โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 31 2.3.2 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ.2561- พ.ศ.2580 (สานักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ, 2561) มียุทธศาสตรท์ ีเ่ กี่ยวข้องกบั การขับเคลื่อนงานดา้ นผู้สงู อายุจานวน 2 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสรา้ งศักยภาพทรพั ยากรมนษุ ย์ มีเป้าหมายการพัฒนาที่สาคัญเพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ โดยคนไทยมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มี จิตสาธารณะรับผิดชอบต่อสังคมและผู้อนื่ มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มวี ินยั รกั ษาศลี ธรรมและเป็นพลเมืองดี ของชาติ มีหลักคิดท่ีถูกต้อง มีทักษะท่ีจาเป็นในศตวรรษที่ 21 มีทักษะส่ือสารภาษาอังกฤษ และภาษาที่ 3 และ อนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สู่การเป็นคนไทยที่มี ทักษะสงู เป็นนวัตกร นักคิด ผ้ปู ระกอบการ เกษตรกรยคุ ใหมแ่ ละอน่ื ๆ โดยมสี ัมมาชพี ตามความถนดั ของตนเอง 1.1 การพัฒนาศกั ยภาพคนตลอดช่วงชีวติ 1) ช่วงวัยแรงงาน ยกระดับศักยภาพ ทักษะ และสมรรถนะแรงงานอย่างต่อเน่ือง สอดคล้อง กับความสามารถเฉพาะตัว และความต้องการของตลาดแรงงาน มีการทางานตามหลักการทางานท่ีมีคุณค่าเพ่ือ สร้างผลิตภาพเพิ่มให้กับประเทศ มีวัฒนธรรมการทางานท่ีพึงประสงค์ มีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะทางการเงิน เพ่ือให้สามารถบริหารจัดการเงินของตนเองและครอบครัว มีการวางแผนทางการเงินและมีการออม การรับผิดชอบ ของพ่อแม่ต่อครอบครวั มีการพัฒนาระบบการเรยี นรู้ และการอานวยความสะดวกด้านความรู้ เพอ่ื พฒั นาความรู้ แรงงานฝีมือ ความชานาญพิเศษ การเป็นผปู้ ระกอบการใหม่ และการพัฒนาต่อยอดความรู้ในการสร้างสรรค์งานใหม่ๆ รวมทั้งมาตรการขยายอายุการทางาน 50 2) ช่วงวัยผู้สูงอายุ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นพลังขับเคล่ือนประเทศ ส่งเสริมให้มีการทางานหลัง เกษียณ ผา่ นการเสรมิ ทักษะการดารงชีวติ ทกั ษะอาชีพในการหารายได้ มีงานทาท่ีเหมาะสมกบั ศักยภาพ มีการสร้าง เสริมสุขภาพ ฟ้ืนฟูสุขภาพ การป้องกันโรคให้แก่ผู้สูงอายุ พร้อมกับจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ และ หลกั ประกันทางสงั คมทีส่ อดคล้องกับความจาเป็นพน้ื ฐานในการดารงชีวิต การมสี ว่ นรว่ มของผูส้ ูงอายุในสังคม 1.2 การสร้างสภาพแวดลอ้ มทเี่ ออ้ื ตอ่ การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพ่ือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ท่ีมีความเชื่อมโยงและบูรณาการ ข้อมูลด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหวา่ งกระทรวง หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง โดยการเช่ือมโยงข้อมูลรายบุคคล ท่ีเกี่ยวกับการศึกษา การพัฒนาตนเอง สุขภาพและพัฒนาอาชีพในตลอดช่วงชีวิต เพื่อเสริมและสร้างศักยภาพ ของการดาเนินงานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามพันธกิจของแต่ละกระทรวงให้มีความเข้มแข็งและตอบโจทย์ ประเทศ เป็นฐานข้อมูลการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศท่ีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถ ประเมินจุดอ่อน จุดแข็ง และศักยภาพบุคคลของประเทศ นาไปสู่การตัดสินใจในระดับนโยบายและปฏิบัติ เพ่ือ พฒั นาคนไทยอยา่ งมที ศิ ทางและสอดคล้องกับการพฒั นาประเทศไทยในอนาคต รวมถงึ ข้อมลู ท่ีสนบั สนนุ การผลิต กาลังแรงงานท่มี ที กั ษะตรงต่อความต้องการของตลาดงานในอนาคต และใช้ประกอบการตัดสินใจในการศกึ ษาต่อ
32 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย ธนาคารคลังสมองเพื่อรวบรวมผู้สูงอายุที่มีความรู้ ประสบการณ์ และทักษะ เพื่อถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ 51 และทกั ษะ ให้เกดิ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ 2) ยุทธศาสตร์ชาติดา้ นการสรา้ งโอกาสและความเสมอภาคทางสงั คม มีเป้าหมายการพัฒนาทส่ี าคัญท่ีให้ความสาคัญกับการดึงเอาพลังของภาคส่วนตา่ งๆ ท้ังภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น มาร่วมขับเคลื่อน โดยการสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนในการร่วมคิดร่วมทา เพื่อส่วนรวม การกระจายอานาจและความรับผิดชอบไปสู่กลไกการบริหารราชการแผ่นดินในระดับท้องถ่ิน การ เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง และการเตรียมความพร้อมของประชากรไทยทั้งในมิติ สุขภาพ เศรษฐกจิ สังคม และสภาพแวดล้อมให้เป็นประชากรที่มีคณุ ภาพ สามารถพึง่ ตนเองและทาประโยชน์แก่ ครอบครัว ชุมชน และสังคมให้นานท่ีสุด โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่าง เป็นธรรมและท่วั ถงึ 2.1 การลดความเหลื่อมลา้ สร้างความเปน็ ธรรมในทุกมิติ 1) เพ่ิมผลิตภาพและคุ้มครองแรงงานไทย ให้เป็นแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพและความริเร่ิม สร้างสรรค์ มีความปลอดภัยในการทางาน โดยส่งเสริมการปรับทัศนคติของนายจ้างให้มองลูกจ้างว่าสามารถ เพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับธุรกิจได้ สถานประกอบการจัดโครงสร้างค่าจ้างตามความสามารถและประสบการณ์ สง่ เสรมิ กลไกและระบบการออมและแหล่งเงินทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการ รวมถงึ การยกระดับกลไก การดูแลแรงงานไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตลอดจนการพัฒนาด้านคุณภาพแรงงาน ท้ังในด้านทักษะฝีมือ แรงงานและความสามารถด้านเทคโนโลยี ภาษาและการจัดการ เพี่อส่งเสริมให้แรงงานพัฒนาตนเองไปเป็น ผู้ประกอบการได้ 2) สร้างหลักประกันทางสังคมท่ีครอบคลุมและเหมาะสมกับคนทุกช่วงวัย ทุกเพศภาวะและ ทุกกลุ่ม เพ่ือรองรับการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วในบริบทของสังคมสูงวัย รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และทางสังคมท่ีเอื้อต่อการดารงชีวิตและการมสี ว่ นรว่ มเป็นพลังในสงั คมสาหรบั คนทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้พิการและ ผู้สูงวัย โดยการเช่ือมโยงระบบข้อมูลสวัสดิการรายบุคคล และการพัฒนาระบบการให้บริการสวัสดิการท่ีเป็น ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชน ธุรกิจ หรือองค์กรประชาสังคม เพ่ือให้ สามารถพัฒนาระบบสวัสดิการถ้วนหน้าได้อย่างมีประสิทธภิ าพและควบคุมค่าใชจ้ ่ายไม่ให้เป็นภาระทางการคลัง มากเกินไป ส่งเสริมและสรา้ งแรงจูงใจในการออมและการลงทุนระยะยาวเพ่ือเพิ่มความสามารถในการพึ่งตนเอง ทางเศรษฐกิจของประชาชนทุกกลุ่มดว้ ยมาตรการทางภาษีและอ่ืนๆ ตลอดจนส่งเสรมิ ให้แรงงานทั้งในระบบและ นอกระบบเขา้ สูร่ ะบบประกันสงั คมอยา่ งทัว่ ถึง 2.2 กระจายศนู ย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ สงั คม และเทคโนโลยี 1) สนบั สนุนการพฒั นาพื้นท่ีบนฐานข้อมูลความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการพฒั นาระบบ ฐานข้อมูลมิติต่างๆ ของพื้นท่ีให้มีความถูกต้องแม่นยา การเปิดเผยข้อมูลสาคัญที่จะเอื้อให้ประชาชนและภาคส่วน ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผน การตัดสินใจและการติดตามการดาเนินงานของรัฐ พัฒนากลไกเพื่อ
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 33 สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลนยีและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ รวมถึงการ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถ่ิน การขยายเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ ชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ต่างๆ และนาไปใช้เพื่อพัฒนาพื้นท่ีตลอจนการเพิ่มบทบาทของ สถาบนั การศึกษาและภมู ิปัญญาท้องถ่นิ เพ่อื ร่วมพัฒนาพ้นื ทีแ่ ละชมุ ชนท้องถิ่น 2) การพัฒนากาลังแรงงานในพื้นที่ โดยการวางแผนกาลังคนท่ีสอดคล้องกับแผนการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มจงั หวัด และการพฒั นาทักษะอาชีพท่ีสอดคล้องกับบริบทของเมืองท้ังในปัจจุบันและ อนาคต เน้นการส่งเสริมการยกระดับทักษะของผู้ประกอบการ และกลุ่มวิสาหกิจในพื้นที่ ทั้งในด้านภาษา การบริหารธุรกิจ การจัดการห่วงโซ่คุณค่าและตลาด การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึง การพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงความต้องการของกาลังแรงง านในพื้นท่ีกับระบบการผลิต กาลังคนในสานอาชพี 2.3.3 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560 – พ.ศ.2564) (สานกั งานคณะกรรมการ เศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาต,ิ 2561) มียุทธศาสตร์ทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั งานดา้ นผ้สู งู อายุ จานวน 2 ยทุ ธศาสตร์ ดงั นี้ 1) ยุทธศาสตร์การเสรมิ สรา้ งและพัฒนาศกั ยภาพทุนมนษุ ย์ แนวทางการพัฒนาสาคัญ ประกอบด้วย 1.1) ปรับเปล่ียนค่านิยมคนไทยให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย จิตสาธารณะ และพฤติกรรมท่ี พึงประสงค์ 1.2) พฒั นาศักยภาพคนใหม้ ีทักษะความรู้ และความสามารถในการดารงชวี ติ อยา่ งมคี ุณค่า 1.3) ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรยี นรู้ตลอดชีวติ 52 1.4) ลดปจั จยั เสี่ยงด้านสุขภาพและใหท้ ุกภาคสว่ นคานงึ ถึงผลกระทบตอ่ สุขภาพ 1.5) เพ่ิมประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบสุขภาพของภาครัฐและปรับระบบการเงินการ คลังด้านสุขภาพ 1.6) พัฒนาระบบการดแู ลและสร้างสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมกบั สงั คมสูงวัย 1.7) ผลกั ดนั ใหส้ ถาบันทางสงั คมมสี ่วนร่วมพัฒนาประเทศอยา่ งเข้มแขง็ 2) ยุทธศาสตร์การสร้างความเปน็ ธรรมและลดความเหลือ่ มลา้ ในสงั คม แนวทางการพฒั นาสาคัญ ประกอบดว้ ย 2.1) การเพ่ิมโอกาสให้กับกลุ่มเป้าหมายประชากรร้อยละ 40 ท่ีมีรายได้ต่าสุดสามารถเข้าถึง บรกิ ารทีม่ คี ณุ ภาพของรัฐและมีอาชพี 2.2) การกระจายการให้บริการภาครัฐท้ังด้านการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่มีคุณภาพ ใหค้ รอบคลมุ และทวั่ ถึง
34 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 2.3) เสริมสร้างศักยภาพชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างความเข้มแข็งการเงิน 53 ฐานรากตามหลัก 13 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เพ่ือใหช้ มุ ชนสามารถพ่ึงพาตนเองได้ มีสิทธใิ นการจดั การทุน ทดี่ นิ และทรัพยากรภายในชมุ ชน 2.3.4 มาตรการขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติเรื่องสังคมสูงอายุ (2561) ประกอบด้วย 2 มาตรการ หลักคือ 6 sustainable และ 4 change (กรมกจิ การผสู้ งู อายุ, 2561) 1) มาตรการหลักที่ 1 การพฒั นาคุณภาพชีวิตผู้สงู อายุและคนทุกวยั (6 sustainable) 1.1) มาตรการย่อยท่ี 1.1 การสร้างระบบคุ้มครองและสวัสดิการผู้สูงอายุ หน่วยงานรับผิดชอบ หลัก คือ กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษย์ 1.2) มาตรการย่อยที่ 1.2 ส่งเสริมการมีงานทาและมีรายได้ของผู้สูงอายุ หน่วยงานรับผิดชอบ หลกั คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย์ 1.3) มาตรการย่อยท่ี 1.3 ระบบสุขภาพเพื่อรองรับสังคมสูงอายุ หน่วยงานรับผิดชอบหลัก คือ กระทรวงสาธารณสขุ 1.4) มาตรการย่อยท่ี 1.4 ปรับสภาพแวดล้อมชุมชนและบ้านให้ปลอดภัยกับผู้สูงอายุ หน่วยงาน รับผดิ ชอบหลัก คือ กระทรวงมหาดไทย 1.5) มาตรการย่อยท่ี 1.5 ธนาคารเวลาสาหรับการดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทย หน่วยงาน รบั ผิดชอบหลัก คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย์ 1.6) มาตรการย่อยท่ี 1.6 การสร้างความรอบรู้ให้คนรุ่นใหม่เตรียมความพร้อมในทุกมิติ หนว่ ยงานรับผิดชอบหลกั คอื กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ 2) มาตรการหลกั ที่ 2 การยกระดับขดี ความสามารถสู่ การบริหารจดั การภาครฐั 4.0 (4 change) 2.1) มาตรการยอ่ ยท่ี 2.1 ยกระดับความรว่ มมอื เสริมสรา้ งพลงั สังคมสูงอายุ หน่วยงานรับผดิ ชอบ หลัก คอื กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย์ 2.2) มาตรการยอ่ ยท่ี 2.2 ปรับเปลีย่ นกฎหมาย ระเบยี บปฏิบตั ิ ข้อบังคับใหเ้ อ้อื ต่อการทางานด้าน ผู้สงู อายุ หน่วยงานรับผิดชอบหลกั คอื กระทรวงยตุ ิธรรม 2.3) มาตรการย่อยท่ี 2.3 ปฏิรูปข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานรับผิดชอบหลัก คือ กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย์ 2.4) มาตรการย่อยท่ี 2.4 พลิกโฉมนวัตกรรมเพื่อลดความเหล่ือนล้าในสังคมสูงอายุ หน่วยงาน รับผดิ ชอบหลัก คือ กระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 35 2.3.5 แผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับท่ี2 (พ.ศ. 2545-2564) ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2552 (กรมกิจการ ผูส้ งู อายุ, 2552) แผนผสู้ งู อายฯุ ฉบบั ปรบั ปรุงน้ีจาแนกยทุ ธศาสตร์เป็น 5 ยทุ ธศาสตร์ ดังนี้ 1) ยุทธศาสตรด์ ้านการเตรยี มความพร้อมของประชากรเพื่อวยั สงู อายทุ ี่มคี ณุ ภาพ 2) ยทุ ธศาสตร์ด้านการสง่ เสริมและพัฒนาผู้สงู อายุ 3) ยทุ ธศาสตรด์ า้ นระบบคุม้ ครองทางสงั คมสาหรบั ผูส้ ูงอายุ 4) ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการเพ่ือการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการระดับชาติและ การพฒั นาบคุ ลากรดา้ นผสู้ ูงอายุ 5) ยุทธศาสตร์ด้านการประมวล พัฒนา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุและการติดตาม ประเมินผลการดาเนนิ การตามแผนผู้สงู อายแุ หง่ ชาติ โดยมีรายละเอียดดงั นี้ 1) ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยทุ ธศาสตร์ดา้ นการเตรียมความพรอ้ มของประชากรเพือ่ วัยสูงอายุทม่ี คี ณุ ภาพ 1.1) มาตรการหลักประกันดา้ นรายไดเ้ พ่อื วัยสูงอายุ (1) ขยายหลักประกันชราภาพให้ครอบคลุมถว้ นหน้า (2) ส่งเสริมและสรา้ งวนิ ยั การออมทุกชว่ งวัย 1.2) มาตรการการใหก้ ารศกึ ษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (1) ส่งเสริมการเข้าถึง และพัฒนาการจัดบริการการศึกษาและการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต ท้ังการศึกษาในระบบ นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อความเข้าใจชีวิตและพัฒนาการในแต่ละวัย และเพ่อื เตรยี มตัวเขา้ สูว่ ัยสูงอายุทเ่ี หมาะสม 54 (2) รณรงค์ใหส้ ังคมตระหนักถึงความจาเปน็ ของการเตรยี มการเข้าสู่การเปน็ ผ้สู งู อายุ 1.3) มาตรการการปลุกจติ สานึกใหค้ นในสังคมตระหนกั ถงึ คุณค่าและศกั ด์ิศรขี องผู้สงู อายุ (1) ส่งเสริมให้ประชาชนทุกวัยเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการดูแลรับผิดชอบผู้สูงอายุในครอบครัว และชมุ ชน (2) ส่งเสริมให้มีกิจกรรมสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุกับคนทุกวัย โดยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมและการกีฬา (3) รณรงค์ใหส้ ังคมมจี ติ สานกึ และตระหนักถึงคุณค่าและศกั ดศิ์ รขี องผสู้ ูงอายุ 2) ยทุ ธศาสตร์ท่ี 2 ยทุ ธศาสตรด์ ้านการส่งเสรมิ และพฒั นาผสู้ ูงอายุ 2.1) มาตรการส่งเสรมิ สุขภาพ ปอ้ งกันการเจบ็ ปว่ ยและดแู ลตนเองเบอื้ งตน้ (1) จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในรูปแบบท่หี ลากหลายและเหมาะสมแก่ผ้สู ูงอายุและครอบครัว 2.2) มาตรการสง่ เสริมการรวมกลมุ่ และสรา้ งความเข้มแขง็ ขององค์กรผูส้ ูงอายุ (1) ส่งเสริมการจัดตัง้ และดาเนนิ งานชมรมผ้สู ูงอายแุ ละเครือขา่ ย (2) สนบั สนนุ กจิ กรรมขององค์กรเครือข่ายผู้สูงอายุ
36 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 2.3) มาตรการส่งเสริมด้านการทางานและการหารายไดข้ องผสู้ ูงอายุ 55 (1) สง่ เสริมการทางานทั้งเต็มเวลาและไม่เตม็ เวลาทงั้ ในระบบและนอกระบบ (2) ส่งเสริมการฝกึ อาชีพและจัดหางานใหเ้ หมาะสมกับวยั และความสามารถ (3) สง่ เสริมการรวมกลุม่ ในชุมชนเพ่ือจดั ทากิจกรรมเสริมรายไดโ้ ดยให้ผสู้ ูงอายุสามารถมสี ่วนรว่ ม 2.4) มาตรการสนับสนุนผสู้ งู อายุทม่ี ศี กั ยภาพ (1) ประกาศเกียรตคิ ุณผสู้ งู อายุที่เป็นตัวอยา่ งท่ีดขี องสงั คม (2) ส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ คลงั ปญั ญากลางของผูส้ ูงอายุเพอื่ รวบรวมภมู ิปญั ญาในสงั คม (3) ส่งเสริมและเปิดโอกาสใหม้ ีการเผยแพร่ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุและให้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ดา้ นต่าง ๆ ในสังคม 2.5) มาตรการส่งเสริมสนับสนุนสื่อทุกประเภทให้มีรายการเพื่อผู้สูงอายุและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุ ไดร้ ับความรู้และสามารถเข้าถึงข่าวสารและสื่อ (1) สง่ เสรมิ สนับสนุนส่ือทกุ ประเภทให้มีรายการเกี่ยวกับผู้สงู อายุ (2) ส่งเสรมิ การผลติ การเข้าถงึ สื่อและการเผยแพรข่ ่าวสารสาหรบั ผูส้ ูงอายุ (3) ดาเนนิ การใหผ้ ู้สงู อายุสามารถเข้าถึงขอ้ มูลข่าวสารจากสิ่งต่าง ๆ ไดอ้ ย่างต่อเน่ือง 2.6) มาตรการส่งเสริมและสนบั สนุนใหผ้ ู้สงู อายมุ ีที่อย่อู าศยั และสภาพแวดลอ้ มทเี่ หมาะสม (1) สนับสนุนส่งเสริมให้ความรู้แก่ครอบครัวและผู้สูงอายุในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับ ความต้องการในวยั สูงอายุ (2) กาหนดมาตรการแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่าเพื่อสร้าง หรือปรับปรุงท่ีอยู่อาศัยและระบบ สาธารณูปโภคสาหรบั ผู้สูงอายุ (3) มีการออกกฎหมายให้สิทธิพิเศษแก่ภาคเอกชนที่จัดบริการด้านที่พักอาศัยท่ีได้มาตรฐาน สาหรับผู้สงู อายุ 3) ยุทธศาสตร์ท่ี 3 ยุทธศาสตรด์ ้านระบบค้มุ ครองทางสังคมสาหรับผ้สู งู อายุ 3.1) มาตรการคุม้ ครองดา้ นรายได้ (1) สง่ เสรมิ ให้ผูส้ งู อายทุกคนไดร้ บั สวสั ดกิ ารด้านรายได้พืน้ ฐานท่ีรัฐจดั ให้ (2) สง่ เสริมการจดั ต้ังกองทนุ ในชุมชนสาหรับผูส้ ูงอายุ 3.2) มาตรการหลักประกนั ด้านสุขภาพ (1) พัฒนาและสง่ เสริมระบบประกันสขุ ภาพทม่ี คี ณุ ภาพเพ่ือผูส้ งู อายทุ ุกคน (2) ส่งเสรมิ การเขา้ ถึงบริการทางสขุ ภาพและการตรวจสุขภาพประจาปอี ยา่ งท่ัวถึง (3) ใหว้ คั ซีนทจี่ าเปน็ ตามมาตรฐาน การปอ้ งกนั และส่งเสรมิ สุขภาพแก่ผูส้ งู อายุ (4) รัฐต้องให้อุปกรณ์ช่วยในการดารงชีวิตประจาวันตามที่จาเป็น เช่น แว่นตาไม้เท้า รถเข็น ฟันเทียมแก่ผสู้ ูงอายุ
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 37 3.3) มาตรการด้านครอบครวั ผดู้ แู ลและการคุ้มครอง (1) ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัวให้นานท่ีสุด โดยการส่งเสริมค่านยิ มในการอยู่ร่วมกบั ผู้สงู อายุ (2) ส่งเสริมสมาชิกในครอบครัวและผู้ดูแลให้มีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุ โดยการให้ความรู้ และข้อมลู แกส่ มาชิกในครอบครวั และผูด้ แู ลเกยี่ วกับการบริการต่าง ๆ ทีเ่ ปน็ ประโยชน์ 3.4) มาตรการระบบบริการและเครอื ข่ายการเก้ือหนนุ (1) ปรับปรุงบริการสาธารณะทุกระบบให้สามารถอานวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุในการ ดารงชีวติ และตดิ ตอ่ สัมพนั ธ์กับสงั คม กลุ่มและบุคคล - ดาเนินการประชาสัมพันธใ์ ห้ผูส้ งู อายุทราบถึงอัตราค่าโดยสารของระบบขนสง่ สาธารณะ และระบบขนส่งมวลชนตา่ งๆทล่ี ดหยอ่ นให้แก่ผ้สู ูงอายุ - ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงบริการระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภทให้ผู้สูงอายุเข้าถึงและได้ ใช้อย่างสะดวกเหมาะสมกับผู้สูงอายุตลอดระยะเวลาให้บริการโดยมีการประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยบริการท่ีมี ผลงานดเี ด่น - สง่ เสริมให้ภาครัฐและเอกชนทีร่ ับผิดชอบสถานท่ีสาธารณะ ปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานสถานท่ี สาธารณะสาหรับผสู้ ูงอายุ - จัดส่ิงอานวยความสะดวกที่ใช้ได้จริงในสถานท่ีสาธารณะแก่ผู้สูงอายุ เช่น ถนน ทางเดิน สาธารณะในเขตชมุ ชน สะดวกเหมาะสมแก่ผ้สู งู อายแุ ละผพู้ กิ าร - จัดให้มีสวนสาธารณะและพื้นท่ีออกกาลังกายที่เพียงพอและเหมาะสมปลอดภัยสาหรับ ผสู้ งู อายุ 56 (2) จดั ตั้งและพฒั นาบริการทางสุขภาพและทางสังคม รวมทั้งระบบการดแู ลผ้สู ูงอายุในระยะยาว ในชุมชนที่สามารถเข้าถึงผู้สูงอายุมากท่ีสุด โดยเน้นบริการถึงบ้านและมีการสอดประสานกันระหว่างบริการทาง สขุ ภาพและทางสังคม โดยครอบคลุมบริการดงั ตอ่ ไปน้ี - สนบั สนุนการดูแลระยะยาว - ระบบประคับประคอง - ดูแลโรคเรื้อรงั ท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ ความดนั โลหิตสงู เบาหวานและโรคหลอดเลือดในสมอง - อาสาสมคั รในชมุ ชน - สนับสนุนใหผ้ ้ดู ูแลมคี วามรคู้ วามสามารถในการดูแลผ้สู ูงอายุ (3) ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรทางศาสนา องค์กรเอกชนและองค์กร สาธารณประโยชนม์ ีส่วนรว่ มในการดูแลจดั สวัสดิการเพ่ือผสู้ ูงอายุ โดยกระบวนการประชาคม (4) เก้ือหนุนให้เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดบริการด้านสุขภาพและสังคมให้แก่ ผสู้ งู อายทุ ี่สามารถซื้อบริการได้ โดยมีการดูแลและกากับมาตรฐานและค่าบริการที่เปน็ ธรรมรว่ มดว้ ย (5) รฐั มรี ะบบและแผนเพื่อการใหค้ วามช่วยเหลือผูส้ ูงอายุเมือ่ เกิดภยั พิบัติ (6) ส่งเสรมิ ใหโ้ รงพยาบาลของรฐั และเอกชนมีบริการแพทยท์ างเลือก
38 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย (7) จัดตัง้ คลินิกผู้สูงอายใุ นโรงพยาบาลของรัฐท่ีมีจานวนเตียงต้งั แต่ 120 เตยี งข้ึนไป 57 4) ยุทธศาสตรท์ ี่ 4 ยทุ ธศาสตรด์ า้ นการบรหิ ารจดั การเพื่อการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการ ระดบั ชาตแิ ละการพัฒนาบุคลากรดา้ นผสู้ งู อายุ 4.1) มาตรการการบรหิ ารการจดั กาเพือ่ การพัฒนางานด้านผูส้ ูงอายอุ ยา่ งบูรณาการระดบั ชาติ (1) เสริมสร้างความเข้มแข็งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติให้สามารถผลักดันนโยบายและ ภารกิจทส่ี าคญั ด้านผสู้ ูงอายุส่กู ารปฏิบัติ (2) ให้คณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมด้านผู้สูงอายุจังหวัดในคณะกรรมการ ส่งเสรมิ การจัดสวสั ดกิ ารสังคมจงั หวดั เปน็ เครอื ขา่ ยการบริหารและพฒั นาผสู้ ูงอายใุ นระดบั จังหวดั ท้องถนิ่ (3) การพัฒนาศกั ยภาพของเครือขา่ ยในระดับจงั หวดั และทอ้ งถ่นิ (4) คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติวางแผนและดาเนินการให้มีการติดตามประเมินผลแผน ผสู้ ูงอายุแห่งชาติ ปรบั แผนและแปลงแผนไปสกู่ ารปฏิบตั ทิ ที่ นั กาหนดเวลา 4.2) มาตรการส่งเสริมและสนับสนนุ การพฒั นาบคุ ลากรดา้ นผูส้ ูงอายุ (1) ส่งเสริมและสนับสนนุ ให้มีการผลิตหรือฝึกอบรมบุคลากรด้านผู้สูงอายุในระดับวชิ าชีพอย่าง เพยี งพอและมีมาตรฐาน (2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิตหรือฝึกอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างเพียงพอและมี มาตรฐาน (3) กาหนดแผนการผลิตบุคลากรด้านผู้สูงอายุให้เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของ ประเทศและดาเนินการติดตามอย่างต่อเน่อื ง 5) ยุทธศาสตร์ท่ี 5 ยุทธศาสตร์ด้านการประมวล พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุและ การติดตามประเมนิ ผลการดาเนินการตามแผนผ้สู ูงอายุแหง่ ชาติ 5.1) มาตรการสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุสาหรับการกาหนด นโยบายและการพัฒนาการบริการหรอื การดาเนินการทีเ่ ปน็ ประโยชน์แกผ่ ู้สูงอายุ 5.2) มาตรการดาเนินการให้มีการติดตามประเมินผลการดาเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติที่มี มาตรฐานอย่างตอ่ เนื่อง 5.3) มาตรการพัฒนาระบบข้อมูลทางด้านผู้สูงอายุให้ถูกต้องและทันสมัย โดยมีระบบฐานข้อมูลที่ สาคัญดา้ นผูส้ งู อายุที่งา่ ยต่อการเขา้ ถึงและสืบคน้ แผนผู้สูงอายุแห่งชาติทม่ี ีการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความครอบคลุมทั้งการชว่ ยเหลือ คมุ้ ครอง มสี วสั ดิการ รองรับ และมีหลักประกันความมั่นคงในการดารงชีวิตในด้านต่างๆ ได้มีการสอดแทรกในเรื่องของ การสร้างหลักประกันด้านรายได้ของผู้สูงอายุ โดยกาหนดเป็นมาตรการส่งเสริมด้านการทางานและการหารายได้ ของผู้สูงอายุ ท้ังการปรับรูปแบบการทางาน การฝึกอบรมอาชีพ และการรวมกลุ่มอาชีพ รวมถึงมาตรการ คุ้มครองด้านรายได้โดยส่งเสริมใหผ้ ู้สูงอายุทุกคนได้รับสวัสดิการดา้ นรายได้พื้นฐานที่รัฐจัดให้ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ทาให้ทราบถึงมาตรการของภาครัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนการทางานของผู้สูงอายุท่ีเอ้ือต่อการกาหนด กลยทุ ธใ์ นการสง่ เสริมการทางานของผู้สงู อายใุ นปัจจุบัน
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 39 2.3.6 แผนกลยุทธ์ด้านการทางานของผู้สูงอายุระยะท่ี 1 (พ.ศ.2559 – 25563) (วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.), 2559) แผนกลยุทธ์ฯ เป็นแผนท่ีเชื่อมโยงกับแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและ พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุให้สามารถพ่ึงตนเองต่อไปได้ในเชงิ เศรษฐกิจ และมีส่วนร่วมในการสร้างประโยชนใ์ ห้แก่ ครอบครัว ชุมชน สงั คม ประกอบดว้ ยกลยุทธ์ 5 กลยทุ ธ์ ดังน้ี 1) กลยุทธก์ ระจายงานสูบ่ า้ นหรอื ชมุ ชน 1.1) ส่งเสริมให้ภาคเอกชนกระจายงานใหก้ ับผสู้ งู อายไุ ดท้ างานที่บ้าน/ภายในชุมชน 1.2) ส่งเสริมการนาภมู ปิ ญั ญาผู้สูงอายุไปใชใ้ นการพัฒนาวิสาหกิจชมุ ชนร่วมกับสมาชิกชุมชนวัยอน่ื ๆ 2) กลยุทธ์ด้านการขยายอายุเกษียณราชการ 2.1) กาหนดนโยบายและการดาเนินงานในการขยายอายุเกษียณในภาครัฐในสายงานที่ขาดแคลน ที่ไม่ใช่ตาแหน่งงานบริหาร พร้อมท้ังมีเกณฑ์กาหนดการประเมินประสิทธิภาพการทางานผู้ที่ได้รับการขยายอายุ การเกษยี ณ 2.2) ปรับปรงุ ระบบบาเหน็จบานาญข้าราชการใหส้ อดคล้องกบั การขยายการเกษยี ณอายรุ าชการ 3) กลยทุ ธ์ดา้ นการส่งเสริมการจ้างงานต่อเนอื่ งของภาคเอกชน 3.1) สร้างแรงจูงใจเพ่ือลดภาระค่าใช้จ่ายให้ภาคเอกชน ต่ออายุการทางานหรือขยายระยะเวลา การทางานให้กับลูกจ้างท่ีเป็นผู้สูงอายุด้วยมาตรการประเภทต่างๆ เช่น มาตรการด้านระบบสวัสดิการสังคม กองทนุ สารองเลย้ี งชีพ เป็นตน้ 3.2) ปรบั ระบบประกนั สงั คมในสว่ นของบานาญชราภาพใหเ้ อ้ือต่อการจ้างงานต่อหลงั จากอายุ 55 ปี 58 4) กลยุทธ์ส่งเสริมการจ้างงานให้กับผู้สูงอายุท่ีเหมาะสมกับวัย ประสบการณ์ทางาน และสมรรถนะ ทางกาย 4.1) สรา้ งแรงจงู ใจให้ทกุ ภาคสว่ นมกี ารจา้ งงานผูส้ ูงอายใุ นงานทีเ่ หมาะสมกับวัยวุฒแิ ละสมรรถนะ 4.2) พฒั นาศักยภาพและทักษะแรงงานอย่างต่อเนอื่ ง โดยใหเ้ หมาะสมกับวยั 5) กลยทุ ธก์ ารสรา้ งฐานข้อมลู ตลาดแรงงานด้านผสู้ ูงอายุ 5.1) สร้างตลาดแรงงานผู้สูงอายุทั้งในส่วนกลางและระดับจังหวัดเพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปล่ียน ข้อมูลระหว่างนายจา้ งที่ตอ้ งการจ้างผ้สู ูงอายุและผสู้ งู อายทุ ี่ต้องการทางาน 5.2) สง่ เสริมให้มีการสรา้ งและพัฒนาฐานข้อมูลด้านแรงงานผูส้ ูงอายุใหเ้ ที่ยงตรงและทันสมัย และ ภาคส่วนต่างๆ สามารถเข้าถงึ ได้ 2.3.7 แผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบพ.ศ. 2560 – 2564 (สานักงาน ปลัดกระทรวงแรงงาน, 2561) ประกอบด้วยยุทธศาสตรด์ า้ นการบริหารจดั การจานวน 3 ยุทธศาสตร์ ดงั นี้ 1) ยุทธศาสตร์ท่ี 1 เสรมิ สรา้ งหลักประกันทางสังคมและขยายความครอบคลุมให้ทั่วถงึ 1.1) กลยุทธ์ 1 ขยายและเสรมิ สร้างหลักประกนั ทางสงั คมให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ
40 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 1.2) กลยทุ ธ์ 2 พฒั นาช่องทางการเขา้ ถึงความคมุ้ ครอง และหลักประกนั ทางสงั คม 59 1.3) กลยุทธ์ 3 เสริมสร้างหลักประกันความม่ันคงด้านสุขภาพ อาชีวอนามัย และความปลอดภัย ในการทางานอย่างทวั่ ถงึ 1.4) กลยุทธ์ 4 พัฒนาและปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ คนพิการ และ แรงงานในภาคเกษตร รวมท้ังการให้สัตยาบันอนุสัญญาที่สาคัญและให้สอดคล้องกับงานท่ีมีคุณค่าของ ILO โดย ความรว่ มมือจากทกุ ภาคสว่ นท่เี กย่ี วข้อง 2) ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 2 เสริมสร้างสมรรถนะแรงงานนอกระบบเพ่อื ทางาน 2.1) ส่งเสริมการมีงานทาอยา่ งต่อเนอื่ งและมีรายไดท้ ่ีมนั่ คงอยา่ งย่งั ยืน 2.2) เพิม่ สมรรถนะและผลิตภาพแรงงานที่สอดคล้องกบั เทคโนโลยีและนวตั กรรม 2.3) จัดระบบมาตรฐานฝมี อื แรงงาน 2.4) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในการเพิ่มสมรรถนะ ของแรงงานนอกระบบ 3) ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 เพ่มิ สมรรถนะการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบ 3.1) พัฒนากลไกการทางานในระดบั ชาตแิ ละระดับทอ้ งถิ่นให้มีประสทิ ธิภาพมากขน้ึ 3.2) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแรงงานนอกระบบ ให้เกิดความเช่ือมโยงระหว่าง หนว่ ยงานและสามารถนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ 3.3) ส่งเสริมการรวมกลมุ่ และสรา้ งความเข้มแข็งใหเ้ ครอื ขา่ ยแรงงานนอกระบบ 3.4) สนับสนุนการมีแผนปฏบิ ตั ิงานที่สอดคลอ้ งกับแผนปฏบิ ัติการด้านการบริหารจดั การแรงงาน นอกระบบ และพัฒนาระบบตดิ ตามประเมนิ ผล 2.4 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กย่ี วขอ้ ง เฟ่ืองฟ้า บุญยง (2548) ได้ศึกษาวิจัย “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ ” ผลการศึกษาพบว่า กล่มุ ตวั อยา่ งส่วนใหญ่มีอายุระหวา่ ง 65-69 ปี ส่วนใหญเ่ ปน็ เพศหญิง มีสถานภาพการสมรส แต่งงาน จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและปริญญาตรี อาชีพเดิมก่อนอายุ 60 ปี คือ อาชีพค้าขาย หรือธุรกิจ ส่วนตัว รับจ้างท่ัวไป รับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานบริษัท และปัจจุบันประกอบอาชีพค้าขาย หรือ อาชพี อิสระ และรบั จ้างทั่วไป กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญป่ ระสบปญั หาทางเศรษฐกจิ มภี าระตอ้ งอุปการะบุคคลใน ครอบครัวและมีรายได้ไม่แน่นอน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพต่อภายหลังอายุ 60 ปี เนื่องจาก เหตุผลทางเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเห็นว่าผู้สูงอายุควรทางานต่อไปเพราะทาให้รู้สึกภาคภูมิใจ และไมเ่ ปน็ ภาระของครอบครัว อรรถพร บัวพิมพ์ (2552) ได้ทาการศึกษา “การคุ้มครองแรงงานผู้สูงอายุ” ผลการศึกษาพบว่า ภาวะประชากรสูงอายุที่เพิ่มอย่างรวดเร็วส่งผลต่อสังคมโดยรวม เช่น สถานะทางเศรษฐกิจและ การจ้างงาน ทาให้ในอนาคตแรงงานสูงอายุจะมีความสาคัญต่อตลาดแรงงานอย่างมาก จากการที่คนสูงอายุ มี สุขภาพท่ีแข็งแรงมีอายุยืนยาวข้ึน จึงยังมีความต้องการที่จะทางานอยู่ เพื่อเป็นรายได้สาหรับเล้ียงตนเองและ
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 41 ครอบครัว แต่เนื่องจากอายุท่ีมากขึ้นสภาพของร่างกายย่อมเส่ือมถอยลงตามธรรมชาติ ทาให้แรงงานสูงอายุ ถูกมองว่าเป็นแรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพและมักถูกกีดกัน หรือถูกเลือกปฏิบัติในตลาดแรงงาน จึงได้เริ่มให้ ความสนใจกับคนสูงอายุมากขึ้นโดยมองว่ากลุ่มคนสูงอายุควรได้รับการทดแทนและความช่วยเหลือจากสังคม โดยมีการดาเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับคนสูงอายุโดยเน้นการสงเคราะห์ หรือให้ความคุ้มครองแรงงานสูงอายุ มีการให้สิทธิข้ันพ้ืนฐานบางประการแก่คนสูงอายุ จนกระทั่งตราเป็นพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 แต่อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงอายุในประเทศไทยยังได้รับการดูแลจากภาครัฐน้อยกว่าแรงงานกลุ่มอ่ืน ๆ เนื่องจากนายจ้างมีทัศนคติในแง่ลบกับลูกจ้างสูงอายุว่าการรับคนสูงอายุเข้าทางาน หรือการมีคนสูงอายุในที่ ทางานเป็นภาระของนายจ้างมากกว่าประโยชน์ท่ีจะได้รับ ส่งผลให้แรงงานสูงอายุยังไม่ได้รับการยอมรับในการ ทางานเท่าที่ควร ซึ่งเมื่อพิจารณาจากปัญหาจะพบว่าส่งิ ท่ีใช้พิจารณาในการจา้ งงานแรงงานสงู อายุ คือ อายุและ สภาพร่างกายของลูกจ้าง โดยอายุถือเป็นสิ่งท่ีแสดงให้เห็นสมรรถภาพทางร่างกายภายนอกและประสิทธิภาพ การทางานของลูกจ้างท่ีอาจส่งผลในการทางานของลูกจ้างได้ จากทัศนคติของนายจ้างดังกล่าว ทาให้ลูกจ้างที่มี อายมุ ากมกั จะประสบปญั หาหลายประการในการประกอบอาชีพ ดังนี้ ประการแรก ปัญหาการกาหนดคาจากัดความของแรงงานผู้สูงอายุ การกาหนดอายุของผู้สูงอายุ ตามพระราชบัญญตั ิผสู้ งู อายทุ ี่อายุ 60 ปี เปน็ การใหค้ วามหมายในทางสังคม แตค่ าจากัดความของผูส้ ูงอายุตาม ความหมายของพระราชบัญญัติผู้สงู อายุ จะนามาใช้ในความหมายของกฎหมายแรงงานในประเทศไทยนั้น ย่อม ไม่เหมาะสมสาหรับการให้ความคุ้มครองลูกจ้างสูงอายุเท่าท่ีควรเพราะสาหรับประเทศไทยผู้ที่มีอายุ 60 ปี ส่วน ใหญ่จะเป็นวัยท่ีเกษียณอายุ จึงเป็นวัยท่ีไม่ได้ทางาน ดังนั้น ถ้าจะคุ้มครองแรงงานสูงอายุโดยกาหนดอายุของ ลกู จา้ งสงู อายุท่ี 60 ปีขน้ึ ไป ยอ่ มจะไม่เกิดประโยชนส์ าหรับคนสงู อายุทท่ี างานจรงิ ประการที่สอง ปัญหาในการจ้างงาน การรับลูกจ้างสูงอายุเข้าทางาน หรือการรับสมัครงานลูกจ้าง 60 สูงอายุนายจ้างจะพยายามกีดกัน หรือเลือกปฏิบัติโดยการกาหนดอายุของผู้สมัคร เพราะเมื่อนายจ้าง เปรียบเทียบอายุของผู้สมัครแล้วอาจจะมีความโน้มเอียงท่ีจะรับลูกจ้างที่มีอายุน้อยกว่าได้ โดยนายจ้างมองว่า การรับลูกจา้ งที่อายุน้อย ๆ สามารถเรียนรงู้ านไดเ้ รว็ มีความร้คู วามชานาญในเทคโนโลยสี มัยใหมไ่ ด้ดีกว่าลูกจ้าง ท่ีมีอายุมาก ๆ และการจ่ายค่าจ้างให้รับลูกจ้างหนุ่มสาวอาจจ่ายค่าจ้างในจานวนไม่สูงมากนักเม่ือเทียบกับ ลกู จา้ งอายุมาก สว่ นลูกจ้างสูงอายนุ ายจ้างอาจมองว่าลูกจา้ งสูงอายุเป็นแรงงานสมัยเก่าไม่มีความรู้ความชานาญ ในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซ่ึงต้องมาฝึกอบรมภายหลังจากเข้าทางานแล้ว หรือถ้านายจ้างรับลูกจ้าง สูงอายุ เข้าทางานแล้ว ลูกจ้างจะมีเวลาที่ทางานให้นายจ้างได้อีกไม่นานนัก การกระทาดังกล่าว ถือเป็นการกีดกันการจ้าง งานแรงงานสูงอายุและเป็นการลดโอกาสในการเข้าถึงการจ้างงานของแรงงานสูงอายุ แต่เนื่องจากกฎหมาย ในประเทศไทยในปัจจบุ นั เกยี่ วกบั การคุม้ ครองสิทธผิ ้สู มคั รงานสงู อายุทีถ่ ูกเลอื กปฏิบตั ใิ นการเข้าทางานน้นั สภาพ การบงั คบั ของกฎหมายแรงงานยังไม่ครอบคลมุ ถงึ ประการที่สาม ปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานสูงอายุระหว่างการทางาน เช่น นายจ้างกีดกัน หรอื กลน่ั แกล้งเพ่ือไมใ่ หล้ ูกจา้ งไม่สามารถทางานต่อไปได้ เช่น อาจเปลย่ี นสภาพการจ้าง เปล่ยี นแปลงหน้าที่ของ ลูกจา้ งใหต้ กต่ากว่าเดิม หรอื มกี ารโยกย้ายตาแหน่งของลูกจา้ ง โดยดจู ากอายุของลูกจา้ ง นอกจากน้ลี ักษณะการ ทางานของลูกจ้างยงั ขาดการสนบั สนนุ ใหม้ ีการทางานแบบยืดหยุ่นทเี่ หมาะสมกับแรงงานสงู อายุ เชน่ การทางาน
42 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย แบบทง้ั เต็มเวลา หรือบางช่วงเวลา การลดชัว่ โมงการทางาน เปน็ ต้น เพอ่ื ให้เกดิ ความเสมอภาคทางโอกาสในการ 61 ทางานของคนสูงอายอุ ยา่ งแท้จริง ประการสุดท้าย ปัญหาการคุ้มครองการเลิกจ้างลูกจ้างสูงอายุ เม่ือนายจ้างมีความประสงค์จะเลิกจ้าง ลูกจ้าง นายจ้างอาจอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าลูกจ้างดังกล่าวอายุมากแล้ว ขาดประสิทธิภาพ หรือหย่อน สมรรถภาพในการทางาน นอกจากน้ี การเลิกจ้างเพราะเหตุแห่งการเกษียณอายุของลูกจ้างเอกชนในประเทศไทย เป็นเรื่องที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงเป็นเรื่องท่ีนายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงกันเอง การไม่มีการ กาหนดกฎหมายให้กาหนดเกณฑ์อายุเกษียณอายุให้แน่นอนน้ัน อาจะทาให้ลูกจ้างขาดความมั่นคงในการทางาน เนื่องจากนายจ้างอาจเลิกจ้างเมื่อใดก็ได้ โดยนายจ้างอาจใช้อานาจกาหนดอายุที่ต้องการเกษียณไว้เพ่ือบังคับ เก่ยี วกับการทางาน หรือเลิกจา้ งลูกจ้าง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2552) ได้ดาเนินการศึกษาวิจัยเพ่ือนาเสนอต่อกระทรวงแรงงานใน รายงานการศึกษาวิจัย เร่ือง “สวัสดิการมาตรฐานที่แรงงานนอกระบบพึงได้รับ : นโยบายและแนวทางการ ส่งเสริมสวัสดิการให้แรงงานนอกระบบ” ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า ลักษณะการประกอบอาชีพของแรงงาน นอกระบบเป็นแบบรายวัน ไม่มีนายจ้าง ระยะเวลาการทางานไม่แน่นอน และไม่มีอาชีพเสริม ทาให้รายได้ไม่ เพียงพอต่อการออม ในส่วนของแรงงานนอกระบบท่ีมีความสามารถในการรวมกลุ่มเพื่อการจัดสวัสดิการ ส่วน ใหญ่เป็นกองทุนสวัสดิการเงินกู้ และมีความต้องการให้กระทรวงแรงงานสนับสนุนการรวมกลุ่ม โดยมีความ พร้อมในการสมทบไม่เกิน 200 บาท/เดือน ส่วนรูปแบบของสวัสดิการจาแนกตามความจาเป็น และระดับความ ต้องการ พบว่า สวัสดิการที่มีความต้องการเร่งด่วน 5 อันดับแรก ได้แก่ การรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยบคุ คล/ ครอบครัว และเงินชดเชยการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย การให้บริการเงินกู้ฉุกเฉิน การออมทรัพย์กรณีบานาญ ใหแ้ ก่แรงงานนอกระบบ ผลประโยชน์ค่าตอบแทน/การประกันรายได้ข้ันต่าและผลประโยชน์ทดแทนกรณที ุพพลภาพ รวมทั้งการประกันอุบัติเหตุ/การประกันภัยแก่แรงงานนอกระบบ สาหรับข้อเสนอนโยบายและแนวทางการ ส่งเสริมการจัดสวัสดิการให้แก่แรงงานนอกระบบ ได้แก่ การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ การส่งเสริม การรวมกลุ่มเพ่ือจัดสวสั ดิการ การสง่ เสริมพระราชบัญญัติประกนั สังคม พ.ศ.2533 ตามมาตรา 40 และการผลักดัน แรงงานนอกระบบในกลุ่มอาชีพ นาร่องเข้าสู่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ส่วนแนวทางในการพัฒนา มาตรฐานสวัสดิการ จาแนกเป็น 3 มิติ คือ มิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านสังคม สาธารณสุขและการศึกษา มิติด้าน การเมอื ง และการเปลีย่ นแปลงของโลกสมัยใหม่ ไพโรจน์ อ่อนสกุล (2553) ได้ศึกษาวิจัย “แนวทางการสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายใุ น เขตองค์การบริหารส่วนตาบลเรณูใต้ จังหวัดนครพนม” ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีการใช้จ่ายเงิน เบย้ี ยังชีพเพื่อการซื้ออาหาร ส่วนหลักประกันทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตาบลเรณูใต้ อาเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม มีการสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการเพ่ิมความม่ันคง ของชวี ิต ด้านการเพมิ่ รายได้และด้านการจัดสวัสดิการ หรือกองทนุ บานาญขา้ ราชการ โดยมีแนวทางในการสร้าง หลักประกันทางเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุในเชิงของหลักการ ประกอบด้วย การมีรายได้เพิ่ม การมีความม่ันคง และมคี วามครอบคลุมผสู้ ูงอายุทกคน ทัง้ นี้ กจิ กรรม หรือโครงการที่มีความเป็นไปได้ในการดาเนินการ ได้แก่ การสง่ เสริมอาชพี และการส่งเสรมิ การออม เปน็ ต้น
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 43 จิราภรณ์ คาแหง (2553) ได้ศึกษาวิจัย “แนวทางการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุ ขององค์การบริหารส่วนตาบลโพนบก” ผลการศึกษาพบว่า ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตาบลโพนบก มีการ สร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุ โดยการออมเงินผ่านกองทุนสวัสดิการออมวันละบาท การเข้าร่วม กลุ่มอาชีพ การเป็นสมาชิกฌาปนกิจและการจัดการสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อลดรายจ่าย ปัญหาอุปสรรคที่มีผลต่อ การสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ คือ ความยากจน การขาดทักษะความรู้ในการประกอบอาชีพและภาวะ ทางกายภาพของผู้สูงอายุเป็นปัญหาสาคัญ ในการสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุ จึงได้มีแนวทางพัฒนาแก้ไขปัญหา โดยการจาแนกกลุ่มผู้สูงอายุ หรือศักยภาพของผู้สูงอายุ เพิ่มเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุท่ียากจนด้อยโอกาส จัดตั้งกองทุนกู้ยืมสาหรับผู้สูงอายุ ส่งเสริมอาชีพที่สร้างรายได้และเหมาะสมใหก้ ับ ผู้สูงอายุ ให้บริการตรวจสุขภาพประจาปีผสู้ ูงอายุและจัดให้มหี นว่ ยบริการเจ็บปว่ ยฉุกเฉิน เพือ่ ให้ผู้สงู อายุมีรายได้ เพ่ิมขน้ึ และลดรายจ่าย สามารถดารงชีพได้อย่างมีความสุข มีความม่นั คงทางด้านเศรษฐกจิ อยา่ งยงั่ ยืน กุศล สุนทรธาดาและคณะ (2553) ได้ศึกษาวิจัย “การศึกษาเพ่ือหารูปแบบการส่งเสริมการมีงานทา แก่ผู้สูงอายุในพื้นท่ีชนบท” ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า ด้านการทางานและการประกอบอาชีพ พบว่า ผู้สูงอายุมากกว่าคร่ึง (ร้อยละ 58) ยังทางาน หรือประกอบอาชีพ โดยเหตุผลที่สาคัญท่ีสุดที่ต้องทางาน คือ เพื่อเลี้ยงชีพ หรือหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว หรือต้องการพ่ึงตนเอง รองลงมา คือ ต้องการใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์และร่างกายยังแข็งแรงพอทางานไหว ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้ทางานให้เหตุผลว่า สุขภาพ ไม่แข็งแรง เจ็บป่วย ทาไม่ไหว มีโรคประจาตัว ต้องเลี้ยงหลาน หรือเฝ้าบ้าน ชราภาพ ลูกไม่ให้ทาและต้องการ พักผ่อน ตามลาดับ มีอาชีพหลัก คือ ทาการเกษตร ค้าขาย ให้บริกา ร ผลิตของใช้ โดยส่วนใหญ่ มีสถานภาพเป็นเจ้าของกิจการเอง สาหรับความคิดเห็นของผู้สูงอายุต่อการทางาน ส่วนใหญ่ 2 ใน 3 มคี วามเหน็ วา่ ผสู้ ูงอายุควรต้องทางาน เพ่ือเพมิ่ รายได้ หรือมรี ายไดเ้ สริม ตอ้ งการมสี งั คมและเป็นการใช้เวลาว่าง 62 ให้เป็นประโยชน์ โดยลักษณะงานที่เหมาะสมกับผู้สงู อายุ คือ งานที่ทาเป็นครั้งคราว สามารถปรบั เปลี่ยนเวลา ในการทางานได้ หรือเป็นงานที่ทาในลักษณะของการรวมกลุ่ม มีสถานท่ีทางานในหมู่บ้านและชุมชนที่ผู้สูงอายุ อาศัยอยู่ ประเภทงานท่ีเหมาะสมกับผู้สูงอายุ ได้แก่ งานที่เน้นทักษะ ฝีมือและประสบการณ์ งานที่เน้นความสามารถเฉพาะด้าน งานในภาคเกษตรและงานทางด้านการถ่ายทอดภูมิปัญญาตามลาดับ ส่วนความคิดเห็นต่อการเกษียณอายุการทางาน ส่วนใหญ่เห็นว่าอายุเกษียณท่ี 60 ปีมีความเหมาะสมแล้ว แต่ถ้าจะให้ขยายก็อยากจะขยายไปจนถึงอายุ 70 ปี ความคิดเห็นด้านแนวทางการส่งเสริมการมีงา นทาของ ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เห็นว่าการส่งเสริมการมีงานทาสาหรับผู้สูงอายุมีความจาเป็นมากและต้องการ ใหห้ น่วยงานภาครัฐในระดบั ท้องถ่ินเข้ามาดาเนนิ การโดยตรง สานักงานสภาท่ีปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ (2556) ได้ศึกษาวิจัย “การส่งเสริมโอกาส ด้านอาชีพและการทางานของผู้สูงอายุ” ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การประเมินนโยบายที่มีการดาเนินการ ในต่างประเทศท่ีเก่ียวข้องกับการขยายการทางานของแรงงานสูงอายุบ่งช้ีว่า มาตรการต่าง ๆ ท่ีมีการใช้งาน มีหลากหลายรูปแบบท่ีต้องสอดประสาน หรือไปแก้ไขมาตรการที่อยู่ในภาวะ Distortion ของระบบจูงใจ ในการเข้ามาของผู้สูงอายุท่ีเป็นนโยบายฝ่ังอุปทานและการจ้างงานผู้สูงอายุโดยนายจ้างท่ีเป็นนโยบาย ดา้ นอปุ สงค์ มาตรการเหล่านี้หากมีการแบ่งกลุ่มอาจแบ่งไดเ้ ปน็ มาตรการจูงใจในการจา้ งงาน มาตรการดา้ นการ
44 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย ฝึกอบรม มาตรการด้านการปรับปรุงและจัดสภาพแวดล้อมในการทางาน มาตรการปฏิรูปการเกษียณอายุ 63 มาตรการสนับสนุนอ่ืน ๆ โดยภาครัฐ มาตรการด้านสวัสดิการและการแก้ไขกฎหมาย ซ่ึงในบางมาตรการเป็น การปรับเปลย่ี นโครงสร้างขนานใหญ่ในการจัดการด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนัน้ ๆ สาหรับมาตรการ การจัดการแรงงานสูงอายุที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อการจ้างงานผู้สูงอายทุ ี่เป็นภาพด้านในลักษณะเป็นแกนของ ภาพที่ประกอบด้วยมาตรการหลัก 3 ประการ คือ มาตรการด้านอุปสงค์ มาตรการด้านอุปทานและมาตรการ ในด้านตลาดแรงงาน ในขณะท่ีกลุ่มท่ีสองเป็นเร่ืองของสภาพแวดล้อมภายนอกที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ นโยบายเกิดความสาเร็จอย่างย่ังยืน ซ่ึงนโยบายกลุ่มนี้เกิดจากสภาพแวดล้อมและแนวโน้มของการพัฒนาการ ดา้ นสงั คมและเศรษฐกจิ ทเ่ี กดิ ข้นึ พัชรินทร์ กีรติวินิจกุล นิตยา ทวีชีพและวรภัทร จัตุชัย (2556) ได้ศึกษาวิจัย “การมีส่วนร่วมของ ชุมชนต่อการพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้สาหรบั ผู้สูงอายุในเทศบาลตาบลหัวทะเล อาเภอเมือง จังหวัด นครราชสีมา” ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการของผู้สูงอายุต่อการพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้สาหรับ ผู้สูงอายุในเทศบาลตาบลหัวทะเล อาเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีความสนใจที่จะเข้าร่วมฝึกอบรมอาชีพ เพื่อต้องการพัฒนาตนเองให้เกิดความรู้และทักษะในอาชีพมากข้ึน เพื่อสามารถนาไปใช้เสริมสร้างรายได้เลี้ยง ตนเองและครอบครัว ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุต้องการพัฒนาอาชีพ เช่น ทาลูกประคบสมุนไพร ทาดอกไม้จันทน์และ ดอกไมป้ ระดิษฐ์ตามลาดับ โดยต้องการใหม้ ีการสนับสนนุ ในด้านการจดั การวัตถดุ ิบ การจดั การตลาดและเงินทุน เป็นต้น สาหรับลักษณะการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้สาหรับผู้สูงอายุใน เทศบาลตาบลหัวทะเล อาเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จะต้องมีส่วนร่วมในการวางแผน มีการ จัดกิจกรรมเพ่ือนัดพบปะกันทุกเดือน เพื่อมาร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคนในหมู่บ้านและผู้ท่ี เก่ียวข้อง นอกจากน้ีการมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน ร่วมผลักดัน ริเร่ิม เพื่อให้เกิดโครงการและกิจกรรม ต่าง ๆ ของหมู่บ้านอย่างต่อเน่ือง รวมท้ังการมีส่วนร่วมในการใช้บริการจากโครงการ ให้ผู้นาชุมชนทุกคน เข้ามาร่วมในการฝึกอาชีพจัดตั้งกลุ่มแต่ละอาชีพและเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนในชุมชน สร้างแรงจูงใจในการ กระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้สูงอายุหันมาพัฒนาตนเองในการสร้างอาชีพมากขึ้น และการมีส่วนร่วมในกา รรับ ผลประโยชน์ จัดต้ังกลุ่มที่ประสานงานและดูแลติดตามผลการพัฒนาอาชีพสาหรับผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนในเรื่องการให้บริการเงินกู้ยืมเพื่อการประกอบอาชีพสาหรับผู้สูงอายุและการส่งเสริมให้ความรใู้ นเร่อื ง ของหลักการตลาด โดยแนวทางในการพัฒนาอาชีพเพ่ือสร้างรายได้สาหรับผู้สูงอายุในเทศบาลตาบลหัวทะเล อาเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ควรเร่ิมจากสร้างความตระหนักในเร่ืองความสาคัญของการพัฒนาอาชีพแก่ ผู้สูงอายุ รณรงค์ส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบต่าง ๆ ให้มากข้ึนจัดทาฐานข้อมูลของผู้สูงอายุในหมู่บ้านและ สรา้ งการแลกเปลีย่ นเรียนรู้ เพ่ือพัฒนาส่งเสริมให้คนในชมุ ชนได้ไปรว่ มมือกับหน่วยงานต่าง ๆ หรือทัศนศกึ ษาดูงาน สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (2557) ได้มีการศึกษาเรื่อง“โครงการจัดทาแนว ทางการดาเนินการและกลไกระดับชาติในการขับเคล่ือนนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ” ผลการศึกษาพบว่า ยุทธศาสตร์ที่ต้องเร่งดาเนินการเพ่ือส่งเสริมการทางานของผู้สูงอายุ ไดแ้ ก่ ยทุ ธศาสตร์ท่ี 1 ขยายอายุการทางาน ของผู้สูงอายุในระบบภาครัฐ ซ่ึงสานักงานข้าราชการพลเรือนเป็นกลไกดาเนินการหลัก และขยายโอกาสด้าน อาชีพสาหรับผู้สูงอายุนอกระบบที่ต้องการทางานยุทธศาสตร์ท่ี 2 ขยายอายุการทางานของผู้สูงอายุในระบบ
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 45 ภาคเอกชน โดยมกี ระทรวงแรงงานเป็นกลไกหลกั และยทุ ธศาสตรท์ ่ี 3 การส่งเสริมการจ้างงานและการประกอบ อาชพี ของผู้สูงอายุท่ีทางานนอกระบบโดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ และหนว่ ยงาน ท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน เป็นกลไกหลัก ส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับ การสง่ เสริมการจา้ งงานผ้สู ูงอายุ และ ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 5 พฒั นาองค์ความรดู้ ้านการจ้างงานและตดิ ตามประเมนิ ผล พรทิพย์ เนติภารัตนกุล (2557) ดาเนินการศึกษาเรื่อง “ความพร้อมของแรงงานนอกระบบใน ประเทศไทยกับการเข้าสู่สังคมสูงอายุ” โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาความพร้อม/ไม่พร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ ของแรงงานนอกระบบที่มีอายุ 40 -59 ปี ผลการศึกษาพบว่า แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่มีความพร้อมในมิติ ด้านสังคม ท้ังการเตรียมรับบทบาทและสถานภาพท่ีเปลี่ยนแปลงไป การเข้าร่วมกิจกรรมท้ังในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม ด้านสวัสดกิ ารสงั คม มีการศกึ ษาและเป็นสมาชกิ กลุ่มในชมุ ชน ดา้ นการใชเ้ วลาวา่ งให้เกิดประโยชน์ โดยการทางานอดิเรก มิติด้านสุขภาพ มีการเตรียมความพร้อมท้ังทางด้านร่างกายและจิตใจ การพยายามพ่ึงพา ตนเอง และติดตามขอ้ มูลขา่ วสารดา้ นสขุ ภาพ แต่แรงงานนอกระบบยังไม่มีความพร้อมในมิติด้านเศรษฐกจิ และที่ อยูอ่ าศัย เชน่ ไมม่ กี ารจัดทาบัญชีรายรับ-รายจา่ ยในแต่ละเดือน ไม่มีการออมและรายได้อื่นนอกเหนือจากงานที่ ทา ความไม่พร้อมด้านที่อยู่อาศัยสาหรับผู้สูงอายุ การขาดการสนับสนุนด้านสวัสดิการด้านท่ีอยู่อาศัย จากภาครฐั และเอกชน รวมท้ังเงนิ กยู้ ืมด้านที่อยู่อาศัย ในส่วนของทัศนคติของแรงงานนอกระบบที่มีความ “ไม่พร้อม” ต่อการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุในมิติ ต่างๆ ได้แก่ มิติด้านสังคมคือ เพศหญิงในวัยผู้ใหญ่ก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ (50 – 59 ปี) ที่เป็นคนต่างถิ่นและไม่มี บทบาท/มีส่วนรว่ มในกลุม่ /องค์กร/กิจกรรมของชุมชน ไมส่ ามารถขอความชว่ ยเหลือจากผู้อ่นื ได้ มรี ะยะหา่ งจาก สังคมพอสมควร มิติด้านเศรษฐกิจ คือ ผู้ใหญ่อายุวัยปลายท่ีสมรสแล้วไม่มีบุตร มีการทางานในลักษณะเดิมๆ 64 ท่ีมีรายได้น้อย และไม่มีเงินออม ไม่มีบทบาทในชุมชน และไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้ มีการให้ ความสาคัญกับการชว่ ยเหลือตนเองและยงั คงมีความต้องการการสนับสนนุ ในภาคปฏิบัติ มิติด้านสุขภาพ ผู้ใหญ่ อายุวัยปลายเพศชายมีสถานภาพสมรสและอยู่ด้วยกัน แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ดีเท่าท่ีควร ไม่ให้ ความสาคัญในเรื่องทางสังคม ต้องการการสนับสนนุ จากภาครัฐยกเวน้ ในด้านของความรู้ และมิติด้านที่อยู่อาศยั ผู้ใหญ่อายุวัยปลายไม่ได้อาศัยอยู่ตามลาพัง แต่มีรายได้ต่าและไม่มีเงินออม มีความสัมพันธ์ไม่ดีเท่าที่ควรท้ังกับ คนในครอบครัวและคนในชุมชน โดยคนในครอบครัวยอมรับในคุณค่าแต่ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือในด้านของ ค่าใช้จ่าย และแม้ว่าจะมีส่วนร่วมในการเป็นสมาชิกกลุ่ม/ชมรม แต่ไม่มีบทบาทในชุมชน รวมท้ังไม่ต้องการ การสนบั สนุนด้านความรู้ ข้อเสนอแนะในการดาเนินการ ได้แก่ การส่งเสริมให้ผู้ใหญ่วัยปลายตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อ ตนเองเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ไม่หวังพ่ึงเพียงสวัสดิการจากภาครัฐ การจัดสวัสดิการโดยการเรียนรู้แนวทาง จากต่างประเทศและปรับให้เข้ากับอัตลักษณ์ของสังคมไทย การกระจายอานาจการบริหารจัดการไปสู่ระดับ ชุมชน การสร้างความน่าเชื่อถือของระบบประกันสังคม การกาหนดเง่ือนไขด้านเวลาในการจ่ายเงินเข้าระบบ โดยพจิ ารณาตามอาชีพของแรงงานนอกระบบ
46 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยสายนโยบายการเงิน (2561) ได้มีการศึกษาเรื่อง“สังคมสูงวัยกับความ 65 ท้าทายของตลาดแรงงานไทย” ภายใต้โครงการศึกษาด้านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยท่ีมีนัยต่อการดาเนินนโยบาย การศกึ ษาในครง้ั น้เี ปน็ การถอดบทเรยี นประสบการณจ์ ากต่างประเทศ ซึง่ พบวา่ มกี ารมุ่งเน้นให้ประชากรมีโอกาส ในการทางานมากขึ้นและนานขึ้น สร้างสภาพแวดล้อมการทางานและความเป็นอยู่ท่ีเอ้ือต่อการทางานของ แรงงานในภาวะของสังคมสูงวัย รวมท้ังการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อน นโยบายต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ เม่ือเปรียบเทียบกับบริบทของสังคมไทยพบว่ามีความแตกต่างกัน การ ออกแบบนโยบายของไทยควรพิจารณาท้ังข้อมูลในระดับมหภาคและจุลภาค ในส่วนของข้อมูลระดับมหภาค พบว่า จานวนแรงงานลดลง รวมท้ังมีการลดลงของช่ัวโมงการทางาน และการเพ่ิมขึ้นของแรงงานนอกระบบ ส่วนข้อมูลระดับจุลภาค ประกอบด้วย ปัจจัยส่วนบุคคลของแรงงาน และ ปัจจัยด้านครอบครัว โดยปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการทางาน ได้แก่ ระดับการศึกษา และปัญหาสุขภาพ ส่วนปัจจัยด้านครอบครัว ได้แก่ จานวนเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในครอบครัว ที่มีผลต่อการลดช่ัวโมง การทางานหรือมีการทางานนอกระบบ จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า สังคมสูงวัยส่งผลต่อแรงงานสูงอายุ ในตลาดแรงงาน และส่งผลต่อการทางานของวัยแรงงานในปัจจุบัน ดังน้ันการออกแบบนโยบายด้านแรงงาน ควรเป็นไปอย่างมีระบบ โดยใช้แนวทางในการเพิ่มทักษะ และการเสริมทักษะใหม่ตลอดช่วงอายุ การสร้างแรงจูงใจ ในการทางานโดยออกแบบลักษณะงานให้มีความยืดหยุ่น และการขยายสิทธิประโยชน์ในการทางานใหก้ ับแรงงาน สูงอายุ อย่างไรก็ตาม การดาเนินงานควรเป็นไปในลักษณะของการบูรณาการท่ีเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง หนว่ ยงานทุกภาคส่วนทเ่ี ก่ียวข้อง ศภุ ชัย ศรีสชุ าติ และคณะ (2561) ได้ทาการศึกษา “โครงการส่งเสรมิ การมีรายไดแ้ ละการมงี านทาของ ผู้สูงอายุตามนโยบายประชารัฐเพ่ือสังคม (E6)” ผลการศึกษาพบว่า การเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทยทาให้ ผู้สงู อายทุ ยี่ ังคงทางานอย่างต่อเนือ่ งเพิม่ จานวนมากขึ้น จากสภาวะทางเศรษฐกิจทีเ่ ปลย่ี นแปลงไป ทาใหผ้ ู้สงู อายุ ที่มีรายไดต้ ่ากว่าเสน้ ความยากจนสูงถงึ ร้อยละ 34.30 ในปี พ.ศ.2558 แหลง่ รายได้สาคัญของผ้สู ูงอายสุ ่วนใหญ่ท่ี เคยไดร้ ับจากบตุ รมีอัตราท่ลี ดลงจากร้อยละ 52 ในปี พ.ศ.2550 เหลอื เพียงรอ้ ยละ 37 ในปี พ.ศ.2558 ในขณะท่ี ผู้สูงอายุที่มีแหล่งรายได้จากการทางานเพิ่มข้ึนจากร้อยละ 29 ในปี พ.ศ.2550 เป็นร้อยละ 34 ในปี พ.ศ.2558 รูปแบบของการทางานส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการทางานของ ผู้สูงอายุมากที่สุด จากสถานการณ์ดังกล่าวทาให้มีความจาเป็นในการส่งเสริมการทางานและสร้างหลักประกัน ด้านรายได้ใหก้ ับผูส้ งู อายุ ประเทศไทยได้มีการกาหนดมาตรการรองรับการทางานของผู้สูงอายุ โดยมาตรการท่ีสาคัญและเป็น ความรว่ มมอื ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม คอื การขบั เคลือ่ นงานตามนโยบายประชารัฐเพ่ือ สงั คม (E6) ซ่งึ มีประเดน็ ของการจ้างงานเป็นสว่ นหน่งึ ของมาตรการนี้ และไดม้ ีการกาหนดรูปแบบในการส่งเสริม การจ้างงานของผู้สูงอายุจานวน 3 รูปแบบคือ รูปแบบที่ 1 เป็นการจ้างงานผู้สูงอายุท่ีอยู่ในระบบการทางาน แบบมีนายจ้างหรือการขยายการเกษียณอายุการทางาน ในกลุ่มของผู้สูงอายุท่ีทางานในระบบ รูปแบบที่ 2 เป็น การจ้างงานผู้สูงอายุผ่านระบบของการทางานไม่เต็มเวลา หรือระบบการทางานแบบยืดหยุ่น โดยมีการส่งเสริม
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 47 เรื่องการตลาดควบคู่กนั ไป และรูปแบบท่ี 3 เปน็ การจา้ งงานผสู้ งู อายุผ่านกลไกของการทา CSR ของกิจการต่างๆ โดยปรับจากรปู แบบของการจดั สรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลอื /รับผิดชอบทางสังคมเป็นการส่งเสรมิ การจ้างงาน ผู้สงู อายุ นอกจากนยี้ งั มีมาตรการอน่ื ๆ เพ่ือสง่ เสริมให้สถานประกอบการมีการจา้ งงานผสู้ งู อายุโดยความสมัครใจ โดยการสนับสนุนผา่ นรปู แบบทเี่ ป็นตัวเงิน (In cash) และทไ่ี ม่ไดเ้ ปน็ ตัวเงินจากภาครฐั (In kind) จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทาให้ทราบถึงสถานการณ์การทางานของผู้สูงอายุ ปัจจุบัน ปัจจัยต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับการทางาน เช่น ปัญหา/ข้อจากัดในการทางานของผู้สูงอายุ เนื่องจาก สมรรถนะ/สุขภาพที่เส่ือมถอยลง ทัศนคติของนายจ้างต่อแรงงานสูงอายุ การกีดกันและจากัดโอกาสในการ ทางานของผู้สูงอายุ เป็นต้น แนวทางการส่งเสริมสวัสดิการให้กับแรงงานนอกระบบโดยเฉพาะแรงงานสูงอายุ เพื่อเพ่ิมโอกาสในการได้รับสิทธิ แนวทางการสร้างหลักประกันและความม่ันคงด้านเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุ เช่น การส่งเสริมการออม การพัฒนาทักษะด้านอาชีพ การเพิ่มรายได้และสวัสดิการ เป็นต้น ความต้องการ การสนบั สนุนในดา้ นอาชีพ เช่น เงินทุน การจัดการดา้ นการตลาด การจดั ทาฐานข้อมูลของผู้สงู อายุ เปน็ ต้น แนว ทางการบริหารจัดการเพ่ือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงอายุในชุมชน ความพร้อม/ไม่พร้อมต่อ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของแรงงานนอกระบบ ซ่ึงพบว่า มีความพร้อมในมิติด้านสังคมและสุขภาพ แต่ขาด ความพร้อมด้านเศรษฐกิจ เช่น มีรายได้น้อยและไม่มีเงินออม การพัฒนากลไกระดับชาติเพื่อขับเคล่ือนนโยบาย การจ้างงานผู้สงู อายทุ ั้งในระบบและนอกระบบ รวมท้ังการออกแบบนโยบายการจา้ งงานเพือ่ รองรบั สังคมสูงอายุ โดยเน้นการเพิ่มทักษะ ส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างแรงจูงใจในการทางานด้วยการกาหนดลักษณะงานที่เหมาะสม และการดาเนินงานในลักษณะของการบูรณาการระหว่างหนว่ ยงานที่เกีย่ วข้อง ซึ่งขอ้ มลู จากการทบทวนเอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องน้ีเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบงานวิจัย และการกาหนดกลยุทธ์ในการส่งเสริม การทางานของผูส้ งู อายไุ ทยใหเ้ ป็นไปอย่างเหมาะสม 66
บทที่ 3 วิธีดำ�เนินการวิจยั 67 โครงการวจิ ยั กลยทุ ธ์สง่ เสริมการท�ำ งานของผ้สู งู อายไุ ทย
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย บทท่ี 3 วิธีดำ�เนนิ การวจิ ยั > วธิ ีดำ�เนินการวิจัย > เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ยั > การน�ำ เสนอข้อมูล > กรอบแนวคดิ 68
49 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย บทท่ี 3 69 วธิ ีดาเนนิ การวจิ ัย การวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์ส่งเสริมการทางานของผู้สูงอายุไทย” ผู้วิจัยได้กาหนดวิธีการดาเนินงานวิจัย เพ่ือให้ครอบคลุมกับคาถามหรือโจทย์ของการวิจัย และได้ผลการวิจัยที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ โดยมวี ธิ กี ารดาเนินการวิจยั ดงั น้ี 3.1 วิธีดาเนนิ การวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยประยุกต์ (Applied Research) ศึกษาโดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยแบบผสาน วิธี (Mix Methodology) ซ่ึงประกอบด้วยการวิจัยแบบเชงิ เอกสาร (Documentary Research) การวิจัยแบบ เชิงปริมาณ (Quantitative Methodology) และการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวมทั้งมี การวิเคราะห์ผลข้อมูลการวิจัยโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณา (Descriptive Study) คณะผู้วิจัยจึงได้ กาหนดการคัดเลือกพน้ื ท่ี ขนาดตวั อย่าง และกลมุ่ ผใู้ หข้ อ้ มลู หลัก ดังนี้ 3.1.1 การวจิ ัยเชิงเอกสาร เป็นการสืบค้นข้อมูลจากเอกสารและรายงานที่เกย่ี วข้องเพ่ือวิเคราะห์สถานการณ์ของสังคมสูงอายุ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านการทางานของผู้สูงอายุที่มีความจาเป็นมากข้ึนเน่ืองจากสัดส่วนของ ประชากรสูงอายุเพ่ิมข้ึน ในขณะท่ีสัดส่วนของประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานมีแนวโน้มท่ีลดลง อัตราการพ่ึงพิงที่ มตี ่อวยั แรงงานจึงเพ่ิมสูงข้นึ ตามไปด้วย ผสู้ งู อายุอาจต้องมีการทางานอย่างต่อเนื่องอนั เนื่องด้วยความจาเป็นท่ีต้อง หารายได้เพ่ือพึ่งพาตนเอง หรืออาจมีศักยภาพและมีความต้องการท่ีจะทางาน การวิจัยเชิงเอกสารจึงเป็น การศึกษาสถานการณ์เบ้ืองต้นเกี่ยวกับแนวโน้มการทางานของผ้สู ูงอายุ ลักษณะ/ประเภทของงานทท่ี า และปัจจัย ต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้อง ซ่ึงจะเช่ือมโยงไปสู่การวิจัยเชิงปริมาณที่เจาะจงในพ้ืนที่เฉพาะเพ่ือศึกษาสถานการณ์ ทัศนคติ และความต้องการในการทางานของผู้สูงอายุ และการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาเก่ียวกับปัจจัยหนุนเสริม/ปัญหา อุปสรรคในการทางานของผู้สูงอายุ ข้อเสนอแนะ/แนวทางการดาเนินงานเพื่อนาไปสู่การกาหนดกลยุทธ์ในการ สง่ เสริมการทางานของผสู้ ูงอายุ 3.1.2 การวิจัยเชงิ ปรมิ าณ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรกลุ่มตัวอย่างเพ่ือให้ทราบถึงสถานการณ์ในการทางาน ปัจจุบัน ปัจจัยท่ีเก่ียวข้องและส่งผลต่อความต้องการ/ไม่ต้องการทางาน ทัศนคติที่มีต่อการทางาน รวมท้ังความ ตอ้ งการในการสนับสนุนการทางาน โดยมรี ายละเอยี ดทเี่ กีย่ วข้องกับกระบวนการวจิ ยั ดงั นี้ 1) การคัดเลอื กพ้ืนท่ีเชงิ ปริมาณ การคัดเลือกพ้ืนท่ีท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ ใช้ข้อมูลจากสานักงานสถิติแห่งชาติในการคัดเลือก พ้ืนที่ตัวอย่างแบบจาเพาะเจาะจงโดยการเปรียบเทียบข้อมูลจานวนประชากรท่ีเป็นผู้ใหญ่จนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งมีอายุ อยู่ในช่วง 55 – 65 ปี และเป็นแรงงานนอกระบบ/ผู้ว่างงาน ในพื้นท่ี 2 จังหวัดที่มีจานวนของประชากรมากที่สุด และน้อยท่ีสุดในพื้นที่ของสานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1-12 (สสว.1 - 12) ดังน้ัน จานวนพ้ืนที่ใน
50 การจัดเก็บข้อมูลเชิงปริมาณของสานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการท้ัง 12 เขต รวมทั้งหมด 24 จังหวัด (ตารางที่ 3.1) ตารางที่ 3.1 พืน้ ท่ใี นการจัดเกบ็ ข้อมูลเชิงปริมาณซ่ึงอยใู่ นเขตรับผิดชอบของ สสว.ทงั้ 12 แห่ง สสว. จังหวดั จานวนกลุ่มตัวอย่าง (คน) สสว.1 นนทบรุ ี และอยธุ ยา 300 สสว.2 สมุทรปราการ และนครนายก 300 สสว.3 ระยอง และตราด 300 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย สสว.4 สพุ รรณบุรี และสมุทรสงคราม 300 สสว.5 นครราชสีมา และบุรรี ัมย์ 300 สสว.6 ขอนแกน่ และบึงกาฬ 300 สสว.7 อุบลราชธานี และศรีสะเกษ 300 สสว.8 นครสวรรค์ และสิงหบ์ ุรี 300 สสว.9 สุโขทยั และตาก 300 สสว.10 เชียงใหม่ และแพร่ 300 สสว.11 นครศรธี รรมราช และพังงา 300 สสว.12 สงขลา และสตูล 300 รวม 24 จงั หวัด 3,600 2) ขนาดตวั อย่างในการเก็บแบบสอบถาม 70 2.1) 24 จังหวดั ตวั อย่าง 2.2) 3,600 คนเปน็ กล่มุ ตวั อย่าง (300 คน/สานกั งานส่งเสริมและสนบั สนนุ วชิ าการ 1 แห่ง) 3) วธิ ีการเลือกกลมุ่ ตวั อย่าง กลุ่มตัวอย่างในการคัดเลือกมาจากจังหวัดท่ีมีประชากรวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุซึ่งมีอายุระหว่าง 55 – 65 ปี โดยเป็นจังหวัดท่ีมีประชากรกลุ่มดังกล่าวมากที่สุด 1 จังหวัด และน้อยที่สุด 1 จังหวัดที่มีศูนย์พัฒนา คุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) ท่ีเข้มแข็ง การเลือกจังหวัดท่ีมีประชากรวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มากท่ีสุดและน้อยท่ีสุดของแต่ละเขตพ้ืนท่ีรับผิดชอบน้ันเพ่ือความเป็นฐานกลางของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละสสว . ซึ่งจะมีความแตกต่างกันท้ังทางสภาพสังคม ความหนาแน่นของจานวนประชากรวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ และความ หลากหลายของวิถีชีวิต ทาให้พฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวมีความหลากหลายเช่นกัน จากน้ัน จึงเป็นการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นแรงงานนอกระบบ/ผู้ว่างงาน ซ่ึงเป็นผู้ที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการ/ บริการของภาครัฐได้อย่างท่ัวถึง และไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเพียงพอ เพื่อค้นหาความต้องการและ กาหนดแนวทาง/กลยุทธ์ในการสง่ เสรมิ การทางานที่เหมาะสมและสอดคลอ้ งกับความต้องการของกลุม่ ตวั อย่าง
51 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 4) การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ในพืน้ ท่ี 71 การเก็บรวมรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการจัดเก็บกลุ่มตัวอย่าง ทั่วประเทศ จานวนถึง 3,600 คน เพื่อให้สามารถเป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นประชากร วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุท่ีมีอายุระหว่าง 55 – 65 ปี และเป็นแรงงานนอกระบบ/ผู้ว่างงาน (การเลือกประชากร วัยผู้ใหญ่ท่ีมีช่วงอายุ 55 – 59 ปี มาเป็นกลุ่มตัวอย่างนั้น เน่ืองจากเป็นช่วงการเปล่ียนแปลงจากวัยผู้ใหญ่สู่วัย สงู อายุ สามารถใชใ้ นเชิงเปรยี บเทียบพฤติกรรมหรอื ทัศนคติของวัยผู้ใหญก่ ับผสู้ งู อายุทม่ี ีอายุ 60 – 65 ปไี ด)้ 3.1.3 การวิจัยเชงิ คณุ ภาพ โครงการวิจัยเร่ือง “กลยุทธ์ส่งเสริมการทางานของผู้สูงอายุไทย” ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบกับการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ งานวิจัย โดยมีรายละเอียดเก่ยี วกับกระบวนการวจิ ัย ดังน้ี 1) กลมุ่ ตัวอย่างในการวิจยั เชิงคณุ ภาพ 1.1) ผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการทางานของประชากรวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่เป็น แรงงานนอกระบบ/ผวู้ ่างงาน ในพื้นทีข่ องสานักงานส่งเสรมิ และสนับสนุนวิชาการทงั้ 12 เขต ซ่งึ ประกอบด้วย - แกนนากลุ่ม/ชมรม/สมาคมในพ้ืนที่ เช่น กลุ่มอาชีพผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ สาขา สมาคมผู้สงู อายุ เปน็ ตน้ - ผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องกับการส่งเสริมการทางานของประชาชนในพ้ืนท่ี เช่น ตัวแทนจาก สานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) เจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน (อปท.) เจ้าหน้าทีจ่ ากกรมจัดหางาน/พัฒนาฝีมอื แรงงาน เจ้าหน้าทจี่ ากศูนยก์ ารศึกษานอกโรงเรยี น เป็นตน้ 1.2) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เช่ียวชาญ และผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งเสริมการทางานในวัย ผู้ใหญ่จนถึงวัยสูงอายุ ประกอบด้วย นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง และผ้เู ชี่ยวชาญจากกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2) การเก็บรวบรวมขอ้ มูลในพื้นท่ี ในสว่ นของการวจิ ัยเชงิ คุณภาพ เปน็ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มสี ่วนเกย่ี วข้องและผู้มีส่วน ได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ในการส่งเสริมการทางานของประชาชนในพื้นท่ี เพื่อกาหนดแนวทาง/กลยุทธ์ท่ี เหมาะสมในการส่งเสรมิ การทางานให้กับผู้ใหญ่และผู้สงู อายุ โดยมกี ารดาเนนิ การ ดงั น้ี 2.1) การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยใหผ้ ูท้ ่ีเก่ียวข้องที่มีลักษณะการทางาน และหน้าทีร่ ับผิดชอบในการส่งเสริมการทางานของประชาชนรว่ มพูดคุย แลกเปลยี่ น เสนอแนะ เพือ่ ให้ได้ข้อมูลท่ีใช้ เป็นแนวทางสาหรับการกาหนดกลยุทธ์ในการส่งเสริมการทางานให้กับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในพ้ืนที่ท้ังหมด 12 พื้นท่ี (ตามเขตรับผิดชอบของสานักงานส่งเสริมและสนบั สนุนวชิ าการทั้ง 12 แห่ง) พืน้ ทลี่ ะ 15 - 20 คน 2.2) การสัมภาษณ์เชิงลึก (Indept Interview) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถาบนั การศึกษา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ หนว่ ยงาน ท่สี ง่ เสรมิ และสนับสนุนการวิจัย เพื่อใหไ้ ด้ข้อเสนอแนะ ทิศทางในการพัฒนาการทางานของผู้สงู อายุ นโยบายในการ
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 52 สง่ เสรมิ การทางานของผู้สูงอายุ ซ่ึงจะเป็นประโยชน์สาหรับการกาหนดกลยุทธ์ในการส่งเสริมการทางานให้กับผู้ใหญ่ และผ้สู ูงอายุในพน้ื ที่ จานวนท้ังหมด 5 คน 3.2 เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจัย 3.2.1 เครือ่ งมือการวจิ ยั เชิงปริมาณ แบบสอบถามที่ใชเ้ ปน็ เครื่องมอื ในสว่ นของการวจิ ัยเชิงปรมิ าณ ได้มกี ารสรา้ งข้ึนโดยการศึกษา เอกสารทางวิชาการต่างๆ ประกอบกับการประชุมร่วมกันระหว่างคณะผู้วิจัยและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อสร้าง แบบสอบถามท่ีสามารถตอบโจทย์การวิจัยและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ โดยแบบสอบถามประกอบด้วยข้อคาถาม เกี่ยวกับคุณลักษณะทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ลักษณะและรูปแบบการทางานในปัจจุบัน ทัศนคติเก่ียวกับ การทางาน ความต้องการการสนับสนนุ การทางาน และความตอ้ งการในการทางานของกลุ่มตวั อย่างทเ่ี ป็นช่วงวัย เฉพาะคือวัยผใู้ หญ่และผูส้ งู อายุที่มีอายุระหวา่ ง 55 – 65 ปี โดยเป็นแบบสอบถามทผี่ ่านการ Try-out เพ่ือทดสอบ หาค่าความเชือ่ ม่ัน 3.2.2 การแปลผลข้อมลู 1) การประเมินลักษณะและรูปแบบการทางานของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในปัจจุบันว่ามี สถานะการทางานเป็นผู้ว่างงาน หรือแรงงานนอกระบบ ปัจจัยส่วนบุคคลที่สัมพันธ์กับการทางาน ลักษณะของ งานทท่ี า รวมท้ังเหตุผลและความจาเป็นในการทางาน 2) การประเมินทัศนคติเกี่ยวกับการทางานของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ว่ามีระดับของความ คดิ เหน็ /ทศั นคตติ อ่ การทางานของผู้สูงอายุอย่างไร ท้ังในมิติเชิงเศรษฐกจิ มติ ดิ า้ นครอบครัว และมิตดิ ้านสขุ ภาพ 3) การประเมนิ ความต้องการในการสนับสนนุ ด้านการทางานของผใู้ หญแ่ ละผู้สูงอายุ โดยกาหนด 72 เปน็ ประเภทของความตอ้ งการและระดบั ความต้องการการสนบั สนนุ ในด้านต่างๆ รวมทัง้ ขอ้ เสนอแนะเพม่ิ เติม 4) การแปลผล/ประมวลผล ใชโ้ ปรแกรมสถิตสิ าเร็จรูปเพื่อแสดงค่าความสมั พันธร์ ะหว่างตัวแปร ที่แสดงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทางานปัจจุบัน ทัศนคติต่อการทางาน ความต้องการในการสนับสนุนการ ทางาน และความตอ้ งการในการทางานของผใู้ หญ่และผ้สู ูงอายุ 3.2.3 เคร่ืองมือการวิจัยเชิงคุณภาพ 1) การสนทนากลมุ่ (Focus Group Discussion) 1.1) เป็นแบบประเด็นคาถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลสาคัญต่างๆ ที่เก่ียวข้อง ซึ่งนาไปสู่การ กาหนดกลยทุ ธ์ในการส่งเสรมิ การทางานของผู้ใหญ่และผสู้ ูงอายุได้อย่างเหมาะสม ประกอบไปด้วย - สถานการณก์ ารทางานของกล่มุ ตวั อย่าง รวมทง้ั ประเภทของงานทท่ี า - การสนบั สนุนการทางานของกลุ่มตวั อยา่ ง 3 กลุ่ม คือ 1) กลุม่ คนที่ยังคงทางานและมี ความตอ้ งการที่จะทางานต่อไป 2) กลมุ่ คนที่ยังคงทางาน แตไ่ ม่มีความต้องการทางานอีกต่อไป และ 3) กล่มุ คนที่ ไมไ่ ด้ทางาน แตม่ ีความตอ้ งการทีจ่ ะทางาน
53 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย - ลักษณะของงานทีเ่ หมาะสมทง้ั ในส่วนของผู้วา่ งงาน และผู้ทีเ่ ปน็ แรงงานนอกระบบ 73 - สาเหตุของความแตกต่างด้านความตอ้ งการในการทางานระหว่างผใู้ หญแ่ ละผู้สงู อายุ - ทัศนคติหรือความคิดเห็นที่มีต่อการทางานของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ท้ังในด้าน เศรษฐกจิ และการทางาน ด้านครอบครวั และด้านสุขภาพ - การเก็บออมเงินและหน้ีสินของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ วิธีการจัดการกับรายรับ-รายจ่าย และการสง่ เสรมิ การออมภาครัฐ - ปัจจัยท่ีช่วยหนนุ เสริมและปัจจยั ที่เปน็ ปญั หาอุปสรรคของการทางาน - แนวทางการดาเนินงานของหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมในการปรับปรุง แก้ไข พฒั นา เพือ่ สง่ เสริมการทางานของผใู้ หญ่และผู้สงู อายุในพน้ื ที่ - แนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนหากผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมีความต้องการที่จะ ทางานในหน่วยงาน หรอื สถานประกอบการท่ีเป็นในระบบ (แรงงานในระบบ) - ข้อเสนอแนะแนวทางในการเพ่ิมโอกาสและประสิทธิภาพในการทางานของผู้ใหญ่และ ผ้สู ูงอายุ เพื่อพฒั นาศกั ยภาพและความสามารถในการพ่ึงพาตนเอง - นโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมการทางานของผู้สูงอายุควรมีนโยบายใดบ้าง และ บทบาทภารกจิ ของแต่ละหน่วยงานควรเป็นอย่างไร อะไรเปน็ ปญั หาและอปุ สรรคของการดาเนนิ การ 2) การสัมภาษณเ์ ชิงลึก (Indept Interview) 2.1) เป็นแบบประเด็นคาถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับทิศทาง และการขับเคลื่อน นโยบายด้านการสร้างหลักประกันด้านรายได้และความม่ันคงด้านเศรษฐกิจให้กับแรงงานนอกระบบโดยเฉพาะ แรงงานสูงอายุ ซ่ึงนาไปสู่การกาหนดกลยุทธ์ในการส่งเสริมการทางานของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม ประกอบไปดว้ ย - เหตผุ ลและความจาเปน็ ในการส่งเสริมใหผ้ ู้สูงอายุโดยเฉพาะแรงงานนอกระบบยังคง มกี ารทางานต่อไป - แนวทางในการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีการทางานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทางาน นอกระบบที่สามารถกาหนดอายุการเกษียณของตนเองได้ - การใช้ประโยชน์จากผู้สูงอายุท่ีแม้จะมีกาลังแรงงาน/สมรรถภาพลดลง แต่มีทักษะ/ ความเชยี่ วชาญ และประสบการณ์ที่ส่ังสมจากการทางาน - ข้อเสนอแนะเก่ียวกับแนวทางในการเพิ่มโอกาสและประสิทธิภาพในการทางานของ แรงงานสูงอายุท่อี ยนู่ อกระบบ เพื่อเป็นการพัฒนาศกั ยภาพและความสามารถในการพ่ึงพาตนเอง - กลไกสาคญั ในการสง่ เสริมการทางานของแรงงานสงู อายุทอ่ี ยู่นอกระบบ - การกาหนดกลยุทธ์ในการส่งเสริมการทางานของแรงงานสูงอายุที่อยู่นอกระบบทั้งใน เชงิ รับ และในเชิงรุก
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 54 - นโยบายของภาครัฐทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั การส่งเสรมิ การทางานของผสู้ งู อายุ บทบาทภารกิจ ของแต่ละหนว่ ยงาน ปัญหาและอปุ สรรคของการดาเนนิ งาน - นอกจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานใดที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการ ทางานของแรงงานสูงอายุท่อี ย่นู อกระบบ 3.3 การนาเสนอข้อมลู เป็นการนาเสนอข้อมูลในเชิงวิเคราะห์และพรรณนาโดยนาเสนอข้อมูลเชิงปริมาณเป็นหลักในส่วนของ ทัศนคติและความต้องการทางานในภาพรวม และใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพในส่วนของปัจจัยสนับสนุน รวมท้ังปัจจัยท่ี เป็นอุปสรรค/ข้อจากัดต่อการส่งเสริมการทางานของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เพื่อกาหนดกลยุทธ์/แนวทางท่ีเหมาะสม โดยมวี ธิ กี ารนาเสนอ ดังน้ี 3.3.1 การนาเสนอผลการวจิ ัยเชิงปริมาณ เป็นการนาเสนอผลการวิจัยท่ีผ่านการประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสถิติสาเร็จรูป ในรูปแบบของตารางประกอบกับการแสดงค่าสถิติต่างๆ เช่น ค่าเฉล่ีย ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร T- test และ Anova 3.3.2 การนาเสนอผลการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการนาเสนอข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร การวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่มและ สมั ภาษณเ์ ชงิ ลึกในรูปแบบของการพรรณนาความ 74
3.4 กรอบแนวคิด 55 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย ขอ้ มูลส่วนบุคคล ทศั นคตแิ ละความต้องการการสนบั สนนุ - เพศ ดา้ นการทางาน - อายุ - ทศั นคติ ได้แก่ มมุ มอง/ความคดิ เห็นท้ัง - ศาสนา ในเชิงบวกและเชิงลบเก่ียวกบั การทางาน - สถานภาพ แรงจูงใจในการทางาน - สถานภาพในครอบครัว - ความตอ้ งการสนับสนนุ ด้านการทางาน - การศกึ ษา เชน่ การฝึกอาชีพ การฝกึ ทักษะ ตลาด/ - อาชีพทที่ าเม่อื 5 ปที ่แี ลว้ ช่องทางในการจาหน่ายสนิ ค้า/ผลติ ภณั ฑ์ - อาชีพปัจจบุ ัน - ทกั ษะ ความสามารถพิเศษ การทางาน/ความตอ้ งการในการทางาน 75 - ความพกิ าร ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ กลยุทธ์ในการส่งเสริมการทางานของ - รายไดจ้ ากอาชีพที่ทาเม่ือ 5 ปีท่ีแล้ว ผสู้ ูงอายุ - รายได้จากอาชีพปัจจบุ ัน - แนวทาง/มาตรการในการส่งเสริม/สร้าง - แหล่งที่มาของรายได้ทัง้ หมดในปจั จุบนั แรงจงู ใจในการทางานให้กับผู้สงู อายุท่ี - ภาวะการออม สามารถนาไปสู่การปฏบิ ตั ิได้อย่างเป็น - ภาระหน้ีสนิ รปู ธรรม - ภาระคา่ ใช้จ่ายในครอบครัว - สวสั ดิการทไี่ ดร้ บั จากภาครัฐ (เบ้ียผู้พิการ/ผู้สูงอาย)ุ ข้อมูลดา้ นครอบครัว - จานวนสมาชิกทั้งหมดในครอบครวั - จานวนสมาชิกท่ที างานและมรี ายได้ - จานวนสมาชิกทอ่ี ย่ใู นภาวะพึ่งพา เช่น เด็ก ผูพ้ กิ าร ผูส้ ูงอายุ ท่ีไมส่ ามารถชว่ ยเหลอื ตนเองได้ ข้อมูลดา้ นสุขภาพ - ความพรอ้ มดา้ นสุขภาพรา่ งกาย/จติ ใจ - โรคประจาตวั
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 56 คาอธิบายกรอบแนวคิด กรอบแนวคิดอยู่บนฐานคิดที่ว่า ทัศนคติท่ีดี/ทัศนคติในเชิงบวกต่อการทางานจะเป็นแรงจูงใจและ ส่งผลต่อการทางาน/ความต้องการในการทางาน และความต้องการการสนับสนุนการทางานแสดงถึงความ ต้องการการหนุนเสรมิ ในสิ่งท่ีเอ้ือประโยชน์ตอ่ การทางาน ท้ังนี้ทัศนคติและความต้องการในการทางานข้ึนอยู่กบั ปัจจัยต่างๆ ที่เก่ียวข้อง ท้ังปัจจัยส่วนบุคคล เช่น เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เช่น รายได้ ค่าใช้จ่าย หน้ีสิน การออม ปัจจัยด้านครอบครัว เช่น จานวนสมาชิกท่ีทางานและมีรายได้ กับจานวนสมาชิก ทั้งหมดในครอบครัว และปัจจัยด้านสุขภาพในเร่ืองของความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจซึ่งมีผลต่อการ ทางาน ขณะเดียวกันปจั จยั ตา่ งๆ เหลา่ นยี้ ังสามารถส่งผลโดยตรงต่อการกาหนดกลยุทธ์ในการส่งเสรมิ การทางาน ของผู้สงู อายุ ทัศนคติต่อการทางานจะทาให้ทราบถึงมุมมอง/ความคิดเห็นเกี่ยวกับการทางานของผู้สูงอายุ ส่วน ความต้องการการสนับสนุนด้านการทางานจะทาให้ทราบว่ามีส่ิงใดที่จาเป็นต่อการหนุนเสริมการทางานของ ผู้สูงอายุ ซึ่งข้อค้นพบดังกล่าวนี้จะทาให้ทราบว่าปัจจัยใดท่ีมีส่วนในการส่งเสริมการทางาน และปัจจัยใดที่เป็น ข้อจากัด/อุปสรรคในการทางาน อันจะนาไปสู่การวิเคราะห์เพื่อกาหนดกลยุทธ์ในการส่งเสริมการทางานในเชิง พ้ืนที่ได้อยา่ งเหมาะสมและนาไปส่กู ารขบั เคลื่อนได้อย่างเปน็ รปู ธรรม 76
บทท่ี 4 ผลการวจิ ยั 77 โครงการวจิ ยั กลยทุ ธ์สง่ เสริมการท�ำ งานของผ้สู งู อายไุ ทย
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย บทที่ 4 ผลการวจิ ยั > ผลการส�ำ รวจขอ้ มูลเชงิ เอกสาร > ผลการวิจัยเชิงปรมิ าณ > ผลการวิจัยเชงิ คณุ ภาพ 78
58 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย บทที่ 4 79 ผลการวิจัย ผลการวิจัยเร่ือง กลยุทธ์ส่งเสริมการทางานของผู้สูงอายุไทย คณะผู้วิจัยได้ดาเนินการสารวจข้อมูลเชิง เอกสารเกี่ยวกับการทางานของผู้สูงอายุไทยในปัจจุบันเพ่ือให้ทราบถึงสถานการณ์ รูปแบบการทางาน และ บทบาทของผู้สูงอายุในการทางาน ข้อมูลเชิงปริมาณซึ่งเป็นข้อมูลเก่ียวกับลกั ษณะส่วนบุคคล สถานะการทางาน ในปัจจุบัน ทัศนคติและความต้องการการสนับสนุนการทางาน ความต้องการในการทางาน รวมถึงข้อเสนอแนะ แนวทางในการส่งเสริมการทางานของผู้สูงอายุ โดยสานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1 – 12 ได้ ดาเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ดว้ ยแบบสอบถาม จานวน 3,600 ชดุ นอกจากนย้ี ังได้มีการดาเนินการเก็บรวบรวม ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ประกอบด้วย สถานการณ์การทางานของผู้สูงอายุในพื้นที่ ปัจจัยหนุนเสริมและปัญหา อุปสรรคที่ส่งผลต่อความต้องการในการทางาน และแนวทางการส่งเสริมสนับสนุนการทางานของผู้สูงอายุโดย ภาคสว่ นตา่ งๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งอันจะนาไปสู่การกาหนดกลยุทธใ์ นการส่งเสรมิ การทางานได้อยา่ งเหมาะสม ซงึ่ ข้อมูลท่ี นาเสนอประกอบดว้ ย 4.1) สถานการณก์ ารทางานของแรงงานนอกระบบท่ีมีอายุระหว่าง 55 – 65 ปี ในปจั จุบัน 4.2) ทัศนคติและความต้องการในการสนับสนุนการทางานของแรงงานนอกระบบที่มีอายุระหว่าง 55 – 65 ปี ซ่ึงเปน็ ผทู้ ท่ี างานนอกระบบหรือเปน็ ผ้วู า่ งงาน 4.3) การช่วยเหลอื สนับสนนุ จากหนว่ ยงานทีเ่ กี่ยวข้องในการส่งเสริมการทางาน 4.4) ปัจจัยหนนุ เสริม/ข้อจากัดในการทางานของแรงงานนอกระบบทม่ี ีอายุระหวา่ ง 55 – 65 ปี ทที่ างาน นอกระบบหรอื วา่ งงาน 4.5) แนวทาง/กลยทุ ธ์ในการสง่ เสรมิ การทางานให้กบั แรงงานนอกระบบท่ีมีอายรุ ะหว่าง 55 – 65 ปี 4.1 ผลการสารวจขอ้ มลู เชงิ เอกสาร 4.1.1 สถานการณ์การทางานของแรงงานนอกระบบที่มีอายุระหวา่ ง 55 – 65 ปี ในปจั จบุ ัน สังคมไทยในปัจจุบันท่ีก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงจากท่ีมีฐานประชากรวัยเด็กเป็นจานวนมาก กลับ มีจานวนและสัดส่วนที่ลดน้อยลงจากการนิยมคุมกาเนิดเพื่อลดจานวนประชากร เช่นเดียวกับวัยแรงงานที่มี สัดส่วนลดลงเช่นกัน ขณะที่จานวนผู้สูงอายุกลับมีแนวโน้มไปในทิศทางตรงกันข้ามคือมีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง จนทาให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดยมีสัดสว่ น ประชากรสูงอายุร้อยละ 10 ขึ้นไป และมีการคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในปี พ.ศ. 2578 ที่มีสัดส่วนของประชากรสูงอายุไม่ต่ากว่าร้อยละ 30 ซึ่งแน่นอนว่าการเปลีย่ นแปลง โครงสร้างประชากรดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อสภ าพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในส่วนของเศรษฐกิจ สัดส่วนของวัยแรงงานที่ลดลงส่งผลต่อภาคการผลิตและการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจ รวมท้ังความไม่เพียงพอของรายได้ที่เป็นคา่ ใชจ้ ่ายในครวั เรือน ส่วนด้านสังคม การลดลงของวัยแรงงานส่งผลต่อ
59 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย ภาวะพ่ึงพิงที่ผู้สูงอายุมีต่อวัยแรงงาน ภาระรับผดิ ชอบดา้ นสภาพชวี ติ ความเปน็ อยู่ คา่ ใช้จ่ายด้านสขุ ภาพและการ รกั ษาพยาบาล การเตรียมการรองรับสังคมผู้สงู อายุได้รับการบรรจเุ ป็นวาระแห่งชาติ ซงึ่ หน่วยงานทเี่ กย่ี วข้องจะต้องมี การบูรณาการความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการดาเนินงานร่วมกันในการสร้างสังคมสูงอายุอย่างมีคุณภาพ โดยมี ความครอบคลุม คุ้มครอง ป้องกัน สร้างสรรค์ มาตรการในการดาเนินงานของภาครฐั เพ่ือรองรับสงั คมผ้สู ูงอายุมี ท้ังในส่วนของการจัดสวัสดิการพ้ืนฐานและการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุโดย การส่งเสริมด้านการทางานและ การมีรายได้ เพื่อเสรมิ พลัง สร้างความรสู้ กึ มคี ุณคา่ สามารถพง่ึ พาตนเองได้ และมีส่วนร่วมในการพฒั นาประเทศ ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ท่ีทาให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีอายุยืนยาวมากขึ้น ผู้สูงอายุ ส่วนหน่ึงจึงยังมีความพร้อมในการทางานอย่างต่อเน่ืองแม้ว่าจะมีอายุเลยวัยเกษียณไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล ทางด้านรายได้และเศรษฐกิจ หรือว่าความพร้อมด้านสุขภาพก็ตาม ข้อมูลจากสานักงานสถิติแห่งชาติที่มีการ นาเสนอสรุปผลท่ีสาคัญเกี่ยวกับการทางานของผู้สูงอายุไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ถึง ปี พ.ศ. 2561 พบว่ามี แนวโนม้ ท่ีเพม่ิ สูงข้ึนอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ดงั ข้อมลู ทีแ่ สดงไวใ้ นแผนภาพท่ี 4 จานวนของผสู้ ูงอายทุ ที่ างานตง้ั แต่ปี 2557 - ปี 2561 5 3.78 4.02 4.06 4.36 4.5 2.55 2.23 2.34 2.36 1.81 4 3.69 1.55 1.68 1.70 2561 3.5 2558 2559 2560 3 หญงิ 2.5 2.17 80 2 1.52 1.5 1 0.5 0 2557 ผสู้ ูงอายุทท่ี างาน ชาย (หนว่ ย : ล้านคน) ทีม่ า : สานักงานสถติ แิ ห่งชาติ ปี 2561 แผนภาพท่ี 4.1 แนวโน้มการทางานของผสู้ งู อายุต้ังแตป่ ี พ.ศ.2557 – พ.ศ.2561 ข้อมูลจากแผนภาพแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการทางานของผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงข้ึนท้ังเพศชาย และเพศหญิง รวมท้ังแสดงให้เห็นด้วยว่า เพศชายมีจานวนของผู้ท่ีทางานมากกว่าเพศหญิง นอกจากปัจจัยทางด้านเพศที่มีผลต่อ การทางานของผู้สูงอายุ ยังมีปัจจัยทางด้านการศึกษาที่พบว่า ผู้สูงอายุที่ยังคงทางานส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษา/เรียน ต่ากว่าระดับประถมศึกษา โดยมีอัตราร้อยละ 79.90 รองลงมาคือจบการศึกษาระดับประถมศึกษา และระดับ มัธยมศึกษา ซ่ึงมีอัตราร้อยละ 8.10 และ 7.60 ตามลาดับ เมื่อพิจารณาจากสถานภาพการสมรสพบว่า ผู้สูงอายุท่ี
60 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย สมรสมอี ัตราการทางานมากท่ีสุด คิดเปน็ รอ้ ยละ 79.60 รองลงมาคือ เปน็ หมา้ ย และโสด คิดเป็นอตั ราร้อยละ 13.60 และ 3.70 ตามลาดับ ในส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่ตามลาพัง และต้องทางานเลี้ยงชีพ พบว่ามีอัตราร้อยละ 7.50 เม่ือ เทยี บกบั ผู้สงู อายุท่ีทางานทั้งหมด และเป็นเพศหญงิ มากกว่าเพศชาย โดยมีสดั ส่วนเท่ากับ 54.50 : 45.50 อาชีพของ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่ยังคงทางานเป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือด้านเกษตรและประมง ร้อยละ 58.00 รองลงมาคือ พนักงานบริการและผู้จาหน่ายสินค้า ช่างฝีมือและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ซ่ึงมีอัตราร้อยละ 18.60 และ 8.70 ตามลาดับ เมื่อพิจารณาจากกจิ กรรมทางเศรษฐกิจพบว่า ผู้สูงอายสุ ่วนใหญท่ างานในภาคเกษตรกรรม รอ้ ยละ 60.20 รองลงมาเป็นภาคการค้าและบริการ และภาคการผลิต ซ่ึงมีอัตราร้อยละ 25.20 และ 14.60 ตามลาดับ ในส่วนของ สถานภาพการทางานของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง ร้อยละ 61.70 รองลงมา เป็นช่วยธุรกิจครัวเรือนโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และเป็นลูกจ้างเอกชน ซ่ึงคิดเป็นร้อยละ 20.20 และ 12.20 ตามลาดับ ลักษณะของการทางานท่ีจาแนกเป็นในระบบและนอกระบบ จากการสารวจการทางานของผู้สูงอายุส่วนใหญ่พบว่า เป็นแรงงานนอกระบบหรือผู้ทางานท่ีไม่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทางาน ร้อยละ 88.20 โดยในจานวนนีเ้ ป็นเพศชายร้อยละ 57.70 และเพศหญิงร้อยละ 42.30 ส่วนผูส้ งู อายทุ เ่ี ปน็ แรงงานในระบบมีเพียง ร้อยละ 11.80 เป็นเพศชายร้อยละ 63.60 และเพศหญิงร้อยละ 36.40 (http://www.nso.go.th/sites/2014/ DocLib13/ดา้ นสงั คม/สาขาแรงงาน/การทางานของผ้สู งู อายุ/2561/สรปุ ผลท่ีสาคัญ61.pdf) อัตราร้อยละของผู้สูงอายุทท่ี างานในระบบและนอกระบบ 81 ชาย 57.70% 88.20 ชาย 63.60% หญงิ 42.30% 11.80 หญงิ 36.40% แรงงานนอกระบบ แรงงานในระบบ ทม่ี า : สานกั งานสถติ แิ ห่งชาติ ปี 2561 แผนภาพท่ี 4.2 แสดงอตั ราร้อยละของผู้สูงอายทุ ่ีทางานในระบบและนอกระบบ จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้สูงอายุท่ียังคงทางานมีแนวโน้มเพิ่มสูงข้ึน และพบว่า สว่ นใหญเ่ ป็นเพศชาย ระดบั การศกึ ษาคือไม่มีการศึกษา/ต่ากว่าชั้นประถมศึกษา มสี ถานภาพการสมรสซึ่งหมายถึง
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 61 ความรับผิดชอบท่ีมีต่อสมาชิกในครอบครัว อาชีพส่วนใหญ่เป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือด้านเกษตรและประมง อยู่ใน ภาคการผลติ ด้านเกษตรกรรม และส่วนใหญเ่ ป็นการประกอบอาชีพส่วนตัวโดยไม่มลี ูกจ้าง ลกั ษณะการทางานเป็น แรงงานนอกระบบมากกวา่ แรงงานในระบบหลายเท่าตวั การทางานในลักษณะแรงงานนอกระบบของผู้สูงอายุแสดงให้เห็นถึงพ้ืนฐานการทางานท่ีไม่มีความ ม่ันคง ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือหลักประกันทางสังคม และอาจไม่ได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึง การกาหนดอายุการ ทางานข้ึนอย่กู ับตวั ของผูส้ ูงอายุเองว่ามีความพร้อมหรือความจาเป็นอย่างไร และการทางานอาจไม่ไดด้ าเนินไปอย่าง ต่อเนื่อง การส่งเสริมการทางานของผู้สูงอายุในกลุ่มน้ีอาจต้องมีการสร้างหลักประกัน/ความม่ันคงทางรายได้ และ ควรมีวิธีการ/แนวทางในการจูงใจเพื่อส่งเสริมให้เกิดการทางานตั้งแต่ก่อนท่ีจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจนล่วงเข้าสู่วัย ผูส้ งู อายุเพ่ือให้การทางานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทัง้ ในกล่มุ ของแรงงานนอกระบบและผู้ท่วี ่างงาน ซ่ึงการวิจัยเรื่อง กลยุทธ์ส่งเสริมการทางานของผู้สูงอายุไทย ที่มีการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นแรงงาน นอกระบบ/ผู้ที่ว่างงาน อายุระหว่าง 55 – 65 ปี ใน 24 พื้นท่ีทั่วประเทศ จานวน 3,600 กลุ่มตัวอย่าง จะเป็นการ วิเคราะห์สถานการณ์และกาหนดกลยุทธ์ในการส่งเสริมการทางานให้กับวัยผู้ใหญ่จนถึงผู้สูงอายุ เพ่ือสนับสนุนการ ทางาน สร้างโอกาสและความม่ันคงทางด้านอาชีพ รายได้ ตลอดจนหลักประกันทางเศรษฐกิจและสังคมให้ผู้สูงอายุ สามารถดารงชีวติ ได้อย่างมีศักดศ์ิ รี ภายใต้สถานการณ์ทางสังคมและโครงสร้างทางประชากรท่ีเปลี่ยนแปลงไป 4.2 ผลการวจิ ัยเชงิ ปรมิ าณ 4.2.1) ขอ้ มลู สว่ นบคุ คล ข้อมูลส่วนบุคคลแสดงคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง นอกเหนือจากลักษณะเฉพาะที่เจาะจงว่าต้อง เป็นผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ซึ่งมีช่วงอายอุ ยู่ระหว่าง 55 – 65 ปี โดยเป็นเกณฑ์อายุของกลุ่มตวั อย่าง 2 ช่วง คือ 82 วัยผู้ใหญ่ อายุระหว่าง 55 – 59 ปี ท่ีเป็นวัยท่ีต้องเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ และผู้สูงอายุที่มีอายุ ระหว่าง 60 – 65 ปี ซ่ึงเป็นช่วงอายุของผู้ใหญ่วัยต้นที่ยังคงมีระดับการทางานที่ค่อนข้างมาก และอัตราของการ ทางานลดลงอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มของผู้ท่ีมีอายุเกิน 65 ปีข้ึนไป รวมท้ังต้องเป็นผู้ที่ทางานนอกระบบ/ผู้ท่ีว่างงาน เน่ืองจากเป็นกลุ่มท่ีไม่มีสวัสดิการด้านการทางานรองรับและไม่มีหลักประกันด้านรายได้ อีกท้ังยังต้องการการ สนับสนุนเพื่อให้สามารถทางานได้อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลส่วนบุคคลจะแสดงคุณลักษณะต่างๆ ท่ีสัมพันธ์กับ ทศั นคตแิ ละความต้องการในการทางาน อันจะนาไปส่กู ารกาหนดกลยุทธ์ในการส่งเสริมการทางานได้อยา่ งเหมาะสม 1) การจาแนกกลมุ่ ตัวอยา่ งตามเพศและช่วงอายุ กลุ่มตัวอย่างจากการเก็บรวบรวมข้อมูลท้ังหมดจานวน 3,600 คน เม่ือจาแนกตามช่วงอายุ พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายจานวน 1,294 คน คิดเป็นร้อยละ 35.94 และเป็นเพศหญิงจานวน 2,306 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 64.06 ในส่วนของกลุ่มตัวอย่างเพศชายเมื่อจาแนกตามวัยเป็นวัยผู้ใหญ่ มีจานวน 503 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 34.67 ส่วนวัยสูงอายุ มีจานวน 791 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 36.81 ส่วนกลุ่มตัวอย่างเพศ หญิง มีจานวน 2,306 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 64.06 เม่ือจาแนกตามช่วงอายุพบว่าเป็นวัยผู้ใหญ่จานวน 948 คน หรอื คิดเป็นร้อยละ 36.81 ส่วนวัยสูงอายุมีจานวน 1,358 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 63.19 เม่ือเทียบอัตราส่วนของ
62 กลุ่มตัวอย่างกับประชากรทั้งหมดจากฐานข้อมูลทะเบียรราษฎร์พบว่า ประชากรเพศชายทั้งหมดที่มีอายุเท่ากับ 55 – 59 ปี มีค่าร้อยละ 47.04 ส่วนที่มีอายุเท่ากับ 60 – 65 ปี มีค่าร้อยละ 46.06 และประชากรเพศหญิง ท้ังหมดที่มีอายุเท่ากับ 55 – 59 ปี มีค่าร้อยละ 52.96 ส่วนที่มีอายุเท่ากับ 60 – 65 ปี มีค่าร้อยละ 53.94 จาก ข้อมลู ดงั กลา่ วแสดงว่ากลุ่มตัวอย่างจากการจดั เกบ็ ข้อมลู มสี ัดส่วนของเพศหญงิ มากกวา่ เพศชาย เหตุผลสาคญั คือ การลงพื้นทเ่ี พื่อจดั เกบ็ ข้อมลู จะมีโอกาสไดพ้ บและไดร้ บั ความรว่ มมือจากกลุ่มตวั อยา่ งเพศหญงิ มากกวา่ เพศชาย อัตราสว่ นรอ้ ยละของกลมุ่ ตวั อย่าง จาแนกตามเพศและชว่ งอายุ 70 65.33 63.19 64.06 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 60 50 40 34.67 36.81 35.94 30 20 10 0 60 - 65 ปี รวม 55 - 59 ปี ชาย หญงิ แผนภาพท่ี 4.3 อัตราส่วนรอ้ ยละของกลุ่มตวั อย่าง จาแนกตามเพศและช่วงอายุ 83 2) การจาแนกกล่มุ ตัวอยา่ งตามเพศและระดบั การศกึ ษา กลุ่มตัวอยา่ งเมอ่ื จาแนกตามเพศและระดบั การศึกษา พบว่า กลมุ่ ตัวอยา่ งส่วนใหญจ่ บในระดับ ประถมศึกษา โดยมีจานวนเท่ากับ 2,476 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 68.78 จาแนกเป็นเพศชาย จานวน 873 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 67.47 และเพศหญิงจานวน 1,603 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 69.51 รองลงมาคือจบในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น มีจานวนเท่ากับ 411 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 11.42 จาแนกเป็นเพศชายจานวน 164 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 12.67 และเพศหญิงจานวน 247 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 10.71 ลาดับสามคือจบการศึกษา ในระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย/ปวช. มจี านวนเทา่ กบั 280 คน หรอื คดิ เป็นรอ้ ยละ 7.78 โดยเป็นเพศชายจานวน 96 คน หรอื คิดเปน็ ร้อยละ 7.42 และเพศหญิงจานวน 184 คน หรือคดิ เปน็ ร้อยละ 7.98
63 อตั ราส่วนร้อยละของกลุม่ ตัวอย่าง จาแนกตามเพศและ ระดับการศกึ ษา โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 80 ประถมศกึ ษา มธั ยมตน้ มัธยมปลาย/ปวช อนุปรญิ ญา/ปวส. ปรญิ ญาตรี 60 67.47 12.67 7.42 2.09 2.78 40 69.51 10.71 7.98 2 2.43 20 68.78 11.42 7.78 2.03 2.56 0 ไม่ได้รบั การศึกษา ชาย 7.03 หญงิ 7.07 รวม 7.06 แผนภาพที่ 4.4 อตั ราส่วนรอ้ ยละของกลุ่มตัวอย่าง จาแนกตามเพศและระดับการศึกษา 3) การจาแนกกล่มุ ตัวอย่างตามชว่ งอายุและระดับการศึกษา กลมุ่ ตวั อย่างเมื่อจาแนกตามชว่ งอายุและระดับการศึกษา พบวา่ กลุม่ ตวั อยา่ งสว่ นใหญ่จบ การศึกษาในระดบั ประถมศึกษา มจี านวนเท่ากับ 2,476 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 68.78 โดยเป็นวัยผใู้ หญ่จานวน 893 คน หรอื คดิ เป็นรอ้ ยละ 61.54 และผสู้ ูงอายจุ านวน 1,583 คน หรอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ 73.66 รองลงมาคอื จบในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น มีจานวนเท่ากับ 411 คน คิดเป็นร้อยละ 11.42 โดยเป็นวัยผู้ใหญ่จานวน 241 คน หรือคิด เป็นร้อยละ 16.61 และผู้สูงอายุจานวน 170 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 7.91 ลาดับสามคือจบการศึกษาในระดับ 84 มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. มีจานวนเท่ากับ 280 คน คดิ เป็นร้อยละ 7.78 โดยเปน็ ผู้ใหญ่จานวน 168 คน หรือ คิดเป็นร้อยละ 11.58 และผ้สู งู อายุจานวน 112 คน หรอื คิดเปน็ รอ้ ยละ 5.21 อัตราส่วนร้อยละของกลมุ่ ตัวอย่างจาแนกตามช่วงอายุและระดบั การศกึ ษา 80 60 40 20 0 ไมไ่ ด้รับ ประถมศึ มัธยมตน้ มัธยม อนปุ รญิ ปรญิ ญา สงู กว่า อื่นๆ ไมร่ ะบุ การศึกษา กษา ปลาย/ ญา/ปวส. ตรี ปริญญา 0.07 0 0 0.09 ปวช. ตรี 0.03 0.06 55 – 59 ปี 4.2 61.54 16.61 11.58 2.83 2.9 0.28 60 – 65 ปี 8.98 73.66 7.91 5.21 1.49 2.33 0.33 รวม 7.06 68.78 11.42 7.78 2.03 2.56 0.31 แผนภาพท่ี 4.5 อัตราส่วนรอ้ ยละของกลุ่มตวั อย่าง จาแนกตามชว่ งอายุและระดับการศึกษา
64 4) การจาแนกกลุ่มตัวอยา่ งตามช่วงอายแุ ละสถานภาพสมรส โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย กลุม่ ตัวอย่างเม่ือจาแนกตามชว่ งอายุและสถานภาพสมรส พบว่า กลมุ่ ตวั อยา่ งส่วนใหญ่มี สถานภาพสมรส โดยมีจานวน 2,396 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 66.56 จาแนกเปน็ วัยผ้ใู หญ่ จานวน 1,059 คน หรอื คิด เป็นร้อยละ 72.98 และผู้สูงอายุจานวน 1,337 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.22 รองลงมาคือสถานภาพหม้าย มี จานวนเท่ากับ 679 คน คิดเป็นร้อยละ 18.86 โดยเป็นวยั ผใู้ หญ่จานวน 169 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 11.65 และ ผู้สูงอายุจานวน 510 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 23.73 ลาดับสามคือสถานภาพโสด มีจานวนเท่ากับ 313 คน คิด เป็นร้อยละ 8.69 โดยเป็นวัยผู้ใหญ่จานวน 141 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 9.72 และผู้สูงอายุจานวน 172 คน หรือ คิดเป็นรอ้ ยละ 8.00 อัตราส่วนร้อยละของกลุ่มตวั อย่าง จาแนกตามช่วงอายแุ ละสถานภาพสมรส 80 70 60 50 40 30 12000 โสด สมรส หม้าย หย่าร้าง/ เคยสมรสแต่ อน่ื ๆ ไม่ระบุ แยกกนั อยู่ ไม่ทราบ สถานภาพ 55 – 59 ปี 9.72 72.98 11.65 4.2 1.03 0.41 0 60 – 65 ปี 8 62.22 23.73 4.7 0.88 0.37 0.09 85 รวม 8.69 66.56 18.86 4.5 0.94 0.39 0.06 แผนภาพท่ี 4.6 อัตราสว่ นร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จาแนกตามช่วงอายุและสถานภาพสมรส 5) การทางานของสมาชกิ ในครอบครัว กลุ่มตัวอย่างจานวน 3,600 คน มีจานวนสมาชิกท้ังหมดในครอบครัวโดยเฉล่ีย 3.84 คน และจานวนสมาชิกในครอบครัวที่ทางานโดยเฉล่ีย 2.13 คน อัตราส่วนของสมาชิกท่ีทางานกับสมาชิกท้ังหมด เทา่ กบั 0.55 ตารางที่ 4.1 แสดงจานวนสมาชกิ ในครอบครวั และจานวนของสมาชกิ ที่ทางาน จานวนสมาชิกในครอบครัว ค่าเฉลย่ี Std.Dev. อัตราการทางาน สมาชิกทง้ั หมด 3.84 1.752052 0.55 สมาชกิ ที่ทางาน 2.13 1.176575
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 65 6) การจาแนกกลุ่มตัวอย่างตามชว่ งอายุและความพิการ กลุ่มตัวอย่างเม่ือจาแนกตามช่วงอายุและความพิการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มี ความพิการ โดยมจี านวนเท่ากับ 3,388 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 94.11 จาแนกเป็นวัยผู้ใหญจ่ านวน 1,389 คน หรือคิด เป็นร้อยละ 41.00 และผู้สูงอายุจานวน 1,999 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 59.00 ส่วนกลุ่มตัวอย่างท่ีมีความพิการมี จานวนเท่ากับ 212 คน หรอื เท่ากับร้อยละ 5.89 เมอ่ื จาแนกคนพิการตามช่วงอายุพบว่า เปน็ วยั ผูใ้ หญจ่ านวน 62 คน หรอื คิดเป็นร้อยละ 29.25 และผสู้ ูงอายุจานวน 150 คน หรือคิดเปน็ ร้อยละ 70.76 และในส่วนของคนพิการสว่ นใหญ่ มีความพิการทางการเคล่ือนไหวหรือทางร่างกายมากที่สุด คดิ เปน็ ร้อยละ 4.14 รองลงมาคือ ความพิการทางการได้ยิน หรือสอื่ ความหมาย คิดเปน็ ร้อยละ 1.35 และอันดับสามคือ ความพิการทางการมองเหน็ คดิ เปน็ ร้อยละ 0.93 อัตราส่วนรอ้ ยละกล่มุ ตัวอย่าง จาแนกตามความพกิ าร และช่วงอายุ 120 100 95.73 93.02 94.11 80 60 40 20 4.27 6.98 5.89 0 ไม่พกิ าร พิการ 86 55 – 59 ปี 60 – 65 ปี รวม แผนภาพที่ 4.7 อัตราส่วนรอ้ ยละของกล่มุ ตัวอย่าง จาแนกตามความพิการและช่วงอายุ 7) การจาแนกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผูส้ ูงอายุพิการตามประเภทของความพิการ กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุและมีความพิการมีจานวนท้ังสิ้น 150 คน ส่วนใหญ่มีความ พิการทางร่างกาย/การเคล่ือนไหว จานวน 89 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.14 รองลงมาคือพิการทางการได้ยิน มีจานวน 29 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.35 และอันดับสามคือพิการทางการมองเห็น มีจานวน 20 คน หรือคิดเป็น ร้อยละ 0.93 (มีคนพิการซ้าซ้อนจานวน 3 คน) จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุมีความ พิการทางร่างกาย/การเคลื่อนไหวมากท่ีสุด ซึ่งนับเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่เป็นข้อจากัดต่อการทางานหรือ แม้กระทั่งการชว่ ยเหลอื ตนเอง
อตั ราสว่ นรอ้ ยละของกลุ่มตวั อย่างสงู อายุ จาแนกตามประเภทของความพิการ 66 0.09 0.19 0.93 การมองเห็น 0.14 การได้ยนิ การเคลอ่ื นไหว 0.28 ดา้ นจิตใจ ด้านสตปิ ญั ญา 1.35 ดา้ นการเรียนรู้ อ่ืนๆ 4.14 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย แผนภาพที่ 4.8 อัตราส่วนร้อยละของกลุ่มตัวอยา่ งสงู อายุ จาแนกตามประเภทความพิการ 87 8) การจาแนกกลุ่มตัวอยา่ งตามช่วงอายุและประเภทของอาชพี หลัก กลมุ่ ตัวอยา่ งเมื่อจาแนกตามชว่ งอายุและการประกอบอาชีพ พบว่า กลุม่ ตวั อย่างส่วนใหญ่ ยังคงประกอบอาชีพ มีจานวนเท่ากับ 2,542 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 70.61 ส่วนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ มีจานวน 1,058 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 29.40 จากกลุ่มตัวอย่างที่ยังประกอบอาชีพจานวน 2542 คน ส่วนใหญ่เป็น ผู้ปฏิบัติงานท่ีมีฝีมือด้านเกษตร ประมง จานวน 951 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 37.41 เมื่อจาแนกตามช่วงอายุ พบว่าเป็นกลุ่มวัยผู้ใหญ่จานวน 406 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 34.38 ส่วนผู้สูงอายุมีจานวน 545 คน หรือคิดเป็น ร้อยละ 40.04 รองลงมาผู้ประกอบอาชีพพื้นฐาน เช่น รับจ้างท่ัวไป มีจานวน 943 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 37.10 เมื่อจาแนกตามช่วงอายุพบว่าเป็นวัยผู้ใหญ่จานวน 448 คนหรือคิดเป็นร้อยละ 37.93 ส่วนวัยสูงอายุมีจานวน 495 คน หรอื คดิ เปน็ ร้อยละ 36.37 ลาดับสามคืออาชพี พนกั งานบริการและผจู้ าหนา่ ยสินค้ามจี านวน 246 คน เมื่อ จาแนกตามช่วงอายุพบว่าเป็นวัยผู้ใหญ่จานวน 125 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 10.58 ส่วนวัยสูงอายุมีจานวน 121 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 8.89 จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่ากลุ่มตัวอยา่ งสว่ นใหญ่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร รับจ้างทั่วไป และพนักงานบริการและผู้จาหน่ายสินค้า ซึ่งเป็นอาชีพท่ีไม่มั่นคง และมีรายได้ไม่แน่นอน ข้ึนอยู่กับ สภาวะทางเศรษฐกิจ
67 อัตราส่วนรอ้ ยละกลุ่มตัวอยา่ ง จาแนกตามชว่ งอายแุ ละประเภทของอาชพี หลกั 322143140555000550 พนกั งาน ผู้ประกอบ บรกิ ารและ ผู้จดั การ ผปู้ ระกอบ เจา้ หนา้ ท่ี เสมยี น ผู้จาหน่าย ผู้ทม่ี ฝี มี อื ช่างฝีมอื ผู้ปฏิบัติงาน อาชพี อน่ื ๆ ขา้ ราชการ วชิ าชีพ เช่น เทคนิค ด้านเกษตร ดา้ น พน้ื ฐาน โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย บัญชี วศิ วะ สนิ คา้ 5.84 อาวโุ ส ประมง เคร่อื งจักร เช่น รับจ้าง 6.98 6.45 55 - 59 ปี 3.05 0.85 0.59 0.59 10.58 34.38 4.66 1.52 37.93 60 - 65 ปี 2.13 0.59 0.59 0 8.89 40.04 3.82 0.59 36.37 รวม 2.56 0.71 0.59 0.28 9.68 37.41 4.21 1.02 37.1 แผนภาพที่ 4.9 อัตราส่วนรอ้ ยละของกลมุ่ ตัวอยา่ งจาแนกตามชว่ งอายุและอาชพี หลัก 9) การจาแนกกลุ่มตัวอยา่ งตามประสบการณท์ างานเมอ่ื 5 ปที ่แี ล้ว กลุ่มตัวอย่างที่เคยมีประสบการณ์ในการทางานมีจานวน 2,960 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 82.22 ส่วนผู้ท่ีไม่มีประสบการณ์การทางานมีจานวน 640 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 17.78 ผู้ท่ีเคยมีประสบการณ์ ส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพเกษตรกรรม มีจานวน 1,121 คน หรอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ 37.87 รองลงมาคืออาชีพรับจ้าง มี จานวน 1,109 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 37.47 และอันดับสามคืออาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว มีจานวน 421 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 14.22 จากขอ้ มลู ดังกลา่ วแสดงวา่ กลุ่มตัวอยา่ งสว่ นใหญ่มปี ระสบการณใ์ นการทางานเมื่อ 5 ปี 88 ทแ่ี ลว้ และอตั ราของการมีประสบการณ์ในการทางานเม่ือ 5 ปที ่แี ลว้ ของผู้ใหญ่มากกว่าผู้สูงอายุ ประสบการณ์ใน การทางานส่วนใหญ่เป็นอาชีพทางด้านเกษตรกรรม รับจ้าง และค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ซ่ึงเป็นอาชีพนอกระบบที่ ไม่มคี วามม่นั คงทางดา้ นรายได้ และมกี ารเปลีย่ นแปลงตามสภาพเศรษฐกิจ อัตราสว่ นรอ้ ยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกตามประเภทของประสบการณท์ างานเมอ่ื 5 ปที ี่แล้ว 40 37.87 37.47 30 20 14.22 10 2.8 1.01 3.89 2.74 0 คา้ ขาย รบั จา้ ง รับราชการ รฐั วิสาหกจิ เอกชน อ่ืนๆ เกษตร แผนภาพที่ 4.10 อัตราส่วนรอ้ ยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกตามประสบการณท์ างาน
68 10) การจาแนกกลมุ่ ตัวอยา่ งตามประเภทของความชานาญ/ทักษะพิเศษ กลุ่มตัวอย่างท่ีไม่มีความชานาญ/ทักษะพิเศษมีจานวนทั้งส้ิน 2,366 คน หรือคิดเป็น ร้อยละ 65.72 ส่วนผู้ท่ีมีความชานาญ/ทักษะพิเศษมีจานวน 1,234 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 34.28 โดยส่วนใหญ่ เป็นความชานาญ/ทักษะพิเศษด้านงานฝีมือ มีจานวน 631 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 51.13 รองลงมาคือทักษะด้าน งานช่าง มีจานวน 320 คน หรอื คิดเปน็ รอ้ ยละ 25.93 อนั ดับสามคอื ทักษะด้านอนื่ ๆ มีจานวน 133 คน หรอื คดิ เป็น ร้อยละ 10.79 และเมื่อเปรียบเทียบอัตราของความชานาญ/ทักษะในสามด้านหลักพบว่า ผู้สูงอายุมีความ ชานาญ/ทกั ษะดา้ นงานฝีมือ งานชา่ ง และอ่นื ๆ มากกวา่ วยั ผู้ใหญ่ อตั ราส่วนร้อยละของกลมุ่ ตัวอยา่ งตามประเภทของความชานาญ/ทกั ษะพิเศษ โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 60 40 20 0 อ่นื ๆ ภาษา การจัดการ คอมพิวเตอร์ ศิลปะ งานฝีมอื งานชา่ ง รอ้ ยละ แผนภาพท่ี 4.11 อัตราส่วนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามประเภทของความ 89 ชานาญ/ทกั ษะพิเศษ 11) แหลง่ รายไดห้ ลักจาแนกตามช่วงอายุ เมื่อพิจารณากลุ่มตัวอย่างตามแหล่งรายได้หลัก พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีแหล่งรายได้หลัก ที่สาคัญ คือ รายได้จากการทางาน โดยมีจานวน 2,030 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 56.39 รองลงมาคือ รายได้จาก บุตร มจี านวน 706 คน หรือคดิ เปน็ ร้อยละ 19.61 และอนั ดับสามคือรายได้จากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ มีจานวน 379 คน หรือคดิ เปน็ รอ้ ยละ 10.53 เมอ่ื จาแนกแหลง่ รายได้หลกั ตามช่วงอายุพบว่า วัยผ้ใู หญ่ส่วนใหญ่มรี ายได้จากการ ทางานเป็นหลัก โดยมีจานวน 1,031 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 71.05 รองลงมาคือรายได้จากบุตร มีจานวน 186 คน หรือคิดเปน็ ร้อยละ 12.82 และอนั ดบั สามคอื รายได้จากค่สู มรส มีจานวน 179 คน หรือคดิ เป็นร้อยละ 12.34 สาหรับผู้สูงอายุ แหล่งรายได้หลักมาจากการทางาน โดยมีจานวน 999 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 46.49 รองลงมา คือแหล่งรายได้หลักที่มาจากบุตร มีจานวน 520 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 24.20 และอันดับสามคือรายได้จาก เบี้ยยงั ชพี ผู้สูงอายุ มีจานวน 379 คน หรอื คิดเป็นร้อยละ 10.53 จากขอ้ มูลดังกล่าวแสดงว่ากลุ่มตวั อย่างสว่ นใหญ่ มีรายได้หลักจากการทางานดว้ ยตนเอง รองลงมาจึงจะเปน็ รายได้จากแหล่งอื่น เชน่ จากบตุ ร หรอื เบีย้ ยงั ชีพจาก ภาครฐั
69 อตั ราส่วนรอ้ ยละของกลมุ่ ตวั อย่าง จาแนกตามแหล่งรายได้หลกั และชว่ งอายุ 8700 60 4523100000 0 บุตร ค่สู มรส พ่ี น้อง/ เบ้ียยังชพี การทางาน บาเหน็จ/ กองทุน ดอกเบยี้ อนื่ ๆ ญาติ ผู้สงู อายุ บานาญ ประกันสงั ค เงินออม โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย ขา้ ราชการ ม ทรพั ยส์ ิน 55 – 59 ปี 12.82 12.34 1.1 0 71.05 0.48 0.28 0.28 1.65 60 – 65 ปี 24.2 7.03 1.26 17.64 46.49 2.42 0.14 0.19 0.65 รวม 19.61 9.17 1.19 10.53 56.39 1.64 0.19 0.22 1.06 แผนภาพท่ี 4.12 อัตราส่วนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามแหล่งรายได้หลักและ ชว่ งอายุ 12) การจาแนกกลุ่มตัวอย่างตามแหล่งที่มาของรายได้อ่ืนๆ นอกเหนือจากรายได้หลัก ของกลุ่มผสู้ งู อายุ เม่ือพิจารณากลุ่มตัวอย่างตามแหล่งท่ีมาของรายได้อ่ืนๆ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มี รายได้จากแหล่งอื่นๆ โดยมีจานวน 2,735 คน คิดเป็นร้อยละ 75.97 ในจานวนนี้เป็นวัยผู้ใหญ่ จานวน 892 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 32.61 และผู้สูงอายุจานวน 1,843 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 67.39 ส่วนกลุ่มตัวอย่างท่ีไม่มี 90 รายได้จากแหล่งอื่นๆ มีจานวนเท่ากับ 865 คน หรือ คิดเป็นร้อยละ 24.03 ในจานวนน้ีเป็นวยั ผใู้ หญ่ จานวน 559 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 64.62 และผู้สูงอายุจานวน 1,843 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 35.38 ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้ เห็นว่า กลุ่มผู้สูงอายุจะมีแหล่งรายได้อ่ืนๆ มากกว่าวัยผู้ใหญ่ โดยแหล่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากเบ้ียยังชีพผู้สูงอายุ โดยมีจานวนเท่ากับ 1,305 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 60.73 รองลงมาคือ รายได้จากบุตร มีจานวนเท่ากับ 627 คิดเป็น รอ้ ยละ 29.18 และอันดับสามคอื รายได้จากการทางาน มีจานวนเทา่ กบั 297 คน หรือคดิ เป็นรอ้ ยละ 13.82 อัตรารอ้ ยละของกลมุ่ ตวั อย่างผสู้ ูงอายทุ ่มี รี ายไดจ้ ากแหล่งอื่นๆ 80 60.73 60 40 29.18 20 10.89 3.91 13.82 0.37 2.1 4.75 0 1.02 บตุ ร ค่สู มรส ญาติ เบี้ยยงั ชีพ ทางาน บานาญ ประกนั สงั คม ดอกเบีย้ อนื่ ๆ แผนภาพที่ 4.13 อัตราสว่ นรอ้ ยละของกลุ่มตัวอย่างผสู้ งู อายุที่มรี ายได้จากแหล่งอื่นๆ
70 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 13) รายได้/ค่าใช้จา่ ย/หนีส้ ิน จาแนกตามชว่ งอายุ เม่อื พจิ ารณาถึงรายได้/ค่าใชจ้ า่ ย/หนี้สิน พบว่า กลมุ่ ตวั อย่างสว่ นใหญ่มรี ายได้โดยเฉลี่ย ต่อเดือนใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อเดือนและหน้ีสินรายเดือน ขณะท่ีหน้ีสินรวมค่อนข้างสูงและยังเป็น ค่าใช้จ่ายท่ีค้างชาระ จึงมีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มตัวอย่างท้ังวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุจะยังคงมีหน้ีสินและมีการออม ยังไม่มาก เมื่อจาแนกตามช่วงอายุ พบว่า วัยผู้ใหญ่ มีรายได้โดยเฉล่ียต่อบุคคลเท่ากับ 8,059.66 บาท/เดือน ขณะท่ีค่าใช้จ่ายเฉล่ียต่อบุคคลเท่ากับ 5,078.71 บาท/เดือน ค่าใช้จ่ายเพ่ือชาระหนี้สินเฉลี่ยต่อบุคคลเท่ากับ 2,519.01 บาท/เดือน และหน้ีสินรวมต่อบุคคลเท่ากับ 75,844.14 บาท สาหรับรายได้โดยเฉลี่ยต่อครัวเรือน เท่ากับ 18,159.92 บาท/เดือน ค่าใช้จ่ายเฉล่ียต่อครัวเรือนเท่ากับ 11,599.96 บาท/เดือน ค่าใช้จ่ายเพ่ือชาระ หน้ีสินเฉลี่ยต่อครัวเรือนเท่ากับ 5,621.05 บาท/เดือน และหนี้สินรวมต่อครัวเรือนเท่ากับ 107,025.80 บาท เม่ือ เปรียบเทียบระหว่างรายได้โดยเฉลี่ยต่อบุคคลต่อหน้ีสินรวมต่อบุคคลโดยประมาณเท่ากับ 9.41 เท่า ส่วนกลุ่ม ผู้สูงอายุมีรายได้โดยเฉล่ียต่อบุคคลเท่ากับ 5,731.90 บาท/เดือน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบุคคลเท่ากับ 3,967.10 บาท/เดือน ค่าใช้จ่ายเพื่อชาระหน้ีสินเฉล่ียต่อบุคคลเท่ากับ 1,937.74 บาท/เดือน และหน้ีสินรวมต่อบุคคลเท่ากบั 61,177.64 บาท สาหรับรายได้โดยเฉลี่ยต่อครัวเรือนเท่ากับ 15,376.55 บาท/เดือน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือน เทา่ กบั 9,383.86 บาท/เดือน ค่าใช้จา่ ยเพือ่ ชาระหน้สี ินเฉล่ียต่อครวั เรือนเท่ากบั 5,975.39 บาท/เดอื น และหนี้สิน รวมต่อครัวเรือนเท่ากับ 90,184.83 บาท เม่ือเปรียบเทียบระหว่างรายได้โดยเฉล่ียต่อบุคคลต่อหนี้สินรวมต่อ บุคคลโดยประมาณเท่ากับ 10.67 เท่า เม่ือเปรียบเทียบระหว่างรายได้โดยเฉล่ียต่อครัวเรือนต่อหนี้สินรวมต่อ ครัวเรอื นของวัยผใู้ หญ่โดยประมาณเท่ากับ 5.89 เท่า ส่วนผสู้ งู อายโุ ดยประมาณเท่ากบั 5.86 เทา่ ขอ้ มูลเปรยี บเทยี บรายได้/คา่ ใช้จา่ ย/หน้ีสิน จาแนกตามช่วงอายุ 91 80,000.00 ค่าใช้จ่ายเพอ่ื ชาระ 70,000.00 หนส้ี นิ ต่อบุคคล 60,000.00 50,000.00 2,519.01 40,000.00 30,000.00 1,937.74 20,000.00 10,000.00 0.00 รายได้เฉลย่ี ต่อบุคคล คา่ ใชจ้ ่ายเฉลย่ี ต่อบุคคล หน้สี ินรวมต่อบุคคล 55 - 59 ปี 8,059.66 5,078.71 75,844.14 60 - 65 ปี 5,731.90 3,967.10 61,177.64 แผนภาพท่ี 4.14 ขอ้ มลู เปรียบเทียบรายได้/ค่าใช้จ่าย/หน้สี ิน จาแนกตามชว่ งอายุ
71 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 14) การจาแนกกลมุ่ ตัวอย่างตามประเภทของการออมเงิน เมื่อพิจารณาเร่ืองการออมเงิน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ตอบคาถามเรื่องการออมเงินมี จานวน 3,591 คน (ในประเด็นคาถามนี้มีผู้ที่ไม่ตอบจานวน 9 คน) ส่วนใหญ่มีการออมเงิน โดยมีจานวนเท่ากับ 2,038 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 56.75 ส่วนท่ีไม่มีการออมเงินมีจานวน 1,553 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 43.25 เม่ือ จาแนกตามช่วงอายุ พบว่า วัยผู้ใหญ่มีการออมเงินจานวน 848 คน ซ่ึงคิดเป็นร้อยละ 41.61 ส่วนผู้สูงอายุมีการ ออมเงินจานวน 1,190 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 58.39 ในกลุ่มของผู้ที่ไม่มีการออมเงิน เป็นวัยผู้ใหญ่จานวน 601 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 38.70 และเป็นผู้สูงอายุจานวน 952 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 61.30 ข้อมูลดังกล่าวแสดง ให้เห็นว่าผู้สูงอายุมีอัตราการออมมากกว่าวัยผู้ใหญ่ และมีอัตราการออมเกินกว่าครึ่งหน่ึงของจานวนที่สารวจ ใน กลุ่มตัวอย่างที่มีการออม ส่วนใหญ่เป็นการออมในรูปแบบของเงินฝาก/สลากออมทรัพย์มากท่ีสุด โดยมีจานวน เท่ากับ 759 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 47.92 รองลงมาคือประกันชีวิต มีจานวน 420 คน คิดเป็นร้อยละ 26.48 อันดบั สามคือการออมในรูปแบบของสังหารมิ ทรพั ย์/อสงั หารมิ ทรัพย์ มจี านวน 208 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 13.13 อตั ราส่วนรอ้ ยละของกลุม่ ตัวอยา่ ง จาแนกตามประเภทของการออมเงิน 50 47.53 40 30 28.08 20 13.01 10.53 10.64 2.66 0.3 5.96 92 10 0.82 0 ประกัน เงินฝาก กสจ. สังหา/อสงั หา ทองคา อญั มณี พนั ธบัตร สหกรณ์ อ่ืนๆ แผนภาพที่ 4.15 อตั ราส่วนรอ้ ยละของกลุ่มตวั อย่าง จาแนกตามประเภทของการออมเงนิ 4.2.2 สถานะการทางานในปจั จบุ ัน 1) สถานะการทางาน ผู้ใหญ่กับผู้สูงอายุ อาจมีความจาเป็นที่จะต้องทางานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภาวะทาง เศรษฐกิจในปัจจุบัน ประกอบกับการย้ายถนิ่ ฐานของวัยแรงงานที่ทาให้ผสู้ ูงอายุต้องดูแลตนเองมากขึ้นและต้อง หารายได้เพอ่ื เปน็ คา่ ใชจ้ ่ายในครอบครัว จากการเกบ็ รวบรวมข้อมูลกลุ่มตวั อย่างของวัยผใู้ หญ่กับผ้สู ูงอายุ จานวน 3,600 คน พบว่ามีคนที่ยังทางานจานวน 2542 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 70.61 หรือ ส่วนคนท่ีไม่ได้ทางานจานวน 1,058 คน หรือคดิ เปน็ ร้อยละ 29.39
72 ตารางท่ี 4.2 แสดงจานวนและรอ้ ยละของคนทยี่ งั ทางานและคนทไ่ี ม่ได้ทางานในปัจจบุ ัน การทางาน จานวน (คน) ร้อยละ คนที่ยงั ทางาน 2542 70.61 คนที่ไมไ่ ด้ทางาน 1,058 29.39 ร้อยละ 3,600 100.00 2) เหตุผลหลักในการทางาน โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย ดังทีก่ ล่าวไวข้ า้ งต้นวา่ ผใู้ หญแ่ ละผู้สูงอายุมีความจาเปน็ ทจ่ี ะต้องต้องดูแลตนเองและทางานเพ่ือ หารายได้อย่างต่อเนื่อง เน่ืองจากสัดส่วนของวัยเด็กและวัยแรงงานลดจานวนลง ในขณะที่สัดส่วนของผู้สูงอายุ กลับเพ่ิมมากขึ้น และประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตวั คา่ ของเงนิ ลดลงในปัจจบุ นั ทาให้ผใู้ หญแ่ ละผู้สูงอายุ ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทางาน เม่ือเทียบกับจานวนกลุ่มตัวอย่างท้ังหมดท่ียังคงทางาน 2,542 คน พบว่า เหตผุ ลสาคัญในการทางาน ไดแ้ ก่ การมีภาระตอ้ งดูแลบคุ คลในครอบครวั จากกลมุ่ ตวั อย่าง 763 คน หรอื เท่ากับ ร้อยละ 30.02 รองลงมาคือ มีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จา่ ยในครอบครัว จากกลุ่มตัวอย่าง 638 คน หรือเท่ากบั ร้อยละ 25.10 และอันดับสามคือ ต้องการใช้เงินเลี้ยงดูตนเอง จากกลุ่มตัวอย่าง 447 คน หรือเท่ากับร้อยละ 17.58 ซ่ึงเหตผุ ลสาคัญดังกลา่ วเป็นเหตุผลในเชิงเศรษฐกจิ เปน็ หลกั อัตราส่วนรอ้ ยละของกลุ่มตวั อยา่ ง จาแนกตามเหตผุ ลหลักในการทางาน 35 93 30 25 20 15 10 5 0 อยาก พบปะ ไมม่ ผี ู้สบื ตอ่ มภี าระใน มีรายได้ไม่ ตอ้ งการใช้ มภี าระ ต้องการทา มคี วาม อยากใช้ ผู้อ่ืน/เข้า กิจการ อน่ื ๆ ครอบครวั เพยี งพอ เงนิ เลีย้ งดู หน้สี นิ ประโยชน์ พรอ้ มดา้ น ทกั ษะ สงั คม ตนเอง สขุ ภาพ ความรู้ รอ้ ยละ 30.02 25.1 17.58 13.1 4.72 3.82 1.93 0.83 0.59 2.32 แผนภาพท่ี 4.16 อตั ราสว่ นร้อยละของกลุ่มตวั อย่าง จาแนกตามประเภทของการออมเงนิ 3) ความแตกตา่ งระหว่างเพศกบั สถานะการทางานในปัจจุบัน จากสถานะการทางานของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในปัจจุบัน มีปัจจัยส่วนบุคคลต่างๆ ที่เก่ียวข้อง ได้แก่ เพศ และช่วงอายุ ท่ีแตกต่างกัน ซ่ึงส่งผลต่อการทางาน/ไม่ทางานของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ในส่วนของผู้ท่ี ทางานอยใู่ นปัจจบุ นั จานวน 2,542 คน เม่อื เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพศชายและเพศหญงิ พบว่า กล่มุ
โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 73 เพศชายมกี ารทางานจานวน 1,294 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 77.36 และเพศหญิงมีการทางานจานวน 2,306 คน หรือ คิดเป็นร้อยละ 66.83 ซ่ึงร้อยละของความแตกต่างระหว่างท้ังสองกลุ่มมีค่าเท่ากับร้อยละ 10.53 (มีค่าความ ผิดพลาดมาตรฐานเท่ากับ 0.0152151) ท้ังนี้เมื่อนามาคานวณค่าสถิติ t เพื่อแสดงทดสอบว่าสัดส่วนน้ีแตกต่าง อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติหรือไม่ พบวา่ ค่า t= 6.66 ซึ่งคา่ สถิตินี้แสดงถึงความแตกต่างอย่างมนี ัยสาคญั ทรี่ ้อยละ 1 อัตราส่วนร้อยละของกล่มุ ตัวอย่างจาแนกตามเพศ และสถานะการทางานปัจจบุ นั 80 77.36 70 66.83 60 ชาย หญงิ แผนภาพท่ี 4.17 อัตราสว่ นรอ้ ยละของกล่มุ ตัวอย่างจาแนกตามเพศ และสถานะการทางาน 4) ความแตกตา่ งระหว่างชว่ งอายกุ บั สถานะการทางานในปัจจุบนั ช่วงอายุเป็นปัจจัยสาคัญอีกประการหนึ่งที่คาดว่าจะมีผลต่อสถานะการทางานในปัจจุบัน เน่ืองจากความแตกต่างของช่วงวัยอาจมีผลต่อสุขภาพและการทางาน ในส่วนของผ้ทู ีท่ างานอยู่ในปัจจุบันจานวน 2,542 คน เม่ือเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผู้ใหญ่กับผู้สูงอายุ พบว่า ผู้ใหญ่มีการทางานจานวน 1,451 คน 94 หรือคิดเป็นร้อยละ 81.39 และผู้สูงอายุมีการทางานจานวน 2,149 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 63.33 ซ่ึงความ แตกต่างระหว่างท้ังสองกลุ่มมีค่าเท่ากับร้อยละ 18.06 (มีค่าความผิดพลาดมาตรฐานเท่ากับ 0.0151872) ท้ังน้ี เม่ือนามาคานวณค่าสถิติ t เพ่ือแสดงทดสอบว่าค่าเฉล่ียน้ีแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติหรือไม่ พบว่า ค่า t= 11.89 ซงึ่ คา่ สถิติน้ีแสดงถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทร่ี ้อยละ 1 อัตราส่วนรอ้ ยละของกลุ่มตวั อย่าง จาแนกตามชว่ ง อายแุ ละสถานะการทางานปจั จุบัน 100 81.39 63.33 50 0 55 - 59 ปี 60 - 65 ปี แผนภาพท่ี 4.18 อัตราส่วนร้อยละของกล่มุ ตัวอย่างจาแนกตามอายุ และสถานะการทางาน
74 4.2.3 ทศั นคตใิ นการทางาน โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 1) ความแตกต่างระหว่างชว่ งอายกุ บั ทัศนคตใิ นการทางาน ทัศนคติ/มุมมองความคิดเห็นที่มีต่อการทางานมีความเกี่ยวเนื่องกับความต้องการในการทางาน โดยเม่ือมีการเปรียบเทียบความแตกต่างของทัศนคติต่อการทางานระหว่างผู้ใหญ่กับผู้สูงอายุ พบว่า ผู้ใหญ่จานวน 2,149 คน มีทัศนคติต่อการทางานในภาพรวมท่ีระดับคะแนน 3.96 ส่วนผู้สูงอายุจานวน 1,451 คน มีทัศนคติต่อ การทางานในภาพรวมที่ระดับคะแนน 3.99 ซ่ึงคะแนนความแตกต่างระหว่างท้ังสองกลุ่มมีค่าเท่ากับ 0.03 (มีค่า ความผิดพลาดมาตรฐานเท่ากับ 0.0195404) ท้ังนี้เม่ือนามาคานวณค่าสถิติ t เพ่ือแสดงทดสอบว่าค่าเฉลี่ยน้ี แตกต่างอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ หิ รือไม่ พบวา่ ค่า t= -1.38 ซ่งึ คา่ สถิตินแ้ี สดงถึงความแตกต่างอย่างมนี ยั สาคัญที่ รอ้ ยละ 10 และผู้ใหญ่มที ัศนคตติ ่อการทางานในระดับคะแนนท่ีน้อยกว่าผู้สงู อายุ คะแนนเฉล่ียของทศั นคติต่อการทางานของผสู้ ูงอายจุ าแนกตามช่วงอายุ 4.2 การทางานของ ผสู้ ูงอายุมสี ขุ ภาพ ผสู้ งู อายทุ สี่ ุขภาพ 95 4.1 ผู้สูงอายเุ ปน็ การลด แขง็ แรงและสามารถ แข็งแรงสามารถหา ภาระครอบครวั รายได้ชว่ ยเหลอื 4 ทางานได้ 3.9 3.86 ครอบครวั 3.8 3.93 4.02 3.7 4.08 3.88 3.6 3.5 3.97 การทางานเพ่ือหา ผสู้ งู อายมุ ีความพร้อม รายไดเ้ ปน็ การพึ่งพา ในการปรับตวั และใช้ ตนเอง เทคโนโลยี 55 - 59 ปี 4.01 3.8 60 - 65 ปี 4.1 3.73 แผนภาพท่ี 4.19 คะแนนเฉลี่ยของทัศนคตติ อ่ การทางานของผูส้ งู อายจุ าแนกตามช่วงอายุ 2) ความแตกตา่ งระหว่างสถานะการทางานกับทัศนคตใิ นการทางาน จากการเก็บรวบรวมขอ้ มูลกลุ่มตวั อยา่ งของผใู้ หญ่กับผสู้ งู อายุจานวน 3,600 คน พบว่ามคี นที่ยัง ทางานจานวน 2542 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 70.61 ส่วนคนท่ีไม่ได้ทางานมีจานวน 1,058 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 29.39 และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของทัศนคติต่อการทางานระหว่างคนที่ยังทางานกับคนที่ไม่ได้ทางาน พบว่า คนท่ียังทางานมีระดับคะแนนของทัศนคติมากกว่าคนที่ไม่ได้ทางานในทุกประเด็นโดยมีร้อยละของความ แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญท่ีต่างระดับกัน ในส่วนของทัศนคติด้านเศรษฐกิจและการทางาน และทัศนคติด้าน ครอบครัว ส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับร้อยละ 1 ขณะท่ีทัศนคติด้านสุขภาพมีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญท่ีร้อยละ 5 และรอ้ ยละ 10 ซ่ึงแสดงถงึ ระดบั ความแตกตา่ งอยา่ งมีนัยสาคัญท่นี อ้ ยกวา่ ทัศนคตใิ นสองด้านแรก
75 เม่ือพิจารณาประเด็นสาคัญท่ีมีระดับคะแนนของทัศนคติแตกต่างกันพบว่า ประเด็นท่ีมีคะแนน แตกต่างกันมากที่สุด คือ สนับสนุนสวัสดิการ/ความม่ันคงด้านรายได้จากการทางานให้ผู้สูงอายุ มีความแตกต่าง เท่ากับ 0.14 รองลงมาคือ การทางานของผู้สูงอายุเป็นการสร้างคุณค่าให้ตนเอง มีความแตกต่างเท่ากับ 0.11 และผสู้ ูงอายุมคี วามสุขกับการทางานเพราะได้เข้าสงั คมและพบปะผ้คู น มคี วามแตกต่างเทา่ กบั 0.09 โดยเป็นความ แตกต่างท่ีระดบั นัยสาคญั เท่ากบั ร้อยละ 1 คะแนนเฉลย่ี ของทศั นคตติ อ่ การทางานของผูส้ ูงอายุจาแนกตามสถานะการทางาน โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 4.15 การทางานของ ผสู้ ูงอายมุ คี วามสุขกบั ควรสนับสนุน ผสู้ ูงอายสุ ามารถ ครอบครวั ควร 4.1 ผู้สงู อายเุ ปน็ การสร้าง การทางานเพราะได้ สวสั ดกิ าร/ความม่นั คง ถา่ ยทอดทกั ษะและ สนับสนนุ ให้ผูส้ ูงอายุ 4.05 ด้านรายได้ให้ผู้สูงอายุ ความเชย่ี วชาญสคู่ นรุน่ ถ่ายทอดความรู้/ภูมิ คุณคา่ ใหต้ นเอง เขา้ สงั คม 4 ใหม่ ปัญญา 3.95 4.03 4.04 3.9 4.13 4.13 3.96 3.96 3.94 3.85 3.8 4.1 4.05 4.03 ไมท่ างาน ทางาน 96 แผนภาพที่ 4.20 คะแนนเฉลี่ยของทัศนคติต่อการทางานของผู้สูงอายุจาแนกตาม สถานะการทางาน 3) ความแตกต่างระหว่างเหตุผลสาคญั ทต่ี อ้ งการทางานกบั ทัศนคติในการทางาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวของเหตุผลท่ีต้องการทางานของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุต่อ คะแนนทัศนคติต่อการทางาน พบว่า คะแนนทัศนคติต่อการทางานมีความแตกต่างกันตามเหตุผลสาคัญที่ ต้องการทางาน ท้ังนี้เมื่อนามาคานวณค่าสถิติ F เพื่อแสดงการทดสอบถึงความแปรปรวนอย่างมีนัยสาคัญทาง สถิติ พบวา่ ค่า F= 3.84 มรี ะดับนยั สาคัญทีร่ อ้ ยละ 1 ตารางที่ 4.3 แสดงการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวของเหตุผลที่ต้องการทางานของ ผสู้ ูงอายจุ าแนกตามทศั นคตติ ่อการทางาน แหล่งความแปรปรวน SS df MS F P ทัศนคติต่อการทางาน ระหวา่ งกลุ่ม 12.28 10 1.23 3.84 0.000** รวม 806.11 2,491 0.32
76 4) ความแตกตา่ งระหว่างการมีประสบการณ์ในการทางานกับทัศนคติในการทางาน โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย การเปรียบเทียบความแตกต่างของทัศนคติต่อการทางานระหว่างคนท่ีไม่มีประสบการณ์ทางาน เมื่อ 5 ปีที่แล้วกับคนที่มีประสบการณ์ พบว่า คนท่ีมีประสบการณ์มีระดับคะแนนเฉล่ียของทัศนคติมากกวา่ คนท่ี ไม่มีประสบการณ์ในทุกประเด็น จึงเป็นไปได้ว่า ประสบการณ์มีผลต่อทัศนคติ ดังน้ันการสร้างประสบการณ์ใน การทางานโดยการฝึกหรือทดลองทางานยอ่ มทาให้มีทัศนคติท่ีดีขึ้น นอกจากนี้ผู้ท่ีมีประสบการณ์ทางานมีทักษะ ความรทู้ ส่ี ามารถนาไปใช้ในการทางานต่อไปได้ โดยระดบั คะแนนมคี วามแตกต่างในทุกประเดน็ และเมอื่ พิจารณา เป็นรายข้อ พบว่า ประเด็นสาคัญคือ การทางานของผู้สูงอายุเป็นการสร้างคุณค่าให้ตนเอง ซึ่งมีระดับคะแนน ทัศนคติท่ีแตกต่างกัน 0.32 รองลงมาคือ ผู้สูงอายุมีความสุขกับการทางานเพราะได้เข้าสังคมและพบปะผู้คน มี ระดับคะแนนทัศนคตทิ ี่แตกตา่ งกัน 0.29 และผ้สู งู อายุทีม่ ีภูมปิ ัญญาและประสบการณ์ย่อมสามารถท่จี ะทางานได้ มรี ะดบั คะแนนทัศนคตทิ ่แี ตกตา่ งกนั 0.28 โดยมีความแตกตา่ งอย่างมีนัยสาคัญทีร่ ะดบั ร้อยละ 1 คะแนนเฉลี่ยของทศั นคตติ ่อการทางานของผู้สูงอายจุ าแนกตามประสบการณใ์ นการทางาน 4.2 4.1 4 3.9 3.8 3.7 3.6 ควรสนับสนุน สวสั ดิการ/ความ การทางานของ ผู้สงู อายมุ คี วามสุขกับ ผู้สูงอายุทมี่ ี การทางานเพื่อหา มน่ั คงดา้ นรายได้ให้ ประสบการณย์ ่อม รายไดเ้ ป็นการพ่งึ พา ผ้สู ูงอายุเป็นการสรา้ ง การทางานเพราะได้ สามารถทางานได้ ผู้สูงอายุ 97 ตนเอง คุณคา่ ให้ตนเอง เข้าสังคม 3.8 3.86 4.08 3.85 ไมม่ ีประสบการณ์ 3.84 3.86 4.11 4.1 มปี ระสบการณ์ 4.16 4.16 แผนภาพท่ี 4.21 คะแนนเฉลี่ยของทัศนคติต่อการทางานของผู้สูงอายุจาแนกตาม ประสบการณ์ในการทางาน 4.2.4 ความตอ้ งการการสนบั สนนุ ในการทางาน 1) ความต้องการการสนบั สนนุ การทางานในดา้ นตา่ งๆ ของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างจานวน 3,600 คน มีจานวนคนท่ีต้องการการการสนับสนุนการทางานในเรื่องของ สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลเพื่อการมีสุขภาพท่ีแข็งแรงและมีความพร้อมในการทางาน โดยมีจานวนคนท่ี ต้องการ 2,992 คน และมีระดับความต้องการเท่ากับ 4.38 รองลงมาคือความต้องการในเร่ืองของสวัสดิการและ ความม่ันคงด้านรายได้และการประกอบอาชีพ จานวนคนที่ต้องการเท่ากับ 2,969 คน และระดับความต้องการ เท่ากับ 4.31 ลาดับสามคือความต้องการให้มีการการจัดบริการเพ่ืออานวยความสะดวกในการทางาน เช่น รถรับส่ง จานวนคนทตี่ ้องการเท่ากับ 2,885 คน และระดับความต้องการเทา่ กบั 4.27
77 คะแนนเฉล่ียของความต้องการในการสนับสนุนการทางาน 4.5 4.4 4.3 4.2 4.1 4 3.9 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย 3.8 การ รายไดแ้ ละ บริการดา้ น การปรับปรงุ การจดั หา การสนับสนนุ การรวมกล่มุ การสนบั สนุน ชอ่ งทางในการ รักษาพยาบาล อาชพี การทางาน สภาพแวดล้อม ตลาด เงนิ ทุน อาชพี อุปกรณ์ รับรขู้ ้อมูล คะแนนเฉลย่ี 4.38 4.31 4.27 4.2 4.17 4.15 4.11 4.1 4.04 แผนภาพที่ 4.22 คะแนนเฉลีย่ ของความตอ้ งการในสนบั สนนุ การทางาน 2) ความต้องการการสนับสนุนการทางานจาแนกตามช่วงอายุระหว่างผู้ใหญ่ และผ้สู ูงอายุ จานวนกลุ่มตัวอย่างจากการเก็บรวบรวมข้อมูลท้ังหมดมีจานวน 3,600 คน ส่วนผู้ท่ีมีความต้องการ การสนับสนุนการทางานมีจานวนสูงสุด 2,992 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 83.11 เมื่อจาแนกความต้องการการสนับสนุนการ ทางานตามชว่ งอายุ พบวา่ ประเดน็ ของความต้องการการสนับสนนุ ที่มรี ะดับคะแนนของความต้องการแตกตา่ งกันมาก ท่สี ดุ คอื การสนบั สนุนเงินทนุ เพ่ือประกอบอาชีพ คะแนนความแตกต่างระหว่างทั้งสองกลุ่มมีค่าเท่ากบั 0.08 (มีค่า ความผิดพลาดมาตรฐานเท่ากับ 0.034) คา่ t= 2.37 ประเด็นถัดมาคือการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการ ทางานของผู้สูงอายุ คะแนนความแตกต่างระหว่างท้ังสองกลุ่มมีค่าเท่ากับ 0.06 (มีค่าความผิดพลาดมาตรฐานเท่ากับ 0.029) ค่า t= 1.89 และการจัดหาตลาดรองรับผลผลิตจากการทางานของผู้สูงอายุ คะแนนความแตกต่างระหว่างทั้ง 98 สองกลมุ่ มคี ่าเท่ากับ 0.06 (มคี า่ ความผิดพลาดมาตรฐานเท่ากับ 0.031) คา่ t= 1.87 คะแนนเฉล่ยี ความตอ้ งการการสนับสนนุ การทางานจาแนกตามช่วงอายุ 4.4 การจัดหา การสนบั สนนุ การสนับสนนุ บริการจัดหา การฝกึ อบรม การทางาน การเรียนรู้ การเปลี่ยน 4.2 ตลาด เสรมิ เทคโนโลยี ลักษณะงาน เงนิ ทนุ อุปกรณ์ งาน ทกั ษะ 4 4.2 4 3.98 3.67 3.8 4.19 4.13 4.1 4.04 3.6 4.15 3.94 3.89 3.58 3.4 4.11 4.08 4.04 3.98 3.2 การปรับปรุง สภาพแวดล้อม 55 – 59 ปี 4.23 60 – 65 ปี 4.18 แผนภาพท่ี 4.23 คะแนนเฉล่ียของความต้องการในสนบั สนนุ การทางานจาแนกตามอายุ
78 โครงการ ิว ัจยกล ุยท ์ธส่งเส ิรมการ ำท�งานของผู้ ูสงอายุไทย จากประเด็นความต้องการแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่มีความต้องการการสนับสนุนการทางานมากกว่า ผู้สูงอายุ โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติเท่ากับ ร้อยละ 1 ร้อยละ 5 และร้อยละ 10 ตามลาดับ ส่วน ประเด็นความต้องการท่ีไม่แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญ ซ่ึงแสดงถึงว่าท้ังสองกลุ่มมีความต้องการท่ีไม่แตกต่างกัน ได้แก่ สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลเพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความพร้อมในการทางาน สวัสดิการและความมั่นคง ด้านรายได้และการประกอบอาชีพ การจัดบริการเพ่ืออานวยความสะดวกในการทางาน เช่น รถรับส่ง การส่งเสริมการ รวมกลุ่มเพ่อื ประกอบอาชีพสาหรบั ผสู้ ูงอายุ และชอ่ งทางในการรับรขู้ ้อมูลขา่ วสารเกีย่ วกับการทางานของผูส้ งู อายุ 4.2.5 ความต้องการในการทางาน ความต้องการในการทางานให้เปน็ ไปอย่างต่อเนือ่ งของผ้ใู หญแ่ ละผ้สู ูงอายุเก่ียวข้องกับปัจจัยหลาย ประการ ซ่งึ มีผลตอ่ ความน่าจะเป็นในความต้องการทางานทีแ่ ตกต่างกนั ดงั ข้อมูลในตารางท่ี 4.31 1) ปจั จัยตา่ งๆ ทส่ี ่งผลตอ่ ความต้องการทางานของผใู้ หญ่และผสู้ ูงอายุ ในส่วนนี้เป็นการใช้สมการ Logit เพ่ือประมาณค่าผลกระทบส่วนเพิ่มของตัวแปรท่ีมีต่อความ น่าจะเป็นในการต้องการทางาน ซ่ึงค่าท่ีแสดงเป็นการประมวลผลค่าเฉลี่ยของตัวแปรแต่ละตัว โดยปัจจัยท่ีส่งผล ต่อความน่าจะเป็นเก่ียวกับความต้องการในการทางานของผู้ใหญ่และผู้สูงอายุท่ีมากที่สุด ได้แก่ อาชีพปัจจุบัน ท่ีมี ค่าเฉล่ียร้อยละ 17.87 ความชานาญ/ทักษะพิเศษ ท่ีมีค่าเฉล่ียร้อยละ 17.61 หนี้สินรวม ท่ีมีค่าเฉล่ียร้อยละ 9.32 และช่วงอายุ ท่ีมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 7.77 โดยมีระดบั นัยสาคัญเท่ากับ 0.01 ค่าเฉลีย่ ของปจั จยั ทส่ี ่งผลต่อความต้องการทางานของผใู้ หญแ่ ละผู้สูงอายุ 20 15 99 10 5 0 ความชานาญ/ หนี้สินรวม ชว่ งอายุ อาชพี ปัจจบุ นั ทกั ษะพิเศษ 9.32 7.77 ค่าเฉล่ีย 17.87 17.61 แผนภาพท่ี 4.24 คา่ เฉลี่ยของปัจจยั ทสี่ ง่ ผลต่อความตอ้ งการทางาน 2) ความแตกตา่ งระหว่างช่วงอายกุ บั ความต้องการในการทางาน การเปรียบเทียบความแตกต่างของความต้องการในการทางานระหว่างผู้ใหญ่กับผู้สูงอายุจาก จานวนกลุ่มตัวอยา่ งทั้งหมด 3,600 คน พบว่า ผู้ใหญ่จานวน 1,451 คน มีความต้องการในการทางานร้อยละ 62.78 หรือเท่ากับ 911 คน และผูส้ ูงอายุจานวน 2,149 คน มีความตอ้ งการในการทางานร้อยละ 49.79 หรอื เทา่ กบั 1,070 คน รวมจำนวนของผู้ที่มีควำมต้องกำรในกำรทำงำนเท่ำกับ 1,981 คน ค่าความแตกต่างระหว่างทั้งสองกลุ่มเท่ากับ รอ้ ยละ 12.99 (มีคา่ ความผิดพลาดมาตรฐานเท่ากับ 0.0167683) ท้งั น้เี ม่ือนามาคานวณค่าสถิติ t เพื่อแสดงทดสอบ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174