เพียงพอ และสามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวเพื่อให้นักท่องเท่ียวได้รับความสะดวกสบายและ ปลอดภยั 5. ด้านการจัดโปรแกรมการท่องเท่ียว ควรจัดหรือเพิ่มโปรแกรมการท่องเที่ยวให้มีความหลากหลาย น่าสนใจ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ท้องถ่ิน จัดปฏิทินกิจกรรมท่องเทยี่ วภายในแหล่งท่องเท่ียวตลอดท้ังปีซ่ึงจะทา ให้ประชาชนในท้องถิ่นมีรายได้จัดให้มีเจ้าหน้าท่ีไว้สาหรับบริการแจ้งข้อมูลข่าวสาร โปรแกรมท่องเทีย่ วภายใน แหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้นักท่องเท่ียวสามารถตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมท่องเท่ียวได้อย่างสะดวกและปลอดภัย รวมท้ังควรมีป้ายนิทรรศการแนะนาแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงท่ีน่าสนใจ ทาให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยง กับแหล่งท่องเที่ยวอ่ืน ๆ ที่มีชื่อเสียงท้ังในจังหวัดหรือนอกจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับ สุริยันต์ สุวรรณราช (Suriyun Suvunracs, 2010) ได้ทาการศึกษาวิจัยเร่ือง การสร้างโปรแกรมการท่องเท่ียวเพื่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ถังแดง อย่างมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า ควรจัดสร้างเป็นโปรแกรมการท่องเท่ียวท่ีมีการเช่ือมโยงแหล่งท่องเท่ียวแบบ หลากหลายมิติเข้าด้วยกันให้เกิดความน่าสนใจเพลิดเพลินอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับ มนัสสินี บุญมีศรีสง่า (Manassinee Boonmeesrisanga, 2013) ได้ทาการศึกษาวิจัยเร่ือง การสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว อาเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในมุมมองนักท่องเท่ียวกลุ่มวัยรุ่น ผลการวิจัยพบว่า ทรัพยากรทางการ ท่องเที่ยวเป็นองค์ประกอบท่สี าคัญของการสรา้ งอัตลักษณ์การท่องเที่ยวเพ่ือดึงดูดนักท่องเทย่ี ว 6. ด้านความสามารถในการเข้าถึงแหล่งท่องเท่ียว ควรปรับปรุงสภาพเส้นทางท่ีเอื้ออานวยความสะดวก ในการเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว มีป้ายบอกเส้นทางในการเข้าถึงแหล่งท่องเท่ียวให้ชัดเจน ควรปรับปรุงแก้ไข การคมนาคมและยกระดับขนส่งสาธารณะผลักดันให้เกิดนโยบายด้านการบริการรถโดยสาร รับ - ส่ง จากตัวเมือง ถงึ แหล่งทอ่ งเทย่ี วตา่ ง ๆ เฉพาะช่วง เช่น ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว วนั หยุดยาว เป็นต้น หากนักท่องเที่ยวมีจานวน น้อย ควรพิจารณาความเหมาะสมในแต่ละพื้นท่ีที่แตกต่างกันไปเพ่ือให้นักท่องเท่ียวเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเท่ียว ได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็วมากขึ้น ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของ Kaiser, Jr, & Helber (1978) กล่าวไว้ว่า นกั ทอ่ งเทีย่ วมคี วามตอ้ งการการคมนาคมขนส่งท่ีสะดวกเนอ่ื งจากเป็นปัจจัยสาคัญท่ที าให้นกั ท่องเที่ยวเกิดความ พงึ พอใจในการทอ่ งเทยี่ วและธุรกจิ การท่องเที่ยวดาเนนิ ต่อไปได้ ซงึ่ การมรี ะบบการคมนาคมไมว่ ่าจะเป็นทางบก ทางอากาศ ทางน้า ท่ีสะดวกจะมีส่วนในการตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียว และสอดคล้อง กับ กระทรวงการท่องเทีย่ วและกีฬา (Ministry of Tourism and Sports, 2017) กล่าวไว้วา่ การพัฒนาเส้นทาง คมนาคมทางบกเพื่อเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ยกระดับขนส่งสาธารณะ เพื่ออานวยความสะดวกในการเดินทาง ระหว่างสถานที่ท่องเทีย่ วพฒั นาเสน้ ทางคมนาคมท่ีเชอื่ มโยงระหว่างเมืองทอ่ งเท่ียวหลกั และเมืองท่องเทยี่ วรอง ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ขอ้ เสนอแนะสาหรับผเู้ กี่ยวข้องกับการท่องเทย่ี วและการพฒั นาแหล่งท่องเท่ียวในจังหวัดศรีสะเกษที่ ไดจ้ ากการวิจัย 1. ควรให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผน การดาเนินงาน และการประเมินผลในการพัฒนา ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเท่ียว และ ประชาชนในท้องถนิ่ 2. ควรมีการกาหนดแผนงานหรือกลยุทธ์ที่ชัดเจนในแต่ละด้านสาหรับการพัฒนาศักยภาพแหล่ง ท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ และมีการนาเสนอแผนงานที่ต้ังไว้แก่ประชาชนในท้องถิ่นให้ได้ทราบและเข้าใจ ในการดาเนนิ งาน 3. ควรส่งเสริมและสนับสนุนเพิ่มงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานและสิ่งอานวยความสะดวก ให้ได้มาตรฐาน เพ่ือให้การเดินทางท่องเท่ียวภายในจังหวัดมีความสะดวกและปลอดภัยมากข้ึน ตลอดจนควร
พัฒนาส่ิงดึงดูดใจในแหล่งท่องเที่ยว ฟ้ืนฟูและปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความย่ังยืน สร้างภาพลักษณ์ท่ีดี โดยใช้สือ่ ในการประชาสมั พนั ธ์ 4. ควรส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมท่ีหลากหลาย โดยอาศัยภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นและ ควรมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น รวมท้ังส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวของชุมชน เพื่อให้ประชาชนใน ท้องถ่ินมีรายได้จากการจาหน่ายสินคา้ แก่นักท่องเทยี่ ว 5. ควรส่งเสริมและผลักดันการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเท่ียวเพื่อ สร้างโปรแกรมการทอ่ งเท่ียวท่ีสามารถดึงดูดนักท่องเทีย่ วให้เดินทางมาเยือนแหลง่ ท่องเทีย่ วในจังหวัดศรสี ะเกษ 6. ควรพัฒนาระบบการจัดการแหล่งท่องเท่ียว กากับและควบคุมมาตรฐานการบริการด้านการ ทอ่ งเที่ยวให้มีคุณภาพอยู่เสมอเทียบเท่าแหล่งท่องเท่ียวอื่น ๆ ที่มีช่ือเสียง ตลอดจนควรรณรงค์ให้ประชาชนใน ท้องถ่นิ รว่ มกนั อนรุ กั ษศ์ ลิ ปวัฒนธรรม ความเป็นเอกลกั ษณข์ องกล่มุ ชาตพิ นั ธุ์ในจงั หวัดศรีสะเกษ ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั คร้ังต่อไป 1. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรการท่องเท่ียวในจังหวัดศรีสะเกษเพื่อให้เกิดการ ทอ่ งเที่ยวอย่างยัง่ ยืน 2. ควรมีการศึกษาเก่ียวกับการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวท่ีเหมาะสมกับแหล่งท่องเท่ียวต่าง ๆ ใน จังหวดั ศรสี ะเกษ เพอ่ื เพมิ่ กจิ กรรมท่องเที่ยวท่หี ลากหลายอันเป็นทางเลือกใหมใ่ ห้กับนักทอ่ งเทยี่ ว 3. ควรมีการศึกษาเก่ียวกับตลาดการท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษเพื่อแสวงหาตลาดนักท่องเท่ียวท่ี เหมาะสม 4. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเท่ียวในจังหวัดศรีสะเกษ ให้เปน็ ทรี่ จู้ ักมากขนึ้ เพอ่ื สง่ เสรมิ การสร้างรายไดใ้ ห้กับชมุ ชน References Boonchom Srisa - ard. (2000). Statistical Methods for Research Workers. Bangkok: Sureeriyasart. Boonlert Jittangwattana. (2005). Development of Sustainable Tourism. Bangkok: Press and Design. Boonlert Jittangwattana. (2006). Development and Conservation of Tourist Attractions. Bangkok: Press and Design. Boonlert Jittangwattana. (2013). Tourism Industry (2nd ed.). Bangkok: Dharmasarn. Buhalis, D. (2000). Marketing the competitive destination of the future. Journal Tourism Management, Special Issue: The competitive destination. Chi, C., & Qu, H. (2008). Examining the structural relationships of destination image, tourist Satisfaction and destination loyalty: An integrated approach. Journal Tourism Management, 29, 624 - 636. Goeldner, Charles R., & Ritchie, J. R. Brent. (2009). Tourism: Principles, Practices, Philosophies (11th ed.). New York: John Wiley & Sons. Kaiser, C.; Jr.; & Heber, Larry E. (1978). Tourism Planning and Development. Boston: CBI.
Manassinee Boonmeesrisanga. (2013). Brand identity creation for tourist attractions of Amphoe Hua Hin in Prachuap Khiri Khan in view of adolescent tourists. Veridian E - Journal Silpakorn University, 6(1), 548 - 560. Ministry of Tourism and Sports. (2017). The Second National Tourism Development Plan (2017 - 2021). Retrieved from https://www.mots.go.th/ Ministry of Tourism and Sports. (2019). Tourists Statistics in Si Sa ket. Retrieved from https://www.mots.go.th/News-link.php?nid=13039 Nisa Chatkul. (2012). Tourism Industry (4th ed.). Bangkok: Chulalongkorn University Printing House. Si Sa Ket Statistical Office. (2020). Area Population Statistics in Si Sa Ket. Si Sa Ket: Si Sa Ket Statistical Office. Sirinan Pongnirundorn, Ochanya Buatham, & Chatchaya Yodsuwan. (2016). Guidelines for effective development in tourism management of Wang Nam Khiao District, Nakhon Ratchasima Province. College of Graduate Study in Management Khon Kaen University Journal, 9(1), 234 - 259. Suriyun Suvunracs. (2010). Area - based tour package of participatory learning Tankdaeng History, Thamot District, Phatthalung Province. Suthiparithat Journal, 24(73), 57 - 72. Vipa Srirathu. (2008). Eco - tourism potential of Amphoe Khao Kho, Phetchabun Province (Master’s thesis), Srinakharinwirot University. Wanna Wongwanich. (2003). Tourism Geography (2nd ed.). Bangkok: Thammasat University. Yamane, T. (1967). Statistics: An Introductory Analysis. New York: Harper and Row. Received: May, 5, 2021 Revised: June, 6, 2021 Accepted: June, 8, 2021
การเลอื กใช้บริการเอเย่นตน์ ักกฬี าของนักฟุตบอลไทยลีก อณวัฒน์ สมศรีรืน่ และวรรณชลี โนริยา สาขาวชิ าการจัดการการกีฬา คณะสังคมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บทคดั ยอ่ การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีก และ แนวทางการให้บริการของเอเย่นต์นักกีฬา ท้ังหมด 6 ด้าน ซึ่งเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ( Mixed Method Research) โดยการวิจัยเชิงปรมิ าณ ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามระดับความตอ้ งการ รวมทั้งเปรียบเทียบความตอ้ งการ จาแนกตามการใชบ้ ริการและลักษณะการดาเนินการของเอเย่นต์นักกีฬา กลุ่มตัวอยา่ งในการวจิ ัย ได้แก่ นักฟุตบอล สัญชาติไทยในระดับไทยลีก 1 จานวน 188 คน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ คือ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้ง เปรียบเทียบค่าเฉล่ียการใช้บริการและลักษณะการดาเนินการด้วยค่า “ที” ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การ สัมภาษณ์เชิงลึกโดยผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ นักฟุตบอลสัญชาติไทย ที่เคยใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬา และตรงตาม คุณสมบัติที่กาหนด รวมทั้งหมด 3 คน ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยระดับความต้องการของนักฟุตบอลไทยลีกในการ เลือกใช้บรกิ ารเอเย่นต์นักกีฬา ส่วนใหญ่อยู่ในระดบั มาก คือ ด้านสัญญาและกฎหมาย ด้านการคดั สรรนักกีฬา ด้าน คุณลักษณะ และด้านการตลาดกีฬา แต่มีระดับความต้องการอยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการจัดการทั่วไป และ ด้านการเงิน เมื่อจาแนกตามการใช้บริการพบว่า ระดับความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาทั้งหมด แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05 ยกเว้นด้านคุณลักษณะของเอเย่นต์นักกีฬาเพียงด้านเดียวที่ไม่ แตกต่าง เมื่อจาแนกตามลักษณะการดาเนินการพบว่า มีด้านท่ีระดับความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์ นักกีฬามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ ด้านคุณลักษณะ ด้านการเงิน และด้าน การตลาดกฬี า สว่ น 3 ด้านทเ่ี หลือไม่แตกตา่ งกนั แนวทางการให้บริการของเอเยน่ ตน์ ักกฬี าท่สี าคัญ ไดแ้ ก่ (1) รกั ษา และสร้างช่ือเสียงกับคอนเนคชั่นเพราะมีผลต่อโอกาสในอาชีพของนักฟุตบอล (2) ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาในทุก ๆ ด้าน เพ่ือนักฟุตบอลมีสมาธิในสนาม (3) ดูแลเรื่องภาษีให้นักฟุตบอลช่วยหาทางลดหย่อนภาษีให้ได้ (4) ช่วยสร้าง ฐานแฟนคลับผ่านส่ือต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อโซเซียลมีเดีย (5) เอเย่นต์นักกีฬาต้องมีความรู้ด้านกฎหมายเบื้องต้นท่ี เก่ียวข้องกับกีฬาและสัญญา พร้อมมีที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้นักฟุตบอล (6) เอเย่นต์ นักกีฬาต้องรู้ความต้องการของนักฟุตบอล รวมทั้งศึกษาแนวทางทางการเล่นและความต้องการของแต่ละสโมสร เพื่อทีจ่ ะรวู้ า่ นกั ฟตุ บอลในสงั กัดเหมาะสมกับสโมสรไหน คาสาคัญ: เอเยน่ ตน์ ักกฬี า; นักฟุตบอลไทยลีก; การบรกิ าร; ความตอ้ งการ Corresponding Author: นายอณวฒั น์ สมศรรี ืน่ คณะสังคมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร์ สาขาวชิ าการจดั การการกีฬา มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล Email: [email protected]
THE SELECTION OF SPORTS AGENTS IN THAI FOOTBALL LEAGUE Anawat Somsrireun, and Wanchalee Noriya Sports Management, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University Abstract This thesis had the purpose of studying the selection of sports agent services in the Thai Football League and six services guidelines by mixed methods. For quantitative research, a questionnaire was used with 188 Thai footballers in Thai League 1, surveying need level and comparison of need level divided by service usage and types of operation. For analysis, means, standard deviation, and t-test were employed in determining the value using the variance of 0.05. For qualitative research, in - depth interviews were conducted with three Thai footballers who experienced to hire sports agents and were qualified according to established requirements. The research result showed that the need level of Thai Football League players in the selection of sports agent services (Contracts and laws, new opportunities in talent acquisition, qualifications of the agents and sports marketing) were important at an average level. However, the need level of general management and financial management was moderately important. The comparison of need level divided by service usage was significantly different. However, only the qualifications of the agents were not significantly different. The comparison of need level divided by the types of operation need levels of Qualifications of the agents, financial management and sports marketing were significantly different. The rest of the three services were not significantly different. Important sports agent services guidelines were as follows: (1) making connections and maintaining reputation because they affect the footballer’s opportunity, (2) solving all problems: Footballers would be able to focus on their careers, (3) tax management and tax deduction, (4) building fan club through all media especially by social media, (5) basic knowledge of law related to sports, employment contact rules and having legal advisor, (6) clear understanding of needs of footballers and studying club’s needs and playing styles to be able to match their needs. Keywords: Sports Agents, Thai Football League, Service, Need Corresponding Author: Anawat Somsrireun Sports Management, Faculty of Social Sciences and Humanities Mahidol University Email: [email protected]
บทนา ลีกฟุตบอลอาชีพในระดับโลกมีเงินไหลเวียนอยู่ในระบบมหาศาล เอเย่นต์นักกีฬาสามารถสร้างรายได้ไม่ ย่ิงหย่อนไปกว่านักกีฬา และยิ่งลีกฟุตบอลมีมูลค่ามากเท่าไร เอเย่นต์นักกีฬาก็มีโอกาสสร้างรายได้มากข้ึนเท่านั้น ในพรีเมียร์ลีก ลีกฟุตบอลอาชีพระดับสูงสุดในประเทศอังกฤษ ประมาณการค่านายหน้าที่เอเย่นต์ได้รับเฉพาะจาก สโมสรฟุตบอลเฉลี่ยอยู่ท่ี 118 ล้านยูโรต่อปี (Rossi, Semen, & Brocard, 2016) น่ียังไม่นับรายได้มหาศาลที่ นักฟุตบอลจา่ ยใหเ้ อเยน่ ต์นกั กีฬาดว้ ย ดงั นั้นจงึ เห็นไดว้ ่าอาชพี เอเย่นต์นักกฬี ามีมูลคา่ ทางเศรษฐกจิ จานวนมหาศาล ค่านายหนา้ ของเอเย่นตน์ กั กีฬาไดจ้ ากส่วนแบ่งของเงนิ เดอื นและส่วนแบ่งจากการซื้อขายตัวนักกีฬา รวมท้ัง เอเย่นต์นักกีฬายังได้ส่วนแบ่งจากการรับรองสินค้าของนักกีฬาด้วยเหตุผลท่ีนักฟุตบอลและสโมสรฟุตบอลต้อง จ่ายเงินมูลค่ามหาศาลให้แก่เอเย่นต์นักกีฬาเพราะบทบาทการบริการของเอเย่นต์นักกีฬา ซึ่งเข้ามาดูแลนักฟุตบอล ในด้านต่าง ๆ เพื่อการก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายได้อย่างรวดเร็วและมีขั้นตอนโดยไม่เสียเวลาและเป็นลู่ทางการทางาน ใหแ้ ก่นักกฬี า (Wannacharee Noriya, 2017) ดังนน้ั การเลอื กเอเยน่ ต์นักกีฬามผี ลเปน็ อย่างมากในทกุ ๆ เรอ่ื งของ นักกีฬา ถ้าเลือกเอเย่นต์นักกีฬาไม่ดี นักกีฬาจะสูญเสียโอกาสในอาชีพเป็นอย่างมากฉะน้ันนักกีฬาควรศึกษาและ ตัดสนิ ใจเลอื กเอเยน่ ตน์ ักกีฬาให้ดีท่สี ุด ในความเป็นจริง เอเย่นต์นักกีฬาส่วนใหญ่ไม่ประสบความสาเร็จและพวกเขาไม่พบว่าธรุ กิจน้ีให้รางวัลตอบ แทนมหาศาล เอเย่นต์นักกีฬาท่ีได้รับการยอมรับมีไม่มากนัก หลาย ๆ ครั้งมีจานวนเอเย่นต์มากกว่าจานวนนักกีฬา ในลีก ดังนั้นการแย่งชิงลูกค้าจึงเข้มข้น (Kenneth, & Timothy, 2003) ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเอเย่นต์จะเซ็นสัญญา กบั ลูกค้าได้ กไ็ ม่ได้รับประกันว่าเอเย่นต์จะทาเงินได้ เน่ืองจากเอเย่นต์ได้รับค่าจ้างเป็นเปอร์เซ็นตร์ ายได้ของนักกีฬา เอเย่นตจ์ ะไมไ่ ดอ้ ะไรเลย ถา้ นกั กฬี าไมม่ รี ายไดอ้ ะไรเลย ในอดีตเอเย่นต์นักกีฬาในประเทศไทยยังไม่ได้รับความสนใจเพราะในอดีตสโมสรฟุตบอลของไทยในยุค สมัครเล่นหรือกึ่งอาชีพ ส่วนนักฟุตบอลยุคก่อนต้องทางานประจาควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอล เนื่องจากรายได้จาก เงินเดือนไม่เพียงพอต่อการเล้ียงชีพ แต่ทว่ากลางปี 2008 เกิดจากจุดเปลี่ยนสาคัญ คือ Vision Asia ที่สมาพันธ์ ฟตุ บอลแห่งเอเชีย หรือ Asian Football Confederation (AFC) ต้ังเป้าให้ฟุตบอลเอเชียทั้งทวีปต้องเป็นมืออาชีพ และเติบใหญ่เทียบเท่ามาตรฐานยุโรป นามาสู่การออกกฎเข้มท่ีบังคับให้สโมสรฟุตบอลพร้อมกลยุทธ์การตลาด ทาใหบ้ อลไทยสามารถดึงคนให้เข้ามาเป็นแฟนบอลได้ หลอ่ เล้ียงความเตบิ โตด้วยเม็ดเงนิ จากคนดูและสารพัดแหล่ง ชนิดเหนือความคาดหมาย เม่ือเข้าสู่ยุคฟุตบอลอาชีพ สโมสรทุกแห่งต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและบริหารงาน แบบบริษัทเอกชน ทาให้มีความเป็นมอื อาชีพมากขึ้น (Vichit Yamboonruang, 2009) ทาให้ความตื่นตัวของตลาด เอเย่นตม์ ีมากขึน้ ลกี ฟุตบอลชายอาชีพในประเทศไทยได้รับความนิยมสูงข้ึนอย่างมาก มากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา วงการฟุตบอล ไทยได้พัฒนาขึ้นและกาลังก้าวสู่ความเป็นฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว แต่ระบบเอเย่นต์นักฟุตบอลเมืองไทยยังไม่ได้ รบั ความนิยมเพราะคนไทยยังไม่ชินระบบเอเย่นต์ที่เหมือนกับหลักสากล เน่ืองจากในเมืองไทยระบบเอเย่นต์นักเตะ ยังไม่เติบโต และไม่เป็นท่ีรู้จักของนักกีฬา สอดคล้องกับ ชิดชนก ไชยเจริญ (Chidchanok Chaicharoen, 2015) ที่กล่าวว่า พัฒนาการของธุรกิจเอเย่นต์ที่ปรากฎในระบบกีฬาฟุตบอลอาชีพ ยังถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการ ประกอบธุรกิจ ผู้มีส่วนเก่ียวข้องในระบบกีฬาฟุตบอลอาชีพ ท้ังตัวผู้เล่น สโมสร รวมทั้งผู้จัดการแข่งขัน ยังไม่ ตระหนักถึงความสาคัญและประโยชน์ของการใช้บริการเอเย่นต์ในการเป็นคนกลางเพ่ือเจรจาตอ่ รองสญั ญาต่าง ๆ
ในมุมมองของผู้วิจัยเก่ียวกับเอเย่นต์นักกีฬาฟุตบอลในประเทศไทยน้ัน อาจจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเทียบกับ ต่างประเทศ ดงั น้ัน เอเย่นตน์ ักกฬี าจงึ อาจจะยงั ไมม่ ขี ้อมูลความตอ้ งการการเลอื กใช้บรกิ ารเอเย่นตน์ ักกีฬาของนกั ฟุตบอล ไทยลีก และยังไม่ทราบว่านักฟุตบอลไทยลีกที่เคยใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬากับไม่เคยใช้บริการการเอเย่นต์นักกีฬา มีความต้องการการบริการแตกต่างกันหรือไม่ รวมท้ังไม่รู้ว่านักฟุตบอลท่ีเคยใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาแต่ละ ลักษณะการดาเนินงานของเอเยน่ ต์นกั กีฬาแตกต่างกันแลว้ นักฟตุ บอลมีความต้องการการบรกิ ารแตกตา่ งกันหรือไม่ ย่ิงไปกว่าน้ันงานวิจัยนี้ ยังหาแนวทางในการให้บริการของเอเย่นต์นักกีฬาท่ีเหมาะสมกับนักฟุตบอลไทยลีก ใน เบื้องตน้ เพอื่ ที่จะเป็นข้อมูลใหก้ ับเอเย่นต์นักกีฬาและผ้สู นใจท่จี ะเปน็ เอเย่นต์นักกีฬา พร้อมท้ังเผยแพร่ให้นักกีฬาที่ยัง ไม่ทราบถึงการบริการของเอเย่นต์นักกีฬาได้ตระหนักถึงความสาคัญของเอเย่นต์นักกีฬา เพ่ือส่งเสริมและสนับสนุน นักกีฬาไทยใหใ้ ช้บรกิ ารเอเยน่ ต์นกั กฬี ามากขนึ้ วตั ถุประสงค์การวจิ ยั 1. เพ่ือศกึ ษาการเลอื กใชบ้ ริการเอเย่นตน์ ักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีก 2. เพ่ือเปรียบเทียบการเลือกใชบ้ ริการเอเย่นต์นักกีฬาของนกั ฟุตบอลไทยลีก โดยจาแนกตามการใช้บริการ เอเย่นตน์ ักกีฬาและลกั ษณะการดาเนนิ การของเอเยน่ ต์นักกีฬา 3. เพ่ือศึกษาแนวทางการให้บริการของเอเย่นต์นักกีฬาสาหรบั นกั ฟุตบอลไทยลกี สมมตฐิ านการวจิ ัย 1. นักฟุตบอลไทยลีกท่ีเคยใช้บริการกับไม่เคยใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาเลือกใช้บริการเอเย่นต์แตกต่างกัน อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ี 0.05 2. นักฟุตบอลไทยลีกที่เคยใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฬากับเชี่ยวชาญหลากหลาย ธรุ กิจ เลอื กใช้บรกิ ารเอเยน่ ตแ์ ตกตา่ งกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ่ี 0.05 วิธดี าเนนิ การวิจัย การดาเนินงานวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) โดยการใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีวิธีการวิจัยแบบสารวจ (Survey Research) ซึ่งใช้วิธีการการเก็บข้อมูลด้วย แบบสอบถามออนไลน์ (Online Questionnaire) โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาระดับการเลือกใช้บริการเอเย่นต์ นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีกและเปรียบเทียบการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีกโดยจาแนก ตามการใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬากับลักษณะการดาเนินการ และใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In - depth Interview) เพ่ือศึกษาแนวทางการให้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอล ไทยลีก ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมวิจัยในคน สาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เม่ือวันที่ 31 มนี าคม 2563 โดยมหี มายเลขรับรองคือ 2020/067.3103 งานวิจัยนี้แบ่งความต้องการในการเลือกใช้บริการจากการทบทวนวรรณกรรม ทั้งหมด 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. คุณลักษณะของเอเย่นต์ 2. การจัดการทั่วไป 3. การเงิน 4. การตลาด 5. สัญญาและกฎหมาย 6. การคัดสรร นักกีฬา ประชากรที่ใช้ในงานวิจัยคร้ังน้ีคือนักกีฬาฟุตบอลอาชีพท่ีสังกัดสโมสรฟุตบอลในระดับไทยลีก 1 หรือโตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาล 2020/2021 จานวน 353 คน ท่ีเป็นนักฟุตบอลสัญชาติไทยเท่าน้ัน และผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบด้วย นกั ฟุตบอลอาชีพหรอื เคยเป็นนักฟตุ บอลอาชีพท่มี ปี ระสบการณ์ในการใชบ้ รกิ ารเอเยน่ ต์นกั กีฬา
กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้จากการใช้สูตรคานวณกลุ่มตัวอย่างของทาโร่ ยามาเน่ (Yamane, 1973) กาหนดความคลาดเคลือ่ นท่ี 0.05 ได้กล่มุ ตัวอย่างจานวน 188 คน กาหนดสัดส่วนตัวอยา่ งตามขนาดของประชากร ในแตล่ ะสโมสร วิธกี ารคดั เลือกกลุ่มตัวอยา่ งใช้วิธีการสุ่มอยา่ งงา่ ย (Sample Random Sampling) ตามจานวนกลุ่ม ตวั อยา่ งของแตล่ ะสโมสรที่ละสโมสร และกล่มุ ตวั อย่างเชิงคุณภาพ ได้จาการคัดเลอื กนักฟตุ บอลและอดีตนกั ฟตุ บอล แบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ทมี่ คี ุณสมบตั ิตามท่ีกาหนดรวมท้งั หมด 3 คน เครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ยั เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามการใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬา ลักษณะการดาเนินงาน ของเอเย่นต์นักกีฬา และระดับความต้องการการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬา โดยแบ่งระดับความต้องการเป็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ของลิเคิร์ท (Five - Point Linkert Scales) เคร่ืองมือท่ีใช้ วิจยั เชิงคุณภาพ คือ การสัมภาษณ์เชิงลกึ (In - Depth Interview) เพื่อศกึ ษาแนวทางในการเลือกใชบ้ รกิ ารเอเย่นต์ นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีก เคร่ืองท่ีใช้วิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือจากผู้เชี่ยวชาญ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) นาผลการพิจารณามาหาดัชนีความสอดคล้อง (Item - Objective Congruence) จากนั้นนาเคร่ืองมือที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักฟุตบอลไทยลีก 2 จานวน 30 คน เพื่อตรวจสอบหาความเที่ยง (Reliability) ได้ค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.97 การเก็บข้อมูลภาคสนาม สร้างแบบสอบถามที่ได้รับการพัฒนาแล้วในกูเกิลฟอร์ม (Google Form) โดยติดต่อ ประสานงาน และส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์เก็บข้อมูลจากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ไปยังสโมสร ฟุตบอลไทยลีก 1 ท้ัง 16 สโมสร เพ่ือช้ีแจงเก่ียวกับงานวิจัยและขออนุญาตจัดเก็บข้อมูล จากน้ันขอท่ีอยู่จดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ (Email) และไอดีไลน์ (Line ID) ของกลุ่มตัวอย่าง สาหรับส่งลิงค์ (Link) แบบสอบถามท่ีสร้างไว้ใน กูเกิลฟอร์ม (Google Form) ให้กลุ่มตัวอยา่ ง และนัดสัมภาษณ์ผู้ใหข้ ้อมูลหลกั ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล ตัง้ แต่ 7 พฤษภาคม 2563 ถงึ 13 สงิ หาคม 2563 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล การวิเคราะหข์ ้อมลู ดาเนินการโดยใชโ้ ปรแกรมวิเคราะห์ขอ้ มลู สาเร็จรูปดังตอ่ ไปน้ี 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวกับความคิดเห็นของนักกีฬาฟุตบอลไทยลีกที่มีต่อการบริการทั้ง 6 ด้าน ทีมีต่อ ความต้องการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีก โดยนาข้อมูลมาวิเคราะห์หาค่าเฉล่ีย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทยี บความแตกต่างระหว่างการใช้กับไมใ่ ชบ้ ริการเอเย่นตน์ ักกีฬาและลกั ษณะการดาเนินงานของ เอเย่นต์นักกีฬาซ่ึงมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฬากับเช่ียวชาญหลากหลายธุรกิจต่อความต้องการเลือกใช้บริการ เอเย่นต์นักกีฬาของนกั ฟตุ บอลไทยลีก โดยเปรยี บเทียบค่าเฉล่ยี ของกล่มุ ตวั อย่าง 2 กลมุ่ ดว้ ย ค่า “ท”ี ผลการวจิ ยั ตารางที่ 1 การวเิ คราะห์ระดับความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นตน์ ักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีก เกณฑก์ าร ประมวลคา่ เฉลี่ยแบง่ เปน็ 5 ระดับดังนี้ (Best, 1977) คา่ เฉลยี่ 0.50 – 1.49 หมายถึง ระดับความตอ้ งการต่อการเลือกใช้บรกิ ารเอเย่นต์มนี ้อยที่สุด
ข้อรายการ ̅������ S.D. ระดับการแปลผล 1. ด้านคณุ ลกั ษณะของเอเยน่ ต์นกั กีฬา 3.83 0.66 มาก 2. ด้านการจัดการทวั่ ไป 3. ด้านการเงิน 3.49 0.74 ปานกลาง 4. ด้านการตลาดกีฬา 5. ดา้ นสัญญาและกฎหมาย 3.46 0.85 ปานกลาง 6. ดา้ นการคดั สรรนักกีฬา 3.64 0.70 มาก 4.15 0.72 มาก 3.99 0.72 มาก ค่าเฉลย่ี 1.50 – 2.49 หมายถงึ ระดบั ความต้องการตอ่ การเลอื กใชบ้ ริการเอเย่นต์มีน้อย คา่ เฉล่ีย 2.50 – 3.49 หมายถึง ระดบั ความตอ้ งการตอ่ การเลอื กใช้บริการเอเยน่ ต์มปี านกลาง ค่าเฉลีย่ 3.50 – 4.49 หมายถงึ ระดบั ความตอ้ งการต่อการเลอื กใช้บรกิ ารเอเยน่ ตม์ มี าก ค่าเฉลีย่ 4.50 – 5.00 หมายถึง ระดบั ความตอ้ งการต่อการเลอื กใชบ้ รกิ ารเอเยน่ ต์มมี ากที่สุด จากตารางที่ 1 ภาพรวมค่าเฉลี่ยจากระดับความต้องการส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉล่ียระหว่าง 3.46 ถึง 4.15) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านสัญญาและกฎหมาย (������̅ = 4.15) รองลงมาอีก 3 ด้าน ที่มีระดับ ความต้องการอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการคัดสรรนักกีฬา ด้านคุณลักษณะของเอเย่นต์ และด้านการตลาดกีฬา ตามลาดับ ในขณะที่ความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีกที่มีระดับความ ต้องการอย่ใู นระดับปานกลาง คอื ดา้ นการจัดการทัว่ ไป และด้านการเงิน โดยเฉพาะดา้ นการเงนิ มีค่าเฉลย่ี ของระดับ ความต้องการน้อยที่สุด (������̅ = 3.46) ตารางท่ี 2 เปรียบเทียบความต้องการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีก จาแนกตามการใช้ บริการเอเยน่ ต์นกั กฬี า ความต้องการการเลือกใช้บริการ ใชอ้ ย/ู่ เคยใช้ ไม่เคยใช้ t Sig. เอเยน่ ต์ (n = 102) (n = 86) ̅������ S.D. ���̅��� S.D. 1. ด้านคุณลักษณะของเอเย่นต์ 3.80 0.63 3.86 0.70 -0.67 0.50 3.34 0.76 3.67 0.68 -3.20* 0.00 2. ดา้ นการจดั การท่ัวไป 3.30 0.89 3.65 0.76 -2.91* 0.00 3. ด้านการเงนิ 3.54 0.75 3.76 0.63 -2.17* 0.03 4. ด้านการตลาดกฬี า 4.04 0.79 4.28 0.60 -2.37* 0.02 5. ดา้ นสญั ญาและกฎหมาย 3.90 0.79 4.11 0.60 -2.11* 0.04 6. ดา้ นการคัดสรรนักกีฬา รวม 3.65 0.70 3.88 0.57 -2.52* 0.01 * p < .05 จากตารางที่ 2 แสดงค่าสถิติเปรียบเทียบการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลกี จาแนก ตามการใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬา โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบแบบรวมกลุ่ม (Independent t - test) พบว่า ระหว่าง กลุ่มตัวอย่างท่ใี ช้ / เคยใช้บริการเอเย่นต์นกั กฬี า และกล่มุ ตัวอย่างที่ไม่เคยใชบ้ ริการเอเยน่ ต์นักกฬี า กับการเลือกใช้
บริการเอเย่นต์นักกฬี าในภาพรวม ได้ค่า Sig. เท่ากับ 0.01 ซ่งึ น้อยกว่า α ท่ีกาหนดไว้เท่ากับ 0.05 ทาให้สรปุ ได้ว่า การใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาท่ีแตกต่างกัน มีผลต่อความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาในภาพรวม อย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.05 นอกจากนี้ เม่ือพิจารณาความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาในแต่ละด้านพบว่า มีจานวน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการทั่วไป (Sig. = 0.00) ด้านการเงิน (Sig. = 0.00) ด้านการตลาดกีฬา (Sig. = 0.03) ด้านสัญญาและกฎหมาย (Sig. = 0.02) และด้านการคัดสรรนักกีฬา (Sig. = 0.04) ที่สรุปว่าการใช้บริการเอเย่นต์ นักกีฬาท่ีแตกต่างกันมผี ลต่อความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเยน่ ต์นักกีฬา ยกเวน้ ดา้ นคุณลักษณะของเอเยน่ ต์ ได้ค่า Sig. เท่ากับ 0.50 ซึ่งมากกว่า α ท่ีกาหนดไว้เท่ากับ 0.05 ทาให้สรุปได้ว่า การใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาที่ แตกต่างมีเพียงด้านเดียวท่ีไม่มีผลต่อความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬา คือ ด้านคุณลักษณะของ เอเยน่ ต์อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ 0.05 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบความต้องการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีก จาแนกตามลักษณะ การดาเนินการของเอเยน่ ต์นักกฬี า เชย่ี วชาญเฉพาะด้านกฬี า เชยี่ วชาญหลากหลายธรุ กจิ การเลือกใชบ้ รกิ ารเอเยน่ ตน์ ักกฬี า (n = 71) (n = 31) t Sig. 1. ด้านคณุ ลกั ษณะของเอเยน่ ต์ ���̅��� S.D. ���̅��� S.D. -2.67* 0.01 3.71 0.69 4.01 0.43 2. ดา้ นการจัดการทวั่ ไป 3.26 0.76 3.51 0.75 -1.56 0.13 3.17 0.86 3.61 0.91 -2.29* 0.03 3. ดา้ นการเงิน 3.42 0.74 3.81 0.69 -2.57* 0.01 4. ด้านการตลาดกฬี า 5. ดา้ นสัญญาและกฎหมาย 3.99 0.80 4.16 0.75 -1.03 0.31 6. ดา้ นการคดั สรรนกั กีฬา 3.81 0.79 4.10 0.76 -1.72 0.09 รวม 3.56 0.70 3.86 0.65 -2.13* 0.04 * p < .05 จากตารางท่ี 3 พบว่า เอเย่นต์นักกีฬาที่มีความเช่ียวชาญเฉพาะด้านและเอเย่นต์นักกีฬาที่มีเชี่ยวชาญ หลากหลายธุรกิจกับการเลอื กใชบ้ ริการเอเย่นต์นกั กีฬาในภาพรวม ได้ค่า Sig. เท่ากับ 0.04 ซ่ึงนอ้ ยกว่า α ท่ีกาหนด ไว้เท่ากับ 0.05 ทาให้สรุปได้ว่า ลักษณะการดาเนินการของเอเย่นต์นักกีฬาที่แตกต่างกัน มีผลต่อความต้องการใน การเลือกใชบ้ ริการเอเย่นต์นักกฬี าในภาพรวมอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั 0.05 นอกจากนี้ เม่ือพิจารณาการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาในแต่ละด้านพบว่า มีจานวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณลักษณะของเอเย่นต์ (Sig. = 0.01) ด้านการเงิน (Sig. = 0.03) และด้านการตลาดกีฬา (Sig. = 0.01) ที่ ลกั ษณะการดาเนินการของเอเย่นต์นักกีฬาท่แี ตกต่างกันมีผลต่อความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬา ในขณะทอี่ ีก 3 ด้านที่เหลือ ไดแ้ ก่ ด้านการจัดการท่ัวไป (Sig. = 0.13) ด้านสัญญาและกฎหมาย (Sig. = 0.31) และ ด้านการคัดสรรนักกีฬา (Sig. = 0.09) ที่ลักษณะการดาเนินการของเอเย่นต์นักกีฬาที่แตกต่างไม่มีผลต่อความ ตอ้ งการในการเลือกใชบ้ รกิ ารเอเย่นต์นักกีฬาอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั 0.05 ขอ้ มูลจากการสัมภาษณ์เชงิ ลึก
แนวทางการให้บริการของเอเย่นตน์ ักกีฬาที่สาคัญ ไดแ้ ก่ (1) รกั ษาและสร้างชื่อเสียงกับคอนเนคชนั่ เพราะมี ผลต่อโอกาสในอาชีพของนักฟุตบอล (2) ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาในทุก ๆ ด้าน เพ่ือนักฟุตบอลมีสมาธิในสนาม (3) ดูแลเร่ืองภาษีให้นักฟุตบอล ช่วยหาทางลดหย่อนภาษีให้ได้ (4) ช่วยสร้างฐานแฟนคลับผ่านส่ือต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อ โซเซียลมีเดีย (5) เอเย่นต์นักกีฬาต้องมีความรู้ด้านกฎหมายเบ้ืองต้นท่ีเก่ียวข้องกับกีฬาและสัญญา พร้อมมีที่ปรึกษา ด้านกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้นักฟุตบอล (6) เอเย่นต์นักกีฬาต้องรู้ความต้องการของนักฟุตบอล ซ่ึงมี ความสัมพันธ์กับปัจจัยในการเลือกสโมสรของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ 5 ด้าน คือ ค่าตอบแทน สภาพแวดล้อมและ สถานท่ี ความเหมาะสมในตาแหน่งการเล่น โอกาสความก้าวหน้าในสโมสร และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสโมสร (Kittisak Sukkasem, 2016) รวมท้ังศึกษาแนวทางทางการเล่นและความต้องการของแต่ละสโมสร เพื่อที่จะรู้ว่า นักฟุตบอลในสังกดั เหมาะสมกับสโมสรไหน อภปิ รายผลการวิจัย จากการวิเคราะห์ระดับความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีก ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก อาจตีความได้ว่า ปัจจุบันนักฟุตบอลไทยลีกเร่ิมให้ความสนใจและมีความต้องการในการเลือกใช้ บริการเอเย่นต์นักกีฬามากข้ึน เน่ืองจากเห็นว่าเอเย่นต์นักกีฬาสามารถเข้ามาช่วยแบง่ เบาภาระให้กับนักฟุตบอลใน การจดั การผลประโยชน์ทุกอย่างทงั้ ในและนอกสนาม เพ่ือใหน้ ักฟุตบอลสามารถม่งุ มัน่ กับการเล่นกีฬาและทาผลงาน ให้กับทีมอย่างเต็ม ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลหลักในการสัมภาษณ์เชิงลึกที่ได้ กล่าวว่า หนา้ ทขี่ องเอเยน่ ต์ คือ การช่วยเหลอื แก้ไขปัญหาเพ่ือใหน้ กั ฟตุ บอลมีสมาธกิ ับการเล่นฟุตบอล แต่เมื่อพิจารณารายด้านแล้วพบว่า ด้านการจัดการท่ัวไปและด้านการเงินระดับความต้องการอยู่ในระดับ ปานกลาง จึงพิจารณาด้านการจัดการทั่วไปและด้านการเงินเป็นรายข้อที่ระดับการแปลผลอยู่ในระดับปานกลาง โดยอ้างอิงผู้ให้ขอ้ มูลหลัก ด้านการจดั การท่ัวไปพบวา่ บางข้อนักฟุตบอลคิดว่าเปน็ ส่ิงที่สามารถจัดการดว้ ยตวั เองได้ ส่วนด้านการเงินพบว่า เน่ืองจากนักฟุตบอลส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้พ้ืนฐานทางด้านการเงินหรือเศรษฐศาสตร์ พื้นฐานจึงไม่ไดใ้ ห้ความสาคญั กบั การวางแผนการลงทนุ รวมถึงการวางแผนการเงินหลงั เลิกเลน่ ฟุตบอลอาชีพ ผู้วิจัยได้ทาการเปรียบเทียบความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีก ใน ภาพรวมพบว่า การใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาท่ีแตกต่างกัน มีผลต่อความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์ นักกีฬา อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 และเม่ือพิจารณา ค่า ������̅ อาจตีความได้ว่านักฟุตบอลท่ียังไม่เคยใช้ บริการเอเย่นต์นักกีฬามีความคาดหวังที่สูงกว่า ยกเว้นด้านคุณลักษณะของเอเย่นต์นักกีฬาท่ีพบว่า การใช้บริการ เอเย่นต์นักกีฬากับไม่ใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาท่ีแตกต่างกัน ไม่มีผลต่อการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาในด้าน คณุ ลักษณะของเอเยน่ ต์ อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิที่ระดบั 0.05 เน่อื งจากคณุ ลักษณะของเอเย่นต์นักกีฬาเป็นทักษะ ความรู้ ความสามารถ รวมท้งั นิสยั และพฤตกิ รรมของเอเยน่ ตน์ ักกีฬาท่แี ต่ละคนมีไม่เหมอื นกนั ทาให้เอเยน่ ตน์ ักกีฬา มีลักษณะและความถนัดไม่เหมือนกัน จึงเป็นส่ิงที่นักฟุตบอลแต่ละบุคคลต้องคานึงถึง เพื่อเลือกเอเย่นต์นักกีฬาที่ เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ซ่ึงสอดคล้องกับ Horn (2015) ที่กล่าวว่า คุณลักษณะของเอเย่นต์นักกีฬาท่ีนักกีฬา มองหาจากเอเยน่ ต์ยากทจ่ี ะบอกว่าคุณลักษณะแบบไหนดีท่ีสดุ เพราะคณุ ลักษณะของเอเยน่ ต์ที่เหมาะสมกับนักกฬี า คนหน่ึงอาจไม่เหมาะสมกับนักกีฬาอีกคนหนึ่งก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามในภาพรวมท้ังนักฟุตบอลไทยลีกท่ีใช้บริการ เอเย่นต์นักกีฬากับไม่เคยใช้บริการเอเย่นต์ เห็นว่าการใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาน่าจะเป็นประโยชน์และสามารถ ชว่ ยเหลือนักฟตุ บอลในทุก ๆ ดา้ น
ผู้วิจัยได้ทาการเปรียบเทียบความต้องการในการเลือกใช้บริการเอเย่นต์นักกีฬาของนักฟุตบอลไทยลีก ในภาพรวมพบว่า การใช้บริการเอเย่นตท์ ี่มีลักษณะการดาเนนิ การที่แตกต่างกัน ทาใหน้ ักฟุตบอลมคี วามต้องการใน การเลือกใช้บริการเอเยน่ ต์นักกีฬาด้านคุณลกั ษณะของเอเย่นต์ที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.05 และนักฟุตบอลที่ใช้บริการของเอเย่นต์นักกีฬาท่ีมีเช่ียวชาญหลากหลายธุรกิจมีค่า ������̅ มากกว่าเอเย่นต์นักกีฬาท่ีมี ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฬาในทุกด้าน อาจตีความได้ว่า นอกจากการบริการพื้นฐานของเอเย่นต์นักกีฬาแล้ว นักฟุตบอลมีความคาดหวังกับการบริการด้านอื่น ๆ ของเอเย่นต์นักกีฬาท่ีมีความเชี่ยวชาญหลากหลายธุรกิจด้วย สอดคล้องกับ Kenneth, & Timothy (2003) ที่กล่าวว่า ประโยชนส์ าคัญของบรษิ ัทท่เี ช่ียวชาญหลากหลายธรุ กิจท่ี สาคัญประการหน่ึง คือ นักกีฬาสามารถได้รับบริการท่ีดีทีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเสาะหา ผูเ้ ช่ียวชาญด้านต่าง ๆ เม่ือพิจารณารายด้าน มี 3 ด้าน ที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญท่ี 0.05 คือ ด้านคุณลักษณะของเอเย่นต์ นักกีฬา ด้านการเงิน ด้านการตลาด ซึ่งอาจสรุปเหตุผลของแต่ด้านได้ ดังนี้ 1) ด้านคุณลักษณะของเอเย่นต์นักกีฬา เอเย่นต์นักกีฬาท่ีมีเชี่ยวชาญหลากหลายธุรกิจอาจจะใช้ความน่าเชื่อถือจากธุรกิจอ่ืน ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องในการ ดึงดดู นกั ฟุตบอล โดยความสามารถในการดึงดดู นักกฬี าตวั ท็อป คือ คุณสมบัติท่สี าคัญในการเป็นเอเย่นต์นักกีฬาท่ีมี ประสิทธิภาพ (Steinberg, 2018) 2) ด้านการเงิน นักฟุตบอลมีคาดหวังและความต้องการให้เอเย่นต์นักกีฬาท่ีมี เช่ียวชาญหลากหลายธุรกิจ ซึ่งมีบุคลากรท่ีมีความรู้ความสามารถในด้านการเงิน ช่วยวางแผนการเงินและการลงทุน เพื่อให้นักฟุตบอลมีความม่ันคงในการดาเนินชีวิตในอนาคต สอดคล้องกับผู้ให้ข้อมูลหลักที่กล่าวว่า นักฟุตบอลไม่รู้ ว่าจะวางแผนการลงทุนยังไง เอเย่นต์ควรแนะนาเรื่องการลงทุนให้กับนักฟุตบอลหรือว่าหาวิธีออมเงินให้นักฟุตบอล และ 3) ด้านการตลาด ในต่างประเทศการตลาดกีฬาได้รับความนิยม และสามารถสร้างชื่อเสียง รวมถึงรายได้ให้กับ นักฟุตบอลเป็นอย่างมาก ซ่ึงน่าะมีข้อเสนอที่ครบวงจรในธุรกิจอื่น โดยเฉพาะเร่ืองการสร้างแบรนด์แฟช่ัน และ วงการบันเทิง (Rossi, Semen, & Brocard, 2016) ทาให้นักฟุตบอลไทยลีกต้องการทาการตลาดกีฬาบ้าง เพื่อสร้าง ช่ือเสยี ง รายได้ จงึ สง่ ผลใหน้ กั ฟุตบอลมคี าดหวังและความต้องการเอเย่นตน์ ักกีฬาทม่ี ีเชยี่ วชาญหลากหลายธรุ กจิ อย่างไรก็ตาม 3 ด้านที่เหลือ คือ ด้านการจัดการทั่วไป ด้านสัญญาและกฎหมาย และด้านการคัดสรร นักกีฬา ผู้ให้ข้อมูลหลักมองว่า เป็นหน้าที่พื้นฐานของเอเย่นต์นักกีฬาที่ควรทาหน้าท่ีช่วยเหลือนักฟุตบอลในเรื่อง ท่ัวไปในบางเรื่อง และคิดว่าการเจรจาสัญญาเป็นงานหลักของเอเย่นต์ รวมท้ังการคัดสรรนักกีฬาถืองานท่ีเอเย่นต์ ตอ้ งทาเป็นประจาเพือ่ เร่ิมต้นความสัมพันธ์ระหวา่ งเอเย่นต์กบั นักกีฬา ขอ้ เสนอแนะจากงานวิจัย แนวทางการใหบ้ รกิ ารของเอเยน่ ต์นกั กฬี าท้งั 6 ดา้ น มีดงั นี้ 1. ด้านคุณลักษณะของเอเย่นต์นักกีฬา เอเย่นต์นักกีฬาควรสร้างชื่อเสียงและรักษาช่ือเสียงให้เป็นอย่างดี เพ่ือสร้างความเช่ือมั่นให้กับนักฟุตบอลและสโมสร นอกจากนี้เอเย่นต์นักกีฬาควรสร้างเครือข่าย เพ่ือผลักดันให้ นกั ฟตุ บอลในสังกัดเปน็ ทสี่ นใจจากสโมสรฟตุ บอลตา่ ง ๆ 2. ด้านการจัดการท่ัวไป เอเย่นต์นักกีฬาควรทาหน้าที่ปกป้องนักฟุตบอลจากปัญหาและอุปสรรคให้ นักฟุตบอลปราศจากส่ิงรบกวน เพ่ือให้ผลงานออกมาดี รวมถึงควรทาหน้าที่ดูแลให้คาปรึกษาจัดการเร่ืองส่วนตัว การวางแผนอาชีพ และการวางแผนหลังอาชีพให้กับนักฟุตบอล นอกจากนี้ เอเย่นต์นักกีฬาควรมีความคุ้นเคย ใกลช้ ดิ นักฟุตบอลและคนรอบข้างของนกั ฟุตบอลดว้ ย เพือ่ จะไดร้ ับรู้ปัญหาของนกั ฟตุ บอลไดม้ ากขนึ้
3. ด้านการเงิน เอเย่นต์นักกีฬาควรเป็นท่ีปรึกษาเรื่องการวางแผนการลงทุนและวางแผนการเงินหลังเลิก เล่นฟุตบอลอาชีพ เพื่อเพิม่ รายได้และมูลค่าของทรัพย์สินของนักฟตุ บอล รวมถึงสร้างความมั่นคงในการดาเนนิ ชีวิต ในอนาคต นอกจากนค้ี วรสนับสนุนสง่ เสริมการเรียนรู้ด้านการเงนิ ของนักฟุตบอล เพราะเอเย่นต์กีฬาไม่สามารถชว่ ย ดแู ลด้านการเงินของนกั ฟตุ บอลไปได้ตลอดชีวิต 4. ด้านการตลาดกีฬา เอเย่นต์นักกีฬาควรมีความรู้ ความเข้าใจถึงผลิตภัณฑ์ทางการกีฬา รวมถึงเลือกใช้ กจิ กรรมทางการตลาดในการส่งเสริมการขายผลติ ภัณฑ์กีฬา เพ่ือการสรา้ งนักฟุตบอลให้เป็นท่ีรจู้ ักพร้อมท้ังการดูแล ภาพลักษณ์ของนักฟุตบอล โดยสร้างภาพลักษณ์ผ่านส่ือโซเชียลมีเดีย และคอยดูแลการใช้สื่อโซเชียลมีเดียของ นกั ฟุตบอล ซง่ึ จะสง่ ผลตอ่ โอกาสเปน็ ตัวแทนสินคา้ และการรบั งานด้านการตลาดกฬี า 5. ด้านสัญญาและกฎหมาย เอเย่นต์ควรมีความรู้กฎหมายเบื้องต้นที่เก่ียวข้องกับกีฬา มีทักษะในการ ต่อรองสญั ญาพรอ้ มทง้ั มีความรู้ด้านกฎหมาย หรือควรมที ่ีปรกึ ษาด้านกฎหมายคอยให้ความช่วยเหลือ เพ่ือช่วยดูแล สัญญา รักษาผลประโยชน์ให้นักฟุตบอล และป้องกันนักฟุตบอลถูกยกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงคอยให้ ความช่วยเหลือและปฏิบัติหน้าที่แทนนักกีฬาโดยการทาหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตลอดจนช่วยเจรจาต่อรอง กบั คกู่ รณี นกั ฟตุ บอลไมต่ ้องไปเจรจาตอ่ รองด้วยตนเอง 6. ด้านการคัดสรรนักกีฬา เอเย่นต์นักกีฬาควรมีทักษะการโน้มน้าวจิตใจนักกีฬาให้เข้าสู่สังกัด รวมถึงการ รักษาช่ือเสียงให้เป็นท่ียอมรับ นอกจากนี้เอเย่นต์นักกีฬาควรมีความรู้และความสามารถในการคัดเลือกนักฟุตบอล ซึ่งไม่ใช่แค่ความสามารถของนักฟุตบอล แต่ต้องรวมไปถึงนิสัยและอุปนิสัยใจคอของนักฟุตบอล รวมถึงควรรู้ว่า แต่ละสโมสรวา่ มีแนวทางการเลน่ แบบไหนต้องการนักฟุตบอลแบบไหน และควรร้วู ่านักฟุตบอลท่อี ยู่ในสงั กัดเหมาะ กบั สไตลก์ ารเลน่ ของสโมสรไหน ผู้ประกอบการธุรกิจเอเย่นต์นักกีฬา สามารถศึกษาแนวทางการบริการท่ีกล่าวไปข้างต้น เพื่อบริการให้ สอดคล้องกับความต้องการของนกั ฟุตบอล และบริษัททย่ี งั ไมม่ ีความเช่ียวชาญท่ีเกยี่ วข้องกับการเป็นเอเยน่ ตน์ ักกีฬา ก็สามารถเข้ามาในธุรกิจเอเย่นต์นักกีฬาได้โดยใช้ความถนัดท่ีตัวเองมีเพ่ือเข้ามาสนับสนุนนักกีฬาในด้านต่าง ๆ แต่ ในช่วงเร่ิมต้นทาธุรกิจบริษัทถ้ายังไม่มีความเช่ียวชาญด้านเอเย่นต์นักกีฬา อาจจะต้องดึงเอเย่นต์นักกีฬาที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์เข้ามาช่วย เพราะผลจากงานวิจัยนี้สรุปว่า ในภาพรวมนักฟุตบอลมีความคาดหวัง กับเอเย่นต์นักกีฬาท่ีเชี่ยว ช าญหลากหลายธุรกิจมากกว่า เอเย่นต์คว ามเชี่ยว ช าญเฉพาะด้านกีฬาโ ดยเฉพาะ นกั ฟตุ บอลทีย่ งั ไม่เคยใชบ้ รกิ ารเอเยน่ ตน์ กั กฬี า Reference Best, J. W. (1977). Research in Education. New Jersey: Prentice Hall, Inc. Chidchanok Chaicharoen. (2015). The legal status of players’ agent in Thailand (Unpublished Master’s thesis), Thammasat University. Horn, T. (2015). The no - star recruit. Retrieved from https://www.theplayerstribune.com/articles/ the-no-star-recruit Kenneth, L. S., & Timothy, D. (2003). The Business of Sports Agents. Pennsylvania: University of Pennsylvania Press. Kittisak Sukkasem. (2016). Factors influencing club selection of professional footballer in Thailand premier league (Unpublished Master’s thesis), Chulalongkorn University.
Rossi, G., Semen, A., & Brocard, F.J. (2016). Sports Agents and Labour Markets Evidence from World Football. Abingdon: Routledge. Steinberg, L. (2018). How to be a great agent: The 10 elements of recruiting. Retrieved from www.forbes.com/sites/leighsteinberg/2018/11/21/how-to-be-a-great-agent-the-10- elements-of-recruiting Vichit Yamboonruang. (2009). Turning point of Thai football. Retrieved from http: positioningmag. com/12072 Wannacharee Noriya. (2017). The Challenging of Sport Agent Selection. Nakornpathom: P.A. Living Publisher. Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis (3rd ed.). New York. Harper and Row Publications. Received: January, 30, 2021 Revised: March, 4, 2021 Accepted: March, 11, 2021
ศกั ยภาพของชุมชนในดา้ นการออกกาลงั กายแบบมสี ่วนรว่ มของชุมชน ตาบลบงึ นารกั ษ์ จังหวัดปทมุ ธานี กนกรชั ต์ ต่วนชะเอม และศกุ ล อริยสัจสี่สกุล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั การกฬี าแหง่ ชาติ วิทยาเขตกรงุ เทพ บทคัดยอ่ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน วิธีวิจัยเชิงคุณภาพและวิธีวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพ่ือ ศึกษาศักยภาพของชุมชนในด้านการออกก้าลังกายแบบมีสว่ นรว่ มของชุมชน ต้าบลบึงน้ารักษ์ จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้น้าชุมชนของต้าบลบึงน้ารักษ์ จ้านวน 6 คน ผู้น้าการออกก้าลังกาย จา้ นวน 4 คน และผูอ้ อกก้าลงั กาย จา้ นวน 38 คน รวบรวมข้อมลู โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลกึ กับผนู้ า้ ชมุ ชน และ ผู้น้าการออกก้าลังกาย และการใช้แบบสอบถามกับผู้ออกก้าลังกาย ซ่ึงความตรงเชิงเนื้อหา (ค่าดัชนีความ สอดคลอง) เทา่ กับ 0.94 โดยท้าการตรวจสอบความเช่ือถือไดข้ องขอ้ มลู โดยการใช้วธิ สี ามเสา้ ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพของชุมชนในด้านการออกก้าลังกายแบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดยภาพรวม อยูใ่ นระดับสูง (������̅ = 4.05, S.D. = .91) เมอ่ื พิจารณารายดา้ นพบวา่ ด้านความยึดมัน่ ผกู พันของชมุ ชน และด้าน กจิ กรรมการออกก้าลังกายมีคะแนนสูงกว่าด้านอ่ืน และลา้ ดับถัดไป คือ ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านบริการ และสิ่งอา้ นวยความสะดวก และความพร้อมของพื้นที่ ด้านภาวะผู้นา้ ชุมชน ด้านการบริหารจัดการ และด้าน การสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานภายนอก ตามล้าดับ แต่ด้านการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานภายนอกต่้ากว่าทุก ดา้ น เน่ืองจากชุมชนต้าบลบึงน้ารกั ษ์ จังหวัดปทุมธานี ได้รบั การสนับสนุนจากหนว่ ยงานภายนอกเพียง 2 แหล่ง คือ ด้านงบประมาณจากส้านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และด้านความรู้ด้านการออกก้าลังกาย จากมหาวิทยาลัยการกฬี าแหง่ ชาติ วิทยาเขตกรงุ เทพ ซง่ึ ไม่เพียงพอตอ่ ความต้องการของชมุ ชน คาสาคญั : ศักยภาพของชุมชน; การออกกา้ ลงั กาย; การมสี ่วนร่วม Corresponding Author: นางสาวกนกรชั ต์ ตว่ นชะเอม คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั การกฬี าแหง่ ชาติ วทิ ยาเขตกรงุ เทพ Email: [email protected]
THE CAPACITY OF COMMUNITY EXERCISING PARTICIPATION IN BUENG NAM RAK SUBDISTRICT, PATHUM THANI Kanokrat Tuancha - em, and Sukol Ariyasajsiskul Faculty of Education, Thailand National Sports University Bangkok Campus Abstract This research was the mix method of qualitative and quantitative approaches. The purpose was to study the potential of communities in the exercise with the participation of the community of Bueng Nam Rak Subdistrict, Pathum Thani. The samples were six community leaders, four exercise leaders and thirty-eight exercisers. Data collection was done using in - depth interviews with community leaders, exercise leaders, and questionnaires with exercisers the content validity (Index of Item Objective Congruence: IOC) was 0.94 that was verified the reliability by using triangulation method. The research revealed that community potential in the field of overall community participation exercise was at a high level (������̅ = 4.05, S.D. = .91). When considering each aspect, it was found that community commitment and exercise activity aspect had higher score than others. Next, were community involvement and networking with outside agencies respectively. Networking with outside agencies was lower than other aspects because Bueng Nam Rak community, Pathum Thani was supported from two outside agencies. First, the budget from National Health Security office (NHSO), and secondly, knowledge of exercise from Thailand National Sports University Bangkok campus which were not sufficient to meet the needs of the community. Keywords: capacity of community, exercising, participation Corresponding Author: Miss Kanokrat Tuancha - em, Faculty of Education, Thailand National Sports University Bangkok Campus. Email: [email protected]
บทนา แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) และยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และตัวชี้วัด กระทรวงสาธารณสุข ประจ้าปี พ.ศ. 2560 ต่างให้ความส้าคัญกบั การสร้างเสริมสุขภาพและการมีส่วนรว่ มของ ประชาชนเพ่ือการน้าสู่สุขภาวะที่พึงประสงค์ (Ministry of Public Health, 2016) รวมท้ังเเผนพัฒนาการกีฬา แห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2560 – 2564) ส่งเสริมให้มวลชนมีการออกก้าลังกายและมีส่วนร่วมในกิจกรรม การกีฬา ซ่ึงมีเป้าประสงค์ให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีสุขภาพ โดยเฉลี่ยท่ีดีขึ้นจากการออกก้าลังกาย และการ เล่นกีฬา (Ministry of Tourism and Sports, 2016) ทั้งนี้ ท้ังสามแผนได้เล็งเห็นถึงสภาพสังคมไทยที่ผ่านมา มีการพัฒนาสุขภาพด้วยการออกกา้ ลังกายของประชาชนยังไม่ต่อเนอื่ งและมีประสิทธิภาพพอ การสนบั สนุนการ ออกก้าลังกายขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินยังขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้บริหาร รวมถึงยังไม่ได้เป็นเป้าหมาย หลักของหน่วยงาน (Nittaya Pensirinapa, 2010) การที่จะให้ชุมชนเกิดความส้าเร็จในการสร้างเสริมสุขภาพ จงึ ตอ้ งอาศยั ปัจจัยท่ีส้าคัญหลายประการ ได้แก่ ความรู้ ความตระหนัก การมสี ่วนร่วม ภาวะผู้นา้ และความยึด ม่ันผูกพัน การมีส่วนร่วม โครงสร้างองค์กร ทรัพยากรของชุมชน การประเมินปัญหา เครือข่ายภายนอก และ การประเมนิ จุดวกิ ฤต (Ekasak Hengsuko, 2014; Laverack, 2006) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกรุงเทพ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีภารกิจหน้าท่ีในการสนับสนุน ชว่ ยเหลอื การดา้ เนนิ งานการบรกิ ารทางวิชาการแกช่ ุมชน ในเขตพื้นที่ ต้าบลบึงน้ารักษ์ อ้าเภอธัญบุรี จังหวัด ปทุมธานี ให้เกิดศักยภาพในการพัฒนาตนเองต่อไป เพื่อพัฒนาศักยภาพในการจัดกระบวนการพัฒนานโยบาย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบกลไก และศักยภาพในการพัฒนาอย่างเป็นระบบและย่ังยืนในการ ส่งเสริมการออกก้าลังกายของชุมชนได้อย่างต่อเน่ือง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ ของผู้เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการด้าเนินงานด้านการออกก้าลังกายและสุขภาพ ซ่ึงหลักการมีส่วน รว่ มของชุมชนจะต้องประกอบดว้ ย 1) มีสว่ นร่วมในการวางแผน 2) มีส่วนรว่ มในการด้าเนินกจิ กรรม 3) มีส่วน ร่วมในการใช้ประโยชน์ 4) มีส่วนร่วมในการร่วมรับประโยชน์ และ 5) มีส่วนร่วมในการประเมินผล (Arnstein, 1969; Cohen, & uphoff, 1980) โดยมีเป้าหมายของการพัฒนาต้องถือเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางหรือตัวต้ัง ในการพัฒนาแบบองค์รวมอย่างสมดุลและต่อเน่ือง การท้างานต้องเป็นพหุภาคีอย่างบูรณาการและเป็น เครือข่ายส่งผลให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองหรือพัฒนาตนเองให้เป็นชุมชนท่ีเข้มแข็ง (Anucha Muangyai, 2016) ท้ังน้ี ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาศักยภาพของชุมชนในด้านการออกก้าลังกายแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ต้าบล บึงน้ารักษ์ จังหวัดปทุมธานี ซ่ึงการประเมินศักยภาพชุมชนด้านการออกก้าลังกายของชุมชนเพื่อให้เข้าใจพลวัตร ของชุมชนน้ัน จะช่วยในการตัดสินใจด้าเนินโครงการท่ีเป็นประโยชน์ และการประเมินยังสามารถหาจุดแข็ง ตลอดจนแนวทางท่ีจะท้าให้เกดิ การพฒั นาชมุ ชนได้ การประเมินศักยภาพชุมชนสามารถประเมินได้ทั้งวธิ ีการด้านคุณภาพและวธิ ีการด้านปริมาณ ทง้ั นี้การ ประเมินศักยภาพของชุมชนดว้ ยวิธีการด้านคุณภาพ สามารถกระท้าได้ 2 รูปแบบ คือ 1) การสัมภาษณเ์ ชิงลกึ (in - depth interview) กับบุคคลที่เป็นแกนน้าหลักในชมุ ชน ดงั งานวจิ ัยของ Denham, Quinn & Gamble (1998) และ 2) การสนทนากลุ่ม (focus group) เป็นการใช้เพื่อประเมินผลในชุมชน ผู้เข้าร่วมสนทนาจะมาจากหลากหลาย วัฒนธรรมหรือภูมิล้าเนา ซ่ึงการมาพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดจะท้าให้เกิดความคุ้นเคย เพื่อให้ได้ข้อมูลจากชุมชน ตามบริบทและความต้องการด้านสุขภาพ (Boonjai Srisatitnarakun, 2007; Laverack, 2006) ดังเช่นงานวิจัย ของ ศิริมาลย์ วัฒนา อ้านาจ เย็นสบาย สาธิต ทิมวัฒนบรรเทิง และจักรพงษ์ แพทย์หลักฟ้า (Siriman Wattana, Amnard Yensabai, Sathit Thimwatbunthonge, & Chakapong Phaetlakfa, 2016) และงานวิจัยของคาล์ก และคณะ (Clark et al., 2003)
การประเมินศักยภาพของชุมชน ด้วยวิธีการด้านปริมาณ สามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ คือ 1) ประเมิน แบบเมทรกิ ซ์ (evaluation matrix) ดังเช่นงานวจิ ัยของ Gibbon (1999) ท้าให้กลุ่มผู้เข้าร่วมการประเมนิ ศักยภาพมี ความเข้าใจ สามารถวิเคราะห์ถึงจุดอ่อน จุดแข็งของศกั ยภาพของชุมชน และระบุได้วา่ ส่วนไหน หรือจุดใดของ ชุมชนที่มีความจ้าเป็นต้องรีบแก้ไขปรับปรุงให้ดีข้ึน 2) การประเมินศักยภาพของชุมชน โดยใช้แบบประเมิน ศักยภาพของชุมชนแบบลิเคิร์ท (Likert) โดยข้อความมีท้ังที่เป็นความรู้สึกในทางบวก (positive) และในทางลบ (negative) และมีจ้านวนพอ ๆ กัน ดังเช่นงานวิจัยของ Nickel, Süß, Lorentz, & Trojan (2018) ใช้เคร่ืองมือ ประเมินศักยภาพของชุมชนที่เรียกว่า KEQ (Kapazitätsentwicklung im Quartier / capacity building in small areas / neighbourhoods) วัดผลผลิตในระหว่างการด้าเนินโครงการ และ 3) การประเมินศักยภาพของชุมชน โดยใช้ “visual representation” ท่ีเรียกว่าเครือข่ายใยแมงมุม (spider web) (Gibbon, Labonte, & Laverack, 2002) การประเมนิ ศักยภาพของชุมชนแบบน้ี ใช้เวลานอ้ ย รวดเร็ว ผู้รวบรวมไม่จา้ เป็นต้องใช้ทักษะหรือ ความชา้ นาญ จะทา้ ให้ผ้ปู ระเมินเห็นถงึ ภาพรวมของศักยภาพของชมุ ชนในแต่ละด้าน ท้ังนี้ผู้วิจัยได้เลือกใช้การประเมินศักยภาพของชุมชน ด้วยวิธีการด้านคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ และการ ประเมินศกั ยภาพของชุมชน ด้วยวิธีการด้านปริมาณ โดยใช้ “visual representation” และจากการวิเคราะห์ องค์ประกอบของตัวช้ีวัดศักยภาพของชุมชนตามแนวคิดของโกวิท พวงงาม (Kowit Phuangngam, 2010) สมศักด์ิ ศรีสันติสุข (Somsak Sisantisuk, 1993) สีลาภรณ์ นาครทรรพ และฉลวยลักษณ์ สินประเสริฐ (Seelaporn Nakornthap, & Chaluelak Sinprasert, 1995) บัณฑร อ่อนด้า และวิริยา น้อยวงศ์ - นยางค์ (Banton Ondam, & Viriya Noi Wongnayang, 2010) Mathews (1996) Denham, Quinn, & Gamble (1998) Gibbon, Labonte, & Laverack (2002) และ Aref, Redzuan, & Gill (2010) ผู้วิจัยจึงประเมินใน 7 องค์ประกอบ ดังน้ี 1) ด้านการ บริหารจัดการ 2) ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน 3) ด้านกิจกรรมการออกก้าลังกาย 4) ด้านบริการและสิ่งอ้านวย ความสะดวก และความพร้อมของพื้นท่ี 5) ด้านภาวะผู้น้าชุมชน 6) ความยึดมั่นผูกพันของชุมชน 7) การสร้าง เครือข่ายกับหน่วยงานภายนอก ส้าหรับน้าข้อมูลกลับมาปรับปรุง และส่งเสริมแผนการพัฒนาการบริการสุขภาพ ด้านการออกกา้ ลงั กายให้กบั ชมุ ชนในเขตพ้ืนทร่ี บั ผิดชอบต่อไป วัตถุประสงค์การวจิ ยั เพ่ือศึกษาศักยภาพของชุมชนในด้านการออกก้าลังกายแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ต้าบลบึงน้ารักษ์ จังหวัดปทุมธานี ใน 7 องค์ประกอบ ดังนี้ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านกิจกรรม การออกก้าลังกาย ด้านบริการและส่ิงอ้านวยความสะดวก และความพร้อมของพื้นที่ ด้านภาวะผู้น้าชุมชน ความยดึ มน่ั ผูกพันของชุมชน และการสรา้ งเครอื ขา่ ยกับหนว่ ยงานภายนอก วธิ กี ารวจิ ยั การวิจัยคร้ังนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (combining qualitative and quantitative approaches) 1. ผ้เู ข้ารว่ มโครงการวิจัย (ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง) ผใู้ ห้ข้อมูลหลัก (key informant) ได้แก่ ประชาชน ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองสน่ันรักษ์ ต้าบลบึงน้ารักษ์ อา้ เภอธัญบรุ ี จงั หวัดปทุมธานี แบง่ กลมุ่ ตวั อยา่ งออกเปน็ 2 กลมุ่ ดงั น้ี 1.1 กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและตามความสมัครใจ ประกอบด้วย ผนู้ า้ ชุมชน จา้ นวน 6 คน ได้แก่ ผู้บรหิ ารของเทศบาลเมืองสน่ันรักษ์ สมาชิกเทศบาลเมืองสนน่ั รกั ษ์ที่ดูแลต้าบล บงึ น้ารักษ์ เจ้าหน้าท่ีเทศบาลเมืองสน่ันรักษ์ ประจา้ กองสาธารณสขุ และส่ิงแวดลอ้ ม ผ้นู ้าหมูบ่ ้าน) และผู้นา้ การ
ออกก้าลังกาย จ้านวน 4 คน ได้แก่ ผู้ฝึกสอน ครูพลศึกษา และผู้ที่มีหน้าที่ หรือเป็นแกนน้าในการด้าเนิน กิจกรรมการออกก้าลงั กาย) 1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการคัดเลือกแบบบังเอิญ จากผู้ออกก้าลังกาย จ้านวน 30 คน ได้แก่ เยาวชน ประชาชน และผู้สูงอายุ ที่ออกก้าลังกายและเล่นกีฬาเป็นประจ้า อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ในบริเวณ สถานทีอ่ อกกา้ ลังกาย 2. การพิทกั ษส์ ิทธ์ิผ้เู ข้าร่วมโครงการ โครงการวิจัยน้ีได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย มหาวิทยาลัยการกีฬา แหง่ ชาติ กระทรวงการทอ่ งเที่ยวและกฬี า ใบอนุญาตหนังสือรับรองเลขท่ี 115/2562 3. ขนั ตอนการศึกษา 3.1 ส้ารวจข้อมูลเบื้องต้น โดยการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อมูลจากแหล่ง อนื่ ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั ศักยภาพชุมชนกับการส่งเสริมสขุ ภาพดา้ นการออกก้าลังกายของข้อมูล 3.2 การประมวลข้อมูลเก่ียวกับสถานการณ์ ปัญหาและศักยภาพของชุมชนแบบเจาะลึกการส่งเสริม การออกก้าลังกายในเขตเทศบาลเมืองสน่ันรักษ์ ต้าบลบึงน้ารักษ์ อ้าเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จากการสัมภาษณ์ ผ้นู ้าชมุ ชน และผนู้ ้าการออกกา้ ลังกาย 3.3 ออกแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลศักยภาพชุมชนและความต้องการของชุมชนการส่งเสริมการ ออกก้าลังกาย ด้าเนินการลงพื้นท่ีเพ่ือสอบถามโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้บริการ ซ่ึงเข้าไปสัมภาษณ์ และให้ตอบแบบสอบถาม 3.4 น้าข้อมูลท่ีได้มาวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนมีศักยภาพในการส่งเสริมการออกก้าลังกาย โดยใชก้ ารศกึ ษาจาก 7 องค์ประกอบหลกั 4. เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการศึกษา 4.1 แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (structured interview) และเจาะลึกเกี่ยวกับข้อมูลการส่งเสริม สขุ ภาพดา้ นการออกก้าลงั กายในชมุ ชน 4.2 แบบสอบถามปลายปิดและปลายเปิด เก่ียวกับศักยภาพของชุมชนในด้านการออกก้าลังกาย แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ประกอบด้วย 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป จ้านวน 7 ข้อ ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับ ศกั ยภาพชุมชนในการส่งเสริมการออกก้าลังกายแบบมีส่วนร่วมของชมุ ชน จ้านวน 55 ขอ้ และตอนที่ 3 ความคิดเห็น เกีย่ วกบั ปัญหา อปุ สรรค และข้อเสนอแนะ จ้านวน 3 ขอ้ 5. การตรวจสอบข้อมูล ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จะท้าการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยใช้วิธีสามเส้า (triangulation) โดยการน้าข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างมาเปรียบเทียบข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถาม เพ่ือยนื ยันความถูกตอ้ งแลว้ พบวา่ มคี วามสอดคลอ้ ง และสรปุ ขอ้ มูลโดยรวมอกี คร้ัง 6. การวเิ คราะหข์ อ้ มูลและสถติ ทิ ใ่ี ช้ 6.1 ข้อมูลจากการสัมภาษณ์จะใช้เทปบันทึกเสียงและถอดข้อความแล้วน้ามาวิเคราะห์โดยใช้หลักการ วิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) 6.2 การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ จะน้ามาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ดังน้ี 1) ข้อมลู ท่วั ไปของผูต้ อบแบบสอบถาม วิเคราะห์ความถ่ี คา่ ร้อยละ
2) ข้อมูลเก่ียวกับศักยภาพชุมชนในการส่งเสริมการออกก้าลังกาย เป็นแบบลิเคอร์ทสเกล (Likert Scale) 5 ระดับ คือ มากท่สี ุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยทีส่ ุด วิเคราะห์ข้อมลู โดยค้านวณค่าเฉล่ีย และ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของคะแนนท่ไี ด้ การแปลความหมายของคะแนนรวมของศักยภาพชุมชนในการส่งเสริมการออกก้าลงั กาย (Sumatana Klangkarn, & Worapot Phromsattayaprot, 2010) ดังน้ี คา่ เฉลีย่ 3.67 - 5.00 หมายถึง ระดบั ศักยภาพสูง คา่ เฉล่ยี 2.34 - 3.66 หมายถึง ระดับศักยภาพปานกลาง คา่ เฉลี่ย 1.00 - 2.33 หมายถึง ระดับศักยภาพต้่า 3) ข้อมูลอื่น ๆ เช่น ปัญหาและอุปสรรคในการเข้าใช้บริการการส่งเสริมการออกก้าลังกาย ของชุมชน ความประทับใจในการส่งเสริมการออกก้าลังกายของชุมชน และข้อเสนอแนะในการพัฒนาการส่งเสริม การออกกา้ ลังกายของชมุ ชน ไดใ้ ชก้ ารบรรยาย ผลการวจิ ยั 1. ผลการวิจยั เชิงคณุ ภาพจากการสมั ภาษณ์ 1.1 ด้านความยึดมัน่ ผูกพนั ชุมชนเห็นความส้าคัญของการออกกา้ ลังกาย โดยการร่วมบริจาคเงินส้าหรับการซ้ือน้าให้ครูผู้สอน ร่วมกันจัดท้าเสื้อแจกผู้ออกก้าลังกาย เพ่ือให้เกิดความรู้สึกเป็นกลุ่มเดียวกันและร่วมกันระดมทุนช่วยค่าจ้าง ผูน้ ้าการออกกา้ ลังกาย เมอ่ื งบประมาณมาล่าชา้ 1.2 ด้านกจิ กรรมการออกกาลังกาย รูปแบบกิจกรรมการออกก้าลังกายมีความเหมาะสมกับวัยของผู้ออก้าลังกาย ได้แก่ แอโรบิค บาสโลบและการเต้นเน้นทิศทาง (Line Dance) เพื่อให้ผู้ท่ีมีโรคประจ้าตัวหรือผู้สูงอายุได้เข้าร่วมกิจกรรม ผลของ กจิ กรรมบรรลุเป้าหมาย เนื่องจากผลการตรวจสุขภาพประจ้าปีของคนในชุมชน โดยกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมอื งสน่ันรักษ์ อยู่ในเกณฑ์ดขี ึ้น น้าหนักลดลง ปญั หาสุขภาพลดลง 1.3 ดา้ นการมีสว่ นรว่ มของชุมชน ประธานชุมชน กรรมการหมู่บ้าน และผู้น้าการออกก้าลังกายร่วมกันประชุมหารือ พิจารณา ออกแบบกิจกรรมการออกก้าลังกายตามความเหมาะสมตามวัยของผู้ออกก้าลังกายในชุมชน ส้าหรับจัดท้าโครงการ ออกก้าลงั กาย เพ่อื ของบประมาณกบั ทางเทศบาลเมืองสนน่ั รกั ษ์ 1.4 ด้านบริการและส่ิงอานวยความสะดวก และความพรอ้ มของพนื ท่ี ส่งิ อ้านวยความสะดวก ได้แก่ นา้ ดื่ม บางชุมชนมีการแปลงจากค่าไฟฟ้าของโครงการมาเปน็ ค่า น้าด่ืมส้าหรับผู้มาออกก้าลังกาย แต่บางชุมชนไม่มีน้าดื่มบริการ ห้องน้าบริเวณสถานท่อี อกก้าลังกายของชุมชนส่วน ใหญ่มีจ้านวนไม่เพียงพอกับจ้านวนผู้ออกก้าลังกาย เน่ืองจากมีเพียงห้องเดียวหรือไม่มีไว้บริการ ยกเว้นชุมชน หมู่บ้านซ่ือตรงชมสวนมีการจัดห้องน้าไว้บริการจ้านวนมาก อุปกรณ์การออกก้าลังกายในชุมชนเสื่อมสภาพ เนื่องจาก ขาดงบประมาณ เพราะงบประมาณท่ีเทศบาลให้มานั้น ก้าหนดวัตถุประสงค์ในการใช้งบประมาณที่ไม่เป็น การซ่อมแซม และซื้ออุปกรณ์การออกก้าลงั กาย สถานที่ออกก้าลังกายมีขนาดไม่เหมาะสมกับจา้ นวนผ้ทู ี่มาออก ก้าลังกาย และเกิดความขัดแย้งในการใช้สนามร่วมกับผู้มาเล่นกีฬาฟุตบอล ในช่วงเวลา 17.00 – 18.00 น. ชุมชนขาดการประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนให้มาออกก้าลังกาย ส่งผลให้ผู้ท่ีมาออกก้าลังกายในแต่ละวัน น้อยลง ส่งผลในการเสนอโครงการออกก้าลังกายมีจ้านวนโครงการลดลงอย่างต่อเนื่องจากปี พ.ศ. 2559 จ้านวน 14 ชมุ ชน ลดลงรอ้ ยละ 50 ในปี พ.ศ. 2561 เหลอื 7 ชุมชน
1.5 ดา้ นภาวะผนู้ าชุมชน ผู้น้าชุมชน (กรรมการหมู่บ้าน) จะท้าหน้าท่ีบริหารงบประมาณในแต่ละเดือนและประธาน ชุมชนจะเป็นผู้เสนอโครงการออกก้าลังกายตามความต้องการของชุมชนให้กับคณะอนุกรรมการฯ พิจารณา และปัญหาที่ผู้น้าชุมชนประสบ คือ ขาดความรู้ ความเข้าใจ ในหลักการเขียนเสนอขอโครงการเพื่อของบประมาณ จัดโครงการ การคัดเลือกผู้น้าการออกก้าลังกายมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกจากผู้ที่มีความรู้ ทักษะการจัดกิจกรรม การออกก้าลังกาย โดยต้องผา่ นการอบรมและมีใบรบั รองหลักสูตรที่ใช้ในการเต้นออกก้าลังกาย ซ่ึงผู้น้าของแต่ ละชุมชนจะเปน็ ผู้คดั เลอื กดว้ ยตนเอง 1.6 ด้านการบรหิ ารจัดการ นายกเทศมนตรีเมืองสน่ันรักษ์ ท้าหน้าท่ีแต่งต้ังคณะอนุกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลเมืองสน่ันรกั ษ์ เพือ่ ด้าเนินงานพิจารณาและจดั สรรงบประมาณให้กบั ชุมชนทีเ่ สนอขอโครงการออกกา้ ลงั กาย โดยมีกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบในการก้ากับติดตามผลของโครงการ การบริหารจัดการงบประมาณ ขาดความต่อเนอื่ งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 เปน็ ระยะเวลา 7 เดือน 1.7 ดา้ นการสรา้ งเครอื ขา่ ยกับหนว่ ยงานภายนอก ชุมชนได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากส้านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพียงแห่งเดียว โดยทางเทศบาลเมืองสนั่นรักษ์จะท้าหน้าที่จดั สรรงบประมาณให้กับชุมชน และได้รับการสนบั สนุน ความรูแ้ ละทักษะการเป็นผู้นา้ การออกก้าลังกายจากมหาวิทยาลัยการกฬี าแห่งชาติ วทิ ยาเขตกรุงเทพ 2. ผลการวจิ ัยเชิงปริมาณจากแบบสอบถาม ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของชุมชนในด้านการออกกาลังกายแบบมีส่วนร่วมของชุมชนโดยรวม และรายด้านของตาบลบึงนารักษ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี ตารางที่ 1 ค่าเฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของศักยภาพของชุมชนในด้านการออกก้าลังกายแบบมีส่วน รว่ มของชุมชนโดยภาพรวมและรายดา้ น ของต้าบลบงึ น้ารักษ์ จังหวัดปทมุ ธานี ศกั ยภาพชมุ ชน ค่าเฉลย่ี S.D. ระดบั - ดา้ นภาวะผนู้ า้ ชุมชน 3.96 .62 สงู - ดา้ นการบริหารจดั การ 3.89 .62 สงู - ดา้ นการมสี ่วนร่วมของชมุ ชน 4.18 1.29 สงู - ด้านบรกิ ารและสง่ิ อา้ นวยความสะดวก และความพรอ้ มของพน้ื ท่ี 4.01 1.43 สงู - ดา้ นกิจกรรม 4.28 1.54 สูง - การสร้างเครอื ข่ายกบั หน่วยงานภายนอก 3.76 1.42 สงู - ด้านความยดึ มน่ั ผูกพนั ของชุมชน 4.28 1.10 สูง ศกั ยภาพชุมชนภาพรวม 4.05 .91 สูง
ความยึดมน่ั ผกู พันของชมุ 4ช.น28 ภาวะผูน้ า้ ชุมชน การบริหารจดั การ 3.89 3.76 4.4 4.2 3.96 4.18 การมสี ่วนรว่ มของชมุ ชน 4 3.8 3.6 3.4 การสร้างเครอื ข่ายกับ หน่วยงานภายนอก กิจกรรมการออกก้าลังกาย 4.28 4.01 บริการและสง่ิ อา้ นวยความ สะดวก และความพร้อมของ พื้นท่ี ภาพ 1 ค่าเฉลี่ยศกั ยภาพของชุมชนในด้านการออกก้าลังกายแบบมีสว่ นรว่ มของชุมชน ต้าบลบงึ น้ารกั ษ์ จงั หวดั ปทุมธานี เปน็ รายดา้ นโดยใช้เครอื ข่ายใยแมงมุม (spider web) จากตารางที่ 1 พบว่า ศักยภาพของชมุ ชนในด้านการออกก้าลังกายแบบมีส่วนรว่ มของชุมชนโดยภาพรวม (������̅ = 4.05, S.D. = .91) อยู่ในระดบั สูง เมื่อพิจารณารายดา้ นพบว่า ดา้ นความยดึ มั่นผกู พันของชมุ ชน (������̅ = 4.28, S.D. = 1.10) และด้านกจิ กรรม (������̅ = 4.28, S.D. = 1.54) มคี ะแนนสูงกว่าด้านอน่ื และดา้ นการสร้างเครือขา่ ย กบั หน่วยงานภายนอก (������̅ = 3.76, S.D. = 1.42) มีคะแนนน้อยท่สี ุด อภปิ รายผล ปจั จัยท่ีส่งผลใหก้ ารมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาศกั ยภาพชุมชนในการออกก้าลังกายให้ดีข้นึ คือ ความยึดมน่ั ผูกพันนน้ั เป็นส่วนหน่ึงของการด้าเนนิ งาน โดยร่วมกันพิจารณาและออกแบบโครงการออกก้าลังกาย ทเ่ี หมาะสม รว่ มกันคัดเลอื กผู้น้าออกก้าลังกายจากผูท้ ี่มคี วามรแู้ ละทักษะโดยผ่านการอบรมการท้ากิจกรรมการ ออกก้าลังกายจากมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกรุงเทพ และผู้น้าชุมชนและสมาชิกในชุมชนยังได้ ร่วมกันบริหารงบประมาณที่ได้รับจากส้านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในรูปแบบของ คณะอนุกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลเมืองสนั่นรักษ์ โดยเฉพาะกรณที ่ีเกิดความล่าชา้ ของการจัดสรร งบประมาณ สมาชิกในชุมชนมีการระดมทุนในการด้าเนินโครงการเอง นอกจากน้ีชุมชนยังมีส่วนร่วมในการก้ากับ ติดตามผลการด้าเนินโครงการออกก้าลังกายร่วมกับกองสาธารณสุขและส่ิงแวดล้อม เทศบาลเมืองสนั่นรักษ์ สิ่งเหล่าน้ีสะท้อนให้เห็นว่าชุมชนมีกลไกส้าหรับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพการส่งเสริมการออกก้าลังกาย ตามแนวคิดของ Arnstein (1969) และ Cohen, & Uphoff (1980) ที่มี 5 ระดับ ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมใน การวางแผน การมีส่วนร่วมในการดา้ เนินกิจกรรม การมีสว่ นรว่ มในการใช้ประโยชน์ การรว่ มรับประโยชน์ และการ มีร่วมในการประเมินผล และยังเก่ียวข้องกับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ท้าให้เกิดความผูกพันและเกิด แรงกระตุ้นให้การด้าเนินกิจกรรมการออกก้าลังกายมีประสิทธิภาพจนบรรลุผลส้าเร็จตามเป้าหมายท่ีต้ังไว้ (Davis, & Newstorm, 1989) นอกจากนี้ผู้น้าการออกก้าลังกายที่ผ่านการอบรมจนมีความรู้และทักษะในการ ออกก้าลังกาย สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคตขิ องสมาชิกในด้านการออกก้าลงั กายในทางบวก ทราบถึงประโยชน์ ของการเข้าร่วมกิจกรรมการออกก้าลังกายจนสามารถปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพได้ (Sudtai ponsean, 2011) และท้าใหผ้ ลการตรวจสขุ ภาพประจ้าปีของสมาชิกในชมุ ชนอยูใ่ นเกณฑ์ดี ปญั หาสุขภาพลดลง
อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการออกก้าลงั กายยังมีจุดที่ควรพัฒนา ในเร่ืองต่าง ๆ ดังนี้ ผู้น้าชุมชนขาดความรใู้ นการเขียนโครงการออกก้าลังกายเพ่ือเสนอของบประมาณจากเทศบาล เมืองสนั่นรักษ์ ชุมชนขาดการประชาสัมพนั ธ์เพือ่ เชิญชวนให้สมาชกิ มาออกก้าลงั กาย ขาดสิ่งอา้ นวยความสะดวก เช่น น้าดื่ม ห้องน้า ไว้บริการสมาชิกท่ีมาออกก้าลังกาย รวมท้ังยงั ขาดความร่วมมือกับเครือข่ายหน่วยงานภายนอกท่ียังมี จ้านวนน้อย คือ ความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกรุงเทพ และส้านักงานหลักประกนั สุขภาพแห่งชาติ ท้าใหข้ าดความคล่องตัวและความต่อเนื่องในการจัดหางบประมาณ และยังมีปัญหาเส่ือมสภาพของอุปกรณ์การออกก้าลังกายท่ียังไม่ได้รับการแก้ไข ปัจจัยเหล่าน้ีจะส่งผลให้การมี สว่ นร่วมในการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการออกก้าลังกายไม่ยัง่ ยืน ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้ผู้น้าชุมชนมีความรู้ และทักษะในการเขียนโครงการเพ่ือให้ไดร้ ับการจดั สรรงบประมาณ ผู้น้าท่มี ีความรแู้ ละทักษะจะเป็นแรงผลักดัน ให้ชุมชนเกิดกระบวนการเรียนรู้และสามารถพัฒนากิจกรรมการออกกา้ ลังกายของชุมชนเองได้ ผู้น้าจึงเป็นตวั ช่วย เสริมให้การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนท้าได้เร็วขึ้น (Praiwan Techakosol, 2003; Kanchana Kaewthep, 1997) ซึ่งท้าหน้าท่ีถา่ ยทอดความรู้ ความเขา้ ใจ และข่าวสารข้อมูลจากหนว่ ยงานภาครัฐหรือเอกชนท่ีทันสมัย และ เป็นที่ยอมรับจากสมาชิกในชุมชนท้องถ่ิน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ (Kanchana Kaewthep, 1997) สิ่งเหล่านี้จะท้าให้เกิดความร่วมมือกันของสมาชิกในชุมชน มีการแลกเปลย่ี นข่าวสารกันท้า ให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและสามารถพ่ึงตนเองได้ (Wisakha Phoochinda, & Sirisuda Nootimthong, 2015) นอกจากน้ีควรมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เช่น มีการคมนาคมภายในชุมชนให้สะดวก มีห้องน้า ห้องส้วมไว้บริการ มีบรกิ ารน้าดืม่ ท่ีสะอาดและเพียงพอ ตลอดจนมีความปลอดภัยภายในสถานทีอ่ อกก้าลังกายนั้น ท้ังนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและการออกก้าลังกายตามชุดการส่งเสริมสุขภาพของ วารสารวิทยาลัยหทัยวิทยาของสหรัฐอเมริกา (Journal of the American College of Cardiology: JACC) (Fletcher, Landolfo, Niebauer, Ozemek, Arena, & Lavie, 2018) ท่ีกล่าวว่า การจัดสภาพแวดล้อมท่ีจ้าเป็น ต้องสนองต่อกิจกรรมทางกายในการส่งเสริมสุขภาพ นอกจากน้ี Wisner, & Adams (2002) ยังกล่าวว่า สภาพ บริบทของส่ิงแวดล้อมในพ้ืนที่ เช่น ระบบน้าประปา การสุขาภิบาล การควบคุมพาหะน้าโรค เป็นการส่งเสริม สขุ อนามัย นา้ ไปสคู่ วามรว่ มมือกนั ต้งั แต่บุคคล ครอบครัว และชุมชน ตลอดจนตวั แทนจากองคก์ รต่าง ๆ เพื่อให้ เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและการบริการด้านการออกก้าลังกายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถ่ินควรเข้ามาส่ือสารท้าความเข้าใจและให้ความรู้ด้านสุขภาพและการออกก้าลังกาย ให้กับสมาชิกใน ชมุ ชน ดงั เช่นงานวิจัยของ รัถยานภิศ รัชตะวรรณ ธมลวรรณ แก้วกระจก วรรณรัตน์ จงเขตกิจ ปิยะพร พรหม แก้ว ดาลิมา ส้าแดงสาร และ ดลปภัฏ ทรงเลิศ (Ratthayanaphit Ratchathawan, Thamolwan Kaewkrajok, Wannarat Jongkatekit, Piyaphorn Phromkaew, Dalima Sumdangsan, & Dolphaput Thonglert, 2018) ท่ีพบว่า การสื่อสารในชุมชนที่เหมาะสมควรเป็นการส่ือสารสองทาง ท้ังข้ันตอนการส้ารวจสถานะทาง สุขภาพ นอกจากนี้ชุมชนควรติดต่อประสานงานเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากเครือข่ายภายนอก ทั้งในด้าน วิชาการ ทรัพยากร งบประมาณของการออกก้าลังกายในชุมชน เม่ือเกิดเหตุการณ์วิกฤติข้ึน และยังสอดคล้องกับ งานวิจัยของอัมราภรณ์ ภู่ระย้า และขนิษฐา นันทบุตร (Amaraporn Puraya, & Khanitta Nuntaboot, 2019) ทพี่ บว่า หน่วยงาน องค์กรภายนอกพื้นที่ สามารถเปน็ องค์กรร่วมมือหรือองค์กรสนบั สนนุ ศักยภาพชุมชนในดา้ น ต่าง ๆ เช่น การเข้าร่วมปฏิบัติการ การสนับสนุนด้านวิชาการ การสนับสนุนทรัพยากรบุคคล และงบประมาณ ตลอดจน เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการส่งเสริมหรือให้ความช่วยเหลือให้ครอบคลุมทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มประชากรท่ตี อ้ งการความใส่ใจ เร่อื งสุขภาพ หรอื ในภาวะภัยพบิ ัตติ ่าง ๆ ทเี่ กิดขน้ึ ในชมุ ชนได้
ข้อเสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะจากผลการวิจัย 1. หน่วยงานภาครัฐ ผู้น้าชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรให้ความส้าคัญกับการพัฒนาสุขภาพ ในด้านการออกก้าลังกายของสมาชิกในชุมชน ผ่านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร เช่น รูปแบบการออกก้าลังกาย ท่ีเหมาะสมกับวัยและสภาพบริบทของสมาชิกในชุมชน ช่วงเวลาท่ีจัดกิจกรรมออกก้าลังกายของชุมชน โดยผ่านสื่อ ตา่ ง ๆ เช่น บอร์ดประชาสัมพันธ์ประจ้าหมู่บ้าน เว็บไซต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ รถกระจายเสียง เสยี ง ตามสาย เป็นตน้ 2. องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และสถาบันการศึกษาภายในพื้นท่ี ควรสนับสนุนการให้ความรู้ในการเขียน โครงการเพือ่ เสนอของบประมาณ และสรา้ งแรงจงู ใจใหส้ มาชิกในชุมชนเห็นความส้าคัญของการออกก้าลังกาย 3. ผู้น้าชุมชนและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรร่วมกันหารือในการวางแผนและจัดการ ส่งเสริมสุขภาพด้านการออกก้าลังกายของสมาชิกในชุมชน เพ่อื หาแนวทางแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณท่ีล่าช้า เกินกว่าก้าหนด การจัดสรรอุปกรณ์ส้าหรับหารออกก้าลังกายตามความต้องการของชุมชนให้มีความเหมาะสม และพร้อมส้าหรับการใช้งาน และส่งเสรมิ การสรา้ งเครอื ข่ายกับหน่วยงานภายนอกในด้านงบประมาณ อุปกรณ์ ออกก้าลงั กาย ความรดู้ ้านการออกก้าลังกายให้เพม่ิ มากขน้ึ ขอ้ เสนอแนะสาหรับการวจิ ยั ครงั ต่อไป ควรมีการศึกษารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้ออกก้าลังกายโดยการมีส่วนร่วมของชมุ ชนที่เหมาะสม กบั สภาพของ ต้าบลบึงน้ารักษ์ จังหวัดปทุมธานี โดยสามารถน้าไปบูรณาการและใช้สรา้ งเสริมสุขภาพประชาชน ในชุมชน ให้เกิดผลสัมฤทธ์ิที่สูงข้ึน โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) เริ่มต้ังแต่ขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการออกก้าลังกายของประชาชนในทุกช่วงวัย ร่วมคิด ตัดสินใจวางแผน ด้าเนินการริเริ่มการออกก้าลังกายให้เกิดความต่อเน่ือง ตลอดจนการประเมินผลการด้าเนินการ ออกก้าลังกายในชมุ ชน References Amaraporn Puraya, & Khanitta Nuntaboot. (2019). Community capacity in elderly care. Journal of Nursing and Health Care, 37(1), 22 - 31. Anucha Muangyai. (2016). Development approach to enchancing the potential of community and lacal in the twenty - first century. EAU Heritage Journal Social Science and Humanities, 6(3), 12 - 26 Aref, F., Redzuan, M., & Gill, S. S. (2010). Community capacity building: A review of its implication in tourism development. Retrieved from http://www.jofamerican science.org/journals/ am- sci/am0601/23_1102_Dimensions_am0601.pdf Arnstein, S. R. (1969). Ladder of citizen participation. Journal of American Institute of Planners, 35, 216 - 224. Banton Ondam, & Viriya Noi Wongnayang. (2010). How to develop the small farming sector: Case of Thailand (1st ed.). Department of Community Development, Faculty of Social Work, Thammasat University. Boonjai Srisatitnarakun. (2007). The methodology in nursing research. Faculty of Nursing, Chulalongkorn University.
Clark, M. J., Cary S., Diemert G., Ceballos R., Sifuentes M., Atteberry I., Vue F., & Triue S. (2003). Involving communities in community assessment. Public Health Nursing, 20(6), 456 - 463. Cohen, J. M., & Uphoff, N. T. (1980). Participation place in rural development: Seeking clarity through specificity. World Development, 8(3), 213 - 235. Davis, K. & Newstrom, J. W. (1989). Human Behavior at Work Organizational Behavior. McGraw - Hill. Denham, A., Quinn, S.C. & Gamble, D. (1998). Community organizing for health promotion in the rural south. Health Promotion and Maintenance, 21(1), 1 - 21 Ekasak Hengsuko. (2014). Capacity in health promotion by exercise of senior people. SDU Research Journal Humanities and Social Science, 10(3), 129 - 142. Fletcher, G. F., Landolfo, C., Niebauer, J., Ozemek, C., Arena, R., & Lavie, C. J. (2018). Promoting physical activity and exercise JACC health promotion series. The American College of Cardiology, 72(14), 1622 - 1639. Gibbon, M., Labonte R. & Laverack G. (2002). Evaluating community capacity. Health Social Care Community, 10(6), 485 - 491. Gibbon, M. (1999). Meetings with meaning: Health dynamics in rural Nepal. South Bank University. Kowit Phuangngam. (2010). Community and Local Self - Governance. Bophit Printing. Kanchana Kaewthep. (1997). Community Organization Mechanism for Solving Problems and Social Development. Plan Printing. Laverack, G. (2006). Improving health outcomes through community empowerment: Review of the literature. Retrieved from http://www.icddrb.org/images/jhpn2401-Improving.pdf Mathews, D. (1996). Element of strong civil society and healthy public life. Kettering Foundation April. Ministry of Public Health. (2016). (Draft) The 12th National Health Development Plan. n.p. Ministry of Tourism and Sports. (2016). The 6th National Sports Development Program (2017 - 2021). WVO Officer of printing mill. Nickel, S. Süß W., Lorentz, C., Trojan, A. (2018). Long - term evaluation of community health promotion: Using capacity building as an intermediate outcome measure. Public Health, 162, 9 - 15. Nittaya Pensirinapa. (2010). The local government organization and exercise supporting in local area [Pamphlet]. Sukhothai Thammathirat. Praiwan Techakosol. (2003). Community health management in Changwat Khon Kaen (Unpublished master’s thesis), Khon Kaen University. Ratthayanaphit Ratchathawan, Thamolwan Kaewkrajok, Wannarat Jongkatekit, Piyaphorn Phromkaew, Dalima Sumdangsan, & Dolphaput Thonglert. (2018). The community participation process in well - being development. Journal of Southern Technology, 11(1), 231 - 238.
Seelaporn Nakornthap & Chaluelak Sinprasert. (1995). Indicators for rural development work: Developer experience. Local Development Institute. Siriman Wattana, Amnard Yensabai, Sathit Thimwatbunthonge & Chakapong Phaetlakfa. (2016). A community potentials for the development of the cultural tourist attractions in Mae Chaem District Area, Chiangmai Province. Research and Development Journal Suan Sunandha Rajabhat University, 8(1), 83 - 96. Somsak Sisantisuk. (1993). The sociology of community: Principles of community study, analysis and work. Khon Kaen University. Sudtai ponsean. (2011). An application of self – efficacy theory and social support to the control of type 2 diabetes in the elderly sub-district group in Sawai, Mueang District, Surin Province. Primary Health care division Journal, 7(1), 6 - 16. Sumatana Klangkarn, & Worapot Phromsattayaprot. (2010). Principle of Health Science Research (6th ed.). Sarakhamprinting. Wisner, B., & Adams, J. (2002). Environmental health in emergencies and disasters: A practical guide. World Health Organization. Wisakha Phoochinda, & Sirisuda Nootimthong. (2015). Community environmental management based on industrial ecology concept: A case study of Lamet Community, Lamet Sub - District, Chaiya District, Surajthanee Province. Academic Journal of Humanities and Social Sciences, 11(2), 171 - 195. Received: December, 23, 2020 Revised: April, 3, 2021 Accepted: May, 12, 2021
หลกั สูตรฝึกอบรมเพอื่ เสรมิ สร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ เรื่องความปลอดภยั ในชวี ติ ของครูสขุ ศกึ ษา ชญาภสั ร์ สมกระโทก จินตนา สรายุทธพิทกั ษ์ และสรญิ ญา รอดพิพัฒน์ คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั บทคดั ย่อ การวิจยั ครั้งน้ีมวี ัตถุประสงค์เพื่อ พฒั นาหลักสูตรฝกึ อบรมเพ่อื เสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการ จัดการเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยในชีวิตของครูสุขศึกษา โดยมีการดาเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้น คือ ขั้นท่ี 1 การศึกษาเอกสาร และงานวิจยั เกีย่ วข้องกบั การเสริมสรา้ งความสามารถในการออกแบบการจัดการเรยี นรู้เรื่องความ ปลอดภัยในชีวิต เพ่ือสังเคราะห์แนวคิดที่ใช้ในการสร้างหลักสูตรฝึกอบรม ข้ันที่ 2 การสร้างหลักสูตรฝึกอบรม โดยนาเอาผลการศึกษาความตอ้ งการจาเป็นของครูสุขศึกษาร่วมกับการประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ร่วมกับแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ขั้นที่ 3 การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรฝึกอบรม โดยนา หลักสูตรฝึกอบรมท่ีพัฒนาข้ึนไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 ท่าน ตรวจพิจารณาคุณภาพของหลักสูตร 2 ด้าน ได้แก่ 1) ตรวจประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร โดยใช้แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร 2) ตรวจประเมิน ความสอดคล้องของหลักสูตร โดยใชแ้ บบสอบถามชนดิ มาตราสว่ นประมาณค่า 5 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของหลักสูตรฝึกอบรมมีดังน้ี 1.หลักการและเหตุผลของหลักสูตรฝึกอบรม 2.จุดมุ่งหมายของหลักสูตรฝึกอบรม 3.โครงสร้างเน้ือหาของหลักสูตรฝึกอบรม 4.กิจกรรมการฝึกอบรม 5.ส่ือและ แหล่งการเรียนรู้ประกอบการฝึกอบรม 6.ระยะเวลาฝึกอบรม 7.การวัดและประเมินผลหลักสูตรฝึกอบรม และ 8. แผนการจัดการฝึกอบรม จานวน 6 หน่วย ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ผู้เรียน 2) การกาหนดจุดประสงการเรียนรู้ เชิงพฤติกรรม 3) การคัดเลือกและกาหนดสาระการเรียนรู้ 4) การกาหนดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 5) การพัฒนา หรือเลือกใช้ส่ือและแหล่งการเรียนรู้ 6) การออกแบบการวัดและประเมินผล และแต่ละหน่วย ประกอบด้วย (1) สาระสาคัญ (2) วัตถปุ ระสงค์การจัดการเรยี นรู้ (3) สาระการเรียนรู้ (4) กระบวนการจัดการเรยี นรู้ (5) ส่อื และแหล่ง การเรียนรู้ และ(6) วิธีการวัดและประเมินผล โดยใช้ระระเวลาในการฝึกอบรม 3 วัน โดยผลการตรวจสอบคุณภาพ ความเหมาะสมของหลักสูตรท่ีพัฒนาขึ้นมีค่าเฉล่ียรวมเท่ากับ 4.28 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก และมีค่าดัชนี ความสอดคล้องของหลักสูตรมีค่าเท่ากับ 1 คาสาคญั : หลักสูตรฝึกอบรม; การออกแบบการจัดการเรียนรเู้ ร่ืองความปลอดภยั ในชีวติ ; ครสู ุขศกึ ษา Corresponding Author: นางสาวชญาภสั ร์ สมกระโทก คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย Email: [email protected]
TRAINING CURRICULUM TO ENHANCE INSTRUCTIONAL DESIGN ABILITY ON LIFE SAFETY OF HEALTH EDUCATION TEACHERS Chayaphat Somkratoke, Jintana Sarayuthpitak, and Sarinya Rodpipat Faculty of Education, Chulalongkorn University Abstract This research aimed to develop a training curriculum to enhance instructional design ability on life safety of health education teachers. The study was divided into 3 stages. The first stage review of the research literature on enhancing instructional design ability on life safety of health education teachers in order to synthesize the concepts used to construct the training curriculum. The second stage was to construct the training curriculum by applying the results from need survey of the health education teachers together with the applying competency based instruction with professional learning community concepts. The third stage was to examine the quality of the training curriculum which was evaluated by 5 experts. The evaluation consisted of 2 aspects which were 1) Evaluate the curriculum suitability using the curriculum suitability assessment form 2) Assess the consistency of the curriculum using a questionnaire with a scale for estimating 5 levels. The results demonstrated that the elements of the training curriculum consisted of 1. Principles and rationale of the training curriculum. 2. Objectives of the Training curriculum 3. Content structure of the training curriculum 4. Training activities 5. Media and learning resources for the training course 6. Training period 7. Assessment and Evaluation of the training curriculum and 8. Lesson plans of the training curriculum comprised of 6 units which were 1) Analysis of learners 2) Determination of behavioral learning objectives 3) Course description 4) Learning management process 5) learning materials and resources and 6) assessment and evaluation. Each unit consisted of (1) contents (2) learning objectives (3) course description (4) learning management process ( 5) learning materials and resources and ( 6) assessment and evaluation methods. The training period was 3 days. The result of the quality assessment of the developed training curriculum had a total mean of 4.28. Thus, it can be interpreted that the course was appropriate and the curriculum consistency index value of 1. Keywords: Training Curriculum, Instructional Design on Life Safety, Health Education Teachers Corresponding Author: Miss Chayaphat Somkratoke Faculty of Education, Chulalongkorn University Email: [email protected]
บทนา การเสียชีวิตของเดก็ ด้วยอุบัติเหตุมีแนวโน้มสูงข้ึนแต่กลับได้รับความสนใจและกล่าวถึงน้อยมากนับเป็นเร่ือง ท่ีน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง จากข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (National Institute of Emergency Medicine, 2017) ได้รวบรวมสถิติเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินและอุบัติเหตุของเด็กอายุต่ากว่า 15 ปี ตลอดปี พ.ศ. 2560 พบว่า มีการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุยานยนต์ 36,203 คน พลัดตกหกล้ม 15,245 คน สัตว์กัด 3,141 คน แพ้ยาแพ้อาหาร 1,579 คน ปัญหาความปลอดภัยและการบาดเจ็บในเด็กที่กล่าวมาข้างต้น อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ (Adisak Palitponkanpim, 2019) กลา่ วว่า ส่วนหน่ึงเกิดจากเด็กวัยประถมศึกษายังขาดทักษะที่จาเป็น ผู้ใหญ่ควรมี บทบาทหลักในการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด แต่ทั้งนี้เด็กอาจไม่ได้อยู่ในการดูแลของผู้ใหญ่ตลอดเวลา ฉะน้ันเด็ก วัยประถมศึกษา จึงควรมีทักษะการใช้ชีวิตที่ปลอดภัยติดตัว ในหลายเหตุการณ์เด็กประถมศึกษาต้องเผชิญเหตุ ความไม่ปลอดภัยแตกต่างกัน การรับมือก็มีวิธีการท่ีแตกต่างกัน ซ่ึงสอดคล้องกับ Vanselow, & Hanley (2014) ที่ได้กล่าวว่า วิธีท่ีประสบความสาเร็จที่จะปลูกฝังให้นักเรียนเกิดพฤติกรรมความปลอดภัย คือ การสอนเร่ือง ความปลอดภัยในชีวติ ซึ่งส่ิงสาคัญและจาเปน็ มาก คือ การวางแผนการจัดและดาเนนิ การเรียนการสอนให้เหมาะสม โดยกาหนดเป้าหมายการเรียนรู้ให้นักเรียนตระหนักถึงความสาคัญของการมีทักษะและสมรรถนะ เช่น การป้องกัน ตนเองจากสถานการณ์เส่ียงอันตรายต่าง ๆ รอบตัวได้ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงและการบาดเจ็บของนักเรียน อยา่ งยงั่ ยนื และมปี ระสทิ ธิผล ครูสุขศึกษา เป็นบุคลากรทางการศึกษาท่ีสาคัญอย่างย่ิง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจสาคัญของ กระบวนการจัดการศึกษาทางด้านความปลอดภัยในชีวิตให้มีคุณภาพและประสิทธิผล เน่ืองจากครูสุขศึกษาเป็น ผู้ทาหน้าท่ีโดยตรงในการจัดการเรียนการสอนเร่ืองความปลอดภัยในชีวิตและมีความใกล้ชิดกับผู้เรียน (Aimutcha Watthanaburanont, 2014) ดังน้ัน ความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เพ่ือให้นักเรียนมคี วามปลอดภัย ในชีวิตจึงเป็นสิ่งสาคัญที่ควรสร้างเสริมให้กับครูผู้สอนสุขศึกษา เพราะการออกแบบการจัดการเรียนรู้เร่ืองความ ปลอดภัยในชีวิตโดยเฉพาะวิธีสอน (How to Teach) ย่อมมีความสาคัญมากพอ ๆ กับ เน้ือหาท่ีจะสอน (What to Teach) เพ่ือพัฒนาทักษะและประสบการณ์ด้านความรู้ เจตคติ และทักษะการกระทา นิสัย การมีวินัย สร้างความ รบั ผิดชอบ เพ่ือใหผ้ ู้เรียนมีสวัสดิภาพหรือความปลอดภยั ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิผล โดยเฉพาะผู้เรียนระดับประถมศึกษา (Jones, & Jones, 2013) จากการศึกษางานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ของ นักวิชาการหลายท่าน (Charuwan Manomaiyakit, Bhumbhong Jomhongbhibhat, & Prayoon Boonchai, 2016; Kiattiphum Masaengsom,Wannika Chalakbang, & Thiwa Chaengsuk , 2019; Nantawan Kaewchote, Thattharit Thiamtham, & Pitak Purkmee, 2019; Wacharapatr Techawattanasiridumrong, Thanee Chukamnerd, & Yenchai Suvanich, 2019) พบว่า ส่วนใหญ่ใช้วิธีการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมหรือโปรแกรมฝึกอบรมซึ่งนอกจากจะได้ หลักสูตรฝึกอบรมท่ีมีประสิทธิภาพแล้ว ผลที่ได้จากการฝึกอบรมส่งผลให้ครูที่เข้ารับการฝึกอบรมได้รับการพัฒนา ความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังพบว่ามีปัญหาที่เกิดจากการ จัดทาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ของครู (Office of the Education Council Secretariat, 2016) ได้แก่ หลักสูตรยังขาดข้ันตอนการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการในการพัฒนาครู ทาให้ กระบวนการไม่ตอบสนองต่อความต้องการของครู การพัฒนาครูยังใช้รูปแบบเดิม ๆ ไม่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ซ่ึงส่วนใหญ่ ใช้การบรรยายฝึกอบรมในหอ้ งประชุมขาดการเช่ือมโยงกับกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน เน้นทฤษฎีมากกว่าการ
ฝึกปฏบิ ตั ิ เน้นเนอื้ หามากกว่าทักษะหรอื เนน้ สมรรถนะ และขาดการติดตามผลการพัฒนาครอู ย่างต่อเนอ่ื ง สิ่งท่ปี รากฏ คือ ครทู ่เี ข้ารับการอบรมทารายงานส่งผูบ้ รหิ ารเพือ่ รับทราบเท่านน้ั การติดตามผลหลังการอบรมเพ่ือนาไปใชใ้ นหอ้ งเรยี นหรือ ขยายผลยังมีการดาเนนิ การทีไ่ ม่เปน็ รูปธรรม เมื่อทบทวนแนวคิดทฤษฎีท่ีมีสาระสาคัญเกี่ยวกับการเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ของครูจากการศึกษางานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) เป็นแนวคิดที่มีความเหมาะสมเนื่องจากเป็นการพัฒนาที่ว่าด้วยกระบวนการสร้างการเปล่ียนแปลง โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติงานของสมาชิกผ่านการแลกเปล่ียนเรียนรู้ การวิพากษ์วิจารณ์ การสะท้อนผลการปฏิบัติ การทางานร่วมกัน การร่วมมือรวมพลัง การมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ การส่งเสรมิ กระบวนการเรียนรู้และการดาเนินการ อย่างเป็นองค์รวม (Kenoyer, 2012; DuFour, & Reeves, 2016; Charinee Triwaranyu, 2017; Dogan, & Adams, 2018) และการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ มีความเหมาะสมเน่ืองจากเป็นการจัดการเรียนรู้ที่มีจุดประสงค์การเรียนรู้ ฐานสมรรถนะเป็นตัวกาหนดความรู้และทักษะท่ีคาดหวังว่าผู้เรียนจะสามารถปฏิบัติภาระงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เมื่อจบหลักสูตร ซ่ึงจะมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวมในการปฏิบัติงานที่เช่ือมโยงกับชีวิตจริง เน้นการปฏิบัติ โดยมีชุดของเน้อื หาความรู้ ทักษะ เจตคติ และ คณุ ลกั ษณะทจ่ี าเปน็ ต่อการนาไปสู่สมรรถนะที่ต้องการ และมกี ารให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียนเพ่ือการปรับปรุงพัฒนา ผูว้ จิ ัยจึงสนใจท่จี ะพัฒนาหลกั สตู รฝึกอบรมผ่านการจัดการเรยี นรู้ฐานสมรรถนะ และแนวคดิ ชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยในชีวิต ของครู สขุ ศึกษา เพอื่ ให้ครสู ุขศึกษาได้รบั การเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจดั การเรียนรู้เรื่องความปลอดภัย ในชวี ติ ท่ีเหมาะสมในการปลูกฝังให้ผเู้ รยี นเกิดพฤตกิ รรมความปลอดภยั ในชวี ติ วัตถุประสงคข์ องการวิจยั เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เรื่องความ ปลอดภยั ในชวี ติ ของครสู ุขศกึ ษา วธิ ีดาเนินการวจิ ัย 1. การศึกษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยเก่ียวข้องโดยนามาวิเคราะห์เน้ือหา และสาระจากฐานข้อมูล Thai Library Integrated System (ThaiLIS) และ Scincedirect.com ที่เก่ียวข้องกับแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม การออกแบบการจัดการเรียนรู้เร่ืองความปลอดภัยในชีวิต แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและชุมชนแห่ง การเรียนร้ทู างวชิ าชพี 2. วิเคราะห์และสรุปผลข้อมูล โดยนามาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) กาหนดประเด็นในการพัฒนา ด้านองคป์ ระกอบหลกั สูตรฝึกอบรม กิจกรรมในหลักสตู รฝึกอบรมท่ีพฒั นาขึ้น 3. การสร้างหลักสูตรฝึกอรมประกอบด้วยกิจกรรมที่เกิดจากการประยุกต์ใช้หลักการจัดการเรียนรู้ฐาน สมรรถนะร่วมกับแนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรียนรูท้ างวชิ าชีพ 4. การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรฝึกอบรมโดยประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับ แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านความรู้และการปฏิบัติในการออกแบบ การจัดการเรียนรู้เร่ืองความปลอดภัยในชีวิตของครูสุขศึกษาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและปรั บปรุงแก้ไขตามคาแนะนา ดาเนนิ การโดย
1) นาหลักสูตรฝึกอบรมท่ีพัฒนาขึ้นไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 ท่าน ตรวจพิจารณาคุณภาพของ หลักสูตร 2 ดา้ น ดงั นี้ 1.1) ตรวจประเมนิ ความเหมาะสมของหลักสูตรทพ่ี ฒั นาข้นึ 1.2) ตรวจประเมินความสอดคลอ้ งของหลักสูตรท่ีพัฒนาขน้ึ 2) นาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เรื่องความ ปลอดภัยในชีวิตของครูสุขศึกษา ไปทดลองใช้ (Try Out) กับครูสุขศึกษาท่ีมีลักษณะเหมือนกับกลุ่มตัวอย่าง ได้มาจากการอาสาสมัคร จานวน 30 คน และนาข้อมูลท่ีได้มาปรับปรุงหลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือเสริมสร้าง ความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ของครสู ขุ ศึกษาเรื่องความปลอดภัยในชีวติ เคร่อื งมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย 1. แบบบันทึกการวิเคราะห์และสังเคราะห์เคราะห์เน้ือหา โดยผู้วิจัยคัดเลือกเอกสารระดับทุติยภูมิ คือ วรรณกรรมท่ีเก่ียวข้องและสอดคลอ้ งกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ประกอบดว้ ย ตารา เอกสาร และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง บทความวิจัยและวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ ที่เก่ียวข้องกับกับการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม การออกแบบ การจัดการเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยในชีวิต แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชพี เป็นต้น 2. แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น จากแบบประเมิน ความเหมาะสมของหลักสูตร มีลักษณะเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ กาหนดเกณฑ์แปลความหมาย ดังนี้ (Prakong Karnasut, 1995) 4.50 – 5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด 3.50 – 4.49 หมายถึง เหมาะสมมาก 2.50 – 3.49 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง 1.50 – 2.49 หมายถงึ เหมาะสมนอ้ ย 1.00 – 1.49 หมายถึง เหมาะสมนอ้ ยที่สุด และกาหนดเกณฑ์มาตรฐานว่าต้องมีค่าเฉล่ียความเหมาะสมตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไม่เกิน 1.0 ถือว่าหลักสูตรฝึกอบรมท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมสามารถนาไปใช้ได้ ผลการตรวจสอบคุณภาพ ความเหมาะสมของหลักสูตรท่ีพัฒนาข้ึนมีค่าเฉล่ียรวมเท่ากับ 4.49 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากบั 0.24 ซึง่ อยู่ในเกณฑท์ ่ีสามารถนาไปใช้ได้ 3. แบบประเมินความสอดคล้องของหลักสูตรที่พัฒนาข้ึน โดยศึกษาหารายละเอียดขององค์ประกอบหลักสูตร แล้วกาหนดประเด็นสาคัญที่จะประเมิน จากนั้นเขียนคาถามให้ครอบคลุมประเด็นเหล่านั้น และนาไปให้อาจารย์ท่ี ปรึกษาตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหา ความเหมาะสม และความชัดเจนของข้อคาถาม ปรับปรุงแก้ไขข้อคาถามตามที่ อาจารย์ที่ปรึกษาได้ให้ข้อเสนอแนะ จัดทาเป็นแบบประเมินฉบับสมบูรณ์ แล้วนาหลักสูตรฝึกอบรมไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่าน ประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (Item-Objective Congruence Index: IOC) ของหลักสูตรฝึกอบรม โดยกาหนดค่าดัชนีความสอดคล้องต้ังแต่ 0.5 ข้ึนไป (Rovinelli, & Hambleton, 1977) ผลการตรวจสอบคุณภาพ ความสอดคล้องของหลักสูตรท่ีพัฒนาข้ึน ได้คา่ IOC เท่ากับ 1
ผลการวิจัย ผลการสังเคราะหอ์ งค์ประกอบหลักสูตรพบวา่ ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ไดแ้ ก่ 1.หลักการและเหตุผล ของหลักสูตรฝึกอบรม 2.จุดมุ่งหมายของหลักสูตรฝึกอบรม 3.โครงสร้างเน้ือหาของหลักสูตรฝึกอบรม 4.กิจกรรม การฝึกอบรม 5.สื่อและแหล่งการเรียนรู้ประกอบการฝึกอบรม 6.ระยะเวลาฝึกอบรม 7.การวัดและประเมินผล หลักสูตรฝึกอบรม และ 8.แผนการจัดการฝึกอบรม จานวน 6 หน่วย ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ผู้เรียน 2) การกาหนด จุดประสงการเรียนรู้เชิงพฤติกรรม 3) การคัดเลือกและกาหนดสาระการเรียนรู้ 4) การกาหนดกิจกรรมการจัดการ เรียนรู้ 5) การพฒั นาหรือเลือกใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 6) การออกแบบการวัดและประเมินผล และแต่ละหน่วย ประกอบด้วย (1) สาระสาคัญ (2) วัตถปุ ระสงค์การจัดการเรียนรู้ (3) สาระการเรยี นรู้ (4) กระบวนการจดั การเรยี นรู้ (5) สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และ (6) วธิ ีการวัดและประเมินผล โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรท่ี พัฒนาขึ้นมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.28 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก 1 และผลการตรวจประเมินความสอดคล้อง ของหลกั สูตรทีพ่ ฒั นาขนึ้ เท่ากบั 1 โดยมีรายละเอยี ดของหลักสูตรดงั นี้ ผลการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมโดยประยุกต์แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพเพือ่ เสริมสรา้ งความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนร้เู ร่ืองความปลอดภัยในชีวิตของครสู ุขศึกษา 1. หลกั การและเหตุผลของหลักสูตรฝึกอบรม หลักสูตรฝึกอบรมโดยประยุกต์แนวคิดการจัดการเรียนรฐู้ านสมรรถนะร่วมกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพ่ือเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เร่ืองความปลอดภัยในชีวิตของครูสุขศึกษา มีวัตถุประสงค์เพ่ือเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เร่ืองความปลอดภัยในชีวิต ผู้วิจัยได้ สงั เคราะห์องค์ประกอบของความสามารถในการออกแบบการจัดการเรยี นรู้เรื่องความปลอดภัยในชีวิตจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ผู้เรียน 2) การกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรม 3) การคัดเลอื กและการกาหนดสาระการเรยี นรู้ 4) การกาหนดกจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้ 5) การพัฒนาหรอื เลอื กใช้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 6) การออกแบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และแนวคิดทีน่ ามาใช้เปน็ พืน้ ฐานในการ สร้างหลักสูตรอบรมครั้งน้ีได้มาจากการสังเคราะห์การเรียนท่ีเก่ียวข้องกับความสามารถในการออกแบบการจัดการ เรียนรู้ ได้แก่ แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ผู้วิจัยจึงประยุกต์ใช้แนวคิดการ จดั การเรียนรู้ฐานสมรรถนะรว่ มกับชมุ ชนการเรยี นรูท้ างวิชาชีพในหลักสตู รฝึกอบรมทส่ี รา้ งข้ึน 2. จดุ มุง่ หมายของหลกั สูตรฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านความรู้และการปฏิบัติในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เรื่องความ ปลอดภัยในชีวิตของครูสุขศึกษา ใน 6 ด้าน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ผู้เรียน 2) การกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ เชิงพฤติกรรม 3) การคัดเลือกและการกาหนดสาระการเรียนรู้ 4) การกาหนดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 5) การ พัฒนาหรือเลือกใชส้ ือ่ และแหลง่ การเรียนรู้ 6) การออกแบบการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
3. โครงสรา้ งเนื้อหาของหลักสูตรฝกึ อบรม ดังตารางท่ี 1 ตารางที่ 1 โครงสร้างเน้อื หาของหลักสูตรฝกึ อบรม หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี เน้อื หา เวลาทีใ่ ช้ 1 การวเิ คราะหผ์ เู้ รียน 1 ชั่วโมง 30 นาที 2 การกาหนดจดุ ประสงการเรยี นรู้เชิงพฤตกิ รรม 1 ชว่ั โมง 30 นาที 3 การคดั เลือกและกาหนดสาระการเรยี นรู้ 1 ชัว่ โมง 30 นาที 4 การกาหนดกจิ กรรมการจดั การเรียนรู้ 5 การพฒั นาหรอื เลอื กใชส้ ่อื และแหล่งการเรียนรู้ 3 ช่วั โมง 6 การออกแบบการวัดและประเมินผล 3 ช่วั โมง 3 ช่วั โมง 4. กจิ กรรมการฝกึ อบรม 1. กิจกรรมก่อนการฝึกอบรม ดาเนินการการประชุมคณะกรรมการประจาหลักสูตร เพ่ือให้ทราบจุดมุ่งหมาย ของหลักสูตรฝึกอบรมมอบหมายบทบาทหน้าที่รับผิดชอบให้แก่คณะกรรมการในแต่ละฝ่ายการเตรียมการในด้าน ต่าง ๆ เช่น การทาความเข้าใจกับวิทยากรถึงแนวคิดเทคนิคท่ีประยุกต์ใช้ในการอบรม การเตรียมเอกสารและ เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการอบรม การจัดการด้านอุปกรณแ์ ละสถานท่ี เปน็ ตน้ 2. กิจกรรมการฝึกอบรมแต่ละหน่วยการเรียนรู้ประกอบด้วยภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติท่ีประยุกต์แนวคิด การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ กิจกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วยการบรรยาย และการสาธิตจากวิทยากรเป็นสาคัญเพ่ือให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจในหลักการ เน้ือหา รวมทั้ง ได้รับการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการท่ีถูกต้อง โดยมีชุดของเนื้อหาความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะท่ีจาเป็นต่อ การนาไปสู่สมรรถนะท่ีต้องการ และมีการให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียนเพ่ือการปรับปรุงพัฒนา โดยผ่านแนวทาง การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ และมีกระบวนการในการพัฒนาความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ รว่ มกนั ในเชงิ วิชาการระหว่างครผู ู้สอนและผูท้ ี่เกยี่ วข้องท่ีมุ่งเน้นการพฒั นาคุณภาพการจดั การเรยี นรู้ของผ้เู รยี นเป็น สาคัญรวมไปถึงความสุขในการทางานร่วมกันของสมาชิกในชุมชน โดยอาศัยองค์ประกอบหลักท่ีสาคัญท่ีจะสร้าง เสริมให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้แก่ 1) การมีค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกัน 2) การมุ่งเน้นการพัฒนา ผลการเรียนรู้ของผู้เรียน 3) การสนทนาที่สะท้อนการปฏิบัติงาน 4) การทางานแบบร่วมมือรวมพลัง และ 5) การ อานวยความสะดวกสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทรพั ยากรบุคคล และมีขน้ั ตอนในการนาแนวคิดชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพมาพัฒนาการออกแบบการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ข้ันวเิ คราะห์ปญั หา 2) ขัน้ วางแผน 3) ขน้ั ลงมือปฏบิ ัติและสังเกตการปฏบิ ัติ 4) ขัน้ สะทอ้ นคิด 5) ข้ันปรับปรงุ ใหม่ นอกจากน้ี ภายหลังการ เรียนรู้ในแต่ละหนว่ ยการเรียนรู้ วทิ ยากรจะสรุปประเด็นและองค์ความรู้เพ่ือใหผ้ ู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ทบทวนและ ทาความเข้าใจอยา่ งถกู ต้อง พรอ้ มเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เขา้ รับการฝกึ อบรมซักถามคาถามและข้อสงสัย 3. กิจกรรมหลังการฝึกอบรม ดาเนินการประเมินผลลัพธ์หลังการใช้หลักสูตรเพื่อตรวจสอบการบรรลุ วัตถุประสงค์ของหลักสูตรฝึกอบรม โดยการวิเคราะหเปรียบเทียบคาเฉลี่ยคะแนนความรู้ในการออกแบบการจัดการ เรียนรู้ และค่าเฉล่ียของคะแนนการปฏิบัติในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยในชีวิตกอนการ ทดลองและหลังการทดลองของกลุ่มตวั อย่างดว้ ยสถติ ิ t – test
5. ส่ือและแหล่งการเรียนรู้ประกอบการฝึกอบรม 1. เวปไซตป์ ระจาหลักสตู รฝึกอบรม 2. สอ่ื การนาเสนอของวทิ ยากร ประกอบดว้ ย เอกสารประกอบการบรรยาย และ Power Point 3. เอกสารประกอบกิจกรรมทักษะเชิงปฏิบัติการ เช่น วิธีการสืบค้นข้อมูลความรู้ทางอินเตอร์เน็ต วิธีการ จดั การเรียนรู้โดยใช้เอกสารออนไลน์ ตัวอย่างการผลิตนวัตกรรมทางการศึกษาเร่ืองความปลอดภัยในชีวิต ตัวอย่าง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยใี นการจัดการเรียนร้เู รือ่ งความปลอดภยั ในโรงเรยี น เป็นต้น 4. อุปกรณส์ านักงาน เช่น กระดาษฟลิปชาร์ท ปากกาเคมี แฟม้ พลาสติก กระดาษโน๊ต เป็นตน้ 5. เกมผา่ นสภาพแวดลอ้ มเสมือน Interland by google 6. เครื่องมือวัดและแบบทดสอบประเมินผลการใช้หลกั สูตรฝึกอบรม 7. อปุ กรณ์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โปรเจคเตอร์ สมาร์ทโฟน เป็นต้น 8. แอปพลเิ คช่นั เพือ่ การวดั ประเมนิ ผล Mentimeter 9. สื่อสงั คมออนไลน์ (Line group) 6. ระยะเวลาฝึกอบรม หลักสูตรฝึกอบรมใช้เวลา 3 วนั (21 ช่วั โมง) 7. การวัดและประเมินผลหลักสูตรฝึกอบรม ประเมินความสามารถในการออกแบบการจัดการเรยี นรเู้ รื่องความปลอดภัยในชวี ิตของครสู ขุ ศึกษา 8. แผนการจดั การฝึกอบรม โดยมรี ายละเอียดดังตารางที่ 2 ตารางท่ี 2 แผนการจดั การฝึกอบรมในแตล่ ะหน่วยการเรียนรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารจดั การเรยี นรู้ กระบวนการจดั การเรียนรู้ หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 การวิเคราะห์ผ้เู รยี น (ระยะเวลา 1 ชัว่ โมง 30 นาที) 1. เพ่ือให้ครูสุขศึกษาสามารถแยกแยะ 1. วิทยากรนาเข้าสู่กิจกรรมโดยการใช้คาถามเพื่อนาเข้าสู่การบรรยาย ในประเด็นคาถาม คุณลักษณะของผู้เรียนท้ังด้าน ต่อไปน้ี ทัศนคติและวิธีการเรียนรู้ ความ “ครูสขุ ศึกษาแต่ละท่านมีแนวทางในการวิเคราะห์ผ้เู รียนอยา่ งไรเพ่อื ให้ทราบวา่ ผเู้ รียนแต่ละคน พร้อมด้านทักษะ ด้านสติปัญญา มีพืน้ ฐานความรู้และลักษณะการเรียนเรียนรู้อยา่ งไร” โดยให้ครูแตล่ ะทา่ นเขียนตวั อย่างคาถาม ด้านร่างกายและด้านสังคมของ ท่ีจะใชใ้ นการวิเคราะห์ผเู้ รยี นลงในกระดาษโน๊ตแบบกาว ผู้เรยี น 2. วิทยากรทาการสุ่มคาถามของครแู ต่ละทา่ นขน้ึ มาพูดคุยชวนคดิ และรว่ มกนั อภิปรายวา่ คาถาม 2. เพ่ือให้ครูสุขศึกษาสามารถพัฒนา ของครูแตล่ ะทา่ นอยู่ในดา้ นใดของขอบเขตของการวเิ คราะหผ์ เู้ รยี น จากน้ันนากระดาษโนต๊ หรือเลือกใช้เคร่ืองมือท่ีเหมาะสม กาวไปแปะใต้บตั รคาบัตรคาขอบเขตของการวิเคราะห์ผเู้ รยี น 5 ด้านดงั นี้ 2.1 ความพร้อม ในการวิเคราะหผ์ เู้ รยี น ด้านสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ 2.2 ความพร้อมด้านพฤติกรรม 2.3 ความพร้อมดา้ นร่างกายและจิตใจ 2.4 ความพร้อมดา้ นสงั คม 2.5 ลกั ษณะการเรียนเรยี นรู้ 3. วทิ ยากรแบง่ กลุ่มผู้เขา้ รับการอบรมออกเป็นกลุม่ ละ 6 คน โดยจะเป็นกลุ่มท่ีใชต้ ลอดการฝึกอบรม 4. ผู้เข้าอบรมร่วมกันอภิปรายภายในกลุ่มว่าจะใช้เคร่ืองมือใดในการวิเคราะห์ผู้เรียน 5 ด้าน พร้อมทั้งสร้างตัวอย่างแบบวิเคราะห์ผู้เรียนลงในกระดาษฟลิปชาร์ท โดยมีคณะวิทยากร เปน็ ทป่ี รึกษา คอยใหค้ าแนะนา 5. ผู้เขา้ รับการฝึกอบรมแตล่ ะกล่มุ นาเสนอผลการอภิปรายในข้อ 4 โดยใหผ้ ู้เข้าอบรมกล่มุ อ่นื ๆ รว่ มกันแลกเปลย่ี นความคิดเห็นใหข้ ้อเสนอแนะแบบกลั ยาณมติ ร 6. วิทยากรบรรยายและนาอภปิ รายสรุปเก่ยี วกับการวิเคราะห์ผูเ้ รยี น
วตั ถุประสงค์การจดั การเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 การกาหนดจดุ ประสงการเรียนรูเ้ ชิงพฤตกิ รรม (ระยะเวลา 1 ชัว่ โมง 30 นาท)ี 1. เพื่อให้ครูสุขศึกษาสามารถกาหนด 1. วิทยากรนาเข้าสู่กิจกรรมโดยการใช้คาถามเพื่อกระตุ้นการคิดเกี่ยวกับการ กาหนด จุดประสงค์การจัดการเรียนรู้เร่ือง จดุ ประสงคก์ ารจดั การเรียนรูเ้ ร่อื งความปลอดภัยในชวี ติ ความปลอดภัยในชีวิตท่ีสามารถ 2. วิทยากรให้ผู้เข้าอบรมพิจารณาตัวอย่าง จุดประสงค์การจัดการเรียนรู้เร่ืองความปลอดภัยใน พัฒนาผู้เรียนอย่างครบถ้วนทั้ง 3 ชีวติ พร้อมทั้งใหผ้ ู้เข้ารับการอบรมอภิปรายว่าจดุ ประสงค์ในแต่ละข้อสามารถพัฒนาผู้เรยี น ดา้ น คอื ด้านพุทธิพิสัย ด้านทักษะ ด้านพุทธิพิสัย ด้านทักษะพิสัย หรือด้านจิตพิสัย พร้อมท้ังแจกใบใบความรู้หัวข้อเรื่อง ลาดับ พิสัย และด้านจิตพิสยั ขัน้ พฤตกิ รรมการเรียนรแู้ ละตัวอยา่ งคากรยิ าที่ใช้ 2. เพ่ือให้ครูสุขศึกษาสามารถกาหนด 3. วิทยากรให้ผู้เข้าอบรมร่วมกันอภิปรายภายในกลุ่มและออกแบบจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม จุดประสงค์การเรียนรู้เรื่องความ เร่ืองความปลอดภัยในชีวิตสามารถพัฒนาผู้เรียนอย่างครบถ้วนท้ัง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ปลอดภัยในชีวิตที่สามารถจัด ด้านทักษะพิสัย และด้านจิตพิสัยพร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์เพื่อตรวจสอบพฤติกรรม ส ถ า น ก า ร ณ์ เ พื่ อ ต ร ว จ ส อ บ ทีค่ าดหวงั ลงในกระดาษฟลิปชาร์ท โดยมีคณะวิทยากรเป็นทปี่ รกึ ษา คอยให้คาแนะนา พฤติกรรมท่ีคาดหวังของนักเรียน 4. ผู้เขา้ รับการฝึกอบรมแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการอภิปรายในขอ้ 3 โดยให้ผเู้ ข้าอบรมกลุ่มอ่ืน ๆ ได้ ร่วมกนั แลกเปลย่ี นความคิดเห็นให้ข้อเสนอแนะแบบกลั ยาณมิตร 5. วิทยากรบรรยายและนาอภิปรายสรุปเก่ียวกับการกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เชิง พฤติกรรมเรือ่ งความความปลอดภัยในชวี ติ หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 การคดั เลือกและกาหนดสาระการเรยี นรู้ (ระยะเวลา 1 ชว่ั โมง 30 นาที) 1. เพื่อให้ครูสุขศึกษาสามารถกาหนด 1. วิทยากรนาเข้าสู่กิจกรรมโดยการใช้คาถามเพ่ือกระตุ้นการคิดเกี่ยวกับการคัดเลือกและ เน้ือหาท่ีมีความถูกต้องทันสมัย กาหนดสาระการเรยี นรเู้ ร่ืองความปลอดภัยในชีวติ สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ 2. วิทยากรให้ผู้เข้าอบรมพิจารณาตัวอย่างเน้ือหาสาระการเรียนรู้เร่ืองความปลอดภัยในชีวิต ตวั ช้วี ัด พร้อมท้ังให้ผู้เข้ารับการอบรมอภิปรายว่าการคัดเลือกและกาหนดสาระการเรียนรู้เร่ือง 2. กาหนดสาระการเรียนรู้เร่ืองความ ความปลอดภัยในชีวิตตรงตามขอบเขตท่ีกาหนดในมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดใน ปลอดภยั ในชวี ิตทม่ี ีความเหมาะสม หลักสูตร และมีความเป็นปจั จุบนั ทนั สมัยหรอื ไม่ กับวัย ระดับความรู้ ความสามารถ 3. วิทยากรให้ผ้เู ขา้ อบรมรว่ มกนั อภปิ รายภายในกลุม่ คัดเลอื กและกาหนดสาระการเรยี นรู้เร่อื ง และวถิ ชี วี ติ ของผูเ้ รยี น ความปลอดภัยในชีวิตให้ตรงตามขอบเขตท่ีกาหนดในมาตรฐานการเรียน รู้และตัวชี้วัดใน หลักสูตร มีความเป็นปัจจุบันทันสมัย เหมาะสมกับวัย ระดับความรู้ความสามารถ และวิถี ชวี ิตของผเู้ รยี นลงในกระดาษฟลิปชาร์ท โดยมีคณะวทิ ยากรเปน็ ที่ปรึกษาคอยให้คาแนะนา 4. ผ้เู ขา้ รบั การฝกึ อบรมแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการอภิปรายในข้อ 3 โดยให้ผู้เข้าอบรมกลุ่มอ่นื ๆ รว่ มกันแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ ใหข้ ้อเสนอแนะแบบกลั ยาณมติ ร 5. วทิ ยากรบรรยายและนาอภิปรายสรปุ เก่ียวกบั การคดั เลือกและกาหนดสาระการเรียนรู้เร่อื งความ ปลอดภยั ในชวี ติ หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 4 การกาหนดกจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้ (ระยะเวลา 3 ชวั่ โมง) 1. เพ่ือให้ครูสุขศึกษาสามารถเลือกใช้ 1. วิทยากรนาเข้าสู่กิจกรรมโดยการนาเสนอสถิติความไม่ปลอดภัยในเด็กประถมศึกษาพร้อม ทฤษฎีหลักการหรือแนวคิดท่ี ทงั้ ใช้คาถามเพอ่ื กระตุ้นความคิดว่า “เพราะเหตุใดจึงยังคงพบสถิตคิ วามไม่ปลอดภยั ในเด็ก พิจารณาแล้วเห็นว่าเหมาะสมใน เป็นจานวนมาก” การจัดการเรียนรู้เพ่ือให้ผู้เรียน 2. วิทยากรนาอภิปรายในประเด็นหวั ข้อ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองความปลอดภัย บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ ในชวี ติ เพือ่ ให้เด็กเกดิ ทักษะความปลอดภัย ได้ต้ังไว้
วตั ถปุ ระสงค์การจัดการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ 2. เพื่อให้ครูสุขศึกษาสามารถกาหนด 3. วิทยากรแสดงตัวอย่าง กิจกรรมของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) และกิจกรรม กิจกรรมการจัดการเรียนรู้เรื่องความ การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning model) เพื่อเสริมสร้างให้เด็กเกิดทักษะความ ปลอดภัยในชีวิตท่ีมีการส่งเสริม ปลอดภัย ทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่าง 4. วิทยากรให้ผู้เข้ารับการอบรมแต่ละกลุ่มระดมความความคิดและอภิปรายร่วมกันใน มีวิจารณญาณและความสามารถใน การออกแบบกิจกรรมการจัดการเรยี นรู้ตามแนวคดิ การจัดการเรียนรูเ้ ชิงรกุ และการเรยี นรู้ การแก้ปญั หา เรียนรู้แบบผสมผสานในเนื้อเร่ืองความปลอดภัยในชีวิต โดยจะให้ตัวแทนกลุ่มแต่ละ 3. เพอื่ ใหค้ รูสขุ ศกึ ษาออกแบบกจิ กรรม กลุ่มจับฉลากหัวข้อความปลอดภัย ดังนี้ 1) ความปลอดภัยในการเดินทาง 2) การจมน้า การจัดการเรยี นรเู้ รอื่ งความปลอดภยั 3) ความปลอดภัยในโรงเรียน 4) ความปลอดภัยในบ้าน 5) ความปลอดภัยจากบุคคล ในชีวิตทส่ี ่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนได้เกดิ แปลกหนา้ ทกั ษะพฤติกรรมความปลอดภยั และ 5. ผู้เข้ารับการอบรมออกมานาเสนอกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้ สามาถนาไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ จริง เชิงรุกและการเรียนรู้เรียนรู้แบบผสมผสานในเน้ือเรื่องความปลอดภัยในชีวิต จากน้ันให้ผู้ เข้าอบรมกลมุ่ อ่ืน ๆ รว่ มกันแลกเปลย่ี นความคิดเห็นแบบกัลยาณมติ ร 6. วิทยากรและผู้เข้าอบรมสรุปประเด็นที่ได้เรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรมการ จัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการเรียนรู้เรียนรู้แบบผสมผสานใน เนือ้ เรอื่ งความปลอดภัยในชีวิต หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 5 การพัฒนาหรอื เลือกใชส้ อื่ และแหล่งการเรยี นรู้ (ระยะเวลา 3 ช่ัวโมง) 1. ครูสุขศึกษาสามารถออกแบบการ 1. วทิ ยากรสอบถามความคิดเห็นแก่ผู้เขา้ อบรม โดยใชโ้ ปรแกรมออนไลน์ผ่านอุปกรณเ์ คล่อื นท่ี เรียนรู้เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ส่วนตัว โดยมีประเดน็ คาถามคือ “ท่านนาสื่อ หรือแอพลิเคชันใดบ้างมาใช้ในการเรียนการ โดยบูรณาการส่ือในการเรียนการ สอนในห้องเรยี น” สอนตามหลัก TPACK ได้ 2. วิทยากรนาอภิปรายลักษณะของสื่อท่ีจะนามาใช้ในการเรียนการสอน เพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่า 2. ครูสุขศึกษาสามารถยกตัวอย่างส่ือ “การนาสื่อมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนมีได้หลายรูปแบบ เช่น ส่ือเพื่อการวัด และเลือกใช้สื่อที่จะนามาจัดการ ประเมนิ ผล สือ่ ประกอบการสอน ส่ือเพ่อื ชว่ ยในการจดั การช้ันเรยี น” เรียนรู้ตามบริบทและธรรมชาติ 3. วิทยากรแสดงตัวอย่างสื่อและสาธิตการใช้งานส่ือแต่ละประเภทพอสังเขป และร่วมกันอภิปราย ของผู้เรยี นได้ ประเด็นต่าง ๆ ดังน้ี 3 . ค รู สุ ข ศึ ก ษ า ส า ม า ร ถ บ อ ก 3.1 การเลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสมกับระดับชั้น ธรรมชาติของผู้เรียน และบริบทของ ความสาคัญของการนาสื่อไปใช้ใน ห้องเรียน การจัดการเรียนเรียนรู้เรื่อง ความ 3.2 การใช้สื่อประเภทต่าง ๆ ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบร่วมกับการออกแบบการสอนท่ีดี ปลอดภัยในชีวิต (TPACK) 4. วิทยากรนาเข้าสู่ประเด็นการสัมมนาในหัวข้อคือ “สื่อที่ส่งเสริมและช่วยพัฒนาทักษะความ ปลอดภยั สาหรบั เดก็ ” 5. วิทยากรให้ผู้เข้าอบรมใช้อุปกรณ์เคล่ือนท่ีส่วนตัว เช่น สมาทโฟน แทบเล็ต หรือคอมพิวเตอร์โนตบุ้ค เข้าเว็บไซต์จาลอง สภาพแวดล้อมเสมือนด้านการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ แ ล ะ ป ล อ ด ภั ย Interland by google โ ด ย เ ข้ า ผ่ า น ลิ้ ง ค์ bit.ly/gg_interland หรอื สแกนผา่ น QR Code
วตั ถุประสงค์การจดั การเรยี นรู้ กระบวนการจัดการเรยี นรู้ 6. ผู้เข้าร่วมอบรมทดลองเล่นเกมผ่านสภาพแวดล้อมเสมือน Interland by google ด่าน “หอคอยแห่งความลับ เก็บความลับของคณุ ใหป้ ลอดภยั ” 7. วทิ ยากรและผเู้ ข้าอบรมร่วมกนั อภิปรายตามกลมุ่ ในประเดน็ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี 7.1 ท่านจะมีแนวทางในการนาส่ือนี้ไปใชใ้ นขัน้ สอนใด และมีแนวทางในการอภิปราย หรือ ให้นักเรียนไดส้ ะท้อนคิด หรือแสดงผลลพั ธ์การเรยี นรู้ได้อยา่ งไรบ้าง 7.2 การเตรียมพร้อมดา้ นอุปกรณ์ การเตรยี มห้องเรียน หรือขอ้ ควรระวังในการใช้สอื่ ดังกล่าว 8. ผ้เู ข้าอบรมแตล่ ะกลุ่มร่วมกันแลกเปล่ียนความคิดเห็น โดยอัดวิดีโอนาเสนอ กลุ่มละไม่เกิน 3 นาที ผ่านแอพลิเคชัน หรือกระดานแลกเปล่ียนแบบออนไลน์ เพ่ือรวบรวมเป็นแนวคิด (idea) ในการจดั การเรียนการสอนสาหรับการนาไปใช้ในอนาคต โดยมีคณะวิทยากรเป็นที่ ปรกึ ษา คอยใหค้ าแนะนา 9. วิทยากรและผู้เข้าอบรมสรุปประเด็นที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน และอภิปรายประเด็นสุดท้ายคือ “ครูใชส้ ่ือ ส่อื ช่วยครู : ครูคดิ วา่ สือ่ มีบทบาทสาคัญต่อการเรยี นการสอนอยา่ งไรบ้าง” หน่วยการเรียนรู้ท่ี 6 การออกแบบการวดั และประเมนิ ผล (ระยะเวลา 3 ช่ัวโมง) 1. เพื่อให้ครูสุขศึกษาสามารถสร้าง 1. วิทยากรสอบถามความคิดเห็นผู้เข้าอบรม โดยมีประเด็นคาถามคือ “ถ้าท่านต้องการ เคร่อื งมือในการวัดและประเมนิ ผล ประเมินผลเรือ่ งการจัดการเรยี นร้เู รอ่ื งความปลอดภยั ในชวี ติ ทา่ นจะมวี ธิ ีการอยา่ งไรบา้ ง” ด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะ 2. วิทยากรนาอภิปรายในประเด็นหัวข้อ ความหมายของการวัดและประเมินผล จุดมุ่งหมายของ พสิ ยั เรื่องความปลอดภยั ในชวี ิตได้ การเรียนรู้ (พุทธพิ สิ ัย จติ พิสยั และทักษะพิสัย) การสร้างเคร่ืองมือวัดและประเมินผลเรื่อง 2. เพ่อื ให้ครูสขุ ศึกษาสามารถ ความปลอดภยั ในชีวิต และการตรวจสอบคุณภาพของเครือ่ งมือวดั เรอื่ งความปลอดภยั ในชีวิต ตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือวดั 3. วิทยากรแสดงตัวอย่าง เครื่องมือวัดและประเมินผลเร่ืองความปลอดภัยในชีวิต และการ เรอ่ื งความปลอดภยั ในชีวติ เช่น ตรวจสอบคุณภาพของเครอ่ื งมือวัดเรอ่ื งความปลอดภยั ในชีวติ ความตรง ความเทีย่ ง ความยาก 4. วิทยากรให้ผู้เข้ารับการอบรมแต่ละกลุ่มระดมความความคิดและอภิปรายร่วมกันในการ และอานาจจาแนกได้ ออกแบบและสร้างเคร่ืองมือวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เร่ืองความปลอดภัยใน ชีวิต พรอ้ มทั้งอธิบายการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมอื ท่สี รา้ ง ลงในกระดาษฟลิปชาร์ท โดยมรี ายละเอียด ดงั น้ี 4.1 เครอ่ื งมอื วดั พุทธิพิสยั จานวน 5 ขอ้ 4.2 เคร่ืองมือวัดจิตพิสัย จานวน 5 ข้อ 4.3 เครื่องมือวัดทักษะพิสัย จานวน 5 ข้อ โดยมี คณะวทิ ยากรเป็นทป่ี รึกษา คอยให้คาแนะนา 5. ผ้เู ข้ารบั การอบรมออกมานาเสนอเครอื่ งมือวดั และประเมนิ ผลการจดั การเรียนร้เู รื่องความปลอดภัย ในชวี ติ จากนั้นให้ผู้เข้าอบรมกล่มุ อ่นื ๆ ร่วมกนั แลกเปลีย่ นความคิดเหน็ แบบกลั ยาณมิตร 6. วิทยากรและผู้เข้าอบรมสรุปประเด็นท่ีได้เรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับการสร้างเคร่ืองมือวัดและ ประเมนิ ผลการจดั การเรยี นรเู้ รื่องความปลอดภัยในชีวิต
อภิปรายผลจากการวจิ ัย จากผลการวจิ ัยขา้ งตน้ สามารถนามาอภิปรายได้ดังประเดน็ ต่อไปนี้ 1) ผลการศึกษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับ การออกแบบการจัดการเรียนรู้เรื่องความปลอดภัย ในชีวิตของครูสุขศึกษา ทั้ง 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ผู้เรียน 2) การกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เชิง พฤติกรรม 3) การคดั เลือกและการกาหนดสาระการเรียนรู้ 4) การกาหนดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 5) การพฒั นา หรอื เลือกใชส้ ่อื และแหล่งการเรยี นรู้ 6) การออกแบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ องค์ประกอบท้ัง 6 น้ี เป็นส่วนท่ีมคี วามสาคัญในการเรียนจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้อง กับองค์ประกอบที่มีผลกระทบต่อกระบวนการออกแบบการเรียนการสอน ตามที่ Richey, Klein, & Tracy (2011) ระบุไว้ คือ 1) ด้านผู้เรียนและกระบวนการเรียนรู้ 2) ด้านการเรียนรู้และบริบทที่ช่วยให้ผู้เรียนแสดงความสามารถ 3) ด้านโครงสร้างเน้ือหาสาระ และการจัดลาดับสาระการเรียนรู้ 4) ด้านยุทธศาสตรก์ ารจัดการเรียนรู้ 5) ด้านสื่อการ เรียนรู้และระบบสนับสนุน และ 6) ด้านผู้ออกแบบและกระบวนการออกแบบ ซึ่งสอดคล้อง Larson, & Lockee (2020) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้จะประสบผลสาเร็จด้วยดีหรือไม่มากน้อยเพียงใด ข้ึนอยู่กับการออกแบบการจัด การเรียนรู้เป็นสาคัญ ครูทุกคนจาเป็นท่ีต้องมีความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ เพราะจะช่วยให้ครู มองเห็นภาพการพฒั นาผู้เรียนได้ตลอดแนว คือ มองเห็นต้ังแต่เป้าหมายการจดั การเรยี นรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ซ่ึงจะยืนยันได้ว่าครูมีความสามารถจัดการ เรียนรู้ได้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน และส่งผลให้ผู้เรียนบรรลุตามเป้าหมายท่ีกาหนดไว้ อีกทั้งยังช่วยให้ครูมี ความพร้อมในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน สามารถเตรียมความพร้อมของส่ืออุปกรณ์และแหล่งการเรียนรู้ได้อย่าง เหมาะสม และช่วยลดส่ิงที่เป็นปัจจัยหรือตัวแปรที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ทาให้การจัดการเรียนรู้มี ประสทิ ธิภาพและเกิดประสิทธิผล 2) ผลการวเิ คราะห์สงั เคราะหแ์ นวคิดทฤษฎีที่ประยุกต์ใช้ในการสรา้ งหลักสูตรฝึกอบรม ผู้วจิ ัยไดด้ าเนินการ วิเคราะห์สังเคราะห์เอกสาร ตารา และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับแนวคิดทฤษฎีท่ีประยุกต์ใช้ในการสร้างหลักสูตร ฝึกอบรมพบว่า แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะมีความเหมาะสมท่ีนามาประยุกต์ใช้ในการสร้างหลักสูตร ฝึกอบรม โดยหลักการของการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ประกอบด้วย 3 หลักการ ได้แก่ 1) การกาหนด วัตถุประสงค์แบบฐานสมรรถนะ ซึ่งจะต้องเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะ คือ ใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้ (สมรรถนะ) เป็นเป้าหมาย 2) การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุก เน้นการปฏิบัติ ฝึกฝน ให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ ผเู้ รียนเพ่ือการปรบั ปรงุ พัฒนา บรรยากาศท่ีเป็นมติ ร และปลอดภัย สะทอ้ นคดิ เพื่อสรา้ งความเขา้ ใจ การแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น กิจกรรมท่ีหลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนได้เปลี่ยนอิริยาบถการสืบสอบและแสวงหาความรู้เป็นกลุ่ม มุ่งเป้าหมายไปที่การพัฒนาสมรรถนะท่ีต้องการไม่ใช่มุ่งเป้าไปท่ีการสอนเน้ือหาความรู้จานวนมาก 3) การวัดและ ประเมินผลฐานสมรรถนะซ่ึงจะวัดพฤติกรรม การกระทา การปฏิบัติ ท่ีแสดงออกถึงความสามารถในการใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ ตามเกณฑ์ปฏิบตั ิท่ีกาหนดทกี่ าหนด และมหี ลักฐานการปฏบิ ัตทิ ี่ตรวจสอบได้ นอกจากน้ี ยังมีผลการศึกษาที่พบว่า แนวคิดชมุ ชนแห่งการเรียนรทู้ างวิชาชีพมีความเหมาะสมที่จะนามาประยุกต์ใช้ ในการสรา้ งหลักสตู รฝึกอบรมเชน่ กนั เพราะแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวชิ าชีพ เป็นกระบวนการในการพัฒนา ความสามารถในการออกแบบการจดั การเรียนรู้ร่วมกันในเชิงวิชาการระหว่างครูผู้สอนและผู้ทเ่ี กย่ี วขอ้ งที่ม่งุ เน้นการ พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสาคัญรวมไปถึงความสุขในการทางานร่วมกันของสมาชิกในชุมชน โดยกิจกรรมท่ีเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ของครูสุขศึกษาตามแนวคิดชุมชนแห่งการ
เรียนรู้ทางวิชาชีพ ซ่ึงประกอบไปด้วย 1) การสร้างกลุ่มชุมชนอย่างน้อย 3 คน 2) ค้นพบปัญหาและร่ วมกันระบุ เป้าหมาย 3) ร่วมคิดร่วมวิพากษ์ และแลกเปล่ียนความคิดเห็น 4) การฝึกฝนออกแบบการจัดการเรียนรู้ 5) การ ปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ 6) การสังเกตการจัดการเรียนรู้ 7) การประชุมสะท้อนคิด 8) การปรับปรุงแก้ไขแผนการ จัดการเรียนรู้ ดงั นั้น การพฒั นาหลกั สูตรฝกึ อบรมเพ่ือเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรยี นรู้เร่ือง ความปลอดภัยในชวี ิตของครสู ุขศึกษา ผ้วู ิจยั จึงประยุกตใ์ ช้แนวคิดการจัดการเรียนรฐู้ านสมรรถนะรว่ มกบั ชมุ ชนแห่ง การเรียนรทู้ างวิชาชีพ สอดคล้องกับ ทิศนา แขมมณี (Tissana Khemmani, 2019) ท่ีกล่าวถึงที่มาของแนวคิดการ จัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะว่ามีสามารถใช้ความสามารถท่ีจาเป็นสาหรับการทางานมาใช้เป็นฐานของการจัด ฝกึ อบรม หรอื นามาใชเ้ ป็นเนือ้ หาของการฝึกอบรมทาใหผ้ ู้เขา้ รับการฝึกอบรมมีความสามารถตามเน้ือหานัน้ เรยี กให้ กระชับสั้น ๆ ว่า “การฝึกอบรมฐานสมรรถนะ” และปัจจุบันสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในหลายประเทศ ได้นาการ จัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะมาใช้กับการจัดหลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งเป็นท่ี ยอมรับจากผู้กาหนดนโยบาย และผู้นาด้านหลักสูตรของประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งวัตถุประสงค์ของ หลักสูตรหรือการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ คือ การพัฒนาความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน/ผู้เรียน ในสหราช อาณาจักร คาว่า กาลังคนท่ีมีสมรรถนะ ประกอบไปด้วย คนท่มี คี วามสามารถในการทางานได้อย่างคงเสน้ คงวา ตาม มาตรฐานของข้อกาหนดในการทางานภายใต้ขอบเขตของบริบทหรือเง่ือนไขของงานน้ัน และสอดคล้องกับ Andronache (2013) ท่ีได้ทาการวิจัยการออกแบบหลักสูตรแบบฐานสมรรถนะเพ่ือใช้สาหรับการเรียนการสอน รายวิชาในโรงเรียนระดับมัธยมปลายซึ่งพบว่า การฝึกอบรมและการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนผ่านการออกแบบ หลักสูตรและการเรียนการสอนแบบฐานสมรรถนะมีประสิทธิภาพสูง การประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนประสบ ผลสาเรจ็ จากรปู แบบหลักสูตรและการเรียนการสอนแบบฐานสมรรถนะท่พี ฒั นาขึ้น นอกจากน้ียังสอดคล้องกับการศึกษาของ เรวณี ชัยเชาวรตั น์ (Rewanee Chaichowarat, 2017) ท่ีได้ ทาการศึกษาเรื่อง สมรรถนะด้านการออกแบบการเรียนการสอนของนักศึกษาครูท่ีเข้าร่วมเป็นสมาชิกชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งหลังการเข้าร่วมเป็นสมาชิกชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพตามกระบวนการ นักศึกษาครูมี พฒั นาการด้านความร้คู วามเข้าใจเกย่ี วกบั การออกแบบการเรยี นการสอน โดยมีคะแนนเฉลีย่ ด้านความรคู้ วามเขา้ ใจ เก่ียวกับการออกแบบการเรียนการสอนสูงข้ึน และสอดคล้องกับ Dan (2012) ได้ศึกษาผลจากการสร้างชุมชนแห่ง การเรียนรู้เชิงวิชาชีพ ท่ีส่งผลต่อการปฏิบัติงานในห้องเรียนของครูวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนในเขตมิดเวสต์พบว่า การดาเนินการสร้างชุมชนอันเป็นสิ่งช่วยทาให้ครูมีการปฏิบัติงานที่ดีข้นึ ทาให้นักเรียนได้รับผลการจัดการเรียนการ สอนท่มี ีประสทิ ธิภาพสง่ ผลตอ่ การเรียนรู้ทีด่ ยี ิ่งขึน้ จากการศึกษางานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับแนวคิดทฤษฎีในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมน้ันในเร่ืองของ การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ทาให้ทราบว่าทั้งสองแนวคิดดังกล่าว สอดคล้องกับความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ตรงท่ีท้ังสองแนวคิดมุ่งเน้นการปฏิบัติ การทาได้ โดยให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้วิธีคิดและวิธีประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และความสามารถอย่างเป็น องค์รวมในการปฏิบัติงานผ่านการส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสร้างความรู้ ความเข้าใจจากการมีส่วนร่วมใน กระบวนการคดิ การปฏิบตั ิ การนาความรู้ไปใช้ การสะทอ้ นคิด การมปี ฏสิ ัมพันธร์ ะหว่างการทางาน การแลกเปล่ยี น เรียนรู้กับผู้อื่น มีการวัดประเมินผลที่ให้ความสาคัญกับการวัดผลการเรียนรู้จากพฤติกรรมการปฏิบัติและมีการให้
ข้อมูลย้อนกลับนาไปสู่การปรับปรุงแก้ไขพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นความสาเร็จหรือประสิทธิผลของ ผเู้ รยี นเป็นสาคญั รวมถงึ บรรยากาศความเป็นมิตรในการทางานรว่ มกันของสมาชกิ 3) การสร้างหลักสูตรฝึกอบรมโดยประยุกต์แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพเพ่ือเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เร่ืองความปลอดภัยในชีวิตของครู สุขศึกษา จากการศึกษาองค์ประกอบของหลักสูตรฝึกอบรม สามารถสรุปได้ว่า องค์ประกอบของหลักสูตรฝึกอบรม มีดังนี้ 1) หลักการและเหตผุ ลของหลักสูตรฝึกอบรม 2) จดุ มุ่งหมายของหลักสูตรฝึกอบรม 3) โครงสร้างเนือ้ หาของ หลักสูตรฝึกอบรม 4) กิจกรรมการฝึกอบรม 5) ส่ือและแหล่งการเรียนรู้ประกอบการฝึกอบรม 6) ระยะเวลา ฝึกอบรม 7) การวัดและประเมินผลหลักสูตรฝึกอบรม 8) แผนการจัดการฝึกอบรม โดยแต่ละหน่วย ประกอบด้วย 8.1) สาระสาคัญ 8.2) วัตถปุ ระสงค์การจดั การเรยี นรู้ 8.3) สาระการเรยี นรู้ 8.4) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 8.5) ส่ือ และแหล่งการเรียนรู้ 8.6) วิธีการวัดและประเมินผล สอดคล้องกับ Carnevale และคณะ (1990) ท่ีได้กล่าวถึงการ กาหนดองค์ประกอบที่สาคัญในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมที่สอดคล้องกันว่า 1) การกาหนดวัตถุประสงค์ของการ ฝึกอบรม เปน็ การกาหนดเป้าหมายว่าการว่าการฝกึ อบรมจะต้องเปลยี่ นแปลงความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ของผู้เข้า รับการฝึกอบรม 2) การกาหนดเนื้อหาหรือหน่วยของการฝึกอบรม เน้ือหาของหลักสูตรฝึกอบรม คือ สาระความรู้ ต่าง ๆ ซ่ึงผู้เข้าฝึกอบรมควรจะได้เรียนรู้และนาไปใช้ในการปฏิบัติงาน 3) การสร้างแผนการฝึกอบรมแต่ละหน่วย การเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นส่ิงท่ีบรรยายถึงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือ และวิธีการวัดและ ประเมินผล 4) ระยะเวลาของการฝกึ อบรม 5) การเลือกใช้วิธีการฝึกอบรม 6) การกาหนดวิธีการประเมินผล นอกจากนี้ยัง สอดคล้องกับงานวิจยั ของ อัสรี สะอีดี (Asri Saidi, 2018) ได้ทาการวิจัยเร่ือง การพฒั นาหลกั สูตรฝึกอบรมเพื่อเสรมิ สร้าง สมรรถนะของครูพลศึกษาในศตวรรษท่ี 21 โดยประยุกต์ใช้การอานวยความสะดวกในการเรียนรู้ร่วมกับการสอนแบบ เสริมศกั ยภาพ และสอดคล้องกับ จันทิมา หิรัญอ่อน (Jantima Hiranoon, 2019) ได้ทาการวิจัยเร่ืองการพัฒนาหลักสูตร ฝกึ อบรม เพอ่ื ส่งเสรมิ ความสามารถในการพัฒนาหลกั สูตรชา่ งอุตสาหกรรมเชิงสรา้ งสรรค์ 4) การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรฝึกอบรมโดยประยุกต์แนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ร่วมกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เรื่องความ ปลอดภัยในชีวิตของครูสุขศึกษา ผู้วิจัยดาเนินการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรฝึกอบรม โดยการประเมินความ เหมาะสมของหลักสูตรฝึกอบรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า ความเหมาะสมของหลักสูตร มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.49 อยู่ใน ระดบั มคี วามเหมาะสมมาก และคา่ ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.24 อยใู่ นเกณฑ์ทส่ี ามารถนาไปใช้ได้ นอกจากนี้ ยังดาเนินการประเมินความสอดคล้องของหลักสูตร มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 0.96 ซ่ึงเป็นเกณฑ์ที่สามารถนาไปใช้ได้ เช่นกัน การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรนี้ สอดคล้องกับ อัสรี สะอีดี (Asri Saidi, 2018) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของครูพลศึกษาในศตวรรษท่ี 21 โดยประยุกต์ใช้การอานวย ความสะดวกในการเรียนรู้ร่วมกับการสอนแบบเสริมศักยภาพ ซึ่งได้ดาเนินการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร ฝึกอบรมที่มีความสอดคล้องกัน คือ ภายหลังการพัฒนาหลักสูตรมีการประเมินความสอดคล้องและการประเมิน ความเหมาะสมของหลกั สูตรฝกึ อบรม ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ัย 1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้ ข้อมูลในการวิจัยเอกสารทั้งหมดย่อมได้มาจากการศึกษาจากส่ือเอกสารในลักษณะต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังน้ันการคัดเลือกเอกสารเพ่ือนามาวิเคราะห์จึงเป็นข้ันตอนที่มีความสาคัญมาก เพราะ
เอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับประเด็นในการวิจัยย่อมมีมาก อีกท้ังเอกสารบางชนิดยังมีความซับซ้อนของข้อมูล ผู้วิจัยย่อม ไม่อาจท่ีจะศึกษาเอกสารท่ีเก่ียวข้องได้ครบทุกชิ้น ดังนั้นจึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องมีเกณฑ์สาหรับการคัดเลือกเอกสาร มาใช้ในการวิจัย ซ่ึงเกณฑ์ที่สาคัญ ประกอบด้วย 1) ความจริง 2) ความถูกต้องน่าเชื่อถือ 3) การเป็นตัวแทน และ 4) ความทนั สมยั ของขอ้ มลู 2. ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไป 1) ควรมีการศึกษาวิจัยเพ่ือติดตามผลการนาความรู้ที่ได้จากหลักสูตรฝึกอบรมไปใช้จริงของครูสุขศึกษา เพอ่ื นาผลที่ได้มาปรบั ปรุงหลกั สตู รตอ่ ไป 2) ควรมีการศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อความสาเร็จและความย่ังยืนของการดาเนินการเสริมสร้างความสามารถ ในการออกแบบการจดั การเรยี นรู้ของครูสขุ ศึกษา กิตตกิ รรมประกาศ งานวิจัยฉบับนไี้ ดร้ บั เงินทนุ อดุ หนุนจาก ดร.บัญชา ชุณหสวัสดกิ ุล ในนามกลุ่มบริษัทอินโนเวชน่ั References Adisak Palitponkanpim. (2019). Children lacking of safe play area during school holidays!! The peak period of the year in which children died from accidents. Retrieved from http://csip.org/wordpress/2019/03/26 Aimutcha Watthanaburanont. (2014). Safety Education (3rd ed.). Bangkok: Odeon Store. Andronache. (2013). Designing a competency - based curriculum for pedagogy subjects at high school level (Doctoral Dissertation), Babes - Bolyai University of Cluj - Napoca. Asri Saidi. (2018). Development of training curriculum to enhance 21st century competencies for physical education teachers by applying facilitating learning with instructional scaffolding (Doctoral dissertation), Chulalongkorn University. Carnevale, P.A., Gainer, J.L., & Villet, J. (1990). Training in American: The Organization and strategic role of training. San Francisco: Jossey - Bass Publishers. Charinee Triwaranyu. (2017). Development of professional learning community through lesson study: An approach and guideline for success. Journal of Education, 45(1), 299 - 319. Charuwan Manomaiyakit, Bhumbhong Jomhongbhibhat, & Prayoon Boonchai. (2016 ). Development of Training Curriculum Based on Experiential Learning Approach for Learning Management Competency Strengthening of English Language Teachers in the Upper Secondary Education Level. Nakhon Phanom University Journal, 6(3), 115 - 123. Dan, C. (2012). Professional learning community’s impact on science teacher classroom practice in a Midwestern Urban School District. Lincoln USA: University of Nebraska - Lincoln. Doğan, S., & Adams, A. (2018). Effect of professional learning communities on teachers and students: reporting updated results and raising questions about research design. School Effectiveness and School Improvement, 29(4), 634 - 659.
DuFour, R., & Reeves, D. (2016). The futility of PLC lite. Phi Delta Kappan, 97(6), 69 - 71. doi:10.1177/0031721716636878 Jantima Hiranoon. (2019). The development of training curriculum to enhance ability in creative industrial engineering curriculum development. Humanities and Social Sciences, 4(1), 105 - 114. Jones, V.F., & Jones,L.S. (2013). Comprehensive classroom management: Creating communities of support and solving problems (8th Ed). Boston, MA: Allyn & Bacon. Kenoyer, F.E. (2012). Case study of professional learning community characteristics in an egyptian private school (Doctoral Dissertation), Columbia International University. Kiattiphum Masaengsom, Wannika Chalakbang, & Thiwa Chaengsuk. (2019). The development of a teacher training curriculum on multigrade classroom learning management in small - sized schools under the office of Sakon Nakhon Primary Education Service Area 1. Journal of Humanities and Social Sciences. Nakhon Phanom University, 9(2), 94 - 101. Larson, M. B., & Lockee, B. B. (2020). Streamlined ID: A practical guide to instructional design. New York: Taylor & Francis Group. Nantawan Kaewchote, Thattharit Thiamtham, & Pitak Purkmee. (2019). Training curriculum development on learning management design and learning evaluation of mathematics subject within standards and indicators for learner development to Thailand 4.0. Academic Journal Bangkok Thonburi University, 8(1), 73 - 85. National Institute of Emergency Medicine. (2017). 10 ranking of emergency accidents among children falling of the playground. Retrieved from https://www.hfocus.org/content/2017/01/13347 Office of the Education Council Secretariat (2016). (Draft) Directional Framework of the National Education Plan 2017 - 2031. Bangkok: Ministry of Education. Prakong Karnasut. (1995). Statistics for Behavioral Science Research. Second Edition, Bangkok: Printing house of Chulalongkorn University. Rewanee Chaichowarat. (2017). Competency in designing the instruction of student teachers who become Professional Learning Community (PLC) members. Journal of Education, 45(4), 142 - 163. Richey, R. C., Klein, J. D., & Tracy, M. W. (2011). The instructional Design Knowledge Base. New York: Taylor & Francis. Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Dutch Journal of Educational Research 2, 49 - 60. Tissana Khemmani. (2019). List of works, media, publications, public relations and dissemination framework of student competency basic education level. Retrieved from https://www.thaiedreform.org/wp-content/uploads/2019/08/Core_competency_09.pdf
Vanselow, N. R., & Hanley, G. P. (2014). An evaluation of computerized behavioral skills training to teach safety skills to young children. Journal of Applied Behavior Analysis, 47(1), 51 - 69. Wacharapatr Techawattanasiridumrong, Thanee Chukamnerd, & Yenchai Suvanich. (2019). Development of training course on standard-based learning unit teacher at secondary education level for mathematics department. Journal of MCU Humannities Review, 5(1), 205 - 215. Received: April, 23, 2021 Revised: June, 8, 2021 Accepted: June, 11, 2021
ผลของโปรแกรมการใช้เวลาวา่ งที่มีต่อสขุ ภาวะของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ชมวาสน์ เพชรแดง สุวมิ ล ต้ังสัจจพจน์ และกลั พฤกษ์ พลศร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคดั ย่อ การวิจัยกึ่งทดลองน้ีมีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาผลของโปรแกรมการใช้เวลาว่างที่มีต่อสุขภาวะของ นักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาตอนต้น กลุ่มตัวอยา่ ง คอื นักเรียนโรงเรียนอนุบาลเมืองชุมพรวัดสุบรรณนิมิตร จานวน 60 คน ทีไ่ ด้มาจากการคัดกรองจากแบบประเมินสุขภาวะ และการสุ่มแบบจับคู่ (Match - Paired Sampling) ออกเป็นกลุ่มทดลอง จานวน 30 คน และกลุ่มควบคุม จานวน 30 คน เคร่ืองมือวิจัย คือ 1) แบบประเมิน สุขภาวะ ผ่านการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ในช่วง 0.8 – 1.0 และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ความเชื่อม่ันของ Cronbach มีค่า = 0.88 และ 2) โปรแกรม การใช้เวลาว่างท่ีมีต่อสุขภาวะนักเรียน 8 สัปดาห์ ผ่านการตรวจความเท่ียงตรงเชิงประจักษ์จากผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 ทา่ น ได้คา่ โปรแกรมอยใู่ นระดบั เหมาะสมมาก วิเคราะห์ข้อมลู โดยใช้ค่าเฉลีย่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีสุขภาวะดีกว่าก่อนการ การเข้าร่วมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และ 2) ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมี สุขภาวะดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า โปรแกรมการใช้เวลาว่างมีผลต่อ สุขภาวะของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และโปรแกรม ฯ มคี วามเหมาะสมท่ีจะนาไปประยกุ ต์ใช้ คาสาคัญ: โปรแกรมการใชเ้ วลาวา่ ง; สขุ ภาวะ; นกั เรียน Corresponding Author: นางสาวชมวาสน์ เพชรแดง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ Email: [email protected]
EFFECTS OF LEISURE PROGRAM ON WELL-BEING OF JUNIOR HIGH SCHOOL STUDENTS Chomwart Phetdaeng, Suvimol Tangsujjapoj, and Kalapruet Polsor Faculty of Education, Kasetsart University Abstract The objective of this quasi - experimental research was to study the effects of leisure program on the well - being of junior high school students. Samples were 60 students of Anuban Muang Chumphon Watsubannimit School who were selected by wellbeing evaluation, and then match- paired sampling into experimental and control groups ( 30 for each) . The research instruments were: - 1) the well - being evaluation questionnaire - the content validity was approved by 5 leisure experts (IOC = 0.8 - 1.0) as well as the Cronbach alpha coefficient correlation reliability was 0.88, and 2) the leisure program - the face validity was in the most appropriate level. Data were analyzed by using mean, standard deviation, and t - test. The findings were found that: - 1) after the experimental group attending the 8 - week leisure program, there were more wellbeing than before attending at the statistic of . 05; and 2) after attending the 8 - week leisure program, the experimental group had more well-being than the control group at . 05. It can be concluded that the leisure program affected the wellbeing of junior high school students. It possesses appropriateness to application. Keywords: Leisure program, Well - being, Student Corresponding Author: Miss Chomwart Phetdaeng, Faculty of Education, Kasetsart University Email: [email protected]
บทนา ปจั จุบันประเทศไทยมวี ัยรุ่น (อายุ 13 - 15 ปี) จานวน 2,402,807 คน (ข้อมูล ณ วนั ท่ี 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563) (Department of Provincial Administration, 2019) จากการสารวจสถานการณ์การมีกิจกรรม ทางกายของประชาชนของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขพบว่า เด็กและวัยรุ่นจานวน 2 ใน 3 มีกิจกรรม ทางกายไม่เพียงพอ แต่กลับมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากถึง 14 ช่ัวโมงต่อคน ทั้ง ๆ ที่เด็กวัยรุ่นควรมีกิจกรรม ทางกายระดบั ปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน ท้ังนี้พฤติกรรมการนั่งติดตอ่ กนั เปน็ ระยะเวลานานจะ ส่งผลต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือด หวั ใจและสมอง (Matichon, 2017) อีกประการหนึง่ สถานการณ์เสีย่ งด้านพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนในชุมชนเมืองและท้องถิ่นที่กาลัง เติบโตเป็นเมืองใหญ่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จาเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ได้แก่ คุณธรรมจริยธรรมลดลง ใช้เวลา ว่างเชงิ สร้างสรรค์ลดลง มีสภาพรา่ งกายอ่อนแอ มีวุฒิภาวะทางอารมณแ์ ละพฤตกิ รรมกา้ วรา้ ว ขาดจติ อาสาและ สานกึ สาธารณะ (Committee of Child Development and National Youth, 2018) ปัญหาเหลา่ น้มี ผี ลต่อ สขุ ภาวะของวัยรนุ่ ทั้งสิน้ Carruthers, & Hood (2007) ได้พัฒนารูปแบบของการเข้าร่วมการใช้เวลาว่างของบุคคลใน สิ่งแวดลอ้ มทชี่ ่วยเสริมสร้างประสบการณ์การใช้เวลาว่าง (Leisure Experience) ให้เกิดการพฒั นา ดังนี้ 1. ความเชอ่ื ในคณุ ค่าการใช้เวลาว่าง (จติ วญิ ญาณ) 2. แสดงออกจากการกระทา (ทางร่างกาย) 3. เกี่ยวข้องกบั ความเปน็ เจา้ ของ (สงั คม) 4. คดิ และเรียนรู้ (ความคิด/การรับร)ู้ 5. รับรจู้ ากความรสู้ กึ (จิตใจและอารมณ)์ 6. การละเลน่ และนนั ทนาการ (ทกั ษะและความรกู้ ารใชเ้ วลาว่าง) ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต (Hood & Curruthers, 2007) ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เกิดจากสภาวะ ความสัมฤทธิผล (Success) ความพงึ พอใจ (Satisfy) และผลติ ภาพ (Product) จากการเข้าร่วมกิจกรรมการใช้ เวลาว่าว่างไปส่กู ารมีสขุ ภาวะ 6 ด้าน ได้แก่ 1. สขุ ภาวการณ์ใช้เวลาว่าง (Leisure Well - being) 2. สุขภาวะทางจติ ใจและอารมณ์ (Psychological and Emotional Well - being) 3. สุขภาวะทางความคดิ (Cognitive Well - being) 4. สุขภาวะทางสังคม (Social Well - being) 5. สุขภาวะทางรา่ งกาย (Physical Well - being) 6. สุขภาวะทางจติ วิญญาณ (Spiritual Well - being) การใช้เวลาว่าง (Leisure) เป็นองค์ประกอบที่สาคัญของชีวิตมนุษย์และเป็นพื้นฐานของคุณภาพชีวิต ชว่ ยใหเ้ กิดความสมดุลระหว่างจติ วญิ ญาณ จติ ใจ ร่างกาย และพัฒนาการของแตล่ ะบคุ คล (Jenkins & Pigram, 2003 as cited in Suvimol Tangsujjapoj, 2010, p. 35) ตามที่แผนพัฒนานันทนาการแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ว่าด้วยยุทธศาสตร์ท่ี 1 ต้องการส่งเสริมประชาชนให้เห็นคุณค่าของการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการ เขา้ ร่วมกิจกรรมนันทนาการจนเปน็ วถิ ชี ีวติ (Department of Physical Education, 2017, p. 16) การใช้เวลา ว่างจึงมีบทบาทสาคัญในการพัฒนาตัวบุคคล ชุมชน และประเทศ สนับสนุนคุณภาพชีวิตและสุขภาวะท่ีดี (World Leisure Organization, n.d.)
อันท่ีจริง วัยรุ่นเป็นช่วงวัยของโอกาสและการเปลี่ยนแปลงท่ีต้องได้รับการคุ้มครองและการเอาใจใส่ เป็นพิเศษ เป็นการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางสังคม วัฒนธรรม ปัจจัยด้านชีวภาพ และบทบาททางสังคม (Usanee Petchruschatachart, Karnsunaphat Balthip, & Siriwan Piriyakoontorn, 2016) การใช้รูปแบบการเข้าร่วมกิจกรรมการใช้เวลาว่างเป็นทางเลือกหนึ่ง (Alternative Way) ในการนาพาใหว้ ัยรุน่ ไปสู่การมสี ขุ ภาวะ อีกประการหน่ึง เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับแผนแม่บทของชาติในการเสริมสร้างใหค้ นไทยมีสุขภาวะที่ดี ได้มุ่งเน้นการเสริมสร้างการจัดการสุขภาวะในทุกรูปแบบท่ีนาไปสู่การมีศักยภาพในการจัดการสุขภาวะที่ดีได้ ด้วยตนเอง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะท่ีดี และมีทักษะ ด้านสุขภาวะที่เหมาะสม (National Strategy Master Plan, 2019) อีกท้ังสอดคล้องกับนโยบายของสหประชาชาติ และองค์การอนามัยโลก (United Nations, 2015) ที่กาหนดสุขภาพที่เก่ียวข้องกับเป้าประสงค์ในการพัฒนา อย่างย่ังยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) 17 ข้อ ให้ประชากรโลกมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างมี สขุ ภาพดีและมสี ุขภาวะทกุ กลมุ่ อายใุ นปี ค.ศ. 2030 โดยมสี ุขภาวะ (Well - being) อยู่ ใน SDGs ขอ้ ที่ 3 จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาโปรแกรมการใช้เวลาว่างเพื่อส่งเสริม สุขภาวะสาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนมีการพัฒนาสุขภาวะการใช้เวลาว่าง สุขภาวะทางจิตใจและอารมณ์ สุขภาวะทางความคิด สุขภาวะทางสังคม สุขภาวะทางร่างกาย และสุขภาวะ ทางจิตวิญญาณ โดยมีการออกแบบโปรแกรมการใช้เวลาว่างทสี่ อดคลอ้ งตามความต้องการ ความสามารถ และ เกิดความพึงพอใจของนักเรียนในการเห็นคุณคา่ ของการใชเ้ วลาวา่ งเพ่ือสร้างเสรมิ การมีสุขภาวะ วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย เพอ่ื ศึกษาผลของโปรแกรมการใช้เวลาวา่ งที่มีต่อสุขภาวะของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาตอนตน้ สมมติฐานของการวิจัย 1. ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมใช้เวลาว่างที่มีต่อสุขภาวะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มทดลองมีสขุ ภาวะดกี วา่ กอ่ นเข้าร่วมโปรแกรมฯ 2. ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการใช้เวลาว่างที่มีต่อสุขภาวะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุม่ ทดลองมสี ขุ ภาวะดกี ว่ากลุม่ ควบคมุ วธิ ีดาเนนิ การวจิ ัย การวิจัยน้ีเป็นการวิจัยก่ึงทดลอง (quasi - experimental research) มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของ โปรแกรมการใช้เวลาว่างที่มีต่อสุขภาวะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และได้ผ่านการรับรองจาก คณะกรรมการการทาวิจัยในมนุษย์จากคณะกรรมการจริยธรรมสาหรับพิจารณาโครงการวิจัยที่ทาในมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เม่ือวันท่ี 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 โดยมีหมายเลขรับรอง คือ COA No. COA63/057 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครัง้ นี้ ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น ทั้งเพศชายและเพศหญงิ ที่ศึกษา ในโรงเรียนของจังหวัดชุมพร ภายใต้สังกัดสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 ประเภทอนุบาล - มัธยมศึกษา แบ่งเป็น 3 อาเภอ ได้แก่ อาเภอเมืองชุมพร อาเภอท่าแซะ และอาเภอปะทิว รวมทั้งส้ิน 42 โรงเรียน มีนกั เรยี นจานวนทงั้ ส้ิน 3,052 คน (Office of the Basic Education Commission, 2020) การสุม่ ตวั อยา่ งใชว้ ธิ กี ารสุ่มแบบหลายขน้ั ตอน (Multi - stage random sampling) ดงั น้ี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346