Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ความสุข ทุกแง่ทุกมุม

ความสุข ทุกแง่ทุกมุม

Published by jariya5828.jp, 2022-07-03 04:04:55

Description: ความสุข ทุกแง่ทุกมุม

Search

Read the Text Version

๙๒ ความสขุ ทกุ แงท ุกมมุ ๒. ปติ ความอิ่มใจ ปลาบปลม้ื ใจ พอมปี ราโมทย ใจราเริง แลว กจ็ ะเกดิ มีปติ ๓. ปสสัทธิ ความสงบเยน็ เรยี บรื่นใจ ผอนคลายกายใจ ไม เครยี ด พึงสงั เกตวา ปส สทั ธิ คือความผอนคลายน้ี เปนจุดเชื่อมถึง กันระหวา งกายกับใจ ถากายเครยี ด ใจก็เครยี ด ถาใจเครียด กาย ก็เครยี ด พอมปี ติ อิ่มใจแลว ปสสัทธิกม็ า ก็จะสงบเยน็ ผอ นคลาย ๔. สุข ความฉาํ่ ชื่นรนื่ ใจ คลองใจ ไมมีอะไรกดดนั บบี คน้ั พอปสสทั ธิมาแลว สุขกต็ ามมา ๕. สมาธิ ภาวะทจ่ี ติ มน่ั แนว อยูตวั ไมมีอะไรกวน และจติ นนั้ อยกู ับสงิ่ ทต่ี อ งการไดต ามตอ งการ สขุ มาแลว สมาธกิ ็เกดิ ได เมอ่ื สมาธมิ าแลว ก็ไดจดุ เช่ือมตอจิตสูป ญญา โดยสมาธทิ ํา ใหจิตใจพรอมที่จะเปนฐานใหแกการทํางานของปญญา เมื่อ ปญญาพฒั นาเดนิ หนา ไป การทจี่ ะพัฒนาอะไรทางดา นชีวิตจติ ใจ ก็เปน ไปได ก็ดาํ เนนิ ไปไดด ว ยดี เปนอันวา ในการพัฒนามนุษย ตองใหจิตใจมีคุณสมบัติ สาํ คัญ ๕ อยางนเี้ กดิ ขึน้ ไมวา จะเปนการเลา เรยี นศึกษา หรอื การ ทํางาน ตองใหใ จมีภาวะจิต ๕ อยา งนี้ จึงจะเดินหนา ไปดวยดี การ พฒั นาชวี ติ หรือการปฏิบตั ธิ รรมจงึ จะไดท างทป่ี ลอดโปรง ถา เดินไมถูกทาง กย็ งุ กจ็ ะเกิดภาวะตรงขา ม ความเครยี ด เปน ตน กจ็ ะมา ปราโมทยก ็ไมม ี ปตกิ ไ็ มมี ปส สัทธกิ ไ็ มมี สขุ กไ็ มมี สมาธกิ ็ตดิ ขัด กลายเปน วามแี ตตัวกีดขวาง จิตใจไมด ี ไมปลอด โปรง เลยพฒั นาคนไมไป หรือเอาดีไมได

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๙๓ ถามคี ุณสมบัตดิ า นในชุดนแ้ี ลว กจ็ ะเชอ่ื มถึงกนั หมด คือคณุ ธรรมทางสังคม กับคุณธรรมในตัวเอง ซงึ่ สอดคลองรับกนั อยแู ลว ก็มาโยงกันหรือประสานกัน กลมกลนื เขาดว ยกัน เม่ือเรามีเมตตาตอผอู ื่น กค็ ือตวั เราปฏบิ ัติ จึงเปนการฝก ตัว เอง เปน การพัฒนาตน การทาํ ประโยชนแ กผ ูอนื่ ก็เปน การพฒั นา ชีวติ ของตนเอง เปนการปฏบิ ตั ิธรรมของตวั เอง ดงั นั้น การปฏิบตั ิ ธรรมของตนเอง ก็เจรญิ งอกงาม มองอีกดานหนึ่ง พรอมกันนั่นแหละ พอเรามีเมตตา ปราโมทยก ็เกดิ ไดด ว ย พอมีปราโมทยแลว ธรรมอื่นกเ็ ขากระบวน มา ปต ิ เปนตน กเ็ กดิ ดวย ในขออื่นก็เหมือนกัน เราไปชวยคนท่ีเขามีความทุกขดวย กรณุ า พอเห็นเขามรี างกายดขี ึน้ หายเจ็บ หายไข หายปว ย สบาย ข้นึ เราก็เกิดมปี ติอ่มิ ใจ แลว ขออื่นๆ รวมทงั้ ความสขุ ก็มา ทีน้ี เม่อื เราเปนคนมปี ราโมทย รา เรงิ เบกิ บานอยเู สมอ มี ปสสัทธิ ไมเ ครียด ใจเรียบร่ืน ผอนคลายตลอดเวลา อยทู ไ่ี หน อยู กับใคร ก็ทําใหบ รรยากาศดี ใครพบใครเหน็ ใครพดู จาดว ย เขาก็ สบายใจ พลอยเปน สขุ ตามไป เรากก็ ลายเปน สื่อนาํ คณุ ธรรมและ ความสุขใหมีใหมาไดงาย ก็เลยเปนการเก้ือกูลแกความดีงาม ความเจรญิ และความสุขของคนอนื่ ไปดวย อยา งที่วา พอเขาทางถูกแลว ส่ิงทีต่ อ งการกต็ ามกันมาเอง เปนกระบวน เปนของโยงตอ เนื่องกันไปหมด เปนเรื่องเดียวกัน เพราะฉะน้ัน วิธีปฏิบัติธรรมอยางงายๆ ก็แคทําใจให ปราโมทยท้ังวัน ถาจะใหย่ิงดี ก็เจริญเมตตาไปดวย ถึงแมไม

๙๔ ความสุข ทกุ แงทกุ มุม ปรารถนา หนาตากจ็ ะงดงามสดสวย แถมมากดวยมิตรสหาย ที่ รวมมือรวมใจ อยูกันอยางสุขสันต อกี ทง้ั ชุมชนและงานการก็จะ เจริญงอกงามไปดว ยพรอ มกนั ถงึ ตรงนีก้ ค็ รบ ๓ เสยี ที มีความสุขประเภทท่ี ๑ คือ กามสุข พวกความสุขอิงอามิส ที่ตรัสบอย แตตรสั ในแงตองระวงั ทีจ่ ะจัด การใหดี เพราะเปน ความสุขแยง กัน เรม่ิ แตตองรูจกั ควบคุม การท่ี ตรัสศลี ๕ ก็เพอ่ื มาคมุ เรือ่ งการหากามสุขกันน้ี คุมการแสวงหา การเสพวัตถุ คอื เรอื่ งกามสุข ของมนุษยท ัง้ หลาย ใหอ ยใู นขอบเขต ทจ่ี ะไมกอความเดือดรอนวุน วาย ไมใหเบยี ดเบียนกันเกนิ ไป จะหาจะเสพกันแคไ หน จะแขงจะแยงชิงกันไป ก็อยา ใหถ ึง กบั เดือดรอ นเหลอื เกนิ จนโลกลกุ เปนไฟ นแี่ หละที่เอาศีล ๕ มาคุม ก็บอกใหรูวาความสุขประเภทนี้ตองอยูในความควบคมุ ใหคอยดู แลกนั ไว สวนความสขุ อีก ๒ อยา ง คอื ความสุขทางสงั คม จาก เมตตา กรุณา มทุ ิตา อุเบกขา ทเ่ี ปน ความสขุ ดวยกัน และ ความสขุ ในการพฒั นาของชีวติ ชุด ๕ เมื่อกี้ ซึง่ เปน ความสขุ ขางในไปถึงกนั เปนความสุขประเภทที่เกื้อหนุนการพัฒนาชีวิตและเกื้อกูลแก สงั คม ตรงขา มกับการบนั่ รอนบบี คน้ั ตรงขามกับกามสุขที่วาถาจัดการไมดี ก็มีหวังวาจะทําให เบยี ดเบียนกันในสังคมและบ่ันรอนชวี ติ ของตน จงึ ตอ งควบคุม แต สุขสองอยางหลังน้ี มาหนุนการพัฒนาชีวิตและการพัฒนาสังคม เปน ไปในทางท่ีดี จึงตองสงเสรมิ กันใหเตม็ ที่

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๙๕ พูดกันมานานแลว บอกเสยี ที พทุ ธศาสนานี้ คือศาสนาแหง ความสุข ไมคอยไดสังเกตกันวา พระพุทธศาสนานี้เปนศาสนาแหง ความสขุ ย่งิ บางทีไปเจอคาํ สอนบางเรอ่ื งทาํ นองวา นั่นก็ทุกข นก่ี ็ ทุกข ก็นึกวาพุทธศาสนาน่เี ตม็ ไปดวยเรอื่ งทุกข ไมตองไปไหนไกล พอเจออรยิ สจั ๔ ขึ้นตน ขอ แรกก็ “ทกุ ข” หรอื พระดํารัสสรุปอรยิ สัจวา ทง้ั ในกาลกอ นและบัดน้ี เราสอนแต ทุกข และนิโรธแหง ทุกข ก็อาจจะถงึ กับบอกวา พระพุทธศาสนานี้ เปน ศาสนาแหง ความทกุ ข แตอันน้ันไดตัดออกไปใหแลว อยางที่พูดมาขางตนวา อริยสจั น้ัน พระพทุ ธเจาตรสั กจิ ตออริยสัจกํากับไวด วย ถาใครทาํ กิจตออริยสัจผิดไป ก็พลาดแลว ไมไ ดรจู ัก และไมมที างถึงพระ พทุ ธศาสนา แลวกิจหรือหนาท่ีของเราตอทุกขน้ัน คืออะไร ก็บอกแลว ทอ งคําบาลีใหต ดิ ล้นิ ไวเ ลยก็ไดว า “ทุกขฺ  อรยิ สจจฺ  ปริฺเยฺย”ํ บอกเปนภาษาไทยงา ยๆ วา ทุกขน น้ั ทานใหป ริญญา หรอื วา ทกุ ขน ้ันสาํ หรบั รูเ ขา ใจหรอื รเู ทาทนั ดว ยปญญา คือ ทกุ ขน ้นั ใหใช ปญ ญารเู ขา ใจและแกไ ข อยางทว่ี า ถาทกุ ขมา กส็ ง ใหป ญญาเอา ไปจดั การ ถาทํากิจ ทําหนาท่ตี อ มันถูกตองแลว เรื่องทกุ ขกจ็ บ กป็ ด รายการไป (ทจ่ี รงิ จะปดรายการไดแน ก็พรอมกบั จบมรรค)

๙๖ ความสขุ ทุกแงท กุ มุม คราวนี้ ก็ถึงทมี าเรอื่ งสุขบา งละ ถา จะใหเหน็ ไดงา ย กด็ ูทพี่ ทุ ธประวตั ิ ทกุ คนรูวา กอนพระ พทุ ธเจาตรสั รู ไดท รงบําเพญ็ ทกุ รกิรยิ า คือบําเพญ็ ตบะทรมานราง กายตา งๆ ตามนยิ มของยคุ สมยั คร้นั แลว ทรงมองเห็นวา เปนการ ปฏิบัติที่ผิด จึงไดทรงละเลิกทุกรกิริยา หันมาทรงดําเนินในทาง สายกลาง อันเปน มชั ฌมิ าปฏปิ ทา จนไดต รสั รู นี่คอื เรามกั รู หรือ เรียนกนั มาอยางนี้ อนั นัน้ เปน ทํานองคาํ สรุป ทีน้ี เราเขา ไปดูพุทธประวัติ ณ จดุ น้ใี หช ัดขึ้นสักหนอย แลวก็จะรูจักพระพทุ ธศาสนาชดั เจนมากขึน้ พระพทุ ธเจาตรัสเลาไว มีในโพธริ าชกมุ ารสูตร เปน ตน วา พระองคเ อง กอ นตรัสรู ทรงดาํ รวิ า “ความสขุ จะลถุ ึงดว ยความสุข ไมได แตค วามสุขนัน้ จะตอ งลุถงึ ดวยความทกุ ข” จงึ ไดเสดจ็ ออก ผนวช ครน้ั แลว ไดเ สด็จไปศึกษาในอาศรมของสองดาบส หลงั จาก นั้นทรงบําเพ็ญทุกรกิริยาดวยความเพียรอยางแรงกลา ไดรับ ทกุ ขเวทนาแสนสาหสั กไ็ มเปน ผลอะไร ไดทรงตระหนกั วา จะลุถึง คุณวิเศษดวยทกุ รกิรยิ าหาไดไ ม ตรงน้สี ําคญั มาก คือทรงเลา ตอ ไปถงึ พระดาํ รวิ า “ทางแหง โพธจิ ะพงึ มีเปนอยางอื่น” แลวทรงระลึกไดถึงเหตุการณแตคร้ังทรงพระเยาว เม่ือ ประทับอยูเงยี บสงดั พระองคเดียว ณ ใตร มเงาตน หวาอนั สงบเยน็ สบาย ไดทรงเขาถึงปฐมฌาน อันมปี ติและความสขุ เปน จุดเดน

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๙๗ ครั้งนน้ั ทรงสวางพระทยั วา น่ันคอื ทาง ดังทต่ี รสั กับพระองค เองวา “นีแ่ หละ คือทางแหง โพธ”ิ (เอเสว มคฺโค โพธิยา) เมื่อทรงระลึกข้ึนได และชัดพระทัยดังน้ันแลว ยังทรงถาม พระองคเองอีกวา เรากลัวไหม ตอความสุขท่ีปลอดกามปราศ อกุศลธรรมนน้ั ทาํ นองตรวจสอบวา เปนความสขุ ท่จี ะมีพษิ ภัยอะไร ไหม ก็ทรงมคี ําตอบเปน ทํานองความมัน่ พระทยั วา เรามิไดกลวั น่แี หละ จึงไดทรงละเลิกทกุ รกริ ิยา แลวดาํ เนนิ ในมรรคาแหง ความสุขอยางนั้น ซ่ึงเราสรุปดวยคําวามัชฌิมาปฏิปทาใสลงไป แลวกไ็ ดตรัสรู จดุ ตางทจ่ี ะตองเนน ไว คอื ลทั ธิมากมายในชมพูทวีปถอื วา “สุขจะลุถงึ ดวยสุขไมได จะลุถงึ สขุ ตองดว ยทุกข” จงึ บําเพ็ญตบะ ทําทกุ รกิริยา แตพทุ ธศาสนาบอกวา “สขุ ลุถงึ ไดดว ยสุข” จงึ เลกิ ทาํ ทุกรกิรยิ า ไมใหบําเพญ็ ตบะ ซง่ึ เปน อตั ตกิลมถานโุ ยค ไมใ หม ัว ทรมานตนใหล าํ บากเสยี เวลาเปลา แตต อ งพดู ใหช ัดอีกหนอยวา ความสขุ ทว่ี า น้ีมลี กั ษณะที่พูด ใหเ ตม็ ความวา “สขุ ท่ปี ลอดกาม ปราศอกุศลธรรม” ตรงนี้สําคัญ คือไมใ ชแ คก ามสขุ แตเ ปน ความสุขทไี่ มต อ งอาศยั กาม ไมข้นึ ตอ กาม เปนอิสระจากกาม ก็เรมิ่ ดวยฉันทะข้นึ ไปนัน่ แหละ แลว ในการปฏบิ ตั ิท่ถี ูกตอ งน้ี ขอ ทส่ี ําคัญก็คอื มปี ญญาทที่ าํ ใหจ ติ ใจเปนอิสระ ถึงแมความสุขอยางประเสริฐท่ดี เี ลศิ นั้น จะเกดิ จะมอี ยตู ลอดเวลา กไ็ มม าครอบงาํ จติ ใจ เชน ไมอ าจทาํ ใหต ดิ เพลนิ หลงมวั เมาเหลิงลาํ พองสยบตัวตกอยูใตค วามประมาท เปนตน

๙๘ ความสุข ทกุ แงทกุ มมุ ทําไมพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมา จึงเปนความเปล่ียนแปลง คร้ังใหญ อยางที่วาแผนดนิ ไหว ต่นื กนั ไปตลอดถงึ พรหมโลกชน้ั สงู สุด กเ็ พราะเปน แนวคิดและวถิ ีชวี ติ อยางใหม อนั ใหลุถึงสุขดว ยสขุ นแ่ี หละ ความสขุ ทีเ่ ปนจุดหมาย ซึ่งใชคําเรยี กวาเปนบรมสขุ นนั้ มา กับปญ ญาท่ีรูแจง ทําจติ ใจใหเปน อสิ ระ ท่ีแมแตค วามสขุ อยางสงู ก็ ครอบงาํ ไมได และความสขุ นนั้ กเ็ ปนอิสระ สขุ แทสขุ จรงิ ไมมีพษิ ไมเ ปน ภยั ไมตองหา ไมต องพึง่ พา ไมข ึน้ ตอ อะไร มีประจาํ อยูกบั ตัว จะอยูไหนไปไหนเมือ่ ใด กส็ ดใสเบิกบานเปน สขุ ทกุ เวลา สําหรับคนทั้งหลายท่ียังไมไดลุถึงสุขสูงสุดนั้น ก็ไมเปนไร เมือ่ รเู ขาใจหลกั แลว ก็มาพฒั นาความสุขกันตอ ไป

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๙๙ ความสุขทางสงั คม ออกสปู ฏิบตั ิการ เร่ืองความสุขทางสังคม และความสุขของสังคมน้ัน บอก แลว วาเปนเรอื่ งใหญ ในพระพุทธศาสนา ทานสอนไวม ากมายให ตระหนักวา จะตองเอาใจใสถือเปน เร่อื งสาํ คัญ ถึงแมจ ะพดู ไปแลว ก็ยังมีเร่อื งทค่ี วรพูดเพิ่มอีก เมือ่ กน้ี ้ันเนน ในแงค ณุ ธรรมในใจ คือมุง ท่ีความสุขทางสงั คม ทีนี้ ความสขุ ทาง สังคมก็อยูในใจของคน คือคนเราแตละคนน่ีมีความสุขไดหลาย ทาง และดา นหนึ่งคอื ความสขุ ทางสังคม ทนี ีเ้ ราจะใหชัดวา ความสุขทางสงั คมนัน้ ออกไปเปน ความ สขุ ของสงั คมพรอ มไปดวย จึงตองมาวากนั อีกทนี่ ี่ ขอเริ่มงายๆ ถามวา ธรรมะอะไรทีพ่ ระพุทธเจาตรสั บอยทีส่ ดุ สาํ หรบั ชาวบา น คาํ ตอบก็งา ย บอกวา “ทาน” พุทธศาสนาเริ่มตนดวยทาน ชาวบานทั่วไปพอจะรูเขาใจ หลกั ทเี่ รียกวา บุญกิรยิ าวัตถุ ๓ ซง่ึ เปน หลกั ปฏบิ ัติชุดของคฤหสั ถ ทีเ่ ทียบคกู บั ชดุ ไตรสิกขาของพระสงฆ พูดงา ยๆ วา ของพระ คอื ไตรสกิ ขา ของโยม คอื บุญกิรยิ า ทงั้ ๓ แลวในบญุ กิรยิ า คอื ทาน ศีล ภาวนา นั้น ก็เริ่มตน ดว ยทาน มาดหู ลกั ธรรมสาํ คญั ของคฤหสั ถก นั ตอ เมอื่ กว้ี า บญุ กริ ยิ าวตั ถุ ๓ (หรือบุญกิรยิ าวัตถุ ๑๐ กต็ าม) เร่มิ ดวยขอ แรกคือ ทาน

๑๐๐ ความสขุ ทกุ แงท ุกมุม แลว กม็ าถึง สงั คหวัตถุ ๔ หลกั การสงเคราะห ๔ ประการ ขอ ๑ ก็คือทาน ตอไป ทศพิธราชธรรม ธรรมของพระราชา ๑๐ อยาง ขอ ๑ ก็ เชน กนั ไดแกท าน ตอไปอกี ทศบารมี หรอื บารมี ๑๐ ประการ ทพ่ี ระโพธสิ ตั ว บําเพญ็ เร่ิมดว ยขอที่ ๑ กค็ ือทาน หลักสาํ คญั ทั้งหมดน้ี มีทานเปน ขอ แรกทัง้ นน้ั ทาน อนั แปลงายๆ วา “การให” ท่สี ําคัญอยา งนี้ บง บอก ความหมายอะไร ก็บอกใหรูใหต ระหนกั วา ในเรือ่ งของมนุษยนัน้ การแสวงหา วตั ถุ การจัดสรรวตั ถุ การครอบครองวัตถุ และการเสพวตั ถุ เปน เรือ่ งใหญท ี่สดุ แลวทีแ่ สวงหา ท่จี ดั สรร ที่ครอบครองนั้น ก็มาจบมารวมมา ลงท่ี “เสพ” (คลมุ ท้ังบรโิ ภค) นแี่ หละ มนุษยมีแนวคิดมีความครนุ คิดพ้ืนฐานอะไร อยางนอ ยจาก แรงบีบค้ันของความตองการอยูรอด ทําใหเขาหาทางดิ้นรนแสวง หาเพื่อตัวเอง เขากค็ ดิ ถึงการทจ่ี ะไดจ ะเอา จะไดจ ะเอา จะไดจ ะ เอา จนกระทงั่ ความคดิ นเ้ี ปน ความเคยชนิ ตดิ ใจเปนจิตวิสยั เม่ือแสวงหา ไดมา เอาไวๆ กไ็ มรูจบ ไมรพู อ แตวตั ถุส่งิ เสพมี จํากดั แลวการแยงชิงเบยี ดเบียนกนั กเ็ กิดขน้ึ และแพรขยายออก ไป สังคมมนุษย จนถึงทงั้ โลก กเ็ ดือดรอน บอกวาไมมีสนั ตภิ าพ

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๐๑ ทางแกคือธรรมก็จึงมาเร่มิ ตนทีท่ าน อยางนอยกส็ รา งดุลไว ถา เปนไปได พอไหว ก็ฝงเขา ไปใหเ ปน นิสยั ของจิต เปน ความเคย ชินของความคิดตดิ เขา ในจติ วสิ ัย เริม่ ตน กบ็ อกวา คุณอยาคดิ แตจะไดจะเอาอยา งเดยี วนะ จะ ทําใหเบียดเบียนกนั แลวคณุ เองก็จะเดอื ดรอนดว ย ทางทีถ่ กู ทด่ี ีก็ คือ คูกบั การไดการเอานี้ ก็ตอ งมีการใหดว ย น่กี ค็ อื พรอมกับจะไดจะเอา กใ็ หมีทานขึน้ มาเขาคูก นั เปนอันวา คูก บั พฤตกิ รรมพ้ืนฐานอนั แรกของมนษุ ย ที่แสวง หาจะได จะเอา จะเสพ เพื่อตนเอง ก็มีการใหปน แกผอู นื่ บาง เพราะฉะน้นั ทานจงึ ขึ้นมาเปนขอ แรก เปนขอ ธรรมพ้นื ฐาน สาํ หรบั สงั คมมนุษย ที่เราจดั วา เปน ฝายคฤหัสถ หรอื ชาวบาน อยางท่ีวาเมื่อกี้ ทานน้ีมาเปนฐานที่จะพัฒนาคนขึ้นไปสู ธรรมอน่ื ๆ ตอ ๆ ไป ทกี่ วา งทส่ี ดุ กค็ อื ในชดุ บญุ กริ ยิ าวตั ถุ ๓ สาํ หรบั พฒั นาชวี ติ ของคน โดยจดั เปน ทาน ศลี ภาวนา แลวก็มาเขาอยูในชุดสังคหวัตถุ ๔ สําหรับยึดเหนี่ยวผนึก สงั คมทัง้ หมดไว ไดแก ทาน ปย วาจา อตั ถจรยิ า สมานตั ตตา แลว กช็ ดุ ทศพธิ ราชธรรม สาํ หรบั พระเจา แผน ดนิ หรอื ผปู กครอง ท่ี มี ทาน ศีล ปรจิ จาคะ อาชชวะ มทั ทวะ ตบะ อกั โกธะ อวหิ ิงสา ขนั ติ อวโิ รธนะ แมแ ตใ นชุดบารมี ๑๐ ของพระโพธิสตั ว ก็มาเขาลําดบั วา ทาน ศีล เนกขัมมะ ปญ ญา วริ ยิ ะ ขันติ สัจจะ อธษิ ฐาน เมตตา อเุ บกขา

๑๐๒ ความสขุ ทุกแงทกุ มุม ทานยังอยูในธรรมชุดอ่ืนอีก และเปนขอแรกเปนธรรมดา ความสําคญั ของทานกค็ งไมต องพูดใหม าก คนไมมีจะกนิ จะอด ตาย ทกุ ขแคไหนกร็ ูก ัน และทานน่แี หละแกไ ด กวางออกไป คนแยง ชงิ เบียดเบียนกนั แสนจะเดือดรอ น ก็ เอาทานมาชวย อยางนอ ยกพ็ อบรรเทา แคนกี้ เ็ หน็ ไมยากวาทาน ชวยใหเ กิดความสขุ ของสังคมไดอยางไร นอกจากคุณคาในตัวของมันเองแลว ทานก็มาเปนตัว ประกอบ ท่สี ําคญั ย่งิ คอื เปนตวั หนนุ ศีล เมื่อมกี ารใหกันแลว ก็ทาํ ใหมนุษยรักษาศีลหรือคงอยูในศีลงายขึ้น ทําใหไมตองแยงชิงกัน เพราะมกี ารใหแลว คนที่ไมม เี ลย จะตองคดิ แยงเขา พอทานมา ก็หยุดได บาง คนมคี วามเขมแขง็ ทางศลี ธรรมมากหนอย ถา ไมข าดแคลนมากนัก ก็ไมเอาไมไปลักขโมยไมไปเบียดเบียนใคร แตเมื่ออดอยากขาด แคลนมากนัก ทนไมไหว กจ็ ะเอา อยา งน้ีทานกช็ ว ยได แตค นบางพวกที่แทบไมม ีภมู ิคมุ กันทางศลี ธรรมเลย พอขาด แคลนนิดหนอย หรือแมจะไมขาดแคลน เห็นของใครก็อยากได อยากเอา อยา งนนั้ กต็ อ งพิจารณาวธิ พี ัฒนากนั อกี ชั้น รวมแลว มนษุ ยม หี ลายระดับ ถึงอยางไรกใ็ หม ที านไว พอมี การแบงปน มกี ารดูแลเอาใจใส ใครขาดแคลน กใ็ ห กผ็ อนเบาให การเบียดเบียนการลักขโมยแยงชิงลดนอยลงไป ก็เปนการมาเกอ้ื หนนุ การรกั ษาศลี ในสังคม

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๐๓ เอาเปนวา ทานเปนฐานท่ีจะชวยค้ําหนุนพยุงศีลไว ไมให มนุษยตองเบียดเบยี นกันมาก มนษุ ยจ ะรกั ษาศีลไดสะดวกขน้ึ ทีนต้ี อจากเปนตวั ชวยหนนุ ศลี แลว ทานกไ็ ปประกอบภาวนา ดวย แมแตผูท่ีบําเพ็ญสมถะวิปสสนาก็เอาใจใสไมละเลยการให ทาน โดยถือเปน เรื่องสาํ คัญ ไมเพียงดวยเหตุผลท่ัวไปท่ีวามาแลว และเพราะเปนธรรม อยูในชุดเดียวกันของบุญกิริยาท่ีพึงบําเพ็ญใหครบ ไมใชเทานั้น พระพทุ ธเจายังตรัสถึงการบาํ เพ็ญสมถะวิปสสนา ทไี่ ดท านเปน จติ ตาลังการและเปน จิตบริขารอกี ดว ย การบําเพญ็ ทานของผูบําเพญ็ ภาวนานี้ เปนจิตตาลงั การ คอื เปนอลงั การของจิต เปนจิตบรขิ าร คือเปนบรขิ ารของจิต หมาย ความวา การไปใหไปสละบาํ เพญ็ ทานนนั้ สงผลทางจิตใจมาชวย ประกอบประดบั ปรับแตงจิต โดยทําใหจ ติ นุมนวล ออ นโยน โนม นอมไปในกุศล เสริมเพ่มิ กําลงั ใหแ กจติ รวมแนวมงุ มาทางกุศลได ดี ชว ยเปดจิต สลดั ออกไป ทําใหจิตโลง โปรง เบา ผอนคลาย ทาํ ใหจิตงามผอง นอมสูสมาธิ เอื้อตอการชําระจิต และการท่ีจะ พฒั นาสูงขึน้ ไป แมแตเกิดปติสุขจากการบําเพ็ญทาน ก็ชวยการเจริญ ภาวนาไดอยางดียิ่งแลว ชวยใหเดินหนาไปในภาวนา ชวยให บําเพ็ญสมถะวิปสสนาไดง า ย เพราะอยางน้ีแหละ คฤหสั ถแ มจ ะเปน อรยิ สาวก บรรลธุ รรม สงู ชนั้ ไหน ก็บําเพญ็ ทานกนั ทง้ั น้ัน

๑๐๔ ความสุข ทกุ แงทกุ มุม ทานนีม้ ีความหมายกวาง คือ การให การเผือ่ แผ การแบง ปน การจดั สรรความชว ยเหลือกนั ในสังคมมนษุ ย อยา งท่ีวาแลว เปน ฐานท่จี ะใหม นษุ ยอยกู นั ดีมีความสุข จึงสําคัญมาก เรารกู นั ดี และเปน ทีส่ งั เกตกันทว่ั ไปวา ทานเปนเรอ่ื งเดน ใน พระพุทธศาสนา ดังท่ีไดส ั่งสอนและสะสมกนั มา จนกระท่ังในเมือง ไทย ในแงท ีเ่ ปน เมอื งพุทธนี้ มองเห็นกันชดั วา คนไทยเปน คนทีใ่ ห งา ย สละงา ย มนี ํ้าใจแบง ปน แตทงั้ นก้ี ต็ อ งทําใหถ กู ตอ งทาํ โดยไมป ระมาท เชน วาใหด วย ปญ ญา ใหโ ดยรูจกั พจิ ารณา ระมัดระวงั ผลขางเคียงที่จะเสียหาย แลวก็ตอ งไปประสานกบั การปฏบิ ัตธิ รรมอ่นื ไมควรไปนึก วา ฉันมาถึงข้ันภาวนาแลว ฉนั ไมตองใหท านแลว อะไรอยางนี้ ไมถกู ทาง ชว ยกนั ย้าํ วา ตองใหทานมาเกอื้ หนนุ ภาวนา อยางนอ ยให เปนอยางที่พระพุทธเจาตรัสวา บําเพ็ญทานใหเปนจิตตาลังการ เปนจิตบริขาร อันจะชวยใหการบําเพ็ญสมถะวิปสสนาของตนได ผลดียงิ่ ขึน้ ดงั ไดวา มา

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๐๕ ไมว า สังฆะ หรอื วา สังคม กพ็ ึงนิยมหลกั แหง ทาน ท่วี า มานน้ั พดู ในแงค ฤหสั ถ ทีน้ีมาดูในแงข องพระภกิ ษุ ใน สังฆะหรือในสังคมของพระน้ี อยานึกวาชีวิตของพระจะอยูแตกับ เรือ่ งทเี่ ขาเรยี กกนั วา การปฏบิ ตั ธิ รรม หรอื แมแตส มถะวปิ ส สนา สําหรับคําวาการปฏิบัติธรรมนั้น ถาใชในความหมายที่ถูก ตอ ง กพ็ อพูดไดวาเร่ืองของพระกค็ ือการปฏบิ ตั ธิ รรม (ไมว าใคร ถา จะเปนคนใหถูกตอง ก็อยูกับการปฏิบัติธรรมในความหมายน้ีท้ัง น้ัน) แตคําวา “ปฏิบัติธรรม” นี้คนไทยใชกันไปใชกนั มา เหลอื ความหมายทง้ั แคบทง้ั คลมุ เครือ เลยเล่ยี งไมใ ชด กี วา ชวี ิตของพระนนั้ จะใหด ีมาดทู ว่ี นิ ัยกอ น จะชัดกวา ชวี ิตของ พระนั้นเปน ชวี ติ ในสงั ฆะ แลวจะตางกบั ชาวบา นอยา งไรก็ดทู น่ี ่ี ทีนี้ ชีวติ พระท่ีอยูรว มในสังฆะนน้ั เมือ่ ปฏบิ ตั ติ ามพระวินยั ก็ มสี าระโยงไปรับกันกับหลักธรรม เพราะทแี่ ทแลว แกนสารของวนิ ัย กอ็ ยทู ี่ธรรมนัน่ เอง แตตองจบั ใหถูกที่ ไมตองพูดยืดยาว ชีวิตพระอยูในสงั ฆะ ท่มี วี นิ ยั เปนเคร่อื ง สรา งและดาํ รงสามัคคี พอถึงสามัคคี นี่ก็คอื มาถึงธรรมทันที แลว ตรงน้ี เรามาดูหลกั ธรรมท่เี ปนฐานของสามัคคนี ้ันใหชดั ใหดี ตรงนแี้ หละ ก็มีหลกั ธรรมท่เี นนไวในพระสุตตนั ตปฎ ก และ พระวนิ ยั ปฎ กกย็ าํ้ ไวอ กี ไดแ กห ลกั ธรรมชดุ ทเี่ รยี กวา สาราณยี ธรรม ๖ ประการ เปน หลกั ธรรมทางสงั คม สาํ หรับดาํ รงสงั ฆะโดยตรง

๑๐๖ ความสขุ ทุกแงทุกมุม ธรรมชดุ นี้ เปน หลกั ในขัน้ ปฏิบัติ เชน นําเอาเมตตาซึง่ เปน คุณธรรมในจิตใจมาแสดงออกในข้ันปฏิบัติการ เปนหลักธรรม สําหรับการอยรู วมกนั ซงึ่ เนนมากสําหรับชวี ิตของพระในสังฆะ มี อะไรบา ง ก็เอามาทวนสกั นดิ หน่ึง ๖ ขอ คือ ๑. เมตตากายกรรม ทําตอกนั หรือแสดงออกตอกันทางกาย ดวยเมตตา คือ ทาํ การตา งๆ ในการเออื้ เฟอชว ยเหลอื รว มมือกนั ๒. เมตตาวจีกรรม พูดตอกัน หรอื แสดงออกตอ กนั ทางวาจา ดวยเมตตา คือ พดู จาดวยใจรกั ดว ยความปรารถนาดี เชน ใชถ อ ย คําสุภาพออนโยน ปรกึ ษา แนะนํา ใหความรู สั่งสอน เปนตน ๓. เมตตามโนกรรม คดิ ตอกนั หรอื ใจนกึ ถงึ กันดวยเมตตา คือ มใี จหวงั ดี ปรารถนาดตี อ กนั ยิม้ แยม แจม ใส ๔. สาธารณโภคี หรอื สาธารณโภคิตา ไดม าแบงกันกนิ ใช หมายความวา มลี าภ ไดของใชของฉันมา กเ็ ผือ่ แผแบง ปน ใหได ใชไดฉันไดบริโภคท่วั ถงึ กนั (สาธารณโภคี แปลวา เสวยหรอื บริโภค ใหเ ปน ของสาธารณะ คอื ใหเปน ของรว มกัน ทัว่ ถงึ กัน) ๕. สลี สามญั ญตา มีศีลเสมอกนั เสมอกันตอ หนาวินัย หรอื ตอหนากฎหมาย มีศีลมีการปฏบิ ัติรักษาวินัยประพฤตใิ หเ สมอกัน ไมท าํ ตวั ใหเ ปนท่ีนารงั เกยี จแกหมูค ณะ ๖. ทิฏฐสิ ามัญญตา มีทิฐิ มแี นวคดิ มหี ลักการทย่ี ดึ ถือรวมกัน เสมอกนั ทีนกี้ ม็ าดูในแงท ี่ทิ้งคา งไว คอื ในเรื่องของทาน ดวู า ชวี ติ ของ พระเองมกี ารปฏบิ ัติในดานการใหปน อยา งไรไหม ในเมื่อพระไมได

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๐๗ เปนผูประกอบอาชีพ ไมไดแสวงหาและสะสมวัตถุสิ่งของ ไมได ครอบครองทรพั ยสนิ ไมเ ปน เจาของวตั ถุที่จะไปแจกแกใคร พระจะ ใหป น อยา งไร ในทน่ี ้ี ไมพ ดู ถงึ ธรรมทาน คอื การใหธ รรม ทเ่ี ปน หลกั ของพระ สาํ หรับเขาคูก บั ของฝายโยม ที่มกี ารใหวัตถทุ าน หรอื อามสิ ทาน สําหรบั พระ ทางดา นวตั ถุ การใหทานกม็ าออกในหลกั การ แบงปน ลาภ เมื่อวาตามหลักสาราณยี ธรรมนี้ กค็ อื ขอ ๔ สาธารณ- โภคี ท่นี ํามาใหดูขางบนแลว ที่วา ไดข องใชของฉนั มา ก็เผือ่ แผ แบง ปนใหไดใ ชไดบ รโิ ภคท่ัวถงึ กนั เรื่องวตั ถุน้ี ถาไมด ูทางดานวนิ ยั ก็จะไมร วู าพระพทุ ธศาสนา ใหค วามสาํ คญั มากแคไ หน พูดกวา งๆ กค็ ือเรือ่ งปจ จยั สี่ และสว น ทีส่ ําคญั ในชวี ิตของการอยูร ว มกนั ก็คอื การแบงปนลาภท่ีวาไปแลว นนั้ ซง่ึ เปน เรือ่ งที่พระพทุ ธเจาตรสั เนน สําหรับพระ เพราะฉะน้ัน ใน พระวินัยจึงมีการวางหลักการ และกฎเกณฑกติกาตางๆ ในการ แบง ปน ลาภใหท ่วั ถึง และใหเ ปน ธรรม ในพระวนิ ัยนั้น นอกจากเนน ในเรอ่ื งวตั ถุแลว กว็ า ดวยเร่ือง สงั คม คือระบบในการอยูรวมกัน แมแตก ารแบง ปนลาภนน้ั กค็ ือ เรื่องทางสังคมนั่นเอง รวมแลว วินัยของพระก็คือการจัดต้ังวาง ระบบในเรอ่ื งวัตถุกับเรือ่ งสังคม ถา จะดูใหร เู ขาใจพระพทุ ธศาสนา กอ็ ยามองดูแตดานธรรมะ ที่เดนดานนามธรรม พุทธศาสนามิใชหมายถึงเฉพาะเรื่องหลัก ธรรมอยางเดียว ตองดูใหคลุมดานวินัยที่วาดวยเรื่องวัตถุและ สงั คมพรอมไปดวย ใหค รบตามท่ที า นเรียกไววาเปน “ธรรมวนิ ัย”

๑๐๘ ความสุข ทุกแงท กุ มมุ คุณธรรมในข้นั จิตปญญา ข้ึนมาเปนปฏิบัติการในสงั คม เรอื่ งความสขุ ของสังคมยังไมจ บ เม่ือกี้ ไดพ ูดถงึ หลกั ธรรมที่ เปนสาระของการจัดระบบสังฆะแลว ทีนี้ก็ยอ นหลังกลับมาที่เรอ่ื ง ของคฤหัสถอ ีกที ที่จริง จะเปน เร่อื งสังฆะของพระ หรอื สงั คมของโยม ในขน้ั พ้ืนฐานแทๆ คือลึกลงไปในจิตใจ ก็ใชฐ านทางคุณธรรมชดุ เดียว กนั คือ เมตตา กรุณา มทุ ติ า อเุ บกขา (พรหมวหิ าร ๔) นัน่ เอง แตบนฐานทางนามธรรมในระดับจิตปญญานั้น เวลาออก มาจัดเปนระบบปฏิบัติการทางสังฆะ และสังคม ก็ตองเปนหลัก ธรรมอีกขน้ั หนึง่ ซง่ึ นาํ ไปใชกับเรอ่ื งสมมุตไิ ด น่ีกห็ มายความวา สาราณยี ธรรมของพระทว่ี า ไปแลว ก็ต้งั อยูบนฐานทางจิตปญ ญาของพรหมวหิ าร แตทีนี้สําหรับสังคมของ โยม จะจัดตามหลักสาราณียธรรมของพระก็ยากจะไปไดไหว อยางขอ ๔ ท่วี าไปแลว คอื สาธารณโภคี มขี องกนิ ของใชเ ปน ของ กลางบริโภคไดทวั่ กัน อยา งน้ใี นสังฆะทําได แตสงั คมของโยมยัง คงไปไมไ หว เพราะฉะนัน้ หลกั ธรรมขัน้ ปฏบิ ตั ิการในสงั คมของโยม จึงจัด ออกมาเปนอีกชดุ หน่งึ ทต่ี า งออกไป ถา ถามวาหลกั นั้นคอื หลักอะไร ใครบา งจะตอบไดไหม

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๐๙ ตรงนี้ก็ขอแทรกหนอย คือญาติโยมชาวพุทธเองนี่ก็ยังไม คอยจะเขาใจ ยงั แยกไมอ อกแลว เอามาประสานกันไมได ระหวาง หลักธรรมระดับนามธรรมทางจิตปญญา กับหลักธรรมระดับ ปฏบิ ตั กิ ารในสงั คมมนุษย อยางที่พบกันอยทู ่วั ไป เอาเมตตา กรณุ า เปนตน ซงึ่ เปนคุณ ธรรมในใจ แตเ อามาพูดกนั เหมือนอยา งเปน หลกั ในข้นั ปฏิบัติการ แลวตวั เองกส็ ับสน และพาคนอื่นใหงงและไขวเขวไปดว ย ถาเปน อยางนี้ ก็สมแลว ที่ถกู ดร.ซัตตัน เขาวา เรือ่ งเปน อยา งไร เอามาเลากนั หนอย คือ เมอื่ ๓๘ ปมาแลว (1962) Dr. Joseph L. Sutton จากมหาวิทยาลยั อินเดียนา มาทํางานในเมือง ไทย ตอนตั้งคณะรฐั ประศาสนศาสตร ทีม่ าเปน NIDA ทานผูนี้ไดเขียนวิเคราะหสังคมไทย เกี่ยวกับเร่ืองพระพุทธ ศาสนากบั การพัฒนา ไวใ นหนังสอื Problems of Politics and Administration in Thailand โดยอา ง Albert Schweitzer ตอน หนงึ่ วา ในสงั คมชาวพทุ ธน่ี ตามหลกั พทุ ธศาสนา ท่วี าทาํ ความดี กไ็ มตองไปทาํ อะไร เพราะมคี วามหมายแคว า ไปนอนแผเ มตตาอยู ในมงุ ๑ (เอามาเลา ใหฟ ง ไมใชแ ปลคําตอคาํ ) ตอนนั้น คนไทยหลายทา นก็โกรธและดาวา ดร.ซัตตัน กนั ไป ไมนอย กอ็ ยา ไปวาทานใหม ากนักเลย ตองถือวาเปนการเตือนสติ คนไทย จะไดตนื่ ข้ึนมาตรวจสอบตวั และปรับปรุงแกไข คนไทยเรา ๑ Joseph L. Sutton, Problems of Politics and Administration in Thailand (Bloomington: Institute of Training for Public Service, Department of Government, Indiana University, 1962), p. 3

๑๑๐ ความสขุ ทกุ แงทุกมุม เองคงประพฤตไิ มถ กู ธรรมะ ทาํ ใหเขาเห็นแลว พลอยเขา ใจผดิ เลย เถดิ ไป ก็ตอ งใหค นไทยมาทาํ ความเขา ใจแลวแกไ ขตัวเองน่ีแหละ ตอนนก้ี ็กําลังจะทําความเขา ใจ เมอ่ื กีบ้ อกวาบนฐานทางจิต ปญญาของหลักพรหมวิหาร กอ็ อกมาเปนหลักปฏิบตั ิการในสังฆะ ไดแกหลกั สาราณียธรรม ๖ (สารณยี ธรรม กเ็ ขยี น) ในสาราณยี ธรรมน้ี จะเห็นชดั วา เมตตาไมใ ชแ คแชอ ิม่ อยใู น ใจ แตออกมาสกู ารปฏิบตั ิ เปน เมตตากายกรรม (การกระทําทาง กายที่มเี มตตา หรอื กลุ กี จุ อชว ยเหลือรวมมือดวยเมตตา) เมตตา วจีกรรม (การกระทําทางวาจาท่ีมีเมตตา หรือพูดดวยเมตตา) เมตตามโนกรรม (การกระทําทางใจที่มเี มตตา หรือคิดการตางๆ ดว ยเมตตา) ทีนี้ ในสังคมของโยมละ จะออกมาเปน หลกั ขนั้ ปฏิบัติการ เรียกวาอะไร กต็ อบไปเสยี เลยวา คือ หลักสงั คหวัตถุ ๔ ขอทวนความหลังนิดหน่ึงวา ตอนแรกเราพูดถึงทานในชุด พัฒนาตวั เอง คอื บญุ กิริยาวตั ถุ ๓ เปน ทาน ศีล ภาวนา ทนี ้ีมาเปน ชดุ ปฏิบตั ิการในสังคมของโยมทงั้ หลาย กไ็ ดแกสงั คหวัตถุ ๔ สงั คหวตั ถุ ๔ (หลกั การสงเคราะห หรือหลักยึดกมุ สังคม) คือ ทาน ปย วาจา อัตถจริยา สมานตั ตตา นี่แหละ เปนชดุ ออก สงั คม ทีค่ กู บั ชุดในใจคือ พรหมวหิ าร ๔ (ธรรมประจําใจของพรหม หรือธรรมประจาํ ใจอยา งประเสรฐิ ) ไดแก เมตตา กรุณา มทุ ิตา อุเบกขา

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๑๑๑ ลองจบั คซู ิ เปน ชดุ มี ๔ เทา กนั แตไ มใชแคนน้ั กเ็ อาฝาย ปฏบิ ัติการตง้ั ๑. ทาน: ๑) เขาไมเดือดรอนอะไร ก็ไปให เพื่อแสดงความรกั ความปรารถนาดี เออื้ เฟอ โอบออ มอารี น่คี อื ทาน ดว ยเมตตา ๒) เขามีความทุกข เดอื ดรอน เจ็บไขไ ดป วย กไ็ ปให เพอ่ื ชวยเหลอื น่คี อื ทานดวยกรณุ า ๓) เขาทําความดี สรางสรรคความเจริญงอกงาม ของสงั คม เชน เปน นกั ประดษิ ฐท ด่ี ี กไ็ ปให เพื่อให กําลงั สง เสริม นคี่ ือ ทานดว ยมทุ ติ า ๒. ปยวาจา: ๑) อยูกันตามปกติ กพ็ ูดดวยความรักความปรารถนา ดี พดู จาสภุ าพออนโยน นี่คือ ปย วาจาดว ยเมตตา ๒) เขามีทกุ ขมีปญหาชวี ิต กไ็ ปพูดปลอบโยน แนะ นาํ บอกวิธแี กไ ขปญหา ใหก ําลงั ใจ นีค่ ือ ปย วาจา ดว ยกรุณา ๓) เขาทาํ ความดี บําเพญ็ ประโยชน ไปทําบุญทาํ กศุ ล ก็พดู อนุโมทนา ชวนกนั สง เสรมิ น่ีคอื ปย วาจา ดวยมุทติ า ๓. อตั ถจรยิ า: ๑) อยูกันตามปกติ ก็ทาํ ประโยชนแ กเขา ชวยออก แรงทํานนั่ ทาํ น่ใี ห ดวยความรกั ความปรารถนาดี น่ี คอื อตั ถจรยิ าดวยเมตตา ๒) เขามีความทกุ ขเ ดือดรอน ตกนํา้ ไฟไหม มีงาน ใหญเ หลอื กําลัง ตองการเรี่ยวแรงกําลงั ชวยเหลือ ก็

๑๑๒ ความสขุ ทุกแงทกุ มุม ไปชวยใหเขาพนทุกขพนปญหา ดวยเร่ียวแรงกําลงั กาย หรือกําลังปญญาความสามารถ นี่คือ อัตถ จรยิ าดว ยกรุณา ๓) เขาทาํ ความดีหรอื บําเพญ็ ประโยชนก นั เชน มี งานวดั ก็มาชวยจดั เตรียมการตา งๆ สง เสรมิ การทาํ ความดี นีค่ ือ อัตถจรยิ าดว ยมทุ ิตา ภาคแสดงออกจะตอ งขน้ึ มาที่สังคหวัตถอุ ยางน้ี จะมัวไปพดู อยแู คเมตตา กรณุ า มุทติ า ไมไ ด เพราะเราเองคลมุ เครอื น่แี หละ ฝรัง่ จึงวาเอาได ก็สมทเี่ ขาวา ไมต องไปดาเขามาก ทีนีต้ อ ไป ขอสดุ ทาย สมานัตตตา ความมีตนเสมอ ก็หมาย ความวา เสมอภาคกัน มีความเปนธรรม เท่ียงธรรม ก็เขาขอ อเุ บกขา อเุ บกขา ก็มาออกท่ีสมานัตตตา ซึง่ แสดงออกในแงตา งๆ มี ตนเสมอกัน ไมเ ลอื กที่รกั มักที่ชงั หรือไมเ ลอื กทีร่ กั ผลกั ที่ชงั ไมดถู กู ดหู ม่นิ กัน ไมเอารัดเอาเปรียบกนั มีความเปนธรรม แลว ก็ทาํ ตนให เสมอสมานเขา กนั ได จะเห็นวา ถาปฏบิ ตั ิตามหลกั ธรรมชุดสงั คหวตั ถนุ ี้ ก็จะสราง ความสุขขึ้นไดใ นสงั คม และเวลาเราปฏิบัติธรรมเพื่อสังคมเหลานี้ ก็คือการปฏบิ ตั ธิ รรมของตัวเราเองน่ันแหละ เพราะฉะนั้น ทานจึงวา การทําเพื่อผูอื่น ก็คือการปฏิบัติ ธรรมของตนเอง เราทําใหแ กเขา ก็คอื เราพฒั นาชีวิตของตนเอง

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๑๓ ขอใหด พู ระโพธสิ ตั ว ทานปฏิบัตธิ รรมบําเพญ็ บารมีดว ยการ ชว ยผอู ืน่ และการชว ยผูอืน่ น้ัน ก็คอื การท่ีตวั ทา นเองปฏบิ ัตธิ รรม อยางดีทีเดียว เพราะการท่ีจะชวยคนอ่ืนใหสําเร็จได จะตองใช ปญญาความสามารถมกี ารฝกตนอยา งสงู ดูสิ กวาจะชวยแกปญหาใหเขาไดสําเร็จทีหน่ึง ตัวเราน้ี พัฒนาไปมากมาย ไมวาจะเปนสติปญญาความสามารถอะไรทั้ง หลาย ไดพฒั นาเยอะแยะ เพราะฉะนั้น การปฏบิ ตั ิธรรมทีถ่ ูกตอ ง จึงเปน ไปในลกั ษณะท่ีพระพทุ ธเจา ตรัสไว พระพทุ ธเจา ตรัสหลกั ธรรมไวเ ปนคกู นั คูท่ี ๑ คอื ไมเบียด เบยี นตน ไมเบยี ดเบยี นผูอนื่ ตอ มาก็คูท่ี ๒ วา ทําประโยชนต น (อัตตตั ถะ) ทําประโยชนผ ูอ่ืน (ปรตั ถะ) หรอื ขยายออกไปเปน ๓ ก็ ได คอื ประโยชนตน (อัตตตั ถะ) ประโยชนผ ูอ นื่ (ปรัตถะ) และ ประโยชนรว มกันทง้ั สองฝา ย (อภุ ยัตถะ) แตโดยมากทา นแบง แค ๒ คือ ประโยชนต น และประโยชนผ ู อื่น ๒ อยางนจี้ ะมาคกู นั เสมอ ขอใหสังเกตไว กย็ กเอามาเนนไว หนอ ย

๑๑๔ ความสุข ทุกแงทุกมุม สามัคคี และสงั คหะ ดที ั้งสงั ฆะ และสังคม เรื่องของพระนี้ นอกจากเนนเรื่องการแบงปนลาภแลว ใน หลักใหญ กวา งออกไป กเ็ นนเรื่องความสามัคคี ถอื เร่อื งสามคั คนี ี้ สําคญั มาก ตรงขา มกับสังฆเภท คอื การทําใหสงฆแตกกนั ซง่ึ ถือ เปน อนนั ตริยกรรม อนั จัดเปน บาปหนกั ท่ีสดุ เพราะทานถอื ความ สามคั คขี องหมูชนเปน เร่ืองสําคญั อนั ดับ ๑ ถงึ แมใ นสงั คมคฤหัสถ พระพุทธเจา ก็ไดท รงเนนใหเห็นความ สําคัญของการทําชุมชนและสังคมใหเปนปกแผนมั่นคงมีเอกภาพ ดวยหลักสงั คหวัตถุ ๔ นี้ ดังท่ีวา ในบรรดาพระสาวกฝายคฤหัสถท่ีไดรับยกยองเปน เอตทคั คะ กม็ ี ๒ ทา นทเ่ี ปน คลา ยอคั รสาวก แตไ มเ รยี กวา อคั รสาวก เรียกไดวาเปนอัครอุบาสก คือเปนอุบาสกเย่ียมยอดคูกัน ไดแก จิตตคฤหบดี เปน เลิศทางธรรมกถึก และอกี ทานหน่งึ ท่ีจะพดู ถงึ ใน ท่นี ี้ คือ หัตถกาฬวก (นเ่ี รียกใหสะดวกลนิ้ ไทย ท่ีจริงคอื หัตถกะอาฬวกะ) หัตถกาฬวกน้ี เปนเอตทัคคะในทางรวมใจหมูชน หมาย ความวาเกงในการสรางความสามัคคี สรางความปกแผนของ สังคมดว ยหลกั สงั คหวัตถุ ๔ คอื เปนผนู าํ ทสี่ ามารถใชสังคหวัตถุ ๔ ประการ ทาํ ใหหมูชนของทานอยูรวมกันดวยความสามัคคี แนน แฟนม่นั คง พระพทุ ธเจา ทรงยกยอ งวา เปน ตราชูของอบุ าสกบรษิ ทั

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๑๑๕ (ตราชูของอุบาสิกาบริษัท หรืออัครอุบาสิกา ก็มีคูหน่ึง เหมอื นกนั ไดแก ขุชชตุ รา ซงึ่ เปนเอตทัคคะทางพหสู ตู และนนั ท มารดา ซึง่ เกง ทางฌาน) ท่ีนําเร่ืองแบบน้ีมาเนนไวก็เพราะวา ดูเหมือนชาวพุทธไทย เราน้ีจะมองพุทธศาสนาในเชิงที่เปนเรื่องของปจเจกบุคคลไปเสีย แทบหมด ไมไดสังเกตวาพระพุทธเจา ทรงสอนใหถือเรอ่ื งสว นรวม เร่อื งของชมุ ชน เรื่องของสังคม เปน สาํ คญั เพียงใด จะตองเขาใจ ดุลยภาพในเรื่องนี้กนั ไวใหม ากสักหนอ ย พดู ผา นๆ วา ในหมสู งฆท า นเนน ความสามัคคี แลว ในสงั คม คฤหัสถท า นเนนสังคหวตั ถุ ก็มจี ดุ รวมทสี่ ามัคคเี หมอื นกัน แตของ พระพูดเปนกลางๆ แคนามธรรมได สวนของชาวบา นตอ งโยงไป รปู ธรรมใหถ ึงวัตถดุ วย เร่ืองหมูชน ชุมชน สังคมน้ี พระพุทธศาสนาถือเปนเรื่อง สําคัญมาก อยานกึ อยูแคเร่ืองเฉพาะตัว ที่วาเฉพาะตัว ก็หมายความวา มนั เปนเร่ืองของธรรมชาติ อยางน้ัน ชีวิตของเราจะพฒั นาได ก็ตอ งเปน ไปโดยกระบวนการ ภายในตามธรรมชาตขิ องมัน แมแตท างรา งกาย กินอาหารเขา ไป แลว ตองยอยสลายดูดซึมแผไ ป ใครอื่นกช็ วยยอ ยใหไมไ ด วา ยนาํ้ ไมเ ปน คนอืน่ ตะโกนบอกให ก็วายไมได เทวดาก็บันดาลไมไ หว ใจ มีทุกข คนอนื่ รกั เราแคไหน กเ็ อาสุขใสใ หไ มได เราไมเ ขาใจ เขาจะ เอาปญญายัดใสใหก ็ไมได เราคณู เลขไมเ ปน เพ่ือนจะคดิ คูณในหวั เขาสงมาใสส มองเรา ก็ไมไ ด

๑๑๖ ความสุข ทุกแงทุกมมุ ดว ยเหตุผลทเ่ี ปนเรอ่ื งของธรรมชาติอยางท่ีวาน้ัน จงึ วาตอง พ่งึ ตนเอง ตอ งฝกตอ งหดั ตองพฒั นาใหเกิดใหมใี หท ําไดด วยตวั เอง แตถ งึ อยา งน้นั ทา นก็ยังใหคนอน่ื มีใจหวังดีมานาํ มาหนนุ มา กระตุนมาเรามาสื่อ เรียกวามาชวยกันอยางเต็มที่ ดวยวิธีเอา ปจ จยั ภายนอกมาหนนุ นําทําการ ทานผูฉลาด และมีใจปรารถนาดี ก็คิดวิธีเอากระบวนการ ทางสังคมของมนุษย มาเชื่อมตอกับกระบวนการเหตุปจจัยของ ธรรมชาติ พอกระบวนเหตุปจจัยในตัวเราเริ่มดําเนินไป ก็สมใจ ปรารถนา น่ีแหละท่ีวาคนอ่ืนชวยเราไดไหม ก็ชวยได ชวยโดยเปน ปจ จัยภายนอก เริ่มตั้งแตมใี จเมตตาปรารถนาดี มคี วามรักมคี วาม หวังดี แลวมาทาํ หนา ท่ขี องปจ จัยภายนอกน้นั ดังเชน จะใหเรามีปญญา กม็ าเปนครสู อนให แตถ า เราไม เรยี น ถงึ ครูจะมาสอน กร็ ไู มได ครูเอาปญ ญามายัดใสสมองใหเรา ไดไ หม กบ็ อกวา ไมได เรากต็ องเอาปจ จัยภายในของเรามาตอ พอเรารจู กั ฟง ตง้ั ใจฟง รจู กั พิจารณา มีโยนโิ สมนสิการแลว สง่ิ ทสี่ ดบั มาเปนขอมลู เรยี กวา สุตะ กเ็ กิดเปน ปญญาของเราขน้ึ มา ไมใ ชว าครอู าจารยเอาปญ ญามายดั ใสใ ห เคยยา้ํ บอยๆ วา โยมขอศีลพระ พระบอกวา อุย ฉนั ใหไ มได หรอกศลี โยมตองปฏบิ ตั ิเอง อาวแลวทาํ ไงละ โยมมาขอศลี “มะยัง ภนั เต ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปญจะ สลี านิ ยาจามะ” ทานคะ ทานขอรับ พวกเราขอศีล ๕ …

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๑๗ พระพูดในใจบอกวา ฉันใหไมไดห รอกโยม ศีลนะ ใครจะไป ใหกันไดละ ศีลน้ันใหกันไมไดหรอก ศีลเกิดในตัวเองจากการ ปฏิบัติ แลวจะใหอยา งไรได โยมอยากไดศลี ใชไหม โยมเอาอนั นไี้ ป รักษา ไปปฏิบตั แิ ลว โยมจะมีศลี เอง ก็บอกสิกขาบทไป โยมขอศลี พระบอกสิกขาบทให ไมใ ชใ หน ะ บอกให บอกให ไปปฏิบตั ิ โยมก็บอกวา เอา! ตกลง “ปาณาตปิ าตา เวระมะณี สกิ ขาปะทัง สะมาทิยาม”ิ ขา พเจา สมาทานรบั เอาขอ ปฏิบัตทิ จี่ ะงด เวน จากการทาํ ชีวติ สัตวใ หต กลวง น่ีเรยี กวาสกิ ขาบท คือขอฝก ขอ ศกึ ษา โยมขอศีลแลว พระบอกขอฝกให แลว โยมไปฝกปฏิบตั ิตาม น้นั โยมกม็ ศี ลี เอง โยมขอสมาธิ พระบอกวา ฉันใหไมไดหรอก สมาธิใหไ ดอยาง ไร โยมตอ งปฏบิ ตั ิใหมีขน้ึ ในตวั ของโยมเอง พระใหสมาธิไมไ ด เอา! ฉันบอกกรรมฐานให คือบอกส่ิงท่ีจะไปใชปฏิบัติ พอโยมรับ กรรมฐานไปแลว ก็เอาไปใชปฏบิ ัตฝิ ก ตนเองเพื่อใหเกิดสมาธขิ ้นึ โยมขอปญญา พระก็เหมอื นกันอกี บอกวา ปญญานัน้ ฉันให ไมไดห รอก แตฉนั จะบอกสุตะให คือบอกขอมูล บอกคาํ สอน แลว คุณก็ไปพินิจพิจารณาวิจัยไตรตรองเอา ก็จะเกิดความรูความเขา ใจเปนปญญาขน้ึ มา อยา งนเี้ ปน ตน โยมขอศลี พระบอกสกิ ขาบทใหไปรักษา โยมขอสมาธิ พระบอกกรรมฐานใหไ ปปฏบิ ัติ โยมขอปญญา พระบอกสุตะใหไปวจิ ยั

๑๑๘ ความสุข ทุกแงท กุ มมุ นีก่ ็เรือ่ งผานๆ แทรกเขามา เปน อันวา การทเี่ ราปฏิบัตธิ รรม ในเชงิ สงั คมนัน้ มผี ลใหญ ๒ ประการ หนง่ึ ขณะท่เี ราปฏบิ ตั ธิ รรม ทางสังคม เชน ไปชวยเหลือเพื่อนมนุษย ก็คือตัวเราเองกําลัง ปฏิบตั ธิ รรม ซึง่ เปนการฝก ตนอยา งดีมาก แลว ก็ สอง เราสรา ง สภาพแวดลอมที่เอ้ือ ซ่ึงกลับมาหนุนใหเราเองปฏิบัติธรรมได สะดวกขึน้ แงท ่ี ๒ กส็ ําคัญมาก ถา สงั คมนี้มีแตค วามวุน วายเบยี ดเบียน กัน เราจะปฏิบตั ธิ รรมไดอ ยา งไร จะศกึ ษาเลา เรยี นคน หนงั สอื ฝก สมาธิ ก็ติดขัดไปหมด โดยเฉพาะในหมสู งฆ พระทอ่ี ยูรว มกนั กต็ อ ง ทําสังฆะใหสงบเรียบรอย มีความสามัคคีรวมมือรวมใจกันดี ให เปน บรรยากาศท่ีเออื้ เปนสภาพแวดลอมท่ีเก้ือหนุน แลวแตล ะคน จะปฏิบัติธรรม จะทาํ งานทําการอะไรในชีวติ ประจาํ วนั ก็ทํางา ยทํา ไดสะดวก และปลอดโปรงสบายใจ แถมยังมาใหแรงชวยกันอีก ดว ย ผลมา ๒ ทาง ท้ังตวั เองก็ไดโดยตรง ท้งั สภาพเอ้อื ก็สง ผลยอ น กลบั มาหนุนดวย เพราะฉะน้ัน เร่ืองดานสังคมน้ี พทุ ธศาสนาจงึ เนนนักหนา เวลามองพุทธศาสนา จะมองเฉพาะธรรมไมได ตองมองทางวนิ ยั ดว ย แลวกม็ ธี รรมะประเภทหน่งึ ท่ีโยงระหวางธรรมกบั วนิ ยั ซึ่งจะ เนน มากในเชิงวตั ถกุ บั สังคม อยางนอย เวลาเราไปปฏิบัติธรรมทางสังคม ดวยเมตตา กรุณา เราเกิดปติปราโมทย ปลาบปล้ืมเอิบอ่ิมใจราเริงเบิกบาน ผอ งใส เรากไ็ ดค ุณธรรมสาํ คญั ประจําใจในการพฒั นาชีวติ

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๑๙ เมอ่ื เราเหน็ คนหายทุกข มคี วามสุข เราก็สขุ ย่ิงขึน้ ไป ไดทง้ั สขุ ทางสังคม และสุขขางใน ทชี่ วยใหตวั เราเองย่งิ พัฒนา จึงขอใหโยมจาํ ไว ขอใหไ ดม าคกู ัน ๒ ชดุ น้ี คือ ในเชิงสงั คม เราออกสกู ารปฏบิ ตั ิดว ยสงั คหวตั ถุ ๔ โดยมี พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทติ า อเุ บกขา อยใู นใจ ซึ่งจะเปน ตวั ท่ีทาํ ใหเกดิ ความสุขรวมกนั พรอมกันน้ัน ในใจของเราเอง ก็มีชุดธรรมสมาธิ ๕ คือ ปราโมทย ปติ ปสสัทธิ สขุ สมาธิ ทจี่ ะพัฒนาชวี ิตของตนพรอ มอยู ดว ย อยางนอ ยขอที่ ๑ คอื ปราโมทย ขอใหม ีประจําใจอยางทพี่ ระ พทุ ธเจาตรสั เนนไว แมแตถ งึ ข้ันพระโสดาบนั พระพทุ ธเจา ก็ยงั ตรสั ใหเ หน็ จิตใจ ที่มธี รรมมคี วามสขุ ๒ ดา นคูกันไป พระองคท รงอปุ มาวา พระโสดาบนั ปฏิบัติธรรมนนั้ เหมือน อยางแมโค คอื แมโ คเลม็ หญา ก็เหลียวหนาดแู ลลูกนอ ยไปดว ย ขอใหคนท้ังหลายประพฤติตนดังเชนพระโสดาบันอยางน้ี มิใชวา เอาแตต วั เพราะฉะนั้นก็จําไวนะ พระโสดาบนั เหมอื นแมโ คทข่ี ณะเล็ม หญา กเ็ หลียวหนา ดูแลลกู นอ ยไปดว ย เออ เขาไดก ินไหม เขาอิม่ ไหม ดเู ขาไปใหสขุ สบายดว ยกนั เอาละ อันนก้ี ข็ อผานไป

๑๒๐ ความสุข ทุกแงท ุกมมุ ความสุขมีคุณมาก โทษก็หนัก ตองรจู กั ใช คราวนก้ี ม็ าถึงเร่ืองคุณและโทษของความสุข บอกแลว วา สง่ิ ทงั้ หลายนนั้ โดยทวั่ ไปพระพทุ ธเจา จะตรสั ทง้ั ในแงว า มคี ณุ อยา งไร มี โทษอยางไร และในเม่ือยงั มีคณุ มีโทษอยูอ ยา งนี้ มจี ดุ ไหนที่ไหนท่ี จะพน ไปไดจากขอ ดขี อดอยเหลานนั้ กค็ ือพัฒนาตอ ไปนัน่ เอง วธิ ีมองสงิ่ ทง้ั หลายอยา งท่ตี รัสนี้ จะทําใหม ีการพฒั นาตอ ไป เรื่อย พอไปถงึ จุดหนึ่ง เรากย็ อมรบั วาอันน้มี ีขอ ดอี ยา งน้ี แตยังมขี อ ดอ ยขอ เสียอยา งนัน้ แลวทางออกอยูไ หน ก็พัฒนาตอ ไป พอไปถึง ตรงน้นั ก็ดูขอ ดีอนั นนั้ ขอ ดอ ยอันนี้ แลวทไี่ หนจะพนไปได กไ็ ปตอ พูดตามภาษาหลัก กบ็ อกวา เปนวธิ กี ารพฒั นาโดยรูข อดีขอ ดอ ยและทางออก คอื รอู สั สาทะ อาทนี วะ และนิสสรณะ ๓ อยา งน้ี ไปเร่ือย แลว ก็เดนิ หนา ไปเรื่อย จะทํางานทําการอะไร ก็คอยดูชุด สามนี้ไว ก็จะมีการพัฒนาเรื่อยไป อยามัวเพลินนึกวาอะไรๆ ก็ สมบรู ณแลว กเ็ ลยหลง หยดุ เฉ่อื ยชา ประมาท กจ็ ะเสยี การ ทีน้กี ็มาดกู นั ตอไปในเรอ่ื งความสุข วาสขุ แตล ะอยาง แตล ะ ประเภท แตล ะขน้ั มีคณุ มีโทษ มีขอดี ขอเสีย จุดเดน จดุ ดอ ย และ ทด่ี ีท่ีพนไปอยางไร ความสุข ในแงเปนคณุ ขอดที ่ีเดนเห็นชัด วา ตามคําบาลี ก็ คือ สขุ ปทฏาโน สมาธิ แปลวา สมาธมิ ีสุขเปน บรรทัดฐาน ก็คอื สุขนีเ้ ปนบรรทดั ฐาน เปนเหตุใกลของสมาธิ “สุข” แปลวา คลอ ง แปลวา สะดวก แปลวา งา ย คือ ไมม อี ะไร

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๒๑ บีบคั้น ไมตดิ ขดั ไมถ ูกกดดัน ก็ไมตอ งดนิ้ รน ไมพลงุ พลา น ไม กระวนกระวาย มนั กส็ งบ พอสุขกส็ งบ พอสงบ สมาธิก็มางาย มา ไดเ ลย พรอ มอยแู ลว ทจี่ ะเปน สมาธิ เพราะฉะนัน้ สมาธจิ งึ อาศยั สขุ เปน ท่ตี ั้ง กเ็ ลยพดู เปนหลักไว ใหร ูกันวา สขุ ปทฏั ฐาโน สมาธิ แปลวา สมาธมิ สี ุขเปน บรรทดั ฐาน ไดแคน้ีกช็ ดั แลววา ความสขุ นี้มีคณุ มาก แลวสุขก็เปนอาการของชีวิตที่มีคุณภาพ อยางพระอรหันต เวลาวาง ไมมีกิจที่ตองทํา ทานก็พักอยูดวยภาวะจิตที่เปนสุขใน เวลาปจ จบุ นั เรยี กวา ทฏิ ฐธรรมสขุ วิหาร ซึง่ ตามปกตกิ ็มักอยูดว ย ฌาน ถึงไมมีอะไรทําทจ่ี ะเปนสุข กอ็ ยูอยา งเปนสุขตลอดเวลาใน วาระน้นั ๆ อนั น้ีกไ็ มจําเปนตองพูดมากนกั พูดถึงโทษบาง คุณของสุขก็มาก แตโทษของสุขก็ไมนอย โทษของสขุ ขอหนง่ึ ก็ชวนใหประมาท ทาํ ใหม วั เมา ลุม หลง เพลนิ ผดั เพ้ียน เร่อื ยเปอ ย เฉ่ือยชา คนเราน้ี พอมคี วามสขุ โดยเฉพาะกามสุข ก็มีความเปน ไป ไดมากทจ่ี ะลุม หลง เพลดิ เพลนิ มัวเมา สยบ ตดิ แลว กป็ ระมาท พอสขุ แลว ก็ไมก ระตอื รือรน ไมอ ยากทาํ อะไร ท้งั ทมี่ ีอะไรรอทจ่ี ะ ตอ งทํา ก็ปลอย เรอื่ ยเฉือ่ ย ผัดเพ้ียน แลวก็เลยขี้เกียจ แลว กก็ ลาย เปน คนออ นแอ เพราะฉะน้ัน คนทมี่ ีความสขุ แลว ถา ไมมสี ติ มวั เพลิน เรอ่ื ย เปอ ยเฉอื่ ยชา กจ็ ะประมาท แลว กอ็ อ นแอ แลว กเ็ สอื่ ม อาจจะถงึ กบั วบิ ตั ิ หรือพินาศ ไมวาบคุ คล หมูชน ประเทศชาติ จนถงึ อารยธรรม ทัง้ หลาย เขา วงจรนก้ี ันมามากมาย พอมีโทษอยางน้ี สุขก็แยม ากๆ

๑๒๒ ความสขุ ทุกแงทุกมมุ แมสมาธิท่ีมีสุขเปนบรรทัดฐาน ก็มีโทษในแงน้ีดวย ใชคาํ บาลหี นอ ยวา สมาธิเปน โกสชั ชปก ข คอื เปนพวกเดยี วกับความขี้ เกยี จ (โกสชั ชะ แปลวา ความเกยี จคราน, ปก ข แปลวา พวก หรอื ฝา ย) แตใ นเวลาเดียวกนั สมาธิกเ็ ปนโพธปิ กขยิ ะ อยใู นโพธปิ กขิย ธรรม ๓๗ ประการ คือเปนธรรมในฝกฝายแหง การการตรสั รู อยู ขา งโพธิ คือโพธิ ความตรสั รูนั้นกต็ อ งอาศัยสมาธิ ตรงน้คี วรจบั เปนขอสังเกตไว คือ สมาธิ นี้ อยใู น “โพธปิ ก ข” เปน ธรรมในฝายของการตรสั รู แตม นั กเ็ ปน “โกสัชชปกข” เขาพวก กบั ความขี้เกียจดวย เพราะฉะน้ัน เวลามองธรรม อยาไปมองในแงด อี ยางเดียว แงทจ่ี ะเสยี กม็ ี ตองมองไวดวย แลว กร็ ะวัง อยาประมาท ถาปฏบิ ตั ิ สมาธิใชไมถ ูกทาง ทําใหเกดิ ความเกยี จคราน กเ็ สีย เพราะฉะน้ัน ทา นจึงใหใ ชสติคอยระวงั ตรวจดูไว ตอนนไี้ ด สมาธิแลว มันเขวไปทางจะเกยี จครา นหรือเปลา เฉื่อยชาไหม ตดิ ไหม ถา เพลินสมาธิ ติดสขุ ไป ก็กลายเปน ประมาท มโี ทษมาก เปน อนั วา ตองระวงั ไว รูจ ักใชใหเปน อยา ใหจ มลงไปในความประมาท ทนี ี้ ความสุขกม็ ีหลายระดับ ทําใหตอ งแยกวา เปนคณุ และ โทษของสขุ ระดบั ไหน ความสขุ ทที่ า นเนน ดา นโทษมาก กค็ อื กามสขุ กามสุข หรือสขุ อาศยั อามสิ สุขจากวตั ถทุ ่แี สวงหามาเสพ ที่ ไดท เ่ี อาเพ่อื ตัวเอง มีโทษมากอยา งไร จงึ จําเปน ตอ งเอาศลี ๕ มา คมุ อนั น้คี อื จุดออ น เปนขอดอ ยขอเสียพ้ืนฐานของกามสุขน้ัน คอื มนั เปน เหตุของการแยง ชงิ เบียดเบยี นกนั ในสงั คมมนษุ ย

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๒๓ เนื่องจากส่ิงท่ีจะมาสนองใหเกิดความสมปรารถนาน้ันอยู ขางนอก และมนั ก็มไี มเพียงพอแกความตอ งการของมนษุ ย เพราะ ฉะนั้นในเม่ือตางคนตางก็ตองการ และทุกคนก็อยากไดใหมากที่ สดุ คนกเ็ พงกจ็ อ งกัน กก็ ลายเปนปฏิปกษก ัน ก็ขัดแยงกัน แลว ก็ แยง ชงิ กัน ตามมาดว ยการขม เหง การใชเ ลห กลตา งๆ การหลอก การ ลวง การลกั ขโมย การหาพวก หาอํานาจมากดบบี กัน ฯลฯ รวมแลวก็คือเปนเหตุใหเกิดการเบียดเบียนกันในสังคม ตั้ง แตร ะหวางบคุ คล ไปจนถงึ ระหวา งประเทศ แมกระทงั่ เปนสงคราม โลก เปนทม่ี าของทุกขภัยสารพดั แกป ญหากันไมรูจ บสิน้ ปากรอ ง หาสันติภาพ มือกวัดแกวง ดาบกนั ไปมา น้คี อื โทษประการแรกของ กามสขุ การเบียดเบียนกัน ที่เปนปญหากอทุกขภัยแผขยายออกไป ภายนอกนั้น กม็ ตี น ตออยูใ นใจ คอื ความอยากไดไ มร ูจ กั พอ อัน เปนลักษณะธรรมดาสามัญของตัณหา แลวความไมรูจักพอ ท่ี สนองไมรูจักอิ่มไมรูจักเต็มนั้น ก็เกิดเปนปญหาท่ีกอทุกขขึ้นมา ภายในตัวเองดว ย ตัวคนน้ันเอง ยิ่งไดม าก กย็ งิ่ อยากไดม ากข้ึน ทเ่ี คยไดใ นดกี รี และปรมิ าณเทา นี้ เคยเปน สขุ ตอ มา ไดเ ทา นน้ั ไมเ ปน สขุ แลว กลาย เปน ชินชา ของทีเ่ คยทาํ ใหสขุ ก็เปลีย่ นเปนเฉย จากนน้ั กเ็ บื่อหนาย พอเบอื่ หนา ยแลว ทเ่ี คยขาดไมไ ด กก็ ลายเปน จาํ ใจทน ทเ่ี คยทํา ใหส ุข กก็ ลายเปน ทําใหทกุ ข ความอยากก็เปล่ียนไป กลายเปน ตอ งการวา เมอื่ ไรจะหาย เมือ่ ไรจะไปสกั ที นี่ก็คอื ทุกขภัยอยา งหน่ึง

๑๒๔ ความสขุ ทกุ แงท ุกมมุ แตก อ นนี้ไมมีเงินสกั บาทเดยี ว พอหาเงนิ ไดพนั บาท ก็ดีใจ เปน สขุ เหลือลน มีรายไดวนั ละพนั บาท แหมมีความสุขจงั ตอ ไปก็ หวงั ใหมอยากไดว นั ละแสน ฝนวาถา ไดว นั ละแสนบาทน่ี ตอ ไปฉนั ไมเ อาอะไรแลว แสนสบายมคี วามสุขเตม็ ที่ เกิดไดว ันละแสนบาท ขึ้นมาจรงิ ๆ ตอนแรกสขุ เหลอื เกิน ยนิ ดปี รีดาสุขสันตห รรษาเต็มท่ี ถามองลึกลงไปในตอนนี้ จะเห็นความคืบขยายของตัณหา ท่ีกอ ปญ หาทําใหเกิดทกุ ขจ ากความไมรูจ กั พอ ข้ึนมา ๒ อยาง หนงึ่ กค็ อื พอไดว นั ละแสนแลว อยางนี้ ถา วันไหนเกดิ ไดว ัน ละพันบาท ทเ่ี มอ่ื กอนเคยไดแ ลวมคี วามสขุ เตม็ ท่ีนนั้ คราวน้กี ลาย เปน ทกุ ขไ ปแลว ใชไหม ท่ีเคยไดแ ลวเปน สุข กก็ ลายเปนทกุ ขไปเลย สอง ที่วาไดว นั ละแสนจะไมเ อาอะไรอกี แลวน้ัน ตอ มา ก็ชนิ ชา เบือ่ แลวกอ็ ยากไดวันละลาน จงึ จะสขุ สมใจได แลว กจ็ ะเขยบิ ขึ้นเรือ่ ยไปไมรจู ักจบ นี่ก็เหมือนอยางที่พระพุทธเจาตรัสไววา แมแตเนรมิตภูเขา ใหเปนทองคําท้ังลูก ก็ไมพอแกความตองการของบุคคลผูเดียว เพราะความตอ งการน้ันไมร จู บไมร พู อดงั ทวี่ า มา เร่ืองอยางน้ที านเลา ไวมากมาย ใหร ูท นั วา ความตอ งการของ มนุษยนี้ไมมีทสี่ น้ิ สุด ความอยากไดไ มม ีที่จบสิ้น จึงท้งั เปน เหตขุ อง การเบยี ดเบยี นกนั กอทกุ ขภ ยั ขา งนอกมากข้ึน และขา งในใจของตัว เองก็ยิ่งมีทุกขซับซอนมากข้ึน แลวพรอมกันนั้น ความทุกขจาก ความเบอื่ หนายชินชากเ็ ขามาซ้ําอีกชัน้ หน่งึ ดว ย

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๒๕ ของเสพเตม็ ไปหมด สุขกลบั ลด ทกุ ขก ง็ า ย แลวจากการท่ไี มรอู ่ิมไมรูพอ เที่ยวแลนไปแสวงหา วิ่งไลไขว ควา ตามหาความสขุ อยูเร่ือยไปอยา งน้ี ตอ ไปกจ็ ะเกิดภาวะอนั หนึง่ ข้ึน คอื กลายเปน คนท่ี “ทกุ ขงาย สขุ ไดยาก” แตกอนนี้ ยอนหลงั ไปตั้งแตเ ปน เด็กเลก็ กอ นหัดเดิน เด็ก จาํ นวนมาก หวั เราะงา ย ยิ้มระร่นื สนกุ สนานราเรงิ มาก ไดอ ะไรนิด หนอ ย ก็สขุ เหน็ อะไรนิดหนอยกส็ ุข แตพอโตขน้ึ ๆ กลายเปน คนทส่ี ุขไดย ากขึน้ ๆ อยา งที่วา ของที่ เคยไดเคยเสพแลวเปนสขุ นักหนา กลายเปนชินชาเบ่ือหนา ย ทําให เฉยหรือฝน ใจเปน ทุกขไปหมด จะตอ งไดอยา งทปี่ รารถนามากมาย เหลอื ลน จงึ จะสขุ ได แตก ็สนองความตอ งการไมไดสมใจ ไดแตว ่ิง ไลไขวค วา ความสุขอยูเ รอ่ื ยไป ไมถึงสักที แลวกเ็ ปน คนทีส่ ขุ ไดยาก ขึน้ ๆ ทุกที พอเปนคนที่สุขไดยาก ก็จะมีภาวะตรงขามดวย คือกลาย เปนทท่ี ุกขไ ดงา ย กอนน้ี จะไมม ี จะขาดอะไรไปบา ง มีความไมส ะดวกบาง อยา ง จะตอ งทาํ อะไรๆ บา ง จะตองใชเรีย่ วแรงกําลงั บา ง กไ็ มเหน็ เปน ไร ไมใ ชเร่อื งที่จะทกุ ข ตอ มา มงั่ มศี รสี ขุ มพี รัง่ พรอ มทุกอยาง จะทําอะไรๆ กม็ ีคน ทาํ ให หรอื สั่งเอาไดทกุ อยา ง แสนสะดวกสบาย ไมต อ งใชกลา ม

๑๒๖ ความสขุ ทุกแงท กุ มมุ เน้ืออ่ืนใด นอกจากแคก ลา มน้ิว ทนี ้กี ็ตดิ สขุ ติดสะดวก ขาดอะไร นดิ ไมมีอะไรหนอย ของมาไมท ันเดี๋ยวเดียว ไมไดอ ะไรอยางใจ ตอ งทาํ อะไรบางอยาง ตอ งออกแรงบา ง ทกุ อยางคือทกุ ขไปหมด นอกจากสุขไดยากแลว ก็กลายเปนคนที่ทกุ ขไ ดงา ย แลว กม็ ี ทกุ ขม ากมายขึน้ ดวย อยางนี้ก็สวนทางการพัฒนาชัดๆ น่ีคือตรงขามกับการ พัฒนาเลยทเี ดียว ถา มนุษยพฒั นาข้นึ มา ยงิ่ เติบโตขึ้น เขาก็ตอง เกง ขึ้นในการมคี วามสุขดว ย ตอ งมีความสุขไดเองมากขน้ึ ตองสขุ ไดงายขึน้ และทกุ ขไดยากข้ึน คนที่วา พัฒนา ก็ตองมคี วามสขุ ท่พี ฒั นาดว ย ตอ งมีความสุข มากข้นึ เปน คนที่สุขไดงา ยข้นึ เปน คนทท่ี กุ ขไ ดย ากขึ้น ตองเปน คน ชนดิ ที่วา จะอยูอยางไร จะตอ งทาํ อะไร ถาเปนวสิ ยั ธรรมดาของ มนุษยละก็ ฉันสขุ ไดท ัง้ นนั้ เปนคนท่ีพดู ไดว า ไหนนะ ใครจะมาทาํ ใหฉันทุกขนะหรือ อยาพยายามใหเ หนือ่ ยเลย ไมสําเร็จหรอก แตเวลานี้ ดูทีทาวาจะกลบั กัน มันกลายเปนวา คนสมัยนสี้ ุข ไดย ากนักหนา แตทกุ ขไดงา ยผดิ ธรรมดา ดูเด็กยุคไอที มีลักษณะอยางน้ีกันมาก เหตุอยา งหนึง่ เปน เพราะวา ความเจริญทางเทคโนโลยีที่พรั่งพรูมาสนองความ ตองการในการเสพ และทําใหสะดวกสบายใหง ายนน่ั เอง ทาํ ใหค น ชินชากับการเสพงายและความสะดวกสบายเหลาน้ัน จนกลาย เปน ขาดไมได ตองไดตอ งงายตอ งทันใจถงึ ใจ ฉนั จงึ จะสุขได ถาไม กค็ ือทกุ ข แลว กก็ ลายเปนคนทท่ี ุกขไ ดงาย สุขไดยากอยางท่วี า

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๒๗ แตส าเหตทุ แี่ ทอ ยทู ่กี ารพฒั นาท่ีไมถ งึ ไมทนั แลวก็ไมถ กู ทาง ทําใหความเจริญกาวหนาทางเทคโลยีน้ัน แทนท่ีจะมาเปนเคร่ือง เสริมเติมความสุข กลับกลายเปนตัวที่มาตัดรอนความสามารถที่ จะมีความสุข ทําใหม นุษยก ลายเปนสัตวท ่หี มดสมรรถภาพในการ มีความสุข นีค้ อื สภาพที่มนษุ ยรับมอื กับเทคโนโลยีไมถ กู ประโยชนแทที่ ควรจะไดจากเทคโนโลยี ก็พลาด เลยแทนทจ่ี ะไดผ ลบวก กลบั กลายเปน ลบไป จะตองเตรียมใจเตรียมปญญาใหดี ยิ่งมีวัตถุพรั่งพรอม มี ความงาย มคี วามสะดวกสบายมาก เรากย็ งิ่ ตอ งฝกฝนพฒั นาคน ใหเ ขายิ่งมคี วามสามารถที่จะมีความสุข มนุษยนี้มีศักยภาพท่ีจะมีความสุข เขาจึงพัฒนาความ สามารถท่ีจะมีความสุขน้ันได แตเม่ือมนุษยมัวว่ิงแลนหาความสุข โดยการมงุ แตเ สพภายนอก เขาก็ทาํ ตวั เขาเองใหส ขุ ไดย ากข้นึ แลว ก็ละเลยไมพ ฒั นาศักยภาพในการทจ่ี ะมคี วามสขุ เมือ่ ไมพ ฒั นาความสามารถทจี่ ะมคี วามสุข กก็ ลายเปน สญู เสียความสามารถท่ีจะมีความสุขน้ันไป จนในที่สุดเขาก็อาจจะ หมดความสามารถท่ีจะมคี วามสุข เพราะฉะนั้น อยาลืมท่ีจะพัฒนาความสามารถที่จะมีความ สุขอันน้ี นเ่ี ปน หลักสาํ คญั เม่ือเราเติบโตขึ้น มีชีวิตที่พัฒนาข้ึน เราก็ตองมีความ สามารถทจ่ี ะมคี วามสุขไดงา ยขน้ึ อยางนั้นจึงจะถูกจึงจะดี

๑๒๘ ความสุข ทกุ แงท ุกมุม ถามิฉะนน้ั กไ็ มมีทางจบ ตัวเองก็หาสขุ ไมจบ คือไมพ บ และ ทกุ ขก ข็ ยาย แตส ขุ กย็ ากขนึ้ แลว กต็ อ งเบยี ดเบยี นกนั มากขนึ้ ๆ ทกุ ที เพราะฉะนั้น โลกกต็ อ งเดือดรอนอยา งนีเ้ ร่อื ยไป ไมอาจลุถงึ สนั ติ ภาพไดสกั ที แตถาพัฒนาความสุขใหถูก ก็แกปญหาทุกอยางไปในตัว ธรรมตางๆ ท้ังหลายก็จะเขา มาสูการใชปฏิบัติอยางถกู ตําแหนงถูก ท่ี เพราะในระบบทถ่ี กู ตอง ธรรมท้งั หลายยอมประสานกลมกลืน พากนั มา แลวก็โยงถึงกัน เปน อนั วา กามสขุ หรือสามิสสุขมโี ทษมากอยางท่ีวา มา แลว ยงั เปน เหตุใหทําความชั่วอ่ืนๆ เพราะตองการกามสุขในระบบเงอ่ื น ไข ขยายเขตแดนของการทําความช่ัวความทุจริตทั้งหลายกวาง ขวางออกไป ดังไดพูดมาแลว ก็ขอใหนาํ มาโยงกับเรอ่ื งตอนน้ีดว ย น่นั คือเร่อื งของตัณหาในระบบเงอ่ื นไข ที่คนมุงใหไดสง่ิ ทีต่ น ตองการ โดยหลีกเล่ียงหรือไมเต็มใจทาํ เหตุปจจัยที่ตรงไปตรงมา ในกระบวนการของธรรมชาติ เราจึงจะตองพัฒนาคนดวยการ พฒั นาความตอ งการ ใหเขาเขามาในระบบที่กฎมนษุ ยไ ปเช่ือมตอ หนุนกฎธรรมชาติดว ยฉนั ทะใหได ตรงนกี้ เ็ ปน อนั วา เรอื่ งคุณและโทษของสุข เอาแคน ก้ี อน พอ ใหเหน็ แนวทาง จุดสาํ คัญท่ีอยา งนอยขอใหได คอื ระวงั วาสุขแลว ตอ งไมประมาท แลว ก็อยา ออ นแอ

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๒๙ สุขงา ย ทุกขไ ดยาก เตรยี มฝก ไว ไดบอกแลว วา ความสขุ ประเภทแรก คือ ความสขุ จากการ เสพ ความสขุ อิงอามิส หรอื กามสขุ นัน้ เปน เร่ืองใหญท่ีสุดของโลก มนษุ ย ตองระวังท่จี ะจดั การใหด ี เพราะเปน ความสขุ แบบแยงกัน จงึ ตองรจู ักควบคมุ ดงั ท่ตี รสั ศีล ๕ ไว กเ็ พอื่ มาคุมเรอ่ื งการหา และการเสพวัตถุ ใหอยใู นขอบเขต จะหาจะเสพกนั แคไหน จะแขงจะแยง ชงิ กนั ไป ก็ อยาใหถึงกับเดือดรอนนักหนา เบยี ดเบียนกันเหลือเกนิ จนโลกลกุ เปน ไฟ เม่ือมนุษยอยูในศีล ๕ ก็พออยูกันไปได แตไมเปนหลัก ประกันวา จะมีความสุขอะไรไดม าก ถาจะใหช ีวิตและสงั คมดีข้ึน ก็ ตองพัฒนากันตอ ไป ทา นจึงบอกศลี ๘ ใหเ อามาฝกตนเพิม่ ขน้ึ หลักการของศีล ๘ นนั้ ก็คอื วา หลงั จากเราปลอ ยตวั หา ความสขุ จากการพง่ึ พาวตั ถุเสพมา ๗ หรอื ๘ วนั แลว ก็ขอพกั เสีย วันหนงึ่ มาอยงู ายๆ อาศยั วตั ถุ หรือของเสพนอยๆ และเอาเวลาท่ี จะบํารุงบําเรอตัวเองนั้นไปทําประโยชนอยางอ่ืน โดยใหเปนวัน รกั ษาศีล ๘ วนั หน่งึ ตามหลกั ทเี่ รยี กวา ถอื อุโบสถ ในวนั ขึน้ ๘ และ ๑๕ คํา่ แรม ๘ และ ๑๔ หรอื ๑๕ ค่าํ รวมเปน เดือนละแค ๔ วนั ศีล ๕ มุง ทีจ่ ะไมเบยี ดเบยี นคนอื่นท้ังน้ัน ศลี ๘ ก็เพียง เปลีย่ นขอ ๓ ของศลี ๕ เปนเวนเมถุน แลว กเ็ พิ่มมาอีก ๓ ขอ โดย

๑๓๐ ความสุข ทุกแงท ุกมมุ ขอท่ีเปลี่ยนและเพิม่ เขามานี้ ไมเ ก่ยี วกับคนอืน่ เลย เปนเรือ่ งของ ตวั เองทงั้ นนั้ คือ ขอ ๖ เวนจากการบรโิ ภคอาหารในเวลาวิกาล คือ เท่ยี งไป แลว ไมก ิน ไมตองมัวบําเรอลิ้น ขอ ๗ เวน จากการรอ ง รํา ดนตรี ดฟู งการละเลน ตางๆ ท่ี เปน การหาความสุขดวยการบําเรอตา บําเรอหู แลว ก็ ขอ ๘ เวนจากการเสพสุขบําเรอสัมผสั กาย ดว ยการนอน ฟกู ฟู หรูหรา หนานุม นีค่ อื ใน ๘ วนั ก็เอาเปน วันฝก ตัวเองเสยี วนั หนึ่ง เปน วิธกี าร งายๆ ในการทาํ ตวั ใหสขุ ไดง า ย และรกั ษาอสิ รภาพในการมคี วาม สขุ ไว ฝก อยางไร? คอื คนเราก็หาความสุขจากสิ่งเหลานี้ เปนเรือ่ ง สวนตัวตามปรารถนา แตทานบอกวา อันน้ีเปนเร่ืองสวนตัวของ คุณกจ็ รงิ แตถา ไมระวงั ความสุขของคณุ จะไปขึ้นตอ สิ่งเหลา นี้ จะ มแี ตความสขุ แบบพ่ึงพา แลว พง่ึ พาเทา ไรกไ็ มพ อ กย็ ิ่งหามาเสพมา ครอบครอง จนเปนเหตุใหแยงชิงเบียดเบียนกันอยางท่ีวาแลว เพราะฉะน้นั ใหฝกตัวไว รักษาอิสรภาพไว เราเคยตามใจตวั เอง หรือคอ นขา งตามใจตวั เอง บําเรอลน้ิ ดว ยอาหาร หาความสขุ จากการเสพรสอรอ ยมา ๗ วนั พอวันที่ ๘ กฝ็ ก ตวั ดว ยศีลขอ ๖ ลองดูวา ชวี ติ จะอยูดมี คี วามสขุ ไดโดยไมตอ ง ข้ึนกับอาหารท่ีตามใจลนิ้ ไดไหม

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๓๑ หมายความวา เคยกนิ เอารสอรอ ยเปน หลกั มาเรอ่ื ย คราวน้ี เปลี่ยนเปน กนิ เพอ่ื สุขภาพ เอาคุณภาพชวี ติ เปน หลกั บา ง เอาแค อาหารพอหลอเลี้ยงรา งกาย ไมต ามใจลิน้ ในทางตาทางหู ก็เชนเดียวกัน เคยตองคอยดคู อยฟง เรอ่ื ง บําเรอตา บําเรอหู มา ๗ วนั แลว ถงึ วนั ที่ ๘ กเ็ อาศลี ขอ ๗ มาฝก ไมตองตามใจมนั งดเสยี บาง เอาเวลาที่จะตามใจคอยบําเรอ ตา หู นัน้ ไปใชท างอ่ืน เชน ไปพัฒนาจติ ใจ หรอื ไปบาํ เพ็ญประโยชนแ ก เพ่ือนมนษุ ย ไปทําความดีสรา งสรรคชีวิตและสังคม ทําการทํางาน อดิเรกทีเ่ ปนประโยชน เคยนอนตามใจตนเอง ตองใชท่ีนอนฟูกฟู หรหู รา พอวันที่ ๘ ก็รกั ษาศีลขอ ท่ี ๘ นอนพน้ื นอนเส่ือ สักวัน ลองดซู ิวา เราจะอยสู ุข สบาย โดยไมตองเอาความสุขไปฝากไวกบั สิ่งเหลา นี้ จะมีชีวติ ทดี่ ี ไดไ หม ดว ยวธิ นี ้ี เทา กบั เราระวงั ไว ไมปลอยตัวใหค วามสุขของเรา ตองพงึ่ พาวตั ถุเสพ ขึ้นตอ กามอามิสมากเกนิ ไป เราจะรกั ษาอสิ ร ภาพไวได และไมตกลงไปในกระแสของความหมกมุนในการเสพ วตั ถเุ สพกามจนกลายเปน มนษุ ยท่ีทกุ ขง า ย สขุ ไดยาก การฝก ตัวอยางน้ี จะทําใหเราเปนคนทสี่ ขุ งา ย ทุกขไ ดย าก เดินหนาไปในการมีความสุขที่เปนอิสระ ที่ไมตองพ่ึงพาวัตถุมาก เกนิ ไป แลวกเ็ ขม แขง็ ไมสูญเสียความสามารถในการมีความสุข แลว ทส่ี าํ คญั มนั เขา ทางของการพฒั นาความสขุ เปน จดุ เชอื่ ม ตอ ทีจ่ ะกาวข้ึนไปสูการพฒั นาจิตใจและพัฒนาปญญาทส่ี ูงขนึ้ ไป

๑๓๒ ความสุข ทุกแงทุกมมุ ตอนน้ี เราอาจจะพสิ จู นวา เรายงั มีอสิ รภาพ ยงั เปน อิสระใน การมคี วามสขุ ยังมีความสุขโดยไมตอ งขึ้นตอของเสพมากนักหรือ ไม วิธีที่พสิ ูจนงายๆ กม็ าดคู น ๒-๓ พวก ตอไปน้ี คนจํานวนมากปลอยตัวไปเร่ือยๆ กับการหาความสุขดวย การกินเสพ ตองกินอาหารอรอย ดูฟงส่ิงบําเรอตา บําเรอหู ดู การละเลน ใหสนุก อยูกับทวี ี นอนฟูกหนานมุ และหาส่งิ เหลาน้ีให มากข้นึ เสพใหมากขน้ึ มีของเสพทีด่ ีวิเศษยง่ิ ข้ึน ไปๆ มาๆ ชีวิตและความสุขของเขาตองขึ้นตอกามวัตถุสิ่ง เสพไปหมด ขาดมันไมได ชีวิตอยูดีลาํ พังตนเองมีความสุขไมได เพราะสง่ิ เสพสง่ิ บาํ เรอนน้ั เปน ทางมาทางเดยี วของความสขุ ของเขา พวกที่เขาทางนี้ บางคนจะไปถึงจุดท่ีวา ความสุขของเขา ตองขึ้นตอ ส่ิงเสพวัตถุบาํ รุงบาํ เรออยา งส้ินเชิง จะตองมมี นั ขาดมนั ไมไ ด ถา ไมมเี ขาจะทุรนทรุ าย เหมอื นกับบอกวา “ฉนั ตองมมี นั ถา ไมม มี นั ฉนั อยูไมได ฉนั ตองตายแนๆ ” ถาถงึ ขนาดน้ี ก็แสดงวาเขา สญู เสียอสิ รภาพไปหมดสิ้นแลว แตคนทฝ่ี กตัวตามหลักถอื อุโบสถ รกั ษาศีล ๘ น้ี จะอยูงาย สขุ งายขน้ึ คอยๆ เปนอิสระจากเครอื่ งบํารงุ บําเรอทงั้ หลาย มีความ สุขทีไ่ มต องพ่งึ พาไดมากขนึ้ จึงไมส ูญเสยี อสิ รภาพ เวลาพูดถึงส่ิงบํารุงบําเรอความสุขเหลาน้ัน เขาจะบอกวา “มกี ็ดี ไมม ีก็ได” มกี ด็ ี ฉันกส็ บาย แตไมมมี ัน ฉนั ก็อยไู ดนะ นอน เสื่อนอนกระดาน ฉนั ก็นอนได เปนอสิ ระคลองตวั ดี แลว แถมไม เปนโรคปวดหลังอีกดว ย

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๓๓ (บางคนนอนฟูกไปนานๆ เปนโรคปวดหลงั ไมไดฝกตวั เอง จนตองถูกหมอบังคบั หมอบอกวา “ตอไปน้ี คุณตองนอนพื้น นอน เสอ่ื นอนกระดาน จะไดไมปวดหลงั ” อยา งนเ้ี ปน ตน ) เอาละ เปนอันวาเราก็รกั ษาอิสรภาพไวได เราสามารถพดู ได วา “มกี ด็ ี ไมม กี ไ็ ด” ถา พดู หรอื คดิ อยา งนไ้ี ด กแ็ สดงวา ยงั มอี สิ รภาพ ทีน้ี ตอมาเราเกง ขึ้นไปอกี ก็จะมองเห็นและรูสกึ วาสง่ิ บาํ รุง บาํ เรอฟุมเฟอ ยหรูหราเหลานน้ั เกะกะ เกินจําเปน ตอมาเราจะพูดวา “มกี ็ได ไมมีกไ็ ด” หรอื ยิง่ กวาน้นั วา “มีก็ได ไมม ีก็ด”ี มีฉนั ก็ไมวา แตถาไมมีก็ดี ฉันจะไดเปนอสิ ระ คลองตัวดี เราฝกตัวไปแมแตใ นช้ันตน เรากจ็ ะมีชวี ติ ที่คลอ งตัวขึน้ มาก ซ่ึงทําใหเราทั้งสามารถใชเวลาใหเปนประโยชนมากขึ้น และ สามารถมคี วามสขุ ไดงายขนึ้ ดวย ส่งิ เหลา น้ันจะมคี ุณคา พอดีของ มันคอื บรบิ รู ณใ นตัว ไมใ ชวาจะตอ งเพม่ิ ปริมาณขนึ้ ทุกที โดยมีสขุ เพียงเทาเดมิ เราจะกลายเปนคนทีว่ า ฉันอยโู ดยลําพงั เอง ฉนั กส็ ขุ ได แตม ี สง่ิ เหลา นม้ี า กท็ าํ ใหฉ นั มคี วามสุขมากขน้ึ ใหส่ิงเสพเปนเพียงสิ่งเสริมสุข แตอยาใหมันเปนส่ิงจําเปน สาํ หรบั ความสขุ ของเรา ถา สง่ิ เหลา นนั้ เปน สงิ่ จําเปนสาํ หรบั ความ สุขของเรา กแ็ สดงวา เราหมดอิสรภาพแลว เราตองเปน คนมีสุขได ในตวั เอง แลวส่งิ เหลาน้นั มาเสริมความสุขของเรา

๑๓๔ ความสุข ทุกแงทุกมมุ แลว ทา นกแ็ นะนําไวดวยวา เม่อื รักษาอโุ บสถ ก็ใหเอาเวลาท่ี ไดจากการงดเสพไปทาํ พวกอนวชั ชกรรม คือ พอเราไมยงุ กบั การ หาเสพบํารงุ บาํ เรอตัว เรากไ็ ดเ วลาเพิม่ ขึ้นมาเฉยๆ อีกเยอะ ทนี กี้ เ็ อาเวลานั้นไปจัดใชใ หเปนประโยชน คนควาหาความรู อา นหนังสือธรรม หรือเรอื่ งท่ดี ๆี ไปใหค วามรแู กเ ด็ก รวมกจิ กรรม สรางสรรค เจริญภาวนา หรอื ไปบาํ เพ็ญประโยชน เชน ไปเล้ียงเดก็ กําพรา ไปเยีย่ มผูเ ฒา ชรา น่ีเปนการพัฒนาข้ึนมาอีกข้ันหนึ่ง ใครทําได ก็ลองดูนะ รกั ษาศลี ๘ เพียง ๘ วันคร้ังเดยี ว ไมยากหรอก แตค ณุ คา เหลือคุม เพราะทําใหรักษาอสิ รภาพของชวี ติ ไวได และทาํ ใหเปนคนสุขงาย ดว ยวัตถนุ อ ย แถมยังดีตอสขุ ภาพ สงเสรมิ คุณภาพชีวิต ทําใหใช เวลาอยางเปนประโยชนมากขนึ้ อกี ดว ย

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๓๕ ทุกขม ีคุณได ใชเ ปน ก็มปี ระโยชน ตอนน้กี ม็ าถงึ ทุกข ทุกขน นั้ เราไมช อบ เพราะมนั บีบคน้ั ทาํ ใหอ ึดอัด ติดขดั บบี คนั้ คับของ นี้คือความหมายของทุกข เปน ธรรมดาท่ีวา คนเจอทกุ ข ยอมไมช อบใจ แตค นมโี ยนโิ ส มนสิการสามารถเอาประโยชนจากทกุ ขไ ด ทําไดอ ยางไร บอกแลววา ทุกขเปน สภาพบีบคน้ั เมื่อมนั บีบค้นั คนก็อดึ อดั ขัดของ จึงทาํ ใหเ ขาดนิ้ รนเพ่อื ใหหลดุ ใหพ นไป ถาเขารจู กั ดิ้น นอก จากมคี วามเปน ไปไดมากวา เขาจะหลดุ พนไปไดแ ลว การดิน้ รนน้ัน ก็จะทําใหเขาเขมแข็ง ไดเรียนรูจากประสบการณในการด้ินรนหา ทางน้นั มีการพัฒนาขึ้นไปในดา นตางๆ มากทีเดียว ขอสําคัญอยทู ีว่ า มนษุ ยท่ีมจี ติ มใี จ รูจ กั คิดไดนี้ ถาวางจิตใจ ถูกตองและคิดถูกทาง ก็ดีไป แตถาวางจิตใจผิด และคิดเขวไป นอกจากไมหลุดพนแลว ยังจะซา้ํ เติมตวั เองอกี ดว ย ยกตวั อยาง คนเกิดมาจนขนแคน หรอื ตกทกุ ขไ ดย าก ถาวาง จติ ใจไมถกู ตอ ง และไมรูจักคิด มัวนัง่ จบั เจา เศราใจทอดอาลยั อยู กค็ อื เอาทกุ ขน ้นั มาทับถมตัวเอง ก็ยิง่ จมลงไป ทีนี้ ถา คนน้ันวางใจถกู และด้ินรนเพยี รพยายามแกปญ หา รู จักคิดหาทาง ก็สามารถผานพนทุกขนั้นไป และอาจจะประสบ ความสําเร็จทย่ี ง่ิ ใหญก ไ็ ด

๑๓๖ ความสุข ทุกแงทกุ มมุ การด้ินรนใหพนจากทุกขท่ีบีบค้ันน้ี บางทีถึงกับเปนระบบ ของสังคมก็มี เอางายๆ กไ็ ดแกร ะบบแขง ขันของสงั คมตะวนั ตก ท่ีกาํ ลังแผ ขยายไปครอบงาํ โลกทัง้ หมด เปน โลกาภิวตั นนีแ่ หละ ระบบแขงขัน ก็คือเอาทุกขมาบีบ ทําใหคนตองด้ิน และ ระบบแขงขันนี้ซอนไวกับระบบตัวใครตัวมัน คือปจเจกชนนิยม อยางเขม เมื่อด้ินรนไป ก็หวังพึ่งใครไมไดดวย ทาํ ใหมุงม่ันเด็ด เดี่ยวและใชพลังเต็มที่ จึงทําใหคนเขมแข็ง และตองเรงรัด ขวนขวายกระตือรอื รน ตลอดเวลา น่ีก็คือทําใหตองต้ังอยูในความไมประมาท และก็ไดผลคือ เจริญกาวหนาสมหมาย แตจะเปนความเจริญที่พึงปรารถนาแค ไหน และการด้นิ รนแบบนมี้ ีขอ ดีขอ เสียอยางไร ก็ไวคอ ยวา กนั อกี ที อยางไรก็ตาม ความไมประมาทท่เี กดิ จากถูกบบี ค้นั ในระบบ แขงขันทําใหตองกระตือรือรนดิ้นรนกันน้ี ยังเปนเพียงความไม ประมาทเทียม เปนเร่ืองภาวะดิ้นรนจากความบบี กดท่มี าถงึ จิตใจ เทา นัน้ ไมใ ชความไมประมาทที่เกิดจากปญญา จึงพว งปมปญ หา เอาไวมากมาย ท้ังทางจติ ใจ เชนความเครียด และทางสงั คม ท่ี ขาดความสัมพนั ธเ ชิงนํา้ ใจ เปน ตน เปน เร่อื งทยี่ งั ตองแกป ญ หากัน อยา งหนกั ตอไป แตเ อาเถดิ มนษุ ยทีไ่ มประมาท ถึงอยางไรก็ยงั ดีกวามนษุ ยท ี่ จมอยูกับความลมุ หลงมวั เมา

พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๓๗ บางทีผูนําสังคมก็ตองใช หรือแมแตสรางความไมประมาท เทียมน้ขี ้นึ เพือ่ ใหค นลกุ ขนึ้ มากระตอื รือรน ขวนขวายบาง ดกี วาจะ ปลอยใหจมอยูในความประมาทจับเจานอนคุดคูไมรูจักคิดจะไป ไหนหรอื จะทาํ อะไร เปนอันวา เราจะตองใหคนรูจักใชประโยชนจากความทุกข คือเม่ือทุกขบีบคั้นใหดิ้นรนขวนขวาย ก็ทําใหเกิดความเขมแข็ง แลว การทีเ่ รามีทุกข กค็ ือเกิดปญ หา ซ่งึ ทาํ ใหเราหาทางแกไ ข เมื่อพยายามแกไขปญหา เราก็จะไดพัฒนาตัวเอง ดานที่ หน่งึ ซึ่งเปนหัวใจ กค็ ือไดพฒั นาปญ ญา กวา จะแกปญหาไดเ สร็จ ผานลลุ วงไป เราก็ไดปญ ญามากมาย พรอ มกันน้ันก็ไดพฒั นาท้งั ดา นกาย ดานวาจา และดา นจิต ใจ เชน พฤติกรรมก็คลอ งขึ้น จิตใจกเ็ ขมแขง็ มีสติ มีสมาธดิ ีขนึ้ เปน ตน สารพัด อะไรตออะไรก็มากนั ใหญ เพราะฉะนนั้ ทุกขจงึ ใชใ หเ ปน ประโยชนได และเราก็จะตอง เอาประโยชนจากทุกขใหได นี่แหละ ทานจึงใหหลักวา คนมี ปญญา แมเจอปญ หาประสบทกุ ข กส็ ามารถมคี วามสขุ ได ถึงแม อยูท ามกลางทกุ ข กต็ องรจู กั มคี วามสขุ ไดดว ย เปน อนั วา เอาประโยชนจ ากทุกขใ หได ทกุ ขก ็จะมีทางเปน คุณ ดังวา มานี้

๑๓๘ ความสขุ ทุกแงท ุกมมุ ปฏิบัติถูก มีแตสุข ทุกขไ มมี ในเรอ่ื งความสขุ และความทุกขน ี้ มขี อสาํ คัญที่เปนประโยชน ในทางปฏบิ ตั โิ ดยตรง และพระพทุ ธเจากต็ รสั ไวเองดว ย นนั่ คือ วธิ ี ปฏิบัติตอ ความสขุ ซึ่งกร็ วมวิธปี ฏบิ ตั ิตอ ความทุกขไ วดวยในตัว วิธีปฏิบัติตอความสุขน้ี ขอวาไปตามที่พระพุทธเจาตรัสไว อยูในพระสตู รชื่อวา เทวทหสูตร มี ๔ ขอ งา ยๆ คอื ๑. ไมเอาทกุ ขท ับถมตนท่ีไมเปนทกุ ข ๒. ไมละทิ้งสขุ ที่ชอบธรรม ๓. แมใ นสขุ ทช่ี อบธรรมนัน้ กไ็ มห มกมุนสยบ ๔. เพยี รทําเหตุแหงทุกขใหหมดสิ้นไป (โดยนยั วา เพียรปฏบิ ัตเิ พอื่ เขา ถงึ สขุ ท่สี ูงข้ึนไปจนสงู สุด) ในขอ ๑ ไมเอาทกุ ขท บั ถมตนท่ไี มเปน ทุกข จะเหน็ วา คนเรานี้ ชอบเอาทุกขมาทบั ถมตน คอื ตัวเองอยดู ีๆ ไมไ ดเปนทุกขอะไร แต ชอบหาทุกขมาใสต ัว ตวั อยา งงา ยๆ ไดแ ก คนกนิ เหลาเมายา เสพ ยาเสพติด ตวั เองกอ็ ยูสบายๆ กลับไปเอาส่ิงเหลานัน้ ทร่ี กู นั อยูช ัดๆ วา มโี ทษมาก ต้งั แตเ ปน อันตรายตอ รางกาย แตทัง้ ท่รี อู ยางน้ี กเ็ อา มาใสตัวเองใหเกิดทุกขเ กิดปญหาข้ึนมา ลกึ เขา ไป ทางจิตใจ บางคนกเ็ ที่ยวเก็บอารมณอะไรตางๆ ท่ี กระทบกระทั่งนดิ ๆ หนอยๆ ทางตาบาง ทางหบู าง ไดเ ห็นสิง่ นัน้ ส่ิง นี้ ไดเ ห็นคนนั้นคนนี้ เขาทาํ อนั น้นั อันน้ี ไดยินเขาวา อยางนั้นอยาง

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๑๓๙ น้ี ก็รับเขา มาเก็บเอาไว เปนเร่ืองเลก็ ๆ นอ ยๆ ผา นไปแลว แตพ อมี เวลาไปนง่ั เงียบๆ ก็ยกเอามาคิด เอามาปรุงแตง ในใจ ทําใหใจเศรา หมอง ขนุ มัว ไมส บายใจ กก็ ลายเปน ทกุ ข อยางนีก้ ็เปน การเอา ทกุ ขมาทับถมตนอยางหน่งึ ทางพระทานก็สอนวา พวกเราที่ยังอยูกับชีวิตในระดับชาว บา นอยา งน้ี ถาจะปรงุ แตง ก็ไมว า แตป รุงแตง ใหด นี ะ อยา ไปปรงุ แตงไมดี ถาปรุงแตง ไมดี ทา นเรียกวา อปญุ ญาภสิ งั ขาร ไดแ กปรุง แตงเรือ่ งรา ยๆ เรอื่ งบาปอกุศล เปนเร่อื งโลภะ โทสะ โมหะ ก็กลาย เปนปรุงแตง ทุกข ทานกใ็ หเปลี่ยนใหม ใหมสี ตมิ าก้ันมายัง้ อนั ท่ไี มด กี ใ็ หห ยุด ไปเลย แลว ก็ปรงุ แตง ดีๆ ใหเ ปนปุญญาภิสงั ขาร ใหเ ปน เร่อื งบญุ เรื่องกุศล ปรงุ แตงจติ ใจอยางนอยใหม ีปราโมทย ตอไปปต ิ ปสสัทธิ เขาทางดไี ปเร่ือยๆ อยา งนก้ี ็จะแกปญ หาได และเดนิ หนาไปในทาง ของความสุข ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจาตรัสถึงพวกนิครนถทีบ่ าํ เพญ็ ตบะ คนพวกนีเ้ อาทุกขมาทับถมตนชัดๆ เวลาโกนผม เขาก็ไมโ กน แตเขาเอาแหนบมาถอนผมทลี ะเสนๆ จนหมดศรี ษะ หรือเตยี งเขา มีดีๆ กท็ รมานตวั เอง เอาตะปูไปตอกๆ แลว ก็นอนบนตะปู หรอื นอนบนหนาม แลว ก็อดขาวอดน้าํ เวลาหนาวกไ็ ปยนื แชต วั ในแม น้าํ เวลารอ นกม็ ายืนตากทกี่ ลางแดด อยางนีเ้ ปน ตน การบาํ เพญ็ ตบะเหลา น้ี พระพทุ ธเจา ตรัสวาเปน การเอาทกุ ข มาทับถมตนที่ไมไ ดเปนทุกข

๑๔๐ ความสขุ ทุกแงทกุ มมุ นย่ี กอดตี มาใหฟง ก็เทียบเคียงเอา สําหรบั ยุคปจ จบุ นั กน็ กึ ตวั อยา งเอาเอง ตามหลกั ทว่ี า ไมเ อาทกุ ขท บั ถมตนทไี่ มไ ดเ ปน ทกุ ขน ี้ ในขอ ๒ ไมละทง้ิ สขุ ท่ีชอบธรรม ความสขุ ทีช่ อบธรรม ก็มที ่วั ๆ ไป อยางชาวบานทีป่ ระกอบการงานอาชพี สจุ ริต ไดเงินทองมา ก็ ใชจ ายบรโิ ภค เลยี้ งดูครอบครวั และผคู นทต่ี นรบั ผดิ ชอบ ตามหลกั ความสุขของชาวบาน (คิหิสขุ ) ๔ อยา ง วาสุขจากการมีทรัพย สขุ เกิดจากการใชจายทรัพย สุขจากความไมเปนหนี้ และสุขจาก ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ จากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทส่ี ุจริต ความสุขท่ีไมม กี ารเบยี ดเบยี นใคร เปน ตน ถา เปน สขุ ที่ชอบธรรมอยา งนี้ ทา นไมใหล ะเลยทอดทิ้ง ความสขุ ที่ชอบธรรมมีเยอะแยะ จะพูดตามหลกั โนน หลกั นี่ ไดม ากมาย อยางทผี่ า นมาแลว กม็ ีสขุ ไดท งั้ นน้ั จะเอาสุขจากทาน ศลี ภาวนา กไ็ ด ซ่งึ ขึ้นไปโนน ถึงสุขในการเจรญิ สมถภาวนา และ วปิ ส สนาภาวนา หรือจะเอาสขุ จากชดุ เมตตากรณุ า หรือชุดสังคห- วัตถุ ฯลฯ ไดท้งั นน้ั คงไมตอ งอธบิ ายอกี แลว รวมความก็คือ สขุ ท่ีชอบธรรมเหลา น้ี ไมตองไปรังเกยี จมนั ไมต องไปละท้ิง (พวกลัทธบิ ําเพ็ญตบะ เขามงุ ทรมานตน เขากห็ ลกี เลย่ี งความสขุ ) ตอ ไปขอ ที่ ๓ แมใ นสขุ ท่ชี อบธรรมนนั้ กไ็ มห มกมนุ ไมสยบ ขอ นีส้ าํ คัญมาก เปน การพัฒนากาวไกล เพราะสุขทชี่ อบธรรมไมละ ทง้ิ เราก็มคี วามสขุ อยา งนั้นได นัน่ ก็ดีแลว แตป ญ หาในเรื่องความ สุขก็อยางทว่ี า มาแลว คอื เร่อื งความตดิ ความหลงเพลิน หมกมนุ

พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๔๑ ทจี่ ะทําใหข้ีเกยี จ ทาํ ใหประมาท แลว ก็ทาํ ใหเสื่อมได ใครผานจดุ น้ี ไปได กแ็ สดงวา ไดพ ัฒนาในขน้ั สําคญั เปนอนั วา แมในสขุ ที่ชอบธรรม กไ็ มสยบ ไมห ลงติด ไมม วั เมา ไมหมกมุน เมอื่ ปฏิบัติไดถกู ตองในขน้ั นี้ ก็จะเปน การพัฒนาท่ี สาํ คัญ คอื ความสขุ ไมครอบงาํ เราได หนึ่ง ไมทําใหเราตกลงไปในความประมาท ความสุขไม กลายเปนโทษ สอง ไมทําใหเราสูญเสียอิสรภาพ เราไมตกเปนทาสของ ความสขุ ยังคงเปน อิสระอยไู ด สาม เปดโอกาสใหก ารพัฒนาความสุขเดนิ หนากาวตอ สงู ขึ้นไป สดุ ทา ย ขอ ๔ เพยี รกาํ จดั เหตุแหงทุกขใ หห มดสิน้ ไป เปน ขน้ั ที่ ไปถงึ ความสขุ ที่สมบูรณเ ด็ดขาด หมายความวา ตราบใด เหตแุ หง ทุกขยงั มีอยู ยงั เหลอื อยู ทุกขย ังมเี ช้อื อยู ก็ยังไมจ บสิ้น ทกุ ขก็ยงั เกดิ ขึ้นอกี ได ยังมีทกุ ขแ ฝงอยู กเ็ ปนความสขุ ท่ียังไมส มบรู ณ จงึ ตอ งกําจัดเหตุแหง ทุกขใ หหมดส้นิ ไป จากขอนี้ จะชวยใหเราเขาใจวา ทําไมทานจึงใชคําวาดับ ทกุ ข เพราะเปน คําทีช่ ้ชี ดั ถาบอกวาพัฒนาความสุข น่ันก็ดี ก็พัฒนากาวหนากันไป แตอ ยางที่บอกแลว คอื เปนแบบปลายเปด ไมรจู ุดหมายทเี่ สรจ็ สน้ิ สมบรู ณชัดลงไป


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook