Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แนวทางการนิเทศบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปีงบประมาณ 2566

แนวทางการนิเทศบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปีงบประมาณ 2566

Published by Bankhokbeng School, 2022-12-17 22:48:47

Description: แนวทางการนิเทศบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่การนิเทศภายในโรงเรียน โดยใช้ห้องเรียนเป็นฐานเพื่อพั?นาคุณภาพของผู้เรียน ประจำปีงบประมาณ 2566

Keywords: แนวทางการนิเทศ

Search

Read the Text Version

46 4. กำรนิเทศแบบรว่ มพฒั นำวิชำชีพ (Cooperative professional Development) การนเิ ทศแบบรว่ มพัฒนาวชิ าชีพ จัดเปน็ วิธนี ิเทศการสอนแบบหนง่ึ ของระบบการนิเทศแบบลากหลาย วิธีการ ของ Glatthorn (1984, อา้ งใน วัชรา เลา่ เรยี นดี 2545 : 137) การนเิ ทศแบบร่วมมอื พฒั นาวชิ าชพี เป็นกระบวนการ นเิ ทศที่ครูต้ังแต่ 2 คนขึ้นไป ร่วมมอื รว่ มใจกนั ปฏบิ ัตงิ าน เพื่อปรบั ปรุงความเจริญกา้ วหนา้ ใน วิชาชีพของตนเอง โดยปกติจะมกี ารสังเกตการสอนกนั และกันในช้ันเรียนแลกเปลี่ยนกนั ให้ข้อมลู ย้อนกลับจาก การสงั เกตการสอนกัน และอภิปรายแลกเปลย่ี นความคิดเห็นรว่ มกนั Glatthorn (1984 : 40-41) ได้กล่าวถึง ลกั ษณะพิเศษของการนิเทศแบบรว่ มพฒั นาวิชาชีพ ดงั ต่อไปน้ี 1) ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งผ้รู ับการนเิ ทศมีความเปน็ ทางการและเป็นเร่ืองของสถานศกึ ษา ระดับหนงึ่ น่นั คือ มีการดาเนนิ การในโรงเรยี นโดยบคุ ลากรในโรงเรยี นตัง้ แต่ 2 คนขึน้ ไป มีกระบวนการการ ทางาน มกี ารแลกเปลย่ี น การสงั เกตการสอนในชัน้ เรียนกันและกนั และมคี วามสมั พนั ธฉ์ ันทเ์ พื่อนทีใ่ กล้ชดิ กนั 2) การจับคู่กนั สงั เกตการสอนอย่างน้อย 2 ครงั้ หรือมากกวา่ 2 ครง้ั ตามความจาเป็นและ มกี ารใหข้ ้อมลู ยอ้ นกลับภายหลงั การสงั เกตการสอน 3) เน้นความสมั พนั ธร์ ะหว่างเพือ่ นรว่ มงาน ถึงแมว้ า่ ผ้บู ริหารหรอื ผนู้ เิ ทศอาจจะมสี ว่ น เกย่ี วขอ้ งในการจัด ดาเนนิ การและตดิ ตามดแู ลโครงการเป็นบางครั้ง หรอื เข้าสังเกตการสอนในช้นั เรยี นจดั ประชมุ กบั อภิปราย โดยเขา้ ร่วม โครงการโดยตลอดก็ได้ 4) เนน้ ความสัมพนั ธ์ทด่ี ตี ่อกัน ไมม่ กี ารประเมนิ มาเก่ียวข้องการนเิ ทศในแบบดงั กลา่ วเพ่ือให้ การชมเชย ผู้ปฏบิ ตั ิ ไม่ใช้ระบบการประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ านดว้ ยมาตรฐาน ดังน้นั ขอ้ มูลจากผลการสงั เกต การสอนหรอื จาก การประชุมจะไม่ควรนาไปใชใ้ นกระบวนการประเมนิ ผลครขู องผ้บู ริหาร ลกั ษณะสาคัญ 4 ประการ ของการนิเทศแบบรว่ มพัฒนาวชิ าชพี เปน็ ลกั ษณะท่สี าคัญของ วธิ กี ารนิเทศแบบ หลากหลายวิธกี าร แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามจากความหมายของคาวา่ การนิเทศแบบรว่ มพฒั นา วชิ าชพี ซึง่ มีความหมายกวา้ งขึ้น ทาใหเ้ กดิ ความหลากหลายในการปฏิบตั ิในการนิเทศแบบร่วมพัฒนาวชิ าชีพ การนิเทศแบบรว่ มพฒั นาวชิ าชพี ไม่ใชเ่ รื่อง ใหม่ แตม่ ีการนาไปใช้อยา่ งแพร่หลายต้ังแต่ปี ค.ศ. 1968 ไดน้ า วธิ ีการนิเทศแบบดังกลา่ วไปใช้ แต่ค่อนขา้ งจะเป็นทางการ สรุปปัญหาทเ่ี กิดขึ้น(Glatthorn, 1984 : 88) คือ ครูที่ร่วมโครงการประสบปัญหาด้านเวลาในการสังเกต การสอนกนั และกนั แตท่ ี่สาคัญ ข้อดีของการนเิ ทศแบบรว่ มพัฒนาวิชาชีพเกิดขน้ึ กล่าว คือ ครูมีโอกาสแลกเปลี่ยนวธิ สี อนซ่ึง กันและกนั ครูเกดิ แรงจงู ใจทางบวกเกีย่ วกบั การสอนของตนเอง ครูเกดิ ความเข้าใจในงานของเพอื่ นร่วมงาน มากขน้ึ และ ครูเกดิ ความเขา้ ใจในตัวนกั เรยี นของตนเองมากย่ิงขนึ้ 5. กำรนิเทศแบบเพ่อื นนิเทศเพอ่ื น (Peer Coaching) การนเิ ทศแบบเพ่ือนนิเทศเพือ่ น เป็นการนเิ ทศภายในรูปแบบหน่งึ ทีเ่ น้นการพฒั นาปรับปรงุ การจดั การ เรยี น การสอนของครูและเพื่อสง่ เสรมิ ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครแู ละบุคลากรอื่นๆ ในโรงเรียนวชั รา เล่าเรยี นดี (2545 : 156-158) ได้กล่าวถึงการนิเทศแบบเพอื่ นนเิ ทศเพ่ือน วา่ เปน็ วธิ ีการทีค่ รแู ละ เพ่ือนครูหรือครใู นสาขา อื่นหรอื บุคลากรที่ไม่ใชบ่ ุคคลในสายผ้สู อนตั้งแต่ 2 คนขนึ้ ไปรว่ มกนั มาปฏบิ ตั งิ านเกยี่ วกับ การพฒั นาปรับปรุง การจดั การเรียนการสอนให้มีประสทิ ธภิ าพยงิ่ ขึ้นหรือรว่ มกันพัฒนาโรงเรียนให้มปี ระสิทธิภาพยิ่งขนึ้ จะตอ้ งมี การวางแผนการปฏิบัตริ ่วมกัน มีการสังเกตการสอน วเิ คราะหก์ ารสอน และการใหข้ ้อมูลปอ้ นกลบั (Feedback) รูปแบบต่าง ๆ ของเพอ่ื นนิเทศเพ่ือน (Peer Coaching) ไดจ้ าแนกการนิเทศแบบเพ่อื นนเิ ทศ เพือ่ น (Peer Coaching) เป็น 3 ประเภทซ่งึ แตล่ ะประเภทจะมีจุดเนน้ หรือจดุ มุง่ หมายในการพัฒนาตา่ งกนั ดังนี้

47 1. Technical Coaching เป็นการนิเทศทช่ี ่วยและสง่ เสริมการถ่ายโยงความรู้ทักษะและ วธิ กี ารสู่การปฏบิ ัติจรงิ ให้เกิดประสิทธภิ าพสงู สดุ (หลงั การฝกึ อบรมเทคนคิ วิธีการใหมๆ่ หรอื นวตั กรรมใหมๆ่ ) 2. Collegial Coaching เปน็ การนเิ ทศท่ชี ่วยใหค้ รูได้พฒั นาปรบั ปรงุ การจดั การเรียนการ สอนของตนเองดว้ ยตัวเอง เปน็ การปฏบิ ตั ิงานพร้อมกนั ระหวา่ งผนู้ เิ ทศกับครหู รือครูกับเพื่อนครหู รอื ครกู บั บคุ ลากรอืน่ ๆ ในโรงเรยี น 3. Challenge Coaching เปน็ การนเิ ทศทชี่ ่วยเหลือและให้ความรว่ มมือในการแกป้ ญั หา การสอนทเ่ี กดิ ข้นึ เสมอและยังไม่ไดร้ ับการแก้ไขซง่ึ เป็นงานทท่ี ้าทายความสามารถในการแกป้ ญั หาของบุคคล ทเ่ี กี่ยวข้อง ขอ้ ดีของกำรเพื่อนนิเทศเพอ่ื น (Peer Coaching) 1. ช่วยใหม้ ีการช่วยเหลือแนะนาซึง่ กันและกนั อยา่ งต่อเน่ืองทาใหม้ กี ารปรับปรุงพัฒนาการ จดั การเรียนการสอนอยา่ งสม่าเสมอ 2. เป็นวธิ หี น่ึงท่จี ะช่วยใหค้ รูไดป้ รบั ปรุงและพฒั นาการสอนของตนเองอยา่ งต่อเนื่อง 3. เปน็ การแลกเปลย่ี นความรู้ความคดิ ทักษะวธิ สี อนซ่ึงกนั และกัน 4. สง่ เสริมการทางานร่วมกันในสายเดียวกันหรือต่างสาขากัน 5. สร้างเสริมสภาพแวดลอ้ มที่ดีในโรงเรียนสรา้ งบรรยากาศทีด่ ใี นการร่วมมือกันปฏิบัติงาน 6. ช่วยใหค้ รไู ด้ตระหนักถึงความสาคญั และเป้าหมายในการพฒั นาการเรยี นรู้ของผู้เรยี น 7. ชว่ ยเติมช่องวา่ งระหวา่ งครูด้วยกันช่วยสลายกฎแห่งความโดดเดย่ี วของครูแต่ละคนช่วยทา ให้ครูรู้สกึ วา่ ตนเองมเี พื่อนหัวอกเดียวกนั ประสบปญั หาคล้ายกนั ขอ้ เสนอแนะในกำรเริม่ ต้นโครงกำรเพอื่ นนิเทศเพ่ือน (Peer Coaching) 1. เปิดโอกาสจดั เวลาใหม้ กี ารสังเกตการสอนเพื่อนรว่ มงานทัง้ ในโรงเรียนเดยี วกัน และ โรงเรยี นอ่ืนท่ีมี ช่ือเสยี งขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้รบั การสังเกตการสอนจากเพื่อน 2. จัดประชมุ ปฏิบตั กิ ารเพ่อื สารวจจดุ เด่นจุดบกพร่องในการจัดการเรียนการสอนของตนเอง 3. ให้ความรูท้ บทวนหลกั การและวธิ กี ารสอนท่ีมีประสทิ ธภิ าพหรอื วิธีที่จะนามาใช้ทดลอง ปฏบิ ัติ 4. ใหก้ ารฝกึ อบรมฝึกปฏบิ ัติทักษะทีจ่ าเป็นเช่นทักษะการสงั เกตการสอน 6. กำรนเิ ทศภำยในแบบพฒั นำกำร (Supervisory Approach inDevelopmental Supervision) ในการนิเทศแบบพัฒนาการนั้น Glickman and others (1995 : 135-171) ไดก้ าหนดวิธีการนเิ ทศ หรือ พฤติกรรมการนเิ ทศ 4 แบบ คือ 1. วธิ ใี หก้ ารนเิ ทศแบบชนี้ าควบคมุ (Directive Control Approach) เปน็ พฤติกรรมการ นเิ ทศภายในที่เน้น การประพฤตปิ ฏบิ ัตดิ ้วยการพูด การใช้ภาษา ท่าทางต่าง ๆ ในการให้คาแนะนาชว่ ยเหลอื ครูในการปรบั ปรงุ และ พัฒนาการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสามารถที่กระทาได้กับครเู ปน็ รายบคุ คลและ เป็นกลุม่ 2. วธิ ีให้การนิเทศแบบชนี้ าให้ข้อมลู (Directive Informational Approach) เปน็ พฤติกรรม การนิเทศ ภายในแบบชนี้ าให้ขอ้ มูลมลี ักษณะเชน่ เดียวกนั กับการนเิ ทศแบบช้ีนาควบคุม เพียงแต่ไมช่ ีน้ า หรอื ไม่ แนะนาวธิ กี าร ปฏบิ ัตใิ ห้ครโู ดยตรง แต่ให้ข้อมลู และวิธกี ารหลายวิธีให้ครูได้เลอื กปฏิบตั ิ ซง่ึ ผู้นเิ ทศ

48 ควรจะต้องพยายามลดพฤติกรรมการ นเิ ทศแบบช้ีนาควบคุมให้น้อยลง และพยายามส่งเสริมครใู นการตดั สินใจ มากข้ึนเร่ือย ๆ จนครูสามารถท่จี ะรว่ มคิดร่วมปฏิบตั งิ านได้กบั บุคคลอืน่ โดยไม่ต้องอาศยั ผนู้ เิ ทศชว่ ยแนะนา ตลอดเวลา 3. วธิ ใี หก้ ารนิเทศแบบร่วมมือ (Collaborative Approach) เปน็ พฤตกิ รรมการนเิ ทศภายใน ที่เน้นทัง้ ผู้ นเิ ทศและครูจะร่วมกนั ตดั สินใจในวธิ กี ารแกป้ ัญหาและการปฏบิ ตั ิงานตลอดเวลา ทั้งครูและผู้ นเิ ทศจะให้ข้อเสนอแนะแกก่ ันและกัน เพ่ือรว่ มกนั พิจารณาหาขอ้ ตกลงรว่ มกนั ในการปฏบิ ตั ิ 4. วิธใี หก้ ารนเิ ทศแบบไม่ชีน้ า (Non - directive Approach) เป็นพฤติกรรมการนเิ ทศ ภายในทผี่ ้นู ิเทศจะ ใชพ้ ฤติกรรมในการพูดคยุ ทางานรว่ มกับครู โดยทีค่ รูจะเปน็ ผู้ที่ตัดสนิ ใจดว้ ยตัวเอง ผูน้ ิเทศ เปน็ เพียงผู้ช่วยใน การสนบั สนนุ ในเรอ่ื งต่าง ๆ ทคี่ รรู ้องขอเทา่ นั้น จากแนวคดิ ของนักการศกึ ษาและและ หนว่ ยงานทางการศึกษา สรุปไดว้ า่ เทคนคิ และวธิ ีการนเิ ทศภายในโรงเรยี น เป็นการกาหนดแนวทางการ พฒั นางานรว่ มกนั อย่างเป็นระบบเพื่อร่วมแกไ้ ขปัญหาทเ่ี กิดข้ึนโดยการมี สว่ นร่วมของผูท้ ่เี กย่ี วข้องภายใต้ ข้อตกลงรว่ มกันนอกจากเทคนคิ /วิธกี ารนิเทศภายในโรงเรียนที่กล่าวมาข้างต้น สถานศึกษาสามารถนาเอา เทคนคิ วธิ ีตา่ ง ๆ มาปรบั ประยุกต์ใชใ้ ห้เหมาะสมกับสถานศึกษาใหเ้ หมาะสมในแตล่ ะบรบิ ทของสถานศึกษา เพอื่ นามากาหนดเปน็ แนวทางการพัฒนางานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพ่ือรว่ มแกไ้ ขปญั หาที่เกิดขึ้นโดยการมี ส่วนรว่ มของผทู้ ่ี 7. กลั ยำณมติ รนิเทศ กัลยาณมิตรนเิ ทศ เปน็ การนิเทศทีม่ ุ่งพฒั นาคน มากกว่าพัฒนาเอกสารและผลงาน ตามแนวคิด ของ กระทรวงศึกษาธกิ าร (2540 : 14) ไดน้ ้าหลักธรรมของกลั ยาณมติ รมาใช้ ตามสาระของหลัก อรยิ สจั สี่ มสี าระสาคัญดังน้ี 1. เป็นการสรา้ งพื้นฐานความไวว้ างใจซงึ่ กนั และกัน ระหว่างผเู้ กีย่ วขอ้ ง ได้แก่ ผู้นเิ ทศ ผูร้ บั การ นเิ ทศ โดยเร่ิมต้นด้วยศรัทธา ดงั น้นั ผนู้ ิเทศต้องจัดกจิ กรรม ใช้สอ่ื การนิเทศเพื่อสรา้ งศรัทธา และ ความ ไว้วางใจ 2. การนาหลักกลั ยาณมติ รมาผสมผสาน ในกจิ กรรมทุกข้ันตอน ถ้าวเิ คราะหก์ ัลยาณมิตร ธรรม 7 ตามหลักการสอนแล้ว ผูน้ ิเทศทีเ่ ป็นกลั ยาณมติ รควรมสี ง่ิ ต่อไปนี้คุณลกั ษณะที่น่าเคารพนบั ถอื มี คุณสมบัติ คือ ความรู้ ภูมิปญั ญา ประพฤติดี เปน็ ผฝู้ ึกหดั อบรมตนอยู่เสมอ สามารถสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์ และ แลกเปลยี่ นความคดิ กบั ผูร้ ับการนิเทศได้อย่างดีมีคุณธรรมคือ การอดทน ตง้ั ใจนเิ ทศดว้ ยความเมตตา มี ความจรงิ ใจ มีความร้จู ริง มีใจกวา้ ง นิเทศได้ แจ่มแจ้ง ชัดเจน 3. การจดั ขนั้ ตอนการนิเทศ ใหเ้ ป็นไปตามหลกั อรยิ สัจ เนน้ ความรจู้ ริงในทุกข์ ค้นคว้าหา เหตุ \" ทุกข์ มงุ่ ปฏบิ ัติตามแนวอริยมรรค เพ่ือนาไปสูส่ ภาวะพ้นทุกข์ 4. การมีความสามารถผสมผสาน วิธีการฝกึ หดั อบรมตนเอง กบั วธิ กี ารพง่ึ พาและการชว่ ย เกอ้ื กูลผ้อู ื่นได้อย่างดี โดยมคี วามเมตตากรุณา มีความจริงใจทท่ี กุ ฝ่ายมีศรทั ธาต่อกนั รว่ มกนั แกป้ ัญหา ต่างฝา่ ยต่างชว่ ยเหลือซ่งึ กนั และกนั และเรียนรู้จากกนั และกนั จากวิธกี ารการนเิ ทศข้างตน้ พบวา่ การนิเทศจะต้องเปิดใจกวา้ งและเรยี นรรู้ ว่ มกัน ทุกฝ่าย ทกุ คน เพ่ือแก้ปญั หาในหอ้ งเรียนและสถานศึกษาให้อยู่ในระดับมาตรฐานทส่ี ังคมยอมรบั ได้ การมี ปฏสิ มั พันธอ์ นั ดีจะก่อให้เกิดมิตรภาพท่ีงดงาม สานต่อในการนิเทศครัง้ ถดั ไปด้วยจงึ ควรใช้ถอ้ ยคาและ ท่าทางที่เป็นมติ รในการแนะนาช่วยเหลือ การนิเทศภายในโรงเรียน สามารถทาไดห้ ลายรปู แบบ และสามารถผสมผสานแต่ละรปู แบบ เขา้ ดว้ ยกนั ซ่งึ การจะใช้รปู แบบใดเมอื่ ใดนน้ั ควรคานงึ ถงึ ความเหมาะสมกบั สภาพ ของโรงเรียนเป็นสาคญั

49 กจิ กรรมกำรนเิ ทศภำยในโรงเรียน แนวทางการจดั กิจกรรมการนิเทศภายในโรงเรียน มตี ัวอย่างดงั ตอ่ ไปน้ี 1. กำรเยยี่ มนิเทศชั้นเรยี น การเย่ียมนิเทศช้ันเรียน หมายถึง การทผ่ี นู้ ิเทศไปพบและสังเกตการทางานของครูในชัน้ เรยี น เพ่ือรว่ มกันพฒั นาการทางานใหม้ คี ณุ ภาพ ซ่งึ มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปน้ี 1.1. เพื่อสารวจความต้องการของครู 1.2. เพ่อื ศึกษาปัญหาของครใู นสถานศกึ ษา 1.3. เพ่ือประเมินผลการสอนของครู 1.4. เพ่ือกระตุ้นให้ครูปรบั ปรุงการจดั การเรียนรู้ 1.5. เพ่ือให้คาปรกึ ษาแนะนาแก่ครู ขนั้ ตอนกำรนิเทศแบบเยี่ยมนิเทศช้นั เรียน มีข้นั ตอนดงั นี้ ขัน้ ท่ี 1 สรา้ งข้อตกลงในการเยยี่ มนิเทศชน้ั เรียน มขี ั้นตอนดงั นี้ 1.1 พบปะสนทนา สร้างความคนุ้ เคย และสร้างเจตคติที่ดใี นการนเิ ทศแก่ครู 1.2 วางแผนการเยย่ี มนเิ ทศชนั้ เรียน รว่ มกบั ครูในเรื่องต่างๆ ดงั นี้ 1.2.1 กาหนดการเย่ียมนิเทศช้นั เรียน 1.2.2 กาหนดจุดมงุ่ หมายในการเยย่ี มนิเทศช้นั เรียน 1.2.3 กาหนดเร่อื งท่จี ะนเิ ทศตามความต้องการ/จาเป็น เชน่ การจัดทา เอกสารและงานธุรการประจาห้องเรยี น การจัดหอ้ งเรียนและบรรยากาศในห้องเรยี น การจดั กิจกรรมการ เรยี นรู้ ฯลฯ 1.2.4 กาหนดวธิ ีการนิเทศ เชน่ สารวจปญั หาและความต้องการของครู สอบถามการปฏบิ ตั ิงานของครู ให้คาปรึกษาแนะนา สังเกตการสอน ฯลฯ ข้ันท่ี 2 ปฏบิ ัติการเย่ยี มนเิ ทศชนั้ เรียน ตามข้อตกลงท่ีกาหนดรว่ มกนั กับครู ดงั นี้ 2.1 เขา้ เย่ียมนเิ ทศชน้ั เรียน ตรงตามเวลาทกี่ าหนด 2.2 ใหค้ วามเป็นกนั เอง เพื่อสรา้ งเจตคติท่ีดีแก่ครู ข้ันที่ 3 วเิ คราะห์ผลการเยี่ยมนเิ ทศช้นั เรยี น ซึง่ มีขน้ั ตอนดังนี้ 3.1 วเิ คราะหผ์ ลการเย่ียมนิเทศชน้ั เรยี นร่วมกับครู 3.2 สรปุ ผลการเยี่ยมนเิ ทศชัน้ เรียน 3.3 ให้คาปรึกษาแนะนา ขั้นท่ี 4 ปรบั ปรุงการทางาน ครนู าผลการเยีย่ มนเิ ทศช้ันเรียน มาปรบั ปรุงแก้ไข

50

51

52 2. กำรสังเกตกำรสอนในชั้นเรยี น การสังเกตการสอน หมายถึง การจดั ใหบ้ คุ คลหนึง่ (ผูน้ เิ ทศ) ทม่ี ีความรูค้ วามเขา้ ใจในเรื่องการจดั การ เรียนรู้ มาสงั เกตพฤติกรรมการสอนของครู (ผ้รู บั การนิเทศ) ในขณะจัดกิจกรรมการเรียนร้โู ดยมวี ัตถปุ ระสงค์ เพ่ือให้สามารถพฒั นาหรอื ปรับปรงุ การจดั การเรียนรู้ ใหม้ ปี ระสิทธิภาพโดยใช้ขอ้ มลู ยอ้ นกลบั จากการสังเกต การสอนของผู้นเิ ทศ ขนั้ ตอนการสังเกตการสอน มขี ัน้ ตอนดงั น้ี ขัน้ ที่ 1 สร้างความสัมพันธร์ ะหวา่ งครูกบั ผนู้ ิเทศ มีข้นั ตอนดงั นี้ 1.1 ปฏิบัตติ นใหเ้ ป็นเพื่อนร่วมวิชาชพี กับครู 1.2 เป็นเพื่อนรว่ มงานกบั ครู 1.3 ให้ขอ้ มลู ต่างๆ แกค่ รู 1.4 แก้ไขข้อขดั แย้งต่างๆ ของครู 1.5 รบั ฟงั ข้อแนะนาต่างๆ ของครู 1.6 ให้ความสนใจตอ่ ครูในการปฏบิ ัตงิ าน 1.7 ให้ความจริงใจต่อครูทั้งต่อหนา้ และลับหลัง 1.8 ให้เกยี รตแิ ละยกย่องครดู ้วยความจรงิ ใจ 1.9 หาทางสรา้ งความกา้ วหน้าใหแ้ กค่ รูอยู่เสมอ 1.10 ให้ความรแู้ ละสนับสนนุ การทางานของครู ขน้ั ท่ี 2 ปรกึ ษาหารือและการเตรยี มแผนการจดั การเรยี นรู้ มขี ้ันตอนดงั น้ี 2.1 ปรึกษาหารือกับครูในเรอื่ งการจดั การเรยี นรู้ 2.2 วางแผนการสงั เกตการจัดการเรียนรู้ร่วมกนั 2.3 สร้างขอ้ ตกลงในการสงั เกตการจดั การเรียนรู้ 2.4 พจิ ารณาแผนการจดั การเรียนรู้ร่วมกนั ขน้ั ท่ี 3 การสงั เกตการสอน มขี ้ันตอนดังน้ี 3.1 ผู้นเิ ทศเข้าไปสงั เกตการสอน โดยอาจนงั่ เงียบๆ รวมกบั นกั เรียน 3.2 ขณะสงั เกตการสอน ผู้นเิ ทศตอ้ งบันทึกพฤตกิ รรมการเรยี นรแู้ ละบรรยากาศ ในหอ้ งเรยี นอยา่ งละเอยี ด 3.3 บนั ทึกพฤตกิ รรมการจดั การเรยี นร้ขู องครู (อาจใชเ้ ทปบันทกึ เสยี ง) 3.4 ต้องสงั เกตการจัดการเรียนรจู้ นจบการสอนในแตล่ ะครั้ง ขน้ั ท่ี 4 วเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมการจดั การเรียนรูร้ ่วมกัน มีขั้นตอนดังนี้ 4.1 ครูกับผนู้ ิเทศรว่ มกนั วเิ คราะหพ์ ฤติกรรมการจดั การเรยี นรู้ 4.2 นาขอ้ มูลจากการบันทึกพฤตกิ รรมการจัดการเรียนรู้ มาพจิ ารณาร่วมกนั 4.3 พิจารณาพฤติกรรมการจดั การเรียนร้วู า่ มจี ุดเด่นหรือจุดดอ้ ยอย่างไร พฤติกรรมใดเปน็ ปัญหา 4.4 ครูกบั ผนู้ ิเทศรว่ มกนั หาทางปรบั ปรุง หรือพัฒนาการจัดการเรยี นรใู้ หด้ ีข้ึน ขัน้ ท่ี 5 ปรบั ปรงุ การสอน มขี ั้นตอนดังน้ี 5.1 ครูจะต้องยอมรับพฤติกรรมการจดั การเรียนรู้ของตน 5.2 นา ผลการวิเคราะหพ์ ฤติกรรมท้ังทางดา้ นดีและไม่ดี มาเปน็ ขอ้ มลู ประกอบการเตรียม แผนการจดั การเรยี นรู้ครั้งตอ่ ไป 5.3 ปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมทเ่ี ป็นปัญหา

53

54

55

56

57

58

59

60

61

62

63 ตวั อย่ำง แบบฟอร์มกำรนิเทศกำรเรยี นกำรสอนออนไลน์ ประจำภำคเรยี นท่ี …………. ปกี ำรศกึ ษำ ……………… ชื่อครูผสู้ อน...............................................................กลุ่มสาระการเรยี นรู้............................................................ รายวิชาทส่ี อน......................................................................................รหัสวิชา................................................... ระดับชัน้ .................................................วัน/เดือน/ปี ทส่ี อน...........................................เวลา............................. รูปแบบส่ือทใ่ี ช้ในการเรยี นการสอนออนไลน.์ ...................................................................................................... ************************************************************** คำช้ีแจง 1. ผลการนิเทศการเรียนการสอน จะช่วยพัฒนาให้บุคลากรทางการศึกษามีคุณภาพมากข้ึน โดยมุ่ง พัฒนาครูให้มีความรูความเข้าใจ มีทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และปฏิบัติงานอย่างมี ประสิทธิภาพ อีกทั้งยังส่งผลให้นักเรียน มีคุณภาพและมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนั้น จึงขอให้ผู้นิเทศ ประเมินอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา 2. โดยกรณุ าเขียนเครือ่ งหมาย √ ในชอ่ งระดับคะแนน เพอ่ื แสดงผลการประเมนิ พฤติกรรมการสอนของ ครู เกณฑร์ ะดับคะแนน 5 = ดีมาก 4 = ดี 3 = พอใช้ 2 = ควรปรบั ปรงุ 1 = ไมผ่ ่าน หวั ข้อกำรประเมนิ ระดับคะแนน หมำยเหตุ 54321 1. สภำพทัว่ ไป 1.1 การตรงต่อเวลา 1.2 การควบคุมความเป็นระเบยี บในชนั้ เรียน 1.3 การรกั ษาความสะอาดในชั้นเรยี น 2. บคุ ลกิ ภำพ 2.1 ผสู้ อนแต่งกายเหมาะสมกบั วิชาชพี และกจิ กรรมท่สี อน 2.2 ใชภ้ าษาได้เหมาะสมกับผเู้ รียน ชัดถ้อย ชดั คา และเสยี งดงั ฟังชัด 2.3 ควบคุมชน้ั เรยี นได้เปน็ อยา่ งดแี ละท่วั ถึงตลอดช่วงเวลาหรอื ระยะเวลาที่กาหนดในการเรียนการสอน 3. กำรดำเนินกำรสอน 3.1 มีวิธกี ารและเทคนคิ (กลวธิ )ี นาเข้าสู่บทเรยี นทน่ี า่ สนใจ 3.2 เนือ้ หาสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์การเรยี นรู้ 3.3 การสอดแทรกความร้ทู ่ัวไป คุณธรรม และจริยธรรม 3.4 การเปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นซกั ถามหรือแสดงความคิดเห็น 3.5 การตง้ั คาถามทกี่ ระต้นุ ให้ผเู้ รยี นมีวสิ ัยทศั นแ์ ละ กระบวนการคดิ ในการตอบคาถามและร่วมแสดงความคิดเหน็ 3.6 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนครบถว้ น 3 ช้ัน คือ ช้ันนาเขา้ สู่ บทเรยี น ชน้ั สอน และชนั้ สรปุ

64 3.7 การจดั รปู แบบการเรยี นการสอนออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชัน่ คะแนนรวม ตา่ ง ๆ ........ 4. กำรใชส้ อ่ื กำรเรียนกำรสอน 4.1 เลือกใช้สอื่ ที่เหมาะสมกับจดุ ประสงค์ เน้อื หา และวยั ของ ผเู้ รยี น 4.2 นักเรยี นมโี อกาสศึกษาและสมั ผัสสอ่ื การสอนไดอ้ ย่างใกล้ชดิ และท่ัวถึง 4.3 สือ่ ทใ่ี ชใ้ นการเรยี นการสอนชัดเจนและเร้าความสนใจของ นักเรยี น 5. กำรวัดและประเมินผล 5.1 การวดั ผลได้ครอบคลุมพสิ ยั การเรยี นรู้ทง้ั 3 ด้าน คือ พุทธ พิสัย ทักษะพสิ ัย และจติ พิสยั 5.2 เลือกใชเ้ ครื่องมอื วดั ผลสอดคลอ้ ง ครอบคลมุ จุดประสงค์ และ ตรงตามจุดประสงค์และเนอ้ื หาของบทเรยี น 5.3 กาหนดเกณฑ์ในการวัดผลและประเมนิ ผลไว้ชดั เจน นยิ ม ใช้เกณฑ์คะแนนเชิงคณุ ภาพในการเปรียบเทยี บเพอ่ื พฒั นาการ เรยี นร้ขู องผูเ้ รียน 5.4 ใชว้ ธิ ีวัดผลการเรียนรหู้ ลายรูปแบบโดยเนน้ สภาพจรงิ สอดคล้องกับธรรมชาตขิ องรายวชิ า รวมคะแนน ควำมคิดเห็นและขอ้ เสนอแนะ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. รูปภำพประกอบ

65 สรุปผลกำรนเิ ทศ ตำมเกณฑ์ = ดีมาก ร้อยละ 90 – 100 = ดี รอ้ ยละ 81 – 90 = พอใช้ รอ้ ยละ 71 – 80 = ควรปรับปรุง รอ้ ยละ 61 – 70 = ไม่ผา่ น ตา่ กว่าร้อยละ 60 ลงชื่อ..................................................ผูท้ ีไ่ ดร้ บั การนิเทศ ลงชอ่ื ..................................................ผู้นิเทศ (..................................................) (……………………………………………………) ตาแหน่ง............................................................. ตาแหนง่ ………………………………………………………………… 3. กำรใหค้ ำปรกึ ษำแนะนำ การให้คาปรึกษาแนะนา หมายถงึ การพบปะกันระหวา่ งผูน้ ิเทศกบั ผู้รับการนเิ ทศซ่ึงอาจกระทาได้ หลายวธิ ี แต่ในทีน่ ขี้ อเสนอแบบโคชช่ิง (Coaching techniques) ซง่ึ เป็นวธิ กี ารพัฒนาบุคลากรอยา่ งมแี บบ แผน โดยกระทา ณ จดุ ปฏบิ ัติงาน โดยมีวตั ถุประสงค์ เพ่ือช่วยใหผ้ ปู้ ฏิบตั งิ านก้าวไปถงึ จุดหมายปลายทางได้ เช่น ความกา้ วหนา้ ทางวิชาชีพ ความสามารถท่จี ะรบั ผดิ ชอบงานในหน้าทสี่ ูงขึ้น เชน่ กรณแี ตง่ ตั้งเป็นผนู้ ิเทศ หรือเป็นทยี่ อมรับของเพ่อื นร่วมงานมากขน้ึ 3.1 วธิ กี ำรใหค้ ำแนะนำปรกึ ษำ การให้คาแนะนาปรึกษา มี 2 วธิ ี คือ วธิ ที ่ี 1 การใหค้ าปรึกษาแนะนาแบบไม่เป็นทางการเปน็ การให้คาปรึกษาแนะนา โดยใชเ้ วลา วา่ งพดู คุยกัน เชน่ ตอนรบั ประทานอาหารกลางวนั เปน็ ต้น วธิ นี ผ้ี นู้ ิเทศสามารถให้ความช่วยเหลอื ผูร้ ับการ นิเทศได้ 3 ลักษณะ คือ 1.1 บอกวธิ ีแกป้ ญั หาโดยตรง 1.2 เสนอขอ้ มลู และให้โอกาสผู้รบั การนิเทศวิเคราะห์ปญั หาเอง 1.3 แบบผสมผสาน ทง้ั ลกั ษณะที่ 1 และ 2 ขน้ั ตอนกำรนิเทศ 1) รับรู้ปญั หา 2) วเิ คราะหป์ ญั หา 3) แก้ไขปญั หา โดยเลอื กวิธแี ก้ปญั หาลักษณะใดลกั ษณะหนงึ่ ขา้ งตน้ นี้ วิธที ี่ 2 การให้คาปรึกษาแบบเป็นทางการ การให้คาปรึกษาแบบเป็นทางการใชข้ นั้ ตอนของการนิเทศแบบโค๊ชชิ่งเขยี นเปน็ สัญลักษณ์ คือ CQCD ซงึ่ มาจากคาต่อไปน้ี C – Compliment (ชมเชย) Q – Question (สอบถาม) C – Correct (แก้ไข) D – Demonstrate (สาธติ ) ข้ันตอนกำรนิเทศ ขนั้ ที่ 1 ชมเชย

66 เมอ่ื มีใครคนหนง่ึ กาลงั รับการนเิ ทศ เขาอาจรูส้ ึกวา่ เขาถกู วิพากษว์ ิจารณ์เขาจึง พยายามหาขอ้ แกต้ วั ตา่ งๆ และพยายามสรา้ ง “กาแพงใจ” มาขวางกนั้ การติดต่อส่ือสาร ระหวา่ งเขา กบั ผู้นเิ ทศ แตเ่ มื่อเร่ิมการสนทนาดว้ ยการชมเชย ยกย่องผลงานทดี่ ขี องเขาก่อน (ดว้ ยความบรสิ ุทธ์ิใจ) เขาก็จะ “ปลดอาวุธตัวเอง” ข้อแก้ตวั ของเขาก็จะถูกเกบ็ เอาไว้ และ “กาแพงใจ” จะเปดิ ออก แลว้ เขากพ็ ร้อม ทจี่ ะรบั ฟัง ขน้ั ท่ี 2 สอบถาม ในขัน้ ทีแ่ ล้วมา แม้ว่าจะได้ให้คาชมเชยแก่เขาไปบ้างแลว้ บางทคี วามคดิ ตอ่ ต้านอาจ เกดิ ขน้ึ ไดอ้ ีกอย่างง่ายดาย หรือกระทาในเชิงวิจารณ์ หรือเสนอแนะเร็วขน้ึ การถามในข้ันนี้ ทาใหผ้ ูร้ บั การนิเทศ มีความมั่นใจว่า ผนู้ เิ ทศยนิ ดีรับฟังเหตุผลของเขา และเขารู้สึกว่าผู้นิเทศตอ้ งการมาให้ความชว่ ยเหลือ มีจิตใจ เปิดกวา้ ง และการส่ือสารเป็นแบบคู่ปรกึ ษามากกว่าเจ้านายกบั ลกู นอ้ ง ขนั้ ที่ 3 แก้ไข เมอ่ื ผ่านมา 2 ขนั้ ตอนแลว้ ผู้นเิ ทศก็มาถงึ ข้ันทจี่ ะเสนอแนะแนวทางปรับปรุงแก้ไข ขอ้ บกพร่องต่างๆ ได้ เพราะมีความเข้าใจท่ดี ีต่อกนั ขั้นท่ี 4 สาธิต บางคร้ังการอธิบายตามขน้ั ที่ 3 อาจไมช่ ัดเจนเพียงพอ จงึ อาจสาธติ หรอื ยกตวั อย่าง ยกเหตุการณ์ มาแสดงใหเ้ ห็นจรงิ เมือ่ ผนู้ เิ ทศใหค้ าปรกึ ษาแนะนาผูร้ บั การนิเทศเสรจ็ แลว้ จึงบันทึกลงในแบบ บนั ทกึ การให้คาปรึกษาแนะนา ดงั นี้

67

68 4. กำรสร้ำงชมุ ชนแหง่ กำรเรยี นรู้ทำงวิชำชพี : Professional Learning Community ควำมหมำยของชมุ ชนแห่งกำรเรยี นรู้ทำงวิชำชีพ (PLC) PLC หมายถึง การรวมตวั ร่วมมอื ร่วมใจ และร่วมเรียนรรู้ ว่ มกันของครู ผู้บริหาร และนักการศกึ ษา บน พนื้ ฐานความสมั พันธแ์ บบกลั ยาณมติ ร มีวสิ ยั ทัศน์ คุณคา่ เปา้ หมาย และภารกจิ รว่ มกนั โดยทางานรว่ มกนั แบบ ทีมการเรยี นรู้ท่ีมีครเู ปน็ ผู้นาร่วมกนั และผ้บู รหิ ารเป็นผูด้ แู ลสนับสนุนสกู่ ารเรยี นรแู้ ละพฒั นาวชิ าชีพ เปลย่ี นแปลงคณุ ภาพตนเองสู่คุณภาพการจดั การเรยี นรู้ท่เี น้นความสาเรจ็ หรือประสทิ ธผิ ลของผเู้ รยี นเปน็ สาคญั และความสขุ ของการทางานร่วมกนั ของสมาชกิ ในชมุ ชนการเรยี นรู้ ควำมสำคญั ของชุมชนแห่งกำรเรียนรูท้ ำงวชิ ำชีพ (PLC) PLC มีพัฒนาการมาจากกลยุทธ์ระดบั องค์กรทีม่ ่งุ เนน้ ใหอ้ งคก์ รมีการปรับตัวต่อกระแสการ เปลีย่ นแปลงของสงั คมทีเ่ กิดข้ึนอย่างรวดเร็วโดยเรมิ่ พฒั นาจากแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรูแ้ ละปรบั ประยุกต์ ให้มคี วามสอดคล้องกบั บริบทของโรงเรยี นและการเรยี นรรู้ ่วมกันในทางวิชาชพี ที่มีหน้างานสาคญั คือความ รับผิดชอบการเรียนรู้ของผูเ้ รียนรว่ มกนั เปน็ สาคัญจากการศึกษาหลายโรงเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกา ดาเนนิ การในรปู แบบ PLC พบวา่ เกิดผลดีทางวชิ าชพี ครู และผู้เรียนที่มงุ่ พฒั นาการของผ้เู รยี นเปน็ สาคญั มผี ลสรปุ ใน 2 ประเด็นดังนี้ ประเดน็ ท่ี 1 ผลดีต่อครูผู้สอน คือ เพ่ิมความรู้สกึ ผูกพันต่อพันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียน โดยเพมิ่ ความกระตือรือร้นที่จะปฏิบตั ิใหบ้ รรลพุ ันธกิจและเป้าหมาย โดยอาศยั ความรว่ มมอื จากทีมการเรยี นรู้ ประเด็นท่ี 2 ผลดตี ่อผเู้ รียน คือ เพม่ิ ศักยภาพจากการเรียนรูต้ ามความสนใจ สามารถลดอตั ราการตก ซ้าช้นั และจานวนชัน้ เรยี นท่ชี ะลอการจัดการเรียนรู้ใหน้ ้อยลง เป้ำหมำยของกำรสรำ้ งชุมชนแห่งกำรเรยี นรู้ทำงวิชำชีพ - เพ่ือสรา้ งการเรยี นร้ทู างวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และเปน็ เครื่องมือในการพัฒนาอยา่ งต่อเนื่องและย่งั ยนื - เพ่ือสร้างการเปลีย่ นแปลงโดยเรยี นร้จู ากการปฏบิ ัติงานจริงของครู พัฒนาวิชาชีพครูด้วยการพฒั นา ผเู้ รียน ตลอดจนเปน็ การทบทวนการปฏิบตั ิงานของครูที่มีผลตอ่ การเรยี นรูข้ องผเู้ รียน - เพื่อสรา้ งการทางานรว่ มกนั ของครูแบบกัลยาณมติ ร ร่วมมือรวมพลงั ของทุกฝ่ายในการพฒั นาผเู้ รียน แลกเปล่ยี นเรยี นรทู้ ่ีเน้นกระบวนการเรียนรรู้ ว่ มกัน และรว่ มมือกันพัฒนาวิธกี ารทางานของครู กลยุทธใ์ นกำรจดั กำรและใช้ชมุ ชนแหง่ กำรเรียนทำงร้วู ชิ ำชีพ (PLC) 1. การศึกษาปัญหา กาหนดเปา้ หมาย อภปิ ราย สะท้อนผล แลกเปล่ยี นกับบุคคลอื่น ๆ เพ่ือกาหนด วิธกี ารดาเนินการ โดยพิจารณาและสะท้อนผลในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี 1.1 หลักการท่สี รา้ งแรงจูงใจในการปฏบิ ตั ิ 1.2 การเริม่ ดาเนินการลงมือปฏบิ ตั ิ 1.3 การออกแบบเคร่ืองมือตรวจสอบหลกั ฐานของการเรียนรู้ 2. การวางแผนดว้ ยความรว่ มมอื (Plan Cooperatively) สมาชกิ ของกลมุ่ กาหนดสารสนเทศทต่ี ้องใช้ ในการดาเนินการ 3. การวเิ คราะห์การจัดการเรยี นรู้ โดยหาวธิ กี ารท่ีจะทาให้ประสบผลสาเร็จสูงสุด 3.1 ทดสอบข้อตกลงที่เกยี่ วข้องกบั การสอนหลังจากได้มกี ารจดั เตรยี มตน้ แบบทเ่ี ปน็ การ วางแผนระยะยาว 3.2 จัดให้มชี ว่ งเวลาของการชีแ้ นะ โดยเนน้ การนาไปใช้ในช้ันเรียน

69 3.3 ใหเ้ วลาสาหรับครูทมี่ คี วามยงุ่ ยากในการสังเกตการณ์ปฏิบตั ใิ นชนั้ เรยี นของครูท่ีสร้าง บรรยากาศในการเรยี นรอู้ ย่างประสบผลสาเรจ็ ขั้นตอนกำรสร้ำงชมุ ชนแหง่ กำรเรียนรู้ทำงวิชำชพี ขั้นตอนที่ 1 ระบปุ ัญหำ ระบปุ ญั หาเก่ียวกบั การจดั การเรียนการสอน/การทางานของครู ท่เี กดิ ขึน้ ในสถานศึกษา ขน้ั ตอนที่ 2 วเิ ครำะห์สำเหตุของปญั หำ วิเคราะหส์ าเหตขุ องปัญหาที่เกิดขนึ้ วา่ เกิดขึ้นจากสาเหตุทเ่ี กดิ ขึน้ โดยมปี จั จัยใดเขา้ มาเก่ียวข้อง มีแนวโนม้ ของปัญหาอย่างไร และมผี ลกระทบใดทีจ่ ะเกดิ ขึ้น ขั้นตอนท่ี 3 ระดมควำมคิด เพอื่ นำเสนอวธิ แี กป้ ัญหำ ระดมความคิดเพอื่ หาวธิ ีแก้ปัญหาจากประสบการณ์และผลการวจิ ยั ทส่ี ามารถอ้างอิงได้แล้วนาเสนอ ผลการระดมความคิด เมือ่ นาเสนอเสรจ็ สนิ้ ดาเนนิ การอภิปรายสรปุ และเลอื กวิธีการแก้ปัญหาทีเ่ หมาะสม ข้นั ตอนที่ 4 ทดลองใช้วธิ ีแก้ปญั หำ นาวิธีแก้ปัญหาที่ได้จากการระดมความคิดไปทดลองใชใ้ นการเรยี นการสอนในชั้นเรยี น/ในการทางาน โดยร่วมกนั สงั เกตการสอนและเกบ็ ข้อมลู หรือเกบ็ ข้อมลู จากการทดลองใชใ้ นการทางาน ขั้นตอนที่ 5 สรุปผลวิธกี ำรแกป้ ญั หำ อภิปรายผลที่เกิดขน้ึ จากการทดลองใช้นาเสนอผลการสงั เกตการสอนและเสนอแนะวิธกี ารปรับปรงุ แกไ้ ขแลว้ จึงสรปุ ผลวธิ ีการแก้ปัญหาท่ีใหผ้ ลดตี อ่ การเรียนรู้ของผ้เู รยี น/การทางานแล้วทาการแบง่ ปนั ประสบการณ์กบั ชมุ ชนแห่งการเรยี นรูท้ างวิชาชพี อ่นื วิธกี ำรและเทคนคิ กำรเรยี นรทู้ ีส่ ดคล้องกับกำรจดั กำรเรียนกำรสอนสู่ PLC 1. การออกแบบและจดั การเรียนรู้ผ่านกจิ กรรมการเรียนรู้ 2. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ทีเ่ น้นผู้เรยี นเป็นสาคญั ใหม้ ีความหลากหลายตามสภาพผู้เรียนตามความ สนใจและศักยภาพของ ผู้เรยี น และเน้นผู้เรยี นเป็นรายบุคคล 3. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ที่ใหน้ กั เรยี นลงมือปฏบิ ตั ิ เชน่ โครงงาน Active Learning 4. การกระตนุ้ การเรยี นรขู้ องผ้เู รียน โดยเน้นทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ การต้งั คาถาม 5. การจัดการเรยี นการสอนโดยใช้สอ่ื และเทคโนโลยี 6. การจัดการเรียนการสอนแบบบรู ณาการเช่ือมโยงกลุ่มสาระ 7. การประเมินตามสภาพจริง และให้ข้อมูลยอ้ นกลบั และติดตามผล รวมทั้งการชว่ ยเหลือนักเรยี น

70 ตัวอยำ่ ง ประกำศโรงเรยี น……………………. เร่อื ง กำรจดั ตั้งกลุ่มชุมชนกำรเรยี นรูท้ ำงวิชำชีพ (PLC) กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้..................................................... ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ กาหนดให้สถานศึกษาดาเนินการขับเคล่ือนกระบวนการ PLC (Professional Learning Community) “ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” ในสถานศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากประสบการณ์สู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างย่ังยืน เพ่ือพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ สู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามเป้าหมาย อาศัยอานาจตามความใน มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการ ขับเคลื่อนกระบวนการ PLC กลุ่มสาระการเรียนรู้......................................ประจาปีการศึกษา ………….. ดงั ตอ่ ไปน้ี 1. กลุม่ PLC ........................................................... เวลา..................... วนั เวลา ประชุม PLC วนั ....(จนั ทร์-ศกุ ร)์ ........ มีสมาชกิ จานวน.............คน ดงั น้ี ประธานกรรมการ 1) ....................................................... กรรมการ 2) ....................................................... กรรมการ 3) ....................................................... กรรมการ 4) ....................................................... เลขานกุ าร 5) ....................................................... เวลา..................... 2. กลุ่ม PLC ........................................................... วัน เวลา ประชมุ PLC วนั ....(จันทร์-ศกุ ร์)........ ประธานกรรมการ มสี มาชิก จานวน.............คน ดังน้ี กรรมการ 1) ....................................................... กรรมการ 2) ....................................................... กรรมการ 3) ....................................................... เลขานกุ าร 4) ....................................................... 5) ....................................................... มีหนา้ ท่ี 1. ประสานงานการขับเคลอ่ื นกระบวนการ PLC ในแตล่ ะกลมุ่ 2. ขบั เคลื่อนกระบวนการ PLC /จดบนั ทึก Logbook 3. ดาเนนิ การแลกเปลย่ี นเรยี นร้ใู นกล่มุ /ระดับ/งาน 4. สรุปและรายงานผลการขบั เคล่อื นกระบวนการ PLC

71 5. จัดเวทีแลกเปลย่ี นเรียนรู้ (Show & Share) 6. ปฏิบตั ิงานอ่นื ๆ ทีไ่ ด้รบั มอบหมาย ประกาศ ณ วันท่ี เดอื น พ.ศ. (……………………………………………..) ผอู้ านวยการ………………………………………

ตวั อย่ำง 72 - รำยกลุ่ม - ตราโรงเรียน แบบบันทึกกจิ กรรม ชมุ ชนกำรเรยี นรทู้ ำงวิชำชีพ (Professional Learning Community) กล่มุ กจิ กรรม PLC................................................................................... กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้........................................................ สมำชกิ ในกลมุ่ PLC ตาแหน่ง ครู 1............................................................................ ตาแหนง่ ครู 2............................................................................ ตาแหนง่ ครู 3............................................................................ ตาแหนง่ ครู 4............................................................................ ตาแหนง่ ครู 5............................................................................ ตาแหน่ง ครู 6............................................................................ ตาแหน่ง ครู 7............................................................................ ตาแหนง่ ครู 8............................................................................

73 โรงเรยี น……………………… สำนกั งำนเขตพนื้ ที่กำรศึกษำ……………………………………………… สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขนั้ พ้ืนฐำน กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร กิจกรรมชมุ ชนกำรเรยี นรู้ทำงวิชำชพี (Professional Learning Community) ชื่อกลุ่มกจิ กรรม PLC........................................................................................................................................... สมำชกิ ในกลุ่ม PLC 1. ............................................................................... ตาแหนง่ ประธาน 2. ............................................................................... ตาแหน่ง กรรมการ 3. ............................................................................... ตาแหน่ง กรรมการ 4. ............................................................................... ตาแหนง่ กรรมการ 5. ............................................................................... ตาแหน่ง กรรมการ 6. ............................................................................... ตาแหน่ง กรรมการ 7. ............................................................................... ตาแหน่ง กรรมการ 8. ............................................................................... ตาแหนง่ เลขานุการ แผนกำรดำเนนิ งำน กจิ กรรมท่ี 1 (PLAN) - กาหนด งาน/ประเดน็ /เรื่อง/ปัญหา/ส่งิ ทีต่ ้องการพัฒนา - ระบสุ าเหตขุ องปัญหา/ส่งิ ที่ต้องการพฒั นา - แนวทางการแก้ไขปัญหา/ส่ิงท่ตี ้องการพฒั นา - ออกแบบกิจกรรม/เครื่องมือ/วธิ กี ารเพื่อแก้ปญั หา กิจกรรมที่ 2 (Do) - สงั เกตการสอน/ทากิจกรรม (บันทกึ ประเดน็ ทีพ่ บจากแบบสังเกต) กจิ กรรมท่ี 3 (SEE) - สรุปผล / สะทอ้ นผล (ผลท่ผี ้เู รียนได้รับ/ส่ิงทจ่ี ะพัฒนาตอ่ ไป)

74 กำรเขำ้ ร่วมกจิ กรรมชมุ ชนกำรเรยี นรทู้ ำงวิชำชพี (Professional Learning Community) ประชมุ PLC ครั้งท.ี่ ..........ภำคเรยี นที่……… ปกี ำรศึกษำ…….. วัน เดอื น ปี................................... เร่ิมประชุมเวลำ............................ เสร็จส้ินกำรประชุมเวลำ............................ สถำนทป่ี ระชุม................................................................................................................. สมำชิกที่เขำ้ รว่ มกำรประชุม ลำยมือชอ่ื ชอ่ื – สกลุ .......................... .......................... 1................................................................................ .......................... 2................................................................................ .......................... 3................................................................................ .......................... 4................................................................................ .......................... 5................................................................................ .......................... 6................................................................................ .......................... 7................................................................................ 8................................................................................ สมำชกิ ทไี่ ม่เขำ้ รว่ มกำรประชมุ สำเหตกุ ำรไมเ่ ข้ำรว่ มประชุม ช่อื – สกลุ .......................... 1................................................................................

75 รูปภำพกำรประชุมกิจกรรมชมุ ชนกำรเรียนรทู้ ำงวิชำชีพ (PLC) คร้งั ท่ี............/………… วัน/เดอื น/ปี.....................................

76 กำรสงั เกตกำรสอน/กำรสอน/กำรทำกจิ กรรม โรงเรยี น……………. สำนักงำนเขตพนื้ ทก่ี ำรศกึ ษำ……………….. หน่วยกำรเรียนร/ู้ กิจกรรม.................................................. วชิ ำ...................................... วนั เดอื น ปี ................................................ เวลำ...........ชวั่ โมง ผ้สู อน..................................................................................................................... ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. ประเดน็ ปญั หำ /ส่ิงที่ต้องกำรพัฒนำ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. กจิ กรรม/เครอื่ งมอื /วธิ ีกำรเพื่อแก้ปัญหำ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… 3. ผลกำรจัดกิจกรรมเพื่อแก้ปญั หำ/พฒั นำ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… 4. ปัญหำ/อปุ สรรค ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… 5. ข้อเสนอแนะ ....................................................................................................................................................... .................... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงช่อื ..........................................ผูบ้ ันทกึ ลงชอื่ .............................................ผูร้ ับรอง (……………………..........………………..) (……………………..........………………..) ตาแหน่ง......................................... ตาแหน่ง.........................................

77 รปู ภำพกำรประชุมกจิ กรรมชมุ ชนกำรเรียนร้ทู ำงวิชำชีพ (PLC) กำรสอน/ทำกิจกรรม วัน/เดือน/ปี..............................................

78 สรุปผลกำรแกป้ ญั หำ/พัฒนำ กิจกรรมชมุ ชนกำรเรียนรู้ทำงวชิ ำชีพ (Professional Learning Community) โรงเรยี น…………………………. สำนกั งำนเขตพน้ื ที่กำรศึกษำ……………………… ภำคเรียนท่ี …….. ปกี ำรศึกษำ…………………. ช่อื กลุ่มกิจกรรม PLC ............................................................................................................................. ............ ชือ่ กจิ กรรม........................................................................................................................................................... ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. ประเดน็ ปญั หา /ส่ิงท่ตี ้องการพฒั นา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. สาเหตขุ องปัญหา/สงิ่ ท่ตี ้องการพัฒนา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 3. กระบวนการแกป้ ัญหา/พัฒนา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 4. กิจกรรม/เครื่องมือ/วธิ กี ารเพื่อแกป้ ญั หา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 5. ผลการจัดกจิ กรรมการพฒั นา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 6. ความสาเรจ็ ทไี่ ด้รับ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ........................................................................................................................................................................... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 7. ประเดน็ ทค่ี วรพฒั นาต่อไป ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ..................................................................................................................................... ...................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

79 8. ขอ้ เสนอแนะ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ............................................................................................................................. .............................................. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 9. นวัตกรรมทีเ่ กิดข้นึ ............................................................................................................................. .............................................. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงช่อื ..........................................ผู้บันทกึ ลงชื่อ..........................................หวั หนา้ /ผนู้ าPLC (……………………………………..) (……………………………………..) ลงชื่อ............................................ผรู้ ับรอง (.................................................) ผู้อานวยการโรงเรยี น...................................................

80 ตวั อยำ่ ง แบบกำรขอจดั ต้ังกลุ่มกจิ กรรม PLC ชมุ ชนแห่งกำรเรยี นรูท้ ำงวชิ ำชีพ (Professional Learning Community) โรงเรียน…………………. ปกี ำรศกึ ษำ ……………………….. เรื่อง ขออนุญาตจดั ตั้งกจิ กรรม PLC ชมุ ชนแห่งการเรียนร้ทู างวิชาชีพ เรียน ผู้อานวยการ…………………………….. ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ กาหนดให้สถานศึกษาดาเนินการขับเคล่ือนกระบวนการ PLC (Professional Learning Community) “ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” ในสถานศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากประสบการณ์สู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน เพื่อ พฒั นาคุณภาพการจัดการเรยี นรู้ สู่การพฒั นาคณุ ภาพผ้เู รยี นตามเปา้ หมาย ขา้ พเจา้ จงึ มีความประสงคข์ อจัดต้ัง กิจกรรม PLC (ช่อื กลุ่ม PLC) .............................................................................. ...................... กล่มุ สาระการเรียนร.ู้ ...............................................ซ่ึงมีสมาชิกจานวน............คน ดงั นี้ 1. ........................................................ กลมุ่ สาระการเรยี นร.ู้ ........................... ตาแหนง่ ..................... 2. ......................................................... กลมุ่ สาระการเรียนรู.้ ........................... ตาแหน่ง..................... 3. .......................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นร.ู้ ........................... ตาแหนง่ ..................... 4. .......................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นร้.ู ........................... ตาแหนง่ ..................... 5. .......................................................... กลุ่มสาระการเรียนรู้............................ ตาแหนง่ ..................... 6. .......................................................... กลุ่มสาระการเรยี นร.ู้ ........................... ตาแหนง่ ..................... 7. .......................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นร.ู้ ........................... ตาแหนง่ ..................... 8. .......................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรู้............................ ตาแหนง่ ..................... ลงชือ่ ................................................... (...........................................................) ประธานกลุ่ม PLC ลงช่ือ.................................................. (...........................................................) หวั หน้ากล่มุ สาระการเรียนรู้ ลงชอื่ ................................................... (……………………………………………………..) ผอู้ ำนวยกำร……………………………………..

81 5. กำรสนทนำทำงวิชำกำร การสนทนาทางวิชาการ หมายถงึ การประชุมครหู รือกลมุ่ ผู้สนใจเร่อื งราวขา่ วสารเดยี วกัน โดยกาหนดใหผ้ ู้นาสนทนาคนหน่งึ นาสนทนาในเรื่องทีก่ ล่มุ สนใจ โดยมีวัตถุประสงค์ เพอื่ เพิ่มพูนความรู้ ความเขา้ ใจแนวทางการปฏิบตั งิ าน เทคนคิ วิธีการแก่คณะครใู นโรงเรียน และพฒั นาบคุ ลากรในโรงเรยี น 4.1 ขนั้ ตอนกำรนเิ ทศแบบสนทนำทำงวิชำกำร มขี ้ันตอนดงั น้ี ข้ันท่ี 1 ศกึ ษาปญั หา ขั้นศกึ ษาปญั หามีวธิ ีการ คือ สารวจปญั หา ความตอ้ งการในเร่ืองราวที่มีความสนใจร่วมกัน หรอื เปน็ ปญั หารว่ มกัน เชน่ เรื่องการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา เรื่อง การจัดการเรียนรทู้ ักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นตน้ แลว้ ลาดับเรื่องทจ่ี ะใชส้ นทนาทางวิชาการตามความสาคญั ความจาเปน็ และความเหมาะสม ข้นั ท่ี 2 เลอื กผู้นาสนทนาทางวชิ าการ มีวธิ กี ารดังน้ี 2.1 เลอื กบุคคลใดบคุ ลหน่งึ ในโรงเรยี น ทเ่ี หน็ วา่ มคี วามสามารถเป็นผูน้ าสนทนาทาง วชิ าการได้ โดยจะต้องเป็นผู้ท่ีมคี วามรู้ความเข้าใจเร่ืองทจ่ี ะสนทนาได้อย่างลึกซ้ึงกวา่ ผูอ้ ืน่ 2.2 เลอื กบคุ คลภายนอก หากเหน็ วา่ เรอ่ื งท่ีจะสนทนานน้ั คอ่ นข้างยากคณะครูใน โรงเรียนยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจ และความชานาญเพยี งพอ 2.3 ผูน้ าทางวิชาการ ควรหมุนเวียนกันไป ไม่ควรเป็นผ้เู ดยี วซ้ากนั ตลอดปี 2.4 ประสานงานกับผนู้ าสนทนาทางวชิ าการ ทั้งในหรอื นอกโรงเรียน โดยแจ้งวัตถุประสงค์ให้เขา้ ใจตรงกัน ขั้นที่ 3 ปฏบิ ัตกิ าร มขี ั้นตอนดงั น้ี 3.1 กาหนดการสนทนาทางวิชาการ ในชว่ งหลังรบั ประทานอาหารกลางวนั หรอื ชว่ ง วา่ งตอนใดตอนหน่งึ ทเี่ ห็นว่าเหมาะสม โดยอาจกาหนดเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนตามความตอ้ งการ และ ทาปฏทิ นิ ไว้ให้ชดั เจน 3.2 กาหนดเวลาสนทนาคร้งั ละ 30 – 45 นาที 4.2 วิธีกำรพูดนำเสนอในเชิงวิชำกำร การพดู นาเสนอในเชงิ วิชาการ ควรมีลาดบั การพูด (Outline) การเตรียมสื่อ และการ เตรยี มตัว ดังน้ี 4.2.1 หลักสาคญั ของการพดู นาเสนอเชิงวชิ าการ 4.2.1.1 ตอ้ งมกี ารเกรน่ิ นา เพื่อแจ้งใหผ้ ู้ฟงั ทราบว่าเร่ืองที่ฟังเกยี่ วกบั อะไร มขี นั้ ตอนการนาเสนออย่างไร และจะได้อะไรจากการฟงั 4.2.1.2 ช่วงบทนาควรจะต้องกระชบั และพดู เฉพาะข้อมูลทีจ่ าเปน็ ทีจ่ ะ ช่วยใหผ้ ู้ฟังเขา้ ใจเร่ือง และความสาคญั ของเรื่องทีจ่ ะพูด 4.2.1.3 ในส่วนของผลการสรุป และข้อแนะนา ควรพูดอยา่ งละเอียด 4.2.1.4 ในสว่ นทีไ่ ม่ได้มสี ว่ นร่วม หรอื มรี ายละเอยี ดมากเกินไป ไม่ควรจะ นามากลา่ วถงึ การพูดต้องกระชับและชดั เจน การพดู ที่ยาวเกนิ ไป หรอื มีรายละเอยี ดมากเกินไปจะทาให้ เกิดการเบื่อหน่าย 4.2.1.5 ต้องทาใหผ้ ู้ฟงั สนใจในเรอื่ งที่พดู และไมร่ ูส้ ึกเบอ่ื หน่าย 4.2.1.6 ตอ้ งพูดกบั ผู้ฟัง ไมใ่ ช่ทอ่ งจาเรื่อง ดังน้ันควรจาแคส่ องสามบรรทัด แรกเพ่ือการเรมิ่ ตน้ ที่ดี

82 4.2.1.7 ตาต้องมองไปยังผู้ฟังไม่ใชผ่ นัง การสบสายตากับผู้ฟังจะชว่ ยให้ ผูฟ้ ังสนใจในเรื่องที่พดู และทาใหร้ ู้วา่ ผูฟ้ งั ร้สู กึ เบื่อหนา่ ยหรือไม่ 4.2.2 การเตรยี มส่ือ ควรจะต้องทราบขอบเขตของเร่ืองทจี่ ะพูด เวลาท่ตี ้องใช้และ กลมุ่ ผฟู้ ัง เพือ่ ทจ่ี ะไดเ้ ตรยี มเรื่องใหเ้ หมาะสมกับผ้ฟู งั และเวลา ควรมขี ัน้ ตอนดังนี้ 4.2.2.1 เตรยี มสือ่ ในการพดู ไมเ่ กินหนงึ่ แผ่นต่อเวลาพูดหนึ่งนาที 4.2.2.2 ถ้าเตรยี มแผ่นใส ควรจะนาเสนอไม่เกนิ 10 บรรทดั ต่อหนึง่ แผ่น 4.2.2.3 การเลือกใช้สไี ม่ควรใช้คู่สีทที่ าใหม้ องลาบากเชน่ แดงบนพน้ื เขยี ว 4.2.2.4 ใช้ตัวหนงั สอื สอี ่อนบนพ้นื สเี ขม้ จะทาใหอ้ า่ นได้งา่ ย และไม่มกี าร สะท้อนกบั แสงอื่นๆ ในส่วนทฤษฎีควรจะนาเสนอเฉพาะสมการท่ีใชโ้ ดยไม่ต้องเขียนอธิบายอยา่ งละเอียด วา่ ได้มาอย่างไร 4.2.2.5 ควรจะหลกี เล่ยี งการใชส้ มการยาวๆ 4.2.2.6 ถา้ จาเปน็ ใหแ้ สดงเฉพาะสมการที่สาคัญเท่านั้น 4.2.2.7 ความสาคญั ของสมการและสัญลกั ษณ์ตา่ งๆ ควรจะอธบิ าย โดยการพดู 4.2.2.8 ควรหลีกเลีย่ งการใช้ตาราง แต่ถา้ จาเปน็ ควรจากัดใหม้ ขี ้อมูล จานวนไม่มากเกนิ ไป 4.2.2.9 รปู และแผนภมู ิ ควรจะชัดเจน คาอธบิ ายของแกนต่างๆ ตอ้ ง สามารถมองเห็นได้อย่างชดั เจน 4.2.3 การพดู และการเตรยี มตวั 4.2.3.1 ควรเตรยี มตวั มาอย่างดแี ละมีความเข้าใจในเนื้อหาทจ่ี ะพูด 4.2.3.2 ฝกึ พูดเพื่อตรวจสอบว่าสอ่ื ทีเ่ ตรียมและเนือ้ หาที่เหมาะสมกับเวลา และผฟู้ งั หรือไม่ 4.2.3.3 ทาแผน่ โน้ต เพ่ือใช้เตือนความจา ในเรื่องที่ควรจะพูด 4.2.3.4 แตง่ กายให้เรยี บร้อยและเหมาะสมกบั สถานทแ่ี ละผู้ฟัง 4.2.3.5 การทาสมาธกิ ่อนการพูด อาจช่วยใหอ้ าการประหม่า หรอื ตื่นเต้น ลดลงสดู หายใจลึกๆ ก่อนและระหวา่ งการพดู เพื่อระงับอาการตน่ื เตน้ 4.2.3.6 ควรจะสารวมกริ ยิ า และใชภ้ าษาทีเ่ หมาะสมในการพูด 4.2.3.7 อาจดโู น้ตชว่ ยระหว่างพดู ถา้ เกิดอาการตน่ื เต้นจนลืมเรือ่ งท่จี ะพูด 4.2.3.8 ต้องมคี วามกระตือรือรน้ ในเรอื่ งท่ีจะพูด ถา้ พดู เสยี งโทนเดยี วและ ดูเฉ่อื ยๆ ผู้ฟงั จะไม่สนใจและเบื่อหนา่ ย 4.2.3.9 ตอ้ งพยายามรกั ษาเวลาในการพดู ใหเ้ หมาะสม ถา้ กาลังจะเกิน เวลาทก่ี าหนดควรจะรบี สรปุ การพูดให้จบตามเวลาทกี่ าหนด

83

84 6. กำรประชุม การประชมุ หมายถึง การพบปะของกลมุ่ คนเพอ่ื การอยา่ งใดอย่างหนงึ่ ในแงข่ องการนเิ ทศ การศึกษา การประชมุ จัดข้ึนโดยหน่วยงานท่มี รี ูปแบบตามขนาดของกล่มุ คน เพ่ือแสดงการตัดสินใจ และเพ่ือใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์ การประชมุ ท่ีใชใ้ นการนิเทศมหี ลายลักษณะ เชน่ การประชุมนิเทศ การประชมุ เฉพาะกิจ การประชมุ ระดมสมอง การประชมุ ชี้แจง การประชมุ สัมมนา การอบรม การประชุม กลุม่ ยอ่ ยในงาน การประชุมปฏบิ ัตกิ ารในเร่อื งใดๆ 5.1 กำรประชมุ นเิ ทศ การประชุมนเิ ทศ หมายถงึ การให้ข้อมูลป้อนกลับแกผ่ ้รู ับการนิเทศเก่ียวกับปัญหาทเ่ี กิดขึ้น โดยผู้ นิเทศเป็นผูศ้ ึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปญั หา แลว้ นามาแนะนาแก่ผรู้ ับการนเิ ทศหรอื ผู้นเิ ทศและผ้รู บั การ นิเทศหาข้อสรปุ ทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ การปรับปรุงแก้ไขปัญหาน้ันๆ 5.1.1 ขนั้ ตอนกำรประชุมนเิ ทศ มีขน้ั ตอนดงั นี้ ข้ันท่ี 1 ขนั้ เรม่ิ ตน้ 1.1 ผู้นิเทศรับทราบปัญหาจากผู้รับการนเิ ทศแล้วสนทนาสอบถามเรอื่ งราวที่เปน็ ปญั หาน้นั ๆ 1.2 ผนู้ เิ ทศศกึ ษาปญั หาและหาแนวทางแก้ไขจากเอกสารตาราหรือจาก ประสบการณ์ หรอื ผ้นู ิเทศและผ้รู ับการนเิ ทศศึกษาปัญหารว่ มกัน ขน้ั ท่ี 2 ขนั้ อภปิ รายและแสดงความคดิ เห็น มขี ั้นตอนดังน้ี 2.1 ผ้นู ิเทศนาอภปิ รายถงึ ปญั หาของผรู้ บั การนเิ ทศ 2.2 ผรู้ บั การนิเทศร่วมอภิปรายและแสดงความคิดเหน็ ข้นั ท่ี 3 ข้นั สรุป ผนู้ ิเทศและผู้รับการนิเทศ ร่วมกนั สรปุ เก่ียวกับการแก้ไขปัญหาและผูน้ เิ ทศตัดสนิ ใจ แก้ไขปญั หาแก่ผู้รบั การนิเทศ หรืออาจร่วมกันตัดสนิ ใจทั้งผู้นเิ ทศและผู้รับการนเิ ทศเพื่อนาไปดาเนินการตอ่ ไป

85 6.2 กำรประชมุ ระดมสมอง การระดมสมองมาจากคาในภาษาอังกฤษ คอื Brain Storming โดยที่คาแรก คือ Brain หมายถึง สมอง สว่ นคาหลงั Storming หมายถงึ พายุท่โี หมกระหน่า หากจะแปลตรงๆ ก็คงหมายถงึ การมงุ่ ใชพ้ ลงั ความสามารถทางการคิดของสมองของมวลสมาชกิ ในกลมุ่ เพอ่ื คดิ ในเร่ืองใดเรื่องหนึง่ เพ่ือนาไปใชป้ ระโยชน์ ต่อไป คนทีไ่ มช่ อบคดิ หรอื คนทีช่ อบคิดเงียบๆ ไมช่ อบแสดงใหค้ นอนื่ รู้วา่ ตนเองคดิ อาจไม่เหมาะทีจ่ ะร่วมกลุ่ม เพื่อระดมสมอง การระดมสมอง ถอื เปน็ เทคนิคที่ใชก้ บั กลุ่ม Group Technique ไมใ่ ชใ่ ชก้ บั คนเพียงคนเดียว (ในทางการบรหิ ารมักใช้เป็นเครอ่ื งมือในการแสวงหาทางเลือกในการตัดสนิ ใจและใชใ้ นการวางแผน) การระดมสมอง หมายถึง การแสวงหาความคิดต่อเร่อื งใดเรื่องหนง่ึ ให้ได้มากที่สุดภายในเวลาทกี่ าหนด ดังนั้น การให้คดิ โดยไม่กาหนดเวลาทจ่ี ากัดแนน่ อนก็ไมเ่ รยี กวา่ การระดมสมอง การระดมสมองจะมี ประสทิ ธิภาพมากทสี่ ดุ เม่ือใช้กบั กลุ่มท่ีไม่รู้จักกนั ไม่เกรงใจกนั หรอื สนิทสนมกนั มากเกินไป และจานวน สมาชิกทีร่ ่วมระดมสมองถา้ จะใหม้ ีประสทิ ธภิ าพมากท่สี ุดควรอยรู่ ะหว่าง 4 ถงึ 9 คน สาหรับนกั วิชาการทเี่ ปน็ ผู้ให้กาเนดิ ของเทคนิคน้ยี ังมีความเห็นทแี่ ตกตา่ งกนั อยโู่ ดยมซิ โู น่ (Mizuno) ไม่ไดบ้ อกว่าใครเป็นผตู้ ้นคดิ แต่ระบวุ า่ ได้มกี ารใชเ้ ทคนิคระดมสมองในญ่ีปุ่นตัง้ แตป่ ี 1952 ในขณะที่ฟอรซ์ ทิ (Donelson Forsyth) กลบั ระบชุ ดั เจนว่าเทคนิคการระดมสมองเกิดจากแนวคิดของออสบอร์น (Alex F. Osborne) ซึง่ เป็นผู้บริหารบรษิ ัทโฆษณาแห่งหน่งึ ตั้งแตป่ ี 1957 6.2.1 จดุ เนน้ ของกำรระดมสมอง ออสบอร์น ได้กาหนดจดุ เนน้ ของการระดมสมองไว้ 4 ประการ ไดแ้ ก่ 6.2.1.1 เนน้ ใหม้ กี ารแสดงความคิดออกมา (Expressiveness) สมาชิกทุกคนต้องมี เสรภี าพ อยา่ งสมบูรณใ์ นการทจ่ี ะแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมาจากจิตใจ โดยไมต่ ้องคานึงวา่ จะเป็นความคดิ ท่แี ปลกประหลาด กวา้ งขวาง ลา้ สมยั หรอื เพ้อฝันเพยี งใด 6.2.1.2 เนน้ การไม่ประเมนิ ความคิดในขณะทกี่ าลังระดมสมอง (Non–evaluative) ความคดิ ที่สมาชิกแสดงออกต้องไมถ่ ูกประเมินไม่วา่ กรณีใดๆ เพราะถือว่าทุกความคดิ มีความสาคญั หา้ ม วพิ ากษ์ วิจารณค์ วามคิดผู้อนื่ การแสดงความเหน็ หกั ล้าง หรือครอบงาผอู้ นื่ จะทาลายพลังความคดิ สรา้ งสรรค์ ของกลมุ่ ซ่ึงส่งผลทาใหก้ ารระดมสมองครั้งน้ันเปลา่ ประโยชน์ 6.2.1.3 เน้นปรมิ าณของความคดิ (Quautity) เป้าหมายของการระดมสมอง คือ ตอ้ งการใหไ้ ด้ความคิดในปรมิ าณมากทีส่ ุดเท่าที่จะมากได้ แม้ความคดิ ที่ไม่มีทางเป็นจรงิ กต็ ามเพราะอาจใช้ ประโยชน์ได้ในแง่การเสริมแรง หรือการเปน็ พืน้ ฐานใหค้ วามคดิ อืน่ ท่ใี หม่และมีคณุ คา่ ยงิ่ มคี วามคิดใหมๆ่ เกดิ ขึน้ มากเพียงใดก็ยงิ่ มีโอกาสคน้ พบวธิ กี ารแก้ปญั หาที่ดี 6.2.1.4 เนน้ การสร้างความคิด (Building) การระดมสมองเกดิ ขึ้นในกลมุ่ ดงั นั้น สมาชิกสามารถสรา้ งความคิดขน้ึ เองโดยเชือ่ มโยงความคดิ ของเพ่ือนในกลุ่ม โดยใชค้ วามคิดของผู้อ่ืน เป็นฐานแล้วขยายความเพ่มิ เตมิ เพื่อเป็นความคดิ ใหม่ของตนเอง 6.2.2 กำรเตรียมระดมสมอง กอ่ นการดาเนินการระดมสมองนนั้ จะตอ้ งเตรียมการ 3 ขน้ั ตอน ดงั น้ี 6.2.2.1 ขัน้ กาหนดเป้าหมาย ตอ้ งกาหนดใหก้ ระชบั เฉพาะเจาะจงและชัดเจนทีส่ ุด วา่ จะระดมสมองเรื่องอะไร เพ่อื อะไรและต้องทาใหส้ มาชิกเขา้ ใจ และเหน็ ด้วยกบั เปา้ หมายน้ัน

86 6.2.2.2 ข้ันกาหนดกลุ่ม จะมีจานวนเท่าไร ใครบา้ ง ใครจะทาหน้าท่เี ขยี นความคิด ของสมาชิกและสถานที่ ทจ่ี ะนาแผน่ การ์ดความคิดไปตดิ ตอ้ งใหม้ องเห็นไดช้ ัดเจน และในบางครั้งผนู้ ากลุ่ม ต้องเดด็ ขาดหากมสี มาชกิ บางคนเร่ิมครอบงาหรือขม่ ผู้อน่ื 6.2.2.3 ขน้ั กาหนดเวลา ต้องแนช่ ัดและเหมาะสม จะเร่ิมและจะต้องยุติเม่ือใด การมเี วลาจากัดจะสร้างความกดดันใหส้ มองเรง่ ทางานอย่างเต็มที่ สมองซกี ขวาจะคิด ส่วนสมองซีกซ้าย จะประเมนิ ความคิดของตนเองว่าเหมาะสมหรือไม่ แลว้ รบี แสดงออกมาโดยเร็ว 6.3 กำรประชุมสัมมนำ การจัดประชุมสมั มนาเป็นกระบวนการของการทางานร่วมกันเปน็ กลมุ่ โดยมีขั้นตอน การปฏบิ ตั อิ ยา่ งต่อเนื่อง สามารถตรวจสอบและประเมินผลไดท้ กุ ขน้ั ตอน ซ่ึงการดาเนนิ การการจดั ประชมุ สัมมนาจะแบง่ ออกเป็น 3 ขน้ั ตอน คือ 6.3.1 การเตรียมการกอ่ นการประชมุ สัมมนา 6.3.2 การดาเนินการระหวา่ งการประชุมสัมมนา 6.3.3 การดาเนนิ การหลังการประชมุ สมั มนา ข้นั ตอนกำรจัดประชุมสัมมนำ ขั้นท่ี 1 ขนั้ ท่ี 2 ขั้นท่ี 3 การเตรียมการก่อนการสัมมนา การดาเนินการระหวา่ ง การดาเนินการหลังการสมั มนา การสัมมนา 1. สารวจประเด็นปัญหา 1. ลงทะเบียน 1. วเิ คราะห์ผลการศกึ ษา 2. ต้งั คณะกรรมการกลาง 2. เปดิ การสัมมนา 2. รายงานผูบ้ ังคบั บัญชา 3. เขยี นโครงการสมั มนา 3. จดั ประชมุ กลมุ่ ใหญ่ 3. รายงานหนว่ ยงานท่เี กยี่ วข้อง 4. ดาเนินงานเตรยี มการ 4. จัดประชมุ กลมุ่ ย่อย 4. ดาเนนิ งานงบประมาณ สมั มนา 5. จดั ประชมุ รวม 5. ตดิ ตามผลและวเิ คราะห์ 6. ปิดการสมั มนา 6.3.1 กำรเตรียมกำรก่อนกำรประชมุ สมั มนำ ในการจดั ประชมุ สัมมนาต้องอาศยั บุคคลหลายฝ่ายมาทางานรว่ มกัน ดังนั้น การเตรียมงานไว้ล่วงหน้า จงึ เป็นส่งิ จาเป็นเพ่ือให้การดาเนินงานเปน็ ไปดว้ ยความเรียบร้อยภายในเวลา ที่กาหนดไว้ โดยมีขนั้ ตอนในการจัดเตรยี มงานประชุมสมั มนา ดงั ตอ่ ไปน้ี ข้ันตอนกำรเตรยี มกำรกอ่ นกำรประชมุ สัมมนำ สำรวจประเดน็ ปญั หำ แตง่ ต้ังคณะกรรมกำร เตรียมกำรประชุมสัมมนำ เขียนโครงกำร

87 6.3.1.1 สารวจประเด็นปัญหาและความต้องการในการประชุมสัมมนาโดยพจิ ารณา จากปัญหา และอุปสรรคท่ีเกิดขน้ึ ในการทางาน หรือปัญหาท่ีเกดิ ขน้ึ ในหน่วยงานความต้องการของบคุ ลากร โดยรวบรวมข้อมูลจากแบบสารวจความคดิ เห็น แบบสอบถาม หรือแบบสมั ภาษณใ์ ช้การจัดประชุมสมั มนาชว่ ย ใหบ้ ุคลากรในหนว่ ยงานเขา้ ใจ นโยบายของหนว่ ยงานและปฏบิ ัตไิ ดอ้ ยา่ งถกู ต้อง 6.3.1.2 แตง่ ตง้ั คณะกรรมการดาเนินการจดั ประชมุ สัมมนาเพ่ือทาหน้าท่ีดังตอ่ ไปนี้ 1) หาหัวขอ้ เรื่องทจ่ี ะใช้ในการประชุมสัมมนา โดยการรวบรวมและ แยกแยะในประเด็นปัญหาต่างๆ 2) พจิ ารณาบคุ คลหรือผู้เชี่ยวชาญ ท่ีจะเชญิ เขา้ ร่วมการประชุมสัมมนาพิธี เปิด พธิ ีปดิ การสมั มนา ตลอดจนเจา้ หนา้ ท่ที ่ปี ฏิบตั งิ านในฝ่ายตา่ งๆ 3) พิจารณาแผนการและจัดเตรียมขนั้ ตอนในการดาเนนิ การวา่ ชว่ งใดควร จะจดั การอยา่ งไร เพ่ือจะได้เตรียมจดั ใหม้ ีพธิ ีการต่างๆ ในแต่ละชว่ งน้ันได้อย่างเหมาะสม 4) พจิ ารณาแนวทางในการประชาสัมพนั ธ์ วิธีการประเมนิ ผลตลอดจนการ เผยแพร่ รายงานผลการประชุมสัมมนา หรือผลสรปุ ของการประชุมสัมมนาได้อยา่ งเหมาะสม 5) พิจารณาและเสนอการแตง่ ตั้งคณะอนุกรรมการฝา่ ยต่างๆตง้ั แตเ่ ร่มิ เตรียมงาน จนกระทั่งสิน้ สดุ การประชมุ สัมมนา 6) พจิ ารณาปญั หาอ่นื ๆ ท่ีคาดวา่ อาจจะเกดิ ขนึ้ ได้ในข้นั การเตรียมงาน ข้นั ดาเนินการ ประชุมสัมมนา และขัน้ หลงั การดาเนินการสัมมนา 7) พิจารณาเรอื่ งอื่นๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งตามความเหมาะสม 6.3.1.3 เขียนโครงการประชุมสัมมนา เพื่อกาหนดความชัดเจนของการดาเนนิ งาน ขัน้ ตอนตา่ งๆ ซง่ึ จะทาให้การดาเนินการประชุมสมั มนา สามารถดาเนินไปได้ด้วยความเรียบรอ้ ยและมี ประสทิ ธภิ าพนอกจากนี้ ยังสามารถใชป้ ระโยชน์จากโครงการประชมุ สัมมนาดังต่อไปน้ี 1) ใชใ้ นการขออนุมัตจิ ัดประชุมสัมมนาจากผมู้ ีอานาจ 2) ใชข้ อความสนบั สนุนดา้ นงบประมาณจากหน่วยงานทีเ่ กี่ยวข้อง 3) ให้ผ้เู กี่ยวข้องทาความเข้าใจความเปน็ มาเก่ียวกบั การจดั ประชุมสมั มนา โครงการประชมุ สัมมนา ประกอบด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้ 1) ชอื่ โครงการ การตัง้ ชอ่ื โครงการสามารถตงั้ ไดห้ ลายลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี - ตง้ั ชื่อตามลกั ษณะของผเู้ ขา้ ประชุมสัมมนา - ต้ังชอ่ื ตามเน้อื หาทีจ่ ะประชุมสัมมนา - ตั้งชื่อตามกจิ กรรมที่ประชมุ สมั มนา - ตั้งชื่อตามปัญหาทจ่ี ะประชุมสัมมนา 2) ผู้รบั ผิดชอบโครงการ อาจเป็นหนว่ ยงาน องค์การ หรือบุคคล 3) หลักการและเหตผุ ล เปน็ การกล่าวถงึ ปัญหาและความ จาเปน็ ที่จะต้องประชมุ สัมมนาในหัวขอ้ ดังกลา่ ว ซึง่ การเขยี นหลักการและเหตุผล ทาไดโ้ ดยการศึกษาคน้ คว้า หาข้อมูลมาอา้ งองิ ประกอบเพื่อเปน็ เหตุผลว่ามีความจาเป็นอย่างที่จดั ประชมุ สมั มนาหัวขอ้ ดังกล่าว 4) วัตถปุ ระสงค์ ตอ้ งเขียนให้สมั พันธ์กบั หลกั การและเหตผุ ลโดยเขียนให้ ชัดเจนว่าประชมุ สมั มนาเพ่อื อะไร มีเป้าหมายทสี่ าคัญอย่างไร 5) กลมุ่ เป้าหมายหรอื ผูเ้ ข้ารว่ มการประชมุ สัมมนา กาหนดไวใ้ ห้ ชัดเจนว่าเป็นใคร มีคณุ สมบตั ิอย่างไรมจี านวนเท่าใด และจากทไี่ หน

88 6) วทิ ยากร กาหนดวา่ คอื ใคร มีคุณสมบัติอยา่ งไร ตดิ ตอ่ ได้จากที่ไหน 7) ระยะเวลา กาหนดให้แนน่ อนว่าจะประชุมสมั มนากีว่ นั เร่ิมตัง้ แต่วนั ใด และส้นิ สุดในวันใด 8) สถานท่ี กาหนดให้ชัดเจนว่าในแตล่ ะกจิ กรรมทีจ่ ดั ในระหว่าง การประชุมสัมมนานั้น จะใชส้ ถานทท่ี ่ใี ดบา้ ง เชน่ พธิ เี ปิด – พธิ ีปดิ การประชมุ สัมมนา การประชุมสมั มนา กลุม่ ใหญ่ การประชุม สัมมนากลุม่ ยอ่ ยแตล่ ะกลุ่มจะใชห้ ้องใด และจะต้องแจ้งใหผ้ เู้ ขา้ รว่ มประชุมสมั มนา ทราบดว้ ย 9) วธิ ีการประชมุ สมั มนา กาหนดให้ชัดเจนวา่ จะใชว้ ธิ ีใดบา้ งเชน่ การบรรยาย การอภิปราย การปฏิบตั จิ รงิ เปน็ ต้น 10) งบประมาณ กาหนดรายรบั –รายจา่ ย ท่ีจะใชใ้ นการจัด ประชุมสัมมนาวา่ จะได้รายรบั มาจากท่ีไหนบ้าง เช่น จากค่าลงทะเบยี น จากเงินอุดหนนุ ของหน่วยงาน เป็นต้น และรายจา่ ยจะตอ้ งใช้จ่ายอะไรบ้าง เชน่ คา่ วสั ดทุ ่ีใช้ในการประชุมสัมมนาพิธีเปดิ – พธิ ปี ดิ คา่ สมนาคุณวทิ ยากร เปน็ ต้น ซงึ่ ผู้จัดประชมุ สมั มนาจะต้องคดิ คานวณงบประมาณให้ชดั เจน จะได้ไม่เกดิ ปญั หาในภายหลัง 11) การประเมนิ ผล กาหนดวธิ ีการประเมนิ ผลใหช้ ดั เจนจะประเมนิ ผลด้วย เคร่ืองมือหรือ เทคนิคอะไรกไ็ ด้ทเ่ี หมาะสม เช่น ใชแ้ บบสอบถาม การสัมภาษณแ์ ละการสงั เกต เป็นต้น 12) ผลทค่ี าดว่าจะได้รับ มกี ารคาดคะเนว่าหลังจากการประชุมสัมมนาแล้ว ผูเ้ ขา้ รว่ มประชมุ สมั มนาจะได้รบั ประโยชน์อะไรบา้ งจากการประชุมสมั มนาคร้งั น้ี 13) กาหนดการประชุมสัมมนา กาหนดตารางการประชมุ สัมมนาในแตล่ ะ วนั โดยระบเุ วลาและกจิ กรรมทจ่ี ะทาอยา่ งชัดเจน เพอ่ื ผ้ทู เ่ี ก่ียวขอ้ งและผู้เขา้ ร่วมการประชุมสัมมนาสามารถ เตรยี มตัวล่วงหน้าได้ อนึ่ง หวั ขอ้ ของโครงการดังกล่าวสามารถปรบั ใหย้ ืดหยนุ่ ไดต้ ามลกั ษณะของ โครงการ 6.3.1.4 ขนั้ ดาเนินงานเตรียมการจัดประชุมสัมมนาเม่ือทราบประเดน็ ปัญหาและ ตดั สินใจทจ่ี ะจดั ประชมุ สมั มนาแล้วควรเตรียมการจัดประชุมสมั มนา โดยปฏบิ ตั ติ ามลาดบั ขึ้น ดงั ตอ่ ไปนี้ 1) การประชาสัมพนั ธก์ ารประชุมสมั มนาใหผ้ ู้ที่เกี่ยวข้องทราบ 2) ตดิ ตอ่ เชิญวิทยากร ท่จี ะมาใหค้ วามรู้แกผ่ ู้เข้าประชมุ สัมมนาโดยวาง แผนการตดิ ต่อเชิญวิทยากร ดังต่อไปนี้ 2.1) สารวจรายช่อื วิทยากรท่ีจะบรรยายตามหวั ข้อท่ีจะ ประชมุ สัมมนา 2.2) กาหนดตวั วทิ ยากรทีจ่ ะบรรยาย ทง้ั วิทยากรหลัก และวทิ ยากรสารอง 2.3) ติดต่อทาบทามวทิ ยากรดว้ ยวาจาเป็นการส่วนตวั กอ่ น พรอ้ มทงั้ แจ้งวัตถปุ ระสงค์ขอบขา่ ยหวั ข้อของการประชุมสมั มนา วัน เวลา สถานท่ี และรายละเอียด เกีย่ วกบั ผ้เู ข้าประชุมสัมมนา 2.4) ทาหนงั สอื เชิญวทิ ยากรและขออนญุ าตผบู้ ังคับบัญชา ของวิทยากรพร้อมกบั ส่งกาหนดการประชมุ สมั มนาให้วิทยากร

89 2.5) ประสานงานกับวทิ ยากรเพื่ออานวยความสะดวก เช่น ดา้ นการเดินทาง ที่พัก และอ่ืนๆ 2.6) เชญิ ผเู้ ข้ารว่ มการประชุมสมั มนา 3) การเตรยี มการ ด้านสถานที่และอปุ กรณ์ ดา เนินการดังตอ่ ไปน้ี 3.1) ตดิ ต่อขอใช้สถานท่ที าการประชุมสมั มนา หรอื ถา้ มี การศึกษาดูงานฝึกงาน ทัศนศึกษา ฯลฯ จะต้องติดตอ่ หน่วยงานท่เี กี่ยวข้องพร้อมทง้ั ยานพาหนะทจ่ี ะใช้ ในการเดนิ ทางด้วย 3.2) วางแผนการใชส้ ถานทใ่ี นการจดั ประชุมสัมมนา การจัดห้องประชมุ สมั มนา การเตรียม โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ทจี่ ะใช้ 3.3) จัดทาอปุ กรณ์ทจี่ ะต้องใช้ในการประชุมสัมมนา เช่น ป้ายชอื่ โครงการประชุมสัมมนา ป้ายชอ่ื วทิ ยากร ปา้ ยชอื่ ผู้เข้าร่วมประชมุ สัมมนา ปา้ ยบอกทางไปยังห้อง ประชุมสมั มนา ป้ายลงทะเบยี น และปา้ ยอืน่ ๆ ทจ่ี าเปน็ 4) เตรยี มการด้านการลงทะเบียน โดยจดั เตรยี มแฟม้ บัญชี รายช่ือเพ่ือความสะดวกในการลงทะเบยี น การแจกเอกสาร การเก็บเงิน และการสรปุ ผล และยงั ทาให้ผูจ้ ดั ทราบยอดจานวนท่ีแท้จริงของผู้เขา้ รว่ มการประชมุ สัมมนา ซึ่งจะเปน็ ประโยชน์ในการประสานงานกับฝา่ ย ต่างๆ เชน่ ฝ่ายที่พัก ฝ่ายเอกสาร ฝ่ายอาหารและเครอ่ื งด่ืม ตลอดจนการจัดแบ่งกลุ่มย่อย ถา้ ผู้เข้า ประชมุ สมั มนามีจานวนมาก ควรเตรียมแฟ้มสาหรับลงทะเบยี นมากกว่า 1 แฟม้ และรายชอ่ื ควรพิมพ์หน้า เดยี ว เพื่อความสะดวกในการเซน็ ชือ่ ลงทะเบยี น 5) เตรยี มการด้านเอกสารแจกผ้เู ข้ารว่ มการประชมุ สัมมนา เอกสารทจี่ ะแจกผู้เข้าร่วมการประชมุ สัมมนาควรจดั ใสแ่ ฟ้มให้เรยี บร้อย โดยมเี อกสารตา่ งๆ ดังตอ่ ไปน้ี 5.1) โครงการประชมุ สมั มนา 5.2) กาหนดการประชุมสัมมนา 5.3) คู่มือในการประชมุ สัมมนา 5.4) รายช่ือผ้เู ขา้ ร่วมการประชุมสมั มนา พร้อมแจง้ สังกัด ของผู้เข้าร่วมการประชมุ สัมมนา 5.5) รายชอ่ื ผเู้ ข้าร่วมการประชมุ สมั มนา ตามกล่มุ ในกรณีที่ มกี ารแบ่งกล่มุ 5.6) เอกสารประกอบการประชมุ สมั มนา 5.7) กระดาษเปล่าสาหรับจดบันทกึ เพมิ่ เตมิ 6) เตรยี มการสาหรบั พธิ ีเปิด–พิธปี ดิ การประชมุ สัมมนา โดยการ รา่ งคากลา่ วรายงานคากลา่ วประธานในพธิ เี ปิด–พธิ ปี ดิ การประชุมสัมมนา 6.3.2 กำรดำเนนิ กำรระหว่ำงกำรประชุมสมั มนำ เมือ่ ถึงกาหนดวันจัดประชุมสัมมนาคณะกรรมการแตล่ ะฝา่ ยจะตอ้ งดาเนนิ กิจกรรมตา่ งๆ ตามทีก่ าหนดไว้ ดงั ต่อไปน้ี

90 6.3.2.1 การตอ้ นรับผเู้ ขา้ ประชุมสัมมนา ได้แก่ ประธานในพิธี แขกผมู้ ีเกียรติ วิทยากรและผ้เู ข้าสังเกตการณ์ 6.3.2.2 การลงทะเบียน ผเู้ ขา้ ร่วมการประชุมสัมมนาทุกคน จะต้องเซน็ ช่อื ในบัญชีรายช่ือที่ทางคณะกรรมการฝ่ายทะเบยี นจัดเตรยี มไว้ พร้อมกับรบั เอกสารการประชุมสมั มนา 6.3.2.3 พิธีเปิดการประชุมสัมมนา ประธานคณะกรรมการดาเนินการจดั ประชมุ สัมมนาจะเปน็ ผู้กล่าวรายงานความเปน็ มาของการจัดการประชุมสมั มนาพร้อมกล่าวเชญิ ประธาน เพ่อื กลา่ วเปดิ การประชุมสมั มนา 6.3.2.4 จดั ประชุมกลมุ่ ใหญ่ โดยมวี ัตถุประสงคเ์ พื่อจะสร้างความเขา้ ใจที่ ตรงกนั ใหแ้ ก่ผ้เู ข้าร่วมการประชุมสมั มนาและกิจกรรมทีน่ ยิ มจดั ในหอ้ งประชุมใหญ่ ไดแ้ ก่ การบรรยาย การอภิปราย และการสาธติ 6.3.2.5 จดั ประชุมกลุ่มย่อย หลงั จากท่ไี ดร้ บั ความรู้ ความคดิ จากวทิ ยากร ในท่ปี ระชุมกล่มุ ใหญ่แลว้ ให้แบ่งกลมุ่ ผเู้ ข้าร่วมสัมมนาออกเป็นกล่มุ ย่อยตามลักษณะของปญั หาและความ สนใจ ซ่ึงในกลมุ่ ย่อยจะร่วมกันถกปญั หา เสนอข้อคิดเหน็ โดยมีวิทยากรประจากลุ่มทาหนา้ ทด่ี าเนินการ เลอื กสมาชกิ ในกลุ่มขน้ึ มาทาหนา้ ทีต่ า่ งๆ คือ ประธานกลมุ่ รองประธานกลุ่ม เลขานุการกลุ่ม และ ผชู้ ว่ ยเลขานกุ ารกล่มุ ยอ่ ย 6.3.2.6 จดั ประชมุ รวมเพ่ือรายงานผลการประชุม แนวทางการแก้ไขปัญหาของแต่ ละกล่มุ ย่อยอภิปรายผลทัว่ ไป โดยประธานกลมุ่ หรือผู้ที่ได้รบั มอบหมายรายงานผลการประชุมสมั มนาของแต่ ละกลุ่มย่อยท่เี สนอมาน้ัน ผ้เู ขา้ ประชมุ สัมมนาทุกคนในทป่ี ระชมุ มีสิทธิทจ่ี ะเสนอแนะข้อคิดเหน็ หรอื สนับสนุน ได้ หลังจากท่ีได้ปรบั ปรงุ แก้ไขผลของการประชุมสัมมนาของแตล่ ะกลุ่มจนเปน็ ท่พี อใจของสมาชิกส่วนใหญ่แล้ว เลขานุการของแต่ละกลุ่มจะต้องจดข้อความทเ่ี ปล่ียนแปลง หรือเพ่ิมเตมิ จากสมาชกิ ในทป่ี ระชมุ ใหญ่ ไดร้ ่วมกัน อภปิ ราย เพื่อรวบรวมใหเ้ ลขานุการคณะกรรมการจดั ประชุมสัมมนา จดั พิมพ์เป็นรายงานผลการระชมุ สมั มนา ของท่ีประชุมใหญ่ต่อไป 6.3.2.7 พิธปี ิดการประชมุ สัมมนา ประธานในพิธีปิดการสัมมนา อาจจะเป็นบคุ คล เดยี วกนั กบั ประธานในพิธเี ปิดการสมั มนาหรือคนละคนก็ได้

91 6.3.3 กำรดำเนนิ กำรหลังกำรประชุมสัมมนำ ขั้นดาเนินการหลงั การประชมุ สมั มนา นบั เปน็ ขน้ั ตอนประเมินผล รายงานผลและติดตามผล การประชุมสมั มนาเมื่อการประชมุ สัมมนาสิน้ สุดลงแลว้ คณะกรรมการดาเนนิ การจัดการประชมุ สมั มนาจะต้อง ปฏิบัติภารกจิ ดงั ตอ่ ไปน้ี 6.3.3.1 วิเคราะห์การประเมินผลการประชมุ สัมมนา โดยผู้จดั การประชุมสัมมนา ต้องตดิ ตามผลทั้งทางฝ่ายสมาชกิ ผ้เู ขา้ รว่ มการประชุมสัมมนาและฝ่ายคณะกรรมการดาเนินงานทง้ั หมด แล้วนาผลที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อประมวลผลออกมาเป็นผลสรุปของการประชุมสัมมนาในครงั้ นัน้ แลว้ จดั พิมพ์ เปน็ รายงานการประชมุ สมั มนาแจกจา่ ยไปยังบุคคลหรือหน่วยงานต่างๆ ทเ่ี กีย่ วข้องกับการจดั ประชมุ สมั มนา 6.3.3.2 รายงานผลการประชุมสมั มนาต่อผบู้ งั คบั บัญชา ผจู้ ัดประชมุ สมั มนา ตอ้ งรายงานผลการประชมุ สัมมนาใหผ้ ู้บงั คับบัญชาทราบเป็นลายลักษณ์อกั ษร ภายหลังจากการประชมุ สมั มนา สน้ิ สุดลงวา่ การจดั ประชุมสัมมนาในคร้งั นน้ั บรรลวุ ตั ถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้มากนอ้ ยเพยี งใดมปี ัญหาและ อุปสรรคอะไรบ้าง มีข้อเสนอแนะและวิธกี ารแก้ไขอย่างไร 6.3.3.3 ทาหนงั สือแจ้งผลการประชุมสัมมนาต่อหน่วยงานท่ีเกยี่ วขอ้ งผ้จู ัด ประชุมสมั มนาจะต้องแจง้ ผลการประชุมสมั มนาไปยังหนว่ ยงานของผู้เขา้ ร่วมประชุมสมั มนาซ่งึ อาจจะพมิ พเ์ ปน็ รายงานการประชมุ สมั มนา เพือ่ ทห่ี น่วยงานน้ันๆ จะได้ใช้ประโยชนใ์ นการบริหารงานบุคลากรตอ่ ไป 6.3.3.4 ดาเนินการเกีย่ วกบั งบประมาณคา่ ใชจ้ า่ ยต่างๆ ผ้จู ดั การประชุมสมั มนา จะตอ้ งดาเนนิ การเบกิ – จา่ ยใหเ้ ป็นทเ่ี รียบรอ้ ย เช่น คา่ ตอบแทนวทิ ยากร ค่าอาหารว่างและเคร่ืองด่มื ค่าใชจ้ า่ ยในพิธีเปดิ – ปิด ค่าวัสดอุ ปุ กรณต์ ่างๆ ทใี่ ชก้ ารดาเนินการจดั ประชุมสมั มนา เปน็ ตน้ 6.3.3.5 ติดตามผลและวิเคราะหก์ ารตดิ ตามผลการประชมุ สมั มนาภายหลงั จากที่ ผเู้ ข้ารว่ มการประชุมสมั มนาได้กลับไปปฏิบัตงิ านในหนว่ ยงานระยะหนึ่ง ผู้จดั การประชมุ สมั มนาควรจะติดตาม ผลวา่ ผูเ้ ข้ารว่ มการประชุมสมั มนา ไดน้ าความรแู้ ละประสบการณ์จากการประชุมสมั มนาไปใช้ปรับปรุงงานใน หนา้ ทไี่ ด้ผลเพียงใด และต้องนาขอ้ มลู ที่ได้มาวเิ คราะห์ดวู ่าสิ่งใดทเี่ ปน็ ประโยชนแ์ ละสิง่ ใดที่ควรแก้ไข เพ่อื ให้ การจดั ประชมุ สมั มนาครัง้ ตอ่ ไปได้ผลตรงตามทีผ่ เู้ ข้าร่วมการประชุมสัมมนาจะสามารถนาไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้

92 6.4 กำรอภิปรำย ผอบ โปษะกฤษณะ ไดใ้ หค้ วามหมายของการอภปิ รายไว้ว่า การอภปิ ราย คือ การท่บี ุคคลกล่มุ หน่ึง มีเจตนาจะพิจารณาเรื่องใดเรื่องหน่ึงปรกึ ษาหารือกัน ออกความคิดเห็นเพือ่ แกป้ ญั หาที่มีอยู่ หรือเพอ่ื เปน็ การ แลกเปลย่ี นความรคู้ วามคิดเห็น ถา่ ยทอดประสบการณ์ท่ีได้รับให้ไดท้ ราบซ่งึ ในที่สุดกม็ ีการตดั สนิ ตกลงใจ รว่ มกัน (ผอบ โปษะกฤษณะ อ้างจาก สมพงศ์ เกษมสนิ , 2519) 6.4.1 ลักษณะกำรอภปิ รำย 6.4.1.1 จานวนผูอ้ ภิปรายประมาณ 5 – 20 คน 6.4.1.2 จะต้องเปน็ การปรึกษาหารือเปน็ กลมุ่ 6.4.1.3 จดุ มุง่ จะต้องแก้ปญั หารว่ มกนั หรอื แลกเปล่ยี นความรู้ ความคิด ทัศนคติ และประสบการณ์ร่วมกนั 6.4.1.4 ผ้มู าอภปิ รายจะต้องสนใจในเร่ืองอยา่ งเดียวกนั 6.4.2 จุดมุ่งหมำยของกำรอภิปรำย 6.4.2.1 เพ่อื ฝึกความคิดแบบประชาธปิ ไตย 6.4.2.2 เพอื่ ชว่ ยใหผ้ ู้รว่ มอภิปรายได้ทางานร่วมกันรู้จักปรับตวั และรจู้ กั เปน็ ผ้นู าและ ผู้ตามท่ดี ี 6.4.2.3 การอภปิ รายมจี ดุ มุ่งหมายเพื่อหาข้อเทจ็ จรงิ 6.4.2.4 เพื่อนาความรหู้ รือข้อคิดเห็นมาแกป้ ัญหาสงั คม 6.4.2.5 เพ่อื นาความรู้ ความคิดเห็นที่ไดจ้ ากการอภิปรายไปใชป้ ฏิบัติ ในชวี ิตประจาวัน 6.4.3 ประเภทของกำรอภิปรำย การอภิปราย สว่ นมากแบ่งออกได้ 3 แบบคอื 6.4.3.1 การอภิปรายกลมุ่ (Group Discussion) เปน็ การอภิปรายที่ใชค้ นไมจ่ ากัด จานวน ผู้อภิปรายจะเปน็ ทงั้ ผู้พูดและผลดั กนั เปน็ ผูฟ้ งั เพราะการอภปิ รายแบบน้ีจะไม่มผี ู้ฟังผู้อภิปรายจะมี จานวนไม่เกิน 20 คน การอภิปรายแบบน้ีมักใช้กันมากในวงการศึกษาหรือหนว่ ยราชการโดยทั่วไป 6.4.3.2 การอภิปรายในทชี่ มุ ชน (Public Discussion) เป็นการอภปิ รายที่ ประกอบด้วยบคุ คล 2 ฝ่ายคอื มีผู้อภิปรายเป็นผูพ้ ดู และผ้ฟู ังอีกฝา่ ยหนง่ึ เม่ือการอภิปรายยุติลงจะมกี าร เปดิ ให้ซกั ถาม (Forum – period) การอภิปรายนี้มปี ระโยชนม์ ากที่สุดในการใหค้ วามรู้ ความคิดประสบการณ์ ขอ้ เทจ็ จริง และเปน็ การแกป้ ัญหาสงั คมโดยสว่ นรวมดที ่สี ุด 6.4.3.3 การอภปิ รายแบบโต้วาที (Debate) เปน็ การอภิปรายแบบโตแ้ ย้ง กันอย่างมีเหตุผล โดยมผี ู้คา้ นฝา่ ยหน่งึ และผเู้ สนออีกฝา่ ยหน่ึง หาเหตผุ ลมาหักลา้ งความคิดซึง่ กันและกัน ฝ่ายใดมเี หตุผลดกี ว่าอีกฝา่ ยหนึง่ ฝ่ายมเี หตผุ ลกว่ากจ็ ะได้รับชัยชนะ โดยมปี ระธานเป็นผูต้ ัดสินหรือดาเนินการ โต้วาทใี ห้เป็นไปอย่างเรยี บร้อย วธิ กี ารนีใ้ ช้สาหรบั หาขอ้ มูลหรือนโยบายท่ีตอ้ งการเลือกส่ิงหนงึ่ ส่ิงใดไปปฏิบัติ และยงั ตกลงกันไม่ได้ ต้องอาศยั วิธีการอภปิ รายน้ีในการประชุมตัดสนิ วธิ ีนสี้ ว่ นมากใชใ้ นการประชมุ พิจารณา เรื่องสาคัญหรือใชใ้ นทีป่ ระชมุ สภา 6.4.4 กำรอภิปรำยในที่ชุมชน มลี กั ษณะของการจัดหลายแบบดงั น้ี 6.4.4.1 การอภปิ รายแบบพาเนล (Panel Discussion) การอภิปรายแบบนจี้ ะให้สมาชิกประมาณ 3 คน 6 คน หรือ 8 คน ผ้พู ดู จะมีความรู้ โดยทว่ั ไป อภิปรายหรอื พดู ในปัญหาอย่างเดยี วกนั โดยผูพ้ ดู เปน็ ผทู้ ่ศี กึ ษาหาความรู้คน้ คว้า

93 หาหลกั ฐานข้อเทจ็ จรงิ มาพดู ตอ่ หนา้ ผฟู้ ัง เปน็ การสนทนาอยา่ งเปน็ กันเอง โดยมีผดู้ าเนนิ การเป็นผเู้ ชิญ ให้ผอู้ ภปิ รายแสดงความรู้ ความคิดและใหข้ ้อเสนอแนะ สาหรบั ตอนท้ายของการอภปิ รายควรเปิดโอกาส ให้ผู้ฟังไดร้ ว่ มอภปิ รายดว้ ย การอภิปรายแบบนเี้ หมาะสาหรบั การแยกแยะประเดน็ ปัญหา และผอู้ ภิปราย ทุกคนจะเปน็ ผูศ้ ึกษาหาความรู้ค้นควา้ ข้อเท็จจรงิ ในเร่ืองท่จี ะอภิปรายมาก่อนแล้วนามาพูดใหผ้ ูฟ้ งั ฟัง การพดู ของผู้อภปิ รายแต่ละคนจะเปน็ การพูดตามทัศนะของตนการอภิปรายแบบน้ี นิยมใช้กนั มากในองค์การท้งั ท่ีเปน็ ของรัฐและเอกชนตา่ งๆ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในวงการศึกษา 6.4.4.2 การอภิปรายแบบซิมโปเซยี ม (Symposium Discussion) การอภปิ รายนเ้ี ป็นการอภปิ รายทางวชิ าการ เพ่ือแลกเปล่ยี นความรู้โดยผู้อภิปราย แตล่ ะคนจะเตรียมค้นหา ความร้ขู อ้ เทจ็ จริงเฉพาะตอนหนึ่งตอนใดของเร่อื งมาอภปิ รายตามท่ีได้ตกลงกนั ไว้ ผู้อภปิ รายแบบนีจ้ ะเป็น ผูเ้ ชี่ยวชาญหรือผชู้ านาญการในด้านใดดา้ นหน่งึ สว่ นผูด้ าเนินการอภิปรายจะมีหน้าทีเ่ ชอื่ มโยงเร่ืองตา่ งๆ ใหต้ อ่ เน่ืองประสานกนั ให้เปน็ ไปดว้ ยดีตลอด ระยะเวลาของการอภปิ ราย หนว่ ยงานทใ่ี ช้การอภปิ รายแบบนี้กนั มาก ไดแ้ ก่ หนว่ ยงานทางการศึกษา แพทย์ ทหาร และธุรกจิ วธิ ีดาเนนิ การอภิปรายเหมือนกนั กับการอภิปรายแบบพาเนลแตกตา่ งกันเพียงแต่ว่า การจดั อภิปรายแบบซิมโปเซียม มีลกั ษณะเป็นวิชาการท่ีใหค้ วามรู้ลกึ ซงึ้ มากกว่าการอภิปรายแบบซมิ โปเซียมน้ี บางครัง้ มักเรียกว่า “ชุมชนปาฐก” เพราะมีลักษณะคลา้ ยผู้อภิปรายมาบรรยายโดยมีผู้ทรงคณุ วุฒิ นักวิชาการ ผเู้ ชี่ยวชาญแตล่ ะสาขามาอภิปรายให้ความรูแ้ ก่ที่ประชุมผู้อภิปรายจะใช้เวลาประมาณคนละ 10 - 15 นาที เปน็ อย่างน้อย และเวลาการอภิปรายแบบน้ีไม่ควรเกนิ 2 - 3 ชัว่ โมง ขอ้ แตกต่ำงระหวำ่ งกำรอภิปรำยแบบพำเนลและแบบซิมโปเซียม แบบพำเนล แบบซมิ โปเซยี ม 1. ลกั ษณะการจดั เป็นกนั เอง 1. ลกั ษณะการจดั เปน็ ทางการมากกว่า 2. วัตถปุ ระสงคใ์ นการอภิปรายจะเปน็ การอภปิ ราย 2. ผูอ้ ภิปรายจะเป็นผเู้ ช่ียวชาญและมีความรู้ ความรทู้ ่ัวๆ ไป เฉพาะดา้ น 3. จานวนคนในการอภิปราย 3 - 8 คน 3. จานวนคนประมาณ 2 - 5 คน 4. ผู้ฟงั ไดร้ บั ความรทู้ วั่ ๆ ไป 4. ผฟู้ ังได้รับความร้อู ย่างกว้างขวางละเอยี ดเพราะ 5. ผู้รว่ มอภิปรายมีปฏิสมั พันธร์ ะหวา่ งกันและกัน เป็นการรวบรวมผู้อภปิ รายที่เช่ียวชาญหลายๆ ไดอ้ ยา่ งเสรี ด้านมาไว้ดว้ ยกัน 5. ผรู้ ว่ มอภิปรายมปี ฏสิ มั พันธร์ ะหวา่ งกนั น้อยมาก หรือไม่มเี ลยเพราะตา่ งพดู ในเรอื่ งทตี่ นถนดั

94 6.4.4.3 การอภปิ รายแบบปุจฉา - วิสชั นา (Colloquy) การอภปิ รายแบบนี้ในประเทศไทยมกั เรยี กวา่ การอภิปรายแบบปจุ ฉา- วสิ ชั นา หรอื บางคร้ังกเ็ รยี กว่าการอภิปรายแบบโต้ปัญหาระหวา่ งกลุ่มวิทยากรกับกลุ่มผู้พูด ผู้ฟังสามารถซกั ถามกลุ่มวิทยากรได้อยา่ งใกล้ชิดซึง่ เป็นการแกไ้ ขข้อข้องใจระหว่างกลุ่มคนทง้ั สองกล่มุ ได้ เปน็ อย่างดี 6.4.5 วิธดี ำเนนิ กำรอภิปรำย 6.4.5.1 แบง่ กลมุ่ บุคคลออกเปน็ 2 กลมุ่ คือกลุ่มผ้ถู ามซึ่งเป็นผูฟ้ ังและกลมุ่ ผตู้ อบซึง่ เปน็ วทิ ยากร 6.4.5.2 จัดให้กลุ่มผ้ถู ามและกล่มุ วทิ ยากรนัง่ คนละด้านโดยผ้ดู าเนินการอภปิ ราย คอยควบคมุ การซกั ถาม ระหว่างกลุ่มบคุ คลทง้ั สองกลมุ่ 6.4.5.3 เมอ่ื มีการโตป้ ญั หา ผู้ดาเนนิ การอภิปรายควรสรุปปัญหาเป็นเร่ืองๆ หรือเปน็ ประเด็นๆ ไป 6.4.5.4 ผู้ดาเนนิ การอภปิ ราย จะตอ้ งเปน็ ผู้สรปุ การอภิปรายหลงั จากเสร็จสนิ้ การโต้ ปัญหาแล้ว รวมทัง้ สรุปผลการอภปิ รายปัญหาต่างๆ ที่โตต้ อบกันมาแล้วด้วย 6.4.5.5 การอภิปรายแบบน้ีผู้ดาเนินการอภปิ รายจะต้องมีความสามารถ ในการควบคุมรายการอภปิ รายได้ดี ตลอดจนควบคมุ เวลาในการพดู อย่างเครง่ ครดั และการอภิปรายแต่ละ คร้ังไม่ควรเกิน 2 ช่ัวโมง 6.4.6 หนำ้ ท่ขี องวิทยำกร 6.4.6.1 ควรตอบคาถามใหต้ รงจุดประสงค์ของผู้ถาม 6.4.6.2 ควรสรา้ งบรรยากาศเปน็ กนั เอง 6.4.6.3 ควรควบคมุ อารมณใ์ หม้ ่ันคงในการถูกซักถาม 6.4.7 หน้ำทข่ี องผู้ถำม 6.4.7.1 ใชภ้ าษาสภุ าพในการถามวทิ ยากร 6.4.7.2 ถามปญั หาทนี่ ่าสนใจร่วมกัน 6.4.7.3 ถามเพ่ือมจี ดุ มงุ่ หมายไมใ่ ช่เพ่ือลองภมู ิความรู้ 6.4.8 กำรเลือกเรอื่ งท่ีจะอภิปรำย 6.4.8.1 เร่ืองทนี่ ามาอภปิ รายไมค่ วรใช้เวลาอภิปรายนานนัก ควรใชเ้ วลา อภิปราย 1 – 2 ช่วั โมง กส็ รุปผลได้ 6.4.8.2 ปญั หาที่นามาอภปิ รายควรเปน็ ประโยชน์ตอ่ สังคม หรอื เปน็ ประโยชนต์ อ่ ส่วนรวม เมือ่ อภิปรายแล้วจะไดผ้ ลนาไปปฏิบตั ิ 6.4.8.3 ปัญหาที่เลือกควรเปน็ ปัญหาท่ีนา่ สนใจในขณะน้ัน หรือเปน็ ที่น่าสนใจของผู้ฟัง เช่น ปัญหาโรคเอดส์ ปญั หาน้าทว่ ม ฯลฯ 6.4.8.4 เร่อื งทีน่ ามาอภิปราย ควรเป็นเรื่องท่ีสนใจรว่ มกันของสมาชิก ในกลมุ่ ทจ่ี ะจัดอภิปราย

95 6.5 สมั มนำ (Seminar) การสมั มนาเป็นการประชุมกลุ่มประเภทหน่ึง ท่ตี ้องอาศยั กลุ่มเปน็ หลกั โดยทวั่ ไปผ้ทู ่จี ะเข้าสมั มนา จะตอ้ งเปน็ ผู้ท่ีมีประสบการณ์ในเร่อื งนัน้ ๆ มาประชมุ เพือ่ ศึกษาปัญหา วิเคราะห์ สรุป และหาแนวทาง แก้ปญั หารว่ มกันตามหลักการของประชาธิปไตย การสมั มนา หมายถงึ การประชมุ ทีส่ มาชิกซ่ึงมีความรู้ ความสนใจในเรื่องเดียวกนั มาประชมุ ด้วยความ ร่วมใจ ปรึกษาหารือ ร่วมใจกันคิดชว่ ยกนั แก้ปญั หา 6.5.1 สำเหตขุ องกำรสมั มนำ การสมั มนาจะเกิดข้นึ ได้เนอื่ งจากเกิดปัญหาขน้ึ ในสถาบนั หนว่ ยงานองค์การ หรือส่วน ราชการต่างๆ และปญั หาเหล่าน้นั เปน็ ปญั หารว่ มกนั ที่ทุกคนตอ้ งการคล่คี ลายทจ่ี ะแกป้ ัญหาเหลา่ น้ันให้ดขี น้ึ จึงหาวถิ ีทางหรอื วิธีการมาประชมุ รว่ มกัน แลกเปล่ยี นความคิดเห็นหรือจดั ประชุมอบรมร่วมกนั เพื่อใหไ้ ด้มาซึ่ง คาตอบทจ่ี ะไดน้ าไปใชแ้ ก้ปัญหาได้ต่อไป สว่ นรายวิชาสมั มนาการศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งท่จี ัดขึน้ มาเพ่ือให้ ผู้เรียนไดเ้ รยี นรแู้ ละสามารถนาเอาวธิ ีการไปใช้ได้หลังจากสาเรจ็ การศกึ ษาไปแลว้ 6.5.2 ลกั ษณะของกำรสัมมนำทีด่ ี ลกั ษณะของการสัมมนาท่ีดีนั้น สมาชิกท่ีเข้ารว่ มสัมมนาทุกคนจะต้องทราบวตั ถปุ ระสงค์ของ การสมั มนาอย่างละเอียด และผจู้ ัดจะต้องพยายามจัดให้สมาชิกผูเ้ ข้ารว่ มสมั มนาได้มีประสบการณ์ในการ เรยี นรูแ้ ละแก้ปัญหาร่วมกนั อย่างมีระบบระเบยี บ มกี ารแลกเปล่ียนความคิดเห็นและขอ้ เท็จจรงิ ระหวา่ งสมาชิก ผเู้ ขา้ ร่วมสมั มนาจะต้องมที ัศนคตทิ ่ีดตี ่อปัญหาและจริงใจต่อการทางานตามที่กลุ่มมอบหมาย นอกจากน้ีในการ สมั มนาแต่ละครั้งสิง่ ทจ่ี ะขาดเสยี ไมไ่ ดน้ ั้นกค็ ือการมผี ูน้ าและผู้ตามทดี่ ีมีผู้ฟงั และผู้พดู ท่ีดี ท้งั น้ีเพ่ือให้บรรลุ เป้าหมายของการสัมมนาท่ีตง้ั ไว้ 6.5.3 ประโยชนข์ องกำรสัมมนำ 6.5.3.1 ชว่ ยให้ผู้เขา้ ร่วมสัมมนามคี วามรู้ ความคดิ และประสบการณเ์ พม่ิ ขนึ้ 6.5.3.2 ชว่ ยใหผ้ ู้เขา้ ร่วมสมั มนาได้ข้อเสนอแนะ หรอื แนวทางในการแก้ปญั หาต่างๆ 6.5.3.3 ช่วยให้ผู้เขา้ ร่วมสัมมนา ได้มปี ระสบการณ์ในการแก้ปญั หาร่วมกนั โดยใช้ ความคิดอยา่ งมเี หตผุ ล 6.5.3.4 ชว่ ยให้ผเู้ ข้ารว่ มสมั มนารู้จักกนั ดียง่ิ ขน้ึ 6.5.3.5 ช่วยกระตนุ้ ใหผ้ ้เู ขา้ ร่วมสัมมนาเกดิ ความคิดทจ่ี ะปฏบิ ตั อิ ยา่ งใดอยา่ งหนึง่ ตอ่ ไป 6.5.3.6 ช่วยฝกึ ฝนผู้เข้าร่วมสมั มนาใหย้ อมรับผลการตดั สินใจ โดยใชก้ ระบวน การกลมุ่ 6.5.3.7 ช่วยใหผ้ ูเ้ ขา้ รว่ มสัมมนาไดแ้ ลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ ซึง่ กันและกนั 6.5.3.8 ผลของการสัมมนาจะเปน็ ประโยชนแ์ ก่ผู้สัมมนาแก่บุคคลและสถาบนั ตา่ งๆ ท่ีเกย่ี วข้องในเร่ืองของการสมั มนาโดยตรง นอกจากน้ียงั จะเปน็ ประโยชน์ต่อผทู้ ีจ่ ะศึกษาในเรื่องทเ่ี กย่ี วข้องกับ การใช้ในการสมั มนาต่อไป 6.5.4 ผมู้ สี ่วนร่วมในกำรสมั มนำ ในการสมั มนาจะมีบุคคลฝ่ายตา่ งๆ เกี่ยวข้องเปน็ จานวนมาก ผมู้ ีสว่ นรว่ มในการสัมมนาแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 กลุม่ ใหญ่ๆ คอื 6.5.4.1 กลุ่มผจู้ ดั การสัมมนา เป็นกลุ่มบุคคลทม่ี บี ทบาทต่อความสาเรจ็ หรอื ความ ลม้ เหลวในการสัมมนาแต่ละคร้งั เป็นอย่างมาก กลุ่มน้ีแบง่ เป็น 2 กลุ่มยอ่ ย คือ