บทนา กีฬาฟุตบอล เป็นกีฬาหน่ึงที่ได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมทั่วโลก ท้ังนี้ก็เพราะว่ากีฬาฟุตบอลเป็น กีฬาเพื่อสุขภาพ ความบันเทิง และความเป็นเลิศ สาหรับการพัฒนาเพ่ือความเป็นเลิศนั้นนักกีฬาจะต้องเป็น ผู้มีทักษะท่ีดีไม่ว่าจะเป็นการครอบครองลูกบอล การเลี้ยง การเตะ การส่ง การยิงประตู และการใช้ศีรษะ ในการเล่นลูกบอล เน่ืองจากทกั ษะเหลา่ น้ีเป็นทักษะพ้ืนฐานทส่ี าคัญของกีฬาฟุตบอล (Apisit Wongsut, 2016) กีฬาฟุตบอล เป็นกีฬาที่ใช้กาลังจากกล้ามเนื้อขาเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การกระโดด และการเตะ ดังน้ัน ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือขาจึงเป็นปัจจัยหน่ึงท่ีมีความสาคัญในการเล่นฟุตบอลให้มีประสิทธิภาพ เน่ืองจากความสาเร็จในการเล่นกีฬาน้ันจะขึ้นอยู่กับทักษะเบื้องต้นและความแข็งแรงของร่างกายเป็นสาคัญ ความแข็งแรงจึงเป็นองค์ประกอบหน่ึงท่ีจะเพิ่มความสาเร็จให้กับนักกีฬา (Kittithat Pangan, Pheerapong Boonsiri, & Sudyod Chomsahai, 2019) ในการเล่นฟุตบอลประกอบด้วยทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเล่น แต่ทักษะท่ีสาคัญท่ีสุด คือ ความสามารถในการเตะลูกฟตุ บอล เพราะผลการแข่งขันจะสรุปว่าทีมใดแพ้หรือชนะน้นั ประสิทธิภาพการ เตะลูกฟุตบอลจะเป็นตวั บ่งช้ี ทีมใดยิงประตูได้มากกว่าเป็นฝ่ายชนะ ไม่ว่าจะโดยการยิงแบบใดหรือในลักษณะ ใดกต็ ามเมือ่ ลกู ฟุตบอลข้ามเส้นประตูถือว่าได้คะแนน (Kanyarat Chalowrak, 2015) สอดคล้องกบั ธรรมชาติ นาคะพันธ์ (Thammachat Nakhaphan, 2015) ทาการศึกษา ผลของโปรแกรมการฝึกแบบสถานีท่ีมี ต่อความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายพบว่า การฝึกตามโปรแกรม การฝึกแบบสถานี ช่วยเพิ่มความสามารถในการพัฒนาทักษะการเล้ียงลูกฟุตบอลได้เป็นอย่างดี นอกจากน้ี ในการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเน้ือสามารถทาได้ โดยการฝึกด้วยน้าหนัก (weight training) ซ่ึงเป็น การฝึกด้วยแรงต้าน (resistance training) โดยการฝึกด้วยแรงต้านจะส่งผลให้สมรรถภาพกล้ามเนื้อดา้ นตา่ ง ๆ ของนักกีฬาเพ่ิมข้ึน (Kenney, Wilmore, & Costill, 2015) และในการฝึกเพ่ือพัฒนาความแข็งแรงของ กล้ามเน้ือส่วนล่างของร่างกายที่ได้รับความนิยม คือ การฝึกในท่าสควอท ( squat) เนื่องจากการฝึก ในท่าสควอทมีลักษณะใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของกีฬา เช่น การวิ่ง การกระโดด การเคลื่อนที่ ซ่ึงเป็น การทางานรว่ มกันของกล้ามเนอ้ื ขาซงึ่ เปน็ ลักษณะกิจกรรมในกฬี าฟุตบอล การฝึกเสริมพลังของกล้ามเน้ือ จึงจาเป็นที่จะต้องเพ่ิมท้ังความแข็งแรงและความเร็ว สอดคล้องกับ ผลการวิจัยของ วาเวอร์ก้า และคณะ (Vaverka et al., 2013) ได้ทาการศึกษาการกระโดดในแนวดิ่งด้วยการ ใช้กล้ามเนื้อ quadriceps และ hamstring พบว่า ระดับความหนักที่เหมาะสม คือ ระดับความหนักที่อยู่ ในชว่ ง 30% ของความแข็งแรงสงู สดุ ดว้ ยตัวเปล่า อีกทั้งพลงั กล้ามเนื้อทเ่ี หมาะสมจะอยทู่ ี่ 30 - 40% ของความ แข็งแรงสูงสุด (Sonthaya Sriramatr, 2017) ซึ่งองค์ประกอบหนึ่งท่ีมีความสาคัญในการแข่งขันกีฬาฟุตบอล คือ ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อของขา ดังนั้น การประกอบกันของความแข็งแรง ของนักฟุตบอล จึงต้องแยกส่วนการฝึกในท่า leg curl ในกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง และ leg extension ในกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้า เพราะเป็นองค์ประกอบท่สี าคญั ของความแข็งแรงกลา้ มเนื้อต้นขา ในทางท่ีปฏิบัติกัน คือ การเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพราะเป็นสิ่งสาคัญท่ีจะทาให้เส้นใยกล้ามเนื้อมีความเร็วในการ หดตัวมากย่ิงขึ้นนั่นเอง หากนักกีฬาได้รับการพัฒนาเสริมสร้างความแข็งแรงเพิ่มขึ้น การแสดงออกซ่ึงพลัง ของกล้ามเน้ือก็จะสามารถทาได้อย่างมีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน และถ้าส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา ได้รับ การพัฒนาการเคล่ือนไหวให้เร็วขึ้น การส่งพลังเพ่ือการเคล่ือนไหวของร่างกายก็จะเพ่ิมมากย่ิงขึ้น (Chotika Boonthong, 2014) จะเห็นได้จากการศึกษาของ ประพันธ์ศักด์ิ เดชศรี (Prapansak Dechsri, 2015) ที่ได้ ศกึ ษา ผลการฝึกกล้ามเน้ือต้นขาด้วยน้าหนัก การฝึกพลัยโอเมตริก และการฝึกแบบผสมผสานด้วยน้าหนักและ ฝกึ พลัยโอเมตริกทมี่ ีผลต่อความแข็งแรงกล้ามเน้อื ต้นขา พลังกล้ามเนือ้ ตน้ ขา และความเร็วของนักกีฬาฟุตบอล
พบว่า ในการเสริมสร้างพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเน้ือต้นขา โปรแกรมการฝึกด้วยน้าหนักจะมีความ เหมาะสมมากท่ีสุด เมื่อเปรียบเทียบกับการฝึกพลัยโอเมตริก และการฝึกแบบผสมผสานด้วยน้าหนักและฝึก พลัยโอเมตริก ซ่ึงทั้ง 3 โปรแกรม สามารถพัฒนาพลังของกล้ามเนื้อต้นขาได้ดีเท่ากัน ส่วนการพัฒนาความเร็ว โปรแกรมการฝกึ ดว้ ยนา้ หนกั สามารถพฒั นาความเรว็ ได้ดที สี่ ุด จากที่กล่าวมาข้างต้นพบว่า โปรแกรมฝึกซ้อมฟุตบอลปัจจุบันยังไม่มีการฝึกเสริมความแข็งแรงเพ่ือ พัฒนาพลังกล้ามเนื้อต้นขาที่เฉพาะเจาะจงอย่างชัดเจน ผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาผลของการฝึกเสริมพลัง กล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าและด้านหลังด้วยท่าฝึก leg extension เพื่อมุ่งพัฒนากลุ่มกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้า (quadriceps) และท่าฝึก leg curl เพื่อมุ่งพัฒนากลุ่มกล้ามเน้ือต้นขาด้านหลัง (hamstrings) ที่ส่งผลต่อ ความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และดาเนินการทดสอบ ความสามารถในการเตะฟุตบอล และพลังกล้ามเน้อื ขา เพ่ือยืนยันถึงประสทิ ธิผลของโปรแกรมการฝกึ เสริมพลัง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งท่ีจะช่วยพัฒนาความสามารถทางกลไก และส่งเสริม ความสามารถในการเตะฟุตบอลได้ดียิ่งขึ้น ประกอบผลของการศึกษาในคร้ังนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ฝึกสอน และผู้เก่ียวข้องกับวงการกีฬาฟุตบอลอาชีพในการนาผลท่ีได้จากการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการฝึกซ้อม พฒั นา ปรบั ปรงุ และแก้ไขให้กบั นกั กีฬาฟตุ บอลอาชีพใหม้ ศี ักยภาพทส่ี งู ขน้ึ ต่อไป วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั เพ่ือศึกษาผลของการฝึกเสริมพลังกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าและด้านหลังท่ีส่งผลต่อความสามารถใน การเตะของนักกีฬาฟตุ บอลอาชีพ โดยพิจารณาจาก 1. การเปรียบเทียบความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพในกลุ่มทดลองที่ฝึกเสริมพลัง กล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง ก่อนการฝึกกับหลังการฝึก 2. การเปรียบเทียบความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพหลังการทดลองระหว่างกลุ่ม ทดลองทฝ่ี กึ เสรมิ พลังกลา้ มเน้ือต้นขาด้านหนา้ และดา้ นหลงั กับกลุ่มควบคุมท่ีฝกึ ตามโปรแกรมปกติ สมมติฐานการวิจยั 1. ความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพในกลุ่มทดลองที่ฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขา ด้านหน้าและดา้ นหลัง กอ่ นการฝึกกบั หลงั การฝกึ แตกต่างอยา่ งมนี ยั สาคัญทรี่ ะดบั 0.05 2. ความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองท่ีฝึกเสริม พลังกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าและด้านหลังกับกลุ่มควบคุมท่ีฝึกตามโปรแกรมปกติ แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญ ทีร่ ะดับ 0.05 วิธีการดาเนนิ งานวจิ ัย การศกึ ษาวิจยั นี้เปน็ การวิจยั เชิงทดลอง (experimental research) ได้ผา่ นการพิจารณาและไดร้ ับการรบั รอง จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ จากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติ เลขที่ 055/2564 เมอ่ื วันท่ี 11 มถิ ุนายน 2564 กลุ่มประชากร เป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ สังกัดสโมสรฟุตบอลกระบ่ี ท่ีรับรองโดยสมาคมกีฬาฟุตบอล แหง่ ประเทศไทยในพระบรมราชปู ถัมภ์ และการกฬี าแหง่ ประเทศไทย จานวน 53 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ สังกัดสโมสรฟุตบอลกระบี่ ที่รับรองโดยสมาคมกีฬา ฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยการกาหนดขนาดของ กลุ่มตัวอย่าง (sample size) ได้จากการคานวณโดยใช้โปรแกรม G*power เวอร์ช่ัน 3.1.9.4 การกาหนดกลุ่ม
ตัวอย่าง พิจารณาค่าอานาจการทดสอบ (power of the test) ที่ 0.80 และค่าขนาดของผลกระทบ (effect size) ที่ 1.20 โดยการคานวณอ้างอิงจากการศึกษางานวิจัย เร่ืองผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบ เอกเซนตริกที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลของ รณภพ ชาวปลายนา (Ronnaphop Chaoplaina, 2018) กาหนดความมีนัยสาคัญที่ 0.05 ซึ่งได้กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มละ 12 คน และเพ่ือป้องกัน การสูญหายของกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้เพ่ิมจานวนกลุ่มตัวอย่างอีกกลุ่มละ 3 คน รวมเป็นกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มละ 15 คน และมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ท้ังหมด 30 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) จากน้นั ผ้วู ิจยั ไดท้ าการแบ่งกลุ่ม ออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 15 คน โดยมีการแบ่งกลมุ่ ตามเกณฑ์ ดังนี้ 1. นากลมุ่ ตวั อยา่ ง จานวน 30 คน ทาการทดสอบความสามารถในการเตะฟุตบอล 2. นาผลการทดสอบความสามารถในการเตะฟุตบอล จานวน 30 คน มาเรียงลาดับ 1 - 30 โดยเรียงลาดับนกั กีฬาที่มคี วามสามารถในการเตะฟุตบอล ซ่ึงมีหน่วยวัดเป็นเมตร จากน้อยทสี่ ุดไปหามากที่สุด จากนั้นทาการแบ่งกลุ่มโดยวิธีการแบบจับคู่ (matched groups) เพื่อให้ก่อนการทดลองกลุ่มตัวอย่าง ท้ังสองกลุ่มมีระดับความสามารถในการเตะฟุตบอลไมแ่ ตกตา่ งกนั เกณฑ์การคัดเลือกกลมุ่ ตัวอย่างเขา้ ร่วมการวิจยั 1. นักกีฬาฟุตบอลอาชีพ ท่ีรับรองโดยสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และการกีฬาแหง่ ประเทศไทย 2. มีความสมัครใจและยินดีทจ่ี ะเขา้ รว่ มการวิจัย 3. ไม่เคยไดร้ ับการฝึกเสริมพลงั กลา้ มเนอื้ มาก่อน 4. ผ่านการประเมินความพร้อมของร่างกายเพ่ือยืนยันว่าไม่มีการบาดเจ็บโดยนักวทิ ยาศาสตรก์ ารกีฬา ผู้ฝกึ สอน และแพทย์ประจาทีมเป็นผปู้ ระเมนิ เกณฑก์ ารคดั เลือกกล่มุ ตัวอยา่ งออกจากการวจิ ัย 1. เกิดเหตสุ ุดวิสยั ไมส่ ามารถร่วมวิจัยได้ 2. ไม่สมคั รใจท่จี ะรว่ มวิจัยต่อ 3. เข้ารว่ มทาการวจิ ัยน้อยกว่าร้อยละ 85 (20 คร้งั ของเวลาการฝกึ ทง้ั หมด 24 ครัง้ ) เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย 1. โปรแกรมการฝกึ เสริมพลังกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง 2. แบบทดสอบความสามารถในการเตะฟุตบอล (Tatchanon Chindapuk, Peerapong Boonsiri, & Sudyod Chomsahai, 2016) 3. แบบทดสอบพลังกล้ามเน้ือขา ด้วยการวัดการกระโดดสูงในแนวดิ่ง (vertical Jump) ด้วยเคร่ืองวัด การกระโดดสูง (swift Yardstick) (Bureau of Sports Science Department of Physical Education Ministry of Tourism and Sports, 2017) ขั้นตอนในการดาเนนิ การวิจยั 1. ศกึ ษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้อง 2. ร่างโปรแกรมการฝึกเสริมพลังกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าและด้านหลังให้ท่ีปรึกษางานวิจัย ได้ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะ จากนั้นนาข้อเสนอแนะท่ไี ด้มาปรบั ปรงุ แก้ไข 3. ดาเนินการตรวจสอบคุณภาพของโปรแกรมการฝึกจากผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 ท่าน ประกอบด้วย ผูเ้ ช่ียวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จานวน 2 ทา่ น ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาฟุตบอล จานวน 3 ท่าน โดยการตรวจสอบ หาคา่ ดชั นคี วามสอดคล้อง (index of item objective congruence: IOC) ซ่ึงมคี ่าเทา่ กับ 0.91
4. นาโปรแกรมการฝึกมาปรับปรุง แก้ไขตามท่ีผู้เช่ียวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะ และดาเนินการ ทดลองใช้ (try out) กับนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ สังกัดสโมสรฟุตบอลกระบ่ี ที่รับรองโดยสมาคมกีฬาฟุตบอล แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และการกีฬาแห่งประเทศไทยที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจริง จานวน 10 คน ซง่ึ พบวา่ นักกฬี าฟตุ บอลอาชีพ ท้งั 10 คน สามารถปฏิบตั ติ ามโปรแกรมการฝึกทไ่ี ด้ 5. นาโปรแกรมการฝึกที่ผ่านการทดลองใช้มาปรับปรุง และให้ที่ปรึกษางานวิจัยได้ตรวจสอบ และให้ ขอ้ เสนอแนะ เพอ่ื ให้ไดโ้ ปรแกรมการฝึกเสรมิ พลังกล้ามเนื้อตน้ ขาด้านหน้าและดา้ นหลังท่มี ีคุณภาพ 6. ดาเนินการเกบ็ ขอ้ มูลกับกลุ่มตวั อย่าง การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 1. แบง่ กลุม่ ตัวอย่างออกเปน็ 2 กลุ่ม ดงั น้ี 1.1 กล่มุ ควบคุม จะฝึกโปรแกรมฟุตบอลและฝึกเสริมตามโปรแกรมของสโมสรปกติ 1.2 กลุ่มทดลอง จะทาการหาค่า 1RM test (repetition maximum test) ของกล้ามเนื้อ ต้นขาด้านหน้าด้วยท่า leg extension ด้วยเครื่อง keiser A250 leg extension และกล้ามเนื้อต้นขา ด้านหลังด้วยท่า leg curl ด้วยเคร่ือง keiser A250 seated leg curl จากน้ันจะฝึกโปรแกรมฟุตบอลของสโมสร และฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึกพลังกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าและด้านหลังที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน โดยการบูรณาการจาก ทฤษฎีของ บ็อมพา้ และคาร์เรร่า (Bompa, & Carrera, 2005) ดังนี้ 1.2.1 สปั ดาห์ที่ 1 - 2 1) การอบอุ่นร่างกาย (warm up) และการยืดเหยียดกล้ามเน้ือ (stretching) ตาม โปรแกรมปกตขิ องสโมสร 20 นาที 2) ฝึกตามโปรแกรมฟุตบอลของสโมสร 90 นาที 3) ฝึกเสริมพลังกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าด้วยท่า leg extension ด้วยเคร่ือง keiser A250 leg extension ฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังด้วยท่า leg curl ด้วยเคร่ือง keiser A250 seated leg curl โดยใช้จังหวะการยกเร็ว ฝึกท่ีความหนัก 30% 1RM จานวน 10 ครั้ง/เซต ปฏิบัติทั้งหมด 4 เซต เวลาพักระหว่าง เซต 3 นาที 4) การทาให้ร่างกายคืนสู่สภาพปกติ (cool down) และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (stretching) ตามโปรแกรมปกติของสโมสร 20 นาที 1.2.2 สัปดาห์ท่ี 3 - 4 1) การอบอุ่นร่างกาย (warm up) และการยืดเหยียดกล้ามเน้ือ (stretching) ตามโปรแกรม ปกติของสโมสร 20 นาที 2) ฝึกตามโปรแกรมฟุตบอลของสโมสร 90 นาที 3) ฝึกเสริมพลังกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าด้วยท่า leg extension ด้วยเคร่ือง keiser A250 leg extension ฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังด้วยท่า leg curl ด้วยเคร่ือง keiser A250 seated leg curl โดยใช้จังหวะการยกเร็ว ฝึกที่ความหนัก 30% 1 RM จานวน 10 ครั้ง/เซต ปฏิบัติทั้งหมด 5 เซต เวลาพัก ระหว่างเซต 3 นาที 4) การทาให้ร่างกายคืนสู่สภาพปกติ (cool down) และการยืดเหยียดกล้ามเน้ือ (stretching) ตามโปรแกรมปกตขิ องสโมสร 20 นาที 1.2.3 สัปดาหท์ ่ี 5 - 6 1) การอบอุ่นร่างกาย (warm up) และการยืดเหยียดกล้ามเน้ือ (stretching) ตาม โปรแกรมปกติของสโมสร 20 นาที
2) ฝึกตามโปรแกรมฟุตบอลของสโมสร 90 นาที 3) ฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าด้วยท่า leg extension ด้วยเคร่ือง keiser A250 leg extension ฝึกเสริมพลังกล้ามเน้ือต้นขาด้านหลังด้วยท่า leg curl ด้วยเคร่ือง keiser A250 seated leg curl โดยใช้จังหวะการยกเร็ว ฝึกที่ความหนัก 40% 1 RM จานวน 10 ครั้ง/เซต ปฏิบัติทั้งหมด 4 เซต เวลาพัก ระหว่างเซต 3 นาที 4) การทาให้ร่างกายคืนสู่สภาพปกติ (cool down) และการยืดเหยียดกล้ามเน้ือ (stretching) ตามโปรแกรมปกตขิ องสโมสร 20 นาที 1.2.4 สัปดาหท์ ่ี 7 - 8 1) การอบอุ่นร่างกาย (warm up) และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (stretching) ตาม โปรแกรมปกตขิ องสโมสร 20 นาที 2) ฝึกตามโปรแกรมฟุตบอลของสโมสร 90 นาที 3) ฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าด้วยท่า leg extension ด้วยเครื่อง keiser A250 leg extension ฝกึ เสรมิ พลงั กล้ามเนื้อตน้ ขาด้านหลังด้วยทา่ leg curl ด้วยเครอื่ ง keiser A250 seated leg curl โดยใช้จังหวะการยกเร็ว ฝึกทีค่ วามหนกั 40% 1 RM จานวน 10 ครั้ง/เซต ปฏิบตั ทิ ง้ั หมด 5 เซต เวลา พกั ระหวา่ งเซต 3 นาที 4) การทาใหร้ า่ งกายคืนสสู่ ภาพปกติ (cool down) และการยืดเหยยี ดกล้ามเนื้อ (stretching) ตามโปรแกรมปกติของสโมสร 20 นาที 2. ท้ังสองกลุ่มทาการฝึกเสริม วันละ 30 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ ฝึกในวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เวลา 17.30 - 18.00 น. เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สถานท่ีฝึก สนามกีฬาฟุตบอล และศูนย์วิทยาศาสตร์ การกฬี า มหาวทิ ยาลัยการกฬี าแห่งชาติ วิทยาเขตกระบ่ี 3. ทาการทดสอบความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอล จานวน 2 ครั้ง ได้แก่ ก่อนการฝึกและ หลังการฝกึ สัปดาห์ที่ 8 ซงึ่ มรี ายการทดสอบ ดงั น้ี 3.1 ทดสอบความสามารถในการเตะฟตุ บอล 3.2 ทดสอบพลังกล้ามเนื้อขา ด้วยการวัดการกระโดดสูงในแนวดิ่ง (vertical Jump) ด้วยเครื่องวัด การกระโดดสูง (swift Yardstick) การวเิ คราะหข์ ้อมูล 1. หาค่าเฉลีย่ (mean) สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (standard deviation) 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของพลังของกล้ามเนื้อขาและความสามารถในการเตะของ นักกีฬาฟุตบอลอาชีพ ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ด้วยการ วิเคราะห์สถิติ independent t-test ระหว่างกลุ่ม และ pair t-test ภายในกลุ่ม ก่อนการฝึกและหลังการฝึก สัปดาห์ที่ 8 3. กาหนดระดบั นัยสาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั 0.05
ผลการวิจยั ตารางท่ี 1 ค่าเฉลยี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของข้อมลู ทวั่ ไปของกล่มุ ควบคมุ และกลุ่มทดลอง ขอ้ มลู ทวั่ ไป กลุ่มควบคมุ (n=15) กลมุ่ ทดลอง (n=15) อายุ (ป)ี ������̅±S.D. ������̅±S.D. นา้ หนกั (กิโลกรัม) 23.40±3.02 23.00±2.51 ส่วนสูง (เซนตเิ มตร) 64.81±4.94 65.64±3.90 ดัชนมี วลกาย (กิโลกรมั ต่อตารางเมตร) 174.80±5.51 173.27±4.62 23.22±1.78 23.21±1.82 จากตารางที่ 1 พบว่า กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง มีค่าเฉล่ีย เท่ากับ 23.40±3.02 ปี และ 23.00±2.51 ปี ตามลาดับ น้าหนัก มีค่าเฉล่ีย เท่ากับ 64.81±4.94 กิโลกรัม และ 65.64±3.90 กิโลกรัม ตามลาดับ ส่วนสูง มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 174.80±5.51 เซนติเมตร และ 173.27±4.62 เซนติเมตร และดัชนีมวลกาย มีคา่ เฉล่ยี เท่ากับ 23.22±1.78 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และ 23.21±1.82 กิโลกรมั ต่อตารางเมตร ตามลาดบั ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน พลังกล้ามเนื้อขาและความสามารถในการเตะของ นกั กฬี าฟุตบอลอาชพี ก่อนการฝึกและหลงั การฝกึ สัปดาห์ที่ 8 ภายในกลมุ่ ควบคุม ตัวแปร กอ่ นการฝกึ หลงั การฝึก t p สัปดาหท์ ี่ 8 พลังกลา้ มเนอื้ ขา (เมตร) ������̅±S.D. -2.50 0.02* ความสามารถในการเตะฟตุ บอล (เมตร) 51.40±2.82 ������̅±S.D. -2.61 0.01* *p < 0.05 63.08±2.44 53.93±2.74 65.28±2.16 จากตารางท่ี 2 พบว่า กลุ่มควบคุมในช่วงก่อนการฝึก ค่าเฉล่ียของพลังกล้ามเน้ือขา เท่ากับ 51.40±2.82 เมตร และความสามารถในการเตะฟุตบอล เท่ากับ 63.08±2.44 เมตร ภายหลังการฝึก สัปดาห์ท่ี 8 ค่าเฉล่ียของพลังกล้ามเนื้อขา เท่ากับ 53.93±2.74 เมตร และความสามารถในการเตะฟุตบอล เท่ากับ 65.28±2.16 เมตร และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างภายในกลุ่มทดลองช่วงก่อนการฝึกกับภายหลัง การฝึกสัปดาห์ท่ี 8 พบว่า ทั้งพลังกล้ามเนื้อขา และความสามารถในการเตะฟุตบอล มีความแตกต่างอย่างมี นยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ 0.05 ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบคา่ เฉลีย่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พลังกล้ามเน้ือขาและความสามารถในการเตะของ นกั กีฬาฟุตบอลอาชพี ก่อนการฝกึ และหลงั การฝึกสปั ดาห์ที่ 8 ภายในกลมุ่ ทดลอง ตวั แปร ก่อนการฝึก หลังการฝึก tp สัปดาหท์ ี่ 8 พลังกล้ามเนอ้ื ขา (เมตร) ������̅±S.D. ������̅±S.D. -3.39 0.00* ความสามารถในการเตะฟุตบอล (เมตร) 51.67±4.37 56.67±3.68 -7.53 0.00* *p < 0.05 63.14±2.34 70.45±2.95
จากตารางที่ 3 พบว่า กลุ่มทดลอง ในช่วงก่อนการฝึก ค่าเฉลี่ยของพลังกล้ามเน้ือขา เท่ากับ 51.67±4.37 เมตร และความสามารถในการเตะฟุตบอล เท่ากับ 63.14±2.34 เมตร ภายหลังการฝึก สัปดาห์ที่ 8 ค่าเฉล่ียของพลังกล้ามเนื้อขาเท่ากับ 56.67±3.68 เมตร และความสามารถในการเตะฟุตบอล เท่ากับ 70.45±2.95 เมตร และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างภายในกลุ่มทดลองช่วงก่อนการฝึกกับภายหลัง การฝึกสัปดาห์ท่ี 8 พบว่า ท้ังพลังกล้ามเนื้อขา และความสามารถในการเตะฟุตบอล มีความแตกต่างอย่างมี นยั สาคัญทางสถติ ิท่รี ะดบั 0.05 ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พลังกล้ามเนื้อขาและความสามารถในการเตะ ของนักกฬี าฟตุ บอลอาชีพ ก่อนการฝกึ ระหวา่ งกล่มุ ควบคุมกบั กล่มุ ทดลอง ตัวแปร กลมุ่ ควบคมุ กล่มุ ทดลอง tp ������̅±S.D. ������̅±S.D. พลงั กล้ามเน้ือขา (เมตร) 51.67±4.37 0.20 0.84 ความสามารถในการเตะฟตุ บอล (เมตร) 51.40±2.82 0.07 0.95 *p < 0.05 63.14±2.34 63.08±2.44 จากตารางท่ี 4 พบว่า ในช่วงก่อนการฝึก กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของพลังกล้ามเนื้อขา เท่ากับ 51.40±2.82 เมตร และความสามารถในการเตะฟุตบอล เท่ากับ 63.08±2.44 เมตร ส่วนกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ย ของพลังกล้ามเน้ือขา เท่ากับ 51.67±4.37 เมตร และความสามารถในการเตะฟุตบอล เท่ากับ 63.14±2.34 เมตร และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลอง พบว่า ท้ังพลังกล้ามเน้ือขา และ ความสามารถในการเตะฟุตบอล ไมแ่ ตกต่างอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิ ตารางที่ 5 การเปรียบเทียบค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พลังกล้ามเนื้อขาและความสามารถในการเตะ ของนักกฬี าฟตุ บอลอาชพี ภายหลังการฝกึ สัปดาห์ที่ 8 ระหวา่ งกลุ่มควบคมุ กบั กลุ่มทดลอง ตัวแปร กลุ่มควบคุม กลมุ่ ทดลอง t p พลงั กลา้ มเนื้อขา (เมตร) ������̅±S.D. ������̅±S.D. 53.93±2.74 56.67±3.68 2.31 0.03* ความสามารถในการเตะฟตุ บอล (เมตร) 65.28±2.16 70.45±2.95 5.48 0.00* *p < 0.05 จากตารางท่ี 5 พบว่า ในช่วงภายหลังการฝึกสัปดาห์ท่ี 8 กลุ่มควบคุมมีค่าเฉล่ียของพลังกล้ามเน้ือขา เท่ากับ 53.93±2.74 เมตร และความสามารถในการเตะฟุตบอล เท่ากับ 65.28±2.16 เมตร ส่วนกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยของพลังกล้ามเนื้อขา เท่ากับ 56.67±3.68 เมตร และความสามารถในการเตะฟุตบอล เท่ากับ 70.45±2.95 เมตร และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองพบว่า ท้ังพลัง กลา้ มเนอื้ ขา และความสามารถในการเตะฟุตบอล แตกต่างอย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.05 อภปิ รายผลการวิจัย 1. ความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ ในกลุ่มทดลองท่ีฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขา ด้านหน้าและด้านหลัง ก่อนการฝึกกับหลังการฝึก เป็นไปตามสมมติฐานท่ีผู้วิจัยได้กาหนดไว้ว่า ความสามารถ ในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพในกลุ่มทดลองท่ีฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง
กอ่ นการฝึกกบั หลังการฝกึ แตกตา่ งอย่างมีนัยสาคัญท่รี ะดับ 0.05 จากผลการวิจัยพบว่า หลงั การฝกึ สัปดาห์ที่ 8 ภายในกลุ่มทดลอง การฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลังส่งผลให้พลังกล้ามเนื้อขา และ ความสามารถในการเตะฟุตบอลเพิ่มมากขึ้น โดยสามารถสังเกตได้จากผลการทดสอบที่พบการพัฒนา อย่างชัดเจนหลังได้รับการฝึกตามโปรแกรมเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง ในขณะที่กลุ่ม ควบคุมมีค่าเฉล่ียของผลการวิจัยน้ันปรากฏว่ามีแนวโน้มท่ีดีขึ้น แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ 0.05 แต่เม่ือ ทาการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลอง จะเห็นความแตกต่างของค่าเฉล่ียท่ีดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน ของการทดสอบ จะเห็นได้ถึงความแตกต่างอยา่ งชัดเจนถึงการพัฒนาทีเ่ กดิ ขึน้ สอดคล้องกับ อนงค์นชุ รุ่งหริ ัญศักด์ิ และคณะ (Anongnuch Runghiransak et al., 2020) ได้ทาการศึกษา ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกที่มี ต่อพลังกล้ามเน้ือขาของนักกีฬายกน้าหนักหญิงพบว่า โปรแกรมพลัยโอเมตริกสามารถพัฒนาพลังกล้ามเนื้อขา ของนักกีฬายกน้าหนักหญิง โดยในเวลาในการฝึก 8 สัปดาห์ และสอดคล้องกับ ชูพงศ์ จันทร์อรุณ และชุมพล ปานเกตุ (Chuphong Chanarun, & Choompol Panket, 2016) ได้ทาการศึกษาผลของการฝึกความแข็งแรง ของกล้ามเน้ือขาที่มีต่อความสามารถในการเตะลูกฟุตบอลของนักกีฬาฟุตบอล อายุ 13 - 15 ปี พบว่า กลุ่มทดลองที่ใช้โปรแกรมการฝึกความแข็งแรงของขาสามารถพัฒนาความสามารถในการเตะลูกฟุตบอล มากกว่านักกีฬากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 จะเห็นได้ว่า ในกีฬาฟุตบอลนั้นเป็นกีฬา ท่ีใช้ร่างกายในระยะเวลานานสาหรับการฝึกซ้อมและทาการแข่งขัน กล้ามเนื้อขาจึงมีส่วนสาคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการเล่นฟุตบอลไม่ว่าจะเป็นการว่ิง กระโดด และการเตะ ล้วนใช้กาลังจากกล้ามเนื้อขาทั้งส้ิน เพราะฉะน้ัน พลังกล้ามเน้ือขาเป็นสิ่งท่นี ักกฬี าฟุตบอลไมส่ ามารถขาดได้ การฝึกเสรมิ พลงั กล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง จึงมีส่วนสาคัญสาหรับกีฬาฟุตบอล ดังท่ี บ็อมพ้า และคาร์เรร่า (Bompa, & Carrera, 2005) ในการแข่งขันกีฬา หลาย ๆ ชนิดทีม่ ีความเร็วในการเคลื่อนที่หรือการกระโดดนั้น นักกฬี าจะต้องการพลังกล้ามเน้ือในการออกแรง เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่หรือกระโดด ผู้ที่มีพลังกล้ามเน้ือมากกว่าจะมีความได้เปรียบทางการ กฬี ามากกวา่ 2. ความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลอง ที่ฝึก เสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลังกับกลุ่มควบคุมท่ีฝึกตามโปรแกรมปกติเป็นไปตามสมมติฐานที่ ผู้วิจัยได้กาหนดไว้ว่า ความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพหลังการทดลอง ระหว่างกล่มุ ทดลองท่ี ฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลังกับกลุ่มควบคุมที่ฝึกตามโปรแกรมปกติ แตกต่างอย่างมี นัยสาคัญแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 พลัง กล้ามเน้ือขา และความสามารถในการเตะฟุตบอลของกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทาง สถิตทิ ่ีระดับ 0.05 สอดคลอ้ งกบั กิตตธิ ัช ปน๋ั จันทร์ และคณะ (Kittithat Pangan et al., 2019) ได้ทาการศกึ ษา เรื่องการใหโ้ ปรแกรมเสริมสร้างความแข็งแรงของขาสาหรับนักกีฬาฟุตบอล รนุ่ อาย 12 ปี พบว่า โปรแกรมการ เสริมสร้างความแข็งแรงของขา มีผลทาให้ความสามารถในการส่งบอลและความแข็งแรงของขาของนักกีฬา ฟุตบอล ระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตาม ทฤษฎีการฝึกความแข็งแรงและพลังของกล้ามเน้ือ บ็อมพ้า และคาร์เรร่า (Bompa, & Carrera, 2005) ที่ได้ กล่าวว่า การเปลี่ยนความแข็งแรงสูงสุดของกล้ามเน้ือให้เป็นพลังกล้ามเนื้อ (power) ในลักษณะต่าง ๆ ที่ต้องการใช้ในการแข่งขันกีฬาแต่ละชนิดสามารถฝึกได้ โดยใช้เวลา 4 - 5 สปั ดาห์ สอดคล้องกับ อาเมียร์ และ บาห์มาน (Amir, & Bahman, 2017) ที่ได้ทาการศึกษาช่วงของระยะเวลาในการฝึกด้วยแรงต้านในนักกีฬา ฟตุ บอล จากการศกึ ษาสามารถบ่งชีไ้ ดอ้ ยา่ งชัดเจนถึงผลของความแขง็ แรงท่เี พิ่มขึ้นภายหลังจากการฝึกดว้ ยแรง ต้าน และ พาวิว และคณะ (Pawel et al., 2020) ได้กล่าวว่า ในบรรดาการฝึกท้ังหลาย เพ่ือพัฒนาทักษะ ทางการเคล่ือนไหวของนักกีฬาฟุตบอลนั้น การฝึกด้วยแรงต้าน หรือการฝึกด้วยการเสริมแรง เสริมพลัง
มีบทบาทสาคัญท่ีจะพัฒนาประสิทธิภาพของการส่ังการ การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อ ท้ังพัฒนาในส่วน ของความแข็งแรง ความอดทน และความเร็วของการเล่นกีฬาฟุตบอลได้ดีย่ิงขึ้น และบุญรัตน์ โง้วตระกูล (Boonrat Ngowtrakul, 2017) กล่าวว่า การฝึกความแข็งแรงแบบแรงต้านมีผลทาให้ความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อขานั้นแข็งแรงมากกว่าปกติ สอดคล้องกับ ชาร์เบน่า และคณะ (Chaabene et al., 2021) กล่าวว่า การฝึกด้วยแรงต้านแบบพลัยโอเมตริกสามารถเพิ่มความสามารถในการว่ิงในนักกีฬาได้อย่างดี ทั้งน้ียังไม่พบ การวิจัยการฝึกเสรมิ พลังกล้ามเน้ือในนักกีฬาฟตุ บอลอาชพี อย่างมีขน้ั ตอน เพราะโดยส่วนใหญ่จะฝึกความแข็งแรง ของร่างกายโดยรวม เนน้ การฝกึ ความแข็งแรงมากเกินไป อกี ทงั้ โปรแกรมการฝึกสามารถใช้การฝกึ เสริมในหลาย โปรแกรม เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพในการก้าวไปสู่เป้าหมายที่สูงข้ึนได้ ซ่ึง พีระพงศ์ หนูพยันต์ (Peerapong Noopayan, 2021) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบหน่ึงที่มีความสาคัญในการแข่งขันกีฬา คือ ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ โดยเฉพาะกล้ามเนอื้ ของขา เน่ืองจากกีฬาฟตุ บอลนนั้ เป็นกีฬาที่ใช้ขาเป็นส่วนใหญ่ไมว่ ่าจะเป็นการว่ิง กระโดด และการเตะ ล้วนใช้กาลังจากขาทั้งสิ้น ดังน้ัน พลังกล้ามเนื้อขาจึงเป็นสิ่งท่ีนักกีฬาฟุตบอลไม่สามารถขาดได้ ซึ่งการฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าด้วยท่า leg extension และกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังด้วยท่า leg curl โดยใช้จังหวะการยกเร็ว ฝึกที่ความหนัก 30 - 40% 1RM จานวน 10 คร้ัง ต่อเซต จานวน 4 - 5 เซต พักระหวา่ งเซต 3 นาที สามารถพฒั นาความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ สรุปผลการวิจยั การฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สามารถพฒั นาความสามารถในการเตะของนักกีฬาฟุตบอลไดด้ ีข้นึ ข้อเสนอแนะจากการวจิ ัย 1. ผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอล สามารถนาโปรแกรมการฝึกเสริมพลังกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง ไปใช้เสริมสร้างและพัฒนาความแข็งแรง และพลังกล้ามกล้ามเน้ือต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง อันจะส่งผลต่อการ พฒั นาความสามารถในการเตะของนักกฬี าฟุตบอลได้ 2. ควรนาโปรแกรมการฝึกเสริมพลังกล้ามเนื้อตน้ ขาด้านหน้าและด้านหลังไปใชใ้ นนักกฬี าชนดิ อื่น ๆ ท่เี น้น การเสริมสร้างความแข็งแรง และพลงั กล้ามกลา้ มเน้ือต้นขาด้านหนา้ และด้านหลงั References Amir Barjaste, & Bahman Mirzaei. (2017). The periodization of resistance training in soccer players: changes in maximal strength, lower extremity power, body composition, and muscle volume. The Journal of Sport Medicine and Physical Fitness, 58(9). doi: 10.23736/S0022-4707.17.07129-8. Anongnuch Runghiransak, Chanawong Hongsuwan, Charnchai Thonthasakul, & Thongchai Charoensupmanee. (2019). The effects of plyometric training on leg muscle power strength weight lifting female. Journal of Research and Development Institute, Chaiyaphum Rajabhat University, 2(3), 1 - 10. Apisit Wongsut. (2016). The effect of passing a ball training of football players with using the inside and the back of the foot on accuracy of passing a ball (Master’s thesis), Nakhon Sawan Rajabhat University.
Bompa, T., & Carrera, M. (2005). Periodization training for sports. Auckland Mew Zealand: Human Kinetics. Boonrat Ngowtrakul. (2017). Increasing lower extremity muscle strength and the speed of sit – to - stand by using a motor imagery control combined with exercise program in older adults: Electromyography and electroencephalography studies (Doctoral dissertation), Chiang Mai University. Bureau of Sports Science Department of Physical Education. (2017). Physical fitness field test football - futsal volleyball badminton. Bangkok: Bureau of Sports Science Department of Physical Education of Ministry of Tourism and Sports. Chaabene, H., Negra, Y., Moran, J., Prieske, O., Sammoud, S., Ramirez Campillo, R., & Granacher U. (2021). Plyometric training improves not only measures of linear speed, power, and change – of - direction speed but also repeated sprint ability in young female handball players. Journal of Strength and Conditioning Research, 35(8), 2230 – 2235. Chotika Boonthong. (2014). The effects of plyometrics training and weight training upon leg power and leg strength of block jumping sepak takraw players (Master’s thesis), Mahasarakham University. Chuphong Chanarun, & Choompol Panke. (2016). Effect of leg strength training upon kicking ability of football players among the age of thirteen to fifteen. Proceedings of the 1st Rajabhat Nakhon Sawns Research Conference. (pp. 145 - 154). Rajabhat Nakhon Sawns. Kanyarat Chalowrak. (2015). The relationship between physical fitness and dribbling ability of professional soccer players (Master’s thesis), Kasetsart University. Kenney, L., Wilmore, J., & Costill, D. (2015). Physiology of sport and exercise (6th ed.). Human kinetics, Canada. Kittithat Pangan, Pheerapong Boonsiri, & Sudyod Chomsahai. (2019). Program for enhancing legs power of 12 - year old soccer players under Chiang Mai Municipality Schools. Chandrakasem Rajabhat University Journal of Graduate School, 15(1), 29 - 43. Pawel Kalinowsi, Wojciech Sysiak, Damian Jerszynski, & Piotr Gronek. (2020). Resistance training in football. TRENDS in sport sciences, 27(1), 25 – 28. Peerapong Noopayan. (2021). Effects of different rest intervals during running techniques training session on running speed performance in young sprinters aged 14 - 16 years. Krabi: Faculty of Sport and Health Science, Thailand National Sport University Krabi Campus. Prapansak Dechsri. (2015). The effect of weight training, plyometric training and complex training quadricep muscles on muscular strength muscular power and speed in soccer (Master’s thesis), Mahasarakham University. Ronnaphop Chaoplaina. (2018). The effect of eccentric complex training on leg muscular performance in Soccer Players (Master’s thesis), Chulalongkorn University.
Sonthaya Sriramatr. (2017). Principle of training (4th ed.). Chulalongkorn Press, Bangkok. Tatchanon Chindapuk, Peerapong Boonsiri, & Sudyod Chomsahai. (2016). Soccer skills test making for under 14 years old male youth, Proceedings of the 13th KU-KPS Conference (pp. 2382 - 2389). Nakornpathom: Kasetsart University Kamphaeng Saen Campus. Thammachat Nakhaphan. (2015). Effect of circuit training program upon soccer dribbling ability of upper secondary school students. An Online Journal of Education, 10(2), 369 - 381. Vaverka, F., Jakubsova, Z., Jandacka, D., Zahradnik, D., Farana, R., Uchytil, J., Supej M., & Vodicar J. (2013). The Influence of an Additional Load on Time and Force Changes in the Ground Reaction Force during the Countermovement Vertical Jump. Journal of Human Kinetics, 38(1), 191 - 200. Received: January, 24, 2022 Revised: March, 24, 2022 Accepted: March, 28, 2022
การศกึ ษาการจัดการทมี กฬี ายิงปนื ของมหาวทิ ยาลยั การกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขนั กฬี ามหาวิทยาลัยแหง่ ประเทศไทย ครัง้ ที่ 45 คมกรชิ ฆ้องนาโชค คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติ วิทยาเขตสพุ รรณบุรี บทคดั ยอ่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ ศึกษาปัจจัยเกี่ยวกับการจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 45 การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือในงานวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม ได้ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือจากผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 คน โดยการหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง มีค่าเท่ากับ 0.85 และใช้วิธีการ ของครอนบาค หาค่าความเชื่อม่ัน มีค่าเท่ากับ 0.98 จากน้ันได้นาไปทดลองใช้ และปรับปรุงเครื่องมือก่อนนามา เก็บข้อมูลจริง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาของ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ผู้จัดการทีม จานวน 1 คน ผู้ฝึกสอน จานวน 4 คน และนักกีฬา จานวน 29 คน รวมเป็นจานวนประชากรทั้งส้ิน 34 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และวิธีการวิเคราะหเ์ น้ือหา (Content Analysis) ผลการวิจยั พบวา่ 1. ทรัพยากรในการจัดการ โดยรวมอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.67) การรับรู้ของผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน และ นักกีฬา ในด้านบุคลากรอยู่ในระดับดี (������̅ = 3.29) ด้านการจัดการทั่วไปอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.94) ด้านสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และเคร่ืองอานวยความสะดวกอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.90) และด้านการเงินและงบประมาณอยู่ใน ระดับพอใช้ (������̅ = 1.55) 2. กระบวนการในการจัดการ โดยรวมอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.74) การรับรู้ของผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน และนักกีฬา ด้านการประเมินผลอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.91) ด้านการวางแผนอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.83) ดา้ นการจดั องค์กรอยใู่ นระดบั ดี (������̅ = 2.63) และดา้ นการชน้ี าอยใู่ นระดบั ดี (������̅ = 2.57) 3. ควรมีการศกึ ษาปัจจัยท่มี ผี ลตอ่ ความสาเรจ็ ของนักกีฬายิงปนื มหาวทิ ยาลยั การกฬี าแหง่ ชาติ ในการ เข้าร่วมการแข่งขันในกีฬามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ว่ามีความแตกต่างกับปัจจัยที่มีผลต่อความสาเร็จใน การเข้าร่วมการแข่งขันในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยอย่างไร และควรมีการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อ ความสาเร็จของนักกีฬาจากมหาวิทยาลัยอ่ืน ทั้งรัฐและเอกชนท่ีมีการสนับสนุนกีฬาอย่างจริงจัง ว่ามีการ ดาเนินงานอย่างไร คาสาคญั : การจัดการ; กีฬายิงปืน; การแขง่ ขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 45 Corresponding Author: คมกรชิ ฆ้องนำโชค คณะศลิ ปศำสตร์ มหำวิทยำลยั กำรกีฬำแห่งชำติ วิทยำเขตสุพรรณบุรี Email: [email protected]
A STUDY OF THAILAND NATIONAL SPORTS UNIVERSITY’S SHOOTING TEAM MANAGEMENT PARTICIPATING IN 45TH THAILAND UNIVERSITY GAMES Komkrit Kongnamchok Faculty of Liberal Arts, Thailand National Sports University, Suphan Buri Campus Abstract The objective of this research was to study factors relating to the management of shooting sports teams of Thailand National Sports University, in the 45th Thailand University Games. This research was conducted in a quantitative design. Questionnaire was applied as a tool for this research, the quality of the tool was examined by five experts by finding content validity using Index of Item Objective Congruence (IOC) (= 0.81), and using Cronbach’s method to find reliability (= 0.98). Then trial and improvement of the tools were adapted before collecting the actual data. The samples in this research were selected for specific purposes: 1 team manager, 4 coaches, and 29 athletes from Thailand National Sports University, which were 34 people in total. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation (S.D.), and Content Analysis. 1. The resources of management was rated at a good level in overall (������̅ = 2.67), the perception of team manager, coaches, and shooters toward personnel section was rated at a good level (������̅ = 3 . 2 9 ) , general management was rated at a good level (������̅ = 2 . 9 4 ) , place, instrument, and facilities were rated at a good level (������̅ = 2.90), and financial and budget was rated at a medium level (������̅ = 1.55). 2. Management processes overall was rated at a good level (������̅ = 2.74), the perception of team manager, coaches, and shooters toward personnel section toward evaluation was rated at a good level (������̅ = 2.91), planning was rated at a good level (������̅ = 2.83), organization management was rated at a good level (������̅ = 2 . 6 3 ) , and guidance was rated at a good level (������̅ = 2.57). 3. There should be a study of the difference on factors affecting the success of Thailand National Sports University shooting athletes participating in Thailand National Sports University Games and the Thailand University Games. There should be also a study on the factors affecting the success of athletes from other universities in both of public and private universities that has been fully supported, to figure out the way of operation. Keywords: Management, Shooting, 45th Thailand University Games Corresponding Author: Komkrit Kongnamchok Faculty of Liberal Arts, Thailand National Sports University Suphan Buri Campus. Email: [email protected].
บทนา การเตรียมทีมกีฬาเพื่อให้มีความพร้อมท่ีจะทาการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา เป็นสิ่งท่ีมีความจาเป็นและ สาคัญที่สุดสาหรับผู้ฝึกกีฬา งานของผู้ฝึกกีฬาเป็นงานที่ไม่มีวันส้ินสุด อุปสรรคหรือข้อบกพร่องในการแข่งขันท่ี เพ่ิงผ่านมา ถ้าไม่รีบปรับปรุงแก้ไขก็จะกลายเป็นสิ่งท่ีถูกลืม เพราะฉะนั้นเม่ือการแข่งขันส้ินสุดลง ผู้ฝึกกีฬาและ ผู้ร่วมงานต้องร่วมปรึกษาถึงเรื่องการบริหารทีมของตน ทั้งนี้โดยจุดมุ่งหมายหลักคือ การประเมินผลการ ดาเนินงานทุกอย่างที่อยู่ในความรบั ผิดชอบ บทสรุปและขอ้ เสนอแนะที่ได้จากการระดมความคิดเห็นของผู้ฝึกกีฬา และผู้ร่วมทีม เพื่อจะเป็นแนวทางและแนวปฏิบัติ แบบแผนของผู้รับผิดชอบทีมในการนาไปปฏิบัติในฤดูกาล แข่งขันต่อไป โดยการเตรียมทีมและการวางแผนการฝึกซ้อมท่ีมีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ในการฝึก ให้ประสบผลสาเร็จตามเป้าหมายได้อย่างมาก (Nitiphan Saraphak, 2005) ในปัจจุบันการแข่งขันกีฬาไม่ว่าจะ เป็นกีฬาระดับโลกมีทั้งกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กีฬาเพื่ออาชีพ กีฬาเพ่ือสุขภาพ และไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภท ทีมหรือบุคคล ถ้ามีความต้องการท่ีจะประสบความสาเร็จจาเป็นต้องฝึกให้นักกีฬามีความพร้อมทั้งทางด้าน สมรรถภาพทางกาย สมรรถภาพทางจิตใจ และทักษะ จะเห็นได้ว่าประเทศในแถบยุโรป และอเมริกา ได้เห็น ความสาคญั ของการเตรยี มความพร้อมทางจิตใจของนักกีฬามากเพราะจติ ใจของนักกีฬาเปน็ เรอื่ งละเอียดอ่อน ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนไปตามสภาพการณ์ และอารมณ์ของนักกีฬาเอง ดังนั้น การเตรียมทีมกีฬาจึงมี ความสาคัญที่ผู้ฝึกสอนจะต้องรู้จักการสังเกตและดูแลนักกีฬาอย่างใกล้ชิด มีการทดสอบจิตใจของนักกีฬาอยู่ เสมอหากว่านักกีฬามีความพร้อมทางจิตใจที่ดีแล้ว เมื่อเจอกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในการแข่งขัน นักกีฬาจะ สามารถควบคุมจติ ใจและสามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อยา่ งเหมาะสม กีฬายิงปืนเป็นกีฬาที่คนไทยรู้จักและมีการใช้อาวุธปืนมาช้านาน แต่ได้รับความนิยมและสนใจไม่มากนัก การแข่งขันกีฬายิงปืนยังไม่เป็นท่ีนิยมแพรห่ ลาย บรรดานกั ยิงปืนเลง็ เห็นถึงความสาคัญของกีฬายิงปืนและเห็นว่า ควรจดั ให้มกี ารแข่งขนั ยงิ ปนื ขึ้นตามแบบและกตกิ าสากล จึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพ่ือจัดการแข่งขันยิงปืนข้ึน ตามแบบและกติกาสากล ก่อให้เกิดการจัดตั้งสมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยจด ทะเบียนก่อตั้งอย่างถูกต้อง เม่ือวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2501 โดยมี พลตารวจโทประเสริฐ รุจิรวงศ์ เป็นนายก สมาคมคนแรก การแข่งขันกีฬายิงปืน ในปี พ.ศ. 2501 สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์กีฬายิงปืนแห่งเอเชียและสมาชิกของสหพันธ์กีฬายิงปืนนานาชาติ ซ่ึงมีประเภท การแข่งขันกีฬายิงปนื ตามแบบสหพนั ธ์กีฬายงิ ปนื นานาชาติ เช่น กฬี าโอลิมปิกเกมส์ กีฬายิงปืนเวดิ ์ลคัพ กฬี ายิงปืน เวิด์ลแชมป์เปียนชิพ กีฬาเอเช่ียนเกมส์ กีฬาซีเกมส์ โดยแบ่งประเภทรายการแข่งขันแยกตามเพศชายและเพศหญิง รายการแข่งขันประเภทชาย จานวน 15 รายการ ได้แก่ ปืนยาวอัดลมชาย 10 เมตร ปืนยาวท่านอนชาย 50 เมตร ปืนยาวท่านอนชาย 300 เมตร ปืนยาว 3 ท่าชาย 50 เมตร ปืนยาว 3 ท่าชาย 300 เมตร ปืนยาวมาตรฐาน 3 ท่า ชาย 300 เมตร ปืนส้ันอัดลมชาย 10 เมตร ปืนส้ันยิงช้า 50 เมตร ปืนส้ันยิงเร็ว 25 เมตร ปนื ส้ันมาตรฐาน 25 เมตร ปืนสั้นชนวนกลาง 25 เมตร ปืนยาวเป้าเคลื่อนท่ี 10 เมตร ปืนยาวเป้าเคล่ือนท่ีผสม 10 เมตรปืนยาวเป้าเคลื่อนที่ 50 เมตร และปืนยาวเป้าเคล่ือนที่ผสม 50 เมตร ส่วนรายการแขง่ ขันประเภทหญงิ จานวน 9 รายการ ได้แก่ ปืนยาว อัดลมหญิง 10 เมตร ปืนยาว 3 ท่าหญงิ 50 เมตร ปืนยาว 3 ท่าหญิง 300 เมตร ปืนยาวท่านอนหญิง 50 เมตร ปืนยาว ท่านอนหญิง 50 เมตร ปืนยาวท่านอนหญิง 300 เมตร ปืนสั้นอัดลมหญิง 10 เมตร ปืนส้ันหญิง 25 เมตร ปืนยาว เป้าเคลื่อนที่ 10 เมตร และปืนยาวเป้าเคลื่อนที่ผสม 10 เมตร ในปัจจุบันการแข่งขันยิงปืนในประเทศไทยเป็นที่ รจู้ ักกันอย่างแพร่หลายและเป็นที่นิยม จึงมีพัฒนาการจัดการแข่งขันเพ่ิมข้ึนทั้งในระดับประถมศกึ ษา มัธยมศึกษา ระดับมหาวิทยาลัย และระดบั ชาติ อย่างเช่น การแข่งขันกีฬายงิ ปนื ระดับโรงเรยี น เรียกว่า การแข่งขันกีฬาโรงเรียน แห่งประเทศไทย โดยแยกประเภทตามอายุของผู้เข้าร่วมแข่งขัน การแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งประเทศไทย
การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ และการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ (National Shooting Sport Association of Thailand, 2017) การแข่งขันกีฬาในปัจจุบันน้ี ประชาชนท่ัวไปจะได้รับทราบความเคล่ือนไหวการกีฬา การแข่งขันกีฬา ความกา้ วหน้าของการจัดการแข่งขนั ตลอดจนผลการแข่งขันกีฬาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในระดับโรงเรียน สถาบันอุดมศึกษา เยาวชน ประชาชน สโมสรระดับชาติหรือระดับโลก สาเหตุที่การแข่งขันกีฬาได้รับความนิยม อย่างกว้างขวาง เนื่องมาจากความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการด้านการส่ือสารทุกสาขา ทุกแขนงได้นาข่าวสารการ แข่งขันมาเผยแพร่ต่อสาธารณะในทุกรูปแบบ จากการสารวจขององค์กรกีฬาและองค์กรท่ีเกี่ยวข้อง สรุปผลว่า ถึงแม้จะมีการเผยแพร่ข่าวสารการแข่งขันกีฬากันอย่างมากมาย แต่ความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการแข่งขันกีฬา ยังไม่เป็นที่เข้าใจเท่าใดนัก การแข่งขันกีฬาในปัจจุบันและอนาคตนอกจากจะเป็นการพัฒนาความสามารถของ นักกีฬาให้ถึงขีดสุดแล้วยังเป็นการแข่งขันกันในเรื่องของศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิของแต่ละมหาวิทยาลัย แต่ละ สถาบัน เพือ่ ช่ือเสียงเกียรติยศ นอกจากน้นี กั กฬี าและเจ้าหนา้ ทท่ี กุ ฝ่ายทีเ่ กย่ี วข้องลว้ นมโี อกาสได้รับค่าตอบแทน ได้รับการยกย่องชอ่ื เสียงความสาเร็จของการทาทีมกีฬา ผ้ทู ่ีเก่ียวข้องจึงต้องมีการใช้เทคนิคในการฝึกซ้อมท่ีจะ ชว่ ยให้นกั กฬี าประสบความสาเรจ็ ซึ่งต่างคิดค้นหาวธิ ี และความรู้ใหม่ ๆ เพือ่ พัฒนาขีดความสามารถและศกั ยภาพ ของนักกีฬา ซ่ึงมหาวิทยาลยั ต่าง ๆ มุ่งลงทุนในการพฒั นาขีดความสามารถของนักกีฬาอย่างจริงจัง และตระหนักถึง ความสาคัญในการพัฒนาการกีฬามาอย่างต่อเนื่อง (Chaiyasith Pavilas, 2009) การจัดการทีมจึงมีความสาคัญต่อการพัฒนากีฬาเป็นกระบวนการท่ีจะต้องกระทาอย่างต่อเน่ืองเป็น ระบบแบบแผนที่มีจุดประสงค์และเป้าหมายชัดเจน ซ่ึงสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าได้เพ่ือส่งเสริมหรือ พัฒนานักกีฬาให้มีขีดความสามารถสูงสุดตามลาดับ ย่ิงกว่าน้ันในการกาหนดจุดประสงค์ของการฝึก และ ก า ร จั ด ก า ร ท่ี ชั ด เ จ น จ ะ ท า ใ ห้ เ ลื อ ก รู ป แ บ บ การฝึ กและกิ จกรรมการฝึ กท่ี ถู กต้ องเหมาะส มได้ เพื่ อให้ เกิ ด ประสิทธิภาพสูงสุดของการฝึกนักกีฬา สาหรับการฝึกซ้อมกีฬามีความสาคัญท่ีสุดของการพัฒนากีฬา แต่ละ ประเทศได้มีสถานที่การฝึกซ้อมและจัดต้ังโครงสร้างศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ พร้อมทั้งนาวิทยาศาสตร์การกีฬาและ เทคโนโลยีทางการกีฬามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการกีฬา จัดให้มีการควบคุมมาตรฐานการฝึกซ้อมสนับสนุนการ จัดการแข่งขันกีฬาในระดับชาติและนานาชาติปรับปรุงระบบบริหารจัดการการกีฬาและกฎหมายการกีฬาเพื่อเป็น เครื่องมือการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพอย่างตอ่ เน่ือง จะเป็นแนวทางที่ทาให้ผู้ฝกึ สอนมีความรัดกุมในการวาง แผนการฝึกซ้อมให้นักกีฬาได้มีพัฒนาการอย่างเป็นขั้นตอนและนาเอาความสามารถไปใช้ในวันแข่งขันได้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ (Sports Authority of Thailand, 2004) การบริหารกีฬาและการเตรียมทีมนักกีฬาเป็นสิ่งสาคัญที่จะทาให้เกิดการพัฒนาในการกีฬา และ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแข่งขันกีฬาไม่ว่าจะในระดับใดก็ตาม การเตรียมตัวของนักกีฬาเป็นสิ่งสาคัญจะ ทาให้ประสบความสาเร็จหรือได้รับชัยชนะได้ แต่การที่นักกีฬาจะได้รับความสาเร็จในการกีฬาน้ันได้ต้องมี แรงจูงใจหรือมีความต้ังใจจริง เอาจริงเอาจังต่อการฝึกซ้อมกีฬา การที่จะเตรียมทีมกีฬาให้มีคุณภาพน้ัน จาเป็น จะต้องใช้งบประมาณและใช้คนทางานร่วมกันเป็นจานวนมาก จะต้องมีการจัดระบบ จัดระเบียบในการทางาน ร่วมกัน ตลอดท้ังการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันของผู้ร่วมงาน โดยได้รับความสะดวก ความปลอดภัยและความพึง พอใจที่จะทางานร่วมกันได้อย่างมีความสุข เพ่ือให้เกิดผลตามเป้าหมายที่กาหนดไว้จาเป็นต้องมีการจัดการ เพื่อให้การทางานบรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ในการเตรียมทีมนักกีฬาจึงจาเป็นท่ี จะต้องมคี วามรู้ความเข้าใจในด้านการบรหิ ารงานต่าง ๆ เป็นอยา่ งดี มหาวิทยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติ ได้มีพันธกิจส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาสาหรับบุคคลท่ีมีความ สามารถพิเศษทางการกีฬาสู่ความเปน็ เลิศ และมียุทธศาสตร์การพฒั นานกั กฬี าให้มศี ักยภาพด้านกีฬาสู่ความเป็นเลิศ เป้าประสงค์เพ่ือให้นักกีฬามีศักยภาพในการแข่งขันกีฬาระดับชาติและนานาชาติ ดังน้ัน การจัดการทีมกีฬา
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายท่ีต้องการนั้น จะต้องมีทรัพยากรในการจัดการ การจัดการหรือการ บริหารกจิ กรรมต่าง ๆ จาเป็นต้องมีทรัพยากร อันเปน็ ปจั จัยพ้ืนฐานทางการจัดการโดยท่ัวไปถือว่าทรพั ยากรที่ เป็นปัจจัยสาคัญของการจัดการมีอยู่ 4 ประการ คือ คน เงิน วัตถุสิ่งของ การจัดการ ปัจจัยในการจัดการทั้ง 4 ประการน้ี เปน็ สิ่งจาเปน็ สาคัญสาหรับการจัดการ เพราะประสิทธิภาพและประสทิ ธิผลของการจัดการข้นึ อยู่ กับความสมบูรณ์ และคุณภาพของปัจจัยดังกล่าว นอกเหนือจากทรัพยากรในการจัดการแล้ว กระบวนการใน การจัดการก็มีความสาคัญเช่นกัน (Somkid Bangmo, 2008) การจัดการเป็นความพยายามของบุคคลท่ี แตกต่างร่วมกันประสานงานเพ่ือให้องค์กรดาเนินกิจการบรรลุตามวัตถุประสงค์ โดยอาศัยองค์ประกอบ 4 ประการ คือ การวางแผน การจัดองค์กร การชี้นา การประเมินผล หลักแนวคิดของการจัดการกีฬาก็เป็นส่ิง สาคัญเพราะแก่นของแนวคิดนั้นคือกรอบของการทางานไม่ให้หลงทิศ หลงประเด็น หากมีแนวคิดทฤษฎี ในการ จัดการที่ชัดเจนแล้ว การทางานต่าง ๆ ก็จะไม่ใช่การทางานที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการตัดสินใจ แต่ละคร้ังก็ จะอยูบ่ นพ้นื ฐานของแนวคิดท่ีถูกตอ้ ง จากเหตุผลและความสาคัญดังกล่าว หลักและแนวคิดของการจัดการกีฬาจึงเป็นส่ิงสาคัญของการทางาน ไม่ใหห้ ลงทศิ หลงประเดน็ หากมแี นวคิดทฤษฎี ในการจัดการทชี่ ัดเจนแลว้ การทางานต่าง ๆ ก็จะไม่ใช่การทางาน ทแ่ี ก้ปัญหาเฉพาะหนา้ ในการตดั สินใจแต่ละครั้งกจ็ ะอยู่บนพ้ืนฐานของแนวคิดหรอื การมีสัญชาตญาณท่ีถูกต้อง ทาให้ผู้วิจัยสนใจท่ีจะศึกษาการจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬา มหาวทิ ยาลยั ตลอดจนทราบถงึ แนวทางการพัฒนาเพ่ือเปน็ แนวทางในการนาไปใชข้ องมหาวทิ ยาลยั การกฬี าแห่งชาติ ในการเตรยี มทีมแข่งขันกฬี าระดับชาติและนานาชาตใิ นคร้ังตอ่ ๆ ไป วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย เพ่ือศึกษาการจัดการทีมกฬี ายิงปนื ของมหาวิทยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติ ในการแขง่ ขนั กฬี ามหาวิทยาลัย แหง่ ประเทศไทย ครง้ั ที่ 45 วธิ ดี าเนินการวจิ ยั การวิจัยการศึกษาการจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬา มหาวทิ ยาลัยแห่งประเทศไทย ครงั้ ที่ 45 คร้ังนี้ เป็นการวจิ ัยเชงิ ปรมิ าณ (quantitative research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยเลือกแบบเจาะจง คือ ผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ ผู้จัดการทีม จานวน 1 คน ผู้ฝกึ สอน จานวน 4 คน และนักกฬี า จานวน 29 คน รวมเปน็ จานวน ประชากรทัง้ ส้นิ 34 คน เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ยั 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร งานวิจัย เพื่อกาหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ผู้วิจัยศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องท้ังในประเทศและต่างประเทศทางด้านการจัดการทีม แล้วจึงนามา วเิ คราะห/์ สังเคราะห์ เพือ่ กาหนดกรอบแนวคดิ ในการวิจัยและสรา้ งเครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย 2. การออกแบบเคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เคร่ืองมือท่ีใช้เก็บข้อมูลในการวิจัยคร้ังนี้ เป็นแบบสอบถามการจดั การทมี กีฬายิงปืนของมหาวิทยาลยั การกีฬาแหง่ ชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่ง ประเทศไทย ครง้ั ที่ 45 ทแ่ี บ่งเปน็ 3 ตอน ดงั นี้ ตอนที่ 1 ข้อมลู เก่ียวกับสถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 ข้อมูลการรับรู้เกีย่ วกับปัจจัยการจัดการทีมกีฬายงิ ปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งท่ี 45 ประกอบด้วย ทรัพยากรในการจัดการ 4 ด้าน คือ ด้านบุคลากร ด้านการเงินและงบประมาณ ด้านสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และเครื่องอานวยความสะดวก และด้าน การจัดการโดยทั่วไป กระบวนการในการจัดการ 4 ด้าน คือ ด้านการวางแผน ดา้ นการจัดองค์กร ดา้ นการชี้นา และด้านการประเมินผล การแปลความหมายค่าเฉลี่ยระดับการรับรู้ โดยใช้เกณฑ์การประเมินค่าเฉลี่ยตามแนวคิดของ เบสท์ (Best, & Kahn, 2006) คะแนน 3.50 – 4.00 หมายถึง ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับการรบั รู้ ระดบั ดมี าก คะแนน 2.50 – 3.49 หมายถงึ ผู้ตอบแบบสอบถามมรี ะดับการรบั รู้ ระดบั ดี คะแนน 1.50 – 2.49 หมายถึง ผู้ตอบแบบสอบถามมรี ะดับการรบั รู้ ระดับพอใช้ คะแนน 1.00 – 1.49 หมายถงึ ผตู้ อบแบบสอบถามมีระดบั การรับรู้ ระดบั ควรปรับปรุง ตอนที่ 3 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมด้านการจัดการทีมกีฬายิงปืนของ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งท่ี 45 ลักษณะข้อคาถาม เปน็ คาถามแบบปลายเปดิ 3. การสรา้ งเครื่องมอื และการหาคณุ ภาพเครื่องมอื การสรา้ งและการหาคณุ ภาพเคร่ืองมือเพือ่ รวบรวมข้อมูล ผวู้ ิจยั ไดด้ าเนนิ การ ดงั น้ี 3.1 ศึกษา ค้นคว้าเอกสาร ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูล และรายละเอียด ตา่ ง ๆ เพ่ือเป็นแนวทางในการสร้างเครอื่ งมอื 3.2 สร้างแบบสอบถามและนาแบบสอบถามท่ีแก้ไขแลว้ ไปให้ผู้เชย่ี วชาญตรวจสอบเพื่อหาค่าความ เที่ยงตรงเชิงเนอื้ หา (Content Validity) จานวน 5 คน โดยหาดชั นีสอดคลอ้ งของผู้เช่ยี วชาญ (IOC) โดยวธิ ีของ โรวิเนลลแี ละแฮมเบอตนั (Rovinelle, & Hambleton, 1977) ไดค้ า่ IOC เท่ากับ 0.85 3.3 ผู้วิจัยเลือกขอ้ คาถามท่ีมคี ่า IOC มากกว่า 0.5 จากผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 คน มาเป็นข้อคาถาม ซงึ่ ได้ตรวจสอบเคร่ืองมือแล้วเห็นว่า แบบสอบถามการจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งท่ี 45 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีความเท่ียงตรงของเนื้อหา ครอบคลมุ ในแต่ละดา้ นและครอบคลมุ วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั 3.4 นาแบบสอบถามไปทดลองใช้ กับกลุ่มที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน เพ่ือหาค่าความเชื่อมั่น (reliability) ของแบบสอบถามโดยหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา (alpha coefficient) ตามวิธขี องครอนบาค (Cronbach, 1990) ความเชื่อม่ัน (reliability) จากการศึกษาพบว่า แบบสอบถามการจัดการทีมกีฬายิงปืนของ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย คร้ังท่ี 45 ได้ค่าความเชื่อม่ัน รวมทง้ั ฉบับ เท่ากบั 0.98 ค่าทีอ่ ยใู่ นระดับ 0.71 - 1.00 อยู่ในเกณฑส์ ูง (Kiatsuda Srisuk, 2009) 3.4 นาแบบสอบถามท่ีมีความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหาและมีความเช่ือม่ันแล้ว ไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูล กับกลุม่ ตัวอยา่ งทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั การขอจริยธรรมการวจิ ยั ในมนษุ ย์ ดาเนินการขอจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ไปยังมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โดยการวิจัยเร่ืองการศึกษา การจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัย แห่งประเทศไทย
ครงั้ ท่ี 45 ครงั้ นี้ ได้ผา่ นการพิจารณาและใหก้ ารรบั รองจรยิ ธรรมการวจิ ัยในมนุษย์ จากคณะกรรมการจริยธรรม การวจิ ยั ในมนุษย์ มหาวิทยาลยั การกีฬาแห่งชาติ การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวจิ ัย 1. ผูว้ ิจัยนาแบบสอบถาม ไปทาการเก็บรวบรวมขอ้ มลู กบั ประชากรทใี่ ช้ในการวิจยั ดว้ ยตนเอง 2. ได้แบบสอบถามกลบั คืนมา จานวน 34 ฉบบั คดิ เปน็ รอ้ ยละ 100 และนาไปวิเคราะหผ์ ลตามลาดับ การวิเคราะหข์ อ้ มลู นาแบบสอบถามที่ได้รับคืนมาตรวจความถูกต้องแล้วนาไปดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลการจัด ทาข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล เม่ือได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยได้รับข้อมูลมาตรวจสอบ ความสมบรู ณ์จากนนั้ นามาวิเคราะหห์ าคา่ สถิติ ตามลกั ษณะทีต่ ้องการศกึ ษา ดงั น้ี 1. นาผลทไี่ ดจ้ ากแบบสอบถามข้อมูลท่วั ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยหาค่าความถี่ และค่า ร้อยละ แล้วนาเสนอในรูปแบบตารางประกอบความเรียง 2. นาผลที่ได้จากแบบสอบถามปัจจัยเกี่ยวกับการจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งท่ี 45 มาหาค่าเฉลี่ย (������̅) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) นาเสนอในรูปแบบตารางประกอบความเรียง 3. นาผลทไี่ ด้จากแบบสอบถามปลายเปดิ ดา้ นความคิดเห็นและขอ้ เสนอแนะเพิ่มเติมด้านการจัดการทีม กีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 45 วิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์โดยหาค่าความถ่ี นาเสนอในรูปแบบ ความเรยี ง ผลการวจิ ยั ตารางที่ 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปของผูต้ อบแบบสอบถาม (n = 34) ขอ้ มลู สว่ นบคุ คล จานวน รอ้ ยละ เพศ 19 55.88 ชาย 15 44.12 หญิง 28 82.35 อายุ 1 2.94 17 – 25 ปี 4 11.77 26 – 35 ปี 1 2.94 36 – 40 ปี 46 – 50 ปีขึน้ ไป 28 82.35 6 17.65 ระดับการศกึ ษา ปรญิ ญาตรี 27 79.41 ปริญญาโท 5 14.71 2 5.88 อาชพี ปจั จุบัน นักศึกษา 1 2.94 รับราชการ อ่ืน ๆ (ลกู จ้างในหน่วยงานของรฐั ) ความเก่ยี วข้องกับกฬี ายิงปนื ผู้จดั การทีม
ตารางที่ 1 ข้อมูลทว่ั ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม (n = 34) ตอ่ ข้อมลู สว่ นบุคคล จานวน รอ้ ยละ 4 11.76 ผูฝ้ ึกสอน 29 85.30 นักกีฬา ประสบการณ์ความเกย่ี วขอ้ งกับกฬี ายงิ ปืน 2 5.88 ตา่ กวา่ 1 ปี 17 50.00 1 - 5 ปี 10 29.41 6 - 10 ปี 5 14.71 มากกวา่ 10 ปี ทา่ นเคยมสี ว่ นรว่ มในการแข่งขนั กฬี ายิงปนื ในระดับใดบา้ ง (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) 32 94.12 มหาวทิ ยาลยั การกีฬาแห่งชาติ 20 58.82 มหาวทิ ยาลยั 18 52.94 กฬี าเยาวชนแหง่ ชาติ 22 64.71 กฬี าแห่งชาติ 2 5.89 ซีเกมส์ 2 5.89 เอเชีย่ นเกมส์ 0 0.00 โอลิมปิกเกมส์ 2 5.89 ชงิ แชมป์โลก จากตารางที่ 1 แสดงว่า ผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 55.88 มีอายุระหว่าง 17 – 25 ปี มากทส่ี ุด คิดเป็นร้อยละ 82.35 มีระดบั การศึกษาระดับปริญญาตรี มากทสี่ ุดคิดเป็น ร้อยละ 82.35 อาชีพนักศึกษาคิดเป็นร้อยละ 79.41 มีความเก่ียวข้องกับกีฬายิงปืนเป็นนักกีฬามากที่สุด คิดเป็น รอ้ ยละ 85.30 มีประสบการณ์ด้านกีฬายิงปืน 1 - 5 ปี มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 50.00 และเคยเข้าร่วมการแข่งขัน กฬี ายิงปืนระดับมหาวทิ ยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติมากทส่ี ุด คิดเป็นร้อยละ 94.12 ตารางท่ี 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการรับรู้ การจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งท่ี 45 จาแนกตามภาพรวม ดา้ นทรัพยากรในการจดั การ ทรัพยากรในการจดั การ ������̅ S.D. ระดบั การรบั รู้ 1. ด้านบุคลากร 3.29 0.451 ดี 2. ด้านการเงนิ และงบประมาณ 1.55 0.781 พอใช้ 3. ดา้ นสถานที่ วสั ดุอปุ กรณ์และเคร่อื งอานวยความสะดวก 2.90 0.547 ดี 4. ด้านการจัดการท่ัวไป 2.94 0.679 ดี ภาพรวม 2.67 0.854 ดี จากตารางที่ 2 แสดงว่า การจัดการทีมกีฬายิงปืน เก่ียวกับทรัพยากรในการจัดการ โดยรวมอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.67) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านโดยยึดค่าเฉล่ียเป็นเกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยพบว่า ด้านบุคลากร อย่ใู นระดับดี (������̅ = 3.29) ด้านการจัดการทว่ั ไปอยใู่ นระดับดี (������̅ = 2.94) ดา้ นสถานท่ี วสั ดุอุปกรณ์ และเครอื่ ง อานวยความสะดวกอยใู่ นระดบั ดี (������̅ = 2.90) และด้านการเงนิ และงบประมาณอยใู่ นระดับพอใช้ (������̅ = 1.55)
ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับการรับรู้ จาแนกตามข้อมูลการจัดการทีมกีฬายิงปืน ด้านบคุ ลากร ด้านบคุ ลากร ������̅ S.D. ระดบั การรับรู้ ผ้จู ัดการทีม 2.79 1.067 ดี 1. มคี วามรูค้ วามสามารถในด้านการจดั การกีฬายิงปนื ในการแขง่ ขัน 2.68 0.976 ดี กฬี ายิงปนื ระดับชาติและนานาชาติ 2.62 0.985 ดี 2. สามารถแกไ้ ขปัญหาของทีมได้ 2.82 0.999 ดี 3. ดาเนนิ การจดั การทมี ไดด้ ีทง้ั ด้านเกบ็ ตัวฝึกซอ้ มและการแขง่ ขัน 2.76 0.987 ดี 4. มคี วามรับผิดชอบ กลา้ คิด กล้าตดั สนิ ใจ 5. ดแู ลเอาใจใส่นกั กีฬา และให้คาปรกึ ษา 3.88 0.409 ดีมาก ผฝู้ กึ สอน 3.88 0.409 ดีมาก 1. มคี วามรู้ความสามารถในดา้ นการจัดการกฬี ายงิ ปนื ในการแข่งขัน 3.85 0.359 ดมี าก 3.91 0.288 ดมี าก กีฬายงิ ปืนระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ 3.86 0.327 ดีมาก 2. มีประสบการณ์ในการแข่งขันกฬี ายงิ ปืนระดับชาตแิ ละนานาชาติ 3. มีความสามารถพัฒนาความสามารถของนักกฬี าสูค่ วามเปน็ เลิศได้ 3.18 0.626 ดี 4. มีความเปน็ ผ้นู า 3.21 0.641 ดี 5. มีระเบียบวนิ ยั ต่อตนเอง และนกั กฬี า 3.24 0.606 ดี 3.29 0.579 ดี นักกฬี า 3.41 0.609 ดี 1. มปี ระสบการณ์ในการแขง่ ขนั กฬี ายิงปนื ระดับชาตแิ ละนานาชาติ 3.29 0.451 ดี 2. มีความอดทนและกระตือรอื ร้นในการฝึกซ้อม 3. มีความรับผิดชอบและมีระเบยี บวนิ ัยในตนเอง 4. มกี ารปรบั ปรงุ แก้ไขและพัฒนาทักษะยงิ ปืนอย่ตู ลอดเวลา 5. มเี ป้าหมายความสาเรจ็ ท่ชี ัดเจน ภาพรวม จากตารางท่ี 3 แสดงว่า การจัดการทีมด้านบุคลากร โดยรวมอยู่ในระดับดี (������̅= 3.29) เม่ือพิจารณาเป็น รายด้านโดยยึดค่าเฉลี่ยเป็นเกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยพบว่า การจัดการของผู้ฝึกสอนอยู่ในระดับดีมาก (������̅ = 3.85 – 3.91) นกั กีฬาอยู่ในระดบั ดี (������̅ = 3.18 – 3.41) และผู้จดั การทีมอยใู่ นระดับดี (������̅ = 2.62 - 2.82) ตารางท่ี 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการรับรู้จาแนกตามข้อมูลการจัดการทีมกีฬายิงปืน ด้านการเงนิ และงบประมาณ ด้านการเงนิ และงบประมาณ x̅ S.D. ระดับการรบั รู้ 1. งบประมาณในการเตรียมทมี 1.44 0.786 ควรปรบั ปรงุ 2. เบ้ียเล้ียงนักกฬี าและผฝู้ ึกสอนในการฝึกซ้อม 3. เงนิ รางวลั ตอบแทนพเิ ศษ 1.47 0.748 ควรปรับปรุง ภาพรวม 1.76 0.987 พอใช้ 1.55 0.781 พอใช้ จากตารางที่ 4 แสดงว่า การจัดการทีมด้านการเงินและงบประมาณ โดยรวมอยู่ในระดบั พอใช้ (������̅ = 1.55) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยยึดค่าเฉล่ียเป็นเกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยพบว่า เงินรางวัลตอบแทนพิเศษ อยู่ในระดับพอใช้ (������̅ = 1.76) เบ้ียเลี้ยงนักกีฬาและผู้ฝึกสอนในการฝึกซ้อม อยู่ในระดับควรปรับปรุง (������̅ = 1.47) และงบประมาณในการเตรียมทีมอยู่ในระดับควรปรับปรุง (������̅ = 1.44)
ตารางท่ี 5 คา่ เฉลีย่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และระดบั การรบั รจู้ าแนกตามข้อมลู การจดั การทีมกีฬายิงปืน ดา้ นสถานที่ วัสดอุ ปุ กรณแ์ ละเคร่ืองอานวยความสะดวก ดา้ นสถานท่ี วสั ดุอุปกรณ์ และเครอื่ งอานวยความสะดวก ������̅ S.D. ระดับการรับรู้ 1.79 1.038 พอใช้ 1. กระสุน เปา้ ปืน เพียงพอต่อจานวนนักกฬี า ในการฝึกซอ้ ม และการแข่งขนั 3.56 0.613 ดีมาก 3.35 0.646 ดี 2. สนามการฝกึ ซอ้ ม 2.90 0.547 ดี 3. ทพ่ี ักอาศยั ชว่ งการฝึกซ้อม ภาพรวม จากตารางที่ 5 แสดงว่า การจดั การทีมด้านสถานท่ี วัสดุอุปกรณ์และเคร่ืองอานวยความสะดวก โดยรวมอยู่ ในระดับดี (������̅ = 2.90) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยยึดค่าเฉลีย่ เปน็ เกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยพบว่า สนามการฝึกซ้อมอยู่ในระดับดีมาก (������̅ = 3.56) ที่พักอาศัยช่วงการฝึกซ้อมอยู่ในระดับดี (������̅ = 3.35) และ กระสนุ เปา้ ปนื เพยี งพอต่อจานวนนกั กฬี าในการฝึกซอ้ มและการแข่งขนั อย่ใู นระดบั พอใช้ (������̅ = 1.79) ตารางที่ 6 ค่าเฉลีย่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดบั การรับรจู้ าแนกตามข้อมูลการจัดการทมี กฬี ายิงปนื ด้านการจัดการท่วั ไป ดา้ นการจดั การทั่วไป ������̅ S.D. ระดับการรบั รู้ 1. มกี ารเรยี กเกบ็ ตวั ฝึกซ้อมตามชว่ งเวลาทเ่ี หมาะสม 2.62 0.954 ดี 2. มกี ารจัดโปรแกรมการฝึกซ้อมใหเ้ หมาะสมสาหรับนักกฬี า 3.03 0.717 ดี แตล่ ะคน 3. มกี ารดูแลเรือ่ งระเบยี บวินัยในการฝกึ ซ้อมกฬี า 3.18 0.716 ดี 2.94 0.679 ดี ภาพรวม จากตารางท่ี 6 แสดงว่า การจัดการทีมด้านการจัดการทั่วไป โดยรวมอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.94) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านโดยยึดค่าเฉล่ียเป็นเกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยพบว่า มีการดูแลเร่ืองระเบียบ วินยั ในการฝกึ ซอ้ มกีฬา อยูใ่ นระดับดี (������̅ = 3.18) มกี ารจดั โปรแกรมการฝกึ ซ้อมใหเ้ หมาะสมสาหรบั นักกฬี า แตล่ ะคน อยูใ่ นระดับดี (������̅ = 3.03) และมกี ารเรยี กเกบ็ ตัวฝึกซอ้ มตามช่วงเวลาทเี่ หมาะสม อย่ใู นระดับดี (������̅ = 2.62) ตารางท่ี 7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการรับรู้ การจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ ในการแขง่ ขันกฬี ามหาวทิ ยาลัยแห่งประเทศไทย ครงั้ ที่ 45 จาแนกตามภาพรวม ดา้ นกระบวนการในการจัดการ กระบวนการในการจัดการ ������̅ S.D. ระดบั การรับรู้ 1. ด้านการวางแผน 2.83 0.684 ดี 2. ด้านการจัดองคก์ ร 3. ดา้ นการชน้ี า 2.63 0.677 ดี 4. ด้านการประเมินผล 2.57 0.888 ดี ภาพรวม 2.91 0.645 ดี 2.74 0.783 ดี
จากตารางที่ 7 แสดงว่า การจัดการทีมกีฬายิงปืน เกี่ยวกับกระบวนการในการจัดการ โดยรวมอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.74) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านโดยยึดค่าเฉล่ียเป็นเกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยพบว่า ด้านการ ประเมินผลอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.91) ด้านการวางแผนอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.83) ด้านการจัดองค์กรอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.63) และดา้ นการชน้ี าอยู่ในระดับพอใช้ (������̅ = 2.57) ตารางที่ 8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน และระดับการรับรูจ้ าแนกตามขอ้ มูลการจัดการทีมกฬี ายิงปนื ด้านการวางแผน ด้านการวางแผน ���̅��� S.D. ระดับการรับรู้ 2.71 0.970 ดี 1. ผจู้ ดั การทีมมีการวางแผนในการจดั การทีมยงิ ปืนในการแขง่ ขัน กฬี า มหาวิทยาลยั แห่งประเทศไทย ครง้ั ท่ี 45 เปน็ อยา่ งดี 2.65 0.884 ดี 2. มีการจัดทาแผนการฝึกซ้อมระยะสนั้ และระยะยาวตามความ 3.00 0.739 ดี เหมาะสม 2.97 0.674 ดี 3. มกี ารพฒั นาทกั ษะของนกั กีฬาเป็นรายบคุ คล ตามความต้องการ 2.83 0.684 ดี 4. สง่ นักกฬี าเข้าร่วมการแขง่ ขันรายการตา่ ง ๆ กอ่ น เข้าร่วมการแขง่ ขันกีฬามหาวทิ ยาลัยแหง่ ประเทศไทย ภาพรวม จากตารางท่ี 8 แสดงว่า การจัดการทีมด้านการวางแผน โดยรวมอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.83) เม่ือพิจารณา เป็นรายด้านโดยยึดค่าเฉลี่ยเป็นเกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยพบว่า มีการพัฒนาทักษะของนักกีฬาเป็น รายบุคคลตามความต้องการอยู่ในระดับดี (������̅ = 3.00) มีการส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันรายการต่าง ๆ ก่อน เข้าร่วมการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย อยู่ในระดับดี (������̅ = 2.97) ผู้จัดการทีมมีการวางแผนใน การจัดการทีมยิงปืนในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย คร้ังที่ 45 เป็นอย่างดี อยู่ในระดับดี (������̅ = 2.71) และมกี ารจดั ทาแผนการฝึกซ้อมระยะส้นั และระยะยาวตามความเหมาะสม อยูใ่ นระดับดี (������̅ = 2.65) ตารางที่ 9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการรับรู้จาแนกตามข้อมูลการจัดการทีมกีฬายิงปืน ด้านการจดั องค์กร ดา้ นการจัดองค์กร x̅ S.D. ระดบั การรับรู้ 1. กาหนดทศิ ทางและขอบข่ายการทางานแต่ละฝา่ ย 2.41 0.783 พอใช้ ไว้อยา่ งชดั เจน 2.85 0.702 ดี 2. กาหนดหน้าทคี่ วามรับผิดชอบของผ้จู ัดการทมี และผฝู้ ึกสอนไว้อยา่ งชัดเจน 2.63 0.677 ดี ภาพรวม จากตารางท่ี 9 แสดงว่า การจัดการทีมด้านการจัดองค์กร โดยรวมอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.63) เมื่อพิจารณา เป็นรายด้านโดยยึดค่าเฉล่ียเป็นเกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยพบว่า การกาหนดหน้าท่ีความรับผิดชอบ ของผู้จัดการทีมและผู้ฝึกสอน อยู่ในระดับดี (������̅ = 2.85) และการกาหนดทิศทางและขอบข่ายการทางานแต่ละ ฝ่าย อยู่ในระดับพอใช้ (������̅ = 2.41)
ตารางท่ี 10 คา่ เฉลยี่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดบั การรบั รู้จาแนกตามข้อมูลการจดั การทีมกีฬายิงปืน ดา้ นการชนี้ า ดา้ นการช้ีนา ������̅ S.D. ระดับการรับรู้ 1. ผูจ้ ัดการทมี มีการสง่ั งานไปยงั ผปู้ ฏิบัตงิ านอย่างเหมาะสม 2.53 0.896 ดี 2. ผู้จดั การทมี สัง่ งานโดยคานงึ ถงึ ความสามารถของผ้ปู ฏบิ ัติงาน 2.62 0.922 ดี 3. ผู้จัดการทีมมีความรู้ ความสามารถใหค้ าปรึกษา 2.59 0.988 ดี แก่ผ้ปู ฏิบัติงานได้ ภาพรวม 2.57 0.888 ดี จากตารางที่ 10 แสดงว่า การจัดการทีมด้านการชี้นา โดยรวมอยู่ในระดับดี (������̅ = 2.57) เมื่อพิจารณา เป็นรายด้านโดยยึดค่าเฉล่ียเป็นเกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยพบว่า ผู้จัดการทีมสั่งงานโดยคานึงถึง ความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน อยู่ในระดับดี (������̅ = 2.62) ผู้จัดการทีมมีความรู้ ความสามารถให้คาปรึกษา แก่ผู้ปฏิบัติงานได้ อยู่ในระดับดี (������̅ = 2.59) และผู้จัดการทีมมีการสั่งงานไปยังผู้ปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม อยใู่ นระดบั ดี (������̅ = 2.53) ตารางที่ 11 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการรับรู้จาแนกตามข้อมูลการจัดการทีมกีฬายิงปืน ดา้ นการประเมนิ ผล ดา้ นการประเมินผล ������̅ S.D. ระดบั การรบั รู้ 1. มีการประเมินผลและวเิ คราะหผ์ ลการฝึกซอ้ มและผลการแขง่ ขนั ของ 3.03 0.758 ดี นกั กฬี ายงิ ปนื แลว้ นามาพฒั นาแกไ้ ขใหน้ กั กีฬามศี ักยภาพมากยง่ิ ขึน้ 2.79 0.687 ดี 2. การเตรยี มทีมทุกขั้นตอนนาผลการประเมินไปปรับปรุงแกไ้ ขพัฒนาได้ 2.91 0.645 ดี ภาพรวม จากตารางที่ 11 แสดงว่า การจัดการทีมด้านการประเมินผล โดยรวมอย่ใู นระดับดี (������̅ = 2.91) เม่ือพจิ ารณา เป็นรายด้านโดยยึดค่าเฉล่ียเป็นเกณฑ์ เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยพบว่า มีการประเมินผลและวิเคราะห์ผลการ ฝึกซ้อมและผลการแข่งขันของนักกีฬายิงปืนแล้วนามาพัฒนาแก้ไขให้นักกีฬามีศักยภาพมากย่ิงขึ้น อยู่ในระดับดี (������̅ = 3.03) และการเตรยี มทีมทุกขนั้ ตอนนาผลการประเมนิ ไปปรบั ปรุงแก้ไขพัฒนาได้ อย่ใู นระดับดี (������̅ = 2.79) ผลท่ีได้จากแบบสอบถามปลายเปิด ด้านปัจจัยทรัพยากรในการจัดการที่มีความสาคัญมีผลต่อการจัดการ ทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งท่ี 45 ประกอบไปด้วย ด้านบุคลากร มหาวทิ ยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ควรพัฒนาผฝู้ ึกสอนเข้ารับการฝึกอบรมเพอ่ื เพิ่มทกั ษะ และคัดเลือกนักกีฬาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อีกทั้งควรมีนโยบายท่ีชัดเจนในการพัฒนากลุ่มนักกีฬาดาวรุ่ง และ ให้ความสาคัญในการคัดเลือกวิทยาเขตท่ีมีความพร้อมในการบริหารจัดการท่ีมีประสบการณ์สูงทางด้านการบริหาร ในด้านงบประมาณ จะตอ้ งมีการจัดสรรงบประมาณประจาปที ี่สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ และ เกิดการคุ้มทุนมากที่สุด โดยมีการบริหารจัดการงบประมาณให้เพียงพอ และให้หางบประมาณสนับสนุนเพ่ือใช้ บริหารจัดการภายในทีมกีฬายิงปืน ด้านวัสดุอุปกรณ์และสิ่งอานวยความสะดวกให้ความสาคัญในเรื่องของ มาตรฐานสนาม มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติควรมีการจัดหาอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานสอดคล้องกับการใช้งาน และ มีความเพียงพอต่อการฝึกซ้อม การแข่งขัน และในด้านการจัดการ ให้ความสาคัญต้ังแต่การคัดเลือกนักศึกษาเข้า
ศึกษาต่อ การพัฒนาผู้ฝึกสอน ด้านการฝึกอบรม และเพิ่มทักษะ รวมถึงการพัฒนานักกีฬาให้มีผลงานและส่งเข้า ร่วมแขง่ ขันในรายการตา่ ง ๆ อยเู่ สมอ รวมถงึ การประชุมวางแผนบริหารจัดการและพัฒนากีฬายิงปืน ผลที่ได้จากแบบสอบถามปลายเปิด ด้านปัจจัยด้านกระบวนการในการจัดการท่ีมีความสาคัญมีผลต่อ การจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 45 สรุปได้ว่า ด้านการวางแผน มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ควรกาหนดแผนยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเข็มทิศ ในการดาเนินงานและโครงสร้างขององค์กรที่ชัดเจน เช่น การกาหนดขอบเขตหน้าที่ของบุคลากร เพื่อให้ผู้ท่ี เกี่ยวข้องทกุ ฝา่ ยรู้บทบาทหนา้ ที่ของตนเองอยา่ งชัดเจนและสามารถทางานร่วมกนั ได้อย่างเป็นระบบ ด้านการจดั การ องค์กร มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ควรจัดการทรัพยากรให้เหมาะสมกับการดาเนินงานภายในมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ ทั้ง 17 วิทยาเขต อันได้แก่ คน งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และควรมีการจัดการให้มีระบบ มีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ท่ีชัดเจน ด้านการชี้นา ให้ความสาคัญกับการมีผู้บริหารที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง มีวิสัยทัศน์ กว้างไกล มีแนวความคิดที่ก้าวหน้าทันต่อเหตุการณ์และเปล่ียนแปลงทางสังคม อีกทั้งควรหาวิธีสร้างแรงจูงใจ ให้แก่ผู้ฝึกสอน และนักกีฬา ในส่วนด้านการประเมินผล ควรมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของกสอน โดยดูจากเป้าหมายท่ีต้ังไว้ เพ่ือที่จะได้ทราบข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องและสามารถนามา ปรบั ปรุงแก้ไขใหด้ ีข้นึ สรปุ และอภิปรายผล ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน 34 คน พบว่า ผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 55.88 มีอายุระหว่าง 17 – 25 ปี มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 82.35 มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี มากท่ีสุดคิดเป็นร้อยละ 82.35 อาชีพนักศึกษา คิดเป็นร้อยละ 79.41 มีความเก่ียวข้องกับกีฬายิงปืนเป็นนักกีฬามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 85.30 มีประสบการณ์ ด้านกีฬายิงปืน 1 - 5 ปี มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 50.00 และเคยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬายิงปืนระดับมหาวิทยาลัย การกฬี าแหง่ ชาติมากท่สี ุด คดิ เปน็ รอ้ ยละ 94.12 ข้อมูลเก่ียวกับปัจจัยการจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขันกีฬา มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย คร้งั ท่ี 45 ประกอบด้วย ทรัพยากรในการจัดการ 4 ด้าน คือ ด้านบุคลากร ด้าน การเงินและงบประมาณ ด้านสถานท่ี วัสดุอุปกรณ์และเครื่องอานวยความสะดวก ด้านการจัดการโดยท่ัวไป และกระบวนการในการจัดการ 4 ด้าน คือ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการชี้นา ด้านการประเมินผล สรุปและอภปิ รายผล ดังนี้ 1) ด้านบุคลากรพบว่า ผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน และนักกีฬา มีส่วนสาคัญเป็นอย่างมากท่ีทาให้กีฬายิงปืน ประสบความสาเร็จได้เป็นอย่างดี เพราะผู้จัดการทีมนั้นสามารถแก้ไขปญั หาของทมี ได้ และในส่วนของผู้ฝึกสอนน้ัน ถือได้ว่าเป็นผทู้ ี่มีคณุ ภาพเป็นอย่างสูง เปน็ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในดา้ นการจัดการกีฬายิงปืนในระดับชาติและ นานาชาติมีประสบการณ์ในการแข่งขันกีฬายิงปืนระดับชาติและนานาชาติและการจัดการทีม เพื่อให้ทีมบรรลุตาม วัตถุประสงค์ของเป้าหมายท่ีวางไว้ และนักกีฬาส่วนใหญ่ก็มีประสบการณ์ในการแข่งขันหลายรายการ มีความ รับผิดชอบและมีระเบียบวินัยในตนเอง มีความอดทนและกระตือรือร้นในการฝึกซ้อม ซ่ึงสอดคล้องกับสมยศ นาวีการ (Somyos Navikarn, 2005) กล่าวว่า การจัดการ คือ กระบวนการวางแผนการจัดองค์กร การสั่งการ และ การควบคุม กาลังความพยายามของสมาชิกขององค์กร และการใช้ทรัพยากรอ่ืน ๆ เพื่อความสาเร็จในเป้าหมาย ขององค์กรตามท่ีได้จาแนกไว้ สอดคล้องกับ เสนอะ ติเยาว์ (Sanoh Tiyao, 2003) ได้กล่าวไว้ว่า การบริหาร คือ กิจกรรมในการใช้ทรัพยากรขององค์กรให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ซ่ึงตามความหมายดังกล่าว การบริหาร ได้แก่ กิจกรรมในการวางแผน การจัดองค์กร การจูงใจ และการควบคุม
ทรัพยากรบุคคล รวมท้ังทรัพยากรวัตถุให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรด้วยดี สอดคล้องกับ สมคิด บางโม (Somkid Bangmo, 2008) กลา่ วว่า การจัดการหรือการบริหารกิจกรรมต่าง ๆ จาเปน็ ต้องมีทรัพยากรเป็นปัจจัยพนื้ ฐาน ทางการจัดการ ปัจจัยสาคัญของการจัดการมี 4 ประการ ได้แก่ คน (Man) เงิน (Money) วัสดุส่ิงของ (Material) และการจัดการ (Method) และสอดคล้องกับ ธงชัย สันติวงษ์ (Thongchai Santiwong, 2002) กล่าวว่า คนเป็น ทรัพยากรท่ีมีความสาคัญท่ีสุด องค์กรจะมีเครื่องจักรท่ีทันสมัยและมีราคาเพียงใดก็ตาม ถ้าหากขาดบุคคลท่ีมี ความรู้ความสามารถแล้ว เครื่องมือ อุปกรณ์เหล่านั้นก็ไม่ก่อประโยชน์อันใด และถึงแม้ดาเนินงานได้บ้าง ประสทิ ธภิ าพเคร่ืองจักรก็คงอยู่ในระดบั ต่า 2) ด้านการเงินและงบประมาณ จากผลการวิจัยพบว่า การเงินและงบประมาณมีผลต่อการเตรียมทีม เป็นอย่างย่ิง ถ้าทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติไม่มีงบประมาณท่ีเพียงพอ และดาเนินการเบิกจ่าย งบประมาณล่าช้า ก็ไม่สามารถดาเนินงานให้เป็นไปตามแผนท่ีวางไว้ได้ ซึ่งงบประมาณท่ีได้รับจากมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติไม่เป็นไปตามกาหนดเวลา เพราะระยะเวลาเก็บตัวของนักกีฬายิงปืนต้องดาเนินการกาหนดตาม แผนท่ีวางไว้ และต้องใช้เงินและงบประมาณในการดูแลจัดการทีมในการเก็บตัวฝึกซ้อม จึงจะทาให้ทีมประสบ ความสาเร็จ ซ่ึงสอดคล้องกับ ทองหล่อ เดชไทย (Thonglor Dechthai, 2003) การเงินเป็นปัจจัยท่ีมีความสาคัญ ประการหน่ึง ต่อการบริหารงาน เพราะการที่จะให้ได้มาซึ่งกาลังคนท่ีมีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตาแหน่งที่ จะปฏิบัติ ต้องอาศัยเงินหรืองบประมาณ เพ่ือเป็นค่าจ้าง ค่าตอบแทน และนอกจากนี้เงินยังเป็นส่ิงท่ีจาเป็นสาหรับ การซื้ออุปกรณ์ เคร่ืองมือเครื่องใช้ เพ่ือการดาเนินงานของสานักงาน ดังนั้นพอสรุป ได้ว่า เงินเป็นทรัพยากรการ บริหารท่ีจาเป็นอีกประการหนึ่งท่ีช่วยให้กลไกอื่น ๆ ในระบบการบริหาร มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และ สอดคล้องกับ ธงชยั สนั ติวงษ์ (Thongchai Santiwong, 2002) กล่าวไว้ว่า เงนิ ทุน นับว่าเป็นปัจจัยท่ีสาคัญใน การให้การสนับสนุนในการจัดหาทรัพยากรเพอ่ื หล่อเล้ียงและเอ้ืออานวยใหก้ ิจกรรมขององค์กรดาเนินไปโดยไม่ ติดขดั ซึง่ เงินทนุ นี้มีทง้ั ระยะสน้ั และระยะยาว รวมถึงราคาตน้ ทุนของเงนิ ดังนั้นสรุปได้วา่ เงินเปน็ ทรัพยากรการ บรหิ ารทจ่ี าเปน็ ทชี่ ว่ ยใหก้ ารดาเนนิ งานอน่ื ในระบบการบริหารมคี วามคลอ่ งตวั มากย่งิ ข้นึ 3) ด้านสถานท่ี วัสดุ อุปกรณ์และเคร่ืองอานวยความสะดวก จากผลการวิจัยพบว่า สนามยิงปืนสาหรับ การฝึกซ้อมมีความพร้อมเป็นอย่างมาก แต่อุปกรณ์เช่น กระสุน และเป้า สาหรับการฝึกซ้อมและการแข่งขันยังไม่ เพียงพอ ซ่ึงสอดคล้องกบั ธงชัย สันติวงษ์ (Thongchai Santiwong, 2002) กล่าวถึง วัสดุ อุปกรณ์ว่า เป็นปจั จัยที่ มีปริมาณและมูลค่าสูงไม่ต่างไปจากปัจจัยอื่น ๆ เพราะวัตถุดิบสิ่งของเหล่านี้ จะต้องมีการจัดหามาใช้ในการ ดาเนินการผลิตหรือพัฒนาตลอดเวลา เพ่ือใช้ปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า สอดคล้องกับ ลักษมี ฉิมวงษ์ (Luxsamee Chimwong, 2008) วัสดุอุปกรณ์ซ่ึงนับรวมถึงอาคารสถานที่เป็นส่ิงสาคัญอีกประการหนึ่งท่ี จะทาให้การบริหารประสบผลสาเร็จผลสาเร็จ ได้ผลสมบูรณ์เป็นการบริหารอย่างแท้จรงิ และให้เกิดประโยชน์มาก ที่สุด และสอดคล้องกับ เทพประสิทธ์ิ กุลธวัชวิชัย (Thepprasit Kulthawatwichai, 2005) ที่ว่า สถานท่ี อุปกรณ์ และเครื่องอานวยความสะดวก นับวา่ เป็นปัจจยั หนึ่งสาหรับการฝึก หรือการเตรียมนักกฬี าซงึ่ เป็นหน้าที่ของบุคคล ในทีมจะต้องจัดเตรียมให้สามารถใช้ได้อย่างดี ซึ่งได้แก่ สถานท่ี สนาม อุปกรณ์ รวมถึงห้องเปลี่ยนเคร่ืองแต่งกาย ห้องน้า ฯลฯ ตลอดจนเครื่องมือที่คิดทาขึ้นพิเศษ สาหรับการฝึกนักกีฬาให้พัฒนาเร็วข้ึนหรือพัฒนาไปไกลกว่า ทีมอนื่ จงึ จะทาให้ประสบความสาเร็จ 4) ด้านการจัดการท่ัวไป จากผลการวิจัยพบว่า มีการจัดโปรแกรมการฝึกซ้อมให้เหมาะสมสาหรับนักกีฬา แต่ละคน และมีการดูแลเร่อื งระเบยี บวินัยในการฝึกซ้อมกีฬา ส่งผลใหท้ ีมกีฬายงิ ปืนประสบความสาเร็จ ซึง่ สอดคลอ้ ง กับ สุดใจ วันอุดมเดชาชัย (Sudjai Wanudomdechachai, 2013) กล่าวว่า การจัดการ คือ กระบวนการทาง สังคมและเทคนิคในการใช้ทรัพยากรการบริหารในการดาเนินงานขององค์กรและทาให้เกิดการเปล่ียนแป ลง เพื่อให้ประสบผลสาเร็จหรือบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร และสอดคล้องกับ ฐาปนา ฉ่ินไพศาล (Thapana
Shinpaisal, 2008) กล่าวว่า การจัดการ คือกระบวนการรวบรวมและประสานการใชท้ รัพยากรการบริหารเพ่ือ ดาเนนิ งานใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงคข์ ององคก์ รที่ต้ังไว้ 5) ด้านการวางแผน จากผลการวจิ ัยพบวา่ ผ้ฝู ึกสอนมีการจดั ทาแผนการฝึกซ้อมเป็นอย่างดี และมกี าร พัฒนาทักษะของนักกีฬาเป็นรายบุคคล มีการพัฒนาแผนการฝึกซ้อมในหลายรูปแบบให้เข้ากับนักกีฬาแต่ละบุคคล สง่ ผลให้ทีมกีฬายงิ ปืนประสบความสาเร็จ ซ่ึงสอดคล้องกับ สมคิด บางโม (Somkid Bangmo, 2008) กล่าวว่า การวางแผนคือ การกาหนดเป้าหมาย และแนวทางปฏิบัติไว้ล่วงหน้าโดยการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ และเลือกแนวทาง ปฏิบัติที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร และสอดคล้องกับ พรสวรรค์ สระภักด์ิ (Pornsawan Saraphak, 2013) กล่าวว่า การวางแผนการฝึกซ้อม มีความสาคัญและเป็นเรื่องจาเป็นเพราะการวางแผนการฝึกซ้อมเป็นกระบวนการ ในการกาหนดวิธีการฝึกซ้อมนักกีฬาไว้ล่วงหน้าเพื่อให้การฝึกซ้อมเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมทั้งการฝึก ปฏิบัติทักษะและเทคนิคของกีฬา โปรแกรมการฝึกจึงจาเป็นต้องมีการจัดระบบการฝึก ทั้งนี้ เพ่ือจะให้นักกีฬา แสดงความสามารถในการจัดการแข่งขัน ได้ดีเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งการวางแผนการฝึกซ้อมให้นักกีฬาเป็นหน้าที่ ทีส่ าคัญประการหนง่ึ ของผูฝ้ ึกสอน 6) ด้านการจัดองค์กร จากผลการวิจัยพบว่า การบริหารจัดการทีมได้มีการกาหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ ของผู้จัดการทีมและผู้ฝึกสอน และกาหนดขอบข่ายการทางานแต่ละฝ่ายไว้ สามารถติดต่อประสานงานกับผู้ฝึกสอน ได้อย่างดีและรวดเร็ว สอดคล้องกับ สาคร สุขศรีวงศ์ (Sakorn Suksriwong, 2007) ท่ีว่า การจัดองค์กรเก่ียวข้อง กบั การแบ่งภาระงานท่มี ีความเฉพาะเจาะจงท้ังหมดในกระบวนการวางแผนไปสู่การกาหนดงานเฉพาะด้าน และ สร้างรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างงานเหล่าน้ัน และระหว่างภาระงานของแต่ละบุคคลในขณะท่ีกระบวนการ วางแผนกาหนดว่าอะไรควรจะต้องทาและทาอย่างไร กระบวนการขององค์กรก็จะกาหนดว่าใครควรจะเป็นคนทา และสอดคลอ้ งกับ ศิรวิ รรณ เสรีรัตน์ (Siriwan Serirat, 1999) กล่าวว่า การจดั การ คือ กระบวนการทางสงั คม และเทคนิคในการใช้ทรัพยากรการบริหารในการดาเนินงานขององค์กรและทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพ่ือให้ ประสบผลสาเร็จหรอื บรรลุวัตถุประสงค์ขององคก์ ร 7) ด้านการช้ีนา จากผลการวิจัยพบว่า การกาหนดทิศทางของการจัดการทีมกีฬายิงปืน ได้มีการกาหนด ทิศทางไปในทางเดียวกัน ผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาทุกคนได้รับทราบข้อมูลและจุดมุ่งหมายของทีม และเป้าหมายท่ีวางไว้ ทาให้ทีมกีฬายิงปืนประสบความสาเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับ สาคร สุขศรีวงศ์ (Sakorn Suksriwong, 2007) การช้ีนาเป็นกระบวนการระหว่างบุคคลในการชักจูงสมาชิกไปสู่เป้าหมายขององค์กร ในขณะที่การวางแผน และการจัดการองคก์ ร เป็นตัวกาหนดระยะเวลาของกิจกรรมต่าง ๆ ของงานท่ีจะทา การ ช้ีนาก็เกี่ยวข้องกับการชักจูง หรือสร้างแรงจูงใจส่วนบุคคลของสมาชิก เพื่อการทางานเฉพาะได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (Department of Physical Education, 2013) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจทางการกีฬาเป็นปัจจัยหรือสาเหตุท่ีมากระตุ้นให้บุคคลหรือนักกีฬา แสดงพฤติกรรมท่ีนาไปสู่สงิ่ ทีต่ นเองต้องการภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งแรงจูงใจหรอื ความต้องการน้นั มีผลต่อ การกาหนดทิศทางในการเลือกปฏิบัติ และลาดับความต้ังใจที่จะกระทาหรือปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ อย่างทุ่มเท เช่น การฝึกซอ้ มหรือการแข่งขนั กีฬา 8) ด้านการประเมินผล พบว่า การจัดการทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการแข่งขัน กีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย คร้ังท่ี 45 ในการดาเนินงานต่าง ๆ ท้ังผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน และนักกีฬามี การประเมนิ ผลและวิเคราะห์ผลการฝกึ ซ้อมและผลการแข่งขันของนักกีฬายิงปืนแล้วนามาพฒั นาแกไ้ ขให้นักกฬี ามี ศักยภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการประเมินผลในการเตรียมทีมทุกข้ันตอนนาผลการประเมินไปปรับปรุงแก้ไขพัฒนา ปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาด ส่งผลให้ทีมกีฬายิงปืนของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประสบความสาเร็จในการ แข่งขัน ซ่ึงสอดคล้องกับ พยอม วงศ์สารศรี (Payorm Wongsarasri, 2005) กล่าววา่ การประเมินผลเป็นขัน้ ตอนท่ี
จาเป็นในกระบวนการวางแผน เพราะการติดตามและประเมินผลจะช่วยให้ทราบว่าการปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้ เป็นตามที่กาหนดไว้ในแผนหรือไม่ โดยการจัดทารายงานเกี่ยวกับผลการดาเนินงานในข้ันต่าง ๆ เพื่อจะได้ทา การติดตามและประเมินผล ซ่ึงการประเมินผลนี้จะต้องทาอย่างสม่าเสมอ เพราะเง่ือนไขและสภาวะข้อจากัด ของแผนจะเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในกรณที ี่สภาวะแวดล้อมท้ังภายในและภายนอกองค์กรเปลี่ยนแปลงไป จากเดิม ก็อาจทาให้ต้องมีการปรับปรุงหรือแก้ไขแผนเสียใหม่ หรือกลับไปเริ่มต้นกาหนดวัตถุประสงค์ในข้ันตอน การกาหนดวัตถุประสงค์ใหม่ และสอดคล้องกับ พัชนี นนทศักด์ิ (Patchanee Nonthasak, 2009) ที่ว่าการ ประเมินผล หมายถึง การตรวจสอบ และวัดสิ่งท่ีแผนได้กาหนดไว้ในข้ันตอนการวางแผน และเมื่อนาแผนไป ดาเนินการแล้วสิ่งที่เปล่ียนแปลงและเกิดข้ึนนั้นเป็นไปตามที่กาหนด และคาดหมายไว้เพียงใด โดยนาเอาผลท่ี ได้มาพิจารณาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับแผนท่ีกาหนดไว้จึงจะทาให้รู้ว่าสิ่งที่แผนต้องการกับผลที่เกิดขึ้นจริงนั้น ตรงกันหรือแตกต่างกันเพียงใดด้วยเหตุผลอะไรบ้างเป็นเหตุจากปัจจัยภายนอกหรือภายในของแผนอย่างไร ท้ังนเ้ี พือ่ ผวู้ างแผนจะได้นาไปพจิ ารณา และใชป้ ระกอบการตัดสินใจต่อไป ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั ตอ่ ไป 1. ควรมีการศกึ ษาปัจจัยทีม่ ีผลต่อความสาเรจ็ ของนักกีฬายิงปืนมหาวิทยาลยั การกีฬาแห่งชาติ ในการเข้า ร่วมการแข่งขันในกีฬามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ว่ามีความแตกต่างกับปัจจัยที่มีผลต่อความสาเร็จในการเข้า รว่ มการแขง่ ขนั ในกีฬามหาวทิ ยาลัยแห่งประเทศไทยอย่างไร 2. ควรมีการศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อความสาเร็จของนักกีฬา จากมหาวิทยาลัยอื่น ท้ังรัฐและเอกชนท่ีมีการ สนบั สนุนกฬี าอยา่ งจริงจัง ว่ามีการดาเนินงานอยา่ งไร References Best, John W., & Kahn, James V. (2006). Research in Education (10 th ed.). Boston: Pearson/Allyn and Bacon. Chaiyasith Pavilas. (2009). A study of key success factors of the top success potential in weight lifting of Thailand. Sports Authority of Thailand. Cronbach, L. J. (1990). Essentials of Psychological Testing (5th ed.). New York: Harper Collins Publishers. Department of Physical Education. (2013). Sport Psychology. Bangkok: WVO officer of printing mill. Kiatsuda Srisuk. (2009). Research Methodology. Chiang Mai: Khlong Chang Printing House. Luxsamee Chimwong. (2008). Proposed guidelines of developing competition management of The Asia Masters Athletics Championships (Master’s thesis), Chulalongkorn University. National Shooting Sport Association of Thailand. (2017). Shooting Training Handout. Bangkok: National Shooting Sport Association of Thailand. Nitiphan Saraphak. (2005). Efficient Sport Coaching Method. Suphan Buri: Suphanburi Sports School. Office of Sports and Recreation Development. Ministry of Tourism and Sports. Patchanee Nonthasak. (2009). Modern Management. Bangkok: Pearson Education Indochina. Payorm Wongsarasri. (2005). Organization and Management (8th ed.). Bangkok: Supaprinting. Pornsawan Saraphak. (2013). Training Tactics and Management. Chonburi: Division of sport school extension and development of Thailand. Thailand National Sports University. Ministry of Tourism and Sports.
Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessment of criterion - referenced test item validity. Dutch Journal of Educational Research, 2, 49 - 60. Sakorn Suksriwong. (2007). Management: Form the Executive’s Viewpoint (3rd ed.). Bangkok: GP Cyberprint. Sanoh Tiyao. (2003). Principles of Management (3rd ed.). Bangkok: Thammasat University. Siriwan Serirat. (1999). Organization and Management (Rev. ed.). Bangkok: Theera Flim & Scitex. Somkid Bangmo. (2008). Organization and Management (5th ed.). Bangkok: Witthayaphat. Somyos Navikarn. (2005). Organization Theory. Bangkok: Bhannakij 1991 Press. Sports Authority of Thailand. (2004). Sports Science for Sport. Division of Sports Science. Department of Sports Science. Sports Authority of Thailand. Sudjai Wanudomdechachai. (2013). Strategic Management. Bangkok: Samlda. Thapana Shinpaisal. (2008). Business Finance. Bangkok: Yongpol Trading. Thepprasit Kulthawatwichai. (2005). Advanced Table Tennis Techniques and Skills. Bangkok: Chulalongkorn University Press. Thongchai Santiwong. (2002). Management. Bangkok: Chulalongkorn University Press. Thonglor Dechthai. (2003). Public Health Administration (6th ed.). Nonthaburi: The Office of the University Press Sukhothai Thammathirat Open University. Received: December, 14, 2020 Revised: March, 1, 2021 Accepted: March, 1, 2021
การศึกษาองค์ประกอบทางการทอ่ งเทีย่ วและการมีสว่ นรว่ มของชมุ ชนทมี่ ตี อ่ ความยั่งยนื ทางการทอ่ งเท่ียวเชิงนิเวศในจงั หวัดชลบรุ ี ทดั ดาว นาควงศ์1 และอัมพร กรุดวงษ์2 1มหาวิทยาลยั การกฬี าแหง่ ชาติ วิทยาเขตชลบุรี 2มหาวิทยาลัยการกีฬาแหง่ ชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี บทคัดยอ่ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของนักท่องเท่ยี วเชงิ นิเวศท่ีมีต่อองค์ประกอบ ทางการท่องเท่ียว และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีต่อความยั่งยืนทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในจังหวัดชลบุรี 2) เพ่ือ ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีต่อความยั่งยืนทางการท่องเท่ียวเชิงนิเวศในจังหวัดชลบุรี และ 3) เพื่อศึกษา องค์ประกอบทางการท่องเที่ยวของนักทอ่ งเท่ียว และการมีส่วนร่วมของชุมชนท่มี ีต่อความยั่งยืนทางการทอ่ งเท่ียวเชิง นิเวศในจังหวัดชลบุรี โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มนักท่องเท่ียวที่ไปท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรีในช่วงกุมภาพันธ์ – เมษายน 2564 จานวน 400 คน และชาวบ้านในเขตพ้ืนท่ีจงั หวัดชลบุรี ทอ่ี าศัยอยใู่ นพนื้ ทีเ่ กนิ 1 ปี จานวน 400 คน เคร่ืองมอื ท่ี ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามการศึกษาองค์ประกอบทางการท่องเที่ยวและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีต่อ ความย่ังยืนทางการท่องเท่ียวเชิงนิเวศ: กรณีศึกษาจังหวัดชลบุรี วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ขอ้ มลู ประกอบดว้ ย ค่าเฉล่ยี ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน สถติ ิ t - test สถิติ F - test และการวเิ คราะหก์ ารถดถอยพหคุ ูณ (Multiple Regression Analysis) โดยกาหนดระดบั ความมีนัยสาคัญท่ีระดับ .05 ผลการวจิ ยั พบวา่ 1. นักทอ่ งเทย่ี วเชิงนิเวศมีระดับความคิดเหน็ เก่ียวกับองค์ประกอบทางการท่องเที่ยว โดยรวมอยู่ในระดับมาก ทสี่ ดุ เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายด้านพบว่า ด้านส่ิงดงึ ดดู ใจทางการทอ่ งเทย่ี ว เป็นดา้ นที่มีค่าเฉล่ียสงู ทส่ี ดุ รองลงมา คือ ด้าน การบริการการท่องเที่ยว ลาดับถัดมา คือ ด้านเส้นทางคมนาคม และด้านสิ่งอานวยความสะดวก ด้านท่ีพัก และด้าน กิจกรรม ตามลาดบั 2. ชาวบา้ นในเขตพื้นทจ่ี ังหวดั ชลบุรี มีระดับการมสี ่วนร่วมของชุมชน โดยรวมอยใู่ นระดับมากทส่ี ุด เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการเสนอความคิด และด้านการร่วมตัดสินใจ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คอื ดา้ นการร่วมปฏิบตั ิ และด้านการตดิ ตามและประเมนิ ผล ตามลาดบั 3. องค์ประกอบทางการท่องเทีย่ วของนกั ท่องเที่ยวท่ีมีต่อความย่ังยืนของการท่องเท่ยี งเชิงนเิ วศในชลบุรี แตกต่างกนั ที่ .05 และการมีส่วนร่วมของชุมชนท่ีมีต่อความยงั่ ยนื ของการท่องเท่ียงเชิงนิเวศในชลบุรีแตกต่างกัน ทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05 คาสาคัญ: องค์ประกอบทางการท่องเทยี่ ว; การมีสว่ นร่วมของชมุ ชน; ความยัง่ ยนื ทางการทอ่ งเทยี่ วเชิงนเิ วศ Corresponding Author: ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ อัมพร กรดุ วงษ์ มหาวทิ ยาลัยการกฬี าแห่งชาติ วทิ ยาเขตสุพรรณบุรี Email: [email protected]
TOURISM COMPONENTS AND COMMUNITY PARTICIPATION TOWARD ECO -TOURISM SUSTAINABILITY IN CHON BURI PROVINCE Thatdao Narkwong1, and Amporn Krutwong2 Thailand National Sports University Chon Buri Campus Thailand National Sports University Suphan Buri Campus Abstract The purposes of this study were: - 1) to study the opinion of tourism components of tourists toward eco-tourism sustainability in Chon Buri, 2) to study the level of community participation toward eco - tourism sustainability in Chon Buri, and 3) to study tourism components and community participation of tourists toward eco-tourism sustainability in Chon Buri. The data were collected from 400 tourists who traveled to Chon Buri Province during February – April 2021, and 400 villagers living in the area of Chon Buri Province for more than one year. The instrument used to collect data was a questionnaire to study tourism components and community participation toward sustainability in ecotourism: a case study of Chon Buri Province. The data were analyzed by mean, standard deviation, t - test, F - test, and Multiple Regression Analysis. The significant difference level was set at the .05 level. Results were found that: - 1. Overall of the opinion of tourism components of tourists toward eco-tourism sustainability in Chon Buri was in the highest level. When considering each item, the priority item was the tourism attraction, and then the tourism services, transport route, accommodation facility, and activities respectively. 2. Overall of the community participation of people in Chon Buri was in the highest level. When considering each item, the priority item was the presentation idea and making decision, and then cooperation, monitoring and evaluation respectively. 3. Tourism components of tourists toward eco-tourism sustainability in Chon Buri were found at the significant difference level of .05. Meanwhile, the community participation toward eco-tourism sustainability in Chon Buri was found at the significant difference level of .05. Keywords: tourism components, community participation, eco – tourism Corresponding Author: Asst.Prof.Amporn Krutwong, Thailand National Sports University Suphan Buri Campus Email: [email protected]
บทนา การท่องเท่ียวมีส่วนสาคัญต่อการพัฒนาระบบโครงสร้างพ้ืนฐานของการคมนาคมขนส่ง การค้าและ การลงทุน เม่ือประเทศประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ การท่องเท่ียวมีบทบาทสาคัญในการสร้างรายได้ให้กับ ประเทศสามารถช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ รวดเร็วกว่าภาคการผลิตและบริการอื่น ๆ (Kuljira Saowalakjinda, 2012) ดังนั้นจงึ ได้มีการบรรจุแผนพัฒนาการท่องเท่ียวไว้ในเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ต้ังแตป่ ี 2520 เปน็ ต้นมา ประเทศไทยเป็นหน่ึงในประเทศที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางทะเล ป่าไม้ หรือภเู ขา ทรัพยากรท่ีกล่าวมานั้นถือเปน็ ทรัพยากรทางการทอ่ งเทยี่ ว ซึ่งมีความสาคัญมากต่อการท่องเที่ยวของ ประเทศไทย ในรปู แบบการจดั การการทอ่ งเทย่ี วเชิงนเิ วศ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) เป็นการท่องเที่ยวท่ีได้รับความนิยม ท่ีช่วยผ่อนคลายความ เหน็ดเหน่ือยแล้ว ยังเป็นการท่องเที่ยวท่ีเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ประสบการณ์ความแปลกใหม่ตลอดเวลา การเดนิ ทาง อกี ทั้งยังเป็นกลไกธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการปฏิสมั พนั ธ์ระหว่างนักท่องเทีย่ วกบั ชุมชนท้องถ่ินรวมถึง การปลูกฝังให้นักท่องเท่ียวมีความผูกพันกับธรรมชาติ และเกิดเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ท่ีย่ังยืนสืบต่อไป (Jittasak Putjorn, 2011) การท่องเท่ียวเชิงนิเวศซ่ึงถือว่าเป็นส่วนหน่ึงของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างย่ังยืน อันเป็นแนวคิด ท่ีเกิดข้ึนจากแนวโน้ม 2 ประการ คือ แนวโน้มเกย่ี วกับการอนุรกั ษก์ ับการพฒั นาทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มของ นักท่องเที่ยวท่ีมีความต้องการผจญภัย หรือการท่องเท่ียวโดยการเข้าไปมีส่วนร่วมและได้สัมผัสกับธรรมชาติ อย่างแท้จริง (Jirajet Udomsri, 2004) ในปี 2539 - 2540 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้กาหนดนโยบาย การท่องเท่ียวเชิงนิเวศแห่งชาติขึ้น เพ่ือเป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเท่ียวแบบยั่งยืน (Boonlert Chittangwattana, 1999) การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถ่ินจึงมีความสาคัญอย่างย่ิงต่อการพัฒนาการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืน เน่ืองจากชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ท่ีรับรู้ปัญหาและได้รับผลกระทบโดยตรงจากการท่องเท่ียว จึงจาเป็นที่ต้องเปิด โอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวทุกขั้นตอนและให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับ ผลประโยชน์จากการท่องเท่ียว เพือ่ ก่อให้เกิดความรกั ความหวงแหน ความภาคภมู ิใจ พรอ้ มทัง้ การสร้างจติ สานึก ในการดูแลปกป้องรักษาทรัพยากรท่องเท่ียวและสภาพแวดล้อมให้คงอยู่อย่างย่ังยืน (Natthanicha Muennu, 2012) จากความเป็นมาและความสาคัญของปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาองค์ประกอบ ทางการท่องเท่ียวและการมีส่วนร่วมในของชุมชน ที่มีต่อความย่ังยืนทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในจังหวัดชลบุรี โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือศึกษาองค์ประกอบทางการท่องเท่ียว และการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่จะนาไปสู่ การท่องเท่ียวอย่างยั่งยืนของจังหวัดชลบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนโดยรอบ ท้ังยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกจิ ท่ีส่งผลใหเ้ กิดการอนุรกั ษท์ รัพยากรทางธรรมชาติในอนาคต วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพ่ือศึกษาระดับความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ท่ีมีต่อองค์ประกอบทางการท่องเที่ยวและ การมีสว่ นร่วมในของชมุ ชน ท่มี ีต่อความย่งั ยนื ทางการท่องเท่ยี วเชงิ นิเวศ ในจงั หวดั ชลบรุ ี 2. เพ่ือศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนท่ีมีต่อความยั่งยืนทางการท่องเท่ียวเชิงนิเวศในจังหวัด ชลบรุ ี 3. เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางการท่องเที่ยว และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีต่อความยั่งยืนทาง การทอ่ งเทีย่ วเชงิ นิเวศ ในจังหวดั ชลบรุ ี
วธิ ีดาเนินการวจิ ัย ประชากรท่ใี ช้ในการวิจัย ประชากรกลุ่มที่ 1 คือ นักท่องเที่ยวท่ีไปท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เดือน เมษายน 2564 ประชากรกลมุ่ ท่ี 2 คอื ชาวบ้านในเขตพน้ื ท่ีจงั หวัดชลบรุ ี ที่อาศัยอยู่ในพ้ืนท่เี กิน 1 ปี ซึ่งมีจานวน 46,628 คน (Population Registration Information Civil Registration, 2020) การเลอื กกลุ่มตัวอย่าง ทาการสุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้ความน่าจะเป็น (Nonprobability sampling) โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) ตามวิธีของ Krejcie, & Morgan (1970) 1) นักท่องเที่ยวที่ไป ท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนเมษายน 2564 จานวน 400 คน และ 2) ชาวบ้านใน เขตพ้ืนที่จังหวัดชลบุรีที่อาศัยอยู่ในพ้ืนที่เกิน 1 ปี จานวน 400 คน โดยกลุ่มตัวอย่างน้ันต้องเป็นผู้ท่ีสมัครใจจะ เขา้ ร่วมการวิจยั ในครงั้ น้ีพร้อมท้งั เซน็ ใบแสดงความยินยอมของผู้เข้ารว่ มการวิจัย คณะกรรมการจรยิ ธรรม งานวิจัยน้ีได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ เลขที่ 18/2563 เครื่องมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย แบบสอบถาม (Questionnaire) ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน คือ แบบสอบถามการศึกษาองค์ประกอบทางการ ท่องเท่ียวและการมีส่วนร่วมของชุมชนท่ีมีต่อความย่ังยืนทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ: กรณีศึกษาจังหวัดชลบุรี โดยการประยุกต์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง โดยลักษณะของแบบสอบถามมีลักษณะเป็นคาถาม ปลายปดิ (Close ended question) ซ่ึงประกอบดว้ ย คาถาม 3 สว่ น โดยมีลกั ษณะเป็นคาถามปลายปดิ ซ่งึ มใี ห้ เลือกตอบเพยี งคาตอบเดยี วเท่านน้ั ดังน้ี สว่ นที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลลักษณะประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยจาแนกตาม ลักษณะ ไดแ้ ก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศกึ ษา และรายได้เฉลย่ี ตอ่ เดอื น ส่วนท่ี 2 เป็นคาถามลกั ษณะปลายปดิ โดยมคี าตอบให้เลือกหลายคาตอบ สว่ นที่ 3 แบบสอบถามเกยี่ วกบั ความย่ังยืนทางการทอ่ งเที่ยวทเี่ กดิ ขนึ้ ในชุมชน โดยแบ่งเป็น 3 ดา้ น ดังนี้ 1. ด้านสงิ่ แวดล้อม 2. ดา้ นเศรษฐกจิ และ 3. ด้านสงั คม ขนั้ ตอนในการสร้างเครอ่ื งมอื 1. การศึกษาเอกสาร ตารา งานวิจยั ทเี่ ก่ียวข้อง เพื่อสร้างแบบสอบถาม 2. นาแบบสอบถามไปให้ผ้เู ช่ียวชาญจานวน 3 ทา่ น ตรวจสอบหาคา่ ความเทยี่ งตรงเชิงเนือ้ หา (content validity = 1.00) ของข้อคาถาม 3. นาแบบสอบถาม ซึ่งผู้เช่ียวชาญได้ตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นมาสร้างแบบบันทึกคะแนน (rating sheet) เพ่อื ให้มคี วามสะดวกและง่ายตอ่ การบันทกึ 4. นาแบบสอบถาม ไปทดลองใช้ (try out) กับกลมุ่ ที่มีลกั ษณะเฉพาะคลา้ ยคลึงกบั กลุ่มตัวอย่างที่นามา ศึกษาในคร้ังน้ี จานวน 30 คน เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจ ความเหมาะสมในการใช้ภาษา เนื้อหา และหาค่า อานาจจาแนกของข้อคาถาม ตามวิธีของ Rowinelli and Hambleton และหาค่าความเช่ือมั่นของ แบบสอบถามตามวิธกี ารของครอนบาชแอลฟา (Cronbach’ s alpha reliability) ( = 0.98) 5. นาแบบสอบถามทผ่ี ้วู ิจยั สร้างข้ึนไปใช้กับกลุ่มตวั อยา่ ง
ผลการวิจยั 1. ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ทว่ั ไปของกลุ่มตัวอยา่ ง ตารางที่ 1 แสดงจานวน (คน) ค่าร้อยละของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มนักท่องเท่ียวท่ีไปท่องเท่ียวในจังหวัดชลบรุ ีในช่วง เดือนกมุ ภาพันธ์ – เดือนเมษายน 2564 (n = 400) รายการ n ������̅ รายการ n ������̅ เพศ 283 อายุ 141 35.30 ชาย 117 70.80 18 – 20 ปี 244 61.00 หญงิ 29.30 21 – 30 ปี 12 3.00 3 0.80 ระดบั การศกึ ษา 8 31 – 40 ปี ประถมศกึ ษา 3 41 – 50 ปี 13 3.30 มัธยมศกึ ษาตอนตน้ 9 63 15.80 มธั ยมศึกษาตอนปลาย 9 ภมู ลิ าเนา (ภาค) 11 2.80 ปวช. / ปวส. 367 2.00 เหนือ 52 13.00 ปรญิ ญาตรี 4 0.80 กลาง 230 57.50 สงู กว่าปรญิ ญาตรี 2.30 ใต้ 12 3.00 2.30 ตะวนั ออกเฉียงใต้ 19 4.80 91.80 ตะวนั ออก อาชพี 1.00 ตะวนั ตก ข้าราชการ/พนกั งานของรัฐ/ พนกั งานรฐั วสิ าหกจิ กรุงเทพฯ และปรมิ ณฑล ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตวั พนกั งานเอกชน/ลูกจา้ งเอกชน รายได้ตอ่ เดือน รบั จ้างทัว่ ไป เกษตรกร 15 3.80 ไม่มรี ายได้ 210 52.50 นักเรียน/นกั ศกึ ษา 17 4.30 ตา่ กว่า 5,000 บาท 67 16.80 ยานพาหนะทีม่ าท่องเทีย่ ว 9 รถส่วนตวั 5 2.30 5,000 – 10,000 บาท 88 22.00 รถโดยสารประจาทาง - รถบัสของกลมุ่ ทวั ร/์ บริษทั 354 1.30 10,001 – 20,000 บาท 20 5.00 341 - 20,001 – 30,000 บาท 11 2.80 40 19 88.50 สูงกวา่ 30,000 บาท 4 1.00 ความช่นื ชอบการทอ่ งเทีย่ วในลกั ษณะ 85.30 แหล่งทอ่ งเทย่ี วทางธรรมชาติ 229 57.30 10.00 แหลง่ ท่องเทีย่ วทางวฒั นธรรม 83 20.80 4.80 แหล่งทอ่ งเท่ยี วเพอื่ นันทนาการ 43 10.80 แหล่งท่องเทยี่ วทางศลิ ปะวิทยาการ 45 11.30 ความถีใ่ นการเดินทางมาท่องเทยี่ ว / ปี งบประมาณในการท่องเที่ยวในแต่ละครั้ง (บาท) 1 ครง้ั /ปี 80 20.00 1,000 – 5,000 202 50.50 2 – 3 คร้ัง/ปี 202 50.50 5,001 – 10,000 148 37.00 4 – 5 คร้งั /ปี 62 15.50 10,001 – 15,000 26 6.50 มากกว่า 5 ครงั้ /ปี 56 14.00 15,001 – 20,000 12 3.00 20,001 – 30,000 12 3.00 เดินทางมาท่องเท่ยี วกบั ใคร วตั ถุประสงคใ์ นการเดินทางมาท่องเท่ยี ว คนเดียว ครอบครัว และญาติ 77 19.30 พกั ผอ่ น 317 79.30 เพ่ือน 180 ท่ีทางาน 129 45.00 เย่ียมญาติและ/หรอื ครอบครัว 45 11.30 14 32.30 การศึกษาดูงาน/ประชุมสัมมนา 38 9.5 3.50
ตารางท่ี 1 แสดงจานวน (คน) ค่าร้อยละของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มนักทอ่ งเท่ียวที่ไปท่องเที่ยวในจังหวัดชลบรุ ีในช่วง เดอื นกุมภาพนั ธ์ – เดือนเมษายน 2564 (n = 400) ตอ่ รายการ n ������̅ รายการ n ������̅ ช่วงเวลาใดทที่ ่านมกั เดินทางไปทอ่ งเทีย่ วโดยท่วั ไป ทา่ นทราบข้อมูลการทอ่ งเทย่ี วจากแหลง่ ขอ้ มลู ใด 47.80 8.50 จนั ทร์ – ศกุ ร์ 63 15.80 ญาติ / เพ่ือน / คนรู้จัก 191 36.00 3.50 วนั หยดุ นักขัตฤกษ์ 115 28.70 โทรทัศน์ / วทิ ยุ 34 2.80 1.50 เสาร์ – อาทติ ย์ 222 55.50 เว็บไซต์ 144 ระยะเวลาของการมาทอ่ งเท่ียวในแตล่ ะครง้ั บรษิ ัทนาเทีย่ ว 14 1 วนั 71 17.80 หนงั สอื ทอ่ งเทยี่ ว 11 2 วนั 177 44.30 หน่วยงานภาครฐั 6 3 วัน 116 29.00 มากกว่า 3 วนั ข้นึ ไป 36 9.00 จากตารางท่ี 1 แสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ กลุ่มนักท่องที่ไปท่องเท่ียวในจังหวัด ชลบุรี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนเมษายน 2564 จานวน 400 คน เป็นเพศชาย 283 คน (70.80%) เพศหญิง 117 คน (29.30%) ช่วงอายุที่มามากที่สุด ได้แก่ 21 – 30 ปี 244 คน (61.00%) และช่วงอายุท่ีมาน้อยท่ีสุดได้แก่ 41 – 50 ปี 3 คน (0.80%) ระดับการศึกษาที่มากที่สุด ได้แก่ ระดับปริญญาตรี 367 คน (91.80%) และน้อยท่ีสุด ได้แก่ สูงกว่า ปริญญาตรี 4 คน (1.00%) ภูมิลาเนาท่ีมาท่องเที่ยวมากท่ีสุด ได้แก่ ภาคตะวันออก 230 คน (57.50%) น้อยท่ีสุด ได้แก่ภาคใต้ 11 คน (2.80%) อาชีพที่มามากที่สุด ได้แก่ นักเรียน/นักศึกษา 354 คน (88.50%) น้อยที่สุด ได้แก่ รับจ้างทั่วไป 5 คน (1.30%) ช่วงรายได้ท่ีมากที่สุด ได้แก่ ไม่มีรายได้ 210 คน (52.50%) น้อยท่ีสุด ได้แก่ ช่วง สูงกว่า 30,000 บาท 4 คน (1.00%) ยานพาหนะที่มาท่องเที่ยวมากที่สุด ได้แก่ รถส่วนตัว 341 คน (85.30%) น้อยที่สุด ได้แก่ รถบัสของ กลุ่มทัวร์/บรษิ ทั 19 คน (4.80%) ความชื่นชอบการท่องเท่ียวในลักษณะมากท่ีสุด ไดแ้ ก่ แหล่งท่องเท่ียวทางธรรมชาติ 229 คน (57.30%) น้อยท่สี ุด ได้แก่ แหล่งท่องเท่ียวเพอื่ นันทนาการ 43 คน (10.80%) ความถี่ในการเดินทางมาท่องเท่ียว / ปี มากที่สุด ได้แก่ 2 – 3 ครั้ง / ปี 202 คน (50.50%) และน้อย ที่สดุ ไดแ้ ก่ มากกว่า 5 คร้งั / ปี 56 คน (14.00%) งบประมาณในการท่องเท่ียวในแต่ละคร้ังมากท่ีสุด ได้แก่ 1,000 – 5,000 บาท 202 คน (50.50%) นอ้ ยท่สี ดุ ไดแ้ ก่ ชว่ ง 15,001 – 20,000 บาท และ 20,001 – 30,000 บาท 12 คน (3.00%) เดินทางมาท่องเท่ียวกับใครมากที่สุด ได้แก่ เดินทางมากับครอบครัว และญาติ 180 คน (45.00%) และ น้อยท่ีสุด ได้แก่ เดนิ ทางมากบั ทที่ างาน 14 คน (3.50%) วัตถุประสงค์ในการเดินทางมาท่องเที่ยวมากที่สุด ได้แก่ พักผ่อน 317 คน (79.30%) และน้อยที่สุด ได้แก่ การศกึ ษาดงู าน / ประชมุ สัมมนา 38 คน (9.50%)
ทราบข้อมูลการทอ่ งเท่ยี วจากแหลง่ ข้อมลู ใดมากท่สี ุด ได้แก่ ญาติ / เพ่ือน / คนรู้จัก 191 คน (47.80%) และนอ้ ยทส่ี ุด ไดแ้ ก่ หน่วยงานภาครัฐ 6 คน (1.50%) ช่วงเวลาใดที่ท่านมักเดินทางไปท่องเที่ยวโดยทั่วไปมากท่ีสุด ได้แก่ วันเสาร์ – อาทิตย์ 222 คน (55.50%) น้อยท่สี ดุ ได้แก่ วันจนั ทร์ – ศุกร์ 63 คน (15.80%) ระยะเวลาของการมาท่องเท่ียวในแต่ละครั้งมากที่สุด ได้แก่ 2 วัน 177 คน (44.30%) และน้อยท่ีสุด มากกวา่ 3 วนั ขึ้นไป 36 คน (9.00%) ตารางที่ 2 แสดงผลของความคดิ เหน็ ของนกั ท่องเทีย่ วทม่ี าท่องเท่ียวในจงั หวดั ชลบุรี รายการ ������̅ S.D. ความหมาย รายการ ������̅ S.D. ความหมาย ดา้ นองค์ประกอบทางการท่องเท่ียว ดา้ นความยั่งยืนทางการท่องเที่ยว 1. ดา้ นสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเทยี่ ว 2. ด้านเส้นทางคมนาคม 4.14 0.77 มาก 1. ด้านสงิ่ แวดลอ้ ม 4.06 0.78 มาก 3. ดา้ นสง่ิ อานวยความสะดวก 4. ดา้ นทพ่ี กั 4.08 0.78 มาก 2. ดา้ นเศรษฐกจิ 4.06 0.76 มาก 5. ดา้ นกจิ กรรม 6. ดา้ นการบริการการทอ่ งเท่ียว 4.07 0.78 มาก 3. ดา้ นสังคม 4.05 0.75 มาก ค่าเฉลี่ยรวม 4.06 0.77 มาก 4.06 0.77 มาก 4.12 0.74 มาก 4.09 0.77 มาก ค่าเฉล่ียรวม 4.06 0.77 มาก จากตารางที่ 2 แสดงผลของความคิดเห็นของนักท่องเท่ียวท่ีมาท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรีพบว่า ด้าน องค์ประกอบทางการท่องเที่ยว โดยรวมมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.09±0.77 อยู่ในระดับมาก และด้านความยั่งยืน ทางการท่องเที่ยว โดยรวมมคี ่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.06±0.77 อยู่ในระดับมาก ตารางที่ 3 แสดงการวิเคราะหค์ วามแตกตา่ งขององค์ประกอบทางการท่องเท่ียว จาแนกตามลักษณะต่าง ๆ ของ กลุ่มตัวอยา่ งกล่มุ นักทอ่ งเท่ียวท่ไี ปท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรีในช่วงเดือนกมุ ภาพันธ์ – เดือนเมษายน 2564 (n = 400) องคป์ ระกอบทางการท่องเทยี่ ว เพศ การศึกษา Sig. อาชพี รายได้ 1. ดา้ นส่งิ ดึงดดู ใจทางการทอ่ งเที่ยว 0.43 0.00* ภูมลิ าเนา 0.00* 0.09 0.00* 0.00* 0.06 2. ด้านเสน้ ทางคมนาคม 0.78 0.00* 0.00* 0.02* 0.12 3. ดา้ นสิ่งอานวยความสะดวก 0.93 0.00* 0.00* 0.01* 0.07 0.00* 0.00* 0.06 0.06 4. ดา้ นทพ่ี ัก 0.24 0.00* 0.00* 0.02* 0.06 5. ดา้ นกจิ กรรม 0.83 0.00* 6. ดา้ นการบริการการทอ่ งเท่ียว 0.57 0.00* * แตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ 0.05 จากตารางที่ 3 แสดงให้เห็นว่าผลจากการวิเคราะห์ความแตกต่างขององค์ประกอบทางการท่องเท่ียว พบว่า การจาแนกตามเพศและรายได้ ขององค์ประกอบทางการท่องเที่ยวท้ัง 6 ด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านภูมิลาเนา และอาชีพ ขององค์ประกอบทางการท่องเที่ยวท้ัง 6 ด้าน แตกตา่ งกันอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั 0.05 ยกเวน้ ดา้ นกจิ กรรมของอาชพี ไมแ่ ตกตา่ งกัน
ตารางท่ี 4 แสดงจานวน (คน) ค่าร้อยละของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มชาวบ้านในเขตพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ท่ีอาศัยอยู่ใน พ้นื ทีเ่ กนิ 1 ปี (n = 400) รายการ n ������̅ รายการ n ������̅ เพศ 262 65.50 อายุ 129 32.30 262 138 34.50 18 – 20 ปี 250 62.50 138 21 – 30 ปี 14 3.50 31 – 40 ปี 4 1.00 ระดบั การศึกษา 41 – 50 ปี 3 0.80 50 ปีขัน้ ไป ประถมศึกษา 7 1.80 17 4.30 อาชพี มัธยมศึกษาตอนต้น 4 1.00 ข้าราชการ/พนกั งานของรัฐ/ 15 3.80 มธั ยมศึกษาตอนปลาย 7 1.80 พนักงานรัฐวสิ าหกจิ 10 2.50 ปวช. / ปวส. 14 3.50 คา้ ขาย/ธรุ กิจส่วนตวั 8 2.00 ปรญิ ญาตรี 361 90.30 พนกั งานเอกชน/ลูกจา้ งเอกชน 4 1.00 สูงกวา่ ปริญญาตรี 7 1.80 รบั จา้ งทวั่ ไป 346 86.50 เกษตรกร รายได้ตอ่ เดือน (บาท) 226 56.50 นักเรียน/นักศกึ ษา 33 8.30 ไมม่ รี ายได้ 58 14.50 15 3.80 ตา่ กว่า 5,000 63 15.80 จานวนสมาชกิ ในครอบครวั (คน) 81 20.30 5,000 – 10,000 24 6.00 1 125 31.30 10,001 – 20,000 10 2.50 2 82 20.50 20,001 – 30,000 19 4.80 3 53 13.30 สูงกวา่ 30,000 4 5 1.30 5 3 0.80 ทราบถึงการมสี ่วนรว่ มในการพฒั นาพัฒนาแหลง่ 6 1 0.30 ทอ่ งเทีย่ วเชิงนิเวศน์ : กรณีศึกษาจงั หวัดชลบรุ ีหรอื ไม่ 1 0.30 7 1 0.30 ทราบ 75 18.75 8 ไมท่ ราบ 325 81.25 9 10 12 จากตารางที่ 4 แสดงให้เห็นว่า กลุ่มตวั อย่างที่ใชใ้ นการวิจัย คือ กลุ่มชาวบ้านในเขตพ้ืนท่ี จังหวัดชลบุรี ทอ่ี าศัยอยใู่ นพื้นที่เกิน 1 ปี 400 คน เป็นเพศชาย 262 คน (65.50%) เพศหญงิ 138 คน (34.50%) ชว่ งอายทุ ่ีมากท่สี ุด ไดแ้ ก่ ช่วงอายุ 21 – 30 ปี จานวน 250 คน (62.50%) และชว่ งอายนุ อ้ ยท่ีสุด ไดแ้ ก่ 50 ปขี ึน้ ไป 3 คน (0.80%) ระดับการศึกษา มากท่สี ุด ได้แก่ ปรญิ ญาตรี 361 คน (90.30%) นอ้ ยทส่ี ุด ได้แก่ มธั ยมศึกษาตอนตน้ 4 คน (1.00%) อาชีพ มากที่สุด ได้แก่ นักเรียน / นักศกึ ษา 346 คน (86.50%) และน้อยที่สุด ได้แก่ รบั จ้างทว่ั ไป 8 คน (2.00%) ชว่ งรายได้ มากท่ีสดุ ไดแ้ ก่ ไม่มีรายได้ 226 คน (56.50%) และน้อยทส่ี ุด ได้แก่ 20,001 – 30,000 บาท จานวน 10 คน (2.50%)
จานวนสมาชิกในครอบครัว มากที่สุด ได้แก่ 4 คน จานวน 125 คน (31.30%) และน้อยที่สดุ ได้แก่ 9, 10 และ 12 คน จานวน 1 คน (0.30%) ทราบถึงการมีสว่ นร่วมในการพฒั นาแหล่งทอ่ งเที่ยวเชงิ นเิ วศในจงั หวดั ชลบรุ ีหรือไม่ ไดแ้ ก่ ทราบ 75 คน (18.75%) ไมท่ ราบ 325 คน (81.25%) ตารางท่ี 5 แสดงผลของความคิดเห็นของประชาชนในเขตพนื้ ท่จี งั หวัดชลบุรี ทอี่ าศัยอย่ใู นพนื้ ที่เกนิ กวา่ 1 ปี รายการ ������̅ S.D. ความหมาย รายการ ������̅ S.D. ความหมาย การมสี ่วนร่วมของชุมชน ด้านความยัง่ ยนื ทางการท่องเที่ยว 1. ดา้ นการเสนอความคิด 3.85 0.95 มาก 1. ด้านส่ิงแวดลอ้ ม 3.82 0.93 มาก 2. ดา้ นการรว่ มตดั สินใจ 3.85 0.95 มาก 2. ดา้ นเศรษฐกิจ 3.81 0.94 มาก 3. ดา้ นการรว่ มปฏบิ ัติ 3.83 0.94 มาก 3. ดา้ นสงั คม 3.84 0.93 มาก 4. ดา้ นการตดิ ตาม และประเมนิ ผล 3.79 0.96 มาก ค่าเฉลยี่ รวม 3.82 0.95 มาก ค่าเฉล่ียรวม 3.82 0.93 มาก จากตารางท่ี 5 แสดงผลของความคิดเห็นของประชาชนในเขตพ้ืนท่ีจังหวัดชลบุรี ที่อาศัยอยู่ในพ้ืนที่ เกินกว่า 1 ปี พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.82±0.95 อยู่ในระดับมาก และ ด้านความยัง่ ยืนทางการท่องเทย่ี ว โดยรวมมคี า่ เฉลยี่ เทา่ กบั 3.82±0.93 อย่ใู นระดบั มาก ตารางที่ 6 แสดงการวิเคราะห์ความแตกต่างของการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จงั หวัดชลบุรี จาแนกตามลักษณะต่างๆ ของกลุ่มตัวอย่างชาวบ้านในเขตพ้ืนที่ จังหวัดชลบุรี ทอ่ี าศัยอยู่ ในพื้นทเ่ี กนิ 1 ปี (n = 400) Sig. อาชีพ รายได้ จานวน การ องค์ประกอบทางการท่องเท่ียว เพศ อายุ การศกึ ษา สมาชกิ รบั ทราบ 0.24 0.00* 1. ดา้ นการเสนอความคดิ เหน็ 0.36 0.00* 0.82 0.01* 0.00* 0.00* 0.00* 0.60 0.01* 0.01* 0.04* 0.00* 2. ด้านการรว่ มตัดสินใจ 0.06 0.00* 0.46 0.00* 0.00* 0.80 0.00* 0.24 0.00* 0.00* 3. ดา้ นการร่วมปฏบิ ตั ิ 0.17 0.00* 4. ดา้ นการตดิ ตาม และประเมนิ ผล 0.34 0.00* * แตกต่างอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ 0.05 จากตารางที่ 6 แสดงให้เห็นว่าผลจากการวิเคราะห์ความแตกต่างของการมีส่วนร่วมของชุมชน จาแนก ตามเพศพบว่า การจาแนกตามเพศและการศึกษา ของการมีส่วนร่วมของชุมชน ทง้ั 4 ด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมี นยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านอายุ อาชีพ รายได้ จานวนสมาชิก และการรับทราบ ขององค์ประกอบ ทางการท่องเที่ยวทั้ง 4 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ยกเว้นด้านการเสนอความคิดเห็น ในอาชพี และดา้ นการร่วมปฏิบตั ใิ นจานวนสมาชกิ ไมแ่ ตกต่างกัน
ตารางที่ 7 แสดงผลการวิเคราะห์ความถดถอยพหูคูณ องค์ประกอบทางการท่องเที่ยว ที่มีต่อความย่ังยืนทางการ ทอ่ งเทยี่ วเชงิ นเิ วศน์ ในจังหวดั ชลบรุ ี แหล่งความแปรปรวน SS df MS F Sig. Regression 140.28 3 46.76 512.26 0.00* Residual 36.15 396 0.09 Total 176.42 399 * กาหนดคา่ นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากตารางท่ี 7 องค์ประกอบทางการท่องเท่ียวท่ีมีต่อความยั่งยืนทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในจังหวัด ชลบุรี ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความสัมพันธ์ในเชิงเส้นตรงกับตัวแปร 3 ตัวแปร อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี ระดบั 0.05 ซง่ึ สามารถสร้างสมการเสน้ ตรงได้ จึงทาการคานวณคา่ สมั ประสทิ ธ์ิสหสมั พนั ธ์เชิงพหุ ไดด้ งั ตารางที่ 8 ตารางท่ี 8 แสดงค่าสถิติวิเคราะห์ความถดถอยเชิงซ้อนของตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการท่องเที่ยวอย่างย่ังยืน ทางการทอ่ งเที่ยวเชิงนเิ วศ ในจังหวัดชลบุรี Unstandardized Standardized Model Coefficients Coefficients t Sig. B Std. Error Beta (Constant) 0.50 0.09 5.34 0.00 ดา้ นสง่ิ แวดล้อม 0.49 0.55 0.51 8.96 0.00* ด้านเศรษฐกิจ 0.25 0.07 0.26 3.73 0.00* ดา้ นสงั คม 0.14 0.06 0.15 2.45 0.02* Model R R Adjusted R Std. Error of the Estimate Square Square 1 0.89a 0.80 0.79 0.30 * กาหนดค่านยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั 0.05 จากที่ตารางที่ 8 การท่องเท่ียวอย่างย่ังยืนทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ในจังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย ดา้ นสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม สามารถทานายองค์ประกอบทางการท่องเที่ยว ของผู้ตอบแบบสอบถามได้ มีจานวน 3 ตัวแปร คือ ตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม สามารถทานายองค์ประกอบทาง การท่องเท่ียว ของผูต้ อบแบบสอบถามได้ ร้อยละ 1.0 อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ 0.05 ผลจากการวิเคราะห์สมการถดถอยเชงิ ซอ้ นขา้ งต้น สามารถนาคา่ สัมประสทิ ธิ์มาเขยี นในรปู สมการได้ดงั นี้ Y = 0.50 + (0.49) * X1 + (0.25) * X2 + 0.14 * X3 (0.00) (.00) (.02) กาหนดให้ Y แทน องค์ประกอบทางการท่องเทย่ี ว X1 แทน ดา้ นสง่ิ แวดลอ้ ม X2 แทน ด้านเศรษฐกจิ X3 แทน ดา้ นสังคม
ตารางท่ี 9 แสดงผลการวเิ คราะหค์ วามถดถอยพหคู ณู การมสี ว่ นร่วมของชุมชน ที่มตี อ่ ความยั่งยนื ทาง การ ท่องเท่ียวเชงิ นิเวศน์ ในจงั หวัดชลบรุ ี แหล่งความแปรปรวน SS df MS F Sig. Regression 238.55 3 79.52 642.89 0.00* 396 0.12 Residual 48.98 399 Total 287.53 * กาหนดคา่ นัยสาคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดบั 0.05 จากตาราง 9 การมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีต่อความยั่งยืนทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ในจังหวัดชลบุรี ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความสัมพันธ์ในเชิงเส้นตรงกับตัวแปร 3 ตัวแปร อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซง่ึ สามารถสรา้ งสมการเสน้ ตรงได้ จึงทาการคานวณคา่ สมั ประสทิ ธิ์สหสัมพันธ์เชิงพหไุ ด้ ดังตารางท่ี 10 ตารางที่ 10 แสดงค่าสถิติวิเคราะห์ความถดถอยเชิงซ้อนของตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการท่องเที่ยว อย่างยัง่ ยนื ทางการทอ่ งเที่ยวเชิงนเิ วศ ในจังหวัดชลบรุ ี Unstandardized Standardized Model Coefficients Coefficients t Sig. B Std. Error Beta (Constant) 0.32 0.08 3.92 0.00* ด้านสงิ่ แวดล้อม 0.52 0.07 0.52 7.23 0.00* ดา้ นเศรษฐกจิ 0.03 0.07 0.03 0.39 0.70 ด้านสังคม 0.37 0.06 0.38 6.22 0.00* Model R R Adjusted R Std. Error of the Estimate Square Square 1 0.91a 0.83 0.83 0.35 * กาหนดคา่ นัยสาคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ 0.05 จากท่ีตารางที่ 10 การท่องเท่ียวอย่างย่ังยืนทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ในจังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม สามารถทานายองค์ประกอบทางการท่องเที่ยวของผู้ตอบ แบบสอบถามได้ มีจานวน 3 ตวั แปร คือ ตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกจิ และด้านสังคม สามารถทานาย การมีส่วนร่วมของชุมชนของผตู้ อบแบบสอบถามได้ รอ้ ยละ 1.0 อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั 0.05 ผลจากการวเิ คราะห์สมการถดถอยเชงิ ซอ้ นขา้ งตน้ สามารถนาคา่ สมั ประสทิ ธ์มาเขยี นในรูปสมการได้ดังนี้ Y = 0.32 + (0.52) * X1 + (0.03) * X2 + 0.37 * X3 (0.0) (.70) (.00) กาหนดให้ Y แทน การมีส่วนรว่ มของชมุ ชน X1 แทน ดา้ นสิง่ แวดล้อม X2 แทน ดา้ นเศรษฐกิจ X3 แทน ด้านสังคม สรุปและอภิปรายผล นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 21 – 30 ปี มีการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่มีภูมิลาเนาอยู่ที่ภาคตะวันออก มีอาชีพเป็นนักเรียน / นักศึกษา ยังไม่มีรายได้ต่อเดือน ส่วนใหญ่
ใช้รถส่วนตัว ส่วนใหญ่ชื่นชอบการท่องเท่ียวแหล่งท่องเท่ียวทางธรรมชาติ เดินทางมาท่องเท่ียว 2 – 3 ครั้ง / ปี มีงบประมาณในการท่องเทีย่ วในแต่ละครงั้ ระหวา่ ง 1,001 – 5,000 บาท สว่ นใหญเ่ ดนิ ทางมากับครอบครัว และ ญาติ มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางมายังจังหวัดชลบุรี เพ่ือพักผ่อน ทราบข้อมูลการท่องเท่ียวเชิงนิเวศ จังหวัด ชลบุรี จากญาติ / เพื่อน / คนรู้จัก ส่วนใหญม่ ักเดินทางไปท่องเท่ียวในวันเสาร์ – อาทิตย์ ส่วนใหญ่มีระยะเวลา ของการมาท่องเท่ียวในแตล่ ะคร้ัง 2 วนั ชาวบ้านในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 21 – 30 ปี มีการศึกษาระดับ ปริญญาตรี ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นนักเรียน / นักศึกษา ส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ต่อเดือน ส่วนใหญ่มีสมาชิก ในครอบครัว 4 คน และชาวบ้านในเขตพื้นท่ีจังหวัดชลบุรีส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนา แหลง่ ท่องเทย่ี วเชิงนเิ วศน์จังหวัดชลบุรี นักท่องเที่ยวเชิงนิเวศมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับองค์ประกอบทางการท่องเที่ยว โดยรวมอยู่ในระดับ มากท่ีสุด เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านส่ิงดึงดูดใจทางการทองเท่ียว เป็นด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการบริการการท่องเที่ยว ลาดับถัดมา คือ ด้านเส้นทางคมนาคม และด้านส่ิงอานวย ความสะดวก ดา้ นท่ีพัก และดา้ นกจิ กรรม ตามลาดับ ชาวบ้านในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีระดับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด เมือ่ พิจารณาเปน็ รายดา้ นพบว่า ดา้ นการเสนอความคิด และด้านการร่วมตัดสินใจ มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดบั มากที่สุด รองลงมา คอื ด้านการร่วมปฏบิ ัติ และด้านการตดิ ตามและประเมนิ ผล ตามลาดับ ผลการศึกษาระดับความคิดเห็นของนักท่องเท่ียวเชิงนิเวศที่มีต่อองค์ประกอบทางการท่องเท่ียวอย่าง ย่ังยืนพบว่า นักท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์มีระดับความคิดเห็นเก่ียวกับองค์ประกอบทางการท่องเที่ยว โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ด้านท่ีมีความสาคัญมากทีส่ ุด คือ ด้านสิ่งดึงดูดใจทางการทอ่ งเที่ยว โดยเป็นการที่จังหวัดนั้นมีการจัด สถานท่ีทเ่ี ป็นจุดชมวิว หรือสถานท่ีที่เป็นจุดสาคัญสาหรับนักท่องเทยี่ วท่ีเมือ่ ไปถึงจังหวัดนี้แล้วตอ้ งไปในสถานท่ี นน้ั ๆ หากไมไ่ ปถือวา่ ยังไปไมถ่ ึงในจังหวดั น้นั ๆ เปน็ ด้านทม่ี ีความสาคัญมากทีส่ ุด รองลงมา คือ ดา้ นการบรกิ าร การท่องเที่ยว คอื มีการประชาสมั พันธ์ การใหค้ าแนะนาในข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเทีย่ วทีม่ ีความชัดเจนและ เนื้อหาที่ครบถ้วน จะเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง ลาดับถัดมาด้านเส้นทางคมนาคม โดยการเข้าถึง แหล่งท่องเท่ียวได้หลายเส้นทางมีรถโดยสารสาธารณะให้บริการสม่าเสมอ และมีเส้นทางเช่ือมโยงไปยังแหล่ง ท่องเที่ยวอื่นได้สะดวก และผลการศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนท่ีมีผลต่อการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืน ทางการท่องเท่ยี วเชงิ นเิ วศจงั หวัดชลบุรีพบวา่ ชาวบา้ นในเขตพ้นื ท่ีจังหวดั ชลบรุ ี มีระดับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการเสนอความคิด และด้านการร่วมตัดสินใจ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และเป็นด้านท่ีมีค่าเฉล่ียสูงท่ีสุด โดยการมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นในท่ีประชุม และไดม้ ีโอกาสได้ลงมติในการเขา้ รว่ มประชุมในการวางแผนพฒั นาการท่องเทยี่ วของจังหวัดชลบุรี เป็นสงิ่ สาคัญ สาหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัด รองลงมา คือ ด้านการร่วมปฏิบัติ และด้านการติดตาม และ ประเมินผลโดยปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือมาตรการในการดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยว มีความสาคัญมากท่ีสุด ซึ่งสอดคล้องกับ มาศศุภา นิ่มบุญจาช (Massupa Nimboonjat, 2015) ที่ได้ศึกษาองค์ประกอบการท่องเท่ียว และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีผลต่อความยั่งยืนทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเขาสันหนอกวัว (อุทยานแห่งชาติ เขาแหลม) ที่ได้กล่าวว่า ความสาคญั ด้านกิจกรรม ด้านส่ิงอานวยความสะดวก และด้านเสน้ ทางคมนาคม มีส่วน สาคัญมากที่สุดในการดึงดูดใจต่อการท่องเที่ยว อีกทั้งยังสอดคล้องกับ อระนุช โกศล และโชคชัย สุทธาเวศ (Oranuch Kosol, & Chokchai Suttawet, 2013) ที่ได้ศกึ ษาเรื่องการจัดการด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพ่ือ รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนพบว่า การเตรียมความพร้อมของไทยด้านการท่องเที่ยวเพ่ือการเข้า สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนควรหันมาให้ความสนใจการจัดการการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืน โดยการกาหนดแนว
ทางการใช้ประโยชน์และการพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวรวมทั้งปัจจัยแวดล้อมที่เก่ียวข้องกับการท่องเที่ยว เพ่ือตอบสนองความจาเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม ของสังคมในปัจจุบันและอนาคต โดยใช้ทรัพยากรที่มี อยู่อย่างชาญฉลาดเพ่ือให้เกิดผลกระทบน้อยท่ีสุดและใช้ประโยชน์ได้ตลอดไปอย่างไรก็ตามแนวคิดของการ จัดการทรพั ยากรการทอ่ งเทย่ี วแบบยงั่ ยืน ขอ้ เสนอแนะ 1. การมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวอย่างย่ังยืนของชมุ ชนจังหวัดชลบุรี เห็นว่าควรใหม้ ีการเปิด โอกาสให้ประชาชนท่ัวไปที่มิใช่คณะกรรมการชุมชนและสมาชิกกลุ่มต่าง ๆ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการ ท่องเท่ียวโดยเฉพาะข้ันตอนการวางแผนและการติดตามและประเมินผลการดาเนินกิจกรรม รวมทั้งส่งเสริมให้ ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการจัดการท่องเท่ียวอย่างจริงจัง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนใน ท้องถ่ิน นอกจากน้ีควรมีการจัดเวทีชาวบ้านประชุมและประชาพิจารณ์เพ่ือให้ประชาชนได้มีการ แลกเปล่ียน ความคิดเห็นตอ่ ปญั หาและร่วมกันแกไ้ ขปญั หาต่าง ๆ ที่ เกิดข้นึ 2. ควรมีการจัดอบรมและกิจกรรมด้านส่ิงแวดล้อม โดยเน้นให้เห็นถึงการจัดการการท่องเที่ยวและ ผลกระทบที่เกิดข้ึนกับท้องถ่ิน หากไม่มีการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม เพ่ือสร้างจิตสานึกแก่ ประชาชนให้เกิดความรักและรว่ มกันดูแลรักษาสภาพแวดล้อม 3. ประชาชนไม่มีความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียว ดังนั้นควรมีหน่วยงานให้การสนับสนุนให้ ความร้แู ก่ประชาชนเพื่อจะไดเ้ ปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาแหลง่ ท่องเท่ียวในชมุ ชนใหเ้ กดิ ความย่ังยนื ตอ่ ไป 4. ควรมีการติดตามและประเมินผลการดาเนินกิจกรรมโครงการท่ีเกิดจากการท่องเที่ยว เพ่ือหาทาง ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ท่ีมีผลต่อความเส่ือมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในแหล่ง ท่องเที่ยวของชุมชน References Boonlert Chittangwattana. (1999) Sustainable Tourism Development. Chiang Mai: Faculty of Humanities, Chiang Mai University. Jirajet Udomsri. (2004). Sustainable eco - tourism management model: A case study of Pong Nam Ron Sub-district, Pong Nam Rom District, Chantaburi Province (Master’s thesis), Chiang Mai University. Jittasak Putjorn. (2011). Community-based ecotourism management. Retrieved from http://oknation.nationtv.tv/blog/siam1932/2011/03/27/entry-2 Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607 – 610. Kuljira Saowalakjinda. (2012). Community participation in management of tourist: A case study In Buri District, Singburi Province (Master’s thesis), Rajamangala University of Technology Thanyaburi. Massupa Nimboonjat. (2015). The tourism factor and participation of the community influencing the sustainability of eco - tourism at Khao San Nok Whour (Khao Laem National Park) (Master’s thesis), Silpakorn University.
Natthanicha Muennu. (2012). Community participation in sustainable tourism development case study Thale Noi Sub - District Municipality and Phanang Tung Subdistrict Municipality, Khuan Khanun District, Phatthalung Province (Master’s thesis), Stamford International University. Oranuch Kosol, & Chokchai Suttawet. (2013). Sustainable tourism management to support the entry into the community, ASEAN economy, political and governance. Journal Current Issues in ASEAN, 4(September 2013 – February 2014). Population Registration Information Civil Registration. (2020). Population and House Statistics Report. Chonburi Province, Year 2019. Retrieved from http://data.cbo.moph.go.th/DATA-PERSON.php Received: December, 9, 2021 Revised: January, 24, 2022 Accepted: January, 27, 2022
ความสมั พันธร์ ะหว่างปจั จัยสว่ นประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจใชบ้ ริการธรุ กจิ นาเทีย่ ว ต่างประเทศของนักทอ่ งเทย่ี วสูงอายุ นวนนั ทน์ ศรสี ขุ ใส1 ชมพนู ชุ จติ ตถิ าวร1 จริ านชุ โสภา2 และศศิธร ผลแก้ว3 1วิทยาลยั การจัดการ มหาวทิ ยาลยั พะเยา 2โรงเรียนการท่องเทยี่ วและบรกิ าร มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต 3คณะบรหิ ารธุรกจิ และเศรษฐศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยอสั สมั ชัญ บทคัดย่อ การศึกษาครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยว (2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ของนักทอ่ งเท่ียวสูงอายุท่ีใช้บริการธุรกจิ นาเท่ยี วต่างประเทศ และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทาง การตลาดกับการตัดสินใจใช้บริการธุรกิจนาเท่ียวต่างประเทศของนักท่องเท่ียวสูงอายุ โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ ดว้ ยการเก็บแบบสอบถามกลุ่มนกั ท่องเที่ยวอายุ 50 ปีขึ้นไป ทเี่ คยใช้บรกิ ารธุรกิจนาเที่ยวตา่ งประเทศ จานวน 217 คน เคร่ืองมือทีใ่ ช้เป็นแบบสอบถาม ได้ค่าดัชนคี วามสอดคล้อง IOC ตั้งแต่ 7.33 - 1.00 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการเลอื ก แบบเจาะจง การวิเคราะห์โดยการหาค่าเฉล่ีย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธ์ิ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (r) เพื่อหาระดับของความสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่า นักท่องเท่ียวสูงอายุส่วนใหญ่มี รายได้เฉล่ียต่อเดือนมากกว่า 35,000 บาท ใช้เวลาในการเดินทางท่องเท่ียว 4 - 7 วัน มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในการ ซื้อแพคเกจทัวร์อยู่ที่ 15,001 - 44,999 บาท ในส่วนของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดพบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่ม สูงอายุให้ความสาคัญในเร่ืองของการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการสร้างประสบการณ์มากท่ีสุด และ การเดินทางไปต่างประเทศโดยใช้บริการธุรกิจนาเท่ียวต่างประเทศมีความปลอดภัยมากกว่าการท่องเท่ียวด้วย ตนเอง คือ ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด โดยผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสว่ นประสมทาง การตลาดของนักท่องเที่ยวสูงอายุกับการตัดสินใจใช้บริการธุรกิจนาเท่ียวต่างประเทศพบว่า ทุกด้านมีความสัมพันธ์ เชิงบวก อันดับหนึ่ง คือ ด้านความต้องการของลูกค้าและการสร้างประสบการณ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับ ปานกลาง (r = .514) อนั ดับสอง ด้านความสะดวกและการตอบสนองในทุกท่ี มีความสมั พันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (r = .446) และด้านต้นทุนของผู้บริโภคและคุณค่าการแลกเปลี่ยน ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่า (r = .446) ตามลาดับ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยเห็นควรให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ควรเลือกแหล่งท่องเท่ียว หรือท่ี พักที่มีสิ่งอานวยความสะดวกเพ่ือรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงอายุโดยเฉพาะ อาทิ ห้องน้าสาหรับผู้สูงอายุ ทางลาด รถเข็น และเรง่ สร้างกลยุทธเ์ พ่อื เจาะกล่มุ ตลาดนักทอ่ งเท่ยี วสูงอายุ เนื่องจากมีกาลงั ซือ้ สงู และมจี านวนเพิม่ สูงขนึ้ อีก ในอนาคต คาสาคัญ: ปัจจัยสว่ นประสมทางการตลาด; ธุรกจิ นาเทีย่ วต่างประเทศ; นักทอ่ งเทยี่ วสูงอายุ Corresponding Author: นางสาวนวนนั ทน์ ศรสี ขุ ใส วิทยาลยั การจดั การ มหาวทิ ยาลยั พะเยา Email: [email protected]
THE RELATIONSHIP BETWEEN FACTOR OF MARKETING MIX AND THE DECISION TO USE THE OUTBOUND TRAVEL AGENTS SERVICE AMONG SENIOR TOURISTS Nawanun Srisuksai 1, Chompunuch Jittithavorn 1, Chiranut Sopha 2, and Sasitorn Polkaew3 1 College of Management University of Phayao 2School of Tourism and Hospitality Management, Suan Dusit University 3The Martin de Tours School of Management and Economics, Assumption University Abstract This study aimed (1) to study tourist behavior, (2) marketing mix factors of senior tourists using out - bound travel agents’ services, and (3) the relationship between Marketing Mix and the decision to use the outbound travel agents service among senior tourists. For this quantitative research, the data were gathered by collecting questionnaire among 217 samples of tourists whose age over 50 years old and had used the service of outbound travel agents in 5 companies. The research instruments were questionnaire with content validity (IOC) range from 7.33 - 1.00. The data were collected by purposive sampling. Data were analyzed by frequency, percentage, mean and standard deviation and the Pearson correlation coefficient (r) method was used to determine the degree of correlation. The study was found that most senior tourists earned an average monthly income of more than 35,000 baht. They spend approximately 4 - 7 days traveling, and the average cost of purchasing a tour package is 15,001 - 44,999 Baht. In terms of marketing mix factors, it was found that the senior tourists put the greatest emphasis on meeting the needs of the customers and creating the experiences. And they believe that traveling abroad using an outbound travel agent is much safer than traveling by themselves, which is the factor that influences their decisions the most. The results of the relationship analysis between the factors of marketing mix among the senior tourists and the decision to use the outbound travel agents was found as a positive relationship in every factors. The factors that were found the most positive are customer needs and experience. It was in a moderately positive correlation (r = .514). The second factor that was found positive were convenience and responsiveness. There was a positive relationship at a moderate level (r = .446). The last factors were consumer cost and exchange value were found a low positive correlation (r = .446). Suggestions from the researcher is that tourism operators should choose a tourist attraction or accommodations that have facilities to accommodate groups of elderly tourists, especially for example toilets for the elderly, wheelchair ramp, etc. and accelerate the creation of senior tourist strategies, as they have a high purchasing power and will develop to a higher number in the future. Keywords: Marketing mix factor, Out - bound travel agents, Senior - tourists Corresponding Author: Nawanun Srisuksai. College of Management University of Phayao Email: [email protected]
บทนา ธรุ กจิ นาเที่ยว เป็นธุรกจิ ประเภทหนงึ่ ในอุตสาหกรรมการท่องเทย่ี วที่มีรูปแบบของการดาเนนิ ธุรกจิ เพ่ือการ บริการและอานวยความสะดวกให้แก่ผ้เู ดินทาง ทาหน้าท่ีติดต่อประสานงาน การจัดโปรแกรมการเดินทาง เชอ่ื มโยง ในเร่ืองของยานพาหนะ ท่ีพัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ ตลอดจนการจัดเตรียมบุคลากรในการดูแล นักท่องเท่ียวตลอดการเดินทาง เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วน้ัน มักมีความกังวลใจเม่ือต้องเดินทางไปยัง สถานที่ท่ีไม่คุ้นเคย กลัวการประสบปัญหาในการเดินทางท่องเท่ียว อันเนื่องมาจากความแตกต่างของวัฒนธรรมและ ภาษาในแต่ละท้องถิ่น (Ranee Esichaikul, 2012) ในปี ค.ศ.1841 ธุรกิจการจัดการนาเที่ยวแห่งแรกของโลกถูก ก่อตั้งข้ึนและได้รับความนิยมอย่างสูง มีการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วไปทั่วโลกเพ่ือตอบสนองแรงผลักดันของมนุษย์ท่ี อยากออกเดินทางและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ (Ladna Sriampornekkul, 2018) หากแต่ในปัจจุบันความ ก้าวล้าทางเทคโนโลยีและการพัฒนาของระบบการเดินทางมากมาย เอ้ือให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเท่ียว ต่างประเทศได้ด้วยตนเองมากขึ้น (FIT) ส่งผลให้อัตราการเติบโตของธุรกิจนาเที่ยวลดลง ซึ่งจากข้อมูลของกองทะเบียน ธุรกิจนาเท่ียวและมัคคุเทศก์ กรมการทอ่ งเที่ยว ในช่วงปี พ.ศ. 2558 - 2559 พบว่า มีการปิดตัวลงของธุรกิจนาเท่ียว ต่างประเทศสูงถึง 1,893 แห่ง ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าว มีความขัดแย้งกับการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ สถานการณ์การเดินทางท่องเท่ียวต่างประเทศของชาวไทยที่มีอัตราการเดินทางไปเท่ียวต่างประเทศเพ่ิมสูงขึ้น (Ministry of Tourism and Sports, 2017) อีกท้ังปัญหาท่ีเกิดจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ ปญั หาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผนวกกับสภาพปัญหาเศรษฐกจิ ทวั่ โลกตกตา่ ยอ่ มส่งผลกระทบต่อธรุ กิจการ จัดการนาเที่ยวอย่างหลีกเล่ียงไมไ่ ด้ แนวทางการปรับตัวทางธุรกจิ เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจนาเที่ยวในปัจจุบนั จึงมี ความจาเป็นอย่างเร่งด่วนในการพฒั นาโปรแกรมการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ เพ่ือลดภาวการณ์แข่งขันทางธุรกจิ หรือ การแสวงหากลุ่มลูกคา้ ใหม่ การกระจายตลาดออกไปเพ่ือกาไรทเี่ พ่ิมขึน้ นักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุ จึงกลายเป็นตลาดการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพและน่าสนใจ เน่ืองจาก นักท่องเท่ียวสูงอายุมีเวลาในการท่องเที่ยวท่ียาวนานกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ๆ เน้นการท่องเท่ียวและบริการท่ีมี คุณภาพดีและคุ้มค่า ให้ความสาคัญต่อความพึงพอใจเป็นหลัก ไม่กังวลต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (Manager Online, 2017) หากต้องการจะจัดบริการการท่องเที่ยวให้กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเท่ียวจาเป็นต้องเข้าใจ ลักษณะเฉพาะของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุซึ่งแตกตา่ งจากนักทอ่ งเท่ยี ววยั อื่น และย่งิ ไปกว่านนั้ จาเป็นต้องศึกษาข้อมูลรอบ ด้านให้มากท่ีสุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้ นรินทร์ สังข์รักษา สุภาภรณ์ พรหมฤาษี และธีรังกูร วรบารุงกุล (Narin Sungrugsa, Supaporn Plomelersee, & Threerangkoon Worabamrungkul, 2016) สอดคล้องกับงานวิจัยของ Patterson, & Balderas (2018) ได้กล่าวถึง สิ่งท่ีผู้ประกอบการด้านการท่องเท่ียวสาหรับนักท่องเที่ยวสูงอายุ ควรตระหนักว่านักท่องเท่ียวท่ีมีอายุมากจะมีประสบการณ์มากขึ้น มีความคิดท่ีชัดเจนในส่ิงท่ีต้องการมากขึ้น ดังน้ัน เพื่อตอบสนองความต้องการในการเดินทางได้อย่างสูงสุด ผู้ประกอบการด้านการท่องเท่ียวควรสร้างความประทับใจใน การเดินทาง อาทิ การเติมเต็มด้านสิ่งอานวยความสะดวก นาเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ผู้สูงอายุแสวงหา ให้คุณค่า และประสบการณ์ทดี่ จี ากการทอ่ งเทีย่ ว ยุคการตลาดสมัยใหม่ (Modern Trade) เป็นยุคที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร แนวคิดทางด้านการตลาด 4C’s ในมุมมองของผู้บริโภค ได้เข้ามาแทนที่ส่วนประสมทางการตลาดในรูปแบบ 4P’s โดยแนวคดิ ทางดา้ นการตลาด 4C’s ไดแ้ ก่ ความต้องการของลูกคา้ (Customer Needs and Wants) ต้นทุน (Cost to Customer) ความสะดวก (Convenience) การสือ่ สาร (Communication) หากแต่ในปจั จบุ นั ซง่ึ กาลังกา้ วเข้าสู่
ยุคแห่งการตลาดสมัยใหม่หรือโลกแห่งการตลาดดิจิทัล ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าที่เปลี่ยนไปตามการ เติบโตของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซ่ึงพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้นักการตลาด หรือผู้เช่ียวชาญด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ต้องปรับเปล่ียนกลยุทธ์ใหม่ จึงได้ทาการพัฒนาแนวคิดส่วนประสมทางการตลาดในรูปแบบใหม่ กล่าวคือ “ส่วน ประสมทางการตลาด 4E’s” จึงกลายเป็นเคร่ืองมือทางการตลาดใหม่ในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ซ่ึงมี องค์ประกอบหลัก 4 ประการ ได้แก่ Experience (สร้างประสบการณ์) Exchange (คุณค่าการแลกเปล่ียน) Everyplace (การตอบสนองในทุกท่ี) และ Evangelism (การเผยแพร่) เพ่ือให้สอดรับกับกลุ่มลูกค้าตลอดจนปัจจัย แวดล้อมอ่ืน ๆ โดย 4E’s น้ันยังคงกล่าวถึงประเดน็ ทางการตลาดที่คงอยู่เดิมที่ 4P’s ซง่ึ ความแตกต่างระหว่าง 4P’s และ 4E คือว่า 4E’s เป็นการเปลยี่ นแปลงเชิงความหมายออกแบบมาเพ่ือเสริมมุมมองใหมส่ ูก่ ารตลาดโลก (Ivasiuc, Epuran, and Micu, 2015) ดังภาพที่ 1 ภาพท่ี 1 การพฒั นาส่วนการผสมทางการตลาดดว้ ยกลยทุ ธ์ 4P’s + 4C’s + 4E’s Marketing Strategy 4Ps+4Cs+4Es, By Kiattiphong Udomtanateera, 2019, retrieved from https://www.iok2u.com/index.php/article/11-marketing/327-4ps-4cs-4es-marketing-mix-marketing- mix-4ps-4cs-4es อนึ่ง แนวคิดส่วนประสมทางการตลาดในธุรกิจท่องเท่ียว (4E’s) ได้มีนักวิชาการ ตลอดจนบทความทางวิชาการ หลายฉบับสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว อาทิ Ivasiuc, Epuran, & Micu (2015) ได้เขียนบทความทางวิชาการเร่ือง “จาก 4P’s ถึง 4E's วิธีการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความไม่สมดุลของส่วนประสมการ ตลาดในธุรกิจโรงแรม ณ ปัจจุบัน” กล่าวโดยสรุปได้ว่า โลกของการตลาดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน เคร่ืองมือและสมมติฐาน มากมายท่ีเตบิ โตมาในยุคของเรานน้ั ล้าสมัย จึงไม่สามารถใช้การตลาด แบบ 4P’s เก่าได้อีกต่อไป ท้ังน้ีเพราะธุรกิจ นาเที่ยวในปัจจุบันไม่ไดท้ าหน้าที่เพียงแค่การขายแพคเกจท่องเท่ียว ตั๋วเครื่องบิน หรอื จองหอ้ งพักในโรงแรมเทา่ นั้น หากแต่ต้องคอยทาหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการมีส่วนร่วมในการสร้างประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยวโดยให้นักท่องเที่ยว
ได้รับประโยชน์จากการบริการอย่างสูงสุด จะส่งผลท่ีดีกว่าในส่วนของภาพลักษณ์ของแบรนด์ซ่ึงในท่ีสุดก็แปลเป็น รายได้สู่ธุรกิจ จากการทบทวนวรรณกรรมดังกล่าวข้างต้นจึงนามาสู่การศึกษาพฤติกรรม และความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดต่อการเลือกใช้บริการธุรกิจนาเที่ยวต่างประเทศ ของนักท่องเท่ียวกลุ่มสูงอายุ ในมุมมองของการสร้างประสบการณ์ คุณค่าการแลกเปล่ียน การตอบสนองในทุกท่ีและการเผยแพร่ เพ่ือส่งเสริม การตลาดเพ่ือการท่องเที่ยว การเตรียมความพร้อมเพื่อการรองรับนักท่องเท่ียวกลุ่มผู้สูงอายุ นับเป็นแนวทางสาคัญ ในการเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าใหม่ที่มีคุณภาพและกาลังซื้อสูง นามาซ่ึงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภาคการท่องเท่ียว ของประเทศ วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั 1. ศกึ ษาพฤติกรรมการทอ่ งเที่ยวของนักท่องเท่ียวสูงอายทุ ี่ใช้บรกิ ารธุรกจิ นาเที่ยวต่างประเทศ 2. ศกึ ษาปจั จยั ส่วนประสมทางการตลาดของนักทอ่ งเที่ยวสงู อายุท่ีใช้บรกิ ารธรุ กจิ นาเที่ยวต่างประเทศ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจใช้บริการธุรกิจนาเท่ียว ต่างประเทศของนกั ทอ่ งเทีย่ วสงู อายุ วธิ ดี าเนินการวจิ ยั การวิจัยในครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีประชากรและกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ใน การวิจัย คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวอายุ 50 ปีข้ึนไป และเคยใช้บริการธุรกิจนาเท่ียวต่างประเทศ ซึ่งช่วงอายุของกลุ่ม ตัวอย่างคานึงถึงช่วงอายุท่ีสามารถเกษียณก่อนเวลาได้ (Early retirement) เพ่ือนาข้อมูลท่ีได้มาศึกษาพฤติกรรม ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจใช้ บรกิ ารธุรกจิ นาเทย่ี วต่างประเทศของนกั ทอ่ งเท่ียวสงู อายุ เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการวิจัย เคร่ืองมอื ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ แบบสอบถาม ซ่ึงผู้วิจัยสร้างข้ึนจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกบั บริบทของธุรกิจนาเที่ยวต่างประเทศในปัจจุบัน พฤติกรรมนักท่องเท่ียวกลุ่มสูงอายุ และ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4C’s + 4E’s โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 4 ตอน มีจานวนท้ังหมด 49 ข้อ ลกั ษณะแบบสอบถามเปน็ แบบเลือกตอบมมี าตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดับ ดงั นี้ ระดับ 5 หมายถึง มีความสาคญั อยใู่ นระดบั มากท่สี ดุ ระดับ 4 หมายถึง มีความสาคัญอยู่ในระดับมาก ระดบั 3 หมายถึง มคี วามสาคญั อยู่ในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง มคี วามสาคญั อยใู่ นระดบั นอ้ ย ระดับ 1 หมายถึง มีความสาคัญอยู่ในระดับน้อยทสี่ ุด รายละเอียดของแบบสอบถามแต่ละตอนเป็นดังนี้ ตอนท่ี 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จานวน 4 ข้อ ตอนที่ 2 พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเท่ียวสูงอายุ จานวน 7 ข้อ ตอนท่ี 3 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของนักท่องเท่ียวสูงอายุ จานวน 32 ข้อ และตอนท่ี 4 การตัดสินใจใช้บริการธุรกิจ นาเท่ียวต่างประเทศ จานวน 6 ข้อ มีการตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือโดยผ้เู ช่ียวชาญจานวน 3 ท่าน เพอ่ื หาค่าดัชนี ความสอดคล้อง (Index of Item - Objective Congruence: IOC) ในแตล่ ะขอ้ คาถาม โดยไดร้ ะดับค่า IOC เทา่ กบั
7.33 - 1.00 ถือว่ามีความเหมาะสม และหาค่าความเชื่อม่ันของแบบสอบถามตามวิธีของคอนบราค (Cronbach, 1970) ได้ค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟาเทา่ กบั 0.93 ซงึ่ เกินกว่าค่าทก่ี าหนดไว้ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู มีการเกบ็ รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสมุ่ แบบเจาะจง โดยการแจกแบบสอบถามแก่กลุ่มนักท่องเท่ียวสูงอายุท่ี เคยใช้บรกิ ารธรุ กจิ นาเที่ยวตา่ งประเทศ จานวน 217 คน จากบริษัทประกอบธุรกิจนาเท่ียวตา่ งประเทศทอ่ี นุญาตให้ เก็บข้อมูลจานวน 5 แห่ง โดยให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามตามที่ผู้ศึกษาได้สร้างขนึ้ แล้วทาการตรวจสอบความ สมบูรณ์ของข้อมูลในแบบสอบถามทุกชดุ ก่อนวเิ คราะห์ขอ้ มูลทุกฉบับ การวเิ คราะห์ขอ้ มูล นาข้อมูลที่รวบรวมได้จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจะถูกนามาประมวลผลด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ซึ่งตัวแปรต่าง ๆ จะถูกนามาลงรหัสเพื่อเปลี่ยนสภาพข้อมูลให้อยู่ในรูปตัวเลขแล้วนามาวิเคราะห์เพื่อหา ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยโดยใช้สถิติในการศึกษา คือ การวิเคราะห์ค่าสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน เพอื่ บรรยายข้อมลู ทัว่ ไปมีการกาหนดเกณฑ์การวดั แบง่ เป็น 5 ชว่ ง ดังนี้ คะแนนเฉล่ียระหวา่ ง 4.21 - 5.00 หมายถงึ มคี วามสาคัญมากท่สี ดุ คะแนนเฉลี่ยระหวา่ ง 3.41 - 4.20 หมายถงึ มีความสาคญั มาก คะแนนเฉลยี่ ระหว่าง 2.61 - 3.40 หมายถึง มคี วามสาคัญปานกลาง คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.81 - 2.60 หมายถงึ มคี วามสาคญั นอ้ ย คะแนนเฉลีย่ ระหว่าง 1.00 - 1.80 หมายถึง ความคิดเห็นด้วยน้อยทสี่ ุด มีการใช้สถิติเชิงอนุมาน ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (r) เพ่ือหาระดับของ ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของนักท่องเท่ียวสูงอายุกับการตัดสินใจใช้บริการธุรกิจนา เทยี่ วต่างประเทศ โดยมีเกณฑก์ ารแปลผล ดังน้ี ค่าระดบั ความสมั พันธ์ 0.81 - 1.00 มคี วามสมั พนั ธใ์ นระดบั สงู มาก ค่าระดับความสัมพนั ธ์ 0.61 - 0.80 มคี วามสมั พนั ธ์ในระดับสูง ค่าระดับความสมั พนั ธ์ 0.41 - 0.60 มีความสัมพันธใ์ นระดับปานกลาง คา่ ระดบั ความสมั พันธ์ 0.21 - 0.40 มีความสัมพนั ธใ์ นระดบั ต่า ค่าระดับความสมั พนั ธ์ 0.01 - 0.20 มีความสัมพันธใ์ นระดับตา่ มาก ผลการวจิ ัย วัตถุประสงค์ข้อ 1 ศึกษาพฤติกรรมการท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียวสูงอายุที่ใช้บริการธุรกิจนาเที่ยว ตา่ งประเทศ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลพบว่า นักท่องเท่ียวกลุ่มสูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 88.90 และเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 11.10 มีสถานภาพโสด ร้อยละ 79.70 มีการศกึ ษาอย่ใู นระดับปริญญาตรี ร้อย ละ 62.70 โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ร้อยละ 59.90 เป็นผู้เกษียณอายุ และนักท่องเท่ียวสูงอายุ ร้อยละ 53.90 มี รายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 35,000 บาท ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการท่องเท่ียวพบว่า นักทอ่ งเท่ียวกลุ่มสูงอายุ ส่วนใหญ่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศกับบริษัททัวร์ปีละหน่ึงคร้ัง ร้อยละ 37.34 ซ่ึงในแต่ละครั้งนักท่องเที่ยวกลุ่ม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346