Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการเรียนรู้เต็มรูปวิชาการเลี้ยงสุกร

แผนการเรียนรู้เต็มรูปวิชาการเลี้ยงสุกร

Description: แผนการเรียนรู้เต็มรูปวิชาการเลี้ยงสุกร

Search

Read the Text Version

การออกแบบการจดั การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี รายวิชา การเลย้ี งสุกร รหัสวิชา ง20206 ระดบั ช้นั ช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น จดั ทาโดย นายรตั นวัชร์ เลิศนันทรตั น์ ตาแหน่ง ครูผชู้ ่วย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ตาบลช่างเคิ่ง อาเภอแม่แจ่ม จงั หวัดเชยี งใหม่ สานกั บรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ สานกั งานการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร

คาอธบิ ายรายวชิ า รายวชิ า การเล้ียงสกุ ร รหัสวิชา ง.20206 ชั้น ม.ตน้ ภาคเรยี นท่ี1 ปกี ารศกึ ษา 2564 เวลา 2 ชั่วโมง จานวน 1 หนว่ ยกิต คาอธิบายรายวชิ า ความรูเ๎ บอื้ งต๎นในการเล้ยี งสุกรชอํ งทางและการตัดสนิ ใจเลอื กประกอบอาชพี การเลย้ี งสุกร ปัจจยั ท่ี เกีย่ วกับการเลย้ี งสุกรการวางแผนการเล้ยี งสตั ว์ พันธุแ์ ละการคดั เลอื กพันธุ์ โรงเรือน วสั ดุ อุปกรณ์ การจดั การ เลยี้ งดู การสขุ าภบิ าลการจดั การการตลาด การทาบัญชี การอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ๎ มในงาน อาชีพเลย้ี งสตั ว์ คณุ ธรรมในการประกอบอาชีพ ปัญหาและอปุ สรรคในการเลยี ้ งสตั ว์ ผลการเรยี นรู้ 1.นกั เรยี นสามารถรูแ๎ ละเข๎าใจความรูเ๎ บื้องต๎นในการเลีย้ งสกุ รชอํ งทางและการตดั สินใจเลอื กประกอบอาชพี เล้ยี งสุกรได๎ 2. นกั เรียนอธิบายอธบิ ายปัจจยั ท่ีเกี่ยวกบั การเลี้ยงสกุ รได๎ 3.นักเรยี นสมารถรแ๎ู ละเข๎าใจเกี่ยวกบั พันธุ์สุกรได๎ 4.นักเรยี นสามารถเลี้ยงดสู กุ รได๎ 5.นกั เรยี นสามารถสุขาภิบาลสุกรเบอื้ งต๎นได๎ รวมทง้ั หมด 5 ผลการเรยี นรู้

ผงั มโนทัศน์ รายวชิ าการเลย้ี งสกุ ร รหัสวชิ า ง.20206 ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2-3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564 ชื่อหน่วยท่ี1 ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกย่ี วกบั ชื่อหน่วยท่ี2ปจั จยั ที่เก่ียวกับการเลย้ี งสกุ ร จานวน 16 ชั่วโมง :10 คะแนน การเล้ียงสุกร จานวน 4 ช่ัวโมง :10 คะแนน รายวิชาการเลีย้ งสกุ ร ช้ัน มธั ยมศึกษาปีท1่ี - 3 ชื่อหน่วยท3ี่ พันธุ์สุกร ชื่อหน่วยท4ี่ การจัดการเล้ียงดู จานวน 4 ชั่วโมง : 20 คะแนน จานวน 4 ช่ัวโมง : 10 คะแนน ช่ือหน่วยท5ี่ การสุขาภบิ าล จานวน 6 ชั่วโมง : 10 คะแนน

ผงั มโนทศั น์ รายวชิ าการเลี้ยงสุกร รหสั วชิ า ง.20206 ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2-3 หน่วยการเรียนรู้ที1่ เรอื่ งความร้เู บื้องตน้ เกีย่ วกบั การเล้ยี งสกุ ร จานวน 4 ช่ัวโมง : 10 คะแนน หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี1 เร่ืองความรเู้ บ้ืองต้นเกย่ี วกบั การ เล้ียงสกุ ร จานวน 4 ช่ัวโมง : 10 คะแนน ช่ือเรื่องความรเู้ บอ้ื งตน้ เก่ยี วกับการเลยี้ ง สกุ ร จานวน 4 ช่ัวโมง :10 คะแนน

แผนการจัดการเรยี นรู้ หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี1เร่ืองความรู้เบื้องตน้ เกีย่ วกับการเลยี้ งสุกร แผนจดั การเรียนรู้ท1่ี เรอื่ งความรเู้ บอ้ื งต้นเกย่ี วกบั การเลีย้ งสุกร รายวชิ า การเลย้ี งสกุ ร รหสั วชิ า ง.20206ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2-3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564นา้ หนกั เวลาเรียน 1.00 (นน./นก.) เวลาเรียน 4 ชัว่ โมง/สปั ดาห์ เวลาท่ใี ช้ในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ 4 ชั่วโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคญั (ความเขา้ ใจท่คี งทน) สุกรเป็นสตั วก์ บี คํมู ี 4 ขา แตํละขามีกบี 4 กบี แตํกีบที่ 2 และ 3 เทําน้ันท่ีใช๎ในการยืน ฟันกัด ของขากรรไกรบนมีลักษณะโค๎งเปน็ เขย้ี ว มจี มกู กลมแบนตดิ อยํูที่ปาก ขุดค๎ุยเกํง ข๎อขาแข็งแรง ไมํมีเขาลําตัวมีขนปก คลมุ ขนแข็งและหยาบ หนังหนา มีไขมันหนา ทําหน๎าท่ีเป็นฉนวนทําให๎ระบายความร๎อนได๎ยาก ถึงแม๎วําสุกรจะมี ตอํ มที่บริเวณผวิ หนังมาก แตํตอํ มเหลําน้ไี มไํ ดท๎ ําหนา๎ ท่ีเปน็ ตํอมเหงอื่ เพอ่ื ระบายความรอ๎ นออกจากรํางกาย สุกรจึงชอบ คลกุ อยกํู ับนํ้าเพื่อระบายความร๎อนออกจากรํางกายและชอบอยูํในทรี่ ํมตามพมํุ ไม๎ 2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้วี ัดชนั้ ปี/ผลการเรียนรู้/เป้าหมายการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ 1.นักเรียนอธบิ ายชอํ งทางและการตดั สินใจเลือกประกอบอาชพี เล้ียงสกุ รได๎ 3. สาระการเรยี นรู้ 3.1 เนอ้ื หาสาระหลัก : Knowledge (นักเรียนต๎องรอู๎ ะไร) -ลักษณะทว่ั ไปของสกุ ร -โครงราํ งของสกุ ร -คุณคําทางอาหารของสุกร -ประวัติและถิ่นกําเนดิ ของสุกร 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process (นกั เรยี นสามารถปฏบิ ตั อิ ะไรได๎) -ลกั ษณะทวั่ ไปของสุกร -โครงราํ งของสุกร -คณุ คําทางอาหารของสกุ ร -ประวตั แิ ละถิน่ กาํ เนิดของสุกร 3.3 คุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ : Attitude (นกั เรยี นควรแสดงพฤติกรรมการเรียนอะไรบ๎าง) 1.มีวินัย 2.มีความรบั ผดิ ชอบ 3.ตรงตํอเวลา 4.มํงุ มั่นในการเรียน 4. สมรรถนะสาคญั ของนกั เรียน 4.2 ความสามารถในการคิด 4.3 ความสามารถในการแกป๎ ัญหา 4.4 ความสามารถในการใช๎ทกั ษะชีวิต 5. คุณลกั ษณะของวิชา 1.ความรบั ผดิ ชอบ 2.ตรงต่อเวลา 6. คณุ ลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์ 1. ซอื่ สตั ยส์ ุจริต 2. มีวินัย 3. ใฝเุ รียนรู๎

4. มุํงมนั่ ในการทํางาน 7. ชิน้ งาน/ภาระงาน : - ใบกิจกรรมท่ี 1 เรอื่ งความรู๎เบอ้ื งต๎นเกย่ี วกับการเลย้ี งสุกร - ใบงานที่ 1.1 เรือ่ ง ความรเ๎ู บ้ืองตน๎ เกย่ี วกบั การเลย้ี งสุกร ชิน้ งาน -ใบงาน ภาระงาน -ใหน๎ ักเรยี นไปศกึ ษาเพ่มิ เติมเกีย่ วกับโครงสร๎างของสกุ ร 8. กิจกรรมการเรยี นรู้: เวลาท่ใี ช้ 4 ชัว่ โมง ชัว่ โมงที่ 1-2 (ความสามารถในการวเิ คราะห์/ใฝุเรยี นร/๎ู เทคนคิ การสืบคน๎ ) - ข้ันนาเข้าสบู่ ทเรียน/ขนั้ ตง้ั คาถาม 1. ทักทายนกั เรียนกํอนเรยี น 2. เช็ดชื่อนักเรียนกอํ นเขา๎ สูบํ ทเรียน ขน้ั สอน 1. ทําความเขา๎ ใจและชแี้ จงสาระการเรียนรูใ๎ หน๎ กั เรยี นทราบในหนวํ ยการเรยี นรู๎เรอ่ื งความรเู๎ บื้องตน๎ เกยี่ วกบั การเล้ียงสุกร 2. ครูอธบิ ายเก่ียวกบั รูปราํ งลกั ษณะทว่ั ไปของสกุ ร 3. ครใู หน๎ ักเรียนจดบันทึกตามที่ครอู ธบิ าย 4. ครูใหน๎ ักเรียนทําใบงาน เรอ่ื งลกั ษณะทั่วไปของสุกร 5. ครมู อบหมายงานให๎นกั เรยี นไปใบงาน เรือ่ ง ลกั ษณะทว่ั ไปของสกุ ร 6. ครมู อบหมายให๎นักเรียนไปศกึ ษาค๎นควา๎ เพิ่มเติมเกยี่ วกบั ลักษณะทัว่ ไปของสุกร ขัน้ สรปุ 7. ครูและนักเรยี นรวํ มกนั สรุปเน้อื หาทีเ่ รยี นมา 8. ครนู ดั หมายการเรียนครง้ั ตํอไป ชว่ั โมงท่ี 2 -3 (ความสามารถในการวเิ คราะห/์ ใฝเุ รยี นร๎ู/ชวํ ยกันคดิ ชํวยกันเรยี น) - ข้ันนาเขา้ สู่บทเรยี น/ขน้ั ตง้ั คาถาม 1. ทักทายนกั เรยี นกอํ นเรียน 2. เชด็ ชอ่ื นักเรียนกํอนเขา๎ สํูบทเรียน ขน้ั สอน 1. ครแู ละนักเรยี นทบทวนบทเรยี นทผ่ี ํานมา 2. ครใู หน๎ กั เรยี นมาแลกเปลย่ี นเรียนรู๎เน้อื หาท่คี รูมอบหมายในสปั ดาห์ที่ผาํ นมา 3. ครอู ธิบายเก่ยี วกบั คุณคําทางอาหารของการเล้ียงสุกร 4. ครูอธิบายเกีย่ วกบั ประวัตแิ ละความเป็นมาของการเล้ียงสกุ ร 4. ครูให๎นกั เรยี นจดบนั ทกึ ลงในสมุด 5. ครใู หน๎ กั เรียนทําใบงานเรือ่ งโครงสร๎างของสุกร

ขนั้ สรปุ จานวน สภาพการใชส้ ื่อ 6.ครแู ละนักเรยี นรวํ มกนั สรุปเนือ้ หาที่เรยี นมา 1 ชดุ ขั้นตรวจสอบความรเ๎ู ดมิ 7.ครนู ดั หมายการเรยี นครั้งตํอไป 30 ชดุ ตรวจหาคําตอบ 9. สือ่ การเรียนการสอน / แหลง่ เรยี นรู้ สืบคน๎ ข๎อมลู รายการสอ่ื 1. สื่อการเรียน 2. ใบงาน 1.1 เรอ่ื ง ความรู๎เบ้อื งตน๎ การเล้ียงสกุ ร 3.หอ๎ งสมุด 10. การวดั ผลและประเมนิ ผล เป้าหมาย หลักฐานการเรียนรู้ วิธวี ัด เคร่ืองมือวดั ฯ ประเด็น/ การเรยี นรู้ ช้ินงาน/ภาระงาน -ความถูกตอ๎ ง เกณฑก์ ารให้คะแนน ความเขา๎ ใจ 1.มีเน้ือหาสาระครบถ๎วน นักเรยี นอธิบาย ใบงาน และความ สมบรู ณ์ 9-10 คะแนน ชอํ งทางและการ ถูกต๎อง 2.มีเน้ือหาสาระคอํ นข๎างครบถว๎ น ตดั สินใจเลือก 7-8 คะแนน ประกอบอาชีพเลีย้ ง 3.มีเนอ้ื หาสาระไมํครบถ๎วนแตํ ภาพรวมของสาระทงั้ หมดอยูํใน สุกรได๎ เกณฑ์ปานกลาง 5-6คะแนน 4. มีเนอ้ื หาสาระไมํครบถ๎วนแตํ ภาพรวมของสาระทั้งหมดอยใํู น เกณฑต์ อ๎ งพอใช๎ 4-3 คะแนน 5.มเี นอ้ื หาเพยี งเล็กน๎อยแตภํ าพรวมของ สาระท้ังหมดอยํูในเกณฑ์ตอ๎ งปรบั ปรงุ 2-1 คะแนน 6.ไมํมีเนือ้ หาเลย 0 คะแนน

11. การบูรณาการตามจดุ เนน้ ของโรงเรยี น (ตวั อย่าง) หลกั ปรัชญาเศรษฐกิจ ครู ผูเ้ รียน พอเพียง พอดกี ารเล้ยี งสกุ ร นกั เรยี นมีความร้เู ก่ยี วกับการนาสุกร 1. ความพอประมาณ พอดดี ้านการเล้ียงสกุ ร มาเล้ยี ง 2. ความมีเหตุผล นาํ สกุ รมาเล้ียงให๎เพียงพอกับโรงเรือน รูถ๎ ึงสภาพภมู ิอากาศท่ีเหมาะสมในการ ทม่ี ีอยํู เลีย้ งพันธุ์สกุ รแตลํ ะประเภท การคานึงสภาพอากาศทจ่ี ะนาพนั ธุ์ สกุ รทีส่ ามารถมาเล้ยี งได้ 3. มีภมู คิ มุ กนั ในตวั ที่ดี ภูมปิ ัญญา : มคี วามร๎ู รอบคอบ และ ภูมปิ ญั ญา : มคี วามร๎ู รอบคอบ และ 4. เงอ่ื นไขความร๎ู ระมัดระวงั ระมดั ระวัง สรา๎ งสรรค์ 5. เงื่อนไขคุณธรรม ความรอบร๎ู เรอื่ ง การเล้ยี งสุกร ความรอบร๎ู เรอ่ื ง การเล้ียงสุกร ทเ่ี กย่ี วข๎องรอบดา๎ น ความรอบคอบท่ี นาํ ความรเู๎ หลําน้นั มาพจิ ารณาให๎ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน จะนําความรูเ๎ หลาํ นั้นมาพิจารณาให๎ เช่อื มโยงกนั สามารถประยุกต์ใช๎ใน อาหารของสุกร เช่อื มโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน ชวี ิตประจาํ วัน การดําเนินการจัดกิจกรรมการเรยี นรู๎ - อาหารทีท่ าํ จากต๎นกลว๎ ย ใหก๎ ับผู๎เรยี น มคี วามตระหนกั ใน คุณธรรม มี นาํ้ วา๎ ความซ่อื สตั ยส์ ุจรติ และมคี วามอดทน มคี วามตระหนักใน คุณธรรม มี มีความเพยี ร ใชส๎ ติปญั ญาในการ ความซอ่ื สัตยส์ ุจรติ และมคี วามอดทน ดาํ เนินชวี ติ มคี วามเพียร ใชส๎ ตปิ ญั ญาในการ ดําเนินชีวติ ผู้เรยี น อาหารของสกุ ร ครู - นักเรยี นไดค๎ วามรจู๎ ากการนาํ ต๎น กล๎วยมาทําเป็นอาหารสกุ ร อาหารของสกุ ร -ใหน๎ ักเรียนนําต๎นกล๎วยมาทาํ เปน็ อาหารสุกร สง่ิ แวดล้อม ครู ผูเ้ รียน การปลูกตน้ กล้วย การปลูกตน้ กล้วย การปลูกตน้ กล้วย -ทาํ ใหเ๎ กดิ ความชมุํ ชื้นในบริ -ให้นักเรียนนาตน้ กล้วยมาปลูก -นกั เรยี นไดค้ วามร้จู ากการปลกู กลว้ ย เวรท่ปี ลกู บรเิ วณเขตพ้ืนที่รับผดิ ชอบ ลงชื่อ..................................................ผู้สอน (นายรตั นวชั ร์ เลศิ นันทรัตน์)

บทที่ 1 ความรู้เบอ้ื งต้นเก่ยี วกบั การเลี้ยงสุกร 1.1 ลกั ษณะทวั่ ไปของสุกร สุกรเป็นสัตว์กีบคูํมี 4 ขา แตํละขามีกีบ 4 กีบ แตํกีบท่ี 2 และ 3 เทําน้ันที่ใช๎ในการยืน ฟันกัดของ ขากรรไกรบนมีลักษณะโคง๎ เปน็ เขย้ี ว มจี มกู กลมแบนติดอยํูท่ีปาก ขุดคุย๎ เกงํ ข๎อขาแข็งแรง ไมํมีเขาลําตัวมีขนปกคลุม ขนแข็งและหยาบ หนังหนา มีไขมันหนา ทําหน๎าท่ีเป็นฉนวนทําให๎ระบายความร๎อนได๎ยาก ถึงแม๎วําสุกรจะมีตํอมที่ บริเวณผวิ หนงั มาก แตํตํอมเหลํานี้ไมไํ ดท๎ าํ หน๎าที่เป็นตํอมเหงื่อเพื่อระบายความร๎อนออกจากรํางกาย สุกรจึงชอบคลุก อยูํกับํน๎าเพอ่ื ระบายความรอ๎ นออกจากรํางกายและชอบอยใํู นที่รมํ ตามพํุมไม๎ การจัดจําพวก (classification) สุกรตามลกั ษณะทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ Kingdom : Animalia เปน็ สัตว์ Phylum : Chordata สตั วม์ กี ระดูกสนั หลัง Class : Mammalia เป็นสตั ว์เล้ยี งลกู ด๎วยํน๎านม เลือดอุํน มขี นปกคลมุ Order : Artiodactyla เป็นสัตวก์ ีบคํู Suborder : Suina Family : Suidea Genus : Sus Species : indica, scrofa และ domesticus 1.2 โครงรํางของสุกร โครงรํางของสุกรประกอบด๎วย สํวนตําง ๆ ดังน้ี หน๎า (face) จมูก (snout) ตา (eye) ใบหู (ear) คาง (jowl) คอ (neck) ไหลํ (shoulder) หลัง (back) เอว (loin) บ้ันท๎าย (rump) หาง (tail) สะโพก(ham) ข๎อ ตํอขาหลัง (stifle) ข๎อขาหลัง (hock) ขาหลัง (rear leg) นิ้วก๎อย (dewclaw) กีบ (toe) ขาพับหลัง (rear flank) ท๎อง (belly) ขาพับหน๎า (fore flank) ขาหน๎า (front leg) เขํา (knee) ข๎อเท๎า (pastern) ความยาว ด๎านขา๎ ง (length of side) (ภาพที่ 1.1)

ภาพท่ี 1.1 โครงรํางของสกุ ร ที่มา: สวุ รรณา พรหมทอง, (มปพ.) 1.3 คุณคําทางอาหารของสุกร เน้ือสุกรและอวัยวะตําง ๆ ของสุกรเป็นแหลํงโปรตีนคุณภาพดี มีแรํธาตุหลายชนิด เชํน ฟอสฟอรัส เหล็ก โพแตสเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี ปริมาณสูง แตํมีแคลเซียมและโซเดียมปริมาณํตํา และมีวิตามินที่สําคัญ โดยเฉพาะวิตามนิ บี 1 และ วิตามินบี 12 มีปริมาณสูง ดังตารางท่ี 1.1 และตารางที่ 1.2 โปรตีนเน้ือสุกรและโปรตีนนมมีกรดอะมิโนท่ีจําเป็นในปริมาณสูง แตํโปรตีนนมมีกรดอะมิโนท่ีมีกํามะถันเป็น องค์ประกอบ ได๎แกํ เมทไธโอนีนและซีสตีน ํตํากวําเนอื้ สุกรเล็กน๎อย สวํ นโปรตนี จากพืช เชํน ถ่ัวเหลืองและข๎าวโพด มกั ขาดกรดอะมโิ นไลซีน เมทไธโอนีน ซสี ตีน และทริปโตเฟน (ตารางท่ี 1.3) ดงั น้ันหากบริโภคโปรตีนจากพืชล๎วน ๆ จะทําให๎ขาดกรดอะมิโนท่ีจําเป็นบางชนิด ถ๎าเสริมเน้ือสุกรหรือเนื้อสัตว์เข๎าไปเพียงเล็กน๎อยจะทําให๎ได๎รับคุณคําทาง อาหารครบถ๎วน ตารางท่ี 1.1 คณุ คําทางอาหารของเน้ือสกุ รและอวยั วะภายในของสกุ ร (เนอ้ื ดบิ ) ทมี่ า: สุวรรณา พรหมทอง, (มปพ. ตารางท่ี 1.2 คุณคําทางอาหารของเน้อื สุกร (ตํอ 100 กรมั , เฉพาะเน้อื แดงยาํ ง)

ท่ีมา: สุวรรณา พรหมทอง, (มปพ.) ตารางที่ 1.3 เปรียบเทียบกรดอะมโิ นระหวาํ งเนอื้ สุกร โปรตีนนม กากถั่วลิสง และข๎าวโพด ที่มา: สุวรรณา พรหมทอง, (มปพ.) 1.4 ประวัติและถนิ่ กาํ เนดิ ของสุกร

ยุค Neolithesage สุกรท่ีพบมีต๎นกําเนิดจากสุกรปุาแถบยุโรปและสุกรปุาแถบเอเชีย ชาติแรกที่มีการเลี้ยง สกุ รคือ ประเทศจีน โดยเร่ิมเล้ียงสุกรเป็นเวลากวํา 6,000 ปี ประเทศอังกฤษมีการเลี้ยงสุกรมาแล๎วกวํา 2,700 ปี และ ค.ศ.1539 แพรหํ ลายไปในเขตอเมรกิ าโดยโคลมั บัส (ปีท่ีพบดินแดนใหม)ํ สวํ นประเทศไทยเรม่ิ เลย้ี งโดยชาวจีนที่อยํูในประเทศไทย โดยเล้ยี งเพ่ือเป็นอาหารและอาชีพเสริม เป็นสุกรพันธุ์ พ้นื เมือง เชํน พนั ธ์ไุ หหลาํ เปน็ ตน๎ (ภาพท่ี 1.2) ภาพที่ 1.2 สุกรพันธุไ์ หหลาํ เพศเมยี ทีม่ า: กรมปศุสัตว์, (มปพ.) ประเทศจีนมีการเล้ยี งสุกรมากท่สี ดุ ในโลก แตสํ ํวนมากใช๎บรโิ ภคภายในประเทศ สํวนประเทศที่มีการเล้ียงสุกร สํงเป็นสนิ ค๎าออกสตํู ลาดโลก ไดแ๎ กํ เดนมาร์ค องั กฤษ เนเธอรแ์ ลนด์ และสหรัฐอเมรกิ าสุกร สกุ รพนั ธุ์ตํางประเทศท่ีนิยมเลี้ยง เชํน ลาร์จไวท์ (Large white) แลนด์เรซ (Landrace) ดูรอค (Duroc) ฯลฯ ลว๎ นได๎รบั การปรับปรงุ พนั ธม์ุ าจากบรรพบุรษุ ท่เี ป็นสกุ รปาุ แถบยุโรปและสุกรปาุ แถบเอเซีย ก. สุกรปุาแถบยุโรป (Sus scrofa) ถิ่นกําเนิด เป็นสุกรปุาของยุโรป แอฟริกา เอเชีย ซ่ึงมีหลายชนิดด๎วยกัน ลักษณะทั่วไป แข็งแรง วอํ งไว ทนทาน ดรุ ๎าย หัวยาวใหญํ จมูกยาว ขายาว ไหลกํ วา๎ งสะโพกและเอวเลก็ มสี ํนี า๎ ตาลหมนํ หรอื เทาปนแดง มี ลายดํา เม่ือเล็กมีสีอํอน ลายเสือ เม่ือโตข้ึนลายเสือจะหายไป ผิวหยาบ ขนยํุง ไขมันน๎อย โตเป็นหนํุมเป็นสาวช๎า ทนทานตอํ โรคไดด๎ ี ข. สุกรปุาแถบเอเชีย (Sus indica หรือ Sus vittatus บางครั้งเรียก East indica pig) ถิ่นกําเนิดเป็น สุกรท่ไี ด๎มาจากประเทศจีน ญีป่ นุ เอเชยี ตะวนั ออก และไทย ลักษณะท่ัวไป เลี้ยงงําย ไมํดุร๎าย รูปรํางสี่เหล่ียม หัว ส้นั กระดกู เล็ก ตัวเลก็ มสี ดี ําหรือขาวปนกัน ผิวหนังเรยี บ มไี ขมนั มาก เจริญเติบโตเป็นหนุมํ สาวเรว็ ลูกไมดํ ก ค. สุกรบ๎าน (Sus domesticus) เป็นสุกรที่ได๎รับการปรับปรุงพันธุ์แล๎ว นํามาเลี้ยงกันทั่วไปในสํวนตําง ๆ ของโลก พนั ธ์ุทส่ี าํ คญั คือ ลาร์จไวท์ แลนด์เรซ ดูรอค เป็นต๎น ถิ่นกําเนิดได๎จากการปรับปรุงพันธุ์โดยใช๎สุกรพันธ์ุใน Sus scrofa และ Sus indica แล๎วคัดเลือกจนเป็นพันธุ์แท๎ ลักษณะท่ัวไป เป็นสุกรท่ีปรับปรุงให๎มีลักษณะทาง เศรษฐกิจที่ดี เชํน หัวเล็ก เน้ือมาก มันน๎อย โตเร็ว ลูกดก เล้ียงงําย อัตราการเปล่ียนอาหารดี แข็งแรง และ ทนทาน ตอํ โรค 1.5 ประวตั ิการนาํ สกุ รเข๎ามาเลี้ยงในประเทศไทย

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัวได๎มีผู๎นําสุกรจากประเทศอังกฤษเข๎ามาเล้ียงในประเทศไทย จาํ นวน 2 พันธุ์ ได๎แกํ พันธุ์ลาร์จแบล็ค (Large black) และ พันธุ์เอสเสค (Essex) ตํอมาพ.ศ.2461 สุกรท้ัง 2 พนั ธุ์นไี้ ด๎ถูกนาํ ไปเลยี้ งทีโ่ รงเรยี นเกษตรกรรมนครปฐมและได๎สญู พนั ธุไ์ ปในท่สี ดุ พ.ศ.2482 สุกรได๎ถูกนําเข๎ามาจากประเทศออสเตรเลียโดยพระนรราชจํานง และคณะทูตสันถวไมตรี สุกร ดังกลาํ วไดถ๎ กู นําไปเล้ียงที่สถานีกสกิ รรมแมํโจ๎ จังหวัดเชียงใหมํ ได๎แกํ พันธุ์เบอร์กเชียร์ (Berkshire) ลาร์จไวท์ มิด เดิลไวท์ (Middle White) และแทมเวอร์ท (Tam Worth) หลังจากนั้นพ.ศ.2484 สุกรดังกลําวได๎ถูกแบํงมาเล้ียงที่ สถานีเกษตรกรรมกลางบางเขนและได๎สญู พนั ธุไ์ ปเนอ่ื งจากสงครามโลกคร้งั ที่ 2 พ.ศ.2492 กองสัตวบาล กรมปศุสัตว์ ได๎ส่ังซื้อสุกรท้ัง 4 พันธุ์ดังที่กลําวจากประเทศออสเตรเลียมาอีก จํานวน 86 ตัว พ.ศ.2497 กรมปศสุ ตั ว์โดยความชํวยเหลือขององค์การยูซํอมสํงเจ๎าหน๎าที่คือ นายประยูร สิทธิชัย นายยอด วัฒนสินธ์ุ และนายจอม วิลเลียม ไปซือ้ สกุ รจากประเทศสหรฐั อเมรกิ า ได๎แกํพนั ธุ์ดูรอคเจอรซ์ ่ี เบอร์กเชียร์ และแฮม เชียร์ (Hamshire) พ.ศ.2500 โดยการชํวยเหลือของแผนการโคลัมโบไดจ๎ ัดซอ้ื สุกรพนั ธล์ุ ารจ์ ไวท์จากฟาร์มท่ีมีช่ือเสียงของประเทศ องั กฤษจาํ นวน 25 ตัว เป็นสุกรทมี่ ีลกั ษณะการให๎เนอื้ ดี ลําตวั ยาว เตา๎ นมมากกวําสกุ รทมี่ ีการเล้ียงอยูํเดมิ พ.ศ.2504 กรมปศุสตั ว์ให๎นายอสิ ระ กรีชาพลเป็นเจ๎าหนา๎ ท่ีจัดซอ้ื สุกรพนั ธลุ์ าร์จไวทเ์ พ่ิมอีกจํานวน 15 ตวั พ.ศ.2505 กรมปศุสตั ว์ใหน๎ ายสมจิตร ยอดเศรณแี ละนายศริ ิพงษ์ สุคนธสรรพ์ เปน็ เจา๎ หน๎าที่จัดซ้ือสุกรพันธ์ุดู รอคเจอร์ซี่เพือ่ เปล่ยี นสายเลือดอกี จาํ นวน 5 ตัว ตํอมามีบริษัทเอกชนนําเข๎าสุกรอีกเป็นจํานวนมาก จนกระทั่งปัจจุบันสุกรท่ีนําเข๎าสํวนใหญํมี 3 พันธุ์ คือ พันธ์ุลาร์จไวท์ แลนด์เรซ และดรู อค 1.6 ประเภทของการเล้ียงสกุ ร การเลยี้ งสุกรในประเทศไทยขึน้ อยูกํ ับความพร๎อมของผเ๎ู ล้ียงท้งั ในดา๎ นความร๎ู ฐานะความเปน็ อยูแํ ละอาชีพหลัก ของผเู๎ ล้ียง การเลีย้ งสุกรแบงํ เปน็ 3 ประเภทคือ ก. การเลยี้ งสกุ รพนั ธ์ุ เป็นการผลติ สกุ รพันธจุ์ าํ หนํายเพื่อเป็นพอํ และแมํพันธุ์ สุกรทเ่ี ลย้ี งสวํ นใหญํเป็นพนั ธ์ุจาก ตํางประเทศ ไดแ๎ กํ พนั ธ์ลุ ารจ์ ไวท์ แลนดเ์ รซ และดูรอค ข. การเล้ียงสุกรขุน เป็นการผลิตสุกรขุนจําหนํายเพื่อสํงโรงฆําสัตว์ สุกรที่เล้ียงสํวนใหญํเป็นสุกรลูกผสม 2 หรือ 3 หรอื 4 สายพันธ์ุ ค. การเลยี้ งสกุ รแบบหลงั บา๎ น เปน็ การผลิตสกุ รเป็นงานอดิเรกหรอื อาชีพรอง ผู๎เล้ียงสํวนใหญํมีอาชีพหลักอยํู แลว๎ แบํงการเลย้ี งตามอาชพี หลกั ของผเู๎ ลี้ยงได๎ 3 ประเภทคือ 1. ผู๎เลยี้ งเปน็ เจ๎าของโรงสใี ช๎ปลายขา๎ วและรําขา๎ วเลย้ี งสกุ ร 2. ผ๎เู ล้ยี งทําสวนผัก ใชผ๎ ักที่ไมํเหมาะสมแกํการบริโภคของมนษุ ย์มาใหส๎ ุกรกินและจะใชม๎ ูลสุกรทําปุย๋ 3. ผ๎ูเลี้ยงทําไรํหรือทํานา เลี้ยงสุกรไว๎หลังบ๎าน อาหารท่ีใช๎เล้ียงสุกรสํวนใหญํเป็นรําละเอียดผักตบชวา ต๎น กล๎วย กากมะพร๎าว เป็นตน๎ 1.7 ความสําคญั ของการเล้ยี งสกุ ร สุกรเป็นสัตว์เศรษฐกจิ ชนิดหน่งึ ทีส่ ําคัญ เนื่องจาก

1. สุกรสามารถเลย้ี งไดใ๎ นจาํ นวนน๎อยตัว เปน็ ฟารม์ เล็ก ๆ 2. การเล้ยี งสุกรตอ๎ งการพ้นื ที่เพียงเล็กนอ๎ ย สามารถใช๎พนื้ ที่ทไ่ี มเํ หมาะสมกับการทําการเกษตรอยํางอ่ืนให๎เป็น ประโยชน์ เชนํ พน้ื ท่ดี ินเลวไมํสามารถปลกู พชื ได๎ 3. การเลยี้ งสุกรใช๎แรงงานนอ๎ ยและเล้ยี งงาํ ย 4. ผลิตผลหรือผลพลอยได๎ทางการเกษตรหรืออุตสาหกรรมสามารถนํามาเป็นอาหารสุกรได๎ ทําให๎ประหยัด รายจาํ ย เพิม่ คณุ คาํ และทําใหร๎ าคาสูงขน้ึ 5. สุกรใหล๎ ูกดก ขยายพนั ธุ์ไดเ๎ รว็ 6. เพิ่มรายได๎และทําให๎เศรษฐกิจของครอบครัวดีข้ึน สามารถใช๎พยุงฐานะเมื่อผลผลิตอ่ืนตกํตําหรือเสียหาย จากภยั ธรรมชาติ 7 เปน็ การใชเ๎ วลาวํางใหเ๎ กิดประโยชน์เป็นการฝกึ หดั ใหเ๎ ยาวชนรู๎จกั การทํางานและรกั สัตวเ์ ลี้ยง 8. ทําใหส๎ มาชิกในครอบครัวไดอ๎ อกกาํ ลังกายและมีสุขภาพอนามัยสมบรู ณ์ 9. มูลสกุ รใช๎เปน็ ป๋ยุ อยํางดี ชํวยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินในการปลูกพืชหรือใช๎เล้ียงปลาชํวยลดต๎นทุน การผลิต เชนํ มลู สุกรใชเ๎ ลีย้ งปลาดุก ปลาสวาย และปลานิล เป็นต๎น 10. การเลีย้ งสกุ รให๎ผลกาํ ไรดี สามารถคืนทนุ ได๎ภายในเวลา 6 เดอื น 1.8 ปจั จัยทท่ี ําให๎การเลี้ยงสกุ รประสบความสําเร็จ ปัจจัยท่ที าํ ให๎การเลยี้ งสุกรประสบความสําเร็จ ประกอบด๎วย 1. สุกรพันธุ์ดี เป็นสุกรท่ีได๎รับการคัดเลือกและผสมพันธุ์ให๎มีการเจริญเติบโตสูง อัตราการเปลี่ยนอาหารดี และใหผ๎ ลผลิตสงู 2. อาหารดี มคี ุณคาํ ทางอาหารครบถ๎วนทัง้ คณุ ภาพและปรมิ าณตามความตอ๎ งการของสกุ รในแตลํ ะระยะ 3. การจัดการดี ตั้งแตํการวางผังฟาร์ม การกํอสร๎างโรงเรือน การจัดการแบํงพ้ืนที่ได๎อยํางเหมาะสม การ จัดการวัตถุดบิ และการใหอ๎ าหารดี การเลี้ยงดูดี การสุขาภิบาลดี และการตลาดดี 1.9 ปัญหาและการแกป๎ ญั หาในการเล้ยี งสุกร ปัญหาการผลติ สกุ รในประเทศไทยนบั วาํ เปน็ ปัญหาระดบั ชาติ ซ่ึงเกิดขึ้นโดยตลอด แม๎รัฐบาลจะสนับสนุนให๎มี สหกรณผ์ เู๎ ลยี้ งสกุ รขนึ้ ตามอําเภอหรอื จงั หวดั กย็ ังมีปัญหา การดําเนินงานของสหกรณ์ประสบความสําเร็จเพียงไมํก่ีแหํง เนอ่ื งจากเกษตรกรยังขาดความร๎แู ละความเข๎าใจระบบสหกรณ์ จึงทาํ ใหเ๎ กดิ ปัญหาตําง ๆ ดงั น้ี 1. ปัญหาด๎านการตลาด การตลาดสุกรสํวนใหญํตกอยูํในมือของพํอค๎าคนกลาง จึงทําให๎ผู๎ผลิตไมํมีโอกาสได๎ กาํ หนดราคาสกุ รมีชวี ติ ได๎เอง แมว๎ ําจะมีระบบสหกรณ์แตํยังไมํสามารถทํางานให๎ได๎ผลดี จึงทําให๎เกิดความไมํสมดุลกัน ระหวาํ งราคาสกุ รเปน็ และสกุ รชําแหละ การแกป๎ ัญหาด๎านการตลาด สํงเสรมิ การเลย้ี งสุกรในรูปองค์กร เชํน สหกรณ์ ชมรมและกลํุมเกษตรกร โดย รฐั บาลควรเข๎าไปให๎ความร๎ูและกระต๎นุ ใหผ๎ เู๎ ลี้ยงสุกรเหน็ ความสําคัญของการรวมกลํุมเพ่ือให๎มีอํานาจในการตํอรองราคา ขายและกําหนดปริมาณการผลิตให๎สอดคล๎องกับความต๎องการของตลาดภายในประเทศและสงํ ออก 2. ปญั หาดา๎ นการจัดการ 2.1 เกษตรกรผ๎ูผลิตขาดความรูค๎ วามชาํ นาญในการเลยี้ งสุกร จงึ ทาํ ใหส๎ ุกรทีผ่ ลติ ออกมา นน้ั มีต๎นทุนในการผลติ สูง

2.2 เกษตรกรมักขาดทุนทรัพย์ ตอ๎ งก๎ยู ืมเงนิ นอกระบบ ซง่ึ มอี ตั ราดอกเบ้ยี สูงมาใช๎ในการ ผลติ สุกร จงึ ทําให๎คําใชจ๎ าํ ยสงู ขึ้น 2.3 เกษตรกรรายยอํ ยมีโรงเรือนทไ่ี มเํ หมาะสมในการเลย้ี งสุกร จึงทาํ ให๎เกิดความเสี่ยงใน เรือ่ งโรคและพยาธิ 2.4 การจดั ซอ้ื วัตถดุ ิบในการนาํ มาผสมอาหารต๎องผํานพอํ ค๎าคนกลาง จงึ ทาํ ให๎มรี าคาแพง และมปี ญั หาเร่ืองส่งิ ปลอมปน ตลอดจนการซื้อในระบบเงนิ เชือ่ ทําให๎ราคาแพงขึ้นอีก เน่ืองจากพํอค๎าจะบวกดอกเบี้ย เข๎าไปด๎วย การแกป๎ ัญหาด๎านการจัดการ 1. การใหค๎ วามรูแ๎ กํเกษตรกร ควรจะเป็นการรวํ มมอื กันระหวาํ งภาครฐั บาลและเอกชน และความกระตอื รือร๎นของเกษตรกรเอง เพอ่ื ใหป๎ ระสบผลสําเร็จในการนําความรูม๎ าใช๎ในการประกอบอาชีพการเล้ียง สกุ รตอํ ไป 2. รัฐบาลควรจดั ใหม๎ แี หลํงสนิ เชอ่ื แกํเกษตรกรผ๎ูเล้ยี งสุกร โดยปลํอยสนิ เช่ือในอตั รา ดอกเบ้ียํตาํ และระยะยาว 3. เกษตรกรควรศึกษาหาความรใ๎ู นเรื่องการจัดการ ต้งั แตกํ ารสรา๎ งโรงเรอื นอยาํ งไรใหถ๎ กู สขุ ลกั ษณะ การจดั การกับสุกรในระยะตําง ๆ การให๎อาหารและการปอู งกันโรค เป็นต๎น 4. เกษตรกรควรจดั ซ้อื วตั ถุดิบโดยตรงจากแหลงํ ผลิต และควรรวมกันเป็นกลมํุ ในการ จัดซื้อวตั ถดุ ิบ เพือ่ จะไดว๎ ตั ถดุ ิบทม่ี ีคณุ ภาพดี ไมํมสี ง่ิ ปลอมปน และราคาถูกมาใช๎ในการผลิตอาหารท่ีดีมีคุณภาพให๎แกํ สกุ ร 3. ปญั หาดา๎ นพันธุส์ ุกรที่นํามาเล้ียง เกษตรกรมพี ันธุ์สุกรคณุ ภาพํตาํ โดยเฉพาะเกษตรกร รายยอํ ยไมํสามารถผลิตลูกสุกรขึ้นมาเล้ียงเองจําเป็นต๎องซอ้ื จากผ๎ูผลติ อนื่ ถ๎าซ้ือสุกรคุณภาพดีก็จะมีราคาแพงมากจึงทํา ใหเ๎ กษตรกรผู๎ขาดความรเ๎ู ลือกซือ้ สกุ รราคาถกู มาเลี้ยง ทาํ ให๎การเจริญเติบโตชา๎ และมปี ระสทิ ธภิ าพการใช๎อาหารไมํดี การแกป๎ ัญหาด๎านพันธุ์สกุ ร 1. เกษตรกรควรศึกษาหาแหลํงพนั ธุส์ ุกรท่ดี มี าเล้ยี ง 2. ควรพฒั นาพันธ์สุ ุกรใหม๎ ปี ริมาณมากพอกบั ความต๎องการภายในประเทศ โดยความ รํวมมอื กันระหวาํ งมหาวทิ ยาลัยตําง ๆ ศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธ์ุสุกร กองบํารุงพันธ์ุสัตว์ และบริษัทเอกชน ทําการวิจัย ปรบั ปรุงพันธุ์และเพิม่ ผลผลติ ปอู นให๎เกษตรกร เพ่ือลดปริมาณการนาํ เข๎าสกุ รพอํ แมพํ ันธุจ์ ากตํางประเทศ 4. ปญั หาด๎านอาหาร ตน๎ ทุนการผลติ สุกรสวํ นใหญเํ ปน็ คําอาหาร 70-75 เปอร์เซน็ ต์ ทาํ ให๎เกดิ ปัญหาดงั นี้ 4.1 เกษตรกรไมมํ ีความรู๎เรอ่ื งอาหารและความต๎องการอาหารของสุกร จงึ ไมํสามารถทีจ่ ะ เลือกไดว๎ ําอะไรเป็นอาหารทด่ี ีและราคาถูกสาํ หรับสกุ ร 4.2 เกษตรกรใช๎วตั ถุดบิ ทมี่ ีคุณภาพํตาํ ในการเลี้ยงสกุ รทําให๎ได๎สุกรคณุ ภาพํตําและใช๎เวลา เลย้ี งนาน การแกป๎ ัญหาดา๎ นอาหาร 1. รฐั บาลควรจัดให๎มีการอบรมเกย่ี วกับเร่อื งอาหารแกํเกษตรกร เพอ่ื ให๎เกษตรกรสามารถ เลือกซือ้ วัตถุดบิ ทมี่ คี ุณภาพดมี าผลิตอาหาร ทราบขั้นตอนในการผสมอาหารและให๎อาหารแกํสุกรในระยะตําง ๆ อยําง ถกู ตอ๎ งและหมั่นไปตรวจเยี่ยมใหค๎ ําแนะนาํ แกํเกษตรกรผเู๎ ลี้ยงสกุ รอยํเู สมอ 2. รัฐบาลควรสงํ เสรมิ ใหม๎ ีการผลติ วตั ถุดิบอาหารสัตว์ เชํน ถ่วั เหลือง ปลาปุน เปน็ ตน๎

ให๎เพียงพอกับความต๎องการผลิตอาหารสัตว์และทําการศึกษาวิจัยหาแหลํงวัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดอื่นท่ีมีคุณภาพดีมา ทดแทนวัตถุดบิ ท่ขี าดแคลน เพื่อลดตน๎ ทนุ ในการผลิตและไมตํ ๎องนําเข๎าจากตํางประเทศ 5. ปญั หาด๎านโรคและพยาธิ เกษตรกรไมํคํอยมีความร๎ูความข๎าใจเก่ียวกับการสุขาภิบาล การปูองกันโรคและ พยาธทิ เี่ ปน็ อนั ตรายตํอสุกร จงึ ทาํ ให๎เกิดโรคระบาดและพยาธทิ ส่ี ําคัญมาทําอนั ตรายตํอสุกรอยํูเสมอ ซ่ึงเป็นการทําลาย เศรษฐกจิ ของประเทศอยาํ งมาก การแก๎ปญั หาดา๎ นโรคและพยาธิ 1. เกษตรกรควรศกึ ษาหาความร๎เู ก่ยี วกบั การสุขาภิบาลและการปูองกนั โรค เพ่อื จะได๎ เตรียมปอู งกันโรคและพยาธิตําง ๆ ทีจ่ ะเกดิ ขนึ้ 2. รฐั บาลควรรณรงค์ในการปอู งกันและกําจัดโรคสกุ รอยาํ งจรงิ จงั และประชาสัมพนั ธ์ เก่ียวกบั การควบคมุ โรคและพยาธิใหแ๎ กํผ๎เู ลย้ี งสุกรทราบอยาํ งท่ัวถงึ 3. สรา๎ งโรงฆําสกุ รที่ไดม๎ าตรฐานและกวดขนั ในด๎านการตรวจซาก 1.10 ปญั หาและการแก๎ไขในการสงํ ออกสุกร ปญั หาและการแก๎ไขการสํงออกสกุ ร มีดังนี้ 1. ปญั หาโรคระบาดในสุกร ปัญหาโรคระบาดในสุกร ไดํแกํ โรคปากและเท๎าเปือ่ ย โรคอหิวาต์สุกร เป็นต๎น โรคระบาดท่สี ําคญั ทที่ ําความเสยี หายแกธํ รุ กิจการผลติ สกุ รและเปน็ อุปสรรคตํอการพัฒนาการผลิต การตลาด และการ สงํ ออกสกุ รและผลิตภัณฑ์ไปจําหนํายตํางประเทศคือ โรคปากและเท๎าเปื่อย ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงสุกรแบบล๎าหลังขาด การควบคมุ ปูองกนั โรค การแก๎ปญั หาโรคระบาดในสกุ ร 1. ระยะสนั้ รัฐบาลควรลดภาษเี วชภัณฑส์ ัตว์ โดยเฉพาะวัคซนี ปอู งกนั และยารักษาโรค สัตว์ ระยะยาวควรสํงเสริมใหเ๎ อกชนสรา๎ งโรงงานผลิตวัคซีนปูองกันและรักษาโรคสัตว์ราคาถูก เพ่ือสามารถผลิตวัคซีน ได๎เพียงพอสําหรบั ประเทศไทย เชนํ วัคซีนปอู งกันโรคปากเท๎าเปอื่ ย 2. กําจดั โรคปากเท๎าเป่อื ยให๎หมดจากประเทศไทย 2. ปัญหาวัฏจกั รสุกร ปญั หาวฏั จกั รหรอื ปญั หาปรมิ าณการผลติ สุกรไมํแนํนอน เกดิ จากสาเหตุ 1) คุณลักษณะของสกุ รเอง ซ่งึ มีการเจริญเตบิ โตข้ึนอยกํู ับการเล้ยี งและฤดกู าลเป็นสําคญั ถ๎าอากาศรอ๎ นจะเจรญิ เตบิ โตชา๎ เพราะกนิ อาหารน๎อย อัตราการเปล่ยี นอาหารเลวลง และอัตราการตายสงู 2) ราคาสกุ รมีชีวติ เกษตรกรผเ๎ู ล้ยี งอาศัยราคาสกุ รในตลาดทีผ่ ํานมาเป็นตัวกําหนดและ ตัดสินใจท่ีจะเพิม่ หรอื ลดขนาดการผลิต โดยเข๎ามาเลี้ยงสุกรและขยายการเล้ียงสุกรเม่ือราคาสุกรในตลาดสูงและลดการ ผลิตหรือหยุดการผลิตเมื่อราคาสุกรในตลาดตกํตํา ทําให๎ปริมาณสุกรในตลาดมีปริมาณไมํแนํนอนและไมํสามารถวาง แผนการผลิตให๎สอดคล๎องกับปริมาณความต๎องการบริโภคในตลาดได๎ จึงสํงผลให๎ผ๎ูเล้ียงและผู๎บริโภคได๎รับความ เดอื ดร๎อน การแกป๎ ัญหาวัฏจกั รสกุ ร รฐั บาลควรให๎ขําวสารแกเํ กษตรกรอยาํ งสํมาํ เสมอเพอ่ื ชวํ ยให๎วางแผนการผลิตได๎อยําง ถูกต๎องและอาจเสริมด๎วยมาตรการประกันราคาสุกรข้ันํตําให๎แกํผู๎ท่ีจดทะเบียนกับกลํุมผ๎ูเลี้ยงสุกร เพื่อให๎ทราบปริมาณ การเลยี้ งสกุ ร

3. ปัญหาต๎นทุนการผลิตสูง การขยายตัวของการเลี้ยงปศุสัตว์และสัตว์ํน๎ามีมากขึ้น ความต๎องการใช๎อาหาร สัตว์จงึ มีมากขน้ึ แตํวัตถดุ บิ ทางการเกษตรทนี่ าํ มาใชผ๎ ลิตอาหารสัตว์มจี าํ นวนไมํเพียงพอ ทําให๎ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ สงู ขึ้นและตอ๎ งสง่ั ซ้อื วัตถดุ ิบจากตํางประเทศเขา๎ มา ต๎นทุนคาํ อาหารสัตวจ์ ึงสูง การแก๎ปัญหาต๎นทุนการผลิตสูง รัฐบาลควรเรํงสํงเสริมเกษตรกรให๎มีการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์อยํางมี ประสิทธภิ าพ รวมถึงการวิจยั เทคโนโลยีการผลติ อาหารสัตวด์ ๎วยวธิ ีการใหมํ ๆ 4. ปัญหาการขาดแคลนโรงฆําและชําแหละสุกรที่ได๎มาตรฐาน โรงฆําและชําแหละสุกรที่ได๎มาตรฐานและ ทันสมยั ยังมไี มํท่วั ถึง จึงมีการลกั ลอบทาํ การฆําและชาํ แหละสกุ รในโรงฆาํ สตั ว์เถื่อนโดยไมํไดม๎ าตรฐาน ทําให๎ได๎เน้ือสุกร คุณภาพไมํดี การแก๎ปญั หาการขาดแคลนโรงฆาํ และชาํ แหละสุกรที่ไดม๎ าตรฐาน 4.1 พัฒนาโรงชําแหละของรัฐบาลทเี่ กําและล๎าสมัยให๎ได๎มาตรฐานสากล 4.2 สงํ เสริมสนับสนนุ โรงฆําสัตว์เถอื่ นให๎มีการปรับปรงุ ให๎ได๎มาตรฐาน 4.3 ลดอัตราภาษี คาํ อาชญาบตั รและคําธรรมเนียม เพ่ือให๎การชําแหละมตี น๎ ทุนํตํา รวม ท้ังเรํงรัดการออกประกาศกระทรวงวําด๎วยระเบียบการอนุญาตตั้งโรงฆําสัตว์ เพื่อให๎ภาคเอกชนมีความมั่นใจในการ ลงทนุ สร๎างโรงฆําสัตว์ทีไ่ ดม๎ าตรฐาน 5. ปญั หาสารตกค๎างในเนื้อสุกร การใช๎สารเรงํ เนอ้ื แดง (สารเบต๎าอะโกนิสต์) เชํน เคลนบูเทรอลและซัลบูตา มอล เป็นสารปรับซากผสมในอาหารสุกร ทําให๎สารตกค๎างอยูํในเน้ือสุกร ซ่ึงเป็นอันตรายตํอผ๎ูบริโภคหากได๎รับสาร ตกคา๎ งปรมิ าณมากอาจเกิดอาการหัวใจเต๎นผิดปกติ นอนไมหํ ลับ คล่ืนไส๎ อาเจียนและมีปัญหาในการสงํ ออกสุกร การแก๎ปัญหาสารตกคา๎ งในเนอ้ื สุกร รัฐบาลควรเข๎มงวดในการตรวจการใช๎สารเคมีกับสุกรอยํางจริงจัง รวมท้ัง ปอู งกนั และปราบปรามการลักลอบนาํ เข๎าอยํางตํอเนอ่ื ง

ใบงานท่ี1 ใหน้ ักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี 1.ให้นักเรยี นแปลโครงสรา้ งตอ่ ไปนีเ้ ปน็ ภาษาไทย ชอ่ื -สกลุ ...............................................................................ชนั้ .................................กลุ่ม........................

ผงั มโนทศั น์ รายวิชาการเลี้ยงสกุ ร รหัสวชิ า ง.20206 ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2-3 หน่วยการเรียนรทู้ ่ี2 เร่อื งปัจจยั ท่ีเกีย่ วกับการเลย้ี งสุกร จานวน 16ชว่ั โมง : 10 คะแนน หน่วยการเรียนรู้ท่ี3 เรื่องปจั จัยทีเ่ กยี่ วกับการเลีย้ งสกุ ร จานวน 16 ชั่วโมง : 10 คะแนน ช่ือเร่ืองปัจจยั ทเ่ี กยี่ วกบั การเล้ียงสุกร จานวน 16ช่ัวโมง :10 คะแนน

แผนการจัดการเรยี นรู้ หนว่ ยการเรยี นรู้ที่3เร่ืองปัจจัยทเ่ี กีย่ วกับการเล้ียงสกุ รแผนจดั การเรยี นรูท้ ่ี1 เรอ่ื งทนุ (วัสดุ อปุ กรณ์ เคร่อื งมอื เคร่ืองจักร รวมถึงเงนิ ทล่ี งทนุ ) รายวิชา การเลี้ยงสกุ ร รหสั วิชา ง.20206ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2-3 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564นา้ หนักเวลาเรียน 1.00 (นน./นก.) เวลาเรยี น 2 ชวั่ โมง/สัปดาห์ เวลาทใ่ี ชใ้ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ 4 ชั่วโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคัญ (ความเข้าใจท่ีคงทน) ในการประกอบอาชพี เล้ียงสกุ ร กเ็ หมือนกับการประกอบอาชพี อนื่ ๆทผี่ ๎ปุ ระกอบการมคี วามจําเปน็ อยําง ยิ่งทจ่ี ะต๎องรป๎ู จั จัยที่เออ้ื ตอํ การเลย้ี งสุกรการเลอื กทําเลทต่ี ง้ั ทด่ี ี มสี ภาพแวดลอ๎ มเหมาะสมวัสดอุ ปุ กรณ์ทจ่ี ําเป็นตํอการ เลีย้ งสุกร ตลอดจนเงนิ ทนุ ซ่งึ จะทาํ ใหล๎ ดความเส่ียงหรือความสญู เสยี ที่อาจเกิดข้ึนใหน๎ ๎อยลง ลดต๎นทนุ ในการการผลิต สุกรให๎ที่สุดเทําท่จี ะเปน็ ไปได๎ 2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ช้วี ัดชั้นป/ี ผลการเรียนร/ู้ เปา้ หมายการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 3.สามารถอธิบายปัจจัยที่เกี่ยวกับการเลีย้ งสุกรได๎ 3. สาระการเรยี นรู้ 3.1 เน้อื หาสาระหลัก : Knowledge (นักเรียนตอ๎ งรอู๎ ะไร) -ทุน(วัสดุ อุปกรณ์ เครอื่ งมอื เคร่อื งจักร รวมถึงเงนิ ที่ลงทุน) 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process (นกั เรียนสามารถปฏบิ ตั ิอะไรได๎) -วสั ดุ อุปกรณต์ า่ งๆในการเลีย้ งสุกร 3.3 คุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ : Attitude (นกั เรียนควรแสดงพฤตกิ รรมการเรยี นอะไรบา๎ ง) 1.มีวินัย 2.มีความรับผดิ ชอบ 3.ตรงตอํ เวลา 4.มุํงมน่ั ในการเรยี น 4. สมรรถนะสาคัญของนักเรยี น 4.2 ความสามารถในการคดิ 4.3 ความสามารถในการแกป๎ ญั หา 4.4 ความสามารถในการใช๎ทักษะชวี ติ 5. คุณลกั ษณะของวิชา 1.ความรบั ผดิ ชอบ 2.ตรงต่อเวลา 6. คณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์ 1. ซือ่ สัตยส์ ุจริต 2. มวี ินัย 3. ใฝเุ รียนร๎ู 4. มํุงม่นั ในการทํางาน 7. ช้นิ งาน/ภาระงาน : - ใบกิจกรรมที่ 1 เรอ่ื งวัสดุอปุ กรณต์ าํ งๆในการเลยี้ งสกุ ร

ชิน้ งาน -.ใบงาน ภาระงาน -ใหน๎ กั เรียนไปศึกษาเพิม่ เตมิ เกี่ยวกับทุน(วสั ดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองมอื เครอื่ งจกั ร รวมถงึ เงนิ ท่ลี งทนุ ) 8. กิจกรรมการเรียนรู้: เวลาทใี่ ช้ 4 ชัว่ โมง ช่ัวโมงท่ี 1-2 (ความสามารถในการวเิ คราะห์/ใฝุเรียนร๎ู/เทคนิคการสืบค๎น) - ขนั้ นาเขา้ สูบ่ ทเรียน/ขนั้ ตั้งคาถาม 1. ทกั ทายนักเรียนกํอนเรยี น 2. เชด็ ช่ือนกั เรียนกอํ นเข๎าสบํู ทเรยี น ขั้นสอน 9. ทาํ ความเข๎าใจและชีแ้ จงสาระการเรียนรู๎ใหน๎ ักเรียนทราบในหนวํ ยการเรียนร๎เู รอ่ื ง(วัสดุ อปุ กรณ์ เครื่องมือ เครอ่ื งจักร รวมถงึ เงนิ ท่ลี งทนุ ) 10. ครอู ธบิ ายเก่ียวกับทุน(วสั ดุ อุปกรณ์ เครอื่ งมอื เคร่อื งจักร รวมถงึ เงนิ ที่ลงทนุ ) 11. ครูใหน๎ ักเรยี นจดบันทกึ ตามทคี่ รอู ธบิ าย 12. ครูใหน๎ กั เรียนทําใบงาน เรือ่ ง(วัสดุ อปุ กรณ์ เครือ่ งมอื เคร่ืองจักร รวมถึงเงินทีล่ งทนุ ) 13. ครมู อบหมายใหน๎ ักเรียนไปศกึ ษาคน๎ คว๎าเพ่มิ เติมเก่ียวกับ(วัสดุ อปุ กรณ์ เครื่องมอื เคร่อื งจักร รวมถึงเงนิ ท่ี ลงทุน) ขน้ั สรุป 14. ครแู ละนักเรียนรวํ มกนั สรุปเนอ้ื หาท่เี รียนมา 15. ครูนัดหมายการเรยี นครงั้ ตอํ ไป ชั่วโมงที่ 2 -3 (ความสามารถในการวิเคราะห์/ใฝุเรียนร๎/ู ชวํ ยกันคดิ ชวํ ยกันเรียน) - ขัน้ นาเขา้ ส่บู ทเรียน/ข้นั ตั้งคาถาม 1. ทกั ทายนกั เรยี นกอํ นเรยี น 2. เช็ดชอ่ื นักเรยี นกอํ นเข๎าสูํบทเรียน ขนั้ สอน 1. ครแู ละนักเรียนทบทวนบทเรยี นทผ่ี ํานมา 2. ครูใหน๎ กั เรยี นมาแลกเปลีย่ นเรียนรู๎เน้ือหาทคี่ รูมอบหมายในสัปดาหท์ ่ีผาํ นมา 3. ครอู ธบิ ายเพิ่มเติมเกีย่ วกบั การนําเสนอของนักเรยี นแตํละคนท่ีไปศึกษาค๎นควา๎ เพ่มิ เตมิ มา 4. ครูใหน๎ กั เรยี นจดบันทึกลงในสมดุ ข้นั สรุป 6.ครูและนกั เรียนรํวมกนั สรปุ เนอ้ื หาทีเ่ รียนมา 7.ครนู ดั หมายการเรยี นครั้งตํอไป

9. สอ่ื การเรียนการสอน / แหลง่ เรียนรู้ จานวน สภาพการใชส้ อ่ื รายการส่อื 1 ชดุ ข้นั ตรวจสอบความรูเ๎ ดมิ 1. สื่อการเรยี น 30 ชุด ตรวจหาคําตอบ 2. ใบงาน 1.1 เรอ่ื ง ทนุ (วัสดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมอื สืบค๎นขอ๎ มูล เครอ่ื งจักร รวมถึงเงินที่ลงทุน) 3.ห๎องสมดุ 10. การวัดผลและประเมินผล เป้าหมาย หลกั ฐานการเรียนรู้ วธิ ีวดั เคร่อื งมือวัดฯ ประเดน็ / การเรียนรู้ ชิน้ งาน/ภาระงาน -ความถกู ตอ๎ ง เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ความเขา๎ ใจ 1.มเี นอื้ หาสาระครบถว๎ น 1.สามารถอธิบาย ใบงาน และความ สมบรู ณ์ 9-10 คะแนน ปจั จยั ที่เกย่ี วกบั การ ถกู ตอ๎ ง 2.มีเนื้อหาสาระคอํ นข๎างครบถ๎วน เลยี้ งสกุ รได๎ 7-8 คะแนน 3.มีเน้อื หาสาระไมคํ รบถว๎ นแตํ ภาพรวมของสาระทั้งหมดอยูํใน เกณฑป์ านกลาง 5-6คะแนน 4. มีเนอื้ หาสาระไมํครบถ๎วนแตํ ภาพรวมของสาระทั้งหมดอยใํู น เกณฑ์ต๎องพอใช๎ 4-3 คะแนน 5.มเี น้ือหาเพียงเลก็ นอ๎ ยแตภํ าพรวมของ สาระท้งั หมดอยใูํ นเกณฑต์ อ๎ งปรบั ปรงุ 2-1 คะแนน 6.ไมํมีเน้ือหาเลย 0 คะแนน

11. การบูรณาการตามจดุ เน้นของโรงเรยี น (ตัวอยา่ ง) หลักปรัชญาเศรษฐกจิ ครู ผเู้ รียน พอเพยี ง 6. ความพอประมาณ พอดดี า้ นการเล้ยี งสกุ ร พอดกี ารเลี้ยงสกุ ร 7. ความมีเหตุผล นกั เรยี นมคี วามรูเ้ กย่ี วกับการ นาํ เคร่ืองมอื อุปกรณใ์ นการเลย้ี งสกุ รให๎ เครือ่ งมือและอปุ กรณ์ในการเลย้ี งสุกร พอดกี บั การเลีย้ งสุกร การคานงึ วัสดอุ ุปกรณ์ท่ีจาเป็นต่อ ร๎ถู ึงวสั ดอุ ุปกรณท่ีจําเป็นตํอเล้ยี งส๎ุกร การเล้ียงสุกร 8. มภี ูมคิ ุมกันในตวั ทดี่ ี ภมู ปิ ญั ญา : มคี วามรู๎ รอบคอบ และ ภมู ิปญั ญา : มคี วามร๎ู รอบคอบ และ 9. เงื่อนไขความร๎ู ระมดั ระวงั ระมดั ระวัง สรา๎ งสรรค์ 10. เงื่อนไขคณุ ธรรม ความรอบรู๎ เรอื่ ง การเลย้ี งสกุ ร ความรอบรู๎ เร่อื ง การเลยี้ งสกุ ร สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน วัสดุอุปกรณ์ในการเล้ยี งสุกร ที่เกย่ี วข๎องรอบด๎าน ความรอบคอบที่ นาํ ความรเ๎ู หลํานั้นมาพิจารณาให๎ - การนาํ ตน๎ ไม๎มาเปน็ ราง จะนาํ ความรเู๎ หลาํ น้ันมาพิจารณาให๎ เชอ่ื มโยงกนั สามารถประยุกต์ใช๎ใน อาหาร เช่อื มโยงกนั เพ่อื ประกอบการวางแผน ชวี ติ ประจาํ วัน การดาํ เนินการจัดกจิ กรรมการเรียนรู๎ ให๎กบั ผ๎เู รยี น มีความตระหนกั ใน คุณธรรม มี มคี วามตระหนกั ใน คุณธรรม มี ความซ่ือสัตยส์ ุจริตและมคี วามอดทน ความซื่อสัตยส์ ุจรติ และมีความอดทน มคี วามเพียร ใชส๎ ตปิ ัญญาในการ มีความเพียร ใชส๎ ตปิ ญั ญาในการ ดําเนินชวี ิต ดําเนนิ ชีวิต ครู ผเู้ รยี น วัสดุอปุ กรณ์ในการเลีย้ งสกุ ร อาหารของสุกร -ให๎นักเรยี นนาํ ต๎นไมม๎ าเปน็ ราง - นักเรยี นไดค๎ วามรูจ๎ ากการนาํ ต๎นไม๎ อาหาร มาทําเปน็ รางอาหารสุกร ส่งิ แวดลอ้ ม ครู ผเู้ รียน การปลกู ตน้ ไม้ การปลูกตน้ ไม้ วสั ดุอปุ กรณ์ในการเล้ยี งสุกร -ทาํ ใหเ๎ กิดความชํุมชนื้ ในบริ -ให้นักเรยี นนาตน้ ไม้มาปลูกบริเวณ -นักเรยี นได้ความรู้จากการปลกู ตน้ ไม้ เวรทป่ี ลกู เขตพื้นท่รี บั ผดิ ชอบ ลงชอื่ ..................................................ผ้สู อน (นายรัตนวชั ร์ เลศิ นันทรตั น)์

ใบงานท2ี่ ทนุ (วัสดุ อุปกรณ์ เครือ่ งมือ เคร่อื งจกั ร รวมถึงเงนิ ท่ลี งทุน) ใหน้ กั เรียนตอบคาถามต่อไปน้ี 1.ใหน้ กั เรียนบอกเครอ่ื งมอื วสั ดุอปุ กรณใ์ นการเล้ยี งสกุ รมาอยา่ งละเอียด ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... 2.การทาความสะอาดวัสดุอปุ กณ์ตา่ งๆมามารถทาไดกี่วิธอี ะไรบา้ ง ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... 3.วสั ดอุ ปุ กรณ์ชนดิ ไหนที่ไมค่ วรทาสะอาดผา่ นน้ารอ้ น ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ชอ่ื -สกุล...........................................................................................................ชน้ั ..................กลุ่ม...............

แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรยี นร้ทู ี่3เรื่องปจั จยั ท่ีเกีย่ วกับการเล้ยี งสุกรแผนจัดการเรียนรู้ท2่ี แรงงานทใ่ี ช้ เรอื่ ง รายวิชา การเลยี้ งสกุ ร รหัสวชิ า ง.20206ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2-3 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564นา้ หนกั เวลาเรียน 1.00 (นน./นก.) เวลาเรยี น 2 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ เวลาท่ีใชใ้ นการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ 4 ช่ัวโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคญั (ความเขา้ ใจที่คงทน) แรงงาน คอื พลงั การผลิต นับเปน็ ปัจจัยสําคญั ทก่ี ํอเกดิ ผลิตในระบบเศรษฐกิจและสังคมของผ๎ูใช๎ แรงงานจะแฝงอยใํู นผลผลติ ทุกชน้ิ ความมน่ั คงกา๎ วหนา๎ หรือความออํ นแอลา๎ หลงั ทางเศรษฐกจิ ยํอมช้ขี าดดว๎ ยพลังการ ผลติ คอื แรงงาน 2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชี้วดั ช้นั ป/ี ผลการเรียนรู/้ เปา้ หมายการเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ 3.สามารถอธบิ ายปัจจยั ทเ่ี ก่ยี วกบั การเลย้ี งสกุ รได๎ 3. สาระการเรยี นรู้ 3.1 เน้ือหาสาระหลัก : Knowledge (นกั เรยี นตอ๎ งรู๎อะไร) -แรงงงานท่ใี ช๎ 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process (นักเรยี นสามารถปฏิบตั ิอะไรได)๎ -ลักษณะของแรงงาน -ประโยชน์ของแรงงาน 3.3 คุณลักษณะท่พี ึงประสงค์ : Attitude (นักเรยี นควรแสดงพฤตกิ รรมการเรยี นอะไรบ๎าง) 1.มวี ินยั 2.มีความรับผดิ ชอบ 3.ตรงตอํ เวลา 4.มุงํ มน่ั ในการเรยี น 4. สมรรถนะสาคญั ของนกั เรียน 4.2 ความสามารถในการคดิ 4.3 ความสามารถในการแก๎ปญั หา 4.4 ความสามารถในการใช๎ทักษะชวี ิต 5. คณุ ลักษณะของวิชา 1.ความรับผดิ ชอบ 2.ตรงตอ่ เวลา 6. คุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์ 1. ซอ่ื สัตย์สุจริต 2. มวี ินัย 3. ใฝเุ รียนรู๎ 4. มุงํ มั่นในการทํางาน 7. ช้นิ งาน/ภาระงาน : - ใบกิจกรรมที่ 1 เรอื่ งแรงงานทใี่ ช๎

ชิน้ งาน -.ใบงาน ภาระงาน -ให๎นกั เรียนไปศึกษาเพ่มิ เติมเก่ียวกบั แ 8. กิจกรรมการเรยี นรู้: เวลาทีใ่ ช้ 4 ชัว่ โมง ช่วั โมงท่ี 1-2 (ความสามารถในการวเิ คราะห์/ใฝุเรยี นร/๎ู เทคนคิ การสืบคน๎ ) - ขั้นนาเขา้ สู่บทเรียน/ขั้นต้งั คาถาม 1. ทักทายนักเรียนกํอนเรียน 2. เชด็ ชอ่ื นักเรยี นกอํ นเขา๎ สูํบทเรยี น ขัน้ สอน 1.ทําความเข๎าใจและชแ้ี จงสาระการเรยี นร๎ูให๎นกั เรยี นทราบในหนวํ ยการเรยี นร๎เู ร่อื งแรงงานท่ใี ช๎ 2. ครอู ธิบายเก่ียวกบั ลกั ษณะของแรงงาน 3.ครูให๎นกั เรยี นจดบันทกึ ตามท่ีครูอธิบาย 4.ครมู อบหมายให๎นกั เรยี นไปศกึ ษาคน๎ ควา๎ เพ่มิ เติมเกี่ยวกบั เนือ้ หาที่เรียนมา ขั้นสรุป 5.ครูและนักเรียนรวํ มกนั สรปุ เน้ือหาทเี่ รียนมา 6.ครนู ัดหมายการเรยี นครงั้ ตอํ ไป ชว่ั โมงที่ 2 -4 (ความสามารถในการวิเคราะห/์ ใฝเุ รียนร๎ู/ชวํ ยกนั คดิ ชวํ ยกันเรยี น) - ขัน้ นาเขา้ สูบ่ ทเรยี น/ขนั้ ตั้งคาถาม 1. ทกั ทายนกั เรยี นกํอนเรยี น 2. เช็ดชอ่ื นักเรียนกํอนเข๎าสบูํ ทเรยี น ขั้นสอน 1. ครแู ละนกั เรียนทบทวนบทเรยี นท่ผี ํานมา 2. ครใู ห๎นักเรียนมาแลกเปลี่ยนเรยี นรเ๎ู นื้อหาท่คี รูมอบหมายในสัปดาหท์ ี่ผาํ นมา 3. ครูอธบิ ายเพิม่ เตมิ เกย่ี วกับการนาํ เสนอของนักเรียนแตํละคนท่ไี ปศกึ ษาคน๎ คว๎าเพิม่ เตมิ มา 4. ครใู หน๎ ักเรยี นจดบันทกึ ลงในสมุด 5.ครูให๎นักเรียนทําใบงานเรอ่ื งแรงงงานที่ใช๎ ขั้นสรุป 6.ครูและนกั เรยี นรํวมกนั สรปุ เน้ือหาที่เรียนมา 7.ครนู ดั หมายการเรียนครัง้ ตํอไป

9. สอื่ การเรียนการสอน / แหล่งเรยี นรู้ จานวน สภาพการใช้ส่ือ รายการสือ่ 1 ชุด ขนั้ ตรวจสอบความร๎ูเดมิ 30 ชุด ตรวจหาคําตอบ 1. สอื่ การเรียน 2. ใบงาน 1.1 เรอ่ื ง แรงานท่ใี ช๎ สบื คน๎ ขอ๎ มลู 3.ห๎องสมดุ 10. การวัดผลและประเมินผล เปา้ หมาย หลักฐานการเรียนรู้ วิธีวัด เครือ่ งมอื วดั ฯ ประเดน็ / การเรียนรู้ ชิ้นงาน/ภาระงาน -ความถูกตอ๎ ง เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ความเขา๎ ใจ 1.มเี น้ือหาสาระครบถว๎ น 1.สามารถอธิบาย ใบงาน และความ สมบรู ณ์ 9-10 คะแนน ปจั จัยท่ีเกีย่ วกับการ ถูกตอ๎ ง 2.มเี นือ้ หาสาระคํอนขา๎ งครบถว๎ น เลี้ยงสุกรได๎ 7-8 คะแนน 3.มีเนอ้ื หาสาระไมํครบถว๎ นแตํ ภาพรวมของสาระทัง้ หมดอยํใู น เกณฑ์ปานกลาง 5-6คะแนน 4. มีเนือ้ หาสาระไมคํ รบถว๎ นแตํ ภาพรวมของสาระท้งั หมดอยูใํ น เกณฑต์ อ๎ งพอใช๎ 4-3 คะแนน 5.มีเน้ือหาเพียงเล็กนอ๎ ยแตภํ าพรวมของ สาระทัง้ หมดอยใูํ นเกณฑต์ ๎องปรบั ปรุง 2-1 คะแนน 6.ไมํมีเน้ือหาเลย 0 คะแนน

11. การบูรณาการตามจดุ เนน้ ของโรงเรียน (ตัวอย่าง) หลักปรัชญาเศรษฐกจิ ครู ผเู้ รียน พอเพยี ง 11. ความพอประมาณ แรงงานท่ีใช้ แรงงานทใี่ ช้ 12. ความมเี หตุผล นกั เรียนมีความรเู้ กี่ยวกับแรงงงานท่ี ใชแ๎ รงงานใหเ๎ หมาะสมในการเล้ียงสุกร ใช้ให้เหมาะสมกบั การเลยี้ งสุกร คานึงถึงแรงงานใหเ้ หมาะสมในการ รแู๎ รงงานทีเ่ หมาะสมในการเลยี้ งสกุ ร เลย้ี งสกุ ร 13. มภี มู ิคุมกันในตวั ที่ดี ภูมิปญั ญา : มีความร๎ู รอบคอบ และ ภูมปิ ญั ญา : มคี วามรู๎ รอบคอบ และ 14. เงื่อนไขความร๎ู ระมัดระวัง ระมัดระวัง สรา๎ งสรรค์ 15. เง่อื นไขคุณธรรม ความรอบรู๎ เรอื่ ง การเลย้ี งสกุ ร ความรอบร๎ู เรือ่ ง การเลย้ี งสกุ ร สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน - ทเี่ กย่ี วข๎องรอบดา๎ น ความรอบคอบที่ นาํ ความรู๎เหลํานั้นมาพจิ ารณาให๎ จะนาํ ความรเู๎ หลํานน้ั มาพิจารณาให๎ เชอ่ื มโยงกัน สามารถประยกุ ตใ์ ช๎ใน เชื่อมโยงกนั เพอื่ ประกอบการวางแผน ชวี ิตประจาํ วนั การดําเนินการจดั กิจกรรมการเรียนร๎ู ให๎กบั ผเ๎ู รียน มคี วามตระหนกั ใน คุณธรรม มี มคี วามตระหนักใน คุณธรรม มี ความซื่อสตั ย์สุจรติ และมคี วามอดทน ความซือ่ สัตย์สุจรติ และมีความอดทน มคี วามเพียร ใช๎สตปิ ญั ญาในการ มคี วามเพยี ร ใชส๎ ตปิ ัญญาในการ ดาํ เนนิ ชวี ติ ดาํ เนินชีวติ ครู ผู้เรยี น -- สิ่งแวดล้อม ครู ผเู้ รยี น - - - ลงช่อื ..................................................ผสู้ อน (นายรตั นวชั ร์ เลิศนันทรัตน์)

ใบงานท่3ี เร่อื งแรงงานทใี่ ช้ ให้นกั เรยี นตอบคาถามต่อไปนี้ 1.แรงงานคืออะไร ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... 2.ลกั ษณะของงานสามารถแยกได้เป็นกี่ประเภทอะไรบา้ ง ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... 3.ให้นกั เรยี นอธิบายประโยชนข์ องแรงงานแต่ละประเภทมาอยา่ งละเอียด ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................... ชอ่ื -สกุล................................................................................ชั้น..........................กล่มุ .....................

แผนการจัดการเรยี นรู้ หน่วยการเรียนร้ทู ี่3เรอื่ งปจั จยั ทเี่ ก่ียวกบั การเล้ยี งสุกรแผนจัดการเรยี นรทู้ ี่3 สถานท่ีและสภาพแวดล้อมประกอบ อาชีพเร่ือง รายวชิ า การเล้ียงสกุ ร รหสั วิชา ง.20206ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2-3 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564น้าหนกั เวลาเรียน 1.00 (นน./นก.) เวลาเรียน 2 ชั่วโมง/สปั ดาห์ เวลาทีใ่ ช้ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ 4 ช่ัวโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคัญ (ความเขา้ ใจท่ีคงทน) กํอนท่ีจะดําเนินการเลีย้ งสุกร จาํ เป็นจะต๎องหาทาํ เลทีต่ ง้ั ท่ีดีและเหมาะสมถูกต๎อง เพอ่ื เปน็ การชํวย ปอู งกนั และลดปญั หาตํางๆทอ่ี าจเกิดขน้ึ ภายหลังไดท๎ าํ ให๎เอือ้ อาํ นวยตํอการเจรญิ เติบโตของสุกร ลดความเสย่ี งหรือความ สญู เสยี ทีจ่ ะเกดิ ใหน๎ อ๎ ยลง และชํวยลดต๎นทุนการผลติ สกุ รให๎มากทสี่ ุดเทําทจ่ี ะเป็นไปได๎ 2. มาตรฐานการเรียนรู/้ ตัวช้ีวดั ชั้นปี/ผลการเรียนรู้/เปา้ หมายการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 3.สามารถอธิบายปัจจยั ท่ีเก่ยี วกบั การเลีย้ งสุกรได๎ 3. สาระการเรยี นรู้ 3.1 เนื้อหาสาระหลกั : Knowledge (นักเรยี นตอ๎ งรอ๎ู ะไร) -สถานที่และสภาพแวดล๎อมประกอบอาชพี 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process (นกั เรียนสามารถปฏบิ ัติอะไรได)๎ -ภมู อิ ากาศและภูมิประเทศ -น้า -ไฟฟา้ -แหลง่ อาหาร -ตลาดรับซือ้ 3.3 คณุ ลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์ : Attitude (นักเรียนควรแสดงพฤติกรรมการเรียนอะไรบ๎าง) 1.มวี ินยั 2.มคี วามรับผดิ ชอบ 3.ตรงตํอเวลา 4.มงํุ มนั่ ในการเรียน 4. สมรรถนะสาคญั ของนกั เรียน 4.2 ความสามารถในการคิด 4.3 ความสามารถในการแก๎ปัญหา 4.4 ความสามารถในการใช๎ทักษะชีวิต 5. คณุ ลักษณะของวิชา 1.ความรับผิดชอบ 2.ตรงต่อเวลา 6. คุณลกั ษณะที่พึงประสงค์ 1. ซื่อสตั ยส์ จุ ริต 2. มีวินยั 3. ใฝุเรียนร๎ู 4. มงํุ มน่ั ในการทํางาน 7. ชนิ้ งาน/ภาระงาน : - ใบกิจกรรมท่ี 1 เร่ืองสถานท่แี ละสภาพแวดลอ๎ มประกอบอาชพี

ชิ้นงาน -.ใบงาน ภาระงาน -ให๎นักเรียนไปศกึ ษาเพ่ิมเติมเกีย่ วกบั แ 8. กจิ กรรมการเรียนรู้: เวลาที่ใช้ 4 ชว่ั โมง ชวั่ โมงที่ 1-2 (ความสามารถในการวเิ คราะห/์ ใฝุเรยี นรู/๎ เทคนคิ การสืบคน๎ ) - ขั้นนาเข้าสบู่ ทเรยี น/ขนั้ ตัง้ คาถาม 1. ทกั ทายนกั เรียนกํอนเรยี น 2. เช็ดชอื่ นักเรียนกอํ นเขา๎ สบํู ทเรยี น ขัน้ สอน 1.ทาํ ความเขา๎ ใจและชีแ้ จงสาระการเรียนรใ๎ู หน๎ ักเรียนทราบในหนํวยการเรยี นรเ๎ู รือ่ งสถานทีแ่ ละสภาพแวดลอ๎ ม ประกอบอาชพี 2. ครูอธบิ ายเก่ยี วกบั สถานท่ีและสภาพแวดลอ๎ มประกอบอาชีพดังนี้ -ภมู อิ ากาศและภมู ิประเทศ -น้า -ไฟฟ้า -แหล่งอาหาร -ตลาดรับซ้ือ 3.ครใู หน๎ กั เรียนจดบนั ทึกตามที่ครอู ธิบาย 4.ครูมอบหมายให๎นกั เรยี นไปศึกษาคน๎ ควา๎ เพ่มิ เติมเก่ียวกบั เน้อื หาทเี่ รียนมา ขั้นสรปุ 5.ครแู ละนักเรียนรํวมกนั สรปุ เนื้อหาทเ่ี รียนมา 6.ครนู ัดหมายการเรยี นคร้ังตอํ ไป ชัว่ โมงที่ 2 -4 (ความสามารถในการวเิ คราะห์/ใฝุเรียนรู๎/ชวํ ยกนั คดิ ชวํ ยกันเรยี น) - ขนั้ นาเข้าสบู่ ทเรียน/ขน้ั ตง้ั คาถาม 1. ทกั ทายนกั เรียนกํอนเรยี น 2. เชด็ ช่ือนกั เรียนกอํ นเข๎าสํูบทเรียน ขนั้ สอน 1. ครแู ละนกั เรียนทบทวนบทเรยี นที่ผํานมา 2. ครใู หน๎ ักเรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรเู๎ นื้อหาที่ครูมอบหมายในสปั ดาห์ท่ีผํานมา 3. ครูอธิบายเพ่มิ เติมเกย่ี วกบั การนําเสนอของนักเรียนแตํละคนทไ่ี ปศกึ ษาค๎นควา๎ เพ่มิ เติมมา 4. ครูใหน๎ ักเรยี นจดบนั ทกึ ลงในสมุด 5.ครูใหน๎ ักเรียนทําใบงานเร่ืองสถานที่และสภาพแวดล๎อมประกอบอาชพี

ขั้นสรุป 6.ครแู ละนักเรียนรํวมกนั สรุปเน้อื หาทเ่ี รียนมา 7.ครนู ดั หมายการเรยี นครงั้ ตอํ ไป 9. ส่ือการเรียนการสอน / แหล่งเรยี นรู้ รายการส่ือ จานวน สภาพการใช้ส่ือ 1. สื่อการเรียน 1 ชุด ข้ันตรวจสอบความร๎ูเดมิ 2. ใบงาน 1.1 เร่อื ง สถานที่และสภาพแวดล๎อมประกอบ 30 ชดุ ตรวจหาคาํ ตอบ อาชีพ 3.ห๎องสมุด สบื ค๎นขอ๎ มลู 10. การวดั ผลและประเมินผล เป้าหมาย หลักฐานการเรียนรู้ วธิ วี ัด เครือ่ งมอื วัดฯ ประเดน็ / การเรียนรู้ ชน้ิ งาน/ภาระงาน -ความถูกต๎อง เกณฑ์การใหค้ ะแนน ความเขา๎ ใจ 1.มีเน้อื หาสาระครบถว๎ น 1.สามารถอธบิ าย ใบงาน และความ สมบรู ณ์ 9-10 คะแนน ปัจจัยที่เก่ยี วกับการ ถกู ต๎อง 2.มีเนือ้ หาสาระคํอนขา๎ งครบถว๎ น เล้ียงสุกรได๎ 7-8 คะแนน 3.มีเน้อื หาสาระไมํครบถว๎ นแตํ ภาพรวมของสาระทัง้ หมดอยํใู น เกณฑป์ านกลาง 5-6คะแนน 4. มีเน้อื หาสาระไมคํ รบถว๎ นแตํ ภาพรวมของสาระท้งั หมดอยูใํ น เกณฑ์ตอ๎ งพอใช๎ 4-3 คะแนน 5.มเี นอ้ื หาเพยี งเล็กนอ๎ ยแตภํ าพรวมของ สาระท้งั หมดอยใูํ นเกณฑต์ ๎องปรบั ปรุง 2-1 คะแนน 6.ไมมํ ีเนอื้ หาเลย 0 คะแนน

11. การบรู ณาการตามจุดเนน้ ของโรงเรียน (ตัวอย่าง) หลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ ครู ผ้เู รียน พอเพียง 1. ความพอประมาณ สถานท่แี ละสภาพแวดล๎อมในการเลี้ยง นกั เรียนรูจ้ ักใชส้ ถานทแ่ี ละ 2. ความมีเหตุผล สุกรใหเ๎ หมาะสมในการเล้ยี งสกุ ร สภาพแวดล้อมใหเ้ หมาะสมในการ เลย้ี งสกุ ร คานึงถงึ สภาพแวดลอ้ มให้เหมาะสม นกั เรยี นรูถ๎ งึ สภาพแวดล๎อมท่ีเหมาะสม ในการเลีย้ งสุกร ในการเลยี้ งสกุ ร 3. มีภูมคิ มุ กันในตัวท่ีดี ภมู ิปญั ญา : มคี วามรู๎ รอบคอบ และ ภูมปิ ญั ญา : มคี วามรู๎ รอบคอบ และ 4. เงื่อนไขความรู๎ ระมดั ระวงั ระมดั ระวงั สร๎างสรรค์ 5. เงอื่ นไขคุณธรรม ความรอบรู๎ เร่อื ง การเลีย้ งสกุ ร ความรอบร๎ู เรอ่ื ง การเลี้ยงสุกร สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน -พืชที่เปน็ อาหารของสกุ ร ท่ีเก่ยี วข๎องรอบด๎าน ความรอบคอบท่ี นําความรเู๎ หลาํ นน้ั มาพิจารณาให๎ จะนําความรเู๎ หลาํ นั้นมาพิจารณาให๎ เช่อื มโยงกนั สามารถประยกุ ต์ใช๎ใน เช่ือมโยงกัน เพอื่ ประกอบการวางแผน ชวี ติ ประจําวนั การดําเนินการจดั กิจกรรมการเรยี นร๎ู ใหก๎ บั ผู๎เรยี น มคี วามตระหนกั ใน คุณธรรม มี มีความตระหนกั ใน คุณธรรม มี ความซอื่ สตั ยส์ ุจรติ และมคี วามอดทน ความซอ่ื สตั ยส์ ุจริตและมคี วามอดทน มคี วามเพยี ร ใช๎สตปิ ญั ญาในการ มีความเพยี ร ใช๎สติปัญญาในการ ดําเนนิ ชีวิต ดําเนินชวี ติ ครู ผู้เรียน -ให๎นกั เรยี นศกึ ษาพืชที่สามารถนาํ -นักเรยี นเรยี นรเู๎ ก่ียวกับพืชตาํ งๆท่ี เป็นอาหารของสุกร นาํ มาเป็นอาหารของการเลยี้ งสกุ ร สงิ่ แวดล้อม ครู ผ้เู รยี น -พืชที่เปน็ อาหารของสุกรทําให๎ -ให้นักเรียนนาพชื ชนดิ ตา่ งๆที่ -นักเรยี นได้เรยี นร้เู ก่ียวกบั อาหารของ เกิดสภาพแวดล๎อมท่ชี มํุ ชืนรํม สามารถนามาเปน็ อาหารของการ สกุ รทีส่ ามารถลดตน้ ทนุ ในการเลีย้ ง เย็น เล้ยี งสุกรเพ่อื ลดตน้ ทุนในการเล้ยี ง สุกรได้ สุกร ลงชื่อ..................................................ผสู้ อน (นายรัตนวัชร์ เลศิ นันทรัตน์)

ใบงานท่ี 3 เร่อื งสถานที่และสภาพแวดล๎อมประกอบอาชีพ ใหน๎ ักเรยี นตอบคาํ ถามตํอไปนีใ้ หถ๎ กู ต๎องท่ีสดุ 1.ให๎นักเรยี นอธบิ ายถงึ สภาพภมู ิอากาศและภูมิประเทศมาพอเข๎าใจ .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. 2.น้ํามีความสาํ คัญตํอการเลี้ยงสกุ รหรือไมอํ ยาํ งไรจงอธิบาย .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................................. 3.ให้นักเรียนบอกปัจจยั ท่มี คี วามสาคัญตอ่ การเลย้ี งสุกรมอี ะไรบา้ ง .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................................. ชื่อ-สกลุ ..............................................................................................ชั้น............................เลขที่............................

แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยการเรียนรู้ที่3เรือ่ งปัจจยั ท่เี กย่ี วกับการเล้ียงสกุ รแผนจดั การเรยี นร้ทู 3่ี เรอื่ งโรคระบาดของสกุ ร รายวิชา การ เลีย้ งสกุ ร รหสั วิชา ง.20206ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2-3 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564น้าหนักเวลาเรียน 1.00 (นน./นก.) เวลาเรยี น 2 ช่วั โมง/สัปดาห์ เวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 ชั่วโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคญั (ความเขา้ ใจทคี่ งทน) ผูเ๎ ลีย้ งสกุ รจะต๎องศึกษาให๎แนํนอนเสียกํอนวํา บริเวณพ้ืนที่ท่จี ะตง้ั ฟาร์มเลย้ี งสกุ รน้ัน เคยเปน็ พ้นื ทใ่ี น การเกดิ โรคระบาดหรือไมํ โดยเฉพาะโรคอหิวาหส์ ุกร เพอ่ื ท่ีจ๎ะไดห๎ ลกี เลี่ยง หรือหาทางปูองกนั ไว๎ลวํ งหนา๎ 2. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชีว้ ัดชัน้ ปี/ผลการเรียนรู้/เป้าหมายการเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ 3.สามารถอธบิ ายปัจจยั ทเ่ี กีย่ วกบั การเลย้ี งสุกรได๎ 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 เนื้อหาสาระหลัก : Knowledge (นกั เรยี นต๎องร๎อู ะไร) -โรคระบาดในการเลย้ี งสกุ ร 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process (นักเรียนสามารถปฏิบัติอะไรได๎) -โรคระบาดในการเลีย้ งสุกร 3.3 คณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ : Attitude (นกั เรียนควรแสดงพฤติกรรมการเรยี นอะไรบ๎าง) 1.มีวินยั 2.มีความรับผิดชอบ 3.ตรงตอํ เวลา 4.มงํุ มน่ั ในการเรียน 4. สมรรถนะสาคญั ของนกั เรียน 4.2 ความสามารถในการคดิ 4.3 ความสามารถในการแก๎ปัญหา 4.4 ความสามารถในการใช๎ทกั ษะชีวติ 5. คณุ ลกั ษณะของวิชา 1.ความรบั ผิดชอบ 2.ตรงต่อเวลา 6. คณุ ลักษณะท่พี ึงประสงค์ 1. ซือ่ สัตย์สจุ ริต 2. มวี ินัย 3. ใฝุเรียนร๎ู 4. มํงุ มั่นในการทํางาน 7. ช้นิ งาน/ภาระงาน : - ใบกจิ กรรมที่ 1 เร่อื งโรคระบาดในการเล้ียงสุกร ช้นิ งาน -.ใบงาน ภาระงาน -ใหน๎ ักเรยี นไปศึกษาเพม่ิ เตมิ เก่ยี วกบั โรคระบาดในการเลี้ยงสกุ ร

8. กจิ กรรมการเรียนรู้: เวลาท่ีใช้ 4 ช่ัวโมง ชวั่ โมงที่ 1-2 (ความสามารถในการวิเคราะห์/ใฝุเรยี นรู๎/เทคนิคการสืบคน๎ ) - ข้ันนาเขา้ สบู่ ทเรยี น/ข้ันตัง้ คาถาม 1. ทักทายนักเรยี นกํอนเรียน 2. เชด็ ชือ่ นักเรยี นกํอนเข๎าสบูํ ทเรียน ขัน้ สอน 1.ทําความเข๎าใจและชี้แจงสาระการเรยี นรู๎ใหน๎ ักเรยี นทราบในหนํวยการเรยี นรเู๎ รอื่ งโรคระบาดในการเลีย้ งสุกร 2. ครอู ธิบายเกย่ี วกับโรคระบาดในการเลี้ยงสกุ ร 3.ครูให๎นักเรยี นจดบนั ทกึ ตามท่ีครอู ธบิ าย 4.ครูมอบหมายใหน๎ ักเรยี นไปศกึ ษาคน๎ ควา๎ เพ่มิ เติมเกีย่ วกบั เน้ือหาทเี่ รยี นมา ขัน้ สรุป 5.ครูและนักเรยี นรํวมกนั สรุปเน้อื หาท่ีเรยี นมา 6.ครูนดั หมายการเรียนคร้งั ตํอไป ชวั่ โมงท่ี 2 -4 (ความสามารถในการวิเคราะห/์ ใฝเุ รยี นรู/๎ ชํวยกันคดิ ชวํ ยกันเรยี น) - ข้นั นาเข้าสบู่ ทเรยี น/ขน้ั ตงั้ คาถาม 1. ทกั ทายนักเรยี นกอํ นเรียน 2. เช็ดช่ือนักเรียนกํอนเขา๎ สํูบทเรยี น ข้ันสอน 1. ครูและนกั เรยี นทบทวนบทเรียนทผ่ี ํานมา 2. ครูให๎นกั เรียนมาแลกเปลยี่ นเรยี นร๎เู นอื้ หาท่ีครูมอบหมายในสัปดาหท์ ่ีผาํ นมา 3. ครอู ธบิ ายเพ่ิมเตมิ เกย่ี วกบั การนาํ เสนอของนกั เรียนแตํละคนทีไ่ ปศึกษาคน๎ ควา๎ เพิม่ เตมิ มา 4. ครูอธิบายเกยี่ วกับการขยายกิจการในการเล้ยี งสกุ ร 5.ครูให๎นกั เรยี นทาํ ใบงานเร่อื งโรคระบาดในการเลี้ยงสกุ ร ข้นั สรปุ จานวน สภาพการใชส้ อื่ 6.ครูและนกั เรียนรํวมกนั สรุปเนอื้ หาทเ่ี รียนมา 1 ชดุ ขนั้ ตรวจสอบความรู๎เดิม 7.ครนู ัดหมายการเรยี นคร้ังตอํ ไป 30 ชดุ ตรวจหาคําตอบ 9. สื่อการเรยี นการสอน / แหล่งเรยี นรู้ สบื คน๎ ข๎อมูล รายการสือ่ 1. สอ่ื การเรยี น 2. ใบงาน 1.1 เรือ่ ง โรคราะบาดในการเลี้ยงสกุ ร 3.หอ๎ งสมุด

10. การวัดผลและประเมินผล เปา้ หมาย หลักฐานการเรยี นรู้ วิธวี ัด เครอ่ื งมอื วัดฯ ประเดน็ / การเรียนรู้ ชนิ้ งาน/ภาระงาน -ความถูกต๎อง เกณฑก์ ารให้คะแนน ความเข๎าใจ 1.มีเนือ้ หาสาระครบถว๎ น 1.สามารถอธบิ าย ใบงาน และความ สมบูรณ์ 9-10 คะแนน ปัจจัยที่เกย่ี วกบั การ ถกู ตอ๎ ง 2.มเี นอื้ หาสาระคอํ นขา๎ งครบถว๎ น เลยี้ งสกุ รได๎ 7-8 คะแนน 3.มเี นื้อหาสาระไมคํ รบถ๎วนแตํ ภาพรวมของสาระทัง้ หมดอยูํใน เกณฑ์ปานกลาง 5-6คะแนน 4. มเี นอื้ หาสาระไมํครบถว๎ นแตํ ภาพรวมของสาระท้งั หมดอยใํู น เกณฑ์ต๎องพอใช๎ 4-3 คะแนน 5.มเี นือ้ หาเพยี งเลก็ น๎อยแตภํ าพรวมของ สาระทงั้ หมดอยูํในเกณฑ์ต๎องปรับปรุง 2-1 คะแนน 6.ไมมํ เี นอื้ หาเลย 0 คะแนน

11. การบรู ณาการตามจุดเน้นของโรงเรยี น (ตัวอยา่ ง) หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจ ครู ผเู้ รียน พอเพียง นกเรียนรูว้ ิธกี ารปอ้ งกนั การเกิดโรค ระบาดในสกุ รได้ 1. ความพอประมาณ รจู้ กั วธิ กี ารป้องการเกิดโรคระบาด นกั เรียนร๎จู ักวธิ กี ารใชก๎ ารเกดิ โรค 2. ความมีเหตุผล ของสุกร ระบาดในสกุ ร ร้จู ักใชว้ คั ซีนป้องกันการเกิดโรค ระบาดได้ 3. มีภูมคิ ุมกนั ในตัวทด่ี ี ภมู ิปญั ญา : มีความร๎ู รอบคอบ และ ภมู ิปญั ญา : มีความรู๎ รอบคอบ และ 4. เง่อื นไขความรู๎ ระมดั ระวัง ระมดั ระวัง สร๎างสรรค์ 5. เงือ่ นไขคุณธรรม สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ความรอบรู๎ เร่อื ง การเลย้ี งสุกร ความรอบร๎ู เรอ่ื ง การเลยี้ งสุกร ท่ีเก่ียวขอ๎ งรอบด๎าน ความรอบคอบท่ี นาํ ความร๎เู หลําน้นั มาพิจารณาให๎ จะนาํ ความรเู๎ หลาํ น้ันมาพิจารณาให๎ เชือ่ มโยงกัน สามารถประยกุ ต์ใช๎ใน เชอ่ื มโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน ชวี ติ ประจาํ วัน การดาํ เนินการจัดกจิ กรรมการเรยี นร๎ู ใหก๎ ับผเู๎ รยี น มคี วามตระหนกั ใน คุณธรรม มี มีความตระหนกั ใน คุณธรรม มี ความซ่อื สตั ยส์ ุจรติ และมีความอดทน ความซ่ือสตั ยส์ ุจรติ และมคี วามอดทน มคี วามเพยี ร ใช๎สติปญั ญาในการ มีความเพยี ร ใชส๎ ตปิ ัญญาในการ ดาํ เนินชวี ติ ดําเนินชีวติ ครู ผูเ้ รียน สงิ่ แวดลอ้ ม ครู ผ้เู รยี น ลงชอ่ื ..................................................ผสู้ อน (นายรัตนวัชร์ เลิศนันทรัตน์)

ใบงานที่4 เรื่องโรคระบาดในสกุ ร ใหน้ กั เรยี นเขียนแผนผังมโนทัศน์ในการปอ้ งกนั มิใหเ้ กดิ โรคระบาดในฟารม์ การเลี้ยงสกุ ร

ใบความรู้ บทที่ 2 เรื่องปัจจัยทีม่ ีผลต่อการเลี้ยงสกุ ร ปจั จบุ นั การเลยี้ งสกุ รในประเทศไทยได๎มีการพัฒนาการด๎านพนั ธุ์อาหารสตั ว์ การจัดการและการสขุ าภิบาล จนทดั เทียม กับตํางประเทศ การเลย้ี งสกุ รภายในประเทศ แม๎จะมฟี ารม์ ใหญํ ๆ แตกํ ็ยงั มเี กษตรกรรายยํอยที่ทาํ การเล้ียงสุกรรายละ 1-20 ตวั ตามหมบูํ ๎านอยํูเป็นจาํ นวนมาก เกตรกรรายยอํ ยดงั กลาํ วจาํ เปน็ จะต๎องไดร๎ บั ความรใู๎ นดา๎ นการเล้ียงสุกรอยาํ ง ถูกต๎อง เพอ่ื จะไดน๎ าํ ไปพัฒนาการเลีย้ งสกุ รอยาํ งถูกตอ๎ ง เพื่อจะไดน๎ ําไปพฒั นาการเลี้ยงสกุ รของตนไดอ๎ ยํางมี ประสิทธิภาพ ซ่งึ จะทาํ รายไดใ๎ ห๎กบั ครอบครวั และยงั จะได๎ประโยชนใ์ นการใช๎ทรัพยากรให๎ได๎ผลดีด๎วย ปัจจัยท่ีจะทาใหก้ ารเลี้ยงสุกรประสบความสาเร็จประกอบด้วย สุกรพนั ธุ์ดี อาหารดี โรงเรือนดี การจัดการเลี้ยงดูดี การปอู งกันโรคดี เหตผุ ลในการเลย้ี งสุกร - สกุ รสามารถเลีย้ งได๎ในจาํ นวนนอ๎ ย เป็นฟารม์ เล็ก ๆ - ในการเล้ยี งสุกรต๎องการพน้ื ที่เพียงเลก็ น๎อย - การเลยี้ งสกุ รใช๎แรงงานนอ๎ ย เลย้ี งงําย - ใช๎เศษอาหารและของเหลอื ตําง ๆ เปน็ อาหารสกุ รได๎ - มลู สุกรใช๎เปน็ ปยุ๋ อยํางดี และใช๎กับบอํ เลีย้ งปลา เพ่ือเพ่ิมผลผลิตของการเล้ยี งปลา - สุกรใหล๎ กู ดก ขยายพนั ธ์ุได๎เรว็ - การเลีย้ งสกุ รเปน็ กิจการทใ่ี ห๎ผลกําไรดี สามารถคืนทนุ ไดภ๎ ายในเวลา 6 เดอื น การเติบโตของสุกรขนุ ตารางแสดงนา้ หนกั อตั ราการเจรญิ เตบิ โต ปรมิ าณอาหารของสกุ รขุน อายุของสุกร (วนั ) นํา้ หนักสุกร (กโิ ลกรมั ) อัตราการเจริญเติบโต (กรัม/วนั ) ประสทิ ธภิ าพ การใช๎อาหารสมทบ อาหารที่กนิ /ตวั /วัน (กิโลกรมั ) ปริมาณอาหารสมทบ (กิโลกรมั ) 30 6.5 150 - 0.30 0.4 42 9.0 330 1.5 0.50 5.0 60 15.0 500 1.6 1.0 15.0 70 22.0 600 1.8 1.4 27.0 82 30.0 650 2.2 1.5 45.0 94 40.0 700 2.3 2.0 67.0 106 50.0 720 2.3 2.2 90.0 120 60.0 750 2.4 2.4 125 133 70.0 780 2.5 2.6 155 145 80.0 800 2.6 2.8 190 158 90.0 800 30. 3.0 225 170 100.0 800 3.0 3.0 260 ท่มี า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การเลี้ยงดูสกุ ร การจดั การพอ่ สุกร พอํ สกุ รที่จะนาํ มาใช๎เปน็ พํอพันธ์ุ ควรมีอายุ 8 เดือนขึ้นไป ให๎อาหารโปรตีน 16 % ให๎กนิ อาหารวันละ 2 กิโลกรัม ขนึ้ อยกูํ ับสภาพของพํอสกุ รด๎วยวาํ ไมํอว๎ นและผอมเกนิ ไป การจัดการแม่สกุ ร ใหอ๎ าหารโปรตนี 16% ให๎กนิ อาหารวนั ละ 2 กิโลกรมั แมสํ กุ รสาวควรมีอายุ 7-8 เดือน นํา้ หนกั 100-120 กโิ ลกรมั จึงนํามาผสมพันธ์ุ (เป็นสัดคร้งั ท่ี 2-3) ผสมพนั ธุ์ 2 ครง้ั (เช๎า-เช๎า , เยน็ -เย็น) เม่อื ผสมพนั ธ์ุแลว๎ ควรลดอาหารให๎

เหลอื 1.5-2 กโิ ลกรมั เมื่อต้งั ท๎องได๎ 90-108 วนั ควรเพ่มิ อาหารเป็น 2-2.5 กโิ ลกรมั และเมอ่ื ตัง้ ทอ๎ งได๎ 108 วันคลอดลกู ใหล๎ ดอาหารลงเหลือ 1-1.5 กโิ ลกรมั (ปกติสุกรจะตง้ั ท๎องประมาณ 114 วัน) แมํสกุ รควรอยใํู นสภาพปานกลาง คอื ไมํ อว๎ น หรอื ผอมเกนิ ไป แมํสกุ รจะใหล๎ กู ดีท่ีสดุ ในครอกท่ี 3-5 และควรคัดแมํสุกรออกในครอกที่ 7 หรือ8 (แมสํ ุกรให๎ลูกเกนิ กวาํ ครอก ที่ 7 ขน้ึ ไป มกั จะใหจ๎ ํานวนลูกสุกรแรกคลอด มีชวี ติ และจํานวนสกุ รหยาํ นมลดลง) การจดั การแม่สกุ รก่อนคลอด ระวังอยําให๎แมสํ ุกรเจบ็ ปุวยหรือท๎องผูก ควรจัดการ ดงั น้ี - แมสํ ุกรกํอนคลอด 7 วัน ใหอ๎ าบนํ้าด๎วยสบูทํ าํ ความสะอาดแมํสกุ ร โดยเฉพาะราวนม บน้ั ท๎าย อวัยวะเพศ แล๎ว พํนอาบด๎วยน้าํ ยาฆําเชอื้ โรค (ละลายนํา้ ตามอตั ราสํวน) และพนํ ยาพยาธิภายนอก แลว๎ นาํ เข๎าคอกคลอด - กํอนแมสํ กุ รคลอด 4 วัน ควรลดอาหารลงเหลือ 1-1.5 กิโลกรมั /วนั ควรผสมราํ ละเอยี ดเพมิ่ อีก 20 % ใน อาหาร โดยให๎แมํสกุ รกิน 4-6 วันกอํ นคลอด หรอื ผสมแม็กนีเซยี มซัลเฟต (ดีเกลือ) ประมาณ 10 กรมั โดยคลุกอาหารให๎ ทวั่ ใหแ๎ มํสกุ รกนิ วนั ละครง้ั 1-3 วนั กอํ นคลอด เพอ่ื ปอู งกนั แมํสุกรทอ๎ งผูก ชวํ ยลดปัญหาแมํสกุ รคลอดยาก - ดแู ลแมํสุกรอยํางใกลช๎ ิด อยําให๎แมสํ ุกรปุวย เชนํ สงั เกตรางอาหารวาํ แมํสุกรกนิ อาหารหมดหรือไมํ ถําย อุจจาระเปน็ เมด็ กระสนุ ท๎องเสีย หอบแรง เปน็ ต๎น ถ๎าแมํสกุ รปวุ ยก็ควรรกั ษาตามอาการ - คอกคลอด กํอนนําแมสํ ุกรเข๎าคอกคลอด คอกคลอดต๎องสะอาด ราดหรือพํนดว๎ ยน้ํายาฆําเชอื้ โรค และโรยปูน ขาว ต๎องมีอาการพกั คอกไวอ๎ ยํางน๎อย 7 วนั ซงึ่ จะเป็นการตดั วงจรของเช้อื โรค การจดั การลูกสกุ รเมือ่ คลอด แมํสกุ รกํอนคลอด 24 ช่ัวโมง จะมนี ํา้ นมไหลออกมาจากเต๎านม ลูกสกุ รแรกคลอดควรดูแลปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี - ใช๎ผา๎ ท่ีสะอาดหรือฟางเชด็ ตวั ลกู สกุ รให๎แห๎ง ควกั เอานาํ้ เมือกในปากและในจมกู ออก - การตัดสายสะดือ ใชด๎ ๎ายผกู สายสะดือให๎หํางจากพื้นท๎องประมาณ 1-2 นิ้ว ตัดสายสะดอื ด๎วยกรรไกร ทารอย แผลด๎วยทงิ เจอรไ์ อโอดนี เพอ่ื ฆําเชอ้ื โรค - ตัดเขี้ยวออกใหห๎ มด (เขยี้ วมี 8 ซ่ี ข๎างบน 4 ซ่ี ข๎างลาํ ง 4 ซ่ี ) เพื่อปอู งกันลูกสุกรกัดเตา๎ นมแมํสุกรเป็นแผล ในขณะแยํงดดู นม - รีบนาํ ลกู สกุ รกินนมนํา้ เหลอื งจากเตา๎ นมแมสํ กุ รในนมนํ้าเหลอื งจะมสี ารอาหาร และภูมิค๎มุ กนั โรค ปกตินม นาํ้ เหลอื งจะมีอยปูํ ระมาณ 36 ช่ัวโมง หลงั คลอด จากนนั้ จะเปล่ียนเป็นน้าํ นมธรรมดา การจดั การลูกสุกรแรกคลอด-หยา่ นม - ลกู สกุ รในระยะ 15 วันแรก ตอ๎ งการความอบอํนุ - ลูกสกุ รอายุ 1-3 วัน ใหฉ๎ ดี ธาตเุ หลก็ เข๎ากลา๎ มเนอ้ื ตวั ละ 2 ซี.ซี เพ่อื ปูองกันโรคโลหิตจาง - ลกู สกุ รอายุ 10 วัน เริม่ ให๎อาหารสกุ รนมหรืออาหารสกุ รอํอน (อาหารเลียราง) เพอื่ ฝึกให๎ลูกสุกรกนิ อาหาร โดย ให๎กินทีละนอ๎ ยแตบํ อํ ยคร้ัง - ลกู สุกรทั่วไปหยาํ นมเมื่ออายุ 28 วนั (4 สัปดาห์) การจัดการลกู สกุ รเมื่อหยา่ นม - หยาํ นมลูกสกุ รเม่ืออายุ 28 วนั นํา้ หนกั ประมาณ 6 กิโลกรัม ควรยา๎ ยแมสํ กุ รออกไปกํอนให๎ลกู สกุ รอยํใู นคอก เดมิ สกั 3-5 วนั แลว๎ จึงยา๎ ยลกู ออกไปคอกอนุบาล เพอ่ื ปูองกันลูกสุกรเครยี ด และควรใช๎วติ ามินหรือยาปฏชิ วี นะละลาย น้าํ ใหล๎ ูกสกุ รกนิ หลงั จากหยํานมประมาณ 3-5 วนั - ลกู สกุ รอายุ 6 สัปดาห์ ใหฉ๎ ีดวัคซนี ปูองกันโรคอหิวาต์สุกรและฉีดวัคซนี ซํา้ ทุก ๆ 6 เดอื น ในสุกรพํอแมพํ นั ธ์ุ (วคั ซีนมคี วามค๎มุ โรคได๎ประมาณ 6-12 เดอื น) - ลกู สุกรอายุ 7 สปั ดาห์ ใหฉ๎ ีดวคั ซีนปอู งกันโรคปากและเทา๎ เป่ือยํ และฉีดวัคซีนซ้ําทกุ ๆ 4-6 เดอื น ในสุกรพอํ แมพํ ันธ์ุ (วคั ซนี มคี วามค๎มุ โรคไดป๎ ระมาณ 4-6 เดือน) - ลกู สุกรอายุ 2 เดอื นครึ่ง ควรใหย๎ าถํายพยาธิ และใหซ๎ าํ้ หลกั จากให๎ครั้งแรก 21 วัน ในสุกรพํอแมํพนั ธุค์ วรถาํ ย พยาธิทกุ ๆ 6 เดือน

การจดั การแมส่ ุกรหลงั คลอด - ฉดี ยาปฏิชวี นะ ใหแ๎ มสํ กุ รหลงั คลอดทนั ทตี ิดตอํ กนั เป็นเวลา 1-2 วนั เพอื่ ปูองกันมดลกู อกั เสบ (ยาเพนสเตรป็ , แอมพิซลิ ิน, เทอร์รามัยซิน เปน็ ต๎น - หลงั คลอด 1-3 วนั ควรใหอ๎ าหารแมํสุกรนอ๎ ยลง(วนั ละ 1-2 กโิ ลกรมั ) และเพิ่มขน้ึ เรอ่ื ย ๆ จนให๎อาหารเต็มที่ เมอื่ หลงั คลอด 14 วนั (ให๎อาหารวันละ 4-6 กโิ ลกรัม) จนกระทั่งแมํสุกรหยํานม ระวังอยําใหแ๎ มสํ กุ รผอมเม่อื หยํานม ซงึ่ จะมผี ลทําใหแ๎ มํสกุ รไมํสมบูรณ์พันธุ์ และโทรมมาก แมํสุกรหลงั หยํานมควรขังรวมกันคอกละประมาณ 2-5 ตัว (ขนาด ใกล๎เคยี งกัน) เพ่ือให๎เกิดความเครียดจะเป็นสัดงาํ ยและจะเปน็ สดั ภายใน 3-10 วนั ถ๎าแมํสกุ รเปน็ สัดทําใหก๎ ารผสมพนั ธไ์ุ ด๎ เลย - ปญั หาแมํสุกรไมํเป็นสัด สกุ รสาวหรอื เมํสุกรหลงั จากหยาํ นมแล๎วไมํเป็นสัด หรือเป็นสัดเงียบ จะพบเห็นได๎บํอย ๆ มวี ิธีแกไ๎ ข ดังน้ี 1. ต๎อนแมํสุกรมาขังรวมกนั เพือ่ ใหเ๎ กดิ ความเครยี ด 2. เล้ียงพํอสุกรอยใํู กล๎ ๆ หรอื ให๎พอํ สุกรเขา๎ มาสมั ผสั แมํสกุ รบ๎าง การผสมพนั ธุเ์ พอ่ื ใหไ้ ดล้ ูกดก 1. คดั เลอื กสายแมํพันธุ์ เชํน ควรใชแ๎ มํพนั ธ์ุ เชํน ควรใชแ๎ มํพนั ธุ์ลารจ์ ไวท์ แมพํ นั ธ์ุแลนดเ์ รซ หรอื ลูกผสม แลนดเ์ รซ-ลารจ์ ไวท์ 2. ผสมเมื่อแมํสุกรเป็นสัดเตม็ ที่ ซึ่งจะทําใหไ๎ ขํตกมากจะอยํชู ํวงวนั ท่ี 2-3 ของการะเปน็ สดั ผสม 2 ครัง้ หาํ ง กนั 24 ชีว่ โมง (เช๎า-เชา๎ , เยน็ -เย็น) 3. ถา๎ มพี อํ สุกรหลายตัว และผลติ สุกรขนุ เปน็ การคา๎ ควรใช๎พํอสุกร 4. แมํสกุ รหลังจากหยาํ นมแลว๎ 1 วัน ควรเพิ่มอาหารใหจ๎ นกระทัง่ เป็นสดั โดยให๎อาหารวนั ละ 3-4 กิโลกรมั (ไมํเกนิ 15 วัน) เพ่ือทาํ ใหไ๎ ขํตกมากขึ้น และเมื่อผสมพนั ธ์ุแล๎ว ให๎ลดอาหารแมํสกุ รลงเหลือวนั ละ 1.5-2 กิโลกรมั ตามปกติ การใหอ๎ าหารสุกร สกุ รเปน็ สัตว์กระเพาะเด่ียว ไมํสามารถยํอยอาหารท่มี เี ย่อื ใยมากได๎ดีเหมือนสตั วก์ ระเพาะรวม (โค กระบอื ) ระบบการยอํ ยอาหารท่ีมีหนา๎ ท่ียํอยอาหารท่ีสุกรกินเข๎าไปให๎แตกตวั จนมขี นาดเลก็ ลง เพอื่ สามารถดูดซมึ ไปใช๎เสรมิ สร๎าง สวํ นตาํ ง ๆ ของรํางกาย สกุ รมีความตอ๎ งการโภชนะน้ัน หมายถงึ สารอาหารท่มี ปี ระโยชน์ตอํ ราํ งกายประกอบด๎วย 6 ชนดิ - นาํ้ ให๎น้าํ สะอาดแกํสุกรตลอดเวลา ปกติสกุ รจะกนิ นํ้าประมาณ 5-20 ลติ รตอํ วนั ตามขนาดของสกุ ร - โปรตีน มคี วามสําคญั ตํอการเจริญเติบโตของสกุ ร ชวํ ยสร๎างเนอ้ื เยอื่ และเปน็ สวํ นประกอบหลกั ทีส่ ําคญั ของ ราํ งกายสัตว์ โปรตนี ประกอบด๎วย กรดอะมิโนอยปํู ระมาณ 30 ชนิด กรดอะมโิ นทจ่ี าํ เป็น 10 ชนดิ ไดแ๎ กํ ไลซีน เมทไธ โอนนี ทรพิ โตแฟน อาร์ยนิ นิ ฮสิ ทิดนี ไอโซลูซนี ลซู นี อาลานีน ทรโี อนนี และวาลนี - คารโ์ บไฮเดรท เปน็ อาหารท่ีใหพ๎ ลงั งานท่เี รียกงําย ๆ วําอาหารแปงู และนาํ้ ตาล รวมไปถงึ เย่อื ใยทเี่ ปน็ สํวนประกอบในวตั ถุดิบอาหารสัตว์ - ไขมนั เปน็ อาหารท่ีให๎พลังงาน เชนํ เดียวกับคารโ์ บไฮเดรด แตํให๎พลังงาน - แรํธาตุ แรํธาตเุ ปน็ สง่ิ จาํ เปน็ มากทสี่ ดุ สําหรบั การทาํ งานของราํ งกาย มหี นา๎ ทีเ่ สริมสร๎างกระดกู และต๎านโรค ในราํ งกายสกุ รมีแรํธาตุ มากกวาํ 40 ชนิด สวํ นทจี่ ําเป็นและสาํ คัญตอํ รํางกาย ไดแ๎ กํ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดยี ม

คลอรีน เหลก็ ทองแดง ไอโอดีน กาํ มะถัน สังกะสี แมงกานสี โคบอลท์ โปตัสเซียม แมกนเี ซยี ม และซิลเิ นียม - ไวตามนิ เปน็ สารประกอบอนิ ทรีย์ มีความจาํ เป็นตํอการเจรญิ เติบโตและการดาํ รงชีวิต ไวตามินมมี ากถึง 50 ชนดิ สํวนทจี่ ําเปน็ ในรํางกายสัตว์ ได๎แกํ ไวตามนิ เอ ดี อี บี 2 (ไรโบฟลาวนิ ) ไนอาซนี กรดแพนโทธินิค โคลีน ไบโอตนิ และบี 12 เปน็ ต๎น วตั ถุดิบอาหารสตั ว์ 1.อาหารประเภทโปรตีน ไดม๎ าจากพชื และสัตว์ มีรายละเอียด ดังนี้ 1.1 อาหารโปรตีนที่ได๎จากพืช ได๎แกํ กากถัว่ เหลอื ง เปน็ อาหารโปรตนี จากพืชทดี่ ีท่ีสดุ ไดม๎ าจากถว่ั เหลืองทสี กัดนา้ํ มันออก มีโปรตนี อยรํู ะหวําง 40- 44 % ใช๎เป็นอาหารสุกรในรปู ของกากถั่วเหลอื งอัดน้ํามัน (แผนํ เค็ก) โปรตีนจากกากถัว่ เหลืองมกี รดอะมโิ นทจ่ี าํ เปน็ สมดุลย์ เหมาะในการใช๎เล้ียงสกุ รทกุ ระยะการเจริญเตบิ โตในเมล็ดถว่ั เหลอื งดิบไมํเหมาะแกกํ ารนํามาใช๎เลี้ยงไกํ และสกุ ร ท้ังนีเ้ พราะเมลด็ ถวั่ เหลืองดิบมีสารพษิ ชนิดที่เรยี กวาํ \" ตัวยบั ยงั้ ทริปซิน\" (Trypsin inhibitor) อยูํดว๎ ย สารพิษนจ้ี ะมีผล ไปขดั ขวางการยํอยโปรตีนในทางเดินอาหารถวั่ เหลอื งท่เี หมาะสําหรับใช๎ผสมอาหารเลี้ยงสกุ รนม อาหารครพี ฟดี อาหาร สุกรออํ น อาหารสุกรเล็ก ได๎แกํ ถวั่ เหลอื งอบไขมันสูง (ถั่วเหลืองซงึ่ ผํานขบวนการอบใหส๎ กุ โดยไมไํ ด๎สกดั นํา้ มนั ออกมี โปรตีน 38 % ) สํวนสุกรเลก็ และสกุ รขนาดอ่นื ทั่วไปนิยมใชก๎ ากถว่ั เหลอื งสกดั น้าํ มันดว๎ ยสารเคมี กากถ่วั ลสิ ง เปน็ ผลิตผลพลอยได๎จากการสกดั นํา้ มันออก มีโปรตีนอยปํู ระมาณ 40% กากใชก๎ าถั่วลิสงอยาํ งเดียว ในอาหารจะทาํ ใหส๎ ุกรเจริญเตบิ โตช๎า เนื่องจากความไมํสมดุลยข์ องกรดอะมิโน ดงั นั้น จึงควรใช๎กากถ่ัวลสิ ง ถ๎ามีความช้ืน สูงจะเสยี เร็วเน่อื งจากถวั่ ลิสงเปน็ พชื ท่มี นี ํ้ามนั มาก จึงเกบ็ ไวน๎ านไมไํ ด๎ จะเกิดอาการเหม็นหืนและมรี าเกดิ ได๎งําย ซ่ึงราจะ สรา๎ งสารพิษ \"อะฟลาท็อกซิน\" ซึ่งเปน็ อันตรายตํอสตั ว์ ดงั นน้ั ควรจะเลือกใชแ๎ ตํกากถั่วลิสงท่ใี หมํ มีไขมันตํ่า และควรเกบ็ ไว๎ในทไ่ี มํรอ๎ นและช้ืน กากเมลด็ ฝูาย เปน็ ผลผลิตพลอยได๎จากการสกัดนํ้ามันออกจากเมล็ดฝูาย จะมโี ปรตนี ประมาณ 40-45 เปอร์เซ็นต์ การเมลด็ ฝาู ยมีสารพิษทมี่ ชี ือ่ วํา \"กอ๏ สซปิ อล\" ซ่ึงเป็นสารทีล่ ะลายในนา้ํ มนั จึงเป็นเหตุใหก๎ ารใช๎อยํูในขีดจาํ กัด ไมคํ วรเกิน 10 % การใช๎ในระดับสูงจะทาํ ใหก๎ ารเจรญิ เตบิ โตชา๎ ลง นอกจากนก้ี ารใชก๎ ากเมลด็ ฝูายควรจะเตมิ กรดอะมิ โนไลซนี สงั เคราะห์ลงไปด๎วย กากมะพรา๎ ว เปน็ วัตถพุ ลอยไดจ๎ ากโรงงานสกดั น้าํ มนั มะพรา๎ ว ถ๎าอดั นํา้ มนั ออกใหมํ ๆ จะมีกลน่ิ หอมนํากนิ มี โปรตนี ประมาณ 20% ถา๎ ใชก๎ ากมะพรา๎ วในระดับสงู เลี้ยงสุกรระยะการเจริญเติบโตและขุน จะทาํ ให๎การเจรญิ เติบโตของ สุกรชา๎ ดงั น้ันควรจะใช๎ในระดบั 10-15 % กากเมลด็ นุํน เมอื่ สกัดนาํ้ มนั ออกแลว๎ จะมีโปรตนี ประมาณ 20% เหมาะทีจ่ ะใช๎เลี้ยงสุกรรุํนมากกวาํ สกุ รระยะอน่ื ในปรมิ าณไมํเกนิ 15% กากเมล็ดนนํุ จะทาํ ใหไ๎ ขมันจับแขง็ ตามอวัยวะภายในรํางกายตาํ ง ๆ เชํน ลําไส๎ เปน็ ต๎น 1.2 อาหารโปรตนี ทไ่ี ดจ๎ ากสัตว์ ไดแ๎ กํ ปลาปนุ เปน็ อาหารโปรตนี ท่ไี ด๎จากสัตวท์ ี่ดีท่ีสดุ มโี ปรตนี อยูํระหวําง 50-60 % คณุ ภาพของปลาปนุ ขนึ้ อยํกู ับ ชนดิ ของปลาที่ใช๎ทาํ ปลาปุน และสิ่งอนื่ ปะปนมากน๎อยแคํไหน รวมทง้ั กรรมวิธกี ารผลิตปลาปนุ เชนํ ถา๎ ให๎ความร๎อนสูง ทาํ ให๎คณุ คาํ ทางอาหารต่าํ ลง ปริมาณกรดอะมโิ นในปลาปุนจะต่าํ ลงเรอ่ื ย ๆ ปลาปุนมีคุณคําทางอาหารสงุ และใชเ๎ ล้ยี งสุกร ตลอดระยะถึงสํงตลอดระยะถึงสํงตลาดจะทําใหเ๎ นือ้ มีกล่นิ คาวจดั ดงั นัน้ จึงควรใช๎ในระหวาํ ง 3-15 % เลอื ดแห๎ง ได๎จากโรงฆําสตั ว์ มีโปรตีนคอํ นข๎างสูง 80% เป็นโปรตนี ท่ยี อํ ยยาก ทาํ ให๎การเจรญิ เตบิ โตของสุกร ต่ําลง ควรใช๎รวํ มกบั อาหารโปรตีนชนิดอืน่ ๆ ไมํควรเกนิ 5% หางนมผง มีโปรตนี ปรมิ าณ 30-40 % และเปน็ โปรตีนทีย่ ํอยงาํ ยแตมํ ีราคาแพง จงึ นิยมใชก๎ ับอาหารลกู สุกร เทาํ นั้น ขนไกํปุน เป็นอาหารที่ไดจ๎ ากผลิตผลพลอยไดจ๎ ากโรงงานฆาํ ไกํ มีโปรตีนคํอนข๎างสงู ถงึ 85% แตํมคี ุณคําทาง อาหารเพยี งเล็กนอ๎ ย เนอ่ื งจากเป็นโปรตนี ท่ไี มสํ ามารถยอํ ยได๎

2. อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท(แปง้ และนา้ ตาลใหพ้ ลงั งาน) ปลายข๎าว ปลายข๎าวและราํ ละเอยี ดเป็นผลติ ผลพลอยไดจ๎ ากการสขี ๎าว ปลายข๎าวมโี ปรตีน 8% เปน็ วัตถุดบิ อาหารท่ีเหมาะในการเลย้ี งสตั ว์ ทง้ั นป้ี ลายข๎าวประกอบไปด๎วยแปูงทย่ี อํ ยงาํ ยเป็นสวํ นใหญํ มไี ขมนั และเยื่อใยระดับด่าํ (1.0 %) เก็บไว๎ได๎นาน ตรวจสอบการปลอมปนไดง๎ าํ ย ปลายข๎าวที่ใชเ๎ ลย้ี งสกุ ร ควรเปน็ ปลายขา๎ วเม็ดเล็กปลายขา๎ วท่ีมี ขนาดใหญํควรจะตอ๎ งบดให๎มีขนาดเลก็ ลงกํอน แล๎วจงึ คํอยผสมอาหาร นอกจากนย้ี งั มปี ลายข๎าวนง่ึ (ขา๎ วเปลอื กที่เปยี กนํา้ หรือมคี วามชื้นสงู นํามาอบเอาความช้นื ออก สีเอาเปลือกออก ปลายขา๎ วนึ่งมสี เี หลืองออํ นหรือสีขาวปนเหลอื ง) นาํ มา เลยี้ งสุกรทดแทนปลายข๎าวได๎ แตตํ ๎องพจิ ารณาเรื่องคุณภาพด๎วย เชนํ การปนของเมล็ดขา๎ วสดี ํา ซง่ึ เมลด็ ข๎าวสดี าํ มี คุณภาพไมดํ ี ราํ ละเอยี ด มโี ปรตนี ประมาณ 12% ราํ ละเอียดมีไขมันเป็นสํวนประกอบอยูํในระดบั คอํ นข๎างสูง และเปน็ ไขมันที่ หืนไดง๎ าํ ยในสภาวะทอี่ ากาศรอ๎ น หากเก็บไว๎เกิน 60 วัน ไมํเหมาะท่ีจะนํามาใช๎เล้ียงสตั ว์ ราํ ละเอียดมกั จะมีการปลอมปน ด๎วยแกลบปนุ ละอองขา๎ วหรอื ดินขาวปุน ทําให๎คุณคาํ ทางอาหารตํ่าลง ถ๎าเปน็ ราํ ขา๎ วนาปรงั ควรระวงั เรือ่ งยาฆําแมลงท่ี ปะปนมาในระดบั สงู ราํ สกดั นา้ํ มันไดจ๎ ากการนําเอารําละเอยี ดไปสกัดเอาไขมันออกใช๎ทดแทนราํ ละเอียดได๎ดีแตํต๎องระวงั เร่อื งระดบั พลงั งาน เพราะรําสกดั นํา้ มนั มคี าํ พลงั งานใชป๎ ระโยชน์ไดต๎ ่าํ กวาํ รําละเอียด รําละเอียดมีเยอ่ื ใยเปน็ สวํ นประกอบในระดับสงู จึงมีลกั ษณะฟุาม ไมํควรใช๎เกิน 30% ในสูตรอาหารราํ ละเอียดมีคณุ สมบตั เิ ปน็ ยาระบาย โดยเฉพาะสูตรอาหารแมํสกุ รอ๎มุ ท๎องและเลย้ี งลกู จะชํวยลดปญั หาแมํสกุ รทอ๎ งผกู ขา๎ วโพด มีโปรตนี ประมาณ 8% และมีเย่ือใยอยใํู นระดับต่ํา เปน็ วตั ถุดบิ อาหารที่เหมาะในการผสมเปน็ อาหาร สุกร ข๎าวโพดท่ดี ีควรเปน็ ข๎าวโพดทบี่ ดอยาํ งละเอียด ไมํมีมอดกนิ ไมํมสี ง่ิ ปลอมปน และทส่ี ําคญั ท่ีสุดจะตอ๎ งไมํขึ้นรา (สาร พิษอะฟลาทอ็ กซิน) และไมมํ ียาฆําแมลงปลอมปน ข๎าวโพดสามารถใช๎ทดแทนปลายข๎าวได๎ ขอ๎ เสยี ในการใชข๎ า๎ วโพดคอื มี เชอื้ ราและยาฆาํ แมลง เนอื่ งจากการเก็บเก่ยี ว และการเก็บรักษาไมํดพี อ ขา๎ วฟาุ ง มีโปรตีนประมาณ 11% ข๎าวฟุางโดยทว่ั ไปจะมีสารแทนนนิ ซ่งึ มรี สฝาดอยํใู นระดับสูง สารแทนนินมีผล ทําใหก๎ ารยอํ ยไดข๎ องโปรตนี และพลังงานลดลง ดงั นนั้ จึงเปน็ ขอ๎ จาํ กดั ในการใช๎ขา๎ วฟาุ ง มันสาํ ปะหลัง ใช๎เลยี้ งสตั ว์ในรปู มันสาํ ปะหลงั ตากแหง๎ ทีเ่ รยี กวํา มนั เสน๎ มโี ปรตีนประมาณ 2% มีแปงู มาก มเี ย่อื ใยประมาณ 4% ข๎อเสยี ของการใช๎มันเส๎น คอื จะมลี าํ ตน๎ เหงา๎ และดนิ ทรายปนมาด๎วย ดงั น้ันจึงควรเลือกใชม๎ ันเส๎นทมี่ ี คณุ ภาพดี เกรดใช๎เล้ียงสุกร สํวนหัวมันสาํ ปะหลังสดไมคํ วรนาํ มาใชเ๎ ป็นอาหารสัตว์ เพราะมกี ารพษิ กรดไฮโดรไซยานิคใน ระดบั สงู มาก และเปน็ อนั ตรายตํอสตั ว์ได๎ วธิ กี ารลดสารพิษทําได๎ 2 วธิ ี คอื ก. ทําเปน็ มนั เส๎น โดยห่นั เป็นช้นิ เล็ก ๆ ผ่งึ แดดอยาํ งน๎อย 3 แดด มันเส๎นทีม่ ีคุณภาพดี สามารถใช๎ทดแทนปลาย ขา๎ วได๎ ในกรณปี ลายขา๎ วราคาแพง และมันเสน๎ ราคาถกู (ปลายข๎าว 1 กิโลกรมั เทํากบั มันเสน๎ 0.85 กิโลกรัม + กากถั่ว เหลือง 0.15 กโิ ลกรัม) ข. ทําเป็นมันหมกั หมักในหลุม หรอื ถงุ พลาสติก ควรหมกั อยาํ งน๎อย 1 เดือน ซงึ่ จะลดปริมาณสารพษิ กรดไฮโดร ไซยานิคใหอ๎ ยํใู นระดับทไ่ี มํเป็นอันตรายตํอสกุ ร 3. อาหารประเภทไขมนั ไขมนั จากสตั ว์ ได๎แกํ ไขมนั ววั ไขมันสุกร สํวนไขมนั จากพชื ไดแ๎ กํ น้าํ มนั ถั่วเหลอื ง น้าํ มันปาล์ม น้าํ มนั รํา เป็นตน๎ สาเหตุทีต่ ๎องใชไ๎ ขมันในสตู รอาหาร เพอื่ เพ่ิมระดบั พลงั งานในสูตรอาหารนนั้ ใหส๎ งู ขึน้ สวํ นใหญํใชใ๎ นอาหารสกุ รเล็ก โดย เตมิ 2-5 % ในอาหาร ข๎อเสียของไขมนั มักจะมกี ลนิ่ หนื และเก็บไวไ๎ ด๎ไมนํ าน 4. อาหารประเภทแร่ธาตุ และไวตามนิ กระดกู ปุน เปน็ แหลงํ ของธาตแุ คลเซ่ียมและฟอสฟอรสั ท่ดี ีมาก แตํมีคุณภาพไมํแนํนอน ไดแคลเซยี มฟอสเฟส ใหธ๎ าตุแคลเซยี มและฟอสฟอรสั ทาํ มาจากกระดูก หรอื ทําจากหิน โดยนําเอาหนิ ฟอสเฟต มาเผา ปกติจะใช๎ไดแคลเซียมฟอสเฟตทมี่ ีฟอสฟอรัส 18% (P18) หรอื สงู กวาํ เปลือกหอยบด ให๎ธาตุแคลเซียมอยาํ งเดยี ว

หวั ไวตามินแรํธาตุ หรอื พรมี กิ ซ์ เป็นสํวนผสมของไวตามนิ และแรธํ าตปุ ลกี ยํอยทกุ ชนดิ ท่ีสุกรตอ๎ งการ และพร๎อม ที่จะนาํ มาผสมกับวัตถดุ ิบ อาหารสัตวอ์ ยํางอน่ื ไดท๎ ันที พรมี กิ ซม์ ขี ายตามทอ๎ งตลาดท่ัวไป การใหอ้ าหารสุกรระยะต่าง ๆ - ลูกสุกรระยะดดู นมแมํ เริ่มใหอ๎ าหารสุกรนมโปรตีน 22% หรอื อาหารสกุ รอํอนโปรตนี 20% เมอื่ ลูกสุกรมีอายุ 10 วนั ถึงหยํานม (หยํานม 28 วนั ) และใหต๎ อํ อีกประมาณ 3 วนั หลงั จากหยาํ นมแลว๎ - ลกู สุกรระยะหยํานม (หยาํ นม 28 วนั นาํ้ หนกั ประมาณ 6 กโิ ลกรมั ) ให๎อาหารสุกรอํอนโปรตีน 20 % จนถงึ อายุ 2 เดอื น (นาํ้ หนักประมาณ 12-20 กิโลกรมั ) - สกุ รระยะนํ้าหนัก 20-35 กิโลกรัม ใหอ๎ าหารโปรตนี 18% โดยให๎สุกรกนิ อาหารเตม็ ท่ี สุกรจะกนิ อาหารวันละ 1-2 กโิ ลกรมั - สกุ รระยะนํา้ หนัก 35-60 กโิ ลกรมั ใหอ๎ าหารโปรตีน 16% สุกรจะกนิ อาหารวันละ 2-2.5 กโิ ลกรัม - สกุ รระยะน้ําหนัก 30 กิโลกรมั -สงํ ตลาด ใหอ๎ าหารโปรตีน 14-15 % สุกรจะกนิ อาหารวันละ 2.5-3.5 กโิ ลกรัม - การใหอ๎ าหารสุกรพันธท์ุ ดแทน สุกรตัวที่ตอ๎ งการจะเก็บไวท๎ ําพนั ธ์ุ(ยกเว๎นสุกรขนุ ,สุกรทดสอบพนั ธ์ุ) ควรจํากัด อาหารเพ่อื ไมํใหอ๎ ว๎ นเกนิ ไป เม่ือสุกรนํา้ หนักประมาณ 60 กโิ ลกรัม ใช๎อาหารโปรตีน 16% ให๎อาหารวนั ละ 2.2.5 กโิ ลกรัม - การใหอ๎ าหารสกุ รพอํ พันธุ์ ใหอ๎ าหารโปรตีนประมาณ 15-16 % - พอํ พนั ธ์ุตวั ใหญํ 150 กโิ ลกรัมขนึ้ ไป ให๎อาหาร วันละ 2-2.5 กิโลกรมั - พํอพันธุต์ ัวเล็ก 100-150 กิโลกรมั ใหอ๎ าหารวนั ละ 2 กิโลกรมั - การให๎อาหารแมํสุกรอมุ๎ ท๎อง ใหอ๎ าหารโปรตีนประมาณ 15-16 % แมสํ ุกรจะตัง้ ท๎องประมาณ 114 วัน ควรให๎ อาหารดังนี้ - แมํสุกรสาวทดแทนใหอ๎ าหารวนั ละ 2 กโิ ลกรัม - แมสํ กุ รหลังจากผสมพนั ธุ์ให๎อาหารวันละ 1.5-2 กิโลกรัม - แมํสุกรตัง้ ท๎อง 0-90 วัน ใหอ๎ าหารวนั ละ 2 กิโลกรมั - แมสํ ุกรตัง้ ท๎อง 90-108 วัน ใหอ๎ าหารวันละ 2-2.5 กิโลกรมั (ขึน้ อยํู กับสภาพแมํสุกรอว๎ นหรือผอมด๎วย) -แมสํ กุ รตัง้ ท๎อง 108-114 วนั ใหอ๎ าหารวนั ละ 1-1.5 กิโลกรมั (เมอ่ื ตั้งทอ๎ งได๎ 108 วัน ใหย๎ า๎ ยเข๎าคอกคลอด) - การใหอ๎ าหารแมสํ ุกรหลังคลอด ให๎อาหารโปรตนี ประมาณ 16% - คลอดลกู แลว๎ 0-3 วัน ใหอ๎ าหารวันละ 1-2 กโิ ลกรัม -คลอดลกู 3-14 วัน ให๎อาหารวันละ 2-3.5 กิโลกรมั - คลอดลูก 14 วนั ขึน้ ไป ให๎อาหารเต็มที่เทาํ ทแ่ี มสํ ุกรจะกนิ อาหารได๎ หรอื ประมาณวันละ 4-6 กิโลกรมั ในกรณที ่ีแมํสุกรมีลกู 7 ตวั ข้นึ ไป (ควรให๎อาหารแมํสกุ รวันละ 3 ครงั้ เป็น อยาํ งน๎อย ดตู ามสภาพของแมสํ ุกร ระวงั อยําใหแ๎ มสํ กุ รผอม) - การใหอ๎ าหารแมสํ กุ รหลงั หยํานม ใหอ๎ าหารโปรตีนประมาณ 15-16 % - แมสํ ุกรหยํานมในวันแรก ให๎อาหารวนั ละ 1.1.5 กิโลกรัม - แมํสุกรหยาํ นมจาก 2 วนั ขึ้นไป จนถึงแมสํ กุ รเป็นสัด (แตํไมคํ วรเกนิ 15 วนั ) ให๎อาหารวนั ละ 3-4 กโิ ลกรัม เพ่ือให๎แมํสุกรสมบูรณ์พนั ธุ์เร็วขน้ึ และเพ่มิ การตกไขํ - แมํสุกรเปน็ สัดและผสมพันธ์ุแลว๎ ลดอาหารลงเหลือวนั ละ 1.5-2 กิโลกรัม - แมํสกุ รไมเํ ป็นสดั เกิน 15 วัน แสดงวําแมํสุกรผิดปกติ ให๎ลดอาหารลงเหลือวันละ 2 กิโลกรมั และหา วิธกี ารทาํ ใหแ๎ มสํ กุ รเปน็ สัด โดยทาํ ใหแ๎ มสํ ุกรเกดิ ความเครียด ใชว๎ ิธตี ๎อนขงั รวมกนั (แมสํ ุกรขนาดนํ้าหนักตวั ใกล๎เคียงกัน) หรือขังสลับคอกทุก ๆ 10 วัน สํวนใหญํแมํสกุ รกจ็ ะเปน็ สดั ถ๎าหากปฏบิ ตั ิเชํนนแ้ี ล๎วภายใน 1 เดอื น แมํสุกรยังไมเํ ป็นสัด ควรคดั แมสํ กุ รออกไปจากฝงู ขอ้ แนะนาในการเลอื กใชอ้ าหารเลย้ี งสุกร ผสมอาหารใช๎เองในฟารม์ ตอ๎ งรจู๎ ักเลือกวตั ถดุ ิบอาหารสตั วท์ ่มี ีคณุ ภาพดี วัตถุดิบตัวหลัก ๆ ได๎แกํ กากถ่ัว เหลอื ง ปลาปนุ ปลายขา๎ ว ข๎าวโพด รําละเอยี ด และไวตามินแรธํ าตใุ นรูปของพรีมกิ ซ์ แลว๎ นําวตั ถุดบิ มาผสมตามสูตรและ ความตอ๎ งการของสุกรแตํละขนาด โดยใช๎เคร่อื ง โดยใช๎เครอื่ งผสมอาหาร หรอื ผสมด๎วยมอื ก็แลว๎ แตํสะดวก โดยอาศยั หลกั ผสมจากสวํ นยอํ ยท่ีมปี ริมาณน๎อย ๆ กอํ น แล๎วจงึ ผสมเข๎ากับสํวนใหญํ วธิ นี จี้ ะประหยัด สามารถเลอื กใช๎อาหารราคา ถูกและหาได๎งาํ ยในท๎องถ่ิน เปน็ การลดตน๎ ทุนการผลิตได๎มาก ซึง่ ในเอกสารน้ี มีสตู รอาหารทีใ่ ชเลี้ยงสุกรตั้งแตสํ กุ รนม จนถึงสุกรพํอแมํพันธุ์ ใชอ๎ าหารเม็ดสาํ เรจ็ รูป ต้งั แตสํ ุกรนม สุกรอํอน สุกรเลก็ สกุ รรํุน สุกรขุน และสกุ รพันธุ์ ขอ๎ ดีคอื สะดวกในการใช๎

และจดั หา ซึง่ อาหารสําหรบั สกุ รแตํละขนาด จะมีจาํ หนํายตามท๎องตลาด ข๎อเสียคือ ราคาจะแพง และผูใ๎ ชไ๎ มทํ ราบ ชัดเจนวาํ อาหารเมด็ สําเรจ็ รปู ประกอบด๎วยวัตถดุ ิบอะไรบ๎าง ใชห๎ ัวอาหารสําเรจ็ (สํวนใหญํจะมีโปรตนี ประมาณ 32-36 % และผสมไวตามนิ แรธํ าตุไว๎ดว๎ ยแล๎ว) ใช๎ผสมกับ ปลายข๎าว ขา๎ วโพด รําละเอียด ตามอตั ราสวํ น นํ้าหนกั ทร่ี ะบุจํานวนวตั ถดุ บิ ข๎างถงุ อาหาร การใช๎ในสุกรแตํละขนาดให๎ คํานงึ ถึงเปอรเ์ ซน็ ต์โปรตีนในอาหารผสมดว๎ ย โรคที่สาํ คญั ในสกุ ร โรคอหิวาต์สุกร เป็นโรคทร่ี ะบาดรนุ แรง เกิดจากเชอ้ื ไวรัส พบวาํ เปน็ ได๎กับสกุ รทุกอายุ เมอ่ื เชื้อโรคเขา๎ สรํู ํางกายโดยการกนิ อาหาร กินนาํ้ หายใจ หรอื โดยทางบาดแผลท่ี ผิวหนงั ใชเ๎ วลาฟกั ตวั 3 วัน ถึง 3 สัปดาห์ แตโํ ดยทั่วไปประมาณ 7 วนั อาการท่ีพบคอื มีไข๎สูง 105-108 องศาฟาเรนไฮต์ สุกรจะเบอ่ื อาหาร ซึม เย่ือตาอักเสบ (มีข้ตี า) ท๎องผกู (ขีเ้ ป็นเมด็ ) และ ทอ๎ งรํวง (ขเ้ี ป็นน้ํา) อาจพบอาการอาเจียนรวํ มด๎วย ผวิ หนังบรเิ วณ หู คอ ทอ๎ ง และดา๎ นในของขาหนบี จะพบจดุ เลือดออกเลก็ ๆ ทําให๎ผิวหนงั มสี แี ดง และตอํ มาจะเปลี่ยนเป็นสมี วํ ง ในแมํสกุ รท๎องอาจจะเกิดการแทง๎ ลูก ติดตํอจากสกุ ร ตวั หนึ่งไปยังตวั อนื่ ไดร๎ วดเร็วมาก ภายใน 7 วนั อาจเกิดโรคอหิวาต์ไดท๎ ้งั ฟาร์มเม่ือสกุ รเปน็ โรคอหวิ าตแ์ ล๎ว อัตราการตาย สูงถึง 90% และไมํมที างรักษา การปูองกนั ทําวคั ซนี เมือ่ ลูกสกุ รอายปุ ระมาณ 6 สปั ดาห์ และสําหรบั สกุ รพํอแมํพนั ธุ์ ควรทําวคั ซีนทุก 6 เดือน ห๎ามทําวัคซนี กบั สกุ รทอี่ ํอนแอหรอื สตั ว์ปุวย หรือในสุกรตง้ั ทอ๎ งแกํใกล๎คลอด โรคปากและเท้าเปือ่ ย เปน็ โรคตดิ ตอํ ทีร่ ุนแรง ตดิ ตํอไดอ๎ ยาํ งรวดเรว็ ในสัตวก์ บี คูํ (โค, กระบือ , แพะ ,แกะ, สกุ ร) โรคนีเ้ ป็นได๎กบั สกุ รทุก อายุ อัตราการเกดิ โรคสูง แตอํ ัตราการตายตา่ํ เกิดจากเช้อื ไวรัส ซง่ึ ในเมืองไทยขณะน่พี บอยํู 3 ชนดิ คอื โอ เอ และเอเชยี วนั (ชนิดโอรุนแรงทีส่ ุด) เม่อื เชื้อ โรคเข๎าสํูรํางกายสกุ รแล๎วจะใช๎เวลาในการฟกั โรคประมาณ 3-6 วัน สกุ รจะเริ่มแสดง อาการปุวยออกมาใหเ๎ ห็น อาหารทีพ่ บได๎คอื มีตํมุ นํา้ ใสท่ีบรเิ วณ ปลายจมกู ปาก ล้ิน รมิ ฝีปาก เหงอื ก และผิวหนงั บริเวณ ไรกีบ ตอํ มาตุมํ นํ้าใสจะแตก นอกจากน้ียังพบอาการไขส๎ งู เบ่ืออาหาร นํ้าลายยดื ขาเจบ็ กีบลอกหลุด และนา้ํ หนักลด การปูองกนั ทาํ วัคซีนเม่ือลกู สกุ รอายุประมาณ 7 สปั ดาห์ และทาํ วคั ซนี อีกคร้งั ในอกี 2 สัปดาหต์ อํ มา และ สาํ หรับสุกรพํอแมํพนั ธุ์ ทําวัคซนี ทกุ ๆ 4-6 เดอื น นอกจากนีก้ ม็ ีโรคติดตอํ ในสุกรชนดิ อ่นื ซืง่ มคี วามสาํ คญั ต๎องอาศยั วิธีปูองกนั โรค เชํน โรคพิษสนุ ขั บ๎า โรคโพรง จมกู อักเสบ โรค ที.จ.ี อ.ี ( โรคกระเพาะอาหารและลาํ ไส๎อักเสบติดตอํ ) โรคไข๎หวัดใหญํ โรคไฟลามทุํง เป็นต๎น การฉดี วัคซีนสุกรพนั ธุ์ ตารางการทาวคั ซีนปอ้ งกนั โรคสาหรับสุกรพนั ธุ์

อายสุ กุ ร ชนดิ ของวัคซนี ขนาดและวิธีใช้ หมายเหตุ 6 สปั ดาห์ อหวิ าต์สุกร ฉีดเขา๎ กล๎ามเนื้อตวั ละ 1 ซซี .ี ตอํ ไปใหฉ๎ ดี วัคซีนปูองกันทกุ ๆ 6 เดือน และเม่อื ละลายวัคซนี แลว๎ ใช๎ใหห๎ มดภายใน 1 ชว่ั โมง 7 สปั ดาห์ ปากและเทา๎ เปื่อย ฉีดเข๎าใต๎ ผวิ หนัง ตอํ ไปให๎ฉดี วัคซนี ปอู งกันทกุ ๆ 4 เดอื น

ผงั มโนทัศน์ รายวิชาการเลย้ี งสกุ ร รหสั วิชา ง.20206 ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 2-3 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี3 เร่อื งพันธุส์ กุ ร จานวน 4 ชั่วโมง : 20 คะแนน หน่วยการเรยี นรทู้ ี่3 เรื่องพนั ธุส์ กุ ร จานวน 4 ชั่วโมง : 20 คะแนน ชื่อเรื่องพนั ธ์ุสุกรและประเภทของสุกร จานวน 2 ชั่วโมง :20 คะแนน

แผนการจัดการเรยี นรู้ หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี3เรอ่ื งพันธ์สุ กุ ร แผนจัดการเรียนรู้ท่1ี เรือ่ ง พนั ธส์ุ ุกรและประเภทของสุกร รายวชิ า การเลี้ยงสกุ ร รหสั วชิ า ง.20206ระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 2-3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564น้าหนักเวลาเรยี น 1.00 (นน./นก.) เวลาเรียน 2 ช่ัวโมง/สปั ดาห์ เวลาทใ่ี ช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 ช่ัวโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคัญ (ความเข้าใจทคี่ งทน) ชํองทางและการตดั สนิ ใจเลอื กประกอบอาชพี การเลย้ี งสกุ ร ปจั จยั ทเี่ กยี่ วกบั การเล้ียงสกุ ร การวางแผนการเลยี้ งสัตว์ พนั ธุแ์ ละการคดั เลอื กพันธุ์ โรงเรือน วสั ดุ อปุ กรณ์ การจดั การเลย้ี งดู การสขุ าภิบาล การจัดการการตลาด การทาบัญชี การอนุรักษท์ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล๎อมในงานอาชพี เลี้ยงสัตว์ คุณธรรมในการประกอบอาชพี ปัญหาและอุปสรรคในการเลย้ี งสตั ว์ 2. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้ีวัดชน้ั ปี/ผลการเรยี นร/ู้ เป้าหมายการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 3.นักเรียนสมารถรูแ๎ ละเข๎าใจเกีย่ วกับพนั ธ์สุ กุ รได๎ 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 เนือ้ หาสาระหลกั : Knowledge (นกั เรยี นต๎องร๎อู ะไร) -ร๎ูเกยี่ วกับพนั ธ์สุ กุ รและประเภทของพันธุ์สกุ ร 3.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process (นกั เรียนสามารถปฏิบัติอะไรได)๎ -เรียนรเู้ กี่ยวกับลกั ษณะของพนั ธส์ุ ุกรแตล่ ะชนดิ ได้ 3.3 คุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์ : Attitude (นักเรียนควรแสดงพฤตกิ รรมการเรยี นอะไรบ๎าง) 1.มีวินัย 2.มคี วามรบั ผิดชอบ 3.ตรงตํอเวลา 4.มงํุ มน่ั ในการเรียน 4. สมรรถนะสาคัญของนักเรียน 4.2 ความสามารถในการคิด 4.3 ความสามารถในการแกป๎ ญั หา 4.4 ความสามารถในการใช๎ทกั ษะชวี ิต 5. คุณลกั ษณะของวิชา 1.ความรับผิดชอบ 2.ตรงต่อเวลา 6. คณุ ลักษณะท่พี ึงประสงค์ 1. ซ่ือสตั ย์สุจริต 2. มวี ินัย 3. ใฝุเรยี นรู๎ 4. มุํงมน่ั ในการทาํ งาน 7. ช้นิ งาน/ภาระงาน : - ใบกจิ กรรมท่ี 1 เรอ่ื งพนั ธส์ุ กุ ร - ใบงานที่ 1.1 เร่อื ง พนั ธ์สุ ุกร