สานักสง่ เสรมิ กจิ การการศกึ ษา สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
คำนำ ต าม น โย บ าย รั ฐบ าลแ ละ คณ ะ รัก ษ าค ว าม สง บ แ ห่ งช าติ ได้ ให้ คว าม สาคั ญ ถึ งโท ษ พิ ษ ภั ย ของสารเสพติดในสังคมไทยเป็นอย่างมาก กระทรวงศึกษาธิการจึงได้นาแนวคิดในการต่อต้านสารเสพติด นาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมถึงการป้องกันในสถานศึกษาทุกแห่งให้เป็นสถานศึกษาสีขาว โดยในการ ดาเนินงานน้ันได้รับความร่วมมือจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ท่ีชว่ ยระดมความคดิ ในการปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หายาเสพติดโดยใชก้ ระบวนการดูแลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา ซง่ึ เป็นแนวทางทีเ่ ปน็ ระบบดแู ลชว่ ยเหลือแบบมีส่วนรว่ มอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคู่มอื การดูแลดา้ นจิตสังคมในสถานศกึ ษาเล่มน้ี เป็นการดูแลนกั เรียน นักศึกษาในทุกกลุ่ม ทั้งในกลุ่มสร้างภูมิ กลุ่มเฝ้าระวังและกลุ่มบาบัด ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาเพื่อเป็น การป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยใช้กระบวนการให้คาปรึกษา การสัมภาษณ์ การสังเกต การสารวจ รวมถึงการศึกษารายกรณีและการจัดกิจกรรมเพิ่มเติม โดยได้ให้ความสาคัญในเครือข่าย ความร่วมมือของครอบครวั ชุมชนและหนว่ ยงานภาคีความรว่ มมอื ท่ีเก่ียวข้องในการดาเนนิ การอย่างย่ังยนื กระทรวงศึกษาธิการและกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จึงหวังเป็นอย่างย่ิงว่า คู่มือ การดูแลด้านจิตสังคมในสถานศึกษาฉบับนี้ จะเป็นแนวทางในการดูแลนักเรียน นักศึกษาให้เป็นพลเมือง และพลโลกทีส่ มบูรณ์พรอ้ มที่จะพัฒนาสังคมให้มนั่ คงยัง่ ยนื ตอ่ ไป สานักส่งเสริมกิจการการศกึ ษา สานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร
สารบัญ หนา้ คานา 1 บทที่ 1 บทนา 2 3 ความสาคัญของปัญหา 3 วตั ถปุ ระสงคข์ องคมู่ อื เป้าหมาย 5 คานิยาม 9 14 บทที่ 2 ความรูท้ ่ัวไปเกี่ยวกบั สารเสพตดิ และทฤษฎที เี่ กย่ี วขอ้ ง 17 19 ความร้เู กี่ยวกบั สารเสพตดิ ทฤษฎกี ารให้คาปรึกษา (Theories of Counseling) 22 ทฤษฎีทกั ษะทางสมอง (Executive Function) 24 ทฤษฎกี ารดูแลมนษุ ย์แบบองค์รวม (Holistic Care) 25 ทฤษฎที ักษะชวี ติ (Life Skill) 27 บทที่ 3 แนวทางบรหิ ารจัดการการดแู ลดา้ นจติ สงั คมในสถานศึกษา 28 29 แนวทางบริหารจัดการการดแู ลดา้ นจติ สงั คมในสถานศึกษา 31 กรอบแนวความคดิ 32 แบบประเมนิ การอบรมเชิงปฏิบตั กิ ารการดแู ลดา้ นจติ สังคมในสถานศึกษา 34 แผนผังองคก์ รคณะทางานการดแู ลด้านจติ สังคมในสถานศึกษาอาชีวศกึ ษา 35 37 บทท่ี 4 แนวทางการจัดกิจกรรมจิตสงั คมในสถานศึกษา 39 44 แนวทางการจดั กจิ กรรมจติ สังคมในสถานศึกษา กล่มุ สร้างภมู ิ V1 กิจกรรมฝกึ ทักษะจติ สังคมในกล่มุ V1 กลมุ่ เฝา้ ระวงั V2 กิจกรรมฝกึ ทักษะจติ สังคมในกลมุ่ V2 ใบงาน 1 กิจกรรมฉายวีดที ัศนเ์ รื่อง “เส้นตาย” ใบงาน 2 กิจกรรมฉายวดี ีทัศน์เร่อื ง “ชา่ งเทวดา” ใบงาน 3 กจิ กรรมให้คาปรึกษาแกค่ รอบครวั แผนการสอนเรอื่ ง “รตู้ ้น พ้นภัย”
แผนการสอนเรื่อง “คดิ ใหท้ นั ป้องกันได้” 49 แผนการสอนเรือ่ ง “อารมณ์ไหนดี” 53 กลุม่ บาบัด V3 60 กิจกรรมฝึกทักษะจิตสังคมในกลมุ่ V3 62 กิจกรรมที่ 1 “ความคาดหวงั ” 65 กิจกรรมท่ี 2 “เสน้ ทางชวี ิต” 67 ใบงาน 1 กจิ กรรมฉายวดี ีทัศน์ “โทษพิษภยั ยาเสพตดิ ” 69 ใบงาน 2 กิจกรรมฉายวดี ที ัศน์ “เส้นตาย” 71 ใบงาน 3 กจิ กรรมฉายวีดที ัศน์ “เสน้ ทางติดยา” 73 ใบงาน 4 กิจกรรมฉายวดี ที ัศน์ “เส้นทางเลิกยา” 75 ใบงาน 5 กจิ กรรมฉายวดี ีทศั น์ “ตวั กระตนุ้ ” 77 ใบงาน 6 กิจกรรมฉายวดี ที ัศน์ “วธิ ีหยดุ ความคดิ ” 79 แบบบันทกึ การใหก้ ารปรกึ ษา 81 ตารางกิจกรรมสมดุลชวี ติ 83 ตารางบนั ทึกการทากิจกรรมสมดุลชวี ติ 86 แบบบันทกึ การเยย่ี มบา้ นนกั เรียน/ผู้ปกครอง 87 บทที่ 5 การกากับตดิ ตาม ประเมนิ ผลและสรุปรายงาน 87 การกากับตดิ ตาม ประเมนิ ผลและสรุปรายงาน 91 102 ภาคผนวก 105 107 ภาคผนวก ก ประกาศคณะรกั ษาความสงบแห่งชาติ ท่ี 108/2557 109 ภาคผนวก ข คาสงั่ หวั หนา้ คณะรกั ษาความสงบแห่งชาติ ท่ี 30/2559 112 ภาคผนวก ค แบบฟอร์มสารวจพฤตกิ รรมนกั เรยี นนักศกึ ษา 140 ภาคผนวก ง แบบฟอร์มการส่งต่อเข้ารบั การบาบัดยาเสพตดิ 144 ภาคผนวก จ รายชือ่ สถานพยาบาลและสถานบาบดั ยาเสพตดิ ภาคผนวก ฉ พระราชบัญญัตคิ มุ้ ครองเด็ก พ.ศ. 2546 ภาคผนวก ช สัญญาค้าประกันการเปน็ นกั เรียนนักศกึ ษา บรรณานกุ รม รายนามคณะผจู้ ดั ทาคู่มอื
บทที่ 1 บทนำ ควำมสำคัญของปญั หำ ปัญหาของผู้ใช้ยาและสารเสพติดเป็นปัญหาความสาคัญซึ่งมีผลกระทบและเป็นภัยต่อความม่ันคง ของประเทศ รัฐบาลได้กาหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ และกาหนด ยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดเพ่ือให้ทุกหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ยึดเป็นหลักในการขับเคล่ือน งานยาเสพ ติดและได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบแผน ท่ี 3 แผนการสรา้ งภมู ิคมุ้ กนั และสร้างระบบปอ้ งกันเฝา้ ระวงั และแก้ไขปัญหายาเสพตดิ ในสถานศกึ ษา เด็กและเยาวชน เป็นเป้าหมายของขบวนการยาเสพติด เนื่องจากเป็นวัยที่เอ้อื ต่อการเข้าไปเกี่ยวข้อง กับยาเสพติดทั้งปัจจัยจากตนเอง คือ เป็นวัยท่ีต้องการเรียนรู้ อยากลอง ต้องการเรียกร้องความสนใจ ต้องการค้นหา สร้างตัวเอง สร้างการยอมรับ มีแรงผลักดันทางอารมณ์สูง กล้าทาสิ่งท้าทาย นอกจากนี้ นักค้ายาเสพติดต่างมองว่าเยาวชนส่วนใหญ่มีเงิน จึงมีความม่ันใจว่าการค้ายาเสพติดกับเยาวชนนั้นจะทาให้ มีลูกค้าอยู่สม่าเสมอ จากสถิติพบว่า เด็กและเยาวชนท่ีเข้าไปเก่ียวข้องกับยาเสพติดเร่ิมมีอายุน้อยลง ดังนั้น จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้วิธีป้องกันยาเสพตดิ ในเด็กและเยาวชน เพ่ือจะได้สามารถรว่ มมือกนั ปกป้องเด็ก และเยาวชนจากปญั หายาเสพติด แม้ว่าการดาเนินการของเจ้าหน้าที่ในปัจจุบันจะมีความเข้มข้นในการปฏิบัติงาน สามารถจับกุมนักค้า ยาเสพติดและตรวจยึดของกลางได้เป็นจานวนมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคายาเสพติดในปัจจุบัน ซ่ึงพบว่าราคายาเสพติดภาพรวมทั้งประเทศไม่ได้เปล่ียนแปลงมากนัก นั่นแสดงถึงปริมาณยาเสพติดในพื้นท่ี แพร่ระบาดยังมีอยู่เป็นจานวนมากและจานวนผู้เสพ/ผู้ติดก็มีเป็นจานวนมากเช่นกัน โดยราคายาเสพติด ในปัจจุบันเป็นดังน้ี ยำบ้ำ ขายปลีกเฉล่ียอยู่ท่ี 120-400 บาท/เม็ด ไอซ์ ขายปลีก กรัมละ 2,000-3,000 บาท ตักละ 300-500 บาท โคเคน 2,500-3,000 บาท/กรัม กัญชำ 100-150 บาท/ห่อ/ถุง เฮโรอีน 2,000-3,000 บาท/บิ๊ก สถาน การณ์ การแพ ร่ระบาดยาเสพ ติดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาต้ังแต่ ปี พ .ศ. 2554-2558 การดาเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยการนาผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบาบัดรักษา พบว่า ผู้เข้าบาบัดรกั ษา มีแนวโน้มท่ีสูงขน้ึ จาก 187,246 คน ในปี พ.ศ.2554 เปน็ 303,509 คน ในปี พ.ศ. 2557 และในปี พ.ศ. 2558 มีผู้เข้าบาบัดรักษาจานวน 168,667 คน และเมื่อพิจารณาการนาผู้เสพเข้าสู่ระบบการบาบัดรักษา ในช่วง ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า อัตราผู้เข้าบาบัดรักษาในระบบบังคับบาบัดจะมากท่ีสุด โดยในปี พ.ศ. 2554 อย่ทู รี่ อ้ ยละ 71.9 ขณะทร่ี ะบบสมัครใจอยูท่ รี่ อ้ ยละ 19.9 และเมือ่ มกี ารปรับแนวทางที่เนน้ การนาผ้เู สพเข้า สู่การบาบัดรักษาในระบบสมัครใจ พบว่า สามารถนาผู้เสพเข้าสู่ระบบสมัครใจเพ่ิมสูงขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 49.6 ในปี พ.ศ. 2555 แต่นับจากน้ันมา ปรากฏว่าอัตราของผู้เข้าบาบัดรักษาเริ่มกลับสู่รูปแบบเดิม ท่ีมีผู้รับการ บาบัดรักษาในระบบบังคับบาบัดมาก โดยในปี พ.ศ. 2558 พบผู้เข้าบาบัดรักษาในระบบบังคับบาบัด จานวน 81,068 คน คิดเป็นร้อยละ 48.1 ระบบสมัครใจ จานวน 71,227 คน คิดเป็นร้อยละ 42.2 ค่มู อื แนวทางการจดั กิจกรรมการดูแลดา้ นจิตสงั คมในสถานศึกษา ระดบั อาชีวศกึ ษา 1
ระบบต้องโทษจานวน 16,382 คน คิดเป็นร้อยละ 9.7 ท่ีผ่านมาเกือบร้อยละ 50 ของผู้บาบัดรักษา เป็นเยาวชนทมี่ ีอายรุ ะหว่าง 15-24 ปี ถึงแม้ว่าจะมีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงสาคัญ จึงควรมีการ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมทั้งผู้เข้าบาบัดรักษาที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี ท่ีควรต้องได้รับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยในช่วงน้ีมีอัตราลดลงจากร้อยละ 1.1 ในปี พ.ศ. 2557 เป็นร้อยละ 0.7 ในปี พ.ศ. 2558 กลุ่มอาชีพหลักยังคงเป็นกลุ่มอาชีพรับจ้าง ว่างงานและเกษตรกร ร้อยละ 43.9 , 18.7 และ 14.7 ตามลาดบั สานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเผยข้อมูลสารวจยาเสพติดในวิทยาลัยจานวน 268 แห่ง พบนักเรียนเสพยา 1,603 คน ผู้ค้ายาเสพติดจานวน 12 คน สถานศึกษามีการจัดค่ายกลุ่มเสี่ยง จานวน 8,261 คน จัดค่ายเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสพจานวน 502 คน และมีการส่งต่อผู้เสพยาเข้ารับการ บาบัดจานวน 730 คน ซึ่งสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาไดห้ ามาตรการเฝา้ ระวงั และแก้ไขปัญหายา เสพติดในสถานศกึ ษาเรอ่ื ยมา แตย่ ังพบว่าปญั หาได้ทวคี วามรุนแรงมากขึน้ จากปัญหาดังกล่าว สานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสาคัญ จึงมีแนวคิดให้จัดทาคู่มือการดูแลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา เพื่อให้ครูทุกคนในสถานศึกษามีส่วนร่วม ในการป้องกนั แก้ไขเดก็ และเยาวชนจากพิษภัยของยาเสพตดิ อย่างมีประสิทธิภาพอยา่ งยงั่ ยืน และยังสอดคล้อง กับนโยบายของรัฐบาล ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108 เรื่องการปฏิบัติต่อผู้สงสัย วา่ กระทาผดิ ตามกฎหมายเก่ยี วกับยาเสพติด เพื่อเข้าสกู่ ารบาบัดฟน้ื ฟูและการดแู ลผผู้ า่ นการบาบดั ฟนื้ ฟู สานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษามีส่วนเกี่ยวข้องในการตอบสนองนโยบายการแก้ ไขปัญ หา ยาเสพติดดังกล่าว จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการดาเนินงานเก่ียวกับคู่มือจิตสังคมในสถานศึกษา ระดับ อาชีวศึกษา ซึ่งจะนาไปใช้กับสถานศึกษาในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทั้งภาครัฐ และเอกชนท่ัวประเทศ วัตถปุ ระสงคข์ องคู่มอื 1. เพ่ือให้ครูและบุคลากรในสถานศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ แนวทางการดาเนินกิจกรรม จติ สงั คมในสถานศึกษา 2. เพ่ือสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักเรียนนักศึกษามีทักษะชีวิตและสามารถดาเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้ โดยไมย่ ุง่ เกี่ยวกบั สารเสพตดิ 3. เพ่ือแก้ไขพฤติกรรมนักเรียนศึกษากลุ่มที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดให้สามารถใช้ชีวิตในสังคม ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 4. เพอื่ สรา้ งภาคเี ครอื ขา่ ยรว่ มกันแกไ้ ขปัญหายาเสพติดอยา่ งครบวงจร คูม่ อื แนวทางการจดั กจิ กรรมการดแู ลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา ระดับอาชวี ศกึ ษา 2
เป้ำหมำย 1. ครูและบุคลากรทางการศกึ ษา มคี ู่มอื ในการจดั กิจกรรมสาหรบั นักเรียนนักศกึ ษา 2. นกั เรียนนักศกึ ษามีทกั ษะชีวติ เพ่ือเปน็ ภูมิคุ้มกันยาเสพติด 3. นกั เรียนนกั ศกึ ษาทเี่ คยใชส้ ารเสพติด สามารถลด ละ เลกิ การใชส้ ารเสพติดไดท้ ุกคน คำนิยำม 1. กำรดูแลดำ้ นจิตสังคม หมายถงึ การเอาใจใส่และเฝ้าระวังเก่ียวกบั สารเสพติดในนักเรียนนกั ศกึ ษา ด้วยการบูรณาการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การมีส่วนร่วมของระบบการดูแล ชว่ ยเหลือนักเรียน นักศกึ ษา ผู้ปกครองและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องกับนักเรียนนักศึกษากลุ่มสรา้ งภูมิ กลุ่มเฝ้า ระวังและกลุม่ บาบดั 2. ยำและสำรเสพติด หมายถึง สารใดก็ตามท่ีเกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสารที่สังเคราะห์ข้ึนเม่ือ นาเข้าสู่รา่ งกาย ไม่ว่าจะโดยวิธรี ับประทาน ดม สูบ ฉดี หรอื ด้วยวิธีการใดๆ แล้วทาให้เกิดผลต่อร่างกายและ จิตใจนอกจากนีย้ งั จะทาให้เกดิ การเสพตดิ ไดห้ ากใชส้ ารนั้นเป็นประจาทกุ วนั หรอื วนั ละหลายๆ ครง้ั 3. สถำนศึกษำ หมายถึง สถานศึกษาท่ีจัดการเรียนการสอนในสังกัดสานักงานคณะกรรมการ การอาชวี ศึกษา ท้ังภาครัฐและเอกชน 4. ครูและบุคลำกรในสถำนศึกษำ หมายถึง ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาท่ีทาหน้าท่ี ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ท้ังภาครัฐ และเอกชน 5. กลมุ่ สรำ้ งภูมิ หมายถงึ นกั เรียนนกั ศึกษาทง้ั หมดในสถานศึกษาท่ไี มเ่ ก่ยี วขอ้ งกับยาเสพตดิ 6. กลุ่มเฝ้ำระวัง หมายถึง นักเรียนนักศกึ ษาท่ีมีประวตั ิสูบบุหรี่ ดื่มสุรา มีปัญหาด้านการควบคุม อารมณ์ ปัญหาการเรยี น มพี ฤติกรรมเกีย่ วข้องกบั ยาเสพตดิ และอาจมีปญั หาครอบครวั รว่ มด้วย 7. กล่มุ บำบัด หมายถงึ นักเรียนนกั ศึกษาทเ่ี กย่ี วข้องกบั การใช้สารเสพตดิ แบ่งออกเป็น 2 กลมุ่ คอื 7.1 กลุ่มเสพ หมายถึง ผู้ใช้ยาเสพติดเป็นครั้งคราว เช่น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และมีพฤติกรรมร่วม ดังน้ี มพี ฤติกรรมเปล่ียนแปลงไปในทางท่ีไม่พงึ ประสงค์ เช่น ขาดเรียนบอ่ ย เข้าเรียนสาย ระดบั ผล การเรยี นตา่ กว่าที่เคยเปน็ อย่ใู นสภาพแวดล้อมทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั ยาเสพตดิ 7.2 กลมุ่ ติด หมายถงึ ผทู้ ใี่ ชส้ ารเสพตดิ เปน็ ประจาและตอ่ เน่อื ง รว่ มกบั ข้อใดขอ้ หนึง่ ดงั นี้ มพี ฤติกรรมรุนแรงมากขึ้น มีปญั หาครอบครวั และปญั หาสงั คมเพ่ิมมากขน้ึ หยดุ ยาแล้วมอี าการถอน/อยากยา 8. ภำคีเครือข่ำย หมายถงึ 8.1 สถานประกอบการท่ีมีนักเรียนนักศึกษาสังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เขา้ ฝึกประสบการณว์ ิชาชพี 8.2 ภาครัฐและเอกชนที่ให้ความรู้เร่ืองสารเสพติด รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในสถานพยาบ าล สถานบาบดั หรอื องคก์ รอิสระ 8.3 ผ้นู าชุมชนโดยธรรมชาติ และผ้นู าชมุ ชนโดยการแต่งตงั้ ค่มู ือแนวทางการจดั กิจกรรมการดูแลดา้ นจิตสังคมในสถานศึกษา ระดับอาชวี ศึกษา 3
8.4 เครอื ข่ายผู้ปกครอง 8.5 เครือขา่ ยนกั เรยี นนกั ศึกษาแกนนา ค่มู ือแนวทางการจดั กจิ กรรมการดูแลด้านจติ สังคมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชวี ศกึ ษา 4
บทท่ี 2 ความรู้ทัว่ ไปเกีย่ วกบั สารเสพตดิ และทฤษฎที ่ีเก่ียวข้อง เอกสารคู่มือ “การดูแลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา ระดับอาชีวศึกษา” (Psychosocial Manual in Vocational Education Commission of Thailand) จัดทาขึ้นสาหรับครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่เก่ียวข้อง เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการให้ความรู้และเฝ้าระวังเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงการดูแลบาบัด นักเรียนนักศึกษาท่ีติดยาเสพติด ผู้ที่เกี่ยวข้องจาเป็นต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับสารเสพติดและทฤษฎีต่างๆ ท่ีจะนามาบูรณาการใช้ร่วมกับกิจกรรมในการพัฒนาทักษะผู้เรียนในเชิงป้องกันตนเองจากปัญ หา และการแพร่ระบาดของยาเสพติด ประกอบด้วยทฤษฎีดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ความรู้เก่ียวกับสารเสพตดิ (Drug Addict Knowledge) 2. ทฤษฎีการให้คาปรึกษา (Theories of Counseling) 3. ทฤษฎที กั ษะทางสมอง (Executive Function) 4. ทฤษฎีการดแู ลมนษุ ย์แบบองคร์ วม (Holistic Care) 5. ทฤษฎีทกั ษะชีวิต (Life Skill) ความรู้เกีย่ วกบั สารเสพติด (Drug Addict Knowledge) ยาเสพติด หมายถึง สารใดก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือ สารที่สังเคราะห์ขึ้นเม่ือนาเข้า สู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยวิธีรับประทาน ดม สูบ ฉีดหรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้วทาให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจ นอกจากนีย้ ังจะทาให้เกิดการเสพตดิ ไดห้ ากใชส้ ารประเภทน้ันเป็นประจาทุกวันหรือวนั ละหลายๆ ครง้ั ลักษณะ สาคัญของสารเสพติดจะทาใหเ้ กดิ อาการและมีอาการแสดงต่อผูเ้ สพ ดงั นี้ 1. เกดิ อาการดือ้ ยาหรอื ดา้ นยา และเมื่อตดิ แล้วต้องการใชส้ ารนัน้ ในปริมาณทีม่ ากขึ้น 2. เกิดอาการขาดยา ถอนยาหรืออยากยา เมื่อใช้สารน้นั ในปริมาณเท่าเดิม ลดลงหรอื หยดุ ใช้ 3. มีความตอ้ งการเสพทง้ั ทางร่างกายและจิตใจอยา่ งรนุ แรงตลอดเวลา 4. สุขภาพร่างกายทรุดโทรมลง เกิดโทษต่อตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น ตลอดจนสังคมและ ประเทศชาติ คู่มอื แนวทางการจดั กิจกรรมการดแู ลด้านจิตสงั คมในสถานศกึ ษา ระดับอาชวี ศึกษา 5
1. ประเภทของยาเสพตดิ ยาเสพติด แบ่งได้หลายรปู แบบตามลักษณะตา่ งๆ ดังนี้ 1.1 แบง่ ตามแหล่งทีเ่ กดิ ซึ่งจะแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คอื 1.1.1 ยาเสพติดธรรมชาติ (Natural Drugs) คือยาเสพติดท่ีผลิตมาจากพืช เช่น ฝ่ิน กระท่อม กัญชา 1.1.2 ยาเสพติดสังเคราะห์ (Synthetic Drugs) คอื ยาเสพติดท่ีผลิตข้นึ ด้วยกรรมวิธีทางเคมี เชน่ เฮโรอนี แอมเฟตามีน เป็นตน้ 1.2 แบ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1.2.1 ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 1 ได้แก่ เฮโรอีน แอลเอสดี แอมเฟตามีนหรือยาบ้า ยาอี 1.2.2 ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 2 ยาเสพติดประเภทนี้สามารถนามาใช้เพ่ือประโยชน์ ทางการแพทย์ได้ แต่ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์และใช้เฉพาะกรณีท่ีจาเป็นเท่านั้น ได้แก่ มอร์ฟีน โคเคนหรือโคคาอีน โคเคอนี และเมทาโดน 1.2.3 ยาเสพตดิ ให้โทษ ประเภทที่ 3 ยาเสพตดิ ประเภทนเี้ ป็นยาเสพติดใหโ้ ทษที่มยี าเสพติด ประเภท ที่ 2 ผสมอยู่ด้วย มีประโยชน์ทางการแพทย์ การนาไปใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นหรือเสพเพ่ือติด จะมีบทลงโทษกากับไว้ ไดแ้ ก่ ยาแก้ไอที่มียาโคเคอีน ยาแกท้ ้องเสียท่ีมฝี ่ินผสมอยู่ด้วย ยาฉีดระงับปวดต่าง ๆ เชน่ มอร์ฟีน เพทดิ ีน ซ่ึงสกดั มาจากฝน่ิ 1.2.4 ยาเสพติดให้โทษ ประเภทท่ี 4 คือ สารท่ีใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท ที่ 1 หรือ ประเภทที่ 2 ยาเสพติดประเภทนไ้ี ม่มีการนามาใช้ประโยชน์ในการบาบัดโรคแต่อย่างใดและมีบทลงโทษ กากับไว้ด้วย ได้แก่ น้ายาอะเซติคแอนไฮไดร์และอะเซติลคลอไรด์ ซึ่งใช้ในการเปล่ียนมอร์ฟีนเป็นเฮโรอีน สารคลอซูไดอีเฟครีนสามารถใช้ในการผลิตยาบา้ ได้ และวตั ถุออกฤทธิ์ตอ่ จิตประสาทอีก 12 ชนิด ที่สามารถ นามาผลิตยาอีและยาบ้าได้ในยาเสพติดประเภทท่ี 1 ถึง 4 ได้แก่ ทุกส่วนของพืชกัญชา ทุกส่วนของพืช กระท่อม เห็ดข้คี วาย เปน็ ตน้ 1.3 แบ่งตามการออกฤทธติ์ ่อจติ ประสาท ซง่ึ แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ 1.3.1 ยาเสพติดประเภทกดประสาท ได้แก่ มอร์ฟีน เฮโรอีน สารระเหยและ ยากลอ่ มประสาท 1.3.2 ยาเสพติดประเภทประตุ้นประสาท ได้แก่ แอมเฟตามีน กระท่อมและโคคาอีน 1.3.3 ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี ดเี อ็มพแี ละเหด็ ขีค้ วาย 1.3.4 ยาเสพติดประเภทออกฤทธ์ิผสมผสาน กล่าวคือ อาจกดกระตุ้นหรือหลอนประสาท ไดพ้ ร้อม ๆ กนั ตวั อย่างเช่น กญั ชา ค่มู อื แนวทางการจัดกิจกรรมการดูแลด้านจิตสงั คมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชวี ศึกษา 6
1.4 แบง่ ตามองคก์ ารอนามยั โลก ซงึ่ แบ่งออกได้เปน็ 9 ประเภท คอื 1.4.1 ประเภทฝิ่นหรือมอร์ฟีน รวมท้ังยาที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน เพทดิ นี 1.4.2 ประเภทยาปิทูเรท รวมทั้งที่มีฤทธิ์ทานองเดียวกัน ได้แก่ เซร์โคลบาปิตาล อะโมบาร์ ปิตาล พาราลดีไฮด์ เมโปรบาเมท ไดอาซแี พม เปน็ ต้น 1.4.3 ประเภทแอลกอฮอล์ ไดแ้ ก่ เหลา้ เบียร์ วิสก้ี 1.4.4 ประเภทแอมเฟตามีน ได่แก่ แอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน 1.4.5 ประเภทโคเคน ไดแ้ ก่ โคเคน ใบโคคา 1.4.6 ประเภทกญั ชา ไดแ้ ก่ ใบกัญชา ยางกญั ชา 1.4.7 ประเภทใบกระท่อม 1.4.8 ประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี ดีเอ็นที เมสตาลีน เมลัดมอนิ่งกลอรี่ ต้น ลาโพง เห็ดเมาบางชนดิ 1.4.9 ประเภทอื่นๆ นอกเหนือจาก 8 ประเภทขา้ งตน้ ได้แก่ สารระเหยตา่ งๆ เช่น ทินเนอร์ เบนซนิ น้ายาลา้ งเลบ็ ยาแกป้ วดและบหุ รี่ 2. สาเหตุของการติดยา มหี ลายประการ ดังน้ี 2.1 อยากลอง อยากรู้ อยากเห็น อยากสมั ผัส ซึ่งเปน็ สญั ชาตญาณอย่างหนึ่งของมนษุ ย์โดยคิดว่า “ไม่ตดิ ” แต่เมื่อลองเสพเข้าไปแล้วมกั จะตดิ 2.2 ถูกเพื่อนชักชวน ส่วนใหญ่พบในกลุ่มเยาวชนทาตามเพ่ือน เพราะต้องการการยอมรับจาก เพอื่ นฝูง หรือถูกชักจงู วา่ ใชแ้ ลว้ ทาให้สมองปลอดโปร่งหรอื ใชแ้ ล้วทาให้ขยนั จึงเหมาะแกก่ ารเรยี นและทางาน 2.3 ถกู ล่อลวงโดยอาศยั รูปแบบสสี นั สวยงามทาใหผ้ ู้รับไม่อาจทราบไดว้ ่าสงิ่ ท่ีตนได้รบั เปน็ ยาเสพติด 2.4 ใช้เพื่อลดความเจ็บปวดทางกายอัน เน่ืองมากจากโรคภัยไข้เจ็บจน เกิดการติดยา เพราะใชเ้ ปน็ ประจา 2.5 เกิดจากความคะนองและขาดสติย้ังคิด ทัง้ ๆ ที่รู้วา่ เป็นยาเสพติด แตอ่ ยากแสดงความเก่งกล้า อวดเพอ่ื น จงึ ชวนกันเสพจนติด 2.6 ภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัว เอื้ออานวยท่ีจะส่งเสริมและผลักดันให้หันเข้าหายาเสพติด เช่น ครอบครัวแตกแยก สมาชิกในครอบครัวขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ภาวะเศรษฐกิจบังคับให้ทาเพ่ือ ความอยรู่ อด อยากรวยหรอื พกั อาศยั ในแหล่งท่ีมกี ารเสพและคา้ ยาเสพติด ค่มู อื แนวทางการจัดกิจกรรมการดูแลด้านจิตสงั คมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชีวศึกษา 7
3. โทษและพษิ ภยั ของยาเสพติด การใช้ยาเสพติดมีโทษและพิษภัยรอบตัว นอกจากจะส่งผลกระทบในทางไม่ดีต่อตัวผู้เสพ ท้ังทางร่างกายและจิตใจแล้ว ยังส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังครอบครัวผู้เสพ ตลอดจนเศรษฐกิจ สังคม ประเทศชาตอิ กี ด้วย บทลงโทษเก่ยี วกบั ยาเสพติดให้โทษ 3.1 ผู้จาหน่ายหรือมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง น้าหนักไม่เกิน 100 กรัม จาคุกตั้งแต่ 5 ปี ถงึ ตลอดชวี ิตและปรบั ตัง้ แต่ 50,000 – 500,000 บาท เกนิ 100 กรัม ประหารชวี ิตหรือจาคกุ ตลอดชวี ิต 3.2 มเี ฮโรอนี ไว้ในครอบครอง มีโทษตงั้ แต่ 1-10 ปี และปรับต้งั แต่ 10,000-100,000 บาท 3.3 ผ้เู สพเฮโรอีนมีโทษจาคุกตง้ั แต่ 6 เดอื น – 10 ปี และปรบั ตงั้ แต่ 5,000-100,000 บาท 3.4 มีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่าย โทษจาคุกต้ังแต่ 2 ปี- 15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000–150,000 บาท 3.5 ผู้ใดเสพกัญชา จาคกุ ไม่เกิน 1 ปี และปรบั ไมเ่ กนิ 10,000 บาท 3.6 มีกญั ชาไว้ในครอบครอง โทษจาคกุ ไม่เกนิ 5 ปี และปรับไมเ่ กนิ 50,000 บาท 3.7 ผลิต (ปลูก) กัญชา จาคกุ อย่างต่า 2 ปี และปรับอยา่ งตา่ 20,000–150,000 บาท 4. วธิ สี งั เกตอาการผ้ตู ดิ ยาเสพตดิ สงั เกตว่าผู้ใดใช้หรอื เสพยาเสพติด ใหส้ ังเกตจากอาการและการเปล่ียนแปลงท้ังทางรา่ งกายและ จิตใจดงั ต่อไปน้ี 4.1 การเปลีย่ นแปลงทางร่างกาย จะสงั เกตได้จาก 4.1.1 สขุ ภาพร่างกายทรุดโทรม ซบู ผอม ไมม่ แี รง ออ่ นเพลีย 4.1.2 ริมฝปี ากเขยี วคลา้ แห้งและแตก 4.1.3 รา่ งกายสกปรก เหงื่อออกมาก กลน่ิ ตวั แรงเพราะไม่ชอบอาบน้า 4.1.4 ผวิ หนงั หยาบกร้าน เป็นแผลพพุ อง อาจมีหนองหรือนา้ เหลือง คล้ายโรคผวิ หนงั 4.1.5 มีรอยกรีดด้วยของมีคม เปน็ รอยแผลปรากฏที่บรเิ วณแขนและ/หรอื ท้องแขน 4.1.6 ชอบใสเ่ สอื้ แขนยาว กางเกงขายาวและสวมแวน่ ตาดาเพื่อปิดบงั ม่านตาทข่ี ยาย 4.2 การเปลย่ี นแปลงทางจติ ใจ ความประพฤตแิ ละบคุ ลกิ ภาพ สงั เกตไดจ้ าก 4.2.1 เปน็ คนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดงา่ ย เอาแตใ่ จตวั เอง ขาดเหตุผล 4.2.2 ขาดความรับผดิ ชอบต่อหน้าที่ 4.2.3 ขาดความเชื่อมนั่ ในตนเอง 4.2.4 พดู จาก้าวร้าว แม้แต่บดิ ามารดา ครู อาจารยข์ องตนเอง 4.2.5 ชอบแยกตวั อย่คู นเดียว ไม่เขา้ หนา้ ผอู้ ื่น ทาตัวลึกลับ ค่มู ือแนวทางการจัดกิจกรรมการดูแลดา้ นจิตสงั คมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชีวศึกษา 8
4.2.6 ชอบเขา้ ห้องนา้ นาน ๆ 4.2.7 ใช้เงินเปลอื งผิดปกติ ทรัพย์สนิ ในบ้านสญู หายบ่อย 4.2.8 พบอุปกรณ์เกีย่ วกับยาเสพติด เช่น หลอดฉดี ยา เขม็ ฉดี ยา กระดาษตะกั่ว 4.2.9 มัว่ สมุ กบั คนทม่ี ีพฤติกรรมเก่ียวกับยาเสพตดิ 4.2.10 ไม่สนใจในความเป็นอย่ขู องตนเอง แต่งกายสกปรก ไมเ่ รียบรอ้ ย ไม่คอ่ ยอาบน้า 4.2.11 ชอบออกนอกบ้านเสมอๆ และกลับบ้านผิดเวลา 4.2.12 ไม่ชอบทางาน เกยี จคร้าน นอนตืน่ สาย 4.2.13 มีอาการวิตกกงั วล เศรา้ ซึม สหี นา้ หมองคล้า 4.3 การสังเกตอาการขาดยา ดงั ตอ่ ไปนี้ 4.3.1 น้ามกู น้าตาไหล หาวบอ่ ย 4.3.2 กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หายใจถ่ี ปวดท้อง คล่ืนไส้ อาเจียน เบ่ืออาหาร น้าหนักลด อาจมอี ุจจาระเปน็ เลอื ด 4.3.3 ขนลุก เหงือ่ ออกมากผดิ ปกติ 4.3.4 ปวดเมอ่ื ยตามรา่ งกาย ปวดเสยี วในกระดกู 4.3.5 มา่ นตาขยายโตขน้ึ ตาพร่าไม่สแู้ ดด 4.3.6 มีอาการสั่น ชกั เกร็ง ไข้ขึน้ สูง ความดันโลหติ สูง 4.3.7 เปน็ ตะคริว 4.3.8 นอนไม่หลับ 4.3.9 เพอ้ คลมุ้ คล่ัง อาละวาด ควบคุมตนเองไมไ่ ด้ ดังน้ัน ครู บุคลากรทางการศึกษาและผู้ท่ีเกี่ยวข้องจะต้องมีองค์ความรู้ในการให้คาปรึกษา อันเป็นพื้นฐานการนาไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านอ่ืนๆ ซ่ึงสอดคล้องกับสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มอบนโยบายไว้ว่า “ครผู ูส้ อนทุกคนตอ้ งเป็นครูทปี่ รกึ ษา” ทฤษฎีการใหค้ าปรกึ ษา (Theories of Counseling) การให้คาปรึกษาเป็นการช่วยเหลือรูปแบบหน่ึงที่อาศัยความสัมพันธ์และการส่ือสารระหว่างผู้ให้ คาปรึกษาและผู้รับการปรึกษา เพื่อให้ผู้รับการปรึกษาเกิดความเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหา ได้ความรู้ และทางเลอื กในการแกป้ ญั หาน้ันอย่างเพยี งพอมีสภาพอารมณแ์ ละจิตใจท่ีพรอ้ มจะคดิ และตัดสินใจดว้ ยตนเอง การให้คาปรึกษาจึงเป็นการพูดคุยกันอย่างมีเป้าหมายและมีประเด็นและสิ่งจาเป็นเบื้องต้น สาหรับผ้ใู หค้ าปรกึ ษา คือ “ความรพู้ ืน้ ฐานทางจิตวิทยา” และ “ทักษะการให้การปรึกษา” ค่มู ือแนวทางการจดั กิจกรรมการดแู ลด้านจิตสังคมในสถานศกึ ษา ระดับอาชวี ศกึ ษา 9
1. ความรูพ้ ื้นฐานทางจิตวิทยาทีผ่ ้ใู หก้ ารปรึกษาควรทราบ การเข้าใจความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาจะทาใหผ้ ใู้ หก้ ารปรกึ ษาเขา้ ใจพฤตกิ รรมของผูม้ ารบั บริการ ปรึกษาที่แสดงออกมาว่ามาจากสาเหตุอะไร มีแรงจูงใจอะไร ซ่ึงจะช่วยให้การให้การปรึกษาเป็นไป อยา่ งเหมาะสมและมีประสทิ ธิภาพ 2. ธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ ธรรมชาติของมนุษย์มมี ากมายท่ีควรทราบ แต่ในทนี่ ี้ขอนาเสนอหลักสาคัญๆ ทีจ่ ะเป็นประโยชน์ ในการร้จู ักมนษุ ย์ และใหก้ ารปรึกษา ดงั น้ี 2.1 มนษุ ย์อยลู่ าพังคนเดยี วไม่ไดจ้ ะต้องอยู่รว่ มกับสงั คม 2.2 มนษุ ย์มีความแตกตา่ งกนั ทัง้ ทางร่างกาย ทางสตปิ ญั ญา และทางอารมณ์ 2.3 พฤตกิ รรมของมนษุ ย์ทุกอยา่ งย่อมมีสาเหตุ 2.4 มนษุ ยม์ ีเกียรติ และศกั ด์ิศรี 2.5 มนุษย์มอี ารมณ์ และเหตุผล 2.6 มนุษย์ยอ่ มเห็นแก่ประโยชนส์ ว่ นตัว 2.7 มนุษยม์ กั กลา่ วโทษผู้อน่ื 2.8 มนษุ ยช์ อบความแปลกใหม่ 2.9 มนษุ ยช์ อบเอาเปรยี บ 2.10 มนุษย์มคี วามคาดหวงั การเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์จะช่วยให้ผู้ให้การปรึกษาเข้าใจพฤติกรรมที่แสดงออกของมนุษย์ มากขนึ้ ซง่ึ เปน็ พน้ื ฐานเบือ้ งตน้ ในการสร้างความเขา้ ใจอันแท้จรงิ สาหรับผู้ให้การปรกึ ษา 3. ความตอ้ งการพ้นื ฐานของมนุษย์ มาสโลว์ (Maslow) นักจิตวิทยาคนสาคัญได้นาเสนอลาดับข้ันความต้องการพ้ืนฐานของมนุษย์ ไว้ 5 ขั้น ดังน้ี การพัฒนาตนเองอย่างเต็มขีดสูงสุด ข้ันท่ี 5 ความต้องการความสมบรู ณ์ ของความสามารถ ของชีวิต ข้ันที่ 4 ความต้องการเหน็ คุณคา่ ใน การยอมรบั นับถือจากตนเองและ ตนเอง ผอู้ น่ื ข้ันที่ 3 ความตอ้ งการความรกั และ ความรกั ความผูกพันจากครอบครวั การมีส่วนรว่ ม เพื่อน หรือบุคคลทั่วไป ฯลฯ ขั้นท่ี 2 ความตอ้ งการทางดา้ นความ ความปลอดภัยทางดา้ นร่างกาย มนั่ คงปลอดภัย ความมน่ั คงทางการเงนิ สวสั ดกิ าร ตา่ งๆ ความเช่ือมนั่ ในตนเอง และ คูม่ อื แนวทางการจดั กิจกรรมการดแู ลด้าคนวจาิตมสไงั วค้วมาใงนใจสซถ่ึงากนนั ศแึกลษะากรันะดบั อาชวี ศกึ ษา 10
ขั้นที่ 1 ความตอ้ งการทางด้านร่างกาย อาหาร เส้ือผา้ การออกกาลังกาย ความตอ้ งการทางเพศ ฯลฯ 4. ทกั ษะพน้ื ฐานท่ีสาคญั และจาเป็นในการใหค้ าปรึกษา 4.1 ทักษะการถาม ทักษะการถาม คอื การเปิดตนเองออกสู่โลกภายนอก เป็นวิธีการท่ีเราจะเชื่อมตัวเองให้ กลมกลืนกับผู้อนื่ เพ่ือการอยู่ด้วยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ การถามเป็นกุญแจไขความออ่ นโยนและดีงามของชีวิต เรา ใชค้ าถามเปดิ เพื่อเปิดโลกและเชือ้ เชิญโลกเข้ามาหาเราและใชค้ าถามปดิ เพอ่ื เรื่องเฉพาะทเ่ี ราควรร้ชู ดั เจน 4.1.1 วตั ถุประสงค์ 4.1.1.1 การถามเป็นการให้โอกาสแก่ผู้รับการปรึกษาบอกถึงความคิด ความรู้สึก และเร่อื งราวต่าง ๆ ทีต่ ้องการจะปรกึ ษา 4.1.1.2 การถามเป็นการช่วยให้ผู้ให้การปรึกษาเข้าใจถึงปัญหาของผู้รับการปรึกษา มากยิง่ ข้ึน 4.2 ทกั ษะการฟงั คือ การเปิดใจกว้างและชาระใจให้สะอาดและกระจ่างเพื่อต้อนรับโลกท้ังโลกเข้าสู่การรับรู้ ของตนเอง การฟังที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องฟังด้วยตา ด้วยหู ด้วยกายสัมผัสและด้วยหัวใจอันกระจ่างและ ละเอียดอ่อน การฟังที่ชัดเจนน้ันต้องฟังจากคาพูด จากน้าเสียง จากท่าทาง จากกิริยาของผู้พูดน้ัน อย่างละเอยี ดถถ่ี ้วน การฟังที่ดีนั้น หมายถึง การงดทากิจกรรมอ่ืน เช่น การคิดหรือการพูดในขณะที่ฟังและ ทาใจให้สงบและซมึ ซาบกระแสอารมณ์ ความรสู้ ึกนึกคดิ ของคนท่ีกาลังพูดหรือสงิ่ แวดลอ้ มรอบตวั ในขณะนั้น การฟังที่ชัดเจน หมายถึง การสัมผัสกบั กระแสอารมณแ์ ละความรู้สกึ ของผู้พูดและหมายถึง การได้สัมผสั กระแสความเคล่อื นไหวของสรรพสงิ่ รอบตวั ดว้ ย 4.2.1วัตถุประสงค์ 4.2.1.1 เพื่อให้ผู้รับการปรึกษาได้ระบายความคิด อารมณ์ ความรู้สึกท่ีเป็นปัญหาและได้ เรียนรู้เข้าใจตนเองและผู้อื่น สามารถเข้าใจในส่ิงท่ีเป็นปัญหายอมรับและแยกแยะความรู้สึกท้ังบวกและลบ ของตนเอง รวมท้งั มีการใช้ศักยภาพตดั สนิ ใจเลอื กทางแกป้ ญั หาดว้ ยตนเอง 4.2.1.2 เพื่อให้ผู้ให้การปรึกษาสามารถจับประเดน็ สาคัญของปัญหาและแกะรอยตามปัญหา ของผรู้ ับการปรกึ ษา คมู่ ือแนวทางการจัดกิจกรรมการดแู ลดา้ นจิตสังคมในสถานศึกษา ระดับอาชวี ศกึ ษา 11
4.3 ทกั ษะการสังเกต คือ การใช้การมองด้วยสายตาและรับฟังด้วยหู เพ่ือรับรู้ส่ิงต่างๆ ที่ผู้รับการปรึกษาแสดง ออกมาทั้งภาษาพูด(Verbal) และภาษาท่าทาง(Non-verbal) รวมท้ังความขัดแย้งท่ีเกิดข้ึนในคาพูด และระหว่างคาพดู กบั พฤติกรรมทแี่ สดงออกมา และแปลความหมายเหลา่ น้ันเป็นคาพูดใหผ้ ู้รับการปรึกษาไดร้ ับ ร้แู ละเขา้ ใจตนเองมากข้นึ 4.3.1 วตั ถุประสงค์ เพอื่ ให้ไดร้ ับร้สู ่ิงต่าง ๆ ที่ผู้รบั การปรกึ ษาแสดงออกมา และแปลความหมายเหลา่ น้นั เป็น คาพดู ใหผ้ ู้รับการปรกึ ษารับร้เู ขา้ ใจและเกดิ ความกระจา่ งในปญั หาของตนเองมากข้นึ 4.4 ทักษะการค้นหาความรู้สกึ คือ การท่ีผู้ให้การปรึกษาได้รับรู้ถึงความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของผู้รับการปรึกษา ที่แสดงออกมาโดยภาษาพูดและภาษาท่าทาง และผู้ให้การปรึกษาทาหน้าที่ให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยภาษาพูด ทีเ่ หมาะสม ชดั เจน เพื่อให้ผู้รับการปรึกษาตระหนักถึงความรู้สึกของตนเองและสามารถมองปัญหาของตนเอง ได้อย่างชดั เจนยิ่งขน้ึ วัตถปุ ระสงค์ เพ่ือให้ผู้รบั การปรึกษาได้เข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นปัญหา จะทาให้เกิดการยอมรับ และหาทางแก้ไขปัญหาตอ่ ไป 4.5 ทักษะการสรปุ ความ การสรุปความ เป็นการรวบรวมสิ่งท่ีเกิดข้ึนระหว่างการให้การปรึกษาหรือเมื่อจบ การให้ การปรึกษาในประเด็นสาคัญของทั้งความคิด ความรู้สกึ ท่ีผู้รบั การปรึกษาสื่อออกมาทงั้ ด้วยคาพูดและพฤติกรรม ท่ีแสดงออกมาขณะนัน้ แล้วประมวลเปน็ คาพดู สั้นๆ ให้ได้ใจความสาคัญทงั้ หมด 4.5.1วตั ถุประสงค์ 4.5.1.1 เพื่อตรวจสอบความเข้าใจระหว่างผู้ให้การปรึกษาและผู้รับการปรึกษาในเร่ือง ความคดิ ความรูส้ กึ ที่กาลงั สนทนา 4.5.1.2 เพื่อกระตุ้นให้ผู้รับการปรึกษาได้พิจารณาในประเด็นสาคัญนั้น ๆ อย่างละเอียด มากขึ้น 4.5.1.3 เพอ่ื รวบรวมอารมณ์ ความคิด ความรู้สกึ ของผรู้ บั การปรกึ ษาให้ชัดเจนย่ิงข้นึ 4.5.1.4 เพื่อนาไปสกู่ ารเปดิ เผยในแต่ละประเดน็ ของปัญหาให้ชดั เจนย่งิ ขึ้น 4.5.1.5 เพื่อเตรยี มผรู้ ับการปรึกษาใหพ้ รอ้ มในการปรึกษาคราวต่อไป 5. คณุ สมบัติของผ้ใู หก้ ารปรึกษา คุณสมบัติเฉพาะตัวที่ดีของผู้ให้การปรึกษามีส่วนทาให้การปรึกษามีประสิทธิภาพ จึงควรมี คุณสมบตั ิดังน้ี 5.1 มีบุคลกิ ทีอ่ บอนุ่ และเปน็ มติ ร คมู่ ือแนวทางการจดั กิจกรรมการดูแลดา้ นจิตสงั คมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชีวศึกษา 12
5.2 มีลักษณะนา่ ไวว้ างใจ นา่ เคารพ น่าเชื่อถือและรกั ษาความลบั ได้ 5.3 มคี วามสนใจในการชว่ ยเหลือผูอ้ ื่น มคี ุณธรรม เมตตาธรรมและเสยี สละ 5.4 รจู้ ักพดู เพื่อให้ผู้รบั การปรกึ ษา รับทราบปัญหาทแ่ี ท้จรงิ และชว่ ยใหแ้ กป้ ัญหาได้ด้วยตนเอง 5.5 รู้จักฟงั และฟังเป็นจบั ประเด็นได้ไวและกระจ่างชดั มีการอดทนต่อการรบั ฟงั 5.6 สามารถอธิบายและคล่คี ลายปมประเดน็ ต่าง ๆ ให้ชดั เจนและเขา้ ใจง่าย 5.7 สามารถที่จะช่วยให้ผู้รับการปรึกษารับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง โดยผู้ให้การ ปรกึ ษาจะไมต่ ัดสินใจแทน 5.8 มสี ขุ ภาพจิตดี มีอารมณม์ น่ั คง 6.กระบวนการใหก้ ารปรกึ ษา ขนั้ ตอนท่ี 1 การสร้างสัมพั น ธภาพ ผู้ให้การปรึกษ าต้อ งทาให้ผู้รับการปรึกษ า เกดิ ความอบอนุ่ สบายใจและไวว้ างใจ ขั้นตอนท่ี 2 สารวจปัญหาผู้ให้การปรึกษาช่วยให้ผู้รับการปรึกษา ได้สารวจปัญหาและ ปจั จัยตา่ งๆ ที่ทาใหเ้ กดิ ปญั หาดว้ ยตัวของเขาเอง ข้ันตอนท่ี 3 เข้าใจปัญหา สาเหตุผู้ให้การปรึกษาช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเข้าใจปัญหา สาเหตคุ วามต้องการ ขั้นตอนที่ 4 วางแผนแก้ปัญหา ผู้ให้การปรึกษาช่วยให้ผู้รับการปรึกษาพิจารณาวิธี แก้ปญั หาและตดั สนิ ใจเลือกสงิ่ ท่ีจะปฏบิ ตั ิด้วยตนเอง ขนั้ ตอนท่ี 5 ยตุ ิการให้การปรกึ ษา ผู้ใหก้ ารปรึกษาย้าความเข้าใจที่เกิดข้ึนระหว่างท่ีให้การ ปรึกษา และชว่ ยใหผ้ ู้รบั การปรกึ ษามีแรงจงู ใจและกาลงั ใจท่ีจะแกป้ ญั หาและพัฒนาตนเองตอ่ ไป การให้คาปรึกษาแบบสั้น (Brief Advise) จงึ เปน็ วิธีการเบ้ืองต้นในการเข้าสู่กระบวนการจติ สงั คม ในสถานศึกษาท่ีมคี วามสาคัญย่ิง เนอ่ื งจากการให้คาปรึกษาแบบส้นั มุ่งเน้นให้ผู้ใช้บริการเกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ และเกดิ แรงจงู ใจในการเขา้ รับการบาบดั การให้คาปรกึ ษาแบบส้ันข้ึนอย่กู บั การสร้างสัมพันธภาพซง่ึ เป็นพ้นื ฐาน ของความไว้วางใจและเกิดความร่วมมือในการสารวจและประเมินปัญหาด้วยตนเองทาให้เกิดความตระหนักรู้ ถึงผลกระทบของการใช้ยาเสพติดที่จะตามมา จนเกิดแรงจูงใจท่ีจะเข้ารับการช่วยเหลือ ตลอดจน มกี ารให้ข้อมลู เพอื่ เปน็ ทางเลือกในการตัดสนิ ใจเข้ารบั การบาบัดในอนาคต กระบวนการ/ขั้นตอน เป้าหมาย ตัวอยา่ ง 1. การสรา้ งสมั พันธภาพ 1. เกิดความไวว้ างใจ 1. ย้ิม ทักทาย พูดคุยในเร่ืองท่ัวไป เปดิ ประเด็น 2. ประเมินสภาพปญั หาและให้ข้อมูล 2. เพ่ือทราบสภาพปัญหาและสารวจ 2. “คุณเคยใช้ (สุรา/ยาเสพติด)บ้าง เกี่ยวกับผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ ทัศนคติ ความเช่ือเก่ียวกับการใช้สาร ไหม/อย่างไร” สังคม เสพติด “การใช้ (สุรา/ยาเสพติด) มีผลดี/ ผลเสีย ตอ่ คณุ อย่างไร” คมู่ ือแนวทางการจัดกิจกรรมการดแู ลดา้ นจิตสงั คมในสถานศึกษา ระดับอาชีวศึกษา 13
กระบวนการ/ขน้ั ตอน เป้าหมาย ตวั อย่าง 3. สารวจแรงจงู ใจ 3. สารวจและสร้างแรงจูงใจเพ่ือให้ 3. “คุณเคยพยายาม ลด/เลกิ การใช้ เกิดความตระหนักถึงผลกระทบและ (สรุ า/ยาเสพตดิ ) อยา่ งไร ความจาเป็นในการ บาบัดรกั ษา 4. ใหข้ ้อมูลการบาบดั 4. เพื่อทราบข้อมูลและมีทางเลอื กใน 4. “คุณ มีแม่ท่ีห่วงใย น่าจะเป็น การบาบัดรักษา ก าลั งใจ แ ก่ คุ ณ ใน ก าร ล ด /เลิ ก ยาเสพตดิ ได้” 5. สรุป/ให้กาลังใจความคาดหวังใน ด้านบวก ทฤษฎีทกั ษะทางสมอง (Executive Function) เป็นกระบวนการของสมองระดับสูงที่มนุษยใ์ ชใ้ นการจัดการเรียนรู้ จัดการกับชีวิตและปญั หาต่างๆ เพ่อื การดาเนินชีวิตอย่รู อดปลอดภยั และพัฒนาตนเองและสังคม นักวิชาการรว่ มกับสถาบันอาร์แอลจี (รักลกู เลิร์ นน่งิ กรุ๊ป) ได้จาแนกทักษะทางสมองเพ่ือชีวิตทสี่ าเรจ็ (Executive Function) ออกเป็น 3 กลุม่ ทกั ษะ ได้แก่ 1. กลุ่มทักษะพ้ืนฐาน 1.1 ความจาที่นามาใช้ในงาน (Working memory) คือ ความสามารถในการประมวลผล และดึงข้อมูลท่ีเก็บในคลังสมองของเราออกมาใช้ตามสถานการณ์ที่ต้องการ เช่น การช่วยให้เรากลับไปอ่าน หนา้ นติ ยสารทพ่ี ักค้างไว้ตอนทเี่ พื่อนเดนิ เข้ามาคยุ ด้วยได้อย่างต่อเนื่อง เปน็ ต้น 1.2 การยับย้ังชั่งใจคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) คือ ความสามารถในการควบคุมแรง ปรารถนาของตนใหอ้ ยู่ในระดับทเ่ี หมาะสม จนสามารถหยดุ ยง้ั พฤติกรรมได้ในเวลาท่ีสมควร เดก็ ท่ีขาดความยับ ชง่ั ใจจะเหมอื น “รถทีข่ าดเบรก” 1.3 ยืดหยุ่น (Shift หรือ Cognitive Flexibility) คือ ความสามารถในการยืดหยุ่นความคิด เปลี่ยนจุดสนใจ เปลี่ยนโฟกัสหรือ เปล่ียนทิศทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เด็กท่ีมีปัญหา ในเรื่องการปรับตัวมักจะติดพันอยู่กับสิ่งเดิมๆ ไม่สามารถยืดหยุ่นพลิกแพลงได้ มองไม่เห็นทางออกใหม่ๆ ไม่สามารถคดิ สิง่ ใหม่ๆ นอกกรอบได้ 2. กลมุ่ ทกั ษะกากบั ตนเอง 2.1 จอ่ ใส่ใจ (Focus / Attention) คอื ความสามารถในการใส่ใจจดจอ่ มุ่งความสนใจอยูก่ ับสงิ่ ท่ี ทาอย่างต่อเนอ่ื งในช่วงเวลาหนงึ่ ๆ โดยไม่วอกแวกไปตามปจั จยั ไม่วา่ ภายนอกหรอื ภายในตนเองทเี่ ข้ามารบกวน 2.2 การควบคุมอารมณ์ (Emotion Control) คือ ความสามารถในการควบคมุ อารมณ์ ให้ อยู่ในระดบั ที่เหมาะสม จัดการกับความเครยี ด หงดุ หงิด และแสดงออกแบบที่ไม่รบกวนผู้อนื่ เด็กสามารถบอก คมู่ อื แนวทางการจัดกิจกรรมการดแู ลดา้ นจิตสังคมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชีวศึกษา 14
ไดว้ ่ากาลงั รู้สึกอยา่ งไรและควรจัดการอยา่ งไร เด็กทค่ี วบคุมอารมณ์ไมไ่ ด้ มกั กลายเป็นคนโกรธเกร้ียว ฉุนเฉยี ว ขห้ี งดุ หงิดเกนิ เหตุหรอื ขี้กงั วล อารมณแ์ ปรปรวนและอาจซมึ เศรา้ ได้ 2.3 ตดิ ตามประเมินตนเอง (Self – Monitoring) คือ การตรวจสอบตนเอง รจู้ ักตนเอง รวมถึง การตรวจสอบการงานเพื่อหาจุดบกพร่อง ประเมินการบรรลุเป้าหมาย รวมทั้งความสามารถกากับติดตาม ปฏิกิริยาของตนเองและดผู ลจากพฤตกิ รรมของตนเองที่กระทบตอ่ ผูอ้ ่นื 3. กลมุ่ ทกั ษะปฏิบตั ิ 3.1 ริเริ่มลงมือทา (Initiating) คือ ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทางานตามท่ีคิด มีทักษะ ในการรเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์แนวทางในการทาส่งิ ต่าง ๆ เมือ่ คิดแล้วกล็ งมอื ทาให้ความคิดของตนปรากฏขน้ึ จรงิ 3.2 การวางแผนและการจัดระบบดาเนินการ (Planning and Organizing) คือ การวางแผน และการจัดระบบดาเนินการ เริ่มต้ังแต่การตั้งเป้าหมาย การเห็นภาพรวม จัดลาดับความสาคัญ จัดระบบ โครงสรา้ ง จนถึงการดาเนนิ การ คอื การแตกเปา้ หมายให้เป็นขน้ั ตอนกระบวนการและมีการประเมินผล 3.3 มุ่งเป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) คือ ความพากเพยี รมุ่งสู่เป้าหมาย เม่ือตั้งใจ และลงมือทาส่ิงใดแล้ว ก็มีความมุ่งม่ันอดทนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใด ๆ ก็พร้อมจะฝ่าฟัน จนถึงความสาเร็จ เมื่อครู บุคลากรทางการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจในทฤษฎี ทกั ษะทางสมองหรอื EF สามารถนาไปถ่ายทอดให้นกั เรยี นนักศึกษาได้เข้าใจแล้ว ก็จะทาให้เกิดกระบวนการ คิดวิเคราะห์แยกแยะอย่างเป็นระบบ จะทาให้นักเรยี นนักศึกษามีความร้ทู ่ีจะนาพาตนเองให้ห่างไกลยาเสพติด เพราะเม่ือใดท่ีนักเรียนนักศึกษามีโอกาสได้เร่ิมทดลองให้ยาเสพตดิ แล้ว ก็จะพัฒนาจากการใช้ยาเป็นครั้งคราว ไปส่กู ารใชย้ าท่ีถ่ขี ึน้ จนนาไปสูก่ ารเป็น “โรคสมองตดิ ยา” “โรคสมองติดยา” คือ เกิดจากการใช้ยาทุกวันและวันละหลายครั้ง ซ่ึงการใช้ยาเสพติด จะมีผลต่อสมอง 2 ส่วน คือ สมองส่วนนอกหรือสมองส่วนคิด (Cerebral Cortex) จะทาหน้าท่ี คูม่ ือแนวทางการจดั กิจกรรมการดูแลด้านจิตสังคมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชีวศกึ ษา 15
ในการจดจา คดิ จนิ ตนาการและตัดสนิ ใจและสมองส่วนทอ่ี ยใู่ นช้ันใน หรือ กา้ นสมอง (Brain Stem) ซ่ึงเป็น ส่วนทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั อารมณ์ ความรูส้ ึก ในคนปกติสมองส่วนคิดจะควบคุมสมองส่วนความรู้สึก เช่น เม่ือเกิดอาการหิวอาหารขึ้น สมองส่วนคิดจะคอยควบคุมว่าเวลาน้ันเป็นเวลา หรือสถานท่ีท่ีเหมาะสมแก่การรับประทานอาหารหรือไม่ หากเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมความต้องการรับประทานอาหารจะถูกระงับไว้ ทาให้คนปกติสามารถใช้ สตสิ ัมปชัญญะควบคมุ อารมณ์ ความรูส้ กึ และความอยากตา่ งๆ ได้ เมื่อมีอาการเสพยาเสพติดจนกระทั่งเกิดการติดยาข้ึนในสมอง จงึ ทาให้การทางานของสมอง เปล่ียนไป มีผลทาให้สมองสว่ นความรู้สึกมีอิทธิพลเหนอื สมองสว่ นคิด เมื่อมีอาการอยากยาหรือเสยี้ นยาเกดิ ข้ึน สมองส่วนคิดจะไม่สามารถยับยั้งสมองส่วนความรู้สึก ผู้ติดยาจะต้องด้ินรนแสวงหายาเสพตดิ ให้ได้ ทาให้สมอง ของผู้ติดยาทเ่ี ข้ารับการบาบดั รกั ษามีลักษณะฝอ่ มากกว่าปกตแิ ละจะกลับสสู่ ภาพใกล้เคียงภายหลังการบาบดั แม้การติดยาจะเป็นโรคทางสมองโรคหนึ่ง แต่การติดยาไม่ใช่สาเหตุของสมองเพียงอย่าง เดยี ว ยงั เก่ยี วขอ้ งกับความผิดปกตขิ องคิด อารมณแ์ ละพฤตกิ รรม ลกั ษณะของผตู้ ิดยามี 2 ลักษณะ คอื 1. ผู้ติดยาจะมีความคิดในแง่ดีต่อการเสพยาเสพติด จะคิดถึงยาเสพติดเมื่อมีความรู้สึก เหงาหรือโดดเดยี่ ว 2. ผู้ติดยาจะมีบุคลิกของการพ่ึงพาผู้อื่น ขาดความพยายาม เป็นคนมองโลกคนแง่ร้าย และไม่ยอมรบั ค่านิยมของสังคม เป็นตน้ ทฤษฎกี ารดูแลมนุษย์แบบองคร์ วม (Holistic Care) เป็นการจัดกิจกรรมแบบองค์รวมเพ่ือให้การช่วยเหลือประคับประคองในทุกด้าน รวมถึงการช่วย แก้ไขปัญหาต่างๆ ท่ีเกิดข้ึน เฝ้าระวังปัญหา เสริมสร้างกาลังให้มีความเข้มแข็ง ให้คาปรึกษา ให้คาแนะนา ทัง้ นักเรยี นนกั ศึกษา ครอบครัวและผ้ทู เี่ กยี่ วข้องครอบคลุมเก่ียวเนอื่ งกันท้งั 5 ด้าน คือ 1. ด้านการพฒั นาร่างกาย (Physical Development) คมู่ ือแนวทางการจดั กิจกรรมการดูแลดา้ นจิตสังคมในสถานศึกษา ระดบั อาชีวศึกษา 16
2. การปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรม (Behavior Chang / Development) 3. การพัฒนาดา้ นอารมณ์ / จิตใจ (Emotional / Psychological Development) 4. การพัฒนาด้านสติปัญญา จิตวิญญาณ คุณธรรม และจริยธรรม (Intellectual / Spiritual Development) 5. การฝึกทักษะและพัฒนาทัศนคติในการดารงชีพ (งานอาชีพ) (Vocational Survival Skill Development) นอกจากน้ี กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียนนักศึกษา กิจกรรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และกจิ กรรมกฬี าและนนั ทนาการ ยังสมั พนั ธ์กบั แนวคดิ ทฤษฎกี ารดูแลมนุษยแ์ บบองค์รวม (Holistic Care) ซ่ึงองค์ประกอบเหล่านี้ จะสามารถนาไปใช้ในการดูแลพฤติกรรมและฟ้ืนฟู นักเรียนนักศึกษากลุ่มเป้าหมาย 3 กล่มุ ได้ คือ 1. กลมุ่ สรา้ งภมู ิ 2. กลมุ่ เฝ้าระวัง 3. กลมุ่ บาบัด 3.1 กลมุ่ เสพ 3.2 กลมุ่ ติด ทฤษฎีการดแู ลมนษุ ย์แบบองค์รวม (Holistic Care) พฤตกิ รรม Behavior อารมณ/์ จติ ใจ รา่ งกาย ทักษะ/การงานอาชพี Physical Vocational Skill Emotion/Psychological สติปัญญา/จิตวญิ ญาณ Intellectual/Spiritual สมดุลชวี ิต จงึ มีความจาเปน็ พ้ืนฐานของการดารงชวี ติ มนุษย์ (Basic needs) ซึง่ ประกอบไป ด้วยแนวคิดพ้ืนฐาน 3 ประการ คอื คู่มือแนวทางการจัดกิจกรรมการดแู ลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา ระดบั อาชวี ศึกษา 17
1. แนวคิดเกี่ยวกบั การมชี วี ติ (Human Being) มนุษย์เปน็ ระบบยอ่ ยในระบบครอบครวั กลุ่มคน ชุมชนและสังคม เป็นสงิ่ มชี วี ิตที่เป็นระบบยอ่ ยภายในรา่ งกายมีการทางานรว่ มกันเป็นหนง่ึ เดียว มนุษย์จึงมคี วามเป็นองค์ประกอบไปด้วยมิติรา่ งกาย มิติจติ มติ ิใจ มิติอารมณ์ มิติสงั คมและมิตจิ ิตวญิ ญาณ ทม่ี คี วามเกี่ยวข้องกนั และสง่ ผลตอ่ กนั อยตู่ ลอดเวลา ซง่ึ ความเป็นองคร์ วมของมนุษย์ทาให้คนประกอบไปด้วย สว่ นท่เี ป็นรา่ งกาย (Biological structure) และพฤตกิ รรม (Behavioral repertoire) 2. แนวคดิ เกย่ี วกับสง่ิ แวดล้อม (Environment) สิ่งแวดลอ้ มต่างๆ ทงั้ ทีอ่ ยู่ภายใน และภายนอกเคร่อื งหอ่ ห้มุ รา่ งกาย ส่งิ แวดลอ้ มภายในคืออินทรยี ส์ าร ไดแ้ ก่ เซลล์ เน้อื เยือ่ และอนนิ ทรยี ์สาร ได้แก่ สว่ นประกอบของกระดูกและฟัน รวมท้ังสารประกอบทางชีวเคมี ท้ังหมดนรี้ วมตวั กันเป็นอวัยวะ ของระบบตา่ งๆ ที่มีการตดิ ตอ่ ประสานงานกันเองและกบั สิง่ แวดล้อมภายนอก ซ่งึ ประกอบด้วยส่งิ มีชวี ิตและไม่มี ชวี ิต ทั้งท่ีเป็นอันตรายและไม่เป็นอันตราย ทาให้มนษุ ย์ตอ้ งปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาตแิ วดล้อม มนุษย์มหี ลากหลายเชอ้ื ชาตเิ ผา่ พนั ธุ์ มคี วามรู้สึกนกึ คดิ มีความชอบ ความสนใจ ความเช่ือ และความรู้ ตา่ งอยู่ รวมกันอยา่ งเปน็ ระบบ เริม่ ตงั้ แตร่ ะดบั ครอบครวั สงั คม สถาบันและประเทศชาติ ซ่ึงแต่ละระบบจะมี ความสมั พันธ์ซึ่งกันและกนั ระบบของการอย่รู ว่ มกนั ของมนษุ ยน์ ามาซงึ่ ระเบยี บ กฎ และกตกิ า ทาให้มนุษย์ แตล่ ะคนมบี ทบาทและหนา้ ทีร่ บั ผดิ ชอบต่างๆ กันไป 3. แนวคดิ เกยี่ วกบั คุณภาพชวี ติ (Quality of Life) คุณภาพชวี ิต คือ สภาพชวี ติ ของมนษุ ย์ ท่ดี าเนินไปตงั้ แต่เกดิ จนกวา่ จะส้ินอายุขยั เป็นผลลัพธจ์ ากการมปี ฏิสัมพันธข์ องสงิ่ แวดล้อมภายในตัวเรา กบั สิ่งแวดลอ้ มภายนอกอย่างเป็นองคร์ วมประกอบด้วยมิตริ า่ งกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คมและจิตวิญญาณ ทง้ั 6 มติ ิน้มี ีความสมั พันธ์ซึ่งกันและกนั แยกไมอ่ อก เรยี กว่า มติ แิ หง่ การดาเนนิ ชวี ิต (Dimension of Living) 3.1 มิติร่างกาย (Physiological dimension) คือ สภาวะเซลล์ เลือด เน้ือ กระดูก เอ็น และอวัยวะต่างๆ ท่ีทางานร่วมกันประสานกันอย่างเป็นระบบ เซลล์จึงเป็นแหล่งผลิตพลังงานให้ทุกส่วน ของร่างกายให้สามารถทางานได้ เคล่ือนไหวได้ กล่าวง่ายๆ คือ มีชีวิต มีการเจริญเติบโต มีการพัฒนาการ มีการเส่ือมสภาพ ร่างกายที่แข็งแกร่ง คือ ร่างกายท่ีได้รับการดูแลจนมีสุขภาพท่ีดี แข็งแรง ทนทาน คล่องแคลว่ กระชับกระเฉง สามารถปฏิบตั หิ น้าที่ตา่ งๆ ไดเ้ หมาะสมกบั วัย 3.2 มิติจิต (Cognitive dimension) คือ สภาพของสติปัญญา เป็นเรื่องของการคิด เป็นผลจากการตอบสนองความจาเป็นพ้ืนฐานด้านการรับรู้และเรียนรู้ เป็นการใช้ข้อมูลต่างๆ ท่ีร่างกายได้รับ และเก็บไว้ในสมองเพ่ือการแก้ปัญหา จินตนาการและสร้างสรรค์ ข้อมูลและความสามารถในการใช้ข้อมูล ของสมองเปน็ เสมอื นแหลง่ ขอ้ มลู ที่มนษุ ย์เกบ็ ไวใ้ ช้ในการตัดสินใจ ท้ังขอ้ มลู เกีย่ วกับตนเองและส่งิ แวดล้อม 3.3 มิติใจ (Affective dimension) คือ สภาพของความรู้สึกท่ีถูกวางรูปแบบมาอย่าง ต่อเนื่องตั้งแต่เร่ิมปฏิสนธิเป็นผลจากการตอบสนองความจาเป็นพ้ืนฐานด้านความรู้สึกต่างๆ ทั้งด้านความรัก คุณค่าของชีวิต ความสุนทรีย์ ความมั่นคงปลอดภัย และความเป็นตัวของตัวเอง ท่ีหลอมรวมกันเป็นกาลัง ของบุคคล ขุมพลงั ทจี่ ะผลักดันให้บคุ คลตดั สินใจทาสง่ิ ตา่ งๆ 3.4 มิติอารมณ์ (Emotional dimension) คือ สภาวะของความรู้สึกในขณะที่เผชิญกับสิ่ง เรา้ ส่งิ กระตุน้ ทัง้ จากภายในและภายนอกรา่ งกาย คู่มือแนวทางการจัดกิจกรรมการดูแลดา้ นจิตสังคมในสถานศึกษา ระดบั อาชีวศกึ ษา 18
3.5 มิติสังคม (Social dimension) สภาวะที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งรวมทั้งคน สัตว์ พืชและทุกส่ิงทุกอย่างท่ีอยู่รอบตัวเรา มิติน้ีเป็นมิติที่เช่ือมต่อระหว่างความเป็นตัวเรา กบั สิง่ แวดลอ้ ม เป็นมิตทิ ีต่ อ้ งแลกเปล่ียนข้อมลู และพลังงานกับสง่ิ แวดลอ้ ม 3.6 มิตจิ ิตวญิ ญาณ (Spiritual dimension) คือ สภาวะของจิตและใจทีต่ อบสนอง ความ กลัวและความวิตกกังวล รวมทั้งความปรารถนาท่ีจะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องเก่ียวกับชีวิต การเกิด การตาย การเผชญิ ชีวิต ความสาเร็จ ความล้มเหลว และการคงอยู่ของวญิ ญาณ จึงเป็นเร่ืองแสวงหา ส่ิงยึดเหนยี่ วเพือ่ ให้เกดิ ความมัน่ ใจ เชือ่ มน่ั มีความหวงั 5. ทฤษฎที กั ษะชวี ิต (Life Skill) รวมถึงแนวคิดทฤษฎีทักษะชีวิต (Life Skill) อันเป็นความสามารถท่ีประกอบด้วยความรู้ เจตคติ และทกั ษะในอนั ท่ีจะจดั การกบั ปัญหารอบๆ ตัวในสภาพสงั คมปัจจุบันและเตรยี มความพรอ้ มสาหรับการปรับตัว ในอนาคต ไม่ว่าจะเร่ืองเพศ สารเสพติด บทบาทชายหญิง ชีวิตครอบครัว สขุ ภาพ อิทธิพลส่ือ สิ่งแวดล้อม จริยธรรม ปัญหาสังคม ฯลฯ มุ่งเน้นให้นักเรียนนักศึกษาได้พัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพและพัฒนาสังคม ตามระดบั วุฒิภาวะของผู้เรยี น ซงึ่ สอดคล้องกบั กิจกรรมการศึกษาดงู านนอกสถานที่ การออกฝึกประสบการณ์ จริงในสถานประกอบการของนักเรียนนักศกึ ษา ตามนโยบายของสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา โดยองคก์ ารอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวถงึ องค์ประกอบทักษะชีวิตไว้ 10 องค์ประกอบ จัดเป็น 5 คแู่ ละสามารถจัดแบ่งตามพฤตกิ รรมการเรียนรู้ได้ 3 ด้าน ดงั นี้ - ดา้ นพุทธพิสัย ได้แก่ ความคดิ สรา้ งสรรค์และความคดิ วเิ คราะหว์ จิ ารณ์ - ดา้ นจิตพสิ ัย ไดแ้ ก่ ความตระหนกั รใู้ นตนและความเห็นใจผ้อู น่ื - ด้านทักษะพิสัย มี 3 คู่ ได้แก่ การสร้างสัมพันธภาพและการส่ือสาร การตัดสินใจ และการแก้ไขปญั หา การจัดการกบั อารมณ์และความเครยี ด ในประเทศไทยได้มีการปรับเปลี่ยนโดยจัดความคิดสร้างสรรค์ ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ เป็นองค์ประกอบร่วมและเป็นพ้ืนฐานของทุกองค์ประกอบ จัดความตระหนักรู้ในตนเองและความเห็นใจผู้อ่ืน เป็นด้านจิตพิสัย โดยเพ่ิมเจตคติอีก 1 คู่ คือ ความภาคภูมิใจในตนเอง และ ความรับผิดชอบต่อสังคม สว่ นท่ีเหลืออีก 3 คู่ เป็นด้านทักษะพิสัย ทั้งน้ีเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมไทยที่อยู่ในช่วง เปลี่ยนแผนและสับสนในด้านเจตคติและค่านยิ ม เพ่ือให้งา่ ยต่อการจัดการเรยี นการสอนและการพัฒนาวิธีการ สอนของผสู้ อน คมู่ อื แนวทางการจดั กิจกรรมการดแู ลดา้ นจิตสงั คมในสถานศึกษา ระดับอาชวี ศกึ ษา 19
1) องคป์ ระกอบของทักษะชวี ิตด้านพทุ ธิพิสยั ท่ีเป็นองค์ประกอบร่วม ไดแ้ ก่ - ความคิดวเิ คราะหว์ ิจารณ์ (Critical Thinking) เปน็ ความสามารถท่ีจะคิดวเิ คราะห์แยกแยะ ข้อมูลข่าวสาร ปัญหา สถานการณต์ ่างๆ รอบตวั - ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เป็น ความสามารถใน ก ารคิดอ อ ก ไป อย่างกว้างขวางโดยไมย่ ดึ ตดิ อยูใ่ นกรอบ 2) องคป์ ระกอบของทักษะชีวิตดา้ นจติ พิสัย หรอื เจตคติ ประกอบดว้ ยองค์ประกอบ 2 คู่ คอื ค่ทู ี่ 1 ไดแ้ ก่ ความตระหนกั ร้ใู นตนเองและความเห็นใจผอู้ ่นื ค่ทู ่ี 2 ไดแ้ ก่ ความภูมิใจในตนเองและความรบั ผิดชอบตอ่ สังคม - ความตระหนักรู้ในตนเอง (Self awareness) เป็นความสามารถในการค้นหา และเข้าใจจุดดีจุดด้อยของตนเองและความแตกต่างท่ีตนเองมีกับบุคคลอ่ืน ไม่ว่าจะในแง่ความสามารถ เพศ วัย ระดบั การศึกษา ศาสนา สีผวิ ทอ้ งถน่ิ สุขภาพ ฯลฯ - ความเห็นใจผู้อื่น (Emphaty) เป็นความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกและเห็นอก เหน็ ใจบุคคลที่แตกตา่ งกับเรา ไมว่ ่าจะเป็นดา้ นเพศ วยั ระดบั การศกึ ษา ศาสนา สผี ิว ท้องถนิ่ วยั สุขภาพ ฯลฯ - ความภูมิใจในตนเอง (Self esteem) หมายถึง ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เช่น ความมีน้าใจ รู้จักให้ รู้จักรับ ค้นพบ และภูมิใจในความสามารถด้านต่างๆ (สังคม ดนตรี กีฬา ศิลปะ ฯลฯ) ของตนเองโดยมิได้มุ่งสนใจอยู่แต่เรื่องรูปร่าง หน้าตา เสน่ห์หรือความสามารถทางเพศ การเรียนเก่ง ฯลฯ เทา่ นน้ั - ความรับผดิ ชอบต่อสังคม (Social responsibility) หมายถึง ความรูส้ ึกวา่ ตนเองเป็น ส่วนหน่ึงของสังคมและมีส่วนรับผิดชอบในความเจริญหรือเสื่อมของสังคม ความรับผิดชอบต่อสังคม มีส่วน สัมพันธ์ใกล้ชดิ กบั ความภาคภูมใิ จในตนเอง คนเหล่านี้ก็มีแรงจงู ใจท่ีจะทาดกี ับผู้อื่นและสงั คม 3) องคป์ ระกอบของทกั ษะชวี ติ ดา้ นทกั ษะพสิ ยั หรือทักษะ ประกอบด้วยองคป์ ระกอบ 3 คู่ คือ คู่ท่ี 1 การสรา้ งสัมพันธภาพและการส่ือสาร คูม่ ือแนวทางการจดั กิจกรรมการดแู ลดา้ นจิตสงั คมในสถานศกึ ษา ระดับอาชีวศึกษา 20
คูท่ ่ี 2 การตัดสินใจ และการแก้ไขปญั หา คทู่ ี่ 3 การจัดการกับอารมณแ์ ละความเครียด - ทักษะการสร้างสัมพันธภาพและการส่ือสาร (Interpersonal relationship and Communication skill) เป็นความสามารถในการใช้คาพูด และภาษาท่าทางเพ่ือส่ือสารความรู้สึกนึกคิด ของตนเองและความสามารถในการรับรู้ความรูส้ ึกนึกคิดของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความต้องการความ ชนื่ ชมการปฏเิ สธ การสร้างสัมพันธภาพ ฯลฯ - ทักษะการตัดสินใจ และการแก้ไขปญั หา (Decision making and Problem solving skill) เป็นความสามารถในการรับรู้ปัญหา สาเหตุของปัญหา หาทางเลือก วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของแต่ละ ทางเลือก ประเมินทางเลือก ตัดสินใจเลือกทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมและลงมือแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม - ทักษะการจัดการกับอารมณ์ และความเครียด (Coping with Emotion and Stress skill) เป็นความสามารถในการประเมินอารมณ์ รู้เท่าทันอารมณ์ว่ามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของตน เลือกใช้วิธี จัดการกบั อารมณ์ท่เี กิดขนึ้ ได้อย่างเหมาะสม และเป็นความสามารถท่ีจะรสู้ าเหตขุ องความเครียด เรียนรู้วธิ ีการ ควบคุมระดับของความเครียด รู้วิธีผ่อนคลาย และหลีกเลี่ยงสาเหตุพร้อมท้ังเบ่ียงเบนพฤติกรรมไปในทาง ทพ่ี ึงประสงค์ ท้ังน้ี สานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้จัดกิจกรรมให้นักเรียนนักศึกษาควบคู่ไปกับ การเรียน โดยกาหนดให้สถานศึกษาจัดต้ังองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย เพ่ือดาเนินกิจกรรม ตา่ งๆในรปู แบบของ 5 แผนคนดี 5 แผนคนเก่ง ซ่ึงเป็นการส่งเสรมิ หลักสูตรให้ได้ผลดี มีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งเจตคติและลักษณะที่พึงประสงค์ โดยกาหนด กิจกรรมออกเปน็ 2 เปา้ หมาย เป้าหมายท่ี 1 ว่าด้วยกิจกรรมการพัฒนาสมาชิกให้เป็น “คนดีและมีความสุข” ประกอบด้วยแผนพฒั นา 5 แผน ไดแ้ ก่ 1) แผนเสริมสร้างบุคลกิ ภาพและความรับผิดชอบตอ่ สังคม 2) แผนเสริมสร้างสุขภาพ กีฬาและนันทนาการ 3) แผนพัฒนาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม 4) แผนส่งเสรมิ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม 5) แผนสง่ เสรมิ การอนุรักษธ์ รรมชาติและสิง่ แวดล้อม เป้าหมายท่ี 2 ว่าด้วยกิจกรรมการพัฒนาสมาชิกให้เป็น “คนเก่งและมีความสุข” ประกอบด้วยแผนพฒั นา 5 แผน ได้แก่ 1) แผนพัฒนามาตรฐานวิชาชพี และจรรยาบรรณวชิ าชีพ 2) แผนพัฒนาส่งเสริมความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์ 3) แผนสง่ เสริมการเรยี นรู้แบบบรู ณาการ 4) แผนพฒั นาความร้แู ละความสามารถทางวิชาการ คมู่ อื แนวทางการจัดกิจกรรมการดแู ลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา ระดับอาชวี ศกึ ษา 21
5) แผนพฒั นานักศกึ ษาใหม้ มี าตรฐานสู่สากล ซึ่งครอบคลุมและสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีท่ีนามาใช้ในการดูแลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา ดังกล่าวข้างต้น คณะผู้จัดทาจึงได้นาแนวคิดทฤษฎมี าบูรณาการรว่ มกับ 5 แผนคนดี 5 แผนคนเกง่ เพื่อจัด กิจกรรมดูแลด้านจติ สงั คมให้กับนักเรียนนกั ศกึ ษา ระดบั อาชีวศึกษา เพือ่ แก้ไขปัญหายาเสพติดได้อยา่ งยัง่ ยืน คมู่ ือแนวทางการจัดกิจกรรมการดูแลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา ระดับอาชวี ศกึ ษา 22
บทที่ 3 แนวทางบรหิ ารจัดการการดแู ลดา้ นจติ สงั คมในสถานศึกษา การบริหารจัดการดูแลด้านจิตสังคมในสถานศึกษาฉบับน้ี จัดทาข้ึนโดยยึดหลักแนวปฏิบัติ ต่อนักเรียนนักศึกษาเป็นศูนย์กลางครอบคลุมทั้ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสร้างภูมิ กลุ่มเฝ้าระวัง และกลุ่มบาบัด ซงึ่ นกั เรียนนกั ศกึ ษาทั้ง 3 กลมุ่ น้ี ลว้ นแลว้ แตเ่ ป็นเยาวชนท่จี ะเปน็ กาลังสาคัญของชาติในอนาคต คณะผู้จัดทาจึงได้ศึกษาค้นคว้าความรู้ที่เก่ียวข้องกับการดูแลมนุษย์แบบองค์รวม (Holistic Care) ทักษะชีวิต (Life Skill) การเช่ือมโยงการทาหน้าที่ของสมอง (Executive Function) กระบวนการ ให้คาปรกึ ษา (Counseling Process) และความร้ทู ่เี กย่ี วข้องกับปัญหายาเสพติด (Drug Addiction Problem) จากการศกึ ษาค้นควา้ ดงั กล่าวพบว่าสอดคล้องกับภารกิจและนโยบายของสานักงานคณะกรรมการ การอาชวี ศกึ ษาในการส่งเสริมคุณภาพ และสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนายกระดับความสามารถของผู้เรียน ใหส้ าเรจ็ แบบองค์รวม ไดแ้ ก่ ยกระดบั ด้านสมรรถนะหลัก (Core Competency) ด้านการงานตาแหน่งหน้าท่ี (Function Competency) เสริมทักษะชีวิตและการพัฒนาทักษะ ความคิดพื้นฐาน (Competency Base Technology Base Green Technology และ Creative Economy) ภายใต้โครงการ “5 แผนคนดี 5 แผนคนเกง่ ” รวมถึงการปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาพฤตกิ รรมจากยาเสพตดิ ความสอดคล้องดังกล่าว คณะผู้จัดทาจึงได้จัดเป็นกรอบแนวคิดเพื่อให้เกิดความเข้าใจทั้งผู้บริหาร และผ้ทู ี่จะนาคมู่ ือฉบับนไ้ี ปใชไ้ ด้ตรงกับวัตถุประสงค์ และเกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนนักศึกษา โดยจะต้อง มีการจัดอบรมถ่ายทอดความรู้สาหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการ การอาชีวศกึ ษาท่ัวประเทศด้วย โดยมกี รอบแนวความคิดดงั ต่อไปนี้
กรอบแนวความคดิ การดูแลดา้ นจิตสงั คมในสถานศึกษา ระดับอาชวี ศกึ ษาของประไทย (Psychosocial Care in Vocational Education Commission College of Thailand : PSCIVECCOT : พเี อสซไี อเวคคอท) “VEC HoLD MODEL” - Drug Addict Knowledge V 1 - Executive Function - Life Skill - Drug Addict Knowledge “VEC HoLD MODEL” Referral system - Life Skill V 2 - Counseling - Holistic Care - Drug Addict Knowledge Follow -up - Executive Function V 3 - Life Skill - Holistic Care - Referral โดยอธิบายความหมายไดด้ งั นี้ V = Vocational Education Commission Student หมายถงึ นักเรยี นนักศกึ ษาสงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการทงั้ 3 กลุ่มคือ V1 หมายถึง กลุ่มสร้างภูมิ V2 หมายถงึ กลุม่ เฝ้าระวงั V3 หมายถึง กลมุ่ บาบัด E = Executive Function หมายถึง ทฤษฎที ักษะสมอง C = Counseling Process หมายถงึ กระบวนการใหค้ าปรกึ ษา Ho = Holistic Care หมายถงึ ทฤษฎีการดูแลมนษุ ยแ์ บบองค์รวม L = Life Skill หมายถึง ทฤษฎีทกั ษะชีวิต D = Drug Addict Knowledge หมายถงึ ความรู้ทว่ั ไปที่เกีย่ วขอ้ งกบั สารเสพตดิ คมู่ ือแนวทางการจัดกิจกรรมการดแู ลด้านจติ สังคมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชวี ศกึ ษา 24
แบบประเมินความพึงพอใจ การอบรมเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารการดแู ลด้านจิตสงั คมในสถานศึกษา “VEC HoLD MODEL” ลาดบั หวั ข้อทป่ี ระเมนิ ดีมาก ดี พอใช้ ตอ้ งปรบั ปรงุ (4) (3) (2) (1) 1 ความเหมาะสมของหลกั สตู ร 2 ความเหมาะสมของส่ือและเอกสาร ประกอบการบรรยาย 3 ความเหมาะสมของเนือ้ หาและวทิ ยากร 3.1 หัวข้อความร้เู รือ่ งยาเสพติดและ กฎหมายทีเ่ กย่ี วขอ้ ง 3.2 หัวขอ้ ความรู้เรอ่ื งทกั ษะสมอง “Executive Function” 3.3 หวั ข้อวทิ ยาศาสตร์สมองตดิ ยาและผล กระทบแบบองคร์ วม 3.4 หัวข้อทฤษฎที ่เี กยี่ วขอ้ งกบั การเช่อื มโยง กบั เยาวชนท้ัง 3กลมุ่ “Life Skill” 3.5 หัวขอ้ ความสาคญั การดูแลมนษุ ยแ์ บบ องค์รวม “Holistic Care” 4 ความเหมาะสมในการนาไปใช้กบั กลุ่มเป้าหมาย 5 ความเหมาะสมกบั ระยะเวลาในการอบรม รวม ขอ้ เสนอแนะอนื่ .............................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................ หลักเกณฑก์ ารให้คะแนน ดมี าก = 4 ดี = 3 พอใช้ = 2 ต้องปรับปรุง = 1 คู่มือแนวทางการจดั กจิ กรรมการดแู ลดา้ นจิตสังคมในสถานศึกษา ระดบั อาชีวศกึ ษา 25
การบริหารจัดการค่มู อื การดแู ลด้านจิตสงั คมในสถานศกึ ษา ระดับอาชีวศึกษา เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจสอบ พฤติกรรมรวมถึงการดูแลช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายท้ัง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย คณะทางาน ดงั นี้ 1. ผอู้ านวยการสถานศกึ ษา ประธานกรรมการ 2. รองผู้อานวยการฝ่ายบรหิ ารทรัพยากร รองประธานกรรมการ 3. รองผู้อานวยการฝา่ ยแผนงานและความรว่ มมือ กรรมการ 4. รองผอู้ านวยการฝา่ ยวชิ าการ กรรมการ 5. ครทู ป่ี ฏิบตั ิหน้าที่หัวหน้างานปกครอง กรรมการ 6. ครทู ปี่ ฏบิ ัตหิ น้าที่หัวหน้างานกิจกรรม กรรมการ 7. ครูที่ปฏิบตั หิ น้าท่ีหัวหนา้ งานแนะแนว กรรมการ 8. ครูทีป่ ฏบิ ตั หิ น้าท่หี วั หนา้ งานครูทป่ี รกึ ษา กรรมการ 9. ครทู ่ีปฏบิ ัติหน้าทีห่ วั หนา้ งานสวสั ดิการและพยาบาล กรรมการ 10. รองผู้อานวยการฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนกั ศึกษา กรรมการและเลขานกุ าร 11. ........................................................................... กรรมการและผู้ช่วยเลขานกุ าร โดยมีแนวทางการจัดกจิ กรรมสาหรับนกั เรยี นนักศึกษาตามเกณฑ์การคัดกรอง คือ V1 กล่มุ สรา้ งภูมิ V2 กล่มุ เฝา้ ระวัง V3 กลมุ่ บาบัด 1. กิจกรรมให้ความรเู้ ร่ืองโทษพิษภัย 1. กิจกรรม “ความคาดหวงั ” 1. โครงการสง่ เสรมิ กจิ กรรมอาสาพัฒนา 2. กิจกรรม “เสน้ ทางชีวติ ” 2. โครงการปอ้ งกนั และแก้ไข ยาเสพติด 3. กิจกรรมใหค้ าปรึกษาแก่ครอบครวั 2. ส่มุ ตรวจสารเสพติด 4. กจิ กรรมใบงานใหค้ วามรู้ ปญั หายาเสพติด 3. กิจกรรมใหค้ าปรกึ ษาแก่ครอบครวั 3. โครงการอาชวี ะบริการ 4. กจิ กรรมศึกษาดูงานในเรอื นจา 4.1 โทษพิษภยั ยาเสพติด 4. โครงการอบรมผนู้ าองค์การ เช่ือมโยงส่สู มองตดิ ยา 5. โครงการแข่งขันกฬี าสี และทัณฑสถาน 6. โครงการประกวดร้องเพลง 5. กิจกรรมศกึ ษาดูงานในสถาน 4.2 เสน้ ตาย 7. โครงการธนาคารความดี 4.3 เสน้ ทางติดยา 8. โครงการปลกู ป่าเฉลิมพระเกยี รติ ประกอบการ 4.4 เส้นทางเลิกยา 9. โครงการจัดแขง่ ขันวชิ าชีพ 6. แผนการสอนเรอ่ื ง 4.5 ตัวกระตุ้น 10.โครงการสร้างความสมั พันธ์ 4.6 วิธีหยดุ ความคดิ / “รู้ตน พ้นภัย” ระหว่างสาขาวิชากับสถาน 7. แผนการสอนเร่อื ง การจดั การกบั อารมณ์ ประกอบการ (พีส่ อนนอ้ ง) 5. กิจกรรมสมดุลชวี ิต 11.โครงการอาชีวศึกษาบรู ณาการ “คดิ ใหท้ ัน ป้องกนั ได้” 7. กิจกรรมเยีย่ มบา้ น อาชพี เพอ่ื แก้ไขปัญหาความยากจน 8. แผนการสอนเร่ือง 8. สุม่ ตรวจสารเสพตดิ 12.โครงการพัฒนาคณุ ธรรม จริยธรรม 9. การสง่ ต่อบาบดั ฟืน้ ฟู 13. โครงการตรวจสุขภาพ “อารมณไ์ หนดี” 14. โครงการหนงึ่ ตารวจหนง่ึ โรงเรยี น 9. โครงการแกนนาต้านยาเสพตดิ 15. โครงการประชุมผู้ปกครอง 16. โครงการแกนนาตา้ นยาเสพติด (และกิจกรรมอ่นื ๆ ภายใต้ 5 ดี 5 เกง่ ) คมู่ อื แนวทางการจัดกิจกรรมการดูแลดา้ นจติ สงั คมในสถานศกึ ษา ระดับอาชวี ศกึ ษา 26
ค่มู ือแนวทางการจดั กจิ กรรมการดแู ลดา้ นจติ สงั คมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชีวศกึ ษา 27
บทที่ 4 แนวทางการจดั กิจกรรมจติ สังคมในสถานศึกษา จากแนวคิดทฤษฎีที่คณะผู้จัดทาได้จัดกรอบแนวความคิดดังกล่าว จัดเป็นแผนผังการดาเนินงานจิต สงั คมในสถานศึกษา ระดับอาชีวศึกษาพรอ้ มทง้ั กิจกรรมในรปู แบบของ “VEC HoLD MODEL” ดังน้ี
V1 กลุ่มสร้างภูมิ กิจกรรมในกลุ่มสร้างภูมิ เป็นกิจกรรมท่ีส่งเสริมความเข้มแข็งภายในจิตใจ ให้เพ่ิมมากข้ึน กิจกรรมโดยส่วนใหญ่เป็นการให้ความรู้ รณรงค์เก่ียวกับการ เรียนรู้ให้พ้นภัยยาเสพติด และฝึกทักษะให้มีความเป็นผู้นา มีจิตอาสาในการ ช่วยเหลือตนเองและผู้อ่ืน โดยคัดเลือกกิจกรรมจาก 5 แผนคนดี 5 แผนคนเก่ง ซ่ึงครอบคลุมและสอดคล้องกับทฤษฎีท่ีใช้ในคู่มือจิตสังคมในสถานศึกษา ระดับ อาชวี ศกึ ษา ซ่งึ ประกอบไปด้วยกิจกรรมตา่ งๆ ดงั น้ี คมู่ ือแนวทางการจัดกจิ กรรมการดแู ลด้านจติ สังคมในสถานศึกษา ระดบั อาชีวศึกษา 29
V1 กลุ่มสรา้ งภมู ิ หมายถงึ นักเรยี นนกั ศึกษา ท้งั หมดในสถานศึกษาทไี่ ม่ เกยี่ วขอ้ งกับยาเสพตดิ คมู่ ือแนวทางการจดั กจิ กรรมการดูแลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา ระดบั อาชีวศกึ ษา 30
กจิ กรรมฝกึ ทกั ษะจติ สงั คมในกล่มุ V1 VEC HoLD MODEL กิจกรรมท่ีใช้ฝึกทักษะนักศึกษากลุ่ม 1 ใช้กิจกรรม 5 แผนคนดี 5 แผนคนเก่ง ซึ่งสอดคล้องกับ ทฤษฎี VEC HoLD MODEL ประกอบไปด้วยกิจกรรมตา่ งๆ ดังน้ี ลาดบั โครงการ/กิจกรรม ทฤษฎที ี่เก่ียวข้อง ( 5 แผนคนดี 5 แผนคนเกง่ ) Holistic care งานครูท่ีปรกึ ษา Holistic care Life Skill 1 การทาความร้จู ักนกั ศกึ ษารายบุคคล Drug Addict Knowledge 2 การเย่ียมบ้านผเู้ รียน Drug Addict Knowledge งานปกครอง Executive Function Holistic care 3 รายงานผลการคดั กรองการใชส้ ารเสพตดิ Drug Addict Knowledge 4 การตรวจค้นสารเสพติดและสงิ่ ผิดกฎหมาย Executive Function 5 ตรวจเคร่อื งแต่งกาย 6 สมุ่ ตรวจสารเสพตดิ Life Skill Life Skill งานโครงการพเิ ศษ Life Skill 7 Fix it Center 8 อาชวี ศกึ ษาร่วมด้วยช่วยประชาชน Life Skill 9 ฝกึ อาชพี (108 อาชีพ) Holistic care งานแนะแนว/งานวชิ าการ Life Skill 10 ศกึ ษาดงู านในสถานประกอบการ งานกิจกรรมนักเรียน นกั ศกึ ษา 11 5 แผนคนดี 5 แผนคนเก่ง หมายเหตุ : ใชใ้ บงานตามโครงการ 5 แผนคนดี 5 แผนคนเก่ง คู่มอื แนวทางการจดั กจิ กรรมการดแู ลดา้ นจติ สงั คมในสถานศกึ ษา ระดับอาชีวศกึ ษา 31
V2 กลุ่มเฝ้าระวัง กิจกรรมกลุ่มเฝูาระวัง เป็นกิจกรรมเชิงปูองกันไม่ให้นักเรียนเข้าไปยุ่ง เกี่ยวกับสารเสพติด เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ให้ความรู้ เร่ืองโทษพิษภัยยาเสพติด โดยให้ครูประจาสาขาวิชาเป็นผู้ดาเนินกิจกรรมกับ นักเรยี นในกลุ่ม V2 ซึ่งประกอบไปดว้ ยกิจกรรมต่างๆ ที่ครอบคลุมทฤษฎีดังที่ได้ กลา่ วมาข้างต้น ดงั น้ี คูม่ ือแนวทางการจัดกิจกรรมการดแู ลดา้ นจติ สังคมในสถานศกึ ษา ระดับอาชีวศึกษา 32
V2 กลุม่ เฝา้ ระวัง หมายถึง นักเรยี นนักศึกษาทม่ี ีประวัตสิ ูบบหุ รี่ ดมื่ สรุ า มปี ัญหาดา้ นการควบคมุ อารมณ์ ปัญหาการเรยี น มีพฤติกรรมเกีย่ วข้องกับยาเสพตดิ และอาจมปี ัญหาครอบครวั รว่ มดว้ ย ค่มู อื แนวทางการจดั กจิ กรรมการดแู ลด้านจติ สังคมในสถานศกึ ษา ระดับอาชีวศึกษา 33
กจิ กรรมฝึกทกั ษะจิตสังคมในกลุ่ม V2 VEC HoLD MODEL กจิ กรรมทใ่ี ชฝ้ ึกทกั ษะนักศกึ ษากลุ่ม V2 ใช้กิจกรรม/โครงการ ท่ีมุ่งเน้นให้นักศึกษามีทักษะ เสริมสร้างความเขม็ แข็งทางด้านจิตใจ โดยบูรณาการร่วมกับกิจกรรม 5 แผนคนดี แผนคนเก่ง ซ่ึงสอดคล้อง กบั ทฤษฎี VEC HoLD MODEL ประกอบไปดว้ ย 9 โครงการ/กจิ กรรม ดังน้ี ลาดับ กิจกรรม/โครงการ ทฤษฎที ี่เกี่ยวข้อง 1 ใหค้ วามรู้เรอ่ื งโทษพษิ ภัยยาเสพตดิ - ฉายวดี ที ศั นเ์ รื่อง “เสน้ ตาย” (ใบงาน 1) Drug Addict Knowledge - ฉายวีดีทัศน์เรอื่ ง “ช่างเทวดา” (ใบงาน 2) Executive Function/สมองติดยา Counseling 2 สมุ่ ตรวจสารเสพติดซ้า Life Skill / Holistic Care (ใชแ้ บบคัดกรองของสถานศึกษา) Counseling Drug Addict Knowledge 3 กจิ กรรมใหค้ าปรึกษาแก่ครอบครัว Counseling (ใบงานท่ี 3) Holistic Care Life Skill 4 กจิ กรรมศกึ ษาดงู านในเรือนจา ฑณั ฑสถาน (ใชใ้ บงานตามนโยบาย 5 แผนคนดี 5 แผนคนเก่ง) Life Skill Holistic Care 5 กิจกรรมศึกษาดูงานในสถานประกอบการ Drug Addict Knowledge (ใชใ้ บงานตามนโยบาย 5 แผนคนดี 5 แผนคนเก่ง) Executive Function/สมองตดิ ยา Life Skill 6 แผนการสอนเร่อื ง “รูต้ น พ้นภัย” Drug Addict Knowledge Executive Function/สมองตดิ ยา 7 แผนการสอนเร่ือง “คดิ ใหเ้ ปน็ ปูองกันได้” Life Skill Life Skill 8 แผนการสอนเร่อื ง “อารมณ์ ไหนดี” Holistic Care 9 โครงการแกนนาตา้ นยาเสพติด Drug Addict Knowledge Executive Function/สมองติดยา Life Skill คู่มือแนวทางการจดั กิจกรรมการดูแลด้านจิตสังคมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชวี ศกึ ษา 34
ใบงาน 1 กจิ กรรมฉายวดี ที ัศน์ “เส้นตาย” เวลา 15 นาที จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ นักเรียนสามารถตระหนักถึงโทษพิษภัยยาเสพติด โดยการให้ดูวีดีทัศน์เรื่อง “เส้นตาย” ซ่ึงจะ แสดงให้เห็นถงึ โทษของยาเสพตดิ แบบเป็นรปู ธรรม ซ่งึ จะเห็นได้จากปฏิกริ ิยาของหนเู ปรยี บเทียบกบั มนุษย์ จดุ ประสงคน์ าทาง 1. นักเรยี นสามารถบอกปฏิกิรยิ าของหนูเมื่อได้รบั สารเสพตดิ ได้ 2. นักเรยี นสามารถเปรยี บเทียบปฏิกิริยาระหว่างหนกู ับมนษุ ยไ์ ดเ้ ม่ือไดร้ บั สารเสพตดิ เขา้ ส่รู ่างกาย สาระสาคัญ สารเสพติด หมายถึง สารหรือยาท่ีรับเข้าสู่ร่างกายติดต่อกันระยะเวลาหนึ่ง แล้วผู้ใช้ยาไม่สามารถ เลิกได้ หากหยุดยาจะมีอาการของการอยากยาและต้องการยาเพิ่มข้ึนเร่ือยๆ ทาให้เกิดพิษเรื้อรัง ร่างกาย และจิตใจเสอื่ มโทรม หากไม่ไดร้ บั การรกั ษาอาจถงึ ตายได้ กิจกรรมการเรยี นการสอน 1. ครฉู ายวีดที ศั นเ์ ร่ือง “เสน้ ตาย” ใหน้ กั เรยี นดู 2. ให้นกั เรยี นบอกความรู้สึกของตนเองเม่อื ได้รบั ชม “เส้นตาย” 3. ครูสอบถามความคดิ เหน็ ของนักเรยี นท่ีมีตอ่ เรอื่ ง “เสน้ ตาย” พรอ้ มท้งั ครูบรรยายสรุปถึง พิษภัย ท่ีจะไดร้ บั หากเข้าไปยุ่งเกยี่ วกับยาเสพตดิ สือ่ และอุปกรณ์ทใี่ ช้ 1. เครื่องฉายวีดีทัศน์ 2. วดี ที ศั นเ์ รอ่ื ง “เสน้ ตาย” 3. ปากกา กระดาษ 4. แบบสรปุ ความรูแ้ ละขอ้ คิดเหน็ ท่ไี ดร้ บั จากการดูวดี ที ัศน์ คู่มือแนวทางการจดั กจิ กรรมการดแู ลดา้ นจิตสงั คมในสถานศึกษา ระดับอาชีวศกึ ษา 35
แบบสรุปความรู้ และขอ้ คดิ เห็น “เส้นตาย” ชื่อ – สกลุ ...........................................................................รหัสนกั ศึกษา........................................ ระดับการศกึ ษา......................สาขาวชิ า...........................................หมายเลขโทรศพั ท์................. ครูที่ปรึกษา....................................................................................................................................... 1. นกั เรยี นไดร้ บั ความรอู้ ะไรจากการได้ดวู ดี ที ัศน์เรอ่ื ง “เสน้ ตาย” 2. ความรู้สึกท่ไี ดร้ ับจากการดวู ีดที ศั น์ คู่มือแนวทางการจดั กิจกรรมการดแู ลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา ระดับอาชีวศึกษา 36
ใบงาน 2 กิจกรรมฉายวดี ีทศั น์ “ชา่ งเทวดา” เวลา 15 นาที จดุ ประสงค์การเรียนรู้ และผลกระทบที่ได้รับหากไปยุ่งเก่ียวกับ นักเรียนสามารถตระหนักถึงโทษพิษภัยยาเสพติด สารเสพตดิ จุดประสงคน์ าทาง นักเรียนสามารถบอกโทษพษิ ภยั ยาเสพติดได้ สาระสาคญั สารเสพติด หมายถึง สารหรือยาที่รับเข้าสู่ร่างกายติดต่อกันระยะเวลาหน่ึง แล้วผู้ใช้ยาไม่สามารถ เลิกได้ หากหยุดยาจะมีอาการของการอยากยาและต้องการยาเพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ ทาให้เกิดพิษเรื้อรัง ร่างกาย และจติ ใจเสื่อมโทรม หากไม่ไดร้ ับการรกั ษาอาจถงึ ตายได้ กจิ กรรมการเรียนการสอน 1. ครฉู ายวีดที ัศน์เร่ือง “ชา่ งเทวดา” ให้นักเรียนดู 2. ให้นกั เรยี นบอกความรู้สึกของตนเองเมอ่ื ได้รบั ชม “ชา่ งเทวดา” 3. ครสู อบถามความคิดเหน็ ของนกั เรียนทม่ี ีตอ่ เร่ือง “ชา่ งเทวดา” พรอ้ มทง้ั ครูบรรยายสรุปถงึ พษิ ภยั ทีจ่ ะไดร้ บั หากเขา้ ไปยงุ่ เกยี่ วกับยาเสพตดิ สื่อและอุปกรณ์ท่ีใช้ 1. เครื่องฉายวดี ีทัศน์ 2. วีดีทัศนเ์ ร่อื ง “เส้นตาย” 3. ปากกา กระดาษ 4. แบบสรปุ ความรู้และขอ้ คิดเหน็ ทไ่ี ด้รบั จากการดวู ีดที ัศน์ คมู่ อื แนวทางการจดั กิจกรรมการดแู ลด้านจติ สงั คมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชวี ศกึ ษา 37
แบบสรปุ ความรู้ และข้อคิดเห็น “ชา่ งเทวดา” ช่อื – สกลุ ...........................................................................รหัสนักศึกษา........................................ ระดบั การศึกษา......................สาขาวชิ า...........................................หมายเลขโทรศพั ท์................. ครทู ่ีปรกึ ษา....................................................................................................................................... 1. นักเรียนไดร้ ับความรู้อะไรจากการไดด้ วู ดี ีทัศน์เรอื่ ง “ช่างเทวดา” 2. ความรูส้ กึ ท่ไี ด้รบั จากการดวู ีดที ศั น์ ค่มู ือแนวทางการจดั กิจกรรมการดแู ลดา้ นจิตสงั คมในสถานศกึ ษา ระดับอาชวี ศกึ ษา 38
ใบงาน 3 กิจกรรมให้คาปรึกษาแก่ครอบครัว เวลา 45 นาที จุดประสงค์การเรยี นรู้ เพ่ือให้ครอบครัวมีส่วนช่วยให้นักเรียนห่างไกลยาเสพติด สมาชิกในครอบครัวรู้บทบาทหน้าท่ี ของตนเอง สาระสาคญั ครอบครัวเป็นสังคมขนาดเล็กท่ีประกอบไปด้วยพ่อ แม่ลูก เป็นแหล่งความรัก ความอบอุ่นท่ีสาคัญ และยั่งยืนกว่าสัมพันธภาพใดๆ ถ้าหากสมาชิกในครอบครัวทาหน้าท่ีบกพร่องก็ย่อมเกิดผลกระทบต่อสมาชิก ในครอบครัวตามมา กจิ กรรมการเรยี นการสอน 1. ครูให้ความรเู้ ร่อื ง “การทาหน้าทข่ี องครอบครัว” 2. ครใู หค้ วามรู้เรือ่ ง McMaster Model of Family Functioning หรือ MMFF 3. ครูฉายวดี ที ศั น์เร่อื ง 3.1 นทิ านเรื่องแม่ 3.2 ดาวดิ คิม 4. ครูเปิดโอกาสให้ครอบครวั และนักเรยี นไดซ้ กั ถามและปรึกษาในประเดน็ ต่างๆ พร้อมท้งั ใหค้ าปรกึ ษาตามแนวทฤษฎี McMaster Model of Family Functioning หรอื MMFF ส่อื และอปุ กรณท์ ีใ่ ช้ 1. เครอ่ื งฉายวดี ีทัศน์ 2. วีดีทัศน์เรื่อง 2.1 นิทานเรื่องแม่ 2.2 ดาวิด คิม 3. ปากกา กระดาษ 4. แบบสรุปความร้แู ละขอ้ คดิ เห็นท่ีไดร้ บั จากการดวู ีดีทัศน์ คมู่ อื แนวทางการจดั กิจกรรมการดแู ลด้านจิตสงั คมในสถานศึกษา ระดับอาชวี ศึกษา 39
แบบสรปุ ความรู้ และข้อคดิ เห็น ทไ่ี ดร้ บั จากการดวู ดี ีทศั น์ ช่อื – สกุล...........................................................................รหสั นักศกึ ษา........................................ ระดบั การศกึ ษา......................สาขาวชิ า...........................................หมายเลขโทรศัพท์................. ครทู ี่ปรกึ ษา....................................................................................................................................... 1. นักเรียนได้รบั ความรูอ้ ะไรจากการไดด้ ูวีดที ศั น์ 2. ความรสู้ กึ ท่ีได้รบั จากการดวู ีดที ัศน์ คู่มอื แนวทางการจัดกจิ กรรมการดูแลด้านจิตสงั คมในสถานศึกษา ระดบั อาชีวศึกษา 40
แผน่ ท่ี 1/3 แบบบันทกึ การใหก้ ารปรกึ ษา 1. ขอ้ มลู ทวั่ ไป ชอ่ื – สกุล...............................................................................เพศ....................อายุ................. ระดับการศึกษา.................สาขาวิชา.......................................หมายเลขโทรศพั ท์.................. ชื่อ – สกุล บิดา.......................................................................หมายเลขโทรศัพท.์ ....................... ช่ือ – สกุล มารดา...................................................................หมายเลขโทรศัพท์....................... ชื่อ – สกุล ครูท่ีปรกึ ษา ................................................................................................................. 2. ปญั หาหลกั .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ปัญหารอง (ด้านการเรียน ครอบครวั เป็นต้น) .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. 3. ครงั้ ที่ 1 วนั ท่.ี ..................................................... นา้ หนัก..................................กโิ ลกรมั หลกั ฐานทบี่ ่งบอกถงึ พฤตกิ รรมที่เก่ยี วข้องกับสารเสพตดิ ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ประเด็นปญั หาทพี่ ูดคุย ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. สรุปผลการพูดคุย / วางแผน ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. การนดั หมาย .............................................................................................................................................. คมู่ อื แนวทางการจดั กจิ กรรมการดูแลด้านจิตสงั คมในสถานศึกษา ระดบั อาชีวศึกษา 41
แผน่ ที่ 2/3 ผูใ้ ห้การปรกึ ษา.............................................................. คร้งั ท่ี 2 วนั ที.่ ..................................................... น้าหนัก..................................กโิ ลกรมั หลกั ฐานทบ่ี ่งบอกถึงพฤติกรรมท่ีเกยี่ วข้องกบั สารเสพติด ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ประเดน็ ปัญหาทีพ่ ดู คยุ ............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. สรุปผลการพดู คยุ / วางแผน .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. การนดั หมาย......................................................................................................................... ผ้ใู ห้การปรกึ ษา.............................................................. ครัง้ ที่ 3 วนั ท.่ี ..................................................... นา้ หนกั ..................................กิโลกรัม หลกั ฐานท่ีบ่งบอกถงึ พฤตกิ รรมที่เกี่ยวข้องกับสารเสพตดิ ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ประเดน็ ปัญหาทีพ่ ูดคยุ .............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. สรุปผลการพดู คุย / วางแผน ............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. การนดั หมาย....................................................................................................................... ค่มู อื แนวทางการจัดกิจกรรมการดูแลด้านจติ สังคมในสถานศกึ ษา ระดับอาชวี ศึกษา 42
แผ่นท่ี 3/3 ผใู้ หก้ ารปรกึ ษา.............................................................. คร้ังท่ี 4 วันที.่ ..................................................... นา้ หนัก..................................กโิ ลกรัม หลกั ฐานทบี่ ่งบอกถึงพฤตกิ รรมทเี่ กย่ี วขอ้ งกับสารเสพตดิ ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ประเดน็ ปัญหาทีพ่ ูดคยุ ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. สรปุ ผลการพูดคยุ / วางแผน ............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. การนดั หมาย....................................................................................................................... ผใู้ ห้การปรึกษา.............................................................. คณะกรรมการด้านจติ สงั คมในสถานศกึ ษาพิจารณาแลว้ เห็นสมควรว่า........................ ............................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………… ณ วนั ที่................................................... ลงชือ่ ........................................................ ลงชอ่ื ................................................. (....................................................) (.................................................) คูม่ ือแนวทางกลางชรจ่ือัด..ก...จิ ..ก..ร..ร..ม...ก..า..ร..ด...แู ..ล..ด...้า..น..จ..ิต...ส..งั..ค...ม..ใ.นสถานศกึ ษา ระดับอาชวี ศึกษา 43 (...................................................) ผ้อู านวยการสถานศกึ ษา
แผนการสอนเรื่อง “รตู้ น พ้นภัย” เวลาทส่ี อน 50 นาที จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ตระหนกั วา่ ตนเองมีข้อดใี นการปอู งกนั การถูกชกั จงู ไปใชส้ ารเสพติดและตระหนกั ถึงข้อดอ้ ยในการเส่ียง ต่อการถูกชกั จูงไปใชส้ ารเสพติด จดุ ประสงคน์ าทาง 1. วิเคราะห์สถานการณเ์ ส่ียงทนี่ าไปสกู่ ารใชส้ ารเสพตดิ ได้ 2. วิเคราะหข์ อ้ ดขี องตนเองที่ชว่ ยปูองกนั การถกู ชกั จงู ให้ไปใช้สารเสพติด และขอ้ ดอ้ ยของตนเองต่อ การถกู ชักจงู ใหไ้ ปใช้สารเสพติดได้ 3. สรุปถงึ ความเช่ือท่ีถูกต้องต่อการไม่พึ่งสารเสพติด 4. เสนอทางเลือกของการแก้ปัญหาโดยไม่พึง่ สารเสพติด สาระสาคญั การมีความเชอ่ื ทีถ่ กู ตอ้ ง และเหมาะสมต่อการไมเ่ ข้าไปเกี่ยวขอ้ งหรอื พึ่งพาสารเสพติด ตลอดจนมีแนว ทางการแกไ้ ขปญั หาอย่างเหมาะสม จะเปน็ การปูองกันตนเองจากสารเสพตดิ กจิ กรรมการเรยี นการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน เนื้อหา / สอ่ื องคป์ ระกอบ / กลุ่ม - นาเข้าสู่บทเรียน โดยครูนาสนทนา ขั้นสร้างความรสู้ ึก ประสบการณ์ ด้วยคาถาม “สถานการณ์ใดบ้างท่ี - อย่ใู นกลมุ่ เพือ่ นทใ่ี ชส้ ารเสพติด - กลุม่ (5 นาที) เสี่ยงต่อการใช้สารเสพติด” และถาม - เชือ่ คนง่าย ไมม่ ีความมั่นใจ ต่อว่า “คนมีบุคลิกอย่างไรท่ีจะไปใช้ ในตนเอง สารเสพตดิ ไดง้ ่าย” - ครูอ่าน กรณีศึกษาเร่ือง “เรื่องของ สายสมร” - ให้เปิดเผยตนเอง โดยครูถามว่า - บทสาหรับอา่ น “นักเรียนรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ฟังเรื่อง “เรอ่ื งของสายสมร” ข อ ง ส า ย ส ม ร ” แ ล ะ ถ า ม ต่ อ ว่ า “สายสมรมีข้อด้อยอะไรท่ีเสี่ยงต่อการ ติดสารเสพติด ค่มู อื แนวทางการจัดกจิ กรรมการดูแลด้านจิตสังคมในสถานศึกษา ระดับอาชีวศึกษา 44
องค์ประกอบ / กล่มุ กิจกรรมการเรียนการสอน เนือ้ หา / สือ่ ขน้ั จัดระบบความคดิ ความเชื่อ สะท้อนความคดิ / อภิปราย - นกั เรยี นแบ่งกลุ่ม อภิปรายตาม - ใบงาน 1 - กลมุ่ (15 นาท)ี ประเด็นในใบงาน 1 ความคิดรวบยอด - ครูสมุ่ ตวั แทนกลุม่ รายงาน - ใบความรู้สาหรับครู - กล่มุ (5 นาที) ครรู วบรวมข้อสรุปและอภปิ ราย “แนวคิดที่ควรได้” เพมิ่ เตมิ ประยุกต์แนวคดิ - กลมุ่ (15 นาท)ี - นักเรียนแบ่งกลมุ่ (กลุม่ เดิม) อภปิ ราย - ใบงาน 2 ตามประเด็นในใบงาน 2 ความคดิ รวบยอด - กลุ่ม (10 นาที) - ตัวแทนกลมุ่ รายงาน - ใบความรู้สาหรับครู ครูรวบรวม ขอ้ มูลสรุปและ “แนวคิดทค่ี วรได้” อภิปรายเพม่ิ เตมิ ส่ือการสอน 1. บทสาหรับอา่ น กรณศี ึกษา “เรอ่ื งของสายสมร” 2. ใบงาน 3. ใบความรสู้ าหรับครู “แนวคิดทคี่ วรได้” การประเมินผล 1. สังเกตความสนใจและการแสดงความรู้สึกในกลุม่ 2. สังเกตการมีความสว่ นร่วมอภิปรายในกลุ่ม 3. จากการรายงานผลงานกลุ่ม 4. จากแบบประเมนิ จดุ ประสงค์ คูม่ อื แนวทางการจัดกิจกรรมการดูแลดา้ นจิตสังคมในสถานศกึ ษา ระดบั อาชวี ศกึ ษา 45
ใบงาน 1 “ร้ตู น พ้นภยั ” คาแนะนา ใหร้ วมกลุ่ม ร่วมอภปิ รายเพื่อใหไ้ ด้ขอ้ สรุป ตามหวั ข้อ ท่ีครมู อบหมาย (เวลา 10 นาท)ี แลว้ ส่งตัวแทนกล่มุ รายงาน (เวลา 5 นาที) 1. ใหน้ กั เรียนวิเคราะห์ข้อดีและขอ้ ดอ้ ยของตนเองและของเพ่อื นในกลมุ่ วา่ มีข้อดอี ะไรบา้ งทช่ี ว่ ยปูองกันตนเองจากสารเสพติดได้ และมขี อ้ ด้อยอะไรบ้างท่ีอาจ มสี ว่ นในการถกู ชักจูงใหน้ ักเรยี นไปใชส้ ารเสพติด 2. นกั เรียนมีความคดิ เห็นอยา่ งไรเกยี่ วกบั ขอ้ ความต่อไปนี้ “ดม่ื สุราทาให้กลา้ พูดคยุ กบั เพ่อื นต่างเพศไดม้ ากขนึ้ ” “ด่มื สุรา เบยี ร์ทาให้หมดทกุ ข์” “สบู บุหร่ที าใหส้ มองปลอดโปร่ง” “ใช้ยาบา้ ทาใหม้ กี าลัง ทางานได้มากขึ้น” ใบงาน 2 “รู้ตน พ้นภัย” คาแนะนา ใหร้ วมกลุ่ม รว่ มอภิปรายเพือ่ภใยั ห”ไ้ ดข้ อ้ สรปุ ตามหัวขอ้ ท่คี รมู อบหมาย (เวลา 10 นาที) แล้วส่งตัวแทนกลุม่ รายงาน (เวลา 5 นาที) 1. นักเรยี นนาข้อสรุปท่เี ป็นขอ้ ดขี องกลมุ่ จากใบงานที่ 1 มาใชใ้ นการ ปอู งกันตนเองจากสารเสพตดิ ไดอ้ ยา่ งไร 2. นกั เรียนช่วยกันวิเคราะหว์ า่ ข้อดอ้ ยของกลุ่มจากใบงานท่ี 1 มผี ลเสยี ต่อตัวนักเรียนอยา่ งไร และนักเรียนจะแก้ไขขอ้ ดอ้ ยนั้นๆ อย่างไร เพ่ือไมเ่ สย่ี งต่อการใช้สารเสพตดิ คู่มอื แนวทางการจัดกจิ กรรมการดูแลดา้ นจติ สงั คมในสถานศึกษา ระดบั อาชวี ศกึ ษา 46
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157