Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แนวทางการนิเทศบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปีงบประมาณ 2566

แนวทางการนิเทศบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปีงบประมาณ 2566

Published by Bankhokbeng School, 2022-12-17 22:48:47

Description: แนวทางการนิเทศบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่การนิเทศภายในโรงเรียน โดยใช้ห้องเรียนเป็นฐานเพื่อพั?นาคุณภาพของผู้เรียน ประจำปีงบประมาณ 2566

Keywords: แนวทางการนิเทศ

Search

Read the Text Version

96 1) คณะกรรมการจัดดา เนินการสมั มนา (Steering Committee) จะเป็น คณะกรรมการกลางทีด่ าเนนิ การในเรื่องนโยบาย และการปฏิบัตติ ่างๆ ใหส้ าเร็จดว้ ยดี ประกอบด้วย ประธาน รองประธาน เลขานุการหรอื ผู้ช่วยเลขานกุ าร นายทะเบียน ประธานอนกุ รรมการ ฝ่ายตา่ งๆ เช่น ฝา่ ยเอกสาร ฝา่ ยสถานทแี่ ละบริการ ฝา่ ยอาหารและเครื่องดื่ม ฝ่ายกิจกรรมและวิทยากร ฝ่ายการเงนิ ฝา่ ยวดั และ ประเมินผล เปน็ ต้น 2) เจ้าหนา้ ทป่ี ฏบิ ตั ิงาน ได้แก่ เจา้ หนา้ ท่ีปฏิบัตงิ านในคณะอนกุ รรมการ แตล่ ะฝ่าย เช่น ผู้พมิ พ์เอกสาร ผเู้ รยี งเอกสาร เจา้ หนา้ ทีโ่ รเนยี วเย็บเล่ม เจา้ หน้าทส่ี อื่ วสั ดุ โสตทศั นูปกรณ์ และเจ้าหนา้ ท่ผี จู้ ดั ห้องประชุม ฯลฯ 6.5.4.2 กลมุ่ วทิ ยากรหรอื ผทู้ รงคุณวฒุ ิ เป็นกลุ่มที่คณะกรรมการดาเนินการสัมมนา เชญิ มา เพื่อใหค้ วามรแู้ ก่ผ้เู ขา้ รว่ มสัมมนาก่อนทาการสมั มนา หรือระหวา่ งทาการสมั มนา สาหรับการเชิญ วทิ ยากรมาให้ความรกู้ ่อนทาการสมั มนาน้ันเพ่ือใหผ้ เู้ ข้ารว่ มสมั มนาได้แนวคดิ บางประการทจ่ี ะใช้ประโยชนต์ อ่ การสัมมนาในแตล่ ะครง้ั โดยเฉพาะอย่างย่ิงวิทยากรทีถ่ ูกเชญิ มาพูดคร้ังน้ันจะเปน็ ผูท้ รงคุณวฒุ ิ และมีหนา้ ที่ เกยี่ วข้องกับเรื่องท่จี ะจัดสมั มนาอยา่ งแท้จริง ขั้นตอนนจ้ี ะเปน็ สว่ นหนึง่ ทม่ี งุ่ เสริมความรู้ และแนวคดิ ให้ ผู้เขา้ ร่วมสมั มนาไดเ้ ป็นอย่างดี 6.5.4.3 กลุ่มสมาชกิ ผูร้ ว่ มการสัมมนา การสัมมนาจะสาเร็จลลุ ่วงลงไปไม่ได้ ถา้ ขาดสมาชิกผเู้ ข้าร่วมการสมั มนา และในการสัมมนาแตล่ ะครงั้ ผ้เู ข้ารว่ มการสัมมนาเป็นผูท้ ป่ี ระสบการณ์ มากในเรื่องท่จี ะสมั มนา ผลของการสมั มนาจะออกมาดี แต่ถา้ ผูเ้ ขา้ ร่วมมีประสบการณน์ ้อย และไม่เอาใจ ใส่ตอ่ ปัญหาของการสัมมนา กจ็ ะทาใหก้ ารสัมมนาในครั้งนั้นประสบความล้มเหลว ดังนน้ั ผเู้ ขา้ รว่ มสัมมนา จงึ ต้องมีความตั้งใจอย่างจริงจังตอ่ ปญั หา และช่วยกนั พิจารณาหาแนวทางทจ่ี ะแกไ้ ขปญั หารว่ มกันอยา่ งมี ประสิทธภิ าพ 6.5.5 กระบวนกำรจัดสัมมนำ การจดั สมั มนาทว่ั ไปแบ่งออกได้ 3 ขน้ั ตอน คือ ขัน้ เตรยี มการกอ่ นการ สัมมนา ขนั้ ดาเนนิ การ ระหวา่ งการสมั มนา และขั้นประเมนิ ผลหลงั การสมั มนา ซึ่งแต่ละข้นั เหลา่ นี้ มรี ายละเอยี ดท่จี ะต้องดาเนนิ การ หลายอย่าง ผดู้ าเนินการสมั มนาจาเป็นตอ้ งวางแผนลว่ งหนา้ ไวก้ อ่ นวา่ การจดั การสมั มนาในแต่ละครัง้ น้ัน จะต้องเตรียมการอะไรบา้ ง มีอะไรทตี่ ้องทากอ่ น มอี ะไรต้องทาทหี ลัง หรือทาพร้อมๆ กนั ได้ โดยเฉพาะ ผดู้ าเนินการควรจะต้องเตรียมการในเร่ืองต่อไปนี้ 6.5.6 ขัน้ เตรียมกำรก่อนกำรสัมมนำ 6.5.6.1 จดั ทาโครงการเพื่อขออนุมตั โิ ครงการ 6.5.6.2 ออกแบบสอบถาม และส่งแบบสอบถามไปยงั อาจารย์ทจี่ ะเข้าร่วมสัมมนา เพื่อหาขอ้ มูลของเนื้อหาวชิ าท่ีอาจารยส์ ว่ นใหญ่ตอ้ งการ ทจ่ี ะใหส้ ัมมนาและนามาวิเคราะห์ เพอ่ื จดั ทาตาราง การสัมมนาและหลกั สูตร 6.5.6.3 ออกแบบสอบถามเพ่ือนามาคานวณ คา่ เบ้ยี เล้ยี ง พาหนะ และคา่ ทีพ่ ัก ของผู้เข้าร่วมสมั มนา 6.5.6.4 แตง่ ตัง้ คณะกรรมการสมั มนา 6.5.6.5 จดั ทาตารางสมั มนาและหลักสูตร 6.5.6.6 เตรยี มเอกสารประกอบการสัมมนา 6.5.6.7 แจง้ ขา่ วเรื่องโครงการสัมมนาใหผ้ เู้ ก่ยี วข้องทราบ เช่น ประกาศ ในหนงั สือพิมพ์

97 6.5.7 กำรดำเนินกำรเกยี่ วกับผู้เข้ำรว่ มสัมมนำ 6.5.7.1 จัดทาแบบประวตั ิหรือแบบลงทะเบียนของผู้เข้ารบั การสัมมนา 6.5.7.2 ทาหนงั สือแจง้ หน่วยงานให้คดั เลือกบุคคลเขา้ รับการสมั มนาโดยแจ้ง คุณสมบัติของผเู้ ขา้ รบั การสมั มนาพร้อมทั้งสง่ รายละเอียดเกยี่ วกบั การสมั มนาของแบบประวัติให้กรอก 6.5.7.3 คดั เลอื กผูเ้ ข้าสัมมนาโดย 1) กาหนดแนวทางในการคัดเลือกวา่ จะใชเ้ กณฑใ์ นการคัดเลือกอย่างไร 2) พจิ ารณาใบสมัคร 3) คดั เลอื กจดั แบ่งกล่มุ 6.5.7.4 แจง้ ช่อื ผู้ที่ไดร้ บั การคัดเลอื กเข้าสมั มนาให้เจ้าสังกัดและผเู้ ขา้ สมั มนาทราบ พรอ้ มทัง้ กาหนดการรายละเอียดท่ีผูเ้ ขา้ สมั มนาจะต้องทราบและเอกสารท่จี าเปน็ (กาหนดการเปดิ พธิ ี - การแตง่ กาย) 6.5.8 กำรดำเนนิ กำรเกย่ี วกบั วิทยำกร 6.5.8.1 ทารายละเอยี ดเกี่ยวกบั ผ้เู ขา้ รบั การสัมมนา (ภมู หิ ลัง – วฒุ ิการศึกษา) ส่งวิทยากร 6.5.8.2 ตดิ ตอ่ วิทยากรเปน็ การส่วนตวั โดยช้ีแจงวัตถปุ ระสงค์ของหลกั สูตร วัตถุประสงค์ของหัวข้อวิชา ขอบเขตของหวั ข้อบรรยาย ตลอดจนให้รายละเอยี ดอ่ืนๆ พร้อมทั้งสอบถาม วิทยากรวา่ ตอ้ งการอะไร จะให้สถานทแ่ี ละจดั เตรียมอุปกรณห์ รอื เอกสารอยา่ งไรบ้าง 6.5.8.3 ทาหนงั สอื เชญิ วทิ ยากร (พร้อมทั้งส่งตารางการสัมมนาและรายละเอยี ด เกีย่ วกับหลักสูตร) และขออนุญาตผบู้ งั คบั บัญชาของวิทยากร 6.5.8.4 เตรียมรถรับส่งวทิ ยากรในแตล่ ะวัน 6.5.8.5 เตอื นวิทยากรล่วงหน้า 1 วนั และควรย้าเรื่องการเตรยี มรับเกยี่ วกับการ เดนิ ทางของวทิ ยากร 6.5.9 กำรดำเนนิ กำรอนื่ ๆ เก่ียวกับกำรสัมมนำ 6.5.9.1 ตดิ ต่อเกย่ี วกับการสัมมนานอกสถานที่ (ดูงานฝกึ งาน ทศั นศกึ ษาฯลฯ) โดยตดิ ตอ่ หนว่ ยงานท่เี กีย่ วข้อง 6.5.9.2 เตรียมจดั กจิ กรรมทดแทนในกรณที ่วี ทิ ยากรไม่สามารถจะมาบรรยายได้ 6.5.9.3 เตรียมวธิ กี ารประเมนิ ผล และออกแบบประเมนิ ผล 6.5.9.4 เตรียมงบประมาณ (เบิกเงินทดรองจ่าย) 6.5.9.5 เตรยี มออกประกาศนียบตั รและจดั พิมพ์ 6.5.9.6 เตรียมติดตอ่ จดั หาเครอ่ื งดืม่ สาหรบั ผเู้ ข้ารับการสมั มนา 6.5.9.7 วางแผนการใชส้ ถานท่ใี นการสมั มนาการจดั ห้อง และเตรียมเครื่อง โสตทศั นูปกรณ์ท่จี ะใช้ในแต่ละวนั ล่วงหนา้ (โดยอาจจะทาเป็นรายวนั วา่ วนั ใดจะใช้ห้องใด และจะต้องใช้ อุปกรณ์อะไรบา้ งใหผ้ ู้รบั ผิดชอบทราบ) 6.5.9.8 จัดทาปา้ ยชอ่ื โครงการสัมมนา ป้ายชอ่ื วิทยากร ปา้ ยชื่อผู้รบั การ สัมมนา (ป้ายใหญ่ตัง้ โต๊ะ ป้ายเลก็ ตดิ เส้อื ) ป้ายบอกมายังห้องสัมมนา ป้ายลงทะเบยี น ปา้ ยอื่นๆ ทจี่ าเปน็

98 6.5.9.9 เตรียมแฟม้ แจกผูเ้ ขา้ รับการสมั มนา ในแฟม้ ควรใส่โครงการสมั มนา ตาราง การสัมมนา รายละเอียดหลกั สูตร ค่มู ือในการสัมมนา (ถา้ มี) รายชอ่ื ผู้เข้ารับการสมั มนา (วุฒิการศึกษา สงั กดั ) รายชอ่ื ผู้เขา้ รบั การสัมมนาแบบกลมุ่ (ถา้ มีการแบ่งกลุม่ ) เอกสารประกอบการสัมมนา กระดาษเปล่าสาหรับ โน๊ต 6.5.9.10 เตรียมแฟ้มสาหรบั ลงทะเบยี น 2 – 3 แฟ้ม ขนึ้ อย่กู บั จานวนผูเ้ ขา้ รับการสมั มนา (รายชื่อควรโรเนียวด้านเดียว เพื่อสะดวกในการเซน็ ชอ่ื ) 6.5.10 กำรเตรยี มกำรสำหรับพธิ เี ปิด – ปิด 6.5.10.1 รา่ งคากลา่ วรายงาน และคากลา่ วเปิด – ปิดการสัมมนา 6.5.10.2 ทาหนังสือเชิญประธานเปิด – ปิดการสัมมนาพร้อมกบั แจง้ กาหนดการ และแบบคากลา่ วเปดิ – ปิด 6.5.10.3 ทาหนังสอื เชิญวิทยากร และแขกผ้มู ีเกยี รติมาในพิธเี ปดิ – ปิด สัมมนา 6.5.10.4 ทาหนังสอื ส่ือมวลชนใหม้ าชว่ ยทาข่าวในพธิ ีเปดิ – ปิด 6.5.10.5 เตรียมเขียนข่าวแจกส่ือมวลชน 6.5.10.6 เตรียมแผนปฏิบัติงานในพิธีเปดิ – ปดิ การสมั มนา แจง้ ผู้เกี่ยวข้อง เชน่ ลงทะเบียน แจกเอกสาร จดั สถานที่โต๊ะหมู่บูชา แจกันดอกไม้ การตอ้ นรบั ประธาน แขก และ สอ่ื มวลชน ตรวจสอบควบคมุ แสงเสียง สถานท่ี ฯลฯ (โดยระบุช่อื ผรู้ บั ผดิ ชอบในแตล่ ะเร่ือง เวลา สถานท่ี) 6.5.10.7 เตรียมเรื่องทีจ่ ะชแ้ี จงใหผ้ เู้ ขา้ สมั มนาในวันเปิด - ปิด (แนวทางปฐมนเิ ทศ) ซง่ึ ควรท่ีจะช้แี จงเกยี่ วกบั วตั ถุประสงคข์ องการสมั มนา และขอบเขตเนอื้ หา เช่น แนะนาเจ้าหน้าทท่ี ่ีเกีย่ วข้อง หลกั เกณฑห์ รอื การปฏิบัตติ นระหว่างเข้าสัมมนา การเซน็ ชอ่ื เวลาใด ท่ไี หน อยา่ งไรการขาดการสมั มนา หลักเกณฑ์ในการใหใ้ บรับรอง หรือประกาศนยี บัตร การตดิ ป้ายชื่อ การสบั เปล่ียนทน่ี ัง่ วธิ กี ารแจกเอกสาร การให้บริการและอานวยความสะดวกตา่ งๆ เวลาพกั บริการเครอ่ื งด่ืมเวลาใด ท่ไี หน อยา่ งไร ห้องน้า หอ้ งสมุด ห้องเคร่ืองดื่มอยทู่ ี่ไหน การโทรศพั ท์ติดต่อ 6.5.10.8 ตรวจสอบความเรียบรอ้ ยของสถานที่สมั มนา สถานทีล่ งทะเบยี นและ สถานท่สี าหรับพิธเี ปดิ - ปิด ตลอดจนอปุ กรณ์ตา่ งๆ ใหพ้ รอ้ มทีจ่ ะใช้ได้ก่อนวันเปิด - ปิด การสมั มนา 6.5.10.9 เตรยี มสรปุ แบบประเมนิ ผลการสัมมนาเพอื่ รายงานใหป้ ระธาน ในพิธที ราบ 6.5.11 ข้นั ดำเนนิ กำรระหว่ำงกำรสมั มนำ 6.5.11.1 จัดแฟม้ เซน็ ชอื่ ประจาวัน 6.5.11.2 ชแ้ี จงกาหนดการประจาวัน 6.5.11.3 แจกเอกสารทีม่ ีแตล่ ะคน (ควรเตรียมกระดาษเปล่าไว้ให้ผ้เู ขา้ สมั มนาด้วย) 6.5.11.4 จัดรถรับ – สง่ วทิ ยากร 6.5.11.5 ตอ้ นรบั และส่งวิทยากรและอานวยความสะดวก เตรยี มที่พักใหว้ ิทยากร ชี้แจงวธิ ใี ชอ้ ุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ทวี่ ิทยากรตอ้ งการ 6.5.11.6 แนะนาวิทยากร และขอบคณุ 6.5.11.7 จดั ของสมนาคณุ วิทยากร 6.5.11.8 จัดเครือ่ งด่ืมสาหรบั วิทยากร 6.5.11.9 จัดเครือ่ งดื่มสาหรับผเู้ ขา้ รับการสัมมนา 6.5.11.10 สงั เกตการณ์การสัมมนา

99 6.5.11.11 คอยควบคุมเวลาใหเ้ ป็นไปตามกาหนดการ 6.5.11.12 ตรวจสอบสถานที่ เวลา เสยี ง อุปกรณใ์ ห้พรอ้ มท่ีจะใช้อยู่เสมอ 6.5.11.13 เปลย่ี นปา้ ยชอ่ื วิทยากร และผเู้ ข้ารบั การสมั มนา 6.5.11.14 อานวยความสะดวกใหแ้ กผ่ ู้เข้ารับการสัมมนา 6.5.11.15 สงั เกต สอบถามและวิเคราะห์ปญั หาประจาวนั 6.5.11.16 ประชุมกรรมการเพอ่ื หาทางแก้ไข 6.5.12 ขนั้ ประเมนิ ผลหลังการสมั มนา 6.5.12.1 วเิ คราะหป์ ระเมนิ ผลการสัมมนา 6.5.12.2 รายงานผลการสมั มนาตอ่ ผู้บังคบั บัญชา 6.5.12.3 ทาหนงั สอื แจง้ ผลการสัมมนาต่อหนว่ ยงานของผ้เู ข้ารบั การสมั มนา 6.5.12.4 ดาเนนิ การเกย่ี วกบั งบประมาณค่าใชจ้ า่ ยอน่ื ๆ ให้เรียบรอ้ ย 6.5.12.5 ตดิ ตามผล 6.5.12.6 วิเคราะห์ ติดตามผล 6.5.12.7 ปรับปรุงหลกั สูตร 6.5.12.8 หากมอี ะไรต้องติดต่อผ้เู ขา้ รบั การสัมมนาภายหลงั ไดก้ าหนดไว้ ก่อน เกย่ี วกบั สถานที่ซึ่งอาจเปลย่ี นแปลงทหี ลงั หรือเกี่ยวกับการแจกเอกสารทจ่ี ัดทาทีหลงั ถา้ จาเป็นอาจ ขอซองจดหมายปดิ แสตมป์ไว้ก่อนก็ได 6.5.13 ข้อดีของการสมั มนา 6.5.13.1 ผ้เู ข้าสัมมนาได้มโี อกาสศกึ ษาค้นควา้ โดยรับการใหค้ าปรึกษา แนะนาอย่างใกล้ชิดจากผทู้ รงคุณวฒุ ิ 6.5.13.2 กระตนุ้ ให้ผูเ้ ข้ารว่ มประชมุ สัมมนาทกุ คน ไดม้ ีส่วนร่วมในการ สัมมนาอยา่ งเตม็ ท่ี 6.5.13.3 มกี ารเสนอเอกสารและข้อมลู ใหม่ๆ 6.5.13.4 ได้รูปแบบของการแก้ปญั หาหลายๆ แนวทางท่เี หมาะสมกับ สถานการณต์ ่างๆ 6.5.14 ข้อจากัดของการสมั มนา 6.5.14.1 ผ้ทู รงคณุ วฒุ บิ างท่านอาจใจแคบไม่ยอมรับความคิดใหมๆ่ มักจะ ควบคุมให้การสัมมนาเปน็ ไปตามความคิดเห็นของตนเอง 6.5.14.2 ผู้เข้ารว่ มสมั มนาไม่กลา้ ตักเตือนผูเ้ ข้าร่วมสัมมนาทา่ นอน่ื ๆ ท่กี ระทาตนไม่เหมาะสมในขณะสมั มนา 6.5.14.3 ระยะเวลาในการสัมมนาถ้าหากมเี วลาจากดั จะเป็นอุปสรรคตอ่ การศึกษาคน้ คว้าหาข้อมูลของผ้เู ขา้ รว่ มสัมมนา

100 7. กำรศกึ ษำดูงำน การศึกษาดงู าน หมายถงึ การพาบคุ ลากรของโรงเรยี น ไปศึกษาค้นคว้าและเพิ่มพูนในสถานท่ตี ่างๆ โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพื่อใหบ้ ุคลากรในสถานศกึ ษา ได้พัฒนาตนเองและพัฒนางานให้มีคณุ ภาพ ดงั นน้ั ก่อนการศึกษาดงู านควรมปี ระเด็นคาถามเกี่ยวกับการศกึ ษาดงู านไว้ 3 ขอ้ ดงั นี้ 1) การศึกษาดูงานจะมสี ว่ นในการแกป้ ัญหาการทางานให้กับตนเองอย่างไร? 2) การศึกษาดูงานจะกอ่ ให้เกิดความคดิ ใหม่ๆ ท่ีนาใช้กบั การทางานได้อย่างไร? 3) การศึกษาดูงานมีประโยชนต์ อ่ ทีมงาน และหน่วยงานอย่างไร? 6.1 วธิ กี ำรศกึ ษำดงู ำนให้เกดิ ประสิทธิภำพ วธิ กี ารศึกษาดูงานให้เกิดประสทิ ธภิ าพหรือให้เกิดประโยชน์จากการศึกษาดูงานนัน้ ควรมีวิธีการดังตอ่ ไปน้ี 7.1.1 เตรียมความพร้อมกอ่ นศึกษาดงู าน 7.1.1.1 ความพร้อมในเร่ืองสภาพรา่ งกาย ใหส้ มบูรณแ์ ขง็ แรงอยใู่ นภาวะ ที่พร้อมทจ่ี ะศึกษาดงู าน 7.1.1.2 สรา้ งทัศนคตเิ ชิงบวก ให้เกดิ ความรู้สกึ ท่ดี ใี นการศึกษาดูงาน ด้วยการมองเหน็ ถงึ ข้อดีในการศึกษาดูงาน หน่วยงานท่จี ะศึกษาดูงาน หรือกจิ กรรมที่จัดร่วมในการศึกษาดูงาน รวมทัง้ ผลทจี่ ะไดร้ ับกบั ตนเอง ทมี งาน และหนว่ ยงาน 7.1.1.3 ตงั้ ประเด็นปญั หาท่เี กิดขึ้นในการทางานปจั จุบัน รวมทั้งทบทวนถึงวธิ กี าร ทางานในปจั จบุ ัน ถึงแนวคดิ ท่ีมุ่งหวงั เพ่ือจะได้นาความรมู้ าใชใ้ นพฒั นาการทางานใหเ้ กิดประสิทธิภาพ และ จดเป็นบันทกึ เตือนความจาก่อนการศกึ ษาดูงาน 7.1.2 เตรยี มความพร้อมขณะศึกษาดงู าน 7.1.2.1 รบั ฟัง การบรรยายหรือการเล่าถึงประสบการณใ์ นการทางานตลอดจน เทคนคิ วธิ ีการทางานใหม่ๆ 7.1.2.2 คิดตาม สร้างแนวความคิดใหม่ โดยมองถงึ ข้อดขี องวธิ กี ารทางาน แบบใหม่ท่ีไดเ้ รยี นรู้ ทจ่ี ะสามารถนามาประยุกต์ใชก้ บั วิธีการทางานแบบปัจจบุ ัน เพอื่ ลดปญั หาและเสริม ประสิทธภิ าพ ในการทางาน 7.1.2.3 ถามดู การต้งั คาถามเพ่ือแลกเปล่ียนความรู้ โดยถามจากสิ่งท่ีได้เหน็ การต้ัง คาถามเปน็ การจุดประกายความคิด กระตุ้นใหเ้ กิดการถ่ายทอดความรู้ในการทางานถงึ เทคนิค วธิ กี ารทางานให้ เกิดประสิทธภิ าพ เช่นการลดข้ันตอนการปฏิบตั ิงาน การนาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ การนาเอาวิธกี ารบรหิ าร จัดการสมยั ใหม่มาใช้ เปน็ ตน้ ซ่ึงการถามเพ่ือสร้างองค์ความรูน้ ี้ เราจะไขข้อข้องใจ ถงึ ประเด็นปัญหา ทไี่ ด้ตัง้ ไว้ก่อนการศึกษาดูงานได้ 7.1.2.4 ร้เู ขียน การนาความรู้ทีไ่ ด้จากการศึกษาดงู านน้นั นามาเขียนหรือจดบนั ทึก ยอ่ เตือนความจา การเขียนเป็นสง่ิ สาคญั เพราะตกผลึกจากความรู้ความเข้าใจของตนเองนั่นคอื เขียนตามทีร่ ู้ หรือเขา้ ใจ ซงึ่ โดยปจั จุบนั เราอาจใชเ้ ทคโนโลยีต่างๆ เช่นการบันทกึ ความรู้ดว้ ยกลอ้ งถา่ ยวิดีโอหรอื เล่าเรื่องจาก รปู ภาพโดยการถา่ ยภาพ หรอื บันทกึ เสียงด้วยเคร่ืองอดั เทป โทรศัพท์มือถือ ซ่ึงจะชว่ ยเตอื นความจาใหก้ ับ ตวั เอง และถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้ได้อีกวิธีหน่ึง 7.1.3 เตรยี มความพร้อมหลังศึกษาดงู านเสรจ็ สน้ิ 7.1.3.1 ทบทวนความร้ทู ไี่ ด้จากการศกึ ษาดูงานของตนเอง 7.1.3.2 นาความรทู้ ี่ไดจ้ ากการศกึ ษาดูงานมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการทางาน

101 7.1.3.3 จดบันทกึ เตือนความจาถงึ วิธีการแก้ปัญหาตามประเดน็ ปัญหาท่ีตง้ั ไว้กอ่ นการศึกษาดูงาน ความร้ทู ี่สามารถนามาประยุกต์ใช้ ตลอดจนความรใู้ หม่ๆ ท่เี กดิ ข้ึนการจดบนั ทกึ นี้ เป็นการตรวจสอบความรู้ของตนเองที่ไดร้ ับในอีกทางหนึ่งด้วย 7.1.3.4 จัดประชุมแต่ละทีมงาน เพ่อื แลกเปลี่ยนความคดิ เห็นรว่ มกนั ติดตามและ ประเมนิ ผลความรทู้ ี่ไดร้ ับจากการศึกษาดงู าน ก่อนท่จี ะรวบรวมความร้ทู ี่ได้ในแตล่ ะบคุ คล มาสรุปเพือ่ จัดทา เปน็ องค์ความรู้แตล่ ะทมี งาน 7.1.3.5 ถา่ ยทอดและเผยแพร่องค์ความรู้ และนาองคค์ วามรู้ทไ่ี ด้มาปรับใช้ ในการทางานอยา่ งต่อเน่ืองและสมา่ เสมอ 7.2 ขั้นตอนกำรนิเทศแบบศกึ ษำดงู ำน 7.2.1 เลอื กสถานท่ีศึกษาดูงานทตี่ รงกบั ปญั หาและความต้องการ 7.2.2 กาหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษาดูงาน 7.2.3 วางแผน ประสานงาน กับสถานที่ที่จะไปศึกษาดงู าน 7.2.4 แจ้งให้หน่วยงานที่ไปศึกษาดูงาน บรรยายสรปุ ใหฟ้ ัง 7.2.5 ควรใชเ้ วลาในการศกึ ษาดูงาน ใหน้ านพอสมควร 7.2.6 หลงั จากศกึ ษาดงู านแล้วควรกลับไปสรปุ แนวความคิด และวางแผนปรับปรงุ งานต่อไป ตวั อย่ำง แบบบันทึกกำรศึกษำดูงำน (แบบท่ี 1) โรงเรียน........................................................อาเภอ..........................จงั หวัด....................... วนั ท่ี....................................................สถานทไี่ ปศกึ ษาดงู าน............................................... เร่ืองที่ศกึ ษาดงู าน ผลกำรศกึ ษำดูงำน สิ่งท่นี ำไปประยุกต์ใช้ หมำยเหตุ (ลงชือ่ ).................................................ผศู้ ึกษาดูงาน (..........................................)

102

103 8. กำรดนู ทิ รรศกำร นิทรรศการ หมายถงึ การจัดแสดงขอ้ มูลเน้ือหาผลงานตา่ งๆ ดว้ ยวัสดุ สิ่งของ อปุ กรณแ์ ละกิจกรรม ท่ีหลากหลายแตม่ ีความสมั พันธก์ ันในแตล่ ะเร่ืองโดยมจี ดุ มุ่งหมายทีช่ ดั เจน มีการวางแผนและออกแบบท่เี รา้ ความสนใจให้ผูช้ มมีส่วนร่วมในการดู การฟัง การสังเกต การจับตอ้ งและการทดลองด้วยส่ือทหี่ ลากหลาย เช่น รปู ภาพ ของจรงิ หนุ่ จาลอง ปา้ ยนเิ ทศ และกจิ กรรมต่างๆ เช่น การประกวดการแข่งขัน การบรรยาย การ สาธิต การอภิปราย และการตอบปญั หา เป็นตน้ 9. กำรสำธติ กำรสอน การสาธิตการสอน เปน็ กจิ กรรมท่ีมุ่งใหผ้ ู้ดเู หน็ การดาเนนิ การคล้ายสถานการณ์จรงิ โดยการนาคณะครูไปชม สาธติ การสอนในหรือนอกโรงเรยี น โดยมวี ตั ถุประสงค์ เพอ่ื ใหผ้ สู้ าธิตการสอนนาประโยชนท์ ไี่ ดจ้ ากการไปชม การสาธติ การสอน มาปรบั ปรุงการเรยี นการสอนและพฒั นาตนเอง และเปน็ การเสรมิ แรงให้กับผสู้ าธิตการสอน ถ้าหากผ้สู าธิตการสอนเปน็ ครูในโรงเรยี นเดยี วกนั ดู ผูส้ าธิตการสอนจะต้องปรับปรุงการเรียนการสอนของ ตนเองให้มาก เพื่อมาเปน็ ผู้สาธิตการสอน กำรดำเนนิ กำรนเิ ทศแบบสำธติ กำรสอน มีข้ันตอนดงั น้ี ขน้ั ท่ี 1 เตรยี มการสาธติ การสอน 1.1 ศกึ ษา ปญั หา สารวจความตอ้ งการ เพื่อนาไปส่กู ารสาธิตการสอนในเร่ืองทีต่ รงกัน 1.2 แจ้งผู้สาธติ การสอนและผูด้ ูการสาธิตการสอน ทราบวัตถปุ ระสงค์รว่ มกันในเรื่องของการ ชมการสาธิตการสอน กลุ่มประสบการณ์ใดๆ เรื่องใด ชนั้ ใด ประสานงาน เตรียมการใหพ้ ร้อม 1.3 ใหผ้ ู้ดูการสาธิตการสอน เตรยี มบนั ทึกผลการชมการสาธติ การสอนตามรปู แบบท่ี กาหนดให้ ขั้นท่ี 2 ปฏิบัตกิ ารสาธติ ผดู้ กู ารสาธติ การสอน ศึกษา สงั เกต กระบวนการ ข้ันตอน เทคนคิ วธิ กี ารสอน รูปแบบตา่ งๆ ทไี่ ดจ้ าก การสาธติ การสอน และจดบันทึกไว้ ข้นั ท่ี 3 ประยกุ ต์ และดาเนนิ การ ผดู้ ูการสาธิตการสอนนากระบวนการ เทคนิควธิ กี ารสอนท่ีไดจ้ ากการสาธติ การสอนสรปุ ประยกุ ตใ์ ช้ ดาเนนิ การในการจดั การเรยี นการสอนของตน ขน้ั ท่ี 4 ประเมนิ ผล 4.1 ตดิ ตามผลการปฏบิ ัติงานของครผู ้ไู ปดสู าธติ การสอน มกี ารเปลย่ี นแปลง 4.2 สรปุ รายงานผล แจง้ ใหค้ ณะครผู ู้ไปดูการสาธติ การสอน เพอ่ื นาผลไป ปรบั ปรงุ แก้ไข พฒั นาตนเองตอ่ ไป

104 มำตรฐำนกำรนิเทศภำยในโรงเรียน การวางแผนการนเิ ทศภายในโรงเรียน เปน็ กระบวนการสาคัญท่ีจะต้องดาเนนิ การให้ไดแ้ ผนนิเทศ สาหรบั ใช้เปน็ เครือ่ งมือ/ค่มู อื ปฏิบัตกิ ารนิเทศภายในโรงเรียน แสดงถงึ การบรหิ ารจดั การโครงสร้างองคก์ ร และระบบการดาเนนิ งานของโรงเรยี นได้ ซ่งึ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ได้กาหนด มาตรฐานในการนิเทศภายในโรงเรยี นไว้ 5 มาตรฐาน ดงั นี้ มำตรฐำนท่ี 1 โรงเรียนกาหนดผรู้ ับผิดชอบงานนเิ ทศภายในโรงเรยี นและมีคาส่งั แตง่ ต้งั เปน็ ลาย ลักษณ์อกั ษร 1.1 ให้มคี ณะบุคคลรับผดิ ชอบงานนเิ ทศภายในโรงเรียนและมคี าส่ังแต่งตั้ง 1.2 บุคลากรท่ีไดร้ ับการแต่งตั้งมคี ณุ สมบตั เิ หมาะสม 1.3 มกี ารกาหนดภาระงานและความรับผิดชอบไวช้ ดั เจน 1.4 บคุ ลากรที่ไดร้ ับมอบหมายเขา้ ใจภาระงานและความรบั ผดิ ชอบงานนิเทศ ภายในโรงเรยี น 1.5 คณะครูในโรงเรยี นมสี ว่ นรว่ มในการสรรหาผรู้ ับผดิ ชอบงานนิเทศภายใน โรงเรียน มำตรฐำนที่ 2 โรงเรียนมรี ะบบข้อมลู สารสนเทศเพื่อการวางแผนการนิเทศ 2.1 มขี ้อมูลพ้ืนฐานทจี่ าเป็นที่ต้องใชใ้ นการนเิ ทศ ดงั น้ี 2.1.1 ขอ้ มลู แสดงสภาพการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนของครู 2.1.2 ขอ้ มลู แสดงความต้องการพฒั นาของครู 2.1.3 นโยบายของหน่วยงานระดบั เหนือในการพัฒนาครู 2.2 ขอ้ มูลสอดคล้องกบั สภาพความเป็นจรงิ 2.3 การจดั เก็บข้อมลู สะดวกและนาไปใช้ประโยชน์ได้ทันที 2.4 มกี ารนาข้อมูลที่ไดจ้ ัดเกบ็ มาใชป้ ระโยชน์ในการวางแผน 2.5 มีขอ้ มูลย้อนหลงั อย่างน้อย 2 ปี มำตรฐำนท่ี 3 โรงเรยี นมแี ผนการนเิ ทศที่ตอบสนองความต้องการพัฒนาครูของครแู ละของโรงเรียน 3.1 มีแผนนิเทศทม่ี ีสาระสาคัญ ดงั นี้ 3.1.1 ความสาคัญและความจาเป็นท่ตี อ้ งพฒั นาครู 3.1.2 จดุ เน้นทีต่ อ้ งพัฒนา 3.1.3 กจิ กรรมการนิเทศและรายละเอยี ดของแตล่ ะกจิ กรรม ไดแ้ ก่ วัตถุประสงค์ เปา้ หมาย ข้นั ตอนการดาเนนิ งาน ระยะเวลา ส่ือและเครื่องมือทีจ่ าเป็น วิธีการวัดประเมินผลกิจกรรมการนเิ ทศ 3.1.4 แผนนเิ ทศของโรงเรยี นตอบสนองความต้องการพฒั นาของครแู ละ ของโรงเรียน 3.1.5 บคุ ลากรมสี ว่ นรว่ มในการวางแผนการนเิ ทศตามบทบาทหน้าทข่ี องตน 3.1.6 การเขยี นสาระสาคญั ของแผนการนเิ ทศแตล่ ะส่วนสอดคล้องสัมพันธ์กัน มำตรฐำนท่ี 4 โรงเรียนดาเนนิ การตามแผนการนิเทศท่ีวางไว้ 4.1 มีผูร้ ับผิดชอบดาเนินการตามแผน 4.2 ผูร้ บั ผิดชอบรับทราบ และดาเนนิ การตามแผนการนิเทศ 4.3 คณะครูรบั ทราบแผนนเิ ทศของโรงเรยี น

105 4.4 ผู้นเิ ทศดาเนนิ การไดต้ ามแผนการนิเทศ 4.5 มีการบนั ทึกการดาเนนิ การและผลการดาเนินการของแตล่ ะกิจกรรม มำตรฐำนท่ี 5 โรงเรยี นประเมินผลตามแผนการนิเทศอยา่ งเปน็ ระบบและนาผลการประเมนิ มาปรับปรุงการนิเทศของโรงเรียน 5.1 มกี ารวางแผนประเมินผลแผนนิเทศ 5.2 แผนการประเมนิ ผลแผนนเิ ทศ ประกอบดว้ ย 5.2.1 สง่ิ ท่จี ะประเมนิ 5.2.2 สภาพความสาเรจ็ และเกณฑ์การประเมิน 5.2.3 วธิ กี ารและเคร่อื งมือประเมิน 5.2.4 แหล่งข้อมูลผปู้ ระเมนิ 5.3 มรี ายงานผลแผนนเิ ทศของโรงเรียนท่ีครอบคลมุ สาระสาคญั ดังน้ี 5.3.1 แผนนิเทศปีการศึกษาท่ีจะประเมนิ 5.3.2 การดา เนินการตามแผนนเิ ทศและผลการดา เนินการของแตล่ ะกจิ กรรม 5.3.3 ผลตามวตั ถุประสงค์ของกจิ กรรมการนิเทศแตล่ ะกจิ กรรม 5.3.4 อุปสรรค/ปญั หาในการดาเนินการ 5.4 คณะครมู ีสว่ นรว่ มในกิจกรรมการประเมนิ 5.5 นาผลการประเมนิ ไปพจิ ารณาวางแผนนิเทศของโรงเรียนในปตี ่อไป เพอ่ื ให้การนเิ ทศเปน็ ไปตามมาตรฐาน แผนการนเิ ทศเป็นเสมือนเข็มทศิ ของการนิเทศซง่ึ ต้อง วางแผนโดยอิงหลักการ ทฤษฎี เทคนิควธิ ีการที่เกย่ี วข้องกับการนิเทศ เพอื่ ให้ได้แผนการนเิ ทศทีด่ ีมี ประสิทธภิ าพ เหมาะสมกับบริบทและความตอ้ งการจาเป็นในการพัฒนางานของโรงเรยี น และครู ศุภลกั ษณ์ มขุ พรหม (2553) ได้เสนอเทคนิควธิ ีการดาเนนิ การสู่มาตรฐานการนเิ ทศภายใน ดงั น้ี ขั้นท่ี 1 สร้างความตระหนกั เปน็ ข้ันการจดั การให้ครูรับรู้ปัญหาหรอื สถานการณ์ ให้ตระหนกั ถงึ ความสาคัญจาเปน็ ในการพฒั นา นนั้ ๆ เช่น การใหร้ บั ทราบข้อมลู หรอื สภาพปญั หา การกระตุ้นหรือสรา้ งแรงจงู ใจสภาพความสาเร็จในข้ันน้ี คือ ครูรับทราบปญั หา/นโยบาย มีความสนใจและกระตอื รือร้นและพร้อมจะแก้ปัญหาหรอื พัฒนาตนเอง ขน้ั ที่ 2 ปักหลักชยั เป็นการดาเนินงานเพ่ือกาหนดจดุ พัฒนา และกาหนดสภาพความสาเรจ็ ในการพฒั นาร่วมกนั โดย รวบรวมข้อมูลและศึกษาข้อมูลทเี่ ก่ยี วข้องเพื่อกาหนดหลกั ชยั หรอื เป้าหมายสภาพความสาเร็จในขน้ั นี้ คอื 2.1 มีข้อมูลสารสนเทศที่เก่ียวข้องเป็นระบบ สะดวกตอ่ การใชว้ างแผน 2.2 ผู้เกยี่ วข้องมีภาพความคาดหวัง เพือ่ เตรยี มวางแผนการนิเทศ 2.3 มเี ปา้ หมาย/วตั ถปุ ระสงค์การนิเทศชัดเจน สอดคล้องกับความตอ้ งการ และรบั รู้ รว่ มกนั ขน้ั ท่ี 3 รว่ มใจพฒั นา เปน็ การพิจารณาหาทางเลือกในการนเิ ทศ เชน่ ผนู้ เิ ทศ ผรู้ ับการนเิ ทศ วิธีการนิเทศ/กิจกรรม สื่อ/ เครื่องมือ ทง้ั น้ีการดาเนนิ การอาจดาเนนิ การในลักษณะกลุ่มที่มีประสทิ ธิภาพซ่งึ อาจมีหลายกลมุ่ ตามความ สนใจ/ความตอ้ งการจาเป็น โดยเนน้ การมีสว่ นร่วมในการวางแผนและกาหนดองคป์ ระกอบตา่ งๆ และท่ีสาคญั ผูบ้ ริหารในฐานะผ้บู รหิ ารการศกึ ษา และผ้นู เิ ทศการศึกษาต้องเป็นส่วนหนง่ึ ในกลุม่ ประสิทธิภาพ คอื ทาหนา้ ท่ี อานวยการ เช่น การวินิจฉัยส่ังการ การจดั วิธกี ารใหม้ ีการดาเนินการอย่างตอ่ เนอ่ื ง ทาหน้าท่ีเป็นผปู้ ระสานงาน

106 เช่น การประสานความรู้ ความคดิ ของทีมให้เป็นไปในทิศทางท่ีต้องการตามเป้าหมาย ทาหน้าที่ผู้นิเทศ เชน่ การให้ความรู้ ให้คาปรึกษา ตรวจและประเมินกจิ กรรม/งาน โครงการ สภาพความสาเร็จในขน้ั น้ี คือ 3.1 ผ้รู ับการนเิ ทศมีเปา้ หมายในการพัฒนาตนเองชัดเจน 3.2 ผู้รบั การนิเทศไดร้ ว่ มกนั วางแผนพฒั นาตนเองตามเป้าหมาย 3.3 ผู้นิเทศมสี ว่ นร่วมในการคัดเลือกตวั ผู้นิเทศ 3.4 ทีม่ ีความเหมาะสม มีคาสั่งมอบหมายและกาหนดภารกิจชดั เจน 3.5 ผรู้ ับการนิเทศรับทราบภารกจิ ที่จะนเิ ทศตามสภาพความตอ้ งการ 3.6 มกี ิจกรรมนเิ ทศท่เี หมาะกับสภาพความต้องการจาเปน็ และข้อจากดั ของโรงเรียนในแต่ ละกจิ กรรมการนเิ ทศควรมีองค์ประกอบต่อไปนี้ ชอื่ กจิ กรรมการนเิ ทศ จุดประสงค์/เปา้ หมายของการนเิ ทศ สภาพความสาเร็จทตี่ ้องการพัฒนา (ความรู้/ทักษะ/เจตคต)ิ กระบวนการ/ขนั้ ตอนการนเิ ทศ วัน เวลา สถานที่ ที่ดาเนนิ การ ส่อื ประกอบการนิเทศ เครื่องมือการนเิ ทศ และผปู้ ฏิบัติ/ผรู้ บั ผิดชอบ/คณะ ส่ิงสาคัญ คอื ผ้บู รหิ ารจะต้องเป็นผูม้ ีความรคู้ วามสามารถในเรื่องทจี่ ัดให้มกี ารนิเทศแมจ้ ะ มอบหมายใหค้ รูนเิ ทศกันเองก็ตาม กิจกรรมในแต่ละองคป์ ระกอบจะต้องร้อยรัดสมั พันธก์ ันมคี วามชดั เจนและ เหน็ ภาพงานตลอดแนว ขน้ั ที่ 4 รูค้ ่าผลงาน เป็นขน้ั ตอนการวางแผนการดาเนนิ งานนิเทศภายในโรงเรยี น นอกจากจะเปน็ การประเมินผล สภาพความสาเรจ็ ของการดาเนินงานแลว้ ยังเป็นการนาผลขอ้ มลู ดา้ นปัญหา/อุปสรรค เพอื่ ใชป้ ระโยชน์ในการ วางแผนปรับปรงุ แก้ไขในการนิเทศครัง้ ต่อไป ดังนั้น การวัดประเมนิ ผลท่ดี คี วรมีข้อมูลท่สี อดคล้องกับสภาพ ความเป็นจริง ผรู้ ับการประเมินร้จู ุดท่คี วรปรับปรงุ แก้ไขและยอมรับผลการประเมินด้วยความเตม็ ใจ ควรวางแผนการประเมินทงั้ ก่อนดาเนนิ การ ระหวา่ งดาเนินการและสน้ิ สุดการนิเทศมี หลักการสาคัญ คอื เปน็ การตดิ ตามชว่ ยเหลอื สรา้ งขวัญกาลังใจ โดยมุ่งใหผ้ ู้รับการนเิ ทศสามารถพัฒนาตนเองไดต้ ามเปา้ หมาย เน้นการวัดประเมินผลรว่ มกนั ระหว่างผปู้ ระเมนิ และผรู้ บั การประเมินเพือ่ ให้ทราบปญั หา/อปุ สรรคในการ พัฒนางาน ควรเปดิ โอกาสให้ผู้รับการประเมนิ มีส่วนร่วม เชน่ กาหนดวธิ ีการ ประเมนิ ใหว้ พิ ากษเ์ ครอ่ื งมอื หรอื แบบการประเมิน การคัดเลือกผู้ประเมิน/ทีม การประเมินตนเองเป็นต้น สภาพความสาเร็จในข้นั น้ี คือ 4.1 ผู้รับการนเิ ทศมสี ่วนร่วมในการวางแผนประเมิน เช่น ร่วมกาหนดขอบขา่ ยและเกณฑ์ การประเมิน กาหนดแหลง่ ขอ้ มูลและระยะเวลา 4.2 สรา้ งและมเี คร่อื งมือการประเมนิ ทีห่ ลากหลาย มคี ุณภาพสอดคล้องภารกจิ /กจิ กรรม 4.3 มกี ารวดั ประเมนิ ทง้ั ดา้ นกระบวนการและผลลัพธ์ ขัน้ ที่ 5 สบื สานพัฒนาค่มู อื สู่การปฏิบัติ เปน็ การนาข้อมูลผลการดาเนินงานจากขั้นตอนท่ี 1 – 4 มาสรุป วางแผนจัดทาค่มู ือหรือ แผนการ นิเทศ และนาไปส่กู ารปฏบิ ัติในการนิเทศภายในโรงเรียนต่อไป ส่วนประกอบของค่มู ือ/แผนการนิเทศควรประกอบดว้ ยสาระสาคัญ ดงั น้ี ส่วนประกอบตอนตน้ - คานา คาชี้แจง สารบัญ

107 ส่วนประกอบตอนกลาง ตอนที่ 1 บทนา - ความสาคัญและความเป็นมา - วตั ถปุ ระสงค์ของการนเิ ทศภายใน ตอนท่ี 2 เอกสารทเ่ี กี่ยวข้อง ตอนที่ 3 วิธดี าเนินการ ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ตอนท่ี 5 สรุปอภปิ ราย ส่วนประกอบตอนท้าย คาสั่ง หลกั ฐานอา้ งอิง สภาพความสาเร็จในขั้นน้ี คอื 5.1 มีคูม่ ือ/แผนการนเิ ทศท่ีสมบรู ณ์ 5.2 คณะผนู้ เิ ทศมีความมนั่ ใจในการนเิ ทศสามารถนเิ ทศได้ตรงตามแผน ขัน้ ที่ 6 รอ้ ยรัด สรุปรายงานผล เป็นข้ันตอนเม่ือสน้ิ สุดการดาเนินงานตามแผนนเิ ทศ จะตอ้ งมกี ารสรปุ รายงานผลการ ดาเนินงานให้ผู้เก่ียวข้องทราบ โดยใช้รปู แบบการรายงาน การวจิ ัย หรือรายงานการประเมนิ โครงการ แล้ว นาผลการนิเทศไปใช้พฒั นางานตอ่ ไป สภาพความสาเรจ็ ในขัน้ น้ี คอื 6.1 ทาใหท้ ราบผลการดาเนินงานวา่ บรรลวุ ัตถุประสงคห์ รือไม่ 6.2 ทาให้ทราบข้อมลู ในการดาเนนิ งานวา่ มีปญั หา/อุปสรรคอะไร 6.3 ใช้เป็นขอ้ มลู ในการศึกษา อา้ งอิงหลังการดาเนินงานและใช้เป็นข้อมลู ในการวางแผน พฒั นางานในคร้งั ต่อๆ ไป กจิ กรรมการนิเทศภายในสามารถดาเนนิ การไดห้ ลายวิธี ดังนั้น การดาเนินการนิเทศภายในควร เลอื กกิจกรรมใหเ้ หมาะสมและสอดคล้องกับปญั หา ลักษณะงานและความพร้อมของโรงเรยี น เพราะการ นเิ ทศภายในโรงเรียนท่ีมีประสิทธิภาพ เป็นสว่ นหนึ่งท่ชี ่วยพัฒนาการปฏิบตั ิงานของครแู ละการจดั การศึกษา ของโรงเรยี นให้เป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ

108 บทท่ี 4 แนวทำงกำรประเมินผลกำรนิเทศ การประเมินผลการนิเทศ หมายถึง การตคี า่ เพื่อตดั สนิ ผลงานนิเทศการศกึ ษาที่กาลังดาเนินการอยู่ และทีด่ าเนินการไปแล้ว มผี ลเปน็ ที่พอใจหรือไม่ จาเปน็ ต้องมกี ารปรับปรงุ สว่ นใด เพื่อให้งานการนเิ ทศ ประสบผลสาเรจ็ ตามทต่ี ้องการ การประเมินผลเปน็ ข้ันตอนสาคญั ข้นั ตอนหนึ่งในกระบวนการนเิ ทศ เป็นกระบวนการทต่ี ้องการรวบรวมขอ้ มลู ต่างๆ เพื่อทราบความกา้ วหนา้ ปัญหา อปุ สรรค และความสาเร็จ ในการนเิ ทศการสอน การประเมินผลการนเิ ทศภายในโรงเรียนและหรือการนิเทศการเรียนการสอนมีความจาเป็นและสาคญั อย่างย่ิง ในการนเิ ทศการศกึ ษาและการนิเทศการสอน ในการประเมนิ ผลดาเนนิ การไดห้ ลายรูปแบบ เชน่ การ ประเมินทั้งระบบ หมายถึง การท่ีต้องมกี ารประเมนิ ท้ังปัจจัยป้อนเข้าหรือปจั จัยนาเข้า(Input) ประเมิน กระบวนการนเิ ทศการสอนซ่งึ เป็นส่วนหน่งึ ที่สาคัญของการนิเทศการศึกษา และประเมนิ ผลลัพธ์ (Product) ซ่งึ หมายถึง ผลลพั ธ์ของโครงการโดยภาพรวม และผลลัพธ์ของกระบวนการนิเทศการสอนที่ครไู ดร้ ับการนิเทศ เมอ่ื มีการประเมนิ ผลระบบการนิเทศ รวมถงึ โครงการการนิเทศของโรงเรียนซ่งึ อาจจะมโี ครงการย่อยๆ ภายใต้ โครงการนิเทศในโรงเรียนโดยรวมกไ็ ด้ ดังน้ัน รปู แบบของการประเมนิ เครื่องมือที่ใชใ้ นการประเมินและวิธีการ ประเมนิ อาจจะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการนิเทศการศกึ ษาแตล่ ะเร่ืองและการนเิ ทศการสอนซึ่งเน้นเฉพาะการ นเิ ทศการจัดการเรียนการสอนของครใู นช้ันเรยี นโดยตรงการประเมินผลโครงการกจิ กรรมหรือตัวหลักสูตรใช้ หลกั การประเมนิ ผลที่คลา้ ยคลงึ กัน รวมทัง้ รปู แบบต่างๆ ทีเ่ ลือกใช้ในการประเมินอาจจะมีการปรับประยุกตใ์ ช้ ใหเ้ หมาะสมกบั วัตถปุ ระสงค์และเปา้ หมายของการประเมนิ ผล ท่สี าคัญคอื ในการนิเทศนั้นควรมกี ารประเมิน ท้งั ด้านกระบวนการและผลลพั ธ์ทีเ่ กดิ ขึ้นกับผู้นเิ ทศดว้ ย เพ่ือท่จี ะนาไปสกู่ ารปรบั ปรุงและพฒั นากระบวนการ นเิ ทศให้ประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลยิ่งขน้ึ ต่อไป ในการประเมนิ ผลใดก็ตาม จะประกอบดว้ ยการประเมนิ ผลเพอ่ื การปรบั ปรุงแกไ้ ข ซ่งึ โดยทวั่ ไปจะมี การประเมนิ ผลระหว่างดาเนินการและการประเมนิ ผลเพื่อตัดสนิ ผลการดาเนินการเครอื่ งมอื การประเมนิ ผล การนิเทศมหี ลายแบบ การที่จะใชเ้ คร่ืองมือใดย่อมข้นึ อยู่กับวตั ถปุ ระสงคห์ รือจุดมงุ่ หมาย ทก่ี าหนดไว้เปน็ สาคญั เครื่องมือทใี่ ชใ้ นการประเมินผลการนเิ ทศ เช่น แบบสอบถามแบบทดสอบ แบบสารวจ การสมั ภาษณ์ การตรวจสอบผลงานภาคปฏิบตั ิ การประชุมปรึกษาหารือและทบทวนการปฏิบตั ิงาน การวิจยั ในเชงิ ประเมนิ ผล การสังเกตการสอน การบนั ทกึ วิดทิ ัศน์ การบันทึกเสยี งการสงั เกตการสอนโดยการเขา้ ไปนงั่ ใน ช้ันเรียน การใช้แฟม้ สะสมผลงาน (Portfolio) ฯลฯ รูปแบบการประเมินผลการนิเทศการสอน ประยุกต์จากรปู แบบการประเมนิ หลกั สูตรของ คณะกรรมการ Phi Delta Kappa Committee Model คณะกรรมการ Phi Delta Kappa เชอ่ื วา่ การประเมินผล 4 ประการต่อไปน้ี มคี วามจาเป็น 1. การประเมนิ ส่ิงแวดลอ้ ม (Context evaluation) ในท่นี ี้ หมายถงึ การประเมินโรงเรยี น ผบู้ รหิ ารหอ้ งเรยี น สอื่ และอปุ กรณ์ 2. การประเมนิ ตัวป้อน (Input evaluation) ซงึ่ มีความจาเปน็ ต่อการตัดสินใจหรือการ ออกแบบจุดประสงค์ เพือ่ ตรวจสอบสมรรถภาพของสิ่งทเ่ี กี่ยวข้องในท่ีน้ี ไดแ้ ก่ ครู ผูน้ เิ ทศ นกั เรยี น วธิ ีการนเิ ทศ เทคนิค เน้ือหา เครื่องมือการนเิ ทศการสอน

109 3. การประเมนิ กระบวนการ (Process evaluation) ซงึ่ จะนาไปสกู่ ารตัดสินใจปฏบิ ัติ ในทีน่ ้ี หมายถึงการประเมินผลการนิเทศการสอน การสงั เกตการสอน การเยี่ยมชน้ั เรยี น การอบรม ฯลฯ 4. การประเมินผลผลติ (Product evaluation) ท่ี ไดร้ ับดว้ ยการจัดหาข้อมลู ในการตดั สินซ่ึงจะ บรรลไุ ดห้ รอื ในท่ีน้ีอาจหมายถึงการประเมนิ ผลที่ เกิดข้ึนจากการนเิ ทศการสอน เช่น ผลสัมฤทธกิ์ ารเรียนรู้ ของนักเรียน กำรประเมินผลกำรนิเทศภำยในโรงเรยี น การประเมนิ ผลการนเิ ทศภายในโรงเรียน เป็นการตรวจสอบกจิ กรรมการนเิ ทศวา่ สนองต่อ วตั ถุประสงค์และเปา้ หมายของการนเิ ทศมากน้อยเพียงใด โดยมีการประเมนิ 3 ข้นั ตอน ดังน้ี ข้ันท่ี 1 ประเมนิ ก่อนการดาเนินการ ขน้ั ที่ 2 ประเมนิ ระหว่างดาเนินการ ขน้ั ท่ี 3 ประเมนิ หลงั ดาเนนิ การ ซงึ่ มีรายละเอยี ดการดาเนนิ การ ดังน้ี ขั้นท่ี 1 ประเมนิ ก่อนกำรดำเนินกำร เป็นการประเมินความพรอ้ มก่อนการดาเนนิ งานของผบู้ รหิ ารหรือคณะกรรมการ ของสถานศึกษา ในเรือ่ งต่อไปนี้ 1.1 ความเปน็ ไปไดใ้ นการปฏบิ ัติจริงของกิจกรรมวา่ มคี วามเปน็ ไปได้มากน้อยเพียงใด 1.2 ตรวจสอบเคร่อื งมือ ส่ือ คน และเวลา ขนั้ ที่ 2 ประเมนิ ระหว่ำงดำเนนิ กำร เปน็ การประเมินขณะปฏบิ ัตงิ านตามแผนการนเิ ทศภายในโรงเรียน โดยกาหนดรายละเอียด ในแผนการประเมนิ ใหค้ รอบคลมุ สาระสาคัญ ตอ่ ไปนี้ 2.1 เร่ืองที่ประเมนิ 2.1.1 วตั ถุประสงค์ 2.1.2 เป้าหมายเชิงปริมาณและเชงิ คณุ ภาพ 2.2 วธิ ีการประเมิน 2.3 เครื่องมือประเมนิ 2.4 ระยะเวลาดาเนินการ 2.5 ผลการประเมนิ ขั้นที่ 3 ประเมนิ หลังดำเนนิ กำร ขน้ั น้ี เปน็ การประเมินผลสาเรจ็ ของการนเิ ทศภายในโรงเรยี น และความพึงพอใจของครทู ่ีมี ตอ่ การนเิ ทศภายในโรงเรียน ซึ่งประเมินไดจ้ ากสาระสาคัญ ต่อไปนี้ 3.1 บรรลุตามวัตถุประสงค์และเปา้ หมายในแผนการนเิ ทศเพียงใด 3.2 ครูเกดิ การพัฒนาหรือไม่ 3.3 การพฒั นาทเ่ี กิดขึน้ สง่ ผลตอ่ นกั เรยี นมากน้อยเพยี งใด 3.4 ครมู คี วามพงึ พอใจมากน้อยเพยี งใด 3.5 มีการนาผลการประเมินมาวเิ คราะห์และปรับปรุงแผนนิเทศในปตี ่อไปหรือไม่

110

111

112

113

114

115

116

117

118

119

120

121

122

123

124

125

126 กำรประเมนิ ผลกำรนิเทศตำมมำตรฐำนกำรนิเทศภำยในโรงเรยี น ตามทีส่ านักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน ไดก้ าหนดมาตรฐานในการนิเทศภายใน โรงเรียนไว้ 5 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 1 โรงเรยี นกาหนดผู้รับผิดชอบงานนเิ ทศภายในโรงเรียนและมีคาสงั่ แต่งตั้งเปน็ ลายลักษณ์อักษร มาตรฐานท่ี 2 โรงเรียนจัดระบบขอ้ มูลสารสนเทศ เพ่ือวางแผนการนเิ ทศภายในโรงเรยี น มาตรฐานท่ี 3 โรงเรียนวางแผนการนิเทศภายในโรงเรยี น ที่สอดคล้องกบั สภาพปัญหา และ ความตอ้ งการของโรงเรยี น มาตรฐานที่ 4 โรงเรยี นดาเนนิ การตามแผนการนิเทศภายในโรงเรยี น มาตรฐานท่ี 5 โรงเรียนประเมนิ ผลการนเิ ทศอย่างเปน็ ระบบ และนาการประเมนิ มาปรับปรงุ การนิเทศของโรงเรียน เพื่อใหก้ ารนเิ ทศภายในโรงเรียนเป็นไปตามมาตรฐานและมีประสิทธภิ าพ จึงไดม้ ีการประเมิน มาตรฐานการนิเทศภายในโรงเรยี น เพือ่ นาผลการประเมินมาวิเคราะหแ์ ละปรับปรุงพฒั นาการนเิ ทศ ภายในโรงเรียนใหไ้ ด้มาตรฐานตอ่ ไป โดยมหี ลักเกณฑ์ในการประเมินแตล่ ะมาตรฐาน ดังน้ี มำตรฐำนท่ี 1 โรงเรียนกาหนดผรู้ บั ผิดชอบงานนิเทศภายในไวอ้ ย่างชดั เจน ผูร้ ับผดิ ชอบ มีความ เขา้ ใจขอบขา่ ยและความรับผิดชอบของตน เกณฑ์กำรพิจำรณำ 1. จัดใหม้ ีคณะบุคคลรบั ผิดชอบงานนเิ ทศภายในโรงเรยี น และมีคาสงั่ แตง่ ตั้งเป็นลายลกั ษณ์ อกั ษร 2. บคุ ลากรท่ไี ด้รับมอบหมาย มคี ณุ สมบตั เิ หมาะสม 3. มีการกาหนดภารกิจชดั เจน 4. บคุ ลากรท่รี บั ผดิ ชอบ มคี วามเข้าใจภารกิจของตน 5. บุคลากรในโรงเรยี น มสี ว่ นร่วมในการสรรหาผู้รบั ผดิ ชอบงานนเิ ทศภายในโรงเรียน ข้อมูลประกอบกำรพิจำรณำ 1. บนั ทกึ การประชุม 2. คาสั่งแตง่ ตั้งผรู้ ับผิดชอบงานนิเทศภายในโรงเรียน 3. คาสั่งมอบหมายงานนเิ ทศภายในโรงเรยี น มำตรฐำนท่ี 2 โรงเรียนจัดระบบข้อมลู สารสนเทศ เพ่ือวางแผนการนิเทศภายในโรงเรยี น เกณฑ์กำรพจิ ำรณำ 1. มขี ้อมลู พืน้ ฐานท่จี าเปน็ ต้องใช้ในการวางแผนการนิเทศภายในโรงเรยี นที่ ครอบคลุมสภาพการบริหารงานดา้ นต่างๆ ของโรงเรียนและข้อมูลทแี่ สดงระดับคณุ ภาพของนักเรยี น ไดแ้ ก่ 1.1 ระดบั คณุ ภาพของนักเรียน 1.2 อัตราการมาเรยี นของนกั เรียน 1.3 สภาพการปฏิบตั ิงานของครู 1.4 สภาพการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

127 1.5 ความตอ้ งการในการพฒั นาตนเอง 1.6 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ฯลฯ 2. ขอ้ มลู ในข้อ 1 ถูกต้องตามสภาพของโรงเรียนและเป็นปัจจุบนั 3. มีการจัดเก็บขอ้ มูลสะดวกตอ่ การนาไปใช้ประโยชน์ได้ทันที 4. มกี ารนาข้อมลู ท่ีจดั เกบ็ ไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการนเิ ทศภายในโรงเรยี น 5. มีข้อมลู ย้อนกลับทจี่ ัดเกบ็ อย่างเปน็ ระบบอย่างน้อย 3 ปกี ารศกึ ษา ข้อมูลประกอบกำรพิจำรณำ 1. บนั ทกึ การประชมุ 2. แฟ้มโรงเรียน 3. เอกสารทเ่ี กี่ยวกับการวิเคราะหส์ ภาพปัจจุบัน ปญั หา และความต้องการของครู 4. แบบสรปุ ผลสารวจความตอ้ งการของบคุ ลากรในโรงเรียน มำตรฐำนที่ 3 โรงเรียนวางแผนการนิเทศภายในโรงเรยี นที่สอดคล้องกบั สภาพปัญหา และความ ตอ้ งการของโรงเรยี น เกณฑก์ ำรพจิ ำรณำ 1. มแี ผนการนเิ ทศภายในโรงเรียน 2. แผนการนเิ ทศภายในโรงเรียน สนองตอบปัญหาและความต้องการของโรงเรยี น 3. คณะบุคคลในโรงเรยี น มสี ว่ นร่วมในการวางแผนการนเิ ทศภายในโรงเรียน 4. กิจกรรมท่ีกาหนดไว้ในแผนฯ เปน็ กิจกรรมในการเสริมสร้างความร้คู วามสามารถของครู 5. กจิ กรรมมคี วามเหมาะสมกับสภาพและบคุ ลากรในโรงเรียน 6. มกี จิ กรรมพื้นฐาน เช่น 6.1 การประชุม 6.2 การสนทนาทางวชิ าการ 6.3 การศกึ ษาเอกสาร 6.4 การสาธติ การสอน 6.5 การสงั เกตการสอน ฯลฯ เกณฑ์กำรให้คะแนน คะแนน 5 หมายถงึ ปฏิบัติได้ครบถ้วนทั้ง 6 รายการ คะแนน 4 หมายถึง ปฏบิ ตั ไิ ด้ทั้ง 5 รายการ คะแนน 3 หมายถงึ ปฏิบัติได้ท้งั 4 รายการ คะแนน 2 หมายถึง ปฏิบัตไิ ด้ทัง้ 3 รายการ คะแนน 1 หมายถึง ปฏิบตั ไิ ด้ท้งั 2 รายการ

128 ข้อมูลประกอบกำรพิจำรณำ 1. บนั ทึกการประชมุ 2. รายละเอียดกจิ กรรมที่ดาเนินการการแก้ปญั หาและพัฒนาความตอ้ งการของครู 3. ลาดบั ขน้ั ตอนการปฏบิ ัติงานตามกิจกรรมทกี่ าหนดในการนเิ ทศภายใน 4. โครงการนเิ ทศภายในโรงเรียน หรืองานนเิ ทศภายในโรงเรยี น 5. คาสง่ั แต่งตง้ั บุคลากรผู้รบั ผิดชอบกิจกรรมนเิ ทศภายในโรงเรยี น 6. คาสง่ั มอบหมายงานในการดาเนนิ กจิ กรรมนิเทศภายในโรงเรียน มำตรฐำนท่ี 4 โรงเรียนดาเนินการตามแผนการนเิ ทศภายในโรงเรยี น เกณฑ์กำรพิจำรณำ 1. มีการมอบหมายผรู้ ับผิดชอบดาเนินการตามแผน 2. มีการประชุมชแี้ จงแผนการนิเทศภายในโรงเรยี น 3. ผนู้ ิเทศและผรู้ บั การนิเทศ ทราบแผนการนิเทศภายในโรงเรียน 4. ผู้นเิ ทศดาเนนิ การตามแผนการนิเทศภายในโรงเรยี น ทกี่ าหนดไวไ้ ด้ 5. ผอู้ านวยการสถานศึกษา ให้การสนบั สนนุ การดาเนินงานตามแผนฯ เช่น 5.1 สนบั สนนุ ดา้ นขวัญและกาลังใจ 5.2 สนบั สนนุ ดา้ นงบประมาณ 5.3 สนบั สนุนด้านวัสดุอปุ กรณ์ ขอ้ มูลประกอบกำรพจิ ำรณำ 1. บนั ทึกการประชมุ 2. บันทกึ การปฏิบัตงิ าน ตามกิจกรรมที่กาหนดไวใ้ นแผนฯ 3. สมุดบันทึกการนเิ ทศประจาหอ้ งเรยี น 4. รายงานผลการประเมินการปฏิบัตงิ าน ตามโครงการนเิ ทศภายในโรงเรียนทง้ั ใน ด้านปรมิ าณและคุณภาพ มำตรฐำนที่ 5 โรงเรยี นประเมินผลการนิเทศอยา่ งเปน็ ระบบ และนาการประเมนิ มาปรับปรุง การนเิ ทศของโรงเรียน เกณฑ์กำรพิจำรณำ 1. มีการกาหนดกิจกรรมการประเมนิ ผล ไวใ้ นแผนนิเทศภายในโรงเรยี น 2. แผนการประเมินท่ีกาหนดไว้ มีลักษณะครอบคลุมเร่อื งต่อไปน้ี 2.1 ระยะเวลาท่จี ะประเมนิ 2.2 สง่ิ ทจ่ี ะประเมิน 2.3 วธิ ีการประเมิน 2.4 เครอ่ื งมือประเมนิ 2.5 ผู้ประเมิน 3. ผู้การเตรียมการประเมิน เช่น จดั ทาเครื่องมอื ในการประเมนิ การประชุมชแ้ี จงใหบ้ ุคลากร ในโรงเรียน ทราบแผนการประเมินและวัตถปุ ระสงค์ของการประเมิน เปน็ ตน้

129 4. จดั ทารายงานการประเมนทีค่ รอบคลุมเรื่องต่อไปนี้ 4.1 ผลการปฏิบัตงิ านตามแผนนิเทศภายในโรงเรยี น 4.2 การปรบั ปรุงการจัดการเรียนรูข้ องครู และความกา้ วหน้าในการปฏิบัตงิ าน 4.3 ความพึงพอใจต่อการนเิ ทศภายในโรงเรยี น ข้อมูลประกอบกำรพิจำรณำ 1. บนั ทกึ การประชุม 2. บนั ทึกการประเมินผลการนเิ ทศฯ ตามขน้ั ตอนทกี่ าหนด 3. รายงานผลการประเมินโครงการนเิ ทศภายในโรงเรียน 4. นาข้อมูลการวเิ คราะห์และผลการประเมนิ มาใช้ในการปรบั ปรงุ แก้ไขและพัฒนา การดาเนินการนเิ ทศทจ่ี ะดาเนินการตอ่ ไป เกณฑ์กำรใหค้ ะแนน คะแนน 5 หมายถงึ ปฏบิ ตั ิได้ครบถ้วนทั้ง 5 รายการ คะแนน 4 หมายถงึ ปฏบิ ตั ไิ ด้ท้งั 4 รายการ คะแนน 3 หมายถึง ปฏบิ ัติได้ทัง้ 3 รายการ คะแนน 2 หมายถงึ ปฏบิ ัติได้ทง้ั 2 รายการ คะแนน 1 หมายถงึ ปฏบิ ตั ไิ ด้ทง้ั 1 รายการ หมำยเหตุ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนชดุ นี้ ใช้ได้ทุกมาตรฐาน ยกเวน้ มาตรฐานท่ี 3

130 บทที่ 5 กำรรำยงำนผลกำรนเิ ทศ การรายงานผลเปน็ ข้ันตอนเมื่อส้ินสดุ การดาเนนิ งานตามแผนการนเิ ทศจะต้องมีการสรปุ และรายงานผลการดาเนินงานให้ผเู้ กยี่ วข้องทราบ โดยใชร้ ปู แบบการรายงาน การประเมินผลโครงการหรอื การวิจยั ในบทนี้ไดน้ าเสนอตัวอย่างการเขียนรายงาน 2 รูปแบบ คือ 1. การรายงานการนเิ ทศ 2. การรายงานการประเมินผลโครงการ กำรรำยงำนกำรนเิ ทศ ส่วนประกอบของรายงานทสี่ าคญั มี 3 สว่ น คอื หมวดนาเร่อื ง หมวดเน้ือเร่ือง และหมวดอ้างองิ 1. หมวดนำเร่อื ง หรือส่วนหนา้ ประกอบด้วย 1.1 ปกหน้า หรอื ปกนอก คอื ส่วนท่ีอยู่หนา้ สดุ หรือนอกสดุ ของเลม่ 1.2 ปกใน เป็นใบรองปกอยูต่ ่อจากปกนอก 1.3 คานา เปน็ การเขียนสรุปกรอบของการทางาน/โครงการ ผลงานทางวิชาอย่างยอ่ ๆ และ กล่าวขอบคณุ ผู้เกี่ยวข้องท่ชี ่วยใหง้ านสาเร็จ 1.4 สารบญั เป็นดชั นีบอกการเรยี นลาดบั เนอื้ เร่อื ง สารบัญ ภาพประกอบ 2. หมวดอ้ำงอิง หรอื ส่วนหลงั ประกอบดว้ ย 2.1 บรรณานกุ รม เปน็ การเขียนลาดับรายชอื่ เอกสารตารา ส่อื วสั ดุอ้างอิง หรือศึกษา ค้นคว้าในการจดั ทางาน/โครงการ และผลงานวชิ าการนี้ 2.2 ภาคผนวก เปน็ ข้อมูลเฉพาะเจาะจง เพ่ือขยายหรือเปน็ ส่วนประกอบทชี่ ่วยใหเ้ ขา้ ใจ สว่ นเนือ้ หามากยิ่งขึ้น อันเป็นสว่ นท่ไี ม่สมควรจะนาไปใช้ในหมวดเนือ้ เรอ่ื ง เพราะอาจจะดรู งุ รังเกินไป 3. หมวดเนอื้ เรอื่ ง หรือส่วนเนอ้ื หา ประกอบด้วย 3.1 บทที่ 1 บทนา 3.2 บทที่ 2 เอกสารและหลักวชิ าทเ่ี ก่ียวข้อง 3.3 บทท่ี 3 วิธีการดาเนนิ งาน 3.4 บทที่ 4 ผลการดาเนินงาน 3.5 บทที่ 5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ บทที่ 1 บทนำ กล่าวถึง ความนา การกาหนดปญั หา จุดประสงคใ์ นการนิเทศ นยิ ามศัพท์ เฉพาะขอบเขตของการนเิ ทศ บทท่ี 2 เอกสำรและหลกั วิชำกำรทีเ่ กี่ยวข้อง กล่าวถงึ แนวคดิ หลักการ หรือทฤษฎที นี่ ามา สู่รูปแบบ หรือวธิ กี ารนเิ ทศนั้นๆ โดยอา้ งอิงเอกสารทางวิชาการที่เก่ียวขอ้ ง บทท่ี 3 วิธกี ำรดำเนนิ งำน เป็นการบรรยายใหเ้ ห็นภาพต้ังแตก่ ารเริม่ ต้นดาเนนิ งานนิเทศจน เสร็จการนเิ ทศ อาจเขียนเป็นขัน้ ตอน เช่น การหาความตอ้ งการจาเป็นในการนิเทศ การวางแผนการนิเทศ การเตรยี มการนิเทศ การดาเนนิ การนิเทศ และการประเมินผลและปรบั ปรุง บทที่ 4 ผลกำรดำเนินงำน เป็นการรายงานผลการนเิ ทศตามจดุ ประสงคข์ องการนิเทศผล การวเิ คราะห์ข้อมลู จากการใชส้ อ่ื นิเทศ หรือผลการประเมินการนิเทศวิชา/งาน นนั้ ๆ ว่ามีผลเกิดข้นึ ตรงตาม จุดประสงคท์ ี่กาหนดไว้มากน้อยเพียงใด

131 บทที่ 5 สรปุ อภปิ รำยผล และข้อเสนอแนะ เป็นการสรุปผลการดาเนนิ งานนิเทศ ทกุ ขัน้ ตอน มกี ารอภปิ รายผลการสรปุ น้นั พรอ้ มใหข้ ้อเสนอแนะในการพัฒนาการนิเทศต่อไป (ตัวอยำ่ ง) กำรเขียนรำยงำนกำรนิเทศ บทที่ 1 บทนำ ควำมนำ ควรกล่ำวถงึ 1. จดุ มุ่งหมายของการนิเทศวิชา/งานวา่ สอดคลอ้ งกบั นโยบายตน้ สงั กดั ท่สี ่งเสริมในเรอ่ื งที่นิเทศ หรือรับผิดชอบอยู่ 2. เสนอขอ้ มูลพน้ื ฐานในการปฏบิ ัติงานนเิ ทศ หรอื สภาพการปฏบิ ตั ิงาน/การจดั การเรยี นการสอน ของครูในโรงเรยี นปจั จบุ นั กำรกำหนดปัญหำ ควรกลา่ วถงึ 1. สภาพปญั หาการนเิ ทศวชิ า/งานทีป่ ระสบอยู่ หรอื การจัดการเรยี นการสอนของครใู นวิชาดงั กลา่ ว แสดงการวิเคราะหส์ าเหตขุ องปญั หาท่ผี ่านมา อาจจะมีตวั เลข สถติ ปิ ระกอบเป็นคา่ ร้อยละคะแนนเฉลยี่ หรอื กราฟ/แผนภมู ิในชว่ งเวลาย้อนหลังท่ผี ่านมา 2. สรปุ แนวทางการดาเนินการแก้ปญั หา/พัฒนางานนิเทศการจัดการเรียนการสอนหรืองานสนบั สนนุ การสอนตามที่คิดวา่ จะจดั ทาเป็นเทคนิคการนิเทศ หรอื ผลงาน/สอ่ื /เอกสารประกอบการนเิ ทศ ฯลฯ จุดประสงค์ของกำรดำเนินกำร ควรเขยี นเปน็ ข้อๆ กล่าวถึง ผลท่ีต้องการให้เกิดข้ึน หลงั จากดาเนินการนเิ ทศนี้แล้ว โดยเขียน ให้สอดคล้องกับปัญหาท่ีกลา่ วในบทนา ขอบเขตของกำรดำเนินกำร ควรเขยี นถงึ ขอบเขตของเนื้อหาสาระการดาเนินงานนเิ ทศ กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลาในข้อกาหนด และข้อจากดั เฉพาะเร่ืองน้ี นิยำมศพั ท์เฉพำะ เขยี นเฉพาะนยิ ามศัพทค์ าสาคัญ หรือคาท่ีไมแ่ นใ่ จว่าผ้อู า่ นจะเขา้ ใจตรงกนั ทุกคน ถา้ มศี ัพท์ บัญญตั ิ แลว้ ต้องใช้ศัพทบ์ ัญญัติ ประโยชน์ท่ีคำดว่ำจะไดร้ ับ กล่าวถงึ ประโยชนข์ องการดาเนินการนิเทศวา่ เมอื่ ดาเนนิ การสาเร็จแลว้ จะเกิดประโยชน์อะไรบา้ ง หรือเกดิ ผลกระทบอะไรบา้ ง ควรเขยี นใหส้ อดคลอ้ งกบั ความเปน็ มาของปัญหา หรือความนา

132 บทที่ 2 เอกสำรและหลกั วชิ ำที่เก่ยี วขอ้ ง ควรกล่าวถึง หลักวชิ าการ หรอื แนวคดิ ทฤษฎีทางการนเิ ทศทผี่ ปู้ ฏบิ ัตงิ านได้ศึกษาค้นคว้าแลว้ นามา วเิ คราะห์ สงั เคราะห์เพ่ือสรุปเปน็ แนวคิด หลกั การของตนในการดาเนนิ การวิชา/งานน้อี าจเขียนเรียงลาดับ ดงั นี้ 1. ความนา สรปุ ภาพรวมของการศกึ ษาคน้ คว้า และจดั หมวดหมู่เนอื้ เรื่องท่ีนาเสนอเปน็ ตอนๆ เพ่อื ให้ ผูอ้ า่ นเกิดความเข้าใจในภาพรวมของเอกสาร และหลกั วิชาทอี่ ้างองิ ท้ังหมด 2. ความหมายของหลกั การ ท่ีนามาอ้างองิ และคาอธิบายแนวคดิ วธิ กี ารทก่ี ล่าวอ้างแลว้ สรปุ ลงทา้ ย เรือ่ งแตล่ ะเรอ่ื ง หรอื แต่ละหลักการ แนวคิด ที่อ้างนัน้ ว่าเก่ียวขอ้ งหรอื นาไปใชใ้ นการนิเทศครั้งนี้อย่างไร บทท่ี 3 กำรดำเนนิ งำน บทน้ตี อ้ งเขียนให้ละเอยี ดวา่ ไดท้ าอะไรบ้าง ตั้งแต่เร่ิมตน้ ลงมือดาเนินโดยเขียนตามขน้ั ตอน การดาเนินงาน/กจิ กรรม หรอื การดาเนนิ งานเชงิ ระบบของการนิเทศ 1. ศึกษาหาความต้องการจาเปน็ ในการนเิ ทศ (เขยี นรายละเอยี ดใหช้ ัดเจนมากข้ึนกวา่ บทท่ี 1) 2. การวางแผนการนเิ ทศ โดยศกึ ษาคน้ ควา้ เอกสารวิชาการตา่ งๆ ดา้ นการนเิ ทศเพ่อื ตัดสินใจเลือก รูปแบบหรอื วธิ กี ารนิเทศวิชา/งานท่รี บั ผดิ ชอบ (สรุปจากเนื้อหาท่เี ขยี นไว้ในบทท่ี 2) ระบุกาหนดการนเิ ทศ กลุ่มเป้าหมายทีร่ ับการนเิ ทศ 3. การเตรียมการนเิ ทศ โดยการผลิตรปู แบบหรือวิธีการ/กิจกรรมการดาเนนิ การนิเทศท่ีไดใ้ ช้ ดาเนนิ การแก้ปญั หา/พฒั นาคุณภาพการศกึ ษาในวิชา/งานทรี่ บั ผดิ ชอบ อย่างไร/โดยวธิ ีการใด ยกตวั อย่าง ประกอบ (หรืออธิบายวิธกี ารสรา้ งสอ่ื นเิ ทศ/วธิ กี ารนเิ ทศให้ชดั เจนตามสภาพท่ปี ฏิบัตจิ ริง) รวมทง้ั สร้าง เคร่ืองมือประเมนิ ผล/ตรวจวดั ความสาเรจ็ ของการนเิ ทศ วธิ ีสรา้ งทาอยา่ งไร เคร่ืองมือ มีลักษณะอยา่ งไร นาไปใช้ในข้ันตอนใดของการนิเทศ หาคณุ ภาพเครื่องมือดว้ ยวธิ ีใด 4. การดาเนินการนเิ ทศใหร้ ะบขุ ั้นตอนการดาเนินการนเิ ทศ สภาพการนเิ ทศท่ีปฏิบัตจิ ริงบรรยากาศ การนิเทศ เทคนคิ การนิเทศที่ใช้ รปู แบบ/วิธกี ารนิเทศ รายละเอียดการนิเทศแต่ละประเภทเชน่ การนิเทศ ทางไกล การนิเทศเปน็ กลุ่ม/รายบุคคล การนเิ ทศแบบประชุมสมั มนา การนเิ ทศแบบให้คาปรกึ ษาหารือ การนิเทศแบบคลนิ กิ เป็นต้น (อาจจะนาเสนอรายละเอยี ด โดยมีแผนภาพประกอบแลว้ ขยายความวา่ แต่ละ กรอบทาอยา่ งไร) 5. การประเมินและปรบั ปรงุ การนเิ ทศ เขยี นรายละเอียดของการประเมินผลการนเิ ทศว่าใชร้ ูปแบบ การประเมินแบบใด และมรี ายละเอียดเกยี่ วกบั เคร่ืองมือการประเมิน ตลอดจนแนวทางการพัฒนาและ ปรับปรงุ การนิเทศ

133 บทท่ี 4 ผลกำรดำเนนิ งำน บทนเี้ ปน็ การรายงานผลท่ีไดจ้ ากการประเมินผลการนเิ ทศว่า เมื่อดาเนินการตามรปู แบบ หรือ วิธกี ารในบทที่ 3 แลว้ มีผลเกิดข้นึ ตามจดุ ประสงค์หรือไม่ มากนอ้ ยเพยี งใด การรายงานอาจดาเนนิ การ ดังน้ี 1. เสนอผลท่ีเกดิ ขนึ้ ตามจดุ ประสงค์ทีต่ ั้งไว้ ตอบทีละจุดประสงค์ เปน็ ข้อความบรรยาย หรือ เป็นตารางคะแนน ตัวเลข ประกอบ กราฟ แผนภูมิ ก็ได้ แล้วแตล่ ักษณะข้อมูล ตามทไ่ี ดผ้ ลจากการประเมนิ ตามเครื่องมือท่ีกาหนดในบทที่ 3 2. ผลกระทบอ่นื ๆ นอกเหนือจากจดุ ประสงคท์ ี่กาหนดไว้ (ถา้ มี) บทที่ 5 สรปุ อภปิ รำยผล และขอ้ เสนอแนะ บทน้คี วรข้นึ ต้นด้วยความนาโดยย่อ ถงึ การดาเนนิ งานนเิ ทศวิชา/งานทร่ี ับผดิ ชอบ อาจเขียนแยกเป็น แต่ละตอน ดงั นี้ สรุป เขยี นดงั น้ี 1. สรุปจุดประสงคข์ องการนิเทศ และวิธกี ารนเิ ทศโดยยอ่ (มาจากรายละเอียดทีเ่ ขียนไวใ้ นบทที่ 1 และบทที่ 3) 2. สรปุ ผล เขียนเฉพาะผลตามจุดประสงค์ของการนิเทศตามรูปแบบการประเมนิ ทก่ี าหนดไม่ต้อง แสดงตาราง แผนภูมใิ ดๆ อภปิ รำยผล เขียนเพ่ือแสดงให้เหน็ วา่ ผลท่ีไดจ้ ากการนิเทศ สอดคล้อง หรือขดั แย้งกบั หลักการแนวคดิ ทฤษฎี หรอื ผลงานทผี่ ู้อนื่ ทาไวอ้ ยา่ งไร ถา้ สอดคล้องกจ็ ะทาให้ผลการดาเนนิ งานมีความนา่ เช่ือถือได้มากและยืนยนั แนวคิด ทฤษฎีท่ีอา้ งอิง ถา้ หากขัดแยง้ ก็ใหเ้ สนอความคดิ เห็น หรอื เหตผุ ลหรือข้อบกพร่อง หรือข้อจากัดท่ที าใหผ้ ลเปน็ เช่นนัน้ (อาจแยกเขียนเปน็ ข้อๆ ตามผลการดาเนนิ งานหรือจดุ ประสงค์กไ็ ด้) ข้อเสนอแนะ ควรเขยี นไว้ 2 แบบ คอื 1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการนเิ ทศไปใช้ ตลอดจนการพัฒนาหรอื ปรับปรุงการนเิ ทศ ในโอกาสต่อไป โดยเขยี นใหส้ อดคล้องกบั ประโยชน์ท่คี าดว่าจะได้รบั ท่ีระบุไว้ในบทท่ี 1 2. ขอ้ เสนอแนะในการดาเนนิ งานนิเทศในรปู แบบอนื่ ๆ หรอื วิธีการนิเทศอ่ืนท่ีคาดวา่ จะดาเนินการ ไดผ้ ล ซ่ึงยงั ไมไ่ ด้นามาดาเนินการในครั้งน้ี

134 กำรรำยงำนกำรประเมินผลโครงกำร ส่วนประกอบของรายงาน ประกอบด้วย 3 สว่ น คือ ส่วนหนา้ ส่วนเนอ้ื หา และสว่ นท้าย 1. สว่ นหน้ำ ประกอบดว้ ย 1.1 ปกนอก มีชื่อเรื่อง ผู้เขียน และท่ที างาน 1.2 ปกใน มชี ื่อเรอ่ื ง ผู้เขียน และที่ทางาน 1.3 บทคัดยอ่ อาจมีท้งั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ 1.4 กติ ตกิ รรมประกาศ (ถ้ามี) เปน็ การกล่าวคาขอบคุณบคุ คลหรือหนว่ ยงานตา่ งๆ ที่ใหค้ วาม ชว่ ยเหลอื ในการประเมนิ ผลโครงการจนประสบความสาเร็จ 1.5 สารบญั มชี ื่อบทและหวั ข้อในบท 1.6 สารบญั ตาราง (ถา้ มี) 1.7 สารบญั ภาพ (ถา้ มี) 2. ส่วนเนอ้ื หำ ประกอบดว้ ย 2.1 บทที่ 1 บทนา 2.2 บทท่ี 2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลโครงการ 2.3 บทท่ี 3 วิธีการประเมินผลโครงการ 2.4 บทท่ี 4 ผลการประเมนิ 2.5 บทที่ 5 สรุปผลการประเมนิ อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 3. ส่วนทำ้ ย ประกอบดว้ ย 3.1 ภาคผนวก 3.2 บรรณานุกรม 3.3 ประวตั ิผ้ปู ระเมนิ

135 (ตวั อยำ่ ง) กำรเขยี นรำยงำนกำรประเมินผลโครงกำร บทท่ี 1 บทนำ ประกอบดว้ ยหัวขอ้ ตา่ งๆ ดงั น้ี 1. ความเป็นมาของการประเมนิ ผลโครงการ หรอื ใช้คาวา่ หลักการและเหตผุ ล หัวขอ้ น้ีการเขยี น เหมอื นกบั ท่เี ขยี นไว้ในเค้าโครงการประเมนิ ดังนั้น จึงเอามาใช้ไดเ้ ลยไม่ตอ้ งเขยี นใหม่แต่ถา้ เขยี นไว้ไมค่ ่อย ละเอียดเราสามารถเขยี นบรรยายเพม่ิ เติมอีกไดโ้ ดยเฉพาะตัวโครงการที่จะประเมนิ ถา้ โครงการมหี ลายหนา้ เราอาจจะสรปุ ส่วนรายละเอียดของโครงการนาไปไว้ในภาคผนวก 2. วัตถปุ ระสงคข์ องการประเมนิ ผลโครงการ หัวข้อนีเ้ หมือนกับในเคา้ โครงการประเมินผลโครงการ ในรายงานจะเขยี นทง้ั วตั ถุประสงค์ท่ัวไปกับวัตถุประสงคเ์ ฉพาะกไ็ ด้ ผู้ประเมินบางคนจะเขียนเฉพาะ วัตถุประสงค์เฉพาะอยา่ งเดยี ว สว่ นวัตถปุ ระสงคท์ ่ัวไปจะใส่ไว้ในตอนทา้ ยของหวั ข้อความเปน็ มาของการ ประเมินผลโครงการ 3. ขอบเขตของการประเมนิ เขยี นบอกวา่ ประเมนิ โครงการอะไร ประเมินอะไรบา้ งและผู้ถกู ประเมนิ เปน็ ใครบ้าง 4. ขอ้ จา กัดในการประเมนิ (ถา้ มี) เป็นการบอกวา่ ผู้ประเมินมขี อ้ จา กัดอะไรบ้างในการประเมินคร้ังน้ี เชน่ ใชข้ อ้ มูลทม่ี ีอยู่แลว้ จึงไม่สามารถควบคุมการจัดเกบ็ ให้มีคุณภาพได้ถา้ ในเค้าโครงการได้เขียนหวั ข้อนไี้ วใ้ น รายงานก็ต้องมเี หมือนกัน 5. คานิยามศัพท์เฉพาะทีใ่ ช้ในการประเมิน คาศัพท์ทีจ่ ะนามานิยามหรอื ให้ความหมายเอามาจาก วตั ถุประสงค์ของการประเมินผลโครงการ หรือวตั ถุประสงค์เฉพาะของการประเมินผลโครงการ การนิยามต้อง นิยามเชงิ ปฏบิ ตั ิการ เชน่ ความพรอ้ ม หมายถงึ การมีพอหรือไม่พอตามความคดิ เห็นของคณะกรรมการ โครงการ ความสอดคลอ้ งหมายถงึ วตั ถุประสงค์ของโครงการเขียนได้ตรงกับสภาพปัญหา นโยบายในหวั ข้อ หลักการและเหตผุ ลของโครงการ 6. ประโยชนท์ จ่ี ะได้รับจากการประเมินผลโครงการ การเขียนหวั ขอ้ น้เี พื่อตอบคาถามท่วี ่า “ผลจาก การประเมนิ ผลโครงการน้ีจะนาไปใชอ้ ะไรได้บา้ ง” เช่น ตัดสนิ ใจในการปรับปรุงกจิ กรรมของโครงการ หรอื ตัดสินใจวา่ จะมีต่อหรือยกเลิกโครงการ เปน็ ตน้

136 บทที่ 2 เอกสำรท่ีเกย่ี วข้องกับกำรประเมนิ ผลโครงกำร แนวการเขียนบทน้ีตอนแรกควรจะเปน็ การเสนอความคิด ทฤษฎีหรือรูปแบบในการประเมินผล โครงการของคนอน่ื ๆ และทา้ ยๆ ของตอนควรมีการสรปุ โดยผู้ประเมิน และในการประเมินผลโครงการน้จี ะใช้ รปู แบบการประเมินอยา่ งไร ตอนต่อมาจะเปน็ เอกสารเกย่ี วกบั รายงานการประเมนิ ผลโครงการหรืองานวจิ ยั เชงิ ประเมินของคนอนื่ ๆ และตอนท้ายกค็ วรสรปุ ผลรายงานการประเมนิ ด้วยว่าสว่ นใหญ่ประเมนิ โดยใชร้ ูปแบบ การประเมินอะไร ผลการประเมนิ สว่ นใหญ่เป็นอย่างไร สรปุ แล้วในบทน้ีอาจจะประกอบด้วยหัวขอ้ ดงั น้ี 1. แนวคิดทฤษฎใี นการประเมนิ ผลโครงการ 2. รูปแบบในการประเมนิ ผลโครงการ 3. รายงานการประเมินผลโครงการท่ีเก่ยี วขอ้ ง บทท่ี 3 วธิ กี ำรประเมินผลโครงกำร ประกอบด้วยหวั ขอ้ ต่างๆ ดังนี้ (กอ่ นที่จะเขยี นหัวข้อแรกควรกล่าวนาวา่ การประเมินโครงการน้ี มีวัตถุประสงคเ์ พ่ืออะไรบา้ ง) 1. ประชากรในการประเมิน เขียนบรรยายบอกว่ามใี ครบ้างท่จี ะประเมนิ หรือเก็บข้อมูลมีจานวนเทา่ ไร จะประเมนิ ท้ังหมดหรอื ประเมินจากกลมุ่ ตวั อยา่ ง ถา้ ใชก้ ลมุ่ ตวั อยา่ งกต็ ้องบรรยายวา่ ใชว้ ิธกี ารส่มุ ตวั อย่าง แบบใด 2. กลุ่มตัวอยา่ งในการประเมิน (ถ้ามี) บรรยายข้ันตอนในการสุ่ม โดยขน้ั ตอนแรกบอกวา่ กาหนดขนาด ตัวอย่างแบบใดหรือใช้กี่เปอรเ์ ซน็ ต์ของประชากร ขั้นตอนต่อมาบอกวธิ กี ารสุม่ ว่าสมุ่ แบบใด เชน่ จับฉลาก สุ่ม แบบแบง่ ชั้น หรอื สมุ่ แบบหลายขัน้ ตอน (รายละเอยี ดหาอา่ นได้ในหนงั สือการวจิ ยั ทางการศึกษาหรือการวจิ ยั ทางสังคมศาสตร์) 3. รปู แบบการประเมนิ ใชร้ ปู แบบการประเมนิ ของใคร หรอื ไม่ได้ใชร้ ปู แบบการประเมินของใคร ผู้ประเมินกาหนดรปู แบบการประเมนิ เองโดยการขอคาปรกึ ษาจากผูบ้ ังคับบญั ชา หรือยดึ ตามวัตถุประสงค์ของ โครงการเป็นหลัก ถา้ ใช้รูปแบบ CIPP การเขยี นบรรยายหัวข้อน้ีเขียนแบบที่เขียนเป็นตวั อยา่ งในเค้าโครงการ ประเมินผลโครงการได้เลย 4. เครื่องมือทใี่ ชใ้ นการประเมินผลโครงการ มเี ครอ่ื งมืออะไรบ้างทีใ่ ช้ในการเก็บข้อมลู ซ่ึงสอดคล้องกบั รูปแบบการประเมินถ้าไม่ได้สรา้ งเองใช้เครอ่ื งมอื ของใครต้องเขียนอา้ งอิงมาดว้ ยกรณีสร้างเองต้องบรรยาย ขัน้ ตอนการสร้างอย่างละเอียดของเครอ่ื งมือแตล่ ะชนิด 5. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ขอ้ มลู แตล่ ะอยา่ งที่กาหนดไวใ้ นรูปแบบการประเมนิ เก็บอยา่ งไรหรือ เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการประเมินผลโครงการใชเ้ ก็บข้อมลู อย่างไร เก็บในชว่ งเวลาใด ซ่งึ ต้องสอดคล้องกบั ท่เี ขยี นไว้ ในเคา้ โครงการประเมินผลโครงการ

137 6. วิธวี ิเคราะหข์ ้อมลู ข้อมลู แตล่ ะอย่างใช้สถติ ิอะไร บรรยายให้สอดคล้องกบั ที่เขยี นไว้ในเค้าโครงการ ประเมนิ ผลโครงการ 7. การตดั สินคณุ ภาพของการประเมนิ เป็นการบอกเกณฑ์ท่ีใช้ในการตัดสินข้อมลู ต่างๆ ซ่ึงจะต้อง สอดคลอ้ งกบั รปู แบบการประเมนิ ท่กี าหนดไว้ และเกณฑท์ ่ีกาหนดก็ต้องตรงกบั ท่ีกาหนดไว้ ในเคา้ โครงการ ประเมินผลโครงการหัวข้อน้ีบรรยายเหมือนกับทเ่ี ขยี นไว้ในเค้าโครงไดเ้ ลย บทที่ 4 ผลกำรประเมิน การเสนอผลการประเมนิ ควรเสนอเรียงตามวตั ถุประสงค์ของการประเมนิ หรอื เปน็ ตอนๆ ตามวตั ถุประสงค์ของการประเมิน ถา้ ข้อมูลของตอนใดเปน็ ปริมาณจะเสนอเป็นตาราง บทท่ี 5 สรปุ ผลกำรประเมิน อภิปรำยผลและข้อเสนอแนะ การเขยี นบทที่ 5 ก่อนที่จะถึงหวั ขอ้ สรปุ ผลการประเมิน ควรจะกลา่ วถึงวตั ถุประสงค์ของการ ประเมินผลโครงการและสรุปวธิ กี ารประเมนิ ก่อน แล้วจึงเริ่มหัวขอ้ สรปุ ผลการประเมนิ 1. สรุปผลการประเมิน จะสรุปเปน็ ขอ้ ๆ ตามวัตถปุ ระสงค์ของการประเมินผลโครงการหรือสรุปผล ตามคาถามกวา้ งๆ ที่กาหนดข้ึนในการประเมนิ ท่ีกาหนดไวใ้ นเค้าโครงการประเมิน 2. อภิปรายผล เปน็ การใหเ้ หตผุ ลเพ่ือสนับสนนุ ว่าทาไมผลการประเมินจึงเปน็ อย่างนท้ี าไมโครงการจึง ประสบความสาเรจ็ หรอื ไม่ประสบความสาเร็จ ซึ่งเหตุผลทจี่ ะนามาอธบิ ายตรงนี้ เอามาจากบทท่ี 2 เกี่ยวกับ แนวคดิ ทฤษฎี รายงานการประเมนิ ผลโครงการของคนอืน่ ๆ ทปี่ ระเมินโครงการลักษณะเดียวกัน และเหตุผล ของผู้ประเมนิ เอง 3. ข้อเสนอแนะ อาจจะแบ่งออกเปน็ 2 หัวขอ้ ยอ่ ย คอื ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการประเมนิ ไปใช้ และข้อเสนอแนะในการประเมนิ ผลโครงการ การเขยี นข้อเสนอแนะในการนาผลการประเมนิ ไปใชใ้ หผ้ ู้ประเมนิ ตง้ั คา ถามวา่ ถา้ ใครจะนาผลการประเมนิ ครั้งน้ีไปใช้ควรจะตอ้ งทาอยา่ งไรบ้างหรือสามารถนาผลการประเมิน ไปใช้ประโยชนใ์ นด้านใดบ้าง เชน่ จากการประเมินผลโครงการนี้ พบปญั หาในการจัดกิจกรรม ดังนน้ั ควรจะ ปรับหรอื แก้ไขกจิ กรรมของโครงการใหม่โดยเพม่ิ ระยะเวลาในการฝึกปฏิบัตใิ หม้ ากขึ้นกว่าเดิม มีวทิ ยากรกลมุ่ ที่ จะช่วยให้คาปรกึ ษา เปน็ ตน้ สว่ นขอ้ เสนอแนะในการประเมินผลโครงการเปน็ การเสนอแนะว่า ถ้าจะประเมนิ ผลโครงการแบบนค้ี วรจะทา อย่างไร หรอื ควรจะเพมิ่ เติมส่วนใด เชน่ ควรจะประเมนิ ผลโครงการโดยใชร้ ูปแบบ CIPP หรอื ควรประเมนิ ผล กระทบของโครงการด้วย เปน็ ต้น การเขียนข้อเสนอแนะ ทั้งขอ้ เสนอแนะ ในการนาไปใช้และข้อเสนอแนะใน การประเมินผลควรเขยี นเปน็ ข้อๆ ให้ชัดเจน

138 บทที่ 6 บทสรุป การนิเทศภายในเป็นกระบวนการสาคัญในการขบั เคล่อื นและพฒั นางานในทุกด้านของโรงเรยี น เป็นการกากับให้การพัฒนาเป็นตามวตั ถปุ ระสงคต์ ามระยะเวลาทก่ี าหนดไว้ในแผนกลยทุ ธข์ องแต่ละโรงเรยี น โดยมเี ป้าหมายร่วมกันทสี่ าคัญคอื การยกระดบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นและพฒั นาคณุ ภาพของนักเรยี นใหม้ ี ทักษะทส่ี าคัญในการใช้ชวี ิตและทางานในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ทักษะการเรยี นรู้และนวตั กรรม ทักษะ สารสนเทศ สอื่ เทคโนโลยี ทกั ษะชีวติ และอาชีพ เทียบเคียงกบั มาตรฐานสากลพัฒนาคุณภาพการแขง่ ขนั กับ นักเรียนในประเทศตา่ งๆ การนากระบวนการนเิ ทศไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ดังที่กล่าวมาจาเปน็ ต้องศึกษาองค์ประกอบต่างๆ ดว้ ยการศึกษาวจิ ัยและพฒั นาใหเ้ หมาะกบั บรบิ ทขององคก์ ร ศักยภาพเฉพาะของครู และนกั เรียน ซ่งึ เปน็ ผลผลติ ทส่ี าคัญทส่ี ดุ ดงั น้นั ผู้บริหารโรงเรียน ซง่ึ ประกอบไปด้วย ผู้อานวยการ รองผอู้ านวยการ และ คณะกรรมการนิเทศภายในของโรงเรยี น ซง่ึ ประกอบไปด้วย หัวหน้ากลุ่มสาระฯ หัวหนา้ ระดับ หัวหน้าอาคาร และผทู้ มี่ สี ว่ นได้ส่วนเสยี ของโรงเรียน จาเป็นต้องมีการให้ความรูค้ วามเขา้ ใจในกระบวนการนิเทศ บทบาทหนา้ ที่ของตนเอง และประโยชน์ทจ่ี ะไดร้ บั อยา่ งชดั เจน ซ่ึงจะนาไปสู่การมสี ่วนร่วมในการดาเนินการ นเิ ทศภายในอย่างต่อเนือ่ ง ทาให้ได้รบั ความสาเร็จตามวัตถุประสงค์ท่วี างไว้ นอกจากนี้ ส่ิงสาคัญหรือขอ้ ควรคานงึ ในการนาระบบการนิเทศภายในไปใชใ้ นการขบั เคล่ือน และพฒั นางานในโรงเรียน คอื องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ท่ีอยูน่ อกระบบนเิ ทศภายใน ได้แก่ 1. ภาวะผ้นู าทางผู้บรหิ าร ซง่ึ เป็นบคุ คลกล่มุ สาคัญของการนเิ ทศ กากับ ตดิ ตามงานโดยจะต้อง เป็นผรู้ อบรูใ้ นเรอ่ื ง หรอื ประเด็นทีก่ าหนดเปน็ หวั ข้อนเิ ทศ มีความสามารถในการพฒั นาตนเอง ใหเ้ ป็นท่ี เช่ือม่ันและศรทั ธาของทีมงานนิเทศ และผูร้ ับการนเิ ทศในโรงเรียนได้ 2. ส่อื นวตั กรรมเคร่ืองมือท่ีใช้ในการนิเทศ ต้องผา่ นการสงั เคราะหใ์ ห้เหมาะกบั บรบิ ท ของโรงเรยี น ศกั ยภาพของครู บคุ ลากร และนักเรยี นของโรงเรยี นเหมาะสมกับวัตถปุ ระสงค์ และกลยุทธ์ ในการขบั เคล่ือน และพัฒนางานของโรงเรยี น 3. บรรยากาศในการดาเนนิ งานในระบบนิเทศภายใน ผู้บรหิ ารและผูท้ ่ีมสี ว่ นเกีย่ วข้องพยายาม ให้เปน็ บรรยากาศและส่ิงแวดลอ้ มในเชงิ บวก เปน็ บรรยากาศท่ผี อ่ นคลาย การใช้สนุ ทรยี ภาษา เชญิ ชวนให้ ผู้ทเี่ ก่ียวขอ้ ง มีส่วนรว่ มในกระบวนการนเิ ทศ การสรา้ งบรรยากาศที่ดใี นการประชุมช้แี จง การปรบั ปรงุ งาน การใชเ้ ครือ่ งมือในการนเิ ทศ ฯลฯ ตามแนวทางของการนิเทศแบบกัลยาณมิตร 4. การใหข้ อ้ มูลย้อนกลับกบั ผู้ทาไดร้ บั การนเิ ทศต้องเป็นไปโดยเร็วท่ีสดุ เนอื่ งจากครแู ละ บคุ ลากรของ โรงเรยี นท่เี ขา้ ร่วมในกระบวนการนิเทศจะดว้ ยความยนิ ดหี รือไม่กต็ าม ย่อมมีความอยากรู้ขอ้ มูลจากเคร่ืองมือท่ี คณะกรรมการนเิ ทศนามาใช้ ดงั นน้ั ขอ้ มูลย้อนกลบั เปน็ ส่ิงจาเป็นทจ่ี ะทาให้กระบวนการนิเทศดาเนนิ ต่อไปได้ การนาเสนอขอ้ มลู ยอ้ มกลับ ถ้าเปน็ ข้อมูลเชงิ บวก สามารถเปดิ เผยเป็นสาธารณะได้ ถ้าเป็นข้อมูลเชิงลบ ควรปรับปรุง ให้เป็นขอ้ มูลย้อนกลับส่วนตัว หรอื สรุปเปน็ ภาพรวม ของกลมุ่ และนามาเปน็ ประเด็นในการ นเิ ทศรอบต่อไป 5. การสรปุ รายงานกระบวนการนเิ ทศ จะต้องมีการสรปุ ภาพรวมของกระบวนการนิเทศภายใน อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครัง้ นาเสนอขอ้ มลู ของการนิเทศในภาพรวมของโรงเรียน ผลของการขับเคลื่อน และพฒั นาการจัดการศึกษาของโรงเรียน ในทีป่ ระชมุ บคุ ลากรของโรงเรียน และกาหนดกลยทุ ธ์ในการ พัฒนางานต่อไป

139 6. การสารวจความพึงพอใจของผูท้ ี่เกย่ี วข้อง เปน็ ความจาเปน็ ในการพฒั นากระบวนการการนเิ ทศ ภายในใหย้ ่ังยืน ผ้บู รหิ ารและผูท้ ่มี สี ว่ นเกี่ยวขอ้ งในการนเิ ทศ ตอ้ งคานงึ ถงึ ความพงึ พอใจของครแู ละบุคลากร ท่ไี ดร้ ับการนิเทศและพรอ้ มที่จะปรบั ปรุงการดาเนินงานตามคาแนะนาหรอื ร้องขอเพือ่ ให้เกดิ บรรยากาศเชงิ บวกในองคก์ ร นอกจากนั้น ความพึงพอใจของนกั เรียนที่เรียนกบั คุณครูผไู้ ดร้ ับการนิเทศจะเปน็ ตวั ยนื ยนั ความ พึงพอใจของครูต่อการดาเนินงานในระบบนิเทศภายในได้เปน็ อยา่ งดี สภำพควำมสำเร็จและควำมลม้ เหลวของกำรนเิ ทศภำยในโรงเรยี น สภาพความสาเร็จและความล้มเหลวของการนเิ ทศภายในโรงเรียนมขี ้อคิดเหน็ ดงั นี้ 1. สภำพควำมสำเร็จ การนเิ ทศภายในโรงเรยี นเป็นกระบวนการทส่ี าคญั และจาเปน็ อย่างยง่ิ ทีท่ กุ สถานศึกษา ต้องกาหนด เป็นนโยบายและดาเนนิ การตามบทบาทภารกิจของการจัดการศกึ ษายุคใหม่ ซง่ึ สภาพตวั บ่งชที้ แี่ สดงถงึ ความสาเรจ็ มดี งั น้ี 1.1 ผู้บริหารตระหนักอยู่เสมอวา่ การนเิ ทศภายในโรงเรียนเป็นภารกิจหลกั อยา่ งหน่ึง ของการบรหิ ารโรงเรยี นที่ต้องใหค้ วามสาคญั โดยกาหนดเป็นนโยบายสกู่ ารปฏบิ ตั ิทช่ี ดั เจน 1.2 ผู้บรหิ ารสามารถแสดงให้เหน็ ถึงสภาพความเป็นผนู้ า มีวิสัยทัศน์กวา้ งไกล มคี วาม กระตือรอื รน้ ตลอดจนเป็นผู้นาทางความคิดและการเปล่ียนแปลง 1.3 ครูมีขวญั กาลังใจในการทางาน อทุ ิศเวลาและเสียสละเพือ่ งานการจดั การเรียนรู้ ตามความสามารถและศักยภาพของแตล่ ะบคุ คล 1.4 ห้องเรยี น ส่งิ อานวยความสะดวก และสภาพแวดล้อม มีความพร้อมเพ่ือรองรับ การปรบั เปล่ียนทางการจัดการศกึ ษายุคใหม่ 1.5 ชมุ ชน ท้องถ่นิ และผู้มสี ว่ นรว่ ม ใหค้ วามร่วมมือในการพัฒนาโรงเรียนทุกๆ ดา้ น และทกุ ๆ โอกาส 1.6 เกดิ การคิดคน้ และพฒั นานวตั กรรมใหมๆ่ ในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธภิ าพ 1.7 โรงเรยี นมเี สน้ แนวโนม้ ของการพัฒนาทีส่ งู ข้นึ เปน็ องค์กรตน้ แบบ มคี วามเป็นมาตรฐาน ด้านการเรยี นรู้ ม่งุ สู่องค์กรแห่งความเป็นเลศิ ในอนาคต 2. สภำพควำมล้มเหลว 2.1 ผู้บริหารไมใ่ ห้ความสาคญั ของการนเิ ทศภายในโรงเรียน โลกทศั น์แคบ ไม่สามารถ สร้างภาวะผนู้ าใหเ้ กดิ ข้นึ ได้ อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น ขาดความรู้ ความสามารถและขาดทกั ษะ มีเจตคติ เชิงลบตอ่ การนิเทศภายในโรงเรียน 2.2 ครูในโรงเรียนขาดความกระตอื รือรน้ ขาดความรบั ผดิ ชอบต่อการพฒั นางาน ขาดความร่วมมือในองคก์ ร เกดิ ความแตกแยกไม่มีความสามัคคใี นหมคู่ ณะ 2.3 เกิดภาวการณข์ าดแคลนปจั จัยเสรมิ สร้างการเรียนรใู้ นทกุ ๆ ดา้ น เชน่ สอื่ ไม่พร้อม เคร่ืองมอื ไม่มีหรือไม่เพียงพอ สภาพแวดล้อมไมเ่ อื้ออานวยที่จะรองรับการเปล่ียนแปลง 2.4 ขาดความร่วมมือจากชมุ ชนและท้องถ่ินท่จี ะใหก้ ารสนบั สนุนการจดั การเรียนรขู้ อง สถานศึกษา 2.5 แนวโน้มของการพัฒนาต่าลง ไม่เกดิ ผลผลิตตามที่คาดหวงั

140 การนเิ ทศภายในโรงเรยี น จะประสบผลสาเร็จหรอื ไม่อยา่ งไร ข้นึ อยกู่ ับองค์ประกอบต่างๆ คอื ระบบข้อมลู และสารสนเทศ เพือ่ ใช้ในการวางแผนการนิเทศภายในโรงเรียน ระบบการวางแผนนิเทศ อย่างมยี ุทธศาสตร์ ระบบการจดั การทเี่ นน้ การพฒั นาครแู ละนกั เรยี น ระบบการตดิ ตาม ประเมนิ ผลทีเ่ น้น ผลงานครู และระบบการเผยแพรแ่ ละขยายผล

141 บรรณำนกุ รม กรองทอง จิรเดชากลุ . นวัตกรรมกำรศกึ ษำชุดคมู่ ือกำรนเิ ทศภำยในโรงเรยี น. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์ ธารอกั ษร จากัด, 2550. กิตมิ า ปรีดีดิลก. กำรบริหำรและกำรนิเทศกำรศกึ ษำเบอ้ื งต้น. กรุงเทพมหานคร : อกั ษรบัณฑติ , 2541. การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย, ศูนย์. ค่มู อื กำรนิเทศภำยในสถำนศึกษำ. กรงุ เทพมหานคร, 2555. เขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 1, สานักงาน. ค่มู อื กำรนิเทศภำยในโรงเรยี น. สุราษฎร์ธานี : กลุ่มงานนิเทศตดิ ตามและประเมินผลระบบบริหารและการจดั การศึกษา กล่มุ นเิ ทศติดตามและประเมินผลการจดั การศึกษา สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษา สรุ าษฎรธ์ านี เขต 1, 2546. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชมุ พร เขต 1, สานักงาน. ชุดกำรศกึ ษำดว้ ยตนเอง “แนวทำงกำรนิเทศภำยใน”. ชมุ พร : กลุ่มนเิ ทศติดตามและประเมินผลการจดั การศกึ ษา สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1, 2550. เขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร, สานกั งาน. แนวทำงกำรนเิ ทศภำยในโรงเรียนด้ำนวิชำกำร เพอ่ื กำรเปลี่ยนแปลง. สมทุ รสาคร : กล่มุ งานนิเทศติดตามและประเมนิ ผลระบบบริหารและการ จัดการศึกษา กลุ่มนเิ ทศติดตามและประเมนิ ผลการจดั การศึกษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสมุทรสาคร, 2554. เขตพื้นท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 11, สานักงาน. ผลกำรนเิ ทศกำรศึกษำ ภำคเรยี นที่ 2. สุราษฎร์ธานี : กลุ่มงานนิเทศติดตามและประเมนิ ผลระบบบรหิ ารและการจดั การศึกษา กลมุ่ นเิ ทศติดตามและประเมินผลการจดั การศึกษา สานักงานมัธยมศึกษา เขต 11, 2555. คณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ, สานักงาน. คู่มือผบู้ รหิ ำรโรงเรียน : กำรดำเนนิ งำนกำรนเิ ทศ ภำยในโรงเรียนประถมศกึ ษำ. เอกสาร ศน.ท่ี 66/2534. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ครุ ุสภา ลาดพรา้ ว, 2534. _______. ชุดอบรมดว้ ยตนเองกำรนิเทศภำยในโรงเรียนประถมศกึ ษำอยำ่ งเปน็ กระบวนกำร : กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพค์ ุรุสภา ลาดพรา้ ว, 2541. จารัส นองมาก. บทบำทของผู้บรหิ ำรในกำรนิเทศภำยในหนว่ ยงำน. วารสารการศกึ ษาเอกชน (3 กันยายน 2532) หน้า 8 ฉววี รรณ พนั วัน. กำรนิเทศภำยในโรงเรยี นมัธยมศกึ ษำ เขตพนื้ ทกี่ ำรศึกษำลำพูน เขต 2. การค้นคว้าอสิ ระ (การบริหารการศกึ ษา). เชียงใหม่ : บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยราชภัฏ เชยี งใหม่, 2552. สบื ค้นเมื่อ 4 ธนั วาคม 2552, จากฐานขอ้ มูลวทิ ยานิพนธ์ http://www.book.cmru.ac.th เฉลิมชัย พันธ์เลิศ. กำรชแี้ นะ (Coaching) สือ่ PowerPoint คณะครุศาสตร์จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, 2550. ชารี มณีศรี. กำรนเิ ทศกำรศกึ ษำ. พิมพค์ รง้ั ที่ 3. กรงุ เทพมหานคร : ศลิ ปาบรรณาการ, 2538. _______. กำรนิเทศกำรศกึ ษำ. พิมพค์ รง้ั ที่ 4. กรงุ เทพมหานคร : อมรการพิมพ์, 2542. ดสุ ติ ทิวถนอม. กำรนเิ ทศกำรศกึ ษำ : หลกั กำรและกำรปฏบิ ตั ิ. นครปฐม : โครงการสง่ เสรมิ การผลิต ตาราและเอกสารการสอน. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540.

142 ทวีทอง หงษว์ วิ ัฒน์. กำรมีสว่ นรว่ มของประชำชน. กรงุ เทพฯ : ศนู ยศ์ ึกษานโยบายสาธารณสขุ มหาวทิ ยาลยั มหิดล, 2527. ธรี ศักดิ์ เล่ือยไธสง. การนเิ ทศภายในโรงเรยี น. สาสนน์ ิเทศการศึกษา, ปที ี่ 4 (1) : 2, 2550. นิตยา เงนิ ประเสรฐิ ศรี. กำรวิจยั เชิงปฏบิ ัตกิ ำรแบบมสี ่วนรว่ ม. วารสารสงั คมศาสตร์และมนษุ ยศาสตร์ 2:7 (กรกฎาคม – ธนั วาคม): หนา้ 61-71, 2544. บุญมี พันธไ์ุ ทย. กำรประเมนิ ผลโครงกำรในโรงเรยี น. กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพ์ศูนยส์ ง่ เสริม วิชาการ, 2545. ปรียาพร วงศอ์ นุตรโรจน์. กำรนิเทศกำรสอน. กรุงเทพมหานคร : ศนู ยส์ ื่อเสริมกรงุ เทพฯ, 2535. _______. กำรนิเทศกำรสอน. กรุงเทพมหานคร : ศนู ย์ส่ือเสริมกรุงเทพฯ, 2548. มงคล สภุ กรรม. กำรนเิ ทศภำยในโรงเรยี นอยำ่ งเป็นระบบเพ่อื พัฒนำกำรจัดกำรเรียนกำรสอน โรงเรียนบำ้ นตอ้ ง อำเภอสุวรรณคูหำ จงั หวัดหนองบัวลำภ.ู หนองบัวลาภู : วทิ ยานิพนธ์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 2546. มนตรี ภู่ม.ี โลกใหม่ : ตน่ื รสู้ จู่ ดุ หมำยแห่งชีวิต กรุงเทพมหานคร : ดเี อม็ จี, 2549. เยาวภา เดชะคปุ ต์. กำรบรหิ ำรและกำรนเิ ทศกำรศกึ ษำปฐมวัย. กรงุ เทพมหานคร : สานักพมิ พแ์ มค็ , 2542. วไลรัตน์ บญุ สวัสด์ิ. หลักกำรนิเทศกำรศกึ ษำ. กรงุ เทพมหานคร : อารต์ กราฟฟิค, 2538. วชั รา เล่าเรยี นดี. กำรนเิ ทศกำรสอน. พมิ พค์ รงั้ ที่ 3 : นครปฐม : ภาควิชาหลักสตู รและวธิ ีสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม, 2550. ศกึ ษานเิ ทศก์ กรมสามญั ศึกษา จังหวดั สุราษฎรธ์ านี, หน่วย. เอกสำรประกอบกำรอบรม กำรบริหำรระบบกำรนิเทศภำยในโรงเรยี น, 2545. การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั , ศนู ย์. คู่มอื กำรนเิ ทศภำยในสถำนศกึ ษำ. กรุงเทพมหานคร, 2555. สมพงศ์ เกษมสนิ . ขอ้ แนะนำในกำรเขยี นรำยงำน กรุงเทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานชิ , 2519. สุรศักดิ์ ปาเฮ. กำรนิเทศภำยในโรงเรยี น. วารสารวชิ าการ, 5(8) : 25-27, 2545. สเุ ทพ เมฆ. กำรนเิ ทศภำยในโรงเรยี น. วารสารการศึกษาเอกชน 7,70 (พฤศจิกายน 2540). _______. กำรนิเทศกำรศกึ ษำ หลักกำร ทฤษฎี และปฏิบตั ิ. พมิ พค์ ร้งั ท่ี 4. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มติ รสยาม, 2538. Costa, A. & Garmston, R. (2002). Cognitive coaching: a foundation for renaissance schools. Norwood, MA : Christopher-Gordon. Jennifer A.Moon, A Handbook of Reflective and Experiential Learning : Theory and Practice Book Newyork : Routledge Falmer. Knight Janet. Internationalization Remodeled: Definition, Approaches, and Rationales, 2004. From http://jsi.sagepub.com/content/8/1/5.short สืบคน้ เมือ่ june1, 2555 Osborn, Alex.F. (1963) Applied imagination: Principles and procedures of creative problem solving (Third Revised Edition). New York, NY: Charles Scribner’s Sons.

143 ภำคผนวก เครื่องมอื กำรนเิ ทศภำยในโรงเรยี น

144

145