Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงานวิจัยในชั้นเรียน

รายงานวิจัยในชั้นเรียน

Published by Donlapon Klinchan, 2022-09-27 15:37:31

Description: นางสาวกฤษณา ใจสอาด นักศึกษาคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2565

Search

Read the Text Version

วิจยั ในชั้นเรยี น การพฒั นาพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กช้ัน อนบุ าล 3 โดยใชกิจกรรมบทบาทสมมุติ จดั ทําโดย นางสาวกฤษณา ใจสอาด รหัสนกั ศกึ ษา 6214162004 นกั ศึกษาฝกประสบการณว ิชาชีพครูปท่4ี โรงเรียนวดั ดอนตาล (ธรรมราษฎรสงเคราะห) ปการศึกษา 2565

ก หัวขอวิจัย การพฒั นาพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กช้ันอนุบาล 3 โดยใช กจิ กรรมบทบาทสมมุติ ผดู ําเนินการวจิ ยั กฤษณา ใจสอาด ทป่ี รึกษา คุณครูปย นชุ บํารงุ ธรรม ปก ารศึกษา 2565 บทคัดยอ การวิจัยคร้ังนี้มีจุดมุงหมายเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอน และหลังการสอน โดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติ และเพ่ือใหนักเรียนมีพฤติกรรมการกลาแสดงออก และนําทักษะท่ีไดรับไปใชในชีวิตประจําวัน เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 5 - 6 ป ท่ีกําลังศึกษาอยูใน ช้ันอนุบาล 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา 2565 ของโรงเรียนวัดดอนตาล จํานวน 30 คน ไดมาโดย วธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง เนือ่ งจากเปนหองเรียนท่ีผูว จิ ัยไดร ับมอบหมายใหเ ปนผูสอน เครือ่ งมอื ที่ใชในการวิจัย คือ แผนการจัดประสบการณการสอนโดยใชบทบาทสมมติของเด็ก ปฐมวยั และแบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวยั ผลการวิจัยพบวา 1) พฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอนไดรับการจัดกิจกรรม บทบาทสมมุติอยูในระดับปานกลาง ( X = 3.28, S.D. = 0.88) หลังไดรับการจัดกิจกรรมบทบาท สมมุติเด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมการกลาแสดงออก อยูในระดับมาก ( X = 4.28, S.D. = 0.84) 2) การ เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลังการจัดกิจกรรม บทบาทสมมุติ มีคะแนนเฉลี่ย เทากับ 3.48 คะแนน และ 7.72 คะแนน ตามลําดับ และเม่ือ เปรียบเทียบระหวางคะแนนกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ พบวา คะแนนหลังการจัด กิจกรรมบทบาทสมมุติของนักเรียนสูงกวากอนการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ อยางมีนัยสําคัญทาง สถิติทีร่ ะดบั .05

ข กติ ติกรรมประกาศ การศึกษางานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาล 3 โดย ใชก จิ กรรมบทบาทสมมุต”ิ นสี้ ําเร็จลุลว งไปดวยความเรียบรอย โดยมีคุณครูปยะนุช บํารุงธรรมเปนท่ี ปรึกษาใหคําแนะนํา ในการดําเนินงานกําหนดหัวของานวิจัย เน้ือหา และสรุปรูปเลมเปนอยางดี คุณครูปยะนุช บํารุงธรรม ที่ปรึกษาดานวิชาการที่ไดใหคําแนะนํา คําปรึกษาเก่ียวกับขอบเขตเน้ือหา แผนการสอน และเครื่องมือท่ใี ชใ นการวิจยั เปน อยา งดี จนการศึกษาวิจัยในครัง้ นีเ้ สร็จสมบูรณ ผูจัดทํา ขอขอบพระคณุ อยา งสงู ไว ณ ที่น้ี ขอขอบคุณนางพรรณี กุลรัตน ผูอํานวยการโรงเรียนวัดดอนตาล ท่ีใหการสงเสริมสนับสนุน ใหคําแนะนําและช้ีแนะแนวทางการดําเนินงาน พรอมท้ังอํานวยความสะดวกในการศึกษาวิจัย ขอขอบคุณนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ทุก ๆ คน ที่ตั้งใจและใหความรวมมือเขารวมกิจกรรมเพื่องานวิจัย จนกระทง่ั การศกึ ษาวจิ ัยในครัง้ นี้สําเรจ็ ไปดว ยดี ผูวิจยั กฤษณา ใจสอาด

ค สารบัญ หนา บทคดั ยอ........................................................................................................................................... ก กติ ตกิ รรมประกาศ............................................................................................................................. ข สารบัญ.............................................................................................................................................. ค บทท่ี 1 บทนาํ ................................................................................................................................... 1 1.1 ความเปน มา และความสําคัญของปญ หา....................................................................... 1 1.2 วตั ถปุ ระสงคของการวิจัย .............................................................................................. 2 1.3 ประโยชนท ค่ี าดวา จะไดร ับ............................................................................................ 2 1.4 ขอบเขตของการวจิ ัย..................................................................................................... 3 1.5 กรอบแนวคิดการวิจยั .................................................................................................... 3 1.6 นิยามศัพทเ ฉพาะ .......................................................................................................... 3 บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ียวของ ............................................................................................ 5 2.1 หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัย พทุ ธศักราช 2560............................................................... 5 2.2 ธรรมชาตขิ องเด็กปฐมวยั ............................................................................................. 16 2.3 บทบาทสมมติกับการเรียนการสอน............................................................................. 18 2.4 พฤติกรรมกลาแสดงออก............................................................................................. 28 2.5 งานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วของ...................................................................................................... 36 บทท่ี 3 วิธกี ารดาํ เนินการวจิ ยั ......................................................................................................... 38 3.1 การกาํ หนดประชากรและกลุม ตวั อยาง........................................................................ 38 3.2 เคร่อื งมือที่ใชในการวจิ ัย.............................................................................................. 38 3.3 การสรางและหาคุณภาพของเครอ่ื งมอื ........................................................................ 38 3.4 การเกบ็ รวบรวมขอมูล................................................................................................. 39 3.5 การวเิ คราะหขอ มลู ..................................................................................................... 40 3.6 สถติ ทิ ่ีใชในการวิจัย ..................................................................................................... 40 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข อมูล......................................................................................................... 42 4.1 สญั ลักษณท่ีใชใ นการวเิ คราะหและแปรผลขอมลู ......................................................... 42 4.2 การนําเสนอผลการวเิ คราะหขอมูล.............................................................................. 42 4.3 ผลการวิเคราะหขอมลู ของการวิจัย.............................................................................. 43

ง สารบญั (ตอ) หนา บทท่ี 5 สรปุ อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ .................................................................................... 45 5.1 สรุปผลการวจิ ัย........................................................................................................... 45 5.2 อภปิ รายผล................................................................................................................. 45 5.3 ขอเสนอแนะในการนําไปใช......................................................................................... 47 5.4 ขอเสนอแนะในการวจิ ยั ครงั้ ตอ ไป................................................................................ 47 บรรณานุกรม................................................................................................................................... 48 ภาคผนวก........................................................................................................................................ 50 ภาคผนวก ก แบบประเมนิ พฤตกิ รรมกลา แสดงออกของเดก็ ปฐมวยั .................................. 51 ภาคผนวก ข ภาพการทํากจิ กรรม...................................................................................... 57

บทที่ 1 บทนาํ 1.1 ความเปนมา และความสาํ คญั ของปญหา การศึกษาเปนการพัฒนาศักยภาพของมนุษยใหเปนบุคคลท่ีมีคุณภาพประสิทธิภาพ และ สมบูรณท้ังทางรางกาย อารมณ สังคม และสติปญญา มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อใหชีวิตดํารงอยูใน สังคมไดอยางมีความสุข และเปนกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศชาติใหเจริญกาวหนาตอไป ตาม แผนการศึกษาแหงชาติ (พ.ศ. 2545-2559) เปน แผนการศกึ ษาระยะยาวกําหนดจุดประสงคหลัก ตาม พระราชบัญญัติการศกึ ษาแหงชาติ ขอท่ี 1 กลา ววา “มุงพัฒนาทุกชีวิตใหเปนมนุษยที่สมบูรณ ท้ังทาง รางกาย อารมณจ ติ ใจ สงั คม สติปญญา มีคณุ ธรรมจริยธรรม และวฒั นธรรมในการดํารงชีวิต สามารถ อยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข” การพัฒนาบุคคลใหสมบูรณทั้งทางรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสตปิ ญ ญานนั้ จําเปน อยางย่ิงท่จี ะตอ งพฒั นาตัง้ แตวัยเด็ก แนวทางหนึ่งคือ การสงเสริมพฤติกรรม กลาแสดงออกต้ังแตเยาววัย เพราะเปนพื้นฐานสําคัญของการพัฒนาบุคลิกภาพ ชวยใหเด็กมี พฤติกรรมกลาแสดงออก ซ่ึงพฤติกรรมกลาแสดงออกนั้น ถือเปนส่ิงจําเปนและสําคัญ ในสังคมยุค ปจจบุ ันท่ีควรไดร บั การสง เสรมิ และพัฒนาใหเกิดข้ึนกับบุคคลในสังคมเพื่อพัฒนา สังคมมนุษยใหไปสู ครรลองแหงประชาธปิ ไตยในโลกยคุ ปจจบุ นั (กรมวชิ าการ, กระทรวงศึกษาธิการ, 2548, หนา 188) พฤติกรรมกลาแสดงออกถือวาเปนสิ่งสําคัญในการดําเนินชีวิต เพราะเปนสิ่งท่ีชวยใหบุคคล สามารถปรับตัวเขากับสถานการณตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม ผูท่ีมีความบกพรองเก่ียวกับพฤติกรรม กลาแสดงออก จงึ มกั จะมีปญ หาการครองชวี ติ ในสังคม เชน ทําใหขาดความสามารถท่ีจะติดตอ หรือมี ความสัมพันธกับบุคคลอ่ืนอยางเปดเผยตรงไปตรงมา และเหมาะสม ส่ิงเหลานี้กอใหเกิดปญหาอยาง มากทั้งในหอ งเรียน ท่ีทํางานหรือแมกระทั้งท่ีบาน ปญหาความบกพรองของพฤติกรรมกลาแสดงออก จึงเปนปญหาท่ีสําคัญมากปญหาหน่ึงในสังคม เพราะถือวาเปนสวนหนึ่งของปญหาความบกพรอง ทักษะทางสังคม (สิริพรรณ วิวัฒนศร และคนอ่ืน ๆ, 2555, หนา 7) จากการไมไดแสดงพฤติกรรม ออกไป และถาบุคคลใดมีความวิตกกังวลสูง การประกอบหนาที่ การทํางาน อาจหยอนสมรรถภาพ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เขากับเพื่อน หรือคนที่บานไมคอยได อยางไรก็ตามพฤติกรรมกลาแสดง ออกเปนคุณสมบัติที่สามารถจะปลูกฝง และพัฒนาใหเกิดขึ้นได ในตัวบุคคลไดโดยนักจิตวิทยาดาน พฤติกรรมมีความเชื่อวา “พฤติกรรมไมกลาแสดงออกของเด็ก เราสามารถนํามาฝกฝนใหมีการ แสดงออกทีถ่ กู ตองและเหมาะสมตามวยั ได” (เอี่ยมจติ ดีศรแี ลว , 2554, หนา 2) ดังนั้นการฝกฝนใหเกิดพฤติกรรมกลาแสดงออก จึงควรฝกฝนต้ังแตวัยเด็ก โดยเฉพาะเด็ก ปฐมวัย ซึ่งถือวาเปนวัยทองแหงชีวิต เปนวัยที่เหมาะสมที่จะปลูกฝงคุณธรรมจริยธรรม เสริมสราง บุคลิกลักษณะตาง ๆ ซึ่งเช่ือวา การปลูกฝงต้ังแตวัยเด็ก เปนส่ิงที่กระทําไดงายกวาการปลูกฝงในวัย

2 ผูใหญ ดังคํากลาวที่วา “ไมออนดัดงายไมแกดัดยาก” นอกจากน้ีการปลูกฝงในวัยเด็กจะเปนส่ิงท่ี ม่ันคง และยืนยาวที่จะติดตัวเด็กไปตลอดจนเปนผูใหญ เด็กปฐมวัยน้ันจะมีศักยภาพอยูภายในตาม ธรรมชาติ ถาไดรับการปลูกฝงในทางท่ีถูกตอง เด็กจะแสดงศักยภาพออกมาจนถึงขีดสุด ซึ่ง จุดมุงหมายของการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย คือการเตรียมความพรอมทั้ง 4 ดานของเด็ก คือ ดาน รางกาย อารมณ จิตใจ สงั คม และสติปญญา ความกลาแสดงออกเปนคุณลักษณะหน่ึงของพัฒนาการ ดานสังคมท่ีจําเปนตองสงเสริมใหมีการพัฒนา ดังน้ันการพัฒนาพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็ก ครู จงึ ควรจัดกจิ กรรมเพอื่ ปลกู ฝง ใหเด็กมีความกลา แสดงออกอยางเหมาะสมตามวยั เด็กปฐมวัยช้ันอนุบาล 3 ในโรงเรียนวัดดอนตาล ซ่ึงเปนกลุมเปาหมายของการศึกษาครั้งนี้ และเปน เด็กในโรงเรยี นของผวู ิจัย ในขณะท่ีผูวิจัยกําลังจัดการเรียนการสอนอยูน้ัน ผูวิจัยพบวา มีเด็ก ที่มีพฤติกรรมไมกลาแสดงออกในชวงการจัดกิจกรรม ซึ่งในแตละกิจกรรมมีเด็กที่ไมกลาแสดงออก ประกอบดว ย การกลาวคาํ ทกั ทาย “สวสั ดี (คะ/ครับ) การตอบคําถาม การซักถามเม่ือมีขอสงสัย การ พูดหนาช้ันเรียน การเปนผูนํา การแนะนําตนเองหนาชั้นเรียน การบอกสิ่งท่ีตนเองชอบที่สุด การเลา ประสบการณเดิม การแสดงบทบาทสมมติ การนําเสนอผลงาน การออกมานํากายบริหาร การพูดคํา คลองจอง การเลานิทาน การรองเพลง การแสดงทาทางประกอบเพลง การแสดงความคิดริเริ่ม สรางสรรค การชว ยเหลอื เพ่ือน การชว ยเหลอื ครู และการเลนเกมกบั เพอ่ื น จากเหตุผลดังกลาวผูวิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาการใชกิจกรรมบทบาทสมมุติเพ่ือพัฒนา พฤตกิ รรมการกลาแสดงออกเพ่ือสงเสริมผูเรียนใหมีความกลาแสดงออกเหมาะสมตามวัย รวมทั้งเปน ขอ มลู สําหรับครแู ละผูทเี่ กีย่ วของในการพัฒนาบคุ ลิกภาพของเด็กปฐมวัยตอไป 1.2 วตั ถุประสงคของการวจิ ัย 1.2.1 เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอน และหลังการสอน โดย ใชกจิ กรรมบทบาทสมมติ 1.2.2 เพอ่ื ใหน ักเรยี นมีพฤติกรรมการกลา แสดงออกและนาํ ทักษะท่ีไดร บั ไปใชใ น ชวี ติ ประจําวนั 1.3 ประโยชนทีค่ าดวา จะไดรบั เดก็ ปฐมวยั มีพฤตกิ รรมการกลาแสดงออกสูงขึน้ หลงั ไดร ับการจัดกจิ กรรมบทบาทสมมตุ ิ

3 1.4 ขอบเขตของการวิจัย การศึกษาวจิ ัยคร้งั นมี้ ีขอบเขตของการวิจยั ดังนี้ 1.4.1 ขอบเขตกลมุ ตัวอยาง กลมุ ตัวอยา ง คอื เด็กปฐมวัย ชาย-หญงิ อายุ 5 - 6 ป ท่ีกําลังศึกษาอยูในชั้นอนุบาล 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปก ารศกึ ษา 2565 ของโรงเรียนวัดดอนตาล จํานวน 15 คน ไดมาโดยวิธีการเลือกแบบ เจาะจง เน่อื งจากเปนหอ งเรยี นที่ผวู ิจัยไดรบั มอบหมายใหเ ปน ผสู อน 1.4.2 ตัวแปรของการวจิ ัย ตวั แปรตน ไดแก การสอนโดยใชก จิ กรรมบทบาทสมมติ ตวั แปรตาม ไดแ ก พฤตกิ รรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวยั 1.4.3 เครื่องมอื ท่ใี ชใ นการวิจัย ประกอบดว ย 1) แผนการจดั ประสบการณการสอนโดยใชบ ทบาทสมมติของเดก็ ปฐมวยั 2) แบบประเมนิ พฤตกิ รรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย 1.4.4 ระยะเวลาที่ใชในการวจิ ัย ระยะเวลาทใ่ี ชใ นการวิจยั ภาคเรียนท่ี 1 ปก ารศกึ ษา 2565 1.5 กรอบแนวคิดการวจิ ัย ตวั แปรตน ตัวแปรตาม การสอนโดยใชบทบาทสมมติ พฤติกรรมการกลา แสดงออกของ เดก็ ปฐมวัย ภาพ 1 กรอบแนวคดิ การวจิ ยั 1.6 นยิ ามศพั ทเ ฉพาะ เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 5 - 6 ป ท่ีกําลังศึกษาอยูในชั้นอนุบาล 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปการศึกษา 2565 ของโรงเรียนวดั ดอนตาล การสอนโดยใชกจิ กรรมบทบาทสมมติ หมายถึง การสอนจากแผนการจัดประสบการณที่ครู กําหนด โดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติเพ่ือใหเด็กแสดงบทบาทหนาท่ีตามสถานการณตาง ๆ และ สง เสรมิ ใหเด็กมีพฤติกรรมกลา แสดงออกตามเน้ือหาและจุดประสงคท กี่ ําหนดไว

4 พฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย หมายถึง การแสดงออกดวยการกระทํา และ คําพูดท่ีเหมาะสม ถูกกาลเทศะ ในขณะรวมกิจกรรมดานการเรียนการสอน ซ่ึงแสดงถึงความกลา ใน กิจวัตรประจําวันของเด็ก ซึ่งประกอบดวยการกลาวคําทักทาย “สวัสดี (คะ/ครับ) การตอบคําถาม การซักถามเมื่อมีขอ สงสัย การพดู หนาชนั้ เรียน การเปน ผนู ํา การแนะนําตนเองหนาช้ันเรียน การบอก สิ่งที่ตนเองชอบท่ีสุด การเลาประสบการณเดิม การแสดงบทบาทสมมติ การนําเสนอผลงาน การ ออกมานํากายบริหาร การพูดคําคลองจอง การเลานิทาน การรองเพลง การแสดงทาทางประกอบ เพลง การแสดงความคิดริเร่ิมสรางสรรค การชวยเหลือเพื่อน การชวยเหลือครู และการเลนเกมกับ เพ่ือน แบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออก หมายถึง เคร่ืองมือที่ใชประเมินพฤติกรรม กลา แสดงออกกอ นและหลังการทดลอง ทผ่ี วู ิจัยสรา งข้ึนเพื่อใชส งั เกตพฤตกิ รรม แผนการจัดประสบการณการสอนโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติ หมายถึง แผนการจัด ประสบการณการสอนโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติท่ีผูวิจัยสรางขึ้นเพื่อสงเสริมพฤติกรรมกลา แสดงออกของเด็กปฐมวัย

บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ียวของ การวิจัยเร่ือง การพัฒนาพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กช้ันอนุบาล 3 โดยใชกิจกรรม บทบาทสมมุติ ในครัง้ นี้ ผวู จิ ัยไดศ ึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวของ ดงั น้ี 2.1 หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560 2.2 ธรรมชาตขิ องเด็กปฐมวยั 2.3 บทบาทสมมตกิ ับการเรียนการสอน 2.4 พฤติกรรมกลาแสดงออก 2.5 งานวิจยั ที่เกย่ี วขอ ง 2.1 หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560 การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย เปนส่ิงที่รัฐบาลใหความสําคัญมาอยางตอเนื่อง เนอ่ื งจากเปนชวงเวลาที่ใหผลของการลงทุนท่ีคุมคาที่สุดตอการสรางรากฐานของชีวิต ท่ีผานมามีการ ดําเนินงานเกี่ยวของเชื่อมโยงกันหลายภาคสวน เน่ืองจากเด็กปฐมวัยเปนวัยที่เริ่มตนต้ังแตปฏิสนธิใน ครรภมารดา จนถึงอายุ 6 ปบริบูรณ หรือกอนเขาชั้นประถมศึกษาปที่ 1 จึงมีหลายหนวยงานท่ี จัดบริการพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมทั้งการใหความรูแกพอแม ผูปกครองและผูที่เก่ียวของกับการอบรม เลย้ี งดเู ด็ก ท้งั ภาครัฐ ภาคเอกชน และองคก รชุมชนโดยในสว นของภาครฐั มกี ระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย กระทรวงสาธารณสุขกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ เปน หนว ยงานหลัก กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายใหมีการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยอยางจริงจังและตอเน่ืองโดย ไดแตงต้ังคณะทํางานพิจารณาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพ่ือปรับปรุงใหสอดคลองกับสภาพการ เปล่ียนแปลงดานเศรษฐกิจ สังคมและความกาวหนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบกับ รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 รวมทง้ั กรอบยุทธศาสตรชาติระยะ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560-2564) แผนการศึกษา แหงชาติ (พ.ศ.2560-2579) เปาหมายยุทธศาสตรการปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 2 (พ.ศ.2552- 2561) แผนยุทธศาสตรชาติดานเด็กปฐมวัย (พ.ศ.2560-2564) นําไปสูการกําหนดทักษะสําคัญ สําหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 ที่มีความสําคัญตอการกําหนดเปาหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยใหมี ความสอดคลอ งและทันตอการเปลี่ยนแปลงทุกดานการจัดการศึกษาปฐมวัยควรมีสวนชวยใหเด็กเกิด พฒั นาการและการเรียนรอู ยางเตม็ ท่ี สถานศกึ ษาสามารถนําไปใชเ ปน กรอบและทิศทางในการพฒั นา

6 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 จัดทําข้ึนโดยยึดปรัชญาการศึกษาปฐมวัย วิสัยทัศน หลักการบนพื้นฐานแนวคิดท่ีเกี่ยวของกับการศึกษาปฐมวัยสากล และความเปนไทย ครอบคลุมการอบรมเลี้ยงดูการพัฒนาเด็กอยางเปนองครวม และการสงเสริมกระบวนการเรียนรูท่ี สนองตอธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็ก ตลอดจนเจตคติที่ดีตอการเรียนรูท่ีสงผลตอการ เรียนรูตลอดชีวิต เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยท่ีสอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการสราง รากฐานคุณภาพชีวิต ใหแกเด็กและมุงเนนการพัฒนาเด็กแตละคนใหเต็มตามศักยภาพ ดวยความ รวมมือของสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน สังคม และทุกฝายท่ีเก่ียวของ กับการพัฒนาเด็กปฐมวัย สูการสรางคนไทยท่ีมีศักยภาพในอนาคต เพื่อเปนกําลังสําคัญในการพัฒนา ประเทศไทยใหกาวหนาอยางยั่งยืน ท้ังนี้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 พัฒนาข้ึนมา โดยอาศัยแนวคิดดงั นี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการเปนการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนตอเน่ืองในตัว มนุษยเร่ิมต้ังแตปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิตท้ังในดานปริมาณและคุณภาพ พัฒนาการของเด็กจะมีลําดับ ข้ันตอนในลักษณะเดียวกันตามวัยของเด็ก แตอัตราการเจริญเติบโต และระยะเวลาในการผาน ขั้นตอนตาง ๆ ของเด็กแตละคนอาจแตกตางกันไดโดยในข้ันตอนแรก ๆ จะเปนพื้นฐานสําหรับ พัฒนาการข้ันตอไป พัฒนาการประกอบดวย ดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา ซ่ึง พฒั นาการแตล ะดา นมคี วามเกี่ยวของและสมั พนั ธก นั รวมทั้งสงผลกระทบซ่งึ กันและกนั 2. แนวคิดเก่ียวกับการพัฒนาเด็กอยางเปนองครวมและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การพัฒนาเด็กอยางเปนองครวม เปนการคํานึงถึงความสมดุลและครอบคลุมพัฒนาการของเด็กให ครบทกุ ดา น ในการดูแลพัฒนา และจดั ประสบการณการเรียนรูใหแกเด็กตองไมเนนที่ดานใดดานหน่ึง จนละเลยดานอ่ืน ๆ ซึ่งในแตละดานของพัฒนาการทั้งดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และ สติปญญา มีองคประกอบตาง ๆ ที่ตองการการสงเสริมใหเด็กเจริญเติบโต และมีพัฒนาการสมวัย อยางเปน ลําดับขน้ั ตอน 3. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับการทํางานของสมอง สมองของเด็กเปน สมองท่ีสรางสรรคและมีการเรียนนรูท่ีเกิดขึ้นสัมพันธกับอารมณ สมองเปนอวัยวะที่สําคัญมากที่สุด และมกี ารพัฒนาตงั้ แตอยใู นครรภมารดา โดยในชวงนี้เซลลสมองจะมกี ารพฒั นาเช่ือมตอและทําหนาที่ ในการควบคุมการทํางานพ้ืนฐานของรางกาย สําหรับในชวงแรกเกิดถึงอายุ 3 ป จะเปนชวงที่เซลล สมองเจริญเติบโตและขยายเครือขายใยสมองอยางรวดเร็ว โดยปจจัยในการพัฒนาของสมอง ประกอบดว ย พันธกุ รรม โภชนาการ และสิ่งแวดลอม สมองจะมพี ัฒนาการท่ีสําคัญในการควบคุมและ มีผลตอการเรียนรู ความคิด จินตนาการ ความฉลาด และพัฒนาการทุกดาน การพัฒนาของสมองทํา ใหเ ด็กปฐมวัยสามารถเรียนรูสิ่งตา ง ๆ ไดอ ยางรวดเร็วกวา วยั ใด

7 4. แนวคิดเก่ียวกับการเลนและการเรียนรูของเด็ก การเลนเปนกิจกรรมการแสดงออกของ เด็กอยางอิสระตามความตองการ และจินตนาการสรางสรรคของตนเอง เปนการสะทอนพัฒนาการ และการเรียนรูของเด็กในชีวิตประจําวัน จากการมีปฏิสัมพันธกับส่ิงตาง ๆ บุคคล และส่ิงแวดลอม รอบตัว การเลนทําใหเกิดความสนุกสนาน ผอนคลายและสงเสริมพัฒนาการทั้งดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญาของเด็ก การเลนของเด็กปฐมวัยจัดเปนหัวใจสําคัญของการจัด ประสบการณการเรียนรูที่เหมาะสม ซ่ึงการเลนอยางมีความหมายเปนเคร่ืองมือในการเรียนรูขั้น พ้ืนฐานท่ีถอื วาเปนองคประกอบสําคัญในกระบวนการเรียนรูของเด็ก ขณะที่เด็กเลนจะเกิดการเรียนรู ไปพรอม ๆ กันดว ย จากการเลนเด็กจะมโี อกาสเคลื่อนไหวสวนตาง ๆ ของรา งกายไดใ ชป ระสาทสัมผัส และการรับรู ผอนคลายอารมณและแสดงออกถึงตนเอง ไดเรียนรูความรูสึกของผูอื่น เด็กจะรูสึก สนกุ สนาน เพลิดเพลิน ไดสังเกต มีโอกาสสํารวจ ทดลอง คิดสรางสรรค คิดแกปญหาและคนพบดวย ตนเอง การเลนชวยใหเด็กเรียนรูสิ่งแวดลอม บุคคลรอบตัว และสงเสริมใหเด็กมีพัฒนาการทางดาน รางกาย อารมณ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ญ ญา กา วหนา ไปตามวัยอยา งมคี ณุ ภาพ 5. แนวคดิ เก่ยี วกับการคาํ นึงถึงสิทธิเดก็ การสรา งคุณคา และสขุ ภาวะใหแกเด็กปฐมวัยทุกคน เด็กปฐมวัยควรไดรับการดูแลและพัฒนาอยางท่ัวถึงและเทาเทียมกันทุกคน โดยมีสิทธิในการอยูรอด สิทธิไดรับการคมุ ครองสทิ ธใิ นดานพฒั นาการ และและสทิ ธิการมีสว นรว มตามที่กฎหมายระบไุ ว 6. แนวคิดเกีย่ วกบั การอบรมเลี้ยงดูควบคกู ารใหก ารศกึ ษา การจัดการศึกษาปฐมวัยมุงพัฒนา เด็กบนพ้ืนฐานของการอบรมเล้ียงดูควบคูกับการใหการศึกษา หรือการสงเสริมกระบวนการเรียนรูท่ี สนองตอธรรมชาติและพฒั นาการตามวยั ของเดก็ แตล ะคนอยางเปนองคร วม 7. แนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการ เด็กปฐมวัยเปนชวงวัยที่เรียนรูผานการเลนและการทํา กิจกรรมท่ีเหมาะสมตามวัย เปนหนาที่ของผูสอนตองวางแผนโดยบูรณาการทั้งวิทยาศาสตร คณิตศาสตร ศิลปะ ภาษา ดนตรี และการเคลือ่ นไหว คณุ ธรรม จริยธรรม สุขภาพอนามัย และศาสตร อ่นื ๆ โดยไมแ บงเปนรายวชิ า แตจะมีการผสมผสานความรู ทักษะกระบวนการ และเจตคติของแตละ ศาสตรใ นการจดั ประสบการณ 8. แนวคิดเกี่ยวกับลื่อ เทคโนโลยี และสภาพแวดลอมที่เอ้ือตอการเรียนรู ผูสอนสามารถนํา สอื่ เทคโนโลยี และการจดั สภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรยี นรมู าสนับสนนุ และเสริมสรางการเรียนรูของ เด็กปฐมวยั ได โดยสอื่ เปนตัวกลางและเครอื่ งมอื เพ่ือใหเ ด็กเกิดการเรยี นรตู ามจดุ ประสงคที่วางไว 9. แนวคิดเก่ียวกับการประเมินตามสภาพจริง การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยยึด วิธกี ารสงั เกตเปนสวนใหญ เปนกระบวนการที่ตอเนื่องและสอดคลองสัมพันธกับการจัดประสบการณ การเรียนรูรวมทั้งกิจกรรมประจําวัน โดยมีจุดมุงหมายเพื่อใหไดขอมูลเก่ียวกับพัฒนาการและการ เรียนรูของเด็ก สําหรับการสงเสริมความกาวหนา และชวยเหลือสนับสนุนเม่ือพบเด็กลาชาหรือมี ปญ หาทีเ่ กิดจากพฒั นาการและการเรียนรู

8 10. แนวคิดเกี่ยวกับการมีสวนรวมของครอบครัว สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และชุมชน การพฒั นาเด็กอยางมีคุณภาพตอ งอาศัยความรวมมือของทุกฝายที่เก่ยี วของกับเด็ก 11. แนวคดิ เกยี่ วกบั หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความเปนไทย และความหลากหลาย การเปลย่ี นแปลงทางสังคม เศรษฐกจิ และเทคโนโลยี สงผลตอวิถชี วี ิตและการจดั การศึกษาเพื่อเตรียม เด็กสูอนาคต เด็กเมื่อเกิดมาจะเปนสวนหน่ึงของสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งไมเพียงแตจะไดรับอิทธิพล จากการปฏบิ ตั แิ บบด้ังเดิมตามประเพณี มรดก และการถายทอดความรูภูมิปญญาของบรรพบุรุษแลว ยงั ไดร บั อิทธพิ ลจากประสบการณ คานิยม และความเช่ือของบุคคลในครอบครัวและชุมชนของแตละ ท่ดี วย จากแนวคิดพื้นฐานดังกลาว ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ครูตองศึกษาหลักการของหลักสูตร ใหเขาใจเพราะในการจัดประสบการณการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 จําเปนตองยึดหลักการการอบรมเลี้ยงดูควบคูกับการใหการศึกษา โดยตองคํานึงถึงความสนใจและ ความตองการของเด็กทุกคน ทั้งเด็กปกติ เด็กดอยโอกาส เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กท่ีมี ความบกพรอ งทางรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา รวมทั้งการส่ือสาร การเรียนรูสําหรับ เด็กทมี่ รี างกายพิการ หรือทุพพลภาพ บุคคลท่ีไมสามารถพ่ึงพาตนเองได หรือเด็กท่ีไมมีผูดูแล เพื่อให เกดิ การพฒั นาการทุกดา นอยา งสมดุลกนั โดยผานการจัดกิจกรรมที่หลากหลายบูรณาการผานการเลน และกิจกรรมท่ีเปนประสบการณต รง ผา นทางประสาทสัมผัสทั้งหาที่มีความเหมาะสมกับวัยและความ แตกตางระหวางบุคคล ดวยปฏิสัมพันธที่ตีระหวางเด็กกับพอแม เด็กกับผูเลี้ยง หรือบุคลากรที่มี ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดแู ละใหการศกึ ษากบั เด็ก เพ่อื ใหเดก็ แตล ะคนไดมีโอกาสในการพัฒนา ตนเองตามลําดับขั้นของการพัฒนาสูงสุดตามศักยภาพและนําไปใชในการดํารงชีวิตเปนคนดีและคน เกงของสังคม สอดคลองกับธรรมชาติ ส่ิงแวดลอม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ความ เช่ือทางศาสนาท่ีตนเองนับถือ สภาพเศรษฐกิจ สังคม โดยความรวมมือจากครอบครัว ชุมชน และ สังคมเพอ่ื เปนกาํ ลังสําคญั ในการพัฒนาประเทศตอไปในอนาคต 2.1.1 ปรชั ญาการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดปรัชญาการศึกษาปฐมวัยท่ี สะทอนใหเห็นความเช่ือพ้ืนฐานในการพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแตอายุแรกเกิดถึง 6 ปบริบูรณ โดยเห็น ความสําคัญของการพฒั นาเดก็ โดยองครวม การคํานงึ ถึงความสมดุลและครอบคลุมพัฒนาการของเด็ก ครบทุกดาน ในการอบรมเล้ียงดู พัฒนาและสงเสริมกระบวนการเรียนรูของเด็ก ท่ีผูสอนตองยอมรับ ความแตกตางของเด็ก ปฏบิ ตั ติ อเด็กแตละคนอยา งเหมาะสม โดยผูสอนใหความรัก ความเอ้ืออาทร มี ความเขาใจ ในการพัฒนาเด็กใหเปนมนุษยที่สมบูรณ ท้ังดานรางกาย อารมณ จิตใจ สติปญญา คุณธรรม จริยธรรม และอยูรว มกับผอู ่ืนไดอ ยางมีความสุข ดังน้ี

9 การศึกษาปฐมวัย เปนการพัฒนาเด็กต้ังแตแรกเกิด ถึง 6 ปบริบูรณอยางเปนองครวม บนพ้ืนฐานการอบรมเลี้ยงดูและการสงเสริมกระบวนการเรียนรูที่สนองตอธรรมชาติและพัฒนาการ ตามวัยของเด็กแตละคนใหเต็มตามศักยภาพ ภายใตบริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู ดวย ความรัก ความเอื้ออาทร และความเขาใจของทุกคน เพื่อสรางรากฐานคุณภาพชีวิตใหเด็กพัฒนาไปสู ความเปน มนษุ ยท สี่ มบูรณ เกดิ คุณคาตอตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 2.1.2 วสิ ัยทัศนก ารศึกษาปฐมวัย พทุ ธศักราช 2560 หลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดวิสัยทัศนที่สะทอนใหเห็นความ คาดหวังที่เปนจริงไดในอนาคตในการพัฒนาเด็กปฐมวัยใหมีคุณภาพ ผานประสบการณท่ีเด็กปฐมวัย เรยี นรูอ ยางมีความสขุ มที กั ษะชวี ิต ปฏิบตั ติ นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เปนคนดี มีวินัย และสํานึกความเปน ไทยและทุกฝา ยท้งั ครอบครัว สถานศกึ ษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และชุมชน รวมมือกนั พฒั นาเดก็ ดังน้ี หลักสูตรการศึกษาปฐมวยั มงุ พัฒนาเด็กทุกคนใหไดรับการพัฒนาดานรางกาย อารมณ จติ ใจ สงั คม และสติปญญา อยางมีคุณภาพและตอเนื่อง ไดรับการจัดประสบการณการเรียนรูอยางมี ความสุขและเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิต และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เปนคนดีมีวินัย และสํานึกความเปนไทย โดยความรวมมือระหวางสถานศึกษา พอแม ครอบครัว ชมุ ชน และทกุ ฝา ยทเ่ี กีย่ วขอ งกบั การพัฒนาเดก็ 2.1.3 หลักการของหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดหลักการสําคัญในการจัด การศึกษาปฐมวัย เพราะในการจัดประสบการณการเรียนรูใหเด็กปฐมวัย จะตองยึดหลักการอบรม เลีย้ งดูควบคกู ับการใหก ารศึกษา โดยตอ งคาํ นึงถึงความสนใจและความตองการของเด็กทุกคน ท้ังเด็ก ปกติ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กที่มีความบกพรองทางรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม สตปิ ญ ญา รวมท้งั การส่ือสารและการเรยี นรู หรอื เดก็ ท่มี รี า งกายพิการหรือทุพพลภาพหรือบุคคลซ่ึงไม สามารถพ่งึ ตนเองได หรอื ไมม ผี ดู ูแลหรอื ดอ ยโอกาส เพอ่ื ใหเดก็ พัฒนาทุกดาน ทั้งดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญาอยางสมดุล โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลาย บูรณาการผานการเลน และ กิจกรรมที่เปนประสบการณตรงผานประสาทสัมผัสท้ังหา เหมาะสมกับวัยและความแตกตางระหวาง บุคคล ดวย ปฏิสัมพันธท่ีดีระหวางเด็กกับพอแม เด็กกับผูเล้ียงดู หรือบุคลากรที่มีความรู ความสามารถในการอบรมเล้ียงดูและใหการศึกษาเด็กปฐมวัย เพ่ือใหเด็กแตละคน ไดมีโอกาสพัฒนา ตนเองตามลําดับช้ันของพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพ และนําไปใชในชีวิตประจําวันไดอยางมี ความสุข เปนคนดีของสังคม และสอดคลองกับธรรมชาติ ส่ิงแวดลอม ขนบธรรมเนียมประเพณี วฒั นธรรม ความเชอื่ ทางศาสนา สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิทธิเด็ก โดยความรวมมือจากครอบครัว

10 ชุมชน องคกรปกครอง สวนทองถ่ิน องคกรเอกชน สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบัน สงั คมอ่ืน ดงั นี้ 1. สง เสริมกระบวนการเรียนรูแ ละพฒั นาการทีค่ รอบคลมุ เด็กปฐมวยั ทุกคน 2. ยึดหลักการอบรมเล้ียงดูและใหการศึกษาที่เนนเด็กเปนสําคัญ โดยคํานึงถึงความ แตกตางระหวางบคุ คล และวิถชี ีวติ ของเดก็ ตามบริบทของชุมชน สังคม และวฒั นธรรมไทย 3. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองครวม ผานการเลนอยางมีความหมาย และ มีกิจกรรมหลากหลาย ไดลงมือกระทําในสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรียนรู เหมาะสมกับวัย และมี การพกั ผอนเพยี งพอ 4. จัดประสบการณการเรียนรูใหเด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลัก ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เปน คนดี มวี ินัย และมีความสุข 5. สรางความรู ความเขาใจและประสานความรวมมือในการพัฒนาเด็ก ระหวาง สถานศกึ ษา กบั พอแม ครอบครวั ชุมชน และทุกฝา ยทีเ่ กีย่ วขอ งกบั การพัฒนาเดก็ ปฐมวัย 2.1.4 จดุ มุงหมายการจัดการศกึ ษาปฐมวัยตามหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดจุดหมายเพื่อใหเกิดกับเด็กเม่ือ จบการศึกษาระดับปฐมวัยแลว โดยจุดหมายอยูบนพ้ืนฐานพัฒนาการทั้ง 4 ดาน คือ ดานรางกาย อารมณ จิตใจสังคม และสติปญญา ท่ีนําไปสูการกําหนดมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค ตัวบงช้ี และสภาพทพ่ี ึงประสงคด งั นี้ 1. รา งกายเจรญิ เตบิ โตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสยั ทีด่ ี 2. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจิตใจท่ดี ีงาม 3. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู รว มกบั ผูอ่นื ไดอ ยา งมีความสุข 4. มีทกั ษะการคดิ การใชภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรูไดเ หมาะสมกับวัย 2.1.5 การจัดประสบการณ การจัดประสบการณสําหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ป เปนการจัดกิจกรรมในลักษณะ บูรณาการผานการเลน การลงมือกระทํา จากประสบการณตรงอยางหลากหลาย เกิดความรู ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม รวมท้ังเกิดการพัฒนาท้ังดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา ไม จัดเปน รายวชิ าโดยมหี ลกั การ และแนวทางการจดั ประสบการณ ดงั นี้ 1. หลักการจัดประสบการณ 1.1 จัดประสบการณการเลนและการเรียนรูหลากหลาย เพ่ือพัฒนาเด็กโดยองค

11 รวมอยางสมดลุ และตอ เนอื่ ง 1.2 เนนเด็กเปนสําคัญ สนองความตองการ ความสนใจ ความแตกตางระหวาง บคุ คลและบรบิ ทของสงั คมท่ีเด็กอาศัยอยู 1.3 จัดใหเด็กไดรับการพัฒนา โดยใหความสําคัญกับกระบวนการเรียนรูและ พฒั นาการของเด็ก 1.4 จดั การประเมินพัฒนาการใหเปนกระบวนการอยางตอเน่ือง และเปนสวนหนึ่ง ของการจดั ประสบการณ พรอมทง้ั นําผลการประเมินมาพฒั นาเดก็ อยางตอเน่อื ง 1.5 ใหพ อ แม ครอบครวั ชมุ ชน และทุกฝา ยทเี่ กย่ี วขอ งมสี ว นรว มในการพฒั นาเด็ก 2. แนวทางการจดั ประสบการณ 2.1 โรงเรียนจดั แนวทางการจัดประสบการณในรูปแบบบูรณาการกิจกรรม 6 หลัก เปนแนวทางหนึ่งในการจัดประสบการณแบบบูรณาการที่มีเอกลักษณ เฉพาะตัวของการจัด ประสบการณในระดับปฐมวัย ซ่ึงเปนการจัดประสบการณที่มีเอกลักษณเฉพาะตัวของการจัด ประสบการณในระดับปฐมวัย ซึ่งเปนการจัดประสบการณที่เนนเด็กเปนศูนยกลาง และมีความ สอดคลอ งกับหลกั การเรียนรู ของสมอง คอื กิจกรรมเสรี เปนกิจกรรมที่เปดโอกาสใหเด็กเลนกับสื่อและเครื่องเลนหรือมุม ประสบการณ อยางอิสระโดยใหเด็กมีโอกาสเลือกเลนไดอยางเสรีตามความสนใจและความตองการ ของเด็กทง้ั เปนรายบคุ คลและเปน กลมุ ในมมุ บาน มุมเสริมสวย มุมหนังลือ มุมบล็อก เครื่องเลนสัมผัส มุมวิทยาศาสตร มุมเกมการศึกษา กิจกรรมสรางสรรค เปนกิจกรรมท่ีชวยใหเด็กไดแสดงออกทางอารมณ ความรูสึก ความคิด ริเริ่มสรางสรรคและจินตนาการโดยใชศิลปะ เชน การเขียนภาพ การปน การฉีกปะ ตัดปะ การพมิ พภ าพ การรอ ย การประดษิ ฐห รือวิธกี ารอืน่ ๆ ที่เดก็ ไดค ดิ สรางสรรค กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เปนกิจกรรมที่จัดใหเด็กไดเคลื่อนไหวสวนตาง ๆ ของรางกาย อยา งอิสระตามจังหวะ โดยใชเ สยี งเพลง คาํ คลอ งจอง เครอื่ งเคาะจังหวะหรือ อุปกรณอ่ืน ๆ มาประกอบการเคลื่อนไหวเพ่ือสงเสริมใหเด็กเกิดจินตนาการ ความคิดสรางสรรค การทํากิจกรรม เคลอ่ื นไหวและจงั หวะชว ยใหเ ดก็ เรยี นรูจงั หวะและควบคมุ การเคลอ่ื นไหวของตนเองได กิจกรรมเสริมประสบการณ เปนกิจกรรมที่มุงเนนใหเด็กไดพัฒนาการทักษะการ เรียนรู ฝกการทํางานและอยูรวมกันเปนกลุมท้ังกลุมยอยและกลุมใหญโดยจัดกิจกรรมดวยวิธีตาง ๆ เชน สนทนา อภิปราย เลานิทาน สาธิตทดลอง ศึกษานอกสถานที่ เลนบทบาทสมมติ รองเพลง เลน เกม ทอ งคาํ คลองจองประกอบทาทาง กิจกรรมกลางแจง เปนกิจกรรมท่ีจัดใหเด็กไดมีโอกาสออกไปนอกหองเรียนเพื่อ ออกกําลงั เคลอ่ื นไหวรา งกาย และแสดงออกอยา งอิสระ โดยยดึ ความสนใจและความสามารถของเด็ก

12 แตละคนเปนหลกั สง่ิ ที่เดก็ เลน เชน การควบคมุ ทา ทางการเดิน การว่ิงแขง การเลนกระบะทราย การ เดนิ ทรงตัวบนแผน ไม เพ่อื สรา งสมองใหพ รอมสําหรับการใชง านในวัยถัดไป กิจกรรมเกมการศกึ ษา เปนเกมการเลน ทีช่ วยพฒั นาสติปญญามีกฎเกณฑกติกางาย ๆ เด็ก สามารถเลนคนเดียว หรือเลนเปนกลุมก็ได ชวยใหเด็กรูจักสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิด ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสี รูปราง จํานวน ประเภท และความสัมพันธเก่ียวกับพื้นท่ีหรือระยะเชน เกมจบั คู เกม แยกประเภท จดั หมวดหมู เรยี งสาํ ดับ โดมิโน ภาพตดั ตอ การจัดประสบการณการเรียนรูสําหรับเด็กปฐมวัยน้ันขึ้นอยูบนพื้นฐานของ ประสบการณเดิม ท่ีเด็กมีอยู และประสบการณใหมท่ีเด็กจะไดรับ เปนการจัดกิจกรรมเพ่ือสงเสริม พัฒนาการทั้ง 4 ดาน ไดแก ดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา รวมทั้งการยอมรับใน วัฒนธรรมและภาษา ของเด็กมุงเนนการพัฒนาเด็กใหมีความสุข และเปนการสรางสภาพแวดลอมท่ี เอ้ือตอการเรียนรูของเด็ก ในสภาพแวดลอมท่ีสะอาด ปลอดภัยอากาศสดช่ืน ผอนคลายไมเครียด มี โอกาสไดออกกําลงั กาย และพักผอน มีส่ือวัสดุอุปกรณ มีของเลนท่ีหลากหลายเหมาะสมกับวัยใหเด็ก มีโอกาสไดเลือกเลน เรียนรูเก่ียวกับตนเองและโลกท่ีเด็กอยู รวมท้ังพัฒนาการอยูรวมกับคนอื่นใน สังคมอีกดวย สิ่งสําคัญในการจัดประสบการณ คือ การยึดเด็กเปนศูนยกลาง จัดประสบการณการ เรียนรูใหสอดคลองเหมาะสมกับวัย ความสนใจ ความตองการความแตกตางระหวางบุคคลใน บรรยากาศท่อี บอนุ ตอ การเรียนรโู ดยใชก ารบูรณาการผานการเลนอยางหลากหลายเปนประสบการณ ตรงทีเ่ ด็กมีโอกาสใหพอแมผูปกครอง ชุมชนมีสวนรว มในการพฒั นา 2.1.6 มาตรฐานคุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึง ประสงค จํานวน 12 มาตรฐาน ประกอบดวย พัฒนาการดานรางกาย 2 มาตรฐาน พัฒนาการดาน อารมณ จิตใจ 3 มาตรฐาน พัฒนาการดานสังคม 3 มาตรฐาน และพัฒนาการดานสติปญญา 4 มาตรฐาน กําหนดตัวบงช้ี ซ่ึงเปนเปาหมายในการพัฒนาเด็กท่ีมีความสัมพันธสอดคลองกับมาตรฐาน คุณลักษณะท่ีพึงประสงค และมีการกําหนดสภาพท่ีพึงประสงคซ่ึงเปนพฤติกรรมหรือความสามารถ ตามวัยท่ีจําเปนสําหรับเด็กทุกคนบนพ้ืนฐานพัฒนาการหรือความสามารถในแตละระดับอายุ อีกทั้ง นําไปใชในการวเิ คราะหส าระการเรียนรู เพื่อกําหนดเปนจดุ ประสงคการเรยี นรูในการจัดประสบการณ และการประเมินพัฒนาการเด็ก นอกจากสภาพท่ีพึงประสงคที่กําหนดในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ผูสอนจําเปนตองทําความเขาใจพัฒนาการของเด็กอายุ 3 - 6 ป เพื่อนําไปพิจารณาจัดประสบการณ ใหเด็ก แตละวัยไดอยางถูกตองเหมาะสม ขณะเดียวกันจะตองสังเกตเด็กแตละคนซ่ึงมีดวามแตกตาง ระหวางบุคคลเพอื่ นาํ ขอ มูลไปชวยพฒั นาเด็กใหเต็มตามความสามารถและศักยภาพหรือชวยเหลือเด็ก ไดทันทวงที ทั้งนี้ข้ึนอยูกับสภาพแวดลอม การอบรมเล้ียงดู และประสบการณท่ีเด็กไดรับ ประกอบดว ย

13 1. พัฒนาการดา นรางกาย ประกอบดว ย 2 มาตรฐานคอื มาตรฐานท่ี 1 รางกายเจรญิ เติบโตตามวยั และมีสุขนสิ ยั ทีด่ ี มาตรฐานท่ี 2 กลามเน้ือใหญและกลามเนื้อเล็กแข็งแรงใชไดอยางคลองแคลวและ ประสานสัมพันธก นั 2. พัฒนาการดานอารมณ จติ ใจ ประกอบดวย 3 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 3 มสี ุขภาพจิตดีและมคี วามสขุ มาตรฐานที่ 4 ชนื่ ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลอ่ื นไหว มาตรฐานท่ี 5 มคี ุณธรรม จริยธรรม และมจี ิตใจทีด่ งี าม 3. พัฒนาการดา นสงั คม ประกอบดวย 3 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 6 มที กั ษะชวี ติ และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง มาตรฐานที่ 7 รกั ธรรมชาติ ส่งิ แวดลอ ม วัฒนธรรม และความเปน ไทย มาตรฐานท่ี 8 อยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุขและปฏิบัติตนเปนสมาชิกที่ดีของ สงั คมในระบอบประชาธปิ ไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมขุ 4. พฒั นาการดา นสตปิ ญญา ประกอบดวย 4 มาตรฐานคอื มาตรฐานท่ี 9 ใชภาษาสื่อสารไดเ หมาะสมกบั วยั มาตรฐานที่ 10 มคี วามสามารถในการคิดท่เี ปนพน้ื ฐานในการเรียนรู มาตรฐานท่ี 11 มจี ินตนาการและความคิดสรางสรรค มาตรฐานที่ 12 มเี จตคติทีด่ ตี อการเรยี นรแู ละมีความสามารถในการแสวงหาความรู ไดเหมาะสมกบั วยั 2.1.7 สาระการเรียนรู สาระการเรยี นรู เปน สอื่ กลางในการจัดประสบการณการเรียนรูใหกับเด็ก เพ่ือสงเสริม พัฒนาการเด็กทุกดาน ใหเปนไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่กําหนด ประกอบดวยประสบการณ สาํ คัญ และสาระทค่ี วรเรยี นรู ดงั น้ี 1. ประสบการณสําคัญ ประสบการณสําคัญเปนแนวทางสําหรับผูสอนนําไปใชในการ ออกแบบการจัดประสบการณใหเด็กปฐมวัยเรียนรู ลงมือปฏิบัติ และไดรับการสงเสริมพัฒนาการ ครอบคลุมทุกดา น ดงั นี้ 1.1 ประสบการณสําคัญท่ีสงเสริมพัฒนาการดานรางกาย เปนการสนับสนุนใหเด็ก ไดม ีโอกาสพัฒนาการใชก ลา มเนอื้ ใหญ กลามเน้ือเล็ก และการประสานสัมพันธระหวางกลามเน้ือและ ระบบประสาท ในการทํากิจวัตรประจําวันหรือทํากิจกรรมตาง ๆ และสนับสนุนใหเด็กมีโอกาสดูแล สขุ ภาพและสขุ อนามัย สุขนิสัย และการรักษาความปลอดภัย

14 1.2 ประสบการณสําคัญที่สงเสริมพัฒนาการดานอารมณ จิตใจ เปนการสนับสนุน ให เด็กไดแสดงออกทางอารมณและความรูสึกของตนเองท่ีเหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษ เฉพาะ ที่เปนอัตลักษณ ความเปนตัวของตัวเอง มีความสุข ราเริงแจมใส การเห็นอกเห็นใจผูอ่ืนได พฒั นาคุณธรรมจรยิ ธรรม สนุ ทรียภาพ ความรูสึกท่ีดีตอตนเอง และความเช่ือมั่นในตนเองขณะปฏิบัติ กิจกรรมตาง ๆ ดังนี้ 1.3 ประสบการณสําคัญท่ีสง เสริมพัฒนาการดานสังคม เปนการสนับสนุนใหเด็กได มีโอกาสปฏิสัมพันธกับบุคคลและส่ิงแวดลอมตาง ๆ รอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมตาง ๆ ผานการ เรียนรูทางสังคม เชน การเลน การทํางานกับผูอ่ืน การปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน การแกปญหาขอ ขัดแยง ตา ง ๆ 1.4 ประสบการณสําคัญที่สงเสริมพัฒนาการดานสติปญญา เปนการสนับสนุนให เดก็ ไดร ับรแู ละเรียนรูส่ิงตาง ๆ รอบตัวผานการมีปฏิสัมพันธกับส่ิงแวดลอม บุคคลและส่ือตาง ๆ ดวย กระบวนการเรียนรูที่หลากหลาย เพ่ือเปดโอกาสใหเด็กพัฒนาการใชภาษา จินตนาการความคิด สรางสรรค การแกปญหา การคิดเชิงเหตุผล และการคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งตาง ๆ รอบตัวและมี ความคดิ รวบยอดทางคณิตศาสตรท ่เี ปน พนื้ ฐานของการเรยี นรใู นระดับทีส่ งู ขนึ้ ตอ ไป 2. สาระทค่ี วรเรียนรู สาระทีค่ วรเรยี นรู เปนเรื่องราวรอบตัวเดก็ ท่ีนาํ มาเปนสือ่ กลางในการจัดกิจกรรมให เด็กเกิดแนวคิดหลังจากนําสาระที่ควรรูนั้น ๆ มาจัดประสบการณใหเด็ก เพื่อใหบรรลุจุดหมายท่ี กําหนดไว ทั้งน้ีไมเนนการทองจําเนื้อหา ผูสอนสามารถกําหนดรายละเอียดข้ึนเองใหสอดคลองกับวัย ความตองการ และความสนใจของเด็ก โดยใหเด็กไดเรียนรูผานประสบการณสําคัญ ท้ังนี้อาจยืดหยุน เนือ้ หาได โดยคํานงึ ถงึ ประสบการณแ ละสิ่งแวดลอ มในชวี ิตจริงของเด็ก ดงั น้ี 2.1 เร่ืองราวท่ีเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรเรียนรูชื่อ นามสกุล รูปรางหนาตา อวัยวะ ตาง ๆ วิธีระวังรักษารางกายใหสะอาดและมีสุขภาพอนามัยท่ีดี การรับประทานอาหารที่เปน ประโยชน การระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองจากผูอ่ืนและภัยใกลตัว รวมท้ังการปฏิบัติตอผูอื่น อยางปลอดภัย การรูจักประวัติความเปนมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเปนสมาชิกท่ีดี ของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผอู ื่น การรูจักแสดงความคิดเห็นของตนเอง และรบั ฟงความคิดเห็นของผอู ่นื การกํากับตนเอง การเลนและทําสิ่งตาง ๆ ดวยตนเองตามลําพังหรือ กับผูอื่น การตระหนักรูเก่ียวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะทอนการรับรูอารมณและ ความรูสึกของตนเองและผูอื่น การแสดงออกทางอารมณและความรูสึกอยางเหมาะสม การแสดง มารยาทที่ดี การมีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม 2.2 เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดลอมเด็ก เด็กควรเรียนรูเก่ียวกับ ครอบครัวสถานศึกษา ชุมชน และบุคคลตาง ๆ ท่ีเด็กตองเก่ียวของหรือใกลชิดและมีปฏิสัมพันธใน

15 ชีวิตประจําวัน สถานที่สําคัญ วันสําคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหลงวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณสําคัญของชาติไทยและการปฏิบัติตามวัฒนธรรมทองถ่ินและความเปนไทย หรือแหลง เรยี นรจู ากภมู ิปญญาทองถิน่ อน่ื ๆ 2.3 ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรูเก่ียวกับชื่อ ลักษณะ สวนประกอบ การ เปลี่ยนแปลงและความสัมพันธของมนุษย สัตว พืช ตลอดจนการรูจักเกี่ยวกับดิน น้ํา ทองฟา สภาพ อากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลังงานในชีวิตประจําวันท่ีแวดลอมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษสิ่งแวดลอม และการรักษาสาธารณสมบตั ิ 2.4 สิ่งตา ง ๆ รอบตวั เดก็ เด็กควรเรยี นรเู กีย่ วกับการใชภาษาเพื่อสื่อความหมายใน ชีวิตประจําวัน ความรูพ้ืนฐานเกี่ยวกับการใชหนังสือและตัวหนังสือ รูจักช่ือ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รปู รา ง รปู ทรง ปริมาตร นํ้าหนกั จํานวน สว นประกอบ การเปล่ยี นแปลงและความสัมพันธของ สิ่งตาง ๆ รอบตัว เวลา เงิน ประโยชน การใชงาน และการเลือกใชสิ่งของเครื่องใชยานพาหนะ การ คมนาคม เทคโนโลยีและการลือ่ ลารตาง ๆ ที่ใชอ ยูในชีวิตประจําวนั อยางประหยัด ปลอดภัยและรักษา ส่งิ แวดลอม 2.1.8 การประเมนิ พัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ป เปนการประเมินพัฒนาการดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญาของเด็ก โดยถือเปนกระบวนการตอเนื่อง และเปนสวนหน่ึงของ กจิ กรรม ปกตทิ จี่ ัดใหเด็กในแตละวัน ผลที่ไดจากการสังเกตพัฒนาการเด็กตองนํามาจัดทําสารนิทัศน หรือจัดทําขอมูลหลักฐานหรือเอกสารอยางเปนระบบ ดวยการรวบรวมผลงานสําหรับเด็กเปน รายบุคคลท่ีสามารถบอกเรื่องราวหรือประสบการณท่ีเด็กไดรับวาเด็กเกิดการเรียนรูและมี ความกาวหนาเพยี งใด ท้ังนใ้ี หนําขอ มลู ผลการประเมินพฒั นาการเดก็ มาพจิ ารณาปรบั ปรุงวางแผนการ จดั กิจกรรม และสงเสริมใหเด็กแตละคนไดร บั การพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตรอยางตอเนื่อง การ ประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดงั น้ี 1. วางแผนการประเมนิ พฒั นาการอยา งเปน ระบบ 2. ประเมินพัฒนาการเดก็ ครบทุกดาน 3. ประเมนิ พฒั นาการเดก็ เปน รายบุคคลอยางสมํ่าเสมอตอเนื่องตลอดป 4. ประเมนิ พฒั นาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจําวันดวยเคร่ืองมือและวิธีการที่ หลากหลาย ไมค วรใชแบบทดสอบ 5. สรปุ ผลการประเมิน จดั ทาํ ขอมลู และนาํ ผลการประเมินไปใชพัฒนาเด็ก สําหรับวธิ ีการประเมินท่เี หมาะสมและควรใชกับเด็กอายุ 3-6 ป ไดแก การสังเกต การ บันทึกพฤติกรรมการสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ การวิเคราะหขอมูลจากผลงานเด็กท่ีเก็บอยางมี ระบบ

16 2.2 ธรรมชาติของเดก็ ปฐมวัย สุขจริง วองเดชากุล (2556, หนา 1) ไดกลาวเนื่องในวันอนามัยโลกวา ธรรมชาติของ เด็ก ปฐมวัยสนใจเร่ืองรอบตัว อยากรูอยากเห็น ชอบความสนุกสนาน มีจินตนาการ ความคิดริเร่ิม สรางสรรค และชอบต้ังคําถามในเรื่องตาง ๆ ซ่ึงความสามารถหลายๆ ดาน จะพัฒนาซับซอนมากขึ้น ตามวัย การจัดประสบการณ และสภาพแวดลอมรอบตัว ใบโอกาสเด็กสํารวจ คนควา ทดสอบ ทดลอง และคนพบส่งิ แปลกใหมดวยตนเอง จะทาํ ใหสนกุ สนาน เพลิดเพลนิ มีความสุข เกิดการเรียนรู สิ่งตาง ๆ อยางมีความหมายทีละเล็กละนอย ไดเรียนรูในระดับท่ีสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ อยางคอยเปนคอย ไป ตามลาํ ดับข้นั ของพฒั นาการ 2.2.1 การเลนของเดก็ ปฐมวัย การเลนของเดก็ ปฐมวยั นับเปน หัวใจสําคญั ของการสงเสริม การเรียนรู และพัฒนาการ ที่สอดคลองลับธรรมชาติ ของเลนเปนสวนหนึ่งของการเลนของเด็ก สรางเสริมพัฒนาการ ทางดาน ตาง ๆ พอแม ผูปกครอง และผูท่ีปฏิบัติงานเก่ียวของกับเด็ก ควรมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับ การ เลือกของเลนท่ีเหมาะสมสําหรับเด็กกอนเลือกของเลนใหเด็ก พอแมและผูปกครองจะตองมีความรู ความเขาใจพฤติกรรม การเลนตามวัยของเด็ก เพราะเด็กแตละวัยจะมีการเลนที่แตกตางกันไป ตาม ระดบั พัฒนาการ และ ประสบการณท่ีเด็กไดรับจากสภาพแวดลอม พฤติกรรมการเลนของเด็ก มีการ พัฒนาไปตามลําดับข้ันตอน อยางตอเน่ือง ตามวุฒิภาวะความพรอมท้ังทางรางกาย อารมณ จิตใจ สงั คม และสตปิ ญญาของเด็ก รวมท้งั จากการเลนแบบงายๆ เพยี งลาํ พงั คนเดยี ว ไปสูการเลนที่ซับซอน มากขั้น และรูจกั เลนรว มกบั ผูอ ่นื มากขนั้ 2.2.2 พฤตกิ รรมการเลน ของเลน 1) เด็กอายุตา่ํ กวา 1 ป เด็กวยั น้ี จะเรม่ิ พัฒนาประสาทสัมผัส การมองเห็น และการได ยิน การแขวน ของเลนท่ีสดใส แกวงไกว แลวมีเสียงกรุงกริ๊ง ชวยใหเด็กกรอกสายตาแกการมองเห็น และการพีง ไดสังเกตความเคลื่อนไหว เมื่อเด็กสามารถบังคับใชกลามเนื้อในการเคลื่อนแขน ขา มือ เดก็ จะควา จับ และสนใจตอสิ่งแวดลอมมากข้ัน ของเลนท่ีเด็กวัยนี้ชอบ คือ ของเลนท่ีถือได มีสีสดใส และมี เสยี ง เด็กวัยนีช้ อบเอาของเลนเขา ปากอม 2) เด็กอายุ 1-2 ป เด็กวัยน้ี เร่ิมเดินไดดวยตนเอง แตไมมั่นคงนัก ชอบเกาะเครื่อง เรอื น เดนิ จากที่หน่งึ ไปอีกท่หี น่งึ แกการเคลื่อนไหวกลามเน้ือตาง ๆ ของเลนสําหรับเด็กวัยน้ี ควรเปน ประเภท ท่ีลากจูงไปมาได เชน รถไพ หรอื รถลากตอ ๆ เดก็ จะสนุกกับส่ิงใหมๆ ท่พี บเห็น ชอบปนปาย ข้ัน บนั ได มดุ ใตโตะ เลนน้ํา และเลนทราย พอแมตองชวยดูแล และระบัดระวังความปลอดภัย อยาง ใกลช ดิ

17 3) เด็กอายุ 2-4 ป เด็กวัยน้ี อยากรูอยากเห็นทุกสิ่งทุกอยาง เด็กเคล่ือนไหวไดคลอง ขึ้น และทรงตวั ไดดี เพราะกลามเนือ้ แขนขาแข็งแรงมากข้ัน ทําใหชอบการเลนท่ีออกแรงมาก ๆ ไมวา จะเปนการว่ิงเลน กระโดด ปนปาย มวนกล้ิง เตะขวางลูกบอล และขี่จักรยานสามลอ เปนการฝก กลามเนอ้ื ใหญใหแข็งแรง และเคล่ือนไหวกระฉับกระเฉงข้ัน เด็กสามารถเลนของเลน ท่ีใชน้ิวมือหยิบ จับ หรือหมุนได ของเลนท่ีเด็กชอบ คือ ภาพดัดตอ ไมบล็อกหยอดกลองรูปทรง กระดานหมุน คอน ตอก รถสามลอ และลกู บอล 4) เด็กอายุ 4-6 ป เด็กวัยน้ี มีความพรอมดานตาง ๆ มากข้ัน การเคลื่อนไหวของ รางกายคลองแคลวข้ัน ชอบเลนกลางแจงกับเครื่องเลนสนาม และเครื่องเลนที่มีลูกลอขับขี่ได สามารถเลน ของเลนท่ีใชนิ้วมือจับไดดีข้ึน เด็กพอใจท่ีจะเลนกับเพ่ือนเปนกลุมมากขึ้น ชอบเลียนแบบ ชีวิตในบาน และสังคมสิ่งแวดลอมควรจะเลือกของเลนอยางไร จึงปลอดภัย และมีประโยชนสําหรับ เดก็ 2.2.3 การเลือกของเลน ใหเหมาะสมกับเด็กปฐมวยั การเลือกของเลนใหเหมาะสมกับเด็กปฐมวัยมีความสําคัญมากสําหรับเด็ก โดยเฉพาะ เด็กเล็ก พอแม และผปู กครอง ควรคาํ นึงการเลอื กของเลน สําหรบั เด็ก ดงั น้ี เลือกของเลนใหเหมาะสมกับอายุเด็ก พอแมตองรูถึงความสามารถของเด็ก อยาเชื่อ เพยี ง คําแนะนําของผผู ลติ ทพ่ี ิมพไ วข างกลอ งเทานั้น ของเลนท่ีเหมาะในการเลน ควรมีความยากงาย เหมาะกบั อายุ และความสามารถ ตามพัฒนาการของเดก็ ของเลนทย่ี ากเกินไป จะบ่ันทอนความสนใจ ในการเลนของเด็ก และทําใหเด็กรูสึกทอถอยไดงาย สวนของเลนท่ีงายเกินไป ก็ทําใหเด็กเบื่อ ไม อยากเลนได สวนประกอบของเลนแข็งแรงแนนหนา การเลือกของเลน จะตองเลือกของเลน ที่มี สวนประกอบแนนหนา ไมหลุด แตกแยกเปนช้ินสวนเล็ก ๆ งาย ตองคํานึงถึงเด็กเล็กที่มีพฤติกรรม ชอบเอาของเลน เขา ปาก อม กลนื เพราะอาจหลดุ ลืน่ สําลักลงหลอดลม หรอื หลอดอาหารไดงาย หรือ อาจจับใสจมูก ทําใหอุดตันทางเดินหายใจ อันเปนอุบัติเหตุท่ีพบบอยมาก ในเด็กวัย 1-3 ป มีผลให สมองเด็กขาดออกซิเจน กลายเปนเจาหญิง เจาชายนิทรา หรือเสียชีวิตได นอกจากนี้ ของเลนที่ แตกหักงาย ๆ หรือเปนสวนแหลมคม อาจทําใหเด็กไดรับบาดเจ็บ จากสวนแหลมคมดังกลาว สวน ของเลนท่ที าํ ดว ยไม ควรเลอื กของเลนทีเ่ นอ้ื ไมร าบเรียบตามสมควร ไมมีสวนแหลมคม หรือ เปนเสี้ยน ไม อันกอ ใหเกิดอนั ตรายตอเดก็ ได วัสดุที่ผลิตไมไดผลิตจากวัสดุท่ีปลอดภัย หรือไดมาตรฐาน กอนซ้ือ ตองตรวจดูวัสดุท่ีใชทํา และสีที่ใชทา วัสดุที่ผลิตตองไมไวไฟ สีท่ีทาตองไมเปนพิษ บางคร้ังจะระบุไว ขางกลองบรรจุ วาทาดวยสีไมเปนอันตรายตอเด็ก สวนสีท่ีเปนอันตรายน้ัน จะมีสารตะก่ัวเปน สว นผสม อนั ตรายทีเ่ กดิ กบั เด็ก โดยเฉพาะเดก็ เลก็ ท่ีชอบเอาของเลนเขาปากอม หรือกัดเลน อันตราย จากสารตะก่วั หรอื สารพษิ ลื่น พบวา หากไดร ับในปริมาณไมมากจะมีผลตอการเจริญเติบโตของสมอง เดก็ การเจรญิ เติบโตชาลง สูญเสียการไดยิน และถาไดรับในปริมาณมาก จะทําใหเกิดภาวะโลหิตจาง

18 สมอง ตับ ไต เสน ประสาทถูกทําลาย เด็กจะหมดสติชัก และเสียชีวิตได การนําวัสดุที่มีในบานมาเปน ของเลนสําหรับเด็กสิ่งท่ีตองระมัดระวังความปลอดภัยสําหรับเด็ก มีดังน้ี ถุงพลาสติก เด็กอาจนํามา ครอบศีรษะ ทําใหขาดอากาศหายใจ หมดสติ และเสียชวี ิตได เหรยี ญตา ง ๆ ทีผ่ ูใหญวางท้ิงไว เด็กอาจ นํามาอมเลน และหลุดลงหลอดลม หรือหลอดอาหาร อาหารบางชนิด โดยเฉพาะเมล็ดผลไม เชน มะขาม ละมุด เด็กอาจนํามาเลน และจับใสจมูก แลวอาจเล่ือนลงหลอดลม เกิดอุดตัน ขาดอากาศ หายใจ หมดสติ และเสียชีวิตเชนเดียวกนั อาวธุ อนั ตราย จําพวกปน และมดี บางครั้งเด็กอาจเขาใจผิด นํามาเลนโดยไมทราบวา เปนของจริง และมีอันตราย ดังน้ันควรหลีกเล่ียงของเลนประเภทปน หรือ มีดมาใหเด็กเลน จนกวาเด็กจะโตพอที่จะสามารถแยกแยะ และเขาใจอันตรายท่ีเกิดขึ้น ประการ สําคญั ที่พอ แม ผูเล้ียงดเู ดก็ จะตองมีความเขา ใจ คอื การเลนท่ีดี และมีประโยชนตอเด็ก ผูใหญตองมี สว นรวมเลนกับเด็กดวย ไมเพียงแตเปนผูเฝาระวังความปลอดภัยเทานั้น แตเลนรวมกับเด็กดวย เพื่อ สอนใหเด็กไดเลนเปน และเรียนรูจากการเลน การเลนกับเด็ก เปนส่ิงสําคัญท่ีจะสรางปฏิสัมพันธกับ เดก็ แสดงถงึ ความรกั ความเอาใจใสต อ เด็ก อันเปนกระบวนการสงเสริม พัฒนาการเด็กทางตานจิตใจ อารมณ และสังคม ทีม่ ีประสทิ ธิภาพย่ิง 2.3 บทบาทสมมติกับการเรียนการสอน 2.3.1 ประวตั ิและความเปนมาของบทบาทสมมติ กิจกรรมบทบาทสมมติ พบวาใชคันมาแลวต้ังแต ปค.ศ. 1900 ในรูปของการแสดง ละคร มีผูนําเอามาใชเปนเครื่องมือในการฝกมนุษยสัมพันธใชเปนวิธีการในการใหการศึกษาและ ใน วงการแพทย หรอื การบาํ บดั รักษาผปู วยทางจติ ในวงการจติ วิทยาผูท่นี ําบทบาทสมมตมิ าใชค นแรก คอื โมเรโน (Moreno) นกั จิตวทิ ยาชาวเวียนนามกี ารคนพบวาบทบาทสมมติสามารถใชใน การวเิ คราะห ทางสงั คมวิทยาไดดวย (ทิศนา แขมมณี, 2549, หนา 41) นักจิตวิทยาสมัยตอมาไดเห็น ความสําคัญและประโยชนท่ีจะไดรับจากการสรางสถานการณ ที่จะนํามาใชในการบําบัดรักษาคนไข โรคจิตจึงไดนําวิธีการบทบาทสมมติมาใชคันอยางแพรหลาย สวนนักการศึกษาชื่อ เอชที เคิรช (S.T. Ketch) ไดน าํ บทบาทสมมติ มาใชในวงการศกึ ษา และ ไดใชทดลองคับนิสิตเพื่อเตรียมตัวลอนแกสอน ท่ีรัฐโอเรกอน ในป ค.ศ. 1963 - 1965 มีการยอมรับ วิธีการนี้อยางกวางขวางในป ค.ศ. 1967 ไดมี งานวิจัยช้ินสําคัญเกี่ยวกับการแสดงบทบาทสมมติ แพนน่ี อา แซพเทล และยอรชแชพเทล (Fannie R. Shaftel & George Shaftel) ซึ่งไดพิมพเปนหนังสือ ช่ือ Role Playing for Social Valves: Decision Making in The Social Studies เมื่อหนังสือไดพิมพออกแพรหลาย ซึ่งนับไดวา เปน จดุ เริม่ ตน ของการนาํ เอาการแสดงบทบาทสมมติมาใชในวงการศึกษา อยางกวางขวาง (วารี ถิระจิตร, 2540, หนา 185)

19 2.3.2 ความหมายของบทบาทสมมติ แซฟเทิล และแซฟเทิล (Shafted & Shaftel, 1967 pp. 83 - 84; อางถึงใน อัจฉรา เนตรลอมวงศ, 2531, หนา 8) ไดใหความหมายของบทบาทสมมติวาหมายถึงวิธีการท่ีผูเรียน จะได เรยี นรูสถานการณในชวี ิตจริง และเปน แนวทางทจี่ ะชวยใหบุคคล ดําเนินชีวิตอยูในสังคม อยางเปนสุข การแสดงบทบาทสมมตนิ ัน้ จะแฝงไวดว ยมวลประสบการณ และกลวิธแี กป ญหาหลาย ๆ ดา น ลี (Lee, 1974, p. 316; อางถึงใน สมเดช อารีสวัสด์ิ, 2530, หนา 21) กลาววา บทบาทสมมติ หมายถงึ การเรียนรูจากการสังเกตบทบาทของผูแสดงในสถานการณน้ัน ๆ ซึ่งตางจาก การแสดงละคร คอื ผูแสดงบทบาทสมมตจิ ะตองคิดคําพดู และแสดงทาทางโดยไมมีการเตรียมบทพูดไว ลวงหนา สุมน อมรววิ ัฒน (2546, หนา 99) ไดใ หค วามหมายบทบาทสมมติวาเปนเคร่ืองมือและ วิธีการอยางหน่ึงที่ใชในการสอนเพื่อใหผูเรียนไดมีความเขาใจอยางลึกซ้ึงในเรื่องท่ีจะเรียนโดยผูสอน จะสรางสถานการณสมมติและบทบาทขึ้นมา ใหผูเรียนไดแสดงออกตามท่ีตนคิดวาควรจะเปนใน บทบาทสมมติผูสอนมักจะกําหนดปญหาและขอขัดแยงตาง ๆ แฝงมาดวย การท่ีผูเรียนไดเลือกที่จะ แสดงบทบาทตาง ๆ โดยไมตองฝกและเตรียมตัวกอนน้ัน ผูแสดงจะตองแสดงไปตามธรรมชาติ โดยที่ ไมรูวา ผูแสดงคนอ่นื จะมีปฏิกิริยาโตต อบอยา งไรบางนับวาเปนการชวยฝกใหผูแสดงไดเรียนรูที่จะปรับ พฤติกรรมและหาทางแกป ญหาตดั สินใจอยางธรรมชาติ สนั่น มีขันหมาก (2539, หนา 280) ไดใหความหมายบทบาทสมมติวาเปนการ แสดงออกของผูเ รียนตามเนื้อหาของสถานการณโดยไมมีการเตรียมตัวลวงหนาเพ่ือใหผูเรียนสัมผัสส่ิง ที่เรียนรู ใกลเคียงกับความเปนจริงขณะแสดงออกมีการแกไขปรับปรุงใหสมจริงมากที่สุดและมีความ เปนอิสระ เปนตัวของตัวเองประสานงานกับกลุม แสดงของใหความหมายบทบาทสมมติวาตนไดเปน อยางดี ญาดาพนิต พิณกุล (2539, หนา 265) ใหความหมายบทบาทสมมติวาเปนการฝกใหผู แสดงไดประสบกับสถานการณจริงในสภาพของการสมมติขึ้นมาทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนไดเขาไปอยูใน เหตุการณที่เกิดขึ้นทําใหไดเรียนรู และเขาใจที่จะปรับพฤติกรรมของตนในสภาวะตาง ๆ ซึ่งผูเรียนได รูจ ักตัดสินใจในสถานการณของสถานการณก ารสมมติน้นั วารี ถิระจิตร (2540, หนา 170) ไดกลาวถึงความหมายของบทบาทสมมติวาเปนการ สมมติ บทบาทและจัดสภาพการณใหผูแสดงบทบาทไดแสดงความรูสึกนึกคิด อารมณ จาก สภาพการณ ท่ีสมมตขิ ้ึน ซง่ึ อาจจะเตรียมการมากอนทีจ่ ะแสดงบทบาท หรือไมไ ดเ ตรียมมากอ น สรุปไดว า บทบาทสมมติ หมายถึง การจัด สภาพการณ ใหคลายคลึงกับปญหาในชีวิต จริง แลวใหผูแสดงบทบาทไดแสดงความรูสึกนึกคิด อารมณจากสภาพการณที่สมมติขึ้นเพื่อเกิดการ เรียนรู และบทบาทสมมติเปนกิจกรรม การสอนท่ีครู เปนผูกําหนดสถานการณ เพ่ือใหนักเรียนได

20 แสดงออกท้ังคําพูดและทาทางตามลักษณะนิสัยของ บุคคลที่อยูในสถานการณสมมติน้ันโดยไมมีการ ฝกซอม และนําการแสดงออกทั้งดานความรูสึก และพฤติกรรมของผูแสดงมาเปนขออภิปรายในการ เรยี นรู 2.3.3 ความสําคญั ของกจิ กรรมบทบาทสมมติ กิจกรรมบทบาทสมมติเปนสวนสําคัญของชีวิตเด็กเล็กและมีคุณคาตอพัฒนาการ ทางดานรางกาย อารมณ สังคม และสติปญญา ตลอดจนการเรียนรูทางจริยธรรมชวยใหเด็ก สนุกสนาน ในการเลนไฮซิง และสติลเวล (Hexing & Stillwell, 1981, pp. 4-5; อางถึงใน วันเพ็ญ ปลุ พัฒน, 2539, หนา 41 - 43) ไดกลาวถึงความสาํ คญั ของการเลนบทบาทสมมติไว ดังน้ี ดานภาษา และการส่ือสาร การเลนบทบาทสมมติของเด็กเปนการแสดงตาม จนิ ตนาการ ทไ่ี ดพ บเห็นในชีวิตประจําวันมีการพูดจาสนทนาใหขอมูลขาวสารและการใชคําถามมีการ แสดงความคิด รวมกนั เปน การพัฒนาดา นการพูด การฟง ดานทักษะการแกปญหา การแกปญหานําไปสูการคิด อยางสรางสรรคในสถานการณ การเลนบทบาทสมมติมีความหมายหลากหลาย เด็กจะเกิดความคิดใหม ๆ จากขอมูลท่ีมี และคิด เก่ียวกับความสัมพันธกับสิ่งใหม ๆ เปนจินตนาการตาง ๆ ขึ้น การเลนบทบาทสมมติเปนการกระตุน ซงึ่ เปนพื้นฐานของการแกป ญหาในสถานการณน ้นั ๆ ดานความคิดเก่ียวกับตนเองในทางที่ดีครูสามารถใชกิจกรรมบทบาทสมมติในการ สง เสริม พฤติกรรมกลา แสดงออกเพราะบทบาทสมมตสิ ามารถทาํ ใหเด็กไดเขาใจตนเองภูมิใจในตนเอง และเขา ใจผูอ น่ื ดานการเรียนรูทางสังคมการเลนบทบาทสมมติเปนการเตรียมการชีวิตเปน กระบวนการ เก่ยี วของกบั คนอื่นเปน การเอาใจเขามาใสใจเราและเรียนรูท่ีจะเผชิญกับปญหาตาง ๆ มี การวางแผน การเลน ดว ยกนั รูจักการรอคอย และลาํ ดับกอ นหลัง หรรษา นิลวิเชียร (2535, หนา 85 - 86) ใหความสําคัญและเห็นคุณคาของการเลน บทบาทสมมติดังน้ี 1) การเลน บทบาทสมมตเิ ปน สว นสําคญั ของชีวิตเด็กเล็กมีคุณคาตอการพัฒนา ทั้งทาง รา งกาย อารมณ สงั คม และสตปิ ญ ญา 2) การเลนบทบาทสมมติชวยสรางบรรยากาศของความเปนอันหน่ึงอันเดียวกัน ในขณะท่ีเดก็ เลน ดว ยกนั เด็กจะเรียนรูก ารแบงปนกนั เลน ดว ยกันกบั เพ่ือนเรียนรูการระวังของ เลนกับ เพอื่ น และการเรียนรูก ารเขาสงั คม 3) การเลนบทบาทสมมติทําใหเด็กเรียนรูจากการดัดแปลง คิดยืดหยุน เชน การ นํา เชือกมาผูกแทนชิงชา

21 4) การเลน บทบาทสมมตทิ ําใหเด็กเรยี นรกู ารรอคอยแกความอดทนซึ่งจะเปน ลักษณะ นสิ ัยท่ีตดิ ตวั และเปนประโยชนตอ เด็กในอนาคต 5) การเลนบทบาทสมมติเปนบุคคลในชุมชนทําใหเด็กเรียนรูเก่ียวกับอาชีพตาง ๆ รวมถึงการเรียนรูเกี่ยวกับสังคม ซ่ึงจะมีผลทําใหเด็กคิดถึงอนาคตและบทบาทของบุคคลตาง ๆ ใน สังคม 6) การเลนบทบทบาทสมมติ ชวยใหเด็กเรียนรู และพัฒนาความรูสึกเห็นอกเห็นใจ ผูอ่ืน โดยเฉพาะอยางย่ิง ในขณะท่ีเลนสวมบทบาทผูอื่น เด็กจะเริ่มเขาใจคนอ่ืน รูสึกอยางไร เม่ือมี ความทุกข หรอื มีความสุข 7) การเลนบทบาทสมมตจิ ะชวยใหเด็กฝกจินตนาการ และความคิดสรางสรรค เด็กจะ สรางภาพพจนเรื่องราวตาง ๆ แมแตเรื่องในใจของตนเอง เด็กจะเลียนเสียงธรรมชาติ เสียงสัตว เสียงพูด ตลอดจนการเคลื่อนไหวของสัตว เด็กจะคนหาวิชาการใหม ๆ ในการเลนวัสดุสิ่งของเด็กจะ เปนใคร ไปทไ่ี หน ทําอะไรเปน ความจรงิ ทําอะไรเปนความฝน สรุปไดวา การเลน บทบาทสมมติสามารถพัฒนาท้ังทางรางกาย อารมณ สังคม และ สติปญญา เด็กจะเรียนรู การแบงปนกัน เลนดวยกันกับเพ่ือน เรียนรูการระวังของเลนกับเพื่อน และ การเรียนรูการเขาสังคม เด็กเรียนรูจากการดัดแปลง คิดยืดหยุน การรอคอยฝกความอดทน เรียนรู เก่ียวกบั อาชีพตาง ๆ รวมถึงการเรียนรูเกี่ยวกับสังคม พัฒนาความรูสึกเห็นอกเห็นใจผูอื่น และเด็กจะ ไดฝก การใชจนิ ตนาการ ความคิดสรางสรรค และสรา งภาพพจนเรื่องราวตา ง ๆ 2.3.4 ประเภทของบทบาทสมมติ เอกรินทร สีมหาศาล (2549, หนา 24-25) ไดนําประเภทของบทบาทสมมติไว 3 ประเภท ดังนี้ 1) การแสดงอบบาทสมมุตแิ บบเตรยี มบทบาทแลว 2) การแสดงบทบาทสมมุตโิ ดยฉับพลนั 3) การแสดงบทบาทสมมตุ ิจากสถานการณท ีก่ ําหนดข้ึน การสมมุติเปนกระบวนการสําคัญที่ผูแสดงตองสรางอารมณใหสะทอนถึงความเปนตัว ละคร ไดอยางสมจริง โดยผูแสดงตองสมมุติวาถาตนเองเปนตัวละครท่ีสวมบทบาทอยูน้ันจะทํา อยางไร ตอ สถานการณท ต่ี นกาํ ลงั เผชิญอยู 2.3.5 ขน้ั ตอนในการใชบทบาทสมมติ ทิศนา แขมมณี (2549, หนา 44-47) ไดเสนอข้ันตอนของการนําบทบาทสมมติไปใช กบั การเรียนการสอนดงั ตอ ไปนี้ คอื ขนั้ ที่ 1 ขน้ั เตรียมการ แบง ออกเปนขั้นตอนยอ ย ๆ 2 ขน้ั คือ

22 1) การกําหนดวัตถุประสงคเ ฉพาะ ในขั้นนี้ครูจําเปนตองทําความเขาใจลอนวา จะใชบทบาทสมมติเพือ่ อะไร ครตู องการใหผูเ รียนไดอ ะไรบา งจากการแสดง 2) กําหนดสถานการณแ ละบทบาทสมมติ เมื่อครเู ขา ใจวัตถุประสงคชัดเจนแลว ก็ควรจะสรา งสถานการณและบทบาทสมมตขิ ึน้ มาใหสอดคลองคับวัตถุประสงคน้ีนมีความชัดเจน ยาก งาย ใหเหมาะกับระดับผูเรียน มีเนื้อหาใกลเคียงคับความเปนจริง ควรมีการขัดแยง หรือ อุปสรรคที่ ตอ งแกไ ข เพ่ือใหผเู รยี นมโี อกาสไดฝก คดิ และแกปญหา ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ แสดงในข้นั น้แี บงออกเปน 7 ตอน คือ 1) การอุนเคร่ืองคือ การเลาเรื่องหรือสถานการณท่ีเตรียมมาใหผูเรียนสนใจ และมีความกระตือรือรนที่จะเรียน และในตอนทายจะต้ังปญหากระตุนใหคิดอยากติดตามและช้ีแจง ใหผ เู รียนเห็นคณุ ประโยชนจากการเขารว มบทบาทสมมติ 2) การเลือกตัวผูแสดง ครูอาจเลือกไดหลายทางขั้นอยูกับจุดมุงหมายของการ แสดง และการสอนเปนสําคัญครูตอ งคํานึงวา จะตอ งไมเลือกผูเรียนท่ีเจาตัวไมเต็มใจ ควรเลือกผูแสดง บทบาทท่อี าสาสมัคร 3) การจัดฉากแสดงหลังจากไดตัวผูแสดงแลวควรใหผูท่ีไมไดแสดงบางคน ออกมาชวยจัดสถานที่แบบสมมติข้ันเพื่อใหการแสดงดูใกลเคียงกับความเปนจริงการจัดฉาก อาจจัด แบบงา ย ๆ ไปจนถึงการจัดฉากหรูหรา 4) การเตรียมผูสังเกตการณการแสดงบทบาทสมมติ มิใชเรียนเพ่ือสนุกสนาน อยางเดียว ครูตองชวยใหผูเรียนหัดสังเกตและรูจักวิเคราะหเหตุการณไปดวย มิเชนนั้นแลวการ อภปิ รายและวิเคราะหหลงั บทเรียนจะไมไดผลเพราะผูเรียนไมไดรับการฝกดังกลาวน้ัน บางคนนั่งเฉย ๆ บางคน จะตาํ หนผิ ูแสดงมากเกนิ ไปเพ่ือไมใหเกดิ ปญ หาดังกลา ว ครคู วรแบง หนา ท่ใี หผเู รียนเปนกลุม เชน กลุมหนึ่งอาจใหสังเกตวิธีการแกไขปญหาที่เพ่ือนเสนอจะเปนจริงได หรือไมใหคอยดูวา ผูแสดง จะเกิดความรสู กึ อยางไรบา ง ใหค ดิ ลวงหนาวาถาแกไขปญหาไปเชนนั้นแลวจะทําใหเกิดปญหาตามมา หรือไม 5) การเตรียมพรอมกอนการแสดง ครูจะชวยใหการแสดงน้ันเปนไปตาม ธรรมชาติ โดยการชวยขจัดความประหมา วิตกกังวลของผูแสดงชวยผูแสดงใหเขาใจสถานการณให มากยง่ิ ข้ึน เชนถามวาเรื่องเกดิ ทไี่ หนตัวละครมีใครบาง เปนตน คอยเตือนผูแสดงชุดแรกวาถาหัวเราะ แลวจะทาํ ใหก ารแสดงเสยี ไป 6) การแสดง เมื่อผูชมผูแสดงพรอมแลวก็เริ่มการแสดงไดเลย การแสดงควร เปนไปตามธรรมชาตไิ มมีการขัดขวางกนั นอกจากกรณีทีผ่ ูแ สดงตอ งการความชว ยเหลอื 7) การตัดบท หากการแสดงดําเนินไปไดพ อสมควร ควรจะมีการตัดบท ถาการ แสดงน้ันได ขอมูลเพียงพอท่ีจะนํามาวิเคราะห และอภิปรายไดผูชมหรือผูแสดงเขาใจลึกซ้ึง พอที่จะ

23 เดาไดงาย เรื่องราวเปนอยางไรหรือถามีการแสดงท่ีผูแสดงไมสามารถแสดงตอไปได เพราะเกิดความ เขาใจผดิ และเกิดอารมณสะเทอื นใจมากเกนิ ไป ข้ันท่ี 3 ขั้นวิเคราะหและอภิปรายผล ข้ันนี้สําคัญมากเพราะเปนขั้นกอใหเกิดการ เรียนรูหลาย ๆ อยาง การวิเคราะหการแสดงมักจะเปนไปในรูปแบบของการอภิปรายรวมกัน การ อภิปรายจะตองเปนไปอยางมีเหตุผล ตรงไปตรงมาเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออกไมมุงวิจารณวา ใครแสดงดี หรอื ไมด ีอยางไร ข้ันที่ 4 ข้ันแสดงเพ่ิมเติม หลังจากการวิเคราะหและอภิปรายผลการแสดงแลว กลุม อาจจะแนะแนวทางใหม ๆ ในการแกปญหาหรือตัดสินใจ ครูก็อาจจะใหมีการแสดงเพิ่มเติมก็ไดหาก การแสดงเพิม่ เตมิ น้ีไมจ าํ เปน ครสู ามารถขามข้นั นีไ้ ปถงึ ข้นั ท่ี 5 เลยก็ได ขน้ั ท่ี 5 แลกเปล่ยี นประสบการณ และสรุปหลังจากจบการอภิปรายเกี่ยวกับการแสดง แลวครูควรกระตุนใหผูเรียนไดแลกเปลี่ยนประสบการณท่ีมีสวนสัมพันธหรือเก่ียวของกับเร่ืองที่ได ศึกษา ระหวางกันและกันการแลกเปล่ียนประสบการณนี้จะชวยใหผูเรียนไดแนวความคิดกวางขวาง ขนั้ และสงเสริมใหผ เู รียนเหน็ วา ส่ิงที่เรียนน้ันเกี่ยวของกับความเปนจริงจะทําใหผูเรียนสามารถ ที่จะ หาขอ สรปุ หรอื ไดแนวความคิดรวบยอดที่ตนสามารถเขา ใจไดอยางดี ชศู รี สนทิ ประชากร (2545, หนา 226 - 227) ไดสรุปขั้นตอนการแสดงบทบาทสมมติ ไวดงั นี้คือ 1) การกําหนดขอบเขต หรือทําความเขาใจกับเร่ืองน้ัน ๆ กอนแสดงบทบาททุกคน ควรไดทราบเรอื่ งทจี่ ะตองรว มกนั แสดง และควรเขาใจไวล ว งหนา วาเรื่องราวจะเปนอยางไร เรื่องอะไร ทีจ่ ะแสดง 2) การเตรียมพรอมกอนแสดงกอนแสดงผูแสดงควรเขาใจบทบาทที่ตนจะแสดง ครู อาจบอกบทบาทเทคนิคใหผูแสดงเทาที่จะทําได ถาเปนละครครูก็ควรกําหนดบทบาทตัวละคร ให ใกลเ คยี งกบั ลักษณะของผแู สดงมากทีส่ ุดเทาทีจ่ ะเลือกได 3) การกําหนดสถานการณของการแสดงบทบาทสมมติในครั้งแรก ๆ ครูควรกําหนด สถานการณงาย ๆ ซึ่งผูเรียนสามารถอภิปรายกันไดทั่วถึงในการแสดงบทบาทสมมตินี้ ครูอาจจัดโดย ใชเร่ืองที่เปนความตองการของผูเรียนเพื่อจะไดเรียนรูทักษะ หรือความคิดอยางใดอยางหนึ่ง ซึ่ง จําเปนแกเขาในตอนนัน้ ๆ หรอื ถากลมุ ตอ งการเรียนเกี่ยวกับส่ิงอื่น ๆ ที่ใหมออกไปก็ควรชวยกันสราง สถานการณใ หครบตามที่ตองการ 4) ข้ันแสดง เมื่อผูแสดงเขาใจบทบาทหนาที่ของตนเองท่ีไดรับมอบหมายและเขาใจ อยางลึกซึ้งแลว ขั้นตอไปก็คือข้ันแสดงในขณะเด็กท่ีแสดงนั้น ครูก็ควรดูดวยวาการแสดงของเด็กน้ัน เปนไปตามบทบาททก่ี าํ หนดหรอื ไม

24 5) การตดั การแสดงเมื่อผูแ สดงไดแ สดงไป เปนเวลาพอสมควรแลวครูหรือผูกํากับ การ แสดงควรตัดบท หรือหยุดการแสดงไมควรปลอยใหเยิ่นเยอไปจะทําใหเสียเวลาและนาเบ่ือหนายการ ตัดบทจะทาํ ไดใ นกรณดี ังนีค้ อื (1) การแสดงนัน้ เพียงพอท่ีกลมุ จะวเิ คราะหปญหาไดแลว (2) กลุมสามารถทํานายตอนตอไปของการแสดงไดว า จะเปนอยา งไร (3) ผูแสดงแสดงผิดไปจากความจริง (4) การแสดงจบตามปกติ (5) ข้ันวิเคราะหและอภิปรายผลการแสดง หลังจากเสร็จสิ้นการแสดงแลว ก็จะมีการวิเคราะห และอภิปรายผลการแสดงรวมกัน การอภิปรายน้ีจะเนน เฉพาะสง่ิ ทไ่ี ดร ับจากการแสดง ซ่ึงจะชวยชี้ใหเขาใจถึงการแสดงน้ันวา ไดความรู ขอคิดและการนาํ ไปใชอ ยา งไรในสภาพการณตา ง ๆ 2.3.6 จุดมงุ หมายและประโยชนของบทบาทสมมติ สายฤดี วรกิจโภคาทร (2558, หนา 115) ใหความเห็นเกี่ยวกับวาบทบาทสมมติ วามี จุดมุงหมาย เพื่อใหผูเรียนไดพิจารณาวิเคราะหบทบาท และเปดโอกาสใหผูเรียน ไดแสดงออกตาม บทบาทที่ตนไดรับดวยความรูสึกของตนเอง และประโยชนของบทบาทสมมติชวยเปล่ียนความรูสึก และเจตคติของผูเรยี นโดยไมร ตู ัว และรจู กั รับฟง ความคดิ เห็นของผูอนื่ ทิศนา แขมมณี (2549, หนา 42-43) กลาววาบทบาทสมมติเปนเครื่องมือและวิธีการ อยางหนึ่งที่จะชวยในการสอนไดมาก ครูสามารถนําเอาบทบาทสมมติไปชวยใหผูเรียน ไดเกิดการ เรยี นรูในดานตา ง ๆ หลายดา นดังน้ี คอื 1) ชวยใหผูเรียนไดเขาใจวา พฤติกรรมทุกพฤติกรรมยอมมีสาเหตุการท่ีผูเรียน ได แสดงบทบาทตาง ๆ ภายในสถานการณที่ถูกจํากัดดวยเงื่อนไขบางประการจะทําใหผูเรียนเขาใจถึง สาเหตุและแรงผลักดนั ตาง ๆ ท่ีทําใหค นจําตองแสดงพฤติกรรมออกมาเชนนั้นความเขาใจนี้จะชวยให ผูเ รยี นไมดวนตดั สนิ อะไรงา ยๆ โดยไมท ันพิจารณาถึงสาเหตเุ สยี ลอน และไมต ัดสินพฤติกรรมบางอยาง วา “ดีไปทั้งหมด” หรือ “เลวไปท้ังหมด” แตจะตองเปนส่ิงที่ “ดีท่ีสุดเทาท่ีจะกระทําลงไปได ภายใต สภาพการณเฉพาะหนา เชน น้นั ” และจะทาํ ใหผ ูเ รียนไดแ นวทางแกป ญ หาอยางตรงจดุ 2) ชวยใหผูเรียนไดเรียนรู และเขาใจความรูสึกของตนเอง และผูอื่นการที่ผูเรียน ได แสดงบทบาทเปนบุคคลอ่ืน ๆ จะทําใหผูเรียนมีประสบการณวาผูอื่นมีความคิดและความรูสึกอยางไร ความเขาใจน้ีจะทําใหผูเรียนรูจักและฝกฝนการเอาใจเขามาใสใจเราจึงเปนการคาดหวังวาเมื่อผูเรียน ไดรูจ กั การแสดงบทบาทสมมตแิ ลวจะสามารถสรางความสัมพันธก บั คนอ่ืน ๆ ในชีวติ จรงิ ไดดีขน้ึ 3) ชวยลดความรูสึกตึงเครียด กลาวคือในบางครั้งผูเรียนอาจเกิดความตึงเครียด และ ทําใหแ สดงออกมาในรปู พฤตกิ รรมที่ไมเ หมาะสม เชน กลั่นแกลงเพ่ือนซ่ึงจะสงผลตอการเรียนได การ

25 แสดงบทบาทสมมติ สามารถชวยใหผูเรียนไดระบายความรูสึกน้ัน ๆ ออกมาทําใหเด็กผอนคลาย ความตึงเครียดลงได 4) ชวยสงเสริมใหผูเรียนไดมีโอกาสสํารวจคานิยมของตนหาหลักยึดเหนี่ยวในการ ดํารงชีวิตของตนเองในขณะที่ผูเรียนแสดงบทบาทสมมติอยูนั้น ผูเรียนจะมีพฤติกรรมหรือมีการ ตัดสนิ ใจที่แสดงใหเ ห็นคา นิยมของตนโดยไมร ูตัว การมีโอกาสไดแสดงไดอภิปรายวิเคราะห ถึงคานิยม เหลาน้ีจะทาํ ใหเรียนรจู ักตนเองมากข้ึนวา ตนยึดคานิยมอะไรบาง และรูจักยอมรับวา แตละคนยอมมี คา นิยมตา งกัน จึงไมควรเอาคานยิ มของตนไปดดั สนิ พฤติกรรมของผูอนื่ 5) ชวยสงเสริมใหผูเรียนไดพัฒนาความรูสึกเก่ียวกับตนเองในทางที่ดี คือ จะมีความ มั่นใจมากขึ้นและสามารถปรับตัวไดรูจักตัดสินใจดวยตนเองมีความเปนตัวของตัวเอง กลาแสดงออก เม่อื คราวทจี่ าํ เปน เมื่อผูเรียนสามารถพัฒนาความรูสกึ ที่ดีเก่ียวกับตนเองไดก็นับเปนพื้นฐานของความ เจรญิ ทางจติ ใจทจี่ ะลงผลใหผ ูน นั้ สามารถดาํ รงชีพอยอู ยา งปกตสิ ุข และทํางานไดอ ยางมปี ระสิทธิภาพ 6) ชว ยสง เสริมการเรียนรแู ละฝกการปฏิบัติตนใหถ กู ตองเหมาะสมในหลาย ๆ บทบาท เพราะคน ๆ หนึ่ง มกั จะมหี ลายบทบาทในชีวิตจรงิ เชน เปน ลกู เปน หลานเปน นักเรียน เปนหัวหนาช้ัน หัวหนาทีมกีฬา เปนตน ผูเรียนควรมีโอกาสฝกฝนบทบาทตาง ๆ นี้ เพ่ือชวยเหลือในการสํารวจและ คนหาพฤติกรรมที่ถูกตองเหมาะสมในสถานการณแตละอยาง การแสดงบทบาทสมมติจะชวยให ผูเรียนพบกับสถานการณ และบทบาทตาง ๆ เปนจํานวนมาก อันจะเปนประโยชนเมื่อผูเรียน ได ประสบสถานการณใ หม ๆ ในชีวติ จริง 7) ชว ยใหผ ูเรียนไดเรียนรูการปฏิบัติตนในสังคม และมนุษยเปนสัตวสังคม ดังน้ัน การ เรียนรูการประพฤติปฏบิ ัตทิ เ่ี หมาะสมจึงเปน สิ่งจาํ เปน การแสดงบทบาทสมมติจะชวยฝกการปฏิบัติตน ในสงั คมไดมาก 8) ชวยใหผูเรียนไดฝกการแกไขปญหา และการตัดสินใจการแสดงบทบาทสมมติ ทุก บทบาทจะมีสถานการณท่ีมีความขัดแยงอยูผูแสดงจึงตองรูจักแสวงหาตั้งสมมติฐาน คาดคะเนและ คิดในหลาย ๆ แง ทั้งตองใชวิจารณญาณ และไหวพริบแกปญหาการแสดงบทบาสมมติจึงเปนการ ฝก ฝนในแงน้ีไดอยา งดี 9) ชว ยฝกใหผ เู รยี นไดป ฏบิ ัติตามข้ันตอน “รสู ึก คิด กระทํา” โดยปกติแลว เม่ือผูเรียน เผชิญปญหาก็จะเกิด “รูสึก” แลวจะ “กระทํา” ไปตามความรูสึกนั้นทันทีแลว จึงจะหวนกลับมา “คิด” หาวิธีดีกวาจึงเทากับเปนขั้นตอน “รูสึก กระทํา คิด” แตการแสดงบทบาท สมมติจะชวย เปลย่ี นใหผูเรยี นทาํ ตามขั้นตอนท่ีดกี วา คือ “รูสึก คดิ กระทํา” แทน 10) ชวยพัฒนาความสามัคคใี นกลุม ผเู รียนใหดีขึ้นในการทํางานรวมกันสมาชิก ในกลุม จะมีปญหาขัดแยงกันซึ่งจะทําใหเกิดความไมเขาใจและเกิดการแตกแยกกันไดและถาความสัมพันธ ภายในกลมุ เองลม เหลว ยอมจะทําใหการเรียนเปนกลุมไมไดผลดี ดวยการแสดงบทบาทสมมติจะชวย

26 แกไขได เพราะเปนการฝกใหผูเรียนยอมรับผูอ่ืนยอมรับความแตกตางระหวางบุคคล และเขาใจ ความรูส ึกของผูอืน่ อันจะเปนทางนาํ ไปสคู วามเขา ใจ และความสามัคคีในท่สี ดุ 11) ชวยใหครูไดเรียนรูถึงความตองการของผูเรียนผูเรียนสวนมากจะไมแสดง ความ ตองการของตนออกมาอยางเดนชัด และเมื่อครูใหแสดงบทบาทสมมติจะแสดงความเปนตัวของ ตวั เองมาโดยไมร ตู ัว เปนการเปด โอกาสใหค รเู ขา ใจผเู รียนไดมากข้ึน และครสู ามารถใหความชวยเหลือ ไดถ กู ตอง สรุปไดวาการเลนบทบาทสมมติเปนหัวใจ และมีความสําคัญอยางย่ิงสําหรับเด็ก เปน การเปดโอกาสใหเด็กไดเรียนรูมีคุณคาตอพัฒนาการท้ัง 4 ดาน และนอกจากน้ี บทบาทสมมติยัง สง เสริมใหเดก็ กลาแสดงออกมีความเช่ือมั่นในตนเอง เปนผูนําและผูตามท่ีดี นอกจากนี้บทบาทสมมติ เปนเคร่ืองมือ และวิธีการสอนอีกอยางหนึ่งที่เปนประโยชนในการสอนมาก ครูสามารถใชบทบาท สมมติ ชวยใหผูเรียนไดความรูในดานตาง ๆ การแสดงบทบาทสมมติ จะพัฒนาความสามารถของ นักเรียน ที่จะปฏิบัติตนกับผูอื่น บทบาทสมมติเปนกิจกรรมที่สนุกสนาน และสรางพฤติกรรมกลา แสดงออก สําหรับบทบาทสมมติที่จะนํามาใชในระดับปฐมวัยศึกษาการวางแผนเตรียมการ ก็คือ การจัดเลือกเน้ือหาสวนท่ีจะนํามาใชทํากิจกรรม ซ่ึงมีเคาโครงเรื่องงาย ๆ สั้น ๆ ไมสลับซับซอน แฝง คตธิ รรมคําส่งั สอนและเรอ่ื งจบลงดวยความสุข การประเมนิ ผล ผทู ีจ่ ะทาํ การประเมนิ ผลสามารถจาํ แนกได เปนทง้ั ครู และนักเรียนเอง การประเมินผลของนักเรียน เปนการเปดโอกาสใหเด็กปฐมวัยรวมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการ แสดงบทบาทน้ัน ๆ เพ่ือสงเสริมใหผูเรียนมีความคิดความเขาใจในสถานการณกวางขวาง และลึกซ้ึง ข้ึน และเปนการฝกฝนการแสดงความคิดเห็นเปนคําพูดฝกฝนความมีเหตุผลแกเด็กปฐมวัย ดวย บางคร้งั อาจใหผ แู สดงเปด เผยความรสู กึ และแสดงความคิดเห็นสอนแลว จึงใหผูดูผูชม ไดแสดงความ คิดเห็น สวนการประเมินผลของครูคือการสังเกตพัฒนาการการเลนของเด็กในแตละคนทั้งผู แสดง และผูชมเม่ือประเมินผลวาผูแสดงที่เปนเด็กปฐมวัยสามารถเขาใจบทบาทของอารมณตาม ลักษณะของตัวละครท่ีไดรัยมอบหมายหรือไมนอกจากน้ียังไดศึกษาลักษณะของอารมณของเขาท่ี เกิดขึ้น ภายหลังการวิพากษวิจารณหลังจากการแสดงจบลงแลว ซึ่งหากมีปฏิกิริยา หรือทาทีทาง อารมณท่ีไมเหมาะสม ครูจะตองทําหนาที่แนะนํา และสงเสริมไปในทางที่ควรในสวนของผูชมครูจะ สามารถเขาใจพัฒนาการของเด็กแตละคนที่ทําหนาท่ีเปนผูชมวา เขามีความเขาใจในเหตุการณ และ ตีความ อารมณ และการแสดงออกของตัวละครตามสภาพการณไดถูกตองตรงกันหรือไม ในกรณีท่ีมี ผูใด ไมเขาใจตรงกับความเปนจริง ครูปฐมวัยจะตองช้ีแนะ วิธีการสังเกต ลักษณะอารมณตาง ๆ ท่ี เกิดขึ้น ตามสมควรแกโอกาส เวลา และสถานที่ไดเพื่อเปนการปูพื้นฐานใหเด็กปฐมวัยเขาใจในส่ิงที่

27 ถูกตอง ไดตรงกันและอยูรวมกันในสังคมไดอยางมีความสุข จะเห็นไดวากระบวนการเตรียม การใช บทบาทสมมตดิ ังกลา วกค็ อื การเตรียมความพรอม และการสงเสริมพัฒนาการทางอารมณ และสังคม สําหรบั เด็กปฐมวยั ทง้ั ส้นิ (มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช, 2547, หนา 53-54) 2.3.8 บทบาทของครใู นการสง เสรมิ กิจกรรมบทบาทสมมติ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยน้ันมีจุดมุงหมายเพื่อพัฒนาใหเด็ก ไดมโี อกาสพฒั นาความสามารถของตนเองโดยการจัดประสบการณผานสิ่งแวดลอมที่เหมาะสม ครูจึง จําเปนตองเขามามีบทบาทในการชวยจัดประสบการณ และสภาพท่ีเหมาะสมใหกับเด็ก เพ่ือสงเสริม ใหเด็กปฐมวัยมีทัศนคติท่ีดีท่ีสามารถปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอมได นอกจากน้ี ในการจัดกิจกรรม สําหรับเด็กปฐมวัย (Walsh, 1980; อางถึงใน เชาวนา อมรสงเจริญ, 2547, หนา 23) กลาววาครู จะตอ งเปนผูกระตุนเด็กใหเด็กไดแสดงความคิดออกมาอยางอิสระ และสรางบรรยากาศ ในหองเรียน ใหเด็กรูสึกเปนอิสระไมถูกควบคุมจากระเบียบวินัยท่ีเครงครัดจนเกินไป บทบาทของครู ในการจัด กจิ กรรมตาง ๆ ใหตรงกบั พัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยใหเด็กทุกคนมีโอกาส ในการแสดงออกอยาง อิสระ และควรใหเด็กมีสวนรวมในการจัดสภาพแวดลอมในหอง เปดโอกาสใหเด็ก รูจักตัดสินใจ และ แกไขปญหาดวยตนเอง และครูควรใหคําชม เพ่ือใหเด็กเกิดความภาคภูมิใจ ในสิ่งท่ีตนเองไดกระทํา และมกี ําลังใจปรับปรุงใหดีขน้ึ (วราภรณ รักวิจยั , 2537, หนา 721) เชน เดียวกับวิมลรัตน สุนทรโรจน (2544, หนา 21) ไดใ หแนวทางไวด ังนี้ 1) การแสดงบทบาทสมมติควรใชใหสอดคลองกับจุดมุงหมายท่ีกําหนดไวไมควรใช เพ่ือการบนั เทงิ เพยี งอยางเดยี ว 2) ในการแสดงบทบาทสมมติไมค วรกาํ หนดเวลาทแ่ี นนอนตายตัวลงไป 3) เร่ืองท่นี ํามาใชไ มค วรเปน เร่ืองที่ยากเกินไปควรเปนเร่ืองท่ีอยใู นความสนใจของเดก็ 4) การแสดงบทบาทสมมตจิ ะไดผลเตม็ ที่ เม่ือนํามาใชต ิดตอกนั พอสมควร 5) ควรใชการแสดงบทบาทสมมติเม่ือตองการใหเกิดความเขาใจอยางลึกซึ้งและฝก ทักษะในการปฏบิ ัติตนในเร่อื งความสมั พนั ธของมนุษย 2.3.9 ขอดแี ละขอ จาํ กัดของการแสดงบทบาทสมมติ (สมาน ลอยฟา , 2542, หนา 64) 1) ใหแนวทางในการแกไขปญหาทีเ่ กดิ ข้นึ ได 2) ผูแสดงมีโอกาส สวมบุคลิกภาพของผูอื่น ซึ่งจะชวยใหมองเห็น หรือตระหนักถึง ทศั นะ และปญหาของอีกฝา ยหน่งึ 3) กอใหเกิดบรรยากาศที่เปน กันเอง และสรางความรวมมอื ในกลุม 4) เปนการใชวิธีการดานการละคร ในการเสนอปญหา กระตุนการอภิปรายปญหา และหาแนวทางแกไข อยา งไรกต็ าม บทบาทสมมตนิ ีก้ ็มีขอ จาํ กดั เชนเดียวกัน คือ

28 1) ผูแสดงอาจไมมีอิสระในการแสดงออกตามความรูสึกของตนเอง หากมีการกําหนด รายละเอยี ดของการแสดงมากเกินไป 2) ผูแสดงบางคนอาจเขินอายหรือมุงเอาแตตนเองเพื่อตองการใหการแสดงประสบ ผลสําเร็จ 3) บทบาทสมมติที่แสดงตอหนาคนกลุมใหญ อาจมีประสิทธิภาพนอย เนื่องจาก ผล ทางจติ วิทยากลุมตอ ตัวผแู สดง 4) แนวทางการแกปญ หาอาจไมส ามารถนาํ ไปปรับใชกับสถานการณจริงได เพราะมีตัว แปรอ่นื ทีอ่ ยูนอกเหนือการควบคมุ มาเก่ยี วของดว ย 2.4 พฤติกรรมกลาแสดงออก 2.4.1 ความหมายของพฤติกรรมกลา แสดงออก นักจติ วทิ ยาพฤติกรรมไดใหความหมายพฤติกรรมกลาแสดงออกไวตาง ๆ กัน อาทิเชน โวลเป และลาซาราส (Wolfe, 1969 & Lazarus, 1966, p. 41; อางถึงใน หลุย จําปาเทศ, 2547, หนา 127) ผูซึ่งเปนนักจิตวิทยาคนสําคัญในการปรับพฤติกรรมมนุษยไดใหความหมาย พฤติกรรม กลาแสดงออกวาหมายถึงการแสดงถึงสิทธิความรูสึกสวนบุคคลซึ่งเปนท่ียอมรับของสังคมรวมไปถึง การปฏิเสธการขอรองที่ไรเหตุผล การแสดงความรัก การยกยองชมเชย และการแสดงถึงความรูสึก ของบคุ คล เชน เมื่อรูสึกสนุก หรือเม่ือมีความโกรธ เปนพฤติกรรมที่แยกออกจากความกาวราว ถาใช การสังเกตแบบปรนัยแลว จะเห็นวามีความเหมาะสมตามสถานการณ พฤติกรรมชนิดน้ีไมใช คณุ ลักษณะจาํ เพาะ หรอื บุคลกิ ภาพ แตพ ฤติกรรมที่เกิดข้ึนในสถานการณโดยจําเพาะท่ีเปนผลมาจาก การเรยี นรู เฟนสเตอร ไฮน และแบร (Fensterhein & Beal, 1975, p. 36; อางถึงใน สิริพรรณ วิวัฒนศร และคนอื่น ๆ, 2545, หนา 2) ไดใหความหมายพฤติกรรมกลาแสดงออกวาหมายถึง การ กระทําที่เปนการแสดงออกถึงความคิด และความรูสึกที่ดีตอตนเองใหบุคคลอื่นรับรูโดยท่ีการ แสดงออกน้ัน เปนไปในลกั ษณะกระตอื รือรน มากกวาเฉ่ือยชา ฟาณวอร และโกลแมน (Flowers & Goldman, 1967, pp. 390 - 394; อางถึงใน สุ มิตรา อังวัฒนกุล, 2547, หนา 144- 145) ไดใหความหมายของพฤติกรรมท่ีเหมาะสมในการ แสดงออก วาเปน การแสดงถงึ สิทธทิ ่จี ะรักษาสิทธขิ องแตล ะคน โดยไมลว งละเมิดของบคุ คลอืน่ กินดา เดล กริโก (Linda dial Greco, 1983, p. 50; อางถึงใน ญาดาพนิต พิณกุล, 2539, หนา 265 - 266) ไดรวบรวมลักษณะกลาแสดงออกจากหลาย ๆ ทานวาลักษณะพฤติกรรม กลาแสดงออก คือ นิสัยท่ีประกอบไปดวยลักษณะหนึ่งหรือมากกวาดังนี้คือ การแสดงออกของความ ตอ งการ ความปรารถนาความเห็น และความรูสึกออกมาตามตรง การใชถอยคําบวกและดานลบโดย

29 ไมมี ความรูสึกดูถูก ดูหม่ิน สบประมาทเปนตัวเอง แสดงความตองการขอรอง ปฏิเสธคําขอรอง และ ความตอ งการไปสูค วามสาํ เร็จ จากความหมายดังกลาวพอสรปุ ไดวา พฤตกิ รรมกลาแสดงออก หมายถึงความสามารถ ในการแสดงออกของความรูสึกนึกคิดของตนเองตอบุคคล หรือสถานการณตาง ๆ อยางถูกตอง เหมาะสม มีเหตุผลเปนท่ียอมรับของสังคมโดยไมกาวกาย หรือละเมิดสิทธิของผูอื่นและ เม่ือแสดง ออกไปแลว ตองปราศจากความรูสึกผิดในสิ่งท่ีพูด และความสามารถของตนเอง ในการแสดง ความรูสึกนึกคิด การกระทําตอบุคคลและสถานการณอยางตรงไปตรงมาอยางเหมาะสม ดวยความ เช่ือม่ัน ความม่ันใจ ความสบายใจโดยปราศจากความวิตกกังวล เชน การแสดง ความคิดเห็นตาง ๆ การพดู การแสดงความรสู กึ เปนตน 2.4.2 ทฤษฎพี ฤติกรรมกลาแสดงออก นักจติ วทิ ยาดานพฤติกรรมไดศึกษาคุณลักษณะของบุคคลที่มีพฤติกรรมกลาแสดงออก และไดกําหนดลกั ษณะของบคุ คลท่มี ีพฤติกรรมกลา แสดงออกเอาไว ดงั น้ี หลุย จําปาเทศ (2547, หนา 25) ใหความหมายของการกลาแสดงออกท่ีเหมาะสมวา เปน การกลา แสดงออกท่ีกอ ประโยชนแกตนเอง และคูสนทนา หรือผูท่ีติดตอสัมพันธดวย โดยคํานึงถึง สิทธิและความหมายของทั้งสองฝาย การมีความเชื่อม่ัน เก็บอารมณ และการแกปญหาอยางมี ประสิทธิภาพ นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยังไดกลาวถึงลักษณะของบุคคลท่ีมีพฤติกรรมกลา แสดงออก ไวว าควรมีลกั ษณะดังน้ี 1) การกลาแสดง คือกลาคิด กลาพูดกลาทําเชนกลาถาม กลาแสดงความคิดเห็น สนับสนุน หรอื ขัดแยงอยางมีเหตุผล กลาวิพากษวิจารณโดยใชเหตุผลสนับสนุนขอวิพากษวิจารณน้ัน กลาใหการ (ใหปากคํา) แกเจาหนาที่ตํารวจ หรือตอศาลในฐานะพยานหรือผูเห็นเหตุการณ กลา กระทําในส่ิงท่ีถูกตอง และชอบธรรม กลาปรากฏตัวในที่สาธารณะในเวลาปฏิบัติกรรมโดยไมลังเล หรอื ประหมาอาย 2) การกลารับผดิ เม่ือทาํ ผิด ความผิดพลาดอาจเกิดขนึ้ ไดในการทํางานเปนธรรมดา แม จะมีความตั้งใจดีในบางคร้ัง ก็อาจผิดพลาดไดเขาทํานองท่ีวา “สี่เทายังรูพลาด นักปราชญ ยังรูพลั้ง” คนบางคนทําผิดแลวไมยอมรับ มักโยนความผิดใหแกเหตุการณ หรือผูเกี่ยวของ หรือขอแกตัว เพื่อ แสดงวาตนไมเคยทําอะไรผิด คนชนิดน้ีเรียกวาคนพายแพ คนที่ยอมรับผิดในความผิดพลาด ของตน อยางองอาจ และรีบกลาวขอโทษ และใชความผิดพลาดน้ัน เปนบทเรียนสําหรับแกไข ในคราวตอไป เปนผูมีชัยชนะที่ยิ่งใหญที่สุด คือชนะตนเอง และผูที่ไดรับความเสียหาย ยอมอภัยให ดวยนํ้าใจ นักกีฬา แมแตก ฎหมายกล็ ดโทษใหก่งึ หน่ึง

30 3) การกลาตัดสินใจแกปญหาตาง ๆ ดวยตนเอง หมายถึงมีความเช่ือม่ันใน ความสามารถ ของตนเองวาสามารถทําส่ิงตาง ๆ ไดอยางถูกตอง และมีเหตุผลจึงกลาตัดสินใจ แกป ญ หาดวยตนเอง โดยไมล ังเลหรือคอยถามผอู ืน่ วา “ถูกตอ งหรอื ไม” “ดหี รอื ยัง” ฯลฯ เชน การทํา รายงานหรือทําการบาน สง อาจารย ก็พยายามทําดว ยความตัง้ ใจใหด ีท่สี ุดทําจนเต็มความสามารถโดย ไมลงั เลวา ผลงานจะถกู หรอื ไม ผูไมมคี วามเชื่อม่ันและไมก ลาตัดสนิ ใจมักจะตองวิ่งมาถามผูส่ังอยูเร่ือย วา “ทําอยางน้ีถูกไหม” “ทําอยางน้ีใชไหม” หรือแมแตจะไปเท่ียวก็ยังตองถาม ผูอื่นวา “จะแตงชุด ไหนถงึ จะดี” 4) การไมก ลวั ส่งิ ใดโดยไรเ หตุผล หมายถงึ ไมแสดงความกลัวในสงิ่ ทไี่ มส มควรกลัว เชน เสียงจ้ิงจก ตุกแก นกแสกรอง เสียงฟารอง กลัวผี และกลัวความมืด เหตุท่ีไมกลัวก็เพราะรูวา สัตว เหลาน้ันรองตามธรรมชาติไมมีอันตรายใด ๆ สวนเสียงฟารองนั้นก็เกิดขึ้น เพราะเปนปรากฏการณ ธรรมชาติย่งิ เร่ืองผีและความมดื ยิง่ ไมนากลัว เพราะผไี มมตี ัวตน ทําอนั ตรายแกผ ใู ดไมได 5) การไมแสดงความกลาในทางที่ผิด หมายถึง ไมแสดงความกลาในส่ิงท่ีไมควรกลา การแสดงความกลา ในสง่ิ ท่ไี มควรกลา เปนการแสดงความกลาในทางท่ีผดิ ไมนบั วาเปนความกลาหาญ แตนับวาเปนความกลาหาญแบบบาบิ่น หรือจะเรียกอีกอยางหน่ึงวา เปนความโงมากกวา การแสดง ความกลา ในทางทผ่ี ิด เชน (1) ปน ข้นึ ไปบนท่สี ูงโดยไมจ าํ เปน (2) กระโดดลงมาจากท่ีสูงเลียนแบบดาราภาพยนตร (3) แกลง วิ่งตัดหนา รถทําใหเกดิ ความหวาดเสยี วแลผพู บเหน็ (4) ยนื บนหลังคารถไฟขณะกาํ ลงั วงิ่ (5) ยกพวกเขาทํารา ยหรือตอ สกู นั (6) ฝา ฝนระเบียบขอบังคบั ของโรงเรยี นและกฎหมายบานเมอื ง (7) กอ กวนการสอนของครูหรอื ลอกวนความสงบของผูอ่นื (8) กระทําความช่ัวทั้ง ๆ ทร่ี วู า เปนความช่ัว (9) เลน พนนั กนั โดยใชช วี ิตเปนเดิมพนั (รสั เชย่ี น รเู ลต) (10) ใชกฎหมเู ปนเครอ่ื งตอรองเรยี กรองเอาส่งิ ตา ง ๆ โดยไมช อบธรรม 6) การควบคุมสติไดเมื่อมีภัยหรืออันตรายเกิดข้ึนอยางกะทันหัน เมื่อเกิดภัยอันตราย ขึน้ โดยไมค าดคิดกส็ ามารถควบคุมสติ และตดั สินใจกระทําส่ิงท่ีถูกตองมีเหตุผลไมแสดงอาการ ตกอก ตกใจโวยวายเกินกวา เหตุ เชน เมอ่ื เห็นไฟฟา ลดั วงจรเกิดขนึ้ ทีส่ วติ ชไ ฟภายในบาน ตัดสินใจยกสะพาน ไฟเพื่อใหกระแสไฟฟาหยุดเดิน เม่ือยกสะพานไฟแลวเห็นไฟยังลุกไหมสายไฟอยูก็ตัดสินใจ ไปหานํ้า หรือสารเคมีสําหรับดับไฟ (ถามี) มดคันไฟหรือในกรณีอื่นเชนเห็นคนในบานถูกตูเย็น ซึ่งมี กระแสไฟฟารั่วดูดติดอยูกับตูเย็นก็ตัดสินใจกระชากสายไฟตูเย็น ปล๊ักหลุดออกจากเตาเสียบหรือยก

31 สะพานไฟ (Cut-out) คนที่ถูกไฟฟาดูดติดกับผูเย็นนั้นก็จะหลุดออกจากตูเย็นเองเพราะกระแสไฟฟา หยดุ เดิน ผูท่ีไมสามารถควบคุมสติไดมีอาการตกอกตกใจ หรือตกตะลึงจนคิดอะไรไมออก ทําอะไรไม ถูกไมส ามารถแกไขสถานการณไ ด ยอ มกอใหเกิดความเสียหายมาก เชนในกรณีเม่ือเห็นไฟฟาลัดวงจร (ไฟฟาชอ ต) ตกตะลงึ โวยวายโดยมิไดต ัดสินใจทําอะไรไฟก็จะลุกลามมากข้ึน จนยากแกการดับในท่ีสุด บานทง้ั หลังตลอดจนบานใกลเคียงอาจตกเปนเหยื่อของพระเพลิงไปหมด และในกรณีท่ีเห็นคนในบาน ถูกแสไฟฟาดูดติดอยูกับตูเย็นหากตกตะลึงทําอะไรไมถูกเอะอะโวยวาย กวาจะมีคนรูเร่ืองมาชวย ก็ อาจจะไมทันการณ หรือหากคนชวยก็ตกตะลึงว่ิงเขาไปฉุดคนถูกไฟฟาดูด โดยไมยกสะพานไฟ (Cut- out) หรือกระชากปล๊ักตูเย็นออกเสียกอน คนที่มาชวยน้ันก็จะถูกไฟฟาดูดติดเขาไปอีกคนหน่ึง และ เมื่อมคี นมาชว ยฉุดอกี ก็ถกู ดดู ติดตอกนั ไปเรอ่ื ย ๆ ทําใหเ กดิ อนั ตรายขน้ึ กบั คนหลายคน 7) การมลี กั ษณะของความเปนผูนํา ผูมีลักษณะของความเปนผูนําสามารถนําหมู หรือ กลมุ ใหปฏิบัติกิจกรรมไดประสบผลผลสําเร็จ เชน เมื่อแบงกลุมปฏิบัติกิจกรรมผูมีลักษณะ ความเปน ผูนําจะแสดงพฤติกรรมใหเห็นเปนตนวาประสานงานช้ีแจง ทําความเขาใจกับสมาชิกในกลุม ออก ความคิดเห็น และพูดจาโนมนาวใหสมาชิกปฏิบัติกิจกรรมไดประสบผลสําเร็จ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546, หนา 190-193) จากแนวคิดที่กลาวมาสามารถสรุปไดวา ลักษณะของพฤติกรรมกลาแสดงออก เปน ความสามารถของบุคคลในการรกั ษาสิทธิ ความเช่ือ ความรูสึก ความคิดเห็น เปนการแสดงความรูสึก ที่แทจริงออกทางหนาตา ทาทาง การใชภาษาในการส่ือความในประโยค และมีความสามารถในการ ดําเนินการสนทนา ยุติการสนทนา กลาวคําขอรอง หรือกลาวคําปฏิเสธไดถูกตองเหมาะสม กับเวลา และสถานการณ 2.4.3 ปจ จัยท่ีมีอิทธพิ ลตอพัฒนาการของพฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออก พฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออกของแตละบุคคลนั้นไดรับอิทธิพลมาจากปจจัย ตาง ๆ ทั้งจากตวั บุคคลนั้นเอง และส่ิงแวดลอ มท่ีอยูรอบตวั ซ่ึงพอจะสรุปไดต ังน้ี 1) ความรูสกึ นกึ คิดท่มี ีตอตนเอง หรอื อตั มโนทัศน อัตมโนทัศน (Self-concepts) เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของมนุษยวาแตละบุคคล จะแสดงพฤติกรรมตามความรูสึกนึกคิดท่ีมีตอตนเอง ผูที่มีความรูสึกตอตนเองในทางบวก จะมีความ มั่นใจในตนเอง รูสึกตนเองมีคุณคา และกลาแสดงความรูสึกออกมา ซึ่งตรงขามกับผูท่ีมีความรูสึกตอ ตนเองในทางลบ จะเกิดความกลัว ไมกลาแสดงออก ทําใหขาดความมั่นใจในการแสดงพฤติกรรมน้ัน ใหผ อู ่ืนทราบ หรอื แสดงพฤติกรรมออกมาในลักษณะท่ีไมเ หมาะสม 2) การอบรมเล้ยี งดูในวัยเดก็ การอบรมเล้ียงดูและทัศนคติท่ีบิดามารดามีตอบุตรมีผลตอพฤติกรรมเหมาะสมใน การแสดงออกของบุตรเด็กจะเติบโตเปนผูใหญที่มีพฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออกหรือไม มาก

32 นอยเพียงใดนั้น ขึ้นอยูกับการอบรมเล้ียงดูของบิดามารดาที่มีตอพวกเขา ดังท่ีโอ คอลเนล และ โอ คอลเนล (O Connell & OConnell, 1980; อางถึงใน ศรีนวล วิวัฒนคุณูปการ, 2535, หนา 18) ได ช้ีใหเห็นถึงการเลี้ยงดูและการอบรมส่ังสอนใหเด็กปดบังความรูสึกท่ีแทจริงของตนเองไว เชน เด็กผูชายถูกสอนไมใหรองไห เด็กผูหญิงถูกสอนใหตองปฏิบัติตามแนวทางท่ีวางไววาอะไรควรปฏิบัติ หรือไมควรปฏิบัติ ซึ่งเปนการสวมหนากากเพ่ือปดบังความเปนมนุษยตามธรรมชาติท่ีแทจริงของเด็ก เปน หนากากท่เี ดก็ จะตองสวมตดิ ตัวไป เม่อื เขาเจริญเติบโตขน้ึ ลกั ษณะการเลี้ยงดูเชนนี้ทําใหเด็ก ไมได แสดงความรูสึกทแ่ี ทจ ริงของตนออกมาตอ งกดเก็บหรือแสดงออกตามท่ีลูกกําหนดโดยหนากาก ที่บิดา มารดาเด็กในการฝกฝนพฤติกรรมตาง ๆ ในชวงเด็กตอนตนที่บิดามารดามีตอบุตร ก็มีอิทธิพล ตอ พฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออกของเด็กดวย ซึ่งโบลดัน (Bolton, 1979; อางใน ศรีนวล วิวัฒน คุณูปการ, 2535, หนา 19) ไดกลาวถึงเรื่องนี้วาบิดามารดาหรือผูที่เล้ียงดูเด็ก มักจะใหรางวัลตอ พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกในทางบวกแตจะแสดงความไมพอใจตอพฤติกรรมทางลบบางอยาง เชน เม่ือเด็กกระทืบเทา หรือทิ้งตัวกล้ิงเกลือกไปมาขณะรูสึกโกรธ หรือใชคําพูดตักเตือนเด็กในลักษณะ หามหรอื บงั คบั ทําใหเด็กซึ่งอยูภายใตสถานการณน้ัน ๆ ไมกลาแสดงความรูสึกออกมา ไดอยางอิสระ และรสู ึกไมมั่นใจในการกระทําของตนเอง 3) ความคาดหวงั ของสงั คมทม่ี ีตอบทบาททางเพศ ความคาดหวังของสังคมที่มีตอบทบาททางเพศมีอิทธิพลตอพฤติกรรมเหมาะสมใน การแสดงออกเปนอยางมากซ่ึงในแตละสังคมจะมีการกําหนดแบบแผนพฤติกรรมระหวางเพศชาย และหญิงตางกันในประเทศไทยแมสังคมจะเปลี่ยนไปโดยเพศหญิงมีโอกาสเทาเทียมเพศชาย ในดาน ตาง ๆ มากขึ้นก็ตาม แตสังคมไทยก็ยังคาดหวังวาสตรีไมวาจะอยูในฐานะใด มีหนาท่ีสูงสงเพียงใด ก็ ยังตอ งมีความเปน “กุลสตร”ี “กลุ สตรี คือ ลูกผูหญิงท่ีไดรับการศึกษาอบรมแลวยอมเปนผูมีอัธยาศัย สภุ าพ ความประพฤตเิ รียบรอ ย กุลสตรียอมรูจักเหน่ียวรั้งใจตนเองสํานึกในความเปนสตรี สํารวม ทิ้ง กายวาจาใจ...” (ดุษฎี มาลากุล, 2539, หนา1) ซ่ึงหากพิจารณาถึงลักษณะกุลสตรีดังกลาวนี้ ก็จะ พบวา โอกาสที่จะเอือ้ ใหส ตรีมีพฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออกนน้ั มีนอ ย 4) ลักษณะวัฒนธรรม เชื้อชาติ และขนบธรรมเนียมประเพณีลักษณะของวัฒนธรรม เช้ือชาติตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีมีอิทธิพลตอพฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออกซ่ึงจาก ผลการวิจัยไดช้ีใหเห็นวาความแตกตางในวัฒนธรรมและเช้ือชาติมีผลตอพฤติกรรมเหมาะสมในการ แสดงออกโดยพบวา ชาวเอเชียมลี กั ษณะยอมตาม และไมค อ ยกลา แสดงออก จะเห็นไดว า ไมว าจะเปนอัตมโนทัศนการอบรมเล้ียงดูในวัยเด็กตลอดจนความคาดหวัง ของสังคมท่ีมีตอบทบาททางเพศและลักษณะวัฒนธรรม เชื้อชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณี ดังกลาว ขางตนลว นแตอ ิทธพิ ลตอ พฒั นาการพฤตกิ รรมทเ่ี หมาะสมในการแสดงออกของบุคคล

33 2.4.4 จุดประสงคข องการฝกพฤตกิ รรมกลา แสดงออก พิมพวิภา ถาสกุล (2550, หนา 21) ไดกลาวถึงจุดประสงคของการฝกพฤติกรรมกลา แสดงออก ไว 4 ขอ ดงั น้ี 1) เพ่มิ ความรูค วามเขา ใจเกยี่ วกับพฤตกิ รรมกลา แสดงออก 2) สงเสรมิ ความสามารถในการส่ือสาร 3) เพ่มิ ความเช่อื ม่นั และเหน็ คณุ ลาของตน 4) สงเสริมใหบุคคลมเี จตคติ ความรสู ึก และการกระทาํ กบั บคุ คลอน่ื ในทางบวก 2.4.5 วิธีการฝก พฤตกิ รรมกลา แสดงออก พฤติกรรมกลาแสดงออกนั้นเปนพฤติกรรมท่ีสามารถฝกใหเกิดขึ้นในแตละบุคคลได โดยเลือกใชวธิ ีการในการฝกไดอ ยางหลากหลาย ดังที่มีผูเสนอไวด ังน้ี กญั ญารัตน วงศเชษฐ (2543, หนา 42) ไดเสนอแนวคดิ เกี่ยวกับการฝกพฤติกรรม กลา แสดงออกไวว า ผูเ ขารบั การฝก พฤตกิ รรมกลาแสดงออกจะตองไดร ับการฝก เปนพิเศษในเรื่อง ตอ ไปนี้ 1) การประสานสายตา (Eye Contact) คือ การมองของบุคคลที่พูดอยาง ตรงไปตรงมา และมองประสานตาอยา งสมํา่ เสมอ 2) การวางตัว (Body Posture) เปนลักษณะการเผชิญหนา การยืน หรือนั่ง ท่ีเปนไป อยา งเหมาะสม ซง่ึ จะทาํ ใหเรื่องราวทีพ่ ดู มนี ้ําหนกั มากย่งิ ขนึ้ 3) การแสดงทาทาง (Gesture) ท่ีเหมาะสม จะทําใหเร่ืองราวท่ีพูดมีความหนักแนน ยิ่งข้ึน 4) การแสดงออกทางใบหนา (Facial Expression) ไดสอดคลองกับเรื่องท่ีจะพูด หรือ เรอื่ งทีก่ าํ ลงั พดู ซ่ึงเปน การแสดงพฤตกิ รรมกลา แสดงออกที่เหมาะสมและมีประสทิ ธิภาพ 5) น้ําเสียง การเปลี่ยนถอยคําและระดับเสียง (Voice Tone Inflection and Volume) การพูดเสียงเรียบ กระซิบเบา ๆ จะเปนการยากในการชักจูงใหผูอื่นเชื่อถือไดโดยไมตอง บงั คบั 6) จังหวะในการพูด (Timing) การเลือกจังหวะท่ีเหมาะสมในการพูดเปนส่ิงท่ีจําเปน ซง่ึ สงผลทาํ ใหประสบความสาํ เรจ็ ไดในสว นหน่งึ 7) เนื้อหาท่ีจะพูด (Content) บุคคลมักมีความลังเลใจเน่ืองจากไมรูวาจะพูดอะไร จึง ตอ งมกี ารฝก การพดู ในบางส่ิงบางอยาง เพื่อท่ีจะใหผูฟงไดรูถึงความรูสึกท่ีแทจริงของผูพูด ในขณะน้ัน ได 8) การฟง (Listening) การแสดงใหผูพูดทราบถึงความสนใจฟง การสะทอน ความ คดิ เหน็ การแสดงสหี นา ทาทางท่ีเหมาะสมในขณะน้ัน

34 สมพร สุทัศนีย (2541, หนา 30) ก็เสนอแนะวิธีการฝกพฤติกรรมกลาแสดงออก สอดคลอ งกัน คือ การฝกพฤติกรรมกลาแสดงออกควรฝกใหผูมีปญหาแสดงออกทางสีหนา และวาจา ใหคนอื่นรูวากําลังมีความทุกข ความสุข หรือความไมพอใจตอบุคคลหรือสิ่งหน่ึงสิ่งใด โดยให สอดคลองกับสถานการณ รูจักแสดงความคิดเห็นโตแยง เม่ือไมเห็นดวยกับความคิดของผูอ่ืน รวมท้ัง แสดงความรสู ึก “เหน็ ดวย” กับการทบี่ ุคคลอื่นแสดงความชืน่ ชมตนเอง และใชสรรพนาม แทนตนเอง วา ฉนั ขาพเจา เพ่ือเปน การย้าํ ความมนั่ ใจ ฉะนั้นการฝกพฤติกรรมกลาแสดงออก ควรฝกในดานการแสดงความรูสึกทางดาน ภาษา พูด และการแสดงออกทางสีหนา กิริยาทาทาง อยางถูกตองเหมาะสมกับบุคคลและ สถานการณ 2.4.6 แนวทางการจดั กิจกรรมเพ่อื สงเสรมิ ความกลา แสดงออก ความกลา แสดงออก และความเชื่อมั่นในตนเองเกิดจากความแนใจ ความถูกตอง และ ความรูแ ละความประพฤติที่ตนมีอยู ส่ิงเหลานี้สามารถปลูกฝงใหเกิดมีขึ้นในตนไดดวยการฝกใหเปนผู มีเหตุผลเชื่อในสิ่งที่ควรเช่ือ มีความประพฤติถูกตองดีงาม ศึกษาเลาเรียนใหมีความรูมาก ๆ มีความ พยายามอยา งจรงิ จังในการทาํ งานทกุ อยาง และมีความรอบรู กิจกรรมท่ีจะจัดใหนักเรียนฝกเปนผูมีความกลาหาญและเชื่อมั่นในตนเองนั้นครูผูสอน ตองระลึกอยูเสมอวาตองเปนกิจกรรมท่ีไมยากเกินกําลังความสามารถและสติปญญาของเด็กหากครู ใหนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมท่ียากเกินไปนักเรียนปฏิบัติไมไดประสบความลมเหลวก็จะยิ่งทอถอย ไม เชื่อมั่นในตนเองและไมกลาแสดงออกมากขึ้นเนื่องจากกลัวลมเหลว และจะอับอายผูอ่ืนตอไป ก็จะ พยายามหลีกเลี่ยงการแสดงออกมากย่ิงข้ึนทุกทีและกลายเปนคนขลาดกลัวประหมาอาย ไมกลา แสดงออก ไมเช่ือมั่นในตนเองในที่สุด แตถาครูใหปฏิบัติกิจกรรมท่ีเหมาะสมกับสติปญญา ความสามารถของเด็ก เมื่อเด็กปฏิบัติกิจกรรมน้ันไดดวยตนเอง เด็กก็จะเกิดความภูมิใจ เกิดความ เชื่อมั่น ในความรูความสามารถขอตนเอง และหากมีบางครั้งเด็กอาจประสบความลมเหลวบางครูก็ ตองให กําลังใจใหคําช้ีแจงแนะนํา แนวทางใหลองพยายามใหมจนประสบความสําเร็จ ครูไมควรใช วาจา หรือแสดงอาการท่ีทําใหเด็กยนยอ ทอถอย หรือคิดวาตนเองไรความสามารถ หรือโงกวาผูอ่ืน อยางเดด็ ขาดการตรวจสอบผลงานของเดก็ กไ็ มควรนําผลงานของเด็กคนหน่ึงไปเปรียบเทียบกับคนอีก คนหนง่ึ เพราะจะทาํ ใหคนทีด่ อยกวา เสยี คํากังใจ แตควรใหเปรียบเทียบกับผลงานของตนเองในครั้งที่ แลว มาวา ผลงานของตนเองในคร้ังปจจุบันพัฒนาข้ึน หรือดอยกวาครั้งกอนถาดอยกวา หรือเสมอกับ ครั้งกอนตองพยายามทําใหพัฒนาขึ้นกวาเดิม แตถาพัฒนาขึ้นก็ใหพิจารณาวาพัฒนาขึ้น มากนอย เพยี งใด และใหพยายามพัฒนามากข้ึนอีก กิจกรรมในการฝกใหนักเรียนมีความกลาหาญ และเชื่อมั่น ในตนเองอาจจัดไดดงั น้ี

35 1) เลานิทานหรือเร่ืองราวเกี่ยวกับความกลาหาญ ความเช่ือม่ันในตนเอง (อาจจะใช เร่ืองราวท่ีแสดงความกลาในทางที่ผิดหรือกลาแบบบาบิ่นดวยก็ได) แลวอภิปรายเพื่อใหนักเรียน มี ความรพู ืน้ ฐานเกยี่ วกับความกลาหาญและความเชือ่ มนั่ ในตนเองตามหัวขอตอไปน้ี (1) ใครทาํ อะไร (2) การกระทําของเขาเกดิ ผลอะไรบาง (3) เหตใุ ดเขาจึงทําเชนน้ัน (4) นักเรียนมีความคิดเห็นอยางไรเกี่ยวกับเร่ืองน้ี (เชน นักเรียนนิยมยกยอง หรือ ตําหนกิ ารกระทําของเขาเพราะเหตุใด) (5) นอกจากเร่อื งนแี้ ลว นักเรยี นควรกลา ในเร่อื งใดอกี บา ง (6) การแสดงความกลา ในทางท่ผี ดิ นบั เปนความกลา หาญหรือไม (7) การกระทําอะไรบา งท่ีเรยี นกวา เปนการแสดงความกลา ในทางท่ผี ดิ ฯลฯ 2) จัดกจิ กรรมใหนกั เรียนไดฝ กความกลา เชน (1) รอ งเพลง (2) แสดงละคร (3) แสดงบทบาทสมมติ (4) อภปิ ราย (5) เลานิทาน (6) แสดงปาฐกถา (7) โตว าที (8) แขงขนั เกมและกฬี าตาง ๆ ฯลฯ 3) ฝกการควบคุมสติและการแกปญหาเฉพาะหนา เชน สอน และฝกวิธีหนีภัย เชน หนไี ฟ ฯลฯ (1) ฝก การแกปญ หา การแกไขสถานการณ และการตัดสินใจ โดยมอบปญหา หรือ กรณีตวั อยา งใหนกั เรียนศกึ ษา แลวอภิปรายตามหวั ขอตอไปน้ี (2) จะแกปญหานี้ดวยวิธใี ดบาง และจะแลอยา งไร (3) ใชว ธิ ใี ดจะประสบผลอยา งไร (ท้งั ผลดีและผลเสีย) (4) นักเรยี นจะตดั สนิ ใจเลอื กใชวิธีใด (เพราะเหตใุ ด) ฯลฯ 4) ฝกการเปนผูนําและผูตามที่ดีโดยจัดกิจกรรมกลุม ใหผลัดเปลี่ยนกันเปนผูนํา และ สมาชกิ ของกลมุ 5) จดั กิจกรรมกีฬาและเกมตาง ๆ ใหแขงขันกนั เพ่อื ฝก ความมีจติ ใจกลาหาญ กลาสู ใจ สู สูเพ่อื เกยี รตแิ ละศกั ดศิ์ รี

36 6) จัดกิจกรรมลูกเสือ ยุวกาชาด เนตรนารี ใหมีโอกาสบําเพ็ญประโยชนในเรื่อง เกย่ี วกับความกลาหาญ 7) จัดกิจกรรมยกยอ ง สง เสริมผกู ลาหาญ 8) เนนใหนักเรยี นนาํ คุณธรรมน้ไี ปปฏิบัตใิ นชวี ติ ประจําวันแลวบันทึกผลการปฏิบัติ ลง ในสมุดบันทึกจริยศึกษาประจําตัวนํามารายงานและอภิปรายในชั้นเรียน ครูก็ช้ีแนะแนวทางให นักเรียนปฏิบัติใหดียิ่งขึ้นในโอกาสตอไป (กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ, 2548 ข, หนา 193- 195) 2.5 งานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวของ ประภาพรรณ เอ่ียมสุภาษิต (2548, บทคัดยอ) ไดศึกษาลักษณะพฤติกรรมกลาแสดงออก ของเด็กปฐมวัยในปจจุบันพบวา เด็กปฐมวัยมีลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกแบงได 3 กลุม กลุม แรกเปนเด็กที่กลาพูดกลาแสดงออก กลาพูด กลาแสดงความคิดเห็น และกลาเขาสังคมอยางมั่นใจ เหมาะสมกับสถานการณ เวลา และโอกาสกลุมที่สอง เปนเด็กที่กลาแสดงออกเชนกัน แตจะ แสดงออก ไปทางกาวรา วทงั้ ทางภาษา ทาทาง อีกท้ังไมสามารถควบคุมอารมณไดสวนกลุมที่สามเปน เด็กที่ ไมกลาแสดงออกไมกลาสนทนาไมกลาแสดงความคิดเห็นความรูสึกใดทั้งสิ้นและมักเปนเด็กข้ี อาย จากพฤติกรรมดังกลาวนั้นจะพบวากลุมแรกเปนเด็กที่ราเริงแจมใสมีความมั่นใจในตนเอง เปนที่ ช่ืนชอบของผูที่พบเห็น กลุมที่สองจะเปนเด็กที่ไมคอยมีอารมณแจมใสมากนักหนาบ้ึงตึง ซึ่งมักจะ สรางความรําคาญใหกับผูท่ีดูแลและเกี่ยวของสวนกลุมที่สามมักจะเปนเด็กท่ีเปนผูตาม ขาดความ ม่ันใจในตนเอง เด็กท้ังกลุมท่ีสอง และกลุมที่สามนี้ ลาไมไดรับการพัฒนาก็จะสงผลตอ ลักษณะนิสัย ของเด็กในอนาคตได ดังน้ันจึงจําเปนอยางย่ิงที่ผูเก่ียวของตองรวมมือกันพัฒนาเด็ก ดวยวิธีที่ สอดคลอ งกบั พัฒนาการของเด็ก บุญยิ่ง ไกรพงศธรรม (2547, หนา 77) ไดศึกษารายงานการพัฒนาพฤติกรรมความม่ันใจ ความกลาแสดงออกช้ันอนุบาลปท่ี 2 พบวาเด็กท่ีไดรับการพัฒนาพฤติกรรมความม่ันใจ ความกลา แสดงออกจะรูจักการเอ้ือเนอรอคอย และแบงปนและเด็กที่ไดรับการพัฒนาจะมีพฤติกรรมสูงกวา กอนการพฒั นาทางสถติ ทิ ี่ระดับ .01 ศุภฏี ชิกวาง (2551, หนา 85) ไดศึกษาผลการใชกิจกรรมบทบาทสมมติเพ่ือพัฒนา ความสามารถในการแกไ ขปญหาของเด็กปฐมวัย อายุ 5-6 ป จํานวน 35 คน ผลการศึกษาพบวา เด็ก ปฐมวัยทไี่ ดร บั การสอนโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติมีความสามารถในการแกไขปญหาสูงข้ึน ที่ระดับ .05 รัศมี เชื้อเจ็ดตน (2539, หนา 57) ไดศึกษาการใชกิจกรรมบทบาทสมมติ เพื่อพัฒนา พฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย โรงเรียนบานเวียงแกว ปการศึกษา 2539 จํานวน 23 คน ผลการศึกษาพบวา นักเรียนปฐมวัยท่ีไดรับการฝกโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติมีพฤติกรรม กลา

37 แสดงออกในดานการพูดมากกวา การกระทําและการคิดตามลําดับและมีพฤติกรรมกลาแสดงออก สูง กวา นักเรยี นทีไ่ มไ ดรับการปกโดยใชก ิจกรรมบทบาทสมมติ จงกล นันทพล (2535, หนา 77 - 78) ไดทําการศึกษาการสังเกตพฤติกรรม การชวยเหลือ จากการเลนสมมติในศูนยบานของเด็กกอนวัยเรียน กลุมตัวอยางเปนเด็กนักเรียนทั้งเด็กหญิงและ เด็กชายอายุระหวาง 5 - 6 ป จํานวน 30 คน ของหนวยปฏิบัติการพัฒนาการเด็กมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร ผลการวิจัยพบวา 1) ลักษณะการแสดงพฤติกรรมความชวยเหลือของเด็กกอนวัยเรียน ที่เกิดจากการริเร่ิมของตนเอง รอยละ 57.84 และจากการถูกขอรองจากคนอ่ืน รอยละ 42.16 โดย วิธีการแบงปน ส่งิ ของใหเ พ่ือนการใหส ิง่ ของแกเ พอ่ื น การชว ยเหลือและการปลอบใจเพื่อน คิดเปนรอย ละ 27.45, 15.20, 55, 39 และ 1.9 ตามลาํ ดับ 2) การแสดงพฤติกรรมการชวยเหลือ ของเด็กกอนวัย เรียนเฉล่ีย 2 คร้งั ตอ 1 คน ซึ่งเกิดจากการริเร่ิมของเด็กเอง 1 ครั้ง และ จากการถูกขอรองจากคนอ่ืน 1 คร้ัง

บทท่ี 3 วิธกี ารดาํ เนินการวิจยั ในการวิจัยครั้งน้ี ผวู จิ ัยไดด าํ เนินการตามขนั้ ตอนดงั น้ี 1. การกาํ หนดประชากรและกลุมตัวอยาง 2. เครอื่ งมอื ท่ใี ชใ นการวจิ ยั 3. การสรางและหาคณุ ภาพของเคร่อื งมือ 4. การเก็บรวบรวมขอมูล 5. การวเิ คราะหข อมลู 6. สถติ ทิ ่ใี ชในการวจิ ยั 3.1 การกําหนดประชากรและกลมุ ตัวอยาง ประชากร ประชากรที่ใชในการศึกษาวิจัยคร้ังนี้เปนเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 5 - 6 ป ที่กําลังศึกษา อยใู นชัน้ อนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2565 จาํ นวน 30 คน การเลือกกลุมตัวอยา ง กลมุ ตวั อยางท่ีใชในการวิจยั ครัง้ น้ี คอื เดก็ ปฐมวัย ชาย-หญงิ อายุ 5 - 6 ป ท่ีกําลังศึกษาอยูใน ชั้นอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2565 ของโรงเรียนวัดดอนตาล จํานวน 15 คน ไดมาโดย วิธีการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 3.2 เครอื่ งมือทใี่ ชใ นการวจิ ยั 1. แผนการจัดประสบการณการสอนโดยใชบ ทบาทสมมติของเด็กปฐมวัย 2. แบบประเมินพฤติกรรมกลา แสดงออกของเด็กปฐมวัย 3.3 การสรางและหาคุณภาพของเครือ่ งมือ 1. การสรางแผนการจัดประสบการณการสอนโดยใชบทบาทสมมติของเด็กปฐมวัย ดาํ เนนิ การตามลําดับขัน้ ดังตอไปน้ี 1.1 ศกึ ษาแผนการจดั ประสบการณช นั้ อนบุ าลปที่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 โรงเรยี นวัดดอนตาล 1.2 ศึกษาเอกสารตํารางานวิจัยท่ีเก่ียวของกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และการจดั กจิ กรรมการสอนโดยใชบทบาทสมมติ

39 2. แบบประเมนิ พฤติกรรมกลา แสดงออกของเดก็ ปฐมวยั ดําเนินการตามลาํ ดบั ขนั้ ดงั น้ี 2.1 ขั้นตอนในการสรางแบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย ผูวิจัยได ดําเนินการสรางแบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออกโดยปรับมาจาก The Assertion Inventory ของแกรมบรล และริชชี่ (Gambrel & Richey, 1983, p. 97; อางถึงใน ละเอียด ชูประยูร และศิริพร รณ ววิ ฒั นศร และคนอนื่ ๆ, 2551, หนา 34-40) ซึ่งผูวิจัยไดนํามาปรับเพื่อใชในการสังเกตพฤติกรรม เด็กในเด็กปฐมวัย และมีข้ันตอนในการสรา งดงั นี้ (1) ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ งกบั พฤติกรรมกลาแสดงออก (2) กําหนดพฤติกรรมกลาแสดงออก ซึ่งพฤติกรรมกลาแสดงออก ไดมาจากการ สังเกตพฤติกรรมในขณะที่เด็กทํากิจกรรม และเลือกพฤติกรรมที่เด็กไมกลาแสดงออกมาเปน ตวั กําหนดรายการพฤติกรรมในแบบประเมนิ พฤตกิ รรมกลา แสดงออกของเด็กปฐมวัย (3) ผูวิจัยสรางแบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลัง การทดลองซ่งึ เปนฉบับเดียวกัน จาํ นวน 20 ขอ 3.4 การเกบ็ รวบรวมขอมลู Group 3.4.1 แบบแผนการทดลอง การวิจัยในครั้งนี้เปนการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุมเดียววัดสองครั้ง (One Pretest - Posttest Design) ซง่ึ มลี กั ษณะการทดลองดงั ตารางตอไปนี้ ตาราง 3.1 แบบแผนการทดลอง Treatment Post-test กลมุ Pre-test X T2 X T1 ความหมายของสัญลกั ษณ N แทน จาํ นวนเดก็ ในกลุมตัวอยา ง X แทน การสอนโดยใชก จิ กรรมบทบาทสมมติ T1 แทน การทดสอบกอนการทดลอง (pre-test) T2 แทน การทดสอบหลงั การทดลอง (post-test)

40 3.4.2 การดําเนนิ การทดลอง ผวู ิจัยไดด ําเนนิ การทดลองโดยมีขน้ั ตอนดังนี้ 1) กอนการทดลอง นําแบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยไปใชกับ กลมุ ตัวอยาง จํานวน 15 คน แลวบนั ทกึ ผล 2) ดําเนินการสอนกลุมทดลองดวยตนเอง ตามแผนการจัดประสบการณการสอนโดย ใชก ิจกรรมบทบาทสมมตทิ ผี่ วู จิ ัยสรางขน้ึ 3) เม่ือส้ินสุดการทดลอง ผูวิจัยดําเนินการทดสอบหลังการสอน (Post-test) โดยใช แบบประเมินพฤติกรรมชุดเดียวกันกับที่ใชสังเกตกอนการทดลองกับกลุมตัวอยาง โดยใชแบบสังเกต พฤตกิ รรมกับกลุมตัวอยาง จํานวน 15 คน แลวบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรม แลวนําคะแนนที่ไดไป วิเคราะหขอมูล 4) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยที่ไดจากการสังเกตกอน และหลังการทดลองสอนโดยใช กิจกรรมบทบาทสมมติ วิเคราะหผลตางระหวางคะแนนเฉล่ียของการทดสอบทั้งสองครั้ง ดวยวิธีการ ทางสถติ ิ 3.5 การวเิ คราะหข อมลู ผูว ิจัยไดวเิ คราะหข อ มูลและประมวลผลขอมูล โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. นําขอมูลท่ีไดจากแบบประเมินพฤติกรรมจากการสอนสอนโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติ กอ น-หลังใช มาวเิ คราะห โดยใชส ถติ ิพ้ืนฐาน ไดแก คารอ ยละคาเฉลี่ย สว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 2. ประมวลผล แปลผลและวเิ คราะหขอ มลู 3. อภิปรายผล โดยใชต ารางและการพรรณนา 3.6 สถติ ิทีใ่ ชในการวิจัย 1. สถิติพ้ืนฐานท่ใี ชใ นการวเิ คราะหข อ มูล ไดแ ก 1.1 รอยละ (Percentage) โดยใชส ูตรดงั นี้ P= f × 100 N เมื่อ P แทน รอยละ f แทน ความถีท่ ่ตี อ งการแปลงรอยละ N แทน จาํ นวนประชากร

41 1.2 คา เฉลย่ี โดยใชสตู รดังน้ี X = ∑ X n เม่อื X แทน คะแนนเฉล่ีย ∑ X แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด n แทน จํานวนคนในกลมุ ตวั อยาง 1.3 สถิติท่ีใชในการศึกษาเปรียบเทียบคะแนนสอบ โดยใชสูตร t-test (Dependent Samples) t= ∑D N∑D2 − (∑D)2 (N −1) เมือ่ t แทน คาสถิติ t-test D แทน ผลตา งระหวา งคะแนนทดสอบกอนสอนและหลงั สอน ∑D แทน ผลรวมของความแตกตางระหวางคะแนนทดสอบกอน สอน และหลงั สอน ∑D2 แทน ผลรวมของผลตางระหวางคะแนนทดสอบกอนเรียน และ หลงั เรียนแตล ะตัวยกกาํ ลงั สอง ( )∑D 2 แทน ผลรวมของผลตางระหวางคะแนนทดสอบกอนสอน และ หลังสอนทง้ั หมดยกกาํ ลงั สอง N แทน จาํ นวนเดก็ ในกลมุ ตวั อยา ง

บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหขอ มลู ในการวิเคราะหขอมูลสําหรับการวิจัยเร่ือง การใชกิจกรรมบทบาทสมมุติเพื่อพัฒนา พฤตกิ รรมการกลาแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาล 3 ซึ่งผวู จิ ัยนําเสนอผลการวิเคราะหขอ มลู ดงั ตอ ไปนี้ 4.1 สัญลกั ษณท ใี่ ชในการวิเคราะหและแปรผลขอมูล ในการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูล และการแปลผลการวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยไดกําหนด สัญลักษณท ี่เกยี่ วขอ งกับการวิเคราะหข อมลู ดงั น้ี N แทน จํานวนคนในกลมุ ตัวอยาง X แทน คา เฉล่ยี (Mean) S.D. แทน คาเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) t แทน สถิตทิ ี่ใชใ นการวิเคราะหการแจกแจงแบบที (t-distribution) P-value แทน ระดบั นัยสําคัญทางสถิติท่ีไดจากขอมลู * แทน มนี ัยสําคัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั .05 4.2 การนาํ เสนอผลการวิเคราะหข อ มูล การนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูลในการวิจัยครั้งน้ี แบงออกเปน 2 ตอน ตามลําดับดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอนและหลังการจัด กจิ กรรมบทบาทสมมุติ ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ เพ่ือสงเสริม พฤตกิ รรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวยั

43 4.3 ผลการวิเคราะหขอ มลู ของการวจิ ัย ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอนและหลังการจัด กิจกรรมบทบาทสมมตุ ิ ตารางที่ 4.1 แสดงคะแนนคาเฉลี่ยรอยละ ผลการวิเคราะหพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็ก ปฐมวยั กอ นและหลงั การจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ พฤตกิ รรมการกลาแสดงออก กอ นการทดลอง หลังการทดลอง X S.D. ระดับ X S.D. ระดับ 1. กลากลาวคําทักทาย “สวัสดี (คะ /ครับ) 3.47 1.02 ปานกลาง 3.87 0.96 มาก 2. กลาตอบคาํ ถาม 3.40 0.88 ปานกลาง 3.60 0.88 มาก 3. กลา ซกั ถามเม่ือมีขอสงสัย 3.33 0.94 ปานกลาง 3.53 1.02 มาก 4. กลาพูดหนาช้นั เรยี น 3.47 1.15 ปานกลาง 3.87 1.02 มาก 5. กลา บอกสง่ิ ทตี่ นเองชอบท่ีสดุ 3.40 1.08 ปานกลาง 3.73 1.00 มาก 6. กลาเลาประสบการณเ ดมิ 3.33 1.01 ปานกลาง 4.00 1.03 มาก 7. กลา แนะนําตนเองหนา ช้นั เรียน 3.47 1.15 ปานกลาง 3.67 1.19 มาก 8. กลา เปนผูนาํ 3.40 1.08 ปานกลาง 3.80 1.11 มาก 9. กลาแสดงบทบาทสมมติ 3.40 1.14 ปานกลาง 3.73 1.00 มาก 10. กลานาํ เสนอผลงานที่ทาํ 3.47 1.09 ปานกลาง 3.60 1.20 มาก 11. กลาออกมานํากายบรหิ าร 3.33 1.01 ปานกลาง 3.93 0.93 มาก 12. กลาพดู คําคลองจอง 3.13 0.96 ปานกลาง 3.53 1.02 มาก 13. กลา เลา นิทาน 3.07 1.12 ปานกลาง 3.67 1.19 มาก 14. กลารอ งเพลง 3.47 1.09 ปานกลาง 3.60 1.20 มาก 15. กลา แสดงทาทางประกอบเพลง 3.40 1.20 ปานกลาง 3.80 1.05 มาก 16. กลาแสดงความคดิ รเิ รม่ิ สรางสรรค 3.07 1.18 ปานกลาง 3.93 0.93 มาก 17. กลาชว ยเหลอื เพ่อื น 3.27 1.00 ปานกลาง 3.67 0.87 มาก 18. กลา ชว ยเหลือครู 3.47 1.09 ปานกลาง 3.93 0.85 มาก 19. กลาเลา ขาวหนา ชั้นเรยี น 3.47 1.20 ปานกลาง 3.87 1.15 มาก 20. กลา เลน รวมกับเพ่ือนๆ 3.47 1.09 ปานกลาง 3.87 1.02 มาก รวม 3.36 1.07 ปานกลาง 3.76 1.03 มาก

44 จากตาราง 4.1 พบวา พฤติกรรมการกลา แสดงออกของเด็กปฐมวัยกอนไดรับการจัดกิจกรรม บทบาทสมมุตอิ ยใู นระดับปานกลาง ( X =3.36, S.D. = 1.07) หลังไดรับการจดั กจิ กรรมบทบาทสมมุติ เด็กปฐมวัยมีพฤตกิ รรมการกลา แสดงออก อยใู นระดบั มาก ( X =3.76, S.D. = 1.03) ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ เพื่อสงเสริม พฤตกิ รรมการกลา แสดงออกของเด็กปฐมวยั ตาราง 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลัง การจัดกจิ กรรมบทบาทสมมุติ กลมุ ทดลอง N X S.D. t p-value กอ นสอน 15 3.36 หลังสอน 15 3.76 1.07 15.92* 0.0000 1.03 จากตาราง 4.2 พบวา การเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ มีคะแนนเฉลี่ย เทากับ 3.36 คะแนน และ 3.76 คะแนน ตามลําดับ และเม่ือเปรียบเทียบระหวางคะแนนกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ พบวา คะแนนหลังการจดั กจิ กรรมบทบาทสมมุตขิ องนักเรียนสูงกวา กอนการจดั กิจกรรมบทบาทสมมุติ อยาง มนี ยั สาํ คัญทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05

บทที่ 5 สรุป อภปิ รายผล และขอ เสนอแนะ การวิจัยคร้ังนี้ เปนการใชกิจกรรมบทบาทสมมุติเพ่ือพัฒนาพฤติกรรมการกลาแสดงออกของ เดก็ ชัน้ อนุบาล 3 และนําเสนอผลการวเิ คราะหขอ มลู ตามลาํ ดับ ดงั นี้ 5.1 สรปุ ผลการวจิ ัย การวิจัยในคร้งั น้ี สามารถสรุปไดดงั น้ี 5.1.1 พฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอนไดรับการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ อยูในระดับปานกลาง หลังไดรับการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติเด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมการกลา แสดงออก อยูใ นระดับมาก 5.1.2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลัง การจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ มีคะแนนเฉล่ีย เทากับ 3.36 คะแนน และ 3.76 คะแนน ตามลําดับ และเม่ือเปรียบเทียบระหวางคะแนนกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ พบวา คะแนนหลัง การจัดกจิ กรรมบทบาทสมมุติของนักเรียนสูงกวากอนการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ อยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติท่ีระดบั .05 5.2 อภปิ รายผล การวิจัยในครั้งน้ีมีจุดมุงหมายสําคัญ เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็ก ปฐมวยั กอน และหลังการสอน โดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติ และเพื่อใหนักเรียนมีพฤติกรรมการกลา แสดงออกและนําทักษะท่ีไดรับไปใชใ นชวี ิตประจําวัน สามารถอภปิ รายผลการวจิ ัยได ดังน้ี ผูวิจยั ไดส รางแผนการจดั ประสบการณการสอนโดยใชบทบาทสมมติในการสงเสริมพฤติกรรม กลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยที่ถูกตอง ตามแนวคิด และหลักการนําไปใช สอดคลองกับเนื้อหา จดุ ประสงค การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลังการจัด กิจกรรมบทบาทสมมตุ ิ มีคะแนนเฉลย่ี เทากับ 3.40 คะแนน และ 3.73 คะแนน ตามลําดับ และเม่ือ เปรียบเทียบระหวางคะแนนกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ พบวา คะแนนหลังการจัด กิจกรรมบทบาทสมมุติของนักเรียนสูงกวากอนการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ อยางมีนัยสําคัญทาง สถิติทรี่ ะดับ .05 ซ่งึ สอดคลอ งกบั งานวิจัยของรัศมี เชอื้ เจด็ ตน (2539, หนา 4) ท่ีศึกษาเก่ียวกับการใช กิจกรรมบทบาทสมมติเพ่อื พฒั นาพฤตกิ รรมกลา แสดงออกของเดก็ ปฐมวัย ผลการวจิ ยั พบวานักเรียนที่ ไดร บั การฝกโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติ มีคะแนนเฉล่ียสูงเทากับ 35.43 และกลุมควบคุมมีคาเฉล่ีย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook