Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การจัดการความเสี่ยง

การจัดการความเสี่ยง

Published by pop150, 2017-07-03 22:10:32

Description: การจัดการความเสี่ยง

Keywords: การจัดการความเสี่ยง

Search

Read the Text Version

38เพอ่ื ที่จะประกนั ความเสย่ี งในเร่อื งของราคาเช่าที่จะสูงขนึ้ หรอื ว่าสญั ญากอ่ สร้างเพือ่ ประกันเร่อื งราคาวัตถดุ ิบกอ่ สรา้ งทีจ่ ะสูงข้ึน 5. การประกันภัย ( Insurance ) มีการใช้ท่ีง่ายท่ีสุด และเรานึกถงึ เป็นอันดับแรกเม่ือพูดถึงความเส่ียงว่าทาอย่างไร คือการซ้ือประกัน ทุกคนคุ้นเคยดีกับการถ่ายโอนความเสี่ยงให้กับบริษัทประกันภัย ซึ่งขอ้ 4 และ ขอ้ 5 อาจรวมไว้ในขอ้ เดียวกันได้เรียกว่าการถ่ายโอนความเส่ยี งให้ผู้อื่นแต่มีแยกไว้เพ่ือให้เห็นว่ามันมีทั้งแบบท่ีถ่ายโอนให้ประกันภัยในข้อ 5 หรือว่าถ่ายโอนให้ผู้อื่นด้วยวธิ ีการอ่ืน ใหค้ ู่สัญญาก็ได้ ในทางการเงนิ เราจะใช้กลยทุ ธก์ ารประกันความเสย่ี ง โดยใช้เครือ่ งมือทางการเงนิ ท้งั หลายหรอื ถ่ายโอนความเสีย่ งของเราใหค้ ่สู ัญญาทางการเงนิ ของเรา ดรอฟแมน ( Dorfman, 1997 ) ไดก้ ลา่ วถึงกลยทุ ธ์ในการบรหิ ารความเสี่ยง 4 กลยุทธ์คอื 1. Take การยอมรบั ความเสี่ยง คอื การไม่ทาการใดๆ กรณีน้ใี ชก้ ับความเสี่ยงท่ีมนี ้อยความน่าจะเกดิ นอ้ ยหรือเหน็ ว่าตน้ ทนุ ในการบริหารความเสีย่ งสูงโดยขออนุมัตหิ ลกั การรับความเสี่ยงไว้ 2. Treat การลดความเส่ยี ง คอื การลดโอกาสความนา่ จะเกิดหรอื ลดความเสยี หายโดยการจดั ระบบการควบคมุ เพื่อปอ้ งกันการปรบั ปรงุ แก้ไขกระบวนการ รวมกบั การกาหนดแผนสารองในเหตฉุ กุ เฉิน 3. Terminate การหลกี เล่ียงความเสย่ี ง คือการหยดุ หรือการเปลยี่ นแปลงกจิ กรรมทเี่ ป็นความเสย่ี ง เชน่ งดทาข้นั ตอนที่ไมจ่ าเปน็ และจา นามาซง่ึ ความเสยี่ งปรบั เปลี่ยนรปู แบบการทางานและขอบเขตการดาเนนิ การ เปน็ ต้น 4. Transfer การกระจายหรอื ถา่ ยโอน คอื การลดโอกาสความนา่ จะเปน็ หรือลดความเสียหายโดยการแบง่ โอนการหาผ้รู ับผิดชอบในความเสี่ยง การจ้างบคุ คลภายนอกเปน็ ผดู้ าเนนิ การแทนและการจดั ประกนั ภยั เปน็ ตน้ ธร สนุ ทรายุทธ ( 2550: 25 ) ได้กลา่ วถงึ หลกั 4Ts สาหรับการบริหารความเสี่ยงว่านกั วิชาการด้านการบริหารความเส่ยี งจากหลายๆประเทศ ไดใ้ ห้เทคนิคที่จะกาหนดจดจาหลกั การบรหิ ารความเสยี่ งเอาไวอ้ ย่างง่ายวา่ คอื หลกั 4Ts ดังนี้ 1. Terminate การทาใหค้ วามเสย่ี งน้ันล้มเลกิ ไป สะดดุ หยดุ ไป ที่เสย่ี งก็กลบั กลายเปน็ ไม่เส่ยี ง หรอื ท่เี สย่ี งมากก็ลดน้อยลงกว่าเดมิ และหมดสน้ิ ไปในที่สดุ 2. Treat การเสาะแสวงหาแนวทางมรรควธิ ีการต่างๆ เพื่อชว่ ยจัดการกบั ปญั หานักแก้ไขปัญหามอื ฉมงั เรียกวา่ Sharp shooter เมือ่ มปี ญั หา ตอ้ งจดั การแกไ้ ขปัญหาใหไ้ ด้เสมอ 3. Tolerate อดทน ยอมรับความเส่ียงท่ีจะเกดิ ข้นึ เม่ือเกิดขนึ้ มาแล้วต้องทาหนา้ ที่การงานต่างๆ ต้องเดินทาง ตอ้ งตดั สินใจ ลว้ นแลว้ แตต่ อ้ งเผชญิ กับความเสีย่ งด้วยกนั ทง้ั สนิ้ เมื่อต้อง

39กระทาส่งิ ยาก ที่ตอ้ งสุม่ เสยี่ ง ต่อชวี ิต ทรพั ย์สิน ความสญู เสีย แตต่ ้องมนี ้าอดนา้ ทนต่อความเสย่ี งน้ันๆดว้ ย 4. Transfer ถา่ ยโอนความเสี่ยงไปใหบ้ ุคคลอ่นื รบั เอาไปแทน เชน่ บริษัทประกันไปใหแ้ ก่บรษิ ทั ประกนั ภยั ตอ่ เป็นต้น กิตติพันธ์ คงสวัสดิ์เกียรติ ( 2554: 56 - 58) ได้กล่าวว่า การแก้ไขป้องกันและจัดการความเสย่ี งของบรษิ ัท สามารถดาเนินการได้ดังนี้ คือ 1. การหลกี เลย่ี งความเสย่ี งท่ีจะเกิดข้ึน (Risk Avoidance) วิธกี ารนี้เป็นการแก้ไขปัญหาความเส่ียงในเบ้ืองต้น คือ เม่ือบริษัทพบว่ามีความเส่ียงใดท่ีอาจจะเกิดขึ้น บริษัทอาจทาการแก้ไขป้องกนั ในเบือ้ งตน้ ได้ คือ การหลกี เลยี่ งไม่ใหค้ วามเส่ยี งน้ันเกิดขึ้นได้ 2. การถ่ายโอนความเสยี่ งไปให้แก่ผอู้ ื่น (Risk Transfer) เป็นอีกวิธหี นึ่งของการป้องกันความเส่ียง คือ การถา่ ยโอนความเสีย่ งไปยังบุคคลท่ี 3 การถ่ายโอนความเส่ียงประเภทนี้เป็นประเภทท่ีเรามักจะเป็นที่รู้จักกันดี คือ การประกันภัย เช่น หากบริษัทเกรงว่าจะเกิดอัคคีภัยแล้วทาให้บริษัทเกดิ ความสญู เสยี บรษิ ัทจะถ่ายโอนความเสยี่ งดังกลา่ วไปยังบรษิ ัทประกันภัย ซง่ึ การประกันภัยน้ันจะสามารถทาได้กับทรัพย์สินหลากหลายชนิด เช่น อาคาร รถยนต์ โรงงาน เครื่องจักร ฯลฯ และการประกันภัยน้ันนอกจากจะกระทากับสินทรัพย์แล้ว ยังอาจป้องกันความผิดพลาดของการปฏิบัติงานของผบู้ ริหารหรือพนักงานของบรษิ ทั ท่ีอาจผดิ พลาดไดอ้ กี ด้วย 3. การควบคมุ ความเสีย่ ง (Risk Control) เป็นการควบคมุ ไม่ให้ความเสยี่ งน้ันเกิดปัญหาลุกลาม ซ่ึงอาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่อบริษัทในอนาคต โดยการควบคุมความเส่ียงนี้อาจกระทาได้สองทางคือ การกาจัดความเส่ียงออกไป และการลดทอนความเส่ียงที่เกิดขึ้น 3.1 การกาจัดความเสยี่ งออกไป (Risk Elimination) เป็นการกาจัดความเสี่ยงออกไปให้หมด โดยอาจทาได้โดยการยกเลิกกิจกรรมบางอย่างท่ีอาจเกิดความเสี่ยงต่อบริษัท หรืออาจเป็นการใช้อนุพันธ์ทางการเงินเพื่อกาจัดความเส่ียง เช่นการกาจัดความเส่ียงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ หรอื การกาจดั ความเสย่ี งจากความไมแ่ น่นอนใดๆ 3.2 การลดทอนความเสยี่ งที่จะเกิดขึน้ (Risk Minimization) เป็นกิจกรรมที่คล้ายกับการกาจัดความเสี่ยงแต่แนวทางในการป้องกันความเสี่ยงนี้จะไม่สามารถ กาจัดความเส่ียงท้ังหมดออกไปได้ ซ่ึงจะยังคงเหลือความเส่ียงอีกบางส่วนหลงเหลืออยู่ แต่จากการลดทอนความเส่ียงต่างๆแล้ว เช่น การผันผวนของราคาวัตถุดิบท่ีใช้ในการผลิต บริษัทอาจมีทางเลือกในการป้องกันความเส่ียงคือ การกาจัดความเส่ียง หรือการลดทอนความเสี่ยง ซ่ึงบริษัทจะต้องทาการตัดสินใจว่าจะใช้แนวทางใดในการป้องกันความเส่ียง เพราะการกาจัดความเส่ียงไปให้หมดนั้น อาจมีต้นทุนสูงมากกวา่ การลดทอนความเส่ียงเปน็ บางส่วน ซึ่งจะมีคา่ ใชจ้ ่ายในการดาเนินการถูกกวา่ ซึ่งการตัดสนิ ใจเลอื กแนวทางป้องกนั ความเสยี่ งน้ัน ตอ้ งพจิ ารณาถงึ ความคมุ้ ค่าดว้ ย

40 4. การยอมรบั ความเสย่ี ง (Risk Acceptance) เป็นทางเลือกท่ีบริษัทอาจเลือก ในกรณีที่การแกไ้ ขหรอื ปอ้ งกันความเส่ียงนั้นมีต้นทุนสงู กว่าผลกระทบท่ีจะเกิดข้นึ บรษิ ัทจึงต้องยอมให้ความเสี่ยงเหลา่ น้นั เกิดขึน้ โดยที่ไม่ทาการปอ้ งกันใดๆ จากการศกึ ษาวิธกี ารในการบรหิ ารความเส่ยี งจากหลายท่านสามารถสรปุ เปน็ ตารางได้ดงั น้ีตำรำงท่ี 2.1 สรปุ แนวความคิดวธิ ีการจดั การความเสี่ยง วธิ กี ารในการจดั การ นฤมล ดรอฟแมน ธร กิตตพิ นั ธ์ ความเสย่ี ง สะอาดโฉม ( Dorfman ) สุนทรายุทธ คงสวสั ดเิ์ กียรติ1. Take การยอมรบั    ความเสี่ยง2. Treat การลดความ   เสยี่ ง3. Terminate การ   หลกี เลี่ยงความเสีย่ ง4. Transfer การกระจาย   หรอื ถ่ายโอน5. การประกนั ภัย  ( Insurance )6. การควบคมุ ความเสี่ยง (Risk Control)ทม่ี า: นฤมล สะอาดโฉม (2550: 203); ดรอฟแมน(Dorfman, 1997); ธร สุนทรายทุ ธ (2550: 25); กติ ติพันธ์ คงสวัสดิเ์ กียรติ (2554: 56 - 58) จากตารางจะเหน็ ได้วา่ วธิ ีในการจดั การความเสี่ยง ส่วนใหญค่ ือ การจัดการความเสยี่ งโดยการยอมรับความเส่ยี ง การลดความเสยี่ ง การหลีกเล่ยี งความเส่ยี ง และกระจายหรือถา่ ยโอนความเสย่ี งมคี วามสอดคล้องกนั ดงั น้ัน การจัดการความเสย่ี งจึงนิยมใชก้ ัน 4 วิธี คือ 1. การยอมรบั ความเส่ียง2. การลดความเสย่ี ง 3. การหลีกเลย่ี งความเสีย่ ง 4. การกระจายหรอื ถ่ายโอนความเส่ียง

41 1.4 ประโยชนข์ องกำรจัดกำรควำมเส่ยี ง การจดั การความเส่ียงมปี ระโยชน์มากมาย มนี กั วิชาการไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชนใ์ นการจดั การความเสยี่ งไว้ดงั นี้ สนัน่ เถาชารี (2553) กลา่ วถึงประโยชนข์ องการบริหารความเสีย่ งไวว้ ่าการบรหิ ารความเส่ยี งช่วยให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมาย ในขณะที่ลดอุปสรรคหรือสิ่งที่ไม่คาดหวังที่อาจเกิดขึ้นท้ังในด้านผลกาไรและการปฏบิ ัติงาน ป้องกันความเสยี หายต่อทรัพยากรขององคก์ ร และสร้างความม่ันใจในการรายงานและการปฏิบตั ติ ามกฎระเบียบ การบริหารความเสีย่ งจงึ มปี ระโยชนท์ ่ีสาคัญคอื. 1. ลดความสญู เสียและส่ิงท่ไี ม่คาดหวังจากการดาเนินงาน การบรหิ ารความเสี่ยงช่วยให้องคก์ รตระหนักถงึ เหตกุ ารณ์ทอ่ี าจเกดิ ขึน้ ในทางเสยี หาย ประเมนิ ความเส่ียง และกาหนดวิธจี ดั การดังนนั้ จงึ ลดสงิ่ ทีไ่ ม่คาดหวังและการสญู เสียตอ่ ธุรกิจ 2. สร้างโอกาส การพจิ ารณาเหตกุ ารณ์ทัง้ หมดทีอ่ าจเกิดขนึ้ ตอ่ องค์กรโดยไม่จากัดเฉพาะความเสย่ี งท่เี ปน็ ความเสยี หายช่วยให้ผู้บริหารสามารถบง่ ชี้และใช้ประโยชนจ์ ากเหตุการณใ์ นเชงิ บวกได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพมากยิ่งขึน้ ธารชุดา อมรเพชรกุล (2546: 13 – 14) ได้กลา่ วถึงประโยชน์ของการจดั ทาระบบบริหารความเสย่ี งวา่ เป็นการนาระบบบริหารความเส่ยี งเขา้ มาใชใ้ นองค์กร จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ดา้ นต่างๆ ดงั น้ี 1. บคุ ลากรมีความเข้าใจการทางานมากขึ้น สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ ประเมนิ และระมัดระวังความเสี่ยงในหนา้ ท่ีของตนได้ ทาให้สามารถทางานไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพและบรรลุเปา้ หมายได้ 2. บคุ ลากรได้ฝกึ การคดิ แบบเป็นระบบและทนั สมยั มากย่ิงข้นึ 3. องคก์ รสามารถบรหิ ารการใช้ทรพั ยากรไดอ้ ย่างคุ้มคา่ และถูกตอ้ ง โดยมงุ่ เน้นการใช้ทรพั ยากรไปยังจดุ ท่มี ีความเสยี่ งสูง 4. ลกู คา้ ได้รับสินค้าและบริการทดี่ ี ปลอดภัยและนา่ เชอื่ ถอื 5. ชว่ ยลดโอกาสที่จะสูญเสยี และเพ่มิ โอกาสความสาเร็จของการทางาน 6. ทาให้ทราบถงึ ปัญหาลว่ งหนา้ และสามารถที่จะหาทางป้องกนั หรอื เตรียมวธิ ีแก้ไขไวก้ ่อนได้ 7. องคก์ รสามารถดารงชีวิตอยไู่ ด้อยา่ งย่งั ยนื และเติบโตอย่างต่อเนอ่ื ง

42 สงวน ชา้ งฉตั ร (2547: 17) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการวิเคราะห์การบริหารความเส่ียงว่านอกจากเกิดประโยชน์กับโครงการแล้วยังส่งผลถึงองค์การและลูกค้าที่มาใช้หรือขอรับบริการ อกี ด้วย ซ่งึ พอสรุปได้คือ 1. สามารถสรา้ งเสรมิ ความเขา้ ใจโครงการและจัดทาแผนท่ีใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้นในแงก่ ารประมาณค่าใช้จา่ ยและระยะเวลาดาเนนิ การ 2. เพิ่มพูนความเขา้ ใจความเสยี่ งในโครงการมากข้ึนโดยเฉพาะอย่างย่ิงผลกระทบท่ีจะเกิดกับโครงการหากจัดการความเส่ียงในโครงการมากข้ึนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบท่ีจะเกิดกับโครงการหากจัดการความเสย่ี งไม่เหมาะสมหรอื ละเลยการบริหารความเสี่ยงนน้ั 3. มีอสิ ระในการพจิ ารณาความเส่ยี งของโครงการ ซ่งึ จะชว่ ยให้การตัดสินใจจัดการความเสยี่ งใหม้ ปี ระสทิ ธผิ ลและประสทิ ธภิ าพมากขึน้ 4. ทาให้ยอมรับความเสี่ยงได้มากข้นึ และสามารถได้ประโยชน์จากการยอมรับความเสีย่ งน้ันได้มากขน้ึ ดว้ ย 1.5 แนวคดิ และทฤษฎีท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั กำรจดั กำรควำมเส่ยี ง สืบเนื่องจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกและเหตุการณ์ความล้มเหลวของธุรกิจขนาดใหญ่และหรือมีประวัติการก่อตั้งท่ียาวนานตามท่ีทราบกันดี เช่น ธนาคารแบริ่ง จากัด บริษัท เอนรอนจากดั บริษทั เวิร์ลคอม จากัด เปน็ ตวั อยา่ งท่สี ะทอ้ นให้เหน็ ถึงความลม้ เหลวของระบบควบคุมภายในขององค์กรเหล่าน้ัน และความไม่มีประสิทธิภาพของการตรวจสอบภายใน อันเป็นบทเรียนให้กับองค์กรอื่นๆ ท่ีจะต้องป้องกันตนเองจากความล้มเหลวและสูญเสียทางธุรกิจ จึงมีการผลักดันให้กระบวนการควบคุมภายในและการตรวจสอบภายในมีความสาคัญเพ่ิมสูงข้ึนโดยการออกกฎระเบียบจากหน่วยงานกากบั ดแู ลใหอ้ งค์กรทอี่ ยู่ภายใต้การการกากบั ปฏิบัตติ าม ซงึ่ ในตา่ งประเทศ หนว่ ยงานท่ีทาหน้าที่กากับได้มีการประกาศให้องค์กรที่อยู่ภายใต้การกากับ นาหลักการและแนวปฏิบัติตามแนวทางของ The Committee of Sponsoring Organization of the Tread way Commission ( COSO )1994 มาใช้เป็นกรอบในการจัดการควบคุมภายใน (วันเพ็ญ กฤตผล, 2550: 5 อ้างถึงใน ดวงใจชว่ ยตระกูล, 2550: 27) สาหรับประเทศไทยนั้นได้มีความตระหนักและตื่นตัวมากย่ิงข้ึนโดยประเทศไทยได้นาแนวคิดและหลักการดังกล่าวมาปรับใช้ในองค์กรต่างๆ มากข้ึน รวมทั้งในภาคราชการ ได้แก่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สานักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้จัดทาคาแนะนาการนามาตรฐานการควบคมุ ภายในไปใชใ้ น เชงิ ปฏบิ ตั ิ ลงวันท่ี 26 ตุลาคม 2544 โดยนาหลักการ 5 องคป์ ระกอบมาใช้คือ สภาพแวดล้อมของการควบคุม การประเมินความเสี่ยง กิจกรรมการควบคุมสารสนเทศและ การส่ือสาร รวมไปถึงการท่ีคอยเฝ้าติดตามประเมินผล (วันเพ็ญ กฤตผล, 2550: 5 อ้างถึงใน

43ดวงใจ ชว่ ยตระกูล, 2550 : 28) ในปี พ.ศ. 2546 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้จัดทาหนังสอื“ แนวทางการบริหารความเสยี่ ง” เพ่ือเป็นแนวทางเบ้ืองต้นเก่ียวกับ การบริหารความเสยี่ งขององค์กรต่างๆ ซึง่ รวมถึงบริษทั จดทะเบียนในตลาดหลกั ทรพั ย์ (ตลาดหลกั ทรัพย์แหง่ ประเทศไทย, 2546: 8)ทฤษฎที เ่ี กย่ี วข้องกบั ควำมเสย่ี ง ทฤษฎคี วำมเปน็ ไปได้ / ทฤษฎคี วำมนำ่ จะเปน็ ( Probability Theory )ทฤษฎีความน่าจะเป็นน้ี คือการศึกษาความน่าจะเป็นแบบคณิตศาสตร์นักคณิตศาสตร์จะมองความนา่ จะเป็นวา่ เป็นตวั เลขระหวา่ งศูนย์กบั หนง่ึ ทก่ี าหนดให้กบั “ เหตุการณ์” ( ความน่าจะเป็นทเ่ี ทา่ กบั 0ก็คือ ไม่มีโอกาสที่เหตุการณ์น้ันจะเกิดขึ้น แต่ถ้าความน่าจะเป็นเท่ากับ 1 แสดงว่าเหตุการณ์เหล่าน้ันเกิดข้ึนได้อย่างแน่นอน ) ที่เกิดข้ึนแบบสุม่ ความน่าจะเป็น P ( E ) ถูกกาหนดให้กับเหตุการณ์ E ตามสัจพจน์ของ ความน่าจะเป็นความน่าจะเป็นท่ีเหตุการณ์ E จะเกิดขึ้นเม่ือกาหนดให้อีกเหตุการณ์ F เกิดขึ้น เรียกว่าความน่าจะเป็นมีเงื่อนไข ของ E เมื่อให้ F โดยค่าความน่าจะเป็นคือ ( เม่ือ P ( F ) ไม่เป็นศูนย์ ) ถ้าความน่าจะเป็นมีเงื่อนไข ของ E เม่ือให้ F มีค่าเช่นเดียวกับความน่าจะเป็น ( แบบไม่มีเงื่อนไข ) ของ E เราจะกล่าวว่าเหตุการณ์ E และ F เป็นเหตุการณ์ท่ีเป็นอิสระต่อกันเชิงสถิติ เราจะสังเกตได้ว่าความสัมพันธ์น้ีเป็นความสัมพันธ์สมมาตรท้ังน้ีเนื่องจากการเป็นอิสระต่อกันน้ีเขียนแทนได้ความน่าจะเป็นมักจะถูกใช้บ่อย ๆ ในการอธิบายความหมายแบบกากวมของโอกาส (Ambiguity of Opportunity)ในการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ท่ีแน่นอน ในความหมายน้ีมันคือการวัดเชิงคุณภาพหรือการวิเคราะห์ซึ่งเกิดจากการนึกคิด ควรจะระลึกว่าความน่าจะเป็นมีความหมายที่แน่นอนทางเทคนิคและเป็น “การวัดโอกาส” ในทางวิทยาศาสตร์ น่ันคือ มันให้คานิยามทางปริมาณของความเป็นไปได้ท่ีจะเกิดเหตุการณ์ เหตุการณ์เดียวกันหรือหลายเหตุการณ์ความน่าจะเป็นในทางคณิตศาสตร์เป็นดรรชนีทางตัวเลขที่สามารถมีค่าเป็นไปได้ระหว่าง 0 ซ่ึงหมายถึง ไม่สามารถเป็นจริงได้ จนถึง 1 ซึ่งหมายถึง เป็นจริงแน่นอน(ปราชญา กลา้ ผจัญ, 2551 : 35 ) มาตราสว่ นของความนา่ จะเป็นไดแ้ สดงในรูป ตอ่ ไปนี้0 : ไม่สามารถเกิดได้จริง 0.5 : การโยนเหรยี ญ 1: เกิดขึ้นจริงอย่างแนน่ อนตวั อย่างการศึกษาพนั ธกุ รรมตามทฤษฎคี วามน่าจะเป็น (ทม่ี า ปราชญา กลา้ ผจญั , 2551 : 35 )แผนภำพที่ 2.3 แสดงตัวอยา่ งการศึกษาพันธุกรรมตามทฤษฎีความน่าจะเป็น

44 ทฤษฎีควำมไม่แนน่ อน ( The Uncertainty Principle) เป็นเรื่องหน่ึงที่มีความสาคัญ เป็นผลงานจากมันสมองของนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเวอรเ์ นอร์ ไฮเซนเบริ ก์ (Werner Heisen – berg) ทฤษฎนี เ้ี ป็นส่วนหน่ึงของการพัฒนาวิชาการเกี่ยวกับสงิ่ ที่เล็กที่สดุ ในจักรวาล ซง่ึ เรยี กว่า วิชาการสาขา ควันตัมฟิสิกส์ ( Quantum Physics ) ทฤษฎีความไม่แน่นอนนี้เนื้อหาว่า ในโลกของสิ่งที่เล็กท่ีสุดจะมีความไม่แน่นอนเกิดขน้ึ ทาให้ไม่สามารถหย่ังรู้ข้อมูลท่ีถูกต้องได้ เพราะการหย่ังรู้ของเราจะทาให้เกิดความไม่แน่นอน (ปราชญา กล้าผจัญ, 2551:37 – 38) 1.6 กำรนำระบบบริหำรควำมเสย่ี งมำใช้ในกระบวนกำรบรหิ ำรกำรศึกษำ กำรบริหำรควำมเสีย่ งในสถำนศกึ ษำ ในสถานศึกษาได้นาเอาระบบการบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการบริหารงานของผู้บริหารมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ดวงใจ ช่วยตระกูล (2551: 92) ได้ให้แนวคิดว่าการบริหารความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องใหม่สาหรับทางด้านการศึกษา แต่เป็นกิจกรรมซ่ึงมีการดาเนินงานอยแู่ ลว้ ในหลายเร่ือง เชน่ ความปลอดภัยของครูและนกั เรียน การควบคุมภาวะโภชนาการในโรงเรยี นการป้องกันอัคคีภัยและอุบัติภัย การรักษาความปลอดภัย ระบบประกันคุณภาพ การป้องกันอัคคีภัยการรายงานอุบัติการณ์ การใช้เคร่ืองมือท่ีปลอดภัย การเขยี นป้ายบอกเขตอันตราย ส่ิงเหลา่ นี้เรียกว่าโปรแกรมเก่ียวกับการบริหารความเส่ียง ส่ิงที่ขาดหายไปในการศึกษาส่วนใหญ่คือ การประสานกิจกรรมบริการความเสี่ยงเพื่อให้มีผู้ท่ีรู้ว่ากาลังเกิดความเสี่ยงอะไรขึ้น สถานศึกษากาลังเผชิญกับความเส่ียงอะไร กิจกรรมการบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาได้ผลเพียงใด ผลของการเชื่อมโยงองค์ประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกันคือ ระบบบริหารความเส่ียง ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของธร สุนทรายุทธ (2550: 209) ได้ให้แนวคิดว่า การบริหารจัดการความเสี่ยงที่เป็นระบบน้ัน จะต้องได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกคน ทุกฝ่าย ในหน่วยงานซึ่งต้องถือว่าเป็นกิจกรรมของทุกคนในองคก์ ร ผู้บรหิ ารจะต้องสร้างความเขา้ ใจให้ทุกคนตระหนักถึงภัยวิกฤต ความเส่ยี ง ทุกคนต้องทาทาเป็นประจาและทาอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ มีรูปแบบท่ีชัดเจน หลักการบริหารความเสี่ยงจะต้องมี 1. การวางแผนกลยทุ ธ์ 2. การวิเคราะหค์ วามเสย่ี ง 3. การควบคุมความเส่ียง ในการดาเนินงานปฏิบัติการจัดการความเส่ียง จะได้มาจากฝ่ายและองค์การมาช่วยกันประเมินความเส่ียงต่างๆ แล้วจัดลาดับว่า อะไรเป็นความเสีย่ ง ระดับมากน้อยเพียงใด รุนแรงแค่ไหนเพ่ือนาความเสี่ยงนั้นๆมาบริหารจัดการก่อนหลัง การพิจารณาตัวควบคุมความเสี่ยงทาให้เห็นสภาพ

45การบริหารความเสีย่ งในองคก์ รว่ามีการกาหนดอย่างไร การทาแผนปฏบิ ัติการบรหิ ารความเสี่ยง โดยเรียงจากลาดับว่าอะไรมาก่อนอะไรมาหลัง เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการบริหารความเสี่ยงท่ีมีรายละเอยี ดในเชิงปฏิบตั ิการ สามารถนาไปใช้ได้จรงิ ในหน่วยงาน2. แนวคดิ ทฤษฎีประสิทธิผลของสถำนศกึ ษำ 2.1 ควำมหมำยของประสิทธิผล ไดม้ ีผู้ให้ความหมายของประสทิ ธิผลไว้หลายทา่ น ดงั นี้ พทิ ยา บวรวัฒนา (2541: 176 – 177) ให้ความหมายของประสทิ ธิผล หมายถึง องคก์ รทจี่ ะดาเนินการบรรลุเป้าหมาย ท่ีตั้งใจไว้ ประสิทธิผลจึงเป็นเรื่องของความสาเร็จขององค์กรในการกระทาส่ิงตา่ ง ๆ ตามท่ีได้ต้งั เป้าหมายเอาไว้ อุษณยี ์ รกั ซอ้ น (2543: 36) กลา่ ววา่ ประสทิ ธผิ ล หมายถงึ การบรรลุเป้าหมาย หรอืวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา โดยผู้นาใช้ความสามารถในการบริหารและประสานงานในการผลิตนักเรียนท่ีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง และสามารถพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติในทางบวกตลอดจนสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งสามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียน จนทาให้เกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ซ่ึงเป็นการมองประสิทธิผลในภาพรวมท้ังระบบ ภารดี อนันต์นาวี (2545: 24) กลา่ ววา่ ประสิทธิผล หมายถึงการท่โี รงเรียนสามารถจดั การศึกษาให้สาเร็จโดยสามารถผลิตนักเรยี นที่มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นสูงและครูมีความพึงพอใจในการทางาน อทุ ัยวรรณ โชชน่ื (2546: 45) ใหค้ วามหมายของประสทิ ธผิ ล หมายถึง ความสามารถของโรงเรียนในการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีคุณภาพด้านการศึกษาและมีผลสัมฤทธ์ิตามเป้าหมายของโรงเรียน และตรงตามความต้องการของสังคม ปาลกิ า นธิ ิประเสรฐิ กุล (2547: 38) กลา่ วว่า ประสทิ ธิผล หมายถึง ความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่สูงขึ้น ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอก สามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียน ตลอดจนมีความสามารถในการบรู ณาการการผสมผสานเพอื่ ให้บรรลวุ ัตถุประสงค์ของโรงเรียนตามท่ไี ดต้ ง้ั ไว้ นิคม กันตะคะนันท์ (2548: 48) ใหค้ วามหมายของประสิทธิผลวา่ หมายถึง ความสามารถของผู้บริหารโรงเรียนและครูอาจารย์ท่ีปฏิบัติการสอนในโรงเรียน ท่ีสามารถดาเนินงานท้ังทางด้านการบริหาร และการจัดการเรียนการสอนจนทาให้นักเรยี นในโรงเรียนส่วนใหญม่ ีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉลีย่ ในระดับสูง

46 สุดา บุญเถ่ือน (2549: 61) กล่าวว่า ประสิทธิผล หมายถึง ความสามารถของผู้บริหารสถานศกึ ษาและครทู ีป่ ฏิบัตกิ ารสอนในสถานศกึ ษา ท่ีสามารถดาเนินงานท้ังทางด้านการบริหาร และการจัดการเรียนการสอน จนทาให้นักเรียนในสถานศึกษาส่วนใหญ่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉลย่ี อยู่ในระดับสูง อาภา ปยิ ารมย์ (2549: 39) กล่าวถึงความหมายของประสิทธผิ ลของสถานศึกษาว่า หมายถึงการทผ่ี ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาสามารถพฒั นานกั เรียนให้มผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสูงขนึ้ สามารถปรบั ตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมท้ังภายในและภายนอก สามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียน ส่งผลให้ครูเกิดความพึงพอใจในการทางาน การปฏิบัติงานบรรลุตามเป้าหมายที่ได้ต้ังไว้ และใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่อยา่ งจากัดใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสดุ เบนนิส (Bennis, 1989: 214-215) ท่านได้ให้ความหมายของประสิทธิผลไว้ว่า หมายถึงความสามารถในการปรับตัวเปล่ียนแปลงพัฒนาให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและความสามารถในการประสานสัมพันธ์ของสมาชิกในโรงเรียน เพื่อรวมพลังให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกนั ในการปฏบิ ัตภิ ารกจิ ฮอย และมเิ กล (Hoy, and Miskel, 2001: 289 – 300)ได้กล่าวถึงความหมายของประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี นว่า หมายถงึ การท่ีโรงเรียนสามารถผลิตนักเรียนท่ีมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นสงู สามารถพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติทางบวก สามารถปรับตัวกับส่ิงแวดล้อมท่ีถูกบีบบังคับได้ และรวมท้ังสามารถแก้ปญั หาภายในโรงเรยี นไดเ้ ปน็ อยา่ งดี จาก คว ามห มา ยขอ งป ระสิ ทธิ ผล ตาม ที่มี ผู้ใ ห้ คา นิย า ม ไ ด้ใ ห้ คว าม ห มา ย ไ ว้ ห ล าย ท่า นผวู้ ิจัยสามารถสรุปได้ดงั นี้ ประสทิ ธผิ ล หมายถึง การทผี่ ู้บรหิ ารสถานศกึ ษา สามารถผลิตนักเรยี นให้มีความสามารถทางการเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์สูง สามารถปรับตัวให้เข้ากับส่ิงแวดล้อมและการเปล่ียนแปลงได้ มีทัศนคติทางบวก สามารถแก้ปัญหาและมีความพึงพอใจในการปฏบิ ัติงานและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถประสานความสัมพันธ์ของครู บุคลากร และนกั เรียนให้ทางานร่วมกันได้อย่างมคี วามสุขและประสบผลสาเร็จ 2.2 แนวคดิ ทฤษฎเี ก่ยี วกบั ประสิทธิผล ผวู้ ิจยั ไดศ้ ึกษาแนวคดิ แนวคดิ ทฤษฎีเกย่ี วกับประสิทธิผลจากผู้รู้หลายทา่ น ดงั น้ี มอทท์ (Mott, 1972: 96 อ้างถงึ ใน สมั ฤทธิ์ กางเพ็ง, 2551: 32) ได้สร้างตัวแบบ (Model)งาน เกี่ยวกับการรบั ร้ปู ระสิทธผิ ลขององคก์ าร (Perceived Organizational Effectiveness) โดยการรวมเอาผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานที่สาคัญ 5 ประการ คือ ปริมาณของผลผลิต (Quantity of Product)คณุ ภาพของผลผลิต (Quanlity of Product) ประสทิ ธิภาพ (Efficiency) ความสามารถในการปรับตัว

47(Adaptability) ความสามารถในการยืดหยุ่น (Flexibility) โดยให้เหตุผลว่า เกณฑ์ท้ัง 5 เหล่าน้ันเป็นตัวกาหนดความสามารถขององค์การในการระดมพลังสาหรับการปฏิบัติการเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายและการปรับเปลี่ยนโรงเรียนที่มีประสิทธิผลจะทาให้เกิดผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนสูงขึ้นก่อให้เกิดเจตคตใิ นทางบวกของนกั เรยี นท่ีมากกว่าปรับตัวเข่ากับสภาพแวดลอ้ มได้ดีกว่า และสามารถแก้ปัญหาภายในได้ ซึ่งแนวคดิ นี้ไดย้ ึดตวั แบบท่เี น้นเป้าหมาย และระบบทรพั ยากร กบิ สัน และคนอ่ืน ๆ (Gibson, and Other, 1982: 27) ไดท้ าการศกึ ษาและกาหนดเกณฑ์ในการประเมินประสิทธิผลขององค์กรโดยใช้หลายเกณฑ์ ดังน้ี 1. ความสามารถในการผลิต2. ประสทิ ธภิ าพ 3. ความพึงพอใจ 4. ความสามารถในการปรับตัว 5. การพฒั นาและการอยูร่ อด พาร์สัน (Parson, 1960 : 99 อ้างถงึ ใน พรชัย เชื้อชูชาติ, 2546: 33) ได้เสนอความคิดในการวัดประสทิ ธผิ ลขององคก์ รโดยพจิ ารณาจาก 1. การปรบั ตวั เขา้ กบั สภาพแวดล้อม (Adaptation) 2. การบรรลเุ ปา้ หมาย (Goal Attainment) 3. การบรู ณาการ (Integration) 4. การคงไวซ้ ง่ึ ระบบคา่ นยิ ม (Latency) ฮอย และมิสเกล (Hoy and Miskel, 2001: 305 – 306 citing Mott. 1972) ได้เสนอแนวคดิในการประเมินประสทิ ธิผลองค์กรโดยพิจารณาจาก ความสามารถ 4 ประการ ได้ดงั น้ี1. ความสามารถในการปรับตัว 2. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน 3. ความพงึ พอใจในงาน 4. ความมุ่งม่ันในชวี ิต จากแนวคดิ แนวคดิ ทฤษฎเี กีย่ วกบั ประสิทธิผลสามารถเปรียบเทียบเปน็ ตารางไดด้ งั นี้

48ตำรำงท่ี 2.2 เปรียบเทยี บแนวคดิ ทฤษฎีเกีย่ วกับประสทิ ธผิ ลประสิทธิผลองค์กร มอทท์ กิบสนั และคน พารส์ ัน ฮอย และ อืน่ ๆ มิสเกล1. ความสามารถ    ในการปรบั ตวั2. ผลสมั ฤทธ์ิทาง    การเรยี น3. ความพงึ พอใจ  4. ความม่งุ มนั่ ในชวี ิต  5. การบรู ณาการ 6. การคงไวซ้ งึ่ ระบบ ค่านยิ ม7 ความสามารถในการ  ผลิต8. ความสามารถในการ ความยดื หยนุ่ทม่ี า : มอทท์ (Mott, 1972: 96 ); กิบสนั และคนอนื่ ๆ (Gibson, and Other, 1982: 27); พารส์ นั (Parson, 1960: 99 อา้ งถงึ ใน พรชยั เช้ือชูชาต,ิ 2546: 33); ฮอย และมสิ เกล (Hoy and Miskel, 2001: 305 – 306 ) จากตารางที่ 2.2 สามารถวิเคราะหไ์ ด้ดังนี้ 1. ประสิทธิผลองค์กรด้านความสามารถในการปรับตวั ตามแนวคดิ ของมอทท์ กบิ สนั และคนอ่ืนๆ พาร์สัน ฮอยและมิสเกล มคี วามสอดคลอ้ งกัน 2. ประสทิ ธผิ ลองค์กรดา้ นผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนตามแนวคดิ ของมอทท์ กบิ สนั และคนอ่ืนๆ พารส์ ัน ฮอยและมสิ เกล มีความสอดคลอ้ งกัน 3. ประสิทธผิ ลองคก์ รด้านความพงึ พอใจในงาน ตามแนวคดิ ของกิบสันและคนอนื่ ๆมีความสอดคลอ้ งกับแนวคิดของฮอยและมสิ เกล 4. ประสทิ ธิผลองคก์ รดา้ นความม่งุ มน่ั ในชวี ิตตามแนวคดิ ของกบิ สันและคนอ่ืนๆมคี วามสอดคลอ้ งกับแนวคดิ ของฮอยและมิสเกล

49 5. ประสิทธิผลองค์กรด้านการบูรณาการ มีความสอดคล้องกับแนวคิดของ พาร์สันประสิทธิผลองค์กรด้านการคงไว้ซ่ึงระบบค่านิยม มีความสอดคล้องกับแนวคิดของ พาร์สันประสิทธิผลองคก์ รด้านความสามารถในการผลิต มีความสอดคล้องกับแนวคิดของ มอทท์ กิบสันและคนอ่ืนๆ ประสิทธิผลองค์กรด้านความสามารถในการความยืดหยุ่นมีความสอดคล้องกับแนวคิดของมอทท์ จากแนวคิดแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับประสิทธิผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดของฮอย และมิสเกล (Hoy, and Miskel, 2001: 305 – 306 citing Mott. 1972) ในการประเมินประสทิ ธผิ ลองค์กร โดยพิจารณาจากความสามารถในการปรบั ตัว ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน ความพึงพอใจในงานความมุ่งม่ันในชีวิตมาใช้ให้สอดคล้องกับองค์กร แนวคิดของฮอย และ มิสเกล จะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับแนวคิดของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่และแนวคิดนี้สามารถประเมินจากประสิทธิผลของโรงเรียนได้อย่างแท้จริง ผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดของของฮอย และ มิสเกล เป็นตัวแปรตามในการวิจัยเพ่อื ให้เกดิ ความสมบรู ณ์ในด้านเนือ้ หา ผู้วจิ ยั นาเสนอดังน้ี 1. ความสามารถในการปรบั ตัว (Adaptation) หมายถึง ความสามารถขององคก์ ารทจี่ ะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกองค์การในฐานะที่โรงเรียนเป็นองค์การที่มีลักษณะเป็นระบบเปิดจึงต้องพร้อมรับการเปล่ียนแปลง หรือการปรับเปล่ียนเพื่อให้องค์การอยู่รอดโดยต้องพัฒนาองค์การให้สามารถทาหน้าที่ และดาเนินการต่อไปอย่างมีคุณภาพ (พักตร์สรสิรบณุ ยภัค, 2548: 65) ในขณะเดยี วกันท่าน กรฟิ ฟิธ (Giffiths, 1969 อ้างถงึ ใน พักตร์สร สริ บุณยภัค,2548: 65) ท่านได้ให้แนวคิดเก่ียวกับการปรับตัวด้านต่างๆเพ่ือรบั การเปลีย่ นแปลง ทางการบริหารไว้8 ประการ คอื 1) แรงกระต้นส่วนใหญใ่ นการปรับตัวในองคก์ ารมาจากภายนอกองคก์ าร 2) ความมากนอ้ ยแลความคงทนของการปรบั ตัวเป็นสดั สว่ นโดยตรงกับความเข้มขน้ ของสิ่งเร้าจากระบบใหญ่3) การปรับตัวในองค์การมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า ถ้าหากว่าผู้เข้าสู่ตาแหน่งบริหารสูงสุดมาจากภายนอกองค์การ 4) เมอื่ มีความกดดนั เพม่ิ อยา่ งต่อเน่อื ง ในระยะแรกระบบจะตอบสนองอย่างเฉอ่ื ยชาต่อมาจะตอบสนองอย่างเกินเหตุ ผลสุดท้ายก็ล่มสลายแบบจบส้ิน 5) จานวนนวัตกรรมรวมท่ีเกิดขึ้นน้ันเป็นสดั สว่ นสดั ส่วนอย่างผกผนั กับวาระการดารงตาแหน่งของผบู้ ริหารสูงสุด 6) ยิ่งมีระดับบังคับบัญชามากเพียงใด โอกาสปรับตัวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์การก็มีน้อยเพียงน้ัน 7) เมื่อมีการปรับตัวเกิดข้ึนมักมีการเกิดข้ึนจากส่วนบนไปส่วนล่างมากกว่าส่วนล่างไปส่วนบน 8) ยิ่งระบบย่อยทาหน้าที่ในการ กิบสนั (1973: 112) ได้สร้างแบบจาลองเพ่ือเป็นเกณฑ์ในการวัดประสิทธผิ ลในระยะกลางซ่ึงหมายความรวมไปถึงความสามารถของฝ่ายบริหารขององค์การในอันท่ีจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดข้ึนในสภาพแวดล้อมท่ีพอๆกับท่ีเกดขึ้นภายในองค์การ ความไม่มีประสิทธิผลในการบรรลุถึงการผลิตประสิทธิภาพและความพอใจอาจเป็นสัญญาณว่ามีความจาเป็นต้องปรับหรือดัดแปลงการปฏิบัติการในด้านการบริหารและนโยบายให้เหมาะสม หรือสภาพแวดล้อมจากการ

50เรียกร้องผลผลิตซ่ึงแตกต่างกัน หรือให้ตัวป้อนซ่ึงแตกต่างไปจากเดิม ซ่ึงก่อให้เกิดความจาเป็นท่ีจะต้องเปลี่ยนแปลง หากองค์การไม่สามารถหรือไม่ปรับตัว ความอยู่รอดขององค์การก็จะอันตรายดังน้ันความสามารถในการปรับตัวจึงเป็นเร่ืองสาคญั เร่ืองอีกเร่ืองหนึ่งที่จะทาให้เกิดประสิทธิผลของสถานศกึ ษา 2. ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน (Achievement) เปน็ สว่ นสาคัญอกี ประการหน่ึงทบ่ี ง่ บอกถงึประสิทธิผลของสถานศึกษา ต้องพจิ ารณาหลายๆดา้ นเช่น ด้านผเู้ รียน ด้านผู้สอน ด้านหลกั สูตร ด้านผู้บริหาร ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ดังนี้ กู๊ด (Good, 1973: 139) ได้อธิบายความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนไวว้ า่ หมายถงึ ความร้หู รอื ทักษะอันเกิดจากการเรยี นรู้ในวิชาต่างๆที่เรียนมาแล้ว ซ่ึงได้จากการสอบของครูหรือผู้รับผิดชอบการสอนหรือท้ังสองอย่างรวมกันอุทุมพร จามรมาน (2535: 55-80) ได้จาแนกลักษณะของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออกเป็นด้าน ดังนี้1) ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นดา้ นสมอง แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คอื ผลสมั ฤทธด์ิ ้านความจาความเขา้ ใจการนาไปใช้ และผลสัมฤทธท์ิ างด้านการวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินผล 2)ผลสัมฤทธิ์ทางดา้ นร่างกายและทักษะ แบ่งเปน็ 3 ประเภท คือ ผลสมั ฤทธด์ิ ้านร่างกาย ด้านทักษะกล้ามเนื้อ และผลสมั ฤทธด์ิ า้ นทกั ษะทางภาษาและคณติ ศาสตร์ 3. ความพงึ พอใจในงาน (Job satisfaction) การทบี่ ุคคลในสถานศึกษายอมรับนโยบายมาตรการ และข้อตกลงร่วมกันในการปฏิบัติงานของสถานศึกษา และเป็นท่ียอมรับของทุกคนในหน่วยงาน มีการปรับปรุงพัฒนาวิธีการพัฒนาสถานศึกษาใหม่ๆร่วมกัน มีความภาคภูมิใจกับผลการพัฒนา การเปล่ียนแปลง มีระบบการส่งเสริมสนับสนุนให้บุคคลากรมีโอกาสในการปฏิบัติงานร่วมกัน โดยทุกคนมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ บลัมและเนเลอร์(Bium and Nayler) ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจในการทางานคือ ผลรวมของทัศนคติต่างๆแสดงออกโดยผู้ปฏิบัติงาน ทัศนคติเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับงานท่ีปฏิบัติและเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ เช่น ค่าจ้าง ความม่ันคง สภาพการทางาน โอกาสความก้าวหน้า การได้ยอมรับนับถือความยุติธรรม ความสัมพันธท์ างสงั คม การไดร้ บั การดูแลเอาใจใส่และความยุติ 4. ความมุ่งมั่นในชวี ิต (Central life interes) หมายถึง การที่บุคคลท่มุ เทอทุ ิศเวลาในการทางาน ให้ประสบผลสาเร็จโดยมีความมุ่งมั่น ต้ังใจ เอาใจใส่ในการปฏบิ ัติงานอย่างจริงจังอดทนต่อความยากลาบาก อดทนต่ออุปสรรคต่างๆจนเป็นผลให้งานประสบผลสาเร็จอย่างดีงาม ดังที่ โกวิทประวาลพฤกษ์ (2538: 56-57 อ้างถึงใน พรสุณีย์ หงษ์ลอย 2550: 50) ได้กล่าวถึงความมุ่งม่ันในการปฏบิ ัติงานไว้ 8 ประการ คือ 1) การริเริ่ม พยายามปรับปรงุ งานให้เร็วและดีย่ิงข้นึ 2) นิยามการใช้นวัตกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาได้ตรงจดุ ต้องคิดหาทางแก้ปญั หาให้รอบคอบ แลว้ จึงลงมือเพือ่ ลดและแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) มีความขยัน ทางานอยู่ตลอดเวลา ไม่หนีงาน ไม่หยุดงานบ่อย4) การมุ่งม่ันในผลสาเร็จ ไม่ละเลยทิ้งงานกลางคัน 5) การปรับปรุงได้ไม่จากัดอยู่เพียงงานเดียวหรือ

51วธิ เี ดยี ว สามารถปรบั ตัวเขา้ กบั วธิ กี ารใหม่และยอมรบั วิธกี ารที่ดีกว่า 6) ภาคภมู ิใจในผลงานคอื ทางานเพอื่ ผลงาน มิใช่ทางานเพอ่ื รางวัล 7) การร่มมอื ทางานรว่ มกบั ผู้อืน่ ทางานเป็นทีม และ 8) การตรงต่อเวลาไม่เขา้ งานชา้ ไม่เลิกงานกอ่ นกาหนด นดั หมายตรงเวลา 2.3 กำรประเมินประสทิ ธิผลของสถำนศกึ ษำ มาโฮนี และเวทท์เชล (Mahoney, and Weizel, 1969 อ้างถึงใน Steers, 1977: 44) ได้ให้ทรรศนะว่าเกณฑ์ประสิทธภิ าพขององค์การธรุ กจิ และหน่วยงานวิจัยและพัฒนา ได้แก่ ความสามารถในการผลิต การสนับสนุนการใช้ การวางแผน ความเชื่อถือได้และความคิดริเริ่ม ส่วนเกณฑ์ประสิทธผิ ลของหนว่ ยงานวจิ ยั และพัฒนาความใช้ความนา่ เชอ่ื ถือได้ ความร่วมมือและการพัฒนา ฮอย และมิสเกล (Hoy, and Miskel, 2001: 305 – 306 citing Mott. 1972 ) ได้เสนอการประเมินประสทิ ธิผลองค์การโดยพจิ ารณาจาก ความสามารถ 4 ประการ ไดด้ งั นี้ 1. ความสามารถในการปรับตัว หมายถึง ความรู้ ความสามารถของครูและบุคลากรในการปรับตัว ให้เข้ากับสถานการณ์ การปฏิบัติงานในหน้าที่ให้บรรลุวิสัยทัศน์และพันธกิจของสถานศึกษา สามารถแก้ปัญหาและควบคุมสถานการณ์ เร่งด่วน ยอมรับและปรับเปลี่ยนการทางานตามนโยบายใหม่และปรับเปล่ียนการบริหารงาน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบรหิ าร 2. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หมายถงึ ผลลัพธ์ของการจัดการศึกษา โดยนักเรียนได้รบัการยกย่องชมเชยหรือรางวัลทางด้านวิชาการ สามารถสอบแข่งขันเข้าเรียนต่อได้ ศึกษาค้นคว้าหาความรแู้ ละพฒั นาตนเอง มคี วามรับผิดชอบ มสี ขุ ภาพรา่ งกายแขง็ แรง และสขุ ภาพจิตดี มีคณุ ธรรมและจริยธรรมเหมาะสมกบั วัย ผูป้ กครองพึงพอใจในการจดั การเรยี นการสอนของสถานศึกษา ความมีระเบยี บวนิ ยั คณุ ธรรม ความประพฤติของนักเรยี น 3. ความพึงพอใจในงาน หมายถึง การที่บุคลากรในสถานศึกษายอมรับนโยบายมาตรการและข้อตกลงร่วมกันในการปฏิบัติงานของสถานศึกษา มีความพึงพอใจและภูมิใจในระบบการบริหารงานของสถานศึกษา ปรับปรุงพัฒนาวิธีการปฏิบัติงานตามหน้าท่ีด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ท่ีมีคุณค่าต่อการพัฒนาสถานศึกษา มีระบบการส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรมีโอกาสก้าวหน้าในตาแหนง่ หน้าทก่ี ารงานทุกคน 4. ความมุ่งมั่นในชีวิต หมายถึง การที่คณะครูบุคลากรในสถานศึกษามีความตระหนักในภาระหน้าท่ีของตนและส่วนรวม ทุ่มเทอุทิศเวลาในการทางาน เพื่อให้ได้ตามเกณฑ์หรือตัวชี้วัดที่สถานศกึ ษากาหนดโดยมงุ่ ไปทผี่ ลสมั ฤทธข์ิ องนกั เรยี นมีแผนการพัฒนาส่งเสรมิ บคุ ลากร การประเมินประสิทธิผลของโรงเรียน ได้มีผู้เสนอการประเมินโดยพิจารณาจากความสามารถหลายประการ เช่น ความสามารถในการผลิต การสนับสนุนการใช้ การวางแผน

52ความเช่ือถือได้และความคิดริเริ่ม ความสามารถในการการปรับตัว ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความพึงพอใจในงาน ความมงุ่ มนั่ ในชวี ติ 2.4 สภำพกำรจัดกำรศึกษำในเขตพน้ื ทีก่ ำรศึกษำปทุมธำนี จังหวัดปทุมธานี มีโรงเรียนสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน191 โรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จานวน 103 โรงเรยี นสังกัดสานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 2 จานวน 67 โรงเรยี น สังกดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 4 ปทุมธานี จานวน 21 โรงเรยี น มุ่งส่งเสริมพัฒนาระบบการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด ให้ดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล มีการปฏิบัติและวัดผลสาเร็จของงานอย่างเป็นรูปธรรม สามารถตรวจสอบได้ มีการนิเทศติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการศึกษาอย่างท่ัวถึงและต่อเน่ือง เพ่ือให้สถานศึกษามีความเขม้ แข็งในการบรหิ ารและการจัดการศึกษา ตามแนวปฏิรูปการศึกษาอย่างมีคณุ ภาพ และได้มาตรฐาน มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปีงบประมาณ 2552 และผลการดาเนินงาน (กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจดั การศึกษา สพท.ปทมุ ธานี เขต 2: 17-55 ) ดงั น้ี 1. การนเิ ทศการบรหิ ารและการจดั การศกึ ษา มขี ้ันตอนและผลการดาเนินงานตามโครงการ /กจิ กรรมดังน้ี 1.1 โครงการยกระดบั คุณภาพการศกึ ษาสถานศึกษาสู่มาตรฐานการศึกษา ด้วยระบบเครอื ข่ายสถานศึกษา 1.2 โครงการหลักสูตรการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน ประชมุ ปฏิบตั ิการพัฒนาศักยภาพบคุ ลากรโรงเรียนต้นแบบการใชห้ ลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 1.3 โครงการพัฒนาการจดั การศึกษาพิเศษ 1.4 โครงการพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษาสาหรบั นกั เรยี นทีม่ ปี ญั หาทางการเรยี นรู้ 1.5 โครงการพัฒนาอจั ฉริยภาพผ้มู ีความสามารถพิเศษ 1.6 โครงการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาปฐมวยั 1.7 โครงการโรงเรียนดีใกลบ้ ้าน ( โรงเรียนในฝนั )งำนนิเทศตำมกลุม่ สำระกำรเรียนรู้ แยกตำมกลุม่ สำระ ดังนี้ 1. กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย 1.1 โครงการสง่ เสริมนสิ ยั รักการอา่ น 1.2 โครงการคา่ ยสรา้ งสรรคส์ ตปิ ัญญา “ สนกุ สนาน อ่านเขียน” 1.3 โครงการจัดการความรูเ้ พื่อขบั เคลื่อนนวัตกรรมคุณภาพการเรยี นการสอน ภาษาไทยระดบั ชว่ งชั้นที่ 1

53 2. กลมุ่ สาระการเรียนรูค้ ณิตศาสตร์ 2.1 พัฒนาศักยภาพของครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใชโ้ ปรแกรม The Geometer’sSketchpad ( GSP ) เบ้ืองตน้ 2.2 โครงการพฒั นาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ 2.3 โครงการพฒั นาการเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์ระบบทางไกล ( ETV) 3. กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3.1 โครงการพฒั นาโรงเรียนวถิ พี ุทธ 3.2 โครงการสง่ เสริมและพัฒนาโรงเรียนคณุ ธรรมช้ันนา 3.3 โครงการนอ้ มนาปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงสกู่ ารปฏิบัติ 3.4 โครงการประชาธปิ ไตย 4. กลุ่มสาระการเรียนรสู้ ขุ ศึกษาและพลศกึ ษา 4.1 โครงการอบรมครูผู้สอนฟุตซอล 5. กลมุ่ สาระการเรียนรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี 5.1 โครงการส่งเสรมิ พฒั นาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาตอ่ ยอดองค์ความรู้ศิลปะหัตถกรรมนกั เรยี นระดบั ชาติ ด้านเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ กจิ กรรม Homepage 5.2 โครงการอบรมปฏบิ ัติการวิทยากรแกนนาหลกั สตู รบูรณาการใชเ้ ทคโนโลยเี พือ่ยกระดบั การเรียนการสอน 6. กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 6.1 โครงการเสรมิ ประสทิ ธภิ าพการเรยี นรสู้ าหรบั ครูวทิ ยาศาสตร์ เพอ่ื ยกระดับผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน 7. กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 7.1 โครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาองั กฤษ 7.2 โครงการพฒั นาการเรยี นการสอนภาษาจนีด้ำนกำรศึกษำคน้ คว้ำทำงวชิ ำกำร ผลติ ส่อื / นวัตกรรมทำงกำรศกึ ษำ ผลงานทเ่ี กิดจาการดาเนนิ โครงการ ส่งเสรมิ และสนับสนนุ ให้โรงเรียนเข้มแข็งข้ึน มผี ลการปฏิบัตงิ านทีเ่ ปน็ ประโยชนห์ ลายโครงการ ดังน้ี 1. โครงการพัฒนานักเรยี นทีม่ ีปญั หาการอา่ น การเขยี น 2. โครงการโรงเรยี นแกนนาขบั เคลอ่ื นการคิดสหู่ ้องเรยี น 3. โครงการพฒั นาส่อื การเรยี นรทู้ ่สี อดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง 4. โครงการการสง่ เสรมิ การผลติ และพัฒนาสอื่ อเิ ลค็ ทรอนิคส์ 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้

54ดำ้ น ผบู้ รหิ ำร / ครู 1. โครงการประเมินผบู้ ริการเดน่ ครูเกง่ นกั เรยี นดี เป็นการสรา้ งขวญั และกาลังใจในการ ปฏบิ ตั งิ าน ดว้ ยการยกยอ่ งเชิดชเู กียรติ เปน็ การสรา้ งผูน้ าแบบอย่างท่ดี ี กำรดำเนินงำน 1. จัดทาเกณฑ์การประเมินบคุ ลากรทง้ั 3 กลุม่ 2. ประชาสมั พันธใ์ ห้โรงเรยี นในสังกัดทราบทางเว็บไซต์ 3. จัดตั้งคณะกรรมการ และประชมุ คัดเลอื กประธานศูนย์เครอื ข่ายแบบย่งั ยนื 4. ดาเนนิ การประเมินระดบั เขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษา ตามเกณฑ์ที่จดั ทาไว้แล้ว 5. ประกาศผลการประเมนิ / มอบโลเ่ ชิดชูเกยี รติ ผลท่ไี ดร้ บั การคดั เลอื กบุคคลดเี ดน่ ประเภทตา่ งๆ ช่วยสนับสนุนให้การทางานมปี ระสิทธิภาพได้รบัการยกย่องและเผยแพร่ 2. โครงการประเมินและพัฒนาครูผู้สอนภาษาไทย การใช้ภาษาไทยเป็นทักษะที่สาคัญในการสื่อสาร โดยเฉพาะการเรียนรู้ในเร่ืองต่าง ๆครูผู้สอนภาษาไทย เป็นบุคคลสาคัญที่จะทาให้การเรียนรู้ของนักเรียนเดินไปสู่ความสาเร็จได้อย่างดีแต่เนื่องจากครูผู้สอนภาษาไทยบางส่วนสอนไม่ตรงวุฒิ ทาให้ขาดทักษะและความรู้ ในการจัดการเรยี นการสอนการทดสอบความรคู้ วามสามารถทางดา้ นภาษาไทยจึงจาเปน็ ตอ้ งดาเนนิ การ ผลกำรดำเนนิ กำร จากผลคะแนนทาให้ทราบระดับความรู้ ความสามารถของครูผสู้ อน เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการปรบั ปรุง และส่งเสรมิ ใหม้ ีประสิทธิภาพมากขน้ึ สรปุ ไดว้ า่ ผลการดาเนินงานของสานักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาปทมุ ธานี เขต 2ปกี ารศึกษา 2552 ไดม้ กี ารจดั โครงการเพื่อพฒั นาครู และเพอ่ื พฒั นาผลสัมฤทธ์ขิ องนักเรียนจานวนมาก ทงั้ นเ้ี พอ่ื เป็นการสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ให้ครูศกึ ษาหาความรู้เพ่อื เติม ตลอดจนแนวทางในการดาเนินงานเพอ่ื ยกระดับผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนกั เรยี น และได้จดั โครงการสร้างขวัญและกาลังใจใหก้ บั ครูและผู้บริหาร เพื่อเป็นกาลงั ใจใหค้ รูปฏบิ ัติหนา้ ทใ่ี หม้ ีประสทิ ธิภาพมากข้ึน

55 2.5 แนวทำงกำรจดั ทำระบบบริหำรควำมเส่ียงของสำนักงำนเขตพื้นทก่ี ำรศึกษำปทมุ ธำนี ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สานักงาน ก.พ.ร.กาหนดให้การดาเนินงานบรหิ ารความเส่ยี งเป็นสว่ นหนึ่งของตัวชี้วัดในคารับรองการปฏิบัติราชการ มิติที่ 4 : มิติด้านการพัฒนาองคก์ ร ตัวชี้วัดที่15 ระดับความสาเร็จของการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) น้าหนักร้อยละ 20ในการดาเนินงานได้กาหนดให้ส่วนราชการต้องมีการวิเคราะห์ และบริหารจัดการความเส่ียงตามประเด็นยุทธศาสตร์ให้ครบถ้วนทุกประเด็นยุทธศาสตร์ของส่วนราชการ โดยคัดเลือกแผนงาน /โครงการท่ีสาคัญและมีผลกระทบสูงต่อการบรรลุความสาเ ร็จตามประเด็นยุทธศาสตร์ที่ได้รับงบประมาณอย่างน้อยประเด็นยุทธศาสตร์ละ 1 แผนงาน / โครงการ มาดาเนินการบริหารจัดการความเส่ยี ง เพ่ือจัดการกับการเปลย่ี นแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่อความสาคัญหรอื การบรรลุเป้าหมายของแผนงาน / โครงการ โดยสานักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาปทมุ ธานี มอบหมายให้กลุ่มอานวยการเปน็ผรู้ บั ผดิ ชอบในการดาเนนิ งาน การจัดกระทาระบบบริหารความเสี่ยงของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาปทุมธานี มีส่วนช่วยให้หน่วยงานสามารถวิเคราะห์โอกาสและผลกระทบที่จะเกิดขนึ้ จากความเสีย่ งในการปฏิบัติงานตามโครงการสาคัญ ตามยุทธศาสตร์ของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาปทุมธานี ตลอดจนการปฏิบัติงานตามภารกิจหลักของหน่วยงาน เพื่อกาหนดมาตรการหรือแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงให้หมดไปหรืออยู่ในระดับที่ยอมรับได้ อันจะส่งผลให้การปฏิบัติงานตามโครงการ /ภารกิจบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากน้ี การจัดกระทาระบบบริหารความเสี่ยงยังมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์องค์การและภายในองค์กร อันจะนามาซึ่งการประสานการทางาน การติดต่อแลกเปล่ียนข้อมูลและความร่วมมือในการดาเนินการต่างๆ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการบรหิ ารราชการแผน่ ดิน(กลุ่มอานวยการฝา่ ยเลขานุการสพท.ปทมุ ธานี เขต1, 2553: 1 )3 . กำรบริหำรควำมเสย่ี งของสำนกั งำนเขตพื้นท่กี ำรศึกษำปทุมธำนี 3.1 ปัจจัยแห่งควำมสำเร็จในกำรบริหำรควำมเสี่ยงของสำนักงำนเขตพื้นท่ีกำรศึกษำปทมุ ธำนี การบริหารความเส่ียงของสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาปทุมธานีจะประสบความสาเร็จได้มากน้อยเพยี งใดขน้ึ อย่กู ับปจั จยั ดงั นี้ (กลุ่มอานวยการฝ่ายเลขานุการ สพท.ปทุมธานี เขต1, 2553: 2 ) 1. ผู้บริหารระดับสูงต้องให้การสนับสนุน มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดนโยบายในการบริหารความเสี่ยงขององค์กรมายังหน่วยงานระดับล่าง เห็นชอบให้มีการนาความเส่ียงที่จะทาให้หนว่ ยงานไมบ่ รรลุผลสาเร็จในการปฏบิ ัติงานมาจดั ทาแผนบริหารความเสย่ี ง ตลอดจนกากับ ติดตามการดาเนินงานตามแผนบริหารความเสย่ี งอยา่ งใกล้ชิด

56 2. การสื่อสารทาความเข้าใจกับบุคลากรทกุ ระดับในองคก์ ร ใหม้ ีความเข้าใจในทิศทางเดยี วกันวา่ การบริหารความเส่ยี งไม่ไดเ้ ปน็ เรือ่ งทบ่ี ่งบอกถงึ ความผดิ พลาดในการดาเนินงานขององคก์ รแตก่ ารบรหิ ารความเส่ียงเป็นเคร่อื งมอื ทจ่ี ะชว่ ยให้องค์กรสามารถดาเนนิ งานไดบ้ รรลุผลสาเร็จตามเปา้ หมายท่กี าหนดไว้ 3. การสนบั สนนุ ใหบ้ ุคลากรทกุ ระดบั มสี ่วนร่วมและมีเปา้ หมายในการดาเนนิ การตามแผนบริหารความเสี่ยงรว่ มกัน 4. นาการบริหารความเสยี่ งมาปฏิบตั อิ ยา่ งทว่ั ท้ังองคก์ รในทกุ ๆกจิ กรรมการปฏิบตั งิ านโดยกระทาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง และสมา่ เสมอ 5. การเช่ือมโยงการบริหารความเสีย่ งเข้ากบั โครงสรา้ งการปฏิบตั งิ านเดิม โดยถอืการบริหารความเสยี่ งเป็นสว่ นหนึ่งของการปฏิบัติงานในทุกๆกิจกรรม ภายใตภ้ ารกิจท่สี ว่ นราชการรับผดิ ชอบ 3.2 ปจั จยั แหง่ ควำมลม้ เหลวในกำรบรหิ ำรควำมเสย่ี งของสำนักงำนเขตพืน้ ที่กำรศกึ ษำปทุมธำนี สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาปทุมธานีได้กล่าวถึงปัจจัยแห่งความลม้ เหลวในการบริหารความเสี่ยงของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาปทุมธานี (กล่มุ อานวยการฝ่ายเลขานุการ สพท.ปทุมธานีเขต1, 2553: 3 )ไว้ดังน้ี 1. ผบู้ รหิ ารไม่ใหก้ ารสนบั สนุน โดยมีความเข้าใจว่าการบรหิ ารความเส่ียงเป็นเรอ่ื งที่บง่ บอกถงึ ความผิดพลาดการบรหิ ารงานขององคก์ ร และไมย่ อมรบั ท่จี ะนาความเสีย่ งท่ีแทจ้ รงิ ของหน่วยงานมาไว้ในแผนบรหิ ารความเส่ยี ง 2. ขาดการสอ่ื สารท่ีดี ครูและบคุ ลากรในองคก์ รมีความรู้เรอ่ื งการบริหารความเสีย่ งเฉพาะผเู้ กี่ยวข้องกบั การจัดทาระบบบรหิ ารความเส่ียง โดยไม่มีการถา่ ยทอดความร้เู กย่ี วกบั การจัดทาระบบบรหิ ารความเสย่ี งใหก้ ับเจ้าหน้าท่ีทุกระดับในหน่วยงาน ทาให้บุคลากรขององค์กรไมเ่ ขา้ ใจว่าการบรหิ ารความเสยี่ งมีสว่ นชว่ ยให้องคก์ รบรรลุผลสาเรจ็ ในการปฏบิ ัตงิ าน จงึ ไมใ่ ห้ความสาคญั และมคี วามคดิ วา่ การบริหารความเส่ียงเปน็ เร่ืองนา่ เบ่ือหน่วย 3. ผมู้ ีหนา้ ที่ประเมนิ ความเสยี่ ง ไมไ่ ดว้ เิ คราะห์ความเส่ยี งของหนว่ ยงานตามความเปน็ จริงโดยมีความเหน็ ว่าหนว่ ยงานของตนไม่มีความเสยี่ ง จึงประเมินความเส่ียงโดยให้คะแนนอยใู่ นระดบัตา่ ทาใหค้ วามเสย่ี งของหนว่ ยงานไมต่ อ้ งนามาจดั ทาแผนบรหิ ารความเสย่ี งของสานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาปทมุ ธานี 4. การบรหิ ารความเสย่ี ง ไม่สามารถดาเนินการได้ทวั่ ทง้ั องคก์ ร ทาใหบ้ คุ ลากรในองคก์ รไม่เหน็ ถึงประสทิ ธผิ ลของการบริหารความเสยี่ งวา่ มสี ว่ นให้องคก์ รบรรลุผลสาเร็จได้อยา่ งไร

574. งำนวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้อง 4.1 งานวจิ ยั ในประเทศ 4.1.1 งานวจิ ัยท่เี กย่ี วขอ้ งกับการจัดการความเส่ียง ธารชุดา อมรเพชรกุล (2546: บทคัดย่อ) ได้ศึกษางานวิจัยเรื่องการพัฒนาระบบบริหารความเส่ยี งในสว่ นการพัสดุสานักบริหารแผนและการคลงั จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั พบว่าความเสี่ยงแบง่ ออกเป็น 8 ประเภท คือ 1. ความเสี่ยงอนั เนอ่ื งมาจากการดาเนินงาน 2. ความเสย่ี งอนั เน่ืองมาจากบุคลากร 3. ความเสี่ยงอันเน่อื งมาจากการเงิน 4. ความเสย่ี งอันเน่ืองมาจากกลยุทธก์ ารบริหารงาน 5. ความเสย่ี งอันเนื่องมาจากสภาวะการแข่งขนั 6. ความเสี่ยงจากค่คู า้ และลูกคา้ และผ้ใู ชบ้ ริการ 7. ความเสย่ี งอนั เนือ่ งมาจากกฎระเบียบ กฎหมาย 8. ความเสี่ยงอนั เน่ืองมาจากภาวะเศรษฐกิจ การเมือง ประกอบ กุลเกลี้ยง (2550: บทคดั ย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง รปู แบบการบรหิ ารความเสีย่ งเพื่อป้องกันคอรัปชั่นในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พบว่าการคอรัปช่ันท่ีเกิดข้ึนในสังคมไทย ได้ลุกลามไปสู่สถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐ มีความสลับซับซ้อน และยากแก่การตรวจสอบเช่นเดียวกับการคอรัปชั่นในสงั คมอ่ืนๆ พฤติกรรมคอรัปชั่นที่นิยามในงานวิจัยครั้งนี้ คอื การทาหรือใช้เอกสารปลอม การใช้เวลาราชการไปหาประโยชน์แก่ตนเอง การออกคาส่ังสถานศึกษาที่ขัดต่อระเบยี บกฎหมาย การปฏิบัติหรอื ละเวน้ การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีโดยมิชอบหรอื โดยทุจริต การละท้ิงหรอื การทอดท้ิงหนา้ การพจิ ารณาความดีความชอบ ขดั ต่อหลกั เกณฑ์วธิ กี ารทก่ี าหนด การล่วงละเมิดสทิ ธเิ ด็กการประพฤติมิชอบในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ การประพฤติมิชอบในการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน ฯลฯ ผลการวิจัยพบว่า การคอรัปช่ันยังมีปรากฏในสังคมไทยและในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานและมีความซับซ้อนยากแก่การตรวจสอบ เน่ืองจากวัฒนธรรมของคนไทย และของข้าราชการครูในสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน และการจัดโครงสร้างสถานศึกษาไม่สอดคล้องต่อภารกิจท่ีเปลี่ยนไปสู่การกระจายอานาจ รูปแบบการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันคอรัปชั่นในสถานศึกษาพบว่า มีองค์ประกอบต่างๆคือ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ ดัชนีชี้วัดรูปแบบ แนวคิดพ้ืนฐานของรปู แบบประกอบด้วยหลักการจัดการความเส่ียงหลักการกระจายอานาจแบบการมีสว่ นรว่ ม หลกั การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร และหลักการควบคุมองค์กร แต่ละหลักประกอบด้วยแนวทางการปฏิบัติและใช้การตรวจ สอบความตรงของรปู แบบโดยการจดั การสมั มนาขัดเกลา่ สาธารณะรปู แบบ

58 ดวงใจ ช่วยตระกูล (2551: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การบริหารความเส่ียงในสถานศึกษาระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พบว่า ปัจจัยความเส่ียงในสถานศึกษาระดับการศึกษาระดับการศึกษาขนั้ พ้นื ฐานประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ ด้านการเรยี นการสอน ด้านการเงิน ด้านความมั่นใจทางการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารจัดการความปลอดภัย โดยปัจจัยความเสยี่ งของสถานศกึ ษาในเมือง นอกเมืองและในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคญัทางสถิติท่ีระดับ .05 แนวทางการบริหารความเส่ียงในสถานศึกษาระดับการศึกษาขนั้ พื้นฐานพบว่าปัจจัยความเส่ียงด้านการเรียนการสอนควรใช้วิธีการบริหารความเส่ียง โดยการควบคุม และหามาตรการในการป้องกันความเสี่ยงรวมไปถึงถ่ายโอนความเสย่ี ง ปัจจัยความเสี่ยงด้านการเงินควรใช้วิธีการบริหารความเส่ียงโดยการควบคุมและหามาตรการในการป้องกันความเส่ียง ปัจจัยความเส่ียงด้านความมั่นใจทางการศึกษาควรใช้วิธีการควบคุมและหามาตรการในการป้องกันความเสี่ยงรวมถึงการมีสว่ นรว่ มของภาคีคือชุมชน ผูป้ กครองและผปู้ ระกอบการ ปัจจัยความเสยี่ งด้านสง่ิ แวดลอ้ มควรใช้วิธีการบริหารความเส่ียงโดยการควบคุมและหามาตรการในการป้องกันความเสี่ยงรวมไปถึงถ่ายโอนความเส่ียง ปัจจัยความเสี่ยงด้านการบริหารการจัดการความปลอดภัยควรใช้วิธีการควบคุมและหามาตรการในการป้องกันความเส่ียงรวมไปถึงการมีส่วนร่วมของนักเรียน ผู้ปกครอง บุคลากรในสถานศึกษา ชมุ ชน คณะกรรมการสถานศกึ ษาและผทู้ ี่เกีย่ วข้อง สุกิจ กรีเจริญ (2552: บทคัดย่อ) วิจัยเรื่องการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงในการบริหารโรงเรียนกวดวิชา พบว่า ปัจจัยบุคคลในด้าน อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทางานดา้ นการบรหิ ารโรงเรียนกวดวิชาต่างกันไม่มีผลต่อปัจจัยเสีย่ งในการบริหารโรงเรยี นกวดวิชาแตกต่างกัน เม่ือวิเคราะห์ระดับการบริหารสถานศึกษาท้ัง 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารทรัพยากรมนุษย์การบริหารการเงินการบริหารนวัตกรรมเทคโนโลยี และการบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมแล้วมีระดับปฏิบัติปานกลาง โดยพบว่า ระดับปฏิบัติการบริหารการเงิน และการบริหารนวัตกรรมเทคโนโลยี อยู่ในระดบั ปานกลาง เมอ่ื วิเคราะห์ปจั จัยการบรหิ ารต่างกันมีผลต่อปัจจัยเส่ียงในการการบริหารโรงเรียนกวดวิชาแตกต่างกัน หรือไม่ พบว่า ปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์ การบริหารการเงิน การบริหารนวัตกรรมเทคโนโลยี และการบริหารงานวิชาการ ต่างกันมีผลต่อปัจจัยเสี่ยงในการบรหิ ารโรงเรียนกวดวิชาแตกต่างกนั 4.1.2 งำนวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ งกับประสทิ ธิผล ลัดดา ผลวัฒนะ (2547: บทคดั ย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพของสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน ระดบั มธั ยมศกึ ษา พบวา่ กอ่ นการพฒั นาพฤติกรรมการบริหารของผบู้ ริหารสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษา กลมุ่ เป้าหมายทุกแห่งอยู่ในระบบบริหารที่ 3 คือ ระบบปรกึ ษาหารอื หลังการพัฒนา กลมุ่ ทดลองมีพฤติกรรมการบริหารอยู่ในระบบที่

594 คอื ระบบให้กลุม่ มีส่วนร่วมส่วนกลมุ่ ควบคุมมีพฤติกรรมการบรหิ าร อยู่ในระบบท่ี 3 ดังนั้นกลุ่มทดลองมีระบบบริหารแตกต่างจากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่าระบบบริหารแบบให้กลุ่มมีส่วนร่วมเป็นระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ ท่ีมีผู้มีส่วนเก่ียวข้องมีความพงึ พอใจสูงกว่าเกณฑ์ประเมนิ นุชนรา รตั นศิรประภา (2543: 140) ได้ศึกษาวิจัยเรือ่ ง องค์ประกอบโรงเรียนท่ีส่งผลต่อประสทิ ธผิ ลโรงเรยี นมัธยมศึกษา กรมสามัญ เขตการศึกษา 5 โดยใช้แนวคดิ และทฤษฎีของ ฮอยและมสิ เกล (Hoy and Miskel) ซ่ึงพจิ ารณาจากองคป์ ระกอบสีป่ ระการ มรี ายละเอียดดังน้ี 1) ความสามารถในการปรับตัว (Adaptabiliy) 2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน (Achievement) 3) ความพึงพอใจในงาน(Job Satisfaction) 4) ความมุ่งม่ันในชีวิต (Central life Interest) พบว่า ประสิทธผิ ลของโรงเรยี นด้านความสามารถในการปรับตัว ความพงึ พอใจและความมงุ่ มน่ั ในชวี ติ อยใู่ นเกณฑด์ ี อภิวรรณา แก้วเล็ก (2542: บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเรื่องภาวะผู้นาของผู้บริหารท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารโรงเรียนใช้ภาวะผู้นาแบบแลกเปล่ียนและแบบเปลี่ยนสภาพอยู่ในระดับปานกลาง และใช้ภาวะผู้นาแบบแลกเปลี่ยนมากกว่าภาวะผู้นาแบบเปล่ียนสภาพ 2) ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ภาวะผู้นาแบบแลกเปล่ียนส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน 2 มิติคือ 1) ด้านความสามารถในการผลิตนักเรียนทีมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูง 2) ด้านความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติทางบวก ส่วนภาวะผู้นาแบบเปลี่ยนสภาพส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน 4 มิติ คือ 1) ด้านความสามารถในการผลิตนักเรียนทีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง 2) ด้านความสามารถในการพัฒนานกั เรียนใหม้ ีทัศนคตทิ างบวก 3) ด้านความสามารถในการปรบั เปลยี่ นและพัฒนาโรงเรียนใหเ้ ข้ากบั ส่ิงแวดลอ้ มได้อยา่ งดี 4) ดา้ นความสามารถในการแก้ปญั หาในโรงเรยี น ปวีณา พุ่มพวง (2551: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาด้านความสัมพันธร์ ะหว่างการบรหิ ารจัดการสถานศึกษาแบบธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1 พบว่า การบริหารจัดการสถานศึกษาแบบธรรมาภิบาล โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรยี งจากคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คอื ด้านหลกั คณุ ธรรม ด้านหลักความสานกึ รบั ผิดชอบ และ ดา้ นหลักความโปร่งใส ประสทิ ธผิ ลของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงจากคะแนนเฉล่ียจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ ความสามารถในการพัฒนาทัศนคติทางบวกของนักเรียน ความสามารถในการแก้ปัญหาในโรงเรียนและความสามารถในการปรบั เปลย่ี นและการพัฒนาให้เขา้ กับสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการสถานศึกษาแบบธรรมาภิบาล และประสิทธิผลของสถานศึกษา จาแนกตามขนาดของสถานศึกษา และประเภทของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ การบริหารจัดการ

60สถานศึกษาแบบธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของสถานศกึ ษา โดยรวมและรายด้านอยใู่ นระดับสงู 4.2 งำนวิจยั ต่ำงประเทศ จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยในต่างประเทศท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดการความเส่ียงท่ีส่งผลตอ่ ประสิทธิผลสถานศกึ ษา ผูว้ จิ ัยได้ศึกษา ดงั นี้ เวคเตอรแ์ มน (George Westerman, 2006: 336) ได้ศึกษาวิจัยเรือ่ งการบรหิ ารความเส่ยี งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศต่อความจาเป็นในคุณค่ากลยุทธ์ทางธุรกิจ ผลการวิจัยพบว่าความเส่ียงทางดา้ นเทคโนโลยีมี 6 ด้านดว้ ยกันคอื 1. เทคโนโลยีและโครงสร้างพ้ืนฐาน ประกอบด้วยการบริหารองค์ประกอบต่างๆเก่ียวกับโครงสร้างพนื้ ฐาน ระดบั มาตรฐาน อายแุ ละเทคโนโลยี 2. ประโยชน์การใช้และขอ้ มูลข่าวสาร ประกอบด้วยความสอดคล้องของข้อมูล ระดับของขอ้ กาหนด ความซบั ซอ้ นของโครงสรา้ ง 3. บคุ คลและทักษะ ประกอบด้วยการหมนุ เวียน การวางแผนทางด้านทักษะ การอบรมการรบั คนใหม่ ความสัมพนั ธ์ทางธุรกจิ 4. ผู้จาหน่ายและหุ้นส่วนอ่ืนๆประกอบด้วยวิธีการใช้ / มาตรฐาน การยอมรับความเสี่ยงของลูกค้า 5. นโยบายและกระบวนการ ประกอบด้วยการควบคุมโครงสร้าง ระดับมาตรฐานระดบั ความรับผดิ ชอบ 6. องค์กร ประกอบด้วยโครงสร้างองค์กร การตัดค่าใช้จ่าย / ต้นทุน กระบวนการกองทุน เฟนเซล และ โอ’เบรนเนน (Fenzel and O’Brennan) (อ้างถงึ ใน ดวงใจ ช่วยตระกูล,2551: 95) ท่านได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาความเส่ยี งของเด็กชาวอเมรกิ ัน ที่อาศัยอยู่ในแอฟรกิ าต่อบรรยากาศแรงจูงใจและผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการท่ีมีผลต่อโรงเรียน การวิจัยเก่ียวกับกระบวนการที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยบรรยากาศในโรงเรียนกับแรงจูงใจและการดาเนินการทางวิชาการเป็นสิ่งเปราะบางโดยเฉพาะอย่างย่ิงนักเรียนชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในแ อฟริกาท่ีอยู่ในเขตพ้ืนท่ีเสี่ยงโดยกลุ่มตวั อยา่ งท่ีใชใ้ นการศึกษาเป็นเด็กนกั เรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายชาวอเมริกันในแอฟรกิ าจานวน 282 ผลการศึกษาพบว่า เป็นไปตามสมมติฐาน ข้อมูลจากการวิจัยสนับสนุนโมเดลที่กาหนดและเสนอแนะถึงความสาคญั ของส่ิงแวดลอ้ มของโรงเรียน ซง่ึ นักเรยี นเห็นว่าเป็นส่งิ ท่ีดี น่าสนุกและเพลิดเพลนิ ใจ และควรมขี อ้ ตกลงทางวิชาการระหว่างนักเรยี นท่ีอาศัยอยู่ในพ้ืนที่เสี่ยงด้วย ผลการวิจัยดงั กลา่ วมคี วามสาคญั ต่อบทบาทของครูในการสร้างบรรยากาศเช่นเดียวกัน

61 สก๊อต และคณะ (Scott and others, 2007: 23 อา้ งถึงใน ดวงใจ ชว่ ยตระกลู , 2551: 98) ได้ศึกษางานวิจัยการจัดกลุ่มเด็กนักเรียนมัธยมปลายที่ตกอยู่ในความเส่ียง อิทธิพลท่ีแสดงออกอย่างรุนแรงต่อสังคมและปจั จัยป้องกันในสถานศึกษา จากการวิจัยเป็นรายกลุ่มของนักเรยี นมัธยมปลายในนกั เรยี นเช้ือสายลาตนิ อเมรกิ นั และแอฟริกันอเมรกิ ัน จานวน 789 คน ซงึ่ อาจเป็นเด็กที่ตกอยู่ในความเส่ียงได้หลายรูปแบบโดยการใช้ให้เด็กรายงานตนเอง ระดับความเชื่อม่ันในสถานศึกษาของตนเองแรงจูงใจในการไปโรงเรียน ความรสู้ ึกว่าได้รับการเอาใจใสจ่ ากครอบครวั ความสัมพันธ์กับครูและเพ่อื นๆ การแสดงออกถึงความรุนแรง และจากการจัดกลุ่มนักเรียนออกเป็น 6 กลมุ่ พบว่าในจานวนน้ี 5 กลุ่ม สามารถจัดเป็นกลุ่มที่ตกอยู่ในความเส่ียงได้คือ ในส่วนท่ีมีความเครียดในสถานศึกษาปัญหาสุขภาพ ระดับการเรียนและระยะเวลาที่ใช้ในโรงเรียน การแสดงออกซ่ึงความรุนแรงเป็นลกั ษณะที่แตกแยกของเด็กทีอ่ าจจาแนกไดเ้ ป็นกลุ่มท่เี ปราะบางทีส่ ุด และการฟ้นื ฟกู ลับสู่สภาพเดิมจะเป็นประเภทกลับตัวกลับใจจะมีผลการเรียนที่ดีกว่าเด็กท่ีโตมาจากชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองจะมีการพัฒนาไปในทางบวก แม้ว่าจะต้องเผชิญกับพฤติกรรมและอุปสรรคท่ีท้าทาย มีการศึกษาและวิจัยปรากฏการณ์ในลักษณะดังกล่าวกรณีมีการกลับตัวกลับใจแล้ว ปัจจัยป้องกันของแต่ละคนจะประกอบดว้ ยนิสยั ชอบการแข่งขัน เช่น ความสามารถสว่ นตัว ความยดื หยุ่นในการใชย้ ทุ ธวิธีในสว่ นทเ่ี กี่ยวข้องกบั ปัจจัยปอ้ งกัน ได้แก่ ความเก้ือหนุนทางสังคมท่ีมีอยู่ อาทิ การที่มีผใู้ หญ่อย่างน้อยหน่ึงคนคอยควบคุมปัจจัยอ่ืนๆ ได้แก่ การมีความสัมพันธ์อันดีกับครู อย่างไรก็ดีแม้ว่าปัจจัยป้องกันเหล่านี้จะสามารถทาให้เด็กจานวนมากสามารถรักษาสขุ ภาพจติ ท่ดี แี ละความประพฤติที่ดีไว้ได้ แต่จะมีเด็กอีกจานวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบทางลบด้วย การต้องเผชิญกับเหตุการณ์ท่ีท้าทายในชีวิตที่ต้องเก่ียวข้องกับชุมชนผู้มีรายได้น้อยมีอัตราการเกิดความรุนแรงสูง อัตราเด็กออกจากโรงเรียนกลางคนั จะมีสูงถงึ 300 เปอร์เซ็นต์ สาหนับกลุ่มเด็กยากจนและเด็กท่ใี ช้ชวี ติ ในชุมชนเมอื งที่มรี ายได้นอ้ ยท่ีต้องเผชญิ กับปญั หาทางนเิ วศนท์ ต่ี ้องประสบกับความกดดันทางจิตวิทยาในอัตราสูงจึงต้องออกจากโรงเรียนก่อนจบปริญญาจะต้องใช้งานที่ไมต่ อ้ งใช้ทกั ษะมากเพ่ือหาเงนิ เล้ียงชีพ เด็กจานวนมากที่แสดงอาการทางจิตและเข้ากับคนอื่นไม่ได้ มักจะถูกบีบให้ออกจากโรงเรียนก่อนจบมัธยมปลายวัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งน้ีก็เพ่ือประเมินผลแรงจูงใจในสถานศึกษาและการมั่นใจในความสามารถตนเอง ความสานึกในการโอบอุ้มของครอบครัว ความสัมพันธก์ ับครู และเพื่อน และการแสดงออกซึ่งความรุนแรงซึ่งจะมีประโยชน์ในการจัดกลุ่มต่างๆของความเส่ียงในสถานศึกษาปัจจัยปกป้องท่ีใช้ในการวิจัยน้ีมีการนาทฤษฎีที่เก่ียวข้องมาใช้ 3 ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีความตั้งใจสว่ นบุคคล ทฤษฎีความสามารถส่วนบุคคล และทฤษฎีแรงจูงใจภายใน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า เด็กท่ีจัดว่าเป็นกลุ่มท่ีตกอยู่ในความเส่ียงจะต้องทาการศึกษาและจัดกลุ่มกันอย่างละเอียดโดยมุ่งศึกษาแยกเพศและเผ่าพันธ์ุ เด็กนักเรียนที่ตกอยู่ในความเสี่ยงนี้สร้างปัญหาในการจัดการเรียนการสอนมากจึงต้องมีการศกึ ษาเพื่อจดั กลุ่มนกั เรยี นว่าตกอยู่ความเส่ยี งมากนอ้ ยเพียงใด และสามารถแกไ้ ขให้กลบั ฟื้น

62คืนสภาพท่ีไม่เส่ียงได้หรือไม่ โดยพบว่าเด็กกลุ่มท่ีมีความเส่ียงมากจะมีผลการเรียนต่า และขาดแรงจูงใจให้เรียนต่อจนจบ ส่วนมากจะไม่ค่อยมาโรงเรียนและออกจากโรงเรียนกลางคัน หรือไม่สามารถเรียนต่อจนจบชั้นมัธยมปลายหรือเรียนไม่จบช้ั นปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยต้องออกมาหางานท่ีไม่ต้องใช่ทักษะมาก แค่มาทางานให้มีรายได้พอเล้ียงชีพเท่านั้น เด็กนักเรียนท่ีตกอยู่ในความเสี่ยงน้ันสามารถจัดกลุ่มได้โดยศึกษาประวัติได้ดังน้ี 1) เป็นเด็กที่อยู่ในชุมชนเมืองมีรายได้น้อยสัมผัสกับความรุนแรงในในชุมชนมาก 2) ระดับความสัมพันธ์กับครูและเพ่ือนๆ3) มีประสิทธิภาพตัวตนเพียงใด 4) มีแรงจูงใจภายใน 5) มีปัจจัยป้องกัน เช่น ความรู้สึกว่าได้รับความดูแลจากครอบครัว ความสัมพันธ์กับครูและเพื่อนๆ 6) ปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น เด็กท่ีมาจากชมุ ชนเมืองท่มี รี ายได้น้อย 7) ปจั จัยทางร่างกาย เช่น ปัญหาสขุ ภาพรา่ งกายและจิตใจ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องท้ังในและต่างประเทศจะเห็นได้ว่า การจัดการความเส่ียงในสถานศึกษาเกิดจากปัจจัยต่างๆหลายด้านท่ีเกี่ยวข้องต่อการจัดการความเสี่ยงในสถานศึกษา เช่น ด้านกลยุทธ์ ด้านการดาเนินการ ด้านการเงิน ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบเปน็ ตน้ การทจี่ ะทาใหก้ ารปฏบิ ตั งิ านในสถานศึกษาเกิดประสิทธิผลจะต้องมีการจัดการกับความเส่ียงเพ่ือเป็นการป้องกันมิให้เกิดความสูญเสียหรอื ไม่ประสบผลสาเรจ็ เช่น มีการวางแผนกลยุทธใ์ นการจดั การความเส่ยี ง มกี ารประเมินความเส่ียง ระบุได้ว่าอะไรเป็นความเส่ียง การควบคุม ป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดข้ึนการย้ายถ่ายโอนความเสี่ยง เช่นการประกันภัย การทาสัญญา การจ้างผู้เชี่ยวชาญมีการตรวจตรา การรายงานผลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ีทุกฝ่ายจะต้องให้ความร่วมมือกันทุกด้านเพ่ือท่ีนาสถานศึกษาบรรลุเปา้ หมายและเกดิ ประสิทธผิ ลอยา่ งแท้จรงิ

63 บทที่ 3 วธิ ีดำเนนิ กำรวจิ ัย การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยสนใจศึกษาการบริหารความเสี่ยงของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยเชิงสารวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเคร่ืองมือในการเก็บขอ้ มูล โดยมีวัตถปุ ระสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับการจัดการความเส่ียงและประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความเสี่ยงกับประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดปทุมธานี 3. เพื่อศึกษาการจัดการความเสย่ี งที่สง่ ผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดปทุมธานีวิธีดาเนินการวิจัยประกอบด้วย การกาหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยการเก็บรวบรวมขอ้ มูลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ได้ดาเนินการตามลาดบั ข้นั ตอนดังตอ่ ไปน้ี 1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง 2. เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในเก็บรวบรวมขอ้ มลู 3. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 4. การวเิ คราะหข์ ้อมลู 5. สถิตทิ ี่ใช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู1. ประชำกรและกลมุ่ ตัวอย่ำง ประชากรและกลุ่มตวั อย่างในการวจิ ยั มดี ังน้ี 1.1 ประชำกร ทใ่ี ชใ้ นการศึกษาครัง้ นี้ คอื ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา และครผู ูร้ ับผิดชอบการจดั การความเสี่ยง สังกัดสานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษา ในจังหวัดปทมุ ธานี โดยแบง่ ได้ดังน้ี สงั กัดสานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษา ปทุมธานี เขต 1 ผบู้ ริหารและครูผูร้ ับผดิ ชอบการจดั การความเสย่ี ง จานวน 206 คน สังกดั สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษา ปทมุ ธานี เขต 2 ผบู้ รหิ ารและครผู รู้ ับผิดชอบการจดั การความเสีย่ ง จานวน 134 คน

64 สงั กัดสานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 4 ผบู้ รหิ ารและครผู ้รู ับผดิ ชอบการจัดการความเสยี่ ง จานวน 42 คน รวมทงั้ สนิ้ จานวน 382 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่ำง ที่ใชใ้ นการศกึ ษาครง้ั นี้ สมุ่ เลือกมาจากประชากรและกาหนดขนาดตวั อย่างโดยใชต้ ารางกาหนดขนาดตวั อยา่ งของ เครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan. 1970 :607-610) ได้ตวั อยา่ งเป็นผูบ้ ริหารและครูผู้รบั ผิดชอบการจัดการความเส่ยี ง จานวน 191 คน โดยสุ่มแบบเจาะจงตำรำงที่ 3.1 แสดงจานวนประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง ประชากร กล่มุ ตวั อยา่ ง สพป.เขต1 สพป.เขต2 สพม.เขต4 สพป.เขต1 สพป.เขต2 สพม.เขต4ผ้บู ริหาร 103 67 21 52 34 11ครูผรู้ ับผิดชอบการจดั การความเสยี่ ง 103 67 21 51 33 10 รวม 206 134 42 103 67 21 รวมทงั้ ส้ิน 382 1912. เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในกำรเกบ็ รวมรวมขอ้ มลู ในการศึกษาวิจัยน้ีเป็นการวิจัยเชิงสารวจใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการวิจัยโดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม (Questionnaire) ซ่ึงผู้วิจัยได้สร้างขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าและดัดแปลงจากหนังสือ เอกสาร ตารา แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยต่างๆ โดยแบบสอบถามชุดนี้ได้จัดแบ่งเนือ้ หาออกเปน็ 3 ตอน 2.1 เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการศึกษาครัง้ นี้ แบ่งเป็น 3 ตอน ดงั รายละเอียดต่อไปนี้ ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ได้แก่ เพศ อายุ คุณวุฒิทางการศึกษาตาแหน่ง ประสบการณ์ในการทางาน การได้รับการอบรมทางด้านการบริหารสถานศึกษาหรือการจดั การความเส่ียง จานวน 6 ขอ้ ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดการความเส่ียงของผู้บรหิ ารสถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี ซ่ึงประกอบด้วยข้อคาถาม 28 ข้อ โดยสอบถามการจัดการความเส่ียงของผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา 4 ปัจจัยเส่ยี ง ดงั น้ี

65 1. ความเสี่ยงดา้ นกลยุทธ์ จานวน 7 ขอ้ 2. ความเสย่ี งด้านการดาเนนิ การ จานวน 7 ข้อ 3. ความเสยี่ งด้านการเงิน จานวน 7 ขอ้ 4. ความเสีย่ งดา้ นการปฏิบตั ิตามกฎหมาย/กฎระเบียบ จานวน 7 ข้อ แบบสอบถามเก่ียวกับ การการจัดการความเสี่ยงของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี โดยลักษณะของแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scales) การประเมินแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ตามแบบลเิ คอร์ (Likert Scale)โดยกาหนดค่าแตล่ ะละดบั ดังนี้ 5 หมายถึง การจัดการความเสี่ยงอยใู่ นระดับมากทีส่ ุด 4 หมายถึง การจดั การความเสย่ี งอยูใ่ นระดับมาก 3 หมายถึง การจดั การความเสี่ยงอยใู่ นระดบั ปานกลาง 2 หมายถึง การจดั การความเสยี่ งอยูใ่ นระดบั น้อย 1 หมายถงึ การจัดการความเสี่ยงอยู่ในระดบั นอ้ ยท่ีสุด ตอนท่ี 3 แบบสอบถามเกี่ยวกบั ประสิทธิผลของสถานศกึ ษา สงั กัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี ผู้วิจัยได้พัฒนาจากเคร่ืองมือวัดประสิทธิผลขององค์กรของฮอยและมิเกล และปรับปรุงเครื่องมือวัดประสิทธิผลของสถานศึกษาของ พรสุณี หงส์ลอย (2550:136-139) ซง่ึ ประกอบด้วยขอ้ คาถามจานวน 28 ขอ้ เป็นการวัดประสิทธิผลของสถานศึกษา จากผ้ตู อบแบบสอบถาม ดงั นี้ 1. ความสามารถในการปรบั ตัว จานวน 7 ขอ้ 2. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน จานวน 7 ข้อ 3. ความพงึ พอใจในงาน จานวน 7 ขอ้ 4. ความมุง่ ม่ันในชวี ติ จานวน 7 ขอ้ แบบสอบถามเก่ียวกับ ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี โดยลักษณะของแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (RatingScales) การประเมินแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ตามแบบลเิ คอร์ (Likert Scale) โดยกาหนดค่าแต่ละละดับดงั นี้ 5 หมายถงึ มปี ระสิทธิผลอยใู่ นระดับมากทสี่ ุด 4 หมายถึง มีประสิทธผิ ลอยูใ่ นระดับมาก 3 หมายถึง มปี ระสิทธผิ ลอยูใ่ นระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีประสทิ ธิผลอย่ใู นระดบั นอ้ ย 1 หมายถึง มีประสทิ ธิผลอยใู่ นระดับนอ้ ยท่ีสุด

66 2.2 กำรสร้ำงเครื่องมอื ท่ใี ช้ในกำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู มขี ้นั ตอน ดังนี้ เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จะใชแ้ บบสอบถาม มขี ้ันตอนและวิธีการดาเนินการสร้างดงั นี้ 1. ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความเสย่ี ง ในสถานศึกษาปัจจัยการบริหารความเสยี่ งของสว่ นราชการประจาปีงบประมาณ 2553 ของสานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.:2552) และประสิทธิผลของสถานศึกษาของฮอยและมิสเกล ( Hoyand Miskel : 2001 ) 2. ดาเนนิ การสรา้ งแบบสอบถามโดยการนาแนวคดิ จากเอกสาร และงานวิจัยต่างๆท่ีเก่ยี วข้อง ดดั แปลงแบบสอบถามทีผ่ สู้ ร้างไว้ให้เหมาะสมกับการศึกษางานวิจัย ให้อาจารย์ที่ปรกึ ษาการวิจัยตรวจทาน แก้ไขเน้ือหา ภาษา ศัพทท์ างวชิ าการ และการครอบคลมุ วตั ถุประสงค์ แลว้ นามาปรบั ปรงุ แกไ้ ข 3. นาแบบสอบถามที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เสนออาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้ผู้เช่ียวชาญ ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ท้ังทางด้านความตรงเชิงเนื้อหา สานวนของภาษาด้วยเทคนิค IOC ( Index of ltem Objective Congruence ) แล้วนาแบบสอบถามปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของผ้เู ช่ยี วชาญ จานวน 5 ท่าน ผเู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ท้ังทางด้านความตรงเชิงเนื้อหา สานวนของภาษาด้วยเทคนิค IOC ( Index of ltem Objective Congruence ) กาหนดเกณฑ์ในการตรวจพจิ ารณา ข้อคาถามดังนี้ ให้คะแนน +1 ผูเ้ ชี่ยวชาญแน่ใจคาถามนัน้ สอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์ ให้คะแนน 0 ผู้เช่ยี วชาญแบบสอบแน่ใจคาถามน้นั สอดคล้องกบั จดุ ประสงค์ ให้คะแนน - 1 ผู้เชย่ี วชาญแน่ใจคาถามนนั้ ไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ ในการพิจารณาถ้าข้อคาถามใดมีค่า IOC ( Index of ltem Objective Congruence )มากกวา่ หรือเท่ากับ 0.5 แสดงวา่ ข้อคาถามนน้ั มคี า่ ความเที่ยงตรง การหาค่าดัชนีความเท่ียงตรงตามเน้ือหาและค่าดัชนีความสอดคล้อง(IOC) โดยมีสูตรคานวณ ดงั น้ี สตู ร IOC =เมือ่ IOC แทน ดชั นีความสอดคล้องระหว่างขอ้ คาถามกบั จดุ ประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเหน็ ของผเู้ ชย่ี วชาญ  แทน จานวนผู้เชีย่ วชาญ

67 4. นาแบบสอบถามท่ีปรับปรงุ แลว้ ไปทดลองใช้ ( Try out ) กับสถานศึกษาสงั กัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก รวมท้ังส้ิน 30 คน แล้วนาแบบสอบถามท่ีได้รับกลบั คืนมาหาค่าความเช่ือมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามโดยใช้สูตร สัมประสิทธ์ิแอลฟา (AlphaCoefficient) ของ ครอนบาค (Cronbach, 1990: 202-204 อา้ งถึงใน บุญชม ศรีสะอาด, 2545: 99)สตู รหาคา่ ความเช่อื มั่น มีดงั น้ี S n 2 1  i   Sn 1 2 tเมื่อ α แทน คา่ ความเชือ่ มน่ั ของแบบสอบถามทง้ั ฉบบั n แทน จานวนข้อในแบบสอบถาม แทน ผลรวมของค่าคะแนนความแปรปรวนเปน็ รายข้อ S 2 แทน คะแนนความแปรปรวนของแบบสอบถามทั้งฉบบั iS2 t ค่าความเชื่อม่ันของแบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทง้ั ฉบบั (α) คอื 0.98 5. ปรบั ปรงุ แบบสอบถามให้มคี วามสมบรู ณ์ 6. ได้แบบสอบถามฉบับสมบูรณเ์ พอ่ื ทีจ่ ะนาไปเก็บขอ้ มลู3. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ไดด้ าเนินการตามข้นั ตอน ดงั น้ี 3.1 ขอหนังสอื จากสานกั งานประสานงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ถึงผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 4 เพ่ือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผบู้ รหิ ารสถานศึกษา และครูผรู้ ับผดิ ชอบการจัดการความเส่ยี ง 3.2 ผู้วิจัยนาแบบสอบถามไปสอบถามข้อมูลตามจานวนกลุ่มตัวอย่างท่ีกาหนด เพ่ือตอบแบบสอบถามโดยใช้เวลาในการเก็บข้อมูลเป็นเวลา 1 เดือน โดยผู้วิจัยดาเนินการแจกและเก็บแบบสอบถามทางไปรษณีย์ จานวน 191 คน ด้วยวิธีการแนบซองจดหมายและจ่าหน้าซองถงึ ผู้วิจัยเพอื่ ใหส้ ่งกลับคนื ในเวลาท่ีกาหนด

684. กำรวิเครำะห์ขอ้ มูล ผวู้ ิจยั ดาเนนิ การวิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้ โปรแกรมสาเรจ็ รูป ทสี่ อดคลอ้ งกบั จดุ มงุ่ หมายและการทดสอบสมมติฐานของการศึกษาวิจยั ดงั น้ี 4.1 เม่ือไดแ้ บบสอบถามคืนแล้ว ผู้วิจัยไดน้ าแบบสอบถามมาตรวจสอบความสมบูรณ์ใหค้ ะแนนนา้ หนักคะแนนแตล่ ะขอ้ เพ่ือนาไปวิเคราะหข์ อ้ มลู 4.2 ทาการวิเคราะหข์ อ้ มลู ขอ้ มูลพื้นฐานสว่ นบุคคลแล้วนาไปวเิ คราะหโ์ ดยใช้ รอ้ ยละ(Persentage) 4.3 ศกึ ษาระดับการจดั การความเสีย่ ง และประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยใช้ค่าเฉล่ียและสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) วิเคราะห์ขอ้ มูลท่ีจะได้ทราบว่าการจัดการความเสี่ยงและประสิทธิผลของสถานศึกษาอยู่ในระดับใด โดยใช้ค่าเฉลี่ยของคะแนนเป็นตัวชี้วัด กาหนดเกณฑ์สาหรับแปลผลได้ดงั น้ี (บุญชม ศรีสะอาด, 2543: 23-24) 4.51 – 5.00 หมายถึง การจดั การความเส่ยี งหรอื ประสทิ ธผิ ลอยใู่ นระดบั มากที่สดุ 3.51 – 4.50 หมายถึง การจดั การความเสี่ยงหรือประสิทธผิ ลอยใู่ นระดับมาก 2.51 – 3.50 หมายถงึ การจดั การความเส่ยี งหรือประสิทธิผลอยู่ในระดับปานกลาง 1.51 – 2.50 หมายถึง การจัดการความเสย่ี งหรอื ประสิทธผิ ลอยใู่ นระดบั น้อย 1.00 – 1.50 หมายถงึ การจดั การความเสี่ยงหรอื ประสทิ ธิผลอยู่ในระดับนอ้ ยทสี่ ุด 4.4 หาความสัมพันธ์ระหว่างการบจัดการความเสยี่ งกับประสิทธผิ ลของสถานศึกษาโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation) พิจารณาจากค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ที่คานวณได้ แล้วเปรียบเทียบกับเกณฑ์ ดังน้ี (ชูศรี วงศ์รัตนะ, 2544:316) สูงกว่า 90 หมายถึง มีความสมั พันธอ์ ยูใ่ นระดบั สงู มาก .71 - .90 หมายถงึ มคี วามสัมพนั ธอ์ ยใู่ นระดับ สงู .30 - .70 หมายถงึ มีความสัมพนั ธอ์ ยูใ่ นระดบั ปานกลาง ตา่ กวา่ .30 หมายถึง มคี วามสมั พนั ธอ์ ยู่ในระดบั ตา่ 0 หมายถึง ไมม่ ีความสมั พันธก์ นั 4.5 วิเคราะห์ปัจจยั การบริหารความเสีย่ งท่ีส่งผลต่อประสิทธผิ ลของสถานศึกษาโดยใชก้ ารวิเคราะห์การถดถอยพหคุ ณู แบบขนั้ ตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)

695. สถิติทีใ่ ช้ในกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มูล ผู้วิจัยดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปท่ีสอดคล้องกับจุดประสงค์และการทดสอบสมมตฐิ านของการศกึ ษาการวจิ ยั ดงั นี้ 5.1 สญั ลักษณ์ทใ่ี ชใ้ นกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู เพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจึงได้กาหนดสัญลักษณท์ ี่ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล ดงั นี้ x แทน ค่าเฉลี่ย S.D แทน ความเบยี่ งเบนมาตรฐาน N แทน จานวนคนในกลุ่มตัวอยา่ ง p แทน ความน่าจะเปน็ r แทน สมั ประสทิ ธิ์สหสมั พันธ์ F แทน ค่าสถติ ิการแจกแจง F-Distribution t แทน คา่ สถติ กิ ารแจกแจง t-Distribution S.E.est แทน ความคลาดเคลือ่ นมาตรฐานของการพยากรณ์ S.E.b แทน ความคลาดเคล่ือนมาตรฐานของสมั ประสทิ ธ์ิการถดถอย R แทน สัมประสทิ ธิ์สหสัมพันธพ์ หคุ ูณ b แทน คา่ สมั ประสทิ ธ์ิการถดถอยของตัวพยากรณ์ซ่งึ พยากรณ์ ในรูปคะแนนดบิ  แทน ค่าสัมประสิทธ์ิการถดถอยของตัวพยากรณ์ซ่ึงพยากรณ์ ในรูปคะแนนมาตรฐาน Y แทน คะแนนพยากรณ์ของตวั เกณฑ์ (ตวั แปรตาม) Z แทน คะแนนพยากรณ์ในรูปของคะแนนมาตรฐานของตัว เกณฑ์ (ตวั แปรตาม) a แทน คา่ คงท่ีของสมการพยากรณใ์ นรูปแบบคะแนนดบิ X1 แทน การจัดการความเสยี่ งดา้ นกลยทุ ธ์ X2 แทน การจดั การความเส่ียงด้านการดาเนนิ งาน X3 แทน การจดั การความเสี่ยงดา้ นการเงนิ X4 แทน การจัดการความเสยี่ งด้านการปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย/ กฎระเบยี บ

70X tot แทน การจดั การความเสยี่ งY1 แทน ความสามารถในการปรับตวัY2 แทน ผลสมั ฤทธ์ิทางดา้ นการเรยี นY3 แทน ความพึงพอใจในงานYtot แทน ผลสมั ฤทธ์ขิ องสถานศกึ ษา * แทน มรี ะดับนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั .05* * แทน มรี ะดับนยั สาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .01SS แทน ผลรวมของกาลังสองของค่าเบี่ยงเบน(Sum of Squares)MS แทน ค่าเฉลีย่ ของค่าเบยี่ งเบน (Mean Squares) 5.2 สถติ ิทใ่ี ช้ในกำรวเิ ครำะห์ข้อมูล ร้อยละ (Persentage) ใช้คา่ เฉล่ีย และ 5.2.1 สถิตพืน้ ฐำน สถิติพื้นฐานท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.)สตู รกำรหำค่ำรอ้ ยละ P= F N เมื่อ P แทน รอ้ ยละ F แทน ความถท่ี ตี่ อ้ งการแปลคา่ ใหเ้ ปน็ รอ้ ยละ N แทน จานวนความถ่ที ้งั หมดสตู รกำรหำค่ำเฉลย่ี ค่าเฉลี่ย (Mean) X  X Nเมอื่ X แทน คะแนนดิบ แทน ค่าเฉล่ีย X แทน จานวนนกั เรยี น แทน ผลรวม N 

71สูตรกำรหำส่วนเบย่ี งเบนมำตรฐำน (Standard Deviation) S.D.  N x2  ( x)2 n(n 1)เมื่อ S.D. แทน คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน  X แทน ผลรวมของคะแนนดบิ ของผบู้ ริหารและครผู ้รู บั ผิดชอบ การจดั การความเส่ยี ง  X 2 แทน ผลรวมของคะแนนดบิ ของผูบ้ รหิ ารและครูผรู้ ับผดิ ชอบ การจัดการความเสี่ยง N แทน จานวนผ้บู รหิ ารและครผู ูร้ ับผดิ ชอบการจดั การความเสย่ี ง 5.2.2 สถติ ิทใี่ ชท้ ดสอบสมมตฐิ ำน 1) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความเสี่ยงกับประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation)ค่าสัมประสทิ ธ์สิ หสมั พันธแ์ บบเพยี ร์สัน คานวณจากสูตร N XY  ( X )(Y )N X 2  ( X )2 NY 2  (Y )2  rxy เม่อื rxy แทน คา่ สมั ประสทิ ธสิ์ หสัมพันธ์แบบเพียรส์ ัน X แทน ผลรวมของขอ้ มลู ทว่ี ัดได้จากตวั แปรตัวที่ 1 (X)Y แทน ผลรวมของข้อมูลท่ีวดั ได้จากตวั แปรตัวท่ี 2 (Y) XY แทน ผลรวมของผลคูณระหว่างขอ้ มลู ตวั แปรที่ 1 และ 2 X 2 แทน ผลรวมของกาลังสองของข้อมลู ที่วัดได้จากตัวแปรตัวท่ี 1Y 2 แทน ผลรวมของกาลงั สองของขอ้ มูลทว่ี ัดได้จากตวั แปรตวั ที่ 2N แทน ขนาดของกลุม่ ตัวอย่าง

72 2) วิเคราะห์การบริหารความเส่ียงที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยใช้การวเิ คราะหก์ ารถดถอยพหคุ ณู แบบขนั้ ตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)สมการเชิงเส้นตรงในรปู คะแนนดบิ  = a + b1X1 + b2X2 + b3X3+…..+ bkXk เมือ่  แทน คะแนนพยากรณ์ของตัวเกณฑ์ (ตวั แปรตาม) a แทน ค่าคงที่ของสมการพยากรณใ์ นรูปของคะแนนดบิ b1 , b2, b3……bk แทน นาหนักคะแนนหรือสัมประสทิ ธกิ์ ารถดถอยของตัวพยากรณ์ ตวั ท่ี 1 ถึงตัวที่ k ตามลาดบั X1, X2, X3 แทน คะแนนของตวั พยากรณ์ (ตวั แปรอสิ ระ) ตวั ที่ 1 ถงึ ตวั ท่ี k K แทน จานวนตวั พยากรณ์ (ตวั แปรอิสระ)สมการพยากรณใ์ นรูปคะแนนมาตรฐาน Z = β1X1 + β2X2 + β3X3+…..+ βkXk เม่อื Z แทน คะแนนพยากรณ์ของคะแนนมาตรฐานของตวั เกณฑ์(ตัวแปรตาม) β1, β2 ,β3….., βk แทน สัมประสิทธ์กิ ารถดถอยในรูปของคะแนนมาตรฐานของตัว พยากรณ์ ตวั ท่ี 1 ถงึ ตัวท่ี k ตามลาดับ z1 z2 ,z3….., zk แทน คะแนนมาตรฐานของตัวพยากรณ(์ ตวั แปรอิสระ) ตวั ท่ี 1 ถึงตัวที่ k ตามลาดับ K แทน จานวนตวั พยากรณ์

73 บทที่ 4 ผลกำรวเิ ครำะห์ข้อมูล การนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเร่ือง การจัดการความเส่ียงที่ส่งผลต่อประสทิ ธิผลของสถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาในจังหวัดปทุมธานี ผู้วิจัยได้แบ่งการนาเสนอออกเปน็ 4 ตอน ดังนี้ ตอนท่ี 1 ผลการศกึ ษาขอ้ มลู ทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม หาค่ารอ้ ยละ ตอนท่ี 2 ผลการศึกษาระดบั การจัดการความเส่ยี งและระดับประสิทธผิ ลของสถานศกึ ษาสงั กัดสานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาในจังหวัดปทุมธานี หาค่าเฉลีย่ ตอนท่ี 3 ผลการศกึ ษาระดบั ความสมั พันธร์ ะหวา่ งการจัดการความเสย่ี งกบั ประสทิ ธิผลของสถานศึกษา สังกดั สานกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาในจังหวัดปทมุ ธานี ใชส้ ถติ ิสหสัมพนั ธ์แบบเพยี รส์ นั (Pearson’s Product Moment Correlation) ตอนที่ 4 ผลการวเิ คราะหก์ ารถดถอยพหคุ ณุ แบบข้ันตอน (Stepwise Multiple RegressionAnalysis) เพื่อวิเคราะหก์ ารจัดการความเส่ียงทส่ี ง่ ผลต่อประสิทธผิ ลของสถานศกึ ษา สงั กดั สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาในจงั หวัดปทมุ ธานี ใชก้ ารวิเคราะห์การถดถอยพหคุ ูณแบบขนั้ ตอน (StepwiseMultiple Regression Analysis)

74ตอนท่ี 1 ผลกำรศกึ ษำข้อมูลทวั่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถำม ผลการศึกษาขอ้ มูลทว่ั ไปของผู้ตอบแบบสอบถามโดยหาคา่ ร้อยละ ดงั แสดงในตารางที่ 4.1ตำรำงท่ี 4.1 แสดงข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน ร้อยละ (n=191)1. เพศ ชาย 86 45.00 หญงิ 105 55.002. อายุ อายุ 21 – 30 ปี 7 3.70 อายุ 31 – 40 ปี 29 15.20 อายุ 41 – 50 ปี 60 31.40 อายุ 50 ปี ขน้ึ ไป 95 49.703 วฒุ ิ ปริญญาตรี 92 48.20 ปริญญาโท 96 50.30 ปรญิ ญาเอก 3 1.604. ตาแหน่ง ผู้บรหิ าร (ผอ./รองผอ.) 97 50.80 ครผู ู้รับผดิ ชอบการจดั การความเสย่ี ง 94 49.205. ประสบการณใ์ นการบริหารสถานศึกษา 18 9.40 1 – 5 ปี 16 8.40 6 – 10 ปี 30 15.70 11 – 15 ปี 127 66.50 15 ปี ขน้ึ ไป 63 33.506. การเข้ารับการอบรมทางด้านการบริหารสถานศึกษา 59 30.90 ไม่เคย 52 27.20 เคย 1 ครั้ง 17 8.90 เคย 2 – 4 ครั้ง เคย 5 คร้ัง ข้ึนไป

75 จากตารางท่ี 4.1 พบว่า ผู้สอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 55เพศชาย คดิ เปน็ ร้อยละ 45 ซึ่งเป็นผู้มีอายุ 50 ปี ขน้ึ ไป คิดเปน็ ร้อยละ 49.70 รองลงมาคอื อายุระหว่าง41 – 50 ปี คิดเป็นร้อยละ 31.40 และต่าสุดคือ อายุ 21 – 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 3.70 โดยผู้ตอบแบบสอบถามที่มีวุฒิการศึกษาสูงสุดคือ วุฒิปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 50.30 รองลงมาคือ วุฒิปริญญาตรี คดิ เป็นรอ้ ยละ 48.16 และ วุฒิปริญญาเอก คิดเป็นร้อยละ 1.60 ตามลาดบั ด้านตาแหน่งของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นผู้บริหาร คือ ผู้อานวยการสถานศึกษาหรือ รองผู้อานวยการสถานศึกษา คิดเป็นร้อยละ 50.80 รองลงมาคือ ครูท่ีรับผิดชอบการจัดการความเสี่ยง คดิ เปน็ รอ้ ยละ 49.20 ด้านประสบการณ์ในการบริหารงาน สูงสุดคือ ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาต้ังแต่ 15 ปีข้ึนไป คิดเป็นร้อยละ 66.50 รองลงมาคือประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาต้ังแต่11 – 15 ปี คดิ เป็นร้อยละ 15.70 และต่าสุดคอื ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาระหว่าง1 – 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 9.40 และผู้ท่ีตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ไม่เคยเข้ารับอบรมทางด้านการบริหารสถานศึกษา หรือ การบริหารความเสี่ยง คิดเป็นร้อยละ 33.50 รองลงมา เคยเข้ารับการอบรม 1 ครั้ง คดิ เปน็ รอ้ ยละ 30.90 และตา่ สดุ คอื เคย 5 คร้ัง ขนึ้ ไป คิดเป็นร้อยละ 8.90

76ตอนท่ี 2 ผลกำรศกึ ษำระดบั กำรจดั กำรควำมเสยี่ งและประสทิ ธผิ ลของสถำนศกึ ษำ สงั กดั สำนักงำนเขตพ้นื ทกี่ ำรศกึ ษำในจงั หวดั ปทมุ ธำนี การศึกษาระดับความสาคัญของการจัดการความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาในจังหวัดปทุมธานี โดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)ปรากฏผลการวิเคราะห์ดงั ตารางท่ี 4.2 – 4.6ตำรำงท่ี 4.2 แสดงระดับการจดั การความเสย่ี งของผู้บริหารสถานศึกษาสงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ท่ี การศึกษาในจังหวดั ปทมุ ธานี กำรจัดกำรควำมเสี่ยงด้ำนกลยทุ ธ์ การจดั การ จานวน ความหมาย อันดบั ความสีย่ งด้านกลยุทธ์ (n=191) x S.D มาก 21 การจัดทาแผนพฒั นาสถานศึกษาสอดคลอ้ งกบั 3.70 .87 นโยบาย วิสยั ทัศน์ / พนั ธกจิ แผนกลยทุ ธ์ ของ มาก 3 สถานศึกษา 3.69 .87 มาก 4 มาก 52 การดาเนนิ งานตรงกับนโยบาย วิสัยทศั น์ / 3.64 .88 ปานกลาง 6 พนั ธกจิ แผนกลยทุ ธ์ ทกี่ าหนดไว้ มาก 5 3.57 .82 มาก 13 ตดิ ตามผลการดาเนนิ งานตามนโยบาย วสิ ยั ทศั น์ / พนั ธกิจ แผนกลยทุ ธ์ อยา่ งตอ่ เน่ือง 3.49 .90 มำก4 การวดั ผลการดาเนินงานมตี วั ชว้ี ดั ผลงาน 3.57 .97 ทค่ี รอบคลมุ และตรงประเดน็ ทต่ี อ้ งการวดั 3.74 .905 มีการปรับปรงุ การดาเนนิ งานท่ีไมบ่ รรลุ 3.62 .71 วตั ถุประสงค์6 การเปลีย่ นแปลงนโยบายของกระทรวงทาให้เกิด ความเสีย่ งในการปฏบิ ัตงิ าน7 ผ้บู รหิ ารมีความรคู้ วามสามารถในการบริหาร นโยบาย วิสัยทศั น์ / พันธกจิ แผนกลยุทธ์ รวม

77 จากตารางที่ 4.2 พบว่า ระดับการจัดการความเสย่ี งของผบู้ ริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาในจงั หวดั ปทุมธานี ความส่ยี งดา้ นกลยทุ ธ์ โดยรวมอย่ใู นระดบั มาก ( x =3.62, S.D= 0.71) เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็นพบว่าประเด็นท่ีมีคา่ สงู สุด คอื ผู้บรหิ ารมีความร้คู วามสามารถในการบริหารนโยบาย วิสัยทัศน์ / พันธกิจ แผนกลยุทธ์ อยู่ในระดับมาก ( x =3.74, S.D = 0.97)รองลงมาคือ การจัดทาแผนพัฒนาสถานศึกษาสอดคล้องกับนโยบาย วิสัยทัศน์ / พันธกิจ แผนกลยุทธ์ ของสถานศึกษา ในระดับมาก ( x =3.70, S.D = 0.87) และต่าสุดคือ มีการปรับปรุงการดาเนินงานท่ีไม่บรรลวุ ัตถุประสงค์ อยใู่ นระดบั ปานกลาง ( x =3.49, S.D = 0.90)ตำรำงที่ 4.3 แสดงระดับการจัดการความเสยี่ งของผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา สังกดั สานกั งานเขตพน้ื ท่ี การศกึ ษาในจังหวดั ปทุมธานี กำรจัดกำรควำมเสย่ี งด้ำนกำรดำเนินงำน การจดั การ จานวน ความหมาย อันดับ ความเส่ยี งดา้ นการดาเนินงาน (n=191) x S.D มาก 31 การวเิ คราะหห์ ลักสูตร 3.67 .89 มาก 52 หลกั สูตรทอ้ งถน่ิ พฒั นาใหส้ อดคล้องกับวิถชี ีวติ มาก 4 3.64 .81 มาก 2 ในทอ้ งถน่ิ มาก 13 มีการพฒั นาหลกั สูตรสถานศกึ ษา 3.65 .84 ปานกลาง 64 มโี ครงสร้างของคณะทางานดา้ นการพฒั นา ปานกลาง 7 3.76 .91 หลกั สตู ร มำก5 พฒั นาหลักสตู รครอบคลุมทุกกลุ่มสาระ 3.77 3.676 การประเมนิ หลกั สูตรเป็นไปตามเวลาทก่ี าหนด 3.49 3.647 การจดั ทาแผนการเรยี นรูส้ อดคลอ้ งกบั หลกั สตู ร 3.48 3.65 สถานศึกษาและหลกั สตู รท้องถน่ิ รวม 3.64 3.76 จากตารางท่ี 4.3 พบว่า ระดับการจัดการความเส่ียงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี ความเส่ียงด้านการดาเนินงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก( x =3.64, S.D = 3.76) เม่ือพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่าประเด็นที่มีค่าสูงสุด คือ พัฒนาหลักสูตรครอบคลุมทุกกลุ่มสาระ อยู่ในระดับ มาก ( x =3.77, S.D = 3.67) รองลงมาคือ มีโครงสร้างของ

78คณะทางานด้านการพัฒนาหลกั สตู ร อยู่ในระดับมาก ( x =3.76, S.D = 0.91) และต่าสุดคือ การจัดทาแผนการเรียนรู้สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรท้องถ่ิน อยู่ในระดับปานกลาง( x =3.48, S.D = 3.65)ตำรำงท่ี 4.4 แสดงระดับการจัดการความเสย่ี งของผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ที่ การศึกษาในจังหวัดปทมุ ธานี กำรจดั กำรควำมเสีย่ งดำ้ นกำรเงิน การจัดการ จานวน ความหมาย อันดบั ความเส่ยี งดา้ นการเงิน (n=191) x S.D มาก 51 การจดั สรรงบประมาณ ค่าใชจ้ า่ ยรายหวั เปน็ ไป 3.91 1.02 มาก 3 ตามแผนการดาเนินงาน มาก 4 3.97 1.072 การจัดทาบัญชกี ารเงิน ใบเสรจ็ รบั เงนิ ถูกต้อง มาก 6 และเป็นปจั จบุ นั 3.95 1.08 มาก 33 มหี ลักฐานการใชจ้ า่ ยเงินยืม การจัดทาทะเบียน 3.83 .94 มาก 2 ถูกต้อง มาก 1 3.97 .914 มีการบรหิ ารงานดา้ นพสั ดแุ ละสินทรพั ย์ เชน่ 4.02 .96 มำก การลงทะเบียน การซอ่ มแซม การจาหนา่ ย 4.03 1.08 ฯลฯ 3.95 .935 การจัดซือ้ พสั ดุ ครุภณั ฑ์ไดม้ าตรฐานและมี คุณภาพ6 การขอซ้ือ ขอจา้ ง ถกู ต้องตามหลักเกณฑ์7 มีการจดั ทารายงานการเงนิ ทกุ เดือนและเมอ่ื สน้ิ ปีงบประมาณ รวม จากตารางท่ี 4.4 พบว่า ระดับการจดั การความเสีย่ งของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี ความเสี่ยงด้านการเงิน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x =3.95,S.D = 0.93) เมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่าประเด็นที่มีคา่ สูงสุด คอื มีการจัดทารายงานการเงินทุกเดือนและเมื่อส้ินปีงบประมาณ อยู่ในระดับ มาก ( x =4.03, S.D = 1.08 ) รองลงมาคือ การขอซื้อ

79ขอจ้าง ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ อยู่ในระดับมาก ( x =4.02, S.D = 0.96) และต่าสุดคือ มีการบริหารงานด้านพสั ดุและสินทรัพย์ เชน่ การลงทะเบยี น การซอ่ มแซม การจาหนา่ ย ฯลฯ อยู่ในระดับมาก ( x =3.83, S.D = 0.94)ตำรำงท่ี 4.5 แสดงระดบั การจดั การความเสย่ี งของผ้บู รหิ ารสถานศึกษา สังกดั สานกั งานเขตพนื้ ท่ี การศึกษาในจังหวดั ปทุมธานี กำรจัดกำรควำมเสีย่ งด้ำนกำรปฏิบตั ติ ำมกฎหมำย/ กฎระเบียบ การจัดการ จานวน ความหมาย อนั ดบั ความเส่ียงดา้ นการปฏิบัตติ ามกฎหมาย/กฎระเบยี บ (n=191) มาก 1 x S.D มาก 31 มีการตรวจสอบภายในสถานศกึ ษา 3.80 .88 มาก 32 บคุ ลากรมคี วามรู้ ความเขา้ ใจ วธิ กี ารและ 3.63 .83 มาก 4 มาก 4 กฎระเบียบในการตรวจสอบภายใน 3.63 .873 การจดั ทาหลกั ฐานเอกสารตา่ งๆ เกี่ยวกบั การ มาก 5 3.62 .86 ควบคมุ ภายในเปน็ ปจั จบุ นั มาก 24 บุคลากรมคี วามรู้ ความเข้าใจ ในกฎระเบียบ 3.62 .87 มำก กฎหมาย และระเบียบวินยั 3.62 .905 บุคลากรรบั รกู้ ารเปลยี่ นแปลงกฎระเบยี บ/ 3.66 .88 มาตรการ/ข้อกาหนด จากตน้ สงั กัด 3.65 .766 มีแนวทางในการป้องกันเหตทุ ี่จะเกิดข้ึนเก่ยี วกบั การผิดวนิ ยั /กฎระเบยี บ/มาตรการ/ข้อกาหนด7 มกี ารนิเทศ ตดิ ตาม การดาเนนิ งาน ทางวนิ ยั อย่าง เป็นระบบ รวม จากตารางที่ 4.5 พบว่า ระดับการจัดการความเสย่ี งของผ้บู รหิ ารสถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี ความเส่ยี งด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย/กฎระเบียบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x =3.65, S.D = 0.76) เมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่าประเด็นที่มีค่าสงู สุด คือ

80มีการตรวจสอบภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับ มาก ( x =3.80, S.D = 0.88) รองลงมาคือ มีการนิเทศติดตามการดาเนินงาน ทางวินัยอย่างเป็นระบบ อยู่ในระดับปานกลาง ( x =3.66, S.D = 0.88) และต่าสุด คือบุคลากรรับรู้การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ/มาตรการ/ข้อกาหนด จากต้นสังกัด อยู่ในระดับมาก ( x =3.62, S.D = 0.90)ตำรำงท่ี 4.6 แสดงระดบั การจัดการความเสย่ี งของผู้บริหารสถานศกึ ษาสงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ท่ี การศึกษาในจังหวดั ปทุมธานี การจัดการความเสย่ี ง จานวน ความหมาย อนั ดบั (n=191)1 ความสี่ยงดา้ นกลยุทธ์ x S.D มาก 42 ความเสี่ยงด้านการดาเนนิ งาน 3.63 .71 มาก 33 ความเสย่ี งดา้ นการเงนิ 3.64 .74 มาก 14 ความเสีย่ งด้านการปฏิบัตติ ามกฎหมาย/ 3.95 .93 มาก 2 กฎระเบยี บ 3.65 .76 มำก รวม 3.72 .71 จากตารางที่ 4.6 พบว่า การจัดการความเส่ียงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x =3.72, S.D = 0.71) เม่ือพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่าประเด็นท่ีมีค่าสูงสุด คือ ความเสี่ยงด้านการเงิน อยู่ในระดับ มาก ( x =3.95,S.D = 0.93) รองลงมาคือ ความเส่ียงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย/กฎระเบียบ อยู่ในระดับมาก( x =3.65, S.D = 0.76) และตา่ สุดคือ ความสย่ี งด้านกลยุทธ์ อยใู่ นระดบั มาก ( x =3.63, S.D = 0.71)

81 ผลกำรศึกษำระดับควำมสำคัญของกำรจัดกำรควำมเสี่ยงของผู้บริหำรสถำนศึกษำ สังกัดสำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำในจังหวัดปทุมธำนี โดยหาค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)ปรากฏผลการวเิ คราะห์ดงั ตารางท่ี 4.7 – 4.12ตำรำงท่ี 4.7 แสดงระดับประสทิ ธผิ ลของสถานศกึ ษา สังกัดสานักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาในจงั หวัดปทุมธานี ควำมสำมำรถในกำรปรบั ตัว จานวนความสามารถในการปรบั ตวั (n=191) ความหมาย อันดบั x S.D1 ครแู ละบุคลากรในสถานศึกษามีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในหนา้ ที่ ให้ 3.97 .63 มาก 2บรรลวุ สิ ัยทศั น์และพันธกิจของสถานศกึ ษา2 ครูและบคุ ลากรสามารถปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั 4.00 .69 มาก 1 สถานการณ์ทเี่ ปลยี่ นแปลงได้3 ครูและบคุ ลากรสามารถควบคมุ สถานการณไ์ ด้ 3.94 .72 มาก 4 เม่อื มีเหตุฉุกเฉนิ หรือเรง่ ด่วนข้นึ ในสถานศกึ ษา4 ครแู ละบุคลากรในโรงเรียนมคี วามเขา้ ใจและสามารถปรับเปลยี่ นการทางานเมอ่ื มีการ 3.94 .66 มาก 4ปรบั เปล่ยี นการทางานเมอ่ื มกี ารเปลี่ยนแปลงนโยบายใหมๆ่ ได้ดี5 ครูและบคุ ลากร ยอมรับการเปลยี่ นแปลงเมอ่ืสถานศึกษามกี ารพัฒนาหรอื ปรบั ปรุง 3.94 .73 มาก 4เปล่ยี นแปลงวธิ กี ารปฏิบัติงาน6 สถานศึกษาสามารถแก้ปัญหาด้านการเรยี นการสอน การปกครองนกั เรียน หลักสตู ร 3.95 .68 มาก 3ผปู้ กครองและชุมชนได้7 มีการปรบั เปลย่ี นการบริหารงานโดยเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนมสี ่วนร่วมในการดาเนนิ งานของ 3.83 .82 มาก 5สถานศึกษา รวม 3.94 .57 มำก

82 จากตารางท่ี 4.7 พบว่า ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาในจังหวัดปทุมธานี ด้านความสามารถในการปรับตัว โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x =3.94,S.D = 0.57) เมอ่ื พิจารณาเปน็ รายปัจจัยพบวา่ ประเด็นท่มี คี า่ สงู สุด คือ ครแู ละบคุ ลากรสามารถปรบั ตัวให้เข้ากับสถานการณ์ท่ีเปลีย่ นแปลงได้ อยู่ในระดับ มาก ( x =4.00, S.D = 0.69) รองลงมาคือ ครูและบุคลากรในสถานศึกษามีความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงานในหน้าที่ ให้บรรลุวิสัยทัศน์และพนั ธกจิ ของสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก ( x =3.97, S.D = 0.63) และต่าสดุ คอื มีการปรับเปลี่ยนการบริหารงานโดย เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดาเนินงานของสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก( x =3.83, S.D = 0.82)

83ตำรำงท่ี 4.8 แสดงระดับประสิทธผิ ลของสถานศึกษา สงั กดั สานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาในจังหวัด ปทุมธานี ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรยี น ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน จานวน ความหมาย อนั ดบั (n=191) มาก 51 นกั เรยี นในโรงเรยี น ไดร้ ับการยกยอ่ งชมเชย x S.D มาก 6 หรือรางวลั ทางด้านวิชาการ เพิม่ ข้นึ มากกวา่ ปี 3.81 .74 มาก 7 การศกึ ษาทีผ่ า่ นมา 3.80 .77 มาก 2 3.67 .76 มาก 12 นกั เรียนทีจ่ บชนั้ สูงสดุ ของโรงเรยี นสามารถ มาก 3 สอบแข่งขนั เขา้ เรยี นตอ่ ไดจ้ านวนมากขนึ้ 4.04 .71 มาก 4 มำก3 นกั เรียนรู้จกั ศกึ ษาคน้ คว้าหาความร้แู ละพัฒนา 4.05 .68 ตนเอง มีความรับผดิ ชอบตอ่ การเรียนของตนเอง สงู 3.98 .664 นักเรียนสว่ นใหญ่มสี ุขภาพรา่ งกายแข็งแรง และ 3.92 .68 สขุ ภาพจติ ดี มีคณุ ธรรม จริยธรรม เหมาะสมกับ 3.90 .58 วัย5 สถานศกึ ษาจดั กจิ กรรมอยา่ งหลากหลายเพ่อื พฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนให้สูงข้นึ อยา่ ง สมา่ เสมอ6 สถานศกึ ษามกี ารนาผลการทดสอบ / การวัดผล มาเปน็ ขอ้ มูลในการวางแผนเพื่อพฒั นา ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นใหส้ งู ขึ้น7 ผปู้ กครองพึงพอใจในการจดั การเรียนการสอน ของสถานศกึ ษา ความมรี ะเบยี บวินยั คณุ ธรรม ความประพฤติของนกั เรยี น รวม จากตารางที่ 4.8 พบว่า ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดปทุมธานี ด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x =3.90,

84S.D = 0.58) เมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่าประเด็นท่ีมีค่าสูงสุด คือ สถานศึกษาจัดกิจกรรมอย่างหลากหลายเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนให้สูงข้นึ อย่างสม่าเสมอ อยู่ในระดับ มาก ( x =4.05,S.D = 0.68) รองลงมาคอื นักเรียนส่วนใหญม่ ีสุขภาพรา่ งกายแขง็ แรง และสุขภาพจิตดี มีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม เหมาะสมกับวัย อยู่ในระดับมาก ( x =4.04, S.D = 0.71) และต่าสุดคือ นักเรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าหาความรู้และพัฒนาตนเอง มีความรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองสูง อยู่ในระดับมาก( x =3.67, S.D = 0.76)

85ตำรำงท่ี 4.9 แสดงระดบั ประสิทธิผลของสถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาในจงั หวดั ปทุมธานี ควำมพงึ พอใจในงำน ความพึงพอใจในงาน จานวน ความหมาย อนั ดบั (n=191)1 ครแู ละบุคลากรยอมรบั นโยบาย มาตรการ และ x S.D มาก 3 ขอ้ ตกลงรว่ มกันในการปฏิบตั งิ านในสถานศึกษา 3.97 .68 มาก 5 3.94 .65 มาก 62 ครแู ละบคุ ลากร มคี วามพึงพอใจในระบบการ 3.88 .68 มาก 2 บริหารงานของสถานศกึ ษา 4.01 .68 มาก 43 ครแู ละบคุ ลากร รว่ มกันปรบั ปรุงพฒั นาวิธกี าร 3.96 .61 ปฏิบัติงานตามหน้าที่ดว้ ยนวัตกรรมใหมๆ่ มาก 7 3.54 .77 มาก 14 ครูและบุคลากร มคี วามภาคภมู ิใจกบั ผลการ 4.13 .70 ปฏิบัติงานรว่ มกนั 3.92 .53 มำก5 ครแู ละบคุ ลากร ในสถาน ศึกษามคี วามสามารถท่ีจะพัฒนาปรับปรงุ การ ปฏิบตั ิงานใหม้ ปี ระสิทธภิ าพทนั ตอ่ การ เปล่ียนแปลง6 ครูและบุคลากร ส่วนใหญม่ ผี ลงานวิจัยหรือ นวัตกรรมทีม่ คี ุณคา่ ตอ่ การพัฒนาสถานศกึ ษา7 สถานศกึ ษาสนับสนุนใหค้ รแู ละบุคลากรทุกคน มโี อกาสกา้ วหน้าในตาแหนง่ หน้าท่ี รวม จากตารางที่ 4.9 พบว่า ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาในจังหวัดปทุมธานี ด้านความพึงพอใจในงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x =3.92,S.D = 0.53) เม่ือพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่าประเด็นที่มีค่าสูงสุด คือ สถานศึกษาสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทุกคนมีโอกาสก้าวหน้าในตาแหน่งหน้าที่ อยู่ในระดับ มาก ( x =4.13, S.D = 0.70)รองลงมาคือ ครูและบุคลากร มีความภาคภูมิใจกับผลการปฏิบัติงานร่วมกัน อยู่ในระดับมาก

86( x =4.01, S.D = 0.68) และต่าสุดคือ ครูและบุคลากร สว่ นใหญม่ ีผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมที่มีคณุ ค่าต่อการพฒั นาสถานศึกษา อยใู่ นระดับมาก ( x =3.54, S.D = 0.77)ตำรำงท่ี 4.10 แสดงระดบั ประสทิ ธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาในจังหวดั ปทมุ ธานี ควำมมงุ่ มัน่ ในชีวติ ความมงุ่ มน่ั ในชวี ิต จานวน ความหมาย อนั ดบั (n=191)1 ครแู ละบุคลากรมเี ป้าหมายการปฏิบัติงาน มงุ่ ท่ี x S.D มาก 3 ผลสัมฤทธโ์ิ ดยรวมของนกั เรียน 4.07 .68 มาก 62 ครแู ละบคุ ลากรในสถานศึกษาตระหนกั ว่า 4.02 .71 มาก 5 ภาระหนา้ ที่สว่ นตน จะสง่ ผลกระทบต่องาน มาก 6 ส่วนรวม 4.03 .69 มาก 4 มาก 13 ครูและบคุ ลากรสว่ นใหญ่มงุ่ มนั่ ทจี่ ะปฏบิ ตั งิ าน 4.02 .75 มาก 2 เพือ่ ความสาเรจ็ ตามเกณฑห์ รือตัวชว้ี ัดที่ 4.04 .69 สถานศกึ ษากาหนด 4.12 .71 มำก 4.10 .684 ครูและบคุ ลากร ของสถานศกึ ษาต้ังใจปฏบิ ัตงิ าน 4.06 .59 อยา่ งทุ่มเทและอทุ ศิ เวลา5 ครูและบุคลากรสามารถปรับตัวทนั ต่อ สภาพแวดลอ้ มและสงั คมท่ีเปลี่ยนแปลงไป6 ครแู ละบุคลากร เต็มใจเข้ารับการพฒั นาความรู้ ความสามารถเพ่ือเพ่ิมศักยภาพในการทางาน7 สถานศึกษามกี ารวางแผนการพฒั นาครูและ บคุ ลากร รวม จากตารางท่ี 4.10 พบว่า ระดับประสิทธผิ ลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาในจังหวัดปทุมธานี ด้านความมุ่งมั่นในชีวิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x =4.06, S.D = 0.59)เมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่าประเด็นท่ีมีค่าสูงสุด คือ ครูและบุคลากร เต็มใจเข้ารับการพัฒนา

87ความรู้ ความสามารถเพื่อเพ่ิมศักยภาพในการทางาน อยู่ในระดับ มาก ( x =4.12,S.D = 0.71)รองลงมาคือ สถานศึกษามีการวางแผนการพัฒนาครูและบุคลากร อยู่ในระดับมาก ( x =4.10,S.D = 0.68) และต่าสดุ คอื ครูและบุคลากรในสถานศึกษาตระหนักว่าภาระหน้าที่สว่ นตน จะสง่ ผลกระทบต่องานส่วนรวม อยู่ในระดับมาก ( x =4.02, S.D = 0.75) และ ครูและบุคลากรของสถานศกึ ษาตง้ั ใจปฏิบตั ิงานอย่างทมุ่ เทและอทุ ศิ เวลา อยใู่ นระดบั มาก ( x =4.02, S.D = 0.71)ตำรำงท่ี 4.11 แสดงระดบั ประสทิ ธผิ ลของสถานศึกษา สังกดั สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาในจงั หวัด ปทุมธานี ประสทิ ธผิ ลของสถานศกึ ษา จานวน ความหมาย อันดับ (n=191)1 ดา้ นความสามารถในการปรับตวั มาก 22 ดา้ นผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน x S.D มาก 43 ด้านความพงึ พอใจในงาน 3.94 .57 มาก 34 ดา้ นความมุง่ มนั่ ในชวี ติ 3.90 .58 มาก 1 3.92 .53 รวม 4.06 .59 มำก 3.95 .50 จากตารางที่ 4.11 พบว่า ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาในจังหวัดปทุมธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x = 3.95, S.D = 0.51) เม่ือพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่าประเด็นท่ีมีคา่ สูงสุด คอื ด้านความมุ่งมั่นในชีวิต อยู่ในระดับ มาก ( x =4.06, S.D = 0.59)รองลงมาคือ ด้านความสามารถในการปรบั ตัว อยู่ในระดับมาก ( x =3.94, S.D = 0.57) และต่าสดุ คอืดา้ นผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน อยู่ในระดบั มาก ( x =3.88, S.D = 0.59)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook