๔๕ ๕. วตั ถุประสงคข์ องการพดู วัตถุประสงค์ของการพูดหรือความมุ่งหมายของการพูด ก็คือ การแสดง หรือข้อคิดเห็นต่อผู้ฟัง และผู้ฟังสามารถรับรู้เรื่องราวและเข้าใจได้ตรงกับความต้องการของผู้พูดตลอดจนสามารถนำไป ปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามโฉลก ที่ว่า “พูดได้อย่างใจนึก ระลึกได้ดังใจหวัง ยังประโยชน์ ใหแ้ ก่ผฟู้ ัง สร้างพลงั ในการเปลีย่ นแปลง” ความมงุ่ หมายของการพดู แบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภทใหญๆ่ ไดแ้ ก่ ๑) ความมุ่งหมายของการพูดโดยทว่ั ไป และ ๒) ความมุ่งหมายเฉพาะ ๕.๑. ความมุ่งหมายโดยทว่ั ไป คอื การพูดทพี่ ยายามใหผ้ ู้ฟังสนใจ เข้าใจ และประทบั ใจจาก การพูดนั้นๆ ซึ่งความสนใจนั้นจะเกิดเพราะผู้พูดได้เตรียมตัวเป็นอย่างดี กล่าวคือ สนใจที่จะรับฟัง เพราะเตรียมพูดมาดี และสนใจที่จะรับฟังจนจบเรื่องเพราะเตรียมเนื้อหามาดี ความเข้าใจนั้น เป็น การเรียกร้องให้คนสนใจฟังเท่านั้นยังไม่เป็นการเพียงพอ จะต้องให้ผู้ฟังเข้าใจด้วย ซึ่งกระทำได้โดย การเตรียมเนื้อเรื่อง การใช้ถ้อยคำ การเรียบเรียบประโยค ที่ง่ายต่อการเข้าใจ เป็นต้น ส่วนความ ประทบั ใจ คือความเขา้ ใจท่ชี ดั เจน จนมองเหน็ ภาพ ซงึ่ ทำได้โดยการใช้คำคมข้อความทล่ี กึ ซงึ้ กินใจ คำ รุนแรงท่เี หมาะสม ตลอดจนอุปมาอุปไมยต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น ในการพูดทุกครั้ง ผู้ผูดจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งคำนำ เนื้อเรื่อง และสรุปจบให้ สอดคลอ้ งกนั เพ่ือชว่ ยให้ประสบผลสำเรจ็ ในการพดู ทุกๆ คร้งั ๕.๒ ความมุ่งหมายเฉพาะ แบ่งออกเปน็ ๒ ประเภทใหญ่ๆ คอื ๑) เพอ่ื ใหข้ ่าวสารความรู้ เป็นการพูดแบบเสนอข้อเทจ็ จริง โดยไมม่ ุ่งหมายท่จี ะเปล่ียน ทศั นคติของผู้ฟงั แต่เพ่อื เพม่ิ พูนความรู้ความเข้าใจแก่ผฟู้ ัง ๒) เพื่อความบันเทิง เป็นการพูดเพื่อให้ผู้ฟังสนุกสนานครึกครื้น มักเป็นการพูดหลัง อาหาร ซ่ึงจดั ขึ้นเพอ่ื พักผ่อน ๓) เพื่อชักจูงใจ คือ การพูดที่มุ่งหวังให้ผู้ฟังเปลี่ยนใจ เห็นสอดคล้องตามผู้พูด โดยใช้ การเร้าอารมณ์เป็นทตี่ ้ัง ๖. ศิลปะการสรา้ งโครงเร่อื ง โครงเรอื่ งของการพูดมี ๓ ประการ ด้วยกนั เรียกว่า Main outline ซง่ึ จากการวจิ ยั ของนักพูดหลาย ท่านมีความเหน็ ตรงกนั ว่า โครงเรอ่ื งทด่ี ตี ้องประกอบไปดว้ ย ๓ ส่วนดงั นี้
๔๖ ๑. ส่วนหัว หรอื คำนำ คำเริ่มต้น (Introduction) ๒. ส่วนกลาง หรอื สว่ นตัวเปน็ เน้อื หาสาระ (Main Body) ๓. สว่ นหางหรอื สรุปจบ (Conclusion) ๖.๑. สว่ นหวั หรอื คำนำ (Introduction) การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับประสบผลสำเร็จไปแล้วครึ่ง การขึ้นต้นที่ดีก็เหมือนกับการออกลิเก นำเสนอ ที่ ต้องดึงดูใจ เร้าใจ ตื่นเต้น อาจารย์ทินวฒั น์ มฤคพิทักษ์ กล่าวว่า การขึ้นต้นทีด่ ีควรจะเปน็ การขึน้ ตน้ ที่ชวนให้ผู้ฟัง ตื่นตลงึ และกระหายใครอ่ ยากจะฟัง มีลักษณะ ๕ ประการ ๑. การพาดหัวขา่ ว (Headline) ๒. การตงั้ คำถาม (Asking Question) ๓. ชวนสงสัย ( Interest Arousing) ๔. อ้างบทกวี (Quotation) ๕. ใหส้ นกุ สนาน (Entertainment) ส่วนในหนังสือ การพดู ระบบธซี าวด์ ของ รอ้ ยเอก ดร.จิตรจำนง สุภาพ กลา่ วว่ามี ๗ ประการ คอื ๑. พาดหวั ขา่ ว (Headline) ๒. กล่าวคำถาม (Asking Question) ๓. ความสงสยั (Interest Arousing) ๔. ใหร้ น่ื เริง (Entertainment) ๕. เชิงกวี (Poem) ๖. มีตัวอย่าง (Example) ๗. ชา่ งบงั เอญิ (Happening) ๖.๑.๑. พาดหัวข่าว (Headline) แน่นอนที่สุด การพาดหัวข่าว เป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็น เรื่องใหญ่ เรือ่ งงา่ ยๆ ให้ดูเปน็ เร่อื งสำคัญ ส่ิงเหล่าน้มี ันถึงจะถึงอารมณ์คนอ่าน เช่นเดียวกันกับการพูดที่มีคำนำท่ีมี ลักษณะเป็นเหมือนการพาดหัวข่าว เพราะวิธีการขึ้นต้นด้วยการพาดหัวข่าว สามารถที่จะดึงดูดใจให้คนสนใจฟัง ซ่ึงการพาดหวั ข่าวกจ็ ะหมายถงึ การพูดโดยการนำเอาผล มาพูด ก่อนที่จะพดู เหตุ ในภายหลัง เชน่ “โจรใต้เหิมยิงแม่พมิ พส์ ังเวยเปดิ เทอม” “ตชด. เจออรใิ หม่ กองทพั อบุ าทว์” “โอละพอ่ รถตฉู้ ดุ ข่มข่นื เด็ก ๑๖” “เลอื กตงั้ พะเยา เหงาคนใช้สิทธโ์ิ หรงเหรง” ๖.๑.๒. กล่าวคำถาม (Asking Question) เป็นกล่าวข้ึนต้นโดยลักษณะของคำถาม และคำถามก็ นา่ จะเป็นคำถามแปลกๆ นา่ คิด น่าสนใจ น่าตดิ ตามหาคำตอบ เช่น
๔๗ “ท่านเช่ือหรอื ไมพ่ ระจะมรณภาพ เพราะพทุ ธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” “ทา่ นเคยฟงั ธรรมภาษติ บทน้ีหรือไม่ “มาตา มิตตฺ ํ ฆเร มารดาเป็นมิตรในเรือนตน” “ทา่ นเชือ่ หรอื ไมว่ า่ หากมือเราแบ วางอยู่ตรงน้ี โลกจะหยดุ ทนั ทที กุ แห่ง หากเราร่วมมือกนั อย่างน้ีทุก คน ความสุขจะเรม่ิ ต้นตามมอื เรา” เปน็ ต้น จุดสำคัญในการเปิดเรื่องหรือขึ้นต้นเรื่องจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนฟังให้มากที่สุด กันเอง สบายๆ ๖.๑.๓. ความสงสัย (Interest Arousing) เป็นธรรมดาที่มนุษย์เราเป็นคนขี้สงสัยมาแต่ไหนแต่ไร แม้แต่หูของเรายังตั้งเป็นคำถามตลอดเวลามิใช่หรือ สงสัยเมื่อไรก็ถามเรื่องนั้น การเปิดเรื่องด้วยคำถามและด้วย ความสงสัยเกือบจะแยกไม่ออก บางครงั้ ก็ผสมกนั ก็มี ซ่ึงการเปิดเรอื่ งเริ่มต้นดว้ ยการสงสัยเปน็ การทา้ ทายได้ไม่น้อย ทา้ ทายความรู้สึกของผูฟ้ งั เปน็ จะหาคำตอบวา่ จะเป็นอย่างไร เช่น “เปน็ ไปไดม้ ้ัยครับทีค่ นเราจะรวยจากสิ่งที่มองไมเ่ หน็ ” “ท่านทราบม้ยั ครบั ว่า ระยะเพยี งที่ผมลุกจากเก้าอ้ีมาบนเวที เกิดการสูญเสียขึน้ แลว้ ๒ ล้านบาท” “ท่านเคยเฉลยี วใจบา้ งมย้ั การกินอาหารตามภัตตาคารใหญท่ ำให้อายุส้นั ” “ผมไมเ่ คยคดิ มาก่อนเลยว่าผมข้ึนมาพูดจะเคราะห์รา้ ย แต่มนั ก็เกิดข้ึนจริงๆ” “ท่านเชอ่ื หรือไม่เทคโนโลยเี จรญิ มากๆ จะทำให้ลูกแก่กวา่ พอ่ แม่” ๖.๑.๔. ใหร้ ื่นเริง (Entertaining) การขึ้นตน้ แบบนี้ มงุ่ หมายเพื่อคลค่ี ลายบรรยากาศในห้องประชุม ให้เบิกบานแจ่มใส ทง้ั ผู้พูดและ ผฟู้ ังถือว่าเป็นการสรา้ งอารมณ์ขันก่อนเปิดฉากพูด แถมใหค้ วามเป็นกันเองอีกโสต หนึ่งดว้ ย ถือวา่ ผู้พูดไม่เอาตวั ออกห่างจากผู้ฟังมากนัก เช่น “วันนผี้ มตง้ั ใจจะไมพ่ ูดอะไรเลย แตร่ สู้ ึกคร่นั เนือ้ ครั่นตวั คล้ายจะไมส่ บาย จะขอพูดอะไรบางอยา่ ง” “ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมมีโอกาสมาพูดที่นี่ ผมใช้สินค้าบริษัทของท่านมานานแล้ว วันนี้พูดแล้วจะขอ ถอนทนุ คนื บ้างเล็กๆ น้อยๆ” “สวัสดี ขา้ พเจ้าทั้งหลาย บดั นไ้ี ด้เวลาเปน็ มงคลแล้วขอกราบเรียนเชญิ ท่านประธานข้นึ สู่ยอดเสา” เปน็ ต้น ๖.๑.๕. เชิงกวี (Poem) เป็นการขึ้นต้นที่อ้างวาทะของผู้มีชื่อเสียงมากล่าวเป็นร้อยแก้วหรือร้อย กรอง ทเ่ี ปน็ ทย่ี อมรับกันโดยทว่ั ไป โดยเฉพาะ กาพย์ โคลง กลอน ฯลฯ เชน่ “โบราณวา่ สิบปากวา่ ไมเ่ ทา่ ตาเหน็ ” “อันน้ำจืด รสสนทิ ดีกวา่ จติ จดื ถึงเย็นชดื ลิ้มรส หมดกระหาย แต่จติ จืด รสระทม ขมวิวาย มักทำลาย มติ รภาพ ให้ราบเตยี น หรือ
๔๘ “พฤษภกาสร อีกกุญชร อันปลดปลง โททนต์เสนห่ ์คง สำคัญหมาย ในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้น ทงั้ อนิ ทรยี ์ สถติ ท่ัวแต่ชว่ั ดี ประดบั ไว้ ในโลกา” ๖.๑.๖. มีตัวอย่าง (Example) การขึ้นต้นแบบมีตัวอย่าง ควรเป็นตัวอย่างที่มีจริง และสามารถ นำมาประยุกต์ผสมผสานกับเรื่องที่จะพูดได้อย่างกลมกลืน เช่นการประชดมารยาทของสังคมไทยในเมืองหลวงท่ี น่ารัก “ท่านเชื่อมั้ยครับวา่ ขณะที่ผมก้าวขึ้นรถโดยสารประจำทางตน้ สายปลายทางที่สีพ่ ระยา นั่งมาถึงราชเทวี มี สตรีท้องแก่ก้าวขึ้นมาหาที่นั่ง ด้วยความสำนึกในความเป็นสุภาพบุรุษ ผมก็ลุกให้เธอนั่ง ก่อนนั่งเธอมองผมด้วย สายตาที่ประหลาด ทันใดเธอก็ควักผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดที่เก้าอีกก่อนที่จะนั่งปากของเธอไม่พูดอะไรกับผมสักคำ ผมนึกในใจว่านี่หรือคนเมืองหลวงที่ว่ามีการศึกษาดี” หรือ “ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ขณะที่ผมขึ้นเวทีใหม่ๆ ใครๆ ก็วจิ ารณผ์ มวา่ ในเวลาเพียง ๒ นาที ผมพูดมี เอ้อ อา้ ละก้อ แบบว่า รวมแลว้ ๒๐ ครง้ั แต่บดั น้ี ผมไม่พูดเอ้อ อา้ ละก็ แบบว่า อีกแลว้ เพราะว่า...............(ตาก็ไปเหน็ หญงิ นางหน่งึ นั่ง อา่ ....ไม่ปิด) ๖.๑.๗. ช่างบังเอิญ (Happening) การพูดลักษณะ ช่างบังเอิญ อาศัยประสบการณ์ของผู้พูด ตัวอยา่ งในงานแต่งงาน งานหนงึ่ ไดม้ ปี ระธานกล่าวเปิดงาน แล้วกลา่ วเปดิ งานว่า “ทา่ นผู้มีเกียรติ เจ้าบ่าวและเจ้าสาวทเ่ี คารพรักค่ะ (ตาท่านกเ็ หลือบไปเห็นรูปหวั ใจซ้อนกันมีจุดสีขาว เป็นแรเงาตรงกาลางหนา้ เวท)ี การแต่งงานก็คอื การเป็นพาสเนอร์ ดิฉันมิได้หมายถงึ การเปน็ คนเสิร์ฟอาหาร และ หากนิ กลางคืน แต่ ดฉิ ันหมายถงึ “ การเป็นหนุ้ สว่ นชวี ิต” ผูช้ ายโบราณให้เป็นช้างเท้าหนา้ ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ฉันใด ผู้หญิงที่เปรยี บช้าง เท้าหลังอยู่บ้านก็อย่าอยู่เฉยๆ ช่วยพี่เขาทำงาน เขากลับมาจากทำงานช้าก็อย่างหน้าบง้ึ ตอ้ งให้เวลา และช่องวา่ งเขาบา้ งดุจรูปหัวใจท่ซี ้อนกนั และมีชอ่ งว่าง ฉนั นน้ั ” ๖.๒. สว่ นตวั ส่วนกลางหรอื ส่วนเนอ้ื หา (Main Body) เราเรียกวา่ สว่ นสาระ(Content) ส่วนน้เี ป็นสว่ นสำคัญส่วนหน่งึ อาจเรยี กว่าเป็นพระเอกของเรื่องก็ว่า ได้ ใครพูดน้ำท่วมทุ่งก็คือการพูดที่ไร้สาระ หรือพูดเนื้อหาน้อยแต่ให้ได้เวลามากๆ และเรื่องที่พูดต้องกลมกลืนกับ หัวข้อหรอื คำนำ เรียกวา่ ขยายความนำ อาจารย์ทนิ วฒั น์ มฤคพิทักษ์ ท่านไดเ้ ขียนเรื่องนี้ไวใ้ นหนงั สือ พูดไดพ้ ูดเปน็ วา่ เนื้อหาควร ๖.๒.๑. สาระตรงประเดน็ Content ๖.๒.๑.๑. พูดไปตามลำดบั เหตุการณ์ หรอื อย่าวกวนกลบั ไปกลบั มาจับต้นชนปลายไม่ ถกู ๖.๒.๑.๒. เป็นจุดหมายของเร่ืองเพยี งจุดเดยี ว อยา่ ยกเหตผุ ลค้านกันเองในตัว ผูฟ้ ังจะไม่ เข้าใจว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ ๖.๒.๑.๓. เร้าความรสู้ ึกของผฟู้ ังใหม้ ากขึ้นๆ ตามลำดับ โดยเรยี งลำดบั เหตุการณ์
๔๙ หรือ ยกตัวอยา่ งอุทาหรณท์ ่ีเบาๆ ไวต้ อนต้น และหนักข้นึ ๆ เรอื่ งที่คดิ ว่า จะเร้าความสนใจได้สูงสดุ ให้เก็บไวต้ อนทา้ ยๆ ไมใ่ ชน่ กึ เรอื่ งใดได้กอ่ นก็พูด กอ่ นอาจกลายเป็น “ตอนแรกๆ กส็ นกุ ดตี อนหลงั เซ็งเปน็ บ้าเลย” ๖.๒.๒. เน้นตอนสำคัญ (Emphasizing) เนื้อหาสาระใดที่สำคัญมีประโยชน์ที่จะก่อให้เกิด ประโยชน์แก่ผฟู้ งั ต้องย้ำ เนน้ และเปน็ ทัง้ เป้าหมาย และวัตถปุ ระสงคข์ องการพูดในเร่ืองนน้ั ตรงประเดน็ เหมือนจะ ยำ้ คิด ให้จำ ย้ำทำให้ชิน เปน็ ตน้ ๖.๒.๓. บีบคั้นอารมณ์ (Expressing) เป็นการถ่ายทอดอารมณ์ของผู้พูดไปสู่ผู้ฟังได้อย่าง ถูกต้องเป็นไปตามอารมณ์ของผู้พูดที่อยากจะใหผ้ ู้ฟังได้รับความรู้สึกนั้นๆ เรื่องที่ผูพ้ ูดอยากให้เป็นเรือ่ งจริงๆ คน ฟังฟังแล้วก็จะมีความรู้สึกกับเสียงประโยคที่พูดว่าจริงจัง ผู้พูดอยากให้สื่ออารมณ์เศร้าก็สามารถที่จะถ่ายทอด เรื่องราวให้คนฟังได้เศร้าไปตาเนื้อเรื่องได้ และผู้พูดพึงเข้าใจเสมอว่า ผู้ฟังที่นั่งฟังเราเขาให้เกียรติเรา อย่างมาก การพูดเหมือนผู้พูดปรุงอาหารหูให้คนฟังด้วยเนือ้ หาสาระ และวิธีการพูดให้เขาติดตามได้อย่างกระชั้นชิด และไม่ ผิดหวัง การลงเอยของเรื่องต้องลงอย่างที่ผู้ฟังคิดไม่ถึง คือ เดาไม่ออกเลยว่าจะมาในแง่มุมไหน พึงพยายามดึง พยายามนำอารมณ์เขาไปด้วยลีลาการพูด บีบค้ันอารมณ์ได้อย่างสอดคล้องอย่างทีผ่ ู้พดู ต้องการ ซ่ึงลักษณะท่าทาง น้ำเสียง ลีลาท่าทาง เพื่อให้คนฟังได้ ระเบิดอารมณ์ หรือ ถึงบางอ้อ เมื่อถึงจุดจบหรือ คลายแมค จบลงจะเป็น ตอนท่ีเปดิ เผยความจรงิ ออกมา อารมณท์ ่คี ่ังค้างสงสัยกค็ ลค่ี ลายออกมา ๖.๒.๔. เหมาะสมกับเวลา (Aspirate Timing) เวลาเป็นเร่ืองสำคัญของนกั พูด นักพูดบางคน ติดลมหาที่ลงไม่ได้ ไม่ใช่ว่าพูดมากจะเป็นการพูดที่ประสบผลสำเร็จ แต่ที่สำคัญ ตรงต่อเวลาตามเวลากำหนด ต่างหากจะจัดว่าเป็นเหมาะสมกับเวลา เพราะ พูดมากไม่ไล่ไม่เลิก คนยังให้ความสนใจอยู่พูดไปเรื่อยๆ กลายเป็น การเสยี มารยาท การพดู ทดี่ ตี ้องเหมาะสมกบั เวลา กค็ วรจะมีการซ้อมมาก่อน บางคนพดู มาดแี ตม่ าตกม้าตายตอน สุดทา้ ย เชน่ พูดเกนิ เวลา หาทล่ี งไม่ได้ นอกจากนั้น อาจารย์วัลลภ มณีแสง วิทยากรฝึกอบรมจิตวิทยาการพูดท่านยังกล่าวถึงนักพูดที่ดี ควรมี ควรทำ ควรเปน็ ดังน้ี ยนื ให้เด่น เป็นจดุ สนใจคนดู เนน้ ให้จำ สาระสำคัญเน้นให้ผฟู้ งั สามารถจดจำประเด็นสำคัญ ขำควรมี ในสาระควรมีขำขันบา้ ง สนุกสนานบ้างพอดี จบทันทีเม่ือหมดเวลา คือการเน้นเรือ่ งข้อกำหนดเวลาเนือ้ หาตอ้ งพอดีกับเวลา ๖.๓ สว่ นหางหรอื ส่วนสรุป (Concision) การสรุปจบควรเป็นการเรยี กร้องความน่าสนใจ ควรเป็นสิ่งเสียดาย ทำให้เกิดร้อยประทับใจแก่ผู้ฟงั ได้เปน็ อย่างดี ควรมหี ลักดังนวี้ ่า สรุปจบชัดเจนไมส่ งสัย คอื ความชัดเจนในเนอ้ื หาวา่ เร่อื งที่พดู พดู เรอื่ งอะไรคนฟังรู้
๕๐ เร่อื งท่ีพูดอยา่ งถูกต้องหมดความสงสัย ประทับใจฟงั ตรึงตาตรึงใจคนฟงั ทส่ี ามารถสะกดคนฟังจบอยา่ งประทับใจคนฟงั ยังเสียดายไม่นา่ จบ ทำใหค้ นฟงั เกดิ ความเสียดายวา่ เวลาในการฟังน้อยเหลอื เกิดจบ เร็วไปเสียดาย อยากจะฟงั อกี คอยพบชวนติดตาม เมอ่ื พดู ประทับใจคนฟงั เสยี ดายเวลาทห่ี มดไปก็จะทำให้คนฟัง อยากตดิ ตามฟังเรือ่ งราวอะไรดๆี มีสาระ บันเทงิ ในการฟงั เสมอๆ ซึ่งการจบการพูดไม่ควรที่จะทำให้เกิด “เรือล่มเมื่อจอด” “ตาบอดเมื่อแก่” “พอถึงเส้นชัยก็นอนแหง๋ แก๋” เป็นต้น ๗. ลกั ษณะของการสรปุ จบ เมอื่ มีการพูด เปน็ ไปอยา่ งปกติ สิ่งทจี่ ะต้องตระหนกั นบั แต่ การเริ่มตน้ ท่ดี ี เนอื้ หาท่ดี ีแล้วการสรุปจบก็ เปน็ ขัน้ ตอนทสี่ ำคัญ ซึ่งการสรุปจบได้มกี ารแบง่ ผล ของการสรุปจบ ไว้เปน็ ๓ ลักษณะดว้ ยกันคือ ๗.๑. ส่วนสรุปจบหรือคำลงท้ายที่ไม่ได้ผล มักจะเป็นแบบตัวอย่างดังต่อไปน้ี“ผม (ดิฉัน) หวัง ว่าการบรรยายในวันนี้คงเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้ฟังไม่มากก็น้อย....” (ก็แน่นอนไม่เกิดมากก็เกิดน้อย ไม่ต้องบอก ใครๆ กร็ จู้ ะพดู ทำไม) “ผมตอ้ งขออภยั ในวันน้ีที่อาจจะพูดไม่ดีเท่าไรไรเพราะไมค่ ่อยสบาย ” (ไม่สบายทำไมไม่ ไปนอน ไมด่ ีจะเอามาพูดทำไมเสียเวลา) “ผมต้องขออภัยในเร่ืองท่ีพูดมาไม่ค่อยถนัดยอมรับว่าไมค่ ่อยมีความรู้” (อยากร้เู รื่องจากคนทีเ่ ขาร้จู ริงไมร่ ู้จะมาพูดทำไมถกู เชิญให้มาพดู ไม่ร้จู ะรบั มาพูดทำไม) “ผม ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว จึงขอจบการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้” (แน่นอนไม่มีอะไรจะพูดแล้วจะมายืนทำอะไรลงไปก็ดีจะมาขอจบทำไม) “เท่าที่พูดมาก็พอสมควรแก่เวลา ผมติดการบรรยายที่อื่นอีกจึงขอจบไว้แค่นี้..ขอบคุณ” (มีธุระที่อื่น จะรับที่นี้ ทำไม ไม่ต้องขอบคุณคนฟังคนฟังควรจะต้องขอบคุณคนพูดเพราะคนพูดให้สาระมีประโยชน์) การสรุปจบแบบนี้ เรยี กวา่ เปน็ การสรุปจบทไ่ี ม่ถูกตอ้ งส้นิ ท่า ไม่มีชนั้ เชงิ ๗.๒. การสรุปจบที่ได้ผลน้อย ได้แก่ “ถึงเวลาแล้วหรือยัง............(ไม่รู้เหรอเขาเชิญให้พูดเวลา เท่าไรถึงเท่าไร) ปิดท้ายด้วยคำโคลง กลอน ภาษิตที่ผิดไปจากของจริง อ้างผิดๆ เพราะนักพู ดจริงๆ เขาต้องมี ความรู้ในเรื่องที่จะพูดนั้นจริงๆ ถึงได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรพูด หรือสรุปจบที่ผิดไปจากเนื้อหาเป็นต้น อย่างนี้ เรียกวา่ สรปุ จบท่ีได้ผลน้อย ๗.๓. การสรุป หรือลงท้ายที่ไดผ้ ลดีมาก การสรปุ จบแบบน้ีเป็นส่ิงทนี่ ักพูดควรตระหนักและถือ ไดว้ า่ เปน็ การสรุปจบทไ่ี ดผ้ ล มี ๔ รปู แบบ คือ ๑. สรุปจบตามคมปาก ๒. สรปุ ความฝากใหค้ ดิ ๓. สรปุ ความสะกดิ ชักชวน
๕๑ ๔. สรุปความสำนวนขบขนั ๗.๓.๑. สรุปความตามคมปาก Quotation การสรุปวิธีนี้ส่วนมากจะจบด้วยคำอ้างสุภาษิต คำคม คำพังเพย โคลง กลอน อันมีที่มาที่ไปอย่างอย่างถูกต้อง ซึ่งจะเพิ่มความประทับใจเสียดายให้กับคนฟังเป็น อย่างยิ่ง อาทิ กรณีที่พูดในเรื่องการวางแผนการธุรกิจ เมื่อสรุปความเรียบร้อยจะจบก็จะจบด้วยประโยคที่มี ลักษณะว่า “หมากรุกจะเดินยังต้องคิดหมากชีวิตจะไม่คิดได้อย่างไร ไม่มีใครวางแผนแล้วทำธุรกิจล้มเหลว แต่ ธุรกิจล้มเหลวเพราะไมม่ กี ารวางแผน สวสั ดี(ครับ)คะ่ ” “ไม่มใี ครตายในสนามฝึก แต่ถ้าไม่ฝึกจะตายในสนามรบ” หรือ พดู ถงึ หลักวธิ ีการเป็นนักพูด จบดว้ ย “นกั พูดบางคนมีเวลา แต่ทวา่ ไมม่ โี อกาส นักพดู ทฉ่ี ลาดควรเก็บเกี่ยวทั้ง โอกาสและเวลา....สวัสดีครบั ” หรือพดู ถงึ เรอื่ งมิตรสหายเพือ่ นรกั “ยามจน คนเคยี ดแคน้ ชงิ ชัง ยามมง่ั มี คนประดงั นอบน้อม เฉกพกษ์ดก นกหวงั เวยี นสู่ เสนอมา ปางหมดผล นกพรากส้ิน ก็บนิ หนี” “เมื่อม่ังมี มากมาย มิตรหมายมอง เมอื่ มวั หมอง มิตรมอง เหมือนหมูหมา เม่ือไมม่ ี มิตรหมด มุ่งมองมา เม่ือมอดม้วย แมน้ หมหู มา ไมม่ ามอง” พูดถึงความจน ความรวยของคน “ถา้ อยากรวย อยู่อยา่ งรวย ไม่มวี ันรวย ถ้ากลัวจน อยู่อยา่ งจน ไมม่ วี นั จน” “คนจะงาม งามนำ้ ใจ ใช่ใบหน้า คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน คนจะแก่ แก่ความรู้ ใชอ่ ย่นู าน คนจะรวย รวยศลี ทาน ใช่บ้านโต” ๗.๓.๒. ฝากให้คิด (Idea) เป็นการพูดให้ผู้ฟังนำไปคิด เป็นการจบเรื่องใหญ่ๆ ที่มีปัญหาคั่ง คา้ งท่ชี ุมชน ภาครัฐ เอกชน กำลงั แกไ้ ขกันอยู่ท่ยี งั แกไ้ ม่ตก แล้วฝากผนู้ ำไปคดิ เชน่ “ อย่าพงึ ถามว่าแผ่นดนิ น้จี ะใหอ้ ะไรแก่เรา แตจ่ งถามตัวเองว่าจะให้อะไรแก่แผ่นดิน” “ทุกสิ่งที่ธรรมชาติให้ ธรรมชาติให้มนุษย์ด้วยใจรักและยุติธรรม แต่สิ่งที่มนุษย์ให้แก่ธรรมชาติสมค่า และยุติธรรมแลว้ ...หรือ..ยัง” “การปลอมแปลงสนิ คา้ ของพ่อคา้ ไทย เพอื่ หลอกลวงชาวตา่ งชาตไิ ด้ ก็ ดีใจ แตจ่ ะหลอกไปได้อีกสกั กนี่ ้ำ”
๕๒ ๗.๓.๓. สะกิดชักชวน การสรุปแบบนี้ต้องสะกิดอย่างมีศิลปะ อย่าชักชวนดื้อๆ ไม่มีศิลปะ เปรียบคนเจ้าชู้ยักษ์กระโดดจีบสาวเอาด้ือๆ เด๋ียวไกต่ น่ื ลองมาสรปุ สะกิดชักชวนอย่างไม่รู้ตวั เช่น “เรามาลอง ประหยัดในสิ่งฟมุ่ เฟอื ยกันเถอะ แตอ่ ยา่ ประหยัดการทำดีตอ่ กนั และประเทศชาติเลย......” “คนอกตญั ญู ผมคดิ ว่า ไม่มีค่าอะไรกับน้ำเค็มเต็มมหาสมุทร ที่ไม่อาจหยุด และแก้กระหายคลายความหิวของคนที่อยู่ในเรือน้ันได้เลย..... “ผมไม่ได้ขอร้องท่าน แต่ขอเตือนท่านอย่างพี่น้องว่า ต่อจากนี้ไปเราจะไม่จัดงานวันเกิดให้ฟุ่มเฟือยเพื่อตัวเราเอง แตเ่ ราจะเปล่ียนไปเป็นการกราบเท้าคณุ แมแ่ ทน..เพราะกางเกงยีนส์ทลี่ กู ใส่คือเหงื่อไคลของทา่ น....” ๗.๓.๔. สำนวนขบขัน ก่อนจะยุติการพูด เราอาจจะสรรหาความสุขให้แก่ผู้ฟังเพ่ือ นันทนาการความสุขประทับใจ เพิ่มความสนุกสนานบันเทิงใจได้ก็จะเป็นสิ่งดี... เช่น “สุดท้ายเชื่อมั้ยครับว่า ด่ืม นมจากเต้า ดีกว่าด่มื เหล้าเปน็ กลม ด่มื แล้วรื่นรมย์ เพราะดื่มนมจากเตา้ ด่มื แล้วงีเ่ ง่าเพราะกนิ เหล้าเป็นกลม....” อย่างไรก็ตามเทคนิคการพูดนั้นไม่แน่นอนตายตัว นักพูดที่สารถจะทำได้ดีก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ของนักพูดยิ่งมีประสบการณ์มากก็จะนำประสบการณ์เหล่านั้นมา ใช้ได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพเพราะจะก่อให้เกิด เทคนิค ศิลปะการพูดที่มีอีกมากมาย แต่สิ่งสำคัญก็คือ กฎ หรือข้อห้าม ข้อละเว้นต่างที่จะต้องปฏิบัติต้องปฏิบัติ ละเว้นอยา่ งแทจ้ รงิ เพราะการทำผดิ กฎของการพดู อาจจะทำให้ชีวิตการเป็นนักพูดจบลงอย่างง่ายดาย และรวดเร็ว ***********
บทท่ี ๔ ประเภทของการพดู ๑. ความนำ เรามักได้ยินเสมอว่า พูดได้แต่พูดเป็นหรือเปล่า คำว่าพูดได้มักจะนิยมใช้นำหรับการพูดเพียง เปลง่ เสยี งออกมาเปน็ ภาษาได้ รู้เร่อื งได้ แตม่ ขี ้อจำกัดตรงที่ว่า กนิ ใจ ประทบั ใจ ได้ความหมายตรงกับสิ่งท่ีจะ ส่อื หรอื ไม่ หรอื พดู ไปแล้วประสบผลสำเรจ็ ผู้ฟังเข้าใจวัตถุประสงค์ เนอื้ หาท่ีพูดหรือไม่ เป็นต้น ดังน้ันการพูด จึงมีศิลปะ ท่านจึงเรียกกันว่า พูดเป็น คำว่า พูดเป็น จึงหมายถึงการพูดที่บรรลุเป้าหมาย บรรลุ วัตถุประสงค์ ซง่ึ การทค่ี นพูด พูดไปแล้ว คนฟงั เข้าใจ รับรู้ความหมายท่ีส่ือไปเข้าใจความหมายตรงกัน พร้อม เกิดผลอื่นๆ ที่ตามมา คือ ประทับใจ กินใจ ราบรื่น แช่มชื่น สบายใจ การพูด แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ใหญๆ่ ไดแ้ ก่ :- ๑.๑. การพูดเพื่อดำเนินในชีวิตประจำวัน (Speech to Live) การพูดเพื่อดำเนินใน ชีวติ ประจำวนั คือการพดู ติดตอ่ ส่ือสารท่วั ไป ท่ใี ชก้ ารพดู เพือ่ ส่ือความหมายทั่วไปท่ไี ม่มีพิธรี ตี องอะไรมากมาย ส่วนใหญจ่ ะเปน็ การพูด คุย สนทนาเร่ืองราวสารทุกข์สุกดบิ ของคน เพอื่ นทรี่ ู้จกั กนั ทำอะไร ท่ไี หน ไปไหนมา ทานอะไร สบายดีหรอื เปลา่ ..ฯลฯ เพราะการการพดู ดังกล่าวนี้ เปน็ ทางการไม่มีพธิ รี ตี องอะไร ๑.๒. การพูดเพื่อให้ความรู้ เชิงวิชาการ (Speech Inform) เป็นการพูดของพิธีการมี พิธีรีตอง พดู แบบนกั วชิ าการให้ความรู้ ในศาสตร์ มสี าระ มจี ดุ มุ่งหวังใหผ้ ู้ฟังได้รบั ความรู้ หรือวิชาต่างๆ จาก นักวิชาการ ครู ผู้ทรงคุณวฒุ ิ ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ และรวมไปถึงการเทศน์ พิธีการทางศาสนา การพูดประเภทนี้ แบ่งออกไดด้ ังต่อไปนี้ ๑. การเทศน์ ๒. การกลา่ วสนุ ทรพจน์ ๓. การแสดงปาฐกถา ๔. การอภปิ ราย/สัมมนา ๕. พิธกี ร/โฆษก ๖. การแนะนำตัว
๕๔ ๒. การเทศน์ การเทศน์เป็นการให้ความรู้ทางหลักคำสอนของศาสนาเช่น โต๊ะอิม่ามเทศน์ อบรมศาสนิก มสุ ลมิ หรือบาทหลวง เทศน์อบรมกบั ชาวคริสต์ หรอื พระภกิ ษุ-สามเณร เทศนอ์ บรมเยาวชนชาวพทุ ธ อยา่ ง นี้เป็นต้น ในทางพระพุทธศาสนา พระภิกษุ – สามเณรจึงเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าที่ได้นำเอาหลักพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเทศนา เผยแผ่ แก่พุทธศาสนกิ ชน ซึ่งการเทศน์จึงต้องมีหลักเกณฑ์ เป็นไปตาม หลักศาสนพธิ ี ดงั น้ี ก. กลา่ วสรรเสรญิ พระพทุ ธเจา้ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสัมพุทธสั สะ. ขอนอบน้อมแดงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้ด้วย พระองค์เอง.(กล่าว ๓ ครง้ั ) ข. กล่าวคำบชู าพระรตั นไตร อะระหัง สมั มา สมั พุทโธ ภะคะวา, พุทธังภะคะวันตงั อะภิวาเทมิ. พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดย พระองค์เองข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผรู้ ู้ ผูต้ ื่น ผู้เบกิ บาน, (กราบ) สวาขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมสั สามิ. พระธรรมเปน็ ธรรมทีพ่ ระผมู้ ีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดแี ล้ว, ข้าพเจา้ นมสั การพระธรรม. (กราบ) สปุ ะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงั ฆัง นะมามิ. พระสงฆส์ าวกของพระผู้มีพระเจา้ ปฏบิ ตั ดิ แี ล้ว, ข้าพเจา้ ขอนอบนอ้ มพระสงฆ.์ (กราบ) ค.กลา่ วคำบชู าดอกไมธ้ ปู เทยี นแด่พระรัตนตรยั อิมนิ า สกั กาเรนะ พุทธังอะภปิ ชู ะยามิ อมิ นิ า สกั กาเรนะ ธัมมงั อะภิปูชยามิ อิมินา สักเรนะ สังฆังอะภปิ ชู ยามิ. ง. กล่าวคำอาราธนาศลี ๕ หรอื เบญจศลี มะยังภนั เต วิสุง วิสงุ รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปญั จะ สีลานิ ยาจามะ. มะยงั ภนั เต วสิ ุง วิสุง รกั ขะณตั ถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปญั จะ สีลานิ ยาจามะ. มะยงั ภันเต วิสงุ วิสงุ รกั ขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สลี านิ ยาจามะ. จ. กลา่ วคำอารธนาธรรม หรอื เปน็ การกล่าวนมิ นตพ์ ระสงฆโ์ ปรดแสดงธรรมเทศนา พรหั มา จะ โลกาธปิ ะตี สะหมั ปะติ กตั อัญชะลี อนั ธวิ ะรงั อะยาจะถะ
๕๕ สตั ตีธะ สัตตาปปะระชกั ขะชาตกิ า เทเสตุ ธัมมงั อะนกุ มั ปิมัง ปะชงั . หลังจากนั้นพระสงฆ์ก็จะแสดงพระธรรมเทศนาที่เรียกว่าการเทศน์เพื่อฉลองศัทธาผู้ฟัง ซึ่ง ลักษณะการเทศน์ มี ๒ ประเภทใหญๆ่ คือ ๑. การเทศนต์ ามคัมภีร์ หรืออา่ นตำคมั ภีร์ ๒. การเทศน์ปฏภิ าณโวหาร ๒.๑. การเทศน์ตามคัมภีร์ หมายถึง การเทศน์โดยการอ่านตามคัมภีร์ที่ผู้รจนา นักปราชญท์ างศาสนาได้รจนาแต่งไว้ โดยจะมีส่วนที่เปน็ เน้ือหาเรื่องราวทีไ่ ด้นำมาจากเนื้อหาชาดกบ้าง เรื่อง สภาวะความเป็นจริงแห่งชีวิต ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย บ้างมาประกอบด้วยหลักธรรมคำสง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ ซง่ึ การเทศน์ตามคัมภรี ์กม็ กี ารแสดง ๒ ลกั ษณะ คอื ๒.๑.๑. เทศน์ตามคัมภีร์แบบร้อยแก้ว คือ อ่านไปตามเนื้อหาไปธรรมดาเหมือนบทความ อ่านข่าว เป็นต้น ๒.๑.๒. เทศนต์ ามคัมภีร์แบบร้อยกรอง เป็นการอ่านตามคัมภีร์แต่ผสมผสานทว่ งทำนอง มี จงั หวะ เสยี งสูงตำ่ ซ่ึงการเทศนแ์ บบน้ีผู้ฟังจะได้รบั ถึงความไพเราะของเสียง ทำนอง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการ เทศน์ มหาชาติ โดยประยกุ ต์ทำนองทเี่ รียกว่า แหล่ กาพย์ ซึง่ อธบิ ายในบทต่อไป เปน็ ตน้ ๒.๒. การเทศน์ปฏิภาณโวหาร บางทีก็เรยี กว่าเทศน์ปฏภิ าณไหวพริบ หรือ เทศน์ปาก เปลา่ เปน็ การใช้สำนวนโวหารของผเู้ ทศนเ์ องทจ่ี ะต้องคดิ ขึ้นโดยอาศยั ระเบียบวธิ ี ความรใู้ นภมู ธิ รรมที่มีในแล้ว อยู่ในตัวผู้เทศน์แล้วถ่ายทอด โดยอาศัยหลักพุทธธรรม การเทศน์ลักษณะนี้มีรูปแบบการเทศน์ ๒ แบบ คือ เทศนเ์ ดี่ยว หรอื เทศนร์ ูปเดียว และ เทศน์หลายรูป คือมกี ารเทศน์ตง้ั แต่ ๒ รูปข้ึนไป ถึง ๔ รูป ซ่ึงจะเรียกว่า เทศน์ ๒ ธรรมาสน์๑ เทศน์ ๓ ธรรมาสน์ เปน็ ตน้ ๓. การเตรียมตวั เตรยี มใจ กอ่ นเทศน์ และวิธีปฏิบัติในการเทศน์ พระผเู้ ทศน์หรือแสดงธรรมถือว่าได้เป็นตวั แทนพระพุทธเจ้าในการแสดงพระธรรมเทศนา นับว่า เป็นเรื่องที่ดีสำหรับพระรูปนั้น เปรียบเสมอเหมือนพระพุทธเจ้าแสดงพระธรรม หน้าที่อันสำคัญเช่นนี้ กับ ภาระท่ีเสมอเหมอื นพระพุทธเจ้า พระนักเทศนจ์ งึ จะต้องมีการเตรยี มตัว เตรยี มใจเปน็ อย่างดี มคี วามพร้อมทั้ง ความรสู้ ติปญั ญา และเทคนิควิธใี นการแสดงพระธรรมเทศนา ๑ เป็นอาสนะหรอื ที่นง่ั ของพระสงฆเ์ หมอื นเกา้ อี้ มกี ารสลกั ลวดลายลงรกั ปิดทอง ท่ัวไปจะเป็นธรรมาสน์ขาสิงห์ นิยมใชเ้ ป็นท่นี ั่ง พระสงฆแ์ สดงธรรม ซ่งึ บางทอ้ งถิน่ เช่น ภาคเหนอื และอีสาน ทนี่ ่ังพระเทศนท์ ีไ่ ดร้ บั การตกแต่งอยา่ งวิจติ งดงาม เรยี กวา่ ธรรมาสนกลบถ เป็น ตน้ .
๕๖ ๓.๑. วิธีการเตรยี มตวั ก่อนเทศน์ วิธีการเตรียมตัวก่อนเทศน์ควรจะนำเทคนิควิธีการพูดในที่ชุมชนมาประยุกต์ใช้ในการเทศนา และกจ็ ะมีวิธกี ารเตรยี มตัวเพมิ่ เติมบา้ งบางสว่ น ดงั น.ี้ ๓.๑.๑ พระผู้เทศน์จะต้องทราบข้อมูลเบื้องต้นของผู้มานิมนต์ไปเทศน์ว่า เทศน์วันไหน เวลาไหนตั้งแต่เท่าไร ถึงเท่าไร สถานที่ที่ใด เทศน์ให้ใครฟัง มีเรื่องที่จะให้เทศน์ที่ผู้นิมนต์เขากำหนดมาให้ หรือไม่ถ้าไม่มี ก็ควรจะนำข้อมูลรู้พื้นฐานว่า เทศน์ให้ใครฟัง อายุเท่าไร กลุ่มผู้ฟังมีปัญหาอะไร ก็จะได้ ตดั สนิ ใจว่า ควรนำเร่อื งใดไปเทศนใ์ ห้ผ้ฟู งั ได้ ๓.๑.๒ เตรียมเนื้อหาที่จะเทศน์ การที่จะเป็นพระนักเทศนท์ ี่ดีทีส่ ำคัญต้องมีการเตรียมเรื่อง ท่ีจะเทศน์เพ่ือใหเ้ หมาะสมกบั เวลา และผฟู้ งั เพอ่ื ทีจ่ ะได้รบั ประโยชน์ อยา่ อวดเกง่ ผเู้ ทศนอ์ ย่าสำคัญว่าตัวเอง เก่งไม่เตรียมเนื้อหา คิดว่าจะไปพูดโดยที่ไม่เตรียมอะไรเลย และเป็นไปได้ก็ต้องมีการซ้อมบทที่จะเทศน์ก่อน ขึน้ เทศนจ์ ริงทง้ั น้ีเพ่ือทบทวนเร่ืองทจ่ี ะเทศน์ จังหวะ และเวลาอยา่ งเหมาะสม ๓.๑.๓ การขึ้นธรรมาสน์/การปรากฏตัว การปรากฏตัวก็เป็นส่วนสำคัญคือการห่มครองผ้า ให้เป็นปริมณฑลในวัดก็ให้เปิดไหล่ นอกวัดก็ปิดไหล่ทั้งสองข้าง ผ้าที่ห่มครองต้องสะอาด ไม่สกปรกมีกล่ิน เหม็น การเทศน์ส่วนใหญ่ ตอ้ งใช้ธรรมาสน์ การขนึ้ ลงก้าวขน้ึ อยา่ งถูกตอ้ ง ๓.๑.๔ การจบั คัมภีร์เทศน์ การเทศน์สง่ิ ท่ลี มื ไม่ไดค้ ือคัมภีร์ เพราะพระรปู ทเ่ี ทศน์จะต้องจับ คัมภีร์ ก็จะมีการปฏิบัติในการจับคัมภีร์มีหลักปฏบิ ัติที่ควรทำต่อคัมภีร์เช่น การยกมือไหว้คัมภีร์เพื่อเป็นการ เคารพ พร้อมกับจะเป็นการขออธิฐานให้การเทศน์สำเร็จลุล่วง การแสดงธรรมอย่าได้มตี ดิ ขัด ขณะมีปฏิภาณ ไหวพริบเหมือนพระสารีบุตร การจับคัมภีร์ในขณะที่เทศน์อ่านตามคัมภีร์ต้องแบ่งความยาวของคัมภีร์ ออกเป็น ๔ ส่วน แล้วจับส่วนที่ ๒และ ๓เท่าๆกัน ทั้ง ๒ มือ เพื่อไม่ให้คัมภีร์ตก หรือสะดวกในการที่จะเปิด อา่ น และถา้ เป็นเทศนแ์ บบโวหารปฏิภาณ ก็ประนมมืออญั เชิญคัมภรี ว์ างไวบ้ นโคนน้วิ ช้ีและใต้นิ้วหัวแม่มือคีบ หรือหนบี ไวไ้ มใ่ ห้หนีบหรือคีบดว้ ยน้วิ อนื่ ๆ ๓.๑.๕ เริ่มต้นเทศน์ เมื่อมัคคนายกอาราธนาพระธรรมเรียบร้อยแล้วพระรูปเทศน์ก็จะ ประนมมืออธิฐานจิตให้แนว่ แน่ แล้วกข็ ้ึนการเทศน์โดยการ กล่าวบท ปุพพภาคนมการ เร่ิมต้นกล่าวสรรเสริญ พระพุทธเจา้ ว่า นะโม ฯลฯ นัน่ เอง ซ่ึงการขน้ึ บท นะโม เทศน์ จะนยิ มขึ้น นะโม ๕ ชน้ั ๒ วา่ นะโม ตัสสะ , ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะนะโม ตัสสะ,// ภะคะวะโต อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ,// นะโม ตัสสะ, ภะคะวะโต,// อะระหะโต, สัมมา// สัมพุทธัสสะฯ........// ติดตามด้วยพุทธภาษิตเป็นภาษา ๒ ธรรมวโรดม,พระ,(บญุ มา คุณสมปฺ นโฺ น ป.๙). ค่มู ือประอปุ ชั ฌาย.์ พมิ พค์ รั้งท่ี ๖. กาญจณบุรี: สหายพฒั นาการพมิ พ์. ๒๕๔๐. หน้า ๑๖๙ – ๑๗๐.
๕๗ บาลี พรอ้ มแปล หรือจะมกี ารต่อดว้ ยการบอก วัน ปี ศักราช ซึ่งกแ็ ล้วแต่ซง่ึ ปจั จุบนั จะมีการบอกหรือไม่บอก ก็ได้ หลงั จากน้ันก็จะเป็นบทเร่ิมเน้ือหาธรรมะทพ่ี ระรูปเทศน์ตามเน้ือหา ดังที่ได้กล่าวไว้ว่าการเทศน์มีการเทศน์ ๑ ธรรมาสน์ หรือ ๒ ธรรมาสน์ หรือ ๓ ธรรมาสน์ ก็จะ ดำเนนิ ระเบยี บวิธขี ึ้นตอนดังกล่าวแต่ตน้ แต่เมือ่ มกี ารเทศน์ ตั้งแต่ ๒ ธรรมาสน์ขน้ึ ไป พระรปู ทีเ่ ทศน์ก็จะแบ่ง หน้าที่กันเป็น คือ แต่ละรูปจะมีหน้าที่ที่ต่างกัน ส่วนใหญ่ จะเป็น ๒ คือ รูป๑ จะเป็นฝ่ายถามเรียกว่า ฝ่าย ปุจฉา รูป ๑ จะเป็นฝา่ ยตอบ เรียกวา่ วิสชั นา ซง่ึ มรี ปู แบบดงั นี้ ๓.๒. การกำหนดหนา้ ท่ขี องพระรปู เทศน์ ๒ และ ๓ ธรรมาสน์ คำสมมุติตน พระเทศน์รูปแรก ก็จะขึ้นเหมือนกับการเทศน์ ๑ ธรรมาสน์ ขึ้นบทนะโม พุทธ ภาษิตที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะเทศน์ แล้วก็จะมีการแนะนำพระรูปที่เทศน์รูปอื่น ดังตัวอย่าง ว่ า ...........ครั้น อาตมาภาพจะวิสัชนาไปในส่วนอนิสังสกาถา กาลเวลาก็จะเป็นอัจจายิกสมัย เพราะเทศน์เรื่อง......(เร่ืองที่จะ เทศน์) ...ซึ่งจะแสดงข้างหน้ายังมีอีกมาก จึงขอยุติส่วนอารมภบทพจน์กถาไว้เพียงนี้ และจะได้สมมุติซึ่งกัน และกนั ตามประเพณีแห่งการแสดงโดยปุจฉาวสิ ัชนา ซง่ึ พระโบราณจารย์มีพระมหากัสสปะเปน็ ตน้ ไดท้ ำมา ปุ ระโต ธัมมาสะเน นสิ ันนัง สมั มะนามิ ขอสมมุติพระคุณเจ้าสังฆชนิ บุตรพุทธชนิ โนรสเบ้ืองหน้าอาตมาภาพ ผู้มี นามว่า..........(ชื่อ...ฉายา..).....แห่งสำนักวัด........................ให้รับหน้าที่พระสกทยาจารย์ มีพนัก งานไตรถาม (มีหน้าที่ถาม) เมวาหัง ส่วนอาตมาขอสมมุติตนเองให้รับหน้าที่พระปรวายาจารย์ มีพนักงานแก้ไขปัญหา(มี หน้าที่ตอบ) ตัสมา สาธะโว เพราะฉะนั้น ขอท่านสาธุชนทั้งหลายพึงตั้งโสตประสาททั้งสองลงประดุจภาชนะ ทองคอยรับรองรสพระธรรมเทศนา ซึ่งพระคุณเจ้าสักวาทยาจารย์จะได้ดำเนินบุรพประโยคกถาสืบต่อไป ณ กาลบัดน้.ี ......” ๓.๓. การดำเนินหน้าทข่ี องพระสกวาที หลังจากพระปรวาทยาจารย์หรือพระรูปแรกที่แนะนำสิน้ สุดลงพระสกั วาทยาจารย์ หรือพระอีก รูปหนึ่งก็รับหน้าที่ในการไต่ถามก็จะขึ้นประโยคเทศน์ต่อว่า... “บัดนี้ อาตมาภาพผู้ได้รับสมมุติสมัญญาเป็น พระสักวาทยาจารยม์ ีพนักงานไต่ถาม จากเจ้าพระคุณสังฆชนิ บุตรพุทธชิโนรส ผู้มีนามปรากฏ......(ชือ่ ฉายา พระรูปแรก)....วัด........ จะไดแ้ สดงสืบอนุสนธิเทสนาต่อไปเพ่ือไต่ถามในเร่ือง..................เพื่อให้สมตามเจตนา ของท่านผู้ฟัง”....ก็อาจจะมีการทักทายซึ่งกันและกันทั้ง ๒ รูปเพื่อให้เหมือนดูเป็นกันเอง หลังจากนั้นก็มีเรม่ิ แสดงพระธรรมตามเนื้อหาสืบต่อไป จนกระทั้งจบกระบวนความเนื้อหาธรรม และเวลาที่กำหนด ซึ่งการจบ การแสดงพระธรรมเทศนาแล้วสุดท้ายพระปรวาทยาจารย์ก็จะมีลีลาจบว่า “ปุจฉาวิสัชนาวสาเน ในอาวสาน กาลเป็นที่จบแห่งการปุจฉาวิสัชนาเรื่อง.........อาตมาทั้ง ๒ จึงขอสมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้ท่าน ทั้งหลาย...จงประสบ สุขสม สร่างตรม สิ้นโศก เรือนกายไร้โรค วิโยคใจพาล เกษม เปรมปรีชีวีชื่นบาน โชติ
๕๘ ช่วงดวงมาลย์ พลพานโชคดี...ฯลฯ การแสดงพระธรรมเทศนามาพอสมควรแก่เวลา เอวัง ก็มีด้วยประการ ฉะน.้ี ....” ๓.๔. การเทศนแ์ บบ ๓ ธรรมาสน์ การเทศน์แบบนี้ก็จะข้อแตกต่างคือ มีพระรูปเทศน์อยู่ ๓ รูป คืออาจจะมีพระผู้มีหน้าที่ในการ ถาม ๑ รูป แล้วตอบ ๒ รูป หรือ บางทีอาจจะมีการแบ่งหน้าที่ในการตอบทั้ง ๓ รูปเป็นพระผู้มีความรอบรู้ ทางพระสตู ร พระวนิ ัย และพระอภธิ รรม และพระทกุ รปู ก็สามารถถามปญั หาได้ เชน่ พระรปู แรกมีหน้าท่ีใน การไต่ถามก็จะขึ้นบทนะโม เหมือนเทศน์ ๒ ธรรมาสน์ ยกพุทธภาษติ แปล เร่อื งทเี่ ทศน์ อานิสงส์แล้วก็มีลีลา ดังตัวอย่าง “ทักขิณะโต ธัมมา สะเน นิสินนัง สัมมะนามิ ขอสมเด็จพระคุณสังฆชินบุตรพุทธชินรสผู้มีนาม ปรากฏในพระพุทธศาสนาว่า .....(ชื่อ ฉายา).....ซึ่งสถิต ณ ธรรมมาสน์เบื้องขวาของอาตมา ให้รับหน้าท่ี มหากัสสปสังฆวุฒา สมมุติพระคุณเจ้าผู้มีปรีชาฉลาดในพระวินัยซึ่งมีนามว่า.....(ชื่อ ฉายา)....ซึ่งสถิต ณ ธรรมาสน์เบื้องซ้ายของอาตมา ให้รับหน้าที่พระอุบาลีเถระ มีหน้าที่วิสัชนาพระวินัย....สะยะเมวาหัง..ส่วน อาตมาเป็นมีสติปัญญาน้อยขอถอยลงมารับหน้าที่พระอานนท์พุทธอนุชามีหน้าที่วิสัชนาแก้ไขพระสูตร และ พระอภิธรรม เพอ่ื จรรโลงองคศ์ รัทธาของทา่ นเจา้ ภาพตอ่ ไป.... จากนน้ั กระบวนการเทศน์ ๓ ธรรมาสน์ก็ดำเนินไปโดยมีการถามตอบ ซง่ึ การเทศน์ท้ัง ๒ และ ๓ ธรรมมาสน์เป็นการเทศน์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการเทศน์ที่มีลักษณะถามแล้วตอบทำให้คนฟังเข้าใจตรงจุด ประเดน ซึ่งการเทศน์ทั้ง ๒ ประเภทนี้จะให้ดีพระผู้เทศน์ก็ต้องมีความสามารถรอบรู้พระธรรมวินัยอย่าง แตกฉานและสามารถถา่ ยทอดความรเู้ หล่านนั้ ให้ผู้ฟังได้เปน็ ไปอยา่ งน่าสนใจและมีความเพลิดเพลินในรสแห่ง พระสัทธรรม พระผู้รับหน้าที่ในการแสดงพระธรรมเทศนาไม่ว่าจะเป็น ๑ - ๒ หรือ ๓ ธรรมาสน์ยังต้องอาศัย ทฤษฏหี ลกั วธิ ีการพูด การเตรียมตวั การวางตัว การนุ่งหม่ ความสำรวม สำเนียงเสียง เพราะต้องพึงตระหนัก วา่ พระรูปทเ่ี ทศนห์ รอื กำลงั แสดงพระธรรมเทศนาบัดนีเ้ สมอเหมอื นเป็นตวั แทนของพระพทุ ธเจา้ นั้นเอง ๔. การแสดงปาฐกถา Speech Giving ปาฐกถา คือ การพูดหรือการบรรยายที่ให้ความรู้ ให้ข้อคิด แก่ผู้ฟังจำนวนมากๆ โดยมี จุดมุ่งหมายก่อให้เกิดความรู้ เตือนสติ ข้อคิดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ฟัง ซึ่งการแสดงปาฐกถา ผู้พูด หรือผู้แสดงปาฐกถาจะเป็นใครก็ได้ไม่เหมือนกับการเทศน์ เพราะการเทศน์กำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นนักบวช ทางศาสนาเท่านั้นและมีรูปแบบพิธีกรรมที่ลงตัว แต่การแสดงปาฐกถา จะเป็นใครก็ได้ไม่ว่าจะเป็นนักบวช ประชาชนทว่ั ไป นักวชิ าการ นักการเมอื ง และทีส่ ำคญั ต้องเปน็ คนทีย่ อมรบั นับถือ เช่ือถอื ไดเ้ ปน็ ไดท้ ้งั ชายและ หญิง
๕๙ การแสดงปาฐกถาแมจ้ ะเป็นการพดู เพื่อให้ความรู้ ข้อคิด แต่ก็ไม่ไดห้ มายความว่าต้องเป็นความรู้ ทางวิชาการเสมอไป เรอื่ งและโอกาสท่จี ะแสดงปาฐกถาอาจจะแบ่งออกเปน็ ๒ ลักษณะ คอื ๑. การแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับเรื่องราวทางวิชาการ การแสดงแบบนี้มักจะเป็นการแสดงแบบ บรรยายในเรื่องวิชาการเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ในด้านนั้นๆ แก่ผู้ที่อยู่ในวงวิชาการ หรือผู้สนใจ เช่น ใน มหาวิทยาลัย โรงเรยี น หรอื สถาบนั การศกึ ษา และแมแ้ ตห่ น่วยงานอืน่ ๆ ๒. การแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับความรู้ทั่วไป ข้อคิด หลักการในการดำเนินชีวิต เพราะเรื่องราว ชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบวิชาการ อาจจะเป็นเรื่องทั่วไปที่น่าสนใจ และไม่จำเป็นต้องแสดงท่ี สถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่อาจจะเป็นองค์กร สมาคม หน่วยงาน โรงแรม ฯลฯ อาจจะเป็นการเล่า ประสบการณ์ชีวิต การทำงาน ที่จะนำเอามาเป็นแบบอย่าง หรือการนำเอาธรรมที่องค์ปาฐกประทับใจ ถ่ายทอดให้ฟัง ฯลฯ ซึ่งบางครั้ง องค์ปาฐกอาจจะเป็นสมาชิก หรือแขกผู้มีเกียรติ หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับ เชญิ กไ็ ด้ ๔.๑. หลักสำคัญของการแสดงปาฐกถา การแสดงปาฐกถามีความหมายดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้นผู้แสดงย่อมมีความรู้ในเรื่องที่จะแสดง อยา่ งแจ่มแจ้ง และจำเป็นต้องวเิ คราะห์ผู้ฟัง กาลเทศะ การศกึ ษา วยั สงั คม และทศั นคติของผู้ฟังใหเ้ หมาะสม กบั การแสดงปาฐกถาได้อย่างถูกต้องตามหลักแล้วการจดั เน้ือหาเร่ืองราว และการลำดบั ในเรื่องท่จี ะแสดงก็ไม่ ทำใหผ้ ู้ฟังเบอ่ื หน่าย เหตนุ ้ี นอกจากนักปาฐกถา จะมีความสามารถในการพูดที่ดีแลว้ การจัดเนื้อหาหรือโครง เรอ่ื ง กจ็ ำเป็นอกี ประการ ซ่งึ องค์ประกอบของโครงเร่ือง ประกอบด้วยส่วนสำคญั ๓ ส่วน คอื ๔.๑.๑. คำนำ (Introduction) เปน็ อารัมภบทที่จะนำผูฟ้ งั เขา้ สู่เรอ่ื งทจ่ี ะพูดมหี ลักเกณฑ์ สำคญั คือ ๔.๑.๑.๑ บอกใหผ้ ฟู้ ัง รถู้ ึงเรื่องทจี่ ะพดู โดยพูดกว้างๆ มคี วามสัมพนั ธ์กับใจความ เนือ้ เรอื่ ง ๔.๑.๑.๒ อาจใชก้ ารขนึ้ ตน้ ดว้ ยการอ้างอิงสภุ าษติ คำพังเพย คำคม บทกวี หรอื ประโยคคำถาม ๔.๑.๑.๓ ขึ้นต้นส้ัน ใจความดี เรียกความสนใจ ชวนใหต้ ดิ ตาม ๔.๑.๒. ใจความ หรือ ตวั เรื่อง (Main body) คือการอธิบายใจความ เรื่องท่ีพดู ใหผ้ ฟู้ ังได้ เข้าใจ ชี้ชัด คุณโทษ ประโยชน์ จุดประสงคเ์ ร่อื งราว เหมือนบทนำเมอ่ื พดู แล้วทำให้คนฟังเกิดความสงสัย ใจความคือบทท่ีตอบขอ้ สงสยั อยา่ งกระจา่ ง จนผู้ฟงั เม่ือได้ฟังแล้วตอ้ งร้อง...อ๋อ....(อย่างน้นี เ่ี อง เข้าใจแลว้ )... โดยมีหลักเกณฑด์ งั น้ี ๔.๑.๒.๑ มีสาระ และชดั เจน เหมาะสม
๖๐ ๔.๑.๒.๒ มขี ้อมลู หรือตวั อย่างตลอดจนแหล่งอา้ งอิงประกอบ ๔.๑.๒.๓ หัวข้อการพดู ต้องสัมพันธ์กนั ในสว่ นของ บทนำ เนื้อหา และบทสรปุ ๔.๑.๒.๔ การใชค้ ำง่ายๆ อธิบายเพอ่ื ง่ายต่อการเข้าใจ แต่ถ้าหลีกเลีย่ งไม่ไดก้ ็ให้ อธบิ ายความหมายประกอบ ๔.๑.๒.๕ สอดแทรกอารมณ์ขันในบางโอกาส เพอ่ื สร้างบรรยากาศความเป็นกนั เอง แตไ่ ม่ใชเ่ ลอะเทอะ จนจบแล้วกลายเป็นวา่ ได้แตส่ นุกแตไ่ ม่ร้เู รือ่ ง ๔.๑.๓. บทสรุป (Conclusion) ควรมีลกั ษณะดงั น้ี คือ ๔.๑.๓.๑. สรุปอย่างกะทัดรัด แต่ใหเ้ น้ือหาครบถว้ นและชดั เจน ๔.๑.๓.๒. อาจจบด้วยการเรียกรอ้ ง ให้ผู้ฟังทำสง่ิ หน่ึงสิ่งใด หรอื จบดว้ ยบท กลอนสุภาษิต ความสนุกสนาน อม่ิ ใจ หรอื จบดว้ ยคำถาม ๔.๒. หลกั การแสดงปาฐกถา หลักการแสดงปาฐกถา ผูแ้ สดงควรคำนงึ ถึงหลักการดงั น้ี ๔.๒.๑. พดู ตรงตามหัวข้อที่กำหนด ๔.๒.๒. เน้ือหาสาระให้ความรู้ ขอ้ คดิ มีคำอธบิ ายตัวอยา่ งใหฟ้ ังให้เข้าใจได้อยา่ งรวดเรว็ ๔.๒.๓. มีทัศนะคติท่ดี ตี ่อเรอื่ งทพ่ี ดู ๕. การอภิปราย (Discussion) ๕.๑. ความหมายของการอภิปราย พจนานุกรมราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ กลา่ วว่า “การอภอิ ปราย คือ การพดู ช้ีแจงแสดง ความคิดเหน็ ” จากความหมายนี้ อธิบายเพิม่ ได้วา่ การอภิปรายคือการท่ีกลุ่มบคุ คลมารวมกล่มุ กนั เพอื่ ระดม ความคดิ ปรึกษาหารือ แลกเปล่ียนความคดิ เห็นซ่งึ กันและกัน ถา่ ยทอดประสบการณ์ของตนซ่งึ ได้มาในสมาชิก ในกลุ่มไดร้ บั ทราบ รปู แบบของการอภปิ รายอาจกลา่ วไดว้ ่ามี ๔ ประเดน็ คอื ๕.๑.๑. เสนอแนวนโยบายและวธิ กี ารแก้ไขปญั หา ๕.๑.๒. ปรกึ ษาหารือของกลมุ่ หรือคณะบุคคลกลมุ่ ใดกลุ่มหน่งึ มใิ ชข่ องคนคนเดียว ๕.๑.๓. ชี้แนะ ชักชวนให้โอกาสบุคคลคิดอย่างอสิ ระ มีเหตุผลมใิ ชด่ ้วยอารมณ์ ๕.๑.๔. เสนอทัศนคติ ประสบการณ์ ในการแลกเปล่ียนความคิดเห็นของกนั และกัน ๕.๒. เปา้ หมายของการอภปิ ราย โดยทวั่ ไปการอภปิ รายมีเป้าหมายสำคัญดังน้ี ๕.๒.๑. เพื่อให้กลุ่มคนกลมุ่ หนึ่งไดอ้ ภปิ รายแลกเปลี่ยนความรู้อยา่ งมีเหตผุ ล ๕.๒.๒. เพ่อื สรุปหาขอ้ เทจ็ จริงเก่ียวกบั ปัญหาโดยใชห้ ลักความคดิ เหน็ แบบประชาธิปไตย ๕.๒.๓. เพื่อให้รู้จกั ระดมความคิดจากหลายฝา่ ย แล้วนำมาประมวลเป็นแนวทางในการ
๖๑ แกไ้ ขปญั หา ๕.๒.๔. เพ่อื ให้ผู้รว่ มอภปิ รายไดเ้ รยี นรกู้ ารทำงานรว่ มกบั ผู้อ่ืน การปรับตวั เขา้ กับสังคม และเขา้ ใจผอู้ ืน่ ไดด้ ยี ิ่งข้นึ ๕.๒.๕. สรุปเผยแผค่ วามรซู้ ึง่ เกดิ จากรการอภปิ ราย ไปส่ปู ระชาชนอย่างกวา้ งขวาง ๕.๓. ประเภทของการอภปิ ราย รปู ลกั ษณข์ องการอภิปราย ก็คือการสนทนาอยา่ งมีเหตุผล และแพรห่ ลายในหลายสถานท่ีเชน่ โรงเรยี น สถาบนั การศกึ ษา วงการธรุ กจิ วทิ ยุ โทรทัศน์ และโรงแรม ฯลฯ การอภิปรายแยกประเภทการ อภิปราย ๙ ประเภท ดงั นี้ ๕.๓.๑. การอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion) ไดแ้ ก่ การอภิปรายไมจ่ ำกัดจำนวนผู้ อภปิ ราย แต่ไมน่ ยิ มเกินกว่า ๒๐ คน ผูเ้ ข้าอภิปรายมีสทิ ธแิ สดงความคิดเห็นเท่าเทียมกัน ผลดั กันเป็นผู้ อภิปราย และผฟู้ ัง ไม่มีผู้ฟังภายนอก จะมีเฉพาะกลุ่มผู้อภิปรายเท่านัน้ ๕.๓.๒. การอภปิ รายในชุมชน (Public Discussion) คือการอภิปรายทผ่ี ู้อภิปรายพดู เสนอ เร่ืองราวข้อคดิ ความรู้แกผ่ ู้ฟัง ซงึ่ การอภปิ รายประเภทน้ีผอู้ ภปิ รายมกั จะเปน็ ผู้มีความรอบร้เู ฉพาะด้าน ที่ ไดร้ บั เชญิ มาเปน็ ผู้อภิปรายแลกเปล่ยี นความรปู้ ระสบการณ์ สดุ ทา้ ยกจ็ ะเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ ขา้ ร่วมฟงั การ อภปิ รายแสดงข้อคดิ เห็นและถาม ตอบคำถาม ๕.๓.๓. การอภปิ รายแบบโต้วาที (Debate Discussion) เปน็ การอภิปรายชี้แจงแสดง เหตุผลของฝา่ ย ๒ ฝ่ายทีเ่ ห็นดว้ ยหรือไม่เห็นด้วยกับปัญหาหวั ขอ้ ทย่ี กเป็นกระทู้ขนึ้ โดยในแต่ละฝา่ ยจะยก เหตผุ ลมาหกั ล้างคดั คา้ นเพ่อื ใหอ้ กี ฝ่ายหนง่ึ ยอมรับเหตุผลฝ่ายตวั เอง ซึง่ การอภิปรายแบบนีก้ ็จะมีประธานใน การควบคมุ หัวข้อการโต้ จะสงั เกตลักษณะการโต้แบบน้ีจะเห็นในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร วฒุ ิสมาชิก หรอื ในท่ปี ระชมุ เป็นตน้ ๕.๓.๔. การอภปิ รายกับผู้ฟัง (The Forum Discussion) ไดแ้ ก่การอภปิ รายทม่ี ผี ้รู ่วม ๒ คนขึน้ ไปโดยจะมีหน้าทีร่ บั เป็นผดู้ ำเนนิ การอภปิ ราย ๑ คน และผ้รู ว่ มอภิปรายที่มากว่า ๑ คนขึ้นไป อาจจะทำ เปน็ รปู แบบของการแจง้ ขา่ วสาร หรือผลงานกับคนจำนวนมาก หรอื อภปิ รายทางวทิ ยุ โทรทศั น์ จากนน้ั กเ็ ปิด โอกาสให้ผูฟ้ ังซักถาม ๕.๓.๕. การอภปิ รายแบบเปิดอภปิ รายทั่วไป (The Open Forum Discussion) เป็นการ อภิปรายที่ใชผ้ อู้ ภิปรายเพียงคนเดยี วเมื่อจบการอภิปรายกจ็ ะเปิดโอกาสให้ผฟู้ ังซักถามปัญหา และแสดง ข้อคิดเห็น ในรปู แบบน้ี คล้ายการแสดงปาฐกถา ต่างกนั ตรงทีก่ ารอภิปรายเปดิ กว้างกว่าในการซักถาม และ ตอบโตเ้ หตุผลข้อคิด เชน่ การอภปิ รายในห้องเรยี น
๖๒ ๕.๓.๖. การอภปิ รายโต๊ะกลม (Round Table Discussion) เป็นการอภิปรายท่ผี อู้ ภปิ ราย ได้นั่งโตะ๊ รว่ มกนั อภปิ รายเป็นวงกลมมองเห็นหน้ากนั ชดั เจน ปรกึ ษาหารือกนั อย่างใกล้ชิด ผู้อภิปรายทุกทา่ นมี สิทธิเทา่ เทียมกนั และจะต้องมผี ูด้ ำเนนิ รายการอภิปราย ขอ้ สำคัญการอภิปรายแบบนผ้ี ู้ดำเนนิ การอภิปราย ต้องรูป้ ัญหาอยา่ งดี รวบรวมขอ้ เท็จจริงก่อนการอภิปราย สว่ นมากใช้ในการประชมุ ในวงการใกลช้ ิด เชน่ ผบู้ รหิ ารราชการ บรษิ ัท สมาคม องคก์ าร ฯลฯ ๕.๓.๗. การอภปิ รายเวที (Panel Discussion) เป็นการอภปิ รายท่ีมกี ารกำหนดให้ผู้ อภิปรายน่งั อยู่ในแนวเดียวกนั หน้ากระดานบนเวที ผ้ดู ำเนนิ การอภปิ รายอาจจะนง่ั ตรงกลางรว่ มกบั ผู้อภปิ ราย คนฟงั น่ังตรงกนั ขา้ มเพื่อฟงั และดูผอู้ ภปิ รายซ่ึงแต่ละคนจะมีทัศนคตคิ วามคิดเหน็ ท่ีแตกต่างกันไปจากเร่ือง หน่ึงเรือ่ งใด ไมว่ ่าจะเปน็ ปญั หา ทศั นคติ ตลอดจนการเสนอวธิ ีแก้ปัญหา และยังสามารถเปิดโอกาสใหผ้ ู้ฟังได้ ซักถามปญั หาตา่ งๆได้ เม่ือผ้รู ว่ มอภปิ รายอภิปรายเสรจ็ ผูด้ ำเนนิ การอภิปรายก็จะมาสรุปขอ้ คิดเหน็ แลว้ ปิด รายการ ๕.๓.๘. การอภิปรายเพือ่ แลกเปลย่ี นความรู้ (Symposium Discussion) มลี ักษณะคล้าย แบบ Panel ตา่ งกันตรงที่อภปิ รายแบบนี้ผู้อภปิ รายแบ่งหวั ขอ้ กนั ค้นคว้าหาความรู้ ข้อเท็จจรงิ ผอู้ ภปิ รายใน ลักษณะนี้ต้องเปน็ ผมู้ คี วามรู้ด้านนน้ั ๆ ผ้ดู ำเนินการอภิปรายจะมีหนา้ ทีเ่ ช่ือมโยง ให้เรื่องราวแต่ละตอนของผู้ อภปิ รายติดต่อประสานกนั ๕.๓.๙. การอภิปรายแบบสัมมนา (Seminar Discussion) เปน็ การอภปิ รายแบบ panel ผสมกบั อภปิ รายท่วั ไปโดยจะมีผ้เู ชี่ยวชาญ หรอื วิทยากรมาบรรยายให้ความรู้ตามหวั ข้อของการ ประชุมสมั มนากอ่ น จากนั้นผู้เข้ารว่ มสมั มนาก็จะบางกลุ่มอภิปรายแสดงความคิดเหน็ แลว้ สรุปผลของแต่ละ กลมุ่ เสนอต่อทีป่ ระชุมใหญ่อกี ครัง้ ที่ประชมุ ใหญ่เห็นดว้ ยก็ถือวา่ ส้ินสุด ถา้ มีการประชุมใหญ่ไม่เห็นด้วยก็จะมี การอภิปรายกันตอ่ ไป จนกวา่ จะท่ีพอใจของกลุ่ม ๕.๔. องค์ประกอบการอภิปราย องค์ประกอบการอภิปรายมอี งคป์ ระกอบที่สำคัญ ๕ ประการ ได้แก่ ๑. ปัญหา หรือเรอื่ งทจ่ี ะอภปิ ราย ๒. ผู้อภปิ ราย ๓. ผู้ฟงั การอภปิ ราย ๔. ผู้ดำเนินการอภปิ ราย ๕. สถานที่ ให้เหมาะสมกับประเภทของการอภปิ ราย ๕.๔.๑. ปญั หา หรอื เรือ่ งทจ่ี ะนำมาอภปิ ราย ควรมีลกั ษณะดังน้ี ๕.๔.๑.๑. ไมค่ วรเปน็ เรือ่ งราว ขอบข่ายท่กี ว้างเกินไป
๖๓ ๕.๔.๑.๒. ควรเปน็ เร่อื งราวท่ีมสี าระ และเปน็ ประโยชนส์ ำหรับผ้ฟู งั และสามารถ นำไปสู่การแกป้ ัญหาได้ ๕.๔.๑.๓. ควรเป็นเร่ืองทอี่ ย่ใู นความสนใจประชาชน และทำให้กอ่ นความเข้าใจ ปญั หาไดอ้ ย่างถูกต้อง ๕.๔.๑.๔. ควรมีการเสนอขบวนการแก้ปัญหาอยา่ งมเี หตผุ ล เพอ่ื นำไปสู่ การแกไ้ ข ปัญหาได้จรงิ เม่ือนำไปใช้ ๕.๔.๒. ผอู้ ภิปราย ควรมคี ุณลักษณะ ดังต่อไปน้ี ๕.๔.๒.๑. ผูอ้ ภิปรายควรมไี ม่ต่ำกว่า ๒ ทา่ น(รวมผดู้ ำเนนิ การอภปิ ราย) ๕.๔.๒.๒. ผอู้ ภิปรายควรมคี วามรู้ ในเร่อื งท่จี ะอภปิ รายอย่างแท้จรงิ และสามารถ เสนอ แนวทางในการแก้ไขปัญหาน้นั ๆ ได้ ๕.๔.๒.๓. ผ้อู ภิปรายแต่ละคนควรมสี ทิ ธิ ความคิดเหน็ ทัศนะคติ ว่าดว้ ยเหตผุ ล ขอ้ เท็จจริงไม่ข้นึ อยู่กบั อารมณ์ ความเหน็ แกต่ นหรือฝา่ ยใดฝ่ายหน่งึ แตเ่ พ่ือประโยชน์ ส่วนรวม ๕.๔.๒.๔. มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ งานท่ีมีการเชิญให้เปน็ วิทยากร ในการอภิปราย นน้ั ๆ และความรบั ผิดชอบต่อส่วนรวม ๕.๔.๒.๕. หน้าทข่ี องผู้อภปิ รายควรมหี น้าที่ ในการรับผิดชอบตอ่ ตนเอง และผู้อ่ืนมี ๒ ประการ การเตรยี มการอภิปราย ก. ศกึ ษา เขา้ ใจเรอื่ งราวปญั หาที่จะอภปิ รายอย่างแจม่ แจ้งและ ถูกต้อง ข. ศึกษา ข้อมลู สามารถเสนอ หลกั ฐาน ข้ออา้ งอิง สนับสนุน สง่ เสรมิ แกไ้ ขและการนำไปใช้ในการใหเ้ กิดประโยชนท์ กุ ๆ ฝ่าย ค. จดั ลำดับเนอ้ื หาในการอภิปรายจากง่ายไปหายาก ไม่สบั สน ง. อภิปรายเพื่อมงุ่ หวงั ให้ผู้ฟังสามารถนำไปปฏิบตั ไิ ด้จริง หนา้ ทีใ่ นการอภิปราย ก. พดู หรืออภปิ รายตรงประเดน็ และมีสารประโยชน์ ข. พดู เม่ือผดู้ ำเนินการอภิปรายเชญิ ให้พูดเท่าน้นั ค. พดู ในเร่อื งท่ีอภปิ รายให้เหมาะสมกบั เวลา ง. บทสรปุ ควรสรุปขอ้ ความเหน็ ของตนเองให้กับผู้อื่นเสมอ
๖๔ ๕.๔.๓. ผ้ดู ำเนนิ การอภิปราย การอภปิ รายจะดำเนินไปในแนวทาง และตรงตาม วัตถปุ ระสงคห์ รือไม่ เหมาะสมกบั เวลาเนอ้ื หาสาระของเร่ืองและปญั หาทต่ี ง้ั ไวห้ รือไม่ ผู้ดำเนินการอภิปรายมี ส่วนสำคัญในการท่ีจะจดั สรรเรอื่ งของเวลา และความนา่ สนใจของเรื่องหรือปญั หาอภปิ รายในการที่จะกำหนด รูปแบบ แยกประเด็นกำหนดจุดหมายได้อยา่ งถูกต้อง ผดู้ ำเนนิ การอภิปรายควรมีคุณลกั ษณะดังนี้ ๕.๔.๓.๑. มีบคุ ลิกลกั ษณะท่ีน่าเชอื่ ถอื และมีศิลปะในการพูด ๕.๔.๓.๒. มคี วามร้แู ละสนใจในปญั หาท่อี ภิปราย ๕.๔.๓.๓. มคี วามคดิ รเิ รม่ิ และสรา้ งสรรค์ ๕.๔.๓.๔. มีศลิ ปะในการดำเนินการอภปิ ราย กำหนดแนวให้ผอู้ ภิปรายพูดไปตาม เปา้ หมายไม่ออกนอกประเด็น ๕.๔.๓.๕.วางตัวเปน็ กลาง ไม่เอนเอยี งเขา้ ขา้ งผอู้ ภปิ รายฝา่ ยใดฝา่ ยหนึง่ อารมณ์ ดียิม้ แย้มแจม่ ใสสามารถควบคุมอารมณ์ ควบคุมการอภปิ รายได้และ สรปุ การอภปิ รายดว้ ย ภาษาทสี่ ละสลวย ชดั เจน นมุ่ นวล เขา้ ใจง่าย ๕.๔.๓.๖. เคารพความคดิ เห็นผู้อนื่ ใหโ้ อกาสผ้อู ภิปรายแสดงความคิดเห็น อย่างเตม็ ที่มิใช่ผูกขาดอยู่ข้างเดยี ว ๕.๔.๓.๗.รบั ผิดชอบต่อหนา้ ท่ี มสี มรรถนะในการทำงานตามเป้าหมายที่กำหนด และสามารถตดั สินใจไดท้ ันที ๕.๕. หน้าทค่ี วามรบั ผิดชอบผู้ดำเนนิ การอภิปราย ๕.๕.๑ พิธกี าร คือ กลา่ วปฎสิ ัณฐานกบั ผ้ฟู งั ชี้แจงเหตุและโอกาสทีน่ ำปญั หานัน้ มาอภิปราย เพ่ือใหผ้ ูฟ้ งั จะได้รู้วัตถุประสงค์ และตัง้ ใจฟงั เร่ืองท่ีนำมาอภิปราย ๕.๕.๒ กลา่ วแนะนำผอู้ ภปิ รายทุกคน แกผ่ ู้ฟงั อย่างกะทดั รดั โดยเริ่มจากช่ือ นามสกลุ ตำแหน่งหน้าท่ีการงาน ผลงานดเี ด่น และความสามารถท่ีเหมาะสมกับการอภปิ รายในเร่ืองนน้ั ๆ ๕.๕.๓ เชิญผู้อภิปรายแต่ละทา่ นให้พดู แสดงความคดิ เห็น เสนอข้อเท็จจริง กลา่ วสรุป เพือ่ ใหต้ อ่ เนื่องกบั เรือ่ งทผี่ ู้อภิปรายคนต่อไปจะอภปิ รายต่อ ๕.๕.๔ สร้างบรรยากาศอภิปรายแบบธรรมชาติ เป็นกันเอง ช่วยซกั ถามปัญหาแทนผฟู้ ัง เพ่อื ผู้อภปิ รายจะได้พูดตรงประเด็น เพื่อให้การอภิปรายเปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงค์ ๕.๕.๕ เมื่อจบการอภปิ ราย ต้องสรปุ ผลการอภิปรายกล่าวขอบคณุ ผู้อภปิ ราย ผูฟ้ ัง กล่าวปดิ การอภปิ ราย
๖๕ ๖. การกลา่ วสุนทรพจน์ สนุ ทรพจน์ คือ การพูดทง่ี าม ไพเราะ และเปน็ ประโยชน์ การกลา่ วสุนทรพจน์เปน็ การพูดคน เดียวที่แสดงข้อคดิ เห็น ทัศนคติ ความรู้ หรอื เรอ่ื งราวประสบการณ์ชวี ติ ดีๆ หรอื การบริหาร องค์กร บ้านเมือง ทีป่ ระสบผลสำเรจ็ ตลอดจนถึงการขอความรว่ มมือทม่ี ีประโยชนส์ งู สดุ ของผพู้ ูดไปสผู่ ู้ฟัง จากความหมาย ดงั กลา่ วการกล่าวสนุ ทรพจน์มจี ดุ ประสงคส์ ำคญั ๖ ประการ คือ ๑. เพือ่ โนม้ น้าว ชกั ชวน เชิญชวน ก่อใหเ้ กิดความรว่ มมือ ๒. เพอ่ื บอกเลา่ ประชบการณ์ชวี ติ ท่ปี ระสบผลสำเรจ็ ๓. เพ่ือเร้าใจ กระตนุ้ ใหเ้ กดิ การอยากทำตาม ๔. เพือ่ ความบนั เทงิ ๕. เพื่อให้ความรู้ ๖. เพอ่ื ใหข้ ้อคิด ลกั ษณะข้ันตอนและรูปแบบการกลา่ วสุนทรพจน์ทด่ี ีควรเปน็ เช่นนี้ คือ ๖.๑. เนอ้ื หา เนอ้ื หาของการพดู สนุ ทรพจนจ์ ะต้อง กะทัดรัด ชัดเจน ดึงดูดความสนใจ และมี ประโยชน์ โดยมีการจัดลำดบั เนอื้ หาไมส่ บั สน เชน่ อาจจะต้องจดั ลำดบั จาก อดตี – ปจั จุบนั – อนาคต ซึ่ง เน้ือหาของการกลา่ วสนุ ทรพจนค์ วรประกอบดว้ ย ๖.๑.๑ ดึงดดู ความสนใจผ้ฟู งั ทันท่ีตงั้ แต่เร่ิมตน้ จนจบ ๖.๑.๒ ทำใหผ้ ฟู้ ังตอ้ งการท่จี ะฟงั เสยี ดายเวลาหมดก่อน ๖.๑.๓ ทำให้ผฟู้ ังเกดิ ความพอใจ ถูกอกถูกใจ ประทบั ใจ ๖.๑.๔ ยกตัวอยา่ งเหตกุ ารณ์ เหตุผล หรือข้อเทจ็ จริงให้ผ้ฟู ังคลอ้ ยตาม ๖.๑.๕ เรยี กร้อง เชญิ ชวน กระตนุ้ ให้กระทำอย่างใดอยา่ งหนง่ึ ๖.๒. ผกู้ ล่าวสนุ ทรพจน์ จะต้องเปน็ ผ้ทู ี่ได้รบั การฝึกฝนการพดู ทดี่ ี รูถ้ ึงขอ้ ควรปฏบิ ตั ิข้อที่ ไมค่ วรปฏิบัติ ในการพดู ในที่ชุมชนมาอย่างดีโดยเฉพาะผู้ที่จะกล่าวสุนทรพจน์จะต้องเป็นคนท่มี คี ุณธรรม เปน็ ท่เี คารพ ยกย่อง นบั ถือเปน็ อย่างดี
๖๖ ๖.๓. ตัวอย่างการกล่าวสุนทรพจน์ กราบนมัสการพระคุณเจา้ ที่เคารพ เรียนทา่ นประธานองค์การพุทธศาสนกิ สมั พันธแ์ หง่ โลก และทา่ นผ้มู เี กียรติทุกทา่ น๓ ผมรสู้ กึ เปน็ เกียรติเปน็ อยา่ งยิ่ง ท่ไี ดม้ โี อกาสมากลา่ วปาฐกถาในกิจกรรมเนื่อง ในวันวิ สาขบชู าโลก ประจำปีพทุ ธศักราช ๒๕๕๐ โดยจะไดพ้ ดู ถึงเร่ือง “ผนู้ ำพอเพยี ง คุณธรรมเพียงพอ ทางรอด ของประเทศไทย” ณ องค์การพุทธศาสนกิ สัมพันธแ์ ห่งโลกในวันนี้ ก็คงจะกลา่ วไดว้ ่าในวาระโอกาสที่มี ความสำคญั ย่งิ ของพทุ ธศาสนกิ ชนคอื วันวสิ าขบชู า ซง่ึ เปน็ วันที่เปน็ ท้ังวนั ประสตู ิ ตรสั รู้ และปรนิ ิพพาน ส่ิงที่ ผมอยากจะยกขึ้นมากล่าวในวนั นี้ คงเปน็ เรอ่ื งท่ถี ือไดว้ า่ เป็นส่วนสำคญั ของวนั วิสาขบชู า นั่นคือใน วาระโอกาสที่พระพทุ ธองค์ได้ตรัสรถู้ ึงสิ่งท่เี ราพูดกันว่าเปน็ อริยสัจ ๔ สิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นวา่ เป็นแนวทางท่จี ะ ทำใหผ้ ทู้ ี่มีความศรทั ธา ผู้ที่มคี วามเลอ่ื มใสนัน้ ลดความทุกข์ลงได้ บางทา่ นก็พน้ ทุกข์ได้ ผู้ที่ได้ศึกษาอยา่ ง จรงิ จังก็พน้ จากความทุกข์ ผมเองก็ถอื ไดว้ า่ เปน็ คนหนงึ่ ท่ีมคี วามทุกข์ จดุ ตรงน้กี ็เป็นสว่ นทีอ่ าจจะถือได้ว่า เป็นจดุ เปลี่ยนในประสบการณข์ องตวั ผมเอง ที่อยากจะนำมาเรียนไว้ในเบ้ืองต้น พ้นื เพทางดา้ นการศกึ ษาของ ผม ผมเรียนโรงเรียนทีเ่ รยี กวา่ เป็นคาทอลิกตัง้ แต่ชน้ั อนุบาล จนกระท่งั ถงึ ชัน้ มธั ยมปีท่ี ๓ ก็ไดร้ ับการอบรม ไดร้ ับการสั่งสอนในด้านของศาสนาครสิ ต์ แตก่ ็ไมไ่ ด้มีความรู้สึกท่ีเลื่อมใสศรัทธามากมายนัก เป็นการปฏบิ ตั ิ ตามทีไ่ ด้รบั การอบรม เม่อื ผมยา้ ยโรงเรียนมาเรยี นทโ่ี รงเรียนรัฐบาล กไ็ ด้มีโอกาสศึกษาในสว่ นของศาสนา พุทธมากขนึ้ ได้รบั ฟัง ไดม้ ีโอกาสศึกษาในเบอื้ งตน้ แต่กเ็ ป็นเรื่องความรสู้ ึกของเด็ก ๆ ความร้สู ึกของเยาวชน กเ็ ลื่อมใสศรัทธาอยู่ในระดับหนง่ึ เมอ่ื มาเปน็ ผู้ใหญ่ ออกมารับราชการกเ็ รม่ิ รบั ว่าทุกข์ทีเ่ กิดข้นึ กบั ตวั เรานัน้ มันมีมากมาย ทกุ ข์ ส่วนหน่งึ กม็ องเหน็ วา่ ความก้าวหน้าในอนาคตของเรานน้ั จะเปน็ ไปไดแ้ ค่ไหน อยา่ งไร ด้วยความโชคดขี องตัว ผมเองก็ได้ไปหยบิ หนังสอื ท่ีพิมพ์แจกในงานศพ ซึง่ เป็นหนังสือเกี่ยวกับพระพทุ ธศาสนา เปน็ ประวตั ิของพระ พุทธองค์ ซง่ึ แปลมาจากฉบบั ภาษาองั กฤษวา่ The Light of Asia ผมอา่ นกเ็ กิดความรู้สึกประทบั ใจในตอน หน่งึ ซึง่ ถ้าในภาษาปัจจุบันบอกวา่ โดนใจ ก็คอื คำท่ีวา่ “เมื่อพลัดพรากจากส่งิ ทรี่ ักกเ็ กดิ ทกุ ข์ เมอื่ ประสบกับ สิง่ ท่ีไมร่ ักก็เปน็ ทุกข์ อยากได้ในส่ิงใด ปรารถนาสิ่งใดไมไ่ ด้สิ่งนั้นกเ็ ปน็ ทุกข์ ” นัน่ คอื การโดนใจครงั้ แรกท่ีเป็น ประสบการณ์ของตัวผมเอง คำทผี่ มพูดออกไปนี้ก็ยงั คงอยู่ในใจของผม ตราบจนทุกวนั น้ี น่ัน ๓ คำกล่าวปาฐกถาพิเศษ เนอื่ งในวนั วิสาขบูชาโลก เรอื่ ง “ผู้นำพอเพยี ง คุณธรรมเพยี งพอ ทางรอดประเทศไทยโดย พลเอก สุร ยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีณ หอ้ งประชมุ สัญญา ธรรมศักดิ์ องคก์ ารพุทธศาสนกิ สมั พนั ธ์แหง่ โลก ในอุทยานเบญจสริ ิ สุขมุ วทิ ๒๔ กรงุ เทพฯ; วนั ท่ี ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐. เวลา ๐๙.๐๐ น.
๖๗ ก็เปน็ สงิ่ ทถ่ี ือได้วา่ เป็นความประทบั ใจ เม่ือมโี อกาสทจ่ี ะศึกษาต่อก็ค่อย ๆ ศึกษาไปด้วย เพราะว่าอาชพี ของ ผมน้ันไม่ค่อยเหมาะกบั การศึกษาทางดา้ นพทุ ธศาสนา แตส่ ิง่ ทผ่ี มได้นำไปใช้และเห็นอยา่ งชัดเจนก็คอื การท่ี จะหาทางแก้ไขปัญหาโดยทางสันติ ผมมโี อกาสที่เขา้ ไปเก่ียวข้องกับเร่ืองความขดั แยง้ ในประเทศเพ่ือนบา้ น หลาย ๆ แหง่ ดว้ ยความทีว่ ่าเป็นคนทน่ี บั ถอื ศาสนาพุทธดว้ ยกนั ถงึ แม้ว่าจะมคี วามเช่อื ทางการเมืองท่ี แตกต่าง แต่พดู ถึงศาสนาพุทธ แนวทางท่จี ะแก้ไขปัญหาโดยสนั ติวธิ ีแล้ว สว่ นใหญ่กเ็ หน็ คลอ้ ยตาม แล้วก็ แก้ไขตาม ส่งิ ทีใ่ หป้ ระสบการณผ์ มนี้เปน็ สว่ นที่ถอื ได้วา่ มีคุณคา่ เปน็ อย่างย่ิงทท่ี ำให้ผมมีความมุง่ มนั่ และได้ ตัง้ ใจว่าในชวี ิตของผมนน้ั จะเปน็ พุทธศาสนิกชนที่จะมโี อกาสได้ศึกษา และปฏิบัติ ตั้งใจไว้ เมื่อผมเกษียณอายุ จากราชการ ก็ได้มโี อกาสเข้าไปสกู่ ารศึกษาที่มากย่ิงขน้ึ และการปฏบิ ัติทเี่ ข้มขน้ ย่ิงข้นึ คำสั่งสอนของพระ พทุ ธองค์ท่ีไดเ้ น้นนนั้ คือเน้นเร่ืองการปฏบิ ตั บิ ูชา ไมไ่ ดเ้ น้นเรือ่ งอามสิ บูชา นีก่ เ็ ป็นอนั หนึ่งท่ีผมอยากจะเรียน ผมไดศ้ ึกษาพระไตรปิฎกฉบบั ยอ่ ซึง่ ท่านหน่งึ ทอ่ี ยู่ในคณะผู้ก่อต้ังขององค์การพุทธศาสนิก สัมพนั ธแ์ หง่ โลกคือท่านสุชีพ ปุญญานภุ าพ เปน็ ผูแ้ ปล และได้จดั พิมพข์ ึ้นมา เลม่ น้ีทางกระทรวงวัฒนธรรมก็ ได้พิมพ์ขนึ้ มา ผมได้รบั ไว้หลายเลม่ และได้แจกจา่ ยให้กับบคุ คลทสี่ นใจไปบ้าง สง่ิ ทผี่ มต้งั ใจคือวา่ ในฐานะท่ี เปน็ ตวั อยา่ งทจ่ี ะอ่านพระไตรปฎิ ก ขอบอกว่ามีท้ังหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ มพี ระวินยั พระสตู ร และ พระอภิธรรม ท่ีถอื ว่าคอ่ นข้างยาว ผมไดม้ โี อกาสไดเ้ ข้าไปเกีย่ วข้องกบั การชำระพระไตรปฎิ กฉบบั อักษรโรมนั ดว้ ย ซ่งึ อญั เชิญกันมามที ง้ั หมด ๔๕ เล่ม ความรสู้ ึกคอื ว่าในฐานะทเี่ ป็นคนไทยคนหน่ึง ความรสู้ กึ คือวา่ เรา จะมีทางอะไรทท่ี ำให้ง่าย ที่ทำใหค้ นไทยได้มโี อกาสศึกษา เรยี นรไู้ หม เพราะวา่ พระไตรปิฎกท่ีเราชำระนั้นทำ ในฐานะท่ีเป็นภาษาบาลี และเป็นอักษรโรมัน คนไทยซึ่งเรยี นภาษาบาลีมอี ยู่ไมม่ ากนัก เวน้ เสยี แตว่ า่ จะไป เรยี นทางดา้ นของสงฆ์ น่นั เป็นจุดท่ถี ือไดว้ ่าทำอย่างไรทเ่ี ราจะดำเนินการนอกเหนอื จากส่ิงทไ่ี ปสู่พทุ ธศาสนาที่ เป็นสากลแลว้ ในสว่ นของคนไทยของเราเองนั้น เราควรจะร่วมมือรว่ มใจกันทำอย่างไรทจี่ ะใหก้ ารศึกษาศาสนา พุทธเป็นไปได้อยา่ งงา่ ยขึ้น ไม่ลำบากมากนัก ผมไปบวช ๓เดอื น ความต้ังใจก็คืออา่ นให้จบ ผมใชเ้ วลาในชว่ ง ๑๑.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. ทุกวันเปน็ เวลา ๓ เดือนท่จี ะอ่านพระไตรปฎิ ก มสี ิ่งหนง่ึ ท่อี ยากจะเรยี นว่าพระพุทธองค์ ท่านสอนไว้วา่ ทง้ั ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ นี้เปรยี บเสมอื นสวนดอกไม้ เมือ่ ทา่ นเดนิ เข้าไปในสวนดอกไม้แลว้ ท่านไม่มที างทีจ่ ะเอาดอกไม้ทั้งหมดออกมา ท่านจงเลือกดอกไม้ที่ทา่ นเหน็ ว่าสวย ที่ท่านเหน็ วา่ มกี ล่ินหอม แล้วกน็ ำไปบชู า นัน่ คือสง่ิ ที่ผมมีความประทับใจและคิดว่าสง่ิ ที่พระพุทธองค์ท่านไดท้ รงสงั่ สอนนนั้ สำคญั ท่ีสดุ คือจติ ใจของเราเอง ซ่ึงผมไดเ้ ด็ดดอกไม้ที่ปรากฏอยูใ่ นนี้ออกมา และขอให้ทา่ นทั้งหลายไดล้ องพิจารณา ดูว่าในส่วนของคำวา่ น่ีเปน็ คำภาษาบาลคี รบั มโนปุพฺพงคฺ มาธมฺมา มโนเสฎฐฺ า มโนมยา แปลเปน็ ไทยกบ็ อก วา่ ทกุ สิ่งสำเรจ็ ด้วยใจ ใจเป็นใหญ่เป็นประธาน ใจเป็นรากฐานของส่ิงทั้งปวง เป็นอีกอยา่ งหน่ึงที่ประทบั ใจ
๖๘ ผม วา่ ในชวี ิตของคนเราถา้ เราต้ังใจท่จี ะทำอะไร มีความเพียร มีความพยายาม กจ็ ะไปสู่จุดน้นั ได้ แนวทาง เหล่านเี้ ปน็ แนวทางท่ีพระพุทธองค์ไดท้ รงสัง่ สอนไว้ท้งั สน้ิ ในส่วนทีถ่ อื ไดว้ า่ ใจของเราท่ีว่าใหญ่นั้นมนั เกิดอะไรข้ึน ท่านก็ทรงส่งั สอนไว้วา่ ความรู้สึกของ คนเราก็เกิดจากการสมั ผัส เม่อื มาสัมผสั กบั ตัวเราแล้ว เราก็เร่ิมคดิ บางอยา่ งไม่ต้องคิดเลย เรามปี ฏิกริ ิยา ตอบทันที เรอื่ งร้อนเรือ่ งเย็นนต้ี อบทนั ที แตบ่ างเร่ืองต้องคิด เราถงึ จะมปี ฏิกิรยิ าตอบ ตรงนี้ก็เปน็ จดุ เรม่ิ ต้น ของแตล่ ะบุคคลท่ีจะมีวจิ ารณญาณ มีวธิ ีคดิ อย่างไร ซงึ่ เป็นเรื่องของแตล่ ะบุคคลจรงิ ๆ และศาสนาพุทธได้พูด ถงึ เรื่องของความเปน็ บุคคล หรอื ท่ีเราเรยี กว่าปจั เจกต้ังแต่เบ้ืองต้น คำสอนของพระพุทธองค์ทบ่ี อกวา่ ใบไม้ ทงั้ ปา่ ก็คือใบไม้ แตว่ ่าทุกใบไมเ่ หมือนกนั เลย น่ันคอื ความเป็นปจั เจก แต่ละคนถ้าท่านจะบอกว่าตอ้ งการให้ คนไทยนบั ถือศาสนาพุทธอย่างนั้นอย่างนี้คงเป็นไปไม่ได้ ก็อยทู่ แี่ ต่ละบคุ คลที่จะไดน้ ำไปพิจารณา ไตร่ตรอง กันอยา่ งไร ทจี่ ะใหบ้ ังเกดิ ความเลอ่ื มใสศรทั ธา และศึกษาไดอ้ ยา่ งต่อเนื่อง นำสิ่งที่ไดศ้ ึกษาน้ันไปปฏบิ ตั ิบา้ ง กจ็ ะเปน็ ประโยชน์ เร่ิมต้นน้ีติดขัดเหลือเกิน คือตวั บคุ คลคนนนั้ เอง ไม่ได้เป็นใครอ่นื ก็เรมิ่ ตน้ จากตัวบุคคล คนนน้ั ทจ่ี ะมีความสบายใจ มีส่งิ ทเี่ ราเรยี กว่ามีความเปน็ สุขเกดิ ข้นึ แต่ความเป็นสุขทวี่ ่าน้ีไม่ได้เป็นความสุข ทางโลก เป็นความสขุ ท่ตี วั เองไดท้ ำความดี เปน็ ความสขุ ท่ีคดิ ว่าเราได้ทำสงิ่ ที่ถูกต้อง สงิ่ ทค่ี วรแลว้ กเ็ ป็น ลกั ษณะอย่างนั้น วันวิสาขบชู าพระพุทธองคไ์ ด้ตรัสรู้อรยิ สัจ ๔ เรากค็ งทราบกันวา่ ทกุ ข์ สมทุ ัย นิโรธ มรรค ถา้ เรา ลองนบั ดูเราก็จะเห็นวา่ ทา่ นพูดถึงเร่ือง ผล ก่อน คือผลท่เี กดิ ขึน้ คือทุกข์ และย้อนไปหาเหตุ บางครง้ั ท่านก็ บอกวา่ ให้พิจารณาจากเหตมุ าหาผลวา่ มันเกิดขนึ้ เหตุอยา่ งน้ีมปี ัจจัยอย่างน้ี แลว้ ผลจะออกมาอยา่ งไร นนั่ ก็ เป็นส่วนทผี่ มคิดวา่ ทา่ นไดท้ รงสอนใหเ้ ราไดใ้ ช้สตปิ ัญญา ไดใ้ ช้ประสบการณ์ ได้ใชค้ วามรู้ของเราพิจารณา ไตร่ตรองให้รอบคอบ แลว้ จงึ ตัดสินใจว่าเราควรจะทำอะไร บางครงั้ ในการสวดท่เี ป็นภาษาบาลกี ท็ ำให้คนไทย หลาย ๆ คนเกดิ ความเบื่อหน่ายเพราะวา่ ไม่เข้าใจ ยกตวั อย่างง่าย ๆ แมแ้ ต่คำอาราธนาศีล ๕ กท็ ่องไปแตว่ ่า ไม่รวู้ ่าแปลวา่ อะไร มอี ยู่ในน้ันที่ระบุไว้ว่าเราจะเลือกข้อไหนก็ไดท้ ี่จะนำมาเปน็ ข้อปฏบิ ัติของเราเอง แต่ต้อง เป็นความต้งั ใจ ศีลไมไ่ ดห้ มายความว่าเราจะต้องถูกบงั คับใหร้ ับ ในศาสนาอืน่ กจ็ ะมีการรับศลี เหมอื นกนั แต่ว่า เปน็ อกี ลักษณะหนึ่ง ในศาสนาพุทธได้ระบุไวช้ ัดเจนว่าศลี ๕ เราเลอื กปฏิบัตไิ ด้ แลว้ ในช่วงสดุ ท้ายก็ได้ระบุอีก ว่าใครทไ่ี ดป้ ฏบิ ัติอยา่ งจริงจังต่อศลี ๕ แล้วกจ็ ะนำไปสคู่ วามพ้นทุกข์ได้ ผมสงสัย สีเลนะนพิ พตุ งิ ยันติ สเี ลนะโภคะสมั ปะทา สเี ลนะสขุ ตงิ ยันติ กส็ งสัยว่าทำไมถงึ เปน็ อยา่ งนี้ กไ็ ปคน้ ในสว่ นท่พี ดู ถึงวา่ มรรค มรรคา ทางทจ่ี ะไปสคู่ วามพน้ ทุกข์ ไดร้ ะบุไวช้ ดั เจนวา่ ศลี ๕ นนั้ เปน็ ส่วนหนง่ึ ของการปฏบิ ตั ิตามทางทง้ั ๕ ข้อ น่นั ก็เป็นส่วนทผ่ี มเกิดความเขา้ ใจทันทีวา่ ท่ีท่านเทศน์เป็นภาษา บาลีวา่ อยา่ งน้ี ไปเก่ยี วโยงกับทางแห่งความพน้ ทุกข์อย่างไร และถา้ หากวา่ เราสามารถปฏิบตั ไิ ด้ตามที่ท่าน สอน ทีว่ ่าปฏิบตั ไิ ด้นห้ี มายถึงว่าลด อย่างท่ีเราพูดกนั เป็นประจำวา่ ทำความดี ละทิ้งความช่ัว ทำจติ ใจให้
๖๙ บริสุทธ์ิ กเ็ ป็นสว่ นเบือ้ งตน้ แตก่ ารทจ่ี ะทำความดลี ะทิง้ ความช่ัวน้ันเราจะทำได้อยา่ งไร ก็อยูท่ ส่ี ว่ นทีเ่ ราจะ คอ่ ย ๆ ลด ผมคดิ ว่าไมม่ ีใครรู้ดไี ปกว่าตัวเราเองว่าเราทำอะไรผิด ทำอะไรท่ีไมด่ ี แม้แต่ภรรยาผมก็ไม่รูด้ เี ทา่ ผม น่ันคือส่วนหนงึ่ ทเ่ี ห็นได้ชัดเจนว่าเราทำอะไรอยบู่ า้ ง เราจะควรจะละ เราควรจะทิง้ อะไรทไี่ ม่ถูกไม่ควร น่ันเป็นสว่ นหนึง่ ท่ีเป็นประสบการณ์ท่ีอยากจะพูดในวนั นีว้ า่ เม่ือเราจะเปน็ พุทธศาสนกิ ชน กอ็ ยากให้ไดเ้ นน้ มาทางด้านของการศึกษา และการปฏบิ ัติให้มากขนึ้ ในฐานะทเี่ ป็นคนไทยกอ็ ยากจะเหน็ การช่วยกันชำระ พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ซึ่งผมอา่ นแลว้ กย็ งั มสี ่วนท่ผี ิดพลาดอยู่ ถ้าหากว่าเราช่วยกันท่ีจะทำตรงนีเ้ พ่ือคน ในประเทศของเราบา้ ง กจ็ ะเปน็ ประโยชน์ หลาย ๆ คนโดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในวงการของพวกผมคือพวกท่เี ป็น ทหาร ไม่คอ่ ยเคยเห็น พระไตรปฎิ กน้ไี มเ่ คยเหน็ พอผมบอกว่าให้หยบิ มาดู บางคนบอกวา่ อยากศกึ ษาเร่ือง พระธรรมวนิ ยั ผมกบ็ อกวา่ พระธรรมวนิ ยั ท่ีพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ๒๒๗ ข้อนีไ้ ม่ไดม้ ีอะไรมาก เพียงแตเ่ ป็นสิ่ง ที่เกดิ ขนึ้ ในอดีตแล้วก็พระสงฆป์ ระชมุ กัน แลว้ บอกวา่ สิง่ นี้ไมค่ วรทจี่ ะปฏิบัติอีกแลว้ ก็ได้บญั ญัตเิ ปน็ พระ ธรรมวนิ ัยขน้ึ มา อะไรท่ีไมด่ ีเมื่อประชมุ กันแลว้ เหน็ วา่ ไม่ถูกไม่ควร เราก็ไมป่ ฏิบัติ ไม่ไดม้ อี ะไรมากไปกว่านั้น ไมต่ ้องไปดูว่าจะเหมือนกฎหมายไหม สงฆจ์ ะตอ้ งทำอยา่ งนั้นอย่างนี้ไดไ้ หม คำวา่ สำรวมซ่ึงเป็นส่วนหนงึ่ ท่ี เกย่ี วขอ้ งกบั สงฆ์ ก็ไดย้ นิ ไดฟ้ ังมานานแลว้ แตเ่ มื่อไปบวชกร็ ้ทู นั ทีว่าความหมายทบ่ี อกใหส้ ำรวมนัน้ ลกึ ซึง้ กว่า การท่มี องไมเ่ กิน ๓ ก้าวมากนัก อย่างท่ผี มได้เรียนแล้ววา่ เม่อื เราสัมผัส ไม่ว่าจะไดย้ ิน ไดก้ ล่นิ ได้เห็น ได้ฟัง สงิ่ เหล่าน้ีจะเรมิ่ เขา้ มากระทบ เมอ่ื เป็นพระกย็ ง่ิ จะต้องสำรวมให้มากข้นึ เพราะวา่ จิตใจจะได้ไม่ฟุ้งซา่ น ไม่ไป คิดถงึ โยมทบี่ ้านเมื่อเวลาไปบวช นกี่ ็คือความรู้สกึ ทผ่ี มได้ประสบกับตวั เองอยา่ งชดั เจน ทีม่ ากกว่านัน้ คือพระ พุทธองคไ์ ด้ทรงแนะนำว่า พระสงฆน์ อกจากจะสำรวมแล้วกต็ ้องปลีกวิเวกเพราะการอยูใ่ นทวี่ ิเวกนัน้ สำรวจ ตวั เองได้ มีจิตที่เมอ่ื ภาวนาแลว้ กจ็ ะมสี มาธเิ พิ่มขนึ้ เม่ือมีสมาธิก็จะเพิ่มระดบั ของความมีสมาธิน้นั มากย่ิงขึ้น ตอ่ ไป ซงึ่ อยา่ งท่เี ราพูดกนั ว่ามพี ลังทางจิต สิง่ นนั้ ไมไ่ ดม้ อี ะไรท่ีถอื ได้วา่ เป็นสว่ นทไี่ ม่สามารถจะเกดิ ข้ึนได้ เป็นสงิ่ ที่เกิดขนึ้ ได้ถ้าท่านมีความพากเพียรพยายาม และได้เดินตามแนวทางที่พระพทุ ธองค์ทา่ นได้ทรงวางไว้ ข้ันสดุ ท้ายก็คงถึงจุดที่บอกได้ว่าพน้ จากทุกข์ สง่ิ น้นั ไมไ่ ด้เป็นสิ่งท่ีถือว่าเกนิ กวา่ เราจะใฝ่ฝัน เปน็ สิ่งที่เราใฝฝ่ ัน ได้ และเราก็พยายามทจี่ ะไปถงึ จุดเหลา่ นั้นให้ได้ ผมไดพ้ ูดกับหลวงพท่ี ่ยี ังคงอยู่ทว่ี ัดในขณะนี้ บอกวา่ ตอนท่ี ผมสกึ ผมก็พดู กบั ท่านในวนั ลา บอกว่าทุก ๆ รูปทอ่ี ยู่นน้ั ทา่ นเดนิ บนเสน้ ทางท่ตี รง ผมนั้นตอ้ งออกไปเดิน ทางอ้อม ไม่ได้เดินทางตรงอีกแลว้ กค็ งพูดได้วา่ ในสว่ นของความพยายามของเราเม่ือเรามองเห็นทาง และ เราเพยี รที่จะเดนิ ไป ไมว่ ่าจะเหน่ือยยาก ไม่ว่าจะทุกข์เข็ญ เหมอื นอยา่ งพระมหาชนกท่ีพระบาทสมเดจ็ พระ เจา้ อยูห่ ัวไดท้ รงพระราชนิพนธ์ วันหนึ่งเรากค็ งไปถงึ จุดหมายปลายทาง น่ันก็เปน็ ส่งิ ที่อยากจะเรียนไว้ในวันน้ี วา่ ความตง้ั ใจ ความพยายามของคนเรานัน้ เป็นจุดท่หี าขอบเขตทจ่ี ำกัดไดย้ าก เพราะว่าเมือ่ เรามีเจตนามี ความตั้งใจ เราก็คงจะมงุ่ ไปสูจ่ ดุ ทีเ่ ราตอ้ งการได้
๗๐ ผมไดพ้ ูดถงึ เร่ืองความสำคญั ของวันทที่ รงตรสั รู้ไปแล้ว กม็ ีอีกบทหนึ่งที่ไดต้ รสั สอนไว้ และถอื ว่า เป็นสว่ นที่ประทับใจผมเช่นเดียวกัน บทนัน้ คงเป็นบทท่ีกล่าวได้ว่า มีความสำคญั เปน็ อยา่ งย่งิ นน่ั คือปัจฉิม โอวาท เปน็ คำพูดของพระพทุ ธองค์เป็นโอวาทสดุ ทา้ ยท่ีพูดวา่ สงั ขารท้งั หลายมีความเส่อื มสลายไปเป็น ธรรมดา ท่านท้งั หลายจงยังความไมป่ ระมาทให้ถึงพร้อมเถิด นี่ก็เป็นส่วนทผี่ มไดเ้ ลอื กนำดอกไม้ทส่ี วยงามท่มี ี กล่นิ หอม มาเจือจายตัวผมเองเป็นลำดบั แรก แลว้ ก็อยากจะเผยแพร่ให้กับท่านทง้ั หลายไดม้ โี อกาสได้ทดลอง นำดอกไม้ทมี่ ีกลิน่ หอม มีความสวยงามเหลา่ นั้น ไปประดบั แจกนั ในใจของทา่ นบา้ ง คงเป็นเรื่องที่ อยากจะกลา่ วถงึ ในสว่ นของความสำคัญของพระพุทธองค์ ความสำคัญของวันวสิ าขบชู า ทัง้ ในช่วงทีต่ รสั รู้ และในช่วงทท่ี รงปรินพิ พาน ว่าได้ทรงวางอะไรไว้ใหเ้ ราบา้ ง หลกั สำคัญทา่ นพดู ถึงวา่ ศาสนาพทุ ธจะอยู่ได้ อยา่ งไร ก็อย่ทู ี่พระธรรมคำสัง่ สอนของพระพุทธองค์ ไม่ได้อยทู่ ีส่ ิง่ อื่น ไม่ไดอ้ ยู่ท่รี ูปเคารพ ไม่ได้อยดู่ ้วย อิทธิฤทธ์ิ แต่อยูด่ ว้ ยพระธรรมคำส่งั สอนของพระพุทธองค์ คนที่พดู ถึงวา่ ไดม้ ีโอกาสศกึ ษาและได้มีโอกาส ปฏิบัติ ก็มีอีกส่วนหนง่ึ ที่ถือว่ามคี วามสำคัญเช่นเดียวกนั ก็คือพระพุทธองคท์ ่านได้กล่าวไว้วา่ ผใู้ ดปฏบิ ตั ิธรรม สมควรแก่ธรรม ผนู้ ัน้ ชื่อว่าบชู าตถาคต ผใู้ ดเห็นธรรม ผูน้ ั้นเหน็ เราตถาคต เหน็ ก็คงเป็นเร่ืองของปจั เจกอย่าง ทีว่ ่า แต่ถา้ เผ่ือท่านปฏิบัตบิ ูชา ทา่ นก็ถือว่าทา่ นบชู าตถาคตอยแู่ ล้ว นน่ั เปน็ สงิ่ ทผี่ มอยากจะนำมากลา่ วไวใ้ น วันน้ี ในวนั ที่มีความสำคญั ทางศาสนา ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่ว่าเป็นสากล เป็นส่วนที่ถอื ไดว้ ่าท่าน ทง้ั หลายทีม่ าอยูท่ นี่ ี้จะมสี ่วนร่วมในการดำเนนิ การตอ่ ไป ในเรอ่ื งของความพอเพยี ง ก็คงเปน็ เรอ่ื งที่ทางรัฐบาลเองได้พยายามที่จะน้อมนำปรชั ญา เศรษฐกิจพอเพียงมาให้คนไทยไดน้ ำไปศกึ ษาและนำไปปฏิบตั ิ ในสว่ นน้เี องในเรื่องของความพอเพยี งก็อยูใ่ น คำสอนของศาสนาพุทธอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทางสายกลาง ไม่วา่ จะในเรื่องของการท่จี ะพจิ ารณา กล่ันกรองดว้ ยเหตดุ ว้ ยผล ส่งิ เหลา่ น้ันเปน็ ส่วนทม่ี อี ยู่ในคำสอนของพระพุทธองคท์ งั้ ส้นิ ในดา้ นของปรัชญา นัน้ ถา้ หากว่าเรามองในด้านที่เปน็ ส่วนที่เป็นรูปธรรม พอมีคำว่าเศรษฐกิจเข้าไปคนก็จะมองวา่ เป็นส่วนทเี่ ป็น รปู ธรรม แนน่ อนวา่ มนั แยกไมไ่ ด้ แยกใหเ้ ห็นชัดเจนวา่ เป็นสว่ นท่เี ปน็ รูปธรรมไม่ได้ แต่ทำอย่างไรทเี่ ราจะชัง่ ระหว่างส่วนทเี่ ปน็ รปู ธรรมและนามธรรมนใี้ ห้มีความสมดลุ ใหม้ คี วามพอเพียง ความสุขของคนเราไม่ไดเ้ กิด เนอ่ื งจากรูปธรรมเพียงอย่างเดียว จะต้องมีอีกส่วนหนึ่งคือความสขุ ทเ่ี กดิ จากนามธรรม เพราะ ฉะน้ัน ปรัชญา เศรษฐกจิ พอเพียงได้นำเสนอแนวทางการบรหิ ารจัดการกับชวี ติ ของคนเราในลักษณะทม่ี ีความสมดุล ไมใ่ ช่ เปน็ เร่ืองเศรษฐกจิ แต่ต้องเกี่ยวกบั เศรษฐกจิ เพราะวา่ เปน็ ปัจจยั ปัจจัย ๔ ทเี่ ราพดู ถงึ กเ็ ป็นสว่ นหนง่ึ ถ้า หากเราไม่ไดแ้ ก้ไขในสว่ นเหล่าน้ี ส่วนทผ่ี มไดพ้ ูดถงึ ในตอนแรกว่า ผสั สะทีเ่ ราสมั ผัสนีม้ นั มากขึน้ เราพูดกัน ว่าโลกาภิวตั น์ โลกแคบลง ทุกสงิ่ ทุกอย่างหลง่ั ไหลเข้ามา ท่านไม่รบั มันกเ็ ข้ามา ถ้าท่านปดิ หูไม่ได้ ปดิ ตา ไม่ได้ มนั กเ็ ขา้ มาในตัวของเรา ทำอยา่ งไรที่เราจะได้นำสิง่ เหล่านม้ี าพจิ ารณาไตร่ตรอง แล้วก็นำหลักการท่ี สามารถจะหาจดุ สมดุล หาจุดทเี่ หมาะสม หาจุดทพ่ี อเพียงในชวี ิตของเรา ให้กา้ วไปข้างหนา้ ใหไ้ ด้
๗๑ ศาสนาพุทธไม่ไดส้ อนให้เราเป็นคนขีเ้ กียจ ศาสนาพุทธสอนใหเ้ ราเชือ่ ในกฎแห่งกรรม ว่าทำดไี ด้ ดี ทำชั่วไดช้ ่ัว เราทำอะไรเราก็ตอ้ งรับสิ่งนั้น มากหรือน้อยข้ึนอยู่กับการท่ีเราจะละความชว่ั แลว้ กห็ นั มาทำ ความดี เด็ก ๆ ผมก็เรยี นวา่ ทำไมพระเทวทตั ถึงจองลา้ งจองผลาญพระพุทธเจา้ ขนาดไหน เป็นเพราะอะไร ทำไมถึงเปน็ อยา่ งนั้น ท้งั ๆ ท่กี ็เปน็ ญาติกนั ก็สอนเทวทัตว่าศาสนาพุทธเปน็ อยา่ งไร หลกั การเป็นอย่างไร แตท่ ำไมกย็ งั ถึงพยายามทีจ่ ะทำร้ายพระพุทธองค์ ในพระไตรปิฎกน้ีมีคำตอบวา่ พระพุทธเจ้าไดเ้ คยทำรา้ ย เทวทตั ในอดีตมากอ่ น ก็เปน็ กรรมท่ีตามมาถึงพระพุทธองค์แม้ในชาตสิ ดุ ท้ายที่เป็นพระพุทธองคแ์ ล้ว เทวทตั กลง้ิ ก้อนหนิ ลงมา ก้อนหนิ นั้นถกู พระพทุ ธองค์ น่ันเปน็ เร่ืองเม่ือ ๒,๕๐๐ กว่าปมี าแลว้ แมแ้ ตใ่ นชาตสิ ุดทา้ ย เปน็ พระพุทธองค์แล้ว แมแ้ ต่กระทั่งตรัสรู้แลว้ กรรมกย็ งั ตามถึง เพราะฉะน้ันถา้ หากทา่ นเช่ือในเร่อื งของ กรรม ทา่ นกเ็ ร่งทำความดี ละสง่ิ ทีไ่ มด่ ี แล้วท่านก็จะมีโอกาสทจ่ี ะพน้ จากสง่ิ ที่ไม่ดีไม่งามท้ังหลาย หรอื ไม่ พน้ ก็เบาบางลงเปน็ อยา่ งมาก น่ันกเ็ ช่นเดียวกันครับว่าในส่วนของปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ชแี้ นวแนะสง่ิ ต่าง ๆ ทีผ่ มอยากจะเรียนวา่ สอดคล้องทงั้ ในด้านของรูปธรรมและนามธรรมทเ่ี ราสามารถทีจ่ ะนำไปประยกุ ต์ และนำไปใช้ให้เปน็ ประโยชนไ์ ด้ บางคนถามผมบอกว่าใชไ้ ดเ้ ฉพาะกับเกษตรกร ใชไ้ ดเ้ ฉพาะกบั คนท่ีอยใู่ น ฐานะทย่ี ากไร้ ผมก็ตอบเขาบอกวา่ ถา้ อยากจะดูองค์กรระดับสากล ไปดบู รษิ ัทปนู ซเี มนตไ์ ทย เปน็ องค์กรท่ี ใช้หลักของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง แตว่ า่ ก้าวไปข้างหน้าไดอ้ ย่างมนั่ คง แล้วกท็ ำประโยชนใ์ หก้ ับสังคมเปน็ อย่างมาก น่ันเป็นจุดทผ่ี มอยากจะเรยี นว่า ถา้ เราศึกษากนั ใหจ้ ริงจงั แลว้ กใ็ ชป้ ระโยชน์จากสง่ิ ท่รี ฐั บาลได้ พยายามนำเสนอในเร่ืองของเศรษฐกิจพอเพยี ง ทา่ นก็จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคตา่ ง ๆ ใหพ้ ้นจากสภาวะ อาจจะเปน็ ความเครียด อาจจะเป็นแรงกดดันท่ีมาจากสภาวะของโลกาภิวตั น์ เพ่อื ให้เราผ่านพน้ ส่งิ เหล่าน้ไี ป ได้ บางทา่ นก็บอกวา่ ในปัจจุบันเศรษฐกิจชะลอตวั ผมก็บอกว่าจริง ชะลอตวั เพราะมปี ญั หาจากหลาย ๆ ปจั จยั ปจั จัยแรกกค็ ือในเรื่องของสภาวะทางค่าเงนิ ของสหรัฐเอง ซ่ึงอ่อนตวั ลง และมผี ลกระทบไปท่วั โลก สกุลอ่ืน ๆ นั้นแขง็ ตวั ขึ้นมา เราเองพดู ตรงนีพ้ ูดได้วา่ กเ็ ป็นหนา้ ที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยทีจ่ ะต้องดูแล เพือ่ ไม่ใหเ้ กดิ ความเปลย่ี นแปลงทร่ี วดเรว็ จนเกนิ ไป จนกระทง่ั สง่ ผลกระทบ รฐั บาลกบ็ อกเพียงอย่างเดียววา่ ขอใหร้ ักษาเสถียรภาพของอตั ราแลกเปลยี่ น กระทรวงการคลงั กป็ ระสานกบั ธนาคารแหง่ ประเทศไทยว่าพอ ทำไดห้ รือไม่ ผวู้ ่าการธนาคารแหง่ ประเทศไทยทา่ นกบ็ อกว่าท่านทำได้ นัน่ คือหนา้ ท่ีของแต่ละส่วน ทเี่ รา จะต้องชว่ ยกนั ดูแล เมื่อผูท้ ่ีมีหน้าท่ีรบั ผิดชอบโดยตรงท่านดอู ยู่ ทกุ ๆ วินาที เพราะว่าข้อมูลขน้ึ ทุกวนิ าที ออนไลน์คอมพวิ เตอร์ทุกวินาที ก็จะเหน็ ว่าเม่ือเรามหี นา้ ท่แี ล้วเรามีความไว้วางใจ ก็ต้องมอบสง่ิ เหล่าน้นั ให้ อย่ใู นมือท่ีถอื วา่ เปน็ มือที่มคี ุณภาพ เป็นมือที่ได้รบั ความไว้วางใจ และเป็นมืออาชพี ในด้านอนื่ ๆ ท่ีมีปจั จยั กระทบกค็ งเป็นเร่ืองของความเชื่อม่ัน ถา้ การเมืองของเรายังไม่น่ิง นัก ลงทนุ ต่างประเทศเขาก็ไมส่ ามารถท่ีจะเขา้ มาลงทนุ ตราบใดที่เรายังไมเ่ ดนิ ไปข้างหน้า ไมเ่ ดนิ ไปในลกั ษณะ ท่วี ่ามงุ่ ไปสู่การท่จี ะให้มีการเลือกตั้ง เพื่อจะมีรัฐบาลท่ีมาตามครรลองของระบอบประชาธปิ ไตยที่เราอยาก
๗๒ เห็น เราเดนิ กนั ไปทางนัน้ นั่นจะเป็นทางทจ่ี ะทำใหส้ ิ่งท่ีท่านทง้ั หลายไดเ้ หน็ วา่ มันเป็นความเดือดร้อน เป็น ความวุ่นวาย เปน็ ความกดดนั ผ่านพน้ ไปได้ ถา้ เราร่วมมือร่วมใจกนั คนส่วนใหญเ่ หน็ ว่านค่ี อื ทางที่ควรจะ เดนิ ทางทเ่ี รานา่ จะแก้ไขปัญหาของบา้ นเมืองของเราได้แล้ว กจ็ ะเป็นสว่ นที่ทำใหส้ งิ่ ที่พวกเรากระวนกระวาย กังวลใจ มันผ่านพน้ ไปได้ หน้าทข่ี องผมก็คงมีที่จะทำให้บา้ นเมืองของเราผา่ นพน้ ช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตตรงน้ี ทำอย่างไรที่พีน่ อ้ งคนไทยจะได้ร่วมมอื กัน ช่วยกนั แก้ไขวิกฤตของบา้ นเมอื งของเรา แล้วก็นำพาศาสนาพุทธ ไปส่คู วามเป็นสากลให้มากข้นึ ซง่ึ ไม่ได้เป็นเร่ืองยากเยน็ ถ้าเราทำใหเ้ ปน็ ตวั อย่างว่าบ้านเมืองของเราแก้ไข ปัญหาโดยสันตวิ ิธี แล้วกเ็ ดินไปขา้ งหนา้ เราไปพูดท่ไี หนกไ็ ดท้ ว่ั โลก วา่ คนไทยเราแก้ไขปัญหากันอย่างน้ี เรา ไมใ่ ชค้ วามรุนแรง ขอบคุณครบั ***********
๗๓ คำถามท้ายบท ๑. การเทศน์ คืออะไร จงอธบิ าย และการเทศน์มีกี่ประเภท? ๒. การเทศน์ปฏภิ าณโวหาร กับการเทศนอ์ ่านตามคัมภีรเ์ หมือนและตา่ งกันอยา่ งไร ? ๓. การแสดงปาฐกถา คืออะไรแตกตา่ ง กบั การเทศน์ อยา่ งไร ? ๔. การอภิปราย คืออะไร ? ๕. การอภปิ รายแบ่งออกเปน็ กป่ี ระเภท? ๖. การกล่าวสนุ ทรพจน์ ท่านเข้าใจว่าอยา่ งไร ? ๗. การกล่าวสนุ ทรพจน์ทีด่ มี ีลักษณะอยา่ งไร และวัตถุประสงค์ในการกลา่ วสุนทรพจนค์ วร ประกอบด้วยอะไรบ้าง ? ๘. การพดู มีกี่ประเภท และแตกตา่ งกนั อย่างไร ? ๙. การพูดเชงิ วิชาการเพ่ือใหค้ วามรู้ เปน็ การพดู ลักษณะอยา่ งไร ? จงยกตวั อยา่ งการพูดประเภทนนั้ มาดู ๓ ตวั อยา่ ง? ************
บทที่ ๕ หลกั และวิธีการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาของพระพุทธเจ้า ๑. ความนำ ๔๕ พรรษาทีพ่ ระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาท่ัวท้ังชมพทู วปี จนแพรห่ ลายกลายเป็น ศาสนาท่ีสำคญั ศาสนาหนง่ึ ของโลก แนน่ อนย่อมมีปจั จัยท่ีสำคัญในการท่ีจะเผยแผ่หรอื ประกาศพระศาสนา พระพทุ ธเจ้าทรงมีหลักและวธิ กี ารเผยแผ่เช่นไร เปน็ เรอ่ื งท่ีน่าศกึ ษา ซ่งึ จากการศกึ ษาได้พบวา่ ลักษณะพเิ ศษ ของการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาได้สำเรจ็ เปน็ ท่ยี อมรบั นับถอื อย่างกว้างขวาง เพราะความสำคญั ๓ ประการ คือ ๑. คุณสมบตั ิของพระศาสดา ๒. เนื้อหา หรือคำสอน ๓. พทุ ธวธิ ีการเผยแผ่ หรอื วธิ กี ารสอนของพระพทุ ธเจา้ ๑.๑. คุณสมบตั ขิ องพระศาสดา พระพุทธเจ้านามเดิมวา่ เจ้าชายสิทธตั ถะ พระโอรสในพระเจา้ สุทโธทนะ กบั พระนางสริ มิ หา มายา แห่งกรุงกบลิ พัสด์ุ ทรงตรัสรธู้ รรมแลว้ นำมาประกาศสั่งสอนแกค่ นในชมพูทวปี ตอนเหนอื ของประเทศ อินเดีย พระธรรมเหล่าน้ันนำมาซงึ่ ความสงบสุข สนั ติของมหาชนทำให้มหาชนท้ังหลาย ปฏบิ ตั ติ ามหลักธรรม เหลา่ นน้ั สามารถบรรลธุ รรมเป็นผทู้ ห่ี มดซง่ึ อาสวะกิเลส โดยคุณสมบตั ิของพระศาสดา หรอื พุทธคุณ๑ มี ๓ ประการ คือ ๑.๑.๑. พระปญั ญาคุณ (Wisdom) คอื พระปัญญาที่พระองคส์ ามารถท่ีตรสั ร้ธู รรมได้ โดยพระองค์เองไม่ต้องมใี ครสอน ๑.๑.๒. พระวิสุทธคิ ุณ (Purity) คอื พระองค์มีความบริสุทธิท์ รงปราศจากอาสวะกิเลส หมดจดจากกิเลสกามตัณหาใดๆ ทั้งปวง เปน็ ผู้ สะอาด สว่าง สงบ ๑.๑.๓. พระมหากรณุ าธิคณุ (Compassion) คือพระองคม์ คี วามรกั เมตตาต่อสรรพ สัตว์ ตรสั รธู้ รรมแล้วได้เทยี่ วสงั่ สอนใหไ้ ด้รู้ตามไมห่ วังผลตอบแทนใดๆ จากผูบ้ รรลุธรรมท้ังสน้ิ อกี ประการหนงึ่ การรวมพุทธคุณหรือคณุ สมบัตขิ องพระพุทธเจา้ เป็น ๒ คือ พุทธคุณ๒ ๒ ได้แก่ ๑ วินยั วสิ ุทธ.ิ ฏกี า ๑/๑. ๒ ว.ิ (ไทย)๑/๗/๑๒; ม.มู.(ไทย)๑๒/๒๗๘/๒๖๘.
๗๕ ๑.๒. พทุ ธคณุ ๒ ๑.๒.๑. อัตตหติ สมบตั ิ คือ พระองคท์ รงถึงพร้อมดว้ ยการบำเพญ็ ประโยชน์ส่วนพระองค์ เองจนเสรจ็ สมบรู ณ์ โดยพระปัญญา เป็นเครื่องมอื ในการสำเรจ็ พุทธภาวะ คือ ความเปน็ พระพทุ ธเจ้า อนั เปน็ ผู้บริสุทธิ์ ไกลจากกิเลส ทำลายแห่งสังสารจักร(อะระหัง) เป็นผทู้ ีต่ รัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง(สัมมาสมั พุทโธ) ถึงพร้อมด้วยวิชาความรู้ และจรณะ (วิชชาจะระณะสัมปนั โน) คือความประพฤติอันงดงาม(สุคโต) ทรงเป็นผู้ ไปแลว้ ดว้ ยดี คือประดิษฐานพระศาสนาอนั เป็นประโยชนแ์ กม่ หาชน เป็นผู้รแู้ จง้ สภาวะอนั เปน็ คตธิ รรมแหง่ โลก (โลกะวิฑู) พระองคเ์ ปน็ ผเู้ บิกบาน(พุทโธ) คือตื่นจากความงมงาย และทรงเปน็ ผ้มู โี ชค(ภะคะวา) คือจะทำ การใดกจ็ ะลลุ ว่ งสำเร็จปลอดภัย ๑.๒.๒. ปรหติ ปฏบิ ตั ิ คอื พระองค์ไดป้ ฏิบตั ิพระองคเ์ พ่ือประโยชน์แก่ผู้อน่ื คือ ทรงเป็น สารถฝี ึกบุรษุ ที่ควรฝึกได้ ไมม่ ีใครยิง่ ไปกว่า(อนตุ ตะโร ปรุ สิ ะทัมมะสารถิ) คือ ทรงเปน็ ผู้ฝึกคนไดด้ ีเย่ยี มไม่มี ผู้ใดเทียมเทา่ และทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (สตั ถา เทวะมะนสุ สานงั ) เป็นตน้ ๒. พุทธกจิ การอบุ ัติของพระพุทธศาสนาขึ้นในโลกนับว่าเปน็ ส่งิ ประเสรฐิ ของเวนยั สัตวท์ ้ังหลาย ท่ีสามารถ น้อมรบั คำสงั่ สอนมาใช้ในการดำเนินชีวติ ได้อยา่ งสันตสิ ุข น่ันเปน็ เพราะ หน้าที่ กิจของพระพุทธเจา้ ที่เรา เรียกว่า พุทธกิจ พทุ ธกิจ ๔๕ พรรษา ท่ีพระองค์ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ในการปฏบิ ัติพระองคแ์ บง่ ออกเปน็ ๓ คอื ๒.๑.โลกตั ถจรยิ า๓ คือ การท่พี ระองค์ทรงบำเพญ็ ประโยชนแ์ กช่ าวโลก พระองคท์ รงประกอบ พทุ ธกจิ ๕ ประการเป็นชวี ติ ประจำวันของพระองค์ ได้แก่ ๒.๑.๑.ปุพพฺ ณฺเห บิณฑฺ ปาตญฺจ เวลาเชา้ เสด็จบณิ ฑบาตเพอื่ โปรดเวไนยกรผตู้ อ้ งการบุญ ๒.๑.๒.สายณฺเห ธมฺมเทสนํ เวลาเยน็ ทรงแสดงธรรมแกบ่ ุคคลผู้สนใจในการฟังธรรม ๒.๑.๓.ปโทเส ภกิ ขฺ ุโอวาทํ เวลาคำ่ ทรงประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษทุ ัง้ หลาย ๒.๑.๔.อฑฒฺ รตเฺ ต เทวปญหฺ นํ เวลาเทยี่ งคนื ทรงตอบปัญหาเทวดา ๒.๑.๕.ปจจฺ ุสเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วโิ ลกนํ เวลาจวนสวา่ งทรงตรวจดูสัตว์โลกผอู้ าจ รูธ้ รรมซึ่งพระองค์แสดงแล้วได้รับผลตามสมควรแก่อุปนสิ ัยบารมีของคนเหล่านัน้ ๒.๒. ญาตัตถจรยิ า คอื การท่ีพระองค์ทรงบำเพญ็ ประโยชนแ์ กพ่ ระญาติซึ่งพระองคก์ ็มิได้ ละเลยหน้าทข่ี องความเป็นเครอื พระญาติ ทรงโปรดพระราชบิดา พระมารดา ณ สวรรค์ชน้ั ดาวดึงส์ ทรงหา้ ม ๓ ข.ุ จู.(ไทย)๓๐/๖๖๗/๓๒๒.
๗๖ ทพั พน่ี ้องรบกนั เพ่ือแย่งน้ำ ตลอดจนโปรดให้พระนางปชาบดโี คตมี บวชเปน็ ภิกษุณี พระนนั ทกุมาร พระราหุล ได้เขา้ อุปสมบท ๒.๓. พทุ ธัตถจริยา คือทรงบำเพ็ญประโยชน์ในหนา้ ทข่ี องความเปน็ พระพุทธเจา้ อันพงึ จะมี ต่อ สาวก พุทธบรษิ ัท สังคม โลก เป็นตน้ ๓. เนอื้ หา หรือคำส่งั สอน เนื้อหา หรือคำสงั่ สอนถือว่า เปน็ หวั ใจสำคญั เพราะถ้าเนื้อหา หรือคำสัง่ สอนของพระองค์ไมด่ ีแล้ว แนน่ อน คำสัง่ สอนเหล่านั้นที่เราเรยี กวา่ ธรรมคงอมตะดำรงทรงอยู่ถึงปจั จุบนั ไมไ่ ด้ โดยในเนือ้ หาคำสอนของ พระองค์แยกออกเปน็ ๒ ประเภทใหญ่ คอื ๓.๑. คำสง่ั ทีเ่ รียกวา่ พระวินัย อนั เป็นคำสั่งที่ใหป้ ฏบิ ัติ หรือตอ้ งปฏิบตั สิ ำหรับพุทธบริษทั ๔ ซึ่งคำสง่ั บางข้อกม็ ีการกำหนดโทษ และบทลงโทษสำหรบั ผู้ละเมดิ วนิ ัย เชน่ ศีล ๒๒๗ ข้อของภิกษสุ งฆ์ ใน จำนวน ๔ ขอ้ แรกที่เรียก วา่ ปราชิก๕ ๔ เปน็ พทุ ธบญั ญตั ิห้ามมิให้พระภิกษลุ ะเมดิ ซึ่งถ้าละเมิดก็จะขาดจาก ความเปน็ ภิกษุทนั ที หรือ การละเมิดพระวนิ ัยส่วนที่เรียกว่า สังฆาทเิ สส ๑๓ พระองค์ก็จะกำหนดโทษ และ กำหนดวธิ ีการลงโทษ เช่นตอ้ งปลกี ตัวออกไปอย่ปู ริวาส ประพฤตอิ านัติ เป็นตน้ หรอื การท่มี ีญาตโิ ยมนำผา้ กฐินมาถวายในอาวาสหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็จะทรงบญั ญตั ิให้มกี ารรบั กฐนิ โดยการทำสงั ฆกรรมทเ่ี รยี กวา่ การ กรานกฐิน คือการสวดญัตตขิ อมติในที่ประชมุ สงฆ์เพื่อจะใหห้ มูส่ งฆ์เหน็ ควรให้ผ้ากฐนิ แกภ่ ิกษุรปู หนึง่ รูปใด ครอง อย่างนเี้ ป็นตน้ ๓.๒. คำสอน หรือทีเ่ รียกว่า พระสตู ร และพระอภธิ รรม เป็นคำสอนท่ีบอกถงึ ส่งิ ท่ีควรปฏบิ ัติ แลว้ เมอ่ื ปฏบิ ตั ิกจ็ ักไดผ้ ลเชน่ ไร คำสอนไม่มขี ้อบงั คับ และไมม่ ีบทลงโทษ เหมือนคำสั่งหรือพระวนิ ัย ในสว่ นของคำ สอนมคี ุณสมบตั ิ ที่เรียกว่า ธรรมคุณ๖ ๖ ประการ คือ ๓.๒.๑. สวากขาโต ภควตา ธมั โม พระธรรมท่ีพระองค์ทรงตรสั ไวด้ แี ลว้ คือ ตรสั ไวเ้ ป็น ความจริงแท้ อีกท้ังงามเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในทสี่ ุด พร้อมท้งั อรรถ พรอ้ มท้งั พยัญชนะ ประกาศหลักการครองชวี ิตอันประเสริฐ บรสิ ุทธิ์ บริบูรณอ์ ย่างสน้ิ เชิง (สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม) ความหมายในคุณแห่งธรรมน้ี มีอย่ดู ังแยกอธิบายถึงความที่พระธรรมไดต้ รัสไว้ดแี ล้วว่า เพราะความดี แหง่ พระธรรมท่จี ะธำรงรักษาผูป้ ฏบิ ตั ิธรรมน้นั มชี วี ิตทมี่ คี วามสขุ ประกอบกบั ความงามแหง่ ธรรม เป็นส่ิงทีม่ คี วามหมายหลายประการ คือ ๔ บริษัท ๔ ไดแ้ ก่ ภิกษุ ๑ ภิกษุณ๑ี อุบาสก(ชาย)๑ อุบาสกิ า(หญิง)๑ ๕ ปราชกิ ๔ ได้แก่ การฆา่ สัตว๑์ การขโมย๑ การเสพเมถนุ กาม๑ และการอวดอ้างคุณวเิ ศษทไ่ี มม่ ใี นตวั ๑ ๖ ม.ม.ู (ไทย)๑๒/๙๕/๖๗; อง.ฉกก.(ไทย)๒๒/๒๘๑/๓๑๘.
๗๗ ประการแรก รสแหง่ พระธรรมใครไดย้ นิ ได้ฟังแลว้ สามารถรับรถู้ ึงอรรถรสแหง่ พระธรรมอยา่ ง ลกึ ซง้ึ ประการท่ีสอง ความงามของจติ ใจแกผ่ ู้ท่ปี ฏิบัติตามแหง่ พระธรรมนั้นทำให้ จรยิ วัตรผู้ปฏบิ ัตติ าม พระธรรมน้นั งดงามเป็นท่เี ลอื่ มใส และ ประการทส่ี าม คือพระธรรมมีความงดงาม และไพเราะในตัวเอง แม้ใครได้ฟงั ได้ยนิ กจ็ ะซาบซงึ้ ๓.๒.๒. สันทิฏฐิโก พระธรรมนั้นผู้ทีน่ ำไปปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง คือผู้ใดปฏิบัติ ผู้ น้ันย่อมบรรลุ ยอ่ มประจกั ษ์ได้ดว้ ยตนเอง ประดจุ คนที่ไดร้ ับรส แหง่ รสหวาน เผด็ มนั เคม็ เช่นไร จะอธบิ ายใหแ้ กค่ นอื่นทีไ่ ม่ได้รบั รสแหง่ หวาน เผด็ ฯลฯ ไดร้ แู้ ละเขา้ ใจ เว้นไวร้ สเหล่านนั้ ต้อง สมั ผสั เอง ลิ้มรสเองถึงไดร้ ูช้ ดั ว่ารสเหล่านนั้ เป็นเชน่ ไรได้ดว้ ยตนเอง(สนฺทฏิ ฺฐโิ ก) ๓.๒.๓. อกาลิโก พระธรรมนั้นไม่ประกอบด้วยกาล คือ การปฏิบัติธรรมจะให้ผลไม่ ขึ้นกับ กาลเวลาปฏิบัติ สามารถปฏิบัติได้ทุกกาลสมัย ซึ่งพระธรรมคำสอนเป็นจริง อย่างนั้น ทเี่ รยี กวา่ เป็นสากล (อกาลิโก) ๓.๒.๔. เอหิปัสสิโก พระธรรมเป็นสิ่งประเสรฐิ ควรเรียก(ผู้อื่น) มาดู คือ ชักชวนให้มาชม และพิสูจน์ หรือท้าทายต่อการตรวจสอบ เหมือนสมัยนี้จะต้องมีการประเมินผ่านการ ตรวจสอบ เพราะเปน็ ของจรงิ และดีจริง(เอหปิ สฺสิโก) ๓.๒.๕. โอปนยิโก พระธรรมเป็นสิ่งประเสริฐควรน้อมเข้ามาใสต่ ัว คือ น้อมเข้ามาไว้ในใจ หรอื นอ้ มใจเขา้ ไปให้ถงึ ธรรม ด้วยการปฏิบัตใิ หเ้ กดิ มีขึ้นในใจ ทำให้ใจบรรลุ ถงึ ธรรมอย่าง นั้น หมายความว่า เชิญชวนให้ทดลองมาปฏิบัตดิ ู อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นสิง่ ที่ผู้นำ ปฏิบัติให้เข้าถึงที่ หมาย คอื พระนพิ พาน(โอปนยิโก) ๓. ๒.๖. ปัจจตัง พระธรรมเป็นสิ่งประเสริฐอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน คือ เป็นวิสัย ของวิญญูชนจะพึงรู้ได้เป็นของจำเพาะตน ต้องทำจึงเสวยได้เฉพาะตัวทำให้กันไม่ได้ เอา จากกันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ที่ในใจตนนี่เองเหมือนกบั การไดช้ ิมน้ำแกง ผูช้ มิ จะได้ลิ้มรสแห่งน้ำ แกง ผ้ไู ม่ไดช้ ิมกไ็ มส่ ามารถลมิ้ รสแห่งนำ้ แกงนั้น(ปจจฺ ต)ํ ๔. พุทธวธิ ีการเผยแผ่ของพระพทุ ธเจ้า นอกจากคุณสมบัติที่งดงามของพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติ บรรลุถึงประโยชน์สูงสุดแล้ววิธีการเผยแผ่ก็เป็นส่วนสำคัญของการแผ่ขยายของพระพุทธศาสนาไปอย่าง กว้างขวาง พระพทุ ธองค์ทรงมวี ิธีการเผยแผ่อย่างไร จากการศกึ ษาได้พบว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้วิธีการเผย
๗๘ แผ่ ๓ ประการด้วยกัน เรียกว่า ปาฏิหาริย์๗ ๓ แปลตามศัพท์ว่า การทำที่กำจัด, ทำให้ปฏิปักษ์ย่อมได้, การ ทำให้เห็นเป็นอัศจรรย์, หรือการกระทำให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์ ในที่นี้หมายถึงการสอนของพระพุทธที่ ประสบผลสำเร็จอย่าอัศจรรย์ ได้แก่ ๑. อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ์ : marvel of psychic power ๒. อาเทสนาปฏิหาริย์ : marvel of mind-reading ๓. อนสุ าสนีปาฎหิ าริย์ : marvel of teaching ๔.๑. อิทธปาฏิหาริย์ (marvel of psychic power) คือ การที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ อิทธิปาฎิหาริย์เข้ากำราบ หรือปราบเพื่อให้เชื่อฟังกลุ่มคนเหล่าที่พูดดีๆ ไม่ฟัง ปลอบก็ไม่ฟัง ดันทุลังดื้อดึง มีทิฏฐิมานะสูงถือตน ทะนงตนว่าสูง มีความรู้ มีฐานะสูง เป็นนักเลง และอยากลองดี ดังนั้นจะทำให้กลุ่มคน เหล่านี้เปิดใจยอมรับในพระธรรมคำสอนจึงต้องมีการเปิดใจให้เขายอมสิโรราบโดยไม้แข็งคือการปราบด้วย อทิ ธปิ าฏหิ าริย์ ดังตัวอย่าง กำราบอุรุเวลากัสสปะ ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังสำนักอุรุกเวลากัสสปะ แล้วเข้าไปขอพักในสำนัก อุรุ เวลากัสสปะคดิ จะกำจัดพระพุทธเจ้าจงึ อนุญาตให้พระพุทธเจ้าไปพักในโรงครวั ซึ่งในโรงครัวน้ันมีพญานาคมี พิษร้าย หวังจะให้พญานาคฆ่าพระพุทธเจ้าเสียให้ตาย ความนัยนี้พระพุทธเจ้าทราบด้วยพระญาณ พระองค์ ทรงใช้ฤทธปิ์ ราบพญานาคจบั ใส่ไว้ในบาตร และแสดงปาฏหิ าริยใ์ ห้ท้าวมหาราช จตุโลกบาลทง้ั ๔ ท้าวสักกะ ท้าวสหัมบดีพรหม มาเข้าเฝ้า และยังแสดงเสด็จไปบิณฑบาตที่ อุตตรกุรุทวีป เทพต่างๆ มาช่วยกันชักผ้า บังสุกุล ทรงนำผลหว้าประจำชมพูทวีปมาให้ดู ทรงผ่าฟืน ก่อไฟ ก่อกองไฟ ๕๐๐ กอง ทรงทำนายความดำริ ของอรุ ุเวลากัสสปะได้อย่างถูกต้อง จนครัง้ สุดทา้ ย ทรงแยกนำ้ ออกแลว้ ทรงเดินจงกรมระหว่างกำแพงน้ำ ใน ทส่ี ุด อุรุเวลากัสสปะจงึ ยอมแพ้๘ ปราบขนุ โจรองคลุ ีมาล อีกครั้งหนึ่ง ทรงโปรด องคุลิมาล มหาโจรที่ตัดนิ้วมอื มนุษย์ทำพวงมาลัย พระองค์ทรงเล็งดดู ้วย พระญาณว่า องคุลีมาล สามารถที่จะบรรลุธรรมจึงได้ไปโปรด โดยความสติฟั่นเฝื่อน แม้แต่แม่ผู้บังเกิดเกล้า ขององคุลีมาลก็ยังไม่เว้นที่จะฆ่าเพื่อที่จะเอานิ้วมือให้ครบพัน ด้วยพระญาณของพระพุทธเจ้าจึงเห็นว่าว่า องคุลีมาลมิใช่โจรโดยสนั ดาน แต่เป็นเพราะความหลงผิด และยังพอที่จะบรรลธุ รรมชั้นสูงได้ พระพุทธเจ้าจงึ ไดไ้ ปห้ามการทำมาตฆุ าต โจรร้ายกย็ งั หนั มาไล่หมายชวี ติ พระพทุ ธเจา้ แต่ว่งิ ไล่เทา่ ไร กว็ ง่ิ ไม่ทัน จนองคลุ ีมาลก ๗ ที.สี.(ไทย)๙/๓๓๙/๒๗๓: อง.ติก.(ไทย)๒๐/๕๐๐/๒๑๗; ข.ุ ปฎิ.(ไทย) ๓๑/๗๑๘/๖๑๖. ๘ แสง จันทรง์ าม. วธิ กี ารสอนของพระพทุ ธเจ้า. บรรณาคาร กรงุ เทพฯ: ๒๕๒๖ หนา้ ๓๓-๓๘.
๗๙ ล่าวว่า “สมณะ จงหยุด” พระพุทธเจ้าตรัส “เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด” ขุนโจรองคุลีมาล ฉุดคิดขึ้นมา เปดิ ใจรับคำสั่งสอนพระพทุ ธเจา้ จนปรารถนาอยา่ งแรงกลา้ ขอบวช เหล่านี้ก็พอ เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการประกาศศาสนาที่ลำบากที่สุดคือการต้องใช้อิทธิฤทธิ์เข้า ไปกำราบ ซึ่งยอมรับว่าการประกาศศาสนาแบบนี้พระองค์ไม่อยากใช้ แต่ก็ต้องใช้ในเมื่อจำเป็นที่สุด เหมือนกับ ครูที่จะสอนหนังสือเด็กนักเรียนบางคนอาจจะดื้อ ถือตน ทะนงตน ครูเองก็ต้องกำราบปราบด้วย การเฆยี่ นตี ลงโทษ บา้ ง ๔.๒. อาเทสนาปฏิหาริย์ (marvel of mind-reading) คือ การพูดให้สะกิด เตือนใจสั้น พระองค์มักจะใช้กับพวกที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดให้ฉุดคิด และ การสอนแบบอา เทสนาปฏหิ าริยท์ ่ีพระองค์ไม่ใช้คำสอนแตใ่ ห้ลงมือปฏบิ ัตดิ ว้ ยตัวเอง ๔.๒.๑. การสอนดว้ ยคำพดู สนั้ ๆ แตป่ ระทบั ใจ หรอื กินใจ ตวั อยา่ งเช่น ทรงโปรดปัญจวัคคีย์ คร้ังก่อนการตรสั รู้ พระพทุ ธเจา้ บำเพ็ญทุกรกรยิ าทรมานตน ไดม้ ีปญั จวัคคยี ์๙ ไดต้ ดิ ตาม ปรนิบัติ ดูแลเพื่อหวังว่านักบวชสิทธัตถะเมื่อบรรลุธรรมจักได้แสดงแก่ตนบ้างจากการทรมานตน โดยความ เชื่อผิดๆ แต่ครั้นเมื่อนักบวชสิทธัตถะ หยุดการทรมานตน หันมาเสวยอาหาร ปัญจวัคคีย์ต่างก็พากันเลิกปร นิบัติ โดยเช่ือว่าพระสมณะโคดมเลกิ การปฏิบัติทุกรกิรยา คงไม่บรรลุธรรม จึงพากันหนีมุ่งหน้าไปยงั สารนาถ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ที่ๆ พวกเหล่าฤษีชีไพรต่างพากันบำเพ็ญพรต หลังจากนักบวชบรรลุ ธรรมเป็นพระพุทธเจ้าก็มีประประสงค์ที่จะโปรดปัญจวัคคีย์จึงเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อปัญจ วัคคีย์เห็นพระพุทธเจา้ เสดจ็ ไปต่างกแ็ อบคยุ กันว่า พระสมณะโคดมผู้ล้มเหลวไดซ้ มซานมาขอพึ่งพา อาศัยอีก แล้ว ตา่ งพากันเหน็ วา่ พระสมณะโคดมมาถึงก็ หาทปี่ นู ั่งให้น่ัง น่ังก็นัง่ ไม่นง่ั กต็ ามพระทยั พระพทุ ธเจ้าตรัสแก่ ปัญจวัคคีย์ว่า “เราตรัสรู้แล้ว” ปัญจวัคคีย์ต่างกันก็พูดวาจาอย่างดูถูก ไม่เช่ือ พระพุทธเจ้าก็ตรัสสั้นๆ ว่า “ภิกษุทงั้ หลาย พวกเธอยังจำได้หรือว่าถ้อยคำเช่นนี้(เราตรสั รู้แลว้ ) เราไดเ้ คยได้พูดแล้วในกาลก่อนหรือ๑๐ ?” ปัญจวัคคีย์จึงฉุดคิดต่างพากันยอมรับฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่อง “ธรรมจักร กัปปวัตตนสูตร” ทำให้ อัญญาโกณฑัณญะ เห็นพร้องโดยธรรมและเชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จึงขอ บวชในพระพทุ ธศาสนา โปรดชายหน่มุ ๓๐ หรอื ภัททวัคคีย์ เรื่องมีอยู่ว่า ในระหว่างเดินทางไปยังกรุงราชคฤห์พระพุทธเจ้าได้แวะที่พักใต้ต้นไม้ต้นหน่ึง ในบริเวณใกล้เคียงกันนั้น ได้มีชายหนุ่ม ๓๐ คน ต่างเดินพบพระพุทธเจ้าแล้วถามหาหญิงนางหนึ่ง พระองค์ ๙ พวก ๕ ได้แก่ โกฑญั ญะ๑ วัปปะ๑ ภัททิยะ๑ มหานามะ๑ อัสสช๑ิ ๑๐ มหาขันธกะ พระวนิ ัยปฎิ ก. ๔; ๑๗.
๘๐ ตรัสถามว่า มีอะไรกันหรือ? ชายคนหนึ่งก็เล่าให้พระพุทธเจ้าฟังว่า พวกตนต่างพาแฟนมาเที่ยวหาความ สำราญกนั มีคนหนึง่ ไม่มแี ฟนมาด้วย เลยตอ้ งไปหานางหญิงแพศยา๑๑ แต่นางแพศยากลับลักเอาของมีค่าแล้ว หลบหนีไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนกุมารทั้งหลาย พวกเธอจะมีความเห็นเป็นอย่างไร การที่พวกเธอ แสวงหาหญิง กับการที่พวกเธอแสวงหาตัวเอง อย่างไหนดีสำหรบั พวกเธอเล่า” ชายหนุ่มทัง้ หลายตา่ งเห็นวา่ แสวงหาตนดกี ว่า พระพุทธเจ้าเลยแสดงธรรมการแสวงหาตนแก่ภทั ทวัคคีย์ จนกระทงั้ บรรลุธรรมในทส่ี ุด๑๒ โปรดพระพาหิยะ คราวหนึ่ง มีนักบวชนอกศาสนาคนหนึ่งชือ่ พาหิยะ มาจากเมืองท่าสุปปารกะที่ริมฝั่งสมุทร อันเปน็ แดนไกล เข้ามาพบพระพทุ ธเจ้าขณะที่พระองค์ทรงบณิ ฑบาต และขอใหพ้ ระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟัง พระพุทธเจา้ ทรงห้ามถึง ๓ ครงั้ เพราะเห็นว่าเป็นเวลาที่ไมเ่ หมาะกับการแสดงธรรม แตใ่ นทสี่ ุดพระองค์ก็ทรง ยินยอมแสดงธรรมอยา่ ง ย่อๆ วา่ “ดกู อ่ น พาหิยะ เพราะเหตุนนั้ แล ทา่ นพงึ ศึกษาอย่างนี้วา่ เมอื่ เห็นจักเป็น สักวา่ เห็น เม่อื ฟังสักว่าฟัง เม่ือทราบเป็นอยา่ งนี้ว่า ฟงั เม่อื ทราบจักเป็นสกั ว่า ทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่า รู้แจ้ง......พาหิยะ ในกาลใดแลเมื่อท่านเห็นจักเปน็ สกั ว่าเหน็ ......ในกาลนั้น “ท่าน” ย่อมไม่มี ในกาลใดท่าน ไม่มี ในกาลนั้นทา่ นย่อมไม่มีในโลกนี.้ ..โลกหนา้ ... ในระหวา่ งโลกทั้งสองน้ีแหละเป็นทีส่ ุดแห่งทุกข์” เมื่อพาหิ ยะ ได้ฟังคำสอนย่อๆ นี้ก็เกิดความรู้ถึงระดบั วิชชุญาณ และเกิดการเปล่ียนแปลงใน กลายเป็นพระอรหนั ต์ไป ตอ่ มาภายหลังพระพทุ ธเจา้ ตรัสชมพระพาหิยะว่า “ภกิ ษุท้งั หลาย พาหยิ ะ ทารจุ รี ยิ ะ เป็นบัณฑิตปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมทง้ั ไม่ทำใหเ้ ราลำบากเพราะเหตแุ หง่ การแสดงธรรม” พระอัสสชิสอนพระสารบี ตุ ร แบบย่อๆ เชา้ วนั หนึง่ ขณะทพ่ี ระอัสสชิ กำลังเดินบิณฑบาตรอย่ใู นเมือง อปุ ตสิ สปริพาชก๑๓ เปน็ สาวก คนสำคัญของเจ้าลัทธิหนึ่งชื่อ ท่านสัญชัย อุปติสสปริพาชกได้มาพบพระอัสสชิเดินบิณฑบาตโดยอาการอัน สำรวมน่านับถือ และรู้สึกประทับใจมากในกิริยามารยาทอันสงบสำรวมของท่าน เมื่อได้โอกาสอุปติสส ปรพิ าชกจงึ ตรงเขา้ ไปถามพระอสั สชิวา่ ท่านเปน็ สาวกของใคร พระศาสดาของทา่ นสอนวา่ อย่างไร พระอัสส ชติ อบวา่ “เราเปน็ คนใหม่ บวชยงั ไม่นาน พงึ่ มาสู่พระธรรมวนิ ัยนี้ ไมอ่ าจแสดงธรรมแกท่ ่านอย่างกวา้ งขวางได้ แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่าน้ัน ๑๑ ในสมยั น้นั เรยี ก โสเพณรี ะดับต่ำ ว่าแพศยา เพราะโสเพณีในสมัยนั้นมีระดบั โสเพณี ทีม่ ีตำแหนง่ ถ้าสูงเรยี กโสเภณวี ่า หญงิ งามเมอื ง ซึง่ จะเปน็ คนของราชการทีไ่ ว้ตอ้ นรับแขกบา้ นเขกเมือง ส่วน แพศยาทีว่ า่ กเ็ ป็นหญิงท่วั ไปขายความสขุ สำราญใหก้ ับคนท่วั ๆ ไป. ๑๒ มหาขนั ธกะ พระวนิ ัยฎก ตท.๔:๔๐-๔๑. ๑๓ เปน็ ชอื่ เดิมของพระสารบี ตุ ร
๘๑ และความดับของธรรมเหลา่ นั้น พระมหาสมณะทรงสงั่ อย่างน้ี ๑๔ พอได้ฟงั เพยี งเท่าน้ีอปุ ติสสะปริพาชกก็เกิด ความรรู้ ะดบั วชิ ชญุ าณ๑๕ เกิดการเปล่ียนแปลงภายในใจจนกลายเปน็ โสดาบันไป ๔.๒.๒. การสอนแบบให้ลงมือทำ ซึ่งในบางกรณี พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนอะไรด้วย พระวาจาเลย แต่ทรงมอบหมายงานบางอย่างให้ไปกระทำ จนกระทัง้ ผ้กู ระทำกิจน้ันๆ ได้ค้นพบความจริงด้วย ตวั เอง ซึ่งวิธีนีม้ ักจะสงั เกตวา่ พระองค์ใชว้ ิธีน้กี บั คนทีม่ สี ภาวะจิตท่ีไม่ยอม ไมพ่ รอ้ มทจี่ ะรับฟงั คำสอนใด โปรดพระจฬุ ปัณถก ความมีว่า ในสมัยพุทธกาลมีพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่า มหาปัณถก ได้นำน้องชายชื่อ จุฬปัณ ถกมาบวชด้วย คร้นั เม่อื บวชแลว้ พระพ่ชี ายก็มอบหมายหนา้ ที่ให้ท่องจำคำฉนั ทบ์ ทหนึ่ง ซ่งึ มีความเพียง ๔ บท เท่านั้น แต่พระจุฬปัณถกก็ท่องไม่ได้แม้เวลาจะล่วงไปแล้วตั้ง ๔ เดือนก็ตาม พระมหาปัณถกผู้พี่ก็เห็นว่า น้องชายคงจะไปไม่ไหวจึงขับไล่ให้ลาสิกขาออกไปเป็นคฤหัสถ์เสีย แต่พระจุฬปัณถกยังไม่อยากสิกขาลาเพศ ไป จึงร้องให้ จำใจให้พระพุทธเจ้าสิกขาให้ พระพุทธเจ้าเห็นก็ตรัสถามเรื่องราว จุฬปัณถกจึงเล่าให้ฟัง พระพุทธเจ้าทราบก็ให้พระจุฬปัณถกเอาผ้าขาวที่พระองค์ประทานให้ผืนหนึ่ง แล้วแนะนำให้พระจุฬปัณถก เอามอื ลบู ผา้ ขาวนนั้ ไป พร้อมกบั ท่องคำว่า “ระโชหะระณงั ” โดยไมต่ ้องคิดอะไรไปเรื่อยๆ เม่ือพระจุฬปัณถก ท่องไป ลูบไป จิตกลายเป็นสมาธิ มีความสว่าง สะอาด สงบ เป็นลักษณะ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ความรู้ ระดับวชิ ชญุ าณก็เกดิ ขนึ้ พระจฬุ ปณั ถกผูเ้ ปน็ ปุถุชนกลายเป็นพระอรหันต์ไป๑๖ โปรดนางกสี าโคตรมี นางกีสาโคตรมี เป็นสะใภ้เศรษฐีคนหนึ่ง มีบุตรคนเดียวกำลังน่ารักไม่นาน บุตรชายได้ เสียชีวิตลงไปอย่างปัจจุบนั ทันด่วน นางเสียอกเสียใจ จนมีสติวิปลาสไป ด้วยความรักอาลัยในบุตร นางจึงไม่ ยอมให้ใครเอาศพบุตรชายไปเผาหรือฝัง ได้แต่อุ้มศพลูกน้อยเที่ยวตระเวนไปตามหมู่บ้าน เพื่อขอยาชุบชีวิต บุตรของนางให้ฟื้น เป็นที่สมเพชเวทนาสำหรับบางคน แต่ก็เป็นที่น่าขบขันสำหรับบางคน นางได้ไปขอยาชบุ ชวี ิตทไ่ี หนกไ็ มม่ ี จะมีแตค่ ำว่า “ไม่ม”ี จากทุกบา้ นเรือน บางแห่งยังถูกขับใสไล่ส่งเสียอกี นานวันศพลูกน้อยก็ ขึ้นอืด นางก็ยังอุ้มเที่ยวหายาต่อไป จนกระทั่งได้พบอุบาสกคนหนึ่ง ซึ่งแนะนำให้นางไปหาพระพุทธเจ้าว่า “ยามแี น”่ นางกสี าโคตรมีดีใจเปน็ ล้นพ้นที่ไดย้ ิน คำวา่ “ม”ี เปน็ คร้งั แรก นางทลู ขอยาชุบชีวิต พระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่ายาชนิดนี้ต้องเอาพันธ์เมลด็ ผักกาดจากทีบ่ ้านคนที่ไม่มีครอบครัวไหนตายเลย นางดีใจเป็นล้นพ้น จึงไปเที่ยวหาเมล็ดผักกาด ทุกบ้านบอกว่าเมล็ดผักกาดนะ มีและมีทุกบ้าน แต่ว่า บ้านทุกบ้านที่นางไปเที่ยว ขอกลับไม่มี ไม่มีคนตาย ทุกบ้านมีแต่คนตาย มีญาติตายแทบทั้งสิ้น นางเดินจนเหนื่อยอ่อน เพราะทุกบ้าน ๑๔ มหาขันธกะ พระวินยั ฎก ตท. ๔; ๖๘-๖๙. ๑๕ ระดบั ความรู้ ๖ ระดับทางพระพทุ ธศาสนา ได้แก่ ๑. ระดับวญิ ญาณ ๒.ระดับสญั ญา ๓.ระดับทิฐิ ๔. ระดบั อภญิ ญา ๕.ระดบั วิชชญุ าณ คือการเหน็ ความจรงิ รวมยอดอยา่ งแจ่มแจ้ง และโดยปัจจบุ นั . ๖. ระดับโพธญิ าณ. เป็นต้น ๑๖ พระธมั ปทิ ฎั ฐกถาแปล ภาค ๒ มหามกฎุ ฯ หนา้ ๑๑๙-๑๒๓.
๘๒ ล้วนแต่มีคนตายทั้งสิ้น ในที่สุดแสงสว่างก็เกิดขึ้นในดวงจิตของนางว่า ความตายเป็นของธรรมดา คนในโลก ทุกคนต้องตาย บุตรของนางเองก็ต้องตายเป็นไปตามธรรมแห่งจักรวาล นางเห็นเช่นนัน้ จึงได้นำศพบุตรน้อย ไปฝังแลว้ กลับไปเฝ้าพระพุทธเจา้ ต่อมาไดศ้ กึ ษาปฏิบตั ธิ รรมจนบรรลพุ ระอรหนั ต์๑๗ ๔.๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (marvel of teaching) คือ การสอนแบบธรรมดาเป็น คำสอนที่เป็นจริง สอนให้เห็นจริงนำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง หรือแบบบรรยายซึ่งพระองค์ไม่ต้องใช้อิทธิฤทธ์ิ อะไร และวิธีการเผยแผ่พระพุทธนอกจากจะเป็นการสอนแล้วยังถือว่า เป็นวิธีการที่เจ้าลัทธิต่างๆ ในสมัย พุทธกาลนยิ มใชเ้ ป็นการโตว้ าที หรือโต้วาทะใน สงั คีติสตู ร ท่านแยกประเภทปญั หาไวต้ ามลักษณะวธิ ีตอบเป็น ๔ ประเภท ไดแ้ ก่ ๔.๓.๑. เอกังสพยากรณียปัญหา คือปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงตอบตรงไปตรงมา ตายตัว หรือปัญหาที่ทรงตอบทันที ซึ่งคำถามประเภทนี้ ผู้ถามย่อมมีใจบริสุทธิ์ อยากรู้เรื่องที่ถาม แล้วก็ เม่อื ไดฟ้ งั แลว้ กเ็ กิดประโยชน์ เชน่ ใน สงิ คาลมานพสตู ร๑๘ สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ ขณะนั้น สิงคาลกะ คหบดีบุตร ลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์มีผ้าเปียก มีผมเปียก ประคองอัญชลีไหว้ ทิศทั้งหลาย คือ ทิศต่างๆ พระพุทธเจ้าตรัสถามสิงคลกะคหบดีบุตรว่า “คหบดีบุตร เธอลุกขึ้นแต่เช้า ออก จากกรงุ ราชคฤห์ มผี า้ เปยี กมีผมเปียก ประคองอัญชลีไหว้ทศิ ทั้งหลายอยู่เพราะเหตุไร” สิงคาลกะคหบดีบุตร ทลู ว่า “ข้าแตพ่ ระองค์ผู้เจรญิ บิดาของขา้ พระองค์ก่อนจะตายไดก้ ล่าวไวอ้ ย่างนีว้ ่า “น่แี น่ะลกู จงลกุ ข้ึนแตเ่ ชา้ ออกจากกรงุ ราชคฤห์มีผ้าเปียก มผี มเปยี ก ประคองอญั ชลไี หว้ทิศท้ังหลาย คือ ทศิ เบ้ืองหนา้ ทิศเบอื้ งขวา ทิศ เบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่พระพุทธเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “คหบดีบุตร ใน อริยวินัย๑๙ เขาไม่ไหว้ทิศทั้ง ๖ ดังกล่าวกันอย่างน้ี” สิงคาลกะ คหบดีบุตร ถามว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในอรยิ วินยั เขาไหวท้ ศิ ๖ กันอย่างไร ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผ้มู พี ระภาคเจ้าทรงแสดงแก่ข้าพระองค์ วิธีการไหว้ทิศ ๖ ในอริยวินัยเถิด” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “คหบดี ถ้าอย่างนั้นเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจัก กล่าว” “คหบดีบุตร อริยสาวก ละกรรมกิเลส๒๐ ๔ ประการได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมโดยเหตุ ๔ ประการ และ ไมข่ ้องแวะอบายมุข๒๑ ๖ ประการ แหง่ โภคะท้งั หลาย อริยสาวกนนั้ เป็นผ้ปู ราศจากบาปกรรม ๑๔ ประการน้ี แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ปิดป้องทิศ๒๒ ๖ ปฏิบัติเพื่อครองโลกทั้ง ๒ ทำให้เกิดความยินดีทั้งโลกนี้และโลกหน้า ๑๗ พระธัมปทิ ฎั ฐกถาแปล ภาค ๒ มหามกุฎฯ หนา้ ๒๒๓-๒๒๘. ๑๘ ทีฆ.ปา. (ไทย)๑๑/๑๙๙/๒๔๒-๒๔๔. ๑๙ ธรรมเนียมแบบแผนของพระอรยิ ะ. ๒๐ กรรมเครื่องเศรา้ หมอง. ๒๑ ปากทางแหง่ ความเส่ือม. ๒๒ ปกปดิ ช่องวา่ งระหวา่ งตนกบั บุคคลทีเ่ กี่ยวข้อง ซึง่ เรยี กว่า ทศิ ๖ (ที.่ ปา.ฏกี า ๒๔๔/๑๕๙.)
๘๓ หลังจากตายแล้วย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์” หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้อธิบายธรรมตามลำดับ ได้แก่ กรรมกิเลส ๔ คือการกระทำที่ทำให้ชีวิตมัวหมอง ได้แก่ เบียดเบียนชีวิตสัตว์๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดใน กาม๑ การพดู เทจ็ ๑ เหตุทำบาป ๔ ประการ ลำเอยี งเพราะชอบ ๑ ลำเอยี งเพราะชงั ๑ ลำเอยี งเพราะเขลา ๑ และลำเอียงเพราะกลัว ๑ อบายมขุ ๖ คอื หมกมุ่นเสพสุรา ๑ หมกมนุ่ ในการเทย่ี ว ๑ หมกมุน่ ดูมหรสพ ๑ หมกม่นุ ในการพนัน ๑ หมกมนุ่ ในการคบมิตรชัว่ และ เกียจคร้าน ๑ หลังจากนน้ั พระองคก์ ็ทรงแสดงเร่ืองทิศ ๖ คือ ท่ีสดุ ทำให้สงิ คาลกะ บรรลุมองเหน็ ดวงตาเห็นธรรม ๔.๓.๒. ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา คือปัญหาที่จะต้องพึงย้อนถาม ปัญหานี้มักจะมี ความเขา้ ใจผิดของผู้ถามน้ัน๒๓ พระพทุ ธเจ้าทรงย้อนถามในเร่ืองอปุ มางา่ ยๆ เสียกอ่ นเพ่ือให้ผู้ฟังเข้าใจปัญหา ท่สี ลับซับซอ้ น เชน่ โปรดทา่ นคามณี คราวหนงึ่ นายบา้ นนามว่า ปาฎลิ ิยะ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแลว้ กราบทูลว่า เราได้ยินคนพูดกัน ว่า พระพุทธเจ้าทรงรู้จักมายา ดังนี้ คนเหล่านั้นพูดจริงหรือไม่จริง พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่า เขาเหล่าน้ัน พดู จริง นายคามณจี ึงทลู วา่ ถ้าอย่างนนั้ ก็หมายความวา่ พระพุทธเจา้ ทรงมมี ายาละซิ พระองคต์ รสั ถามว่า คน ที่เขาพูดว่าเรารู้จักมายา หมายความว่า เรามีมายากระนั้นหรือ นายบ้านทูลตอบว่า คงเป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าตรสั ถามวา่ “ดกู อ่ นนายคามณี ถา้ อย่างน้ันเราจักยอ้ นถามทา่ นในข้อน้ี ทา่ นพงึ แก้ตามท่ีท่านชอบ ใจ ดกู อ่ นนายคามณี ทา่ นยอ่ มร้จู ักอำมาตยผ์ มู้ มี วยผมยาวแห่งชาติโกฬยิ ะ หรือ ?” นายคามณีทลู ว่า “...โอย ...ขา้ พระองค์รู้จักดีพวกน้ีเป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทราม....” พระพทุ ธเจา้ ตรัสตอบวา่ “ เช่นน้ัน ท่านคามณีก็ เป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทรามอย่างนี้” นายคามณี ทูลตอบ “ ไม่หรอกพวกอำมาตย์ พวกหนึ่ง ข้าพระองค์ก็ พวกหนึ่ง พวกอำมาตย์....มีธรรมอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์ก็มีธรรมอย่างหนึ่ง” พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสสรุปว่า พระองค์ทรงร้จู ักมายา แตพ่ ระองคก์ ไ็ ม่มีมายาโดยทำนองเดยี วกนั ๒๔” ทรงโปรดอภยั ราชกุมาร คราวหนง่ึ อภยั ราชกมุ ารทลู ถามพระพุทธองค์ว่า “ ข้าแต่พระองคผ์ ู้เจริญ กษัตริย์ผู้บัณฑิตก็ ดี พรามหณ์ผู้บัณฑิตก็ดี คฤหบดีผู้บัณฑิตก็ดี สมณะผู้บัณฑิตก็ดี ผูกปัญหาแล้วเข้ามาเฝ้าทูลถามพระตถาคต การตอบปญั หาของบัณฑิตเหล่าน้ัน พระผมู้ พี ระภาค ตรึกตรองดว้ ยพระทยั ก่อนว่า บัณฑติ ทั้งหลายจักมาเฝ้า เราแล้วทูลถามอย่างนี้ เรา...จักพยากรณ์อย่างนี้ หรือว่า การพยากรณ์นั้นมาปรากฏแจ่มแจ้ง แก่พระตถาคต โดยทันท”ี พระพทุ ธเจา้ ย้อนถามอภยั ราชกุมารว่า ท่านอภยั กมุ ารเปน็ ทหารรถ ยอ่ มมีความรู้ในเร่ืองรถดี ถ้า มีคนมาถามเรื่อง อุปกรณ์ส่วนต่างๆของรถ ท่านอภัยกุมารจักตอบคำถามแก่ผู้ถาม ด้วยการตรึกตรอง คน ๒๓ แสง จันทฺร์งาม วิธีการสอนของพระพทุ ธเจา้ . บรรณาคาร กรุงเทพฯ: ๒๕๒๖ หนา้ ๑๑๖-๑๑๙. ๒๔ ปาฏลยิ สูตร สฬา.ส.ํ ตท. ๑๘.๓๐๗-๓๗๐.
๘๔ ท้งั หลายจักทูลถามอย่างน้ี ทา่ นจักตอบอยา่ งนี้ หรอื ว่า การตอบคำถามเล่านนั้ จะปรากฏแจ่มแจ้งแก่พระองค์ เองทนั ท”ี ท่านอภยั ราชกุมารทลู ตอบ ว่า “ ไมไ่ ดต้ รึกตรอง เตรียม คดิ วา่ ใครจะถามเรื่องโน้นเร่ืองน้ี แต่ถ้ามี ใครมาถามเรื่องที่เรารู้ มันก็จะสามารถตอบได้ทันที” พระพุทธเจ้าก็ตรัส “เราก็เหมือนท่านแหละราชกุมาร กษัตริย์ผู้บัณฑิตก็ดี พราหมณ์ผู้บัณฑิตก็ดี ....ผูกปัญหาแล้วจักเข้ามาถามตถาคต การพยากรณ์นั้นย่อมแจ่ม แจ้งกะตถาคตโดยทันที ขอ้ นนั้ เพราะเหตไุ ร เพราะความท่ีธรรมธาตุนัน้ ตถาคตแทงตลอดดแี ล้ว๒๕” ๔.๓.๓. วิภัชชพยากรณยี ปญั หา คือปญั หาท่ตี ้องแยกตอบเปน็ ปญั หาคุลมเครือ มี ๒ แง่ ๒ มุม ถา้ ตอบอย่างตรงไปตรงมาอาจจะผิดได้ จงึ ต้องแยกตอบ ดงั ปรากฏใน วัชชิยมาหติ สูตรว่าดว้ ย วชั ชิยมา หติ คหบดี๒๖ สมัยหน่ึง พระพทุ ธเจา้ ประทบั อยู่ ณ ริมฝัง่ สระอัคราโบขรณี เขตกรุงจำปา ครั้งนน้ั วชั ชยิ มา หิตคหบดไี ดเ้ ดนิ ทางเข้าเฝ้าพระพุทธเจา้ ได้เดนิ ผา่ นพวก อญั เดียรถีย์ปริพาชก ซง่ึ กำลงั สนทนากนั พอเห็น วชั ชิยมาหิตคหบดีเดนิ เข้ามาก็เงียบเสียง คหบดีก็สงสัยก็เข้าไปหา พวกอัญเดียรถีย์ถามว่า “ คหบดี นัยว่า พระ สมณโคดมทรงติเตียนตบะทั้งหมด กล่าวโทษผู้มีตบะเลี้ยงชีพเศร้าหมอง๒๗ โดยส่วนเดียว จริงหรือ” วิชิยมา หิตคหบดีตอบวา่ “ ท่านผเู้ จริญ พระผมู้ ีพระภาคเจ้าจะทรงตเิ ตยี นตบะ ทัง้ หมดก็หมดมไิ ด้ จะได้กล่าวโทษผู้มี ตบะทกุ คนผ้เู ลย้ี งชีพเศร้าหมองโดยสว่ นเดียวกห็ ามิได้ พระผมู้ ีพระภาคทรงตเิ ตยี นตบะทคี่ วรตเิ ตียน สรรเสริญ ตบะที่ควรสรรเสริญเมื่อสิ่งติเตียนที่ควรติเตียน สรรเสริญสิ่งที่ควรสรรเสริญจึงชื่อว่า วิภัชชวาที (มีปกติตรัส จำแนก) ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่เอกังสวาที(มีปกติตรัสโดยส่วนเดียว)” ...เมื่อวัชชิยมาหิตคหบดีได้ สนทนากับพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกแล้วก็เดินทางหลีกเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วก็ทู ลถามความสงสัย พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดีละ ดีละ อย่างนั้นแหละ คหบดี ท่านสามารถข่มโมฆบุรุษเหล่านั้นได้อย่างแนบเนียน ตามกาลอันควร โดยชอบธรรมเราไม่กล่าวตบะทั้งหมดว่า ควรบำเพ็ญ หรือไม่ควรบำเพ็ญ เราไม่กล่าวการ สมาทานทั้งหมดว่า ควรสมาทาน หรือไม่ควรสมาทาน เราไม่กล่าวความมุ่งมั่นทั้งหมดว่า ควรมุ่งมั่นหรือไม่ ควรมุ่งมั่น เราไม่กล่าวการสละคืน ทั้งหมดว่า ควรสละคืน หรือไม่ควรสละคืน เราไม่กล่าวความหลุดพ้น ทั้งหมดว่า ควรหลุดพ้น หรือไม่ควรหลุดพ้น ตบะใด เมื่อบุคคลบำเพ็ญอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายเจริญยิ่งขึ้น กุศลธรรมทั้งหลาย เสื่อมไปตบะเช่นนั้นเรากล่าวว่า ไม่ควรบำเพ็ญ ส่วนตบะใด เมื่อบุคคลบำเพ็ญอยู่ อกุศล ธรรมทั้งหลายเสื่อมไปกุศลธรรมทั้งหลายเจริญยิ่งขึ้น ตบะเช่นนั้นเรากล่าวว่า ควรบำเพ็ญ การสมาทานใด เมื่อบุคคลสมาทานอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายเจริญยิ่งขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายเสื่อมไป การสมาทานเช่นนั้นเรา กล่าวว่า ไม่ควรสมาทาน ส่วนการสมาทานใด เมื่อบุคคลสมาทานอยู่อกุศลธรรมท้ังหลายเสื่อมไป กุศลธรรม ๒๕ อภยั ราชกมุ ารสูตร. ม.ม. ตท. ๑๓:๘๓-๘๔. ๒๖ อังคตุ รนิกาย ทสกนิบาต. วิชชิยมาหิตสตู ร. ๒๔/๙๔/๒๒๐-๒๒๓. ๒๗ คอื ประกอบทุกรกิรยิ า ดำรงชพี อยา่ งฝืดเคอื ง ทรมานตนใหล้ ำบาก.
๘๕ ทง้ั หลายเจรญิ ย่ิงขึ้น การสมาทานเช่นน้ันเรากล่าวว่า ควรสมาทาน ความมุ่งมั่นใด เมือ่ บุคคลมุ่งมัน่ อยู่ อกศุ ล ธรรมท้งั หลายเจรญิ ยิ่งขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายเสื่อมไป ความมงุ่ มัน่ เช่นนั้นเรากล่าวว่า ไมค่ วรม่งุ ม่ัน ส่วนความ มุง่ มน่ั ใด เมอ่ื บคุ คลมุ่งมนั่ อยู่ อกุศลธรรมเส่ือมไป กศุ ลธรรมเจรญิ ย่งิ ขึ้น ความม่งุ นน่ั เชน่ นนั้ เรากล่าวว่า ควร มุ่งมน่ั การสละคืนใด เม่ือบคุ คลสละคืนอยู่ อกุศลธรรมเจรญิ ยงิ่ ขึ้น กุศลธรรมเส่ือมไป การสละคืนเช่นนั้นเรา กล่าวว่า ไม่ควรสละคืน ส่วนการสละคืนใด เมื่อบุคคลสละคืนอยู่อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญยิ่งขึ้น การสละคนื เชน่ นั้น เรากลา่ วว่า ควรสละคืน ความหลดุ พ้นใด เมอ่ื บคุ คลพน้ อยู่ อกศุ ลธรรมเจริญยิ่งข้ึน กุศล ธรรมเสื่อมไป ความหลุดพ้นเช่นนั้นเรากล่าวว่า ไม่ควรหลุดพ้น ส่วนความหลุดพ้นใดเมื่อบุคคลหลุดพ้นอยู่ อกศุ ลธรรมเสอื่ มไป กุศลธรรมเจริญย่งิ ขนึ้ ความหลุดพ้นเช่นนนั้ เรากลา่ วว่า ควรหลุดพน้ ลำดับนัน้ แล วชั ชิยมหาหิตคหบดผี ูอ้ ันพระพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นเช่นนี้มีจิตใจอยากรับเอา ธรรมแห่งพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ ธรรมของพระองค์เร้าใจกระตุ้นให้อยากปฏิบัติ มีความแกล้วกล้าอยาก ทดลอง ทั้งยังให้จิตใจวัชชิยมาหิตคหบดีสดชื่น ร่าเริง เมื่อจบการแสดงธรรมแล้ว วัชชิยมาหิตคหบดีก็ลุกข้ึน แล้วถวายอภวิ าทพระพุทธเจ้าทำการประทักษณิ แล้วก็เดินทางไป. ๔.๓.๔. ฐปนียปัญหา คือปัญหาที่พึงยับยั้งเสีย ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่ถามนอกเรือ่ งบ้าง ไร้ประโยชน์ อันจกั เป็นเหตุให้เขว ยืดเยอ้ื ส้ินเปลืองเวลาเปลา่ หรือไมเ่ กิดประโยชนแ์ กผ่ ู้ถาม ดังปรากฏในจูฬ มาลุงกยสตู ร๒๘ว่า สมยั หนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับ ณ พระเชตะวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรงุ สาวัต ถี ครั้งนั้นและ พระมาลุงกยบุตร หลีกเร้นอยู่ในที่สงัดได้เกิดความคิดคำนึง พระพุทธเจ้าไม่ตรัสคำตอบที่ตน ถามจะสกึ ซ่ึงคำถามเลา่ นัน้ กค็ อื โลกเทย่ี ง โลกไมเ่ ท่ียง โลกมที ่สี ุด โลกไมม่ ีทสี่ ุด ชีพกบั สรีระเปน็ อันเดยี วกนั ชีพกบั สรีระแยกกัน สัตวต์ ายแลว้ ยงั มอี ยู่ สัตว์ตายแลว้ ไม่มอี ยู่ สัตว์ตายแลว้ มอี ยู่ก็มี สัตวต์ ายแลว้ ไมม่ อี ยู่กม็ ี สัตวต์ ายแล้วมีอยู่กม็ ี สตั ว์ตายไมม่ ีอยกู่ ็มี สตั ว์ตายแลว้ มอี ยกู่ ็มิใช่ สัตว์ตายแล้วไมม่ อี ยู่ก็มิใช่ คำถามเหลา่ น้ีพระมาลงุ กยบุตรทูลถามพระพทุ ธเจา้ แลว้ มีเง่ือนไขวา่ ถา้ พระพทุ ธเจา้ ไม่ตอบคำถามเหล่านี้ให้ หายสงสยั กจ็ ะสึก พระพุทธเจ้าตรสั ตอบวา่ “มาลงุ กยบุตร ได้ยินวา่ เรามิได้พดู ไวก้ บั เธอว่า เธอจงมาประพฤติ พรหมจรรย์ใน(สำนัก)เราเถิดเราจกั ตอบเธอว่า โลกเที่ยง โลกไมเ่ ทีย่ ง...ฯลฯ....โมฆบุรุษ เมอื่ เป็นอยา่ งนนั้ เธอ ๒๘ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๑๒๒/๑๓๓-๑๔๑.
๘๖ เปน็ ใคร จะมาทวงอะไรกบั ใครเลา่ ” พระองค์ไดอ้ ธิบายเปรียบเทียบเหมือนชายทีถ่ ูกลกู ศรอาบยาพิษนอนเจบ็ หน้าทขี่ องเขาคอื เอาศรออกแล้วเยียวยารกั ษาให้หาย ไมใ่ ช่มัวไปถาม ลูกศรน้ันใครยิงมา ลกู ศรทำด้วยอะไร ขาดเท่าไร ปญั หาทไ่ี ม่ตอบ เพราะ ปัญหาเล่าน้นั ไม่มปี ระโยชน์ ไม่เปน็ เบ้อื งตน้ แหง่ พรหมจรรย์ ไมเ่ ป็นไปเพื่อ ความเบอ่ื หน่าย เพ่ือคลายกำหนดั เพ่อื ดบั เพื่อระงับ เพ่ือรยู้ ่งิ เพ่ือตรัสรู้ และเพ่ือนิพพาน ส่วนปญั หาท่ี พระองค์ตอบ กเ็ พราะปญั หานั้นมปี ระโยชน์ เปน็ เบือ้ งตน้ แห่งพรหมจรรย์ ไมเ่ ป็นไปเพ่ือความเบ่อื หน่าย เพ่ือ คลายกำหนดั เพื่อดบั เพ่ือระงับ เพ่อื รยู้ งิ่ เพ่ือตรสั รู้ และเพ่ือนิพพาน เม่อื ศึกษาเร่ืองราวดังกลา่ วมาแลว้ เราจะพบว่าพทุ ธวธิ ีการสอนของพระพุทธเจ้าทรงพระผู้ควร เป็นสัตถา คอื เปน็ ผู้ทรี่ ู้จักวิธีการสอนคน พระองคเ์ องก็ทรงใชพ้ ุทธวธิ ดี งั กลา่ วในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา เพราะสมยั พทุ ธกาลการเผยแผ่ลทั ธศิ าสนามีมากมาย มีการแขง่ ขนั สูง เพราะยุคน้ันจะเหน็ ว่ามีเจ้าลทั ธิ มากมายต่างกป็ ระกาศลัทธศิ าสนาของตนเพ่ือในการที่จะได้มาซง่ึ สาวก ซง่ึ ความสามารถของเจ้าลัทธิในแต่ละ สำนักผู้เปน็ เจ้าสำนัก ยอ่ มจะมีความสามารถในการทจ่ี ะสอนชี้นำเหตุผล โดยเฉพาะวิถี การดำเนินชวี ติ ที่ ประเสริฐ ทจี่ ะนำไปสู่ ความสงบสุข ความเจริญแห่งชวี ติ การโตว้ าทะในการเสนอลทั ธขิ องแตล่ ะสำนักก็มกี าร บนั ทกึ ในพระไตรปิฎกทำใหเ้ ราได้ทราบถึงวิธกี ารเผยแผ่ของแตล่ ะลัทธิ ซงึ่ มีการแข่งขันกันสงู มากทีเดียว เพอื่ ให้ไดม้ าซ่ึงสาวก พระพทุ ธเจา้ ทรงปฏิบัติหนา้ ที่ของความเป็นพระพทุ ธเจ้า ๔๕ พรรษาการทำหน้าท่ีของเราใน ฐานะครู ในฐานะผูส้ อนศาสนากเ็ ทียบเคียงกับพทุ ธกจิ ของพระองค์ไดเ้ พียงแค่ส่วนน้อยนิดเท่านน้ั แต่พุทธ จรยิ า พุทธกิจท้งั หลายทั้งมวลผู้ต้องการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ปรารถนาเปน็ ครูอย่างแรงกลา้ ก็ควรท่ีจะรู้ถึง พทุ ธวิธีการเผยแผข่ องพระพุทธเจา้ ไว้ ๕. เปา้ หมายในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา จรถ ภกิ ขฺ เว จาริกํ พหชุ นหิตาย พหชุ นสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หติ าย สุขาย เทวมนุสฺสานํ “ภกิ ษุทงั้ หลาย พวกเธอจงจารกิ ไป เพอ่ื ประโยชน์แกช่ นหมู่มาก โดยอาศยั ความอนุเคราะห์ ชาวโลกเพ่อื ประโยชน์เพือ่ ความเกื้อกูลและเพอ่ื ความสุขของเทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย”๒๙ เป้าหมายสูงสดุ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้าทนี่ ักการศาสนานักเผยแผ่ ท้ังหลายควรที่จะนำปฏิบตั ิเป็นเย่ียงอยา่ ง มีเป้าหมายสงู สุด ๓ ประการ คอื ๒๙ ว.ิ ม.(ไทย)๔/๓๒/๔๐.
๘๗ ๕.๑. อัตถายะ เพื่อประโยชน์พระธรรมที่ทรงแสดงมุง่ ประโยชนแ์ ก่ผู้ฟังตามพ้ืนฐาน อุปนิสัย ๓ ระดับ ได้แก่ ๕.๑.๑. ทฏิ ฐธิ มั มิกัตถะ มุ่งประโยชนป์ จั จุบนั อันก่อใหเ้ กิดความสขุ แก่บุคคลตามสมควร แห่งอาชพี ของคนเหล่านั้น ๕.๑.๒. สัมปรายิกัตถะ มุ่งประโยชนใ์ นภายภาคหนา้ ท่ีจะได้รบั อานสิ งส์จากการปฏบิ ัติ ๕.๑.๓. ปรมตั ถะ ประโยชน์สงู สดุ ได้แก่ การบรรลุมรรค ผล นพิ พาน ซึ่งบุคคลสามารถ บรรลุได้ทงั้ ในชาตนิ ี้ ชาติหน้า ๕.๒. หติ ายะ เพอ่ื เก้ือกูลแก่คนท้งั หลาย พระธรรมเปรยี บเหมือนยารักษาโรค กลา่ วคือ ยา อะไรจะเกื้อกลู แก่คนไข้ขนึ้ อยู่กับวนิ ิจฉยั ของนายแพทย์ ข้อนฉี้ ันใด พระธรรมกฉ็ นั นนั้ เหมือนกนั พระธรรมข้อ ใดจะเก้ือกูลแก่ใคร เปน็ เรอื่ งที่ต้องวเิ คราะหเ์ ปน็ รายๆ บุคคลไป ๕.๓. พหุชนายะ เพ่ือความสุขแกส่ รรพสัตว์ พระธรรมย่อมอำนวยความสุขใหแ้ ก่ผปู้ ฏิบตั ิ ตามสมควร แกธ่ รรมจึงทำให้ผู้ปฏบิ ัติจะได้รับ บรรลเุ ปา้ หมายสงู สดุ ๓ ประการดงั กล่าว สรุปพระพทุ ธเจา้ ทรงมหี ลกั พุทธวธิ กี ารเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ๓ ประการ คือ ๕.๓.๑.ทรงสง่ั สอนเพ่ือให้ผ้ฟู ังรยู้ ิ่ง เห็นจริงในสง่ิ ทค่ี วรเหน็ กล่าวคอื ทรงแสดง ธรรมตามลำดับพ้นื ฐานทางสติปญั ญาของผู้ฟัง หมายถึงพระองค์จะส่งั สอนใครพระองค์จะมี ข้อมูลสามารถวเิ คราะห์ จรติ นิสัย ความร้พู ื้นฐานของจิตใจผูน้ ัน้ และนำธรรมทเี่ หมาะสม ส่ังสอนแก่เขา ๕.๓.๒. ทรงแสดงอยา่ งมีเหตุผล ใหผ้ ้ฟู ังนำไปพจิ ารณาให้เกิดความรู้จริง ได้ดว้ ย ตนเอง ๕.๓.๓. ทรงแสดงธรรมเปน็ อัศจรรย์ คอื บุคคลใดเมอ่ื ปฏิบัตติ ามธรรมท่พี ระองค์ สอน ผลย่อมเกดิ ขนึ้ แกบ่ ุคคลน้ันตามสมควรแก่การปฏิบตั แิ หง่ เขา ************
๘๘ คำถามทา้ ยบท ๑. พระพุทธเจา้ ทรงมีคุณสมบตั อิ ย่างไรถึงได้ชื่อว่าเป็นศาสดาเอกของโลก? ๒. คณุ สมบตั ิของพระพุทธเจา้ ท่ีทรงมพี ระมหากรุณาธิคุณ อย่างไรจงึ เรยี กวา่ ทรงมีพระมหา กรณุ าธคิ ณุ จงยกตัวอย่าง? ๓. การเป็นครูทีด่ ีของพระพุทธเจ้าทรงมีพุทธคุณอย่างไร? ๔. คุณของเน้ือหาธรรมหรือคณุ ของธรรมมีเท่าไรอะไรบ้างจงอธิบาย? ๕. พระพทุ ธเจา้ ทรงมีพุทธวธิ ีการเผยแผท่ ่ีประสบผลสำเร็จท่เี รียกวา่ ปาฏิหารยิ ์ ๓ ได้แก่ อะไรบ้างจงอธบิ าย? ๖. พระพทุ ธเจา้ ทรงยกย่องสรรเสรญิ การสอนแบบใดถือว่าเป็นเย่ียมประเสรฐิ ที่สุด? ๗. พทุ ธวธิ ีการตอบปัญหาของพระพุทธเจา้ มีเทา่ ไร อะไรบา้ งจงอธิบาย? ๘. ความหมายลักษณะอยา่ งไรทเ่ี รียกวา่ “คำสง่ั ” “คำสอน” มีลกั ษณะแตกตา่ งกันอย่างไรจง ยกตวั อย่าง ? ๙. การตอบปัญหาแบบ ปฏิปุจฉาพยากรณยี ปัญหา คอื การตอบปัญหาของพระพุทธเจา้ แบบใด จงอธิบายพร้อมยกตัวอยา่ ง? ๑๐.คำวา่ “พหุชนายะ” มีความหมายว่าอย่างไร ? *************
บทท่ี ๖ การจดั หลกั สตู รพุทธอบุ ายในฐานะครูของเทวดาและมนุษย์ ๑. ความนำ ธรรมชาติให้สัตวเ์ กดิ มีมีสัญชาตญาณ คือมีความสามารถในการดำรงชีวิตดว้ ยสัญชาตญาณ ใน การอยรู่ อดดว้ ยตัวของมันเอง พอ่ สตั ว์ไมจ่ ำเป็นท่ีจะสอนให้ลกู กนิ ไม่จำเป็นต้องสอนใหล้ ูกเดนิ หรือหนีภยั หลบภยั สตั วส์ ามารถทจ่ี ะเดินเองไดห้ ลังจากท่เี กดิ ออกมาไม่นาน หากินเองเมอื่ อาหารสำรองทมี่ ีในตัวแรกเกดิ หมด เม่ือเกิดในนำ้ มันก็ว่ายน้ำเองได้ ตรงกนั ข้ามกบั มนษุ ย์ พ่อแมจ่ ะต้องสอน เดิน ติดตอ่ สือ่ สาร สอนการ ดำรงชวี ติ เพอ่ื การอยู่รว่ มกับสงั คม เพื่อการอยู่รอดของการดำรงชวี ิตและเผา่ พนั ธ์ุ เหตุนี้นเี่ องมนุษย์จงึ ต้องมี การศกึ ษา การศึกษาเพื่อการอยรู่ อด มนุษย์ เร่ิมเรียนตง้ั แต่ ต้งั ไข่ หัดเดนิ หัดพูด หดั กิน ฯลฯ เพ่อื การอยรู่ อด ของมีชวี ิตตลอดทั้งชวี ติ จึงต้องศึกษา ท้งั นี้เพราะความหมุนเวยี นเปล่ยี นไป ความเจริญวิวฒั นาความเจริญของ โลกกา้ วไปอยา่ งไมห่ ยดุ หยงั้ ยิง่ ตอ้ งทำใหม้ นุษย์ตอ้ งศกึ ษาตลอดชีวิตเพอื่ ให้เท่าทนั กับความเจริญเหล่านัน้ ชีวิต จบ การศกึ ษากจ็ บ ท้ังนเ้ี พราะดังกลา่ วมาวา่ การศึกษาเพือ่ ความอยู่รอดของชีวิต ของเผ่าพันธุ์ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเพอ่ื การดำรงชวี ิตของมนุษย์ พระพุทธศาสนาเปน็ ศาสนาประเภท อเทวนิยม ชีวติ ไม่ได้ขนึ้ อยกู่ บั สงิ่ อนั ใด ไมว่ า่ จะพระเจ้าหรือเทวดา พระพรหม หรอื ฟ้าลิขิต แตช่ ีวิตจะขึน้ อยู่กับ การปฏิบตั ิตน เม่ือพระพุทธศาสนาแห่งการปฏิบตั ิ ไปสู่ความดีงามของชีวติ เป็นศาสนาแหง่ ความเป็นเหตุ เป็น ผล เหตุน้นั การศกึ ษาในการดำรงชวี ิตจึงจำเปน็ อย่างยงิ่ ๒. การจดั หลักสูตรการเรียนการสอนของพระพทุ ธเจ้า มนษุ ยต์ ัวตนคนใดที่ต้องการจะดำรงชวี ติ ใหร้ อด และมศี ักยภาพในการที่จะเก้ือกูลมนุษย์คนอ่นื ขจัดสัญชาตญาณความเปน็ สัตว์ชนั้ ต่ำท่ีมุง่ หวังจะดำรงชีวิตดว้ ยการแยง่ แข่ง ใช้กำลังแย่งชงิ อาหาร แยง่ สนอง ความต้องการทางกาม มากกว่านน้ั ความทม่ี นษุ ยป์ รารถนาความปลอดภยั ในตัวตน ปลอดภยั ส่ิงของของตน มนุษย์จงึ มี กฎ กติกาสังคม จรยิ ธรรม ศลี ธรรม เพ่ือปกป้องตวั เอง ประสบการณ์ในการดำเนนิ ชวี ิตของเผ่าพนั ธ์ุ อน่ื กลมุ่ อนื่ คนอนื่ ทำอย่างไร การท่ีจะบรรลุในการดำเนินชวี ติ อย่างมีความสุข สันติ และอยรู่ อดก็น่าจะต้อง เรียนร้จู ากประสบการณเ์ หลา่ นนั้ ประกอบกับเพราะมนุษย์ต่างจากสตั ว์ทธ่ี รรมชาติไม่ค่อยจะใหค้ วามเปน็ สัญชาตญาณอันดี เหมอื นสตั ว์ แตม่ นษุ ย์กลับมี มันสมอง มีสตปิ ญั ญา ในการทจี่ ะพฒั นาจากความนึกคิด และ
๙๐ การเรียนรู้ เหตนุ ้นั มนุษย์จงึ จำเป็นต้องมกี ารเรยี นรู้ ชีวติ จงึ มีการศึกษา เพอื่ พฒั นาสตปิ ญั ญาเพ่ือการดำรงชวี ิต เพ่อื การอยูร่ อดนนั่ เอง มนษุ ยม์ ีสมอง มีสตปิ ัญญาทจ่ี ะฝึกฝนได้ประกอบกับมนุษย์จำเปน็ ทจี่ ะต้องศึกษาเรียนรกู้ าร ดำรงชีวติ ทงั้ ๒ ประการจงึ เกื้อกลู กันอย่าเหมาะสม เหตุน้ันทำให้มนุษย์กลายเปน็ สัตวท์ ี่ฝึกได้ และต้องฝึกฝน ด้วย จงึ หลีกไม่พน้ ชีวิตเกดิ มาเพื่อการศึกษา พระพุทธเจา้ ทรงรับรองวา่ มนุษย์ต้องเรียนรู้ เพราะต้องเรียนรู้ มนุษย์เปน็ สตั ว์ท่ีฝกึ ได้ และเมื่อฝึกแลว้ ก็จะฝึกได้ดี ดังพุทธภาษติ วา่ “อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ โกหนิ าโถ ปโร สิ ยา อตตฺ นา หิ สุนตเฺ ตน นาถํ ลภติ ทลุ ฺลภ๑ํ ” แปลวา่ ตนแลเปน็ ทพี่ ึงของตน แท้จริงนั้นคนอน่ื ใครเล่าจะเปน็ ที่ พงึ่ ได้ มีตนทฝ่ี กึ ดีแล้วนัน่ แหละ คือได้ท่ีพงึ่ หาได้ยาก” หรอื พทุ ธภาษิตที่ตรสั ยกยอ่ งวา่ มนุษย์ทีไ่ ดร้ ับการฝึกฝน แล้วเปน็ มนุษยท์ ี่ประเสรฐิ ที่สุด วา่ “ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ๒” แปลวา่ “ในหม่มู นุษย์ ผู้ประเสรฐิ สดุ คือ คนท่ี ฝกึ แลว้ ” เหลา่ น้คี งเป็นตวั อยา่ งวา่ มนุษย์จำเป็นทจ่ี ะตอ้ งศึกษา เมื่อศกึ ษาแล้วก็จะกลายเป็นมนุษยอ์ ัน ประเสริฐ เปน็ มนุษย์ที่มีประโยชน์แก่ตนเอง และยงั ต่อผู้อื่นอีกดว้ ย ดงั นัน้ การศึกษา จงึ จำเป็นสำหรบั มนษุ ย์ การศึกษา ภาษาบาลีใชค้ ำว่า สิกขา ในทาง พระพทุ ธศาสนาพระพุทธเจา้ ได้ตรัสเก่ียวกบั การศึกษา ๓ ประการ ทา่ นเรยี กว่า ไตรสิขา หมายถงึ การศึกษา ๓ ประการ ๓. ไตรสิกขา๓ ไตรสกิ ขา คือการศึกษา ๓ ประการ เป็นการศึกษาเพื่อใหม้ นษุ ย์สามารถดำรงชวี ติ อยูร่ ว่ มกบั ชวี ติ อนื่ ๆ ในโลกนไ้ี ด้อยา่ งสงบ ๓ ประการ ไดแ้ ก่ ๓.๑. อธิศลี สกิ ขา (training in higher morality) คอื สกิ ขาหรือการศึกษาเพ่ือท่ีจะสรา้ ง ปฏิสัมพันธ์การอยรู่ ่วมกันของมนษุ ยต์ อ่ มนุษย์ มนษุ ย์กับสตั ว์ มนุษยก์ ับภาวะแวดล้อม โดยอาศัย กฎระเบยี บ แบบแผน วนิ ยั ในการที่จะป้องกนั ตัวเอง ป้องกันการตัวเองท่จี ะไปเบยี ดเบียน ทำรา้ ย ทางกาย วาจา ไม่ให้ไป เบยี ดเบียนทำร้าย แยง่ ชิง คนอืน่ รักษาซง่ึ สิทธิความเปน็ มนุษยท์ ไ่ี มม่ ีสทิ ธทิ ี่จะไปลว่ งละเมิดบุคคลอื่นอีกดว้ ย ๓.๒. อธจิ ติ ตสิกขา (trainging in higher mentality) คือ ศกึ ษาทีจ่ ะฝึกอบรมจติ ของ มนุษยท์ ่ีพฒั นาให้ก่อเกิดคุณสมบตั อิ นั ดีงามท่เี รียกว่า “คณุ ธรรม” อนั ได้แก่ความ รัก ความเมตตา ความกรณุ า เอ็นดูสงสาร เหน็ อกเห็นใจ เอื้อเฟือ้ เผ่ือแผ่ ซื่อสัตย์สุจรติ กตญั ญูร้คู ุณ กบั มนุษย์ สตั ว์ เพื่อร่วมโลก อ่นื ๆ ที่มี ชวี ิต และไม่มีชวี ิตทเ่ี กื้อกูลประโยชนแ์ กก่ ันและกนั โดยมีจิตสำนกึ ถงึ ความเชื่อมั่นในคณุ ของพระพุทธเจ้า พระ ๑ ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๒๒/๓๖. ๒ ข.ุ ธ. (ไทย)๒๕/๓๓/๕๗. ๓ ที.ปา.(ไทย)๑๑/๒๒๘/๒๓๑ ; อง.ตกิ . ๒๐/๕๒๑/๒๙๔.
๙๑ ธรรม พระสงฆ์ เชื่อมน่ั ในความเพียร กลา้ หาญ ขยัน อดทน ผลกจ็ ะทำใหจ้ ติ เกิดความปิติสุข ปราโมทย์ แชม่ ชื่น ผอ่ งใส รวม เรียกว่า “อธิจิตสกิ ขา” ๓.๓. อธปิ ญั ญาสิกขา (training in higher wisdom) คอื สกิ ขา ศึกษาอบรมปัญญา หรือ ศึกษาความรู้ รู้ อะไร รู้ความจรงิ ของชีวิต รคู้ วามจริงของ ไตรลักษณะ รคู้ วามจริงของปฏจิ สมปุ บาท รคู้ วาม จริงของอริยสจั จ์ ๔ เรียกว่า “อธปิ ญั ญาสกิ ขา” ๔. นวังคสัตถุสาสนา ในสมยั พทุ ธกาลคำสอนของพระพุทธเจา้ ไดม้ ีการแบ่งหมวดหมูค่ ำสอน ออกเป็น ๙ ประเภท เรยี กวา่ นวงั คพุทธวจนะ บ้าง นวังคสตั ถุสาสนา๔ บ้าง นวังคชนิ ภาสิต บ้าง นวงั คสัตถสาสน์ ดังน้ี ๔.๑. สตุ ตะ (threads; discourses) มาจากคำวา่ สตุ ตะ ตรงกบั คำวา่ สูตตะ แปลวา่ กลา่ วดี แลว้ โดยหมายถงึ ข้อความที่แสดงแกน่ พุทธธรรมอยา่ งส้นั ๆ ท่ีสมบูรณใ์ นตวั รวมถึงกฎพระวินัยทเ่ี ปน็ หลัก ๔.๒. คาถา (verses) คำว่า คาถา มาจาก คี ธาตุ แปลว่า ขบั ร้อง สวดเป็นทำนอง หมายถึง คำสอนท่ีประพันธอ์ ยู่ในรูปร้อยกรอง เชน่ บทประพันธใ์ นเถระเถรีคาถา สตุ ตนบิ าต ธรรมบท เปน็ ต้น นอกจากน้ันคาถาน้ัน หมายถงึ คำสอนทีป่ ระพันธเ์ ป็นบทร้อยกรอง แลว้ ในวรรณคดี ยังมคี ำว่า สุทธิคาถา หมายเร่ืองปริสทุ ธิ คอื ความสอนที่เก่ยี วกบั สจั จะของการดับทกุ ข์จะอยู่ในรูปของร้อยแลว้ หรือรอ้ ยกรองก็ได้ เสทโมจน คาถา แปลวา่ คาถาเหงื่อแตก เป็นข้อคำถามสำนวนร้อยแก้ว เกี่ยวกบั ปัญหาต่างๆในพระวินยั เรยี กว่าเป็นปญั หายาก เลยเรียกว่า ปัญหาเหงือ่ แตก วตั ถุคาถา หมายถึงเรื่องราวเกย่ี วกับเหตกุ ารณ์อันเป็นมา ของคำสอน และไวยกรณคาถา หมายถงึ เร่ืองเกีย่ วกับประสบการณ์ของการตรัสรู้ ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้ารปู อ่นื ฟังที่ภเู ขา ชอ่ื คนั ธ มาทนะ ๔.๓. เคยยะ (discourses mixed with verses ; songs) คำวา่ เคยยะ ประกอบรปู ศัพท์ จาก คี ธาตุ แปลว่า ขับ ร้อง สวด เป็นทำนอง เหมือนอย่างคาถา แตห่ มายถึงคำสอนท่ีอยใู่ นรปู รอ้ ยแกว้ และ ร้อยกรองในเรื่องเดยี วกัน ส่วนใหญบ่ ทร้อยกรองมกั แทรกอยู่ตอนกลางหรือตอนทา้ ยของสว่ นทีเ่ ปน็ รอ้ ยแก้ว ๔.๔. เวยยากรณ์ (prose-expositions) คำวา่ เวยยากรณ์ หมายถงึ ลักษณะคำสอนท่ีเปน็ คำตอบ เช่น การตอบคำถาม ๔ ประเภท ได้แก่ ๔.๔.๑. วิภัชชวยากรณ์ คือการตอบดว้ ยวิธีการวเิ คราะหห์ ลักธรรมอยา่ งละเอยี ด ใช้ สำหรบั ตอบคำถาม ท่ีไม่ควรตอบรบั หรอื ปฏิเสธอย่างใดอย่างหนงึ่ แต่ จำเปน็ ต้องวเิ คราะหแ์ ยกแยะประเด็น เหตกุ ารณ์ ๔ สุภาพรรณ ณ บางชา้ ง.ประวตั วิ รรคดบี าลีอนิ เดยี และลังกา. จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . กรงุ เทพฯ : ๒๕๒๖.หนา้ ๑๒-๓๐.
๙๒ ๔.๔.๒. ปฏปิ ุจฉาวยากรณ์ คอื การตอบด้วยการถามปัญหายอ้ นกลับ เพ่ือให้ผู้ถามได้ พิจารณาปัญหานัน้ ดว้ ยตนเอง ๔.๔.๓. ฐปนียวยากรณ์ คอื การตอบด้วยการวางคำถามไปเสยี ขา้ ง หมายความ ว่า การไม่ตอบคำถามเพราะเหตุวา่ คำถามน้ัน ตอบไปก็ไม่มปี ระโยชน์ ๔.๔.๔. เอกงั สวยากรณ์ คือตอบปญั หาโดยตรง หรือ การตอบรบั หรอื ปฏิเสธอย่าง ใดอย่างหน่ึง ๔.๕. อุทาน (exclamations; verses of uplift) คำวา่ อทุ าน ประกอบรูปศัพท์มาจาก อุปสรรค อทุ – ขน้ึ และ ธาตุ อน – หายใจ แปลว่า หายใจออก หรือเปล่งเสยี งออกมา ในที่นี้หมายถึงคำพูดท่ี เปลง่ ออกมาเนื่องจากเกดิ ความประทับใจในบุคคลใด หรือส่ิงใดส่งิ หนงึ่ หรอื อาจเนอ่ื งจากเห็นสจั ธรรม บางอยา่ งอันเปน็ ของน่าอศั จรรย์ หรอื ทท่ี ำให้เกิดการประจักษแ์ จง้ ในความเป็นจรงิ แห่งชวี ิต คำอุทานนเี้ ป็นทงั้ ท่ีเปน็ รูปรอ้ ยแกว้ และรอ้ ยกรองทัง้ ทเี่ ป็นคำอทุ านของพระพุทธเจ้า และพระสาวก เช่น \"ยทา หเว ปาตภุ วนตฺ ิ ธมมฺ า\" เป็นต้น มีใจความวา่ เมอ่ื ใดธรรมทัง้ หลายปรากฏแก่บคุ คลประเสริฐ ผูเ้ พียรพยายามเพง่ พนิ จิ อยู่ เมื่อ นัน้ ปวงความสงสยั ย่อมมลายไป เพราะมารเู้ ขา้ ใจถงึ ธรรมพร้อมท้งั เหตขุ องมัน . . . เพราะไดร้ ู้ถึงภาวะทีส่ นิ้ ไป แหง่ ปจั จัยท้ังหลาย . . . ขจดั มารและเสนาเสยี ได้ ดังตะวนั ส่องฟา้ ทอแสงจ้าอยู่ ฉะนัน้ \"๕ ๔.๖. อิติวตุ ตกะ (thus-said discourse) แปลตามรูปศัพทว์ า่ กลา่ วแลว้ อย่างน้ี หมายถงึ คำ สอนของพระพุทธเจ้าซง่ึ พระสาวกหรือบุคคลอน่ื ยกข้นึ อ้าง คำตอ่ คำ ๔.๗. ชาดก (birth-stories) คำว่า ชาดก แปลตามรูปศัพท์ว่า เร่ืองท่ีเกิดขนึ้ แลว้ ในนวงั คสัตถุ ศาสนา หมายถงึ ชาติกอ่ นหรืออดตี ชาติของพระพุทธเจา้ ๔.๘. อัพภตู ธรรม (marvelous ideas) บางทก่ี ็เรียกว่า อจั ฉรยิ ัพภูตธรรม หมายถึง คำสอน หรือเร่ืองราวท่นี า่ อัศจรรยใ์ จไดแ้ ก่เรอื่ งดังต่อไปนี้ ๔.๘.๑. ธรรมท่ีเป็นสจั จะความจริง ธรรมชาตขิ องชวี ิต ไดแ้ ก่ ทกุ ข์ วธิ ีดบั ทุกข์ ฯลฯ ๔.๘.๒. เร่อื งพระโพธิสัตว์ หรอื เรอื่ งพระพทุ ธเจ้าตรสั รู้ ๔.๘.๓.เรือ่ งคณุ สมบตั ิพเิ ศษของพระอรยิ บุคคล บางทา่ นซ่ึงพระพทุ ธเจา้ ตรสั สรรเสริญว่า เปน็ สิ่งอัศจรรย์ เชน่ ภกิ ษุภกั กุละ ไม่เคยมีกามสัญญาตลอด ๘๐ ปที ีท่ า่ นถอื เพศบรรพชิต ๔.๙. เวทัลละ (question and answer) คำว่า เวทลั ละ หมายถงึ คำสอนทม่ี ีการวิเคราะห์ แจกแจงความหมายอย่างละเอยี ด ซึ่งอาจทำได้โดยการอธบิ ายขยายความให้คำจำกัดความ เป็นต้น ๕ วินย.(ไทย)๔/๑-๓;ขุ.อ.ุ (ไทย)๒๕/๓๘-๔๐.
๙๓ ๕. การสังคายนาของพระสารีบตุ ร การสังคายนาของพระสารบี ตุ ร ก็เป็นส่วนหนึ่งในการจดั ระบบระเบียบการศึกษาท่ีท่านไดก้ ราบ ทลู แดพ่ ระพุทธเจา้ โดยการจัดหมวดหมูธ่ รรม เปน็ หมวดหมู่ เชน่ ธรรมทีเ่ ปน็ คู่ อย่าง รูป – นาม หริ ิ-โปตัปปะ สมาธิ-วิปสั สนา สติ-ปัญญา ฯลฯ และยงั มีหมวด ๓ หมวด ๔ อน่ื ๆ เปน็ ต้น ซง่ึ สาเหตเุ ร่ืองน้ีเกดิ ข้นึ เพราะศาสดา คูแ่ ข่งของพระพุทธเจา้ คือ มหาวริ ะ แหง่ ศาสนาเชน ไดต้ ายลงไป กม็ เี หล่าสาวกของศาสนาเชน ก็ไดท้ ะเลาะกัน เกยี่ วกับหลกั ธรรมโดยถือว่าตนนัน้ จำมาจากศาสดามาดีกวา่ มากกว่า หรอื ถกู ต้องกว่า จึงเกดิ การแตกแยก พระสารบี ุตร ก็ได้นำภกิ ษทุ ั้งหลายมาชว่ ยกบั รวบรวมธรรมของพระพทุ ธเจา้ โดยได้จัดเป็นหมวดหมู่ดังกลา่ ว ซง่ึ เรือ่ งน้ีปรากฏในสังคีติสูตร พระพทุ ธเจา้ ยงั ไดต้ รัสรบั รองการกระทำของพระสารบี ุตรว่า “ดแี ลว้ สารีบุตร เธอ ได้กระทำสังคตี ิปรยิ ายแกภ่ ิกษทุ งั้ หลาย เปน็ การดีแลว้ ” นอกจากนนั้ ยังปรากฏในทสูตรตระสตู ร วา่ พระสารี บุตรไดส้ รปุ ธรรม ๑๐ หมวดเหมือนอย่างใน สงั คติ สิ ูตรอีกด้วย ๖. การรวบรวมธรรม วินัย มาติกา สตุ ตันตะ ความหมาย ธรรม เปน็ คำกลางๆ หมายถึงคำสอนของพระพทุ ธเจา้ วนิ ยั หมายถึงกฎระเบยี บ ข้อบังคบั บทลงโทษตา่ ง มาติกา หมายถึงหัวข้อธรรมเช่นพระสารีบตุ รได้รวบรวมไว้ ดังกลา่ วไว้ข้างตน้ และ สตุ ตนั ตะ หมายถึงเทศนาเร่อื งหน่งึ ๆ ของพระพุทธเจ้า ในการศึกษาสมยั พทุ ธกาลจะมพี ระภิกษุท่ีมีความรู้ความเชยี่ วชาญเฉพาะทาง เหมือนคนสมัย ปจั จบุ ันทมี่ ีความเชยี่ วชาญเฉพาะสาขาวชิ า ท่ีการศึกษาสมัยปัจจุบนั ได้แยกการศกึ ษาเฉพาะทางจัดหลักสตู ร ตามความรู้ ความสามารถเฉพาะบุคคล และตามที่ผู้เรยี นสนใจ ทจี่ ะศึกษาในสาขาต่างๆ สมัยพุทธกาลก็จะมี พระสงฆผ์ เู้ ชี่ยวชาญต่างๆ ได้แก่ พระสงฆท์ ี่เชี่ยวชาญทางพระวินยั กจ็ ะเรยี กวา่ พระวินยั ธร เชี่ยวชาญทาง ธรรม ก็จะเรยี กวา่ พระธรรมธร เก่งเชย่ี วชาญในการสอน ก็จะเรียกวา่ พระธรรมกถิกะ หรอื พระธรรมกถกึ เชียวชาญมาติกา ก็จะเรียกว่า พระมาติกาธร และเช่ียวชาญท่องจำพระสตุ ตนั ตะ กจ็ ะเรียกวา่ พระสุตตตนั ตกิ ะ เปน็ ต้น ซ่ึงเหมอื นปัจจบุ ัน การศึกษา ได้มีการจัดการศกึ ษาเฉพาะทางให้กบั ผู้ทส่ี นใจและมีความสามารถ ทตี่ ่างกนั ระบบการเรยี นการสอนในปัจจบุ ันนา่ จะนำเอาระบบการศึกษาสมยั พุทธกาลมาใชอ้ ยา่ งปฏเิ สธไม่ได้ จนกลายมาเป็นการศกึ ษาท่เี อานกั เรยี กมาเป็นศนู ย์การการเรียน คือ ใครใคร่เรียน อะไร สนใจอะไรก็เรยี น ตามที่ตนชอบ สดุ ท้ายแม้จะเป็นที่ยอมรบั วา่ เป็นผู้เชีย่ วชาญดา้ นใดด้านหนงึ่ พระพทุ ธเจ้าก็มักทรงตักเตอื น พระภกิ ษผุ ูท้ ม่ี ีความเชยี่ วชาญเหล่านน้ั เสมอวา่ อย่าไดย้ ดื ม่ัน จนก่อให้เกิดมจิ ฉาทิฎฐิ อยา่ ทะนงตน ว่า
๙๔ ประเสรฐิ กวา่ ผู้อืน่ เพราะจะทำใหท้ ฎิ ฐิน้ันเป็นอปุ สรรค หรอื เปน็ เหตทุ ำให้ไมบ่ รรลุเปา้ หมายสงู สดุ คอื พระ นพิ พาน ๗. กลวธิ ี และอุบายประกอบการสอน๖ กลวธิ ี และอบุ ายการสอนของพระพุทธเจ้า หรืออาจจะเรียกอีกอยา่ งหน่ึง คือ พทุ ธเทคนิคก็ได้ เมอื่ พระสาวก หรือผู้ท่จี ะประกาศพระศาสนา ส่ิงต่อไปนเ้ี ป็นเรอ่ื งที่สำคัญ และจำเป็นซ่ึงสามารถท่จี ะใช้กลวิธี ของพระพุทธเจ้าเป็นแบบอยา่ งในการสอนในการเทศน์ ในการสะกดผู้ฟัง ดึงดูดจิตใจผ้ฟู ังไดเ้ ปน็ อย่างดี กลวธิ ี การสอนของพระพุทธเจ้าพอสรุปเปน็ ข้อๆ ดงั น้ี ๗.๑. การยกอทุ าหรณ์ หรือการเลา่ นิทานประกอบ พระองค์จะใช้การยกอุทาหรณ์ และ การเลา่ นิทานประกอบช่วยใหจ้ ำแม่นยำ เห็นจรงิ และ เกดิ ความเพลดิ เพลิน ทำใหก้ ารสอนมีอรรถรส สสี ัน ซ่ึง ในคัมภรี ต์ า่ งมีอุทาหรณ์ และนทิ านปรากฏอยู่ท่ัวไปโดยเฉพาะคัมภรี ์ชาดก อยา่ งเดียวมีนทิ านชากดถงึ ๕๔๗ เรือ่ ง เชน่ เม่ือครั้งพระองค์ได้เสดจ็ ไปโปรดพระญาติพระพุทธบิดา แลว้ แสดงปาฎิหารยิ ์ ฝนโบขรพรรตก แล้ว กท็ รงแสดงเรื่องพระเวสนั ดรชาดก หรอื เร่ือง ลิงเฝ้าสวน๗ หรอื คนขายเหลา้ ๘ ซึ่งการยกเหตุการณ์และการเล่า นทิ านประกอบเปน็ เสนห่ ์ของเน้ือหาท่จี ะทำใหผ้ ู้ฟังเกิดความสนใจได้ย่ิงข้นึ ซ่งึ สมัยพุทธกาลการเล่านทิ านเปน็ ท่ีนยิ มใช้ประกอบในการสอนมาก ๗.๒. การเปรียบเทียบด้วยคำอปุ มาอปุ มยั คำอปุ มาชว่ ยใหเ้ รื่องทีล่ ึกซ้ึง เข้าใจยาก ปรากฏความเด่นชัดออกมาและเขา้ ใจง่ายขน้ึ โดยเฉพาะมกั ใชใ้ นการอธบิ ายสิ่งทเ่ี ปน็ นามธรรม เปรียบให้ เหน็ ชดั ด้วยสิ่งทเี่ ป็นรูปธรรม เชน่ คำเปรียบเทียบว่า ความเปน็ คนเชน่ ไร ท่ีเรยี กวา่ บัณฑติ กบั ภเู ขาศลิ าที่ไมม่ ี จติ ใจหว่ันไหว “ภเู ขาศลิ าลว้ นเป็นแทง่ ทึบ ย่อมไม่หว่ันไหวดว้ ยแรงลม ฉนั ใด บัณฑติ ท้ังหลายย่อมไมห่ วัน่ ไหว เพราะคำนนิ ทาและสรรเสรญิ ฉนั นนั้ ”๙ “คนผเู้ รียนรู้นอ้ ยย่อมแก่ลงเหมือนโคถึก เนอ้ื ของเขาเจริญขึ้น แต่ ปญั ญาหาเจรญิ ไม่”๑๐ “เม่ือพระอาทิตย์จะอทุ ยั ย่อมมีแสงเงินแสงทองปรากฏขึน้ เป็น นิมติ มาก่อน ฉันใด ความมกี ัลยาณมิตรย่อมเป็นเบือ้ งต้น เปน็ นมิ ิตหมายแห่งการบังเกดิ ขึน้ ของโภชฌงค์ ๗ ฉนั นั้น”๑๑ ๗.๓. การใช้อุปกรณก์ ารสอน การใช้อปุ กรณ์การสอน กท็ ำให้การเผยแผ่การสอน หรอื การ พดู เปน็ เร่อื งทน่ี า่ สนใจ สมัยพุทธกาลก็มีบา้ งสำหรบั อุปกรณ์การสอน ส่วนใหญจ่ ะเปน็ ของท่อี ย่ใู นธรรมชาติ ไม่ ๖ พระธรรมปฏิ ก (ป.อ. ปยุตฺโต) พุทธวธิ ใี นการสอน.พิมพค์ ร้ังท่ี ๕. กรงุ เทพฯ: มลู นิธิพุทธธรรม. ๒๕๔๑. หนา้ ๕๑-๖๘. ๗ ชา.อ.(ไทย)๒/๒๓. ๘ ชา.อ.(ไทย)๒/๒๖. ๙ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๑๖. ๑๐ ส.ํ ม.(ไทย)๑๙/๕๑๖. ๑๑ ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๒๑.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156