๑๔๒ ความสขุ ทุกแงท ุกมมุ นี่ทา นบอกผา นมาทั้งเชงิ ลบเชิงบวกแลว ในทีส่ ดุ จะเสรจ็ ส้นิ สมบูรณ ก็ตองปดรายการดวยคําเชิงลบ ใหเด็ดขาดวาทุกขไม เหลือแลว มแี ตสขุ อยา งเดยี ว เต็มเปย ม สมบูรณ อยา งไรก็ตาม คาํ ท่บี อกวา “เพียรกําจัด…” ก็บอกอยใู นตวั วา การกาํ จดั เหตแุ หง ทกุ ขน ้ันกา วไปกบั ความเพียร เหตแุ หงทกุ ขม ิ ใชวา จะตองหมดปบุ ปบ เชน ทําให โลภะ โทสะ โมหะ ลดนอ ยลง ไป ตัณหา มานะ ทฏิ ฐิ เบาบางลงไป ซง่ึ กจ็ ะดาํ เนินไปดว ยการ ปฏบิ ัติตามมรรค มกี ารเจริญศีล สมาธิ ปญญา บรรเทากเิ ลสทงั้ หลาย ลดอวชิ ชาลงไป น่กี ค็ ือทําความสุขใหเ พิ่มข้ึนมาๆ เพราะฉะนั้น ขอ ๔ นพ้ี ดู อกี สํานวนหน่ึง กค็ อื การพัฒนา ความสขุ นนั่ เอง แตเพื่อใหชดั เจน ก็บอกกาํ กบั ไวดวยวา พฒั นาจน สงู สุด หรือจนสมบูรณ จึงไดใสใ นวงเล็บไวดว ยวา “โดยนยั วา เพยี ร ปฏิบัติเพ่ือเขาถึงสุขท่ีสูงขึ้นไปจนสูงสุด” ก็คือพัฒนาจนถึงความ สขุ ที่สมบูรณน ัน่ เอง ทัง้ นี้ จะทําสําเร็จอยา งน้ันได ก็ตอ งรบั กันกบั ขอ ๓ ท่วี า แม ในสุขที่ชอบธรรม ก็ไมหมกมุนสยบ ไมมัวติดแลวประมาท จม หยดุ ปลอยตวั อยแู คน้ัน หรอื เถลไถลออกไป พอขอ ๓ เปด โอกาส ให ความเพียรก็พาข้นึ มาขอ ๔ ตอไป เปน อนั จบกระบวน นีก่ ค็ ือวธิ ปี ฏบิ ตั ติ อความสขุ ที่พระพทุ ธเจาตรัสไวใหแลว ทีนี้ เรื่องการปฏบิ ัตติ อ ความสขุ นี้ เราก็อาจจะนํามาพูดงา ยๆ โดยจบั เอาจุดที่เดน ในการใชประโยชนของเรา อาจจะเรียกวาเปน จดุ เนนในการปฏบิ ตั ิ เปน ๓ อยา ง คอื
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๔๓ หนง่ึ ไมประมาท ขอนี้สาํ หรบั คนทัว่ ไป รีบยกขึน้ มาต้งั เปน หลักจําเพื่อเตือนใจใหมีสติไวแตตน เพราะความสุขน้ีชวนให เพลดิ เพลนิ หลงใหล แลว กผ็ ดั เพย้ี น เฉ่ือยชา เกียจคราน ประมาท อยา งท่วี าแลว จงึ ตองระวังไมใ หเกดิ ความประมาท ดูสิ คนสาํ คัญ วงศต ระกูล สังคม ประเทศชาติ จนถึงอารย ธรรมใหญๆ ท่ีประสบความสําเร็จรุงเรืองขึ้นมาแทบทุกราย พอ เจรญิ งอกงามถึงจุดหน่ึงแลว ก็มกั ลมุ หลง มวั เมา แลวก็จะถึงจดุ จบลม สลายพินาศหายไป เร่อื งราวมากมายในประวัติศาสตรบ อก ใหเรารูเทา ทันไวอ ยา งน้ี ในครอบครัวนี่แหละสําคัญนัก คุณพอคุณแมตองไม ประมาท แมแตเ มตตาท่แี สนดี พอมมี ากเกินไป ดแี ตเ อาอกเอาใจ ไดแ ตโอ บํารงุ บําเรอลูกเปนการใหญ จนมากเกินไป ไมร จู ักเอา อุเบกขาเขามาดุล ไปๆ มาๆ ลกู ออ นแอ ประมาท ไมพัฒนา เผชิญ ชีวิตไมได ไปแตในทางหลงมัวเมา แลวครอบครัวนั้นก็เส่ือมลง วงศต ระกูลเสียหาย ถึงแมแตละคนก็เหมือนกัน ตอนแรกมีความเพียรพยายาม สรา งเนือ้ สรา งตัวมาอยา งดี แตพอมง่ั ค่งั เปรมปรีด์มิ ีสขุ เต็มท่ี ทีน้ีก็ หลงมัวเมา ประมาท แลว กต็ กลงไปในทางแหง ความเส่ือม เปนอนั วา หนงึ่ ในความสุขนนั้ ระวงั ไว อยาไดป ระมาท สอง ใชเปนโอกาส เมอื่ ก้ีบอกแลว วา ยามมที กุ ข เราถกู บบี คัน้ อดึ อดั ขดั ขอ ง จะทาํ อะไรกย็ ากไปหมด ตองใชค วามเพยี รมาก แตนั่นกด็ ไี ปอยา งหนึง่ เพราะเม่ือมนั ติดขัด มันยาก เรากย็ ่ิงเพียร พยายามมาก เรากเ็ ลยไดเ รยี นรู ไดฝก ไดห ัด ไดพัฒนาตนมาก พอ
๑๔๔ ความสขุ ทกุ แงทกุ มมุ ทําใหเ หมาะ กลายเปน เจริญงอกงาม มีความสําเรจ็ กันใหญ ทีน้ี ความสขุ ละ ดอี ยางไร สขุ น้ันช่อื มันบอกอยูแลว คอื แปล วาคลอง วาสะดวก วางา ย นี่ก็ดีไปอกี แงหนง่ึ คือเม่ือมันสะดวก มันคลอง มนั งา ย จะทาํ อะไร หรือมอี ะไรจะตอ งทํา ก็รบี ทําเสียสิ นี่ ละคอื เมื่อความสุขมา กใ็ ชม นั เปนโอกาส เพราะฉะน้ัน พอมคี วามสขุ ขึน้ มา กต็ อ งรบี ใชม นั เปนโอกาส มนั คลองมนั สะดวกมันงาย จะทําอะไรกท็ ําซะ แทนท่ีจะถูกสขุ ลอ ไปตกหลุมแหงความลุมหลงใหมัวเพลินผัดเพ้ียนประมาท เรามี ปญ ญาเขมแข็งไปในทางตรงขาม กลับใชค วามสุขเปนโอกาส ทนี กี้ ็ ดกี ันใหญ ยงิ่ เจริญงอกงามพัฒนายง่ิ ขน้ึ ไป ถาเปนคนที่พัฒนาอยางนี้ ไมวาสุขหรือทุกขมา ฉันเอา ประโยชนไ ดทัง้ นั้น และที่ช่ือวา นกั ปฏบิ ัติธรรมก็คือตองทาํ ไดอยา ง นี้ น่ีกค็ อื อยใู นหลักโยนิโสมนสกิ าร คือคดิ เปน คดิ แยบคาย ไมวาดี วารา ยมา ฉันเอาประโยชนไ ดห มด ออ สขุ มาแลว เออ ดี คราวน้คี ลอง สบาย งาย สะดวก โอกาสให ฉนั ทาํ เตม็ ท่ี ออ ทุกขม าหรอื เออ ดี มนั ยาก จะไดเ พียรกันใหญ เขา มา เถอะ ฉนั สูเ ต็มที่ คตขิ องนกั ฝก ตนบอกวา “ยิง่ ยาก ย่งิ ไดม าก” มนั เปนจรงิ ได อยา งไร ฝากใหไ ปคิดกนั ดู ขอหน่งึ วา ไมป ระมาท ขอ สองวาใชเปนโอกาส ก็รับชว งตอ กันไป ไมว าในสขุ ในทุกข เราเอาประโยชนได ดที ้งั น้นั
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๔๕ สาม ไมพ ึง่ พา อสิ รภาพเปนคณุ ลกั ษณะสําคัญ เปน จดุ หมาย ของพระพุทธศาสนา คนจะมีอิสรภาพแทจริงได ตองมีอิสรภาพ ของจติ ใจเปนฐาน และความเปนอิสระของจติ ใจนั้น ก็เดน ขน้ึ มาที่ ความเปน อิสระจากความสขุ ความเปนอสิ ระจากความสุขนี้ ก็เหมอื นตอข้ึนมาจากขอ แรก ที่วา ไมประมาท คือไมถกู ความสขุ ครอบงาํ ทําใหห ลง มัวเมา แลว ตกไปในความประมาท ขอนั้นอยแู คดานลบ ขอนพ้ี น ไปไดเลย ไม ตองพ่ึงพา คนท่พี ฒั นาดี เปนคนทส่ี ามารถมคี วามสขุ แตก็สามารถเปน อสิ ระ ไมติด ไมต องพ่ึงพา ไมข้ึนตอความสุขนั้น คนทพ่ี ัฒนา สมบรู ณแลว ทัง้ มคี วามสุขท่ีไมพึ่งพา และไมตองพงึ่ พาความสขุ นั้นดว ย เมื่อเปน อิสระ ยงั รกั ษาอสิ รภาพไวได จึงจะสามารถกา วหนา พัฒนาตอไป ส่ี พัฒนาตอ ไป ก็คอื บอกหรือเตอื นวา ยงั ตองไปตอ ขา งหนา หรอื สงู ขึ้นไป ยงั มอี กี กเ็ ปนอันวารับกนั สอดคลอ งกันหมด ตั้งแตไมประมาทจนถงึ ไมพ ่งึ พา แลว กค็ ือมาพฒั นาสคู วามสขุ ที่สูงขึ้นไป ทั้งมคี วามสขุ อยู และพัฒนาอยา งมคี วามสขุ แลว ก็พัฒนาสู ความสขุ ทสี่ ูงข้ึนไปอีก จนถึงความสขุ ทีส่ งู สดุ เปน กระบวนการของ ความสขุ ท้งั หมด มแี ตค วามสุขตลอดกระบวนการพัฒนาความสขุ นน้ั
๑๔๖ ความสุข ทกุ แงทุกมมุ ความสุขทส่ี มบรู ณ ดอู ยา งไร ทนี กี้ ็มาถึงลักษณะของความสขุ อยางสงู สุด ซง่ึ กลายเปนวา กลับไปบรรจบกบั ตอนแรกท่พี ูดเร่ิมตนไววา ความสุขตามหลกั พระ พทุ ธศาสนาพดู สรุปรวบรดั ทเี ดยี ว ก็คือ นิพพานํ ปรมํ สุขํ นพิ พาน เปน สุขอยางยิ่ง หรอื เปนความสุขที่สูงสดุ ตอนนี้ เม่ือพัฒนาความสุขมาจนแตะหรอื อางอิงพาดพิงถึง ความสุขอยางสูงสุดแลว ก็ควรจะรูวา ความสุขสูงสุดมีลักษณะ อยางไร เผ่ือจะเอาไวใชตรวจสอบความสุขของเราวาเขาในแนว ทางที่ถูกตองไหม มีทางทจี่ ะพฒั นาดขี ึน้ ไปไดไหม อยางนอยก็จะไดใชเปนแนวในการปรับปรุงความสุขของเรา ใหม ีคุณภาพดขี ึน้ มีคุณใหมาก มโี ทษใหนอย แลว ตัวเราเองกจ็ ะ ปฏิบตั ิตอ ความสุขท่มี อี ยไู ดถ กู ไดด ีข้ึนดวย ลักษณะงายๆ ของความสุขอยางสูงสุด หรือความสุข สมบูรณ ที่พอจะปรากฏออกมาใหพ ดู ถงึ ได กค็ ือ ๑. เปน สขุ ตลอดเวลา ไมต อ งหา เปน คุณสมบตั ิประจาํ มีอยู กับตวั ๒. เปน สุขอิสระ ไมต อ งพึง่ พา ไมข ้นึ ตอ อะไรๆ เชน ไมอ าศยั สิ่งเสพ ๓. เปน สุขลว น บริสุทธ์ิบริบรู ณ ไมมีทกุ ขแ ฝงหรอื คา งคา เหลืออยูเ ลย
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๔๗ ขอแรก ความสุขอยางสูงสุดนั้น มีอยูในตัวตลอดเวลา เพราะเปนคุณสมบัตขิ องชีวิตไปแลว เปน ของประจาํ ตัว เม่ือมีอยู ขา งในของตวั เอง มอี ยกู ับตวั แลว กไ็ มตอ งหา เหมือนอยางพระพุทธเจา จะเสดจ็ ไปไหน จะจารกิ รอนแรม ไปกลางปา บนเขา มคี น หรือไมมีใคร อยา งไร กม็ ีความสขุ เพราะ ความสขุ เปนคุณสมบัตอิ ยขู างใน ไมต องหาแลว ขอ สอง เปน ความสขุ ท่ไี มต อ งพึ่งพา ไมข้ึนตออะไรๆ เปนสขุ ที่อยูก ับตัวเอง จึงเปน อิสระ เปนไทแกตัว ตรงขามกับกามสุขท่เี ปน สุขแบบพ่ึงพาเต็มท่ี แลวปญหาทั้งหลายก็เกิดข้ึนมาเพราะการที่ ตองพ่ึงพากาม ตอ งพ่ึงพาวัตถนุ ่แี หละ กามสขุ หรือสามิสสุขนัน้ (เรยี กใหส ะดวกลิน้ ไทยวา “อามิส สุข” ก็ได) เปนสขุ ทขี่ ้นึ ตอ สงิ่ เสพ อาศัยของรกั ของชอบขา งนอก ไม เปนอสิ ระกับตัวเอง อยาง รปู รส กลน่ิ เสียง ของสมั ผัสทัง้ หลาย เราตอ งขน้ึ กบั มันทั้งน้นั คอื จะมีสขุ ได ก็ตอ งพ่งึ มนั ตองอาศัยมัน ตองไปเท่ียวหา เอามา และครอบครองไว ตอ งคอยดูแลใหดี ตอ งคมุ ครองปอ งกัน หวงแหนหนักเหน่ือยกับมัน ตัวเองก็ไมเปนอิสระ แลวก็ทําใหขัด แยงกัน ตองแยงชิงกบั คนอืน่ เปน เหตุใหเ บียดเบยี นกนั แตเมื่อเราพัฒนาความสุขที่เปนอิสระข้ึนมาได ตัวเองก็มี ความสุขไดโ ดยไมตอ งพงึ่ พา แลว ก็ไมต อ งแยงชงิ เบยี ดเบยี นกัน สาม เปน ความสขุ ทีส่ มบูรณ ลกั ษณะท่ีสมบูรณกค็ อื ไมมี ทุกขแฝง ไมมีอะไรรบกวนหรอื คา งคาระคาย
๑๔๘ ความสุข ทุกแงทกุ มมุ คนในโลกจาํ นวนมากบอกวา เขามคี วามสุข แตล กึ ลงไป ยงั มีทกุ ขห รอื มเี หตุแหงทกุ ขแ ฝงอยู เชน มกี ังวล หวนั่ ใจ หวาด ระแวง หว ง คางคาระคายใจ บางก็มอี าการเหงา หงอย อา งวา ง วาเหว บอกวา มคี วามสขุ แตเ สวยสขุ เหลา นน้ั ไมโ ลง ไมโ ปรง ไมไ ดส ขุ เตม็ ที่ ทนี ี้ พอหมดเหตุแหงทกุ ขในตัวแลว ก็มีความสขุ สมบูรณเ ต็ม ที่ ไมมที กุ ขอะไรจะเหลือจะแฝง ทจี่ ะมารบกวนระคายใจ จะเสวย สขุ อ่นื อะไร ก็ไดความสุขนน้ั เต็มที่ เปนความสขุ อยูแลวในตวั ดวย และทาํ ใหพ รอมท่จี ะเสวยสุขอ่นื อยา งเต็มอ่ิมดวย เหมอื นอยางพระอรหันต ซึง่ มสี ขุ ประเภทสมบูรณน ้ี อยา งท่ี วา มีความสขุ อยูต ลอดเวลา เพราะเปน คุณสมบตั อิ ยูใ นตวั ทง้ั ทีส่ ขุ อยูแลวนี้ พรอมกันนั้นทานก็เสวยความสุขอยางอื่นดวยตาม ปรารถนา และไดค วามสุขจากภาวะแหงความสขุ อันนน้ั เต็มท่ี ดงั เชน พระอรหนั ตอ ยูวางๆ ไมม กี ิจอะไรจะพงึ ทํา ทานก็เขา ฌาน ๔ เสวยฌานสุข เรียกวา เอาฌาน ๔ เปน ทฏิ ฐธรรมสุขวหิ าร แปลวา เปนเคร่อื งอยเู ปนสขุ ในปจจบุ นั และในเวลาทเ่ี สวยฌาน สขุ นนั้ ทานก็สุขเต็มทีจ่ ากฌาน เพราะไมมอี ะไรแฝงระคายในใจ ตา งจากพวกมนษุ ยปถุ ุชนทยี่ งั มเี ชือ้ แหงทกุ ขแฝงอยูใ นใจ ถงึ ไดฌ านเขาฌานอะไร กย็ งั มเี ชื้อทกุ ขแฝงอยขู างใน ไมโลง ไมโปรง แท น่ีแหละเปนความแตกตา งอันหนึ่ง ยํ้าอีกทีวา สุขสูงสุดน้ี ทั้งสมบูรณเปนความสุขในตัวดวย และทําใหมีความพรอมที่จะเสวยสุขอื่นไดเต็มที่ดวย เม่ือเปนผู พรอ มอยา งน้แี ลว จะเสวยสุขอะไรกไ็ ด
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๔๙ ลองดูในมาคัณฑยิ สตู ร พระพุทธเจาตรัสวา ถาเราไมบรรลุ สุขท่ีสูงอันประณีตน้ี เราก็รับประกันตัวไมไดวาเราจะไมหวนกลบั มาหากามสขุ แตเ พราะเราไดเขา ถงึ ความสุขท่ีประณีตน้ีแลว ก็เลย ไมมคี วามคิดทีจ่ ะเสพเสวยกามสุขนนั้ นคี่ ืออยา งไร ถา จะอุปมา ก็เหมอื นกับผใู หญมาเหน็ เดก็ เลนขายของ กไ็ มร ู สึกลงมาวา ทําอยา งนัน้ จะมีความสขุ ทไ่ี มเ สวยสขุ นนั้ ไมใชเพราะ วาทําไมไ ด แตเพราะมีความสขุ ทีย่ ่งิ กวานั้น เลยไปแลว จิตใจกเ็ ปน ไปเอง มันเปนพฒั นาการในทางความสุข ตามภาวะของจติ ใจทจ่ี ะ เปนไปอยา งน้ัน แตท้ังน้ี ทานมีความพรอมท่ีจะเสวยสุขไดเต็มท่ีอยางไมมี อะไรคา งคาระคายเคอื งใดๆ ทั้งสิ้น จงึ เปน สขุ ทเ่ี รียกไดว าสมบรู ณ ก็เลยเทากับสรุปอกี ทีหน่ึงวา ทั้งสุขตลอดเวลา เพราะวา มี สขุ ประจําอยูในตวั และจะเสวยสขุ อะไรอกี ก็ไดแลว แตป รารถนาได เตม็ ท่ี เพียงแตวา ถาจะไมเสวยสขุ อยางไหน ก็เพราะมสี ุขอยา งอื่น ที่จะเลือกซ่ึงเหนือกวา เปนเรื่องของพัฒนาการทางความสุขที่จะ เปนไปอยางนนั้ เอง
๑๕๐ ความสุข ทุกแงท ุกมุม เมื่อสขุ ของบุคคล คือสขุ เพ่ือมวลชนทัง้ โลก อีกอยางหน่ึงที่โยงกับเม่ือกี้ คือวา เพราะมีความสุขอยาง สมบูรณโลงไมมีอะไรคางคาระคายเลยนี้แหละ พระอรหันตจึง สัมผัสเขาถึงส่ิงที่จะทําใหเกิดความสุขไดทันที เชนถึงกันกับธรรม ชาติ ไมมีอะไรในใจของตัวท่ีจะมากีดมากันมาขวางมากนั้ เหมือนอยางพระอรหันตขึ้นบนภูเขา เขาไปในปา ก็เกิด ความสุขฉบั พลัน พอมาสัมผสั ธรรมชาติ ทา นกม็ คี วามสขุ ทันที ไมเหมอื นคนท่ยี งั มีทกุ ข มีเชือ้ ทุกขอ ยู เขา ไปในท่ๆี นา จะมี ความสุข แตเจา ตัวความกงั วล ความหวง ความไมสบายใจ ความ คดิ ถงึ การแขง ขัน เรื่องการคา ขาย เร่อื งการเมอื ง ฯลฯ อะไรตางๆ สารพดั ก็ตามไปรังควานใจ ทาํ ใหสัมผสั ไมถ ึงความสขุ หรอื แมสุข กส็ ุขไมไ ดเ ต็มท่ี สําหรับพระอรหันตน้ัน สภาพแวดลอมทั่วไปมีแตสิ่งท่ีมา เสรมิ ความสุขให จนกระทัง่ ถงึ วา แมแ ตส ิ่งทไ่ี มเ ออ้ื กเ็ ปนท่ีร่ืนรมย ไดหมด และไมเฉพาะตัวทานเองที่มีความสุขพรอมอยูเสมอแลว เทา น้ัน ผูค นอื่นมาอยใู กลท า น สภาพทเี่ คยวุน วาย กก็ ลายเปน ท่ี สบายใจไปดวย ดังที่มคี ําตรัสเปนคาถาธรรมบทวา คาเม วา ยทิ วารฺเ นนิ เฺ น วา ยทิ วา ถเล ยตถฺ อรหนฺโต วหิ รนตฺ ิ ตํ ภูมิรามเณยฺยกํ
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๕๑ บอกวา : ไมวาบา น ไมว า ปา ไมว าทลี่ มุ ไมวา ท่ีดอน ทา นผู ไกลกเิ ลสอยูทไ่ี หน ที่นน้ั ไซร เปนภมู สิ ถานอนั รน่ื รมย พระอรหันตจะไปอยูท่ีไหน ทานเองก็ราเริงใจไดหมด แลวก็ พาคนอื่นใหรื่นรมยไปดวย ทานสามารถมองสิ่งปฏิกูลของนารัง เกียจใหดูดีนาสบายใจก็ได เพราะมีอํานาจบังคับสัญญาตาม ตองการ(พระอรหนั ตเปนภาวิตินทรยี ) นีก่ เ็ ปนเร่อื งของความสามารถในการมีความสุข ทวี่ าเปนไป เองตามการพัฒนาของมนษุ ย การปฏิบัติธรรมนั้น ถาถูกทางแลว ความสุขก็จะเลื่อนข้ัน พัฒนาไปอยางนี้ เม่ือความสุขสมบูรณ ธรรมอ่ืนก็สมบูรณดวย เปน ไปเองตามกระบวนการธรรมชาติ อยา งเรอื่ งแมไ กฟ ก ไข จงึ แน นอน ไมมีอะไรใหต อ งมาสงสยั จงึ ไดบ อกไว จะพูดวา พระพทุ ธศาสนาคอื ระบบการพฒั นา ความสขุ กไ็ ด จะพูดวากระบวนการกาํ จดั ทุกขก็ได จะพดู วาอะไร เมอ่ื เขา แนวธรรม ลงกบั ธรรมดาของธรรมชาติ ก็พูดไดทง้ั นัน้ ทั้ง หมดกเ็ ปน แงค วามหมายทมี่ าโยงถงึ เปน อนั หน่ึงอันเดียวกนั ยังไมจบหรอก ขอบอกเพิ่มอีกหนอย ความสุขที่บริสุทธิ์ บริบูรณนั้น ปรากฏเปนคุณสมบัติท่ีมีความหมายแผขยายออกไป ทีค่ วรตอ งกลาวไวอ ีกอยางหนึ่ง คอื อะไร ขยายความหนอยหนึง่ วา พอคนพฒั นาตนสมบูรณ มีความ สุขที่สมบูรณแลว ก็หมายความวา คุณสมบัติตางๆ ก็มาถึงจุด สมบูรณทง้ั หมด โดยมาบรรจบทีป่ ญ ญาอนั สมบรู ณเ ปน โพธิ รูเ ขา
๑๕๒ ความสุข ทกุ แงทกุ มุม ใจท่ัวถงึ เทา ทันสง่ิ ทั้งหลาย ทําใหจติ ใจหลดุ พนเปน อิสระ และวาง ใจตอ ส่ิงทัง้ หลายถกู ตอ งลงตัวพอดที ั้งหมด ถึงจุดนี้ บุคคลนั้นกเ็ ปน “กตกรณยี ” คอื เปน ผูท ําส่งิ ทีต่ อ งทาํ เสร็จแลว ไมมีอะไรตองทําเพื่อใหตัวเปนอยา งนอ้ี กี อะไรท่ีจะทํา เพ่อื ใหตวั เปนสุข ก็ไมตองทาํ แลว แมแ ตจะฝก ตนเพ่ือใหพฒั นาใน ชวี ติ ในการศกึ ษาอะไร กไ็ มตองทําแลว ไมมอี ะไรตอ งทาํ เพือ่ ตวั เอง อกี ตอไป พูดงายๆ วา พระอรหนั ตมีลกั ษณะสาํ คญั คือ เปน ผไู มมี อะไรตองทําเพ่ือตัวเองอีกตอไปแลว เพราะมีชีวิตท่ีสมบูรณแลว ศึกษาพฒั นาจบแลว เปนอเสขะ เปนภาวติ เมื่อตัวเองสมบูรณจนหมดตน ไมมีอะไรจะตองทําเพ่ือตน เองอกี ตอไปแลว ไมวา จะเพอ่ื ใหมคี วามสขุ ไมวาจะเพอ่ื พฒั นาตน ไมวา เพอ่ื อะไรแลว คราวน้ีจะทําอะไรตอ ไป ชีวิตก็ยงั อยู แถมชีวติ ที่ ยงั มนี ้ัน กเ็ ปน ชวี ิตท่ีไดพัฒนาแลว อยางดี เตม็ ที่ทงั้ พฤตกิ รรม จิต ใจ และปญญา เปยมดวยประสบการณเยยี่ มยอด ทีน้ี กน็ าํ เอาเรยี่ วแรงพลังงานเทา ทมี่ อี ยูทง้ั หมดนั้นมาทําการ เพื่อโลก คอื เพอ่ื ประโยชนส ุขของชาวโลกตอไป ตอนนี้ก็จึงมาบรรจบกัน คนที่พัฒนาสูงสุดหมดกิเลส มี ความสุขสมบูรณแลว ก็ใชคําสั้นๆ วานิพพาน ก็คือบุคคลนั้น นิพพาน พอบุคคลนิพพาน ทีนีก้ ็ทาํ การเพอื่ โลก จึงเปนคติพุทธ ศาสนา พูดส้นั ๆ วา “บคุ คลนพิ พาน ทําการเพอื่ โลก”
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๑๕๓ อน่ึง ตรงนี้ มองมาไดจากหลายแง และแงห น่ึงทอ่ี ยากจะให มองในตอนนี้ กค็ อื การทคี่ ณุ สมบัติดานปญ ญาท่ีสมบูรณ สงผล ใหคุณสมบัติดานจิต (ที่ปจจุบันนิยมใชคําวาอารมณ) สมบูรณ ดวย ก็คอื ปญญาทาํ ใหจ ติ ใจหลุดพน เปน อิสระ แลวจิตทเ่ี ปน อิสระของผูไมมีอะไรตอ งทําเพอ่ื ตัวเองแลว ตน เองมคี วามสขุ สมบูรณแลว พรอมดว ยปญญาทีม่ องเหน็ หมูมนษุ ย ทย่ี งั มีทุกข กพ็ ว งเอากรณุ าทแี่ ทมา จึงมงุ หนาแตจะไปแกไ ขทกุ ข นําสุขมาใหแกหมูมนุษยเหลานั้นสืบตอไป และน่ันก็คือชีวิตท่ีแท ของพระอรหนั ต มีแงเ ล็กๆ แทรกเขา มาวา เปนธรรมชาตขิ องคน เม่อื มีทุกข ก็ จะระบายกระจายทกุ ขอ อกไป ถาระบายออกไดท างปาก โดยจดั ทางระบายใหป ลอดภยั กจ็ ะผอ นคลายมที างแกไ ขปญหาไดด ี แต ถาไมจดั ชอ งระบายทางปากใหดี กอ็ าจใชก าํ ลงั รางกายเปนตน แผ ขยายทุกขออกไปในหมูมนุษยใหเปนปญหาที่พาใหเดือดรอนกัน ไปทุกที่ ในทางตรงขาม คนท่ีมีความสุข ก็มีพลังท่ีจะแผรังสีแหง ความสุขใหกระจายแพรอ อกไป ยิ่งเปนผูที่มีความสุขเต็มเปยมสมบูรณแลว เม่ือตนไดหลุด พนเปนอิสระ ก็อยากจะไปชวยคนอืน่ ท่ียังถูกมดั ใหห ลดุ พนเปน อสิ ระดว ย ดังนั้น พระอรหนั ตจงึ เปรยี บหมือนคนทห่ี ลดุ พนออกไปจาก เครื่องผูกมดั เปน อสิ ระเสรีแลว
๑๕๔ ความสขุ ทกุ แงทุกมุม เม่ือหายเดือดรอนวุนวายกับเร่ืองของตัวเองแลว ปญญาท่ี มองกวางออกไป ไดเห็นผูคนทั้งหลายถูกมัดอยู ก็ทาํ ใหเกิดพลัง แหงกรุณาท่ีปรารถนาจะชวยคนเหลานั้นใหหลุดออกมา ดังน้ัน เม่อื ตนเองไมมอี ะไรตอ งวนุ พะวงอกี แลว กเ็ ที่ยวแกม ดั คนอ่ืนไปทว่ั เปน อนั วา เมือ่ บุคคลนิพพาน และความสุขก็สมบูรณ ไมม ี อะไรตองทาํ ใหแ กตวั เองอีกแลว ก็ทําการเพอ่ื โลกตอ ไป ดงั น้นั พระพุทธเจา จึงตรัสกบั พระอรหันตท งั้ หลาย ในคราว สงพระสาวกชุดแรก ๖๐ องค ไปประกาศพระพทุ ธศาสนาวา ทงั้ พระองคเ อง และพระสาวกเหลา นั้นก็เชน เดียวกัน ไดหลุดพนแลว จากบวงผูกรัดท้ังปวง ทั้งบวงทิพยและบวงมนุษย เปนอิสระเสรี แลว เพราะฉะนั้น “จะระถะ ภกิ ขะเว … พหชุ นสุขายะ โลกานุกมั ปายะ” ภกิ ษทุ ั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพอ่ื ประโยชนและความสขุ แก เหลา พหูชน เพือ่ เก้ือการณุ ยแกชาวโลก นี่คือคติพระอรหันต ตัวเองหมดกิจที่ตองทําเพื่อตัวเองแลว ทีน้ีก็ทําเพ่ือโลกอยางเดียว เหมือนอยางพระพุทธเจา และเหลา พระอรหนั ตสาวก ดังทก่ี ลาวมา รวมความวา ตัง้ แตเ ริม่ ตน การปฏบิ ัตธิ รรมกม็ สี องดา นคูกนั ไป ทัง้ การทาํ เพอ่ื ขัดเกลาตนเอง และการชวยเหลือเก้ือกลู แกผ อู ่ืน บางวิถีท่ีกวางออกไป ก็ปฏิบัติเพื่อผูอ่ืนมากขึ้น โดยเฉพาะพระ โพธิสัตว
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๕๕ ทัง้ น้ี การปฏิบตั กิ าวหนา ไป ใหต นเองไดพ ัฒนามากข้ึน ก็มี ความหมายรวมไปถึงการทําเพื่อผูอื่นดวย โดยท่ีการทําเพ่ือผูอ่ืน น้นั ก็เปน วธิ กี ารทีร่ วมอยใู นการพัฒนาตนนนั่ เอง การปฏิบัติธรรมท้ังหมดตลอดกระบวนการ ทง้ั การทํากิจใน การฝกตัวเองก็ตาม ในการทําเพื่อผูอื่นก็ตาม แมถึงเปนพระ โพธิสัตว ก็คือการพัฒนาตัวเอง เพราะยังมีตัวเองท่ีตองฝกตอง พฒั นาอยู ตอนแรก ไมว า ทําท่ตี น หรือทาํ แกค นอืน่ กค็ อื กิจเพื่อตน เปน กิจคูกนั ไปในการพฒั นาตน แตพ อพัฒนาตนจบแลว เรียกวา จบกจิ ในพระศาสนา ทีนี้ก็ ทาํ เพ่อื ผอู นื่ อยา งเดียว จงึ มาถึงคตทิ ่ีวา “บคุ คลนพิ พาน ทําการ เพ่อื โลก” ดังไดกลา วแลว เมือ่ ถงึ ตอนน้ี ความสุขสงู สุด ท่บี ริสุทธบิ์ ริบรู ณข องบุคคล ก็ แผขยายออกไปเปน ความสุขของมวลชนทั้งโลก พระพุทธศาสนา ก็เปน ระบบการพัฒนาความสุข และเปน ศาสนาแหง ความสุข ตามนัยทไี่ ดกลาวมา ฉะนแ้ี ล
ตอบคําถาม ทีนี้ อยางท่ีบอกไวแลวแตตน ความหมายของฉันทะและ อะไรตออะไร ท่ีเปนดานขอมูลจากคัมภีร เอาไวคอยวาตางหาก เพราะวา เรื่องนใี้ หญ พุทธศาสนาวาอยา งไรกบั ความอยาก บางทกี ็ ยากเหมือนกัน การแยกแมแ ตว า ความอยากเปนอยา งไร อนั ไหนดี อันไหนราย ก็ยงั รูไมทวั่ กัน ยงั มกี ารเขาใจผดิ วา เปนชาวพุทธอยาก ไมได อนั นนั้ คอื พลาดไปแลว อยางสําคัญ ทนี ี้ พอวา ความอยากมี ๒ อยาง คอื ทีเ่ ปนอกุศล กับท่เี ปน กุศลแลว ก็ยังแยกไมออกอีกวาฝายอกุศลเปนอยางไร ฝายกุศล เปนอยา งไร เอาละ ในเม่ือยังมเี วลาเหลืออยบู า ง กถ็ ามตอบกันสักหนอ ย ถา โยมมีคาํ ถามอะไร ยังติดขัดอะไร ก็ถามกันได แตว าตองใหชดั นะเรอ่ื งความหมายของฉันทะ อนั น้เี ปนตัวสําคัญ มนั เปน จดุ เรมิ่ ท่ี จะกาว แลว ก็จะชัดตอ เมือ่ แยกกบั ตัณหาวามนั ตางกนั อยา งไร ถา จับอันนี้ไมไดละก็ยาก มีใครสงสัยไหมเรื่องฉันทะ จะไดมาถาม ตอบกนั ตอ ไป ถาม คอื ทํางานอยูธ นาคารแหงประเทศไทยนะคะ อยากจะถามวา ฉันทะในการทาํ งานเปนอยา งไรคะ ตอบ “ฉนั ทะ” แปลงายๆ ก็คอื ชอบน่ีแหละ แตเคยพูดกบั พระ พระทานถาม บอกวา มีคนมาสมัครงาน กส็ ัมภาษณว า คณุ ชอบ
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๕๗ งานนี้ไหม คําวา “ชอบ” น้กี ํากวมนะ ชอบที่เงินเดือนดี จะไดเ งนิ มากๆ ทาํ งานสบายไมตอ งหนัก ไมต อ งเหนื่อย งานก็งาย สะดวก ทง้ั มเี วลาพักเยอะ แลว กเ็ งินก็เยอะ นี้ชอบอยา งหน่ึง ทีน้อี ีกคนหนึง่ ตอบวา “ชอบ” ชอบอยางไร ก็ชอบงานนี้วามนั ถูกกับความถนดั ความสามารถ ทาํ แลวมันมีประโยชนชวยประเทศ ชาติ สงั คมอยางน้นั อยา งนี้ มันเปน งานท่ดี งี ามสรา งสรรคอยา งนั้น อยางนี้ ชอบเพราะวาอยา งน้ี น่แี หละ คําวา “ชอบ” ในทนี มี้ ันเปนคํากาํ กวม ก้ําก่ึงระหวาง ตัณหากับฉันทะ ถาจะใหชัด กต็ องพยายามสรางความเขาใจใน คาํ วาฉนั ทะใหชดั ขึ้นในสงั คมไทย ถาถามวา เออ งานนค้ี ุณมฉี ันทะไหม ก็หมายความวามันถกู กับความถนัดความสามารถ เรามองเห็นคุณคาประโยชนของมัน ไหม ตอ งมองดวยปญ ญา ไมใ ชชอบเพยี งเพราะวา มนั เงินเดือนดี สบาย ขีเ้ กียจได พกั ผอนเยอะ อยางนี้ก็อยูแคค วามรูสึกเหน็ แกตัว นีค่ ือตัณหา ถามีฉนั ทะ กอ็ ยา งท่วี า เราทาํ งานน้ี เรารกั งานจรงิ ๆ รักนั้น เพราะเห็นคุณคา เห็นประโยชนวางานนี้เปนการสรา งสรรคสังคม แลวก็พฒั นาประเทศชาติ ถามันไมชัดในเรื่องประโยชนทางสังคม ก็ตองพยายามให เกิดฉนั ทะในแงท มี่ องเห็นวา มคี ุณคาในการพฒั นาตวั เรา เวลาเรา เขาไปทาํ งานอะไรก็ตาม คุณคาอยางหนึง่ ของงานนั้น ไมว า งาน อะไร จะชอบหรือไมชอบก็ตาม มันจะทําใหเราไดพัฒนาตัวเอง เชน ยิ่งงานยาก เรากย็ ิง่ ไดพ ฒั นาตวั มาก คอื ไดฝ กตน ไดพัฒนา
๑๕๘ ความสุข ทกุ แงท กุ มมุ สติปญญาและความสามารถตา งๆ เพราะฉะนัน้ ถา คนมีฉนั ทะ พอปลกุ ฉนั ทะไดดแี ลว มีความ ใฝฝ ก ใฝศกึ ษา ตอนน้แี หละจะชอบแมแตส ่ิงท่ียาก เขา คตทิ ่ีวา “ยิง่ ยาก ยิ่งไดม าก” จรงิ ไหมละ ยง่ิ งานยาก เรากย็ งิ่ ไดม าก กค็ อื ได พฒั นาตัวเองมาก กวา งานนั้นจะเสรจ็ กวา งานนน้ั จะเดินไปไดดี เราก็ไดพัฒนาตวั เองไปมากมาย ถางานท่ีเราทาํ อยูน้ัน เรามองไมเห็นคุณคาที่เปนประโยชน ตอสงั คมประเทศชาติ แตเราจาํ เปนจะตองทาํ งาน ก็สรา งฉันทะขึ้น มาในแงท่วี ามันจะทําใหเราไดพฒั นาชวี ิตของเรา เพราะวางานนั้น มีความหมายอยางหนึง่ ก็คอื เปนแดนพฒั นาชีวติ ของเรา งานน้ีกินเวลาสว นใหญของชวี ติ เรา เชน วันละ ๘ ชวั่ โมง คือ เขา ไป ๑ ใน ๓ ของวนั เหลืออีก ๑๖ ชวั่ โมง กน็ อนบาง เดินทาง บาง หมดไปอีกเยอะ เพราะฉะน้ัน เราจะเอาอะไร กต็ องเอากับ เวลา ๘ ชว่ั โมงน้ี อยาใหเ สยี เปลา ถาไปมวั ทกุ ขฝนใจกับงานนี้ เรา ก็แย เสียไปวันละ ๘ ช่วั โมงเปลา ๆ และชวี ิตเราก็จะเตม็ ไปดว ย ความทกุ ขด ว ย เพราะฉะนัน้ เรากร็ ีบสรางฉันทะขึน้ มาใหเหน็ คุณคาท่ีจะรกั งานขน้ึ มาใหไ ด เรากบ็ อกตวั เองวา งานน้ี เราทําไปเถอะนะ เราจะ ไดพัฒนาตัวเอง พัฒนาทักษะ พัฒนาความสามารถในการแก ปญ หา พฒั นาปญ ญา พฒั นาจติ ใจ ใหม คี วามอดทน ใหม คี วามเพยี ร ใหร จู กั ควบคมุ ตน ใหม สี ติ ใหม สี มาธิ เปน ตน งานทกุ อยา งใชพ ฒั นา ตัวเราไดทั้งน้ัน เพราะฉะน้ันอยางนอยก็ไดพัฒนาตัวเอง ถามี ฉนั ทะอยางนี้ ทาํ งานกจ็ ะมคี วามหมาย และมคี วามสุขมากขนึ้
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๕๙ ถา เกิดไปทาํ งานท่ไี มถกู ใจ ไมช อบใจ จิตกอ็ ดั อ้นั วนเวียนไป มาไมม ที างออก จติ มันเดนิ ไมไ ด ไมม ีทางออกไป มนั กท็ กุ ขท้ังนั้น จติ ท่เี ปน ทกุ ข ก็คอื จติ ท่อี ดั อั้น มันเดินไปไมไ ด วกวนอยูนั่น พอมัน มีทางไปแลว มันกส็ ุข เพราะฉะนนั้ ถา ไปประสบปญ หา กส็ ราง ฉนั ทะขนึ้ มาดว ยวธิ ีแบบนี้ งานทุกอยา งเราจะมฉี นั ทะไดหมด กค็ ือ วา ถงึ อยา งไรมนั กเ็ ปน โอกาสทจี่ ะพฒั นาตวั เรา มนั มคี ณุ คาทจ่ี ะใช พัฒนาชีวิตของเราได เราไปอยูในงาน เรากต็ องเจอผูคน พอเจอผคู น กเ็ ปนโอกาส ใหเราฝก ตนเองไดแลว เราลองหดั พดู กบั เขาสิ พดู อยางไรจะไดผ ล ดี พดู อยางไรจะไดไมส รางศัตรู พดู อยางไรจะสรา งมติ ร พดู อยา ง ไรจะทาํ ใหเ ขารว มมอื แลว งานของเราจะไดส าํ เรจ็ อะไรอยา งน้ี น่กี ็ คือมันเปนการฝก ตัวเราเองไปหมด ดังน้ัน งานก็เปนการศึกษาไปในตัว ที่จริงงานกค็ อื สิ่งทีจ่ ะ ตองทาํ แลว ฉนั ทะมันก็คืออยากทาํ แลว อยากรูอ ยากทาํ ก็คอื การ ศึกษา การศึกษาก็อยูท่ีอยากรูอยากทาํ พออยากรูอยากทาํ ก็ได เนื้อแทของการฝก การศึกษาก็คือการฝก อยากฝกก็คืออยาก ศึกษา อยากศึกษากค็ ืออยากรอู ยากทาํ เราไปทํางาน เราทําดวยอยากทาํ เราไดฝ กตวั เอง มนั ก็เปน การศกึ ษานน่ั แหละ ที่จรงิ การเลา เรยี นการทํางาน เปน การศึกษา ทั้งนัน้ กค็ อื เปนการพัฒนาชีวิตของตวั เราเอง ถา ปฏบิ ตั ถิ ูกตอ งแลว ทั้งชีวิตนกี้ ค็ ือการศึกษา น่ีกลายเปนตอบยืดยาดเยิ่นเยอมากไปแลว ถามนิดเดียว ตอบเลยคาํ ถามไปไกล
๑๖๐ ความสุข ทุกแงท ุกมุม ทีน้ีตอบสรุปตามหลักวิชาเลย ความหมายของฉันทะตาม หลักนี้ ใชกับอะไรก็ได ดีและไดผลทั้งนั้น ไมใชเฉพาะเรื่องการ ทํางาน เอาความหมาย ๒ แง ๑. ฉนั ทะ ในแงตองการใหส มบูรณตามสภาวะ คือ เราเขา ไปเกยี่ วของกับอะไร เรากอ็ ยากทําใหส ิ่งนั้น เรื่องน้ัน งานนัน้ มนั ดี มันเรยี บรอย มนั งดงาม ใหมันสมบรู ณเต็มตามสภาวะของมนั ท่ี มนั ควรจะเปน ๒. ฉนั ทะ ในแงต อ งการตรงไปตรงมาตามเหตปุ จ จยั คอื อยาก ใหไ ดผ ลดที ีต่ รงตามเหตุปจ จัยของมนั เชนท่ยี กตวั อยา งอยูเสมอวา งานการอาชีพอะไรก็ตาม ก็มีวัตถุประสงคที่ตรงตามตัวงานนั้น อยา งอาชพี แพทยกเ็ พือ่ รักษาคนใหเ ขาหายโรค อาชีพครกู ็เพ่อื สอน ใหเด็กเปนคนดีมีความรู สวนเงินทองหรือเงินเดือนคาตอบแทน เปนตน ก็คือเครื่องสนบั สนนุ คา้ํ จนุ ใหคนต้งั หนาตัง้ ตาทาํ งานอาชีพ เพื่อวัตถปุ ระสงคนนั้ ๆ ไดเ ต็มที่ โดยไมต อ งหว งกังวลเร่ืองการเลยี้ ง ชพี ความเปน อยู เราทํางานอาชีพอะไร ก็ตอ งถามตวั เองใหชัดวา วตั ถปุ ระสงค โดยตรงของงานอาชีพของเราน้ีคืออะไร จะไดทําใหตรงใหถูก และ เราก็ตอ งทํางานโดยอยากใหเกดิ ผลตามวัตถุประสงคอ นั นัน้ อยา ง นี้คือฉันทะ สําหรับทานที่ทํางานธนาคารแหงประเทศไทย ก็คงตอง ทราบแลววาวตั ถปุ ระสงคข องตัวงานน้ันคอื อะไร เพ่ืออะไร เชน วา เพ่อื ความเรียบรอ ยม่นั คงของการเงินของประเทศไทยน้ี และอะไรๆ ที่รัฐบาลและธนาคารไดต กลงวางไว ถาเรามฉี ันทะ ก็ตองอยากให งานที่ทาํ เกดิ ผลตามวตั ถุประสงคทว่ี า น่นั แหละ
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๑๖๑ ทนี ้ี ก็อยางที่บอกแลวเหมอื นกนั วา เม่อื เราทํางานเพอื่ วตั ถุ ประสงคข องอาชพี อยางถูกตอ ง รัฐและองคก รกม็ ีหนาท่เี อาใจใสดู แลอดุ หนุนคํา้ จุนตา งๆ ดว ยเงนิ เดือน เปน ตน ใหเราตง้ั ใจ ตัง้ หนา ต้ังตาทํางานนั้นไดเต็มที่โดยไมตองหวงกังวลเร่ืองเงินทองคาใช จายในการเปน อยู ใหเ ราไมต องคิดทจี่ ะไปหาทีอ่ น่ื หรือทางอ่นื ถาเปนไปตามที่วามาน้ี คือ เราก็ตั้งใจทํางานเพื่อวัตถุ ประสงคของงาน และใจกร็ ักอยากใหไ ดผลอยา งนนั้ แลวพรอ มกัน นัน้ เงนิ เดอื นคาตอบแทนกม็ าถงึ แกเ รา ใหตวั เราและครอบครวั อยู กนั ไดอ ยา งสขุ สวัสดี อยางนี้ก็คือถูกตอ งดงี าม ใหเรามคี วามสขุ ท้ังสองดาน คอื ดานตัวงานท่ที าํ ก็มีความสขุ วาไดทาํ ถกู ตอ งดว ยฉันทะแลว และ ดานคาเล้ียงชีพท่ีจะอุดหนุนเปนหลักประกันใหแกการทํางานของ เรา กม็ าหนนุ จรงิ จงั ใหเ ราทาํ ตามฉนั ทะตอ ไปไดเตม็ ที่ เรากม็ คี วาม สุขท่ีทุกอยางจะดําเนินเดินหนา ตอไปไดเปน อยางดี มนั่ ใจวา ฉันทะ ของเราจะออกผลแกองคกรของเราและแกประเทศชาติอยางราบ รืน่ ยืนยาวตอไป นแี่ หละ ระบบของฉันทะ เอาแคน้ีกอ น ถาม - ทา นเจา คณุ นะครับ พระภิกษทุ ุกรูป รวมท้ังพวกเรา อยาก เรียนถามทานเจาคุณนะครับ ภาพรวมสังคมไทยในขณะน้ีเสมือน วาขาดฉันทะหรอื ธรรมฉนั ทะนะครบั มีการแบง ฝกแบง ฝา ย ท่ที าน เจาคณุ เคยกลา วไว ขณะนี้ ถาพระพุทธเจามาตรสั สอนทง้ั ๒ ฝาย ก็ อาจจะไมฟงเลยนะครับ ผมก็เลยจะกราบเรียนถามทานเจาคุณนะ ครบั มหี ลักธรรมขอ ใดท่ีจูงใจใหผูคนในสงั คมเกดิ กศุ ลฉนั ทะหรอื ธรรมฉนั ทะ ที่เปน สมั มาทฏิ ฐนิ ะครับ ขอบคุณครบั
๑๖๒ ความสขุ ทุกแงทกุ มมุ ตอบ - อยางนอยก็มีคุณธรรมทางสังคม คือมีเมตตาความ ปรารถนาดีตอทุกชีวิตตอสังคมสวนรวม อันนี้จะเปนฐานหรือจะ เปน แรงจงู ใจเบื้องตน ขอใหมอี นั นีข้ ึ้นมากอน ใจจะเย็นลงมาบาง ตอจากน้ัน จะพิจารณาอะไร ก็ตองตรวจตราตัวเอง ไม พิจารณาดวยความรูสึกที่เปนอคติ อยาใหเมตตากลายเปน ลาํ เอียง รักขางหนงึ่ ชงั ขางหนึง่ ตอ งไมใ หเกิดอันนี้ ไมร ักไมชัง ทาํ ใจใหเปนอุเบกขาได คือ ตอนนี้ ไมใชอยูแคเมตตา ตองไปท่ี อเุ บกขา มงุ ที่ธรรม ไมอ ยูแ คคน เหมือนอยางการมองสถานการณน้ี บางทีตอ งใจเยน็ รอให ฝุนควันสงบกอน บางทีจึงเห็น ขณะท่ีกําลังฝุนตลบ ควันฟงุ อยู มองไมเหน็ ทีนี้ คนกไ็ มใจเยน็ พอ ไมยอมรอสักหนอ ย เลยตะลยุ กัน ใหฝุนใหควนั ยง่ิ ฟุงจนเหม็นกลบ อยางพระนเรศวรมหาราช ชางพาพระองคมาฝุนตลบเลย มองไมเ หน็ เลย พอฝุน เงียบลงไป ปรากฏวาอยกู ลางทัพพมา แลว แตทรงมีสติ แลว กใ็ ชป ญญา สติมาแลวปญญากท็ ํางาน ถาสติไม มาปญญาก็ทาํ งานไมไ ด ถา สตมิ า ปญ ญาทาํ งานแลว มองเห็น ทางสวาง รูเลยวาทําอยางไรจึงจะแกปญหาได ก็เลยไดผล แก ปญ หาไปได อันนี้เราก็ตองมองในสภาพที่สวาง แลวทําอยางไรจึงจะ สวาง เวลาน้กี ็เรยี กไดว าอยใู นสถานการณที่ฝนุ ควันตลบ ทําใหค น มองไมค อยเหน็ สภาพท่เี ปน จรงิ เพราะฉะนน้ั จะตองทําใจดวยวา ถาเราจะเห็นใหช ัดเจน กต็ องใหฝ นุ ควนั สงบ
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๑๖๓ แลว เม่อื ยังไมส งบ เราจะทําอยางไร กต็ อ งวางใจใหด ี ระวงั อยาใหเอนเอียงไปงายๆ แตอยางนอยรักษาสถานการณใหมัน เรยี บรอ ยสงบไวก อ น คือ ในขณะที่ยงั แกป ญหาตรงๆ ไมได กร็ ักษา สถานการณไ มใ หมนั มีอะไรท่เี สยี หายรายแรงเกินไป ใหม นั ผานจดุ นไ้ี ปไดกอ น เพือ่ ใหไปถงึ จุดทวี่ า ฝุนควันท่ตี ลบจะสงบไปได แลวทีน้ีเราก็จะคอยๆ เหน็ อะไรข้นึ มา และจะแกปญ หาได ชดั ไดตรง อยา งนอ ยกไ็ มลม ไมจ มไปเสียกอ น นี่กค็ ือเหตุการณเฉพาะหนา ท่เี อาแคประคบั ประคองใหผ าน ไปไดทีหนึ่ง แตถาอยูกันแบบน้ีตอไปไมดีแน เพราะมันก็จะหมุน เวยี นมาๆ แลวก็หาทางรอดไปทๆี ซึ่งไมแนวา จะรอดไปทุกทีได หรือไม ที่จริงเรื่องราวเฉพาะหนาแบบนี้ ควรจะเตือนพวกเราใหต ื่น ขึ้นมาไดแ ลว ใหมองระยะยาวกันเสยี ที แกปญหาระยะสั้นเฉพาะ หนา ไปคร้งั หนึง่ ๆ อยางนี้ ไมย ง่ั ยนื ตอ งแกระยะยาว และเร่ือง ระยะยาวท่ีสําคัญที่สุดก็คือการพัฒนาคนน่ีแหละ พัฒนาคนดวย การศึกษาท่ถี กู ตอง ตามระบบฉันทะ ใหคนพัฒนาความสขุ ทจี่ ะ มาสรางสงั คมทมี่ คี วามสุขดว ยกนั แลวจะไดส ุขสนั ตก ันเสยี ที
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172