คำนำ การจัดทำทำเนียบแหล่งเรียนรู้ของห้องสมุดประชาชนอำเภอบางไทร จัดทำข้ึน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้อันหลากหลายของอำเภอบางไทร ผู้จัดทำได้รวบรวม ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นของอำเภอบางไทร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ประวัติความเป็นมาของแหล่งเรียนรู้ต่างๆของพื้นที่อำเภอบางไทร การศึกษาค้นคว้า เรื่องแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เล่มนี้ ได้ดำเนินงานการศึกษาจากแหล่งความรู้ต่างๆ อาทิเช่น ตำรา หนังสือ วารสาร ฯลฯ และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ และรูปภาพจากคณะครู และผเู้ กีย่ วขอ้ งในพ้นื ที่ ห้องสมุดประชาชนอำเภอบางไทร ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศยั อำเภอบางไทร หวังเป็นอยา่ งย่งิ วา่ เนื้อหาในหนังสอื ฉบับนี้ จะเป็นประโยชนต์ อ่ ผสู้ นใจ ผู้จดั ทำ ห้องสมุดประชาชนอำเภอบางไทร
สำรบญั หนา้ เรอื่ ง 1 แหล่งเรยี นรู้ 1 1 ความหมายของแหลง่ เรยี นรู้ 5 ประเภทของแหลง่ เรยี นรู้ 5 ข้อมลู พน้ื ฐานเกย่ี วกบั อำเภอบางไทร 11 แหลง่ เรียนรู้ด้านประวัตศิ าสตร์ ตำนาน เร่ืองเล่าทอ้ งถ่นิ 11 ทีม่ าช่อื ตำบลในอำเภอบางไทร 12 สถานที่สำคญั และแหล่งทอ่ งเท่ียวทน่ี า่ สนใจ 13 ห้องสมุดประชาชนอำเภอบางไทร 14 เจดยี ์วัดสนามไชย 15 หลวงพอ่ วดั น้อย 17 หลวงพ่อจง 19 หลวงปู่สด ธัมวโร 20 หลวงพ่อเพิม่ (พระครูประโชติธรรมวจิ ิตร) 21 ศูนย์ศิลปาชพี บางไทรฯ 22 ลานเท 23 วัดเชิงเลน 24 วดั โบสถส์ มพรชัย 26 วัดโพธ์แิ ตงใต้ 28 วัดโพธิ์แตงเหนอื 30 วดั กกแก้วบรู พา 32 วดั ช่างเหลก็ 34 วัดศริ ิสขุ าราม 36 วดั ป่าคา 37 วดั หนา้ ต่างนอก 38 วัดหน้าต่างใน 39 วัดป้อมแกว้ 40 วัดปากนำ้ วัดกระแชง วัดบางยโ่ี ท
สำรบญั หนา้ เรื่อง 41 สถานที่สำคัญและแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทน่ี ่าสนใจ (ตอ่ ) 42 43 วัดบางแขยง 45 วัดนาคสโมสร 46 วดั ท่าซงุ ทักษณิ าราม 47 วดั อนกุ ุญชราราม 49 วดั โบสถอ์ ินทราราม 50 วดั ขนุ จา่ ธรรมาราม 51 วดั สุนทราราม 53 วดั สงิ ห์สุทธาวาส 54 วดั ชา้ งใหญ่ 56 วดั สนามไชย วดั บางไทร วัดพระครสิ ตประจักษ์ เกาะใหญ่ อยธุ ยา
แหล่งเรียนรู้ ควำมหมำยของแหล่งเรียนรู้ กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2545 : 43) ไดน้ ยิ ามความหมายของแหล่งเรียนรู้ว่า หมายถงึ แหลง่ ขอ้ มูลขา่ วสาร สารสนเทศและประสบการณ์ทีส่ นบั สนนุ ใหผ้ ู้เรียนใฝเ่ รียนใฝร่ ู้ แสวงหาความรู้ และ เรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัยอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการ เรียนรู้ และเป็นบคุ คลแห่งการเรียนรู้ แหล่งเรยี นรู้ ช่วยขยายแนวความคดิ ในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ ให้กว้างขวางข้นึ แหลง่ เรยี นรกู้ ระตุ้นให้เกิดการพฒั นากระบวนการจัดกิจกรรม การเรยี นรู้ เนาวรัตน์ ลิขิตวัฒนเศรษฐ (2544 : 28) แหล่งเรียนรู้ คือถิ่น ที่อยู่ บริเวณบ่อเกิด แห่งที่ หรือ ศูนย์รวมความรู้ที่ให้เข้าไปศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจ และความชำนาญ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งสิ่งที่เป็น ธรรมชาติหรอื สงิ่ ท่ีมนุษย์สร้างขนึ้ เปน็ ได้ทัง้ บุคคล สง่ิ มชี ีวติ และไม่มชี ีวติ ลัดดา ศิลาน้อย (2545 : 34) ได้ให้ความหมายของ แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่งวิชาการหรือ แหลง่ ทรัพยากรแหล่งขอ้ มลู ในทอ้ งถนิ่ แต่ละแหง่ ประกอบไปดว้ ยบคุ คลในชมุ ชน สถานทสี่ ำคัญในชุมชน รวมท้ังกจิ กรรมต่างๆ ควำมสำคญั ของแหล่งเรียนรู้ 1. แหลง่ การศึกษาตามอธั ยาศยั 2. แหลง่ การเรียนรตู้ ลอดชีวติ 3. แหลง่ ปลกู ฝงั นสิ ยั รักการอ่าน การศึกษาคน้ คว้า แสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง 4. แหลง่ สร้างเสรมิ ประสบการณ์ภาคปฏิบตั ิ 5. แหลง่ สรา้ งเสรมิ ความรู้ ความคดิ วทิ ยาการและประสบการณ์ ประเภทของแหล่งเรียนรู้ จากความหมายของคำวา่ แหลง่ เรียนรู้ทม่ี ีความหมายครอบคลุมกวา้ งขวางมากมตี ั้งแตส่ ิง่ ใกลต้ วั สิ่งไกลตัว สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างข้ึนรวมถึงตัวบุคคล ดังนั้นจึงมีผู้รู้และ หน่วยงานทางการศึกษาได้ให้แนวคิดต่างๆ ไว้มากมาย เพื่อวัตถุประสงค์ของการจำแนกประเภทของ แหล่งเรยี นร้ใู หเ้ ปน็ กล่มุ เปน็ ระเบยี บเพ่อื สะดวกต่อการเรียกชอ่ื และใช้ประโยชน์ ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (2544) ได้จำแนกแหลง่ เรยี นรู้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทธรรมชาติ ประเภท สิ่งพิมพ์ ประเภทเทคโนโลยี และแหลง่ เรยี นรูใ้ นชมุ ชนทุกประเภท กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2545) จำแนกแหลง่ เรียนรู้ออกเป็น ๒ ประเภท คือ 1. แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนได้แก่ ห้องสมุด ห้องหมวดวิชา ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องอินเตอร์เน็ต ศูนย์วิชาการ ศูนย์วิทยบริการ ศูนย์โสตทัศนศึกษา ศูนย์สื่อการเรียนการสอน ศูนย์พัฒนากิจกรรมการ เรยี นการสอน Resource Center สวนวรรณคดี สวนสมนุ ไพร สวนสขุ ภาพ สวนหนังสือ ธรรมะ ฯลฯ 2. แหล่งเรยี นรู้ในทอ้ งถิ่น ได้แก่ ห้องสมดุ ประชาชน พิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์ หอศลิ ป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ องคก์ ารของรัฐ และเอกชน
2 ขอ้ มลู พ้ืนฐำนเกี่ยวกบั อำเภอบำงไทร อำเภอบางไทร ตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลบางไทร อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห่างจากจังหวัดประมาณ 35 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 150.7 ตารางกโิ ลเมตร หรือประมาณ 137,299 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อพืน้ ท่ีตา่ ง ๆ ดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกบั อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอบางบาล และอำเภอบางปะอนิ จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี และอำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ทศิ ตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางปะอิน จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา ทศิ ตะวันตก ตดิ ตอ่ กับอำเภอเสนา และอำเภอลาดบัวหลวง จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา
3 อำเภอบางไทร มปี ระวัติศาสตร์ในอดตี อำเภอบางไทร รวมการปกครองอยกู่ ับอำเภอเสนา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้แบ่งการปกครองออกเป็น เสนาใหญ่ (ด้านเหนือ) เสนาน้อย (ด้านใต)้ แต่ใช้ชื่อ แขวงราชคราม ในปี พ.ศ.2468 ย้ายอำเภอมาตั้งใหม่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 4 ตำบล บางไทร และยังใช้ชื่อว่า อำเภอราชคราม ต่อมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2582 จึงเปลี่ยนชื่อ เป็น อำเภอบางไทร อำเภอบางไทร มีคำขวญั อำเภอว่า “ศลิ ปาชีพเรืองช่ือ เลือ่ งลือหลวงพ่อจง มั่นคงหลวงพอ่ น้อย รอยคอยที่ลานเท” อำเภอบางไทร เป็นอำเภอหน่งึ ในสบิ หกอำเภอของจังหวดั พระนครศรีอยุธยา ต้ังอย่ทู าง ทิศตะวันตกเฉยี งใตข้ องจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา และมีประชากรมากกวา่ 48,000 คน การเมอื งการปกครองของอำเภอบางไทร อำเภอบางไทร แบง่ เขตการปกครองทอ้ งถ่ินออกเปน็ ๒๓ ตำบล ประกอบด้วย ตำบล บางไทร ตำบลบางพลี ตำบลบ้านเกาะ ตำบลกกแก้วบรู พา ตำบลไผพ่ ระ ตำบลไม้ตรา ตำบลบา้ นม้า ตำบลโคกชา้ ง ตำบลสนามชัย ตำบลบา้ นแป้ง ตำบลช้างน้อย ตำบลกระแชง ตำบลบ้านกลึง ตำบลหน้าไม้ ตำบลแคออก ตำบลบางยี่โท ตำบลช่างเหลก็ ตำบลหอ่ หมก ตำบลแคตก ตำบลราชคราม ตำบลช้างใหญ่ ตำบลโพแตง ตำบลเชยี งรากนอ้ ย เขตการปกครอง อำเภอบางไทร แบง่ เขตการปกครอง ออกเป็น 23 ตำบล 136 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลบางไทร 10 หมู่บ้าน ตำบลบางพลี 5 หมู่บ้าน ตำบลบ้านเกาะ 6 หมู่บ้าน ตำบลกกแก้ว บูรพา 6 หมู่บ้าน ตำบลไผ่พระ 7 หมู่บ้าน ตำบลไม้ตรา 13 หมู่บ้าน ตำบลบ้านม้า 8 หมู่บ้าน ตำบลโคกช้าง 7 หมู่บ้าน ตำบลสนามชัย 8 หมู่บ้าน ตำบลบ้านแป้ง 3 หมู่บ้าน ตำบลช้างน้อย 5 หมู่บ้าน ตำบลกระแชง 5 หมู่บ้าน ตำบลบ้านกลึง 9 หมู่บ้าน ตำบลหน้าไม้ 4 หมู่บ้าน ตำบล แคออก 4 หมู่บ้าน ตำบลบางยี่โท 5 หมู่บ้าน ตำบลช่างเหล็ก ๔ หมู่บ้าน ตำบลห่อหมก ๔ หมู่บ้าน ตำบลแคตก ๕ หมู่บ้าน ตำบลราชคราม 5 หมบู่ ้าน ตำบลช้างใหญ่ 4 หมูบ่ ้าน ตำบล โพแตง 4 หมบู่ า้ น ตำบลเชยี งรากนอ้ ย 4 หมบู่ ้าน ท้องทีอ่ ำเภอบางไทร ประกอบดว้ ยองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ 11 แห่ง ได้แก่ เทศบาล 2 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลบางไทร เทศบาลตำบลราชคราม และองค์การบริหารส่วนตำบล 9 แห่ง ได้แก่ องค์การบรหิ ารส่วนตำบลไผ่พระ องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลกระแชง องค์การบริหาร ส่วนตำบลสนามชัย องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกลึง องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม้า องค์การบริหารส่วนตำบลโคกช้าง องค์การบริหารส่วนตำบลโพแตง องค์การบริหารส่วนตำบล ไม้ตรา องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลบางยโี่ ท
4 การคมนาคม ระยะทางหา่ งจากจงั หวดั พระนครศรีอยุธยา ประมาณ 45 กิโลเมตร ระยะทางเรือ (ทาง แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย) ห่างจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ 35 กิโลเมตร มี เส้นทางคมนาคม 2 เส้นทาง คือ ทางหลวงจังหวดั สายที่ 1 ถนนสายพระนครศรีอยุธยา - สพุ รรณบรุ ี สายที่ 2 ถนนสายปทุมธานี - เสนา สายที่ 3 ถนนสายปทุมธานี - บางปะหนั (ถนนวงแหวนรอบนอก) ทางน้ำ มี ๒ สาย คือ สายที่ 1 แม่น้ำน้อยจากอำเภอเสนา - อำเภอบางไทร สายที่ 2 แม่นำ้ เจา้ พระยา - บางปะอิน - ศนู ยศ์ ิลปาชพี บางไทร ลักษณะทางภูมศิ าสตร์ สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของอำเภอบางไทร มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำเจ้าพระยาและ แม่น้ำน้อยไหลผ่าน โดยมีลำคลองเชื่อมต่อกับแม่น้ำทั้ง 2 สาย เกือบทั่วบริเวณพื้นที่ของอำเภอ ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเหมาะแก่การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำนา ทำไร่ และทำสวน ในชว่ งระหว่างเดอื นกันยายน ถึงเดือนธันวาคมของทุกปี จะเปน็ ฤดูหลาก ระดบั น้ำ ในแม่น้ำลำคลองจะเพ่ิมสงู กว่าปกติประมาณ 3 เมตร ลกั ษณะภมู อิ ากาศ ลักษณะภูมิอากาศของอำเภอบางไทร แบ่งออกเป็น 3 ฤดูกาล ดังนี้ ฤดูฝน ฤดูร้อน ฤดู หนาว จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของมรสุมเขตร้อน ทำให้มีสภาพอากาศเหมาะสำหรับการเพาะปลูก ซงึ่ สภาพอากาศโดยทั่วไปจะมีลกั ษณะอบอุ่น ฤดฝู นมีฝนตกชกุ ฤดรู อ้ นอากาศไม่ร้อนจดั และฤดู หนาวอากาศไมห่ นาวจัด ทรัพยากร ทรพั ยากรน้ำของอำเภอบางไทร มีแม่น้ำและลำคลองที่สำคัญรวม 3 สาย สายที่ 1 แมน่ ้ำเจา้ พระยา สายที่ 2 แมน่ ำ้ นอ้ ย เป็นลำนำ้ ธรรมชาติรบั นำ้ จากแมน่ ำ้ เจ้าพระยา สายท่ี 3 ลำคลองท่ีสำคญั ได้แก่ คลองพระยาบันลือ คลองไผ่พระ คลองกกแก้ว ทรัพยากรดนิ ของอำเภอบางไทร มดี ินเหนียวท่ีอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ พบได้ในบริเวณ พนื้ ทรี่ าบลุ่ม
5 แหล่งเรียนรดู้ ำ้ นประวตั ิศำสตร์ ตำนำน เร่ืองเล่ำของทอ้ งถิ่น การศกึ ษาข้อมลู ด้านประวัตศิ าสตร์ และตำนานท้องถ่ิน ของทอ้ งถ่นิ ตา่ งๆ ใน อำเภอนี้ เน้ือหาเร่อื งราวแตล่ ะเรื่องน้นั มเี นือ้ หาสอดคลอ้ ง ตรงกันบา้ ง และมคี วามคลาดเคลือ่ น ตา่ งกันไปบ้าง บางเร่ืองมคี วามพยายามผูกโยงเรอ่ื งราว เพ่ืออธบิ ายความหมายของชื่อเรียกของ ทอ้ งถ่ิน ท่ีมำชื่อตำบลในอำเภอบำงไทร 1. ตำบลบำงไทร ตั้งขึ้นสมัยกรุงศรีอยธุ ยาขึ้นอยู่กับแขวงเสนา เรียกว่าเสนาน้อย ปี 2468 ได้ย้ายสถานที่ตั้ง อำเภอจากตำบลราชครามมาสร้างใหม่ที่ตำบลบางไทร แต่ยังใช้ชื่ออำเภอราชครามอยู่ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2482 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบางไทร คำว่า บางไทร ได้เล่าต่อกันมาว่าหมู่บ้านท่ี ตั้งอยู่ในตำบลบางไทร ประชาชนได้ตั้งบ้านเรือนกระจายไปตามริมฝั่งแม่น้ำน้อยและแม่น้ำ เจ้าพระยา ซึ่งอยู่ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอราชคราม ประกอบอาชีพทำไซจับปลาขายทุกหมู่บ้าน จึงเรียกว่า \"บางไซ\" และได้เรียกเพี้ยนกันมาจาก \"บางไซ\" เป็น \"บางไทร\" และเชื่อกันว่าอาจจะมี ต้นไทรขึ้นอยู่จำนวนมากตามริมฝั่งแม่น้ำและหมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่ตามริมแม่น้ำส่วนใหญ่เรียก บางหมบู่ า้ นวา่ \"บางไทร\"
6 2. ตำบลบำงพลี สมัยกรุงศรีอยุธยาเคยเป็นสนามรบ เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมีราษฎรล้มตายเป็น จำนวนมาก จึงได้ชื่อว่า \"บางพล\"ี ต่อมาได้มกี ารแบ่งเขตเป็นตำบล เม่อื ปี พ.ศ. 2457 ได้จัดตั้งเป็น ตำบลบางพลี และได้ยกฐานะเป็นเขตสุขาภบิ าล ในปี พ.ศ. 2504 แตก่ ็เพยี งบางส่วน คือ หมู่ 1,3 และต่อมาได้ยกฐานะเป็นเขตเทศบาลในปจั จบุ นั 3. ตำบลบำ้ นเกำะ สันนิษฐานว่ามีมานานครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น และได้แบ่งการปกครองเป็นตำบล เมื่อปี 2457 กำนันคนแรกชื่อ นายแม้น ประมาณปี 2500-2503 ต่อมาทางราชการได้รวมตำบล บ้านเกาะ และตำบลบางพลีเป็นตำบลเดียวกัน ชื่อตำบล บ้านเกาะบางพลี ซึ่งต่อมาแยกเป็นสอง ตำบลตามเดิม สาเหตุท่ีชื่อว่าตำบลบ้านเกาะเนื่องจากมีแม่น้ำลำคลองล้อมรอบหมู่บ้าน ซึ่งมี ลักษณะเหมือนเกาะ และได้ยกเป็นสุขาภิบาลบางส่วน ในปี พ.ศ. 2540 มีหมู่ที่ 1,2,3,4,5,6 แบ่ง การปกครองเปน็ 6 หมู่บ้าน 4. ตำบลกกแกว้ บูรพำ เหตุทช่ี ่ือกกแก้วบูรพา เพราะเดิมมีหนองกกอย่ทู ว่ั ไปเลยให้ช่อื หมู่บา้ น กกแกว้ ตามชื่อต้น กก เพื่อมาตั้งเป็นตำบลและเพื่อความไพเราะจึงต่อเติมเป็น กกแก้วบูรพา ตำบลกกแก้วบูรพากับ ตำบลไผ่พระ อำเภอเสนาน้อย ต่อมาเปลี่ยนแปลงจาก อำเภอเสนาน้อยมาเป็นอำเภอราชคราม และได้ย้ายมาตั้งที่อำเภอบางไทร เป็นอำเภอบางไทรตำบลกกแกว้ บูรพามีพื้นที่มากจึงได้แยกจาก ตำบลไผ่พระจำนวน 6 หม่บู า้ น มาตั้งชอ่ื ตำบลใหม่ ตามชื่อของหมูบ่ า้ น คอื ตำบลกกแกว้ บูรพา 5. ตำบลไผ่พระ ต้งั เปน็ ตำบลเม่ือปี พ.ศ. 2475 เดมิ บริเวณนี้เปน็ ปา่ ไผ่ เปน็ ทร่ี าบลมุ่ อดุ มสมบูรณ์ มีราษฎร จากตำบลบ้านกลึง ตำบลช้างใหญ่ อพยพมาตั้งถิ่นฐานกันเป็นจำนวนมาก สาเหตุที่ชื่อตำบลไผ่ พระ เนื่องจากมีต้นไผ่สีทอง ซึ่งคล้ายกับจีวรของพระ เดิมขึ้นกับตำบลเสนาน้อย อำเภอเสนา ต่อมาขนึ้ กบั ตำบลราชคราม และ อำเภอบางไทรตามลำดบั 6. ตำบลหนำ้ ไม้ สันนิษฐานว่า เดิมนั้นที่บริเวณนี้เป็นที่รวมพลทหารมีอาวุธเพื่อช่วยในการทำสงครามใน สมัยกรุงศรีอยุธยา อาวุธที่ใช้นั้นมีธนู และหน้าไม้ หมู่บ้านนี้จึงได้เป็นที่ราบพลธนูและหน้าไม้มา จนถงึ ทกุ วนั น้ี
7 7. ตำบลไมต้ รำ เดิมครั้งสมัยการคมนาคมไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน การตัดไม้ทางภาคเหนือจากผู้ได้รับ สัมปทานไม้ได้ล่องแพซุงตามลำน้ำต่างๆ โดยใช้เรือลากจูงหรือปล่อยให้ลอยตามกระแสน้ำ ขบวน แพซุงได้มาจอดท่ีพักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่าบา้ นท่าซุง และจะมเี จ้าหน้าที่ป่าไม้มาทำ การตีตราไม้ที่นีน่ านวันเขา้ จึงเรียกขานใหม่วา่ บ้านไม้ตรา จึงใช้เรียกและตั้งชื่อตำบลในเวลาต่อมา และในสมยั นน้ั การปกครองเดิมเป็นแบบเทศาภบิ าลปกครองโดย \"ขนุ ไม้ตรา\" ซงึ่ ควบคุมการตีตรา ไม้ จึงเป็นเหตทุ ีท่ ำใหเ้ รยี กวา่ บ้านไมต้ รา ตำบลไมต้ ราในปจั จบุ ัน 8. ตำบลบำ้ นมำ้ สันนิษฐานว่า ตำบลจัดตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2475 แต่ราษฎรตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว แตก่ ่อนราษฎรนิยมเลี้ยงม้าไวจ้ ำนวนมาก และมที ุง่ หญ้าจำนวนมาก ประชาชนนิยมเลี้ยงม้าไว้เป็น พาหนะ และนำไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น จึงตั้งชื่อปากต่อปากกันมาเป็น \"ตำบลบ้านม้า\" จนกระท่งั ปัจจุบนั 9. ตำบลโคกชำ้ ง เมือ่ ประมาณ 100 ปีมาแล้ว พน้ื ทีต่ ำบลโคกชา้ ง เป็นพ้นื ทข่ี องตำบลบา้ นม้า เมื่อประชากร เพมิ่ มากขึน้ อำเภอบางไทรจึงได้แยกตัง้ หม่บู า้ นขนึ้ ใหม่ เรยี กวา่ \"บา้ นโคกชา้ ง\" เพราะแต่กอ่ นพ้ืนท่ี ส่วนใหญ่เป็นป่า ในช่วงน้ำหลากมีช้างประมาณ 20 เชือก มาพักค้างบนโคกซึ่งสูงประมาณ 2 เมตร ชาวบ้านจงึ เรยี กวา่ \"โคกช้าง\" มาจนถึงปัจจุบนั นี้ 10. ตำบลสนำมชยั เดิมมีชื่อเรียกว่า ตำบลสาละโว้ เมื่อเกิดสงครามระหว่างไทยกับพม่า ครั้งที่ 2 ในสมัยกรุง ศรอี ยธุ ยาเป็นราชธานี เม่อื ปี พ.ศ. 2310 พมา่ ได้ยกกำลงั มาตัง้ ฐานทัพอยทู่ ีต่ ำบลแห่งน้ีกองทัพไทย จึงได้ยกกำลงั มาโจมตจี นพม่าพ่ายแพแ้ ตกทพั กองทัพไทยไดร้ บั ชัยชนะจึงไดเ้ รยี กชอื่ ตำบลนใ้ี หม่ว่า ตำบลสนามชัย 11. ตำบลชำ้ งนอ้ ย เดิมเป็นที่พักของช้างลากซุก ซึ่งเดินทางมาจากเพนียดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วมา หยุดพักแรมก่อนที่จะเดินทางไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี และเห็นว่าบริเวณที่พักดังกล่าว มีภูมิ ประเทศอุดมสมบูรณจ์ ึงพากันตงั้ บ้านเรือนอยู่อาศัยจนถึงปจั จุบันจึงเรียกว่าตำบลช้างน้อยปัจจุบัน แบง่ การปกครองออกเป็น 5 หมู่บา้ น 173 ครวั เรอื น
8 12. ตำบลบำ้ นแป้ง ในอดีตตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เล่ากันว่าพื้นที่ในหมู่บ้านบริเวณนี้ชาวบ้าน สว่ นใหญป่ ระกอบอาชีพทำขนมจนี และทำขนมจนี จะต้องมีการหมกั แป้งซ่ึงจะทำเป็นประจำเกือบ ทุกครัวเรือน ต่อมาชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า \"บ้านแป้ง\" ซึ่งเป็นความหมายของแป้งที่หมักไว้ทำ ขนมจีน จงึ ไดต้ ัง้ เป็นชือ่ ตำบลบา้ นแปง้ ประกอบด้วย 3 หมบู่ ้าน หม่ทู ี่ 1 บ้านแปง้ ใต้ (ปัจจบุ ันเรียก บ้านใต้) หมู่ที่ 2 บ้านแป้ง หมู่ที่ 3 บ้านขนมจีน หรือบ้านลาว ปัจจุบันตำบลบ้านแป้งเป็นตำบลที่ เล็กทสี่ ุดของอำเภอบางไทร 13. ตำบลกระแชง ตั้งขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 350 ปี มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่าสมัยก่อนได้มีพวกมอญ และพวกพ่อค้า ต่างๆ ได้เดินทางมาค้าขายโดยใช้เรือกระแชง ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ ล่องมาตามแม่น้ำน้อย เมื่อ มาถึงบริเวณทีต่ ้ังของตำบลกระแชงกแ็ วะพักทุกครั้งจึงได้เห็นว่าที่นีม่ ีภูมปิ ระเทศท่ีอดุ มสมบูรณจ์ ึง ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐาน โดยทางราชการได้จัดขึ้นเป็นชื่อตำบลกระแชง ในปี พ.ศ. 2457 โดยตั้งช่ือ ตามเรือกระแชง แรกตั้งเดิมมี 8 หมู่บ้าน ต่อมาได้ตั้งใหม่ ยุบและแยกย้ายไป บางหมู่บ้านไปรวม กบั ตำบลอื่น จนปัจจุบันเหลอื เพียง 5 หมู่บา้ น 14. ตำบลบำ้ นกลึง ไดม้ ชี าวบา้ นประมาณ 2-3 ครวั เรอื น อพยพมาต้งั บ้านเรือนและประกอบอาชีพทำนา และ มีช่างกลึงไม้ด้วยพื้นที่ล้อมรอบไปด้วยทุ่งนา และมีนำ้ ท่วมในฤดูฝน และได้มีชาวบ้านอื่นๆ มากลึง ไม้ที่หมู่บ้านนี้เพื่อใช้สอยประโยชน์ จึงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า บ้านกลึง ปัจจุบันบ้านกลึงมี 9 หมูบ่ ้าน 15. ตำบลแคออก สมัยกรุงศรอี ยุธยาเป็นราชธานี พม่าไดย้ กทพั มาตีกรงุ ศรีอยุธยา ไดต้ งั้ ทพั อยู่บริเวณวัดบาง แขยง ตำบลบางยีโ่ ทในปัจจบุ ัน ชาวบ้านทอ่ี ยู่บริเวณนน้ั ทนการกดขีข่ ม่ เหงของพม่าไมไ่ หว กพ็ ากัน อพยพขา้ มฝั่งแม่น้ำน้อย มาทางทิศตะวนั ออกประมาณ 20 คน และได้ต้งั รกรากอยทู่ ่ีบ้านแค พม่า ข้ามฝั่งแม่น้ำน้อยมาปล้นสะดมเอาเสบียงจากชาวบ้านแคอีก และนำดอกแคที่ชาวบ้านปลูกไว้ไป กิน โดยไมไ่ ด้เดด็ เกสรด้านในออกก่อนทำให้มรี สขม พม่าคิดว่าเป็นดอกไมพ้ ิษจึงกลวั ไม่กล้ากินดอก แค เมื่อเห็นคนไทยกินดอกแคได้จึงกลัวคนไทย ไม่กล้ามารบกวนอีก ชาวบ้านจึงนิยมปลูกต้นแค กันมาก จนมองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นแค จนเรียกบ้านนี้ว่าบ้านแค และเหตุที่เรียกว่า \"แคออก\" เพราะวา่ ท่ตี ง้ั อยทู่ างทศิ ตะวนั ออกของแมน่ ้ำน้อย
9 16. ตำบลเชียงรำกนอ้ ย ชนดั้งเดิมเป็นชาวบ้านกรุงศรีอยุธยา มีตำนานเล่ากันว่าเป็นชนกลุ่มใหญ่แยกตัวมาจาก กรงุ ศรอี ยุธยา สมยั ทีพ่ มา่ ตกี รุงศรีอยุธยาแตกแยกย้ายถ่ินฐานไปรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เดินทางมายึด ลุ่มแม่น้ำเจา้ พระยาเป็นแหลง่ ทำกนิ จนถึงปัจจุบนั มี 4 หมบู่ า้ น 17. ตำบลบำงยี่โท เดิมขึ้นกับการปกครองของอำเภอเสนาน้อย ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครอง จากอำเภอเสนาน้อยเป็นอำเภอราชคราม และอำเภอราชครามย้ายมาตั้งฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ เจ้าพระยาเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบางไทรจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นตำบลบางยี่โทจึงเป็นตำบลหนึ่งของ อำเภอบางไทร สว่ นชอ่ื บางยโี่ ทน้ัน มีเรื่องเล่าต่อกันวา่ ที่บา้ นเกาะหลวง หมู่ที่ 3 ตำบลบางยี่โทได้มี เจ้านายจากในวังเสด็จมาประทับเป็นประจำ ชาวบ้านเกาะหลวง และบริเวณใกล้เคียงได้ตักน้ำใส่ โถมาให้ดื่มพรอ้ มใส่ดอกย่โี ถในโถนำ้ เพอื่ ใหก้ ลนิ่ หอมน่าชวนดม่ื อกี ทง้ั ดอกย่ีโทเป็นยาสมุนไพร แก้ ท้องเสีย จากข้อมูลดังกล่าวจึงได้ตั้งชื่อว่า \"ตำบลบางยี่โถ\" ต่อมาเพี้ยนเป็น \"บางยี่โท\" จนถึง ปจั จบุ นั 18. ตำบลช่ำงเหล็ก ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน้อย ประวัติตำบลช่างเหล็กกล่าวว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานี พมา่ ยกกองทัพมาตี ทางกรงุ ศรีอยุธยาได้สั่งระดมพลเพื่อต่อสู้กบั ทัพพมา่ เม่ือระดมพลมา ได้แล้วก็เกิดปัญหาตามมา คือ อาวุธที่จะต่อสู้กับข้าศึกไม่เพียงพอ หากจะตีดาบในวังหลวงก็เกรง ว่าพม่าจะล่วงรู้ จึงให้ทหารมาจ้างชาวบ้านที่มีอาชีพตีมีดนอกเมืองหลวงให้หันมาตีดาบแทน ซ่ึงตอ่ มาทหารก็เรยี กหมบู่ า้ นท่ีรับจ้างตดี าบน้ีวา่ \"บา้ นช่างเหล็ก\" 19. ตำบลห่อหมก สันนิษฐานว่า หมู่บ้านนี้ตั้งไม่ต่ำกว่า 250 ปี เดิมชื่อ บ้านม่วงบางทราย ผู้สูงอายุได้เล่าตอ่ กันมาว่า หมู่บ้านนีม้ วี ดั ชือ่ วัดมว่ งบางทราย วัดนี้มสี มบตั หิ รือมีทรัพย์แผ่นดินอยู่ ต่อมาได้มีคนต่าง เมือง (ต่างประเทศ) มีอาคมทางไสยศาสตร์มาขอขุด แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากไม่มีผู้ใดรับประกันใน ความปลอดภัยสมบัติที่จะขุดขึ้นมาได้ ต่อมาชาวบ้าน และวัดได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็นห่อหมก และวัดห่อหมก เพื่อปกปิดความลับเรื่องสมบัติดังกล่าว และเชื่อว่าสมบัติที่เล่าขานกันต่อมาน้ัน ปัจจบุ ันอยูใ่ ตพ้ ระอโุ บสถ
10 20. ตำบลแคตก เดิมขึ้นกับการปกครองของอำเภอเสนาน้อย ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครอง จากอำเภอเสนาน้อยเป็นอำเภอราชคราม ชื่อตั้งอยู่ตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ เป็นอำเภอบางไทรจนถึงปัจจุบัน ฉะนั้นตำบลแคตกจึงเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอบางไทร ส่วนช่ือ ตำบลแคตกน้ัน มีเรือ่ งเล่ากนั ตอ่ มาวา่ เปน็ ตำบลท่มี ตี ้นแคมาก ประกอบกับตำบลแคตกอยู่ฝงั่ แม่น้ำ แถบตะวนั ตก จงึ ได้ตัง้ ชื่อวา่ ตำบลแคตก จนถึงปัจจบุ ัน 21. ตำบลรำชครำม เป็นชุมชนที่ราษฎรอพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา มาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมลุ่มแม่น้ำ พื้นสภาพ เดิมพื้นที่เป็นป่าสะแก ราษฎรที่อพยพมาถางป่ายึดเป็นพื้นที่ทำนา และประกอบอาชีพประมง หมู่บ้านก่อตั้งมานานกว่า 180 ปี เดิมขึ้นอยู่กับ อำเภอบางไทร ปัจจุบันขึ้นอยู่กับอำเภอบางไทร การปกครองเป็นส่วนท้องถ่ินในเขตเทศบาลตำบลราชคราม 22. ตำบลชำ้ งใหญ่ เดิมพื้นที่ชุมชนเป็นป่า ชาวบ้านเล่ากันต่อๆ มาว่าบริเวณที่ตั้งของตำบลช้างใหญ่ในปัจจุ บนั มฝี งู ชา้ งมาอาศัยมากมาย เปน็ ปา่ ไผ่และมีรางเพนียดช้าง ซ่งึ เป็นทดี่ กั ของชา้ งมารวมชุมนุมไว้ท่ี บรเิ วณแห่งน้ี ซงึ่ ชาวบ้านเหน็ รอยเทา้ ช้างใหญม่ าก จงึ ใชเ้ รียกตำบลแห่งนวี้ ่า \"ตำบลช้างใหญ\"่ 23. ตำบลโพแตง คนกลุ่มแรกที่เริ่มตั้งหมู่บ้าน สันนิษฐานว่า เป็นชาวรามัญ(มอญ) ได้ศึกษาจากพงศาวดาร มอญว่า ประมาณสมัย รัชกาลที่ 4 พ.ศ.2358 หรือ 187 ปี มาแล้ว ชาวมอญได้อพยพมาจากกรุง หงสาวดี มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินไทย มาพักพิงอาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้งั แตป่ ากเกร็ด ปทมุ ธานี ราชคราม และบา้ นโพธ์แิ ตง พระนครศรอี ยุธยา แต่เดิมน้ัน บา้ นโพธ์ิแตง ชาวบ้านเรยี กว่า โพธ์แดง ซง่ึ คำวา่ โพธแ์ิ ดงนน้ั สนั นษิ ฐานว่าเนอ่ื งมาจากท่ีตำบลแห่งน้มี ีต้นโพธิ์ข้ึน เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้นโพธิ์ในแถบนี้ก็จะมีลักษณะพิเศษกว่าที่อื่นนั่นคือ ใบโพธิ์จะมีสีแดงนวล จน ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าโพธิแ์ ดง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เพีย้ นจากโพธิแ์ ดงมาเป็น โพธิ์แตง จนถึง ปัจจุบนั
11 หอ้ งสมุดประชำชนอำเภอบำงไทร ท่ีตง้ั 2/3 หม่ทู ่ี 4 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : หอ้ งสมุด หอ้ งสมดุ ประชำชนอำเภอบำงไทร ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ เดิมห้องสมุดประชาชนอำเภอบางไทร ตั้งอยู่ด้านหลังสำนักงานเกษตรอำเภอบางไทร เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว และอยู่ข้างสำนักงานสาธารณสุขอำเภอบางไทร ปัจจุบันห้องสมุด ประชาชนอำเภอบางไทร ตั้งอยู่เลขที่ 2/3 หมู่ที่ 4 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ใกล้ที่ว่าการอำเภอบางไทร อยู่เยื้องกับสำนักงานเกษตรอำเภอบางไทร บน เนื้อที่ 200 ตารางวา ก่อสร้างด้วยเงินงบประมาณของกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการต่อมาในปี พ.ศ.2537 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศให้ห้องสมุด ประชาชนทุกแห่งเป็นหน่วยงานสถานศึกษาและให้ใช้เป็นที่ทำการของศูนย์บริการการศึกษานอก โรงเรียน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของอำเภอ นน้ั ๆ ตามนโยบายของกรมการศกึ ษานอกโรงเรียนจนถึงปจั จุบัน ผูร้ บั ผิดชอบ : นางสาววิชชุตา แกว้ โมรา ตำแหน่งบรรณารักษ์
12 เจดียว์ ดั สนำมไชย ท่ีตง้ั ตงั้ อยหู่ มูท่ ี่ 6 ตำบลสนามชยั อำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : โบราณสถาน เจดียว์ ดั สนำมชยั อนุสรณแ์ ห่งชยั ชนะ ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ เจดีย์วัดสนามไชย (เจดีย์หน้าวัด) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโบราณสถานทาง ประวัติศาสตร์ ที่สำคัญครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง อายุ ประมาณ 211 ปี ชาวบา้ นเล่ากันว่า ทแ่ี หง่ น้ีเคยเป็นสถานท่สี ำหรบั คา่ ยทหารในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพ่ือทำการสู้รบกับทหารพม่าในสมัยนั้นได้ใช้เชือกคาดผ่านแม่น้ำเพื่อดักทำร้ายทหารพม่าที่จะมา รุกราน ในครั้งหนึ่งทีม่ ีการสูร้ บกับทหารพมา่ ปรากฏว่าไดร้ ับชัยชนะ สร้างขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถงึ ชยั ชนะ
13 หลวงพ่อวดั นอ้ ย ท่ีตง้ั วัดนอ้ ย หมทู่ ่ี 2 ตำบลบา้ นแป้ง อำเภอบางไทร จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : ปชู นยี วตั ถุ หลวงพ่อวดั นอ้ ย ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ หลวงพ่อวัดน้อยไม่มปี ระวตั ิที่แน่นอน โดยมีแต่เรือ่ งเล่าสืบทอดต่อๆ กันมาจากรุน่ หนง่ึ ไปอกี ร่นุ หนึง่ เท่าน้นั เรื่องทีเ่ ล่าสืบต่อกนั มาเก่ียวกับหลวงพ่อวัดน้อย โดยบคุ คลดังน้ี พระแสนศักด์ิ เจ้าอาวาสวัดสงิ หส์ ทุ ธาวาส เลา่ วา่ พระครูสทุ ธิคณุ วฒั น์ (หลวงพอ่ บำรุง สุทธกโร) ไดบ้ นั ทกึ ประวัติ ขนึ้ ไวใ้ นปี พ.ศ.2517 โดยมคี วามวา่ หลวงพ่อวัดนอ้ ย ไดป้ ระดษิ ฐานอยู่ ณ วหิ ารร้าง หมทู่ ี่ 3 ตำบล บา้ นแป้ง อำเภอบางไทร จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา องคพ์ ระมลี กั ษณะเปน็ พระพุทธรูปแบบอู่ทอง สรา้ งเปน็ รปู ป้ัน ไมป่ รากฎหลกั ฐานที่แน่ชัดวา่ ผใู้ ดสรา้ ง สันนษิ ฐานว่าสร้างตงั้ แตส่ มัยกรงุ ศรีอยุธยา ตอนต้น มีพระประธานองค์ใหญ่ที่สุดอยู่ในวิหาร และยังมีพระพุทธรูปรวมอยู่บนแท่นสุกชีอีก 9 องค์ รวมทั้งหมด 10 องค์ หลวงพ่อวัดน้อยองค์นี้ มีหลายชื่อ อาทิ หลวงพ่อพุทธกมล หลวงพ่อ พิสดารโลก หลวงพอ่ ภญิ ญะละมะจกั สรุ ตั นบวรฯ หลวงพอ่ วดั น้อยนเ้ี ป็นวัดรา้ งมแี ตพ่ ระพุทธรูปอยู่ ในวิหารหลงั เดยี ว ไมร่ ะบุวา่ ร้างมานานเทา่ ใด
14 หลวงพ่อจง ที่ตงั้ วัดหน้าต่างนอก หมทู่ ี่ 1 ตำบลหน้าไม้ อำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : ปูชนยี บคุ คล หลวงพ่อจง วดั หนำ้ ต่ำงใน อำเภอบำงไทร(พ.ศ.2415-พ.ศ.2508) ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ หลวงพ่อจง พุทธฺ สโร พระเกจชิ ่ือดงั ตำบลหนา้ ไม้ อำเภอบางไทร สถานที่ตง้ั วดั หนา้ ต่าง นอก หลวงพ่อจง ทา่ นเกิดเม่ือเดอื น มีนาคม พ.ศ. 2415 ตรง กบั ตน้ รัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทา่ น ไดร้ บั การแต่งต้งั เป็นเจ้าอาวาสวดั หนา้ ตา่ งนอก ท่านถึงแก่ มรณภาพเมือ่ วันที่ 17 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2508 ตรงกับรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช รวมสิริอายุ ได้ 92 ปี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนา้ ต่างนอกไดน้ านถงึ 58 ปี หลวงพอ่ จง มปี ณธิ านดำรงอัตตะของชวี ิตบรรพชติ ของ ท่านดว้ ยอาการเครง่ ต่อศลี สามารถต่อการคมุ จิตของตนไว้ใต้ อำนาจ มิใหก้ ระดกิ กระโดดออกนอกทางท่เี ครง่ ทสี่ ุด คือม่นั ใน พรหมวหิ ารส่ี เปน็ ผ้ดู ำรงสัจจะ และตอ้ งการอบรมคนทุกคนให้ เป็นผูม้ ีสจั จะ ไม่พดู ปดมดเทจ็ หลวงพ่อจงมเี กียรติคุณเป็นที่นิยมกวา้ งขวางจริงจังในคณุ แห่งวิทยาคม เมตตา เป็นอนั ดับ แรก ตอ่ ไปกค็ งกระพันชาตรี แคลว้ คลาดมหานิยม และน้ำมนตข์ องทา่ นลอื ชาว่า สามารถสะเดาะ เคราะห์ ความอบั โชคไดผ้ ลประสิทธิภาพมาก
15 หลวงป่ สู ด ธมั วโร ที่ตง้ั วดั โพธแิ์ ตงใต้ หม่ทู ่ี 3 ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จ.พระนครศรอี ยุธยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : ปชู นียบุคคล หลวงป่ สู ด ธมั มวโร (พระครอู เนกสำรคณุ ) วดั โพธิ์แตงใต้ อำเภอบำงไทร(พ.ศ.2442-พ.ศ.2537) “พระสปุ ฏิปันโน แห่งท่งุ บำงไทร” ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ หลวงพ่อสด ธัมมวโร อดีตเจ้าอาวาส วัดโพธิ์แตงใต้ ตำบลโพธิ์แตงใต้ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีนามเดิมว่า สด นามสกุล ธรรมประเสริฐ เกิด ณ บ้านโพธิ์แตงใต้ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2442 ตรงกับวันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 4 ปีกุน โยมบิดานามว่า เปลี่ยน ธรรมประเสริฐ มีอาชีพทำนาทำสวน สมัยที่หลวงพ่อสด อายปุ ระมาณ 7 ขวบ เปน็ เดก็ เรยี บร้อยชอบตามโยมบดิ าโยมมารดาไปทำบุญตามวดั ตา่ งๆ พออายุ ประมาณ 10 ขวบ ด.ช.สด ท่านขออนุญาตโยมบิดาและโยมมารดาบวชเป็นสามเณร เพื่อศึกษา พระธรรมวินัยและเรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไปด้วย ต่อมาหลวงพ่อสด ต้องลาสิกขาตามคำ ขอร้องของโยมบิดาและโยมมารดา มาช่วยทำนาและทำสวน พ.ศ. 2460 ญาติผู้ใหญข่ องหลวงพ่อ สด ถึงแก่กรรมลงตอนนั้น หลวงพ่อสด อายุ 18 ปี ได้บวชหน้าไฟเพื่อทดแทนพระคุณแก่ผู้ตาย และศึกษาธรรมตลอดมาจนพ.ศ. 2462 หลวงพ่อสด ท่านมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หลวงพ่อสด ท่านได้อปุ สมบทเปน็ พระภกิ ษุ ณ พระอโุ บสถ วดั โพธแิ์ ตงใต้ จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระ อริยทชั ชะมุนี วัดสำแล จงั หวัดปทมุ ธานี เจา้ คณะจงั หวัดปทมุ ธานเี ปน็ พระอปุ ชั ฌาย์ ได้รับฉายา
16 ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ (ต่อ) ธมมวโร สังกัดรามัญนิกาย หลวงพ่อสดท่านได้ศึกษาธรรมและวิชาไสยเวทย์จากพระเกจิที่เป็น ชาวมอญหลายองค์ทางด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิกายโดยเฉพาะด้านกันแลแก้คุณไสยที่ ชาวมอญเก่งมาก นานถึง 27 ปี ต่อมา พ.ศ. 2489 วัดโพธิ์แตงใต้ ได้โอนย้ายการปกครองสงฆ์มา อยู่ในนิกายธรรมยุติ หลวงพ่อสดท่านได้เดินทางไปวัดบวรนิเวศฯ เพื่อทำการอุปสมบทใหม่โดยมี สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายา เดิม ธมมวโร จากนั้นหลวงพ่อสด ก็ได้จำพรรษาอยู่ที่ วัดบวรนิเวศฯ เรียนภาษาบาลีและศึกษา ธรรมจนแตกฉาน หลวงพ่อสด ทา่ นได้รับการแตง่ ตงั้ เป็นพระอปุ ัชฌาย์ (วิสามญั ) นามพระครูอเนก สารคุณ พ.ศ. 2507 ท่านเจ้าอาวาส วัดโพธิ์แตงใต้ ได้มรณภาพลงชาวบ้านจึงได้พร้อมเพรียงกัน นิมนต์ หลวงพ่อสด มาเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิแ์ ตงใต้ต่อ หลวงพ่อสด ท่านเริ่มพัฒนา วัดโพธิ์แตงใต้ ทันทีจนเจริญรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน ต่อมาพ.ศ. 2514 หลวงพ่อสด ท่านได้รับแต่งตั้งเป็น พระครู สัญญาบัตรชั้นตรี พ.ศ. 2515 หลวงพ่อท่านมีอายุครบ 72 ปี 6 รอบ ชาวบ้านจึงได้จัดงานฉลอง สมณศักดิ์ให้ท่าน โดยหลวงพ่อสดได้สร้างเหรียญรูปไข่ครึ่งองค์รุ่นแรกแจกผู้มาร่วมงาน สมเด็จ พระสังฆราชวัดบวรนิเวศ กทม. (สมเด็จญาณ) ท่านทรงเคารพหลวงพ่อสด ศิษย์ผู้พี่มาก ท่านได้ เดินทางมาวัดโพธิ์แตงใต้เป็นประจำเพื่อสนทนาธรรม เมื่อวันท่ี 12 มิถุนายน พ.ศ. 2537 สมเด็จ พระสังฆราช วัดบวรนเิ วศฯ (สมเด็จญานฯ) ทา่ นยงั ทรงเป็นประธานย่อชอ่ ฟ้าศาลาการเปรียญ วัด โพธิ์แตงใต้ โดยทรงอนุญาตให้ใช้พระนามย่อ (ญสส) ของท่านที่ช่อฟ้าศาลาการเปรียญด้วย และ ท่านยังอนุญาตให้จัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นฉลองยกช่อฟ้าแจกญาติโยมท่ีมาร่วมงาน โดยสมเด็จ พระสังฆราชวัดบวรนิเวศฯ (สมเด็จญานฯ) และหลวงพ่อสด ร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกพิธีอัน ย่งิ ใหญ่ ต่อมาในปีเดยี วกนั หลวงพอ่ สด ท่านไดจ้ ดั สร้างเหรียญนง่ั พานรนุ่ สดุ ทา้ ยโดยปลุกเสกเดี่ยว ขณะนนั้ หลวงพ่อสด ทา่ นชราภาพมาก แตก่ ็ยังตอ้ นรบั ญาตโิ ยม ตอ่ มาหลวงพ่อสดท่านได้ป่วยด้วย โรคชรา และมรณภาพอย่างสงบ เมื่อวนั ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2537 รวมอายุ 96 ปี ตั้งแต่พ.ศ.2537 ที่หลวงพ่อสด ท่านได้มรณภาพจนถึงปัจจุบัน ร่างของหลวงพ่อสด ยังไม่เน่าเปื่อยนอนอยู่ในโรง แกว้ อยา่ งสงบ
17 หลวงพ่อเพิ่ม ท่ีตง้ั วัดป้อมแกว้ เลขท่ี 30 หมูท่ ่ี 4 ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนร:ู้ ปูชนยี บคุ คล หลวงพ่อเพิ่ม (พระครูประโชติธรรมวิจิตร) วดั ป้อมแกว้ อำเภอบำงไทร(พ.ศ.2469-พ.ศ.2562) ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ หลวงพ่อเพิ่ม ถือกำเนิดเมื่อวันอาทิตย์เดือนสี่ ตรงกับปีขาล พ.ศ.2469 ณ บ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเป็นบุตรคนที่ 3 ของโยมบิดาชื่อ นายเล็ก บำรุงสุข โยมมารดาช่ือนางแพร บำรุงสุข หลวงพ่อเพิ่มได้เร่ิมการศึกษาเบื้องตน้ ท่ีวดั ชา่ งเหล็ก โดยเรียนกบั พี่ชาย จนกระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จึงบรรพชาเป็นสามเณร อยู่ที่วัดบางยี่โถ เพื่อศึกษา อักขระขอม และบทสวดมนต์ต่างๆ ต่อมาบิดาล้มป่วยลง ท่านจึงลาสิกขาออกมาเพื่อช่วยงานทาง บ้านประกอบอาชีพ และเมื่ออายุครบเกณฑ์ทหาร ท่านได้เป็นทหารรบั ใช้ชาตอิ ยู่ 2 ปี คร้ันพอออก จากทหาร มารดาของท่านได้เสียชีวิต ท่านจึงตัดสินใจอุปสมบท เมื่อ พ.ศ.2493 ณ วัดสีกุก อำเภอบางบาล จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา โดยมพี ระครปู ระโชติวฒุ กิ ร (หลวงพ่อโชต)ิ วัดปอ้ มแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูถาวรธรรมคุณ วัดสีกุก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูไพโรจน์ วัดเสาธง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา \"อตฺตทีโป\" แปลว่า \"ผู้มีประทีปแห่งตน\" การศึกษา พุทธาคม หลวงพอ่ เพิ่มทา่ นไดส้ นใจศึกษาวชิ าอาคมอยา่ งจริงจงั เมอ่ื คร้ังยา้ ยมาจำพรรษาทว่ี ดั ป้อม แก้ว โดยได้รับการถ่ายทอดมาจาก หลวงพ่อโชติ อดีตเจ้าอาวาส ในขณะนั้น ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อห่วง วัดบางยี่โถ ในสายพุทธาคมของ หลวงปู่ปั้น วัดพิกุล สุดยอดพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ของจังหวดั พระนครศรีอยุธยา ในอดีตโดยในขั้นแรก ทา่ นไดเ้ รม่ิ จากการเขียนอักขระเลขยนั ต์ตา่ งๆ
18 ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ (ต่อ) จนได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อโชติ ให้เป็นผู้เขียนอักขระยันต์แทนหลวงพ่อโชติ ช่วงที่ท่านมี อายุมาก และสายตาไม่ดี ต่อมาหลวงพ่อเพิ่มได้รับการมอบหมายให้จารอักขระเลขยันต์ต่างๆ รวมทั้งการนั่งปรกปลุกเสกแทนหลวงพ่อโชติอีกด้วย จนกระทั่งหลวงพ่อโชติมรณภาพ หลวงพ่อ เพิ่มจึงได้รบั ตำแหน่งเจา้ อาวาสวดั ป้อมแก้วแทน ตั้งแต่ พ.ศ.2511 เป็นต้นมา หลวงพ่อเพิม่ ได้ใช้ วิชาความรู้ต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาพัฒนาวัดป้อมแก้วตลอดเวลา จนทำให้สภาพของวัดดีขึ้นเรื่อยๆ และมีความเจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้าน จนถึงกาลมรณภาพ วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2562 สิริอายุ 93 ปี 3 เดือน 6 วัน 69 พรรษา ท่านพระครูประโชติธรรมวิจิตร (หลวงพ่อเพ่ิม อตฺตทีโป) นับไดว้ า่ เปน็ พระเกจิอาจารย์อีกท่านหน่ึงของ จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา ทม่ี ีชือ่ เสยี งโดง่ ดัง ทั้งงาน พัฒนาพระศาสนา กอ่ สรา้ งเสนาสนะต่างๆของวดั และทางดา้ นปลกุ เสกวตั ถุมงคลต่างๆ จนปรากฏ เปน็ ทเ่ี ลอื่ งลือในหมู่ลกู ศิษยแ์ ละผู้ศรทั ธาเลอื่ มใสในหลวงพ่อ
19 ศูนยศ์ ิลปำชีพบำงไทร ในสมเด็จพระนำงเจำ้ สิริกิติ์ พระบรมรำชินีนำถ ท่ีตงั้ อยรู่ มิ แมน่ ้ำเจ้าพระยา ตำบลชา้ งใหญ่ อำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : พิพิธภัณฑ์ ศนู ยศ์ ิลปำชีพ ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ ดำเนนิ งานโดยมูลนธิ สิ ่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินีนาถ โดยทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ก่อตั้งข้ึนเพือ่ เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาทางด้านศิลปหตั ถกรรมของไทย มุ่งเนน้ การฝึกและสง่ เสรมิ อาชีพให้แกเ่ กษตรกรในชนบท เพอ่ื เป็นรายไดพ้ เิ ศษเพิ่มขึ้นจากชว่ งท่ีว่าง จากงานเกษตรกรรม ภายในศนู ย์ฯ ประกอบด้วยอาคารต่างๆ อาทิ 1. กลุม่ อาคารแผนกชา่ ง 30 แผนก เช่น แผนกช่างสานย่านลิเภา ช่างทอผ้าไหม เครอ่ื งเคลือบดนิ เผา ช่างแกะสลกั ช่างเปา่ แกว้ ชา่ งทอผ้าลายตนี จก ชา่ งประดิษฐห์ วั โขน ช่างปักผา้ ฯลฯ 2. ศาลาพระมิง่ ขวญั จำหน่ายสินคา้ และของทร่ี ะลึก 3. หมบู่ ้านศิลปาชีพ ภายในแบง่ เป็นหม่บู า้ นไทยของแต่ละภาค โดยมสี ระนำ้ ขนาดใหญ่อยกู่ ลาง พน้ื ท่ี แสดงงานศลิ ปะหัตถกรรมของแต่ละภาค และสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยของแต่ละท้องถิ่น 4. สวนนก เปน็ กรงนกขนาดใหญ่ 2 กรง จัดสภาพแวดลอ้ มใหค้ ลา้ ยคลึงธรรมชาติ เช่น สภาพป่า น้ำตก ธารน้ำ เปน็ ต้น มรี ะบบไฟลอ่ แมลงซึ่งเป็นอาหารของนก ในวนั ท่รี อ้ นจัดมีระบบฝนเทียมให้ ความชมุ่ ชื้น ดำเนินการโดยมูลนิธิคมุ้ ครองสัตวป์ ่าและพรรณพชื แห่งประเทศไทย ในพระบรม ราชนิ ูปถมั ภ์ มนี กหายากกวา่ 100 ชนดิ เช่น นกชาปีไหน นกกาฮงั นกเงอื กรามช้าง นกสาลิกา เขียว นกยูงไทย เป็นต้น 5. วงั ปลา มตี ู้แสดงพนั ธปุ์ ลา 2 ตู้ ต้ใู หญข่ นาดความจุ 1,400 ตนั อกี ตเู้ ป็นตู้ทรงกลมขนาด 600 ตนั มปี ลานำ้ จืดหลากหลายชนดิ ทัง้ ปลาพ้ืนเมอื งใกล้สูญพนั ธุ์ และปลาท่ีพบเห็นได้ทวั่ ไป เช่น กระเบน ราหู ปลาตะเพยี นทอง ปลาเสอื พ่นน้ำ ปลาบกึ ปลากดดำ เปน็ ตน้ ภายในอาคารยังมีภาพเขยี นปลา ไทยพร้อมคำบรรยาย
20 ลำนเท ที่ตงั้ ตง้ั อยทู่ อ่ี ำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา ประเภทแหล่งเรียนร:ู้ แหล่งธรรมชาติ ลำนเท ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ ลานเท คือบริเวณที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน้อยที่สามแยกบางไทร ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร ไปจนถึงตำบลโพแตง อำเภอบางไทร เป็นช่วงที่กว้างที่สุดของ แม่นำ้ เจา้ พระยา กอ่ นท่จี ะมกี ารพฒั นาการคมนาคมทางบกในสมัยรัชกาลที่ 5 นัน้ ลานเทเป็นชุมทางสำคัญ ของการคมนาคมทางน้ำจากจังหวัดกรุงเทพมหานคร ผ่านลานเทไปยังจังหวัดอ่างทอง จังหวัด สิงห์บุรี จังหวัดสระบุรี การเดินทางผ่านลานเท ในช่วงฤดูฝนในสมัยนั้นมีอันตรายมาก เพราะเป็น บริเวณโล่งเตียน ไม่มีกำบังลม ประกอบกับพื้นน้ำกว้างใหญ่ เมื่อลมพัดจึงมีความแรงเป็นทวีคูณ เรือโดยสาร เรือสินค้า เมื่อมาถึงลานเท ถ้ามีฝนตกหรือลมแรงจะต้องรีบจอดเรือทันที เคยมีเรือ โดยสาร เรือสินค้าล่มที่ลานเทหลายต่อหลายครั้ง มีคนจมน้ำตายไปมาก ในปัจจุบันเป็นเส้นทาง การขนส่งทางน้ำภายในประเทศเส้นทางระหว่างจังหวัดกรุงเทพมหานคร – จังหวัดนครสวรรค์ และระหว่างจงั หวัดกรงุ เทพมหานคร - อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ยังคงมีอยู่ มีเรือ ลำเลยี งบรรทุกสนิ ค้าขนาด 100-300 ตนั ผา่ นตลอดปี
21 วดั เชิงเลน ท่ีตง้ั หมู่ท่ี 4 ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วัด หลวงพอ่ แกว้ ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วดั เชิงเลน พน้ื ท่ตี ง้ั อยู่รมิ แมน่ ้ำเจ้าพระยา มีพระพทุ ธรปู ศักด์สิ ิทธ์ิประจำวัด คือ หลวงพ่อ แก้ว อายุประมาณ 300 ปี เนื้อสัมฤทธิ์ วัดเชิงเลนประมาณการว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2370 แต่เดิมนั้นตั้งอยู่คลองโรงข้าง มีชื่อว่า “วัดสระแก้วป่าใหญ่” หรือวัดสระแก้ว ต่อมาได้ย้าย ชุมชนมาและสร้างเสนาสนะขึ้นใหม่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน เป็นที่ดินชายเลนตื้นเขิน ห่างจากที่ดินเดิม ประมาณ 2 กิโลเมตร เรียกว่า “วัดชายเลน” หรือ “วัดดินเลน” ตามสภาพที่ตั้งของวัดอยู่ริมน้ำ ไดร้ ับพระราชทานวสิ ุงคามสมี า ในราวประมาณปี พ.ศ. 2375 มเี จ้าอาวาสวดั มาโดยลำดบั 10 รปู ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครสู ุวัฒนบ์ ุญโญภาส (จรัส โอภาโส) เจ้าอาวาสวดั เชงิ เลน ภำพแหล่งเรียนรู้
22 วดั โบสถส์ มพรชยั ท่ีตง้ั ต้งั อยูเ่ ลขที่ 1 หม่ทู ่ี 1 ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วัด หลวงพ่อภำยในพระอุโบสถ ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดโบสถ์สมพรชัย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2339 มีที่ดินตั้งวัดรวม 17ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา เดิมเรียกว่า “วัดโบสถ์บ้าง” “วัดโบสถ์ แควใหญ่” บ้าง ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “วัดโบสถ์สมพรชัย” เพื่อให้มีความหมายที่ดีขึ้น และจะได้ไม่มีใครเรียกเพี้ยนไปในทางที่ไม่ดี นบั เป็นวดั ท่ไี ด้พระราชทานวสิ ุงคามสีมาแล้วในราว พ.ศ.2344 ผูร้ บั ผิดชอบ : พระมหาสเุ ทพ สุเมโท เจ้าอาวาสวัดโบสถ์สมพรชัย ภำพแหล่งเรียนรู้
23 วดั โพธิ์แตงใต้ ท่ีตงั้ หมู่ 3 ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วัด สรีระหลวงพ่อสด ธมั วโร ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดโพธิแ์ ตงใต้ สันนิษฐานว่าสร้างข้ึนในสมัยอยุธยาตอนปลาย ซ่งึ ดูได้จากโครงสรา้ ง ของ พระอุโบสถและพระเจดีย์ ที่เป็นถาวรวัตถุคู่วัดมาแต่เดิม มีเพียงหลักฐานของกรมการศาสนา เท่านั้นที่ระบุว่าได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2394 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ รัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์ ในยุคแรกวัดโพธิ์แตงใต้อยู่ภายใต้สังกัดการปกครองของคณะสงฆ์ธรรมยุตรามัญ ตอ่ มาในปี พ.ศ.2489 พระสด ธมมวโร (พระครูอเนกสารคุณ) ไดเ้ ขา้ ไปศึกษาเปรียญธรรมที่วัดบร นิเวศฯ กรุงเทพ ได้ขอเปลี่ยนไปข้นึ กับคณะสงฆ์ธรรมยตุ เช่นเดียวกบั วดั บวรนิเวศฯ ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครูสวุ ัฒนศีลสงั วร เจ้าอาวาสวดั โพธ์ิแตงใต้ ภำพแหล่งเรียนรู้
24 วดั โพธิ์แตงเหนือ ที่ตง้ั ตง้ั อยทู่ ี่ หมทู่ ่ี 1 ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนร:ู้ วดั เจดียม์ อญโบรำณ ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดโพธิ์แตงเหนือ เป็นวัดรามัญ มาตั้งรกรากกันอยู่หน้าวัดติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา บ้าน โพธิ์แตง ชุมชนมอญริมน้ำเจ้าพระยา ตำบลโพธิ์แตง อำเภอบางไทร พระนครศรีอยุธยา ประวัติ กล่าวว่า มอญที่อพยพหนีพม่ามาจากเมืองมอญสมัยอยุธยาก่อตั้งชุมชนขึ้น มอญกลุ่มนี้ตั้ง บ้านเรือนอยู่บริเวณริมเจ้าพระยาตั้งแต่เขตบ้านราชคราม บ้านเกาะใหญ่ บ้านท้ายเกาะ ต่อเนื่อง จนถงึ สามโคก รวมทั้งบา้ นโพธแิ์ ตง ซ่งึ เดมิ มีชื่อวา่ “โพธิ์แดง” เน่ืองจากมตี น้ โพธิ์ท่ีมีใบสีแดงต่อมา ชาวบ้านเรียกขานจนเพี้ยนเปน็ “โพธ์ิแตง” เมื่อมอญลงหลักปักฐานตั้งชุมชนบ้านเรือนมัน่ คงแล้วก็ มักช่วยกันสร้างวัดขึ้นในชุมชนเพื่อให้พระสงฆ์อยู่จำพรรษา ปฏิบัติกิจทางศาสนา ชาวบ้านได้ ทำบุญสุนทาน และใช้เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนทั้งทางโลกทางธรรมของบุตรหลาน วัดในชุมชน โพธิ์แตงวัดแรกที่สร้างขึน้ มีชื่อเป็นภาษามอญว่า เพ่ย์เกาะป่ี หมายถึง “วัดเกาะมะตมู ” ต่อมาไดม้ ี ชาวบ้านและพระสงฆ์ไทยจากชุมชนข้างเคียงมาร่วมใช้วัดประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทว่ามีวัตร ปฏิบัติต่างกัน เกิดขัดกัน จึงได้แยกพื้นที่ทำสังฆกรรม อาณาเขตติดต่อกัน แต่มีลำรางสาธารณะ ขนาดเล็กคั่นกลาง เมื่อเกิดวัดขึ้น 2 แห่ง ชาวบ้านจึงเรียกวัดเดิมว่า เพ่ย์เกาะปี่ฮะโม (วัดโพธิ์แตง ใต)้ ส่วนวัดท่ีเกดิ ข้นึ ใหมเ่ รยี กชอื่ วา่ เพย่ เ์ กาะปีอ่ ะตาว (วัดโพธิ์แตงเหนอื ) ซง่ึ บางคนเรียกวัดที่สร้าง ขึ้นใหม่ว่า เพ่ย์ฮะโมปี่ แต่เนื่องจากในยุคต่อมาชาวบ้านใช้ภาษามอญกันได้น้อย จึงเกิดเรียกกัน เพี้ยนในเวลาต่อมาเปน็ โมปี่ มู่ปี่ มู่ปิ จนในที่สดุ คนทั่วไปกเ็ ข้าใจว่าวัดท้ังสองน้ีมีชือ่ วา่ เพ่ย์มู้ปิฮะ โม และ เพ่ย์มู้ปิอะตาว แม้เป็นชื่อที่ไม่ถูกตอ้ งแต่ไม่มีผู้ใดสนใจแก้ไข รวมทั้งไม่เห็นประโยชน์ทีจ่ ะ แกไ้ ขหรอื ไม่มแี มแ้ ตค่ วามสำคญั พอท่ีจะตอ้ งจดจำ
25 ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ (ต่อ) วัดโพธ์ิแตงเหนอื สร้างข้นึ เม่ือ พ.ศ.2414 ได้รบั พระราชทานวสิ งุ คามสีมา เม่ือ พ.ศ. 2429 มีเจดยี ม์ อญโบราณซ่ึงได้รับการบูรณะเม่อื พ.ศ. 2491 คาดวา่ เจดยี ์องค์นส้ี รา้ งข้นึ พร้อม กบั วัดโพธิ์แตงใต้ ทว่าภายหลังเมื่อสร้างวดั โพธ์ิแตงเหนือขน้ึ เจดียม์ อญโบราณซง่ึ อยฝู่ ่ังลำราง สาธารณะดา้ นทศิ เหนือจงึ ตกเป็นสมบัตขิ องวัดโพธแ์ิ ตงเหนือในทีส่ ุด ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครูนิเทศธรรมรส เจา้ อาวาสวดั โพธิ์แตงเหนือ ภำพแหล่งเรียนรู้
26 วดั กกแกว้ บรู พำ ท่ีตง้ั ตัง้ อยหู่ มทู่ ่ี 2 ตำบลกกแกว้ บูรพา อำเภอกกแก้วบูรพา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วัด โบสถว์ ดั กกแกว้ บรู พำ ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดกกแก้วบูรพา ตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2443 โดยมีพระอุปัชฌาย์เล็ก ฐิตสีโล เป็น ผู้ดำเนินการสร้างวัด และได้พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2508 เขตวสิ ุงคามสีมา กวา้ ง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ประวัติวัด เดิมทีวัดกกแก้วบูรพา ต้ังอยู่ที่ บ้านหนองกก ตำบลไผ่พระ อำเภอราชคราม (เสนาน้อย) จังหวัดกรุงเก่า เนื่องจากบริเวณวัดตั้งอยู่ในที่ลุ่มน้ำ เมื่อฤดูน้ำหลากจึงเกิดน้ำท่วมสูง ทุกปี ทำให้เกิดความเสียหายและเกิด ความลำบากในการพัฒนาวัด ชาวบ้านหนองกก จึงได้ ปรึกษากับเจ้าอาวาส ว่าควรหาที่ทำเลใหม่ เพื่อใช้สร้างวัด โดยมี นายวอน, นางแก้ว, นายสำเภา, ได้ดำเนินการจัดหาที่ดิน เพื่อย้ายวัดมาสร้างในที่ปัจจุบันนี้ และตั้งชื่อวัดใหม่ว่า วัดกกแก้ววรพา ตามนามของผู้ท่ีมีส่วนรว่ มสำคัญ ในการริเริ่มถวายที่ดนิ สร้างวัด ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงแบ่งเขต การปกครองท้องถ่ิน ของหน่วยงานราชการ จากบ้านหนองกก ตำบลไผ่พระ อำเภอราชคราม (เสนาน้อย) จังหวัดกรุงเก่า จึงทำให้วัดต้องขึ้นกับ เขตการปกครองที่ตั้งขึน้ ใหม่ คือ บ้านหนองกก ตำบลกกแกว้ บูรพา อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนถึงปจั จุบันนี้
27 ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ (ต่อ) เจ้าอาวาสและชาวบ้านหนองกก มี ความเห็นว่าเมื่อมีการย้ายวัดจากทิศตะวันตก มาอยู่ทางทิศตะวันออกแลว้ จึงทำการตั้งชื่อวดั ขึ้นใหมว่ า่ วัดกกแกว้ บูรพา มาจนถงึ ทกุ วนั นี้ โด ยมครอบครัวของ นายสำเภา ได้ถวายที่ดินให้ ว ั ด ก ก แ ก ้ ว บ ู ร พ า จ ำ น ว น 7 ไ ร่ 40 ว า พ.ศ. 2475 นายวอน, นางแก้ว, ได้ถวายที่ดิน ให้ วัดกกแกว้ บูรพา 15 ไร่ พ.ศ. 2478 จดั ทำขอ้ มูล/เรยี บเรยี งประวตั ิ โดย พระปลดั สมศกั ด์ิ สมจติ โต เจา้ อาวาสวัดกกแกว้ บรู พา วนั ท่ี ๓ กรกฎาคม 2563 ผูร้ บั ผิดชอบ : พระปลัดสมศักดิ์ สมจติ โต เจ้าอาวาสวดั กกแกว้ บูรพา ภำพแหล่งเรียนรู้
28 วดั ช่ำงเหล็ก ที่ตงั้ เลขที่ 33 หมู่ท่ี 1 ตำบลชา่ งเหล็ก อำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วัด พระประธำนปำงมำรวิชยั ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดช่างเหลก็ ตั้งวัดเมือ่ พ.ศ. 2321 สร้างขึ้นในสมัยกรงุ ศรีอยุธยาเป็นราชธานี พระอุโบสถ มีทางขึ้นด้านเดียวที่เรียกว่า “ทรงมหาอุตม์” มีพระประธานประจำอุโบสถ ปางมารวิชัย ขนาด หน้าตักกว้าง 52 นิ้ว สูง 75 นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ. 2325 พระประธานประจำศาลาการเปรียญ ปาง มารวิชัย ขนาดหน้าตัก 24 นิ้ว สูง 55 น้ิว สร้างเมื่อ พ.ศ. 2484 ปูชนียวัตถุอื่นๆ เช่น เจดีย์บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาท ซงึ่ ประดษิ ฐานอย่ใู นพระอโุ บสถ นายฟื้น บุตรนายเจ๊ก นางพริ้ง เป็นผู้ถวายที่ดินแก่วัด เหตุที่ใช้นามว่า วัดช่างเหล็ก เนื่องจากสมัยก่อนหมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านประกอบอาชีพเป็นช่างตีดาบ ตีมีดเป็นส่วนใหญ่ เมื่อ ตีดาบ แลว้ นำไปกลึงท่ีบ้านกลงึ เพอ่ื ในสว่ นของดา้ มดาบและมีด หมู่บา้ นชา่ งเหล็กและบ้านกลึงจึง มีส่วนสัมพันธ์สอดคล้องกบชื่อวัดดังกล่าว ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2325 เขตวิสงุ คามสมี า กว้าง 12.80 เมตร ยาว 18.50 เมตร
29 ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ (ต่อ) สถาปัตยกรรมของโบสถว์ ัด ชา่ งเหลก็ มีลักษณะเฉพาะ คอื เปน็ โบสถ์สมัยอยธุ ยาตอนปลายสร้างโดย ชา่ งชาวจนี ดว้ ยรปู แบบศิลปะจีน หนา้ บันประดับดว้ ยเครื่องสังคโลก อกี ทง้ั ยงั มีสถูปทรงระฆังลายกลีบบัว บรรจสุ ิ่ง ศกั ด์ิสิทธทิ์ ่ีอญั เชญิ มาจากวัดระฆงั โฆสิ ตารามโดยสมเดจ็ พฒุ าจารยโ์ ต พรหม รงั สี ทเี่ คยธุดงค์มาปักกลด ณ ทว่ี ดั ช่างเหลก็ แหง่ นี้ ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครูประทปี วัชราภรณ์ เจ้าอาวาสวดั ช่างเหลก็ ภำพแหล่งเรียนรู้
30 วดั ศิริสุขำรำม ท่ีตง้ั เลขท่ี 70 บา้ นโรงหลวง หมู่ท่ี 4 ตำบลช่างเหลก็ อำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วัด โบสถว์ ดั ศิริสขุ ำรำม ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดศิริสุขาราม เริ่มสร้างขึ้น พ.ศ. 2502 โดยมีนายไย นางถมยา สุขสิงขร บริจาคที่ดิน ให้เป็นที่สร้างวัด ประมาณ 12 ไร่ นำคำว่า “ศิริ” มาจากชื่อพรสมุห์ศิริ ซึ่งเป็นที่ปรึกษา และ คำว่า “สุข” มาจาก “สุขสิงขร” นามสกุลของผู้บริจาคที่ดิน หากจะแปลเอาความหมาย คงจะได้ ใจความวา่ “วดั ท่ีสรา้ งขึ้นโดยตระกูลสุขสิงขร ซงึ่ มี พระสมุหศ์ ริ ิ เปน็ ท่ีปรกึ ษา” ชาวบ้านเรยี ก “วัด ใหม่โรงหลวง” ตามชื่อบ้าน เกี่ยวกับที่ดินวัดนั้น ในปี พ.ศ. 2519 ได้มีผู้มาบริจาคที่ดินให้แก่วัด เปน็ การเพิ่มเตมิ อกี คือ นายไย นางถมยา สขุ สงิ ขร เน้อื ที่ 1 ไร่ 3 งาน 58 ตารางวา นางจำรูญ สะมะโน เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งานเศษ สังกัดคณะสงค์มหานิกาย เจ้าอาวาสปัจจุบันคือ “พระครูกันต ธรรมาภิรกั ษ์”
31 ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ (ต่อ) 1. วดั ศริ ิสขุ าราม (ชอ่ื เดิมวัดโรงหลวง) เปน็ ศนู ย์กลาง ในการประกอบกจิ กรรมของพทุ ธศาสนกิ ชน ของชาว ตำบลชา่ งเหล็กมาเป็นเวลานาน อกี ทัง้ ยังมีสถานศกึ ษา คอื โรงเรยี นวดั ศิรสิ ุขารามอนั เปน็ สถานศกึ ษาในท้องถิ่น 2. โบสถว์ ัดศิริสขุ ราม ยงั ทาบทาด้วยสีทอง อร่ามตาเหมาะอยา่ งยงิ่ กับการถา่ ยรูปยาม เยน็ ตอนพระอาทิตย์ตกดนิ ลกั ษณะท่ี สำคญั คือพ้ืนทีฐ่ านใต้โบสถ์ทางวดั ไดท้ ำ การปรับแต่งใหส้ ามารถรอดใตโ้ บสถ์ได้ ซึ่ง เปรยี บเหมือนราหเู ดนิ เวียนสามรอบไหว้ ขอพรแลว้ เดินออกมาอีกฝ่ังหนึง่ เสมือน ออกจากปากของราหเู ป็นการสะเดาะ เคราะหเ์ พือ่ ความเป็นศิรมิ งคลกับชวี ิต ถือ เป็น ถือเป็นจุดหมาย (LANDMARK) ท่ี นา่ สนใจสำหรับนักทอ่ งเท่ียว ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครกู ันตธรรมาภริ กั ษ์ (พระอาจารย์เสรมิ ) เจา้ อาวาสวดั ศิรสิ ุขาราม ภำพแหล่งเรียนรู้
32 วดั ป่ ำคำ ท่ีตงั้ ตงั้ อยหู่ มู่ท่ี 3 ตำบลโคกชา้ ง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วดั โบสกเ์ ก่ำแกส่ มยั อยธุ ยำ ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดป่าคา มีพื้นที่ 54 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา เป็นวัดโบราณสร้างมาแต่ครัง้ ศรีอยุธยาเปน็ ราชธานี โดยมีอุโบสถหลังเก่าเป็นที่สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่สร้างครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลายแต่ไม่ ปรากฎหลกั ฐานแนช่ ัดว่าสรา้ งขน้ึ ในปใี ด วัดป่าคาในชั้นเดิมเป็น วัดรามัญ ที่สร้างขึ้นโดยชาวรามัญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ตำบลนี้แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีชื่อมาแต่เดิมว่า วัดสุวรรณคงคาราม วัดป่าคาคงเป็น วัดของ พระสงฆ์ฝ่ายรามัญเรื่อยมา กระทั่งถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ จึงเปลี่ยนเป็นวัดของพระสงฆ์ไทยฝ่าย ธรรมยุต ทั้งนี้คงเนื่องมาจากพระสงฆ์ที่เป็นชาวรามัญคงมีน้อยลงตามลำดับ จนที่สุดก็มีแต่ พระสงฆ์ที่เป็นกุลบุตรไทย เชื้อรามัญเป็นพื้น วัดรามัญจึงค่อยกลายเป็นวัดไทยไปในที่สุด วัดสุวรรณคงคารามได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดป่าคา ก็คงในยุคที่ได้เปลี่ยนมาเป็นวัดพระสงฆ์ไทย ดังกล่าวนี้ ซึ่งสันนิษฐานว่าในราวปลายรัชกาลที่ 6 หรือต้นรัชกาลที่ 7 เป็นอย่างช้า เพราะเมื่อ 60 ปีเศษมาแล้วสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์แต่ครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์เป็น สมเดจ็ พระราชาคณะ ไดเ้ คยเสด็จมาทรงเป็นพระอปุ ชั ฌาย์ ประทานบรระชาอปุ สมบท แกก่ ลุ บุตร ณ วัดป่าคาน้ี
33 ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ (ต่อ) โบราณสถานสำคัญของวัดป่า คือ อุโบสถเก่า ที่สร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาแลง พุทธ ศิลป์สมัยกรุงศรีอยุธยา พระเจดีย์โบราณทรง ลังกา และหอระฆังเก่าทรงมณฑป 3 สิ่งน้ี สันนิษฐานว่าคงมีมาแต่แรกสร้างวัด นับเป็น โบราณสถาน และโบราณวัตถุอันทรงคุณคา่ อุโบสถหลังใหม่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เม่ือ วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2514 มีขนาดกวา้ ง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2515 ภายในประดิษฐานพระพุทธปฏิมา ประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณ และประดิษฐาน พระพุทธรูปยนื ทรงเครื่อง ซึ่งเล่ากันว่า ลอยมากับเรือ โขลนพร้อมด้วยธรรมาสอีกหลังหนึ่ง มาเกยหาดท่ี หน้าวดั เมอ่ื ครงั้ กรงุ ศรีอยุธยาเกิดจนเสยี กรงุ ครง้ั สุดทา้ ย พ.ศ.2310 จึงไดอ้ ัญเชิญข้ึนประดษิ ฐานไว้ ณ วัดนสี้ ืบมา นับเป็นปูชนียวัตถุสำคัญของวัดอกี อย่างหน่งึ ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครูปัญญาคุณารกั ษ์ (รำพึง ปัญญาเตโช) เจา้ อาวาสวดั ป่าคา ภำพแหล่งเรียนรู้
34 วดั หนำ้ ต่ำงนอก ท่ีตง้ั ตั้งอยหู่ มทู่ ี่ 1 ตำบลหน้าไม้ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วดั วดั หนำ้ ต่ำงนอก ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ พระครูสมบูรณ์จริยธรรม (อาจารย์แม้น อาจารสมปนโน) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ได้เล่าถึง ประวัติของวัดหน้าต่างนอก พอสังเขปว่า ท่านได้ฟังมาจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อสังข์ วัดน้ำเต้า เจ้าคณะอำเภอบางบาล หลวงพ่อไวทย์ วัดบรมวงศ์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา อำเภอบางบาล หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว เจ้าคณะอำเภอบางไทร ถึงประวัติของวัดหน้าต่างนอก อย่างตรงกันว่า วัดหน้าต่างนอก สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปลายกรุงศรี อยุธยา เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2300 ซึ่งหลวงปู่เณร เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างข้ึนเหตุที่ชื่อวัดหน้าต่าง นอกนน้ั ก็มีเหตุอยู่ 2 ประเดน็ คือ ประเด็นแรก กองทัพพม่าที่ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา ได้ตั้งค่ายใกล้กับสะพานสีกุก ทางกองทัพ กรุงศรีอยุธยาได้ใหท้ หารหน่วยสอดแนมสอดส่องดูว่า ขา้ ศกึ จะขยับเขยื้อนไปทางไหน โดยให้ดูด้วย การเปิดหน้าต่าง หน้างต่างใน หมายถึง ใกล้ชายแม่น้ำน้อย ก็คือที่ตั้งวัดหน้าต่างใน หน้าต่างนอก หมายถึง ทางนอกทุง่ ก็คือที่ตงั้ วัดหนา้ ตา่ งนอก ประเด็นที่สอง ในสมัยโบราณนั้น พระภิกษุสงฆ์ท่านเคร่งครัดในการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน และได้มีการกล่าวไว้วา่ เดมิ ทีตรงทต่ี ั้งวดั หน้าต่างนอก เปน็ สถานทีป่ ฏบิ ตั ิธรรมของสงฆ์วัดหน้าต่าง ใน ต่อมาหลวงปู่เณร จึงได้ตั้งเป็นวัดขึ้นอาจจะตั้งชื่อวัดโดยอรรถโดยธรรมก็ได้ เช่น วัดหน้าต่าง นอก ท่านหมายเอาอายตนะภายนอก คอื รูป รส กลิ่น เสียง สมั ผสั วดั หน้าตา่ งใน ทา่ นหมายเอา
35 ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ (ต่อ) อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อหลวงปู่เณรได้มรณภาพไปแล้ว ทางคณะสงฆ์ คณะอุบาสกอุบาสิกา ได้อาราธนาหลวงปู่เอี่ยมขึ้นมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแทนหลวงปู่เณร สืบมา ปฏิปทาของหลวงปู่เอี่ยมเป็นที่เลื่องลือกันมากในสมัยนั้นท่านเป็นพระปฏิบัติในด้าน พระกัมมัฏฐานน้ำมนต์ของท่านศักด์ิสทิ ธิ์มากผ้คู นเล่ือมใสศรทั ธาไปมาหาสู่เพ่ือสักการะไม่ขาดสาย ครั้นพอต่อมาหลวงปู่เอี่ยมท่านได้มรณภาพ สิ้นอายุขัย ทางคณะสงฆ์จึงได้อาราธนา หลวงปู่ อินทร์ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงปู่เอี่ยม ต่อมาหลวงปู่อินทร์ได้ลาสิกขาบท ทาง คณะสงฆ์ จึงได้อารธนาหลวงพ่อจง ซึ่งบวชอยู่วัดหน้าต่างใน มาดำรงตำแหน่งเป็นเจา้ อาวาสแทน เมอื่ หลวงพ่อจงได้มาดำรงตำแหนง่ เปน็ เจา้ อาวาสท่วี ัดแหง่ นี้แล้วนน้ั ทา่ นกไ็ ดบ้ ูรณะอุโบสถหลังเก่า เดิมทีเป็นเรือนไม้ แล้วก็ได้บูรณะเป็นคอนกรตี เสริมเหลก็ ตลอดทั้งวิหารซึ่งคู่กับอโุ บสถนั้น แลว้ ก็ ได้สร้างพระพุทธฉายขึ้นที่หน้าวัดขึ้นเป็นอนุสรณ์และได้สร้างเรือหงส์ขึ้นอีกหนึ่งลำจากนั้นได้ ซอ่ มแซมเสนาสนะเช่น กุฏมิ สี ภาพทรุดโทรม ใหอ้ ยใู่ นสภาพที่ดีเปน็ ตน้ จนกระทัง่ หลวงพอ่ ท่านอายุ ย่างเข้า 93 ปี กับ 10 เดือนท่านก็มาป่วยด้วยโรคอัมพาตอยู่เดือนหนึ่งแล้วท่านก็มรณภาพลงเมื่อ วันจันทร์ เดือน 3 พ.ศ.2508 ทางคณะกรรมการจึงได้ทำฌาปนกิจศพหลวงพ่อจง พ.ศ.2509 จากนั้นก็ได้อาราธนาพระอาจารย์ไวยท์ ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส และได้แต่งตั้งเมื่อ พ.ศ.2510 พระอาจารย์ไวยท์ได้เป็นเจ้าอาวาสเพียง 5 เดือนก็ได้มรณภาพลงจากนั้นก็้จึงได้ อาราธนาพระอาจารย์ครุฑ ขึ้นดำรงตำแหนง่ เป็นเจ้าอาวาส พระอาจารย์ครุฑเป็นเจ้าอาวาสอยูไ่ ด้ เพยี ง 3 ปี ราว พ.ศ.2514 พระอาจารย์ครุฑก็ไดม้ รณภาพลงจากน้ัน พ.ศ.2515 ทางคณะกรรมการ จึงได้อาราธนาพระอาจารย์แม้น หรือพระครูสมบูรณ์จริยธรรม จากวัดกลางคลองสาม อำเภอ คลองหลวงจงั หวัดปทุมธานี มารกั ษาการแทนเจ้าอาวาสเมื่อเดือนส่ี พ.ศ.2515 และเป็นเจ้าอาวาส สมาจนถงึ ปัจจบุ ัน ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครสู มบรู ณจ์ ริยธรรม (แม้น อาจารสมปนโน) เจ้าอาวาสวัดหนา้ ตา่ งนอก ภำพแหล่งเรียนรู้
36 วดั หนำ้ ต่ำงใน ท่ีตงั้ ตง้ั อยหู่ มทู่ ี่ 2 ตำบลหนา้ ไม้ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนร:ู้ วดั โบสถว์ ดั หนำ้ ต่ำงใน ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วดั หนา้ ต่างใน สร้างขน้ึ เป็นวดั นบั ตงั้ แตป่ ระมาณ พ.ศ. 2290 ปลายกรงุ ศรีอยุธยา นับว่าเปน็ วดั ท่ไี ด้รบั พระราชทานวสิ ุงคามสีมาแลว้ ไดร้ ับครง้ั ที่ 2 เม่อื วนั ท่ี 12 มนี าคม พ.ศ. 2508 ไดร้ บั ครง้ั ท่ี 3 เมอื่ วนั ท่ี 25 เมษายน พ.ศ. 2538 ทว่ี ดั น้ีมโี รงเรียนของทางราชการตง้ั อยู่ ดว้ ย ผูร้ บั ผิดชอบ : พระอธกิ ารยวง สภุ ทั โท เจ้าอาวาสวดั หนา้ ต่างใน ภำพแหล่งเรียนรู้
37 วดั ป้อมแกว้ ท่ีตง้ั ตง้ั อย่เู ลขท่ี 30 หมทู่ ี่ 4 ตำบลบ้านกลงึ อำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา ประเภทแหล่งเรียนร:ู้ วัด หลวงพ่อนำค ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดป้อมแก้ว เป็นวัดสังกดั สงฆ์มหานกิ าย มีทด่ี นิ ต้งั วัดเน้อื ที่ 26 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา วัดป้อมแกว้ มีปชู นียวตั ถุ คือพระประธานในอุโบสถ และพระประธานในวิหาร ชื่อหลวงพ่อนาค วดั ป้อมแกว้ ชาวบ้านมกั เรยี กว่า “วดั แกว้ ” สร้างขน้ึ เปน็ วัดนับตัง้ แต่ประมาณ พ.ศ.2311 นบั เข้าเป็น วดั ชนิดท่ไี ดร้ บั พระราชทานวสิ ุงคามสมี าแล้ว ต้งั แต่ พ.ศ.๒๓๑๔ เจา้ อาวาสท่ีพอสบื ทราบไดม้ ดี งั น้ี หลวงพ่อนาค หลวงพ่อไผ่ หลวงพอ่ ถึก หลวงพอ่ กล่ัน อาจารย์เจริญ พระครูโชตวิ ุฒกิ ร (หลวงพ่อ โชติ พุทธสโร) พระครปู ระโชติธรรมวิจิตร (หลวงพ่อเพ่ิม อตฺตทีโป) ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครใู บฎีกาไพโรจน์ เจา้ อาวาสวดั ปอ้ มแกว้ ภำพแหล่งเรียนรู้
38 วดั ปำกน้ำ ที่ตง้ั ต้งั อยู่เลขท่ี 9 หมู่ท่ี 1 ตำบลแคออก อำเภอบางไทร จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา ประเภทแหล่งเรียนร:ู้ วัด กฏุ ิสงฆท์ รงไทย ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วดั ปากน้ำ มีทด่ี ินตั้งวดั เน้ือท่ี 41 ไร่ 80 ตารางวา พน้ื ท่ีตัง้ วดั เป็นทีร่ าบ สร้างวัดขึ้นนบั แต่ พ.ศ. 2446 ได้รับพระราชทานวสิ ุงคามสมี าเม่ือ พ.ศ. 2349 ต่อมาใน พ.ศ. 2530 เจ้าอาวาสรูป ปจั จุบนั ได้สร้างศาลาการเปรยี ญข้ึนมาใหม่ และพ.ศ. 2537 ไดก้ ่อสร้างอโุ บสถข้ึนมาใหม่ ไดร้ ับ พระราชทานวิสงุ คามสมี าเม่อื พ.ศ. 2541 ผูกพทั ธสีมาในปี พ.ศ. 2545 ในปี พ.ศ. 2546 ได้เริม่ การก่อสร้างกฎุ สิ งฆ์ทรงไทยขึ้นมาใหม่ จำนวน 11 หลงั ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครศู ภุ กจิ จาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดปากนำ้ ภำพแหล่งเรียนรู้
39 วดั กระแชง ที่ตงั้ ต้ังอยู่เลขที่ 49 หมู่ท่ี 2 ตำบลกระแชง อำเภอบางไทร จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา ประเภทแหล่งเรียนร:ู้ วดั วดั กระแชง ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดกระแชง สร้างขึ้นเปน็ วดั นบั ต้งั แตส่ มัยอยธุ ยา ราว พ.ศ. 2189 ชาวบา้ นมักเรียกวา่ “วดั บา้ นกระแชง” ไดร้ ับพระราชทานวิสุงคามสมี าแล้วในราว พ.ศ 2192 ท่วี ัดนไ้ี ด้จัดให้มกี ารสอน พระปรยิ ตั ิธรรมตลอดมา มพี ระเถระทม่ี ีวทิ ยาคมขลัง เปน็ ทเ่ี คารพสกั การะของประชาชนถน่ิ น้มี ีช่อื หลวงปูเ่ จีย ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครสู ุวรรณธรรมกจิ เจ้าอาวาสวดั กระแชง ภำพแหล่งเรียนรู้
40 วดั บำงย่ีโท ท่ีตงั้ ตงั้ อยู่เลขท่ี 16 หมู่ท่ี 1 ตำบลบางยโี่ ท อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา ประเภทแหล่งเรียนร:ู้ วดั โบสถว์ ดั บำงยี่โท ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วดั บางยีโ่ ท ได้จดั ต้ังเป็นวัดนับตัง้ แต่ พ.ศ. 2378 ได้รับวิสุงคามสีมาคร้งั สุดท้ายเมอ่ื วันท่ี 25 สิงหาคม พ.ศ. 2462 ผูร้ บั ผิดชอบ : พระสมหุ ไ์ สว สญญโต เจ้าอาวาสวดั บางยีโ่ ท ภำพแหล่งเรียนรู้
41 วดั บำงแขยง ที่ตง้ั ต้ังอยเู่ ลขที่ 74 หมทู่ ี่ 4 ตำบลบางยโ่ี ท อำเภอบางไทร จังหวดั พระนครศรีอยุธยา ประเภทแหล่งเรียนร:ู้ วดั หลวงพ่อส่นุ ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดบางแขยง สร้างข้นึ ในปี พ.ศ. 2366 มเี น้ือท่วี ดั ประมาณ 9 ไร่ โดยได้รบั พระราชทาน วิสงุ คามสมี าในปี พ.ศ. 2366 ไดม้ ีการปฏิสังขรณ์โดยหลวงพ่อสุน่ แหง่ วัดบางปลาหมอ และ ต่อมา มพี ระอดุลธรรมเวที ได้พฒั นาเร่อื ยมา การบูรณะครง้ั สดุ ทา้ ยมีพระครเู กษมสังฆการ เจ้าอาวาสองคป์ ัจจบุ ันได้พฒั นาอยา่ งตอ่ เนื่อง ผูร้ บั ผิดชอบ : พระสมหุ ์ไสว สญญโต เจ้าอาวาสวดั บางแขยง ภำพแหล่งเรียนรู้
42 วดั นำคสโมสร ท่ีตงั้ ตั้งอย่เู ลขท่ี 1 หมู่ที่ 2 ตำบลไผพ่ ระ อำเภอบางไทร จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วดั โบสถว์ ดั นำคสโมสร ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดนาคสโมสร สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ.2445 โดยมีนายสุ่น จั่นบำรุง บริจาคที่ดิน ให้เป็นที่สร้างวัด และได้รื้อบ้านพักอาศัยมาสร้างเสนาสนะ 2 หลัง มีที่ดินที่ตั้งวัดเนื้อที่ 8 ไร่ พื้นที่เป็นที่ราบ อาคารเสนาสนะต่างๆ มีอุโบสถ สร้างด้วยคอนกรีต ศาลาการเปรียญสร้างด้วยไม้ กุฏิสงฆ์ จำนวน ๗ หลัง เป็นอาคารไม้นอกจากนี้มีหอระฆัง และหอสวดมนต์สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประทานในอุโบสถ ทางวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้ว ราวพ.ศ. 2447 ที่วัดนี้มี โรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตงั้ อยู่ดว้ ย ผูร้ บั ผิดชอบ : พระอธิการสมโภชน์ ธมมีธโร เจ้าอาวาสวัดนาคสโมสร ภำพแหล่งเรียนรู้
43 วดั ท่ำซงุ ทกั ษิณำรำม ที่ตงั้ หมูท่ ี่ 6 ตำบลไม้ตรา อำเภอบางไทร จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วดั พระพทุ ธสิหิงค์ ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดท่าซุงทักษิณาราม เป็นวัดที่อยู่ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับวิสุงคามสีมา พ.ศ.2250 มีถาวรวัตถุที่เก่าแก่หลายรายการ เช่น เจดีย์หลัง พระอุโบสถ พระสังกัจจาย อายุประมาณ 300 ปี พระพุทธสีหิงค์ อายุประมาณ 200 ปี พระทรงเครื่อง 80 องค์ อายุประมาณ 200 ปีศาลาการเปรียญทรงมงกุฎ ศาลาไทยลายทองติดกระจกรอบ ศาลา หอสวดมนต์ไทยลายทองไม้สักทองทั้งหลัง พระประธานใน ประอุโบสถชือ่ หลวงพ่อเกสร อายุ ประมาณ 300 ปี มีหลวงพ่อหุ่น ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หล่อมาให้ มีอายุกว่า 140 ปี (จากการสันนิษฐานของ เจ้าอาวาสวัดท่าซุงทักษิณาราม องค์ปัจจุบัน) สืบเนื่องมาจาก หลวงพ่อหุ่น เป็นอดีตเจ้าอาวาส วัดท่าซุงทักษิณาราม ท่านเป็นสหายธรรมกับสมเด็จพระพุฒา จารย์ โต ครั้งหนึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ท่านมาพักจำวัดค้างคืนที่วัดท่าซุงทักษิณาราม กับ หลวงพ่อหุ่น หลวงพอ่ หนุ่ ท่านดำริอยากไดร้ ูปหลอ่ เหมอื นของตัวท่านกับสมเดจ็ พระพุฒาจารย์ โต
44 ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ (ต่อ) สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ โต ทา่ นจึงบอกกับหลวงพ่อหุ่นว่า ทา่ นจะสร้าง รูปหลอ่ นใี้ ห้ หลงั จากทา่ นกลับไปแลว้ ท่านนำรปู หล่อเหมือนองค์ หลวงพอ่ หุ่นใส่เรือมาให้ แต่หลวงพ่อหุน่ กล่าวว่าไมเ่ หมือนตัวทา่ นเลย ตอ่ มาอกี 50 ปี รูปหลอ่ นเ้ี หมือนหลวงพ่อหนุ่ เป๊ะ นอกจากนมี้ ที ี่วัด ท่าซุงทักษณิ ารามมีค้างคาวแม่ไก่ประมาณ 20,000 ตัว เป็นค้างคาวท่ี กินใบไม้ เกสรดอกไม้ และผลไมเ้ ป็นอาหาร ผูร้ บั ผิดชอบ : พระครูทกั ษิณวรกิจ เจ้าอาวาสวดั ทา่ ซงุ ทกั ษิณาราม ภำพแหล่งเรียนรู้ หลวงพอ่ เกสร ศาลาไทยลายทองติดกระจกรอบศาลา ภาพจิตรกรรม พระสังกัจจาย
45 วดั อนุกญุ ชรำรำม ที่ตง้ั ตัง้ อยู่เลขที่ 11 หมทู่ ่ี 3 ตำบลช้างน้อย อำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา ประเภทแหล่งเรียนรู้ : วัด วดั อนุกญุ ชรำรำม ประวตั ิควำมเป็ นมำ/เน้ือหำสำระในแหล่งเรียนรู้ วัดอนุกญุ ชราราม เดมิ ชื่อ วดั ชา้ งนอ้ ย ได้เปลีย่ นช่อื เปน็ วดั อนุกุญชราราม เมอ่ื ประมาณ พ.ศ.2487 สังกดั สงฆม์ หานิกาย มีเน้ือทต่ี ัง้ วัด 26 ไร่ 8 ตารางวา มีเสนาสนะดังนี้ อโุ บสถ์ ศาลา การเปรยี ญสร้างเมอื่ พ.ศ.2506 หอสวดมนต์ ศาลาธรรมสังเวช หอระฆัง กฎุ ิ และฌาปนสถาน(เมรุ) ภำพแหล่งเรียนรู้
Search