143 หนว่ ยการเรียนแต่ละหนว่ ยตามที่ตอ้ งการ ให้ผู้เรยี น ได้ศกึ ษาเรยี นรู้ ชดุ การเรยี นการสอนน้ัน ผ้สู ร้างจะต้องนาบทเรียนมาแบ่งเน้อื หาออกเปน็ หนว่ ยย่อยๆ หรือเป็นคาบแตล่ ะหนว่ ยยอ่ ยนเ้ี รยี กวา่ โมดลู (Module) หลาย ๆ หน่วยย่อยรวมกันจึงจะเรียกว่าชดุ การที่ชุด การเรียนการสอนจะเปน็ ส่ือประสมได้ก็เพราะในชดุ การเรียนการสอนนม้ี ีสื่อการเรยี นการสอนทางประเภท ส่ือสาเรจ็ รูป ประเภทไมพ้ ลาสติก และประเภทสง่ิ ตีพมิ พ์จัดไวใ้ นชดุ นั้น ในทางปฏบิ ัตจิ ะนาหนว่ ยยอ่ ยซงึ่ เปน็ เอกสารตีพิมพ์ แม่สอ่ื การเรยี นการสอนตา่ ง ๆ รวมไวใ้ นกล่องเดียวกนั จึงเรยี กทั้งกล่องน้ีว่าชุดการเรียนการสอน ชุดกำรเรยี นกำรสอนรำยบุคคล ความหมาย ชุดการเรียนการสอนรายบคุ คลเป็นชุด การเรยี นการสอนทใ่ี ห้ผู้เรยี นเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง ในชุดการเรียนการสอนนี้จะประกอบด้วยบัตรคาส่งั บัตรกิจกรรม และเฉลย บัตรเนือ้ หา บตั รแบบฝึกหดั หรือบัตรงานพร้อมเฉลย และบัตรทดสอบพร้อมเฉลยในชดุ การเรียน การสอนนัน้ จะมสี อ่ื การเรยี นการสอนไวพ้ ร้อม เพอื่ ผู้เรยี นจะใชป้ ระกอบในการเรียนเรื่องนั้นๆ จดุ ประสงค์ เพ่อื ให้ผู้เรยี นสามารถเรยี นร้เู นื้อหาจากชดุ การสอนนัน้ ดว้ ยตนเองโดยใชเ้ วลาเรียน ตา่ งกนั ตามระดับความสามารถของแต่ละบุคคล บทบำทของผ้สู อน 1. สร้างชดุ การเรยี นการสอนรายบุคคล โดยเลือกเนื้อหาให้เหมาะสม เพราะเนื้อหา แตล่ ะตอนที่เหมาะสมกบั วิธีสอนแต่ละวิธี 2. ให้คาแนะนาแกผ่ เู้ รียนขณะที่ใช้ชุดการเรยี นการสอนเม่อื ผู้เรียนต้องการ ความชว่ ยเหลือเท่าน้นั 3. ประเมนิ ผลการเรียนของผู้เรียนหลังจากใช้ชดุ การเรียนการสอนแลว้ เพ่อื ตรวจสอบ ความเข้าใจของผเู้ รียนอีกคร้งั หน่ึง 4. ประเมนิ ผลการใชช้ ดุ การสอนและปรบั ปรุงแกไ้ ขตอ่ ไป บทบำทของผู้เรียน 1. ศกึ ษาคาชีแ้ จงก่อนทจ่ี ะลงมือทาชดุ การเรียนการสอน 2. ปฏิบตั กิ ิจกรรมตามลาดับขนั้ ตอน 3. ปรกึ ษาผู้สอนเมือ่ มปี ัญหาในการใช้ หรือมีปัญหาใด ๆ ในบทเรียนน้ัน
144 ลกั ษณะของชุดกำรเรียนกำรสอนรำยบคุ คล การทาชดุ การเรียนการสอนรายบุคคลนั้นจะต้องเอาบทเรยี นมาแบง่ เปน็ หนว่ ยยอ่ ย ๆ แต่ละหนว่ ยยอ่ ยประกอบดว้ ยสว่ นต่าง ๆ ถา้ จะใหส้ ะดวกในการปฏบิ ตั หิ นว่ ยย่อยนั้นควรแบง่ เปน็ รายคาบ 1. บัตรคำส่งั จะช้ีแจงรายละเอียดว่าผเู้ รียนจะต้องปฏิบตั ติ ามข้ันตอนอยา่ งไร 2. บตั รกิจกรรม เป็นบตั รทบี่ อกให้นักเรียนทากจิ กรรมต่าง ๆ ส่ิงทีค่ วรจะมใี นบัตร กิจกรรม คือ หัวข้อเร่ือง ระดับช้ัน สอ่ื การเรียนการสอน กิจกรรม เฉลยกิจกรรม 3. บัตรเนื้อหำ เปน็ บัตรทีบ่ อกเนื้อหาท้ังหมดทต่ี ้องการให้เรยี น สง่ิ ทีค่ วรจะมีในบัตร เน้อื หาก็คอื หวั ข้อเร่ือง สูตร นยิ าม ตัวอยา่ ง 4. บตั รแบบฝึกหัดหรือบตั รงำน เปน็ แบบฝกึ หัดที่จะทาไว้เพื่อให้ผ้เู รยี นฝึกหัดทา หลงั จากทีไ่ ด้ทาบตั รกจิ กรรม และศึกษาเนื้อหาจนเขา้ ใจแล้ว ในบัตรแบบฝึกหัดนี้จะต้องทาบตั รเฉลยไว้พร้อม ส่งิ ที่ ควรจะมีในบตั รแบบฝึกหัดหรือบตั รงาน คือ หวั ขอ้ เร่ือง สตู ร นิยาม กฎ ทต่ี อ้ งการใช้ โจทยแ์ บบฝกึ หัด ให้นักเรยี น ตง้ั โจทยเ์ องแล้วหาคาตอบ เฉลยแบบฝกึ หัด 5. บตั รทดสอบหรือบตั รปัญหำ เป็นขอ้ สอบเนือ้ หาของแต่ละหน่วยยอ่ ยและมีเฉลยไว้ พร้อมอาจจะทาทง้ั ข้อสอบก่อนเรียน (Pre - Test) และขอ้ ทดสอบหลังเรยี น (Post - Test) ชดุ กำรเรยี นกำรสอนรำยบุคคล ประกอบดว้ ย 1. บัตรคาส่ัง 2. บัตรกจิ กรรมและบตั รเฉลยกิจกรรม 3. บตั รเนอื้ หา 4. บัตรแบบฝึกหดั และเฉลยแบบฝกึ หัด 5. บตั รทดสอบและเฉลยข้อทดสอบ สิ่งที่ควรจะมีในบัตรทดสอบ คือ หวั ข้อเรื่อง ข้อทดสอบ บัตรเฉลย เนอ่ื งจากชุดการ เรียนการสอนรายบุคคลน้ัน ประกอบด้วยหนว่ ยยอ่ ย อาจจะทาข้อทดสอบกอ่ นเรยี น (Pre - Test) และข้อสอบ หลงั เรยี น (Post - Test)
145 4. คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (Computer Assisted Instruction) ความหมายและลักษณะคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนซงึ่ ตรงกับคาว่า Computer Assisted Instruction :CAI หมายถึง สื่อการสอนชนิดหนงึ่ ทีม่ ุ่งให้ผู้เรียนได้ใช้เปน็ เครื่องมือเรยี นร้ดู ้วยตนเองโดยอาศัย วิทยาการทางคอมพวิ เตอร์ในการสรา้ งบทเรยี นหรือบทเรยี นโปรแกรมในรปู แบบต่าง ๆ ท่ีประกอบไปดว้ ยภาพ กราฟฟกิ ตวั อักษร ภาพนิ่ง และภาพเคล่ือนไหว ผ้เู รยี นจะเปน็ ผู้ควบคมุ และส่ือสารกับคอมพิวเตอร์เพ่ือการเรยี นรู้ เปน็ ไปตามลาดับขน้ั ตอนตามความสามารถของตน ไพโรจน์ ตีรณธนากลุ (2528) กลา่ วถงึ บทเรยี นสาเร็จรปู โดยการใชไ้ มโครคอมพิวเตอรว์ ่า เป็นบทเรยี นสาเรจ็ รูปโดยใช้ไมโครคอมพวิ เตอร์ เป็นตัวกลางแทนสิ่งพิมพ์หรือสือ่ ประเภทต่าง ๆ แต่มีศกั ยภาพ เหนือกวา่ บทเรยี นสาเรจ็ รปู ในรปู อน่ื ๆ ทง้ั หมดโดยเฉพาะมีความสามารถทเี่ กือบจะแทนครทู เ่ี ปน็ มนุษยไ์ ด้ บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนสามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 9 ประเภทด้วยกันคือ 1. Instruction แบบการสอนเพ่ือสอนให้ความรใู้ หม่แทนครู ซึ่งจะเป็นการพฒั นาแบบ Self Study package เปน็ รูปแบบของการศึกษาด้วยตนเอง จะเปน็ ชุดการสอนที่จะต้องใช้ความระมดั ระวงั และ ทักษะในการพัฒนาทสี่ ูงมาก เพราะจะยากเปน็ ทวคี ณู กว่าการพฒั นาชุดการสอนโมดลู หรอื แบบโปรแกรมที่เป็น ตารา ซึง่ คาดวา่ จะมีบทบาทมากในอนาคตอนั ใกล้น้โี ดยเฉพาะ IMMCAI บน Internet 2. Tutorial แบบสอนซอ่ มเสริม หรือทบทวน เป็นบทเรยี นเพ่ือทบทวนการเรียนจาก ห้องเรยี นหรือผ้สู อนโดยวธิ ีใด ๆ จากทางไกลหรอื ทางใกลก้ ็ตาม การเรียนมักจะไม่ใช้ความรู้ใหมน่ านแต่จะเป็น ความรู้ที่ได้เคยรบั มาแล้วในรูปแบบอ่ืน ๆ แลว้ ใชบ้ ทเรยี นซ่อมเสริมเพ่ือตอกย้าความเข้าใจท่ีถูกต้องและสมบูรณ์ดี ขน้ึ สามารถใชท้ งั้ ในหอ้ งเรียนและนอกห้องเรยี น บทเรยี นประเภทนส้ี ามารถแบง่ ออกตามลกั ษณะของการสอน แบบซ่อมเสรมิ ได้ 2 รปู แบบคือ 2.1 Review คือ การสอนซ่อมเสริมใหมต่ ้ังแตต่ น้ จนจบเน้ือหา Problem คือ การสอนซ่อมเสริมเฉพาะเนื้อหาทีม่ ปี ัญหาหรือไม่เข้าใจ 2.2 Drill and prative แบบฝึกหดั และควรมีการตดิ ตามผลเพ่ือประโยชน์ ในการพฒั นาครั้งต่อ ๆ ไปจากขนั้ ตอนและฝึกปฏิบัติ เพ่ือใช้เสรมิ การปฏิบตั ิหรือเสริมทักษะการกระทาบางอยา่ ง ให้เขา้ ใจยิง่ ขนึ้ และเกิดทักษะทต่ี ้องการได้ เปน็ การเสรมิ ประสทิ ธิผลการเรยี นของผู้เรยี นสามารถใชใ้ นหอ้ งเรยี น เสรมิ ขณะที่สอนหรือนอกหอ้ งเรยี น ณ ท่ใี ดเวลาใดกไ็ ด้ สามารถใช้ฝึกหดั ทั้งทางด้านทกั ษะการแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมทั้งทางชา่ งอุตสาหกรรมด้วย
146 3. Simulation แบบสรา้ งสถานการณจ์ าลอง ใชส้ าหรบั การเรยี นรู้ หรอื ทดลองจาก สถานการณ์จาลอง จากสถานการณจ์ รงิ ซ่ึงอาจจะหาไม่ได้ หรอื อยู่ไกลไมส่ ามารถนาเข้ามาในห้องเรยี นได้ หรอื มี สภาพอนั ตราย หรืออาจส้นิ เปลืองมากท่ตี ้องใชข้ องจรงิ ซา้ ๆ สามารถใช้สาธิตประกอบการสอน ใช้เสรมิ การสอน ในหอ้ งเรยี น หรอื ใช้ซ่อมเสริมภายหลังการเรียนนอกห้องเรียนท่ใี ด เวลาใดก็ได้ 4. Game แบบสร้างเปน็ เกมเรยี นรู้บางเรอื่ ง บางระดบั บางครงั้ การพัฒนาเป็นลกั ษณะ เกมสามารถเสรมิ การเรียนรู้ได้ดกี วา่ การใช้เกมเพ่ือการเรียน สามารถใช้สาหรบั เรยี นรคู้ วามร้ใู หม่ หรือเสรมิ การ เรียนในห้องเรียนได้ รวมทง้ั สามารถสอดแทรกในบางเรื่องไดด้ ้วยการเรียนรูแ้ ละความเพลิดเพลนิ เหมาะสาหรับ ผู้เรียนที่มีระยะเวลาความสนใจสั้น เช่น เด็ก หรอื ในสภาวะสภาพแวดล้อมที่ไม่อานวยเป็นตน้ 5. Problem Solving แบบการแก้ปญั หาเป็นการฝกึ การคิดการตดั สนิ ใจสามารถใช้ กบั วชิ าการตา่ ง ๆ ท่ีต้องการให้สามารถคดิ แกป้ ญั หา ใช้เพอื่ เสริมการสอนในห้องเรียนหรือใชใ้ นการฝึกทั่ว ๆ ไป นอกห้องเรยี นก็ไดเ้ ปน็ ส่ือสาหรบั การฝกึ 6. Test แบบทดสอบเพ่ือใช้สาหรับตรวจวดั ความสามารถของผูเ้ รยี นสามารถใช้ ประกอบการสอนในห้องเรียน ใช้ตามความต้องการของถกู หรอื ของผ้เู รียนเอง รวมท้ังสามารถใช้นอกหอ้ งเรยี น สามารถใชว้ ัดความสามารถของตนเองได้ 7. Discovery แบบสรา้ งสถานการณ์เพอ่ื ให้ค้นพบ เป็นการจัดทาเพื่อใหผ้ เู้ รยี นสามารถ เรยี นรจู้ ากประสบการณ์ของตนเองโดยการลองผดิ ลองถกู หรือเป็นการจัดระบบนาร่องเพ่ือชีน้ าสู่การเรยี นรู้ สามารถใชเ้ รยี นรู้ความรใู้ หม่ หรือเปน็ การทบทวนความรเู้ ดิม และใช้ประกอบการสอนในหอ้ งเรยี นหรือการเรยี น นอกห้องเรียนสถานการณท์ ่ีใดเวลาใดกไ็ ด้ แนวทำงกำรเก็บรวบรวมข้อมลู ในชน้ั เรียน แบบแผนกำรทดลอง ให้หลงั จากผา่ นการดาเนนิ งานการออกแบบและพฒั นานวัตกรรมแล้ว นวตั กรรมดงั กล่าวกจ็ ะ สามารถนาไปใช้ในภาคสนามหรือนาไปใชใ้ นสภาพการณ์ทางการศึกษาทเ่ี ป็นตามปกติต่อไป ขั้นตอนต่อไปนี้ก็คือ การทดลองใชน้ วัตกรรม การดาเนนิ งานทดลองใช้นวตั กรรมท่ีสรา้ งขนึ้ ซ่ึงเป็นการดาเนนิ งานภายใตส้ ภาพการณ์ทาง การศึกษาทเ่ี ป็นไปตามปกติหรือการดาเนินงานในภาคสนาม มวี ัตถุประสงคท์ สี่ าคัญ ๆ ไดแ้ ก่ 1) เพื่อที่จะตรวจสอบยนื ยันผลการประเมินประสิทธิภาพของนวตั กรรมในข้นั ตอนท่ผี ่านมา
147 2) เพอื่ ทีจ่ ะค้นหาและพิจารณาว่ามปี ญั หาใด ๆเกดิ ขึ้นบ้างในการบริหารจัดการรวมทั้งการใช้ วสั ดุอปุ กรณป์ ระกอบนวัตกรรมทส่ี รา้ งขึ้น 3) เพอ่ื จะพิจารณาว่านวตั กรรมท่ีพัฒนาข้นึ นจี้ ะสามารถนาไปใชไ้ ด้อยา่ งแท้จรงิ และบังเกิดผลดี กบั กลมุ่ เปา้ หมาย เมื่อมกี ารใชก้ บั กล่มุ เปา้ หมายท่ีมีขนาดใหญข่ ้ึนหรือไม่ ทง้ั นีเ้ พ่ือเพิ่มความม่นั ใจในประสทิ ธภิ าพ ของนวัตกรรมนนั้ การดาเนนิ งานในขน้ั ตอนนีม้ ีประเด็นคาถามสาคัญ ๆ ได้แก่ 1. นวตั กรรมทพี่ ฒั นาข้ึนสามารถนาไปใชไ้ ดต้ รงตามที่ออกแบบพฒั นาไวห้ รอื ไม่ 2. มปี ญั หาในการบริหารจดั การอยา่ งไรบ้างทเี่ ข้ามาเปน็ อุปสรรคต่อการใช้นวัตกรรม 3. ครหู รอื ผูน้ านวตั กรรมไปใช้รับขอ้ มูล หรอื คาแนะนา เพ่ือให้ไดใ้ ช้นวัตกรรมได้โดยงา่ ย ๆ หรอื ไม่ 4. ผู้เรยี นหรอื ผู้รับการใชน้ วตั กรรมบรรลุจดุ ประสงคต์ ามที่กาหนดไว้หรือไม่อย่างไร 5. ระยะเวลาที่กาหนดไวส้ าหรบั การใช้นวตั กรรมและเพ่ือต่อการเรียนรู้ตามวัตถปุ ระสงคท์ ี่ กาหนดไว้หรอื ไม่ 6. ผเู้ รยี นมเี จตคตติ ่อนวตั กรรมอยา่ งไร 7. ครูผ้สู อนหรือผู้นานวัตกรรมไปใชม้ ีเจตคตติ ่อนวัตกรรมอยา่ งไร 8. ผู้สอนหรือผนู้ านวัตกรรมไปใช้มกี ารเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการสอนไปในทางทดี่ ีหรือ พฒั นาข้ึนหรือไม่ ประเดน็ วตั ถปุ ระสงค์และคาถามเหลา่ น้เี ปน็ ส่ิงท่นี กั วจิ ยั ในช้ันเรยี นต้องตรวจสอบหาคาตอบใน ขน้ั ตอนการทดลองใชน้ วตั กรรมเสมอ การดาเนนิ งานจะมลี ักษณะม่งุ เปรียบเทียบภายในกลุ่มเปา้ หมายผรู้ บั การ ทดลองใช้ระหวา่ งก่อนการทดลองใชแ้ ละหลังการทดลองใช้นวตั กรรม หรอื อาจเปน็ การเปรียบเทยี บระหว่างกลุ่มท่ี ไดร้ บั การทดลองใชน้ วตั กรรมและกลมุ่ ท่ีไม่ได้รบั การทดลองใชน้ วัตกรรมในแตล่ ะช่วงว่ามีการพฒั นาเปน็ อยา่ งไร เทคนิควิธกี ำรท่ใี ช้ดำเนินงำน เทคนคิ วธิ ที ีใ่ ช้ในการดาเนินงานในขัน้ ตอนนี้ ไดแ้ ก่ การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซง่ึ เปน็ การวิจยั เชงิ ทดลองในภาคสนาม โดยทนี่ วตั กรรมที่พัฒนาขึ้น เช่น แบบฝึก เอกสารประกอบการสอน แผนการ สอน คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน บทเรยี นโปรแกรม เปน็ ตน้ ในการทดลองหรือสิ่งทดลอง (Treatment) ซ่งึ การ ดาเนนิ งานอาจเลือกใชแ้ บบแผนหรือรปู แบบการทดลอง (Design of Experiment) ซึ่งเป็นวธิ ีการที่จะดาเนินการ
148 ทดลองใช้นวตั กรรมทีพ่ ัฒนาข้ึนไดห้ ลายรูปแบบ โดยแบบแผนหรอื วธิ กี ารตา่ ง ๆ จะมเี ง่อื นไขข้อจากัดตา่ ง ๆ เฉพาะของแตล่ ะรปู แบบ ซ่ึงรูปแบบท่เี หมาะสมและเป็นทย่ี อมรับใชใ้ นการวิจยั ในช้ันเรียน ได้แก่ 1. กลุม่ ทดสอบก่อนหลงั (One Group Pretest – Posttest Design) ลักษณะของแบบแผนการทดลอง กลุม่ เดียวทดสอบก่อน – หลัง แสดงได้ตามสัญลกั ษณ์ดงั น้ี Gr O1 T O2 โดยที่ Gr : แทนกลุ่ม O1 : แทน ทดสอบหรือสอบวัดก่อนใชผ้ ลติ ภณั ฑ์ทางการศกึ ษา T : แทน ผลติ ภณั ฑท์ างการศึกษา O2 : แทน ทดสอบหรือวัดหลังใชผ้ ลิตภัณฑ์ทางการศึกษา การวเิ คราะห์ขอ้ มูลเพ่ือสรปุ นาผลการทดลองใชน้ วัตกรรมตามแบบแผนน้กี ็อาจจะใช้การวิเคราะหบ์ รรยาย เชงิ เน้อื หาและใช้ภาพประกอบเกีย่ วกบั ข้อมูลพฤติกรรมการเรียน การวเิ คราะห์ค่าเฉลี่ยระยะเวลาท่ีใช้นวัตกรรมใน ภาพรวมต้งั แต่กิจกรรมแรกจนกระทั่งกจิ กรรมสดุ ท้าย การวิเคราะหเ์ ปรยี บเทียบคา่ เฉลยี่ หรือค่าอ่นื ๆระหวา่ งก่อน และหลังใช้นวัตกรรม โดยเลือกใช้สถิติวเิ คราะห์เปรยี บเทียบตามเง่ือนไขที่เหมาะสมต่อไป 2. สองกลุ่มเปรียบเทยี บทดสอบกอ่ น – หลงั (Two Group Pretest – Posttest Design) แบบแผนการ ทดลองนี้เขยี นเปน็ สญั ลักษณไ์ ด้ดงั น้ี Gr1 O1 T O2 Gr2 O1 -T O2 โดยท่ี Gr1 Gr2 : แทนกลุม่ -T : แทน การไม่ใชน้ วตั กรรม สาหรับการวเิ คราะห์ขอ้ มูลในการแบบแผนการทดลองแบบนกี้ ็ใชก้ ารวเิ คราะห์คลา้ ยกันกับแบบแผนการ ทดลองท่ผี า่ นมา ไมว่ ่าจะเปน็ การวเิ คราะห์บรรยายเชิงเน้ือหาและการใช้สถิติท่ีเหมาะสม เช่น ค่าเฉล่ียเลขคณติ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และสถิตนิ ันพาราเมตริก บางตวั เป็นต้น 3. สมุ่ กลุ่มเดียวทดสอบก่อน – หลัง (Randomized One Group Pretest – Posttest Design) ลกั ษณะของแบบแผน แสดงได้ดังนี้
149 R Gr O1 T O2 โดยที่ R แทน การส่มุ กลมุ่ เป้าหมายหรือกลุ่มตวั อยา่ งเพื่อให้ได้รับการใชน้ วัตกรรมหรอื การสุ่มนวตั กรรม ใหก้ บั กลมุ่ เป้าหมาย การใชแ้ บบแผนการทดลองแบบน้คี ลา้ ยกบั แบบแผนที่ 1 แตม่ ีความแตกต่างกนั ตรงท่ีในแบบแผนนี้ การได้ ซึ่งเป็นเปา้ หมายเพื่อรบั รองการทดลองใชผ้ ลิตภัณฑ์ทางการศกึ ษา เราไดม้ าโดยวธิ ีการสุ่มมิใช่กาหนดเลือกมา โดยตรง ตวั อย่างเช่น ผ้วู จิ ัยพัฒนานวัตกรรมข้ึนเพ่อื ใชก้ ับกลุม่ เป้าหมายท่ีเปน็ นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 เมอ่ื จะนานวตั กรรมไปทดลองใช้ ผ้วู จิ ัยก็จะส่มุ นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4 ขนึ้ มาจานวนหนึง่ จากโรงเรยี นใดก็ได้ หลังจากได้จานวนนกั เรียนตามตอ้ งการแลว้ ก็ดาเนนิ งานตามขั้นตอนต่อไป เช่นเดยี วกับแบบแผนการทดลองที่ 1 นอกจากนนั้ ทัง้ ในสว่ นทเ่ี ปน็ ลักษณะข้อมูลท่ีพงึ จะเกบ็ รวบรวมและนามาวิเคราะห์การกระทาเชน่ เดยี วกนั 4. สุ่มกลมุ่ ควบคุมทดสอบหลงั อยา่ งเดียว (Randomized Control Group Posttest Only) ลกั ษณะ ของแบบแผนเปน็ ดงั นี้ R Gr1 O1 T O2 R Gr2 O1 T O2 5. สุม่ กลุม่ ควบคุมทดสอบก่อน – หลัง (Randomized Control Group Pretest – Posttest Design) ลกั ษณะของแบบแผน เป็นดงั น้ี R Gr1 O1 T O2 R Gr2 O1 -T O2 การดาเนนิ งานของแบบแผนน้ีคลา้ ยกันกบั แบบแผนการทดลองท่ี 2 โดยมสี ่วนแตกต่างกนั บา้ งในขนั้ ตอนท่ี 1 คอื ในขั้นที่ 1 จะทาการส่มุ กลุ่มตวั อย่างกลุ่มเปา้ หมายมาจากประชากร หลงั จากน้ันก็ทาการสุ่มเงื่อนไขการ ทดลองให้กับกลมุ่ ตัวอย่าง โดยกลมุ่ ทไี่ ดร้ บั เง่ือนไขการทดลองโดยใช้นวัตกรรมเป็นกลุ่มที่ 1 ส่วนกลุ่มที่ 2 นัน้ เปน็ กลมุ่ เป้าหมายที่ไมไ่ ด้รับการทดลองใชน้ วัตกรรม ต่อจากนน้ั กด็ าเนินการตามขนั้ ตอนที่ 2 ถึงขั้นตอนที่ 5 เชน่ เดยี วกนั กับแบบแผนการทดลองท่ี 2
150 6. อนุกรมเวลา (Time series) ลกั ษณะของแบบแผน แสดงไดด้ ังน้ี O1 O2 O3 T O4 O5 O6 สาหรบั ลักษณะของข้อมูลทีจ่ ะตอ้ งเก็บรวบรวมวเิ คราะห์สรปุ ผลขอ้ จะประกอบดว้ ยข้อมูลเกี่ยวกับ พฤติกรรมการเรียนการสอนของผ้เู รียนและผูส้ อน ขอ้ มูลความสามารถหรือผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน เกย่ี วกบั ลักษณะการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน ข้อมูลปญั หาและอุปสรรคที่เกดิ ข้นึ ในการดาเนินกจิ กรรมการเรียนการ สอนตลอดจนข้อมลู ทเี่ กี่ยวกับระยะเวลาที่ใชใ้ นการดาเนินกิจกรรมการเรยี นการสอนในแต่ละครงั้ ในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลนอกจากจะใชก้ ารวิเคราะหส์ รุปพรรณนาและใชส้ ถิติพรรณนาในการ วิเคราะหแ์ ล้วก็อาจจะต้องใช้สถิตอิ า้ งองิ บางตัวช่วยวเิ คราะห์สรปุ ผล อาทิ การใชส้ ถติ ทิ ดสอบทีทั้งแบบอสิ ระและ ไมอ่ ิสระ (t - test independent and dependent) เปน็ ต้น แบบแผนการทดลองแบบตา่ ง ๆ ที่นาเสนอ ผ่านมานน้ั เปน็ แบบแผนที่จะสามารถนามา ประยุกต์ใช้ไดใ้ นข้ันตอนการดาเนนิ งานวิจัยเชิงทดลองใช้ผลิตภณั ฑท์ างการศึกษา ซ่ึงแต่ละแบบแผนกม็ ขี ้อดี ข้อจากัดเหมาะสมในแตล่ ะเง่ือนไขสถานการณท์ ่แี ตกตา่ งกัน ส่ิงทีน่ กั วจิ ยั หรือครูนักวจิ ยั จึงระวังก็คือความเปน็ ไปได้ ของการใชแ้ บบแผนการทดลองในสถานการณ์ตา่ งๆ ชนดิ ของข้อมลู และวธิ กี ำรเก็บขอ้ มูลในชัน้ เรยี น เราอาจจาแนกชนิดของข้อมลู ในช้ันเรยี นออกเป็น 4 กลมุ่ ใหญๆ่ เพ่ือความชดั เจนในเรื่องวิธกี าร เกบ็ ข้อมลู ดงั นี้ 1 ข้อมูลด้านความรู้ความสามารถ - ความรคู้ วามคิด - ทกั ษะปฏบิ ตั งิ าน 2 ข้อมูลดา้ นความคิดความร้สู ึก - ความคดิ เหน็ - ความร้สู กึ - เจตคติ
151 - ค่านิยม 3 ข้อมูลด้านพฤติกรรม - พฤติกรรมการเรยี นนสิ ัยในการเรียน - พฤติกรรมการทางานกจิ นิสยั ในการทางาน 4 ข้อมลู ด้านปฏสิ ัมพนั ธ์ในการเรียน - ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนกั เรียน - ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหวา่ งครูกับนกั เรยี น ข้อมูลที่ไดจ้ าแนกดงั ข้างตน้ เป็นข้อมลู ที่ใชบ้ อ่ ยในการวจิ ยั ในชน้ั เรียนจงึ ควรศึกษาวธิ ีการได้มาซึ่ง ขอ้ มลู เหลา่ นเ้ี พ่อื เลือกใชใ้ ห้เหมาะสมกบั จุดประสงค์การวิจัยแต่ละเรื่อง วธิ กี ำรเก็บรวบรวมข้อมูล วธิ ีการใชเ้ กบ็ รวบรวมข้อมลู ในชั้นเรียนจาแนกได้เป็น 3 ประเภทคือ 1. กำรถำม ได้ แก่ การสนทนา การอภปิ ราย การสมั ภาษณ์รายบุคคล การสัมภาษณ์กลมุ่ การใช้แบบสอบถาม การสอบ การใชแ้ บบวัด การสะทอ้ นความร้สู กึ นกึ คิด 2. กำรดู กำรสังเกต ไดแ้ ก่ การสังเกตทา่ ทีและพฤติกรรม (แบบมีโครงสร้าง- ไม่มีโครงสรา้ ง แบบเปน็ ทางการ - ไมเ่ ปน็ ทาง การแบบมีส่วนร่วม - ไม่มีส่วนรว่ ม) 3. กำรตรวจสอบ ไดแ้ ก่ การใชข้ ้อมลู จากแหล่งทม่ี ีอยู่แลว้ เช่น ระเบียนข้อมูลของโรงเรียน ภาพถ่าย เทปบนั ทกึ เสียง เทปบันทกึ ภาพ บนั ทึกที่มแี ลว้ ขอ้ มลู เร่ืองต่างๆท่คี รูผู้วจิ ยั ตอ้ งการ จะได้มาจากวธิ กี ารเก็บข้อมลู หลายวิธีสามารถสรปุ ได้ ดงั ต่อไปนี้ ชนิดของขอ้ มลู วธิ ีกำรเกบ็ ขอ้ มูล 1 ข้อมูลดา้ นความรคู้ วามสามารถ -การทดสอบความรเู้ ชิงทฤษฎี 2. ขอ้ มลู ด้านความคิดเห็นความร้สู ึก -การทดสอบความรูเ้ ชิงปฏบิ ตั ิ -การประเมินทกั ษะและพฤติกรรมการทางาน -การประเมินผลงาน -การใชแ้ บบสอบถาม -การใชแ้ บบวดั
152 -การสะท้อนความร้สู ึกนึกคดิ -การสัมภาษณ์รายบุคคล -การสัมภาษณ์กลุ่ม -การสังเกต 3.ข้อมูลด้านพฤติกรรม -การสงั เกต -การตรวจสอบประวัติ -การสอบถาม -การสัมภาษณ์ 4.ขอ้ มูลด้านปฏิสมั พันธ์ -เทคนคิ สังคมมิติ -การสังเกต -การวิเคราะหป์ ฏสิ ัมพนั ธ์ ประเภทของขอ้ มลู ขอ้ มูลในช้นั เรียนจะเปน็ ข้อมูลเกยี่ วกับ การเรียนการสอนและพฤตกิ รรมของนกั เรียน อนั ได้แก่ คะแนน จากผลการสอบ อายุ น้าหนัก ส่วนสูงของนักเรียน คะแนนความคดิ เห็นของนักเรยี น คะแนนจากการวัดเจตคติ ตอ่ การเรยี น ต่อครผู ู้สอน นอกจากนย้ี งั มขี ้อมลู ที่ไดจ้ ากการสอบถาม การสมั ภาษณ์ สังเกตจากครู อนั ได้แก่ พฤติกรรมของนักเรยี นขณะอยู่ในช้นั เรยี น บรรยากาศในช้ันเรียน สมุดสง่ งานของนกั เรียน ซงึ่ สามารถแบ่งได้ เป็น 2 ประเภทคือ 1. ขอ้ มูลเชงิ ปริมำณ (quantitative data) เปน็ ขอ้ มูลที่อยู่ในรปู ของตัวเลขซึ่งอาจเปน็ ตัวเลขตัง้ แต่ เมอ่ื เป็นขอ้ มลู ดิบ เชน่ อายุ (ปี) หรือข้อมูลทแ่ี ปลงเป็นตวั เลข เช่น ขอ้ มลู เกี่ยวกับระดับความคิดเห็นท่ีแปลงเป็น คะแนน ขอ้ มลู เชงิ ปริมาณที่ใช้ในการวิจยั ในชน้ั เรยี น ได้แก่ คะแนนจากการวัดด้วยวธิ กี ารต่าง ๆ เช่น - คะแนนจากการสอบความรูเ้ ชิงปฏบิ ัตใิ นการปลกู พืชผกั สวนครวั - คะแนนจากการสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลุ่มโดยใช้แบบสังเกตแบบมีโครงสร้าง - ระดับผลการเรยี นวิชาภาษาไทยของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 - จานวนคร้ังของการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 ใน 1 วนั - คะแนนที่แปลงจากมาตราวดั แบบประมาณคา่ เช่น ค่านยิ มในการทางานในบางครงั้ สงิ่ ท่ี
153 ตอ้ งการศึกษา(ตวั แปร) เดมิ มีลักษณะเปน็ กลุม่ พวก เชน่ เพศ จัดเปน็ ข้อมูลแบบกลุ่มแตถ่ ้าผู้วิจยั ทาการแจงนบั เปน็ นักเรยี นเพศหญิงก่ีคน เพศชายก่ีคน ข้อมลู ที่แจกนับนี้ ก็จัดว่าเปน็ ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณด้วยเชน่ กนั และสามารถนามา วิเคราะห์ทางสถิติ เช่น หาคา่ ร้อยละ 2. ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ (qualitative data) เปน็ ขอ้ มูลในเชิงบรรยายไม่แสดงดว้ ยตัวเลขคาวา่ “เชิงคุณภาพ” ไม่ได้หมายความว่า “ด”ี แตห่ มายถงึ คุณลกั ษณะทบี่ รรยายด้วยถ้อยคาตวั อย่างเชน่ - ขอ้ มูลเชิงบรรยาย จากการสังเกตบรรยากาศในชัน้ เรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ - เชิงบรรยาย จากการสัมภาษณเ์ ชิงสนทนาเด็กหญิง ก. และเดก็ ชาย ข. เกี่ยวกบั การทาการบา้ น - สาเหตุที่นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 5 ไมร่ ักการอา่ นวชิ าภาษาอังกฤษ - ขอ้ มูลเชงิ บรรยายจากการสังเกตพฤตกิ รรมกา้ วร้าวของนักเรยี นในช้นั เรยี น - พฤติกรรมการทางานกลมุ่ ในรายวิชาโครงงาน ข้อมลู เชิงคุณภาพ ได้มาดว้ ยวิธีการที่แตกตา่ งจากข้อมูลเชงิ ปรมิ าณซึง่ มักจะอาศยั เครื่องมือวัดตา่ ง ๆ ท่ีมี แบบอยา่ งแน่นอน ส่วนข้อมลู เชงิ คณุ ภาพจะได้จากวิธกี ารศึกษาทย่ี ืดหยุ่นกวา่ เปน็ ธรรมชาตแิ ละเจาะลกึ มากกวา่ ซึ่งข้อมลู ทงั้ สองชนิดมคี ุณสมบตั ติ า่ งกันมจี ุดดี-จดุ ดอ้ ยต่างกัน ดังนนั้ จึงควรใชเ้ พ่ือเสริมกันและกัน บางครงั้ นักวิจยั ใชข้ ้อมูลเชิงปรมิ าณเป็นหลกั และเสริมดว้ ยข้อมูลเชงิ คุณภาพ แต่บางคร้ังกใ็ ช้ขอ้ มูลเชงิ คุณภาพเปน็ หลกั โดยมีข้อมลู เชิงปริมาณเสรมิ การใช้ขอ้ มูลร่วมกนั นีท้ าให้การวิจัยมีความนา่ เชอ่ื ถอื ย่ิงขึ้น เปรยี บเทียบจุดดี – จุดด้อยของข้อมูลเชงิ ปริมำณและข้อมลู เชิงคุณภำพ ขอ้ มูลเชงิ ปริมำณ ขอ้ มูลเชงิ คุณภำพ จุดดี – ตัวเลขนามาวเิ คราะห์ในเชงิ เปรียบเทียบหรอื -เปน็ ขอ้ มูลทส่ี ะท้อนความคิดความรสู้ ึกและสภาพการ หาความสมั พนั ธ์ได้ ได้ลมุ่ ลกึ และครอบคลุมไม่ผิวเผิน - การตคี วามข้อมูลจะชัดเจนต่างตัวเลขการเก็บข้อมูล -การเก็บข้อมูลใช้วิธกี ารที่เปน็ ธรรมชาตไิ ม่โจง่ แจง้ ทาไดร้ วดเร็วและสะดวกสาหรับครู ซึ่งตรงกลนื เปน็ สว่ นหนึ่งของการเรยี นการสอน จุดด้อย –บางครั้งตัวเลขเชอ่ื ถือไม่ได้ข้อมูลอาจเปน็ -การบันทึกการวเิ คราะหแ์ ละการตีความข้อมลู ขึน้ อยู่ เพยี งข้อมูลผวิ เผินโดยเฉพาะ กับผวู้ จิ ยั ไมอ่ าจใช้รปู แบบตายตวั ชัดแจ้งได้ -ขอ้ มลู ท่ีได้จากการถามโดยตรง -การเกบ็ ข้อมูลต้องใชเ้ วลานานจึงจะไดร้ ับขอ้ มลู ท่ีลกึ -วธิ ีการเกบ็ ข้อมลู ไมเ่ ป็นธรรมชาตจิ ึงอาจจะไดข้ ้อมูล เพียงพอและการวิเคราะหใ์ ช้เวลานานและทาได้ยาก ท่เี ช่ือถือได้น้อย
154 แนวทำงในกำรวิเครำะห์ข้อมลู ในชั้นเรียน กำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู เชิงปริมำณในกำรวจิ ัยในชน้ั เรยี น เน่ืองจากข้อมูลทีใ่ ชใ้ นการวิจัยในชน้ั เรยี นมที ง้ั ข้อมลู เชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคณุ ภาพซึ่งขอ้ มลู เชิงปริมาณ ได้แก่ คะแนนจากการวัดด้วยวิธีต่าง ๆ คะแนนเจตคตติ อ่ การเรยี น ความคิดเหน็ ตอ่ การจัดกจิ กรรม ในโรงเรยี น เป็นตน้ ข้อมลู เชิงคุณภาพได้แก่ พฤติกรรมการทางานกลมุ่ พฤติกรรมการร่วมกิจกรรมหนา้ เสาธง พฤติกรรมการหนเี รียน วธิ ีกำรวิเครำะห์ท่สี อดคล้องกับขอ้ มลู ขอ้ มูลในช้นั เรียนมีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมลู เชงิ คุณภาพ ดังนั้น การวเิ คราะห์ข้อมลู จึงควรใช้วิธีการ ผสมผสานกนั ใหเ้ หมาะสมสอดคลอ้ งกับชนดิ และจุดประสงค์ของข้อมลู ดงั นี้ ลักษณะของข้อมูล วธิ กี ำรวเิ ครำะห์ข้อมลู 1.ข้อมลู เชิงปรมิ ำณ โดยวธิ กี ำรทำงสถติ ิ -คะแนนจากการทดสอบ -ความถ่ี -คะแนนจากการสังเกต -รอ้ ยละ -คะแนนจากการปฏิบตั ิงานหรอื ตรวจผลงาน -ค่าเฉล่ยี (������̅) -คะแนนจากการประเมินพฤติกรรม -ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) -จานวนครงั้ /จานวนคน/จานวนเส้ือ -สหสมั พันธ์ -สัมประสิทธิ์การกระจาย (CV) 2. ข้อมลู คุณภำพหรอื เชิงคณุ ลักษณะ โดยไม่ใชว้ ิธกี ำรทำงสถติ ิ กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูลจะใช้ -ข้อความจากเอกสารบันทึกต่างๆ กำรวเิ ครำะห์เน้ือหำ (Content analysis) -ขอ้ มลู ท่ีได้จากการบันทึกการสังเกต การสัมภาษณ์ โดยนาเอาข้อมลู ท่ีอยูใ่ นประเด็นหรือเร่อื งราวเดยี วกนั -ขอ้ มลู ทเ่ี ปน็ บันทึกเหตุการณ์ตา่ งๆ มาพิจารณาแยกแยะหาความสาคญั สงิ่ ท่แี ตกตา่ งกนั -ข้อมลู จากคาถามปลายเปิด ส่งิ ทีค่ ล้ายคลึงกันหรือหาส่วนท่เี กย่ี วข้องสมั พันธก์ นั แล้วจึงสรุปเป็นผลการวิเคราะหใ์ นแตล่ ะประเดน็ หรอื แต่ละเร่อื ง
155 ตัวอย่ำงกำรวิเครำะห์ขอ้ มลู เชิงปริมำณในชัน้ เรยี น ตัวอยำ่ งที่ 1 การวเิ คราะหค์ ะแนนความสามารถในการเขียนเรยี งความของนักเรียนในชัน้ ประถมศกึ ษาปี ท่ี 5 จากการทดสอบ 4 ครั้ง ดังตาราง รำยกำร N ������̅ S.D. ทดสอบก่อนฝึก 25 10.58 1.56 ทดสอบระหว่างฝึกคร้ังท่ี 1 25 11.79 1.48 ทดสอบระหวา่ งฝึกครงั้ ท่ี 2 25 14.66 0.92 ทดสอบหลงั ฝึก 25 18.22 0.84 จากตารางตัวอย่างที่ 1 พบว่าคะแนนความสามารถในการเขยี นเรียงความของนักเรยี นจากการทดสอบ 4 คร้งั เทา่ กับ 10.58 , 11.79 , 14.66 และ 18.22 แสดงใหเ้ ห็นอย่างชัดเจนวา่ นักเรยี นมีความกา้ วหนา้ ในการเขยี น เรยี งความสูงขึ้น ตัวอย่ำงที่ 2 นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จานวน 5 คนท่อี ่านประสมคายังไม่ได้ ครจู ึงจัดสอนซอ่ ม เสรมิ โดยใชแ้ บบฝกึ การอ่านแล้วทดสอบการอ่านประสมคา 20 ข้อจากคะแนนเต็ม 20 คะแนนนักเรยี นได้คะแนน ดงั น้ี นักเรียนคนที่ 1 2 3 4 5 คะแนนที่ได้ 16 19 20 17 18 ถา้ กาหนดเกณฑ์การประเมินผา่ นเท่ากบั 16 คะแนน ครอู าจนาเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูลโดยการ บรรยายไดด้ ังน้ี “การเปรียบเทยี บกบั เกณฑป์ ระเมนิ ซึ่งกาหนดไว้ 16 คะแนนพบวา่ นักเรียนท้ัง 5 คนมีคะแนนสูง กว่าเกณฑ์แสดงว่านกั เรียนทฝ่ี ึกอ่านแบบฝกึ การอ่านมคี วามสามารถในการอ่านประสมคาไดต้ ามเกณฑ์”
156 ตวั อย่ำงที่ 3 การพัฒนาความสามารถในการเขยี นประโยคภาษาองั กฤษ Past Simple Tense โดยใชช้ ดุ ฝึกทกั ษะการเขยี นสาหรบั นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ นกั เรยี นคนที่ คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลงั เรียน คะแนนควำมก้ำวหนำ้ (X1 ) (X2 ) (X1 – X2 ) 1 16 36 +20 2 12 32 +20 3 14 32 +18 4 15 35 +20 5 16 32 +16 6 14 35 +21 7 12 27 +15 8 15 30 +15 9 12 24 +12 10 14 27 +13 11 12 24 +12 12 10 27 +17 13 10 26 +16 14 12 27 +15 15 12 30 +18 16 10 26 +16 17 10 26 +16 18 12 30 +18 19 12 30 +18 20 14 35 +21 21 14 35 +21 22 15 32 +17 23 15 35 +20 24 14 32 +18 25 16 36 +20
157 นักเรยี นคนท่ี คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลงั เรียน คะแนนควำมกำ้ วหน้ำ (X1 ) (X2 ) (X1 – X2 ) 26 14 35 +21 27 12 32 +20 28 16 36 +20 29 14 26 +12 30 12 30 +18 คะแนนรวม 396 920 +524 คะแนนเฉลย่ี 13.20 30.66 +17.46 จากตารางพบว่าโดยภาพรวมคะแนนเฉลี่ยก่อนเรยี นเท่ากบั 13.20 และคะแนนเฉลี่ยหลงั เรยี นเทา่ กบั 30.66 คะแนนเฉลยี่ เพมิ่ ขนึ้ +17.46 เมื่อพจิ ารณาเป็นรายบุคคล พบว่า นกั เรียนได้คะแนนเพิ่มข้นึ ทุกคน ตั้งแต่ +12 ถงึ +21 คะแนน แสดงว่านักเรยี นท่ีเรยี นจากชุดฝกึ การเขยี นมคี วามสามารถในการเขียนประโยค Past Simple Tense สูงขึน้ แนวทำงกำรเลือกใชส้ ถิติวเิ ครำะห์ มขี อ้ เสนอแนะสาหรบั การวิจัยในช้นั เรียนดังนี้ 1. กำรวิจยั ในช้ันเรยี น ไม่จาเป็นตอ้ งใช้สถติ ิข้ันสูงท่ีซับซ้อนมากนกั บทบาทของสถิติสาหรับการวจิ ัย ในชน้ั เรียน คอื การช่วยสรุปและให้ความหมายตอ่ ข้อมลู เพื่อประโยชนใ์ นการนาไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน ของครโู ดยตรง จงึ ไมจ่ าเปน็ ต้องใช้สถิตเิ พ่อื เป็นเครื่องมือยิงผลการวจิ ัย อย่างไรก็ดี ในบางกรณีอาจใชส้ ถิติทดสอบ (อนุมานสถติ ิ เชน่ t – test) เพ่ือเปน็ ข้อมลู ในการตัดสนิ ใจ แม้วา่ ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งมกี ารอา้ งอิงจากตัวอย่าง (นักเรียน ในชนั้ เรยี นนัน้ ๆ ) ไปยงั ประชากร (นักเรยี นระดบั ชั้นเดียวกันโดยท่ัวไป เป็นต้น) ในการวิจัยเชิงทดลองรายกล่มุ จงึ มกั จะพบวา่ มีการใชส้ ถติ ิทดสอบเพื่อชว่ ยตดั สินใจในด้านประสทิ ธิภาพของวธิ ีการท่ีครทู ดลองใช้ 2 กำรนำเสนอผลกำรวิเครำะห์ ควรใชว้ ธิ ีการท่ีสือ่ ความหมายใหเ้ ขา้ ใจง่ายและน่าสนใจเพิม่ เติม จากตาราง หรอื ใช้แทนตาราง เช่นใชแ้ ผนภาพ ในการบรรยายขอ้ มูลและการเปรียบเทยี บเชื่อมโยงข้อมลู กำรวิเครำะห์ข้อมูลเชงิ คุณภำพของกำรวจิ ยั ในชน้ั เรียน ข้อมูลในชั้นเรยี น ได้แก่ คะแนนจากการสอบ ความคิดเห็นของนักเรียนตอ่ การจัดการเรยี นการสอน ของครู กจิ กรรมการแสดงออกของนกั เรยี น หลังจากทค่ี รูไดท้ ดลองใชน้ วัตกรรมเช่นแบบฝึก เอกสารประกอบ การเรยี น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน แลว้ ครูได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้แก่ คะแนนสอบจากการใช้แบบฝึก
158 การสงั เกตพฤติกรรมการมีสว่ นร่วมในการเรียนการสอนการสอบถาม และการสัมภาษณ์นกั เรียนเกย่ี วกบั การสอน ของครู เปน็ ตน้ ต่อจากนั้นครูจึงดาเนินการวเิ คราะห์ข้อมูลมคี วามหมายคะแนน แปลความหมายพฤตกิ รรม ท่ีนกั เรยี นแสดงออกมาเพ่ือรว่ มกลุ่มข้อมลู เพือ่ ลงข้อสรปุ อันจะนาไปสู่การตัดสินใจ ซง่ึ ในเอกสารน้จี ะกลา่ วถึง เฉพาะการวิเคราะหข์ ้อมลู เชิงคุณภาพของการวิจยั ในชนั้ เรียน กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู เชงิ คณุ ภำพของกำรวิจยั ในชนั้ เรียน 1 ลักษณะของข้อมูลเชงิ คณุ ภำพ คุณภาพทีว่ ิเคราะห์แล้วจะอยู่ในลกั ษณะคาบรรยาย จากข้อมูลทร่ี วบรวมมาในรปู ของคาบอกเลา่ บทสัมภาษณ์ บนั ทึกจากการสงั เกตของนักวิจัย บันทึกส่วนตัวของนกั เรยี นหรือเอกสารที่เป็นข้อมูลชนั้ 2 2. แนวทำงกำรวเิ ครำะห์ เนื่องจากเปน็ ข้อมลู ท่ีไม่องิ ตวั เลขเหมือนดังเชน่ ในกรณีของข้อมลู เชงิ ปรมิ าณ ข้อมลู เชงิ คุณภาพจงึ ไม่มี วธิ ีการท่ีชี้ชัดแน่นอนวา่ ขอ้ มูลเช่นน้ีควรจะวิเคราะห์ดว้ ยวิธกี ารเฉพาะเช่นไร การวเิ คราะห์จะมีหลักเกณฑ์กวา้ ง ๆ และองิ อยู่กบั บริบทของข้อมลู เป็นอยา่ งมาก แนวทางเบ้อื งตน้ ในการวเิ คราะหข์ ้อมูลเชงิ คุณภาพ ถ้าจาแนกตามประโยชน์ของการใช้ข้อมลู ในการวิจัยใน ชน้ั เรียนมดี งั นี้ 1. กำรใชข้ ้อมลู เชิงคุณภำพเปน็ ข้อมูลประกอบในกำรวจิ ัย เพ่ือเสริมด้านลกึ เพื่อยืนยนั ขอ้ มูล(ตาม หลกั การเทคนคิ สามเส้า) การวิเคราะห์ข้อมลู จะไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก ผู้วิจยั จะเลือกข้อมลู ในส่วนทีเ่ ก่ียวข้องมา บรรยาย โดยอาจจะมีคาพูด (quotes) ของนักเรียนหรือผใู้ ห้ข้อมลู มาเสรมิ การบรรยาย 2. กำรใชข้ ้อมลู เชิงคุณภำพเปน็ ขอ้ มูลหลกั ในกำรวิจัย การวจิ ัยที่ใชแ้ นวทางของการวจิ ัย เชงิ คุณภาพเต็มรปู ดงั เช่น แบบการศึกษาเฉพาะกรณี (case study) จะมีวธิ ีการวิเคราะห์ขอ้ มูลท่ีคอ่ นขา้ งยงุ่ ยาก ซบั ซ้อนซงึ่ เรม่ิ ต้งั แต่ระยะแรกของการเก็บข้อมูล การวเิ คราะห์จงึ เปน็ กระบวนการที่ตอ่ เนื่อง ตง้ั แต่ระหว่างการเก็บ ขอ้ มลู จนถึงภายหลงั การเก็บข้อมูล และมรี ะดบั ของการวเิ คราะหจ์ ากระดบั เบ้ืองต้นถึงระดับซับซ้อนดังนี้ 2.1 กำรวเิ ครำะห์เชิงบรรยำย (descriptive account) เปน็ การวเิ คราะห์เบ้ืองต้นเพ่ือนาเสนอ ข้อมลู รายละเอียดตามข้อเทจ็ จรงิ ประกอบกับการตคี วามของผ้วู จิ ยั โดยมีการนาคาพูดของ ผ้ใู ห้ข้อมลู มาประกอบ 2.2 กำรวเิ ครำะหค์ วำมเชอื่ มโยง เปน็ การหารปู แบบของความเชอ่ื มโยงในข้อมูล (pattern construction) เพื่อใช้อธบิ ายขอ้ คน้ พบใหล้ ึกซง้ึ เช่น นกั เรียนหญิงและนักเรียนชายมีรูปแบบของพฤตกิ รรม การทางานต่างกันอยา่ งไร เป็นตน้ 3. ขน้ั ตอนของกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูลเชงิ คุณภำพ การวิเคราะหข์ ้อมูลเชิงคุณภาพของการวจิ ยั ในชั้นเรยี นประกอบดว้ ยขนั้ ตอนที่จาเปน็ 2 ขั้นตอนคอื 1) การตรวจสอบข้อมลู 2) การวิเคราะหข์ ้อมูล
159 1. การตรวจสอบขอ้ มูล การตรวจสอบข้อมลู มจี ุดประสงคเ์ พือ่ ให้ขอ้ มลู เปน็ ทน่ี ่าเช่ือถือ มคี วามเทีย่ งตรงไมม่ ีความลาเอียง ทง้ั พิจารณาวา่ ข้อมูลทีไ่ ด้น้นั พอเพยี งกับการตอบปญั หาวจิ ยั ครอบคลมุ ครบถว้ น หรือไม่ วิธกี ารไดแ้ ก่ 1.1 การตรวจสอบด้านข้อมลู ซึง่ จะตรวจสอบวา่ ข้อมลู ท่ีไดม้ ามีความนา่ เชือ่ ถือ มากน้อยเพยี งใด โดยตรวจสอบจากแหล่งท่ีมาของข้อมลู ท่ตี ่างแหล่งกันว่าถา้ ขอ้ มลู มาจากแหล่งต่างกันแล้วยงั มี ความเหมือนกันหรอื คงเสน้ คงวาหรือไม่ เช่น การแสดงออกของนักเรียนเม่ือเวลาตา่ งกนั (เชา้ -บา่ ย) มลี ักษณะ อยา่ งไร พฤติกรรมในห้องเรียนปกติกันนอกห้องเรียน 1.2 การตรวจสอบด้านผู้วจิ ัย เปน็ การตรวจสอบข้อมลู โดยการใช้ผ้เู กบ็ รวบรวม ขอ้ มลู มากกว่าหนง่ึ คน เช่นผ้วู ิจยั อาจจะใหเ้ พ่ือนครูช่วยเกบ็ ขอ้ มลู ดว้ ยเพ่อื ป้องกันการลาเลยี งและการละเลยข้อมลู บางสว่ น 2. การวิเคราะหข์ ้อมลู หลังจากทค่ี รูได้ตรวจสอบข้อมูลแลว้ ว่ามคี วามเท่ียงตรงนา่ เชอ่ื ถือ และครอบคลุมประเด็นแลว้ ก็สามารถทาการวเิ คราะห์ข้อมูลไดอ้ าจจะเป็นการวเิ คราะหเ์ ชงิ บรรยายหรอื การวิเคราะห์ความเช่ือมโยงดังรายละเอยี ดทีก่ ล่าวแล้ว กำรเขียนรำยงำนกำรวจิ ัยเชิงปฏบิ ัติกำรในชัน้ เรียน การเขียนรายงานการวจิ ัยครูนกั วิจัยควรยดึ ถอื หลักปฏิบัตทิ ส่ี าคญั ดังนี้ 1. ควำมถูกตอ้ ง เนื้อหาสาระทุกรายการท่ีเขียน รวบรวมหรอื นามาเรยี บเรยี งจะต้อง มคี วามถูกต้องตามหลักวชิ า ตามหลกั การใชภ้ าษา 2. ควำมครบถว้ นสมบรู ณ์ เน้ือหาสาระท่ีต้องมีความครบถว้ นสมบูรณ์ตามวัตถปุ ระสงค์ ของการวิจยั ตามกรอบโครงสรา้ งหรอื สว่ นประกอบของรายงานทีค่ วรจะเป็นหรือตามรูปแบบที่กาหนดไว้ 3. ควำมเป็นเอกภำพ เนอ้ื หาสาระในแต่ละบท แต่ละตอนหรือแต่ละเร่ืองจะต้องมีความ เป็นเอกภาพเป็นเรอ่ื งเดียวกัน 4. ควำมสอดคล้องเช่ือมโยงสัมพันธ์กัน เน้ือหาสาระระหว่างข้อ ระหวา่ งตอนจะตอ้ งมคี วาม สอดคลอ้ งเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน 5. ควำมคงเสน้ คงวำ การใชค้ าว่า วลี หรอื ขอ้ ความในรายงานการวจิ ัยจะตอ้ งเปน็ แบบเดยี วกนั หรือมีความสม่าเสมอทง้ั ฉบบั 6. ควำมตรงประเด็น เขยี นเนือ้ หาสาระใหม้ ุ่งตอบปัญหาการวจิ ัยหรือวัตถุประสงค์การวิจยั ทก่ี าหนดไวเ้ ปน็ หลกั หลีกเลีย่ งการเขียนยดื ยาวท่มี ีสาระไม่ตรงประเด็น 7. ควำมชดั เจน ใช้ภาษาในการเขยี นให้ผู้อ่านเข้าใจงา่ ย ไม่กากวมหรอื คลมุ เครือ
160 รูปแบบกำรเขยี นรำยงำนกำรวิจัยในชน้ั เรยี น โดยท่ีการวจิ ัยในช้นั เรยี น เป็นการวจิ ยั ปฏิบตั กิ ารสาหรบั ครูท่มี งุ่ พัฒนาการเรยี นรขู้ องผู้เรียน การดาเนนิ การวิจัยจงึ ควรดาเนินการให้สอดแทรกในกระบวนการจัดการเรยี นการสอน โดยให้การวิจัยเป็นสว่ น หนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ หรือกระบวนการเรยี นการสอน ดงั นัน้ ในการเขียนรายงานการวจิ ัยในชนั้ เรยี น จงึ ไมค่ วรทาความยุ่งยากให้กับครหู รือกระทบต่อภาระงานสอน ซ่ึงถือวา่ เปน็ งานหลกั ของครู รปู แบบการเขียน รายงานการวจิ ยั ในช้ันเรียนจึงควรเป็นรปู แบบท่งี ่าย ๆ สะดวกต่อการดาเนินงานของครู แตอ่ ยา่ งไรก็ตามเน่อื งจาก ครมู รี ะดับความสามารถความสนใจ จุดมุ่งหมาย และความต้องการทีแ่ ตกต่างกนั ดังนัน้ การเขียนรายงานการวิจัย ในชน้ั เรียนจงึ ควรมีรปู แบบท่ียืดหยุ่นหลากหลายใหค้ รูสามารถเลือกใชไ้ ดส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของตนเอง ในทนี่ ้ีจงึ ขอเสนอรปู แบบการเขียนรายงานการวิจยั ในชน้ั เรียนไว้ 3 รปู แบบ คอื แบบทไ่ี ม่เนน้ วชิ าการ แบบกงึ่ วชิ าการ และรปู แบบเชงิ วชิ าการ ดงั นี้ 1. รปู แบบไม่เน้นวชิ ำกำร เป็นรูปแบบทีย่ ดุ หยุน่ นาเสนอเน้อื หาโดยสรุปสน้ั ๆ เพยี ง 1 – 2 หนา้ โดยนาเสนอ ปัญหาที่ตอ้ งแก้ไข หรือพฒั นา วิธีแก้ไขหรอื พฒั นา ผลการแก้ไขหรอื ผลการวจิ ัย 2. รปู แบบก่ึงวิชำกำร รูปแบบทน่ี าเสนอการสะทอ้ นผลการวจิ ัยนาเสนอสาระสาคัญตามหวั ขอ้ ต่อไปนี้ 1. ชอื่ เรอ่ื งวจิ ัย 2. ความสาคัญของปัญหาวิจยั 3. ปัญหาวิจัย 4. วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั 5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะไดร้ บั 6. วิธีดาเนนิ การวิจยั 7. ผลการวจิ ัย 8. การสะท้อนผลการวิจยั 3. รูปแบบเชงิ วิชำกำร -ประกอบด้วยสว่ นนา ส่วนเนอื้ หา และสว่ นอา้ งอิง เนอ้ื หามี 5 บทคือ บทท่ี 1 บทนา บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้อง บทที่ 3 วิธดี าเนนิ การวิจยั
161 บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล บทท่ี 5 สรปุ อภปิ รายและข้อเสนอแนะ -ส่วนอ้างอิง คือ บรรณานุกรม แนวทำงกำรเขียนรำยงำนกำรวจิ ัย 1. กำรเขยี นรำยงำนกำรวิจยั รูปแบบท่ไี ม่เน้นวชิ ำกำร เปน็ การนาเสนอรายงานผลการวจิ ยั แบบไมเ่ ป็นทางการ โดยการนาเสนอเนื้อหาสาระโดยสรุปอย่าง สนั้ ๆ และไมย่ ดึ รูปแบบการนาเสนอทต่ี ายตัว และมคี วามยืดหยุน่ สงู สาระสาคญั ทนี่ าเสนอควรมงุ่ ตอบคาถาม ตอ่ ไปน้ี 1. ปัญหาการเรียนรู้คืออะไร 2. ครนู กั วิจัยใช้วิธีการแก้ปัญหาหรือนวตั กรรมพัฒนาการเรียนรู้นนั้ อย่างไร 3. ผลการแกป้ ญั หาพัฒนาการเรยี นรู้หรือผลการวิจัยเปน็ อยา่ งไร 2. กำรเขียนรำยงำนกำรวจิ ัยรปู แบบกึ่งวชิ ำกำร รายงานการวิจยั รปู แบบกึ่งวชิ าการ เปน็ รูปแบบทเ่ี ป็นทางการมากขน้ึ กว่ารูปแบบแรกไม่ยึด รูปแบบทต่ี ายตัว มีความยดื หยุ่นบา้ ง ซง่ึ เป็นการนาเสนอผลการวิจัยทเี่ ปน็ ทางการมากกว่ารูปแบบแรกโดยกาหนด โครงสร้างเน้อื หาสาระดงั นี้ 1. ชอ่ื เรื่องหรือหัวขอ้ วิจัย 2. ความสาคัญของปัญหาวจิ ยั 3. ปัญหาวจิ ยั 4. วตั ถุประสงค์ของการวิจยั 5. ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รับ 6. วิธดี าเนนิ การวจิ ัย 7. ผลการวจิ ยั นอกจากสาระดงั กล่าวแลว้ ผูว้ จิ ยั อาจเพม่ิ สว่ นประกอบในส่วนทีเ่ ป็นบทนาและส่วนอ้างอิง เช่น บรรณานุกรม และภาคผนวก เพอื่ ให้รายงานวจิ ยั มคี วามสมบูรณย์ ิง่ ข้ึน
162 3. กำรเขยี นรำยงำนกำรวิจัยรูปแบบเชงิ วิชำกำร เป็นการนาเสนอรายงานผลการวิจยั ที่เป็นแบบทางการมากที่สดุ เปน็ หลกั ของรายงานเชงิ วิชาการ (academic report) ซงึ่ จะมรี ูปแบบหรอื โครงสรา้ งของรายงานการวิจยั ที่มลี ักษณะเฉพาะเป็นแบบสากลทีใ่ ชก้ ัน โดยท่ัวไป ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 3 สว่ น คือ ส่วนนา ส่วนเนือ้ หา และสว่ นอ้างอิง สาระสาคญั ของแตล่ ะสว่ น ดงั ได้แสดงในภาพนี้ รปู แบบของรายงานการวิจัยเชิงวิชาการ ส่วนนา ส่วนเน้ือหา ส่วนอา้ งอิง ประกอบด้วย ประกอบดว้ ย ประกอบด้วย -ปกหน้า บทท่ี 1 บทนา -บรรณานกุ รม -ปกใน -ภาคผนวก -บทคดั ย่อ -ความเป็นมาและความสาคัญ -ตัวเคร่ืองมือเกบ็ รวบรวม -กิตติกรรมประกาศ ของปัญหา ขอ้ มลู -สารบญั -ตัวอย่างการวเิ คราะหข์ ้อมลู -สารบญั ตาราง -วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั -รายนามผู้ทรงคณุ ท่ีชว่ ย -สารบัญภาพ -ขอบเขตของการวจิ ัย ตรวจสอบคณุ ภาพเครอ่ื งมือ -สมมติฐานการวจิ ยั (ถา้ มี) วิจยั -นิยามศพั ท์เฉพาะ ฯลฯ -ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รับ บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง บทที่ 3 วิธีดาเนินการวจิ ัย บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผลและ ขอ้ เสนอแนะ
163 บรรณำนกุ รม กรมการศึกษานอกโรงเรยี น.(มปป). ชุดวิชำวิจยั ทำงกำรศกึ ษำนอกโรงเรยี น “ กำรวิเครำะห์ข้อมลู ”. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงศกึ ษาธิการ. กรมวิชาการ. (2544). หนงั สือควำมรู้เกยี่ วกบั มัลดิมเี ดยี เพ่ือกำรศกึ ษำ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ ครุ ุสภา ลาดพร้าว. กระทรวงศกึ ษาธิการ. (มปป). ชุดวชิ ำวจิ ัยทำงกำรศกึ ษำนอกโรงเรียน “ กำรเขียนรำยงำน กำรวจิ ัย”. กิตติ ศศิวิมลลักษณ์. (ม.ป.ป.). เอกสำรประกอบกำรสอนกำรวจิ ยั ทำงกำรศึกษำสำหรับครู. สบื คน้ เมอ่ื 8 มีนาคม 2554 จาก http://vww.crc.ac.th/online/75106/20091117092414.doc จารณุ ี ปานแดง.(2545). กำรศกึ ษำควำมคำดหวังของผู้บรหิ ำรและครูเกีย่ วกับกำรกระจำยอำนำจ กำร บรหิ ำรงำนวชิ ำกำรในโรงเรียน สังกัดสำนักงำนกำรประถมศกึ ษำ จงั หวดั อำ่ งทอง. วิทยานิพนธ์ ครคุ าสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา สถาบนั ราชภัฏ อุดรธานี. ชิน ศีลธรรม. (2544). กำรศึกษำควำมพร้อมในกำรประเมินคุณภำพภำยในของโรงเรียน มัธยมศกึ ษำ สงั กดั กรมสำมัญศึกษำ. วิทยานพิ นธ์ครุคาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร การศึกษา. ชูศรี วงศร์ ตั นะ. (2553). เทคนคิ กำรใช้สถติ เิ พอ่ื กำรวจิ ยั . กรุงเทพมหานคร : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. ทศิ นา แขมมณี. (2551). ศำสตรก์ ำรสอน ะ องคค์ วำมรเู้ พื่อจดั กระบวนกำรเรยี นร้ทู ่มี ีประสทิ ธิภำพ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . ธรี วุฒิ เอกะกลุ . (2542). ระเบยี บวิธีวิจัยทำงพฤติกรรมศำสตรแ์ ละสังคมศำสตร์. คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏ อุบลราชธานี. นงลกั ษณว์ ริ ัชชยั . (2543). การวิจัยเพือ่ พฒั นาการเรียนการสอน ใน พสิ มยั จารุจิตดิ (บก.). กำรวิจัยปฏิบตั ิกำรของครู. มปท. บุญธรรม กจิ ปรดี าบริสุทธ. (2551). ค่มู อื กำรวจิ ยั กำรเขียนรำยงำนกำรวจิ ยั และวิทยำนิพนธ์. พิมพค์ ร้ังท่ี 9. กรุงเทพมหานคร : จามจุรีโปรดกั ท์. บญุ เรียง ขจรศิลป. (2539). วิธีวจิ ัยทำงกำรศึกษำ. กรุงเทพมหานคร : หจก. พี. เอ็น. การพมิ พ์. บญุ เรยี ง ขจรศลิ ป. (2549). สถิติวิจยั !. กรุงเทพมหานคร : พี.เอน็ .การพิมพ์. บรู ณะ สมชยั . (2538). กำรสรำ้ งบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI). กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท ขีเอด็ -ยูเคช่ัน จากัด (มหาชน).
164 เบญจมาศ แสงอนเุ คราะห์. (2541). กำรพฒั นำโมเดลควำมคำดหวังในกำรศึกษำต่อของนักเรยี น ชัน้ มัธยมศกึ ษำปีท่ี 3 โรงเรียนขยำยโอกำสทำงกำรศึกษำช้ันพน้ื ฐำน เขตกำรศกึ ษำ 6 กำรวเิ ครำะห์ลอ็ กลิเนียร์มำตรอนั ดบั . วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑติ สาขาวิชาวิจยั การศกึ ษา. จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ประคอง กรรณสตู . (2535). สถติ ิเพื่อกำรวิจัยทำงพฤตกิ รรมศำสตร์. กรุงเทพมหานคร : จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . พิมพพ์ นั ธ์ เตชะคุปต์ และคณะ. (2553). กำรสอนคดิ ด้วยโครงงำนกำรเรียนกำรสอนแบบโครงงำน. กรุงเทพมหานคร. โรงพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. พมิ พลกั ษณ์ บญุ ลอื .(2544). กำรศกึ ษำวิธกี ำรนำแฟม้ สะสมงำนมำใชใ้ นกำรบรหิ ำรงำนวิชำกำร ของผ้บู ริหำร โรงเรยี นมธั ยมศึกษำ. วิทยานิพนธ์ ครศุ าสตรมหาบัณฑติ สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา. สถาบันราชภัฏ อุดรธานี. พิชิต ฤทธจารญู . (2544). ระเบียบวธิ ีกำรวจิ ัยทำงสังคมศำสตร์. กรงุ เทพมหานคร : ศูนย์หนังสอื สถาบนั ราชภัฏ พระนคร. เพ็ญแข แสงแก้ว. (2541). กำรวจิ ยั ทำงสังคมศำสตร์. พมิ พค์ ร้งั ที่ 3. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ไพทรู ย์ เวทการ. (2540). ควำมรู้พน้ื ฐำนเกยี่ วกับกำรวิจัย. ลาปาง : โรงพมิ พช์ า่ งแดง. มนสั สุวรรณ. (2544). ระเบียบวิธีวิจัยทำงสังคมศำสตรแ์ ละมนษุ ย์ศำสตร์. กรุงเทพมหานคร : โอเดยี นสโตส์ . มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช.(2545). กำรพฒั นำเครื่องมอื สำหรับกำรประเมินกำรศึกษำ ประมวลสำระชดุ วชิ ำหนว่ ยท่ี 1-7. พมิ พ์คร้ังที่ 3. นนทบุรี : สานกั พิมพม์ หาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช. เมธี กลิ่นสกุล. (2545). กำรศกึ ษำควำมคิดเห็นของผูบริหำรโรงเรียนสังกดั สำนกั งำนกำร ประถมศึกษำจังหวัด สุพรรรณบรุ ีเกีย่ วกับกำรกระจำยอำนำจบรหิ ำรและกำรจัด กำรศกึ ษำให้องค์กำรบรหิ ำรสว่ นตำบล. วทิ ยานิพนธค์ รคุ าสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการ บรหิ ารการศึกษา. ยนื ยง ราชวงษ์. (2551). สถติ ิสำหรับครู. เอกสารอนั ดบั ที่ 46/2551 กล่มุ นเิ ทศ ติดตามและ ประเมินผลการจัด การศกึ ษา สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาพระนครศรอี ยุธยา เขต 1 (เอกสารอัดสาเนา) ยุทธ ไกยวรรณ์. (2545). พ้นื ฐำนกำรวจิ ยั . กรุงเทพมหานคร : สุรีรยิ าสาสน์ . . (2550). หลักกำรทำวจิ ยั และกำรทำวิทยำนิพนธ์. กรงุ เทพมหานคร : ศนู ยส์ อ่ื เสริม กรุงเทพ. เยาวภา รัตนบัลลังค์. (2538). กำรนำเสนอกำรจดั ระบบสำรสนเทศทีใ่ ชใ้ นกำรปฏิบัติงำนของ หนว่ ย ศกึ ษำนิเทศก์ สำนกั งำนกำรประถมศกึ ษำจงั หวัด. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญา มหาบัณฑติ สาขาวชิ าบรหิ าร การศึกษา. จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
165 รุ่งนภา ไชกจิ ภิญโญ. (2544). กำรศึกษำกำรดำเนินงำนในกำรประกนั คุณภำพกำรศึกษำโดยใช้ ข้อกำหนดของ มำตรฐำน ISO 9002 ของนักเรยี นมัธยมศกึ ษำ สงั กัดกรมสำมัญศึกษำ ในเขตกำรศึกษำ 6. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบัณฑติ สาขาวชิ าบริหารการศึกษา. ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ. (2538). เทคนคิ กำรวิจยั ทำงกำรศึกษำ. พมิ พ์คร้ังท่ี 4. กรงุ เทพมหานคร : สรุ รี ยิ าสาสน์ . คิรชิ ัย กาญจนวาลี, ทวีวฒั น์ ปีตยานนท์ และดิเรก ศรีสโุ ข. (2551). กำรเลอื กใชส้ ถติ ทิ ีเ่ หมำะสม สำหรับกำร วิจัย.(พิมพค์ รัง้ ที่ 5). กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. ศภุ วชิ ญ์ สนิท เจรญิ ธรรม. (2553). แนวคดิ และหลกั กำรวิจยั ในช้นั เรียน. กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท. เอกสารอัด สาเนา. สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี.(2548). หนังสือเรยี นสำระกำรเรียนรู้ วิทยำศำสตรก์ ลุ่ม สำระกำรเรียนร้วู ทิ ยำศำสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษำปีท่ี 3 ตำมหลักสตู ร กำรศกึ ษำชนั้ พ้นื ฐำน พทุ ธศกั รำช 2544. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ครุ ุสภาลาดพรา้ ว. สนธยาพร พรจินดา. (2531). แหลง่ และประเภทของหัวขอ้ วทิ ยำนิพนธค์ รศุ ำสตรมหำบัณฑิต จฬุ ำลงกรณ์ มหำวิทยำลัย. วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบณั ฑติ สาขาวิชาวิจยั การศกึ ษา. จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . สมชาย วรกิจเกษมสกลุ . (2554). ระเบยี บวิธกี ำรวจิ ยั ทำงพฤติกรรมศำสตร์และสงั คมศำสตร์. อดุ รธานี : คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. สวัสดิการสานักงาน ก.ค.ศ. (2553). คู่มือกำรประเมินชำ้ รำชกำรครูและบุคลสกรทำงกำรศึกษำเพ่อื ให้ มีวิทย ฐำนะและเล่ือนวิทยฐำนะ สำยงำนกำรสอน. กรงุ เทพมหานคร : กระทรวงศึกษาธกิ าร. สุชาติ ประสทิ ธรัฐสนิ ธ.์ (2544). ระเบยี บวธิ กี ำรวจิ ยั ทำงสังคมศำสตร์. พมิ พ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพมหานคร : เพ่อื งฟา้ ปริ้นติง้ . สนุ ทร โคตรบรรเทา (2551). หลักกำรทำและกำรเขียนผลงำนกำรวจิ ยั . กรุงเทพมหานคร : ปญั ญาชน. อุทุมพร (ทองอไุ ทย) จามรมาน. (2530). แบบสอบถำม ะ กำรสร้ำงและกำรใช้. กรงุ เทพมหานคร : ฟืนน่ี พบั บลชิ ชิง่ . เอกสารประกอบการสอนการวิจยั ทางการศึกษาสาหรบั ครู เขา้ ถงึ ขอ้ มูล วันที่ 15 มนี าคม 2554 http://www.crc.ac.th/online/75106/20091117092414.doc Guilford, J. p. and Fruchter, Benjamin. (1978). Fundamental Statistics in Psychology and Education.Singapore : McGraw-Hill. Koontz, H.D.,and O’Donnell,c. (1968). Principles of Management. New York : McGraw-Hill.
166 Kagan, S. (1994). Cooperative Learning. San Juan Capistrano : Resources for Teach. Runyon,R.p and Harber,A. (1980). Fundamentals of Behavioral Statistics. 4th ed. Addison- Wesley Publishing Company,Inc. Runyon, Richard p. and other. (1996). Fundamentals of Behavioral Statistics. U.S.A. : McGraw-Hill. Van Dalen DB. 1979. Understanding Educational Research. 4th Edition, New York : McGraw Hill, Inc. Wikipedia, The Free Encyclopedia. (2010a). Driver’s license (Online). Retrieved March 6, 2010, from http://en.wikipedia.Org/wiki/Driver%27s_license#Licenses_for_ different_categories_of_vehicles
167 รูปแบบหัวขอ้ กำรวิจยั ในชัน้ เรียน สพป.อุดรธำนี เขต 2 บทท่ี 1 บทนำ 1.ทีม่ าและความสาคัญของปัญหา (ภมู หิ ลัง) 2.ความมงุ่ หมายของการวิจยั 3.ขอบเขตของการวิจัย ประกอบด้วย ด้านเนอื้ หา ประชากร กลมุ่ ตวั อย่าง ระยะเวลาในการวจิ ยั 4.กรอบแนวคิดการวจิ ยั 5.นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 6.ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะได้รับ บทที่ 2 เอกสำรและงำนวจิ ัยทเี่ ก่ยี วขอ้ ง 1.เน้อื หา 2.งานวจิ ยั ท่เี กีย่ วข้อง 2.1 งานวิจัยในประเทศ 2.2 งานวจิ ยั ต่างประเทศ บทที่ 3 วธิ ีดำเนนิ กำรวจิ ยั 1.ข้ันตอนและวิธีดาเนินการวิจัย 2.เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย 3.การสร้างเครื่องมือท่ีใช้ในการวจิ ัย 4.การเก็บรวบรวมข้อมูล 5.การวิเคราะห์ขอ้ มูล 6.สถิตทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล บทที่ 4 ผลกำรวเิ ครำะห์ข้อมลู 1.สญั ลกั ษณท์ ใี่ ช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล 2.ผลการวิจยั (นาเสนอผลการวจิ ยั ตามความม่งุ หมายของการวจิ ยั เป็นข้อๆ) บทที่ 5 สรปุ ผล อภปิ รำยผลและข้อเสนอแนะ 1.ความมงุ่ หมายของการวิจัย 2.สรุปผลการวิจยั 3.อภปิ รายผล 4.ข้อเสนอแนะ บรรณำนุกรม ภำคผนวก
168 คณะผูจ้ ดั ทำ ทีป่ รกึ ษำ ผ้อู านวยการสานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นายบรู พา พรหมสิงห์ อุดรธานี เขต 2 รองผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา นายสมาน บญุ จะนะ อดุ รธานี เขต 2 รองผ้อู านวยการสานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา นายชาญชัย ทองแสน อดุ รธานี เขต 2 รองผอู้ านวยการสานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษา นายสคุ ดิ พนั ธ์ุพรม อดุ รธานี เขต 2 ผูอ้ านวยการกลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามและประเมนิ ผลการจัดการศึกษา นายอดุ มศักดิ์ ปอโนนสูง สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาอดุ รธานี เขต 2 ผจู้ ัดทำ ศึกษานิเทศก์ นางสุภาวดี ปกครอง สานักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษาอดุ รธานี เขต 2 ครู โรงเรียนบา้ นกดุ ขนวน นางจรุ พี ร ชื่นนริ นั ดร์ ครู โรงเรยี นบา้ นเมืองปัง นางสาวจันทรส์ ุดา ล้พี งษ์กลุ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177