หนงั สือเรียนสาระทกั ษะการดาเนินชีวติ รายวชิ า ศิลปศึกษา (ทช11003) ระดบั ประถมศึกษา (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 สานกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการห้ามจาหน่ายหนงั สือเรียนเล่มน้ีจดั พิมพด์ ว้ ยเงินงบประมาณแผน่ ดินเพ่ือการศึกษาตลอดชีวติ สาหรับประชาชนลิขสิทธ์ิเป็นของ สานกั งาน กศน. สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการเอกสารทางวชิ าการลาดบั ท่ี 15/2555
หนงั สือเรียนสาระทกั ษะการดาเนินชีวติรายวชิ าศิลปศึกษา (ทช11003)ระดบั ประถมศึกษาฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560ลิขสิทธ์ิเป็นของ สานกั งาน กศน. สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการเอกสารทางวชิ าการลาดบั ที่ 15/2555
คํานาํ กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เมอ่ื วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 แทนหลักเกณฑและวธิ ีการจดั การศกึ ษานอกโรงเรียนตามหลกั สูตรการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2544 ซง่ึ เปนหลักสูตรทพ่ี ฒั นาขนึ้ ตามหลักปรชั ญาและความเช่อื พื้นฐานในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนท่ีมีกลุมเปาหมายเปนผูใหญมีการเรียนรูและส่งั สมความรูและประสบการณอ ยางตอ เน่อื ง ในปงบประมาณ 2554 กระทรวงศึกษาธิการไดกําหนดแผนยุทธศาสตรในการขับเคลื่อนนโยบายทางการศกึ ษาเพือ่ เพ่มิ ศักยภาพและขีดความสามารถในการแขง ขนั ใหป ระชาชนไดมีอาชีพท่สี ามารถสรางรายไดท มี่ ่งั ค่งั และมนั่ คง เปนบุคลากรที่มีวินัย เปยมไปดวยคุณธรรมและจริยธรรมและมีจิตสํานึกรับผิดชอบตอตนเองและผูอื่น สํานักงาน กศน. จึงไดพิจารณาทบทวนหลักการจุดหมาย มาตรฐาน ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และเน้ือหาสาระ ท้ัง 5 กลุมสาระการเรียนรู ของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ใหมีความสอดคลองตอบสนองนโยบายกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ซง่ึ สง ผลใหต องปรับปรุงหนังสือเรียน โดยการเพมิ่ และสอดแทรกเนอื้ หาสาระเกีย่ วกับอาชีพ คุณธรรม จริยธรรมและการเตรียมพรอม เพ่ือเขาสูประชาคมอาเซียน ในรายวชิ าท่ีมคี วามเก่ียวของสมั พนั ธกัน แตย ังคงหลักการและวิธีการเดิมในการพัฒนาหนังสือที่ใหผูเรียนศึกษาคนควาความรูดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม ทําแบบฝกหัด เพ่ือทดสอบความรูความเขาใจ มีการอภิปรายแลกเปล่ียนเรียนรูกับกลุม หรือศึกษาเพ่ิมเติมจากภูมิปญ ญาทองถ่นิ แหลง การเรยี นรแู ละส่ืออน่ื การปรบั ปรุงหนงั สอื เรียนในครัง้ นี้ ไดร บั ความรว มมืออยางดีย่ิงจากผูทรงคุณวุฒิในแตละสาขาวชิ า และผูเกี่ยวขอ งในการจดั การเรียนการสอนทศ่ี ึกษาคนควา รวบรวมขอ มลู องคค วามรูจากส่ือตาง ๆ มาเรยี บเรียงเนอ้ื หาใหค รบถว นสอดคลองกับมาตรฐาน ผลการเรียนรูที่คาดหวัง ตัวชี้วัดและกรอบเนื้อหาสาระของรายวิชา สํานักงาน กศน.ขอขอบคุณผูมีสวนเก่ียวของทุกทานไว ณโอกาสนี้ และหวงั วา หนงั สอื เรียน ชดุ นจ้ี ะเปน ประโยชนแกผ เู รยี น ครู ผูสอน และผูเ กีย่ วขอ งในทุกระดับ หากมีขอ เสนอแนะประการใด สาํ นักงาน กศน. ขอนอ มรบั ดว ยความขอบคณุ ย่งิ
สารบัญ หนาคาํ นํา 1คาํ แนะนาํ การใชหนงั สอื เรยี น 2โครงสรางรายวิชาศลิ ปศึกษา ระดบั ประถมศึกษา 8 12บทท่ี 1 ทัศนศิลปพ ืน้ บาน 19 เรื่องที่ 1 ทศั นศลิ ปพนื้ บา น 30 เรอ่ื งท่ี 2 องคป ระกอบทางทศั นศิลป 37 เรอ่ื งท่ี 3 รปู แบบและววิ ัฒนาการของทศั นศลิ ปพ น้ื บา น 42 เรื่องท่ี 4 รปู แบบและความงามของทศั นศลิ ปพน้ื บา น เรือ่ งที่ 5 ทัศนศิลปพน้ื บา นกับการแตง กาย 50 เรื่องที่ 6 การตกแตง ที่อยูอาศยั 51 เรือ่ งที่ 7 คุณคาของทัศนศิลปพ ืน้ บาน 53 74บทท่ี 2 ดนตรีพ้ืนบา น 78 เรอ่ื งที่ 1 ลกั ษณะของดนตรพี น้ื บา น 82 เรอ่ื งที่ 2 ดนตรพี ืน้ บานของไทย 88 เรอื่ งที่ 3 ภูมิปญ ญาทางดนตรี เร่อื งที่ 4 คณุ คาของเพลงพน้ื บาน 98 เร่อื งที่ 5 พฒั นาการของเพลงพื้นบา น 99 เรื่องท่ี 6 คุณคา และการอนุรกั ษเ พลงพืน้ บาน 99 101บทท่ี 3 นาฏศิลปพ้ืนบา น 104 เรือ่ งที่ 1 นาฏศลิ ปพ ืน้ บา นและภูมปิ ญญาทอ งถิ่น 106 นาฏศลิ ปพ นื้ บานภาคเหนอื นาฏศลิ ปพ ื้นบานภาคกลาง นาฏศิลปพน้ื บานภาคอสี าน นาฏศิลปพนื้ บานภาคใต
บทท่ี 4 การผลิตเครอ่ื งดนตรี 111 ปจ จยั หลกั ของการประกอบอาชีพ 111 ขอ แนะนําในการเลือกอาชพี 111 อาชีพการผลติ ขลุย 112 อาชีพการผลติ แคน 116 อาชพี การผลิตกลองแขก 119 125บรรณานกุ รม 126คณะผจู ดั ทาํ
คาํ แนะนาํ การใชห นังสือเรียน หนงั สอื เรียนสาระการดําเนินชวี ิต รายวิชา ศลิ ปศกึ ษา ทช11003 เปนหนงั สือเรียนท่ีจัดทําขึ้นสาํ หรับผเู รยี นทเ่ี ปนนักศกึ ษานอกระบบ ในการศกึ ษาหนังสอื เรียนสาระการดาํ เนินชีวิต รายวิชา ศลิ ปศกึ ษา ผูเ รยี นควรปฏิบตั ิดังนี้ 1. ศกึ ษาโครงสรา งรายวชิ าใหเขาใจในหวั ขอ และสาระสําคัญ ผลการเรียนรูท่คี าดหวงั และขอบขายเนือ้ หาของรายวิชาน้ัน ๆ โดยละเอียด 2. ศึกษารายละเอียดเน้ือหาของแตละบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามกําหนดแลวตรวจสอบกบั แนวตอบกิจกรรมตามท่กี ําหนด ถา ผเู รียนตอบผดิ ควรกลับไปศึกษาและทําความเขาใจในเน้อื หานั้นใหเขา ใจ กอนทีจ่ ะศกึ ษาเรือ่ งตอ ๆ ไป 3. ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมทายเร่ืองของแตล ะเร่อื ง เพอื่ เปนการสรปุ ความรู ความเขาใจของเน้ือหาในเร่ืองน้ัน ๆ อีกครั้ง และการปฏิบัติกิจกรรมของแตละเน้ือหา แตละเรื่อง ผูเรียนสามารถนําไปตรวจสอบกบั ครแู ละเพือ่ น ๆ ทร่ี วมเรยี นในรายวชิ าและระดบั เดยี วกันไดหนังสือเรยี นเลมนี้มี 4 บทคอื บทท่ี 1 ทศั นศลิ ปพ ้นื บา น บทท่ี 2 ดนตรีพืน้ บาน บทท่ี 3 นาฏศิลปพ ืน้ บาน บทที่ 4 การผลิตเครอ่ื งดนตรี
โครงสรางรายวชิ าศิลปศึกษา ระดับประถมศึกษา สาระสําคัญ มีความรูความเขาใจ มีคุณธรรม จริยธรรม ช่ืนชม เห็นคุณคาความงามความไพเราะ ธรรมชาติ สิ่งแวดลอม ทางทัศนศิลป ดนตรี นาฏศิลปพ้ืนบาน และวิเคราะหไดอยางเหมาะสม ผลการเรยี นรูที่คาดหวงั 1. อธิบายความหมายของธรรมชาติ ความงามความไพเราะของทศั นศิลป ดนตรีและนาฏศลิ ป 2. อธิบายความรพู นื้ ฐานของ ทัศนศลิ ป ดนตรี และนาฏศลิ ปพ นื้ บาน 3. สรางสรรคผลงานโดยใชค วามรพู ้นื ฐาน ดา นทัศนศลิ ป ดนตรี และนาฏศลิ ปพน้ื บา น 4. ชื่นชม เห็นคณุ คา ของ ทัศนศิลป ดนตรี และนาฏศลิ ปพ ้นื บาน 5. วเิ คราะห วพิ ากษ วิจารณ งานดา นทศั นศลิ ป ดนตรี และนาฏศิลปพืน้ บาน 6. อนุรักษสบื ทอดภมู ิปญ ญาดา นทศั นศิลป ดนตรี และนาฏศิลปพ ืน้ บา น ขอบขา ยเน้ือหา บทท่ี 1 ทศั นศิลปพ นื้ บาน บทท่ี 2 ดนตรีพนื้ บา น บทท่ี 3 นาฏศลิ ปพ ้นื บาน บทท่ี 4 การผลติ เครื่องดนตรี สื่อการเรียนรู 1. หนังสือเรยี น 2. ใบงาน 3. กจิ กรรม
1 บทท่ี 1ทศั นศิลปพ ้นื บานสาระสาํ คัญ รูเขาใจ มีคณุ ธรรม จริยธรรม ชน่ื ชม เหน็ คณุ คาความงาม ทางทัศนศลิ ป ของศิลปะพื้นบา นและสามารถ วเิ คราะหวพิ ากษ วิจารณไดอยา งเหมาะสมผลการเรียนรูทีค่ าดหวัง มีความรู ความเขา ใจ ในพน้ื ฐานของทศั นศิลปพ ืน้ บา น สามารถอธบิ าย สรา งสรรค อนุรักษวิเคราะห วิพากษ วิจารณเกีย่ วกับความงาม ดานทัศนศลิ ปพ น้ื บา น ไดอ ยา งเหมาะสมขอบขายเนอ้ื หา เร่ืองที่ 1 ทศั นศิลปพ้นื บาน เรื่องท่ี 2 องคป ระกอบทางทัศนศิลป เรื่องท่ี 3 รปู แบบและววิ ฒั นาการของทศั นศิลปพ ้นื บา น เรอื่ งท่ี 4 รปู แบบและความงามของทศั นศลิ ปพ้นื บาน เรื่องที่ 5 ทศั นศลิ ปพ้นื บานกบั การแตงกาย เรื่องท่ี 6 การตกแตง ที่อยอู าศัย เรือ่ งที่ 7 คณุ คา ของทัศนศิลปพ ืน้ บา น
2เร่อื งที่ 1 ทศั นศลิ ปพ น้ื บานทัศนศลิ ปพ้นื บา น เราอาจแบงความหมายของทัศนศิลปพนื้ บา นออกเปน 2 คาํ คอื คาํ วาทศั นศิลปและคาํ วาพื้นบาน ทัศนศลิ ป หมายถงึ ศลิ ปะท่รี ับรูไดดวยการมอง ไดแ กรปู ภาพทวิ ทัศนท ัว่ ไปเปนสาํ คัญอันดบัตนๆ รูปภาพคนเหมือน ภาพลอเลียน ภาพสิ่งของตาง ๆ ก็ลวนแลวแตเปนเร่ืองของทัศนศิลปดวยกันทงั้ สิ้น ซ่ึงถากลา ววา ทศั นศลิ ปเ ปนความงามทางศิลปะ เชน งานประติมากรรม งานสถาปตยกรรม งานสิง่ พมิ พ ฯลฯ ที่ไดจากการมอง หรอื ทัศนา นั่นเองงานทศั นศลิ ป แยกประเภทไดดังนี้ 1. จติ รกรรม หมายถึง การสรางสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปบนพนื้ ระนาบดว ยวิธกี ารลาก การระบายสีลงบนพืน้ ผวิ วัสดทุ ่มี คี วามราบเรยี บ เชน กระดาษ ผาใบ แผน ไม เปน ตน เพ่ือใหเกิดเร่อื งราวและความงามตามความรสู กึ นกึ คดิ และจนิ ตนาการของผวู าด จาํ แนกออกได 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี ภาพจติ รกรรมฝาผนังพระอุโบสถวดั ภูมนิ ทร จังหวัดนาน
3 1.1 ภาพวาด เปนศัพทท างทัศนศิลปท่ีใชเรียกภาพวาดเขียน ภาพวาดเสน แบบเปน 2มิติ คือ มีความกวางและความยาว โดยใชว ัสดตุ าง ๆ เชน ดนิ สอดํา สไี ม สีเทยี น เปนตน 1.2 ภาพเขยี น เปน การสรา งงาน 2 มิติ บนพืน้ ระนาบดวยสีหลายสี เชน การเขียนภาพดว ยสนี ํา้ สีดนิ สอ สนี า้ํ มัน เปนตน 2. ประติมากรรม หมายถึง การสรางงานทัศนศิลปท่ีเกิดจากการปน การแกะสลัก การหลอการเชอ่ื ม เปนตน โดยมลี กั ษณะ 3 มติ ิ คอื มีความกวาง ความยาว และความหนา เชน รปู คน รูปสัตว รูปส่ิงของ เปน ตน ประติมากรรมจําแนกไดเปน 3 ลกั ษณะ ดงั น้ี ประตมิ ากรรมแบบนนู ตา่ํ 2.1 แบบนูนตํ่า เปนการปนหรือสลักโดยใหเกิดภาพท่ีนูนขึ้นจากพื้นเพียงเล็กนอยเทา นัน้ เชน รปู บนเหรยี ญตา ง ๆ (เหรยี ญบาท เหรยี ญพระ) เปน ตน ประติมากรรมแบบนูนสงู 2.2 แบบนูนสงู เปน การปน หรือสลกั ใหร ูปที่ตองการนูนข้ึนจากพื้นหลังมากกวาครึ่งเปนรปู ท่ีสามารถแสดงความต้นื ลึกตามความเปนจรงิ เชน ประติมากรรมทีฐ่ านอนสุ าวรยี เปนตน
4 ประติมากรรมแบบลอยตวั 2.3 แบบลอยตัว เปน การปนหรือแกะสลักท่ีสามารถมองเห็นและสัมผัส ชื่นชมความงามของผลงานไดทกุ ดานหรือรอบดาน เชนพระพทุ ธรูป เปนตน 3. สถาปต ยกรรม หมายถึง ศิลปะและวิทยาการแหงการกอสรางที่นํามาทําเพื่อสนองความตอ งการในดา นวตั ถุและจติ ใจ มีลักษณะเปนส่ิงกอ สรางท่สี รางอยา งงดงาม จาํ แนกออกได 2 ลกั ษณะดงั น้ี สถาปตยกรรมไทยแบบเปด 3.1 แบบเปด หมายถึง สถาปตยกรรมที่มนุษยสามารถเขาไปใชสอยได เชน อาคารเรยี น ทพี่ ักอาศัย เปนตน
5 พระธาตไุ ชยา จงั หวดั สรุ าษฎรธ านี เปน สถาปต ยกรรมแบบปด 3.2 แบบปด หมายถึง สถาปตยกรรมที่มนุษยไมสามารถเขาไปใชสอยได เชนสถปู เจดยี อนสุ าวรยี ต าง ๆ ผลงานภาพพิมพแกะไม 4 . ภาพพิมพ หมายถึง ผลงานศลิ ปะทถี่ กู สรา งขึ้นมาดวยวิธีการพิมพ ดวยการกดแมพิมพใหตดิ เปนภาพบนกระดาษ จากแมพิมพไ มห รือ แมพมิ พโลหะ เปน ตน คําวา พืน้ บา น บางคร้ังเรียกวาพ้ืน ซึ่งหมายถึงกลุมชนใดกลุมชนหน่ึงอันมีเอกลักษณของตนเชน การดํารงชีพ ภาษาพดู ศาสนา ทเี่ ปน ประเพณีรวมกัน ดังน้ัน ทัศนศิลปพ้ืนบาน หมายถึง ผลงานทางศิลปะที่มีความงาม ความเรียบงายจากฝมือชาวบานท่วั ๆไปสรา งสรรคผ ลงานอันมคี ุณคาทางดานความงาม และประโยชนใชสอยตามสภาพของทอ งถน่ิ
6 ศาสตราจารยศ ิลป พีระศรี ไดก ลา ววา ทศั นศิลปพ น้ื บานหมายถงึ ศลิ ปะชาวบาน คือการรองรําทาํ เพลง กจิ กรรมการวาดเขียนและอ่นื ๆ ซง่ึ กําเนิดมาจากชีวิตจิตใจของประชาชน ศิลปะชาวบานสวนใหญจะเกิดควบคูกับการดําเนินชีวิตของชาวบาน ภายใตอิทธิพลของความเปนอยู ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเช่ือและความจําเปนของสภาพทองถ่ิน เพื่อใชสอยในชีวิตประจําวันโดยทว่ั ไปแลว ศลิ ปะพน้ื บา นจะเรียกรวมกบั ศิลปหัตถกรรม เปนศลิ ปหัตถกรรม ที่เกิดจากฝมือของคนในทองถิ่น การประดิษฐสรางสรรคเปนไปตามเทคนิคและรูปแบบท่ีถายทอดกันใน ครอบครัวโดยตรงจากพอ แม ปู ยา ตา ยาย โดยมีจุดประสงคหลักคือ ทําขึ้นเพ่ือใชสอยในชีวิตประจําวันเชนเดียวกับคติพ้ืนบานแลวปรับปรุงใหเขากับสภาพของทองถิ่น จนกลายเปนเอกลักษณเฉพาะของตนเองสว นประกอบของทัศนศิลปพืน้ บานทศั นศิลปพ ื้นบาน จะประกอบดว ยสง่ิ ตอไปน้ี1. เปน ผลงานของชางนิรนาม ทําข้ึนเพอื่ ใชสอยในชวี ิตประจาํ วนั ของประชาชน ความงามที่ปรากฏมไิ ดเกดิ จากความประสงคส ว นตวั ของชา งเพ่อื แสดงออกทางศิลปะ แตม าจากความพยายาม หรือความชํานาญของชางทฝี่ กฝน และผลิตตอ มาหลายชว่ั อายุคน2. เปนผลงานทมี่ ีรปู แบบทีเ่ รียบงา ย มคี วามงามอนั เกิดจากวสั ดุจากธรรมชาติ และผา นการใชส อยจากอดตี จนถงึ ปจจุบนั3. ผลติ ขึ้นเปน จาํ นวนมาก ซื้อขายกนั ในราคาปกติ ความงดงามเกดิ จากการฝก ฝน และการทาํ ซํา้ ๆกัน4. มีความเปนธรรมชาตปิ รากฏอยูมากกวา ความสละสลวย5. แสดงลกั ษณะพิเศษเฉพาะถนิ่ หรอื เอกลกั ษณของถนิ่ กาํ เนิด6. เปน ผลงานทท่ี าํ ขน้ึ ดว ยฝม อื เปน สวนมาก
7เกรด็ ความรูผูสรางงานศิลปะ เราเรียกวาศิลปน เชนศิลปนดานจิตรกรรม ศิลปนดานภาพพิมพ ศิลปนดานประติมากรรม แตการปนหลอพระพุทธรูปเรียกวางานปฏิมากรรม(สังเกตวาเขียนตางกันจากคําวาประติมากรรม และผูสรางสรรคงานประติมากรรมเราเรียกปฏิมากรสวนผูสรางสรรค งานดานสถาปตยกรรมเราเรียกสถาปนกิ กิจกรรม ใหผเู รียนสํารวจบรเิ วณชมุ ชนของผเู รียนหรือสถานทพ่ี บกลุม วามที ัศนศลิ ปพน้ื บานอะไรบาง หากมจี ดั อยใู นประเภทอะไร จากนัน้ บนั ทึกไวแ ลว นํามาแลกเปลย่ี นความรกู นั ในช้ันเรียน
8เรือ่ งท่ี 2 องคป ระกอบทางทศั นศิลป“องคป ระกอบทางทศั นศิลป” ประกอบดวยองคป ระกอบสาํ คญั 7 ประการคือ 1. จดุ หมายถงึ สว นประกอบทีเ่ ล็กท่ีสุด เปน สว นเรม่ิ ตน ไปสสู ว นอนื่ ๆ ..... 2. เสน หมายถึง จุดหลาย ๆ จุดท่ีเคลือ่ นทต่ี อเนอ่ื งไปในทว่ี างเปลา จากทิศทางการเคลื่อนที่ตาง ๆ กนั 3. สี หมายถงึ ลักษณะของแสงสวา งท่ปี รากฏแกส ายตาใหเ ห็น สตี า งกนั สเี ปนสิ่งที่มีอิทธพิ ลตอความรูส กึ เม่ือมองเหน็ และทําใหเ กิดอารมณ สะเทอื นใจตา ง ๆ สชี า งเขียนประกอบไปดว ยแมสี 3 สคี อืเหลอื ง แดง นํา้ เงิน ซงึ่ เมื่อนาํ แมส มี าผสมกนั จะไดสีตา งๆ 4. พืน้ ผวิ หมายถงึ คุณลกั ษณะตา ง ๆ ของผวิ ดา นหนา ของวตั ถุทุกชนดิ ทม่ี ลี กั ษณะตาง ๆ กนั เชนเรียบ ขรุขระ เปนมนั วาว หรอื ดาน เปน ตน
9 5. รูปรา ง หมายถงึ การบรรจบกนั ของเสนที่เปนขอบเขตของวตั ถทุ ม่ี องเหน็ เปน 2 มิติ คอื มคี วามกวางและความยาว 2 ดา นเทานัน้ 6. รูปทรง หมายถงึ รูปลักษณะท่ีมองเหน็ เปน 3 มติ ิ คือ มคี วามกวา ง ความยาว และความหนาลึก
10เกร็ดความรู การนําองคประกอบทางทัศนศิลป มาจัดภาพใหป รากฏเดน และจดั เรื่องราวสว นประกอบ ตา ง ๆ ในภาพเขาดว ยกนั อยางเหมาะสมเรียกการจดั ภาพ การจดั ภาพเบอ้ื งตนมหี ลักการดงั นี้ 1. มจี ุดเดนเพียงหนงึ่ 2. เปน เอกภาพ คอื ดแู ลว เปนเรอ่ื งราวเดยี วกัน 3. มคี วามกลมกลนื โดยรวมของภาพ 4. อาจมคี วามขดั แยง เลก็ นอยเพื่อเนน จดุ เดน 5. มคี วามสมดุลของนาํ้ หนกั ในภาพ
11 กิจกรรม ใหผ ูเรยี นอธบิ ายความหมายขององคประกอบทางทัศนศลิ ปตอ ไปนี้จุด หมายถงึ ......................................................................................................................................เสน หมายถงึ ....................................................................................................................................สี หมายถงึ ........................................................................................................................................พ้ืนผวิ หมายถึง...............................................................................................................................รปู ราง หมายถึง...............................................................................................................................รปู ทรง หมายถึง.............................................................................................................................. ดูเฉลยจากบทเรยี นท่ี 1 เรอ่ื งท่ี 2 องคป ระกอบทางทัศนศลิ ป
12เรื่องท่ี 3 รปู แบบและวิวฒั นาการของทัศนศิลปพ ้ืนบาน ศิลปะพน้ื บา น มพี ืน้ ฐานทเ่ี กดิ จากการผลิตทท่ี าํ ข้ึนดวยมอื เพอื่ ประโยชนใชส อย จึงนบั ไดว ากําเนดิ พรอ มกับววิ ฒั นาการของมนุษย ไดค ิดคน วิธกี ารสรางเครอื่ งมือ เครอื่ งใช เพอ่ื ชวยใหเกดิ ความสะดวกสบายตอการดาํ เนนิ ชวี ติ มาโดยตลอด เชน เครื่องมอื หิน เครอ่ื งปนดินเผาสมัยโบราณทขี่ ดุ พบจึงนบั ไดว า การกาํ เนิดศลิ ปหตั ถกรรมมีอยูทวั่ ไป และพฒั นาตั้งแตโบราณแลว ในสมัยกอ นนนั้ สงั คมของชาวไทยเรา เปน สังคมแบบชาวนา หรือเรยี กกันวาสงั คมเกษตร อันเปน สงั คมทีพ่ ึง่ ตนเอง มพี รอมทุกดานในเร่ืองปจจยั ส่ีอยใู นกลมุ ชุมมนนัน้ ๆ การสราง การผลติ เคร่ืองใชแ ละอุปกรณตา งๆ เพ่ืออํานวยความสขุความสะดวกสบายในการดาํ รงชวี ติ ของตนเอง ประเภทของศิลปะพืน้ บา น งานศิลปะพื้นบานของไทยมีปรากฏตามทองถิ่นตาง ๆ อยูมากมายหลายประเภทสามารถแบง เปนประเภทตาง ๆ ไดด ังนี้1. ดานจติ รกรรม จติ รกรรมพื้นบา นของไทยเกิดจากชางชาวบานในทองถิ่นเปนผูสรางผลงานข้ึนโดยอาศัยวัสดุอุปกรณในทองถ่ินเปนเครื่องมือสรางสรรคผลงาน เชน การใชใบลาน แผนไม ผาฝาย เปนวสั ดสุ าํ หรบั ขีดเขยี นวาดภาพ และใชส ีจากธรรมชาติ เชน สจี ากยางไม ผลไม ดินสี ผงหินสี ระบายดวยไมทบุ ปลายใหเปนฝอยบา ง หรือขนสัตวบางประเภท เชน ขนหมู ขนจากหูวัว ขนกระตาย มัดกับไมเปนแปรงหรือพูก ันระบาย จิตรกรรมพ้ืนบา นไทยสามารถแบบออกไดเปน 2 ประเภท ตามลักษณะของตวั จิตรกรรมดงั น้ี 1.1 จติ รกรรมแบบเคล่อื นทไ่ี ด หมายถงึ มนุษยสามารถนําพาช้ินงานจิตรกรรมนั้นเคล่ือนท่ีไปไหนไดโดยสะดวก ตัวอยา งของงานจติ รกรรมประเภทน้ไี ดแก สมดุ ขอย ภาพมหาชาติ ตพู ระธรรมลายรดนํ้า เปน ตน 1.2 จิตรกรรมแบบเคล่ือนท่ีไมได หมายถึง มนุษยไมสามารถนําพาชิ้นงานจิตรกรรมน้ันเคลอ่ื นท่ไี ปไหนได เนอ่ื งจากไดเ ขยี นภาพจิตรกรรมลงบนอาคารสถานท่ี เชน ภาพจิตรกรรมตามฝาผนังพระอุโบสถ จิตรกรรมบนผนังเพดาน ระเบยี งวหิ าร เปน ตน
13 ภาพจติ รกรรมพ้ืนบา นแบบเคลื่อนทไ่ี ด ภาพจิตรกรรมพืน้ บานแบบเคลือ่ นที่ไมไ ด ลักษณะของจิตรกรรมพ้ืนบานไทย มักจะเปนจิตรกรรมแบบท่ีเรียกวา “จิตรกรรมแบบประเพณ”ี คือเปนการสรางสรรคจ ติ รกรรมตามแบบแผนทท่ี ําสบื ตอ กันมา ลกั ษณะจะเปน การเขียนภาพดว ยสฝี นุ จากธรรมชาตใิ นทองถิ่น ลกั ษณะการเขียนจะไมรีบรอนไมตองแขงกับเวลา ลักษณะงานจะมีขนาดเล็ก หากเขยี นบนพื้นที่ใหญ เชน ผนังก็จะมีลักษณะเล็กแตจะมีรายละเอียดในภาพมากหรือเปนภาพเลา เรื่องตอ เน่อื งไปจนเตม็ พ้นื ท่ี สดั สวนประกอบไมส มั พันธกับบุคคลในภาพ หนาบุคคลไมแสดงอารมณ แตจ ะส่อื ความหมายดวยกิริยาทาทาง และเรื่องราวสวนใหญจะเปนเร่ืองเกี่ยวกับ พุทธศาสนาความเช่อื2. ดานประติมากรรม ประติมากรรมพ้ืนบาน มักจะเปนงานที่สรางสรรคข้ึนมาเพ่ือการตอบสนองประโยชนใ ชสอยในชวี ติ ประจาํ วนั ของมนุษย วสั ดทุ ่ใี ชม ักจะเปน วสั ดุในทองถิ่น โดยเลอื กใชตามความเหมาะสมในการใชงาน เชน ไมไผ ไมเน้ือแข็ง ดินเหนียวและการเผา เปนตน ประติมากรรมพ้ืนบานสามารถแบง ออกตามลกั ษณะการนาํ ไปใชได 4 ประเภทดังน้ี 2.1 ประติมากรรมพ้นื บา นเพอื่ การตกแตง ชัว่ คราว เปน งานประติมากรรมที่สรางข้ึนมาเพ่ือใชในพิธีกรรมหรือการตกแตงในระยะเวลาอันสั้น เชน การแทงหยวก การแกะสลักผกั หรือผลไม และการตกแตงบายศรีในพิธีการตา ง ๆ เปนตนการแทงหยวก การตกแตงบายศรี
14 งานประตมิ ากรรมประเภทนี้มักมคี วามสวยงามประณีตใชความคดิ สรา งสรรคส ูง ผูทําอาจทาํ คนเดยี วหรือทาํ เปน กลุม กไ็ ด 2.2 ประตมิ ากรรมพ้นื บานเพ่ือตกแตง ส่ิงของเคร่ืองใช เปนการสรางสรรคงานประติมากรรมเพอื่ ตกแตง สิง่ ของเครอื่ งใชใ หเ กิดความสวยงามนา ใช ตัวอยางประตมิ ากรรมพนื้ บานเพอื่ ตกแตงส่งิ ของเครื่องใช ไดแ ก การแกะสลักตู เตียง ขนั น้าํ พานรอง คนโท หมอนํา้ เปนตน 2.3 ประติมากรรมพ้ืนบานเพื่อเครื่องมหรสพ ประติมากรรมประเภทนี้สรางข้ึนมาเพ่ือความบนั เทงิ โดยจะเลือกใชว สั ดุท่ีมอี ยูในทองถน่ิ เชน ดินเผา ไมไผ หนังวัวหรือหนังควาย ผาฝาย ฯลฯ มาประดิษฐเพือ่ เปน อปุ กรณแ สดงมหรสพตา ง ๆ ตัวอยางประตมิ ากรรมพ้ืนบานเพอื่ มหรสพ ไดแ ก หนุ กระบอก (หุนโรงเลก็ ) หนงั ใหญ หนังตะลงุ หัวโขน เปน ตน
15 2.4 ประติมากรรมพื้นบานประเภทเคร่ืองเลนและพิธีกรรม เปนประติมากรรมพื้นบานที่สรางสรรคเพอ่ื เปน เครอ่ื งเลน สําหรบั เดก็ หรอื เคร่ืองเลน เคร่ืองบนั เทงิ สําหรบั คนทุกวยั ประติมากรรมประเภทนี้ ไดแก การแกะสลักตัวหมากรุก ตกุ ตาเลก็ ๆ ตกุ ตาเสยี กบาล และตุกตาชาววงั เปน ตน3. ดานสถาปต ยกรรม สถาปต ยกรรมพืน้ บานไทยเปน สิ่งทีเ่ กีย่ วของกับวถิ ีชวี ติ ของคนไทยมาต้ังแตแรกเกิด โดยวสั ดทุ ใ่ี ชม ักเปน วัสดทุ ม่ี ีอยใู นทอ งถิ่นเปน หลกั ยกเวนสถาปตยกรรมดานศาสนาและความเช่ือซ่ึงอาจใชวัสดุตางทองถ่ินท่ีดูแลวมีคาสูงเพื่อแสดงการเคารพนับถือ สถาปตยกรรมพื้นบานไทย แบงออกไดตามลักษณะการใชส อย 2 ประเภท ดงั นี้ 3.1 สถาปตยกรรมพ้นื บานเพอ่ื พระพทุ ธศาสนา เปน สถาปต ยกรรมทส่ี รางขน้ึ ในวัดตาง ๆ เพื่อประโยชนท างพทุ ธศาสนา และปูชนียสถาน สถาปตยกรรมพ้ืนบานเพื่อพระพทุ ธศาสนา ไดแ ก พระสถปู เจดยี พระปรางค พระอโุ บสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ ฯลฯ
16 3.2 สถาปตยกรรมพื้นบานประเภทที่อยูอาศัย เปนสถาปตยกรรมท่ีสรางสรรคขึ้นมาเพ่ือประโยชนในการอยอู าศัยของบุคคล ลกั ษณะการกอสรา งยดึ ถอื สบื ทอดตอ กันมามรี ปู แบบและแบบแผนแนนอน แตส ามารถดัดแปลงตามความตอ งการและประโยชนใชสอยของบุคคลอีกดวย สถาปตยกรรมป ร ะ เ ภ ท นี้ ส า ม า ร ถ พ บ เ ห็ น ไ ด จ า ก บ า น เ รื อ น ท ร ง ไ ท ย ห รื อ บ า น แ บ บ พื้ น บ า น ต า มภาคตา ง ๆ ภาคเหนอื จะมกี าแลทจี่ ั่วบา น ภาคกลางหลังคาทรงสูงปานลมมีเหรา ภาคใตหลังคาเปนทรงปน หยา เปนตนเรอื นภาคเหนือ เรือนภาคกลาง เรอื นภาคใต การสรางสถาปตยกรรมพ้นื บา นประเภทท่อี ยูอ าศัยนับเปน ภมู ปิ ญญาไทยที่ปลูกสรางตามความเหมาะสมของภมู ปิ ระเทศ ภมู อิ ากาศ และไดถ ายทอดคตนิ ิยมไทยดา นความเชื่อ ความเปนมงคลแกผอู าศยั อีกดว ย 4. ดา นภาพพมิ พ ภาพพิมพพนื้ บานของไทยมไี มมากนกั ทเี่ หน็ ไดช ัดเจนมกั จะเปนในรูปของผาพิมพ ทส่ี รางสรรคขนึ้ มาเพือ่ ประโยชนในการใชสอยเปนสวนใหญ เชน ผาพิมพลายบาติกของภาคใตซง่ึ เปนกรรมวิธีกึ่งพิมพ กึ่งยอม และผาพิมพโขมพัสตรซ่ึงเปนผาพิมพลายแบบตะแกรง ผาไหม(ซิลคสกรนี ) ของจงั หวดั ประจวบครี ขี ันธ ผา โขมพัสตร
17 เกร็ดความรู คุณรูไ หมวา เรือนไทยโบราณแบง ออกเปน 2 ประเภทใหญ ๆ คือ เรือนเครื่องสับ คือประเภทหนึ่งของเรือนท่ีอยูอาศัยของคนไทยท่ีเรียกวา เรือนไทย คูกันกับเรอื นเครื่องผูก ตามความหมายของราชบณั ฑติ ยสถานหมายถึง \"เปนเรอื นทีม่ ีลกั ษณะคุมเขาดวยกันดวยวธิ ีเขาปากไม\" สวนใหญเรือนเคร่ืองสับเปนเรือน 3 หอง กวาง 8 ศอก แตจะใหญโตมากขึ้นถาเจาของมีตาํ แหนงสําคญั เชน เสนาบดี ชางทส่ี รา งจะเปนชางเฉพาะทาง กอนสรางจะมีการประกอบพิธี หลาย ๆอยาง ในภาคกลางมักใชไมเ ตง็ รังทําพ้ืน เพราะแข็งมาก ทําหัวเทียนไดแข็งแรง ภาคเหนือนิยมใชไมสักไมท ่ีไมน ิยมใช เชน ไมตะเคียนทอง เพราะมียางสีเลือด ไมน าดู เรอื นเคร่ืองผูก เปนการสรา งในลักษณะงาย ๆ การประกอบสว นตา ง ๆ เขาดวยกนั จะใชวิธีการผกู มดั ตดิ กันดว ยหวาย หรอื จักตอกจากไมไผ ไมม กี ารใชตะปตู อกยึด ฝาบาน หนาตาง ใชไมไผสานขัดแตะ เรยี กวา ฝาขดั แตะ พน้ื มีทั้งไมเ นอ้ื แข็งทาํ เปน แผนกระดาน หรือใชไมไ ผสบั เปนฟาก ก็แลวแตฐานะของเจา ของบาน
18 กิจกรรม ใหผเู รยี นสาํ รวจบริเวณชมุ ชนของผูเรียนหรือสถานที่พบกลมุ วา มีศลิ ปะพืน้ บา นใดบา งที่เขาในประเภททศั นศลิ ปพน้ื บานทัง้ 4 ประเภทขา งตน จากนั้นจดบันทกึ โดยแบง เปน แตละหัวขอดังน้ี1. วนั ท่ีสาํ รวจ2. ระบุสถานท่ี หรือส่ิงของท่พี บ3. จัดอยูในประเภททศั นศลิ ปใ ด4. ประโยชนห รือคณุ คา5. มคี วามสวยงามประทบั ใจหรือไม อยางไร (บอกเหตผุ ล)
19เรอื่ งท่ี 4 รูปแบบและความงามของทศั นศลิ ปพ ้ืนบาน ทัศนศลิ ปพ้ืนบา นกบั ความงามตามธรรมชาติ มีความงดงามทค่ี ลา ยคลึงกันโดยอาจอธิบายในรายละเอียดของแตละสง่ิ ไดด งั น้ี ทัศนศิลปพ้ืนบาน เปนรูปแบบศิลปะชนิดเดียวที่มีการเปล่ียนแปลงรูปแบบนอยและคงรูปแบบเดมิ ไดนานทส่ี ุด จากเอกลกั ษณอ นั มคี ุณคา นเ้ี องทาํ ใหทัศนศิลปพ้ืนบานมีคุณคาเพิ่มข้ึนไปเรื่อย ๆไมว า เปน คณุ คา ดา นเร่ืองราว การพบเห็น หรอื การแสดงออก เพราะทัศนศิลปพ้ืนบานเปนตัวบงบอกความเปน มาของมนษุ ยชาติทสี่ รางทัศนศิลปพืน้ บานนั้น ๆ ขนึ้ มา งานทศั นศิลปพ้นื บา นสว นใหญมกั จะออกแบบมาในรปู ของการเลียนแบบหรือทําใหกลมกลืนกับธรรมชาติ ท้ังนี้เพื่อประโยชนของการใชสอยและความสวยงามและ/หรือเพ่ืออุดมคติ ซ่ึงทําใหทัศนศิลปพืน้ บานมจี ุดเดนทีน่ าประทับใจ ตวั อยางเชน การออกแบบอุปกรณจบั ปลาทจ่ี ะมีการออกแบบใหก ลมกลืนกับลกั ษณะกระแสน้าํ สะดวกในการเคลือ่ นยา ย ไซดักปลา การออกแบบทก่ี ลมกลนื กับสภาพลํานํ้า เราอาจวิเคราะห วจิ ารณ ถงึ ความสวยงาม ของทศั นศลิ ปพ้นื บานโดยมแี นวทางในการวิเคราะหวิจารณ ดงั นี้1. ดา นความงาม เปน การวิเคราะหและประเมินคุณคาในดานทักษะฝมือ การจัดองคประกอบศิลปวาผลงานชน้ิ นีแ้ สดงออกทางความงามของศิลปะไดอยางเหมาะสมสวยงามและสงผลตอผูดูใหเกิดความช่ืนชมเพยี งใด ลกั ษณะการแสดงออกทางความงามของศิลปะจะมีหลากหลายแตกตาง กันออกไปตามรปู แบบของยุคสมยั ผูว ิเคราะหค วรมีความรู ความเขาใจดวย
202. ดานสาระ เปนการวิเคราะหและประเมินคุณคาของผลงานศิลปะแตละชิ้นวามีลักษณะสงเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรม ตลอดจนจุดประสงคตา ง ๆ วาใหสาระอะไรกับผูชมบาง ซ่ึงอาจเปนสาระเกี่ยวกับธรรมชาติ สังคม ศาสนา การเมือง ปญ ญา ความคิด จนิ ตนาการ และความฝน3. ดานอารมณความรูสึก เปนการคิดวิเคราะหและประเมินคุณคาในดานคุณสมบัติท่ีสามารถกระตุนอารมณความรูสึกและส่ือความหมายไดอยางลึกซึ้ง ซ่ึงเปนผลของการแสดงออกถึงความคิดพลังความรสู ึกทปี่ รากฏอยูในผลงานตวั อยางการวเิ คราะห วิจารณงานทศั นศิลปพื้นบานจากภาพตอ ไปนี้ ตัวอยา งการวเิ คราะห คาํ วจิ ารณท ี่ 1คาํ วิจารณงานทัศนศิลปป ระเภท จติ รกรรมภาพเขยี นระบายสี1. ดานความงาม ภาพนผ้ี เู ขยี นมฝี ม ือและความชํานาญในการจัดภาพสูง จุดสนใจอยูท่ีบานหลังใหญ มีเรือนหลงั เล็กกวาเปน ตัวเสริมใหภาพมเี รอื่ งราวมากขน้ึ สว นใหญใ นภาพจะใชเสนในแนวนอน ทําใหดูสงบเงยี บแบบชนบท2. ดา นสาระ เปน ภาพทีแ่ สดงใหเห็นวถิ ีชีวติ ทอี่ ยใู กลช ิดธรรมชาติ มีตนไมใ หญนอยเปนฉากประกอบท้ังหนา และหลงั มีสายนา้ํ ทีใ่ หค วามรสู กึ เย็นสบาย3. ดานอารมณแ ละความรูสึก เปน ภาพทใี่ หความรูสกึ ผอ นคลาย สโี ทนเขยี วของตนไมท ําใหรูสกึ สดชนื่เกดิ ความรสู กึ สงบสบายใจแกผูชมเปน อยา งดี
21ตวั อยางการวเิ คราะห คาํ วิจารณท ่ี 2คาํ วจิ ารณงานทศั นศิลปป ระเภท ประติมากรรมแบบลอยตวั1. ดานความงาม เปนพระพทุ ธรูปปางมารวชิ ยั ทีม่ ลี กั ษณะงดงามไดสัดสว นสมบูรณแบบ ซมุ เรือนแกวและฉากสีเขมดา นหลังทําใหอ งคพ ระดูโดดเดน และนา ศรัทธามากยิง่ ขึน้2. ดานสาระ เปน ประติมากรรมท่สี รา งความเคารพศรทั ธาแกผูพบเหน็3. ดานอารมณและความรูสึก ทําใหรูสึกถึงความสงบแหงพระพุทธศาสนา และเปนเหมือนที่พึ่งแหงจติ ใจชาวพุทธ
22 กิจกรรม ใหผูเรยี นทดลอง วเิ คราะห วิจารณ งานทัศนศิลปพ้ืนบานจากรูปท่ีกําหนดโดยใชหลักการวจิ ารณข า งตน และความรูท ่ีไดศกึ ษาจากเร่ืองท่ี 1.1 ถึง 1.4 มาประกอบคําวจิ ารณ ภาพจิตรกรรมสนี ํา้ ของ อ.กิตติศกั ดิ์ บตุ รดวี งศคําวจิ ารณ
23 กิจกรรม ใหผ ูเ รยี นทดลอง วิเคราะห วิจารณ งานทัศนศิลปพ้ืนบานจากรูปที่กําหนดโดยใชหลักการวิจารณข างตน และความรูท ี่ไดศึกษาจากเรอ่ื งท่ี 1.1 ถึง 1.4 มาประกอบคาํ วจิ ารณ ประติมากรรม วัดพระธาตุสโุ ทนมงคลคีรี จังหวดั แพรคําวจิ ารณ
24 กจิ กรรม ใหผ เู รียนทดลอง วเิ คราะห วิจารณ งานทัศนศิลปพื้นบานจากรูปท่ีกําหนดโดยใชห ลักการวจิ ารณขา งตน และความรูทไ่ี ดศึกษาจากเรอ่ื งที่ 1.1 ถงึ 1.4 มาประกอบคาํ วจิ ารณ การจัดสวนในบา นเลยี นแบบธรรมชาติคาํ วจิ ารณ
25 กจิ กรรม ใหผ เู รียนทดลอง วิเคราะห วิจารณ งานทัศนศิลปพื้นบานจากรูปที่กําหนดโดยใชห ลักการวจิ ารณขา งตน และความรทู ีไ่ ดศ ึกษาจากเรอ่ื งที่ 1.1 ถงึ 1.4 มาประกอบคําวิจารณ พระอโุ บสถ วดั จุฬามณี จังหวดั สมทุ รสาคร (ภาพจาก www.Mayaknight07.exteen.com)คาํ วิจารณ
26 กจิ กรรม ใหผ เู รียนทดลอง วเิ คราะห วิจารณ งานทัศนศิลปพ้ืนบานจากรูปที่กําหนดโดยใชห ลักการวจิ ารณขางตน และความรทู ไ่ี ดศกึ ษาจากเรือ่ งที่ 1.1 ถงึ 1.4 มาประกอบคําวจิ ารณ เครื่องจักสานจากไมไ ผ ภาคกลางคาํ วจิ ารณ
27 กจิ กรรม ใหผเู รียนทดลอง วิเคราะห วจิ ารณ งานทัศนศิลปพนื้ บา นจากรูปที่กาํ หนดโดยใชหลกั การวจิ ารณข า งตน และความรทู ไ่ี ดศ ึกษาจากเรอ่ื งที่ 1.1 ถึง 1.4 มาประกอบคาํ วจิ ารณ จิตรกรรมฝาผนังวดั บา นกอ อําเภอวังเหนือ จังหวัดลาํ ปางคําวจิ ารณ
28 กจิ กรรม ใหผูเรยี นทดลอง วเิ คราะห วิจารณ งานทัศนศิลปพื้นบานจากรูปท่ีกําหนดโดยใชห ลกั การวจิ ารณขา งตน และความรทู ่ีไดศ กึ ษาจากเรือ่ งที่ 1.1 ถึง 1.4 มาประกอบคําวจิ ารณ หนังตะลงุ ภาคใตคาํ วจิ ารณ
29 กจิ กรรม ใหผ เู รยี นทดลอง วิเคราะห วจิ ารณ งานทัศนศิลปพื้นบา นจากรูปทก่ี าํ หนดโดยใชห ลักการวจิ ารณขางตน และความรูท่ไี ดศกึ ษาจากเรือ่ งท่ี 1.1 ถึง 1.4 มาประกอบคําวจิ ารณ ลายขางเรือกอและ จงั หวัดปต ตานีคาํ วจิ ารณ
30เร่ืองท่ี 5 ทัศนศิลปพ ้นื บานกับการแตงกายความหมายของเคร่อื งแตง กาย คําวา เคร่ืองแตงกาย หมายถึงส่ิงที่มนุษยนํามาใชเปนเคร่ืองหอหุมรางกาย การแตงกายของมนุษยแตละเผาพันธุสามารถคนควาไดจาก หลักฐานทางวรรณคดีและประวัติศาสตร เพ่ือใหเปนเคร่ืองชว ยช้นี าํ ใหร แู ละเขา ใจถงึ แนวทางการแตงกาย ซงึ่ สะทอ นใหเห็นถึงสภาพของการดํารงชีวิตของมนุษยในยคุ สมยั นน้ั ๆประวตั ขิ องเครื่องแตง กาย ในยุคกอนประวัตศิ าสตรมนษุ ยใ ชเ ครื่องหอ หุมรา งกายจากส่ิงที่ไดมาจากธรรมชาติ เชน ใบไมใบหญา หนงั สัตว ขนนก ดนิ สตี าง ๆ ฯลฯ มนษุ ยบ างเผาพนั ธุร จู ักการใชส ีทท่ี ํามาจากตนพืช โดยนํามาเขียนหรือสักตามรางกายเพ่ือใชเปนเครื่องตกแตงแทนการใชเครื่องหอหุมรางกาย ตอมามนุษยมีการเรียนรู ถงึ วธิ ที จ่ี ะดดั แปลงการใชเ ครอ่ื งหอหมุ รา งกายจากธรรมชาติใหมีความเหมาะสมและสะดวกตอการแตงกาย เชน มกี ารผูก มัด สาน ถัก ทอ อดั ฯลฯ และมีการวิวัฒนาการเรอ่ื ยมา จนถงึ การรจู ักใชวธิ ตี ดัและเยบ็ จนในทส่ี ดุ ไดกลายมาเปนเทคโนโลยจี นกระท่งั ถงึ ปจจุบันนี้
31ความแตกตา งในการแตง กาย มนุษยเปน สตั วโลกที่ออ นแอทสี่ ุด จึงจาํ เปนตองมีสิ่งปกคลุมรางกายเพ่ือสามารถที่จะดํารงชีวิตอยูไ ด จากความจาํ เปนน้ีจงึ เปน แรงกระตุนที่สาํ คัญในอนั ทจ่ี ะแตง กายเพือ่ สนองความตอ งการของมนุษยเอง โดยมสี ังคมและส่ิงอ่นื ๆ ประกอบกัน และเครอ่ื งแตง กายกม็ ีรูปแบบท่แี ตกตา งกันไปตามสาเหตุนั้นๆ คือ1. สภาพภมู ิอากาศ ประเทศท่ีอยูในภูมิอากาศที่หนาวเย็นมาก จะสวมเสื้อผาซึ่งทํามาจากหนังหรือขนของสัตว เพอื่ ใหค วามอบอุนแกร างกาย สว นในภมู ิภาคท่มี ีอากาศรอ นอบอาว เสื้อผาที่สวมใสจะทําจากเสน ใย ซง่ึ ทําจากฝาย แตใ นทวปี อฟั รกิ า เสื้อผาไมใชส ิง่ จําเปน สําหรบั ใชใ นการปองกนั จากสภาพอากาศแตเขากลับนิยมใชพวกเคร่ืองประดับตาง ๆ ท่ีทําจากหินหรือแกวสีตาง ๆ ซึ่งมีอยูในธรรมชาตินํามาตกแตงรางกาย เพ่ือใชเ ปนเครอ่ื งลางหรือเคร่ืองปองกนั ภตู ผีปศาจอกี ดวย ชาวเอสกิโมอาศัยในเขตขั้วโลกเหนือการแตง กายจะหอหุม รดั กมุ เพอ่ื ปองกนั ความหนาวเย็น2. ศัตรูทางธรรมชาติ ในภมู ภิ าคเขตรอน มนุษยจะไดรับความรําคาญจากพวกสัตวปกประเภท แมลงตาง ๆ จึงหาวธิ ขี จัดปญ หาโดยการใชโ คลนพอกรา งกายเพ่อื ปองกนั จากแมลง ชาวฮาวายเอีย้ น แถบทะเลแปซฟิ ก สวมกระโปรงซ่งึ ทาํ ดว ยหญา เพือ่ ใชส าํ หรบั ปองกันแมลง ชาวพื้นเมอื งโบราณของญีป่ นุ รูจกั ใชกางเกงขายาว เพื่อปอ งกันสัตวแ ละแมลง3. สภาพของการงานและอาชพี หนงั สตั วแ ละใบไมส ามารถใชเพ่อื ปองกนั อนั ตรายจากภายนอก เชนการเดนิ ปาเพอ่ื หาอาหาร มนษุ ยก ใ็ ชห นงั สตั วและใบไมเ พอื่ ปองกนั การถกู หนามเก่ียว หรอื ถูกสตั วก ัดตอ ย ตอ มาสามารถนําเอาใยจากดอกฝาย และใยไหม มาทอเปน ผาทเ่ี รียกกนั วา ผาฝา ยและผา ไหม เมือ่ความเจริญทางดานวิทยาการมีมากขึน้ ก็เรมิ่ มสี ่งิ ท่ีผลติ เพ่มิ ขน้ึ อีกมากมายหลายชนดิ สมยั ศตวรรษที่ 19เสอ้ื ผามกี ารวิวฒั นาการเพิม่ มากขนึ้ มผี ูคดิ ประดษิ ฐเ ส้ือผาพิเศษ เพอื่ ใหเหมาะสมกบั ความตองการของผู
32สวมใส โดยเฉพาะผูท ี่ทาํ งานประเภทตาง ๆ เชน กะลาสีเรอื คนงานเหมืองแร เกษตรกร คนงานอุตสาหกรรม ขา ราชการทหาร ตํารวจ พนักงานดับเพลงิ เปน ตน4.ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและศาสนา เมือ่ มนษุ ยม ีสตปิ ญญามากยงิ่ ข้นึ มกี ารอยูรวมกนั เปนกลุมชน และจากการอยูรวมกันเปนหมูคณะนี้เอง จึงจําเปนตองมีระเบียบและกฎเกณฑในอันท่ีจะอยูรว มกันอยา งสงบสุข โดยไมม กี ารรุกรานซ่ึงกนั และกัน จากการปฏิบัติที่กระทําสืบตอกันมา น้ีเอง ในที่สดุ ไดกลายมาเปน ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวฒั นธรรมขึ้น ในสมัยโบราณ เมอ่ื มีการเฉลิมฉลองประเพณีสําคัญตาง ๆ เชน การเกิด การตาย การเก็บเกี่ยวพชื ผล หรือเร่ิมมกี ารสังคมกบั กลุมอ่ืน ๆ กจ็ ะมีการประดบั หรอื ตกแตง รางกาย ใหเ กิดความสวยงามดวยเครื่องประดับตาง ๆ เชน ขนนก หนังสัตว หรือทาสีตามรางกาย มีการสักหรือเจาะ บางครั้งก็วาดลวดลายตามสว นตา ง ๆ ของรา งกาย เพื่อแสดงฐานะหรือตาํ แหนง ซง่ึ ในปจจุบนั ก็ยงั มหี ลงเหลืออยู สวนใหญก็จะเปนชาวพื้นเมืองของประเทศตาง ๆ ศาสนาก็มีบทบาทสาํ คญั ในการ แตง กายดว ยเหมือนกนั5. ความตอ งการดึงดดู ความสนใจจากเพศตรงขา ม ธรรมชาตขิ องมนุษยเ ม่ือเจริญเติบโตข้ึน ยอมมีความตอ งการความสนใจจากเพศตรงกันขาม โดยจะมีการแตงกายเพื่อใหเ กดิ ความสวยงาม เพ่ือดงึ ดูดเพศตรงขา ม6. เศรษฐกิจและสภาพแวดลอม สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย แตละบุคคลยอมไมเหมอื นกัน จึงทาํ ใหเกดิ การแตง กายทแ่ี ตกตา งกนั ออกไป สงั คมทัว่ ไปมหี ลายระดบั ชนช้ัน มีการแบง แยกกันตามฐานะทางเศรษฐกจิ เชน ชนชน้ั ระดบั เจานาย ชาวบา น และกรรมกร การแตง กายสามารถบอกไดถึงสถานภาพ เครอื่ งประดบั และตกแตง รางกาย
33 มนุษยเรามีพ้ืนฐานในการรักความสวยงามอยูในจิตสํานึกอยูทุกคน จะมากหรือนอยบางก็แลวแตจติ ใจและสภาวะแวดลอมของบคุ คลน้นั ๆ ดังนน้ั มนุษยจึงพยายามสรรหาสิ่งของมาประดับและตกแตงรา งกายตน โดยมีจุดประสงคท จี่ ะเสริมความสวยงาม เพ่ิมฐานะการยอมรับในสังคม หรือเปนการเรยี กรอ งความสนใจของเพศตรงขาม ในสมัยโบราณการใชเครื่องประดับตกแตงรา งกายของคนไทยระดบั สามัญชนจะไมมี มากนักถึงจะมีก็ไมใชของที่มีราคาสูง เพราะในสมัยโบราณมีกฎหมายขอหามมิใหขาราชการช้ันผูนอยและราษฎรใชเครือ่ งประดบั ทมี่ ีราคาแพง จนกระทงั่ ในสมยั รัตนโกสินทรต อนปลาย กฎโบราณดังกลาวไดถกู ยกเวนไป จึงทําใหเ ครอ่ื งประดบั ชนดิ ตางๆแพรหลายสูคนทุกชั้น ทําใหเกิดการแขงขันสรางสรรคออกแบบเคร่ืองประดับใหมๆมากมาย เครื่องประดับเหลาน้ีหลายชนิดจัดอยูในงานทัศนศิลปพ้ืนบานชนดิ หน่งึ ซ่ึงอาจแบงออกเปนชนิดตางๆตามวสั ดทุ ี่ใชได 3 ประเภทใหญ ๆ คือ 1. เครอื่ งประดบั ทท่ี าํ จากอโลหะ ไดแกเครอ่ื งประดับทใ่ี ชวัสดุหลักทําจากที่ไมใชโลหะเชนวัสดดุ นิ เผา ไม ผา หินสีตางๆ ใยพืช หนังสัตว อัญมณี แกว พลาสติก ฯลฯ เคร่อื งประดับเหลาน้ีอาจทําจากวสั ดชุ นิดเดยี วหรือนํามาผสมกนั กไ็ ด นอกจากน้ันยังสามารถนาํ มาผสมกับวัสดุประเภทโลหะไดอกี ดว ยเครอ่ื งประดับหินสที ีร่ อยดว ยเชือก สรอ ยคอทําจากหนังแท 2. เครื่องประดับที่ทําจากโลหะ ไดแกเครื่องประดับท่ีทําจากสินแรโลหะ เชน ทองคํา เงินทองแดง ทองเหลอื ง ฯลฯ ซ่ึงบางคร้ังไดนําแรโลหะมากกวา 1 ชนิด มาผสมกันเชน นากซ่ึงเปนการผสมกันระหวางทองคํากับทองแดง สัมฤทธ์ิ หรือ สําริด เปนโลหะผสมระหวางทองแดงและดีบุกสมั ฤทธิ์บางชนิดอาจมสี ว นผสมของสงั กะสี หรอื ตะกว่ั ปนอยูดวย
34เครื่องประดบั ทองคําโบราณ เขม็ ขัดนาก 3. เครื่องประดบั ทใี่ ชทําใหเกดิ รอ งรอยบนรา งกาย ไดแ กก ารนําวตั ถจุ ากภายนอกรา งกายเขาไปตดิ บนรางกายเชนรอยสกั หรือการฝง ลกู ปด หรอื เมล็ดพืชใตผ วิ หนงั ของชาวแอฟรกิ าบางเผา เปนตนนอกจากน้ันยังมกี ารเขยี นสีตามบรเิ วณลําตัวใบหนา เพ่ือประเพณี หรอื ความสวยงามอกี ดวยการสกั เพ่ือความเชื่อ และการสกั เพ่อื ความสวยงาม เกรด็ ความรูรูไหมวา สีและลวดลายสามารถนํามาชวยในการแตง รา งกายไดคนอวน หากใสเ ส้อื ผาสีเขม ๆ เชน นํ้าเงิน แดงเขม เขยี วเขม เทา หรือดํา จะทําใหด ผู อมลงกวา เสื้อสีออน หากเลือกเสอ้ื ผาท่มี ีลายแนวตงั้ ยาว ๆ กจ็ ะทาํ ใหดูผอมยิ่งขึ้นขณะทค่ี นผอม ควรใสเ ส้อื ผา สีออน ๆ เชนขาว เหลือง ชมพู ฟา ครีม และควรเลือกลายเสอ้ื ผาในแนวขวาง เพราะจะทําใหด ตู ัวใหญข น้ึ
35 กจิ กรรมใหผูเรยี นทดลองนาํ วสั ดุทก่ี ําหนดดานลาง มาออกแบบเปนงานเครื่องประดับชนิดใดก็ไดท่ีใชสําหรับการตกแตงรา งกาย โดยใหเขียนเปนภาพรางของเครื่องประดับพรอมคําอธิบายแนวทางการออกแบบของผเู รยี น (ไมตอ งบอกวธิ ที ํา)จากนนั้ ใหน าํ ผลงานออกแบบนําเสนอในชน้ั เรยี นวสั ดุท่ีกาํ หนด ลกู ปด เจาะรสู ตี า ง ๆ เชอื กเอน็ ขนาดเล็กคาํ อธบิ ายแนวทางการออกแบบ
36 กิจกรรม ใหผูเรียนทดลองนําวัสดุที่กําหนดดานลาง มาออกแบบเปนงานเคร่ืองประดับชนิดใดก็ไดท ีใ่ ชส ําหรับการตกแตง รา งกาย โดยใหเ ขียนเปน ภาพรางของเครื่องประดับพรอมคําอธิบายแนวทางการออกแบบของผเู รยี นและวธิ ที ําอยา งงาย ๆ จากนั้นใหน ําผลงานออกแบบนําเสนอในชั้นเรียนวสั ดทุ ่ีกาํ หนดตุกตาเซรามิกขนาดเลก็ ความสูงประมาณ 1 น้ิว และวัสดอุ น่ื ๆ ท่หี าไดในชมุ ชนของทา นคาํ อธบิ ายแนวทางการออกแบบ
37เร่ืองที่ 6 การตกแตงทอ่ี ยอู าศัย การออกแบบตกแตงเปน การออกแบบเพ่ือการเปนอยูในชีวิตประจําวันโดยเฉพาะอยางยิ่งการออกแบบเพ่อื เสรมิ แตงความงามใหกบั อาคารบานเรือนและบริเวณท่ีอยูอาศัย เพื่อใหเกิดความสวยงามนาอยูอาศยั การออกแบบตกแตง ในท่ีนหี้ มายถึงการออกแบบตกแตงภายนอกและการออกแบบตกแตงภายในขน้ั ตอนในการออกแบบ 1. ศึกษาการจดั วางพน้ื ที่ ตวั บานและทีว่ า ง ทางเขาออก ทิศทางดูวาทิศทางลมและแสงแดด จะผา นเขา มาทางดา นไหน เชน กระแสลมจะมาจากทิศใต ดูทิศทางของส่ิงรบกวน เชน เสียง และฝุนจากถนน จากอาคารขา งเคยี งวาจะเขา มาในทิศทางใด การวางเคร่ืองเรือน เคร่อื งไฟฟา เปนตน 2. กําหนดความตองการ เชนรูปแบบการออกแบบเชนรูปแบบไทย ๆ หรือรูปแบบสากลทนั สมัย เคร่อื งเรอื นสามารถใชของทม่ี ีอยูแลว มาดดั แปลงไดหรอื ไม หรืออยากไดสวนทม่ี ลี กั ษณะแบบไหน เชน สวนที่มไี มใ หญ ดูรมรืน่ สวนไมดอก สวนแบบญป่ี ุน การตกแตงหองนอนแบบไทยทัง้ ผนังหอ ง เครือ่ งเรือน และสว นประกอบอนื่ ๆ 3. การวางผัง ตามความตองการพื้นที่ใชสอย เชน หองน่ังเลน หองครัว หองนอน ฯลฯกําหนดแนวไมพุมเพื่อปองกันฝุนจากถนนกําหนดพ้ืนที่ปลูกตนไมบังแดดทางทิศตะวันตก กําหนดทางเขาออก สว น เพื่อใชส อยตา ง ๆ กาํ หนดจุดท่จี ะเปน เดนของบรเิ วณซึ่งจะเปนบริเวณท่ีเดนที่สุด เชนจดุ ที่มองไดอ ยางชดั เจนจากทางเขา หรอื อาจจะจัดวางประติมากรรมหรือพันธุไมท่ีมีความสวยงามเปนพเิ ศษก็ได
38 4. การจัดทาํ รายละเอยี ดตาง ๆ ไดแก การออกแบบในสวนตาง ๆ ตามผังที่กําหนดไว กําหนดเคร่ืองเรือน เครื่องไฟฟาหรือวัสดแุ ละพันธไุ มทจ่ี ะนํามาใชออกแบบสวนประกอบอน่ื ๆ สิง่ สําคัญที่ควรคํานึงถงึ ในการตกแตง ภายในโดยรวมคอื สถานท่ีตง้ั ของตัวบา น วัสดจุ ะนาํ มาใชตกแตง ประโยชนใชสอยในแตละหอง ความสวยงามงบประมาณของผเู ปน เจาของ ความเหมาะสมกบั กาลสมยั เพศและวยั ของผูใช และสุดทายคืออดุ มการณของผูอ อกแบบ การตกแตงสวนแบบเนน อนรุ กั ษธ รรมชาติ 5. การจัดวางเคร่ืองเรือน หลักการท่ัวไปในการพิจารณาจัดวางเครื่องเรือนในการตกแตงภายใน มจี ุดมงุ หมายงาย ๆ คอื ตองมคี วามเปน เอกภาพ คอื การรวมตัวกนั ของเครื่องเรือนแตละกลุม ทั้งในดา นความรูส กึ และในดา นความเปน จรงิ เชน ชดุ รับแขก ชุดรับประทานอาหาร ชุดนั่งเลนฯลฯ ถึงแมเครื่องเรอื นทุกกลุมจะถกู จัดใหรวมอยใู นหอ งโลงท่ีเปดถึงกันตลอด แตเคร่ืองเรือนทุกชุดจะตองถูกจัดวางใหไมดปู นเปสับสนกัน ทั้งนข้ี ้ึนอยูกับการเลือกแบบของเครื่องเรือนที่สัมพันธกันในแตละชุด และการใชสสี นั ตลอดจนการใชเ ครอ่ื งตกแตง เชน ใชพรมรองในบริเวณหองรับแขก หรือใชไฟชอใหแสงสวา งเนนในบริเวณโตะอาหารซ่ึงจะชวยใหชุดรบั แขก และชดุ รบั ประทานอาหารดเู ปน เอกภาพย่ิงขึ้น
39 6. ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงการใชสอย เปนการดีมากถาเคร่อื งเรือนบางช้นิ สามารถทจ่ี ะใชง านไดหลายหนาท่ี หรือหลายตําแหนง เชนตเู ลก็ ๆ ในหองนอนใหญ สามารถนําไปใชในหองนอนเด็กได เมื่อมีตูใบใหญมาใชในหองนั้นแทนหรือเกาอี้หวายในหองนั่งเลน สามารถนําไปใชน ง่ั เลนทร่ี ะเบยี งบานไดด ว ย 7. ความสมดุล ตองคํานึงถึงความสมดุลในการจัดวางเคร่ืองเรือนแตละหอง โดยการจัดวางใหแบงกระจายเฟอรน ิเจอรใ หเ หมาะสมกบั พ้นื ทแ่ี ละไมจดั เคร่ืองเรือนใหรวมกันอยูทางดานใดดานหน่ึงของหอง โดยปลอยใหอ ีกดานหนึ่งวางเปลา อยา งไมม เี หตผุ ล 8. การจดั ระบบทางเดินภายในแตละหอง ทางเดินภายในแตละหอง ทางเดินจากประตูหนึ่งไปยังอีกประตูหน่ึง จะตองสะดวกและกวางขวางเพียงพอ ตองไมม ีการจัดวางทางเดนิ ภายในแตละหอ งกีดขวางในเสนทางที่ใชส ัญจร สภาพโดยท่วั ๆ ไปของหองทุกหอ ง จะทาํ หนา ท่เี ปน ตวั บงั คับจาํ นวนในการจัดวาง เครือ่ งเรือนไดในตวั เองอยแู ลว เชน หองนอนจะตองประกอบดว ย เตยี งนอน ตเู สื้อผา โตะ แตง ตัว โตะทาํ งาน โตะวางโทรทัศน การจัดวางจงึ ถูกกําหนดใหต ูเสื้อผา ตองวางชดิ ผนังดา นทบึ สว นเตียงนอนนิยมจัดวางดานหวั นอนไปทางทศิ ตะวนั ออกหรอื ทิศเหนอื ตามความเชอื่ โตะ วางโทรทัศนจ ดั วางไวปลายเตียงเพ่ือความสะดวกในการใชงาน โตะ แตง ตัวและโตะ ทํางานจดั วางอยใู นพนื้ ทซ่ี ึ่งเหลืออยู หองโถงของตัวบาน จึงเปนหองท่ีคอนขางจะสรางความยุงยากในการจัดวางเครื่องเรือนพอสมควร กอ นการจดั วางเคร่ืองเรือนควรที่จะมีการวางแผนงานสาํ หรับหอ งนอี้ ยางรัดกุมเสียกอน ทางเดนิ ทม่ี คี วามกวางประมาณ 90 เซนตเิ มตร จะเปนชองทางเดินที่มีขนาดกําลังพอดี ชองวางระหวางโตะกลางกบั เกาอีร้ ับแขก ควรเปน ระยะประมาณ 45 เซนตเิ มตร อันเปน ระยะทส่ี ามารถเดินผานเขามายังเกาอร้ี ับแขกไดสะดวก อีกท้งั แขกสามารถเออ้ื มมอื มาหยิบแกวนาํ้ หรือหยิบอาหาร ตลอดจนเขยี่บุหรี่ลงในทีเ่ ขยี่ บุหร่ไี ดสะดวกอกี ดว ย เคร่ืองเรือนชิ้นใหญ ๆ ในหอง เชน โซฟา ตูโชว โตะ ฯลฯ ควรจัดวางใหลงในตําแหนงที่เหมาะสมเสียกอน เพ่ือท่ีจะใชเปนหลักในการจัดวางเคร่ืองเรือนช้ินเล็ก ๆ ตอไป และไมควรจัดวางเคร่ืองเรือนชิ้นใหญ ๆ รวมกันอยูเปนกลุม แตควรจัดวางใหกระจายกันออกไป ตามการใชสอย ทั้งนี้เพือ่ ผลในดา นความสมดลุ แตอยางไรก็ตามในสภาพปกติควรคํานึงถึงดวยวาแขกที่นั่งบนเกาอ้ีทุกตัวควรท่ีจะสามารถเออ้ื มมอื ถึงสงิ่ ของท่ีอยูบนโตะขาง หรือโตะกลางได
40 การวางเคร่อื งเรือนท่ีเหมาะสมและมีระบบทางเดินท่ีดี สาํ หรับโตะทาํ งานเปนเฟอรนิเจอรท่ีสําคัญชิ้นหนึ่งในหองนี้ ถามีเน้ือที่เพียงพอควรจะจัดวางโตะทํางานไวดวย โตะทํางานตัวนี้ในเวลาท่ีไมไดใชงานอาจใชเปนที่วางโชวของหรือใชเปนที่พักอาหารขณะนํามาเสิรฟ ท่โี ตะไดด ว ย เครื่องเรือนท่ีดีท่ีสุด สวยที่สุดอาจกลายเปนเครื่องเรือนชิ้นที่แยที่สุด ถาหากฉากหลังมีขอบกพรอง เชน มีสีตัดกันมากเกินไปหรือตกแตงไมสัมพันธกับเคร่ืองเรือน หองบางหองอาจดูเหมอื นกับวาเคร่อื งเรือนในหอ งไดถกู เปลยี่ นแปลงใหมหมดเพียงแตเจาของหองดัดแปลงฉากหลังของหองเทา นน้ั ฉากหลังจึงนับวา มีความสาํ คญั และสามารถชวยในการตกแตง ภายในไดอยา งดี เกร็ดความรูการสรา งบา นควรที่จะมกี ารออกแบบตกแตง ภายในไปพรอ มกนั ดว ย เพ่อื เปนความลงตวั ในการออกแบบกอสรา งและการวางสายไฟฟา ทอน้ําภายในระหวา งกอสราง หากผูร บั เหมากอสรางและตกแตง ภายในเปน ผเู ดียวกนั การประสานงานในสว นนี้จะเปน ไปอยา งราบรืน่ ทาํ ใหงานเสรจ็ ไดร วดเรว็ขน้ึ อกี ทั้งการกอสรางบา นและตกแตงภายในไปพรอ มกนั ยงั สามารถชวยประหยัดงบประมาณในการสรา งบา นใหน อยลงอีกดว ย
41 กิจกรรม จากแบบรา งแปลนหอ งนอนดา นลาง ใหผูเรยี นออกแบบจดั วางเครอื่ งเรอื นใหถ ูกตองตามหลกั การออกแบบที่ไดศ กึ ษามา โดยใหร า งผงั เคร่อื งเรอื นจดั วางลงในผังแปลนนจ้ี ากนัน้ นํามาแลกเปล่ียนและวจิ ารณก ันในกลุมเรยี น
42เรอื่ งที่ 7 คณุ คาของทศั นศลิ ปพ ื้นบาน วฒั นธรรม โดยท่วั ไปหมายถึง รปู แบบของกิจกรรมมนษุ ยและโครงสรางเชิงสัญลักษณท่ีทําใหกิจกรรมนั้นเดน ชดั และมคี วามสาํ คญั วถิ ีการดาํ เนินชวี ิต ซ่ึงเปนพฤติกรรมและส่ิงท่ีคนในหมูผลิตสรางขน้ึ ดว ยการเรยี นรูจากกนั และกนั และรว มใชอ ยูใ นหมูพ วกของตน วฒั นธรรมที่เปนนามธรรม หมายถงึส่ิงที่ไมใชวัตถุ ไมสามารถมองเห็น หรือจับตองได เปนการแสดงออกในดาน ความคิด ประเพณีขนบธรรมเนยี ม แบบแผนของพฤตกิ รรมตา ง ๆ ท่ีปฏิบตั ิสืบตอกนั มา เปน ท่ยี อมรบั กันในกลุมของตนวาเปนส่ิงที่ดีงามเหมาะสม เชน ศาสนา ความเชื่อ ความสนใจ ทัศนคติ ความรู และความสามารถวัฒนธรรม ประเภทนเี้ ปน สว นสําคัญท่ีทําใหเกิด วัฒนธรรมท่ีเปนรูปธรรมขึ้นได และในบางกรณีอาจพัฒนาจนถึงข้ันเปนอารยธรรมกไ็ ด เชน การสรางศาสนสถานในสมัยกอ น เม่ือเวลาผานไปจึงกลายเปนโบราณสถาน ทีม่ คี วามสําคัญทางประวตั ศิ าสตร โบราณสถานคอื ส่ิงทไ่ี ดรับการพัฒนามาจากวฒั นธรรม (รูปภาพจาก www.elbooky.multiphy.com) ประเพณี เปนกิจกรรมทมี่ กี ารปฏิบตั ิสืบเน่ืองกนั มา เปนเอกลักษณและมีความสําคัญตอสังคมเชน การแตง กาย ภาษา วฒั นธรรม ศาสนา ศลิ ปกรรม กฎหมาย คุณธรรม ความเชือ่ การทาํ บุญใสบ าตรเปนประเพณีที่ปฏิบัติสืบตอ กนั มา
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137