Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ชัชวาล อินทรปาลิต

ชัชวาล อินทรปาลิต

Published by วิทย บริการ, 2022-07-07 01:59:15

Description: ชัชวาล อินทรปาลิต

Search

Read the Text Version

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 36 ภาพที่ 26 ทางยาวโฟกัสบนตัวเลนส (Focal Lenght) ทมี่ า : eosworld.canon.com.sg โดยทว่ั ไปแลว จะแบง เลนสข องกลองได 3 แบบคอื 1. เลนสม ุมกวาง (Wide Angle Lens) 2. เลนสปกติ (Normal Lens) 3. เลนสเทเลโฟโต (Telephoto Lens) นอกเหนอื จาก 3 แบบดานบน คอื 1. เลนสมาโคร (Macro Lens) 2. เลนสตาปลา (Fisheye Lens) เปน เลนสทเ่ี อาไวถ า ยเฉพาะทาง ซงึ่ จดุ ประสงคและภาพท่ี ไดก ็แตกตา งกันออกไป ทีนี้เราจะรูไ ดอ ยางไรวาเลนสแ ตละตัวนน้ั จดั อยใู นหมวดหมไู หน ดงั ตอไปนี้ 1. เลนสมมุ กวา ง (Wide Angle Lens) เปนเลนสที่มีความยาวโฟกัสส้ันกวาเลนสมาตรฐาน หรือเลนสท่ีใชถายภาพปกติธรรมดา ท่ัว ๆ ไป ฉะนั้น การใชเลนสมุมกวางถายภาพจึงครอบคลุมพื้นท่ีไดมากกวาเลนสทั่วไป และยังได ระยะชดั ลึกตลอดทง้ั ภาพ คือชดั ตง้ั แตระยะใกลไปจนถงึ ไกลสดุ แตภ าพทไ่ี ดจ ะมคี วามผดิ เพี้ยนในเร่ือง ของขนาดของภาพวตั ถุทีถ่ าย เนือ่ งจากส่ิงที่อยูใกลจ ะใหญขึน้ ไมไ ดสดั สว นกับสวนทอี่ ยไู กล เลนสมุม กวางสวนใหญจะใชถายในสถานท่ีที่จํากัด ที่ไมสามารถจะต้ังกลองใหหางจากวัตถุที่ตองการถาย ไดม ากนกั เชน การเก็บภาพสง่ิ กอสรา งสงู ๆ ท่ีตอ งการใหอ ยใู นภาพทัง้ หมด แตไมส ามารถจะหามมุ ได เพราะติดส่งิ กีดขวาง เชน กําแพง แมนา้ํ ฯลฯ เปน ตน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 37 ภาพท่ี 27 ตัวอยางเลนสม มุ กวาง (Wide Angle Lens) ทีม่ า : www.the-digital-picture.com ภาพท่ี 28 ตวั อยา งภาพจากเลนสมมุ กวาง(Wide Angle Lens) ที่มา: www.the-digital-picture.com 2. เลนสป กติ (Normal Lens) เลนสท่ีใชถายภาพตามสถานที่มองเห็นทั่วไป โดยไมหวังผลพิเศษอะไร เหมาะสําหรับการ ถายภาพทวิ ทัศนห รือภาพท่วั ๆ ไป เลนสมาตรฐานท่ีตดิ มากบั กลองโดยท่ัวไปสว นใหญจะมคี วามยาว โฟกสั 50 มิลลเิ มตร ภาพทไี่ ดจากเลนสชนดิ นีจ้ ะออกมาสมสว น และใหค วามรสู กึ ใกลเคยี งกับสายตา ที่เรามองวตั ถนุ ัน้ จรงิ ๆ มอื ใหมทเ่ี พิ่งจะเรม่ิ เลนสแบบนี้จะเหมาะแกการนําไปทองเท่ียวไดด ี เน่อื งจาก มีความยืดหยนุ และคลอ งตวั มากกวาเลนสแบบอืน่ ๆ

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 38 ภาพท่ี 29 ตวั อยางเลนสปกติ Normal Lens) ทม่ี า : www.the-digital-picture.com ภาพที่ 30 ตวั อยา งภาพจากเลนสป กติ ทีม่ า: www.shutterbug.com 3. เลนสถา ยระยะไกล ( Telephoto Lens ) เปน เลนสทม่ี ีความยาวโฟกัสมากกวาเลนสม าตรฐาน จงึ ครอบคลมุ พื้นที่การถา ยไดนอยกวา อาจเรยี กเลนสช นิดน้ไี ดอกี อยางหนง่ึ วา เลนสม ุมแคบ ( Narrow angle Lens) ขอ ดีของเลนสถายไกล กค็ ือ สามารถที่จะถายภาพวัตถทุ ่ีอยูไกล ๆ ไดเสมือนวาวตั ถุน้ันเขามาอยูใกล ๆ คือ ขยายภาพที่อยู ไกลใหชัดข้ึนน่ันเอง ภาพในลักษณะน้ีเชน การถายภาพสัตวปา การถายภาพการแขงขันกีฬา ฯลฯ เลนสถายไกลยังอาจจะแบงออกไดอีก 2 ชนิด คือ เลนสถายไกลชนิดปานกลาง ( Medium telephoto lenses ) มีความยาวโฟกัสอยรู ะหวาง 75 - 200 มิลลิเมตร และเลนสถา ยไกลชนิดพเิ ศษ ( Special long telephoto lenses ) จะเปน เลนสท่ีมคี วามยาวโฟกสั มากกวา 250 มลิ ลเิ มตร

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 39 บางคนก็เรียกเลนสชนิดน้ีวาเลนสเทเลฯ เฉยๆ เนื่องจากมันมีคุณสมบัติเหมือนกับกลอง สอ งทางไกล คือสามารถดงึ วัตถุที่อยูไกลๆ เขามาใกลๆ ตาได สําหรับเลนสช นิดน้ีจะใหองศาการรับ ภาพนั้นแคบกวาสายตาคนเรามาก แตส ดั สวนของภาพนน้ั ผดิ เพี้ยนนอยสดุ ๆ และยงั นิยมนาํ เลนสช นิด นีม้ าถา ยภาพ Portrait อกี ดวยเนือ่ งจากภาพที่ไดมีมติ ทิ ีส่ วยงานและยงั สามารถเบลอฉากหลังไดงาย ภาพท่ี 31 ตัวอยางเลนสถายระยะไกล ( Telephoto Lens ) ทมี่ า: www.photographymad.com 4. เลนสชวงเดียว (fixed Lens) ลักษณะของเลนส ซึ่ง Focal Length จะคงท่ี หรืออีกอยางวาเลนส ชวงเดียว ไมสามารถ ซมู เขา ซูมออกไดถาอยากจะซูม หรือใหภ าพกวางขึ้นก็ เดนิ หนา ถอยหลงั เอาเอง คณุ สมบัติเดนของ เลนส fixed คอื ภาพถายที่ไดจะมีความคมชัดมากกวาเลนสชว งปกติ คารูรบั แสงจะมีมากกวา เลนส ท่ัวๆไป ซึ่งเลนสทั่วไป จะมี F3.5 แตเลนส Fixed สวนใหญแลวกวางถึง F/1.2 1.4 1.8 เลยที่เดียว ขอดีของรรู บั แสงกวาง คือ รูรบั แสงจะเปดชองรับแสงเขามามาก รูรับแสงย่ิงกวางแสงก็ย่ิงเขามา ซึ่ง จะทําใหชัตเตอรนั้น เรว็ ข้ึนและขอดีของรูรับแสง อีกก็คือ ฉากหลังจะละลายเบลอสวยมาก ทําให ภาพวตั ถุท่ีถา ยน้ันเดน สวยขน้ึ มาทนั ที ภาพท่ี 32 ตวั อยางเลนสชวงเดียว ( Fixed Lens ) ทีม่ า: www.colesclassroom.com

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 40 ภาพท่ี 33 ตวั อยางภาพบคุ คลจากเลนสชวงเดยี ว ( Fixed Lens ) ทีม่ า : pantip.com 5. เลนสม าโคร ( Macro Lens ) เปนเลนสท่ีใชถา ยวตั ถุขนาดเล็กมาก ๆ ขยายใหใหญขึ้นไดคลายกับเลนสถายใกล แตเลนส มาโครนี้เปน เลนสทีส่ ามารถถายภาพวัตถุทีอ่ ยูใ กลม าก ๆ ประมาณ 1 - 1. 5 ฟตุ บางทเี รียกวา เลนส ไมโคร ( Micro Lens ) ก็มี นอกจากเลนสทั้ง 6 ชนิดที่กลาวมาแลว ปจจุบันไดมีการผลิตเลนสเพื่อ สนองการทาํ งานขึ้นมาอยางหลากหลายชนิด เชน เลนสถ ายภาพนุมนวล ( Soft focus Lens ) เลนส มิเรอร( Mirror Lens ) เลนสวีเอฟซี ( VFC : Variable Field Curvature Lens ) ฉะนั้นผูใชจึงควร ศกึ ษาคณุ สมบตั ิของเลนสแตล ะชนดิ ใหด ี เพื่อจะไดผ ลของงานตามตองการ เลนสมาโครน้ันมกี ารผลิต ออกมาในหลายๆ ชวง ไมวาจะเปน 50mm, 60mm และ 100mm สําหรับการเลือกชวงของเลนส มาโครน้ันจะข้นึ อยูก ับวัตถปุ ระสงคของสงิ่ ทจ่ี ะถา ย หากตองการถา ยแมลงหรอื ส่ิงมีชวี ติ ใหใ ชเ ลนสท าง ยาวโฟกัส 100m เปนอยางนอย จะไดปอ งกันการเขา ใกลม าเกนิ ไปแลวจะทาํ ใหส ัตวตกใจแลวหนไี ป แตห ากเปนสง่ิ ของธรรมดากเ็ ลือก 50mm หรือ 60mm ก็แลวแตสะดวก ภาพที่ 34 ตัวอยางเลนสมาโคร (Macro Lens ) ทม่ี า : www.the-digital-picture.com

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 41 ภาพท่ี 35 ตัวอยา งภาพจากเลนสมาโคร (Macro Lens ) ท่ีมา: telegraph.co.uk 6. เลนสต าปลา ( Fisheye Lens ) เปน เลนสทมี่ ลี ักษณะคลายตาของปลาทว่ี ายอยูในนํ้า กนิ มุมในระยะถา ยภาพไดกวางมากถึง 180 องศา มากกวา เลนสทกุ ชนิด จงึ มชี ว งความชดั ลึกมากกวาเลนสอนื่ เลนสชนิดนี้เหมาะสําหรบั ผูที่ ตอ งการภาพในลักษณะพิเศษท่ีผิดไปจากภาพอ่ืน ๆ เปนท่ีสะดุดตาแกผูพบเห็น เพราะเลนสชนิดนี้ สามารถจะใหภาพขนาดสีเ่ หลี่ยมเต็มขนาดฟลม หรอื ใหภ าพเปน วงกลมบนฟลมได วตั ถุท่ีถูกถายจะมี ขนาดใหญมาก ภาพท่ี 36 ตวั อยางภาพจากเลนสมาโคร (Macro Lens ) ทมี่ า: http://photosition.blogspot.com 7. เมมโมรกี่ ารด กลองดิจิตอลท่ีมีอยางแพรหลายในปจจุบัน สวนใหญรูปถายจะถูกจัดเก็บภาพดวย หนวยความจําชนิดถอดออกได มีลักษณะเปนแผนการดขนาด เล็กที่เรียกกันวา Flash Memory Card มีอยูหลายแบบหลายชนิดดวยกัน ไม หมดแบบฟลม35 มม. ดังนั้นกลองย่ีหอหนึ่งอาจจะใช การดของอีกยี่หอไมไดกลองดิจิตอลสวนใหญ ใชการดแบบCompact Flash หรือมักเรียกสั้นๆ วา

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 42 การด CF นอกจากนี้ก็มีชนดิ SD/MMC ใชใน กลองหลายยห่ี อหรอื แบบ xD Picture Card ใชในกลอง Olympus และ Fuji film สวนการดแบบ Memory Stick มีใชในกลองSony และในกลองดิจิตอล บางย่ีหอ เม่ือยอ นไปหลายปกอนอาจจะมีเมมโมร่ีการดที่ใชกับกลอ งDigitalหลายแบบผานตาเรามา บาง แตในยุคปจจุบัน เมมโมรี่การดที่ใชกับกลอง Digital ตอนน้ีมีใชแพรหลายหลัก ๆ อยู 3 แบบ คอื 1) CF Card (CompactFlash) เปนการดที่เสถียร และ ทําความเร็วสูงไดมากกวา SD หรือ Micro SD แตขนาดใหญก วาหนากวา ตอนนเี้ ลยมกี ารใชน อยลง สวนใหญม ีในกลอง D-SLR ตัว เกา ๆ หรือรนุ ที่สูง ๆ สําหรบั มืออาชีพ 2) SD Card (Secure Digital) เปนการด ที่นยิ มแพรหลายในกลอ งทกุ วันนี้ ดวยการพฒั นา ใหม ีความเร็วสูงข้นึ ขนาดไมใหญ กลอ งสวนใหญก ็ทาํ Format ใหล องรบั SD Card มากทส่ี ุด 3)Micro SD Card (Micro Secure Digital) สวนใหญจะเหน็ ในมือถือ แตมันสามารถใส SD Adapter ที่แถมมากับแพคเกจแลวใสก ับกลองที่ใช SD Card ได แตความเสถียร อาจจะสูที่เปน SD Cardเลยไมไดเพราะยังไงกผ็ าน Adapter อยดู เี หมอื นตองผา นตัวกลางตลอดเวลา แตในปจจบุ ัน ผมเห็นมกี ลองทใี่ ช Micro SD จากโรงงานเลยนั่นกค็ อื ตัว Panasonic GF9 ที่เพิ่งเปดตัวไปไมนาน ภาพที่ 37 ตวั อยางเมมโมรก่ี ารด (memory Card) ทีม่ า : www.eastbournecamera.com 8. แบตเตอร(ี่ Battery) แบตเตอร่ี สําหรับกลองดจิ ิตอลกลองดิจิตอลเปนอุปกรณอิเล็กทรอนิกสที่ตองการพลังงาน มากเปนพิเศษ เพราะมีระบบการทางานท่ีซับซอนหลายอยาง โดยเฉพาะจอมอนิเตอรแ บบ LCD ท่ี ตองใช กาลังไฟสูง ผูผลิตกลองจึงมีการออกแบบแบตเตอร่ีใหมีกาลังไฟสูงเพื่อใหใชบันทึกภาพได จํานวนมาก ๆ กลองดจิ ิตอลจานวนมากถูกออกแบบใหใชกบแบตเตอร่ีแพคชนิด ลเิ ธี่ยมไอออน ซึ่งแถมมา ใหพรอมกบเคร่ืองชารจแบตเตอร่ี ขอดีของแบตเตอรี่ชนิดลิเธี่ยม-ไอออนคือ ใชงานไดนานกวา

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 43 และ ชารจไฟใหมไดตลอดเวลา โดยไมมีผลเสียใดๆ แตถาแบตเตอรี่หมดจะไมสามารถใชกลอง ถา ยภาพตอได กลอ งดิจิตอลหลายรนุ ในปจ จบุ ันใชแ บตเตอรี่ชนดิ AA อัลคาไลนแ มวา จะใชง านไดส ะดวกหา ซ้ือแบตเตอร่ีงาย แตก็เปนการส้ินเปลืองมาก ควรใชแบตเตอรี่ชนิดชารจไฟใหมไดแบบ Ni-MH สาํ หรับแบตเตอร่ีชนิดชารจไฟใหมไดทัง้ แบบ Ni-MH และแบบ Li – ion เมอ่ื ซ้ือแบตเตอรมี่ าใหม ควรชารจไฟครั้งแรก 6-8 ชั่วโมง จากน้ันใชงานตามปกตจิ นแบตเตอรี่หมด แลวนามาชารจ ไฟใหม 6-8 ชวั่ โมงอีกครงั้ หลงั จากนัน้ สามารถชารจ ไฟไดตลอดเวลาทตี่ องการ ภาพท่ี 38 ตัวอยา งแบตเตอรลี่ เิ ทยี่ ม(Lithim Li – ion Battery) ทม่ี า : news.pdamobiz.com อุปกรณต า งๆที่ใชในการถายภาพ ณรงค สมพงษ(2539 : 29-32) จาแนกอุปกรณท่ใี ชในการถา ยภาพ มีดังน้ี 1. ทบี่ งั แสง (Lens hood or Lens shade) เปนอปุ กรณท ี่ใชสวมหนา เลนสเ พ่อื ปองกันแสงท่ีไมัตองการจากภายนอกกลอ งท่ีอาจผานเขา ในกลองได จะเปนผลทาํ ใหเ กดิ แสงแฟลร (flare) และยงั ชวยปองกันเลนสจ ากการกระแทกกระเทอื น ภาพที่ 39 ท่บี งั แสง(Lens hood or Lens shade) ทีม่ า : www.fotosynergy.com

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 44 ท่บี ังแสงไดแ บง คณุ สมบัตไิ ว ดงั นี้ 1.1 เลนสฮูดชวยปองกันแสงแดดจา ทําใหภาพมีคุณภาพสูงขึ้น นี่คือประโยชนใชสอยดั้งเดิมของเลนสฮูด เลนสกลองประกอบดวยชิ้นเลนสเวาและเลนส นูนมากมาย โดยชิ้นเลนสราว 10 ชิ้นใชสําหรับเลนสรุนเริ่มตนใชงาน ในขณะที่ประมาณ 20 ชิ้น ใชสําหรับเลนสเกรดสูงเมื่อแสงจา เชน แสงอาทิตยผานเขาสูเลนสระหวางการถายภาพ แสงจะ สะทอนระหวางชิ้นเลนส ซึ่งอาจสงผลใหเกิดปรากฏการณที่ทําใหคุณภาพของภาพดอยลง เชน แสงแฟลรและแสงหลอกเมื่อสวมเลนสฮูด เลนสฮูดจะทําหนาที่เปนที่บังแสง และปดก้ันแสงแดด จาที่เขามาทางมุมของเลนสได เลนสฮูดยังสามารถตัดแสงท่ีเปนอันตรายซึ่งไมจาํ เปนสําหรับเลนส คุณจึงสามารถถายภาพโดยใชเฉพาะความสามารถเดนๆ ของเลนสได ภาพที่ 40 ภาพตัวอยา งเลนสท ไี่ มไ ดสวมใสฮ ูดหรอื ที่บงั แสง ท่มี า: snapshot.canon-asia.com 1.2 เลนสฮดู ชวยปกปอ งเลนสจ ากสงิ่ สกปรกและแรงกระแทก เน่อื งจากเลนสใ นปจจุบันมฟี ง กชั่นการใชงานสูง บางทีเหตผุ ลท่ีสําคัญท่ีสุดในการใชเ ลนสฮูด ก็คือ เพื่อปกปอ งเลนส การใชเลนสฮูดใหผลลัพธค ลายคลึงกบั การใชฟ ลเตอรปอ งกันหนาเลนส ที่ให การปอ งกันเพมิ่ เตมิ ปอ งกนั หนาเลนสไดอ ยา งแทจรงิ คณุ เคยมปี ระสบการณท น่ี า หวาดเสยี วเมอื่ เดินชน ใครบางคนหรอื กระแทกบางอยางขณะกําลงั เดนิ โดยสะพายกลองไวท ่ีไหลหรือไม หากคุณมีเลนสฮ ูด ในเวลาแบบนี้ ถาไมใ ชก รณีท่ีรุนแรงจรงิ ๆ หนาเลนสจะไดรับการปอ งกนั จากความเสยี หายทเี่ กิดขนึ้

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 45 2. แวนกรองแสง หรือฟลเตอร(Filter) คือ ตัวกรอง ซ่ึงหนา ท่หี ลักของ Filter คือการกรองแสง นอกจากน้ี ตวั ฟลเตอร ยังสามารถ ปองกันเลนส จากความช้ืน ฝุน และการกระแทกไดดวย ดังน้ัน สําหรับผูใชงานกลองดิจิตอล โดยเฉพาะกลองดิจติ อล SLR จําเปน อยางยงิ่ ทค่ี ณุ ควรจะมีไวส ักอนั หน่ึง แตเนอื่ งจาก Filter มีหลาย แบบและมีคณุ สมบัตติ า งกนั ดังน้นั เราจงึ ควรเลอื กซอื้ ใหถูกตองดว ยเปนวัสดุโปรงแสงทาดวยกระจก หรือ พลาสติกสตี างๆ ใชสวมหนาเลนสเพ่อื วัตถปุ ระสงคห ลายอยา ง มหี ลากหลายชนดิ ใหเลอื กใชต าม ความตองการอาจแยกไดดังนี้ 1) ฟลเตอรท่ีใชแกค วามผดิ เพย้ี นของสี(Corrections filter) 2) ฟล เตอรช วยเพิม่ -ลด การคอนทราสของภาพขาวดาํ 3) ฟล เตอรตดั แสงบางอยาง 4) ฟล เตอรท ใี่ ชเ พอ่ื ผลพเิ ศษบาง ๆ ภาพท่ี 41 แวน กรองแสง หรอื ฟล เตอร (Filter) ท่มี า: www.adorama.com/alc/a-beginners-guide-to-camera-lens-filters สามารถแยกประเภทของฟล เตอรได ดังน้ี 1) UV Filter ยอมาจาก Ultra Violet Filter คือตัวกรองแสงยูวี ดังนั้น ฟลเตอรชนิดนี้จึง เหมาะสาํ หรบั การถา ยภาพววิ 2) C-PL Filter ยอมาจาก Circular Polarlize Filter คือ ตัวกรองที่ชวยลดหรือตัดแสง สะทอ นในธรรมชาติ ทําใหภ าพมีสีสดและดอู ่ิมตวั มากข้ึน ตัวอยา งเชน ลดแสงสะทอน จากใบไมทโี่ ดน แดน แสงสะทอนจากผิวนํา้ เปนตน สิ่งท่ี C-PL Filter ไมส ามารถทําไดคอื ไมสามารถลดแสงสะทอ น จากโลหะท่มี ลี กั ษระมนั เงาได โดยทวั่ ไป C-PL Filter จะลดแสงได 2 stop

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 46 3) ND Filter ยอมาจาก Natural Density Filter คือ ตัวกรองแสงอีกประเภทหน่ึง ท่ีใช สําหรบั การลดแสงสะทอนเชนกัน เหมาะสาํ หรบั การนําไปใชถ ายกลางแดดจัดๆ ภาพทะเล ภาพน้าํ ตก ทมี่ ีแสงสะทอ นจากนํ้าซงึ่ มีปริมาณมากกวา ภาพทัว่ ไป 4) Skylight Filter เปนฟลเตอรทเ่ี หมาะสาํ หรบั ภาพถายภาพคน portrait เพราะใหส ขี องผิว เน้ือออกอมชมพู สวยงามมากขึน้ นอกจากน้ียังมฟี ลเตอรอีกหลากหลายแบบ เชน ฟลเตอรท่ีชวยใหถา ยภาพแสงเกิดเปนรูป แฉกๆ สาํ หรับถายภาพแสงไฟ แสงพลุ หรอื ฟล เตอรประเภทถายภาพแลว เกิดเปน ฟุง หรอื ทาํ ใหภาพ นมุ นวลมากยง่ิ ข้ึน เปน ตน ภาพที่ 42 ตัวอยา งภาพถา ยทีใ่ สแวน กรองแสง หรือฟล เตอรช นิดตางๆ ทีม่ า: https://www.google.co.th/search?biw=1920&bih=937&tbm=isch&sa=1&ei=:

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 47 3. แฟลชถา ยภาพ (Flash) แฟลช ถือวาเปนอุปกรณท่ีสาํ คัญในการถายภาพอยางหนึ่ง ทําใหสามารถถายภาพไดกวาง มากขนึ้ ปจ จบุ นั จึงมีผูคดิ คนแฟลชตางๆ ออกวางจาํ หนา ยอยางมากมาย รวมไปถึงการจดั ทาํ ใหแ ฟลช อยูติดกับตัวกลอ ง เกือบทุกรนุ ทกุ ย่ีหอ ทําใหผูใชงานใชงานไดส ะดวกและงายขึ้น ผูใชกลองจึงควรมี ความรูพื้นฐานในการเลือกใชแฟลชใหเหมาะสมกับสถานการณ และในสภาพแสงตางๆ ไดอยาง ถกู ตอง ภาพท่ี 43 แฟลชถายภาพ (Flash) ทีม่ า: www.techxcite.com การทาํ งานของไฟแฟลช ไฟแฟลชเปนอุปกรณใหแสงในขณะถายภาพ มีอุณหภูมิสีใกลเคียงกับแสงอาทิตยตอน กลางวัน ทํางานโดยการฉายแสงในชวงเวลาที่สั้นมาก ดังน้ันเราจึงสามารถถายภาพวัตถุท่ีเคล่ือนที่ ดวยความเร็วไดช ัดเจนภายใตแสงจากไฟแฟลชไดเปน อยางดี แฟลชที่เราคนุ เคยกันคือแฟลชทีต่ ิดมา กบั กลอ ง ซึ่งเปนแฟลชท่ีมีขนาดเล็ก กําลงั สองสวางนอยมากมักทํางานไดดีในระยะไมเกิน 3 เมตร จึงเหมาะกับการถายภาพระยะใกล แตถาระยะหางเกิน 5 เมตร มักจะไดภ าพท่ีมืดเกินไป ในกรณีน้ี มักจะใชแฟลชเสริม จะมีกําลังไฟมากนอยก็แลวแตรุน แบงเปน 2 ประเภทคือแฟลชท่ีใชติดกับหัว กลองและไฟใหญท ่ีใชในหอ งถายภาพ แฟลชราคาสูงมกั จะมีอุปกรณแ ลกเปลย่ี นขอมูลกบั กลองไดด วย ทาํ ใหท ่ีไดอ อกมาไดแ สงพอดมี ากกวา กลองท่ตี องตั้งคา เองหรือวัดแสงผานเลนสธรรมดา เนอ่ื งจากต้ัง คา เองจะตองประมาณจากระยะหา งและกําลงั ไฟของแฟลช ซงึ่ มีโอกาสพลาดไดง า ย สว นการวัดแสง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 48 ผานเลนสก็ดีกวา แตก็ยังมีขอเสียบางประการเชน การถายภาพในระยะใกล หากแฟลชฉายแสง ออกไปเต็มกําลัง กลองอาจตั้งคารรู ับแสงเล็กสุดแลว แตก็ยังไดภ าพที่สวางไปอยูด ี เนื่องจากกลองมี ขอจํากัดในการใชความเร็วชัตเตอรสูงสุด จึงไมสามารถลดการรับแสงใหพอดีได สวนแฟลชแบบท่ี สามารถแลกเปล่ียนขอมูลกับกลองไดน้ัน ตัวแฟลชจะรับทราบคาแสงตาง ๆ จากตัวกลอง ทําให แฟลชสามารถเลอื กใชก ําลงั ไฟทเี่ หมาะสมกบั สภาพขณะน้นั ไดเ ปนอยา งดี แตแฟลชท่ีติดอยทู ่ีหัวกลอ ง จะมขี อเสียคือเปนแสงตรง และเปน แสงท่ไี มนุม นวล และกอใหเ กดิ เงาขางหลงั ถา มกี ําแพงอยขู างหลัง ในขณะที่ไฟในหอ งถายภาพ จะวางหา งจากตัวกลอ ง เราสามารถใชข าตั้งกําหนดจุดและความสูงของ แสงได รวมท้ังใชวสั ดุ กรองแสงหรือสะทอ นแสงเพ่อื ใหไดแสงทีน่ ุมนวลไดต ามทต่ี อ งการ การใชแฟลชชว ยในการถายภาพไดดงั นี้ 1.ชวยใหสามารถถายภาพในที่มืด หรือในที่ท่ีแสงสวางไมเพียงพอที่จะบันทึกภาพได เชน หองมดื หรือในเวลากลางคืน อยา งไรก็ตามการใชแฟลชแบบนีต้ อ งทําใจกับแสงสที จ่ี ะเกิดข้ึนในภาพ วา อาจจะไมเ หมอื นกบั ทเี่ ราเหน็ ณ เวลานน้ั ขณะนั้น 2. เมื่อตองการถายภาพในท่ีกลางแจงซึ่งแสงอาทิตยสองมาดานหลัง ทําใหวัตถุเกิดเงาดํา หรอื เรียกอีกอยางวาการถายยอ นแสง เราสามารถเปด แฟลช เพื่อลบเงาดา นหนาบรเิ วณที่เกิดเงาดํา ได ทาํ ใหไดภาพท่ีสวยงาม เหน็ รายละเอยี ดสวยงาม ทงั้ ดานหนา และดานหลงั หรือการถายภาพยอ น แสงในตัวอาคาร กส็ ามารถใชแฟลชเพิม่ ความสวางในสวนท่ีมืดได 3. การถายภาพโดยใชแฟลช จะชวยตรงึ วัตถุใหอยูกับท่ีไดภาพคมชัด ไมพรามัว แมวัตถุนั้น จะเคล่ือนไหวอยูก็ตามเปนอปุ กรณท่ใี หแสงสวาง ชวยในการถายภาพในเวลา กลางคืน หรือในที่ที่มี แสงสวางนอ ย 4. ขาต้ังกลอง(Tripod) เปนอปุ กรณท ่ีใชติดตงั้ กลอ งใหอ ยูนง่ิ ไมส นั ไหว โดยเฉพาะ เมอื่ ถายภาพดว ยความเร็วชตั เตอร ชา กวา 1/60 วนิ าทลี งไป และชัตเตอรB ประเภทของขาตัง้ กลอง 3.1 Monopod คือ ขาต้ังกลองชนิดไดช่ือวา Monopod เพราะมันมีขาเดียว จะมี อปุ กรณเ สริมท่ที ําใหส ามารถตั้งกลอ งได น่ิงขึ้นโดยมือไมต องคอยประคอง แตก ็ไมส ามารถรับน้ําหนัก มากๆ จะเห็นไดวาขาต้ังแบบนี้ทําใหเราถือกลอ งไดนิง่ ข้ึนแตไมเทา tripod อยางแนนอน เพราะเรา ตองประคองกลองอยูตลอดเวลา แต Monopod น้ีไดเปรียบในเรื่องของความคลองตัวเพราะไม จําเปนทจี่ ะตองใชพืน้ ท่มี ากเหมอื น tripod ในการกาง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 49 ภาพท่ี 44 ขาต้ังกลองแบบ Monopod ทีม่ า: www.dhgate.com 3.2 Tripod เปนขาต้ังกลองอีกประเภทนึง มีลักษณะเปนขาย่ืนออกมารับนํ้าหนักดวยกัน ท้ังหมด 3 ขา มีประเภทใหเลอื กดว ยสองรูปแบบคือ แบบที่มแี กนยดึ ระหวางขาแตละกันกบั สวนของ แกนกลาง ซึ่งจะเปนตัวชวยสรางความม่ันคง และแบบขาที่สามารถกางออกไดอยางอิสระ เหมาะ สาํ หรับการจดั วางในพนื้ ท่ีตางระดับไดเ ปนอยา งดี ภาพที่ 45 ขาตัง้ กลองแบบ tripod ทมี่ า: www.dhgate.com

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 50 3.3 กระเปาใสกลอง(Camera bags and cases) กระเปา ใสก ลอ งท่ไี ดม าตรฐาน จะตอ งมี ฟองนาหรือผา บภุ ายใน ปอ งกนั การกระแทกกระเทอื น มชี อ งสาหรบั ใสก ลอง ตลอดจน อปุ กรณต างๆ ท่ีจาํ เปน เพอ่ื ไมใหอุปกรณเหลาน้ีกระทบกนเมอ่ื เวลาเคล่ือนยาย ประเภทของกระเปา กลอ ง 1. กระเปา เป หรือ สะพายหลัง (Backpack bag) มีลักษณะ ทั้งส่ีเหล่ียม สามเหล่ียม ทรงกลม ทรงแข็ง และทรงออน จะใชสะพายกับหลัง หรือ สะพายเฉียงพาดมาดานหนา หรือ ดานหลังคะ วัสดุที่ใชทําเป มีทั้งผา หนังแท หนังเทียม อโลหะ โลหะ ไนลอน ผา ใบคะ ลกั ษณะแบบน้ี เหมาะกบั ใชใ สข องลุยไปไดในหลายๆทค่ี ะ เชน เดนิ ปา ขน้ึ เขา ลงหวย ใสห นงั สือไปเรยี น ใสของไปเท่ียวตางจังหวัด ตางประเทศ ภาพที่ 46 กระเปา กลอ งแบบสะพายหลงั ท่มี า: www.dhgate.com 2. กระเปา คลอ งไหล หรือ สะพายไหล (Shoulder bag) สวนใหญแลว ทรงสะพายนี้จะมีเปน ทรงสเี่ หลยี่ มผนื ผา ความยาวของสาย จะยาวพอใหค ลอง ไหลได ขนาดจะมีตั้งแตขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดกลาง ปจจุบันเพื่อตอบสนองการใชงานมากขึ้น สายสะพายจะสามารถปรับใหคลอ งไหล และสะพายขา งไดใ นสายเดียว หรือ มสี ายมาใหเปล่ียนหลาย สาย เหมาะทงั้ ออกงาน และไปเท่ียว

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 51 ภาพที่ 47 กระเปา กลองแบบสะพายไหล ที่มา: www.ilovetogo.com 3. กระเปา ลอ ลาก(Hard Case Camera) เปน กระเปาใสก ลอ งสําหรบั ชา งภาพมืออาชีพ มี อุปกรณกลองและเลนสจํานวนเยอะ สามารถใสไดครบทั้งกลอง โนตบุค หรืออุปกรณเสริมอื่นๆ ตอ งการการ ปองกันอุปกรณ. ภาพท่ี 48 กระเปา กลอ งแบบลอลาก ทม่ี า: www.ilovetogo.com เม่ือไดรูถึงระบบการทํางานของอุปกรณในการถายภาพเบื้องตนแลวส่ิงท่ีจําเปนสําหรับ การถายภาพน้ันคือ การดูแลรักษาอุปกรณที่ใชในการถายภาพ เพราะอุปกรณเหลาน้ี เปนสิ่งที่มี ความละเอยี ดออ น ซึง่ หากไมมีการดูแลอยางใกลช ดิ แลว อปุ กรณถา ยภาพอาจจะเกิดการเสียหายได

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 52 การเกบ็ กลอ งและเลนส หลงั จากการนาํ กลองออกใชง านในสภาพความชืน้ สูง เชน บริเวณน้าํ ตก หรือถกู ความชนื้ จาก เมฆหมอกเม่อื รอถายทะเลหมอก หลังจากจบการเดินทางแลวใหทาํ ใหกลองและเลนสแหงกอนท่ีจะ เก็บเขาที่เก็บ โดยใหกลองถูกแสงแดดบาง ใหเหมือนกันการถูกแสงแดดขณะใชงาน จุดประสงค เพื่อใหแสงแดดสองผานเลนสบาง เพื่อไลความชื้นออกจากผิวเลนสและภายในกระบอกเลนส แตอ ยาวางกลองตากแดดโดยตรง เพราะอาจจะรอนเกนิ ไปทําใหยางในบางจดุ ของกลองเส่อื มสภาพ หรอื เสียหายได กลองถายภาพ เปนเครื่องมือท่ีสําคัญของนักถายภาพ ประกอบดวยกลไกอันละเอียดออน โดยเฉพาะกลองถายภาพระบบอเิ ลก็ ทรอนิคสน กั ถายภาพนอกจากจะใชกลอ งเปนและถูกตอ งแลว ยัง ควรรูจกั การดูแลบาํ รุงรกั ษาเพอ่ื ใหก ารใชง านไดประสิทธภิ าพในระยะยาวนานยิ่งขนึ้ ปกติเวลาท่ี เรา ไปซ้ือกลองเราจะไดร บั คมู ือ ซ่ึงจะใหคาแนะนาตางๆ อยูแลว ผูใชกลองถายภาพควรปฏิบตั ิตาม โดย เครง ครดั ซงึ่ มขี อควรปฏิบัติดงั นี้ 1. หากไมใชกลองถายภาพ ควรใชฝาครอบกลอง และเก็บไวในกระเปาหนังหุมกลองหรือ เก็บไวในกระเปากลองท่ีมีฟองนาบุไวเปนชองๆ สาหรับแยกอุปกรณเปนสวนๆ เพื่อชวยปองกัน การกระแทกกระเทือน เน่อื งจากชางภาพมกี ลอ งและอปุ กรณหลายอยาง หากกลองถูกกระแทกแรงๆ อาจทาํ ใหเลนสชตั เตอรห รอื กลไกสวนอนื่ ๆ เคลอ่ื นไดเวลาถา ยควรใชส ายสะพายคลอ งคอไวเ สมอ 2. ควรเก็บกลองและอุปกรณไวในที่เย็น แหงและสะอาดเสมอ ไมควรเก็บกลองถายภาพ ไวในทีๆ่ มอี ากาศรอ นหรอื ชนื้ เชน ในรถยนตห รอื ในตูเสื้อผา เพราะความรอนจะทาใหนา มันหลอ ลื่น ในกลองละลายและแหง เลนสเส่ือมคุณภาพ ความรอนมีผลตอฟลมที่อยูในกลองทาใหฟลมเสื่อม คุณภาพ และความชื้นอาจทาใหเลนสข้ึนรา ควรวางสารดูดความชื้นเชน ถุงซิลิกาเจล(Silica gel) ไวในกระเปา กลอ งตลอดเวลาเพื่อดูดความชื้น ปองกนเชื้อราท่ีอาจเกดิ ขึน้ ได 3. ควรตรวจสอบกลองของทาน และทาความสะอาดกลองหลงั ใชงานทกุ ครง้ั อยางสมาํ่ เสมอ โดยเฉพาะอยางยิ่งการถายภาพท่ีชายทะเล ใหระมัดระวังทรายเขาในกลองขณะใสหรือถอดฟลม เพราะ หากทรายเขาในกลองไดแ ลวจะขีดขวนฟล ม เปน รอย และพยายามอยาใหกลอ งถา ยภาพถกู น้ํา หรอื ไอนํ้า โดยเฉพาะนา เคม็ ซ่ึงจะเปน อนั ตรายตอกลอ งถายภาพมาก สว นทเี่ ปน โลหะอาจเปนสนมิ ได 4. ระวังอยาใหมอื ทมี่ เี หงือ่ ถูกหนาเลนสหรอื ชองเล็งภาพ หากเลนสสกปรก ควรทําความ สะอาดเลนส และตัวกลอง ดวยชุดอุปกรณสําหรับทําความสะอาดเลนสโดยเฉพาะเน่ืองจากเลนส เปนสวนประกอบของกลองท่ีบอบบางที่สุด ประกอบดวยช้ินแกวหลายชิ้นที่ผนึกติดกนไวผิวหนา เคลอื บ ดวยสารกนั แสงสะทอน แมแตผ งก็อาจทาใหเ กดิ รอยขีดขวนท่ีผวิ เลนสไ ดเวลาทําความสะอาด เลนสจ ึง ควรใชลกู ยางเปาลมใชแปรงขนออนปดและเปาฝุนละอองท่ีตดิ อยูบนผิวเลนสออกเสียกอ น แลวจึงใช กระดาษเช็ดเลนสเ ช็ดอกี ครงั้ ถา หากเลนสสกปรกมากเชน มีรอยนิ้วมือเปอน ควรใชน ายา สาหรับ ลางเลนส(Lens cleaning solvent) หยดลงบนกระดาษเช็ดเลนส1-2 หยด แลวเช็ดท่ีผิว เลนสโ ดยเชด็ วนไปทางเดียวแตเบาๆ ไมใ ชว ธิ ถี ไู ปถมู า หา มใชป ากเปา หรอื ใชผาเชด็ หนากระดาษอ่นื ๆ

53 เช็ดเลนสเปนอันขาด อยางไรกตามไมควรเช็ดเลนสบอยๆ เพราะอาจทําใหสารท่ีเคลือบเลนสห ลุด ออกได สวนการทาความสะอาดตัวกลอง ควรใชลูกยางเปาลมปดฝุนละอองท่ีอยูตามซอกมุมตางๆ ออกใหห มด 5. เวลาถอดเปล่ียนเลนสหรอื ตง้ั กลองบนขาตั้งกลอง อยา รบี รอน หากใสไมเขา อยาฝนอาจ ทาใหเ กลียวหรือเข้ยี วเสยี หายได 6. เพื่อปองกันอันตรายท่ีจะเกิดข้ึนกบตัวเลนส ควรสวมฟลเตอรUV filter หรื อ Skylight filter ไวตลอดเวลา เพราะนอกจากจะใหผลทางดานการกรองแสงอัลตราไวโอเลตแลว ยังสามารถ ปองกนั เลนสจากฝุนละออง และความสกปรกตา ง ๆ ไดอ ีกดว ย 7. กลองถายภาพท่ีตองใชแบตเตอรี่ หากไมไดใชกลองถายภาพนานๆ ควรเอาแบตเตอร่ี ออกกอน เวลาใสแบตเตอรีต่ องระวังอยาใสขวั้ ผิด 8. อยา พยายามซ่อมกลองถายภาพดวยตวั เอง กลองถายภาพจะประกอบไปดวยชิน้ สวน เล็กๆ และวงจรควบคุมกลไกตางๆ ที่ละเอียดซับซอนมาก หากมีสวนหนึ่งสวนใดของกลองชํารุด ขัดของ ควรสงใหช า งผชู านาญทเี่ ช่อื ถือไดต รวจซอมให ในการเรียนสอนการถายภาพพื้นฐานบทนี้จะพูดถึงระบบและหลักการทํางานของอุปกรณ ตา ง ๆ ในการถายภาพวามอี ะไรบา ง และวิธีการดูแลรกั ษา เพอื่ ใหผ เู รยี นไดเขาใจหลกั การทาํ งานและ กลไกในการทํางานของกลองถายภาพและอุปกรณตาง เพื่อนําเอาองคความรูไปใชในทางปฏิบัติใน การเรียนการสอนในบทตอไป แบบฝกหดั จงตอบคําถามตอไปนี้ 1. ประเภทของกลองถายภาพมีกอ่ี ยา งอะไรบาง 2. อธบิ ายความแตกตา งของกลอ งถา ยภาพต้ังแตอดีตจนถงึ ปจจุบันวา มีบริบทอยา งไร 3. เคร่ืองมอื ท่ีใชรวมกบั กลองถา ยภาพในการสรางสรรคงานมกี อี่ ยา งอะไรบาง 4. การดูแลรกั ษากลองถา ยภาพและอปุ กรณอยา งไร 5. ขอ ควรระวังในการใชกลองถา ยภาพและเครอื่ งมอื คอื อะไร มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

54 เอกสารอา งอิง กองบรรณาธิการ. 2546. เกรด็ ความรเู กย วกบกลองดจิ ิตอล. อางจากExposure. ป ท่1ี 1 ฉบับท1ี่ 26 สิงหาคม2546. กองบรรณาธิการ. 2546. อปุ กรณเสรมิ สำหรบั ผูใชกลอ .งดิจติ อลอางจากExposure. ป ท่1ี 1 ฉบับท1่ี 26 กันยายน 2546. ณฐั พงศฐ ติ มิ านะกลุ และรักษศักด์ิ สทิ ธวิ ไิ ล. 2550 กลอ งดจิ ิตอล.กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั เสรมิ วิทย อินฟอรเ มชนั่ เทคโนโลยี ณรงค สมพงษ. 2539. หลักการถายรปู . พิมพครั้งท7่ี . นครปฐม: ฝา ยพฒั นาสอ่ื การสงเสรมิ สำนกั สงเสรมิ และฝก อบรม มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. ประหยัด จิระวรพงศ. (2522). เทคโนโลยที างการถายภาพ. กรงุ เทพฯ : อักษรวฒั นา นายขวนขวาย. (2543). ไขปญหาการถายภาพ. กรงุ เทพฯ : Photo & File ไพโรจน เบาใจ. (2525) การถา ยภาพเบอ้ื งตน .กรงุ เทพฯ:ภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา มศว. ประสานมติ ร ศักดา ศริ ิพันธ.ุ (2523). เทคนิคและศลิ ปะการถายภาพ. กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ สุมิตรา ขนั ตยาลงกต. (2552). ทฤษฎีการถา ยภาพ. กรงุ เทพฯ : ประยรู วงศ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง แผนบรหิ ารการสอนประจําบทท่ี 3 1. เนื้อหาประจาํ บท บทที่ 3 หลกั การถายภาพ แสงในการถา ยภาพ การวัดแสง ความเร็วชัตเตอร การใชร รู ับแสง ความไวแสง (ISO) ความสมั พนั ธข องความเรว็ ชตั เตอรรรู บั แสงและความไวแสง ทางยาวโฟกสั 2. วตั ถุประสงคเ ชิงพฤตกิ รรม เม่ือผเู รยี นเรียนจบบทน้ีแลว จะสามารถ 1. ผูเรียนสามารถอธบิ ายหลักการถา ยภาพได 2. ผูเรยี นสามารถอธบิ ายแสงในการถายภาพได 3. ผูเรียนสามารถเกดิ ทักษะในการใชหลักการในการถา ยภาพในการถายภาพได 4. ผเู รียนสามารถเกดิ ทกั ษะในใชความสมั พันธของความเรว็ ชตั เตอรร รู ับแสงและความไวแสง 5. ผเู รียนสามารถเกดิ ทกั ษะในการวดั แสงในการถายภาพได 6. ผูเรียนมที ัศนคตทิ ่ดี ีตอการใชหลกั การถายภาพในการถา ยภาพได 3. วธิ ีสอนและกิจกรรมการเรยี นการสอนประจําบท 1. ผเู รียนไดรับการบรรยายจากผูสอนศึกษาจากเอกสารประกอบการสอน ซักถามปญหาขอ สงสัย จดบนั ทกึ ยอ 2. ผูสอนอภิปรายรว มกับผูเรยี นเก่ียวกบั สาระสําคญั ทัง้ 5 หวั ขอ 3. ผูเรียนคนควาเพิ่มเติมแลวสรุปองคความรูเกี่ยวกับขอปฏิบัติในการใชงานวัสดุ อุปกรณ เครอื่ งมือตา งๆ ทใี่ ชในการทาํ ภาพพมิ พ 4. ผูสอนและผเู รียนรว มกนั ปฏิบตั อิ งคความรูและสาระสําคัญของบทเรียน 5. ผเู รียนลงมอื ปฏบิ ตั ิ 4. สอื่ การเรียนการสอน 1. Power Point ประกอบการสอน 2. เอกสารประกอบการสอนและตาํ ราประกอบการอา น

56 5. การวดั และประเมินผล 1. สังเกตความตัง้ ใจ 2. สังเกตการปฏบิ ัตงิ าน 3. จากการรวมอธิปราย แสดงความคดิ เหน็ ของนกั ศกึ ษา 4. จากการลงมือปฏิบัตติ ามหลกั การ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 57 บทที่ 3 หลกั การถายภาพ ในการถายภาพตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน เครื่องมือที่ใชในการถายภาพมีพัฒนาการใน เทคโนโลยีขึ้นอยางมากมาย ตั้งแตกลองถายภาพ จนไปถึงอุปกรณถา ยภาพ เชน แฟลช ขาต้ังกลอง อนื่ ๆจากระบบฟล มจนไปถงึ ระบบของดิจิตอลในทุกวนั นี้ แตส่ิงทสี่ ําคัญที่สุดคอื หลักการถายภาพลว น แลวแตยังใชวิธีการ ข้ันตอนตางๆเดียวกันกับอดีตแตเปลี่ยนแปลงพัฒนามาตามความทันสมัยของ อปุ กรณ สําหรับหลักการการถา ยภาพนั้น หากจะกลา วตามหลักการในทางทฤษฎีจนไปถงึ การปฏิบัตกิ ็ ตอ งมอี งคป ระกอบของหลกั การถายภาพตางๆ ดังนี้ แสงทีใ่ ชใ นการถายภาพ แสงในการถายภาพจะใชระบบการรับแสงแตกตางจากสายตาของมนุษยน่ันคือการรับแสง ของกลอ งถา ยภาพจะไมส ามารถหรตี่ ัวเองใหเ ขากับสภาวะแสงทมี่ ืดเหมือนสายตามนษุ ย หากจะกลาว อยางงายๆคือ หากแสงท่ีมืดกลองก็ไมสามารถถายภาพได ดั้งน้ัน แสงเปนส่ิงสําคัญสําหรับการ ถายภาพ แตผ ถู า ยภาพจะตอ งหาแสงทีพ่ อเหมาะสาํ หรบั กลอ งชนิดนั้นๆหรือใชอปุ กรณตา งๆท่ใี ชส รา ง แสงในการถา ยภาพ ดังทบี่ ทน้จี ะกลาวไวตามองคความรูและขอปฏบิ ัติตา ง ๆ ชนิดของแสง แสงทีใ่ ชใ นการถา ยภาพมี 2 ชนิดคือ แสงนุมและแสงแขง็ ณัฐพงศ ฐิติมานะกุล และรักษศักด์ิ สิทธิวิไล (2550 : 144-145) แสงเปนวัตถุดิบของ งานถายภาพทุกประเภท คุณภาพของแสง ตลอดจนทิศทางของแสงจึงมีผลโดยตรงตอภาพท่ีได ดงั น้ันนอกจากองคประกอบที่ดีแลว ส่ิงหน่ึงที่จะชว ยเสริมใหภาพดูดีข้ึนไดคือ การรูจักเลือกใชแสง ในการถายภาพตามสถานการณตางๆ น่นั เอง แสงนมุ (Soft lighting) แสงนุม คือ ในสภาพทองฟาปดมีเมฆมากแสงบางสวนจะถูกกรองโดยกอ นเมฆใน ช้ันบรรยากาศจะไดสภาพแสงที่นุมนวลใหความเปรียบตางของภาพตํ่าและเก็บรายละเอียด ของพื้นผวิ ไดด ีแสงนมุ จงึ เหมาะมากสำหรับการถายภาพบคุ คล แสงแข็ง(Hard lighting) แสงทเ่ี กดิ จากแหลง กาํ เนดิ แสงผานมาทว่ี ัตถุโดยตรง ท้งั แสงทีเ่ กิดจากธรรมชาติ คอื พระอาทติ ย ท่ีเกิดในชว งเท่ยี งหรือบายหรือเกิดจากการใชแ ฟลชยิงเขาไปตรงๆสภาพแสงเชนนใ้ี หค วามเปรยี บตาง ระหวา งบริเวณท่ีถูกแสงและบริเวณเงาเหมาะกับ การถา ยภาพท่ีเนนโครงสรางรูปทรง เชน การถา ยภาพสถาปตยกรรม ภาพววิ ทวิ ทศั น เปนตน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 58 แสงจึงเปนส่ิงทส่ี ําคัญสําหรับการถายภาพ เมื่อมีแสงแลว ผูถา ยควรมีการปรับกลองเพ่อื ใชแสง ตามความเหมาะสมในการถายภาพชนิดตางๆเพ่ือกําหนดใหแสงท่ีมีอยูนั้นมีความพอดีกับสิ่งท่ีเรา ตอ งการจะถาย เพื่อใหภาพถายเกิดความสวยงามตามท่ีชา งภาพตอ งการ ดงั น้นั ผูถ า ยภาพควรมีการต้งั คาของแสงทผ่ี านแหลง กําเนิดแสงมายังวัตถุ หรือเรยี กวาขนั้ ตอนของการวดั แสง การวดั แสง การวัดแสงคือกระบวนการการตรวจสอบการถายภาพวามีความสวางมากนอยเพียงใด โดยระบบการวดั แสงของกลองดจิ ติ อลจะนําคาแสงของจุดท่เี ราวัดแสงไปเปรยี บเทยี บกับคาเทา 18% หลังจากนนั้ กลอ งจะคํานวณวา จะตองต้งั คา เทา ใด จงึ จะไดภ าพแสงท่ีเหมาะสมแลวจะรูไดย งั ไงวา แสง จะพอด่ีไมสวางหรือมืดเกินไปหรือจะรูไดยังไงวาปรับรูรับแสงขนาดเทาน้ีแลวตองปรับความเร็ว ชัตเตอรเทาไหรการเลือกขนาดของรูรบั แสงและความเร็วชัตเตอรท่ีเหมาะสมกับสภาพแสงท่ีกําลัง จะถา ยภาพก็คอื การวดั แสง นนั่ เอง หากกลองอยใู นโหมดกึ่งอัตโนมัติ เชน P หรอื หมวดปรับรูรับแสง Aหรือ ความเร็วชตั เตอร S กลองจะทําการเลือกคา ที่เหลือทเ่ี หมาะสม ใหอัตโนมัติ แตหากอยใู นโหมด Manual กลอ งจะมมี าตรวดั แสงใหว า คาทีต่ ง้ั ทําใหภาพมืดหรอื สวางเกินไปหรือไม ในกลอ งระบบเกา ซึ่งไมม ีระบบวัดแสงอัตโนมตั ิและไมม ีการแสดงรายละเอียดเปน ตัวเลขหรือขอ มลู ของผลการวดั แสง นักถายภาพจะตอ งปรบั รูรบั แสงและความเร็วชัตเตอรเ อง จนกระทั่งไดค ารรู บั แสง/ความเรว็ ชัตเตอรค ู หนึง่ ซึ่งเปดใหแ สงผา นเขาสูฟล ม หรอื เซลรบั แสงในกลอ งดจิ ติ อล ไดพ อดกี ับคาแสงทีเ่ ครอ่ื งวัดแสงอา น คาไดกลองก็จะใชเคร่ืองแสดงผลบอกใหผูใชทราบวา คาที่ ปรับต้ังน้ันเปนคาแสงท่ีทาใหฟลมหรือ เซลรับแสงไดแสงพอดี (สุรเดช วงศสินหลัง. 2544 : 25-30) สามารถจัดแบงระบบวัดแสงในกลอง ถา ยภาพเปน 3 ลกั ษณะ ตามพน้ื ทใี่ นการคํานวณแสงดังน้ี (วรี นจิ ทรรทรานนท. 2549 : 57-60) ระบบวัดแสงแบบเฉล่ียพ้ืนท่ีท้ังภาพ (Metrix Metering, Evaluative Zone Metering) ระบบแบบนี้จะเอาพ้ืนท่ีทัวทั่วท้ังภาพมาแบงออกเปนพื้นที่ยอ ยๆ หลายๆ พ้ืนท่ีเพื่อนำเอา คาแสงแตล ะพื้นทีไ่ ปวเิ คราะหเ ปรียบเทยี บกับฐานขอมูลในตวั กลอ ง ร ะ บ บ วั ด แ ส ง แ บ บ เฉ ล่ี ย ห นั ก ก ล า ง ภ า พ (Center Weighted Average) ระบบวดั แสงแบบนี้จะเนนความสาคัญของพ้ืนทบ่ี ริเวณตรงกลางภาพมากกวาพื่นที่รอบๆแตก็ยังเปน แบบเฉลี่ยอยู เหมาะสาหรับการวัดแสงภาพท่ีมีวัตถุหลักขนาดใหญอยูตรงบริเวณ กลางภาพ จะชว ยใหการคำนวณหาคา แสงมคี วามถกู ตองมากยง่ิ ขึน้

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 59 ภาพท่ี 48 การทํางานของระบบวดั แสงแบบเฉลี่ยหนกั กลางภาพ (Center Weighted Average) ทม่ี า : www.photographyobsessed.com ระบบวัดแสงแบบเฉพาะจดุ (Spot Metering) ระบบวัดแสงแบบน้ีจะไมเฉลย่ี คา กบั พ้ืนที่อ่ืนๆ แตจะเอาพ้ืนท่ีเฉพาะจุดตรงกลางภาพมาคานวณคาแสงเทาน้ัน แมวา ในปจจุบันกลองถายภาพ จะมีระบบบันทึกภาพแบบอัตโนมัติซ่ึงผูใชอาจจะถายภาพไดทันทีโดยไม ตองปรับต้ังอะไรเลย เพราะเครื่องวดั แสงภายในตัวกลอ งจะอานคา แสงหรอื ความสวาง ของแสงท่ีผา นเลนสเขามา แลว ทํา การวิเคราะหเลือกคาการเปดรับ แสง (รูรับ แสง/ความเร็วชัตเตอร) ซึ่งเป นคาที่ พ อดี เพื่อใชสาหรับถายภาพไดทันทีแตการเริ่มตนฝกหัดสาหรับนักถายภาพผูเร่ิมตนควรจะเริ่มตนฝกหัด จากระ บ บ บั น ทึ ก ภ าพ แ บ บ แ ม น น วล (M ) ซึ่ งผู ใชจ ะต อ งป รับ รูรับ แ ส งแ ละ ความ เร็ว ชัตเตอรด ว ยตนเองเสยี กอน เพอื่ ใหเ กิดความเขา ใจในเร่อื งของหลักการถายภาพ ภาพที่ 49 การทํางานของระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด (Spot Metering) ทม่ี า : www.photographyobsessed.com

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 60 นอกเหนือจากองคประกอบการวัดแสงขางตนแลวการท่ีจะถายภาพไดดีนั้นชางภาพ จะตอ งเขาใจหลกั การพ้นื ฐานในการถายภาพทส่ี าคัญอีก 3 ประการคือ 1. ความเร็วชตั เตอร(Shutter speed) ชัตเตอรเปนสวนสำคัญ อยา งหนึ่งท่ีใชในการควบคุมปริมาณของแสงโดยชัตเตอรจะทํา หนาท่ีเปดและปดใหแสงผานเขาไปกระทบกบั ฟลม ตามชวงระยะเวลาที่กำหนดหรือปรับต้ังเอาไว ลักษณะของชัตเตอรแบงเปน 2 ประเภท คือ ชัตเตอรไดอะแฟรม หรือ ชัตเตอรระหวา งเลนส (Diaphragm Shutter or Between Lens) หรือบางคร้ังเรียกวา ชัตเตอรกลีบ (Leaf Shutter) ชัตเตอรแบบน้ีท ำดวยกลีบโลหะเรียงซอนกนั อยูต ิดกับไดอะแฟรมในกระบอกเลนส มีรูปรา งเหมอื นไดอะแฟรมของรรู ับแสงจึงเรยี กวา เตอรไ ดอะแฟรมคือจะเปนกลบี ซอนทับกนั หลายๆ ชั้น และเน่ื องจากติดตั้งอยูใน กระบ อกเลน สบางคร้ังจึงเรียกวา ชัตเตอรระหวางเลน ส เม่ื อ ก ด ปุ ม ล ่นั ชั ต เต อ ร ม า น ชั ต เต อ ร จ ะ เป ด อ อ ก จ น ก ว า ง สุ ด ให แ ส ง ผ า น เข า ไป และปด ตามเวลาทปี่ รบั ตง้ั ไวชัตเตอรแบบนมี้ ักพบในกลองแบบดิจติ อล หรือRange finder ภาพท่ี 50 การทํางานของความเร็วชตั เตอร ทีม่ า : www.photographyobsessed.com สําหรับกลอ งภาพนงิ่ เมือ่ กดปุมชตั เตอรเพอ่ื ถา ยภาพ มานชตั เตอรก็จะเปดใหแสง (คอื ภาพท่ี จะถาย) ผานเขาไปกระทบฟลมหรือเซนเซอรรับภาพ และปดตามเวลาที่กําหนดไว เราเรียกวา ความเร็วชตั เตอร คือชว งเวลาในการที่มานชัตเตอรเปดรับแสงแลวปด ความเร็วชัตเตอรเปนตัวเลข กําหนดความเรว็ มหี นวยนับเปนวนิ าที บนปมุ หมุนแสดงความไวชตั เตอร ตวั เลข มักจะเริม่ จาก 1 2 4 8 15 30 60 125 250 500 1000 (ตัวเลขเพิ่มขึ้นเปนจํานวนประมาณ 2 คูณ) แตใหเขาใจวา

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 61 ตวั เลขนนั้ เศษสวน เชน 2 คือ 1/2 วินาที 4 คือ 1/4 วินาที ดงั นั้นตวั เลขจงึ หมายถึง 1 1/2 1/4 1/8 1/15 1/30 1/60 1/125 1/250 1/500 1/1000 ส วน T นั้ น ชั ต เต อ ร จ ะ เป ด ค า งไว เม่ือกดปุมชัตเตอร โดยสามารถถอนน้ิวมือไดเลยจนกระทังเรากดปุมชัตเตอร เปนคร้ังท่ี2 ชัตเตอรจ งึ จะปดตัวลง ภาพความเรว็ ชัตเตอรส งู ในภาพยนตรเรามักตั้งคาความเร็วกลองไวท่ีมาตรฐานคือ 24 เฟรม/วินาที(ภาพปกติ ไมใชslow motion หรือ fast motion) คือใน 1 วินาที มีการเปดรับแสงแลวปด 24 ครั้ง น่ันหมายถึงชวงเวลาเฉพาะที่มานชัตเตอรเปดแตละเฟรม คือ 1/48 วินาที ในการถายภาพSlow motion จงึ มกี ารตัง้ ความเร็วกลองเพิ่ม เชน 120 เฟรม/วนิ าที เมอ่ื นาํ มาฉายดว ยความเรว็ 24 เฟรม/ วินาที จงึ เปนการยืดแอคชั่นนั้นใหยาวนานกวา ความเปน จรงิ แตใ นบางครั้ง การถายภาพยนตรกเ็ พ่ิม ความเร็วชัตเตอร โดยท่ียงั บันทึกท่ี 24 เฟรม ตอวินาที เปนผลทําใหภาพที่เคล่ือนไหวในแตละเฟรม หยุดนิ่ง คมชัดกวาปกติ ความเร็วชัตเตอรคือการตั้งคากลองใชจับภาพท่ีเคล่ือนไหวใหนิ่ง แตก็ ผลกระทบเหมือนกันคือเมื่อความเร็วชัตเตอรเราเพิ่มขึ้น แสงจะเขากลองนอยลง เพราะงั้นการใช ความเร็วชตั เตอรทสี่ ูงควรใชใ นสถานที่ ทอ่ี ยูก ลางแจง มีแสงมาก เพ่อื จะไดไ มตอ งเพม่ิ ISOแต Speed Shutter ท่ีชาลงจะทําใหเราเก็บแสงไดมากขึ้น และก็เปนอีกเทคนิคหนึ่งที่เราใชในการลากแสงไฟ น่นั เองดงั นั้นการจะใชชัตเตอรเ ทา ไหรนนั้ ไมมีกฎตายตวั นะ อยูก ับวา เราอยากไดภาพแบบไหน ภาพที่ 51 การทํางานของความเร็วชตั เตอร ทีม่ า : www.photographyobsessed.com

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 62 2. รูรับแสง (Aperture) รูรับแสง คือการเปดมานรูรับแสง ซ่ึงไดรับการควบคุมขนาดไวดวยกลไกภายในกลอง ถายภาพ เพ่ือควบคุมปริมาณแสงที่จะผานเขาเซนเซอรร ับภาพ โดยมีลักษณะดังนี้ (เลเซอรกราฟฟ 82ค จาก ม.ป.ป. : 65) การควบคมุ ขนาดรูรบั แสง เราสามารถควบคมุ ขนาดของรูรบั แสงได โดยใชปุมควบคุมขนาดรรู บั แสง ซ่งึ อยูบนวงแหวน ตัวเลนสหรือปุมท่ีใชควบคุมโหมดรูรบั แสง คาตางๆ ท่ีพิมพไวบนวงแหวนควบคุมรูรับแสง เรียกวา คา เอฟ/สตอป (F/Stop) หรือเอฟนัมเบอร (F number) ระบบควบคุมขนาดรูรับแสงนี้เปนฟงคช่ัน ที่ จ ะ ค ว บ คุ ม ป ริ ม า ณ แ ส ง ที่ จ ะ ผ า น เ ข า สู ก ล อ ง ถ า ย ภ า พ ใ ห เ ห ม า ะ ส ม โดยการปรับขนาดของชองทใี่ หแ สงผา นดวยไดอะแฟรม ซง่ึ ตดิ ต้ังอยูในเลนสในระบบกลองฟลม หรือ บนปมุ ฟงคช นั่ บนตข1.ัวนกาลดอขงอดงิจริตูรอับลแสง การตั้งคา รูรบั แสงหรือ F/Stop สูงข้นึ เทา ใด ขนาดของรรู บั แสงจะเล็กลงเทานั้น ท่เี ปนเชนน้ี เนื่องมาจากการท่ีคา F/Stop คือ สัดสวนระหวางเสนผาศูนยกลางของขนาดรูรับแสงและขนาด ความยาวโฟกสั ของเลนสตัวอยาง เชน F/16 หมายถงึ เสน ผาศนู ยก ลางของรรู บั แสงมีคาคิดเปน 1/16 ของ ความยาวโฟกัสของเลนสและ F/2 หมายถงึ ขนาดรรู ับแสงท่มี คี าคิดเปน ½ ของความยาวโฟกัส ของเลนส เปนตน Photo & Life. Vol. 11 No. 121 Apr. 2003. หนา 129 และ Photo & Life. Vol. 14 No. 159 August 2006. หนา88 ระบุไววา คาเอฟนัมเบอร (F number) สามารถ คํานวณไดจากสูตร F number = f/D เม่ือ D = เสนผาศูนยกลางของเลนส (ในกรณีของเลนสชิ้น เดียว) และ f = ทางยาวโฟกัสของเลนส อาจเขียนสัญลักษณได3แบบ คือ แบบท่ี1) เขียนเปน F = 1.4 ใชอักษร F ตัวพิมพใหญแ บบที2่ ) เขียนเปน อัตราสว นตอ ทางยาวโฟกัส (f) เชน f/1.4 ท่ีใช ตัวอักษร f เปนตัวพิมพเล็ก เพราะ f ในทีนี้ หมายถึงทางยาวโฟกัส หรือ แบบท่ี3) เขียนเปน อตั ราสวนเทียบเทากับ 1 เชน 1 : 1.4 ตามดวยคาทางยาวโฟกัสของเลนสน้ัน ๆ เชน f = 50 mm. สวนคา Aperture value เปนคาในการปรับปรมิ าณแสงท่ีผานเลนสมาที่ฟลม หรือเซน็ เซอรรับแสง ในกลองดจิ ิตอลโดยกาํ หนดใหเ ปน คา ตัวเลข อนุกรมเรขาคณิต (Geometrical series) ท่มี คี า ตา งกัน ทีละ Square Root 2 จึงไดตัวเลขเปน1.0น , 1.4 , 2.0 , 2.8 , 4.0 , 5.6 , 8.0 ,16 , 32 , …. ซ่งึ บอกสเกลบนเลนสเปน f/1น.4 , f/2.0 f/2.8 อยา งไรก็ตามอาจมีคา เปน ตวั เลขท่ีตา งไปจากนี้ เชน 1.8 , 2.5 , 3.5 ไดบา ง นอกจากนีย้ ังมคี าเอฟสตอป (f-stop) ซึ่งก็คือ คา Aperture value นั่นเอง คาํ วา สตอป แปลวา หยดุ เพราะตอ งการหยุดคา รูรับแสงใหเ ปนทีละข้ัน เพื่อปรบั ขนาดของรรู ับแสง ใหเ ลก็ ลงหรอื โตขึ้นเปน ทีละขัน้ ใหกลองไดร บั แสงทพ่ี อดีกับสภาพแสงสมั พันธกบความเร็วชตั เตอรแ ละ ความไวแสงของฟลมทีเ่ ลอื กใช

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 63 สรปุ ขอ แตกตา งของ F number f-stop และ Aperture value ไดด ังนี้ F number จะใชบ อกคา ความสวางของเลนสในเชงิ เปรยี บเทียบระหวางเลนสที่มีขนาดทาง ยาว โฟกสั เดียวกัน หรอื ทางยาวโฟกสั ตา งกัน Av- Aperture value คอื คารูรับแสงที่ใชป รบั มานรบั แสง f-stop คือ คารูรับแสงท่ีปรับข้ึนลงทีละข้ันโดยวงแหวนบนกระบอกเลนส ในกลองรุน ปจ จุบัน มีการปรับขนาดรูรบั แสงดว ยสญั ญาณแมเ หลก็ ไฟฟา อาจทาํ ใหข นาดของรูรับแสงเพิ่มลดทลี ะ 1/3 จากคาเดิม แทนท่ีจะเปน 1 เทา หรือ ½ เทาก็ไดเราจึงเห็นคา f-stop เปนตัวเลขอื่นๆ ได เชน f/2.5 , f/3.0 , f/3.2 เปนตน การกําหนดรรู บั แสง เปน สิ่งท่ีตองปฏิบัติควบคูกับการกาํ หนดความเร็วชัตเตอรเ พราะเปนตัวกําหนดปรมิ าณของ แสงท่ีมากระทบกับฟลมหรือเซนเซอรกลองในระบบดิจิตอล ซ่ึงจะมากหรือนอยข้นึ อยูกับขนาดของ รรู ับแสง โดยมีการกาํ หนดคา ตง้ั แตกวางสุดจนถึงแคบสดุ แทนคาเปนตัวเลขยิงตัวเลขมากเทาใดรูรับแสงยงิ แคบลงวธิ กี าร เพิม่ หรอื ลดรูรับแสงนั้น ขึน้ อยกู ับสภาพแสง คา ความไวแสงของฟล ม และความเรว็ ชตั เตอรเ ปนสําคญั ยิ่งเปด รูรับแสงแคบเทาใดตอ งปรับความเร็วชัตเตอรใหตํ่าลง เพ่ือรักษาความสมดุลของแสงการเปด รรู ับแสง นน้ั จะสงผลตอ ภาพในเรื่องของระยะชัด (Depth of field) ของภาพในกรณีท่ีเปดรูรับแสง กวางจะทําใหภาพมีความชัดเฉพาะจุดหรือชัดต้ืน ถาเปดรูรับแสงปานกลางถึงแคบสุดภาพจะเพิ่ม ระยะชดั หรือมี ความชัดลึกมากข้นึ (http://www.photohobby.net/links) ในการควบคุมกลองเกี่ยวกับปริมาณแสงที่จะผานเขามากระทบกับฟลมหรือเซ็นเซอรของ กลองดิจิตอลเพ่ือใหเกิดปฏิกิริยาสราง ภาพน้ัน ดานแรกสุดที่จะเปนตัวควบคุมปริมาณแสงคือ รรู ับแสง ซึ่งมีอยูใ นเลนสถายภาพทุกตัว ลกั ษณะเปนกลีบซอนกันหลายๆ กลบี เรียกวา ไดอะแฟรม (Diaphragm) สามารถปรับใหกวางหรือแคบได โดยหมุนวงแหวนปรับท่ีตวั เลนส ปริมาณของแสงท่ี ผานไดอะแฟรมจะแสดงคาเปนตัวเลข เรียกวา เลขหนากลอง (F-number)

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 64 ภาพที่ 52 เลขหนา กลอ ง(F-number) ท่มี า http://ect3503wanchai.blogspot.com/ เน่ืองจากเลขหนานี้มีเรียงลำดับกนั เปนชว งๆ แตละชวงน้ีจะมีปริมาณของแสง ลดลง หรือเพิ่มขึ้นชวงละเทาๆ กนั ตัวเลขกำกบั หนากลองแตล ะชวงนี้ เรียกวา เทาหน่ึง (f-stop) ดังน้ัน รูรับแสงจึงมีความสาคัญโดยตรงในเร่ืองของระยะชัดลึกโดยเกิดผลทางดานความคมชัดบริเวณ ดานหนาและดานหลังจุดท่ีเราเลือกปรบั โฟกัส ภาพท่ี 53 ขนาดของรูรบั แสงเมอื่ ใชF-stop ตา งกัน ทีม่ า : http://www.photohobby.net/links จากภาพ คา F-stop หรือ F-number ยิงมีคานอย รูรับแสงจะยิ่งเปดกวางจะเพิ่มข้ึนหรือ ลดลง เปน stop เชน F2.8 , F4.0 , F5.6 , F8 , F11 , F16 , F22 เปนตน โดยแตละ stop จะกวาง ขน้ึ หรือแคบลง 1 เทา เชน F2.8 จะกวางกวา F4 อยู 1 เทาเน่ืองจากรูรับแสงสัมพันธก ับความเร็ว ชัตเตอรรูรับแสงกวางจะชวยใหใชความเร็วชัตเตอรสูงๆได ทําใหถายภาพในลักษณะที่หยุดการ เคล่ือนไหวไดดีขึ้นและชวยใหเกิดผลของภาพในลักษณะชัดลึก ชัดตื้นไดอีกดวยท่ีเปนเชนน้ีก็

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 65 เนื่องมาจากคา F-stop คือสัดสวนระหวางเสนผาศูนยกลางของขนาดรูรับแสงและขนาดความยาว โฟกสั ของเลนสต ัวอยางเชน f/16 หมายถึง ขนาดของรรู ับแสงทมี่ ีคาคิดเปน 1/16 เทาของความยาว โฟกัสของเลนสก ารปรับขนาด ของรูรับแสงใหกวางหรือแคบนั้น มีผลดีตอการถายภาพเปนอยางยิ่ง กลาวคอื ผถู ายภาพสามารถ ควบคมุ ปริมาณของแสงเพ่ือใหผานเขาไปตกกระทบบนแผนฟล มไดตาม วัตถุประสงคท่ีตองการ เชน ในกรณีที่ถายภาพในสถานท่ีที่มีแดดจัดก็เปดรูรับแสงแคบ ๆ หรือใน สถานท่ีที่มีแสงนอยก็เปดรูรับแสง ใหกวางขึ้น (พิจารณารวมกบการปรับคาความเร็วชัตเตอรดวย) ดงั น้นั อาจสรปุ ไดว า การปรับขนาด ของรรู บั แสงใหก วางหรือแคบนน้ั มผี ลตอการถายภาพ ดงั นี้ 1) ทําใหควบคมุ ปรมิ าณของแสงผานเลนสเขาไปในกลอ งไดมากขึน้ เมื่อตัง้ ขนาดรูรบั แสง ไว กวา งๆ(คาตวั เลขนอย) และใหแสงผานเลนสเ ขา กลอ งไดนอย เมือ่ หร่ีขนาดรรู ับแสงใหแคบลง 2) คาตัวเลขเพ่ิมมากข้ึน ทําใหเกิดผลพิเศษกับภาพในเรอื่ งของการควบคุมความชัดลึกชัดต้ืน (Depth of field) กลา วคือการหร่ขี นาดของรรู บั แสงใหแ คบลงจะทาใหภ าพทถี่ า ยออกมามีความชดั ลึก และ ถา เปดขนาด ของรูรับแสงใหกวางข้นึ จะทาใหภาพที่ถายออกมามีความชัดต้นื คา ความไวแสง (ISO) ISO เปนความไวแสงทีก่ ลองมีหรือถา เปนกลอ งในระบบฟลม ในอดีต คือ คาความไวแสงของ ฟลมแตละคาความไวแสงเชน Kodak 100,Fuji 400 ซึ่งในปจจุบันระบบกลองดิจิตอลถูกกําหนด ตวั เลือกอยูในฟงคช ่ันของกลองแตล ะยีห้ อ ถายิ่ง ISO มาก กลองก็จะไวแสงมาก ขอ ดีคือ ISO สูงจะ ทําใหเ ราถายภาพในที่มดื ได แตก ารที่ ISO สงู มากกจ็ ะทาํ ใหเ กดิ สญั ญาณรบกวนหรอื วา Noise น่ันเอง ดังน้ันการเลือกใช ISO ก็ควรดูดวยวาเราตองการอะไรในภาพตอนน้ัน ถาเราถาย Landscape กลางแจง มีขาตั้ง เราก็ไมตองดัน ISO ใชตํ่าทสี่ ุดที่กลองใหก ็ได แตถาหากเราถายภาพ ในอาคาร เราไมสามารถเพ่ิมรูรับแสง หรือลดสปดจนถือกลองไดแลว เราก็ควรเลือกที่จะดัน ISO เพอื่ ใหกลอ งรับแสงไดไวขึ้น มี Noise ดีกวาไมไดภาพ ภาพที่ 54 การทาํ งานของความไวแสง ทม่ี า : http://www.photohobby.net/links

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 66 การถา ยภาพทผ่ี านการตัง้ คา รูรบั แสง ความเร็วชัตเตอร และคา iso ตองอาศยั ความสัมพันธ อยางเหมาะสม ซึ่งความเร็วชัตเตอร รรู บั แสง และ ความไวแสง จะสง ผลตอการเปด รับภาพ ซ่งึ ท้ังสาม คาน้ีมคี วามสมั พนั ธกนั (ถึงไดเรยี กวา เปน Triangle ไง) หากเราเปลย่ี นคา ใดคา หนงึ่ ในน้ี มันกจ็ ะสงผล กบั ภาพท้ังน้ันเลย ก็แปลวา เมื่อเราเปล่ียนคาใดคา หนึง่ ไปและมผี ลกบั แสง เราก็ตองปรับคาอีกสวน หน่ึงเพ่ือใหไดคาแสงเทาเดิม เชน เราเพ่ิมความเร็วชัตเตอรเพื่อจับภาพเด็กวิ่ง เมื่อเพ่ิมความเร็ว ชัตเตอรที่มากขึ้นจะสงผลใหปริมาณแสงที่เขากลอ งนอยลงภาพกจ็ ะมืดลง, เราก็ตองเลือกที่จะเปด รรู บั แสงใหก วางข้นึ หรือไมกเ็ พมิ่ ISO เพื่อใหไ ดปรมิ าณแสงที่เทาเดิม เรียกวา Exposure Triangle ภาพท่ี 55 ความสมั พันธความเร็วชตั เตอร รรู ับแสง และ ความไวแสง ทม่ี า : http://www.photohobby.net/links จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี 1. หลักการถายภาพหมายถงึ อะไร 2. จงอธบิ ายหลกั การถายภาพตา งๆทีใ่ ชใ นการถา ยภาพ 3. หลกั การถายภาพมกี ่ีเทคนิค อะไรบาง 4. วิธกี ารสรา งสรรคภาพถา ยโดยการใชหลกั การถายภาพตอ งอาศยั สงิ่ ใดเปน สําคัญ

67 เอกสารอา งอิง กองบรรณาธิการ. 2546. เกร็ดความรเู กย วกบกลองดจิ ติ อล. อางจากExposure. ป ท1่ี 1 ฉบับท1ี่ 26 สงิ หาคม2546. กองบรรณาธกิ าร. 2546. อุปกรณเสรมิ สำหรบั ผใู ชกลองดิจติ อลอางจากExposure. ป ที่11 ฉบบั ท1่ี 26 กนยายนั 2546. ณฐั พงศ ฐิติมานะกลุ และรกั ษศ ักดิ์ สิทธิวไิ ล. 2550 กลอ งดิจิตอล.กรุงเทพฯ: บริษัทเสรมิ วิทยอินฟอรเมชน่ั ณรงค สมพงษ.2539. หลกั การถายรูป. พมิ พคร้ังท7ี่ . นครปฐม: ฝายพัฒนาส่อื การสง เสรมิ สำนกั สง เสริมและฝกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. นายขวนขวาย. (2543). ไขปญหาการถา ยภาพ. กรุงเทพฯ : Photo & File วรนันทน ชชั วาลทพิ ากร. (2544). สขุ สนุกกบั การถายภาพ Photo hobby. กรุงเทพฯ : เอ.พ.ี พริ้นติง้ กรปุ , .โกวทิ จติ บรรจง. (2545). การถา ยภาพเพื่อการส่ือสาร. สงขลา : คณะวิทยาการจดั การ สถาบันราชภัฏสงขลา, มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 68 แผนบริหารการสอนประจาํ บทท่ี 4 1. เน้อื หาประจาํ บท บทที่ 4 การจัดองคประกอบการถายภาพ ความหมายของการจดั องคป ระกอบการถายภาพ รูปแบบของการจดั องคประกอบการถา ยภาพ ประเภทการจัดองคประกอบการถายภาพ เทคนิคการจัดองคป ระกอบการถายภาพ โหมดท่ใี ชในการถายภาพ 2. วตั ถุประสงคเชิงพฤตกิ รรม เมอื่ ผเู รยี นเรยี นจบบทนี้แลว จะสามารถ 1. ผเู รียนสามารถอธิบายความหมายการจดั องคประกอบการถา ยภาพได 2. ผเู รียนสามารถอธิบายรูปแบบของการจัดองคประกอบการถายภาพได 3. ผูเรยี นสามารถอธิบายประเภทของการจัดองคประกอบการถายภาพได ผูเรียน สามารถอธบิ ายเทคนิคของการจดั องคป ระกอบการถา ยภาพได 4. ผูเรยี นสามารถเกิดทกั ษะในการสรา งสรรคผลงานภาพถายโดยผานรูปแบบของ การจดั องคประกอบการถายภาพ 5. ผูเรยี นมีทัศนคตทิ ด่ี ีตอการใชก ารสรา งสรรคง านภาพถายโดยการจดั องคป ระกอบ การถา ยภาพได 3. วิธีสอนและกจิ กรรมการเรียนการสอนประจาํ บท 1. ผเู รียนไดรบั การบรรยายจากผสู อนศึกษาจากเอกสารประกอบการสอน ซักถาม ปญหาขอ สงสยั จดบันทกึ ยอ 2. ผสู อนอภปิ รายรวมกบั ผูเรยี นเกี่ยวกบั สาระสําคญั ท้งั 5 หัวขอ 3. ผูสอนและผเู รียนรวมกนั ปฏบิ ัตอิ งคความรูและสาระสาํ คัญของบทเรยี น 4. ผูเรียนลงมือปฏบิ ตั ิ 4. สอ่ื การเรยี นการสอน 1. Power Point ประกอบการสอน 2. วัสดุ อุปกรณ เครื่องมือตาง ๆที่ใชในการถายภาพโดยการจัดองคประกอบการ ถายภาพ 3. เอกสารประกอบการสอนและตาํ ราประกอบการอา น

69 5. การวัดและประเมินผล 1. สงั เกตความตั้งใจ 2. สงั เกตการณปฏบิ ัตงิ าน 3. จากการรว มอธิปราย แสดงความคิดเหน็ ของนกั ศกึ ษา 4. จากการลงมือปฏิบตั ิตามหลักการและ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

70 บทที่ 4 การจดั องคป ระกอบการถา ยภาพ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง การจัดองคประกอบจัดวาเปน ส่ิงสําคัญหลักและสําคัญอยางยิ่งในการสรางสรรคงานศิลปะ รวมไปถึงการถายภาพเชนกัน เพราะการจัดองคประกอบทางศิลปะ สามารถดึงดูดความสนใจ สามารถบงบอกและแสดงเรือ่ งราวในภาพและเนน ความสําคญั ในสง่ิ ท่ีเราสอื่ ออกมา เพราะฉะน้ัน การ จัดองคป ระกอบไดแ บบถูกตอ งและลงตัวน่ัน การส่ือความหมายโดยทแี่ ทบจะไมตองบรรยายเลยกว็ า ได การจดั องคประกอบ ตองมกี ารแบงความสมดุลในภาพเวน ระยะไมใ หเกดิ ความอดึ อัดเวลามองภาพ เชน สายตา การช้ี เหมือนกับการจองมองของสัตว หรือ อาการหวาดกลัว หลบหลีก ท่ีจะฟองให มองเหน็ ถงึ ความนากลัว หากจะกลาวโดยละเอียดการถา ยภาพใหไดภาพท่ดี ีนนั้ ไมไดขึ้นอยูกับการมีกลองทด่ี ี การตั้ง คากลอ งที่ถูกตองหรือการรูจักใชอุปกรณตา ง ๆ กับกลองถายภาพเพียงเทานั้น หัวใจสําคญั ของการ ถายภาพนั้นขึ้นอยูกับการจัดองคประกอบภาพ (COMPOSITION) ซึ่งเปนวิธีการในการจัด สว นประกอบตาง ๆรวมเขา ไวดวยกันในภาพดวยการเลอื ก การกําหนดวัตถหุ รอื องคประกอบทุกอยาง ในภาพใหอยูในตําแหนงที่เหมาะสวยสวยงามและมีความหมาย เพื่อถายทอดเนื้อหาเรื่องราว บรรยากาศตลอดจนอารมณความรูสึกนึกคดิ ถือไดวาเปนสวนสําคัญที่กอใหเ กิดการสรางสรรคหรือ ทําลายภาพได เราสามารถเลือกใชเลนสข นาดแตกตางกนั เลือกจัดวางสว นประกอบตาง ๆ ในรปู แบบ ท่ีแตกตางกัน สามารถควบคุมชวงความชัดลึก ใชเสนนําสายตา แบงสวนภาพ รวมถึงความลึกและ ขนาดดวยการใชประโยชนจากทัศนมิติได ดังนั้นทุกคร้งั ที่ยกกลอ งขึ้นเพื่อจัดภาพ สิ่งสําคญั ก็คือการ คดิ ถึงสิ่งที่จะถายการใชสายตาท่ีเปนประโยชนต อจนิ ตนาการ ใชประสบการณชว ยทําใหวัตถุสิ่งของ ตาง ๆ ที่เรามองเห็นโดยท่ัว ๆ ไปใหกลายเปนสิ่งท่ีเหนือความคาดหมายไดดวยการตัดสินใจวาจะ เลือกอะไรไวและตัดอะไรท้ิงไป ใหคิดไวเสมอวาจะถายภาพอะไรทําสิ่งน้ันใหโดดเดนเพียงสิ่งเดียว ท่ีเหลือเปน สว นประกอบเพ่ือแสดงความเช่อื มโยงของภาพ ซึ่งการจดั ภาพ เปนศลิ ปะอยางหน่ึงที่ตอ งมี การเรยี นรูและฝก ฝน เพื่อชวยในการมองภาพผานเลนส ชว ยหลกี เลี่ยงสิง่ เกะกะสายตา และเพิ่มเติม ส่ิงท่ีชวยใหภาพมีความหมายมากข้ึน โดยสามารถฝกการมองภาพและ เรียนรูวิธีการจัดภาพใน ลักษณะตาง ๆ ดังนี้ หลักของการจัดองคป ระกอบศลิ ป (Principles of Composition) ชลดู นิ่มเสมอ (2557) ไดแบง หลกั ขององคป ระกอบศิลปไ ว ดงั น้ี 1) สัดสวน (Proportion) เปนกฎของเอกภาพทเ่ี กีย่ วของกับความสมสว นซึ่งกันและกนั ของ ขนาด (Dimension) ในสว นตางๆของรปู ทรงและระหวางรูปทรง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 71 2) ดุลยภาพ (Balance) เปนกฎเกณฑอันหนึ่งของเอกภาพ หมายถึง การถวงนํ้าหนักท่ี เทา กันสองขา งของสง่ิ หรอื รปู ทรง การถว งดุลของสง่ิ ทีข่ ัดแยง กนั และจากการรวมตัวหรือการซํา้ ของส่ิง ท่ีเหมือนกนั ท้ังสองขาง 3) จังหวะ (Rhythm) คอื การซ้าํ ท่ีเปนระเบียบ จากระเบียบงาย ซํ้าซอนข้ึนจนเปนรปู ทรง ของศิลปะ จังหวะในงานศิลปะ คือ การซ้ําอยางมีเอกภาพและความหมาย การเกิดของจังหวะ เกิดจากการซ้ําของหนวยหรือการสลับกันของหนวยกับชองไฟและเกิดจากการเคล่ือนไหวท่ีตอเนื่อง ของเสนน้ําหนกั สีและ รปู ทรง 4) เอกภาพ (Unity) คือ ความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ความกลมกลืนกลมเกลียวเขากันได ความเปนอันหน่ึงอันเดยี วกันทเ่ี กิดจากการเช่อื มโยงสัมพันธกันของสว นตา ง ๆ ในทางศิลปะเอกภาพ หมายถึง การประสานหรือการจดั ระเบียบของสว นตา งๆใหเ กิดความเปน อนั หน่ึงอนั เดียวกันขนึ้ เพื่อผล รวมอนั หนึ่งท่ีไมอาจแบง แยกได เทยี นชัย ต้ังพรประเสรฐิ (2549) ไดแ บงหลกั ของการจัดองคประกอบศิลปไ ว ดงั นี้ 1) เอกภาพ (Unity) หมายถึง การจัดระเบียบสวนประกอบสําคัญของศิลปะหรอื จัดรปู ราง รูปทรงใหมีความสัมพันธเกี่ยวของกันและกัน ประสานกลมกลืนเปน อนั หนง่ึ อันเดียวกนั 2) ดุลยภาพ (Balance) หมายถึง สภาพท่ีถวงดุลกันไดของรูปรางหรือรูปทรง ท่ีมีขนาด นา้ํ หนัก ปริมาณ ฯลฯ โดยมีเสนแกนสมมุติแนวตั้งเปน ตัวกําหนดความสมดลุ 3) จุดเดน/การเนน (Dominance & Emphasis) คือ สวนท่ีเดนและมีความสําคัญในงาน ศิลปะ ซ่ึงเกิดจากการเนนและรับรูไดดวยการสัมผัสทางตา จุดเดนจะมีลักษณะที่เดนชัดกวา สวนประกอบอื่น ๆทั้งหมดในงานศิลปะซึ่งจะประกอบไปดวยสวนประธานและสวนรอง ที่มี ความสัมพนั ธเกยี่ วของสนับสนุนซง่ึ กันและกนั สาํ หรับการถายภาพใหไดภาพท่ีตรงตามความตองการ มีคุณคา มีความงามทางดานศลิ ปะ นอกจาก จะทําความเขาใจในเรื่องของการใชกลองถายภาพ และเครื่องมือท่ีมีคุณภาพแลว การจัดองคประกอบภาพ ก็เปนส่ิงที่สําคัญ ท่ีจะทําใหภาพมีคุณคาข้ึน ดังน้ันเราจึงมาศึกษา การจัดองคประกอบภาพ ซึ่งในบทนี้จะกลาวถึงการจัดองคประกอบภาพ โดยใชแนวคิดหลักในการ ถา ยภาพองคประกอบทใี่ ชรวมกบั องคประกอบทางศิลปะ มดี งั น้ี 1. ความเปน เอกภาพ (Unity) เปนการแสดงถึงเน้อื หาสาระเร่ืองราวภายในภาพจะตองเปน ภาพทีส่ วยงามดวยอารมณ ของ แสง สี เงา มิติ การจัดองคประกอบ และที่สําคัญ คือ ภาพที่ดีตองมีเนื้อหาในภาพเลาเรื่องราว ซึ่ง เนื้อหาในภาพ 1 ภาพ จะตองเปนเรื่องราวเดียวกนั องคประกอบตาง ๆ ที่นํามาเสริมจุดเดนตอง เปนลกั ษณะท่สี อดคลอ ง บจดุ เดน (มังกรดํา 2547 : 123)

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 72 2. จุดแหง ความสนใจ (Point of Interest) จดุ แหงความสนใจในภาพ (Point of Interest) เปนจดุ เดนท่ีกาหนดขึ้นในภาพเพ่ือเนนวตั ถุ ในภาพใหมีความเดนชัดมากกวาองคประกอบอื่น ๆ ภาพถายท่ีดีควรจะกําหนดจุดแหงความสนใจ เพยี งจุดเดียวและจุดนั้นจะตองเนน ใหเดนชัดกวา สวนอื่น ๆ อาจใชวธิ ีการตาง ๆดังนี้ชวยเนนจุดแหง ความสนใจในภาพ เชน 1. กฎสามสวน (Rule of Thirds) เปนกฎท่ีจะเรยี กไดวาเปนท่ีนิยมท่ีสดุ ในการจัดองคประกอบศิลปะ ถึงขั้นที่กลองถายรปู ได บรรจกุ ฎขอ น้เี ขาในในชองมองภาพ(View Finder) กฎสามสวนประกอบไปดว ยเสน 4 เสน ทีแ่ บง ภาพ เปน สว นละเทา ๆกนั แนวต้ังสองเสน และแนวนอนสองเสน ในการใชกฎขอน้ีจะวางสิ่งสําคัญของภาพ ไวบนเสนใดเสนหนงึ่ หรือจุดตัดของเสนท้ัง 4 เสน ดังนี้ การวางจุดสําคัญของภาพตามแนวเสน แบง หรือจดุ ตัด 2. ความสมดลุ (Balancing Elements) เปน การวางจุดสนใจไวดานใดดานหน่งึ ของภาพ (ทไี่ มไดอยกู ึ่งกลางภาพ) แตเพอื่ ใหภ าพเกิด สมดุลในดานที่ไมมจี ดุ สนใจ โดยการวางสิ่งท่ีสําคญั นอ ยกวา ไวแทน หรอื ทาํ ใหสิง่ ที่สําคญั นอยกวา เปน ฉากหลัง หรือไมชดั เสียเปนตน และ Galer, M., (2008) กลาวถึงความสมดลุ วา แมจ ะมองดูเหมอื นวา สงบ แตไมจ ําเปน วาจะตองเปนภาพที่สมบรณู ในทางตรงกันขามความกลมกลนื หรอื แรงกดดันตางหาก ท่เี ปนปจจัยตัดสินความสมดุลน้ันความสมดุลที่ไมจาํ เปนตองเปนสิ่งท่ีเหมือนกันเสมอไป หากแตให ความรสู ึกทพ่ี อดี การจัดภาพเพ่ือใหเกิดความสมดุลเทากัน ไมวาจะเปนในดานความรูสึกทางนหนัก ทางปริมาณของมวลสารในภาพสามารถจดั ได 2 วธิ ี ดงั นี้ 2.1.2 ความสมดุลแบบปกติ(Formal Balance) การจดั สมดุลโดยแบงน้าํ หนักในภาพ ใหเทากันทกุ ดา นใหจุดศนู ยกลางของภาพอยใู นแนวเสน แบงคร่ึงภาพพอดีโดยมากจะแบงภาพออก ใหส องดาน ซาย-ขวาเทากันเหมาะสําหรับภาพท่ีตองการ ความเที่ยงตรง หนักแนน มั่นคง 2.1.2 ความสมดุลแบบไมปกติ (Informal Balance) ก า ร จั ด ภ า พ ใ ห มี ค ว า ม ส ม ดุ ล ก นั โ ด ย อ า ศั ย ค ว า ม รู สึ ก ห รื อ ก า ร รั บ รู เพื่อใหผูดูภาพมีความรูสึกวา ภาพอยูใ นสภาพสมดุล จะมีองคประกอบ หรือวัตถุซึ่งอาจจะ อยคู นละดา น โดยมขี นาดจาํ นวน และน้ําหนกั ไมเ ทากันก็ได 3. เสนนําสายตา และสรา งความรสู กึ เคลอื่ นไหว (Leading Lines and Movement) โดยธรรมชาตขิ องมนุษยเวลามองภาพจะถูกนําสายตาโดยเสนสายท่ีมีอยู หากใชเสนสายที่มี อยูในธรรมชาติมาใชนําสายตา สรางความรูสึกของจังหวะ การเคลื่อนไหว เปนสวนหนึ่ง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 73 ขององคประกอบภาพ ท่ีไดภาพท่ีมีความนาสนใจ โดยมีเสนโคง เสนตรง เสนเฉียง เสนทแยงมุม ที่มี อ ยู ใน ธรรม ช าติ นํ า ส าย ต าไป สู ส่ิ งท่ี ต อ งก าร เน น ห รือ จุ ด สํ าคั ญ เส น แ ต ล ะ ลั ก ษ ณ ะ จะแสดงความหมายใหค วามรูสกึ และอารมณแตกตางกนั ออกไป เชน 3.1 เสนแนวนอน(Horizontal line) ใหความรูสึกมั่นคง แนนอน สงบราบเรียบ หยดุ น่ิง เยอื กเย็น เปนระเบยี บ 3.2 เสนแนวตั้ง (Vertical line) ใหความรูสึกสูงสงา มีความตอเนื่อง แข็งแรง สงางาม มั่นคงหยดุ นิง่ 3.3 เสน ทแยงมุม หรอื เสนเฉียง (Diagonal line) ใหความรูสึกวา มีการเคลื่อนไหว ความรวดเรว็ 3.4 เสนโคง(Curved line or S-shape) ใหความรูสึกออนหวาน ความออนนุม บอบบางเปน ผูห ญงิ แสดงใหเหน็ ถงึ ความงดงามออ นชอย การเคล่อื นทไ่ี ปตามลาํ ดับ 3.5 เสนซิกแซ็ก(Zigzag line) แสดงถึงการเปลี่ยนทิศทางอยางรวดเร็ว ฉับพลัน การกระทาํ ท่รี ุนแรง 4. รูปแบบซํ้าๆ (Patterns) ในสิ่งแวดลอมท่ัวๆ ไป มีรูปทรงที่นาสนใจมากมาย มีท้ังเปนระเบียบและไมเปนระเบียบ หากตองการนาํ เสนอมุมมองท่ีแปลกตาออกไปของส่ิงที่พบเห็นอยใู นชีวติ ประจาํ วัน เชน รูปทรงที่เทา สมมาตร หรือไมสมมาตร หรือรูปทรงซาํ้ ๆโดยหาจดุ สนใจ ในรปู ทรงเหลาน้ันแลว นาํ เสนอในแงมุมที่ ผดิ แปลกไปจากท่ีมองเห็นในชีวิตประจําวัน ซึง่ van Eenoo, C ., (2013) ไดกลาวถึงการปลอยพ้ืนท่ี วางไวอยางนาสนใจวา องคประกอบที่ไมสมมาตรน้ันกลายเปนจุดเดนในภาพเพราะ วาเปนการ นาํ เสนอแนวคิดของภาพที่เคลอ่ื นไหว เชน การใชพ ืน้ ท่ีวางในภาพ 5. ชอ งวาง (Space) เปน การกาํ หนดตาํ แหนง หรอื จัดชอ งวางภายในภาพ ใหเ หมาะสมกบั จดุ แหงความ สนใจ โดย ไมเวนชองวางใหมากหรือนอยเกนิ ไป เพราะถาเวนชองวางมากเกินไปก็จะทาใหจ ุดเดน ของภาพเล็ก เกนิ ไป ถาจัดชองวางใหแ คบเกนิ ไปก็จะทาใหดอู ึดอัด การกําหนดชองวางภายในภาพท่ี สวนชวยทําให ภาพดูเหมาะสม และมีความหมายมากขนึ้ เชน ถา ยภาพวัตถเุ คล่อื นทไี่ ปขางหนา โดย การเวนชอ งวาง ในทิศทางทว่ี ัตถเุ คลอื่ นที่ไป ผลจากการใชชอ งวาง เชน ใหค วามรูสึกโลง สบาย ไมอ ึดอดั ในขณะถา เปนรปู เดียวกนั ถา ยใน ระยะใกลมากภาพจะมีพลังมากขนึ้ แตดูรูสึกอึดอัดกวา รูปท่ถี ายระยะไกล ซึ่งมีพื้นท่ีวาง นอกจากน้ี พ้นื ท่ีวา งยงั เปนสว นท่ีดงึ ดูดสายตาไปยังจุดสนใจของภาพ และเปน การทาํ ใหเกิดพน้ื ที่ พ้ืนทห่ี นว ยเล็ก ๆ ทาํ ใหเ กดิ การเนนจดุ ตาง ๆ ใหด ูนาสนใจไดอ ีกดวย (กนกรัตน ยศไกร.2551 : 182)

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 74 6.ระยะชดั (Selective Focus) การเลือกระยะโฟกสั ภาพเปนวิธีหนึ่งในการควบคุมรายละเอียดภายในภาพ ไดการถายภาพ วตั ถุในระยะใกลจะมรี ายละเอียดของวัตถุโดยรอบมากเกนิ ไปสามารถแกไขได โดยการเคล่ือนกลอง เขาใกลวัตถุนั้นมากข้ึนเปดรูรับแสงใหกวางละโฟกัสเฉพาะจุดที่ตองการเทาน้ัน (ณรงค สมพงษ. 2539 : 159) ซงึ่ การถายภาพบางประเภทเชน ภาพดอกไม ภาพบคุ คล ภาพสตั ว จะดูนา สนใจมากข้ึน และชวยเนนจุดแหงความสนใจไดมากเปนพิเศษไดดวย การใชเทคนิควิธีนี้ เปนการถายภาพใหชัด เฉพาะจดุ ทต่ี องการเพยี งจดุ เดยี ว ดา นหนาและฉากหลังภาพอยนู อกระยะชดั ทําให พรา มัวหรอื เบลอ (blur) การถา ยภาพในลกั ษณะเชน น้จี ะชวยเนน ใหจดุ เดน ของภาพเดนชดั มากข้นึ 7. ขนาด (Size and Scale) เปนการเนนจุดแหง ความสนใจในภาพดว ยการเปรยี บเทียบใหเหน็ ความแตกตางระหวางวตั ถุ ในภาพดว ยขนาดทําใหผดู ูภาพสามารถเห็นถงึ ความแตกตางได 8. รปู ราง (Shape) รปู รางเปนองคประกอบพ้ืนฐานของเอกลักษณเมื่อตองจัดองคประกอบภาพที่ประกอบข้ึน จากรูปรางเปนหลัก รูปรางซ่ึงมีเพียงสองมิติน้ันจะแสดงออกไดดีท่ีสุด เม่ือมีแสงสวางเปนฉากอยู ดานหลัง หรือดานหนา จึงควรมีความไดเปรียบตางกันสูงระหวางรูปรางและ ท่ีอยูรอบ ๆ เชน การถายภาพซิลูเอท (Silhouette) หรือภาพเงาราง ซึ่งนับเปนภาพรปู รางที่สมบูรณ แบบท่ีสดุ ที่นัก ถายภาพนยิ มกนั (อนันต จริ มหาสวุ รรณ.2550 : 56-57) 9. รูปทรง (Form) โดยพ้ืนฐานแลวรูปทรงน้ันจะมองเห็นในลักษณะสามมิติทําใหเรารูสึกวาวัตถุน่ันมีความลึก และมอี ยูจ ริงในโลกจึงจําเปน ตอ งตองอาศยั แสงและเงาที่เกดิ จากแสง ดังน้ัน การถายภาพรปู ทรงนั้น จึงเหมาะท่ีจะถายในชวงที่มแี สงแดดดที องฟาปลอดโปรงพรอมกับไดรับแสงแนวเฉยี ง ความเปรียบ ตางระหวา งพ้นื ท่ีสวางและสว นเงามดื นั้นกอใหเ กิดรปู ทรง (อนันต จริ มหาสวุ รรณ.2550 : 58) 10. พื้นผิว(Texture) พน้ื ผิวมีผลตอ ความรสู ึกในการมองภาพไดเ ปนอยางมากเรามักใชพืน้ ผิวในการส่อื ความหมาย แทบจะทุกเรอื่ ง เชน สมั ผัสที่นมุ นวล ความแหงแลง รวงโรย ความชมุ ช่นื สดใส ความโหดราย ความ เจบ็ ปวด ฯลฯ ภาพพื้นผิวทีน่ า สนใจมักขึ้นอยูกับแสงดานขางในมุมต่าํ (อนนั ต จิรมหาสุวรรณ.2550 : 62)

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 75 11. ความขัดแยง (Contrast) โดยการจัดองคประกอบภาพในลักษณะเปรียบเทียบใหเห็นความแตกตาง ไมวาจะเปนใน เรอ่ื งของ ขนาด สีรปู ทรง รูปรา ง หรอื เปรยี บเทยี บในเร่ืองของความหมาย เนื้อหา เร่อื งราว 12. มมุ มอง (Viewpoint) กอ นทจี่ ะทําการถายภาพหรือจัดวางองคประกอบ ควรตอ งคดิ วา มุมมอง หรือภาพนัน้ จากมุม ไหนเพ่ือใหเกิดความนาสนใจ หรือแกปญหาที่มีอยูในภาพนั้นไดเชนการถายภาพจากมุมตํ่า มุมสูง ระดบั สายตา ทางซายหรอื ทางขวา จากดานหนา -หลัง ซงึ่ สอดคลอ งกบั Galer, M., (2008) ท่กี ลาวถึง มุมมอง หรือ จุดท่ีแตกตางไวว าควรจะทบทวนดวู ัตถุที่ตอ งการนําเสนออยางระมัดระวัง มองในดาน ความคนุ เคยและความแตกตาง ในการจัดองคป ระกอบทน่ี าสนใจ ควรศกึ ษาวัตถนุ ัน้ ใหร อบดา น มุมท่ี คุนเคยจะทําใหอ งคประกอบรูปนัน้ ดูธรรมดา มุมที่แตกตา งจะทําใหผ ูชมรูสึกเหมือนไมเคยเห็นภาพน้ี มากอ น 13. ฉากหลงั (Background) หลายครง้ั ในการถา ยภาพในส่ิงที่คดิ วา นาสนใจแลว แตเมอื่ ไดภาพออกมาดูเหมือนจะไมโดด เดนอยางที่คิด จดุ สนใจอยูในฉากหลังที่ยุงเหยงิ จนคนดูสับสน การเลอื กฉากหลังที่เหมาะสม เรียบ งา ย หรอื ตดั กนั กับวตั ถุจะชวยใหจ ดุ สนใจดเู ดน ข้นึ 14. มิติความลึก (Depth) เน่อื งจากภาพถายเปนส่ือสองมติ เิ ราตองจดั องคประกอบอยางระมัดระวังเพ่ือใหไดความรสู ึก เสมือนจริงในเร่ืองมิติของภาพ กฎการสรา งความลึกของภาพใชหลักการซอนกันของวัตถุฉากหนา และฉากหลับในภาพใหมีสวนท่ีทับซอนกันบางสวน สรางความรูสึกของมิติใหเกิดข้ึน Galer, M., (2008) ไดเ สริมถงึ การมวี ตั ถุท่ีคนคนุ เคยในภาพเปน การชวยบง บอกมติ ิ 15. ความลึกของภาพ(Perspective) จุดพบระหวางเสนนําสายตากับเสนระดับสายตา ชวยทําใหภาพดูมีความลึก เรียกวา Perspective เปนวิชา ที่นักเขียนภาพในสมัยกอนใชเปนหลักในการเขียนภาพ ภาพแบบ Perspective น้ี มีบทบาทมากในการถายภาพซ่ึง แตละตําแหนงของจุดพบนี้จะใหความรูสึกที่ แตกตางกนั ออกไป จะเหน็ ไดชดั เม่ือถา ยภาพวิวทิวทศั นทม่ี ีวัตถุ สิ่งของ เรียงกนั เปน แถวยาวเหยียดไป ตามลาํ ดับ เชน ตนไม เสารัว้ เสาไฟฟา เปนตนสวนที่อยูหนา สุดจะมีลักษณะใหญ และคอยๆ เล็กลง ลดหลั่นกันไปตามระยะทาง รายละเอียดในสวนหนาจะมีขนาดใหญและใกลก วาฉากหลัง ซ่ึงอยไู กล ออกไป 16. กรอบภาพ (Framing) ในโลกใบนมี้ สี รรพสงิ่ มากมาย ทสี่ ามารถสรางกรอบธรรมชาติใหก ับภาพถา ยไดเชนภูเขา ถ้าํ ตนไมเมอื่ จดั วางสง่ิ เหลา น้ไี วท่ขี อบภาพเมือ่ จดั องคป ระกอบ และใหจ ุดสนใจทอี่ ยูตรงกลางภาพกจ็ ะ เดน ขึน้ มา

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 76 17. ถา ยใกลแ ละลดทอนสวนทีไ่ มจ ําเปน (Close up and Cropping) รูปหลายๆ รูปไมนาสนใจเพราะวา จุดสนใจ ที่สําคัญของภาพนั้นมีขนาดที่เล็กเกินไป หรือ อยอู ยา งกลมกลนื ไปกบั สภาพแวดลอ ม การถายภาพท่เี ขาไปใกลๆ วัตถุและตดั สวนท่ไี มสาํ คญั ออกไป เนนเฉพาะสวนท่ีสําคัญเทานั้น เปนการเพิ่มโอกาสใหผูชมไดชื่นชมกับจุดสนใจของภาพท่ีตองการ นําเสนอไดเปนอยางดีขณะเดียวกันอาจเปนการเปด มิติใหมของภาพนั้น เชนภาพที่เสมือนจริง ถายทอดเรือ่ งราวหนง่ึ เมอ่ื ทําการตดั ทอนสรี อบๆ ออกไป อาจจะมีความหมายใหมใ นภาพนัน้ เปนตน เชน Davis, H., (2009) ไดก ลาวถึงภาพแบบนามธรรมไววา เปนการนําพลังและความหมายออกจาก รปู ทรงและสสี นั ตใ นภาพ มากกวาท่จี ะเปน เนือ้ หาของสิง่ นนั้ ๆ 18. การผสมผสาน และการนาํ ไปใชส ถานการณจรงิ (Mixing and Experimentation) กฎที่ดีมีไวใหเพื่อการนํามาทดลองผสมผสาน โดยเฉพาะอยางยิ่งในยุคของกลองถายภาพ แบบดิจิทัล ที่สามารถทดลอง สรางสรรคผสมผสาน จากกฎตางๆท่ีไดเรียนรูเขาดวยกัน หรือแมแต การถายที่แตกตางออกไปจากกฎเดิมๆ ที่สามารถกระทําไดโดยไมตองกังวลวาจะตองใชเวลาในการ ลา ง อดั ขยายรปู ยาวนานกอนทจ่ี ะไดเห็นภาพ หรอื แมว าจะทาํ การถายภาพมากข้ึนเทา ทตี่ องการกไ็ ม ตอ งกังวลกบั คาใชจายในการซ้ือฟลมถา ยภาพเพ่ิมข้นึ จึงทําใหสามารถทดลอง การจัดองคประกอบ แบบตา ง ๆ ไดมากเทาที่ตองการ ภาพไหนทไี่ มชอบก็สามารถลบทิง้ 19. เนนดานหนาพรอมฉากหลัง ภาพท่ัวไปที่เราถายมักจะเห็นเปนแบบ 2 มิติ แตเทคนิคนี้จะทําใหภาพของเราดูเปน 3 มิติ ยงิ่ ขน้ึ ดวยการเนนวัตถดุ า นหนา พรอ มกบั ทาํ ใหเ ห็นฉากหลงั ไปดว ย อยา งเชน ภาพนาํ้ ตกนใี้ ชเ ลนสแบบ กวางในการถาย โดยเนนไปที่กองหนิ ดา นหนา 20. เสน ทแยงและสามเหลยี่ ม เทคนิคนี้จะทําใหภาพเกิดความตึงแบบไดนามิคข้ึนอยางชัดเจน งงละวาวามันคืออะไร มันคอนขา งอธิบายยากนิดหนงึ่ ลอกนกึ ภาพเสน แนวตั้งกบั เสน แนวนอน ทั้งสองเสน นท้ี ําใหเรารูวา มัน ม่ันคงเหมือนคนออกมาจากรานเหลาตอนตี 2 แลวยืนตรงได รูเลยวาไมเมา แตถาคนน้ันยืนเป ๆ เอียงหนอ ยๆ น่นั ทําใหเ รารูสกึ ตึง ลนุ วาจะลมหรือไมลม นนั่ แหละคอื เทคนิคนี้ มันทาํ ใหเ รามอี ารมณ รวมไปดวยและสามเหลี่ยมก็เปนส่ิงหน่ึงที่ทําใหเรารูสึกอยางน้ันไดเปนอยางดี เหมือนอยางภาพ สะพานน้ี ตัวสะพานเปนสามเหลี่ยมอยูแลวอยางชัดเจน แตถ าดูดีๆ การจดั องคประกอบทําใหเราได เหน็ สามเหล่ยี มทมี่ ากขนึ้ กวาเดิม 21. สี(Color) ความสาํ คัญของสี ทฤษฎีของสีน้ันใชในหลายวงการมากไมวาจะเปนกราฟก ดีไซเนอร นักออกแบบแฟช่ัน ตกแตงภายใน จึงไมแปลกท่ีสีของภาพนั้นจะสําคัญดวยภาพในวงลอสีน้ีเราก็เคยเห็นมาบางในวิชา ศิลปะ มันใชไ ดก บั ทุกงานจรงิ ๆ

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 77 การท่ีจะถายภาพใหไดดีควรทําความเขาใจเรื่องของสีไวบาง เชน ปฏิกิริยาของสีที่มีตอกัน และอทิ ธพิ ล ทสี่ ามารถสรางอารมณและสอ่ื ความหมายไดอยางไร เชน (ทอม เชือ้ วิวัฒน. ม.ป.ป. : 68) กลุมสีอนุ (Warm Color) เหลอื ง แสด แดงและสเี ย็น(Cold Color) ฟา เขียว มวง โทนสี (Tone) คือ นา้ํ หนักของสีทีแ่ ตกตางกัน เกดิ จากปรมิ าณแสงทตี่ กกระทบ วัตถุตา งกัน เชน สว นทถ่ี ูกแสงมากกจ็ ะมสี อี อนกวา สว นที่อยูในเงามืด กลุม โทนสอี อน เรยี กวา High Key และกลุม โทนสเี ขม เรยี กวา Low Key สีฉูดฉาด(Strong Color) เมื่อจัดเอาสีสด เชน แดง เหลือง แสด มวง เขียว ฟา มาอยู รวมกนั กจ็ ะไดส ีฉดู ฉาด ใหอารมณท ่สี ดใสราเริง สตี ัดกนั (Contrast Color) คอื การจับคสู ีตรงกันขา ม เชน เขยี วกับแดง ฟากบั แสดสีจะตัด กัน อยางรนุ แรง สีกลมกลนื (Harmony Color) คอื การรวมกนั ของสีในกลมุ โทนใกลเคียงกนั เชน เหลอื ง แสด นาตาล ครีม สีชุดเดยี วกัน (Monochrome) คือ สีใดสหี น่งึ ทมี่ นี าํ้ หนกั สีตา ง ๆ เชน ฟา ฟา ออนและฟาเขม สีเดียวโดดเดน (Accent Color) เปนสีที่มีเน้ือท่ีนอยและเปนสีเดียวท่ีอยูในกลุมอื่น เชน ดอกไมเ หลือง ดอกเดียวในกลมุ ใบไมเขยี ว ดงั น้ันการเนนน้ําหนักของสีในภาพ หากภายในภาพนั้นมีสีกลมกลืนกันมากเกินไป จุดแหง ความสนใจในภาพก็จะไมเดน ชัดเทาท่ีควรจึงจาํ เปนตอ งเนนสว นน้ันเปนพเิ ศษนกั ถา ยภาพทด่ี ี ควรจัด วางใหวัตถมุ ีโทนสีที่แตกตางกบฉากหลัง เชน ถายภาพวตั ถุ โดยใชสีตัดกนั ถายภาพวตั ถุ ที่มีสีสวาง ทา มกลางฉากหลงั ทม่ี ดื ทบึ หรอื ถา ยภาพวัตถทุ ีม่ ีสีมดื ใหอ ยู ทา มกลางฉากหลัง ทส่ี วา งกจ็ ะชวยเนน วัตถุ ใหเ ดนออกมาจากฉากหลังได 22. การเลอื กมมุ กลอ ง (Camera angle) ตําแหนงของกลองสามารถชวยใหความสําคัญและเปล่ียนความรูสึกของภาพไดเปนอยางดี ทุกครั้ง กอน ถายภาพ ถามีเวลาและโอกาส ควรลองเปลี่ยนมุมกลอ งดูภาพถายในมุมตาง ๆ จะมีผล ตอ แนวความคิดที่จะสื่อความหมายไปยังผูดูไดเช่ือวา ชางภาพ 2 คน หากถายภาพวัตถุเดียวกัน แตมมุ กลอ ง แตกตา งกัน มผี ลทาํ ใหก ารสื่อความหมายไมเ หมือนกนั ได เราอาจแบงมมุ กลอ งออกเปน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 78 3 ระดบั คอื 2.2.1 ภาพระดบั สายตา (eye level shot) ภาพระดับสายตา(eye level shot) คือ การถายภาพในตําแหนงที่กลองขนานกบั พื้นดินในระดับเดียวกบสายตา จะใหความรูสึกเปนปกติธรรมดา ตามลักษณะการมองเห็นของคน ทว่ั ไป ภาพท่ีไดบ อกกับผูดวู า เราเห็นสิง่ ตาง ๆ ในโลกเปนอยา งไร 22.2 ภาพมุมตาํ่ (low angle shot) ภาพมุมตา่ํ (low angle shot) คอื การตั้งกลอ งในตาํ แหนงตํ่ากวาวัตถุการถา ยภาพ ในมุมตํ่าน้ี ใหความรูสึกเนนถึงความสูงใหญ หรอื ความสงา ผาเผยของวตั ถุ เชน การถายภาพอาคาร สถานท่หี รือวตั ถุโดยตง้ั กลอ งในระดับตา่ํ แหงนกลอง เปนตน 22.3 ภาพมุมสูง (high angle shot) ภาพมุมสูง(high angle shot) คือ การต้ังกลองในตําแหนงสูงกวาวัตถุ จะให ความรูสึกถึงความเล็ก ความต่าํ ตอ ย ไมม ีความสําคัญ นอกจากน้ยี ัง สามารถเกบ็ รายละเอยี ดตาง ๆ ไว ไดม าก 22. สามเหล่ียมทองคํา เทคนิคนใี้ ชค ลายๆ กับกฎแหงสาม แตแทนที่จะใชสเ่ี หลย่ี มผืนผา กลับไปใชสามเหลยี มแทน ซึง่ ทําใหจุดโฟกสั จากมุมหน่ึงไปสูมุมหนึง่ อกี ทงั้ ยงั มีอีกสองเสนที่มาบรรจบกันท่ีเสนตรงกลาง ทําให เกิดสามเหลย่ี มท่ีเทากันภาพ จะใหค วามรูสกึ ถึงเสนทวี่ ิ่งจากมมุ บนขวาไปยังลา งซาย เสนสามเหลีย่ ม เล็กดานขวาก็ว่ิงใกลๆ กับขอบตึก และมุมของสามเหลี่ยมก็ยังไปตรงกับมุมส่ิงกอสรางอีกดวย นอกจากน้ยี ังใชก ับกรณอี ืน่ ไดด วย เชน ภาพน้ที ใ่ี ชหวั ของรูปปน ในการกําหนดทศิ ของเสน ไดอ ยา งลงตัว เราสามารถมองใหมันเปนสามเหล่ยี มโดยอัตโนมัติ 23. สัดสว นทองคาํ สดั สว นทองคาํ คืออะไร มันก็คือภาพทต่ี ัดสัดสว นออกมาไดเทากัน แลวพอลากเสน จากมุมสู มมุ ไปเร่อื ยๆ เราก็จะไดเ ปนเสนโคงท่ีเหมือนกนหอยแบบไมมสี น้ิ สดุ และถาภาพไหนท่มี อี งคประกอบ แบบนีม้ ันกจ็ ะสวยงามมาก ๆ สดั สวนทองคาํ น้ีถกู คนพบมานานกวา 2,400 ปแลวต้ังแตส มัยกรกี และ ถูกใชมาในงานศิลปะหลากหลายชนิด และแนนอนวามันซับซอนกวาเทคนิคไหน ๆ ชางภาพที่ ถา ยภาพน้ยี อมรับวา เขาไมไดต ั้งใจจะใหมันออกมาเปน สดั สว นทองคาํ แตพอเอามาเทยี บแลว มันกลับ เขากันอยางลงตวั ซง่ึ น่กี บ็ อกเหตุผลไมไ ดเชน เดยี วกัน สรปุ ทา ยบท จะเหน็ ไดวามีตวั แปรอยู 2 ลักษณะท่ีสง ผลตอการจดั องคประกอบภาพ คอื 1. ควบคุมวัตถุได เปนการจัดองคประกอบตาง ๆ ของวัตถุในภาพ ใหอยูในตําแหนงใด ๆ ก็ไดโดยที่นักถายภาพสามารถกาหนดและควบคุมวัตถุเหลานั้นใหอยูในตําแหนงหรือมีลักษณะ

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 79 อยางไรก็ไดตามที่เราตองการ เชน การถา ยภาพสถาปต ยกรรม จิตรกรรม ประตมิ ากรรมวตั ถุท่ีอยูน ิ่ง ภาพคน การสาธติ หรือจดั ฉากแสดง เปน ตน 2. ควบคมุ วตั ถุไมไ ด เปนการจัดองคป ระกอบตาง ๆ ท่นี ักถายภาพไมสามารถจดั วางตาํ แหนง หรือควบคุมวตั ถุตามท่ีเราตอ งการไดชนภาพเหตุการณภาพวิถีชีวิตงานบุญประเพณี การแสดง แสงสี เสยี ง ศิลปะการแสดงพน้ื บา น เปนตน ดังนั้นผูสนใจการถายภาพสามารถท่ีจะนําหลักการจัดองคประกอบภาพมาประยุกตใชให เหมาะสมกับตัวแปรสภาพเหตุการณที่เกิดขึ้น เพื่อใหไ ดภาพในมมุ มองรูปแบบใหมๆ เพราะแนวทาง พ้นื ฐานเหลาน้ีไมไดเปนกฎเกณฑตายตัวแตอ ยางใด เราอาจสรุปเปนแนวทางในการจัดองคป ระกอบ ภาพ โดยกวางๆ ไดดงั นี้ 1. แสดงใหเห็นอยางชัดเจนวา เปนภาพอะไร และเนนจุดแหงความสนใจใหเห็น อยา งเดน ชัด 2. จัดองคประกอบภาพดวยวิธีการที่เรียบและท่ีสุด เชน ใชฉากหลังท่ีธรรมดาจะ ชว ย ใหวตั ถุทต่ี อ งการถา ยดูเดน ข้ึน 3. เนนจุดแหงความสนใจในภาพดวยวิธีการตาง ๆ คือใหชัดเฉพาะจุด แหงความ สนใจ เพียงจดุ เดียว จะชวยขจัดสิ่งทไี่ มเ ก่ียวขอ งและทํา ใหวตั ถุเดนและนาสนใจยิงข้ึน วางจดุ แหง ความสนใจ ไวในตาํ แหนง กฎสามสว น 4. จัดองคประกอบภาพใหมีความสมดลุ กลา วคอื องคประกอบตา ง ๆ ในภาพไมใ ห หนัก ไปในดานใดดานหน่ึง ซ่ึงแบงออกเปน 2 แบบ คือสมดุลแบบปกติ คือ แบบซาย-ขวา เทากัน และ สมดลุ แบบไมปกติคือ แบบซาย-ขวา ไมเ ทากนั 5. ใชม ุมกลองที่แปลกๆ ออกไป เชน ถา ยจากมมุ สงู มมุ ตา่ํ หรือใชฉากหนาชว ยเพิ่ม ความลึก และมิติของภาพเชน ถายผานก่งิ ไมช อ งประตหู นาตา ง เพ่อื ทาใหภ าพนา สนใจย่งิ ข้ึน 6. การจัดแสงทดี่ ีจะทาใหภาพสวยงามและนาสนใจยิงข้นึ มีสีสนั และมิติมากขนึ้ 7. การถายภาพวิวทิวทัศน ไมควรใหเสนขอบฟาอยูตรงกลางภาพ เพราะเปนการ แบง ครง่ึ ภาพ ควรจะกาหนดไวใ นระดับ 1 ใน 3 หรอื 2 ใน 3 สวนของภาพ 8. การถายภาพบุคคลใหหลีกเล่ียงการถายภาพในลักษณะท่ีแข็งท่ือไรอารมณ ควรกระตุน และรอจังหวะใหผูที่จะถายภาพแสดงทาทาง หรืออาจถายภาพทีเผลอ เพื่อใหแสดง ความรูสกึ ออกมาเปน ธรรมชาติมากที่สดุ ทายสุดตองจับถือกลองใหมันบางครั้งอาจไมไดภาพท่ีดีเพียง เพราะ ลืมกฎเบื้องตนไป การถือกลอง ใหนิ่งจะชวยทาใหไดภาพที่คมชัด กลองไหวเพียงเล็กนอย ก็อาจทําใหภาพเสียความ คมชดั ไป อาจใช ขาต้ังกลองชว ย (ถา ม)ี การจดั ภาพ ตอ งพิถีพิถนั ระมัดระวังเปนพิเศษเพื่อใหภ าพที่ได ออกมาน้ันไดระดบั ไมเ อียงไปดานใดดานหนึ่งหรอื มสี ่ิงแปลกปลอมที่ไมพึงประสงคโ ผลเขาไปในภาพ คําแนะนําเหลานี้ เปนเพียงแนวทางเบ้ืองตน สาํ หรับผูเรยี นรูวิธีการถา ยภาพ เพอื่ ใหไดภาพทมี่ ีคณุ คา และนาดูกวาสามารถถายภาพที่ไมมีหลักการใด ๆ เลย การฝกปฏิบัติทดลอง ทําจริงหลาย ๆ คร้ัง

80 ก็จะเปนการสั่งสมประสบการณตรงไดเปนอยางดีย่ิง ที่สําคัญ จะถายภาพอะไร ตองทําใหสิ่งน้ันดู โดดเดน อยางอ่ืน เปนเพยี งสวนประกอบเทานน้ั แบบฝก หดั จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ 1. องคป ระกอบการถายภาพถงึ อะไร 2. จงอธิบายองคป ระกอบการถายภาพวา มอี ะไรบาง 3. เทคนคิ องคป ระกอบการถา ยภาพตอ งอาศยั อะไรบา ง เอกสารอางองิ กองบรรณาธกิ าร. 2546. อปุ กรณเ สรมิ สาํ หรบั ผใู ชก ลอ งดิจิตอลอางจากExposure. ป ท1่ี 1 ฉบบั ที1่ 26 กนยายนั 2546. ณรงค สมพงษ. 2539. หลกั การถา ยรูป. พมิ พคร้งั ท่ี7. นครปฐม: ฝา ยพัฒนาสอ่ื การสง เสรมิ สาํ นกั สงเสริมและฝกอบรม มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร. ณัฐพงศฐติ มิ านะกลุ และรกั ษศักด์ิ สิทธวิ ไิ ล. 2550 กลองดจิ ติ อล.กรงุ เทพฯ: บริษทั เสริมวิทย อินฟอรเ มช่นั เทคโนโลยี ณรงค สมพงษ.2539. หลักการถายรปู . พิมพค รงั้ ที7่ . นครปฐม: ฝา ยพฒั นาส่อื การสง เสรมิ สํานักสง เสรมิ และฝกอบรม มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. ประหยดั จิระวรพงศ. (2522). เทคโนโลยีทางการถา ยภาพ. กรุงเทพฯ : อักษรวฒั นา นายขวนขวาย. (2543). ไขปญหาการถายภาพ. กรงุ เทพฯ : Photo & File ไพโรจน เบาใจ. (2525) การถา ยภาพเบ้อื งตน.กรงุ เทพฯ:ภาควชิ าเทคโนโลยีทางการศึกษา มศว. ประสานมติ ร มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง แผนบริหารการสอนประจาํ บทที่ 5 1. เน้ือหาประจําบท บทท่ี 5 องคประกอบของกลองถา ยภาพ โหมดการถา ยภาพ โหมดสมดลุ แสงขาว การชดเชยแสง 2. วัตถุประสงคเ ชิงพฤติกรรม เม่ือผเู รียนเรียนจบบทนีแ้ ลวจะสามารถ 1. ผูเรียนสามารถอธิบายความหมายโหมดการถายภาพได 2. ผเู รยี นสามารถอธิบายโหมดสมดลุ แสงขาวและการชดเชยแสงได 3. ผูเรียนสามารถเกดิ ทักษะในการสรางสรรคผ ลงานโดยใชโหมดการถา ยภาพตา ง ๆ ได 4. ผูเ รียนสามารถเกดิ ทกั ษะในการสรา งสรรคผ ลงานโดยใชโหมดสมดุลแสงขาวตา ง ๆ ได 5. ผูเรียนสามารถเกิดทกั ษะในการสรา งสรรคผลงานโดยใชการชดเชยแสงตา ง ๆ ได 6. ผูเรยี นมีทศั นคตทิ ดี่ ีตอองคประกอบของกลองถา ยภาพได 3. วธิ ีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจําบท 1. ผูเรียนไดรับการบรรยายจากผูสอนศึกษาจากเอกสารประกอบการสอน ซกั ถามปญหาขอ สงสยั จดบันทึกยอ 2. ผูสอนอภปิ รายรว มกบั ผูเ รยี นเกยี่ วกับสาระสําคัญทั้ง 5 หวั ขอ 3. ผูเรยี นคน ควา เพ่มิ เติมแลว สรุปองคความรูเกีย่ วกบั องคประกอบของกลองถา ยภาพ 4. ผสู อนและผูเรยี นรว มกนั ปฏิบัติองคค วามรแู ละสาระสาํ คัญของบทเรียน 5. ผเู รยี นลงมือปฏิบตั ิงานสรา งสรรค 4. สือ่ การเรยี นการสอน 1. Power Point ประกอบการสอน 2. วัสดุ อุปกรณ เครื่องมือตา ง ๆ ที่ใชใ นการถา ยภาพ 3. เอกสารประกอบการสอนและตาํ ราประกอบการอาน 5. การวดั และประเมนิ ผล 1. สังเกตความตงั้ ใจ 2. สงั เกตการปฏบิ ัตงิ าน 3. จากการรวมอธิปราย แสดงความคดิ เห็นของนักศกึ ษา 4. จากระเบยี บวนิ ยั ในหอ งเรยี น

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 82 บทที่ 5 องคประกอบของกลอ งถา ยภาพ ในการถายภาพสงิ่ ท่สี ําคัญอกี อยา งหนึง่ คือ องคป ระกอบของกลองถายภาพ ซึ่งลวนแลวแต ละชนิด แตล ะรูปแบบลวนมี คุณลกั ษณะทแี่ ตกตา งกันไปมากมาย การเลอื กใชคณุ ลักษณะที่มากมาย นถ้ี ูกใสมาเพื่อการถายภาพชนิดตา งๆเชน การถายภาพวิว ทิวทัศน การถา ยภาพบุคคลและอืน่ ๆเปน ตน ซ่ึง เทคโนโลยกี า วเขา มามีบทบาทในการสรางเครื่องมือเครอ่ื งใชใ หมีความทันสมัยและตอบโจทย ความตอ งการการบรโิ ภคความสะดวก สําหรับการถา ยภาพ มีความแตกตา งจากอดตี คอื กลอ งดจิ ิตอลมีความทนั สมัยมากกวา กลอ ง ฟลมในเร่อื งของความสะดวกและงายตอผูใช ดังน้ันเมือกลองมีความสะดวกในเรื่องของการปรับแตง กลองในเรื่องการถายแลว อีกส่ิงหนึ่งนั่นคือโหมดการถายภาพที่ถูกสรางขึ้นมาบนกลองดิจิตอลก็มี ความหลากหลายมากดว ยเชน กัน โหมดการถา ยภาพ โหมดกลอง สําหรับมือใหมแลวเร่อื งน้ีอาจจะเปนเรอ่ื งแรกทีต่ อ งการคาํ ตอบ ความสบั สน คอื โหมดไหนใชทําอะไรไดบาง แลวควรจะใชมันตอนไหนกันแน เพราะแตละโหมดกลองก็ดูเหมือน นา กลัวไปหมด กลัวถายภาพไมสวย ไมคอยเช่ือใจความอัตโนมัติของกลองก็มี ในวันน้ีมาเร่ิมนับหน่ึง กันใหมในเรอ่ื งของโหมดกลอ งทค่ี วรรู 1. Auto Modes, โหมดอัตโนมัติ ,โหมด Auto (เหมาะสาํ หรับมอื ใหมท ส่ี ดุ ) โหมดนีแ้ ทบจะไมต องอธิบายก็เขา ใจกันได โหมด Auto เปนโหมดกลองที่จะทําใหทกุ คนใน โลกใบนสี้ ามารถถายภาพไดเลย เพราะการคาํ นวณทุกอยา งกลอ งคดิ ให ซ่ึงหลายคนมักจะคิดวาโหมด นี้ถายภาพไดออกมาง้ัน ๆ แตแทจริงแลวปจจุบันเทคโนโลยีถูกพัฒนามาไกลมาก และเก็บปญหา รายละเอียดมาพฒั นาเพ่ือให Auto Mode นั้นมปี ระสิทธภิ าพทส่ี ุด ดงั นน้ั โหมด Auto ไมไดด อ ยอยา ง ท่ีคิด ย่ิงทุกวนั นี้บอกวากลองโทรศัพทดีมากก็เปรียบไดวา กลองดิจิตอลในโหมดกลองออโตยุคนี้ก็มี ประสิทธภิ าพยงิ่ กวา ที่คิดอีก

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 83 ภาพท่ี 56 โหมดการถายภาพอัตโนมตั ิ(Auto Mode) ที่มา : https://lifehacker.com สถานการณท เี่ หมาะสมจะใชโหมด Auto สามารถใชไดในทุกสถานการณ เพียงแตวาภาพถายที่จะไดเปนภาพแบบมาตรฐานของตัว กลองที่คิดให เหมาะสาํ หรบั มือใหมทยี่ ังตงั้ คาโหมดอน่ื ไมเ กง หรอื ยงั ไมร จู กั วิธคี ิดของกลอ งในโหมดอน่ื เลย โหมดนี้จะทําใหคนเลนระดบั เรมิ่ ตน จรงิ ๆ อนุ ใจวายงั มีโหมดที่ชวยใหเขาถายภาพไดดี แมจะยัง ไมดที สี่ ดุ กต็ าม 2. Mode P, โหมดโปรแกรม โหมดกลอง P หรอื โหมดถายภาพ Program เปน อกี โหมดทมี่ กี ารทํางานคลา ยกบั Auto มาก กลองจะคดิ ทุกอยางใหแตจะอนุญาตใหตั้งคาบางอยางไดตามใจ เชน ISO (คาความไวแสง), White Balance (แสงสมุ ดุลสีขาว), คาชดเชยแสง หรอื แมแตโปรไฟลส ขี องการถายภาพ (Picture Style) ภาพที่ 57 โหมดการถา ยภาพโปรแกรม (P Mode) ทมี่ า : shibusastudio.com

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 84 สถานการณท เ่ี หมาะจะใชโ หมด Program เหมือนกับโหมด Auto ทุกอยาง เพียงแตคาที่ปรับแตงเพิ่มจะสงผลตอภาพที่ออกมาดวย เปนโหมดที่ควรฝกใชเพ่ือเรียนรูการทํางานของกลองกอนจะเริ่มใชโหมดท่ีเร่ิมใหปรับไดยืดหยุน มากกวา น้ี ถารูจกั กลองของมากข้นึ ก็สามารถคมุ ภาพที่ออกมาไดม ากขน้ึ ไปดว ย 3. โหมด Portrait, โหมดถายภาพบคุ คล เมื่อเปลี่ยนเปน โหมด Portrait หรือโหมดถายภาพบุคคล กลองจะเลือกรรู ับแสงขนาดกวาง สดุ ไวกอ นเสมอ (F นอ ย รรู บั แสงกวาง) เพอื่ ทําใหพนื้ หลังมกี ารละลายมากที่สุด และถาเปนกลองทถี่ ูก ออกแบบมาใหมฟี เจอรพเิ ศษทีจ่ ะมาเสริมความสามารถของโหมด Portrait กลองมกั จะนํามาใชดวย เชน หนาเนียน หรือวา ผวิ สวา งขนึ้ ซงึ่ ความสามารถน้ีกจ็ ะตา งกนั ไปตามรนุ กลอง ภาพท่ี 58 โหมดการถา ยภาพบุคคล(Portrait Mode) ที่มา : www.photoschoolthailand.com สถานการณท ี่เหมาะสมจะใชโ หมด Portrait เหมาะกบั ตอนท่ีตอ งการถายภาพแฟน ภาพบุคคลเปนหลักตามชือ่ โหมดเลย โดยที่กลอ งจะ เลือกความเหมาะสมทุกอยา งใหต ามทีก่ ลอ งคิดไวให เปน โหมดทส่ี ะดวกกบั มือใหม และใชง านงายมาก เพิม่ เติมสาํ หรับมอื ใหมท ี่อาจจะสงสยั วาแลวโหมดอื่นสาํ หรับคนทถี่ า ยภาพเกง ๆ แลวทาํ ไมไม ใชโ หมดน้ีกนั ก็มตี ัวอยางหลายแบบ เชน ชางภาพตองการคุมความชัดลึกของตัวแบบ อาจจะไมไดใ ช คา รูรับแสงกวางสุด หรือวาเขาไมต องอยากจะถา ยเอาหนาเนียน หรือตอ งการชดเชยคา รายละเอียด

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 85 ตาง ๆ ถายยอนแสงสวย ๆ เพราะเขาสามารถคุมภาพถายยอนแสงไดดีแลว ชางภาพจะเลือกโหมด กลองตามทตี่ วั เองตอ งการจะใชใหเหมาะสม 4. โหมด Landscape, โหมดทวิ ทัศน, โหมดถายภาพวิว (สําหรบั มือใหมสุดท่ีอยากจะ ถา ยภาพววิ ) โหมดกลองสําหรับมือใหมตัวน้ี จะบอกวาการคํานวณจะตรงกันขามจากโหมด Portrait เพราะเขาจะกําหนดใหกลองถา ยภาพแบบชดั ทัง้ ภาพ รรู ับแสงทถี่ ูกต้งั คาจะเลก็ เพราะการถายภาพ ทิวทัศนจะเนนการชัดทั้งภาพเปนหลัก บางครั้งกลองในโหมดน้ีจะมีความเร็วของชัตเตอรที่ลดลง เพ่ือใหใชร รู ับแสงท่ีแคบ ISO ตํ่าทสี่ ดุ ดังน้ันมือใหมท่ียังต้ังกลองไมเกง และอยากถายภาพวิว ควรมีขาตั้งติดไปดวย เพราะ เม่ือแสงเร่มิ นอยแลวตั้งแตชว งหาโมงเย็น หรือสถานท่ี ท่ีมีแสงสลัว แสงนอยลง กลองจะเลือกปรับ Shutter Speed ลงมา อาจจะถือถายตามปกติยากหนอย ควรมีขาต้ังเสมอ แลวก็ชางภาพ Landscape ทุกคนก็ตอ งมีขาตง้ั เปน เรอ่ื งปกติ ภาพที่ 59 โหมดการถา ยภาพววิ ทวิ ทศั น(Landscape Mode) ท่ีมา : www.indianinstituteofphotography.com สถานการณท เี่ หมาะจะใชโ หมด Landscape เมือ่ ไหรที่อยากจะถายภาพววิ โหมดนี้ถาแสงนอ ย โอกาสท่ีภาพเบลอจะเยอะขึน้ เพราะกลอง จะลดสปดลงมา ควรมขี าต้ังกลอ ง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook