รายงานฉบับสมบรู ณ์ โครงการ ประเมินประสิทธผิ ลการส่งเสรมิ ทักษะสมองการคิดเชิงบรหิ าร (Executive Function Skills) ในเดก็ ปฐมวยั Assessment Project: Effectiveness of the promotion brain executive function skills in early childhood. โดย อาจารย์ ดร.นชุ นาฎ รกั ษี นางสาวกนกพร ดอนเจดยี ์ นางสาวนนั ทนัช สงศิริ สถาบนั แหง่ ชาตเิ พอื่ การพัฒนาเดก็ และครอบครัว มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล ธนั วาคม 2562 ได้รบั ทนุ อุดหนนุ การวจิ ยั จากพฒั นาและความม่นั คงของมนุษยจ์ งั หวดั ระยอง ปงี บประมาณ 2562
สารบัญ บทสรุปผู้บรหิ าร หนา้ บทที่ 1 บทนา 1 1.1 ที่มาและความสาคัญ 1.2 วตั ถปุ ระสงค์ 5 บทที่ 2 ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยท่เี กย่ี วข้อง 6 2.1 ทกั ษะการคดิ เชงิ บริหารในเด็กปฐมวยั (Executive Function in Childhood) 2.2 ปัจจยั ส่งเสรมิ ทักษะสมอง EFs 7 2.3 พัฒนาการของเด็กปฐมวัย (Development for Childhood) 11 บทท่ี 3 วธิ กี ารดาเนนิ งานวจิ ยั 13 3.1 รปู แบบการศึกษาวิจัย 3.2 พนื้ ทศ่ี กึ ษาและกลมุ่ ตวั อย่าง 18 3.3 เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล 18 3.4 ขั้นตอนการดาเนินงานวจิ ัย 19 3.5 สถติ ทิ ีใ่ ช้และการวเิ คราะห์ข้อมูล 20 3.6 แผนการดาเนินงานวิจยั 21 บทที่ 4 ผลการวิจัย 21 4.1 ขอ้ มูลพื้นฐานของครอบครัว การอบรมเล้ียงดูของครอบครวั และขอ้ มลู สขุ ภาพ พัฒนาการทว่ั ไปของเด็ก 27 4.2 ทักษะ EF ของเด็ก 4.3 ข้อมลู ท่ัวไปของครูและระดับความรู้ความเข้าใจในทักษะ EF ของครู 45 4.4 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งปัจจยั พน้ื ฐานครอบครวั กบั ทักษะ EF ของเด็ก 86 91
สารบัญ(ตอ่ ) 4.5 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งข้อมูลการเลีย้ งดขู องครอบครวั กบั ทักษะ EF ของเดก็ หนา้ บทท่ี 5 ผลสรุปการวจิ ัย บรรณานุกรม 92 ภาคผนวก 95 99 ภาคผนวก ก ภาพกิจกรรม ภาคผนวก ข ตวั อย่างเครื่องมือทใี่ ช้ในการวิจยั 100 104
บทสรุปผูบริหาร ยุทธศาสตรการศึกษาของชาติเนนการพัฒนาศักยภาพเด็กใหมีทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่เด็กตองมี คือ มีความรูพื้นฐานที่ใชในชีวิตประจําวัน, มีสมรรถนะขีดความสามารถในการจัดการกับปญหาที่ซับซอน และสามารถรับมือกับสภาพแวดลอมที่เปลี่ยนแปลงได รวมทั้งมีทักษะการคิดวิเคราะห การสื่อสาร การ ทํางานเปนทีมรวมกับผูอื่น และความคิดสรางสรรคนั้น มีความสัมพันธกับทักษะสมองการคิดเชิงบริหาร (Brain Executive Function - EF) การคิดขั้นสูงเกี่ยวกับกระบวนการทา งสมองที่นํา ความจํา จาก ประสบการณในอดีตมาเชื่อมตอกับสถานการณปจจุบันเพื่อเปนขอมูลในการตัดสินใจ วางแผน การจัดลําดับ ความสําคัญ การริเริ่มลงมือทํางาน การยืดหยุนและปรับเปลี่ยนเพื่อแกปญหาดวยวิธีใหมๆ และการควบคุม ยับยั้งอารมณ เพื่อใหบรรลุเปาหมายที่กําหนดไว หรือทํากิจกรรมไดสําเร็จตามที่ตั้งไว การศึกษาครั้งนี้จึงมี วัตถุประสงคเพื่อประเมินผลทักษะสมองการคิดเชิงบริหาร EF ในเด็กที่ไดรับการสงเสริมโดยครู ในโรงเรียน สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นที่ประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จํานวน 17 โรงเรียน จาํ นวน 514 คน ผลสรุปการวิจัย ดานปจจัยแวดลอมของครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ซึ่งปจจัยที่มีอิทธิพลสูงตอ เด็ก ครอบครัวที่สมบูรณ การศึกษาของพอแมและผูเลี้ยงดูเด็กรวมทั้งเศรษฐานะของครอบครัวลวนมีผลตอ สุขภาพและพัฒนาการ และทักษะ EF ของเด็ก นอกจากนี้การอบรมเลี้ยงดูที่เอื้อตอการพัฒนาทักษะ EF ของเด็กยังเปนไดท้ังปจจัยเกื้อหนุนหรือขัดขวางทักษะ EF ของเด็ก พบวาการศึกษาสวนใหญของพอ 30.1% และแม 33.2% อยูระดับมัธยมศึกษาตอนตน สวนรายไดเฉลี่ยของครอบครัวตอเดือนสวนใหญ 38.3% อยู ระหวาง 10,001 – 20,000 บาท พอแมสมรสอยูดวยกัน 46.6% ในการเลี้ยงดูลูกพบวา ผูปกครองไมเคยใช สมุดสุขภาพชวยในการประเมินพัฒนาการลูกถึง 30.0% แตจากการสอบถามความคิดเห็นคิดวา ลูกมี พัฒนาการสมวัยถึง 38.3% พบวาพอแมทํากิจกรรมรวมกับลูกทุกวันเพียง 19.1% ซึ่งเด็กชวงวัยนี้ควรไดทํา กิจกรรมสงเสริมจากครอบครัวเปนประจํา, พบเด็กดูทีวีหรือเลนเกมส มากกวา 1 ชั่วโมง/วัน ถึง 77.7% จากการวิเคราะหความสัมพันธของชั่วโมงการดูทีวีหรือเลนเกมสของเด็กเฉล่ียตอวัน มีความสัมพันธกับระดับ ทักษะ EF ของเด็ก อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ซ่ึงเด็กในวัยนี้ควรไดทํากิจกรรมการเลนเสริมทักษะการคิดและ กลางแจง, รูปแบบการเลี้ยงดู พอแมควรใหเด็กมีสวนรวมและถามความรูสึกเด็ก ซึ่งการเขาใจและควบคุม อารมณตัวเองเปนพื้นฐานในการเขาใจอารมณผูอื่นตอไป พบวาพอแมสวนใหญจะถามเด็กถึงความรูสึก ~1~
ความตองการและความคิดเห็นลูกทุกครั้งที่ 48.8% โครงการมีการอบรมใหความรูครูเรื่องการประเมินและ สงเสริม EF และไดประเมินความรูความเขาใจทักษะ EF ของครู พบวาครูมีความรูความเขาใจอยูในระดับ มาก เพิ่มข้ึนจาก 25.8% เปน รอยละ 58.1% หลังการอบรม ผลดานทักษะ EF เด็กในภาพรวมทั้ง 514 คน พบวามีทักษะ EF อยูในระดับปกติ 33.5%, EF ระดับดี 60.9% และ EF ในระดับควรไดรับการสงเสริมอยูที่ 5.6% สวนผลการประเมินทักษะ EF รายดาน ทั้ง 5 ดาน พบวา 1. ดานการยับยั้งชั่งใจ (Inhibitory Control) เด็กมีทักษะ EF อยูในระดับดี 66.7%, มี ทักษะ EF อยูในระดับปกติ 29.0% และมีทักษะที่ควรไดรับการสงเสริม 4.3% 2. ดานการยืดหยุนความคิด (Shift/ Cognitive Flexibility) พบวาเด็กมีทักษะ EF อยูในระดับดี 58.9%, มีทักษะ EF อยูในระดับปกติ 34.6% และมีทักษะที่ควรไดรับการสงเสริม 6.4% 3. ดานการควบคุมอารมณ (Emotion Control) พบวา เด็กมีทักษะ EF อยูในระดับดี 68.3%, มีทักษะ EF อยูในระดับปกติ 24.9% และมีทักษะที่ควรไดรับการ สงเสริม 6.8% 4. ดานความจําในขณะทํางาน (Working Memory) พบวาเด็กมีทักษะ EF อยูในระดับดี 62.6%, มีทักษะ EF อยูในระดับปกติ 30.2% และมีทักษะที่ควรไดรับการสงเสริม 7.2% และ 5. ดานการ วางแผนจัดการ (Planning and Organizing) พบวาเด็กมีทักษะ EF อยูในระดับดี 61.1%, มีทักษะ EF อยู ในระดับปกติ 30.9% และมีทักษะEF ที่ควรไดรับการสงเสริม 8.0% นอกจากนั้นพบวาทักษะ EF ในเด็ก ประถมศึกษาอยูในระดับปกติและดี นั้นนอยกวาเด็กปฐมวัย และเด็กประถมศึกษาพบเด็กที่ควรไดรับการ สงเสริมทักษะ EF มากกวาปฐมวัย ดังนั้นควรมีการสงเสริมทักษะ EF เนิ่นๆ ตั้งแตระดับปฐมวัย ซึ่งเปนชวง ที่พัฒนาการสมอง EF พัฒนาสูงสุดอยางตอเนื่องจะสงผลใหเด็กมีทักษะ EF ที่ดีเมื่อกาวเขาสูชวง ประถมศึกษา จากผลการประเมินจะเห็นวาทักษะ EF เด็กในพื้นที่นํารองจังหวัดระยองในภาพรวมทั้ง 514 คน จาก 17 โรงเรียน สวนใหญมีทักษะ EF อยูในระดับปกติ จนถึงระดับดี แตยังคงมี EF ในระดับควรไดรับการ สงเสริมอยูบาง แสดงวาทุกภาคสวนในจังหวัดทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชนและหนวยงานทั้งภาครัฐและ เอกชนมีการทํางานในการขับเคลื่อนพัฒนาทักษะ EF เด็ก เพื่อใหการพัฒนาทักษะ EF เด็กที่มี EF ดีอยูแลว ใหพัฒนาเต็มตามศักยภาพและสงเสริมในเด็กที่มี EF ในระดับที่ควรไดรับการสงเสริมนั้นทุกภาคสวนตอง ดําเนินการสงเสริมอยางตอเนื่อง และติดตามประเมินผลเปนระยะ ทําใหเราทราบปญหาทันที อันจะนําไปสู การแกไขแตเนิ่นๆ ใหเด็กในจังหวัดระยองวันน้ีเติบโตเปนผูใหญที่มีศักยภาพในการทํางาน รองรับการเติบโต ทางเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แผนยุทธศาสตรภายใตไทยแลนด 4.0 เพื่อนําไปสู การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ที่มีความสาํ คัญตอการพัฒนาประเทศในระยะยาวตอไป ขอเสนอจากงานวิจัยสูการพัฒนาเด็กอยางยั่งยืน 1. สรางความตระหนักใหพอแม ครู เห็นความสําคัญในบทบาทของตนเองในเปาหมายการพัฒนา เด็กใหเกง ดี มีความสุข ~2~
2. พอแม ครู ใหความรัก ความอบอุนและความไววางใจ มีสัมพันธภาพท่ีดีกับเด็ก 3. พอแม ครู และชุมชน มีการเฝาระวังติดตามพัฒนาการตามวัย และพัฒนาการ EF อยาง ตอเนื่องเปนระยะเพื่อการพัฒนาและฟนฟูไดทันทวงที 4. ใหความรูความเขาใจพอแมและครูในการสงเสริมพัฒนาการตามวัย และทักษะ EF แกเด็ก 5. สงเสริมใหพอแมใชสมุดสุขภาพในการประเมิน ติดตามและสงเสริมพัฒนาการลูก 6. ใหความรูพอแมในเรื่อง การบริหารจัดการการเงินของครอบครัว 7. สรางความตระหนัก และใหความรูพอแม ครูในเรื่อง การดูแลความปลอดภัยในเด็ก Child Safety และสรางสภาพแวดลอมที่ปลอดภัย/ เมืองปลอดภัย สําหรับเด็ก 8. บานและโรงเรียนควรจัดสภาพสภาพแวดลอม วัสดุ อุปกรณที่เอื้อและใหโอกาสใหเด็กไดเลือก ตัดสินใจ 9. พอแม ครู ใชเวลาคุณภาพ ทํากิจกรรมกับเด็กทุกวัน และตั้งเปาหมายในการทํากิจกรรมให ชัดเจน 10. เปดโอกาสใหเด็กไดวางแผนในการทํากิจกรรม ลงมือทําเอง โดยคอยติดตามการทํากิจกรรม อยูหางๆ ใหเด็กไดเรียนรูและแกปญหาเอง ชวยเม่ือจาํ เปน ใหเด็กไดรูสึกสําเร็จ และชมแชย 11. หลีกเลี่ยงการตีตรา ลงโทษอยางรุนแรงทั้งรางกายและจิตใจ เพราะความเครียดสงผลให ความสามารถในการเรียนรูของเด็กลดลง และสอนใหเด็กเขาใจอารมณตนเองและผูอื่น 12. สงเสริมพัฒนาการตามวัย และทักษะ EF แกเด็กผานกิจกรรมในหองเรียนและกิจกรรม ประจําวัน กิจวัตรประจําตัว 13. บานและโรงเรียนเปดโอกาสใหเด็กลงมือทําเอง ติดตามการทํากิจกรรมอยูหางๆ ใหเด็กได เรียนรูและแกปญหาเอง ชวยเม่ือจาํ เปน ใหเด็กไดรูสึกสาํ เร็จ และชมเชย 14. บานและโรงเรียนเปดโอกาสใหเด็กแสดงความคิดเห็นและมีสวนรวมในการเลือก ตัดสินใจใน การทํากิจกรรมตางๆ 15. จัดพื้นที่การเรียนรูแกเด็กและครอบครัว (Family and Child Space) ใหทํากิจกรรมรวมกัน อยางสรางสรรคทั้งในบาน โรงเรียน ชุมชน บริษัทเอกชน โรงงาน ใหเด็กไดเรียนรูในทุกพื้นท่ี 16. สรางเครือขายโรงเรียนและครูในจังหวัดและจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรูประสบการณ การจัด กิจกรรมในหองเรียนเพื่อสงเสริม EF เด็กรวมกัน 17. มีการประสานการสงเสริมเด็กรวมกันทั้งที่บานและโรงเรียน เชน กิจกรรมครูพบพอแม รายบุคคลอยางนอยปละ 2 คร้ังเพื่อรวมพัฒนาจุดเดน และแกไขจุดบกพรองตางๆ ของเด็ก 18. การใชสื่อ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ สื่อโฆษณา สื่อออนไลนตางๆ และ campaign advertising ในการ กระตุกใจใหตระหนัก และใหความรูตางๆ เชน “ไมแนะนําใหเด็กอายุนอยกวา 2 ป ใชอุปกรณเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารทุกชนิด”, “ไมแนะนําใหเด็กอายุนอยกวา 6 ป ใชอุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศ ~3~
และการสื่อสารโดยลําพัง”, “ไมควรใหเด็กดูทีวีเลนเกมมากเกินไปเพราะสงผลตอพัฒนาการลาชา” เพราะ เด็กในวัยนี้ควรทํากิจกรรมเสริมทักษะพัฒนาการ การเรียนรู EF ผานการเลนบูรณาการประสาทสัมผัส เชน เลนกีฬา งานศิลปะ เลนดนตรี อานหนังสือนิทาน เลนสมมุติเปนกลุมกับเพื่อน เนื่องจากกิจกรรมเหลานี้ สามารถพัฒนาทักษะ EF ไดมากกวาการปลอยใหเด็กๆ อยูกับหนาจอตามลําพังเพียงอยางเดียว 19. เกิดระบบการสงตอและติดตามเปนระยะในเด็กกลุมเส่ียงตางๆ ~4~
1บทที่ บทนํา บทนาํ 1.1 หลักการและเหตุผล หรือความสําคัญของปญหา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 12 ยุทธศาสตรท่ี 1 การเสริมสรางและพัฒนาศักยภาพ ทุนมนุษย โดยมีหน่ึงในเปาหมายสําคัญใหเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการเต็มตามศักยภาพ และสอดรับกับแผนการศึกษา แหงชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 ยุทธศาสตรที่ 3 การพัฒนาศักยภาพคนทุกชวงวัยและการสรางสังคมแหงการเรียนรู ซึ่งมีวัตถุประสงคใหเด็กทุกคนมีการพัฒนารอบดานตามวัยอยางมีคุณภาพและไดรับการพัฒนาเต็มศักยภาพ นอกจากน้ันยทุ ธศาสตรการศกึ ษาของชาติเนนการพฒั นาศักยภาพเดก็ ใหม ีทกั ษะในศตวรรษที่ 21 ทเ่ี ดก็ ตองมีคือ มี ความรูพื้นฐานที่ใชในชีวิตประจําวัน มีสมรรถนะขีดความสามารถในการจัดการกับปญหาที่ซับซอน และสามารถ รับมือกับสภาพแวดลอมที่เปลี่ยนแปลงได รวมท้ังมีทักษะการคิดวิเคราะห การส่ือสาร การทํางานเปนทีมรวมกับ ผูอื่นและความคิดสรางสรรคน้ัน มีความสัมพันธกับทักษะการคิดเชิงบริหาร (Brain Executive Function - EF) การคิดขั้นสูงเกี่ยวกับกระบวนการทางสมองท่ีนําความจําจากประสบการณในอดีตมาเช่ือมตอกับสถานการณ ปจจุบันเพื่อเปนขอมูลในการตัดสินใจ วางแผน การจัดลําดับความสําคัญ การริเริ่มลงมือทํางาน การยืดหยุนและ ปรับเปล่ียนเพ่ือแกปญหาดวยวิธีใหมๆ และการควบคุมยับยั้งอารมณ เพ่ือใหบรรลุเปาหมายที่กําหนดไว หรือทํา กจิ กรรมไดสําเร็จตามที่ต้งั ไว ภาพเด็กไทยที่ทกุ คนอยากเห็นคอื มีสุขภาพดี รางกายแข็งแรง เกง สามารถเรียนรูและแกปญหาไดอยาง สรางสรรค ดี รูจักแยกแยะถูกผิดชอบช่ัวดี มีคุณธรรม มีความสุข จิตใจมั่นคง มองโลกในแงดีและปรับตัวไดเม่ือ เผชิญความเครียด ซึ่งเกี่ยวของกับการทํางานของสมองรวมทั้งประสบการณตางๆ ท่ีเด็กไดเรียนรู จึงกลาวไดวา สมองเปนพ้ืนฐานสําหรับพัฒนาการเด็กทุกดาน ดานการทรงตัว การเคล่ือนไหวรางกาย การทรงตัว และการ ประมวลผลและบูรณาการประสาท (Sensory integration) ดานสติปญญาและแกปญหา สามารถรับรู วิเคราะห ตัดสินใจทําดวยวิธีท่ีเหมาะสม รวมถึงการใชภาษา (Linguistic Intelligence) ความเปนเหตุเปนผล ในปญญา บูรณาการ (Multiple Intelligence) การควบคุมอารมณและความฉลาดทางอารมณ (Emotional Intelligence) ดานสังคม การสรางความสัมพันธกับผูอื่น มนุษยสัมพันธ การรับผิดชอบตนเอง ครอบครัว สังคมสวนรวม (Interpersonal Intelligence) ดานคุณธรรม รูคุณคาของชีวิต แยกแยะถูกผิดชั่วดี (Morality) โดยเฉพาะสมอง ~5~
สวนการรูคิดและบริหารจัดการ (Executive Function in the Brain) ซึ่งเปน CEO ของสมอง มีหนาที่เกี่ยวกับ ความจํา การเรียนรู การทํางาน (Working Memory) เชน ความสามารถท่ีจะทําไดหลายอยางโดยไมสับสน การ ควบคุมตนเอง ความต้ังใจ (Inhibitory Control) เชน ความสามารถที่จะจดจอทําสิ่งที่กําลังทําอยูตอไปแมมีสิ่งอ่ืน มากระตุนความสนใจ มีความยับย้ังชั่งใจ สามารถตัดสินใจเลือกทําสิ่งท่ีถูกตอง และมีความยืดหยุน (Cognitive or Mental Flexibility) เชน ความสามารถท่ีจะปรับเปลี่ยนและควบคุมตนเองไดในสภาวะตางๆ เด็กที่ไดรับการ สงเสริมประสบการณการเรยี นรูตั้งแตเนิน่ ๆ ผานกิจกรรมตางๆ ทําใหเด็กไดเรียนรู สนุก รางกายแขง็ แรง มีจติ อาสา และความมั่นใจ จึงเปนรากฐานสําคัญที่ชวยใหเด็กมีพฤติกรรมพัฒนาการสมวัยท้ังรางกาย จิตใจ อารมณสังคม และสติปญญา ทําใหเด็กมีความพรอมท่ีจะเรียน และประสบความสําเร็จในการศึกษา กลาวไดวาการพัฒนาสมอง ของเดก็ จงึ เปนปจจัยที่กาํ หนดศักยภาพและคุณภาพของคนตลอดชีวิต ดังนั้น การวิจัยคร้ังนี้จึงสนใจศึกษาการประเมินผลทักษะสมองการคิดเชิงบริหาร EF ในเด็กปฐมวัย จากที่ครูไดรับการอบรมใหค วามรูการสงเสริมทักษะ EF จากทีมงานบริษัทรักลูกและหนวยงานจังหวัดระยอง และ ครูนําความรูดังกลาวไปสงเสริม EFเด็ก ในหองเรียน การศึกษาน้ีประเมินเด็กในโรงเรียนสังกัดสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นที่ประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด จังหวัดระยอง จํานวน 17 โรงเรียน ซึ่งการประเมินจะทําใหทราบประสิทธิผลของการสงเสริมทักษะ สมอง EF เด็กท่ีเปลี่ยนแปลงไป อันจะนําไปสูการสงเสริมใหเด็กมีทักษะ EF ใหอยูในเกณฑปกติ สวนเด็กที่มีทักษะ EF ท่ีดีอยูแลวก็จะไดพ ัฒนาใหดีย่ิงข้ึนอีกอยางเต็มตามศักยภาพตอไป อันจะสงผลใหเ ด็กในวันนเี้ ติบโตไปเปนผูใหญ ที่มีคณุ ภาพของจังหวัดระยองในอนาคต 1.2 วัตถุประสงค 1. เพ่ือศึกษาขอมูลพ้ืนฐานของครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวและขอมูลสุขภาพ พัฒนาการ ท่ัวไปของเด็กในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นที่ประกาศของ กองทนุ พฒั นาไฟฟา เขตนคิ มอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จํานวน 17 โรงเรียน 2. เพ่ือประเมินผลทักษะ EF ของเด็กในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จํานวน 17 โรงเรยี น โดยครใู นหองเรียน 3. เพื่อศึกษาขอมูลทั่วไปและประเมินความรูความเขาใจในทักษะ EF ของครูในโรงเรียนสังกัดสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นที่ประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด จังหวัดระยอง จํานวน 17 โรงเรียน ~6~
บทที่ 2 ทฤษฎีและงานวจิ ัยที่เกี่ยวของ ในการวจิ ัยครงั้ นี้ คณะผวู จิ ยั ไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวของ และไดนาํ เสนอตามหัวขอตอไปน้ี 2.1 ทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย (Executive Function in Childhood) 2.2 ปจจยั สง เสรมิ ทักษะสมอง EFs 2.3 พฒั นาการของเด็กปฐมวัย (Development for Childhood) 2.1 ทักษะการคิดเชงิ บริหารในเด็กปฐมวัย (Executive Function in Childhood) พัฒนาการสมองของเด็กปฐมวัยมีการสรางประสาทและมีการเช่ือมตอมากท่ีสุดโดยเริ่มจากพัฒนาการ ประสาทสัมผัสดานการมองเห็น การไดยินเสียง ตอดวยพัฒนาการดานภาษา การพูด และสติปญญา การเรียนรู ดังน้ันเด็กวัยนี้จึงเปนหนาตางแหงโอกาสในการพัฒนาที่คุมคาท่ีสุด (Windows of Opportunity) เปนชวงเวลาท่ีดี สําหรับการพัฒนาพฤตกิ รรมอยางหน่ึงอยางใด ใหสอดคลองกับระยะเฉพาะของการพัฒนาสมองแตละสวน และใน เวลาท่สี มองมีความออนตัวยืดหยุน ภาพที่ 1 หนา ตางแหงโอกาส (Windows of Opportunity) ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ~7~
สมองสวนหนา (frontal lobe) ซ่ึงเปนสมองสวนควบคุมการรูคิดและบริหารจัดการ (executive function in the brain) ซ่ึงเปนศูนยบัญชาการของสมอง มีหนาที่เกี่ยวกับความจํา การเรียนรู การทํางาน (working memory) การควบคุมตนเอง (inhibitory control) เชน ความสามารถท่ีจะจดจอทําส่ิงท่ีกําลังทําอยู ตอ ไป แมม ีสิง่ อื่นมากระตุนความสนใจและมีความยืดหยุน (cognitive or mental flexibility) ภาพที่ 2 หนาท่ีของสมอง จากการศึกษาของ Adele Diamond พบวา เด็กท่ีไดรับการสงเสริมประสบการณการเรียนรูตั้งแต ปฐมวัยผานกิจกรรมตางๆ เชน ดนตรี ศิลปะ หรือกิจวัตรประจําวันท่ีทําใหเด็กไดสนุกกับการเรียนรู ชวยพัฒนา กลามเนื้อมัดเล็ก กลามเน้ือมัดใหญ ทักษะภาษาและทักษะสังคม ทําใหรางกายแข็งแรง มีจิตอาสา มีความมั่นใจ และภูมิใจในตนเอง จะนําไปสูการพัฒนาทักษะ EF ทั้ง 3 ดาน ในการสรางทักษะ EF น้ันเด็กตองมีสมาธิ จดจอใน สิ่งท่ีทํา มีวินัย สามารถจดจําและวางแผนการทํางานเปนลําดับข้ันตอนและปรับตัวไดอยางรวดเร็วในสถานการณ ตางๆ ไดอยางเหมาะสม จึงเปนรากฐานสําคัญที่ชวยใหเด็กมีพฤติกรรมพัฒนาการสมวัยท้ังรางกาย จิตใจ อารมณ สังคมและสติปญญา ทําใหเด็กมีความพรอมที่จะเรียนและประสบความสําเร็จในการศึกษา จึงกลาวไดวา การ พัฒนาสมองและสงเสริมพัฒนาการของเด็กต้ังแตปฐมวัยจึงเปนปจจัยท่ีกําหนดศักยภาพและคุณภาพของคนตลอด ชีวติ ดงั แสดงในภาพท่ี 3 ~8~
ภาพท่ี 3 การสงเสรมิ ประสบการณก ารเรียนรูสูการพัฒนาทักษะ EFs (Adele Diamond, 2013) EFs คือ การทําหนาที่ระดับสูงของสมองที่ชวยใหเราควบคุมอารมณ ความคิด การกระทําจนเกิด พฤติกรรมที่มุงสูเปาหมาย (goal directed behaviors) ทักษะ EFs ไมไดเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แตเกิดจากการ ทเ่ี ด็กลงมือทําและเรียนรูผานประสบการณจรงิ องคป ระกอบพ้ืนฐานของ EFs มี 5 ดาน คอื 1) Working Memory (ความจําขณะทํางาน) คือ การจําขอมูลตางๆ ไวในใจและนําส่ิงท่ีจําไปใชในการ คิดวิเคราะห เปรียบเทียบโดยเช่ือมโยงกับขอมูลเกาใหขอมูลปจจุบันอาศัยการจดจอ (attention) เร่ิมพัฒนาปลาย ขวบปแรก 2) Inhibitory Control (การยับยังช่ังใจ) คือ ความสามารถในการยับย้ังควบคุมอารมณ การกระทํา ความคิดเพ่ือใหจดจอกับส่ิงทําเอาชนะความตองการ ความยากจากทั้งภายในและภายนอก เพื่อทําส่ิงที่จําเปนให สาํ เรจ็ พัฒนาชว งอายุ 3 – 3.5 ป 3) Cognitive Flexibility/Shift (การยือหยุนความคิด) คือ ความสามารถในการเปลี่ยนมุมมองความคิด เปลี่ยนความสนใจจดจอกับกิจกรรมหน่ึงสูอีกกิจกรรมหน่ึง และคิดนอกกรอบในการแกปญหาดวยวิธีท่ีหลากหลาย พัฒนาชวงอายุ 4 – 4.5 ป ชากวาเพราะเด็กมี Working Memory และ Inhibitory Control ดี จงึ จะ Shift ได 4) Emotional Control (การควบคุมอารมณ) คือการแสดงออกของอารมณไดอยางสมํ่าเสมอเม่ือโกรธ ผิดหวงั เสียใจและใชเวลาไมนานในการปรับอารมณสูสภาวะปกติ ไมหุนหันพลันแลน โตตอบทันทีโดยไมค ิด 5) Plan/Organize (การวางแผนจัดการ) คือความสามารถในการกําหนดเปาหมาย วางแผนจัดลําดับ ความสําคัญของงานเริ่มลงมือทําดวยตนเองโดยไมมีคนบอก (Initiate) มองภาพรวมของงานไมติดอยูกับลาย ละเอียดปลีกยอยจนทําใหงานไมสําเร็จ รวมท้ังติดตามและประเมินผลงานและปรับปรุงตนเองใหดีข้ึนได (Self- monitoring) ในสถานการณใหมท่ีไมคุนเคย เราตองใชทักษะ EF เพ่ือชวยในการตัดสินใจเลือกทําสิ่งที่จะพาไปสู ~9~
ความสําเร็จ (Gilbert & Burgess, 2008) ในชวงวัย 3 – 5 ป เปนชวงหนาตางแหงโอกาส (window of opportunity) เด็กทไ่ี ดร ับการพัฒนาในชวงน้ีจะสงผลตอทักษะ EF ท่ดี ขี องเด็กตอไป ดงั แสดงในภาพที่ 4 ภาพที่ 4 แสดงชว งวัยที่สงเสรมิ ทกั ษะสมองการคิดเชิงบริหาร ท่ีมา : Center on the Developing Child at Harvard University, 2011 พฒั นาการของ EF ในชวงอายุ 1 ป มีการพัฒนาทักษะ EF ดา น working memory ในชวงอายุ 3 – 3.5 ป เด็กสามารถยับย้ังชั่งใจได ชวงอายุ 4 – 4.5 ป สามารถยืดหยุนความคิดได หากเด็กมีทักษะ EF ทั้ง 3 ดานดี จะทําใหเด็กสามารถควบคุมอารมณไดดีเม่ืออายุ 5 – 6 ป และสงผลทําใหเด็กมีทักษะการวางแผนจัดการมีเหตุผล เริ่มลงมือทําดวยตนเอง ทักษะการติดตามและประเมินตนเอง และปรับเปลี่ยนการแกปญหาดวยวิธีการใหมๆ (problem solving) เด็กที่มี EF ดี มีความสามารถที่จะมีความจําขณะทํางานไดดี ทําไดหลายอยางโดยไมสับสน (multi-tasking) ยับยั้งควบคุมตนเองไดใ นสภาวะตางๆ ทําส่งิ ท่ีซับซอนไดตามลําดับข้ันตอนแมในยามที่ถูกรบกวน/ ขัดจังหวะ จดจอทําสิ่งที่กําลังทําอยูตอไปจนสําเร็จแมมีส่ิงอ่ืนมากระตุนความสนใจ รูจักคิดยืดหยุน คิดนอกกรอบ ในการแกปญหา และปรับตัวงาย (Adele Diamond, 2014) ในทางกลับกันหากเด็กมีความบกพรองในทักษะ EF มักมีพฤติกรรมท่ีไมถูกกาลเทศะ พูดแทรก ทําเร่ืองเล็กใหเปนเร่ืองใหญ ตอตานการเปล่ียนแปลง ถูกกระตุนงาย และสงบยาก ทําโดยไมยั้งคิด ขาดทักษะการแกไขปญหา ดังน้ันการสงเสริมเด็กตั้งแตเนิ่นๆ จึงเปนสิ่งสําคัญและ ควรพัฒนาใหสอดคลองกับพัฒนาการของเด็กในแตละชว งวัย การสงเสริมทักษะ EF สําหรับเด็กอายุ 3 – 6 ป กิจกรรมท่ีฝกใหเด็กในวัยน้ี ควรเปนกิจกรรมที่ตองทํา ตามกฎกติกา มีสมาธิจดจอ มีความสนใจตอเนื่อง ตัดสินใจรวดเร็วในการแกปญหา และสามารถควบคุมยับยั้ง ~ 10 ~
อารมณ ควบคุมการกระทําของตนเองไดดี ตัวอยางกิจกรรมเชน การเลนเกาอ้ีดนตรี โยคะ เทควันโด การ เคล่ือนไหวตามเพลง การปรบมือเปนจังหวะที่ซับซอนมากขึ้น การตอจิ๊กซอว เกมจับคูเหมือน การจัดหมวดหมู ผู เล้ียงดูควรพาเด็กไปในสถานการณหรือสถานที่ใหมๆ และกระตุนใหเด็กเลาเร่ืองราวตางๆ ซักถามเพ่ือใหเด็กคิด แสดงความคิดเห็น เปดโอกาสใหเลนสมมติตามจินตนาการ โดยกระตุนใหเด็กพูดอธิบายความคิดออกมา โดยผู เลี้ยงดูจัดหาวัสดุอุปกรณ และชวยเด็กหาขอมูล ใหคําแนะนําเพ่ิมเติมในการเลน นอกจากนั้น การพาเด็กทํา กิจกรรมกลางแจงที่ทาทาย (outdoor activity) การผจญภัยจะยิ่งชวยสงเสริมใหเด็กมีการพัฒนาทักษะ EF มาก ยิ่งขึ้น เพราะในสถานการณใหมๆ เด็กตองใชทักษะการคิดวางแผนแกปญหา มีสมาธิจดจอ และควบคุมยับย้ังช่ังใจ ตนเองเม่ือเจอปญหา อุปสรรค เด็กควบคุมอารมณความหงุดหงิดเสียใจ และทําตอจนทํากิจกรรมไดสําเร็จตาม เปาหมายท่ีตง้ั ไว (John R. Best, 2010) เด็กในยุคปจจุบันที่สังคมกําลังกาวสู digital world โลกท่ีการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษท่ี 21 และเติบโต ขึน้ มาในสังคมท่ีเต็มไปดวยสิ่งลอใจใหเกิดความอยาก หากไมไดรบั การฝกทักษะดานการยับย้ังช่ังใจ ทักษะการรูคิด เพ่ือชะลอความอยาก และหยุดคิดไตรตรองต้ังแตวัยเด็ก ปจจัยเหลาน้ีสงผลใหเด็กขาดการพัฒนาทักษะสําคัญท่ี เปนเกราะคุมกันภัยจากยาเสพติด ดังน้ัน การสงเสริมการทํางานของสมองสวนหนาใหเขมแข็งตั้งแตปฐมวัย โดยเฉพาะดานการยับย้ังควบคุมตนเอง ไมหุนหันพลันแลน รูจักยับย้ังช่ังใจ หยุดคิดไตรตรองไมพาตัวเองเขาไปอยู ในสถานการณที่สุมเสี่ยงไมปลอดภัย รูจักอดทนอดกล้ันไมไปเกี่ยวของกับยาเสพติด และควบคุมตัวเองจากสิ่งยั่วยุ ตางๆ และจากการศึกษาท่ีผานมา (Adele Diamond, 2013) พบวาทักษะ EF มีความสําคัญตอการดําเนินชีวิต เก่ียวของกับคุณภาพชีวิต การประสบความสําเร็จในการเรียนและการทํางาน ชีวิตคู หากทักษะ EF บกพรองจะมี ความสัมพันธกับปญหาสุขภาพจิต เชน โรคซึมเศรา ไมสามารถควบคุมอารมณโกรธ ซึ่งอาจนําไปสูการใชความ รุนแรงกาวราว ซ่ึงกอใหเกิดปญหาตอสังคมได ความบกพรอง EF ในวัยเด็กเล็กหากปลอยไวไมทําอะไรจะชัดเจน มากข้ึนเร่ือยๆ เมื่อเด็กโตขึ้น ดังนั้นพอแม ผูดูแลเด็ก ครูและหนวยงานที่ทํางานเก่ียวกับเด็กปฐมวัย มีบทบาท สําคัญในการสงเสริมทักษะ EF เด็ก โดยจัดสภาพแวดลอม วัสดุอุปกรณ และใหโอกาสใหเด็กไดเลือก ตัดสินใจ ตั้งเปาหมายในการทํากิจกรรมใหชัดเจน กระตุนใหเด็กเริ่มทําดวยตนเอง จัดตารางเวลา ปฏิทินและเตือนความจํา สามารถควบคุมยับยั้งตัวเอง สอนทีละข้นั ตอนถาเด็กทําไมได เพื่อใหเด็กประสบความสําเร็จเปดโอกาสใหเด็กลงมือ ทาํ เอง ติดตามการทาํ กิจกรรมอยูหางๆ ใหเด็กไดเรียนรูและแกปญหาเอง ชวยเมือ่ จําเปน ชมเชยเม่ือเด็กทําได และ ฝกฝนสมํ่าเสมอรวมในกิจกรรมประจําวัน ดังน้ันทุกภาคสวนตองหันมารวมดวยชวยกันพัฒนา EF เด็กปฐมวัยใน วันน้ี ซ่ึงจะสงผลใหประสบความสําเร็จในการเรียน การทํางาน เติบโตเปนผูใหญท่ีควบคุมตัวเองได รูคิดแกปญหา ปรบั ตวั ไดในสถานการณตา งๆ และดําเนินชีวิตอยรู ว มกับผูอ ่ืนไดอยางมีความสุข 2.2 ปจ จยั สง เสริมทักษะสมอง EFs นอกจากการไดรับสารอาหารที่มีประโยชนและการนอนหลับพักผอนที่เพียงพอแลว ปจจัยสําคัญที่ชวย สงเสริมทักษะสมอง EFs ในเด็กปฐมวัย คือ การใหโอกาส การจัดสภาพแวดลอม และการใชการสรางวินัยเชิงบวก ~ 11 ~
ในการส่ือสาร และมีปฏิสัมพันธกับเด็กปฐมวัย ซ่ึงในสวนน้ีจะอธิบายถึงปจจัยทั้ง 3 ปจจัยในบริบทของหองเรียน ปฐมวัยดงั น้ี 2.1 การพัฒนาทักษะสมอง EFs ดวยการใหโอกาส หมายถึง การเปดโอกาส สรางโอกาส และไมทําลาย โอกาสในการฝกใชทักษะสมอง EFs ซ่ึงตาม “ทฤษฎีหนาตางแหง โอกาส” ชวงปฐมวัยเปนชว งท่เี ด็กตองใชศักยภาพ ของตนเองในการสรางการเช่ือมตอ และจัดแตงแขนงประสาทในบริเวณสมองสวนหนา รวมถึงการฝกฝนการใช ทักษะสมอง EFs ในการตอบสนองตอสิ่งเราดวย ซึ่งนอกจากจะนําไปสูการพัฒนาทักษะสมอง EFs แลว และ พัฒนาการทั้ง 4 ดาน ไดแก 1) พัฒนาการดานรางกาย 2) พัฒนาการดานภาษา 3) พัฒนาการดานกลามเนื้อมัด เล็กและการปรับตัว และ 4) พัฒนาการดานอารมณ สังคม และการชวยเหลือตัวเอง รวมไปถึงความภาคภูมิใจใน ตนเอง การเคารพนบั ถือตนเอง และการเหน็ คุณคา ในตนเองอีกดวย การใหโอกาสเด็กที่สาํ คัญ สรุปไดดงั น้ี 1. ใหโอกาสเด็กไดเปนคนชางคิด ชา งสงสยั ชางสงั เกต 2. ใหโอกาสเด็กไดเลือก ตัดสนิ ใจ และวางแผนดว ยตนเอง 3. ใหโอกาสเด็กลงมือทาํ ดวยตนเอง 4. ใหโ อกาสเด็กไดลองผิดลองถกู 5. ใหโอกาสเด็กไดใชความคิดสรา งสรรคและจินตนาการ 6. ใหโ อกาสเด็กเรยี นรผู า นการเลน 7. ใหโ อกาสเดก็ ไดแสดงความคิดเห็นและวิเคราะหผลการทํางานของตนเอง 8. ใหโ อกาสเดก็ เรียนรผู านกิจวัตรประจาํ วัน 9. ใหโ อกาสเด็กไดฝกฝนทักษะการแกปญหา 10. ใหโอกาสเด็กไดเรียนรูผานบูรณาการประสาทสัมผัส (Sensory Integration) ไดแก มองเห็น/ไดยิน/ สมั ผสั /ดมกลิ่น/ลิ้มรส / การใชกลา มเน้ือ เอน็ ขอตอ /การทรงตัว 11. ใหโ อกาสเด็กไดจอจอใสใจ 12. ใหโอกาสเดก็ ไดรับแรงบันดาลใจ การใหโอกาสเด็กดังที่ไดกลาวมาแลว จะชวยเพิ่มประสบการณใหเด็กไดฝกฝนการใชทักษะสมอง EFs ซ่ึง เทากับเปนการชวยเพิ่มโอกาสใหเด็กประสบความสําเร็จในการเรียน การงาน และความสัมพันธในอนาคตอีกดวย (Moffitt TE, Arseneault L, Belsky D, et al. 2011) การจัดสภาพแวดลอม คือ การคํานึงถึงสภาพแวดลอมท่ีกระตุน และเอ้ือตอการใชทักษะสมอง EFs ซึ่งใน งานวิจยั ชิ้นนี้จะเนนการจัดสภาพแวดลอ ม 3 ประเภท ไดแ ก 1. สภาพแวดลอมทางกายภาพ เปนการจัดสภาพแวดลอมที่เนน การกระตุนการใชทักษะสมอง EFs ใน 3 เร่ือง คือ การจดั สภาพแวดลอมที่เนนการทํางานของระบบประสาทสวนกลาง (Sensory Integration – SI) หรือกิจกรรม SI การจัดสภาพแวดลอมท่ีปลอดภัยแตยังมคี วามเส่ียง เพ่ือใหเกิดความทาทายใน การใชทักษะสมอง EFs และการจัดสภาพแวดลอมท่ีมคี วามสะอาด และการดแู ลอยางดีใหมีระเบียบ ~ 12 ~
2. สภาพแวดลอมทางอารมณและสังคม เปนการจัดสภาพแวดลอมท่ีคํานงึ ถึง 4 เร่ือง คือ การตอบสนอง ความตองการของเด็กในเร่ืองของการใชงาน เชน พ้ืนท่ี บริเวณ เหมาะสมกับขนาดกิจกรรมกลุม อุปกรณมีขนาดและปริมาณเหมาะสม การตอบสนองในเร่ืองของอารมณ ความรูสึก เชน มีมุมเงียบ การทําใหเด็กรูสึกวาเปนสมาชิกของกลุม เปนเจาของสถานท่ีรวมกับผูอ่ืน เชน การมีผลงานเด็ก มีช่ือ เด็ก และการทําใหเด็กรูสึกอบอุนปลอดภัย ไรความกดดันจากอํานาจของผูใหญ รวมถึงการใชวิธีการ สรางวนิ ยั เชิงบวก 3. สภาพแวดลอมทางความคิด คือ การจัดสภาพแวดลอมที่คํานึง 5 เรื่อง ไดแก ความใกลชิดธรรมชาติ เพื่อใหเด็กไดเรียนรู สํารวจ ทดลองในโลกกวาง การเรียนรูทุกยางกาว หรือการเรียนรูอยางอิสระทั้ง ในและนอกหองเรียน การสรรหาวิธีการเลนใหสนุก และเรียนรูไปพรอมๆ กัน วัสดุอุปกรณที่ หลากหลายใหเด็กเลือกใช จัดทํา หรือดัดแปลงพ้ืนท่ีใหเด็กไดตอบโตกับส่ิงรอบตัว ใหความสําคัญ กับพ้ืนท่สี ําหรับแสดงและนําเสนอผลงาน การใชการสรางวินัยเชิงบวกในการส่ือสาร และมีปฏิสัมพันธกับเด็กปฐมวัย คือ ปลูกฝงจิตสํานึกใหเด็กมี วินัยในตนเองและมีความเห็นอกเห็นใจผูอื่น ดวยการสอนและฝกฝนพฤติกรรมเปาหมาย โดยปราศจากความ รุนแรงท้ังทางรางกายและจิตใจ และอยูบนฐานของการสรางและรักษาความสัมพันธท่ีดีระหวางผูใหญและเด็ก หลักการสรางวินัยเชิงบวก 5 หลักการพ้ืนฐานท่ีควรคํานึงถึงในหองเรียน ไดแก หลักการมีสวนรวมในการกําหนด ขอบเขต ขอตกลง หลักการเสนอทางเลือกอยางมีขอบเขต หลักการสอนวิธีการจัดการอารมณผานการแสดง ความเห็นอกเห็นใจ หลกั การชมอยางมีประสิทธิภาพ และการพดู คุยในระดับสายตาเดก็ เมื่อปฐมวัย เปนชวงวัยสําคัญในการสงเสริมพัฒนาการทักษะสมอง EFs ครูปฐมวัยจึงมีความจําเปนตอง เขาใจปจจัยเหลานี้ เพื่อที่จะไดสามารถจัดชั้นเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะชวยเพิ่มโอกาสใหเด็กไดรับ ประสบการณในการฝกฝนการใชทักษะสมอง EFs ไดม ากท่ีสุดในชวงเวลาสําคัญน้ี 2.3 พฒั นาการของเด็กปฐมวัย (Development for Childhood) 2.3.1 ความหมายของพัฒนาการ พัฒนาการ (Development) หมายถึง การเปล่ียนแปลงดานการทําหนาท่ี (Function) และวุฒิภาวะ (Maturation) ของอวัยวะระบบตางๆ รวมทั้งตัวบุคคลใหทําสิ่งตางๆ ท่ียากสลับซับซอนมากขึ้นไดอยางมี ประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพ่ิมทักษะใหมๆ ในการปรับตัวตามสภาพแวดลอม หรือภาวะใหมในบริบทของ ครอบครัวและสังคม ความสามารถในการทําหนาท่ีดานตางๆ ของบุคคลแสดงออกในพฤติกรรมพัฒนาการ คือ การกระทํา การคิด การพูดและผลงานที่กาวหนาเปนข้ันตอน เชน ทักษะในการทรงตัวและเคลื่อนไหว การใช ภาษาสื่อความหมาย การชวยตัวเอง การสรางความสัมพันธกับคนอ่ืน การควบคุมอารมณและพฤตกิ รรมของตัวเอง ใหเหมาะสมกับกาลเทศะ และการมีคุณธรรม เปนตน พฤติกรรมพัฒนาการที่เกิดขึ้นท้ังหมดเปนไปตามการส่ังการ ของสมองท่ีเติบโต และพัฒนาอยางรวดเร็วในชวงปฐมวัย และมีการจัดระเบียบวงจรประสาทในการเรียนรูตลอด ~ 13 ~
ชีวิตต้ังแตอยูในครรภมารดา แรกเกิด จนถึงบรรลุวุฒิภาวะ แตพัฒนาการดานตางๆ ยังเปนไปอยางตอเน่ืองตลอด ชีวิตถึงวัยผูสูงอายุ โดยเฉพาะดานสติปญญา จิตใจ สังคมและคุณธรรม พัฒนาการของทารกและเด็กจึงเปน รากฐานของการพัฒนามนุษยตลอดชีวิต (นิตยา คชภกั ด,ี 2551) 2.3.2 พัฒนาการเด็กในแตละดาน เปาหมายของการพัฒนาเด็ก คือ เด็กมีสุขภาพดี มีพัฒนาการเติบโตสมวัย เปนคนดี มีคุณธรรม มี ความสุข เกง มีความสามารถเรียนรู สรางสรรค เปนการสรางคนดีมีคุณภาพแกครอบครัว ชุมชน และพฒั นาสังคม อยางยั่งยืน ตามอนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็กสหประชาชาติ ป พ.ศ. 2532 ที่ตองการใหเด็กทุกคนมีการพัฒนาอยาง เปนองครวมซึ่งจะแยกทําเปนทีละสวนไมได และเปนสิทธิพื้นฐานของเด็กทุกคนท่ีพึงมีชีวิตรอด มีสุขภาพดี เติบโต มีพัฒนาการเต็มที่ตามศักยภาพ ไดรับการปกปองคุมครองจากภัยอันตรายและการถูกเอารัดเอาเปรียบ นอกจากน้ัน เด็กยังมีสิทธิมีสวนรวมในเรื่องท่ีเกี่ยวของกับตนเองจากสมรรถนะในการรับรู แสดงออก กระทําและ ตัดสินใจ ในบริบทเชิงสังคมและวัฒนธรรมของครอบครัวและชุมชน แตเพื่อความสะดวกในการศึกษาทําความ เขา ใจ จงึ จําแนกพฒั นาการเด็กเปน 5 ดาน (นิตยา คชภักด,ี 2551 อา งถึงใน Bee HL, 1997) ไดแ ก 1. พัฒนาการดานรางกาย (Physical หรือ Psychomotor Development) หมายถึง ความสามารถ ของรางกายในการทรงตัวทําอิริยาบถตางๆ การเคล่ือนไหวและเคลื่อนท่ี โดยใชกลามเนื้อมัดใหญ (Gross motor) การใชป ระสาทสัมผัสตางๆ รวมถึงการใชต าและมือประสานกันทํากิจกรรมตางๆ (Fine Motor-Adaptive) 2. พัฒนาการดานสติปญญา (Cognitive Development) หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู เขาใจ ความสัมพันธระหวางส่ิงตางๆ กับตนเอง การรูคิด รูเหตุผล วิเคราะหและสังเคราะหและความสามารถในการ แกปญหา ซึ่งแสดงออกดวยการใชภาษาส่ือความหมาย และการกระทํา ดังน้ันพัฒนาการดานภาษาและสื่อ ความหมาย (Language & Communication Development) การใชตากับมือทํางานประสานกันเพ่ือแกปญหา และความสามารถในการปรับตัว (Fine Motor & Adaptive) การคํานวณและการจัดหมวดหมู ตรรกะ จึงเปนสวน หนึง่ ของพัฒนาการดา นสติปญญา 3. พัฒนาการดานจิตใจ-อารมณ (Emotional Development) หมายถึง ความสามารถดานความรูสึก และการแสดงออก เชน พอใจ ไมพอใจ รัก ชอบ โกรธ กลัว และเปนสุข ความสามารถในการแยกแยะ ความ ลกึ ซึ้งและควบคมุ แสดงออกของอารมณอยางเหมาะสมเม่ือเผชิญกับสถานการณตางๆ ตลอดจนการสรางความรูสึก ที่ดีและนับถือตนเอง (Self-Esteem) หรืออัตมโนทัศน เปนตน จนถึงการตระหนักรูในความคิดความรูสึกของ ตนเอง ซ่ึงเก่ียวของกับพัฒนาการดานสังคมดวย บางครั้งจึงมีการรวมพัฒนาการทางดานจิตใจอารมณและทางดาน สงั คมเปน กลมุ เดียวกัน คือ พัฒนาการทางจิต-สังคม (Psycho-Social Development) 4. ดานสังคม (Social Development) หมายถึง ความสามารถในการสรา งสัมพนั ธภาพกับผูอ ื่น มีทักษะ การปรับตัวในสังคม คือ สามารถทําหนา ที่ตามบทบาททางสังคมของตน เชน ฐานะลกู นกั เรียน พลเมอื ง เปนตน มี ความรับผิดชอบ รวมมือกับผูอื่น และมีความเปนตัวของตัวเอง สําหรับเด็ก ยังหมายถึงความสามารถในการ ชว ยเหลือตนเองในชีวิตประจาํ วัน (Personal-Social, Self Help, Self-Care) การปฏบิ ัติตัวเหมาะสมกับกาลเทศะ ~ 14 ~
มีมารยาท ระเบียบวินัย และมีความเปนพลเมือง ในบริบทเชิงสังคม และวัฒนธรรมของทองถ่ิน สังคมไทย และ วัฒนธรรมของทองถิ่น สงั คมไทยและวัฒนธรรมสากล 5. ดานจิตวิญญาณ (Spiritual Development) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการรูจัก คณุ คาของชวี ิตของตัวเอง มีกําลังใจในการควบคุมตนเอง ใหเลือกดํารงชีวติ ในทางที่ชอบทีค่ วรและสรางสรรคน ํามา สูการรูจกั คณุ คาชีวติ ของคนอื่นๆ ความรูสึกผดิ ชอบชัว่ ดีและพัฒนาการดา นคุณธรรม (Moral Development) เชน ความเมตตากรุณา ซื่อสัตยสุจริต เปนตน ซ่ึงนําไปสูเปาหมายสูงสุดของชีวิตที่ดีงาม เปนอิสระจากความเห็นแก ตัวและการเบียดเบียน มีความสงบสุขในตนเองและเห็นคุณคาของการดูแลสิ่งแวดลอม พืช สัตว สุนทรียภาพของ ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งพัฒนาการในดานนี้จําเปนตองอาศัยพื้นฐานพัฒนาการดานสติปญญาและดานจิต- สังคมดวย ในทางพระพุทธศาสนามีความลึกซึ้งของการพัฒนาตนเองดวยความหม่ันเพียร งดการทําช่ัว คิดพูดทํา แตความดี ทาํ จิตใหบรสิ ุทธิ์ มุงประโยชนตอการหลุดพน จากกิเลส ความทุกขดวยปญญาและการสรา งสันติสขุ ของ สังคมสวนรวมของมนุษยชาติโดยไมแบงแยกเผาพันธุ บางคร้ังอาจจะพบวาพัฒนาการดานสติปญญา จิตใจอารมณ และวญิ ญาณจัดรวมอยูในหมวดพัฒนาการทางดา นจิตใจ (Mental Development) 2.3.3 หลกั การพัฒนาการของมนุษย มนุษยม ีกระบวนการพฒั นาทเ่ี กิดข้ึนอยางมีพลวัตร (Dynamic) เปล่ียนแปลงไปตลอดชวี ิต แมบุคคลจะมี ความแตกตางทางพันธุกรรม และเด็กเติบโตขึ้นในบริบทเชิงสังคมวัฒนธรรมที่หลากหลาย แตยังมีหลักการที่ สามารถนํามาใชอธิบายกระบวนการพัฒนาการของมนุษยได (นิตยา คชภักดี, 2551 อางถึงใน Bee HL, 1997 และ Dixon SD, 2006) ดงั น้ี 1. พัฒนาการของมนุษยเปนกระบวนการเปลี่ยนแปลงท่ีตอเนื่อง ต้ังแตปฏิสนธิ (Conception) จนถึงวุฒิ ภาวะ (Maturity) และดําเนนิ ไปตลอดชีวติ การเกิดจึงเปน เพียงชวงเวลาหนึ่ง ในกระบวนการนี้ ความเชื่อที่กลาววา การเรียนรูเริ่มตนเมื่อเด็กเขาสูระบบการศึกษาในโรงเรียนจึงไมถูกตอง เพราะการเรียนรูและพัฒนาการของเด็กท่ี สําคัญ เกิดตั้งแตเปนตัวออนในครรภมารดา และชวงปฐมวัย กอนที่เด็กจะเขาโรงเรียน ดังน้ันการสงเสริม พัฒนาการ และการเรยี นรูของเด็กจาํ เปนตองเริม่ ต้ังแตกอนคลอด วยั ทารกและตอๆ ไป โดยใชวิธีท่ีเหมาะสม 2. ลําดับขั้นตอน (Sequence) ของพัฒนาการของแตละบุคคลจะมีลักษณะเดียวกัน แตอัตรา (Rate) และระยะเวลาในการผานขั้นตอนตางๆ อาจตางกันได พัฒนาการของเด็กดําเนินไปเปนขั้นตอน ตอเนื่องกันอยางท่ี คาดการณได โดยขั้นตนเปนพ้ืนฐานสําหรับข้ันตอนตอๆ ไปโดยในแตละขั้นตอนเด็กจะมีวิธีการเรียนรู ความคิด และพฤติกรรมที่เปล่ียนไป และชวงท่ีกําลังปรับไปสูข้ันที่สูงขึ้นที่ Brazelton เรียกวา Touch Points เด็กอาจมี ความสับสน และแสดงพฤติกรรมถดถอยหรืองอแงชั่วคราวได เด็กแตละคนอาจกาวหนาดานใดดานหน่ึงกอนก็ได เชน พูดไดกอ นเดิน อีกคนอาจเพลินกับการหัดเดินจนชะงักการพูดไวกอ นจนกวา จะเดินไดคลองขึ้นแลว 3. พัฒนาการดานตางๆ มีความเกีย่ วของสมั พนั ธก ัน (Several Inter-Related Dimensions) พัฒนาการ ทางรางกาย สติปญญา สังคม จิตใจ และอารมณ แตละสวนจะสงผลกระทบ ซึ่งกันและกัน ดานใดดานหนึ่ง กาวหนาอีกดานหน่ึงจะกาวหนาตามดวย ในทํานองเดียวกัน ถาดานใดผิดปกติก็จะทําใหดานอื่นๆ ผิดปกติตามดวย ~ 15 ~
กิจกรรมที่สงเสริมพัฒนาการอยางเหมาะสมโดยคํานึงถึงความสนใจของเด็กและมีความเขาใจเด็ก โดยบูรณาการ ดานตางๆ อยางสมดุล จะสง เสริมพัฒนาการทางสงั คม อารมณ และจิตวิญญาณรวมไปกับพัฒนาการทางสติปญญา 4. ระดับพัฒนาการของเด็กข้ึนกับระดับวุฒิภาวะ และการทําหนาท่ีของสมอง และระบบประสาท โดยตรง กลาวคือ ระบบประสาทสวนท่ีควบคุมอวัยวะหรือระบบตางๆ จะตองพัฒนาและจัดระเบียบอยางเต็มที่ กอนที่ระบบหรืออวัยวะนั้นจะทําหนาท่ีไดอยางสมบูรณ ทั้งนี้ปจจัยแวดลอมเชิงกายภาพและสังคม (Physical and Social Environment) ในวัยเด็กมีสวนสําคัญในการพัฒนาโครงสราง และการทํางานของสมองและระบบประสาท นอกเหนือไปจากปจจัยทางพันธกุ รรมและสารอาหารท่ีเด็กไดร ับ 5. การเจริญเติบโต และพัฒนาการของมนุษยเปนผลของปฏิสัมพันธระหวางปจจัยดานภาวะแวดลอมใน แตละชวงเวลาในชีวิต โดยปจจัยทางพันธุกรรมเปนตัวกําหนดศักยภาพ สวนสภาพครอบครัว สังคม และโอกาสที่ จะไดรับการดูแลเอาใจใส ตัวแบบอยางและประสบการณการเรียนรูเปนส่ิงกําหนดโอกาสความเปนไปไดของการ แสดงออกมากนอยซึ่งศักยภาพของแตละบุคคลน้ันๆ ถือเปนผลลัพธสุดทายของพัฒนาการวาเต็มท่ีตามศักยภาพ หรือไมเพียงใด จังหวะและระยะเวลา (Timing) ที่ปจจัยตางๆ มีผลกระทบตอเด็กเปนส่ิงสําคัญ เพราะในแตละชวง การเจริญเติบโตและพัฒนาการที่แตกตางกัน ดังนั้นไมวาเด็กจะมีความเส่ียงหรือความผิดปกติเพียงใดก็ตาม เขา ควรจะไดรับโอกาส ในการบําบัดฟนฟู สงเสริมพัฒนาการใหเต็มท่ีโดยเฉพาะในชวงที่เปน “หนาตางแหงโอกาส” ของการพัฒนาสมอง และพฤตกิ รรม 6. ทิศทางของพัฒนาการดานการเคล่ือนไหว เร่ิมจากศีรษะไปยังปลายเทา (Cephalous-Caudal Direction) ทารกจะชันคอไดกอน แลวจึงควํ่า น่ัง ยืน และเดินได สวนการควบคุมการทํางานของแขน ขา จะมี ทิศทางจากสวนใกลตัวไปยังสวนปลาย (Proximal Distal Direction) คือ เด็กจะใชทั้งแขนปดส่ิงของกอนท่ีจะ ควบคุมไหล ขอ มือ ฝามือ และน้ิวมอื ได ตามลาํ ดบั 7. พัฒนาการทางการเคล่ือนไหวจะเปล่ียนจากปฏิกิริยาสะทอน ท่ีทารกไมสามารถบังคับตัวเอง มาเปน การเคลื่อนไหวที่ควบคุมได (Reflex to Voluntary Movement) เชน ปฏิกิริยาสะทอนที่พบในทารกแรกเกิดถึง 3 เดือน คือ การกํามือโดยอัตโนมัติจะตองถูกควบคุมได กอนท่ีทารกจะใชมือควาและกําของอยางจงใจเม่ืออายุ ประมาณ 4 – 5 เดือน ทกั ษะควบคุมการเคลื่อนไหวและสมรรถนะทางรางกายสามารถพัฒนาไดมาก เชน การวาด ขดี เขยี น หตั ถกรรม การประดิษฐส ิ่งประณีต การกีฬา นาฏศิลป เปนตน 8. พัฒนาการทางพฤติกรรมเริ่มจากการแสดงออกแบบรวมๆ กอนที่จะเปลี่ยนไป พฤติกรรมที่เจาะจง เชน ทารกอายุ 3 เดือน เมื่อเห็นของเลนท่ีสนใจจะเคลื่อนไหวท้ังตัวและแขนขา แตเมื่ออายุ 6-7 เดือน จะเอ้ือมมือ เดียวไปหยิบมา หรือเด็กอายุ 1 ป เม่ือพูดคําวา “แม-นม” อาจหมายถึง “แมเอานมมาใหหนู” หรือ “แมเอาขวด นมคืนไป” หรืออาจหมายถึง เคร่ืองด่ืมอื่นๆ ไมใชนมก็ได ตอมาเม่ือโตขึ้นพัฒนาการดานภาษามีประสิทธิภาพมาก ขนึ้ จึงพูดอยางจําเพาะเจาะจง จนเปน การเลา การเขียน ได 9. การปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก (Developmentally Appropriate Practice) จะทําให เด็กมีพัฒนาการกาวหนาตามลําดับไดดี เด็กจะสนใจประสบการณการเรียนรูจากประสาทสัมผัสตาง ๆ ไดแก ~ 16 ~
มองเหน็ ไดย ิน หยิบจับ ไดก ลิ่น ชิมรสและอริ ิยาบถ การคิด ความรูส ึกการพูด และลงมือกระทาํ เปนตน ท้ังนี้ผใู หญ ควรรูจักสังเกต และติดตามพฤติกรรมพัฒนาการของเด็กเปนระยะ จะไดตั้งความคาดหวังท่ีเปนจริง จัดใหเด็กได ทําสิ่งตา งๆ พอเหมาะกับระดับความสามารถคอยๆ เพ่ิมจากงายไปยาก ทําใหเด็กมีกําลังใจ รูสึกวาตนนาจะทําให สําเร็จได กิจกรรมทาทายความสามารถ เม่ือทดลองทําจะรูสึกสนุก และภูมิใจเม่ือทําสําเร็จ ผูใหญสงเสริม พัฒนาการของเด็กไดงายๆ โดยใหเด็กมีโอกาสเรียนรูจากการเลน ลงมือทํา สํารวจ ทดลอง และคนพบ ส่ิงแวดลอมธรรมชาติ ตามกําลังความสามารถของตนกอน ท้ังนี้ผูใหญควรเอาใจใสดูแล มีปฏิสัมพันธตอบสนองกับ เด็ก เพื่อใหเด็กรูถึงการยอมรับและมีความรูสึกม่ันคงในสภาพแวดลอมที่เปนมิตร ใหคําแนะนํา อธิบายขยายความ เมื่อเด็กตองการ และชวยเหลือเทาท่ีจําเปน ไมควรดุวา เมื่อเด็กไมไดทําแบบที่ผูใหญคิด ไมควรทําหรือคิดแทนเด็ก เดก็ จะไดรูจักคิดหาทางแกปญหาและมีความสรางสรรค จากการทบทวนองคความรูที่เกี่ยวของกับพัฒนาการเดก็ สรุปไดวา พัฒนาการของเด็กเปนกระบวนการ ที่เปนพลวัตตั้งแตปฏิสนธิจนบรรลุนิติภาวะ ถือไดวาเปนรากฐานของการพัฒนาตลอดชีวิต ผลลัพธของพัฒนาการ ขึ้นอยูกับพันธุกรรม ภาวะแวดลอม ตลอดจนปฏิสัมพันธระหวางปจจัยทางพันธุกรรมกับภาวะแวดลอมในจังหวะ เวลา ย่ิงอายุนอยย่ิงมีผลกระทบมาก การทําความเขาใจพัฒนาการเด็กจากการสังเกต รวมกับการอาศัยแนวคิด ทฤษฎีตาง ๆ มาประยุกตใช ควรใหเหมาะสมกับวิธีปฏิบัติและระดับพัฒนาการของเด็ก โดยคํานึงถึงเด็กทั้งคนที่มี ทั้งรางกาย จิตใจ และสังคม ท่ีควรจะไดพัฒนาอยางสมดุลรอบดานใหสูงที่สุดตามศักยภาพ ท้งั น้ีครอบครัวถือเปน หลักสําคัญรวมกับบุคลากรสหวิชาการ ทั้งแพทย บุคลากรสาธารณสุข บุคลากรท่ีเกี่ยวของทั้งภาครัฐและเอกชน ในการที่จะชวยพัฒนาเด็ก หรือเปนกําลังสําคัญในการดําเนินการสรางเสริมและฟนฟูเด็กไดอยางมีประสิทธิผลและ เกิดผลลัพธท่ีเปนประโยชนสูงสุด ~ 17 ~
บทที่ 3 วิธีดําเนนิ การวิจัย 3.1 รปู แบบการศึกษาวิจยั การวิจัยเชิงสํารวจ (survey research) เพ่ือประเมินผลทักษะ EF ของเด็กในศูนยพัฒนาเด็กเล็กนํารอง จังหวัดระยอง โดยครูในหองเรียน และประเมินความรูความเขาใจในทักษะ EF ของครูในในโรงเรียนสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพ้ืนที่ประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จํานวน 17 โรงเรียน โดยเก็บรวบรวมขอมูลและวิเคราะหเพื่อนําเสนอผล ประเมินทักษะ EF ของเด็ก ขอมูลพ้ืนฐานของครอบครัว การอบรมเล้ียงดูของครอบครัว และขอมูลสุขภาพ พัฒนาการทั่วไปของเด็กปฐมวัย และระดับความรูความเขาใจในทักษะ EF ของครู ท้ังนี้ในกระบวนการวิจัยไดมีการ ขอจรยิ ธรรมในการวิจัยและดาํ เนินงานตามมาตรฐานการวิจัยในคนของมหาวทิ ยาลัยมหิดล 3.2 พื้นทศ่ี ึกษาและกลุมตัวอยาง พื้นที่ศึกษาของกลุมตัวอยาง คือ เด็กในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นที่ประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จํานวน 17 โรงเรียน ประชากร 1. เด็กปฐมวัยที่มีอายุระหวาง 3 – 6 ป ที่กําลังศึกษาอยูในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขตพ้ืนทปี่ ระกาศของกองทนุ พัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัด ระยอง จาํ นวน 500 – 600 คน 2. ครู (รวมครูพี่เล้ียง) ในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขต พื้นที่ประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยองจากทัง้ 17 โรงเรียน จํานวน 31 คน ~ 18 ~
3. ผูปกครองเด็กปฐมวัยในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขต พ้นื ที่ประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนคิ มอุตสาหกรรมมาบตาพุด จงั หวดั ระยอง 500 – 600 คน กลมุ ตัวอยางที่ใชในการวิจัย คอื กลมุ ตวั อยางในการวิจัยครง้ั น้ี ประกอบดวยครูและเด็กนักเรียนดงั น้ี กลุมตัวอยางเด็กปฐมวัยท่ีมีอายุระหวาง 3 – 6 ป และเด็กช้ันประถมศึกษาปที่ 1 ท่ีกําลังศึกษาอยูใน โรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จํานวนประมาณ 500 – 600 คน มาจากการสุม 1 หองเรียนจาก โรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขตพ้ืนท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จงั หวัดระยอง จํานวน 17 โรงเรียน กลุมตัวอยางครู (รวมครูพ่ีเลีย้ ง) เปนครูประจาํ ชั้นในโรงเรียนสงั กัดสํานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพ้ืนท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จาก ทงั้ 17 โรงเรยี น โรงเรยี นละ 1-2 คน รวมทงั้ หมดมีครกู ลุมตัวอยา ง จาํ นวน 31 คน เกณฑก ารคัดเลือกผูเขารวมวิจยั (Inclusion criteria) 1. เด็กปฐมวัยท่ีมีอายุระหวาง 3 – 6 ป และเด็กช้ันประถมศึกษาปท่ี 1 ท่ีเขาเรียนในโรงเรียนสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขตพ้ืนท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง อยางนอย 3 เดือน และผูปกครองมีความยินดียินยอมใหเด็กเขารวม กิจกรรมตลอดการวิจัย 2. ครู (รวมครูพี่เล้ียง) เปนครูประจําช้ันในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยองยินยอมเขา รวมโครงการดว ยความสมัครใจ เกณฑก ารคัดออกผูเขารวมวิจัย (Exclusion criteria) 1. เด็กปฐมวัยท่ีมีอายุระหวาง 3 – 6 ป และเด็กชั้นประถมศึกษาปที่ 1 ที่เขาเรียนในโรงเรียนสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพ้ืนที่ประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด จงั หวัดระยอง นอ ยกวา 3 เดือน 2. เด็กปฐมวัยท่ีผูปกครองไมยินยอมใหเด็กเขารวมกจิ กรรมตลอดการวิจัย 3. เด็กปฐมวัยที่มีปญหาดานพฤติกรรมและพัฒนาการท่ีไดรับการวินิจฉัยจากแพทย เชน โรคออทิสติก โรคบกพรองทางการเรียนรู เปนตน 4. ครู (รวมครพู ่เี ล้ยี ง) ทเ่ี ปน ครูประจาํ ช้ันไมยินยอมเขา รวมโครงการดวยความสมคั รใจ ~ 19 ~
3.3 เคร่อื งมือท่ีใชในการเก็บรวบรวมขอ มูล เครื่องมือท่ีใชใ นการเก็บรวบรวมขอมลู ในคร้ังนี้หากเปนแบบประเมินท่มี ีลิขสิทธหรือมีตนสงั กัด คณะวิจัย จะดําเนินการขออนุญาตใชเคร่ืองมือและจะปฎบิ ัติตามลขิ สิทธของการใชเครื่องมืออยางเครงครัด เครอื่ งมือสําหรับการวิจัยในคร้ังน้ี แบง เปน 3 ชุด ไดแ ก 1. เคร่ืองมือที่เก็บขอมูลเด็กปฐมวัย คือ แบบวัดทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยดวยแบบ ประเมิน MU.EF-101 และแบบวัดทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กชั้นประถมศึกษาตอนตนดวยแบบประเมิน BRIEF 2. เคร่ืองมือท่ีเก็บขอมูลครู คือ แบบสอบถามขอมูลพื้นฐานสําหรับครู และแบบประเมินความรูความ เขาใจเกี่ยวกับทกั ษะ EF และการสง เสรมิ EF เดก็ ของครู 3. เคร่ืองมือที่เก็บขอมูลผูปกครอง คือ แบบสอบถามขอมูลพ้ืนฐานของครอบครัว การอบรมเล้ียงดูของ ครอบครัว และขอมูลสุขภาพ พฒั นาการท่วั ไปของเด็กปฐมวัย 3.4 ขัน้ ตอนการดําเนินงานวจิ ัย การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงสํารวจ เพ่ือประเมินผลทักษะ EF ของเด็กในศูนยพัฒนาเด็กเล็กนํารอง จังหวัดระยอง โดยครูในหองเรียน และประเมินความรูความเขาใจในทักษะ EF ของครูในในโรงเรียนสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขตพ้ืนท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด จงั หวดั ระยอง จาํ นวน 17 โรงเรยี น 1. ข้นั ตอนเตรียมการดําเนนิ งานและพัฒนาเครื่องมือเก็บขอ มูล การดําเนินงานในระยะน้ีเปนการดําเนินงานชวงแรก ตั้งแตการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวของและประชุม วางแผนการดําเนินงาน พัฒนาและเตรียมเครื่องมือในการเก็บขอมูล รวมถึงการดําเนินการขอจริยธรรมการวิจัยใน คน การดําเนนิ งานในระยะนี้เริ่มต้งั แตชวงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562 2. ขัน้ ตอนการดําเนินการวิจยั ในพ้ืนที่ การดําเนินการวิจัยในพ้ืนที่ แบง กจิ กรรมออกเปน 2 ชวง คือ 1) ชวงจัดอบรมเชิงปฏิบัติการใหแกครูปฐมวัยกลุมเปาหมาย โดยกิจกรรมกอนการอบรม ประกอบดวย การประเมินผล EF ครู, ประเมินความรู ความเขาใจ EF ครู โดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการใหแกครูปฐมวัย กลมุ เปาหมาย เปน เวลา 1 วนั โดยแบงออกเปน 3 หวั ขอหลัก ไดแ ก หัวขอ 1: ความหมาย, ความสาํ คญั , พฒั นาการ และทกั ษะ EF หัวขอ 2: กจิ กรรมสง เสรมิ EF หวั ขอ 3: การใชเคร่อื งมือประเมินผล EF ในเดก็ ปฐมวัยดวยแบบประเมิน MU.EF-101 หวั ขอ 4: การใชเคร่ืองมือประเมิน EF เดก็ ชั้นประถมศึกษาดวยแบบประเมิน BRIEF ~ 20 ~
2) ประเมินความรูความเขาใจเกี่ยวกับทักษะ EF และการสงเสริม EF เด็กของครู ประเมินทักษะ EF ใน เด็ก สอบถามขอมูลพื้นฐานของครอบครัว การอบรมเล้ียงดูของครอบครัว และขอมูลสุขภาพ ประเมินพัฒนาการ ท่วั ไปของเดก็ ปฐมวัย โดย เครอ่ื งมือดงั ตอไปน้ี เครื่องมือที่เก็บขอมูลเด็กปฐมวัย คือ แบบวัดทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยดวยแบบประเมิน MU.EF-101 และ BRIEF เครื่องมือท่ีเก็บขอ มูลครู คือ แบบสอบถามขอมูลพ้ืนฐานสําหรับครู และแบบประเมินความรูความเขาใจ เกี่ยวกับทักษะ EF และการสงเสริม EF เด็กของครู เครื่องมือที่เก็บขอมูลผูปกครอง คือ แบบสอบถามขอมูลพื้นฐานของครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูของ ครอบครัว และขอ มูลสุขภาพ พฒั นาการท่วั ไปของเด็กปฐมวัย 3. ขนั้ ตอนการรวบรวมขอ มูล การวิเคราะห สรปุ ผลขอ มูลและจัดทํารายงาน การดําเนนิ งานในระยะนี้ เปน การรวบรวมขอมลู จัดการขอมูล และวิเคราะหขอมูลทไ่ี ดจากกระบวนการ เกบ็ ขอ มลู แลวสรปุ ผลการวิจยั ตามวัตถุประสงค และจดั ทํารายงานฉบับสมบูรณ 3.5 สถติ ิท่ใี ชและการวิเคราะหขอมูล 1) วิเคราะหขอมูลสวนบุคคลของกลุมตัวอยางเด็กและครู โดยใชสถิติเชิงบรรยาย ไดแก ความถี่ รอ ยละ คาเฉล่ีย และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน คา สูงสดุ คาตาํ่ สุด 2) วิเคราะหจํานวน และรอยละ ทักษะการคิดเชิงบริหารภาพรวม และรายดานที่สําคัญ 5 ดาน ไดแก ทักษะการยับยั้งช่ังใจ-คิดไตรตรอง (Inhibitory Control) ทักษะการยืดหยุนความคิด (Shift Cognitive Flexibility) การควบคุมอารมณ (Emotion Control) ทักษะความจําในขณะทํางาน (Working Memory) และ ทักษะการวางแผนจัดการ (Planning and Organizing) ของเด็กปฐมวัย จําแนกตามเพศ อายุ ท้ังในภาพรวม และในแตละโรงเรียน 3.6 แผนการดําเนนิ งานวิจยั สถานท่ี ชว งเวลา ผูดําเนินการ ผลท่ีคาดวาจะ กิจกรรม คณะวิจัย ไดร ับ สถาบันแหงชาติ สงิ หาคม 1. ทบทวนเอกสาร ทฤษฎี และ เพอ่ื การพัฒนาเด็ก 2562 ขอมูลพื้นฐาน งานวิจัยท่ีเกี่ยวของ ดังน้ี และครอบครัว ทฤษฎี และ 1) ทักษะการคิดเชงิ บริหารในเด็ก มหาวิทยาลัย งานวิจัยที่ ปฐมวัย (Executive Function in มหิดล เก่ียวขอ ง Childhood) 2) ปจจัยสงเสรมิ ทักษะสมอง EFs ~ 21 ~
กิจกรรม สถานท่ี ชวงเวลา ผูดําเนินการ ผลท่ีคาดวาจะ สงิ หาคม คณะวิจัย ไดร ับ 3) พัฒนาการของเด็กปฐมวัย สถาบันแหง ชาติ 2562 คณะวิจัย (Development for Childhood) เพอ่ื การพัฒนาเด็ก ไดการรับรองจาก และครอบครัว 1-15 คณะวิจัย คณะกรรมการ 2. ขอจริยธรรมการทําวิจัยในมนุษย มหาวิทยาลัย กันยายน จริยธรรมในการ มหิดล 2562 วิจัยจาก สถาบันวิจัย 3. เตรียมเคร่ืองมอื วิจัย สถาบันแหง ชาติ 16-30 ประชากรและ 3.1 เคร่ืองมือที่เก็บขอมูลเด็กปฐมวัย เพื่อการพัฒนาเด็ก กันยายน สงั คม (คจ.วปส.) คือ แบบวัดทักษะการคิดเชงิ บริหาร และครอบครัว 2562 COA. No. ของเด็กดวยแบบประเมิน มหาวิทยาลัย 2019/07-231 MU.EF-101 และ BRIEF มหิดล ไดเครื่องมือ 3.2 เคร่ืองมือที่เก็บขอมูลครู คือ สาํ หรับเก็บ แบบสอบถามขอมูลพ้ืนฐานสาํ หรับ โรงเรียนสังกัด รวบรวมขอมูล ครู และแบบประเมินความรูค วาม สาํ นกั งาน เขาใจเก่ียวกับทักษะ EF และการ คณะกรรมการ ไดตัวแทนครู สง เสริม EF เด็กของครู การศกึ ษาขั้น ปฐมวัยจํานวน 3.3 เคร่ืองมือที่เก็บขอมูลผูปกครอง พื้นฐาน (สพฐ.) ใน 31 คนเพื่อเขา คอื แบบสอบถามขอมูลพ้ืนฐานของ เขตพื้นท่ีประกาศ รวมอบรมเชงิ ครอบครัว การอบรมเล้ียงดูของ ของกองทุนพัฒนา ปฏิบัติการ ใน 3 ครอบครัว และขอมูลสุขภาพ หัวขอหลัก พัฒนาการทั่วไปของเด็กปฐมวัย 4. ติดตอประสานงานครู โรงเรยี น หนวยงาน และนัดหมายกําหนดการ ทาํ โครงการวิจัย ~ 22 ~
กิจกรรม สถานท่ี ชวงเวลา ผูดําเนินการ ผลที่คาดวาจะ 5. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ในหัวขอ ไฟฟา เขตนิคม ไดร ับ การใชเคร่อื งมือประเมินผล EF ใน อุตสาหกรรมมาบ เด็ก ดวย MU.EF-101 และ BRIEF ตาพุด จังหวัด หัวขอ 1: ใหกับครูตัวแทน ระยอง จํานวน 17 โรงเรียน ความหมาย, 6. เก็บรวบรวมขอมูล 6.1 เคร่ืองมือที่เก็บขอมูลเด็กปฐมวัย โรงแรม โกลเดน ความสําคัญ, คอื แบบวัดทักษะการคิดเชงิ บริหาร ซติ ้ี ระยอง จงั หวัด ของเด็กปฐมวัยดวยแบบประเมิน ระยอง พัฒนาการ และ MU.EF-101 และ BRIEF 6.2 เครื่องมือที่เก็บขอมูลครู คอื โรงเรียนสังกัด ทักษะ EF แบบสอบถามขอมูลพื้นฐานสาํ หรับ สํานกั งาน ครู และแบบประเมินความรคู วาม คณะกรรมการ หัวขอ 2: กจิ กรรม เขาใจเกี่ยวกับทักษะ EF และการ การศกึ ษาข้ัน สง เสรมิ EF เด็กของครู พ้ืนฐาน (สพฐ.) ใน สง เสรมิ EF เขตพื้นที่ประกาศ ของกองทุนพัฒนา หัวขอ 3: การใช ไฟฟา เขตนิคม อุตสาหกรรมมาบ เครื่องมอื ตาพดุ จังหวัด ประเมินผล EF ใน เด็กดวย MU.EF- 101 และ BRIEF 16 ตุลาคม คณะวิจัย และ ครูตัวแทนมีความรู 2562 วิทยากร ความเขา ใจในการ ผูเชี่ยวชาญ ใชเคร่ืองมือ ดาน EF ประเมินผล EF ทักษะ EF และ สามารถ ประเมินผล ทักษะ EF ในเด็กไดดวย ตนเองอยาง ถกู ตอง 4-5 คณะวิจัย และ ไดขอมูลทักษะ EF พฤศจิกาย ครตู ัวแทนจาก ในเด็ก น 2562 โรงเรียนสังกัด ขอมูลพื้นฐานของ สํานักงาน ครอบครัว การ คณะกรรมการ อบรมเลี้ยงดูของ การศกึ ษาข้ัน ครอบครัว และ พ้ืนฐาน (สพฐ.) ขอ มูลสขุ ภาพ ในเขตพื้นท่ี พัฒนาการท่ัวไป ประกาศของ ของเด็กปฐมวัย กองทุนพัฒนา จํานวน 500-600 ไฟฟา เขตนิคม คน ~ 23 ~
กิจกรรม สถานท่ี ชวงเวลา ผูดําเนินการ ผลที่คาดวาจะ ไดร ับ 6.3 เครื่องมือที่เก็บขอมูลผูปกครอง ระยอง จํานวน 17 อุตสาหกรรม คือ แบบสอบถามขอมูลพื้นฐานของ โรงเรียน มาบตาพุด ครอบครัว การอบรมเล้ียงดูของ จงั หวัดระยอง ครอบครัว และขอมูลสุขภาพ จาํ นวน 17 พัฒนาการทั่วไปของเด็กปฐมวัย โรงเรียน โดยมี รายละเอียด การเก็บขอ มูล ดงั น้ี 1. แบบ ประเมิน MU.EF-101 และ BRIEF จะ ประเมินผาน คุณครูประจํา โรงเรียน ทั้ง 17 โรงเรียน และ แบบสอบถาม ขอ มูลพื้นฐาน ของครอบครัว การอบรมเลี้ยง ดูของ ครอบครัว และ ขอ มูลสขุ ภาพ พัฒนาการ ท่ัวไปของเดก็ ปฐมวัย จะเก็บ ขอมูลจาก ผูปกครองของ เด็กนักเรียน ผานการ รวบรวมขอมูล ~ 24 ~
กิจกรรม สถานท่ี ชวงเวลา ผูดําเนินการ ผลท่ีคาดวาจะ 7. วิเคราะหและแปลผลขอมูล ไดร ับ สถาบันแหงชาติ ธันวาคม เพือ่ การพัฒนาเด็ก 2562 โดยคุณครู และครอบครัว ประจาํ โรงเรียน มหาวิทยาลัย 2. มหิดล แบบสอบถาม ขอ มูลพ้ืนฐาน สําหรับครู และ แบบประเมิน ความรคู วาม เขาใจเก่ียวกับ ทักษะ EF จะ เก็บขอมูลโดย คณะวิจัยใน ระหวางการจัด อบรมเชงิ ปฏิบัติการ ใน หัวขอ MU-EF การใช เคร่ืองมือ ประเมินผล EF ในเด็ก และ ประเมินผลโดย คณะวิจัย คณะวิจัย ไดผลการศึกษา ระดับทักษะ EF ในเด็กของโรงเรียน สงั กัดสํานกั งาน คณะกรรมการ การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน (สพฐ.) ใน เขตพ้ืนท่ีประกาศ ของกองทุนพัฒนา ไฟฟา เขตนิคม ~ 25 ~
กิจกรรม สถานที่ ชว งเวลา ผูดําเนินการ ผลที่คาดวาจะ 8. จัดทํารายงานฉบับสมบรู ณ คณะวิจัย ไดรับ สถาบันแหงชาติ ธันวาคม เพื่อการพัฒนาเด็ก 2562 อุตสาหกรรมมาบ และครอบครัว ตาพุด มหาวิทยาลัย จงั หวัดระยอง มหิดล จาํ นวน 17 โรงเรียน และขอมูลพื้นฐาน ของครอบครัว การ อบรมเลี้ยงดูของ ครอบครัว และ ขอมูลสขุ ภาพ พัฒนาการท่ัวไป ของเด็กปฐมวัย จาํ นวน 500-600 คน เลมรายงานฉบับ สมบูรณ ~ 26 ~
บทท่ี 4 ผลการวจิ ยั ผลการศึกษาตามวัตถุประสงคของโครงการประเมินประสิทธิผลการสงเสริมทักษะสมองการคิดเชิง บริหาร (Executive Function Skills) ในเด็กปฐมวยั (Assessment Project: Effectiveness of the promotion brain executive function skills in early childhood) สามารถแบงออกไดเปน 3 สว น ดังน้ี 4.1 ผลศึกษาขอมูลพ้ืนฐานของครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวและขอมูลสุขภาพ พัฒนาการ ท่ัวไปของเด็กในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขตพ้ืนที่ประกาศของ กองทนุ พฒั นาไฟฟา เขตนคิ มอุตสาหกรรมมาบตาพุด จงั หวัดระยอง 4.2 ผลประเมินผลทักษะ EF ของเด็กในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยครูใน หองเรยี น 4.3 ผลการศึกษาขอมูลท่ัวไปและประเมินความรูความเขาใจในทักษะ EF ของครูในโรงเรียนสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพ้ืนท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซ่ึงรายละเอียดของผลการศึกษามีดังตอไปนี้ ~ 27 ~
4.1 ขอมูลพืน้ ฐานของครอบครัว การอบรมเลี้ยงดู ของครอบครัว และขอ มูลสขุ ภาพ พัฒนาการทั่วไป ของเด็ก การพัฒนาทักษะ EF ของเด็กประกอบดวยครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ครอบครัวเปนสภาพแวดลอมท่ี มอี ิทธิพลสูงตอเด็ก ครอบครัวที่สมบูรณ การศึกษาของพอแมและผูเล้ียงดูเด็กรวมทั้งเศรษฐานะของครอบครัวลวน มีผลตอสุขภาพและพัฒนาการ และทักษะ EF ของเด็ก นอกจากน้ีการอบรมเลี้ยงดูที่เอื้อตอการพัฒนาทักษะ EF ของเด็กยังเปนไดท้ังปจจัยเก้ือหนุนหรือขัดขวางการพัฒนาทักษะสมองของเด็ก ในการสํารวจ และประเมิน ประสิทธิผลการสงเสริมทักษะสมองการคิดเชิงบริหาร (Executive Function Skills) ในเด็กปฐมวัย ไดเก็บขอมูล เหลานี้ในเด็กที่อยูในวัยปฐมวัย ของทั้ง 17 โรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน (สพฐ.) ใน เขตพื้นท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง รวมทั้งสิ้น 514 คน ซึ่ง ผลการวิจัยมีรายละเอียดดังตอ ไปน้ี 4.1.1 ขอ มูลพ้ืนฐานของครอบครัว จากการสํารวจกลุมตัวอยา งเด็ก จํานวน 514 คน มผี ลการศกึ ษาขอ มูลพื้นฐานของครอบครัวดังตอ ไปน้ี ผูเล้ียงดูเด็กเปนหลัก พบวา เด็กสวนใหญมีมารดาเปนผูเลี้ยงดูหลักจํานวน 309 คน คิดเปนรอยละ 61.2 รองลงมา คือ ปู/ยา/ตา/ยาย จํานวน 105 คน คิดเปนรอยละ 20.8 มีบิดาเปนผูเลี้ยงดูหลักจํานวน 48 คน คิดเปน รอ ยละ 9.5 ตามลาํ ดับ อายุของพอ พบวา สวนใหญพอ มอี ายุระหวาง 26 – 35 ป จํานวน 206 คน คดิ เปนรอยละ 45.3 รองลงมา คือ มีอายุระหวาง 36 – 45 ป จํานวน 162 คน คิดเปนรอยละ 35.6 และ มีอายุนอยกวาเทากับ 25 ป จํานวน 50 คน คิดเปน รอ ยละ 11.0 อายุของแม พบวา สวนใหญแมจะมีอายุระหวาง 26 – 35 ป จํานวน 223 คน คิดเปนรอยละ 46.4 รองลงมา คือ มีอายุระหวาง 36 – 45 ป จํานวน 128 คน คิดเปนรอยละ 26.6 และ มีอายุนอยกวาเทากับ 25 ป จํานวน 118 คน คดิ เปนรอยละ 24.5 สถานภาพสมรส คือ สมรสและอยูดวยกัน จํานวน 237 คน คิดเปนรอยละ 46.6 รองลงมา คือ หยาราง จํานวน 110 คน คดิ เปน รอยละ 21.6 ระดับการศึกษาของพอ พบวา สวนใหญพอจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนตน จํานวน 147 คน คิด เปนรอยละ 30.1 รองลงมา คือ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรือเทียบเทา จํานวน 109 คน คิดเปน รอ ยละ 22.3 ~ 28 ~
ระดับการศึกษาของแม พบวา สวนใหญจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนตน จํานวน 166 คน คิดเปน รอยละ 33.2 รองลงมา คอื มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.6) หรอื เทยี บเทา จาํ นวน 140 คน คดิ เปนรอ ยละ 28.0 รายไดเฉล่ียของครอบครัวตอเดือน พบวา ครอบครัวสวนใหญมีรายไดระหวาง 10,001 – 20,000 บาท จํานวน 194 คน คิดเปนรอยละ 38.3 รองลงมาคือ มีรายไดระหวาง 6,001 – 10,000 บาท จํานวน 162 คน คิด เปน รอยละ 32.0 อาชีพของพอ พบวา พอสวนใหญมีอาชีพ รับจาง จํานวน 298 คน คิดเปนรอยละ 61.0 รองลงมา คือ มี อาชีพพนกั งานบรษิ ัทเอกชน จํานวน 115 คน คดิ เปนรอยละ 23.6 อาชีพของแม พบวาสวนใหญมีอาชีพรับจาง จํานวน 252 คน คิดเปนรอยละ 50.2 รองลงมา คือ ไมมี รายได จาํ นวน 122 คน คดิ เปนรอยละ 24.3 จํานวนบุตรในครอบครัว พบวาสวนใหญมีบุตรในครอบครัว 2 คน จํานวน 188 คน คิดเปนรอยละ 41.4 รองลงมา คือ มีบตุ รจาํ นวน 1 คน จํานวน 173 คน คดิ เปนรอยละ 38.1 และเด็กคนน้ีเปนบตุ รคนที่ 1 จํานวน 251 คน คดิ เปนรอ ยละ 55.7 รองลงมาคือ เปนบุตรคนท่ี 2 จํานวน 147 คน คดิ เปน รอ ยละ 32.6 ลกั ษณะครอบครัว พบวา สวนใหญเปนครอบครัวท่ีมีพอ แมและบตุ ร อยดู วยกันเปนหลัก จํานวน 265 คน คิดเปนรอยละ 52.6 รองลงมา คือ ครอบครัวที่มีพอ แม บุตร และญาติพ่ีนองอยูรวมกันเปนหลัก จํานวน 87 คน คิดเปนรอ ยละ 17.3 ศาสนาท่ีเด็กนับถือ พบวา สวนใหญเ ด็กนบั ถอื ศาสนาพทุ ธ จํานวน 498 คน คิดเปนรอยละ 98.2 รองลงมา คือ นับถือศาสนาอิสลาม จํานวน 7 คน คิดเปนรอยละ 1.4 และคริสต จํานวน 2 คน คิดเปนรอยละ 0.4 รายละเอยี ดดังแสดงในตารางที่ 4.1 ~ 29 ~
ตารางท่ี 4.1 จาํ นวนและรอยละของขอ มูลพื้นฐานของครอบครัว (n = 514) ขอ มูลพื้นฐานของครอบครัว จํานวน/จํานวนรวม รอยละ 1. ผเู ลย้ี งดูเด็กเปนหลัก 9.5 61.2 บิดา 48/505 20.8 2.6 มารดา 309/505 5.9 ปู/ยา/ตา/ยาย 105/505 11.0 45.3 ลงุ /ปา /นา/อา 13/505 35.6 6.1 อื่นๆ 30/505 2.0 2. ชวงอายขุ องพอ (ป) 24.5 46.4 นอยกวา เทา กับ 25 ป 50/455 26.6 2.3 26 – 35 ป 206/455 0.2 36 – 45 ป 162/455 46 – 55 ป 28/455 56 ปขึ้นไป 9/455 อายุของพอ เฉล่ีย 35.03 ป สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เทากับ 7.742 อายขุ องพอ (Max) 58 ป อายุของพอ (Min) 21 ป 3. ชวงอายขุ องแม (ป) นอยกวา เทากับ 25 ป 118/481 26 – 35 ป 223/481 36 – 45 ป 128/481 46 – 55 ป 11/481 56 ปข้ึนไป 1/481 อายุของแมเฉลี่ย 31.59 ป สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เทากับ 6.868 อายุของแม (Max) 56 ป อายุของแม (Min) อายุ 19 ป ~ 30 ~
ตารางที่ 4.1 จาํ นวนและรอยละของขอมูลพื้นฐานของครอบครัว (n = 514) (ตอ) ขอ มูลพื้นฐานของครอบครัว จํานวน/จาํ นวนรวม รอ ยละ 4. สถานภาพสมรส 237/509 46.6 สมรสและอยูดวยกัน 26/509 5.1 สมรสแตแยกกันอยู 110/509 21.6 107/509 21.0 หยารา ง 9/509 1.8 ไมสมรสแตอยูดวยกัน 20/509 3.9 หมาย (คูสมรสเสียชีวิต) 26/489 5.3 อื่นๆ 105/489 21.5 5. ระดับการศึกษาของพอ 147/489 30.1 109/489 22.3 ตํ่ากวาประถมศึกษาตอนตน 69/489 14.1 ประถมศึกษา 24/489 4.9 1/489 0.2 มธั ยมศกึ ษาตอนตน 8/489 1.6 มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.6) หรือเทียบเทา 21/500 4.2 ปวส./ปวท./อนุปริญญา 88/500 17.6 ปริญญาตรี 166/500 33.2 140/500 28.0 สงู กวาปริญญาตรี 48/500 9.6 อื่นๆ 26/500 5.2 1/500 0.2 6. ระดับการศึกษาของแม 10/500 2.0 ตํ่ากวาประถมศึกษาตอนตน ประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนตน มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.6) หรอื เทียบเทา ปวส./ปวท./อนุปริญญา ปริญญาตรี สงู กวา ปริญญาตรี อ่ืนๆ ~ 31 ~
ตารางที่ 4.1 จํานวนและรอยละของขอ มูลพ้ืนฐานของครอบครัว (n = 514) (ตอ ) ขอ มูลพื้นฐานของครอบครัว จํานวน/จํานวนรวม รอยละ 7. รายไดเฉล่ียของครอบครัวตอเดอื น (บาท) 21/506 4.2 ตา่ํ กวา 6,000 162/506 32.0 6,001 – 10,000 194/506 38.3 10,001 – 20,000 82/506 16.2 20,001 – 30,000 22/506 4.4 30,001 – 35,000 25/506 4.9 มากกวา 35,000 8. อาชีพของพอ 20/488 4.1 298/488 61.0 ไมมีรายได 6/488 1.2 รบั จาง 115/488 23.6 รบั ราชการ/รัฐวสิ าหกิจ 31/488 6.4 พนักงานบริษัทเอกชน 2/488 0.4 ประกอบธุรกิจสว นตัว เชน คาขาย 16/488 3.3 เกษตรกรรม อ่ืนๆ 122/502 24.3 9. อาชีพของแม 252/502 50.2 ไมม ีรายได 7/502 1.4 รบั จาง 47/502 9.4 รบั ราชการ/รัฐวิสาหกิจ 63/502 12.5 พนักงานบริษัทเอกชน 2/502 0.4 ประกอบธุรกิจสว นตัว เชน คาขาย 9/502 1.8 เกษตรกรรม อ่ืนๆ 173/454 38.1 10. จํานวนบุตรในครอบครัวของทาน (คน) 188/454 41.4 76/454 16.8 1 12/454 2.6 2 5/454 1.1 3 4 5 ~ 32 ~
ตารางท่ี 4.1 จํานวนและรอยละของขอ มูลพื้นฐานของครอบครัว (n = 514) (ตอ) ขอ มูลพ้ืนฐานของครอบครัว จํานวน/จํานวนรวม รอ ยละ 11. เด็กคนนี้เปนบุตรคนที่ 251/451 55.7 1 147/451 32.6 2 45/451 10.0 3 7/451 1.5 4 1/451 0.2 5 12. ลักษณะครอบครัว 265/504 52.6 ครอบครัวท่ีมีพอ แมและบุตร อยูดวยกันเปนหลัก 87/504 17.3 ครอบครัวท่ีมพี อ แม บุตร และญาติพ่ีนอ งอยรู วมกันเปน หลกั 44/504 8.7 ครอบครัวท่ีมีบุตรอยูกับพอ หรือแมเทานั้น เปนหลัก 52/504 10.3 ครอบครัวท่ีมีบุตรอยูกับพอ หรอื แมเทาน้ัน และอยรู วมกับ ญาติพี่นองเปนหลกั 44/504 8.7 ครอบครัวท่ีมีเด็กอยูก ับญาติเปนหลกั 12/504 2.4 อ่ืนๆ 13. ศาสนาที่เด็กนับถือ 498/507 98.2 พุทธ 2/507 0.4 คริสต 7/507 1.4 อิสลาม 4.1.2 ขอมลู ประวัติสุขภาพและพัฒนาการเด็ก ผลการศึกษาขอ มูลประวัติสุขภาพและพัฒนาการเด็ก จาํ นวน 514 คน พบวา เด็กสวนใหญมีนํ้าหนักแรกเกิด 2,500 – 3,500 กรัม จํานวน 360 คน คิดเปนรอยละ 77.9 รองลงมา คือ มีนํ้าหนักแรกเกิดมากกวา 3,500 กรัม จํานวน 64 คน คิดเปนรอยละ 13.9 และมีนํ้าหนักแรกเกิดนอยกวา 2,500 กรัม จํานวน 38 คน คิดเปน รอ ยละ 8.2 โรคประจําตัว พบวา เด็กสวนใหญไมมีโรคประจําตัว จํานวน 445 คน คิดเปนรอยละ 88.5 รองลงมา คือ ผูปกครองไมทราบ/ไมแนใจวาเด็กมีโรคประจําตัว จํานวน 14 คน คิดเปนรอยละ 2.8 และผูปกครองทราบวาเด็กมี โรคประจําตัว จํานวน 44 คน คิดเปนรอยละ 8.7 โดยพบวา เด็กเปนโรคหอบ/หอบหืดมากท่ีสุด จํานวน 9 คน คิด ~ 33 ~
เปนรอยละ 1.7 รองลงมา คือ อาการแพ จํานวน 8 คน คิดเปนรอยละ 1.6 และปวยเปนโรค G6PD จํานวน 7 คน คิดเปนรอยละ 1.4 เด็กสวนใหญนอนหลับพักผอนเพียงพอ จํานวน 488 คน คิดเปนรอยละ 96.4 มีเพียงบางสวนท่ีนอนหลับ พักผอ นไมเพียงพอ จาํ นวน 18 คน คดิ เปน รอยละ 3.6 เด็กสวนใหญมกี ารนอนหลับพักผอนวนั ละ 8 – 10 ชั่วโมง จํานวน 332 คน คิดเปนรอยละ 71.9 รองลงมา คือ มีการนอนหลับพักผอนวันละ 11 – 14 ชั่วโมง จํานวน 95 คน คดิ เปนรอยละ 20.5 และมีการนอนหลับพักผอน นอ ยกวา 8 ชัว่ โมง จาํ นวน 35 คน คิดเปน รอ ยละ 7.6 สขุ ภาพของเด็กในชวงที่ผา น พบวา สว นใหญมีสุขภาพดี (ปวยบาง 2-4 ครงั้ ตอป) จํานวน 329 คน คิดเปน รอยละ 64.3 รองลงมา คือ สุขภาพของเด็กดีมาก (ไมคอยปวยหรือปวยนอยกวา 2 ครั้ง/ป) จํานวน 125 คน คิด เปน รอ ยละ 24.4 และสขุ ภาพไมคอ ยดี (ปวยบอยมากกวา 5 ครั้งตอ ป) จาํ นวน 58 คน คิดเปนรอ ยละ 11.3 ท่ีผานมาสวนใหญเด็กไมเคยมีประวัติปวยจนตองเขาอยูในโรงพยาบาล จํานวน 340 คน คิดเปนรอยละ 70.0 รองลงมา คือ มีอาการปวยจนตองเขาโรงพยาบาล จํานวน 146 คน คิดเปนรอยละ 30.0 โดยตองเขา โรงพยาบาล 3 วันข้ึนไป จํานวน 71 คน คิดเปนรอยละ 15.0 รองลงมา คือ ตองเขาโรงพยาบาล 2 วัน จํานวน 68 คน คิดเปน รอ ยละ 14.0 และเขาโรงพยาบาล 1 วนั จาํ นวน 7 คน คดิ เปนรอ ยละ 1.0 เด็กสวนใหญไมเคยมีประวัติอาการชัก จํานวน 367 คน คิดเปนรอยละ 86.0 รองลงมา คือ เคยมีอาการ ชัก สาเหตุเน่ืองจากเปนไข จํานวน 55 คน คิดเปนรอยละ 13.0 และเคยมีอาการชักแตไมทราบสาเหตุ จํานวน 5 คน คดิ เปน รอยละ 1.0 ตั้งแตแรกเกิด เด็กสวนใหญเคยไดรับการเลี้ยงดูโดยใหกินนมแม จํานวน 443 คน คิดเปนรอยละ 87.0 โดยไดรับนมแมเปน ระยะเวลา 6 – 12 เดือน จํานวน 228 คน คิดเปนรอยละ 44.8 รองลงมา คือ ไดรับนมแมเปน ระยะเวลามากกวา 12 เดือน จํานวน 110 คน คิดเปนรอยละ 21.6 และไดรับนมแมเปนระยะเวลา นอยกวา 6 เดือน จํานวน 105 คน คิดเปนรอยละ 20.6 นอกนั้นมีเพียงบางสวนท่ีเด็กไมเคยไดรับการเลี้ยงดูโดยใหกินนมแม จํานวน 65 คน คิดเปน รอยละ 13.0 เด็กสวนใหญไมเคยถูกทํารายรางกายหรือถูกใชความรุนแรงจากบุคคลในครอบครัว จํานวน 501 คน คิด เปนรอยละ 98.0 รองลงมา คือ ไมทราบวา เด็กเคยถูกทํารายรางกายหรือถูกใชความรุนแรงจากบุคคลในครอบครัว หรือไม จํานวน 7 คน คิดเปน รอยละ 1.4 นอกน้ันมีเพียงเลก็ นอยทเ่ี ด็กเคยถูกทํารายรา งกายหรือถูกใชความรุนแรง จากบุคคลในครอบครัว จํานวน 3 คน คิดเปนรอยละ 0.6 โดยโดนญาติตีแบบรุนแรง จํานวน 2 คน คิดเปนรอยละ 0.4 และโดนพอเลีย้ งตบหนา จํานวน 1 คน คิดเปนรอยละ 0.2 ต้ังแตเกิดมาสวนใหญเด็กไมเคยไดรับอุบัติเหตุข้ันรุนแรง (เชน ตกบาน ตกน้ํา รถชน ตกตนไมสูง) จํานวน 451 คน คดิ เปนรอยละ 88.1 และมีบางสวนท่ีเด็กเคยไดรับอุบัติเหตุขั้นรุนแรง จํานวน 59 คน คิดเปน รอยละ 11.5 โดยพบวา ตกบันได/ตกน้ํา/ตกรถ/ตกเตยี ง/ตกบาน จาํ นวน 24 คน คิดเปนรอยละ 4.6 รองลงมา คือ รถชน/รถลม จาํ นวน 22 คน คิดเปน รอ ยละ 4.3 และหกลม จาํ นวน 7 คน คดิ เปน รอยละ 1.4 ~ 34 ~
พื้นอารมณ (temperament) ของเด็กจากการตอบแบบสอบถามของผูปกครอง พบวาสวนใหญ เด็กเลี้ยง งาย เด็กลักษณะนี้ เปนเด็กท่ีกินนอน ขับถายเปนเวลา อารมณดี เขากับคนงาย ย้ิมงาย ปรับตัวไดดี สามารถ เบี่ยงเบนความสนใจไดงาย จํานวน 410 คน คิดเปนรอยละ 80.9 รองลงมา คือ เด็กปรับตัวชา สวนใหญเด็กกลุมน้ี กนิ นอน ขับถายเปนเวลา ข้ีอาย เรียบรอย แตหากเจอสถานการณใหมๆ ตองใชเวลาในการปรับตัว จํานวน 59 คน คิดเปนรอยละ 11.6 และเด็กเล้ียงยาก เปนเด็กท่ีกินนอน ขับถายไมเปนเวลา นอนยาก ต่ืนงาย เจาอารมณ ขี้ หงดุ หงดิ ปรับตวั ยาก เมอ่ื รองไหหยุดยาก ถูกเบย่ี งเบนความสนใจไดยาก จาํ นวน 38 คน คดิ เปนรอยละ 7.5 ผูปกครองสวนใหญเคยใชสมุดสุขภาพชวยในการประเมินพัฒนาการเด็ก จํานวน 353 คน คิดเปนรอยละ 80.9 และ1 ใน 3 ไมเคยใชสมุดสขุ ภาพชว ยในการประเมินพัฒนาการ (รอ ยละ 30.0) (ภาพที่ 5) ในความคิดเห็นของผูปกครอง พบวา สวนใหญผูปกครองมีความคิดเห็นวา บุตรหลานของตนเอง มี พัฒนาการสมวัย จํานวน 452 คน คิดเปนรอยละ 89.3 รองลงมา คือ มีพัฒนาการชากวาวัย จํานวน 27 คน คิด เปนรอยละ 5.3 และมีพัฒนาการเร็วกวาวัย จํานวน 18 คน คิดเปนรอยละ 3.6 ดังรายละเอียดแสดงในตารางที่ 4.2 ~ 35 ~
ตารางท่ี 4.2 จํานวนและรอยละของขอมูลประวัติสุขภาพและพัฒนาการเด็ก (n = 514) ขอมูลประวัติสุขภาพและพัฒนาการเด็ก จํานวน/จาํ นวนรวม รอ ยละ 1. เด็กมีน้าํ หนักแรกเกิด (กรัม) 8.2 นอยกวา 2,500 กรมั 38/462 77.9 13.9 2,500 – 3,500 กรมั 360/462 2.8 มากกวา 3,500 กรัม 64/462 88.5 8.7 เด็กมีนํา้ หนักแรกเกิดเฉล่ีย 3,055 กรมั สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เทากับ 8.602 0.4 1.7 นํา้ หนักแรกเกิด (Max) 4,600 กรัม น้าํ หนักแรกเกิด (Min) 1,100 กรัม 1.0 1.6 2. เด็กมีโรคประจําตวั หรือไม 1.4 1.0 ไมทราบ/ไมแนใจ 14/503 0.8 0.8 ไมมี 445/503 3.6 มี (ระบุ) 44/503 96.4 โรคโลหิตจาง 2/503 7.6 71.9 หอบ/หอบหืด 9/503 20.5 โรคธาลัสซีเมีย 5/503 อาการแพ 8/503 G6PD 7/503 ชกั เม่ือมีไขส งู 5/503 โรคเก่ียวกับหวั ใจ 4/503 อื่นๆ 4/503 3. เด็กไดนอนหลับพักผอนเพียงพอหรือไม ไมเพียงพอ 18/506 เพียงพอ 488/506 4. เด็กไดนอนวนั ละกี่ชั่วโมง นอยกวา 8 ชั่วโมง 35/462 8 - 10 ช่วั โมง 332/462 11-14 ช่ัวโมง 95/462 เด็กไดนอนเฉลี่ยวันละ 9.24 ชั่วโมง สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เทา กับ 2.262 เด็กนอนสงู สุดวันละ (Max) 14 ชัว่ โมง เด็กไดนอนนอยสุด (Min) 4 ช่วั โมง ~ 36 ~
ตารางที่ 4.2 จํานวนและรอยละของขอ มูลประวัติสุขภาพและพัฒนาการเด็ก (n = 514) (ตอ) ขอ มูลประวัติสขุ ภาพและพัฒนาการเด็ก จํานวน/จาํ นวนรวม รอ ยละ 5. คุณคิดวาท่ีผานมาสุขภาพของเด็กเปนอยางไร สขุ ภาพของเด็กดีมาก (ไมคอยปวยหรอื ปวยนอยกวา 2 ครั้ง/ 125/512 24.4 ป) 329/512 64.3 สขุ ภาพดี (ปวยบาง 2-4 คร้ังตอป) 58/512 11.3 สุขภาพไมคอ ยดี (ปวยบอยมากกวา 5 คร้งั ตอป) 6. ที่ผานมาเด็กมีประวัติปวยจนตองเขาอยูในโรงพยาบาล 340/486 70.00 146/486 30.00 ไมเคย 7/486 1.0 เคย (วนั ) 68/486 14.0 71/486 15.0 1 2 367/427 86.0 3 วันข้ึนไป 55/427 13.0 7. ท่ีผานมาเด็กมีประวัติมีอาการชัก 5/427 1.0 ไมเคย เคย สาเหตุเน่อื งจากเปนไข 65/508 13.0 เคยแตไมทราบสาเหตุ 443/508 87.0 8. ตั้งแตแรกเกิด เด็กคนนี้เคยไดรับการเลีย้ งดูโดยใหกินนม 105/508 20.6 แมหรือไม 228/508 44.8 ไมเคย 110/508 21.6 เคย (ไดร ับนมแมเปนระยะเวลา) นอยกวา 6 เดือน 7/511 1.4 6 – 12 เดือน 501/511 98.0 มากกวา 12 เดือน 3/511 0.6 9. เด็กเคยถูกทํารา ยรางกายหรือถูกใชความรุนแรงจาก 1/511 0.2 บุคคลในครอบครวั หรอื ไม 2/511 0.4 ไมทราบ ไมเคย เคย (ระบุ) โดนพอเลี้ยงตบหนา โดนญาติตีแบบรุนแรง ~ 37 ~
ตารางท่ี 4.2 จํานวนและรอยละของขอมูลประวัติสขุ ภาพและพัฒนาการเด็ก (n = 514) (ตอ) ขอมูลประวัติสุขภาพและพัฒนาการเด็ก จํานวน/จาํ นวนรวม รอ ยละ 10. ต้งั แตเกิดมาเด็กเคยไดรับอุบัติเหตุขน้ั รุนแรง (เชน ตก บาน ตกนํ้า รถชน ตกตนไมสูง) 2/512 0.4 451/512 88.1 ไมทราบ 59/512 11.5 22/512 4.3 ไมเคย 1/512 0.2 เคย (ระบุ) 7/512 1.4 24/512 4.6 รถชน/รถลม 5/512 1.0 แมลงกัดตอย 410/507 80.9 หกลม 38/507 7.5 ตกบันได/ตกนํ้า/ตกรถ/ตกเตียง/ตกบาน 59/507 11.6 อ่ืนๆ 11. คุณคิดวา พื้นอารมณ (temperament) ของเด็กเปน 151/504 30.0 อยางไร (พื้นอารมณ (temperament) คือ ลักษณะทาง 353/504 70.0 อารมณข องเด็กแตละคนทีม่ ีมาตั้งแตเกิด) 27/506 5.3 เด็กเลี้ยงงาย เด็กลักษณะนี้ เปนเด็กที่กินนอน ขับถา ยเปน 452/506 89.3 เวลา อารมณดี เขา กับคนงาย ยิ้มงา ย ปรับตัวไดดี สามารถ 18/506 3.6 เบ่ียงเบนความสนใจไดงาย 9/506 1.8 เด็กเลี้ยงยาก เปนเด็กที่กินนอน ขับถายไมเปนเวลา นอนยาก ตื่นงาย เจาอารมณ ขี้หงุดหงิด ปรับตัวยาก เม่ือรองไหหยุดยาก ถูกเบี่ยงเบนความสนใจไดยาก เด็กปรับตัวชา สวนใหญเด็กกลุมน้ี กินนอน ขับถายเปนเวลา ขอี้ าย เรียบรอย แตหากเจอสถานการณใหมๆตองใชเวลาใน การปรับตัว 12. คุณเคยใชสมุดสุขภาพชวยในการประเมินพัฒนาการ เด็กหรือไม ไมเคย เคย 13. พัฒนาการของเด็กตามความคิดเห็นของคุณ ชากวา วัย สมวัย เร็วกวาวัย ไมทราบ ~ 38 ~
ภาพที่ 5 รอยละการใชสมุดสุขภาพชวยในการประเมินพัฒนาการเด็ก 4.1.3 ขอมลู การเลี้ยงดู ผลการศึกษาขอมูลการเลี้ยงดูเด็ก จากการสอบถามผูปกครองหรือผูเล้ียงดูหลัก จํานวน 514 คน พบวา เด็กสวนใหญมีโอกาสไดฟงนิทาน อานหนังสือตางๆ เลนเกมสตอบคําถามกับผูใหญหรือเด็กโต รองเพลง บางครั้ง จํานวน 337 คน คิดเปนรอยละ 65.8 รองลงมา คือ มีโอกาสสมํ่าเสมอ จํานวน 166 คน คิดเปนรอยละ 32.4 และไมมีโอกาส จาํ นวน 9 คน คิดเปนรอยละ 1.8 เด็กสวนใหญมีโอกาสไดว่ิงเลน ปนปาย เตะบอล วายนํ้า หรือการออกกําลังกายกลางแจงอ่ืนๆ บางครั้ง จํานวน 270 คน คิดเปนรอยละ 52.8 รองลงมา คือ มีโอกาสสม่ําเสมอ จํานวน 235 คน คิดเปนรอยละ 46.0 และ ไมม ีโอกาส จํานวน 6 คน คิดเปนรอยละ 1.2 เด็กมีโอกาสขีดเขียน ระบายสี รอยลูกปด ตอเลโก ตอภาพ เลนหิน เลนทราย ปนดินน้ํามัน หรือ กิจกรรม ตางๆ ที่ใชมือเลน มีโอกาสสมํ่าเสมอ จํานวน 300 คน คิดเปนรอยละ 58.8 รองลงมา คือ มีโอกาสบางคร้ัง จํานวน 209 คน คดิ เปน รอยละ 41.0 และไมม ีโอกาส จํานวน 1 คน คดิ เปน รอ ยละ 0.2 เด็กมีโอกาสเลนบอลรับสง เลนกับเด็กวัยเดียวกัน เชน ว่ิงไลจับ เลนสมมติเปนครกู ับนักเรียน มอญซอนผา ตํารวจจับผูราย เลนสมมติขายของ หมากฮอส บางครั้ง จํานวน 302 คน คิดเปนรอยละ 59.2 รองลงมา คือ มี โอกาสสมํา่ เสมอ จาํ นวน 195 คน คิดเปนรอยละ 38.2 และไมม โี อกาส จํานวน 13 คน คดิ เปนรอ ยละ 2.6 เด็กสวนใหญดูโทรทัศน หรือเลนเกม 1 - 2 ช่ัวโมงตอวัน จํานวน 209 คน คิดเปนรอยละ 40.9 รองลงมา คือ ดู โทรทัศน หรือเลนเกม 2 - 3 ชั่วโมงตอวัน จํานวน 113 คน คิดเปนรอยละ 22.1 และ ดูโทรทัศน หรือเลน เกม นอยกวา 1 ชัว่ โมงตอ วัน จํานวน 75 คน คิดเปนรอยละ 14.7 ~ 39 ~
จากการสอบถามวา พอแมหรือผูดูแลเด็กมีโอกาสทํากิจกรรมรวมกันกับเด็กบอ ยแคไหน เชน ไปเที่ยวนอก บานดวย, ทําอาหารดวยกัน, วาดรูปดวยกัน, เลานิทานดวยกัน, ออกกําลังกายดวยกัน, เลนปนดินน้ํามันดวยกัน ฯลฯ พบวา ผปู กครองบางทานไมมีการทํากิจกรรมรวมกันกับเด็ก จํานวน 25 คน คิดเปนรอยละ 4.9 และสวนใหญ ผูปกครองจะมีการทํากิจกรรมรวมกันกับเด็ก จํานวน 487 คน คิดเปนรอยละ 95.1 โดยพบวา มีการทํากิจกรรม รวมกันกับเด็กอาทิตยละ 1 ครั้ง จํานวน 167 คน คิดเปนรอยละ 32.6 รองลงมา คือ มีการทํากิจกรรมรวมกันกับ เด็กอาทิตยละ 2-3 คร้ัง จํานวน 154 คน คิดเปนรอยละ 30.1 และมีการทํากิจกรรมรวมกันกับเด็กทุกวัน จํานวน 98 คน คิดเปน รอยละ 19.1 เมื่อเด็กด้ือดึงไมยอมทําตามท่ีบอก เชน ไมยอมเขานอน ผุปกครองสวนใหญ จะถามเหตุผลและถาหากมี เหตุผลท่ีสมควรก็ไมวาอะไร จํานวน 360 คน คิดเปนรอยละ 70.9 รองลงมา คือ ผูปกครองจะสั่งใหทําตามที่พอ แมบอกทุกๆ อยางจํานวน 93 คน คิดเปนรอยละ 18.3 และผูปกครองดุวาอยางรุนแรงหรือลงโทษใหเจ็บตัว จาํ นวน 12 คน คิดเปนรอ ยละ 2.3 เมื่อเด็กเร่ิมชวยเหลือตัวเอง และยังทําไมคลอง เชน ตักอาหารกินเองแลวหก อาบนํ้าเองไมสะอาด แตงตัว เองติดกระดุมผิด ผูปกครองจะ ใหกําลังใจและคอยดูแลชวยเหลือบาง จํานวน 372 คน คิดเปนรอยละ 72.7 รองลงมา คือ สอนใหลองทําใหม จํานวน 96 คน คิดเปนรอยละ 18.7 และปลอยใหทําตามใจชอบ จํานวน 30 คน คิดเปน รอยละ 5.8 เมื่อเด็กเก็บของเลนสิ่งของเคร่ืองใชของตนเขาท่ีหลังจากเลนหรือเลกิ ใชแลว ผูปกครองจะชมเชยและชวย สอนใหเก็บไดเรียบรอย จํานวน 331 คน คิดเปนรอยละ 65.2 รองลงมา คือ กําชับใหเก็บใหเรียบรอย จํานวน 168 คน คิดเปน รอยละ 33.1 และเฉยๆ จาํ นวน 6 คน คิดเปน รอ ยละ 1.2 เม่ือเด็กทําผิดแลวสารภาพความผิด ผูปกครองจะแนะนําสั่งสอนวาควรจะแกไขตนเองอยางไรจึงจะไมทํา ผิดซํ้าอีก จํานวน 397 คน คิดเปน รอยละ 78.1 รองลงมา คือ ชมเชยหรือใหรางวัล จํานวน 65 คน คิดเปนรอยละ 12.8 และดหุ รอื ขูวา ถาทําผิดเชนนั้นอีกจะถูกลงโทษ จํานวน 33 คน คดิ เปน รอ ยละ 6.5 ผูปกครองสวนใหญจะถามเด็กถึงความรูสึก ความตองการและความคิดเห็น ทุกคร้ัง จํานวน 248 คน คิด เปนรอยละ 48.8 รองลงมา คือ ถามบางคร้ัง จํานวน 235 คน คิดเปนรอยละ 46.3 และนาน ๆ ครั้ง จํานวน 16 คน คดิ เปนรอ ยละ 3.1 ดงั แสดงในตารางที่ 4.3 ~ 40 ~
ตารางท่ี 4.3 จํานวนและรอยละของขอมูลการเลย้ี งดู (n = 514) ขอ มูลการเลี้ยงดู จํานวน/จํานวนรวม รอยละ 1. เด็กมีโอกาสไดฟงนิทาน อานหนังสือตางๆ เลนเกมส 1.8 65.8 ตอบคําถามกับผูใหญหรอื เด็กโต รองเพลง 32.4 ไมม ีโอกาส 9/512 1.2 52.8 มบี าง 337/512 46.0 มีสม่ําเสมอ 166/512 0.2 41.0 2. เด็กมีโอกาสไดวิ่งเลน ปนปาย เตะบอล วายน้ํา หรือการ 58.8 ออกกาํ ลังกายกลางแจงอื่นๆ 2.6 59.2 ไมมีโอกาส 6/511 38.2 มีบาง 270/511 มสี ม่ําเสมอ 235/511 3. เด็กมีโอกาสขีดเขียน ระบายสี รอยลูกปด ตอเลโก ตอ ภาพ เลนหิน เลนทราย ปนดินนํ้ามัน หรือ กิจกรรมตางๆ ที่ ใชมือเลน ไมมีโอกาส 1/510 มีบาง 209/510 มสี มํ่าเสมอ 300/510 4. เด็กมีโอกาสเลนบอลรับสง เลนกับเด็กวัยเดียวกัน เชน ว่ิงไลจับ เลนสมมติเปนครูกับนักเรียน มอญซอนผา ตํารวจ จับผูร าย เลนสมมติขายของ หมากฮอส ไมมีโอกาส 13/510 มีบาง 302/510 มีสมํ่าเสมอ 195/510 ~ 41 ~
ตารางท่ี 4.3 จํานวนและรอยละของขอมูลการเลีย้ งดู ( n = 514) (ตอ) ขอมูลการเลี้ยงดู จํานวน/จาํ นวนรวม รอยละ 5. เด็กดูโทรทศั น หรือเลนเกมเฉลี่ยประมาณกีช่ ่ัวโมงตอวัน (รวมเฉลี่ยทั้งวันธรรมดาและเสารอ าทิตย) 10/511 2.0 75/511 14.7 ไมดูหรือไมเลน 209/511 40.9 นอยกวา 1 ช่ัวโมง 113/511 22.1 71/511 13.8 1 - 2 ช่ัวโมง 33/511 6.5 2 - 3 ชั่วโมง 3 - 4 ช่ัวโมง 25/512 4.9 ตัง้ แต 4 ช่ัวโมง 487/512 95.1 6. พอแมห รือผูดูแลเด็กมีโอกาสทาํ กิจกรรมรว มกันกับเด็ก 167/512 32.6 บอยแคไหน เชน ไปเทย่ี วนอกบานดวย, ทําอาหารดว ยกัน, 154/512 30.1 วาดรูปดวยกัน, เลานทิ านดว ยกนั , ออกกําลังกายดว ยกัน, 68/512 13.3 เลนปนดนิ นํ้ามันดวยกัน ฯลฯ 98/512 19.1 ไมมี 360/508 70.9 มี (ระบคุ วามถ่ี) 93/508 18.3 อาทิตยละ 1 คร้งั 12/508 2.3 อาทิตยละ 2-3 ครั้ง 43/508 8.5 อาทิตยละ 3-4 ครั้ง ทุกวัน 7. โดยสว นใหญค ุณจะทําอยางไรเม่ือเด็กดื้อดงึ ไมยอมทํา ตามทที่ านบอก เชน ไมยอมเขานอน ถามเหตุผลและถาหากมีเหตุผลที่สมควรก็ไมวา อะไร ส่ังใหทําตามที่พอแมบ อกทกุ ๆ อยาง ดุวาอยา งรุนแรงหรือลงโทษใหเจ็บตัว อื่นๆ ~ 42 ~
ตารางที่ 4.3 จํานวนและรอยละของขอ มูลการเลยี้ งดู (n = 514) (ตอ) ขอมูลการเลี้ยงดู จํานวน/จํานวนรวม รอ ยละ 8. โดยสวนใหญค ุณจะทําอยางไรเม่ือเด็กเร่ิมชวยเหลือ ตัวเอง และยงั ทําไมคลอ งเชน ตักอาหารกินเองแลวหก 30/512 5.8 อาบนํ้าเองไมสะอาด แตง ตัวเองติดกระดุมผิด 372/512 72.7 7/512 1.4 ปลอ ยใหทําตามใจชอบ 4/512 0.8 ใหกําลงั ใจและคอยดแู ลชว ยเหลือบาง 96/512 18.7 ดุวา หามไมใหทําเอง หรอื ลงโทษบา ง (เชน ตมี ือ ตีขา) 3/512 0.6 แมทาํ แทน 6/508 1.2 สอนใหลองทําใหม 168/508 33.1 331/508 65.2 อื่นๆ 3/508 0.5 9. โดยสวนใหญคุณจะทําอยางไรเม่ือเด็กเก็บของเลน สิ่งของเครื่องใชของตนเขาที่หลงั จากเลนหรือเลิกใชแ ลว 33/508 6.5 65/508 12.8 เฉยๆ 397/508 78.1 กําชับใหเก็บใหเรียบรอย ชมเชยและชวยสอนใหเก็บไดเรียบรอย 10/508 2.0 3/508 0.6 อื่นๆ 10. คณุ ทําอยางไรเมือ่ เดก็ ทําผิดแลวสารภาพความผิด โดย ท่คี ุณไมไดค าดคั้นหรือไตถาม ดุหรือขูวาถา ทําผิดเชนน้ันอีกจะถกู ลงโทษ ชมเชยหรอื ใหร างวัล แนะนาํ ส่ังสอนวา ควรจะแกไขตนเองอยางไรจึงจะไมทาํ ผิดซ้ํา อีก บอกไมใหกงั วลหรือเอาใจใสตอความผิดน้ัน อื่นๆ ~ 43 ~
ตารางท่ี 4.3 จํานวนและรอยละของขอมูลการเลยี้ งดู (n = 514) (ตอ) ขอมูลการเลี้ยงดู จํานวน/จํานวนรวม รอ ยละ 11. ทานเคยถามเด็กถึงความรูสึก ความตอ งการและความ คิดเห็นหรือไม บอยแคไหน (เชน ใหเด็กตัดสินใจเลือก 248/508 48.8 เสือ้ ผาเอง) 235/508 46.3 16/508 3.1 ทุกครง้ั 5/508 1.0 บางคร้งั 4/508 0.8 นาน ๆ ครง้ั นอยมาก ไมเคย 1-2 ชั่วโมง รอ ยละ 40.9 2-3 ชั่วโมง รอ ยละ 22.1 3-4 ช่ัวโมง รอ ยละ 13.8 4 ชั่วโมง ขึ้นไป รอยละ 6.5 ภาพท่ี 6 รอยละพฤติกรรมการดูโทรทัศน หรือเลนเกมเฉล่ียตอวันของเด็ก อาทิตยละ 1 คร้งั รอยละ 32.6 อาทิตยละ 2-3 คร้งั รอยละ 30.1 อาทิตยละ 3-4 ครง้ั รอยละ 13.3 ทุกวัน รอยละ 19.1 ภาพที่ 7 รอ ยละระดับความถ่ีในการทํากิจกรรมรวมกันระหวา งเด็กและผูปกครอง ~ 44 ~
ภาพที่ 8 รอ ยละวิธกี ารเล้ียงดูและดแู ลของผูปกครองเม่ือเด็กด้อื ไมเชอื่ ฟง ภาพที่ 9 รอ ยละวิธีการเลี้ยงดูของผูปกครองเม่ือเดก็ เก็บของเลนหรือส่ิงของเคร่ืองใชของตนเองเขาท่ี ~ 45 ~
4.2 ทกั ษะ EF ของเด็ก เด็กที่มีทักษะ EF อยูในระดับควรไดรับการสงเสริม ไมไดหมายความวาเด็กมีความบกพรองเสมอไป แต อาจเปนเพราะเด็กไมไดรับการกระตุน สงเสริมที่เหมาะสมจากสภาพแวดลอมของการเลี้ยงดูทั้งจากครอบครัว และ โรงเรยี น เมื่อไดรับการกระตุน และสงเสริมอยางตอเนื่องและสมํา่ เสมอ จากทั้งครอบครัว และโรงเรียน จะกลับมามี พัฒนาการทักษะ EF ท่ีอยูในระดับปกติ หรือสมวยั ได ดวยเหตุนีก้ ารประเมนิ ผลทักษะ EF ของเด็กในโรงเรียนสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นท่ีประกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จํานวน 17 โรงเรียน โดยครูในหองเรียน จํานวน 514 คน จึงมีความสําคัญ เปน อยา งยิง่ ชวงเด็กปฐมวัยเปนโอกาสเจริญเติบโตในทุก ๆ มิติของพัฒนาการของเด็กโดยเฉพาะ พัฒนาการของสมอง ของเด็กปฐมวัยมีการสรางประสาทและมีการเชื่อมตอมากท่ีสุดโดยเร่ิมจากพัฒนาการประสาทสัมผัสดานการ มองเห็น การไดยินเสียง ตอดวยพัฒนาการดานภาษา การพูด และสติปญญา การเรียนรู ดังน้ันเด็กวัยน้ีจึงเปน หนาตางแหงโอกาสในการพัฒนาท่ีคุมคาที่สุด (Windows of Opportunity) เปนชวงเวลาท่ีดีสําหรับการพัฒนา พฤติกรรมอยางหนึ่งอยางใด ทักษะ EF คือ กระบวนการทางความคิดในสมองสวนหนา ที่เก่ียวของกับความคิด ความรูสึก การกระทํา เปนความสามารถของสมองท่ีใชบริหารจัดการในชีวิตเรื่องตาง ๆ ซึ่งจะชวยใหสามารถ ต้ังเปาหมายในชีวิต รูจักวางแผน มีความมุงม่ัน จดจําสิ่งตาง ๆ เพ่ือนําไปใชประโยชนได รวมทั้งรูจักริเร่ิมลงมือทํา สิ่งตาง ๆ อยางเปนข้ันตอน สําหรับทักษะ EF ท่ีสําคัญมีทั้งหมด 5 ดาน ไดแก ทักษะการยับยั้งชั่งใจ-คิดไตรตรอง (Inhibitory Control) ทักษะการยืดหยุนความคิด (Shift Cognitive Flexibility) การควบคุมอารมณ (Emotion Control) ทักษะความจําในขณะทํางาน (Working Memory) และทักษะการวางแผนจัดการ (Planning and Organizing) ซึง่ มรี ายละเอียดผลของการประเมินทักษะ EF ดงั ตอ ไปนี้ 4.2.1 ผลการประเมินทักษะการคิดเชิงบรหิ าร (EF) ของเด็ก ในภาพรวม ทักษะความสามารถในการทํางานขั้นสูงของสมอง หรือ ทักษะ EF ซึ่งเม่ือเด็กมีพัฒนาการดานการคิดเชิง บริหาร (EF) ดีจะลดปญหาพฤติกรรม เชน ความหุนหันพลันแลน ทําโดยไมคิด ใจรอนรอคอยไมเปนสมาธิสั้น ซ่ึง อาจสงผลตอการเรียน การทํางาน และทักษะการใชชีวิตอ่ืนๆ ในอนาคต ซึ่งจากการศึกษาในครง้ั นี้ไดมีการประเมิน ทักษะ EF กลุมตัวอยางเด็กในจังหวัดระยองทั้งส้ิน จํานวน 514 คน ในโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน (สพฐ.) ในเขตพ้ืนทป่ี ระกาศของกองทุนพัฒนาไฟฟา เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัด ระยอง ผลการประเมิน พบวา เด็กจํานวน 514 คน มีทักษะ EF ภาพรวมอยูในระดับปกติ รอยละ 33.5 นอกน้ัน ~ 46 ~
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126