93 4. วธิ กี ำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล การวเิ คราะห์ขอ้ มลู การวจิ ัยในชนั้ เรยี น อาจใช้วิธีการวเิ คราะหข์ ้อมูลได้ 2 วธิ ี ดังตาราง 3 ตำรำง 5 แสดงวธิ ีการวเิ คราะหข์ ้อมูลทีส่ อดคล้องกับลักษณะของข้อมลู ลักษณะของข้อมลู วธิ กี ารวเิ คราะหข์ ้อมูล 1. ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ โดยใชว้ ิธกี ารทางสถติ ิ - คะแนนจากการทดสอบ - ความถ่ี - คะแนนจากการสงั เกต - ร้อยละ - คะแนนจากการปฏบิ ตั ิงานหรือผลงาน - คา่ เฉลีย่ - คะแนนจากการประเมนิ พฤติกรรม - สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) - จานวนครงั้ /จานวนคน/จานวนสอื่ - สหสมั พนั ธ์ ฯลฯ - สมั ประสทิ ธ์ิการกระจาย (C.V.) 2. ขอ้ มูลเชงิ คุณภาพหรอื เชิงคุณลักษณะ -โดกยาไรมเใ่ปชรว้ ยี ิธบกี คาวราทมาแงสตถกติติา่ งโดยใช้สถิติ t-test - ขอ้ มูลที่รวบรวมจากเอกสาร บนั ทึกตา่ ง ๆ การวิเคราะห์ข้อมูลจะฯใลชฯ้การวิเคราะห์ เนื้อหา - ข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการบนั ทึก การสังเกต (content analysis) โดยนาเอาข้อมูลท่ีอยู่ ในประเดน็ หรือเรอ่ื งราวเดียวกนั มาพิจารณา การสมั ภาษณ์ แยกแยะหาความสาคญั ส่งิ ท่ีแตกต่างกนั สง่ิ ที่ - ข้อมูลท่ีเปน็ บนั ทึกเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ คลา้ ยคลึงกันหรือหาส่วนทเ่ี กี่ยวขอ้ งสมั พนั ธก์ ัน - ขอ้ มลู จากคาถามปลายเปดิ แล้วจึงสรปุ เป็นผลการวิเคราะหใ์ นแตล่ ะประเดน็ ฯลฯ หรอื แต่ละเร่ือง 5. ผลกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล หมายถงึ ผลการนาข้อมูลทร่ี วบรวมไดจ้ านวนหนึง่ นาไปตอบประเดน็ ปญั หาหรือ วตั ถุประสงค์ ของการวจิ ัย หรอื ทดสอบสมมุตฐิ านการวจิ ยั ให้ครบทกุ ข้อ ถา้ เป็นการวจิ ัยเชิงปริมาณ จะนาเสนอในรูปของสถิติในตารางตา่ งๆ หรือในรปู ของกราฟต่างๆตามความเหมาะสมของประเดน็ ปญั หา ในการนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล มสี ่ิงทีต่ อ้ งพิจารณาอยู่ 2 ประการ คือ การแบง่ ตอน การวเิ คราะห์ และการเสนอเปน็ ตาราง ดงั ต่อไปนี้ 1. กำรแบ่งตอนกำรวิเครำะห์ ในส่วนของการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ต้องแบ่งเปน็ ตอนตาม ความมงุ่ หมายของการวจิ ยั และส่วนต่างๆ ท่มี ีอย่ใู นแบบสอบถาม ตามปกตผิ ลการวเิ คราะห์ ข้อมูลแบ่งไดเ้ ปน็ 3 หรือ 4 ตอน ถา้ การวิจยั มีความมงุ่ หมาย 2 ขอ้ จะมี 3 ตอน และถา้ การวจิ ยั
94 มีความม่งุ หมาย 3 ขอ้ จะมี 4 ตอน ดังนี้ ตอนท่ี 1 การวเิ คราะห์ข้อมลู สว่ นตัวของผตู้ อบแบบสอบถาม ตอนท่ี 2 การวิเคราะห์ตามจุดมงุ่ หมายข้อท่ี 1 ตอนที่ 3 การวิเคราะห์ตามจุดมุง่ หมายข้อที่ 2 ตอนท่ี 4 การวเิ คราะหต์ ามจดุ มุ่งหมายข้อท่ี 3 ตอนที่ 1 กำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู ส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถำม เป็นการวิเคราะห์คา่ ความถี่หรือจานวนและค่ารอ้ ยละของกลมุ่ ตวั อยา่ งหรอื ผู้ตอบ แบบสอบถามตามสภาพหรอื ตวั แปรด้น เชน่ เพศ อายุ ประสบการณ์ วุฒกิ ารศึกษา เป็นต้น ตัวอย่างผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลสว่ นตวั ของผู้ตอบแบบสอบถาม .... ดังตาราง ... ตาราง ... จานวนและร้อยละข้อมูลสถานภาพสว่ นตัวของผู้ตอบแบบสอบถามด้านกระบวนการ รายการ จานวน รอ้ ยละ ชดุ ที่ 1 คณะกรรมการดาเนินงาน เพศ - ชาย 2 10.50 - หญิง 17 89.50 รวม 19 100.00 หนา้ ท่แี ละความรับผดิ ชอบ - วิทยากรประจาสาระวิชา - ภาษาไทย 4 21.10 - คณติ ศาสตร์ 4 21.10 - วทิ ยาศาสตร์ 2 10.50 - สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 1 5.30 - สขุ ศึกษาและพลศึกษา 00 - ศิลปะ 1 5.30 - การงานอาชีพและเทคโนโลยี 2 10.50 - ภาษาตา่ งประเทศ 2 10.50 คณะกรรมการฝา่ ยอน่ื ๆ 3 15.80 รวม 19 100.00 ชดุ ที่ 2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ทเ่ี ข้าค่าย เพศ - ชาย 47 47.00 - หญิง 53 53.00 รวม 100 100.00
ตาราง ... (ตอ่ ) 95 รายการ จานวน ร้อยละ สาระวิชาที่เข้า - ภาษาไทย 17 17.00 - คณิตศาสตร์ 14 14.00 - วทิ ยาศาสตร์ 17 17.00 - สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม 12 12.00 - สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา 9 9.00 - ศิลปะ 9 9.00 - การงานอาชพี และเทคโนโลยี 9 9.00 - ภาษาต่างประเทศ 9 9.00 รวม 100 100.00 จากตาราง ... ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามด้านกระบวนการ แบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุดท่ี 1 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นคณะกรรมการดาเนนิ งาน โดยส่วนใหญ่ จะเป็นเพศหญิง ร้อยละ 89.5 เพศ ชาย รอ้ ยละ 10.5 พิจารณาแยกตามหนา้ ท่ีและความรับผดิ ชอบ พบว่า เป็นวิทยากรประจาสาระวิชา รอ้ ยละ 84.2 อกี ร้อยละ 15.8 เปน็ คณะกรรมการฝา่ ยอน่ื ๆ ชุดที่ 2 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นนักเรียน โดยส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเพศหญงิ ร้อยละ 53.00 อีก ร้อยละ 47.00 เป็นเพศชาย สาหรับสาระวิชาที่มีจานวนนักเรียนเข้าค่ายมากท่ีสุด ได้แก่ ภาษาไทยและ วิทยาศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 17.00 เท่ากัน รองลงมาได้แก่ สาระคณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ และสาระ การงานอาชีพและเทคโนโลยี คิดเป็นร้อยละ 14.00, 13.00, 12.00, 9.00, 9.00 และ 9.00 ตามลาดับ ตอนที่ 2 ผลกำรหำประสิทธ์ิภำพ ... ตวั อยา่ ง ผลการทดสอบประสิทธิ์ภาพของการใช้............ (ชื่อนวัตกรรม) .............. สาหรบั นกั เรียนชน้ั ดังตาราง .... ตาราง ... ผลการหาประสทิ ธิ์ภาพของการใช้......... สาหรับนกั เรยี นชั้น ........... ประสทิ ธิ์ภาพ จานวน คะแนนเต็ม คะแนนทไี่ ด้ รอ้ ยละ กระบวนการเรียนการสอน (E1) 5 300 250 83.33 ผลสาเร็จ (E2) 5 200 175 87.50
96 จากตาราง ... พบว่า ผลการหาประสิทธ์ิภาพของการใช้ ... สาหรับนักเรียนชั้น ... ประสิทธิ์ภาพด้าน กระบวนการเรียนการสอน/ประสทิ ธิ์ภาพดา้ นผลสาเร็จได้ 83.33/87.50 ซึ่งสูงกว่า เกณฑท์ ี่กาหนด ตอนท่ี 3 ผลสมั ฤทธิ์ทำงดำ้ น ... ตวั อย่างผลการเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น.... กอ่ นและหลังการใช้....ของ นักเรยี น.........ดังตาราง ....... ตาราง ... ผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน..... ก่อนและหลงั การใช้....ของนักเรยี น......... การทดสอบ จานวน S.D. ค่า t 12.84 1.63 48.80* ก่อนใช้... 45 25.58 1.97 หลังใช้... 45 *p< .05 t (.05, df 44) =1.703 จากตาราง ... พบว่า ผลการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลงั การใช้ ของ นักเรยี นชัน้ แตกต่างอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หลงั การใชส้ งู กว่าก่อนการใช้ ตอนที่ 4 ผลกำรศกึ ษำพฤติกรรม ควำมพึงพอใจ หรอื ควำมคดิ เห็น ตัวอย่างผลการวเิ คราะหค์ ่าเฉลีย่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานความคิดเห็นของ นกั เรียนต่อการ เข้าค่าย ดงั ตาราง ... ตาราง ... คา่ เฉลี่ยและสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานความคดิ เห็นของนกั เรียนต่อการเขา้ คา่ ย ท่ี รายการประเมนิ ระดับความคดิ เหน็ ������ ������ ความหมาย 1 การเข้าค่ายครง้ั นน้ี ักเรียนไดร้ ับความรแู้ ละประสบการณ์ 2.95 0.22 มากท่ีสุด มากข้ึน 2 นักเรียนชอบเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ท่ีเข้าค่ายครั้งนี้ 2.90 0.30 มากทีส่ ุด มากขึ้น 3 การเข้าค่ายครั้งน้ีทาให้นักเรียนมีทักษะการปฏิบัติงาน 2.91 0.29 มากทสี่ ดุ ตามกลุ่มสาระการเรยี นร้มู ากขึน้
97 ตาราง ... (ตอ่ ) ท่ี รายการประเมนิ ระดับความคดิ เห็น 4 กิจกรรมในค่ายครง้ั น้ีทาให้นักเรยี นเกิดความคิดแปลก ������ ������ ความหมาย 2.81 0.39 มากที่สดุ ใหม่ 5 การเข้าค่ายครง้ั นท้ี าใหน้ ักเรียนถา้ แสดงออกมากข้ึน 2.70 0.46 มากท่สี ุด การเข้าค่ายคร้ังน้ีทาให้นักเรียนมีทักษะการปฏิบัติงาน ตามกลุ่มสาระการเรยี นร้มู ากขนึ้ 6 นักเรยี นไดเ้ รียนรูก้ ารทางานร่วมกันกับผอู้ ่ืนมากขึน้ 2.87 0.34 มากที่สุด 7 นักเรียนมคี วามสขุ ในการรว่ มกิจกรรมการเข้าคา่ ยครงั้ นี้ 2.97 0.17 มากทสี่ ดุ 8 นักเรียนสามารถนาความรู้จากการเข้าค่ายไปใช้ใน 2.88 0.32 มากท่ีสุด ชวี ิตประจาวันได้ รวม 2.87 0.17 มากท่สี ดุ จากตาราง .... แสดงวา่ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเข้าค่ายครงั้ น้ีโดยภาพรวม มีความพึงพอใจ ในระดับมากท่ีสดุ ซ่ึงจากค่าเฉล่ยี และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในภาพรวม พบวา่ ผ่านเกณฑท์ ี่กาหนด แสดงวา่ การ ดาเนินกจิ กรรมในค่ายบรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ เมอ่ื พิจารณารายขอ้ พบว่า ขอ้ ที่นักเรยี นมีความพงึ พอใจมากเป็นอนั ดบั หนงึ่ คือ นกั เรียนมีความสุขในการร่วมกิจกรรมการเข้าคา่ ย ครั้งน้ี (������= 2.97) รองลงมาคือ การเข้าค่ายคร้งั น้ี นักเรยี นไดร้ ับความร้แู ละประสบการณ์มากขนึ้ (������= 2.95) อันดบั สุดทา้ ยคือ การเข้าคา่ ยครง้ั น้ีทาให้นักเรียนกล้า แสดงออกมากข้นึ (������= 2.70) ตอนที่ 5 ผลกำรวเิ ครำะหค์ วำมสมั พันธ์ ... การนาเสนอผลการทดสอบนัยสาคัญค่าสมั ประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ตัวอย่ำง ผลการวเิ คราะห์ความสมั พนั ธค์ วามถนดั ทางการเรียนกบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังตาราง ... ตาราง...แสดงการทดสอบความสัมพันธร์ ะหว่างความถนดั ทางการเรยี นกบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน ความสมั พันธ์ระหวา่ ง คา่ สัมประสิทธิ์สหสมั พนั ธ์ ความถนดั ทางการเรียนกบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 0.53* *p<0.05 จากตาราง ... ความถนัดทางการเรียนมีความสัมพนั ธ์ทางบวกกับผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนอย่างมีนยั สาคัญ ทางสถติ ิ 0.05 และมีความสมั พนั ธส์ งู ถงึ 53%
98 ตอนที่ 5 ผลกำรวเิ ครำะหป์ ัญหำ ข้อคดิ เห็นหรือข้อเสนอแนะเพมิ่ เติม เป็นการวเิ คราะห์ปญั หา ข้อคิดเหน็ หรอื ข้อเสนอแนะเพิม่ เติม (ถา้ มี) โดยใช้คา่ ความถี่และ/หรือ รอ้ ยละ ซ่ึงทาได้โดยนาข้อคิดมาจัดหมวดหมแู่ ละแจกแจงความถ่ขี องความคดิ เหน็ ทเ่ี หมือนหรือคล้ายกนั ดัง ตวั อย่าง ตัวอยา่ งผลการวเิ คราะหค์ วามคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการดาเนนิ งานตอ่ การดาเนินโครง ดงั ตาราง ... ตาราง ... ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการดาเนนิ งานตอ่ การดาเนนิ โครงการ รายการ จานวน ปญั หำอุปสรรค 1. นักเรยี นเรียนรไู้ ม่ตรงความตอ้ งการ 1 2. นักเรยี นกลุม่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทยไม่คอ่ ยกลา้ แสดงออกเทา่ ที่ควร 1 รวม 2 ข้อเสนอแนะ 1. ถา้ ไม่ไดม้ ุ่งเนน้ เฉพาะกลุม่ สาระใดสาระหนึ่งเหมือนครง้ั นีโ้ อกาสหน้าถา้ เป็นไปได้ 27 อยากให้สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาอดุ รธานี เขต 2 จัดใหม่ในลกั ษณะ เรียนกนั ทุกกล่มุ สาระ 2. ควรจดั เป็นฐานเรยี นทุกกลุม่ สาระ 2 3. ควรใหเ้ ด็กเก่งไดม้ ีโอกาสทากจิ กรรมเรยี นใหค้ รบท้ัง 8 กลมุ่ สาระ 2 เพ่อื ทจี่ ะได้ประสบการณ์ครบและเหมอื น ๆ กัน และจะได้ไม่เบ่อื ดว้ ย 4. เด็กบางกลุม่ สาระการเรียนรู้มากเกินไป บางกล่มุ สาระการเรียนรูน้ อ้ ยไป 1 5. การแสดงรอบกองไฟควรให้แต่ละกลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ดิ การแสดง 1 6. ควรจดั นิทรรศการแล้วนาเสนอบรเิ วณทแี่ สดงผลงาน 1 7. นกั เรียนมาเข้าค่ายมจี านวนน้อย ควรเพ่ิมจานวนอกี พร้อมทงั้ เพิม่ จานวนวิทยากร 2 1 คนน้อยไป ตอ้ ง 3 คนขน้ึ ไปจะไดม้ ีความคดิ ที่หลากหลายในการจัดกิจกรรม (ต้อง เป็นวิทยากรท่ีมีคณุ ภาพด้วย) 8. เป็นการจดั กจิ กรรมท่ีเหมาะสมกับการอยคู่ ่ายในระยะเวลา 3 วนั 2 คนื 1 แต่การรวมกลุ่มทางานมีความสมั พนั ธน์ ้อยไปสาหรบั วิทยากรของกลมุ่ สาระ แตภ่ าพรวมดีมาก 9. ควรจดั ส่งเด็กฝึกอบรมทกุ โรงเรียนโดยเลือกจาเด็กท่ไี ด้คะแนนสงู แต่ละ 1 โรงเรยี นมา จากตาราง...พบว่า คณะกรรมการดาเนินงานเห็นว่า ปัญหาและอุปสรรคในการดาเนินโครงการ ได้แก่ นักเรียนเรียนร้ไู มต่ รงความต้องการ และนักเรียนกลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทยไมค่ ่อยกล้าแสดงออกเทา่ ที่ควร
99 สาหรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการดาเนินงานมากที่สุด คือ เสนอให้สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา อุดรธานี เขต 2 จัดโครงการใหม่ในลักษณะเรียนกันทุกกลุ่มสาระ เพราะจะทาให้นักเรียนได้ความแตกต่างและมี ประสบการณท์ กุ กลุ่มสาระ 2. กำรนำเสนอเป็นตำรำง ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ในบทท่ี 4 ต้องเสนอเป็นตารางและใส่ข้อมลู ตา่ งๆ ลงในตาราง ให้งา่ ยและสะดวกในการดูขอ้ มลู ซง่ึ มวี ซิ ีการดังตอ่ ไปน้ี 2.1 การตเี ส้นตาราง ต้องมีเส้นตรงตามแนวขวางหรือแนวนอน และเส้นตรงตาม แนวต้ัง ซ่ึงมี หลกั การดังนี้ 2.1.1 เสน้ ตารางในแนวนอนหรือแนวขวาง 1) เส้นหัวตาราง คือ เส้นแรกที่อยู่บนสุดจะต้องเป็นเส้นคู่เสมอ และอยู่ห่าง ลงมา จากตวั ตาราง 1 บรรทัดพิมพ์ 2) เส้นท้ายตาราง คือ เส้นสุดท้ายหรือเส้นล่างสุด ต้องเป็นเส้นคู่เสมอ และอยู่ห่าง จากเส้นบนหรือบรรทดั บนลงไป 1 บรรทัดพิมพ์ ในกรณีตารางยาวเกิน 1 หน้าข้ึนไป เส้นท้ายตารางของ หน้าแรกหรือหน้าท่ีตาราง ยังไม่จบต้องเป็นเส้นเดี่ยว (หรือปล่อยไว้ไม่ดีเส้น) แต่เส้นหัวตาราง หน้าลัดไปต้องเป็นเส้นคู่ตามเดิม และอยู่ห่าง จากคาว่าตาราง (ตอ่ ) ลงมา 1 บรรทัดพิมพ์ 2.1.2 เสน้ ตารางในแนวตงั้ จะใช้เมอ่ื มขี ้อมูลตัวเลขหลายแถวและชิดกันมาก แตถ่ า้ มีข้อมูล ไม่มาก เชน่ 2-3 แถว อาจไมจ่ าเป็นต้องมีเส้นตารางในแนวตั้ง ท้ังนเี้ พ่ือใหอ้ ่านตัวเลขใน แต่ละแถวง่ายหรือชัดเจน ขึน้ 2.2 การใส่เลขลาดับตาราง ควรเรยี งลาดับมาตั้งแตต่ ารางแรกเปน็ ตาราง 1 และไม่ ตอ้ งมีคาวา่ ท่ี เช่น ตาราง 1 ,2, 3......ตอ่ ไปเรอ่ื ยๆ จนถึงสดุ ท้าย 2.3 การตั้งช่ือตาราง ควรเป็นขอ้ ความกะทัดรัดชัดเจนสื่อความหมายตรงกับคา หรือข้อความ ท่ีอยหู่ ัวตารางน้นั 2.4 การอ่านใต้ตาราง เปน็ การแปลความหมายของค่าสถติ ติ วั เลขท่ปี รากฏในตารางตามเกณฑ์ ที่กาหนดไว้ เพอื่ ชี้ให้ผู้อ่านเหน็ ภาพรวมของข้อมูลที่ปรากฏทงั้ หมดในตาราง โดยช้ีให้เห็นภาพรวม จุดเด่น และจุด ดอ้ ยของคา่ สถติ ิตา่ งๆ ตามปกติการอ่านใต้ตารางต้องการโดยรวมก่อน และจึงอ่านเป็นรายด้านหรือรายข้อ โดยระบุ จุดเด่นและจุดด้อยของค่าสถิติที่ปรากฏ เช่น “ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้นในด้านส่ือการสอนอยู่ใน ระดบั น้อย” “สว่ นใหญ่อยู่ในระดับมาก ยกเว้นเรอ่ื งวินัยนกั เรียนอยูใ่ นระดับน้อย” หรือ “โดยรวมอยู่ในระดับปาน กลาง และเมอ่ื พิจารณาเป็นรายดา้ นอยู่ในระดบั ปานกลางทุกด้าน” แลว้ ตามดว้ ยคา่ สถติ ทิ ่ีปรากฏ กล่าวโดยสรุปแนวการเขียนผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ควรแบ่งเป็นหลายขั้นตอนตาม วัตถปุ ระสงค์ของ การวจิ ัย และจะต้องนาเสนอให้เปน็ ภาษาเขียนทีอ่ ่านงา่ ย ดังนี้ 1. นาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลใหส้ อดคล้องกับวตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
100 2. การนาเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ หรือกราฟจะต้องมีคาอธิบาย โดยแปล ความหมายเป็น ความเรียงใต้ตาราง หรือแผนภูมิ การแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลควรแปลเฉพาะ ประเด็นท่ีสาคัญหรือข้อค้นพบ เด่นๆ และไม่ควรดีความหรือขยายความเพิ่มเดมิ การนาเสนอผล การวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างตารางควรมีขอ้ ความ นาเพ่อื เช่อื มโยงใหเ้ ห็นความต่อเนื่องกบั สงิ่ ที่นาเสนอไปแลว้ และการเขียนหวั ตารางต้องเขียนให้ชัดเจน บอกลาดับ ตาราง ตามดว้ ยหวั ข้อตาราง อย่างไรก็ ตามอาจจดั ลาดบั การนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ดงั นี้ 2.1 แสดงตารางที่อธิบายลักษณะเบ้ืองด้นของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา ประสบการณ์ ฯลฯ 2.2 แสดงตารางตามลักษณะของตัวแปลตามกลุ่มตวั อย่างที่จัดเกบ็ มาได้ 2.3 แสดงตารางผลการวเิ คราะหต์ ามลาดบั สมมติฐานหรอื วัตถุประสงคข์ องการวิจัยท่ตี ั้งไว้ สรุป สถิติเป็นท้ังศาสตร์และวิธีการของการจัดกระทาข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อสรุปเชิงปริมาณสาหรับ แปล ความหมายและสรุปเป็นข้อค้นพบ สถิติสามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยจัดประเภท/ ระเบียบ/ นาเสนอ/ วิเคราะห์ ขอ้ มลู และช่วยตดั สนิ ใจเชงิ สรุปภายใต้สถานการณ์ท่ไี มแ่ นน่ อน เม่ือพิจารณาถึงบทบาทและหน้าท่ีของสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถจาแนกสถิติ ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive Statistic) ท่ีมุ่งเสนอสารสนเทศเพ่ือบรรยายสรุปลักษณะของตัว แปรในกล่มุ ตวั อย่างหรือประชากร กบั สถติ เิ ชงิ สรุปอา้ งองิ (Inferential Statistics) ท่ี ศกึ ษาข้อมูลจากกลุม่ ตัวอยา่ งหรอื คา่ สถิติเพ่ือมงุ่ สรุปอ้างองิ ถึงลักษณะของประชากรหรือ ค่าพารามิเตอร์ การทดสอบนัยสาคัญทางสถิติ เป็นการสรุปผลท่ีได้จากการศึกษาหรือวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง วา่ มนี ยั พอที่จะปฏิเสธสมมติฐานท่ีตงั้ ไวเ้ กย่ี วกบั ประชากรได้หรอื ไม่ องคป์ ระกอบสาคัญ ในกระบวนการทดสอบความมีนัยสาคญั ทางสถิตปิ ระกอบด้วย สมมติฐานทางสถิติ ระดับนัยสาคญั การ เลอื กสถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการทดสอบ ทศิ ทางของการทดสอบ และความคลาดเคลือ่ นของ การทดสอบ การออกแบบสถิตใิ นการวิจยั น้ันเกี่ยวข้องกับการเลอื กใชส้ ถติ สิ าหรบั การวิเคราะห์ข้อมลู การเลือกใช้ เทคนคิ ทางสถิติท่เี หมาะสมสาหรบั การวิจยั ทางสงั คมศาสตร์น้นั จะตอ้ งสนองตอบตอ่ วตั ถุประสงค์ของการวิจัย หรอื เปา้ หมายของการวิจัย (Research Goal) ตลอดจนจะตอ้ งสอดคลอ้ ง กบั การออกแบบการวดั (Measurement Design) และการออกแบบการลมุ่ ตวั อย่าง (Sampling Design) ดงั น้นั การเลือกใชส้ ถติ ทิ ่ี เหมาะสมสาหรับการวิจัยจงึ ต้องพจิ ารณาถึงเป้าหมายของการวิจยั ลกั ษณะของตวั แปรท่ีศกึ ษา ลกั ษณะของ ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างตลอดจนตอ้ งมพี ้นื ฐานความรู้ทาง สถิตศิ าสตร์ จงึ จะสามารถตัดสนิ ใจเลือกใชส้ ถิตไิ ด้ อย่างเหมาะสม
101 องค์ควำมรสู้ ู่กำรปฏิบตั ิ (ใบงำนแบบฝกึ ) จากการศึกษาความรเู้ กยี่ วกับการใช้สถิติเพื่อการวเิ คราะห์ข้อมูลแลว้ ขอให้ท่านนาความรู้ มาปรับใชใ้ นการตอบคาถาม ต่อไปน้ี 1. มาตรการวัด หรอื ระดับของการวดั ขอ้ มลู มีกีร่ ะดบั ระดบั ใดบา้ ง พร้อมยกตวั อยา่ งขอ้ มูลการวดั ในแต่ละระดับและสถติ วิ เิ คราะห์ที่ใช้ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
102 2. ขอให้ทา่ นพิจารณาตัวอย่างงานวิจยั แล้วตอบคาถามตอ่ ไปน้ี ชื่อเร่ือง การศึกษาการปฏิบัติงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียน ประถมศึกษา สงั กัดสานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาแห่งหนง่ึ มีจุดมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อทราบระดับการปฏิบัติงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน กับชุมชน เพ่อื เปรียบเทยี บการปฏิบตั ิงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรยี นกับชุมชนของผู้บริหาร โรงเรยี นประถมศึกษา ตามตัว แปร อายุ ประสบการณ์ และเพื่อทราบข้อเสนอแนะในการปรับปรุง การปฏิบัติงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน กบั ชุมชนของผบู้ ริหารโรงเรยี นประถมศกึ ษา กลมุ่ ตวั อย่างเป็นผบู้ ริหารโรงเรียน จานวน 300 คน เคร่ืองมือท่ีใช้เป็นแบบสอบถามแบ่ง ออก เป็น 3 ตอน ตอนท่ี 1 เกีย่ วกับข้อมลู พืน้ ฐาน ประกอบด้วย เพศ อายุ และประสบการณ์ ทางาน มีลักษณะเปน็ แบบ ตรวจสอบรายการและปลายเปดิ จานวน 3 ข้อ ตอนที่ 2 มลี กั ษณะเปน็ แบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จานวน 20 ข้อ และตอนท่ี 3 เป็นข้อเสนอแนะ มีลกั ษณะ เป็นแบบปลายเปิด - การนาเสนอการวิเคราะห์ข้อมลู ควรจะแบ่งออกเป็นจานวนกตี่ อน และแต่ละตอนใช้สถิตใิ ดบา้ ง
103 ช่อื เร่อื ง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน มจี ดุ ม่งุ หมายของการวิจยั เพ่ือเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนสาระการเรยี นรู้ คณิตศาสตร์ เร่ือง เศษส่วน กอ่ นและหลังการเรียนดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนการสอนดว้ ยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน กล่มุ ตัวอย่างเป็นนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ปีการศึกษา 2554 จานวน 30 คน เครือ่ งมือที่ใชเ้ ป็น แบบทดสอบสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เร่ืองเศษส่วน แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ และแบบสอบถาม ความพงึ พอใจต่อการจดั การสอนดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน มีลกั ษณะแบบมาตราสว่ นประมาณค่า 5 ระดบั จานวน 15 ข้อ - การนาเสนอการวิเคราะหข์ ้อมูลควรจะแบง่ ออกเป็นจานวน
104 ตอนที่ 4 กำรเขียนรำยงำนกำรวิจยั 1. ควำมนำ การเขียนรายงานทางการวิจัยเป็นท้ังศาสตร์และศิลป์ซึ่งมีเนื้อหาหลักเกณฑ์ ระบบและระเบียบวิธีท่ี แน่นอน มีเหตุมีผล การเขียนต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายสาขาวิชาและต้องมีความรอบรู้ มีประสบการณ์และ ทักษะ รวมท้งั ต้องหมน่ั ฝึกฝนการเขยี นอยู่เปน็ ประจา จงึ จะเขียนดี มีคุณภาพ รายงาน (Report) โดยทว่ั ไป หมายถึง เร่ืองราวที่เรียบเรยี งขึ้นใหม่อย่างมรี ะบบ ระเบียบ กฎเกณฑต์ าม สากลนิยม รายงานอาจแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. รายงานทั่วไป ประเภทนี้เน้ือหาจะเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือข้อคิดเห็นของบุคคลเกี่ยวกับเหตุการณ์ ความเคลอ่ื นไหวและผลการปฏบิ ัติงานต่าง ๆ เช่น รายงานประจาปขี องหนว่ ยงานและส่วนราชการ รายงานผล การปฏบิ ัติงานตามโครงการ รายงานการประชุม รายงานผลการสมั มนา เปน็ ตน้ 2. รายงานเชิงวิชาการหรือรายงานทางการวิจัย ประเภทน้ีเป็นรายงานทีไ่ ด้จากการศกึ ษา คน้ คว้า วจิ ัย ซ่ึงตอ้ งจัดทาอยา่ งมีระบบ ระเบยี บ มเี หตุผล ตรวจสอบได้ มีลักษณะเปน็ วิทยาศาสตร์ เนอื้ หาสาระของรายงาน มงุ่ เสนอแตผ่ ลทไ่ี ด้จากการศกึ ษาคน้ คว้าเป็นหลกั ไมม่ กี ารต่อเตมิ เสรมิ แตง่ ความรสู้ กึ นกึ คดิ ของผรู้ ายงานรวม ไปด้วยแต่อย่างใด เสนอผลตรงไปตรงมา ได้ผลอย่างไรกน็ าเสนอไป อย่างน้ัน สาหรับเอกสารฉบับนี้คาว่ารายงานจะหมายถึงเฉพาะ รายงานทางการวิจัยและจัดทาข้ึนเพื่อส่งเสริม ความร้คู วามเข้าใจการเขยี นรายงานวิจยั เทา่ นัน้ ผู้จดั ทาหวังเปน็ อยา่ งย่ิงวา่ ผ้อู ่าน ทกุ ทา่ นคงจะได้ความรู้ ความเข้าใจและเกดิ ทักษะกระบวนการเขยี นได้พอสมควร 2. หวั ข้อเร่ืองย่อย 2.1 ความสาคญั ของรายงานการวิจัย 2.2 ลักษณะของรายงานการวิจยั 2.3 โครงสรา้ งของรายงานการวจิ ัยโดยทั่วไป 3. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 3.1 อธิบายความสาคัญของรายงานการวจิ ยั ได้ 3.2 อธิบายลักษณะของรายงานการวิจัยได้ 3.3 บอกโครงสร้างของรายงานการวิจัยโดยท่วั ไปได้
105 4. องค์ควำมรู้ ควำมสำคญั ลกั ษณะ และโครงสรำ้ งของรำยงำนกำรวจิ ัย แนวคดิ 1. รายงานการวิจยั เป็นสอ่ื ระหว่างผู้วิจยั กับลูกค้าหรอื ผสู้ นใจงานวิจัย เปน็ ส่อื ท่ีก่อให้เกิดการขยาย ขอบเขตขององค์แหง่ ความรูใ้ นศาสตรส์ าขาตา่ ง ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับหรอื พัฒนาวิชาชีพ 2. รายงานการวิจัยเป็นเอกสารท่ีผู้วิจัยเรียบเรียงขึ้นเพื่อบอกเล่าให้ผู้สนใจได้รับทราบ กรอบ ความคดิ ในการวิจยั แนวทางในการดาเนินการวิจัย และผลลพั ธ์หรือขอ้ คน้ พบท่ีไดจ้ ากการวิจยั เป็นการบอกเล่าสิ่ง ทีไ่ ด้ดาเนินการไปแลว้ 3. รายงานการวจิ ยั โดยทว่ั ไปจะประกอบดว้ ย 3 สว่ นหลกั คือ (1) สว่ นหนา้ (2) ส่วน เน้ือหาและ (3) ส่วนอ้างอิง สาระในแต่ละส่วนจะประกอบด้วย รายการต่าง ๆ ท่ีมีความเป็น มาตรฐานสากล เป็นที่ตกลงและ รับทราบตรงกนั ระหว่างนักวจิ ัย ควำมสำคญั ของรำยงำนกำรวิจยั รายงานการวิจยั มคี ุณคา่ หรือมคี วามสาคญั ในหลายลักษณะทส่ี าคัญๆ สรุปไดด้ งั นี้ 1. เป็นสื่อกลางระหวา่ งผู้วิจัยกับลูกคา้ (Audience) หรอื ผู้สนใจงานวิจัย ทาให้ลูกค้า หรอื ผู้สนใจไดร้ ับทราบกรอบความคิด วิธีการและผลลัพธท์ ี่ได้จากการวจิ ัย ทาให้ไมเ่ กิดการวิจยั ซ้าซ้อน และมผี ้รู ่วม รับทราบผลงานวิจัยมากข้ึน อีกทั้งลูกค้าท่ีเป็นนักวิจัยมือใหม่จะมีโอกาสศึกษา วิธีการวิจัยหรือรูปแบบในการวิจัย มากข้นึ 2. รายงานการวิจัยก่อให้เกิดการขยายขอบเขตขององค์แห่งความรู้ (Body of knowledge) ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ ศาสตร์สาขาใดก็ตามท่มี ีนักวิจัยที่มคี วามรู้ ความสามารถคอยผลติ ผลงานวิจัย อย่างต่อเน่ืองสม่าเสมอและหลากหลาย ประเด็นข้อสงสัยในศาสตร์นั้น ๆ ก็จะได้รับความกระจ่างมากขึ้น ๆ ตามลาดบั 3. รายงานการวิจยั ก่อให้เกิดการยกระดบั หรอื พฒั นาวิชาชีพต่าง ๆ ให้มมี าตรฐานสูงขนึ้ เรื่อย ๆ กล่าวคือ ถ้าผู้รับผิดชอบงานรุ่นแรกๆ มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนารูปแบบการทางาน โดยมีการ เขียนรายงานการวิจัยท้ังไว้สาหรับผู้รับผิดชอบรุ่นหลัง ๆ ได้ศึกษาค้นคว้า จะทาให้ ผู้รับผิดชอบงานรุ่นหลัง ๆ มี ความรู้ มีเทคนิคหรือรูปแบบในการทางานท่ีมีคุณภาพมากยิ่งข้ึน เช่น ผู้บริหารสถานศึกษาแห่งหน่ึงได้ทาการวิจัย และพัฒนา (Research and development) เร่อื ง “รูปแบบการสรา้ งนักวิทยาศาสตร์ร่นุ เยาว์” โดยเขียนรายงาน เล่าความเป็นมาของปัญหา อธิบายกรอบความคิดและรูปแบบกิจกรรมท่ีจัดกระทาเพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่น เยาว์ (Treatment) พร้อมท้ังนาเสนอผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองรูปแบบท่ีคิดพัฒนาข้ึนไว้อย่างชัดเจน ในกรณี เช่นน้ีผู้บริหาร สถานศึกษา ยุคปัจจุบันมีโอกาสได้รับรู้เทคนิคหรือรูปแบบการพัฒนางานมากขึ้นและหากมีโอกาส ได้ บริโภคผลงานในลักษณะดังกลา่ วอย่างหลากหลาย ลลี าการบริหารงานก็จะสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ตอ่ การ
106 พัฒนางานเป็นทวคี ูณ โดยสรุป “รายงานการวิจยั ” เป็นสอื่ กลางท่ีก่อให้เกิดการบริโภคผลงานวิจัย กลุ่มลกู ค้าของ งานวิจัยจะ มโี อกาสไดร้ ับทราบกรอบความคดิ วิธีการและผลลัพธ์จากการวิจยั ก่อให้เกิดการขยายขอบเขตขององคแ์ หง่ ความรู้ และจะมีผลในการพัฒนาวชิ าชพี ใหม้ ีมาตรฐานสงู ขึน้ ลักษณะของรำยงำนกำรวิจัย รายงานการวิจัยเป็นสื่อเอกสารท่ีนักวิจัยเรียบเรียงขึ้น มีจุดประสงค์เพ่ือบอกเล่าให้ผู้สนใจ ได้รับทราบ ที่มาของปัญหา กรอบความคิดในการวิจัย วิธีดาเนินการวิจัยและผลลัพธ์หรือข้อค้นพบที่ได้ จากการวิจัยเป็นสื่อท่ี บอกเลา่ ถึงสิง่ ท่ไี ด้ดาเนนิ การไปแล้ว ภาษาท่ีใชใ้ นรายงานการวิจยั เป็นประเภท ประโยคอดีตกาล (Past tense) รายงานการวิจัย (Research report) แตกต่างจากตารา (Text book) ท้ังในแง่วัตถุประสงค์และวิธีการ เรียบเรียง กล่าวคือ ตารามีจุดประสงค์เพ่ือนาเสนอเนื้อหาสาระ หรือเน้นด้านเนื้อหาสาระในขณะท่ีรายงานการ วิจัยจะเน้นการบอกเล่าท่ีมา กรอบความคิด วิธีการวิจัยและผลลัพธ์ ที่ได้จากการวิจัยในด้านวิธีการเรียบเรียงน้ัน ตาราแตล่ ะเลม่ จะแบ่งเปน็ บทหรือเปน็ หน่วย โครงสร้าง การเรยี บเรียงแต่ละบทหรอื แต่ละหน่วยจะคล้ายคลึงกันจะ แตกต่างกันเฉพาะด้านเน้ือหาสาระ เช่น ตาราทาอาหาร บทท่ี 1 เรื่อง อาหารคาว บทท่ี 2 เรื่องอาหารหวานมี ความเป็นเอกภาพภายในบทสูง ระหว่างบทอาจมีน้อยหรือมีความสัมพันธ์กันน้อย ในขณะท่ีรายงานการวิจัยมี ความเป็นเอกภาพ ภายในบทและโดยภาพรวมสงู และมคี วามสัมพันธส์ อดคล้องระหว่างบทสูงดว้ ย โดยสรุป รายงานการวิจยั มลี กั ษณะท่สี าคญั ๆ ดงั นี้ 1. เปน็ เอกสารทผ่ี ู้วิจยั จดั ทาขนึ้ เพอ่ื บอกเลา่ สิ่งทไ่ี ด้ดาเนนิ การแล้วเผยแพร่ใหผ้ สู้ นใจทราบ 2. ประโยคภาษาท่ปี รากฏในรายงานการวจิ ัยจะเป็นประโยคอดตี กาล 3. สาระของรายงานการวิจัยแต่ละบทจะแตกต่างกันแต่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน “ ทุกบทจะ กลา่ วถึงหรอื เก่ียวกับประเด็นปญั หาวิจัยเดยี วกนั แต่พดู ในมติ ิท่แี ตกตา่ งกัน” โครงสรำ้ งของรำยงำนกำรวจิ ัยโดยทัว่ ไป การออกแบบรายงานการวิจัยหรือการกาหนดโครงสร้างของรายงาน สามารถดาเนินการได้ หลาย รูปแบบ มีความหลากหลายในลักษณะเดียวกับประเภทของการวิจัย รายงานการวิจัยแต่ละ ประเภทหรือแต่ละ เรื่อง อาจมีกรอบโครงสร้างหรือจดุ เน้นในการเรียบเรียงที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามเพื่อประโยชน์ในการส่ือสารให้ เข้าใจตรงกันระหว่างนักวิจัย จึงมีแนวปฏิบัติในการเขียนรายงานการวิจัยที่ค่อนข้างจะเป็นสากล เป็นท่ียอมรับ ตรงกนั
107 โครงสร้างการเขยี นรายงานการวิจัยทเ่ี ปน็ แบบสากลท่ัวไป ทมี่ กั จะพบเห็นบ่อย ๆ จะ ประกอบดว้ ย ส่วนตา่ ง ๆ ดงั ภาพประกอบ 13 โครงสรา้ งของการรายงานการวจิ ยั ส่วนนา สว่ นเนอ้ื หา ส่วนอา้ งองิ ประกอบดว้ ย ประกอบดว้ ย ประกอบดว้ ย -ปกหนา้ บทที่ 1 บทนา -บรรณานกุ รม -ปกใน -ภาคผนวก -บทคดั ย่อ -ความเปน็ มาและความสาคัญ -ตวั เคร่ืองมือเกบ็ รวบรวม -กิตตกิ รรมประกาศ ของปญั หา ข้อมลู -สารบญั -ตัวอยา่ งการวเิ คราะห์ข้อมูล -สารบัญตาราง -วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย -รายนามผู้ทรงคณุ วิท่ชี ว่ ย -สารบัญภาพ -ขอบเขตของการวิจยั ตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ -สมมตฐิ านการวิจัย(ถ้ามี) วิจัย -นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ ฯลฯ -ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ ับ บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กีย่ วข้อง บทท่ี 3 วิธดี าเนินการวิจัย บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผลและ ข้อเสนอแนะ ภำพประกอบ 13 โครงสรา้ งของการรายงานการวจิ ยั
108 การเรียบเรยี งรายงานการวิจัยแต่ละเรอื่ ง แตล่ ะประเภท ผู้วิจยั อาจปรบั โครงสร้างของ รายงานให้มี ความเหมาะสม เช่น ในการเขียนรายงานการวจิ ยั และพฒั นาชุดฝึกอบรมหลกั สูตร “การ ประเมนิ โครงการ” ผู้วจิ ัย ได้กาหนดช่ือเร่อื งและกาหนดโครงสรา้ งของรายงาน ดังนี้ ช่อื เรอ่ื ง : รายงานการวิจยั และพฒั นาชดุ 'ฟกิ อบรมหลกั สตู รการประเมนิ โครงการ ตอนที่ 1 ความเป็นมาและวตั ถปุ ระสงค์ของการพัฒนาชดุ ฝึกอบรม ตอนท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎแี ละหลกั การที่ใช้เป็นกรอบแนวทางในการพฒั นาชดุ ฝึกอบรม ตอนที่ 3 ขัน้ ตอนการพัฒนาชุดฝึกอบรม 3.1 การพฒั นาชดุ ฝกึ อบรมตน้ แบบ 3.2 การทดลองใชช้ ุดฝกึ อบรมกับกลุม่ เป้าหมาย ตอนท่ี 4 สรุปผลการพัฒนา 4.1 ลักษณะของชุดฝึกอบรมที่พัฒนาขน้ั 4.2 ดัชนบี ง่ ชี้คุณภาพของชดุ ฝกึ อบรม สรุปการเขียนรายงานการวิจัย ผู้วิจัยอาจดาเนินการตามกรอบโครงสร้างของรายงานการ วิจัยท่ีเป็น แบบสากลท่ัวไป หรืออาจปรับเปลี่ยนโครงสร้างของรายงานให้เหมาะสมกับลักษณะหรือ ประเภทของการวิจัย อย่างไรก็ตามเนื้อหาสาระของรายงานจะต้องสะท้อนให้เห็นสาระที่สาคัญอย่าง น้อย 3 ส่วน คือ (1) ความเป็นมา ของปญั หาและวัตถุประสงคข์ องการวิจยั (2) แนวทางในการวจิ ยั และ (3) ผลลัพธท์ ีไ่ ดจ้ ากการวจิ ัย หลักกำรและแนวทำงในกำรเรยี บเรียงรำยงำนกำรวิจัย ควำมนำ 1. การเขียนหรือเรียบเรียงรายงานการวิจัยจะต้องคานึงถึงความถูกต้อง ความครบถ้วน สมบูรณ์ ของเนื้อหาสาระ ความเป็นเอกภาพของเนื้อหาสาระแต่ละบท แต่ละตอน และความสัมพันธ์ สอดคล้องกันของ เนอ้ื หาสาระระหวา่ งบท ระหว่างตอน 2. การเขียนหรือเรียบเรียงแต่ละหัวข้อ แต่ละรายการ ผู้เขียนควรคานึงถงึ แนวปฏิบัติ ในการเขียน ท่ีเป็นสากล เปน็ ท่ียอมรบั ในกลุ่มนักวิจยั ทัง้ นี้เพื่อประโยชน์ในการสื่อความหมายให้ตรงกัน อกี ท้ังจะเปน็ ประโยชน์ ในการตรวจสอบ หรอื ตรวจคน้ ขอ้ มลู ได้เป็นอยา่ งดี หัวข้อเรอื่ งย่อย 1. หลักการเรยี บเรียงรายงานการวิจยั โดยท่ัวไป 2. แนวทางการเรียบเรียงส่วนนาของรายงานการวจิ ยั 3. แนวทางการเรียบเรยี งส่วนเน้ือหาของรายงานการวิจัย 4. แนวทางการเรยี บเรียงส่วนอา้ งอิงของรายงานการวิจยั
109 จุดประสงค์กำรเรยี นรู้ 1. เพอ่ื อธบิ ายหลกั การเขียนหรือเรียบเรยี งรายงานการวจิ ัยได้ 2. เพ่ืออธบิ ายเทคนคิ หรอื แนวทางการเขียนหรือเรยี บเรียงรายงานการวิจยั ได้ องคค์ วำมรู้ หลกั กำรเรียบเรียงรำยงำนกำรวิจยั โดยท่ัวไป โดยทั่วไปในการเขียนหรือเรียบเรียงรายงานการวิจัย ผู้เขียนควรยึดถือหลักการ หรือหลัก ปฏิบัติท่ี สาคัญ ๆ ดังต่อไปน้ี 1. เนื้อหาสาระทุกรายการทเ่ี ขียน รวบรวมหรือนามาเรียบเรียงจะตอ้ งมีความถูกต้อง ตามหลักวิชา ท่เี ปน็ ทีย่ อมรับในวงวชิ าการ มีความทันสมยั และสรา้ งสรรค์ อาทิ การใชส้ ถติ ทิ กี่ ลา่ วถงึ ในรายงานการวิจัยมีความถูกต้องทั้งในแงส่ ูตรสถติ ิและข้อตกลงเบ้ืองด้นในการใช้สถิตินนั้ ๆ ขน้ั ตอน การพฒั นาเคร่อื งมือเป็นไปตามแนวปฏิบตั ทิ ีค่ วรจะเปน็ เปน็ ตน้ 2. เรยี บเรยี งให้มีเน้อื หาสาระครบถ้วนสมบูรณ์ ตามกรอบโครงสรา้ งของรายงาน การวจิ ัยทค่ี วรจะเป็นหรอื โครงสรา้ งท่ีเปน็ มาตรฐานสากลดงั ท่ีไดก้ ลา่ วมาแล้วในขา้ งตน้ โดยเฉพาะ อยา่ งย่ิงจะต้องปรากฏรายการที่สาคัญ ๆ ครบถ้วน เช่น ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของ การวจิ ัย ขอบเขตของการวจิ ัย วธิ ีดาเนนิ การวิจยั ซ่ึงจะต้องกล่าวถึงการใชก้ ลุ่มตัวอย่าง การเกบ็ รวบรวมข้อมลู และ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ไว้ครบถว้ นผลการวิเคราะหข์ ้อมลู และสรปุ ผลการวจิ ัย เป็นต้น 3. เน้ือหาสาระในแต่ละบทแต่ละตอนหรือแต่ละเรื่อง จะต้องมีความเป็นเอกภาพหรือ เป็นเร่ือง เดียวกัน อาทิ ในบทที่ว่าด้วยวิธีดาเนินการวิจัยจะประกอบด้วยวิธีดาเนินการวิจัยประเด็นต่าง ๆ เช่น การเลือกใช้ กลุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การนาเสนอข้อมูล ฯลฯ หรือในบทที่ว่าด้วยผลการ วิเคราะห์ขอ้ มลู ก็จะประกอบด้วยผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลใน ลกั ษณะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงคข์ องการวิจยั เป็นต้น 4. เน้อื หาสาระระหวา่ งบท ระหวา่ งตอน จะต้องสอดคล้องสัมพนั ธก์ ันเช่นในบทท่ี 1: บทนา ได้ระบุ วัตถุประสงค์ของการวิจัยไว้ 3 ประการในหัวข้อสมมุติฐานการวิจัยก็ระบุสมมุติฐานไว้ 3 ประการเช่นกัน ในการ นาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในบทท่ี 4 หรือสรุปผลการวิจัยบทที่ 5 ก็ จะต้องนาเสนอข้อมูลและลงข้อสรุปให้ ครบถ้วนอย่างสอดคล้องกันหรือในแง่เนื้อหาสาระ เม่ืออ่านความเป็นมาของปัญหาวัตถุประสงค์ของการวิจัย สมมุตฐิ านการวิจัยและรูปแบบแล้ว จะต้องมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน มองเห็นแนวทางว่าสามารถตอบปัญหาได้ เป็นตน้ แนวทำงกำรเรยี บเรยี งสว่ นนำของรำยงำนกำรวิจัย ส่วนนาของรายงานการวิจัยโดยท่ัวไปประกอบด้วย ปกหน้า ปกใน บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญแผนภูมิและรายการสัญลักษณ์ที่ใช้ในเล่ม โดยในการเขียนหรือเรียบเรียงรายงาน
110 การวิจัยแต่ละเรื่อง อาจมีรายการต่าง ๆ ไม่ครบตามที่เสนอข้างต้น ก็ได้ เช่น ไม่ปรากฏสารบัญตาราง สารบัญ แผนภมู ิหรือสญั ลักษณ์ที่ใช้ เปน็ ตน้ แนวทางการเขยี นหรือสาระท่คี วรปรากฏในแตล่ ะส่วนเป็นดงั นี้ 1. ปกหน้าหรือปกนอก ให้ระบุชื่อเร่ือง ชื่อผู้วิจัย อาจระบุช่ือหน่วยงานท่ีเป็นเจ้าของ ผลงาน ปี พ.ศ. ทที่ าวิจยั รหัสหมายเลขเอกสาร 2. ปกใน โดยทั่วไปจะปรากฏสาระเหมือนปกนอกทุกประการเพียงแต่ใช้กระดาษ เหมือนเน้ือใน ปกติ อาจมีปกในฉบับภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นใดไว้ด้วย ถ้าคาดหวังที่จะ เผยแพร่ผลการวิจัยในวง กว้างย่งิ ข้นึ 3. บทคัดยอ่ เปน็ ส่วนหนึ่งที่กลา่ วถงึ รายงานการวจิ ัยโดยสรุปเกย่ี วกับชอ่ื เร่ือง วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัย วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั แบบยอ่ และข้อคน้ พบจากการวิจยั โดยท่วั ไปแล้วบทคดั ยอ่ ไม่ควรเกิน 2 หนา้ อาจจัดทาบทคดั ยอ่ ภาษาองั กฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นใดไวด้ ้วยในกรณี ท่ีคาดหวงั จะขยายผลในวงกวา้ งยง่ิ ขน้ึ 4. กิตติกรรมประกาศ เป็นหน้าที่แสดงความขอบคุณผูท้ ใี่ ห้ความช่วยเหลอื ในการทา วิจัยจนสาเร็จ ซึง่ ในบางกรณีจะเขียนรวมส่วนน้ไี ว้ภายใตห้ ัวข้อ “คานา” ซึ่งกล่าวถึงทม่ี า วตั ถุประสงค์โดยย่อ และกล่าวขอบคุณ ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ท่ีให้การสนับสนุนการวิจัย เช่น กลุ่มผู้เช่ียวชาญ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย หรือหน่วยงานที่ เก่ียวข้อง เป็นตน้ 5. สารบัญ เป็นบญั ชีตา่ ง ๆ ที่แบ่งเนื้อหาการนาเสนอเปน็ ตอน ๆ เรียงลาดับรายการ ทส่ี าคญั ๆ ท่ปี รากฏในรายงานการวจิ ัย โดยบอกเลขหน้ากากับไว้อย่างชัดเจน เพื่อใหค้ วามสะดวกใน การคน้ คว้า หาอา่ นในหัวข้อเร่ืองทตี่ ้องการศึกษา ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้
111 สำรบญั หนำ้ บทคดั ย่อภาษาไทย ................................................................................................................. ง บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ............................................................................................................ จ กติ ตกิ รรมประกาศ .................................................................................................................. ฉ สารบญั ................................................................................................................................... ช สารบัญตาราง ......................................................................................................................... ฌ สารบญั ภาพ ............................................................................................................................ ญ บทท่ี 1 บทนา.............................................................................................................................. 1 ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา........................................................................ 1 วตั ถุประสงค์ของการวิจยั ............................................................................................. 7 ความสาคัญของการวิจัย .............................................................................................. 7 ฯลฯ 6. สารบัญตารางและสารบัญภาพ สารบญั ตารางจะเป็นหนา้ ที่อยูต่ อ่ จากสารบัญ และมลี ักษณะ เหมอื นกับสารบัญ คือ เปน็ หนา้ ท่แี สดงช่อื ตารางทุกตาราง เรียงลาดับที่ปรากฏในรายงาน การวจิ ัย โดยแยกลาดบั ทข่ี องตารางไวต้ ามบทท่นี าเสนอ เช่น ตารางที่ 1 และ 2 สำรบัญตำรำง ตำรำง หนำ้ ที่ 1 จานวนประชากรที่ใชใ้ นการวจิ ยั ................................................ ........................... 61 2 จานวนกลมุ่ ตัวอย่างท่ีใช้ในการวจิ ัย............................................ ............................ 63 3 ผลการวิเคราะหค์ วามเชอื่ ม่นั ของแบบสอบถาม .......................... ............................ 75 สารบัญภาพ เปน็ หนา้ ต่อจากสารบญั ตาราง ใช้ในการแสดงชือ่ ภาพประกอบทั้งหมด ตามลาดับ โดยใชห้ ลกั เดยี วกนั กับการนาเสนอตาราง คือ ให้แยกลาดับท่ขี องภาพตามบททนี่ าเสนอ ดงั ตัวอย่างนี้
112 สำรบญั ภำพ ภำพประกอบท่ี หน้ำ 1 ความสัมพันธ์ของการพัฒนาชุมชนท่ีเก่ียวข้องกบั กลมุ่ บคุ คล................................... 61 2 บทบาทการพัฒนาชุมชนท่ีอาจารยส์ ถาบันราชภัฏเข้าไปเกี่ยวข้อง .......................... 63 7. สญั ลักษณ์ที่ปรากฏในเล่ม ในบางกรณีนักวิจัยได้ใช้สัญลักษณ์บางประการ เพ่ือส่ือ ความหมาย บางเร่ืองบางประเด็นโดยใช้อย่างคงที่ตลอดทั้งเล่ม ในกรณีเช่นนี้ควรระบุสัญลักษณ์พร้อม บอกความหมายไว้ ล่วงหนา้ ในส่วนนาของรายงานการวิจยั แนวทำงกำรเรยี บเรียงสว่ นเนอื้ หำของรำยงำนกำรวจิ ยั (Body of the report) การเขยี นหรอื เรยี บเรยี งรายงานการวจิ ยั สว่ นเนื้อหาผู้เขยี นควรยดึ แนวปฏิบตั ดิ ังนี้ 1. แนวปฏบิ ัติทวั่ ไปในการเรียบเรียงสว่ นเนอื้ หาของรายการงานวิจยั 1.1 การเขียนรายงานการวิจัยส่วนเน้ือหา ผู้เขียนจะต้องคานึงถึงหลักการที่สาคัญ ๆ คือ เนือ้ หาสาระตอ้ งถูกตอ้ งตามหลกั วชิ า มคี วามครบถ้วนสมบูรณ์ มีความเปน็ เอกภาพของเนอ้ื หาแต่ละบท แต่ละตอน และต้องมีความสอดคลอ้ งสัมพันธก์ นั 1.2 การเขียนเนื้อหาแต่ละบท แต่ละตอน ผู้เขียนจะต้องกาหนดโครงสร้างของบทโครงสร้าง ของตอนให้ชัดเจน รวมทัง้ ในการเรยี บเรียงแต่ละหัวข้อ เชน่ หวั ขอ้ ความเป็นมาและ ความสาคญั ของปัญหา ผูเ้ ขยี น จะต้องวางแผนล่วงหน้าว่าจะแบ่งเนื้อหาสาระเป็นก่ีย่อหน้า หรือกี่ส่วน แต่ละย่อหน้าหรือแต่ละส่วนจะนาเสนอ ความคิดหลัก (Main Idea) อะไร อาทิ ย่อหน้าท่ี 1 หรือส่วนแรกจะกล่าวถงึ สภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอน และข้อมูลสนับสนุน ย่อหน้าท่ี 2 หรือ ส่วนที่ 2 จะกล่าวถึงแนวคิด ทฤษฎีหรือแนวทางการพัฒนาท่ีเป็นไปได้ ย่อ หน้าที่ 3 หรือ ส่วนสุดท้าย จะสรุปกรอบความคิดและสรปุ ปัญหาวิจัยเป็นต้น หลังจากกาหนดโครงสร้างเช่นนแี้ ล้ว จงึ จะลงมือเขยี นในรายละเอยี ด 1.3 เน้ือหาสาระบางส่วนของรายงานการวิจัยจะเป็นการปรับเน้ือหาสาระจาก โครงการวิจัย ในการน้ี ผู้เขียนรายงานการวิจัยจะตอ้ งปรับประโยคภาษาซึ่งในโครงการวิจัยจะเปน็ ประโยคอนาคตกาล (Future tense) เช่น กล่าวว่า “ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจะดาเนินการตาม ข้ันตอน ดังน้ี” เม่ือนาข้อความน้ีมาเขียนใน รายงานการวจิ ยั จะตอ้ งเขยี นเป็นประโยคอดีตกาล (Past tense) ดงั น้ี “ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลได้ดาเนินการตามข้ันตอนดังนี้” 1.4 เพื่อควบคุมให้เนื้อหาสาระแต่ละบท แต่ละตอนมีความเป็นเอกภาพผเู้ ขยี น อาจใช้เทคนิค งา่ ย ๆ ในการควบคมุ เน้ือหาคือ “เขียนใหเ้ ห็นภาพรวมในย่อหนา้ แรกของบทหรือของ ตอน” ดังตวั อย่างการเขียน ย่อหนา้ แรกของบทท่ี 2 ของรายงานการวจิ ัยเรอ่ื ง “รูปแบบการสร้าง นกั วทิ ยาศาสตรร์ ุ่นเยาว์”
113 บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี และงำนวจิ ัยทีเ่ กย่ี วชอ้ ง ในการวิจัยครง้ั น้ี ผู้วิจัยได้ศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎี ตลอดจนงานวิจยั ทเี่ กย่ี วข้องกบั การสง่ เสริมนกั เรียน ใหเ้ ปน็ นักวทิ ยาศาสตร์ โดยไดน้ าเสนอไว้ในที่นจี้ าแนกเป็น 4 ตอน คอื ตอนท่ี 1 : ความสาคัญของบุคลกิ ภาพเชงิ วิทยาศาสตร์ ตอนท่ี 2 : เจตนารมณข์ องหลกั สตู รในการเรียนการสอนวิชาวทิ ยาศาสตร์ ตอนที่ 3 : แนวคดิ เกี่ยวกบั การส่งเสรมิ ให้นักเรยี นมบี ุคลิกภาพเชิงวิทยาศาสตร์ และ ตอนท่ี 4 : งานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการสร้างบุคลกิ ภาพเชงิ วทิ ยาศาสตร์ รายละเอียดในแต่ละตอน เป็น ดังน้ี จากตัวอย่างข้างต้น ในทันทีท่ีผู้อ่านได้อ่านย่อหน้าแรกจะมองเห็นภาพรวมของบท อีกท้ัง ควบคมุ ผู้เขียนให้ดาเนินการตามกรอบท่กี าหนด 1.5 การใชภ้ าษา ถ้อยคาในการเขียนรายงาน จะต้องเป็นภาษาวชิ าการ ไมใ่ ชภ้ าษาพดู มีความถูกต้อง ท้ังลักษณะการใช้ภาษาและถูกต้องในด้านการสะกด การันต์ เขียนประโยค ภาษาให้สั้น กระชับ รัดกุม เป็นภาษาเชงิ เหตุผล ไมใ่ ชถ้ อ้ ยคาสานวนโวหารหรือใช้คาท่ฟี ุ้งเฟอ้ เกนิ ไป 2. จุดเน้นหรอื เทคนิคการเรียบเรียงเฉพาะบท เฉพาะเรอ่ื ง การเรียบเรียงเนื้อหาสาระในแต่ละบท แต่ละเร่ืองมีจุดเน้นหรือเทคนิคการเขียนท่ีผู้เขียนควรคานึง ดงั นี้ 2.1 บทที่ 1 บทนา มรี ายละเอียดต่าง ๆ ทป่ี ระกอบดว้ ย 2.1.1 ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา เป็นการกล่าวถึงความเป็นมา ของปัญหา และความจาเป็นท่ีจะต้องศึกษาวิจัยในเร่ืองน้ันๆ โดยช้ีให้เห็นสภาพปัญหาในทางปฏิบัติ เพ่ือความก้าวหน้าของ วิทยาการในแขนงนั้น ตลอดจนกล่าวถึงปัญหาการวิจัยที่เป็นประเด็นสาคัญท่ีผู้วิจัยต้องการจะหาคาตอบ จะ สะทอ้ นถงึ ความคิดริเร่ิมสรา้ งสรรคข์ องผู้วิจยั 2.1.2 วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย เป็นข้อคาถามทผ่ี ู้วจิ ยั กาหนดเป็นข้อๆ ว่า ต้องการศึกษา ขอ้ เทจ็ จรงิ ใดบ้าง ควรเขยี นให้ชดั เจนว่าต้องการทาวิจัยเพ่อื จุดประสงคอ์ ะไร 2.1.3 ขอบเขตการวิจัย เป็นการกาหนดขอบเขตของประชากร ตัวแปรที่จะ ศึกษาและ ช่วงเวลาท่ีต้องการศึกษาวจิ ัย เพ่ือเป็นกรอบท่ีผู้วิจัยจะศึกษา ในการวิจัยเชิงสารวจจะเน้น เร่ืองการระบปุ ระชากร พร้อมจานวน และการวิจัยเชิงทดลองจะเน้นระบุตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม พร้อมทั้งต้องระบุสมมุติฐานการ
114 วจิ ัยไวอ้ ยา่ งชดั เจน 2.1.4 สมมุติฐานการวิจัย เป็นข้อความคาดคะเนคาตอบของการวิจัย ล่วงหน้า ซ่ึงเขียน บรรยายโดยใช้ภาษาเพ่ือส่ือความหมายให้เข้าใจตรงกัน ลักษณะสมมุติฐานการวิจัยที่ดี อธิบาย / ตอบคาถามได้ ครอบคลุมปัญหาทุกด้าน สอดคล้องกับสภาพท่ีเป็นจริงที่รู้กันทั่วไป ตรวจสอบได้ด้วยข้อมูลที่จะสนับสนุน / คัดค้าน สมเหตุสมผลตามทฤษฎี / ความรู้พ้ืนฐาน สอดคล้อง กับความมุ่งหมายของการวิจัย ง่ายทั้งการใช้ภาษา เหตุผล และวธิ กี ารตรวจสอบ อานาจพยากรณส์ งู อธบิ ายสภาพการณ์คลา้ ยกันได้ 2.1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ เป็นการให้ความหมายของคาสาคัญบางคาที่ปรากฏอยู่ใน รายงานการวิจัยเร่ืองหนึ่งเรื่องใดโดยเฉพาะเพ่ือให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายกรอบ ขอบเขตของคาสาคัญนั้นที่จะ ปรากฏในงานวิจัยตลอดทง้ั เลม่ 2.1.6 ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รับ ผู้วิจยั ตอ้ งตอบคาถามให้ไดว้ ่า เม่ือทาวิจัย เสร็จแล้วเรา จะนาไปใช้ประโยชน์โดยตรงได้อย่างไรบ้าง ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นมาและความสาคัญ ของปัญหา และให้ กล่าวถึงประโยชน์ท่ีเป็นผลตามมาด้วย ฉะน้ันจึงสรุปได้ว่าหลักการเขียนประโยชน์ท่ี ได้รับจากการวิจัย แบ่ง ออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) ประโยชน์ในเชิงวิชาการ คือ ประโยชน์ท่ีได้ค้นพบจาก การทาวิจัยเรื่องน้ี ซึ่งสามารถดูได้ จากวัตถุของการวิจัยว่าเราได้องค์ความรู้อะไรบ้าง และ 2) ประโยชน์ในการนาไปใช้ คือ ประโยชน์สาหรับผู้ที่ เก่ยี วขอ้ งวา่ จะนาผลการวจิ ยั ไปใช้ในดา้ นใดบา้ ง 2.2 บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้อง การเขียนหรือเรียบเรียงบทท่ี 2 นอกจากจะดาเนินการตามกรอบแนวทางที่ว่าด้วย การศึกษา แนวคิด ทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับงานวิจัยด้วยการรวบรวมเอกสารต่าง ๆ (Review literature) โดยผู้วิจัยต้องใช้การ สังเคราะห์และประมวลความรู้ด้วยภาษาการเขียนของผู้วิจัยเองและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องเป็นการนาเสนอ ผลงานวิจัยท้ังของคนไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ที่ทาการศึกษาน้ัน ด้วยการประมวลความรู้ สังเคราะห์ผลการวิจัยและนาเสนอให้เห็นข้อค้นพบ ที่ได้ ท่ีจะนามาใช้ประกอบการศึกษาวิจัยเรื่องน้ัน ๆ และ นักวิจัยจะต้องอธิบายกรอบความคิด โดยสรุปที่เป็นของตนเองหรือวิธีการท่ีนามาทดลอง (Treatment) ในกรณี ของการวจิ ัยเชงิ ทดลองหรือ เล่ารปู แบบวิธดี าเนนิ กจิ กรรมโครงการใน กรณที ีเ่ ปน็ การวิจัยเชงิ ปรมิ าณ ตัวอยา่ ง ในกรณขี องการวิจยั เรอ่ื ง “รปู แบบการสรา้ งนักวิทยาศาสตร์รนุ่ เยาว์” หลักจากไดน้ าเสนอแนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจัยทีเ่ กยี่ วข้องครบถ้วน 4 ตอนแลว้ ผู้เขียนจะต้องสรุป กรอบความคิด หรือ รูปแบบกิจกรรมที่คดิ ข้ึนที่ได้นาไปทดลองอย่างชัดเจน (อนึง่ การเล่ารูปแบบ/ วิธกี ารทดลอง/รูปแบบกิจกรรม ในรายงานการวิจยั บางเล่มได้นาเสนอในบทท่ี 3) 2.3 บทที่ 3 วิธดี าเนนิ การวิจยั 2.3.1 โดยทั่วไปสาระท่ีนามาเขียนในบทน้ีจะปรับปรุงมาจาก “วิธีดาเนินการ วิจัย” ใน โครงการวิจัยแต่ปรับเปล่ียนประโยคภาษาจากประโยคอนาคตกาล เป็นประโยคอดีตกาล กล่าว คือ ภายใต้หัวข้อ
115 กลุ่มตัวอย่างประชากรและวิธีการสุ่มตัวอย่าง การพัฒนาเคร่ืองมือเก็บ รวบรวมขอ้ มูล การเก็บรวบรวมข้อมูล การ วิเคราะห์ข้อมูล จะเป็นการบอกเล่าส่ิงท่ีไดด้ าเนินการ จรงิ ๆ ทผ่ี ่านไปแล้ว โดยให้ระบุผลที่เกิดขึ้นในบางส่วนด้วย ดงั ตวั อยา่ ง กำรพัฒนำเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ในการพัฒนาเคร่อื งมอื เกบ็ รวบรวมข้อมลู ผู้วิจัยไดด้ าเนนิ การดังน้ี 1. ศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎวี า่ ด้วยลกั ษณะของเครอื่ งมอื ท่ดี ี 2. กาหนดตวั แปรหลกั และตัวแปรย่อยท่ีตอ้ งการวดั 3 ............................................................................................................................... 4 .............................................................................................................................. 5. ทดลองใชเ้ ครอ่ื งมือกับนักศกึ ษา 100 คน นาผลมาวเิ คราะหค์ วามเทยี่ ง โดยใช้สูตร ของครอนบาคได้ค่าความเท่ียงเท่ากบั .91 6.................................................................................................................................. 2.3.2 การเขียนภายใต้หัวข้อ “ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประชากร” มีแนว ปฏิบัติที่ ควรคานงึ ดงั น้ี 1) จะตอ้ งอธบิ ายข้นั ตอน หรอื วธิ ีการทไ่ี ดม้ าซ่ึงกลุม่ ตวั อย่างอย่างชดั เจน 2) อธิบายลักษณะของกลุ่มตัวอย่างประชากรที่รวบรวมได้จริงไว้ในส่วนนี้ด้วย เช่น เป็นเพศชายเท่าไร หญิงเท่าไร ตาแหน่งอะไรบ้าง จานวนเท่าไร เป็นต้น “ลักษณะกลุ่มตัวอย่างท่ีรวบรวมได้จริง” ไม่ใชผ่ ลการวจิ ัย ไม่ควรนาไประบใุ นบทที่ 4 วา่ ดว้ ยผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู 3) ในกรณีของงานวิจัยเชิงปริมาณ ท่ีมุ่งประเมินกิจกรรมหรือผลที่เกิด จากโครงการ ในบางคร้ังจะระบุ ผู้ใหข้ ้อมูลหลัก (Key informants) แทนกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งผู้ให้ข้อมูล หลกั ในท่ีน้ีมักจะได้มาอย่าง เจาะจง (Purposive) 4) ภายใต้หัวข้อ “แนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูล” ในกรณีของการวิจัย เชิงทดลอง อาจเล่าวิธีการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ในหัวข้อเดยี วกัน พร้อมทั้งอธิบาย วิธีการควบคุมตวั แปรแทรก ซ้อนหรือตัวแปรเกนิ ตา่ ง ๆ ใหช้ ดั เจนดว้ ยการรวบรวมขอ้ มูลแตล่ ะขน้ั ตอน ใชเ้ คร่ืองมอื ชดุ ไหนในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ใครเปน็ ผ้เู ก็บรวบรวมขอ้ มลู ซ่ึงการรวบรวมข้อมูล ตอ้ งครอบคลมุ วัตถปุ ระสงค์ทต่ี ้องการศกึ ษาทั้งหมด 5) สาหรับการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติท่ีใช้ เป็นส่วนแสดงรายละเอียด เกี่ยวกับการ วเิ คราะห์ข้อมูลทงั้ หมดในการทาวิจัยเร่ืองน้ี ผู้วิจัยอาจแบง่ การวเิ คราะหข์ ้อมูลและสถติ ิทใ่ี ช้เป็น 2 ส่วน ไดแ้ ก่ การ
116 วิเคราะห์ข้อมูลและสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเคร่ืองมือ และการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติท่ีใช้ในการ วิเคราะห์ผลการวิจัย อย่างไรก็ตามงานวิจัยบางเรื่องอาจมีเกณฑ์ในการแปลผลการวิเคราะห์ ผู้วิจัยสามารถเขียน ต่อท้ายจากหัวขอ้ การวิเคราะหข์ ้อมลู และสถติ ิที่ใช้ไดเ้ ลย 2.4 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนบทท่ี 4 จะเป็นการแสดงรายละเอียดการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย ซ่ึงมีแนว ปฏบิ ตั ิที่ควรคานึง ดังน้ี 2.4.1 ควรยึดวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นกรอบในการนาเสนอข้อมูล ในกรณีน้ี ถ้ามี วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 ข้อ การนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลก็ควรจาแนกเป็น 3 ตอนหลัก เพื่อให้สะท้อน ขอ้ มูลตอบคาถามทีละวัตถุประสงค์ 2.4.2 กรณีที่มีสัญลักษณ์ทางสถิติท่ีใช้บ่อยคร้ังในการนาเสนอข้อมูล ควรนิยามหรือให้ ความหมายไวต้ อนด้นบทอกี ครง้ั หน่งึ (แมว้ า่ จะแสดงไวใ้ นส่วนนาของรายงานการ วจิ ัยมาครงั้ หนง่ึ แลว้ กต็ าม) เช่น ในการนาเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ในบทนี้จะปรากฏสญั ลกั ษณต์ า่ ง ๆ ซงึ่ มีความหมายดังนี้ ������̅ หมายถึง ค่าเฉลีย่ เลขคณิตของคะแนน S.D. หมายถงึ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของคะแนน - - หมายถงึ เส้นกราฟแสดงผลการประเมินโดยครู ----- หมายถงึ เสน้ กราฟแสดงผลการประเมินโดยผู้บริหารสถานศึกษา 2.4.3 กรณีท่ีการเสนอข้อมูลประกอบด้วยตารางข้อมูลมากมายและนาเสนอ เป็นตอน ๆ วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั ควรเขียนสรปุ ใหเ้ ห็นภาพรวมของตอนดงั ตัวอย่าง
117 ตอนท่ี 4.3 ผลกำรวิเครำะห์ข้อมลู พฤตกิ รรมของนกั เรยี น ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลเกี่ยวกบั พฤติกรรมท่เี ปล่ียนแปลงไปของนกั เรยี นเพอื่ ตอบวัตถุประสงคข์ อง การ วิจยั ขอ้ ท่ี 3 ปรากฏดงั ตารางที่ 17-20 ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้ (นำเสนอตำรำงที่ 17-20 ทีละตำรำงพร้อมสรุปผลใต้ตำรำง แล้วสรุปอีกคร้ังหนึ่งเม่ือจบ ตำรำงที่ 20 ) โดยสรุป จากตารางที่ 17-20 พบว่า พฤติกรรมเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนปรากฏให้เห็น มากกวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .01 ทงั้ 4 ดา้ น 2.4.4 การแปลผลใต้ตารางในบทท่ี 4 ให้แปลผลในระดับการแปลความ (Translation) เท่านั้น กล่าวคือ แปลความเชิงสถิติเป็นหลัก ไม่ควรตีความ (Interpretation) หรือ ขยายความ (Extrapolation) เพ่ิมเตมิ ในบทนี้ 2.5 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ เป็นส่วนแสดง รายละเอียด เกยี่ วกับบทสรปุ ผลการวจิ ัย อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ ซงึ่ เป็นสดุ ท้ายในส่วนของ เน้ือความ โดยมีหลกั การเขยี น ดังน้ี 2.5.1 เพื่อให้บทท่ี 5 เป็นบทที่มีสาระสาคัญครบถ้วนพร้อมที่จะนาไปปรับ เป็นรายงาน การวิจัยฉบับย่อได้เลย ในการเขียนบทท่ี 5 จึงนิยมกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัยในช่วงต้น พร้อมท้ังบอก วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั โดยยอ่ ในชว่ งกลาง กอ่ นท่ีจะเขยี นสรุปผลการวิจยั อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ 2.5.2 การเขยี นภายใต้หัวข้อ “สรุปผลการวิจยั ” 1) ควรสรปุ ส้นั ๆ กระชบั และสอดคล้องหรือเรยี งลาดับตามวตั ถุประสงค์ของการวิจยั 2) การสรปุ ผลการวจิ ยั เปน็ การแปลผลในระดับการตีความ (Interpretation) ดงั ตัวอย่าง (ตวั อย่างคาสรปุ ผลการวจิ ัย) สรุปผลกำรวิจัย 1................................................................................................................... 2................................................................................................................... 3. กระบวนการฝึกมีผลทาให้พฤตกิ รรมเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเปลี่ยนไปอยา่ งชดั เจน 4................................................................................................................... 3) การเขยี น “อภปิ รายผลการวิจยั ”
118 - การอภิปรายผลการวิจัยเป็นการแปลความในระดับขยายความ (Extrapolation) โดยนาแนวคิด ทฤษฎีหรอื ผลการวจิ ัยต่าง ๆ มาสนับสนุน - การอภิปรายผลการวิจัย ไม่จาเป็นต้องอภิปรายทุกรายการตามข้อสรุปผู้การวิจัย ผู้วิจยั อาจยกประเดน็ ท่ีเปน็ ทนี่ ่าสงั เกต หรือโดดเดน่ หรือประเดน็ ทีป่ รากฏ ข้อสรุปไม่เปน็ ไปตามสมมตุ ิฐานการวจิ ัย (ตัวอยา่ งคาอภปิ ราย) จากผลการวิจยั ทพี่ บว่า............................................................................ .................................. ซง่ึ ไม่เป็นไปตามสมมตุ ฐิ านการวิจัย การที่ไดข้ ้อสรปุ เชน่ น้อี าจเน่อื งมาจาก (1) ........................................ (2) ........................................และ (3) ..................................................................................................... โดยข้อสังเกตทั้ง 3 ประการสอดคล้องกบั แนวคดิ ของนกั จิตวทิ ยาบางท่านคือ 4) การเขยี น “ขอ้ เสนอแนะ” - การเสนอแนะอาจทาได้ 2 ลกั ษณะ คอื เสนอแนะให้นาผลการวิจัย ไปใช้เพอ่ื การ พฒั นางานกับขอ้ เสนอแนะเพ่อื การวจิ ัยต่อไป - การเสนอแนะเพื่อการนาผลวิจัยไปใช้หากเป็นไปได้ควรเจาะจง กลุ่มเป้าหมายท่ี ม่งุ เสนอแนะ - การเสนอแนะทุกกรณีต้องต้ังอยู่บนฐานข้อมูลหรือข้อค้นพบหรือจาก ข้อมูลที่พบ ขณะดาเนินการวจิ ัยและจะต้องมีความเป็นไปได้ พร้อมทงั้ ทางเลอื กหลากหลาย - การวิจยั บางประเภท เชน่ การวิจัยเชงิ สารวจ การวจิ ยั เชิงประเมนิ เพื่อหาข้อมูลมากาหนดนโยบายหรือจุดเน้นในการพัฒนา ข้อเสนอแนะเพ่ือการพัฒนาเป็นสิ่งจาเป็น และมีคุณค่า ยง่ิ จะสะทอ้ นถงึ ความสามารถ ความคดิ ริเริม่ สร้างสรรค์ของผู้วิจัยอย่างชดั เจน แนวทำงกำรเรียบเรยี งสว่ นอำ้ งอิงของรำยงำนกำรวิจยั โดยท่ัวไปเมอื่ กล่าวถึง “ส่วนอ้างอิง” ของรายงานการวจิ ัย ผู้ฟ้งหรอื ผูอ้ า่ นอาจจะนึกถึง การอา้ งอิงในสว่ นของเนอ้ื หาการจดั ทาบรรณานุกรม รวมทั้งการจัดทาภาคผนวกของรายงาน การวิจัย อย่างไรตาม ในที่นี้ผู้เขียนได้จาแนกส่วนประกอบของรายงานการวิจัย เป็น 3 ส่วน หลัก คือ “ส่วนนา” “ส่วนเนื้อหา” และ “สว่ นอา้ งองิ ” ดังน้ัน “สว่ นอา้ งอิง” ในทนี่ จ้ี ะหมายถงึ ส่วนหลังของรายงาน การวจิ ัย การเรียบเรียง “ส่วนอ้างอิง” ของรายงานการวิจัย ผู้วิจัยควรตระหนักควรคานึงหรือ ควรยึดหลักการ แนวคิด และแนวปฏบิ ตั ิ ดงั ตอ่ ไปนี้ 1. การอ้างอิงมีจุดมุ่งหมายหลักให้ผู้อ่านรายงานการวิจัยได้ทราบแหล่งที่มาของแนวคิด ทฤษฎีหรือ
119 ผลงานวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การสืบค้นในรายละเอียดเฉพาะเรื่องต่อไป 2. การอ้างองิ อย่างหลากหลาย สะท้อนถงึ บคุ ลกิ ภาพของนักวจิ ยั ในแง่ของการเป็น นักบรโิ ภคผลงานวิจยั (Research consumer) และนกั วชิ าการทีส่ มบูรณ์แบบ 3. การนาแนวคิดหรือข้อสรุปจากเอกสาร/ตารา ของผู้อื่นมาเรยี บเรียงในส่วนใดส่วนหน่ึง ของรายงาน การวจิ ยั จะตอ้ งอา้ งอิงแหล่งท่ีมาให้ชัดเจน โดยจะมีการนารายชอ่ื เอกสาร/ ชือ่ ผแู้ ตง่ ไปรวบรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของ “บรรณานุกรม” ในขณะเดียวกันจะมีรายการ เอกสาร / ตาราอีกจานวนหนึ่งท่ี ผู้วิจัยได้อ่านหรือศึกษาประกอบในการดาเนินการวิจัยครั้งนั้น ๆ ก็จะถูกนาไป รวบรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของ “บรรณานุกรม” ดว้ ยเช่นกนั 4. การเรียบเรียงบรรณานุกรม (รวมท้ังการอ้างอิงในส่วนของเนื้อหา) ผู้เขียนจะต้องยึด ข้อตกลงหรือ รปู แบบการเขียนอ้างอิงที่เป็นมาตรฐานสากลหรือเป็นแนวปฏิบัติของสถาบันใดสถาบัน หนึ่ง เช่น แนวปฏิบัติของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนวปฏิบัติของมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เป็นต้น ซ่ึงถ้าผู้วิจัยยึดกรอบ แนวปฏิบตั ขิ องสถาบนั ใดแล้ว ควรยึดถือรปู แบบของสถาบนั นั้น ๆ ตลอดทง้ั เล่มของรายงานการวจิ ยั 5. การเรยี บเรียงภาคผนวกของรายงานการวิจยั มีแนวปฏิบัตทิ ี่เปน็ ท่นี ิยมหรือพบเห็นบ่อย ดังน้ี 5.1 รายการที่ควรปรากฏในภาคผนวก คือ สิ่งที่ผู้วิจัยต้องการนาเสนอยืนยัน เพื่อแสดงถึงการ ดาเนินการวิจัยอย่างเปน็ ระบบจริงจัง เป็นการเพิ่มความน่าเช่อื ถือของผลงานวิจัย อีกท้ังจะเปน็ ประโยชน์ต่อลูกค้า ของผลงานวิจยั จะได้แบบอยา่ งหรอื แนวทางการดาเนินงานในบางประการ 5.2 การเรียงลาดับเนื้อหาสาระในภาคผนวก อาจเรียงตามลาดับการเกิดก่อน - หลัง ตาม กระบวนการวจิ ัย อาทิ ภาคผนวก ก. คาสั่งแตง่ ตง้ั คณะทางานรว่ มวิจัย ภาคผนวก ข. เครื่องมือท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ภาคผนวก ค. รายนามผทู้ รงคุณวฒุ ิทช่ี ว่ ยตรวจสอบคณุ ภาพของเครือ่ งมอื วิจยั ภาคผนวก ง. สถิติท่ใี ช้และยกตวั อย่างการคานวณ ภาคผนวก จ. รายละเอยี ดผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ฯลฯ 5.3 ในกรณีท่ีมีรายการเนื้อหาสาระค่อนข้างมาก ไม่เหมาะสมท่ีจะราบรวมไว้ใน ภาคผนวกท้าย เลม่ ของรายงานการวจิ ัย ผู้วิจัยอาจแยกเลม่ เป็นเลม่ “เอกสารผนวก 1” “เอกสารผนวก 2” ฯลฯ 5.4 ประวัติผู้วิจัย จะเป็นส่วนทา้ ยสุดของวจิ ัย ซงึ่ การนาเสนอประวัติผู้วิจัยนนั้ จะเปน็ การนาเสนอ เพียงย่อๆ เพื่อความสะดวกในการติดต่อส่ือสารโดยตรงกับผู้วิจัย ส่วนใหญ่จะระบุเก่ียวกับสถานท่ีอยู่อาศัย หน้าท่ี การงานและประวตั กิ ารศึกษาจนถึงระดับการศึกษาขน้ั สงู สดุ ของผู้วิจัย
120 รูปแบบกำรอำ้ งองิ กำรพิมพ์และกำรจัดรูปเลม่ รำยงำนกำรวิจยั ควำมนำ 1. รูปแบบการอ้างอิงท้ังการอ้างอิงในส่วนของเนื้อหาและการจัดทาบรรณานุกรม มีแนวปฏิบัติที่มี ความเป็นสากลเปน็ ทตี่ กลงกนั ในวงวชิ าการ อย่างไรก็ตามอาจมีความแตกตา่ งกนั บา้ ง ในรายละเอียดของรปู แบบของแต่ละสถาบนั ซง่ึ ผูเ้ ขยี นควรยึดถอื ปฏบิ ัตขิ องสถาบันใดสถาบันหนึง่ 2. การพิมพ์และจัดรูปเล่มรายการวิจัยตามแนวปฏิบัติท่ีเป็นมาตรฐานสากลมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการส่ือความหมายในหมู่นักวิจัยและผู้สนใจงานวิจัยแล้ว ยัง มีผลทาให้ ผลงานวจิ ัยดดู นี า่ สนใจ หวั ข้อเรื่องย่อย 1. การอ้างอิงในรายงานการวิจัย 2. การพิมพ์และการจัดรปู เล่มรายงานการวจิ ัย จดุ ประสงคก์ ำรเรียนรู้ 1. เพอ่ื เขียนอา้ งอิงรายงานการวิจัยได้ตามรปู แบบทีถ่ ูกต้อง 2. เพอื่ บอกแนวปฏิบตั ิในการพมิ พ์และจัดรปู เล่มรายงานการวิจยั ได้ องคค์ วำมรู้ การอ้างอิงในรายงานการวิจัยจะเกิดข้ึนในกรณีที่นักวิจัยได้ศึกษา ตัดต่อ นาเสนอแนวคิด หรือข้อสรุป จากเอกสาร ตารา ของผอู้ ืน่ มาเรยี บเรยี งเปน็ สว่ นหน่ึงหรอื นามาประกอบความคิด ในการดาเนนิ การวิจยั การอา้ งองิ เกดิ ข้ึนได้ 2 ลกั ษณะ คือ 1) แบบแทรกในเนื้อหาและ 2) การเขียนบรรณานุกรม 1. กำรอ้ำงองิ แทรกในเน้อื หำ การอา้ งองิ ในรายงานการวิจยั เกดิ ขึน้ ในกรณีท่ีนักวิจยั ได้ศกึ ษา ตัดตอ่ นาแนวคิดหรือ ขอ้ สรปุ จาก เอกสาร ตาราของผู้อ่ืนมาเรียบเรียงเป็นส่วนหนงึ่ หรอื นามาเป็นกรอบแนวคิดการวิจัยโดยมีหลักการอ้างอิงในการ แทรกเนื้อหาซึ่งพอสรปุ ได้ 2 รูปแบบ ดังน้ี 1) ชอ่ื ผแู้ ตง่ อย่หู น้าขอ้ ความ ใหร้ ะบุ ชอื่ ผูแ้ ต่ง (ปีท่พี ิมพ์ : หน้า ) ต่อด้วยข้อความท่ีนามา 2) ชือ่ ผูแ้ ต่ง อยู่หลังข้อความ เริม่ ดว้ ยข้อความท่ีนามา...(ระบชุ อื่ ผู้แต่ง ,ปที ่ีพิมพ์ : หนา้ ) วิธกี ารระบชุ ื่อผู้แต่ง 1. ช่อื ผู้แต่งคนเดยี ว 1.1 เป็นคนไทย ให้ระบชุ อื่ นามสกลุ เชน่ สุชาติ ประสทิ ธรฐั สินธุ (2543 : 1215) กล่าววา่ ....
121 1.2 เป็นชาวตา่ งประเทศใหร้ ะบุนามสกุล เชน่ ข้อความ ....(Willmarth, 1980 vol. 3) 1.3 เปน็ คนไทยเขยี นหนงั สือเปน็ ภาษาอังกฤษ ใหร้ ะบชุ ื่อ นามสกลุ เชน่ ข้อความ ............... (Yuenyong Rachawong , 1999) 2. ช่ือผู้แตง่ มากกวา่ 1 คน ไมเ่ กิน 3 คนให้ใช้และเช่อื มหนา้ คนสดุ ทา้ ย เช่น มนสั สวุ รรณ,ชาคริต ชมชืน่ และบัญชา แสนทวี (2538 : 21 - 25 )ได้กล่าวถึง ......................... 3. ช่ือผแู้ ตง่ เกิน3 คนให้ระบคุ นแรก แล้วเชอ่ื มดว้ ย และคณะ(คนอื่น ๆ) เช่น โฆษติ ปนั เปียมรัษฎแ์ ละคณะ (2543) กล่าวสรุปไวด้ งั นี้.................................................................... 4. ชือ่ ผแู้ ต่งเปน็ สถาบันหรอื หน่วยงานใหร้ ะบุสถาบนั หรอื หนว่ ยงาน เช่น กรมวิชาการ (2544) ค้นพบวา่ .......... / ข้อความ .............. (สานกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ, 2544) เป็นต้น 5. ช่ือผู้แต่งคนเดียวหลายเล่ม (เร่ือง) ใช้ปีเช่ือม เช่น ข้อความ (บุญเรียง ขจรศิลปี, 2538 , 2540,2543) 6. ช่ือผู้แต่งคนเดียวหลายเล่ม (เร่ือง) ปีเดียวกัน ใช้ตัวอักษรต่อท้ายปี พ.ศ. ข้อความ...(บุญเรียง ขจรศิลป์,2543ก) บญุ เรียง ขจรศลิ ป์ (2543ข) ไดส้ รุปเพมิ่ เตมิ วา่ ... 7. ช่ือผแู้ ตง่ หลายคน หลายเลม่ (เรอ่ื ง) 7.1 เขียนช่อื เรียงตามตวั อักษร ปที ่พี ิมพ์ ใส่เครอ่ื งหมายอัฒภาคคัน่ (;) ข้อความ... (ชาคริต ชม ช่ืน, 2535 ; บญั ชา แสนทวี, 2538 ; เผชญิ กิจระการ,2534) 7.2 เรียงปีท่พี ิมพ์ใส่เครือ่ งหมายอัฒภาคคั่น (;) ข้อความ...(บุญธรรม กิจปรีดาบริสทุ ธิ์, 2534 ; ชาครติ ชมช่ืน, 2535 ; บัญชา แสนทวี, 2538) 8. ไม่ปรากฏช่อื ผแู้ ต่ง 8.1 ใหร้ ะบชุ อ่ื เร่ือง ข้อความ...(ภูมศิ าสตร์แหง่ เอเชยี , 2482:15-16) 8.2 มีบรรณาธกิ าร ให้ระบชุ ือ่ บรรณาธกิ าร ข้อความ...(ทวน วิริยาภรณ,์ บรรณาธกิ าร, 2505) 8.3 หนงั สอื แปล ใหร้ ะบุช่ือเจา้ ของเร่อื ง ข้อความ...(สมทุ คิริโข, 2517) 9. เอกสารทป่ี รากฏในเอกสารอื่นใหใ้ ช้คาว่า อา้ งถงึ ใน (quoted in) ระบชุ อื่ (อา้ งองิ ใน แมน้ มาส ชวลิต, 2509) กล่าวว่า... 10. เอกสารอน่ื ๆ 10.1 รายการวิทยุ โทรทศั น์
122 ข้อความ...(กรมพระยาดารงราชานภุ าพ, โทรทัศน์ ชุด “มรดกไทย”) 10.2 เทป ขอ้ ความ...(ม.ร.ว. คกึ ฤทธ์ิ ปราโมทย์, เทปตลบั ) 10.3 บทความในนิตยาสาร ขอ้ ความ ..... (ลอ้ ม เพง็ แก้ว, 2542:103-105) 11. การสอ่ื สารระหวา่ งบุคคล ขอ้ ความ...(เสนอ อินทรสขุ ศรี, จดหมาย 10 มกราคม 2530) ขอ้ ความ...(กระมล ทองธรรมชาติ, สัมภาษณ์, 5 กันยายน 2529) 12. เวบ็ ไซด์ ช่ือบุคคล/หน่วยงาน/เรอ่ื ง(ปี : ออนไลน์) ตามด้วยข้อความ ขอ้ ความ...(ยืนยง ราชวงษ์,2549 : ออนไลน์) ยนื ยง ราชวงษ์ (2549 : ออนไลน)์ ข้อความ... ข้อความ...(Dale 2004 : Online : 1) 2. กำรเขยี นบรรณำนกุ รม การเขยี นบรรณานุกรม ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั การอ้างอิงในเนอ้ื หาทีป่ รากฏในแต่ละบท มรี ูปแบบการเขียนหลายรปู แบบ ผู้ศึกษาจะเลอื กรูปแบบใด แต่จะต้องเป็นรูปแบบเดียวกันและตอ้ งเขยี นให้ครบทุก เลม่ มขี อ้ ทตี่ อ้ งพจิ ารณา ดงั นี้ 2.1 ข้อมูลที่นามาใช้ ได้แก่ ชื่อผู้แต่ง ช่ือหนังสือ สานักพิมพ์ สถานที่พิมพ์ปีท่ี (อื่นๆ จาเป็น คร้ังที่ พมิ พ์ ชดุ หนงั สอื , ลาดบั ท่ี, จานวนเล่ม, จานวนหน้าทั้งหมด) 2.2 การนาเสนอ 2.1.1 หนังสือ ผ้แู ต่ง. ชื่อหนังสือ.จานวนเล่ม (ถ้ามี) พิมพ์ครั้งท่ี (หนังสือ). ชื่อชุดหนังสอื และ ลาดับท่ี (ถ้า ม)ี จังหวัด ที่พมิ พ์ : สานกั พมิ พ์, ปีทพ่ี ิมพ.์ ถ้าไม่ปรากฏท่ีพิมพ์ให้ใช้คาว่า ม.ป.ท. ถ้าไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ ให้ใช้คาว่า ม.ป.ป. ถ้าไม่ ปรากฏเมอื ง (จังหวัด) ทพี่ ิมพ์ ใหใ้ ชค้ าว่า ม.ป.ม. เชน่ ยนื ยง ราชวงษ์. สนทนำภำษำวิจัย. พิมพค์ รัง้ ท่ี 1, อดุ รธานี : รา้ นเจ็ทพริน้ , 2543. 2.2.2 บทความในหนงั สือ ผู้เขียนบทความ. “ชื่อบทความ” ในบรรณาธิการ, ช่ือเรื่อง, เลขหน้า. จังหวัดที่พิมพ์ : สานักพมิ พ์, ปที ีพ่ มิ พ.์ เชน่ เทียนฉาย กีระนันท์. “การวางแผนและการจัดทาโครงการของรัฐ”. ใน สมหวัง พิธิยา
123 นุวัฒน์ (บรรณาธิการ) รวมบทควำมทำงกำรประเมินโครงกำร, 1-24. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่โรงพิมพ์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2535. 2.2.3 บทความในวารสาร ผเู้ ขียนบทความ. “ชอ่ื บทความ”. ช่อื วำรสำร ปีที่ (เดอื น ปี) : เลขหนา้ . เช่น ประพนั ธ์ จมู คามูล. “เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษดว้ ยเกม”. วำรสำรวิชำกำร 1 (มิถุนายน 2541):45- 51 2.2.4 บทความในหนงั พิมพ์ ผเู้ ขยี นบทความ. “ชือ่ บทความ” ชอ่ื หนงั สือพมิ พ์ ( วนั เดือน ปี) : เลขหน้า. เช่น คึกฤทธ์ิ ปราโมทย,์ ม.ร.ว. “ขา้ วไกลนา”. สยำมรฐั (12 มกราคม 2519) : 3 2.2.5 บทความในสารานุกรม ผเู้ ขียนบทความ. “ ชือ่ บทความ” . ชือ่ สำรำนกุ รม เล่มท่ี (ปที ีพ่ ิมพ์) : เลขหน้า. เช่น วิไลวรรณ ขนษิ ฐานันท์. “ภาษาและอักษรไทย ’’.สารานุกรมไทยสาหรับ เยาวชน!ร (2539) : 139-163. 2.2.6 บทวจิ ารณ์หนังสือในวารสาร ผูเ้ ขียนบท. วิจารณเ์ รือ่ ง. ชือ่ หนังสอื วจิ ารณ์,โดยผู้แตง่ หนังสอื . ชื่อวารสาร ปีท่ี (เดือน ปี ) : เลขหน้า. เชน่ เกศนิ ี หงสนันท์.วจิ ารณ์เรือ่ งกำรวดั ในกำรจดั งำนบคุ คล,โดยสวัสด์ิ สุคนธรังสี. วารสาร พฒั นบรหิ ารศาสตร์ 14 (กรกฎาคม 2517) : 397-381. 2.2.7 วทิ ยานพิ นธ์ ผ้เู ขียนวทิ ยานิพนธ์. ช่อื วทิ ยานพิ นธ์.ระดบั วิทยานิพนธ์ มหาวทิ ยาลยั , ปีที่พมิ พ.์ ยืนยง ราชวงษ์. ควำมต้องกำรกำรวิจัยและเจตคติที่มีต่อกำรวิจัยของ ศึกษำนิเทศก์ ใน สังกัดสำนักงำนคณะกรรมกำรกำรประถมศึกษำแห่งชำติเขตกำรศึกษำ 6. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2537 2.2.8 จุลสาร เอกสารอดั สาเนา หนว่ ยงาน.ชอ่ื เอกสาร.สถานที่ : ป.ี (อดั สาเนา) เชน่ หน่วยศึกษานิเทศก์ สานักงานการประถมศกึ ษาจงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา. รำยงำนผลกำร ติดตำมกำรจัดกำรศึกษำภำคบังคับ 9 ปี (ตำบลนำร่อง) ของสำนักงำนกำรประถมศึกษำ จังหวัด พระนครศรีอยุธยำ ปีงบประมำณ 2544. หน่วยศึกษานิเทศก์สานักงานการประถมศึกษา จังหวัด พระนครศรีอยธุ ยา, 2543. (อดั สาเนา) 2.2.9 การสัมภาษณ์
124 ผใู้ หส้ มั ภาษณ์. ตาแหน่ง (ถา้ มี). สมั ภาษณ์,วัน เดอื น ปี. เชน่ ยนื ยง ราชวงษ์. หัวหนา้ หนว่ ยศกึ ษานเิ ทศก์. สัมภาษณ์, 7 กรกฎาคม 2543 2.2.10 เวบ็ ไซด์ ช่ือบุคคล/หน่วยงาน/เร่ือง. ชื่อบทความ. ช่ือเว็บไซด์. วัน/เดือน/ปีท่ีสืบค้น (เข้าถึงข้อมูล) บคุ คล/หน่วยงาน. ช่ือเร่อื ง. ชอื่ เวบ็ ไซด์. สืบค้นเมื่อวนั ที่ เดอื น ปี. Baker, Fred J. and Mendel Sohn, Jere. Internationalizing Education Though Pacific Rim Eves: The I-poly Approach. http://www.csupomona.edu./fibaker/l-poly/tipoly pacific rim.html. สืบคน้ เม่ือวันท่ี 1 พฤษภาคม 2550. บางหน่วยงาน บุคคล/หน่วยงาน. ซ่ือเร่ือง. วัน เดือน ปีที่ค้นคว้า,ชื่อเว็บไซด์.ปี สานักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. สาระสาคัญ เกี่ยวกับ การพัฒนาระบบราชการไทย. ค้นเม่ือ!รกรกฎาคม 2548,จาก http://nesac.or.th/office/onesac papers/paper 09.php. 2547 Dale R. Knowledge Management : Business Processes Resource Centre. Retrieved January 21, 2005, from http://bpre.Warwick.ac.uk/Kmweb.html.2004. ตวั อย่ำงบรรณำนุกรม กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. กำรวจิ ัยพัฒนำระบบโรงเรียน. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์ คุรุสภาลาดพร้าว ,2536. บุญเรียง ขจรศิลป.ี วธิ ีวจิ ยั ทำงกำรศึกษำ. กรุงเทพมหานคร : ฟิสิกส์เซนเตอร์การพิมพ์, 2530. ยนื ยง ราชวงษ์. สนทนำภำษำวิจยั . พิมพ์ครง้ั ที่ 1. พระนครศรีอยุธยา : ร้านเจ็ทพรนิ้ ,2543 _____________. สถิตทิ น่ี ่ำสนใจ. พิมพค์ ร้งั ที่ 1. พระนครศรีอยุธยา : รา้ นเจท็ พริน้ ,2543. สถาบันวจิ ัยและพฒั นา มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. เอกสำรกำรเรยี นรู้กำรทำวจิ ัยด้วยตนเอง. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 1. นนทบุรี : โรงพมิ พ์มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช,2550. หรอื ตวั อย่ำงบรรณำนกุ รม บญุ เรียง ขจรศลิ ปี. 2530. วธิ ีวิจัยทำงกำรศึกษำ. กรงุ เทพมหานคร : ฟิสกิ สเ์ ซนเตอร์การพมิ พ์. ยนื ยง ราชวงษ์. 2543. สนทนำภำษำวจิ ยั . พิมพ์คร้งั ท่ี 1. พระนครศรีอยธุ ยา : รา้ นเจ็ทพร้นิ . _____________. 2543. สถติ ิทน่ี า่ สนใจ. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1. อดุ รธานี : รา้ นเจ็ทพรนิ้ . สถาบันวจิ ัยและพฒั นา มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช. 2550. เอกสำรกำรเรียนรู้กำรทำวจิ ัยด้วย ตนเอง. พมิ พ์ คร้ังท่ี 1. นนทบรุ ี : โรงพิมพ์มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช.
125 วิชาการ,กรม กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2536. กำรวจิ ัยเชิงพัฒนำระดับโรงเรียน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ครุ ุสภา ลาดพรา้ ว. หรือตวั อย่ำงบรรณำนกุ รม บญุ เรยี ง ขจรศิลปี. (2530). วิธีวิจัยทำงกำรศึกษำ. กรุงเทพมหานคร : ฟิสกิ ส์เซนเตอร์การพิมพ์. ภำคผนวก (เปน็ การนาเสนอรายละเอยี ดตา่ ง ๆ เพื่อเป็นการยืนยนั ว่าผู้ศึกษา/รายงาน/วจิ ัยได้ดาเนินการจรงิ ) ภำคผนวก ก นาเสนอ/นวตั กรรมทงั้ หมด ภำคผนวก ข นาเครื่องมอื ท่ใี ช้เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ท้ังหมด(แบบทดสอบ/แบบสัมภาษณ์ ...... ) ภำคผนวก ค นาเสนอแบบบันทึกคะแนน... ภำคผนวก ง นาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูลตามค่าสถิติต่างๆ ภำคผนวก จ รำยนำมผู้เชีย่ วชำญ และข้อมลู อ่ืนๆ อีกตามทผ่ี ู้ศึกษา/รายงาน/วิจัย เหน็ วา่ มคี วามเหมาะสม เชน่ คูม่ อื แผนการจัด การเรยี นรู้ สรุป การเขียนรายงานการวจิ ัยเป็นกิจกรรมที่มีความสาคญั มาก การวจิ ัยทีไ่ ม่มกี ารเขียน รายงานการวจิ ัย จะไม่ก่อให้เกดิ ประโยชนใ์ ดๆ ตอ่ บคุ คลใดหรือหน่วยงานใดเพราะไมส่ ามารถถา่ ยทอดหรอื เผยแพรผ่ ลจาก การศึกษาคา้ นควา้ น้นั ๆ ไปยังบคุ คลอืน่ ๆ ซ่ึงการเขียนรายงานการวิจัยนัน้ ไม่มแี บบแผนท่แี นน่ อนตายตวั ผู้วจิ ยั สามารถยดึ แบบของสถานศึกษาหรอื หน่วยงานใดก็ได้ แตจ่ ะตอ้ งจดั ทาอยา่ งเปน็ ระบบ แยกเป็นหมวดหมใู่ ห้ชดั เจน ในสว่ นตา่ งๆ ไดแ้ ก่ ส่วนนา สว่ นเน้ือหาและ สว่ นอา้ งอิง ดงั รายละเอยี ดท่ีกลา่ วมาทั้งหมดในขา้ งตน้
126 ตอนท่ี 5 กำรวจิ ยั ในชั้นเรียน โครงสรำ้ งเนอ้ื หำ ตอนที่ 1 ครูกับการวจิ ัยปฏบิ ัติการในชน้ั เรียน ตอนท่ี 2 การวเิ คราะหป์ ัญหาในชัน้ เรียน ตอนที่ 3 การออกแบบการทดลองการใช้นวตั กรรมในการแก้ปัญหา ตอนที่ 4 แนวทางในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลในชน้ั เรยี น ตอนท่ี 5 แนวทางในการวเิ คราะห์ข้อมลู ในช้ันเรยี น ตอนท่ี 6 การเขยี นรายงานการวจิ ยั เชงิ ปฏิบัตกิ ารในช้ันเรียน กรอบควำมคดิ หลัก การวิจัยในชั้นเรยี นเป็นกระบวนการศึกษาค้นควา้ ทเ่ี กย่ี วข้องกับชนั้ เรียน ศกึ ษาในชนั้ เรยี นเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรู้ ความเขา้ ใจแกป้ ัญหาทีค่ รูและหรือนกั เรียนประสบอยู่ หรอื พัฒนาการเรียนการสอน หรือท้ังสามประการ ด้วยกนั วตั ถปุ ระสงค์ 1. สามารถอธบิ ายถึงบทบาทของครใู นฐานะนักวิจัยเชิงปฏิบตั กิ ารในชั้นเรยี นรวมทง้ั สามารถอธิบาย เกีย่ วกับความรู้พืน้ ฐานในการวจิ ยั และประโยชนข์ องการวจิ ัยได้ 2. สามารถเลือกปญั หาการวจิ ัยทจี่ ะทาการวจิ ัยเชิงปฏบิ ตั กิ ารในช้ันเรยี นเพอื่ พัฒนาปรับปรุง และ/ หรือ แก้ไขสภาพการณ์ท่ีประสบอยู่ได้ 3. สามารถเลือก ออกแบบ สร้าง หรอื จัดหานวตั กรรมที่ใช้ในการแกป้ ญั หาใหส้ อดคล้องกบั ปัญหา การวจิ ัยในช้นั เรยี นได้ 4. สามารถเลอื กแบบแผนการวจิ ยั ออกแบบการทดลอง และสามารถดาเนินการทดลองใช้นวตั กรรม ให้สอดคล้องกับลักษณะของปัญหาการวิจยั ในช้ันเรียนได้ 5. สามารถเลือก สรา้ ง และ หาคณุ ภาพเคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ในชน้ั เรียนได้ 6. สามารถเลอื กวธิ ีการวิเคราะห์ข้อมูล และสามารถแปลความหมายการวิเคราะหข์ ้อมูลในชั้นเรยี นได้
127 7. สามารถเขยี นรายงานการวจิ ยั ในชัน้ เรียนได้ถูกตอ้ งตามหลกั การ กิจกรรม กาหนดปัญหาการวิจัยในชน้ั เรยี นและดาเนินการวิจยั ในชัน้ เรียน ครูกับกำรวิจยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ ำรในชั้นเรยี น ครูหรอื ผสู้ อนเปน็ บุคลทมี่ ีความสาคัญมากทส่ี ดุ ในกระบวนการจดั การศึกษา เพราะเน้ือแท้ของการศึกษา คอื กิจกรรมการเรียนการสอนท่เี กดิ ข้ึนระหวา่ งครูกับผู้เรยี น การท่คี รจู ะเป็นบุคคลท่สี ามารถพัฒนาผเู้ รียนใหม้ ี คณุ ภาพไดน้ นั้ ครูจะตอ้ งเรยี นรู้และพัฒนาตนเองอยา่ งต่อเน่ือง โดยตอ้ งปรับบทบาทใหมเ่ ปน็ 2 บทบาท คือ 1) ครใู นฐานะผปู้ ฏิบตั ิการสอนเปน็ หลกั 2) ครใู นฐานะนกั วิจัยเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารในชั้นเรยี นซ่ึงเป็นบทบาทเสริม โดยการสอนและการวิจัยไม่ใช่ส่งิ ทแ่ี ปลกแยกจากกันดงั ท่ีครูเคยเป็น รวมทง้ั จะตอ้ งเปน็ ผู้พัฒนาตน พฒั นางาน หรอื พฒั นาการเรยี นการสอน และพัฒนาผู้เรยี นด้วย การปลกู ฝังสมรรถภาพทางด้านการวิจัยใหก้ บั ครูผปู้ ฏบิ ตั งิ านเพื่อนาผลท่ีได้จากการวิจัยไปใช้ใน การปรบั ปรุงคุณภาพการจดั การศกึ ษานั้นเปน็ เรือ่ งสาคญั ซ่ึงการนาวิธีวจิ ยั มาใช้ในการพัฒนาคณุ ภาพ ทางการศกึ ษาและคณุ ภาพของบุคลากรทางการศกึ ษา โดยเรยี กวา่ เปน็ การวจิ ัยเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารในชั้นเรียน นบั ว่าเปน็ ความพยายามทดี่ ี การวจิ ยั เชงิ ปฏิบัติการในชัน้ เรียน เป็นการวจิ ยั ท่ีดาเนนิ โดยครู ในฐานะเป็น “คนใน” ท่ีเขา้ ถงึ ปญั หา การเรียนการสอนได้อยา่ งลึกซ้ึงและมโี อกาสดยี ง่ิ ทจ่ี ะทาการวิจยั ในขอบเขตเลก็ ๆ ให้กลมกลืนเปน็ ส่วนหน่งึ ของการเรียนการสอนตามปกตไิ ด้ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของหนา้ ทเ่ี พื่อแกไ้ ขปญั หาท่ีเกดิ ขึ้นในชั้นเรยี น เพราะการทาวจิ ัย เก่ียวกบั เรือ่ งใกล้ตัวจะทาให้เกดิ ความเชอ่ื มนั่ ในงานทที่ า มีความผกู พนั กับงานมากขน้ึ และปลกู ฝังการเป็นนักวิจยั ทีด่ ี ดงั นั้นถ้าครูผ้สู อนไดร้ ับการพฒั นา และส่งเสริมใหท้ าวิจัยเชิงปฏิบตั ิการในชน้ั เรียนให้มากขึ้น ย่อมจะส่งผล โดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพของครคู ุณภาพการเรียนการสอน รวมทงั้ ยงั ส่งผลต่อการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา ของชาติอกี ด้วย ครูกับบทบำทเชิงปฏิรูป บทบาทหลักของครู ได้แก่ การเปน็ ผ้วู างแผนการสอน และจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามแนวทาง ทว่ี งการศึกษายอมรับว่าเหมาะสมในการพัฒนาผู้เรียนใหเ้ ป็นไปตามจุดมุ่งหมายของหลักสตู ร ซง่ึ เท่าท่ีผา่ นมาครู มักจะถกู คาดหมายให้เปน็ “ผู้รบั ” แนวคดิ และวิธีปฏิบัตใิ นการเรยี นการสอนทีย่ อมรบั กันว่า “ด”ี ในวงการศึกษา แตล่ ะยุคสมัย
128 ปจั จบุ ันวงการศึกษาได้ตระหนกั ว่า ครูในฐานะผ้ปู ฏิบัติการสอนโดยตรงนา่ จะเปน็ ผทู้ ี่มีศักยภาพดียิ่งกวา่ นกั วจิ ัยและนกั การศึกษาภายนอก ในการริเรมิ่ พัฒนาการเรียนการสอน บนพ้นื ฐานของสภาพการณ์และเงื่อนไข ของห้องเรยี นและนักเรียนท่ีครูรับผดิ ชอบอยู่ โดยอาจจะไม่จาเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบของทฤษฎีหรือแนวทาง ทก่ี าหนดให้โดยผอู้ ืน่ เสมอไป การปฏิรปู การศึกษาตามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กาหนดแนวทางในการจัด การศึกษาไว้ประการหนง่ึ ว่า ในการจดั กระบวนการเรียนรู้ ใหย้ ึดผูเ้ รียนเปน็ ศนู ย์กลาง ท้งั น้ตี อ้ งส่งเสรมิ ใหผ้ ู้สอน จดั บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมทเ่ี อ้ือต่อการเรยี น ใชก้ ารวิจัยเปน็ ส่วนหนง่ึ ของกระบวนการเรียนรู้ ผู้สอนและผูเ้ รียน อาจเรียนไปพร้อมกนั จากแหลง่ ทรพั ยากรการเรยี นรตู้ ่าง ๆ ทัง้ ในโรงเรยี นและในชมุ ชน ตามแนวทางน้ี ครูจะมี เสรภี าพในการจดั การเรยี นการสอนมากขนึ้ ขณะเดียวกนั ถูกคาดหมายใหเ้ ปลี่ยนบทบาทจากครูผู้สอนหนังสือ มาเปน็ ครผู สู้ อนวิธีการเรยี นรู้และทักษะในการแสวงหาความรู้ ซ่ึงการท่จี ะทาตามบทบาทใหม่นี้ได้ ครูจาเป็นต้อง ปฏริ ปู มโนทัศน์ในเร่ืองวธิ ีการเรยี นรู้ของตนเองเสยี ก่อน การส่งเสรมิ เสรีภาพทางการสอนและการปฏิรปู การเรยี นรู้ เปน็ แนวโนม้ ของการปฏิรูปการศกึ ษาท่วั โลก นบั ตง้ั แตท่ ่ี Stenhouse (1975) ไดจ้ ุดประกายแนวคดิ เร่ืองบทบาท ของครใู น “มติครูนักวิจยั ” (teacher – researcher) ขึ้น สองทศวรรษทีผ่ ่านมานับวา่ เป็นชว่ งทีม่ ีความเคล่ือนไหว สาคญั ในการส่งเสริมแนวคดิ นี้ใหแ้ พร่หลาย โดยเปน็ การผสมผสานบทบาทของครใู นสองสถานะ กล่าวคือ 1) ครูใน ฐานะผ้ปู ฏิบัติการสอนซึ่งเปน็ บทบาทหลกั และ 2) ครใู นฐานะนกั วิจยั เชงิ ปฏบิ ตั ิการ ซ่ึงเป็นบทบาทเสรมิ โดยนยั นี้ โลกของการสอน และ โลกของการวจิ ัย จะไมใ่ ชโ่ ลกทแ่ี ปลกแยกจากกันสาหรบั ครูดังท่เี คยเปน็ หากแตจ่ ะผสานเขา้ หากนั มากขน้ึ โลกทัศน์เดมิ ของครู : การสอน การวจิ ยั โลกทศั น์ใหม่ของครู : การสอน การวจิ ยั คาว่า “กำรวิจัย” มกั สื่อความหมายว่าเปน็ เรอื่ งทย่ี ากเกนิ ศักยภาพ อีกท้ังจะเป็นภาระที่หนักเกินไป สาหรับครู จงึ มีคาถามจากครูว่า ครูจะทาการวิจัยได้หรอื ? และถา้ ทาแลว้ จะไดป้ ระโยชน์อยา่ งไร?
129 คาถามแรกทวี่ ่าครูจะทาการวิจัยได้หรอื ไมน่ ั้น คาตอบในชัน้ ต้น คอื ครูมีศักยภาพโดยพ้นื ฐานทีจ่ ะทา การวจิ ัยในชนั้ เรยี นไดเ้ พราะครูเป็นคนใน ที่เขา้ ถึงปญั หาการเรียนการสอนไดล้ ึกซง้ึ และมีโอกาสดยี ง่ิ ที่จะทา การวิจัยในขอบเขตเล็ก ๆ ให้กลมกลนื เปน็ สว่ นหนึ่งของการสอนตามปกตไิ ด้ ถ้าครูได้รับความช่วยเหลอื ใน เรอื่ งวิธกี ารวจิ ัยในข้นั พนื้ ฐาน ก็จะสามารถดาเนนิ การวิจยั ไดอ้ ย่างถูกต้อง สว่ นคาถามที่สองในแง่มมุ ของประโยชนจ์ ากการวิจัยนัน้ เมื่อครูทาการวิจยั ในช้ันเรียนนอกจากจะได้ ประโยชน์ในด้านการปรบั ปรุงการเรียนการสอนโดยวธิ ที ่ีมีระบบมากขนึ้ และใชก้ ระบวนการวิจัยเปน็ สว่ นหน่ึง ของการแสวงหาความรู้ทั้งสาหรบั ครูและนกั เรียน ซ่ึงส่งผลโดยตรงต่อนกั เรยี นโดยสว่ นตัวของครผู ลงานวจิ ัยยงั เปน็ วิถที างในการพัฒนางานวิชาชีพของตนให้ก้าวหน้าย่ิงขน้ึ ซง่ึ จะเปน็ แรงจูงใจทด่ี ีในอาชพี ครู ดังจะเห็นได้จากงาน ของ “ครตู ้นแบบ (master teacher)” หรอื “ครูมืออาชพี (professional teacher)” ผู้ใช้แนวคิดและวิธกี าร ของการวจิ ยั มาเปน็ สว่ นหนง่ึ ในการพฒั นางานสอนและวิชาชพี ของตนได้อย่างกลมกลืน อีกทง้ั ยังถา่ ยทอดสู่เพ่ือน รว่ มวชิ าชีพได้ การวจิ ยั ทีด่ าเนินการโดยครูในระหว่างการสอนนน้ั ย่อมไม่ใชก่ ารวิจัยในระดับหลกั การและทฤษฎี โดยมาก จะจัดเป็นการวจิ ยั ชนดิ “การวจิ ัยเชิงปฏบิ ตั ิการ (action research)” ซ่งึ มชี อ่ื ที่นิยมเรียกในความหมายใกลเ้ คียง กันดังน้ี (Hopkins, 1994 : 41) - การวจิ ัยในชนั้ เรยี น หรอื การวิจัยในห้องเรียน (classroom research) - การวิจัยเชงิ ปฏิบตั กิ ารในชน้ั เรียน (classroom action research, CAR) - การวิจัยของครู (teacher research, teacher – based research) นอกจากนีย้ งั มีคาท่เี กยี่ วขอ้ ง คอื การวิจัยทางการสอน (research on teaching) แตถ่ ้าใช้คานี้จะมี ขอบเขตทกี่ วา้ งกวา่ เพราะแม้วา่ เนอ้ื หาของสง่ิ ทีว่ ิจัยจะเก่ยี วกบั การสอนของครู แตผ่ วู้ ิจัยอาจจะเป็นครหู รือนกั วิจยั ภายนอก อีกท้งั อาจจะเป็นการวิจยั เชงิ ทฤษฎหี รือการวจิ ยั เชิงปฏบิ ตั กิ ารก็ได้ ขน้ึ อยู่กบั ความสนใจและจดุ ประสงค์ ของผวู้ จิ ัย
130 กำรวเิ ครำะหป์ ญั หำในช้นั เรียน ปญั หำและสำเหตุของปัญหำ ปญั หาการเรียนรู้ โดยทวั่ ไปหมายถึง ขัดข้อง ข้อขดั แย้ง หรือสภาพความแตกต่างระหว่างสภาพที่ คาดหวังกับสภาพท่เี ปน็ จริงเกี่ยวกบั การเรียนรูข้ องผเู้ รียนเมื่อสภาพท่ีเปน็ จรงิ หรือผลการเรียนรไู้ ม่สอดคลอ้ งกับ สภาพทค่ี าดหวงั ย่อมเกิดความรู้สึกขัดแย้ง ไม่พึงพอใจ เรยี กวา่ เกิดปัญหาการเรียนรขู้ ้นึ สภาพทคี่ าดหวงั อาจเป็น มาตรฐานหรือจดุ หมายของหลักสูตร หรือจดุ ประสงค์การเรียนรู้ สภาพทีเ่ ป็นจริงอาเปน็ ขอ้ มลู ผลการเรียนรู้ พฤติกรรมคุณลักษณะของผูเ้ รียน หรือสภาพทเ่ี กิดขึ้นจรงิ ของการจัดการเรียนการสอน ถา้ ปรากฏว่าสภาพ การจดั การเรียนการสอน ไมเ่ ปน็ ไปตามมาตรฐานจดุ หมายของหลกั สตู ร หรือจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ แสดงวา่ ไดเ้ กิด ปัญหาการเรยี นรขู้ ้นึ แล้ว ซ่งึ อาจจะนาไปสู่ข้อสงสยั ใครอ่ ยากรู้ หรอื คาถามที่ต้องการจะค้นหาคาตอบของครนู กั วิจยั เช่น ทาไมผลการเรยี นร้จู งึ ไมเ่ ปน็ ไปตามจุดประสงค์การเรียนรูห้ รือมาตรฐาน จะมีวิธีการหรอื รปู แบบ การเรียนรู้การสอนอย่างไรที่จะทาให้เกดิ คุณภาพตามจุดประสงคก์ ารเรียนรหู้ รอื มาตรฐาน คาถามทอ่ี ยากจะคน้ หาคาตอบเหล่านก้ี ็คอื ปัญหาการวิจัย ถ้าหากเปน็ กรณีท่ีสภาพการจัดการเรยี น การสอนจริงเป็นมาตรฐาน หรอื บรรลุตามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ถอื ว่าไม่ไดเ้ กิดปัญหาการเรยี นรู้ แต่อาจนาไปสู่ ข้อสงสยั ใคร่อยากรู้ หรอื คาถามที่ต้องการค้นหาคาตอบของครูนักวจิ ัยได้เช่นกนั เช่น มปี ัจจยั อะไรบา้ งท่ีส่งผล ต่อการเรียนรู้ รูปแบบหรือวธิ ีการเรียนรู้ท่มี ปี ระสิทธิผลควรเป็นอย่างไร คาถามเหลา่ น้กี เ็ ป็นลักษณะของปัญหาวิจยั ปญั หาวิจัย หมายถงึ ประเดน็ ข้อสงสยั หรือคาถามทคี่ รูนักวิจัยต้องการดาเนินการเพ่ือหาคาตอบให้ ถกู ต้อง ตรงกบั ความเปน็ จรงิ ด้วยกระบวนการวจิ ยั ปญั หาวิจัยจะมีลักษณะเปน็ ขอ้ สงสัยของครู นกั วิจัยตอ่ สภาพการณ์ต่าง ๆ ท้ังท่ีเป็นความแตกต่างระหวา่ งสาภพทคี่ าดหวังกบั สภาพท่เี ปน็ จริง นนั่ คอื ไม่วา่ สภาพการณ์ต่าง ๆ จะเปน็ ปญั หาการเรียนรู้ หรือ ไม่เป็นปัญหาตามนัยดังกล่าวขา้ งตน้ ก็ตาม หากครูนกั วิจยั เห็นว่าควรหาคาอธิบายสภาพการณเ์ หลา่ น้นั กส็ ามารถนามาเป็นประเดน็ การวิจัยได้ ความสัมพันธ์ ระหว่างปญั หาการเรียนรู้และปัญหาวิจยั อาจแสดงได้ดังแผนภาพ
131 ไม่มีปญั หำกำรเรยี นรู้ กำหนดปญั หำวจิ ัยเพื่อพฒั นำ ไม่มคี วำมแตกตำ่ งกนั หรอื มคี วำมสอดคลอ้ งกนั สภำพทเี่ ป็นจริงหรอื สภำพทเี่ ป็นอยู่ กำรเปรียบเทยี บ สภำพท่ีคำดหวังหรอื ควรจะเป็น ข้อมลู ผลการเรยี นรู้ สภาพที่เกิดขน้ึ จริง มำตรฐำน จุดหมายของหลกั สตู ร จากการจดั การเรยี นการสอน หรือจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ มคี วำมแตกตำ่ งกันหรอื ไมม่ ีควำมสอดคลอ้ งกนั มีปัญหำกำรเรียนรู้ กำหนดปญั หำวิจยั เพือ่ แกไ้ ขปรบั ปรงุ แผนภำพ 14 แสดงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งปัญหาการเรียนรูแ้ ละปญั หาวิจัย ปญั หาวจิ ยั บางสภาพการณ์เป็นความขัดแย้ง แตบ่ างสภาพการณเ์ ป็นเพยี งข้อสงสยั และบาง สภาพการณเ์ ป็นท้งั ความขัดแย้งและข้อสงสยั ดงั ตวั อยา่ ง สภำพทเ่ี ป็นอยู่ นกั เรยี นไม่ค่อยสนใจเรียน เรยี นแบบท่องจา และผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น วชิ าวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรียนตา่ สภำพทคี่ วรจะเปน็ ประเทศกาลงั ก้าวไปส่สู ังคมเทคโนโลยีและข่าวสารข้อมลู ควรพฒั นานักเรียนใหส้ นใจ วทิ ยาศาสตร์ ให้นักเรียนรู้จกั คดิ และผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนควรอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐาน ของโรงเรียน
132 กำรวิเครำะหป์ ญั หำและวธิ กี ำร ปัญหาทคี่ รูพบในการเรยี นการสอน มกั จะมีอยู่มากมาย ดังน้นั ครผู วู้ จิ ยั จงึ มีข้อไดเ้ ปรียบนักวิจัย ภายนอก เน่อื งจากครมู สี ว่ นร่วมในฐานะเปน็ “คนใน” ในช้ันเรียน จึงเขา้ ใจสภาพโดยพืน้ ฐานของปัญหา สามารถ จัดลาดบั สาคญั ของปญั หาและเลือกปญั หาที่ควรทาการวจิ ัยไดด้ กี วา่ นักวจิ ัยภายนอก อยา่ งไรกด็ ี ครมู ักมีความหนกั ใจในข้ันตอนแรกของการวิจยั กล่าวคอื การกาหนดปัญหาวิจัยให้มี ความชัดเจน รัดกุม และงา่ ยต่อการดาเนนิ การวจิ ยั ในระหว่างการเรียนการสอน การกาหนดปัญหาวจิ ยั เปน็ ขั้นตอน ทย่ี าก ไม่เฉพาะแตน่ กั วจิ ัยมือใหม่เท่าน้ัน แม้แต่นกั วิจัยมืออาชพี ก็ยอมรบั ดังนั้นควรให้เวลากบั ครูในการทา ความเข้าใจสภาของปัญหาและส่ิงทจี่ ะวิจยั ให้ถ่องแทเ้ สยี ก่อน จากจุดเร่มิ ต้นของปัญหาทคี่ รูสังเกตพบ ปัญหามกั จะยงั คลุมเครอื ยากแก่การวางแนวทาง การวิจัย ครผู ู้วิจัยควรทาการวิเคราะห์ปญั หาให้กระจ่าง ซ่งึ ขั้นตอนของการทาความเข้าใจปัญหา เป็นจดุ เร่มิ ตน้ ของกระบวนการแกป้ ัญหาโดยทัว่ ไปนนั่ เอง ในภาษาวจิ ยั อาจเรียกว่า การนิยามปญั หา (defining the problem) คือการตคี วาม สกัดประเด็นของปญั หา ช้สี ถานะของปญั หาให้กระจ่าง ในลาดบั ต่อมา ถา้ ปัญหามคี วามซับซ้อนมาก ควรแยกแยะปัจจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ปัญหาน้นั เพื่อใหเ้ หน็ องคป์ ระกอบและภาพรวมของปญั หาทุกแง่มุม ในลาดับสดุ ท้ายของการวเิ คราะหป์ ัญหา คือ การเลือก ประเดน็ ท่ีจะศึกษาวา่ จะศึกษา องคป์ ระกอบใดหรือปจั จัยใด ท่คี รูผูว้ จิ ยั เห็นว่ามีความสาคญั และมคี วามเหมาะสม ตลอดจนอย่ใู นวสิ ัยท่จี ะทาการวิจัยได้ในขณะนั้นมากที่สดุ บางครั้งต้องการศกึ ษาหลายประเดน็ ท่ีอาจดาเนนิ การ เป็นการวจิ ยั ตอ่ เน่ืองตามช่วงเวลาตา่ ง ๆ ก็ได้ เมื่อเลอื กประเดน็ ไดแ้ ล้วจงึ เขยี นเปน็ คาถามใหช้ ัดเจนที่เรยี กว่า ปญั หาวจิ ัย (research problem) สรุปขัน้ ตอนของกระบวนกำรวิเครำะห์ปัญญำ ปัญหาคอื อะไร ? เกย่ี วข้องกบั เร่ืองใดบ้าง ? จะศึกษาประเด็นใด ? ปัญหาวจิ ยั (โจทย์ทีช่ ดั เจน) คืออะไร ?
133 กำรวเิ ครำะหส์ ภำพปญั หำทเี่ กดิ ขนึ้ ในหอ้ งเรยี น สภาพปญั หาทีเ่ กิดข้นึ ในห้องเรียน คือ ปรากฏการณห์ รือส่ิงตา่ ง ๆ ทเี่ กิดขน้ึ ในห้องเรยี น หรอื สง่ิ ท่ี เกดิ กบั ผเู้ รียนซง่ึ เป็นปญั หาท่ีสง่ ผลให้การเรยี นการสอนไม่บรรลเุ ปา้ หมายตามที่กาหนด ส่งิ ท่ีสังเกตเหน็ ดังกล่าว จะนาไปสู่การกาหนดขอ้ สงสยั ว่า “จะมีอะไรเกิดขึน้ ” “สง่ิ น้ันก่อใหเ้ กดิ ปัญหาอยา่ งไร” ทาไมจงึ เป็นเชน่ นั้น” “ทาไมจงึ ไมเ่ ป็นไปตามที่ควรจะเป็น” “ฉนั สามารถทาอะไรได้บ้าง” ขอ้ สงสัยที่กาหนดในลกั ษณะคาถามที่กว้างนี้ ทาให้ครูเกดิ ความสนใจทจ่ี ะค้นหาคาตอบและทาการศกึ ษาเพ่อื ใหต้ นเองมีความเข้าใจส่งิ ตา่ ง ๆทเ่ี กดิ ขึน้ การวิเคราะหส์ ภาพปญั หาในห้องเรยี นจงึ เป็นขน้ั ตอนสาคัญทคี่ รแู ตล่ ะคนต้องทาการสารวจหรือ ศึกษาว่ามอี ะไรเกิดขึน้ ในหอ้ งเรียนส่งิ น้ันเปน็ ปญั หาหรอื ไม่ และหากสภาพทเ่ี กดิ ขนึ้ ในห้องเรยี นแสดงถึงปัญหา หลายประการที่ต้องการแกไ้ ขครกู จ็ าเป็นต้องจัดลาดับความสาคญั ก่อนหลงั ของปญั หาเหล่าน้นั 1 ประเดน็ ในกำรวิเครำะห์สภำพปญั หำ ครนู ักวิจยั ควรตัง้ คาถามกับตนเองหลังจากสังเกตเหน็ ปัญหาทเ่ี กิดขึ้นในชั้นเรยี นทีต่ นเอง รบั ผดิ ชอบดงั ต่อไปนี้ 1 ปัญหาทเี่ กิดขึ้นคืออะไร 2. ปญั หาทเี่ กดิ ข้นึ เปน็ ปญั หาของใคร 3. ปัญหาทีเ่ กดิ ขึน้ ส่งผลกระทบต่อใครและอะไรบา้ ง 4. ปัญหาทีเ่ กิดขึ้นมีความสาคัญในระดับใดเมื่อเทยี บกับปัญหาอื่นปญั หาใดสาคญั กว่ากัน 5. ปัญหาที่เกดิ ขน้ึ เกีย่ วข้องสัมพนั ธก์ บั ปัญหาหรือเหตุการณอ์ ื่นๆอะไรบา้ งอยา่ งไร 6. ใครคอื ผ้รู ับผดิ ชอบหลักในการแก้ไขปัญหาดงั กล่าวและการแก้ไขปญั หานั้นตอ้ งเกีย่ วข้อง กับใครหรือไม่อยา่ งไร 2. กำรใชป้ ระโยชน์จำกผลกำรวเิ ครำะหส์ ภำพปัญหำ ผลทไี่ ด้จากการวิเคราะหส์ ภาพปญั หานี้นาไปสกู่ ารกาหนดคาถามวจิ ยั ท่ีสอดคล้องกับสภาพการณ์ ท่ีเกิดข้ึนในหอ้ งเรียน ทาใหผ้ ู้วิจัยสามารถตดั สนิ ใจในการวางแผนการวิจัยไดด้ ังน้ี 1. สภาพปัญหาทเี่ กิดขนึ้ นาไปสู่การกาหนดคาถามวิจยั ได้หลายคาถามทีไ่ มเ่ หมือนกัน
134 การวิเคราะหส์ ภาพปัญหาจะทาใหท้ ราบว่าคาถามวิจัยใดมีความสาคญั ทส่ี ุดหรือเรง่ ดว่ นที่สุดทต่ี ้องนามาหาคาตอบ กอ่ น 2. สภาพปญั หาทเี่ กิดข้นึ อาจเกดิ จากนักเรยี นท้ังห้องหรือเกิดกับนกั เรยี นบางคน การวิเคราะห์ปัญหาทาใหผ้ วู้ ิจัยตดั สนิ ใจไดว้ า่ กลมุ่ เปา้ หมายของการศึกษาคร้งั น้ันคือใคร 3. สภาพปัญหาทเี่ กิดขนึ้ บางครงั้ ครคู นเดยี วก็แก้ไขไม่ได้ต้องอาศยั เพ่ือนครูคนอื่น หรือ ผ้เู กยี่ วข้อง หรือนักวชิ าการภายนอกมารว่ มกนั วางแผนการแกไ้ ขปัญหา ดังน้นั ครผู ทู้ ่ีกาลังทาวิจยั จะมีข้อมลู ตัดสิน ว่าในการวจิ ยั นั้นสมควรใชร้ ปู แบบการวิจยั ใดในการทาวจิ ัย จาเป็นต้องเชญิ บคุ คลภายนอกทม่ี ีความชานาญมาชว่ ย ใหค้ าแนะนาหรือไม่ เชน่ การใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผเู้ รียนเป็นศนู ย์กลางหากครไู มร่ ้วู า่ จะจดั การเรียนรู้อย่างไร กต็ ้องระดมความคดิ จากผ้เู กีย่ วข้องทง้ั หมด การวิจัยทเี่ หมาะสมสาหรบั กรณีนี้ ก็จะเป็น การวจิ ัยปฏิบตั ิการร่วมมือ 4.คาถามวจิ ยั บางครัง้ จาเป็นต้องแกไ้ ขในระดบั กว้างหรอื ทาในระดับโรงเรียนไมใ่ ชเ่ ป็น ปญั หาท่แี ก้ไขได้ในชน้ั เรียนนั้น หรือหอ้ งเรียนน้ัน เชน่ ปญั หาในการเรยี นคณติ ศาสตร์หากผเู้ รียนมีพ้นื ฐานออ่ น อนั เน่อื งมาจากการจัดกระบวนการเรยี นรกู้ ่อนหนา้ นน้ั การแกไ้ ขเฉพาะรายบคุ คลไม่ได้ขจัดตน้ เหตุของปัญหา ให้หมดไปได้ อาจจาเปน็ ตอ้ งแกไ้ ขโดยปฏริ ูปการเรยี นรกู้ ารสอนคณิตศาสตรใ์ หม่หมด ลกั ษณะของการวจิ ยั จึงน่าจะเป็นการวิจยั ปฏิบตั กิ ารแบบทาในระดับโรงเรียน 3. กำรต้ังข้อสงสัย ครตู ้องเปน็ คนชา่ งสังเกต แล้วสะท้อนสิ่งท่ีสังเกตเหน็ ตงั้ เปน็ ข้อสงสยั โดยการถามตนเอง ดงั ตวั อยา่ งต่อไปนี้ 1. คณุ มขี ้อสงสยั อะไรบ้างเกีย่ วกับการสอนและการเรยี นรู้ของนักเรียนของคุณ 2. สง่ิ ท่ที าใหค้ ุณสงสยั ว่าเป็นปญั หาในช้ันเรยี นของคุณ เป็นเร่ืองเก่ยี วข้องกับเนอ้ื หาสาระ หรอื การจดั การเรียนการสอน 3. ลักษณะอะไรบา้ งในการเรียนรขู้ องนักเรียนทค่ี ุณอยากทาความเข้าใจใหด้ ขี ้นึ 4. ลักษณะของการสอนอะไรบา้ งทเ่ี ปน็ ปัญหาของคน และทาไมจงึ เปน็ เชน่ นั้น 5. คณุ รูอ้ ะไรบา้ งเกย่ี วกับการสอนของคณุ และเกย่ี วขอ้ งกับการเรียนรู้ของนกั เรยี น ซ่ึงคณุ ต้องการตรวจสอบ
135 วิธกี ำรวเิ ครำะหป์ ญั หำ เทคนิคกำรเขยี นแผนผงั ควำมคดิ ปัญหาในการเรยี นการสอนมักเกี่ยวโยงกันและกนั เป็นลูกโซ่ ซง่ึ ทาให้แยกแยะไดย้ าก ดังนัน้ การเขยี นแผนผงั ความคดิ (mind mapping) จะชว่ ยรวบรวมจดั ระบบความคดิ ของครเู กี่ยวกบั ปญั หาที่จะวิจยั ทาใหเ้ หน็ ภาพชดั เจนข้นึ ว่า ปัญหานนั้ ๆ อยใู่ นระดบั ใด เกี่ยวข้องกับเร่ืองใด เชอ่ื มโยงกัน อยา่ งไรและจุดหรือมมุ ใด ท่จี ะนามาเปน็ โจทย์ในการวิจัย ดังตัวอย่างในภาพ ความรู้ ขาดประสบการณ์ พื้นฐานไม่ ในการทดลอง พอ นักเรียนไมช่ อบ นกั เรยี นขาด ขาดทักษะ เรยี นวิชา ความพร้อม งานกลุ่ม วิทยาศาสตร์ โครงงานวิทยาศาสตรไ์ มไ่ ดผ้ ล ขาดปัจจยั ครูขาดความ สนับสนุน พร้อม ขาดเงินทุน ขาดสถานที่ ครไู ม่พอ ขาดการ นิเทศ ติดตาม ภำพประกอบ 15 แสดงตวั อย่ำงแผนผังควำมคดิ ปัญหำวิจยั
136 จากตัวอยา่ งในภาพครูอาจจะเลอื กบางประเดน็ อยู่ในวิสยั ที่ครจู ะทดลองแกป้ ญั หาได้และต้งั เป็นปัญหา วิจยั ในรปู คาถาม ดงั น้ี 1. นกั เรียนมคี วามพร้อมในการทาโครงงานวทิ ยาศาสตรเ์ พยี งใด ในดา้ นความรู้ประสบการณ์ และการทาโครงงานรว่ มกนั ? - เปน็ คาถามประเภททาความเขา้ ใจ ซง่ึ อาจจะนาไปสกู่ ารวิจัยวิเคราะห์ผเู้ รียน และเนื้อหาวชิ า 2. (ถา้ นกั เรียนขาดความพรอ้ ม) ครจู ะมแี นวทางการเตรยี มความพร้อมให้กับนกั เรียนอย่างไร เพอื่ ให้การทาโครงงานประสบความสาเรจ็ เปน็ คาถามเชงิ ปฏิบัติ แตย่ งั กวา้ งอยู่ จงึ อาจตั้งคาถามให้เฉพาะขึน้ เช่น การใช้กิจกรรมเสรมิ ความพร้อมในการทาโครงงานวทิ ยาศาสตรด์ ว้ ยการผสมผสานวิธกี ารตอ่ ไปน้ี จะทาใหน้ ักเรยี นทาโครงงาน วทิ ยาศาสตรม์ ขี นึ้ หรือไม่ - กิจกรรมศนู ย์การเรยี นเพื่อให้นักเรียนค้นคว้าความรใู้ นเนื้อหาที่เกี่ยวขอ้ ง - การใชแ้ หล่งวทิ ยาการท้องถ่ิน - การพัฒนาวิธีการทางานกลุ่มและนเิ ทศงาน ปัญหาวจิ ยั นีอ้ าจนาไปสู่การทดลองปฏบิ ตั ิเพื่อปรบั เปลี่ยนระบบการสอนวิชาโครงงาน วิทยาศาสตร์ ซ่งึ สิ่งทีท่ ดลองปฏิบตั ิอาจไม่ใช่วิธกี ารสอนท่แี ปลกใหมใ่ นวงการศกึ ษา แต่เปน็ วิธีการทีใ่ หม่ และเหมาะสมกับกรณีนี้ เกณฑก์ ำรคัดเลอื กปญั หำ เมอื่ ผวู้ จิ ยั สามารถแสวงหาปัญหาทจ่ี ะทาการวจิ ัยพบวา่ มีปัญหาต่าง ๆ มากมายท่ีผู้วิจยั ค้นพบ ดังนัน้ การคดั เลือกปญั หาเพ่ือทาการวจิ ยั นั้นมีข้นั ตอน ดังนี้ 1. รวบรวมปญั หาทีพ่ บทั้งหมด 2. นาปัญหาท่ีพบมาจดั เรยี นลาดับความสาคัญและความจาเป็นเรง่ ดว่ น ทจ่ี ะสามรรถดาเนินการวิจยั เพ่ือแก้ปัญหาท่เี กิดข้นึ ได้ 3. พิจารณาเลือกปญั หาทจี่ าเป็นและเรง่ ดว่ น 1 ปัญหา 4. นาปัญหาทเ่ี ลอื กไว้มากาหนดเปน็ ปัญหาในการวจิ ยั หรือเปน็ หวั ขอ้ ในการวิจัย
137 เกณฑ์ในกำรคดั เลือกปญั หำกำรวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั ิกำรในชั้นเรียน ประกำรแรก คือ ความสนใจในปญั หาทจี่ ะดาเนนิ การวิจัยน้ันเปน็ สาเหตสุ าคัญท่ที าใหผ้ วู้ จิ ยั สามารถ ทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขนึ้ ประกำรท่ีสอง คือ ปัญหาทีผ่ ู้วจิ ัยเลอื กหรอื กาหนดเปน็ หวั ขอ้ ในการวจิ ยั ปฏิบตั ิการนั้นจะต้องสามารถ ดาเนนิ การไดโ้ ดยการจัดกระบวนการเรยี นการสอน เพราะเปน็ ปัญหาในช้นั เรียนน้นั ๆ รวมทั้งผู้วจิ ยั จะตอ้ ง พิจารณาในเร่ืองของเวลา งบประมาณท่ใี ช้ในการดาเนนิ การวิจัยด้วย หลกั กำรทส่ี ำม คอื คณุ ค่าของการวจิ ยั การตัดสินคุณคา่ ของการวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารในชนั้ เรยี นนี้ แตกต่าง จากเกณฑด์ ้านคณุ ค่าของการวิจยั ทางการศึกษา เนื่องจากผลที่ได้จากการวิจยั เชิงปฏบิ ัตกิ ารในชัน้ เรียนจะสามารถ นาไปประยุกตใ์ ช้กบั ประชากรกลมุ่ เฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ จะนาไปใช้ได้กบั คนหรือสถานการณท์ ่ีคลา้ ยคลึง กับโครงการวิจัยในชั้นเรียนน้ัน ๆ เทา่ นัน้ จะเกณฑก์ ารพจิ ารณาปญั หาการวจิ ยั ดงั กลา่ ว ประเดน็ สาคัญประการหนง่ึ ของการวิจยั เชิงปฏบิ ัตกิ าร ในช้ันเรียน คอื ควรเปน็ ปัญหำทเ่ี กิดขนึ้ ในชน้ั เรยี นทีค่ รูนกั วิจยั ประสบอยู่และอยู่ในวิสยั ท่คี รแู ต่ละคนสำมำรถ ทจี่ ะแกไ้ ขปัญหำนน้ั ไดด้ ว้ ยกระบวนกำรวจิ ัยเชิงปฏิบัติกำรในชน้ั เรยี น ปัญหาในชนั้ เรียนทส่ี ามารถนาการวจิ ัยเชิง ปฏบิ ัตกิ ารในช้นั เรยี นไปใชแ้ ก้ปญั หาได้แก่ปญั หาที่เกย่ี วกบั เร่อื งตอ่ ไปนี้ 1. วิธกี ารสอนในกรณีท่มี ีการใชว้ ิธกี ารสอนทค่ี น้ พบใหมม่ าสอนแทนวธิ เี ดมิ ท่ใี ชม้ านาน 2. วิธกี ารเรยี น เช่น การนาเอาวิธกี ารเรียนแบบบูรณาการมาใชส้ อนแทนวธิ ีสอนจากคู่มอื ครู 3. การวดั และการประเมินผล เช่น การปรบั ปรุงวธิ กี ารประเมินผลการพฒั นาเคร่ืองมือวัดผล 4. สอ่ื การเรียนการสอน เช่น การพฒั นานวัตกรรมหรือสือ่ การเรียนการสอน 5. เจตคตคิ า่ นิยม ตัวอยา่ งเชน่ การพัฒนาเจตคติทางบวกทม่ี ตี ่อการเรยี นการสอนหรือปรับ ระบบค่านยิ มของนักเรียน 6. ความรู้ความสามารถของครู เช่น การพฒั นาตนเองของครูการฝึกอบรมการปรับปรุงการสอน การพัฒนาวิธีการสอนแบบใหม่ การเพิ่มความสามารถในการทางาน 7. การจดั การและการควบคุมพฤติกรรมของนักเรยี น เช่น เทคนิคในการปรบั พฤตกิ รรม นกั เรียนไมเ่ ข้าแถว เรียนมีพฤติกรรมกา้ วรา้ ว นักเรียนซึมเศร้า นักเรยี นขาดคุณธรรมจรยิ ธรรม
138 กำรเขยี นควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของปัญหำ การเขียนความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา เปน็ การมองปัญหาการวจิ ยั จากภาพกว้างมาสู่ภาพเลก็ เพื่อบอกใหร้ ูว้ ่าปญั หาของการวจิ ยั เร่อื งน้ันคอื อะไร สาเหตุหรือเหตุผลของการทาวจิ ัยนั้น ๆ แสดงใหเ้ ห็นวา่ การวิจัยดงั กล่าวมคี วามเปน็ มาอย่างไร เพราะเหตใุ ดถงึ ต้องทาวจิ ัยเร่อื งนี้แลว้ ขมวดลงสู่วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั เพ่ือให้เห็น ความเชอ่ื มโยงของความคดิ จากปัญหาการวจิ ัยจึงถึงความสาคญั ของปญั หา สามารถแบง่ การเขยี น ออกเปน็ 5 ระดับ ดังน้ี คอื 1. การอธิบายสภาพปัจจุบัน ในประเด็นเรือ่ งทจี่ ะทาการวิจัยโดยมีเหตผุ ลหรอื หลักฐาน ประกอบที่จูงใจใหเ้ ห็นความสาคัญ 2. การนาเข้าสู่ปัญหาการวิจัย เปน็ การกลา่ วถึงปัญหาการวิจัยในภาพกว้างเพอื่ ชักนาใหเ้ ห็น ถงึ ประเดน็ ท่ีจะทาการวจิ ยั 3. ท่ีมาของปัญหาการวิจัย เม่ือตั้งประเด็นการวิจัยแล้วควรอธบิ ายถึงเบ้ืองหลงั ท่ีมาของปัญหา การวจิ ยั เช่นมผี ลการวจิ ยั ท่ีได้ศึกษามาแลว้ อย่างไร มีนโยบายท่เี กย่ี วข้องอย่างไร 4. ปญั หาการวจิ ยั การชใี้ ห้เห็นถึงประเด็นที่แทจ้ รงิ ของเรื่องท่ีจะทาการวิจยั 5. ความสาคัญของปัญหา เป็นการระบุถงึ ความสาคญั หรือความจาเปน็ ทตี่ ้องทาการศึกษา และผลการวจิ ยั ท่ีไดจ้ ะเกิดประโยชนต์ อ่ การจัดการเรียนการสอนอย่างไร หลกั เกณฑ์กำรเขยี นควำมสำคัญของปญั หำ 1. กลา่ วถึงปัญหาอยา่ งชดั เจน ชี้ใหเ้ หน็ ความสาคญั ของปญั หาวจิ ยั นั้น นั่นคือมเี หตผุ ลท่ีทาการวจิ ัย ชดั เจน 2. กล่าวถงึ องค์ประกอบต่าง ๆ ทมี่ ีในปญั หา ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งกันขององคป์ ระกอบเหล่านั้น และความเก่ยี วข้องกับปญั หา 3. มหี ลักเหตผุ ลที่หนักแนน่ เพยี งพอในการเลือกตัวแปรหรือองคป์ ระกอบที่จะศึกษาและแสดงถงึ ความสัมพนั ธ์กับปัญหาท่จี ะทาวิจัย 4. ช้ีถึงความสัมพนั ธร์ ะหว่างข้อเท็จจรงิ ที่เกยี่ วข้องกับแนวคิด (concept) ทอ่ี ยเู่ บ้ืองหลงั อย่างเป็นระบบ ไปตามลาดบั 5. แยกประเดน็ ปญั หาทีช่ ัดเจนโดยใชห้ วั ขอ้ หรอื ย่อหน้า (paragraph) ท่ีเหมาะสม 6. ใช้ข้อความทร่ี ัดกุม ไม่คลมุ เครอื
139 ในการเขียน นยิ มเขยี นโดยใช้หลกั เช่อื มโยงข้อความท่ีเป็นเหตผุ ลแบบสามเหลี่ยมหวั กลบั โดยแบ่งเปน็ ตอน ๆ ดังนี้ ตอนท่ี 1 ความท่ัวไปกลา่ วอย่างกวา้ ง ๆ ตอนท่ี 2 ความท่ีเก่ยี วข้องกบั เรอื่ งทีจ่ ะทาการวิจัย ตอนที่ 3 ความทอ่ี ธบิ ายลักษณะของปัญหา ตวั แปร ความสัมพนั ธร์ ะหว่างตวั แปร ทีจ่ ะทาการวจิ ยั ตอนท่ี 4 ความสรปุ ถึงเหตุผล ความจาเปน็ ของ การวจิ ัยเรอ่ื ง น้นั ๆ กำรออกแบบกำรทดลองกำรใชน้ วตั กรรมหรือวิธที ใี่ ชใ้ นกำรแก้ปญั หำกำรเลอื กนวตั กรรม เม่ือวิเคราะหป์ ัญหาการเรียนรู้ไดแ้ ล้ว ครนู ักวจิ ัยจะต้องเลือกนวัตกรรมหรอื วิธกี ารแกป้ ัญหาใหเ้ หมาะสม กับปญั หาการเรยี นรู้และครนู ักวจิ ยั สามารถสรา้ งหรอื จัดหาไดด้ ้วยตนเอง นวัตกรรมการเรียนรู้ หรือนวัตกรรม การเรียนการสอน หมายถงึ แนวคิด วิธกี ารกระบวนการหรือ ส่งิ ประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทน่ี ามาใช้แกป้ ญั หา หรือพฒั นาการเรยี นรู้ หรือการพฒั นาการเรียนการสอนให้มีประสทิ ธิภาพและพัฒนาผเู้ รียนใหม้ ีคุณภาพ
140 กำรออกแบบและพัฒนำนวัตกรรมท่ใี ช้ในกำรวจิ ัยในชน้ั เรียน ในการดาเนนิ งานออกแบบและพัฒนานวัตกรรมประกอบด้วยงานย่อย ๆ คอื การจัดลาดับ ความสาคัญและความต้องการนวตั กรรม การตัดสินใจเลือกกาหนดลักษณะรปู แบบของนวัตกรรมการจดั เตรียม จดั หาทรัพยากรในการดาเนินงานพัฒนานวัตกรรม ซ่ึงทรัพยากรดาเนนิ งานมักประกอบด้วยบุคลากรท่ีมีความ เช่ียวชาญ งบประมาณ วสั ดอุ ุปกรณเ์ ปน็ ตน้ การลงมือพฒั นานวัตกรรมทงั้ นี้นวัตกรรมทแ่ี ก้ไขปัญหามีอยหู่ ลาย ประเภทแตล่ ะประเภทก็มลี กั ษณะรูปแบบวตั ถปุ ระสงคแ์ ละวธิ กี ารใชแ้ ตกต่างกนั ออกไป ได้แก่ 1. บทเรียนโปรแกรมหรือบทเรียนสำเรจ็ รูป (รัตนะ บัวสนธุ์. 2543 : 22) ได้กล่าวถึงความหมายและลกั ษณะของบทเรียนในโปรแกรมหรอื บทเรียนสาเร็จรปู เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทส่อื การเรยี นการสอนท่ีผเู้ รียนใช้เรยี นได้ดว้ ยตนเอง ผู้เรียนจะสามารถเรยี นรู้ ได้เรว็ หรือช้า ขน้ึ อยู่กบั ความสามารถของตนเอง บทเรยี นโปรแกรมอาจเรยี กได้หลายชื่อแล้วแตจ่ ะจัดทาไวเ้ ป็นส่อื ลักษณะใด เชน่ จัดทาไว้เปน็ เลม่ ในหนังสอื ก็จะเรยี กว่า แบบเรยี นโปรแกรมหรอื แบบเรยี นสาเรจ็ รูป แต่ถา้ จดั ทาไว้ เปน็ เคร่ืองมอื ก็จะเรยี กว่าเคร่ืองสอน (Teaching Machine) ในบทเรยี นโปรแกรมจะจบั เนื้อหาสาระอย่างเปน็ ระบบ โดยแบ่งออกเป็นกรอบ (Frames) หลาย ๆ กรอบในแตล่ ะกรอบจะมีเน้ือหาสาระที่เรยี บเรยี งไวต้ ามลาดบั จากกรอบแรกซงึ่ เป็นการเร่มิ ตน้ เน้อื หาสาระจนกระท่ังถึงกรอบสุดทา้ ยซงึ่ เปน็ การสิ้นสุดเนื้อหาสาระ ในการใชบ้ ทเรียนโปรแกรมน้ันผเู้ รยี นจะต้อง อา่ นเนอื้ หาสาระทลี ะกรอบ พรอ้ มทงั้ ตอบสนองการอ่านด้วยการเขียนคาตอบหรือเลอื กคาตอบเติมในชอ่ งว่าง ของเน้ือหา โดยให้เน้ือหาดงั กลา่ วมคี วามสมบรู ณ์ถูกต้อง ซึ่งจะสามารถทราบไดจ้ ากสว่ นเฉลยคาตอบที่ถูก ท้ังน้ี คาเฉลยคาตอบนั้นอาจอยู่ในรูปชอ่ งว่างสว่ นหนา้ หรอื สว่ นท้ายของกรอบถัดไปก็ได้ ในการจดั ทาบทเรียนโปรแกรมทส่ี มบูรณน์ อกจากจะต้องจัดเนอ้ื หาสาระไวต้ ามลาดับ ในแตล่ ะกรอบรวมทั้งการจัดทาคาเฉลยไวแ้ ล้วกต็ ามส่งิ ท่ีจาเป็นต้องมกี ็คือแบบทดสอบวัดความสามารถ ในการเรียนโดยจดั ทาไว้ทงั้ ส่วนท่ีเปน็ แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น บทเรียนโปรแกรมเปน็ นวตั กรรมทางการศกึ ษาที่สามารถใช้แทนตัวผสู้ อนไดด้ ี หรือ สามารถนาไปใชไ้ ด้ในกรณีขาดแคลนครผู สู้ อนได้ อยา่ งไรก็ตามบทเรยี นโปรแกรมจะไดผ้ ลดีกต็ ่อเม่ือผเู้ รยี นอา่ น หนังสือออกและมีความสุจรติ ตอ่ ตนเองในการทจ่ี ะไม่เปิดดูคาเฉลยที่ถูก เพ่ือนามาเขยี นตอบในชอ่ งว่างก่อนท่จี ะได้ อา่ นเนอ้ื หาสาระในกรอบนนั้ ๆ พร้อมทงั้ พยายามใส่คาตอบที่ผเู้ รยี นคิดวา่ ถูกต้องเสียกอ่ น 2. บทเรียนโมดูล (Instructional Module) ความหมายและลกั ษณะบทเรียนโมดลู หมายถงึ บทเรยี นหรือหน่วยเรียนแต่ละหนว่ ยท่ีมี เนื้อหาจบในตวั เองซึ่งจะคล้ายกบั บทเรยี นโปรแกรมบทเรยี นโมดูลสาหรบั ผเู้ รยี นให้เรียนรดู้ ว้ ยตนเองในบทเรยี น จะตอ้ งประกอบดว้ ยสอ่ื การเรียนและกระบวนการท่ีใช้สาหรบั การเรียนอยา่ งหลากหลายโดยทั่วไปบทเรยี นโมดลู
141 จะจัดทาในลักษณะเปน็ เอกสารหรือบทเรียนสาเร็จรูป องค์ประกอบ การจัดทาบทเรียนโมดลู จะต้องใหม้ คี วามครอบคลมุ ในองค์ประกอบตอ่ ไปน้ี 1. หลักกำรและเหตุผล (Rationale) ในส่วนของหลกั การและเหตุผลจะเป็น การเขยี นกล่าวถึงความเปน็ มาและความสาคญั แนวคดิ เบื้องหลงั ของบทเรยี น โครงสรา้ งภาพรวมของบทเรียน ทแ่ี สดงใหเ้ ห็นถึงความสมั พนั ธ์ของเนื้อหาสาระในบทเรียน รวมทัง้ ความรู้พ้ืนฐานที่สาคัญจาเป็นต่อการเรียน ในบทเรียน ทง้ั น้ีในสว่ นนีต้ ้องการนาเสนอเพ่อื ให้ผู้เรยี นเหน็ ความสาคญั และเขา้ ใจภาพรวมทงั้ หมด ของกระบวนการเรยี น 2. จดุ ประสงค์ (Objective) เป็นสิง่ ท่ีตอ้ งการใหเ้ กดิ ขึ้นกับผู้เรียนหลังจากเรียน บทเรยี นจบซึ่งสิง่ ท่ีคาดหวงั ต้องการนี้คือ คณุ ลกั ษณะของผู้เรยี นทีจ่ ะสามารถวดั ได้ สงั เกตได้จากพฤติกรรม ที่แสดงออก ดังนน้ั การเขียนจุดประสงค์ของบทเรียนโมดลู จึงตอ้ งเขยี นได้อยา่ งชดั เจนโดยมลี กั ษณะเปน็ จุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objective) 3. กำรประเมนิ ผลก่อนเรยี น (Pre – Assessment) การประเมนิ ผลก่อนเรียน บทเรยี นโมดูล มีวตั ถปุ ระสงค์ท่สี าคัญสอง ประการคือ 1) เพอื่ ที่จะทราบวา่ ผเู้ รียนมีความรพู้ ื้นฐานที่สาคัญ และจาเป็นต่อการเรยี นเพยี งพอหรือไม่ และ 2) เพ่ือท่ีจะรู้วา่ ผเู้ รยี นมีความรแู้ ละคณุ ลกั ษณะตามท่ีกาหนดไว้ ในจุดประสงค์หรือไม่ ข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการประเมนิ ผลกอ่ นเรยี นจะนามาใชป้ ระโยชน์ตอ่ การจดั การเรยี นการสอน อย่างน้อยสอง ประการได้แก่ ประการทีห่ น่ึงช่วยชแ้ี นะผู้เรียนท่ขี าดความรู้พื้นฐานทจ่ี าเป็นต่อการเรยี นในเน้อื หา สาระของบทเรยี นได้ไปทาการศกึ ษาหรือ ฝกึ ฝนเพ่ิมเตมิ ก่อนท่จี ะเรียนบทเรียนโมดูลนน้ั ประการที่สอง ชว่ ยชแ้ี นะ ผูเ้ รยี นท่ีมคี วามรู้และลักษณะทผี่ เู้ รยี นยังไม่มี นอกจากน้นั ข้อมูลจากการประเมนิ ผลก่อนเรยี นยังใชส้ าหรบั การพจิ ารณาความงอกงามของผูเ้ รยี นซง่ึ เป็นผลจากการเรียนในบทเรยี นโมดูลได้อกี ดว้ ย ทงั้ นี้โดยการนาผล กอ่ นเรยี นไปเปรยี บเทยี บกบั ข้อมูลจากการประเมินผลหลงั เรียน 4. กิจกรรมกำรเรียน (Learning Activities) กิจกรรมการเรียนในบทเรียนจะมี อยา่ งหลากหลายและในแตล่ ะกจิ กรรมกจ็ ะมีแนวทางหรือวธิ กี ารต่าง ๆ ประกอบกันให้ผ้เู รียนไดเ้ ลอื กเรียน ตามความถนดั และความสนใจของตนเอง เช่น ใหอ้ ่านเนอื้ หาท่กี าหนดไวใ้ นบทเรียน ให้อา่ นตามวารสารส่งิ พิมพ์ ใหศ้ ึกษาจากโสตทศั นูปกรณ์ประเภทตา่ ง ๆ อาทิ เทปบันทกึ เสียง วดี ที ัศน์ โทรทศั น์ และภาพยนตร์ เป็นตน้ 5. กำรประเมนิ ผลหลังเรยี น (Post – Assessment) การประเมินผลหลังเรียน มวี ตั ถปุ ระสงคท์ ีส่ าคญั เพ่ือต้องการรู้วา่ ผูเ้ รียนได้บรรลุจุดประสงคข์ องบทเรียนโมดูลมากน้อยเพียงไร ในการประเมินผลหลังเรียนใชเ้ ครือ่ งมือชุดเดยี วกนั กบั การประเมนิ ผลก่อนเรยี นหรือเปน็ คนละชุดกันก็ได้
142 ทง้ั น้ีเคร่ืองมือประเมินผลหลังเรยี นจะตอ้ งสร้างใหค้ รอบคลุมจดุ ประสงค์ทั้งหมดท่ีกาหนดไว้ในบทเรยี น ข้อมูลท่ีได้ จากการประเมินผลหลงั เรียนนอกจากจะทาใหท้ ราบวา่ ผูเ้ รียนบรรลุจุดประสงคห์ รือไม่เพียงใดแลว้ กย็ ังสามารถ นามาใช้ในการชี้แนะการเรียนซอ่ มเสรมิ ใหก้ ับผเู้ รยี นได้อีกด้วย การพฒั นาบทเรียนโมดลู อาจจะมีลักษณะแตกต่างกนั ออกไปในประเด็นย่อย ๆ แต่ส่วน ใหญ่แล้วไมว่ ่าจะพฒั นารปู แบบใดก็ตามจะขาดองค์ประกอบที่สาคัญ ๆ ขา้ งตน้ มิได้ ดังตัวอยา่ ง การพฒั นาบทเรยี น โมดลู ของ Wilford Weber (อ้างในบญุ เก้ือ ควรหาเวช. 2542 : 82) ทม่ี รี ปู แบบดังน้ี 1. สว่ นนา ในสว่ นนี้ประกอบด้วยชอ่ื วิชา ช่ือเรื่อง ช่อื ผ้สู รา้ งบทเรียน คร้งั ท่ี ปที ส่ี ร้าง และกลุ่มผเู้ รียน(ระดับผเู้ รยี น) 2. ขั้นตอนกระบวนการเรียน สว่ นนี้ประกอบด้วย 2.1 หลกั การและเหตุผล 2.2 จดุ ประสงค์ 2.3 ความรู้พนื้ ฐาน 2.4 การประเมิน 2.5 กจิ กรรมการเรยี น 2.6 การประเมินผลหลังเรยี น 2.7 การเรียนซ่อมเสริม 3. ภาคผนวก ในส่วนนจ้ี ะบอกเก่ยี วกับส่ือการเรียนและวสั ดอุ ปุ กรณต์ า่ งๆ บทเรียนโมดูลจดั เป็นผลิตภณั ฑ์ทางการศึกษาอีกชนิดหนงึ่ ที่สามารถนามาใช้ ในการเรียนการสอนที่เอ้ือต่อผูเ้ รียนให้ผเู้ รยี นรไู้ ด้ตามความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลและช่วยครผู ู้สอนแบ่งเบาภาระ ในการสอนไดม้ าก แต่อยา่ งไรกต็ ามบทเรยี นโมดูลนั้นจะสร้างใหไ้ ด้ดี ต้องมีการวางแผนวเิ คราะหเ์ น้ือหาสาระให้ รดั กมุ ตลอดจนจัดหาจัดสร้างสือ่ วัสดุ อปุ กรณป์ ระกอบการเรียนอย่างหลากหลาย เพือ่ ตอบสนองความต้องการ เลอื กเรยี นหรือเลือกใชข้ องผู้เรียนจึงจะบงั เกิดผลไดด้ ี 3.ชุดกำรสอน (Instructional Package) ความหมายและลกั ษณะ ชดุ การเรยี นการสอนซงึ่ ตรงกับคาว่า Instructional Package น้ัน มคี วามหมายและลักษณะเช่นเดยี วกบั คาว่า learning Package และ Instruction Kits โดยหมายถงึ ส่ือ การเรยี นการสอนประเภทหนึ่งท่ีมลี กั ษณะเปน็ ชุดสื่อประสม(Multi – Media) ประกอบดว้ ยสอ่ื ตงั้ แต่สองชนดิ ขึน้ ไปได้รบั การจัดไวเ้ ปน็ ชุด ๆ บรรจอุ ยูใ่ นซองหรอื ในกระเป๋าชดุ การสอนสามารถนามาใชใ้ หผ้ ู้เรยี นทาการเรยี น เป็นรายบคุ คล และใชป้ ระกอบกบั การบรรยายของผูส้ อนได้อกี ดว้ ยการจดั ทาชดุ การสอนจะจดั ทาขึ้นสาหรับ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177