Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แนวทางการนิเทศบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปีงบประมาณ 2566

แนวทางการนิเทศบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปีงบประมาณ 2566

Published by Bankhokbeng School, 2022-12-17 22:48:47

Description: แนวทางการนิเทศบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่การนิเทศภายในโรงเรียน โดยใช้ห้องเรียนเป็นฐานเพื่อพั?นาคุณภาพของผู้เรียน ประจำปีงบประมาณ 2566

Keywords: แนวทางการนิเทศ

Search

Read the Text Version

แนวทางการนเิ ทศบูรณาการโดยใช้พืน้ ท่เี ปน็ ฐาน เพือ่ พัฒนาคุณภาพการศกึ ษา สู่การนิเทศภายในโรงเรยี น โดยใชห้ ้องเรยี นเปน็ ฐานเพ่ือพฒั นาคณุ ภาพของผ้เู รยี น ประจาปงี บประมาณ 2566 สานกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาบุรีรมั ย์ เขต 2 สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เอกสาร สพป.บร.2 ที่ 61/2565

แนวทางการนเิ ทศบรู ณาการโดยใชพ้ ้นื ที่เป็นฐาน เพือ่ พัฒนาคณุ ภาพการศึกษา สกู่ ารนิเทศภายในโรงเรยี น โดยใชห้ ้องเรยี นเป็นฐานเพอื่ พฒั นาคุณภาพของผ้เู รยี น ประจาปีงบประมาณ 2566 กลมุ่ นเิ ทศ ตดิ ตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาบรุ ีรมั ย์ เขต 2 สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร เอกสาร สพป.บร.2 ที่ 61/2565

ข คานา แนวทางการนเิ ทศบรู ณาการโดยใช้พ้ืนทเี่ ป็นฐานเพอ่ื พัฒนาคณุ ภาพการศึกษา สูก่ ารนิเทศ ภายในโรงเรียนโดยใช้ห้องเรยี นเป็นฐานเพ่ือพัฒนาคุณภาพของผูเ้ รยี น ฉบับนีจ้ ัดทาขึ้นเพื่อใหโ้ รงเรยี นในสังกัด สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ได้นาไปใช้เป็นแนวทางในการนิเทศภายในโรงเรยี น เพ่ือสร้างรูปแบบและกระบวนการนิเทศ ติดตามและประเมินผลภายในโรงเรียน ตามความเหมาะสม และ บริบทของแต่ละโรงเรียน ให้ดาเนินการได้อย่างเป็นระบบและมีความเขม้ แข็ง และเกิดการเปลยี่ นแปลงในทาง ท่ีดีข้ึน และเหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ทันต่อการเปล่ียนแปลงต่างๆ ใช้ทักษะในการ ปฏิบัติการ และมีเจตคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกาลังใจ สร้างความม่ันใจในการ ปฏิบัติงานให้ครู ซ่ึงจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู ให้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียนสูงข้ึน มีทักษะที่จาเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ทักษะการเรียนรู้และ นวัตกรรม ทักษะสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี ทักษะชีวิตและอาชีพ มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ดี และ คณุ ภาพของนกั เรยี นได้ตามมาตรฐานทโ่ี รงเรยี นกาหนด แนวทางการนิเทศบรู ณาการโดยใชพ้ ืน้ ท่เี ปน็ ฐานเพอ่ื พัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา สู่การนเิ ทศ ภายในโรงเรยี นโดยใชห้ ้องเรยี นเปน็ ฐานเพือ่ พัฒนาคุณภาพของผู้เรยี น ประกอบดว้ ยส่วนสาคัญ ได้แก่ บทท่ี 1 บทนา บทที่ 2 การนิเทศภายในโรงเรียน บทที่ 3 แนวทางการดาเนนิ การนิเทศภายในโรงเรยี น บทท่ี 4 แนวทางการประเมินผลการนเิ ทศ บทท่ี 5 การรายงานผลการนเิ ทศ บทท่ี 6 บทสรุป ทั้ง 6 บท ท่ีกลา่ วข้างต้น ล้วนมคี วามสาคญั ในการดาเนนิ การนเิ ทศภายในโรงเรียนเปน็ อย่าง ยิ่งโรงเรยี นทกุ โรงสามารถนาไปปรับใช้ โดยการสร้างรปู แบบ กระบวนการ และกจิ กรรมการนเิ ทศของตนเอง ได้ หวังเปน็ อยา่ งยิ่งว่า “แนวทางการนเิ ทศบรู ณาการโดยใชพ้ ื้นท่เี ปน็ ฐานเพ่อื พัฒนาคุณภาพ การศึกษา สู่การนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้หอ้ งเรียนเป็นฐานเพ่ือพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน” จะช่วยเติมเต็ม ความรู้ความเข้าใจท่ีจะเป็นประโยชน์สาหรับการนิเทศภายในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี และขอขอบคุณท่าน ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา รองผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ผู้อานวยการกลุ่ม นิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้เช่ียวชาญ และคณะทางานทุกท่าน ที่ได้ให้ กรอบแนวคิด ทฤษฎี ในการจัดทาแนวทางการนิเทศภายในโรงเรียนฉบับนี้สาเร็จเรียบร้อยด้วยดี ตลอดจน ขอขอบคุณเจ้าของเอกสาร สื่อต่างๆ ท่ีนามาใช้ในการประกอบค้นคว้า อ้างอิง หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของเน้ือหา สาระในแนวทางการนเิ ทศภายใน ฉบบั น้ี กลมุ่ งานนเิ ทศ ตดิ ตามและประเมนิ ผลระบบบรหิ ารและการจัดการศกึ ษา กลุม่ นเิ ทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาบุรรี ัมย์ เขต 2

สารบัญ ค เรื่อง หนา้ คานา ก สารบญั ข ส่วนที่ 1 บทนา 1 1 1. ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา 2 2. วตั ถุประสงค์ 3 3. ขอบเขตการนเิ ทศ 3 4. ประเด็นการนเิ ทศ 5 5. ระยะเวลาดาเนินงาน 5 6. ภาพความสาเรจ็ 6 7. ประโยชน์ที่ได้รับ 8 สว่ นท่ี 2 การนเิ ทศภายในโรงเรียน 8 1. ความหมายของการนเิ ทศ 9 2. การนิเทศภายในโรงเรียน 10 3. จุดม่งุ หมายของการนิเทศภายในโรงเรยี น 11 4. หลกั การนเิ ทศภายในโรงเรยี น 12 5. หลักการนเิ ทศการศึกษา 13 6. ยทุ ธศาสตรก์ ารนิเทศ 15 7. ยุทธศาสตรก์ ารนเิ ทศภายในโรงเรยี น 16 8. ขอบข่ายการนิเทศภายในโรงเรยี น 17 9. บทบาทของบคุ ลากรในการนเิ ทศ 19 10. ทักษะของผนู้ ิเทศการศกึ ษา 25 11. บทบาทของผู้รบั การนเิ ทศ 26 ส่วนที่ 3 แนวทางการดาเนนิ การนิเทศภายในโรงเรียน 26 1. กระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรยี น 36 2. เทคนคิ วธิ ีการนิเทศภายในโรงเรียน 49 3. กจิ กรรมการนิเทศภายในโรงเรยี น 104 4. มาตรฐานการนิเทศภายในโรงเรยี น 108 ส่วนที่ 4 แนวทางการประเมินผลการนิเทศ 109 1. การประเมนิ ผลการนิเทศภายในโรงเรยี น 126 2. การประเมนิ ผลการนิเทศตามมาตรฐานการนิเทศภายในโรงเรยี น

สารบัญ (ต่อ) ง เรอ่ื ง หนา้ สว่ นที่ 5 การรายงานผลการนเิ ทศ 130 1. การรายงานการนิเทศ 130 2. การรายงานการประเมนิ ผลโครงการ 134 138 ส่วนท่ี 6 บทสรุป 139 สภาพความสาเร็จและความล้มเหลวของการนิเทศภายในโรงเรียน 141 143 บรรณานกุ รม 143 ภาคผนวก 158 เคร่อื งมือการนิเทศภายในโรงเรยี น คณะผู้จัดทา

สว่ นท่ี 1 บทนำ ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปญั หำ พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ. 2562 กาหนด ทิศทางและกรอบแนวทางการศึกษาของชาติไว้หลายประการ เช่น การปฏริ ูปกระบวนการบรหิ ารงานดา้ น การศึกษา 5 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นการศึกษา ดา้ นการเรยี นรู้ ดา้ นการบริหารและการจัดการศึกษา ดา้ นครูและ บคุ ลากรทางการศึกษา ด้านทรพั ยากรและการลงทนุ ทางการศึกษา ประกอบกบั การบัญญตั ใิ ห้สถานศึกษา เป็น “นติ บิ คุ คล” ในกฎหมายวา่ ดว้ ยพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ฉบบั ที่ 3 พ.ศ. 2563 โดยบญั ญัตใิ ห้มีการกระจายอานาจการบริหารจัดการศึกษาโดยเฉพาะดา้ นการนิเทศการศกึ ษา ไดก้ าหนดแนวทางปฏิบตั ิไว้ อาทิเช่น จัดระบบการนิเทศงานวชิ าการและการเรียนการสอนภายในสถานศึกษา ดาเนินงานนิเทศงานวชิ าการและการเรยี นการสอนในรปู แบบหลากหลายและเหมาะสมกบั สถานศึกษา การประเมนิ ผลการจดั ระบบและกระบวนการนเิ ทศการศึกษาในสถานศึกษา รวมทงั้ การแลกเปลย่ี นเรียนรู้ และการจัดระบบการนิเทศการศกึ ษาภายในสถานศึกษาประกอบกบั แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 ในยุทธศาสตร์ท่ี 3 การพฒั นาศักยภาพคนทกุ ช่วงวยั และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้มเี ป้าหมายให้ผเู้ รยี นมี ทักษะ และคุณลกั ษณะพ้นื ฐานของพลเมืองไทย มที กั ษะและคณุ ลักษณะท่ีจาเป็นในศตวรรษท่ี 21 มที ักษะ ความรู้ ความสามารถและสมรรถนะตามมาตรฐานการศกึ ษาและมาตรฐานวชิ าชพี และพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตได้ ตามศักยภาพ สถานศกึ ษาทกุ ระดบั การศึกษาสามารถจัดกิจกรรม/กระบวนการเรยี นรู้ตามหลกั สตู รอย่างมี คุณภาพและมาตรฐานแหลง่ เรียนรู้ สือ่ ตาราเรยี น นวตั กรรมและสือ่ การเรียนรมู้ ีคณุ ภาพและมาตรฐาน การพัฒนาคณุ ภาพศกึ ษาใหเ้ กิดคณุ ภาพนัน้ สิ่งหน่ึงเปน็ คณุ ภาพของผู้เรยี นท่เี ช่อื ม่ันว่าผู้เรียนจะ มีคุณภาพตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 และมาตรฐานการเรียนรแู้ ละ ตวั ชว้ี ัด (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) และหลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พทุ ธศกั ราช 2560 ตลอดทัง้ มที กั ษะ ในศตวรรษที่ 21 นน้ั จะตอ้ งมีกระบวนการสู่ความสาเรจ็ ในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา 3 กระบวนการ คือ กระบวนการบรหิ าร กระบวนการเรยี นการสอน และกระบวนการนิเทศการศกึ ษา ซึ่งกระบวนการนิเทศ การศกึ ษา เปน็ ภารกิจจาเปน็ ต่อการจดั การศึกษาทตี่ อ้ งอาศยั ความรว่ มมือจากบุคลากรหลายฝา่ ยโดยเฉพาะ อย่างยง่ิ ทางดา้ นการพฒั นาคุณภาพการเรยี นการสอนทเี่ ป็นเป้าหมายสดุ ท้าย บุคลากรท่ีเก่ยี วขอ้ งในหน่วยงาน จดั การศึกษา จาเปน็ ตอ้ งพัฒนาและปรับปรงุ ตนเองให้ทนั ต่อการเปลีย่ นแปลง เพ่ือให้การปฏบิ ตั งิ านเป็นไป อย่างมีประสทิ ธิภาพ ซึง่ การนิเทศการศึกษาเปน็ กระบวนการทีม่ จี ุดมุ่งหมายเพ่ือช่วยเหลอื ชีแ้ นะและพฒั นา งานให้ประสบผลสาเรจ็ ทนั ต่อสภาพความเปลย่ี นแปลงที่เกิดข้นึ อีกทั้งเป็นองค์ประกอบสาคญั ทีช่ ่วยเหลือ สนบั สนนุ ใหก้ ระบวนการบริหาร และกระบวนการเรยี นการสอนมคี ุณภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาของ ประเทศ กระบวนการขับเคล่ือนคุณภาพการศึกษาดว้ ยกระบวนการการนิเทศการศกึ ษาโดยเฉพาะการนเิ ทศ ภายในสถานศึกษามีความสาคัญต่อการพัฒนา ปรบั ปรงุ และเพ่ิมประสิทธิภาพในการจดั การการศึกษาใน สถานศกึ ษา เพ่ือให้บุคลากรมีความรู้ ความเขา้ ใจในดา้ นการบรหิ ารจัดการ ด้านหลักสูตร การจดั การเรยี นการ สอนทีม่ ปี ระสิทธิภาพ รวมทงั้ การปฏบิ ัตงิ านอน่ื ๆ ทส่ี ่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และเปน็ องค์กรแห่ง การเรยี นรู้เปน็ องคก์ รที่สมาชิกได้พฒั นาขดี ความสามารถของตนเพือ่ การสรา้ งสรรคง์ านและการบรรลุ เป้าหมายของงานอย่างต่อเนื่อง สานักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษาบุรรี ัมย์ เขต 2 ยงั มคี วามต้องการให้ มีการพฒั นาระบบนเิ ทศภายในสถานศึกษาให้เข้มแข็งและต่อเนอ่ื ง กลมุ่ งานนิเทศ ตดิ ตามและประเมนิ ระบบ

2 บริหารและการจัดการศึกษาจึงได้จัดทาแนวทางการนิเทศภายใน โดยใชห้ ้องเรยี นเปน็ ฐานเพ่อื พฒั นาคุณภาพ ของผู้เรยี นข้ึน สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาบุรีรัมย์ เขต 2 มีโรงเรียนในสังกัด จานวน 228 โรงเรียน ตั้งอยูใ่ นพ้ืนท่ีอาเภอ 5 อาเภอ แต่ละโรงเรียนมคี วามหลากหลายแตกตา่ งกนั ตามบรบิ ทของโรงเรียน ทงั้ มาตรฐานและคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา การพฒั นาคุณภาพของโรงเรยี น ในยุคปัจจุบนั จาเปน็ ต้องมีผนู้ ิเทศ ทต่ี อ้ งร้จู ักโรงเรียน รู้จักบคุ ลากร ปัจจยั แวดลอ้ มของโรงเรียน สามารถบอกส่ิงท่ีโรงเรยี นมี สิ่งทโี่ รงเรียนเปน็ อยู่ ในปจั จบุ นั และส่ิงทโ่ี รงเรยี นต้องพัฒนา เพื่อใช้เปน็ ฐานข้อมูลในการวางแผนการใหค้ วามชว่ ยเหลือตอ่ ไปได้ จงึ จาเป็นต้องมีการพัฒนาระบบการนิเทศภายในเพื่อส่งเสริมสนับสนนุ กจิ กรรมการเรยี นการสอนให้มีมาตรฐาน และทัดเทียมสอดรับการการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 วัตถปุ ระสงค์ 1. เพือ่ เปน็ แนวทางการขับเคลอ่ื นการนเิ ทศภายในโดยใชห้ ้องเรยี นเป็นฐานในการพัฒนาคณุ ภาพ ผู้เรยี นให้กับผเู้ ก่ียวข้องทง้ั ในระดบั สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา และโรงเรียน 2. เพ่ือสรา้ งความเขม้ แขง็ ของการนเิ ทศภายในโรงเรยี น ตามนโยบายและจดุ เนน้ สานกั งาน คณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน และสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาบรุ รี มั ย์ เขต 2 พฒั นา คุณภาพ ยกระดับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของผ้เู รยี น ให้มที ักษะท่จี าเปน็ ในศตวรรษที่ 21 เสริมสร้าง รกั ษา วัฒนธรรม และพัฒนาองค์กร ดว้ ยหลักธรรมาภิบาล สนับสนนุ และส่งเสริมการมสี ว่ นร่วมในการจัดการศึกษา และรว่ มรบั ผิดชอบ ดว้ ยการบริหารแบบ CBM 4.1 และการสรา้ งเครอื ข่ายการทางาน เสริมสรา้ งและพฒั นา ระบบข้อมลู สารสนเทศ เทคโนโลยี สอื่ และนวตั กรรมในการบรหิ ารจดั การศึกษา การเรียนการสอนเพือ่ พฒั นา พหุปัญญารายบุคคลใหม้ ีคุณลักษณะและทกั ษะการเรยี นรูใ้ นศตวรรษที่ 21 บา้ นนักวทิ ยาศาสตร์นอ้ ยประเทศ ไทย ระดบั ปฐมวัย เสริมสรา้ งทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเดก็ ปฐมวัย UNPLUGGED CODING การพัฒนารปู แบบการบรหิ ารจัดการโรงเรยี นขนาดเลก็ การสอนภาษาอังกฤษด้วยระบบ Phonics ยกระดับคณุ ภาพผูเ้ รียนสู่การประเมินระดับนานาชาติ (PISA) การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนร้ภู าษาไทย “เดก็ ไทยวิถใี หม่ อ่านออกเขียนไดท้ ุกคน” การจัดการเรยี นการสอนส่งเสรมิ การคดิ คานวณ (คดิ เลขเป็น) การจัดกิจกรรมสหกรณ์โรงเรียน การจัดการเรยี นร้เู ชิงรกุ (Active Learning) การพฒั นาหลักสูตรการจดั การ เรียนการสอนสง่ เสริมทักษะอาชีพและการมีงานทา การขบั เคลือ่ นโรงเรยี นคุณภาพระดับประถมศกึ ษา การประกันคณุ ภาพการศกึ ษา การจัดการเรยี นการสอนด้วยเทคโนโลยกี ารศึกษาทางไกลผ่านดาวเทยี ม (DLTV) การจดั การเรียนรูผ้ ่านเทคโนโลยสี ารสนเทศ DLIT โครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. และการนเิ ทศ ภายในสถานศึกษา เป้ำหมำย 1. ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา ครแู ละบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมีความตระหนัก มคี วามรู้ ความเข้าใจ และดาเนนิ การขบั เคลือ่ นการนิเทศภายในโรงเรยี นโดยกาหนดนโยบาย สนบั สนุนสง่ เสริมใหด้ าเนินการ นเิ ทศภายในทุกโรงเรยี นได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ โดยคานึงถึงความปลอดภัย 2. ผูบ้ ริหารสถานศึกษาทกุ คนมีความรู้ ความเข้าใจและสามารถดาเนนิ การนเิ ทศภายในโรงเรียนได้ อย่างมปี ระสิทธภิ าพ 3. ครทู กุ คนไดร้ บั การนิเทศอย่างท่วั ถงึ และพัฒนาการจัดการเรียนรู้ สรา้ งชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ าง วชิ าชีพเพ่อื พฒั นาคุณภาพผ้เู รียนไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ

3 ขอบเขตกำรนเิ ทศ 1. ขอบเขตกลุ่มเป้ำหมำย เชิงปรมิ ำณ สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 มีโรงเรียนในสังกัด 228 โรงเรียน มเี ขตพน้ื ทีร่ บั ผดิ ชอบ 5 อาเภอ ดงั นี้ ตำรำงท่ี 1 จานวนสถานศึกษา นกั เรียน ครแู ละผู้บริหาร และหอ้ งเรียน ปกี ารศกึ ษา 2565 ท่ี อำเภอ จำนวน จำนวน จำนวนครู จำนวน สถำนศึกษำ นกั เรียน และผูบ้ ริหำร ห้องเรยี น (แห่ง) (คน) (คน) (ห้อง) 1. ประโคนชยั 75 13,053 892 777 2. กระสัง 67 10,128 686 613 3. บ้านกรวด 47 7,452 546 490 4. พลับพลาชัย 23 4,591 287 240 5. ห้วยราช 16 3,682 232 208 รวมท้ังสน้ิ 228 38,959 2,643 2,328 ทม่ี า : ขอ้ มูลสารสนเทศทางการศึกษา ประจาปีการศึกษา 2565 เชงิ คณุ ภำพ 1. ผ้บู รหิ ารโรงเรียนในสานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 โรงเรียนในสงั กดั 228 โรงเรียน มเี ขตพนื้ ท่รี ับผิดชอบ 5 อาเภอ สามารถบรหิ ารจดั การโรงเรียน และดาเนนิ งานตามนโยบายและ จุดเน้นสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพตามบริบทของสถานศึกษา 2. ครูผู้สอนโรงเรียนในสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาบุรีรัมย์ เขต 2 โรงเรียนในสังกดั 228 โรงเรยี น มเี ขตพ้นื ท่รี บั ผิดชอบ 5 อาเภอ สามารถจดั การเรยี นรู้ให้มีประสทิ ธิภาพและส่งเสรมิ การ ยกระดับคุณภาพผูเ้ รยี นใหม้ ผี ลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นทีส่ งู ขน้ึ 3. โรงเรียนในสังกัด สามารถจดั รปู แบบการเรยี นการสอนท่ีเหมาะสมกบั สถานการณ์การแพรร่ ะบาด ของโรคตดิ เช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประเดน็ กำรนิเทศ 1. พฒั นาคณุ ภาพ ยกระดบั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นของผู้เรียน ใหม้ ีทกั ษะทีจ่ าเป็นในศตวรรษที่ 21 2. เสริมสรา้ ง รกั ษาวัฒนธรรม และพฒั นาองคก์ ร ด้วยหลกั ธรรมาภิบาล 3. สนับสนุน และสง่ เสริมการมสี ่วนรว่ มในการจัดการศึกษา และร่วมรบั ผิดชอบ ดว้ ยการบริหารแบบ CBM 4.1 และการสร้างเครือข่ายการทางาน 4. เสริมสรา้ งและพฒั นาระบบขอ้ มูลสารสนเทศ เทคโนโลยี สื่อ และนวัตกรรมในการบรหิ ารจัด การศกึ ษา 5. สง่ เสริมการนาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งเป็นฐานในการพัฒนาคน ให้มีคณุ ภาพ คุณธรรม จริยธรรม และการดาเนินชวี ติ อยา่ งมีความสุข

4 6. การเรียนการสอนเพอ่ื พัฒนาพหปุ ัญญารายบุคคลให้มคี ุณลกั ษณะและทักษะการเรยี นรใู้ นศตวรรษ ที่ 21 - เรียนการสอนเพื่อพฒั นาพหุปญั ญารายบุคคล - การพฒั นาเทคนคิ การสอนวิทยาศาสตร์ดว้ ยรปู แบบโครงงาน - ส่งเสริมพฒั นาทักษะและสมรรถนะทางคณติ ศาสตรใ์ นศตวรรษท่ี 21 - พฒั นาหลกั สูตรสถานศึกษาเชือ่ มโยงหลกั สูตรฐานสมรรถนะเพื่อพฒั นาการเรียนรแู้ ละ ทักษะในศตวรรษท่ี 21 - การพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษาเรยี นรวม - โรงเรียนจิตศกึ ษากบั การพฒั นาชน้ั เรยี นเชงิ บวก 7. เสริมสร้างพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนระดบั ปฐมวัยเพื่อพัฒนาเดก็ ปฐมวัยสู่มาตรฐานเด็กปฐมวัย แหง่ ชาติ - บา้ นนักวทิ ยาศาสตร์น้อยประเทศไทย ระดับปฐมวยั - เสรมิ สร้างทกั ษะสมอง EF (Executive Functions) ของเดก็ ปฐมวัยเพื่อพัฒนาเดก็ ปฐมวยั สมู่ าตรฐานพฒั นาเด็กปฐมวยั แห่งชาติ - พฒั นาศักยภาพครูผสู้ อนระดับปฐมวัยในการจดั การเรยี นรู้ UNPLUGGED CODING “7 กจิ กรรมง่าย ๆ ปลกู ฝงั โค้ดด้งิ สกิลไดต้ ้ังแต่อนบุ าล” - เสรมิ สร้างพฒั นาศกั ยภาพครผู ู้สอนระดบั ปฐมวยั สู่การพฒั นางานที่เปน็ เลศิ (Best Practices) 8. ยกระดบั ผลสัมฤทธิผ์ ลการเรยี น 9. การพัฒนารปู แบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเลก็ 10. บนั ทกึ ข้อมูลผลการเรียนดว้ ยโปรแกรมระบบบรหิ ารจัดการสถานศึกษา (SchoolMIS) ปกี ารศกึ ษา 2565 11. การพฒั นาการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษดว้ ยระบบ Phonics 12. ยกระดบั คณุ ภาพผู้เรยี นสู่การประเมนิ ระดับนานาชาติ (PISA) 13. การขับเคล่ือนโรงเรยี นคุณภาพระดับประถมศึกษา 14. การพัฒนาระบบการประเมนิ มาตรฐานการศกึ ษาและการประกนั คุณภาพการศึกษา 15. การสร้างจิตสานึกและความรใู้ นการผลิตและบรโิ ภคที่เปน็ มิตรกับสงิ่ แวดล้อม 16. การขบั เคล่ือนหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงสูส่ ถานศึกษาเพ่ือการพัฒนาท่ียัง่ ยืน 17. พฒั นาการนิเทศ ติดตาม ประเมนิ ผลการจัดการศึกษา - การนเิ ทศภายในสถานศึกษาโดยใชห้ ้องเรียนเปน็ ฐาน เพื่อพฒั นาคุณภาพการจัด กระบวนการศึกษาสูก่ ารยกระดับคุณภาพผูเ้ รียน คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ 18. การอบรมพัฒนาศักยภาพศกึ ษานิเทศก์ ผ้บู ริหารสถานศกึ ษา ครแู ละบุคลากรทางการศึกษาเพื่อ สร้างความรคู้ วามเข้าใจตามหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการประเมินตาแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา และการจัดทาข้อตกลงในการพัฒนางาน (Performance Agreement : PA) สานักงานเขต พื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาบรุ ีรัมย์ เขต 2 (ผ่าน Application Zoom) 19. การพฒั นาศักยภาพกลุ่มโรงเรยี นขยายโอกาสทางการศึกษา 20. พัฒนาระบบบริการแนะแนว

5 - งานสหกรณ์โรงเรยี น - การเพมิ่ ทักษะดา้ นอาชีพ 21. การพัฒนาคณุ ภาพการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย “เด็กไทยวิถีใหม่ อ่านออกเขยี นได้ทุกคน” 22. การประยุกต์ใช้ Google form ในการสรา้ งแบบทดสอบ และแบบสอบถามออนไลน์ 23. ส่งเสรมิ และพัฒนาศักยภาพครู และบคุ ลากรทางการศึกษา ด้านทักษะความเข้าใจ และการใช้ เทคโนโลยดี ิจทิ ลั (Digital Literacy) จัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน และการปฏิบัติงาน 24. จัดการเรยี นการสอนดว้ ยเทคโนโลยีการศกึ ษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) (Distance Learning Television) ในโรงเรยี นขนาดเล็ก 25. การจัดการเรียนรู้ผา่ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ DLIT (Distance Learning information technology) 26. นิเทศ ตดิ ตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) ปกี ารศกึ ษา 2566 27. โรงเรียนบา้ นนกั วทิ ยาศาสตรน์ อ้ ยประเทศไทย ระดบั ประถมศกึ ษา 28. โครงการเสรมิ สร้างคุณธรรม จรยิ ธรรมและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์และคา่ นยิ มของชาติ (โครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ.) 29. การจัดการเรียนรเู้ ชิงรุก (Active Learning) 30. การจัดการด้านสถานศึกษาปลอดภยั 31. ส่งเสรมิ มาตรฟ้ืนฟคู วามรู้ถดถอยในเดก็ (Learning Loss) 32. การสง่ เสรมิ การนเิ ทศภายในโรงเรียน และอนื่ ๆ ระยะเวลำดำเนนิ งำน ตลุ าคม 2565 – กันยายน 2566 ภำพควำมสำเร็จ 1. ดา้ นการบรหิ ารจัดการ 1.1 มีระบบสารสนเทศรอบด้าน 1.2 มีการพัฒนาและใชห้ ลักสูตรอย่างเป็นระบบและตอ่ เน่ือง 1.3 พัฒนาครแู ละบุคลากรให้มคี วามเช่ียวชาญทางอาชีพ 1.4 จดั สภาพแวดลอ้ มท่ีเอ้ือต่อการจัดการเรยี นรู้ 1.5 จดั ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบรหิ ารจดั การและการจดั การเรยี นรู้ 1.6 มแี ผนการนเิ ทศทม่ี ีคุณภาพ 2. ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน 2.1 มขี ้อมลู ผ้เู รียนรายบคุ คล 2.2 มีการออกแบบและจดั การเรยี นรู้เชงิ รกุ (Active Learning) ผา่ นกระบวนการคดิ ปฏิบตั ิ จรงิ และประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ได้ 2.3 ใช้สือ่ เทคโนโลยีสารสนเทศ และแหล่งเรยี นรทู้ ีเ่ อ้ือต่อการเรียนรู้ 2.4 ตรวจสอบ และประเมนิ ผู้เรยี นอยา่ งเป็นระบบ และนาผลมาพฒั นาผเู้ รยี น 2.5 มกี ารแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ และให้ข้อมลู สะทอ้ นกลับเพ่ือพฒั นาการจดั การเรียนรู้

6 3. ดา้ นผู้เรียน 3.1 ผเู้ รยี นมคี วามสามารถในการอ่าน และการเขยี น 3.2 สรา้ งองค์ความรู้ดว้ ยตนเองและประยุกต์ใช้ในชีวติ ได้ 3.3 ใชส้ ือ่ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารได้ 3.4 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสูงขึ้น 3.5 มที กั ษะและคุณลักษณะท่พี งึ ประสงคต์ ามหลักสูตรกาหนด ตลอดทง้ั ทักษะชวี ติ ทกั ษะ อาชีพ ทกั ษะการเป็นผูน้ า ทักษะการเปน็ นักนวัตกรและทักษะการนาไปสู่การสร้างนวัตกรรม หลักกำรและแนวคดิ กำรนเิ ทศภำยในโรงเรยี น การพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา กระบวนการนเิ ทศเป็นกระบวนการหนง่ึ ที่ส่งผลตอ่ การพฒั นา คุณภาพการศึกษา (หน่วยศกึ ษานเิ ทศก์ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน, 2562 : 6) ดังนี้ สภาพปัจจุบนั กระบวนการบรหิ าร คณุ ภาพ ปัญหาและ กระบวนการเรยี นการสอน ผเู้ รยี น ความตอ้ งการ กระบวนการนิเทศ การพฒั นาคุณภาพการศึกษา จะสาเรจ็ ไดต้ ามเปา้ หมาย จาเป็นตอ้ งมีองคป์ ระกอบสาคัญในการ พฒั นา คอื กระบวนการบรหิ าร กระบวนการจัดการเรยี นรู้ และกระบวนการนเิ ทศ ทต่ี ้องรวมกันสนบั สนนุ สง่ เสริมไปด้วยกนั ใน ลักษณะของ “เกลยี วเชือก” กระบวนการนิเทศการศึกษา (supervision) เปน็ กระบวนการทท่ี าให้เกดิ การพฒั นาและ ปรับปรงุ กระบวนการเรยี นการสอนของครู โดยมุ่งให้เกิด การจัดการเรยี นร้ทู ่ีมีประสิทธิภาพส่งผลถึงคุณภาพของผ้เู รียน กระบวนการนิเทศการศกึ ษาชว่ ยทาให้ เกดิ การพฒั นาคน พัฒนางาน สรา้ งการประสานสมั พนั ธ์ และขวญั กาลังใจ ซ่ึงตอ้ ง ดาเนินงานให้ ประสานสมั พันธ์กับกระบวนการอน่ื ในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาใหบ้ รรลตุ ามเปา้ หมาย ทาให้เกิดการ พัฒนาทยี่ ั่งยืนถาวร ดังท่สี านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สานกั งานคณะกรรมการ การศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน, 2549 : 52) กลา่ วว่า “การจัดการทดี่ ีเป็นกุญแจนาไปสู่ความสาเรจ็ ขององค์กร การนเิ ทศทด่ี นี าไปสู่การจัดการทีด่ ี” ประโยชนท์ ไ่ี ด้รบั 1. โรงเรยี นในสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาบรุ รี ัมย์ เขต 2 จานวน 229 โรงเรยี น ใน 5 อาเภอ มรี ะบบการตดิ ตามประเมนิ ผลและนเิ ทศการศึกษา ในการส่งเสรมิ และพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตามนโยบายและจุดเน้นสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน

7 2. โรงเรยี นในสงั กดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จานวน 228 โรงเรียน ใน 5 อาเภอ มีแนวทางการติดตาม ประเมนิ ผลและนเิ ทศการศึกษา ปกี ารศึกษา 2566 เพอื่ นาไปใชใ้ นการ นิเทศ การดาเนินงานพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ มาตรฐานการศึกษา และจดุ เน้นของ การพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา 3. ศกึ ษานิเทศก์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรรี มั ย์ เขต 2 โรงเรียนในสงั กดั 228 โรงเรยี น ใน 5 อาเภอ และผูเ้ ก่ียวขอ้ งเหน็ ความสาคญั ของแผนการติดตาม ประเมินผลและนิเทศการศึกษา เพอื่ นาไปใช้ในการนเิ ทศการศึกษามาใช้ประโยชนใ์ นการวางแผนการตดิ ตาม ประเมนิ ผลและนิเทศการศึกษา เพ่ือพฒั นาคุณภาพการศึกษาตามนโยบายและจดุ เนน้ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน 4. โรงเรียนในสงั กดั สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรมั ย์ เขต 2 จานวน 228 โรงเรียน ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษา และมีคุณภาพตามมาตรฐานการศกึ ษา 5. ผ้บู ริหารโรงเรยี นในสงั กดั สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาบรุ รี มั ย์ เขต 2 จานวน 228 โรงเรยี น ใน 5 อาเภอ มแี นวทางการบริหารจดั การและพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามนโยบายและจดุ เน้น สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐานทีม่ ีประสทิ ธภิ าพ 6. ครผู สู้ อนในโรงเรียนสงั กดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบรุ รี มั ย์ เขต 2 จานวน 228 โรงเรียน ใน 5 อาเภอ มีแนวทางในการจดั การเรียนการสอนตามนโยบายและจดุ เนน้ สานักงานคณะกรรมการ การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานที่มีคณุ ภาพ 7. โรงเรยี นในสงั กัด สามารถจัดรูปแบบการเรยี นการสอนที่เหมาะสมกับสถานการณ์การแพรร่ ะบาด ของโรคติดเชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) และมีความปลอดภัย

8 สว่ นท่ี 2 กำรนเิ ทศภำยในโรงเรียน ควำมหมำยของกำรนเิ ทศ จากการศึกษาพจนานุกรม ฉบับเฉลมิ พระเกียรติ พ.ศ.2530 ไดใ้ หค้ วามหมายคาทีเ่ ก่ียวข้องกับการ นเิ ทศการศกึ ษาไวด้ ังน้ี “นิเทศ” หมายถึง ชแี้ จง, แสดง, จาแนก “นเิ ทศการศึกษา” หมายถงึ การใหค้ าแนะนาชว่ ยเหลอื โรงเรียนในเร่ืองการเรียนการสอน “นเิ ทศก”์ หมายถึง ผู้ใหค้ าแนะนา, ชแ้ี จง “ศกึ ษานเิ ทศก์” หมายถงึ ผู้ช้ีแจงแนะนาทางการศึกษาแก่ครอู าจารยใ์ นโรงเรียน สว่ นคาวา่ การนเิ ทศ (Supervision) คือ การชว่ ยเหลอื แนะนา ปรบั ปรงุ บริการ การให้ความรว่ มมอื และการประสานงานให้บุคคลท่ปี ฏบิ ตั งิ านของแต่ละหนว่ ยงานทางานไดด้ ีข้ึน การนิเทศสามารถนาไปใชกบั งานทตี่ องอาศยั ผูดูแล ตรวจตรา ใหคาแนะนา คอยชวยเหลือ บริการ และบรหิ ารงานเพื่อใหงานสาเร็จลุลวงไปตามวัตถปุ ระสงคที่วางไว หากมองตามรปู ศพั ท SUPERVISION ชารี มณีศรี (2538, 14 – 15) สรุปจากศพั ทภาษาอังกฤษไวนา ดงั น้ี

9 จากความหมายทีใ่ ช้คาภาษาอังกฤษเรยี บเรยี งคาศัพท์ที่มีความหมายคลา้ ยคลงึ ใกล้เคียงกนั ลักษณะงานการ นิเทศทใี่ ช้ทัว่ ๆ ไป ผทู้ าหนา้ ทน่ี ิเทศจะตอ้ งมีความรู้ ประสบการณแ์ ละเข้าใจงานของงานดี จึงจะทาหนา้ ท่นี เิ ทศผ้อู นื่ ได้ คาศัพท์ดังกลา่ วข้างตน้ จงึ บอกถงึ ลกั ษณะงานของการนเิ ทศไดอ้ ย่างดี ชารี มณศี รี (2538, 15) ไดส้ รปุ ความหมาย ตามท่ี Plundelt ไดใ้ หไ้ ว้ ดงั น้ี Supervise แนะนาการใชท้ รพั ยากรมนุษยใ์ ห้เกิดประโยชน์สงู สุด Utilize ใช้มวลทรัพยากรทั้งทม่ี ชี วี ติ และไม่มีชวี ติ โดยประหยัด Plan วางแผนการทางานโดยต้ังวตั ถุประสงค์และการส่ือความหมายทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพ Enforce ควบคุมนโยบาย กฎระเบยี บ และมาตรฐานการทางาน Relate สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานทงั้ กลุม่ และบคุ คล Validate ดูแลให้ความเปน็ ธรรมต่อผู้ใต้บงั คับบัญชา Instruct สอนกลวิธแี ละทักษะประสบการณ์ Show แสดงลกั ษณะความเปน็ ผู้นา Organize จดั ระบบงานและประสานการทางาน Regulate วางหลกั ปฏิบตั ใิ นการทางาน กำรนิเทศภำยในโรงเรยี น ในอดตี ท่ีผา่ นมา การดาเนนิ การนิเทศการศึกษาเป็นหนา้ ที่ของบุคลากรภายนอกโรงเรียน ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ ทีเ่ ข้ามาดาเนินการในโรงเรียนแต่เพยี งฝ่ายเดียว แต่ในปจั จุบนั สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป จานวนโรงเรยี นมมี ากขน้ึ ครู และนักเรียนมีมากขนึ้ ทาให้ศึกษานิเทศก์ ไมเ่ พียงพอในการปฏบิ ัตงิ าน ไดอ้ ย่าง ท่ัวถงึ และไม่สามารถให้บริการการนิเทศการศึกษาได้อยา่ งครอบคลุมในภายหลงั จงึ ต้องมกี ารนิเทศการศกึ ษา อีกรปู แบบเกดิ ขนึ้ คือ การนเิ ทศภายในโรงเรียนนักการศึกษาและผูท้ รงคุณวฒุ หิ ลายทา่ นได้ใหค้ วามหมายของ การนิเทศการศึกษาไว้หลายลกั ษณะแตกต่างกนั ไปตามวิวฒั นาการด้านการศกึ ษา จดุ มงุ่ หมายและแนวทางการ จดั การศกึ ษาในสมัยนน้ั ๆ ซง่ึ จะนาเสนอพอเปน็ สงั เขป ดงั ต่อไปนี้ วชั รา เล่าเรียนดี (2550: 120) กล่าวถงึ การนเิ ทศภายในโรงเรียนวา่ เปน็ กระบวนการนิเทศการศึกษา และกิจกรรมต่างๆ ท่มี ่งุ พฒั นาการเรยี นการสอนที่จัดดาเนินการในโรงเรียนโดยบคุ ลากรในโรงเรียนเป็นหลัก ซง่ึ ประกอบดว้ ย ผ้บู รหิ ารโรงเรียน คณะครู และบุคลากรอื่นทเ่ี ก่ียวข้องกับการศึกษาในโรงเรียน โดยมี วัตถุประสงค์เพ่อื พัฒนาคณุ ภาพการศึกษาในโรงเรียนโดยตรง ฉวีวรรณ พันวัน (2552: 9) สรุปไว้ว่าการนิเทศการศึกษา หมายถึง กระบวนการรว่ มกนั ทางการศึกษา ของผบู้ รหิ ารโรงเรียน และบุคลากรทางการศึกษา เพอ่ื พฒั นาการเรียนการสอนใหม้ ีคุณภาพและเกิดผลสัมฤทธ์ิ สงู สดุ แกผ่ ู้เรียน ทาให้ผ้เู รยี นไดพ้ ัฒนาเต็มตามศักยภาพตามจุดหมายของหลักสูตร

10 จากความหมายของการนเิ ทศภายในโรงเรียนดงั กลา่ ว สรุปไดว้ า่ การนเิ ทศภายในโรงเรยี นหมายถึง กระบวนการดาเนนิ งานร่วมกัน ระหว่างบุคลากรทุกคนในโรงเรียน เพ่อื การแกไ้ ข ปรบั ปรุงและพฒั นางาน ในวิชาชพี ครใู ห้มีประสิทธิภาพและประสิทธผิ ล สง่ ผลใหน้ ักเรยี นไดร้ ับการพัฒนาให้มีคุณภาพตามเป้าหมาย การศกึ ษาที่กาหนดและมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนสูงข้ึน จุดมุ่งหมำยของกำรนเิ ทศภำยในโรงเรียน ในการดาเนนิ งานนิเทศภายในโรงเรียนจา เป็นตอ้ งมจี ุดมุ่งหมายในการดา เนินงานเพราะจดุ ม่งุ หมาย จะชว่ ยใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั ิงานสามารถมองเห็นแนวทางในการทางาน ซึ่งจะชว่ ยใหก้ ารนิเทศบรรลุผล มนี กั การศึกษาได้ กาหนดจุดมงุ่ หมายของการนเิ ทศภายในโรงเรียนไว้ ดงั นี้ สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ (2534: 9) ไดก้ าหนดจุดมุง่ หมายของการนเิ ทศ ภายในโรงเรยี นไว้ ดังน้ี 1. เปน็ การช่วยใหค้ รผู สู้ อนสามารถปรับปรงุ ตนเองและกจิ กรรมการเรียนการสอน 2. สามารถพฒั นาพฤติกรรม บคุ ลกิ ภาพการสอนของครูให้ดขี ึน้ 3. สนบั สนนุ ความร้คู วามสามารถของครูในการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน 4. กากับ ควบคุม ติดตามผลการปฏิบตั ิงานของครใู นการปฏบิ ตั ิงานอย่างต่อเน่ือง 5. สง่ เสริมความคดิ สร้างสรรค์และการทางานร่วมกันเปน็ คณะ ปรยี าพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535: 264 – 265) กลา่ วถงึ จุดมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษาไวด้ งั นี้ 1. เพื่อพัฒนาและส่งเสรมิ การบรหิ ารและงานวชิ าการของสถานศึกษา 2. เพื่อการบรหิ ารงานวชิ าการในสถานศึกษาให้มีประสทิ ธิภาพย่ิงขึ้น 3. เพอ่ื สารวจ วิเคราะห์ วิจยั และประเมินผล เพ่อื ปรบั ปรงุ คณุ ภาพและมาตรฐานการศึกษา 4. เพื่อพฒั นาหลักการและสื่อการเรยี นการสอนใหไ้ ด้มาตรฐาน และเอกสารทางวชิ าการให้มี ประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการและจาเป็นของสถานศึกษาและครู 5. เพื่อพฒั นาบคุ ลากรโดยเฉพาะครูใหม้ ีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์อนั จาเปน็ ท่นี าไปใช้ ในการเรียนการสอน การจัดการศึกษา อีกทัง้ ให้ครสู ามารถแกป้ ัญหาได้ วไลรตั น์ บญุ สวัสด์ิ (2538: 64) ได้กาหนดความม่งุ หมายของการนิเทศภายในโรงเรยี นไว้ ดังน้ี 1. เพื่อชว่ ยเหลือครูในการพฒั นาและปรับปรงุ ตนเอง 2. เพ่ือสง่ เสริมให้มกี ารปรบั ปรงุ หลกั สตู ร 3. เพื่อช่วยเหลอื ครูในการปรับปรุงการสอนของตนให้ดีขนึ้ 4. เพือ่ เปดิ โอกาสให้ผเู้ ช่ยี วชาญในสาขาท่ีมีอยู่ในโรงเรยี นได้ช่วยเหลอื เพอื่ นครู 5. เพื่อสง่ เสริมให้คณะครูมีความสนใจในวัสดุอปุ กรณ์การสอน 6. เพื่อส่งเสริมให้คณะครูมีความเข้าใจเกี่ยวกบั เด็กนักเรยี นให้ดขี น้ึ 7. เพอื่ ชว่ ยเหลอื ครูในการประเมนิ ผลนกั เรียน 8. เพื่อส่งเสริมยว่ั ยใุ หค้ รูรู้จักประเมินผลโครงการการปฏบิ ัติงาน และความก้าวหน้า ในวิชาชพี ของตน 9. เพอื่ ชว่ ยให้ครปู ระสบความสาเร็จและรสู้ กึ ม่นั คง สรปุ ได้ว่า การนิเทศภายในโรงเรียนมจี ดุ มงุ่ หมาย ที่จะช่วยเหลอื ประสานงานใหบ้ ุคลากรในโรงเรยี น ไดป้ รบั ปรงุ ตนเอง ทัง้ ดา้ นการสอน บุคลกิ ภาพ สร้างขวญั และกาลังใจ ความพงึ พอใจในการทางานซึ่งจะสง่ ผล

11 ตอ่ การพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรยี น และการรักษาคุณภาพการศึกษาของโรงเรยี น ตลอดจนการ พัฒนาวิชาชีพครใู หม้ ีความกา้ วหน้ามากยงิ่ ข้นึ หลกั กำรนเิ ทศภำยในโรงเรียน หลักการและแนวคดิ ท่สี าคัญของการนิเทศภายในโรงเรียน มนี กั วิชาการและนกั การศกึ ษา หลายทา่ นไดท้ าการศึกษา ไวด้ ังนี้ สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ (2541: 52 – 53) กล่าวถงึ หลกั การนิเทศไว้ คลา้ ยกันแตเ่ พม่ิ เติมก็คือ การนเิ ทศภายในโรงเรยี น ผู้นเิ ทศประกอบดว้ ย ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผบู้ รหิ าร หวั หนา้ หมวดวิชา ครูผ้รู ว่ มนิเทศ ครูแกนนา ดาเนนิ การโดยใชภ้ าวะผูน้ า ทาใหเ้ กิดความร่วมมือ ผถู้ กู นเิ ทศ ใหค้ วามไวว้ างใจ เตม็ ใจในการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลง ลงมือปฏบิ ตั จิ รงิ ทดลองใชเ้ คร่อื งมือและวธิ กี ารที่ รว่ มกันคิด ท้งั นี้ การดาเนินการต้องเป็นไปอย่างมรี ะบบ คอื ตอ้ งกาหนดเป้าหมายจุดม่งุ หมาย การวางแผน การลงมอื ปฏิบัติตามแผน และประเมินผล กระบวนการนิเทศต้องยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับสถานการณ์และใช้ หลกั การปฏบิ ัติ เนน้ การปฏบิ ัตงิ านตามบทบาทหนา้ ทร่ี บั ผิดชอบมีการควบคมุ กากบั ติดตามผลการดาเนนิ งาน อยา่ งใกลช้ ดิ เยาวภา เดชะคุปต์ (2542: 134 – 135) ได้กล่าวถึง หลักการนิเทศภายในโรงเรยี นท่ีผู้เก่ียวขอ้ ง นา่ จะตอ้ งยึดเปน็ แนวปฏบิ ตั ิ ซึ่งสรุปไดเ้ ปน็ ข้อๆ ดังน้ี 1. การนิเทศภายในโรงเรยี น เปน็ ภารกิจทผ่ี ู้บรหิ ารโรงเรียนจะต้องรับผดิ ชอบและมสี ่วนร่วม รบั รู้ต่อความก้าวหนา้ ของครใู นโรงเรยี นทีม่ ผี ลสบื เนื่องมาจากโรงเรยี น 2. โรงเรียนตอ้ งทางานร่วมกนั และใชว้ ธิ ีการประชาธปิ ไตยกับการดาเนินงาน กลา่ วคือ มคี วามเคารพในเหตุผลซึ่งกนั และกนั เปน็ ความรว่ มมือรว่ มใจและใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบวทิ ยาศาสตร์ 3. โรงเรียนต้องเริม่ ต้นด้วยการรู้สภาพปญั หาท่ีแท้จริงเสยี ก่อน แล้วจึงกาหนดแผน หรือแนวทางในการแกป้ ัญหาน้ันๆ 4. โรงเรยี นมุ่งเพอ่ื ปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนไม่ใช่การจับผดิ จึงต้องพยายาม ใหบ้ คุ ลากรทุกฝา่ ยเข้าใจและดาเนนิ งานให้เป็นไปตามอดุ มการณ์ 5. บุคลากรในโรงเรยี นต้องยอมรับความจรงิ ในแง่ท่วี ่าไมม่ ีใครจะมีความสามารถหรือ เชี่ยวชาญไปทกุ เรือ่ ง 6. โรงเรียนม่งุ เน้นการสรา้ งบรรยากาศท่ีเป็นกนั เอง เพ่อื ให้เกดิ ความเข้าใจท่ีดีตอ่ กัน ทาใหง้ านบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ มงคล สภุ กรรม (2546: 13) ไดส้ รุปหลักการนเิ ทศภายในโรงเรียนไว้วา่ ต้องมีวิธกี ารดาเนินการ ทีช่ ัดเจนและเป็นขนั้ ตอน โดยวิธีการดาเนนิ การนั้น ตอ้ งสามารถสรา้ งความเขา้ ใจให้เกิดข้นึ ร่วมกนั ทุกฝา่ ย เพื่อจะได้พฒั นาความก้าวหน้าและเปน็ การสง่ เสรมิ ความคิดรเิ ร่มิ สรา้ งสรรค์ ตลอดจนความเปน็ ประชาธปิ ไตย เพอื่ ให้โรงเรยี นมคี ณุ ภาพอย่างชดั เจน ธรี ศักดิ์ เลอื่ ยไธสง (2550: 2) ไดน้ าเสนอหลกั การของการนิเทศภายใน ดังนี้ 1. ดาเนินการตามกระบวนการอยา่ งเป็นระบบและต่อเนื่อง 2. สง่ เสรมิ ให้ครูทุกคนมีสว่ นรว่ มและรับผิดชอบ 3. กจิ กรรมการนเิ ทศตรงกบั ความตอ้ งการจาเปน็ ในการพัฒนาครู 4. จดั สภาพแวดล้อมและแหลง่ วทิ ยาการใหเ้ ออ้ื ตอ่ การดาเนินงาน 5. สร้างมนษุ ยสัมพนั ธท์ ด่ี ี และเสรมิ สร้างขวญั กาลงั ใจแก่ครู

12 สรปุ ได้ว่า หลักการของการนิเทศภายในโรงเรยี นก็คือ ผู้นิเทศต้องมคี วามรู้ความเขา้ ใจในหลักการ นเิ ทศอย่างถูกต้อง ตรงประเด็น มีระบบและขน้ั ตอนที่ชัดเจนในกระบวนการนิเทศ กระบวนการนเิ ทศท่เี กดิ ข้ึน ตอ้ งเกิดจากความร่วมมือของคณะครทู ุกคนที่ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีอยู่ในโรงเรยี น และการนิเทศตอ้ งเป็นไปเพ่ือการ พัฒนากระบวนการเรยี นการสอนของครู และการนิเทศการศึกษาควรมีการบริหารเป็นกระบวนการเชิงระบบ มีการวางแผนการดาเนินงาน มขี น้ั ตอนในการปฏิบัตงิ าน ถือหลกั การมีส่วนร่วมในการทางานมีความเปน็ ประชาธิปไตย มกี ารดาเนนิ งานอยา่ งสรา้ งสรรค์ มีการแกป้ ัญหาทีเ่ กิดขน้ึ จากการเรยี นการสอน สร้าง สภาพแวดลอ้ มในการทางานใหด้ ีขนึ้ สรา้ งความผกู พันและความมนั่ คงตอ่ งานอาชีพ รวมทัง้ พัฒนาและสง่ เสริม วิชาชพี ครใู ห้มีความรู้สึกภาคภมู ใิ จในวิชาชีพของตนเองพร้อมทจี่ ะรับการพัฒนาอยา่ งต่อเน่ือง หลกั กำรนิเทศกำรศึกษำ เปน็ แนวทางหรือกฎเกณฑ์ท่ีกาหนดขน้ึ เพ่ืองานนิเทศการศึกษาตามความคิดเห็นความเชื่อและ ประสบการณ์ของนกั การศึกษา ดังนี้ วชั รา เลา่ เรียนดี (2553 : 116-117) กลา่ วถงึ หลักการสาคัญของการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษา ดังน้ี 1. การใหค้ วามร่วมมือร่วมใจสอน 2. การสร้างความผูกพันตอ่ ภาระหนา้ ท่ี ดว้ ยความเตม็ ใจของบุคลากรในโรงเรยี นและครู 3. การประสานสมั พนั ธท์ ี่ดีตอ่ กัน 4. การประสานกนั ทุกฝ่าย 5. เปน็ ประชาธปิ ไตย 6. การยึดความแตกตา่ งของมนษุ ย์และพัฒนาการของมนษุ ยแ์ ต่ละวยั 7. การมีเป้าหมายเดียวกัน คือคุณภาพการศึกษาของผเู้ รยี น ดังนน้ั ผู้นเิ ทศจึงต้องยึดหลักการนิเทศ ดงั ต่อไปน้ี 1. ผนู้ ิเทศต้องมคี วามรู้ความเข้าใจในหลักการนิเทศอย่างถูกตอ้ ง ตรงประเดน็ มีระบบและ ข้นั ตอนทช่ี ัดเจนในกระบวนการนเิ ทศ 2. กระบวนการนเิ ทศที่เกิดขนึ้ ตอ้ งเกิดจากความร่วมมือของคณะครทู ุกคนท่ปี ฏบิ ัตหิ นา้ ที่อยู่ ในโรงเรียน และการนเิ ทศ 3. ตอ้ งเป็นไปเพื่อการพฒั นากระบวนการเรียนการสอนของครู และการนิเทศการศึกษาควรมี การบริหารเปน็ กระบวนการเชิงระบบ มีการวางแผนการดาเนินงาน มขี ้ันตอนในการปฏบิ ัตงิ าน ถือ หลักการมสี ่วนรว่ ม ในการทางานมีความเปน็ ประชาธปิ ไตย มกี ารดาเนินงานอยา่ งสร้างสรรค์มีการ แก้ปญั หาท่เี กิดข้ึนจากการเรยี นการสอน 4. สร้างสภาพแวดลอ้ มในการทางานให้ดีข้ึน สรา้ งความผูกพนั และความม่นั คงต่องานอาชพี รวมทง้ั พฒั นาและส่งเสรมิ วชิ าชีพครูให้มีความร้สู กึ ภาคภมู ิใจในวิชาชพี ของตนเองพรอ้ มที่จะรบั การ พฒั นาอย่างต่อเนื่อง หน่วยศึกษานเิ ทศก์ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน (2562 : 13) สรุปไว้วา่ หลกั การของการนิเทศภายในโรงเรียน เป็นการปฏิบตั ิงานรว่ มกันระหวา่ งผนู้ เิ ทศและผรู้ บั การนเิ ทศ ตาม ความต้องการและความจาเป็นในการพฒั นา โดยมีเปา้ หมายเดียวกัน ขอบขา่ ยการนิเทศภายในโรงเรียน

13 ยุทธศำสตร์กำรนิเทศ การจดั การศึกษาในสถานศกึ ษามงุ่ พัฒนานักเรยี นให้เป็นคนดี เกง่ มคี วามสุข ทาประโยชน์ให้ส่วนรวม มคี ณุ ภาพตามเป้าหมายการจัดการศึกษาของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศกั ราช 2551 ความสาเร็จในการพัฒนาคุณภาพและบรหิ ารจดั การศึกษาของสถานศกึ ษาและสานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษา จาเป็นต้องมีการนเิ ทศซง่ึ เป็นปัจจยั ทส่ี าคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการดาเนินงานโดยมียุทธศาสตร์ทส่ี าคัญเปน็ หลกั การในการดาเนินงานการนเิ ทศ คอื การมสี ่วนร่วมและทางานอย่างเป็นระบบ รายละเอยี ดดังตอ่ ไปนี้ ยุทธศำสตร์กำรนเิ ทศ 1. กำรมีส่วนร่วม การนเิ ทศเปน็ การทางานรว่ มกนั ระหว่างผู้นเิ ทศกบั ผูร้ บั การนิเทศที่มีทั้งผ้รู ่วมคิด ร่วมทาการช่วยเหลอื พึง่ พากนั ด้วยปฏสิ มั พันธ์อนั ดีต่อกนั ให้เกียรตแิ ละจริงใจต่อกัน ซึ่งการทางานด้วยหลักการมีสว่ นรว่ ม มีคุณลกั ษณะสาคัญ 5 ประการ ทส่ี ามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการนิเทศการศึกษา ซ่ึงมีแนวทางดังตอ่ ไปนี้

14 2. กำรทำงำนอยำ่ งเปน็ ระบบ มีขั้นตอนกำรทำงำนที่สำคัญ 5 ขั้นตอน คอื 2.1 วิเคราะหป์ ญั หาตามตอ้ งการจาเปน็ 2.2 วิเคราะห์ทางเลือกในการแกป้ ญั หา/พัฒนา 2.3 เลือกทางเลือกทเี่ หมาะสมและวางแผน 2.4 ดาเนนิ การตามแผน 2.5 ประเมนิ ผลการดาเนินงาน

15 ยุทธศำสตร์กำรนเิ ทศภำยในโรงเรยี น การนิเทศภายในโรงเรียน มยี ทุ ธศาสตร์ในการดาเนินงาน ดงั นี้ 1. สร้างภาพปลายทางให้ชดั เจนภาพปลายทาง หมายถึง สภาพความสาเรจ็ ท่ีต้องการใหเ้ กดิ ขนึ้ ใน สถานศึกษาซึ่งต้องกาหนดให้ชัดเจน และใหค้ รูทุกคนมองเห็นสภาพความสาเร็จน้ีใหต้ รงกนั มคี วามเขา้ ใจ ตรงกันเพื่อทจี่ ะได้ร่วมมอื กันพฒั นาให้มุ่งไปสสู่ ภาพความสาเรจ็ ทก่ี าหนดนนั้ 2. สรา้ งภาพงานท่ีชดั เจนตลอดแนวภาพงาน หมายถงึ การกาหนดภาระงานทจี่ ะต้องวางแผนการ ดาเนนิ การให้มุ่งสู่สภาพความสาเรจ็ ทีก่ าหนดไว้วา่ จะตอ้ งพัฒนาใคร ในเรอื่ งใด และพฒั นาอย่างไร ขอบขำ่ ยกำรนิเทศภำยในโรงเรียน การนิเทศภายในโรงเรยี น เปน็ การนิเทศการปฏบิ ตั ิงานของครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา ตามขอบขา่ ยและภารกจิ การบรหิ ารโรงเรียนสังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐานทเ่ี ปน็ นิติ บุคคล ซึง่ อยู่ในความรบั ผดิ ชอบของผบู้ รหิ ารโรงเรียน เพ่อื ให้บรรลุภารกิจของโรงเรียนอย่างมปี ระสิทธภิ าพ ประกอบด้วยงาน 4 ดา้ น ได้แก่ 1. ด้ำนวชิ ำกำร งานด้านวิชาการ เปน็ งานที่เกี่ยวกบั การนาหลกั สตู รไปใช้ให้บรรลตุ ามจุดหมายของหลักสูตร สถานศกึ ษา ตลอดจนคุณลักษณะอันพงึ ประสงคต์ ามทีก่ าหนดไวใ้ นหลกั สูตร ไดแ้ ก่ 1.1 การพฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษา 1.2 การนาหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้และการออกแบบการจัดการเรยี นรู้ 1.3 การสง่ เสรมิ และสนบั สนุนให้ครจู ัดทาและใชแ้ ผนการจัดการเรยี นรู้ 1.4 การจัดการเรียนการสอนตามแนวปฏิรูปการเรยี นรแู้ บบบรู ณาการ และเนน้ ทักษะ การคิด 1.5 การจัดหาพัฒนาส่ือและเทคโนโลยีทางการศึกษา 1.6 การสนับสนนุ ใหค้ รูผลติ และใชส้ ือ่ การเรียนรู้ 1.7 การจดั กิจกรรมเสริมหลกั สูตร 1.8 การจดั มุมหนงั สือ ห้องสมุด และแหล่งเรียนรู้ในสถานศกึ ษา 1.9 การวดั และประเมินผลตามสภาพจริง 1.10 การสอนซ่อมเสรมิ 1.11 การวจิ ยั เพ่ือพัฒนาการศกึ ษา 1.12 การประกนั คุณภาพการศึกษา 1.13 การส่งเสริมและสนับสนนุ ให้ครจู ดั ทาแฟ้มขอ้ มูลนักเรียนเปน็ รายบคุ คล 1.14 การประเมนิ คุณภาพการศกึ ษาของสถานศึกษา 1.15 การจัดศูนย์โสตทัศนูปกรณ์ 1.16 การจัดบริการแนะแนว 2. ดำ้ นบริหำรบคุ คล งานด้านบริหารบคุ คล เป็นการจัดดาเนินการ เพ่อื ให้บุคลากรในสถานศึกษาได้รแู้ ละเขา้ ใจหน้าที่ และความรับผิดชอบของตน การตดิ ตามดูแลชว่ ยเหลือให้ปฏิบตั ิงานท่ีได้รบั มอบหมายให้ประสบความสาเร็จ อย่างมีประสิทธภิ าพ สร้างบรรยากาศในการทางานใหผ้ รู้ ว่ มงานทุกคนเกิดความสานึกในหน้าที่ทร่ี ับผิดชอบ สร้างความรว่ มมือรว่ มใจในการปฏบิ ัตงิ าน สง่ เสรมิ ใหบ้ ุคลากรในสถานศึกษาพฒั นาตนเองใหม้ คี วามสามารถ

16 ในการปฏิบตั ิงานสงู ข้ึน ไดแ้ ก่ 2.1 การวางแผนอตั รากาลังและกาหนดตาแหน่ง 2.2 การกาหนดความต้องการ หนา้ ทแี่ ละความรบั ผิดชอบของบคุ ลากร 2.3 การมอบหมายหนา้ ที่และความรับผิดชอบ 2.4 การปฐมนเิ ทศบคุ ลากรใหม่ 2.5 การจดั สวสั ดกิ าร 2.6 การนเิ ทศ ตดิ ตามผลการปฏบิ ัตงิ าน 2.7 การพัฒนาบุคลากร 2.8 การสง่ เสริมใหน้ กั เรยี นได้ศึกษาต่อ 2.9 การประเมนิ ผลปฏิบัตงิ าน 2.10 การพจิ ารณาความดคี วามชอบ 2.11 การกาหนดมาตรฐานการปฏิบัตงิ านของบคุ ลากร 2.12 งานวินัยและนติ ิกร 3. ดำ้ นบรหิ ำรท่วั ไป งานดา้ นบริหารท่ัวไปเปน็ งานทเ่ี ก่ียวข้องกับระบบสานกั งาน ซ่งึ มีข้อกาหนดกฎเกณฑแ์ ละวธิ กี ารทแ่ี น่นอน ได้แก่ 3.1 งานธรุ การและสารบรรณ 3.2 งานทะเบยี นและรายงาน 3.3 งานขอ้ มูลและสารสนเทศ 3.4 งานจัดทาแผนปฏบิ ตั กิ ารและการจัดระบบการศกึ ษา 3.5 งานอาคารสถานท่ี สงิ่ แวดลอ้ ม และความปลอดภัย 3.6 งานประชาสมั พนั ธ์ 3.7 งานสวัสดิการ 3.8 งานพระราชบัญญัตกิ ารศึกษา 3.9 งานระเบียบ กฎหมาย กฎกระทรวง และข้อปฏบิ ัตติ ่างๆ 3.10 กิจกรรม 5 ส. 4. ดำ้ นงบประมำณ งานด้านงบประมาณ เปน็ งานทเี่ ก่ียวข้องกบั ระบบการเงินและพสั ดุ ไดแ้ ก่ 4.1 งานงบประมาณ 4.2 งานจัดทาแผนปฏิบัตกิ ารประจาปี 4.3 งานจัดตั้งและการของบประมาณประจาปี 4.4 งานเบิกจา่ ยงบประมาณ 4.5 งานรายงานการใช้จา่ ยเงินงบประมาณประจาปี 4.6 การตรวจสอบ ตดิ ตาม และประเมนิ ประสิทธภิ าพการบรหิ ารงบประมาณ 4.7 การบรหิ ารการเงิน 4.8 การบรหิ ารการบญั ชี 4.9 การบรหิ ารงานพัสดุ 4.10 ระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา

17 บทบำทของบคุ ลำกรในกำรนเิ ทศ การสง่ เสรมิ ใหก้ ระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรียนดาเนินไปตามวตั ถปุ ระสงค์และมปี ระสทิ ธิภาพ บทบาทของบุคลากรในการนิเทศนบั วา่ มคี วามสาคญั ในการท่ีใช้บทบาททเ่ี หมาะสมกับพฤติกรรมการนเิ ทศ แบบใด มีวิธีการนิเทศตามข้ันตอนของแตล่ ะกจิ กรรมอย่างไรท่ีจะนิเทศ บุคลำกรกำรนเิ ทศ หมายถึง ผู้บริหารและคณะกรรมการนิเทศของสถานศึกษาแต่ละแห่งมีบทบาท และภารกจิ สาคญั ดังนี้ 1. บทบาทในการสง่ เสริมและจัดใหม้ กี ารนเิ ทศภายในโรงเรียน เพอ่ื ใหเ้ กิดการพฒั นาตนเอง สามารถ ดาเนนิ งานตามนโยบายไดถ้ ูกต้อง ทาหน้าทน่ี เิ ทศภายในโรงเรียนได้อย่างสมบูรณ์ 2. บทบาทในการใช้นวตั กรรม เทคโนโลยเี พื่อการศกึ ษา เพือ่ พัฒนาศกั ยภาพครูโดยเฉพาะการจัดการ เรียนรูใ้ หด้ ีข้ึน สง่ เสริมให้มีการใชน้ วัตกรรม เทคโนโลยีท่ีมีประสทิ ธภิ าพ นามาปรบั ใชใ้ ห้เหมาะสมกับครใู น โรงเรียน 3. บทบาทในการจัดประชุมอบรม มกี ารจดั ประชมุ อบรมในรปู แบบตา่ งๆ เช่น การประชมุ ปฏิบัตกิ าร การสมั มนา อภิปรายกลมุ่ เปน็ ตน้ นอกจากนี้ ยงั ต้องส่งเสรมิ ใหค้ รมู ีโอกาสเขา้ รบั การอบรมในการพฒั นา วชิ าชพี นาทกั ษะความรูม้ าปฏบิ ตั งิ านได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ 4. บทบาทในการตดิ ตามประเมินผล ซ่งึ จะช่วยให้ครูพฒั นาศักยภาพได้ดขี น้ึ การประเมินเพอ่ื นาผลท่ี ไดม้ าปรับปรุงแก้ไข ให้เกิดการพัฒนาเชงิ สรา้ งสรรค์ 5. บทบาทในการใช้กลุม่ โรงเรียน สมาคมวชิ าชพี หรือเครอื ข่ายเปน็ แนวทางเพอื่ กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ แก่ครูในโรงเรียน โดยใช่กลมุ่ หรือเครือข่ายชว่ ยเหลอื ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การจดั ประชุมทางวิชาการ การศึกษาเอกสาร การศกึ ษาดูงาน ฯลฯ 6. บทบาทในการสร้างครตู น้ แบบในสาขาวชิ าต่างๆ ซ่ึงจะก่อให้เกิดผลในการพฒั นาและเปน็ แบบอยา่ งแก่ครูทั่วไปได้ คณะกรรมกำรดำเนินกำรนเิ ทศภำยในโรงเรียน หมายถึง บุคลากรท่ีอยูใ่ นโรงเรียน เชน่ ผอู้ านวยการ รองผู้อานวยการ ครูหัวหนา้ กลุ่มงาน ครหู ัวหนา้ ระดับช้นั หรอื ครหู วั หนา้ กลมุ่ สาระการเรียนร้รู วมไปถงึ ครูท่มี ี ความรู้ความสามารถ มีความชานาญ/เชี่ยวชาญ และประสบการณ์ดา้ นวชิ าการ มีความรับผิดชอบสูง มมี นษุ ย สมั พนั ธ์ทีด่ ี เปน็ ท่ียอมรบั ของเพื่อนครู ดงั นัน้ คณะกรรมการดาเนนิ การนเิ ทศภายในโรงเรียนควรประกอบดว้ ย 1. โรงเรยี นขนาดใหญพ่ เิ ศษ ขนาดใหญ่ และขนาดกลาง 1.1 ผูอ้ านวยการ ประธาน 1.2 รองผู้อานวยการ รองประธาน 1.3 ครหู วั หน้ากลุม่ สาระการเรยี นรู้ กรรมการ 1.4 ครูหวั หน้าระดับช้นั กรรมการ 1.5 ครทู ่ีไดร้ บั คดั เลอื กจากเพื่อนครู กรรมการ 2. โรงเรยี นขนาดเลก็ 2.1 ผอู้ านวยการ ประธาน 2.2 หวั หน้างานวชิ าการ รองประธาน 2.3 ครูท่ีไดร้ บั คดั เลอื กจากเพ่ือนครู กรรมการ

18 บทบาทของผนู้ เิ ทศ ซง่ึ ประกอบด้วย ผู้บรหิ าร หรอื ผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย ต้องมบี ทบาทหนา้ ท่ี ท่ีแตกตา่ งกนั เพือ่ ใหก้ ารนิเทศภายในโรงเรียนบรรลวุ ตั ถุประสงค์ ดงั น้ี 1. กาหนดนโยบายของการนิเทศภายในโรงเรยี น เช่น ส่งเสรมิ ใหใ้ ชก้ ระบวนการกลุ่มในการทางาน เพื่อใหเ้ กดิ ความสามคั คใี นหมู่คณะ เป็นตน้ 2. สง่ เสริมใหค้ รูมีความรู้ความเข้าใจเกย่ี วกบั การนิเทศภายใน และหลักสตู รหรือเร่ืองส้ันๆ ที่ครูสว่ น ใหญ่ มีความต้องการในการพัฒนา ซง่ึ จะเปน็ ประโยชนต์ ่อการปรบั ปรุงการปฏบิ ตั ิงานในหน้าทค่ี รู ตลอดจนมี เจตคตทิ ีด่ ตี ่อการนิเทศภายในโรงเรียน 3. ร่วมประชมุ วางแผนกับคณะครูในโรงเรยี นเพอื่ พัฒนาคุณภาพการเรยี นการสอน 4. สนับสนนุ ด้านงบประมาณ วัสดอุ ุปกรณ์ ตลอดจนขวัญและกาลงั ใจ 5. กระตุ้นให้ครูเกดิ การตื่นตัวอย่เู สมอในด้านวิชาการ 6. ปฏบิ ตั ิการนิเทศภายในโรงเรยี นตามแผนการนเิ ทศของสถานศกึ ษา 7. เปดิ โอกาสให้คณะครูมสี ่วนรว่ มในการดาเนินงานนิเทศภายในโรงเรียน และมกี ารประเมนิ ตนเอง 8. สร้างขวัญและกาลงั ใจแก่ผู้ปฏบิ ัติงานดว้ ยวิธกี ารตา่ งๆ เช่น ยกย่องชมเชยในที่ประชมุ นาผลสาเรจ็ ของการปฏิบัตงิ านมาแสดงให้ปรากฏแก่บคุ คลอ่นื แต่งตั้งคณะทางานตามความถนัดและเปิดโอกาสใหแ้ สดง ความสามารถอยา่ งเต็มท่ี 9. ติดตามประเมินผล และพัฒนาการดาเนินการนเิ ทศภายในโรงเรียน แนวคิดในกำรปฏบิ ัตงิ ำนของผนู้ เิ ทศ ผ้บู ริหารสถานศึกษา และคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรยี นควรเข้าใจและตระหนักเก่ียวกับการ นเิ ทศภายในโรงเรียน ดังน้ี 1. การเรมิ่ ต้นจัดกจิ กรรมการนเิ ทศภายในโรงเรียนในระยะแรกควรหลีกเล่ียงกจิ กรรมท่ีต้องเผชญิ หนา้ กนั เชน่ การสังเกตการสอน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเกิดความขัดแย้งได้งา่ ย ควรเลอื กกจิ กรรมท่ี สร้างความคนุ้ เคย เช่น การให้คาปรกึ ษาหารือ การศกึ ษาเอกสารทางวชิ าการหรือการศึกษาดงู าน เมือ่ ครู คนุ้ เคยกบั การนเิ ทศภายในโรงเรียน และมคี วามพร้อมจงึ ใช้กิจกรรมสังเกตการสอน 2. ความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ เปน็ ปัจจัยสาคญั ทีจ่ ะช่วยให้การนิเทศภายในโรงเรียนประสบ ความสาเรจ็ การใชก้ ระบวนการกลุม่ ดาเนนิ งานจะทาใหไ้ ด้ผลดีเป็นอย่างมาก 3. กิจกรรมทใี่ ชใ้ นการนิเทศ ควรตอบสนองต่อปัญหา ซึง่ ต้องรว่ มกันพจิ ารณาอยา่ งรอบคอบ โดยผลท่ี เกิดจากการแก้ปญั หา ให้เนน้ การพฒั นาบุคลากรและพัฒนางาน 4. คณะกรรมการนเิ ทศ ควรศึกษาหาความร้แู ละประสบการณ์ เพื่อนามาใช้ในการนิเทศครู ในสถานศึกษา 5. สรา้ งศรทั ธาและความเขา้ ใจอันดีกบั ผรู้ บั การนเิ ทศ

19 ทกั ษะของผู้นิเทศกำรศกึ ษำ ความสาคัญของการฝกึ ทักษะการนเิ ทศ ได้แก่ ทกั ษะทางวิชาการ เชิงบรหิ าร 1. กำรสอื่ สำร ควำมหมำย การส่อื สาร (Communication) แปลวา่ การตดิ ตอ่ บอก แจ้ง คมนาคม สาร จดหมาย (สอ เสถบตุ ร, 2518 : 144) การส่อื สาร (Communication) หมายถึง การตดิ ต่อกนั ระหวา่ งมนษุ ย์ เพ่ือทาให้ผู้รับนะ อันมี ความหมายร่วมกนั และเกิดการตอบสนอง (สวนิต ยมาภัย, 2538 : 7) การสื่อสาร (Communication) คอื กระบวนการถา่ ยทอด สารสนเทศ และความคดิ ตลอด เจตคติ เพื่อทาความเข้าใจรว่ มกันระหว่างผู้ส่งกับผ้รู บั สรุปการส่ือสารเปน็ การติดต่อกันระหว่างบุคคลหรือกล่มุ บุคคล โดยมจี ุดประสงค์ที่จะเสนอ เรอื่ งราว ต่าง ๆ อันไดแ้ ก่ ข้อมูลข่าวสาร ความรสู้ กึ นึกคิด ความต้องการ ตลอดจนความคิดเหน็ ในเร่ืองต่าง ๆ ใหบ้ ุคคล หรือกล่มุ บุคคลรบั รู้ การสื่อสารมปี ระโยชนท์ ง้ั ในแงบ่ ุคคลและในแงส่ งั คม ในแง่บุคคล ทาให้คนเราสามารถรับรู้ ความร้สู ึก นกึ คดิ และความต้องการของผอู้ น่ื ก่อใหเ้ กิดความเข้าใจทีต่ รงกัน การสื่อสาร ทาใหค้ นมีความรู้ และโลกทัศน์ กว้างขวางขึน้ เพราะได้รบั รู้ข้อมลู ข่าวสารจากแหลง่ ตา่ งๆ ประโยชน์ของการสอื่ สารในแง่ สังคมก็คือ การ สอื่ สารเป็นกระบวนการ ทีท่ าให้สงั คมเจรญิ กา้ วหน้าอยา่ งไม่หยดุ ยงั้ ทาให้มนุษยส์ ามารถสืบทอดและพัฒนา วฒั นธรรมของตนเอง สามารถเรียนรูแ้ ละรบั รู้วัฒนธรรมของสงั คมอื่น เพื่อนามาปรบั ปรุงวัฒนธรรมของตน ตลอดจนสามารถถา่ ยทอดวฒั นธรรมของตนไปสูค่ นรุ่นใหม่อย่าง ไม่จบสน้ิ องคป์ ระกอบของกำรส่ือสำร กระบวนการส่ือสาร ประกอบด้วยสว่ นสาคญั ไดแ้ ก่ 1. ฝ่ายทสี่ ่งเร่ืองไป เรียกวา่ ผู้สง่ สาร (Sender) 2. เร่ืองท่สี ่งไป เรยี กวา่ สาร (Message) 3. ตวั กลางท่ีนาเรื่องไป เรยี กวา่ ส่ือ (media) หรือ ชอ่ งทาง (Channel) 4. ฝา่ ยท่รี ับเรือ่ ง เรียกวา่ ผรู้ บั สาร (Response) 5. การรบั รู้ เรียกว่า ปฏิกริ ยิ าตอบสนอง (Receiver) อุปสรรคของกำรสอื่ สำร อุปสรรคของผ้สู ่งสำร เชน่ ขาดความรู้ในเร่ืองท่ีนาเสนอ ความบกพร่องของผสู้ ง่ สารอนั เกดิ จาก สภาพร่างกายหรือจติ ใจไม่ปรกติ ผสู้ ่งสารขาดความสามารถในการสื่อสาร ทาให้การสือ่ สารไม่ประสบ ผลสาเรจ็ อปุ สรรคทสี่ ำร เช่น สารเปน็ เรอ่ื งยากเกินไป ใช้รูปแบบทซ่ี ับซอ้ น สารนนั้ ขดั แย้งกบั ความเช่ือ ค่านิยมของผู้รบั สาร ทาให้ไม่ประสบความสาเร็จในการสือ่ สารเท่าท่ีควร อุปสรรคท่ีส่ือ เช่น สือถกู รบกวนหรือสือชารดุ บกพร่อง สื่อเทคโนโลยีส่วนมากจะเกดิ ปัญหา กรดของสอื่ เช่น โทรศพั ทข์ ัดข้อง วทิ ยุโทรทัศนช์ ารดุ ทาใหส้ อ่ื สามารถทาหนา้ ท่ีนาสารไปสผู่ รู้ ับสารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

20 อุปสรรคทผี่ ูร้ ับสำร เชน่ ผูร้ บั สารมอื คตติ ่อผ้สู ่งสาร หรือมีอคติต่อสาร ผรู้ ับสารมีความ คดิ เห็น แตกตา่ งกับสาร ผรู้ ับสารขาดความพร้อมเจบ็ ปว่ ย ร่างกายจติ ใจผดิ ปรกติ อปุ สรรคของการส่อื สารเกิดขึ้นทอ่ี งค์ประกอบสว่ นใดส่วนหนงึ่ หรอื หลายสว่ นรวมกนั หากจะทาให้ การสอื่ สารสัมฤทธิผลจะตอ้ งแก้ไขทอี่ งคป์ ระกอบอนั เป็นปญั หา ภำษำทใ่ี ชใ้ นกำรสือ่ สำร ภาษาทใ่ี ชใ้ นการส่ือสารมี 2 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. ภาษาถ้อยคา หรอื วจั นภาษา ได้แก่ ภาษาพูด ภาษาเขยี น 2. ภาษาทีไ่ ม่ใช้ถอ้ ยคา หรอื อวจั นภาษา ได้แก่ แสง สี เสยี ง สัญลักษณ์ การเคล่อื นไหวรา่ งกาย การ สัมผสั การมอง ฯลฯ การใช้ภาษาเพ่ือการส่อื สารน้ันจะต้องใชว้ ัจนภาษาและอวจั นภาษาประกอบกนั ในขณะท่ี พูด แมจ้ ะใชภ้ าษาถ้อยคาแต่ต้องใชท้ า่ ทาง สายตา นา้ เสยี ง ประกอบด้วย การใช้ภาษาในการสง่ สาร มขี ้อควร คานงึ อยู่ 3 ประการ ประการแรกจะต้องวิเคราะห์ตนเอง ในฐานะผูส้ ่งสารว่ามีจดุ มงุ่ หมายในการ ส่งสาร อยา่ งไร ประการที่สองจะต้องวเิ คราะห์ผู้รับสารว่าเปน็ ใคร โดยวเิ คราะห์ อายุ ฐาน เพศ วัย พน้ื ฐานความรู้ ประการทส่ี าม โอกาสในการส่งสาร เชน่ เปน็ พธิ ีการ ถงึ พธิ ีการ หรือกนั เอง แลว้ เลือกใช้ภาษาในการสอ่ื สารให้ เหมาะสม 2. มนุษยสัมพันธ์ มนุษยสมั พันธ์ คือ การใช้ศาสตรแ์ ละศลิ ปใ์ นการเข้ากบั บคุ คล หรอื กลุ่มบคุ คล เพ่อื ใหส้ ามารถ ปฏบิ ัตงิ านสาเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ และข้อสาคัญคือเกดิ ความพอใจท้งั สองฝา่ ยด้วย มนุษยสัมพนั ธ์ เป็นเรื่องการสร้างความเขา้ ใจอันดี เพือ่ ให้เกิดความรูส้ ึกทดี่ ี เกดิ ความพอใจ เกดิ ความ รักใคร่ การท่ีคนเราจะอยู่ดว้ ยกันไดต้ ้องอาศยั ความรักความเข้าใจอันดตี อ่ กนั เม่ือเขารักและ เข้าใจเราดีแลว้ ก็จะเกดิ ความรูส้ ึกอยากช่วยเหลอื ใหค้ วามร่วมมือสนับสนนุ ด้วยความจริงใจและเต็มใจ ถา้ ทงั้ สองฝา่ ย มีมนุษย สัมพันธ์กันด้วยดี ผลงานในท่ีทางานยอ่ มดตี ามไปด้วย การทางานกบั บุคคลทว่ั ไป ซึ่งมคี วามแตกต่างกันทง้ั ในดา้ นพ้นื ฐานและประสบการณ์ ฐานะเศรษฐกจิ และสงั คมตลอดจนลกั ษณะนิสยั จงึ จาเปน็ ต้องใช้หลักมนุษยสัมพนั ธช์ ว่ ยสง่ เสรมิ การทางานให้บรรลุ เป้าหมาย อยา่ งมีประสิทธภิ าพ ทาใหเ้ กิดการยอมรับนับถือ ศรทั ธา และยอมกระทาตามคาแนะนา ร่วมคดิ รว่ มทาด้วย ความสมัครใจ ทักษะมนุษยสัมพนั ธ์ ที่ทาใหเ้ ป็นผ้มู มี นษุ ยสัมพนั ธ์ท่ดี ี ได้แก่ 1. ความเขา้ ใจตนเอง - สารวจตนเองว่ามีความบกพรอ่ งดา้ นใดและพยายามปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตน - ให้ผอู้ ืน่ ช่วยพิจารณาตัวเรา เช่น การแต่งกาย การพูด การแสดงท่าทาง 2. ความเข้าใจผูอ้ นื่ - ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล - ยอมรับพฤติกรรมของบุคคลท้ังส่วนดแี ละข้อบกพร่อง 3. ปรับปรุงตนเองตามหลกั การสรา้ งมนุษยสัมพนั ธ์

21 หลกั กำรสร้ำงมนุษยสัมพันธ์ 1. หลัก 3 ยอ ได้แก่ ยมิ้ แยม้ ยั่วยุ ยกย่อง 2. หลักสังคหวตั ถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อตั ถจรยิ า สมานัตตตา 3. หลักของขงจื้อ ได้แก่ ปดิ หู ปดิ ตา ปิดปาก 4. หลักทฤษฎขี อง Heider ไดแ้ ก่ การผูกมิตรสมั พนั ธก์ ับผู้อ่ืน ต้องศึกษาว่าเขาชอ ไม่พดู ซ้าซาก แลกเปลย่ี นความคิดเหน็ กนั ทาตนเป็นมิตรท่ีดี 5. หลักในการปรบั ตนเองเพ่ือให้เกิดศรัทธา ได้แก่ มีความอดทนและรักษาอารมณ์ ยกย่องอย่างจรงิ ใจ ให้คาชมเชยเม่อื ทางานเสร็จ วจิ ารณผ์ ลงานอย่างยตุ ิธรรม เปน็ นักฟงั ที่ แจม่ แจง้ เอาใจเขามาใสใ่ จเรา 6. หลักการเอาชนะใจคนให้เหน็ ดว้ ยกบั ความคิดของเรา ได้แก่ การไมโ่ ตเ้ ถียง เคารพในคา ของผอู้ ่นื เมื่อผดิ ต้องรบั ผิดทนั ที เริม่ ตน้ ดว้ ยความเป็นมติ ร พูดจาไพเราะนุ่มนวล พยายามใหม้ ีความ ความคิดนั้นเป็น ของผ้สู นทนาทาให้เขายอมรบั ว่า “ใช่” เอาใจเขามาใส่ใจเรา เหน็ ใจในความผิดหรอื ความ ของผู้อื่น ชีป้ มเด่น อยา่ กลา่ วถงึ ปมด้อย แสดงความคิดเห็นอยา่ งสนุกสนาน คณุ ลกั ษณะของผู้มีมนษุ ยสัมพันธท์ ่ดี ี 1. รู้จักการคบคนทกุ เพศทุกวัย 2. มคี วามรูด้ ี 3. มคี วามม่ันใจในตนเอง 4. มีบคุ ลิกภาพท่ีดี 5. เป็นนักฟงั ท่ีดี 6. มีนสิ ยั รกั การอ่าน 7. มศี ลิ ปะการถา่ ยทอด 8. รับฟงั คาวิจารณ์ 9. มีอารมณ์ขัน กำรเสรมิ สรำ้ งเสนห่ ใ์ ห้ตนเอง 1. ยิ้มแย้มนา 2. จาชื่อได้ 3. ให้การยอมรบั 4. จับจติ ใจเขา 5. เราหมัน่ ยกย่อง 6. สอดส่องเอาใจใส่ 7. มนี า้ ใจเกือ้ กูล 8. เพมิ่ พนู การฟัง 9. เอ่ยอา้ งทเ่ี ขาชอบ 10. พรอ้ มมอบความสุข

22 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง 1. คิดมาก 2. ปากโป้ง 3. หลงตนเอง 4. เกง่ นินทา 5. หนา้ งอเงา้ 6. เจ้าอารมณ์ 7. มปี มด้อย 8. ใจน้อยเหลอื พฤตกิ รรมท่ีพงึ กระทำ 1. ย้ิมแยม้ แจม่ ใส 2. ทักทายคนอื่นก่อน 3. ยกย่องสรรเสรญิ 4. เสมอต้นเสมอปลาย 5 รูจ้ ักให้เปน็ นสิ ยั 6. มคี วามจรงิ ใจ 7. ไม่เปน็ ไรเสยี บ้าง 3. ทกั ษะกำรพฒั นำบุคลกิ ภำพ บุคลิกภำพ (Personality) หมายถึง ลักษณะและพฤติกรรมเฉพาะของบุคคลซง่ึ เปน็ เอกลกั ษณ์ ท่ีไม่ เหมือนใครและไมม่ ีใครเหมือน แบ่งออกเปน็ 2 ส่วน คอื บุคลิกภายนอก และบุคลกิ ภายใน บคุ ลกิ ภายนอก ไดแ้ ก่ ลกั ษณะท่ีมองเห็นเป็นรปู ธรรม สมั ผัสได้ดว้ ยประสาทท้ัง 5 คือ ตา หู จมกู ลิ้น กาย จาแนกตามลกั ษณะท่ีแตกต่างกัน คือลกั ษณะรปู ร่าง ลักษณะใบหน้า สุขอนามยั กิริยามารยาท การแตง่ กาย ลกั ษณะการพดู ลักษณะท่าทาง การใช้ภาษา การใช้สายตา บุคลกิ ภายใน ได้แก่ สตปิ ญั ญา อปุ นิสัย คุณธรรม ทัศนคติ ความรบั ผดิ ชอบ ความคดิ สรา้ งสรรค์ ความ เชอ่ื ม่นั ตนเอง อารมณ์ ปฏิภาณไหวพรบิ ลกั ษณะของผู้มีบุคลกิ ภำพดี ทั้งบคุ ลิกภายนอก บคุ ลิกภายใน สามารถสรปุ ไดว้ ่า ผู้มีบุคลิกภาพดี จะตอ้ งรู้จักสร้างบุคลิกภาพของตน ดงั นี้ 1. รปู ร่างดี 2. สขุ ภาพดี 3. แตง่ กายดี 4. มารยาทดี 5. ความรดู้ ี 6. จติ ใจดี 7. ความคดิ ดี 8. พดู ดี 9. อารมณด์ ี

23 กำรสรำ้ งควำมมัน่ ใจ ความมั่นใจตนเองเป็นบุคลกิ ภาพภายในของบุคคล กล้าแสดง กิรยิ าทา่ ทางงาม สง่า สร้างความเลอื่ มใสศรัทธาแกผ่ พู้ บเห็น ในทางตรงขา้ มถ้วย ตนเอง อาจเกดิ ความประหมา่ ตืน่ เตน้ แสดง กิรยิ าท่าทางที่ไม่พงึ ประสงค์ออกมาโดยไม่ บคุ ลิกภาพได้ จงึ ตอ้ งสรา้ งความม่นั ใจตามแนวปฏิบัติ ดังนี้ 1. การเลอื กเร่ือง จงพูดเรื่องท่เี รารูด้ ีท่สี ดุ การพูดเร่ืองที่เรามคี วามรู้ ความถนัด คือ ความม่ันใจในการ พูด ดงั นน้ั การเลือกเรื่องท่จี ะพดู ควรพิจารณาจากเร่อื งที่กระแสสงั คม เปน็ เร่ืองทผี่ พู้ ดู สนใจและต้องการพูด เป็นเรื่องทผ่ี ู้ฟังสนใจ 2. การวเิ คราะห์ผฟู้ ัง ถ้าผ้พู ูดรู้จักฟงั มากเท่าใด ยอ่ มส่งผลให้การพูดมปี ระสิทธิภาพมากข้ึนเทา่ เพราะ ผูฟ้ งั เป็นองคป์ ระกอบสาคญั ของกระบวนการสื่อสารดว้ ยคาพูด ผพู้ ดู จะตอ้ งศึกษาและวิเคราะห์ ในดา้ นตา่ ง ๆ เพ่อื วางแผนและเตรยี มการพูด 3. การเตรยี มเรื่อง ต้องรวบรวมเน้อื ท่จี ะพูดใหเ้ หมาะสมกับเวลา จดุ มุ่งหมาย และผู้ฟัง กาหนด โครงสร้างการพดู ตามข้นั ตอนดงั นี้ - ชอื่ เรอ่ื ง ตอ้ งน่าสนใจ - การทกั ทายผู้ฟงั - การขน้ึ ตน้ (คานา) - เนื้อเร่ือง (รายละเอียด) - การลงท้าย (คาสรุป) 4. การเตรียมตัว ได้แกก่ ารเตรียมตัวเตรยี มใจให้พร้อมทจ่ี ะพูด ดูแลสุขภาพใหแ้ ข็งแรง มีความพร้อม ทีจ่ ะพูดตามกาหนดนัดหมาย แตง่ กายใหเ้ หมาะสมกาลเทศะ จติ ใจเป็นสมาธิไม่วติ กกังวล 5. การฝึกซ้อม ควรฝึกซ้อมทบทวนเนอื้ หาท่ีจะพูด ลาดับข้ันตอนก่อนหลัง ตัวอย่างอ้างอิง สานวน โวหาร การใช้น้าเสียง การใช้ทา่ ทาง ตลอดจนการใชโ้ สตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ 6. มีความมน่ั ใจวา่ จะพดู ได้ตามทเ่ี ตรยี มตัวเตรยี มใจ และฝกึ ซอ้ มมา กล้าพูดกล้าแสดง 7. การควบคมุ ตนเอง มีสติสมั ปชญั ญะ คือ มีความรตู้ ัวอย่เู สมอ ไม่เผลอตัว เกดิ ความประหมา่ ต่นื เตน้ พดู ผิดพูดถูก ถ้าสามารถควบคุมตนเองได้ 8. การไม่ยอมแพ้ มีความมงุ่ ม่ันตงั้ ใจแน่วแน่ จะต้องเป็นผชู้ นะทาได้สาเร็จ สรา้ งขวญั และกาลงั ใจให้ เขม้ แข็ง มีความปรารถนาทจ่ี ะพดู ใหด้ ที ีส่ ดุ 9. การใช้โสตทัศนูปกรณ์ จะช่วยโนม้ น้าวจูงใจให้ผู้ฟังสนใจตง้ั ใจฟังและติดตามเรื่องราวตลอดเวลา ลด ความกดดัน ความเครียด ความประหม่าลงได้ 4. คุณลักษณะของผู้นเิ ทศกำรศกึ ษำ 1. มีความคิดริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ 2. มีความมัน่ ใจในตนเอง 3. มนุษยสัมพันธด์ ี เปดิ เผย ไมเ่ ย่อหยง่ิ 4. มสี ุขภาพดีท้งั ทางกายและใจ 5. มีความสามารถในการถา่ ยทอดความรู้ 6. มีเทคนิคในการพูดและส่ือความหมายได้ดี 7. มีความสามารถในการสาธิตการสอน

24 5. ทักษะที่จำเปน็ ในกำรนิเทศกำรศกึ ษำ 1. ทกั ษะด้านมนุษยสมั พนั ธ์ 2. ทกั ษะการส่อื สาร 3. ทักษะการเปน็ ผู้นา 4. ทกั ษะกระบวนการกล่มุ 5. ทกั ษะการประเมนิ ผลการปฏิบัติ 6. ภำวะผูน้ ำ ผ้นู ำ - บุคคลท่ีมคี วามเปน็ ผูน้ าหรอื ภาวะผนู้ า - ผมู้ อี ทิ ธพิ ลหรือบุคคลอน่ื ๆ ในกลุ่ม สามารถทาให้บคุ คลเหล่านน้ั กระทาสง่ิ ตา่ งๆ จนบรรลุเปา้ หมาย ตามที่กาหนดไวไ้ ด้ ภำวะผู้นำ กระบวนการทม่ี ีอทิ ธพิ ลเหนือสมาชกิ คนอ่ืนๆ ทาใหส้ มาชิกเหลา่ น้นั มกี ารกระทาในแนวทางใด แนวทางหนงึ่ จนบรรลุเปา้ หมายทก่ี าหนดไว้ พลังอำนำจ 1. อานาจจากการให้รางวลั 2. อานาจเกิดจากการบังคับ 3. อานาจเกดิ จากการทาใหถ้ ูกตอ้ งชอบธรรม 4. อานาจเกิดจากการเป็นพรรคพวก 5. อานาจจากความเชย่ี วชาญ คุณลกั ษณะของผู้นำที่ดี 1. มีภาวะผ้นู าที่เหมาะสม 2. พัฒนาบุคลากรอยูต่ ลอดเวลา 3. มคี วามคดิ ริเร่มิ สรา้ งสรรค์ 4. ให้สวสั ดิการ ขวญั กาลังใจแก่สมาชิก คุณสมบตั ขิ องผนู้ ำวิชำกำรท่ีดี 1. ร้ทู นั รู้นาโลก 2. เรยี นรู้ชานาญ เชีย่ วชาญปฏบิ ัติ 3. รวมพลังสร้างสรรคส์ ังคม 4. รักษว์ ฒั นธรรมไทยใฝ่สนั ติ 5. เปน็ ผ้มู ีมนษุ ยสัมพันธ์ 6. มีนิสยั รกั การอ่าน 7. มศี ลิ ปะการถา่ ยทอด 8. รบั ฟังคาวิจารณ์ 9. มีอารมณ์ขัน

25 บทบำทของผรู้ ับกำรนเิ ทศ การนิเทศภายในโรงเรยี นจะประสบผลสาเร็จไดก้ ็ต่อเม่ือผรู้ ับการนเิ ทศ จะต้องใหค้ วามร่วมมอื ในการดาเนินการนิเทศ ดงั นี้ 1. รว่ มกจิ กรรมในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู และการจัดทาแผนการนิเทศภายในโรงเรียน 2. นาแนวทางท่ีได้รับจากการนเิ ทศไปแก้ไขปญั หาหรือพฒั นางาน 3. เสนอปัญหาตอ่ ผูน้ เิ ทศ เมอ่ื พบปญั หาระหวา่ งการปฏิบัตงิ านเพ่อื รว่ มกนั หาแนวทางแก้ไข 4. ให้ความร่วมมือในการประเมินผลการนิเทศ

26 บทท่ี 3 แนวทำงกำรดำเนนิ กำรนเิ ทศภำยในโรงเรยี น การนิเทศภายในโรงเรยี น เป็นงานท่ชี ่วยพฒั นาครูในด้านต่างๆ เพื่อจะใช้ประโยชนส์ ูงสดุ จาก ทรัพยากรบุคลากรภายในโรงเรียน รวมทง้ั การสรา้ งความรว่ มมอื และการแก้ไขปญั หาการทางานรว่ มกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิชาการเกยี่ วกบั การเรียนการสอน เพอื่ ให้เปน็ ไปตามจดุ ม่งุ หมายของการศึกษา บุคลากรภายในโรงเรยี นท่สี ามารถนเิ ทศไดน้ อกจากผู้บรหิ ารแล้วคือ ครูท่มี ีประสบการณ์ ความรู้ ความชานาญ ขึน้ อยู่กับจุดมุ่งหมายจานวนผูร้ ับการนิเทศ เวลา และทรพั ยากรอน่ื ๆ ในการจดั ทาโครงการนเิ ทศน้นั ควรจะได้ ศึกษาสภาพปจั จุบนั ปัญหาและความต้องการในการนิเทศ จัดทาแผนการนิเทศ แล้วจงึ นาแผนไปสู่การปฏิบตั ิ ตามจดุ ม่งุ หมายท่ีวางไว้ ควรมีการประเมินผลการนิเทศเพื่อนาไปปรบั ปรุง และพัฒนาการเรียนการสอน ในการดาเนินงานนิเทศภายในโรงเรียนเพอ่ื ให้เกิดผลสาเร็จ ต้องอาศัยกระบวนการนิเทศและการ นิเทศการศึกษา รวมถงึ กจิ กรรมการนิเทศหรือเทคนิควธิ ีการในการนเิ ทศ ซ่งึ ไดส้ รปุ และรวบรวมไว้เพอื่ เป็น ประโยชน์กบั ผูน้ ิเทศ 4 เรอ่ื ง ดังนี้ 1. กระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรยี น 2. เทคนคิ วิธกี ารนเิ ทศภายในโรงเรยี น 3. กิจกรรมการนิเทศ 4. มาตรฐานการนิเทศภายในโรงเรียน กระบวนกำรนิเทศภำยในโรงเรยี น กระบวนการนิเทศ มคี วามเช่ือมโยงและเปน็ กระบวนการท่ีเก่ยี วพันกนั กับกระบวนการนิเทศการศกึ ษาซึง่ การ ดาเนินการในการนเิ ทศให้ได้รับความสาเร็จ สง่ิ สาคญั ในการจัดการนิเทศการศึกษากค็ ือจะดาเนินการอย่างไร จงึ จะทาให้ประสบผลสาเรจ็ ตามเปา้ หมายท่ีไดว้ างไว้ ขัน้ ตอนในการปฏิบตั ิงานทางการนเิ ทศการศกึ ษาเรยี กได้ อีกอยา่ งหน่ึงว่า “กระบวนการนิเทศ” เนอ่ื งจากกระบวนการเปน็ เทคนิควธิ ใี นการทางาน ดงั นน้ั กระบวนการ ทางานของแต่ละบคุ คลย่อมจะมีความแตกต่างกันไปบา้ ง นักการศึกษาได้กาหนดกระบวนการนเิ ทศการศกึ ษาไว้หลายรูปแบบให้ยึดเป็นหลกั ในการปฏบิ ัติ เช่น 1. กระบวนกำรนิเทศของแฮริส (Harris) แฮริส ได้กาหนดขั้นตอนของกระบวนการนเิ ทศการศกึ ษา ไว้ 5 ขัน้ ตอน ดังนี้ 1.1 ข้นั วางแผน (Planning) ไดแ้ ก่ การคิด การตัง้ วัตถุประสงค์ การคาดการณล์ ว่ งหน้า การกาหนดตารางงาน การค้นหาวธิ ปี ฏบิ ตั งิ าน และการวางโปรแกรมงาน 1.2 ข้นั การจดั โครงการ (Organizing) ไดแ้ ก่ การตง้ั เกณฑ์มาตรฐาน การรวบรวมทรพั ยากร ทีม่ อี ยู่ท้งั คนและวัสดุอปุ กรณ์ ความสัมพนั ธแ์ ตล่ ะข้นั การมอบหมายงาน การประสานงานการกระจายอานาจ ตามหนา้ ที่ โครงสรา้ งขององค์การ และการพัฒนานโยบาย 1.3 ขน้ั การนาเข้าสู่การปฏิบตั ิ (Leading) ได้แก่ การตัดสนิ ใจ การเลือกสรรบคุ คล การเร้าจงู ใจให้มีกาลังใจคิดรเิ รมิ่ อะไรใหม่ๆ การสาธติ การจูงใจ และใหค้ าแนะนา การส่ือสาร การกระตนุ้ ส่งเสรมิ กาลงั ใจ การแนะนานวตั กรรมใหม่ๆ และให้ความสะดวกในการทางาน 1.4 ขั้นการควบคุม (Controlling) ได้แก่ การสั่งการ การใหร้ างวลั การลงโทษ การให้โอกาส การตาหนิ การไล่ออก และการบงั คับให้กระทาตาม

27 1.5 ขัน้ ประเมินผล (Appraising) ได้แก่ การตัดสินการปฏิบัตงิ าน การวิจยั และการวัดผล การปฏบิ ตั งิ าน กจิ กรรมที่สาคัญ คือ พจิ ารณาผลงานในเชิงปฏบิ ตั ิวา่ ไดผ้ ลมากน้อยเพียงใด และวดั ผลด้วยการ ประเมินอยา่ งมีแบบแผน มคี วามเท่ยี งตรง ทั้งน้ี ควรจะมกี ารวิจัยด้วยตอ่ มาแฮรสิ ไดพ้ ฒั นาให้มคี วามสมบูรณ์เห มะสมกบั การนิเทศมากขนึ้ โดยเนน้ การวางแผนปฏิบตั งิ านมากกว่าการควบคุมงาน ทาให้มขี ้นั ตอนเพม่ิ ขึ้นเป็น 6 ขัน้ ตอน ดังน้ี 1. ประเมินสภาพการทางาน (Assessing) เป็นกระบวนการศึกษาถงึ สถานภาพตา่ งๆ รวมทงั้ ขอ้ มลู ท่ีจาเปน็ เพ่อื จะนามาเปน็ ตัวกาหนดถึงความตอ้ งการจาเป็นเพอ่ื กอ่ ใหเ้ กิดความเปลี่ยนแปลง ซ่ึงประกอบดว้ ยงานต่อไปนี้ คือ 1.1 วิเคราะห์ข้อมลู โดยการศึกษาหรือพิจารณาธรรมชาติ และความสัมพันธข์ องสง่ิ ตา่ งๆ 1.2 สังเกตสงิ่ ตา่ งๆ ด้วยความรอบคอบถ่ถี ้วน 1.3 ทบทวนและตรวจสอบสง่ิ ต่างๆ ดว้ ยความระมดั ระวัง 1.4 วัดพฤติกรรมการทางาน 1.5 เปรียบเทียบพฤติกรรมการทางาน 2. จดั ลาดบั ความสาคญั ของงาน (Prioritizing) เป็นกระบวนการกาหนดเปา้ หมายจุดประสงค์ และ กจิ กรรมตา่ งๆ ตามลาดับความสาคญั จะประกอบดว้ ยงานต่อไปนี้ คือ 2.1 กาหนดเป้าหมาย 2.2 ระบุจุดประสงค์ในการทางาน 2.3 กาหนดทางเลือก 2.4 จัดลาดบั ความสาคัญ 3. ออกแบบการทางาน (Designing) เปน็ กระบวนการวางแผนหรือกาหนดโครงการต่างๆ เพอื่ กอ่ ใหเ้ กิดการเปล่ยี นแปลงโดยประกอบดว้ ยงานต่อไปนี้ คือ 3.1 จดั สายงานใหส้ ่วนประกอบต่างๆ มคี วามสมั พนั ธ์กัน 3.2 หาวิธีการนาเอาทฤษฎหี รือแนวคิดไปส่กู ารปฏบิ ัติ 3.3 เตรยี มการตา่ งๆ ให้พร้อมท่ีจะทางาน 3.4 จัดระบบการทางาน 3.5 กาหนดแผนในการทางาน 4. จัดสรรทรพั ยากร (Allocating Resources) เปน็ กระบวนการกาหนดทรพั ยากรต่างๆ ให้เกดิ ประโยชน์สูงสุดในการทางาน ซง่ึ ประกอบด้วยงานต่อไปน้ี คือ 4.1 กาหนดทรัพยากรที่ตอ้ งใชต้ ามความต้องการของหน่วยงานตา่ งๆ 4.2 จดั สรรทรพั ยากรไปใหห้ น่วยงานต่างๆ 4.3 กาหนดทรัพยากรที่จาเป็นจะตอ้ งใช้สาหรับจุดมงุ่ หมายบางประการ 4.4 มอบหมายบุคลากรให้ทางานในแตล่ ะโครงการหรือแต่ละเป้าหมาย 5. ประสานงาน (Coordinating) เป็นกระบวนการท่ีเกย่ี วข้องกับคน เวลา วัสดอุ ุปกรณ์ และสิ่ง อานวยความสะดวกทุกๆ อย่าง เพ่อื จะใหก้ ารเปล่ียนแปลงบรรลผุ ลสาเร็จงานในกระบวนการ ประสานงาน ได้แก่ 5.1 ประสานการปฏบิ ัตงิ านในฝ่ายต่างๆ ให้ดาเนินงานไปด้วยกันด้วยความราบรน่ื 5.2 สร้างความกลมกลนื และความพร้อมเพียงกนั 5.3 ปรับการทางานในส่วนต่างๆ ใหม้ ีประสิทธภิ าพให้มากที่สุด

28 5.4 กาหนดเวลาในการทางานในแตล่ ะชว่ ง 5.5 สรา้ งความสมั พันธใ์ ห้เกดิ ข้ึน 6. นาการทางาน (Directing) เปน็ กระบวนการทีมีอทิ ธิพลต่อการปฏิบตั งิ าน เพ่ือใหเ้ กิดสภาพ ที่เหมาะสมอันจะสามารถบรรลุผลแหง่ การเปลี่ยนแปลงให้มากที่สุด ซึง่ ไดแ้ ก่ 6.1 การแตง่ ตงั้ บุคลากร 6.2 กาหนดแนวทางหรือกฎเกณฑ์ในการทางาน 6.3 กาหนดระเบยี บแบบแผนเกย่ี วกบั เวลา ปรมิ าณหรืออตั ราเรว็ ในการทางาน 6.4 แนะนาและปฏิบัตงิ าน 6.5 ชแ้ี จงกระบวนการทางาน 6.6 ตดั สนิ ใจเกี่ยวกับทางเลอื กในการปฏิบัติงาน (ปรยี าพร วงศ์อนุตรโรจน์, 2548: 41 – 43) 2. กระบวนกำรนเิ ทศกำรศกึ ษำของแอลเลน (Allen) (อา้ งถึงใน สงดั อทุ รานันท์ 2530: 76 – 79) ประกอบดว้ ยกระบวนการหลกั 5 กระบวนการ ทเี่ รยี กว่า “POLCA” คอื 2.1 กระบวนการวางแผน (Planning Processes) เปน็ กระบวนการในวางแผนโดยคิดถึง สง่ิ ทีจ่ ะทาว่ามีอะไรบา้ ง กาหนดแผนงานวา่ จะทาสิ่งไหน เม่อื ไหร่ กาหนดจดุ ประสงค์ในการทางานคาดคะเน ผลทจี่ ะเกดิ จากการทางาน พัฒนากระบวนการทางาน และวางแผนในการทางาน 2.2 กระบวนการจดั สายงาน (Organizing Processes) เป็นกระบวนการจัดสายงานหรอื จดั บุคลากรตา่ งๆ เพ่ือทางานตามแผนงานทว่ี างไว้ โดยกาหนดเกณฑ์มาตรฐานในการทางาน ประสานงาน กับบุคลากรต่างๆ ที่จะปฏบิ ัติงาน จดั สรรทรัพยากรต่างๆ สาหรับการดาเนนิ งาน มอบหมายงานให้ บุคลากร ฝ่ายต่างๆ จัดใหม้ ีการประสานงานสัมพันธ์กันระหวา่ งผทู้ างาน จัดทาโครงสร้างในการปฏิบตั ิงาน จดั ทา ภาระหน้าทีข่ องบุคลากร และพฒั นานโยบายในการทางาน 2.3 กระบวนการนา (Leading Processes) เปน็ กระบวนการนาบคุ ลากรต่างๆ ให้ทางาน นัน้ ประกอบด้วยการตดั สินใจเก่ียวกับสง่ิ ตา่ งๆ ให้คาปรึกษาแนะนา สรา้ งนวัตกรรมในการทางาน ทาการ สื่อสารเพ่ือความเข้าใจในคณะทางาน สรา้ งแรงจงู ใจในการทางาน เรา้ ความสนใจในการทางาน อานวยความ สะดวกในการทางาน รเิ รม่ิ การทางาน แนะนาการทางาน แสดงตัวอยา่ งในการทางาน บอกข้นั ตอนการทางาน และสาธติ การทางาน 2.4 กระบวนการควบคมุ (Controlling Processes) เปน็ กระบวนการในการควบคุม ประกอบดว้ ย การช่วยแก้ไขการทางานที่ไม่ถูกต้อง การวา่ กล่าวตักเตอื นในสงิ่ ทผ่ี ดิ พลาด การกระต้นุ ให้ทางาน การปลดคนท่ีไม่มคี ุณภาพให้ออกจากงาน การสรา้ งกฎเกณฑใ์ นการทางาน และการลงโทษผ้กู ระทาผิด 2.5 กระบวนการประเมินผลการทางาน (Assessing Processes) ประกอบด้วย การพจิ ารณาตดั สนิ เกี่ยวกับการปฏบิ ตั ิงาน การวดั และประเมินพฤตกิ รรมในการทางาน และการวิจยั ผลการ ปฏบิ ัตงิ าน 3. กระบวนกำรนเิ ทศแบบ PIDRE ของสงัด อทุ รำนันท์ (อ้างใน วชั รา เลา่ เรียนดี 2550: 25 – 26) ดร. สงัด อทุ รานันท์ ไดก้ ลา่ วสรุปไวว้ ่ากระบวนการนเิ ทศการศึกษา มี 5 ข้นั ตอน ในการดาเนินการ คือ ข้นั ท่ี 1 วางแผนการนิเทศ (Planning-P) ขัน้ ที่ 2 ให้ความรู้ ความเขา้ ใจในการทางาน (Informing-I) ข้ันท่ี 3 ลงมอื ปฏิบตั งิ าน (Doing-D) ข้ันท่ี 4 สรา้ งเสริมกาลังใจ (Reinforcing-R) ข้นั ที่ 5 ประเมนิ การนเิ ทศ (Evaluating-E)

29 จากรูปแบบกระบวนการนิเทศ มีรายละเอียดในการดาเนนิ การอย่างเป็นขั้นตอนและตอ่ เนือ่ งกันดังนี้ คอื ขน้ั ที่ 1 วางแผนการนเิ ทศ (Planning-P) เปน็ ขั้นทผ่ี ูบ้ รหิ ารผ้นู เิ ทศและผรู้ บั การนเิ ทศจะทาการ ประชมุ ปรึกษาหารือเพื่อให้ได้มาซึง่ ปญั หาและความตอ้ งการจาเปน็ ท่จี ะต้องมีการนเิ ทศ รวมทงั้ วางแผนถึง ข้ันตอนการปฏิบัตงิ านเก่ียวกับการนิเทศทีจ่ ะจดั ขนึ้ อีกด้วย ขั้นท่ี 2 ใหค้ วามรู้ในส่ิงทจี่ ะทา (Informing-I) เปน็ ข้ันตอนของการใหค้ วามรู้ความเข้าใจถึงสิ่งท่ีจะ ดาเนินงานวา่ จะต้องอาศยั ความรู้ความสามารถอยา่ งไรบ้าง จะมขี ้นั ตอนในการดาเนินการอย่างไรและจะทา อย่างไรจึงจะทาใหไ้ ด้ผลงานออกมาอยา่ งมีคุณภาพ ขน้ั นจี้ าเปน็ ทกุ ครงั้ สาหรบั การเร่ิมการนิเทศท่จี ดั ข้นึ ใหม่ไม่ วา่ จะเปน็ เรอ่ื งใดก็ตาม และก็มคี วามจาเป็นสาหรบั งานนเิ ทศทยี่ ังไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ถงึ ขน้ั ทพี่ อใจซึ่งจาเป็น จะตอ้ งทาการทบทวนให้ความรู้ในการปฏิบัติงานท่ีถูกตอ้ งอีกครั้งหนึ่ง ข้นั ที่ 3 การปฏิบัติงาน (Doing -D) ประกอบดว้ ยงานใน 3 ลกั ษณะ คอื 3.1 การปฏบิ ัติงานของผรู้ ับนเิ ทศเปน็ ข้นั ทผ่ี ู้รบั การนิเทศลงมือปฏบิ ตั งิ านตามความรู้ ความสามารถทไ่ี ด้รบั มาจากดาเนนิ การในขั้นที่ 2 3.2 การปฏิบัตงิ านของผู้ใหก้ ารนิเทศ ขน้ั น้ีผใู้ หก้ ารนิเทศจะทาการนิเทศและควบคุมคณุ ภาพ ใหง้ านสาเรจ็ ออกมาทันตามกาหนดเวลาและมคี ุณภาพสูง 3.3 การปฏิบัติงานของผู้สนบั สนนุ การนิเทศ ผู้บริหารก็จะใหบ้ รกิ ารสนับสนุนในเรอ่ื งวสั ดุ อปุ กรณ์ ตลอดจนเครื่องใช้ตา่ งๆ ท่ีจะชว่ ยใหก้ ารปฏบิ ตั งิ านเป็นไปอย่างได้ผล ข้นั ท่ี 4 การสร้างขวัญและกาลงั ใจ (Reinforcing-R) ขน้ั นเี้ ปน็ ขัน้ ของการเสรมิ กาลงั ใจของผ้บู รหิ าร เพ่อื ใหผ้ รู้ บั การนิเทศมีความมั่นใจและบงั เกิดความพึงพอใจในการปฏิบตั งิ านข้นั น้ี อาจจะดาเนินการไปพร้อมๆ กนั กับผทู้ ่รี บั การนิเทศกาลังปฏิบตั งิ านหรือการปฏิบัติงานได้เสรจ็ สิน้ ลงไปแลว้ ก็ได้

30 ขัน้ ท่ี 5 ประเมินผลผลติ ของการดาเนินงาน (Evaluating-E) เป็นขน้ั ทีผ่ นู้ เิ ทศทาการประเมนิ ผล การดาเนนิ การซึ่งผ่านไปแล้วว่าเปน็ อยา่ งไร หลงั จากการประเมนิ ผลการนเิ ทศ หากพบว่ามปี ญั หาหรอื อุปสรรคอย่างหน่งึ อย่างใดท่ีทาให้การดาเนนิ งานไม่ได้ผลกส็ มควรจะต้องทาการปรบั ปรุงแก้ไขซ่ึงการปรับปรุง แก้ไขอาจจะทาได้โดยการให้ความรู้ในสงิ่ ทีท่ าใหมอ่ ีกคร้งั หนึ่ง สาหรบั กรณที ีผ่ ลงานออกมายังไม่ถึงขั้นทีพ่ อใจ หรือดาเนินการปรบั ปรงุ การดาเนินงานทงั้ หมด สาหรับกรณีการดาเนนิ งานไม่ไดผ้ ลและถ้าหากการประเมนิ ผล พบว่าประสบผลสาเรจ็ ตามที่ได้ตัง้ ไวห้ ากจะได้ดาเนนิ การนเิ ทศตอ่ ไปกส็ ามารถทาไปได้เลยโดยไมต่ อ้ งให้ความรู้ ในเร่อื งนน้ั อกี การดาเนินการนิเทศตามวฏั จักรนจี้ ะเปน็ ไปอยา่ งต่อเนื่องและไมห่ ยุดนิ่งจนกว่าจะบรรลุผลตาม จดุ มุ่งหมายทว่ี างไว้ หรือพฒั นาผู้รับการนเิ ทศให้เปน็ ไปตามต้องการหากบรรลสุ าเร็จตามจุดม่งุ หมายแล้ว ตอ้ งการจะหยุดกระบวนการทางานก็ถอื ว่าการนเิ ทศไดส้ ิน้ สุดลง หากตอ้ งการเริม่ นิเทศในสง่ิ ใหมห่ รอื ตั้งเปา้ หมายใหม่ กจ็ ะตอ้ งดาเนินการตง้ั แตเ่ ร่ิมแรกอีก ดงั แสดงให้เห็นความต่อเน่อื งของกระบวนการนเิ ทศ การศึกษาในภาพดังต่อไปน้ี ควำมตอ่ เนือ่ งของกระบวนกำรนเิ ทศกำรศึกษำในเร่ืองต่ำงๆ 4. กระบวนกำรนิเทศแบบ PDCA กระบวนการนิเทศการศึกษาของหน่วยศกึ ษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา (หนว่ ยศึกษานิเทศกก์ รมสามัญ ศึกษา จังหวดั สรุ าษฎร์ธานี, 2545: 15 – 16) ไดใ้ ช้กระบวนการ PDCA ในการดาเนินการมีขน้ั ตอนของการวาง แผนการนิเทศทส่ี าคญั ดังนี้ ขนั้ ตอนที่ 1 ดาเนินการวางแผน เป็นขั้นเตรยี มการนิเทศโดยศกึ ษาข้อมลู สารสนเทศประมวลสภาพ ปญั หาและความต้องการในการพฒั นาการศกึ ษา กาหนดจดุ มงุ่ หมายการนิเทศ จัดทาแผนการนเิ ทศ กาหนด เนื้อหาการนเิ ทศ ออกแบบการนเิ ทศ ส่อื นเิ ทศ จัดเตรยี มเคร่อื งมือนิเทศ กาหนดกรอบการประเมิน วธิ ีการ ติดตามและการรายงานผลการนเิ ทศ และขออนุมัตโิ ครงการ งบประมาณ ข้ันตอนที่ 2 ดาเนินการตามแผนนเิ ทศ โดยประชุมเพ่ือทบทวนจดุ ม่งุ หมายการนเิ ทศ แบ่งหนา้ ที่ ภารงานในการนิเทศ ประสานงานบุคคลทเี่ ก่ียวข้อง และนิเทศตามแผนดว้ ยรปู แบบ เทคนคิ วิธีการที่กาหนด ขน้ั ตอนท่ี 3 ดาเนนิ การตรวจสอบและประเมนิ ผล เพอ่ื ประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ านวา่ เปน็ ไป ตามจดุ มุ่งหมายหรอื ไม่ และมีสภาพการจดั การเรยี นการสอนทค่ี รูปฏิบัตจิ รงิ ปญั หา อปุ สรรค ท่เี ป็นข้อมลู สารสนเทศท่ีต้องตรวจสอบดใู หม่ แล้วปรบั ปรงุ การนเิ ทศต่อไป

31 ขนั้ ตอนที่ 4 การนาผลการประเมินมาปรบั ปรงุ เมอื่ สนิ้ สดุ ผลการนิเทศแตล่ ะคร้ัง ควรรายงานผล ให้ผ้บู ังคบั บัญชาทราบโดยทาเป็นบันทึกข้อความ หรอื แบบรายงานทก่ี าหนดไวใ้ นหัวข้อประเดน็ ตา่ งๆ เชน่ ผนู้ เิ ทศ ผรู้ บั การนิเทศ วันเดอื นปีทนี่ ิเทศ กิจกรรมท่ีนิเทศ เนื้อหาสาระทน่ี เิ ทศ การประเมนิ ผลของ ผู้รับการนเิ ทศ และข้อควรพัฒนา กระบวนการนเิ ทศการศึกษา ไดใ้ ชก้ ระบวนการ PDCA ในการดาเนินการมีขน้ั ตอนของการวาง แผนการนิเทศเป็นส่วนสาคัญ ดังน้ี จากกรอบแนวคดิ การดาเนนิ งานในการวางแผนการนเิ ทศการศึกษา กาหนดเปน็ ขั้นตอนท่นี าไปใช้ใน การดาเนนิ งานนเิ ทศภายในโรงเรยี น

32 5. กระบวนกำรนเิ ทศเชงิ ระบบ (System Approach) สานักงานสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั (2555: 6 – 17) ได้ใช้กระบวนการ เชิงระบบทที่ าให้การนเิ ทศบรรลุผลสาเรจ็ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและประสิทธิผลต่อผลลพั ธ์ที่กาหนดอยูบ่ น พนื้ ฐานหลกั การความต้องการเปน็ รปู แบบหน่งึ ของการแก้ปัญหาเชิงตรรถวทิ ยาซงึ่ ประกอบด้วย สิง่ ทปี่ อ้ นเข้า ไป (Input) กระบวนการหรือการดาเนนิ งาน (Process) ผลผลิตหรอื การประเมินผล (Output) ในการ ดาเนนิ งานนเิ ทศภายใน ดังนี้ 5.1 สิง่ ทป่ี ้อนเขำ้ ไป (Input) เป็นข้นั ตอนการเตรียมการสิ่งตา่ งๆ ท่ีจาเป็นต้องใชใ้ น กระบวนการนิเทศภายใน ดงั น้ี 5.1.1 กาหนดเกณฑ์ในการพัฒนาคณุ ภาพการเรียนการสอน โดยวธิ วี เิ คราะห์ ตีความตามนโยบายของหนว่ ยงานต้นสงั กัดตามลาดบั กาหนดเกณฑ์ (ระดับ) ของพฤติกรรมขนั้ ตา่ ที่ บรรลุเปา้ หมาย 5.1.2 สภาพปจั จุบัน อาจสรปุ จากข้อมลู ท่มี ีอยู่ เช่น ผลการเรยี น หรือโดยการสรา้ ง เคร่ืองมอื วดั ตามประเด็นและนามากาหนดเปน็ เกณฑ์ เก็บรวบรวมข้อมลู จากกลมุ่ ตวั อย่างต่างๆ ทเ่ี หมาะสม 5.1.3 ประเมนิ สภาพความต้องการจาเปน็ ของสถานศึกษา โดยเปรียบเทียบข้อมลู สถานศึกษากบั เกณฑจ์ ัดลาดับความสาคัญของปัญหาและวเิ คราะห์สาเหตุของปญั หา 5.1.4 กาหนดเป้าหมายเพ่ือแก้ปัญหาโดยศึกษาจากแหล่งวทิ ยาการตา่ งๆ ศกึ ษา ข้อจากัดต่างๆ เพอ่ื กาหนดเป็นเป้าหมาย (นโยบายระดบั สถานศึกษา)ทง้ั ดา้ นคณุ ภาพ/ดา้ นปริมาณ 5.1.5 วางแผนการแกป้ ญั หา (หาทางเลือก) ศึกษาสภาพปญั หาและศึกษาวิธกี าร แก้ปัญหาจากแหลง่ ต่างๆ เช่น จากเอกสารการศึกษาดูงาน การเชิญวิทยากร การเชญิ ผู้เช่ยี วชาญ หรอื การ ระดมพลังสมอง เพ่ือหาทางเลือกและประเมินทางเลือกโดยพิจารณาจากทรัพยากรและข้อจากัดต่างๆ และ เลือกทางเลือกท่ีเหมาะสมทีส่ ุด เชน่ การวจิ ัย ผลิตส่อื การจัดอบรมให้กาหนดกจิ กรรม และทาแผนปฏบิ ตั ิการ (เขียนโครงการ) 5.2 กระบวนกำรหรือกำรดำเนินงำน (Process) เปน็ การนาเอาสิง่ ที่ป้อนเข้าไปมาจัด กระทา เพื่อให้เกดิ ผลบรรลุตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ตี ้องการและดาเนนิ การตามแผน โดยการประชุมคณะทางาน ดาเนนิ การนเิ ทศตามแผน ตดิ ตามและประเมนิ ตามแผนท่ีได้ดาเนินการ 5.3 ผลผลติ หรือกำรประเมนิ ผล (Output) เป็นผลท่ีได้จากการกระทาในข้นั ท่สี อง เปน็ สภาพการดาเนนิ งานของสถานศกึ ษา ทงั้ เชงิ ปรมิ าณ เชงิ คุณภาพ สภาพปญั หา และแนวทางการพัฒนา ปรับปรงุ ให้มีคุณภาพ 6. กระบวนกำรนิเทศกำรศึกษำของ สปช. กระบวนการนิเทศการศึกษาของ สปช. หมายถงึ กระบวนการนเิ ทศของสานักงานคณะกรรมการการ ประถมศึกษาแห่งชาติ ที่ไดก้ าหนด 5 ขั้นตอน ดงั นี้ (สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาต,ิ 2544) ขัน้ ที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ เป็นขน้ั เร่ิมต้นที่จะได้ข้อมลู จากการศึกษา เพื่อไปประกอบการตัดสินใจการวางแผนและกาหนดทางเลือกต่อไป ขัน้ ที่ 2 การวางแผนและกาหนดเป้าหมายในการพฒั นา การวางแผน คือ การพิจารณาและตดั สนิ ใจ อยา่ งมเี หตุผลตามหลกั การทางวทิ ยาศาสตร์ในการกาหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่พึงประสงค์ ซ่งึ รวมถึง การกาหนดการเลือกการปฏิบัติ รายละเอยี ดขัน้ ตอนการทางานอยา่ งมรี ะบบท่สี ะดวกแก่การปฏิบัตแิ ละเปน็ ทางเลือกทีด่ ีท่สี ุด

33 ขน้ั ที่ 3 การสรา้ งส่ือ เครอ่ื งมือและการพฒั นาวธิ ีการ ข้ันที่ 4 การปฏบิ ตั กิ ารนิเทศ ข้นั ที่ 5 การประเมินผลและรายงานผล เปน็ ขนั้ ตอนการตรวจสอบการปฏบิ ัตงิ านรวบรวมปญั หาท่ี ปฏิบัติแตล่ ะข้ันตอน เพ่ือหาทางแก้ไขการประเมนิ ขัน้ สุดทา้ ยเป็นการเปรยี บเทยี บผลงาน ข้นั ท่ี 1 การศึกษาสภาพ ขั้นท่ี 2 การวางแผนและ ข้นั ท่ี 3 การสร้างสือ่ ปจั จบุ นั ปญั หาและความ กาหนดเปา้ หมายในการ เครือ่ งมอื และการ ตอ้ งการ พัฒนา พัฒนาวิธกี าร กำรประเมนิ ผลและ กำรปฏิบัตกิ ำรนิเทศ รำยงำนผล ภำยในโรงเรยี น แผนภมู แิ สดงกระบวนกำรนิเทศ แบบ สปช. การตดิ ตามและประเมนิ ผลได้กาหนดเครื่องมือในการตดิ ตามและประเมินผลตามเกณฑ์ เคร่อื งมอื ในการตดิ ตามและประเมนิ ผลกระบวนการและกาหนดกระบวนการในการตดิ ตามและประเมนิ ผล นอกจากนี้ กศน. ไดแ้ บง่ การนเิ ทศเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื การนิเทศภายนอก (External Supervision) และการนเิ ทศภายใน (Internal Supervision) ซ่ึงเปน็ การนเิ ทศโดยบุคลากรทอี่ ยู่ในหน่วยงาน เดยี วกนั เป็นการมองงานและพฒั นางานโดยผ้รู ่วมปฏิบตั ิงานด้วยกัน ซงึ่ สามารถช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ทนั ทว่ งที และสามารถพัฒนางานให้ดขี ้นึ เพราะไดร้ บั ความชว่ ยเหลอื จากผ้บู รหิ าร ลดชอ่ งวา่ งระหว่างผ้บู รหิ าร และผูป้ ฏิบตั งิ านได้ กระบวนกำรนเิ ทศ มีข้ันตอนท่ีสาคญั ดงั นี้ 1. ศกึ ษาสภาพปัญหาหรือศกึ ษาหาความจาเปน็ ของการนเิ ทศ 2. วางแผนการนเิ ทศ 3. เตรียมการนิเทศ 4. ปฏิบตั ิการนเิ ทศ 5. ประเมินผลและปรับปรุงการนิเทศ 6. รายงานผลการนเิ ทศ 1. กำรหำควำมต้องกำรและควำมจำเป็นของกำรนเิ ทศ ผบู้ ริหารหรือผู้นเิ ทศภายในมักจะถามตนเองว่าทาไมจงึ ต้องนเิ ทศงานนน้ั ๆ เรามกั จะได้ คาตอบว่า เพราะงานน้นั ยงั มีปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงาน หรอื การจดั การเรยี นการสอนยงั ไม่มี ประสิทธภิ าพ ผ้นู ิเทศอาจศึกษาจากรายงานการปฏิบตั ิงาน หรอื ผลการเรยี นของนกั ศกึ ษา หรือจากการสารวจ ตดิ ตาม สัมภาษณ์ ทาให้เราสามารถทราบว่าจะวางแผนแก้ปัญหาหรอื พัฒนางานไดอ้ ย่างไร

34 2. กำรวำงแผนกำรนิเทศ ผลจากการศึกษาปัญหาข้างต้น ทาให้เราตอ้ งวางแผนแกป้ ัญหาหรอื พัฒนางานนั้นๆ โดยการ วางแผนการนิเทศร่วมกบั ผ้บู ริหารและผนู้ ิเทศภายใน โดยมจี ดุ ประสงค์การกาหนดแผนการทางานวธิ ีการ เครือ่ งมอื สอ่ื การประสานงานบคุ คลทเี่ กีย่ วข้อง การจดั สรรงบประมาณ และการประเมินผล การวางแผนการนิเทศเป็นการเตรยี มการเพื่อปฏบิ ตั ิการนิเทศอย่างมีระบบ แผนการนเิ ทศ เป็นแผนพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะแผนนเิ ทศดว้ ยการเรยี นการสอน ซงึ่ จะสง่ ผลต่อการพัฒนาคุณภาพการจดั กิจกรรมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย แผนนเิ ทศท่ีดีต้องประกอบด้วย 2.1 การสารวจสภาพปัญหาและความต้องการของการนิเทศ 2.2 การวางแผนการนิเทศ 2.3 สร้าง/เลอื กเคร่ืองมือและเทคนคิ การนิเทศ 2.4 การปฏบิ ตั ติ ามแผน 2.5 การสรปุ รายงานผลการนิเทศ 3. กำรเตรยี มกำรนิเทศ การเตรยี มการนเิ ทศเพ่ือสามารถปฏิบตั กิ ารนิเทศให้บรรลุเป้าหมายโดยเตรียมการอนมุ ัติ โครงการ งบประมาณ การประสานงานบคุ คลทีเ่ กีย่ วขอ้ ง กาหนดเนื้อหาในการนิเทศ จัดเตรยี มเครือ่ งมือ/สื่อ นเิ ทศ วธิ ีการนิเทศ วธิ กี ารติดตามผลและการรายงานผลการนเิ ทศ 4. กำรปฏิบตั ิกำรนิเทศ ในการนเิ ทศเราสามารถใช้หลายๆ วธิ ีตามความเหมาะสม แต่เราก็ควรวางแผนวธิ กี าร นเิ ทศใหส้ อดคล้องกับวตั ถปุ ระสงคท์ ี่วางไว้ 5. กำรประเมนิ ผลและปรับปรงุ กำรนิเทศ เมอื่ ปฏิบัติการนเิ ทศแลว้ ควรจะมกี ารประเมินผลการปฏิบตั ิงานว่าเปน็ ไปตามวัตถุประสงค์ หรอื ไมผ่ ลการนิเทศเปน็ อยา่ งไร หากมปี ัญหาคงต้องตรวจสอบดูใหม่ แล้วปรับปรุงการนเิ ทศและประเมนิ ผลอกี คร้ัง เมอื่ พอใจแล้วจงึ ถือวา่ การนเิ ทศนน้ั ประสบผลสาเร็จ 6. กำรรำยงำนผลกำรนิเทศ เม่ือสิน้ สุดผลการนเิ ทศแตล่ ะคร้งั ควรรายงานผลให้ผูบ้ งั คบั บญั ชาทราบ โดยทาเป็นบันทึก ข้อความ หรือแบบรายงาน ท่ีกาหนดไวใ้ นหวั ข้อประเดน็ ต่างๆ เช่น - ผ้นู เิ ทศ (ใครคือผู้นิเทศ) - ผูร้ บั การนิเทศ - วันเดอื นปีทีน่ เิ ทศ - กิจกรรมท่ีนิเทศ - เนื้อหาสาระท่ีนิเทศ - การประเมนิ ผลของผู้รับการนเิ ทศ 7. กระบวนกำรนิเทศภำยในโรงเรียน ของ ดร.วชั รำ เล่ำเรยี นดี ดร.วชั รา เลา่ เรยี นดี (2550: 27 – 28) ได้เสนอกระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรยี นในการปรบั ปรุง และพฒั นาการจดั การเรยี นการสอนในชั้นเรียนโดยตรง ดงั นี้ 7.1 วางแผนรว่ มกันระหว่างผู้นิเทศและผรู้ บั การนเิ ทศ (ครหู รือคณะครู) 7.2 เลือกประเดน็ หรอื เรื่องท่ีสนใจจะปรบั ปรงุ พฒั นา

35 7.3 นาเสนอโครงการพัฒนาและข้นั ตอนการปฏบิ ตั ิให้ผู้บริหารโรงเรียนได้รับทราบและขอ อนมุ ตั ิการดาเนินการ 7.4 ให้ความร้หู รือแสวงหาความรู้จากเอกสารต่างๆ และการจัดฝกึ อบรมเชิงปฏบิ ัติการ เก่ยี วกบั เทคนคิ การสังเกตการณส์ อนในชนั้ เรียน และความรู้เก่ียวกับวธิ ีสอนและนวตั กรรมใหม่ๆ ทน่ี า่ สนใจ 7.5 จัดทาแผนการนิเทศ กาหนด วัน เวลา ทจ่ี ะสงั เกตการสอน ประชุมปรึกษาหารือ เพ่อื การแลกเปลย่ี นความคิดเห็นและประสบการณ์ 7.6 ดาเนนิ การตามแผนโดยครแู ละผ้นู ิเทศ (แผนการจัดการเรยี นรู้และแผนการนิเทศ) 7.7 สรุปและประเมินผลการปรับปรุงและพัฒนารายงานผลสาเรจ็ สรปุ ได้ว่า กระบวนการนิเทศภายในต้องดาเนินการอย่างเป็นระบบ มขี ้ันตอนในการดาเนินการ ที่ชดั เจนและต่อเน่ืองสัมพนั ธ์กนั โดยมีขน้ั ตอนท่ีสาคัญอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การศึกษาสภาพปัจจุบนั ปัญหา และความต้องการในการนเิ ทศ สภาพที่เป็นจรงิ ตามตัวบง่ ช้ี ดา้ นต่างๆ ของโรงเรยี นขณะนั้น มีการศึกษาวเิ คราะหข์ ้อมูลตัวบง่ ช้คี ุณภาพตา่ งๆ ตามเกณฑ์มาตรฐานต่า ท่ีสานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติกาหนด มกี ารสารวจและประเมนิ ความตอ้ งการของครู จดั ลาดบั ความสาคญั ของปัญหาและความต้องการ ตลอดจนวิเคราะห์สาเหตขุ องปัญหาและจดั ลาดับ ความสาคัญของสาเหตุ กาหนดทางเลอื กในการแกป้ ัญหา และการดาเนินการตามความต้องการ 2. การวางแผนการนเิ ทศ เป็นการนาข้อมลู ผลการวิเคราะห์สภาพปจั จุบนั ปัญหา สาเหตขุ องปัญหา และความต้องการ มากาหนดกิจกรรมและแนวทางการปฏิบัติงานนเิ ทศ การวางแผนนเิ ทศภายในโรงเรยี น เปน็ ขั้นตอนทน่ี าเอาทางเลือกทจ่ี ะดาเนินการมารวมกันกาหนดรายละเอียดกิจกรรม และจดั ลาดับขนั้ ตอน การปฏบิ ตั ิ เขยี นเป็นโครงการนเิ ทศภายในโรงเรยี น 3. การปฏบิ ตั ิการนเิ ทศ เปน็ การดาเนินการนเิ ทศตามกิจกรรมทกี่ าหนดในโครงการนิเทศภายใน โรงเรยี น ในการปฏิบัตกิ ารนิเทศภายในโรงเรยี น ผบู้ รหิ ารโรงเรียนหรอื ผู้นิเทศจะต้องนาหลกั การนเิ ทศ เทคนคิ ทกั ษะ ส่ือ กจิ กรรม และเคร่ืองมือนเิ ทศไปใช้ใหเ้ หมาะสมกับสถานการณแ์ ละบุคลากรผรู้ บั การนเิ ทศ เพื่อใหก้ ารปฏบิ ัตกิ ิจกรรมการนเิ ทศภายในโรงเรียนดาเนินการไปด้วยความเรียบร้อย ผู้บรหิ าร และผูน้ ิเทศ ควรเตรยี มความพรอ้ มก่อนการนิเทศแล้ว จงึ ปฏบิ ตั ิการนเิ ทศเพ่ือเสรมิ แรงให้กาลงั ใจ รบั ทราบปญั หา ความตอ้ งการของผรู้ ับการนิเทศแลว้ นาปญั หาความต้องการน้นั มาพิจารณาหาทางชว่ ยเหลอื สนับสนนุ 4. การประเมินผล เปน็ การตรวจสอบความสาเรจ็ ของโครงการกบั วตั ถุประสงคแ์ ละเปา้ หมาย ท่ีวางไว้ มกี ารประเมนิ ผลสัมฤทธข์ิ องโครงการ ประเมนิ ความคิดเพอ่ื ทราบความพึงพอใจของผู้รับการนเิ ทศ ประเมินกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน สรุปรวมผลการประเมินเพ่อื ใช้เป็นขอ้ มูลสาหรบั การปรบั ปรุง การปฏิบัตงิ านในโอกาสต่อไป ดังน้นั กระบวนการนิเทศภายในโรงเรยี น จะต้องประกอบด้วย การวางแผนรว่ มกัน การจัดทา โครงการตามประเดน็ ปญั หา และความสนใจท่จี ะพัฒนาการดาเนินงานตามแผน การตดิ ตามผล หรอื แนะนา และการตรวจสอบประเมินผลการนิเทศ โดยไม่ได้มงุ่ เน้นการประเมินผลท่เี กิดกบั ผูเ้ รยี นโดยตรง แตใ่ ห้ ความสาคญั ต่อผลการนิเทศที่เกดิ ขนึ้ กบั ครูเปน็ สาคัญ แต่ในการนเิ ทศการสอนในโรงเรียนท่เี ปน็ การนเิ ทศท่ีมี เป้าหมายเพ่ือปรบั ปรงุ และพัฒนาการเรียนการสอนในชัน้ เรียนนนั้ มีความซับซ้อนมากกวา่ เพราะต้อง วเิ คราะห์การสอนของครูและการเรยี นของนกั เรยี น มีการสังเกตการณส์ อนในชัน้ เรียนเพ่ือมงุ่ ปรบั ปรงุ พฒั นา ประสทิ ธภิ าพการสอนของครูและผลการเรียนของนักเรียนเป็นสาคัญด้วย จึงควรต้องมกี ารประเมนิ ผลการ เรียนรขู้ องนักเรียน เพราะเป็นตัวบง่ ชี้หนึง่ ของสมรรถภาพการสอนของครูที่มีการพฒั นาข้นึ

36 เทคนิควิธกี ำรนเิ ทศภำยในโรงเรียน ในการนิเทศการศึกษา เพ่ือช่วยเหลอื และให้คาปรึกษาแนะนาแกค่ รูผู้สอนตลอดจนผู้บริหาร สถานศึกษาให้เปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมและพฒั นาทกั ษะวชิ าชีพใหม้ คี ุณภาพ มวี ิธีเทคนิคการต่างๆ จานวนมาก ซง่ึ ศึกษานเิ ทศก์และผู้ทาหนา้ ท่ีนิเทศ จาเปน็ ต้องเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าและฝกึ ฝนให้เกดิ ความ เชย่ี วชาญ เพอ่ื นาไปใช้ในภารกิจท่ไี ดร้ บั มอบหมาย การทางานของศึกษานเิ ทศกจ์ ะประสบผลสาเรจ็ ได้รับ ความเช่อื ถือ ศรทั ธาและยอมรบั จากผูร้ ับการนเิ ทศ มากน้อยเพียงใด ขน้ึ อยู่กับ ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจน “เทคนิคและวธิ ีการ” ของผนู้ ิเทศเป็นปัจจยั สาคัญ ซงึ่ จะได้กล่าวถงึ พอสังเขป ดังน้ี พฤติกรรมกำรนิเทศ ก่อนท่จี ะกลา่ วถึงเทคนิคการนิเทศ ควรมคี วามเข้าใจถงึ พฤตกิ รรมการนเิ ทศกอ่ นเพราะเปน็ เรื่อง ท่เี กีย่ วข้อง สมั พนั ธ์กนั ซ่ึงพฤติกรรมการนเิ ทศ สามารถปฏิบตั ไิ ด้ทัง้ ทางตรง ทางอ้อม ตลอดจนทาการนเิ ทศ แบบมีสว่ นรว่ ม (Gtickman, 1991) กลา่ วไว้ ดังนี้ 1. พฤติกรรมการนิเทศทางตรง (Directive Style) - ผนู้ เิ ทศเนน้ การใชพ้ ฤติกรรมการเสนอข้อคิดเห็น - ให้คาแนะนา - ออกคาสง่ั ให้ปฏิบตั ิตาม - การสาธติ ให้ดูเปน็ แนวตัวอย่างทีจ่ ะปฏบิ ัติตามได้ - การกาหนดมาตรฐานผลงานทคี่ าดหวังใหเ้ กิดข้ึนเชิงปรมิ าณ - การแสดงเจตจานงทจ่ี ะให้รางวลั ให้คุณให้โทษต่อผูร้ ับการนิเทศ 2. พฤติกรรมทางออ้ ม (Nondirective Style) - ผนู้ ิเทศเนน้ การใช้พฤติกรรมการฟัง - การยว่ั ยุให้กาลงั ใจ - การทาความกระจา่ งให้ชัดเจนในประเด็นตา่ ง ๆ - การเสนอข้อคดิ เหน็ - การแกไ้ ขปญั หาร่วมกันกบั ผู้รับการนเิ ทศ เพอ่ื ท่จี ะเสริมสร้างให้ครสู ามารถวางแผน ดว้ ยตนเองเก่ียวกับการจดั การเรียนการสอนของเขา 3. พฤตกิ รรมการนเิ ทศแบบมีสว่ นรว่ ม ผูน้ ิเทศเนน้ การใช้พฤติกรรมการนิเทศแบบมสี ว่ นรว่ มในการปฏิบัตงิ านกบั ครผู ูร้ ับการนิเทศ เชน่ การ เสนอข้อคิดเหน็ / การทาความกระจา่ งในประเดน็ ตา่ งๆ / การรับฟงั / การร่วมมือกนั แก้ปัญหา / และ เจรจา ตกลงใจทีจ่ ะดาเนนิ การ ผนู้ เิ ทศใช้พฤตกิ รรมดงั กลา่ วเพอ่ื ตกลงใจทาสัญญาข้อตกลงระหว่างครกู บั ผู้นเิ ทศ เพื่อใช้ดาเนินการ ปรับปรุงการจัดการเรยี นการสอน โดยร่วมดาเนนิ การไปดว้ ยกัน

37 กำรนิเทศทั้ง 3 แบบ ตำมแนวคิดของ (Glickman, 1991) จำแนกพฤตกิ รรมดังตำรำง แบบกำรนเิ ทศ พฤติกรรมกำรนิเทศ การนิเทศทางตรง การสาธติ (Demonstrative) การนิเทศทางออ้ ม การให้คาแนะนาออกคาสง่ั ให้ปฏิบัติตาม (Directing) การกาหนดมาตรฐาน (Standardizing) การนิเทศแบบมสี ว่ นรว่ ม การเสริมแรง (Reinforcment) การฟงั (Listening) การทาความกระจา่ งชัดเจน (Clarifying) การยว่ั ยุ สนับสนุน ให้กาลงั ใจ (Encouraging) การเสนอข้อคิดเห็น (Presenting) การแก้ปัญหา (Problem Solving) การเจรจาตกลงใจท่จี ะดาเนินการ (Negotiating) เทคนคิ ที่ใชใ้ นกำรนเิ ทศทำงออ้ ม ในการนิเทศทัง้ 3 แบบ การนิเทศทางอ้อมเป็นเทคนิควิธีการท่ีศึกษานเิ ทศกน์ ิยมใช้ มเี ทคนคิ ยอ่ ยๆ ที่ชว่ ยให้การนิเทศประสบผลสาเรจ็ ดงั นี้ เทคนคิ ที่ 1 พูดน้อย ทำมำก ผู้นเิ ทศส่วนมากจะยึดครองการพดู และอภปิ รายเป็นเปอรเ์ ซ็นต์ท่ีสูงกวา่ ครมู าก ซึง่ เป็นอปุ สรรค อยา่ งยิ่งท่จี ะเข้าถึงความในใจและความกังวลหว่ งใย และปัญหาของครู ดงั นนั้ เมื่อใชเ้ ทคนคิ การนเิ ทศ ทางอ้อม จึงควรหลีกเลย่ี งการพูดมาก ๆ ไว้ เทคนคิ ท่ี 2 การยอมรับ การถอดขอ้ ความ การใช้ความคดิ ผู้นเิ ทศควรแสดงอาการหรือคาพูดที่แสดงการยอมรบั ในระหว่างอภปิ รายพูดคุยกบั ครู เช่น การพยกั หน้า หรอื ใช้คาพูดว่า “ใช”่ “ผมเข้าใจ” เป็นตน้ และในขณะที่ครูพดู ควรแสดงใหเ้ หน็ ว่ากาลังฟงั อย่างสนใจ การถอดข้อความทถ่ี กู ต้องแม่นยาเปน็ อีกประเด็นหนึ่งท่ีสาคัญ เมื่อผู้นิเทศมีความเข้าใจความหมาย ท่คี รูพดู ออกมาและใช้ความคิดของครูทแ่ี สดงออกไปใช้ในสถานการณ์ท่แี ตกต่างออกไปเป็นส่ิงท่ดี ีการใช้ความคิดของผู้ นิเทศ แสดงให้เหน็ วา่ ผู้นเิ ทศได้ยิน ไดฟ้ ัง มีความเข้าใจและติดตามความคดิ ของครูตลอดเวลาแม้จะเปน็ ส่งิ ที่ดี แต่การตดิ ตามความคิดของครูจะหยุดลงเม่ือผูน้ เิ ทศเร่ิมแสดงความ คิดเหน็ ออกมา ดังน้ันควรใช้ความคดิ เมื่อ ผ้รู ับการนิเทศหยุดพูดแลว้ เทคนิคท่ี 3 ใชค้ ำถำมทชี่ ่วยคลี่คลำยทำให้กระจ่ำงชัดเจนข้นึ ในการพูดคยุ ของครู ผูน้ ิเทศควรจะถามเพอื่ ขยายความให้กระจา่ งชดั ข้นึ ให้ครูได้คิดได้ละเอยี ด ลกึ ซง้ึ ขนึ้ เพอื่ ช่วยในการตัดสินใจช่วยเหลือครู เชน่ อาจจะใช้คาว่า “บอกผมให้ละเอยี ดได้ไหมครบั วา่ หมายถึง อะไร?” “ชว่ ยยกตัวอยา่ งเพม่ิ เติมอีกนิดได้ไหม?” เปน็ ต้น

38 เทคนคิ ท่ี 4 การให้คายกยอ่ งสรรเสริญในผลงานของครูและความเจรญิ งอกงามของครู ในการใหค้ ายกย่องผลงานครู ควรยกย่องแบบเจาะจงถึงส่งิ ที่ไดก้ ระทา เช่น หลังจากลง การสอน ผูน้ ิเทศพดู กบั ครวู ่า “คาตอบท่ีคณุ ครตู อบ ด.ช.วีระนั้นชัดเจนดีมาก” แตถ่ า้ ให้ค่ายก “การสอนของคุณครูดี มาก” ถอื ว่ายังไมใ่ ช่การยกย่องอยา่ งเจาะจง ซง่ึ การยกย่องไมเ่ จาะจงน ให้ครทู ราบวา่ ส่งิ ท่ีปฏิบตั ินน้ั สงิ่ ใดดี แลว้ เทคนิคท่ี 5 หลกี เล่ียงกำรใช้คำแนะนำโดยตรง การแนะนาท่ดี ี คือ อย่ารบี ดว่ นแนะนาโดยตรง ในท่ีน้ีไม่ได้ห้ามแนะํน้าเสียทเี ดียว แต่ รอยจงั หวะและ หาโอกาสเพ่ือให้ครไู ด้คดิ พจิ ารณา แปลความหมายและคิดได้ด้วยตนเองจะดี เครคิดตดั สินใจได้ดว้ ยตนเองเขา จะภูมใิ จและเตม็ ใจปฏบิ ตั ิ แต่ถ้าครคู นใดไม่สามารถคดิ และ สนใจได้ ผูน้ ิเทศจะใหค้ าแนะนาก็ควรแนะนา ทางเลือกใหค้ รตู ัดสินใจ เทคนิคท่ี 5 การยอมรับและการใชค้ วามร้สู ึกของครู ในการนเิ ทศ ผนู้ เิ ทศไม่ควรละเลยความรู้สึกและอารมณข์ องครทู ่ีแสดงออก หรอื เกิดขนึ้ ระหว่าง นิเทศ ซงึ่ ความรู้สึกนน้ั อาจจะเปน็ ได้ทง้ั การมีความหวังอย่างสูง จนถึงหมดกาลังใจ สน้ิ หวัง หรอื จากความรา่ เรงิ ไป จนถงึ ความหดหู ดงั นัน้ ผนู้ เิ ทศที่ดีควรคานึงถงึ ความรู้สกึ ของครูเพ่ือจะได้หาทางนเิ ทศชว่ ยเหลอื อยา่ ง เหมาะสม อย่างไรก็ตามถงึ แมจ้ ะสนใจในเรือ่ งอารมณ์ความรูส้ กึ แต่ก็ต้องไมล่ ะเลยเนื้อหาความคดิ ท่คี รไู ด้ พดู ออกมาดว้ ย เพราะเป็นส่งิ ที่มีความสาคญั เทคนิคและวธิ กี ารนิเทศเป็นแบบแผนของการดาเนนิ งาน มีหลายรูปแบบท่สี ามารถนาไปปรับใช้ ใช้ในโรงเรียน ดงั ตัวอยา่ งต่อไปน้ี 1. กำรวจิ ัยเชิงปฏบิ ตั กิ ำรแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research-PAR) การวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ัติการแบบมีส่วนรว่ ม เป็นรปู แบบของการวิจยั แบบใหมท่ ี่ประยุกตแ์ ละเปน็ การรวมเอาแนวความคดิ ของการวิจัยเชิงปฏิบัตกิ าร (Action Research) กบั การวจิ ยั แบบมสี ่วนร่วม(Participatory Research) มาผสมผสานเขา้ ดว้ ยกัน เพือ่ ใหเ้ กดิ การพัฒนาโดยให้ผูท้ ีเ่ ก่ยี วข้องจะต้องมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาทุกขั้นตอน (นิตยา เงินประเสริฐศรี, 2544: 61) สภุ างค์ จันทวานิช (2531: 24) กล่าวไว้ว่า การวิจัยเชิงปฏบิ ัตกิ ารแบบมีสว่ นรว่ ม เปน็ การวจิ ัยทนี่ า แนวคิด 2 ประการ มาผสมผสานกัน คอื การปฏบิ ตั กิ าร (Action Research) กบั การวิจัยแบบมสี ว่ นร่วม (Participation) ซึ่งหมายถึง กจิ กรรมท่โี ครงการวจิ ัยจะต้องดา เนินการและคา ว่าการมีสว่ นรว่ ม (Participation) อันเปน็ การมีส่วนเก่ียวข้องของทุกฝ่ายทเี่ ข้าร่วมกจิ กรรม ในการวเิ คราะหส์ ภาพปญั หา หรอื สถานการณ์อันใดอันหนึ่งแล้วร่วมในกระบวนการตัดสินใจและการดาเนินการ จนกระทงั่ สิ้นสดุ การวิจยั โดยมคี วามหมายถึงวธิ กี ารที่ใชถ้ กู วจิ ัยหรือชาวบ้านเข้ามามีสว่ นร่วมในการวิจยั เปน็ การเรยี นรู้ จากประสบการณ์ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากทุกฝา่ ยทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับกิจกรรมวิจยั นบั ตง้ั แต่ การระบุปัญหาของการดาเนินการ การช่วยใหข้ อ้ มูลและการวเิ คราะห์ข้อมูล ตลอดจนช่วยหาวิธีแกไ้ ข ปัญหาหรือส่งเสรมิ กจิ กรรมนั้นๆ กมล สดุ ประเสริฐ (2537: 36) ได้ใหค้ วามหมายของการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นร่วมไว้ ว่า เป็นการวิจัยที่จัดทาโดยผู้ปฏิบตั ิการ เพื่อนาผลการวิจยั มาใชใ้ นการแกป้ ัญหาโดยทันที และต้องทาเปน็ หมู่คณะรว่ มกนั การใชเ้ ทคนิคการนิเทศโดยการวจิ ัยแบบมีส่วนร่วม เปน็ การให้ครูมีสว่ นรว่ มในการปรบั ปรุง พฒั นาการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ โดยมสี ่วนรว่ มในการพัฒนาทกุ ขนั้ ตอนในกิจกรรมการวิจยั ตง้ั แต่

39 การวิเคราะห์สภาพปญั หา ร่วมในการตัดสนิ ใจในการดาเนินการจนกระท่งั สนิ้ สดุ การวจิ ัย จากแนวคิด เก่ียวกับการวจิ ัยเชิงปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นร่วม สามารถนามาประยุกต์ใชก้ ับการแก้ปญั หาและพัฒนา การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใหค้ รผู ้สู อนมสี ่วนรว่ มในการพัฒนา ดังน้ี 1.1 ร่วมศึกษาและวเิ คราะหป์ ัญหาการนเิ ทศ 1.2 ร่วมวางแผนการนเิ ทศ 1.3 ร่วมดาเนินการนิเทศ 1.4 รว่ มรับผลประโยชน์ 1.5 ร่วมติดตามประเมนิ ผลการนิเทศ 2. COACHING TECHNIQUE Coaching ใหค้ วามหมายเปน็ ภาษาไทยไดห้ ลายคา บางคนใช้ทับศัพท์ไปเลยก็มีแต่คาทงี่ ่าย คือ “การชี้แนะ” เพราะการช้ีเป็นการบอกทิศทางให้ การแนะก็เป็นการเสนอแนวทางให้เดินไปส่ทู ศิ น้นั สว่ นการจะเดนิ ไปทศิ น้นั หรือจะเลอื กเดนิ อยา่ งใดก็ขึ้นอยกู่ ับการตัดสนิ ใจเลือกของผรู้ ับการช้ีแนะเปน็ หลกั การ ชแี้ นะ คือ วธิ ีการในการพฒั นาสมรรถภาพการทางานของบุคคลโดยเนน้ ไปท่ีการทางานใหไ้ ดต้ ามเปา้ หมาย ของงานนนั้ หรอื การชว่ ยใหส้ ามารถนาความรคู้ วามเข้าใจท่ีมอี ยูแ่ ละ/หรือได้รับการฝึกอบรมมาไปสู่การปฏิบตั ิ ได้ 2.1 ควำมหมำยของกำรชี้แนะ สรปุ ได้ 5 องค์ประกอบ ดงั น้ี 2.1.1 มีลกั ษณะเป็นกระบวนการ คอื ประกอบดว้ ยวธิ ีการหรอื เทคนิคตา่ งๆ ทวี่ างแผนไว้อย่างดี ดาเนนิ การตามขัน้ ตอนจนกระทง่ั บรรลเุ ปา้ หมาย 2.1.2 มีเป้าหมายทีต่ ้องการไปใหถ้ ึง 3 ประการ คือ การแกป้ ัญหาในการทางาน พฒั นาความรูท้ ักษะหรือความสามารถในการทางาน และการประยุกต์ใช้ทักษะหรือความรูใ้ นการทางาน 2.1.3 มลี กั ษณะปฏิสมั พันธ์ ระหว่างผชู้ แี้ นะกับผู้รบั การชีแ้ นะ คือ เปน็ กล่มุ เลก็ หรือ รายบุคคล (one–on–one relationship and personal support) และใช้เวลาในการพัฒนาอยา่ งต่อเนื่อง 2.1.4 มหี ลกั การพน้ื ฐานในการทางาน ได้แก่ 2.1.4.1 การเรยี นร้รู ่วมกัน (Co – construction) คอื ไม่มีใครรู้มากกวา่ ใคร จงึ ต้องเรยี นไปพรอ้ มกนั 2.1.4.2 การใหค้ น้ พบวธิ กี ารแกป้ ญั หาด้วยตนเอง 2.1.4.3 การเสริมพลงั อานาจ (Empowerment) เปน็ การช่วยค้นหาพลงั ในตวั บคุ คล เม่ือคน้ เจอกค็ นื พลังน้นั ให้เขาไป 2.1.5 เปน็ กระบวนการทเ่ี ปน็ ส่วนหน่งึ ของการพฒั นาวิชาชพี กล่าวคือ ในการพัฒนา วิชาชีพต้องมคี วามสมั พนั ธ์กับวิธีการพฒั นาอน่ื ๆ ลาพังการชี้แนะอย่างเดียวไม่อาจทาใหก้ ารดาเนนิ งาน สาเรจ็ ได้ 2.2 ควำมสำคัญของกำรชี้แนะ (Coaching Significant) กระบวนการ วธิ กี ารในการ พฒั นาครู/ศึกษานิเทศกผ์ ้เู ขา้ รับการฝกึ ประจาการนัน้ มีหลากหลายมาก ซง่ึ ตา่ งมผี ลกระทบตอ่ การ เปล่ียนแปลงการสอนของผูเ้ ข้ารบั การฝึกแตกตา่ งกนั ไปวิธกี ารที่ถอื ว่ามปี ระสทิ ธิภาพและช่วยให้ผูเ้ ขา้ รบั การฝกึ ได้พัฒนาการสอนได้อยา่ งยง่ั ยืนวธิ หี นง่ึ คือการชแ้ี นะ เน่ืองจากสามารถทาให้ผเู้ ขา้ รับการฝึกเกิดความตระหนัก มีความรู้ความเข้าใจ มที ักษะและสามารถนาความรู้ไปใช้ให้เกดิ ผลในทางปฏบิ ตั ิไดซ้ งึ่ เป็นเป้าหมายปลายที่ มุง่ หวงั ใหเ้ กดิ จากการชแ้ี นะ

40 2.3 หลักกำรของกำรชีแ้ นะ (Coaching Principles) 8 ประกำรสำคญั ซึ่งรายละเอยี ดการดาเนนิ การแตล่ ะขั้นตอนมดี ังน้ี 2.3.1 การสรา้ งความสมั พันธ์และความไวว้ างใจ (Trust and rapport) การช้ีแนะเป็นเรื่องของปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งผชู้ ีแ้ นะกับผู้เขา้ รับการฝึกรายบุคคลหรอื กลุม่ ผู้เข้ารับการฝกึ ความเช่ือถือและความไวว้ างใจของผู้เข้ารบั การฝึกที่มีต่อผชู้ ้ีแนะ มีสว่ นสาคญั ท่ที าให้การดาเนนิ การช้แี นะ เปน็ ไปอย่างราบรืน่ และมปี ระสทิ ธภิ าพ 2.3.2 การเสริมพลงั อานาจ (Empowerment) การชี้แนะเปน็ กระบวนการที่ชว่ ยให้ ผู้เข้ารับการฝึกไดค้ ้นพบพลัง หรอื วธิ ีการทางานของตนเองเปน็ วิธกี ารที่ทาใหเ้ กิดความยั่งยืนและผเู้ ขา้ รับการ ฝกึ สามารถพงึ่ พาความสามารถของตนเองได้เป้าหมายปลายทางของการชแ้ี นะ คือ การทาให้ผู้เขา้ รับการฝึก สามารถพฒั นาการเรียนการสอนได้ด้วยตนเอง สามารถกากับตนเอง (Self – director) ได้ ในระยะแรกที่ผู้เข้า รบั การฝกึ ยังไม่สามารถทาด้วยตนเองได้ เพราะยังขาดเครื่องมือ ขาดวิธีการคดิ และกระบวนการทางาน ผู้ ช้แี นะจึงเข้าไปชว่ ยเหลอื ในระยะแรก จนกระท่ังผู้เข้ารับการฝึกได้พบว่าตนเองสามารถทาได้ดว้ ยตนเอง เป็น การชว่ ยคน้ หาพลงั ที่ซอ่ นอยใู่ นตวั ผ้เู ข้ารบั การฝกึ ออกมา แลว้ ผูช้ แ้ี นะก็คือพลงั นั้นใหแ้ ก่ผู้เขา้ รบั การฝึกไปให้ผู้ เข้ารับการฝกึ ไดใ้ ช้พลังน้ันในการพัฒนางานของตนเองต่อไป 2.3.3 การทางานอยา่ งเปน็ ระบบ (Systematic approach) การดาเนินการชอี้ ย่าง เปน็ ระบบ มีข้นั ตอนของกระบวนการท่ีชัดเจน ช่วยให้ผ้เู ข้ารับการฝึกไดจ้ ัดระบบการคิด การทางาน สามารถ เรียนรู้และพฒั นางานได้ดยี ่ิงข้ึน เน่ืองจากการช้แี นะเปน็ กระบวนการพัฒนาวชิ าชพี ที่ต่อเนื่อง ในระยะแรกผูเ้ ขา้ รบั การฝึกอาจไม่คุน้ เคยกบั วิธกี ารเหลา่ นม้ี ากนักทาใหผ้ ูช้ ีแ้ นะจาเปน็ ต้องออกแบบกระบวนการอย่างเป็นระบบ ทชี่ ่วยใหผ้ ูเ้ ข้ารบั การฝึกไดเ้ รยี นรู้ไดด้ ้วยตนเอง

41 2.3.4 การพัฒนาท่ีต่อเนื่อง (On-going development) การชแ้ี นะเพอ่ื ให้เกดิ การ เรียนรู้ และพัฒนาการเรียนการสอนได้ ใช้เวลานานในการทาความเข้าใจและฝกึ ปฏิบตั ิใหเ้ กิดเผลตาม เป้าหมาย การดาเนินการชี้แนะจึงเป็นการพฒั นาที่มีความต่อเนอื่ งยาวนาน ตราบเท่าท่ีมีความร้ใู หม่ทางการ สอนเกดิ ข้ึนมากมาย และมีประเดน็ ทางการสอนทต่ี ้องทาความเขา้ ใจและนาไปใช้ในการจดั การเรยี นการสอน การดาเนนิ การชแี้ นะกย็ ังคงดาเนินการคู่ขนานไปกับการจัดการเรียนการสอน จนดเู หมอื นเปน็ งานทไี่ มอ่ าจเร่ง รอ้ นใหเ้ กดิ ผลในเวลาอนั ส้ันไดจ้ ึงเปน็ งานท่ตี ้องค่อยเปน็ ค่อยไป 2.3.5 การชแี้ นะแบบมีเปา้ หมายหรอื จดุ เนน้ รว่ มกนั (Focusing) ในโลกของการ พัฒนาบุคลากรผู้เข้ารับการฝึกให้สมารถจัดการเรยี นการสอนได้น้นั มีเรอื่ งราวทต่ี ้องปรับปรงุ และพัฒนา มากมายหลายจุด ดังนั้น หลกั วชิ าการพี่เลีย้ งจึงต้องตกลงรว่ มกันกับคณุ ผู้เข้ารบั การฝึกว่าเปา้ หมายสุดทา้ ยท่ี ตอ้ งการใหเ้ กิด คืออะไร แลว้ รว่ มกันวางแผนวางเป้าหมายยอ่ ยๆ เพื่อไปสจู่ ดุ หมายน้ัน กล่าวคือ การกาหนด ประเดน็ ชแ้ี นะรว่ มกันการกาหนดบทบาทใครคือผชู้ ้แี นะใคร 2.3.6 การช้ีแนะในบริบทในโรงเรยี น (Onsite coaching) การปฏิบตั กิ ารชแี้ นะมี วัตถุประสงค์ เพ่ือช่วยให้ผูเ้ ข้ารับการฝกึ สามารถนาความรู้ ทกั ษะการสอนทม่ี ีอยู่ไปใชใ้ นการจัดการเรียนการ สอน การประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะท่ดี ีเกดิ ข้นึ ในสภาพการทางานจรงิ การดาเนินการชแี้ นะจึงควรเกิดขนึ้ ใน การทางานในบริบทของโรงเรียนการดาเนนิ การช้แี นะเป็นการทางานเชงิ ลกึ เข้มข้น เปน็ การช่วยให้ผู้เข้ารบั การฝกึ เคล่ือนจากความรูค้ วามเขา้ ใจในการสอนแบบผิวเผิน (Surface approach) เปน็ การทาความเข้าใจ ที่ลกึ ซ้ึงมากข้ึน (Deepapproach) (Moon, 2004) โดยอาศัยกระบวนการลงมือปฏบิ ัติ ลงมอื ทางาน การชีแ้ นะจึงหลีกเล่ยี งไม่ไดท้ ี่ต้องเข้าไปทางานร่วมกบั ผู้เข้ารบั การฝกึ ในโรงเรียน 2.3.7 การชี้แนะท่นี าไปใช้ได้จรงิ (Work on real content) การชแ้ี นะในประเดน็ หรือเนือ้ หาสาระทเี่ ปน็ รูปธรรม (being concrete) มีลกั ษณะเปน็ พฤติกรรมทสี่ ามารถสังเกตได้ ปฏิบตั ิไดจ้ รงิ ชว่ ยให้ผู้เข้ารบั การฝกึ สามารถปรบั ปรงุ หรอื พัฒนาการเรยี นการสอนไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพมากข้ึน การทผี่ ู้ ชแี้ นะเป็นบคุ คลภายนอกโรงเรยี นจึงมขี อ้ จากดั ตรงท่ีไม่สามารถอยู่กบั ผู้เขา้ รับการฝึกไดต้ ลอดเวลา การพบปะ ผ้เู ข้ารบั การฝึกในแต่ละคร้ังจงึ มีคุณคา่ มาก ดังน้ัน จงึ ควรใช้เวลาท่มี ีจากัดนนั้ ให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด การชี้แนะ แตล่ ะคร้ังจึงเนน้ ไปทกี่ ารนาความรหู้ รือทักษะไปใช้ไดจ้ รงิ ได้แนวปฏิบตั ิทเ่ี ปน็ รปู ธรรมและเปน็ ขั้นตอน ไมเ่ สยี เวลาไปกับการอภิปรายหรอื พูดคุยกันเชงิ ทฤษฎี (Kninght, 2004) 2.3.8 การทบทวนและสะท้อนผลการดาเนินงาน (After action review and reflection) การสะท้อนผลการทางาน (Reflection) เปน็ วธิ ีการทชี่ ่วยให้ผูเ้ ขา้ รบั การฝึกได้คดิ ทบทวนการ ทางานทผ่ี ่านมา สรปุ เป็นแนวปฏบิ ัตใิ นการจดั การเรยี นการสอนครั้งต่อไป การชี้แนะ จึงใชก้ ารสะท้อนผล การทางานน้ีเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการเรียนรูจ้ นได้อีกชื่อหน่งึ วา่ “การชีแ้ นะแบบมองย้อนสะท้อนผลการ ทางาน” (Reflective coaching) การชแี้ นะช่วยใหบ้ คุ คลได้สะท้อนความสามารถของตนเพ่อื หาจุดที่ต้องการ ความช่วยเหลือ เปน็ การช่วยเหลือรายบุคคลในการนาความร้ไู ปใช้ในการทางานและพัฒนาความสามารถของ ตน ไม่ใช่การสอนสง่ิ ใหม่ จดุ พื้นฐานของการชแี้ นะอย่บู นพืน้ ฐานของความร้หู รือทักษะท่ีมีอย่แู ลว้ (เฉลิมชัย พนั ธเุ์ ลิศ. 2550, มนตรี ภมู่ ,ี 2549, Moon. 2004) 2.4 กระบวนกำรชี้แนะ (Coaching Process) กระบวนการชี้แนะเปน็ กระบวนการท่ีชว่ ย ใหบ้ คุ คลไดร้ ้จู ักชว่ ยเหลอื ตนเอง (Coaching is a process of helping people to help themselves) มีนกั การศกึ ษานาเสนอกระบวนการช้แี นะที่หลากหลาย เนื่องจากการชีแ้ นะมกี ระบวนการเฉพาะ ได้แก่ การชี้แนะทางปัญญา (Cognitive coaching) การชีแ้ นะการสอน (Instructional coaching) เพื่อนช้แี นะ

42 (Peer coaching) ซงึ่ การชแี้ นะต่างๆ มรี ายละเอียดค่อนมากไม่อาจนาเสนอในบทความน้ีได้ทงั้ หมด อย่างไร ก็ตามกระบวนการชแ้ี นะโดยท่ัวไป มีขัน้ ตอนของกระบวนการ ดงั น้ี 2.4.1 ข้ันกอ่ นการชแ้ี นะ (Pre – coaching) ก่อนดาเนินการชี้แนะ มีการตกลง ร่วมกันเก่ียวกับประเด็นหรือจุดเนน้ ทต่ี ้องการช้แี นะรว่ มกัน เนอื่ งจากการดาเนนิ การช้ีแนะเน้นไปทีก่ าร เชื่อมโยงความรไู้ ปสกู่ ารปฏิบัตจิ รงิ เป็นการทางานเชิงลกึ (Deep approach) ดังนน้ั ประเด็นท่ชี ีแ้ นะจงึ เปน็ จุด เลก็ ๆ แต่เข้มข้น ชว่ ยใหเ้ ข้าใจอย่างลกึ ซ้ึงแจ่มแจ้ง ช่วยคลีป่ มบางประการให้เกิดผลในการปฏบิ ตั ไิ ดจ้ รงิ ในกรณี การสอนกระบวนการคดิ มปี ระเดน็ มากมายทตี่ ้องชว่ ยกันขยับขับเคล่ือนไปทลี ะประเดน็ เชน่ การใช้คาถาม กระตุ้นคดิ การใชก้ ิจกรรมทช่ี ่วยให้คดิ ได้อยา่ งหลากหลาย การใช้ผงั กราฟฟิก (Graphic Organizer) การใชผ้ ัง มโนทศั น์ (Mind Mapping) มาใช้ในการนาเสนอความคิด การชว่ ยให้นักเรียนอธบิ ายกระบวนการคดิ กระบวนการทางานของตนเองซงึ่ ในประเด็นเหลา่ นก้ี ย็ งั มปี ระเด็นย่อยๆ ทซ่ี ่อนอยมู่ ากมาย ทงั้ ผชู้ ้ีแนะและคุณผู้ เขา้ รบั การฝึกแตล่ ะคนก็ต้องวางแผนรว่ มกนั ว่าในแต่ละคร้ังทีด่ าเนินการชีแ้ นะนั้น จะช้แี นะลงลกึ เฉพาะในเร่อื ง ใดเรื่องหน่ึงเป็นพเิ ศษ 2.4.2 ขน้ั การช้แี นะ (Coaching) ในขนั้ ของการชี้แนะประกอบดว้ ยข้ันตอนย่อย 3 ขน้ั คอื 2.4.2.1 การศกึ ษาตน้ ทุนเดิม เป็นข้นั ทผ่ี ูช้ ้ีแนะพยายามทาความเขา้ ใจ วธิ คี ิด วธิ ีการทางานและผลท่เี กิดข้นึ จากการทางานของคณุ ผเู้ ข้ารบั การฝึกว่าอยูใ่ นระดบั ใด เพือ่ เปน็ ขอ้ มลู ในการต่อยอดประสบการณใ์ นระดบั ท่ีเหมาะสมกับผู้เข้ารบั การฝกึ แต่ละคน ซงึ่ ในขนั้ น้ีอาจใช้วิธีการต่างๆ กนั ไปตามสถานการณ์ ได้แก่ 1) การให้ผู้เข้ารบั การฝกึ บอกเล่า อธิบายวิธกี ารทางานและผลทเี่ กดิ ข้นึ 2) การพจิ ารณาร่อยรอยการทางานร่วมกัน เช่น แผนการสอนชนิ้ งานของนักเรียน 3) การสงั เกตการสอนในชัน้ เรียน 2.4.2.2 การให้คณุ ผเู้ ข้ารบั การฝกึ ประเมนิ การทางานของตนเอง เปน็ ข้ันที่ ช่วยให้ผู้เขา้ รบั การฝึกได้ทบทวนการทางานท่ผี า่ นมาของตนเอง โดยใชต้ ัวอยา่ งท่ีเป็นรูปธรรมทผี่ า่ นมา ไดแ้ ก่การสอนทีเ่ พิ่งจบไปแล้ว ชนิ้ งานทน่ี กั เรยี นเพ่ิงทาเสรจ็ เมื่อสกั ครมู่ าใชป้ ระกอบการประเมนิ ขั้นตอนน้ี เป็นข้ันหนึง่ ท่ีพบว่า ผู้เข้ารับการฝึกไม่ไดต้ ระหนกั รู้ในส่ิงท่ตี นเองสอนหรือกระทาลงไปนัก แตก่ ารทีจ่ ัดให้มี โอกาสได้ “นึกย้อนและสะท้อนผลการทางาน” ช่วยให้ผู้เข้ารบั การฝึกได้ทบทวนและไตร่ตรองวา่ ตนเองได้ ใช้ความรู้ ความเขา้ ใจไปสู่การปฏิบัตอิ ย่างไร มีอุปสรรคปัญหาใดเกดิ ข้นึ บา้ ง คาถามทมี่ กั ใช้กนั ในขัน้ นี้มี คาถามหลัก คือ อะไรที่ทาได้ดี มีวิธีการอน่ื อีกหรือไม/่ กระทาอยา่ งเต็มทีห่ รือยงั จะให้ดีกว่านีถ้ า้ มจี ุดอ่อน อะไรที่พบเหน็ ครอบคลุมเน้ือหา และวัตถปุ ระสงคก์ ารสอนหรือไมเ่ พยี งใด มมี ติ ิอนื่ อีกหรือไม่ ฯลฯ 2.4.2.3 ขนั้ ตอ่ ยอดประสบการณ์ เปน็ ขนั้ ทีผ่ ชู้ ีแ้ นะมีข้อมูลจากการ สังเกตการณท์ างานและฟงั ผูเ้ ข้ารับการฝกึ อธิบายความคิดของตนเอง แล้วจงึ ลงมอื ต่อยอดประสบการณ์ใน เรื่องเฉพาะนั้นเพิ่มเติมซง่ึ ผู้ชแ้ี นะตอ้ งอาศัยปฏิภาณในการวินจิ ฉัยให้ได้ว่าคุณผู้เข้ารบั การฝกึ ตอ้ งการความ ช่วยเหลอื ในเร่อื งใด หากไม่แนใ่ จกอ็ าจใช้วธิ ีการสอบถามขอข้อมลู เพ่ิมเติมในขน้ั ต่อยอดประสบการณ์มกั มีการ ดาเนนิ การใน 2 ลกั ษณะ คอื 1) เมอ่ื พบว่าคุณผเู้ ข้ารับการฝึกมีความเข้าใจท่ีผดิ พลาดบางประการ หรอื มี ปัญหากจ็ าเป็น ต้องแกไ้ ข ปรบั ความรคู้ วามเขา้ ใจให้ถกู ต้องและช่วยเหลอื ในการแก้ไขปัญหา 2) เม่อื พบว่าคุณผู้เขา้ รับการฝึกเขา้ ใจหลกั การสอนดีแตย่ ังขาด ประสบการณ์ในการออกแบบการเรยี นการสอน ก็จาเป็นต้องเพิ่มเติมความรแู้ บ่งปันประสบการณ์

43 2.4.3 ขนั้ สรปุ ผลการชแ้ี นะ (Post – coaching) เป็นข้นั ตอนที่ผ้ชู ้ีแนะเปิดโอกาสใหค้ ุณผู้เขา้ รับการฝึกไดส้ รุปผลการช้แี นะเพื่อให้ได้ หลกั การสาคญั ไปปรบั การเรยี นการสอนของตนเองต่อไป มีการวางแผนท่ีจะกลับมาชแี้ นะร่วมกนั อีกครั้งว่า ความรู้ ความเข้าใจอันใหมท่ ่ีไดร้ บั การช้ีแนะครงั้ น้ี จะเกดิ ผลในทางปฏิบตั ิเพียงใด รวมไปถงึ การตกลงร่วมกนั เร่อื งให้ความชว่ ยเหลอื อื่นๆ เช่น หาเอกสารมาให้ศกึ ษาประสานงานกับบุคคลอนื่ ๆ แนะนาแหล่งเรยี นรู้ เพม่ิ เติม การใช้เคร่ืองมือหรือรปู แบบการใช้ภาษาในการชแี้ นะมี 2 มติ ิ คอื มิตขิ องการ ผลักดนั (Push) และมิติของการฉดุ ดึง (Pull) การมรี ะดับของการผลักดันอย่างสดุ ข้วั คอื การบอกความรู้ (Telling) ไปจนถงึ ระดับการฉุดดึงสูงสุด คือ การรบั ฟงั ( Listening) ทัง้ น้ี วิธกี ารเหล่าน้เี ป็นการช่วยให้ผูเ้ ข้ารบั การฝกึ ได้พฒั นาการจดั การเรียนการสอนของตนเองไดท้ ้ังส้ิน แต่หากมีจุดเด่นและจดุ ด้อยของแต่ละวิธีแตกต่าง กันไป ศึกษานเิ ทศก์ผู้มบี ทบาทและภารกจิ เป็นผู้ชแี้ นะจึงเลือกใชใ้ ห้เหมาะสมกบั สถานการณต์ ่างๆ และผู้เขา้ รบั การฝึกแตล่ ะคน มีข้อเตือนใจวา่ หากใช้มิตขิ องการผลกั ดนั ไดแ้ ก่ การบอกการอธบิ าย การสอน การสาธติ การแนะนา เพยี งด้านเดียว ไม่ถือว่าเปน็ การชี้แนะท่แี ท้จริง 2.5 กลวิธกี ำรชแ้ี นะ (Coaching Techniques) กลวิธีในการชแ้ี นะเปน็ ความรูเ้ ชงิ ปฏิบัติ (Practical knowledge) ทผ่ี ู้ช้ีแนะได้คน้ พบในการลงมือปฏบิ ัติการชแี้ นะกับผเู้ ข้ารบั การฝกึ ในสถานการณ์การ ทางานจริง แล้วเก็บเป็นกลวิธีเฉพาะของตนไว้ใช้ในการดาเนินการชแ้ี นะของตนเอง หากผู้ชี้แนะได้มีเวที แลกเปลย่ี นประสบการณ์ การใชก้ ลวิธใี นการชแี้ นะเหล่าน้ีอย่างต่อเน่ือง ก็จะชว่ ยขยายประสบการณ์การชี้แนะ ให้กว้างขวางเพ่ิมมากข้นึ ซ่ึงสามารถสรปุ กลวธิ ีการชี้แนะได้ ดังน้ี 2.5.1 กลวิธจี ับถกู ไมจ่ บั ผดิ การช้ีแนะเน้นไปทกี่ ารชว่ ย ผเู้ ข้ารบั การฝกึ มองหาวา่ ทา

44 ส่ิงใดได้ดี ถกู ต้องเหมาะสมแล้วแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม เปน็ วธิ ีการทีช่ ่วยให้ผเู้ ขา้ รับการฝึกไม่ร้สู ึกอึดอัด เวลามีผชู้ ีแ้ นะมาทางานด้วยการจบั ถูก ทาใหผ้ ูเ้ ข้ารับการฝึกไดเ้ หน็ คณุ ค่าในตนเอง และฮึกเหิมทจี่ ะพัฒนางาน การเรยี นการสอนของตนเองตอ่ ไป 2.5.2 กลวิธีปญั หาของใคร คนน้นั ก็ตอ้ งแกผ้ ้เู ข้ารบั การฝกึ มีแนวโนม้ พ่งึ พาผ้ชู ี้แนะให้ แก้ไขปญั หาให้ ซง่ึ หากผู้ช้แี นะตกหลุมพรางอนั น้กี ต็ ้องคอยแก้ปัญหาใหผ้ เู้ ข้ารบั การฝึกอยรู่ า่ ไป การชแี้ นะทีด่ จี ึง ไมร่ บั ปัญหาของผเู้ ข้ารบั การฝึกเขา้ มาแก้ไขเสยี เอง แต่พยายามช่วยเหลอื ใหผ้ เู้ ข้ารบั การฝกึ คน้ พบวธิ กี าร แก้ปญั หาด้วยตนเอง 2.5.3 กลวิธชี มสองอยา่ ง ชจี้ ุดบกพร่องหนึง่ อย่างหากจาเป็นต้องชี้ใหเ้ ห็น จดุ บกพร่องในการทางานก็ต้องใชต้ ่อเมื่อผูเ้ ขา้ รบั การฝึกและผ้ชู ี้แนะคนุ้ เคย ไว้วางใจกนั พอสมควร ทัง้ ผ้เู ขา้ รบั การฝกึ ยนิ ดรี บั ฟงั ข้อบกพรอ่ งของตนเอง อยา่ งไรก็ดีผชู้ ีแ้ นะตอ้ งยดึ หลกั ไม่ “ต”ิ มากกว่า “ชม” จงึ ตอ้ งยดึ หลัก วา่ ให้ชมในประเด็นท่ีทาไดด้ อี ยา่ งนอ้ ย 2 เรอ่ื ง และชขี้ ้อบกพรอ่ งเพ่ือให้ปรบั ปรงุ เพยี งประเด็นเดยี วเท่าน้นั 2.5.4 กลวธิ กี ารถามไมต่ อ้ งหวงั คาตอบการถามคาถามของผูช้ แี้ นะ ช่วยให้ผรู้ ับการ ฝกึ พิจารณาอย่างรอบดา้ นมากขนึ้ แบบอยา่ งของคาถามเหลา่ น้ีช่วยใหค้ ณุ ผู้เข้ารบั การฝึกเกบ็ ไวถ้ ามตนเองได้ ดังนัน้ ในบางคาถามต้องอาศยั เวลาในการคดิ พจิ ารณาก็อาจเป็น “คาถามฝากให้คิด” ไมจ่ าเปน็ ต้องบังคบั ใหต้ ้องตอบให้ไดใ้ นขณะน้ัน 2.5.5 กลวธิ ใี ห้การบ้าน ตอ้ งตามมาตรวจหลังจากเสร็จสนิ้ การชีแ้ นะในแตล่ ะครั้ง จาเป็นทจี่ ะต้องวางแผนรว่ มกันสาหรับการชี้แนะในครั้งต่อไป ผู้เข้ารบั การฝึกต้องนาบทเรียนทีไ่ ดค้ รั้งนีไ้ ป ปรบั ปรุงการสอนของตนเองเปน็ เหมือนการใหก้ ารบ้านไว้ แล้วก็กลับมาตรวจดวู ่าสามารถปรับปรงุ ได้ดีเพียงใด เพอื่ หาทางชี้แนะตอ่ ไปไม่ให้การบ้านแตใ่ หก้ ารทางานในชั้นเรียน/โรงเรียน (Seatwork/Authentic Performance) ทีผ่ ูเ้ ขา้ รบั การฝึกมโี อกาสไดพ้ บเห็นพฤติกรรมการทางานความต้ังใจมงุ่ ม่ัน (AQ) ตามศกั ยภาพ และการบรหิ ารอารมณข์ องนักเรยี น (EQ) 2.5.6 กลวธิ ีถ้าจะบอก ตอ้ งมีทางเลือกการบอกวิธกี ารแกป้ ัญหาให้แก่ผู้เข้ารับการฝกึ ใช้ในสถานการณท์ ม่ี เี วลาจากัดหรอื ในกรณีท่ผี ้เู ข้ารับการฝึกมีความเขา้ ใจคลาดเคล่ือนบางประการ ผู้ชี้แนะอาจ เลือกใช้วิธีการบอกหรอื ส่งั ให้ทา อยา่ งไรกต็ ามในวิธีท่บี อกหรือส่งั น้ัน ควรมีอยา่ งน้อย 2 ทางเลอื ก เพื่อให้ผู้เข้า รบั การฝกึ สามารถตัดสนิ ใจเลือกปฏบิ ตั ใิ หเ้ หมาะสมกบั สภาพท่เี หมาะสมกับตนเองมากที่สุด 2.5.7 กลวธิ แี กลง้ ทาเปน็ ไมร่ ู้ผชู้ ีแ้ นะอาจทาบทบาทของผทู้ ี่ไมร่ ู้ ไม่เข้าใจ ให้ผู้เข้ารับ การฝึกช่วยอธิบายหรือให้คาแนะนา ก็จะชว่ ยพัฒนาความสามารถของผเู้ ข้ารบั การฝกึ ไดด้ ีทเี ดียว 2.5.8 กลวิธอี ดทนฟงั ใหถ้ งึ ทสี่ ุดในบางกรณีทผ่ี ูเ้ ขา้ รบั การฝึก อาจมีเร่อื งมากมาย ทีอ่ ยากบอกเลา่ ใหผ้ ู้ช้ีแนะฟงั หลายเรอื่ งอาจไมเ่ ขา้ ทา่ หากแต่ผู้ชีแ้ นะสามารถอดทนฟงั โดยไม่ตัดบทหรือ แทรกแซง กจ็ ะไดเ้ ขา้ ใจความคดิ ของผเู้ ขา้ รบั การฝกึ มากข้นึ บางทีผเู้ ข้ารับการฝึกก็อาจได้คดิ ทบทวนในส่งิ ทต่ี นเองพูดมาได้บา้ ง 2.5.9 กลวิธเี ราเรยี นรู้รว่ มกันผู้ชี้แนะไมจ่ าเปน็ ต้องรู้ไปเสียทุกเรื่อง ผชู้ ีแ้ นะไม่ จาเปน็ ต้องเก่งกว่าผเู้ ข้ารับการฝึกแตถ่ ือวา่ ทงั้ ผชู้ ีแ้ นะและผู้เขา้ รบั การฝึกสามารถเรยี นรูจ้ ากกนั และกันได้เสมอ ปญั หาบางเรอื่ งที่ตา่ งไมเ่ ขา้ ใจกต็ อ้ งมาชว่ ยกันหาแนวทางแกไ้ ขรว่ มกนั 3. เทคนิคกำรนิเทศกำรสอน 4 แบบ การนเิ ทศการสอนมีหลายวิธกี าร และมีการพฒั นาวธิ กี ารนเิ ทศเพ่ือให้เหมาะสมกับสภาพของ โรงเรยี น ซึ่งวธิ ีการ 4 แบบมีดังต่อไปน้ี

45 3.1 กำรนิเทศแบบตรวจสอบ (Inspection Supervision) การนเิ ทศแบบนเี้ ปน็ แบบ เกา่ แก่ท่ีมใี ชม้ านาน ผนู้ ิเทศจะตรวจสอบเพื่อให้ครูได้แก้ไข ปรบั ปรุงหรอื พฒั นางาน เป็นการตรวจสอบ เพอ่ื ใหก้ ารทางานให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ระเบียบของหลกั สูตรท่กี าหนดไว้ เชน่ 3.1.1 การตรวจแผนการสอน จะตรวจสอบหรือตรวจต้ังแต่การวิเคราะห์หลกั สตู ร การวเิ คราะหผ์ เู้ รยี น การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ การใช้สือ่ นวัตกรรมในการจดั การเรียนรู้ การวัดผล ประเมนิ ผล 3.1.2 การตรวจสอบการเขา้ ช้นั เรียน 3.1.3 การตรวจสอบการเข้าร่วมกจิ กรรม เมื่อตรวจสอบเสร็จแล้วชแี้ จงให้ครูแก้ไข ขอ้ บกพร่อง 3.2 กำรนเิ ทศแบบเนน้ ผลผลติ (Supervision as Production) การนเิ ทศแบบนจ้ี ะดู ผลงานของสถานศึกษาวา่ สามารถผลิตผเู้ รยี นออกสูส่ ังคมอย่างมีประสทิ ธิภาพหรือไม่มากนอ้ ยเพียงใด บางคนเรยี กการนิเทศแบบวทิ ยาศาสตร์ เพราะมีการวางแผนการทางานอยา่ งเปน็ ระบบระเบยี บตรวจสอบ ย้อนกลบั ไดอ้ ย่างเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน เป็นการวเิ คราะห์ขอ้ มูลที่เกีย่ วข้องกับผ้เู รียน วจิ ยั และพฒั นาเพื่อ ใหม้ ีคุณภาพตามมาตรฐาน เชน่ การวิเคราะหผ์ ลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน คะแนน NT คะแนน O-NET มาตรฐานด้านผูเ้ รยี น 3.3 กำรนิเทศแบบคลินกิ (Clinical Supervision) การนเิ ทศแบบคลนิ กิ หมายถงึ กระบวนการสาหรบั การสงั เกตการสอนในชนั้ เรยี นที่มกี ารดาเนนิ การอย่างมีระเบยี บ เพอื่ ปรบั ปรงุ ประสิทธภิ าพ การจดั การเรยี นการสอนของครู โดยครูและผนู้ เิ ทศจะรว่ มมือกนั อยา่ งใกล้ชดิ ในการวาง แผนการสอน การสังเกตการสอน และการประเมินการจดั การเรียนการสอน เพ่ือหาทางปรับปรุงแก้ไข ร่วมกนั และขณะเดียวกันก็ส่งเสรมิ ใหค้ รู สามารถนเิ ทศตนเองไดใ้ นทสี่ ุด และในการดาเนินงานนั้นครู และผนู้ ิเทศจะร่วมกนั สร้างความสมั พนั ธ์ ความเช่อื ม่ัน ความจริงใจ และความไว้วางใจซ่งึ กนั และกัน นอกจากนี้การนเิ ทศแบบคลนิ ิก ยงั มลี ักษณะเป็นประชาธปิ ไตยและเปน็ การนเิ ทศทย่ี ึดครเู ปน็ ศูนย์กลาง แตข่ ณะเดียวกัน ก็จะประสานผลประโยชนข์ องครู และสถานศึกษาเขา้ ดว้ ยกนั ซ่ึงหมายความวา่ ขณะท่ี การนิเทศมงุ่ จะพัฒนาวิชาชีพของครูเปน็ รายบคุ คลนั้น การนิเทศจะสอดคล้องกับเปา้ หมายและ ความตอ้ งการของสถานศกึ ษาด้วย การนิเทศแบบนี้เนน้ ท่ีการปรับปรุงกระบวนการเรยี นการสอนในลักษณะท่ีพิจารณา และแก้ไขตามความเหมาะสมของผู้ได้รับการนเิ ทศ จึงคล้ายกับการรกั ษาอาการเจบ็ ป่วยของคนไข้ ให้มีการฟนื้ ฟสู ภาพไดด้ ีขน้ึ แต่การนเิ ทศการศึกษาจะมุ่งให้ผไู้ ดร้ ับการนเิ ทศเปล่ียนแปลงพฤติกรรม การเรยี นการสอนใหม้ ีความเหมาะสม เป็นการนิเทศที่ได้ข้อมูลโดยตรง เปน็ ความร่วมมือของครูกบั ผู้นเิ ทศ โดยผูน้ ิเทศและผูไ้ ด้รบั การนเิ ทศจะได้พบปะเผชญิ หนา้ กันและรบั คาแนะนาไปปรบั ใช้ตามความเหมาะสม และความจาเป็นเพื่อประโยชน์ในการปรบั ปรงุ การเรยี นการสอน เช่น การสงั เกตการสอนตามสภาพจรงิ เพอื่ นาไปปรบั ปรงุ การสอน 3.4 กำรนเิ ทศเพื่อกำรพัฒนำ (Developmental Supervision) การนเิ ทศแบบน้ี เน้นพฒั นาผ้ไู ด้รับการนิเทศ ใหม้ คี วามรคู้ วามสามารถในการแกไ้ ขปญั หาของตนเองได้ ตามสถานการณ์ท่ี เกิดขน้ึ