Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หม้อห้อมชีวนวัตกรรม และการแปรรูป

หม้อห้อมชีวนวัตกรรม และการแปรรูป

Published by ณัฐพร จันทร์ฉาย, 2022-04-18 09:00:41

Description: หม้อห้อมชีวนวัตกรรม และการแปรรูป

Keywords: หม้อห้อมแพร่,หม้อห้อมชีวนวัตกรรม,ห้อม

Search

Read the Text Version

บทนำ ผา้ หม้อหอ้ ม เปน็ ชื่อผ้าท่นี ำมาย้อมด้วยพชื ที่ใหส้ คี รามโดยหมักในหม้อตามกรรมวิธที สี่ ืบทอดกนั มา นำมาตัดเย็บเป็น เคร่อื งนุ่งห่ม อาทิเช่น เส้อื (เส้ือดำกุเฮง) กางเกงสะดอ (เต่ียวก)ี ซึง่ จะเห็นได้จากการแตง่ กายพื้นเมืองของชาวแพร่ สามารถ สวมใสไ่ ด้ทุกเพศทกุ วัย นิยมใส่ไปงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น วันลอยกระทง วันสงการนต์ วันข้ึนปีใหม่ งานบุญประจำปี ฯลฯ ผ้าหม้อหอ้ มจงึ เปน็ ส่งิ หน่ึงทแี่ สดงถึงความเป็นเอกลกั ษณ์ของชาวเมืองแพร่ และมีแหล่งผลิตทส่ี ำคัญอยู่ 3 แหล่ง ใหญ่ ๆ คือ บา้ นพระหลวง ตำบลพระหลวง อำเภอสูงเม่น บ้านเวียงทอง ตำบลเวยี งทอง อำเภอสูงเม่น และแหล่งผลติ ท่ีใหญ่ที่สุด คือ บา้ นทุ่งโฮ้ง ตำบลทงุ่ โฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ เป็นหมบู่ ้านชาวไทยพวน มรี ้านตดั เย็บเสือ้ ผ้าหม้อห้อมตั้งอยูเ่ ปน็ จำนวนมาก ส่วน ใหญ่นยิ มตดั เยบ็ กางเกง กระโปรง เสือ้ ผ้าเช็ดหนา้ ผ้าคลุมไหล่ ผา้ พันคอ ของชำรวย เป็นตน้ ซงึ่ แต่ละรา้ นตา่ งมเี ครื่องหมาย และช่ือร้านแตกต่างกันออกไป ส่วนในดา้ นรปู แบบได้มีการปรบั ปรุงเส้ือผา้ หม้อห้อมให้มีแบบท่ีแตกต่างไปจากเดิมตามความ ตอ้ งการของตลาดผูบ้ รโิ ภค เช่น การตัดเยบ็ เปน็ เสอ้ื ซาฟารี เส้ือคอเชต๊ิ เสอ้ื อคอจนี ชดุ แซกของผู้หญงิ ทง้ั ทเี่ ป็นแบบแขนสั้น และแขนยาว จงึ ทำใฟผ้ า้ หม้อหอ้ มเปน็ ที่นยิ มของคนภาคเหนอื และของคนทว่ั ประเทศ สร้างชือ่ เสียงให้กับจังหวัดแพร่มาช้า นาน นับได้ว่าเป็นการสร้างงานอาชีพ และทำรายได้ ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมากทำให้หมู่บ้านน้ีประชาชนมีฐานะทาง เศรษฐกจิ ทีด่ ขี ึ้น ตน้ ห้อมนอกจากจะนำใบห้อมมาย้อมผ้าได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นรปู แบบเสื้อผา้ แล้ว ยังมีการพัฒนารูปแบบ ผลิตภัณฑ์ แปรรปู วัตถุดิบจากห้อมเปียกเป็นผลิตภณั ฑห์ ้อมผง เพ่ือใหผ้ บู้ ริโภคสามารถนําไปย้อมเองท่ีบ้านตามรูปแบบทต่ี ัวเองต้องการ และผลิตภัณฑ์สีน้ำระบายสี นําไปใช้ในงานศิลปะ ตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบในงานศิลปะโดยใช้วัสดุจาก ธรรมชาตไิ มเ่ ปน็ พิษตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม ใชง้ านง่าย สะดวกในการขนสง่ ทาํ ให้เกิดการส่งเสรมิ สนับสนนุ เกษตรกรท่ีปลูกหอ้ มทาํ ให้ มกี ารนําเอาเทคโนโลยชี ีวภาพการเกษตรสมัยใหม่มาใช้ เพ่ือเพม่ิ ประสทิ ธิภาพในการผลติ และคณุ ภาพผลผลิต ช่วยเพม่ิ เม็ดสี ของใบห้อม และสามารถปลกู ในโรงเรอื นในพื้นทีร่ าบได้อีกดว้ ย อีกทั้งในหอ้ มยังมีสารสำคัญที่หลากหลายชนิดสามารถนำมา แปรรปู เป็นผลติ ภณั ฑต์ า่ ง ๆ มากมาย เชน่ อาหารและเครื่องดม่ื สมนุ ไพรรกั ษาโรค และเครื่องสำอาง เปน็ ต้น ปัจจบุ ันหมู่บ้านทุ่งโฮ้งกลายเป็นศูนย์เรยี นรู้ของชมุ ชนทําให้เกิดการสง่ เสริมการทอ่ งเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรียนรู้วิถี ชวี ิต ภมู ิปัญญาของชาวพวน และยงั เป็นการทอ่ งเทยี่ วเพ่ือส่งเสริมการเรยี นรู้ในดา้ นเทคนคิ การทาํ ผ้าหมอ้ ห้อมในหลากหลาย รปู แบบอกี ด้วย ตลอดจนเป็นการอนุรกั ษภ์ ูมปิ ัญญาท้องถน่ิ ท่ีมีมาแตช่ ้านานให้คงอยู่สบื ไป เพื่อให้เกิดความหลากหลายของ ผลิตภัณฑ์จากห้อมไม่เพียงแค่นำมาย้อมผ้าเป็นสินค้าผ้าหม้อห้อมเท่านั้น จึงได้มีการวิจัยพัฒนาและแปรรูปให้ “ห้อมเป็น มากกว่าหม้อห้อม” เพ่อื ส่งเสริมและพฒั นาให้มกี ารใช้ “ตน้ ห้อม” ให้มากขนึ้ จะไดม้ ีการปลกู ท่ีแพร่ และเปน็ สินค้าอัตลักษณ์ ของจงั หวดั 1

สารบญั 1 4 บทนำ 5 บทที่ 1 หม้อหอ้ มเมอื งแพร่ 6 7 หมอ้ หอ้ มเมอื งแพร่ 8 ประวตั ิและความเป็นมาของหม้อห้อม 11 บทที่ 2 การใชป้ ระโยชนข์ องห้อมในอดตี -ปัจจบุ ัน 14 สายพนั ธุ์ของตน้ หอ้ มในจงั หวัดแพร่ 15 สารสำคญั ของหอ้ ม 16 ปัญหาการเพาะปลกู 20 กรรมวิธีการย้อมผ้า 21 ขน้ั ตอนในการทำน้ำยอ้ ม 22 การใช้ประโยชนข์ องหอ้ มในอดตี – ปัจจบุ นั 23 บทท่ี 3 ชีวนวตั กรรมและการแปรรปู ห้อม 24 ชีวนวัตกรรม 25 การแปรรปู ห้อม 30 บทท่ี 4 ชวี นวตั กรรมดา้ นการปลูก การกอ่ หม้อ และการยอ้ ม 34 ชวี นวตั กรรมดา้ นการปลกู 37 ชีวนวัตกรรมดา้ นการก่อหมอ้ และการยอ้ ม 39 บทท่ี 5 ชีวนวัตกรรมดา้ นการแปรรปู หอ้ มเป็นเสอื้ ผ้า และเครอื่ งนุง่ ห่ม 41 บทท่ี 6 ชวี นวัตกรรมการแปรรูปห้อมเปน็ อาหาร และเครอ่ื งดม่ื 43 หอ้ มนำ้ ผึ้งมะนาว ไอศกรมี หอ้ ม 2 บทท่ี 7 ชวี นวตั กรรมด้านการแปรรปู หอ้ มเป็นสมนุ ไพรและยารักษาโรค

บทที่ 8 ชีวนวัตกรรมด้านการแปรรปู หอ้ มเปน็ เครือ่ งสำอาง 46 สบหู่ ้อมนำ้ มันจากห้อม 47 แชมพูจากธรรมชาติจากห้อม 48 ประคบผวิ จากห้อม 50 มากสผ์ ิวจากสารของหอ้ ม 51 เซรมั่ จากห้อม 53 53 เอกสารอ้างอิง 3

บทท่ี 1 หม้อหอ้ มเมืองแพร่ ในอดีตถนนยันตรกจิ โกศลทต่ี ัดผ่านบา้ นทงุ่ โฮง้ เป็นเพยี งถนนเสน้ เล็ก ๆ ทีใชส้ ญั จรไปมา ต่อมาได้มีการสร้างถนนลาดยางเชื่อมกบั ตัวเมืองแพร่ไปทางอำเภอร้องกวางและยังเป็นทางผ่าน ไปยังจงั หวัดนา่ นและพะเยาได้ จงึ กลายเป็นทางผา่ นขา้ มจงั หวัด ในเวลาต่อมาก็มชี าวบา้ นที่ทำผ้า หม้อห้อมออกมาตั้งร้านคา้ ท่ีขา้ งถนน ซ่ึงเปน็ สิ่งของเครื่องใช้ในชวี ิตประจำวันที่นำมาทำให้เป็น สินค้า เมอ่ื ผา้ หม้อห้อมเร่มิ ขายดีจึงมีชาวบ้านคนอ่ืน ๆ ออกมาตั้งร้านค้าเพมิ่ มากข้นึ และคนที่มี บ้านติดถนนยันตรกิจโกศลก็ผันตัวเองมาประกอบอาชีพค้าขาย ผ้าหม้อห้อม จากนั้นก็มีการ นำเขา้ ผ้าฝ้าย (ผา้ ขาวดิบ) ที่ทอสำเรจ็ จากโรงงานเข้ามาใช้แทนผ้าฝ้ายแบบเดิมที่ทอด้วยก่ีซ่ึงมี ความสะดวกและรวดเร็วกว่า นับตั้งแต่น้ันเป็นต้นมา ชาวทุ่งโฮ้งจึงนิยมรับผ้าขาวมาเป็นวัสดุ สำคญั ในการทำผ้าหมอ้ หอ้ ม ทำใหก้ ารทอผ้าฝ้ายดว้ ยก่ีแบบพ้ืนเมืองในปัจจุบนั มีน้อยลง ผา้ ทอจงึ มีราคาแพง ดงั นนั้ ผา้ หม้อห้อมจึงกลายเปน็ สนิ ค้าที่สรา้ งรายไดอ้ ยา่ งงามใหก้ ับเมืองแพร่ หมู่บ้าน ทุ่งโฮ้ง กลายเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมเหมาช่วงท่ีมีทั้งการผลิตและมีร้านค้าจำหนา่ ยผ้าเคมี ฟอกจำนวนมาก และจะถูกขายในนามของสินค้าพื้นบ้านชาวทุ่งโฮ้ง แต่บ้านของใครที่ยังทำหม้อ ห้อมยอ้ มครามอยู่กจ็ ะเกิดการนยิ ามตวั ตนแบบใหม่ กลายเปน็ ศนู ยเ์ รยี นร้ขู องชุมชน ต่อมาในสมัย ที่มีโครงการหน่ึงตำบลหน่ึงผลิตภัณฑ์ ก็ทำให้ผ้าหม้อห้อมถกู พัฒนารูปแบบของผ้าหม้อห้อมให้มี ความทันสมยั มากข้นึ มเี ทคนิคต่าง ๆ มากมาย เชน่ หมอ้ ห้อมเขียนเทียน หมอ้ ห้อม มัดย้อม และ หม้อห้อมเพ็นท์ เป็นต้น จึงทำให้ผ้าหม้อห้อมบ้านทุ่งโฮ้งมีความสัมพันธ์กับการท่องเที่ยวของ จังหวัดแพร่ โดยถูกทำให้มีเรือ่ งราวผูกโยงกบั ประวัตคิ วามเป็นมาของหมู่บา้ นที่เป็นชาวพวน ซ่ึง เป็นชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิต ภาษา วัฒนธรรมท่ีเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ทำให้เกิดการส่งเสริมการ ท่องเท่ยี วทบ่ี า้ นทุง่ โฮ้ง อำเภอเมอื งแพร่ จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นการทอ่ งเทย่ี วเชงิ วฒั นธรรม เรียนร้วู ิถี ชวี ิต ภูมิปัญญาของชาวพวน และยงั เป็นการทอ่ งเที่ยวเพื่อส่งเสริมการเรียนรใู้ นด้านเทคนิคการ ทำผ้าหม้อห้อมในหลากหลายรปู แบบ 4

หมอ้ ห้อมเมอื งแพร่ เม่ือเอย่ ถึงจงั หวัดแพร่ ทุกคนย่อมรูจ้ กั หม้อห้อม “เมอื งแพร่” ซ่ึงถือเป็นสนิ ค้าที่เปน็ อตั ลกั ษณ์ท่ีสำคญั อยา่ ง หนง่ึ ของจงั หวัดแพรซ่ ่ึงในปัจจุบันมีสินค้าจากห้อมท่ีหลากหลายมากขึ้นไม่เพียงพอแค่เส้ือหมอ้ ห้อมซ่ึงได้ถกู พัฒนา ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคทั้งของชำร่วยของที่ระลึก เครื่องใช้ในครัวเรือน (ปลอกหมอน ผ้าปูท่ีนอน ผ้ามา่ น ผา้ ปูโตะ๊ และผ้าพนั คอ) แต่หอ้ มยังมีสารสำคัญทห่ี ลากหลายชนดิ เชน่ β-sitosterol, Indirubin, Tryptanthrin (6,12-dihydro-6,12-dioxoindolo- (2,1-b) -quinazoline) betulin, Indigodole A, Indigodole B (5aR- ethyltryptanthrin) และ Phenylethanoidglycosides โดยสามารถนำมาพัฒนาและแปรรูปเป็นสินค้าได้อีก หลากหลายเชน่ เครื่องดมื่ ห้อมนำ้ ผึง้ มะนาว เครื่องสำอางจากหอ้ มเปน็ ต้น แตใ่ นปัจจุบันหมอ้ จะมี GI สนิ ค้าผา้ หม้อห้อมของจงั หวัดแพรต่ ั้งแต่ปี 2562 แล้วน้ันการนำห้อมธรรมชาติ มาใช้ประโยชน์ก็ยงั มีขีดจำกัดอยู่มาก ทัง้ พน้ื ท่ีในการปลูก การดึงสารสำคญั มาใช้ประโยชนแ์ ละข้อมูลงานวจิ ัยเป็น ส่ิงสำคัญ ดงั น้นั จึงเปน็ แนวทางอกี อยา่ งหนง่ึ ท่จี ำเป็นต้องเร่งดำเนินการแกไ้ ขให้หอ้ มธรรมชาตมิ ปี รมิ าณทีเ่ พยี งพอ ต่อความตอ้ งการนำมาใชป้ ระโยชน์ตอ่ ไป ทางโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งมหาวิทยาลัย (U2T) ของตำบลทุง่ โฮ้ง อำเภอ เมือง จังหวดั แพร่ รับผิดชอบโดย รศ.ดร. ณัฐพร จนั ทรฉ์ าย ได้นำเอนโดไฟติกแบคทเี รยี ท่ีคัดแยกได้จากรากของ ห้อม มาใชเ้ พ่อื เพ่ิมศักยภาพ และพัฒนากระบวนการปลูกห้อม เพ่อื พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชวี ภาพเพื่อสง่ เสริมการ เจรญิ เติบโตของพืชต่อไป รวมถึงการนำชีวนวตั กรรมมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ทเี่ ก่ียวข้องกับห้อม ทำให้ได้ห้อมที่ สามารถนำมาใชป้ ระโยชน์อย่างยัง่ ยืนสืบไปให้หอ้ มยังอยแู่ ละเย็น “หม้อห้อมเมืองแพร่” อย่างแท้จรงิ ผ้าหม้อห้อม หรอื ผ้ายอ้ มหอ้ มธรรมชาติ 5

ประวตั ิและความเป็นมาของหมอ้ ห้อม ยอ้ มผ้าดว้ ยน้ำก่อหม้อ หรือน้ำย้อม “ห ม้ อ ห้ อ ม ” เป็ น ภ า ษ า พื้นเมืองมาจากการรวมคำว่า “หม้อ” กับ “ห้อม” ซึ่งคำว่า “หม้อ” หมายถึง ภาชนะชนิดหน่ึง ส่วนคำว่า “ห้อม” หมายถงึ พืชชนดิ หน่ึงที่เรียกว่า ตน้ หอ้ ม หรือต้นครามให้สีน้ำเงินหรือกรมท่า “ม่อฮ่อม” หรือ “หม้อห้อม” หมายถึง เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย มีสีน้ำเงินเข้มที่ ได้จากการย้อมด้วยต้นห้อมในหม้อดิน จึงเรียกว่า “หม้อห้อม” ต่อมามกี ารเพ้ียนมาเปน็ \"มอ่ ฮ่อม\" หรือ \"ม่อหอ้ ม\" หม้อหอ้ ม จัดเป็นเครอ่ื งแต่งกายพื้นบา้ นของไทย มา ต้งั แต่ยุคไทยล้ือในสิบสองปันนา ยุคของลาวในประเทศลาว และยุคของไทล้านนา ทางภาคเหนือของไทยชาว อสี านเรยี กสคี รามวา่ สีนิล สหี ม้อ หรอื สีหมอ้ นลิ ชาวอีสานตอนบนนยิ มนำไปยอ้ มผ้า และมัดเปน็ ลาย เรียกว่า ผ้า ย้อมคราม ผ้าสคี ราม ล้ำคา่ จากภมู ปิ ญั ญาบรรพบรุ ุษน้ี เป็นผา้ พน้ื เมืองทีส่ ำคญั ของจังหวดั แพร่ ซ่ึงมีการถา่ ยทอด มาหลายชวั่ อายุคน และแมว้ า่ จะมีวิธีการเขียนได้หลายแบบ เชน่ มอ่ ฮอ่ ม มอ่ ห้อม หม้อฮ่อมหม้อห้อม แต่ทุกคำ ลว้ นมีความหมายเดียวกันคือเสื้อผ้าที่มีสีครามที่เกิดจากภูมิปัญญาช่างย้อม เป็นการใช้ผ้าฝ้ายท่ีได้จากการทอ ยอ้ มดว้ ยสคี รามทีไ่ ดจ้ ากต้นหอ้ มหรอื ต้นคราม ไดผ้ า้ มีสเี ดียวกันตลอดทงั้ ผืน ชาวไทยพวนอพยพมาจากลาวนำภมู ิปญั ญาการย้อมผ้าครามตดิ ตวั มาต้ังถ่นิ ฐานในเมืองแพรจ่ ึงเกดิ การ หล่อหลอมภมู ิปัญญาขึ้นใหมจ่ ากการใชค้ รามย้อมผ้าแล้วกลับพบว่าพืน้ ท่ีท้องถ่นิ ของจังหวดั แพร่ยงั มตี น้ ห้อม ต้น เบกิ อยซู่ ง่ึ สามารถทำสีคราม เชน่ เดียวกบั พชื ครามต้ังแตน่ ัน้ มาจงึ สามารถใช้พชื 3 ชนดิ (คราม ห้อม และเบิก) ใน การกอ่ หอ้ มย้อมผา้ ไดเ้ หมือนกนั ปจั จุบนั เบิกเรมิ่ เลือนหายไปจากทอ้ งถ่นิ เหลือเพียงครามและหอ้ มและระยะหลงั ความสะดวกสบาย งา่ ย ราคาถกู ครามเกล็ดและผงครามกลับมานิยมมากขึ้น 6

บทที่ 2 การใชป้ ระโยชน์ของหอ้ มในอดีต – ปัจจบุ ัน การใช้ใบครามหรือใบห้อม ใช้เป็นยาพ้ืนบ้าน ชาวบ้านจะใช้ใบ ต้มกับน้ำเปล่าด่ืมลดไข้ แก้ปวดศีรษะเนื่องจากหวัดและยังบรรเทา อาการเจบ็ คอ หลอดลมอกั เสบ ต่อมทอ่ มซิลอักเสบ เปน็ สมุนไพรบำรุง กำลัง รักษาแผลสด ห้ามเลือด และแก้อักเสบได้อีกด้วย ชาวเขาเผ่าอา ข่าและลาหู่จะใช้รากและใบเค่ียวหรือต้อมน้ำด่ืม แก้อาการปวดหลัง อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ โรคกระเพาะอาหาร หรือตำใบพอกและ ค้ันน้ำทารักษาแผลสด แผลถลอก แก้อาการอักเสบจากพิษงู ตะขาบ แมงป่อง และแมลงอน่ื ๆ 7

สายพันธุ์ของห้อมในจังหวัดแพร่ ห้อม หรือ ฮ่อม มีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า Strobilanthes cusia (Nees.) Kuntzes. ช่ือพ้องของช่ือ พฤกษศาสตร์ คือ Goldfussia cusia Nees., Baphicacanthus cusia (Nees.) Bremek., Dipteracanthus calycinus Champion., Ruellia indigofera Griffith., R. indigotica Fortun., Strobilanthes balansae Lindau., S. championii T. Anderson และ S. flaccidifolia Nees. (วิชาญ และอรไท, 2554) มีชื่อสามัญว่า Assam indigo จัดเป็นไม้ล้มลุกมีลักษณะเป็นไมพ้ ุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ 50-100 เซนติเมตร ลำต้น และ เหง้ากลมเป็นรปู ทรงกระบอก บริเวณข้อโป่งพอง แตกกิ่งตามข้อ ใบเป็นใบเด่ียวรูปวงรีกว้าง 2.5-6 เซนติเมตร ยาว 5-16 เซนตเิ มตร หัวใบเรียว ท้ายใบแหลม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อยละเอยี ด ใบมีสีเขียวมัน เรียงเป็นคู่อยู่ ตรงขา้ มกัน มีขนาดใหญ่เตม็ ทปี่ ระมาณเท่าฝ่ามอื ดอกรูปทรงคล้ายระฆัง เปน็ ดอกช่อออกท่ีออกตามซอกใบและกิ่ง รูปทรงคลา้ ยระฆัง มีดอกย่อยหลายดอก กลบี ดอกสีม่วงเชอื่ มกนั เปน็ หลอดโคง้ งอเล็กน้อย ออกดอกในช่วงเดือน กรกฎาคม-กุมภาพันธ์ ผลแห้งแตกได้เมล็ดแบน ๆ สีน้ำตาล ฮ่อมเจริญเติบโตได้ดีในป่าช้ืน ชอบขึ้นบริเวณช้ืน ๆ ใกลล้ ำธารหรือแหลง่ น้ำท่ีมอี ากาศเยน็ ต้องการร่มเงามากไมช่ อบแสงแดดจัด ส่วนมากจะพบตามเขตป่าอนรุ ักษ์ทีม่ ี ต้นไม้ใหญ่ร่มคร้ึม พบมากในภาคเหนือ ชื่อพนื้ เมือง หอ้ ม (ฮ่อม) หรือห้อมเมือง (เหนือ) การขยายพันธ์ุ ใช้ก่ิงชำ แยกหน่อ หรอื ใช้เมล็ดปลูกในท่ชี ื้นแฉะและจะเติบโตได้ดีในท่ีมีแสงรำไร มีความช้ืนสูง (กองบรรณาธิการ, 2544) ลำดับของการจดั จำแนกพืชสกุลหอ้ มโดยใช้ข้อมลู ทางสัณฐานวิทยาตามหลักอนุกรมวิธาน (สารานกุ รมเสรี, 2558) คอื อาณาจักร: Plantae อันดับ: Lamiales วงศ์: Acanthaceae สกลุ : Strobilanthes 8

ลักษณะใบห้อม ของต้นห้อม ดอกของต้นหอ้ ม มีการศกึ ษาลกั ษณะประจำพันธแุ์ ละรวบรวมพนั ธุ์ห้อมได้ 6 พนั ธ์ุ ไดแ้ ก่ พันธ์ุป่าซางลำพูน พันธุ์แมร่ ิม พนั ธ์ุเชียงดาว พันธ์ุแพร่ พันธ์ุภซู าง และพันธุ์สะเมิง ในจังหวัดแพร่จาการสำรวจ พบวา่ ห้อมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มห้อมใบใหญ่ ได้แก่ สายต้นแพร่1 เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา1 และกลุ่มห้อมใบเล็ก ได้แก่ สายต้นแพร่2 และพะเยา2 การเจริญเตบิ โตของหอ้ มทง้ั 2 กลุ่มไมแ่ ตกต่างกนั กลุม่ ห้อมใบใหญ่ให้ผลผลติ หอ้ ม สด 1,407-1,933 กิโลกรัมต่อไร่ ทำเป็นเนื้อห้อมได้ 110-180 กิโลกรัมต่อไร่ และสารอินดิ โก 7.06-9.56เปอร์เซ็นต์ กลุ่มห้อมใบเล็กให้ผลผลิตห้อมสด 1,600-1,687 กิโลกรัมต่อไร่ ทำเป็นเนื้อห้อมได้ 122,169 กิโลกรัมต่อไร่และสารอินดิโก 3.46-5.03 เปอร์เซ็นต์ (ประนอม และคณะ, 2556) สายพันธ์ุที่นิยม ปลูกในประเทศไทย คอื Strobilanthes cusia (Nees.) Kuntze. หรือห้อมใบใหญ่ และยังมีสายพันธุห์ ้อมใบ เล็ก Strobilanthes sp. ซ่งึ ชาวบ้านในชุมชนบา้ นนาตองเชื่อว่าสายพันธุใ์ บเล็กใหป้ ริมาณเนื้อและสีทีด่ ีกวา่ สาย พันธ์ุใบใหญแ่ ตก่ ็ต้องทำการศกึ ษาทางวทิ ยาศาสตร์ตอ่ ไป 9

ปจั จบุ ันมกี ารศกึ ษาเรอ่ื งสายพันธห์ุ อ้ มในจังหวัดแพร่ โดยณฐั พร (2562) พบวา่ มหี ้อมทั้งหมด 3 สายพันธ์ุ คอื สายพันธุ์ Strobilanthes cusia เป็นห้อมใบใหญ่ จากพ้ืนที่บ้านแม่ลัว ตำบลปา่ แดง และบา้ นนาคูหา ตำบล สวนเขื่อน สายพันธุ์ Strobilanthes auriculata voucher เป็นห้อมใบเล็ก และสายพันธ์ุ Baphicacanthus cusia voucher เปน็ หอ้ มใบใหญ่ จากพน้ื ท่ีบา้ นนาตองนาตอง ตำบลปา่ แดง อำเภอเมือง จงั หวัดแพร่ ห้อมสายพนั ธ์ุ Strobilanthes cusia เปน็ หอ้ มใบ ใหญ่ จากพื้นทบ่ี ้านแม่ลวั ตำบลป่าแดง และบา้ น นาคูหา ตำบลสวนเขอ่ื น สายพนั ธ์ุ Strobilanthes auriculata voucher เป็นห้อมใบเล็ก สายพันธ์ุ Baphicacanthus cusia voucher เป็นห้อมใบใหญ่ จากพื้นที่บ้านนาตองนาตอง ตำบลปา่ แดง อำเภอเมือง จังหวดั แพร่ 10

สารสำคัญของห้อม ในจังหวดั แพร่ห้อมมคี วามสำคัญกับวถิ ีชวี ิต ความเช่ือ และภูมปิ ัญญาท้องถ่ินของคนในชุมชน โดยเฉพาะ ด้านการผลิตเครื่องนงุ่ ห่มมาเป็นเวลานาน เนอื่ งจากในห้อมนน้ั มีสารสำคญั คือ Indigo เป็นหลกั ที่เม่อื ทำปฏกิ ริ ิยา กับอากาศแล้วจะให้สีครามท่นี ำมาใช้ย้อมผ้า อยา่ งไรก็ตามในห้อมน้ันยังมีสารชวี ภัณฑช์ นิดอื่น ๆ ที่มีประโยชนแ์ ก่ อุตสาหกรรมในด้านอื่น ๆ อยูอ่ ีกมาก เชน่ สารอินดริ บู ลิ (Indirubin), สารอินดิโก (Indigo), สารอินดิโก-อนิ โดล-อลั คะล อยด์ (Indigo indole alkaloids), สารควิน าโซลิโน น-แอล คาลอยด์ (Quinazolinone alkaloids), สารประกอบไตรเทอร์พีน (Triterpenes) เชน่ ลูพอิ อล (Lupeol), บีทูลิน (Betulin) และลูพีโนน (Lupenone), สารซโิ ตสเตอรอล (Sitosterols) และสารลกิ แนนกลัยโคไซด์ (Lignan glycoside) เป็นต้น ใบ และต้นห้อม ในอดตี ใบของต้นห้อม จะมีสารที่เรียกว่า อินดิแคน Indican (Indican) ซ่ึงสามารถละลายน้ำได้ แต่ไม่มีสอี ินดิแคน เมอ่ื ทำ ปฏิกิริยากับไฮโดรเจนจะเกิดเป็นกลูโคส และสารอินดอกซิล (Indoxyl) เม่ืออินดอกซิลรวมตัวกับก๊าซออกซิเจนในอากาศ จะเกิดเป็นสีคราม (Indigo) ในท่ีนี้จะเรียกว่าห้อมเปียกหรือ ครามเปียก สารคราม (Indigo) มีคุณสมบัตไิ ม่ละลายน้ำแต่จะ ละลายไดด้ ใี นด่าง ดงั นั้น ในการกอ่ หมอ้ สำหรบั ย้อมครามจงึ ต้องมกี ารปรบั สภาวะในหม้อใหส้ มดลุ เช่น ความเป็นกรดเปน็ ด่าง อุณหภูมิ และปริมาณสารครามในสภาวะที่เหมาะสมสารครามจะถูกรีดิวส์ให้เป็นลิวโคอินดิโก (Leuco indigo หรือ White- indigo) ซึ่งมีสีเหลอื งและละลายนำ้ ได้โดยลวิ โคอนิ ดิโกจะถูกดูดซับ และตดิ ทเี่ ส้นใยผา้ และ เมื่อลิวโคอินดิโกรวมตวั กบั ออกซเิ จนในอากาศ จึงกลายเปน็ สนี ำ้ เงนิ ตดิ ท่ีเสน้ ใยผ้า 11

โครงสร้างของ Tryptanthrin Tsai et al. (2020) พบวา่ ใบของห้อมสายพันธุ์ S. cusia ทมี่ า : Tsai et al., 2020 มีสารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสโคโรนา สายพันธ์ุ NL63 (HCoV- NL63) โด ย ส า รส กั ด ข อ งห้ อ ม ส าม าร ถยั บ ยั้ งผ ล ข อ ง Cytopathic (CPE) คือ การทีเ่ ซลล์มรี ปู ร่างเปลี่ยนแปลงไปจาก เดิมภายหลังจากการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังลดปริมาณเช้ือไวรัส ในเซลล์ท่ีติดเช้ือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ NL63 (HCoV-NL63) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Tryptanthrin และ Indigodole B (5aR-ethyltryptanthrin) แสดงฤทธ์ิต้านไวรัส ได้อย่างมี ประสิทธิภาพในการลด CPE และการเพม่ิ จำนวนไวรัส Zhu et al. (2020) พบว่า ในใบของห้อมมีสารประกอบสำคัญ ได้แก่ Baphicacanthcusines A–E, BisindoleAlkaloids, Oxazolidinone, Quinazolinonealkaloid, Phenylpropanoids,norsesquiterpenoid รากหอ้ ม Teanglum et al. (2012) ราย งาน ว่า มี ส ารส กั ด จาก ราก ห้ อม ด้วย ก ารส กั ด เม ท าน อ ล พ บ Benzoxazinoid glucosides 2 ชนิด คือ (2R)-2-O-β-Dglucopyranosyl-2H-1,4-benzoxazin-3(4H)-one (2R)-2-O-β-D glucopyranosyl-4-hydroxy-2H-1,4-benzoxazin-3 (4H)-one Wei Gu et al. (2015) ศึกษาเกี่ยวกับสารประกอบออกฤทธ์ิทางชีวภาพของห้อม ทำให้เกิดการแยก Isocoumarin strobilanthes A และสารประกอบ 2 (3H)-Benzoxazolinone ที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสไข้หวัด ใหญ่จากรากของ S. cusia Tanaka et al. (2004) ได้ศึกษารากของห้อมพบสารประกอบชนิดใหม่ คือ Lignan glycoside และ Phenylethanoid glycosides จากนั้นนำตัวอย่างตรวจหาฤทธิ์ต้านไวรัสเริม ชนิด Simplex-1 (HSV-1) พบว่ามีฤทธติ์ ่อตา้ นไวรสั เริมได้ และสามารถยบั ย้งั การเจริญของไวรสั ได้ 100% ที่ 58.7 μM 12

สารสกัดจากรากห้อม ได้แก่ Strobilanthes A, 3H-benzoxazolinone และ Aurantiamide acetate มีฤทธ์ิต้านไวรัสต่อการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ A และไวรัสตับอักเสบบี โดยประเมินฤทธ์ิต้านเชื้อ แบคทเี รยี ตา้ นการอักเสบและลดไขใ้ นหนู นอกจากนย้ี งั ศึกษาสารสกดั จากใบห้อม ผลการวิจยั พบวา่ สารสกัด จากใบหอ้ ม ช่วยยบั ยั้งการตอบสนองของหนูโดยลดเวลาในการเลยี จากการทดสอบดว้ ยฟอร์มาลนิ นอกจากน้ี ยังลดอาการบวมน้ำท่ีอุ้งเท้าที่เกิดจากคาราจีแนนในหนู และสารสกัดจากห้อมสามารถใช้รักษาโรค เย่ือหุ้ม สมองอักเสบ ปอดบวม คางทมู การเจ็บคอและผวิ หนังอักเสบได้ Zhu et al. (2020) กล่าวว่า รากของห้อมสามารถใช้เพ่ือป้องกันและรักษาการติดเช้ือไวรัสไข้หวัด ใหญ่ได้ โดยพบอนพุ ันธ์ของเปปไทด์ Aurantiamide acetate (Compound E17) ทเี่ ป็นสารประกอบในสาร สกัดจากรากห้อม จากการศึกษาพบว่า สามารถบ่งชี้ว่า Compound E17 ท่ีแยกได้จากรากห้อมมีฤทธ์ิต้าน ไวรัสและต้านการอักเสบต่อเซลล์ที่ตดิ เชอ้ื ไวรัสไข้หวดั ใหญ่ A (IAV) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ Wei Gu et al. (2015) พ บ อิ น โด ล -อั ล คาล าย Indole alkaloid glycosides คื อ Strobilanthosides A−C แล ะ ฟีนิเลธานอยดไ์ กลโคไซด์ 5 ชนิด ถกู แยกออกจากห้อม และได้ทำการวเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งของสารประกอบใหม่ พบวา่ มีฤทธิ์ต้านเชือ้ แบคทเี รีย Staphylococcus aureus ได้ โครงสร้างทางเคมขี องสาร Strobilanthosides A ทมี่ า : Wei Gu et al., 2015 13

ปัญหาในการเพาะปลูกหอ้ ม ในปัจจุบันต้นห้อมเหลืออยู่น้อยลงเร่ือย ๆ จนเกือบสูญพันธ์ุ เน่ืองจากเกษตรกรเก็บจากแหล่ง ธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่ปลูกขึ้นมาใหม่เพ่ือทดแทนน้อย ประกอบกับเกิดภาวะน้ำป่าไหลหลากทำให้ ต้นห้อมถูกพัดพาสูญหายไปจากแหล่งเดิม ต้นท่ีเหลืออยู่ก็เจริญเติบโตไม่ทันกับความต้องการของผู้ผลิต ผา้ หม้อห้อม พน้ื ท่ีดังกล่าวพบต้นห้อมขึ้นตามธรรมชาตใิ นหมู่บ้านบรเิ วณสวนหลังบ้านท่ีชื้นแฉะโดยเฉพาะ ข้างลำห้วย (โดยประมาณแล้วบ้านนาตองปลกู ห้อม 20 ครัวเรือน บา้ นนาคหู า 20 ครัวเรือน และบ้านแม่ลัว 20 ครัวเรือน ซ่ึงแต่ละครัวเรือนมีพ้ืนที่ปลูกท่ีไม่ชัดเจนว่าจำนวนเท่าไหร่) เพราะหมู่บ้านดังกล่าวตั้งอยู่ บนพ้นื ที่สงู มสี ภาพปา่ ธรรมชาติลอ้ มรอบ ทำให้มอี ากาศเยน็ เกือบตลอดทั้งปี ในปัจจุบันต้นหอ้ มในธรรมชาติ มเี หลอื ไม่มากนกั ปญั หาเก่ียวกบั การเกดิ โรครากเนา่ โคนเนา่ ท่ีต้นหอ้ ม ซง่ึ ส่วนใหญ่มกั พบโรครากเนา่ โคนเนา่ น้ีในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว เพราะเป็นช่วงท่ีมีความช้ืนสูงทำให้ดินมีความช้ืนสูงตามไปด้วย จุลินทรีย์ร้าย ต่าง ๆ ที่อยู่ในดินเจริญเติบโตแพร่ขยายเผ่าพนั ธุ์ไดด้ ีและเร็ว อีกท้ังยังพบปัญหาเร่ืองของปริมาณเนื้อห้อม เปยี กท่ีไม่เพยี งพอตอ่ การก่อหม้อยอ้ มของผูผ้ ลติ และผู้ประกอบการในจังหวัดแพร่ เนื่องจากใบหอ้ มที่ปลูกใน พ้ืนท่จี ังหวัดแพรม่ ีลักษณะใบบางความเข้มของการติดสีน้อย เปอร์เซ็นต์การให้เนื้อห้อมน้อยเกิดจากผปู้ ลูก พ่ึงพิงธรรมชาติเป็นหลัก การแก้ปัญหาดังกล่าวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการปลูกห้อมควรมีการส่งเสริมให้ เกษตรกร ผู้ปลูกห้อมใชเ้ อนโดไฟตกิ เเบคทเี รยี ซึ่งจะช่วยในการป้องกนั แมลง เพ่มิ ความหนาของใบ และเม็ด สขี องใบห้อม ป้องกนั โรครากเนา่ โคนเน่า ราสนิมน้ำค้าง จำนวนกอ และก่ิงเพ่ิมขึ้น 2 เท่าตัว อกี ทัง้ ปริมาณ เน้อื ห้อมเพมิ่ สงู ขึน้ และให้การเปลี่ยนสที ด่ี ขี ึ้นเม่ือใชร้ ่วมกับเชอื้ จลุ นิ ทรีย์ในการก่อหม้อ กระบวนการปลกู ห้อมต้ังแต่อดีตจนถงึ ปัจจุบัน 14

กรรมวิธีการยอ้ มผา้ หมอ้ หอ้ ม หมอ้ ย้อมผา้ หม้อห้อมธรรมชาติ การทำผ้าหม้อห้อมมีการทำสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ในการย้อมผ้าชาวทุ่งโฮ้ง จังหวัดแพร่ นำเอาสว่ นทเ่ี ป็นลำตน้ และใบของต้นห้อมมาหมักในหมอ้ ตามกรรมวธิ ที ี่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ทำใหไ้ ด้นำ้ สี ครามแล้วนำมาย้อมกับผ้าสีขาวให้เป็นผ้าครามในอดีตท่ีผ่านมา ได้มีการย้อมสีผ้ามีซึ่งส่วนผสมที่ได้จากวัสดุ ธรรมชาติที่มีฤทธ์ิเป็นด่างอย่างหลากหลาย เช่น น้ำส้ม น้ำซาวข้าว ดินโคลน น้ำบาดาล น้ำจากหยวกกล้วย เป็นต้น ซึง่ วัตถุดิบเหลา่ นี้ทำให้สีผา้ มีความเข้ม ในส่วนของวัสดุธรรมชาตทิ ่ีมีฤทธเ์ิ ป็นกรด นิยมใช้มะขามเปยี ก นำ้ ส้มพันธไุ์ ม้ ปัจจบุ นั วสั ดุธรรมชาติท่ีมีฤทธ์ิเปน็ ดา่ งนยิ มใช้นำ้ ด่างจากขเ้ี ถ้า (น้ำขเี้ ถ้าทผ่ี ่านการกรองจากผ้าขาว บาง) กล้วยดิน ปูนขาว ปนู แดง ทดแทนเนื่องจากสามารถหาได้งา่ ยในท้องถ่ินและมขี ้ันตอนการทำท่ีไม่ยงุ่ ยาก และการยอ้ มผา้ มดี ว้ ยกนั 2 รปู แบบ คอื การย้อมร้อน การยอ้ มเย็น 1.การยอ้ มรอ้ น คือ การนำเอา ใบ ผล ก่ิงก้าน มาต้มให้สีของวสั ดุธรรมชาติน้ันออกสี 2.การยอ้ มเย็น คอื การยอ้ มคราม โดยการทำห้อมเปยี กระยะเวลาประมาณ 2 วัน ธรรมชาติน้ันออกสี พืชทสี่ ามารถนำมาใช้เปน็ สีย้อมได้ สเี ขยี ว ใชต้ ้นหอ้ ม หรอื มะม่วง สีมว่ งช้ำ ใชย้ อดมะม่วง สีดำ ใชผ้ ลมะเกลือ สเี หลอื ง ใชด้ อกดาวเรอื ง สนี ำ้ ตาล ใชส้ นิม สมี ่วงชมพู ใช้ใบสกั หรอื ครั่ง สสี ม้ ใชด้ อกพวงแสด 15

ขั้นตอนในการทำนำ้ ยอ้ ม กรรมวธิ กี ารทำน้ำหอ้ มเปยี ก (Indigo paste) 1 ขั้นตอนที่ 1 เก็บใบห้อมสดซึ่งเก็บในตอนเช้าไม่เกิน 08.00 น.หรือ ในตอนเย็นหลัง 16.00 น. เพราะใบห้อมจะสดและใหเ้ นื้อสมี ากกว่าหอ้ มทเ่ี ก็บในเวลาอ่นื ๆ มัดเป็นกำ ๆ นำลง ใสใ่ นหมอ้ หรอื โอ่ง และเติมน้ำสะอาดให้ทว่ มใบห้อม 2 ขั้นตอนท่ี 2 แช่ใหใ้ บหอ้ มเน่า – เปื่อย เปน็ เวลา 72 ชงั่ โมง ในขณะที่ใบหอ้ มอยใู่ นหม้อหรือโอง่ ได้ 25-36 ชั่วโมง ใหก้ ลบั ห้อมที่แชจ่ ากด้านบนลงลา่ ง และด้านล่างข้ึนด้านบนแช่ต่อไป จนครบกำหนด 3 ขน้ั ตอนที่ 3 นำใบห้อมออก และใชไ้ ม้ “ซวก” (กระแทกขึน้ กระแทกลงในหมอ้ หรอื โอง่ ทใี่ ช้หมัก) จนเกิดฟองสีน้ำเงิน ซวกต่อไปจนกระทั่งฟองแตกตัวและยุบตัวลงไปจึงหยุดซวก แลว้ ท้ิงไวใ้ ห้ห้อมตกตะกอน 4 ขั้นตอนท่ี 4 กรองตะกอนหอ้ มท่ีได้ด้วยผ้าฝ้าย (ผ้าขาวบาง) ห้อมเปียก ทไ่ี ดค้ วรมีลกั ษณะแห้ง ไม่เหลวจนเกินไป (มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 25 โดยคำนวณจาก น้ำหนักที่ เปลี่ยนแปลง เม่ือนำไปอบใส่ความช้ืน) เก็บห้อมเปียกที่ได้ในภาชนะท่ีปิดสนิท เพื่อนำไปใช้ในการกอ่ หม้อตอ่ ไป 5 ขน้ั ตอนท่ี 5 ข้นั ตอนสดุ ท้ายจะไดห้ อ้ มเปยี ก พรอ้ มนำไปย้อมผา้ 16

กรรมวิธกี ารกอ่ หม้อทำนำ้ ย้อมผ้า สว่ นผสมของน้ำย้อมผ้า ห้อมเปียก น้ำดา่ ง (ขี้เถา้ ท่ีได้จากการนำมากรองนำ้ ผ่าน ผ้าขาวบาง) นำ้ มะขามเปียก ขัน้ ตอนที่ 1 ผสมวัตถุดิบในการก่อหม้อเข้าด้วยกัน ได้แก่ ห้อมเปียก 1 กิโลกรัม ต่อ น้ำ มะขามเปยี ก 3 ขีด และน้ำดา่ ง 1,500 มิลลิลติ ร ในภาชนะ เชน่ หมอ้ หรอื โอ่ง ขน้ั ตอนท่ี 2 หลงั ทำการผสมวัตถดุ บิ ทงั้ หมดเขา้ กันเปน็ เนอ้ื เดยี วกันแล้ว ให้ทำการตี จนเกดิ ฟองอากาศ ขน้ั ตอนที่ 3 หลงั จากเกินฟองอากาศ ใหท้ ง้ิ ไว้ 1 คนื และทำการโจกเชา้ -เย็น ขั้นตอนท่ี 4 เมื่อได้ลักษณะฟองเป็นสีม่วง และน้ำเป็นสีเหลือง จึงหมายความว่าพร้อม ยอ้ มแลว้ นำผา้ มายอ้ มได้ 17

ขน้ั ตอนท่ี 5 นำผ้าที่เตรียมไวไ้ ปแชใ่ นหมอ้ ทีม่ ีนำ้ ย้อมผา้ ใช้ ระยะเวลาการยอ้ มประมาณ 1-2 นาที ข้ันตอนท่ี 6 ข้ันตอนท่ี 7 คล่ีผา้ ท่ีย้อมเสรจ็ แลว้ ออก เพ่ือดลู วดลาย นำมาล้างนำ้ เปล่าทส่ี ะอาด ขนั้ ตอนที่ 8 ขน้ั ตอนที่ 9 นำไปลา้ งด้วยนำ้ ท่ีมสี ่วนผสมของน้ำสม้ สายชู นำไปล้างดว้ ยน้ำทมี่ สี ่วนผสมของนำ้ ยาปรบั ผา้ นุ่ม 18

ข้นั ตอนที่ 10 ขั้นตอนที่ 11 นำมาล้างน้ำเปลา่ ทส่ี ะอาด นำไปตากแดดใหแ้ ห้ง ข้อเสนอแนะ 1. กอ่ นยอ้ มผ้าใหซ้ ักทำความสะอาดผ้าทต่ี ้องการจะย้อม เพอ่ื ลา้ งส่ิงสกปรก เช่า ฝนุ่ แปง้ 2. ผา้ ที่ตอ้ งการนำมาย้อมหากเป็นผ้าตระกลู ฝา้ ยจะย้อมตดิ งา่ ยกวา่ ผ้าชนดิ อื่น 3. การซกั ผ้าครั้งแรกใหแ้ ยกซกั เนอื่ งจากจะคายสีออกมาใหซ้ กั ดว้ ยน้ำสบเู่ หลว ล้างนำ้ สะอาด 1-2 ครง้ั แลว้ นำไป แช่น้ำยาปรับผา้ นุม่ ไว้ 1 คืน นำมาตากในที่รม่ ใหแ้ หง้ 19

การใชป้ ระโยชน์ของห้อมในอดีต - ปัจจุบัน ประโยชน์ของห้อมในอดตี คือ การใช้ยอ้ มผ้า โดยการนำมาทำการก่อหม้อย้อม แต่ในปัจจุบนั ชีวนวัตกรรม สามารถนำมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายมากข้ึน เช่น นำมาทำมาแปรรูปเป็นอาหาร และเคร่ืองดื่ม เคร่อื งสำอาง เคร่ืองนุ่มห่ม และการรักษาโรค รวมถึงการพัฒนากระบวนการปลูกหอ้ ม และการก่อหมอ้ การย้อมผ้า ให้มีความทันสมัย และสะดวก สบายมากย่ิงขนึ้ การพัฒนากระบวนการปลกู ด้วยการนำชีวนวตั กรรม เช่น จลุ ินทรยี ์มาทำหนา้ ทเี ปน็ ปยุ๋ ชวี ภาพ ช่วยสง่ เสรมิ การเจริญเติบโตของต้นห้อม และลดปัญหาเร่ืองโรคต่าง ๆ ที่ส่งผลให้อัตราการรอดของห้อมต่ำ การพัฒนา กระบวนการกอ่ หม้อ และย้อม ดว้ ยจุลินทรยี ท์ ี่ทำการคัดแยกได้จากน้ำกอ่ หม้อ ซึ่งสามารถกระตุ้นกระบวนการสร้าง น้ำย้อมห้อมธรรมชาติได้เร็ว และมีประสิทธภิ าพมากย่ิงข้ึน อีกทงั้ ยังการพัฒนาวตั ถดุ บิ ในกระบวนการก่อหม้อ และ การปลูกในแปรรปู มาอยูใ่ นรูปทีส่ ะดวก และใชง้ ่ายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากห้อม เพ่ือเพ่ิมมูลค่าให้มากยง่ิ ขึ้น ปัจจุบนั มีการนำห้อมมาทำการผลิต เครือ่ งสำอาง เชน่ สีย้อมผม เครื่องสำอางเซร่มั ครีมมาสก์ผวิ สบู่ และแชมพูสระผม เนื่องจากในหอ้ มน้ันมีสารสำคัญ มากมาย อาทิเช่น รูติน ซ่ึงมีประโยชน์ต่อการลดการสร้างเม็ดสี เหมาะต่อการนำไปเป็นสารในเครื่องสำอาง ผลิตภณั ฑ์อาหาร และเคร่ืองดม่ื เช่น นำ้ หอ้ ม นำ้ ผึง้ มะนาว ไอศรมี หรือแม้กระทั้งสผี สมอาหาร และดา้ นยารักษาโรค เช่น เจลลดไข้จากห้อม หรือ ยารักษาโรคจากห้อม เน่ืองจากห้อมมีฤทธเิ์ ย็นช่วยดูซบั ความร้อนในร่างกายได้ และ สารสำคัญในห้อมสามารถยับยั้ยไวรัสบางชนิดได้ เป็นต้น ดังน้ัน ปัจจุบันนี้ “ห้อมจึงเป็นมากกว่าห้อม” และมี ประโยชน์มากกวา่ ในอดีต 20

บทท่ี 3 ชวี นวัตกรรมและการแปรรูปห้อม ความก้าวล้ำของเทคโนโลยีทีส่ ามารถพลิกฟ้ืนการเกษตรที่เป็นรากฐานของสังคมไทย ให้ ก้าวไกลทัดเทียมอารยะประเทศจากการบูรณาการเทคโนโลยีชีวภาพสร้างนวัตกรรมท่ี ทันสมัยเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยต่อส่ิงมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม ห้อมมีประวัติศาสตร์มายาวนานสันนิฐานว่าริเร่ิมมาตั้งแต่ช่วงรัชสมัยพระเจ้า กรงุ ธนบุรหี รือพระเจ้าตากสนิ มหาราชมกี ลมุ่ ชาวไทยล้ืออพยพมาจากเชียงแสน และเข้ามาต้ัง ถิ่นฐานในบริเวณบ้านไทยพวนหรือบ้านทุ่งโฮง้ จังหวัดแพร่ในปัจจุบัน โดยได้นำภูมิปัญญา การย้อมผา้ มาด้วยจึงทำให้เกิดภูมิปัญญา การยอ้ มผ้าด้วยห้อมและครามนบั แตน่ ้ันมา ผลติ ภัณฑ์ห้อมจากชวี นวตั กรรม 21

ชวี นวัตกรรม นวัตกรรม คือ สง่ิ ท่ีมาจากการคิดคน้ หรือเครอื่ งมือทีป่ ระดิษฐ์ขน้ึ มาใหม่ หรือเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิม เช่น เทคโนยโลยี ความคิด สิ่งประดิษฐ์ หรือผลติ ภัณฑ์ เปน็ ตน้ Bioinnovation ชวี นวัตกรรม คือ การผสมผสานความร้ทู างด้านวิศวกรรมศาสตร์เข้ากับชีววิทยา หรือการ นำเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมเข้าไปผสานกับเทคโนโลยีการเลี้ยงจุลินทรีย์ เพ่ือให้ใช้จุลินทรีย์เป็น เสมือนโรงงานในการผลิต หรือสังเคราะห์ผลิตผลิตภัณฑ์ตามท่ีเราต้องการ แทนการพ่ึงพา กระบวนการผลิตตามธรรมชาติที่อาจใช้เวลาและทรัพยากรท่ีมากกว่าดังนั้น Synthetic Biology คือศาสตร์ในการสรา้ งผลลพั ธ์ให้ตรงกบั ความต้องการและในเวลาท่รี วดเร็วมากกวา่ แนวคิดชวี นวัตกรรม 22

การแปรรปู หอ้ มยังมีการพัฒนาแปรรูปให้มีผลติ ภัณฑ์หลายรูปแบบ คือ ผ้าย้อมลายมัดย้อม ผ้าคลมุ ย้อมลายมัดย้อม เสื้อผ้าซาฟารีแขนสูท เส้ือสตรีสำเร็จรูป หมอนอิงฉลุ และของใช้ของที่ระลึก จากการรายงานพบว่าช่วงเดือน มกราคม ถึง สงิ หาคม ปี 2561 ประเทศไทยสง่ ออกสงิ่ ทอและเคร่ืองนุ่งห่มซึ่งมมี ูลค่ามากถงึ 643.65 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ แบ่งออกเป็นสิ่งทอมูลค่าการส่งออก 415.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเครื่องนุ่งห่มมูลค่าการส่งออก 228.28 ลา้ นเหรียญสหรัฐฯ ตลาดส่งออกที่สำคัญได้แก่ ภูมภิ าคอาเซียน ญ่ีปนุ่ สหรัฐอเมรกิ า สหภาพยโุ รป และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามลำดับ และประเทศส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญ่ีปุ่น จีน เวียดนาม และอนิ โดนีเซีย ตามลำดับ และในปจั จุบันมีผลติ ภัณฑ์ชุด (Kit) สำเร็จรปู พรอ้ มย้อม ท่ีประกอบดว้ ยห้อม ผง เชื้อจุลนิ ทรยี แ์ บบแหง้ ผงด่าง และผงกรดพร้อมก่อหมอ้ และยอ้ มผ้า และยงั มี ห้อมผง จากการสร้างนวัตกรรม หอ้ มเปียกให้เป็นผงพร้อมใช้ก่อหม้อ ห้อมเปยี กท่ีผา่ นการพฒั นาผลติ ภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สามารถขายในเชิง พาณิชย์ได,้ ผลติ ภณั ฑ์ชุด (Kit) สำเร็จรูปสนี ้ำระบายสี ท่ีประกอบดว้ ยห้อมเปียก เช้ือจุลนิ ทรยี แ์ บบแหง้ ผงด่าง และ ผงกรด พรอ้ มนำไปเพ้นทบ์ นผา้ หรือวาดลงบนวสั ดุอนื่ ๆ ผลิตภณั ฑ์ห้อมจากการนำมาแปรรปู 23

บทที่ 4 ชีวนวตั กรรมด้านการปลูก การก่อหม้อ และการยอ้ ม ปจั จุบนั พบวา่ การเพาะปลกู หอ้ มตอ้ งอาศยั ยาฆา่ แมลง และปยุ๋ เคมีมากข้ึนสง่ ผลให้ ดนิ เสื่อมสภาพ และลดความอุดมสมบรู ณ์ของดิน มีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมากโดยเฉพาะปุ๋ย ไนโตรเจน (ยูเรีย) ทำให้เกิดผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม สง่ ผลเสียต่อความสมบูรณ์ของพืช และยังเปน็ การเพ่ิมต้นทุนใหก้ ับเกษตรกร เพื่อช่วยลดการเส่อื มสภาพของดนิ ท่ีเกิดจากการ ใชป้ ยุ๋ เคมีจึงเปน็ เรอื่ งสำคัญท่ีตอ้ งหาทางเลอื กอ่นื ๆ เพื่อปรับปรุงความอุดมสมบูรณข์ องดิน ดงั น้ัน ชีวนวัตกรรมด้านการปลูกจึงเป็นตวั เลือกท่ีดี และสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโต และผลผลิตของสคี รามของห้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมถงึ การเพิม่ ความสงู ของต้น ขนาดกอของต้น ความยาวของรากห้อม ปริมาณเนื้อห้อม และคุณภาพสีครามของห้อม ดว้ ยเหตนุ เ้ี พ่ือลดการใชส้ ารเคมีทางการเกษตรกรรมในการปลูกหอ้ ม น้ำยอ้ มหม้อหอ้ ม ” ตน้ หอ้ มใบใหญ่ ผา้ มัดยอ้ ม 24

ชีวนวตั กรรมด้านการปลกู ห้อมเป็นพืชทชี่ อบความชน้ื และเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณใกล้แหล่งน้ำ ปจั จุบันต้นห้อมในพ้ืนท่ี จงั หวัดแพร่ จะมีแหล่งการผลิต หรือการปลกู อยู่ที่บ้านแม่ลัว บ้านนาคูหา และบ้านนาตอง เนื่องจากเป็น พ้ืนท่ตี ้นนำ้ และมสี ภาวะเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต อยา่ งไรกต็ าม เนื่องจากปจั จบุ ันมีการสง่ เสรมิ การนำ หอ้ มมาพัฒนาเป็นผลติ ภัณฑ์มากขึ้น ส่งผลให้การเจริญเติบโตของห้อมไม่ทันการ และปริมาณของห้อมท่ี ต้องการไม่เพียงพอ จงึ เกิดเป็นแนวคิดการนำห้อมลงมาปลูกในพ้ืนท่ีราบ ซ่ึงในพ้ืนท่ีราบนี้ ไม่ได้มีสภาวะท่ี เหมาะสมต่อการเจรญิ เตบิ โตของหอ้ มเลย แตป่ ัจจุบนั มกี ารนำชีวนวัตกรรมมาชว่ ยเพ่มิ ศกั ยภาพ และพัฒนา กระบวนการปลูกมากข้ึน เช่น การอาศัยจลุ นิ ทรีย์ท่ชี ว่ ยส่งเสรมิ การเจริญเติบโตของต้นห้อมไดด้ ขี ึน้ เป็นตน้ จลุ ินทรยี ์ หรือ แบคทเี รียเหล่าน้มี ีหนา้ ทสี่ ำคัญในการรกั ษาคณุ ภาพดนิ ตรึงไนโตรเจนในบรรยากาศ และในดินให้อยู่ในรปู ของแอมโมเนียม (NH4+) และไนเตรท (NO3+) ช่วยผลติ ฮอร์โมน IAA และไซโตรไคนิน (Clay and Schardl, 2002) โดยสารทั้งหมดท่ีแบคทีเรียได้สร้างข้ึนล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยท่ีสำคญั ต่อการ เจริญเติบโตของพืชเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยส่งเสรมิ การเจริญเตบิ โต จะมีการออกรากท่ียาวขึ้น เพ่ิมความสูง ของตน้ และขนาดกอ ใหผ้ ลผลิตเพม่ิ ข้นึ (Herbert and Donald, 1973) นอกจากนีเ้ อนโดไฟติกแบคทีเรีย ยังมีการผลิตสารปฏิชวี นะในการต่อตา้ นเชอ้ื ก่อโรคด้วย (ธนากร, 2557) สทุ ธวรรณ และคณะ (2559) ศึกษา การใช้แบคทีเรยี ตรงึ ไนโตรเจนร่วมกับวัสดุตวั กลางชีวภาพเพื่อการส่งเสริมการเจรญิ ของคะน้าสามารถชว่ ย ให้ความสูงของลำต้น ความยาวของใบเจริญเติบโตไดด้ ีกว่าคะนา้ ที่ไม่เติมแบคทีเรียตรึงไนโตรเจนลงดิน N2 N2 NH4+ NO3+ กระบวนการตรึงไนโตรเจน 25

แบคทีเรียเอนโดไฟต์ท่ีตรึงไนโตรเจน สามารถพบได้ในส่วนของราก ลำต้น และใบของพืช เช่น Herbaspirillum rubrisubalblicans, Enterobacter cancerogenu, Burkholderia cepacia แ ล ะ Azoarcus indigens Azoarcus sp., Azospirillium brasilense, Sphingomonaas paucimobilis, Azorhizobium caulinodans, Pseudomonas cepacia, Serratiamarcescens, Pantoea agglomerans (Stolzfus et al., 1997; Engelhard et al., 2000; Gyaneshwar et al., 2001) Bacillus nealsonii เป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก รูปแท่ง สปอร์มีความต้านทานรังสีเอกซ์ และเป็นสาย พันธุ์บาซิลลัสท่ีสามารถอยู่ได้แบบใช้ออกซิเจน หรือไม่ใช้ออกซิเจนก็ได้ จวงจันทร์ และกลุวดี (2561) พบเชื้อ Bacillus nealsonii ทไ่ี ด้จากการคัดแยกจากดินในจังหวัดกำแพงเพชร พษิ ณโุ ลก พจิ ิตร และชยั นาท จากการวิจัย นี้พบวา่ เชือ้ Bacillus nealsonii มีความเหมาะสมต่อการนำไปศึกษาโครงสร้างทางเคมีเน่ืองจากมีคุณสมบัติใน การผลิตสารออกฤทธ์ิทางชวี ภาพ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการละลายฟอสเฟตได้สูง เห็นสมควรในการศึกษา ปัจจัยท่ีเหมาะสมต่อการเพ่ิมประสิทธิภาพในการละลายฟอสเฟตในระดับโรงเรือน เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ชีวภาพเพ่อื สง่ เสริมการเจริญเตบิ โตของพืชตอ่ ไปณัฐพร และอัญศญา (2562) ไดค้ ัดแยกเอนโดไฟตกิ แบคทีเรียจาก รากของห้อม ผักหวานป่า และข้าวอินทรีย์ในจังหวัดแพร่ โดยพบ เอนโดไฟติกแบคทีเรียสายพันธ์ุ Bacillus nealsonii MJUP09 ซ่ึงสามารถสังเคราะห์สาร IAA สงู ถงึ 85 ไมโครกรัม/มิลลลิ ิตร โคยสามารถตรึงไนโตรเจนได้ เท่ากับ 0.1036 เปอรเ์ ซ็นต์ ณฐั พร และอญั ศญา (2562) ได้คัดแยกเอนโดไฟติกแบคทีเรยี จากรากของห้อม ผักหวานป่า และขา้ วอินทรยี ์ ในจังหวดั แพร่ โดยพบ เอนโดไฟติกแบคทีเรีย สายพันธ์ุ Pseudoxanthomonas spadix MJUP08 ซึ่งสามารถ สงั เคราะห์สาร IAA สงู ถงึ 8.15 ไมโครกรัม/มิลลิลติ ร โคยสามารถตรึงไนโตรเจนได้เทา่ กับ 0.1120 เปอร์เซ็นต์ จวง จันทร์ และกุลวดี (2561) พบเช้ือ B. nealsonii ที่ได้จากการคัดแยกจากดินในจังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และชัยนาท พบว่าเช้ือ B. nealsonii มีความเหมาะสมต่อการนำไปศึกษาโครงสร้างทางเคมีเน่ืองจากมี คณุ สมบัติในการผลิตสารออกฤทธิท์ างชวี ภาพ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการละลายฟอสเฟตไดส้ งู เหน็ สมควรใน การศึกษาปัจจัยที่เหมาะสมต่อการเพ่ิมประสิทธิภาพในการละลายฟอสเฟตในระดับโรงเรือน เพื่อพัฒนาเป็น ผลติ ภัณฑช์ ีวภาพเพื่อสง่ เสรมิ การเจริญเติบโตของพชื ต่อไป 26

จุลนิ ทรยี ์อดั แท่ง การนำจลุ ินทรีย์ตรงึ ไนโตรเจนไปประยุกต์ใชเ้ ป็นปุ๋ยชีวภาพในกระบวนการผลิตพืชทางการเกษตร ณัฐพร และอัญศญา (2561) ไดท้ ำการศึกษาการคัดแยกแบคทีเรียท่ีชว่ ยตรงึ ไนโตรเจนจากรากข้าว ห้อม และผักหวานป่า เพ่อื นำมาเป็นปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งคดั แยกจุลนิ ทรยี ์ไอโซเลทท่ีมีประสิทธภิ าพในการตรงึ ไนโตรเจน และการผลติ สาร IAA ที่เปน็ ประโยชน์แก่การเจรญิ เติบโตของพืช และเพ่ือการนำไปใชง้ านท่ีหลากหลาย ทันสมัย และมีประสิทธิภาพข้ึน ข้ึน จึงได้มกี ารนำจลุ ินทรยี ์ตรึงไนโตรเจนทถ่ี ูกคัดแยกไดม้ าเข้าสู่กระบวนการอัดแท่งรวมกับอาหารของจุลินทรีย์ เช่น ฝุ่นข้าวโพด รำละเอยี ด เกิดเป็นนววัตกรรมจุลินทรีย์อัดแท่ง เพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์ และประสิทธิภาพ การใช้งานของจลุ นิ ทรยี ร์ งึ ไนโตรเจน รวมถงึ จุลินทรยี ์ทเ่ี ปน็ ประโยชนแ์ ก่อตุ สาหกรรมการเกษตรใหม้ ากข้นึ โดยการ ผลิตปุย๋ ชวี ภาพนีเ้ ป็นสทิ ธบิ ัตรของ ณัฐพร (2563) จุลินทรีย์อดั แทง่ 27

กระบวนการผลติ วัตถุดิบ วัตถุดิบในการผลิตจลุ นิ ทรยี อ์ ัดแท่ง วิธีการทำ กระบวนการผลิตจลุ นิ ทรยี อ์ ัดแท่ง 28

ผลงานวิจยั ท่ใี ชป้ ลกู ณัฐพร และอัญศญา (2564) ศึกษาผลของเอนโดไฟติกเเบคทีเรียต่อคุณภาพการให้สีครามของห้อมในพ้ืนท่ีจงั หวัดเเพร่ โดยศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเอนโดไฟติกแบคทีเรียสายพันธุ์ Pseudoxanthomonas spadix MJUP08 ต่อคุณภาพ การให้สคี รามของห้อมในพื้นทจี่ ังหวดั แพร่ กบั PGPB ปุ๋ยเคมี (ยูเรยี ) และหอ้ มท่ีปลูกโดยใช้ปุ๋ยอนิ ทรีย์ท่ีขายตามทอ้ งตลาด (มูลวัว) ต่อความสามารถในการเจรญิ ของห้อม เละต่อการตา้ นทานการเกิดโรครากเน่าโคนเน่ากบั ห้อมทั้ง 3 สายพันธุ์ คือ Strobilanthes cusia, Baphicacanthus cusia voucher และ Baphicacanthus cusia voucher จากการศึกษา พบว่า การใช้จุลินทรีย์ตรึง ไนโตรเจนในกลุ่มเอนโดไฟติกแบคทีเรียสายพันธ์ุ Pseudoxanthomonas spadix MJUP08 ที่ปริมาณ 60 ml มีผลต่อการ เจริญเติบโตของห้อมสายพันธ์ุทั้ง 3 สายพันธ์ุ เน่ืองจากส่งผลให้ห้อมสายพันธ์ุ S. cusia มีความยาวรากเพ่ิมขึ้น เท่ากับ 2.60 เซนตเิ มตร ความสงู ของลำต้นเพิ่มข้ึน 3.00 เซนติเมตร จำนวนก่งิ เพม่ิ ข้นึ 2.40 ก่งิ จำนวนใบเพิม่ ขึ้น 76.60 ใบ และคุณภาพสีโดยมี ค่า L* เท่ากับ 42.770, a* เท่ากับ -5.107, b* เท่ากับ 1.892 และค่าลิวโคอินดโิ ก เท่ากับ 97.098 ไมโคมิลลิลิตร ห้อมสายพันธ์ุ S. auriculate เน่ืองจากส่งผลให้ความยาวรากเพิ่มขึ้น เท่ากับ 2.50 เซนติเมตร ความสูงของลำต้นเพ่ิมข้ึน 1.20 เซนติเมตร จำนวนก่ิงเพ่ิมขึ้น 6.20 กิ่ง จำนวนใบเพิ่มข้นึ 22.00 ใบ และคุณภาพสีโดยมคี า่ L* เท่ากบั 28.727, a* เท่ากับ -5.793, b* เท่ากับ 1.777 และคุณภาพท่ีให้สีอินดโิ กสงู สุด เทา่ กับ 117.168 ไมโคมิลลิลิตร และห้อมสายพันธ์ุ B. cusia เนื่องจากส่งผลให้ความยาว รากเพม่ิ ขึ้น เทา่ กับ 3.00 เซนตเิ มตร ความสูงของลำตน้ เพ่ิมข้ึน 3.30 เซนตเิ มตร จำนวนกง่ิ เพิ่มข้ึน 1.00 กิง่ จำนวนใบเพิ่มข้นึ 2.20 ใบ และคุณภาพสีโดยมีค่า L* เท่ากับ 36.820, a* เท่ากับ -6.175, b* เท่ากับ 2.995 และคุณภาพที่ให้สีอินดิโกสูงสุด เท่ากับ 104.930 ไมโคมิลลิลติ ร ต้นหอ้ มกอ่ นและหลงั จากการใสป่ ุ๋ยชวี ภาพ P. spadix MJUP08 60 ml 29

ชีวนวตั กรรมดา้ นการก่อหม้อ และการยอ้ ม หม้อยอ้ มผา้ หม้อหอ้ มธรรมชาติ ถ้าหากใช้เทคโนโลยีชีวภาพมาช่วยในกระบวนการก่อหม้อ เช่น การใช้จุลินทรีย์แบบแห้งในการก่อ หมอ้ ร่วมด้วย จะทำให้คุณภาพของสีดีขึ้น และเป็นการยกระดับคุณภาพสินคา้ ผ้าหม้อห้อมจังหวัดแพรอ่ กี ด้วย โดย ณฐั พร (2563) ได้ ทำการจดทะเบียนสทิ ธบิ ัตรเกยี่ วกับหม้อห้อมทง้ั สิ้น 3 เรอ่ื ง คอื 1) ผลิตภัณฑ์ห้อมผงและกรรมวิธีการผลิตเลขที่สิทธิบัตร 2001001102 ซึ่งเป็นชีวนวัตกรรมท่ีจะ นำไปใช้ในกระบวนการผลติ ผ้าหมอ้ หอ้ ม 2) กระบวนการสร้างสีลวิ โคอินดิโกแบบแห้ง เลขท่ีสิทธบิ ัตร 2001001405 เปน็ การใช้จลุ ินทรียใ์ นการ สร้างสี Leuco Indigo แบบแห้งเพอ่ื ใช้ในการก่อหม้อในการยอ้ มผา้ หม้อห้อม 3) การกอ่ หม้อและกรรมวิธกี ารผลติ สิง่ นน้ั เลขท่สี ทิ ธิบัตร 2003000405 ในท่ีนี้จะเป็นการก่อหมอ้ จาก ห้อมผงรว่ มกบั จุลินทรียแ์ บบแห้ง และยังสามารถใช้ในการย้อมผ้า หรือใช้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุด Kit DIY ใน การย้อมผ้าหรือเปน็ สนี ำ้ ในการระบายสีได้ การพัฒนาเปน็ ผลิตภัณฑช์ ดุ Kit DIY แนวคิดนี้เกดิ จากนักทอ่ งเที่ยว ทเ่ี ขา้ มา ณ ศนู ยเ์ รียนรู้การย้อมผ้าหม้อห้อมของป้าเหงย่ี ม ซงึ่ สว่ นใหญ่เป็นวัยรุ่นและวยั ทำงาน ปกติจะเข้ามา ทำการเรยี นรู้การย้อมผ้าหม้อห้อม โดยวธิ กี ารนำหอ้ มเปยี กมาก่อหมอ้ แล้วนำผ้าเช็ดหนา้ มามัดยอ้ มตามวธิ ีการ ทำลวดลาย เนอื่ งจากใช้เวลาในการทำ ไม่นาน และมีกระแสความต้องการอยากจะทำเส้ือคมู่ ัดยอ้ มซึ่งสามารถ ซ้อื และนำกลบั ไปทำเองท่ีบา้ นได้ 30

ชีวนวัตกรรมหอ้ มผง จากหอ้ มเปยี ก และผลิตภัณฑ์จากหอ้ มผง ณัฐพร (2562) ได้ทำการผลิตห้อมผง เพ่ือเป็น หอ้ มผงจากหอ้ มเปอะ ผลิตภัณฑ์ต้นแบบให้แก่ชุมชนในจังหวัดแพร่ โดยพบว่า การ อบห้อมที่อุณหภูมิ 55-60 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 10 ช่ัวโมง ให้สีห้อมในการย้อมดีท่ีสุด โดยให้คา่ วิเคราะหท์ างเคมี ในการสร้างลิวโคอินดิโก เท่ากับ 167.7389 และ ค่า L* a* b* เทา่ กบั 27.560 -4.490 และ -7.130 ตามลำดับ นวัตกรรมห้อมผง ผลิตภัณฑ์ห้อมผง ชุมชนนาตอง นอกจากน้ียังมีการนำห้อมผงมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑจ์ ากห้อมผง ซึง่ ก็คอื ชุดคิทสำหรบั พร้อมย้อมตัวตัวเองขน้ึ โดยการ แปรรปู วตั ถุดิบทใี่ ช้ในการกอ่ หม้อย้อมผ้า ให้มาอยู่ในรูปแห้ง เพ่อื ง่ายต่อการใช้งาน ขนส่ง และการเก๋บรักษา ซ่งึ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มี ทั้งหมด 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ชุดยอ้ มสำเร็จรูปสำหรบั ย้อมเสื้อคู่ ชุดยอ้ มสำเร็จรปู สำหรับยอ้ มผ้าเช็ดหน้า และชุดสำเร็จรปู สำหรับ นำไประบายสี 31

ผลิตภัณฑช์ ุด Kit เสื้อคู่มัดยอ้ ม ผลติ ภัณฑช์ ดุ Kit ผา้ เช็ดหนา้ มดั ยอ้ ม ผลิตภัณฑช์ ุด Kit ระบายสี 32

สารชว่ ยยอ้ ม (Mordant) สารช่วยย้อม คือ สารที่ช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพในการติดสีของน้ำย้อมในผ้า สารช่วยย้อมมี หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะสารชว่ ยยอ้ มจากธรรมชาติ สารชว่ ยยอ้ มสังเคราะห์ หรอื เคมี โดยในอุจ สาหกรรมสิ่งทอทเี่ ปน็ ลักษณะสยี อ้ มธรรมชาตินั้น มกั จะมขี อ้ จำกัดในการติดสี เชน่ พชื ให้สีแต่ละชนิด มีประสิทธิภาพการติดสีมากน้อยแตกต่าง และจะติดได้ดีดีในผ้าบางชนิดเท่านั้น ขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบภายในของพืชและเส้นใยท่ีนำมาใช้ยอ้ ม ดังน้ัน จึงมแี นวตดิ การนำสารช่วยย้อมมาเป็น ตัวช่วยในการทำให้เส้นใยดูดซับสีให้สีเกาะเส้นใยได้แน่นขึ้น มีความทนทานต่อแสง และการขัดถู เพิ่มขน้ึ 33

บทท่ี 5 ชีวนวตั กรรมดา้ นการแปรรปู ห้อม เปน็ เสื้อผ้า และเครอื่ งนุง่ หม่ ตง้ั แตอ่ ดตี จนถงึ ปัจจุบนั คนพวนท่งุ โฮ้งไม่เคยละทงิ้ การแต่งกายดว้ ยชุด หมอ้ ห้อม ชุดหม้อหอ้ ม เป็นชุดท่ไี มไ่ ดท้ อเกบ็ ไว้ใส่เฉพาะโอกาสสำคัญ ๆ เท่านั้น แตช่ ุด หม้อห้อมเป็นชุดท่ีถูกนำมาใชเ้ ปน็ สามัญ คนพวนทุ่งโฮ้งมกั จะมีชุดหม้อห้อมไวใ้ ช้ แม้ว่า บริบททางสังคมวฒั นธรรมจะเปลย่ี นไปเพราะมกี ารเข้ามาของเสอ้ื ผ้าตามสมยั นิยม แตช่ ดุ หม้อห้อมก็ไม่เคยหายไปจากชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง จึงแสดงให้เห็นว่าผ้าหม้อห้อมได้เข้าไป เป็นสว่ นหน่ึงของการดำรงชวี ิตของคนบา้ นท่งุ โฮ้งไปแลว้ การแต่งกายสำหรับอยบู่ ้านของ ชาวทุ่งโฮ้งไม่ได้ตายตัวว่าต้องแต่งกายด้วยชุดหม้อห้อมตลอดเวลา แต่ส่วนมากก็จะใส่ หม้อห้อมเพราะเป็นผ้าที่สามารถระบายอากาศได้เปน็ อย่างดี แต่ด้วยวิวฒั นาการทางส่ือ ในยคุ ใหมท่ พ่ี ฒั นาอย่างรวดเรว็ มีการเผยแพร่ทางสอ่ื ออนไลน์และสอื่ ต่าง ๆ ถึงรปู ลักษณ์ เอกลักษณ์ทเี่ ป็นตัวตนเฉพาะถน่ิ ของชดุ หม้อห้อม ทำให้ชุดหมอ้ ห้อมเป็นท่ีรู้จักกันในวง กว้างของสงั คมมากยิ่งขึ้น 34

รปู แบบของชุดหมอ้ หอ้ ม ในจังหวัดแพร่ จากเดิมท่ีใส่กันเฉพาะท้องถิ่น เฉพาะงานสำคัญตามประเพณีทางภาคเหนือเท่าน้ัน แต่เนื่องด้วยจากสื่อ ตา่ ง ๆ เช่น จากการประชาสัมพันธ์ จากละครทีวี หรอื จากภาพยนตร์ ท่ีนำเสนอข้อมูลวิถีชีวิตเกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรมของทางภาคเหนือ มีการสวมใส่ชดุ หม้อห้อมหรือมีการแสดงวัฒนธรรมทางภาคเหนือด้วยชดุ หม้อห้อม จึงทำให้ชุดหม้อห้อมของทางภาคเหนือเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการหรือเป็นท่ีนิยมของประชาชนภาคอื่น ๆ ของประเทศไทยอกี ด้วย และทางผูอ้ อกแบบชดุ หม้อห้อมไดม้ ีการประยกุ ตจ์ ากชุดที่เป็นแบบธรรมดาแบบเดิม ก็ได้ มีการประยุกต์ตัดเย็บเป็นชุดแฟช่ันต่าง ๆ ตามยุคสมัยและสามารถใส่ออกงานต่าง ๆ ได้ ซึ่งจากเดิมน้ัน ก็จะมี เฉพาะแคแ่ บบเส้อื แขนส้ัน แขนยาว และกางเกงขาใหญ่ หรอื ท่ีภาษาเหนือเรียกวา่ “เตีย่ วเปา” ก็ไดม้ กี ารประยกุ ต์ การตดั เยบ็ มาทำเป็นเสอื้ กงึ่ ทางการและแบบทางการ ทจ่ี ะสามารถที่เสอื้ หมอ้ ห้อมไปในงานพิธี งานสำคัญ หรืองาน ที่เปน็ ทางการตา่ ง ๆ ได้อีกด้วย 35

อย่างไรก็ตามนอกจากการย้อมผ้าดว้ ยชีวนวัตกรรมยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของห้อมอีก มากมาย เช่น ผลิตภัณฑ์ชุด Kit เสื้อคู่มัดย้อม ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการเป็นของฝาก จากตำบลทุ่งโฮ้ง โดย สามารถนำไปก่อหม้อย้อมเองไดท้ บี่ า้ น อีกทงั้ ยังเปน็ กิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมกับคนในครอบครัว และยังมีชุด Kit ผ้าเช็ดหน้า สำหรบั เปน็ ของฝาก ทมี่ ีราคาถูกลง และเหมาะกับทกุ เพศทุกวยั นอกจากน้ันยงั มี ชุด Kit ระบายสี เป็นการก่อหม้อแล้วนำมาระบายสีแทนสีน้ำได้ โดยชุด Kit เหล่านี้ มาจากกระบวนการชีวนวัตกรรม ซึ่งพัฒนา วัตถดุ บิ ของการทำน้ำยอ้ ม ให้แปรรูปมาอย่ใู นรูปแบบของผง ซ่ึงขนสง่ และเก็บรักษาได้ง่าย และสะดวกขึ้น ผลิตภณั ฑ์แปรรปู จากหอ้ ม 36

บทท่ี 6 ชีวนวัตกรรมดา้ นการแปรรปู ห้อมเปน็ อาหาร และเคร่ืองดม่ื ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังมีการเข้าใจว่าห้อมน้ันไม่ สามารถกินได้ ทั้งที่ในอดีตห้อมมีการนำมาต้มน้ำกินเพ่ือลดไข้หวัด และ เข้าใจว่าห้อมน้ันสามารถนำมาใช้ในการย้อมผ้าได้เท่าน้ัน ดังนั้น เพื่อเป็น การสร้างการรับรู้ว่าตน้ ห้อมนั้นสามารถนำมารับประทานได้ ปัจจุบันจึงมี การนำหอ้ มมาทำเครือ่ งดม่ื เช่น น้ำหอ้ มน้ำผ้ึงมะนาว หรอื ไอศกรีม และแม้ กระทง้ั สีผสมอาหาร เปน็ ตน้ นอกจากนี้ในห้อมยังมีสารที่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกายของ มนุษย์ เช่น Aurantiamide acetate (Compound E17) ซึ่งสามารถ บง่ ช้ีว่าตา้ นไวรสั และต้านการอักเสบต่อเซลลท์ ตี่ ิดเชื้อไวรสั ไข้หวดั ใหญ่ ได้ เป็นต้น 37

หอ้ มน้ำผึง้ มะนาว หอ้ มน้ำผงึ้ มะนาว การนำห้อมไปพัฒนาเป็นเครื่องด่ืมหรืออาหาร เนื่องจากในห้อมมีสารสำคัญ คือ Indigo เป็นหลกั ที่เมื่อทำปฏิกิริยากบั อากาศแล้วจะให้สีครามและยังมีสารชีวภัณฑ์ชนดิ อื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการใช้เป็นยาพื้นบ้าน เช่น ใบต้มน้ำดื่มแกไ้ ข้ ปวดศีรษะเนื่องจากหวัด เจบ็ คอ ใช้รากและใบเค่ยี วหรือตม้ นำ้ ด่มื แกป้ วดหลงั อาหารไม่ยอ่ ย อาหารเปน็ พิษ ตำพอกหรอื คน้ั นำ้ ทารักษาแผลสด แผลถลอก ห้ามเลือด เป็นต้น ดังนั้น จากการศึกษาที่ผา่ นมา รศ. ดร.ณัฐพร จันทรฉ์ าย จึงมีการนำห้อมมาแปรรปู เป็นผลิตภัณฑเ์ ครอ่ื งดื่มห้อมน้ำผึ้งมะนาว และในอนาคต อาจจะมีการนำห้อมไปสกดั เป็น ชา เบอเกอรี่ หรือเครือ่ งปรุงอาหาร เป็นตน้ 38

โดยสารทพี่ บในหอ้ ม Aurantiamide acetate (Compound E17) ทเี่ ป็นสารประกอบในสารสกัดจากราก ห้อม จากการศึกษาพบวา่ สามารถบง่ ชีว้ ่า Compound E17 ท่แี ยกไดจ้ ากรากห้อมมฤี ทธิ์ตา้ นไวรัสและตา้ นการ อกั เสบตอ่ เซลลท์ ีต่ ิดเชื้อไวรสั ไขห้ วดั ใหญ่ และยงั ชว่ ยรกั ษาอาการการเจบ็ คอได้ 39

นอกจากสามารถนำห้อมมาผลิตเป็นเครื่องด่ืมได้แล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นสีผสม อาหาร เผอ่ื นำไปสรา้ งสรรคเ์ ป็นเมนูของหวาน เช่น ไอศกรีม และ ขนมชน้ั เปน็ ต้น 40

41 41

42 42

บทท่ี 7 ชีวนวัตกรรมดา้ นการแปรรูปหอ้ ม เปน็ สมนุ ไพร และยารกั ษาโรค ในอดีตชาวล้านนานำหอ้ มมาใช้ในการรกั ษาโรค เช่น นำมาต้ม เพื่อใช้แก้ไข้ ปวดศีรษะเนื่องจากหวัด หรือ ชาวแพรใ่ ช้ใบตำกับเกลือ พอกท่ีฝ่าเทา้ เพ่ือลดไข้ อีกทงั้ ยังลดการเจบ็ คอ หลอดลมอักเสบ ต่อม ทอนซลิ -อักเสบและตาอักเสบ เป็นสมนุ ไพรบำรงุ กำลัง และแก้อกั เสบ ชาวเขาเผ่าอีก้อ แม้ว และมูเซอ จะใช้รากและใบเค่ียวหรือต้มน้ำด่ืม แก้ปวดหลัง อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ โรคกระเพาะอาหาร และ แกไ้ ข้ ปวดศีรษะหอ้ มถูกใชเ้ ป็น 43

ฉันทนา และคณะ (2563) ศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมในการเตรียมตำรับยาสมุนไพรห้อมและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสมนุ ไพรห้อมลดไข้ ในชมุ ชนบา้ นนาคูหา ตำบลสวนเข่ือน อำเภอเมือง จงั หวัดแพร่ ดว้ ยการวจิ ัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบสมุนไพรลดไข้ในห้องปฏิบัติการรว่ มกับการวิจัยแบบมีส่วนร่วมในชุมชน ผลการศึกษา ตำรับยาสมุนไพรประกอบดว้ ยสมนุ ไพรห้อมเปน็ ตวั ยาหลัก เมนทอลเป็นตัวยาเสริม และสารเติมแตง่ อนื่ ๆ ได้แก่ สารก่อเจล เอทานอล (Ethanol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ได้ศึกษาชนิดของสารกอ่ เจลและอตั ราส่วนของของ ผสมท่ีเหมาะสมของสูตรตำรับยาเพื่อให้ได้ลักษณะเนื้อเจลนุ่มลื่นและเป็นเน้ือเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ต้นแบบเจล สมุนไพรเตรียมจากเน้ือเจลพ้ืนชนิดคาร์โบพอล (Carbopol) ความเข้มข้น 2 เปอรเ์ ซ็นต์ของน้ำหนักต่อปริมาตร ผสมเนื้อสมุนไพรห้อม และสารเติมแต่งในอัตราส่วนร้อยละ 60:25:15 โดยน้ำหนัก ผลการวิจัยจะเป็นแนวทาง ส่งเสริมการนำสมุนไพรห้อมมาใช้สำหรับบรรเทาอาการไข้และการดูแลสุขภาพแบบพึ่งพาตนเองของกลุ่มชุมชน พื้นทสี่ งู จงั หวัดแพร่ มีลูกประคบและภายในลกู ประคบจะนำกากของใบห้อมทผ่ี ่านการสกดั สีแลว้ ซึ่งเป็นของเหลือ ทิ้งจากการทำห้อมเปียกมาตากแห้งแล้วนำมาประกอบสูตรกับสารสกัดรูตินที่สกัดจากใบห้อมร่วมกับสารสำคัญ อื่น ๆ นอกจากนยี้ ังมีการใช้เป็นยาพ้ืนบ้าน เช่น ใบต้มน้ำดื่มแก้ไข้ ปวดศีรษะเนื่องจากหวัด เจ็บคอ ใช้รากและใบ เค่ียวหรือตม้ นำ้ ด่ืมแกป้ วดหลัง อาหารไม่ยอ่ ย อาหารเป็นพิษ ตำพอกหรือคัน้ น้ำทารักษาแผลสด แผลถลอก ห้าม เลือด เป็นตน้ ตารางท่ี 1 สว่ นต่าง ๆ ของห้อมที่นำไปใชป้ ระโยชน์ ห้อมสามารถใช้ประโยชน์ได้ คอื รากและใบ นำดม่ื แก้ไข้ เจบ็ คอ หลอดลมอักเสบ ตอ่ มทอนซลิ อกั เสบ ท้ัง ต้นสดสับเปน็ ท่อนตม้ เค่ียวเพ่ือทำสยี อ้ มผ้าใหส้ ีน้ำเงนิ เขม้ เกอื บดำ ห้อมเป็นยาพื้นบ้านล้านนาใช้ ใบตม้ น้ำด่ืมแกไ้ ข้ ปวดศีรษะเนื่องจากหวัด เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ตาอักเสบ แพทย์จีน ทดลองให้คนไข้โรค 44

เอดส์ที่เป็นงูสวัด ดื่มน้ำต้มใบแห้งผสมกับพืชอ่ืนอกี 3 ชนิด คือ Coptis chinensis, Arnebia euchroma และ Paeonia moutan พบว่า แผลหายภายใน 2 สปั ดาห์อย่างรวดเร็ว (เพมิ่ ศักดิ์ และคณะ, 2541) ประโยชนอ์ ื่น ๆ เป็นยาพน้ื บ้านของชาวล้านนา ใช้ใบต้มน้ำดื่มแก้ไข้ ปวดศีรษะเนื่องจากหวดั หรือ ชาวแพร่ ใช้ใบตำกับเกลือพอกท่ีฝ่าเท้าเพื่อลดไข้ อีกท้ังยังลดการเจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ต่อมทอนซิล-อักเสบ และตาอักเสบ เป็นสมุนไพรบำรงุ กำลัง และแก้อักเสบ ชาวเขาเผ่าอีก้อ แม้ว และมูเซอ จะใช้รากและใบเคี่ยวหรือตม้ น้ำดื่มแก้ปวด หลัง อาหารไม่ย่อย อาหารเปน็ พิษ โรคกระเพาะอาหาร และแก้ไข้ ปวดศีรษะ ตำพอกหรือคัน้ น้ำทารักษาแผลสด แผล ถลอก หา้ มเลือด แก้อาการอักเสบจากพิษงู ตะขาบ แมงป่อง หรอื แมลงอืน่ ๆ และมีรายงานว่าทางภาคใตข้ องประเทศ จีนมีการใช้รากของห้อมเป็นยาแผนโบราณจีนท่ีมีช่ือเสียงเป็นท่ีรู้จักกันทั่วไปว่า “Nan-Ban-Lan-Yeh” มักใช้เพ่ือ รักษาไวรัสตับอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม แกอ้ ักเสบ เริม โรคไฟลามทุง่ และใช้รกั ษาแผลจาก การโดนงูกัด สว่ น ลำตน้ และใบของ S. cusia ใช้ในยอ้ มสฟี ้าครามแกเ่ คร่อื งนุง่ หม่ (Tanaka et al., 2004) สารส่วนใหญ่ของสารท่ีให้สี เป็นสารกลุ่มอัลคาลอยด์ และสารกลุ่มเทอร์พีน (Terpenes) และสารสกัด จากห้อมแสดงฤทธ์ิตา้ นอาการอักเสบและลดไข้ในหนูทดลอง โดยส่วนของใบห้อมสามารถใชร้ ักษาโรคไขห้ วัด ใหญ่ เย่ือหุ้มสมองอักเสบ ปอดบวม คางทมู การเจ็บคอและผวิ หนงั อักเสบได้ และยังมสี ่วนประกอบทางเคมที มี่ ี ประสิทธิภาพซ่ึงมีฤทธ์ิต้านเช้ือแบคทีเรียต้านการอักเสบ และต้านมะเร็ง ได้แก่ β-sitosterol, Indirubin, Tryptanthrin (6,12-dihydro-6,12-dioxoindolo- (2,1-b) -quinazoline) betulin, Indigodole A, Indigodole B (5aR-ethyltryptanthrin) และ Phenylethanoidglycosides การนำหอ้ มมาใชป้ ระโยชน์ เช่น เจลลดไข้จากหอ้ ม ที่มา: ฉันทนา และคณะ, 2563 45

บทที่ 8 ชีวนวตั กรรมดา้ นการแปรรูปห้อม เป็นเคร่ืองสำอาง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่นับว่ามีมูลค่า และสามารถสรา้ งรายได้มาก เนื่องจากมีส่วนช่วยในการดำเนิน ชีวิตของมนาย์ส่วนใหญ่ในโลก และกระแสรักษ์สุขภาพจึงเกิด เป็นแนวคิด การเพ่ิมมูลค่าของเครื่องสำอาง โดยการนำพืช สมุนไพรที่ มี ส่วนผสมท่ี ช่วยเรื่องดู แลผิว มาผลิตเป็ น เครอื่ งสำอาง 46

47 47

48 48

นอกจากนใ้ี นห้อมยงั มีสารสำคัญ เชน่ สารตา้ นอนมุ ูลอสิ ระ รูติน ซึ่งเปน็ สาระสำคญั ทม่ี คี วามเหมาะสมนำไปเปน็ สารประกอบในเครอื่ งสำอาง เพอื่ บำรงุ ผิว และเพอ่ื เปน็ การต่อยอดจึงได้นำสารรตู นิ น้ีมาใช้ผลิตเซร่มั จากห้อม และเพอื่ ประคบผิว 49


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook