วิจยั ในชั้นเรยี น การพฒั นาพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กช้ัน อนบุ าล 3 โดยใชกิจกรรมบทบาทสมมุติ จดั ทําโดย นางสาวกฤษณา ใจสอาด รหัสนกั ศกึ ษา 6214162004 นกั ศึกษาฝกประสบการณว ิชาชีพครูปท่4ี โรงเรียนวดั ดอนตาล (ธรรมราษฎรสงเคราะห) ปการศึกษา 2565
ก หัวขอวิจัย การพฒั นาพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กช้ันอนุบาล 3 โดยใช กจิ กรรมบทบาทสมมุติ ผดู ําเนินการวจิ ยั กฤษณา ใจสอาด ทป่ี รึกษา คุณครูปย นชุ บํารงุ ธรรม ปก ารศึกษา 2565 บทคัดยอ การวิจัยคร้ังนี้มีจุดมุงหมายเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอน และหลังการสอน โดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติ และเพ่ือใหนักเรียนมีพฤติกรรมการกลาแสดงออก และนําทักษะท่ีไดรับไปใชในชีวิตประจําวัน เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 5 - 6 ป ท่ีกําลังศึกษาอยูใน ช้ันอนุบาล 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา 2565 ของโรงเรียนวัดดอนตาล จํานวน 30 คน ไดมาโดย วธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง เนือ่ งจากเปนหองเรียนท่ีผูว จิ ัยไดร ับมอบหมายใหเ ปนผูสอน เครือ่ งมอื ที่ใชในการวิจัย คือ แผนการจัดประสบการณการสอนโดยใชบทบาทสมมติของเด็ก ปฐมวยั และแบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวยั ผลการวิจัยพบวา 1) พฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอนไดรับการจัดกิจกรรม บทบาทสมมุติอยูในระดับปานกลาง ( X = 3.28, S.D. = 0.88) หลังไดรับการจัดกิจกรรมบทบาท สมมุติเด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมการกลาแสดงออก อยูในระดับมาก ( X = 4.28, S.D. = 0.84) 2) การ เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลังการจัดกิจกรรม บทบาทสมมุติ มีคะแนนเฉลี่ย เทากับ 3.48 คะแนน และ 7.72 คะแนน ตามลําดับ และเม่ือ เปรียบเทียบระหวางคะแนนกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ พบวา คะแนนหลังการจัด กิจกรรมบทบาทสมมุติของนักเรียนสูงกวากอนการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ อยางมีนัยสําคัญทาง สถิติทีร่ ะดบั .05
ข กติ ติกรรมประกาศ การศึกษางานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาล 3 โดย ใชก จิ กรรมบทบาทสมมุต”ิ นสี้ ําเร็จลุลว งไปดวยความเรียบรอย โดยมีคุณครูปยะนุช บํารุงธรรมเปนท่ี ปรึกษาใหคําแนะนํา ในการดําเนินงานกําหนดหัวของานวิจัย เน้ือหา และสรุปรูปเลมเปนอยางดี คุณครูปยะนุช บํารุงธรรม ที่ปรึกษาดานวิชาการที่ไดใหคําแนะนํา คําปรึกษาเก่ียวกับขอบเขตเน้ือหา แผนการสอน และเครื่องมือท่ใี ชใ นการวิจยั เปน อยา งดี จนการศึกษาวิจัยในครัง้ นีเ้ สร็จสมบูรณ ผูจัดทํา ขอขอบพระคณุ อยา งสงู ไว ณ ที่น้ี ขอขอบคุณนางพรรณี กุลรัตน ผูอํานวยการโรงเรียนวัดดอนตาล ท่ีใหการสงเสริมสนับสนุน ใหคําแนะนําและช้ีแนะแนวทางการดําเนินงาน พรอมท้ังอํานวยความสะดวกในการศึกษาวิจัย ขอขอบคุณนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ทุก ๆ คน ที่ตั้งใจและใหความรวมมือเขารวมกิจกรรมเพื่องานวิจัย จนกระทง่ั การศกึ ษาวจิ ัยในครัง้ นี้สําเรจ็ ไปดว ยดี ผูวิจยั กฤษณา ใจสอาด
ค สารบัญ หนา บทคดั ยอ........................................................................................................................................... ก กติ ตกิ รรมประกาศ............................................................................................................................. ข สารบัญ.............................................................................................................................................. ค บทท่ี 1 บทนาํ ................................................................................................................................... 1 1.1 ความเปน มา และความสําคัญของปญ หา....................................................................... 1 1.2 วตั ถปุ ระสงคของการวิจัย .............................................................................................. 2 1.3 ประโยชนท ค่ี าดวา จะไดร ับ............................................................................................ 2 1.4 ขอบเขตของการวจิ ัย..................................................................................................... 3 1.5 กรอบแนวคิดการวิจยั .................................................................................................... 3 1.6 นิยามศัพทเ ฉพาะ .......................................................................................................... 3 บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ียวของ ............................................................................................ 5 2.1 หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัย พทุ ธศักราช 2560............................................................... 5 2.2 ธรรมชาตขิ องเด็กปฐมวยั ............................................................................................. 16 2.3 บทบาทสมมติกับการเรียนการสอน............................................................................. 18 2.4 พฤติกรรมกลาแสดงออก............................................................................................. 28 2.5 งานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วของ...................................................................................................... 36 บทท่ี 3 วิธกี ารดาํ เนินการวจิ ยั ......................................................................................................... 38 3.1 การกาํ หนดประชากรและกลุม ตวั อยาง........................................................................ 38 3.2 เคร่อื งมือที่ใชในการวจิ ัย.............................................................................................. 38 3.3 การสรางและหาคุณภาพของเครอ่ื งมอื ........................................................................ 38 3.4 การเกบ็ รวบรวมขอมูล................................................................................................. 39 3.5 การวเิ คราะหขอ มลู ..................................................................................................... 40 3.6 สถติ ทิ ่ีใชในการวิจัย ..................................................................................................... 40 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข อมูล......................................................................................................... 42 4.1 สญั ลักษณท่ีใชใ นการวเิ คราะหและแปรผลขอมลู ......................................................... 42 4.2 การนําเสนอผลการวเิ คราะหขอมูล.............................................................................. 42 4.3 ผลการวิเคราะหขอมลู ของการวิจัย.............................................................................. 43
ง สารบญั (ตอ) หนา บทท่ี 5 สรปุ อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ .................................................................................... 45 5.1 สรุปผลการวจิ ัย........................................................................................................... 45 5.2 อภปิ รายผล................................................................................................................. 45 5.3 ขอเสนอแนะในการนําไปใช......................................................................................... 47 5.4 ขอเสนอแนะในการวจิ ยั ครงั้ ตอ ไป................................................................................ 47 บรรณานุกรม................................................................................................................................... 48 ภาคผนวก........................................................................................................................................ 50 ภาคผนวก ก แบบประเมนิ พฤตกิ รรมกลา แสดงออกของเดก็ ปฐมวยั .................................. 51 ภาคผนวก ข ภาพการทํากจิ กรรม...................................................................................... 57
บทที่ 1 บทนาํ 1.1 ความเปนมา และความสาํ คญั ของปญหา การศึกษาเปนการพัฒนาศักยภาพของมนุษยใหเปนบุคคลท่ีมีคุณภาพประสิทธิภาพ และ สมบูรณท้ังทางรางกาย อารมณ สังคม และสติปญญา มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อใหชีวิตดํารงอยูใน สังคมไดอยางมีความสุข และเปนกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศชาติใหเจริญกาวหนาตอไป ตาม แผนการศึกษาแหงชาติ (พ.ศ. 2545-2559) เปน แผนการศกึ ษาระยะยาวกําหนดจุดประสงคหลัก ตาม พระราชบัญญัติการศกึ ษาแหงชาติ ขอท่ี 1 กลา ววา “มุงพัฒนาทุกชีวิตใหเปนมนุษยที่สมบูรณ ท้ังทาง รางกาย อารมณจ ติ ใจ สงั คม สติปญญา มีคณุ ธรรมจริยธรรม และวฒั นธรรมในการดํารงชีวิต สามารถ อยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข” การพัฒนาบุคคลใหสมบูรณทั้งทางรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสตปิ ญ ญานนั้ จําเปน อยางย่ิงท่จี ะตอ งพฒั นาตัง้ แตวัยเด็ก แนวทางหนึ่งคือ การสงเสริมพฤติกรรม กลาแสดงออกต้ังแตเยาววัย เพราะเปนพื้นฐานสําคัญของการพัฒนาบุคลิกภาพ ชวยใหเด็กมี พฤติกรรมกลาแสดงออก ซ่ึงพฤติกรรมกลาแสดงออกนั้น ถือเปนส่ิงจําเปนและสําคัญ ในสังคมยุค ปจจบุ ันท่ีควรไดร บั การสง เสรมิ และพัฒนาใหเกิดข้ึนกับบุคคลในสังคมเพื่อพัฒนา สังคมมนุษยใหไปสู ครรลองแหงประชาธปิ ไตยในโลกยคุ ปจจบุ นั (กรมวชิ าการ, กระทรวงศึกษาธิการ, 2548, หนา 188) พฤติกรรมกลาแสดงออกถือวาเปนสิ่งสําคัญในการดําเนินชีวิต เพราะเปนสิ่งท่ีชวยใหบุคคล สามารถปรับตัวเขากับสถานการณตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม ผูท่ีมีความบกพรองเก่ียวกับพฤติกรรม กลาแสดงออก จงึ มกั จะมีปญ หาการครองชวี ติ ในสังคม เชน ทําใหขาดความสามารถท่ีจะติดตอ หรือมี ความสัมพันธกับบุคคลอ่ืนอยางเปดเผยตรงไปตรงมา และเหมาะสม ส่ิงเหลานี้กอใหเกิดปญหาอยาง มากทั้งในหอ งเรียน ท่ีทํางานหรือแมกระทั้งท่ีบาน ปญหาความบกพรองของพฤติกรรมกลาแสดงออก จึงเปนปญหาท่ีสําคัญมากปญหาหน่ึงในสังคม เพราะถือวาเปนสวนหนึ่งของปญหาความบกพรอง ทักษะทางสังคม (สิริพรรณ วิวัฒนศร และคนอ่ืน ๆ, 2555, หนา 7) จากการไมไดแสดงพฤติกรรม ออกไป และถาบุคคลใดมีความวิตกกังวลสูง การประกอบหนาที่ การทํางาน อาจหยอนสมรรถภาพ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เขากับเพื่อน หรือคนที่บานไมคอยได อยางไรก็ตามพฤติกรรมกลาแสดง ออกเปนคุณสมบัติที่สามารถจะปลูกฝง และพัฒนาใหเกิดขึ้นได ในตัวบุคคลไดโดยนักจิตวิทยาดาน พฤติกรรมมีความเชื่อวา “พฤติกรรมไมกลาแสดงออกของเด็ก เราสามารถนํามาฝกฝนใหมีการ แสดงออกทีถ่ กู ตองและเหมาะสมตามวยั ได” (เอี่ยมจติ ดีศรแี ลว , 2554, หนา 2) ดังนั้นการฝกฝนใหเกิดพฤติกรรมกลาแสดงออก จึงควรฝกฝนต้ังแตวัยเด็ก โดยเฉพาะเด็ก ปฐมวัย ซึ่งถือวาเปนวัยทองแหงชีวิต เปนวัยที่เหมาะสมที่จะปลูกฝงคุณธรรมจริยธรรม เสริมสราง บุคลิกลักษณะตาง ๆ ซึ่งเช่ือวา การปลูกฝงต้ังแตวัยเด็ก เปนส่ิงที่กระทําไดงายกวาการปลูกฝงในวัย
2 ผูใหญ ดังคํากลาวที่วา “ไมออนดัดงายไมแกดัดยาก” นอกจากน้ีการปลูกฝงในวัยเด็กจะเปนส่ิงท่ี ม่ันคง และยืนยาวที่จะติดตัวเด็กไปตลอดจนเปนผูใหญ เด็กปฐมวัยน้ันจะมีศักยภาพอยูภายในตาม ธรรมชาติ ถาไดรับการปลูกฝงในทางท่ีถูกตอง เด็กจะแสดงศักยภาพออกมาจนถึงขีดสุด ซึ่ง จุดมุงหมายของการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย คือการเตรียมความพรอมทั้ง 4 ดานของเด็ก คือ ดาน รางกาย อารมณ จิตใจ สงั คม และสติปญญา ความกลาแสดงออกเปนคุณลักษณะหน่ึงของพัฒนาการ ดานสังคมท่ีจําเปนตองสงเสริมใหมีการพัฒนา ดังน้ันการพัฒนาพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็ก ครู จงึ ควรจัดกจิ กรรมเพอื่ ปลกู ฝง ใหเด็กมีความกลา แสดงออกอยางเหมาะสมตามวยั เด็กปฐมวัยช้ันอนุบาล 3 ในโรงเรียนวัดดอนตาล ซ่ึงเปนกลุมเปาหมายของการศึกษาครั้งนี้ และเปน เด็กในโรงเรยี นของผวู ิจัย ในขณะท่ีผูวิจัยกําลังจัดการเรียนการสอนอยูน้ัน ผูวิจัยพบวา มีเด็ก ที่มีพฤติกรรมไมกลาแสดงออกในชวงการจัดกิจกรรม ซึ่งในแตละกิจกรรมมีเด็กที่ไมกลาแสดงออก ประกอบดว ย การกลาวคาํ ทกั ทาย “สวสั ดี (คะ/ครับ) การตอบคําถาม การซักถามเม่ือมีขอสงสัย การ พูดหนาช้ันเรียน การเปนผูนํา การแนะนําตนเองหนาชั้นเรียน การบอกสิ่งท่ีตนเองชอบที่สุด การเลา ประสบการณเดิม การแสดงบทบาทสมมติ การนําเสนอผลงาน การออกมานํากายบริหาร การพูดคํา คลองจอง การเลานิทาน การรองเพลง การแสดงทาทางประกอบเพลง การแสดงความคิดริเริ่ม สรางสรรค การชว ยเหลอื เพ่ือน การชว ยเหลอื ครู และการเลนเกมกบั เพอ่ื น จากเหตุผลดังกลาวผูวิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาการใชกิจกรรมบทบาทสมมุติเพ่ือพัฒนา พฤตกิ รรมการกลาแสดงออกเพ่ือสงเสริมผูเรียนใหมีความกลาแสดงออกเหมาะสมตามวัย รวมทั้งเปน ขอ มลู สําหรับครแู ละผูทเี่ กีย่ วของในการพัฒนาบคุ ลิกภาพของเด็กปฐมวัยตอไป 1.2 วตั ถุประสงคของการวจิ ัย 1.2.1 เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอน และหลังการสอน โดย ใชกจิ กรรมบทบาทสมมติ 1.2.2 เพอ่ื ใหน ักเรยี นมีพฤติกรรมการกลา แสดงออกและนาํ ทักษะท่ีไดร บั ไปใชใ น ชวี ติ ประจําวนั 1.3 ประโยชนทีค่ าดวา จะไดรบั เดก็ ปฐมวยั มีพฤตกิ รรมการกลาแสดงออกสูงขึน้ หลงั ไดร ับการจัดกจิ กรรมบทบาทสมมตุ ิ
3 1.4 ขอบเขตของการวิจัย การศึกษาวจิ ัยคร้งั นมี้ ีขอบเขตของการวิจยั ดังนี้ 1.4.1 ขอบเขตกลมุ ตัวอยาง กลมุ ตัวอยา ง คอื เด็กปฐมวัย ชาย-หญงิ อายุ 5 - 6 ป ท่ีกําลังศึกษาอยูในชั้นอนุบาล 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปก ารศกึ ษา 2565 ของโรงเรียนวัดดอนตาล จํานวน 15 คน ไดมาโดยวิธีการเลือกแบบ เจาะจง เน่อื งจากเปนหอ งเรยี นที่ผวู ิจัยไดรบั มอบหมายใหเ ปน ผสู อน 1.4.2 ตัวแปรของการวจิ ัย ตวั แปรตน ไดแก การสอนโดยใชก จิ กรรมบทบาทสมมติ ตวั แปรตาม ไดแ ก พฤตกิ รรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวยั 1.4.3 เครื่องมอื ท่ใี ชใ นการวิจัย ประกอบดว ย 1) แผนการจดั ประสบการณการสอนโดยใชบ ทบาทสมมติของเดก็ ปฐมวยั 2) แบบประเมนิ พฤตกิ รรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย 1.4.4 ระยะเวลาที่ใชในการวจิ ัย ระยะเวลาทใ่ี ชใ นการวิจยั ภาคเรียนท่ี 1 ปก ารศกึ ษา 2565 1.5 กรอบแนวคิดการวจิ ัย ตวั แปรตน ตัวแปรตาม การสอนโดยใชบทบาทสมมติ พฤติกรรมการกลา แสดงออกของ เดก็ ปฐมวัย ภาพ 1 กรอบแนวคดิ การวจิ ยั 1.6 นยิ ามศพั ทเ ฉพาะ เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 5 - 6 ป ท่ีกําลังศึกษาอยูในชั้นอนุบาล 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปการศึกษา 2565 ของโรงเรียนวดั ดอนตาล การสอนโดยใชกจิ กรรมบทบาทสมมติ หมายถึง การสอนจากแผนการจัดประสบการณที่ครู กําหนด โดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติเพ่ือใหเด็กแสดงบทบาทหนาท่ีตามสถานการณตาง ๆ และ สง เสรมิ ใหเด็กมีพฤติกรรมกลา แสดงออกตามเน้ือหาและจุดประสงคท กี่ ําหนดไว
4 พฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย หมายถึง การแสดงออกดวยการกระทํา และ คําพูดท่ีเหมาะสม ถูกกาลเทศะ ในขณะรวมกิจกรรมดานการเรียนการสอน ซ่ึงแสดงถึงความกลา ใน กิจวัตรประจําวันของเด็ก ซึ่งประกอบดวยการกลาวคําทักทาย “สวัสดี (คะ/ครับ) การตอบคําถาม การซักถามเมื่อมีขอ สงสัย การพดู หนาชนั้ เรียน การเปน ผนู ํา การแนะนําตนเองหนาช้ันเรียน การบอก สิ่งที่ตนเองชอบท่ีสุด การเลาประสบการณเดิม การแสดงบทบาทสมมติ การนําเสนอผลงาน การ ออกมานํากายบริหาร การพูดคําคลองจอง การเลานิทาน การรองเพลง การแสดงทาทางประกอบ เพลง การแสดงความคิดริเร่ิมสรางสรรค การชวยเหลือเพื่อน การชวยเหลือครู และการเลนเกมกับ เพ่ือน แบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออก หมายถึง เคร่ืองมือที่ใชประเมินพฤติกรรม กลา แสดงออกกอ นและหลังการทดลอง ทผ่ี วู ิจัยสรา งข้ึนเพื่อใชส งั เกตพฤตกิ รรม แผนการจัดประสบการณการสอนโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติ หมายถึง แผนการจัด ประสบการณการสอนโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติท่ีผูวิจัยสรางขึ้นเพื่อสงเสริมพฤติกรรมกลา แสดงออกของเด็กปฐมวัย
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ียวของ การวิจัยเร่ือง การพัฒนาพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กช้ันอนุบาล 3 โดยใชกิจกรรม บทบาทสมมุติ ในครัง้ นี้ ผวู จิ ัยไดศ ึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวของ ดงั น้ี 2.1 หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560 2.2 ธรรมชาตขิ องเด็กปฐมวยั 2.3 บทบาทสมมตกิ ับการเรียนการสอน 2.4 พฤติกรรมกลาแสดงออก 2.5 งานวิจยั ที่เกย่ี วขอ ง 2.1 หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560 การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย เปนส่ิงที่รัฐบาลใหความสําคัญมาอยางตอเนื่อง เนอ่ื งจากเปนชวงเวลาที่ใหผลของการลงทุนท่ีคุมคาที่สุดตอการสรางรากฐานของชีวิต ท่ีผานมามีการ ดําเนินงานเกี่ยวของเชื่อมโยงกันหลายภาคสวน เน่ืองจากเด็กปฐมวัยเปนวัยที่เริ่มตนต้ังแตปฏิสนธิใน ครรภมารดา จนถึงอายุ 6 ปบริบูรณ หรือกอนเขาชั้นประถมศึกษาปที่ 1 จึงมีหลายหนวยงานท่ี จัดบริการพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมทั้งการใหความรูแกพอแม ผูปกครองและผูที่เก่ียวของกับการอบรม เลย้ี งดเู ด็ก ท้งั ภาครัฐ ภาคเอกชน และองคก รชุมชนโดยในสว นของภาครฐั มกี ระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย กระทรวงสาธารณสุขกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ เปน หนว ยงานหลัก กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายใหมีการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยอยางจริงจังและตอเน่ืองโดย ไดแตงต้ังคณะทํางานพิจารณาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพ่ือปรับปรุงใหสอดคลองกับสภาพการ เปล่ียนแปลงดานเศรษฐกิจ สังคมและความกาวหนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบกับ รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 รวมทง้ั กรอบยุทธศาสตรชาติระยะ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560-2564) แผนการศึกษา แหงชาติ (พ.ศ.2560-2579) เปาหมายยุทธศาสตรการปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 2 (พ.ศ.2552- 2561) แผนยุทธศาสตรชาติดานเด็กปฐมวัย (พ.ศ.2560-2564) นําไปสูการกําหนดทักษะสําคัญ สําหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 ที่มีความสําคัญตอการกําหนดเปาหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยใหมี ความสอดคลอ งและทันตอการเปลี่ยนแปลงทุกดานการจัดการศึกษาปฐมวัยควรมีสวนชวยใหเด็กเกิด พฒั นาการและการเรียนรอู ยางเตม็ ท่ี สถานศกึ ษาสามารถนําไปใชเ ปน กรอบและทิศทางในการพฒั นา
6 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 จัดทําข้ึนโดยยึดปรัชญาการศึกษาปฐมวัย วิสัยทัศน หลักการบนพื้นฐานแนวคิดท่ีเกี่ยวของกับการศึกษาปฐมวัยสากล และความเปนไทย ครอบคลุมการอบรมเลี้ยงดูการพัฒนาเด็กอยางเปนองครวม และการสงเสริมกระบวนการเรียนรูท่ี สนองตอธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็ก ตลอดจนเจตคติที่ดีตอการเรียนรูท่ีสงผลตอการ เรียนรูตลอดชีวิต เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยท่ีสอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการสราง รากฐานคุณภาพชีวิต ใหแกเด็กและมุงเนนการพัฒนาเด็กแตละคนใหเต็มตามศักยภาพ ดวยความ รวมมือของสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน สังคม และทุกฝายท่ีเก่ียวของ กับการพัฒนาเด็กปฐมวัย สูการสรางคนไทยท่ีมีศักยภาพในอนาคต เพื่อเปนกําลังสําคัญในการพัฒนา ประเทศไทยใหกาวหนาอยางยั่งยืน ท้ังนี้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 พัฒนาข้ึนมา โดยอาศัยแนวคิดดงั นี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการเปนการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนตอเน่ืองในตัว มนุษยเร่ิมต้ังแตปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิตท้ังในดานปริมาณและคุณภาพ พัฒนาการของเด็กจะมีลําดับ ข้ันตอนในลักษณะเดียวกันตามวัยของเด็ก แตอัตราการเจริญเติบโต และระยะเวลาในการผาน ขั้นตอนตาง ๆ ของเด็กแตละคนอาจแตกตางกันไดโดยในข้ันตอนแรก ๆ จะเปนพื้นฐานสําหรับ พัฒนาการข้ันตอไป พัฒนาการประกอบดวย ดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา ซ่ึง พฒั นาการแตล ะดา นมคี วามเกี่ยวของและสมั พนั ธก นั รวมทั้งสงผลกระทบซ่งึ กันและกนั 2. แนวคิดเก่ียวกับการพัฒนาเด็กอยางเปนองครวมและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การพัฒนาเด็กอยางเปนองครวม เปนการคํานึงถึงความสมดุลและครอบคลุมพัฒนาการของเด็กให ครบทกุ ดา น ในการดูแลพัฒนา และจดั ประสบการณการเรียนรูใหแกเด็กตองไมเนนที่ดานใดดานหน่ึง จนละเลยดานอ่ืน ๆ ซึ่งในแตละดานของพัฒนาการทั้งดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และ สติปญญา มีองคประกอบตาง ๆ ที่ตองการการสงเสริมใหเด็กเจริญเติบโต และมีพัฒนาการสมวัย อยางเปน ลําดับขน้ั ตอน 3. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับการทํางานของสมอง สมองของเด็กเปน สมองท่ีสรางสรรคและมีการเรียนนรูท่ีเกิดขึ้นสัมพันธกับอารมณ สมองเปนอวัยวะที่สําคัญมากที่สุด และมกี ารพัฒนาตงั้ แตอยใู นครรภมารดา โดยในชวงนี้เซลลสมองจะมกี ารพฒั นาเช่ือมตอและทําหนาที่ ในการควบคุมการทํางานพ้ืนฐานของรางกาย สําหรับในชวงแรกเกิดถึงอายุ 3 ป จะเปนชวงที่เซลล สมองเจริญเติบโตและขยายเครือขายใยสมองอยางรวดเร็ว โดยปจจัยในการพัฒนาของสมอง ประกอบดว ย พันธกุ รรม โภชนาการ และสิ่งแวดลอม สมองจะมพี ัฒนาการท่ีสําคัญในการควบคุมและ มีผลตอการเรียนรู ความคิด จินตนาการ ความฉลาด และพัฒนาการทุกดาน การพัฒนาของสมองทํา ใหเ ด็กปฐมวัยสามารถเรียนรูสิ่งตา ง ๆ ไดอ ยางรวดเร็วกวา วยั ใด
7 4. แนวคิดเก่ียวกับการเลนและการเรียนรูของเด็ก การเลนเปนกิจกรรมการแสดงออกของ เด็กอยางอิสระตามความตองการ และจินตนาการสรางสรรคของตนเอง เปนการสะทอนพัฒนาการ และการเรียนรูของเด็กในชีวิตประจําวัน จากการมีปฏิสัมพันธกับส่ิงตาง ๆ บุคคล และส่ิงแวดลอม รอบตัว การเลนทําใหเกิดความสนุกสนาน ผอนคลายและสงเสริมพัฒนาการทั้งดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญาของเด็ก การเลนของเด็กปฐมวัยจัดเปนหัวใจสําคัญของการจัด ประสบการณการเรียนรูที่เหมาะสม ซ่ึงการเลนอยางมีความหมายเปนเคร่ืองมือในการเรียนรูขั้น พ้ืนฐานท่ีถอื วาเปนองคประกอบสําคัญในกระบวนการเรียนรูของเด็ก ขณะที่เด็กเลนจะเกิดการเรียนรู ไปพรอม ๆ กันดว ย จากการเลนเด็กจะมโี อกาสเคลื่อนไหวสวนตาง ๆ ของรา งกายไดใ ชป ระสาทสัมผัส และการรับรู ผอนคลายอารมณและแสดงออกถึงตนเอง ไดเรียนรูความรูสึกของผูอื่น เด็กจะรูสึก สนกุ สนาน เพลิดเพลิน ไดสังเกต มีโอกาสสํารวจ ทดลอง คิดสรางสรรค คิดแกปญหาและคนพบดวย ตนเอง การเลนชวยใหเด็กเรียนรูสิ่งแวดลอม บุคคลรอบตัว และสงเสริมใหเด็กมีพัฒนาการทางดาน รางกาย อารมณ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ญ ญา กา วหนา ไปตามวัยอยา งมคี ณุ ภาพ 5. แนวคดิ เก่ยี วกับการคาํ นึงถึงสิทธิเดก็ การสรา งคุณคา และสขุ ภาวะใหแกเด็กปฐมวัยทุกคน เด็กปฐมวัยควรไดรับการดูแลและพัฒนาอยางท่ัวถึงและเทาเทียมกันทุกคน โดยมีสิทธิในการอยูรอด สิทธิไดรับการคมุ ครองสทิ ธใิ นดานพฒั นาการ และและสทิ ธิการมีสว นรว มตามที่กฎหมายระบไุ ว 6. แนวคิดเกีย่ วกบั การอบรมเลี้ยงดูควบคกู ารใหก ารศกึ ษา การจัดการศึกษาปฐมวัยมุงพัฒนา เด็กบนพ้ืนฐานของการอบรมเล้ียงดูควบคูกับการใหการศึกษา หรือการสงเสริมกระบวนการเรียนรูท่ี สนองตอธรรมชาติและพฒั นาการตามวยั ของเดก็ แตล ะคนอยางเปนองคร วม 7. แนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการ เด็กปฐมวัยเปนชวงวัยที่เรียนรูผานการเลนและการทํา กิจกรรมท่ีเหมาะสมตามวัย เปนหนาที่ของผูสอนตองวางแผนโดยบูรณาการทั้งวิทยาศาสตร คณิตศาสตร ศิลปะ ภาษา ดนตรี และการเคลือ่ นไหว คณุ ธรรม จริยธรรม สุขภาพอนามัย และศาสตร อ่นื ๆ โดยไมแ บงเปนรายวชิ า แตจะมีการผสมผสานความรู ทักษะกระบวนการ และเจตคติของแตละ ศาสตรใ นการจดั ประสบการณ 8. แนวคิดเกี่ยวกับลื่อ เทคโนโลยี และสภาพแวดลอมที่เอ้ือตอการเรียนรู ผูสอนสามารถนํา สอื่ เทคโนโลยี และการจดั สภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรยี นรมู าสนับสนนุ และเสริมสรางการเรียนรูของ เด็กปฐมวยั ได โดยสอื่ เปนตัวกลางและเครอื่ งมอื เพ่ือใหเ ด็กเกิดการเรยี นรตู ามจดุ ประสงคที่วางไว 9. แนวคิดเก่ียวกับการประเมินตามสภาพจริง การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยยึด วิธกี ารสงั เกตเปนสวนใหญ เปนกระบวนการที่ตอเนื่องและสอดคลองสัมพันธกับการจัดประสบการณ การเรียนรูรวมทั้งกิจกรรมประจําวัน โดยมีจุดมุงหมายเพื่อใหไดขอมูลเก่ียวกับพัฒนาการและการ เรียนรูของเด็ก สําหรับการสงเสริมความกาวหนา และชวยเหลือสนับสนุนเม่ือพบเด็กลาชาหรือมี ปญ หาทีเ่ กิดจากพฒั นาการและการเรียนรู
8 10. แนวคิดเกี่ยวกับการมีสวนรวมของครอบครัว สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และชุมชน การพฒั นาเด็กอยางมีคุณภาพตอ งอาศัยความรวมมือของทุกฝายที่เก่ยี วของกับเด็ก 11. แนวคดิ เกยี่ วกบั หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความเปนไทย และความหลากหลาย การเปลย่ี นแปลงทางสังคม เศรษฐกจิ และเทคโนโลยี สงผลตอวิถชี วี ิตและการจดั การศึกษาเพื่อเตรียม เด็กสูอนาคต เด็กเมื่อเกิดมาจะเปนสวนหน่ึงของสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งไมเพียงแตจะไดรับอิทธิพล จากการปฏบิ ตั แิ บบด้ังเดิมตามประเพณี มรดก และการถายทอดความรูภูมิปญญาของบรรพบุรุษแลว ยงั ไดร บั อิทธพิ ลจากประสบการณ คานิยม และความเช่ือของบุคคลในครอบครัวและชุมชนของแตละ ท่ดี วย จากแนวคิดพื้นฐานดังกลาว ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ครูตองศึกษาหลักการของหลักสูตร ใหเขาใจเพราะในการจัดประสบการณการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 จําเปนตองยึดหลักการการอบรมเลี้ยงดูควบคูกับการใหการศึกษา โดยตองคํานึงถึงความสนใจและ ความตองการของเด็กทุกคน ทั้งเด็กปกติ เด็กดอยโอกาส เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กท่ีมี ความบกพรอ งทางรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา รวมทั้งการส่ือสาร การเรียนรูสําหรับ เด็กทมี่ รี างกายพิการ หรือทุพพลภาพ บุคคลท่ีไมสามารถพ่ึงพาตนเองได หรือเด็กท่ีไมมีผูดูแล เพื่อให เกดิ การพฒั นาการทุกดา นอยา งสมดุลกนั โดยผานการจัดกิจกรรมที่หลากหลายบูรณาการผานการเลน และกิจกรรมท่ีเปนประสบการณต รง ผา นทางประสาทสัมผัสทั้งหาที่มีความเหมาะสมกับวัยและความ แตกตางระหวางบุคคล ดวยปฏิสัมพันธที่ตีระหวางเด็กกับพอแม เด็กกับผูเลี้ยง หรือบุคลากรที่มี ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดแู ละใหการศกึ ษากบั เด็ก เพ่อื ใหเดก็ แตล ะคนไดมีโอกาสในการพัฒนา ตนเองตามลําดับขั้นของการพัฒนาสูงสุดตามศักยภาพและนําไปใชในการดํารงชีวิตเปนคนดีและคน เกงของสังคม สอดคลองกับธรรมชาติ ส่ิงแวดลอม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ความ เช่ือทางศาสนาท่ีตนเองนับถือ สภาพเศรษฐกิจ สังคม โดยความรวมมือจากครอบครัว ชุมชน และ สังคมเพอ่ื เปนกาํ ลังสําคญั ในการพัฒนาประเทศตอไปในอนาคต 2.1.1 ปรชั ญาการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดปรัชญาการศึกษาปฐมวัยท่ี สะทอนใหเห็นความเช่ือพ้ืนฐานในการพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแตอายุแรกเกิดถึง 6 ปบริบูรณ โดยเห็น ความสําคัญของการพฒั นาเดก็ โดยองครวม การคํานงึ ถึงความสมดุลและครอบคลุมพัฒนาการของเด็ก ครบทุกดาน ในการอบรมเล้ียงดู พัฒนาและสงเสริมกระบวนการเรียนรูของเด็ก ท่ีผูสอนตองยอมรับ ความแตกตางของเด็ก ปฏบิ ตั ติ อเด็กแตละคนอยา งเหมาะสม โดยผูสอนใหความรัก ความเอ้ืออาทร มี ความเขาใจ ในการพัฒนาเด็กใหเปนมนุษยที่สมบูรณ ท้ังดานรางกาย อารมณ จิตใจ สติปญญา คุณธรรม จริยธรรม และอยูรว มกับผอู ่ืนไดอ ยางมีความสุข ดังน้ี
9 การศึกษาปฐมวัย เปนการพัฒนาเด็กต้ังแตแรกเกิด ถึง 6 ปบริบูรณอยางเปนองครวม บนพ้ืนฐานการอบรมเลี้ยงดูและการสงเสริมกระบวนการเรียนรูที่สนองตอธรรมชาติและพัฒนาการ ตามวัยของเด็กแตละคนใหเต็มตามศักยภาพ ภายใตบริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู ดวย ความรัก ความเอื้ออาทร และความเขาใจของทุกคน เพื่อสรางรากฐานคุณภาพชีวิตใหเด็กพัฒนาไปสู ความเปน มนษุ ยท สี่ มบูรณ เกดิ คุณคาตอตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 2.1.2 วสิ ัยทัศนก ารศึกษาปฐมวัย พทุ ธศักราช 2560 หลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดวิสัยทัศนที่สะทอนใหเห็นความ คาดหวังที่เปนจริงไดในอนาคตในการพัฒนาเด็กปฐมวัยใหมีคุณภาพ ผานประสบการณท่ีเด็กปฐมวัย เรยี นรูอ ยางมีความสขุ มที กั ษะชวี ิต ปฏิบตั ติ นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เปนคนดี มีวินัย และสํานึกความเปน ไทยและทุกฝา ยท้งั ครอบครัว สถานศกึ ษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และชุมชน รวมมือกนั พฒั นาเดก็ ดังน้ี หลักสูตรการศึกษาปฐมวยั มงุ พัฒนาเด็กทุกคนใหไดรับการพัฒนาดานรางกาย อารมณ จติ ใจ สงั คม และสติปญญา อยางมีคุณภาพและตอเนื่อง ไดรับการจัดประสบการณการเรียนรูอยางมี ความสุขและเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิต และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เปนคนดีมีวินัย และสํานึกความเปนไทย โดยความรวมมือระหวางสถานศึกษา พอแม ครอบครัว ชมุ ชน และทกุ ฝา ยทเ่ี กีย่ วขอ งกบั การพัฒนาเดก็ 2.1.3 หลักการของหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดหลักการสําคัญในการจัด การศึกษาปฐมวัย เพราะในการจัดประสบการณการเรียนรูใหเด็กปฐมวัย จะตองยึดหลักการอบรม เลีย้ งดูควบคกู ับการใหก ารศึกษา โดยตอ งคาํ นึงถึงความสนใจและความตองการของเด็กทุกคน ท้ังเด็ก ปกติ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กที่มีความบกพรองทางรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม สตปิ ญ ญา รวมท้งั การส่ือสารและการเรยี นรู หรอื เดก็ ท่มี รี า งกายพิการหรือทุพพลภาพหรือบุคคลซ่ึงไม สามารถพ่งึ ตนเองได หรอื ไมม ผี ดู ูแลหรอื ดอ ยโอกาส เพอ่ื ใหเดก็ พัฒนาทุกดาน ทั้งดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญาอยางสมดุล โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลาย บูรณาการผานการเลน และ กิจกรรมที่เปนประสบการณตรงผานประสาทสัมผัสท้ังหา เหมาะสมกับวัยและความแตกตางระหวาง บุคคล ดวย ปฏิสัมพันธท่ีดีระหวางเด็กกับพอแม เด็กกับผูเล้ียงดู หรือบุคลากรที่มีความรู ความสามารถในการอบรมเล้ียงดูและใหการศึกษาเด็กปฐมวัย เพ่ือใหเด็กแตละคน ไดมีโอกาสพัฒนา ตนเองตามลําดับช้ันของพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพ และนําไปใชในชีวิตประจําวันไดอยางมี ความสุข เปนคนดีของสังคม และสอดคลองกับธรรมชาติ ส่ิงแวดลอม ขนบธรรมเนียมประเพณี วฒั นธรรม ความเชอื่ ทางศาสนา สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิทธิเด็ก โดยความรวมมือจากครอบครัว
10 ชุมชน องคกรปกครอง สวนทองถ่ิน องคกรเอกชน สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบัน สงั คมอ่ืน ดงั นี้ 1. สง เสริมกระบวนการเรียนรูแ ละพฒั นาการทีค่ รอบคลมุ เด็กปฐมวยั ทุกคน 2. ยึดหลักการอบรมเล้ียงดูและใหการศึกษาที่เนนเด็กเปนสําคัญ โดยคํานึงถึงความ แตกตางระหวางบคุ คล และวิถชี ีวติ ของเดก็ ตามบริบทของชุมชน สังคม และวฒั นธรรมไทย 3. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองครวม ผานการเลนอยางมีความหมาย และ มีกิจกรรมหลากหลาย ไดลงมือกระทําในสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรียนรู เหมาะสมกับวัย และมี การพกั ผอนเพยี งพอ 4. จัดประสบการณการเรียนรูใหเด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลัก ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เปน คนดี มวี ินัย และมีความสุข 5. สรางความรู ความเขาใจและประสานความรวมมือในการพัฒนาเด็ก ระหวาง สถานศกึ ษา กบั พอแม ครอบครวั ชุมชน และทุกฝา ยทีเ่ กีย่ วขอ งกบั การพัฒนาเดก็ ปฐมวัย 2.1.4 จดุ มุงหมายการจัดการศกึ ษาปฐมวัยตามหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดจุดหมายเพื่อใหเกิดกับเด็กเม่ือ จบการศึกษาระดับปฐมวัยแลว โดยจุดหมายอยูบนพ้ืนฐานพัฒนาการทั้ง 4 ดาน คือ ดานรางกาย อารมณ จิตใจสังคม และสติปญญา ท่ีนําไปสูการกําหนดมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค ตัวบงช้ี และสภาพทพ่ี ึงประสงคด งั นี้ 1. รา งกายเจรญิ เตบิ โตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสยั ทีด่ ี 2. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจิตใจท่ดี ีงาม 3. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู รว มกบั ผูอ่นื ไดอ ยา งมีความสุข 4. มีทกั ษะการคดิ การใชภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรูไดเ หมาะสมกับวัย 2.1.5 การจัดประสบการณ การจัดประสบการณสําหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ป เปนการจัดกิจกรรมในลักษณะ บูรณาการผานการเลน การลงมือกระทํา จากประสบการณตรงอยางหลากหลาย เกิดความรู ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม รวมท้ังเกิดการพัฒนาท้ังดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา ไม จัดเปน รายวชิ าโดยมหี ลกั การ และแนวทางการจดั ประสบการณ ดงั นี้ 1. หลักการจัดประสบการณ 1.1 จัดประสบการณการเลนและการเรียนรูหลากหลาย เพ่ือพัฒนาเด็กโดยองค
11 รวมอยางสมดลุ และตอ เนอื่ ง 1.2 เนนเด็กเปนสําคัญ สนองความตองการ ความสนใจ ความแตกตางระหวาง บคุ คลและบรบิ ทของสงั คมท่ีเด็กอาศัยอยู 1.3 จัดใหเด็กไดรับการพัฒนา โดยใหความสําคัญกับกระบวนการเรียนรูและ พฒั นาการของเด็ก 1.4 จดั การประเมินพัฒนาการใหเปนกระบวนการอยางตอเน่ือง และเปนสวนหนึ่ง ของการจดั ประสบการณ พรอมทง้ั นําผลการประเมินมาพฒั นาเดก็ อยางตอเน่อื ง 1.5 ใหพ อ แม ครอบครวั ชมุ ชน และทุกฝา ยทเี่ กย่ี วขอ งมสี ว นรว มในการพฒั นาเด็ก 2. แนวทางการจดั ประสบการณ 2.1 โรงเรียนจดั แนวทางการจัดประสบการณในรูปแบบบูรณาการกิจกรรม 6 หลัก เปนแนวทางหนึ่งในการจัดประสบการณแบบบูรณาการที่มีเอกลักษณ เฉพาะตัวของการจัด ประสบการณในระดับปฐมวัย ซ่ึงเปนการจัดประสบการณที่มีเอกลักษณเฉพาะตัวของการจัด ประสบการณในระดับปฐมวัย ซึ่งเปนการจัดประสบการณที่เนนเด็กเปนศูนยกลาง และมีความ สอดคลอ งกับหลกั การเรียนรู ของสมอง คอื กิจกรรมเสรี เปนกิจกรรมที่เปดโอกาสใหเด็กเลนกับสื่อและเครื่องเลนหรือมุม ประสบการณ อยางอิสระโดยใหเด็กมีโอกาสเลือกเลนไดอยางเสรีตามความสนใจและความตองการ ของเด็กทง้ั เปนรายบคุ คลและเปน กลมุ ในมมุ บาน มุมเสริมสวย มุมหนังลือ มุมบล็อก เครื่องเลนสัมผัส มุมวิทยาศาสตร มุมเกมการศึกษา กิจกรรมสรางสรรค เปนกิจกรรมท่ีชวยใหเด็กไดแสดงออกทางอารมณ ความรูสึก ความคิด ริเริ่มสรางสรรคและจินตนาการโดยใชศิลปะ เชน การเขียนภาพ การปน การฉีกปะ ตัดปะ การพมิ พภ าพ การรอ ย การประดษิ ฐห รือวิธกี ารอืน่ ๆ ที่เดก็ ไดค ดิ สรางสรรค กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เปนกิจกรรมที่จัดใหเด็กไดเคลื่อนไหวสวนตาง ๆ ของรางกาย อยา งอิสระตามจังหวะ โดยใชเ สยี งเพลง คาํ คลอ งจอง เครอื่ งเคาะจังหวะหรือ อุปกรณอ่ืน ๆ มาประกอบการเคลื่อนไหวเพ่ือสงเสริมใหเด็กเกิดจินตนาการ ความคิดสรางสรรค การทํากิจกรรม เคลอ่ื นไหวและจงั หวะชว ยใหเ ดก็ เรยี นรูจงั หวะและควบคมุ การเคลอ่ื นไหวของตนเองได กิจกรรมเสริมประสบการณ เปนกิจกรรมที่มุงเนนใหเด็กไดพัฒนาการทักษะการ เรียนรู ฝกการทํางานและอยูรวมกันเปนกลุมท้ังกลุมยอยและกลุมใหญโดยจัดกิจกรรมดวยวิธีตาง ๆ เชน สนทนา อภิปราย เลานิทาน สาธิตทดลอง ศึกษานอกสถานที่ เลนบทบาทสมมติ รองเพลง เลน เกม ทอ งคาํ คลองจองประกอบทาทาง กิจกรรมกลางแจง เปนกิจกรรมท่ีจัดใหเด็กไดมีโอกาสออกไปนอกหองเรียนเพื่อ ออกกําลงั เคลอ่ื นไหวรา งกาย และแสดงออกอยา งอิสระ โดยยดึ ความสนใจและความสามารถของเด็ก
12 แตละคนเปนหลกั สง่ิ ที่เดก็ เลน เชน การควบคมุ ทา ทางการเดิน การว่ิงแขง การเลนกระบะทราย การ เดนิ ทรงตัวบนแผน ไม เพ่อื สรา งสมองใหพ รอมสําหรับการใชง านในวัยถัดไป กิจกรรมเกมการศกึ ษา เปนเกมการเลน ทีช่ วยพฒั นาสติปญญามีกฎเกณฑกติกางาย ๆ เด็ก สามารถเลนคนเดียว หรือเลนเปนกลุมก็ได ชวยใหเด็กรูจักสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิด ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสี รูปราง จํานวน ประเภท และความสัมพันธเก่ียวกับพื้นท่ีหรือระยะเชน เกมจบั คู เกม แยกประเภท จดั หมวดหมู เรยี งสาํ ดับ โดมิโน ภาพตดั ตอ การจัดประสบการณการเรียนรูสําหรับเด็กปฐมวัยน้ันขึ้นอยูบนพื้นฐานของ ประสบการณเดิม ท่ีเด็กมีอยู และประสบการณใหมท่ีเด็กจะไดรับ เปนการจัดกิจกรรมเพ่ือสงเสริม พัฒนาการทั้ง 4 ดาน ไดแก ดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา รวมทั้งการยอมรับใน วัฒนธรรมและภาษา ของเด็กมุงเนนการพัฒนาเด็กใหมีความสุข และเปนการสรางสภาพแวดลอมท่ี เอ้ือตอการเรียนรูของเด็ก ในสภาพแวดลอมท่ีสะอาด ปลอดภัยอากาศสดช่ืน ผอนคลายไมเครียด มี โอกาสไดออกกําลงั กาย และพักผอน มีส่ือวัสดุอุปกรณ มีของเลนท่ีหลากหลายเหมาะสมกับวัยใหเด็ก มีโอกาสไดเลือกเลน เรียนรูเก่ียวกับตนเองและโลกท่ีเด็กอยู รวมท้ังพัฒนาการอยูรวมกับคนอื่นใน สังคมอีกดวย สิ่งสําคัญในการจัดประสบการณ คือ การยึดเด็กเปนศูนยกลาง จัดประสบการณการ เรียนรูใหสอดคลองเหมาะสมกับวัย ความสนใจ ความตองการความแตกตางระหวางบุคคลใน บรรยากาศท่อี บอนุ ตอ การเรียนรโู ดยใชก ารบูรณาการผานการเลนอยางหลากหลายเปนประสบการณ ตรงทีเ่ ด็กมีโอกาสใหพอแมผูปกครอง ชุมชนมีสวนรว มในการพฒั นา 2.1.6 มาตรฐานคุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กําหนดมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึง ประสงค จํานวน 12 มาตรฐาน ประกอบดวย พัฒนาการดานรางกาย 2 มาตรฐาน พัฒนาการดาน อารมณ จิตใจ 3 มาตรฐาน พัฒนาการดานสังคม 3 มาตรฐาน และพัฒนาการดานสติปญญา 4 มาตรฐาน กําหนดตัวบงช้ี ซ่ึงเปนเปาหมายในการพัฒนาเด็กท่ีมีความสัมพันธสอดคลองกับมาตรฐาน คุณลักษณะท่ีพึงประสงค และมีการกําหนดสภาพท่ีพึงประสงคซ่ึงเปนพฤติกรรมหรือความสามารถ ตามวัยท่ีจําเปนสําหรับเด็กทุกคนบนพ้ืนฐานพัฒนาการหรือความสามารถในแตละระดับอายุ อีกทั้ง นําไปใชในการวเิ คราะหส าระการเรียนรู เพื่อกําหนดเปนจดุ ประสงคการเรยี นรูในการจัดประสบการณ และการประเมินพัฒนาการเด็ก นอกจากสภาพท่ีพึงประสงคที่กําหนดในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ผูสอนจําเปนตองทําความเขาใจพัฒนาการของเด็กอายุ 3 - 6 ป เพื่อนําไปพิจารณาจัดประสบการณ ใหเด็ก แตละวัยไดอยางถูกตองเหมาะสม ขณะเดียวกันจะตองสังเกตเด็กแตละคนซ่ึงมีดวามแตกตาง ระหวางบุคคลเพอื่ นาํ ขอ มูลไปชวยพฒั นาเด็กใหเต็มตามความสามารถและศักยภาพหรือชวยเหลือเด็ก ไดทันทวงที ทั้งนี้ข้ึนอยูกับสภาพแวดลอม การอบรมเล้ียงดู และประสบการณท่ีเด็กไดรับ ประกอบดว ย
13 1. พัฒนาการดา นรางกาย ประกอบดว ย 2 มาตรฐานคอื มาตรฐานท่ี 1 รางกายเจรญิ เติบโตตามวยั และมีสุขนสิ ยั ทีด่ ี มาตรฐานท่ี 2 กลามเน้ือใหญและกลามเนื้อเล็กแข็งแรงใชไดอยางคลองแคลวและ ประสานสัมพันธก นั 2. พัฒนาการดานอารมณ จติ ใจ ประกอบดวย 3 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 3 มสี ุขภาพจิตดีและมคี วามสขุ มาตรฐานที่ 4 ชนื่ ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลอ่ื นไหว มาตรฐานท่ี 5 มคี ุณธรรม จริยธรรม และมจี ิตใจทีด่ งี าม 3. พัฒนาการดา นสงั คม ประกอบดวย 3 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 6 มที กั ษะชวี ติ และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง มาตรฐานที่ 7 รกั ธรรมชาติ ส่งิ แวดลอ ม วัฒนธรรม และความเปน ไทย มาตรฐานท่ี 8 อยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุขและปฏิบัติตนเปนสมาชิกที่ดีของ สงั คมในระบอบประชาธปิ ไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมขุ 4. พฒั นาการดา นสตปิ ญญา ประกอบดวย 4 มาตรฐานคอื มาตรฐานท่ี 9 ใชภาษาสื่อสารไดเ หมาะสมกบั วยั มาตรฐานที่ 10 มคี วามสามารถในการคิดท่เี ปนพน้ื ฐานในการเรียนรู มาตรฐานท่ี 11 มจี ินตนาการและความคิดสรางสรรค มาตรฐานที่ 12 มเี จตคติทีด่ ตี อการเรยี นรแู ละมีความสามารถในการแสวงหาความรู ไดเหมาะสมกบั วยั 2.1.7 สาระการเรียนรู สาระการเรยี นรู เปน สอื่ กลางในการจัดประสบการณการเรียนรูใหกับเด็ก เพ่ือสงเสริม พัฒนาการเด็กทุกดาน ใหเปนไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่กําหนด ประกอบดวยประสบการณ สาํ คัญ และสาระทค่ี วรเรยี นรู ดงั น้ี 1. ประสบการณสําคัญ ประสบการณสําคัญเปนแนวทางสําหรับผูสอนนําไปใชในการ ออกแบบการจัดประสบการณใหเด็กปฐมวัยเรียนรู ลงมือปฏิบัติ และไดรับการสงเสริมพัฒนาการ ครอบคลุมทุกดา น ดงั นี้ 1.1 ประสบการณสําคัญท่ีสงเสริมพัฒนาการดานรางกาย เปนการสนับสนุนใหเด็ก ไดม ีโอกาสพัฒนาการใชก ลา มเนอื้ ใหญ กลามเน้ือเล็ก และการประสานสัมพันธระหวางกลามเน้ือและ ระบบประสาท ในการทํากิจวัตรประจําวันหรือทํากิจกรรมตาง ๆ และสนับสนุนใหเด็กมีโอกาสดูแล สขุ ภาพและสขุ อนามัย สุขนิสัย และการรักษาความปลอดภัย
14 1.2 ประสบการณสําคัญที่สงเสริมพัฒนาการดานอารมณ จิตใจ เปนการสนับสนุน ให เด็กไดแสดงออกทางอารมณและความรูสึกของตนเองท่ีเหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษ เฉพาะ ที่เปนอัตลักษณ ความเปนตัวของตัวเอง มีความสุข ราเริงแจมใส การเห็นอกเห็นใจผูอ่ืนได พฒั นาคุณธรรมจรยิ ธรรม สนุ ทรียภาพ ความรูสึกท่ีดีตอตนเอง และความเช่ือมั่นในตนเองขณะปฏิบัติ กิจกรรมตาง ๆ ดังนี้ 1.3 ประสบการณสําคัญท่ีสง เสริมพัฒนาการดานสังคม เปนการสนับสนุนใหเด็กได มีโอกาสปฏิสัมพันธกับบุคคลและส่ิงแวดลอมตาง ๆ รอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมตาง ๆ ผานการ เรียนรูทางสังคม เชน การเลน การทํางานกับผูอ่ืน การปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน การแกปญหาขอ ขัดแยง ตา ง ๆ 1.4 ประสบการณสําคัญที่สงเสริมพัฒนาการดานสติปญญา เปนการสนับสนุนให เดก็ ไดร ับรแู ละเรียนรูส่ิงตาง ๆ รอบตัวผานการมีปฏิสัมพันธกับส่ิงแวดลอม บุคคลและส่ือตาง ๆ ดวย กระบวนการเรียนรูที่หลากหลาย เพ่ือเปดโอกาสใหเด็กพัฒนาการใชภาษา จินตนาการความคิด สรางสรรค การแกปญหา การคิดเชิงเหตุผล และการคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งตาง ๆ รอบตัวและมี ความคดิ รวบยอดทางคณิตศาสตรท ่เี ปน พนื้ ฐานของการเรยี นรใู นระดับทีส่ งู ขนึ้ ตอ ไป 2. สาระทค่ี วรเรียนรู สาระทีค่ วรเรยี นรู เปนเรื่องราวรอบตัวเดก็ ท่ีนาํ มาเปนสือ่ กลางในการจัดกิจกรรมให เด็กเกิดแนวคิดหลังจากนําสาระที่ควรรูนั้น ๆ มาจัดประสบการณใหเด็ก เพื่อใหบรรลุจุดหมายท่ี กําหนดไว ทั้งน้ีไมเนนการทองจําเนื้อหา ผูสอนสามารถกําหนดรายละเอียดข้ึนเองใหสอดคลองกับวัย ความตองการ และความสนใจของเด็ก โดยใหเด็กไดเรียนรูผานประสบการณสําคัญ ท้ังนี้อาจยืดหยุน เนือ้ หาได โดยคํานงึ ถงึ ประสบการณแ ละสิ่งแวดลอ มในชวี ิตจริงของเด็ก ดงั น้ี 2.1 เร่ืองราวท่ีเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรเรียนรูชื่อ นามสกุล รูปรางหนาตา อวัยวะ ตาง ๆ วิธีระวังรักษารางกายใหสะอาดและมีสุขภาพอนามัยท่ีดี การรับประทานอาหารที่เปน ประโยชน การระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองจากผูอ่ืนและภัยใกลตัว รวมท้ังการปฏิบัติตอผูอื่น อยางปลอดภัย การรูจักประวัติความเปนมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเปนสมาชิกท่ีดี ของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผอู ื่น การรูจักแสดงความคิดเห็นของตนเอง และรบั ฟงความคิดเห็นของผอู ่นื การกํากับตนเอง การเลนและทําสิ่งตาง ๆ ดวยตนเองตามลําพังหรือ กับผูอื่น การตระหนักรูเก่ียวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะทอนการรับรูอารมณและ ความรูสึกของตนเองและผูอื่น การแสดงออกทางอารมณและความรูสึกอยางเหมาะสม การแสดง มารยาทที่ดี การมีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม 2.2 เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดลอมเด็ก เด็กควรเรียนรูเก่ียวกับ ครอบครัวสถานศึกษา ชุมชน และบุคคลตาง ๆ ท่ีเด็กตองเก่ียวของหรือใกลชิดและมีปฏิสัมพันธใน
15 ชีวิตประจําวัน สถานที่สําคัญ วันสําคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหลงวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณสําคัญของชาติไทยและการปฏิบัติตามวัฒนธรรมทองถ่ินและความเปนไทย หรือแหลง เรยี นรจู ากภมู ิปญญาทองถิน่ อน่ื ๆ 2.3 ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรูเก่ียวกับชื่อ ลักษณะ สวนประกอบ การ เปลี่ยนแปลงและความสัมพันธของมนุษย สัตว พืช ตลอดจนการรูจักเกี่ยวกับดิน น้ํา ทองฟา สภาพ อากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลังงานในชีวิตประจําวันท่ีแวดลอมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษสิ่งแวดลอม และการรักษาสาธารณสมบตั ิ 2.4 สิ่งตา ง ๆ รอบตวั เดก็ เด็กควรเรยี นรเู กีย่ วกับการใชภาษาเพื่อสื่อความหมายใน ชีวิตประจําวัน ความรูพ้ืนฐานเกี่ยวกับการใชหนังสือและตัวหนังสือ รูจักช่ือ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รปู รา ง รปู ทรง ปริมาตร นํ้าหนกั จํานวน สว นประกอบ การเปล่ยี นแปลงและความสัมพันธของ สิ่งตาง ๆ รอบตัว เวลา เงิน ประโยชน การใชงาน และการเลือกใชสิ่งของเครื่องใชยานพาหนะ การ คมนาคม เทคโนโลยีและการลือ่ ลารตาง ๆ ที่ใชอ ยูในชีวิตประจําวนั อยางประหยัด ปลอดภัยและรักษา ส่งิ แวดลอม 2.1.8 การประเมนิ พัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ป เปนการประเมินพัฒนาการดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญาของเด็ก โดยถือเปนกระบวนการตอเนื่อง และเปนสวนหน่ึงของ กจิ กรรม ปกตทิ จี่ ัดใหเด็กในแตละวัน ผลที่ไดจากการสังเกตพัฒนาการเด็กตองนํามาจัดทําสารนิทัศน หรือจัดทําขอมูลหลักฐานหรือเอกสารอยางเปนระบบ ดวยการรวบรวมผลงานสําหรับเด็กเปน รายบุคคลท่ีสามารถบอกเรื่องราวหรือประสบการณท่ีเด็กไดรับวาเด็กเกิดการเรียนรูและมี ความกาวหนาเพยี งใด ท้ังนใ้ี หนําขอ มลู ผลการประเมินพฒั นาการเดก็ มาพจิ ารณาปรบั ปรุงวางแผนการ จดั กิจกรรม และสงเสริมใหเด็กแตละคนไดร บั การพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตรอยางตอเนื่อง การ ประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดงั น้ี 1. วางแผนการประเมนิ พฒั นาการอยา งเปน ระบบ 2. ประเมินพัฒนาการเดก็ ครบทุกดาน 3. ประเมนิ พฒั นาการเดก็ เปน รายบุคคลอยางสมํ่าเสมอตอเนื่องตลอดป 4. ประเมนิ พฒั นาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจําวันดวยเคร่ืองมือและวิธีการที่ หลากหลาย ไมค วรใชแบบทดสอบ 5. สรปุ ผลการประเมิน จดั ทาํ ขอมลู และนาํ ผลการประเมินไปใชพัฒนาเด็ก สําหรับวธิ ีการประเมินท่เี หมาะสมและควรใชกับเด็กอายุ 3-6 ป ไดแก การสังเกต การ บันทึกพฤติกรรมการสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ การวิเคราะหขอมูลจากผลงานเด็กท่ีเก็บอยางมี ระบบ
16 2.2 ธรรมชาติของเดก็ ปฐมวัย สุขจริง วองเดชากุล (2556, หนา 1) ไดกลาวเนื่องในวันอนามัยโลกวา ธรรมชาติของ เด็ก ปฐมวัยสนใจเร่ืองรอบตัว อยากรูอยากเห็น ชอบความสนุกสนาน มีจินตนาการ ความคิดริเร่ิม สรางสรรค และชอบต้ังคําถามในเรื่องตาง ๆ ซ่ึงความสามารถหลายๆ ดาน จะพัฒนาซับซอนมากขึ้น ตามวัย การจัดประสบการณ และสภาพแวดลอมรอบตัว ใบโอกาสเด็กสํารวจ คนควา ทดสอบ ทดลอง และคนพบส่งิ แปลกใหมดวยตนเอง จะทาํ ใหสนกุ สนาน เพลิดเพลนิ มีความสุข เกิดการเรียนรู สิ่งตาง ๆ อยางมีความหมายทีละเล็กละนอย ไดเรียนรูในระดับท่ีสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ อยางคอยเปนคอย ไป ตามลาํ ดับข้นั ของพฒั นาการ 2.2.1 การเลนของเดก็ ปฐมวัย การเลนของเดก็ ปฐมวยั นับเปน หัวใจสําคญั ของการสงเสริม การเรียนรู และพัฒนาการ ที่สอดคลองลับธรรมชาติ ของเลนเปนสวนหนึ่งของการเลนของเด็ก สรางเสริมพัฒนาการ ทางดาน ตาง ๆ พอแม ผูปกครอง และผูท่ีปฏิบัติงานเก่ียวของกับเด็ก ควรมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับ การ เลือกของเลนท่ีเหมาะสมสําหรับเด็กกอนเลือกของเลนใหเด็ก พอแมและผูปกครองจะตองมีความรู ความเขาใจพฤติกรรม การเลนตามวัยของเด็ก เพราะเด็กแตละวัยจะมีการเลนที่แตกตางกันไป ตาม ระดบั พัฒนาการ และ ประสบการณท่ีเด็กไดรับจากสภาพแวดลอม พฤติกรรมการเลนของเด็ก มีการ พัฒนาไปตามลําดับข้ันตอน อยางตอเน่ือง ตามวุฒิภาวะความพรอมท้ังทางรางกาย อารมณ จิตใจ สงั คม และสตปิ ญญาของเด็ก รวมท้งั จากการเลนแบบงายๆ เพยี งลาํ พงั คนเดยี ว ไปสูการเลนที่ซับซอน มากขั้น และรูจกั เลนรว มกบั ผูอ ่นื มากขนั้ 2.2.2 พฤตกิ รรมการเลน ของเลน 1) เด็กอายุตา่ํ กวา 1 ป เด็กวยั น้ี จะเรม่ิ พัฒนาประสาทสัมผัส การมองเห็น และการได ยิน การแขวน ของเลนท่ีสดใส แกวงไกว แลวมีเสียงกรุงกริ๊ง ชวยใหเด็กกรอกสายตาแกการมองเห็น และการพีง ไดสังเกตความเคลื่อนไหว เมื่อเด็กสามารถบังคับใชกลามเนื้อในการเคลื่อนแขน ขา มือ เดก็ จะควา จับ และสนใจตอสิ่งแวดลอมมากข้ัน ของเลนท่ีเด็กวัยนี้ชอบ คือ ของเลนท่ีถือได มีสีสดใส และมี เสยี ง เด็กวัยนีช้ อบเอาของเลนเขา ปากอม 2) เด็กอายุ 1-2 ป เด็กวัยน้ี เร่ิมเดินไดดวยตนเอง แตไมมั่นคงนัก ชอบเกาะเครื่อง เรอื น เดนิ จากที่หน่งึ ไปอีกท่หี น่งึ แกการเคลื่อนไหวกลามเน้ือตาง ๆ ของเลนสําหรับเด็กวัยน้ี ควรเปน ประเภท ท่ีลากจูงไปมาได เชน รถไพ หรอื รถลากตอ ๆ เดก็ จะสนุกกับส่ิงใหมๆ ท่พี บเห็น ชอบปนปาย ข้ัน บนั ได มดุ ใตโตะ เลนน้ํา และเลนทราย พอแมตองชวยดูแล และระบัดระวังความปลอดภัย อยาง ใกลช ดิ
17 3) เด็กอายุ 2-4 ป เด็กวัยน้ี อยากรูอยากเห็นทุกสิ่งทุกอยาง เด็กเคล่ือนไหวไดคลอง ขึ้น และทรงตวั ไดดี เพราะกลามเนือ้ แขนขาแข็งแรงมากข้ัน ทําใหชอบการเลนท่ีออกแรงมาก ๆ ไมวา จะเปนการว่ิงเลน กระโดด ปนปาย มวนกล้ิง เตะขวางลูกบอล และขี่จักรยานสามลอ เปนการฝก กลามเนอ้ื ใหญใหแข็งแรง และเคล่ือนไหวกระฉับกระเฉงข้ัน เด็กสามารถเลนของเลน ท่ีใชน้ิวมือหยิบ จับ หรือหมุนได ของเลนท่ีเด็กชอบ คือ ภาพดัดตอ ไมบล็อกหยอดกลองรูปทรง กระดานหมุน คอน ตอก รถสามลอ และลกู บอล 4) เด็กอายุ 4-6 ป เด็กวัยน้ี มีความพรอมดานตาง ๆ มากข้ัน การเคลื่อนไหวของ รางกายคลองแคลวข้ัน ชอบเลนกลางแจงกับเครื่องเลนสนาม และเครื่องเลนที่มีลูกลอขับขี่ได สามารถเลน ของเลนท่ีใชนิ้วมือจับไดดีข้ึน เด็กพอใจท่ีจะเลนกับเพ่ือนเปนกลุมมากขึ้น ชอบเลียนแบบ ชีวิตในบาน และสังคมสิ่งแวดลอมควรจะเลือกของเลนอยางไร จึงปลอดภัย และมีประโยชนสําหรับ เดก็ 2.2.3 การเลือกของเลน ใหเหมาะสมกับเด็กปฐมวยั การเลือกของเลนใหเหมาะสมกับเด็กปฐมวัยมีความสําคัญมากสําหรับเด็ก โดยเฉพาะ เด็กเล็ก พอแม และผปู กครอง ควรคาํ นึงการเลอื กของเลน สําหรบั เด็ก ดงั น้ี เลือกของเลนใหเหมาะสมกับอายุเด็ก พอแมตองรูถึงความสามารถของเด็ก อยาเชื่อ เพยี ง คําแนะนําของผผู ลติ ทพ่ี ิมพไ วข างกลอ งเทานั้น ของเลนท่ีเหมาะในการเลน ควรมีความยากงาย เหมาะกบั อายุ และความสามารถ ตามพัฒนาการของเดก็ ของเลนทย่ี ากเกินไป จะบ่ันทอนความสนใจ ในการเลนของเด็ก และทําใหเด็กรูสึกทอถอยไดงาย สวนของเลนท่ีงายเกินไป ก็ทําใหเด็กเบื่อ ไม อยากเลนได สวนประกอบของเลนแข็งแรงแนนหนา การเลือกของเลน จะตองเลือกของเลน ที่มี สวนประกอบแนนหนา ไมหลุด แตกแยกเปนช้ินสวนเล็ก ๆ งาย ตองคํานึงถึงเด็กเล็กที่มีพฤติกรรม ชอบเอาของเลน เขา ปาก อม กลนื เพราะอาจหลดุ ลืน่ สําลักลงหลอดลม หรอื หลอดอาหารไดงาย หรือ อาจจับใสจมูก ทําใหอุดตันทางเดินหายใจ อันเปนอุบัติเหตุท่ีพบบอยมาก ในเด็กวัย 1-3 ป มีผลให สมองเด็กขาดออกซิเจน กลายเปนเจาหญิง เจาชายนิทรา หรือเสียชีวิตได นอกจากนี้ ของเลนที่ แตกหักงาย ๆ หรือเปนสวนแหลมคม อาจทําใหเด็กไดรับบาดเจ็บ จากสวนแหลมคมดังกลาว สวน ของเลนท่ที าํ ดว ยไม ควรเลอื กของเลนทีเ่ นอ้ื ไมร าบเรียบตามสมควร ไมมีสวนแหลมคม หรือ เปนเสี้ยน ไม อันกอ ใหเกิดอนั ตรายตอเดก็ ได วัสดุที่ผลิตไมไดผลิตจากวัสดุท่ีปลอดภัย หรือไดมาตรฐาน กอนซ้ือ ตองตรวจดูวัสดุท่ีใชทํา และสีที่ใชทา วัสดุที่ผลิตตองไมไวไฟ สีท่ีทาตองไมเปนพิษ บางคร้ังจะระบุไว ขางกลองบรรจุ วาทาดวยสีไมเปนอันตรายตอเด็ก สวนสีท่ีเปนอันตรายน้ัน จะมีสารตะก่ัวเปน สว นผสม อนั ตรายทีเ่ กดิ กบั เด็ก โดยเฉพาะเดก็ เลก็ ท่ีชอบเอาของเลนเขาปากอม หรือกัดเลน อันตราย จากสารตะก่วั หรอื สารพษิ ลื่น พบวา หากไดร ับในปริมาณไมมากจะมีผลตอการเจริญเติบโตของสมอง เดก็ การเจรญิ เติบโตชาลง สูญเสียการไดยิน และถาไดรับในปริมาณมาก จะทําใหเกิดภาวะโลหิตจาง
18 สมอง ตับ ไต เสน ประสาทถูกทําลาย เด็กจะหมดสติชัก และเสียชีวิตได การนําวัสดุที่มีในบานมาเปน ของเลนสําหรับเด็กสิ่งท่ีตองระมัดระวังความปลอดภัยสําหรับเด็ก มีดังน้ี ถุงพลาสติก เด็กอาจนํามา ครอบศีรษะ ทําใหขาดอากาศหายใจ หมดสติ และเสียชวี ิตได เหรยี ญตา ง ๆ ทีผ่ ูใหญวางท้ิงไว เด็กอาจ นํามาอมเลน และหลุดลงหลอดลม หรือหลอดอาหาร อาหารบางชนิด โดยเฉพาะเมล็ดผลไม เชน มะขาม ละมุด เด็กอาจนํามาเลน และจับใสจมูก แลวอาจเล่ือนลงหลอดลม เกิดอุดตัน ขาดอากาศ หายใจ หมดสติ และเสียชีวิตเชนเดียวกนั อาวธุ อนั ตราย จําพวกปน และมดี บางครั้งเด็กอาจเขาใจผิด นํามาเลนโดยไมทราบวา เปนของจริง และมีอันตราย ดังน้ันควรหลีกเล่ียงของเลนประเภทปน หรือ มีดมาใหเด็กเลน จนกวาเด็กจะโตพอที่จะสามารถแยกแยะ และเขาใจอันตรายท่ีเกิดขึ้น ประการ สําคญั ที่พอ แม ผูเล้ียงดเู ดก็ จะตองมีความเขา ใจ คอื การเลนท่ีดี และมีประโยชนตอเด็ก ผูใหญตองมี สว นรวมเลนกับเด็กดวย ไมเพียงแตเปนผูเฝาระวังความปลอดภัยเทานั้น แตเลนรวมกับเด็กดวย เพื่อ สอนใหเด็กไดเลนเปน และเรียนรูจากการเลน การเลนกับเด็ก เปนส่ิงสําคัญท่ีจะสรางปฏิสัมพันธกับ เดก็ แสดงถงึ ความรกั ความเอาใจใสต อ เด็ก อันเปนกระบวนการสงเสริม พัฒนาการเด็กทางตานจิตใจ อารมณ และสังคม ทีม่ ีประสทิ ธิภาพย่ิง 2.3 บทบาทสมมติกับการเรียนการสอน 2.3.1 ประวตั ิและความเปนมาของบทบาทสมมติ กิจกรรมบทบาทสมมติ พบวาใชคันมาแลวต้ังแต ปค.ศ. 1900 ในรูปของการแสดง ละคร มีผูนําเอามาใชเปนเครื่องมือในการฝกมนุษยสัมพันธใชเปนวิธีการในการใหการศึกษาและ ใน วงการแพทย หรอื การบาํ บดั รักษาผปู วยทางจติ ในวงการจติ วิทยาผูท่นี ําบทบาทสมมตมิ าใชค นแรก คอื โมเรโน (Moreno) นกั จิตวทิ ยาชาวเวียนนามกี ารคนพบวาบทบาทสมมติสามารถใชใน การวเิ คราะห ทางสงั คมวิทยาไดดวย (ทิศนา แขมมณี, 2549, หนา 41) นักจิตวิทยาสมัยตอมาไดเห็น ความสําคัญและประโยชนท่ีจะไดรับจากการสรางสถานการณ ที่จะนํามาใชในการบําบัดรักษาคนไข โรคจิตจึงไดนําวิธีการบทบาทสมมติมาใชคันอยางแพรหลาย สวนนักการศึกษาชื่อ เอชที เคิรช (S.T. Ketch) ไดน าํ บทบาทสมมติ มาใชในวงการศกึ ษา และ ไดใชทดลองคับนิสิตเพื่อเตรียมตัวลอนแกสอน ท่ีรัฐโอเรกอน ในป ค.ศ. 1963 - 1965 มีการยอมรับ วิธีการนี้อยางกวางขวางในป ค.ศ. 1967 ไดมี งานวิจัยช้ินสําคัญเกี่ยวกับการแสดงบทบาทสมมติ แพนน่ี อา แซพเทล และยอรชแชพเทล (Fannie R. Shaftel & George Shaftel) ซึ่งไดพิมพเปนหนังสือ ช่ือ Role Playing for Social Valves: Decision Making in The Social Studies เมื่อหนังสือไดพิมพออกแพรหลาย ซึ่งนับไดวา เปน จดุ เริม่ ตน ของการนาํ เอาการแสดงบทบาทสมมติมาใชในวงการศึกษา อยางกวางขวาง (วารี ถิระจิตร, 2540, หนา 185)
19 2.3.2 ความหมายของบทบาทสมมติ แซฟเทิล และแซฟเทิล (Shafted & Shaftel, 1967 pp. 83 - 84; อางถึงใน อัจฉรา เนตรลอมวงศ, 2531, หนา 8) ไดใหความหมายของบทบาทสมมติวาหมายถึงวิธีการท่ีผูเรียน จะได เรยี นรูสถานการณในชวี ิตจริง และเปน แนวทางทจี่ ะชวยใหบุคคล ดําเนินชีวิตอยูในสังคม อยางเปนสุข การแสดงบทบาทสมมตนิ ัน้ จะแฝงไวดว ยมวลประสบการณ และกลวิธแี กป ญหาหลาย ๆ ดา น ลี (Lee, 1974, p. 316; อางถึงใน สมเดช อารีสวัสด์ิ, 2530, หนา 21) กลาววา บทบาทสมมติ หมายถงึ การเรียนรูจากการสังเกตบทบาทของผูแสดงในสถานการณน้ัน ๆ ซึ่งตางจาก การแสดงละคร คอื ผูแสดงบทบาทสมมตจิ ะตองคิดคําพดู และแสดงทาทางโดยไมมีการเตรียมบทพูดไว ลวงหนา สุมน อมรววิ ัฒน (2546, หนา 99) ไดใ หค วามหมายบทบาทสมมติวาเปนเคร่ืองมือและ วิธีการอยางหน่ึงที่ใชในการสอนเพื่อใหผูเรียนไดมีความเขาใจอยางลึกซ้ึงในเรื่องท่ีจะเรียนโดยผูสอน จะสรางสถานการณสมมติและบทบาทขึ้นมา ใหผูเรียนไดแสดงออกตามท่ีตนคิดวาควรจะเปนใน บทบาทสมมติผูสอนมักจะกําหนดปญหาและขอขัดแยงตาง ๆ แฝงมาดวย การท่ีผูเรียนไดเลือกที่จะ แสดงบทบาทตาง ๆ โดยไมตองฝกและเตรียมตัวกอนน้ัน ผูแสดงจะตองแสดงไปตามธรรมชาติ โดยที่ ไมรูวา ผูแสดงคนอ่นื จะมีปฏิกิริยาโตต อบอยา งไรบางนับวาเปนการชวยฝกใหผูแสดงไดเรียนรูที่จะปรับ พฤติกรรมและหาทางแกป ญหาตดั สินใจอยางธรรมชาติ สนั่น มีขันหมาก (2539, หนา 280) ไดใหความหมายบทบาทสมมติวาเปนการ แสดงออกของผูเ รียนตามเนื้อหาของสถานการณโดยไมมีการเตรียมตัวลวงหนาเพ่ือใหผูเรียนสัมผัสส่ิง ที่เรียนรู ใกลเคียงกับความเปนจริงขณะแสดงออกมีการแกไขปรับปรุงใหสมจริงมากที่สุดและมีความ เปนอิสระ เปนตัวของตัวเองประสานงานกับกลุม แสดงของใหความหมายบทบาทสมมติวาตนไดเปน อยางดี ญาดาพนิต พิณกุล (2539, หนา 265) ใหความหมายบทบาทสมมติวาเปนการฝกใหผู แสดงไดประสบกับสถานการณจริงในสภาพของการสมมติขึ้นมาทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนไดเขาไปอยูใน เหตุการณที่เกิดขึ้นทําใหไดเรียนรู และเขาใจที่จะปรับพฤติกรรมของตนในสภาวะตาง ๆ ซึ่งผูเรียนได รูจ ักตัดสินใจในสถานการณของสถานการณก ารสมมติน้นั วารี ถิระจิตร (2540, หนา 170) ไดกลาวถึงความหมายของบทบาทสมมติวาเปนการ สมมติ บทบาทและจัดสภาพการณใหผูแสดงบทบาทไดแสดงความรูสึกนึกคิด อารมณ จาก สภาพการณ ท่ีสมมตขิ ้ึน ซง่ึ อาจจะเตรียมการมากอนทีจ่ ะแสดงบทบาท หรือไมไ ดเ ตรียมมากอ น สรุปไดว า บทบาทสมมติ หมายถึง การจัด สภาพการณ ใหคลายคลึงกับปญหาในชีวิต จริง แลวใหผูแสดงบทบาทไดแสดงความรูสึกนึกคิด อารมณจากสภาพการณที่สมมติขึ้นเพื่อเกิดการ เรียนรู และบทบาทสมมติเปนกิจกรรม การสอนท่ีครู เปนผูกําหนดสถานการณ เพ่ือใหนักเรียนได
20 แสดงออกท้ังคําพูดและทาทางตามลักษณะนิสัยของ บุคคลที่อยูในสถานการณสมมติน้ันโดยไมมีการ ฝกซอม และนําการแสดงออกทั้งดานความรูสึก และพฤติกรรมของผูแสดงมาเปนขออภิปรายในการ เรยี นรู 2.3.3 ความสําคญั ของกจิ กรรมบทบาทสมมติ กิจกรรมบทบาทสมมติเปนสวนสําคัญของชีวิตเด็กเล็กและมีคุณคาตอพัฒนาการ ทางดานรางกาย อารมณ สังคม และสติปญญา ตลอดจนการเรียนรูทางจริยธรรมชวยใหเด็ก สนุกสนาน ในการเลนไฮซิง และสติลเวล (Hexing & Stillwell, 1981, pp. 4-5; อางถึงใน วันเพ็ญ ปลุ พัฒน, 2539, หนา 41 - 43) ไดกลาวถึงความสาํ คญั ของการเลนบทบาทสมมติไว ดังน้ี ดานภาษา และการส่ือสาร การเลนบทบาทสมมติของเด็กเปนการแสดงตาม จนิ ตนาการ ทไ่ี ดพ บเห็นในชีวิตประจําวันมีการพูดจาสนทนาใหขอมูลขาวสารและการใชคําถามมีการ แสดงความคิด รวมกนั เปน การพัฒนาดา นการพูด การฟง ดานทักษะการแกปญหา การแกปญหานําไปสูการคิด อยางสรางสรรคในสถานการณ การเลนบทบาทสมมติมีความหมายหลากหลาย เด็กจะเกิดความคิดใหม ๆ จากขอมูลท่ีมี และคิด เก่ียวกับความสัมพันธกับสิ่งใหม ๆ เปนจินตนาการตาง ๆ ขึ้น การเลนบทบาทสมมติเปนการกระตุน ซงึ่ เปนพื้นฐานของการแกป ญหาในสถานการณน ้นั ๆ ดานความคิดเก่ียวกับตนเองในทางที่ดีครูสามารถใชกิจกรรมบทบาทสมมติในการ สง เสริม พฤติกรรมกลา แสดงออกเพราะบทบาทสมมตสิ ามารถทาํ ใหเด็กไดเขาใจตนเองภูมิใจในตนเอง และเขา ใจผูอ น่ื ดานการเรียนรูทางสังคมการเลนบทบาทสมมติเปนการเตรียมการชีวิตเปน กระบวนการ เก่ยี วของกบั คนอื่นเปน การเอาใจเขามาใสใจเราและเรียนรูท่ีจะเผชิญกับปญหาตาง ๆ มี การวางแผน การเลน ดว ยกนั รูจักการรอคอย และลาํ ดับกอ นหลัง หรรษา นิลวิเชียร (2535, หนา 85 - 86) ใหความสําคัญและเห็นคุณคาของการเลน บทบาทสมมติดังน้ี 1) การเลน บทบาทสมมตเิ ปน สว นสําคญั ของชีวิตเด็กเล็กมีคุณคาตอการพัฒนา ทั้งทาง รา งกาย อารมณ สงั คม และสตปิ ญ ญา 2) การเลนบทบาทสมมติชวยสรางบรรยากาศของความเปนอันหน่ึงอันเดียวกัน ในขณะท่ีเดก็ เลน ดว ยกนั เด็กจะเรียนรูก ารแบงปนกนั เลน ดว ยกันกบั เพ่ือนเรียนรูการระวังของ เลนกับ เพอื่ น และการเรียนรูก ารเขาสงั คม 3) การเลนบทบาทสมมติทําใหเด็กเรียนรูจากการดัดแปลง คิดยืดหยุน เชน การ นํา เชือกมาผูกแทนชิงชา
21 4) การเลน บทบาทสมมตทิ ําใหเด็กเรยี นรกู ารรอคอยแกความอดทนซึ่งจะเปน ลักษณะ นสิ ัยท่ีตดิ ตวั และเปนประโยชนตอ เด็กในอนาคต 5) การเลนบทบาทสมมติเปนบุคคลในชุมชนทําใหเด็กเรียนรูเก่ียวกับอาชีพตาง ๆ รวมถึงการเรียนรูเกี่ยวกับสังคม ซ่ึงจะมีผลทําใหเด็กคิดถึงอนาคตและบทบาทของบุคคลตาง ๆ ใน สังคม 6) การเลนบทบทบาทสมมติ ชวยใหเด็กเรียนรู และพัฒนาความรูสึกเห็นอกเห็นใจ ผูอ่ืน โดยเฉพาะอยางย่ิง ในขณะท่ีเลนสวมบทบาทผูอื่น เด็กจะเริ่มเขาใจคนอ่ืน รูสึกอยางไร เม่ือมี ความทุกข หรอื มีความสุข 7) การเลนบทบาทสมมตจิ ะชวยใหเด็กฝกจินตนาการ และความคิดสรางสรรค เด็กจะ สรางภาพพจนเรื่องราวตาง ๆ แมแตเรื่องในใจของตนเอง เด็กจะเลียนเสียงธรรมชาติ เสียงสัตว เสียงพูด ตลอดจนการเคลื่อนไหวของสัตว เด็กจะคนหาวิชาการใหม ๆ ในการเลนวัสดุสิ่งของเด็กจะ เปนใคร ไปทไ่ี หน ทําอะไรเปน ความจรงิ ทําอะไรเปนความฝน สรุปไดวา การเลน บทบาทสมมติสามารถพัฒนาท้ังทางรางกาย อารมณ สังคม และ สติปญญา เด็กจะเรียนรู การแบงปนกัน เลนดวยกันกับเพ่ือน เรียนรูการระวังของเลนกับเพื่อน และ การเรียนรูการเขาสังคม เด็กเรียนรูจากการดัดแปลง คิดยืดหยุน การรอคอยฝกความอดทน เรียนรู เก่ียวกบั อาชีพตาง ๆ รวมถึงการเรียนรูเกี่ยวกับสังคม พัฒนาความรูสึกเห็นอกเห็นใจผูอื่น และเด็กจะ ไดฝก การใชจนิ ตนาการ ความคิดสรางสรรค และสรา งภาพพจนเรื่องราวตา ง ๆ 2.3.4 ประเภทของบทบาทสมมติ เอกรินทร สีมหาศาล (2549, หนา 24-25) ไดนําประเภทของบทบาทสมมติไว 3 ประเภท ดังนี้ 1) การแสดงอบบาทสมมุตแิ บบเตรยี มบทบาทแลว 2) การแสดงบทบาทสมมุตโิ ดยฉับพลนั 3) การแสดงบทบาทสมมตุ ิจากสถานการณท ีก่ ําหนดข้ึน การสมมุติเปนกระบวนการสําคัญที่ผูแสดงตองสรางอารมณใหสะทอนถึงความเปนตัว ละคร ไดอยางสมจริง โดยผูแสดงตองสมมุติวาถาตนเองเปนตัวละครท่ีสวมบทบาทอยูน้ันจะทํา อยางไร ตอ สถานการณท ต่ี นกาํ ลงั เผชิญอยู 2.3.5 ขน้ั ตอนในการใชบทบาทสมมติ ทิศนา แขมมณี (2549, หนา 44-47) ไดเสนอข้ันตอนของการนําบทบาทสมมติไปใช กบั การเรียนการสอนดงั ตอ ไปนี้ คอื ขนั้ ที่ 1 ขน้ั เตรียมการ แบง ออกเปนขั้นตอนยอ ย ๆ 2 ขน้ั คือ
22 1) การกําหนดวัตถุประสงคเ ฉพาะ ในขั้นนี้ครูจําเปนตองทําความเขาใจลอนวา จะใชบทบาทสมมติเพือ่ อะไร ครตู องการใหผูเ รียนไดอ ะไรบา งจากการแสดง 2) กําหนดสถานการณแ ละบทบาทสมมติ เมื่อครเู ขา ใจวัตถุประสงคชัดเจนแลว ก็ควรจะสรา งสถานการณและบทบาทสมมตขิ ึน้ มาใหสอดคลองคับวัตถุประสงคน้ีนมีความชัดเจน ยาก งาย ใหเหมาะกับระดับผูเรียน มีเนื้อหาใกลเคียงคับความเปนจริง ควรมีการขัดแยง หรือ อุปสรรคที่ ตอ งแกไ ข เพ่ือใหผเู รยี นมโี อกาสไดฝก คดิ และแกปญหา ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ แสดงในข้นั น้แี บงออกเปน 7 ตอน คือ 1) การอุนเคร่ืองคือ การเลาเรื่องหรือสถานการณท่ีเตรียมมาใหผูเรียนสนใจ และมีความกระตือรือรนที่จะเรียน และในตอนทายจะต้ังปญหากระตุนใหคิดอยากติดตามและช้ีแจง ใหผ เู รียนเห็นคณุ ประโยชนจากการเขารว มบทบาทสมมติ 2) การเลือกตัวผูแสดง ครูอาจเลือกไดหลายทางขั้นอยูกับจุดมุงหมายของการ แสดง และการสอนเปนสําคัญครูตอ งคํานึงวา จะตอ งไมเลือกผูเรียนท่ีเจาตัวไมเต็มใจ ควรเลือกผูแสดง บทบาทท่อี าสาสมัคร 3) การจัดฉากแสดงหลังจากไดตัวผูแสดงแลวควรใหผูท่ีไมไดแสดงบางคน ออกมาชวยจัดสถานที่แบบสมมติข้ันเพื่อใหการแสดงดูใกลเคียงกับความเปนจริงการจัดฉาก อาจจัด แบบงา ย ๆ ไปจนถึงการจัดฉากหรูหรา 4) การเตรียมผูสังเกตการณการแสดงบทบาทสมมติ มิใชเรียนเพ่ือสนุกสนาน อยางเดียว ครูตองชวยใหผูเรียนหัดสังเกตและรูจักวิเคราะหเหตุการณไปดวย มิเชนนั้นแลวการ อภปิ รายและวิเคราะหหลงั บทเรียนจะไมไดผลเพราะผูเรียนไมไดรับการฝกดังกลาวน้ัน บางคนนั่งเฉย ๆ บางคน จะตาํ หนผิ ูแสดงมากเกนิ ไปเพ่ือไมใหเกดิ ปญ หาดังกลา ว ครคู วรแบง หนา ท่ใี หผเู รียนเปนกลุม เชน กลุมหนึ่งอาจใหสังเกตวิธีการแกไขปญหาที่เพ่ือนเสนอจะเปนจริงได หรือไมใหคอยดูวา ผูแสดง จะเกิดความรสู กึ อยางไรบา ง ใหค ดิ ลวงหนาวาถาแกไขปญหาไปเชนนั้นแลวจะทําใหเกิดปญหาตามมา หรือไม 5) การเตรียมพรอมกอนการแสดง ครูจะชวยใหการแสดงน้ันเปนไปตาม ธรรมชาติ โดยการชวยขจัดความประหมา วิตกกังวลของผูแสดงชวยผูแสดงใหเขาใจสถานการณให มากยง่ิ ข้ึน เชนถามวาเรื่องเกดิ ทไี่ หนตัวละครมีใครบาง เปนตน คอยเตือนผูแสดงชุดแรกวาถาหัวเราะ แลวจะทาํ ใหก ารแสดงเสยี ไป 6) การแสดง เมื่อผูชมผูแสดงพรอมแลวก็เริ่มการแสดงไดเลย การแสดงควร เปนไปตามธรรมชาตไิ มมีการขัดขวางกนั นอกจากกรณีทีผ่ ูแ สดงตอ งการความชว ยเหลอื 7) การตัดบท หากการแสดงดําเนินไปไดพ อสมควร ควรจะมีการตัดบท ถาการ แสดงน้ันได ขอมูลเพียงพอท่ีจะนํามาวิเคราะห และอภิปรายไดผูชมหรือผูแสดงเขาใจลึกซ้ึง พอที่จะ
23 เดาไดงาย เรื่องราวเปนอยางไรหรือถามีการแสดงท่ีผูแสดงไมสามารถแสดงตอไปได เพราะเกิดความ เขาใจผดิ และเกิดอารมณสะเทอื นใจมากเกนิ ไป ข้ันท่ี 3 ขั้นวิเคราะหและอภิปรายผล ข้ันนี้สําคัญมากเพราะเปนขั้นกอใหเกิดการ เรียนรูหลาย ๆ อยาง การวิเคราะหการแสดงมักจะเปนไปในรูปแบบของการอภิปรายรวมกัน การ อภิปรายจะตองเปนไปอยางมีเหตุผล ตรงไปตรงมาเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออกไมมุงวิจารณวา ใครแสดงดี หรอื ไมด ีอยางไร ข้ันที่ 4 ข้ันแสดงเพ่ิมเติม หลังจากการวิเคราะหและอภิปรายผลการแสดงแลว กลุม อาจจะแนะแนวทางใหม ๆ ในการแกปญหาหรือตัดสินใจ ครูก็อาจจะใหมีการแสดงเพิ่มเติมก็ไดหาก การแสดงเพิม่ เตมิ น้ีไมจ าํ เปน ครสู ามารถขามข้นั นีไ้ ปถงึ ข้นั ท่ี 5 เลยก็ได ขน้ั ท่ี 5 แลกเปล่ยี นประสบการณ และสรุปหลังจากจบการอภิปรายเกี่ยวกับการแสดง แลวครูควรกระตุนใหผูเรียนไดแลกเปลี่ยนประสบการณท่ีมีสวนสัมพันธหรือเก่ียวของกับเร่ืองที่ได ศึกษา ระหวางกันและกันการแลกเปล่ียนประสบการณนี้จะชวยใหผูเรียนไดแนวความคิดกวางขวาง ขนั้ และสงเสริมใหผ เู รียนเหน็ วา ส่ิงที่เรียนน้ันเกี่ยวของกับความเปนจริงจะทําใหผูเรียนสามารถ ที่จะ หาขอ สรปุ หรอื ไดแนวความคิดรวบยอดที่ตนสามารถเขา ใจไดอยางดี ชศู รี สนทิ ประชากร (2545, หนา 226 - 227) ไดสรุปขั้นตอนการแสดงบทบาทสมมติ ไวดงั นี้คือ 1) การกําหนดขอบเขต หรือทําความเขาใจกับเร่ืองน้ัน ๆ กอนแสดงบทบาททุกคน ควรไดทราบเรอื่ งทจี่ ะตองรว มกนั แสดง และควรเขาใจไวล ว งหนา วาเรื่องราวจะเปนอยางไร เรื่องอะไร ทีจ่ ะแสดง 2) การเตรียมพรอมกอนแสดงกอนแสดงผูแสดงควรเขาใจบทบาทที่ตนจะแสดง ครู อาจบอกบทบาทเทคนิคใหผูแสดงเทาที่จะทําได ถาเปนละครครูก็ควรกําหนดบทบาทตัวละคร ให ใกลเ คยี งกบั ลักษณะของผแู สดงมากทีส่ ุดเทาทีจ่ ะเลือกได 3) การกําหนดสถานการณของการแสดงบทบาทสมมติในครั้งแรก ๆ ครูควรกําหนด สถานการณงาย ๆ ซึ่งผูเรียนสามารถอภิปรายกันไดทั่วถึงในการแสดงบทบาทสมมตินี้ ครูอาจจัดโดย ใชเร่ืองที่เปนความตองการของผูเรียนเพื่อจะไดเรียนรูทักษะ หรือความคิดอยางใดอยางหนึ่ง ซึ่ง จําเปนแกเขาในตอนนัน้ ๆ หรอื ถากลมุ ตอ งการเรียนเกี่ยวกับส่ิงอื่น ๆ ที่ใหมออกไปก็ควรชวยกันสราง สถานการณใ หครบตามที่ตองการ 4) ข้ันแสดง เมื่อผูแสดงเขาใจบทบาทหนาที่ของตนเองท่ีไดรับมอบหมายและเขาใจ อยางลึกซึ้งแลว ขั้นตอไปก็คือข้ันแสดงในขณะเด็กท่ีแสดงนั้น ครูก็ควรดูดวยวาการแสดงของเด็กน้ัน เปนไปตามบทบาททก่ี าํ หนดหรอื ไม
24 5) การตดั การแสดงเมื่อผูแ สดงไดแ สดงไป เปนเวลาพอสมควรแลวครูหรือผูกํากับ การ แสดงควรตัดบท หรือหยุดการแสดงไมควรปลอยใหเยิ่นเยอไปจะทําใหเสียเวลาและนาเบ่ือหนายการ ตัดบทจะทาํ ไดใ นกรณดี ังนีค้ อื (1) การแสดงนัน้ เพียงพอท่ีกลมุ จะวเิ คราะหปญหาไดแลว (2) กลุมสามารถทํานายตอนตอไปของการแสดงไดว า จะเปนอยา งไร (3) ผูแสดงแสดงผิดไปจากความจริง (4) การแสดงจบตามปกติ (5) ข้ันวิเคราะหและอภิปรายผลการแสดง หลังจากเสร็จสิ้นการแสดงแลว ก็จะมีการวิเคราะห และอภิปรายผลการแสดงรวมกัน การอภิปรายน้ีจะเนน เฉพาะสง่ิ ทไ่ี ดร ับจากการแสดง ซ่ึงจะชวยชี้ใหเขาใจถึงการแสดงน้ันวา ไดความรู ขอคิดและการนาํ ไปใชอ ยา งไรในสภาพการณตา ง ๆ 2.3.6 จุดมงุ หมายและประโยชนของบทบาทสมมติ สายฤดี วรกิจโภคาทร (2558, หนา 115) ใหความเห็นเกี่ยวกับวาบทบาทสมมติ วามี จุดมุงหมาย เพื่อใหผูเรียนไดพิจารณาวิเคราะหบทบาท และเปดโอกาสใหผูเรียน ไดแสดงออกตาม บทบาทที่ตนไดรับดวยความรูสึกของตนเอง และประโยชนของบทบาทสมมติชวยเปล่ียนความรูสึก และเจตคติของผูเรยี นโดยไมร ตู ัว และรจู กั รับฟง ความคดิ เห็นของผูอนื่ ทิศนา แขมมณี (2549, หนา 42-43) กลาววาบทบาทสมมติเปนเครื่องมือและวิธีการ อยางหนึ่งที่จะชวยในการสอนไดมาก ครูสามารถนําเอาบทบาทสมมติไปชวยใหผูเรียน ไดเกิดการ เรยี นรูในดานตา ง ๆ หลายดา นดังน้ี คอื 1) ชวยใหผูเรียนไดเขาใจวา พฤติกรรมทุกพฤติกรรมยอมมีสาเหตุการท่ีผูเรียน ได แสดงบทบาทตาง ๆ ภายในสถานการณที่ถูกจํากัดดวยเงื่อนไขบางประการจะทําใหผูเรียนเขาใจถึง สาเหตุและแรงผลักดนั ตาง ๆ ท่ีทําใหค นจําตองแสดงพฤติกรรมออกมาเชนนั้นความเขาใจนี้จะชวยให ผูเ รยี นไมดวนตดั สนิ อะไรงา ยๆ โดยไมท ันพิจารณาถึงสาเหตเุ สยี ลอน และไมต ัดสินพฤติกรรมบางอยาง วา “ดีไปทั้งหมด” หรือ “เลวไปท้ังหมด” แตจะตองเปนส่ิงที่ “ดีท่ีสุดเทาท่ีจะกระทําลงไปได ภายใต สภาพการณเฉพาะหนา เชน น้นั ” และจะทาํ ใหผ ูเ รียนไดแ นวทางแกป ญ หาอยางตรงจดุ 2) ชวยใหผูเรียนไดเรียนรู และเขาใจความรูสึกของตนเอง และผูอื่นการที่ผูเรียน ได แสดงบทบาทเปนบุคคลอ่ืน ๆ จะทําใหผูเรียนมีประสบการณวาผูอื่นมีความคิดและความรูสึกอยางไร ความเขาใจน้ีจะทําใหผูเรียนรูจักและฝกฝนการเอาใจเขามาใสใจเราจึงเปนการคาดหวังวาเมื่อผูเรียน ไดรูจ กั การแสดงบทบาทสมมตแิ ลวจะสามารถสรางความสัมพันธก บั คนอ่ืน ๆ ในชีวติ จรงิ ไดดีขน้ึ 3) ชวยลดความรูสึกตึงเครียด กลาวคือในบางครั้งผูเรียนอาจเกิดความตึงเครียด และ ทําใหแ สดงออกมาในรปู พฤตกิ รรมที่ไมเ หมาะสม เชน กลั่นแกลงเพ่ือนซ่ึงจะสงผลตอการเรียนได การ
25 แสดงบทบาทสมมติ สามารถชวยใหผูเรียนไดระบายความรูสึกน้ัน ๆ ออกมาทําใหเด็กผอนคลาย ความตึงเครียดลงได 4) ชวยสงเสริมใหผูเรียนไดมีโอกาสสํารวจคานิยมของตนหาหลักยึดเหนี่ยวในการ ดํารงชีวิตของตนเองในขณะที่ผูเรียนแสดงบทบาทสมมติอยูนั้น ผูเรียนจะมีพฤติกรรมหรือมีการ ตัดสนิ ใจที่แสดงใหเ ห็นคา นิยมของตนโดยไมร ูตัว การมีโอกาสไดแสดงไดอภิปรายวิเคราะห ถึงคานิยม เหลาน้ีจะทาํ ใหเรียนรจู ักตนเองมากข้ึนวา ตนยึดคานิยมอะไรบาง และรูจักยอมรับวา แตละคนยอมมี คา นิยมตา งกัน จึงไมควรเอาคานยิ มของตนไปดดั สนิ พฤติกรรมของผูอนื่ 5) ชวยสงเสริมใหผูเรียนไดพัฒนาความรูสึกเก่ียวกับตนเองในทางที่ดี คือ จะมีความ มั่นใจมากขึ้นและสามารถปรับตัวไดรูจักตัดสินใจดวยตนเองมีความเปนตัวของตัวเอง กลาแสดงออก เม่อื คราวทจี่ าํ เปน เมื่อผูเรียนสามารถพัฒนาความรูสกึ ที่ดีเก่ียวกับตนเองไดก็นับเปนพื้นฐานของความ เจรญิ ทางจติ ใจทจี่ ะลงผลใหผ ูน นั้ สามารถดาํ รงชีพอยอู ยา งปกตสิ ุข และทํางานไดอ ยางมปี ระสิทธิภาพ 6) ชว ยสง เสริมการเรียนรแู ละฝกการปฏิบัติตนใหถ กู ตองเหมาะสมในหลาย ๆ บทบาท เพราะคน ๆ หนึ่ง มกั จะมหี ลายบทบาทในชีวิตจรงิ เชน เปน ลกู เปน หลานเปน นักเรียน เปนหัวหนาช้ัน หัวหนาทีมกีฬา เปนตน ผูเรียนควรมีโอกาสฝกฝนบทบาทตาง ๆ นี้ เพ่ือชวยเหลือในการสํารวจและ คนหาพฤติกรรมที่ถูกตองเหมาะสมในสถานการณแตละอยาง การแสดงบทบาทสมมติจะชวยให ผูเรียนพบกับสถานการณ และบทบาทตาง ๆ เปนจํานวนมาก อันจะเปนประโยชนเมื่อผูเรียน ได ประสบสถานการณใ หม ๆ ในชีวติ จริง 7) ชว ยใหผ ูเรียนไดเรียนรูการปฏิบัติตนในสังคม และมนุษยเปนสัตวสังคม ดังน้ัน การ เรียนรูการประพฤติปฏบิ ัตทิ เ่ี หมาะสมจึงเปน สิ่งจาํ เปน การแสดงบทบาทสมมติจะชวยฝกการปฏิบัติตน ในสงั คมไดมาก 8) ชวยใหผูเรียนไดฝกการแกไขปญหา และการตัดสินใจการแสดงบทบาทสมมติ ทุก บทบาทจะมีสถานการณท่ีมีความขัดแยงอยูผูแสดงจึงตองรูจักแสวงหาตั้งสมมติฐาน คาดคะเนและ คิดในหลาย ๆ แง ทั้งตองใชวิจารณญาณ และไหวพริบแกปญหาการแสดงบทบาสมมติจึงเปนการ ฝก ฝนในแงน้ีไดอยา งดี 9) ชว ยฝกใหผ เู รยี นไดป ฏบิ ัติตามข้ันตอน “รสู ึก คิด กระทํา” โดยปกติแลว เม่ือผูเรียน เผชิญปญหาก็จะเกิด “รูสึก” แลวจะ “กระทํา” ไปตามความรูสึกนั้นทันทีแลว จึงจะหวนกลับมา “คิด” หาวิธีดีกวาจึงเทากับเปนขั้นตอน “รูสึก กระทํา คิด” แตการแสดงบทบาท สมมติจะชวย เปลย่ี นใหผูเรยี นทาํ ตามขั้นตอนท่ีดกี วา คือ “รูสึก คดิ กระทํา” แทน 10) ชวยพัฒนาความสามัคคใี นกลุม ผเู รียนใหดีขึ้นในการทํางานรวมกันสมาชิก ในกลุม จะมีปญหาขัดแยงกันซึ่งจะทําใหเกิดความไมเขาใจและเกิดการแตกแยกกันไดและถาความสัมพันธ ภายในกลมุ เองลม เหลว ยอมจะทําใหการเรียนเปนกลุมไมไดผลดี ดวยการแสดงบทบาทสมมติจะชวย
26 แกไขได เพราะเปนการฝกใหผูเรียนยอมรับผูอ่ืนยอมรับความแตกตางระหวางบุคคล และเขาใจ ความรูส ึกของผูอืน่ อันจะเปนทางนาํ ไปสคู วามเขา ใจ และความสามัคคีในท่สี ดุ 11) ชวยใหครูไดเรียนรูถึงความตองการของผูเรียนผูเรียนสวนมากจะไมแสดง ความ ตองการของตนออกมาอยางเดนชัด และเมื่อครูใหแสดงบทบาทสมมติจะแสดงความเปนตัวของ ตวั เองมาโดยไมร ตู ัว เปนการเปด โอกาสใหค รเู ขา ใจผเู รียนไดมากข้ึน และครสู ามารถใหความชวยเหลือ ไดถ กู ตอง สรุปไดวาการเลนบทบาทสมมติเปนหัวใจ และมีความสําคัญอยางย่ิงสําหรับเด็ก เปน การเปดโอกาสใหเด็กไดเรียนรูมีคุณคาตอพัฒนาการท้ัง 4 ดาน และนอกจากน้ี บทบาทสมมติยัง สง เสริมใหเดก็ กลาแสดงออกมีความเช่ือมั่นในตนเอง เปนผูนําและผูตามท่ีดี นอกจากนี้บทบาทสมมติ เปนเคร่ืองมือ และวิธีการสอนอีกอยางหนึ่งที่เปนประโยชนในการสอนมาก ครูสามารถใชบทบาท สมมติ ชวยใหผูเรียนไดความรูในดานตาง ๆ การแสดงบทบาทสมมติ จะพัฒนาความสามารถของ นักเรียน ที่จะปฏิบัติตนกับผูอื่น บทบาทสมมติเปนกิจกรรมที่สนุกสนาน และสรางพฤติกรรมกลา แสดงออก สําหรับบทบาทสมมติที่จะนํามาใชในระดับปฐมวัยศึกษาการวางแผนเตรียมการ ก็คือ การจัดเลือกเน้ือหาสวนท่ีจะนํามาใชทํากิจกรรม ซ่ึงมีเคาโครงเรื่องงาย ๆ สั้น ๆ ไมสลับซับซอน แฝง คตธิ รรมคําส่งั สอนและเรอ่ื งจบลงดวยความสุข การประเมนิ ผล ผทู ีจ่ ะทาํ การประเมนิ ผลสามารถจาํ แนกได เปนทง้ั ครู และนักเรียนเอง การประเมินผลของนักเรียน เปนการเปดโอกาสใหเด็กปฐมวัยรวมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการ แสดงบทบาทน้ัน ๆ เพ่ือสงเสริมใหผูเรียนมีความคิดความเขาใจในสถานการณกวางขวาง และลึกซ้ึง ข้ึน และเปนการฝกฝนการแสดงความคิดเห็นเปนคําพูดฝกฝนความมีเหตุผลแกเด็กปฐมวัย ดวย บางคร้งั อาจใหผ แู สดงเปด เผยความรสู กึ และแสดงความคิดเห็นสอนแลว จึงใหผูดูผูชม ไดแสดงความ คิดเห็น สวนการประเมินผลของครูคือการสังเกตพัฒนาการการเลนของเด็กในแตละคนทั้งผู แสดง และผูชมเม่ือประเมินผลวาผูแสดงที่เปนเด็กปฐมวัยสามารถเขาใจบทบาทของอารมณตาม ลักษณะของตัวละครท่ีไดรัยมอบหมายหรือไมนอกจากน้ียังไดศึกษาลักษณะของอารมณของเขาท่ี เกิดขึ้น ภายหลังการวิพากษวิจารณหลังจากการแสดงจบลงแลว ซึ่งหากมีปฏิกิริยา หรือทาทีทาง อารมณท่ีไมเหมาะสม ครูจะตองทําหนาที่แนะนํา และสงเสริมไปในทางที่ควรในสวนของผูชมครูจะ สามารถเขาใจพัฒนาการของเด็กแตละคนที่ทําหนาท่ีเปนผูชมวา เขามีความเขาใจในเหตุการณ และ ตีความ อารมณ และการแสดงออกของตัวละครตามสภาพการณไดถูกตองตรงกันหรือไม ในกรณีท่ีมี ผูใด ไมเขาใจตรงกับความเปนจริง ครูปฐมวัยจะตองช้ีแนะ วิธีการสังเกต ลักษณะอารมณตาง ๆ ท่ี เกิดขึ้น ตามสมควรแกโอกาส เวลา และสถานที่ไดเพื่อเปนการปูพื้นฐานใหเด็กปฐมวัยเขาใจในส่ิงที่
27 ถูกตอง ไดตรงกันและอยูรวมกันในสังคมไดอยางมีความสุข จะเห็นไดวากระบวนการเตรียม การใช บทบาทสมมตดิ ังกลา วกค็ อื การเตรียมความพรอม และการสงเสริมพัฒนาการทางอารมณ และสังคม สําหรบั เด็กปฐมวยั ทง้ั ส้นิ (มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช, 2547, หนา 53-54) 2.3.8 บทบาทของครใู นการสง เสรมิ กิจกรรมบทบาทสมมติ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยน้ันมีจุดมุงหมายเพื่อพัฒนาใหเด็ก ไดมโี อกาสพฒั นาความสามารถของตนเองโดยการจัดประสบการณผานสิ่งแวดลอมที่เหมาะสม ครูจึง จําเปนตองเขามามีบทบาทในการชวยจัดประสบการณ และสภาพท่ีเหมาะสมใหกับเด็ก เพ่ือสงเสริม ใหเด็กปฐมวัยมีทัศนคติท่ีดีท่ีสามารถปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอมได นอกจากน้ี ในการจัดกิจกรรม สําหรับเด็กปฐมวัย (Walsh, 1980; อางถึงใน เชาวนา อมรสงเจริญ, 2547, หนา 23) กลาววาครู จะตอ งเปนผูกระตุนเด็กใหเด็กไดแสดงความคิดออกมาอยางอิสระ และสรางบรรยากาศ ในหองเรียน ใหเด็กรูสึกเปนอิสระไมถูกควบคุมจากระเบียบวินัยท่ีเครงครัดจนเกินไป บทบาทของครู ในการจัด กจิ กรรมตาง ๆ ใหตรงกบั พัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยใหเด็กทุกคนมีโอกาส ในการแสดงออกอยาง อิสระ และควรใหเด็กมีสวนรวมในการจัดสภาพแวดลอมในหอง เปดโอกาสใหเด็ก รูจักตัดสินใจ และ แกไขปญหาดวยตนเอง และครูควรใหคําชม เพ่ือใหเด็กเกิดความภาคภูมิใจ ในสิ่งท่ีตนเองไดกระทํา และมกี ําลังใจปรับปรุงใหดีขน้ึ (วราภรณ รักวิจยั , 2537, หนา 721) เชน เดียวกับวิมลรัตน สุนทรโรจน (2544, หนา 21) ไดใ หแนวทางไวด ังนี้ 1) การแสดงบทบาทสมมติควรใชใหสอดคลองกับจุดมุงหมายท่ีกําหนดไวไมควรใช เพ่ือการบนั เทงิ เพยี งอยางเดยี ว 2) ในการแสดงบทบาทสมมติไมค วรกาํ หนดเวลาทแ่ี นนอนตายตัวลงไป 3) เร่ืองท่นี ํามาใชไ มค วรเปน เร่ืองที่ยากเกินไปควรเปนเร่ืองท่ีอยใู นความสนใจของเดก็ 4) การแสดงบทบาทสมมตจิ ะไดผลเตม็ ที่ เม่ือนํามาใชต ิดตอกนั พอสมควร 5) ควรใชการแสดงบทบาทสมมติเม่ือตองการใหเกิดความเขาใจอยางลึกซึ้งและฝก ทักษะในการปฏบิ ัติตนในเร่อื งความสมั พนั ธของมนุษย 2.3.9 ขอดแี ละขอ จาํ กัดของการแสดงบทบาทสมมติ (สมาน ลอยฟา , 2542, หนา 64) 1) ใหแนวทางในการแกไขปญหาทีเ่ กดิ ข้นึ ได 2) ผูแสดงมีโอกาส สวมบุคลิกภาพของผูอื่น ซึ่งจะชวยใหมองเห็น หรือตระหนักถึง ทศั นะ และปญหาของอีกฝา ยหน่งึ 3) กอใหเกิดบรรยากาศที่เปน กันเอง และสรางความรวมมอื ในกลุม 4) เปนการใชวิธีการดานการละคร ในการเสนอปญหา กระตุนการอภิปรายปญหา และหาแนวทางแกไข อยา งไรกต็ าม บทบาทสมมตนิ ีก้ ็มีขอ จาํ กดั เชนเดียวกัน คือ
28 1) ผูแสดงอาจไมมีอิสระในการแสดงออกตามความรูสึกของตนเอง หากมีการกําหนด รายละเอยี ดของการแสดงมากเกินไป 2) ผูแสดงบางคนอาจเขินอายหรือมุงเอาแตตนเองเพื่อตองการใหการแสดงประสบ ผลสําเร็จ 3) บทบาทสมมติที่แสดงตอหนาคนกลุมใหญ อาจมีประสิทธิภาพนอย เนื่องจาก ผล ทางจติ วิทยากลุมตอ ตัวผแู สดง 4) แนวทางการแกปญ หาอาจไมส ามารถนาํ ไปปรับใชกับสถานการณจริงได เพราะมีตัว แปรอ่นื ทีอ่ ยูนอกเหนือการควบคมุ มาเก่ยี วของดว ย 2.4 พฤติกรรมกลาแสดงออก 2.4.1 ความหมายของพฤติกรรมกลา แสดงออก นักจติ วทิ ยาพฤติกรรมไดใหความหมายพฤติกรรมกลาแสดงออกไวตาง ๆ กัน อาทิเชน โวลเป และลาซาราส (Wolfe, 1969 & Lazarus, 1966, p. 41; อางถึงใน หลุย จําปาเทศ, 2547, หนา 127) ผูซึ่งเปนนักจิตวิทยาคนสําคัญในการปรับพฤติกรรมมนุษยไดใหความหมาย พฤติกรรม กลาแสดงออกวาหมายถึงการแสดงถึงสิทธิความรูสึกสวนบุคคลซึ่งเปนท่ียอมรับของสังคมรวมไปถึง การปฏิเสธการขอรองที่ไรเหตุผล การแสดงความรัก การยกยองชมเชย และการแสดงถึงความรูสึก ของบคุ คล เชน เมื่อรูสึกสนุก หรือเม่ือมีความโกรธ เปนพฤติกรรมที่แยกออกจากความกาวราว ถาใช การสังเกตแบบปรนัยแลว จะเห็นวามีความเหมาะสมตามสถานการณ พฤติกรรมชนิดน้ีไมใช คณุ ลักษณะจาํ เพาะ หรอื บุคลกิ ภาพ แตพ ฤติกรรมที่เกิดข้ึนในสถานการณโดยจําเพาะท่ีเปนผลมาจาก การเรยี นรู เฟนสเตอร ไฮน และแบร (Fensterhein & Beal, 1975, p. 36; อางถึงใน สิริพรรณ วิวัฒนศร และคนอื่น ๆ, 2545, หนา 2) ไดใหความหมายพฤติกรรมกลาแสดงออกวาหมายถึง การ กระทําที่เปนการแสดงออกถึงความคิด และความรูสึกที่ดีตอตนเองใหบุคคลอื่นรับรูโดยท่ีการ แสดงออกน้ัน เปนไปในลกั ษณะกระตอื รือรน มากกวาเฉ่ือยชา ฟาณวอร และโกลแมน (Flowers & Goldman, 1967, pp. 390 - 394; อางถึงใน สุ มิตรา อังวัฒนกุล, 2547, หนา 144- 145) ไดใหความหมายของพฤติกรรมท่ีเหมาะสมในการ แสดงออก วาเปน การแสดงถงึ สิทธทิ ่จี ะรักษาสิทธขิ องแตล ะคน โดยไมลว งละเมิดของบคุ คลอืน่ กินดา เดล กริโก (Linda dial Greco, 1983, p. 50; อางถึงใน ญาดาพนิต พิณกุล, 2539, หนา 265 - 266) ไดรวบรวมลักษณะกลาแสดงออกจากหลาย ๆ ทานวาลักษณะพฤติกรรม กลาแสดงออก คือ นิสัยท่ีประกอบไปดวยลักษณะหนึ่งหรือมากกวาดังนี้คือ การแสดงออกของความ ตอ งการ ความปรารถนาความเห็น และความรูสึกออกมาตามตรง การใชถอยคําบวกและดานลบโดย
29 ไมมี ความรูสึกดูถูก ดูหม่ิน สบประมาทเปนตัวเอง แสดงความตองการขอรอง ปฏิเสธคําขอรอง และ ความตอ งการไปสูค วามสาํ เร็จ จากความหมายดังกลาวพอสรปุ ไดวา พฤตกิ รรมกลาแสดงออก หมายถึงความสามารถ ในการแสดงออกของความรูสึกนึกคิดของตนเองตอบุคคล หรือสถานการณตาง ๆ อยางถูกตอง เหมาะสม มีเหตุผลเปนท่ียอมรับของสังคมโดยไมกาวกาย หรือละเมิดสิทธิของผูอื่นและ เม่ือแสดง ออกไปแลว ตองปราศจากความรูสึกผิดในสิ่งท่ีพูด และความสามารถของตนเอง ในการแสดง ความรูสึกนึกคิด การกระทําตอบุคคลและสถานการณอยางตรงไปตรงมาอยางเหมาะสม ดวยความ เช่ือม่ัน ความม่ันใจ ความสบายใจโดยปราศจากความวิตกกังวล เชน การแสดง ความคิดเห็นตาง ๆ การพดู การแสดงความรสู กึ เปนตน 2.4.2 ทฤษฎพี ฤติกรรมกลาแสดงออก นักจติ วทิ ยาดานพฤติกรรมไดศึกษาคุณลักษณะของบุคคลที่มีพฤติกรรมกลาแสดงออก และไดกําหนดลกั ษณะของบคุ คลท่มี ีพฤติกรรมกลา แสดงออกเอาไว ดงั น้ี หลุย จําปาเทศ (2547, หนา 25) ใหความหมายของการกลาแสดงออกท่ีเหมาะสมวา เปน การกลา แสดงออกท่ีกอ ประโยชนแกตนเอง และคูสนทนา หรือผูท่ีติดตอสัมพันธดวย โดยคํานึงถึง สิทธิและความหมายของทั้งสองฝาย การมีความเชื่อม่ัน เก็บอารมณ และการแกปญหาอยางมี ประสิทธิภาพ นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยังไดกลาวถึงลักษณะของบุคคลท่ีมีพฤติกรรมกลา แสดงออก ไวว าควรมีลกั ษณะดังน้ี 1) การกลาแสดง คือกลาคิด กลาพูดกลาทําเชนกลาถาม กลาแสดงความคิดเห็น สนับสนุน หรอื ขัดแยงอยางมีเหตุผล กลาวิพากษวิจารณโดยใชเหตุผลสนับสนุนขอวิพากษวิจารณน้ัน กลาใหการ (ใหปากคํา) แกเจาหนาที่ตํารวจ หรือตอศาลในฐานะพยานหรือผูเห็นเหตุการณ กลา กระทําในส่ิงท่ีถูกตอง และชอบธรรม กลาปรากฏตัวในที่สาธารณะในเวลาปฏิบัติกรรมโดยไมลังเล หรอื ประหมาอาย 2) การกลารับผดิ เม่ือทาํ ผิด ความผิดพลาดอาจเกิดขนึ้ ไดในการทํางานเปนธรรมดา แม จะมีความตั้งใจดีในบางคร้ัง ก็อาจผิดพลาดไดเขาทํานองท่ีวา “สี่เทายังรูพลาด นักปราชญ ยังรูพลั้ง” คนบางคนทําผิดแลวไมยอมรับ มักโยนความผิดใหแกเหตุการณ หรือผูเกี่ยวของ หรือขอแกตัว เพื่อ แสดงวาตนไมเคยทําอะไรผิด คนชนิดน้ีเรียกวาคนพายแพ คนที่ยอมรับผิดในความผิดพลาด ของตน อยางองอาจ และรีบกลาวขอโทษ และใชความผิดพลาดน้ัน เปนบทเรียนสําหรับแกไข ในคราวตอไป เปนผูมีชัยชนะที่ยิ่งใหญที่สุด คือชนะตนเอง และผูที่ไดรับความเสียหาย ยอมอภัยให ดวยนํ้าใจ นักกีฬา แมแตก ฎหมายกล็ ดโทษใหก่งึ หน่ึง
30 3) การกลาตัดสินใจแกปญหาตาง ๆ ดวยตนเอง หมายถึงมีความเช่ือม่ันใน ความสามารถ ของตนเองวาสามารถทําส่ิงตาง ๆ ไดอยางถูกตอง และมีเหตุผลจึงกลาตัดสินใจ แกป ญ หาดวยตนเอง โดยไมล ังเลหรือคอยถามผอู ืน่ วา “ถูกตอ งหรอื ไม” “ดหี รอื ยัง” ฯลฯ เชน การทํา รายงานหรือทําการบาน สง อาจารย ก็พยายามทําดว ยความตัง้ ใจใหด ีท่สี ุดทําจนเต็มความสามารถโดย ไมลงั เลวา ผลงานจะถกู หรอื ไม ผูไมมคี วามเชื่อม่ันและไมก ลาตัดสนิ ใจมักจะตองวิ่งมาถามผูส่ังอยูเร่ือย วา “ทําอยางน้ีถูกไหม” “ทําอยางน้ีใชไหม” หรือแมแตจะไปเท่ียวก็ยังตองถาม ผูอื่นวา “จะแตงชุด ไหนถงึ จะดี” 4) การไมก ลวั ส่งิ ใดโดยไรเ หตุผล หมายถงึ ไมแสดงความกลัวในสงิ่ ทไี่ มส มควรกลัว เชน เสียงจ้ิงจก ตุกแก นกแสกรอง เสียงฟารอง กลัวผี และกลัวความมืด เหตุท่ีไมกลัวก็เพราะรูวา สัตว เหลาน้ันรองตามธรรมชาติไมมีอันตรายใด ๆ สวนเสียงฟารองนั้นก็เกิดขึ้น เพราะเปนปรากฏการณ ธรรมชาติย่งิ เร่ืองผีและความมดื ยิง่ ไมนากลัว เพราะผไี มมตี ัวตน ทําอนั ตรายแกผ ใู ดไมได 5) การไมแสดงความกลาในทางที่ผิด หมายถึง ไมแสดงความกลาในส่ิงท่ีไมควรกลา การแสดงความกลา ในสง่ิ ท่ไี มควรกลา เปนการแสดงความกลาในทางท่ีผดิ ไมนบั วาเปนความกลาหาญ แตนับวาเปนความกลาหาญแบบบาบิ่น หรือจะเรียกอีกอยางหน่ึงวา เปนความโงมากกวา การแสดง ความกลา ในทางทผ่ี ิด เชน (1) ปน ข้นึ ไปบนท่สี ูงโดยไมจ าํ เปน (2) กระโดดลงมาจากท่ีสูงเลียนแบบดาราภาพยนตร (3) แกลง วิ่งตัดหนา รถทําใหเกดิ ความหวาดเสยี วแลผพู บเหน็ (4) ยนื บนหลังคารถไฟขณะกาํ ลงั วงิ่ (5) ยกพวกเขาทํารา ยหรือตอ สกู นั (6) ฝา ฝนระเบียบขอบังคบั ของโรงเรยี นและกฎหมายบานเมอื ง (7) กอ กวนการสอนของครูหรอื ลอกวนความสงบของผูอ่นื (8) กระทําความช่ัวทั้ง ๆ ทร่ี วู า เปนความช่ัว (9) เลน พนนั กนั โดยใชช วี ิตเปนเดิมพนั (รสั เชย่ี น รเู ลต) (10) ใชกฎหมเู ปนเครอ่ื งตอรองเรยี กรองเอาส่งิ ตา ง ๆ โดยไมช อบธรรม 6) การควบคุมสติไดเมื่อมีภัยหรืออันตรายเกิดข้ึนอยางกะทันหัน เมื่อเกิดภัยอันตราย ขึน้ โดยไมค าดคิดกส็ ามารถควบคุมสติ และตดั สินใจกระทําส่ิงท่ีถูกตองมีเหตุผลไมแสดงอาการ ตกอก ตกใจโวยวายเกินกวา เหตุ เชน เมอ่ื เห็นไฟฟา ลดั วงจรเกิดขนึ้ ทีส่ วติ ชไ ฟภายในบาน ตัดสินใจยกสะพาน ไฟเพื่อใหกระแสไฟฟาหยุดเดิน เม่ือยกสะพานไฟแลวเห็นไฟยังลุกไหมสายไฟอยูก็ตัดสินใจ ไปหานํ้า หรือสารเคมีสําหรับดับไฟ (ถามี) มดคันไฟหรือในกรณีอื่นเชนเห็นคนในบานถูกตูเย็น ซึ่งมี กระแสไฟฟารั่วดูดติดอยูกับตูเย็นก็ตัดสินใจกระชากสายไฟตูเย็น ปล๊ักหลุดออกจากเตาเสียบหรือยก
31 สะพานไฟ (Cut-out) คนที่ถูกไฟฟาดูดติดกับผูเย็นนั้นก็จะหลุดออกจากตูเย็นเองเพราะกระแสไฟฟา หยดุ เดิน ผูท่ีไมสามารถควบคุมสติไดมีอาการตกอกตกใจ หรือตกตะลึงจนคิดอะไรไมออก ทําอะไรไม ถูกไมส ามารถแกไขสถานการณไ ด ยอ มกอใหเกิดความเสียหายมาก เชนในกรณีเม่ือเห็นไฟฟาลัดวงจร (ไฟฟาชอ ต) ตกตะลงึ โวยวายโดยมิไดต ัดสินใจทําอะไรไฟก็จะลุกลามมากข้ึน จนยากแกการดับในท่ีสุด บานทง้ั หลังตลอดจนบานใกลเคียงอาจตกเปนเหยื่อของพระเพลิงไปหมด และในกรณีท่ีเห็นคนในบาน ถูกแสไฟฟาดูดติดอยูกับตูเย็นหากตกตะลึงทําอะไรไมถูกเอะอะโวยวาย กวาจะมีคนรูเร่ืองมาชวย ก็ อาจจะไมทันการณ หรือหากคนชวยก็ตกตะลึงว่ิงเขาไปฉุดคนถูกไฟฟาดูด โดยไมยกสะพานไฟ (Cut- out) หรือกระชากปล๊ักตูเย็นออกเสียกอน คนที่มาชวยน้ันก็จะถูกไฟฟาดูดติดเขาไปอีกคนหน่ึง และ เมื่อมคี นมาชว ยฉุดอกี ก็ถกู ดดู ติดตอกนั ไปเรอ่ื ย ๆ ทําใหเ กดิ อนั ตรายขน้ึ กบั คนหลายคน 7) การมลี กั ษณะของความเปนผูนํา ผูมีลักษณะของความเปนผูนําสามารถนําหมู หรือ กลมุ ใหปฏิบัติกิจกรรมไดประสบผลผลสําเร็จ เชน เมื่อแบงกลุมปฏิบัติกิจกรรมผูมีลักษณะ ความเปน ผูนําจะแสดงพฤติกรรมใหเห็นเปนตนวาประสานงานช้ีแจง ทําความเขาใจกับสมาชิกในกลุม ออก ความคิดเห็น และพูดจาโนมนาวใหสมาชิกปฏิบัติกิจกรรมไดประสบผลสําเร็จ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546, หนา 190-193) จากแนวคิดที่กลาวมาสามารถสรุปไดวา ลักษณะของพฤติกรรมกลาแสดงออก เปน ความสามารถของบุคคลในการรกั ษาสิทธิ ความเช่ือ ความรูสึก ความคิดเห็น เปนการแสดงความรูสึก ที่แทจริงออกทางหนาตา ทาทาง การใชภาษาในการส่ือความในประโยค และมีความสามารถในการ ดําเนินการสนทนา ยุติการสนทนา กลาวคําขอรอง หรือกลาวคําปฏิเสธไดถูกตองเหมาะสม กับเวลา และสถานการณ 2.4.3 ปจ จัยท่ีมีอิทธพิ ลตอพัฒนาการของพฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออก พฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออกของแตละบุคคลนั้นไดรับอิทธิพลมาจากปจจัย ตาง ๆ ทั้งจากตวั บุคคลนั้นเอง และส่ิงแวดลอ มท่ีอยูรอบตวั ซ่ึงพอจะสรุปไดต ังน้ี 1) ความรูสกึ นกึ คิดท่มี ีตอตนเอง หรอื อตั มโนทัศน อัตมโนทัศน (Self-concepts) เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของมนุษยวาแตละบุคคล จะแสดงพฤติกรรมตามความรูสึกนึกคิดท่ีมีตอตนเอง ผูที่มีความรูสึกตอตนเองในทางบวก จะมีความ มั่นใจในตนเอง รูสึกตนเองมีคุณคา และกลาแสดงความรูสึกออกมา ซึ่งตรงขามกับผูท่ีมีความรูสึกตอ ตนเองในทางลบ จะเกิดความกลัว ไมกลาแสดงออก ทําใหขาดความมั่นใจในการแสดงพฤติกรรมน้ัน ใหผ อู ่ืนทราบ หรอื แสดงพฤติกรรมออกมาในลักษณะท่ีไมเ หมาะสม 2) การอบรมเล้ยี งดูในวัยเดก็ การอบรมเล้ียงดูและทัศนคติท่ีบิดามารดามีตอบุตรมีผลตอพฤติกรรมเหมาะสมใน การแสดงออกของบุตรเด็กจะเติบโตเปนผูใหญที่มีพฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออกหรือไม มาก
32 นอยเพียงใดนั้น ขึ้นอยูกับการอบรมเล้ียงดูของบิดามารดาที่มีตอพวกเขา ดังท่ีโอ คอลเนล และ โอ คอลเนล (O Connell & OConnell, 1980; อางถึงใน ศรีนวล วิวัฒนคุณูปการ, 2535, หนา 18) ได ช้ีใหเห็นถึงการเลี้ยงดูและการอบรมส่ังสอนใหเด็กปดบังความรูสึกท่ีแทจริงของตนเองไว เชน เด็กผูชายถูกสอนไมใหรองไห เด็กผูหญิงถูกสอนใหตองปฏิบัติตามแนวทางท่ีวางไววาอะไรควรปฏิบัติ หรือไมควรปฏิบัติ ซึ่งเปนการสวมหนากากเพ่ือปดบังความเปนมนุษยตามธรรมชาติท่ีแทจริงของเด็ก เปน หนากากท่เี ดก็ จะตองสวมตดิ ตัวไป เม่อื เขาเจริญเติบโตขน้ึ ลกั ษณะการเลี้ยงดูเชนนี้ทําใหเด็ก ไมได แสดงความรูสึกทแ่ี ทจ ริงของตนออกมาตอ งกดเก็บหรือแสดงออกตามท่ีลูกกําหนดโดยหนากาก ที่บิดา มารดาเด็กในการฝกฝนพฤติกรรมตาง ๆ ในชวงเด็กตอนตนที่บิดามารดามีตอบุตร ก็มีอิทธิพล ตอ พฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออกของเด็กดวย ซึ่งโบลดัน (Bolton, 1979; อางใน ศรีนวล วิวัฒน คุณูปการ, 2535, หนา 19) ไดกลาวถึงเรื่องนี้วาบิดามารดาหรือผูที่เล้ียงดูเด็ก มักจะใหรางวัลตอ พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกในทางบวกแตจะแสดงความไมพอใจตอพฤติกรรมทางลบบางอยาง เชน เม่ือเด็กกระทืบเทา หรือทิ้งตัวกล้ิงเกลือกไปมาขณะรูสึกโกรธ หรือใชคําพูดตักเตือนเด็กในลักษณะ หามหรอื บงั คบั ทําใหเด็กซึ่งอยูภายใตสถานการณน้ัน ๆ ไมกลาแสดงความรูสึกออกมา ไดอยางอิสระ และรสู ึกไมมั่นใจในการกระทําของตนเอง 3) ความคาดหวงั ของสงั คมทม่ี ีตอบทบาททางเพศ ความคาดหวังของสังคมที่มีตอบทบาททางเพศมีอิทธิพลตอพฤติกรรมเหมาะสมใน การแสดงออกเปนอยางมากซ่ึงในแตละสังคมจะมีการกําหนดแบบแผนพฤติกรรมระหวางเพศชาย และหญิงตางกันในประเทศไทยแมสังคมจะเปลี่ยนไปโดยเพศหญิงมีโอกาสเทาเทียมเพศชาย ในดาน ตาง ๆ มากขึ้นก็ตาม แตสังคมไทยก็ยังคาดหวังวาสตรีไมวาจะอยูในฐานะใด มีหนาท่ีสูงสงเพียงใด ก็ ยังตอ งมีความเปน “กุลสตร”ี “กลุ สตรี คือ ลูกผูหญิงท่ีไดรับการศึกษาอบรมแลวยอมเปนผูมีอัธยาศัย สภุ าพ ความประพฤตเิ รียบรอ ย กุลสตรียอมรูจักเหน่ียวรั้งใจตนเองสํานึกในความเปนสตรี สํารวม ทิ้ง กายวาจาใจ...” (ดุษฎี มาลากุล, 2539, หนา1) ซ่ึงหากพิจารณาถึงลักษณะกุลสตรีดังกลาวนี้ ก็จะ พบวา โอกาสที่จะเอือ้ ใหส ตรีมีพฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออกนน้ั มีนอ ย 4) ลักษณะวัฒนธรรม เชื้อชาติ และขนบธรรมเนียมประเพณีลักษณะของวัฒนธรรม เช้ือชาติตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีมีอิทธิพลตอพฤติกรรมเหมาะสมในการแสดงออกซ่ึงจาก ผลการวิจัยไดช้ีใหเห็นวาความแตกตางในวัฒนธรรมและเช้ือชาติมีผลตอพฤติกรรมเหมาะสมในการ แสดงออกโดยพบวา ชาวเอเชียมลี กั ษณะยอมตาม และไมค อ ยกลา แสดงออก จะเห็นไดว า ไมว าจะเปนอัตมโนทัศนการอบรมเล้ียงดูในวัยเด็กตลอดจนความคาดหวัง ของสังคมท่ีมีตอบทบาททางเพศและลักษณะวัฒนธรรม เชื้อชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณี ดังกลาว ขางตนลว นแตอ ิทธพิ ลตอ พฒั นาการพฤตกิ รรมทเ่ี หมาะสมในการแสดงออกของบุคคล
33 2.4.4 จุดประสงคข องการฝกพฤตกิ รรมกลา แสดงออก พิมพวิภา ถาสกุล (2550, หนา 21) ไดกลาวถึงจุดประสงคของการฝกพฤติกรรมกลา แสดงออก ไว 4 ขอ ดงั น้ี 1) เพ่มิ ความรูค วามเขา ใจเกยี่ วกับพฤตกิ รรมกลา แสดงออก 2) สงเสรมิ ความสามารถในการส่ือสาร 3) เพ่มิ ความเช่อื ม่นั และเหน็ คณุ ลาของตน 4) สงเสริมใหบุคคลมเี จตคติ ความรสู ึก และการกระทาํ กบั บคุ คลอน่ื ในทางบวก 2.4.5 วิธีการฝก พฤตกิ รรมกลา แสดงออก พฤติกรรมกลาแสดงออกนั้นเปนพฤติกรรมท่ีสามารถฝกใหเกิดขึ้นในแตละบุคคลได โดยเลือกใชวธิ ีการในการฝกไดอ ยางหลากหลาย ดังที่มีผูเสนอไวด ังน้ี กญั ญารัตน วงศเชษฐ (2543, หนา 42) ไดเสนอแนวคดิ เกี่ยวกับการฝกพฤติกรรม กลา แสดงออกไวว า ผูเ ขารบั การฝก พฤตกิ รรมกลาแสดงออกจะตองไดร ับการฝก เปนพิเศษในเรื่อง ตอ ไปนี้ 1) การประสานสายตา (Eye Contact) คือ การมองของบุคคลที่พูดอยาง ตรงไปตรงมา และมองประสานตาอยา งสมํา่ เสมอ 2) การวางตัว (Body Posture) เปนลักษณะการเผชิญหนา การยืน หรือนั่ง ท่ีเปนไป อยา งเหมาะสม ซง่ึ จะทาํ ใหเรื่องราวทีพ่ ดู มนี ้ําหนกั มากย่งิ ขนึ้ 3) การแสดงทาทาง (Gesture) ท่ีเหมาะสม จะทําใหเร่ืองราวท่ีพูดมีความหนักแนน ยิ่งข้ึน 4) การแสดงออกทางใบหนา (Facial Expression) ไดสอดคลองกับเรื่องท่ีจะพูด หรือ เรอื่ งทีก่ าํ ลงั พดู ซ่ึงเปน การแสดงพฤตกิ รรมกลา แสดงออกที่เหมาะสมและมีประสทิ ธิภาพ 5) น้ําเสียง การเปลี่ยนถอยคําและระดับเสียง (Voice Tone Inflection and Volume) การพูดเสียงเรียบ กระซิบเบา ๆ จะเปนการยากในการชักจูงใหผูอื่นเชื่อถือไดโดยไมตอง บงั คบั 6) จังหวะในการพูด (Timing) การเลือกจังหวะท่ีเหมาะสมในการพูดเปนส่ิงท่ีจําเปน ซง่ึ สงผลทาํ ใหประสบความสาํ เรจ็ ไดในสว นหน่งึ 7) เนื้อหาท่ีจะพูด (Content) บุคคลมักมีความลังเลใจเน่ืองจากไมรูวาจะพูดอะไร จึง ตอ งมกี ารฝก การพดู ในบางส่ิงบางอยาง เพื่อท่ีจะใหผูฟงไดรูถึงความรูสึกท่ีแทจริงของผูพูด ในขณะน้ัน ได 8) การฟง (Listening) การแสดงใหผูพูดทราบถึงความสนใจฟง การสะทอน ความ คดิ เหน็ การแสดงสหี นา ทาทางท่ีเหมาะสมในขณะน้ัน
34 สมพร สุทัศนีย (2541, หนา 30) ก็เสนอแนะวิธีการฝกพฤติกรรมกลาแสดงออก สอดคลอ งกัน คือ การฝกพฤติกรรมกลาแสดงออกควรฝกใหผูมีปญหาแสดงออกทางสีหนา และวาจา ใหคนอื่นรูวากําลังมีความทุกข ความสุข หรือความไมพอใจตอบุคคลหรือสิ่งหน่ึงสิ่งใด โดยให สอดคลองกับสถานการณ รูจักแสดงความคิดเห็นโตแยง เม่ือไมเห็นดวยกับความคิดของผูอ่ืน รวมท้ัง แสดงความรสู ึก “เหน็ ดวย” กับการทบี่ ุคคลอื่นแสดงความชืน่ ชมตนเอง และใชสรรพนาม แทนตนเอง วา ฉนั ขาพเจา เพ่ือเปน การย้าํ ความมนั่ ใจ ฉะนั้นการฝกพฤติกรรมกลาแสดงออก ควรฝกในดานการแสดงความรูสึกทางดาน ภาษา พูด และการแสดงออกทางสีหนา กิริยาทาทาง อยางถูกตองเหมาะสมกับบุคคลและ สถานการณ 2.4.6 แนวทางการจดั กิจกรรมเพ่อื สงเสรมิ ความกลา แสดงออก ความกลา แสดงออก และความเชื่อมั่นในตนเองเกิดจากความแนใจ ความถูกตอง และ ความรูแ ละความประพฤติที่ตนมีอยู ส่ิงเหลานี้สามารถปลูกฝงใหเกิดมีขึ้นในตนไดดวยการฝกใหเปนผู มีเหตุผลเชื่อในสิ่งที่ควรเช่ือ มีความประพฤติถูกตองดีงาม ศึกษาเลาเรียนใหมีความรูมาก ๆ มีความ พยายามอยา งจรงิ จังในการทาํ งานทกุ อยาง และมีความรอบรู กิจกรรมท่ีจะจัดใหนักเรียนฝกเปนผูมีความกลาหาญและเชื่อมั่นในตนเองนั้นครูผูสอน ตองระลึกอยูเสมอวาตองเปนกิจกรรมท่ีไมยากเกินกําลังความสามารถและสติปญญาของเด็กหากครู ใหนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมท่ียากเกินไปนักเรียนปฏิบัติไมไดประสบความลมเหลวก็จะยิ่งทอถอย ไม เชื่อมั่นในตนเองและไมกลาแสดงออกมากขึ้นเนื่องจากกลัวลมเหลว และจะอับอายผูอ่ืนตอไป ก็จะ พยายามหลีกเลี่ยงการแสดงออกมากย่ิงข้ึนทุกทีและกลายเปนคนขลาดกลัวประหมาอาย ไมกลา แสดงออก ไมเช่ือมั่นในตนเองในที่สุด แตถาครูใหปฏิบัติกิจกรรมท่ีเหมาะสมกับสติปญญา ความสามารถของเด็ก เมื่อเด็กปฏิบัติกิจกรรมน้ันไดดวยตนเอง เด็กก็จะเกิดความภูมิใจ เกิดความ เชื่อมั่น ในความรูความสามารถขอตนเอง และหากมีบางครั้งเด็กอาจประสบความลมเหลวบางครูก็ ตองให กําลังใจใหคําช้ีแจงแนะนํา แนวทางใหลองพยายามใหมจนประสบความสําเร็จ ครูไมควรใช วาจา หรือแสดงอาการท่ีทําใหเด็กยนยอ ทอถอย หรือคิดวาตนเองไรความสามารถ หรือโงกวาผูอ่ืน อยางเดด็ ขาดการตรวจสอบผลงานของเดก็ กไ็ มควรนําผลงานของเด็กคนหน่ึงไปเปรียบเทียบกับคนอีก คนหนง่ึ เพราะจะทาํ ใหคนทีด่ อยกวา เสยี คํากังใจ แตควรใหเปรียบเทียบกับผลงานของตนเองในครั้งที่ แลว มาวา ผลงานของตนเองในคร้ังปจจุบันพัฒนาข้ึน หรือดอยกวาครั้งกอนถาดอยกวา หรือเสมอกับ ครั้งกอนตองพยายามทําใหพัฒนาขึ้นกวาเดิม แตถาพัฒนาขึ้นก็ใหพิจารณาวาพัฒนาขึ้น มากนอย เพยี งใด และใหพยายามพัฒนามากข้ึนอีก กิจกรรมในการฝกใหนักเรียนมีความกลาหาญ และเชื่อมั่น ในตนเองอาจจัดไดดงั น้ี
35 1) เลานิทานหรือเร่ืองราวเกี่ยวกับความกลาหาญ ความเช่ือม่ันในตนเอง (อาจจะใช เร่ืองราวท่ีแสดงความกลาในทางที่ผิดหรือกลาแบบบาบิ่นดวยก็ได) แลวอภิปรายเพื่อใหนักเรียน มี ความรพู ืน้ ฐานเกยี่ วกับความกลาหาญและความเชือ่ มนั่ ในตนเองตามหัวขอตอไปน้ี (1) ใครทาํ อะไร (2) การกระทําของเขาเกดิ ผลอะไรบาง (3) เหตใุ ดเขาจึงทําเชนน้ัน (4) นักเรียนมีความคิดเห็นอยางไรเกี่ยวกับเร่ืองน้ี (เชน นักเรียนนิยมยกยอง หรือ ตําหนกิ ารกระทําของเขาเพราะเหตุใด) (5) นอกจากเร่อื งนแี้ ลว นักเรยี นควรกลา ในเร่อื งใดอกี บา ง (6) การแสดงความกลา ในทางท่ผี ดิ นบั เปนความกลา หาญหรือไม (7) การกระทําอะไรบา งท่ีเรยี นกวา เปนการแสดงความกลา ในทางท่ผี ดิ ฯลฯ 2) จัดกจิ กรรมใหนกั เรียนไดฝ กความกลา เชน (1) รอ งเพลง (2) แสดงละคร (3) แสดงบทบาทสมมติ (4) อภปิ ราย (5) เลานิทาน (6) แสดงปาฐกถา (7) โตว าที (8) แขงขนั เกมและกฬี าตาง ๆ ฯลฯ 3) ฝกการควบคุมสติและการแกปญหาเฉพาะหนา เชน สอน และฝกวิธีหนีภัย เชน หนไี ฟ ฯลฯ (1) ฝก การแกปญ หา การแกไขสถานการณ และการตัดสินใจ โดยมอบปญหา หรือ กรณีตวั อยา งใหนกั เรียนศกึ ษา แลวอภิปรายตามหวั ขอตอไปน้ี (2) จะแกปญหานี้ดวยวิธใี ดบาง และจะแลอยา งไร (3) ใชว ธิ ใี ดจะประสบผลอยา งไร (ท้งั ผลดีและผลเสีย) (4) นักเรยี นจะตดั สนิ ใจเลอื กใชวิธีใด (เพราะเหตใุ ด) ฯลฯ 4) ฝกการเปนผูนําและผูตามที่ดีโดยจัดกิจกรรมกลุม ใหผลัดเปลี่ยนกันเปนผูนํา และ สมาชกิ ของกลมุ 5) จดั กิจกรรมกีฬาและเกมตาง ๆ ใหแขงขันกนั เพ่อื ฝก ความมีจติ ใจกลาหาญ กลาสู ใจ สู สูเพ่อื เกยี รตแิ ละศกั ดศิ์ รี
36 6) จัดกิจกรรมลูกเสือ ยุวกาชาด เนตรนารี ใหมีโอกาสบําเพ็ญประโยชนในเรื่อง เกย่ี วกับความกลาหาญ 7) จัดกิจกรรมยกยอ ง สง เสริมผกู ลาหาญ 8) เนนใหนักเรยี นนาํ คุณธรรมน้ไี ปปฏิบัตใิ นชวี ติ ประจําวันแลวบันทึกผลการปฏิบัติ ลง ในสมุดบันทึกจริยศึกษาประจําตัวนํามารายงานและอภิปรายในชั้นเรียน ครูก็ช้ีแนะแนวทางให นักเรียนปฏิบัติใหดียิ่งขึ้นในโอกาสตอไป (กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ, 2548 ข, หนา 193- 195) 2.5 งานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวของ ประภาพรรณ เอ่ียมสุภาษิต (2548, บทคัดยอ) ไดศึกษาลักษณะพฤติกรรมกลาแสดงออก ของเด็กปฐมวัยในปจจุบันพบวา เด็กปฐมวัยมีลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกแบงได 3 กลุม กลุม แรกเปนเด็กที่กลาพูดกลาแสดงออก กลาพูด กลาแสดงความคิดเห็น และกลาเขาสังคมอยางมั่นใจ เหมาะสมกับสถานการณ เวลา และโอกาสกลุมที่สอง เปนเด็กที่กลาแสดงออกเชนกัน แตจะ แสดงออก ไปทางกาวรา วทงั้ ทางภาษา ทาทาง อีกท้ังไมสามารถควบคุมอารมณไดสวนกลุมที่สามเปน เด็กที่ ไมกลาแสดงออกไมกลาสนทนาไมกลาแสดงความคิดเห็นความรูสึกใดทั้งสิ้นและมักเปนเด็กข้ี อาย จากพฤติกรรมดังกลาวนั้นจะพบวากลุมแรกเปนเด็กที่ราเริงแจมใสมีความมั่นใจในตนเอง เปนที่ ช่ืนชอบของผูที่พบเห็น กลุมที่สองจะเปนเด็กที่ไมคอยมีอารมณแจมใสมากนักหนาบ้ึงตึง ซึ่งมักจะ สรางความรําคาญใหกับผูท่ีดูแลและเกี่ยวของสวนกลุมที่สามมักจะเปนเด็กท่ีเปนผูตาม ขาดความ ม่ันใจในตนเอง เด็กท้ังกลุมท่ีสอง และกลุมที่สามนี้ ลาไมไดรับการพัฒนาก็จะสงผลตอ ลักษณะนิสัย ของเด็กในอนาคตได ดังน้ันจึงจําเปนอยางย่ิงที่ผูเก่ียวของตองรวมมือกันพัฒนาเด็ก ดวยวิธีที่ สอดคลอ งกบั พัฒนาการของเด็ก บุญยิ่ง ไกรพงศธรรม (2547, หนา 77) ไดศึกษารายงานการพัฒนาพฤติกรรมความม่ันใจ ความกลาแสดงออกช้ันอนุบาลปท่ี 2 พบวาเด็กท่ีไดรับการพัฒนาพฤติกรรมความม่ันใจ ความกลา แสดงออกจะรูจักการเอ้ือเนอรอคอย และแบงปนและเด็กที่ไดรับการพัฒนาจะมีพฤติกรรมสูงกวา กอนการพฒั นาทางสถติ ทิ ี่ระดับ .01 ศุภฏี ชิกวาง (2551, หนา 85) ไดศึกษาผลการใชกิจกรรมบทบาทสมมติเพ่ือพัฒนา ความสามารถในการแกไ ขปญหาของเด็กปฐมวัย อายุ 5-6 ป จํานวน 35 คน ผลการศึกษาพบวา เด็ก ปฐมวัยทไี่ ดร บั การสอนโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติมีความสามารถในการแกไขปญหาสูงข้ึน ที่ระดับ .05 รัศมี เชื้อเจ็ดตน (2539, หนา 57) ไดศึกษาการใชกิจกรรมบทบาทสมมติ เพื่อพัฒนา พฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย โรงเรียนบานเวียงแกว ปการศึกษา 2539 จํานวน 23 คน ผลการศึกษาพบวา นักเรียนปฐมวัยท่ีไดรับการฝกโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติมีพฤติกรรม กลา
37 แสดงออกในดานการพูดมากกวา การกระทําและการคิดตามลําดับและมีพฤติกรรมกลาแสดงออก สูง กวา นักเรยี นทีไ่ มไ ดรับการปกโดยใชก ิจกรรมบทบาทสมมติ จงกล นันทพล (2535, หนา 77 - 78) ไดทําการศึกษาการสังเกตพฤติกรรม การชวยเหลือ จากการเลนสมมติในศูนยบานของเด็กกอนวัยเรียน กลุมตัวอยางเปนเด็กนักเรียนทั้งเด็กหญิงและ เด็กชายอายุระหวาง 5 - 6 ป จํานวน 30 คน ของหนวยปฏิบัติการพัฒนาการเด็กมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร ผลการวิจัยพบวา 1) ลักษณะการแสดงพฤติกรรมความชวยเหลือของเด็กกอนวัยเรียน ที่เกิดจากการริเร่ิมของตนเอง รอยละ 57.84 และจากการถูกขอรองจากคนอ่ืน รอยละ 42.16 โดย วิธีการแบงปน ส่งิ ของใหเ พ่ือนการใหส ิง่ ของแกเ พอ่ื น การชว ยเหลือและการปลอบใจเพื่อน คิดเปนรอย ละ 27.45, 15.20, 55, 39 และ 1.9 ตามลาํ ดับ 2) การแสดงพฤติกรรมการชวยเหลือ ของเด็กกอนวัย เรียนเฉล่ีย 2 คร้งั ตอ 1 คน ซึ่งเกิดจากการริเร่ิมของเด็กเอง 1 ครั้ง และ จากการถูกขอรองจากคนอ่ืน 1 คร้ัง
บทท่ี 3 วิธกี ารดาํ เนินการวิจยั ในการวิจัยครั้งน้ี ผวู จิ ัยไดด าํ เนินการตามขนั้ ตอนดงั น้ี 1. การกาํ หนดประชากรและกลุมตัวอยาง 2. เครอื่ งมอื ท่ใี ชใ นการวจิ ยั 3. การสรางและหาคณุ ภาพของเคร่อื งมือ 4. การเก็บรวบรวมขอมูล 5. การวเิ คราะหข อมลู 6. สถติ ทิ ่ใี ชในการวจิ ยั 3.1 การกําหนดประชากรและกลมุ ตัวอยาง ประชากร ประชากรที่ใชในการศึกษาวิจัยคร้ังนี้เปนเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 5 - 6 ป ที่กําลังศึกษา อยใู นชัน้ อนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2565 จาํ นวน 30 คน การเลือกกลุมตัวอยา ง กลมุ ตวั อยางท่ีใชในการวิจยั ครัง้ น้ี คอื เดก็ ปฐมวัย ชาย-หญงิ อายุ 5 - 6 ป ท่ีกําลังศึกษาอยูใน ชั้นอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2565 ของโรงเรียนวัดดอนตาล จํานวน 15 คน ไดมาโดย วิธีการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 3.2 เครอื่ งมือทใี่ ชใ นการวจิ ยั 1. แผนการจัดประสบการณการสอนโดยใชบ ทบาทสมมติของเด็กปฐมวัย 2. แบบประเมินพฤติกรรมกลา แสดงออกของเด็กปฐมวัย 3.3 การสรางและหาคุณภาพของเครือ่ งมือ 1. การสรางแผนการจัดประสบการณการสอนโดยใชบทบาทสมมติของเด็กปฐมวัย ดาํ เนนิ การตามลําดับขัน้ ดังตอไปน้ี 1.1 ศกึ ษาแผนการจดั ประสบการณช นั้ อนบุ าลปที่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 โรงเรยี นวัดดอนตาล 1.2 ศึกษาเอกสารตํารางานวิจัยท่ีเก่ียวของกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และการจดั กจิ กรรมการสอนโดยใชบทบาทสมมติ
39 2. แบบประเมนิ พฤติกรรมกลา แสดงออกของเดก็ ปฐมวยั ดําเนินการตามลาํ ดบั ขนั้ ดงั น้ี 2.1 ขั้นตอนในการสรางแบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย ผูวิจัยได ดําเนินการสรางแบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออกโดยปรับมาจาก The Assertion Inventory ของแกรมบรล และริชชี่ (Gambrel & Richey, 1983, p. 97; อางถึงใน ละเอียด ชูประยูร และศิริพร รณ ววิ ฒั นศร และคนอนื่ ๆ, 2551, หนา 34-40) ซึ่งผูวิจัยไดนํามาปรับเพื่อใชในการสังเกตพฤติกรรม เด็กในเด็กปฐมวัย และมีข้ันตอนในการสรา งดงั นี้ (1) ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ งกบั พฤติกรรมกลาแสดงออก (2) กําหนดพฤติกรรมกลาแสดงออก ซึ่งพฤติกรรมกลาแสดงออก ไดมาจากการ สังเกตพฤติกรรมในขณะที่เด็กทํากิจกรรม และเลือกพฤติกรรมที่เด็กไมกลาแสดงออกมาเปน ตวั กําหนดรายการพฤติกรรมในแบบประเมนิ พฤตกิ รรมกลา แสดงออกของเด็กปฐมวัย (3) ผูวิจัยสรางแบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลัง การทดลองซ่งึ เปนฉบับเดียวกัน จาํ นวน 20 ขอ 3.4 การเกบ็ รวบรวมขอมลู Group 3.4.1 แบบแผนการทดลอง การวิจัยในครั้งนี้เปนการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุมเดียววัดสองครั้ง (One Pretest - Posttest Design) ซง่ึ มลี กั ษณะการทดลองดงั ตารางตอไปนี้ ตาราง 3.1 แบบแผนการทดลอง Treatment Post-test กลมุ Pre-test X T2 X T1 ความหมายของสัญลกั ษณ N แทน จาํ นวนเดก็ ในกลุมตัวอยา ง X แทน การสอนโดยใชก จิ กรรมบทบาทสมมติ T1 แทน การทดสอบกอนการทดลอง (pre-test) T2 แทน การทดสอบหลงั การทดลอง (post-test)
40 3.4.2 การดําเนนิ การทดลอง ผวู ิจัยไดด ําเนนิ การทดลองโดยมีขน้ั ตอนดังนี้ 1) กอนการทดลอง นําแบบประเมินพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยไปใชกับ กลมุ ตัวอยาง จํานวน 15 คน แลวบนั ทกึ ผล 2) ดําเนินการสอนกลุมทดลองดวยตนเอง ตามแผนการจัดประสบการณการสอนโดย ใชก ิจกรรมบทบาทสมมตทิ ผี่ วู จิ ัยสรางขน้ึ 3) เม่ือส้ินสุดการทดลอง ผูวิจัยดําเนินการทดสอบหลังการสอน (Post-test) โดยใช แบบประเมินพฤติกรรมชุดเดียวกันกับที่ใชสังเกตกอนการทดลองกับกลุมตัวอยาง โดยใชแบบสังเกต พฤตกิ รรมกับกลุมตัวอยาง จํานวน 15 คน แลวบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรม แลวนําคะแนนที่ไดไป วิเคราะหขอมูล 4) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยที่ไดจากการสังเกตกอน และหลังการทดลองสอนโดยใช กิจกรรมบทบาทสมมติ วิเคราะหผลตางระหวางคะแนนเฉล่ียของการทดสอบทั้งสองครั้ง ดวยวิธีการ ทางสถติ ิ 3.5 การวเิ คราะหข อมลู ผูว ิจัยไดวเิ คราะหข อ มูลและประมวลผลขอมูล โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. นําขอมูลท่ีไดจากแบบประเมินพฤติกรรมจากการสอนสอนโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติ กอ น-หลังใช มาวเิ คราะห โดยใชส ถติ ิพ้ืนฐาน ไดแก คารอ ยละคาเฉลี่ย สว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 2. ประมวลผล แปลผลและวเิ คราะหขอ มลู 3. อภิปรายผล โดยใชต ารางและการพรรณนา 3.6 สถติ ิทีใ่ ชในการวิจัย 1. สถิติพ้ืนฐานท่ใี ชใ นการวเิ คราะหข อ มูล ไดแ ก 1.1 รอยละ (Percentage) โดยใชส ูตรดงั นี้ P= f × 100 N เมื่อ P แทน รอยละ f แทน ความถีท่ ่ตี อ งการแปลงรอยละ N แทน จาํ นวนประชากร
41 1.2 คา เฉลย่ี โดยใชสตู รดังน้ี X = ∑ X n เม่อื X แทน คะแนนเฉล่ีย ∑ X แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด n แทน จํานวนคนในกลมุ ตวั อยาง 1.3 สถิติท่ีใชในการศึกษาเปรียบเทียบคะแนนสอบ โดยใชสูตร t-test (Dependent Samples) t= ∑D N∑D2 − (∑D)2 (N −1) เมือ่ t แทน คาสถิติ t-test D แทน ผลตา งระหวา งคะแนนทดสอบกอนสอนและหลงั สอน ∑D แทน ผลรวมของความแตกตางระหวางคะแนนทดสอบกอน สอน และหลงั สอน ∑D2 แทน ผลรวมของผลตางระหวางคะแนนทดสอบกอนเรียน และ หลงั เรียนแตล ะตัวยกกาํ ลงั สอง ( )∑D 2 แทน ผลรวมของผลตางระหวางคะแนนทดสอบกอนสอน และ หลังสอนทง้ั หมดยกกาํ ลงั สอง N แทน จาํ นวนเดก็ ในกลมุ ตวั อยา ง
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหขอ มลู ในการวิเคราะหขอมูลสําหรับการวิจัยเร่ือง การใชกิจกรรมบทบาทสมมุติเพื่อพัฒนา พฤตกิ รรมการกลาแสดงออกของเด็กชั้นอนุบาล 3 ซึ่งผวู จิ ัยนําเสนอผลการวิเคราะหขอ มลู ดงั ตอ ไปนี้ 4.1 สัญลกั ษณท ใี่ ชในการวิเคราะหและแปรผลขอมูล ในการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูล และการแปลผลการวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยไดกําหนด สัญลักษณท ี่เกยี่ วขอ งกับการวิเคราะหข อมลู ดงั น้ี N แทน จํานวนคนในกลมุ ตัวอยาง X แทน คา เฉล่ยี (Mean) S.D. แทน คาเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) t แทน สถิตทิ ี่ใชใ นการวิเคราะหการแจกแจงแบบที (t-distribution) P-value แทน ระดบั นัยสําคัญทางสถิติท่ีไดจากขอมลู * แทน มนี ัยสําคัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั .05 4.2 การนาํ เสนอผลการวิเคราะหข อ มูล การนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูลในการวิจัยครั้งน้ี แบงออกเปน 2 ตอน ตามลําดับดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอนและหลังการจัด กจิ กรรมบทบาทสมมุติ ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ เพ่ือสงเสริม พฤตกิ รรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวยั
43 4.3 ผลการวิเคราะหขอ มลู ของการวจิ ัย ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอนและหลังการจัด กิจกรรมบทบาทสมมตุ ิ ตารางที่ 4.1 แสดงคะแนนคาเฉลี่ยรอยละ ผลการวิเคราะหพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็ก ปฐมวยั กอ นและหลงั การจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ พฤตกิ รรมการกลาแสดงออก กอ นการทดลอง หลังการทดลอง X S.D. ระดับ X S.D. ระดับ 1. กลากลาวคําทักทาย “สวัสดี (คะ /ครับ) 3.47 1.02 ปานกลาง 3.87 0.96 มาก 2. กลาตอบคาํ ถาม 3.40 0.88 ปานกลาง 3.60 0.88 มาก 3. กลา ซกั ถามเม่ือมีขอสงสัย 3.33 0.94 ปานกลาง 3.53 1.02 มาก 4. กลาพูดหนาช้นั เรยี น 3.47 1.15 ปานกลาง 3.87 1.02 มาก 5. กลา บอกสง่ิ ทตี่ นเองชอบท่ีสดุ 3.40 1.08 ปานกลาง 3.73 1.00 มาก 6. กลาเลาประสบการณเ ดมิ 3.33 1.01 ปานกลาง 4.00 1.03 มาก 7. กลา แนะนําตนเองหนา ช้นั เรียน 3.47 1.15 ปานกลาง 3.67 1.19 มาก 8. กลา เปนผูนาํ 3.40 1.08 ปานกลาง 3.80 1.11 มาก 9. กลาแสดงบทบาทสมมติ 3.40 1.14 ปานกลาง 3.73 1.00 มาก 10. กลานาํ เสนอผลงานที่ทาํ 3.47 1.09 ปานกลาง 3.60 1.20 มาก 11. กลาออกมานํากายบรหิ าร 3.33 1.01 ปานกลาง 3.93 0.93 มาก 12. กลาพดู คําคลองจอง 3.13 0.96 ปานกลาง 3.53 1.02 มาก 13. กลา เลา นิทาน 3.07 1.12 ปานกลาง 3.67 1.19 มาก 14. กลารอ งเพลง 3.47 1.09 ปานกลาง 3.60 1.20 มาก 15. กลา แสดงทาทางประกอบเพลง 3.40 1.20 ปานกลาง 3.80 1.05 มาก 16. กลาแสดงความคดิ รเิ รม่ิ สรางสรรค 3.07 1.18 ปานกลาง 3.93 0.93 มาก 17. กลาชว ยเหลอื เพ่อื น 3.27 1.00 ปานกลาง 3.67 0.87 มาก 18. กลา ชว ยเหลือครู 3.47 1.09 ปานกลาง 3.93 0.85 มาก 19. กลาเลา ขาวหนา ชั้นเรยี น 3.47 1.20 ปานกลาง 3.87 1.15 มาก 20. กลา เลน รวมกับเพ่ือนๆ 3.47 1.09 ปานกลาง 3.87 1.02 มาก รวม 3.36 1.07 ปานกลาง 3.76 1.03 มาก
44 จากตาราง 4.1 พบวา พฤติกรรมการกลา แสดงออกของเด็กปฐมวัยกอนไดรับการจัดกิจกรรม บทบาทสมมุตอิ ยใู นระดับปานกลาง ( X =3.36, S.D. = 1.07) หลังไดรับการจดั กจิ กรรมบทบาทสมมุติ เด็กปฐมวัยมีพฤตกิ รรมการกลา แสดงออก อยใู นระดบั มาก ( X =3.76, S.D. = 1.03) ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ เพื่อสงเสริม พฤตกิ รรมการกลา แสดงออกของเด็กปฐมวยั ตาราง 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลัง การจัดกจิ กรรมบทบาทสมมุติ กลมุ ทดลอง N X S.D. t p-value กอ นสอน 15 3.36 หลังสอน 15 3.76 1.07 15.92* 0.0000 1.03 จากตาราง 4.2 พบวา การเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ มีคะแนนเฉลี่ย เทากับ 3.36 คะแนน และ 3.76 คะแนน ตามลําดับ และเม่ือเปรียบเทียบระหวางคะแนนกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ พบวา คะแนนหลังการจดั กจิ กรรมบทบาทสมมุตขิ องนักเรียนสูงกวา กอนการจดั กิจกรรมบทบาทสมมุติ อยาง มนี ยั สาํ คัญทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05
บทที่ 5 สรุป อภปิ รายผล และขอ เสนอแนะ การวิจัยคร้ังนี้ เปนการใชกิจกรรมบทบาทสมมุติเพ่ือพัฒนาพฤติกรรมการกลาแสดงออกของ เดก็ ชัน้ อนุบาล 3 และนําเสนอผลการวเิ คราะหขอ มลู ตามลาํ ดับ ดงั นี้ 5.1 สรปุ ผลการวจิ ัย การวิจัยในคร้งั น้ี สามารถสรุปไดดงั น้ี 5.1.1 พฤติกรรมการกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยกอนไดรับการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ อยูในระดับปานกลาง หลังไดรับการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติเด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมการกลา แสดงออก อยูใ นระดับมาก 5.1.2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลัง การจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ มีคะแนนเฉล่ีย เทากับ 3.36 คะแนน และ 3.76 คะแนน ตามลําดับ และเม่ือเปรียบเทียบระหวางคะแนนกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ พบวา คะแนนหลัง การจัดกจิ กรรมบทบาทสมมุติของนักเรียนสูงกวากอนการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ อยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติท่ีระดบั .05 5.2 อภปิ รายผล การวิจัยในครั้งน้ีมีจุดมุงหมายสําคัญ เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็ก ปฐมวยั กอน และหลังการสอน โดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติ และเพื่อใหนักเรียนมีพฤติกรรมการกลา แสดงออกและนําทักษะท่ีไดรับไปใชใ นชวี ิตประจําวัน สามารถอภปิ รายผลการวจิ ัยได ดังน้ี ผูวิจยั ไดส รางแผนการจดั ประสบการณการสอนโดยใชบทบาทสมมติในการสงเสริมพฤติกรรม กลาแสดงออกของเด็กปฐมวัยที่ถูกตอง ตามแนวคิด และหลักการนําไปใช สอดคลองกับเนื้อหา จดุ ประสงค การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมกลาแสดงออกของเด็กปฐมวัย กอนและหลังการจัด กิจกรรมบทบาทสมมตุ ิ มีคะแนนเฉลย่ี เทากับ 3.40 คะแนน และ 3.73 คะแนน ตามลําดับ และเม่ือ เปรียบเทียบระหวางคะแนนกอนและหลังการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ พบวา คะแนนหลังการจัด กิจกรรมบทบาทสมมุติของนักเรียนสูงกวากอนการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ อยางมีนัยสําคัญทาง สถิติทรี่ ะดับ .05 ซ่งึ สอดคลอ งกบั งานวิจัยของรัศมี เชอื้ เจด็ ตน (2539, หนา 4) ท่ีศึกษาเก่ียวกับการใช กิจกรรมบทบาทสมมติเพ่อื พฒั นาพฤตกิ รรมกลา แสดงออกของเดก็ ปฐมวัย ผลการวจิ ยั พบวานักเรียนที่ ไดร บั การฝกโดยใชกิจกรรมบทบาทสมมติ มีคะแนนเฉล่ียสูงเทากับ 35.43 และกลุมควบคุมมีคาเฉล่ีย
Search