้ใช้วชิ าเลยี้ งชีพได้ จริงและรูจ้ กั ดำรง ตนด้วยดี ทจี่ ะเป็นประกันให้ดำเนินชีวิตดงี ามดว้ ยสวัสดี มีความสุขความเจรญิ * * * ** * * * * * * * *

๑๐๓ คำถามทา้ ยบท ๑. การจดั หลักสูตรการสอนของพระพทุ ธเจ้าในสมัยพทุ ธกาล เมื่อได้ศกึ ษาแล้วมีกี่ประเภท ยกตวั อยา่ งมา ๓ ประเภท ? ๒. จงอธบิ ายความหมาย คำต่อไปนี้ ๒.๑.ปรยิ ัติ ๒.๒. ปฏิบตั ิ ๒.๓. ปฏิเวธ ๓. การจัดหลกั สตู รแบบ นวงั คสัตถุสาสนา เป็นการจัดหลกั สูตรอย่างไร ประกอบดว้ ย อะไรบ้าง จงอธิบาย ? ๔. ลกั ษณะของคำว่า “อุทาน” ในนวังคสัตถสุ าสนามีลักษณะเชน่ ไรจงอธิบาย? ๕. พทุ ธอบุ ายในการสอนทเี่ รียกวา่ ใหล้ งโทษ ของพระพุทธเจ้ามหี รอื ไม่อยา่ ง จงอธิบายว่า ทำมัยตอ้ งมีการลงโทษ? ๖. การสอนของพระพุทธเจา้ ท่ีนยิ มการยกตัวอยา่ งประกอบการสอนเปน็ กลอบุ ายการสอน ของพระพทุ ธเจา้ อย่างหนึ่งมีลกั ษณะอย่างไร ? *************

บทท่ี ๗ พระนกั เทศนแ์ ละพระนกั เขยี นบทความธรรมที่ดี ๑. ความนำ ในบทนีเ้ ราจะศึกษาเทคนคิ ในการท่จี ะเป็นนักเผยแผ่ ซึง่ จะอาศัยประสบการณ์ในการบรรยาย แต่พระ นักเผยแผ่ ก็จะรวมไปถึงการเทศน์ การปาฐกถา ซึ่งการเทศน์ เรามหี ลกั และวีธีการ และรูปแบบทแ่ี น่นอนตายตวั ไม่ อยากให้ใครเปล่ยี นแปลงรปู แบบการเทศน์ ได้แก่ การเทศน์ ต้องมีการอาราธนาธรรม มกี ารต้ัง นะโม แล้วตามดว้ ย พทุ ธภาษติ เรื่องทจ่ี ะเทศน์ แล้วก็วธิ กี ารจบ ได้แก่ สง่ิ ทีเ่ รียกว่า เทศนาวสาเน การสิน้ สุดแห่งการแสดงธรรม ฯลฯ รปู แบบเหล่าน้ีต้องมี แต่เทคนิค หรือการประยุกตภ์ าษา คำ ความบันเทงิ อารมณ์ขนั ควรจะมเี พิ่มเติม แต่ก็ไม่มาก จนกระทง้ั เสยี รปู แบบ เหน็ โจ๊ก ทอคโ์ ชวเ์ ปน็ ตน้ การท่จี ะเปน็ พระนกั เผยแผ่สมัยปจั จุบันจะใหป้ ระสบผลสำเร็จบางคนคดิ ว่าต้องมีพรสวรรคท์ างการ พูด แตเ่ ช่ือวา่ ไม่ถกู ต้องเสมอไป โดยจะแบง่ ถึงพระนกั เผยแผ่ท่ปี ระสบผลสำเร็จไดม้ ี อยู่ ๔ ประการใหญ่ คอื ๑ มี ความต้ังใจจรงิ อยากเปน็ พระนกั เทศน์ เท่ากับสำเรจ็ ไป ๓๐% ๒.ศึกษาคน้ ควา้ ๓๐% ๓.ประสบการณ์ ๓๐% และ ๔.พรสวรรค์ ๑๐% ๒. คณุ สมบัติพระนักเทศน์ทน่ี ่าเลอ่ื มใส พระพทุ ธเจา้ ทรงตรสั ถงึ บคุ คลทนี่ า่ เลื่อมใส เปน็ เหตุทำให้การแสดงพระธรรมเป็นท่ียอมรับของผู้ฟัง ท่านเรยี กวา่ ปมาณิก๑ ๔ ดงั น้ีคอื ๒.๑. รูปประมาณ คือ ผู้รบั สาร หรอื ผฟู้ งั ธรรมเมอ่ื เหน็ รูปรา่ งของผ้แู สดงธรรม เกดิ ความรู้สึกดี ผู้ดู ผชู้ ม ได้เหน็ รูปรา่ งสวยงาม ทรวดทรงดี อวยั วะสมส่วน ท่าทางสง่างาม สมบรู ณ์พร้อม จึงชอบใจเลือ่ มใสน้อมใจท่ี จะเช่ือถือ ๒.๒. โฆษประมาณ ผูถ้ อื ประมาณในเสียง บคุ คลท่ีไดย้ ินไดฟ้ ังเสียงสรรเสรญิ เกยี รติคุณหรอื เสยี ง พูดจาท่ีไพเราะเป็นนักร้อง ก็คลง่ั ไคล้ในเสียงร้องท่ีไพเราะ จึงชอบใจเลื่อมใสน้อมใจท่ีจะเชือ่ ถอื ๒.๓. ลูขประมาณ ผูถ้ ือประมาณในความครำ่ หรือเศร้าหมอง บุคคลท่มี องเหน็ ส่ิงของเครอื่ งใชค้ วาม เป็นอยู่เศรา้ หมองเช่น จวี รคร่ำๆ เปน็ ต้น หรือมองเห็นการกระทำครำ่ เครียดเปน็ เหมือนบำเพญ็ ทุกรกิรยิ า ประพฤติ ๑ องฺจตุกฺก.(ไทย)๒๑/๖๕/๙๓.; สตุ ตฺ .อ.(ไทย)๑/๓๒๙.

๑๐๕ เครง่ ครัดเขม้ งวดขดู เกลาตน คนบางคน หรือผรู้ บั สารบางคนเห็นลักษณะผสู้ ่งสารหรือผ้แู สดงธรรม ใส่ผา้ ที่เศรา้ หมอง ครำ่ คร่า เกา่ จึงชอบใจ เลอ่ื มใสน้อมใจทจี่ ะเชอ่ื ๒.๔. ธรรมประมาณ ผ้ถู ือประมาณนธรรม บุคคลที่พจิ ารณาด้วยปัญญาเห็นสารธรรมหรอื การปฏบิ ตั ิดี ปฏิบตั ชิ อบ คือ ศลี สมาธิ ปญั ญา จึงชอบใจเลื่อมใส น้อมใจท่จี ะเชอื่ ถอื บุคคล ๓ จำพวกตน้ ยังมที างพลาดได้มาก โดยอาจเกดิ ความคดิ ความใคร่ ถูกครอบงำชกั พาไปดว้ ย ความหลง ถูกพดั วนเวยี นหรอื ติดอยแู่ คภ่ ายนอกไม่รู้จักคนท่ีตนมองได้อยา่ งแท้จริงและไม่เขา้ ถึงสาระสว่ นผูถ้ ือธรรม เปน็ ประมาณ จงึ จะร้ชู ดั คนทีต่ นเองมองอย่างแทจ้ รงิ ไมถ่ ูกพัดพาไป เข้าถึงธรรมท่ปี ราศจากสิง่ ครอบคลุม พระพทุ ธเจา้ ทรงมพี ระคุณสมบตั ิครบถ้วนทง้ั ๔ ข้อ (เฉพาะข้อ ๓ ทรงถือแต่พอดี) จึงทรงครองใจคนทุกจำพวกได้ ทงั้ หมด คนที่เห็นพระพทุ ธเจ้าแล้ว ทจี่ ะไม่เลอื่ มใสนัน้ หาได้ยากย่ิงนกั ในชัน้ อรรถกถา นยิ มเรยี กบุคคล ๔ ประเภท นีว้ า่ รูปปั ปมาณิกา โฆสปั ปมาณิกา ลูขัปปมาณิกา และธมั มัปปมาณิกา ตามลำดบั ๓. คุณสมบตั ิพระนกั เทศน์ พระนักเทศน์ สมัยพทุ ธกาลเรียกวา่ “พระธรรมกถึก” ซึ่งพระธรรมกถึกน้นั ตอ้ งมีคณุ สมบัตหิ รือธรรม ของนักเทศน์ หรือ องคแ์ หง่ ธรรมกถึก๒ ๕ ประการ ดงั นี้ ๓.๑. อนปุ ุพพกิ ถา คือการกลา่ วความไปตามลำดับ คือจากงา่ ยไปหายาก ไม่สับสน มเี หตผุ ลสัมพนั ธ์ ตอ่ เนอื่ ง และสอดคล้องไปตาม กาละ คอื เวลาท่เี หมาะสม ไมส่ น้ั หรือยาวกว่าเวลา ไปตาม เทสะ คอื เร่ืองนั้นเหมาะ กับสมัย คน และงาน ๓.๒. ปริยายทัสสาวี คือ ช้ีแจง อธิบาย ขยายได้อย่างถูกตอ้ ง สามารถอธบิ าย จากนามธรรมใหเ้ ปน็ รปู ธรรม คอื ภาพลกั ษณ์ ภาพพจน์ได้อย่างชดั เจนในแง่ต่างๆ ประเดน็ ตา่ งๆ ๓.๓. อนุทยตงั ปฏิจจะ คือ การแสดงธรรมดว้ ยความเมตตา คือ สอนเขาด้วยจิตเมตตา เพอ่ื ประโยชน์ แก่เขา มิใช้เพื่อลาภสักการะแหง่ ตน ๓.๔. อนามิสนั ตโร ไมเ่ สดงธรรมดว้ ยเหน็ แกอ่ ามสิ คือ สอนเขาเพื่อท่จี ะใหเ้ ขาถวายลาภสกั การะแก่ เรา ซึง่ ทัง้ ๓ ขอ้ และ๔ ภาษาทางโลกว่าไม่มียศในอาชีพ หรือหนา้ ที่ ๓.๕. อัตตานัญจะ อนุปหจั จะ คือ การแสดงธรรมไม่กระทบผูอ้ ่นื ไม่ยกตนขม่ ท่าน ไมโ่ อ้อวด หรอื แสดงวา่ ตนนน้ั แสดงธรรมได้เก่งกวา่ คนนน้ั คนนี้ หรือแมแ้ ต่การเทศน์เพ่ือจะใสร่ ้าย เสียดสี ผู้อื่นเปน็ ตน้ ๒ องปฺ ญฺจก.(ไทย)๒๒/๑๕๙/๒๐๕.

๑๐๖ ใน ธัมมัสสวนสตู ร วา่ โดยการฟงั ธรรมเม่ือฟงั ธรรมแลว้ ย่อมจะเกิดปัญญา ดังพุทธภาษติ ว่า “สสุ ฺสูสํ ลภเตปญญฺ ํ” “ฟงั ดว้ ยดยี ่อมไดป้ ัญญา”๓ ได้แสดงอานสิ งส์แห่งการฟังธรรม ๕ ประการได้แก่ ๑. ไดฟ้ งั ส่ิงท่ีไมเ่ คยฟัง ๒. เขา้ ใจชัดสงิ่ ที่ได้ฟงั แลว้ ๓. บรรเทาความสงสัยเสยี ได้ ๔. ทำให้ความเห็นได้ตรง ๕. จิตของผฟู้ ังธรรมย่อมเลอ่ื ใส ในการเทศน์น้ัน มเี คล็ดลับและศลิ ปะสำคัญทนี่ ักเทศนค์ วรทำความเข้าใจ ๓ ประการ คือ ๑. ทุน ของนักเทศน์ ๒. ทาง ของนกั เทศน์ ๓. ธรรม ของนักเทศน์ ๓.๕.๑. “ทนุ ” หมายถงึ พ้นื ความรแู้ ละความสามารถท่ีมีอยู่เดิม ถ้าจะเปน็ นักเทศนก์ ต็ ้อง มที ุน อย่างน้อย ๖ ประการคือ รู้หลักธรรม จำหลกั สูตร พดู ฉะฉาน ปฏภิ าณไว น้ำใจงาม มคี วามรอบรู้ ๓.๕.๒. “ทาง” หมายถงึ วิธเี ขา้ ถึงความสำเร็จ ต้องมีวีการเหล่านเี้ ป็นแนวทาง คือ มีครูแนะนำ ท่องจำเทศนา ฝึกว่าปากเปลา่ เข้าใจวางโครง ฟัง เขียน เพียรอ่าน ปฏิภาณวอ่ งไว จิตใจสงบ ชอบคบบณั ฑิต เกาะติดสถานการณ์ ๓.๕.๓. “ธรรม” ในท่นี ี้ หมายถงึ หลักการและอุดมคติของนกั เทศน์ หลกั การเทศน์ การ เทศนค์ วรปฏบิ ตั ไิ ปตามหลักการ(ธรรมกถึก ๕)ดังนี้ เทศนาตามขน้ั ตอน สัง่ สอนอย่างมเี หตผุ ล ๓ ส.ํ ส. (ไทย)๑๕/๑๗๕/๕๒

๑๐๗ เมตตาต่อสาธุชน ไม่กังวลกบั เคร่ืองกัณฑ์ ไม่กระทบตนกระทบท่าน คอื หลกั การเทศนา ๔. พระนักเทศน์ทีจ่ ะประสบผลสำเร็จ ๔.๑.หลักการเตรยี มการเทศน์ เตรยี มตัวใหพ้ ร้อม ซกั ซ้อมให้ดี ทา่ ทีเตะตา กถาเตะหู ตาดูคนฟัง ท่าน่งั ผึง่ ผาย อธิบายแจ่มแจง้ แสดงหลักการ ปฏิภาณวอ่ งไว จิตใจสะอาด มารยาทเปน็ เยี่ยม ๔.๒. ขอ้ ปฏิบัตนิ กั เทศน์ควรคำนึงถงึ เรือ่ งน้ี คือ ไปก่อนเวลา เข้าหาเจา้ หน้าท่ี คัมภีร์ไม่ขาด ฉลาดเจรจา (เจ้าภาพ) ถามหาข้อมูล (งาน) เพมิ่ พูนศรทั ธา จรรยางดงาม รปู ความแจ่มชัด ๔.๓. จดุ เด่นของนกั เทศน์ รูปสะดุดตา เนอ้ื หาสะดุดหู ความรู้สะดุดจติ ข้อคิดสะดุดใจ อุปมาอปุ ไมยน่าฟัง เสยี งดังพอดี ไมตรีพอได้ ๔.๔. อุดมคตนิ กั เทศน์ สอนใหจ้ ำ ทำใหด้ ู อยใู่ ห้เหน็ สอนตนกอ่ น แลว้ จงึ สอนคนอ่ืน ความเปน็ นักทำ ต้องนำนักเทศน์ ถา้ สอนจากเรอื่ งทตี่ นทำ ๕. การเทศนต์ ามหลักศาสนพธิ ี การเทศน์มกั จะนิยมใชส้ ำหรับการทพี่ ระภกิ ษสุ ามเณรนำธรรม คำสัง่ สอนของพระพุทธเจ้ามาแสดง ใหก้ ับพุทธบรษิ ทั ได้รบั ฟัง แต่การเทศนเ์ ป็นระเบียบวธิ ี หรอื เป็นพทุ ธศาสนพธิ ีอนั หนง่ึ ซงึ่ จะนิยมเทศนก์ นั ในงาน ตา่ งๆ เช่น งานมงคล ขน้ึ บ้านใหม่ แต่งงานทำบญุ ตา่ งๆ งานอวมงคล งานศพ เป็นต้น

๑๐๘ ๕.๑. การเทศนจ์ ะมีขั้นตอนพธิ ีการ ดังนี้ ๑. มกี ารจดุ ธปู เทยี นบชู าพระรตั นตรยั การเตรยี มความพร้อมทางใจ เรมิ่ ท่ีการจุดธปู ๓ ดอกเพอ่ื บูชาคณุ ของ พระพุทธเจ้า ๓ ประการ ไดแ้ ก่ พระมหากรุณาธคิ ุณ พระปัญญาธคิ ุณ และ พระบริสทุ ธิคุณ จดุ เทียน ๒ เล่ม เพอื่ บูชาพระธรรม ๑ และพระวนิ ยั ๑ ส่วนพระสงฆ์ชาวพทุ ธกจ็ ะนำดอกไมเ้ ปน็ เครือ่ งบชู าพระสงฆ์ ๒. มกี ารรับศีล จากพระสงฆ์ เพอ่ื ชำระร่างกายของตนเองใหป้ ลอดโปรง่ เพอ่ื จะเข้าไปสู่การนอ้ ม รบั ฟงั พระธรรม คำอาราธนา ศีล มะยังภันเต วสิ งุ วสิ งุ ลกั ขขัณถายะ....นยิ าจามะ เป็นต้น ๓. มีการอาราธนาพระธรรม คือการนิมนต์พระสงฆอ์ งคท์ น่ี ิมนตม์ าเพือ่ แสดงพระธรรมพรหมาจะ โลกาธปิ ะติสะหมั ปะต.ิ ....ฯลฯ....กะโรมาเส ๔. พระสงฆ์ ก็จะแสดงพระธรรมเทศน์ การแสดงพระธรรมเทศนา พระสงฆ์ก็จะแสดงจนจบซึ่ง การแสดงพระธรรมเทศนานัน้ มีอยู่ ลักษณะ ไดแ้ ก่ ๑) การแสดงธรรมอ่านตามพระคัมภรี ม์ ี ๒ ประเภท คอื ก. อ่านทำนองร้อยแกว้ ข. อ่านทำนองร้อยกรอง ๒) การแสดงธรรมโดยใชป้ ฏภิ าณโวหาร ก. การแสดงธรรม ๑ ธรรมาสน์ เป็นการแสดงพระเทศนเ์ พียงองคเ์ ดยี ว ข. การแสดงธรรม หลายธรรมาสน์ หมายถงึ การแสดงธรรม ค. โดยมกี ารถามตอบ แบบปุจฉา-วิสชั นา ซ่งึ จะมีองคแ์ สดง ธรรมตง้ั แต่ ๒ รปู ขึน้ ไป แต่มกั ไม่เกนิ ๔ รูป ๖. การเทศน์มหาชาติชาดก ในการเทศนล์ ักษณะอ่านคัมภรี ์ทำนองร้อยกรองนี้ การเทศนท์ ่ีนยิ มและทุกภาคของประเทศไทยนยิ ม ใชเ้ ทศนค์ ือเทศนช์ าดก เรียกว่ามหาชาติชาดก ดังนั้น ในบทนเี้ ราจะศึกษาการเทศน์แบบสำนวนภาคกลางทีเ่ รียกวา่ แหล่ และทว่ งทำนองแบบลา้ นนาหรอื ทางภาคเหนอื กันเพื่อใหส้ อดคลอ้ งกบั การอนรุ กั ษาศิลปะท้องถนิ่ การเทศน์มหาชาติ คือการเทศน์ชาตใิ หญ่ หรอื ชาตสิ ำคญั ของพระพทุ ธเจา้ เรียกวา่ เป็นชาตสิ ุดท้าย กอ่ นท่ีพระพทุ ะเจา้ จะจตุ ิลงในโลกมนุษยใ์ นชาตสิ ุดท้าย ซ่ึงเปน็ การบำเพญ็ หรือสรา้ ง บารมีครบ ๑๐ ประการ

๑๐๙ เรียกวา่ บารมี๔ ๑๐ ซ่ึงการเทศน์มหาชาตมิ ีทุกภาคในประเทศไทยคือ เหนือ อสี าน กลาง และใตโ้ ดยใช้ ชาดก พระ เวสสันดรชาดก ๗. สาเหตขุ องการเกิดประเพณี ความเช่อื ในประเพณีการเทศน์มหาชาติ มคี ติความเชือ่ ทห่ี นา้ สนใจ ดังนี้ ๗.๑. เช่อื กันว่า เร่ืองราวของมหาเวสสันดรชาดกเปน็ พระพุทธวจนะทสี่ มเดจ็ พระผู้มีพระสัมมาสัมพุทธ เจา้ ตรสั ประทานแด่พระภกิ ษุสงฆ์ ณ นิโครธาราม ในกรงุ บิลพสั ดุ์ ผใู้ ดได้สดับก็ยอ่ มเกิดสิรสิ วัสดมี งคล ๗.๒. เชอื่ กนั ว่า พระศรีอาริยเมตไตรยบุตร ซง่ึ จะไดต้ รัสร้เู ป็นพระพทุ ธเจา้ อนาคตกาล ได้มเี ทวโองการ สง่ั พระมาลยั มหาเถระซึง่ ได้ขึ้นไปบนสวรรคใ์ ห้มาบอกมนุษย์วา่ ถา้ ผใู้ ดมีความปรารถนาจะใคร่ประสบพระศาสนา ของพระศรีอรยิ เมตไตรย ให้สดับตรบั ฟงั เวสสันดรชาดกให้จบในวนั หนึง่ และหน่งึ คืน และบชู าด้วยประทีปธปู เทยี น ธงฉตั ร ดอกไม้ตา่ งๆ อาทิ ดอกบวั ดอกราชพฤกษ์ ดอกพักตบ ฯลฯ ให้ครบจำนวนชนดิ ละพันดอก อานสิ งส์น้นั จะ ชักนำใหพ้ บศาสนาพระศรีอาริย์ ๗.๓. เชือ่ กนั วา่ การเทศน์มหาชาตนิ ้ี พระผเู้ ทศน์มีกระแสเสยี งอันไพเราะ บรรยากาศก็ครึกคร้ืนทำให้ เกดิ ความปติ โิ สมนสั ร่นื เริงบันเทิงใจ ๘. เนื้อหาพระเวสสันดรชาดก เทศนม์ าหาชาติเปน็ การพรรณนาถึง “เรือ่ งพระเวสสนั ดรชาดก” คำว่า “ชาดก” นัน้ เปน็ ชอ่ื เรยี ก คัมภีร์ประเภทหนึ่งของพทุ ธศาสนา ท่กี ล่าวถงึ อดตี ชาติของพระพทุ ธเจ้า เปน็ คำสอนประเภทบคุ ลาธษิ ฐานคือยกตัว ละครขน้ึ มาเล่าแลว้ สอดแทรกคำสอนเข้าไปในการเล่าเรื่องนน้ั ๆ ชาดกมีอยู่มากมาย แต่ท่นี ับวา่ สำคัญทส่ี ุดมีอยู่ ๑๐ ชาดก หรอื สบิ ชาติ ตามที่นยิ มเรยี กกันวา่ “พระเจ้าสิบชาติ” ในแต่ละชาตพิ ระพทุ ธเจา้ ทรงบำเพญ็ บารมตี ่างกนั เพือ่ มงุ่ หวังท่ีจะใหส้ ำเร็จเป็นพระสัมมาสมั โพธญิ าณ “การบำเพ็ญบารมี” ก็คอื การกระทำความดี ถ้าดเู ผินๆ การบำเพ็ญ บารมเี ปน็ เร่อื งของปัจเจกบุคคล เปน็ เรือ่ งเฉพาะตัว ไมเ่ ก่ียวกับผอู้ ่ืนหรอื สว่ นรวม แตค่ วามเปน็ จริงแล้วการบำเพ็ญ บารมี นน้ั ย่อมจะทำใหเ้ กิดผลดที ้ังแก่ตวั ผู้กระทำ และประชาชนโดยสว่ นรวมโดยแท้เชน่ “การบำเพ็ญสัจจะบารมี” ผ้บู ำเพญ็ ยดึ มนั่ แต่เฉพาะความเปน็ จริงความเท่ียงตรงบคุ คลอ่ืนได้รบั ผลก็คือ ไม่ถูกต้ม ไม่ถกู หลอกลวง เป็นต้น อน่ึง การบำเพ็ญบารมีน้นั แบ่งออกเป็น ๓ ช้นั หรือ ๓ ระดับคือ ระดบั ธรรมดาชน้ั ตน้ ๆ เรียกว่า “บารมี” ระดบั สงู คือ ระดับทีท่ ำได้ค่อนข้างยากเรียกว่า “อปุ บารมี” และระดบั สูงสุดคือระดับทบี่ ุคคลซึง่ ยังเป็นปุถุชนอยไู่ มส่ ามารถจะทำ ๔ ทาน, ศีล, เนกขมั มะ, ปญั ญา, วริ ยิ ะ, ขนั ติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา, อเุ บกขา

๑๑๐ ได้ เรยี กวา่ “ปรมตั ถบารมี” พระพุทธเจ้าทรงบำเพญ็ บารมีครบทั้ง ๓ ระดบั ทกุ ชาติ ดงั น้ัน รวมสิบชาตจิ งึ เปน็ ๓๐ ระดับ เรียกวา่ “บารมี ๓๐ ทัศ” ชาตทิ ัง้ สิบนัน้ เรยี งตามลำดบั ดังนี้ ๑. พระเตมียใ์ บ้ บำเพ็ญเนกขัมมะบารมี คือ การออกบวช ๒. พระชนก บำเพ็ญวริ ิยะบารมี คือ ความเพยี ร ๓. พระสวุ รรณสาม บำเพญ็ เมตตาบารมี คือ ประสงคใ์ หค้ นอ่นื มี ความสขุ ๔. พระเนมิราช บำเพ็ญอธษิ ฐานบารมี คือ มีความตั้งใจแน่วแน่ ๕. พระมาโหสถ บำเพ็ญปญั ญาบารมี คือ มีความรบั ผดิ ชอบ ๖. พระภูรทิ ตั ต์ บำเพ็ญศีลบารมี คอื รักษาศีลอยา่ งเคร่งครัด ๗.พระจันทรกุมาร บำเพ็ญขนั ติบารมี คือ ความอดทนอดกลั้น ๘. พระนารท บำเพญ็ อเุ บกขาบารมี คอื ความวางเฉยไมห่ วั่นไหว ๙. พระวธิ รู บำเพญ็ สจั จะบารมี คอื ความจริงความเท่ียงตรง ๑๐.พระเวสสันดร บำเพญ็ ทานบารมี คอื ความเสยี สละ เพ่อื ความสุขของคนอ่นื “เวสสันดรชาดก” เปน็ ชาติสุดทา้ ยทีพ่ ระพทุ ธเจา้ เสวยชาติเปน็ พระโพธิสัตว์ ชาติต่อไปกไ็ ดบ้ รรลเุ ปน็ พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า ในชาตทิ ี่เปน็ เวสสันดรน้ี พระองค์บำเพ็ญทานบารมคี รบท้ัง ๓ ระดบั เหมือนกับชาติอน่ื เรมิ่ ดว้ ยการเสยี สละทรัพยส์ นิ ของพระองค์ ใหเ้ ปน็ ประโยชน์แกผ่ ู้อื่นท่ีได้รับความเดือดร้อนทว่ั ไป เปน็ ทานบารมรี ะดบั แรกขั้นท่ีสองเป็นช้นั ท่บี คุ คลทว่ั ไปน้อยคนจะสามารถทำได้คือ เสยี สละเลือดเนื้อของพระองค์ ให้เปน็ ทาน เช่น ให้ลกู เปน็ ทาน เปน็ ต้นระดบั สงู สดุ พระองค์ยอมเสียสละแม้กระทัง้ ชีวติ เพอ่ื ให้เป็นทานหรือพูดอกี อย่างหนง่ึ วา่ ถ้าสง่ิ ใดจะเปน็ ความสุขของปวงชน พระองค์ยอมเสยี สละไดท้ ุกอยา่ งแม้กระท้ังชวี ติ เราจะหา “นัก ปกครอง” ทไ่ี หนท่ีทุม่ เททกุ อย่างเพื่อประโยชนส์ ขุ ของประชานได้เหมือนพระเวสสันดรบ้าง ประเพณเี ทศน์ มหาชาตินี้ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ไว้ใน “หนังสือกาพย์สักรบรรพ” มีใจความสำคญั ตอน หนึง่ ว่า “เทศน์มหาชาติ ชน้ั แรกนยิ มเทศนค์ าถาอยา่ งเดยี ว และเทศน์วันเดยี วจบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ถือว่ามีอานิสงสม์ าก และเป็นอุดมมงคลตลอดถึงน้ำมนตท์ ต่ี ัง้ ไว้ในบริเวณพิธีอาจจะชำระล้างอัปมงคลได้ ต่อมาสมยั คร้งั กรงุ สโุ ขทัยยงั เป็นราชธานี ไดแ้ ปลออกเป็นภาษาไทยด้วยสำนวนธรรมดา ไมไ่ ดแ้ ต่เปน็ กลอนร่ายยาวเหมอื นปจั จุบันน้ี พงึ่ จะมา แต่งเปน็ กลอนร่ายขึน้ คร้ังแรกในปีขาล จุลศกั ราช ๘๔๔ พ.ศ. ๒๐๒๕ คร้งั แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถครองกรุงศรี อยธุ ยา วธิ ีแตง่ ในครง้ั นัน้ เอาตัวคาถาภาษามคธมาแต่งก่อน แล้วแต่งเปน็ กลอนร่าย สลับกนั ไป แลว้ นำมาอ่านสู่กนั ฟังปฏิบัติกันสบื มาจนถึงทุกวันนี้...เทศนม์ หาชาตทิ งั้ ๑๓ กณั ฑ์ มเี น้ือหาในแต่ละกัณฑโ์ ดยสังเขปดังต่อไปนี้

๑๑๑ ๘.๑. กณั ฑ์ที่ ๑ ทศพร กัณฑน์ ีเ้ ริ่มดว้ ยการกล่าวถึงมูลเหตุที่ทำให้เกิดเร่อื งเวสสันดรชาดก และ กล่าวถงึ นางผสุ ดี (แม่ของพระเวสสันดร) ขอพร ๑๐ ประการ จากพระอนิ ทร์ ก่อนท่ีจะมาเกิดเป็นมนุษย์ มลู เหตขุ อง เวสสนั ดรชาดกมอี ยวู่ า่ หลงั จากพระเจา้ ได้ตรัสรู้เปน็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เริ่มเผยแพร่พระศาสนา มีพระสงฆ์สาวก เกดิ ข้ึนบ้างแล้ว พระองคจ์ งึ ต้ังพระทยั ท่ีจะเสด็จไปโปรดพระประยูรที่เมอื งกบิลพสั ดุ์ เมื่อเสด็จไปถงึ มิไดต้ รงไปยัง พระราชวัง แตไ่ ปประทบั อยู่ ณ นิโครธารามมหาวิหาร เหลา่ พระประยรู ญาตเิ มอื่ ทราบขา่ วก็พากันมาเฝา้ แต่ตา่ ง แสดงท่าทางกระดา้ งกระเด่ือง ให้พระญาตผิ ูท้ ่ีมีอายุน้อยเข้านั่งอยดู่ า้ นหน้าแสดงความเคารพ แต่พระญาติผ้ใู หญ่ ประทับอยดู่ ้านหลงั ไม่แสดงความเคารพ เมื่อพระองค์ทรงเห็นอาการของพระประยูรญาติ ทแี่ สดงออกเชน่ น้นั เพื่อ ลดทิฐดิ งั กลา่ วพระองค์จงึ ทรงแสดงอทิ ธปิ าฎหิ ารยิ ต์ า่ งๆ ให้ประยรู ญาติไดป้ ระจักษ์ หลังจากนนั้ ก็มีฝนตกลงมา อย่างหนัก เปน็ ฝนที่ตกแปลกกวา่ ฝนทั่วไป คอื มสี ีแดงเหมือนสเี ลือดและแห้งเหอื ดไปในทันที ใครจะประสงค์จะให้ ถูกตัวก็ถูก ถ้าไมป่ ระสงคจ์ ะให้ไม่ถูกก็ไม่ถูก เปน็ ท่นี า่ อัศจรรยแ์ ก่พระประยูรญาตแิ ละพระภิกษุสงฆย์ ่ิงนกั พระองค์ จึงตรสั แก้ข้อสงสยั น้นั วา่ น่เี ป็นฝนโบกขรภักยแ์ ละที่ตกครั้งน้ีมใิ ช่เปน็ ครงั้ แรก ในอดตี เคยตกมาแล้ว ครง้ั ที่พระองค์ เสวยชาติเปน็ พระเวสสันดร ครง้ั แล้วพระองค์ก็ตรสั เล่าเร่อื งพระเวสสันดร การทพี่ ระพทุ ธเจ้าต้องแสดง อิทธิปาฏิหาริย์ เพ่ือลดทฐิ ิของพระประยรู ญาตนิ ้ี เป็นขอ้ เตือนใจสำหรบั นักปกครองเป็นอย่างดยี ง่ิ คือ ไมว่ ่าจะทำ อะไรก็ตามท่จี ะใหป้ ระชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยนักปกครองจะต้องทำใหป้ ระชาชนเกิดศรทั ธาในตวั เราเสียก่อน ใหพ้ วกเขามคี วามเชื่อม่นั วา่ ถ้าทำตามทีเ่ ราแนะนำแลว้ ผลดจี ะเกิดแกเ่ ขาอย่างแน่นอน และถ้านักปกครองสามารถ ทำให้ดูเปน็ ตัวอย่างไดย้ ่ิงดีเช่น สอนให้ประชาชนสามัคคีรับผดิ ชอบตอ่ สว่ นรวมรว่ มกัน แต่นกั ปกครองท่ีอย่บู นท่วี ่า การอำเภอมเี พียงไม่ก่ีคน ยังแตกสามัคคีกันอย่างเห็นไดช้ ัด แล้วประชาชนจะศรทั ธาไดอ้ ย่างไร ศรทั ธาของ ประชาชนเปน็ ตัวบง่ บอกถงึ ความสำเรจ็ ของนักปกครอง เมอ่ื พระประยูรญาติลดทฐิ ิลงก็เพราะเกิดศรัทธาใน พระพทุ ธเจา้ และเชือ่ วา่ พระองคเ์ ปน็ ผนู้ ำพวกเขาได้ จงึ ยอมทำตามและฟงั เทศน์ ส่วน “พร ๑๐ ประการ” ท่นี างผุ สดีทลู ขอต่อพระอินทรน์ ้ัน มีดังนี้ พรที่ ๑ “ขอให้ข้าไปบังเกิดในปราสาทแห่งพระเจา้ สวี ิราชอันทรงศักด์มิ ีพระราชอาณาจักร ปกแผไ่ ป ในสกลชมุ พทู วีป” คอื ขอไปเกิดเป็นราชธดิ า พรที่ ๒ “ขอใหด้ วงเนตรทง้ั สองข้างดำเปน็ สเี หมือนดังตามฤคลี กู เน้ือทราย” คือขอให้มีดวงตาสดี ำสวย เหมือนตาของเน้ือทราย พรที่ ๓ “ขอให้ขนควิ้ ของข้าเรียวงามขำบรสิ ุทธ์ิ เปน็ สีระยับดุจสรอ้ ยคอยูงงาม” คือ ขอใหค้ ิ้วโก่ง งามมีสีระยบิ ระยบั เหมือนคอนกยูง

๑๑๒ พรที่ ๔ “ ขา้ แต่สมเด็จพระอมรนิ ทราธริ าช นามข้าพระบาทจงช่ือผสุ ดี”คือขอให้มีชอื่ วา่ ผสุ ดี เหมือนเดมิ พรท่ี ๕ “ขอให้ขา้ พระองค์มีโอรส ทรงพระเกยี รตยิ ศยง่ิ กวา่ กษตั รยิ ใ์ นสากล” คอื ขอให้มลี ูกชายและให้ เปน็ กษัตริย์มเี กียรตยิ ศเกรยี งไกร พรท่ี ๖ “เมื่อข้าพระองค์ทรงครรภ์พระโอรสอย่าใหค้ รรภ์ข้าพระบาทปรากฏนนู เหมือนหญงิ ท่ัวๆไป พรท่ี ๗ “ยคุ คลถันสองของขา้ พระบาท เมือ่ ทราบครรภอ์ ยา่ วปิ ลาสแปรผันดำปรากฏ แมพ้ ระ บวรปิยะโอรสจะเสวยทกุ วนั เวลา กอ็ ยา่ คลอ้ ยเคล่ือนเล่อื นลดลงมาจากพระทรวงใหแ้ ต่งตงั้ ดงั ประทุมบวั หลวงงาม บริสทุ ธ์วิ ิเศษเสร็จ” คือ ขอใหน้ มท้ังสองขา้ งอยา่ ได้หยอ่ นยานแมจ้ ะมลี ูกดูดดื่มกนิ นมอยู่ทุกวนั กต็ าม พรที่ ๘ “ขอใหเ้ ส้นเกศาสดี ำขลับสลบั สวยบรสิ ทุ ธิ์” คอื ขอใหเ้ ส้นผมมีสีดำตลอดไปอย่าได้หงอก พรท่ี ๙ “ขอให้ผิวเน้ือละเอียดเป็นนวลละอองดุจทองธรรมชาตสิ กลกายใสสะอาดผ่องแผว้ หมดราคี” คือขอให้มีผิวพรรณสดใสสงา่ งามไม่มีท่ีตำหนิ พรท่ี ๑๐ “คนโทษทจุ ริตอันเขม้ แข็ง จะพนิ าศดว้ ยพระทัณฑ์ทำลายล้างชวี ติ ขอใหข้ ้าได้เปล้อื งปล่อย ปลิดให้พ้นสายตาดว้ ยกำลังยศปริยายปัญญาญาณ” คอื ขอให้มโี อกาสได้ชว่ ยเหลอื บุคคลทตี่ ้องโทษถึงประหาร ชีวิต และการชว่ ยเหลอื นนั้ ต้องเกดิ จากกำลงั สติปญั ญาท่รี อบครอบของนางเพื่อมใิ ห้เกิดความเดือดร้อน พร ๑๐ ประการของนางผุสดนี ัน้ แสดงให้เหน็ ถึงความปรารถนาข้นั พนื้ ฐานของสตรที ั่วๆไปมีอยู่ ๔ ประการ คือ (๑) รูปงาม (๒) นามเพราะ (๓) พร่ังพร้อมดว้ ยสนิ ทรพั ย์ (๔) มเี กยี รติศักดิใ์ นสังคม ๘.๒. กณั ฑ์ที่ ๒ หมิ พานต์ กัณฑ์ที่พรรณนาถึงการทพี่ ระนางผสุ ดีต้ังครรภ์ไปจนถึงพระเวสสันดรให้ ชา้ งเปน็ ทานแก่พราหมณ์ชาวเมอื งกลงิ คราษฎร์ แลว้ ถูกเนรเทศให้ออกจากเมืองไปอยู่ปา่ และนางมัทรพี รรณา เกี่ยวกับปา่ หมิ พานต์คตธรรมที่ได้จากกณั ฑน์ คี้ ือ จะต้องมีความเชอ่ื มน่ั ในการกระทำของตน ยนิ ดรี ับท้ังผิดทั้งชอบ เม่ือพจิ ารณาโดยรอบคอบ ตัดสินใจทำอะไรแลว้ ตอ้ งไม่หวัน่ ไหว กลา้ เผชิญกับความจริง เหมอื นพระเวสสนั ดรที่ ตดั สนิ ใจใหช้ ้างมงคล เปน็ ทานไมส่ ะทกสะท้านเม่ือถูกลงโทษ “อยา่ ว่าแตเ่ ศวตคชาพาหิรกทานที่เราบริจาคอัชฌตั ทานอนั ยอดยากทยี่ กให้ ถ้าแลมียาจกผ้ใู ดปรารถนาซ่งึ พาหาหทยั นยั เนตรทั้งคู่ เราก็จะเชือดชอู อกให้เป็นทาน จะ แลกโพธญิ าณในเบื้องหน้า อย่าว่าแต่จะตอ้ งปัพพาชนียกรรมทำโทษ ถึงไพร่ฟ้าเขาจะพิโรธรอนรานประหารชวี ิต เราก็มไิ ดค้ ดิ ย่อท้อท่จี ะบำเพ็ญทานการทพี่ ระเวสสันดรใหช้ า้ งเป็นทานแก่ชาวเมืองกลงิ คราษฎร์ นกั ปกครองบาง ท่านในสมัยน้ีอาจคิดว่าเปน็ การดำเนนิ นโยบายท่ีผดิ พลาดอย่างมหันต์ ทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย ประชาชน โกรธแคน้ ถึงกบั เดินขบวนขับไล่ ขอใหพ้ ระเจ้ากรงุ สญชยั เนรเทศพระเวสสันดรออกไปจากเมอื ง การกระทำท่ฝี นื ต่อ

๑๑๓ มตมิ หาชนของพระเวสสนั ดรครงั้ น้ี เห็นท่ีจะนำมาเปน็ ตัวอยา่ งไมไ่ ห้แน่ กรณีน้ี ถ้าเราศกึ ษาประวตั ิศาสตร์อนิ เดยี โบราณประกอบด้วย จะทำใหเ้ ห็นวา่ การตัดสินใจของพระเวสสนั ดรคราวนี้ เปน็ การตัดสินใจทถ่ี กู ต้องที่สดุ เพราะ ยึดเอาเอกราชของชาติ และสันติสุขของประชาชนเปน็ สงิ่ สำคัญเหนอื สงิ่ อ่ืนใด แม้พระองค์จะไดร้ ับความยากลำบาก สกั ปานใดก็ยอม ขอเพียงให้เอกราชของชาติคงอยูเ่ ปน็ พอ ทัง้ น้กี ็เพราะวา่ เมอื งสีพขี องพระเวสสันดรเป็นเมืองเล็กๆ แตอ่ ุดมสมบรู ณ์ ประชาชนอยู่กนั อย่างสนั ติสุข ไม่เคยรบทัพจับศกึ กับใคร ส่วนเมืองกลิงคราษฎรเ์ ปน็ เมืองใหญ่ท่ีมีพ ลานภุ าพมาก ความเข้มแข็งของเมืองกลิงคราษฎรน์ ี้มีมานานแล้ว และตอ่ เนือ่ งมาจนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมือง กลงิ คราษฎร์ก็ยังคงเข้มแข็งอยู่ พระเจา้ อโศกมหาราช แผ่อำนาจยกทพั ไปปราบเมอื งตา่ งๆ ได้อย่างงา่ ยดาย แต่พอยกทัพไปตเี มืองกลงิ คราษฎร์ กว่าจะตีได้ต้องเสียไพรพลจำนวนมหาศาล และการตีเมืองกลิงคราษฎรน์ เี้ อง ทำ ใหพ้ ระเจา้ อโศกมหาราชเศร้าสลดพระทัยอยา่ งสดุ ซ้ึง ท่ที รงเห็นนกั รบทั้งสองฝา่ ยล้มตายเปน็ จำนวนหมนื่ จำนวน แสน จึงตดั สินพระทยั เลิกทำการรบราฆา่ ฟนั อกี ต่อไป หนั มาศกึ ษาพระพุทธศาสนาเผยแพร่ธรรมมานุภาพแทน แสนยานุภาพพระเวสสนั ดรทรงรดู้ ี คณะทูตท่ีมาจากเมืองกลิงคราษฎร์นั้น มวี ตั ถุประสงคแ์ นวแน่ท่ีจะต้องเอา ชา้ งมงคลตวั นไี้ ปให้ได้ ข้นั แรกจะผูกไมตรีขอเจรจาเอาแต่โชคดี หากเมืองสีพไี ม่ยอมกจ็ ะใช้กำลงั ยึดเอา พูดง่ายๆ ก็ คอื ไมไ่ ด้ด้วยเลห่ ก์ เ็ อาดว้ ยกล ไม่ไดด้ ว้ ยมนตก์ เ็ อาด้วยคาถา แตพ่ ระเวสสนั ดรร้เู ท่าทนั เหตุการณจ์ งึ ผกู ไมตรีด้วยและ ยกช้างให้ตามทขี่ อ หากแข็งข้อไมย่ อมใหส้ งครามกต็ ้องเกิดอยา่ งหลกี เล่ียงไม่ได้ และผู้พ่ายแพ้สงครามก็คอื เมอื งสพี ี น่นั ย่อมหมายถึงการสูญเสยี ไม่เพยี งแต่ชา้ งตัวเดียวเท่านนั้ แตจ่ ะรวมถึงเอกราชของเมืองสีพีด้วย ประชาชนท่ีไม่ เข้าใจถงึ สถานการณ์ อาจจะมองไปว่าเป็นการไม่สมควรที่จะยอมเสยี เปรยี บต่างชาตงิ า่ ยๆ เชน่ นั้นประเทศไทยเรา สมยั รชั กาลท่ี ๕ ก็เคยประสบกบั ปญั หาในลกั ษณะอย่างนี้เหมือนกนั ประชาชนในสมยั น้นั ตอ้ งการจะสรู้ บกับ ต่างชาตแิ ตพ่ ระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว ทรงมองเห็นการณไ์ กล รแู้ สนยานภุ าพของต่างชาตเิ ป็นอยา่ ง ดี จงึ ทรงใช้พระปรชี าญาณท่ีสขุ มุ แก้ไขสถานการณผ์ อ่ นหนักใหเ้ ปน็ เบา เสยี สละส่วนน้อยเพ่อื รักษาประโยชนส์ ว่ น ใหญเ่ อาไว้ พระเวสสันดรยอมยกช้างคูบ่ ้านคูเ่ มืองให้แกค่ ณะทตู เมอื งกลิงคราษฎร์ นอกจากมงุ่ บำเพญ็ ทานบารมี แล้ว ยงั สบื เนื่องมาจากสถานการณ์บงั คับอีกด้วย และเห็นแกส่ ันติสุขของประชาชน ไม่ต้องการใหม้ ีการล้มตายด้วย การสรู้ บ และผ่อนปรนเพื่อรกั ษาอธิปไตยของชาตเิ อาไว้ จึงตัดสินใจใหช้ ้างเป็นทานทั้งๆทีข่ ัดต่อความรู้สึกมติ มหาชน ตวั เองยอมลำบากดีกวา่ ให้ชาตลิ ่มจม ผนู้ ำแบบนค้ี วรแกก่ ารยกย่องแล้วและคำกล่าวที่วา่ การจะดูภรยิ าวา่ มคี วามซื่อสัตย์ตอ่ สามหี รอื ไม่ เมื่อสามีป่วยไขท้ รัพยส์ ินหรือตกยากลำบากนั้น ชวี ิตพระนางมัทรใี ห้คตอิ ยา่ งดยี ่งิ ซึ่งมี ปรากฏในกัณฑท์ ่ี ๒ ตอนหนึ่งว่า ”ถงึ พระร่มเกลา้ ปกเกศ เสดจ็ ทุเรศไดร้ าชสรุ ิยะวงศจ์ ะบุกปา่ ฝา่ ดงไปแหง่ ใด ข้า พระบาทจะตามเสด็จไป ไม่ขออย.ู่ ..แม้มิทรงอนุญาตให้เสด็จไป ข้ามัทรีจะก่อไฟให้รุ่งโรจน์โดดเขา้ ตายเหน็ จะดีกว่า

๑๑๔ อยูใ่ ห้คนท้งั หลายเขานินทา ว่ามีภัสดาแตเ่ มื่อยามสุข ถึงเม่ือยามทุกข์ก็ไม่ทกุ ข์ด้วย ดีแต่ระรนื่ รวยอยใู่ นพระบรุ ี จะ ขอตามเสด็จจรลไี ปสู่ยากเมอ่ื ยามจน ๘.๓. กัณฑท์ ี่ ๓ ทานกัณฑ์ กล่าวถงึ พระนางผสุ ดที ูลขออภัยโทษ แลว้ พรรณนาถึงสัตตชาดกม หาทาน พระเวสสันดรทลู ลาพระชนกชนนี พระนางมัทรีรำพรรณถึงการเป็นหญิงหม้ายตัดพ้อตา่ งๆ จนถงึ พระ เวสสันดรสัง่ เมอื ง คตสิ อนใจทไี่ ด้จากกัณฑน์ ค้ี ือ ตอนพระนางผุสดีทลู ขออภยั โทษตอ่ พระเจ้ากรงุ สญชยั วา่ ” พระพุทธเจา้ ข้า อันเสนานอ้ ยใหญย่ ากท่ีจะตรองเห็นใจว่าตรงจรงิ มีบุญเขากว็ ิ่งเขา้ มาเป็นข้าพ่งึ พระเดชพระกรุณา ให้ใช้สอย เฝ้าปอ้ ยอสอพลอพลอยทุกเชา้ ค่ำ ยามเม่ือเพลี่ยงพลำ้ เขากจ็ ะช่วยกนั กระหน่ำซำ้ ซ้อนซัก ด่งั ราชหงส์ปีก หกั ตกปักหนอง กาแก่กจ็ ะแซซ่ อ้ งเขา้ สาวไส้ พระองคจ์ งทรงพระวินิจฉยั อยา่ งเชอ่ื คำชาวเมือง มันย่อมยำยยุ งให้ ลงโทษ” ตอนพระนางมัทรีทลู ลา ตัดพอ้ พระเจ้ากรุงสญชัย ไดก้ ล่าวเป็นคติสำหรับสตรไี วอ้ ย่างไพเราะวา่ “พระคุณเอย่ เปน็ หญงิ น้นั ยากทจ่ี ะไว้จะวางตัว ครนั้ จะทำขมกุ ขมวั มอมแมม ชายเห็นจะเย้ือนแย้มบรภิ าษให้บาด จิต คร้นั จะบำรุงรปู ดดั จรติ ใหด้ ดี ดนิ้ จะผดั หน้าทาขมิน้ สิน้ ราคี คำคนมนั จะเสียดสีเลน่ ตา่ งๆ จนชน้ั แตว่ า่ ผม เหมน็ สาบจะเฉยสางใส่น้ำมนั กบั เห็นไรใหส้ ะสมกส็ ารวอน จะทาแปง้ หอมเม่ือยามร้อนก็ค้อนว่าบำรุงรูปกิริยาเที่ยว หาผัว ครน้ั เหลอื บแลมันกจ็ ะวา่ เล่นตัวและเล่นตา คร้งั เดินเฉยไม่เงยหน้า มันก็นินทาว่าทำป้ันปึง...เป็นสตรจี ะหาผัว ท่ีดีน้ันแสนยากพระคุณเอย เมือ่ ยามรักเขาก็ว่าไม่จากจนตัวตาย หญิงหลงด้วยลมชายเพราะหวานชดิ สนทิ นัก สบู้ ำเรอรักบำรุงผัวจนตวั ยาก ครน้ั ส้ินทรพั ย์ อัปภาคยเ์ ขาก็ไมอ่ ยากอินังนำพาพาลพาโลโกธาแล้วด่าตี” ๘.๔. กณั ฑท์ ่ี ๔ วนประเวศน์ กลา่ วตง้ั แตส่ กี่ ษัตริย์ตง้ั แต่ พระเวสสันดร นางมัทรี กัณหา และชาลี เสดจ็ จากกรุงเชตุดรถึงมาตุลนคร จนถงึ พระยาเจตราชทูลระยะทางไปเขาวงกตแลว้ พรรณนาภูเขาในปา่ หิมพานต์ และสก่ี ษัตรยิ บ์ ำเพ็ญพรต ๘.๕. กัณฑ์ ๕ ชูชก กล่าวถึงชชู กไปทวงทองทฝ่ี ากไว้ กับเพอื่ พราหมณใ์ ช้เสยี หมด เลยยกลูกสาวให้ เป็นภรรยา นางพราหมณเี พื่อนบา้ นพากนั อจิ ฉา กลุม้ รุมกันด่าอมติ ตดาด้วยประการตา่ งๆ อมิตตดาจงึ ขอใหช้ ชู กไป ขอสองกมุ ารมาเปน็ ทาส ชชู กออกจากบา้ นเดินทางไปจนพบพรานเจตบุตรชชู กเป็นคนแก่มีอาชีพขอทาน ดู เหมือนวา่ เป็นคนเลวทรามไม่อะไรดีเอาเสยี เลย การเทศน์มหาชาติกัณฑช์ ูชกนี้ ก็ไม่มใี ครอยากจะรบั เปน็ เจ้าภาพ แตถ่ ้าเราพิจารณาให้ดี ชชู กมสี ่วนดีอยไู่ มน่ อ้ ยเลยทเี่ ดียว โดยเฉพาะเปน็ ผ้เู สรมิ ใหก้ ารบำเพ็ญบารมีของพระ เวสสนั ดรให้เดน่ ชัดย่ิงขน้ึ ถ้าขาดชชู กเสียแลว้ ก็ไมแ่ นว่ ่าบารมขี องพระเวสสนั ดรจะสมบูรณ์หรอื ไม่เหมือนกับตำรวจ มอื ปราบ ถา้ ไมม่ โี จรท่ีเกง่ กาจความสามารถในการปราบปรามก็จะไม่ปรากฏ ชวี ิตของชชู กมีข้อทน่ี ่าศึกษาท่สี ำคญั อีกประการหน่ึงคอื การกระทำใดๆก็ตามถึงแม้จะไม่ผิดกฎหมาย ไม่ขัดต่อศีลธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณี แต่การ

๑๑๕ กระทำนัน้ กม็ ลี ักษณะที่ไมเ่ หมาะสม ก็จะนำความเดอื ดรอ้ นมาสตู่ นและบุคคลข้างเคียงได้เช่น ชชู กเปน็ คนแก่ มเี มีย สาวทีต่ ่างวยั กันมากมองดูแล้วกไ็ ม่ผดิ อะไร แตก่ ็ไม่เหมาะสม ชชู กท้งั รกั ทัง้ หลงเมีย เมียตอ้ งการส่ิงใดชูชกเปน็ ต้อง พยายามหามาให้ ตอ้ งเข้าป่าข้นึ เขาลงหว้ ยลำบากแคไ่ หนชูชกกย็ อม ครอบครัวของเพอื่ นบ้านต้องทะเลาะเบาะแวง้ กันกเ็ พราะเมียสาวของชูชก ดังนัน้ การกระทำใดๆถึงแมจ้ ะไมผ่ ดิ ก็ควรจะคดิ ดว้ ยวา่ สง่ิ น้ันสมควรหรอื ไม่เม่ือชชู กไป ทวงเงินกบั เพ่ือนพราหมณส์ องผัวเมีย ไม่มีจะให้เพราะใช้หมดแล้ว จงึ ยกอมิตตาดาลูกสาวใหแ้ ทนกล่าวเป็นคติว่า “เสมือนหนึ่งเกวยี นหักลงกันท่ี ของน้ันมนั จะหนีไปไหน เสียหนึง่ น่ิงใหน้ าน ไหนกจ็ ะไดส้ อง เสมอื นหนึง่ ของทา่ น หายมีที่ไว้ ข้าพเจา้ คงจะหามาให้ไม่ไดเ้ ดือดรอ้ น ยอมเสียกำไหก่อนน่นั แลจงึ ได้กอบ” ท่านวา่ มเี งินน้ันหรือจะไรข้ อง มที องนน้ั หรือจะไรแ้ หวน ข้าพเจ้าจะทดแทนประชดเชญิ เห็นว่ามีเงนิ มที องแล้วพูดได้ มไี มม้ ไี ร่ปลูกเรอื นงาม กระน้นั กต็ ามแต่ ออเจ้าเถิดชี” คำปริภาษของพวกนางพราหมณเี พื่อบ้านท่ีต้องการใหน้ างอมติ ตาดาเจ็บใจแล้วจากไปเสยี นน้ั เปน็ คติน่าฟัง ดังน้ี “แม่ไปเสยี เถดิ ดกี ว่าเชือ่ พเ่ี ถดิ นะเจา้ แมจ่ ะมาด้านดื้อดงึ ท้ิงโครงเปลา่ ให้เขารอ้ งแรก แมจ่ ะมา แบกความอายนี่ไมข่ ายหน้าหรือ แม่จะมาเป็นกระสือเสียพงศแ์ ม่จะมารักดงน่หี รอื กว่าเหย้า แมจ่ ะมารกั เหานห้ี รือ กว่าผม จะมารกั ลมนี่หรือกว่านำ้ จะมารักถำ้ หรือกว่าเรือน จะมารกั เดอื นหรือกวา่ ตะวนั เออน่จี ะมารักออเฒา่ นั้นยิ่ง กวา่ ตัวเล่า ดโู ฉดเฉาช่วั ชวนชงั น้ำหน้า” เมื่อชชู กออกเดินทางไปขอสองกุมารก็เปน็ หว่ งหนา้ พะวงหลงั กลัวลาง จะ กลับใจไปหลงรักชายอนื่ จึงได้กล่าวเตือนเมียรักไวเ้ ปน็ คติว่า “ค่ำมืดผดิ เวลาอย่าลงล่าง ปิดประตหู นา้ ต่างเข็นบนั ได ทง้ั ล่ิมกลอนสลกั ใสใ่ ห้แน่นแฟ้น ถ้ามาตรแม้นมนั จะกระแอมแอบเขา้ มา แมอ่ ย่าได้พดู จาทักทาย มนั จะรแู้ ยบคายวา่ พไี่ ม่อยู่ อนั นกั เลงเจ้าชแู ยบคายมันมีมาก ท่จี ะพูดแล้วกห็ วานแตร่ ากตลอดปลาย ทำเปน็ ประเปรยปรายเขา้ มาแอบ องิ ทำทีเล่นทีจริงไม่ย้มิ แย้ม ทำเป็นสนิทสนมเหน็บแนมน้อมตัวเข้าไป ใครมริ ู้เชิงชายกต็ ายใจหลงไปได้มันก็จะระรื่น ระรวยรินจนส้ินตวั อนั เมยี งามกว่าผัวทม่ี ันได้ความเดือดร้อน เจ้าจงฟังคำพ่สี อนใหโ้ อวาท” ชายไทยทไ่ี ปขาย แรงงานในตา่ งประเทศเพือ่ หาเงนิ มาเลี้ยงครอบครวั คงจะไม่ได้กำชบั ส่ังเสยี เมียเหมือนชูชกกระมัง บางคนจึง ประสบปญั หาดังทพ่ี ดู กันว่า “ไปเสยี นา มาเสยี เมยี ” ๘.๖. กัณฑ์ท่ี ๖ จุลพน กล่าวถงึ พรานเจตบุตรพบชชู ก ชูชกบอกกลา่ วว่าตนเป็นราชทูตของพระเจา้ กรุงสญชยั นำราชสาสน์ ไปถวายพระเวสสนั ดร เจตบตุ รหลงเชอ่ื จงึ ชบี้ อกหนทางใหไ้ ปจนถึงอาศรมของพระอัจจุต ฤาษี ๘.๗. กัณฑ์ท่ี ๗ มหาพน กลา่ วถงึ ชชู กเข้าไปนมัสการพระอจั จตุ ฤาษี เลือ่ มใสแลว้ กถ็ ามถึงระยะทางท่ี ไปเขาวงกต พระฤาษีพรรณนาสตั วน์ านาชนดิ ตามระยะทางและชแี้ จงรกุ ขชาตินานาพนั ธุ์ท่ีมอี ยู่ใกล้ขอบสระมจุ ลินท์ และช้ีทางไปเขาวงกตให้ชูชกทราบโดยตลอด

๑๑๖ กัณฑท์ ี่ ๖-๗ มสี ิง่ น่าสนใจคือ การมปี ฏิภาณไหวพรบิ ที่ชชู ก การทชี่ ชู กสามารถพูดให้พรานเจตบตุ ร หลงเชอ่ื วา่ ตนเป็นผูน้ ำสาสน์ ไปใหพ้ ระเวสสนั ดรจรงิ ก็เพราะชูชกพดู ถงึ พ้นื ฐานความเชื่อความเคารพของพรานเจต บตุ ร การที่เราจะสร้างมติ รกับใครกต็ าม จะต้องไม่ดถู ูกหรือยำ่ ยใี นส่งิ ท่เี ขาเคารพและศรทั ธาเป็นอนั ขาด จะตอ้ ง พยายามนำความเช่ือเหล่าน้ันมาเปน็ พื้นฐานในการดำเนินงานต่างๆ ให้ไดใ้ ห้สมกับคำทว่ี า่ ได้ท้งั งาน ไดท้ ้งั น้ำใจอกี อย่างหนง่ึ ในสองกัณฑน์ ้ี พรรณนาคณุ คา่ และความงามของปา่ ไม้ไว้น่าฟังมาก แสดงให้เห็นวา่ คนสมัยโบราณกไ็ ด้ มองเห็นความสำคัญของป่าไม้เช่นกนั ปา่ ไม้เปน็ ทรัพยากรธรรมชาตทิ ีม่ คี ณุ อย่างอเนกอนนั ตต์ อ่ ชีวติ มนุษย์ ทกุ คน จะตอ้ งรว่ มมอื กันอนุรักษ์ไว้ ผใู้ ดทำลายป่าก็เท่ากับทำลายชาติ ๘.๘. กัณฑ์ท่ี ๘ กุมาร กลา่ วถึงชชู ก เข้าเฝ้าพระเวสสันดรแลว้ ทลู ขอสองกุมาร พระเวสสันดรตรี าคา สองกมุ ารแลว้ ประทานใหช้ ชู ก พระเวสสันดรทรงปริเทวนาการจนถงึ ชาลกี ัณหาคร่ำครวญสัง่ ความถงึ พระนางมัทรี กุมารท้งั ๒ คือกัณหาและชาลเี ป็นเด็กท่มี ีความเฉลยี วฉลาดมาก เมอ่ื ทราบวา่ พ่อจะยกตนท้งั สองให้เปน็ ทานแก่ชู ชก ตอนแรกกค็ ิดหนเี อาตัวรอดโดยหนไี ปซ่อนตัวอยใู่ นสระ การเดนิ ลงสระก็เดนิ ถอยหลังลง เพ่ืออำพราง ประหนึ่ง ว่าเดินขึ้นจากสระ แต่พระเวสสันดรก็รทู้ ัน เพราะรอยเทา้ ของผทู้ ี่ขน้ึ จากสระจะต้องหนักทป่ี ลายเทา้ หากรอยเท้า หนักทสี่ น้ เทา้ แสดงวา่ เจา้ ของรองเท้ารองเท้าน้ันเดินถอยหลังสระคนทีจ่ ะเป็นผู้นำคน ตอ้ งเปน็ คนรอบคอบ ช่าง สงั เกตวิเคราะหป์ รากฏการณ์ตา่ งๆ ด้วยเหตแุ ละผลจึงจะทำใหก้ ารตดั สินใจตา่ งๆ ได้ถูกต้องหรือผดิ พลาดน้อย ถ้า ขาดความรอบครอบก็จะถูกหลอกได้ง่าย การกระทำใดๆ จะได้บรรลตุ ามเจตนารมณ์น้ัน สงิ่ ท่ไี มค่ วรมองข้ามก็คอื “กาลเทศะ” เม่ือชูชกไปถึงอาศรมของพระเวสสนั ดรแล้วกต็ ้องยบั ยั้งไวก้ อ่ น ไมผ่ ลผี ลามเขา้ ไปในทนั ที เพราะคดิ วา่ ถ้าเขา้ ไปในทันที คงจะไม่เกิดผลดีแน่ ดงั ที่ชูชกแก่รำพึงว่า “เวลาปานฉะนี้น่าจะมลิ ดุ ่ังประจใุ จที่กูนเี้ จตน์จงด้วย สมเดจ็ อนงค์นาฏมทั รี เธอคงจรลกี ลับจากแสวงหาผลาผลเสด็จรีบร้นเขา้ มายังอาศรมสถาน อน่งึ กเ็ ปน็ คำบรุ าท่าน ย่อมวา่ ชา้ ชา้ จะได้พร้าสองเล่มงาม ดว่ นได้สามผลามมกั พลกิ แพลง ธรรมดาว่าสตรนี ้ีเปน็ เกาะแก่งกีดกระแสกุศล มี มัจฉริยะมืดมนคือตวั มาร ยามเมอื่ สามจี ะทำทานมกั ทำลาย...” คำของพระชาลีเม่ือทูลลาพระบดิ าไปเป็นข้าทาส ของชูชก ไดก้ ล่าวกับแกว้ กัณหาถึงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งบดิ ามารดากับลกู ชายลูกหญงิ ไว้เปน็ คตทิ ่ีนา่ ฟังวา่ “ดกู ร แก้วกัณหาเอ๋ย พี่ไดย้ นิ เนื้อความเล่าสบื กันมาวา่ กำพร้าสองประการสบื สนั ดานโดยประเพณี กุมารกุมารีใดไร้นริ าศ ปราศจากพ่อยังแต่แมผ่ ู้เดยี ว กพ็ อแลพอเหลียวช่อื ว่าอยู่พรอ้ มทงั้ บิดามารดา ทารกผใู้ ดไรน้ ิราศปราศจากแมย่ ังแต่ พ่อผู้เดยี วก็เปลา่ เปลี่ยวไดช้ ือ่ ว่าสญู สิ้นท้ังบิดาและมารดา ถึงจะประโลมเล้ยี งรักษาเล่าก็ไม่ถงึ ใจ ถึงจะได้ทุกขภ์ ยั สัก ร้อยสิง่ อนั บิดาแลว้ กน็ ง่ิ ไมน่ ำพา อันคณุ ของพระมารดาทา่ นพรรณนาไว้วา่ เปน็ ย่ิงนกั

๑๑๗ ๘.๙. กณั ฑท์ ่ี ๙ มัทรี กลา่ วถงึ ตอนพระนางมัทรีไปหาผลไม้ในป่า กลบั มาพบสามเสือร้ายนอนขวาง คำรามอยู่ เม่ืออ้อนวอนใหส้ ามเสือหลกี ทางใหแ้ ล้ว กลบั ถึงอาศรมไม่พบลูกทงั้ สองทรงพิลาปรำพันถึงลูกรกั ทั้งสอง ถกู พระเวสสันดรตรสั พ้อนานาประการจน พระนางมัทรสี ลบไป คติ เม่ือพระนางมทั รกี ลบั ถงึ อาศรมไม่เหน็ ลูกก็ รำพนั ด้วยความโศกสดุ กำลงั แทบจะวายชวี โี ทรมกลิ้งอยู่กลางดง พระเวสสันดรจึงแกล้งตรสั โวหารการหึงหวง เขา้ หักความโศกของพระนางมัทรีใหเ้ สอ่ื มลงด้วยถ้อยคำอันไพเราะเปน็ คติดังนี้ “เออ กเ็ มื่อเช้าเจา้ จะเขา้ ปา่ น่าสงสาร ปานประหนึง่ วา่ จะไปมิได้ทำร้องไหฝ้ ากลกู มิรู้แล้วคลาดแคล้วเคลอ่ื นคล้อยเข้าส่ดู ง ปานประหน่ึงว่าจะหลงลืมลูก สละผวั ต่อมอื มัวสกิ ลบั เข้ามาทำเป็นบบี น้ำตาตีอกว่าลูกหายใครจะไปแยบคายความคดิ หญิง ถา้ แมเ่ จา้ อาลยั อยู่ดว้ ย ลูกจริงเหมือนวาจากร็ บี กลบั เขา้ มาแต่ตะวันไม่ทนั รอน เออนเ่ี จา้ เท่ียวพเนจรตามสนุกใจ ชมนกชมไม้ในไพรวนั สารพันท่ี จะมี ท้ังฤษสี ทิ ธิว์ ทิ ยาธร คนธรรพ์ เทพารกั ษ์ผู้มีพกั ตร์อนั เจรญิ เหน็ แลว้ กน็ า่ เพลิดเพลินไมเ่ มนิ ได้ อุปมา เสมือนหนงึ่ ภุมรนิ ทร์บนิ แวะร่อนเทย่ี วซับซาบเอาเกสรสุคนธาเลศิ พบดอกไม้อันวเิ ศษต้องประสงค์เคลา้ คลึงรสจน ลมื รัง เข้าเถอ่ื นเจ้าลมื พร้า ไดห้ นา้ และลมื หลังไมเ่ หลียวกลับ เทย่ี วทอดประทับมากลางทางพอมาถึงกท็ ำเสียงขึ้น เสยี งเล่ยี งพาโลวา่ ลกู หาย ๘.๑๐. กัณฑ์ที่ ๑๐ สักกบรรพ กล่าวถึงตอนพระอินทร์ แปลงเพศเปน็ พราหมณม์ าทูลขอพระ นางมทั รีพระเวสสันดรทรงยินดีพระราชทานให้ พระอนิ ทร์รับแล้วกลบั ถวายพระนางคนื ให้อยปู่ รนนบิ ัติพระ เวสสันดรสืบไปแลว้ ได้ประสาทพร ๘ ประการแก่พระเวสสนั ดร คติ พระอนิ ทร์ได้ใหโ้ อกาสให้พระเวสสนั ดรขอพรท่ี ปรารถนา เราจะไดท้ ราบน้ำพระทยั ของพระเวสสนั ดรวา่ พรที่พระองคป์ รารถนานน้ั ล้วนเพอื่ ประโยชนส์ ุขแก่ผู้อื่น ทง้ั ส้นิ มี ๘ ประการคือ พรที่ ๑ ขอใหพ้ ระเจา้ กรุงสญชัย ผูเ้ ปน็ พระชนกของหม่อมฉนั จงมีพระหฤทัยยินดยี กโทษให้ และเสดจ็ เช้อื เชิญให้กลบั เมอื ง พรท่ี ๒ ขอใหห้ มอ่ มฉนั มธี รรมเป็นอำนาจ ชว่ ยปลดปล่อยนกั โทษประหารใหร้ อดจากชวี ติ พรที่ ๓ ขอใหห้ ม่อมฉันเปน็ ที่รักใครข่ องทุกคนทกุ ชนั้ ทุกวัยและเป็นร่มโพธ์ิร่มไทรให้ความ ผาสุกกบั ทุกคนทวั่ ไป พรที่ ๔ ขออย่าใหล้ ุอำนาจแก่สตรี จงมีความพอใจเฉพาะภรยิ าผเู้ ดยี ว พรท่ี ๕ ขอใหห้ ม่อมฉนั มีอายุยนื นานและมบี ุตรสืบสกลุ ไดป้ กครองราชสมบตั ใิ ห้มธี รรมเป็นอำนาจ พรที่ ๖ นบั แตน่ ี้ไปทุกๆ วันขอใหภ้ กั ษาหารทพิ ย์บังเกิดแก่หมอ่ มฉันโดยอดุ มสมบรู ณ์ พรท่ี ๗ ขออย่าให้สิง่ ของท่ีหม่อมฉันบรจิ าคไปแลว้ หมดสิ้นไป ขอใหบ้ รสิ ุทธ์ ๓ กาลคือ ก่อนแต่จะ

๑๑๘ ให้ กำลังให้ และให้แลว้ ไม่เดือดรอ้ นในการใดกาลหน่ึง พรท่ี ๘ เมอ่ื หม่อมฉัน จุตจิ ากมนษุ ย์นีไ้ ปแล้ว ขอใหไ้ ด้ไปบังเกดิ ยังโลกสวรรคด์ ุสติ พภิ พ ถ้ากลบั มา เกิดในมนุษยโ์ ลกก็ขอใหส้ ำเร็จพระสพั พญั ญาตญาณในชาตินนั้ แล้วไมเ่ กดิ อีกต่อไป ๘.๑๑. กณั ฑท์ ่ี ๑๑ มหาราช กลา่ วถงึ ชชู กพาสองกุมารชาลกี ณั หา เดินหลงทางไปยงั กรุงพชิ ัยเชตุดร พระเจ้ากรงุ สญชยั ทรงไถพ่ ระเจา้ หลานต่อชูชกด้วยมลู ค่าพนั ตำลึง และทรงเลย้ี งดูจนอ่ิมหนำสำราญ ชูชกบริโภค มากเกนิ ไปจนท้องแตกตาย ทำการสมโภชรบั ขวญั พระเจา้ หลาน แล้วรับคำสง่ั ให้เตรียมกองทัพไปรบั เสด็จพระ เวสสนั ดรและพระนางมทั รีกลับเมอื ง คติสอนใจ ท่ไี ด้จากกัณฑน์ ้ี คือการรู้สภาวะและฐานะของตนเองเปน็ สิ่งจำเปน็ อยา่ งย่งิ ในสงั คม พระชาลีได้ทลู พระเจ้ากรุงสญชยั ด้วยคำอนั ไพเราะและนา่ รัก เม่ือถูกเรียกให้เขา้ ไปใกล้ๆ และ ขอร้องใหไ้ ปตามพระเวสสันดรวา่ “ซึ่งทรงพระกรณุ านับเน่ืองในพระประยูรวงศ์ พระคุณของพระองคก์ ็เป็นล้นเกล้า แตต่ ัวข้าสิเปน็ ทาส ดังฟา้ จะเอาน้องมอิ าจข้ึนไปน่งั รว่ มบลั ลังก์รัตนราชาภิรมย์ อนั ประเสริฐสงู ไมส่ มพสิ ยั ศักด์ิ เหตุ ฉะนัน้ พระหลานรกั จงึ เจียมตัวดว้ ยกลัวอายขายฝ่าพระบาทจึงเฝ้าอยู่ห่างๆ อยา่ งทำนองทาสแต่เพียงน้ี... “ซ่ึงจะ โปรดให้หลานออกไปทลู เชิญเสดจ็ เกลอื กพระบิดาจะระแวงว่าเปน็ เท็จไม่เชื่อฟัง อันคำเด็กนหี้ รอื ใครจะหวังเอาเป็น จริง เห็นพระทัยท้าวเธอจะเกรงกรง่ิ ไมค่ นื เมอื ง ขอเชญิ เสดจ็ พระองค์ออกไปปลอบเปล้ืองดวงกมลเทวแหง่ พระเจ้า พ่อผู้เป็นหน่อเรศรร์ าชอุทร....” ๘.๑๒. กณั ฑท์ ่ี ๑๒ ฉกกษตั รยิ ์ กลา่ วถึงระยะทางเสด็จพระราชดำเนนิ ของพระเจา้ กรุงสญชยั และ จตุรงค์เสนาเปน็ ขบวนตามเสดจ็ จากกรงุ เชตุดรถึงเขาวงกต จนหกกษัตรยิ ์พบกันแลว้ เศร้าโศกพิไรรำพันจนถงึ วสิ ัญญีภาพทั้งหมด ๘.๑๓. กณั ฑ์ ๑๓ นครกัณฑ์ กลา่ วถึง พระเวสสันดรลาพระอาศรมทรงลาเพศนักพรตสรงสนามรับ พระราชทานเคร่ืองทรง แล้วเสด็จกลับไปครองเมืองสีพสี ืบไปในบทน้เี พ่ือให้สอดคล้องกับการศกึ ษาประเพณีท้องถิ่น จะไดแ้ สดงอธิบายการแสดงธรรมหรอื เทศมหาชาตชิ าดกทางเหนอื ใหศ้ ึกษากนั ๙. การเทศน์มหาชาติแบบทางภาคเหนือ การเทศมหาชาตเิ ป็นการเทศน์ทำนอง คลา้ ยกบั การสวดมนตส์ รภญั ญะ หมายถึงมีทำนองทีเ่ ป็นแบบ แผน ซึง่ การเทศน์มหาชาติจะนิยมเทศนใ์ นเทศกาลวันลอยกระทง ซ่ึงการเทศมหาชาตมิ เี ทศน์ทุกภาคของไทย แต่มี ข้อแตกตา่ งก็อาจจะเปน็ ทำนอง รปู แบบการเทศน์ และเรอ่ื งราวท่ีใชใ้ นการเทศน์ ก็คือ พระเวสสันดรชาดก มี ทัง้ หมด ๑๓ กณั ฑ์ โดยสว่ นใหญ่จะนมิ นต์พระรปู หนงึ่ เทศน์ ๑ กัณฑ์ ซงึ่ การเทศน์มหาชาตใิ นแต่ละกัณฑ์จะใช้ เวลานาน เพราะไม่ใช่เพยี งการเทศน์ทำนองดำเนินเน้ือเร่ืองของพระเวสสนั ดรชาดกเทา่ นั้น แต่ การเทศน์มหาชาติ

๑๑๙ แบบล้านนา นนั้ กลับมสี ำนวนทีน่ า่ สนใจ ที่พระผ้เู ทศนน์ ิยมใส่ทำนองอีกทำนองที่นอกจากทำนองเทศน์ เรยี กว่า “กาพย์” ซึง่ การเทศน์มหาชาตนิ ับว่าเปน็ ศลิ ปะแบบแผนการเทศนท์ ท่ี ำนองทน่ี ่าสนใจ เพราะนอกจากฟงั เนืองธรรม ที่ยาว ถงึ ๑๓ กัณฑ์อย่างไมเ่ บื่อหน่ายเพราะมีทำนองตา่ งๆ ทีแ่ ทรกอยใู่ นแต่ละกณั ฑ์ ทำนองเทศนท์ างลา้ นนา ท่าน เรยี กวา่ “ระบำธรรม” ซ่งึ จะกลา่ วตอ่ ไป การเทศน์มหาชาตติ ้องอาศยั การฝกึ ฝน เรียนรู้ พระภกิ ษผุ ูท้ ี่ฝึกฝนอย่าง จริงจงั และใฝ่การศึกษาเทา่ นั้นทสี่ ามารถจะเทศน์ได้ถกู ต้องตามทำนองวธิ ี ผูฝ้ กึ เทศน์จะตอ้ งขยนั ฝึกอย่างแทจ้ ริงการเทศนเ์ ปน็ ส่งิ สำคัญ เพราะการเทศนท์ ำนองเหล่าน้ียอ่ มทำให้ ผฟู้ งั เกิดความอิ่มเอิบใจ ปิตยิ ินดี ไดล้ ม้ิ รสแห่งเสยี งพระธรรม พระผู้หดั เทศน์จึงต้องปฏิบัตดิ งั นี้ ๑) ตัง้ ใจจรงิ มีสมาธิทจี่ ะฝกึ ฝนตั้งแต่ ขึ้น นะโม...ออกเสยี งดังพอควร ๒) น่ังไม่พิงฝาผนัง เสา หรือนอนท่อง หรอื ท่องแค่ครึง่ ๆ กลาง เพราะถ้าไมฝ่ ึก การเทศน์มหาชาติ ตอ้ งอาศยั พลังเสียง การฝึกฝนบอ่ ยจะไดไ้ มเ่ หนื่อย ๓) หัดตอ้ งไมใ่ ชเ้ สยี งธรรม หมายถงึ เสยี งพดู แต่ต้องเปล่งเสียงทำนองไมส่ ูง และไม่ตำ่ เกินไป ๔) ฝกึ ทำเสยี งสตั ว์ทกุ ชนิดที่พอจะทำได้ เพราะการเทศน์มหาชาติพระ ผเู้ ทศน์เก่งๆ สามารถท่ีจะ ทำเสียงสตั วต์ า่ งๆ ประกอบในการเทศน์ได้เป็นอยา่ งดี ๕) ฝกึ บอ่ ยๆ เป็นไปไดใ้ ห้อัดเทปฟังเสยี งตวั เองดวู า่ เพราะหรือไม่ถูกต้องตาม อักขระวิธี หรือไม่จะไดน้ ำมาแก้ไข ๑๐. ลกั ษณะท่วงทำนอง หรือ ระบำธรรม ทำนอง หรอื ระบำธรรม คือทำนองวธิ ีการข้ึนลงเสียง จังหวะ ซ่ึงทำนองในแต่ละถ่นิ ในเขตจังหวดั ภาคเหนือ นก้ี น็ ยิ มไม่เหมอื นกนั หรือ ทำนองเหล่านเี้ กดิ ขน้ึ จากภมู ิปัญญาพระนักเทศนท์ ่ีคิดสรรคท์ ำนองต่างๆ กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวดั ของแต่ละจังหวดั ไป ซ่ึงระบำธรรม สามารถแบ่งออก เป็น ๙ ระบำธรรม ดงั น้ี ๑๐.๑. ปา๊ วไกว๋ใบ เป็นคำเหนือ ปา๊ ว หมายถึง มะพร้าว ไกว๋ แปลว่า แกวง่ ใบ หมายถึงใบมะพรา้ ว แก่วงๆ นี่เปน็ ระบำหน่งึ ที่เรียนลลี าของใบมะพรา้ วแกว่ งไปมาเพราะโดนลมซึง่ มีทำนองและลลี าแบบปา๊ วไกว๋ใบ ทำนองนีจ้ ะนิยมทาง จังหวดั เชียงใหม่ เชียงราย

๑๒๐ ๑๐.๒. ไต่ขัวกอ้ ม เป็นคำเหนือ ไต่ หมายถึง เดิน ขวั หมายถงึ ทอ่ นไม้ ก้อม หมายถึง สนั้ รวมความ หมายถงึ การเดนิ บนท่อนไม้ส้นั ๆ ลักษณะการเดนิ บนท่อนไม้ซงุ เราจะสงั เกตเหน็ วา่ เดินแบบบ่องๆ ระวงั ทำนอง หรือระบำธรรมนี้ กจ็ ะมลี ักษณะเช่นน้ี ๑๐.๓. นกเขาเหนิ หมายถึง ทำนองหรอื การเดนิ ระบำธรรม เลียนแบบของนกเขาทใ่ี ชล้ ลี าการบนิ แบบเหนิ ฟา้ มีการเหนิ ลงเมื่อเราสงั เกต ดังนนั้ การเทศน์ทำนองลักษณะทมี่ เี สยี งสูง และต่ำขน้ึ ลงเหมือนนกเขาเหิน น้ันเอง ๑๐.๔. นำ้ ตกตาด หมายถึง ทำนอง หรอื ระบำธรรมที่เรยี นแบบลกั ษณะนำ้ ตก ทไ่ี หลลงมากระทบโขด หนิ ๑๐.๕. ภู่จมุ ดวง หมายถงึ ทำนอง หรอื ระบำธรรมท่ีเรยี นแบบลักษณะของแมลงภูท่ ่บี ินมาล้ิมรสเกสร ดอกไม้ ดอกน่นั ที ดอกน่ีที ๑๐.๖. กวา๋ งเดนิ ดง หมายถึง ทำนองหรือระบำธรรมท่ีเรยี นแบบลกั ษณะของกวางเดนิ ในปา่ ค่อยๆ ไป เร่ือยๆ ๑๐.๗. แลรอดกิว่ หมายถงึ ทำนองท่ีใชเ้ สยี งสงู และยาวเป็นหลกั ท่ีต้องขน้ึ สงู ๆ คลา้ ยนกเขาเหนิ คล้าย ปา๊ วไกว๋ใบ ที่มารวมกนั เป็น แลรอดกิ่ว ๑๐.๘. บ่นาวลอ่ งของ หรือ มะนาวล่อง (แมน่ ำ้ ) โขง เรยี นแบบมะนาวทล่ี อ่ งในแม่นำ้ โขง ตบุ๊ ป่องๆ ทำนองหรือรำธรรมแบบนี้ จะเหมือนการลอยของมะนาวตุ๊บป่องๆ ในแมน่ ้ำโขง และสดุ ทา้ ย ๑๐.๙. หมาไต่คนั นา หมายถงึ ทำนองหรือระบำธรรมเรียนแบบ ลักษณะของสนุ ัข เดินไต่บนคันนา ซ่ึงจะเหน็ ได้ว่าภูมิปัญญานักปราชญ์อาจารยส์ มัยเก่าได้นำลักษณะธรรมชาติท่ีไดพ้ บเหน็ ใน ชวี ติ ประจำวนั มาใชใ้ นการสร้างสรรคท์ ำนอง หรอื ระบำธรรมตา่ งๆ เพื่อการจรรโลงจติ ใจของผู้ทจ่ี ะฟงั การแสดง ธรรมไดเ้ ป็นอยา่ งดี ย่างที่ได้กล่าวมาแล้ววา่ อยา่ งนอ้ ย เมอื่ มคี วามรน่ื เริง จติ ใจอิม่ เอบิ เบกิ บาน แชม่ ช่ืนใจ ก็จะซึม ซบั จดจำคำสอนที่เปน็ เนือ้ หาหลักธรรม มาใช้ในการดำเนนิ ชวี ติ ประจำวัน ๑๑. สำนวนการแต่ง การเทศน์มหาชาติได้มี โบราณอาจารย์ศาสนาได้แต่งสำนวนหลายสำนวน ถอื วา่ เปน็ วรรณคดีท้องถ่ิน ไปอย่างนา่ ภาคภมู ิใจ และหวงแหนยง่ิ นกั ซึง่ มี ๕ สำนวน

๑๒๑ ๑๑.๑. สำนวน ไมไ้ ผแ่ จเ้ รียวแดง ไม่บอกปีท่แี ต่งหรือ จาร สังเกตจากภาษาและเน้ือความเหน็ ได้ว่า เกา่ มาก นายสงิ ฆะ วรรณสยั สนั นิษฐานว่านา่ จะเป็นวรรณคดีสมัยอยธุ ยา และมีอายุไมต่ ่ำกว่า ๓๐๐ ปี เป็นแบบให้ สำนวนอื่นนำมาเกลาใหมห่ ลายสำนวน มลี กั ษณะเป็นใบลานจารด้วยอักษรพื้นเมือง (ต๋วั เมือง) ๑๓ ผกู หรือ ๑๓ กัณฑ์ ๑๑.๒. สำนวน สร้อยสงั กร เปน็ สำนวนทีช่ ำระตรวจสอบโดยพระอบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์ (ฟู อตตฺ สิโว) เม่ือครั้งยังดำรงตำแหนง่ เป็นพระธรรมราชานวุ ัตร เจา้ คณะตรวจการภาค ๕ พิมพ์เผยแพร่ เมื่อเดือนกุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๐๓ ๑๑.๓. สำนวน อนิ ทรเ์ หลา ไมไ่ ดบ้ อกปี ทแ่ี ต่งและจาร๕ แตส่ ังเกตจากถ้อยคำ สำนวนและการต่อเตมิ ความนาจะเปน็ สำนวนทเี่ กดิ ข้ึนในสมัยรตั นโกสินทร์ ความบางตอนคล้ายคลงึ กบั สำนวนพระยาฟ้นื มาก ลักษณะ เป็นใบลานจารดว้ ยอกั ษรพนื้ เมอื ง ๑๓ ผูก ๑๑.๔. สำนวน พระยาฟน้ื ผชู้ ำระ คือ พระยาปัญญทิพธาจารย์ (พระยาฟ้นื ) ชำระสมยั รตั นโกสนิ ทร์ ไมไ่ ดบ้ อกปีทีจ่ าร เป็นใบลาน จารด้วยอกั ษรพืน้ เมือง ๑๓ ผูก ๑๑.๕. มหาเวสสนั ดรชาดกฉบับพเิ ศษชดุ สร้อยรวมธรรม เกลา๖โดย อนิ สม ไชยชมพู โดยอาศยั สำนวนตา่ งๆ เช่น ฉบับแสนหลวง ฉบับทา่ แปน้ ฉบบั เมืองมาง ฉบับเมืองบอ ฉบับสรอ้ ยสังกร และอาศัยทศชาติฉบบั ชินวรเป็นหลัก มหาชาติชดุ นี้เป็นหนงั สอื ผกู ๑๓ ผกู สำหรับผูท้ ีส่ นใจรายละเอยี ดเกยี่ วกบั เนอ้ื หารสาระธรรม สำนวนต่างๆ กส็ ามารถศึกษาได้ หรือ พระภิกษผุ ู้ใฝ่ในการศกึ ษาทำนอง ระบำธรรมก็สามารถท่ีจะศึกษาไดจ้ ากผู้รู้ เพราะอย่างนอ้ ยดารสบื ทอด พุทธ ศิลปะการเทศน์ก็ยังเปน็ การจรรโลงพระพุทธศาสนาได้อกี ทางหน่ึง ๕ เป็นกริ ยิ า ของการเขียนบนั ทึกตวั อกั ษรภาษาลา้ นนาหรือตวั๋ เมอื ง ลงบนใบลาน หรอื ลงบนกระดาษสา โดยใช้เหลก็ ปลายแหลมเป็น เครอ่ื งในการเขียน ที่เรียกวา่ เหลก็ จาร ฉะนัน้ การเขยี นบันทกึ อกั ษรภาษาลา้ นนานจึงเรยี กตามเหลก็ ทใี่ ชเ้ ขยี น เหลก็ จาร ว่า จาร ๖ การปรบั แตง่ ขดั เกลาสำนวน.

๑๒๒ ๑๒. ตัวอย่างการแสดงปาฐกถาอบรมเยาวชน บรรยายพระคณุ แม่ เจริญพรท่านผู้อำนวยการ คณาจารย์ทุกทา่ น…… สวสั ดี ศรีสวสั ดิ์ บรรดานักเรียนทั้งชายและหญิง ต่างมาน่งิ เหมอื นกับเปน็ แฟนของวงสตริง ปิติยินดี ที่ พวกเธอใฝ่กุศล อสุ า่ ห์มานั่งอดนั่งทนฟัง ปาฐกถา สง่ เสียงแจ้ว ๆ มาแล้วละหนา ได้พบสบตาแลว้ พาช่ืนใจ....(ฮู้ลา ฮู ลา่ เทศน์แล้วเทศน์อีก) (ฮา่ ....) วันนี้ พระอาจารยด์ ใี จ ทไี่ ด้มีโอกาสไดพ้ บกับนกั เรียนเพราะความใฝ่ฝนั วา่ คงมสี ัก วนั ....(ฮา.......เพลงของก๊อด จักพนั ธ์อาบครบรุ )ี ได้พบกับพวกเธอ วันนี้ เลยทำใหฝ้ ันนนั่ เปน็ จริง สาเหตทุ ี่อยากพบก็เพราะยุคนีก้ ำลงั เขา้ สกู่ าลยี กุ ต์ คือยคุ มืด ยุคท่ีอันตราย ยกุ ตท์ ม่ี ีความเส่อื มสลาย ของคนดี มคี วามเศร้าสลดทางจริยธรรม ดงั ท่เี ขาบอกวา่ ธรรมไม่กลบั มาโลกาจะวินาศ ดังน้นั จะตอ้ งเริ่มปลุกฝังกบั พวกเธอกนั ใหม่ เพราะพวกเธอเปน็ เดก็ วันนี้ คือผ้ใู หญว่ นั หน้า ถ้าเปน็ เดก็ ขหี้ มาจะมคี ุณค่าอะไรในประเทศ ละ ...(ฮา ...) เพราะคนสมยั น้ีไม่สนใจธรรมะ วันพระ วนั โกน ก็ไมร่ ้จู กั ..... เธอร้ไู หม วนั น้คี อื วันอะไร ...ผูใ้ หญ่ บางคน เด็กบาง คน วัดไมเ่ ข้า พระเจา้ ไม่ไหว้ ศลี ไมร่ กั ษา ภาวนาไม่เจรญิ ไปมวั เพลิดเพลนิ กับอบายมุข หรอื วดั ไมเ่ ขา้ เหลา้ ไม่ขาด บาตรไม่ใส่ อ้มุ ไกไ่ ม่ละ เอาหัวพระเป็นปฏิทิน เห็นวันไหนหัวพระโลน้ ๆ.......ถงึ ไดร้ วู้ ่า วันพระ ...(ฮา่ ...) พระอาจารย์ว่าคำพระบาลวี า่ “นมิ ติ ตงั สาธรุ ปู านงั กตญั ญกตเวทติ ตา” แปลเป็นภาษาไทย ว่า ความ กตัญญู เป็นเครื่องหมายของคนดี เปน็ เร่ืองทีน่ า่ สนใจ เพราะคนเราเกดิ มาแล้ว ไมร่ ู้จกั การตอบแทนบุญคุณ คน ก็จะ เป็น อกตัญญู และจะกลายเป็นคน เนรคุณ ด้วยซำ้ สรรพส่ิงในโลกน้ี มหี ลายสงิ่ หลายอยา่ งท่ีปรากฏข้ึน แต่เมื่อกลา่ วโดยสรุปแล้วมี ๒ อยา่ ง คือ มีเกดิ กบั มีตาย ชวี ติ ของคนเราเม่ือมีการเกดิ ก็ต้องมีการตายเป็นเรือ่ งธรรมดาของชีวติ ตายหมดครู นักเรียน พระอาจารย์ ท้งั หลายที่มาในงาน นก้ี ็ตายหมด ก็ให้พระอาจารยร์ ปู อน่ื ตายกอ่ น ส่วนพระอาจารยค์ นน้ีจะไปทีหลัง...(ฮา่ ......) ก่อน พวกเธอทั้งหลาย (เริ่มทำเสยี งที่จริงจงั ......) ทเี่ ป็นลูกท่ีรกั ของพ่อแมข่ อใหพ้ วกเราจงน้อมระลกึ ถงึ พระคณุ ของพ่อ ของแม่ ท่ีท่านมบี ญุ คุณต่อเรา ดังคำประพนั ธท์ ว่ี า่ ....... “พระคณุ ของพ่อแม่ เลศิ หล้า มหาสมุทรพระคณุ พ่อแม่ สงู สุด มหาศาล พระคุณของพอ่ แม่ เลศิ หล้า สุธาธาร ใครจะปาน พอ่ แม่ฉัน น้นั ไม่มี” ก่อนทเ่ี ราจะเป็นตวั ตนอย่างน้ี ไดม้ าอบรมธรรมแบบนี้ ได้มาเรยี นอยา่ งน้ีได้ เปน็ ชวี ิตท่ีมีเลือดมเี นื้อ พ่อ แมบ่ างคนมลี กู ยาก กต็ ้องไปขอพร กบั สิ่งศักดิส์ ิทธิ์ หรือถา้ มลี กู กใ็ ครอยากได้ลูกที่ดี มีร่ายกายแข็งแรง พ่อแม่บาง

๑๒๓ คน พอรู้ว่ากำลังจะมีลูก แล้วดีใจเป็นท่ีสดุ พ่อแม่ท่มี ีลูกมักจะมีนิมติ ฝันไวว้ ่า จะมใี ครมีใครมาเกดิ ....มาเป็นลกู สุดท่ี รกั ...วันนนั้ แม่ของลูกทกุ คน ก็คงจะมีความกระหย่ิมย้ิมย่องอยู่ในใจของแมว่ ่า...แมจ่ ะมีลกู แลว้ ...เราจะรกั ลูก เมอ่ื เรามลี ูกแล้วจะเฝา้ เอ็นดู เล้ียงดแู ลรักษาอยา่ งทะนถุ นอมยุงไม่ให้ไตไ่ รไม่ใหต้ อม บางทีกเ็ หมือนกับแม่ได้พูดคนเดยี ว ซ่งึ ท่จี รงิ พูดกบั เธอตัวนอ้ ยๆ ที่อยใู่ นท้องแม่นน้ั เอง ความที่แม่ เคยกนิ ของเผ็ด เคม็ หวาน เปรีย้ ว หรือรสจัดๆ ซ่งึ เปน็ รส ทแี่ ม่ชอบ ก็ต้องงด เพราะเปน็ ห่วงลูก วา่ จะรบั รส เหล่าน้ไี ม่ได้ ก็ อด เพื่อลูก วัน....ผา่ น........เดือนผ่าน เจ้าตวั นอ้ ยกเ็ ร่ิมเตบิ ใหญ่ อยใู่ นท้องแม่ ถงึ ๙ เดือน ๑๐ เดือน..มบี า้ งไหมใครจะรู้สึกถึงความลำบากของแม่ ทจ่ี ะต้อง หนกั ไหมท่ีลูกโตข้นึ ในท้องแม่ เจบ็ ไหม เวลาลูกพลิกตัวใชเ้ ท้าถบี ท้องแม่ เหนอื่ ยไหม เวลาไปไหนมาไหน ก็เอาลูกติดท้อง ไปดว้ ย คำเหล่าน้ี เหนื่อยม้ยั แม่ เจบ็ ม้ัยแม่ หนักม้ัยแม่ เคยออกจากปากลูกสักคำไหม... มีแต่แม่เทา่ นั้นท่ีคอยเฝา้ ปรนนบิ ตั ลิ ูกในท้องของแม่ทุกเช้า ทกุ เย็น แมน่ ั้น รักลูก คดิ ถงึ ห่วง และเฝา้ ถนอมลกู แม่มาตลอด “ความรักใดไหนเล่า เทา่ ลูกรัก จติ พนั ธ์ผูก เลือดเนอื้ สบื เช้ือสาย เปน็ ความรัก บริสุทธิ์ ทัง้ กายใจ เปน็ เครอ่ื งหมาย ประจกั ษ์ รักซ่ือตรง ลูกของแม่ แมร่ กั ยง่ิ กว่าชีวิต รักด้วยจติ เป็นมติ รใหญ่ ยิ่งไหลหลง รักลกู รัก ปกั ใจ ไว้มั่นคง ลืมไม่ลงรกั ลูก ไปทุกทาง มาเถิดหนา ลกู คนดี สุดท่ีรกั มารู้จัก รักของแม่ แผ่ไพศาล มาทำจติ จำเริญ เดินสายกลาง รักไม่หา่ ง จากไกล ในชวี ิน.....ฯ” เม่ือลกู อยใู่ นท้องครบกำหนดแล้ว แมก่ ็รสู้ กึ วา่ เจ็บปวดทอ้ ง เจ็บเหมอื นใจจะขาด แม่รู้สึกปวดเป็นยิง่ นกั แตแ่ ม่กท็ นได้ แม่ทนเพื่อลกู รัก... แต่มแี มบ่ างคนทนไมไ่ ด.้ .บางครง้ั กเ็ อาชีวติ แม่ไป เพ่ือให้ได้ลูกมา...ความ เจบ็ ปวดนัน้ ทรมานนัก ดงั ที่เขาวา่ “วนั เกิดลูก นน้ั เกือบคลาย วันตายแม่ รกั ไมเ่ บอื่ เกียจไมล่ ง เพราะสงสาร ตอ้ งอุ้มท้องเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ให้ดมื่ ธาร จากทรวงอก โอ..ลกู จา๋ ความทุกขท์ รมาน ความเจบ็ ปวด ความกระเสอื กกระสนแหง่ ความเจบ็ ปวดที่ลูกจะออกมาลมื ตาดูโลก มนั ชา่ งแสนทรมาน และยนื ยาวเหลอื เกิน ลกู บางคนเกิดมาพอถึงวนั เกดิ ก็จะคดิ ถงึ งานฉลอง ฉลองวนั ท่ตี วั เองเดมา หรือวา่ ฉลองวนั ที่แมเ่ กือบตาย วนั ที่แมเ่ กือบตายเพราะเกิดลูก ลกู จัดงานฉลองอย่างสนกุ สนานหรอื ...บางคน สนกุ สนานจนลมื พ่อ ลืมแม่ไปก็มี เธอทั้งหลายในท่นี ี้...ได้ชอื่ วา่ เปน็ ผู้ที่ไดร้ ับการอบรมธรรมมาแลว้ มีจิตใจสงู ขึ้น หรือป่าว ถา้ จติ ใจสูง เธอจะตระหนกั เถิดวา่ ... “งานวนั เกิด ยิง่ ใหญ่ ใครคนน้ัน ฉลองกนั ในกลุ่มผลู้ ุ่มหลง หลงลาภยศ สรรเสริญ เพลินทะนง วนั เกิดสง่ ชพี สั้น เร่งวันตาย

๑๒๔ อกี มุมหนึง่ ทีเ่ หงา นา่ เศร้าแท้ หญิงแกๆ่ นกั หงอย และคอยหา โอว้ นั นน้ั เป็นวันอันตราย แม่คลอดสายโลหติ แทบปลิดชนม์ วันเกิดลกู เกือบคล้าย วนั ตายแม่ เจบ็ ทอ้ งแท้ เทา่ ไรมไิ ด้บ่น กว่าอุ้มท้อง กวา่ จะคลอด มาเปน็ คน เตบิ โตจน บดั น้ี นี่เพราะใคร แม่เจ็บเจยี น ขาดใจ ในวนั นัน้ กลับเป็นวันลกู ฉลองกันผ่องใส ไดช้ ีวิตคิดหลงระเรงิ ใจ ลืมผูใ้ ห้อีกชีวิตอนิจจา ไฉนจงึ เรียกกันวา่ วันเกดิ วนั ผใู้ ห้กำเนิดจะถกู กว่า คำอวยพรที่เขียน ควรเปล่ียนมา ใหม้ ารดาคณุ เป็นสุข จะถูกแท้ เลกิ จัดงาน วันเกิดกันเถิดนะ ควรท่จี ะคกุ เขา่ กราบเท้าแม่ ระลึกถงึ พระคุณอบอนุ่ แน่ อยา่ งมัวจดั งานประจานตัว...ฯ. พวกเธอทร่ี ักทั้งหลาย พอลูกไดค้ ลอดออกมาแลว้ แมก่ ก็ ระหย่มิ ย้มิ ยอ่ งดว้ ยความชนื่ อกชืน่ ใจและรำพงึ ในใจว่า ลกู ของเราปลอดภัยแลว้ ลูกของเราเกดิ แล้วเราได้เห็นหนา้ ลกู แล้ว น่แี หละ คือนำ้ ใจของแม.่ ..นำ้ ตาทก่ี ลนั่ ออกมาเปน็ น้ำใจในความสุข “ น้ำใจแม่ สะอาดแทก้ วา่ ทุกสง่ิ นำ้ ใจแมส่ ะอาดยิง่ กว่าสิ่งไหน น้ำใจแม่ สะอาดแท้ เกินส่ิงใด นำ้ ใจแม่ มีไวเ้ พอ่ื ลูกทุกคน ลูกๆ ทง้ั หลาย เธอเหน็ ม้ัยวา่ แมร่ กั ลูกขนาดไหน เพื่อลูกรักเพือ่ ความเจรญิ เติบโตของลกู แล้วแมว้ า่ ชีวติ ของแมจ่ ะดับดิ้นสนิ้ ไปก็ตาม แม่ก็ยอมเสยี สละเพือ่ ลูกได้ แตจ่ ะมีลกู สักกค่ี นท่จี ะยอมเสยี สละชวี ิตเพอื่ แมไ่ ดบ้ ้าง แต่ มลี กู หลายคนท่ีทำกับพ่อกบั แมอ่ ย่างหมกู ับหมา ดูถูกแม่ ดถู ูกพ่อของตวั เอง ว่า โงเ่ ง้า..งเ่ี ง่า...ไมท่ ันสมัย ใชพ้ ่อแม่หา เงินเพ่ือตัวเองจะได้ใชอ้ ย่างสบาย เหมือนวัว เหมือนควาย เหมอื นทาส เหมือนข้ขี ้า เติบโตมาแล้วนี่ เรียกใชอ้ ะไรก็ ไม่ได้ แนะนำพรำ่ สอนอะไรก็ก็ไมเ่ ช่ือ อบรมอะไรก็ไม่ฟงั สั่งสอนอะไรกไ็ มจ่ ำ ท้งั ๆ ทนี่ ้ำใจแมท่ ่แี ท้ คอื ปรารถนาดีต่อ ลูก ปรารถนาดี รักที่บริสุทธต์ิ ้ังแตอ่ ยูใ่ นท้อง..พอโตข้ึนได้เรียนสูงกว่าท่าน กลับประณามทา่ นทุกส่งิ ทกุ อย่าง ว่าแม่โง่ แมง่ เ่ี ง่า แม่ไม่ทนั สมัย แม่ใจร้าย แม่ใจดำ แมเ่ ลว แมล่ ำเอยี ง แมไ่ มร่ ัก บางที กเ็ อาแม่ไปเปรยี บเทียบกับส่งิ ท่ี เรยี กวา่ สะใจ แมเ่ หมือนควาย เหมอื นวัว แมเ่ ปน็ ไดโนเสาร์ แมเ่ ป็นเตา่ ตุ่น บางทีแม่ด่า กเ็ พราะอยากใหล้ ูกดี ด่าตี เพราะลูกทำผิดในโลกนี้ไม่มีหรอกครับ พ่อแมจ่ ะด่าจะตลี กู โดยไม่มีเหตผุ ล เพราะเราผดิ จริงๆ ซ่งึ แทนทจ่ี ะสำนึก... ไม.่ .กลับครำ่ ครวญว่า แม่ไม่รัก แม่ไม่รกั แล้วเกดิ หนูมาทำมั้ย แมไ่ มส่ มควรเปน็ แม่ของหนู หนเู กลยี ดแม.่ .หนูไม่อยาก เห็นหน้าแม่ นค่ี ือ ลกู บางคนทำกบั แม่....ซ่งึ แท้จรงิ แล้ว แม่รกั หวงั ดีต่อลูกตลอดมา คำเตือนก็เป็นคำด่า ตเี พ่อื ให้ หลาบจำกเ็ พ่ือไมใ่ หก้ ระทำอกี แตห่ าว่า ไม่รกั แม.่ ...กลบั ถกู ลูกตอ่ ว่าสาดเสียเทเสีย อยา่ งเสียๆ หายๆ ทำให้ทา่ นตอ้ ง ทำอยา่ งงยั ...ถามว่าต้องการอย่างงยั ...ท่านต้อง หวานอม ขมกลนื กนิ ทั้งน้ำตาของตนเอง อย่างเจบ็ ปวดรวดร้าวใน

๑๒๕ ใจ ร้องให้ เพราะลกู ร้อง ก้องให้ เพราะลกู เจบ็ ร้องใหเ้ พราะลูกไมเ่ ชือ่ ฟงั ...แตค่ รัง้ แล้ว คร้ังเล่า พ่อแม่ก็อดทน ทน เพื่อลูกได้เสมอ ใครคนอ่นื ที่พ่อแม่มีรัก พ่อแม่จะไมส่ นใจเลยวา่ จะดีหรอื ไม่อย่างไร และใครกม็ าดูถกู ว่า พ่อวา่ แม่ แบบลกู ว่า พ่อแม่อย่างนี้ไม่ได้ ซ้ำร้าย ลกู ท่เี ตบิ โตมีกำลังเท่าพอ่ แม่ บางคน ประทุษร้ายตพี ่อแม่ ด้วยมือบา้ ง ไม้บา้ ง คำพูดบ้างท่ี เหยียดหยามเลวทรามตำ่ ชา้ .... เธอรมู้ ัย้ ..ว่า....แม.่ .ไมเ่ คยนึก ไม่เคยเฉลยี วใจเลยว่า...ลูก..ที่ทา่ นอุ้มท้องมาอยา่ งเธอ เจรญิ มาถงึ ปานนี้...เธอจะทำใหแ้ มต่ ้องเจ็บชำ้ น้ำใจ ปวดรา้ วแสนสาหัสเช่นนอี้ กี แม่ไดแ้ ตค่ ิดวา่ ลูกคงจะเปน็ คนดี เป็นลูกท่ีดี เป็นลกู ที่มีความกตัญญูร้คู ุณ เพราะว่าแม.่ .... “รกั ไม่เบ่ือ เกลียดไม่ลง เพราะสงสาร นกึ ถงึ ตอนอุ้มท้องต้องทรมาน ให้ดืม่ ธาร จากทรวงอกพกช้ำมา” ตรงกันข้ามเม่ือพ่อแม่ ได้รับข่าวรา้ ย ว่าลูกเลว ลูกไม่ดี ท่านได้แตเ่ สียใจ น้อยใจ รันทดใจ และแม่กเ็ ฝา้ ที่จะโทษตวั เองเสมอว่า แม่เลี้ยงลูกไม่ดีเอง แมส่ ่ังสอนลูกไม่ดี แม่ไม่เคยโทษลกู เลยบางครั้งก็ท้อกะชีวติ ไหนจะต้อง ทำงาน หนักกาย ลำบากกาย ไหนตอ้ งทุกขใ์ จลำบากใจอีก เพราะรักลูก...แล้วลกู ๆ และเธอละ....เปน็ ห่วงแม่บ้าง ไหม จะมีลูกสกั กีค่ น...สกั กค่ี น...พอกลบั ถงึ บา้ น เข้าไปก้มกราบท่ีตัก ของพ่อของแม่ แล้วถามว่า พอ่ จ่า...แม่จา๋ ...พอ่ แม่ทำงานเหนื่อยไหมวนั น.้ี ..ทำงานหนักไหม...ใหล้ ูกชว่ ยอะไร หรือปา่ ว..พ่อแม่พักผ่อนก่อน ทำงานมาเหน่ือยมา มากแล้ว ตอนนี้ผมโตแลว้ หนโู ตแลว้ ใหผ้ ม..ใหห้ นูได้ทำงานเองบา้ งเถดิ ลูกจะชว่ ยพ่อ...ชว่ ยแม่...ลูกสงสารพ่อ... สงสารแม่จงั ....พดู แบบน้ี จะมสี ักกค่ี น ทำอย่างน้ีสกั กีร่ าย... พอทจ่ี ะบรรเทา ความทุกข์ในยามเจบ็ ปวด คอย ปรนนิบตั ิ อย่างใจจดใจจอ่ ด้วยความเคารพเทิดทูล และเปน็ ห่วงเป็นใย แมแ้ ต่ พ่อแมจ่ ะคอยถามวา่ ...เปน็ อยา่ งง้ัย ลูก เรียนหนังสอื เหนื่อยมัย้ ..เปน็ อะไร หรอื ป่าว...ทำมั้ย พ่อแม.่ .อาทร ห่วงหาลูกปานน้.ี .ก่ีปีที่ เราเกิดมาแลว้ ช่วย ตวั เองไม่ได้...พ่อแมท่ ำใหท้ ง้ั น้ัน...อาบนำ้ ให.้ ..อุจจาระปัสสาวะ...พอ่ แม่กล็ า้ ง.....เช็ด ไม่อยากใหล้ กู นอนจมอยใู่ น นำ้ เยีย่ ว...ขี้...จะมีลูกสกั กคี่ นที่ได้ตอบแทนบุญคุณ อันใหญ่หลวงน้ี อนจิ จา ลูกบางคน อาย....อายทีม่ ีพ่อแมท่ ่ีดๆี แบบน.ี้ ...อายเพราะพ่อแมจ่ น อยา่ งนน้ั หรือลูก อาย เพราะพ่อแม่ไมม่ ีความรู้เหรอ...แตพ่ ่อแม่ไม่เคยเลยทีจ่ ะมีลูกแบบไหน ลูกแบบไหน กค็ ือลกู ของพ่อ ลูกของแม่ ... หรอื วา่ กวา่ จะสำนึก รอใหท้ า่ นตายเสียก่อน....ทำความดีหลังที่ท่านตายเสียก่อน.... กลบั ตวั กลับใจหลังท่ีตายซะ กอ่ น...ตอนพ่อแม่มีชีวิต ลกู เลว คอยทำแตเ่ ร่อื งที่ต้องทำให้ พ่อแม่ ร้องให้ นำ้ ตาตก ตดิ เหลา้ บหุ ร่ี กญั ชา เฮโรอีน ทนิ เนอร์ ยาบา้ น ต่างๆ

๑๒๖ นบั ต้ังแตว่ ันนี้เป็นตน้ ไป วันน้ี จะเปน็ วันที่มีความหมายยง่ิ ในชวี ิต เป็นวันทลี่ กู ๆ จะมคี วามสำนกึ สำ เนยี กในการท่จี ะแสดงความกตญั ญูกตเวทีกอ่ นท่จี ะไมม่ ีพ่อไมม่ ีแม่ใหป้ รนนิบัติ ทำใหท้ ่านมีความสุขท้ังกายและใจ ทงั้ ทางใจใหม้ ีความสขุ อยา่ ได้กระทำตวั ทีช่ วั่ ชา้ เหลวไหลเฉกเชน่ เหมอื นกอ่ นมากระทำอีก ถ้าพวกเธอทั้งหลายจะทำ นำความงดงามไปฝากพ่อ ฝากแม่ เธอจะทำเพ่ือท่านไมไ่ ดเ้ ชยี วเหรอ.... “ถนอมดวงจติ วันทา หนา้ พ่อแม่ นอ้ มดวงแด บรรจง ลงกราบไหว้ นอ้ มเคารพ แนบสนทิ ด้วยจิตใจ นอ้ มฤทัย บูชา เป็นอาจณิ พอ่ แม่จา๋ ลกู บชู า อยูเ่ ป็นนิจ ขอมอบชีวติ กตัญญู เป็นอาจิณ รักพ่อแม่ เหนืออ่ืนใด ในแผน่ ดิน มอบชีวิน ให้พ่อแม่ อย่างแท้จริง ศิโรราบ กรานกราบ พระพ่อแม่แกว้ สำนึกแล้วความเลวเคยเหลวไหล ณ บัดน้ี เวลาน้ี ณ ตอ่ ไป ลกู สายใจ ของแม่ จะทำดี... วันนจี้ ะมีลกู ๆ ที่กตญั ญูรคู้ ุณ สำนึกแล้วจะออกมาปฏิญาณตัวเอง ตรงหน้าพระรตั นตรัย อกี ทั้งเพื่อนๆ ว่าจะเปน็ คนดี จะทำความดี เพ่ือพ่อแม.่ ..ของตวั เอง...พระอาจารย์ไม่บังคบั วา่ ใครจะกลา้ ออกมาหรือไมม่ า...การ แสดงออกซึ่งความดงี ามใครคิดวา่ เปน็ เรื่องหน้าอาย กไ็ ม่ต้องออกมา....ใครเหน็ วา่ ...เปน็ เรือ่ งท่ีงดงาม และตั้งใจจะ ตง้ั สจั จะอธิฐาน ต้งั ปณธิ านให้พระอาจารย์ ทั้งหลาย และเพื่อนๆ ให้รับรู้ ความเลวทเ่ี คยทำ กรรมช่วั ที่ปฏิบตั ิ เธอจกั เลิก...และจะเป็นคนดีตอบแทน พระคุณ พ่อแม่...เชญิ ออกมา... (จบตัวอยา่ งการอบรมเยาชนวนั แม่) ๑๓. การสื่อธรรมดว้ ยการเขียน การเขยี นเปน็ ทักษะ ๑ ใน ๔ ของการสอื่ สารคอื ฟัง อา่ น พูด และเขียน ฉะนน้ั การเขียนจงึ จำเป็นใน การทจ่ี ะใช้ในการส่ือธรรมเผยแผธ่ รรม เพ่อื ใหส้ อดคล้อง และบรรลเุ ปา้ หมายอย่างมีประสิทธิผล จึงจำเปน็ ท่จี ะตอ้ ง ศกึ ษาทฤษฏวี ่าดว้ ยการเขียน เพอื่ จะนำไปสู่ การเขยี นบทความธรรมเพือ่ การเผยแผ่ การเผยแผ่ธรรมดว้ ยการพูดแมจ้ ะเป็นปจั จัยสำคัญในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาในยุคปจั จบุ นั แต่การ เผยแผด่ ้วยการพดู หรือเทศน์กม็ ขี ้อจำกดั อย่บู า้ ง เชน่ ผทู้ ่ไี มส่ ามารถรับสารด้วยด้วยอาศยั หู ในการทจี่ ะฟังเสยี ง เมอ่ื บคุ คลทร่ี บั สารไมส่ ามารถได้ยนิ การสื่อสารทอ่ี าศัยเสยี งจึงเป็นปัญหาอุปสรรคในการสื่อสารธรรม การเขียนกย็ ัง เป็นอกี ทางเลือกหนึ่งทจ่ี ะทำให้ผ้ทู พี่ บเห็นตัวหนังสอื บทความแผน่ พับ ฯลฯ สามารถที่จะรับสารไดโ้ ดยท่ีไมต่ ้องใช้ เสียงในการสอื่ สาร

๑๒๗ อย่างไรก็ตามถา้ การสอ่ื สารธรรมไปสพู่ ุทธศาสนกิ ได้ทง้ั ๒ ประเภท คอื สามารถได้ยนิ ทง้ั เสยี ง และ สามารถอา่ น ไดจ้ ากการเขียนทีด่ ีกจ็ ะทำให้การสื่อสารหรือการเผยแผ่ธรรมเปน็ ไปได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ดงั น้นั จึงจำเปน็ ทผี่ เู้ ผยแผธ่ รรมควรทีจ่ ะศึกษาในเรอ่ื งของการเขียนบทความ โดยเฉพาะการเขยี นบทความธรรม ๑๔. ความหมายของการเขยี น การเขยี นเป็นการส่ือสารด้วยตวั อกั ษรเพื่อถา่ ยทอดความรู้ ความนกึ คดิ อารมณ์ ความรูส้ ึก ประสบการณ์ ขา่ วสารและจิตนาการจากผู้เขยี นไปสผู่ ู้อา่ น๗ ซึ่งการเขยี นกย็ งั ต้องเขา้ ใจต่อไปอีกวา่ การเขยี น เขียน เพอ่ื อะไรมจี ุดมุ่งหมายว่าจะอธิบาย เขยี นเพื่อแสดงความคิดเหน็ เขยี นเพื่อสร้างเร่ืองจติ นาการ เขยี นเพ่ือโนม้ น้าว จติ ใจ เป็นตน้ จากการศึกษาเกี่ยวกับการเขียนเราสามารถไดแ้ บ่งประเภทของการเขยี นไว้ ดังน้.ี ๑๔.๑. การเขียนย่อหนา้ คือ การเขียนข้อความหรือกลุ่มประโยคที่แสดงความคิดสำคัญเดียงอยา่ ง เดียวและเปน็ ส่วนของงานเขยี นเรอื่ งหนง่ึ ๘ ๑๔.๒. การเขยี นเรียงความ คือ งานเขียนที่ผู้เขยี นมจี ดุ ประสงค์จะถ่ายทอดความรู้ ความคดิ ทรรศนะ ความรสู้ ึก ความเข้าใจออกมาเปน็ เรือ่ งราวด้วยถ้อยคำสำนวนท่เี รียบเรียงอย่างชดั เจนและทว่ งทำนองของการเขียน ทีห่ น้าอา่ น๙ ๑๔.๓. การเขยี นบทความ คือ งานเขยี นที่ผูเ้ ขยี นมุง่ เสนอความคิด ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจรงิ และ เรอ่ื งราวทเ่ี กิดขน้ึ จริงในขณะนัน้ รวมทง้ั เสนอทรรศนะของผเู้ ขียนทีม่ ีต่อเร่ืองราวเหตกุ ารณ์หรอื ปญั หาน้ันๆ ผอู้ ่าน บทความนอกจากจะได้รับความรู้ ความคดิ แลว้ ยังได้รับความเพลดิ เพลินอีกด้วย๑๐ ๑๔.๔. การเขียนสรปุ ความ เป็นทักษะการเขยี นท่ีสบื เนือ่ ง และสัมพันธ์กบั การอ่านจับใจความ กลา่ วคอื เปน็ การสือ่ สารใหผ้ ู้เขียนต้องแสดงท้ังสมรรถภาพในการอา่ นจบั ใจความถูกต้อง ตรงประเด็นและสามารถ เรียบเรยี งภาษาสรปุ ประเดน็ ไดถ้ กู ต้องชดั เจน ต่อเน่ือง สละสลวย เป็นภาษาเขียนท่ดี ีดว้ ย๑๑ ๗ ภาควชิ าภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศิลปกร.ภาษากบั การส่อื สาร.โรงพมิ พ์มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร วิทยาเขตพระราชวัง สนามจันทร์. นครปฐม : ๒๕๔๐. หนา้ ๑๖๙. ๘ เรอ่ื งเดียวกนั . หนา้ ๑๘๑. ๙ เรอ่ื งเดยี วกนั .หนา้ ๒๐๐. ๑๐ เรือ่ งเดยี วกนั .หนา้ ๒๑๖. ๑๑ เรอื่ งเดียวกัน. หนา้ ๒๒๙.

๑๒๘ ๑๔.๕. การเขยี นจดหมาย คือ หนงั สือที่ใชต้ ดิ ตอ่ สื่อสารแทนการติดต่อกันด้วยวาจา๑๒ ๑๔.๖. การเขยี นรายงานทางวชิ าการ หมายถึงผลของการศกึ ษาคน้ คว้าเรื่องทางวชิ าการท่เี รียบเรยี บ ขน้ึ อยา่ งมีแบบแผน เพ่ือเสนอเปน็ สว่ นประกอบการศึกษาวิชาการตา่ งๆ การทำรายงานจึงเปน็ การศึกษาดว้ ยตนเอง อนั จะทำให้มีความรคู้ วามเข้าใจเรอื่ งที่ศึกษาได้ดีย่ิงขึ้น๑๓ ๑๕. การเขียนบทความธรรม ๑๕.๑. จดุ ม่งุ หมายของการเขียนบทความธรรม การเขยี นบทความธรรม เป็นระบบการสื่อสารหรอื การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาส่วนหนงึ่ จากผสู้ ่งสารไป ยังผรู้ ับสาร ซ่ึงการเขยี นบทความธรรมมีจุดมุง่ หมาย หลายประการ คือ ๑๕.๑.๑. เขยี นเพ่อื ชักชวน คอื การเขยี นบทความธรรมเพื่อทีจ่ ะชักชวนให้มาเหน็ ถงึ ความจำเป็น ของชวี ติ ท่ีจะต้องอาศยั หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา มาใชใ้ นการดำเนินชีวิต ๑๕.๑.๒. เขยี นเพื่อช้ีชัด คือการเขยี นบทความธรรมเพื่อที่จะชี้ชดั เห็นแจง้ เหน็ ความเป็นจรงิ ของสาร ถะแหง่ ความเป็นกฎแห่งอรยิ สัจจ์ ๔ สรรพสิ่งเกิดข้นึ สลายไป เพราะอาศัยเหตปุ จั จัยแหง่ ปฏิจสมปุ บาท ๑๕.๑.๓. เขียนเพอื่ ชักนำ คือ ธรรมนำชวี ติ ไปสคู่ วาม สบง นพิ พาน สันติ วมิ ุต มรรค เป็นต้น ๑๕.๒. ประเภทของบทความ ๑) พทุ ธประวตั ิ ประวตั ิพุทธสาวก ประวัตพิ ทุ ธสาวกิ า ๒) วนั สำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา ๓) ธรรมเพอื่ การปฏบิ ตั ิ ๔) ผลของธรรม ๑๕.๒.๑. การเขียนบทความทเี่ กย่ี วเนอื่ งพทุ ธประวัติ ประวัตพิ ุทธสาวก-สาวิกา เปน็ การเขียน เรื่องราวพทุ ธจริยวัตร ข้อปฏบิ ตั ติ น พุทธกิจ อันท่จี ะดำเนินไปสู่การท่ีพัฒนาตนเองของพระพทุ ธเจ้าและเหลา่ พระ สาวกในการบำเพ็ญบารมจี นไปส่จู ดุ มงุ่ หมายแหง่ การดำเนนิ ชีวิตของพระองค์ การเขียนบทความเก่ียวพทุ ธประวัติ ควรอาศยั หลักการการสรา้ งโครงเรื่อง กล่าวคือ ความนำ เนือ้ หา และบทสรุป ก็จะกล่าวถึงพระพทุ ธเจ้า พุทธ สาวก ประสบผลสำเรจ็ อะไรในชวี ติ แลว้ กอ็ ธิบายเร่อื งราวการปฏิบตั ติ นว่า ทรงปฏิบัติตนอย่างไร มีแนวทางในการ ๑๒ เรอ่ื งเดยี วกนั . หนา้ ๒๓๖. ๑๓ เรอ่ื งเดยี วกนั . หนา้ ๒๕๖.

๑๒๙ ปฏบิ ัติอยา่ งไร สดุ ท้าย สรปุ สุดทา้ ยผู้เขยี นบทความธรรมก็จะชักชวนใหผ้ อู้ ่านเห็นพุทธกิจ พทุ ธจริยวตั ร เปน็ เร่ืองท่ี ทุกคนควรปฏบิ ตั ิตาม ๑๕.๒.๒.การเขยี นบทความธรรมเนอ่ื งในวนั สำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา ก็จะเปน็ การเขยี น เพ่อื ใหท้ ราบถึงความเป็นมาของวนั สำคญั ดงั กลา่ ว เม่ือทราบความเปน็ มาของวนั สำคัญในฐานะชาวพทุ ธควรทราบ ความเป็นมาอยา่ งไร และวันสำคญั ดังกวา่ ให้ข้อคดิ แสดงถึงความดงี ามทช่ี าวพทุ ธควรระลึกเช่นไร ตลอดจนถึง วนั สำคญั ดังกว่าในฐานะท่ีเปน็ ชาวพุทธควรปฏิบัติตนในวนั สำคัญอยา่ งไร เพื่อส่งเสรมิ ชวี ติ ให้เกดิ ความดีงามในการท่ี จะรกั ษาหลักธรรม เชน่ ศีล ทาน ภาวนา เปน็ ตน้ ๑๕.๒.๓. การเขียนบทความธรรม ธรรมอนั ทีจ่ ะนำพาตนเองควรจะต้องปฏบิ ตั ิ ข้อควรละเว้นท่ี จะกลา่ วและนำเสนอใหเ้ ห็นถึง ธรรมของพระพุทธเจ้ามีความเหมาะสมกบั ทุกเพศ ทุกวัย เป็นธรรมท่ีเหมาะสมกบั กาลสมยั คือทันสมยั ตลอด การเสนอบทความธรรม จะกล่าวถงึ ความหมายของธรรม มคี วามหมายอย่างไร คณุ ประโยชนข์ องผทู้ ปี่ ฏบิ ตั ิธรรม และไมป่ ฏบิ ัตธิ รรมก่อให้เกดิ ผลอย่างไร ๑๕.๒.๔. การเขียนบทความธรรมท่ีแสดงผลของธรรม การเขียนบทความในลักษณะนีก้ จ็ ะนำ ผลของการปฏิบัตธิ รรมมาแสดงมาเขยี น เชน่ เรื่อง มรรค ผล นิพพาน วสิ ทุ ธิ วมิ ุต ฌาน ฯลฯ ซึ่งเปน็ การนำเอา ผลของการปฏิบตั ิธรรมมาเป็นประเดน็ ในการเขียน แลว้ ก็จะเสนอวธิ ีการไปสู่ผล แห่งการบรรลุธรรมดังกลา่ ว ********** *

๑๓๐ คำถามท้ายบท ๑. ท่านคดิ วา่ จากการศึกษาวิชาน้ที ่านได้รบั ความรู้ ซ่ึง สามารถนำไปปฏบิ ตั ิไดจ้ รงิ ได้หรือไม่ อยา่ งไร? ๒. คุณสมบตั ิพระนักเทศน์ อยา่ ง เช่น พระธรรมกถึก ต้องเป็นพระนักเทศนเ์ ช่นไรจงอธบิ าย? ๓. ธรรมมหาชาตชิ าดก มีทง้ั หมด กี่ กัณฑเ์ ท่าไร อะไร บา้ ง? ๔. สำนวนการแต่งธรรมเทศน์มหาชาติ แบง่ ออกเป็นก่สี ำนวนอะไรบา้ งใครเปน็ ผแู้ ต่ง ? ๕. จากการศึกษาธรรมพระเวสสันดรชาดก ทา่ นได้รับประโยชนจ์ ากการศึกษานี้อย่างไร? ***********

บทท่ี ๘ ธรรมที่ใชใ้ นการเทศน์ ๑. ความนำ ในสภาวะการณ์ท่ี ไมส่ ดู้ นี ัก ธรรมะที่ใชใ้ นการนเิ ทศก่อนอนื่ ก็ตอ้ งศกึ ษาว่า เราจะนเิ ทศหรือ แสดงธรรมในกลมุ่ เป้าหมายคือ ใคร มอี าชีพ อะไร วยั เท่าไร เพราะข้อมูล สว่ นน้ีมีประโยชนใ์ นการท่ีจะเลือก หัวข้อ ในการที่จะหาข้อมูล แล้วเวลาแสดงธรรมก็จะได้เหมาะสมกับผู้รับสาร ตรงตามทฤษฎีของนิเทศธรรม นิเทศที่จะควรใช้ในการนิเทศ ก็ควรจะหาข้อธรรมที่กลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับสารให้ตรงอาทิ เช่น ซึ่งแบ่ง ออกเปน็ ๔ ระดบั คอื ๑. ระดับเด็ก หมายถึง ระดับเด็กที่พอจะรู้จักอะไรเป็นอะไร ระดับนี้ผู้สอนควรและจำเป็นที่ จะต้องรู้จักปลูกฝัง คุณธรรมใส่ในใจเขา คุณธรรมที่เป้นความรัก ความเมตตา ความกตัญญูรู้คุณคน ความ เออ้ื เฟือ้ เผื่อแผ่ เจือจาน แบ่งปัน รจู้ ักความรับผิดชอบตัวเอง ซอ่ื สตั ยส์ ุจริต เปน็ ตน้ ๒. ระดับวัยรุ่น ก็จะปลูกฝังการคบค้าสมาคม กับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อต่างเพศ เพื่อต่างวัย รู้จักคุณโทษ ของการคบเพื่อน เพื่อนที่ดีเป็นเช่นไร เพื่อนไม่ดีเป็นเช่นไร ปลูกฝังค่านิยมเวลา ความซื่อสัตย์ สอนสังคมยอมรับอะไร สังคมไม่ยอมรับอะไร ชี้คุณ โทษของคิดอะไรผิดๆ นอกลู่นอกทาง รู้จักความ รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นสำคัญ สำเนียกรเู้ รียน บทบาทหนา้ ที่ทีต่ นกำลังเปน็ อยู่ เป็นลูกก็เป็นลูกท่ีดี ของพ่อแม่ เป็นนักเรียนก็เป็นนักเรียนที่ดี ของครูบาอาจารย์ เป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน เป็น ประชาชนคนไทย ก็จงรกั ภักดีต่อชาติบ้านเมอื ง ๓. ระดับคนที่มีครอบครัวควรที่จะออกเรือน มีคุณธรรมและธรรมระดับนีม้ ากมายไม่วา่ จะเปน็ ฆราวาสธรรม รู้จักประกอบอาชีพอย่างสุจริต เลือกคู่ครองที่เหมาะสม รู้จักหาทรัพย์ ใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได้ ความรับผดิ ชอบต่อสังคมส่วนรวม และคณุ ธรรมระดับแรกๆ ทส่ี ง่ั สมกน็ ำมาดำเนนิ ชวี ิตประจำวัน ๔. ระดับสูง ระดับที่แสดงหาธรรมชัน้ สูงใส่ตัว เพ่อื ความหลดุ พน้ เพอื่ จติ อนั สงบ เพอื่ การผกั ผอ่ น ทางสงั ขาร รา่ งกาย ดูแลใจ ใหส้ งบ ไม่หว่นั ไหว แต่ก็ไมท่ ิ้งการบำเพญ็ ประโยชน์ต่อสังคมท้ัง ๔ ระดับดังกล่าว เป็นเรื่องที่ผู้ที่จะนิเทศธรรม ควรพิจารณาให้อย่างเหมาะสม เด็กนักเรียนที่เรียนอยู่ ก็ไม่ควรเน้นเนื้อหาถึง การปฏบิ ตั เิ พื่อใหห้ ลุดพ้น ธรรมะของพระพุทธเจ้า เหมาะสมกับบุคคลทุกกาลทุกสมัย แตจ่ ะใช้หมวดไหน ข้อ ไหนในการแนะนำนิเทศ และใช้ในการดำเนนิ ชีวติ ประจำวันอันนี้ ก็ควรอย่างไร ก็ต้องชีแ้ นะ แนะนำกันต่อไป และถ้าไม่มีโอกาสจะได้รับคำชี้แนะจากใครอันนี้ก็สุดแล้วแต่ สติปัญญาของมนุษย์ทุกหมู่เหล่าจะแสวงหา กนั เอง

๑๓๒ ดังนั้น ในบทนี้เราจะศึกษาธรรมที่เหมาะสมของผู้รับสาร หรือกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ พระสงฆ์ จะแสดงธรรมให้กับชาวบ้านจะเป็นผู้รับสาร ดังนั้นธรรมะที่จะให้ชาวบ้าน ก็ ควรที่จะให้สอดคลองกับ สภาวะการณ์ เราเรียกผูร้ บั สาร ตามทฤษฎีของนิเทศ กค็ ือ ฆราวาส มใิ ชน่ กั บวช ฆราวาส คอื คนท่กี ำเนนิ ชีวิต ตามบ้าน เรียกว่า ชาวบ้าน ทางพระพุทธศาสนาเรียกผู้รับสารเหล่านี้ว่าฆราวาส ดังนั้นธรรมที่เหมาะสม เรา เรียกว่า ฆราวาส นอกจากธรรมสำหรับฆราวาสแล้วพระองคก์ ็ยงั ไดแ้ สดงหลักธรรมสำหรับการครองเรือนอ่ืนๆ อีกมากมาย ล้วนแต่เป็นธรรมสำหรับฆราวาส ดังนั้น นักธรรมนิเทศ หรือพระสงฆ์ผู้เผยแผ่พระศาสนา ตระหนักและนำธรรม อันมิน้อยน้ีไปแสดงให้กับผคู้ รองเรอื นกันต่อไป ๒. ฆราวาสธรรม ๒.๑. ธรรมสำหรบั ผคู้ รองเรือน มี ๔ ประการ ฆราวาสธรรม๑ ๔ (ธรรมสำหรบั ฆราวาสธรรม สำหรบั การครองเรอื น,หลักการครองชวี ิตของคฤหัสถ์ ๒.๑.๑ สัจจะ (truth and honesty) แปลว่า ความจริง ซื่อตรง ซื่อสัตย์ หมายถึง ชีวิต ของคนทจ่ี ะเปน็ ฆราวาสต้องเป็นคนท่มี ีความจรงิ ใจ พูดจรงิ ทำจรงิ เรียกว่าเป็นคนจริง ไมใ่ ช้ไรสาระใช้ชวี ติ สัก แต่หาใจไปวันๆหนึ่ง ไม่มีความซื่อตรง ซื่อสัตย์ ต่อหน้าที่การงาน อาชีพของตัวเอง ไม่เป็นคนทรยศหักหลัง อาชีพหน้าที่การงานของตน ตั้งใจจริงในการปฏิบัติหน้าที่ที่สังคมมอบหมาย หน้าที่สถานะตนเองเป็นอย่าง ซ่อื สัตย์ ๒.๑.๒ ทมะ (adjustment) แปลว่า การฝึกฝน การข่มใจ ฝึกนิสัย ปรับตัว รู้จักควบคุม จิตใจ ฝึกหัดดัดนิสัยแก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา หมายถึงการรู้จักการข่ม จติ ใจ นิสัยเอือ้ เฟ้อื เผื่อแผ่ รอมชอม ให้อภัยกัน เพราะแมจ้ ะถูกใครเยาะเย้ย ดแู คลน ก็ต้องอดทน หรอื ทำงาน อย่างเต็มที่อย่างตั้งใจ แต่กลับถูกให้ร้าย เวลาทำงานพลาดมีแต่คนคอยซ้ำเติม มีธรรมะ ข่มจิตใจให้ตกอยู่ ภาวะเสือ่ มได้ ๒.๑.๓. ขันติ (forbearance; tolerance) แปลว่า ความอดทน ตั้งหน้าทำหน้าที่การงาน ด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง ทนทาน ไม่หวั่นไหว ม่ันในจุดหมาย ไม่ท้อถอย หมายถึง อดทนตรากตรำ ทำงาน หน้าที่แม้จะต้องทุ่มเท แรงกายแรงใจ เหน็ดเหน่ือย ร้อนก็ต้องทน ตากฝน ก็ต้องทำไม่บน อดทน กับ สภาวะอาการสภาพแวดล้อมท่ี เยน็ หนาว รอ้ น เปน็ ตน้ ๒.๑.๔. จาคะ (liberality; generosity) แปลว่าความเสียสละ สละกิเลส สละความสุข สบายและผลประโยชน์ส่วนตนได้ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็น และความต้องการของ ผู้อื่นพร้อมที่จะร่วมมือ ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่คับแคบเห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตัว รู้จักหยิบยื่นแบ่งปนั ๑ สํ.ส.(ไทย)๑๕/๘๔๕/๓๑๖; ขุ.ส.ุ (ไทย)๒๕/๓๑๑/๓๖๑.

๑๓๓ ความสุขที่พอมีให้กับคนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตลอดจนถึงการเสียสละความชั่ว ความไม่ดีในงามในจิตใจท่ี เรียกว่า เสยี สละสิ่งทเี่ ปน็ อกศุ ลในจติ ใจของตนใหห้ มดไป เปน็ ตน้ ๒.๒. การมีคคู่ รองออกเรือนมีครอบครัว การครองเรอื นหรือชีวติ สมรส คือการท่ีชายและหญิงมีความพอใจในรสสมั ผสั ซ่ึงกันและกันตกลง ที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน จะเผชิญกับปัญหาร่วมกัน และมีความพยายามที่จะดำเนินชีวิตรว่ มกัน เพื่อความสุขใน การครองเรือน การที่บุคคล ๒ คน ซึ่งต่างก็มีพื้นฐานจากครอบครัวเดิมต่างกัน มีความคิด ค่านิยม รสนิยม ต่างกัน มาอยู่ร่วมกัน ย่อมก่อให้เกิดปัญหาครอบครัวจะมีสุขได้ เพราะด้วยเหตุจากการประพฤติตนของสามี ภรรยา บุคคลทั้งสองนี้เป็นผู้ที่มีความสามรถดลบนั ดาลให้ครอบครัวนัน้ ๆ เป็นสวรรค์น่าอยู่หรือเป็นนรกก็ได้ ดังนั้นการเลือกใครมาเป็นคู่ครองของตนนั้น พระพุทธเจ้าทรงเสดงสมชีวิกถา๒ ๔ ข้อ คือเหตุที่ทำให้คู่สมรส ครองเรือนอยู่ดว้ ยกันไดอ้ ยา่ งยืดยาว ไดแ้ ก่ ๒.๒.๑. สมสัทธา (to be matched in faith) ให้เลือกบุคคลที่มีความเชื่อเลื่อมใสใน ศาสนาหรือสิ่งเคารพบูชาต่างๆ เหมือนกัน มีความคิดเห็นในเรื่องหนึ่งเหมือนกัน มีจุดมุ่งหมายในชีวิต เหมอื นกนั ตลอดจนมีรสนิยมตรงกนั ๒.๒.๒. สมสีลา (to be matched in moral conduct) ให้เลือกบุคคลที่มีความ ประพฤติ ศีลธรรม จรรยา มารยาท มีพื้นฐานการอบรมพอเหมาะสอดคล้องกันไปกันได้ หรืออยู่ในระดับ เดียวกัน จะไดไ้ ม่เป็นเหตุให้เกดิ ความรังเกียจซึง่ กันและกัน ๒.๒.๓. สมจาคา (to be matched in generosity) ให้เลือกบุคคลที่มีความ เอื้อเฟอ้ื เผือ่ แผ่ โอบออ้ มอารี มใี จกวา้ ง มีความเสียสละ มคี วามพร้อมท่ีจะชว่ ยเหลือเกื้อกลู ผู้อืน่ เหมือนกับเรา เวลาทั้งเขาและเราบริจาคให้ทาน ก็จะได้ไม่มาบ่นกินแหนงแคลงใจ แต่ถ้าเสมอกันด้วยจาคะ ก็จะอนุโมทนา อิ่มเอิบไปกับการกระทำของการบริจาคของฝ่ายหนึ่งที่ทำไป บุคคลที่เสมอกันด้วยจาคะนี้จะทำให้ครอบครัว อยู่เย็นเป็นสุข เพราะเมื่อคนเราอยู่ด้วยกันก็ต้องเสียสละทั้งทรัพย์สินเสียสละความสุขของตน เพื่อเกื้อกูลซึ่ง กันและกนั ๒.๒.๔. สมปญั ญา (to be matched in wisdom) ใหเ้ ลอื กบุคคลทมี่ ปี ัญญาเสมอกนั คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่ไม่ใช้ประโยชน์ มีการใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา นอกเหนือจากการเลือกคู่ครองโดยใช้หลักสมชีวิกถา ๔ แล้ว พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เลือกคนที่มีลักษณะ ๔ อยา่ งดงั ต่อไปนม้ี าเปน็ คูค่ รอง เพ่อื ประโยชนส์ ุขในปัจจุบันชาติ (ทิฎฐธมั มิกตั ถประโยชน์) ๑. เลือกบุคคลที่มีความขยนั ในการประกอบอาชพี ๒ องจฺ ตุกฺก.(ไทย)๒๑/๕๕/๘๐.

๑๓๔ ๒. เลือกบคุ คลท่เี ปน็ คนประหยดั รูจ้ กั อดออมทรัพย์ ๓. เลือกบุคคลทีร่ ู้จักคบคนดเี ป็นเพอ่ื น ๔. เลอื กบคุ คลที่มกี ารเลีย้ งชวี ิตตามสมควรแกก่ ำลงั ทรพั ย์ที่หามาได้ ไม่ไห้ฝืดเคอื ง นัก ไมใ่ ห้ฟุ้งเฟอ้ นัก เมื่อผ่านข้ันตอนการเลือกคูแ่ ล้ว การอยู่ร่วมกนั เปน็ สามีภรรยา ท้ังคู่จะตอ้ งมีหนา้ ที่ทีต่ อ้ ง ปฏบิ ัติตอ่ กนั ดงั นี้ สามีภรรยาเปน็ บุคคลที่พึง่ เป็นพึง่ ตายซ่ึงกันและกัน ฉะนนั้ ท่วี า่ สามี ภรรยา จึงเหมอื นกบั การร่วมชวี ติ ก่อนแต่ละคนเคยมีใจ คนละดวงจะทำอะไรก็ ตามใจดวงเดยี วได้ แตเ่ มื่อเวลาแตง่ งาน กลายเปน็ หัวใจสองดวงทต่ี ้องแบ่งปัน สละเพื่ออีกดวงหน่ึง มันก็ อาจจะเกิดปญั หา แต่ถ้า ก่อนจะแต่งงานอยรู่ ่วมกันต้องคิดเสมอวา่ กำลังจะเอาใจสองดวงมาหลอ่ หลอมเปน็ ใจ ดวงเดียวกนั วา่ จะเขา้ กันได้หรือไม่ นน่ั หมายถงึ สมชีวธิ รรม ๔ ดังกลา่ วรวมเป็นใจดวงเดียวกนั พระพุทธเจ้า ทรงสง่ั สอนใหม้ ีความซ่ือสัตย์ต่อกนั ไปไมป่ ระพฤตินอกใจกันและกนั เพราะการทำเช่นน้ันเปน็ การทำร้ายจิตใจ ของกันและกัน ท่านทรงสอนเปน็ คู่สมรสมีสัจจะคือจรงิ ใจ หรือซอ่ื สตั ย์ต่อกัน สอนให้มีจาคะ เสียสละให้ปนั กนั ได้ทรัพยม์ ากจ็ ัดสรรทรพั ย์ทหี่ าไดร้ ่วมกนั ใชร้ ่วมกัน ไม่ตระหน่ีถีเ่ หนียว ทา่ นทรงสอนให้มที มะ คือร้จู กั ข่มใจ รู้จกั ควบคมุ อารมณ์ ระงับอารมณ์ หรือความรูส้ ึกต่อเหตบุ กพร่องของกันและกัน และเม่อื อยู่ร่วมกนั บางช่วง ของชีวิตคู่ คนใดคนหน่งึ อาจจะเจบ็ ปว่ ยประสบเคราะหก์ รรมต่างๆ คู่สมรสก็ตอ้ งมีความอดทน (ขนั ต)ิ ต่อ เหตกุ ารณต์ ่างๆ อดทนต่อกนั คณุ ธรรมทั้ง ๔ นี้คือ ฆราวาสธรรม ซึง่ ถ้าสามีภรรยาปฏบิ ตั ติ ามแลว้ ครอบครัวก็ จะมีความสุข ซึ่งจะเห็นได้ว่า ฆราวาสธรรม ๔ ยังเป็นธรรมเช่อื มประสานใจสองดวงใหเ้ ป็นดวงเดียวกนั ไดเ้ ปน็ อย่างดี คือ อยกู่ ันสองคนสองดวงใจประสานเป็นใจดวงเดยี วกัน ก็ต้องซ่ือสัตว์ต่อกนั ไม้นอกใจกัน อยดู่ ้วยกนั สองคนก็ตา่ งจิตต่างใจอาจจะกระทบกระทัง่ กนั ก็ต้องรูจ้ ักระงบั ข่มใจควบคุมอารมณ์ เมื่อควบคุมอารมณ์จาก ใจสองดวงเข้าด้วยกนั แลว้ กต็ ้องมีความอดทนตรากตรำช่วยกนั แสวงหาทรพั ยย์ อมลำบากกายเพ่อื สบายใน ภายหน้ายามมที รัพย์ไวไ้ ด้ใชเ้ ปน็ ตน เพราะความทเ่ี ป็นฆราวาส คือการออกเรือนสิง่ จำเปน็ ทีจ่ ะต้องมีก็คืออาชพี เงินทองเพ่ือจะเปน็ เครื่องแลกเปลยี่ นสงิ่ บางส่ิงที่ตนเองขาดไป ต้องมีเงนิ ไปแลกอาหารมาบริโภค ตอ้ งเอาเงินไปแลกเคร่ืองนุ่งหม่ ปิดกายา ตอ้ งเอา เงนิ ไปแลกความเจบ็ ไข้ไดป้ ่วยแม้ไม่หายสนทิ แตบ่ รรเทาลงไป หรอื หายไปกด็ ีกต็ ้องเอาเงนิ ไป แลก หรอื ต้องเอาเงินไปแลกทอี่ ยู่อาศยั เพ่ือเปน็ ท่ีพกั พงิ รา่ งกายยามอ่อนแอ เหน่ือยเหม่อื ยลา้ ดังน้ัน ชีวติ ฆราวาสจงึ จำเปน็ ต้องมเี งินทอง ซ่ึงเงนิ ทองก็ไม่ได้นกึ จะมาก็มาได้ ต้องเอาแรงกาย แรงสติปัญญามาอย่าง สจุ รติ ในทางพระพุทะศาสนาไดก้ ล่าวถงึ ชวี ติ ฆราวาสธรรมสำหรับหาเงิน และรักษาเงนิ ไวด้ งั น้ี สมยั หนง่ึ พระพุทะเจา้ ประทับอยู่ ณ นคิ มของชาวโกฬิยะ ช่อื วา่ ภักกรปัตตะ ในคร้งั น้ันมีชายคน หนึ่งช่ือทีฆชาณุ หรอื อกี นานหน่ึงว่าพญคั ฆปัชชะ ไดเ้ ข้าไปเฝา้ แล้วกราบทูลวา่ “ขา้ แตพ่ ระองค์ผู้เจรญิ ขา้ พระองค์เป็นคฤหัสถ์ ยังบรโิ ภคกาม อย่คู รองเรือน...ยังยินดีทองและเงินของพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรม

๑๓๕ ทเี หมาะสมแก่ข้าพระองค์ อันจะพึงเปน็ ไปเพ่ือประโยชน์ เพือ่ ความสขุ ในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์และความสุข ในภายหน้าเถิด พระเจ้าขา้ ”พระพุทธองค์ไดต้ รสั วา่ “พอัคฆปชั ชะ! ธรรม ๔ ประการน้ี ยอ่ มเปน็ ไปเพ่ือ ประโยชน์ และเพ่ือความสุขในปจั จุบนั แก่กุลบุตร คือ ๑) อฎุ ฐานสมั ปทา๓ ๒) อารกั ขสมั ปทา ๓) กลั ปย์ าณมติ ตตา ๔) สมชวี ิตา...” ลายแทง ๔ ข้อนี้ จดั วา่ เป็น “หัวใจเศรษฐี” ท่ีพระพุทธเจา้ ประทานแกท่ ีฆชาณุ ท่ีเราเอา มาย่อวา่ อุ อา กะ สะ มีคำอธิบายโดยยอ่ ดงั น้ี อุ ย่อมาจาก อุฏฐานสมั ปทา คือ การถึงพร้อมดว้ ยความหม่ัน คือ ขยนั หม่นั เพียร ในการประกอบ อาชพี ทส่ี ุจรติ ว่ากันตรงๆ ก็คือ การไม่เกียจคร้านนั่นเอง อา ยอ่ มาจาก อารกั ขสัมปทา คือ การถงึ พรอ้ มดว้ ยการรักษา คือ รักษาทรัพยท์ ีห่ ามาได้ ด้วย ความหมน่ั ไม่ให้เปน็ อันตราย หรือหมดไปในทที่ ่ีไม่เป็นประโยชน์ กะ ยอ่ มาจาก กลั ยาณมติ ตตา คือ การมเี พื่อนเปน็ คนดี ไม่คบคนชว่ั สะ ยอ่ มาจาก สมชีวติ า คือ การมีความเปน็ อยู่ท่พี อเหมาะพอดี ได้แก่การเลีย้ งชวี ิตตามสมควร แกก่ ำลงั ทรพั ย์ ท่ีหามาได้ ไม่ใหฝ้ ดื เคอื งนัก และไม่ใหส้ ลุ ยุ่ สรุ ่ายนัก ซึ่งก็สามารถมีทรัพย์ได้ และเมื่อมีทรพั ย์ พระองค์ได้ตรัสถึง ความสุขของการมที รัพย์ เรยี กว่า ดงั น้ี ๑ . อัตถิสุข๔ (bliss of ownership) สขุ ที่เกิดจาการมีทรัพย์ ๒. โภคสขุ (bliss of enjoyment) สุขทเี่ กิดจาการใชจ้ า่ ยทรัพย์ ๓. อัณณสุข (bliss of debtless ness) สุขทเ่ี กดิ จากความไมเ่ ปน็ หนี้ ๔. อนวชั ชสขุ (bliss of blamableness) สุขท่ีเกิดจากการทำงานไม่เป็นโทษ เม่อื ดำเนนิ ชีวติ ในครอบครวั พอมีความสุขแล้วความเอื้อเฟ้ือแบ่งปนั สงั คมก็ขยายตวั ออกสู่ สงั คม คือการช่วยเหลอื สงั คม เอื้อเฟื้อคนที่เขามีความลำบาก มีความทกุ ข์ที่มากใหเ้ บาบางลง หรอื มีน้อยก็ให้ หมดไปคุณธรรมของฆราวาสในฐานะชาวบ้านองค์ธรรมน้ัน กค็ ือ “พรหมวิหาร” ๓ องฺอฎฐก.(ไทย)๒๓/๑๔๔/๒๘๙. ๔ องจฺ ตกุ กฺ .(ไทย)๒๑/๖๒/๙๐.

๑๓๖ ๓. พรหมวิหาร ๓.๑. ความหมายของพรหมวิหาร๕ ๔ พรหมวหิ าร แปลว่า ธรรมของพรหมหรอื ของทา่ นผูเ้ ป็นใหญ่ พรหมวหิ ารเปน็ หลักธรรมสำหรบั ทกุ คนเป็นหลักธรรมประจำใจท่ีจะชว่ ยใหเ้ ราดำรงชวี ิตอยู่อยา่ งประเสริฐและบรสิ ุทธหิ์ ลักธรรมนไ้ี ด้แก่ เมตตา ความปรารถนาใหผ้ ู้อ่นื ได้รับสุข กรุณา ความปรารถนาให้ผู้อืน่ พ้นทกุ ข์ มุทิตา ความยินดเี ม่ือผอู้ ่ืนไดด้ ี อุเบกขาการรูจ้ กั วางเฉย ๓.๒. คำอธิบายพรหมวิหาร ๔ ๓.๒.๑. เมตตา (loving-kindness; friendliness) ความปรารถนาให้ผู้อนื่ ไดร้ ับสุข ความสขุ เป็นส่งิ ที่ทุกคนปรารถนา ความสขุ เกดิ ขึ้นไดท้ ั้งกายและใจ เชน่ ความสุขเกดิ การมที รพั ย์ ความสุขเกดิ จากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบรโิ ภค ความสุขเกดิ จากการไมเ่ ป็นหน้ี และความสุขเกิดจาการทำงานที่ ปราศจากโทษ เป็นตน้ ดงั พระพทุ ธองค์ตรสั ไว้ในเมตตาสตู ร “ภิกษทุ ัง้ หลาย เมตตาที่บุคคลเจรญิ แลว้ ย่อม เป็นไปเพ่ือความอยู่ผาสุกมากอย่างนแ้ี ล” ๓.๒.๒. กรณุ า (compassion) ความปรารถนาให้ผู้อืน่ พ้นทกุ ข์ ความทุกข์ คือ สงิ่ ท่เี ข้ามา เบยี ดเบยี นให้เกดิ ความไมส่ บายกายไม่สบายใจ และเกิดข้นึ จากปจั จัยหลายประการดว้ ยกนั พระพุทธองค์ทรง สรุปไว้วา่ ความทกุ ข์มี ๒ กลุ่มใหญ่ ดงั นี้ - ทกุ ข์โดยสภาวะหรอื เกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของรา่ งกาย เช่น การเกดิ การเจ็บ ไข้ ความและความตายสงิ่ มีชีวิตทงั้ หลายท่เี กดิ มาในโลกจะต้องประสบกับการเปล่ยี นแปลงของรา่ งกายอยา่ ง หลกี เลีย่ งไม่ได้ ซึง่ รวมเรียกวา่ กายกิ ทุกข์ - ทุกข์จร หรือทุกข์ทางใจ อนั เป็นความทุกขท์ เ่ี กิดจากสาเหตทุ ีอ่ ยนู่ อกตัวเรา เชน่ เม่อื ปรารถนาแล้วไม่สมหวงั ก็เป็นทุกข์ การประสบกับสงิ่ อนั ไม่เป็นท่ีรักกเ็ ปน็ ทุกข์การพลดั พรากจากส่ิงอนั เป็นที่ รกั กเ็ ปน็ ทุกข์ รวมเรยี กว่า เจตสิกทุกข์ ๓.๒.๓. มุทติ า (sympathetic joy; altruistic joy) ความยินดเี มอ่ื ผู้อนื่ ไดด้ ี คำว่า “ด”ี ใน ที่นีห้ มายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดเี มือ่ ผู้อ่นื ไดด้ จี ึงหมายถึง ความปรารถนาให้ ผอู้ น่ื มีความสขุ ความเจรญิ กา้ วหน้ายงิ่ ๆ ข้นึ ไม่มจี ิตรษิ ยา ความรษิ ยา คอื ความไมส่ บายใจ ความโกรธ ความ พงุ่ ซา่ นซึ่งมักเกดิ ขนึ้ เมอ่ื เห็นผอู้ ่นื ไดด้ ีกว่าตน เชน่ เหน็ เพือ่ นแต่งตัวเรียบรอ้ ยแล้วครชู มเชยกเ็ กิดความริษยาจงึ ๕ ท.ี ม.(ไทย)๑๐/๑๘๔/๒๒๕; ที.ปา.(ไทย)๑๑/๒๒๘/๒๓๒.

๑๓๗ แกล้งเอาเศษชอลก์ โคลน หรอื หมึกไปป้ายตามเส้ือกางเกงของเพอ่ื นนักเรยี นคนนัน้ ให้สกปรกเลอะเทอะ เรา ตอ้ งหมน่ั ฝึกหัดตนใหเ้ ป็นคนทมี่ ีมทุ ิตา เพราะจะสร้างไมตรีและผกู มิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลกึ ซง้ึ ๓.๒.๔. อเุ บกขา (equanimity; neutrality; poise) การร้จู ักวางเฉย หมายถึง การวางใจ เปน็ กลางเพราะพจิ ารณาเหน็ ว่า ใครทำดยี ่อมได้ดี ใครทำช่ัวยอ่ มได้ชัว่ ตามกฎแหง่ กรรม คือ ใครทำสิ่งใดไว้ส่งิ นั้นยอ่ มตอบสนองคนื บุคคลผ้กู ระทำ เม่ือเราเห็นใครได้รบั ผลกรรมในทางทเี่ ปน็ โทษเราก็ไมค่ วรดใี จหรือ ซำ้ เติมเขาในเรอื่ งท่เี กิดข้นึ เราความความปรารถนา คือ พยายามช่วยเหลือผู้อ่ืนให้พน้ จากความทกุ ข์ใน ลกั ษณะทถี่ ูกต้องตามทำนองคลองธรรม คุณธรรม ๔ ประการนี้ นอกจากความเปน็ มนุษยผ์ ปู้ ระเสรฐิ แล้ว ยัง เป็นอานสิ งสค์ วามสขุ แก่ผู้ปฏิบตั ธิ รรม ๔ ประการ นอกจากความเปน็ มนุษยผ์ ู้ประเสรฐิ แล้ว ยังเปน็ อานสิ สงส์ ความสุขแกผ่ ้ปู ฏบิ ตั ิถึง ๑๑ ประการ ดงั น้ี ๑. นอนหลับเป็นสขุ เหมือนนอนหลับในสมาบัติ ๒. ตื่นขน้ึ มีความสุข ไม่มีความขุ่นมวั ในใจ ๓. นอนฝนั กฝ็ นั เป็นมงคล ๔. เปน็ ท่รี กั ของมนุษย์ เทวดา พรหม และภูตผีท้งั หลาย ๕. เทวดา พรหม จะรักษาใหป้ ลอดภัยจากอนั ตรายทง้ั ปวง ๖. จะไม่มีอนั ตรายจากเพลงิ สรรพาวธุ และยาพิษ ๗. จิตจะตง้ั มนั่ ในอารมณส์ มาธิเป็นปกติ สมาธิทีไ่ ดไ้ ว้แล้วจะไมเ่ ส่อื ม มีแต่เจรญิ ยิง่ ขน้ึ ๘. มีดวงหน้าผดุ ผอ่ งเปน็ ปกติ ๙. เมอ่ื จะตาย จะมีสตสิ ัมปชญั ญะสมบรู ณ์ ๑๐.ถา้ มไิ ดบ้ รรลมุ รรคผลในชาติน้ี ผลแหง่ การเจริญพรหมวิหาร ๔ นี้ จะส่งผลใหไ้ ปเกดิ ในพรหมโลก ๑๑.มอี ารมณ์แจ่มใส จิตใจปลอดโปรง่ ทรงสมาบตั ิ วิปสั สนา และทรง ศีลบริสทุ ธิ์ ๔. หลกั วิธกี ารดำเนนิ ชวี ติ ของฆราวาส ในพระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๑๑ พระสตุ ตนั ตปิฎก เลม่ ๓ ทฆี นิกาย ปาฏิกวรรค ในเรือ่ งสงิ คาลกสูตรได้ กล่าวถึงการดำเนนิ ชีวิตอย่างอรยิ หรอื อรยิ พระผ้มู ีพระภาคประทับ ณ เวฬวุ นั ( ปา่ ไผ่ ) ใกลก้ รงุ ราชคฤห์ เชา้ วนั หนึ่งเสดจ็ กรงุ ราชคฤห์เพอ่ื บิฑบาต ไดท้ อดพระเนตรเห็นสิงคลกมาณพมีผ้าเปยี ก มผี มเปยี ก ไหว้ทศิ ทง้ั หกอยู่ ตรัสถาม ทราบว่าเป็นการทำตามคำสั่งของบิดา จงึ ตรสั วา่ ในอริยวินัยไมพ่ ึงไหวท้ ิศแบบนี้. เมื่อมาณพ กราบทูลถามวา่ พึงไหวอ้ ยา่ งไร สมเดจ็ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงหลักคำสอนที่เรียกวา่ “สิงคาลกะ สูตร” คอื กอ่ นทีส่ งิ คาลกะจะไหวท้ ิศ กไ็ ด้ไปอาบน้ำชำระลา้ งรา่ งกาย เตรียมตัวก่อน แล้วจึงมายนื ไหว้ แต่

๑๓๘ การไหวท้ ศิ ในอริยวนิ ยั ก็ทำในทำนองเดียวกัน แต่จะต้องทำเป็นขัน้ ๆ ไป คือ ขนั้ ที่ ๑ จะต้องรักษาชวี ติ ให้ สะอาดซ่ึงไมใ่ ช่อยูท่ ่ีการอาบน้ำ ชำระล้างร่างกายใช้สบู่หอมชนิดต่าง ๆ นั่นเป็นการชำระล้างส่งิ สกปรก โสโครกซง่ึ เกดิ ข้นึ จากปฏกิ ลู ภายใน จากฝุ่นละอองภายนอก ทำใหผ้ ิวกาย รา่ งกาย และทวารของเราสกปรก เราสามารถใช้นำ้ ชำระล้างได้ แตค่ วามช่วั ต่าง ๆ ในร่างกายมีถึง ๑๔ อยา่ ง มีกรรมกิเลส ๔ อย่าง คือการกระทำ ให้ชีวติ มวั หมอง เปน็ การกระทำท่เี สยี หาย คอื การดำเนินชีวติ หรอื ความประพฤติทเ่ี บยี ดเบียนกนั ๔ ประการ ; ไม่ทำกรรมชวั่ โดยฐานะ ๔ ; ไมเ่ สพปากทางแห่งความเสอ่ื มทรัพย์ (โภคานํ อปายมุขานิ ) ๖ ประการ ; เขาปราศจากความชั่ว ๑๔ ดงั กล่าวไดแ้ ล้ว เปน็ ผู้ปกปิดทิศ ๖ ชอื่ วา่ ปฏบิ ตั เิ พื่อชัยชนะในโลกทง้ั สอง คือโลก นแ้ี ละโลกหนา้ , เมอ่ื ตายไปกจ็ ะเข้าถึงสุคตโิ ลกสวรรค์. ๔.๑. อะไรคือกรรมกิเลส กเิ ลส คอื เครือ่ งเศร้าหมอง กรรม คือ การกระทำ กรรมกเิ ลส จงึ หมายถึง การกระทำทีเ่ ศร้าหมอง ๔ ประการ พระพทุ ธเจ้าตรัสสอนแก่สิงคาลมนพ ว่า ให้ละเวน้ กรรมกเิ ลส๖ ๔ นี้ ไดแ้ ก่ ๑. ปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ ๒. อทินนาทาน การลักทรัพย์ ๓. กาเมสุมจิ ฉาจาร การประพฤติผิดในกาม ๔. มุสาวาท การพดู ปด ๔.๒. อคติ หรอื ความประพฤติออกนอกทางของธรรม เรียกวา่ อคติ๗ ๔ อย่าง คือ ๑.ฉนั ทาคติ หมายถงึ ความลำเอียงเพราะความชอบ ๒.โทสาคติ หมายถงึ ความลำเอยี งเพราะชัง ๓. โมหาคติ หมายถึง ความลำเอียงเพราะเขลา ๔. ภยาคติหมายถงึ ความลำเอยี งเพราะความกลวั ฉะน้นั ชวี ิตของแต่ละคนทเ่ี ป็นฆราวาสเม่ือเจรญิ เติบโตเป็นผูใ้ หญ่ จะตอ้ งมคี วามรับผดิ ชอบของ ตนเอง รบั ผดิ ชอบสงั คม รบั ผิดชอบการงาน และในทสี่ ุดกเ็ ปน็ หวั หนา้ ครอบครัว เป็นหัวหนา้ หนว่ ยงาน เปน็ หวั หน้าชมุ ชน ซึ่งจำเป็นอยา่ งย่ิงทีจ่ ะต้องรักษาความเปน็ ธรรม ใหค้ วามเปน็ ธรรมแก่คนอ่ืนที่อยใู่ นความดูแล ของตน หรอื วา่ ใหก้ ลุม่ คนอ่ืนหรอื หมชู่ นนั้นดว้ ยความสามัคคี เราจะต้องสร้างความสงบสันติสขุ ๖ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๑๗๔/๑๙๕. ๗ ทปี า.(ไทย)๑๑/๑๗๖/๑๙๖; ๒๔๖/๒๔๐; องจฺ ตกุ กฺ .(ไทย) ๒๑/๑๗/๒๓.

๑๓๙ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงให้เวน้ จากความลำเอยี ง ๔ อย่างน้ี คือความประพฤติผิด ธรรม หรือคลาดเคลอ่ื นเพราะความชอบ ความชงั ความเขลา และความกลัว แตใ่ ห้เราตั้งมั่นอยใู่ นธรรม สร้าง ความถกู ตอ้ งดีงามและเทยี่ งธรรมใหเ้ กิดขนึ้ รวมเปน็ ๘ อย่าง ๔.๓. อบายมขุ ๘ ๖ อบาย แปลว่า ความเส่ือม ความฉิบหาย มุข แปลว่า ปาก, หน้าอบายมุข จึงแปลว่า ปากทางแห่งความเสอื่ ม เนื่องจากมันเปน็ ปากทาง ส่วนตวั ความเสอื่ มจรงิ ๆ น้ันอยู่ ปลายทาง เมื่อ มองเพียงผิวเผนิ เราจึงมกั ยังมองไมเ่ ห็นความเสื่อม แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และท่านผูร้ ูท้ ้ังหลายมองเห็น เป็น ทางแหง่ ความเส่อื ม หรือช่องทางแหง่ ความหมดเปลืองของทรัพย์สนิ เงนิ ทองในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ชวี ติ ของ ฆราวาสท้งั หลายเร่อื งสำคญั ก็คอื ต้องสามารถเกบ็ เงนิ เก็บทองอยู่ เก็บเป็น และเกบ็ ได้ แตถ่ ้ามีอบายมุขแลว้ เงนิ ทองก็จะหมดไปได้ นอกจากความเสื่อมทรัพยส์ นิ เงนิ ทองแล้ว ความเส่ือมทางดา้ นจิตใจก็ทำให้จติ ใจของ เราไม่อย่ใู นหน้าท่ีการงาน ถ้าอยูใ่ นวยั เรยี นกเ็ สยี การเรียน ซำ้ ร้ายสขุ ภาพก็เสื่อมโทรมด้วย ฉะน้ัน จงึ ควรเวน้ ในอบายมขุ คือทางเสือ่ ม ๖ ประการ ดังนี้ ๔.๓.๑. การเป็นนกั เลงสุรา เป็นนกั ดืม่ หมกหม่นุ อยู่กับสรุ ายาเมา และสงิ่ เสพติ ตา่ ง ๆ ๔.๓.๒. การเป็นนักเท่ียว เท่ียวไม่เปน็ เวลา เทีย่ วเสเพล เท่ยี วเรื่อยเปือ่ ย สมัยก่อน เรยี กวา่ นกั เท่ียวกลางคนื ๔.๓.๓. การเป็นนกั บนั เทิง หมกหมนุ่ อยแู่ ตใ่ นเรื่องสนุกสนา บนั เทงิ อยู่กบั สถานที่ สถาน เรงิ รมย์ หาแต่ความสนุกสนานอยา่ งเดียว มวั เมา และทิ้งการเรียน การงาน ไมม่ เี วลาหาเงินทอง และผลาญ ทรัพยส์ มบัติทมี่ ีอยู่ ๔.๓.๔. การเป็นนักเลงการพนนั เปน็ ขอ้ ท่ีผลาญทรัพย์อย่างย่ิง ดงั โบราณทา่ นวา่ ไฟไหม้ ยงั ดีกว่าเล่นการพนนั ไฟไหม้บา้ นหมด ที่ดนิ ก็ยังอยู่ แตถ่ ้าลองเลน่ การพนนั แลว้ แมแ้ ตท่ ีด่ นิ ก็หมดได้โดยไม่ เหลอื อะไรเลย ๔.๓.๕. การคบคนช่วั เป็นมิตร คือ คบนกั เลงสุรา คบนักเลงการพนนั นกั เทยี่ วเสเพลก็พาไป ในทางท่ีไม่ดี คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ๔.๓.๖. การเกียจคร้านการงาน คอื ไมเ่ อาใจใสใ่ นหน้าท่ีการงาน ดีแตจ่ ะนอนอยสู่ บาย พอมี งานหรอื มเี ร่ืองทจ่ี ะต้องทำยากหน่อยก็อา้ งโนน่ อา้ งนี่ และหลบเล่ียงเร่อื ยไป นี่คือ อบายมุข ๖ ๘ ท.ี ปา.(ไทย)๑๑/๑๗๘-๑๘๔/๑๙๖-๑๙๘.

๑๔๐ ๔.๔. ทิศ ๖๙ การปฏบิ ัติต่อทิศท้ัง ๖ หรือเรียกวา่ ธรรมแหง่ ความสมั พันธ์ต่อกันละกนั เปน็ หน้าที่ หรอื ธรรมเพอ่ื การปฏิบตั ิหนา้ ที่ต่อกัน ดงั น้ี ทิศเบือ้ งหนา้ ไดแ้ ก่ บิดามารดา หนา้ ทบี่ ุตรพึงปฏบิ ัติตอ่ บิดามารดา ดังน้ี หนา้ ท่บี ิดามารดาพึงอนุเคราะหบ์ ตุ ร ดังนี้ ๑. ทา่ นได้เลยี้ งเรามาแลว้ เลย้ี งท่านตอบ ๑. ห้ามมใิ หบ้ ตุ รธิดาทำช่วั ๒. ชว่ ยกจิ การงานของท่าน ๒. ให้ตง้ั อยใู่ นความดี ๓. รกั ษาดำรงวงศต์ ระกูล ๓. ให้ศึกษาศลิ ปะวิทยาการ ๔. ประพฤตติ นใหเ้ ปน็ ผสู้ มควรรับมรดก ๔. หาภรรยา-สามที ี่สมควรให้ ๕. เม่ือทา่ นลว่ งลบั ไปแลว้ ก็ทำบุญอทุ ิศให้ท่าน ๕. มอบทรพั ย์ให้ ทิศเบื้องขวา : ครู อาจารย์ ศิษย์พึงปฏิบัติต่อครอู าจารย์ อาจารยพ์ ึงอนเุ คราะหศ์ ษิ ย์ ๑.ดว้ ยลกุ ขน้ึ ยนื รบั ๑. แนะนำดี ๒.ด้วยเขา้ ไปยนื คอยรับใช้ ๒.ใหเ้ รยี นดี ๓.ดว้ ยเชอ่ื ฟัง ๓.บอกศิลปะใหส้ ิ้นเชิง ๔.ด้วยอุปฏั ฐาก ๔.ยกย่องใหป้ รากฏในหมู่เพือ่ นฝูง ๕.ดว้ ยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ ๕.ทำความปอ้ งกันทิศท้ังหลาย จะไปทิศทางไหนกไ็ มอ่ ดอยาก ทิศเบอ้ื งหลัง : ภรรยา สามี สามีพึงปฏบิ ตั ติ ่อภรรยา ดงั นี้ ภรรยาพงึ ปฏบิ ตั ิต่อสามี ดงั น้ี ๑.ดว้ ยการยกยอ่ งนบั ถอื ว่าเป็นภรรยา ๑.จัดการงานดี ๒.ดว้ ยไมด่ หู ม่นิ ๒.สงเคราะห์คนข้างเคยี งของสามี ๓.ด้วยไมป่ ระพฤตนิ อกใจ ๓.ไม่ประพฤตินอกใจสามี ๔.ด้วยมอบความเปน็ ใหญใ่ นบา้ นให้ ๔.รักษาทรพั ย์ที่สามหี ามาไดไ้ ว้ ๕.ด้วยใหเ้ ครอื่ งแตง่ ตัว ๕.ขยนั ไมเ่ กียจครา้ นกจิ การทัง้ ปวง ๙ ท.ี ปา.(ไทย)๑๑/๑๙๘-๒๐๔/๒๐๒-๒๐๖.

๑๔๑ ทิศเบ้ืองซ้าย : มติ รสหาย มติ รพงึ ปฏบิ ตั ิตอ่ มิตร ดงั นี้ มิตรยอ่ มอนุเคราะหม์ ติ รตอบ ดงั นี้ ๑.ด้วยใหป้ ันสิง่ ของ ๑.รักษามิตรผูป้ ระมาทแลว้ ๒.ดว้ ยเจรจาถอ้ ยคำไพเราะ ๒.รกั ษาทรพั ย์ของมติ รผู้ประมาทแลว้ ๓.ด้วยประพฤตปิ ระโยชน์ ๓.เมอื่ มีภัยเอาเปน็ ที่พึ่งพำนักได้ ๔.ดว้ ยความเปน็ ผมู้ ตี นเสมอ (เสมอตน้ เสมอปลาย) ๔.ไม่ละทิง้ ในยามวิบัติ (ยามฉิบหาย) ๕.ด้วยไม่แกลง้ กลา่ วใหค้ ลาดจากความเป็นจริง ๕.นับถอื ตลอดวงศข์ องมติ ร ทศิ เบ้ืองต่ำ : บ่าว / ลกู จา้ ง นายพึงปฏิบัติต่อบ่าว/ลกู จา้ งดังน้ี บ่าว/ลกู จ้างย่อมอนเุ คราะห์ตอบนาย ดังน้ี ๑.ดว้ ยจดั การงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง ๑.ลุกข้ึนทำงานก่อนนาย ๒.ดว้ ยใหอ้ าหารและรางวัล ๒.เลิกการงานหลงั นาย ๓.ดว้ ยรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้ ๓.ถือเอาแตข่ องที่นายให้ ๔.ดว้ ยแจกของมรี สแปลกๆดีๆใหก้ ิน ๔.ทำการงานให้ดขี ึน้ ๕.ดว้ ยปล่อยให้สมยั (ใหส้ นุกร่ืนเรงิ เป็นคร้งั ๕.นำคณุ ของนายไปสรรเสริญในท่ตี ่างๆ เปน็ คราวตามสมควรแกโ่ อกาส ทศิ เบ้ืองบน : สมณพราหมณ์ ศาสนิกพงึ ปฏบิ ัตติ อ่ นกั บวชสมณพราหมณ์ ดังน้ี สมณพราหมณย์ ่อมอนุเคราะห์ตอบ ดังน้ี ๑.ดว้ ยกายกรรม คือ ทำอะไรๆประกอบด้วยเมตตา ๑.ห้ามมใิ ห้กระทำชั่ว ๒.ด้วยวจีกรรม คือ ทำอะไรๆประกอบด้วยเมตตา ๒.ใหต้ ัง้ อยใู่ นความดี ๓.ด้วยมโนกรรม คือทำอะไร ๆ ประกอบดว้ ยเมตตา ๓.อนุเคราะห์ดว้ ยนำ้ ใจอนั งาม ๔.ดว้ ยเปน็ ผไู้ มป่ ดิ บังเขา คือ มิได้ห้ามไม่ให้เข้า ๔.ให้ได้ฟงั ในส่ิงทีย่ ังไมเ่ คยฟงั บ้านเรือน ๕.ทำส่ิงทเี่ คยฟังแลว้ ให้แจ่มแจ้ง ๕.ดว้ ยใหอ้ ามสิ ทาน (ส่งิ ของ) ๖.บอกทางสวรรค์ให้

๑๔๒ ๕. วธิ ีกำจัดความโกรธตามแนววสิ ุทธมิ รรค ความโกรธ ในภาษาบาลี ใช้คำว่า โทสะ แปลว่า ความโกรธ ซง่ึ ในทางพระพุทธศาสนา จดั วา่ ความโกรธ เปน็ อกุศลมลู เปน็ ๑ ใน อกศุ ลมลู ๑๐ ๓ ไดแ้ ก่ โลภะ (ความอยากได)้ ๑ โทสะ (ความคดิ ประทษุ ร้าย) ๑ และ โมหะ (ความหลง)๑ และกย็ ังจดั เปน็ หนงึ่ ใน กลิ เลส๑๑ ๑๐ เม่ือเป็น อกุศลมลู ที่อยู่ในจิตคนดังนัน้ จงึ เปน็ สว่ นหนง่ึ ทสี่ ำคัญของจิตเมอ่ื มีอะไรมากระทบจิต เมือ่ ไม่พอใจก็จะแสดงออกมาเปน็ อารมณ์โกรธ อารมณ์ โกรธมกั จะแสดงความก้าวร้าว แห่งความเปน็ สัญชาตญาณแหง่ ความเป็นสตั ว์ ในการที่จะสตั ว์คดิ และเข้าใจว่า ตวั เองจะถกู ทำรา้ ย หรือถูกแย่งชิง ก็จะแสดงสญั ชาตญาณของการปอ้ งกันตวั กลายเปน็ ความโกรธแล้ว แสดงออก ดังนั้นเมื่อมนุษย์ไดร้ ับการฝกึ ฝน การควบคุมอารมณ์ไดม้ นุษยจ์ งึ จำเปน็ ทีจ่ ะควบคมุ อารมณโ์ กรธ ของตัวเอง เพราะความโกรธ เป็นอารมณ์แหง่ การทำรา้ ยในพุทธภาษติ ได้กล่าวถึงความโกรธ และผลของการ ระงบั ความโกรธเอาไวเ้ ชน่ โกธํ ทเมน อุจฺฉนิ เฺ ท๑๒ พงึ ตดั ความโกรธดว้ ยความขม่ ใจ โกโธ สตถฺ มลํ โลเก๑๓ ความโกรธเป็นดงั สนิมศสั ตราในโลก โกธํ ฆตวฺ า สขุ ํ เสติ ฆา่ ความโกรธได้ อยู่เปน็ สุข โกธสมมฺ ทสมฺมตโฺ ต อายสกยฺ ํ นคิ จฺฉติ ผเู้ มามึนด้วยความโกรธ ยอ่ มถงึ ความไร้ยศศักดิ์ ยํ กุทฺโธ อปุ โรเธติ สุกรํ วิย ทุกฺกรํ ผ้โู กรธจะผลาญสง่ิ ใด ส่งิ นัน้ ทำยากก็เหมือนทำงา่ ย อนตฺถชนโน โกโธ คนมักโกรธ ยอ่ มอยู่เป็นทุกข์ อปโฺ ป หุตฺวา พหุ โหติ วฑฺฒเต โส อขนตฺ โิ ช ความโกรธนอ้ ยแล้วมาก มนั เกิดจากความไมอ่ ดทน จึงทวขี ้ึน ๑๐ ท.ี ปา.(ไทย)๑๑/๓๙๓/๒๑๙; ขุ.อิติ.(ไทย)๒๕/๒๒๘/๒๕๔. ๑๑ อภ.ิ วิ.(ไทย)๓๕/๑๐๒๖/๕๒๘. ๑๒ นัย องฺ.สตฺตก.(ไทย) ๒๓/๑๐๐. ๑๓ ส.ํ ส.(ไทย)๑๕/๖๐.

๑๔๓ ปจฉฺ า โส วิคเต โกเธ อคคฺ ิทฑฺโฒว ตปปฺ ติ๑๔ ภายหลงั เมือ่ ความโกรธหายแล้ว เขายอ่ มเดือดร้อน เหมือนถกู ไฟไหม้จากตัวอยา่ งพทุ ธภาษิตทไี่ ดย้ ก มาเปน็ ตัวอยา่ งดังกลา่ ว จะเห็นได้ว่า ความโกรธไมใ่ ช่ความดีงาม แตเ่ ป็นเรอ่ื งทีค่ วรจะได้รบั การระงบั กำจัด เสีย พระพุทธเจา้ ทรงได้ตรัสสอนในแนวทางในการดบั ขจดั ความโกรธไว้ มากมายในหลายๆ ตอน โดยเฉพาะอยา่ งการท่ีมีพระพุทธโฆษะ๑๕ ได้แตง่ หนังสืออธิบายหวั ขอ้ ธรรม ของพระพุทธเจา้ ท่สี ร้าง ชื่อเสียงแกท่ ่านพุทธโฆษะ นัน่ คอื คัมภรี ์ วสิ ุทธมิ รรค จดั เปน็ คมั ภีร์สำคญั ฝ่ายเถรวาทคัมภีร์หน่ึงในชนั้ น วัฎฐกถา รจนาขนึ้ เมอ่ื หลงั พุทธปรินพิ พานประมาณ ๙๕๖ ปี (ราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๙) การกำจดั ความโกรธ สามารถฝึกและระงับให้เบาบางและหายไปได้โดยวิธี ๙ ประการคือ ๕.๑. ใหร้ ะลกึ ถึงโทษของความโกรธ ว่าความโกรธน้นั ให้โทษประการตา่ ง ๆ หาคณุ มิไดเ้ ลย ผู้ไม่โกรธ ตอบผ้โู กรธตนก่อน ผ้นู ั้นไดช้ ่ือว่า ชนะสงครามท่ีชนะได้ยาก ๕.๒. ให้ระลึกถึงความดีของเขา เพราะแต่ละคนย่อมมีทง้ั ความดแี ละความไม่ดอี ยู่ในตัว ถา้ หาความดี ไมไ่ ด้จรงิ ๆ กใ็ หน้ ึกสงสารเขาวา่ ต่อไปจะตอ้ งประสบผลรา้ ย จากการประพฤติไม่ดีอยา่ งนี้ ๕.๓. ใหค้ ิดถงึ ความจริงที่วา่ การโกรธคอื การทำใหต้ วั เองทกุ ข์ คนท่โี กรธแล้วเป็นสุขไมม่ ีในโลก ๕.๔. ใหพ้ ิจารณาว่าสตั วท์ ั้งหลายมีกรรมเป็นของตน กรรมท่เี กดิ จากความโกรธ จะทำให้ตวั เองตกต่ำ ลงไปอีก ๕.๕. ใหพ้ จิ ารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระศาสดาวา่ พระพทุ ธเจ้าของเราน้นั กว่าจะตรัสรู้ ก็ ไดท้ รงบำเพญ็ บารมที งั้ หลายตลอดเวลายาวนาน ได้ทรงบำเพญ็ ประโยชน์แกผ่ ู้อื่น โดยยอมเสยี สละ แม้แต่พระชนมช์ ีพของพระองค์เอง เม่ือทรงถูกขม่ เหงกลัน่ แกลง้ เบียดเบียนดว้ ยวธิ ีการตา่ ง ๆ ก็ไม่ ทรงแคน้ เคอื ง ทรงเอาดเี ขา้ ตอบ ถึงแมเ้ ขาจะตงั้ ตวั เปน็ ศัตรู ๕.๖. ใหพ้ จิ ารณาถงึ ความทเ่ี คยเก่ยี วข้องกันในวัฏสงสาร ดงั ท่พี ระพุทธองค์ทรงตรสั ไว้วา่ ดกู ร ภกิ ษุ ท้งั หลาย สตั ว์ผู้ไม่เคยเปน็ มารดา ไม่เคยเปน็ บิดา ไม่เคยเป็นพ่ชี ายน้องชาย พี่หญิงน้องหญงิ ไมเ่ คย เปน็ บุตรเป็นธดิ าของเรา มใิ ช่หาได้งา่ ย หมายความวา่ มนุษยท์ กุ คนต้องเคยเกย่ี วข้องกนั มาในอดีตชาติ ๕.๗. พจิ ารณาอานสิ งส์ของเมตตา ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายมากมายฉันใด เมตตาก็มีคุณก่อใหเ้ กิด ผลดีมากฉันนั้น ผมู้ ีเมตตายอ่ มสามารถเอาชนะใจคนอน่ื ซึ่งเป็นชัยชนะท่ีเดด็ ขาด ไม่กลับแพ้ ผูต้ ั้งอยู่ ในเมตตาช่ือวา่ ทำประโยชนท์ ้ังแก่ตนเองและผู้อนื่ ๑๔ องฺ.สตตฺ ก.(ไทย) ๒๓/๙๙. ๑๕ ทา่ นเกดิ ในตระกูลพราหมณ์ ใกลก้ ับเมอื งพุทธคยา ประเทศอนิ เดียฝ่ายใต้ ในวยั เยาวไ์ ด้ศึกษาเลา่ เรยี น ศิลปวทิ ยา ตามธรรม เนียมของพราหมณ์ เปน็ ผทู้ เี่ ชยี่ วชาญในคัมภรี พ์ ระเวทมาก ท่านได้เดินทางไปยังเมอื งต่าง ๆ ของอนิ เดยี เพอื่ โตต้ อบเร่อื งปรชั ญากับนกั ปราชญ์ ทง้ั หลาย วันหนง่ึ ทา่ นได้พบกบั พระเรวัตเถระที่วดั แห่งหนึ่ง หลังจากทีไ่ ต่ถามปัญหาทางธรรมะ จึงเกิดความเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา และขอออก บวช ได้สมญานามว่า พุทธโฆสะ เพราะเสียงของทา่ นมคี วามลึกซงึ้ สือ่ ความหมายทางธรรมดุจดงั พระสรุ เสียงของพระพทุ ธเจ้า.

๑๔๔ ๕.๘. พจิ ารณาโดยวธิ แี ยกธาตุ ว่าทกุ ๆ สงิ่ ในโลกประกอบด้วยธาตุ ดิน นำ้ ลม ไฟ ๕.๙. พจิ ารณาทำทานสงั วิภาค การทำทานสงั วิภาคคือการให้ของของตนแก่ศตั รูและรับของของเขา มาเพ่ือตน แต่ถ้าของของเขาไมบ่ ริสุทธิ์ ก็พงึ ใหแ้ ต่ของของตนฝา่ ยเดียว ไมร่ บั ของเขา เม่ือทำดังนี้ ความอาฆาตในบุคคลน้ันก็จะระงับไป ฉะน้นั สเี ล ปตฏิ ฺฐาย นโร สปญฺโญ จิตตฺ ํ ปญญฺ ญฺจ ภาวยํ อาตาปี นิปโก ภกิ ขฺ ุ โส อิมํ วิชฏเฺ ย ชฏํ๑๖ นรชนผู้ฉลาด มีความเพียรเคร่ืองเผากเิ ลสอย่างต่อเน่อื ง มีปัญหา คอื สมั ปชัญญะ ๔ (นับ) เปน็ ภิกษุผูเ้ ห็นภัยในวฏั ฏะ (เมื่อ) ตง้ั มัน่ อยู่ในศลี แล้ว อบรมจิต (สมาธิ) และปัญญาอยู่ นรชนผ้นู ั้น จะพงึ ถางรกชฏั อันน้ีออกเสยี ได้๑๗ การกำจดั ความโกรธ โดยวสิ ุทธมิ รรค ก็เปน็ การนำ เอาเน้ือหาสารถะแห่งธรรมในเร่ือง ของ ศลี สมาธิ และ ปัญญา มากำจดั ความโกรธ ๖. หลักการทำสมาธิแบบ “อานาปานสติ” ในชีวติ ประจำวนั อานาปานสติ คอื การทำสมาธิวธิ หี นึง่ โดยหลักการทีส่ ำคญั กค็ อื การเพง่ ลมหายใจเข้าออก คอื จะรวม จิตไว้ทีก่ ารรบั รลู้ มหายใจเขา้ ออก เพื่อไมใ่ ห้จิตซัดส่ายคดิ ไปในเร่ืองต่างๆ คร้ันเม่ือจิตจดจ่อกบั ลมหายใจ เขา้ ออก ผลท่ีจะเกิดคือความมีสมาธิ เหตุนน้ั การเอาจิตจดจ่อกับลมหายใจเขา้ ออกจึงเปน็ กุศโลบายในการทีจ่ ะชัก จูงนำพาจิตให้เป็นสมาธิ ความมีสมาธิมีกำลัง มพี ลังมหาศาลในการท่ีจะประกอบกจิ การการทำงานโดยเฉพาะ สภาวะปจั จบุ ัน ที่ความเจรญิ ทางวตั ถเุ ขา้ ครอบงำ พลังกายพอมตี ่อสไู่ ด้แต่ พลังทางจติ ใจกลับอ่อนแอลง จำเปน็ อยา่ งยงิ่ การทำสมาธิเพือ่ ให้เกดิ พลัง โดยเฉพาะวิธีใช้ ลมหายใจทีม่ ีอยู่ หายใจทุกขณะเปน็ วิถี แนวทาง ไปสกู่ ารการปฏิบตั ิ การทำสมาธิแบบอานาปานสตินี้ เปน็ การทำนำเอาลมหายใจมาเป็นตวั กำหนดใหจ้ ิตเปน็ สมาธิ๑๘ ความอธบิ ายแห่งอานาปานสตทิ ี่ลึกซ้งึ และมีความสำคัญอย่างสงู มีอยา่ งมากแต่ใคร่จะกล่าวถึงเอา ความมีสมาธิ มาใชป้ ระโยชน์ในการดำเนนิ ชีวติ ประจำวนั ข้ันพน้ื ๆ ท่ไี มต่ ้องสลับสับซอ้ น ทส่ี งู ขึน้ จนกล่าวถึง เร่อื ง ฌาน ญาณสมาบตั ิ สง่ิ เหล่านีเ้ ป็นผลอันเกิดมาจากการฝกึ ฝนสมาธิในขนึ้ สูงๆ ข้ึนไป แตถ่ ้าจะใหร้ ู้ถงึ ๑๖ อรรถกถา สงั ยุตตนกิ าย สคาถวรรค เทวตาสงั ยุต สัตตวิ รรคท่ี ๓ ชฏาสตู รท่ี ๓; http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=392&Z=403 ๑๗ สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๒๐. ๑๘ พุทธทาสภิกข.ุ วิธีฝกึ สมาธิวปิ ัสสนา ฉบบั สมบรู ณ์. พิมพค์ ร้งั ท่ี ๖. ร่งุ แสงการพิมพ์. กรงุ เทพฯ: ๒๕๓๔.๑-๑๕.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook