Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore มหาสติปัฏฐานสูตรบาลี-ไทย ฉบับสาธยายธรรม

มหาสติปัฏฐานสูตรบาลี-ไทย ฉบับสาธยายธรรม

Published by jariya5828.jp, 2022-07-21 04:50:29

Description: มหาสติปัฏฐานสูตรบาลี-ไทย ฉบับสาธยายธรรม (โดย) สุภีร์ ทุมทอง ❝แบ่งปันโดย [email protected]

Search

Read the Text Version

นิทเทสะ ๑.๑๑ ฉัฏฐะสวี ะถกิ ะปพั พะ ปนุ ะ จะปะรัง ภิกขะเว, ดูก่อนภิกษุทง้ั หลาย วธิ กี ารอ่ืนยงั มีอยู่อกี ภกิ ขุ เสยยะถาปิ ปสั เสยยะ สะรรี งั สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , อปุ มาเหมอื นวา่ ภกิ ษพุ งึ เหน็ ซงึ่ ซากศพทเ่ี ขาทงิ้ ไวแ้ ลว้ ในป่าช้า อัฏฐกิ านิ, ทเ่ี ปน็ กระดูกทงั้ หลาย อะปะคะตะนห๎ ารุสมั พนั ธานิ, ที่ปราศจากเอ็นรึงรดั ไวแ้ ลว้ ทิสาวิทิสา วกิ ขิตตาน,ิ ทก่ี ระจดั กระจายไปแล้วในทิศใหญแ่ ละทศิ เฉยี ง อญั เญนะ หตั ถฏั ฐกิ งั , กระดูกส่วนมอื อยทู่ างหนงึ่ อญั เญนะ ปาทัฏฐกิ ัง, กระดูกส่วนเทา้ อยทู่ างหนึง่ อัญเญนะ ชงั ฆฏั ฐิกงั , กระดูกส่วนแขง้ อยู่ทางหนึ่ง อัญเญนะ อูรุฏฐิกงั , กระดูกสว่ นขาอยู่ทางหน่ึง สุภรี ์ ทุมทอง | 49

มหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร บาล–ี ไทย อัญเญนะ กะฏฏิ ฐกิ งั , กระดูกสว่ นเอวอย่ทู างหนงึ่ อัญเญนะ ปฏิ ฐิฏฐิกัง, กระดกู ส่วนหลงั อยูท่ างหน่งึ อญั เญนะ ขนั ธัฏฐิกงั , กระดูกส่วนไหลอ่ ยู่ทางหน่ึง อญั เญนะ คีวฏั ฐิกัง, กระดกู ส่วนคออยทู่ างหน่งึ อญั เญนะ หะนุกฏั ฐกิ งั , กระดกู ส่วนคางอย่ทู างหนง่ึ อัญเญนะ ทนั ตฏั ฐกิ งั , กระดูกสว่ นฟันอยทู่ างหนึง่ อัญเญนะ สีสะกะฏาหงั , กะโหลกศรี ษะอยูท่ างหน่งึ โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระต,ิ เธอย่อมพิจารณาเปรียบเทียบซึ่งกายนี้นั่นเทียวกับ ซากศพนน้ั อิต,ิ ดังนวี้ า่ อะยัมปิ โข กาโย, กายแม้นี้แล 50 | สุภรี ์ ทมุ ทอง

นิทเทสะ เอวงั ธัมโม, กม็ ีความเปน็ อยา่ งนี้เป็นธรรมดา เอวังภาว,ี มลี ักษณะเป็นอยา่ งนี้ เอวงั อะนะตีโต, ไมล่ ่วงพ้นความเปน็ อย่างนไ้ี ปได้ อติ ,ิ ดว้ ยวิธีการดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ อชั ฌัตตงั วา กาเย กายานุปัสสี วหิ ะระติ, ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ กายในกายภายในอยบู่ า้ ง พะหทิ ธา วา กาเย กายานุปสั สี วิหะระติ, เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ กายในกายภายนอกอยบู่ า้ ง อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ ัสสี วิหะระติ, เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงกายในกายท้ังภายในและ ภายนอกอย่บู า้ ง สะมทุ ะยะธมั มานุปสั สี วา กายสั ๎มิง วิหะระติ, เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นเหตุเกิดในกาย อยูบ่ า้ ง วะยะธมั มานุปัสสี วา กายสั ม๎ ิง วหิ ะระติ, เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงธรรมเป็นเหตุดับในกาย อยู่บ้าง สุภรี ์ ทุมทอง | 51

มหาสตปิ ัฏฐานสตู ร บาล–ี ไทย สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ ัสสี วา กายสั ๎มิง วหิ ะระต.ิ เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ และธรรม เป็นเหตดุ บั ในกายอยบู่ ้าง ‘อตั ถิ กาโย’ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ, อนงึ่ สตขิ องภกิ ษนุ นั้ เปน็ สภาวะทต่ี งั้ ขนึ้ เฉพาะหนา้ วา่ กายเท่านนั้ มอี ยู่ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปฏิสสะติมัตตายะ ก็เพียงเพ่ือความเจริญขึ้นแห่งญาณและเพ่ือความ เจรญิ ขึน้ แห่งสตเิ ท่าน้นั อะนสิ สโิ ต จะ วิหะระติ, เธอเปน็ ผ้อู นั ตณั หาและทิฏฐิไม่อาศยั แลว้ อยู่ นะ จะ กิญจิ โลเก อปุ าทยิ ะต.ิ และยอ่ มไม่ยดึ ม่ันถือมนั่ ซึง่ อะไร ๆ ในโลก เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานปุ สั สี วิหะระติ. ดกู ่อนภิกษุทง้ั หลาย ภกิ ษุเปน็ ผูต้ ามเห็นเนือง ๆ ซึง่ กายในกายอยู่ แม้อยา่ งน้ี 52 | สภุ ีร์ ทมุ ทอง

นทิ เทสะ ๑.๑๒ สตั ตะมะสีวะถิกะปพั พะ ปนุ ะ จะปะรงั ภกิ ขะเว, ดูก่อนภิกษุทงั้ หลาย วธิ กี ารอื่นยงั มอี ยอู่ กี ภกิ ขุ เสยยะถาปิ ปสั เสยยะ สะรรี งั สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , อปุ มาเหมอื นวา่ ภกิ ษพุ งึ เหน็ ซง่ึ ซากศพทเ่ี ขาทงิ้ ไวแ้ ลว้ ในปา่ ช้า อัฏฐกิ านิ, ทเี่ ปน็ กระดกู ท้ังหลาย เสตาน,ิ ท่ีมสี ขี าว สงั ขะวัณณปู ะนิภาน,ิ ทม่ี สี เี หมอื นสีสังข์ โส อมิ ะเมวะ กายงั อุปะสังหะระต,ิ เธอย่อมพิจารณาเปรียบเทียบซ่ึงกายนี้นั่นเทียวกับ ซากศพนั้น อิต,ิ ดังนว้ี ่า อะยัมปิ โข กาโย, กายแมน้ ี้แล สุภรี ์ ทมุ ทอง | 53

มหาสตปิ ฏั ฐานสูตร บาล–ี ไทย เอวงั ธัมโม, กม็ ีความเปน็ อยา่ งนี้เปน็ ธรรมดา เอวังภาว,ี มีลักษณะเปน็ อย่างน้ี เอวังอะนะตีโต, ไม่ลว่ งพ้นความเป็นอย่างน้ไี ปได้ อติ ิ, ด้วยวิธกี ารดงั ทไ่ี ด้กลา่ วมาแลว้ น้ี อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปสั สี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ กายในกายภายในอยบู่ า้ ง พะหทิ ธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระต,ิ เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ กายในกายภายนอกอยบู่ า้ ง อัชฌัตตะพะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั สี วหิ ะระติ, เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงกายในกายทั้งภายในและ ภายนอกอยบู่ า้ ง สะมุทะยะธมั มานปุ สั สี วา กายัสม๎ งิ วิหะระติ, เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงธรรมเป็นเหตุเกิดในกาย อยบู่ ้าง วะยะธมั มานปุ สั สี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นเหตุดับในกาย อยบู่ ้าง 54 | สภุ ีร์ ทมุ ทอง

นิทเทสะ สะมทุ ะยะวะยะธมั มานุปสั สี วา กายสั ๎มงิ วหิ ะระติ. เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ และธรรม เป็นเหตุดบั ในกายอยบู่ ้าง ‘อตั ถิ กาโย’ติ วา ปะนสั สะ สะติ ปัจจปุ ัฏฐติ า โหต,ิ อนง่ึ สตขิ องภกิ ษนุ น้ั เปน็ สภาวะทต่ี ง้ั ขนึ้ เฉพาะหนา้ วา่ กายเทา่ นนั้ มีอยู่ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปฏสิ สะตมิ ัตตายะ, ก็เพียงเพ่ือความเจริญข้ึนแห่งญาณและเพ่ือความ เจริญข้ึนแห่งสตเิ ท่านั้น อะนสิ สิโต จะ วิหะระติ, เธอเปน็ ผู้อันตัณหาและทฏิ ฐิไมอ่ าศัยแล้วอยู่ นะ จะ กญิ จิ โลเก อปุ าทยิ ะติ. และย่อมไม่ยดึ ม่นั ถือมน่ั ซึ่งอะไร ๆ ในโลก เอวมั ปิ ภกิ ขะเว ภกิ ขุ กาเย กายานุปสั สี วหิ ะระต.ิ ดูก่อนภิกษุทง้ั หลาย ภิกษุเป็นผตู้ ามเห็นเนอื ง ๆ ซึง่ กายในกายอยู่ แมอ้ ยา่ งนี้ สุภีร์ ทุมทอง | 55

มหาสติปัฏฐานสูตร บาล–ี ไทย ๑.๑๓ อัฏฐะมะสวี ะถิกะปพั พะ ปนุ ะ จะปะรงั ภิกขะเว, ดกู อ่ นภิกษทุ ั้งหลาย วิธีการอนื่ ยังมีอยอู่ กี ภกิ ขุ เสยยะถาปิ ปสั เสยยะ สะรรี งั สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , อปุ มาเหมอื นวา่ ภกิ ษพุ งึ เหน็ ซง่ึ ซากศพทเ่ี ขาทงิ้ ไวแ้ ลว้ ในปา่ ช้า อัฏฐกิ าน,ิ ท่เี ป็นกระดูกท้งั หลาย ปญุ ชะกิตานิ, ท่ีกองรวมกนั อยู่ เตโรวสั สกิ าน,ิ ทม่ี อี ายเุ กินกว่า ๑ ปี โส อิมะเมวะ กายัง อปุ ะสังหะระต,ิ เธอย่อมพิจารณาเปรียบเทียบซ่ึงกายน้ีนั่นเทียวกับ ซากศพน้นั อติ ,ิ ดังนีว้ า่ อะยมั ปิ โข กาโย, กายแม้นแี้ ล เอวังธัมโม, กม็ ีความเปน็ อย่างนี้เปน็ ธรรมดา 56 | สภุ ีร์ ทุมทอง

นิทเทสะ เอวงั ภาว,ี มีลักษณะเป็นอย่างนี้ เอวังอะนะตโี ต, ไมล่ ว่ งพน้ ความเปน็ อยา่ งนีไ้ ปได้ อิต,ิ ด้วยวิธีการดงั ทีไ่ ด้กลา่ วมาแลว้ นี้ อัชฌตั ตงั วา กาเย กายานปุ สั สี วหิ ะระติ, ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ กายในกายภายในอยบู่ า้ ง พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ, เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ กายในกายภายนอกอยบู่ า้ ง อัชฌัตตะพะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั สี วิหะระต,ิ เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซึ่งกายในกายทั้งภายในและ ภายนอกอยูบ่ า้ ง สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั สี วา กายัสม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นเหตุเกิดในกาย อยูบ่ า้ ง วะยะธมั มานปุ สั สี วา กายัสม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงธรรมเป็นเหตุดับในกาย อย่บู า้ ง สะมุทะยะวะยะธัมมานปุ สั สี วา กายสั ๎มงิ วหิ ะระติ. เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ และธรรม เป็นเหตดุ ับในกายอยบู่ ้าง สภุ รี ์ ทมุ ทอง | 57

มหาสตปิ ัฏฐานสูตร บาล–ี ไทย ‘อตั ถิ กาโย’ติ วา ปะนสั สะ สติ ปัจจุปฏั ฐติ า โหต,ิ อนง่ึ สตขิ องภกิ ษนุ นั้ เปน็ สภาวะทตี่ ง้ั ขน้ึ เฉพาะหนา้ วา่ กายเทา่ นั้นมอี ยู่ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ ปฏสิ สะติมตั ตายะ, ก็เพียงเพ่ือความเจริญขึ้นแห่งญาณและเพื่อความ เจริญข้นึ แหง่ สตเิ ท่านัน้ อะนสิ สิโต จ วิหะระติ, เธอเปน็ ผอู้ ันตัณหาและทิฏฐไิ มอ่ าศยั แลว้ อยู่ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทยิ ะติ. และยอ่ มไมย่ ึดม่นั ถอื มน่ั ซึ่งอะไร ๆ ในโลก เอวมั ปิ ภิกขะเว ภกิ ขุ กาเย กายานปุ สั สี วิหะระติ. ดกู ่อนภกิ ษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผ้ตู ามเหน็ เนอื ง ๆ ซ่งึ กายในกายอยู่ แมอ้ ย่างน้ี 58 | สุภรี ์ ทมุ ทอง

นทิ เทสะ ๑.๑๔ นะวะมะสีวะถิกะปพั พะ ปนุ ะ จะปะรงั ภิกขะเว, ดูก่อนภิกษทุ ้ังหลาย วิธีการอ่ืนยงั มีอยู่อกี ภกิ ขุ เสยยะถาปิ ปสั เสยยะ สะรรี งั สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , อปุ มาเหมอื นวา่ ภกิ ษพุ งึ เหน็ ซงึ่ ซากศพทเี่ ขาทงิ้ ไวแ้ ลว้ ในปา่ ชา้ อฏั ฐกิ าน,ิ ท่เี ปน็ กระดกู ทั้งหลาย ปตู นี ิ, ทผี่ ุป่น จุณณะกะชาตานิ, ท่มี ีลักษณะเป็นผยุ ผงแลว้ โส อมิ ะเมวะ กายัง อปุ ะสังหะระต,ิ เธอย่อมพิจารณาเปรียบเทียบซึ่งกายนี้น่ันเทียวกับ ซากศพน้นั อติ ,ิ ดงั นี้วา่ อะยมั ปิ โข กาโย, กายแมน้ แ้ี ล สภุ ีร์ ทมุ ทอง | 59

มหาสตปิ ฏั ฐานสูตร บาลี–ไทย เอวังธัมโม, กม็ ีความเปน็ อยา่ งนเี้ ปน็ ธรรมดา เอวงั ภาว,ี มีลกั ษณะเปน็ อย่างน้ี เอวงั อะนะตีโต, ไม่ลว่ งพน้ ความเป็นอย่างนีไ้ ปได้ อิต,ิ ด้วยวิธีการดังทไ่ี ด้กล่าวมาแลว้ นี้ อชั ฌัตตงั วา กาเย กายานปุ สั สี วหิ ะระติ, ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ กายในกายภายในอยบู่ า้ ง พะหทิ ธา วา กาเย กายานุปสั สี วิหะระต,ิ เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ กายในกายภายนอกอยบู่ า้ ง อัชฌัตตะพะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ ัสสี วหิ ะระติ, เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงกายในกายท้ังภายในและ ภายนอกอย่บู ้าง สะมทุ ะยะธัมมานุปสั สี วา กายัส๎มงิ วิหะระต,ิ เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นเหตุเกิดในกาย อยู่บา้ ง วะยะธมั มานุปสั สี วา กายสั ๎มิง วหิ ะระติ, เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงธรรมเป็นเหตุดับในกาย อยู่บ้าง 60 | สภุ รี ์ ทุมทอง

นิทเทสะ สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ ัสสี วา กายสั ๎มงิ วหิ ะระต.ิ เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ และธรรม เปน็ เหตุดับในกายอยูบ่ ้าง ‘อตั ถิ กาโย’ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจปุ ัฏฐิตา โหติ, อนงึ่ สตขิ องภกิ ษนุ นั้ เปน็ สภาวะทต่ี ง้ั ขนึ้ เฉพาะหนา้ วา่ กายเท่านน้ั มอี ยู่ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ ปฏิสสะติมัตตายะ, ก็เพียงเพ่ือความเจริญขึ้นแห่งญาณและเพ่ือความ เจรญิ ข้ึนแหง่ สติเทา่ นั้น อะนสิ สิโต จะ วิหะระติ, เธอเปน็ ผูอ้ นั ตณั หาและทฏิ ฐไิ ม่อาศัยแลว้ อยู่ นะ จะ กญิ จิ โลเก อุปาทิยะต.ิ และยอ่ มไมย่ ดึ ม่ันถอื มั่นซึง่ อะไร ๆ ในโลก เอวมั ปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานปุ สั สี วหิ ะระต.ิ ดกู อ่ นภกิ ษทุ ัง้ หลาย ภิกษุเปน็ ผ้ตู ามเห็นเนอื ง ๆ ซง่ึ กายในกายอยู่ แมอ้ ยา่ งนี้ นะวะสวี ะถิกะปพั พัง นิฏฐิตงั . หมวดปา่ ช้า ๙ จบแล้ว กายานปุ สั สะนา นฏิ ฐติ า. การตามเห็นเนอื ง ๆ ซงึ่ กาย จบแลว้ สุภีร์ ทมุ ทอง | 61



นิทเทสะ ๒. เวทะนานุปสั สะนา กถญั จะ ภกิ ขะเว ภกิ ขุ เวทะนาสุ เวทะนานปุ สั สี วหิ ะระต.ิ ดูกอ่ นภิกษทุ ้งั หลาย ภิกษุเปน็ ผตู้ ามเหน็ เนือง ๆ ซึ่งเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ อย่างไรเล่า อธิ ะ ภกิ ขะเว ภิกข,ุ ดกู อ่ นภกิ ษทุ ั้งหลาย ภิกษุในพระศาสนาน้ี สขุ งั วา เวทะนงั เวทะยะมาโน ‘สขุ งั เวทะนงั เวทะยาม’ี ติ ปะชานาต,ิ เม่ือเสวยอย่ซู ง่ึ เวทนาที่เป็นสขุ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวย อยู่ซึง่ เวทนาทเ่ี ป็นสุข ทุกขัง วา เวทะนัง เวทะยะมาโน ‘ทุกขัง เวทะนัง เวทะยามี’ติ ปะชานาต,ิ เมอ่ื เสวยอยซู่ งึ่ เวทนาทเี่ ปน็ ทกุ ข์ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ เราเสวย อย่ซู ่ึงเวทนาที่เปน็ ทุกข์ อะทุกขะมะสขุ งั วา เวทะนัง เวทะยะมาโน ‘อะทุกขะมะสุขัง เวทะนงั เวทะยาม’ี ติ ปะชานาติ, เมอื่ เสวยอยซู่ ่งึ เวทนาท่ไี มใ่ ชท่ กุ ขแ์ ละไมใ่ ช่สุข ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยอยซู่ ่ึงเวทนาทไี่ ม่ใชท่ กุ ข์ และไม่ใชส่ ุข สภุ รี ์ ทุมทอง | 63

มหาสติปฏั ฐานสูตร บาลี–ไทย สามสิ งั วา สขุ งั เวทะนงั เวทะยะมาโน ‘สามสิ งั สขุ งั เวทะนงั เวทะยาม’ี ติ ปะชานาติ, เม่ือเสวยอยู่ซึ่งเวทนาท่ีเป็นสุขอันเก่ียวเนื่องกับ อามิส ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยอยู่ซ่ึงเวทนาท่ีเป็นสุข อันเกีย่ วเนือ่ งกบั อามิส นิรามสิ ัง วา สุขัง เวทะนงั เวทะยะมาโน ‘นริ ามสิ ัง สขุ งั เวทะนงั เวทะยาม’ี ติ ปะชานาต,ิ เม่ือเสวยอยู่ซ่ึงเวทนาที่เป็นสุขอันไม่เกี่ยวเนื่องกับ อามิส ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยอยู่ซ่ึงเวทนาที่เป็นสุข อนั ไมเ่ กี่ยวเนอ่ื งกบั อามสิ สามิสัง วา ทุกขงั เวทะนงั เวทะยะมาโน ‘สามสิ ัง ทุกขงั เวทะนัง เวทะยามี’ติ ปะชานาติ, เมื่อเสวยอยู่ซ่ึงเวทนาที่เป็นทุกข์อันเก่ียวเนื่องกับ อามิส ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยอยู่ซ่ึงเวทนาท่ีเป็นทุกข์ อนั เกย่ี วเน่อื งกบั อามิส นริ ามสิ งั วา ทกุ ขงั เวทะนงั เวทะยะมาโน ‘นริ ามสิ งั ทกุ ขงั เวทะนงั เวทะยาม’ี ติ ปะชานาต,ิ เมื่อเสวยอยู่ซึ่งเวทนาที่เป็นทุกข์อันไม่เก่ียวเนื่องกับ อามิส ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยอยู่ซึ่งเวทนาที่เป็นทุกข์ อันไมเ่ กย่ี วเน่ืองกับอามิส 64 | สภุ ีร์ ทมุ ทอง

นิทเทสะ สามิสัง วา อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทะยะมาโน ‘สามสิ งั อะทกุ ขะมะสขุ งั เวทะนงั เวทะยาม’ี ติ ปะชานาต,ิ เมอื่ เสวยอยซู่ ง่ึ เวทนาทไ่ี มใ่ ชท่ กุ ขแ์ ละไมใ่ ชส่ ขุ อนั เกยี่ ว เนื่องกับอามิส ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยอยู่ซึ่งเวทนาท่ี ไมใ่ ช่ทุกข์และไม่ใช่สขุ อนั เก่ียวเนอ่ื งกบั อามสิ นิรามิสัง วา อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทะยะมาโน ‘นริ ามสิ งั อะทกุ ขะมะสขุ งั เวทะนงั เวทะยาม’ี ติ ปะชานาต.ิ เมอ่ื เสวยอยซู่ ง่ึ เวทนาทไี่ มใ่ ชท่ กุ ขแ์ ละไมใ่ ชส่ ขุ อนั ไมเ่ กย่ี ว เน่อื งกบั อามิส ย่อมร้ชู ดั วา่ เราเสวยอยซู่ ง่ึ เวทนาท่ี เปน็ ไม่ใช่ทุกขแ์ ละไมใ่ ช่สขุ อนั ไมเ่ กี่ยวเนอื่ งกับอามสิ อติ ,ิ ดว้ ยวิธีการดังทไี่ ดก้ ล่าวมาแลว้ นี้ อัชฌัตตงั วา เวทะนาสุ เวทะนานุปสั สี วหิ ะระติ, ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ เวทนาในเวทนาทงั้ หลาย ภายในอยูบ่ ้าง พะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานปุ ัสสี วหิ ะระต,ิ เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซึ่งเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ภายนอกอยบู่ ้าง อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา เวทะนาสุ เวทะนานปุ สั สี วหิ ะระต,ิ เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงเวทนาในเวทนาท้ังหลาย ทงั้ ภายในและภายนอกอยบู่ ้าง สุภรี ์ ทมุ ทอง | 65

มหาสตปิ ัฏฐานสูตร บาล–ี ไทย สะมทุ ะยะธัมมานุปสั สี วา เวทะนาสุ วิหะระต,ิ เปน็ ผ้ตู ามเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเปน็ เหตุเกดิ ใน เวทนาทงั้ หลายอยูบ่ า้ ง วะยะธัมมานปุ ัสสี วา เวทะนาสุ วหิ ะระติ, เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซง่ึ ธรรมเป็นเหตุดบั ใน เวทนาทง้ั หลายอยบู่ า้ ง สะมุทะยะวะยะธัมมานปุ สั สี วา เวทะนาสุ วิหะระติ. เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ และธรรม เป็นเหตุดับในเวทนาท้งั หลายอยู่บา้ ง ‘อัตถิ เวทนา’ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปจั จปุ ัฏฐิตา โหต,ิ อนงึ่ สตขิ องภกิ ษนุ นั้ เปน็ สภาวะทตี่ งั้ ขนึ้ เฉพาะหนา้ วา่ เวทนาเทา่ น้นั มอี ยู่ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ ปฏสิ สะติมตั ตายะ, ก็เพียงเพ่ือความเจริญขึ้นแห่งญาณและเพื่อความ เจรญิ ขึน้ แห่งสตเิ ทา่ นั้น อะนิสสิโต จะ วหิ ะระต,ิ เธอเป็นผูอ้ ันตณั หาและทฏิ ฐิไมอ่ าศยั แลว้ อยู่ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะต.ิ และยอ่ มไม่ยึดม่นั ถือมนั่ ซ่งึ อะไร ๆ ในโลก 66 | สุภรี ์ ทมุ ทอง

นิทเทสะ เอวมั ปิ ภกิ ขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปสั สี วหิ ะระต.ิ ดกู อ่ นภกิ ษุทัง้ หลาย ภิกษเุ ป็นผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซึง่ เวทนาในเวทนาท้งั หลายอยู่ แมอ้ ยา่ งน้ี เวทะนานุปัสสะนา นิฏฐิตา. การตามเหน็ เนือง ๆ ซึ่งเวทนา จบแล้ว สภุ รี ์ ทุมทอง | 67

มหาสติปัฏฐานสูตร บาล–ี ไทย ๓. จิตตานุปสั สะนา กถญั จะ ภกิ ขะเว ภิกขุ จติ เต จติ ตานุปัสสี วหิ ะระติ. ดูก่อนภิกษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซ่ึงจติ ในจติ อยู่ อยา่ งไรเล่า อธิ ะ ภิกขะเว ภิกข,ุ ดกู อ่ นภกิ ษุทัง้ หลาย ภกิ ษุในพระศาสนานี้ สะราคงั วา จิตตงั ‘สะราคัง จติ ตนั ’ติ ปะชานาติ, ยอ่ มรชู้ ดั ซง่ึ จิตทีป่ ระกอบด้วยราคะว่า เป็นจติ ทป่ี ระกอบด้วยราคะ วีตะราคัง วา จติ ตัง ‘วีตะราคงั จติ ตนั ’ติ ปะชานาติ, ยอ่ มร้ชู ดั ซง่ึ จติ ทป่ี ราศจากราคะวา่ เป็นจิตทปี่ ราศจากราคะ สะโทสงั วา จติ ตงั ‘สะโทสงั จติ ตัน’ติ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรูช้ ัดซึง่ จิตที่ประกอบดว้ ยโทสะว่า เป็นจิตทป่ี ระกอบดว้ ยโทสะ วตี ะโทสัง วา จิตตงั ‘วตี ะโทสงั จิตตนั ’ติ ปะชานาติ, ยอ่ มรชู้ ัดซง่ึ จิตที่ปราศจากโทสะว่า เปน็ จิตท่ปี ราศจากโทสะ สะโมหงั วา จิตตงั ‘สะโมหัง จติ ตนั ’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรชู้ ัดซึ่งจติ ท่ปี ระกอบดว้ ยโมหะว่า เปน็ จติ ทีป่ ระกอบดว้ ยโมหะ 68 | สุภรี ์ ทุมทอง

นิทเทสะ วตี ะโมหัง วา จิตตงั ‘วีตะโมหงั จิตตัน’ติ ปะชานาติ, ย่อมรชู้ ัดซง่ึ จติ ทป่ี ราศจากโมหะว่า เป็นจิตทป่ี ราศจากโมหะ สงั ขติ ตัง วา จติ ตัง ‘สังขติ ตัง จติ ตนั ’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรชู้ ดั ซึง่ จติ ที่หดห่วู ่า เปน็ จติ ทีห่ ดหู่ วิกขิตตงั วา จิตตัง ‘วกิ ขิตตัง จิตตัน’ติ ปะชานาติ, ยอ่ มรชู้ ดั ซึ่งจิตทฟี่ ุ้งซา่ นวา่ เปน็ จติ ทฟ่ี งุ้ ซา่ น มหัคคะตัง วา จิตตัง ‘มหคั คะตงั จิตตนั ’ติ ปะชานาติ, ยอ่ มรชู้ ดั ซง่ึ จติ ทเี่ ปน็ มหคั คตะวา่ เปน็ จติ ทเ่ี ปน็ มหคั คตะ อะมหคั คะตงั วา จติ ตงั ‘อะมหคั คะตงั จติ ตนั ’ติ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั ซง่ึ จิตทีไ่ ม่เป็นมหัคคตะวา่ เปน็ จติ ที่ไม่เปน็ มหัคคตะ สะอตุ ตะรงั วา จติ ตงั ‘สะอุตตะรัง จิตตัน’ติ ปะชานาติ, ย่อมรชู้ ดั ซึ่งจติ ทม่ี ีจติ อ่ืนย่ิงกวา่ วา่ เป็นจติ ทีม่ ีจิตอ่นื ยงิ่ กวา่ อะนตุ ตะรงั วา จติ ตัง ‘อะนุตตะรงั จติ ตนั ’ติ ปะชานาต,ิ จิตย่อมรูช้ ัดซ่งึ จิตทีไ่ มม่ จี ิตอืน่ ยงิ่ กวา่ วา่ เป็นจิตที่ไม่มีจิตอืน่ ยง่ิ กวา่ สะมาหติ งั วา จติ ตงั ‘สะมาหิตัง จติ ตัน’ติ ปะชานาติ, ยอ่ มรชู้ ดั ซึ่งจิตท่ตี ั้งมั่นดีวา่ เปน็ จิตท่ีตงั้ ม่นั ดี อะสะมาหติ งั วา จติ ตงั ‘อะสะมาหติ งั จติ ตนั ’ติ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ัดซึง่ จิตทไ่ี ม่ตงั้ มนั่ ดีวา่ เป็นจิตทไ่ี มต่ ้งั มน่ั ดี สุภีร์ ทุมทอง | 69

มหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร บาลี–ไทย วิมุตตัง วา จติ ตงั ‘วมิ ุตตัง จติ ตนั ’ติ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั ซง่ึ จติ ทหี่ ลดุ พน้ แลว้ วา่ เปน็ จติ ทหี่ ลดุ พน้ แลว้ อะวมิ ตุ ตัง วา จิตตงั ‘อะวมิ ุตตงั จิตตนั ’ติ ปะชานาติ. ยอ่ มรชู้ ดั ซง่ึ จติ ทยี่ งั ไมห่ ลดุ พน้ วา่ เปน็ จติ ทยี่ งั ไมห่ ลดุ พน้ อิติ, ด้วยวิธีการดังที่ไดก้ ล่าวมาแลว้ นี้ อัชฌัตตัง วา จิตเต จติ ตานุปสั สี วิหะระติ, ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ จติ ในจติ ภายในอยบู่ า้ ง พะหทิ ธา วา จิตเต จติ ตานปุ สั สี วิหะระต,ิ เปน็ ผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซึง่ จิตในจติ ภายนอกอยูบ่ า้ ง อัชฌัตตะพะหทิ ธา วา จิตเต จิตตานปุ ัสสี วหิ ะระติ, เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ จติ ในจติ ทงั้ ภายในทง้ั ภายนอก อย่บู ้าง สะมุทะยะธัมมานปุ ัสสี วา จิตตัสม๎ ึ วิหะระติ, เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ ในจติ อยบู่ า้ ง วะยะธัมมานปุ สั สี วา จติ ตัสม๎ ึ วิหะระต,ิ เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมเปน็ เหตดุ บั ในจติ อยบู่ า้ ง สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา จติ ตสั ม๎ ึ วิหะระต.ิ เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ และธรรม เป็นเหตุดับในจิตอยู่บา้ ง 70 | สุภรี ์ ทมุ ทอง

นทิ เทสะ ‘อัตถิ จิตตนั ’ติ วา ปะนสั สะ สะติ ปจั จุปฏั ฐิตา โหติ, อนงึ่ สตขิ องภกิ ษนุ นั้ เปน็ สภาวะทต่ี ง้ั ขน้ึ เฉพาะหนา้ วา่ จิตเท่านน้ั มอี ยู่ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปฏสิ สะติมัตตายะ, ก็เพียงเพ่ือความเจริญขึ้นแห่งญาณและเพ่ือความ เจริญข้ึนแห่งสตเิ ทา่ นั้น อะนสิ สิโต จะ วหิ ะระต,ิ เธอเปน็ ผู้อนั ตัณหาและทฏิ ฐิไมอ่ าศัยแล้วอยู่ นะ จะ กญิ จิ โลเก อุปาทยิ ะต.ิ และย่อมไมย่ ึดมั่นถอื มัน่ ซง่ึ อะไร ๆ ในโลก เอวมั ปิ โข ภกิ ขะเว ภกิ ขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. ดูกอ่ นภิกษทุ งั้ หลาย ภิกษเุ ปน็ ผูต้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซึง่ จิตในจติ อยู่ แม้อยา่ งน้ี จิตตานุปัสสะนา นฏิ ฐิตา. การตามเหน็ เนอื ง ๆ ซ่งึ จติ จบแล้ว สภุ รี ์ ทมุ ทอง | 71



นทิ เทสะ ๔. ธมั มานปุ ัสสะนา ๔.๑ นีวะระณะปพั พะ กถญั จะ ภกิ ขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธมั มานปุ สั สี วิหะระต.ิ ดกู ่อนภกิ ษทุ ั้งหลาย ภกิ ษุเป็นผูต้ ามเห็นเนอื ง ๆ ซึ่งธรรมในธรรมท้งั หลายอยู่ อยา่ งไรเล่า อธิ ะ ภิกขะเว ภกิ ขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปสั สี วหิ ะระติ ปัญจะสุ นีวะระเณส.ุ ดกู อ่ นภกิ ษทุ ั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ตามเหน็ เนอื ง ๆ ซ่งึ ธรรมในธรรมทั้งหลายคอื นวิ รณ์ ๕ อยู่ กถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ปัญจะสุ นวี ะระเณสุ. ดูก่อนภกิ ษทุ ั้งหลาย ภกิ ษเุ ป็นผตู้ ามเห็นเนือง ๆ ซงึ่ ธรรมในธรรมทงั้ หลายคอื นวิ รณ์ ๕ อยู่ อยา่ งไรเลา่ อธิ ะ ภิกขะเว ภิกขุ, ดูก่อนภกิ ษุทง้ั หลาย ภกิ ษุในพระศาสนานี้ สันตัง วา อัชฌัตตัง กามัจฉันทัง ‘อัตถิ เม อัชฌัตตัง กามจั ฉนั โท’ติ ปะชานาต,ิ ยอ่ มร้ชู ดั ซงึ่ กามฉันทะที่มอี ย่ภู ายในตนว่า กามฉนั ทะมีอยู่ภายในของเรา สภุ ีร์ ทมุ ทอง | 73

มหาสติปัฏฐานสตู ร บาล–ี ไทย อะสนั ตัง วา อชั ฌัตตัง กามัจฉันทงั ‘นัตถิ เม อัชฌตั ตงั กามจั ฉันโท’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชัดซึง่ กามฉนั ทะทไี่ มม่ อี ยภู่ ายในตนว่า กามฉันทะไม่มอี ยู่ภายในของเรา ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ กามัจฉันทัสสะ อุปปาโท โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาติ, ความเกิดข้ึนแห่งกามฉันทะท่ียังไม่เกิด ย่อมมีด้วย เหตุใด ย่อมร้ชู ดั ซึง่ เหตนุ ัน้ ด้วย ยะถา จะ อุปปันนสั สะ กามัจฉนั ทัสสะ ปะหานงั โหติ, ตัญจะ ปะชานาติ, การละซ่ึงกามฉันทะท่ีเกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีด้วยเหตุใด ยอ่ มร้ชู ัดซ่ึงเหตุน้ันดว้ ย ยะถา จะ ปะหนี สั สะ กามจั ฉนั ทสั สะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหติ, ตญั จะ ปะชานาต.ิ ความไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแห่งกามฉันทะที่ละได้แล้ว ย่อมมดี ้วยเหตใุ ด ยอ่ มรู้ชัดซึง่ เหตุนั้นดว้ ย 74 | สภุ รี ์ ทุมทอง

นทิ เทสะ สันตัง วา อัชฌัตตัง พ๎ยาปาทัง ‘อัตถิ เม อัชฌัตตัง พย๎ าปาโท’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรูช้ ัดซึง่ พยาบาททมี่ ีอยภู่ ายในตนว่า พยาบาทมอี ย่ภู ายในของเรา อะสันตัง วา อัชฌัตตัง พ๎ยาปาทัง ‘นัตถิ เม อัชฌัตตัง พ๎ยาปาโท’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชัดซง่ึ พยาบาททไ่ี ม่มีอยู่ภายในตนวา่ พยาบาทไมม่ อี ย่ภู ายในของเรา ยะถา จะ อะนุปปันนสั สะ พย๎ าปาทัสสะ อปุ ปาโท โหติ, ตัญจะ ปะชานาต,ิ ความเกดิ ขน้ึ แหง่ พยาบาททย่ี งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ย่อมรู้ชดั ซ่ึงเหตุน้ันดว้ ย ยะถา จะ อุปปันนัสสะ พ๎ยาปาทัสสะ ปะหานัง โหติ, ตญั จะ ปะชานาต,ิ การละซง่ึ พยาบาททเ่ี กดิ ขนึ้ แลว้ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ยอ่ ม ร้ชู ดั ซง่ึ เหตุนัน้ ดว้ ย ยะถา จะ ปะหนี สั สะ พย๎ าปาทสั สะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาติ. ความไม่เกิดข้ึนอีกต่อไปแห่งพยาบาทที่ละได้แล้ว ยอ่ มมีดว้ ยเหตใุ ด ย่อมรชู้ ัดซงึ่ เหตนุ ้นั ดว้ ย สุภรี ์ ทมุ ทอง | 75

มหาสตปิ ัฏฐานสตู ร บาลี–ไทย สันตัง วา อัชฌัตตัง ถีนะมิทธัง ‘อัตถิ เม อัชฌัตตัง ถีนมทิ ธนั ’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรชู้ ัดซึง่ ถนี มทิ ธะที่มีอยู่ภายในตนวา่ ถีนมทิ ธะมีอยู่ภายในของเรา อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ถีนะมิทธัง ‘นัตถิ เม อัชฌัตตัง ถนี ะมทิ ธนั ’ติ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรู้ชดั ซ่ึงถนี มิทธะทไี่ มม่ อี ย่ภู ายในตนวา่ ถนี มิทธะไมม่ อี ยู่ภายในของเรา ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ ถนี ะมทิ ธสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาต,ิ ความเกดิ ขนึ้ แหง่ ถนี มทิ ธะทยี่ งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ย่อมรชู้ ัดซงึ่ เหตนุ ้นั ดว้ ย ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ถีนะมิทธัสสะ ปะหานัง โหติ, ตัญจะ ปะชานาติ, การละซึ่งถีนมิทธะที่เกิดข้ึนแล้ว ย่อมมีด้วยเหตุใด ย่อมรชู้ ัดซ่ึงเหตุนน้ั ดว้ ย ยะถา จะ ปะหนี สั สะ ถนี ะมทิ ธสั สะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหติ, ตญั จะ ปะชานาติ. ความไม่เกิดข้ึนอีกต่อไปแห่งถีนมิทธะท่ีละได้แล้ว ยอ่ มมดี ้วยเหตุใด ย่อมรูช้ ัดซงึ่ เหตนุ น้ั ดว้ ย 76 | สภุ ีร์ ทมุ ทอง

นทิ เทสะ สนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั อทุ ธจั จะกกุ กจุ จงั ‘อตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั อุทธัจจะกุกกจุ จนั ’ติ ปะชานาติ, ย่อมรู้ชัดซ่ึงอุทธัจจกุกกุจจะท่ีมีอยู่ภายในตนว่า อทุ ธัจจกุกกจุ จะมีอยภู่ ายในของเรา อะสนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั อทุ ธจั จะกกุ กจุ จงั ‘นตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั อุทธัจจะกุกกจุ จัน’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชัดซึ่งอุทธัจจกุกกุจจะท่ีไม่มีอยู่ภายในตนว่า อทุ ธจั จกุกกุจจะไมม่ ีอยูภ่ ายในของเรา ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ อทุ ธจั จะกกุ กจุ จสั สะ อปุ ปาโท โหติ, ตญั จะ ปะชานาติ, ความเกิดขึ้นแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ย่อมมี ดว้ ยเหตุใด ยอ่ มรูช้ ัดซ่งึ เหตนุ ัน้ ด้วย ยะถา จะ อปุ ปนั นสั สะ อทุ ธจั จะกกุ กจุ จสั สะ ปะหานงั โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาต,ิ การละซง่ึ อทุ ธจั จกกุ กจุ จะทเ่ี กดิ ขนึ้ แลว้ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ยอ่ มรู้ชัดซ่งึ เหตนุ ัน้ ดว้ ย ยะถา จะ ปะหีนัสสะ อุทธัจจะกุกกุจจัสสะ อายะติง อะนปุ ปาโท โหติ, ตญั จะ ปะชานาติ. ความไม่เกิดข้ึนอีกต่อไปแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ละ ได้แล้ว ยอ่ มมีด้วยเหตุใด ยอ่ มรู้ชัดซึ่งเหตุน้นั ดว้ ย สภุ รี ์ ทมุ ทอง | 77

มหาสติปัฏฐานสูตร บาลี–ไทย สันตัง วา อัชฌัตตัง วิจิกิจฉัง ‘อัตถิ เม อัชฌัตตัง วิจิกจิ ฉา’ติ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ัดซ่งึ วิจิกจิ ฉาที่มอี ยภู่ ายในตนว่า วจิ กิ จิ ฉามีอย่ภู ายในของเรา อะสันตัง วา อัชฌัตตัง วิจิกิจฉัง ‘นัตถิ เม อัชฌัตตัง วิจิกิจฉา’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชัดซึ่งวิจิกจิ ฉาทีไ่ ม่มอี ยภู่ ายในตนวา่ วิจิกิจฉาไมม่ ีอยู่ภายในของเรา ยะถา จะ อะนุปปันนายะ วิจิกิจฉายะ อุปปาโท โหติ, ตัญจะ ปะชานาต,ิ ความเกดิ ขนึ้ แหง่ วจิ กิ จิ ฉาทยี่ งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ย่อมรชู้ ดั ซง่ึ เหตุน้ันด้วย ยะถา จะ อปุ ปนั นายะ วจิ กิ จิ ฉายะ ปะหานงั โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาติ, การละซง่ึ วจิ กิ จิ ฉาทเี่ กดิ ขนึ้ แลว้ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ยอ่ ม รชู้ ัดซึง่ เหตุนั้นดว้ ย ยะถา จะ ปหนี ายะ วจิ กิ จิ ฉายะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาติ. ความไม่เกิดข้ึนอีกต่อไปแห่งวิจิกิจฉาที่ละได้แล้ว ยอ่ มมีดว้ ยเหตุใด ย่อมรูช้ ดั ซ่งึ เหตุน้ันดว้ ย 78 | สภุ ีร์ ทุมทอง

นิทเทสะ อิต,ิ ดว้ ยวธิ กี ารดงั ทไ่ี ดก้ ล่าวมาแล้วนี้ อัชฌตั ตัง วา ธมั เมสุ ธมั มานปุ สั สี วิหะระต,ิ ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย ภายในอยูบ่ า้ ง พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ, เป็นผตู้ ามเหน็ เนือง ๆ ซงึ่ ธรรมในธรรมทั้งหลาย ภายนอกอย่บู า้ ง อชั ฌัตตะพะหทิ ธา วา ธมั เมสุ ธมั มานปุ สั สี วหิ ะระติ, เปน็ ผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงธรรมในธรรมทง้ั หลาย ทัง้ ภายในและภายนอกอย่บู า้ ง สะมทุ ะยะธัมมานปุ สั สี วา ธมั เมสุ วิหะระติ, เป็นผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซ่งึ ธรรมเป็นเหตเุ กิดในธรรม ท้งั หลายอยู่บ้าง วะยะธมั มานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ, เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นเหตุดับในธรรม ท้ังหลายอย่บู ้าง สะมทุ ะยะวะยะธมั มานุปสั สี วา ธมั เมสุ วหิ ะระติ. เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ และธรรม เปน็ เหตุดับในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง สุภีร์ ทุมทอง | 79

มหาสติปฏั ฐานสูตร บาลี–ไทย ‘อัตถิ ธมั มา’ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหติ, อนง่ึ สตขิ องภกิ ษนุ นั้ เปน็ สภาวะทต่ี งั้ ขนึ้ เฉพาะหนา้ วา่ ธรรมเท่านนั้ มอี ยู่ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ ปฏิสสะติมตั ตายะ, ก็เพียงเพ่ือความเจริญข้ึนแห่งญาณและเพ่ือความ เจริญข้นึ แหง่ สติเทา่ นั้น อะนสิ สิโต จะ วหิ ะระต,ิ เธอเปน็ ผอู้ นั ตณั หาและทฏิ ฐิไม่อาศัยแล้วอยู่ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทยิ ะติ. และยอ่ มไมย่ ึดมั่นถอื มนั่ ซึง่ อะไร ๆ ในโลก เอวมั ปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธมั เมสุ ธมั มานปุ สั สี วหิ ะระติ ปญั จะสุ นวี ะระเณส.ุ ดูกอ่ นภกิ ษุท้งั หลาย ภกิ ษเุ ป็นผตู้ ามเห็นเนือง ๆ ซ่ึง ธรรมในธรรมท้ังหลายคือนิวรณ์ ๕ อยู่ แมอ้ ยา่ งนี้ นีวะระณะปพั พงั นฏิ ฐิตัง. หมวดนิวรณ์ จบแลว้ 80 | สภุ ีร์ ทุมทอง

นิทเทสะ ๔.๒ ขันธะปพั พะ ปุนะ จะปะรัง ภกิ ขะเว, ดูกอ่ นภกิ ษุท้งั หลาย วิธีการอื่นยงั มีอยูอ่ ีก ภิกขุ ธมั เมสุ ธมั มานุปัสสี วหิ ะระติ ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ. ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย คืออุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ กถญั จะ ปน ภกิ ขะเว ภกิ ขุ ธมั เมสุ ธมั มานปุ สั สี วหิ ะระติ ปญั จะสุ อุปาทานกั ขนั เธส.ุ ดกู อ่ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรม ในธรรมทั้งหลายคืออปุ าทานขนั ธ์ ๕ อยู่ อยา่ งไรเลา่ อิธะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ดูกอ่ นภกิ ษุท้ังหลาย ภิกษใุ นพระศาสนานี้ อิต,ิ ตามเหน็ ดงั น้ีว่า อติ ิ รูปงั , สภาวะนเ้ี ป็นรูป อิติ รปู สั สะ สะมทุ ะโย, ธรรมน้เี ป็นเหตุเกดิ แห่งรูป อติ ิ รปู ัสสะ อัตถังคะโม, ธรรมนเ้ี ป็นเหตดุ ับแห่งรปู สุภรี ์ ทมุ ทอง | 81

มหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร บาล–ี ไทย อิติ เวทะนา, สภาวะน้ีเปน็ เวทนา อติ ิ เวทะนายะ สะมทุ ะโย, ธรรมน้เี ปน็ เหตุเกดิ แหง่ เวทนา อิติ เวทะนายะ อัตถงั คะโม, ธรรมนเ้ี ปน็ เหตดุ บั แหง่ เวทนา อติ ิ สญั ญา, สภาวะนีเ้ ปน็ สญั ญา อิติ สัญญายะ สะมุทะโย, ธรรมนเ้ี ป็นเหตุเกิดแหง่ สัญญา อิติ สัญญายะ อตั ถงั คะโม, ธรรมนเ้ี ปน็ เหตุดบั แหง่ สญั ญา อติ ิ สงั ขารา, สภาวะนี้เป็นสังขารทง้ั หลาย อติ ิ สังขารานงั สะมุทะโย, ธรรมน้ีเป็นเหตุเกิดแหง่ สังขารทั้งหลาย อติ ิ สังขารานงั อัตถงั คะโม, ธรรมนเ้ี ปน็ เหตดุ บั แห่งสังขารทัง้ หลาย อติ ิ วิญญาณงั , สภาวะนี้เป็นวิญญาณ อิติ วิญญาณัสสะ สะมทุ ะโย, ธรรมนเ้ี ปน็ เหตุเกิดแหง่ วญิ ญาณ 82 | สภุ รี ์ ทมุ ทอง

นิทเทสะ อติ ิ วิญญาณสั สะ อตั ถงั คะโม. ธรรมน้เี ป็นเหตุดับแหง่ วิญญาณ อิติ, ดว้ ยวธิ ีการดังทีไ่ ดก้ ล่าวมาแล้วนี้ อชั ฌตั ตงั วา ธมั เมสุ ธมั มานปุ ัสสี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย ภายในอยบู่ า้ ง พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานปุ ัสสี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย ภายนอกอยู่บ้าง อชั ฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานปุ ัสสี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย ทั้งภายในและภายนอกอยูบ่ ้าง สะมทุ ะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วหิ ะระติ, เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ ในธรรม ทั้งหลายอยบู่ า้ ง วะยะธัมมานุปสั สี วา ธมั เมสุ วิหะระต,ิ เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงธรรมเป็นเหตุดับในธรรม ทง้ั หลายอยู่บา้ ง สะมทุ ะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธมั เมสุ วิหะระติ. เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ และธรรม เป็นเหตดุ ับในธรรมทัง้ หลายอยบู่ ้าง สภุ รี ์ ทมุ ทอง | 83

มหาสติปฏั ฐานสตู ร บาล–ี ไทย ‘อัตถิ ธมั มา’ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ อนงึ่ สตขิ องภกิ ษนุ น้ั เปน็ สภาวะทต่ี งั้ ขน้ึ เฉพาะหนา้ วา่ ธรรมเท่าน้นั มอี ยู่ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปฏิสสะตมิ ตั ตายะ, ก็เพียงเพ่ือความเจริญขึ้นแห่งญาณและเพ่ือความ เจริญขนึ้ แห่งสตเิ ทา่ นัน้ อะนสิ สิโต จะ วหิ ะระต,ิ เธอเป็นผ้อู นั ตัณหาและทิฏฐไิ มอ่ าศัยแล้วอยู่ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะต.ิ และย่อมไมย่ ึดม่ันถอื มน่ั ซงึ่ อะไร ๆ ในโลก เอวมั ปิ โข ภิกขะเว ภกิ ขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปสั สี วิหะระติ ปัญจะสุ อปุ าทานกั ขันเธส.ุ ดกู อ่ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรม ในธรรมท้งั หลายคอื อปุ าทานขนั ธ์ ๕ อยู่ แม้อย่างน้ี ขนั ธะปัพพงั นฏิ ฐติ งั . หมวดขนั ธ์ จบแลว้ 84 | สุภีร์ ทุมทอง

นทิ เทสะ ๔.๓ อายะตะนะปพั พะ ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว, ดูก่อนภกิ ษทุ ัง้ หลาย วิธีการอนื่ ยงั มอี ยู่อีก ภกิ ขุ ธัมเมสุ ธมั มานุปสั สี วหิ ะระติ ฉะสุ อชั ฌตั ตกิ ะพาหิเรสุ อายะตะเนสุ. ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย คอื อายตนะภายในและภายนอก ๖ อยู่ กถัญจะ ภิกขะเว ภกิ ขุ ธมั เมสุ ธมั มานปุ สั สี วิหะระติ ฉะสุ อัชฌัตติกะพาหเิ รสุ อายะตะเนสุ. ดกู ่อนภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษเุ ป็นผตู้ ามเหน็ เนือง ๆ ซ่งึ ธรรมในธรรมทงั้ หลายคอื อายตนะภายในและภายนอก ๖ อยู่ อย่างไรเลา่ อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ, ดูก่อนภกิ ษุทงั้ หลาย ภิกษุในพระศาสนาน้ี จักขญุ จะ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชดั ซง่ึ ตาดว้ ย รเู ป จ ปะชานาติ, ย่อมรชู้ ดั ซง่ึ รูปท้ังหลายด้วย สภุ ีร์ ทมุ ทอง | 85

มหาสตปิ ัฏฐานสตู ร บาลี–ไทย ยัญจะ ตะทุภะยัง ปฏิจจะ อุปปัชชะติ สัญโญชะนัง, ตญั จะ ปะชานาต,ิ สัญโญชน์ใดอาศัยแล้วซึ่งตาและรูปทั้งสองนั้น ยอ่ มเกดิ ขน้ึ ย่อมรชู้ ัดซึง่ สญั โญชน์น้นั ด้วย ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สัญโญชะนัสสะ อุปปาโท โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาติ, ความเกดิ ขน้ึ แหง่ สญั โญชนท์ ยี่ งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ย่อมรูช้ ัดซ่ึงเหตนุ ั้นดว้ ย ยะถา จะ อปุ ปันนสั สะ สัญโญชะนัสสะ ปะหานงั โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาต,ิ การละซ่ึงสัญโญชน์ท่ีเกิดข้ึนแล้ว ย่อมมีด้วยเหตุใด ย่อมรู้ชดั ซึง่ เหตุนนั้ ด้วย ยะถา จะ ปะหนี ัสสะ สญั โญชะนัสสะ อายะติง อะนปุ ปาโท โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาต.ิ ความไม่เกิดข้ึนอีกต่อไปแห่งสัญโญชน์ที่ละได้แล้ว ย่อมมีด้วยเหตใุ ด ยอ่ มรชู้ ดั ซงึ่ เหตุนั้นด้วย 86 | สุภรี ์ ทุมทอง

นทิ เทสะ โสตญั จะ ปะชานาติ, ย่อมรู้ชดั ซ่ึงหูดว้ ย สทั เท จะ ปะชานาติ, ยอ่ มรู้ชดั ซงึ่ เสียงทั้งหลายดว้ ย ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปฏจิ จะ อปุ ปชั ชะติ สญั โญชะนงั , ตญั จะ ปะชานาต,ิ สัญโญชน์ใดอาศัยแล้วซ่ึงหูและเสียงทั้งสองน้ัน ยอ่ มเกิดขน้ึ ยอ่ มรู้ชัดซงึ่ สญั โญชน์นนั้ ดว้ ย ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ สญั โญชะนสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาติ, ความเกดิ ขนึ้ แหง่ สญั โญชนท์ ย่ี งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ยอ่ มรชู้ ดั ซึง่ เหตุนน้ั ด้วย ยะถา จะ อปุ ปนั นัสสะ สัญโญชะนสั สะ ปะหานงั โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาต,ิ การละซึ่งสัญโญชน์ท่ีเกิดข้ึนแล้ว ย่อมมีด้วยเหตุใด ยอ่ มรชู้ ดั ซึ่งเหตนุ ัน้ ดว้ ย ยะถา จะ ปะหนี ัสสะ สัญโญชะนัสสะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหติ, ตัญจะ ปะชานาต.ิ ความไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแห่งสัญโญชน์ที่ละได้แล้ว ย่อมมดี ว้ ยเหตใุ ด ยอ่ มรูช้ ัดซง่ึ เหตนุ ั้นดว้ ย สภุ ีร์ ทมุ ทอง | 87

มหาสตปิ ัฏฐานสูตร บาล–ี ไทย ฆานญั จะ ปะชานาติ, ย่อมรชู้ ัดซงึ่ จมูกด้วย คนั เธ จะ ปะชานาติ, ย่อมรชู้ ัดซง่ึ กลิ่นทัง้ หลายดว้ ย ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปฏจิ จะ อปุ ปชั ชะติ สญั โญชะนงั , ตญั จะ ปะชานาติ, สัญโญชน์ใดอาศัยแล้วซึ่งจมูกและกล่ินทั้งสองน้ัน ย่อมเกิดขน้ึ ยอ่ มรูช้ ัดซึ่งสญั โญชน์นั้นด้วย ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ สญั โญชะนสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาต,ิ ความเกดิ ขน้ึ แหง่ สญั โญชนท์ ย่ี งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ยอ่ มรชู้ ดั ซึ่งเหตนุ ัน้ ดว้ ย ยะถา จะ อปุ ปันนัสสะ สัญโญชะนสั สะ ปะหานัง โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาต,ิ การละซึ่งสัญโญชน์ที่เกิดข้ึนแล้ว ย่อมมีด้วยเหตุใด ยอ่ มรู้ชัดซึ่งเหตุนัน้ ด้วย ยะถา จะ ปะหนี สั สะ สญั โญชะนสั สะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาต.ิ ความไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแห่งสัญโญชน์ท่ีละได้แล้ว ย่อมมีดว้ ยเหตุใด ย่อมรูช้ ัดซง่ึ เหตนุ ั้นด้วย 88 | สภุ ีร์ ทุมทอง

นิทเทสะ ชวิ ๎หญั จะ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ัดซงึ่ ล้นิ ดว้ ย ระเส จ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรูช้ ัดซึ่งรสทง้ั หลายด้วย ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปฏจิ จะ อปุ ปชั ชะติ สญั โญชะนงั , ตญั จะ ปะชานาต,ิ สัญโญชน์ใดอาศัยแล้วซ่ึงล้ินและรสทั้งสองน้ัน ย่อมเกดิ ขึน้ ยอ่ มรูช้ ัดซึง่ สญั โญชน์นั้นดว้ ย ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ สญั โญชะนสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาติ, ความเกดิ ขน้ึ แหง่ สญั โญชนท์ ยี่ งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ย่อมรูช้ ัดซึ่งเหตนุ ัน้ ด้วย ยะถา จะ อุปปนั นัสสะ สัญโญชะนสั สะ ปะหานัง โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาต,ิ การละซึ่งสัญโญชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีด้วยเหตุใด ยอ่ มรชู้ ดั ซงึ่ เหตุนนั้ ดว้ ย ยะถา จะ ปะหนี สั สะ สญั โญชะนสั สะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหติ, ตญั จะ ปะชานาติ. ความไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแห่งสัญโญชน์ท่ีละได้แล้ว ย่อมมีด้วยเหตใุ ด ยอ่ มรชู้ ัดซ่งึ เหตุน้นั ดว้ ย สภุ ีร์ ทุมทอง | 89

มหาสตปิ ัฏฐานสูตร บาล–ี ไทย กายัญจะ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชดั ซงึ่ กายด้วย โผฏฐัพเพ จะ ปะชานาติ, ย่อมร้ชู ดั ซึง่ โผฏฐัพพะท้งั หลายด้วย ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปฏจิ จะ อปุ ปชั ชะติ สญั โญชะนงั , ตญั จะ ปะชานาติ, สญั โญชนใ์ ดอาศยั แลว้ ซงึ่ กายและโผฏฐพั พะทงั้ สองนนั้ ย่อมเกิดขึ้น ย่อมรูช้ ดั ซึ่งสญั โญชน์น้นั ด้วย ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ สญั โญชะนสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาต,ิ ความเกดิ ขนึ้ แหง่ สญั โญชนท์ ยี่ งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ย่อมรชู้ ัดซ่งึ เหตุนั้นดว้ ย ยะถา จะ อปุ ปนั นัสสะ สญั โญชะนสั สะ ปะหานงั โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาต,ิ การละซึ่งสัญโญชน์ท่ีเกิดข้ึนแล้ว ย่อมมีด้วยเหตุใด ย่อมรชู้ ัดซง่ึ เหตนุ ้นั ด้วย ยะถา จะ ปะหนี สั สะ สญั โญชะนสั สะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหติ, ตญั จะ ปะชานาต.ิ ความไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแห่งสัญโญชน์ท่ีละได้แล้ว ยอ่ มมีดว้ ยเหตใุ ด ยอ่ มรู้ชดั ซึ่งเหตุนัน้ ดว้ ย 90 | สภุ ีร์ ทมุ ทอง

นิทเทสะ มนญั จะ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชัดซึ่งใจดว้ ย ธัมเม จะ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชัดซึง่ ธรรมทง้ั หลายด้วย ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปฏจิ จะ อปุ ปชั ชะติ สญั โญชะนงั , ตญั จะ ปะชานาติ, สัญโญชนใ์ ดอาศัยแลว้ ซึ่งใจและธรรมทัง้ สองนัน้ ย่อมเกดิ ขน้ึ ย่อมร้ชู ดั ซ่งึ สัญโญชนน์ นั้ ด้วย ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ สญั โญชะนสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาต,ิ ความเกดิ ขน้ึ แหง่ สญั โญชนท์ ยี่ งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ย่อมรูช้ ัดซง่ึ เหตนุ น้ั ดว้ ย ยะถา จะ อปุ ปันนสั สะ สญั โญชะนสั สะ ปะหานัง โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาติ, การละซ่ึงสัญโญชน์ท่ีเกิดข้ึนแล้ว ย่อมมีด้วยเหตุใด ย่อมรชู้ ดั ซึ่งเหตุนนั้ ด้วย ยะถา จะ ปะหนี สั สะ สญั โญชะนสั สะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหติ, ตัญจะ ปะชานาติ. ความไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแห่งสัญโญชน์ท่ีละได้แล้ว ยอ่ มมีด้วยเหตใุ ด ยอ่ มรู้ชัดซง่ึ เหตุน้ันด้วย สุภรี ์ ทุมทอง | 91

มหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร บาล–ี ไทย อติ ,ิ ด้วยวธิ กี ารดังท่ไี ดก้ ลา่ วมาแลว้ นี้ อัชฌัตตัง วา ธมั เมสุ ธมั มานุปัสสี วิหะระต,ิ ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย ภายในอยูบ่ ้าง พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธมั มานุปสั สี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย ภายนอกอยบู่ ้าง อัชฌตั ตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานปุ ัสสี วหิ ะระติ, ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซงึ่ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย ทง้ั ภายในและภายนอกอยู่บ้าง สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั สี วา ธมั เมสุ วหิ ะระต,ิ เป็นผตู้ ามเห็นเนือง ๆ ซงึ่ ธรรมเปน็ เหตเุ กิดในธรรม ทัง้ หลายอยู่บ้าง วะยะธมั มานุปสั สี วา ธัมเมสุ วิหะระต,ิ เป็นผู้ตามเห็นเนือง ๆ ซ่ึงธรรมเป็นเหตุดับในธรรม ท้ังหลายอยบู่ า้ ง สะมุทะยะวะยะธมั มานุปสั สี วา ธัมเมสุ วหิ ะระติ. เปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมเปน็ เหตเุ กดิ และธรรม เปน็ เหตุดบั ในธรรมทัง้ หลายอยบู่ ้าง 92 | สภุ ีร์ ทุมทอง

นิทเทสะ ‘อัตถิ ธัมมา’ติ วา ปะนสั สะ สะติ ปัจจปุ ัฏฐิตา โหต,ิ อนง่ึ สตขิ องภกิ ษนุ น้ั เปน็ สภาวะทตี่ ง้ั ขน้ึ เฉพาะหนา้ วา่ ธรรมเทา่ นั้นมอี ยู่ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ ปฏิสสะติมตั ตายะ, ก็เพียงเพ่ือความเจริญขึ้นแห่งญาณและเพื่อความ เจรญิ ขึ้นแห่งสตเิ ท่านั้น อะนิสสโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ เธอเปน็ ผู้อันตณั หาและทิฏฐไิ มอ่ าศยั แล้วอยู่ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทยิ ะต.ิ และย่อมไม่ยดึ มน่ั ถือมน่ั ซงึ่ อะไร ๆ ในโลก เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภกิ ขุ ธัมเมสุ ธมั มานุปสั สี วิหะระติ ฉะสุ อัชฌัตติกะพาหเิ รสุ อายะตะเนสุ. ดกู ่อนภกิ ษุทัง้ หลาย ภกิ ษเุ ป็นผ้ตู ามเหน็ เนือง ๆ ซึ่ง ธรรมในธรรมทง้ั หลายคอื อายตนะภายในและภายนอก ๖ อยู่ แม้อย่างน้ี อายะตะนะปพั พัง นิฏฐติ งั . หมวดอายตนะ จบแล้ว สภุ รี ์ ทุมทอง | 93

มหาสติปัฏฐานสูตร บาลี–ไทย ๔.๔ โพชฌังคะปพั พะ ปุนะ จะปะรัง ภกิ ขะเว, ดูก่อนภกิ ษุท้ังหลาย วธิ ีการอ่นื ยังมอี ยู่อกี ภกิ ขุ ธมั เมสุ ธมั มานปุ สั สี วหิ ะระติ สตั ตะสุ โพชฌงั เคส.ุ ภกิ ษเุ ปน็ ผตู้ ามเหน็ เนอื ง ๆ ซง่ึ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย คอื โพชฌงค์ ๗ อยู่ กถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ สัตตะสุ โพชฌังเคสุ. ดกู อ่ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษุเป็นผู้ตามเห็นเนอื ง ๆ ซ่งึ ธรรมในธรรมทง้ั หลายคอื โพชฌงค์ ๗ อยู่ อยา่ งไรเลา่ อธิ ะ ภิกขะเว ภิกขุ ดูกอ่ นภิกษุท้ังหลาย ภกิ ษใุ นพระศาสนาน้ี สนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั สะตสิ มั โพชฌงั คงั ‘อตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั สะติสมั โพชฌังโค’ติ ปะชานาติ, ยอ่ มรชู้ ดั ซงึ่ สติสัมโพชฌงคท์ ี่มีอย่ภู ายในตนวา่ สติสัมโพชฌงค์มีอยูภ่ ายในของเรา อะสนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั สะตสิ มั โพชฌงั คงั ‘นตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั สะตสิ มั โพชฌังโค’ติ ปะชานาติ, ย่อมรู้ชัดซึ่งสติสมั โพชฌงคท์ ี่ไมม่ ีอยู่ภายในตนวา่ สตสิ มั โพชฌงคไ์ มม่ อี ยภู่ ายในของเรา 94 | สุภรี ์ ทมุ ทอง

นิทเทสะ ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ สะตสิ มั โพชฌงั คสั สะ อปุ ปาโท โหติ, ตญั จะ ปะชานาติ, ความเกิดข้ึนแห่งสติสัมโพชฌงค์ท่ียังไม่เกิด ย่อมมี ด้วยเหตุใด ย่อมรชู้ ดั ซึ่งเหตุน้ันด้วย ยะถา จะ อุปปนั นสั สะ สะตสิ ัมโพชฌงั คัสสะ ภาวนายะ ปาริปูรี โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาติ. ความเตม็ บรบิ รู ณด์ ว้ ยการภาวนาแหง่ สตสิ มั โพชฌงค์ ทเี่ กดิ ขนึ้ แลว้ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ยอ่ มรชู้ ดั ซงึ่ เหตนุ นั้ ดว้ ย สนั ตงั วา อัชฌตั ตงั ธมั มะวจิ ะยะสัมโพชฌังคงั ‘อัตถิ เม อชั ฌตั ตัง ธมั มะวิจะยะสมั โพชฌังโค’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชัดซ่ึงธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ท่ีมีอยู่ภายในตนว่า ธมั มวจิ ยสัมโพชฌงค์มอี ยู่ภายในของเรา อะสนั ตงั วา อชั ฌัตตัง ธัมมะวจิ ะยะสมั โพชฌงั คงั ‘นตั ถิ เม อชั ฌตั ตัง ธมั มะวจิ ะยะสมั โพชฌงั โค’ติ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั ซงึ่ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงคท์ ไี่ มม่ อี ยภู่ ายในตนวา่ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ไม่มอี ยูภ่ ายในของเรา ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ ธมั มะวจิ ะยะสมั โพชฌงั คสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาติ, ความเกดิ ขนึ้ แหง่ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงคท์ ยี่ งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมี ด้วยเหตใุ ด ย่อมรู้ชัดซึง่ เหตุนน้ั ด้วย สภุ รี ์ ทุมทอง | 95

มหาสตปิ ฏั ฐานสูตร บาล–ี ไทย ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคัสสะ ภาวนายะ ปารปิ รู ี โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาต.ิ ความเตม็ บริบูรณด์ ว้ ยการภาวนา แหง่ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงคท์ เี่ กดิ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ยอ่ มรู้ชัดซึ่งเหตนุ ้นั ด้วย สนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั วริ ยิ ะสมั โพชฌงั คงั ‘อตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั วิริยะสัมโพชฌังโค’ติ ปะชานาติ, ย่อมรชู้ ดั ซงึ่ วริ ิยสัมโพชฌงค์ทม่ี ีอยู่ภายในตนว่า วิริยสัมโพชฌงคม์ อี ยภู่ ายในของเรา อะสนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั วริ ยิ ะสมั โพชฌงั คงั ‘นตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั วิรยิ ะสมั โพชฌงั โค’ติ ปะชานาติ, ย่อมรู้ชดั ซ่ึงวิริยสมั โพชฌงคท์ ่ีไม่มอี ยภู่ ายในตนว่า วิริยสัมโพชฌงคไ์ มม่ ีอย่ภู ายในของเรา ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ วริ ยิ ะสมั โพชฌงั คสั สะ อปุ ปาโท โหติ, ตัญจะ ปะชานาติ, ความเกิดข้ึนแห่งวิริยสัมโพชฌงค์ท่ียังไม่เกิด ย่อมมี ด้วยเหตใุ ด ยอ่ มรู้ชดั ซง่ึ เหตนุ ัน้ ดว้ ย ยะถา จะ อปุ ปนั นสั สะ วริ ยิ ะสมั โพชฌงั คสั สะ ภาวนายะ ปารปิ ูรี โหติ, ตัญจะ ปะชานาติ. ความเตม็ บรบิ รู ณด์ ว้ ยการภาวนาแหง่ วริ ยิ สมั โพชฌงคท์ ี่ เกดิ ขนึ้ แลว้ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ยอ่ มรชู้ ดั ซง่ึ เหตนุ น้ั ดว้ ย 96 | สภุ ีร์ ทุมทอง

นทิ เทสะ สนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั ปตี สิ มั โพชฌงั คงั ‘อตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั ปีติสมั โพชฌังโค’ติ ปะชานาติ, ย่อมร้ชู ัดซงึ่ ปตี ิสัมโพชฌงค์ทมี่ อี ย่ภู ายในตนว่า ปีตสิ ัมโพชฌงคม์ อี ยูภ่ ายในของเรา อะสนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั ปตี สิ มั โพชฌงั คงั ‘นตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั ปตี สิ ัมโพชฌงั โค’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมร้ชู ัดซง่ึ ปีติสัมโพชฌงค์ทไ่ี มม่ ีอยู่ภายในตนวา่ ปตี สิ มั โพชฌงค์ไมม่ อี ยูภ่ ายในของเรา ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ ปตี สิ มั โพชฌงั คสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาต,ิ ความเกิดขึ้นแห่งปีติสัมโพชฌงค์ท่ียังไม่เกิด ย่อมมี ด้วยเหตใุ ด ย่อมรชู้ ัดซ่งึ เหตนุ ั้นด้วย ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ปีติสัมโพชฌังคัสสะ ภาวนายะ ปาริปรู ี โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาติ. ความเตม็ บรบิ รู ณด์ ว้ ยการภาวนาแหง่ ปตี สิ มั โพชฌงค์ ทเี่ กดิ ขนึ้ แลว้ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ยอ่ มรชู้ ดั ซงึ่ เหตนุ น้ั ดว้ ย สนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงั คงั ‘อตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั ปสั สัทธิสมั โพชฌงั โค’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชัดซ่ึงปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ท่ีมีอยู่ภายในตนว่า ปัสสัทธิสมั โพชฌงค์มอี ยู่ภายในของเรา สุภีร์ ทมุ ทอง | 97

มหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร บาล–ี ไทย อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ปัสสัทธิสัมโพชฌังคัง ‘นัตถิ เม อชั ฌัตตงั ปสั สัทธสิ ัมโพชฌังโค’ติ ปะชานาติ, ยอ่ มรชู้ ดั ซงึ่ ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงคท์ ไ่ี มม่ อี ยภู่ ายในตนวา่ ปัสสทั ธสิ มั โพชฌงค์ไมม่ อี ยู่ภายในของเรา ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงั คสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ ตัญจะ ปะชานาติ, ความเกดิ ขน้ึ แหง่ ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงคท์ ย่ี งั ไมเ่ กดิ ยอ่ มมี ด้วยเหตุใด ยอ่ มรู้ชดั ซ่ึงเหตุน้ันดว้ ย ยะถา จะ อปุ ปนั นสั สะ ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงั คสั สะ ภาวนายะ ปาริปรู ี โหต,ิ ตญั จะ ปะชานาติ. ความเต็มบรบิ รู ณด์ ว้ ยการภาวนา แหง่ ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงคท์ เี่ กดิ ขนึ้ แลว้ ยอ่ มมดี ว้ ยเหตใุ ด ย่อมรชู้ ดั ซ่ึงเหตนุ ัน้ ด้วย สนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั สมาธสิ มั โพชฌงั คงั ‘อตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั สมาธิสมั โพชฌังโค’ติ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรู้ชดั ซึ่งสมาธสิ มั โพชฌงคท์ ่มี อี ยูภ่ ายในตนวา่ สมาธสิ ัมโพชฌงค์มอี ยูภ่ ายในของเรา อะสนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั สมาธสิ มั โพชฌงั คงั ‘นตั ถิ เม อชั ฌตั ตงั สมาธสิ ัมโพชฌงั โค’ติ ปะชานาต,ิ ย่อมรู้ชัดซึ่งสมาธิสัมโพชฌงค์ท่ีไม่มีอยู่ภายในตนว่า สมาธสิ ัมโพชฌงคไ์ ม่มอี ยูภ่ ายในของเรา 98 | สุภีร์ ทุมทอง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook