Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ต้องเป็นให้ได้ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า

ต้องเป็นให้ได้ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า

Published by jariya5828.jp, 2022-07-22 04:45:25

Description: ต้องเป็นให้ได้ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า

Search

Read the Text Version

เจา้ ชายสทิ ธตั ถะทรงพบเทวทตู ท้งั ๔ คอื คนแก่ คนเจบ็ คนตาย และสมณะ ดอั ป๋เป็นให๋เั ดั (ต้อเชน่ ทระทฺทธเยา้ ) ๕๑ kalyanamitra.org

เจาั ชายสิทธตั ถะทรงปลงพระเกศาเพ่อื ออกบวช ท่ีริมส่งแมน่ าํ้ อโนมา ๕๒ ต้อ(วเปน็ ให้'เด (สง์ เช่นทระ:เๅกธเจา) kalyanamitra.org

บททหี่ ก ทระชนม์ชทฮออทระสัมมาสมั ททุ 8เจาั ทระออคปํ ิจอุบน บทท ๖ กระฒมชท(วอ(วกระสัมมาสมั ททุ รเจาั ทระอ0ค์ปิจจบุ ัน ในยคุ ทจ่ื กั รวาลของเราตำรงอยูข่ ณะนี้ มีพระสัมมาส์มพทุ ธเจา้ ตรัสรแู้ ละตงั้ พระ- ศาสนาผา่ นมาแลว้ ๓ พระองค์ ปัจจบุ ันอยูใ่ นระยะพุทธกาลของพระสัมมาล้มพทุ ธเจา้ พระองคท์ ี่ ๔ ทรงพระนามว่า พระสมณโคดม เมื่อสินพระศาสนาของพระองค์ไปแลว้ อีก นานแสนนาน เมอ่ื อายขุ ยั ของมนุษยล์ ดลงถึง ๑๐ ปี แลว้ สูงขึน้ ใหมอ่ สงไขยปี แลว้ ลดลง เหลอื ๘ หม่ืนปี ■ จะมพี ระสมั มาลม้ พุทธเจ้าพระองคท์ ี่ ๕ มาตรัสรู้ ทรงพระนามวา่ พระคร-ื อรยิ เมตไตรย ตอ่ จากน้ันจะไมม่ พี ระสัมมาลม้ พทุ ธเจ้ามาตรัสร้อู กี เลยจนจกั รวาลถูกทำลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมของเรา๒ แต่เดมิ ท่านกเ็ ป็นมนษุ ยป์ ถุ ชุ นธรรมดา เวยี นว่ายตายเกดิ อยู่ภพโนน้ ภพนไี๋ ปตามกรรมที่ทำไว้ จนกระท่งั ถงึ ชาตหิ นง่ึ หา่ งจากเวลา นี้ ๒๐ อสงไขยแสนมหากปั พระองค์เกดิ เปน็ คนยากจนอยู่กบั มารดา มีอาชีพหาของปา่ ตดั ฟนิ แบกเช้าไปขายในเมือง วนั หน่ึงขณะที่ขายฟนิ หมดแล้ว พกั ผอ่ นอยูท่ ีท่ า่ เรือ เหน็ ลูกเรอื ลงจากเรอื พา กนั กลับบา้ น ดูแล้วมรี ายได้ดีกวา่ ตน จงึ ไปขอสมคั รทำงานในเรอื กับเจ้าของเรือ โดยขอ พาเอามารดาไปกับตนด้วย เจ้าของเรือเต็มใจรับเช้าทำงาน ในการเดินทางคราวน้นั เรอื อบั ปางเพราะพายุ ชายตดั ฟินใหม้ ารดาเกาะบ่าตนเอง พากนั เกาะไมก้ ระดานวา่ ยน้ําเข้าหาส่ง ในขณะน้นั เองได้เห็นเพอ่ื นรว่ มทางทง้ั หลายจม หายไปตอ่ หนา้ ทีละคนสองคน จึงรสู้ ึกสลดสังเวชใจในความทกุ ข์ทัง้ ของตนเองและเหลา่ เพ่ือนๆ ในครั้งนีเ้ ปน็ ท่ีสุด มองเหน็ ปรุโปร่งถงึ ความทกุ ขข์ องผูค้ นและสรรพสัตวห์ มดท้งั โลกวา่ ล้วนแต่มีทกุ ขภ์ ยั ไปต่างๆ กนั ทุกขจ์ ากเรอื่ งทำมาหากนิ ทุกข์จากการเจบ็ ไข1ดป้ ว่ ย ทกุ ข์จากความพลดั พราก ฯลฯ ’ ในจักรวรรดิสตู รที.ปาฏิ.กลา่ วถีงตอนกัปเจริญขึน้ อายมุ นษุ ยจ์ าก ซ๐ิ ปี เจริญขึน้ ทลี ะหนึง่ เทา่ ตัวจนอายุ ได้ ๘ หมื่นปี พระศรอี ริยเมตรไตรย จึงเสดจ็ อบุ ้ติ แตใ่ นอรรถกถา กล่าวอธิบายไว้ว่า เป็นช่วงอายุไขลง จากอสงไขยปลี ดลงเหลีอ ๘ หมนื่ ปี พระศรีอริยเมตรไตรยจิงเสดจ็ อบติ \" ชินกาลมาลปี กรณ์ ฉบบั แปล หน้า ๔ ตอ้ !')เปีนใหั๋เด้ (ด่งั เช่นทระทฺทธเจ้า) ๕๓ kalyanamitra.org

บทท่หี ก เวลานน้ั จงิ มคี วามคดิ อยากช่วยเพอื่ นมนุษยแ์ ละสรรพสัตว์ให้พันทกุ ขท์ ี่เกดิ ขึน้ แม้ จะไมร่ หู้ นทางเลย กจ็ ะพยายามแสวงหาเมอื่ คดิ ดงั น้ีผูค้ ิดยอ่ มไดช้ อื่ ว่าเป็นพระโพธสิ ัตวแ์ ล้ว ตอ่ จากน้ันก็เวยี นว่ายตายเกิดลองผดิ ลองถูกสรา้ งความดแี บบตา่ งๆ ■ตามลำพัง เรื่อยมาเป็นเวลาถึง JOLอสงไขยกปั ได้บำเพญ็ บญุ กุศลในยคุ สมยั ที่มีพระสมั มาสัมพุทธเจา้ ถึงแสนสองหม่นื หา้ พนั พระองค์ จงึ มีความองอาจกล้าหาญเตม็ ท่ี เปลง่ วาจาแสดง ความปรารถนาขอเปน็ พระพุทธเจ้าพระองค์หนง่ึ บ้างในอนาคต ตอ่ พระพกั ตรข์ อง พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ทกุ พระองคท์ ี่ได้เกดิ พบ หลงั จากล่ันวาจาแล้ว พระโพธสิ ัตว์ กท็ รงบำเพญ็ บารมีทงั้ สิบอย่างย่ิงยวดตลอดมาอกี ๙ อสงไขย จนบารมที ง้ั สบิ เต็มเปยี ม บรบิ รู ณ์ หากพระองคท์ รงตดั ใจออกจากวีฏฏสงสาร ปฏิบตั ิตามคำตรัสสอนของพระ- สัมมาสมั พทุ ธเจา้ พระองค์ใดพระองคห์ น่งึ ท่ที รงไดพ้ บในเวลานั้น พระองคจ์ ะทรงสามารถ บรรลมุ รรคผลนิพพานทันที แตเ่ นื่องจากทรงตอ้ งการเปน็ พระสมั มาสัมพุทธเจา้ ดว้ ยพระองคเ์ อง ดว้ ยทรงมี พระมหากรุณาในสรรพสตั ว์ ตอ้ งการชว่ ยสรรพชีวติ ใหพ้ นั จากกรงขังของการเวียนวา่ ย ตายเกิด จึงไม่ยอมเป็นพระอรหนั ตสาวกในพระสมั มาสมั พุทธเจา้ พระองคใ์ ด ได้ทรงสรา้ งบารมเี พ่ิมเดมิ เติมเปียมย่ิงขนึ้ ตอ่ มาอกี ๔ อสงไขยกับหนึง่ แสนมหากปั (๑ มหากปั เทา่ กบั เวลาต้ังแตจ่ กั รวาลถกู ทำลายและต้งั ขึน้ จนถูกทำลายอีกคร้ัง หรอื เทียบ ๒๕๖ อันตรกปั ) จงึ ทรงสามารถตรัสรูด้ ว้ ยพระองคเ์ อง เปน็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้า และ ทรงสั่งสอนเวไนยสตั ว์ใหบ้ รรลมุ รรคผลนิพพานตามเปน็ จำนวนมาก ในพระชาตสิ ุดทา้ ยกอ่ นชาตติ รัสรู้ทรงเป็นเทพบุตรชือ่ สนั ดุสิต เหล่าเทพยดา ทง้ั หลายทลู เชญิ ให้เสดจ็ จุติจากสวรรคช์ ้นั ดุสิต ล^มาเกดิ ในตระกูลกษตั ริย์ นี้เปน็ หลกั ธรรมดาของพระโพธสิ ัตวท์ ีม่ ีบารมีเตม็ เปียม จะทรงเลือกเกดิ ในตระกลู ท่ีมนษุ ย์ยุคนน้ั นยิ มกันวา่ สูงสดุ ถา้ ยุคใดประชาชนนิยมยกยอ่ งพราหมณเ์ ป็นวรรณะเลศิ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ จะเกิดในตระกูลพราหมณ์ แตใ่ นยคุ พระสมั มาสัมพทุ ธเจ้าของเรา ประชาชนนยิ ม ตระกูลกษตั รยิ ์ พระองค์จึงทรงเลือกเกดิ ในตระกูลกษัตรยิ ์ศากยวงศ์ ท่ีนครกบลิ พัสดุ แควน้ สกั กะ ในประเทศอินเดยี สมยั นี้ ต้นราชวงศศ์ ากยะคือ พระเจ้าโอกกากราช มพี ระราชบุตร ๔ พระองค์ พระ ราชบุตรี ๕ พระองค์ กบั พระมเหสีท่ีเป็นราชภคนิ ี(นอ้ งสาว) ของพระองค์ เม่ือพระมเหสี ทวิ งคต ทรงมีพระมเหสใี หม่ มพี ระราชบตุ รใหม่อกี พระองคห์ นึ่ง พระเจ้าโอกกากราชทรงพลัง้ ประทานพรแก่พระมเหสีใหม่ว่า ต้องการสงิ ใด จะประทานให้ พระนางทลู ขอราชสมบัติ ให้พระโอรสของตน ๕๔ ดอั อเปน็ ให่ไดั (ดั่อเฒ่ทระททฺ ธเจ้า) kalyanamitra.org

ทระชนมชํทCJ90ทระ:สัมมาส้มทฺทรเจา้ ทระ:องคป์ ิจจบฺ ่น พระเจ้าโอกกากราชจงึ ทรงใหพ้ ระราชโอรสและพระราชธิดาเดมิ ออกจากเมอื ง ไปตัง้ พระนครกนั ขนึ้ เอง พระเชฏฐภคนิ (ี พส่ี าวคนโต) เสกสมรสกับพระเจ้ากรงุ เทวทหะ ตั้งเปน็ กษัตริยโ์ กลยิ วงศ์ สว่ นพนี่ อ้ งทเ่ี หลือ ๘ พระองศ์ ทรงจบั คกู่ ันเองต้งั เมืองข้นึ ในดงไมส้ กั กะ เขต ทมิ พานต่ในทีอ่ ยู่ของพระฤๅษีกบิลดาบส ขนานนามว่า กบลิ พัสดุ ตามชอื่ ของฤๅษี เป็น กษตั รยิ ว์ งศศ์ ากยะ พระนครกบลิ พัสดุ มกี ษตั รยิ ์ปกครองลบื ตอ่ กนั มาชา้ นาน กระทัง่ ถงึ พระเจา้ สุทโธทนะ มพี ระนางสิรมิ หามายา(ลกู ของอาผู้หญงิ ) เป็นพระชายา ทัง้ สองพระองศ์ ทรงให้กำเนิดเจา้ ชายสทิ ธตั ถะ(พระสัมมาสัมพุทธเจา้ ของเรา) คนื วนั ที่พระโพธสิ ตั ว์จุติจากiสวรรคช์ ั้นดสุ ติ ถือกำเนิดในพระครรภพ์ ระราชมารดา นั้นพระนางสริ ิมหามายาทรงสุบินนิมิตวา่ พระนางเสด็จไปที่ป่าทมิ พานต่มีชา้ งเผอื กขาวผอ่ ง เชือกหน่งึ ลงมาจากยอดเขาสูง ชงู วงทมี่ ดี อกบวั สีขาวส่งกลิ่นหอมฟง้ ขจร นำมาถวายให้ แล้วเดินเวยี นทำความเคารพครบสามรอบแล้วจากไป โหราจารยป์ ระจำราชสำนกั ทำนายวา่ พระนางจะทรงมีพระราชโอรสผ้ปู ระเสรฐิ พระเจ้าสุทโธทนะทรงดพี ระทัย พรอ้ ม รับส่งั ให้ดูแลพระมเหสเี ป็นอย่างดี พระโพธิสตั วอ์ ยใู่ นพระครรภใ์ นท่าประทับน่งั สมาธิ มสี ติตลอดเวลา ไม่คุดคู้ เหมือน อาการของทารกทัว่ ไป ทง้ั ไมเ่ ปรอะเขอ้ นดว้ ยมลทนิ ในครรภ์ พระมารดาทรงแลเหน็ ได้ถนดั ครน้ั ใกลว้ ันประสูติ เปน็ ธรรมเนียมของประชาชนในยคุ น้ัน นยิ มกลับไปคลอดลูก ท่บี ้านเดิมของตน พระนางสริ ิมหามายาจงึ ทลู ขอพระราชานญุ าต แต่พระนางเสดจ็ ไป ไม่ถึงนครเทวทหะ มาถึงครึ่งทางท่ปี า่ ลมุ พินวี ัน ประชวรพระครรภ์ ประทับยืนเหนย่ี วกิง่ สาละ ประสูตพิ ระราชโอรส พระวรกายของพระโพธสิ ตั ว์บรสิ ทุ ธ๋สึ ะอาดไม่เปรอะเข้อนดว้ ยครรภม์ ลทนิ ใดๆ มเี ทวดามารองรบั ในอากาศ มกี ารกสนั่ ตัวของไอนา้ั เกดิ เป็นนั้าร้อนน้ําเยน็ ผสมเป็นน้ัาอนุ่ ตกลงมาสนานพระองศ์ ทรงดำเนนิ ดว้ ยพระบาทไดเ้ อง ๗ กา้ ว มดี อกบัวผดุ ขน้ึ รองรับ พระบาท ๗ ดอก ทรงหยุดยืนตรัสอาสภิวาจา(วาจาองอาจ) ว่า “อคโฺ คหมสมิ โลกสฺส” เราเปน็ อคั รบรุ ุษของโลก หรอื เราเป็นเอกในโลก เราเปน็ ผ้ปู ระเสรฐิ สดุ ในโลก เวลานนั้ เป็นเวลาสายใกลเ้ ท่ียง วันศุกร์ เพญ็ เดือนวสิ าขะ(เดอื น ๖) ปจี อ ก่อน '’๙' - 1 พุทธศก ๘๐ ปี เรอ่ื งอภินิหารเหลา่ น๋ไี ม่ใชเ่ รอื่ งประหลาด สำหรบั ผมู้ บี ุฌญาบารมีเตม็ เปียมแล้ว ย่อมมลี ิ่งทีพ่ เิ ศษกว่าคนธรรมดา เมือ่ ประสูติ จงึ สามารถเดินได้ทันที ด้วยบญุ บารมที ส่ี ะสม มานาน ส่วนเรอ่ื งน้าํ ร้อนนํ้าเยน็ ท่เี กิดขนึ้ ในอากาศกเ็ ปน็ เรือ่ งทเ่ี ปน็ ไปได้ เมื่อผู้มีบุญ ตอั อเป็นให๋ัเด้ (ดอ่ั เชน่ ทระททฺ ธเยา้ ) ๕๕ kalyanamitra.org

บทที่หก ขนาดพระโพธสิ ตั วบ์ ังเกิดขน้ึ เทพยดาผู้มีหน้าที่ดูแล ยอ่ มตอ้ งตามรักษาเป็นธรรมดา ไมใ่ ช่เรอื่ งเหลอื เช่ือแต่ประการใด เพราะขนาดคนธรรมดาอยา่ งเราๆ เมือ่ ตั้งใจทำบญุ กุศล สง่ั สมความดีอยู่เสมอ ยังได้พบเรือ่ งประหลาดมหศั จรรย์กันอย่เู สมอและเมอื่ ตรวจดู กันด้วยอำนาจสมาธิจติ มักพบว่า คนท่หี ม่ันประกอบคุณงามความดีนน้ั มักมีเทวดาประเภท หนงึ่ คอยตดิ ตามชว่ ยเหลือ เพราะเทวดาประเภทนี้อยใู่ นเทวภมู ิ มโี อกาสสร้างบญุ กศุ ลเพิ่ม ไดย้ าก เมือ่ ได้คอยชว่ ยเหลือมนุษยท์ ีก่ ระทำความดี กไ็ ด้พลอยอนุโมทนาในความดที ่ี มนษุ ยเ์ หลา่ นน้ั กระทำอยู่ เทวดาเหล่าน้นั ก็ไดบ้ ุญเพ่ิมข้ึนทกุ ครงั้ ไป พระรปู กายของพระโพธิสตั ว์เมอื่ ประสูติออกมาน้นั งดงามไม่มีท่ีดิ มีลกั ษณะ มหาบุรุษครบทัง้ ๓๒ ประการ ตามตำราทำนายลักษณะของศาสนาพราหมณ์ ซงึ่ มี สอนกนั ไว์ในเวลาน้ัน ว่าใครท่ีมลี ักษณะอย่างน้ี ถา้ มีชวี ิตครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้า จกั รพรรดิราชผยู้ ่งิ ใหญ่ ปกครองแผน่ ดินกว้างขวาง มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขตทกุ ทศิ ถา้ ออกบวชจะไดต้ รัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระศาสดาเอกในโลก ที่เซงิ เขาทมิ พานตํมีฤๅษรี ูปหนงึ่ ชอ่ื อสติ ดาบส หรอื กาฬเทวิลดาบส เป็นผทู้ ี่ ราชสกลุ คุน้ เคยนับถือ ทราบขา่ วการประสตู ิราชโอรส จึงเข้าไปเย่ียม เมอื่ พระดาบสเหน็ ลกั ษณะมหาบรุ ุษของพระราชโอรส กล็ ุกขนึ้ กราบพระบาทท้ังสองของพระโอรสดว้ ย คีรษะของตน กล่าวคำทำนายลกั ษณะให้ทราบพร้อมท้งั ยมิ้ แย้มและร้องไห้ไปพรอ้ มกัน โดยอธิบายว่า ทา่ นยม้ิ แย้มเพราะดใี จวา่ พระราชโอรสเป็นผู้มบี ญุ ใหญ่ มีคติเป็นสองอย่าง อย่างใดอยา่ งหนงึ่ ที่กลา่ วแล้ว ท่ีร้องไห้เพราะเสยี ใจวา่ ตัวท่านชรามากแลว้ ท่านเชอื่ ว่า พระราชโอรสจะทรงออกผนวช ตรสั ร้เู ปน็ พระสัมมาสมั พุทธเจ้า ท่านมีอายอุ ยู่ไมท่ นั ได้ ฟงั พระธรรมเทศนา สกลุ ตา่ งๆ ที่เป็นเช้อื พระวงศ์เหน็ พระดาบสท่ีพวกตนนับถอื ใหค้ วามเคารพ อยา่ งสงู ย่งิ ต่อพระราชโอรส พร้อมทั้งได้ฟังคำพยากรณ์ ต่างพากันมีจิตใจเลื่อมใสนับถือ จงึ ถวายโอรสของตนสกุลละองศ์เปน็ บรวิ ารพระราชโอรส ส่วนพระเจา้ สุทโธทนะก็ พระราชทานการดแู ลบำรงุ เลีย้ งเป็นอยา่ งดี เมอ่ื ประสตู ิได้ ๕ วัน พระเจา้ สุทโธทนะโปรดให้มกี ารประชุมใหญ่ทง้ั พระญาติ วงศส์ องฝ่าย ขุนนางผใู้ หญ่ และพราหมณ์ผู้รอบรไู้ ตรเวท 6)0๘ คน เพ่ือถวายพระนาม พระราชโอรส ทปี่ ระชมุ ลงมติขนานพระนามวา่ “สิทรตั ถกุมาร” แปลว่า กมุ ารผ้สู มหวัง คือ ทรงตอ้ งการสงิ ใด ยอ่ มไดห้ มดทกุ สงิ แตส่ มยั นัน้ คนอนิ เดยี นิยมเรียกชอ่ื ตามสกลุ จงึ เรยี กว่าเจา้ ชาย ‘โคตมะ’ ในจำนวนพราหมณท์ งั้ หมด มีอยู่ ๘ คน ชำนาญการพยากรณ์ ไดถ้ วายความ เห็น เป็นสองประการดังกลา่ ว แล้ว ยกเวน้ พราหมณช์ ่ือโกณฑัณญะ ซ่ึงเปน็ ๕๖ ดัอ0เป็นใทเั๋ ดั (ตอ็ เช่นทระททฺ รเยา้ ) kalyanamitra.org

ทระชนมธทขอ(วทระสัมมาสบั ททุ ธเจาั ทระอ(วคป์ ิจจุบัน พราหมณห์ นมุ่ มอี ายนุ ้อยที่สุด พยากรณ์เพยี งประการเดยี วว่าพระราชโอรสจะเสดจ็ ออก ผนวชอยา่ งแน่นอน พอประสูติพระราชโอรสได้ ๗ วนั พระนางสิรมิ หามายาก็สินพระชนม์ เรือ่ งนี้ เป็นปกตวิ ิสัยของพระสมั มาส'ิ มพทุ ธเจ้าทกุ พระองค์ พระพทุ ธมารดาต้องทรงสนิ พระชนมายเุ รว็ เพอื่ ใหพ้ ระสมั มาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระโอรสองค์เดยี ว ไมม่ ีผอู้ ื่นเกดิ ร่วมพระครรภ์อิก เปน็ อันขาด พระเจา้ สทุ โธทนะทรงมอบพระราชโอรสสทิ ธัตถกมุ ารใหพ้ ระนางปชาบดีโคตมี พระมาตฉุ า(น้า)เลย้ี งตอ่ มา ซึ่งพระนางทรงเลย้ี งดเู ปน็ อยา่ งดี แมจ้ ะมพี ระราชบตุ ร พระราชบุตรี คือ เจ้าชายนนั ทะและเจ้าหญงิ รปู นันทาในเวลาต่อมา พระนางก็มไิ ดท้ รง เอาพระทัยใส่ เทา่ เจ้าชายสทิ ธตั ถะ เจา้ ชายสทิ ธตั ถะทรงมีน้ําพระทัยออ่ นโยนงดงาม ทรงเมตตาต่อผู้คนและสิง มีชวี ิตต่างๆ อยูเ่ สมอ เม่อื ถงึ วัยวง่ิ เล่นได้ เสดจ็ ประพาสพระราชอทุ ยาน ทรงพบนกถูก ยงิ ด้วยธนูบาดเจบ็ ทรงนำกลับมารกั ษา เมื่อหายแล้วจะทรงปล่อยกลบั ฝงู ไปตามเดมิ เจา้ ชายเทวทตั ซ่ึงมีศกั ด,ิ เป็นพระญาตเิ สดจ็ มาทวงคืน อา้ งว่าเปน็ ผู้ยงิ นกตัวนั้น นกควร เปน็ สิทธ,ิ ของผยู้ งิ เจ้าชายสิทธ'ิ ตถะไม่ทรงยินยอม มกี ารฟอ้ งรอ้ งเอาเร่อื งเข้าท่ีประชุม เหล่าขุนนาง ได้มผี ้เู ปน็ ปราชญ์ตดั สินให้เจ้าชายสิทธ'ิ ตถะเปน็ ฝ่ายชนะ โดยใชห้ ลัก ตดั สนิ ว่า “ชีวิตควรเปน็ สทิ ธิ,ของผใู้ หช้ วี ติ ไมใชส่ ิทธิ,ของผ้ทู ำลาย” และเน่อื งจากมคี ำพยากรณ์ตง้ั แต่แรกประสูตวิ ่า ชีวติ ของเจ้าชายสทิ ธิ'ตถะ จะ เปน็ ได้สองทาง พระเจ้าสุทโธทนะทรงปรารถนาให้พระราชโอรสเปน็ พระเจา้ จกั รพรรดิ ผู้ยิงใหญ่มากกวา่ ออกผนวช จึงทรงเล้ียงดูอยา่ งดีเลิศ เชน่ พอมีพระชนมได้ ๗ พรรษา ทรงให้ขุดสระใหญถ่ งึ ๓ สระ ปลกู บัวนานาพรรณสวยงามให้เป็นทีเ่ ลน่ เบกิ บานพระทัย มี เคร่อื งทรงอยา่ งดี ใชผ้ ้าจากแคว้นกาสีอนั มีซอื่ เสียงทีส่ ดุ เวลานั้น ตลอดจนเครอื่ งอุปโภค บริโภคล้วนแต่ดีเย่ียม มผี ูค้ นคอยเอาใจใสด่ แู ลให้พบแต่ความสุขสำราญพระทย้ ตลอดเวลา แตด่ ว้ ยพระบารมที ี่มีอยเู่ ต็มเปยี มบรบิ ูรณ์แลว้ แม้จะทรงสขุ สบายเพยี งใด เจ้า ชายสทิ ธติ ถ่ ะก็ทรงมีพระบญิ ญาสงู ส่งผิดปกตเิ ดก็ ธรรมดา เช่นครง้ั หนง่ึ พระราชบดิ า เสด็จไปทำพธิ แี รกนาขวญั ทรงนำเจ้าชายไปในพธิ ดี ว้ ย บรรดาเหลา่ พี่เลย้ี งไดจ้ ดั ที่ ประทับให้อยู่ใต้ตน้ ชมพพู ฤกษ์(ตน้ หว้า) แลว้ ต่างกพ็ ากนั ไปดูพธิ ี ทิ้งเจา้ ชายไวต้ ามลำพัง พระองค์ทรงทอดพระเนตรสิงแวดลอ้ มต่างๆ แลว้ ไม่ทรงเบกิ บานสนุกสนานไป ตามพระราชพธิ หี รือผู้คนท่ีพากันมาชมงานแต่กลบั ทรงมองเหน็ ความทุกข์ยากของสงิ ต่างๆ เห็นชาวนาใชค้ วายลากคันไถท่ามกลางแสงแดดรอ้ นระอุ เหนือ่ ยยากทั้งคนท้งั สัตว์ การ ทำมาหากินเป็นของลำบากนัก มองไปในอากาศ เห็นนกเหยย่ี วโฉบไลจ่ ับนกเลก็ เปน็ อาหาร ดัองเปน็ ใมเ์ ดั (ดป่ เ๋ ฒท่ ระเๅทธเย้า) ๕๗ kalyanamitra.org

บททห่ี ก '■ . นกเล็กกบ็ นิ ไล่จบั แมลงกนิ อกี ทอดหนึ่ง มองไปในนํ้า ปลาใหญ่ไลก่ นิ ปลาเลก็ ในโลกเตม็ ไป ด้วยความเห้ียมโหดมกี ารฆ่าและเบยี ดเบียนกันอย่ตู ลอดเวลา เพียงเพอ่ื การยังชพี ของตนเอง <4 ทอดพระเนตรด้วยพระปรีชาดังน้ีแล้ว ทรงรู้สกี สลดสงั เวช พระหทัยกห็ ยดุ น่ึง รวม อยู่ในอารมณเ์ ดียว เป็นฌานจิตขึ้นมา ด้วยทรงมคี วามชำนาญเร่ืองการบำเพญ็ ภาวนา มาในชาติปางก่อนอยแู่ ล้ว จึงทรงกระทำเองไดโดยไม่มผี ูใ้ ดสอน ขณะน้นั มีฤๅษี ๕ ตน เหาะผา่ นมาในอากาศ มาถงึ ตน้ หวา้ ก็พากนั เหาะต่อไปไมไ่ ด้ มองลงมาเหน็ พระมหาบรุ ุษประทับนง่ั เข้าสมาธิไดป้ ฐมฌานอยู่ พระวรกายงดงาม เปลง่ ปล่งั ดงั มีพระรศั มี จึงพากนั ถวายนมสั การ สรรเสริญพระคณุ แล้วจึงเหาะตอ่ ไปได้ ดว้ ยกระแสพลงั จิตอันเปน็ สมาธแิ นว่ แนน่ น้ั ทำใหเ้ กดิ การหกั เหของลำแสง แม้ดวงอาทติ ย์จะโคจรเปน็ เวลาบา่ ยแลว้ กต็ าม เงาของต้นหวา้ ไม่เคลอ่ื นยา้ ยไปตาม เหมือนเงาของตน้ ไมอ้ ื่นๆ ในบรเิ วณเดยี วกนั คงก้นั เปน็ ประดุจร่มคนั ใหญใ่ หเ้ งาแก่ เจ้าชายสทิ ดัตถะ เปน็ อัศจรรย์ เหลา่ พื่เล้ยี งนึกไดว้ ่าท้ิงเจา้ ชายไว้ตามลำพงั รบี กลบั มาดู เห็นเหตอุ ัศจรรย์ พระโพธิสัตวป์ ระทับนึง่ อยู่ในฌาน เงาตน้ หว้าไมเ่ คลื่อนทีต่ ามดวงอาทติ ย์ คงบงั รม่ อยู่ดัง ครงั้ แรก ตา่ งคนตา่ งพศิ วงงงงวย นำความกราบทลู พระราชบดิ า พระเจา้ สทุ โรทนะเสดจ็ มา ทรงถวายบงั คมพระราชโอรสเปน็ ครงั้ ท่ี ๒ เป็นพระเกยี รติยศสบิ ต่อมาทกุ วันน้ี ต่อจากนัน้ เมือ่ เจริญพระชนม์พอสมควร พระราชบดิ าทรงใหเ้ ลา่ เรยี นคิลปวิทยา จากสำนักของทา่ นราชครูวิศวามิตร อนั เปน็ อาจารยท์ ม่ี ีความรแู้ ละมีชีอเสยี งท่ีสดุ ทรง เรียนทงั้ อกั ษรศาสตร์ ภาษาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ รัฐศาสตร์ โหราศาสตร์ ยทุ ธศาสตร์ คิลปศาสตร์ ฯลฯ ทกุ วิชาที่มใี นยคุ นน้ั อาจารย์จะสอนสิงใด พระราชกุมาร ทรงสามารถเรยี นรู้1ด้หมดอย่างรวดเรว็ จนสนิ ความรขู้ องเหลา่ อาจารย์ แม้จะทรงมีความรูค้ วามสามารถเป็นเยย่ี มเหนือผอู้ นื่ แต่พระราชโอรสสทิ รตั ถะ ทรงเปียมไปด้วยนํ้าพระทัยเมตตาอยู่เป็นนจิ จึงมไิ ดว้ างพระองคข์ ม่ ผู้ใด เป็นทร่ี กั ใคร่ ของพระสหายและพระประยรู ญาตทิ ง้ั หมด เมื่อพระชนมได้ 9๖ พรรษา พระราชบิดาโปรดใหส้ รา้ งปราสาทสวยงาม ๓ หลัง ประจำฤดูกาล เปน็ ที่ประทับสำราญพระทยั ตลอดปี แตล่ ะหลงั ป้องกันความแปรปรวน ของลมฟา้ อากาศ ไม่ใหพ้ ระโอรสลำบากพระวรกาย พระราชบดิ าทรงต้องการให้พระราชกมุ ารมคี วามสขุ ในการมคี คู่ รอง จงึ จัด ของขวญั ตา่ งๆให้เจา้ ชายประทานแกบ่ รรดาเจ้าหญงิ ในราชสกุลท้ังปวงทีเ่ ชญิ มาร่วมงาน และให้ขุนนางคนสนิทเสาสงั เกตดพู ระอาการ ว่าจะทรงพอพระทยั ในราชธิดาสกุลใด ๕๘ ดออ เป็น เหเด (ต่อเชน่ กระฤทรเยา้ ) kalyanamitra.org

ทระชนม์ชกขอ0ทระสมั มาสมทุทธเจาั ทระออคปํ จิ ชบุ น เจ้าหญงิ ท้ังหลายเมอ่ื อยเู่ บื้องหน้าพระพกั ตร์พระราชโอรสผ้งู ามสงา่ หาทด่ี ิมไิ ด้ ตา่ งกพ็ ากันประหม่าเกอ้ เขนิ เจา้ ชายเองไม่ทรงสนพระทยั ทอดพระเนตรพระพกั ตรข์ อง ผใู้ ดเลย คงประทานของขวญั ให้ตามประเพณี กระทัง้ สงิ ของเหล่านน้ั หมดลง ขณะนน้ั เองเจา้ หญิงยโสธรา(พมิ พา) เปน็ พระราชธดิ าของพระเจ้าสปุ ปพุทธะ(พระเชษฐาของ พระนางสริ ิมหามายา) และพระนางอมติ า ซงึ่ เป็นพระราชกนฏิ ฐภคิน(ี น้องสาว) ของ พระเจ้าสทุ โรทนะ เพง่ิ เสดจ็ มาถึง เจา้ หญิงทรงมีพระสริ ิโฉมงดงามมาก มคี ณุ สมบตั เิ ป็น นางกลั ยาณี ไมท่ รงมีพระอาการเก้อเขนิ แตป่ ระการใด ทูลขอของรางวัล เจ้าชายสทิ ธัตถะ ทร่ งเงยพระพกั ตรท์ อดพระเนตร เมอ่ื ทรงเหน็ ของรางวลั หมด จงึ ทรงถอดสร้อยสงั วาล ของพระองคเ์ องซ่งึ เป็นของมีค่ากวา่ รางวลั อื่นๆ ทั้งหมดประทานแกเ่ จ้าหญงิ ขนุ นางทเ่ี ฝืาสังเกตเหตุการณ์อยู่ นำความกราบบังคมทูลพระเจา้ สุทโธทนะ พระองคต์ รสั ขอเจา้ หญงิ เพอ่ื เปน็ คู่อภิเษกของเจ้าชายสทิ ธัตถะ พระญาตวิ งศ์เหน็ สมควรให้มีการประลองกำลังใหเ้ ปน็ ที่ประจักษถ์ งึ ความสามารถ ของเจ้าชาย อีกทงั้ เจา้ หญิงยโสธราเองก็มีเจ้าชายในสกุลตา่ งๆ หมายปองอยู่ พระมหาบรุ ุษของเราทรงชนะการประลองทุกชนิด กระท้งั ยกศรโบราณทีม่ ี นา้ํ หนกั มาก ต้องใชค้ นถึงพันคนจึงจะยกขน้ึ พระองค์ก็ทรงยกได้คล่องแคลว่ ดงั สตรยี ก กงไม้ดีดฝืาย ทรงลองเสียงศรดงั ทั่วนครกบลิ พสั ดุ ทรงยงิ ไปทะลุขนหางจามรีขาดออก เปน็ สองท่อนเทา่ กนั ซึง่ วางหา่ งออกไปถึง ซิ โยชน์ เปน็ อศั จรรย์ เหล่าพระญาดทิ ั้งสองฝา่ ยจงึ จัดพิธีอภิเษกสมรสทั้งสองพระองค์ ในขณะที่ทรง มพี ระชนมายุ ซ๖ิ พรรษาเท่านั้น พระนางยโสธรา(พิมพา) ทรงเปน็ ลง่ื หนึ่งในบรรดาสหชาติ(เกิดคูบ่ ุญพร้อมกัน)ของ เจา้ ชายสทิ ธัตถะ ซึง่ มีท้งั หมด ๗ อยา่ ง อีก ๖ อยา่ งทีเ่ หลอื คือ พระอานนท์ กาฬุทาย- อำมาตย์ นายฉนั นะมหาดเล็กผดู้ ูแลม้าและรบั ใชใ้ กลช้ ดิ มา้ กณั ฐกะ ตน้ พระศรีมหาโพธ๋ิ และขมุ ทรพั ยท์ งั้ ๕ ท้ังสองพระองค์ทรงครองชีวิตตอ่ มาอยา่ งเปยี มล้นดว้ ยความสุขท่ีพระราชบิดา พระราชทาน เพอ่ื ให้พระราชโอรสเพลดิ เพลินในความสขุ ตามโลกยี วสิ ยั ไม่ทรงคดิ เร่ือง ออกผนวช จนพระชนมายุล่วงเข้า ๒๙ พรรษา วนั หนง่ึ ทรงมโี อกาสเสด็จประพาสอทุ ยาน ตามลำพังพระองคก์ บั นายฉันนะมหาดเลก็ ไดท้ อดพระเนตรความเป็นไปท่ีแท้จรงิ ของ ประชาชน ซ่งึ ขณะประทับอย่ใู นพระราชวังไม่มีโอกาสได้พบใกลช้ ดิ อกิ ท้ังพระราชบิดา กท็ รงกดี กนั ไม่ใหไ้ ดท้ อดพระเนตร เกรงจะคดิ เบอื่ หน่ายในโลกยี สขุ สงิ ทท่ี อดพระเนตรเห็นในคราวน้ัน เรยี กกนั ว่าเทวทตู ๔ คอื คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ คนแกม่ ผี มหงอก รา่ งกายคดงอ หมดกำลัง เวลาเดนิ กายง้อมเงอื้ ม ดองเปน็ ใหเดั (สอ่ เชน่ กระฑทรเยา้ ) ๕๙ kalyanamitra.org

บทที่หก ไปเบอ้ื งหนา้ คอยแต่ชวนเซถลา ต้องโธ่ไม้เทา้ คำยนั ก็ยังงกเงนิ่ สันหวน่ั ไหวไปท่วั ทั้งกาย คนเจ็บ นอนร้องครวญครางโอดโอยโหยหวนด้วยทกุ ขเวทนาแรงกลา้ หน้าตา บดิ เบ้ียวเพราะเจบ็ ปวด กระสบั กระส่ายไปท่วั สรรพางค์กาย อยูน่ ิ่งไม่ได้เลยแมแ้ ต่น้อย แถกไถคลกุ ฝน่ ไปทัว่ ไม่กลวั เข้อน คนตาย นอนน่ิงไม่ไหวติง ญาติพน่ี อ้ งรอ้ งไห้เศร้าโศก พากันหามแครน่ ำศพไป เผาที่เชงิ ตะกอน ถา้ ให้ศพนอนชักชา้ กจ็ ะเน่าเหมน็ เป็นที่อุจาดตา สมณะ เปน็ ผูอ้ อกจากเรือน กิริยาอาการสงบสำรวม ทำความเพยี รทางจติ เพ่งพนิ ิจอยู่เพื่อจะหาทางสงบ ออกจากทกุ ข์ทง้ั ปวง เมื่อทอดพระเนตรเหน็ เทวทตู ๓ อยา่ งช้างต้น ทรงสลดพระทยั ในความทกุ ข์ ของสรรพสตั ว์เปน็ ท่สี ุด ระลกึ ได้ว่าสงิ เหลา่ นี้ต้องเกิดกับชีวิตทกุ ชีวติ แมแ้ ตพ่ ระองคเ์ อง กเ็ ป็นเชน่ นั้น อกี ทัง้ พระญาติวงศท์ กุ พระองคแ์ ละประชาชนท่วั หนา้ ไม่มีเว้น ไมน่ า่ ท่ี พระองคจ์ ะทรงหลงระเรงิ อยู่ในความสขุ จอมปลอมท่ีกำลังได้รบั อย่นู นั้ เลย ควรแสวงหา ทางดบั ทุกขเ์ หลา่ นี้ใหพ้ ระองค์เอง และช่วยสรรพสตั ว์อ่นื ถ้วนหนา้ จงึ เปน็ การสมควร ครง้ั ทรงเห็นเทวทตู ท่ี ๔ คือ อาการของผเู้ ปน็ นกั บวช ใบหน้าที่สงบสำรวม เรียบรอ้ ย เหมอื นใบหนา้ ของผคู้ น้ พบสุขแท้จรงิ ไม่ใช่สขุ ปลอม จงึ ทรงพอพระทัยในเพศ สมณะเปน็ อยา่ งย่งิ ทรงเปล่งวาจาอทุ านว่า “สาธุ โข ปัพพชั ชา” แปลว่า การบวชนด้ี ีนกั แล และ ตัดสนิ พระทยั แนว่ แน่เด็ดเดี่ยวในขณะน้ันเองวา่ พระองคจ์ ะตอ้ งทรงผนวชบ้างให้1ด้ เวลาที่ทรงคดิ เรื่องการออกผนวชอยู่น้นั เองพระราชบดิ าทรงสง่ คนมากราบทูลวา่ พระนางพมิ พายโสธราประสูติพระโอรสแล้ว ความรู้ลกึ รักลูกในฐานะเป็นบิดาเกิดท่วมทน้ ขึน้ ในพระหฤทยั เปน็ ความรกั ที่ไม่ เคยเกิดดงั นี้มากอ่ น รูล้ ึกผกู พนั หนกั หนว่ งห่วงใย จนต้องทรงออกอทุ านว่า “พันธะนงั ชาตัง ราหลุ งั ชาตัง” แปลว่า เครือ่ งผกู เกิดขึน้ แลว้ หว่ งเกิดขึน้ เสีย แล้ว คำอทุ านว่า “ราหุลงั ” นี้เองไดเ้ ป็นพระนามของพระโอรสที่เพ่ีงประสตู ิของพระองค์ ว่า เจา้ ชายราหุล ขณะทีเ่ จา้ ชายสทิ ธัตถะเสด็จกลับพระราชวัง ทรงดำเนนิ ผา่ นพระบญั ชรของ พระตำหนกั แห่งหนงึ่ พระญาติสาวชื่อกิสาโคตมี ยีนเย่ียมพระบญั ชรเหน็ พระองคแ์ ลว้ กล่าวชมเปน็ ความวา่ “ผใู้ ดได้เป็นพระราชมารดา ผใู้ ดได้เป็นพระราชบดิ าของเจ้าชายสทิ ธัตถะ ผู้น้นั จะมีความสขุ ดบั ทุกข์เขญ็ สตรีใดได้เป็นพระชายา สตรนี น้ั กจ็ ะมคี วามสุขคับทกุ ขเ์ ขญ็ ” ๖0 สอั 010นไหัเ๋ ด้ (ด่ฮั เช่นทระ1ๅทธ1จาั ) kalyanamitra.org

ทระชนมช์ ทขออทร“สัมมาสัมทฺทธเจาั ทระออค์ปิจจุบน (ภาษาสมยั น้นั คำว่าดับทกุ ขใ์ ช้คำว่า นพิ พาน) คำว่า “นพิ พาน” แปลวา่ ดบั ในคำกล่าวนั้น เจา้ ชายทรงประทับพระหฤทยั มาก เพราะทรงคดิ เร่อื งนพิ พาน ดับทกุ ขต์ รงกันพอดี จึงทรงถอดสรอ้ ยสงั วาลจากพระศอให้ มหาดเล็กนำไปมอบให้นางกสิ าโคตมี ที่เปล่งคำพดู ชมเชยได้ถกู พระทยั เทา่ กับเปน็ การยาํ้ ความคดิ ในการออกแสวงหาทางดับทุกขใ์ หแ้ น่วแน่ยงิ่ ขนึ้ ด้วยความดบั ทุกข์มใิ ชเ่ ป็นเพียง แคร่ ูปร่างหนา้ ตาท่ีสงา่ งาม จติ ใจทม่ี ีคณุ ธรรมเมตตากรณุ าเทา่ นั้น จะตอ้ งมีการปฏิบตท่ี ลกึ ข้งึ อย่างอน่ื จึงจะเอาชนะความแก่ ความเจ็บ ความตาย และทุกข์อน่ื ๆ ทที่ รงพบอยู่ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำริเรอ่ื งการออกบวชดังนแี้ ลว้ ก็ทรงใคร่ครวญตอ่ ไปว่า หาก พระองค์ทรงขออนุญาตจากพระราชบดิ า คงไม่ได้รับพระราชานญุ าตแน่นอน รวมท้ัง พระญาติวงศ์ท้งั หลายคงจะพากันขัดขวางท้งั หมด คงหมดโอกาส แต่ถ้าจะให้การบวช เปน็ ผลสำเรจ็ จำเปน็ ตอ้ งหนีไปโดยไมใ่ ห้ใครทราบ จงึ ตัดสินพระทัยจะหนตี อนกลางคนื วนั นน้ั เอง ตรัสให้นายฉันนะไปเตรียมมา้ กัณฐกะใหพ้ รอ้ มไว้ ครน้ั แล้วเจ้าชายเสด็จไปหอ้ งบรรทมของพระชายาและพระโอรส ทอดพระเนตร เหน็ พระนางยโสธราและพระโอรสกำลงั หลบั สนิทท้ังค,ู ความเสนห่ าในพระโอรสเกดิ ข้ึน อยา่ งรนุ แรง ใคร่จะทรงอ้มุ ขึน้ เชยชม กท็ รงเกรงจะพากันตนื่ บรรทมทงั้ ๒ องค์ ทอดพระเนตรดวงพกั ตร์นอ้ ยๆ แลว้ ทรงคิดถึงวา่ ผู้เป็นทีร่ ักอย่างยง่ิ ของพระองค์ ที่เพ่งิ ประสูตอิ อกมาน้ี ต้องเกดิ มาเพ่อื จะพบความทุกข์ต่างๆ ในโลกเช่นเดียวกนั อกี ก็ ทรงสะท้อนพระหฤทัยย่ิงขน้ึ ทรงเหลียวพระพกั ตรไ์ ปทางนางกำนัลทงั้ หลายทีน่ อน หลบั ใหลในทา่ ทางพกิ ลพกิ ารตา่ งๆ บา้ งก็กรนเสียงดงั ครืดคราด บ้างกอ็ า้ ปากนา้ํ ลายไหล ยดื ผา้ ผอ่ นหลดุ ลุย่ ไม่มกี ารสำรวม ราวซากศพอาการต่างๆ ทรงรลู้ ึกพระองค์เหมือนประทบั ยืนอยทู่ า่ มกลางปา่ ช้า ทีม่ ีซากศพเกลอ่ื นกลาด อนาถพระทัย น่เี ป็นอาการของคนหลบั แทจ้ ริง ขาดสดีสินเซิง ทรงคำนึงถึงคนทัง้ หมด ทวั่ ไปในโลก แมจ้ ะตื่นอยู่ก็มอี าการขาดสติเหมอื นคนนอนหลบั ทำนองเดียวกัน ไมม่ ีสติ คดิ ได้ว่า แทท้ ่ีจรงิ แล้วชวี ติ ของทุกคนแวดล้อมด้วยความทุกข์ท้งั สิน ไมม่ ีใครมีปัญญาคิด ดิน้ รนหาทางดับทกุ ข์เลย ปลอ่ ยชีวติ ให้หมดไปวันหนง่ึ ๆ ใหแ้ ก่ เจ็บ แล้วกต็ ายไปเปล่า เสยี เวลาไม่ทำชวี ิตให้เปน็ แก่นสารหาประโยชนอ์ ันใดไม่ได้นา่ สงั เวชใจ เหมือนเกิดมาเปล่า ตายไปเปล่า ราวกับสัตว์เดรจั ฉานเหมอื นๆ กัน ใชช้ วี ิตเพยี งเพ่อื ทำมาหากิน และมัวเมา ในความสุขอนั ไมจ่ ิรงั ยั่งยืน ต้งั พระทัย แน่วแน่ยงิ่ ข้ึนทีจ่ ะแสวงหาหนทางดบั ทุกขใ์ หไ้ ด้ เมอ่ื ไดพ้ บ แล้วไมใ่ ช่ เป็นประโยชนเ์ ฉพาะพระองค์เอง แตจ่ ะต้องทรงนำมาใหเ้ ป็นประโยชนต์ อ่ ผเู้ ปน็ ที่รกั ย่งิ ของพระองคแ์ ละมหาชนทง้ั ปวงใหจ้ งได้ อีกประการหนึง่ หากแมน้ พระองคจ์ ะทรงอยู่ ตองเปน็ ใหเด (ด๋ัอเชน่ ทระฤทรเจา) ๖จ kalyanamitra.org

บททหี่ ก ทำนบุ ำรงุ พระโอรสตอ่ ไป พระองคก์ ค็ งตอ้ งทรงเปน็ กษัตรยิ ส์ ืบต่อจากพระราชบิดา เจา้ ชายพระองค์นอ้ ยนก้ี ต็ อ้ งเป็นกษตั รยิ ์สืบต่อจากพระองค์ วนเวยี นอยใู่ นความทุกข์เดมิ คือ แก่ เจ็บ แลว้ กต็ าย ยงั ตอ้ งรับภาระปกครองดแู ลทุกข์ยากของเหล่าพสกนกิ ร ไมม่ ีท่สี ินสุด แต่ถ้าพระองคท์ รงทง้ิ ไปในเวลานีพ้ ระโอรสไม่ทรงลำบากประการใด มีพระมารดา และพระญาตผิ ใู้ หญท่ รงดแู ลได้เป็นอย่างดี แมพ้ ระองค์จะแสวงหาทางดบั ทุกข์โมส่ ำเร็จ พระโอรสก็ยังมีสิทธไิ นพระเศวตฉัตรเปน็ กษตั รยิ ์ตอ่ ไปในภายหน้า แตถ่ ้าแสวงหาสำเร็จ มหาชนท้งั ปวงไม่วา่ ชาติใดภาษาใด จะพลอยได้รบั ประโยชน์ด้วยกันทงั้ หมด การเปน็ พระธรรมราชาพาผคู้ นใหพ้ น้ ทกุ ขย์ อ่ มประเสริฐกวา่ การเป็นพระราชาปกครองแผน่ ดิน เปน็ บางสว่ น ชว่ ยทุกขแ์ ทจ้ รงิ ใหป้ ระชาชนไม่ได้ แมแ้ ค่เพียงใหม้ ีอาหารการกนิ ที่สมบูรณ์ ตัดพระทยั เดด็ ขาดดงั น้แี ล้ว ทรงหนั พระวรกายเสดจ็ ออกจากปราสาทไปยังท่ี นายฉันนะเตรยี มมา้ ไว้ มา้ กณั ฐกะเป็นม้าสหชาติ เกิดวันเดยี วกบั พระราชโอรสสทิ ธัตถะ เป็นม้าคู่บญุ รปู รา่ งสง่างาม กายสขื าวประดจุ สงั ข์ขดั ใหม่ คีรษะดำดจุ สีกา มพี ละกำลงั มาก รู้ภาษาและกิรยิ าอาการของคน เมือ่ เจ้าชายเสดจ็ เขา้ ใกล้ ทรงยกพระหตั ถ์ขวาลูบหลังกณั ฐกะดว้ ยพระเมตตา ม้าดีใจและร้วู ่าพระองคจ์ ะทรงขี่ กใ็ ห้เบกิ บานใจ เปล่งเสียงรอ้ งดังกึกถ้องพระราชวงั เจา้ ชายเสดจ็ ข้นึ หลังม้า บา่ ยพระพักตร์ไปทางประตเู มอื ง นายฉันนะตามเสด็จ โดยใกล้ชดิ วนั นัน้ เป็นคนื วนั เพญ็ เดือน ๘ พระจันทร์เตม็ ดวงแจ่มฟา้ ปราศจากเมฆหมอก แสงจันทร์ส่องนวลสวา่ งไปท้วั แผ่นฟา้ และพ้ืนดนิ อากาศปลอดโปร่ง ลมรำเพยพดั อ่อนๆ เยน็ สบาย ขณะม้าพระทน่ี ้งั ผา่ นประตูเมอื ง คลา้ ยมีเสียงดนตรีดงั ขึ้นพรอ้ มกับมีเสยี งทลู หา้ ม “ชา้ ก่อน พระราชโอรส อยา่ เพง่ิ ออกบรรพชา โปรดงดกอ่ น อีก ๗ วนั ข้างหน้า จกั รแกว้ จะเกดิ ขึน้ เป็นสมบิตของพระองค์ จะทรงเป็นพระเจา้ จักรพรรดริ าช ครองอำนาจยง่ิ ใหญ”่ *1รขู ้^ึ '.-' เมื่อตรัสถามวา่ ใครเป็นผมู้ าหา้ มเรา มีเสยี งตอบวา่ วสวตั ตมี าร เจ้าชายตรัสว่า “เรื่องจักรแก้ว เรือ่ งพระเจ้าจกั รพรรดริ าชนั้น เราทราบแลว้ ว่าเราจะได้เปน็ แต่เราไม่สนใจ เลย เราตอ้ งการสพั พญั ฌตุ ญาณ ความรู้อนั ย่ิงใหญ่ ดบั ทกุ ข์ได้ สำเรจ็ เป็นพระพทุ ธเจา้ i ต่างหาก ท่านจงหลกี ไปเสีย” วสวตั ตีมารทลู ห้ามไมไ่ ด้กห็ ลีกไป วสวัตตีมารเปน็ เทวดามจิ ฉาทฏิ ฐิ อยูส่ วรรคช์ นั้ ท่ี ๖ เหน็ วา่ การกำเนดิ อยใู่ นสคุ ตภิ พเปน็ สิงท่ีน่าพอใจ ไม่จำเปน็ ตอ้ งทำตนใหพ้ ันจากการ V เวยี นวา่ ยตายเกดิ ๖๒ ตองเปน็ ในเด (ตอ่ !ชข่ ทระททุ ธ!จา่ ) kalyanamitra.org

ทระฒบชท่ 09<วทระสัมมาสบั ททุ ธแวาั ทระ90คป์ ิจจบุ ่น เสด็จถงึ ริมสง่ น้าํ อโนมานที ตรงพรมแดนของนครทัง้ สามบรรจบกัน คอื กบิลพสั ดุ สาวตั ถี และไพสาลี รมิ สง่ เป็นเนินดิน น้ําใสสะอาด ทรงพากันขา้ มแมน่ า้ํ ไปอีกส่งหนึง่ มี หาดทรายขาวสะอาดดุจแผ่นดินเงนิ ทา่ มกลางแสงจนั ทร์ ทรงถอดเครอ่ื งประดับออก พระหัตถข์ วาทรงจบั พระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงจบั มวยพระเกศาแลว้ ทรงตดั พระทยั เปน็ เดด็ ขาดตดั พระเกศาท้ิงเสีย ณ บดั นนั้ พลนั ปลายเสน้ พระเกศาท่ีเหลือบนพระเคยี ร กม็ ้วนตวั เป็นทกั ษิณาวัตร แนบพระเคยี รตลอด ไมย่ าวขน้ึ อีกเลยตลอดมา การปลงพระเกศาของพระองคเ์ ปน็ นมิ ิตหมายของการไม่คืนหลังกลับเสวยสุข ในราชสมบตั อิ ีกแล้วอยา่ งสนิ เชงิ สมัยนน้ั ลัทธพิ ราหมณ์ถอื เร่อื งการไวผ้ มยาว แลว้ เกล้าเปน็ มวยไวบ้ นกระหม่อม ถา้ ใครตัดหรอื โกน จะเป็นทีด่ ูหมน่ิ ของคนทั้งหลาย ถอื วา่ เปน็ คนจญั ไร หรอื เปน็ พวกนักบวชนอกลทั ธิไปเสยี ขณะนน้ั พระพรหมนำพานมารองรบั พระเกศาไวแ้ ละถวายผ้ากาสาวพสั ตร์และ บาตร เจา้ ชายทรงเปลอ้ื งพระภษู าอยา่ งราชโอรสออก ครองผ้ากาสาวะแทน รับลงั ให้ นายฉนั นะนำเคร่ืองทรงทัง้ สิน พร้อมมา้ กัณฐกะกลับกรงุ กบลิ พัสดุ ทรงปลอบท้งั มา้ และ คนไมใ่ ห้เสียใจอาลัยถงึ พระองค์ ใหพ้ ากนั กลบั นคร (ผ้ากาสาวะ เป็นผ้าสำหรบั นกั บวชใช้ ยอ้ มด้วยน้ําแช่เปลือกไม้สีเหลืองหม่น มรี สฝาด เช่นไม้แก่นขนนุ ) นายฉันนะหอบเคร่อื งทรงจงู ม้ากัณฐกะขา้ มนํา้ กลบั ดว้ ยน้าํ ตาอาบหน้าทัง้ ม้าและคน ความเศร้าโศกที่ต้องพลัดพรากจากผ้เู ปน็ ที่รกั ผ้เู ป็นคนเช่นนายฉันนะยงั พอทนได้ แต่ สัตว์ดิรจั ฉานอยา่ งม้ากณั ฐกะทนไม่ได้ พอขา้ มพันสง่ มองไม่เห็นผูเ้ ป็นนายซึง่ ประทับอยู่ ส่งโน้นอกี แล้ว หัวใจของมา้ กแ็ ตกสลาย สินชวี ิตลงริมสง่ นํ้านั้นเอง นายฉันนะเศรา้ โศก เปน็ ทวคิ ูณ สนิ ทง้ั เจ้านายและสตั ว์แสนรู้ทเ่ี คยอยดู่ ว้ ยกนั มา เพราะเกิดเป็นสหชาติ นาน เท่าพระชนมายขุ องเจ้าชายสทิ ธตั ถะ คอื ๒๙ ปี ต่อจากน๋ไี ม่ได้พบเห็นท้งั สองชีวติ สงศพม้าแลว้ เดินเซชงั ร้องไห้กลับพระนครตามลำพังผูเ้ ดยี ว กราบทูลเร่อื งทั้งปวงให้ พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ ในพระราชวังทราบข่าวกนั แล้ว ตา่ งเศรา้ โศกแทบขาดใจไปทัว้ หนา้ แต่พระราชา มไิ ด้ทรงใหผ้ ้ใดออกตดิ ตามเพอ่ื ทลู เชิญกลบั เพราะทรงตระหนักในพระทยั ว่า พระราช- โอรสทรงตัดพระเกศาแลว้ หมายถงึ การตัดสินพระทัยอยา่ งเด็ดขาด ทัง้ ยงั เสดจ็ ออกจาก แว่นแควน้ เขา้ ไปในเขตของพระนครอืน่ ย่อมไมส่ ะดวกในการตดิ ตาม ทรงมีความหวงั เพยี งประการเดียวคือการรอคอย เมื่อคอยใหเ้ สดจ็ กลับไมไ่ ด้ ก็คอยสดบั ตรบั ฟง้ ข่าวคราวกย็ ังดี ตัองเป็นใหเดั (610เทบ่ ทระททุ รเจา) ๖๓ kalyanamitra.org

พระยานาคมจุ ลินท์ขดตัวเป็นวง และแผพ่ งั พานบงั พระเคยี รของพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าจาก ลมฝน ในสปั ดาห์ทีส่ ามของการประทับนง่ั เสวยวิมุตตสิ ุข (ตามตำราพระยามจุ ลินท์ จะขดลัอมพระพุทธองคแ์ ละตน้ จิก ทำขนดให้เป็นเหมีอนหอ้ งใหญ่ แล้วใช้พงั พานบงั ดา้ นบน จึงจะกันลมฝนได)้ 'ว๔ ดอั อเปน็ ให้!ดั (๙ปเื ฒ่ทระทฺทธเยา้ ) kalyanamitra.org

พระสมั มาสมั พุทธเจ้าทรงเปรียบมนษุ ย์เหมอี นบัว ๓ เหลา่ (ในพระไตรปฎิ ก) ดอ้ อเปน็ ใหเ๋ั ดั (สOิ่ IOUHระททธเจา้ ) ๖๕' kalyanamitra.org

พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าทรงแสดงพระปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวนั ๖๖ คัออเปน็ ใหเต้ (ลงั เชน่ ทระฤทรเจา) kalyanamitra.org

บททเึ จด็ รวดหลอ้ เสดจ็ ออกมหากเิ นษกรมณ บทท ๗ ธวดหลังเสด็จออกมหากิเนษกรมณ์ เจาชายสทิ ธัตถะผ้ทู รงเป็นพระมหาบรุ ุษ เสดจ็ พักแรมอยูท่ ่ีตำบลมีมะม่วงมาก เรียกวา่ อนุปยิ อัมพวัน แขวงมัลลชนบท ๗ วัน แล้วเสด็จจาริกเข้ายู่แคว้นมคธ จนถึง เมอี งหลวงคือกรงุ ราชคฤห์ มคธเป็นแควน้ ที่รุง่ เรอื ง ม่งั คง่ั และมอี ำนาจมาก พระเจ้าพมิ พสิ าร ทรงเป็น พระราชาปกครอง ทรงมพี ระชนมายรุ นุ่ ราวคราวเดยี วกนั เขา้ ตรู่ของวันแรกทีเ่ จา้ ชายสิทธัตถะทรงดำเนนิ ดว้ ยพระบาทเปล่า เข้าย่ตู วั เมือง เพอื่ บิณฑบาต ชาวเมอื งท้งั หลายเห็นเขา้ พากนั ต่นื ตะลึงไปสินทกุ คน ตา่ งโจษจันกนั ทว้ั พระนครถึงความสงา่ เลศิ กวา่ บุรษุ ท้ังปวง ให้พิศวงสงสยั วา่ เป็นมนุษยห์ รือเทวดา นาค ครุฑ คนธรรพ์จำแลงแปลงกายมา บางพวกกน็ ำอาหารมาถวาย บางพวกกต็ ามดูแล้วเล่าลือกนั ต่อๆ ไป จนขา่ วเข้าไปถึงในพระราชวัง ทราบถึงพระกรรณพระเจา้ พมิ พิสาร พระองคท์ รง ใหร้ าชบุรษุ ไปสบิ ความ ถา้ เป็นเทวดาก็จะเหาะไป ถา้ เป็นนาคกช็ ำแรกพื้นดินไป ถา้ เป็น มนุษยก์ จ็ ะบรโิ ภคใหเ้ หน็ พระมหาบุรษุ ทรงรับบิณฑบาตอาหารไดพ้ อควรแลว้ เสดจ็ ไปหาสถานทส่ี มควร เพ่ือเสวย ทอดพระเนตรอาหารท่ีไดร้ บั ปะปนกนั มานานาชนิด ทั้งดีท้ังเลว ระคนกนั อยู่ หลายสีหลายกลืน่ เปน็ ทนี่ า่ รงั เกียจ ด้วยทรงค้นุ เคยแตพ่ ระกระยาหารประณตี มาตลอด พระชนมายทุ ่ผี า่ นมา จึงบงั เกิดพระอาการราวกับว่าลำไลจ้ ะกลบั ออกมาทางพระโอษฐ์ ตอ้ งทรงขม่ พระทัยนึกถึงพระประสงค์ของการบรรพชา ทรงพิจารณาอาหารวา่ ไม่ว่าจะดี เลวกเ็ พยี งเพอ่ื ประทังชวี ิต และเม่อื เข้าพระโอษฐ์แล้ว อาหารชนดิ ใดกไ็ มส่ วยงามอีกตอ่ ไป และท้ายทสี่ ุดเม่อื ถา่ ยออกมาก็ล้วนแต่เป็นปฏกิ ลู ดว้ ยกันทัง้ ล่นื เสร็จแล้วพระองคจ์ งึ เสวย อาหารนน้ั ด้วยพระอาการปกติ ราชบรุ ุษกราบทูลพระเจา้ พิมพสิ ารทรงทราบ พระองคท์ รงเคยรับพงิ เรอ่ื งราวของ พระมหาบรุ ษุ มาก่อนว่าทรงพระสิริโฉมงดงามไม่มีผูเ้ ดเสมอ จงึ พอทรงประมาณการทั้งปวง ต็อปืเป็นให๋เั ด้ (ค๖ฝนทระทุทธเย้า) 'ว๗ kalyanamitra.org

บทที่เจด็ ถกู รบี เสดจ็ มาเสา เม่อื ทรงซกั ถามอยา่ งละเอียดแลว้ จึงกราบทลู ใหท้ รงครองแควน้ มคธ อยู่ด้วยกนั พระมหาบรุ ษุ ทรงปฏิเสธ ทรงชีแ้ จงวา่ พระองค์ทรงมงุ่ แสวงหาความดับทุกข์ คอื พระสัมมาสัมโพธญิ าณ พระเจ้าพมิ พสิ ารทรงอนโุ มทนาและตรัสขอคำปฏญิ ญาวา่ เมอ่ื ตรัสรแู้ ล้วขอใหเ้ สดจ็ มาโปรดพระองคด์ ว้ ย ในแควน้ มคธ มีสำนักเจ้าลทั ธิอย่หู ลายแห่ง ทมี่ ีช่อื เสียงมากท่ีสุด มอี ยู่ ๒ สำนัก คอื สำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร และสำนกั ของอุทกดาบส รามบตุ ร อยนู่ อก กรุงราชคฤห์ พระองค์เสดจ็ ไปทรงศกึ ษาท้งั สองสำนกั จนสนิ ความร้ขู องคณาจารย์ ทรงไดร้ บั ผล จากการภาวนาจนบรรลุฌานสมาปติขั้นท่ี ๘ คอื ร้จู ักทำใจหยุดนงิ่ เป็นสมาธิ ต้ังแต่หยาบ จนกระท้งั ละเอยี ด ๘ ขน้ั เจา้ สำนกั ทงั้ สองแห่งทลู สรรเสรญิ วา่ มคี วามรเู้ สมอตน ทูลชวน ใหอ้ ยชู่ ่วยกันสง่ั สอนหม่ศู ษึ ย์ พระมหาบุรษุ ทรงเห็นว่าความรู้ทที่ รงได้รบั ไม่ใชท่ างดับทุกข์ จติ ใจยงั ข้องอยูใ่ น วิสัยของปุถุชน มสี มาธิจติ ถงึ ขั้นไดฌ้ านกจ็ รงิ แตไ่ ม่แน่นอน เสอื่ มเมือ่ ใดกไ็ ด้ ยังไม่ หลดุ พน้ จากกเิ ลส จึงเสดจ็ ออกจากสำนักทงั้ สอง จารกิ ไปในชนบทของแคว้นมคธ จนถงึ ตำบลอุรเุ วลาเสนานคิ ม ทอดพระเนตรเห็นพืน้ ท่รี าบรนื่ แม่นา้ํ เนรัญชราไหลใสสะอาด มี ท่านา่ รื่นรมย์ มีแนวปา่ เขียวสด หมบู่ ้านทจี่ ะสามารถบณิ ฑบาตได้ต้ังอย่รู อบไมไ่ กลนกั ทรง เหน็ วา่ เปน็ สถานทค่ี วรบำเพญ็ เพียรเป็นยง่ิ นกั อุรเุ วลาเสนานคิ ม แปลวา่ หมบู่ ้านกองทราย หรือหมู่บา้ นทรายงาม ในอดีตเคย เป็นสถานทน่ี ักบวชลทั ธิหนึ่งอาศยั อยู่ วางระเบียบในหมู่คณะไวว้ า่ ถ้าใครคิดขัว้ ขึน้ ในใจ แมไ่ื ม่มใี ครรู้ แต่ตนเองรู้ เพราะฉะนัน้ ให้ผนู้ น้ั นำภาชนะท่กี ำหนดไว้ไปตกั ทรายมากองไว้ทกุ ครงั้ ทีค่ ดิ เปน็ การสารภาพความผิดของตนให้ผู้อี่นรับรู้ ตำบลนี้จึงมชี ื่อวา่ หมูบ่ ้านกองทราย เมื่อพระสทิ ธิ'ตถะประทบั ณ ท่นี ่แึ ลว้ ทรงดำริวา่ พระองคบ์ ำเพ็ญเพยี รทางจิตใน สำนักท้ังสองแหง่ ดังกลา่ วมาแล้ว ยงั ไม่บรรลตุ ามพระประสงค์ และได้เคยทอดพระเนตร เห็นนกั บวชบางประเภททรมานกายด้วยวธิ ตี า่ งๆ ทรงใครท่ ดลองดูบา้ งเผ่อื จะได้ผล จึงไดท้ รงเริม่ ทรมานพระวรกายด้วยวิธีการตา่ งๆ เปน็ ขณะเดียวกบั คณะปัญจวคั คีย์ นกั บวช ๕ คน ตามมาดแู ลรบั ใช้อยู่ด้วย หัวหนา้ นักบวชเหลา่ นี้คอื พราหมณโ์ กณฑญั ญะ และบรรดาลูกชายของพราหมณ์ ทเ่ี คยเขา้ เสาทำนายลักษณะเมือ่ ครั้ง เจา้ ชายสิทธิ'ตถะ ประสูตดิ ว้ ยกนั ทราบว่าเจา้ ชายทรงออกผนวช คิดว่าเมื่อพระองคบ์ รรลุธรรมแล้ว จะได้ สอนพวกตน 'ะ>๘ ดอ้ อเปน็ ไหัเ๋ สั (ลังเช่นทระ!'•เทธเย้า) kalyanamitra.org

ชวัตหลัอเสดจ็ ออกมหาภเนษกรมณ์ ทกุ รกริ ยาทีท่ รงบำ1ท็ญคือ วาระแรก ทรงกดพระทนต์ด้วยพระทนต์ (ใช้ฟันบนฟนั ลา่ งขบกนั ให้แนน่ ไว้)•และ กดพระตาลดุ ว้ ยพระชิวหาให้แน่น (ใชล้ น้ิ ดันกดเพดานปาก) ทรงกระทำนานเข้า บงั เกิด ทกุ ขเวทนาแรงกล้า จนพระเสโท(เหงือ่ ) ไหลออกจากพระกจั ฉะ(รักแร)้ แม้พระวรกายจะ ทรงกระวนกระวายกระสับกระสา่ ยมากเท่าใด พระองคค์ งทรงรกั ษาพระหฤทัยไวได้ม่ันคง ทรงมีพระสตติ งั้ มัน่ ไมฟ่ นั เฟอิ น ทรงพิจารณาแล้วเหน็ ว่ามใิ ชท่ างตรัสรู้ วาระที่สอง ทรงเปลย่ี นเปน็ การทรมานดว้ ยวธิ ีการผ่อนลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก ใหล้ มเดินไดท้ ลี ะนดิ ละหนอ่ ย เม่ือลมหายใจออกทางพระนาสิก(จมกู ) และพระโอษฐ(์ ปาก) ไม่สะดวก ถกู อั้นไว้นานเกิดแรงดันดังอู้ ทางช่องพระกรรณทงั้ สองข้าง(ชอ่ งห)ู เกดิ อาการ ปวดพระเคียร(ครี ษะ) เสยี ดพระอทุ ร(ทอ้ ง) เรา่ รอ้ นภายในพระวรกายเปน็ กำลัง กระนั้น ยงั คงทรงมพี ระสตมิ ่นั พจิ ารณาแลว้ ทรงเห็นว่ามใิ ชท่ างตรสั รู้ วาระที่สาม ทรงทรมานอย่างยงิ่ ยวด คอื ทรงอดพระกระยาหาร โดยผอ่ นเสวยให้ นอ้ ยลงทุกวัน จนไม่เสวยเลย มพี ระวรกายเหีย่ วแห้ง พระฉวี(ผิวพรรณ)เศรา้ หมอง มอง เหน็ พระอ้ฐิ(กระดกู ) ปรากฏทว้ั พระกาย เมื่อทรงลูบพระกาย เสน้ พระโลมา(ขน) ก็พากัน หลุดรว่ งเพราะมรี ากเนา่ หมดพระกำลงั เสด็จไปทางใดกช็ วนเซลม้ ลง ผคู้ นทเี่ คยเห็นก็ ออกปากทกั ถงึ ความเศร้าหมองของร่างกาย แมจ้ ะทรงไดร้ ับทุกขเวทนาเพียงใด ยงั ทรงมีพระสติม่ัน พจิ ารณาเห็นว่ามใิ ชท่ างตรสั รแู้ น่นอน ทรงพิจารณาได้ว่า ผู้ใดกายใจยงั ยนิ ดใี นกามอยู่ แมจ้ ะทำความเพยี รอย่างแรงกลา้ ก็ไม่บรรลุผลสำเร็จ เหมือนแสวงหาไฟจากไม้สดแชอ่ ยู่ในนํา้ ผู้ใดกายออกจากกามแลว้ แต่ใจยงั ยินดใี นกามอยู่ แมท้ ำความเพยี รเพียงใดกไ็ มส่ ำเรจ็ เหมือนหาไฟจากไม้สด แม้วางอยบู่ นบก ผ้ใู ดกายกอ็ อกจากกาม ใจกไ็ ม่ยนิ ดีในกาม ผู้นั้นเมื่อทำความเพียรควรจะได้รบั ผล สำเร็จ เหมือนการหาไฟจากไมแ้ หง้ ที่วางอยู่บนบก (การจดุ ไฟสมยั โบราณ ไมม่ ีไมข้ ดี ไฟ ใช้ไม้แห้งสองอันสีกันไปมาจนรอ้ น ใช้น่นุ หรือ สำลีเป็นเชื้อไฟไวใ่ กล้ๆ) พระองคเ์ องจัดอยใู่ นบคุ คลประเภททสี่ าม กายออกจากกาม ใจกห็ มดความยินดี ในกาม ความเพียรกบ็ ำเพญ็ ข้ันอุกฤษฏไ์ มม่ ีใครเกนิ พระองค์ใปได้ เพยี รจนถงึ หมดกำลังสลบ คนเลีย้ งแพะเห็นเขา้ ป้อนนมแพะให้ด่ืมจึง'พนี ดังนแี้ ลว้ ก็ยงั ไมป่ ระสบความสำเร็จ น่าจะมี วธิ อี ื่นท่ดี ีกวา่ เม่ือทรงสดับเสียงดนตรีเลน่ ดว้ ยพิณ ๓ สาย บรรเลงแวว่ มา ทรงระลึกได้ว่า สอ0เป็นให1ดั (ส่อเชน่ ทระทฺทธเยา้ ) ๖๙ kalyanamitra.org

บททเจัด สายพิณเสน้ ที่หน่งึ ขงึ ไวต้ งึ เขม็ง เม่อื ดดี ข้นึ เสียงน้นั ก็แหลมเล็ก บาดแก้วหู ไมช่ วนพิง เล่น แรงนกั รังแต่สายจะขาดผงึ ออกไป เส้นทสี่ ามอันเป็นเสน้ สดุ ท้ายขึงไว้หย่อน เวลาดีดเสียง ก็แหบห้าวไม่ไพเราะชวนพิง แตเ่ สน้ กลาง ขงึ สายไวก้ ำลงั ดี ดีดแล้วพิงไพเราะหู พระองคท์ รงกระทำเคร่งเครียดดงึ ไปทง้ั กายและจิตใจ เหมือนอาการขงึ พิณสายแรก ส่วนชาวโลกท่ีตกอยู่ในกามทัง้ รา่ งกายและจติ ใจเหมอื นสายพณิ สายทสี่ ามท่หี ยอ่ นยาน ฉะน้ัน ต้องสายกลางทั้งกายและใจจึงจะเป็นการพอดี ประสบความสำเรจ็ การ ทรมานพระวรกายอย่างหนักจนสลบดังนี้ เหมอื นสายพณิ ทกี่ ำลังจะขาดผึงออก ชีวติ จะสนิ ไปเปลา่ ทรงคดิ ไดด้ ังนีแ้ ลว้ จึงทรงเลิกอดพระกระยาหาร เสด็จไปบิณฑบาตมาเสวย ฝา่ ยพระปัญจวัคคียเ์ หน็ พระอาการท่ีทรงกระทำ ต่างพากนั เสือ่ มศรัทธา เขา้ ใจวา่ พระองคห์ มดความเพยี ร กลายมาเป็นคนมกั มาก จงึ พากนั หนีไปอยทู่ ่ีปา่ อสิ ปิ ตนมฤคทายวัน เมอ่ื พระสรีระได้อาหาร พระกำลังและพระฉววิ รรณก็เริม่ สมบรู ณ์ดขี ้นึ อย่างเดมิ ทรงดำรวิ า่ ร่างกายก็ต้องเดนิ สายกลาง ไมท่ รมานเคร่งเครียดนัก ไม่หย่อนยานตกอยู่ใน กามนัก บำรุงให้พอมกี ำลังเพ่อื บำเพ็ญเพยี ร ส่วนทางจิตกต็ อ้ งเดนิ สายกลาง คือ กำหนด เข้าภายในตวั ณ ศนู ยก์ ลางกายไมใ่ ช่ข้างบนหรือข้างลา่ ง ข้างซ้าย ขา้ งขวา ขา้ งหนา้ ข้างหลัง ตงั้ จติ ไว้ตรงจุดกงึ่ กลาง อันเป็นท่ตี ัง้ ของใจ แลว้ ส่งใจเข้าภายใน ณ ทนี่ ้ันเร่อื ยไปไม่จบสิน พระมหาบุรุษทรงพจิ ารณาเห็นทางสายกลางของความเพียรทางจติ ดังนี้ จึงทรงพบความสำเร็จ บรรลุพระสัมมาสมั โพธญิ าณ วนั นน้ั เป็นวนั เพญ็ ขึ้น ๑๕ คำ เดือน ๖ ก่อนพระพทุ ธเจา้ ปรนิ ิพพาน ๔๕ ปี เวลาเชา้ พระมหาบรุ ษุ ประทับนึ่งอยู่โคนตน้ ไทร รมิ ผงึ เนรัญชรานที ทรงกำหนดจติ เขา้ กลางพระองค์ อยู่ในฌาน พระฉววี รรณเปลง่ ปลัง่ พระพกั ตร์อมิ่ เอิบสดใส ไมม่ ีกังวลหว่ งใยด้วยการ ปรนนบิ ัติของเหลา่ ปญั จวคั คีย์ ประทบั ตามลำพงั อิสระท้งั กายและใจ นางสชุ าดา เป็นธิดาของเศรษฐีผ้เู ปน็ หัวหน้าหมูบ่ ้านทีน่ ้ัน ได้เคยบนรุกเทวดาที่ ต้นไทรไวข้ อให้นางได้สามผี ู้มฐี านะและชาตสิ กุลเสมอกนั ให้ไดล้ กู คนแรกเปน็ ลกู ชายทีม่ ีบญุ เม่ือนางสมปรารถนา จงึ ตัง้ ใจในวนั นั้นปรงุ ข้าวมธปุ ายาสดว้ ยนา้ํ นมโคท่ีเลี้ยงไว้อย่างดี เปน็ พเิ ศษ เพือ่ นำไปสงั เวยรุกขเทวา (ข้าวมธุปายาส เป็นอาหารหวาน กวนใสน่ า้ํ นม น้าํ ผึ้ง และอ่นื ๆ เป็นอาหารช้นั เลศิ ในยคุ นั้น) คร้ันนางและบ่าวไพรน่ ำขา้ วมธุปายาสท่ีปน็ เปน็ ก้อนถงึ ๔๙ ก้อน ใสถ่ าดทองคำ นำมาที่ต้นไทร เหน็ พระมหาบุรุษประทับนงั่ นึง่ ทำสมาธจิ ิตอยู่ มีพระรปู โฉมงดงามเกนิ เหลา่ มนษุ ย์ทว่ั ไป พากนั เขา้ ใจวา่ เปน็ รกุ ขเทวาออกจากตน้ ไทรมาคอยรับของถวาย ๗0 ดอั อเปน็ ?หั๋เดั (ดป่ั ๋ฟนฑระททฺ ธเย้า) kalyanamitra.org

ชวดหลงั เสดจ็ ออกมหากเิ นษกรมณ นางสุชาดาจึงกราบทูลถวายขา้ วน้นั พร้อมท้งั ถาดทองคำ แล้วลากลบั ด้วยความปลาบปลื้ม ใจสดุ ประมาณ พระองคท์ รงนำพระกระยาหารน้ันไปทรี่ ิมสง่ น้ํา สรงแล้วเสวยจนหมด พรอ้ มทั้ง นำถาดทองคำลอยลงนาํ้ ทรงอธษิ ฐานว่า หากสามารถบรรลุความดับทุกขได้เปน็ พระสัมมา- สัมพทุ ธเจ้า ขอใหถ้ าดนจ้ี งลอยทวนกระแสน้าํ ใหเ้ ห็นประจักษเ์ ถิด ทันใดน้ัน ถาดกล็ อยทวนนาํ้ ข้ึนไปจนถงึ วังวน เป็นระยะทาง ๘๐ ศอก ตรงน้ัน เป็นทีอ่ ยู่ของพญานาคราช ถาดกจ็ มลงไปถึงทีอ่ ยู่ของกาฬนาคราช ชอ้ นกระทบกบั ถาด ทองใบเกา่ ของพระสมั มาสมั พุทธเจ้าในอดตี ๓ พระองค์ เสียงดงั กริ้ก (พระสมั มา- สัมพุทธเจา้ พระนามวา่ พระกกุสนั ธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ) ปกตนิ าคราชน้นั นอนหลับสนทิ อยเู่ ป็นนจิ แต่จะตืน่ ทุกคร้ังท่ไี ดย้ นิ เสยี งถาดกระทบ คร้งั นพ้ี อได้ยนิ เสียงถาด ก็ตื่นข้ึน พึมพำว่า “เม่อื วานนก้ี ต็ รัสรอู้ งคห์ นึง่ แลว้ วนั นีย้ งั เกดิ อีกองค์หนงึ่ เลา่ ” แล้วลุก ขนึ้ ถวายนมัสการพรอ้ มกับลม้ ตัวลงนอนหลบั ใหมอ่ กี ต่อไป ลา้ จะคิดเปรียบเทยี บข้อความตอนน้ี คงเปรยี บคำสอนของพระองคห์ ลงั ตรัสรู้แล้ว เป็นการกระทำคอ่ นขา้ งยากสำหรบั คนทวั่ ไป เป็นการใช้ชวี ิตอย่างทวนกระแสโลก เหมือน ถาดทองคำลอยทวนกระแสน้าํ ส่วนความหลบั ของนาคราช เหมือนความขาดปญั ญาหลบั ไหลอยู่ในกเิ ลสของหม่มู นษุ ย์ แมจ้ ะมีพระพุทธเจา้ บงั เกดิ ขึน้ กไ็ ม่ใครส่ นใจ เสร็จจากลอยถาดแล้ว เสดจ็ จากส่งน้าํ ประทับทำความเพยี รภาวนาอยูใ่ นปา่ ไม้ สาละตลอดวนั ครนั้ เวลาบ่ายใกล้เยน็ เสด็จไปยังตน้ อสั สตั ถพฤกษ์ ชาวบา้ นเรียกว่าตน้ ปปี ปนั เปน็ ต้นไมใ้ หญก่ ง่ิ ก้านแขง็ แรงแผ่สาขาให้รม่ เงา มใี บเป็นรปู เหมอื นหัวใจ ยอดใบ เรียวแหลม ใบดกบังแดดได้มดิ ชิด ระหวา่ งเสด็จพระราชดำเนนิ มพี ราหมณ์ผหู้ นง่ึ ชอื่ โสตถยิ ะ เหน็ เข้าเกดิ ความเล่ือมใส ถวายหญ้า ๘ กำมือ เพื่อใช้เป็นท่ีประทับทง่ั ทรงลาดหญ้า ๘ กำต่างบัลลังก์ ณ โคนไม้อัสสตั ถพฤกษ์ (เมอ่ื ตรัสร้แู ลว้ ต้นไมท้ ุก ชนดิ ทพี่ ระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อยใู่ ต้รม่ จะไดร้ บั ชอื่ ว่าตน้ มหาโพธ๋ึเหมือน กันหมด) ประทับทั่งขดั สมาธิพระบาทขวาทบั พระบาทซา้ ย ผินพระพกั ตร!์ ปทางทิศตะวันออก ชง่ื ราตรีน้ีจะมีพระจนั ทรเ์ พ็ญแจม่ พาี พระปฤษฎางค์อยทู่ างลำตน้ ไม้ ตงั้ พระทยั กำหนด แนแ่ นว่ วา่ “แต่นไ้ี ปล้าทำความเพียรภาวนาแลว้ ไม่บรรลพุ ระสัมมาสมั โพธญิ าณ จะไม่ ทรงยอมลุกข้นึ ไปไหน แม้ว่าพระมังสะ(เนอื้ ) พระโลหติ จะแห้งเหือดหายไปเหลือแต่ พระตจะ(หนงั ) พระนหารุ(เอ็น) พระอฐ้ (ิ กระดูก) กต็ ามที” (จาตุรงั ควริ ยิ ะ) ต่อจากนน้ั พระวรกายสงบ พระทัยตัง้ มัน ทรงส่งพระกระแสจิตเปน็ พลังตรงเช้าส่ ศูนย์กลางกายโดยไม่หว่ันไหว มีพระสติตงั้ มน่ั คมุ พระหทัยเคลอ่ื นเช้าภายใน ตรงกลาง ต้อ01ปนี ไหเ๋ั ต้ (สO่ ldนทระเๆทรเขา้ ) ๗๑ kalyanamitra.org

บทที่เจด็ ของตรงกลางเรอ่ื ยเข้าไป ภายในพระญาณ มสี ภาพการณเ์ ปลยี่ นแปลงเปน็ อศั จรรย์ เมื่อพระหทัยเคล่ือนเขา้ ภายใน ทำความผ่องใสบรสิ ุทธิไห้ดวงจติ เป็นระดบั จิต ของมนุษยผ์ ้ทู รงดีลบรสิ ทุ ธ๋ี เวลานนั้ กายมนษุ ยล์ ะเอียดหรอื กายฝืน กายไปเกดิ มาเกดิ ก็ อบุ ัติขน้ึ ให้มองเห็น ขงึ้ เปน็ สงิ ท่ลี ะเอยี ดมากๆ มองดว้ ยตาเปล่าไม่เหน็ จะตอ้ งเช่ใจท่ี บรสิ ุทธ๋ึผ่องใส จงึ สามารถสัมผสั ได้ เม่อื ความผอ่ งใสบริสุทธึ๋ของจติ เพ่ิมขึน้ เปน็ ระดบั เดยี วกับจติ ใจเทพยดา เมอ่ื น้ัน กายทพิ ยก์ ป็ รากฏขน้ึ ให้เห็น เมื่อความผ่องใสบรสิ ทุ ธึข๋ องจติ เพิ่มเปน็ ระดบั เดยี วกับจิตใจรปู พรหม เมอื่ นั้นกาย รปู พรหมก็พลนั อุบตั ขิ นึ้ ในญาณ เม่ือความผ่องใสบริสทุ ธ๋ผึ ดุ ข้นึ ในจติ เปน็ ระดับเดียวกับจิตของอรปู พรหม เมื่อนัน้ กายอรปู พรหมกพ็ ลันบังเกดิ ขึ้น ตอ่ จากน้ันก็พลนั เลือ่ นพระหทยั เช้าไปลกึ มากเชา้ ๆ ความแจม่ แจ้งใสสะอาด ปราศจากมลทินก็พลนั ใหเ้ หน็ เป็นกระจา่ งมีความสวา่ งไสวในระดบั สูงกวา่ จิตของอรูปพรหม ก็เกดิ กายใหม่ ลักษณะเหมอื นพระพุทธรูปมเี กตดุ อกบวั ตูมบนพระเดยี ร ประกอบด้วย ลักษณะมหาบุรุษกายใสย่งิ กว่าแก้ว งามไม่มที ีด่ ิ งามกว่าทุกกายที่ผา่ นมา เรียกวา่ ธรรมกาย ณ บัดนี้เอง ในพระญาณก็ทรงเห็นการทำงานของธรรมดำ ฝ่ายมารโลก อันเป็น ลื่งตรงข้ามกบั ธรรมขาว ฝา่ ยพระนิพพาน ข้งึ กำลงั ต่อต้านเป็นสามารถด้วยการพยายาม สง่ กเิ ลสอันเปน็ ไพรพ่ ลพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ เข้าห้มุ ห่อทำลายความผอ่ งใสบรสิ ทุ ธึ๋ของ จติ ทีม่ พี ลังของธรรมขาวใหส้ ินสูญ ให้ชวี ติ เหล่าสัตว์ตกอยใู่ ตอ้ ำนาจบังคับบัญชาอยภู่ ายใต้ ความควบคุมของฝ่ายมาร ธรรมท้งั สองฝ่ายตอ่ สูก้ นั อยู่ในญาณภายในพระหทัยใหพ้ ระ- มหาบุรุษทอดพระเนตรเหน็ โดยแจ่มแจง้ จะเปรียบไปเหมือนฝา่ ยมารกรีฑาทพั ยกมาผจญ พระมหาบุรษุ ผลู้ งั สมธรรมขาวมานบั เวลานบั ภพนบั ชาตไิ มไ่ ด้ ด้วยการทรงลงั สม บารมที ัง้ สิบมาโดยยง่ิ ยวด พระองค์จงึ ทรงนอ้ มพระหทยั นกึ เอาบารมที ี่ทรงมอี ยนู่ ้นั มา ห้อมลอ้ มกลัน่ ธรรมฝา่ ยดำใหห้ ลุดลอยถอยหนีออกจากดวงหทยั ใหเ้ หลือไวแ้ ตค่ วาม ผอ่ งใสบริสุทธึ๋ของธรรมขาว จึงเหมอื นบารมที งั้ สบิ นนั้ เป็นอาวุธฉกาจฉกรรจฟ์ าดฟนั ประหัตประหารฝา่ ยมารใหฟ้ ายแพแ้ หห่ นีไปในท่ีสุด หรือจะคิดให้เป็นประดจุ ดงั บุคคลาธษิ ฐานวา่ มพี ญามารมาผจญ พระโพธิสัตว์ ทรงใช้บารมีท้งั สบิ มาต่อสู้ โดยอา้ งแมพ่ ระธรณีทีได้รเู้ ห็นตลอดมาเปน็ พยาน มารกป็ ราชัย ไปด้วยนา้ั ทพี่ ระองคก์ รวดอทุ ิศในการบำเพญ็ บารมที ุกคร้งั และพระแม่ธรณีเกบ็ ไว้ นา้ํ นั้น พดั พาพญามารและเสนาใหฟ้ ายแพ้ไป ทำนองนกี้ ม็ ผิ ดิ ๗๒ ด้อปืเป็นใหัเ๋ ลั (ฒเั๋ ฒ่ทระๆทธเย้า) kalyanamitra.org

ธวตหลัปืเสดจ็ ออกมหากเิ นษกรมโน ในเวลาดวงอาทิตย์ยังไม่ทันอัสดงคต ก็ทรงทำลายธรรมดำ คือ ฝา่ ยมารไดส้ นิ เขึ้อ ไม่เหลือเศษ ตอ่ จากนีฝ้ า่ ยนั้นจะไมม่ โี อกาสกลํ้ากรายเชา้ มารกุ รานบีบบังคบั พระหทัยแบบ ใดๆ ได้อกี โดยเด็ดขาด เม่ือทรงบำเพญ็ เพียรใหพ้ ระหทยั ผอ่ งใสบริสุทธึ๋ยง่ิ ข้ึนๆ กายภายในทรี่ องรับความ ผ่องใสก็สวยงามสวา่ งไสวเพ่มิ มากขน้ึ เป็นกายธรรมตัง้ แต่ โสดาบัน สกทาคามี และอรหันต์ พอปฐมยามมาถงึ ปพุ เพนิวาสานุสสตญิ าณ คอื ญาณทส่ี ามารถระลกึ ชาติได้ใน อดตี ไมม่ ีประมาณบงั เกิดขน้ึ เขา้ มช้ ณิมยาม ทพิ พจักขุญาณบังเกิด ทรงสามารถเหน็ การเกิดการตายของสตั ว์ ทงั้ หลาย ตลอดจนความเป็นไปตา่ งๆ ของทุกสิงทุกอยา่ ง ไม่ว่าจะเปน็ เหตกุ ารณต์ อนใด ทง้ั อดตี ปจั จบุ ัน อนาคต หรอื เรยี กวา่ จุตูปปาตญาณก็ได้ ในปจั ฉมิ ยาม อาสวกั ขยญาณบังเกิด เป็นปัญญาปราบกเิ ลสให้หมดสนิ ไป ทรงรู้ แจง้ ในธรรมหมวดตา่ งๆ ทง้ั ทีเ่ ปน็ เหตเุ ป็นปัจจยั เกย่ี วเน่ืองกัน ทงั้ ฝา่ ยเกิดและฝา่ ยดบั พระโพธิสัตว์ตรสั ร้แู จ้งในพระสัมมาสัมโพธญิ าณ ทรงเป็นพระสัมมาสมั พุทธเจา้ ในเวลาอรณุ ขนึ้ น้ันเอง ความบริสทุ ธิ๋จากกิเลสและอาสวะ จงึ ได้พระนามว่า “อะระหงั ” การตรสั รชู้ อบได้ด้วยพระองค์เองไดพ้ ระนามว่า “สมั มาสัมพทุ โธ” พระนามสองอย่างน้ี เป็นทน่ี ิยมเรยี กกันในภายหลังสบื ตอ่ มา (เนมติ กนาม) ในสัปดาหท์ ี่ ๑ หลังจากท่พี ระพุทธองค์ตรัสรแู้ ล้ว ทรงประทับนง่ั เสวยวิมุตติสขุ คอื สขุ ที่เกดิ จากการสนิ กิเลส ทีโ่ คนไม้มหาโพธน่ึ น้ั ๗ วนั คร้งั นน้ั ทรงพจิ ารณาปฏจิ จสมุป- บาทธรรม (การเกดิ ข้ึนโดยมีเหตมุ ีปจั จยั ต่อเน่ือง) แล้วตรัสวาจาด้วยความเบิกบานพระทัย ในสปั ดาหท์ ี่ ๒ ประทบั นงั่ เสวยวมิ ตุ ตสิ ุขอยทู่ ่ีโคนต้นไทรอีก ๗วัน ระหวา่ งน้ีสามธิดา พญาวสวัตตมี าร ซงึ่ เป็นหวั หนา้ เทวดาสวรรคข์ ้นึ สงู สดุ เป็นมิจฉาทฏิ ฐไิ ม่ต้องการให้ใครพ้น จากกาม รบั อาสาบิดามาหลอกล่อใหพ้ ระพทุ ธเจา้ ตกอยใู่ นอำนาจกเิ ลสอกี แตก่ ็ทำไม่สำเรจ็ พระพุทธองคไม่ทรงหนั่นไหว ยงั มีพราหมณ์ผหู้ นืง่ มนี ิสัยชอบกล่าววาจาขม่ ผอู้ นื่ วา่ หึ หึ อยเู่ สมอ มาพบ พระพุทธเจ้าทูลถามว่า คนเป็นพราหมณ์มลี ักษณะอย่างไร พระองค์ตรสั ตอบวา่ “คนเปน็ พราหมณ์ เพราะเปน็ ผู้Iมท่ ำบาป ไมม่ กี เิ ลส ไม่ข่มขผู่ ู้อ่นื วา่ หึ หึ ซง่ึ เปน็ คำหยาบ ใจไม่มีกเิ ลสติดแนน่ เหมือนผา้ ถูกยอ้ มดว้ ยนั้าฝาด สำรวมตนดว้ ยดี เรียนเวท จน จบและมีพรหมจรรยท์ ่ีประพฤตดิ แี ลว้ ไม่มีกิเลสแมน้ ้อยนิดเกดิ ขึน้ อีกเลย คนอยา่ งน้ี ต่างหากเรียกว่าเป็นพราหมณ”์ ในสปั ดาห์ที่ ๓ ประทบั น่งั เสวยวมิ ตุ ตสิ ุข อยทู่ ีใ่ ต้ต้นมุจจสนิ ท(์ ต้นจิก) ๗ วนั ทรง ตัอปืเป็นให๋ัเสั (๙๖เชน่ ทระ!ๅทธเยา้ ) ๗๓ kalyanamitra.org

บทท่เี จ็ด เปลง่ อุทานด้วยความสุขวา่ “ความสงบสงดั เป็นความสุขขอพูท้ ีไ่ ด้เหน็ ธรรมแล้ว ชอบอยใู่ นท่ีเงยี บ รู้เห็นตาม ความเป็นจริง การไมเ่ บยี ดเบียนคือความสำรวมในสัตวท์ ั้งหลาย และปราศจากความ กำหนดั ในกามทัง้ หลาย เป็นความสขุ ในโลก การไมม่ อี สั มิมานะ(การถือตวั วา่ เปน็ น่นั เป็นนี่ ถอื เราถือเขา) เลยนั้นเปน็ สุขอย่างยิง่ ในเวลานพี้ ระพุทธองคย์ งั ไมท่ รงดำริเร่อื งการสงั สอนผู้ใดระหว่างนั้นมีฝนปนลมหนาว พัดมาดลอดทั้ง ๗ วนั พญานาคช่ือมจุ ลนิ ท์ ขน้ึ จากน้ํามาขดตวั เปน็ วงรอบ พระวรกาย ๗ รอบ และแผ่พังพานบงั ในเบอื้ งพระเคียรมใิ หฝ้ นและลมตกต้องพระวรกาย ตลอดท้ัง๗ วนั เม่อื ฝนและลมหยดุ ลง จงึ คลายขดออกแปลงกายเป็นหนุม่ นอ้ ย ยนื เฝืาอยเู่ บ้อื งพระพกั ตร์ พระองคท์ รงเปลง่ อุทานดงั ทก่ี ลา่ วแล้ว สัปดาห์ที่ ๔ ทรงประทับนั่งทใ่ี ตต้ น้ ราชายตนะ(ตน้ เกด : ตระกลู ต้นพกิ ลุ ) เสวย วิมตุ ติสขุ ๗ วนั ทา้ วโลกบาลท้งั ๔ คอื ทา้ วจาตุมหาราช หัวหนา้ เทวดาช้นั จาตมุ ฯ นำ บาตรคลิ ามาถวาย มีพอ่ ค้าเกวียน ๒ คน ชือ่ ตปสุ สะ และภลั ลกิ ะ คมุ กองเกวยี นผ่านมา เห็นพระพุทธ เจ้าประทับอยใู่ ต้ตน้ เกด เกิดความ เลือ่ มใส จงึ นำขา้ วสตั ตุ(ขา้ วต)ู ผง และกอ้ น ชง่ื เปน็ เสบียงของพวก เขาไปถวาย พระองคท์ รงรบั บาตรแล้วเสวย เสร็จแล้วพอ่ ค้าทั้งสองกราบทลู ขอเปน็ อบุ าสก ขอถอื พระพุทธเจ้าและพระธรรมเปน็ ท่พี ่งึ นบั เปน็ อบุ าสกสองคนแรกในพระพทุ ธศาสนา ก่อนจากไปทง้ั ค่ไู ดก้ ราบทลู ขอส่งิ ของเปน็ ที่ระลกึ ถึง พระพุทธเจา้ ทรงยกพระหตั ถข์ วาขึ้น ลูบพระเคยี ร พระเกศธาต(ุ เสน้ ผม) มลี ึเหมอื นแกว้ อินทนลิ และปีกแมลงภู่ ๘ เสน้ หลุดตดิ พระหัตถ์ ทรงมอบให้ อุบาสกทงั้ คูโ่ สมนัสย่งิ นกั ในระหว่างเวลาเหล่าน้ี บางคราวพระองคเ์ สดจ็ จงกรม บางคราวทรงประทบั น่งั พจิ ารณาพระอภธิ รรมอนั เป็นธรรมะท่ลี มุ่ ลึก คร้งั สุดทา้ ยเสดจ็ กลบั ไปทีร่ ่มไทรอกี ครง้ั ทรงใคร่ครวญว่าธรรมะท่พี ระองค์ตรสั รู้ น้ีเป็นส่ิงท่ีเหน็ ได้ด้วยญาณ คือความรทู้ างใจ เปน็ ส่งิ ยากมากทจี่ ะใหค้ นทั้วไปชื่งล้วนแต่ ติดข้องอยู่ในกามคุณจะตรสั รูต้ ามได้ ทรงท้อพระหทยั ไมท่ รงคิดจะสังสอนผู้ใดให้รู้ตาม แตอ่ าศยั พระกรณุ าในหม่สู ัตว์ ลว้ นแตต่ กอยใู่ นความทุกข์ดว้ ยกนั ทง้ั สนิ เมอื่ ทรง ตรวจตดู ้วยพระญาณของพระองคแ์ ล้ว ทรงพบว่าเหล่ามนษุ ยท์ มี่ ีกิเลสเบาบางมีอยู่ ผมู้ บี ญุ บารมีทส่ี ังสมอบรมมาในอดีตชาตมิ ีอยู่ เปรียบเหมือนมนษุ ย์ทง้ั หลายเช่นดอกบัวในกอขนึ้ อยู่ในนา้ํ ดอกใดท่ีพันน้ัาแล้วพอรับแสงอาทิตยย์ อ่ มบานในวนั น้ี ดอกท่ีปร่มื นัา้ อยู่จะบาน ในพรงุ่ นี้ ดอกที่อยใู่ ต้น้าํ จะบานในวันตอ่ ๆ ไป บางดอกท่ถี กู เต่าปลากินย่อมไม่มโี อกาสบาน คนท่สี อนใหร้ ูต้ ามไดจ้ ะเหมือนดอกบวั ท่มี ีโอกาสบาน ท่สี อนให้รูต้ ามไม่ได้ กจ็ ะเปน็ ๗๔ ต้อปืเป็นใหั๋เดั (ส่อเชน่ ทระททฺ ธเย้า) kalyanamitra.org

ชว่ตหลังเสด็จออกมหากเิ นษกรม1น์ ดงั ดอกทถ่ี กู ทำลาย คร้งั นั้นท้าวสหมั บดพี รหมลงมากราบทูลอาราธนาใหท้ รงแสดงธรรมดว้ ย จึงทรงตดั สินพระทัยสงั่ สอนผคู้ น มองในแง่บุคคลาธิษฐาน สหมั บดีพรหม คอื พระทยั ท่ี เปียมด้วยมหากรณุ า ทรงระลกึ ถงึ พระดาบสทง้ั สองท่เี คยเปน็ อาจารย์ กท็ รงทราบดว้ ย พระญาณว่าสินชพี หมดแล้ว เม่อื ทรงตรวจดูต่อไปวา่ ควรโปรดผู้ใดต่อ กท็ รงทราบด้วย พระญาณว่าพวกแรกท่คี วรจะโปรดคือเหลา่ ปัญจวคั คีย์ เพราะเปน็ ผมู้ ีธุสีกิเลสเบาบางเหมอื น บัวเหนอื นํา้ เตรยี มจะบาน ทั้งยงั เคยได้เฝา็ ปรนนบิ ัติยามบำเพ็ญทุกรกริ ยิ า เช้าวันข้นึ ๑๔ คำ เดอื นอาสาฬหะ คือเดอื น ๘ เสดจ็ ออกจากต้นไทร จะทรงไป ทางเมืองพาราณสิ ที่ริมแม่น้าํ คยาสดุ เขตตำบลท่ีตรสั รู้ ทรงพบนักบวชผูห้ น่ึงช่ือ อุปกะ เดินสวนมา อุปกะเห็นความผุดผ่องของพระฉววี รรณ มีพระรัศมเี ปล่งจากพระวรกายเป็น ๖ สี คือ สีน้าั เงนิ เหมือนสีดอกอญั ชญั สิเหลืองเหมอื นหรดาลทอง สแี ดงเหมอื นแสงตะวนั อ่อน สขี าวเหมอื นแผ่นเงนิ ลืแสดเหมือนสดี อกหงอนไก่ และสเี ลอื่ มพรายเหมือนสแี ก้วผลกึ กน็ กึ ประหลาดใจเป็นอย่างยงิ ทูลถามว่าใครเป็นศาสดาของพระองคพ์ ระพทุ ธเจา้ ตรัสตอบว่า พระองค์ตรัสรู้เอง ไมม่ ใี ครสอน แต่อุปกะไมเ่ ขา้ ใจคำวา่ รู้เองโดยไม่มคี นสอน แสดง อาการสน่ั คีรษะ แลบลนิ้ แล้วหลกี ไป อาการแลบล้นิ เป็นการแสดงความเคารพ อยา่ ง หนง่ึ ในสมัยน้นั ไมใช่อาการดูถกู เหมอื นในสมยั นี้ พระองค์เสด็จผ่านทีต่ ่างๆ ไปตามลำดบั จนถึงป่าอสิ ิปตนมฤคทายวัน แขวงเมอื ง พาราณสี อันเป็นสถานทที่ ่ปี ญั จวคั คยี ์อาศยั อยู่ ฝ่ายปัญจวคั คียแ์ ลเห็นพระพุทธเจ้าเสดจ็ มาแตไ่ กล ดว้ ยเหน็ พระฉพั พรรณรงั สี สวา่ งร่งุ เรือง ไมม่ ใี ครเฉลยี วใจ คงคดิ ว่าพระองคค์ ลายความเพยี ร ไมน่ า่ นบั ถอื เมอ่ื มาหา ดังน้จี งิ นดั กนั ไมท่ ำการตอ้ นรับ คอื ไมต่ ้องลกุ ข้ึนยนื ไมร่ บั บาตรและจีวร ปแู ตท่ ่รี องนง่ั คอื อาสนะไวีให้เผื่อทรงต้องการนงั่ ครน้ั พระองคเ์ สดจ็ มาถงึ นกั บวชท้งั ห้าพากันลืมกตกิ าที่นัดหมายกันไวห้ มด ตา่ ง ลุกขึน้ ยืน รบั บาตรจวี รเหมือนทีเ่ คยทำ แตย่ งั ทกั ทายด้วยกอ้ ยคำไม่สมควรคอื ใชค้ ำวา่ อาวโุ ส ชื่งแปลวา่ ผอู้ อ่ นกวา่ พระพทุ ธเจา้ ตรัสห้าม และทรงบอกว่าพระองคต์ รัสรู้อมฤตธรรมโดยชอบดว้ ย พระองคเ์ องแลว้ เหล่าปัญจวัคคียไมเ่ ชื่อ กล่าวคำคดั ค้านว่า “อาวุโสโคดม(โคดมผเู้ ยาว์) ทา่ นไดเ้ คยบำเพ็ญทกุ รกริ ิยาอย่างยิ่งยวด ท่านยังไมบ่ รรลธุ รรมวเิ ศษอนั ใด นีท่ า่ นมา คลายความเพยี ร ปฏิบัตเิ ป็นคนมักมากเสยี แลว้ จะบรรลุธรรมวิเศษอะไรไดเ้ ลา่ ” พระองคต์ รสั เตอื นใหค้ ดิ วา่ ต้ังแตอ่ ยู่ดว้ ยกนั มาในครง้ั กระโน้น พระองคเ์ คยตรัส คำพูดอย่างนบี้ า้ งหรือไม่ ปัญจวัคคียน์ ึกไดว้ ่า ไมเ่ คยตรสั จงึ เริ่มลงั เลใจ ใคร่จะฟงิ ธรรม พระองคท์ รงให้รอพีงในวนั ร่งุ ขนึ้ ตอ้ 01ปน็ ใหเด้ (ด0เ8นทระทุทรเย้า) ๗๕ kalyanamitra.org

บททเจด็ ขึน้ ๑๕ คำ เดือน ๘ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเปน็ ครัง้ แรก โดยเรม่ิ ว่า “สิง่ ที่ เปน็ ที่สดุ ๒ อย่าง ผู้ออกบวชไมค่ วรเสพ คือกามสุขัลลิกานุโยค ไดแ้ กป่ ระพฤตติ น พวั พนั ดว้ ยความสุขในกาม ซ่ึงเปน็ ของเลว ทำใหต้ อ้ งตง้ั บา้ นเรอื นเหนด็ เหนอ่ื ยเปล่า เป็น เรื่องของคนมกี ิเลสหนา ไม่ใช่ผปู้ ระเสริฐ ไม่มปี ระโยชน์ และอัดตกิลมถานุโยค ได้แก่การทรมานกาย ให้ลำบากดว้ ยประการตา่ งๆ ทำ ความทกุ ขใ์ ห้เกดิ ขึ้น ไมม่ ีประโยชน์ การปฏปิ ต็ สายกลาง ไม่ปล่อยตนไปตามความใคร่ และไม่ทรมานกายใหล้ ำบาก ปฏบิ ัติพอดีๆ กลางๆ จึงทำใหบ้ ำเพ็ญเพยี รสำเรจ็ ดังทพ่ี ระองค์ทรงกระทำได้ ตรัสรูแ้ ล้ว มปี รีชาญาณเกดิ ขนึ้ เป็นการกระทำท่ใี หเ้ กิดความสงบระงับ เกิดความร้ยู ิ่งเปน็ ไปเพือ่ ความสินตณั หาเคร่อื งรดั รงึ บรรลุนพิ พาน ทางปฏิบตั ิสายกลางเรียกซ่ือวา่ มชั ฌิมาปฏปิ ทา มชั ฌิมาปฏปิ ทา คือทางมีองค์ ๘ กล่าวโดยยอ่ ไดแ้ ก่ คลี สมาธิ ปัญญา คอี มี ความเข้าใจลูกคีลธรรม มคี วามคดิ ลกู ต้อง ความประพฤตทิ างวาจาดี ความประพฤตทิ างกายดี เล้ียงซพี สุจริต มีความพยายามในความดี ระลกึ ชอบ ต้ังใจม่ันถูก เม่อื ปฏิบัติทางสายกลางดงั นแี้ ล้ว ยอ่ มรแู้ จง้ ถงึ ความจรงิ ของอรยิ บคุ คล ๔ ประการ ทเี่ รยี กว่า อริยสจั ๔ไดแ้ ก่ ๑. ทกุ ข์ ได้แก่ เกิด แก่ เจบ็ ตาย แหง้ ใจ เศรา้ โศกเสยี ใจ รำพันครำครวญ คบั ใจ พบสงิ ท่ีเกลียดชงั พลัดพรากจากสิงท่รี ัก ต้องการสงิ ใดแลว้ ไมไ่ ด้ ฯลฯ สภาพ เหล่านที้ น ไดย้ าก จงึ เรียกวา่ ทุกข์ ๒. เหตุให้ทกุ ข์เกิด ไดแ้ ก่ ตัณหา คือ ความทะยานอยาก อยากเพราะความพอใจ ความเพลิดเพลินในอารมณน์ ้ันๆ เช่น มตี ัณหาในกามเรยี กว่า กามตัณหา ทะยานอยากในอารมณท์ ี่ชอบใจ ทะยานอยากในความมสี ิงนัน้ เปน็ สงิ น้นั เรยี กว่า ภวตัณหา ทะยานอยากในความอยากไม่มี อยากไมเ่ ปน็ เรยี กวา่ วภิ วตัณหา ตัณหาท้งั ๓ นี้เปน็ เหตุใหท้ ุกข์ เกิด ๓. สภาพท่ไี มม่ ีทกุ ข์ คือสภาพทท่ี กุ ข์ตบั แล้ว เป็นภาวะทใ่ี มม่ ตี ัณหาติดยอ้ มอยู่ เป็น สภาพสละวา่ ง ปลอ่ ยตัณหาไดห้ มด ๔. หนทางหรอื วิธีดับทุกข์ ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ คอื มัชฌมิ าปฏิปทา ดังกล่าวแลว้ เม่ือรู้ถงึ อริยสัจ ๔ ดงั นแ้ี ล้ว ควรปฏบิ ตั ติ งั นคี้ อื ๑. ทกุ ข์ ต้องกำหนดรดู้ ว้ ยปญั ญา C ๗^ ดัอป็เปน็ ให๋ัเดั (๙01๘บทระเๅท8เยา้ ) kalyanamitra.org

ชวดหลั0เสดจ็ ออกมหากิเนษกรมณ์ ๒. ตณั หา เหตทุ ำใหท้ ุกขเ์ กิด ตอ้ งละ ๓. สภาพท่ที ุกข์ตับ ควรทำใหแ้ จง้ ชัด คือเห็นสภาพนัน้ จรงิ ๆ (เหน็ นิพพาน หรอื ทำนิพพานให้แจง้ ) ๔. ทางดบั ทกุ ข์ ต้องทำใหเ้ กิด คอื ลงมือปฏบิ ัตติ ามมรรคมอี งค์ ๘ พระพทุ ธเจ้าตรัสยนื ยันว่า พระองค์ตรัสรูช้ อบไดด้ ว้ ยพระองค์เอง ไมม่ ีใครเทยี บสู้ ไต้ในโลก ความหลุดพน้ ของพระองค์เป็นความหลุดพ้นเด็ดขาดแทจ้ ริง ไม่กลบั กำเรบิ อีก การเกิดครง้ั นี้เปน็ ครง้ั สุดท้าย ต่อจากน้ีพระองคจ์ ะไม่เกิดเปน็ อะไรๆ อกิ ขณะพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ นักบวชชื่อโกณท้ญญะ สง่ ใจไปตามพระธรรมเทศนา หยดุ ใจไว่ในมชั ฌมิ า ทางสายกลางภายในใจ ดวงตาเหน็ ธรรม(เห็นดว้ ยญาณ) คอื ธรรมจักษุเกดิ ขึ้น จิตใจปราศจากธุลมี ลทนิ ไดค้ วามรู้ขึน้ มาวา่ “สงิ ใดส่ิงหนึ่งมคี วามเกดิ ขน้ึ เปน็ ธรรมดาสิงนนั้ ทง้ั หมดลว้ นมคี วามคับเป็นธรรมดา ” อันเปน็ ระดบั ปญั ญาของพระโสดาบนั พระพุทธองค์ทรงทราบดว้ ยพระญาณว่า ทา่ นโกณ- ฑัญญะไดบ้ รรลธุ รรมแลว้ ทรงเปลง่ พระอทุ านว่า “ธญั ญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ” แปลว่า โกณทญ้ ญะรู้ตามทีเ่ ราสอนแล้ว เพราะพระอุทานน้ี ทา่ นโกณฑัญญะ จงึ ไดน้ ามวา่ ธญั ญาโกณฑญั ญะ ต้ังแต่น้นั มา ปฐมเทศนาครง้ั น้ี ต่อมาเรียกชือ่ ว่า ธัมมจักกปั ปวัตตนสตู ร ล้อของธรรมเริ่มหมนุ ไป พระเจ้าจกั รพรรดิเม่ือจะแผ่พระบรมเดชานภุ าพ ทรงขับรถคกิ เคล่อื นทพั นำความเจริญ มาส่แว่นแควน้ พระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ เมอ่ื จะทรงเผยแผ่พระธรรม ก็ทรงหมุนกงลอ้ ธรรมให้ เคลื่อนทไี ปข้างหนา้ เพื่อนำเวไนยสตั วใ้ ห้หลดุ พน้ จากกองทกุ ขท์ ัง้ มวล การแสดงปฐมเทศนาคร้ังนท้ี ำความธัศจรรยืให้บงั เกิดข้นึ แก่จักรวาล ทั้งมนษุ ยโลก เทวโลก พรหมโลภ เช่น มีแผ่นดนิ ไหว มแี สงสวา่ งพวยพงุ่ อยา่ งใหญ่หลวงเกนิ อำนาจเทวดา เหมอื นคร้งั ประสูติ ตรสั รู้ ในอากาศมีเสยี งกลองทิพยบ์ รรลอื ลน่ั คนพกิ าร เชน่ ตาบอด หหู นวก หายเป็นปกติซวั คราว คนต้องโทษจองจำกท็ ำนองเดยี วกนั แมใ่ นนรกไฟนรกกต็ ับ ชวั คราว ซ่ึงส่ิงเหลา่ น้จี ะคดิ ในแงบ่ ุคคลาธษิ ฐานก็ได้ ท่านธัญญาโกณทญั ญะเหน็ ธรรมแล้ว สนิ ความสงสยั ทง้ั ปวง บงั เกิดความแกลว้ กลา้ จะประพฤตติ ามคำสอนของพระศาสดาใหย้ ่งิ ขึ้น จึงทลู ขออุปสมบท พระองค์ทรงอนุญาต ดว้ ยพระวาจาว่า “ท่านจงเป็นภิกษมุ าเถิด ธรรมทีเ่ รากลา่ วนัน้ เป็นสิ่งดียิง่ แล้ว ทา่ นจงประพฤติ พรหมจรรย์ เพ่อื ทำให้ทกุ ข์สนิ สดุ ไปโดยชอบเถิด” ซง่ึ การอุปสมบทวิธีนเี้ รยี กวา่ เอหภิ กิ ข­ุ ดออเปน็ ใหเั๋ ดั (ดังเฒ่ทระทฺทรเยา้ ) ๗๗ kalyanamitra.org

บทท่เี จ็ด 1 อปุ สมั ปทา นับเปน็ พระภิกษรุ ปู แรก ต่อจากน้นั เมอ่ื ไดฟ้ งิ พระธรรมเทศนาต่อมา ทีเ่ หลืออีก ๔ ทา่ น กไ็ ดด้ วงตาเห็นธรรม และทลู ขออปุ สมบทจนหมดทงั้ ๕ แต่ยังเป็นพระอรยิ บคุ คล ชัน้ ตน้ คร้ันถึงวนั แรม ๕ คำ ภกิ ษุปัญจวคั คีย์ทง้ั ๕ มีอินทรีย์แก่กล้า คอื มี ศรทั ธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญั ญา เตม็ ท่ี ควรตอ่ การบรรลุเป็นพระอรหันต์ พระบรมศาสดาตรสั แสดงเร่ือง อบตั ตลกั ขณสตู ร คอื เรอ่ื งใหพ้ ิจารณาเห็นวา่ กายและใจเป็นอนัตตา ไมใ่ ช่ตวั ตน ไม่อยู่ ในอำนาจบงั คบั บัญชาของใคร เพราะ ซ.ิ เป็นของวา่ งเปล่า(สญู ) คอื เปน็ เพียงมสี งิ่ ทีเ่ ป็นส่วนย่อยๆ มาประชุมรวมกนั เข้า ไมม่ คี วามเป็นสตั วบ์ คุ คล ตวั ตนเราเขา เรามาสมมตยิ ดึ ถือกันข้ึนเองทงั้ สิน เช่น บ้าน หรอื รถ เราเอาสงิ่ ต่างๆ มาผสมและประกอบกนั พรอ้ มกับตัง้ ช่ือเรียก สิง่ เหลา่ นจ้ี งึ มขี ้นึ แท้ทีจ่ รงิ แลว้ เมอื่ แยกสงิ่ ตา่ ง ๆ ออกดู คำวา่ บ้าน หรือ รถ ก็ไมม่ ี ร่างกายและจิตใจเกดิ ขึน้ เพราะมีส่วนตา่ งๆ มาประกอบ ทำนองเดียวกนั ๒. เปน็ สภาวะท่ไี มม่ ใี ครเป็นเจ้าของ ไม่ใชข่ องใครจรงิ ๓. ไมอ่ ยูใ่ นอำนาจใคร ไมเ่ ปน็ ไปอยา่ งที่ใครปรารถนา ๔. ไมอ่ ยูต่ ามลำพัง แต่องิ อาศัยอยกู่ บั สง่ิ ต่างๆ มีเหตุ มปี ัจจยั เก่ียวข้องสมั พนั ธ์ กนั ๕. โดยสภาวะแลว้ ตรงขา้ มกับความเปน็ อัตตา(คอื เปน็ ตัวตน) พระบรมศาสดาทรงแยกกายกบั ใจออกเปน็ ขันธ์ ๕ (ขันธ์ แปลวา่ กอง) คอื เปน็ กองรูป ซิ กองนาม ๔ ได้แก่ ซ.ิ รปู ไดแ้ ก่ ร่างกายทั้งหมด ๒. เวทนา ไดแ้ ก่ ความรสู้ ึกสขุ ทุกข์ หรือไม่สขุ ไมท่ ุกข์ ๓. สัญญา ไดแ้ ก่ ความจำไดห้ มายรู้ ๔. สังขาร สภาวะทปี่ รุงแต่งใจให้คดิ ดีบา้ ง ชั้วบ้าง ไมด่ ีไม่ชั้วบา้ ง ๕. วญิ ญาณ ความรู้แจง้ ในสิง่ ท่ีมากระทบ เช่น ตากับรูปกระทบกนั เกิดการรบั รู้ เรยี กวา่ วิญญาณทางตาเกิด ในทำนองเดียวกนั หูกับเสียง จมกู กับกลิน่ ล้ินกับรส ประสาททางกายกบั สภาพเยน็ รอ้ นออ่ นแขง็ กระทบใจกับเรือ่ งราวตา่ งๆ เม่ือของ.สองอยา่ ง ตังกล่าวแลว้ กระทบกัน ทำให้เกิดการรบั รู้วา่ อะไรเปน็ อะไร ความรับแล้วรนู้ นั่ เอง คอื สภาพของวญิ ญาณ เพราะฉะน้ัน คนเราจงิ มวี ิญญาณในตัวเปน็ ๖ อยา่ ง ขนั ธ์ ๕ ตงั กลา่ วนี้ ถา้ เป็นสิ่งมตี วั ตน ขันธ์ ๕ กไ็ มค่ วรเป็นอยอู่ ยา่ งลำบาก ผ้เู ป็น ๓<๘ ดอั งเปน็ ใหึเลั (สอ่ เฒ่ทระททฺ รเจา้ ) kalyanamitra.org

ชวตหล๖ั เสดจ็ ออกมหากเิ มษกรมณ์ เจ้าของขนั ธ์ ๕ ตอ้ งบังคบั ได้ วา่ ให้เป็นอย่างโน้นเถอะ เป็นอย่างน้เี ถอะ แตเ่ พราะขันธ์ ๕ ไมใ่ ช่สงิ ทีเ่ ปน็ ตวั ตน จึงเป็นไปลำบากต่างๆ และไมเ่ ปน็ ไปตามความปรารถนาของใคร เสรจ็ แลว้ พระบรมศาสดาทรงตรสั ถามขึ้นวา่ “ขนั ธ์ ๕ นี้เท่ียงหรือไมเ่ ทย่ี ง?” ภิกษปุ ญั จวคั คีย์ทูลวา่ “ไมเ่ ทีย่ ง พระเจ้าขา้ ” ตรสั ถาม “สิงใดไม่เท่ยี ง สงิ นน้ั เป็นทกุ ขห์ รือเป็นสุขเล่า” ภิกษุปญั จวัคคยี ์ทลู วา่ “เปน็ ทุกข์ พระเจา้ ขา้ ” ตรสั ถาม “กส็ ิงใดไม่เทยี่ ง เป็นทุกข์ มคี วามแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือ จะยึดถอื ในสิงนน้ั วา่ “นน้ั ของเรา นน้ั เปน็ เรา น้นั ตวั ของเรา?” ภกิ ษุปญั จวัคคีย์ทูลวา่ “ไม่ควร พระเจา้ ขา้ ” ตรัสอธบิ ายต่อไป ให้ละความถอื มน่ั ในขนั ธ์ ๕ เพราะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างหนึ่งอยา่ งใดก็ตาม ทง้ั ทผ่ี า่ นไปแล้ว ยงั มาไม่ถงึ หรอื เกิดอยเู่ ฉพาะหนา้ หยาบกด็ ี ละเอียดก็ดี เลวกด็ ี งามก็ดี เกดิ ที่ไกลก็ดี ทใ่ี กล้กด็ ี ทั้งหมดกเ็ ป็นสกั แต่ว่า รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ควรเห็นดว้ ยปัญญาอนั ถูกต้องว่า นนั้ ไมใ่ ชข่ องเรา นั้น ไม่เป็นเรา น้นั ไม่ใชต่ นของเรา เมือ่ เขา้ ใจลกู ต้องดังนี้แลว้ ควรเบื่อหน่ายใน รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ เหล่านั้น เมื่อเบื่อหน่าย กจ็ ะคลายกำหนดั คือไมพ่ อใจรักใคร่ เม่ือไมพ่ อใจรกั ใคร่ จติ กพ็ น้ จากความยึดมน่ั ถอื มน่ั เมือ่ จติ พน้ จากความยึดถือ ก็มญี าณเกดิ ให้ทราบวา่ พน้ แลว้ เม่อื มีญาณเกดิ ขึน้ ให้ทราบวา่ พ้นแล้ว ก็รชู้ ัดว่า ตอ่ จากนีไ้ มเ่ กิดอีกแล้ว พรหมจรรย์ ประพฤตจิ บแล้ว กจิ ทคี่ วรทำไดท้ ำเสรจ็ แลว้ กิจอน่ื ทน่ี ่าทำกว่าน้ีไม่มี ครง้ั นัน้ ขณะทีพ่ ระบรมศาสดาตรสั พระธรรมเทศนา อนัตตลักขณสูตรน้อี ยู่ พระภกิ ษุ ปญั จวัคคยี ส์ ่งใจไปในทา่ มกลางตัวเปน็ มัชฌมิ า พจิ ารณาความจรงิ ตา่ งๆ ด้วยอำนาจญาณ ตามกระแสพระธรรมเทศนาจิตก็พน้ จากอาสวะไมถ่ ือม่นั ด้วยอปุ าทานบรรลเุ ปน็ พระอรหันต์ นับวา่ ขณะนนั้ มพี ระอรหันตเ์ กดิ ขึ้นแล้วในโลก 'จ องค์ ■ดอ้ 0เปน็ ไกํเดั (ดังเช่นทระทเฺ าธเยา้ ) ๗๙ kalyanamitra.org

พระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ ทรงแสดงธรรมโปรดชฏลิ ๓ พน่ี อ้ ง ท่ตี ำบลอุรเุ วลาเสนานคิ ม ด้วยอาทติ ดปริยายสตู ร ๘๐ ดัออเป็นให๋เั ด้ (ดั่งเช่นทร-ฦทรเยา้ ) kalyanamitra.org

บททแ่ี ปด เรบประกาศทระะศาสนา บทท ๘ เรมประกาศกระศาสนา สถานทไี ม่ไกลจากท่ปี ระทับของพระบรมศาสดา มีกุลบุตรผหู้ นึ่ง ชอ่ื ยสะ เป็น บตุ ร'เศรษฐใี นเมืองพาราณสี มีคฤหาสนใ์ หญ่ประจำฤดูกาลอยู่ ๓ หลัง มวี งดนตรสี ตรีล้วน คอยบรรเลงขับกล่อม คำวนั น้ัน ยสกลุ บตุ รนอนหลบั ตอนหวั คำ เหล่าวงดนตรเี หน็ ดงั นั้นก็ เลกิ บรรเลง พากนั นอนหลบั เกล่อื นกลาด ยสะต่ืนขึน้ กลางดกึ ทว่ั บริเวณยังจดุ ไฟสวา่ งอยู่ เหน็ เหล่าสตรที ่นี อนหลับมอี าการ พกิ ลพกิ ารตา่ งๆ เครื่องดนตรวี างเกะกะ บางคนนอนสยายผมรุงรงั นํ้าลายไหล บางคนบน่ ละเมอไม่เหมือนเสยิ งคน บา้ งอ้าปากกรนเสยี งดงั ผ้าผ่อนหลดุ ลยุ่ พาดแขนขาเกะกะมอง เหมือนซากศพท่ีลูกทิง้ ไวในปา่ ชา้ ยสะเกดิ ความสงั เวชสลดใจ ออกอทุ านวา่ “ทน่ี ่ีวุ่นวายหนอ ท่ีนีฃ่ ดั ข้องหนอ” รู้สกึ ไมอ่ ยากอยใู นบา้ นจงึ สวมรองเทา้ เดนิ ออกจากประตบู ้าน ผา่ นไปทางป่าอิสปิ ตนมฤค- ทายวัน ขณะนั้นเปน็ เวลาใกล้ฟา้ สาง พระบรมศาสดากำลงั เสด็จจงกรมอยู่ในทแ่ี จง้ ทรง ได้ย1ิ นเสยี งยสะเปล่งอทุ านเร่อื ยๆ วา่ “วนุ่ วายจริง ขดั ช้องจรงิ ” ขณะเดนิ ทางมา จงึ ตรัส เรียกว่า “ทน่ี ีไ่ ม่วุ่นวาย ที่นีไมข่ ัดข้อง เชิญเขา้ มาทนี่ ่ีเถอะ นั่งลงเราจะแสดงธรรมให้ฟัง” ยสะได้ยินพระดำรสั เรียกดังน้นั รูส้ ึกชอบใจจึงรีบเข้าไปกราบแทบพระบาท นั่งลง พงิ ธรรม พระบรมศาสดาตรสั สอนยสกลุ บตุ รดว้ ย อนุปุพพกิ ถา คือขอ้ ความท่สี อนไปตาม ลำดับขัน้ โดยขนึ้ ตน้ เรือ่ งง่ายก่อนแล้วยากข้นึ ตามลำดบั เพื่อฟอกอธั ยาศยั ของผพู้ งิ ให้ สะอาดหมดจดก่อนรบั พิงและปฏบิ ตั ิธรรมขน้ั สูง คอื อรยิ สัจ ๔ อนปุ พุ พกิ ถา ไดแ้ ก่ ๑. เรอ่ื งทาน พรรณนาเร่ืองการบริจาค กำจดั ความโลภ เพอ่ื กำจัดความตระหนี่ กิเลสอยา่ งหยาบ ๒. เรอ่ื งศึล การลำรวมกาย วาจา ให้พ้นจากบาปอกุศล ๓. เรอื่ งสวรรค์ คือ กามคณุ ทคี่ นทง้ิ หลายพอใจใคร่ไดใ้ คร่มี เป็นความสุขพรั่งพร้อม ตอ้ งเป็นใหเ้ ต้ (สอ่ !ช่นทระททฺ รเย้า) ๘๑ kalyanamitra.org

บทพ่แี ปด ซ่งึ จะไดม้ าด้วยการทำทาน รกั ษาคีล ๔. เร่อื งโทษของกาม ให้เหน็ ว่าความสขุ เกีย่ วกับเรื่องกามเปน็ สงิ ไมย่ ง่ั ยนื แปร เปลย่ี นได้ เป็นความสุขท่ีมคี วามคับแค้นแอบแฝงอยู่ด้วยตลอดเวลา แมเ้ ปน็ ความสุขใน สวรรค์ กย็ ังเป็นเรื่องเกีย่ วขอ้ งกบั กาม ซงึ่ เป็นความสุขทเ่ี สอ่ื มสลายไม่แน่นอน เป็นเพียง ชวั่ คราว มใิ ชส่ ุขอยู่ไดต้ ลอดไป ๕. เรอ่ื งอานิสงส์ของการออกจากกาม การออกบวชทงั้ กายและใจใหป้ ระโยชนต์ อ่ ชีวติ มาก สามารถสร้างความดีได้มากกว่าชวี ิตของผูค้ รองเรือน ไม่ต้องหว่ งกงั วลกับชีวิต ของผอู้ ื่น มีอสิ ระ ยสกุลบตุ รเป็นคนฉลาด ฟ้งอนปุ ุพพกิ ถาแลว้ เข้าใจแจม่ แจง้ เหมอื นผ้าทีได้รับการ ชักฟอกสะอาดดีแล้ว คร้นั พระบรมศาสดาทรงประกาศอริยสจั ๔ ตอ่ ยสะก็พลนั ไดด้ วงตา เหน็ ธรรมเปน็ พระโสดาบนั เหมือนยอ้ มผา้ สะอาด สีย่อมตดิ เนอ้ื ผ้าดี รงุ่ เขา้ เมอ่ื ทางบ้านทา่ นยสะทราบวา่ ทา่ นหายไป จึงพากันออกตามหา เศรษฐีผู้ บิดาตามหามาทางปา่ อิสิปตนมฤคทายวนั เห็นรอง เทา้ ของบตุ รชายถอดวางไว้จำได้ จึงตาม เข้าไปในที่ประทับ พระบรมศาสดาทรงใชพ้ ทุ ธานภุ าพทำให้บดิ ามองไม่เหน็ บุตร เศรษฐี ทลู ถามถึงบตุ รชาย พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมใหฟ้ ง้ ในทำนองเดียวกัน เศรษฐีไดด้ วงตาเห็น ธรรมเป็นพระโสดาบนั สว่ นท่านยสะฟงิ พระธรรมเทศนาชา้ํ อีกคร้ัง ส่งกระแสใจทำ ตามพทุ โธวาทบรรลเุ ป็นพระอรหนั ต์ เศรษฐีทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา และแสดงตน เปน็ อบุ าสกถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบพระรัตนตรัย เปน็ สรณะ(ท่พี ึ่ง)คนแรกใน โลก ขณะนนั้ พระบรมศาสดาจงึ บนั ดาลใหบ้ ิดามองเห็นบุตร เศรษฐีเห็นลูกชายแล้ว ชวนกลบั บ้าน บอกว่ามารดากำลงั เสยี ใจแทบสนิ ชีวติ ท่ีลูกหายไป พระบรมศาสดาตรัส บอกแก่เศรษฐวี ่า “ยสะเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ใชผ่ ู้สมควรกลับไปมชี ีวิตครองเรอื นอีก” เศรษฐดี ใี จกล่าววา่ เปน็ ลาภอันประเสริฐของลูกชาย ทลู เชญิ พระบรมศาสดา พร้อมลกู ชายไปยังบ้านของตนเพ่อื ทรงรับภัตตาหารในเชา้ วันนน้ั แล้วรบี กลบั ไปบา้ น ลว่ งหนา้ ก่อน เพอ่ื เตรียมการต้อนรับ เมือ่ เศรษฐีผูบ้ ิดาไปแล้ว ทา่ นยสะได้ทลู ขออปุ สมบท พระบรมศาสดาทรงอนุญาตโดย ตรัสวา่ “ท่านจงเปน็ ภิกษุเถดิ ธรรมเรากล่าวดีแลว้ ท่านจงประพฤตพิ รหมจรรย์เถิด” สำหรบั รายทา่ นยสะ พระองคไม่ตรสั วา่ ให้ทำทุกขใหส้ ุดสนิ ไป เพราะทา่ นยสะสนิ ทุกขแ์ ลว้ กอ่ นอุปสมบท ๘๒ ตอั อrปนใหเดั (สง่ เช่นกระททุ 8เจา) ■ฟ่ kalyanamitra.org

เรมประกาศทระศาสนา เชา้ วนั นั้น พระบรมศาสดาเสดจ็ ไปยงั บ้านเศรษฐี มพี ระยสะตามเสดจ็ หลังทรง ทำภตั ตกิจเสร็จแล้ว พระองค์ประทานพระธรรมเทศนา อนุปพุ พกิ ถาและอริยสจั ๔ แก่ มารดาและอดีตภรรยาของพระยสะบรรลุเปน็ พระโสดาบัน ทูลสรรเสรญิ พระธรรมเทศนา และแสดงตนเปน็ อบุ าสิกา ถึงพระรัตนตรัยเปน็ ทีพ่ ึง่ นบั เป็นอุบาสกิ าสองคนแรกในโลก พระยสะกอ่ นบวชเปน็ ผมู้ มี ติ รสหายมาก สหายทเี่ ปน็ ลูกเศรษฐีในเมอื งพาราณสี ๔ คน คอื วมิ ล สุพาหุ ปณุ ณซิ และควมั ปดิ ทั้ง ๔ ทราบเร่ืองพระยสะออกบวช ปรึกษากนั ว่า สงิ ทีพ่ ระยสะเพือ่ นของพวกตนกระทำนัน้ ตอ้ งเปน็ ลิงดีงามแน่ จึงชวนกนั ไปเย่ียม พระยสะ พาเชา้ เฝืาพระบรมศาสดา พระองคท์ รงลังสอนจนท้ัง ๔ คน ได้ดวงตาเหน็ ธรรมและทลู ขออปุ สมบท และเป็นพระอรหันต์ในทส่ี ุด รวมแลว้ เวลานั้นมีพระอรหนั ต์ในโลก ๑๑ องค์ . ฝา่ ยบรรดาสหายชาวชนบทของพระยสะอกี ๕๐ คน ทราบข่าวพระยสะ ตา่ งคน ต่างคิดเหมือนพวกแรก พากนั มาบวชตามเปน็ พระอรหนั ตเ์ พมิ่ อกี ท้ังหมด รวมเปน็ ๖๑ องค์ เมอ่ื มีพระอรหนั ตสาวกมากพอสมควรแลว้ พระบรมศาสดาทรงดำริเรื่องการ ประกาศพระศาสนา ตรสั ลังพระสาวกวา่ “ภิกษุทงั้ หลาย พวกเราทั้งหมดพ้นแลว้ จากเครอื่ งผกู มัดทง้ั ท่เี ปน็ ของมนษุ ย์และ ของทิพย์ เธอท้ังหลายจงเดินทางไปประกาศพระศาสนา ตา่ งคนตา่ งไป จงแสดงธรรมให้ เปน็ ประโยชน์ทัง้ เบือ้ งต้น ทา่ มกลาง และที่สุด สอนให้บรสิ ุทธ๋ิบริบูรณ์ทัง้ เนอ้ื ความ และตวั อักษร มนษุ ย์ทมี่ ีกิเลสนอ้ ยมีอยู่ในโลก ถ้าหากไมไ่ ด้ฟง้ ธรรมแลว้ จะไม่มีโอกาสบรรลุ มรรคผลนิพพาน ขอท่านทัง้ หลายจงไปสร้างประโยชนอ์ ย่างยิ่งใหเ้ กิดแกม่ หาชน แมต้ วั เราเองก็จะไปลังสอนทต่ี ำบลอรุ ุเวลาเสนานิคม (ตำบลทีท่ รงทำความเพยี รอยู่เดิม)” พระอรหันตสาวกท้ัง ๖๐ รบั พระดำรัสลังแลว้ ตา่ งองคต์ ่างแยกยา้ ยเดนิ ทางไป แสดงธรรม ประกาศพระศาสนา ใหก้ ุลบตุ รในถ่ินนนั้ ๆ มคี วามนบั ถือเลอื่ มใสในพระพุทธ- ศาสนา น้อมนำจิตใจใหต้ ้องการอปุ สมบท แตเ่ ม่อื ไม่สามารถใหก้ ารอุปสมบทเองได้ จึงพา กนั มาเฝืาพระบรมศาสดา พระองค์ทรงประทานเอหภิ ิกขอุ ุปสมั ปทาให้ และทรงเห็นถึงความยากลำบากใน การเดินทางมาเฝาื จึงทรงมีพทุ ธานญุ าตให้พระอรหนั ตสาวกเหลา่ นนั้ จัดการบวชเองได้ ด้วยวิธใี หโ้ กนผมโกนหนวดก่อน แลว้ จึงใหน้ งุ่ ผ้าทย่ี ้อมด้วยนํ้าฝาด แล้วปฏญิ าณตนวา่ “ข้าพเจา้ ขอถอื พระพุทธเจา้ เปน็ ท่พี ่ึง ข้าพเจ้าขอถือพระธรรมเปน็ ท่พี ง่ึ ข้าพเจา้ ขอถอื พระสงฆเ์ ป็นทีพ่ ง่ึ ฯลฯ” ดงั นื้ เรียกวา่ ทรงอนุญาตใหบ้ วชดว้ ยการรับไตรสรณคมน์ หรอื ติสรณคมนูปสัมปทา พระบรมศาสดาประทบั อยทู่ ีพ่ าราณสีพอสมควรแลว้ เสดจ็ พระพุทธดำเนนิ ไปยงั ตำบลอุรเุ วลาฯ ระหวา่ งทางเสด็จแวะทไ่ี รฝ่ าื ยแหง่ หนึ่ง ได้พบกลุ่มชายหนุม่ ท่เี ปน็ เพ่อื นรกั ต้อ!)!ป็นใทีเ่ ต้ (ค้อเชน่ ทระททุ ธเจา) ๘๓ kalyanamitra.org

บทท่นี ,Lเด กัน จำนวน ๓๐ คน มชี ือ่ กล่มุ วา่ ภทั ทวคั คีย์ พาภรรยามาเทย่ี วเลน่ อยู่ท่นี น่ั มอี ยู่คนหน่งึ ไม่มภี รรยา จงึ จ้างหญิงแพศยา(โสเภณี) มาเปน็ ภรรยาช่วั คราว ในขณะท่เี หล่าชายหนุ่ม เผลอ หญงิ แพศยานน้ั ไดข้ โมยหอ่ เครอ่ื งประดบั หนไี ป บรรดาคน เหล่าน้นั กำลัง เท่ยี วตามหาหญิงแพศยาอยู่ ไดม้ าพบพระบรมศาสดา จงึ ทูลถามพระองค์ว่าทรงเห็นสตรีนั้นหรอื ไม่ พระบรมศาสดาตรัสยอ้ นถามว่า “พวกเธอทั้งหลายจะพึงแสวงหาหญงิ แพศยานั้นดี หรอื แสวงหาตนเองด?ี ” เหลา่ ภัททวคั คีย์ไดส้ ติ เปน็ ผ้มู ปี ัญญา ทูลตอบวา่ “พวกข้าพเจ้าขอแสวงหาตนเอง ดกี ว่า พระเจา้ ขา้ ” พระบรมศาสดาตรสั แสดงอนุปพุ พิกถาและอรยิ สัจ ๔ให้แก่คนทั้ง ๓๐ คนเหล่านนั้ ไดด้ วงตาเหน็ ธรรม ขอบวชและบรรลเุ ป็นพระอรหันตใ์ นท่สี ุด คร้ันแล้วพระองค์ทรงส่งไป ประกาศพระศาสนาในทำนองเดียวกนั ส่วนพระองค์เสดจ็ ต่อไปยังตำบลอุรเุ วลาฯ ท่นี ัน่ มชี ฏลิ (นกั บวชนิยมลัทธบิ ูชาไฟ) ๓ พีน่ ้อง และบริวาร ๑,๐๐๐ คน สรา้ งอาศรมอยูร่ ิมสง่ น้าั เนรัญชรา เรยี งรายตามลำดับ กันไป อรุ ุเวลกสั สปะ เปน็ พี่อยูต่ ้นน้าํ พระบรมศาสดาเสด็จไปพบก่อน ทรงทรมานดว้ ยวธิ ี ตา่ งๆ กระทั้งอุรุเวลกสั สปะมีความสลดใจลดทฏิ ฐทิ ่คี ดิ ว่าตนเองวเิ ศษเหนอื ผ้อู ่ืน เห็นการ กระทำของตนไรส้ าระ เมอื่ เสดจ็ ไปพบ ทรงขอพกั แรมในโรงบูชาไฟ อุรเุ วลกสั สปะไมพ่ อใจ เห็นวา่ พระองค์ ทรงอวดดขี อพักในสถานทศ่ี กั ด๋ีสิทธิ๔ เตอื นว่าที่นัน่ มพี ญานาคมพี ิษอาศยั อยู่ เมือ่ พระพทุ ธองค์ เสด็จไปถงึ พญานาคเหน็ เขา้ โกรธพ่นพษิ พระบรมศาสดาทรงเชา้ ฌานเตโชกสิณ (ใช้ ไพ่เป็นอารมณ์ในการกำหนดใจให้รวมเป็นสมาธแิ นว่ แน)่ แล้วทรงบันดาลด้วยฤทธใึ๋ ห้ พระวรกายมีไพ่เกดิ ข้ึนต่อตา้ นพษิ พญานาค บังเกิดเปน็ แสงสว่างสิแดงจัด ราวจะเผา ผลาญโรงบชู าไพ่ให้เป็นเถ้าถ่านไปสนิ เหลา่ ชฏลิ เหน็ แสงสว่างแดงรงุ่ โรจนด์ งั นน้ั พากันคดิ ว่า “พระสมณะรูปน้ีคงสนิ ชวี ิต เป็น แน่ แท้” แตพ่ อถึง เวลารุ่ง เข้า เมอ่ื ทุกคนไปดู กลบั เห็นพญานาคขด เหลอื ตัวเล็ก นดิ เดยี วอยู่ในบาตร พระบรมศาสดาตรัสว่า “นาคนีล้ น่ื ฤทธิแ๋ ลว้ ดว้ ยอำนาจของเรา” พวกชฏิลแปลกใจ แต่ก็ยังลังเลไม่เล่อื มใส โดยเหตทุ ี่เหล่าชฏลิ มีความทะนงตนมาก พระบรมศาสดาตอ้ งทรงปราบดว้ ยฤทธ๋ี ตอ้ งทรงพำนักอย่ทู ่นี ้นั อีกหลายวนั ต่อมา เพอ่ื ทรงทรมานทกุ คนใหค้ ลายความสำคัญผิด ขณะนั้นเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวนั จนนั้าทว่ มบริเวณทว้ั ไปหมด โดยเฉพาะ ๘๔ ต้ออเป็นใหเดั (คัอ่ เช์นทระททุ รเช้า) kalyanamitra.org

1รมประกาศทระศาสนา บริเวณทพ่ี ระบรมศาสดาทรงพำนกั เหล่าชฎิลคดิ วา่ พระองคต์ ้องทรงจมนํ้าลิน้ ชีวิตเป็นแน่ จงึ พายเรอื เข้าไปดู กลบั เห็นพระบรมศาสดาทรงเดนิ จงกรมอยทู่ ี่พื้นดิน มี'นาไหลวนรอบเปน็ วงกลมบรเิ วณกว้างพอควร โดยไม่ไหลเช้าท่วมแมแ้ ต่หยดเดยี ว เหลา่ ชฎิลเห็นพุทธานภุ าพ ดงั น้ี รูว้ ่าพวกตนไมใ่ ช่พระอรหนั ต์ จึงกราบแทบพระบาทขอเปน็ สาวก (วธิ ีแสดงฤทธดึ๋ งั น้ี ทำไต้โดยการทำฌานจติ ใหเ้ กิดดว้ ยการนึกถงี นา้ํ เป็นอารมณ์ เมอ่ื จิตแนว่ แน่ดี แลว้ ก็อธิษฐานให้นั้ารอบกายตามทก่ี ำหนดเป็นแผ่นแข็งกั้นเหมอื นดัง กำแพงได)้ เหลา่ ชฎิลปลงผมทเ่ี กลา้ เปน็ ชฎาออกลอยไปตามนํ้าพรอ้ มเครือ่ งพรตบูชาไฟ ทูล ขออปุ สมบท พระบรมศาสดาประทานอนุญาต ฝา่ ยนทีกัสสปะผู้เป็นน้องกบั เหล่าบรวิ ารตง้ั อาศรมอยูใ่ ตน้ ํา้ ลงไปเห็นชฎาและบรขิ าร เครื่องบูชาไฟของพ่ีชาย สำคญั วา่ เกดิ อนั ตรายแก่ผู้เป็นพี่ รบี พากันเดนิ ทางมาดู เหน็ พี่ชาย พรอ้ มบริวารบวชหมด แลว้ ได้พากันบวชตามในทำนอง เดียวกนั นอ้ งชายคนเล็กชื่อคยากัสสปะ อยใู่ ต้นั้าตอ่ ไปจากนทกี สั สปะ เห็นสง่ิ ของลอยน้ํามา ทำนองเดียวกนั ก็พาบรวิ ารข้นึ มาดแู ละไดอ้ ปุ สมบทในทีส่ ดุ รวมภิกษุทมี่ าจากชฎลิ ทง้ั สิน ๑,0๐๓ คน พระบรมศาสดาประทบั อยทู่ ่ตี ำบลอรุ ุเวลาฯตามสมควร ทรงพาภิกษุใหมท่ ้งั หมด ไปยังตำบลคยาสสี ะ ณ ทนี่ ั้นพระองคต์ รัสพระธรรมเทศนาเรยี กว่า อาทิตตปริยายสูตร เพ่ือให้ตรงกบั จรติ อธั ยาศัยของเหล่าชฎิล ชืง่ เคยบูชาไฟอันเปน็ ของรอ้ น เนอื้ ความใน พระธรรมเทศนามีว่า “ภิกษทุ ั้งหลาย สง่ิ เหล่านเ้ี ปน็ ของร้อน คือ เม่ือตากบั รูปกระทบกัน วิญญาณเกดิ ทำใหม้ ีความรู้สกี เกดิ รู้สกึ สขุ บ้าง รู้สกึ ทุกขบ์ า้ ง รูส้ กึ ไม่สุขไม่ทุกขบ์ า้ ง” เม่อื หูกบั เสยี งสมั ผสั กนั เมือ่ จมูกกับกลิน่ สัมผสั กัน เม่ือล้นิ กบั รสสมั ผัสกนั เม่อื กายกบั สภาพเย็นรอ้ นออ่ นแขง็ สัมผสั กนั เมื่อใจกับเร่อื งราวตา่ งๆ ทเ่ี อามาคิดสัมผัสกัน การกระทบสมั ผัสทงั้ หมดนี้ ลว้ นแล้วแต่เปน็ ของร้อน เพราะเมือ่ กระทบสมั ผสั กนั แล้วมเี วทนาคือความรู้สึกเกิด เวทนานั้นเองทำใหเ้ กิดความอยากได(้ โลภ) ความไมอ่ ยากได้ (โทสะ) และความหลงใหล ไมร่ ู้เรอ่ื ง ขาดปญั ญา(โมหะ) นอกจากนน้ั ยังตอ้ งรอ้ นดว้ ยไฟทกุ ข์ เพราะการเกิด แก่ เจบ็ ตาย โศก รำไรรำพนั เสียใจ คบั ใจ ไฟกเิ ลส(โลภะ โทสะ โมหะ) และไฟทุกข์ ดงั ท่ไี ดก้ ล่าวแลว้ ทัง้ หมดน้ีเป็นของรอ้ น เมือ่ เห็นจริงตามนีแ้ ล้ว ควรเบือ่ หนา่ ยในทกุ สิ่ง ตัง้ แตต่ ากระทบสัมผัสกับรปู กระท้งั เกิดเวทนา สอ้ ง!ป็นใหัเ๋ ด้ (สง่ั เช่นทระททฺ รเย้า) ๘๕ kalyanamitra.org

บทท่แี ปด รวมท้ังการกระทบสมั ผสั ในอายตนะ(เครื่องกระทบกนั )อนื่ ๆ อกี ทัง้ ๕ ประการนี้ เมื่อเกิดการเบอื่ หนา่ ย กจ็ ะหมดความพอใจรกั ใคร่ เม่ือหมดความพอใจรักใคร่ ก็จะหมดจากความถอื ม่นั (เอาอยา่ งนนั้ อย่างน้)ี เม่ือจติ หมดความถือมน่ั ญาณรวู้ ่าพน้ แล้วย่อมเกิดข้ึน เมอ่ื ญาณเกดิ ยอ่ มทราบได้ว่าตอ่ จากน้หี มดกิเลสสนิ เชิงแลว้ จะไมม่ กี ารเกดิ ใน ภพชาติหนา้ ต่อไปอกี อยู่จบพรหมจรรยแ์ ล้ว กิจท่จี ะต้องทำในชีวิตอันยาวนานนับ จำนวนชาตไิ มไ่ ดส้ ำเรจ็ ลงแล้ว กจิ อ่ืนท่ีย่งิ กว่าน้ไี มม่ ีอกี แล้ว เมื่อพระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา อาทิตตปริยายสูตรนอ้ี ยู่ จิตของ ภิกษุท้งั สนิ ในท่ีนัน้ พ้นจากอาสวะทง้ั ปวง ไมถ่ อื มนั่ ในอุปาทาน บรรลมุ รรคผลนพิ พานเป็น พระอรหันตท์ ง้ั หมด ๘๖ ดัออเปน็ ?หเ๋ั ดั (คอเช่นทระทุทธเย้า) kalyanamitra.org

บททเี่ กา ทรอเปลชเ)คำปฏญิ ญา และาดัอัครสาวก บทท ๙ ทรอเปลออคำปฎญญา และไตอ้ ัครสาวก LXJปพ็ ระสมั มาสมั พุทธเจ้าทรงมีเหลา่ อรหนั ตสาวกจำนวนมากพอ สำหรับการ เผยแผ่แล้ว ทรงระลึกถึงคำปฏิญญาทป่ี ระทานไว้แก่พระเจา้ พมิ พสิ าร แห่งแควน้ มคธ จึงเสด็จจาริกพร้อมหมสู่ าวกเขา้ สู่นครราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นนั้น เวลานน้ั เรื่องราวของพระบรมศาสดาเป็นทโี่ จษขานเล่าลือกนั ไปในแว่นแควน้ ตา่ งๆ บ้างแล้ว โดยมกี ิตตศิ ัพทข์ จรไปวา่ มศี าสนาใหม่เกิดขนึ้ ผู้นำคอื พระสมณโคดม ผเู้ ปน็ พระ- ราชโอรสแห่งศากยราช ทรงละทิ้งราชสมบต้ ิเสดจ็ ออกบรรพชา ตรสั รพู้ ระสมั มาสมั โพธ-ิ ญาณเปน็ พระพุทธเจ้า เป็นพระศาสดา ขณะน้ีกำลังเสด็จพาภิกษถุ งึ พนั รปู เดนิ ทางมุ่งมา ทางกรุงราชคฤห์ ประทบั อยทู่ ี่ ลัฏฐิวนั (สวนตาลหนุม่ ) พระองคแ์ ละภกิ ษุทัง้ หมดลว้ นแตเ่ ป็น พระอรหนั ต์ สนิ อาสวะกิเลสแลว้ เป็นทนี่ า่ พบเห็นย่ิงนัก ประชาชนต่างต่ืนเต้นแห่แหนพา กนั เดนิ ทางไปเสา พระเจา้ พิมพสิ ารทรงทราบขา่ วกเ็ สด็จพระราชดำเนนิ พรอ้ มขา้ ราชบริพาร ออกไปเสายงั ท่นี น้ั ด้วย เม่ือผ้คู นไปพร้อมหน้ากันแลว้ แลเหน็ ชฎิล ๓ พนี่ อ้ งพรอ้ มบรวิ าร ซ่ึงเปน็ ท่นี บั ถือ ข่องผู้คนอยใู่ นท่นี ั้นดว้ ย บางพวกเรมิ่ คลางแคลงสงสัยว่า ใครเป็นผ้นู ำกนั แน่ ดงั นั้นใน บรรดาผู้คนท้งั หลายเหล่าน้นั จงึ มีอาการตา่ งๆ บางพวกแสดงความเคารพพระบรมศาสดา บางพวกเคารพชฎลิ บางพวกไม่แสดงความเคารพใครเลย พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเหน็ ดังน้ัน ตระหนกั ในพระทยั วา่ ถา้ หมชู่ นยงั ไม่มี ความเลอื่ มใสศรทั ธาในพระองค์แน่วแนแ่ ล้ว ยอ่ มไม่ตั้งใจฟิงพระธรรมเทศนา พระองค์จงึ ตรสั ถามอุรเุ วลกัสสปะ วา่ เหตใุ ดจึงละทง้ิ ลัทธบิ ชู าไฟของตนเสิย ภิกษุอรุ ุเวลกสั สปะทูลตอบวา่ เพราะลัทธิเดมิ ไร้สาระ ไมเ่ ปน็ ประโยชน์ ไมใ่ ช่ทาง พ้นทกุ ข์ การบชู าไฟมงุ่ หวงั ผลใหไ็ ด้รูป เสิยง กล่นิ รส หรือแมส้ ตรี อนั เปน็ อารมณท์ ่สี ัตว์ ปรารถนา ผลเหล่านัน้ คือกาม เป็นมลทนิ เครอ่ื งเศรา้ หมอง ตกอย่ใู ต้อำนาจของกิเลส การบูชาทม่ี ีความปรารถนาดงั ทีก่ ล่าวน้ี เปน็ มลทนิ อย่างเดยี ว ดอั (วเปน็ ใทเ์ ดั (ด01ฒ่ทระทฺทธเย้า) ๘๗ kalyanamitra.org

บทท่เี กา เวลานไ๋ี ด้พบทางอันสงบท่พี ระบรมศาสดาประทานให้แล้ว ไม่มกี ิเลสอนั เป็นเหตใุ ห้ ทุกขเ์ กิด ไม่มีความหว่ งกังวลใดๆ เหลอื อยู่ ไมต่ ิดอย่ใู นกามภพ เปน็ ธรรมทไ่ี มแ่ ปรปรวน เปน็ อย่างอน่ื และไมใ่ ชธ่ รรมดาทใี่ ครจะมาพดู ใหเ้ ชอื่ ได้ เปน็ สิง่ ที่ปรากฏร่ใู นใจของตนเอง เทา่ นนั้ คร้ันแลว้ ภกิ ษอุ รุ ุเวลกสั สปะลุกจากทน่ี ั่ง ชบคีรษะลงทีพ่ ระบาทพระบรมศาสดา ประกาศให้มหาชนทราบท่วั กนั ว่า พระพทุ ธองค์ทรงเปน็ พระศาสดาของเหล่าชฎิลในท่ีนน้ั ทงั้ หมด ในขณะน้นั เองความคลางแคลงกระด้างกระเดอ่ื งของหมชู่ นตลอดจนขา้ ราชบริพาร ก็พลันสนิ สดุ ลงพากนั นอ้ มจิตคอยฟงิ พระธรรมเทศนา พระบรมศาสดาทรงแสดงอนุปพุ พกิ ถา และอรยิ สจั ๔ เหลา่ ชนในครัง้ น้นั แบ่งเปน็ ๑๒ นหุต ได้ดวงตาเห็นธรรมเปน็ พระโสดาบนั ๑๑ นหตุ รวมทง้ั พระเจา้ พิมพิสารด้วย ที่ เหลอื ๑ นหุต ต้ังอยใู่ นไตรสรณาคมน์ พระเจา้ พมิ พิสารเองเสดจ็ ไปอภวิ าทแทบพระบาทพระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงพระองค์ เป็นอุบาสก กราบทลู อาราธนาใหพ้ ระบรมศาสดาเสด็จไปเสวยทพ่ี ระราชนิเวศนใ์ นวันรงุ่ ขึ้น พร้อมเหลา่ พระสาวก ทัง้ ทรงเลา่ ความประสงคข์ องพระองคเ์ มื่อกอ่ นครองราชย์ว่าทรงมี ความปรารถนา ๕ ประการ อันไดแ้ ก่ ๑. ขอให็ได้รับอภิเษกเปน็ พระเจา้ แผน่ ดินมคธ ๒. ขอใหผ้ ู้ที่เปน็ พระอรหนั ต์ ผ้รู ู้ผู้เหน็ เองโดยชอบมาที่แวน่ แควน้ ของพระองค์ ๓. ขอใหพ้ ระองค์ไดท้ รงนั่งใกล้พระอรหนั ตน์ น้ั ๔. ขอพระอรหนั ต์น้ันแสดงธรรมลงั สอนพระองค์ ๕. ขอให้พระองคท์ รงรู้ท่ัวในธรรมของพระอรหันต์น้ัน บดั นลี้ ืง่ ที่พระองคท์ รงประสงค์สำเรจ็ แลว้ ความจริงในยุคนั้นมีผูต้ ั้งตวั เปน็ พระอรหนั ตม์ ากมายหลายสำนัก และก็อยูใ่ น แว่นแควน้ ของพระเจ้าพิมพสิ าร แตพ่ ระองคไมแ่ น่พระทยั ว่าคนเหลา่ นัน้ เปน็ พระอรหนั ตจ์ รงิ เมื่อทรงฟ้งพระธรรมเทศนาแลว้ ไดด้ วงตาเห็นธรรมด้วยพระองคเ์ อง ไมท่ รงคลางแคลง พระทย้ ่ในความเป็นพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ของพระบรมศาสดา จงึ ทรงถอื วา่ พระองค์ทรง บรรลุความปรารถนาทั้ง ๕ ประการ วันรุง่ ข้นึ พระบรมศาสดาเสดจ็ นำพระสาวกทงั้ ๑,๐๐๓ รปู ไปยงั พระราชนเิ วศน์ หลังทรงกระทำภัตตกิจเรียบร้อยแล้วพระเจ้าพิมพสิ ารเห็นวา่ สวนตาลหนุ่มอยู่หา่ งไกลเกนิ ไป ๘๘ ต้องเปน็ ใหเั๋ ต้ (ดั่อเช่บทระเๅทธเยา้ ) kalyanamitra.org

ทรอเปสอ์ เวคำปฏิญญา และไดัอัครสาวก ขอถวายพระราชอทุ ยานเวฬวุ นั (สวนไม่ไผ)่ เป็นพระอาราม นับว่าเปน็ วัดในพระพทุ ธศาสนา แหง่ แรกในโลก ในการถวายมหาทานทงั้ สองอย่างของพระเจ้าพิมพสิ ารครง้ั น้ี พระองคท์ รงมไิ ด้ กรวดนํ้าอุทิศสว่ นพระราชกุศลนนั้ ให้แกห่ มู่พระญาตทิ ่ีล่วงลบั ไปแลว้ แตป่ ระการใด คืนน้ันเอง เหลา่ พระญาตทิ ่เี คยทำบาปอกศุ ล ขโมยกินของสงฆไ์ วในกัปที่ ๙๒ ตง้ั แตใ่ นพุทธกัปของพระผุสสะสมั มาสมั พุทธเจา้ พากันเกิดเปน็ เปรตมอี ายยุ นื ยาวนานถงึ หน่ึงพทุ ธันดร ไม่ไดร้ บั การกรวดน้ําอุทศิ สว่ นกศุ ล ก็เสยี ใจเพราะได้รับความอดอยากและ ทุกขเวทนามานานแสนนาน จงึ พากนั ล่งเสียงรอ้ งโหยหวนครา้ั ครวญ ขอสว่ นบุญอ้ือองึ เปน็ ทน่ี า่ สะพรงึ กลวั รุ่งเช้าพระเจ้าพมิ พสิ ารเสด็จไปทลู ถามพระบรมศาสดา พระองค์ทรงชี้แจงให้ทรง ทราบ พระราชาจึงทรงถวายอาหารและผา้ จีวรแกพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์ มพี ระบรมศาสดาเป็น ประธานอิกวาระหนึ่ง แลว้ ทรงกรวดนา้ํ ว่า “อิทงั เม ญาตินัง โหต”ุ ขอกุศลผลบุญครั้งน้ี จงไปถงึ ญาติพ่นี อ้ งของขา้ พเจา้ ด้วยเทอญ ข้อความนใึ้ ช้กนั มาจนทกุ วันน้ี ขณะพระพุทธองค์ประทบั อยู่ทเี่ วฬุวนั นีเ่ อง มชี ายหนมุ่ สองคนเป็นเพื่อนรักกนั มาก ชอ่ื อุปดิสสะ ลกู ชายนางสารี หรือเรียกวา่ สารีบุตร และโกสีตะ ลกู ชายนางโมคคลั สี หรอี เรยี กวา่ โมคคลั ลานะ พากนั ไปเที่ยวดูมหรสพแล้วเกิดความสังเวชสลดใจ เหน็ ว่าใช้ ชวี ติ ไร้สาระจึงพากนั ออกบวชอยใู่ นสำนกั สญั ชัยปรพิ าชก ไม่ไดบ้ รรลุธรรมที่ต้องการ สญั ญากันไวว้ ่า ถ้าใครบรรลธุ รรมพเิ ศษกอ่ น ตอ้ งบอกให้อีกฝา่ ยทราบ เชา้ วนั หนึง่ พระอัสสซิ ช่ืงเปน็ ภกิ ษใุ นกลุม่ ปญั จวคั คีย์เข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห' ปริพาชกสารีบตุ รเดินมาเหน็ เขา้ พอใจในอากปั กริ ิยาสำรวม มอี ิริยาบถน่าเลื่อมใส ไม่ เหมอื นบรรพซิตในลัทธิที่มกี นั อยู่เวลาน้ัน อยากจะทราบว่าใครเปน็ ศาสดาของทา่ น จงึ เดินตามท่านไปตลอดเวลา กระท้ังบณิ ฑบาตเสร็จและไปนงั่ ฉนั ภตั ตาหารในทส่ี มควร ชาย หน่มุ สารบี ตุ รไดช้ ่วยจดั แจงอปุ ฏั ฐากตา่ งๆ เสรจ็ เรยี บร้อยแล้วจงึ พดู กบั ทา่ นว่า “ทา่ นผมู้ อี ายุ ผวิ พรรณของทา่ นผอ่ งใสยง่ิ นกั ใครเปน็ ศาสดาของท่าน?” พระอัสสซิตอบว่า “ดกู อ่ นพอ่ หนุ่ม พระมหาสมณะผู้เปน็ โอรสของศากยสกุล เป็น พระศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของพระองค์” สารีบุตรถามต่อวา่ “พระศาสดาของทา่ นสอนวา่ อยา่ งไรบา้ ง?” พระอัสสซิเห็นว่าชายหนมุ่ เปน็ นกั บวชในลัทธิอ่ืน แมจ้ ะกลา่ วสอนให้ กอ็ าจไมม่ ี ความเลอ่ื มใส จงึ พดู บ่ายเบีย่ งไปว่า “เราเป็นคนเพึ่งบวชไดไ้ ม่นาน คงไมส่ ามารถแสดงธรรม ให้ทา่ นพิงได้กว้างขวาง ขอกลา่ วย่อๆ พอรู้ความ ได้หรอื ไม”่ ต้อOldน:tj|ต้ (ส๋อั เชน่ ทระททฺ รเจา) ๘๙ kalyanamitra.org

บทท่เี ก้า ชายหนมุ่ ตอบวา่ “ขอรบั ทา่ นจะกลา่ วสันหรือยาวกไ็ ด้ท้งั นน้ั ตามแตจ่ ะกรณุ า” พระอสั สซจิ ึงกล่าวเพียงว่า “ธรรมเหลา่ ใดเกิดแต่เหตุ ตถาคตทรงแสดงเหตุท่ี ทำใหธ้ รรมนน้ั เกดิ และแสดงวธิ ดี ับธรรมนนั้ พระสมณะมปี กติสอนอย่างน้ี” ชายหนุ่มพิงคำสอนแล้วเขา้ ใจทนั ทีเพราะความท่เี ปน็ คนฉลาดมาก คอื เข้าใจวา่ ทกุ สงิ ทกุ อยา่ งทีเ่ กดิ ขน้ึ มีสาเหตทุ งั้ สนิ ลา้ ดับที่ต้นเหตุนัน้ เสีย ทุกอยา่ งก็หมดไป พระศาสดา ของพระภิกษุรปู นที้ รงสอนใหร้ ะงับตน้ เหตเุ กดิ ทกุ ขได้แนน่ อน พิจารณาตามคำสอนเพยี งเทา่ นี้ ปัญญาญาณภายในใจกบ็ งั เกิดขน้ึ ไดด้ วงตาเหน็ ธรรม พิจารณาไดว้ า่ “สิงใดสงิ หนึ่งมีการเกดิ ขึน้ เปน็ ธรรมดา สงิ เหลา่ นนั้ ทัง้ หมด ลว้ นมี ความดับไปเป็นธรรมดา” ขณะนนั้ สารบี ุตรนึกยอมรับพระบรมศาสดาเป็นอาจารยท์ ันที จึงถามวา่ พระศาสดาของพวกเราประทับอยทู่ ใี่ ด เมือ่ พระอสั สซติ อบว่า อยู่ที่เวฬวุ นั ชายหนุม่ ขอใหพ้ ระอัสสซิไปกอ่ น ตนเองจะไป ตามเพ่อื นเข้าเสาพร้อมกัน แลว้ จึงเดนิ ทางกลับสำนกั ไปเลา่ เรือ่ งราวทงั้ หมดใหโ้ มคคัลลานะ ทราบ ผู้เปน็ เพือ่ นพิงคำสอนประโยคเดยี ว ก็ได้ดวงเหน็ ธรรมเปน็ พระโสดาบันทนั ที ทำนองเดียวกับสารบี ุตร จงึ พากนั ชวนเหลา่ บริวารของตน ๕๐๐ ไปลาสัญชยั ปรพิ าชก และชวนให็ไปด้วย สญั ชยั ปริพาชกเสยี ใจมาก เพราะลูกคิษยท์ งั้ สองทำให้ตนมหี นา้ ตา ชอ่ื เสียงเพ่มิ ขนึ้ แม้ทั้งสองคนจะขึ้แจงให้เหน็ ดีเพียงใด กย็ ังดอื้ ดิงมีทิฏฐิ ไมย่ อมไปเป็น คิษย์ของใคร โดยตอบวา่ คนในโลกนีม้ ีทัง้ คนโง่และคนฉลาด คนโง่มมี ากกวา่ คนฉลาด ดังนน้ั ใหค้ นฉลาดไปหาพระสมณโคดม ใหค้ นโง่มาหาตน ขณะเดินมาตามทางบรวิ ารของ สารบี ุตรและโมคคัลลานะเปลย่ี นใจเดนิ ทางกลับไปอย่กู บั สญั ชัยปริพาชกครึง่ หนง่ึ เม่อื ได้ เขา้ เสาพระบรมศาสดา ไดท้ ลู ขออปุ สมบท พระองคท์ รงอนญุ าตดว้ ยเอหิภกิ ขุอุปสัมปทา (การบวชแบบน้ผี ู้บวชมบี ญุ เกา่ มาก จะมีเครื่องอัฐบรขิ ารเกิดข้นึ เอง เพราะในอดีตชาติ เคยถวายบริขารแดส่ งฆม์ ามาก) ทุกคน พระโมคคัลลานะ ทำความเพียรอยู่ ๗ วนั ไมบ่ ังเกิดผล เพราะมีแต่ความงว่ ง ครอบงำอยู่ พระบรมศาสดาเสด็จไปอบรมลงั สอนวธิ แี ก้งว่ งวา่ ซ.ิ ลา้ นึกอะไรไดแ้ ล้วยังง่วง กน็ กึ เร่ืองนน้ั ใหม้ ากๆ เข้า ๒. นกึ แลว้ ยังไมห่ ายง่วง ให้ไตรต่ รองพิจารณาธรรมท่ไี ดพ้ ิง ได้เรียนมาแล้วดว้ ย ความตัง้ ใจ ๓. พจิ ารณาธรรมแลว้ ยงั แกไ่ ม่ได้ ใหท้ อ่ งบ่นสาธยายธรรมท่ไี ดพ้ ิงไดเ้ รียนมา โดยพสิ ดาร ๙๐ ดอั งเปน็ ใหั๋!ดั (ด่ังเชน่ ทร::ทฺท8เยา้ ) kalyanamitra.org

ทรปเื ปลออคำปฏญิ ญา และาดัอัครสาวก ๔. ทอ่ งแลว้ ยังไมห่ าย ให้ยอนหทู งั้ สองขา้ ง และเอาฝา่ มือลูบหัว ๕. ถา้ ยงั แก้ง่วงไม่ได้ ควรลกุ ข้นึ ยนื เอาน้ําลูบนยั นต์ า เหลยี วไปมองลิงต่างๆ รอบๆ ตวั และแหงนมองดดู าวนกั ขตั ฤกษ์ (สร้างความสนใจในสงิ ตา่ งๆ) 'จ. ถ้ายังแก้ไขไม่สำเร็จ ใหท้ ำใจนกึ ถึงแสงสวา่ ง ตง้ั ใจว่ามีแต่กลางวันอยา่ งเดียว ไมม่ ีกลางคืน ใหใ้ จเป็นอิสระเปดิ เผย ไม่มีอะไรหอ่ หุม้ ๗. ถ้าความง่วงยงั เกดิ ได้อีกให้อธษิ ฺฐานจติ เดินจงกรม กลบั ไปกลบั มา สำรวมอินทรีย์ ไมค่ ดิ เรอ่ื งภายนอกตวั ใหส้ ง่ จติ เข้าสกู่ ลางตวั ๘. ทำมาทงั้ ๗ อย่างข้างตน้ ก็ยงั ไมห่ ายงว่ ง ก็ใหล้ ้มตัวลงนอนทา่ ราชสหี ์นอน คือ นอนตะแคงชา้ งขวาซ้อนเท้าเหล่ือมกัน ต้ังสติสมั ปชัญญะใหม้ น่ั คงว่าจะลกุ เวลาใด พอตน่ื รีบลกุ ทนั ที ให้รบี คิดว่าจะไมห่ าความสขุ จากการนอน จากการเอนหลัง จากการเคลมิ้ หลับ ต่อจากนน้ั พระองคท์ รงสอนวธิ ีป้องกนั ความฟังซา่ นว่า ซิ. เวลาเช้าไปบ้านใด ไมค่ วรถือตัววา่ ตนเองเป็นคนสำคัญ ใหค้ ดิ เสมอวา่ ในแตล่ ะ บา้ นเหลา่ น้นั มีภารกิจยงุ่ อยู่ ผูค้ นในบ้านต้องมีธุระของเขา อาจจะไม่มีเวลาเอาใจใส่เรา ถ้าเราถอื ตัว เรากจ็ ะคดิ มากวา่ มีอะไรผิดปกติ ใครมายุยงใหพ้ วกเขาไม่พอใจเรา พอคิด อยา่ งน้เี รากร็ ู้สีกเกอ้ เขินทเี่ ขาไมแ่ สดงอาการตอ้ นรับเท่าทค่ี วร พอเกอ้ เขนิ กค็ ิดฟงั ซ่าน พอฟงั ซ่าน ใจกไ็ ม่สำรวม ทำสมาธิไมไ่ ด้ ๒. เมอื่ ต้องพูดกับใคร ไมค่ วรพดู เรือ่ งทท่ี ำให้โตเ้ ถยี งกนั เพราะถ้าเถียงกนั กต็ ้อง พดู มาก เมอ่ื พูดมากก็ต้องคิดวุ่นวายฟังซา่ น ใจไม่สำรวมทำสมาธไิ ม่ได้ ๓. การคลกุ คลีกบั หมู่คณะ ทำใหไ้ ม่สงบ พระองค์ไม่สรรเสรญิ ท่ใี ดเปน็ ท่ีอยู่เงยี บ สงัด ไมม่ คี นผ่านไปมา ควรเปน็ ทีพ่ ักอนั หลกี เรน้ ของสมณะ พระโมคคลั ลานะกราบทลู ถามวา่ กลา่ วอยา่ งย่อมีข้อปฏิบตั เิ พยี งไร ในการทำให้ ตณั หาล้ินไป ทำโยคะ(กิเลสทป่ี ระกอบสัตวต์ ดิ ไว์ในภพต่างๆ)ให้ลนิ้ ไปให้เปน็ พรหมจารบี คุ คล ไดป้ ระโยชนส์ ูงสดุ ประเสริฐกวา่ เทวดาและมนุษย์ทง้ั หลาย พระบรมศาสดาตรสั ตอบว่า สงิ ทงั้ ปวงไม่ควรยึดมัน่ ถือมน่ั เม่อื ไมย่ ึดม่นั ถอื ม่ัน ก็จะมีปัญญาสูงสุดทราบธรรมทง้ั ปวง เม่อื ทราบธรรมทงั้ ปวง กย็ อ่ มกำหนดรู้วา่ สงิ ใดเป็นสงิ ใดในธรรมเหล่านัน้ เม่ือกำหนดรธู้ รรมท้งั ปวงแลว้ เวลามเี วทนาอยา่ งใดเกิดข้นึ คือรู้สกี ทกุ ขก์ ด็ ี สุขกด็ ี ไม่สุขไม่ทกุ ขก์ ็ดี จะพิจารณาเหน็ ความไมเ่ ที่ยงในเวทนาเหล่านนั้ พิจารณาดว้ ยปญั ญาเหน็ เปน็ ของน่าเบอ่ื หนา่ ย พจิ ารณาดว้ ยปัญญาเห็นเปน็ ของควรระงับดบั ไป พิจารณาดว้ ย ต้องเปน็ ใหัเ๋ ด้ (สป๋ั ๋เชน่ ทระททฺ รเยา้ ) ๙ซิ kalyanamitra.org

บทที่เกา ปญั ญา เหน็ เป็นของควรสละเวทนาเหลา่ นัน้ ออกไป เม่ือพิจารณาได้ดังนย้ี อ่ มไมย่ ึดมั่นอะไรๆในโลก เมื่อไม่ยดึ มนั่ ย่อมไมส่ ะดงุ้ หวาดหว่นั เมือ่ ไม่สะดงุ้ หวาดหว่นั ย่อมดบั กิเลสของตนเองลงได้ เมือ่ ดบั กเิ ลสได้ ยอ่ มทราบชดั ว่า เลิกเกิดแล้ว อย่จู บพรหมจรรยแ์ ลว้ ทำกิจหน้าท่ีของชวี ติ สำเร็จแล้วไมม่ อี ะไรต้องทำอีกแลว้ น่ึคอี ขอ้ ปฏิป้ติโดยย่อของพระองค์ พระโมคคัลลานะปฏิบัติตามพุทโธวาททกุ ประการบรรลุเปน็ พระอรหันต์ในวนั นนั้ เอง ส่วนพระสารบี ุตร ทำความเพียรอย่ถู ึงครง่ึ เดือน ยงั ไม่บรรลุเปน็ พระอรหนั ต์ ใน วนั นน้ั มปี รพิ าชกผ้หู น่งึ ชื่อ ทฆี นขะ อัคคิเวสสนโคตร เข้าไปเฝืาพระบรมศาสดา พระ- สารีบตุ รมง่ั ถวายงานพดั อยูเ่ บอ้ื งพระปฤษฎางค์พระพทุ ธองค์ ในถาํ้ สกุ รขาตา เขาคชิ ฌกฏู ทีฆขนะทลู แสดงความคิดเห็นของตนซ่ึงเขาคิดวา่ เปน็ ความคิดทีถ่ ูกตอ้ งวา่ เขาไมช่ อบใจทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งหมดสิน พระบรมศาสดาตรสั ตอบว่า “ถ้าอยา่ งนนั้ ท่านก็ตอ้ งไม่ชอบใจความ คดิ เห็นของทา่ นด้วยช”ี ครั้นแลว้ พระองคป์ ระทานพระธรรมเทศนาวา่ สมณพราหมณ์บางพวกมที ิฏฐคิ อื ความคดิ เห็นว่า คนเราควรชอบทกุ สิ่งทกุ อย่าง บางพวกมีความคดิ เห็นวา่ คนเราไม่ควรชอบอะไรเลย บางพวกเห็นว่า บางอย่างควรชอบ บางอยา่ งไม่ควรชอบ ความจรงิ แลว้ ความคิดเหน็ ท้ัง ๓ อยา่ งนี้ไมถ่ ูกต้อง พวกแรกเนน้ หนักไปในทาง รกั พวกทีส่ องเนน้ หนักไปในทางเกลียด พวกทีส่ ามเน้นเร่ืองบางอย่างรักบางอยา่ งเกลียด ถา้ มคี วามเห็นไม่ตรงกนั ดงั นแ้ี ลว้ ก็จะตอ้ งถกเถยี งกันไมม่ ีวนั จบสนิ เถยี งกันก็ตอ้ งวิวาท ทะเลาะกนั ทะเลาะกันก็จะต้องอาฆาตแคน้ ปองรา้ ยหมายพิฆาต ปองรา้ ยก็ตอ้ งมกี าร เบยี ดเบียนตามมา ผูม้ ีปญั ญาเหน็ โทษดังน้ีแลว้ ไม่ถือความคดิ เห็นทง้ั ๓ อย่างวา่ ถูกต้อง และไมค่ ิด ถือความเหน็ อยา่ งอน่ื ขนึ้ มาใหม่ ทุกสิงทุกอย่างไมค่ วรถือมั่น เพราะกาย คอื รูปร่างของ เรานเี้ กดิ ดว้ ย มหาภูตรูป ๔ (ดิน นํ้า ลม ไฟ) มาประชมุ รวมกนั เขา้ มีพอ่ กับแมเ่ ปน็ แดนเกดิ ร่างกายเจรญิ เตบิ โตได้เพราะมอี าหารหล่อเลีย้ ง ต้องกำจัดกลนิ่ เหมน็ ด้วย ของหอมต่างๆ ต้องขัดสฉี วีวรรณใหส้ ะอาด แตท่ ้ายที่สดุ ก็แตกกระจดั กระจายไป เหมอี นกันหมดทุกชีวตี เราควรพจิ ารณาใหเ้ ห็นว่า กายนเ้ี ปน็ ของไม่เท่ยี ง เป็นทุกข์ อดทนไดย้ าก เป็น เหมือนหวั T1 (ปวดอยูเ่ สมอ) เหมอื นลูกศร (ปลายแหลมคม บาดใหเ้ จบ็ ไดง้ า่ ย) อย่ดู ว้ ย ความยากลำบาก ชำรดุ ทรดุ โทรมอยูต่ ลอดเวลา เป็นของว่างเปลา่ ไม่มีตวั ตนอะไร เมื่อพิจารณาเห็นอย่างน้ยี ่อมละความรักใครพ่ อใจความกระวนกระวายในกามลงได้ ๙๒ ตออเปน็ ใหาด (ดอั๋ เช่นทระฤทรเชา้ ) kalyanamitra.org

ทรป๋เปลองคาปฏญิ ญา และ:าดัอคั รสาวก อกี อย่างหน่งึ เวทนา(คือความรสู้ กึ ) มี ๓ อย่าง ได้แก่ สขุ ทกุ ข์ ไม่สุขไม่ทุกข์(เฉย) เวทนาเหลา่ นีไ๋ มเ่ ทยี่ ง มปี จั จยั (คือสว่ นประกอบ)แต่งขน้ึ เมื่อมีขึ้นแลว้ ก็สินไปเสอื่ มไป จาง ไปดบั ไป เปน็ ธรรมดาอย่ดู งั น้ี ผมู้ ปี ัญญาเม่อื พิงแล้วไดพ้ ิจารณาเหน็ ตาม ยอ่ มเบ่อื หนา่ ยในเวทนาทงั้ ๓ เหลา่ น้นั เม่ือเบ่อื หน่ายก็คลายจากความกำหนัด คอื พอใจรกั ใครอ่ ยากได้ เม่อื หมดความกำหนัด จิตใจกพ็ ้นจากความถือม่ัน เมอื่ ใจพันแล้วกเ็ กิดญาณท่ีทำให้รู้ว่าพันแลว้ รู้ว่าไมเ่ กิดเปน็ อะไรอกี แล้ว อยูจ่ บพรหมจรรย์แล้ว หนา้ ทีข่ องชวี ิตเสรจ็ สินลงแล้ว กิจการอ่นื ๆ ทีต่ อ้ งทำให้!ด้ประโยชนย์ ่ิงกว่านี้ไม่มี ภิกษุทพ่ี ันแล้วอยา่ งนี้ จะไมว่ วิ าทโต้เถียง กบั ใครๆ คำพูดล่งื ใดท่ีผ้คู นพดู กันอย่ใู นโลกตามที่สมมติกัน กพ็ ดู ไปตามนนั้ แตไ่ มค่ ดิ ยึดถือ มั่นดว้ ยทฏิ จิ พระสารบี ุตรพิงพระธรรมเทศนาทง้ั หมดต้งั แตต่ น้ ตลอดมา ส่งใจเขา้ ภายในตัว คดิ ไดว้ ่าพระบรมศาสดาตรสั สอนใหล้ ะการยดึ ม่ันในสิงทั้งหลายด้วยปญั ญาอนั รู้ย่ิง เมือ่ พิจารณาอยดู่ งั นี้แล้ว จติ ก็พ้นอาสวะ ไมถ่ อื ม่นั ด้วยอุปาทาน ได้บรรลเุ ป็นพระอรหนั ต์ ส่วนทีฆขนะไดด้ วงตาเหน็ ธรรมเป็นพระโสดาบัน สินความเคลือบแคลงใน พระพทุ ธศาสนา ทลู สรรเสริญพระธรรมเทศนาว่า ไพเราะและแจ่มแจ้ง เข้าใจไดช้ ัดเจน เหมีอนหงายของท่คี ว่า เปดิ ของที่ปิด บอกทางแกค่ นหลงทาง สอ่ งตะเกียงในทมี่ ืด ทำให้ คนตาดมี องเห็นทาง และปฏญิ าณตนเป็นอุบาสกนบั แต่วันนน้ั ตอ่ มา พระบรมศาสดาได้ทรงแตง่ ตั้งให้พระโมคคลั ลานะเป็นพระอัครสาวก เบื้องซ้าย เปน็ ผู้เลศิ ด้วยการแสดงฤทธ๋ึ พระสารบี ุตรเป็นพระอัครสาวกเบ้ืองขวา เปน็ ผู้ เลิศด้วยปญั ญา พระเถระท้ังสองเปน็ กำลงั สำคญั ในการประกาศพระศาสนา พระบรมศาสดาทรงประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนามัน่ คงในแควน้ มคธ แลว้ เสด็จ จาริกไปตามแว่นแควน้ อน่ื ๆทรงแสดงพระธรรมเทศนาลังสอนประชุมชนให้ได้มีความเลือ่ มใส และปฏบิ ตั ิตาม บางพวกออกบวชในพระธรรมวนิ ัย เปน็ ภิกษุ ภิกษุณี อบุ าสก อบุ าสิกา เป็น พุทธบรษิ ทั ๔ ช่วยกันประกาศพระศาสนาให้แพรห่ ลายตอ่ ๆ มา สมดังพระพุทธปณิธานท่ีทรง ต้งั ไวแ้ ต่เดมิ โนน้ <ร สัออItlufhldf (ลงั เช่นทระททุ รเจัา) ๙๓ kalyanamitra.org

พระสมั มาสมั พุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์ ท่ามกลางพระสงฆ์ ๑,๒๕0 รปู ท่ีลว้ นเป็นพระอรหนั ต์ ในวนั เพ็ญขึน้ ร1ุ ๕ คำ เดือน ๓ (วันมาฆบชู า) ๙๔ ต้ออเปน็ ใหเต้ (คอเช่นทระทกุ รเจา) kalyanamitra.org

บทที่^บ มหาสาวกสนั นขาด การประชมุ ใหญข่ อขทระสาวก (มหาสันบบาต) บทท ๐๐ มหาสาวกสันนบาต การประชมุ ใหญ่ปออกระสาวก (มหาสนั นบาต) ครววหน่งึ ในการเสด็จจารกิ โปรดประชาชนในแควน้ มคธ พระพุทธองค์ ประทับอยูใ่ ตต้ ้นไทรแหง่ หนงึ่ คร้งั นน้ั ชายหนุ่มช่ือ ปิปผลิ ในสกลุ กัสสปะ มีความเบ่อื หนา่ ย ในการครองเรือนจงึ ถือเพศนักบวชเดนิ ทางเรอ่ื ยมา เห็นพระบรมศาสดาเข้าเกิดความเลื่อมใส เข้าไปเสา ขอสมคั รเปน็ สาวก พระองคท์ รงรับเป็นภิกษุ แลว้ ประทานพระโอวาท ๓ ขอ้ ค. ใหม้ คี วามละอายและยำเกรงในภกิ ษทุ ั้งหลาย ทั้งทเ่ี ปน็ ผบู้ วชมานาน ไม่นาน และเพง่ิ บวช ๒. ธรรมใดท่ีเปน็ กุศล ต้องตง้ั ใจฟ้ง และพิจารณาตามเนอื้ ความในธรรมะนั้น ๓. จะไมย่ อมเผลอสติ จะเอาสติไวใี นกาย พจิ ารณาร่างกายนี้เปน็ อารมณอ์ ยู่ เสมอๆ เมื่อประทานเอหภิ ิกขอุ ปุ สมั ปทาดังน้ีแล้ว ทรงจากไป พระมหากสั สปะรับพงิ คำสอน นนั้ แล้วต้ังใจบำเพญ็ เพยี รไมน่ านนกั ในวันที่แปด ได้บรรลธุ รรมขนั้ สงู เปน็ พระอรหันต์ ถดั จากนั้นไมน่ าน พระบรมศาสดาทรงพบบตุ รชายปโุ รหติ ชาวเมอื งอุชเชนี ชื่อ ถจั จายนะท่กี รุงราชคฤห์ ก็ประทานเอหิภิกขอุ ปุ สมั ปทาให้ ทำนองเดยี วถัน ครน้ั ถึงวันเพ็ญกลางเดอื นสาม ได้มีพระสงฆเ์ ดินทางมาจากทตี่ ่างๆ เขา้ เสา พระบรมศาสดา มีจำนวน ค,๒๕๐ รูป ลว้ นแตเ่ ป็นพระอรหนั ต์เอหิภกิ ขุอุปสัมปทาท้ังล่นื มาพบถนั โดยไมม่ กี ารบัดหมาย การประชุมคร้ังน้ีมเี หตบุ ังเอญิ ๔ อย่าง มาประจวบถนั จึง เรียกว่า จาตรุ งคสันนิบาต พระพุทธ เจา้ ทรง เห็นเป็นเวลาเหมาะสม จึงทรง แสดงโอวาทปาฏิโมกขต์ อ่ ที่ประชมุ อนั เปน็ การวางหลักการโดยย่อของพระพุทธศาสนา ซง่ึ พระสัมมาสมั พุทธเจ้าต้องทรง กระทำเช่นเดียวถันนท้ี กุ ๆ พระองค์ โอวาทปาฏิโมกข์ กม็ ีเนือ้ ความอย่างเดยี วถนั คอื มี ท้งั อดุ มการณ์ หลกั การ และวิธีการในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา รวม ค๓ ข้อ คอื ดอั ปเ๋ ปน็ ใเใ!ด (ส0่ เชน่ ทระทฺทรเยา้ ) ๙๕ kalyanamitra.org

บทท่^ื 'บ ซิ. ไมท่ ำความชวั่ ทง้ั ปวง ๒. บำเพ็ญแตค่ วามดีให้เตม็ ที่ ๓. ทำจิตใหข้ าวรอบ คอื ผ่องใส ๔. ให้มีขนั ติ ความอดกล้ัน เป็นตบะอย่างยง่ิ ๕. พระนพิ พานเปน็ บรมธรรม ๖. ผ้ลู ้างผลาญคนอนื่ ไม่ได้ชื่อว่าเป็นบรรพชติ ๗. ผู้เบียดเบียนคนอน่ื ไม่ไดช้ อื่ ว่าสมณะ ๘. ภกิ ษตุ อ้ งไม่กลา่ วร้าย ๙. ต้องไม่ทำรา้ ย ซ๐ิ . สำรวมในปาฏโิ มกข์(ขอ้ ทท่ี รงห้ามไว้ต่างๆ) ซซิ ิ. รจู้ กั ประมาณในการบรโิ ภคอาหาร ซ๒ิ .อยู่ในทน่ี ั่ง ท่นี อนอนั สงดั ซ๓ิ .ทำความเพียรในอธจิ ิต(จติ ทีม่ สี มาธิสงู ) โอวาทปาฏิโมกขน์ ้แี สดงคร้ังแรกในวันนั้น ตอ่ มาเรยี กวา่ วนั มาฆบูชา และทกุ คร่งึ เดอื น พระบรมศาสดา และบรรดาพระสาวกจะนำมาทบทวนแกพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์ใน วันอโุ บสถ และงดกันไปเมอื่ ทรงอนุญาตให้ภกิ ษสุ งฆเ์ อาสิกขาบททท่ี รงบญั ญต้ ิไว้ มาสวด ในทป่ี ระชุมแทน เรียกกนั ว่า สวดปาฏิโมกข์ จนทกุ วนั นี้ ในครง้ั ท่พี ระ เจ้าพมิ พสิ ารทรงถวาย เวฬุวนาราม เปน็ ทีป่ ระทบั พร้อม เปน็ ท่ีอยูข่ อง ภิกษุสงฆ์น้ัน คงจะให้อาคารตา่ งๆ เทา่ ท่ีมอี ยู่ เม่ือเวลาพระสงฆ์จาริกไปท่ีอืน่ เจ้าหนา้ ทีค่ ง ดูแล เพราะยงั ไมใช่กงั ฆารามโดยตรง ภิกษุทั้งหลาย เมอ่ื จารกิ ไปตามทต่ี า่ งๆ ก็อาศัยอยูก่ นั ตามในปา่ บา้ ง โคนไมบ้ ้าง บนภูเขา ในชอกเขา ในถํ้า ทป่ี า่ ชา้ ในพุม่ ไม้ ท่ีกลางแจง้ ตามลอมฟาง เหล่านเี้ ปน็ ต้น ต่อมามีเศรษฐชี อื่ ราชคหกะ เลอื่ มใสศรทั ธา ทลู ขอพุทธานญุ าตปลูกวิหารถวาย ๖๐ หลงั ครง้ั นัน้ พระบรมศาสดาจงึ ทรงอนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนดิ ให้ภกิ ษุพกั ได้ คือ ซิ. วิหาร เปน็ สิง่ กอ่ สร้างมีหลงั คา มีปกี ทั้งสองข้าง ๒. โรงหรือร้านสรา้ งไวด้ า้ นเดยี ว อีกด้านหนึ่งเปิดโปร่งไว้ ๓. ปราสาท เป็นเรอื นยอดมหี ลายชัน้ ๙๖ ตอ้ ปืเปน็ ใฅเ์ ด้ (ด๋ัปเื ช่นทระ:เๅทธเยา้ ) kalyanamitra.org

มหาสาวกสนั นบาต การประชมุ ใหญ่ขอขทระสาวก (มหาสน0บาด) ๔. เรือนมีหลังคาชนดิ พระจนั ทรส์ อ่ งถึง ได้แกห่ ลงั คาตดั ๕. คหู า ไดแ้ ก่ ถเิ่ า และทรงสรรเสริญการทำวิหารทานของเศรษฐวี า่ เป็นทานท่ีดีเลิศ สรา้ งอุทิศไว้ เพอื่ ใหภ้ กิ ษุสงฆ์ท่ีมาจากทิศทงั้ ๔ ได้มที ่ีพกั เป็นทป่ี อ้ งกันอากาศเย็น ร้อน ปอ้ งกันสตั ว์ ร้าย สตั ว์เลื้อยคลาน และยุง ปอ้ งกันลม แดด ฝน เป็นทีพ่ ักผ่อน คลายอริ ยิ าบถ เพ่อื บำเพ็ญสมณธรรมสมถวิปัสสนา เมือ่ ภิกษสุ งฆม์ าพักแลว้ เจ้าของยังถวายข้าว นา ผา้ และเสนาสนะดว้ ยใจเลอื่ มใส ภิกษุสงฆ์ยอ่ มสามารถแสดงธรรมเทศนาบำบดั ทกุ ข์ให้ เมอ่ื ฟิงแลว้ กระทำตามคำสอน รเู้ ห็นธรรมะแลว้ ทำใหล้ ่ืนอาสวกิเลส ปรินิพพานในโลกน้ี การทำทานด้วยการใหท้ ี่พักเช่นน้ี พระพุทธเจา้ ทง้ั หลายทรงสรรเสรญิ วา่ ดีเลศิ พระเจ้าพมิ พิสารทรงถวายทอ่ี ยู่แกห่ มูส่ งฆ์เป็นพระองคแ์ รก และยงั ทรงทำบุญ อุทิศสว่ นกุศลแกญ่ าตทิ ี่ตายแล้วเปน็ พระองค์แรก ซึง่ พระบรมศาสดาทรงอนุโมทนาดว้ ย พระดำรสั วา่ “อทาสิ เม อกาสิ เม...” แปลเปน็ เนอี้ ความว่า เมอ่ื ระลกึ ถงึ อปุ การะของญาตมิ ติ ร ทัง้ หลายที่มตี อ่ เรา เราควรทำบญุ อุทิศส่วนกศุ ลไปให้เมอื่ ญาตมิ ิตรเหล่าน้นั ลื่นชีวิตไปแลว้ เราไม่ควรร้องไห้เศรา้ โศกรำพนั ถงึ เพราะทำตังนนั้ ไมเ่ กดิ ประโยชนต์ อ่ ผลู้ ว่ งลับไปแลว้ เลย ญาติท่ีตายไป เขาเกดิ เป็นอะไรเขาก็เปน็ อย่อู ย่างน้นั เปน็ เวลาชา้ นาน ส่วนทานท้ังหลายทเ่ี ราถวายในหมู่สงฆด์ ้วยดี จะเป็นประโยชนต์ ่อผ้ทู ต่ี ายแล้ว เหล่านน้ั ชา้ นานด้วยเหมอื นกัน นับว่าเราได้แสดงญาตธิ รรมด้วย ได้บชู าผ้ทู ่ีล่วงลบั ไปแลว้ นั้นด้วย ท้ังได้ใหก้ ำลังแก่ภกิ ษุทง้ั หลายนบั เปน็ บุญไม่นัอยเลย แมแ้ ต่กบั เทวดา พระพทุ ธเจา้ กท็ รงแนะนำให้อุทิศสว่ นกศุ ลทำนองเดยี วกันนี้ ไมท่ รงแนะนำใหท้ ำการเซ่นหรอื สังเวยอยา่ งประเพณที ท่ี ำกนั มาแตเ่ ดมิ การอทุ ศิ สว่ นกศุ ล ทำใหส้ นบั สนุนเร่อื งกตัญญกตเวทิตา เปน็ หนทางใหส้ กลุ วงศร์ ุ่งเรือง พระ- บรมศาสดาจึงทรงอนุมตั ใิ หป้ ฏิบตั ิ แม้แตเ่ รอื่ งการบวชในเวลาต่อมา ก็ทรงมอบใหส้ งฆ์เปน็ ใหญ่ เชน่ ทอดพระเนตร เห็นพราหมณ์ผ้หู นงึ่ ซอ่ื ราธะ มอี ายมุ าก ยากจน ต้องการบวชแต่ไมม่ ใี ครบวชให้ พระองค์ ตรัสถามเหลา่ ภกิ ษุวา่ มผี ู้ใดระลึกถึงบุญคณุ ของพราหมณ์นี้ได้บ้าง พระสารบี ตุ รกราบทูล วา่ นกึ ได้วา่ พราหมณ์ผนู้ ีเ้ คยใสบ่ าตรหนึ่งทัพพี ทรงอนุญาตให้พระสารีบุตรบวชให้ พราหมณ์ราธะ นบั แต่นนั้ ทรงกำหนดให้ใชว้ ธิ อี ปุ สมบทดว้ ยวธิ ปี ระชมุ สงฆ์ ถ้าเป็นเขตท่ีมี ความเจรญิ ใหใ้ ชภ้ กิ ษุอย่างนอ้ ย ๑๐ รปู ถา้ อย่ใู นถ่ินห่างไกล ให้ใชอ้ ยา่ งน้อย ๕ รปู ใหม้ ี ภกิ ษุรูปหนึง่ เป็นผปู้ ระกาศตอ่ หมสู่ งฆใ์ ห้รับทราบการอุปสมบท ๑ ครั้งกอ่ น แลว้ จงึ ประกาศรับการอุปสมบท เพื่อเปน็ การยนี ยัน ๓ คร้งั ต่อจากน้นั ถ้าไมม่ ภี ิกษุรูปใดคัดคา้ น ดอ้ อเปน็ [กํเดั (ส่อเฒ่ทระทฺทรเย้า) ๙๗ kalyanamitra.org

บทบ ถือว่า ผูอ้ ุปสมบทน้นั เป็นภกิ ษแุ ล้ว ถ้ามีใครค้านแม้แต่ผเู้ ดียว กบ็ วชไมไ่ ด้ การบวชชนิดน้ี เรยี กว่า ญตั ติจตุตถกมั มอปุ สัมปทา แปลว่าบวชด้วยการท่ีคณะสงฆ์มวี าจาประกาศทงั้ ๔ ครงั้ และผู้อปุ สมบทจะต้องมีภกิ ษผุ ู้หนง่ึ เปน็ ผู้รบั รอง เรียกวา่ อปุ ชั ฌายะ แตเ่ ดิมภกิ ษรุ ปู เดียวเคยบวชใหก้ ุลบุตรได้ เมอ่ื ทรงบญั ญตั วิ ธิ บี วชแบบญัตติจตุตถ- กมั มอุปสัมปทาแลว้ ก็ไม่มกี ารบวชอยา่ งเก่าอกี แม้แต่เอหภิ ิกขอุ ุปสมั ปทากไ็ ม่มี เทา่ กบั ทรงมอบอำนาจใหส้ งฆ์เปน็ ใหญ่ การประกาศคำสง่ั สอนของพระบรมศาสดามไิ ด้ทรงเนน้ เรือ่ งโลกตุ ตรธรรม คือ ธรรม พน้ โลก ได้แก่ปฏบิ ัตเิ พ่อื ออกจากวฏั ฏสงสาร เลกิ เวียนว่ายตายเกิดอย่างเดยี ว สำหรบั ชีวติ ของคนครองเรอื นทอี่ ยู่ในโลกยิ ธรรม พระองค์กต็ รสั สอนเป็นแนวทางทดี่ เี ย่ยี มไว้เชน่ ครั้งหน่ึงขณะเสด็จออกบณิ ฑบาตในกรุงราชคฤห่ ได้ทอดพระเนตรเหน็ บุตรเศรษฐี ช่อื สิงคาลกะ นงุ่ หม่ ผ้าเปยี กชมุ่ นั้า มผี มเปยี ก ยกมอื นมสั การทิศทง้ั หกอยู่ (ทศิ ใหญ่ ๔ ทศิ และทศิ เบ้อื งบน เบอ้ื งล่าง รวมเป็น ๖ ทศิ ) พระพทุ ธเจ้าตรัสถามถงึ สาเหตุของการไหว้ทศิ ชายหนุม่ ทูลชแี้ จงว่า ทำตามคำส่งั ของบดิ าทใี่ หไ้ ว้ก่อนตาย พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าตรสั วา่ การไหว้ทิศในศาสนาของพระองคไม่ไหว้อยา่ งนี้ พระบรมศาสดาจึงทรงแสดงการไหวท้ ิศท้ัง ๖ ใหช้ ายหนมุ่ ทราบดังนี้ ทิศตะวนั ออก(ทศิ บูรพา) อย่ขู ้างหน้า ไดแ้ ก่มารดา บิดา ทศิ ตะวันตก(ทศิ ปจั ฉิม) อยดู่ า้ นหลัง ไดแ้ ก่บุตร ภรรยา ทิศเบ้อื งลา่ ง ได้แก่บา่ วไพร่ ทิศใต(้ ทิศทกั ษณิ ) อยู่ขวามอื ได้แก่ ครอู าจารย์ ทิศเหนือ(ทิศอดุ ร) อยู่ซา้ ยมือ ได้แก่ มิตร อำมาตย์ ทิศเบื้องบน ได้แกส่ มณพราหมณ์ คนท่จี ะทำการไหวท้ ิศทงั้ ๖ ใหเ้ ด้รับผลดี ตอ้ งเวน้ จากการงานทเ่ี ศรา้ หมอง ๔ อย่าง จากอคติ ๔ อยา่ ง เวน้ จากทางท่ที ำให้เกดิ ความเส่ือม ๖ อยา่ งเสิยก่อนแลว้ จึงควรทำการไหว้ การงานเศร้าหมอง ๔ อยา่ ง (หรือกรรมกิเลส ๔) ได้แก่ การล้างผลาญชีวิต การขโมย การประพฤติผิดทางกาม การพูดปด อคติ ๔ อยา่ ง คือ ลำเอียงเพราะรกั เพราะชัง เพราะโงเ่ ขลาหลงใหลงมงาย เพราะกลวั ๙๘ ดัอ0เป็นใหเั๋ ต' (สง่ิ เช่นแระเๅทธเย้า) kalyanamitra.org

มหาสาวแทนนบาต การประชมุ ใหญ่ของทระ:สาวก (มหาล้นนบาด) อบายมขุ ๖ อย่าง คอื ด่ืมสุรา เท่ยี วกลางคืน เพลินดกู ารละเลน่ การพนัน คบมติ รชัว่ เกียจครา้ น เมื่อเว้นสิงตา่ งๆ ดังกล่าวแลว้ ยอ่ มไดร้ บั ความสวัสดี ต่อจากนั้นจงึ ไหวท้ ศิ ทิศเบ้ืองหนา้ คือ มารดา บดิ า บุตรควรบำรงุ ๕ ประการ คอื ๑. เลี้ยงดูทา่ นเปน็ อย่างดี ๒. ทำกจิ การงานของท่าน ๓. ดำรงวงศ์สกุล ๔. ทำตนสมควรรับมรดก ๕. เมอ่ื ทา่ นตายแล้ว ทำบญุ อทุ ศิ ส่วนกุศลให้ บิดา มารดา เมอื่ มบี ุตรท่ดี อี ยา่ งน้ี ควรอนุเคราะห์บตุ ร ๕ อย่าง คือ ๑. ห้ามปรามจากความชว่ั ๒. สนบั สบุนใหท้ ำศวามดี ๓. ขวนขวายใหล้ กู ไดร้ บั การศึกษา ๔. หาคู่ครองทดี่ ใี ห้ ๕. มอบสมบต้ ใิ หใ้ นเวลาสมควร ทิศเบ้อื งขวา คอื ครอู าจารย์ ศษึ ย์ควรปฏบิ ัตดิ ้วย ๕ ประการ คือ ๑. ออ่ นนอ้ ม ลกุ ขึน้ รับ ๒. รบั ใช้ ๓. เชือ่ ฟัง ๔. ปรนนิบตั ิ ๕. เรยี นศลึ ปวิทยาโดยเคารพ ครูอาจารย์ เม่อื ได้รับการปฏิบตั ดิ ว้ ยดจี ากศษึ ย์แลว้ ควรอนเุ คราะหศ์ ึษย์ ๕ อยา่ ง ดอ้ อเปน็ ใหเดั (<-101ฒ่ทระททฺ รเยา้ ) ๙๙ kalyanamitra.org

บทท่รี บ รุ). แนะนำดว้ ยดี ๒. ให้เรียนสิงดี ๓. ไม่ปิดบังอำพรางวชิ า ๔. ยกยอ่ งในหม่เู พอ่ื น ๕. ทำความปกปอ้ งในทิศทงั้ หลาย ทิศเบอ้ื งหลงั คอื ภรรยา สามีควรปฏิบัตดิ ว้ ย ๕ ประการ คอื ร)ุ . ให้การยกยอ่ งนบั ถือ ๒. ไมด่ หู มนิ่ ๓. ไมป่ ระพฤตินอกใจ ๔. ให้เปน็ ใหญใ่ นบา้ น ๕. ใหเ้ คร่อื งแตง่ ตัว ภรรยาควรปฏิบัติต่อสามี ๕ อยา่ ง คอื รุ). จัดงานบ้านดี ๒. สงเคราะหบ์ ริวารดี ๓. ไม่ประพฤตินอกใจ ๔. เกบ็ ทรัพย์ท่ีสามใี หด้ ี ๕. ขยันขันแข็ง ทิศเบอ้ื งซา้ ย คือมติ ร สหาย ท่กี ุลบุตรควรปฏิบัติดว้ ย มี ๕ ประการ ร)ุ . การให้ ๒. การพดู จาเปน็ ทร่ี ัก ๓. การชว่ ยทำธุระให้ ๑00 ดัออเปน็ ใหเั๋ ดั (ดั่ปเื ฒ่ทระฦทรเจ้า) kalyanamitra.org


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook