中国文化 Chinese culture วชิ า วฒั นธรรมจนี เรียบเรยี งโดย สพุ รรษา สบื สอนระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ชน้ั ม.4-ม.6 โรงเรยี นรงุ่ อรณุ พทิ ยา
คานา เอกสารประกอบการสอนรายวิชาวัฒนธรรมจีน ทางด้านภาษา ด้านศิลปะจีนด้านอาหาร ด้านการแต่งกาย และด้านประเพณีความเชื่อ เทศกาล ได้ถูกถ่ายทอดเน้ือหาและเรอ่ื งราวเก่ยี วกบั วฒั นธรรมของประเทศจนี เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนที่ต้องการศึกษา เรียนรู้และสามารถแลกเปล่ียนประสบการณ์ทางวัฒนธรรมซึ่งไดจ้ ากการพดู คยุ หรือ การศกึ ษาค้นคว้าในเอกสารประกอบสารสอนนี้ ผู้เขียนหวงั ว่า ข้อเขียนเกยี่ วกบั วัฒนธรรมจนี น้ี คงมีความน่าสนใจ และสามารถสร้างความบนั เทิงแก่ผ้อู ่าน สพุ รรษา สบื สอน
จดุ ประสงค์1. เพ่ือให้ผู้เรียนได้ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนและทาความเข้าใจเก่ียวกับวัฒนธรรมหลายๆดา้ น2. เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และอีกท้ังยังให้ผู้เรียนได้มีกิจกรรมฝึกปฏิบัติเก่ียวกับวัฒนธรรมประเพณีและเทศกาลตา่ งๆของประเทศจีน
สารบญั หน้า第 1 课 วัฒนธรรมทางดา้ นภาษา (语言文化) 1-3 กิจกรรรมท้ายบท 4第 2 课 วัฒนธรรมทางดา้ นศลิ ปะจนี (中国艺术文化) กิจกรรรมทา้ ยบท 5-18 19第 3 课 วฒั นธรรมทางดา้ นอาหาร(食品文化) 20-27 กจิ กรรรมทา้ ยบท 28 29-34第 4 课 วฒั นธรรมทางดา้ นการแตง่ กาย (服饰文化) 35 กิจกรรรมทา้ ยบท 36-59第 5 课 วัฒนธรรมทางดา้ นประเพณีความเช่ือและเทศกาล 60 61 (传统,信仰文化) กิจกรรรมทา้ ยบท บรรณานุกรม
~1~ 第 一 课语言文化
~2~第一课 语言文化บทที่ 1 วฒั นธรรมทางดา้ นภาษา中文的语言 ภาษาของจีน ภาษาแมนดารินเป็นภาษาราชการ และมีภาษาทอ้ งถิ่นอีกจานวนมาก เช่น ภาษากวางตงุ้ แตจ้ ว๋ิเซยี่ งไฮ้ แคะ ฮกเก้ยี น เสฉวน หูหนาน ไหหลา เป็นต้น สว่ นใหญ่ใช้อักษรจีนแบบย่อ (Simplified Chinese) มอี กั ษรทงั้ หมด 56,000ตวั ใช้ประจา 6,763 ตัว ถา้ รเู้ พียง 3,000 ตัว กอ็ ่านหนังสอื พิมพ์และทวั่ ไปได้ภาษาจีน (汉语 - Hànyǔ, 华语 - Huáyǔ หรอื中文 - Zhōngwén) เปน็ หน่งึ ในตระกูล ภาษาจีน-ทเิ บต 1.1 พ้ืนทป่ี ระเทศจีนชาวจีนส่วนใหญถ่ ือภาษาจีนพูดชนิดตา่ งๆว่าเปน็ ภาษาเดียว โดยท่ัวไปแล้ว ภาษาพูดในกลุ่มภาษาจีนเป็นภาษาทม่ี ีเสียงวรรณยกุ ต์และไมอ่ ่านเนื่องเสียง อยา่ งไรก็ดียังมีความแตกตา่ งกันในภาษาพดู แตล่ ะภาษาอยู่มาก ปัจจบุ ันภาษาพูดบางกลุ่มจัดเป็น \"ภาษา\" หรือเป็นแค่ \"สาเนียง\" ประชากรประมาณ 1/5 ของโลกพูดภาษาจีนแบบใดแบบหนึ่งเป็นภาษาแม่ ทาให้เป็นภาษาท่ีมีคนพูดเป็นภาษาแม่มากที่สุด สาเนียงพูดที่ถือเป็นมาตรฐาน คือ สาเนียงปักก่ิง หรือ ภาษาฮั่น ซ่ึงอยู่ในกลุ่มภาษาแมนดารนิ ภาษาจีนกลาง หรือ ภาษาจีนแมนดาริน (Standard Mandarin) เป็นภาษาทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐจีนหรือไต้หวัน เป็นหน่ึงในภาษาทางการ 4 ภาษาทางการของประเทศสิงคโปร์(ร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ภาษามาเลย์ และภาษาทมิฬ) และเป็นหนึ่งใน 6 ภาษาท่ีใช้ในองค์การสหประชาชาติ(ร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาสเปน) ภาษาจีนกวางตุ้ง เป็นภาษาทางการของฮ่องกง (ร่วมกบั ภาษาอังกฤษ) และมาเก๊า (รว่ มกับภาษาโปรตเุ กส) นอกจากน้ี ภาษาเขียนยังได้เปล่ียนแปลงตามระยะเวลา แต่การเปล่ียนแปลงของภาษาเขียนช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาพูดอย่างมาก จึงไม่ถูกจากัดโดยความเปลี่ยนแปลงของภาษาพูดโดยส่วนใหญ่ ในปัจจุบันภาษาจนี ใชอ้ ักษรมาตรฐาน 2 รูปแบบทัว่ โลก ไดแ้ ก่ อกั ษรจีนตวั เต็ม และ อักษรจีนตวั ยอ่
~3~ ภาษาพดู ของจนี แผนทีด่ ้านขวาแสดงพ้ืนท่ีที่มีประชาชนพูด ทั้งภาษาและสาเนียงภาษาจีนต่างกัน ในประเทศจีน โดยพ้ืนฐานเราอาจแบ่งกลุ่มภาษาจีนออกเป็น 7 กลุม่ ใหญๆ่ ตามจานวนประชากรที่พูดได้ ดงั น้ี ภาษาพดู จนี ตัวเตม็ จีนตัวย่อ พนิ อนิ คาแปล มณฑล- จีนกลาง หรอื 官話 官话 Guānhuà ภาษาทางการ สาเนียงทางเหนือภาษาฮน่ั หรือแมนดาริน 吳語 吴语 Wú yǔ ภาษาอู๋ มณฑลเจยี งซู- งอ่ 粵語 粤语 ภาษากวางตงุ้ 閩方言 闽方言 Yue yǔ สาเนียงหมน่ิ มณฑลฝเู จี้ยนหรือ- กวางตงุ้ ฮกเก้ียน 湘語 湘语 Mǐn fāng ภาษาในมณฑลหู- ฮกเกี้ยน หรอื yán หนานหมิ่น Xīang yǔ- เซียง- แคะ 客家話 客家话 Kè jiā ภาษาแคะ- กัน้ huà หรือ ฮกั กา 贛語 赣语 Gàn yǔ ภาษามณฑลเจียงสี นอกจากน้ี นักภาษาศาสตร์ยังไดแ้ บง่ กลุม่ ภาษาจนี ออกมาจากกลมุ่ ใหญ่ขา้ งบนอกี 3 ประเภท ได้แก่- จ้นิ 晉語 晋语 Jìnyǔ แยกมาจาก แมนดารนิ- ฮุย 徽語 徽语 Huīyǔ แยกมาจาก อู๋-ผิง 平話 平话 Ping yǔ แยกมาจาก กวางตงุ้ 1.2 ตัวอยา่ งการใชภ้ าษาแต่ละทอ้ งถ่นิ 1.3 การแบง่ การใช้ภาษาแตล่ ะพ้นื ท่ี
~4~ กิจกรรมทา้ ยบทที่11.1 แบบฝึกหดั1.ภาษาราชการของจีนคือ____________________________________________________________2.ภาษาทอ้ งถ่ินอีกจานวนมาก เช่น _____________________________________________________________________3.สาเนียงพูดทถ่ี ือเปน็ มาตรฐาน คือ ___________________________________________________4.ภาษาจีนออกเป็น 7 กลุ่มใหญ่ ได้แก่____________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________5.นกั ภาษาศาสตรไ์ ดแ้ บง่ กลุ่มภาษาจนี ออกมาจากกลมุ่ ใหญ่ อกี 3 ประเภท ไดแ้ ก่__________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________1.2 ใหน้ กั เรยี นเลือกภาษาพูดของประเทศจีนมา3ภาษารวมทง้ั ภาษาจนี กลางตวั อย่างเช่น ภาษาพดูภาษาจนี กลาง ภาษากวางตงุ้ ภาษาฮกเก้ยี น ภาษาแต้จว่ิ คาแปล你好 หน่ี หา่ ว เหนย์ ตอ๋ ล่ีโฮ่ ล่อื ฮ่อ สวัสดี谢谢 เซ่ีย เซยี่ แจโ่ หว กัมเสี่ย โจย่ เสี่ย ขอบคณุ
~5~ 第 二 课中国艺术文化
~6~第二课 中国艺术文化บทท2ี่ วฒั นธรรมทางดา้ นศลิ ปะจนี 中国艺术 ศลิ ปะจีน京剧 อปุ ราการจีน ง้ิ ว ปั ก ก่ิ ง ข อ ง จี น ถู ก ข น า น น า ม ว่ า เ ป็ น “อุ ป ร า ก ร แ ห่ ง บู ร พ า ”นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติขนานแท้ของจีน เพราะเกิดขึ้นในปกั ก่ิง จึงมีชือ่ เรียกกนั ว่า“จิงจว้ี”ที่แปลเป็นไทยว่า“ง้ิวปักกิ่ง”มีประวัติกว่า200 ปแี ล้ว 2.1 การแสดงงิ้วปักก่ิง เริม่ ตน้ สมัยราชวงศ์ซง่ (ค.ศ. 1179-1276) ทางภาคใต้ของจีนมีคณะงิ้วที่มีช่ือได้เปิดการแสดงท่ีมีบทพูดเป็นโคลงกลอนสลับการร้อง ใช้วงเคร่ืองดีดสีตีเป่าประกอบการแสดง ทางภาคเหนือน้ัน ราวช่วงต้นศตวรรษท่ี 13 ในสมัยราชวงศ์หยวนเกิดรูปแบบของง้ิวข้ึนมาเรียกว่า \"จ๋าจวี้\" 杂剧/雜劇 โดยมักแบ่งการแสดงออกเป็น 4 องค์ โดยตัวละครเอกเท่านั้น ที่จะมีบทร้องเป็นทานองเดียวตลอดเรื่อง ส่วนตัวประกอบอ่ืนอาศัยการพูดประกอบ ขณะท่ีอุปรากรฝ่ายเหนือเป็นท่ีนิยมในหมู่ขุนนางชั้นสูงเรื่องราวท่ีแสดงจึงมักดัดแปลงมาจากพงศาวดารหรอื ประวัติศาสตร์ สว่ นทางใต้นนั้ ผู้คนนยิ มดงู ิ้วท่ีมีเน้ือหาเป็นเร่ืองเล่าพื้นบ้าน ในศตวรรษท่ี 16 บ้านเมืองเข้าสู่ความสงบ ผู้คนเร่ิมมีฐานะและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทาให้วงการวรรณกรรมเฟื่องฟูไปด้วย ซึ่งส่งผลทาให้บทร้องอุปราการสละสลวยย่ิงขึ้นโดยนายเว่ย เหลียงฝู่ 魏良辅/魏良辅 (1522-1573) นานยิ ายพ้ืนบา้ นดังๆเรียกว่า \"คุนฉวี่\" 昆曲 มาเขียนเป็นบทร้อง มีสไตล์การรอ้ งทอ่ี อ่ นหวาน ใช้เครื่องดนตรนี ้อยชิน้ สว่ นใหญ่คือกลองและขลุย่ ในศตวรรษที่ 18 เกดิ อุปรากรแบบใหม่ที่กรงุ ปักก่ิง ซง่ึ เป็นรูปแบบของงิว้ ปจั จุบัน อปุ รากรดังกล่าวเป็นทแ่ี พรห่ ลายนบั ตงั้ แต่เปดิ การแสดงในงานฉลองวันคลา้ ยวันพระราชสมภพของเฉยี นหลงฮอ่ งเต้ (1736-1796)ในจานวนคณะง้ิวที่เข้ามาแสดงเหล่านรี้ วมถงึ คณะของนายเวย่ จางเฉนิ จากเสฉวนซึง่ นาเทคนิคการแสดงง้ิวแบบใหมๆ่ เข้ามาเผยแพร่ในเมืองหลวงกระท่งั ปลายราชวงศ์ชิง ง้ิวจึงมีลกั ษณะต่างๆกนัออกไปหลายรอ้ ยแบบ ทั้งในดา้ นการรอ้ ง การจัดฉาก เพลง แต่ส่วนใหญ่นาเนื้อเรอ่ื งมาจากคนุ ฉวี่ หรือนิยายทเ่ี ป็นทนี่ ิยมนั่นเอง
~7~ สมยั ของพระนางซูสไี ทเฮา การแสดงงิ้วในเมอื งจีนถือว่าได้รบั ความนยิ มสงู สุด จนกระทัง่ สิ้นสมัยของพระนาง คณะง้ิวที่เคยได้รบั การอปุ ถัมภค์ า้ ชจู ากราชสานักและขนุ นางตา่ งๆ ก็ต้องหันมาพึ่งตวั เองและแพรข่ ยายออกไปสผู่ ู้คนทั่วไปมากข้ึน ในบรรดาง้ิวชนิดตา่ ง ๆ ของจนี งิ้วปกั กิง่ ครองอันดบั หนง่ึ ในหลาย ๆ ดา้ น เช่น ความหลากหลายของบทละคร จานวนศลิ ปนิ นักแสดง จานวนคณะแสดง จานวนผู้ชมผ้ฟู ังและอทิ ธพิ ลทกี่ ว้างขวาง เป็นตน้ 2.2 การแตง่ กายตามตัวละครงวิ้ ปักกิ่ง ง้ิวปักกิ่งเป็นศิลปะการแสดงสมบูรณ์แบบที่รวมศิลปะ“การขับร้อง” “การพูด” “การแสดงลีลา”“การแสดงศิลปะการต่อสู้”และ“ระบาราฟ้อน”เข้าไว้ด้วยกัน ตัวละครของง้ิวปักก่ิงที่สาคัญแบ่งเป็น“เซงิ 生 ”เพศชาย “ตน้ั 旦” เพศหญิง “จ้ิง 净” เพศชาย และ “โฉว 丑” มีทงั้ เพศชายและหญิงตวั ตลก รปู แบบการแตง่ หน้าเปน็ ศลิ ปะทมี่ ีเอกลกั ษณท์ ่ีสดุ ของงิ้วปกั กิง่ ความซอ่ื สัตย์กับความคดโกง ความงามกับความขี้เหร่ ความดีกับความชั่วและความสูงศักดิ์กับความต่าต้อย เป็นต้น ต่างก็แสดงให้เห็นได้โดยผ่านลวดลายในการแต่งหน้า เช่น สีแดงใช้กับบุคคลท่ีมีความซื่อสัตย์ สีม่วงเป็นสัญลักษณ์แห่งความชาญฉลาดความกล้าหาญและความมีน้าใจ สีดาสะท้อนถึงอุปนิสัยใจคอสูงส่งที่ซื่อตรง สีขาวบ่งบอกถึงความคดโกงและความโหดเหีย้ มของคนร้าย สีน้าเงนิ แฝงไว้ซง่ึ ความหมายท่ีมีใจนักสู้และเก่ากล้า สีเหลืองใช้กับตัวละครท่ีโหดร้ายทารุณ สว่ นสที องกบั สเี งิน มักจะใชก้ ับตวั ละครทเี่ ป็นเทวดาและภตู ผปี ศี าจ เช่นสีแดง 红色 hóng sè แสดงถงึ คนท่ีมีความซ่ือสัตย์ เชน่ กวนอูสีนา้ เงิน 蓝色 lán sè คนท่แี ข็งกร้าวและเจา้ เลห่ แ์ สนกล เช่น โต้วเอ่อรต์ ุนสีดา 黑色 hēi sè คนทซี่ ื่อตรง เที่ยงธรรม ไมค่ ดโกง เช่น เปาบนุ้ จิ้นสีขาว 白色 bái sè คนท่ีชวั่ รา้ ย ทรยศหักหลงั เช่น โจโฉสเี ขียว 绿色 lǜ sè ลกั ษณะของคนท่ีมคี วามหนักแน่น เช่น หนิวเหม่ียวสเี งิน 银色 yín sè และสที อง 金色 jīn sè บทบาทของเทพที่แปลกพิสดาร เช่น ซุนหงอคง
~8~ 2.3 หนา้ กากตวั ละคะง้ิวปักก่ิง นับต้ังแต่จีนดาเนินการปฏิรูปและเปิดประเทศเป็นต้นมา ศิลปะงิ้วปักก่ิงได้รับการพัฒนาใหม่อีกครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ งิ้วปักกิ่งในฐานะเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่มีมาแต่ดั้งเดิมของจีนได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาลจีน ทุกวันนี้ ในโรงละครใหญ่ฉางอานในกรุงปักกิ่งจัดแสดงง้ิวปักกิ่งตลอดท้ังปีการแข่งขันงิ้วปักก่ิงของนักแสดงสมัครเล่นระหว่างประเทศที่จัดข้ึนทุกปีได้ดึงดูดผู้รักงิ้วปักกิ่งจากพ้ืนท่ีต่าง ๆทว่ั โลกมาเข้าร่วม นอกจากน้ี ง้วิ ปักกิง่ ยังเปน็ รายการทีข่ าดเสยี มไิ ด้ในการแลกเปล่ียนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกบั ต่างประเทศทกุ ครั้ง
~9~扇子 พดั จีน 2.4 พดั จนี ที่มคี วามหลากหลาย พัด 扇子(Shànzi) มแี หล่งกาเนดิ ทป่ี ระเทศจนี จนถึงปจั จุบัน มีประวตั ศิ าสตร์หลายพันปีแล้ววฒั นธรรมพัดของจนี มมี าชา้ นานและลกึ ซึ้ง จนี เป็นประเทศที่มีอารยธรรมกว่า 5,000 ปี ส่วนธุรกิจการผลิตพัดของจีนก็มกี ว่า 3,000 ปี วัฒนธรรมพัดจงึ เป็นส่วนประกอบสาคัญของวัฒนธรรมชนชาติจีน และมีความสัมพันธ์อยา่ งใกล้ชิดกับวัฒนธรรมไม้ไผ่และพุทธศาสนาด้วย แต่ไหนแต่ไรมา ประเทศจีนได้สมญานามว่า เป็นอาณาจักแห่งพัด วัตถุที่ใช้ทาพัดมีหลายอย่าง เช่น ไม้ไผ่ ไม้ กระดาษ งาช้าง กระดองเต่า หยก และ ขนสัตว์ปีกเป็นตน้ พัดนอกจากเป็นของใช้ประจาวันแล้ว ถ้าหากว่ามีช่างตั้งใจท่ีจะแกะสลัก สาน หรือวาดภาพ ตกแต่งให้สวยงาม ก็จะมคี ณุ คา่ ทางศลิ ปะ ทาใหพ้ ัดมีราคามากขึน้ และมคี วามหมายกวา้ งขึ้น 3,000กว่าปีท่ีแล้ว สมัยน้ันจีนมีพัดแล้ว เป็นพัดที่สานด้วยใบไผ่หรือต้นหางแมว แต่ไม่ได้ใช้สาหรับพัดลมหรือพัดให้เกิดความเย็น หากเป็นเครื่องประดับชนิดหน่ึง หนังสือโบราณบันทึกไว้ว่า พัดมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์อิน สานด้วยขนไก่ป่าชนิดหน่ึง เป็นเคร่ืองประดับของกษัตริย์ มีประโยชน์ช่วยกันแดดและกันฝุ่นในสมัยราชวงศ์โจว 周代 หลังรถท่ีกษัตริย์และพระราชินีทรงใช้น้ัน จะมีพัดด้วย เพื่อกันฝุ่นและทรายเวลาเสด็จหรือออกเดินทาง ก็จะมีพัดขนาดใหญ่ตามหลัง เพื่อแสดงถึงความองอาจ ยิ่งใหญ่ และมีอานาจตอ่ จากน้นั จากราชวงศจ์ นถงึ ขุนนางชั้นสูง ได้ใชพ้ ัดเปน็ เครอื่ งบ่งบอกสถานะ จนถึงราชวงศ์ฮ่ัน 汉代 เร่ิมมีช่างสานพัดไม้ไผ่และพัดผา้ ต่วน ใช้สาหรบั พัดลม และมกี ารพฒั นารูปแบบให้หลากหลายมีเรื่องเล่ากันว่า โจโฉ ในสามก๊ก เป็นคนชอบพัดเหมือนกันเคยส่ังให้คนวาดภาพบนหน้าพัด เพ่ือเป็นของเล่น ภาพวาดมักจะมีดอกไม้ มีสายน้า หรือเป็นภูเขา และจะแต่งบทกวีด้วยแสดงให้เหน็ ถงึ ความรู้และฐานะอันสงู สง่ ของเจ้าของพดั 2.5 พดั จนี ด้ามท่ที าจากไมไ้ ผ่
~10~ การปฏิรปู ในระยะเวลากว่า 3,000 ปี ทาให้พัดพฒั นา เปน็ หลายตระกลู มพี ดั กระดาษขาวที่ผ่ึงผายพดั กระดาษดาทล่ี า้ ค่า พัดผา้ ไหมท่ ่งี ดงาม พดั แขวงที่สงา่ นอกจากนี้ ยังมพี ัดลาท่ีสวยหรูและพดั ไม้หอมท่ีได้รบัความนิยมอย่างกว้างขวาง สว่ นหน้าพดั นอกจากรปู กลมแล้ว ยงั มีรปู ไข่ รปู สเี่ หลี่ยม รูปดอกบว๊ ย รปู แดงกวาเปน็ ต้น พัดที่นา่ เอ่ยถงึ คือพดั พับ เป็นพัดท่ีสามารถพับเก็บเพื่อความสะดวก สมัยราชวงศ์ซ่ง 宋代 ได้ผลิตพัดพับโดยทั่วไปแล้ว และเจริญรุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์หมิง 明代 ฮ่องเต้สั่งให้เลียนแบบพัดเกาหลีพัฒนาเทคนิคการสานพัดของจีน และจนถึงราชวงศ์ชิง 清代 ย่ิงใช้วัตถุล้าค่าในการสานพัด เช่น งาช้างกระดองเต่า และไม้แดง เป็นต้น มีการแกะสลักไม้พัดอย่างละเอียดประณีต ส่วนที่จับของพัด ก็มีรูปแกะสลักตา่ งๆนานา เช่น แบบหรูอี้ แบบขมิ แบบนก แบบหวั ปลาทอง แบบแห้ว แบบสมอ เป็นต้น ซึ่งการใช้วิธีการตา่ งๆทาใหพ้ ัดมคี วามสวยงามเพ่ิมมากข้ึนนัน้ ไดเ้ พม่ิ คุณค่าทางด้านศิลปะให้กับพดั ด้วย 2.6 หยกรูปม้าท่นี ยิ มของชาวจนี
~11~玉 หยกหยก หรือ ยู่ ในภาษาจีนกลาง หรือ เง็ก ในภาษาจีนแต้จิ๋ว คืออัญมณีท่ีชาวจีนยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณธรรม 5 ประการ คือ ใจบุญสมถะ กล้าหาญ ยุติธรรม และมีสติปัญญา ชาวจีนเช่ือว่าหยกเป็นอัญมณีศักด์ิสิทธ์ิที่นามาซึ่งสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง ความร่ารวย ความมีโชคแก่ผู้ครอบครองและทาให้อายุยืนด้วย ชาวจีนในสมัยก่อนไม่ว่าจะเป็นชนช้ันใดจึงนิยมใช้หยกเป็นเคร่ืองประดับและเครื่องใช้ต่าง เช่น พระจักรพรรดิใช้หยกเป็นตราพระราชลัญจกร พระธามรงค์ 2.7 หยกรูปปลาทมี่ คี วามเชือ่ ของชาวจนีชาวจนี ทวั่ ไป จะให้ลูกหลาน พกหยกติดตัวไว้เสมอ ถ้าเป็นเด็กหญิงจะสวมกาไลหยก แต่ถ้าเป็นเด็กชายก็จะพกเคร่ืองใช้ท่ีทาด้วยหยกหรือจี้พระหยก เพราะเช่ือกันว่า หยกเป็นเคร่ืองรางบอกเหตุ ว่าผู้สวมใส่กาลังมีโชคหรือมีเคราะหอ์ ย่างไร โดยใหส้ ังเกตจากสีของหยก หากหยกมีสีสันสดใส หมายความว่า เจ้าของหยกกาลังจะมีโชค แต่ถ้าหากหยกมีสีหมองลงหรือมองเห็นรอยแตกร้าวชัดข้ึน ก็อาจหมายถึง เจ้าของหยกอาจกาลังจะมีเคราะหม์ าเยอื น หยกทีช่ าวจีนใช้เป็นเคร่ืองรางมักจะแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลา เต่า จ้ิงหรีด เป็นต้น ชาวจีนใช้หยกเพ่ือสุขภาพ การสวมใส่กาไลหยกที่ข้อมือ เป็นเหมือนการสร้างบาลานซ์อุณหภูมิในร่างกายไมใ่ ห้ร้อนหรอื เยน็ จนเกินไปกจ็ ะมีสุขภาพท่ดี ี เพราะตัวหยกเอง มีคุณสมบัตเิ ย็น หยก ในทางอัญมณีศาสตรน์ ั้นแบ่งได้เปน็ Jadeite และ Nephrite โดย หยก Jadeite จะมหี ลากสีคือ เขยี ว มว่ ง นา้ ตาลออ่ น น้าตาลแดง ฯลฯ หยกสีเขยี ว จะเปน็ สีท่ีผู้คนนิยมสวมใสม่ ากทสี่ ุด ตามความเชอ่ื สีของหยกท่ีแตกตา่ งกัน เป็นสัญลักษณ์ของสิริมงคลท่แี ตกตา่ งกันไปด้วย เชน่หยกสีเขยี ว เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณร์ ่ารวยหยกสีขาว เปน็ สญั ลักษณ์ของความมีโชคหยกสีม่วง เป็นสัญลักษณ์ของชวี ิตท่มี ีความสขุ สมบูรณ์หยกสีอ่อนๆ เป็นสัญลักษณ์ของจิตใจที่สงบสขุ ส่วนความแข็งและหนาแน่นของหยกที่ถือเป็นลักษณะเด่น 2.8 หยกท่งี ดงามหลายสขิ องจีนเปรียบเหมือนความฉลาดและความกล้าหาญความล่ืนเป็นมันของผวิ หยกเปรียบความยุติธรรม การให้ความรูส้ ึกท่ีนุม่ นวลเป็นเครอ่ื งหมายของความกตัญญู
~12~หยกท่คี ้นพบในประเทศจีน 宝玉 หยกเจไดต์ (Jadeite) หรือหยกพม่า หยกเจไดต์มีความแข็งมากกว่าหินและไม่เปราะหรือแตกง่ายเมื่อเทียบกับพลอยเน้ือใสต่างๆ หยกเจไดต์ จึงเป็นท่ีนิยมในการนามาทาเป็นเครื่องประดับที่มีราคาสูงเช่น หัวแหวน จ้ี กาไลข้อมือ เป็นตน้ 真玉 หยกเนฟไฟรต์ (Nephrite) หรือหยกจนี หยกเนฟไฟรต์จะมีคณุ สมบัตแิ ละสสี ันทีด่ อ้ ยกว่าหยกเจดไดต์ แต่กม็ ีคุณสมบัติท่โี ดดเดน่ บางประการ คือ ความเหนียวแน่นของเนื้อหยก เน่ืองจากโครงสร้างที่ถักทอเปน็ เส้นใยท่ีหนาแน่นท่ัวเนื้อของหยก โดยที่เส้นใยแตล่ ะเส้นน้ัน มลี ักษณะเป็นแท่งผลกึ อยภู่ ายในซง่ึ เหมาะแก่การนามาแกะสลักเป็นรปู ทรงต่างๆ หยกเนฟไฟรต์ หรอื หยกจีนน้ันจึงมกั จะถูกนามาแกะสลักเปน็ รูปและขนาดต่างๆ ตามต้องการ เช่น รูปสลักพระพุทธรูป รูปป้นั เทพเจ้าจีนตา่ งๆ ตราประทบั หยกเครอ่ื งมือเคร่ืองใช้ เช่น ถ้วยชาม แจกนั หรือเครอ่ื งประดับอน่ื ๆ เช่น กาไล แหวน เป็นต้น 2.9 เครือ่ งป้นั ดนิ เผาจนี สมัยกอ่ น中国陶器 เครื่องป้นั ดินเผาจีน จีนเป็นแหล่งกาเนิดของเคร่ืองป้ันดินเผาและเครื่องเคลือบลายคราม เครื่องป้ันดินเผาและเครื่องเคลือบลายครามของจีนมีประวัติความเป็นมายาวนาน มีรูปร่างสวยงาม เน้ืองานละเอียด และยังได้รวมเอาคุณค่าด้านการใชง้ านและคณุ ค่าทางศลิ ปะเขา้ ไว้ดว้ ยกนั จึงทาให้เปน็ ทน่ี ิยมไปทว่ั โลก เศษเคร่ืองปั้นดินเผาที่ขุดค้นพบท่ีซากเมืองโบราณยินซ่ึงเป็นเมืองหลวงสมัยราชวงศ์ซางเป็นหลักฐานท่ยี ืนยนั วา่ วฒั นธรรมเครอ่ื งป้ันดนิ เผาและเคร่ืองเคลือบลายครามของจีนเกิดในสมัยน้ัน ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮ่ันเทคนคิ การเผาไดร้ บั การพัฒนาให้มคี ณุ ภาพมากขึ้นเรอ่ื ยๆ ทาให้เคร่อื งปั้นดินเผาลดความสาคัญลงไปโดยมีเครื่องเคลือบลายครามเข้ามาแทนที่ ในสมัยราชวงศ์ถังการสร้างสรรค์ทางศิลปะและเทคนิคการผลิตเครื่องป้ันดินเผาไดร้ บั การพัฒนาจนสกุ งอมท้ังในดา้ นปรมิ าณและคุณภาพ เครอื่ งเคลือบลายครามสีเขียวอ่อน เครื่องเคลือบลายครามสขี าวและเครื่องเคลอื บลายครามสามสีถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงเทคนิคและศิลปะการผลิตขั้นสูงสุดของเครอื่ งเคลือบลายครามในสมยั ราชวงศ์ถัง
~13~ ต่อมาในสมัยราชวงศ์หยวน มีเคร่ืองป้ันดินเผาและเคร่ืองเคลือบลายคราม จานวนมากจาหน่ายไปยังต่างประเทศในสมัยราชวงศ์ซ่ง อุตสาหกรรม การผลติ เครือ่ งปั้นดนิ เผาและเครื่องเคลือบลายครามเจรญิ รุ่งเรืองมาก จึงมีเตาเผา ทม่ี ีชอื่ เสียงในการผลิตเกิดขึ้นมากเช่นกัน จนมาถึงสมัยราชวงศ์หมิงและชิงซ่ึงเป็น ยุคท่ีอุตสาหกรรมการผลิตเคร่ืองปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบลายครามของจีน รุ่งเรอื งถงึ ขีดสุด เทคนิคและฝมี ือการผลิตในยุคนก้ี ็ได้รบั พัฒนาข้ึนไปอีกขั้นหน่งึ ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องปั้นดินเผาและเคร่ืองเคลือบลาย 2.10 กาน้าจนี เคร่ืองปั้นดินเผาโบราณครามของจีนยังคงเฟื่องฟู แหล่งผลิตเคร่ืองปั้นดินเผาและเคร่ืองเคลือบลายครามท่ีมชี ่ือเสยี งของจนี ไดแ้ ก่ จ่งิ เตอ๋ เจิน้ 景德镇 ถงั ซาน 唐山 เปน็ ตน้ 2.11 เคร่อื งเคลอื บสคี ราม瓷器 เคร่ืองเคลือบ คาว่า “China” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง จีน นั่นเองและมีอีกความหมายหนึ่งว่า เครื่องเคลือบดินเผากาเนิดมาจากเคร่ืองป้ันดินเผา และเคร่ืองเคลือบสีอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นของประวัติศาสตร์เคร่ืองป้ันดินเผาเลยทีเดียว เคร่ืองเคลือบสีลายปลาหน้าคนถือเป็นผลงานช้ินเอกในบรรดาเคร่ืองเคลือบสีช่วงต้นของยุคหินใหม่ (ประมาณ 4,000 – 14,000 ปีก่อน) ถูกขุดพบในปี 1955 ที่แหล่งโบราณคดีป้ันโพเมอื งซีอาน 西安 มณฑลส่านซี 山西 ซ่ึงเปน็ ส่วนหน่ึงของวัฒนธรรมหย่ังเสา ขอบชามเครื่องเคลือบม้วนออกเลก็ น้อย ตัวชามเป็นสีแดงทั้งหมด ข้างชามด้านนอกเป็นรูปปลาสามหางกาลังแหวกว่ายไล่ตามกัน สะท้อนให้เหน็ ว่าการจบั ปลามบี ทบาทสาคญั ต่อชีวิตในสงั คมสมัยนั้น
~14~ ก้าวเข้าสู่สมัยราชวงศ์ฮั่น 汉代 (202-220 ปี ก่อน 2.12 เครอื่ งเคลอื บจานลายครามของจนีคริสต์ศักราช) “เส้นทางสายไหม” อันลือชื่อเป็นตัวเชื่อมการแลกเปล่ียนวัฒนธรรมระหว่างจีนกับภายนอก ประเทศจีนเริ่มเล่ืองช่ือไปทั่วโลกด้วยสมญานามว่า ”ประเทศแห่งเคร่ืองเคลือบ”เทคโนโลยีเครื่องเคลือบดินเผาได้พัฒนาไปข้างหน้า โดยอาศัยพ้ืนฐานของเคร่ืองป้ันดินเผายุคก่อนและการพัฒนาเทคนคิ การทาเคร่ืองเคลือบดินเผาแบบด้ังเดิม โถศิลาดลสมัยราชวงศ์ฮ่ันตะวันออก (คริสต์ศักราช ท่ี 25-220 ) ถูกขุดพบท่ีเขตซั่งอวี๋มณฑลเจ้อเจียง 浙江 การขุดพบเครื่องเคลือบสีเขียวอ่อนนั้นแสดงให้เห็นถึงความสาเร็จสูงสุดของฝีมือการทาเคร่ืองปั้นดินเผาในสมัยราชวงศฮ์ ่นั มาถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง 宋代 (คริสต์ศักราชท่ี 960-1279) อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาพัฒนาไปอย่างมาก เตาเผาที่มีช่ือเสียงจึงปรากฏข้ึน หนึ่งในนั้นคือเครื่องเคลือบจากเตาเผาหรู่ท่ีเลื่องช่ือด้านความประณีตงดงาม เตาเผาหรูเ่ ปน็ เตาเผาสาหรับเผาเคร่ืองเคลือบใหร้ าชสานักในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือโดยเฉพาะซง่ึ เป็นท่ีโปรดปรานยงิ่ ของบรรดาเชื้อพระวงศ์ สีทเ่ี คลือบบนเครื่องเคลือบจากเตาเผาหรู่ต่างจาก เคร่ืองเคลือบ 2.13 เครอื่ งถ้วยลายครามของจนีสีเขียวอ่อนอ่ืนๆ ในยุคเดียวกัน เครื่องเคลือบจากเตาเผาหรู่จะเป็นสีเขียวอม 2.12 เคร่อื งถ้วยลายครามของจีนฟ้าอ่อน สีอ่อนแก่ ไม่เสมอกัน โทนสีหนักแน่น การที่สีจะเปล่ียนค่อนข้างน้อย มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว ในรูปภาพ คือ อ่างเคลือบเขียวอ่อนจากเตาเผาหรู่ เป็นงานเครื่องเคลือบจากเตาเผาหรู่ในช่วงราชวงศ์ซ่งเหนือปจั จบุ นั เกบ็ รักษาอยูท่ พ่ี ิพิธภณั ฑสถานแห่งชาตจิ ีนสมัยราชวงศ์หมิง 明代 และชิง 清代 (คริสต์ศักราชที่ 1368-1840)เคร่ืองเคลือบสีมีหลากหลายแบบเคร่ืองลายครามของเมืองจ่ิงเต๋อเจิ้น 景德镇(มณฑลเจียงซี 江西) ซึ่งเป็น “นครแห่งเคร่ืองเคลือบดินเผา” นับได้ว่าเป็นเครื่องเคลือบท่ีโด่งดังท่ีสุดภาพวาดตกแต่งของเครื่องลายครามวิจิตรงดงาม ลวดลายมีรูปแบบหลากหลายได้รับความนิยมในวงกว้างในรูปคือ จานลายครามลายดอกไม้ล้อมด้วยก้านใบ ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ทีพ่ ิพธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาตจิ ีน
~15~剪纸 การตดั กระดาษจนีศิ ล ป ะ ก า ร ตั ด ก ร ะ ด า ษ แ บ บ จี น ศิ ล ป ะ ก า ร ตั ด ก ร ะ ด า ษแบบจีนเร่ิมข้ึนสมัยซีฮั่น(西汉)ทว่าก่อนหน้าซึ่งยังไม่มีการคิดค้นกระดาษขึ้นมาน้ัน ก็มีความนิยมในการตัดฉลุ เจาะ แผ่นทอง แผ่นหนัง ผืนผ้า แม้กระทั่งใบไม้ให้มีลวดลายต่างๆ เกิดข้ึนมาแล้ว โดยในประเทศจีนมีการค้นพบศิลปะการตัดกระดาษครั้งแรกเม่ือปี1967 เมื่อนักโบราณคดีคน้ พบกระดาษทตี่ ัดแบจนี 2 ใบ 2.13 ตังอย่างการตดั กระดาษจีนภาพต่างๆแปะอยู่ในบรเิ วณสสุ านโบราณ เมืองทูลูฟัน ในเขตปกครอง ตนเองซนิ เกียงโดยกระดาษที่ใช้ทามาจากใบปอ กระดาษ เป็นวัสดุที่ขึ้นราและเป่ือยง่ายยิ่งในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นอย่างจีนตะวันออกเฉียงใตแ้ ละฝน ที่มักจะตกในเดอื น พฤษภาคมถึงมิถุนายน ด้วยแล้วย่ิงทาให้กระดาษเปื่อยและขึ้นราซึ่งศิลปะการตัดกระดาษพ้ืนบ้านน้ันเป็นศิลปะมวลชน ผู้คนจะไม่เก็บรักษาอย่างดีเหมือนศิลปะการค้าอื่นๆหากผพุ ังแลว้ ก็สามารถตัดข้นึ มาใหมไ่ ด้ส่วนทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนซึ่งแห้งแล้งนั้น กระดาษไม่ค่อยขึ้นราหรือเป่ือยยุ้ยจงึ อาจเป็นเหตผุ ลหนึ่งที่ทาให้มีการคน้ พบศิลปะการตัดกระดาษท่ที ูลูฟนั กเ็ ป็นได้ สมัยถัง 糖代 การตัดกระดาษมีการพัฒนาขึ้นอย่างมากแล้ว ในบทกวีของตู้ฝูกล่าวไว้ว่า “น้าอุ่นรินรดเท้าข้า กระดาษตัดเรียกวิญญาณ” โดยในสมยั นน้ั การใชก้ ระดาษตัดเรยี กวิญญาณ เป็นท่ีนิยมอย่างมากในหมู่ ชาวบ้าน การใช้กระดาษตัดเรียกวิญญาณน้ัน ใช้กับวิญญาณท่ีตายอย่าง ไม่ปกติ เช่น อุบัติเหตุ โดยส่วนใหญ่ผู้ทาพิธีต้องเก่ียวข้องกับผู้ตายทาง สายเลือดชาวจีนผู้เคยร่วมในพิธีเรียกวิญญาณเล่าว่าการใช้กระดาษเรียก วิญญาณน้นั จะตอ้ งตดั กระดาษเปน็ รูปเรือใบ นามาห่อยอดข้าวเกาเหลียง 2.14 การตัดกระดาษตามตานานจีน และเม่ือถึงวันทาพิธีฝังศพ ให้ญาติ(หากเป็นลูกชายจะดีมาก) สวมผ้ากระสอบ ในมือถือกระดาษเรียกวิญญาณ ที่เตรียมไว้นี้ เดิน นาหน้าหีบศพ เพ่ือเป็นการชักนาดวงวิญญาณใหห้ าทางกลับบ้านถูกและไปส่สู ุขคตเิ มื่อทาพธิ ีฝงั เรียบร้อย นอกจากนี้ในสมัยถังยังใช้รูปตัดกระดาษเป็นแบบในการพิมพ์ผ้าโดยนากระดาษหนามาตัดเป็นลวดลายต่างๆ ทาบลงบนผ้าแล้วจึงลงสีไปบนผ้าส่วนที่พ้นจากกระดาษออกมากลายเป็นลวดลายท่ีงดงามต่างๆ การตัดกระดาษสมัยซ่ง 宋代 พัฒนาถึงขั้นท่ีเริ่มอยู่ตัวกระดาษกลายเป็นสินค้าท่ีผู้คนนิยมซื้อหาซึ่งเป็นการยกระดับศิลปะการตดั กระดาษดว้ ย เช่น กลายเป็นของขวญั เป็นทต่ี กแตง่ โคมไฟ เป็นต้น ผู้คนในสมัยซ่งใช้กระดาษตัดในโอกาสที่หลากหลายขึ้น เตาเผาจี๋โจว ท่ีเจียงซีนากระดาษตัดมาใช้เป็นลวดลายของเคร่ืองป้ันดินเผาเม่ือผ่านการเคลือบ และเผาก็จะงดงามมากข้ึน นอกจากนี้ลวดลายของศิลปะการพิมพ์ผ้าสี ขาว-ครามนั้นยังใชก้ ารฉลกุ ระดาษใหเ้ ปน็ ลายกอ่ น แลว้ จงึ พิมพล์ ายลงบนผ้า
~16~สมัยหมิง 明代 และชิง 清代 นั้น เป็นช่วงท่ีศิลปะการตัดกระดาษพัฒนาถึงขีดสุดการใช้สอยก็กว้างขวางมากข้ึน โดยเฉพาะชาวบ้านนิยมใช้กระดาษตัดมาประดับตกแต่งบ้านกันอย่างแพร่หลายเช่น ท่ีประตู หน้าต่างห้ิง หรือเพดาน ต่างก็มีการใช้กระดาษฉลุลายตกแต่งทั้งสิ้นซ่ึงหากไม่นับช่างตัดกระดาษในสมัยหนานซ่งแล้วหลังจากยุคนั้น ผู้ที่เชี่ยวชาญการตัดกระดาษ แทบทั้งสิ้นเป็นหญิงชาวบ้าน โดยพวกเขาเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่นนอกจากนี้สัญลักษณ์หน่ึงของชาวจีนโบราณคือช่างปักหญิง ซึ่งคุณสมบัติที่สาคัญของช่างปักก็คือต้องสามารถตดั กระดาษแบบจีนนนั่ เอง ดังน้ันการตัดกระดาษจึงกลายเป็นงานฝีมือท่ีผู้หญิงจาเป็นท่ีจะต้องมีความเชี่ยวชาญ ความชานาญในการตัดกระดาษยงั เปน็ ส่ิงทีค่ นใชป้ ระเมนิ วา่ ใครจะเป็นเจ้าสาวท่ดี ีได้ด้วย 2.15 การตดั กระดาษตามประเพณกี ารแตง่ งาน
~17~中国结 การถกั เชือกจีน จงก๋ัวเจ๋ีย (中国结)หรือศิลปะเชือกถักจีน นับเป็นอีกหนึ่งผลงานศิลปะประดิษฐ์ท่ีมีความเป็นเอกลักษณ์ และเป่ียมด้วยภูมปิ ญั ญาแหง่ ชนชาตจิ นี เชือกถักจีนมีต้นกาเนิดในยุคโบราณท่ียังไม่มีตัวอักษร 2.16 การถักเชือกจนี หรอื จงกั๋วเจ๋ยีผคู้ นใช้วิธขี มวดปมที่แตกต่างกนั ไวบ้ นเชือกเพ่ือช่วยในการจดจาเรื่องราวในหนงั สอื โจวอจ้ี ู้ ของเจงิ้ เสวียน (ค.ศ.127-200) นักค้นคว้าศึกษาคัมภีรข์ งจอ๊ื ชื่อดงั มีชีวติ อยู่ในชว่ งปลายยุคสมยั ฮนั่ ตะวนั ออกอธิบายเพ่ิมเติมว่า การมัดปมจดบันทึกในอดีตน้ัน หากเป็นเรื่องใหญ่สาคัญใช้ปมใหญ่ เร่ืองเล็กปมเล็กราชวงศ์ชิง 清代 การถักเชือกถือเป็นชิ้นงานศิลปะอีกแขนงที่มีความสวยงามและได้รับความนิยมแพร่หลายโดยถูกนามาใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งในชีวิตประจาวันมากมาย อาทิ ถักเป็นเชือกห้อยหยกประดับเสื้อ หรือถักมาแขวนประดับเพ่ิมความหรูหราสวยงามให้กับเกี้ยวนั่ง หน้าต่าง มุ้ง พัด ขลุ่ย ถุงหอม สร้อยคอ ฯลฯโดยคาว่า เจี๋ย 结 ประกอบข้ึนจากคาว่า จี๋ ท่ีแปลว่า มงคล ด้วยเหตุน้ีศิลปะเชือกถักจีน จึงถูกโยงเข้ากับความเป็นศิริมงคล การพกจงกั๋วเจ๋ีย 中国结 หรือมอบจงกั๋วเจ๋ีย 中国结 จึงเสมือนดั่งพกความเป็นศริ ิมงคลมียนั ต์กันภัยติดตวั ไปด้วยน่ันเอง สมัยรา ชวงศ์ ชิง 清代 กา รเชือ กถักได้ พัฒนา ไปอย่ างมา ก2.17 การถกั เชือกรูปแบบตา่ งๆ มแี บบหลากหลาย ประณตี พิสดาร ทาให้เชือกถักเปลี่ยนจากเครื่องประดับ ตกแต่งกลายเป็นงานศิลปะ วัสดุหลักท่ีใช้ในการทาเชือกถักจีนคือเส้นด้าย ชนดิ ของดา้ ยมมี ากมาย อาทิ ไหม ฝ้าย ปอ ไนล่อนฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ และอื่นๆ ด้ายเหล่าน้ีล้วนสามารถนามาถักได้ จุดเด่นที่สุดของการถักคือ เชือกถกั ทกุ อนั จะใช้ด้ายเพียงเส้นเดียว ตง้ั แตเ่ รม่ิ ตน้ จนจบ ทกุ อนั ลว้ นมี กฎในการถักอยู่ และแต่ละปมก็จะตั้งช่ือตามรูปลักษณ์และความหมายของมันในขณะที่เลือกด้ายต้องให้ระวังเรื่องความสอดคล้องของสี ในการถักเชือกประดับของโบราณประเภทหยกโบราณควรเลือกด้ายให้มีโทนสีท่ีแฝงด้วยความหมาย เช่น สีกาแฟหรือสีเขียวเข้ม แต่หากเป็นการถักเชือกประดับของ ที่ค่อนข้างจาเจหรือสีเข้ม ถ้าใช้ด้ายละเอียดจานวนน้อยแต่สีสันสะดุดตาประกอบปม เช่นสีทอง เงิน หรือสีแดงสดกจ็ ะทาใหข้ องทัง้ ชนิ้ ดมู ีชีวติ ชีวา แวววาวจับตาขึ้นมาในทนั ใด
~18~ เม่อื ถงึ เทศกาลครึกคร้ืน เชือกถักจนี มักจะเป็นเครือ่ งประดบั ตกแต่งแขวนอยู่ภายในห้อง หรอื เปน็ ของขวัญเพื่อมอบให้แก่ญาติสนทิ มิตรสหาย รปู ลักษณ์งดงาม แฝงกลิ่นอายโบราณช่วยสรา้ งบรรยากาศกลมกลืนและเปน็สิริมงคล 2.18 การถกั เชอื กมงคลตามเทศกาลของจีน
~19~ กจิ กรรมทา้ ยบทที่21.1 แบบฝกึ หัด 1.รปู แบบการแต่งหน้าของงิ้วปักกิง่ โดยใช้สีบง่ บอกลักษณะของตวั ละครน้ันๆ เชน่( )สีแดง 红色 hóng sè หมายถึง ________________________________________________( )สนี า้ เงิน 蓝色 lán sè หมายถึง ________________________________________________( )สดี า 黑色 hēi sè หมายถงึ ________________________________________________( )สีขาว 白色 bái sè หมายถงึ ________________________________________________( )สเี ขียว 绿色 lǜ sè หมายถงึ ________________________________________________ 2.วสั ดทุ ใี่ ช้ทัดของประเทศจีนในสมยั โบราณมีหลายอย่างเช่น ____________________________________________________________ 3.เครอ่ื งปนั้ ดินเผาและเครอื่ งเคลือบลายครามท่ีมชี ่ือเสียงของจีนอยู่ทม่ี ณฑลใดบา้ ง ________________________________________________________________________________________ 4.คาว่า “china” ในภาษาอังกฤษมคี วามหมายหนึ่งวา่และมอี ีกความหมายหนง่ึ ว่า 5.หยกทไี่ ด้ข้ึนชื่อว่าเป็นอัญมณปี ระจาชาตจิ นี คือ __________________________________1.2 ใหน้ ักเรยี นสร้างช้นิ งานจากศลิ ปะจนี เชน่ ทาหนา้ กากงว้ิ ตัดกระดาษจีน ถกั เชอื กจีน หรือทาพัดจีน อยา่ งนอ้ ยคนละ 2 ชน้ิ งาน
~20~ 第 三 课食品文化
~21~第三课 食品文化 บทท3ี่ วฒั นธรรมทางดา้ นอาหารอาหารจีน 8 กลมุ่ ใหญ่ 中国八大菜系ความกวา้ งใหญไ่ พศาลของประเทศจนี ทาใหแ้ ตล่ ะภูมภิ าคมีวัฒนธรรมการกินและประเภทอาหารทแี่ ตกต่างกันขน้ึ กับสภาพภมู ปิ ระเทศ สภาพภูมอิ ากาศ ประวัติศาสตร์ แหลง่ วัตถดุ ิบ และธรรมเนยี ม เรอื่ งการกินต้ังแต่อดีตที่แตกตา่ งกันไป ปจั จัยต่างๆผ่านระยะเวลาอันยาวนานจนเกิดเปน็ อาหารจีน 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่อาหารซานตง 鲁菜 Lǔcài อาหารเสฉวน 川菜 chuāncài อาหารซูโจว 苏菜 sūcàiและอาหารกวางตุ้ง 粤菜 yuècài เม่อื ถึงปลายราชวงศ์ชิง อาหารเจ้อเจยี ง 江菜 jiāngcàiอาหารฮกเกยี้ น 闽菜 mǐncài อาหารหูหนาน 湘菜 xiāngcàiและอาหารอนั ฮุย 徽菜huīcài เร่ิมมีชอื่ เสียงโดง่ ดังข้ึนจงึ ถูกจดั ให้เป็นอาหาร 8 กลุ่มใหญ่ (八大菜系) ดังนี้ อาหารซานตงหรอื หลู่ไช่ 鲁菜 Lǔ cài มีถ่ินกาเนิดในแถบมณฑลซานตง (山东省) มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปลายสมัย ราชวงศ์ซาง จุดเด่นของอาหารซานตงคือการแฝงสรรพคุณในการรักษาโรค มักใช้เกลือปรุงรสเพ่ือชูรสชาติ เดิมของวตั ถดุ ิบ ทาให้มรี สชาติเค็ม นอกจากนี้ยังใส่ตน้ หอม ขงิ และกระเทียมเพือ่ เพิม่ ความหอม ตวั อย่างอาหารซานตงขึ้นช่ือได้แก่3.1 ปลาหลีฮื้อเปรี้ยวหวาน (糖醋鲤鱼) 3.2 ปลิงทะเลเคี่ยวต้นหอม (葱烧海參)จดุ เด่นคือ ตัวของปลาจะงอ สว่ นหางกระดกขึน้ จุดเด่นคือ เนอ้ื นุ่มกล่ินหอม ชว่ ยบารงุ ร่างกาย
~22~ อาหารเสฉวนหรือ (川菜) มีถิ่นกาเนิดในแถบมณฑลเสฉวน (四川省) อาหารเสฉวนโดดเด่นขึ้นมาในสมัยราชวงศ์ฉินและราชวงศ์ฮ่ันตะวันตก มีรสชาติท่ีเข้มข้นด้วยเครื่องปรุงรส ใส่น้ามันปริมาณมาก นิยมทาให้มีกลิ่นหอมของปลา เผ็ดร้อน เผ็ดชา และเปร้ียว ตวั อย่างอาหารเสฉวนข้ึนช่อื ได้แก่3.3 เน้ือเสน้ หอมกลน่ิ ปลา (鱼香肉丝) 3.4 ไก่(ยว่ั )น้าลาย (口水鸡)จุดเดน่ คือ เนอื้ หมูผดั เปร้ียวเผ็ด มกี ล่ินหอมของปลา จดุ เด่นคอื ราดดว้ ยนา้ มันรสชาติเผ็ดเปรย้ี ว อาหารเจียงซู (苏菜) มีถ่ินกาเนิดในแถบมณฑลเจียงซู (江苏省) พื้นท่ีในแถบน้ีค่อนข้างอุดมสมบูรณ์วัตถุดิบประกอบอาหารจึงมีความหลากหลายโดยเฉพาะอาหารทะเล รสชาติอาหารเน้นไปทางหวานตัวอย่างอาหารเจยี งซูขนึ้ ชือ่ ได้แก่ 3.5 หมูเหลย่ี มอบ (烤方) 3.6 ซุปลกู ชน้ิ หัวสิงโต (清炖蟹粉狮子头)จดุ เดน่ คือ หมูสามช้ันปรงุ รสอบ เนอ้ื นุ่ม จุดเด่นคือ หมสู ับ ปู และกุง้ สบั ปน้ั ก้อนขนาดใหญ่
~23~ อาหารกวางต้งุ (粤菜) มีถนิ่ กาเนิดในแถบมณฑลกวางต้งุ (广东省) กวางสี (广西) และไหหลา (海南)อาหารกวางตุ้งใช้วตั ถุดิบและเคร่อื งปรงุ รสหลากหลายตามฤดูกาล เน้นรูป รส กลิ่น และสี อาหารบางชนิดคล้ายกับอาหารจีนในไทย เน่ืองจากไดร้ ับอิทธิพลโดยตรง ตวั อยา่ งอาหารกวางตงุ้ ขึ้นชื่อได้แก่ 3.7 ไกต่ ้มสับ (白切鸡) 3.8 หมแู ดงอบน้าผึ้ง (蜜汁叉烧)จุดเด่นคือ ไก่ตม้ ใส่ขงิ ต้นหอม ผักชี จดุ เด่นคือ เปน็ ต้นกาเนดิ ของหมูแดงเกลอื และน้ามนั พชื ทีพ่ บได้บ่อยในไทยอาหารเจอ้ เจียง (浙菜) มีถิ่นกาเนิดในแถบมณฑลเจ้อเจียง (浙江省) มักใช้วัตถุดิบท่ีสดใหม่โดยเฉพาะอาหารทะเลปรุงรสเพียงเล็กน้อยเพ่ือคงรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบเอาไว้ บางชนิดมีรสชาติเข้มข้นตัวอยา่ งอาหารเจอ้ เจยี งข้นึ ชื่อไดแ้ ก่3.9 ก้งุ ผัดชาหลงจิง่ (龙井虾仁) 3.10 หมูสามชั้นอบผักดองแห้ง (干菜焖肉)จดุ เดน่ คือ รสชาตอิ อ่ น หอมกล่ินใบชา จุดเดน่ คือ รสชาติเค็มหวาน
~24~ อาหารฮกเก้ียน (闽菜) มถี ่นิ กาเนดิ ในแถบฝูโจว (福州) เนื่องจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของฝูโจวตอนเหนือเป็นภูเขาตอนใต้ติดทะเล จึงมีวัตถุดิบจาพวกของป่า เช่น เห็ด หน่อไม้ และอาหารทะเลจานวนมากตัวอยา่ งอาหารฮกเกย้ี นขึ้นช่อื ได้แก่3.11 พระกระโดดกาแพง (佛跳墙) 3.12 ก้งุ น้าเกลอื (盐水虾)จดุ เดน่ คือ รวมเนอื้ สัตว์ชนดิ ต่างๆ ตนุ๋ ในหมอ้ จดุ เด่นคอื กุง้ ต้มพอสกุ ในนา้ ทปี่ รุงรสดว้ ยขงิตน้ หอม เช่น เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ปลงิ ทะเล ปลาหมึก ฯลฯ เหล้า และเกลืออาหารหูหนาน (湘菜)มีถิ่นกาเนิดในแถบมณฑลหูหนาน (湖南省) ใช้วตั ถดุ ิบค่อนขา้ งหลากหลาย ส่วนใหญ่รสชาติเผ็ดร้อนเค็ม และมปี ริมาณน้ามนั มาก ตวั อยา่ งอาหารหูหนานขน้ึ ชอ่ื ไดแ้ ก่ 3.13 หัวปลาน่ึงพริกสับ (剁椒鱼头) 3.14 เห็ดต้นชาหม้อไฟแห้ง (干锅茶树菇)จุดเดน่ คอื หัวปลานง่ึ ราดพรกิ สบั ต้นหอม จดุ เดน่ คอื เหด็ ต้นชาปรงุ รสด้วยพริก ซอสพรกิ นา้ มนั หอย ขงิ กระเทยี ม
~25~ อาหารอันฮยุ (徽菜) มีถ่ินกาเนิดในแถบเมืองฮุยโจว (徽州) ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ อาหารอันฮุยจะใช้วัตถุดิบท่ีสดใหม่เนน้ เทคนคิ เร่ืองความแรงของไฟและกรรมวิธีทหี่ ลากหลาย ตวั อยา่ งอาหารอนั ฮยุ ขึน้ ช่อื ไดแ้ ก่3.15 ปลาหมกั (臭鳜鱼) 3.16 หน่อไม้เวิน่ เจง้ิ ซาน (问政山笋) จดุ เดน่ คอื หนอ่ ไม้ต๋นุ หมูรมควันจุดเด่นคือ นาปลาท่หี มักแล้วมาผดั ปรงุ รสด้วยเกลือ ขงิ พริก กระเทยี ม 3.17 การรบั ประทานอาหารพรอ้ มเพรยี งกัน วัฒนธรรมการกนิ ของชาวจีน 筷子 Kuàizi ตะเกียบ นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้าค่าอย่างหน่ึงของจีน ท้ังยังเป็นอุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในระดับโลก ตะเกียบได้รับการขนานนามจากชาวตะวันตกว่าเป็น “อารยธรรมของโลกตะวันออก” คนจีนเร่ิมใช้ตะเกียบ ต้ังแต่สมัยราชวงศ์ซางหรือนานกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ในยุคก่อนราชวงศ์ฉินตะเกยี บมชี ่อื เรยี กว่า “挟” (jiā) ต่อมาในสมัยราชวงศฉ์ ินและราชวงศฮ์ ั่นเรียกตะเกียบวา่ “箸” (zhù)
~26~ แต่เน่ืองจากคนจีนสมัยโบราณเช่ือถือเร่ืองโชคลาง จึงถือว่าคาว่า “จู้” ซ่ึงไปพ้องเสียงกับคาว่า “住”(zhù) ที่หมายถึง หยุด มีความหมายไม่เป็นมงคล ดังน้ันจึงเปล่ียนมาเรียกว่า “筷” (kuài) ซึ่งพ้องเสียงกบั คาวา่ “เร็ว” แทน และน่กี ็คือทีม่ าของชอ่ื เรียกของตะเกยี บชนชาติจีนเป็นหนึ่งใน 3 ชนชาติท่ีเป็นเจ้าแห่งวัฒนธรรมการกิน อีก 2 ชนชาตินั้น ได้แก่ กรีก และโรมัน อาหารนานาชนิด ที่เกิดขึ้นในโลกน้ี ได้รับอิทธิพลการกินจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ เช่น เส้นสปาเก็ตต้ีที่เรากินกันอยู่นี้ก็มีกาเนิดมาจากเส้นก๋วยเตี๋ยวของ จีนน่ันเอง เมื่อเริ่มมี การติดต่อซื้อขายกันฝร่ังได้ชิมรสของก๋วยเตี๋ยวเกิด ติดใจจึงนาสูตรการทาไปเผยแพร่ในประเทศของตน และปรับปรุงดัดแปลงใหเ้ ขา้ กับวฒั นธรรม ของตนจนเกดิ เป็นอาหารเส้นตา่ งๆมากมาย และแพร่หลายไปทั่วโลกจนเกิดความเข้าใจผิดว่าเส้นสปา เก็ตตี้ และเส้นมัก กะโรนี ทั้งหลายมีต้นตารับ เป็นชนชาตยิ ุโรป 3.18 ตะเกยี บใช้ในการรับประทานอาหารของชาวจีนชนชาติจีนนี้เป็นชนชาติแรกที่รู้จักการใช้ไฟทาให้อาหารสุก รู้จักการเลี้ยงสัตว์ การปลูกผักเพื่อนามาเป็นอาหาร และการนาโลหะมาประดิษฐ์ ขึ้นเป็นภาชนะหุงต้ม นี่เป็นส่วนแรกที่บอกได้ว่าคนจีนให้ความสาคัญตอ่ การกินเปน็ อย่างมาก ชาวจนี มเี คล็ดลบั การปรุงอาหารมากมาย รวมท้งั อาหาร ต่างๆ สว่ นใหญ่ยังเป็นยาชั้นยอดอีกด้วย ส่ิงที่มคี วามน่าสนใจอีกอยา่ งหน่งึ ไดแ้ ก่ มารยาทการกินอาหารของคนจีนจากตาราว่าดว้ ยธรรมเนยี ม การกนิ ของคนจีนสมัยโบราณท่ีถือกันมานานเป็นพนั ปี กาหนดไว้วา่ 1.ถ้าแขกที่ได้รับเชิญไปกินอาหารมีตาแหน่งราชการต่ากว่าผู้เป็นเจ้าภาพ ก่อนจะนั่งโต๊ะ ผู้น้อยท่ีเป็นแขก ควรแสดงความไม่บังควรทจี่ ะร่วมโตะ๊ กับผ้ใู หญจ่ ะนัง่ ลงได้กต็ ่อเมอ่ื ผู้ใหญ่คะย้ันคะยอ 2. อย่าเพง่ิ ลงมือกินจนกว่าจะเห็นผู้ใหญ่ใช้ตะเกียบคีบอาหารชิ้นแรกเข้าปาก และเม่ือจะคีบอาหารกินบ้าง ก็ต้องเลือก ชิ้นที่เล็ก และอร่อยน้อยที่สุดอย่าเลือกชิ้นอร่อยที่สุดเช่นส่วนที่เป็นหัวพุงหัวมันกินก่อนเป็นอันขาด เพราะเป็นการเสียมารยาทอย่างร้ายแรง จะได้กินของดีที่สุดในจานหน่ึง ๆ ก็จะต้องคอยจนกว่าจะเป็นผ้ใู หญ่จริง ๆ ท่คี นต่ายศกว่า เราเชิญไปกิน3. ถ้าเจ้าภาพไม่เชิญด่ืมสุราล้างปากระหว่างจาน อย่ายกแก้วหรือจอกขน้ึ ดื่มเอง โดยลาพังเปน็ อนั ขาด ต้องคอย ให้ผู้มอี าวโุ สเขาชวนดม่ื จึงค่อยดม่ื 3.19 อาหารที่ผา่ นความร้อนของชาวจีน 4. เวลากินอาหารไม่ควรส่งเสียงดัง ไม่ควรใช้ฟันหน้าแทะกระดูกกันในโต๊ะอาหารและช้ินปลาที่กัดแล้ว ไมม่ ีการวาง กลบั ลงในจานจะต้องกนิ ทัง้ ชนิ้ โดยเลือกเอาแตช่ น้ิ ทีก่ ินได้พอดีคา 5. เน้อื สัตว์ที่ต้ม ตุ๋น หรือทอดจนนุ่ม หรือกรอบแล้ว สามารถใช้ฟันกัดแบ่งกินทีละคาได้ แต่ถ้าเป็นเนื้อท่ีแห้งเหนียว ต้องใช้มีดตัดให้ขาดเป็นช้ินเสียก่อน แล้วจึงใช้ตะเกียบคีบเข้าปาก การฉีกเน้ือเหนียวด้วยมอื แล้วปอ้ นเขา้ ปากนัน้ ถือเป็นกริ ิยาทไี่ มส่ ุภาพ
~27~ กฎอีกข้อทเี่ ห็นจะลืมกล่าวไปไม่ไดน้ ั่นคือ เมือ่ กินซปุ จะตอ้ งไม่เติมอะไรเลย เว้นแต่น้าซุปหหู ลามทเี่ ขาเอาน้าส้มจ๊ิกโฉ่มาใหเ้ ตมิ ถ้าใครเตมิ ซอสใดๆ ลงไปในซุป เจ้าของบา้ นจะขอโทษ และ บอกว่า“หมดสติปัญญาทจ่ี ะปรงุ ซปุ ทร่ี สชาตดิ กี วา่ นีไ้ ว้รับรองทา่ น” น้ันหมายถงึ วา่ ซุปถ้วยนั้นๆ เปน็ ซุปที่เจ้าของบา้ นบรรจงทาอยา่ งสดุ ฝีมอื แลว้ หากเราเตมิ ซอสปรงุ รสใดๆจึงเสมือนการดถู ูกฝีมือของเจ้าบ้าน นอกจากน้ยี ังมธี รรมเนยี มต่างๆ อีกมากมายซง่ึ ในปัจจุบนั ไดล้ ดความเขม้ ข้นลงบา้ งแล้ว แต่ทง้ั หมด น้นั ล้วนเป็นสิง่ น่าจดจาเพราะเป็นวัฒนธรรม อันดีงาม และเรายังสามารถกลา่ วได้เต็มปากดว้ ยว่า ประเทศจีนเป็นประเทศมหาอานาจทางอาหารอย่างแท้จริง3.20 การใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารของจนี 3.21 ซปุ ใสของชาวจนี ท่นี ยิ มที่ไมม่ กี ารเตมิ เคร่อื งปรุง
~28~ กิจกรรมทา้ ยบทท่ี31.1 แบบฝึกหัด 1. กลมุ่ อาหารจีนขึ้นชื่อของจนี มีอะไรบา้ งและอาหารข้ึนชื่ออะไร __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ 2. จดุ เดน่ ของอาหารซานตงคอื __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ 3. วัตถุดบิ ทีส่ ดใหม่ เนน้ เทคนคิ เรอื่ งความแรงของไฟและกรรมวธิ ีท่ีหลากหลายเป็นอาหารกล่มุ ใด __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ 4. ตะเกยี บไดร้ ับการขนานนามจากชาวตะวันตกว่าเป็น __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ 5. ชนชาติจนี เป็นหนงึ่ ในชนชาตทิ ีเ่ ป็นเจ้าแห่งวัฒนธรรมการกนิ อีก 2 ชนชาตนิ ัน้ ไดแ้ ก่ __________________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________________ 1.2 ให้นักเรยี นแบง่ กลมุ่ ทาอาหารจนี รว่ มกนั กลุ่มละ 1 เมนู
~29~ 第 四 课服饰文化
~30~第四课 服饰文化บทท4่ี วฒั นธรรมทางดา้ นการแตง่ กายวิวัฒนาการวฒั นธรรมการแต่งกายของชาวจนีประวตั ศิ าสตร์ของประเทศจีนมมี านานถงึ 5 พันปี วัฒนธรรมเสื้อผา้ เครอ่ื งแตง่ กายของชาวจีนก็มมี ายาวนานไมแ่ พ้กนั ซง่ึ ในระยะเวลา 5 พนั ปีมานนั้ ชาวจนี ไดร้ ับอิทธิพลเครอื่ งแตง่ กายจากชนกลุ่มน้อย เผ่าต่าง ๆ ในประเทศจีน รวมถงึ วัฒนธรรมการแต่งกายเสื้อผ้าของชาวตา่ งชาติ ผสมผสานกนั จนเปน็ ลักษณะพเิ ศษของการแต่งกาย ชาวจนีในยคุ นนั้ ๆ ซงึ่ การแตง่ กายของชาวจนี นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเน่ือง และดูเหมือนวา่ จะมีการพัฒนาตอ่ ไปอย่างไมห่ ยุดยง้ั 4.1 การแตง่ กายของชาวจนีเนื่องจากชนกลุ่มน้อยเผ่า ๆ ต่างในประเทศจีนมีอยู่ถึง 42 เปอร์เซนต์ ของประชากรจีนท้ังหมดซ่ึงเมืองทมี่ ชี นกลุ่มน้อยอาศยั อยเู่ ยอะที่สดุ คือเมอื ง หวนิ หนานจึงจาเป็นท่ีจะต้องแยกประเภทวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวจีนออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวัฒนธรรมการแตง่ กายแต่ละยุคสมัยของชาวจนี และกลุ่มการแต่งกายของชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในประเทศจีนซึ่งมีอยู่ถึง 50 กว่าชนเผ่า ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้มักจะมีการแต่งกายที่มีลักษณะเอกลักษณ์และมักจะไม่มีการเปล่ียนแปลงไปตามยุคสมัย ในฉบบั นี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถงึ วฒั นธรรมการแต่งกายแตล่ ะยคุ สมัยของชาวจีนโดยสังเขป วฒั นธรรมการแต่งกายแตล่ ะยุคสมัยของชาวจนี สมยั ฉิน 琴代 (221-220 ปกี ่อนคริสตศ์ ักราช)เสอื้ ผา้ เคร่ืองแต่งกายสมัยฉินไดร้ ับอทิ ธพิ ลจากแนวคดิ อิ๋นหยางความสมดลุของสรรพสง่ิ กฎแห่งความสมดลุ ของธรรมชาติ) เนื่องจากยุคสมัยฉินค่อนขา้ งจะสนั้ ดั่งน้ันสีของเสอ้ื จะเป็นการผสมผสานระหว่างสีเส้ือผา้ ท่ีฉินซีฮอ่ งเต้เปน็ ผู้กาหนดและสีเส้ือผ้าตามประเพณีจารีตของยคุ จ้านกัว๋ 4.2 การแต่งกายของสมยั ฉิน
~31~ เส้ือผา้ ผู้ชายสมัยฉนิ เป็นลักษณะเสื้อคลุมยาว ฉินซีฮ่องเต้ได้กาหนดให้ใช้สีดาเป็นหลัก ในการตัดเย็บสาหรบั เสอ้ื ผ้าพิธกี าร โดยเชื่อวา่ สีดาเป็นสที ค่ี ู่ควรแก่ การไดร้ ับความเคารพ ข้าราชการยศระดับ 3 ขึ้นไปให้ใช้สีเขียวประกอบในการตัดเย็บ ประชาชนทั่วไปใช้สีขาวประกอบในการตัดเย็บ เสื้อผ้าผู้หญิง ฉินซีฮ่องเต้ไม่ได้มีการกาหนดสีในการตัดเย็บเน่ืองจากท่านช่ืนชอบสีสันความสวยงามของเส้ือผ้าที่นางสนมในวังสวมใส่ จึงเน้นเสอ้ื ผ้าที่มีสีสนั สวยหรู ฉดู ฉาดสมยั ฮ่นั 汉代 (202 ปกี อ่ นคริสตศกั ราช– ค.ศ. 8) เสื้อผ้าสมัยฮ่ัน จะประกอบด้วย เสื้อคลุมยาว เส้ือลาลองแบบสั้นเสอื้ นวมสน้ั กระโปรง (ผูห้ ญงิ ) และ กางเกง (ผูช้ าย) ในยุคน้ีผ้าท่ีมีลักษณะการถักทอไดร้ บั ความนยิ มเป็นอย่างมาก ดังน้นั คนที่มีเงินในสมัยน้ันจะสวมใส่เส้ือผ้าที่ทาจากผ้าแพรต่วน ซ่ึงมีความสวยงามมาก โดยท่ัวไปผู้ชาย จะสวมเส้ือสั้น กางเกงขายาว และหากฐานะยากจน จะสวมเสื้อแขนส้ันท่ีตัดเย็บด้วยผ้าหยาบ ในส่วนของผหู้ ญงิ ในสมยั ฮนั่ เส้ือผา้ มีตั้งแตเ่ ป็นลักษณะเส้ือและกระโปรงต่อกัน (กี่เพ่า) และแยกเสื้อกระโปรงเป็น 2 ช้ิน กระโปรงจะมีลวดลายหลากหลายมาก กระโปรงท่ีมีช่ือเสียงมากที่สุดในสมัยน้ัน คือ “กระโปรงลายเทพสถิตย์ ”ระดับชั้นของ 4.3 การแต่งกายของสมยั ฮ่ันขา้ ราชการในสมัยฮั่น จะมหี มวกและสายประดับยศ เป็นสญั ลักษณใ์ นการแบ่งช้ันของขนุ นางสมัยเวย่ จิ้นหนานเปย่ 南京温州( ค.ศ.220-ค.ศ.589) สมยั เว่ยจิ้น หนานเป่ย หรือท่เี รารู้จกั กัน “สมยั สามกก๊ ” กอ็ ย่ใู นยุคนี้สมยั เว่ยจนิ้ หนานเปย่ จัดไดว้ า่ เป็นสมัยท่ีศาสนาพทุ ธและลัทธเิ ต๋าเฟื่องฟูเคร่ืองแต่งกายชายหญิง ไม่ว่าจะเปน็ กษัตรยิ ์ เชื้อพระวงศ์ จนถึงประชาชนทั่วไป เส้อื ผ้า จะมีลักษณะหลวมยาว และมีเขม็ ขดั คาด หากเป็นเสอื้ ผ้าผู้ชายจะมีการเปดิ แผงหน้าอกเล็กน้อย ไหล่เส้ือล่ลู งแขนเสื้อกวา้ ง สวมใส่ดูสบาย (ทงั้ น้แี ลว้ แต่มุมมองของผ้อู ่านเนอื่ งจากบางทา่ นกเ็ ห็นว่าแลดลู ุ่มล่าม) ในสว่ นของเส้อื ผ้าผูห้ ญงิ เส้ือก่ีเพ่าแลดูเป็นกระโปรงยาวลากพื้นแขนเส้อื กวา้ ง เขม็ ขดั จะคาดให้ดูเป็นชน้ั ๆ ซึ่งแสดงให้เหน็ ถึงความสภุ าพ และสง่างาม 4.4 การแตง่ กายของสมัยเว่ยจิน้ หนานเปย่ สมัยสุ่ย 隋 และสมยั ถัง 唐 (ค.ศ. 581-ค.ศ.907)เส้ือผ้าของสมัยสุ่ยและสมัยถังมีรูปแบบเส้ือผ้า ท่ีมีความใกล้เคียงกันสูงเสอื้ ผา้ ตน้ สมัยสุย่ คอ่ นข้างจะเรียบง่าย เส้อื ผ้ายงั คงมีลักษณะก่ีเพ่าหรือเส้ือคลุมยาว เม่อื กษตั ริยส์ ุ่ยหยางขึ้นครองราชย์ ได้เกิดการเปล่ียนแปลงข้ึนในสงั คม ซ่งึ ส่งผลให้เสอ้ื ผา้ ในยุคสมัยดังกลา่ วได้มีการปรับเปล่ียนรูปแบบให้สวยงามขึ้นเชน่ กนั 4.5 เส้ือผา้ กษตั รยิ ส์ มัยสยุ่ และถงั เส้ือผา้ ผ้หู ญงิ สมยั สยุ่
~32~ ในสมยั ถงั 唐代 นบั ได้วา่ มคี วามเจริญท้ังในด้านวฒั นธรรมและเศรษฐกิจเปน็ อย่างมาก ดงั น้ัน เสอ้ื ผ้าในสมัยนี้จัดได้วา่ มคี วามสวยงามยงิ่ เสือ้ ผ้าพิธีการของสตรีช้ันสูงจะมีลักษณะเปดิ หน้าอก คอเสอ้ื ตา่ แขนเสอื้ ยาวและใหญ่ สวมเสอ้ื กระโปรงท่ีทาจากผา้ นวม มผี า้ คลุมไหล่ สมยั นนั้ เทคนิคสิ่งทอถือว่ามีความล้าหนา้ เปน็ อย่างมาก ขณะเดียวกันก็ไดร้ ับวัฒนธรรมแบบเสอ้ื ผา้ จากตา่ งชาติเข้ามาผสมผสานเขา้ ไวด้ ว้ ยกัน (เกาหลี ,ญปี่ ุ่น)ดงั นน้ั สามารถกล่าวได้ว่าสมยั ถัง เป็นยุคที่เส้อื ผ้าเครือ่ งแตง่ กายเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก 4.6 เสื้อผ้าผหู้ ญงิ สมัยถงั เสอื้ ผา้ ผชู้ ายสมยั ถัง สมัยซ่ง 宋代 (ค.ศ.960 – ค.ศ.1279) แบบเสื้อผ้าสมัยซ่งยังคงได้รับอิทธิพลตกทอดมาจากสมัยถังแต่เน่ืองจากสมยั น้นั แนวความคดิ ปรัชญา(ของสานักขงจื้อ) เฟื่องฟู พฤติกรรมของผู้คนส่วนใหญ่คล้อยตามแนวคาสอนของท่านขงจ้ือ มีรสนิยมชื่นชมในความเป็นธรรมชาติ ส่งผลให้แบบเส้ือผ้าของผู้คนในสมัยซ่งไม่เน้นลวดลายสีฉูดฉาด เคร่ืองแต่งกายเส้ือผ้าของข้าราชการจะเป็นเส้ือคลุมยาว แขนเส้ือใหญ่ สวมหมวกประจาตาแหน่ง มีการแบ่งสีเสื้อผ้าเพ่ือบ่งบอกยศตาแหน่ง ในส่วนของเส้ือผ้าสตรี เป็นลักษณะเสื้อคลุมตัวใหญ่และยาว ช่วงคอตรง ผ้าในส่วนรักแร้ทั้งสองข้างตัดแยกออกจากกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งวา่ “เสือ้ กกั๊ สมัยซ่ง” แบบเสอ้ื ผา้ นี้ไดร้ ับความนิยมในหมนู่ างสนมในวังและสตรที ่ัวไปในสมัยน้ัน 4.7 เสื้อก๊ักสมัยซง่ เคร่ืองแต่งกายสตรี
~33~ สมัยเหว่ียน 阮 代 (ค.ศ.1206 – ค.ศ.1368) สมัยเหวี่ยนเป็นสมัยที่มองโกลได้เค้ามายึดครอง เมืองจีน แต่ทว่าวัฒนธรรมการแต่งกายยังคงได้รับอิทธิพลจากชาวฮ่ันอยู่ ดังนั้นเคร่ืองแต่งกายในสมัยนี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างกล่ินอายมองโกลและฮั่น เสื้อผ้าชายหญิงในสมัยเหวี่ยนไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไหร่นักยงั คงเป็นลักษณะกี่เพา่ หรือชดุ คลุมยาว มีเทคนิคการทอโดยการใช้วัตถุดิบผ้าทอง และขนสัตว์ ในการทอเส้ือผ้าเพ่ือเปน็ การแบง่ ระหว่างการตัดเย็บแบบมองโกล และการตัดเย็บแบบฮ่ัน ชาวมองโกลจะมีเอกลักษณ์เคร่ืองแต่งกายท่ีนอกเหนือจากกี่เพ่ายาวแล้ว ยังนิยมสวมหมวก “กูกู” เสื้อตรงหน้าอก เบ้ไปทางซ้าย ยาวและลึก สวมกระโปรงยาวทับ รองเท้าบูธหนังนิ่ม หากเป็นเส้ือผ้าสตรีชาวฮั่นโดยท่ัวไปแล้วยังคงสืบทอดการแต่งกายสมัยซง่ อยู่ เสอ้ื ตรงหน้าอก เบ้ไปทางขวา มผี า้ คลมุ ไหล่ สวมกระโปรงจับจบี สวมรองเท้าเรียบติดพนื้ 4.8 เสื้อผ้าบุรุษสมัยเหวีย่ นเสือ้ ผา้ สตรีสมัยเหวยี่ น สมัยหมิง 明代 (ค.ศ.1368 – ค.ศ.1645) ในสมัยหมิงหรือสมัยแมนจูได้ให้ความสาคัญกับการฟื้นฟูวฒั นธรรมของชาวฮั่น ดังน้ันเคร่ืองแต่งกายจะมีกลิ่นอายการผสมผสานระหว่างสมัยฮั่น ถังและซ่ง เส้ือผ้าชายจะเน้นเสอื้ คลมุ ยาว เป็นหลัก ข้าราชการจะเน้นสวมใสช่ ดุ “ปฝู่ ู” สวมหมวกผา้ แพรบาง สวมเสื้อคอกลม ลายผ้าตรงกลางเส้ือคลุมยาวบ่งบอกถึงยศตาแหน่งทางราชการ สมัยน้ันผู้ชายทั่วไปยังนิยมสวมหมวกผ้าแบบ สีเหล่ียมอกี ด้วย ในสว่ นของชุดแต่งกายสตรี สวมเสื้อกันหนาวท่ีมีซับในแบบจีน พกผ้าคลุมท่ีมีไว้พาดไหล่ สีแดง หรอื พัด และสวมกระโปรงเปน็ ต้น รูปแบบเส้ือผ้าส่วนใหญ่ เช่น เส้ือก๊ักยาว ยังคงลอกเลียนมาจากสมัยถังและซ่ง นางในสมัยหมิงนิยมสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูน่าเลื่อมใส สวมเส้ือก๊กเป็นชุดนอก แขนเส้ือแลดูเข้ารูป กระโปรงจีบข้างในสวมกางเกงขายาวในสมัยหมิงหญิงสาวเริ่มนยิ มพนั เท้าใหเ้ ล็กหรอื เรียกกันวา่ “เทา้ กลบี ดอกบวั ” 4.9 เครือ่ งแต่งกายชาย สวมหมวกผ้าทรงสี่เหล่ีย เส้อื ก๊ักและเสอื้ ผ้าสตรี
~34~ สมัยชิง 清代 (ค.ศ.1644 – ค.ศ.1911 ) เครื่องแบบสมัยชิงยังคงได้รับการตกทอดมาจากสมัยหมิง ในขณะเดียวกันก็รับเอาจุดเด่นของแบบเส้ือสมัยฮ่ันเข้ามาประยุกต์ด้วย เส้ือผ้าผู้ชายยังคงเน้นเสื้อคลุมยาว เสื้อแจ๊คเกต็ แบบจีน เส้ือช้ันในแบบยืดลักษณะเป็นเส้ือกล้าม โกนศรีษะออกครึ่งนึง อีกคร่ึงทักเปียยาวเสื้อแจ๊คเก็ตแบบจีนจะสวมทับไว้ด้านนอกของชุดเสื้อคลุมท่ีหลวมยาว ชุดลักษณะดังกล่าวจัดได้ว่าเป็นชุดพิธีการชุ ด แ ต่ ง ก า ย ที่ เ ป็ น เ สื้ อ แ ล ะ ก ร ะ โ ป ร ง ข อ ง ผู้ ห ญิ ง ส มั ย น้ั น เ ป็ น ลั ก ษ ณ ะ ผ ส ม ผ ส า น ร ะ ห ว่ า ง ช า ว ฮั่ น กั บชาวแมนจู โดยเฉพาะก่ีเพ่าเป็นลักษณะของชาวแมนจูอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากนี้ยังมีเส้ือกั๊ก กระโปรง ผ้าคลุมไหล่ สายรัดเอว เคร่ืองแต่งกายต่าง ๆ เรียกได้ว่าถอดมาจากสมัยหมิงหรือแมนจูเลยก็วา่ ได้ ประเพณกี ารรดั เทา้ ยังคงสบื ทอดมาถึงสมยั ชิง 4.10 เคร่ืองแต่งกายบรุ ษุ และสตรสี มัยชงิ สภาพเท้าของสตรีท่ีรดั เท้าเมือ่ เอาผ้าพันเทา้ ออก สมยั ปฏวิ ัตซิ นิ ไฮ่ 信义革命代 (ค.ศ.1911-ค.ศ.1949) ในยุคสมัยปฎิวัติซินไฮ่ หรือ ยุคปฏิวัติราชวงศช์ ิง เคร่ืองแตง่ กายของชาวจีนนับวันยงิ่ เกิดการเปล่ยี นแปลง โดยเฉพาะอย่างย่ิงวัฒนธรรมการแต่งกายแบบชาวตะวันตกเริ่มเข้ามา ทาให้ไม่ว่าจะเป็นชุดเส้ือคลุมยาวหลวมของผู้ชาย กี่เพ่าผู้หญิง เส้ือก๊ัก กางเกงและกระโปรง ลว้ นถูกดดั แปลงผสมผสานระหวา่ งแบบเส้ือตะวนั ตกและแบบเสื้อจีน อีกท้ังใน ยุคดังกล่าวยังไดถ้ ือกาเนดิ แบบเส้ือใหม่ในยุคนั้น คือ ชุดฟอร์มจงซาน ฟอร์มนักเรียนนักศึกษา ซึ่งได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน แม้วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวจีนจะไม่สามารถคงความเป็นรูปแบบเอกลักษณ์เคร่ืองแต่งกายประจาชาติได้อย่างประเทศในแถบอินเดีย เน่ืองจากได้รับเอาค่านิยมแบบเส้ือผ้าจากชาวตะวันตกมาเป็นสว่ นใหญ่ แต่เราก็ยงั คงได้พบเห็นแบบแฟชั่นที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของชาวจีน เช่น ปกเสื้อคอจีน ก่ีเพ่า เป็นต้นซง่ึ ยงั เป็นท่ีนยิ ม คงความสวยงามและเป็นแบบเส้อื ทีไ่ ม่มวี ันตาย 4.11 การแตง่ กายของสมยั สมยั ปฎิวตั ซิ ินไฮ่ หรอื ยคุ ปฏิวตั ริ าชวงศช์ งิ
~35~ กิจกรรมท้ายบทที่41.1 แบบฝกึ หัด 1. เสอื้ ผา้ ผชู้ ายและเส้ือผา้ ผหู้ ญิง สมัยฉินเป็นลักษณะ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 2. ประเพณีการรัดเท้า จดั เป็นการแต่งกายในสมยั ใด ______________________________________________________________________________ 3. สมัยสุ่ย 隋 และสมยั ถงั 唐 มลี กั ษณะการแต่งกายอย่างไร ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 4. ชดุ “ป่ฝู ู”จะเนน้ สวมใส่ในสมัยใดและสวมใส่ในตาแหน่งใด ______________________________________________________________________________ 5. ยุคสมัยปฎวิ ัตซิ ินไฮ่ หรือ ยุคปฏิวตั ิราชวงศ์ชิง ยังได้ถอื กาเนิดแบบเสือ้ ใหมใ่ นยุคน้ัน คอื ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________1.2 ใหน้ กั เรยี นนาวสั ดเุ หลอื ใชม้ าประยุกตเ์ ปน็ เครือ่ งแตง่ กายแบบชาวจีน
~36~ 第 五 课 传统与信仰文化
~37~第五课 传统与信仰文化บทที่ 5 วัฒนธรรมทางดา้ นประเพณคี วามเช่อื และเทศกาล นอกเหนือจากความรู้ในเร่ืองของประวัติพระและพิธีกรรมต่างๆท่ีสห ายเราให้ความสนใจเป็นพิเศษแล้วเห็นว่าในเรื่องของวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ของจีนที่ถือปฏิบัติกันมาก็นับเป็นองค์ความรู้หนึ่งท่ีสหายเราจะได้ร่วมกนั ศึกษาเรยี นรู้ อันจะทาใหเ้ ราได้ทราบถึงประวัตคิ วามเปน็ มาและความหมายที่ซ่อนเร้นไว้ในประเพณีต่างๆจึงขอเชิญสหายได้ร่วมกันค้นคว้าและบันทึกไว้เป็นองค์ความรู้ของเว็บไซต์น้ีให้เกิดความ รู้ท่ีกว้างขวางยิ่งขึ้นอนั จะสามารถอานวยประโยชน์ใหก้ ับผ้คู นในวงกว้าง ต่อไปประเพณีและเทศกาลต่างๆของจนี ได้แก่ การด่ืมชา 茶“ชา” ในสมัยราชวงศ์ถังค.ศ618–906 ชาได้รับการยกย่องเป็นเคร่ืองดื่มประจาชาติของชาวจีน แล้วศัพท์คาว่าชา หรือ 茶 Chā ก็ถูก 5.1 ชาเขียวท่ขี นึ้ ชอ่ื ของจีนบัญญัติขึ้นเพ่ือเป็นการเรียกใบไม้ชนิดหนึ่ง โดยเมื่อมีการนามาต้มด่ืมจะส่งกลิ่นหอม ทาใหช้ ุม่ คอ ชาวจีนด่ืมชาโดยมีประวัติการดื่มชามากว่า 4000 ปีแล้ว ชาเป็นเคร่ืองดื่มที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจาวันของชาวจีน ส่ิงของ 7 อย่างในชีวิตประจาวันของคนจีนคือไม้ ข้าว น้ามัน เกลือ ซีอ้ิวน้าส้มและชาเห็นไดว้ ่าชามีความสาคัญมากสาหรับชาวจีนการเลีย้ งน้าชาเป็นประเพณีของชาวจีน พอมแี ขกมาเยยี่ มท่บี า้ น ประเพณีการด่มื ชาในจนี มีประวัติยาวนาน เล่ากันว่าในปี 280 ก่อนคริสต์ศักราชในทางภาคใต้ของจีนมีก๊กเล็กช่ือ หวูกั๋ว กษัตริย์ของก๊กน้ีทรงโปรดจัดงานเล้ียงขุนนาง และด่ืมเหล้ากันจนเมามาย แต่มีขุนนางคนหนึง่ ช่อื เหวย่ จาว ดมื่ เหลา้ ไม่เกง่ กษัตริย์ก็เลยโปรดให้เขาดื่มน้าชาแทนเหล้า หลังจากนั้นต่อมาเหล่าปัญญาชนกเ็ รม่ิ ใชน้ า้ ชาเลีย้ งแขก จนถึงสมัยราชวงศ์ถงั ทาให้การด่มื น้าชาไดก้ ลายเป็นความเคยชินของชาวจีนมาโดยตลอด ในสมัยราชวงศ์ถัง นายลู่อวี่ 陆羽 ผู้เช่ียวชาญด้านใบชาของราชวงศ์ถังได้รวบรวมประสบการณ์การปลูกชา ผลิตใบและการดื่มชา เพ่ือนามาเขียนตาราเกี่ยวกับชา ซึ่งเป็นหนังสือเก่ียวกับใบชาหรือการดื่มชาและประวัติของชาเล่มแรกของจีน ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง ฮ่องเต้ ซ่งฮุยจง ก็ได้มีพิธีจัดงานเล้ียงน้าชาขุนนางผู้ใหญ่ และทรงต้มน้าชาเองในพระราชวังหลวงของสมัยราชวงศ์ถัง อีกทั้งยังจัดงานน้าชาเลี้ยงเหล่าบรรดาทูตตา่ งประเทศอกี ด้วย
~38~ ปัจจุบันในวันเทศกาลขนึ้ ปใี หมห่ รือวันตรษุ จีน หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ของจีนส่วนมากจะจัดงานเลี้ยงนา้ ชาสัมมนา ในจีน ทาให้ชาได้กลายเป็นวัฒนธรรมพิเศษ ซ่ึงมีผู้คนถือการต้มน้าชาและมีประเพณีการชิมชาที่กลายเป็นศิลปะอย่างหน่ึง ต้ังแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในท้องถิ่นต่าง ๆ ของจีนมีโรงน้าชาหรือรา้ นน้าชามากมาย รสนยิ มในการด่มื ชา ความเคยชินในการดื่มชาทุกท่ีในประเทศจีนจะมีความแตกต่างกัน เช่น ชาวปักก่ิงชอบชามะลิ ชาวเซี่ยงไฮ้ชอบชาเขียวชาวฮกเก้ียนท่ีอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนชอบชาแดงในท้องถิ่นบางแห่ง ผู้คนชอบใส่เคร่ืองปรุงรสในน้าชา มณฑลหูหนานทางภาคใต้ของจีนจะเล้ียงแขกด้วยชาขิงเกลือ คือนอกจากมีใบชาแล้ว ยังมีเกลือ ขิง ถ่ัวเหลืองผักสุก และเมล็ดงา เทใส่ในแก้วทั้งหมดแล5ะ.2ชงชนาท้าี่ปแรชงุ ส่ไดวๆ้ จดากื่มใบนช้าาชาก่อนสุดท้ายจึงเทถั่วเหลือง เมล็ดงา ขิงและใบชาเข้าปาก ค่อย ๆ เค้ียวจนได้กล่ินหอม ดังนั้นท้องถ่ินบางแห่งจึงเรียกว่ากินชา ชาวจีนจะพิถีพิถันในการชงชามากมักนิยมพูดกันว่า น้าที่นามาใช้ในการชงชาน้ันต้องดี ชาท่ีชงออกมาจะได้รสชาติที่ด้ังเดิมชองชาออกมา ชาวจีนเชื่อกันว่าน้าท่ีใช้ในการชงชาแล้วได้รสชาติท่ีดีท่ีสุด คือ “ น้าแร่ ” 泉水( quán shuǐ)ที่มาจากน้าพุหูเพ้า 虎跑泉 ( Hǔ pǎo quán )ชาวจีนให้นิยามว่าหากต้องการได้รับรสชาติท่ีดีของการดื่มชาน้าที่จะมาชงชาน้ัน ควรเป็นน้าแร่หรือน้าท่ีได้จากธรรมชาติเท่าน้ันเทา่ นน้ั ถึงจะทาใหไ้ ด้รบั รสชาติท่ีแท้จากชาศิลปะการดืม่ ชา ชาวจนี เรียกศลิ ปะการด่ืมชาวา่ 品茶(Pǐnchá)มขี ั้นตอนดงั น้ี เม่ือชงชาเสร็จแล้วให้นาชาที่รินใส่แก้วชาทีเ่ ตรียมไวก้ ่อนชิมชาให้สูดกล่ินชาก่อน เรียกว่า 闻香(Wénxiāng) จากนั้นพินิจสีของชาในแก้วน้ันเรียกว่า 观色(guan sè)ต่อด้วยการจิบชาและแล้วอมหรือกล้ัวภายในปากสักพักแล้วค่อยกลืน หลังจากน้ัน คอ่ ยละเลยี ดชมิ ชาจนหมด เรียกวา่ 赏味(shǎng wèi) 5.3 ชาอหู่ ลงหรอื ชาเหลืองทนี่ ิยมในจีน
~39~ ชนดิ ของชา สว่ นใหญ่แล้ว ชาจะมอี ยู่ 5ชนิด ทีเ่ ปน็ ท่ีรจู้ กั และเปน็ ทนี่ ิยมของชาวจนี ดงั นี้ ชาแดง 红茶 Hóngchá เป็นชาท่ีเกิดจากการการหมกั ของใบชา ชาแดงทีม่ ชี อ่ื เสียงอยู่ที่เมืองฉีเหมินมณฑลอานฮยุ ชาเขียว 绿茶 lǜchá เป็นชาท่ีไม่ได้ผ่านกรรมวิธีโดยการหมัก ลักษณะของน้าชาจะเป็นสีเขียวหยกและมีกล่ินหอม ชาเขียวท่ีมีชื่อเสียงคือ 龙井茶(Lóngjǐngchá) มณฑลหางโจว เมืองซีห 碧螺春茶 (bìluóchūnchá) มณฑลซูโจว เมืองไทห่ ู 毛峰茶(máofēngchá) มณฑลฮานฮยุ ชาอู่หลง 乌龙茶 Wūlóngchá ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการหมักเร่ิมจากนา ใบชามาทาให้แหง้ ลีบโดยใชเ้ วลาท้ังส้ิน 6 ชั่วโมง หลังจากน้ันจึงนาไปกล้ิงด้วยลูกกลิ้ง ฉีกและหมักด้วยระยะเวลาส้ัน ๆ มีแหล่งผลิตใหญ่ คือ เกาะไต้หวันซ่งึ ชาวไตห้ วนั นน้ั นิยมดื่มชาอู่หลงมากชาดอกไม้ 花茶 huāchá ชาประเภทชาดอกไม้หลักๆจะมีส่วนประกอบ 5.4 ชาอหู่ ลงของ ชาแดง ชาเขียว ชาอู่หลง และดอกไม้ที่กล่ินหอมชนิดต่างๆอบหรือรมเข้าด้วยกันเพื่อให้มีกล่ินหอมทั้งของชาและกลิ่นของดอกไม้ ส่วนมากดอกไม้ที่นิยมนามาทาชา ได้แก่ ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ดอกเบญจมาศดอกหอมหมื่นล้ี เปน็ ตน้ ชาอัด 紧压茶 jǐn yā chá เป็นกรรมวิธีอีกวิธีหนึ่งในการผลิตชาคือ การนาใบชาหมักแล้วอัดให้เป็นตามลักษณะท่ีสะดวกต่อการเก็บรักษาใบชาได้นานนับรอ้ ยๆปี ชาอัดทม่ี ีช่ือเสียงได้แก่ 普洱茶 pǔěrchá มณฑลยูนาน沱茶 tuóchá มณฑลเสฉวน 5.5 ชาอัดก้อน
~40~การแบ่งชนิดของ ชาผเู่ อ่อร์ ตามวิธีการหมักชาผเู่ อ่อร์ เป็นช่ือของชนิดชาจีนทีร่ าคาแพงมากๆ ชาชนิดน้มี าจากมลทลยนู าน ชาชนิดน้ีได้ชื่อว่า ยิ่งเก่า ยิ่งแพงย่งิ นาน ย่งิ ดี เป็นชาเก่าเก็บ1. ชาผู่เอ่อร์สด (puerh raw tea) คือใบชาใหญ่ของมณฑลยูนนานท่ีเม่ือเด็ดจากต้นแล้วจะทิ้งไว้ให้เกิดกระบวนการหมักใบชาตามธรรมชาติ ส่งผลให้ใบชามีสภาพเป็นกรดเล็กน้อยแต่เมื่อเก็บไว้นานหลายปี ใบชาจะลดสภาพของความเป็นกรดลง ชาผู่เอ่อร์สดหลังจากที่ชง ด้วยน้า ร้อนแล้วจะให้สีน้าชา 5.6 ชาอดั ผ่เู ออ่ ร์สดเป็นสีเขยี วออ่ น คลา้ ยชาเขยี ว มกี ลน่ิ หอมเจือจาง แต่ถ้าแช่ใบชาไว้นาน น้าชาจะมีรสชาติขมฝาดเล็กน้อย ชุ่มคอชาผู่เอ่อร์สดมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการทางานของระบบประสาท เม่ือด่ืมแล้วจะทาให้รู้สึกกระปร้ีกระเปร่ามีชีวติ ชวี ามากยิ่งขนึ้2. ชาผู่เอ่อร์หมัก (puerh done tea) คือใบชาใหญ่ของมณฑลยูนนานท่ีเมื่อเด็ดจากต้นแล้ว จะนามาผ่านกระบวนการหมักด้วยเทคนิคและวิธีการเฉพาะที่สืบทอดมาตง้ั แตโ่ บราณทาให้ได้ใบชาผเู่ ออ่ รห์ มักท่มี กี ลิน่ และรสชาตดิ เี ยี่ยม ย่งิ เม่ือเก็บใบชาไว้เป็นระยะเวลายาวนาน ใบชาจะมีการทาปฏิกิริยาด้วยตัวเองอย่างต่อเน่ือง ส่งผลให้ได้รสชาติและมสี รรพคณุ ดา้ นตัวยาที่เป็นเอกลักษณข์ องใบชาผู่เออ่ ร์ใบชาผู่เออ่ รห์ มกั จะมสี ภาพเปน็ ธาตุอุ่น ฤทธ์ิเป็นกลาง กระบวนการการหมัก 5.6 ชาผู่เออ่ รห์ มักที่เกิดขึ้นภายหลังระหว่างออกซิเจนกับสารอาหารในใบชา ตามกาลเวลาที่เพิ่มข้ึน ก่อเกิดเป็นเอ็มซายน์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างย่ิง ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนท่ีสึกหรอที่สาคัญคือประสิทธิภาพในการลดไขมัน ในเลือดและคอเลสเตอรอล นอกจากน้ียังทาให้ไขมันจับตัวกันเป็นก้อนและถูกขับออกจากร่างกายทางระบบขบั ถ่าย เมื่อชงดว้ ยนา้ รอ้ นแล้ว จะให้สนี ้าชาเปน็ สีแดงเข้มจนเกือบดา 5.7 ชาผเู่ ออ่ ร์ทหี่ มกั นานจรเป็นสีแดงเขม้
~41~ 5.8 เทศกาลตรษุ จีน 春节 วันตรษุ จนี ตรษุ จนี เป็นหนึง่ ในเทศกาลทีส่ าคัญท่ีสุดของชาวจีน ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินจีน (คล้ายกัวันสงกรานต์ของไทย) หรือเรียกอีกอย่างว่า เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ชาวจีนทุกคนให้ความสาคัญกับวันน้ีอย่างมาก มีการหยุดงานเป็นเวลายาว โรงเรียนสถาบันการศึกษาปิดเทอม (ปิดเรียนฤดูหนาว)ในช่วงน้ี เหลือเพียงแต่บางอาชีพท่ีตอ้ งทาหน้าท่พี เิ ศษ ท่ีไม่สามารถหยดุ งานได้ ในวนั ตรุษจีนหนว่ ยงานห้างรา้ นตา่ งจะหยุดงานเป็นเวลา 3-4 วันเพือ่ ตระเตรยี มจัดงานปใี หมน่ ี้ มีการทาความสะอาดบ้านเรือนผ่านปีใหม่อย่างสะอาดสดใส ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ต่างเต็มไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แก่เด็กๆ ซ้ือของขวัญให้แก่ญาติสนิทมิตรสหาย ซ้ือบัตรอวยพรในโอกาสมงคล ในตลาดคราคล่าไปด้วยผู้คน ท่ีมาซื้อปลา เน้ือสัตว์ เป็ดไก่ ฯลฯ ทุกคนต่างดูแจ่มใสมีความสุข เด็กๆสวมเสอื้ ใหม่ ทานลกู กวาด ขนมหวาน เลน่ พลปุ ระทัด อยา่ งรน่ื เรงิ 1 คืนก่อนวันปีใหม่จีน คือวันสุดท้ายของปีน่ันเอง เป็นคืนที่ครึกครื้นที่สุด ใครท่ีไปทางานห่างจากบ้านเกิด ต่างก็พยายามอย่างสุดความสามารถท่ีจะกลับมาฉลองวันปีใหม่ที่บ้าน ช่วงมื้อค่าคืนก่อนขึ้นปีใหม่จีนทุกคนในครอบครวั จะนงั่ กันพรอ้ มหน้าล้อมโตะ๊ อาหารชนแก้วอวยพรปีใหม่กัน ในช่วงเวลาน้ีทุกบ้านจะเต็มไปด้วยรอยยิม้ และเสยี งหัวเราะ พอถึงเท่ียงคืน คนจีนทางเหนือกจ็ ะเร่ิมทาเกี๊ยว (เจี้ยวจึ) คนจีนทางใต้ก็จะป้ันลูกอ๋ีทาน้าเชอื่ ม ทาไปชิมไป ทานไปครึกคร้ืนอย่างย่ิง เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนจะตื่นแต่เช้าเยี่ยมเพ่ือนบ้านเพ่ือนฝูงเพ่ืออวยพรปีใหม่
~42~ ตรุษจีนนัน้ เป็นที่รู้จักและจาไดท้ ่ัวไปว่าเปน็ การฉลองเทศกาลฤดใู บไม้ผลิ และการฉลองเปน็ เวลานานถงึ15 วัน การเตรียมงานฉลองสว่ นใหญจ่ ะเริม่ หนึง่ เดือนกอ่ นวันตรุษจนี (คลา้ ยกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวนั ตก) เม่อื ผูค้ นเร่มิ ซือ้ ของขวัญ, สงิ่ ตา่ งๆ เพือ่ ประดับบา้ นเรือน, อาหารและเสือ้ ผา้ การทาความสะอาดครงั้ใหญ่ก็เร่มิ ข้นึ ในวันกอ่ นตรุษจีน บ้านเรือนจะถกู ทาความสะอาดต้ังแต่บนลงลา่ ง หนา้ บา้ นยันท้ายบ้านซ่งึ หมายถงึ การกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหนา้ ตา่ งมีการขัดสีฉวีวรรณทาสใี หม่ซง่ึ สีแดงเป็นสีนิยมประตูหนา้ ต่างจะถูกประดับประดาด้วยกระดาษท่มี คี าอวยพรอยา่ งเช่น อยู่ดมี ีสขุ ร่ารวย และอายยุ ืน เป็นต้น5.9 การเชิดสิงโตในวันตรุษจีน ที่มาของวันตรุษจีน เกิดจากการจัดข้ึน เพ่ือตั้งใจที่จะฉลองฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนน้ัน ประเทศจีนปกคลุมไปด้วยหิมะ จึงไม่สามารถทาการเกษตรได้ เม่ือเข้าถึงฤดูใบไม้ผลิจึงจะสามารถเพาะปลูกพืชผักได้ตามปกติ ชาวจีนจึงกาหนดให้วันแรกของฤดูใบไม้ผลิตในแต่ละปีเป็นวันสาคัญทเี่ รียกว่า \"วันตรษุ จีน\" อาหารวันตรุษจีน ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆน้ันผูก 5.10 อาหารวันตรษุ จนีไว้กับทุกส่ิงทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่านั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซ่ึงแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆกัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตท่ีรุ่งเรืองและความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอยา่ งทด่ี ี สลดั ปลาสดจะนามาซ่ึงโชคดี จไี้ ช่ (ผมเทวดา) สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนาความความร่ารวยมาให้ และขนมต้ม(Jiaozi) หมายถงึ บรรพชนอวยพร
~43~ เสือ้ ผา้ วันตรษุ จนี การใส่เสื้อผ้าสีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการใส่สีดาหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซ่ึงสีเหล่าน้ีถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์หลังจากอาหารค่าทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพ่ือรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีท่ีเก่ียวกับวันตรุษจีน และในวันน้ีจะต้องไม่โกรธริษยาหรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสาหรับปีท่ีกาลังจะมาถึง 5.11 การแต่งกายวนั ตรุษจีนอาหารไหวเ้ จ้า ตรษุ จีน ในวันฉลองตรุษจีน อาหารจะถูกรับประทานมากกว่าวันอื่นๆในปี อาหารชนิดต่างๆท่ีปฏิบัติกันจนเป็นประเพณีจะถกู จดั เตรยี มเพ่ือญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมไปถึงคนรู้จักท่ีได้เสียไปแล้ว ในวันตรุษครอบครัวชาวจีนจะทานผักท่ีเรียกว่าไช่ ถึงแม้ผักชนิดต่างๆท่ีนามาปรุง จะเป็นเพียงรากหรือผักท่ีมีลักษณะเป็นเส้นใยหลายคนก็เช่ือว่าผักต่างๆมีความหมายที่เป็นมงคลในตัวของมนั 5.12 อาหารไหว้เจ้าวันตรษุ จนี
~44~อาหารไหวเ้ จ้า ตรษุ จีนเม็ดบัว - มีความหมายถงึ การมีลูกหลานทเ่ี ป็นชายเกาลัด - มคี วามหมายถงึ เงนิสาหร่ายดา - คาของมันออกเสียงคลา้ ย ความรา่ รวยเต้าหู้หมกั ท่ีทาจากถ่ัวแหง้ – คาของมนั ออกเสียงคลา้ ยเต็มไปด้วยความรา่ รวย และ ความสขุ 5.13 สว่ นประกอบในการไหว้เจ้าตรษุ จนี หน่อไม้ - คาของมันออกเสียงคล้าย คาอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข เต้าหู้ที่ทาจากถ่ัวสดนั้นจะไม่นามารวมกบั อาหารในวนั นเ้ี นอ่ื งจากสขี าวซ่ึงเป็นสีแหง่ โชคร้าย สาหรับปีใหม่และหมายถงึ การไวท้ ุกข์ปลาทงั้ ตัว - เปน็ ตวั แทนแห่งการอยรู่ ว่ มกันและความอดุ ม-สมบรูณ์ไก่ - สาหรับความเจริญก้าวหน้า ซึ่งไก่น้ันจะต้องยังมีหัว หางและเท้าอยู่ เพ่ือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์เสน้ หมี่ - ไมค่ วรตดั เนอ่ื งจากหมายถึงชีวิตทยี่ ืนยาว * ในทางตอนใต้ของจนี อาหารท่ีนยิ มทีส่ ดุ และทานมากท่ีสุดได้แก่ ข้าวเหนียวหวานน่ึง บ๊ะจ่างหวาน ซ่ึงถือเปน็ อาหารอันโอชะ สว่ นทางเหนือไดแ้ ก่ หมนั่ โถและตม่ิ ซา เปน็ อาหารที่นยิ ม* อาหารจานวน มากทีถ่ กู ตระเตรยี มในเทศกาลนมี้ ีความหมายถงึ ความอดุ มสมบูรณแ์ ละความร่ารวยของบา้ น
~45~ ทกุ วนั นี้ไมใ่ ช่ว่าชาวจนี ทุกคนจะคงยังเชอื่ ตามความเชื่อทีม่ ีมา แตท่ ุกคนก็ยงั คงยดึ ถือและปฏบิ ัติตามเพราะสงิ่ เหลา่ นี้เปรยี บเสมือนธรรมเนยี ม และวฒั นธรรม โดยที่ชาวจีนตระหนักดีวา่ การปฏบิ ตั ิตามขนบธรรมเนียมมาแต่เกา่ ก่อน เปน็ การแสดงถึงความเปน็ ครอบครัวและเอกลักษณ์ของตนอัง่ เปา 5.14 อ่งั เป่า สัญลกั ษณว์ นั ตรุษจีน สัญลักษณ์ที่ทุกคนทราบดีในวันตรุษจีนคือ อั่งเปาสีแดง โดยมีธรรมเนียมคือ ผู้ใหญ่ที่ผ่านการแต่งงานมาและทางานมีรายได้แล้ว จะมอบซองสีแดง(ที่มีเงินจานวนหนึ่งข้างใน) ให้กับเด็กๆท่ีมีอายุต่ากว่าหรือยังไม่ได้ทางาน พร้อมกล่าวสวัสดีปีใหม่ ซึ่งสีแดงของอ่ังเปาน้ันมีความหมายถึงโชคดี และเงินท่ีใส่ในซองอ่ังเปานนั้ มักจะมีจานวนเป็นเลขนาโชคของจนี นนั่ คือเลข 8 15 วนั แห่งการฉลองตรษุ จนี วันแรกของปีใหม่ เปน็ การต้อนรบั เทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อ ในวันนี้ด้วยความเช่ือที่ว่าจะเป็นการต่ออายแุ ละนามาซึ่งความสุขในชีวิตให้กบั ตน วนั ที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาท้ังหลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เล้ียงดูให้ข้าวอาบ น้าให้แก่มัน ดว้ ยเชอ่ื วา่ วันท่สี องน้ีเปน็ วันทสี่ นุ ัขเกดิ วนั ทีส่ ามและสี่ เปน็ วันของบตุ รเขยท่ีจะตอ้ งทาความเคารพแกพ่ ่อตาแม่ยายของตน วันท่ีห้า เรียกว่า พูวู ซ่ึงวันน้ีทุกคนจะอยู่กับบ้านเพ่ือต้อนรับการมาเยือน ของเทพเจ้าแห่งความร่ารวย ในวันน้ีจะไมม่ ีใครไปเยย่ี มใครเพราะจะถือวา่ เปน็ การนาโชครา้ ย มาแกท่ ้ังสองฝ่าย วันท่ีหก ถึงสิบชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพ่ือนฝูงของ ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพือ่ ความร่ารวยและความสุข วนั ท่เี จด็ ของตุรุษจีนเปน็ วนั ทชี่ าวนานาเอาผลผลติ ของตนออกมาชาวนาเหล่าน้ีจะทาน้าท่ีทามาจากผักเจ็ดชนิดเพอื่ ฉลองวนั นี้ วันท่ีเจ็ดถือเป็นวันเกิด ของมนุษย์ในวันน้ีอาหารจะเป็น หมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพ่ือความสาเร็จ
~46~ วันที่แปด ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครอบอีกคร้ัง และเม่ือถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนตข์ องพรจาก เทยี นกง เทพแห่งสวรรค์ วนั ทเ่ี ก้า จะสวดมนตไ์ หว้และถวายอาหารแก่ เงก็ เซยี นฮ่องเต้ วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง เป็นวันของเพื่อนและญาติๆ ซ่ึงควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น และหลังจากที่ทานอาหารท่ีอุดมไปด้วยความมัน วันท่ีสิบสามถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ ถือเป็นการชาระล้างร่างกาย วนั ท่สี บิ ส่ี ความเป็นวันทเี่ ตรียมงานฉลองโคมไฟซ่ึงจะมีขึ้น ในคืนของวันท่ีสิบหา้ แหง่ การฉลองตรุษจีน 5.15 ตานาน ปีศาจเหนยี น ตานานวนั ตรุษจีน “ปีศาจเหนียน” ต้นกาเนิดการจดุ ประทดั วันตรุษจีน เป็นวันสาคัญของจีนที่มีมาแต่โบราณท่ีเรียกว่า กว้อชุนเจี๋ย หรือ กว้อเหนียนเล่ากันว่า ในสมัยโบราณ ในป่าทึบแห่งหน่ึง มีสัตว์ป่าท่ีดุร้ายและน่ากลัวมากตัวหน่ึง ที่ถูกเรียกว่า“เหนียน” มนั ออกอาละวาดกินคนเปน็ ประจา พระเจา้ จึงลงโทษมัน อนุญาตให้มันลงมาจากเขาได้เพียงหน่ึงครั้งใน 365 วนั ดังนนั้ เมื่อฤดูหนาวใกล้จะผ่านไป ฤดใู บไม้ผลิเวยี นมาใกล้ เหนียน กจ็ ะออกมาทาร้ายผู้คน และเพื่อป้องกันการมาของ เหนียน ทุกๆ ครัวเรือนจึงต่างสะสมเสบียงอาหาร และกับข้าวจานวนหน่ึงไว้ในบ้านเมอื่ ถึงตอนคา่ ของวันท่ี 30 เดอื น 12 กจ็ ะปดิ ประตแู ละหน้าตา่ งเอาไว้ ไม่หลับไม่นอนตลอดคืน เพ่ือต่อสู้กับเหนียน จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็จะเป็นวันแรม 1 ค่า เดือน 1 เม่ือ เหนียน กลับไปแล้ว ทุกๆ ครัวเรือนก็จะเปิดประตอู อกมาแสดงความยินดีตอ่ กัน ที่โชคดไี ม่ไดถ้ ูก เหนยี น ทาร้าย
Search