๔๒ ความสขุ ทกุ แงท กุ มุม เอาเปน วา ฉันจะจางคนขึ้นมาละนะ ใหเขาเปนคนสวนมา ทาํ หนา ท่ีรดนา้ํ พรวนดนิ ตัดแตงตน ไม กําจดั วชั พชื เปนตน ดแู ล บํารุงพืชพันธุใหเปนสวนที่ร่ืนรมยสวยงาม โดยจะใหเงินเดือน ๗,๐๐๐ บาท น่ีก็คือเปนกฎข้ึนมาแลว ใครมาทํางานน้ี การทาํ งานน้ันก็ เปน เหตใุ หเขาไดผ ลตามกฎนี้ คือ ทําสวน ๑ เดอื น ไดเ งิน ๗,๐๐๐ บาท การทําสวนเปน เหตุ การไดเงินเดอื น ๗,๐๐๐ บาทเปนผล เปน เหตเุ ปนผล เปน ไปตามเหตุปจ จัยตรงไปตรงมาชัดเจนเลยนะ เออ มองดูกจ็ ริงนี่ คนตองทําสวนรดนํ้าพรวนดินอยู ๑ เดอื น แลวเขากไ็ ดเงินเดือน ๗,๐๐๐ บาท เงนิ เดือน ๗,๐๐๐ บาท เปนผล ของการทาํ สวน ชัดเลย แตต อนนที้ ่จี รงิ มี ๒ กฎซอนกนั อยู คือ กฎธรรมชาติ วาตน ไมจะงอกงามไดเพราะมีปุย มีนํ้า มีอะไรตางๆ ที่พร่ังพรอม สมบรู ณ อนั นคี้ อื กฎธรรมชาตทิ แี่ นน อนเด็ดขาด แลว กม็ ีกฎมนษุ ย ซอนเขามา เพื่อมาขับเคลื่อนผลักดันเหตุปจจัยใหเปนไปตามกฎ ธรรมชาติน้ี ซ่ึงเปนกฎสมมุติหรือกฎมนษุ ยห รือกฎหมายกแ็ ลวแต บอกวา ใหม คี นมาทํางานท่ีเรียกวาทาํ สวน และเมือ่ ทาํ สวนครบ ๑ เดือน จะไดเ งิน ที่เรียกวาเงนิ เดือน ๗,๐๐๐ บาท เราก็มีกฎที่วา ดว ยเหตุปจจยั ของมนุษยขึน้ มา เหตุปจจัยในกฎมนุษย ก็มาชวยขับเคล่ือนผลักดันใหเหตุ ปจจัยในกฎธรรมชาติดําเนินไป ทําใหเกิดผลออกมาสมความ ปรารถนาของมนษุ ย
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๔๓ แตก อ็ ยา งทวี่ า น่ันแหละ กฎมนุษยน ้ีเปน กฎสมมตุ ิ คือเปนไป ตามทไ่ี ดตกลงกัน มันไมแ นน อนเด็ดขาดเหมือนอยางกฎธรรมชาติ คืออาจจะเบี้ยวหรืออาจจะหลอกกนั ได เชนวา ทําสวนครบ ๑ เดอื นแลว แตผูจางอาจจะไมใหเงนิ ๗,๐๐๐ บาท บางทีเขาใหแ ค ๕,๐๐๐ บาท ถา ไมย อม ก็ตองทะเลาะหรือ ฟองรอ งกนั หรอื ในทางตรงขาม นายคนท่ีมารบั จางทาํ สวนเอาเงนิ เดอื น ๗,๐๐๐ บาท อาจจะไมต งั้ ใจทาํ งาน แกกห็ ลบนอน หลบนัง่ แอบ ด่ืมเหลา อะไรตางๆ ถึงวันก็มาเอาเงินเดือนไป แกก็ไมทําเหตุ ปจจัยตามกฎธรรมชาติ ทีนี้ เม่ือแกไมทําตามกฎธรรมชาติ ถึงแกจะไดเงินเดือน ๗,๐๐๐ บาท หรอื เพ่ิมเปน หม่ืนหน่ึง ตนไมมันก็ไมง ามขน้ึ มาได เปน อันวา ในสองกฎทีม่ าซอ นกนั อยนู ั้น กฎมนุษยน้ีเบีย้ วได หมายความวาไมทําตามท่ตี กลงกันไว แลวพอไมทําตามเปน อยา ง ไร มนษุ ยก ท็ ะเลาะกัน มนษุ ยกม็ าวนุ วายกันดว ยเร่อื งเงอ่ื นไขในกฎ สมมตุ ิของมนุษยน ีแ่ หละ ระบบสมมตินจ้ี ึงยุงยากกอปญ หามากท่ี สุด เสร็จแลว มนั กไ็ มใ ชของจริงสักอยาง ในกฎมนุษยนี้ กลายเปนวา ความจริงไมไดอยูที่กฎ แต ความจรงิ มาอยูที่คน จะใหไดผ ล จงึ ตองฝกคนใหซอื่ สัตย ไปๆ มาๆ ก็เปน ปญหาในเรือ่ งของการศึกษา คือการท่ีจะพัฒนาตวั คน อยาง นอยใหเ ขารกั ธรรม รกั ความจริง อยกู ันดว ยสจั จะ ยํา้ อีกทีวา กฎสมมตุ ขิ องมนุษยนีเ้ ปนระบบเงอ่ื นไข คุณตอง ทาํ สวน ๑ เดือน แลว คุณจงึ จะไดเ งนิ เดือน ๗,๐๐๐ บาท มองดูก็
๔๔ ความสุข ทุกแงทุกมมุ เปน เหตุเปน ผลเหมือนสมจรงิ แตดใู หชัด เปน เหตผุ ลจรงิ หรือ การทําสวน ๑ เดือน มนั ไมท ําใหเงนิ ๗,๐๐๐ บาทเกิดข้ึนมา ได มที ่ีไหน ไมมหี รอก แตม ันเปน ไปโดยเงื่อนไขวา เมอ่ื คุณทาํ สวน ครบ ๑ เดอื นแลว จะมกี ารใหเ งนิ ๗,๐๐๐ บาท อนั นแ้ี หละเรยี กวา ระบบเงอ่ื นไข ทนี ้ี ถา คนสวนทาํ งานเพยี งตามระบบเงอ่ื นไข กค็ อื เขาทาํ สวน เพราะมนั เปนเงือ่ นไขท่จี ะใหเ ขาไดเงิน ๗,๐๐๐ บาท แตในใจของ เขานั้น เขาไมไ ดมคี วามตอ งการอะไรกบั การทจี่ ะใหตนไมงอกงาม แลวการท่ีคนมารับจา งทาํ สวน โดยตอ งการแตเงิน ๗,๐๐๐ บาท ไมไ ดตองการใหตน ไมงามนี้ เปนไปไดไ หม อา ว กเ็ ปน ไดส ิ เพราะเขาตองการไดเงนิ เขาจึงมาทําสวน เขาไมไ ดอยากทาํ ใหตน ไมเติบโตงอกงามอะไรนี่ เห็นแลว ยังวาเรอื่ งมนั ยุงตรงน้ี ตรงน้ีก็ทวนอีกที ถาคนทําสวนตองการแตผลตามกฎของ มนุษยไมไดตองการผลท่ีตรงไปตรงมาตามกฎธรรมชาติ ก็คือเขา ไมม คี วามอยากทเี่ ปน กศุ ล คือไมม ีความตอ งการใหต นไมม ันดี น่ี คือ เขาไมมีฉนั ทะ เขามีแตต ัณหาคืออยากไดเงิน ๗,๐๐๐ บาท เทานัน้ ตณั หาก็เลยทําใหเกดิ การทํางานตามระบบเงอ่ื นไขของกฎ สมมุติท่ีตกลงกนั ไว ถงึ ตอนน้ี จดุ ทจี่ ะเนน กค็ อื วา เมอ่ื คนไปทาํ สวน โดยไมม ฉี นั ทะ คือไมมีความตองการท่ีจะใหตนไมเติบโตงอกงาม เขาก็ไมรักงาน เขากจ็ ําใจฝน ใจทาํ เพราะฉะน้ัน เขากจ็ งึ ทํางานดวยความทุกข น่ีคือปญหาหนึ่งทส่ี ําคญั ของคนในโลกปจ จุบัน ทก่ี ลายเปน วา อารยธรรมเจรญิ ข้นึ มา คนก็เจรญิ ไปดวยความทกุ ข คนทาํ งาน
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๔๕ ทําการเรยี นหนงั สอื กันดว ยความทุกข เพราะพากนั มาออ้ื ตื้ออยูใน ระบบเงือ่ นไขเสียหมด พูดตรงๆ ก็คอื อยใู นระบบตัณหานัน่ เอง ตณั หานัน้ มพี วกท่ีมกั จะพวงพามาดวยกัน ๓ อยาง รวมเปน ชดุ ไมต อ งอธบิ ายความหมาย พูดถงึ แตนยั ที่จะใหจาํ งายๆ ไดแก ๑. ตัณหา อยากได ๒. มานะ อยากใหญ ๓. ทฐิ ิ ใจแคบ (ยึดตดิ เอาแตค วามคิดเห็นของตวั ) กิเลสตวั ปน ๓ อันนี้ มุงเพ่อื ตวั รวมศูนยไ วท ่ตี วั ทง้ั น้ัน พดู งา ยๆ วา เปน ชุดความเห็นแกต ัว เปนตวั กอปญ หาในระบบเงื่อนไข ถาเม่ือไรมันมาเปนแรงขับเคลื่อนระบบเงื่อนไขแลวละก็ จะปน ปวนวุนวายกันไปหมด ไมใชแควาทํางานเลาเรียนศึกษาจะเปน ทกุ ขเทา นนั้ ปญหาสารพดั ในโลกน้ีจะเกิดมีใหเดือดรอ นไปท่ัวกนั รูอยางนี้แลว ก็ตองแกปญหา และดวยความรูน้ัน ก็แก ปญหาได นก่ี ็งายๆ คือวา ถา มนษุ ยฉลาด ก็พยายามโยงกฎสมมติ ของมนุษย ใหไ ปหนนุ กฎธรรมชาตใิ หได มนุษยท่ีฉลาดต้ังกฎสมมุติข้ึนเพ่ืออะไร ก็เพ่ือมาหนุนให กระบวนการของกฎธรรมชาติดําเนินไป ในทางที่จะใหเกิดผลสม ตามทีม่ นษุ ยม ุง หมาย เราอยากใหตน ไมเ ติบโตงอกงาม ตน ไมจ ะ งามไดถ ามกี ารดูแล เชน ตดั แตง ใหปุย รดนํ้า เรากจ็ งึ ใชวธิ ีแบง งาน จัดใหม ีคนมาทาํ สวน โดยใหเ ขาทําเปน หนาทแ่ี บบทาํ จริงทํา จังอยางไมตองหวงกังวลอะไรเลย ในเร่ืองความเปนอยูก็มีเงิน เดือนเล้ียงชีพอยางเพียงพอ บอกเขาวาคุณไมตองเดือดรอนหรือ หวงอะไรแลว ก็ตงั้ หนา ตัง้ ตาทํางานทําสวนนใี้ หเต็มท่ไี ปเลยนะ
๔๖ ความสขุ ทุกแงทุกมมุ น่ีคือเอาระบบเงื่อนไขของกฎมนุษยมาเช่ือมตอใหแลว ก็ เปดโอกาสและหนุนใหคนนั้นทําเหตุปจจัยใหเปนไปตามกฎธรรม ชาติไดอ ยา งเตม็ ที่ ทนี ้ี ถา คุณคนทําสวนนั้นมฉี นั ทะ แกอยากเหน็ ตน ไมด เี หน็ ตนไมง ามสมบรู ณ แลว ก็อยากทําใหมนั เปนอยางนั้นอยแู ลว พอไม ตองหวงใยในเร่ืองชีวิตความเปนอยูอะไรแลว แกก็ทําสวนเต็มท่ี สบายไปเลย ก็ไดท ําใหต นไมงอกงามสมใจ ไดท ้ังความสุข ไดทัง้ เงนิ ทองเครอื่ งยังชพี ไปดวย งานกไ็ ดผล คนก็เปน สขุ ถาอยางน้ี ระบบเง่ือนไขของกฎมนุษยก็มาเชื่อมประสาน หนุนการทาํ งานในระบบเหตุปจจัยของกฎธรรมชาติ ใหดําเนินไป ดว ยดีอยางไดผ ลสมดงั ทม่ี นษุ ยปรารถนา แตทีน้ี ถาเกิดวา นายคนทําสวนน้ันไมมีฉันทะท่ีเปนเหตุ ปจจัยตวั เริม่ ตนในกระบวนการของกฎธรรมชาติละ ก็จบกันเลย นกี่ ็เขาในทางตรงขา ม ถาคนทาํ สวนน้ันมีแตต ณั หา ตอ งการ แตผลในระบบเง่ือนไข คราวน้ีละ ตัวเขาเองก็ทํางานดวยความ ทุกข เพราะมแี ตจ ําใจฝนใจ และเมื่อแกจาํ ใจทาํ งาน การทาํ สวนก็ ไมไดผลดี ถา เปนอยางนกี้ นั มากหรอื ทั่วๆ ไป ระบบการทัง้ หลาย ของโลกมนุษยก ็รวนกแ็ ปรปรวนเสยี ไป พูดงายๆ วา งานก็ไมไดผล คนก็เปนทกุ ข ไมใชแคน ้นั พอคนทํางานไมม ฉี ันทะ แตม ากดวยตณั หา เขา ไมต ้ังใจทํางาน เลี่ยงงาน หลบงาน ไมซื่อ หาทางเบี้ยว โกง ตลอด จนมกี ารทจุ รติ ตา งๆ เชน หาทางลัดในระบบเงื่อนไขน้นั และมกี าร ร่ัวไหลตางๆ ก็ตองมาเนน การจัดตง้ั ระบบควบคุม
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๔๗ แลวทีน้ี พอตัณหาเขาไปครอบงําระบบควบคุมน้ัน ระบบ ควบคุมก็ยงิ่ ตองจัดใหค ุมกนั ซอ นขึน้ ไปๆ หลายๆ ช้ัน ในทีส่ ดุ คมุ กันไปคุมกันมา ตัณหาก็พาไปถึงอบาย ไดผ ลอยางทค่ี นไทยเคย อา นโคลงโลกนิติท่วี า “บาทสิ้น เสือตาย” นนั่ แล เพราะฉะน้ัน จึงอยาใหระบบเง่ือนไขมาทําลายหรือสยบ ฉันทะ แตตอ งไหวทนั มีความฉลาดทจ่ี ะจัดใหร ะบบเง่อื นไขนั้น มา หนุนฉันทะท่จี ะขบั เคลือ่ นกระบวนการของธรรมชาตไิ ปใหไ ด ในยุคปจจบุ ัน ท่เี รามีระบบเง่อื นไขของตณั หาเปนใหญอยนู ี้ การที่ความเจริญงอกงามในทางท่ีดียังพอมีพอเปนไปได ก็เพราะ ยังพอมีพวกฉนั ทะแอบอาศัยแฝงตัวอยูในระบบนีบ้ า ง สาํ หรับโลกมนษุ ยนี้ เอาแควา อยา เพลินประมาทปลอยให ระบบตณั หาขนึ้ มาเปน กระแสใหญ จนพวกฉนั ทะอยไู มไ ดต อ งหลบล้ี คอยๆ เลือนหายหมดไป แตตอ งใหร ะบบฉันทะเปน หลกั เปนแกน ไว ถึงพวกตัณหาจะทาํ พษิ บาง ก็ยงั คงพอมีความมนั่ คงปลอดภยั น่ีก็ไดพูดมาพอเปนตัวอยาง ในเรื่องความตองการน้ีท่ีเปน เรือ่ งใหญมาก เราไมคอยจะจบั กนั ท่ีจดุ น้ี จงึ ตอ งย้าํ ไว เร่ืองความอยากนี้ตองวากันใหชัด อยาไปเลี่ยงท่ีจะพูดถึง มนั ใหร ูท้ังความอยากฝา ยกศุ ลและฝา ยอกศุ ล พอรูเ ขาใจแลว จะแกปญหาอะไร ก็ถูกจุดไดง า ย และจะกาว ไปในการพัฒนาความสุขดวยความมนั่ ใจเปน อยางดี
๔๘ ความสุข ทุกแงท กุ มมุ ความตอ งการตอเพ่ือนมนษุ ย ตอ งรไู ว กอนจะพัฒนาความสุขกันตอ ไป เรือ่ งความตอ งการยงั ไมจบ ที่พูดมามงุ ไปท่คี วามตองการตอ งานการหรอื สง่ิ ทที่ าํ ตลอดจนตอ สงิ่ แวดลอ มทว่ั ไป จะตอ งขยายไปถึง ความตอ งการตอ คน หรอื ตอ เพ่ือนมนษุ ยด วย จงึ จะครบ นี่ก็คือเรื่องฉันทะตอคน บอกแลววา ฉันทะ คือ ความ ตอ งการใหม นั ดใี หมนั งามใหมนั สมบูรณ เปน ความปรารถนาดที ่ีมี ตอ ส่ิงท้งั หลายท่ัวไปไดหมด ตอ สรรพสง่ิ แลว ก็ตอ สรรพสตั วดว ย ทนี ้ี พอมฉี ันทะตอ สรรพสตั ว เรม่ิ ต้งั แตเ พ่อื นมนษุ ยเปน ตน ไป พูดเปนภาษาไทยกค็ ือ ความปรารถนาดี อยากใหเ ขาดี อยาก ใหเ ขาเจริญงอกงาม อยากใหเ ขาแขง็ แรงสมบรู ณ และอยากใหเขา สดชนื่ เบิกบานมีความสขุ มนษุ ยดวยกนั น้ี เปน สวนสาํ คญั ที่มนษุ ยจะตอ งเกี่ยวขอ งใน ชีวิต เปนเรื่องใหญสําหรับมนุษยทุกคน เพราะตัวคนแตละคนก็ เปนมนุษยอยแู ลว เมอ่ื อยกู ับเพอ่ื นมนษุ ย แลวขยายกวางออกไป ก็อยูกับสัตวท้ังหลายอ่ืน ฉันทะที่มีตอมนุษยและตอสัตวทัง้ หลาย นบั วามีความหมายทส่ี ําคญั เปน พเิ ศษ จะเห็นวา ความปรารถนาดี หรือความตองการใหด ี ตอ เพอ่ื น มนุษยและเหลาสัตวนั้น มีลักษณะแงดานท่ีพิเศษกวาความ ปรารถนาดี หรือความตองการใหด ี ทีม่ ตี อสิ่งทงั้ หลายทว่ั ไป ดังนั้น ฉนั ทะในกรณีนี้ จึงมศี พั ทพิเศษให แถมมีหลายคําท่ี จะใชแ ยกไปตามสถานการณตางๆ ทีเ่ ขาประสบอกี ดว ย
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๔๙ รวมแลว แทนท่ีจะใชตอเพ่ือนมนุษยดวยฉันทะคาํ เดยี ว ก็ แยกออกไปเปน ๔ คาํ ๑. เริม่ ดวยวา ถา มฉี นั ทะ คอื ความปรารถนาดี หรือความ ตอ งการใหดีน้นั ตอเพอ่ื นมนษุ ยใ นยามปกติ เห็นใครก็อยากใหเ ขา มีรางกายสมบูรณงดงาม มีหนาตาอิ่มเอิบผองใส อยากใหเขามี ความสขุ ซง่ึ ก็เปนความอยากเพอ่ื คนนัน้ หรอื เพอ่ื สตั วน้นั เอง ไมใช เรื่องตัวตนของเรา ความอยากอยางน้ีเปนความปรารถนาดีพ้ืน ฐาน เปน อยา งทห่ี นึ่ง เปน ขอ แรก เรยี กวา เมตตา ๒. ทนี ี้ตอไป ถา มนษุ ยห รือสัตวอ น่ื ก็ตาม ไมอ ยใู นสภาพท่ี เปน ปกติ ไมส มบรู ณ ไมงดงาม มีความบกพรอ ง ประสบทกุ ข ยาก ลาํ บาก เรากอ็ ยากใหเ ขาพน จากความทกุ ข จากความยากไรขาด แคลน จากความเจ็บไขไ ดป วย เปน ตนนน้ั อยางทีว่ า แลว สําหรบั มนษุ ยส ตั วน ้ี ทา นใหค วามสาํ คญั พเิ ศษ มศี พั ทเ รยี กแยกไปเลย ทา น เรยี กความอยากใหเ ขาพนจากความเดอื ดรอ นเปน ทุกขน ้วี า กรุณา ๓. ตอ ไปอกี ถาคนนน้ั เกิดไปเจรญิ งอกงามสมบรู ณย งิ่ ขนึ้ หรือเดก็ คนน้ีเจริญเติบโตขึ้น มีรางกายแข็งแรงสมบรู ณ หนา ตาสวยงาม ผอ งใส หรอื ใครทําความดีงามกาวหนาประสบความสาํ เรจ็ นี้คือ เขาขึน้ สูงกวาเดิม หรือเหนอื กวา ปกติ เราก็พลอยช่ืนชมยินดีดวย เรยี กวา มทุ ติ า ๔. ในสถานการณท อ่ี าจจะเรยี กวาพเิ ศษ ถาคนนนั้ เขารับผิด ชอบตัวเขาเองได หรอื เขาควรรบั ผิดชอบตอ ตนเอง เปนความสมควร ที่จะเปนอยางน้ัน ท่ีควรจะใหเขาอยูหรือดําเนินไปในภาวะอยาง น้ัน เราไมควรเขา ไปแทรกแซง เชน พอ แมดแู ลลกู เลก็ อยู เขากําลัง
๕๐ ความสขุ ทกุ แงท ุกมมุ หัดเดินเตาะแตะ เราปรารถนาดี ตอ งการใหเขาเจรญิ งอกงาม ก็ วางทีเฉยดูใหเขาหัดเดินไป ไมใชมัวสงสารกลัววาเด๋ียวเขาจะลม จะเจบ็ แลวคอยอมุ อยเู รอ่ื ย ความปรารถนาดี ตอ งการความไมผ ิดพลาดแกเ ขา ตองการ ความไมผิดธรรมแกเ ขา อยากใหเขาดาํ เนินไปในความถูกตอง ใน ความสมควรจะเปนอยางนั้น ในความไมเสียหาย ใหเขาเปนไป โดยธรรม ถกู ธรรม ชอบธรรม ไมเขา ไปกา วกายวนุ วายแทรกแซง ที่ โบราณแปลกนั มาวาวางเฉยน้ี เรียกวา อุเบกขา รวม ๔ อยา ง มฉี นั ทะเปน จุดเรม่ิ ตนท้งั นั้น หมายความวา ฉันทะแสดงตัวออกมา เปน ความปรารถนาดีตองการใหเ ขา อยดู ีมคี วามสขุ ในยามเขาเปน ปกติ เรยี กวา เมตตา เปนความปรารถนาดีในยามที่เขาตกต่ําลงไป ตองการให เขาพน ถอนตนข้นึ มาไดห ายทุกขส ูสภาวะทด่ี ี เรยี กวา กรณุ า เปนความปรารถนาดีในยามท่ีเขากาวไปไดดีแลว สูงข้ึนไป ตองการใหเขาดงี ามเจริญย่งิ ข้ึนไปอีก เรยี กวา มุทติ า เปนความปรารถนาดีในยามถึงวาระที่เขาจะอยูกับความรับ ผิดชอบของตวั เขาเอง ตอ งการใหเ ขามีความถูกตอ ง ไมผ ิดพลาด ไมเสียหาย เปน ไปตามธรรม เรียกวา อเุ บกขา คนโดยมากนกึ ถึงความปรารถนาดีไดแ ค ๓ สถานการณ คือ นกึ ไปไดแคขอท่ี ๓ ซึง่ ไมพอ ใน ๓ ขอแรกนน้ั ยงั เปนข้ันทีอ่ ยแู ค ความรสู ึก แมจะเปนความรสู ึกทด่ี ีงามสงู สง พัฒนามาไดไกลแลว แตก ย็ งั ไมเ ตม็ ไมส มบรู ณ กต็ อ งถามวา แลว ขอ ที่ ๔ สมบรู ณอ ยา งไร
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๕๑ ตอบใหส้ันสักหนอยวา คนเราจะมีแตดานรูสึก อยางเดยี ว ถงึ จะดีเลิศประเสริฐยิ่งอยา งไร กไ็ มพอ ก็อยูแคคน ไมถ ึงธรรม ไม บรรจบกับธรรม คนนัน้ กจ็ ะไปไดแคดี แตอาจจะไมถ กู จะตอ งมดี า นรู ใหเ ต็มดวย จงึ จะถึงธรรมได จงึ จะถกู ตองจรงิ ได และจงึ จะหมดทุกข มีสุขทีส่ มบรู ณไดด ว ย พูดตรงตามศัพทพระก็คือ พัฒนาดานจิตใจไปจนเต็มที่ อยางไร กไ็ มพ อ ไมสมบูรณ จิตใจเองน่ันแหละไมส ามารถหลุดพน เปนอสิ ระ ตองพัฒนาปญ ญาใหสมบูรณ แลว ปญ ญานัน่ แหละจะ ทาํ ใหจ ติ ใจเปนอสิ ระ เปนจิตใจท่ีสมบรู ณได สามขอ แรกยังอยูในข้ันของลาํ พังจิต สว นขอ สี่ คอื มีปญญา มาทาํ ใหจ ิตลงตวั เปน อิสระไดแ ลว เปนอันวา สามขอแรกยังเปนขั้นความรูสึก ใชคําฝร่ังบาง ทานเขาใจงายข้ึน คือยังอยูในข้ันของ emotion แมจะเปน positive emotion อยา งเยีย่ มยอด มนษุ ยก ย็ งั ตองขน้ึ ไปอกี ขนั้ หน่ึง ใหถึงปญญา ตองมีปญ ญามาปรบั มาชาํ ระมายก emotion ขน้ึ อกี ทหี นึ่ง๑ ข้ันบรรจบกบั ปญ ญาน้ี เปน ขอที่ ๔ มนษุ ยต อ งไปใหถ งึ ปญ ญา จะสมบรู ณต อ เมอื่ อยดู ว ยปญ ญาที่ ทาํ ใหจ ติ เปน อสิ ระได ถา มนษุ ยไ มม ปี ญ ญา กแ็ กป ญ หาไมจ บ แมแ ต ในระดบั ตน ๆ งายๆ ถงึ แมจติ ใจดี มคี วามรสู กึ ทีด่ ี ก็ใชผ ิด ทําผดิ ได ๑ เคยบอกขา งตนวา ความอยาก-ปรารถนา-ตอ งการ แปลวา desire แตใ นดา นธรรมน้ี จะ ใช love แทนกไ็ ด ฉนั ทะเปน love of truth และ love of good เมือ่ ออกมาทางเมตตา กรณุ า ก็เปน love of fellow beings แลว love of Dhamma, love of truth, love of justice, love of righteousness กโ็ ยงถึงธรรม เรยี กรอ งปญ ญา ไปถึงอุเบกขา
๕๒ ความสุข ทกุ แงทุกมุม ยกตัวอยางวา นายคนหนึ่งไปขโมยเงินเขามาได ๕,๐๐๐ บาท เออ นี่เขาประสบความสาํ เรจ็ มีเงนิ ใช สบายละ เขาหลักวา เขาไดด ีมีสุข เราจะวา อยางไร กบ็ อกวาเขาขอ ๓ แลว น่ี เรากม็ ุทติ า พลอยยินดีดวยสิ อยางน้ไี มถูกแลวใชไ หม ขนื ปฏบิ ตั ธิ รรมกนั อยา ง น้ี เด๋ียวคงยงุ แน จะลักขโมยกนั ใหญ สังคมก็จะเดอื ดรอน ไมดแี น ไปสงเสริมไมได นแ่ี หละ ตรงน้ี ปญ ญาทีร่ ธู รรม รคู วามถูกตอ ง กม็ าปรับจติ ใจใหประสานกันลงตัว เปนปรารถนาดีตองการใหเขามีความถูก ตอง จติ ใจก็ลงตวั พอดไี ดทเ่ี ปน อุเบกขา ถา วิเคราะหออกไป ก็เหน็ ไดว า ในอเุ บกขานี้ ก็มีฉันทะ เปน ความปรารถนาดี อยากจะใหเขาดี ใหง าม ใหส มบูรณ จะสมบูรณ กต็ อ งถกู ตอ ง ตรงตามธรรม กจ็ งึ วางใจเปน กลาง เรียกวาอเุ บกขา เพ่ือใหกระบวนการแหงความถูกตองเปนธรรมจะไดดําเนินการตอ ไปตามกฎกตกิ า เปนตน ใหเปนไปตามธรรมนัน่ เอง ก็สรุปวา สามขอแรก คือ เมตตา กรณุ า มทุ ิตา อยูแคจ ติ ใจ ไดแ ครกั ษาคน พอถึงอเุ บกขา ก็ไปถงึ ปญ ญา รกั ษาธรรมไดด ว ย ถาคนไปละเมิดธรรม ก็ตองเอาธรรมไว ก็เลยตองรักษาธรรม ความยุตธิ รรม ความเปนธรรม รักษาความถูกตอง กม็ าจบ มาเตม็ ทอี่ เุ บกขา ซงึ่ เปน ความรสู กึ ทเี่ กดิ จากมปี ญ ญา เขามารว ม แลวก็อุเบกขาเพอื่ รกั ษาธรรม เปนตัวสรางสมดลุ ให ๔ ขอ ครบบริบูรณเ ต็มที่นั่นเอง จึงเปน พระพรหมผูอภิบาลโลกไดจ ริง ตามความหมายในแบบของพทุ ธศาสนา
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๕๓ เรยี นใหสนุก มคี วามสุขในการเรยี น อธิบายเร่ืองความหมายของความตองการ ความอยาก ความปรารถนาน้มี ายดื ยาว ใชเวลามากหนอย แตขอยํ้าวาตอ งเขา ใจใหชัดโดยเฉพาะความแตกตางระหวางความอยากความ ตองการ ๒ ประเภทน้ี ซง่ึ เปนเรือ่ งสาํ คัญอยา งยงิ่ ขอแทรกอกี นิดเพราะมาเก่ียวกับการศกึ ษา ในการศึกษานัน้ เราตอ งใหฉ นั ทะเกิดใหไ ด ถา ฉนั ทะไมเ กิด การเรยี นกจ็ ะไมม คี วาม สุขจรงิ ถาไมเ ลิกราทิ้งไปเลย ก็จะไดแ คส นกุ คอื ไดแคความสขุ ของ นักเสพ เหมือนดหู นังดลู ะคร ถา เกิดฉันทะขนึ้ แลว กระบวนการเรียนจะสนกุ สนานหรือไม กเ็ ปน เรือ่ งยอ ย ไมคอ ยสําคญั ความสนกุ ก็เพยี งมาชวยเสรมิ ใหเด็ก ไดรับการกระตุนใหเกิดความสนใจ และเปนอุปกรณเคร่ือง ประกอบ ท่ชี ว ยสอ่ื ใหเขา ใจสาระไดง า ย แตค วามสนุกนัน้ ไมใชเน้อื ตวั ของการศกึ ษา ยงั ไมเขาไปในกระบวนการของการศกึ ษาแทจริง การศึกษาเริ่มที่ฉันทะ เด็กตองมีฉันทะขึ้นมาในตัวของเขา ความสนุกจะมีประโยชนก็เมื่อมาใชกระตุนใหเกิดฉันทะไดสําเร็จ ถา ไดแ คสนุก แตฉันทะไมมา ก็ตองพ่ึงพาความสนกุ อยนู น่ั และ ตองเพ่ิมความสนุกมากขึ้นเร่ือยๆ แลวครูก็เหน่ือย เพราะตอง กระตุนกันอยูอยางน้ี แลวก็ตองหาทางแปลกใหมใหสนกุ ไดตอ ไป อีก จะมาสอนทีหนึง่ ก็ไปนั่งคดิ วาทาํ อยา งไรจะใหเดก็ สนุก ยุงจน เหนื่อยกับการหาวิธีใหเ ด็กสนุก
๕๔ ความสขุ ทุกแงท กุ มมุ การสอนสนุก เปนความเกง ทีน่ าชืน่ ชม แตตองเชอื่ มตอ ไปถึง ฉันทะใหได ดังนน้ั จงึ ตองระวัง ตอ งแยกได มิใหความสนกุ นนั้ เปน แคการไดสนองความตองการในการเสพ อยางท่ีพูดเมื่อก้ี วา เหมอื นดูหนงั ดูละคร ถา อยา งน้ี ครหู รอื ผสู อนกจ็ ะเปนเหมอื นนกั แสดง และความสขุ จากการไดเสพแลว สนุก ก็คอื อยูในขั้นของการ สนองตัณหาน่ันเอง ทีนี้ ถาสนุกจากการไดเสพทางตาหูเพ่ือสนองตัณหา ก็จะ พบปญหาอนั จะตองเตรยี มกันเตรยี มแก ปญ หาพืน้ ฐาน คือ ความ ติดเสพ การติดอยูแคข้ันเสพ และความชินชาเบื่อหนายท่ีทําให ตองกระตนุ มากขึน้ แรงข้ึน ทัง้ โดยปริมาณและดีกรี เรียนหรือดูการสอนคราวน้ี สนุกมาก แตคราวตอ ไป ถา สอน อยา งนั้นอีกๆ ก็ชกั ชนิ แลว กช็ กั จะเบ่ือ คราวหนาจงึ ตองหาทางให สนกุ มากข้ึน หรอื เปลีย่ นแงมมุ ใหม เพม่ิ ดีกรขี องการกระตุนในการ สนองตัณหายิ่งข้นึ ไป ทีนี้กส็ นองกันตอ งไมหยุด และก็หยุดไมไ ด คุณครูก็เหน่ือย จนชักจะหมดแรง และในที่สุด นักเรียนก็หมด เหมือนกัน คือวนอยูแคนั้น วายเวียนอยูกับตัณหา ไมไปไหน เพราะตัน ไมมที างไป ที่วาติดเสพ ก็คือเหมือนติดดูหนังดูละคร หรือแมแตติด ความสนกุ จะเอาแตส นุก หาความสนกุ ทว่ี ามาเรยี นนนั้ ไมใ ชต ดิ ใจอยากเรยี น แตต ดิ ใจจะมาดูการแสดงอีก ไมไ ดมีจิตใจที่จะเรียน ทจ่ี ะหาความรู ท่ีจะคนจะควา ถา อยางน้ี กย็ ิ่งเพิ่มแรงใหแกก ระแส ตณั หา
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๕๕ แลว ที่วาตดิ อยแู คขนั้ เสพ ก็หมายความวา ถา ทาํ ไมถ ูก จติ ใจ ของผูเรยี น ก็ไมไปสกู ารเรยี นรู ก็ติดก็ของอยูแคก ารเสพความสนกุ เพลินอยูกับภาพและเสียงและเรื่องราวท่ีสนุกสนานเทาน้ัน ไม เชื่อมไมตอไมกาวไปสูการเรียนรูสาระท่ีตองการ เฉพาะอยางยงิ่ ก็ คือไมเ กดิ มีฉนั ทะขน้ึ มา เพราะฉะน้ัน จะตองระวังที่จะมองความหมายของการให เด็กสนุกในการเรยี นนี้ ใหถูกใหตรง การทําใหส นุกนี้ เปน การกระตนุ ความสนใจเบื้องตน เรียกวา เปนบุพภาค เปนขั้นของปจจัยภายนอก ก็คือมาทําหนาท่ีส่ือน่ัน เอง จงึ ไมใ ชจบท่ีน่ัน เม่อื ไมจ บท่นี น่ั จงึ ตองจับความมงุ หมายใหไ ด เปา หมายในการทําหนา ท่ขี องปจ จยั ภายนอก อยูท กี่ ารสรา ง ปจ จัยภายในใหเกิดขน้ึ หมายความวา ครูอาจารยเปนปรโตโฆสะ (เสียงบอกขาง นอก) แตเ ปนปรโตโฆสะทดี่ ี ทเ่ี ราจัดเปน กลั ยาณมติ ร ครูอาจารย หรือกัลยาณมิตรน้ี ก็มาส่ือสารชวยกระตุนการดูการฟงการคิด โดยมีเปาหมายท่ีจะใหเด็กสรางหรือเกิดปจจัยภายในของเขา คือ ใหเขาเกิดมีฉันทะนี้เองข้ึนมา จะไดเปนจุดเร่ิมตนที่จะขับเคลื่อน กระบวนการของการศึกษาในชีวิตของเขาตอ ไป เพราะฉะน้นั ความสําเร็จในการทําหนาที่ของครู นอกจาก การถายทอดขาวสารขอมูลแลว สาระทแ่ี ท ทีเ่ ปน เน้อื ตวั ของการ ศกึ ษา กค็ ือการทําใหเ ด็กเกดิ มีฉันทะที่เปนปจ จัยภายในของตัวเขา เองนีข้ น้ึ มาไดน ั่นเอง
๕๖ ความสขุ ทุกแงทุกมมุ ถาครูไมมีเปาหมายท่ีวาน้ี ก็ไดแคไปกระตุนกันอยูอยางนัน้ อยางที่วาเมื่อชินชาหนักเขา ก็เบ่ือหนาย แลวเมื่อกระตุนไมไหว หมดแรงไป กจ็ บกันเทา นั้นเอง ครอู าจารย กลั ยาณมิตร หรอื ปจจัยภายนอกนี้ จงึ ตองทาํ หนาท่ีใหสมฐานะท่ีเปนส่ือ คือเช่ือมตอจากปจจัยภายนอกเขาสู ปจจัยภายใน หรอื กระตุนใหเด็กเกิดมปี จจยั ภายในของเขาเองขึ้น มาใหได มิฉะนนั้ ครกู จ็ ะกลายเปน ผูทาํ ใหเด็กเปน นกั พง่ึ พา ใหเ ขา ตดิ วนอยูก ับการพ่ึงพา ถาครรู ูง าน เขาใจหนา ท่ขี องตนจริง เวลาจะสอน กท็ าํ หนาท่ี เปนส่ือโดยมีเปาหมายวา เออ เราจะพูดจาหรือจัดกิจกรรมที่จะ ชวยใหเด็กเขาใจเน้ือหาสาระไดงาย และชวยกระตุนใหเขาสนใจ อยากเรยี นอยากรู ใฝรูใฝท าํ หาทางชักนําใหเ ขาเกิดมีฉันทะข้นึ มา รวมความวา การเรียนใหส นุกมีสาระอยทู ีเ่ ปน ปฏิบตั กิ ารของ ปจจยั ภายนอก ในการชว ยการเรยี นใหงา ย และกระตุน ความสนใจ โดยมจี ุดหมายที่จะสื่อนาํ ใหเกิดปจ จยั ภายในคอื ฉนั ทะขน้ึ มา ถา เขาเกดิ มฉี ันทะข้นึ มาไดจ รงิ ละก็ คราวน้ีเขาจะเดินหนาไป ไดเ องเลย ทนี ี้ ไมต องรอครแู ลว แมแตว า ครูไมม า ฉนั ก็มีเรอ่ื งทีจ่ ะ ทําในการศกึ ษาหาความรู ฉนั อยากจะคน ใหรูเร่ืองนั้นเรอ่ื งนี้ อยาก ไปเขา หอ งสมุด อยากไปหาหนงั สอื ดู แลว กค็ นกอ็ า นก็ดดู วยความ สุข เพราะไดสนองความอยากรูน้ัน คือไดสนองความอยากหรือ ความตองการที่เรียกวาฉนั ทะ นี่คอื เขา ทางถกู แลว การศกึ ษากม็ า ของมนั เอง ตามกระบวนการของธรรมชาติ
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๕๗ เรื่องน้ีสําคัญมาก เพราะวา ถา คนเราเกิดมีความอยากทเี่ ปน กุศลคือฉันทะน้ีขึ้นมา เปนจุดเร่ิมตนของการศึกษาแลว มันจะ เปลย่ี นวถิ ีชีวติ เปลย่ี นวิธีแสวงหาความสุข และความสุขอยางใหม จะมีเพิ่มขึ้นมาชนดิ ทนี่ ึกไมถ งึ ทีเดยี ว แตกอ นนั้น เรามแี ตตณั หา คอยแตอ ยากได อยากเอา อยาก เสพ เทย่ี วพลานหาของชอบ หารปู เสียง กล่ิน รส สัมผัสท่พี อใจ เอามาเสพ พอไดเสพ ก็สมใจมีความสขุ มีความสุขจากการเสพสิง่ ท่ชี อบ แตพ อเจอส่ิงทไี่ มช อบ ก็ไมพ อใจ ขัดใจ กลายเปน ความ ทุกข แลวสุขทุกขของเราก็เลยข้ึนตอความชอบใจและไมช อบใจที่ เปนไปตามตณั หา มองเห็นความสุขความทุกขอ ยูแ คน ี้ แตพอมีฉันทะขึ้นมาแลว เปนอยางไร คราวนี้ก็มีประสบ การณท ่ไี ดร ูจักความอยากอยางใหม อยากรูนัน่ รนู ่ี มองเห็นอะไรๆ นาจัดนา ทําใหดี และพอไดคนหา ไดทาํ ก็มคี วามสขุ แลว ความสุข ก็มเี พ่มิ ขึ้นไปเรอ่ื ยไมร ูจ ักจบ แมกระทั่งวาไปเจออะไรท่ีไมนาชอบใจ ท่ีเคยเจอแลวเปน ทกุ ข แตคราวนไ้ี มอยางนน้ั ของทีไ่ มช อบนนั่ แหละ พอมองเห็นวา มนั มอี ะไรนาศกึ ษา แมแ ตวา มนั ไมด อี ยา งไร และทําไม ก็อยากรู ก็ เลยกลายเปนชอบส่งิ ท่ีไมช อบ เพราะจะไดศ กึ ษา จะไดค นหาใหรู ถึงตอนนี้กค็ อื ฉันทะมาเปล่ยี นใหคนชอบสิ่งที่ไมช อบ และมคี วาม สขุ ไดแ มแ ตจากส่งิ ท่ไี มชอบ ขอใหท ราบดว ยวา ฉนั ทะนีเ้ ปนพวกเดยี วกับปญญา ตองมา กบั ปญ ญา ไมเหมอื นตณั หาท่มี ากับอวิชชา ไมตองมีปญ ญาหรอก ตัณหามาไดเรื่อย แตฉันทะนี้จะพัฒนาไปไดดวยปญญา เชนวา
๕๘ ความสุข ทุกแงทกุ มมุ ของน้ี เรอื่ งน้ี ไมถ ูกใจ ไมนาชอบใจ ตัณหาไมเ อาดว ยแลว แตพ อ มารเู ขาใจวา เออ อันน้ีมีประโยชน เอามาใชทําอยา งนน้ั อยา งน้ไี ด พอปญญาบอกใหอยางนี้ ฉนั ทะก็มาประสาน มารว มดวย ตณั หาไมเอา กไ็ มเปน ไร แตฉนั ทะเอาดวย คราวนที้ ั้งอยากรแู ละ อยากทาํ ก็เขามา แลว ความสขุ ก็ตามมาจากการไดสนองฉันทะนน้ั พอฉันทะมา ความชอบใจ-ไมช อบใจของตณั หา กแ็ ทบหมด อทิ ธิพลไปเลย สิ่งท่เี คยไมชอบ ซึง่ ทาํ ใหท ุกข เพราะตัณหาไมเอา แตพอปญ ญาบอกฉันทะมา อันท่ไี มชอบนนั้ ก็กลบั ทาํ ใหม คี วามสุข นแี่ หละ พอมนุษยเริม่ มีการศึกษา เขาก็สามารถมคี วามสขุ ไดแมก บั สงิ่ ที่ไมสนองตณั หา และพอเขาทางอยา งน้แี ลว เขาก็จะ พัฒนาตอ ไปๆ โดยที่ความชอบใจและไมชอบใจก็จะคอ ยๆ หมด กําลังท่ีจะครอบงําลากจูงจิตใจของเขา ความสนใจ ความคิด ความสุขของเขาไหลไปอยูท่ีการรูการทาํ จะเห็นวา คนอยา ง ไอนส ไตนก็เกิดขึ้นมาไดในแบบนี้ ไมตองลกึ ซึ้งถึงข้นั สรา งไอนส ไตนหรอก ถาการศึกษาพฒั นา ฉันทะข้ันพ้นื ๆ ข้ึนมาได บา นเมอื งก็จะมนี กั ผลติ เพ่ิมข้นึ พอมาดลุ กบั นกั (รอ)บริโภค ท่ไี มค ิดทําอะไรนอกจากคดิ หาทางสนองตณั หา ทวนอกี ทวี า กระบวนการดําเนินมาอยางนี้ คอื ช่นื ชมพอใจ ในภาวะที่ดีงามสมบูรณ ก็อยากใหมันดีอยากใหมันงามอยากให มันสมบูรณตอ ไป ถา มันไมดีงามสมบูรณ กอ็ ยากทาํ ใหมนั ดงี าม สมบรู ณ ก็เลยอยากรวู า จะทําอยางไรใหม ันดีงามสมบรู ณอยางนนั้ ได (หรอื อยากรกู อ น แลว อยากทาํ ตามมากไ็ ด) พอรูแลว ก็ทําไดสมตามท่ีอยากทํา พอไดทําสนองตามที่
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๕๙ อยากนั้น ความสุขก็เดินหนาเพมิ่ มาเรอื่ ยๆ ตามความกาวหนา ของ การที่ไดทาํ ทนี ี้อยากรกู บั อยากทาํ กเ็ ดนิ หนา คกู นั ไป พรอ มดว ยความสขุ ก็ มี และการศึกษากม็ า เขากระบวนใหญไปดว ยกนั เปน อนั วา อยากรู คูก บั อยากทาํ แลวก็นาํ มาซง่ึ การศึกษา พรอมทัง้ ความสขุ ถา ไมเกิด ๒ อยากนี้ กห็ วังใหม ีการศกึ ษาไดย าก และเด็กก็จะเรียนอยางไมมีความสุข กลายเปนการศึกษาท่ีฝนใจ นัน่ กค็ อื ไมใชการศกึ ษาที่แทจรงิ นน่ั เอง เพราะฉะน้ันจึงตองเนนจุดน้ี คือ สรางฉันทะข้ึนมาใหได แลวการศึกษาก็จะเดินหนาไปเอง เหมือนที่พระพุทธเจาตรัสวา เม่ืออรโุ ณทัยนําหนา ดวงสุริยากต็ ามมาแนน อน ที่ขอย้ําไวเปนเรื่องใหญอีกอยางหนึ่งคือ ฉันทะที่ขยายมา ทางดานสังคม ในการสัมพันธกับเพ่ือนมนุษย ท่ีกระจายออกไป เปน คุณธรรม เรียกวาพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรณุ า มทุ ิตา อเุ บกขา อนั นกี้ ็โยงกันหมด ถาจับจุดที่วามาน้ีไดแลว ก็พอมองเห็นกระบวนการพัฒนา ความสขุ วา จะดาํ เนนิ ไปอยางไร ตามรปู เคา ทมี่ องเห็นได พอเราพฒั นาความตองการได เราก็ พฒั นาความสุขได เพราะการพฒั นาความตองการนัน้ เอง เปนการ พฒั นาความสขุ ทนี ี้ พอเลือ่ นจากตัณหามาข้ึนสูฉ ันทะ หรอื พฒั นา ฉันทะใหม ากข้นึ ได ความสขุ กเ็ พ่ิมขยายมติ ิออกไปอกี การพัฒนา ความสขุ กก็ าวลึกสงู กวางออกไปทุกดาน ดงั จะดูกนั ตอ ไป
๖๐ ความสุข ทกุ แงทกุ มมุ มคี วามสุขในการเรยี น เปน แควิธี ยงั ไมพ อ ขอจุดหมาย ใหเ รยี นแลว กลายเปน คนมีความสุข ถงึ ตรงนีม้ ีเรือ่ งทข่ี อแทรกเสริมอีกหนอ ย ในตอนทแ่ี ลว ไดยก เรอ่ื ง “เรยี นใหส นุก มคี วามสขุ ในการเรยี น” ขนึ้ มาพูด เพราะใน ระยะใกลๆ นี้ วงงานการศึกษาสนใจและเอาใจใสเรอ่ื งน้กี ันมาก แตการเรียนอยางมีความสุขนี้ เปนเร่ืองในขน้ั ของวธิ กี ารเทาน้ัน แม จะสําคัญ กไ็ มเ พยี งพอ ความสุขน้ันเปนเรื่องใหญ ไมใชอยูแคในข้ันของปฏิบัติการ ในการศึกษา แตเปนเนื้อตัว และเปนจุดหมายของการศึกษาที เดยี ว ถา เขา ใจความสุขใหถ กู ตองแลว จะเหน็ วา การศกึ ษาเปน การ พัฒนาความสขุ เพ่ือใหผ ูศกึ ษากลายเปน คนมคี วามสขุ การพัฒนาความสขุ ที่ตรงตามความหมาย จะเรียกรอ งความ เพียบพรอมแหงการพัฒนาคุณสมบัติท้ังหลายซ่ึงมนุษยท่ีสมบูรณ ควรจะมขี ึ้นมาเอง เรอ่ื งท่คี วามสขุ เปน จดุ หมายของการศึกษานี้ อาตมาเคยพูด เคยเขยี นไวทอ่ี ืน่ แลว ก็จะขอใชวธิ งี า ยๆ คอื จับขอความทไ่ี ดพูดได เขียนไวแลวมาจัดเรยี งตอกัน ตามทพี่ ิมพไวใ นหนงั สือ ๒-๓ เลม ได ความดงั น๑้ี ๑ หนงั สือเหลา น้พี ิมพนานแลว ในชว งประมาณ ๒๕ ป บางเรื่องไดแ ตขอ มลู ยงั หาเลมหนังสือไมเ จอ จงึ บอกรายละเอียดไมไ ด บอกแตช ือ่ เรอื่ งไว พรอมทั้งขอ มลู ทเ่ี ปน เคา คือ การศกึ ษา: เครอ่ื งมือพัฒนา ทยี่ งั ตองพฒั นา, พ.ศ. ๒๕๓๐; แงคดิ ขอ สังเกตเกีย่ วกบั การปฏิรปู การศกึ ษา (ปาฐกถาวนั สถาปนากรมวิชาการครบ ๔๔ ป); สนั ตภิ าพเกิดจากอสิ รภาพและความสุข, พ.ศ. ๒๕๓๗
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๖๑ การศึกษาจะตองถือเปนหนาท่ีท่ีจะทําใหคนมีความสุข ไม ใชแ คเ รยี นอยา งมีความสขุ แตใ หเ ปน คนมคี วามสขุ เมอื่ เขามีความ สุขก็คือสุขเปนประจําอยูแลว เพราะฉะน้นั เม่ือเรยี นกเ็ รียนอยางมี ความสขุ ดว ย การศึกษาปจจบุ นั ทําคนใหมีความสุข หรอื ทําคนใหเปนผูหวิ โหยกระหายความสขุ การศกึ ษาท่ีผดิ พลาด จะทําใหเ กดิ ภาวะที่ ตรงขา ม คือ ทําใหคนไมมคี วามสุข แตการศกึ ษากลายเปน เครื่อง มือดูดสบู ความสุขออกจากคน ทาํ ใหเขาหมดความสุข และทําให เขากลายเปน คนทหี่ วิ โหยกระหายความสุข การศึกษาทผี่ ดิ พลาด ทําใหค นท่เี รยี นไปๆ กา วหนาไป ยิ่งจบ ชั้นสูงข้ึน กย็ งิ่ หิวโหยความสุขมากขน้ึ ขาดแคลนความสุขมากขึน้ จนกระท่ังเขาออกไปพรอมดวยความหิวโหยน้ี แลวโลดแลนไปใน สังคมเพ่อื จะแสวงหาความสุขใหกับตนเอง และแยง ชงิ ความสุขกนั แลวกก็ อ ความเดอื ดรอ นเบยี ดเบยี นแกผ อู ่ืน คนที่ไมมีความสุขน้ัน เม่ือมีความทุกข หนึ่ง ก็จะระบาย ความทุกขใหก ับผูอื่น สอง กจ็ ะกอบโกยหาความสุขใหก บั ตนเอง ถา อยา งน้ี กจ็ ะกลายเปนการศึกษาชนดิ ท่ีเตรยี มคนไว เพื่อ วาเบื้องหนาเมื่อจบการศึกษาแลว เขาจะไดออกไปดิ้นรนทะยาน แขง ขนั แยง ชงิ กนั หาความสขุ กอบโกยความสขุ ใหแ กต วั ใหม ากทส่ี ดุ เร่ืองนี้จะตองระวังตรวจสอบกันดูวาเปนอยางน้ีหรือเปลา ถาเราดําเนินการศึกษามาผิด ก็เปนอันวาเราไดทําใหการศึกษานี้ เปนเคร่ืองมืออะไรอยางหนึ่งที่สูบหรือดดู ความสุขออกไปจากตัวเดก็ หมายความวา เราไดทําใหค นเปน ผูที่หวิ โหยขาดแคลนความสุข
๖๒ ความสขุ ทกุ แงทุกมุม เพราะฉะนั้น พอสาํ เร็จการศึกษาไป ใจก็มุงแตวา ทนี แี้ หละ ฉนั จะหาโอกาสกอบโกยความสขุ ใหมากทีส่ ดุ ถา การศกึ ษาเปน แบบน้ี การศกึ ษาจะตอ งเปน พิษ ไมใชการ ศกึ ษาที่ถูกตอ ง การศึกษาทถี่ กู ตอ ง จะตองทาํ คนใหเปนสุข หรอื เปนสุขมากข้นึ และเปน สุขอยางถกู ตอ ง ต้งั แตบัดนี้และเด๋ียวนี้ เมื่อมองดูโลกของมนุษยที่วาพัฒนามากแลวในปจจุบันนี้ จะเห็นวา คนทัง้ หลายตา งก็วนุ วายกบั การหาความสขุ จนแตละ คนไมม เี วลาท่จี ะใหแ กผ ูอืน่ พรอมกันนั้น ความสขุ กก็ ลายเปนส่งิ ท่ี เขาขาดแคลนอยูตลอดเวลา ไมมีในปจจุบัน แตรออยูขางหนา ตองคอยตามหาดวยความหวังวาจะไดในอนาคต ดังปรากฏวา อาการหวิ กระหายความสขุ นแี้ พรร ะบาดไปทว่ั ไมวาจะในครอบครัวกต็ าม ในโรงเรียนกต็ าม ทท่ี ํางานกต็ าม ทวั่ สังคมไปหมด สภาพจิตใจที่ขาดแคลนความสุขอยางนี้ เปนกัน ดาษดืน่ ปรากฏใหเ หน็ ทวั่ ไปในสงั คมของเราทกุ วันนี้ ดังน้ัน จะตอ งมาทบทวนและเนนยา้ํ กันวา การศึกษาท่แี ท คอื การทาํ ใหค นมคี วามสขุ และรจู กั วธิ ที จ่ี ะหาความสขุ อยา งถกู ตอ ง คนท่มี ีการศกึ ษาในความหมายนี้ก็คอื คนทีไ่ ดรบั การฝกฝน พฒั นาแลว ใหรจู กั แกปญหา ดบั ทุกข ทําตนใหเ ปนสุขได แลว จาก นั้นก็พัฒนากาวขึ้นสูความสุขท่ีประณีตยิ่งๆ ข้ึนไป พรอมท้ัง สามารถเผ่ือแผข ยายความสุขแกผ ูอืน่ ไดก วางขวางออกไปดว ย คนมีความทุกข ยอมมีความโนมเอียงท่ีจะระบายทุกขออก ไปแกผอู นื่ และแมแตจ ะหาความสุขดว ยการระบายความทุกข เมอ่ื
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๖๓ เขามีทุกข และหาทางระบายทุกขของตนออกไป ดังเชนเด็กนัก เรยี นมปี มทุกขท ี่ไปกอ เรือ่ งราย ก็ยอมเปนภยั แกผูอ ืน่ แกส งั คม ทาํ ใหเดือดรอนกันไปทวั่ ในทางกลับกัน คนที่มีความสุข ยอ มมีความโนม เอียงทีจ่ ะ แผกระจายความสขุ ไปใหแ กคนอืน่ ไมว า จะโดยรตู วั กต็ าม ไมรตู ัว ก็ตาม ฉะน้ัน เราจะตองทําใหคนมีความสุข เพื่อใหความสุขแผ ขยายออกไปในโลก ดงั ทไ่ี ดเปนจุดหมายดานสังคม ทท่ี า นใชค ําวา อพฺยาปชฺฌํ สขุ ํ โลกํ แปลวา “เขาถงึ โลกท่เี ปน สขุ ไรก ารเบียดเบียน” มนษุ ย จะตอ งทาํ เพ่ือจุดหมายนี้ คือ ชวยกันทาํ ใหโ ลกมีความสขุ ยงิ่ ขึ้น ไร การเบียดเบียนย่ิงขึ้น เกื้อกูลกันมากขึ้น และมีความสุขรวมกัน อยางยัง่ ยืนสืบตอไป เอาพอไดค วามแคน้ี แลว กข็ อแถมเปน เกร็ดความรูอกี หนอ ย เม่ือวาความสุขเปนจุดหมายของการศึกษา ก็โยงไปไดถึง หลักท่ีเปนอุดมคติทางธรรม อยางที่รูกันมาเปนประเพณีเลยวา สรรพโลกนแ้ี บงเปนภพภูมติ างๆ มากมาย จัดไดเปน ๓ ระดบั คือ กามภมู ิ (ระดบั ทย่ี งั เกย่ี วของกับกาม) รปู ภูมิ (ระดับรูปพรหม) อรูปภูมิ (ระดบั อรูปพรหม) เรยี กรวมวาไตรภูมิ แลว เหนอื ไตรภมู ิ มอี ีกระดบั หนึ่งคอื โลกตุ รภมู ิ (ระดบั เหนอื โลก)
๖๔ ความสขุ ทุกแงทุกมมุ ภูมใิ นไตรภูมนิ ี้ หมายถงึ โลกหรือแดนอันเปน ท่ีอยขู องประดา สัตวท ่มี ชี วี ติ ในระดับเดยี วกันน้ันๆ กไ็ ด หมายถงึ ระดบั จิตของสัตว ที่พฒั นาถงึ ระดบั นนั้ ๆ ก็ได ความหมายท่ี ๒ คือระดับจิตนี้ ใชกับโลกตุ รภูมิไดดวย ดัง นน้ั จงึ มีความหมายตอ ไปอีกวา สัตวทีอ่ ยูในโลกเดียวกนั เฉพาะ อยางยิ่ง มนุษยทั้งหลายในโลกน้ี อาจจะมีผูที่พัฒนาอยูในภูมิ ตา งๆ ของไตรภูมิ จนถงึ โลกตุ รภมู ิไดท้ังหมด ถาจะจัดประเภทใหสะดวกที่พวกเราจะเขาใจไดงาย กแ็ บง ทั้งหมดใหเ ปน ๓ คอื ๑. กามภมู ิ คอื ช้นั กาม (ช้ันทเ่ี ก่ียวขอ งกับกาม) ๒. รปู ภูมิ และอรปู ภมู ิ เรียกรวมกันเปน ชนั้ พรหม ๓. โลกุตรภูมิ คือ ชัน้ เหนอื โลก (หรือช้นั โลกุตระ) เม่อื มองในแงความสุข กจ็ ดั ระดับไดเ ปน ๑. ชั้นกาม ระดบั แหง กามสุข มคี วามเปน เทพหรือสวรรคเ ปน อดุ มคติ คอื มีการพฒั นาถงึ ขนั้ ท่ีมกี ามสขุ อยางดีทส่ี ุด แม จะยังมีทุกขตามประสาปุถุชน แตวางเวนจากการเบียด เบยี น ไมตอ งมที ัณฑอาชญา ๒. ช้ันพรหม ระดบั แหง ฌานสขุ มคี วามเปน พรหมเปน อดุ มคติ ๓. ชัน้ โลกุตระ ระดบั แหง นพิ พานสุข มอี รหัตตผลเปน อุดมคติ พระพุทธศาสนาเปนระบบการศึกษาเพื่อพฒั นามนุษย ซึ่งมี หลกั วา ตลอดทกุ เวลา แตล ะคนพงึ พัฒนาตนใหดงี ามประเสรฐิ มี ความสุขสูงข้ึนไป และในแตละเวลานั้น คนทงั้ หลายอยใู นระดับ การพฒั นาท่ีตางๆ กนั ไป ดวยเหตุน้ี โลกควรมีสภาพทเี่ อือ้ ตอ การ
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๖๕ อยดู ขี องเหลา ชนทม่ี รี ะดับการพัฒนาตางๆ กัน และเกอ้ื หนุนใหแ ต ละคนพฒั นาตนยิง่ ขึ้นไปไดดว ยดี เมอื่ ตัง้ ความสุข หรือสุขภาวะ คอื ความเปน สุข ขึ้นเปน จดุ หมายของการศึกษา มนุษยก พ็ ึงพฒั นาตนสงู ขึ้นไปในภมู ิท้ังหลาย ทวี่ า มานน้ั ใหเขา ถงึ ความสุขทปี่ ระณตี สูงขึ้นไปๆ ดว ยศีลศึกษา พฒั นากายใหม คี วามสัมพนั ธก ับสง่ิ แวดลอม อยางเปนคุณเปนประโยชน และพัฒนาศีลใหอยูในสังคมอยาง เกื้อกูลมคี วามสุขรวมกัน หรือพดู สน้ั ๆ วา พฒั นาดวยทานและศลี กจ็ ะเขา ถึงกามสขุ อยางชาวสวรรค ดวยจติ ตศกึ ษา ในสภาพแวดลอมท่เี อื้อนนั้ พฒั นาจติ ใจให งอกงามในคณุ ธรรม โดยเฉพาะพรหมวิหารธรรม มีความเขมแข็ง มัน่ คง และมีความสุข โดยมีสมาธิเปนที่ตั้ง กเ็ จริญดวยความสขุ ของจิตใจ จนสามารถเขา ถงึ ฌานสขุ ได ดวยปญญาศึกษา อาศัยสภาพจิตที่พรอมนั้น พัฒนา ปญญาใหเกิดความรูเขาใจเทาทัน มองเห็นส่ิงท้ังหลายตรงตาม เปน จรงิ หรอื ตามทมี่ ันเปน หย่งั ถึงเหตปุ จจยั รูจ กั ดาํ เนนิ การให สาํ เร็จลุจุดหมาย แกปญหาดับทุกขได ทาํ จิตใจใหเปนอิสระ มี ความสุขท่ีไรท ุกข เขา ถึงนิพพานสขุ ในขณะที่พวกชาวสวรรคบันเทิงดวยวัตถุและกิจกรรมทาง กามสุข พวกช้นั พรหมอ่ิมอยกู ับความสุขทางจติ ถงึ ขน้ั ฌานสขุ และ พระอรหันตล นุ พิ พานสุขสมบรู ณ พน ไปแลว จากเยอื่ ใยในอามิสสุข บุคคลโสดาบันเขาถงึ ความสขุ ใน ๓ ภูมนิ ้นั ท้งั กามสุข ทั้งอธิจติ ต- สขุ และโลกุตรสขุ โดยยงั ไมทิ้งอยา งหน่ึงอยา งใด
๖๖ ความสุข ทุกแงทุกมมุ คนท่วั ไปสุข เมอื่ ไดสนองความตอ งการ แตบางคนสขุ เสมอ แมไมสนอง ในตอนกอ นโนน ไดบอกความหมายของความสขุ วา คอื การ ไดสนองความตองการ แตก็บอกไวดวยวา เปนความหมายท่ีไม ครอบคลมุ ทาํ ไมจึงไมค รอบคลุม คือไมค รอบคลุมทั้งหมด ถา ใชภาษา ทางพระ กอ็ าจจะบอกวา มนั คลมุ ในระดบั โลกยิ ะ แตค วามสขุ ยงั มี เลยขน้ึ ไปอกี เปน ความสุขในระดับโลกตุ ระ พอพดู อยางนี้ บางทรี ู สกึ วายากไป เพื่อใหชัด ก็เลยตองพูดถึงขัน้ ระดับของความสขุ อีกที เม่ือ แบงตามประเภทของความตองการน้ัน ทผ่ี า นมา เราแบงความสขุ เปน ๒ แตต อนนี้ ตรงขา มกบั “ตอ งการ” ยงั มี “ไมต อ งตอ งการ” กไ็ ด ถึงตอนน้ี ก็เลยตองแบงขั้นหรือระดับของความสุขขยาย กวางออกไปอีก เปน ๒ ระดับใหญ และยอยเปน ๓ ข้ัน คอื ๑. ความสุขทเ่ี กิดจากการสนองความตอ งการ ก) ความสุขเม่ือไดสนองตัณหา (ความสุขจากการสนอง ความตอ งการท่ีเปนอกศุ ล) ข) ความสุขเมื่อไดสนองฉันทะ (ความสุขจากการสนอง ความตองการที่เปน กุศล) ๒.ความสุขที่ไมตองสนองความตองการ (ความสุขท่ีมีทุก เมือ่ )
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๖๗ จะเห็นวา สุขระดบั ท่ี ๒ หรอื ข้ันที่ ๓ ไมเขากับความหมายท่ี ไดบ อกไว คอื ความสุขท่ีไมตอ งข้นึ ตอการสนองความอยากใดๆ ไม ตองข้ึนตอ การสนองตณั หา และไมต อ งข้นึ ตอการสนองฉนั ทะ เปน ความสุขที่เปนอิสระ เพราะเปนความสุขท่ีมีอยูในตัว เปนคุณ สมบัตภิ ายใน มีอยเู ปน ประจาํ ตลอดเวลา ไมต องพ่ึงพาการไดหรอื การทําอะไรทั้งนั้น ถา เราตอ งสนองอะไร จงึ จะไดความสุข ก็แสดงวา ความสุข นั้นยังไมมีอยู จงึ ตองรอการไดสนอง ตองหาบาง ตอ งสรางขึ้นมา บาง ก็ตอ งทาํ ใหม ขี ึ้นมาอยา งใดอยางหนงึ่ แตค วามสุขข้ันท่ี ๓ น้มี ี เปน คุณสมบตั ิในตัวอยูแลว จงึ ไมตอ งข้ึนตอ การสนอง ตรงนก้ี ็จะมีผสู งสัยวา ผทู ่ีมคี วามสขุ ขน้ั นี้ไมม ีความตอ งการ อะไรเลยหรือ เปนคนท่ีหมดความตอ งการแลว ใชไ หม หมดตัณหา นั่นไมวาอะไร แตหมดฉนั ทะดว ยหรืออยา งไร สงสัยอยางน้ีแลวถามออกมาน่ีแหละดี จะไดชัดกันไป ก็ ตอบวามีสิ ฉันทะนะ ทานที่ถึงข้ันนี้แลวมีอยูเต็มท่ี เพียงแตวา ความสขุ ของทา นไมตอ งขนึ้ กบั การสนองฉนั ทะนน้ั แลว นี่คือขอท่ีขอยํา้ คือบุคคลผูมีความสุขที่ไมขึ้นตอการสนองท้ัง ตณั หาและฉนั ทะ โดยทผ่ี นู น้ั มฉี นั ทะอยเู ตม็ เปย มดว ย นแ่ี หละคอื คนท่ี ไดพัฒนาความสุขมาครบจบแลว กวาจะพัฒนาชวี ติ มาถงึ ขั้นนี้ได ก็มแี ตฉ นั ทะอยางเดยี วแลว และยังอยูเหนือฉันทะนน้ั อกี ดว ย ยกตวั อยางสูงสดุ คือพระพุทธเจา มหี ลักวา พระพทุ ธเจา ทรงมีคณุ สมบัตชิ ดุ หนึง่ เรียกวาพุทธธรรม ๑๘ ประการ ไมต อง แจกแจงละวา มอี ะไรบาง เอาเฉพาะขอ ที่ประสงคในท่นี ้ี คือขอ วา “พระพทุ ธเจา ทรงมีฉันทะไมล ดถอยเลย” (นตฺถิ ฉนทฺ สฺส หาน)ิ
๖๘ ความสขุ ทุกแงทกุ มมุ พอยกพระคณุ สมบตั ิขอ นขี้ นึ้ มา กเ็ ห็นชดั เลย พระพุทธเจา ทรงบาํ เพ็ญพุทธกจิ มากมายแคไหน น่ันก็คอื เปน ไปดวยฉันทะ ซ่งึ ฉายออกมากับพระมหากรุณา พระพทุ ธเจาไมท รงหยุดเลยตลอด ๔๕ พรรษา พูดอยางภาษาชาวบานวา นอนกลางดินกินกลาง ทราย เสด็จดําเนินไปท้ังวันทั้งคืน ไปบําเพ็ญพุทธจริยา เพ่ือ ประโยชนสุขของประชาชาวโลก เราพูดกันวา พระพุทธเจาทรงบาํ เพ็ญพุทธกจิ ดว ยพระมหา กรุณา และไดบอกแลววา กรุณาน้นั มจี ดุ เร่มิ ตงั้ ตน จากฉันทะ แลว ดวยฉันทะกอ็ อกสูปฏิบตั ิการในการเสดจ็ ไปทาํ งานสัง่ สอน และไม วาจะทรงปฏิบัติกิจอะไรๆ พระองคทรงมีฉันทะน้นั เต็มเปย มเสมอ ไปไมร จู กั ลดนอ ยลง นค่ี ือพุทธธรรมอยางหนึง่ ใน ๑๘ ประการ พระพุทธเจาและพระอรหันตทั้งหลายมีฉันทะเต็มบริบูรณ แตความสุขของทานไมขึ้นตอการสนองฉันทะ คือทานมีความสุข อยูแลวเปน ธรรมดาอยางนน้ั เอง ในที่นกี้ ็ไดจ ดั แบงความสขุ เปน ๓ ขน้ั หรือ ๒ ระดับนแ้ี ลว ถา จะเรียกสุข ๓ ขัน้ นเี้ ปนภาษางา ยๆ อาจเสนอคาํ ทาํ นองตอ ไปน้ี ถา ไมชดั ก็ลองไปชว ยกันหาคาํ ท่ถี นัดกวา นี้ ความสขุ ๓ อยา งนน้ั คือ ๑. ความสุขท่ตี องหา ไดแก สขุ แบบสนองตัณหา ๒. ความสขุ ทสี่ รา งเองได ไดแ ก สุขแบบสนองฉันทะ ๓. ความสขุ ท่ีมใี นตวั ทุกเวลา ไดแ ก สุขทไี่ มอ าศยั การสนอง ความสขุ ขนั้ ท่ี ๑ คอื สขุ ดว ยการสนองตณั หา เรยี กวา ความสขุ ท่ี ตอ งหา กเ็ พราะวา สง่ิ เสพทจี่ ะสนองตณั หานนั้ เปน วตั ถสุ งิ่ ของ เปน กามอามสิ ซงึ่ อยขู า งนอก เราตอ งไปหา ตอ งไปเอามาเสพ ตอ งเอาของ
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๖๙ ขา งนอกนน้ั มาเจอกบั ผสั สะของเรา จงึ เปน ความสขุ ทตี่ อ งหา ความสขุ ข้นั ที่ ๒ คอื สขุ ดว ยการสนองฉันทะ เรยี กวาความ สขุ ทส่ี รา งเองได เพราะวา ความอยากเรียนอยากรู อยากศึกษา อยากทาํ โนนใหดีทํานใี่ หดี ความชนื่ ชมธรรมชาตอิ ะไรเหลา น้ี เรา สนองไดดวยความต้ังจิตต้ังใจของเราเอง ดวยการกระทาํ ของเรา เอง ไมตองพึ่งพาไมตองรอไมตองข้ึนตอวตั ถุสง่ิ เสพท่ีไหน เราจงึ สรา งขนึ้ เองได ความสุขข้ันที่ ๓ คือสุขที่ไมข ึ้นตอการสนองความตอ งการ ไมวาจะสนองฉันทะหรือสนองตัณหา เรียกวาความสุขที่มีอยูกับ ตัวทกุ เวลา ขอ นี้กเ็ ปน ธรรมดา เพราะวาเม่ือเรามีความสขุ เปนคณุ สมบัติอยางหน่ึงของชีวิตของเราแลว เรามีความสุขอยูเสมอเปน ประจาํ อยูแลว เราก็ไมต องไปหาไปทําอะไรอีกเพ่ือจะใหมีความสขุ เปนอนั วา สุข ๓ คอื สุขตองหา สุขสรา งข้นึ มาเองได และ สขุ มีในตวั ทกุ เวลา ตอนนร้ี จู ักครา วๆ ไวก อน แตก ็ควรคดิ หมายวา ทําอยา งไรเราจะมใี หค รบท้งั ๓ อยา ง ถา มไี ดค รบ ก็นาจะเปน คนที่ สมบรู ณแ บบทเี ดียว เดยี๋ วจะดูกันตอไปวา ใครหนอคือบคุ คลทม่ี ี สุขครบทง้ั ๓ อยางนี้ อยางไรกต็ าม ปรากฏวา ผูท ่ีมีสุขขั้น ๓ สมบูรณจรงิ แลว ท้งั ท่ถี า ตอ งการ จะเสวยสขุ ใหค รบพรอ มหมดทงั้ ๓ ไดอ ยา งสบายๆ แตกลายเปนวา เขาพอใจอยูกับสุขในขั้นทเ่ี ปนอิสระ ไมแ ยแสสขุ อยางแรกท่ีพ่ึงพาข้ึนตอสิ่งเสพอีกตอไป เร่ืองเปนอยางไร เพราะ อะไร ก็คอยๆ ดตู อ ไป
๗๐ ความสขุ ทุกแงท กุ มมุ สุขเพราะไดเ กาทค่ี นั กบั สขุ เพราะไมมีทีค่ นั จะตองเกา เพ่ือกาวไปในความเขาใจเรื่องความสุข ตอนน้ีขอนําพุทธ พจนแ หงหน่ึงมาใหอา นกันไวเปนแนวในการมอง พทุ ธพจนน ้ีมาในพระสตู รทช่ี อ่ื วา มาคณั ฑิยสตู ร ซง่ึ ตรสั เรอ่ื ง เกี่ยวกับพัฒนาการของชีวิตคนในการมีความสุข ต้ังแตความสุข ของเดก็ ทารก ไปจนถงึ สุขสูงสดุ ถงึ ขน้ั ของนพิ พานเลยทเี ดยี ว พระพทุ ธเจาตรสั เปน ทํานองอุปมา โดยทรงยกตวั อยางใหฟง ถึงการหาการเสพความสุขของคน ใหเห็นวา แมแตในชีวิตตาม ปกตขิ องคน กย็ งั มกี ารพัฒนาในทางความสขุ อยูแ ลว ในท่นี ี้ จะนาํ แตส าระมาบรรยายดวยสํานวนของตวั เอง ทรงยกตัวอยางวา เด็กออนต้งั แตน อนแบเบาะ เกดิ ใหม อยู ในวัยเร่ิมแรก ทย่ี ังไมล กุ เดิน เลนสนกุ แมแตก บั มูตรคถู หัวเราะ ระร่นื เมอ่ื ไดละเลงอจุ จาระปส สาวะของตนเอง ตอมา เด็กน้นั โตข้ึนมาหนอย ๓ ขวบ ๕ ขวบ ตอนน้ี เลนมูตร คูถไมส นุกแลว กา วไปเลน ดนิ เลนทราย แลวกส็ นุกกบั การเลน ของ เลนเคร่ืองเลน ทัง้ หลาย ตุกตาบาง รถยนตค ันนอ ยๆ รถไฟขบวน นอยๆ เครอ่ื งบินลํานอ ยๆ ก็สนกุ กับของเลน มคี วามสุขในการได เลนสง่ิ เหลานี้ เดก็ เลก็ นนั้ มคี วามสุขอยางย่งิ กับของเลน รักใครทะนุถนอม ของเลนนนั้ ยดึ ถอื เอาเปน จริงจงั เชนอยางหนนู อยบางคน มหี มอน
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๗๑ ทีเ่ ขารกั สดุ ชวี ติ เกา จะดําปอ ยูแลว ก็ยงั รักใครห วงแหนนกั หนา ถา ใครทําทาจะมาแยงเอาไป หนูนอยน้ันจะรองไหทุรนทุรายดังจะ เปนจะตายเลยทเี ดียว ตอ มา เดก็ น้นั โตขึ้น เปน หนุม เปน สาว ตอนน้สี นุกไหมกับ ของเลนนน้ั ไมเ อาแลว ไมส นุกดวยแลว ใครจะเอามาให กไ็ มช อบ ใจ ไมเห็นจะสนุกมีความสขุ อะไร เขาไมไดต อ งการความสขุ อยา ง น้นั อกี แลว แตเม่ือโตขึ้นมาเปนหนุมเปนสาวแลว เขาจะมีความสุขอีก ประเภทหนึ่ง คือความสุขในการไดเสพผสั สะในรปู รส กล่นิ เสียง สมั ผสั นี่มาอีกขนั้ หนง่ึ จากน้ัน ก็จะมีความสุขที่พัฒนาตอไปอีก แตถาใครไม พฒั นาขึ้นไปสคู วามสขุ ท่ีสูงขึ้นไปนน้ั ถาเขามาสะดุดหยดุ ท่นี ี่ ไม ชาก็จะถึงเวลาท่ีเขาจะตองสิ้นหวังหรือไมสามารถเสพกามอามิส เหลา นน้ั แลว เขาก็จะตองคับแคนแสนทุกขเ พราะมนั สวนคนท่ีพัฒนาในข้ันสูงตอขึ้นไป ก็จะพบความสุขที่ ประณีตลึกซ้ึง ซ่ึงไมข้ึนตอกามอามิส ถึงขั้นแหงความสุขท่ีเปน อสิ ระ เปน ไทแกต น เปนเสรชี นที่แท อยา งท่ีวาเปน ความสุขซึ่งมใี น ตัวเปน ประจาํ ตลอดเวลา ไมตอ งหาไมตองสนองอีกตอไป ผทู เี่ ขา ถึงความสขุ อยา งอิสระ ทไี่ มตองขึน้ ตอ กามอามิสแลว นี้ เม่ือหันมาเห็นหรือดูหมูชนท่ียังเสพหาความสุขจากรูป เสียง กลน่ิ รส และสมั ผัสกายกนั อยู กจ็ ะไมมองเห็นการเสพกามอามิส นั้นวาเปนความสุขตามไปดวย แตจะมีความรูสึกตอคนที่กําลัง
๗๒ ความสุข ทกุ แงทกุ มมุ แสวงกามสุขนั้นดวยความรูสึกที่เปลี่ยนไป เหมือนอยางคนท่ีเติบ โตเปนผูใ หญแลว ไปเห็นเดก็ มีความสุขกับการไดเลนของเลน กจ็ ะ ไมเหน็ เปน ความสุขไปดว ย แตจะรสู กึ คลายดงั วาจะขาํ หรือสงสาร ถึงตรงนี้ ทา นกเ็ ลยเทียบการพฒั นาความสขุ ในขัน้ น้ี โดยยก ตัวอยา งคนเปน โรคเรอื้ น คนเปนโรคเรือ้ นนนั้ กม็ ีอาการคัน เม่อื คัน เขากเ็ กา เมื่อเกา แลว เขากย็ ง่ิ คนั ยิง่ คันก็ยิ่งเกา ยง่ิ เกาก็ย่ิงคนั คร้ันไดเ กาแลว กม็ ี ความสขุ เขาจึงมคี วามสุขจากการเกา ยิง่ กวา นน้ั เพราะความไมส บายของโรคนัน้ ทาํ ใหเ ขาอยาก เอาตัวไปยา งไฟอกี ดว ย ใหส มใจอยาก จะไดมีความสุข เขาเอาตวั ไปยา งไฟทีร่ อนเหลือเกนิ ทคี่ นธรรมดาถอื วาทนไมไ หว แลว เขากม็ ี ความสุข เอาละ เปนอันวา คนเปน โรคเรื้อนน้ี เพราะเขามีอาการคัน ก็ ทําใหเขาไดค วามสขุ จากการเกา และจากการเอาตวั ไปยา งไฟ พระพุทธเจาก็ตรัสถามพราหมณท่ีพระองคทรงสนทนาดวย นั้นวา ถา หากวา ตอมา คนเปนโรคเร้อื นน้ีไดพ บหมอดี มียาทไี่ ดผ ล ชะงดั หมอนัน้ รักษาเขาจนหายจากโรคเรือ้ น และเขาก็ไมค นั อกี ตอ ไป แลว ทนี ้ี คนผหู ายจากโรคเร้ือนแลวน้นั ยงั อยากจะหาความสขุ จากการเกาท่ีคันอีกไหม ยังอยากจะเอาตวั ไปยางไฟอกี ไหม พราหมณท ูลตอบวา ไมอยางนน้ั แลว มีแตตรงขา ม ตอนนี้ ถา ใครจบั ตัวเขาจะพาไปหาไฟ เขาจะดนิ้ หนีสดุ ชวี ติ เลย พระพทุ ธ เจา ก็ตรัสใหเหน็ วา พัฒนาการของความสขุ เปน ไปในทํานองนี้ คน
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๗๓ ท่ีพบความสุขท่ีเหนือกวากามอามิสแลว ก็จะไมเห็นความสุขใน การเสวยกามอามิสน้ันตอไป เพราะเขามีความสุขทดี่ กี วา นนั้ แลว ถา พูดแบบงา ยๆ กบ็ อกวา มนษุ ยในระดับหนึง่ มีความสขุ จากการเกาทีค่ นั แลวมนษุ ยท ่พี ฒั นาขนึ้ ไปอีกข้ันหน่งึ ก็จะมีความ สุขจากการไมมีท่ีคันจะตองเกา อันไหนจะเปนความสุขที่แทจริง หรอื เหนือกวา กัน กพ็ จิ ารณาไดเอง สาระท่ีควรพูดถึงในตอนนี้ก็คือวา เวลาน้ีพูดกันถึงคาํ วาสขุ ภาวะ เอางายๆ วาสุขภาพ ขอถามวา คนท่ีรางกายแข็งแรง สมบูรณ ไมม ีโรคอะไร เวลาท่เี ขาอยูดว ยรางกายที่แขง็ แรงสมบรู ณ น้ี ภาวะน้ีถอื เปน ความสขุ ไหม คือภาวะที่ไมม ีโรค ไมม ีอาพาธ ไมมี อะไรระคายเสียดแทง ไมมอี ะไรบบี คัน้ (โรค แปลวา ส่งิ ท่ีเสยี ดแทง, อาพาธ แปลวา บบี ค้นั ) ไมมีทกุ ข ภาวะทรี่ างกายสมบูรณแ ขง็ แรง ไมมีความบกพรองใดๆ แมแ ตท ี่จะตอ งเกา อวยั วะทุกอยางทาํ หนา ที่ไดเต็มที่แลวนี้ กถ็ ือวาเปนสุขภาวะอยูแลวในตัว ในทางจติ ใจก็ทํานองเดยี วกนั จติ ใจทเี่ ตม็ อ่ิม โปรง โลง เบิก บาน ผองใส ไมม อี ะไรระคายเคอื งกระทบกระทง่ั เสยี ดแทงเลย ก็ เปนจิตใจทมี่ ีความสมบูรณในตวั จงึ เปน สุขภาวะ หรือเปน ความ สขุ อยา งหน่งึ ดังท่ีเรายงั จะพดู กนั ตอไป กอนจะขนึ้ หวั ขอใหม ขอตอบขอ ท่ีถามทงิ้ ไวน ิดเดียววา “ใคร หนอคอื บคุ คลท่มี สี ุขครบทั้ง ๓ อยาง” คาํ ตอบคือ บุคคลโสดาบนั
๗๔ ความสุข ทกุ แงทกุ มุม ความสขุ มีมากมาย แยกซอยไปไดเยอะแยะ เอาละ เปนอันวา ตอนนีไ้ ดพดู ถงึ ข้นั ระดับของความสุขซ่งึ ไป สัมพันธกับเรอื่ งความตองการท่วี ามา เมอ่ื พดู ถึงระดบั และขน้ั ของ ความสุขแลว กเ็ ลยพดู ถงึ ประเภทของความสุขไปดว ย เร่ืองประเภทของความสุขน้ี พระพุทธเจาตรัสไวมากมาย เชน แหง หน่ึง ตรัสความสุขไว ๑๓ คู ซึง่ ในทีนไ้ี มไ ดต องการใหไ ป สนใจอะไรเพียงแตเ อยถงึ ไวใหไ ดยิน เพ่ือจะไดมองในแงท ีแ่ สดงวา ความสุข สามารถแบงจําแนกออกไปไดเ ยอะแยะ สขุ ๑๓ คูนี้ เปนความสขุ ในประเภทและในขั้นเดยี วกนั บา ง คาบเกีย่ วเกยกันในระดับตางๆ บาง ทานไมไดมงุ ในแงจ ดั ประเภท แตใ หเหน็ ความเขาชดุ กันเปนคๆู ยกตัวอยาง เชน คูหน่งึ : กายิกสุข คอื ความสุขทางกาย เจตสกิ สุข คอื ความสขุ ทางใจ คูหนึง่ : สามิสสขุ คือ ความสุขอิงอามิส สุขท่ตี อ งอาศัยกาม วัตถุ หรอื ขนึ้ ตอสง่ิ เสพ นิรามิสสุข คือ ความสุขไมอิงอามิส สุขที่ไมตอง อาศัยกามวัตถุ ไมตองขึ้นตอสิ่งเสพ สุขในระดับที่ เปน อสิ ระ คหู นึ่ง: คหิ ิสขุ คอื ความสุขของคฤหัสถ สขุ แบบชาวบาน ปพ พชติ สขุ คอื ความสขุ ของบรรพชติ สขุ แบบผบู วช
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๗๕ คหู น่ึง: กามสขุ คือ ความสุขจากกาม สุขกบั รปู เสียง กลน่ิ รส สัมผสั กาย ที่นา ใครน า ปรารถนา สขุ กับการได การเสพ เนกขมั มสุข คอื ความสุขปลกี หรอื ปลอดจากกาม สขุ ปลอดโปรงจากส่ิงลอเราเยายวน สุขแบบสลัดออก ไมย งุ กบั การไดก ารเอา ทยี่ กมาน้ีเพียง ๔ คู เพอื่ ใหดูเปน ตัวอยา ง เปนอันวา ความสุขมีมากมาย พระพุทธเจาตรัสไวเพ่ือให เห็นแงมุมที่จะจําแนกแยกแยะดูความแตกตางเทานั้น บางแหง ทา นแบงสุขเปน ๑๐ อยา ง กม็ ี แบงไดห ลายแบบ ไมใชเ ปนเร่อื ง หลักใหญ สว นตัวหลกั ก็จะพดู กนั ตอไป ทนี จ้ี ะพดู ถึงหลักท่วั ไป กม็ าดูประเภทของความสุขกนั หนอย ความสุขประเภททว่ี าไปแลวก็มี ความสขุ จากการเสพ จากการได สนองผัสสะในเรือ่ ง รปู รส กล่นิ เสียง และสมั ผัสกาย ท่ีนา ใคร นา ปรารถนา จากนน้ั กม็ ี ความสขุ ทางสงั คม สขุ จากไมตรจี ติ มติ รภาพ สขุ ใน การอยรู วมกับผูอืน่ ดว ยใจมเี มตตา กรุณา เปนตน สุขในครอบครัว ในหมใู นชมุ ชน ทอี่ ยูกันดวยความมีนาํ้ ใจ เอาใจใสกัน รักกนั ระลึก ถงึ กัน พรอ มเพรยี ง ซาบซง้ึ บันเทิงใจในสามัคครี ส มีเอกภาพดวย สาราณยี ธรรม แลวก็มี ความสขุ กบั ธรรมชาติ สขุ จากการไปอยูกบั ธรรมชาติ หรืออยูทามกลางธรรมชาติ สัมผัสความสงัดสงบงามสดชื่นนา
๗๖ ความสขุ ทุกแงท ุกมมุ รื่นรมยข องธรรมชาตริ อบตวั ท้งั หมไู ม สายลม ขนุ เขา ผนื น้ํา ทอ ง ฟา ช่ืนชมพรรณไมท่ีสะพรั่งดวยดอกใบ และศัพทสําเนียงเสียง แหงความวิเวกของหมูนก สัตวปา และทองฟาครืนครางคราว วรรษกาล เปน ตน ความสุขดานสังคมน้ัน ในพระพุทธศาสนาย้ําเนนอยางย่ิง และสุขดานธรรมชาติ ทานก็ช่ืนชมไวมากมายใหเปนแบบอยาง บางทกี ็มาดวยกนั ทงั้ สุขดา นสงั คม และสุขกบั ธรรมชาติ ใหอยกู ัน ดว ยความรักสามัคคแี มแตใ นแดนดงพงไพร ดังในโคสงิ คสาลสูตร เปน ตวั อยาง พระพทุ ธเจา เสดจ็ ไปทรงเยย่ี มพระ ๓ รปู ทปี่ าโคสงิ คสาลวัน ทรงทักทายไถถามตอนหนึ่งวา “ดูกรอนุรุทธ ทาํ อยางไร เธอท้งั หลาย จึงยังพรอมเพรียงสามัคคี ชื่นบานตอกัน ไมวิวาท เปน เหมือนนาํ้ นมกบั น้าํ แลดูกนั ดวยจกั ษุอันเปนท่รี ักอยไู ด? ” … ทป่ี า นั้น ทา นพระสารบี ุตรกลา วถามพระมหาสาวกรปู อน่ื วา ปาโคสงิ คสาลวนั น้ี นาร่ืนรมย ราตรีแจม กระจาง ตน สาละผลดิ อก บานสะพร่ังเต็มตนหมดทั้งปา สงกลิ่นหอมฟุงไปท่ัว ดุจดังกล่ิน ทิพยก็ปานฉะน้ัน ทาน…เอย ปาโคสิงคสาลวัน จะพึงงามดวย ภิกษเุ หน็ ปานไร? … ในคัมภีรอ ยางเถรคาถา จะพบพระอรหันตก ลาวคาถาชื่นชม ธรรมชาติ แสดงถึงความสุขในเวลาอยูสงัดกลางพงไพรบนภูผา อยางพระมหากัสสปะข้ึนไปอยูบนภูเขา ก็กลาวคาถาแสดงความ ชน่ื ชมธรรมชาติไวม ากมาย เชนวา
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๗๗ ขนุ เขาสแี มน หมอกดทู ะมนึ เดน ตระหงา น มธี ารนา้ํ ไหล ใสเยน็ แลหญา คลมุ เขยี วแผไ ปเปน ผนื พาใหร ื่นรมยใจ ขุนเขาแดนไพร ไมมีผูคนวุนวาย มีแตหมูมฤคา เสพอาศยั กบั ท้ังฝูงวิหคดกด่นื พาใหร่นื รมยใจ ในคราวที่พระกาฬุทายีกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจาเสด็จ ไปเย่ียมพระพุทธบิดาท่กี รงุ กบลิ พัสดุ ก็พรรณนาถิ่นพรรณนาทาง เสด็จเปนคาถาชมธรรมชาติท่ีงดงามร่ืนรมยบนเสนทางที่จะเสด็จ ผานไป ประมาณ ๖๐ คาถา แลวพระพทุ ธเจา ก็ทรงรับนิมนต ขอยกคาถาของพระกาฬทุ ายมี าดเู ปน ตวั อยา ง ๒ คาถา ดงั น้ี จําปา ชางนาว กากะทิง สง กลิน่ หอม ยามลมรําพาย พัด ยอดอันสะพร่งั ดวยดอก เดนตา ดังวามีใจอาทร พา กันโนม ก่งิ ดังนอ มกรลงมา นบถวายบูชาดวยกล่ินสุคนธ ขาแตพระผูทรงมหายศชัย บัดน้ีเปนเวลาท่ีควรจะ เสด็จครรไล เหลานกแกว นกสาลิกา ตา งสสี นั งามตา รูปสวย เสยี งไพเราะ บนิ ขนึ้ บินลงไปมา กลุมรุมยอดไม ขนั รอ ง อยสู องขางทาง พากนั สงเสยี งกูกนั ไปกูกนั มา บัดนเี้ ปน เวลาท่พี ระองคจะไดท รงเห็นพระชนกแลว รวมความก็คือ พระอรหันตช่ืนชมมีความสุขกับความสงัด สงบงามนารน่ื รมยของธรรมชาติ และอยกู บั ธรรมชาติอยางมีความ สุข นอกจากมีความสุขเปน พ้ืนประจําใจอยขู า งในแลว ก็มคี วาม สุขที่สรางขึ้นเองจากภายในไดอีก จึงเรียกไดวาเปนชีวิตท่ีมีความ สขุ อยางสมบรู ณ
๗๘ ความสุข ทกุ แงท กุ มุม นี่ก็เปนเครื่องชี้แนวทางในการพัฒนาจริยธรรมดว ย ใหเ ห็น การท่ีความดีงามพัฒนาไปดวยกันกับความสุข ใหคนมีความ สามารถที่จะสรา งความสขุ ขึน้ เองได และในการพัฒนาชีวติ คนกม็ ี ความสุขไปดวย นี่ก็เกิดจากฉันทะน่ันเอง ซึ่งเทากับบอกดวยวา การศกึ ษาท่ีแท เปน การพฒั นาจรยิ ธรรมอยใู นตัวของมนั เอง ทนี ี้ก็มาถงึ ความสุขอยางสดุ ทา ยคอื ความสุขทางปญญา ซ่งึ อยูใ นระดับของความสุขที่เปน อสิ ระ ปญ ญานเี้ ปน ตัวปลดปลอ ย ทาํ ใหหลุดพน ใหเ ปน อสิ ระ เรา ทําอะไรทางกายวาจาตดิ ขัด คือติดขัดทางพฤติกรรม เพราะไมร วู า จะทาํ อยา งไร พอปญญามา รวู าจะทําอะไรไดอยางไร ก็โลง ไปที เราไปไหน ไมรูวาอะไรเปนอะไร ใครเปน ใคร ปลอดภัยไหม จะออก ทางไหน จะพน ไปไดอ ยางไร เราควรจะทําอะไร ใจก็บีบค้ันอั้นอดึ อัด พอรู กโ็ ลง ใจก็หายบีบคัน้ หมดทกุ ข หรอื เกดิ ปญ หาชีวิตคดิ ไม ตก กท็ ุกขใ หญ พอปญ ญามา กแ็ กปญ หาได ใจกห็ ลุดพนจากทุกข ปญญาทําใหเกิดอิสรภาพในแง ในดาน ในข้ันตางๆ ไป เรือ่ ยๆ พอแกป มหัวใจของทุกขห ลดุ ไปได ก็ถงึ อิสรภาพขัน้ สดุ ทาย ท่ีสมบูรณ กเ็ ปนความสขุ ท่ีสมบรู ณดว ย ตอนนี้ พูดพาดพิงพอใหร ปู ระเภทไวกอ น แลว คอ ยพูดถึงวา จะทํากนั อยางไรอกี ที
ภาค ๒ การพฒั นาความสุข ความสขุ ทขี่ อเนนไว สําหรับคนทว่ั ไป ควรเอาใจใสใหด ี เพือ่ ประโยชนในทางปฏิบตั ิ หรอื ใชงาน อยากจะเนนความ สุขใน ๓ เรือ่ งทพ่ี ระพทุ ธเจาตรัสบอ ย คือ เรอื่ งกามสุข เรอ่ื งความสุข ทางสังคม และเร่อื งความสขุ ในการพัฒนาของชีวติ ความสขุ ของคนทวั่ ไป ที่ตรสั บอย ก็คอื เร่อื งกามสุข เพราะ เกี่ยวขอ งกบั มนษุ ยสวนใหญ เปน บอเกิดของปญ หาสารพัดในโลก นี้ ทแ่ี ยงชงิ เบียดเบียนขมเหงกนั ก็มาจากเรื่องนี้ เปนปญหาจาก การปฏบิ ตั ิจัดการกับมันไมถ กู ถา จะแกปญ หาของมนุษยใหตรงจดุ ก็ตอ งมาแกท ีน่ ี่ คอื มา จดั การกับเร่อื งกามสขุ นใี้ หไ ด จะตองจัดการกบั มันใหถกู ตอง ให ถูกทาง มฉิ ะนั้น การแกปญ หาของโลกน้กี ไ็ มไปไหน เมื่อโยงเขาในหลัก กามสุขนี้ก็อยางท่ีบอกไวแลววา เปน ความสขุ สนองผสั สะ โดยอาศยั อามิส เรยี กวา เปนสามสิ สขุ เปน ความสุขจากการได การเอา การเสพ เพ่อื ตวั ตนของเราเอง นีพ่ ูด อา งถงึ พาดพิงไวเพียงใหรจู ุดเนน กท็ ิง้ ไวแคน ้ีกอ น
๘๐ ความสขุ ทกุ แงทุกมุม ความสุขอยา งท่ี ๒ ท่เี นน คือ ความสขุ ทางสงั คม ท่ีวา เปน ความสขุ จากความเปนมิตร มไี มตรจี ิตมติ รภาพ การอยรู วมกนั ใน สังคมดวยเมตตา กรุณา เปนตน ถาวา โดยหลักธรรม หลักใหญ สาํ หรับความสขุ ขอนก้ี ไ็ ดแก พรหมวหิ าร ๔ และสงั คหวตั ถุ ๔ ถา จะใหส งั คมประชาธิปไตยม่ันคง ก็ไปใหถ ึงสาราณยี ธรรม ๖ กนั เลย ความสขุ ทางสงั คมน้ี ในทนี่ ้ี ขอจับทจ่ี ดุ แกน คอื ในบาน หรอื ในครอบครัว แลวก็ขอมุงไปที่หลกั พรหมวิหาร เรม่ิ ตน ทคี่ วามสขุ ของคณุ พอคณุ แมเมอ่ื เห็นลกู อยูดมี ีสขุ เวลาอธิบายเร่ืองพรหมวิหาร ๔ คอื เมตตา กรุณา มุทิตา อเุ บกขา ก็จะยกเรือ่ งพอ แมม าเปนตัวอยา ง โดยอธบิ ายเรม่ิ ท่ีพอแม เพราะธรรมชาตเิ อือ้ อยแู ลวใหพ อ แมมีคุณธรรมชดุ น้ี โดยเฉพาะแม นนั้ ถือเปนแกน จงึ ยกแมเปนหลกั ในการอธบิ าย ตามปกติ ทานยกแมขึ้นมาเปนตวั อยางวา แมอ ยากใหลูกมี ความสขุ เหน็ ลูกรา งกายแขง็ แรงสมบรู ณ ไมเ จบ็ ไมไ ข ไมปวย สม ใจตัว นี่คือไดสนองความตองการพื้นฐานท่อี ยากใหลกู มีความสขุ แลว แมก็มคี วามสขุ ความตองการหรืออยากใหลูกสมบูรณแข็งแรงมีความสุข อยางน้ี นี่เรียกวา เมตตา ทนี ี้ พอลกู เจบ็ ไขไ ดป ว ย แมแ ตนดิ หนอ ย แมก ม็ จี ติ ใจหว่ัน ไหว ทนอยไู มไ ด กร็ วมกับพอ ตอ งไปหาทางแกไ ขบาํ บดั เยียวยาลกู ใหห ายเจบ็ หายไขหายปว ยใหไ ด ถาลูกยังไมหายทุกข ยงั ไมก ลับ เปนสุข แมแ ละพอก็สุขไมได พอลูกหายปวยเปน ปกตขิ ้ึนมา แม และพอก็สมใจสมปรารถนา ไดส นองความตองการท่อี ยากใหลูกมี
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๘๑ ความสขุ แลว แมแ ละพอกม็ ีความสุข ความตองการหรืออยากใหลูกพนคลายหายจากทุกขกลับ ฟนขึ้นมาเปนสุขอยางน้ี น่เี รียกวา กรุณา แลวถาลูกเติบโตเจริญงอกงามมีรูปกายสดสวยงามสงา ประสบความสาํ เรจ็ ในการศึกษาสอบไดค ะแนนสงู หรอื ไดงานดมี ี ความกาวหนาในตาํ แหนง หนา ที่ คอื ดยี งิ่ ขึน้ ไป แมและพอ กส็ มใจ สมปรารถนา ไดสนองความตอ งการทีอ่ ยากใหลกู เจริญงอกงามมี ความสุขยง่ิ ขึน้ ไป แลวแมและพอ ก็มีความสุข ความตองการหรืออยากใหลูกเจริญงอกงามมีความสุขยิ่ง ขน้ึ ไป โดยพลอยมีใจยนิ ดเี บิกบานมีความสุขไปดวยอยา งนี้ น่เี รยี ก วา มทุ ติ า ถึงขอน้ี วา โดยทัว่ ไป พอ แมทาํ กันไดครบเลย แตค รบแคนยี้ ัง ไมพ อ ครบในขอทีพ่ ดู มาแลว เทา น้ัน ยังไมครบพรหมวหิ าร ไดแ ค โอ ยงั ไมชวยใหลูกเตบิ โตจรงิ ถาใชศ พั ทสมยั ใหม ก็วา อาจจะไม ไดวุฒิภาวะ ถา หนักหนอยกบ็ อกวา จะไดแตล ูกแหงอ อนเอากบั แม พอเรอ่ื ยไป จึงถงึ ขอ ๔ ใหไ มลืมวาอเุ บกขาตองมาดว ยนะ พูดรวบรัดวา ในสถานการณหรือกรณีท่ีลูกจะตองฝกหัดรับผิดชอบชีวิตของเขา เอง ก็ดี ควรรบั ผิดชอบการกระทําของตนเอง ก็ดี ถึงเวลาทีเ่ ขาจะ รบั ผดิ ชอบชวี ิตของเขาแลว ก็ดี พอแมตองยอมปลอย ไมท าํ ใหเ ขา แตดูใหเขาทํา ใหเขาดําเนินไปตามวิถีดวยตัวเขาเอง ไมเขาไป ขวนขวายกา วกา ยแทรกแซง นีก่ ็คือตง้ั แตล กู ตงั้ ไขห ัดเดิน ไปจนถึง ลกู แตงงานแยกบานไปต้ังเรอื นดูแลรบั ผิดชอบครอบครวั ของเขา
๘๒ ความสขุ ทุกแงท ุกมมุ ทานมักยกตัวอยางตอนลูกออกเรือนมีครอบครัวของเขาเอง แลว อยา งนี้วา เมื่อลกู โตแลว เขารับผดิ ชอบตัวเองไดแลว เขาแตง งานมีครอบครัวแลว ก็อยาเท่ียวเขาไปยุมยามแทรกแซงในบาน ของเขา ไมใ ชคอยบอกวา ในบา นของลกู นี่ ตอ งจดั อยางนัน้ ตอ ง จดั อยางน้ี เอานนั่ ออกไป เอานเ่ี ขา มา เท่ยี วเขา ไปวุน วายทุกอยา ง คิดวา อยากจะใหลูกมีความสขุ ลกู เลยสุขไมไ ด กลายเปน ตัวเองไป เปนเหตใุ หล กู มีทกุ ข อยางน้ันไมถูกตอ ง เม่อื มีปญญารูอยแู ลว วา ลูกเราโตแลว เขารับผดิ ชอบตวั เอง ได และถงึ เวลาทเี่ ขาจะตองรบั ผิดชอบตนเอง เรากค็ อยดู คอยดู ดว ยปญญาวามอี ะไรจะตอ งเก้อื กลู ชวยเหลือแกป ญหา ก็จงึ ไปทํา คอยดูอยู ไมใ ชท อดทิง้ และเปนทป่ี รกึ ษาให แตไ มเ ขา ไปยุม ยาม แทรกแซง อุเบกขาทาํ หนา ท่ตี รงน้ี ความตองการหรืออยากใหลูกอยูในความถูกตองสมควร ตามเหตผุ ล ไมทําความผิดพลาดเสียหาย ดาํ เนนิ ไปตามธรรม โดย มใี จเปน กลางวางเรยี บนิง่ ไมห ว่นั ไหวเอนเอียงลงตัวอยางนี้ นเ่ี รียก วา อเุ บกขา ขอ อเุ บกขานข้ี อยา้ํ ตองใหช ัด เพราะคนมากมายไมคอยเขา ใจ หรอื เขาใจผดิ ไปเลย แลวใชไมเปน ไปกนั ไมค อยถงึ บอกแลววา อุเบกขาเปนทบ่ี รรจบของความรู กบั ความรูสกึ เปน ทดี่ ลุ ระหวา งรู กับรัก เปน ทีจ่ ติ ใจประสานกบั ปญ ญา สามขอ แรก ตั้งแตเมตตา กต็ อ งประสานกับปญญา ตอ งใช ปญ ญา แตน น่ั กค็ ือแนะนําวาตองใช ควรใชควบคกู นั ไป จึงจะได ผลดี แตใ นทางปฏบิ ตั จิ ริง จะเอาปญ ญามาใชห รือไม ก็ไมแน เชน
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๘๓ รกั อยางไรป ญญา กม็ ี สวนขอ อุเบกขานี่เกดิ จากปญ ญาเลยทเี ดียว ปญญามาจึงมอี เุ บกขาได (ถาปญญาไมมา อุเบกขาโดยไมเกิดจากปญญา ก็ไมใช อเุ บกขาแท เปน อเุ บกขาเทียม ทานเรยี กวา “เฉยโง” ) ในแงท่ีอุเบกขามาดุล พึงทราบวา สามขอแรกทําใหเด็ก พัฒนาดา นความรสู ึก มีจิตใจดี หรือทีเ่ วลาน้ีนยิ มเรยี กวาพฒั นา ดานอารมณ ทาํ ใหมคี วามรัก มไี มตรี รจู กั สงสารเหน็ ใจคน อยาก ชว ยเหลือรวมมือ เปน ตน แตถา ขาดอุเบกขา เสียดลุ พอแมก ลายเปน เอาแตรกั แตโอ เดก็ นอกจากทําใหเดก็ ออ นแอแลว เขาก็จะคอยแตรอรบั ถาเอยี ง มาก ก็กลายเปนนกั เรียกรอง กลายเปนคนเอาแตใจตัว ตองใหค น อื่นเอาใจ เหน็ ใจคนอ่นื ไมเปน เปนตน เอาแคต ัวอยาง ทนี ี้ ดา นสําคญั อุเบกขาเปนตัวขบั เคลอ่ื นการพฒั นา โดย เฉพาะในเร่ืองสตปิ ญ ญา ความเขมแขง็ เกง กลา สามารถ ความรูจกั รบั ผดิ ชอบ ที่จริงพอแมเล้ียงลูก จะใหลูกพัฒนา เริ่มแตใหเขาทาํ โนน เปน ทําน่ไี ดด วยตนเอง ก็ตองใชอเุ บกขาอยแู ลว แตม ักไมสงั เกต และไมรจู ักใชอ ุเบกขาใหไ ดป ระโยชนสูงสดุ เอางายๆ คุณแมม เี มตตา รกั ลกู มาก ลูกยงั เล็กมาก กป็ อน ขาว ปอ นนํา้ ให แตแ นล ะ ตามความถูกความควร เดก็ จะเตบิ โตขึน้ ไป ก็ตอ งกนิ อาหารเปน รบั ผิดชอบชีวิตของตวั ได คุณแมปอ นไปๆ แลวถึงเวลาหนง่ึ ปญ ญากบ็ อกวา เอาละ ตอ ไปนี้ ลกู ควรจะกินเองได ควรใชชอนเปน เปน ตน คณุ แมกบ็ อก
๘๔ ความสุข ทกุ แงท กุ มมุ ลูกใหรูวิธีจับวิธีใชชอน ใหลูกลองทําเอง คุณแมก็หยุด ไมปอน ปลอย คอยดลู กู ทํา ดแู ลใหเขาทาํ ไดเ อง นคี่ อื อุเบกขา แมแตป อก ผลไม ปอกกลวย เปน ตน คุณแมเ คยปอกใหใ สปาก ตอมากบ็ อก ก็ ดใู หล กู ทําไดทําเปน เอง ถาคณุ พอคุณแมไมหยุดแคข น้ั เบื้องตนแคน ้ี ก็ใชป ญ ญาตอ ไปวาลูกเราควรทําอะไรเปนบาง ควรทําเกงในเร่ืองอะไร ก็ใชวิธี อุเบกขา เอาเรื่องที่จะฝกมาบอก เปนท่ีปรกึ ษา และดใู หเขาทาํ ปลอ ยใหเ ขาทํา ตอไปลูกกเ็ กง ทําไดห มด ถาอยูแ คเ มตตากรุณา ก็ทาํ ใหล กู ๆ เรือ่ ยไป ถาอุเบกขามา ก็ ทําใหล ูกดู แลว กด็ ใู หลูกทําๆ เรื่องก็อยางนแ้ี หละ ถาใชแคเมตตากรุณา ก็ไดความสุขท่ีลูกสุขสมปรารถนา เฉพาะหนา ไปทีหนึง่ ๆ แตถ ามอี เุ บกขามาคมุ มาดุล ก็จะไดค วาม สขุ ที่ยืนนานระยะยาว เพราะไดเ ห็นลูกพฒั นามคี วามสามารถกา ว ไปดว ยดีในวถิ ชี วี ติ ที่ยาวไกลในโลกอันกวา งใหญ เปนอันวา พอ แมเปน ตัวอยางของการมคี วามสขุ เชงิ สงั คม จะ ตอ งพัฒนามนุษยใหมีธรรมชุดนี้ โดยเฉพาะเขาใจและใชอุเบกขา ใหถ กู ตอง มองอยา งกวาง อุเบกขาตองการธรรม ตองการความถูกตอง ใหม วลมนุษยท่เี รารักเราปรารถนาดนี ้ัน มธี รรม มคี วามถกู ตอ ง มี ความไมผ ดิ พลาด ซึง่ เปน ความปรารถนาดีอยา งสูงสดุ แลว เมอ่ื สม ปรารถนาสมใจของเรา ตัวเราก็จะมีความสุขที่ประณีตลึกซ้ึงยืน ยาวและแทจ รงิ
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ๘๕ จัดการกามสุขใหดี แลวก็มสี ุขจากไมตรีไวด ว ย แลว มองออกไปอีกดานหนงึ่ ในแงค วามสุขทเี่ รากาํ ลังพูดถึง เม่ือมนุษยมีธรรมชุดนี้แลว ก็จะมีจิตใจไมแตเพียงวาอยากไดโ นน ไดน่ี และพอไดเสพสมปรารถนาแลวก็มีความสุข และสุขแตตัว ตอนน้ีไมใชแ คนั้นแลว แตอยางนอ ย เขาจะมคี วามสุขเพ่ิมขนึ้ มา อีกประเภทหนึ่ง ใหพอไดมาถวงมาดุลกันบาง ก็คือความสุขเชิง สังคมท่วี า นี้ คือ เมื่อเหน็ ใคร กอ็ ยากใหเ ขามหี นาตาดี หมดจด งดงามผองใส มรี า งกายแขง็ แรงสมบูรณ มคี วามสขุ เปนตน ไมใ ช แตเรา ขอใหเ ขาก็สขุ ดว ย แคอยากใหเขามีความสุข ก็คือเมตตา ถาอยากใหเขาพน จากทกุ ข ก็เปนกรณุ า ถา พลอยสุขดว ยเมือ่ เขามีความสขุ สําเร็จยง่ิ ข้นึ ไป กเ็ รยี กวามุทติ า แลว เมือ่ เขาจะทาํ อะไรผดิ พลาด เราอยาก ใหเขาอยใู นความถกู ตอ ง เปนไปในทางที่ชอบธรรม เราก็วางใจอยู ในอเุ บกขาได พอมี ๔ อยางนี้ คนก็มคี วามสุขเพม่ิ ข้ึน แลวที่สําคญั คอื เปน ความสขุ รว มกนั หรือสขุ ดวยกัน ถาเปนความสุขแบบกามสุข คอื ความสขุ ทอี่ าศัยอามสิ วัตถุ ภายนอก กแ็ นช ดั วา จะเปน ความสุขแบบแยงกัน แยง กนั สขุ ชงิ กนั สุข ถาฉนั ได คุณก็เสยี หรอื ฉันได คุณอด คุณได ฉนั อด ถาฉันสุข เขาก็ไมไดส ขุ หรอื เขาอาจจะทกุ ขไ ปเลย หรือถาเขาสขุ ฉนั กไ็ มได สุข หรอื ฉันอาจจะไดความทกุ ข สรุปกค็ อื ไมไดสุขรว มกัน แตเ ปน การแยง กันสขุ
๘๖ ความสุข ทกุ แงท ุกมมุ น่ีคือผลเสียดานหนึ่งของกามสุข หรือสามิสสุข และที่โลก เดอื ดรอน มีปญหาเบยี ดเบียนรบราฆาฟน กันนกั กเ็ พราะแยงกาม สุขกนั นแ่ี หละ แตล กึ ลงไป ปญหามาจากการปฏบิ ัติจดั การกับมนั ไมถูก ไมเปน แตถาเปนความสุขจากชุดเมตตา กเ็ ปนการรวมกันสุข คอื เปน ความสุขรวมกัน สขุ ดว ยกนั อยากใหเขามคี วามสุข เมอื่ เขาสขุ สมใจเราแลว เราก็สุขดวย แมต อ งการใหลกู มีความสุข ถา ลกู ยงั ไม สขุ แมก ็สุขไมได ตอ งใหลูกมีความสุข แมจึงจะเปน สขุ ได ลูกสุขได แมก ส็ ขุ ดวย ก็จงึ สขุ ดว ยกนั รว มกนั สุข อันนี้ก็คือการพัฒนาความสุขขึ้นไปอีกขน้ั หน่ึง เปน ความสุข เชิงสังคม ซ่ึงเปนการศึกษาและพัฒนาจริยธรรมอยางสําคัญยวด ยงิ่ จะชวยใหโลกกา วไปสสู นั ติสุขไดอยางม่ันใจ นแ่ี หละ เพราะเหตุฉะน้ี พระพุทธเจาจึงทรงเนน มากใหสราง ใหพัฒนาความสุขทางสังคมข้ึนมาใหได จึงเนนเหลือเกินในเร่ือง เมตตา กรณุ า มุทติ า อเุ บกขา แตทจี่ ริงไมใชเทา นี้หรอก อันน้เี ปน เรอ่ื งของการพฒั นาจติ ใจใหม คี ณุ ภาพ ถา จะใหเ ปน ผลจริง กต็ อง ออกสูปฏิบตั ิการดว ยสงั คหวตั ถุ และสาราณยี ธรรมดว ย พรอมกนั นน้ั อกี ดา นหนึง่ กต็ รัสถงึ เรอื่ งกามสุข วาจะจดั การ อยางไรใหเ ปนไปอยา งถูกตองชอบธรรม ใหไมเ สียหาย อยา งนอ ย ก็ใหลดทุกขบรรเทาโทษลงมาบาง และใหรูจักใชในทางบวก ให เปนคุณเปน ประโยชนใ หมากทีส่ ุด
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) ๘๗ กามสขุ นัน้ พระพุทธเจา กต็ รัสตามท่ีมันเปนวามนั เปน สุข แต ไมใชต รัสแคน ้นั พระองคตรัสตอ ไปตามหลกั ทีเ่ คยบอกแลววา กาม นัน้ มีอสั สาทะ คอื ขอดี มีอาทนี วะ คือขอเสีย และมนี ิสสรณะ คือ ทางออกท่ีแกไข หรอื ใหห ลดุ พนไปจากขอบกพรองนน้ั อยางไรดวย (จะใชเ ปนคําไทยใหง ายขน้ึ วา อสั สาท อาทีนว และนสิ สรณ กไ็ ด) จะเอานิสสรณะ ก็มาสูการพัฒนาความสุขที่สูงขึ้นไป เริ่ม ดวยการพัฒนาความสุขทางสังคมน่ีแหละ ถึงจะยังเสพกามสุข ทา นกไ็ มว าอะไร แตน อกจากใชศลี ๕ คุมยง้ั กนั ไวบ า งแลว กน็ ่ี แหละ มาพฒั นาความสขุ ทางสังคมกันข้ึนไป ก็จะชว ยใหม นษุ ยเรา ทง้ั หลายนี้ ไมม ามัววุน วายอยูกบั ตัวเองมากมายเกินไป และไมมัว มุงแตแขงขันแยงชิงกัน แตจะมีการชวยเหลือรวมมือกันมากขึ้น ขณะที่ตัวเองก็มีความสุขเพิ่มข้ึนมาอีกดานหน่ึง ที่ยั่งยืนกวากาม สุขดว ย บางทคี นไมรตู ัววา การหาความสุขใหกับตวั เองนั้น กค็ ือเหน็ แกค วามสขุ ของตน ไปๆ มาๆ โดยไมร ตู วั มันทาํ ใหกลายเปนคนท่ี ทุกขงาย และเมื่อทกุ ขไ ดงาย ก็มีความโนมเอยี งทจ่ี ะมที กุ ขมากขน้ึ เร่อื งเปนอยางไร ลองมาดูกัน หันไปดูดานความสุขแบบรวมกันสุขนั้น เริ่มจากเราเห็นคน ทงั้ หลายอยดู ีมีความสุข เรากม็ ีความสุขไปดวย น่ีคือเมตตา ทนี ี้ ตอ ไปก็คอื กรณุ า ทว่ี าเราอยากเห็นเขาพนจากทกุ ขห ายปว ยหายไข และพอเขาหายไดจริงมีรางกายแขง็ แรงดี เรากม็ คี วามสขุ แตขอ กรณุ านี้ ไมใชใหผ ลแคนน้ั ยังมผี ลดมี ากกวา น้ันอีก
๘๘ ความสขุ ทุกแงทกุ มมุ แมแ ตวา เราเจบ็ ไขอยู หรอื วาเราเกิดเจ็บไขไ ดปวยขึน้ มา เรา เปน โรคนั้นเปนโรคนี้ มีความทุกขท รมานเหลอื เกนิ ทีน้ี ถา เรามวั แตเอาใจใสตัวเอง นึกถึงตัวเองวา ทําไมฉันถึงตองเปนอยางนั้น ทําไมฉนั ถงึ ตองเปนอยางน้ี ก็ทุกขแ ยเลย บางคนหนกั กวานนั้ อกี คิดวาโรคน้ีใครจะเปนก็เปนไป ทําไมจะตองเปนกับเราดวย คิด อยา งน้ี กม็ ีแตจะตองทกุ ข แลว กท็ ุกขม ากเกนิ กวา ธรรมดาดว ย ทีนี้ ถา มกี รณุ า พอเราเจ็บไขไ ดป ว ย กไ็ มครนุ คิดอยูแคต ัวเอง แลว แตจ ะมองกวา งออกไปถึงเพอื่ นมนษุ ย กค็ ดิ ถงึ คนอืน่ ๆ วา เออ นี่เราเจ็บไข เปนโรคน้ีขนาดน้ี ยังมีทุกขเวทนาและยากลําบาก อยา งน้ี แลว คนในโลกน้ี แมแตในเมืองไทยเรานี้ ทย่ี ากจนขน แคน ไรญ าติขาดมติ ร ไมม ีเงินซือ้ ยา ไมม คี นดแู ล เขาจะเปน อยางไร เราเจ็บปวยอยางนี้กจ็ ริง แตเรายังมีญาตมิ ติ รดแู ล ยงั มคี น พาไปหาคณุ หมอ หรือบางทีคุณหมอกม็ าชว ยรักษา อยา งนอยก็ยัง มีท่ีอยูท่ีกินท่ีนอน แลวคนที่เขาปวยอยางนี้ แถมไมมีท่ีอยูที่กินท่ี นอน เขาจะทกุ ขย ากลําบากแคไหน พอนึกข้ึนมาอยางน้ีแลว โรคท่ีเจ็บปวยของตัวเองก็กลาย เปน เบา เลยบางทหี มดความหมาย คือแทบไมร ูส ึกอะไรเลย ความ เจบ็ ปว ยของเรานี้ไมสําคัญอะไรเลย พอคิดดวยกรุณาตอไปอีกช้ันหนึ่ง ความเจ็บปวยของเรา กลับเปน เคร่อื งเตอื นใจใหนึกวา เออ ถา เราไมป ว ยอยางน้ี เราก็คง ลืมนกึ ไปเลยถงึ คนในโลกที่ยงั มที ุกขจากโรคภยั ไขเ จบ็ อยา งนี้ ตอน น้ีเรานึกข้นึ มาไดแ ลว เราจะไปชวยคนเหลานัน้ อยางไรดี
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตฺโต) ๘๙ นี่ก็คือวา ความเจ็บปวยของเรานี้ กลับมาเปนสัญญาณ เตือนวาเราจะตองเรงหาทางไปชวยเพื่อนมนุษยเหลานั้น ซึ่งมีอยู มากมาย ที่ขดั สนขนแคน ทุกขยากลําเคญ็ ไรญาตขิ าดมติ ร ขาด คนดแู ลเอาใจใส เราจะตอ งไปชว ยคนเหลาน้ันใหพ น ทุกข รวมแลว กก็ ลายเปน วา โรคนนั้ มากระตนุ เรากรุณา นอกจาก มองออกไปท่ีจะหาทางชวยคนอ่ืนแลว ก็กลายเปนวาทําใหทุกข ของตนเองลดนอยลงไป หรอื บางทีกเ็ ลยไมทกุ ข แตค วามเจ็บไขนั้น แทบหมดความหมายไปเลย จะเห็นวา คุณธรรมเหลาน้ีสําคัญมาก ไมใชเปนแค นามธรรมทน่ี อนอยูเฉยๆ ในจิตใจ แตส งผลกวา งไกลอยางยงิ่ พระ พทุ ธเจาจึงทรงเนนการพัฒนามนุษย และแนนอนวา จดุ สาํ คญั ตัว ต้ังตน ทวี่ าเปน มลู ก็คือฉนั ทะ ซงึ่ ในที่น้ีไดเนนการพัฒนาฉันทะใน เชิงสังคม และอาตมากเ็ พยี งแตย กตัวอยา งมาเนน ใหฟ งวา มันเปน เรือ่ งท่ีเราจะตอ งเอาใจใสก ันใหจริงจงั ตอนนีก้ เ็ ปน อันวา ไดพูดถึงกามสุขทอี่ าศยั อามิสทเ่ี สพทีไ่ ดท่ี เอาเพอื่ ตัว ซึง่ มที างกอ ทกุ ขภ ัยไดน กั หนา นอกจากตอ งจดั การมนั ใหด ีแลว ก็มาเนน การพฒั นาความสขุ ทางสังคม สง เสรมิ ฉันทะที่ เปนไปตอ เพ่อื นมนษุ ย ทางเมตตา กรุณา มทุ ติ า อุเบกขา ทจี่ ะทํา ใหเรามีความสุขรวมกันกับเพ่ือนมนุษย แลวไปกระตุนเราให มนษุ ยทาํ ความดีชวยเหลือกนั ตางๆ อยางนอยก็จะมาชว ยดลุ ทํา ใหปญหาจากกามสุขเบาบางลงไป
๙๐ ความสขุ ทุกแงทกุ มมุ พฒั นาชีวติ ไป ถา พฒั นาถูก กไ็ ดสขุ ดวย ไดบอกไววา อยากจะเนนความสุขที่จะใชในทางปฏิบัติกัน เลย ๓ อยาง และใน ๓ นัน้ อยางที่ ๓ กค็ อื ความสขุ ในการพัฒนา ของชวี ติ ความสุขในการพัฒนาชีวิตน้ี อยูในประเภทของความสุข ภายในที่วาสรา งข้นึ เองได โดยเฉพาะทต่ี อ งถือวาสําคัญมาก คือ เปนความสุขที่เกิดพรอมกันไปกับการพัฒนาของชีวิต หรือความ สขุ ทด่ี ําเนนิ ไปดวยกันกับความกาวหนา ในการปฏบิ ัติธรรม เม่ือเราพัฒนาชีวติ ของเรา จะเรยี กวา ปฏบิ ัตธิ รรมหรืออะไรก็ แลวแต เม่อื การพฒั นาชีวติ หรือปฏิบัตธิ รรมนนั้ เดินหนาไป ก็จะมี ความสขุ ชุดนขี้ น้ึ มา ดังทีบ่ อกแลววา เปนความสขุ ขา งใน ท่จี ริง ไมใ ชว า ความสุขเปน ชือ่ ของธรรมนท้ี ง้ั ชดุ แตความสขุ เปน สว นหน่ึงของธรรมชุดนี้ และเพราะเรากาํ ลงั พูดเรอื่ งความสุข ก็ เอาความสขุ เปนจดุ เนน เลยเรียกเปนชดุ ความสุข ธรรมชุดน้ีเปนภาวะของจิต จะเรียกวาสุขภาวะหรืออะไรก็ แลวแต มีอยดู ว ยกัน ๕ ขอ พระพุทธเจาทรงเนนอยเู สมอ ถาใคร ปฏบิ ตั ิธรรมไดผ ล ก็จะกาวไปในธรรม ๕ ขอนี้ ถา ใครไปปฏบิ ตั ิ ธรรมแลว ไมมี ๕ ขอน้ีเกดิ ข้ึน ก็ไมพ ึงหวงั ทีจ่ ะประสบความสําเร็จ พระพทุ ธเจา ตรสั ใหเหน็ ตวั อยาง เชน ไปฟงธรรมมา กย็ กเอา ธรรมน้ันมาวิจัย พอปญญาเดินหนาแลว เดี๋ยวก็เกิดธรรมที่เปน ภาวะจติ ชุดน้ี นี่คือถา ปฏบิ ตั ถิ ูก
พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) ๙๑ ทีนี้ ความสขุ ทเ่ี นอื่ งดวยการพัฒนาชวี ิต หรือจะเรยี กวา สุข ในการปฏิบตั ิธรรมกแ็ ลว แต ๕ ขอนี้ กเ็ หมอื นกับในชุดความสขุ ทางสังคม คือมีฉันทะเปนฐาน และดาํ เนินไปตามลําดับ แตไ ม แสดงออกไปขางนอก เปนคุณสมบัติท่ีเปนไปภายในโดยตรงกับ ตนเอง ทานเรยี กวาธรรมสมาธิ นับวาเปน ช่ือทแ่ี ปลก ธรรมสมาธิ มี ๕ ขอ ซง่ึ มาตอกันตามลาํ ดับ คอื ๑. ปราโมทย ความรา เรงิ เบกิ บานใจ หรือราเริงบนั เทิงใจ เปน คณุ สมบัติพืน้ ฐานของจติ ใจ ซง่ึ ทุกคนควรจะมตี ลอดเวลา มีพุทธ พจนในธรรมบทวา ปาโมชฺชพหโุ ล ภกิ ขฺ ุ ปสนฺโน พุทฺธสาสเน อธคิ จฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงขฺ ารูปสมํ สุขํ แปลวา ภกิ ษผุ ูมากดว ยปราโมทย เลอื่ มใสในคําสอนของพระ พทุ ธเจา จะบรรลถุ งึ สันตบทท่สี งบสงั ขาร อนั เปน สขุ อีกแหงหน่ึง ตรัสถึงภิกษุปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาแลว ก็ลง ทา ยวา ตโต ปาโมชชฺ พหโุ ล ทุกฺขสฺสนฺต กริสสฺ ติ แปลวา แตน้ัน ผมู ากดว ยปราโมทย จกั ทาํ ทุกขใ หหมดส้ินไป นี่ก็หมายความวา คุณสมบัตปิ ระจําใจของมนุษยอ ยา งแรก ท่ีสําคญั ซงึ่ แสดงวากาํ ลงั พัฒนากาวหนาไป และมีทางท่ีจะพฒั นา ตอ ไปไดด ี ก็คอื ปราโมทย ซงึ่ เมอื่ มีมาก ก็หวังไดว า จะลุถึงนพิ พาน หรอื อยูใ กลน พิ พานแลว
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172