มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง เอกสารประกอบการสอน วชิ าพระธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรม อาจารย์ ดร.สมชาติ เกตพุ ันธ์ คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏหมบู่ า้ นจอมบงึ 2565
(1) คำนำ เอกสารประกอบการสอนวิชาพระธรรมนูญศาลยตุ ิธรรม เป็นการเรีบบเรยี งเพื่อเป็นเอกสาร ประกอบการสอนในรายวิชาพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เก่ียวกับการศึกษาระบบของศาลต่าง ๆ ในประเทศไทย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม อานาจศาล อานาจผูพ้ พิ ากษาในการพจิ ารณาคดี โดยผู้เรยี บเรียงหวงั เป็นอย่างย่ิงว่าเอกสารประกอบการสอนเลม่ น้ีมปี ระโยชน์ในด้านตา่ ง ๆ ของวิชาชีพกฎหมายหรือผู้ที่สนใจ ได้นาไปใช้ประโยชน์ทางด้านการศึกษาและเป็นไป ตาม วตั ถปุ ระสงคข์ องผู้เขียน ทงั้ นห้ี ากมีข้อบกพร่อง ผดิ พลาดประการใดเกิดข้นึ ในสว่ นต่างๆ ของเอกสาร ต้องขออภยั มา ณ โอกาสน้ี สมชาติ เกตพุ ันธ์ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง
สารบญั คานา หนา้ สารบัญ (1) (2) แผนบรหิ ารการสอนประจาวิชา (4) 1 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 1 2 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 2 บทท่ี 1 ระบบศาลในประเทศไทย 14 30 ความหมายของศาลและระบบศาล 30 30 ระบบศาลไทยตามรฐั ธรรมนูญ 31 32 บทสรุป 32 41 คาถามทบทวนความรูบ้ ทท่ี 1 43 58 เอกสารอา้ งอิง 62 62 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 2 63 65 บทที่ 2 พระธรรมนูญศาลยุตธิ รรม 67 67 ความหมายของพระธรรมนญู ศาลยุติธรรม 68 76 การแบง่ แผนกในศาลต่าง ๆ 77 77 ประเภทของผู้พิพากษาศาลยุตธิ รรม ประมุขในแตล่ ะศาล สรปุ คาถามทบทวนความร้บู ทที่ 2 เอกสารอา้ งอิง แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 3 บทท่ี 3 เขตอานาจศาล การรบั คดีไวพ้ จิ ารณา เขตอานาจศาลช้ันต้น สรปุ คาถามทบทวนความร้บู ทที่ 3 เอกสารอ้างองิ
(3) แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 4 79 81 บทที่ 4 อานาจผู้พพิ ากษาในการพจิ ารณาคดี 81 88 อานาจตามผู้พพิ ากษาคนเดียว 89 90 สรปุ 91 92 คาถามทบทวนความรู้บทท่ี 4 92 93 เอกสารอา้ งองิ 94 94 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 5 109 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 109 บทท่ี 5 การจ่าย การโอน เรียกคืนสานวนคดีและวชิ าชีพตลุ การ 110 111 การจ่ายสานวน การเรียกคนื หรือโอนสานวนคดี การขอคืนสานวนคดี วชิ าชีพตุลาการ สรุป คาถามทบทวนความรู้บทท่ี 5 เอกสารอา้ งอิง บรรณานกุ รม
(4) แผนบริหารการสอนประจาวิชา รหสั วิชา LW63619 รายวชิ า พระธรรมนูญศาลยตุ ิธรรม เวลาเรียน 60 ช่ัวโมง/ภาคเรียน คาอธบิ ายรายวชิ า ศึกษาระบบศาลต่างๆในประเทศไทย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม อานาจศาล อานาจผู้ พพิ ากษาการพิจารณาคดี และระบบตุลาการ วตั ถปุ ระสงคท์ ่ัวไป 1. เพื่อให้ผเู้ รยี นมีความรู้ความเข้าใจถึงระบบศาลในประเทศไทย 2. เพ่ือใหผ้ ู้เรยี นมีความรู้ความเข้าใจถงึ พระธรรมนูญศาลยตุ ธิ รรม 3. เพือ่ ใหผ้ ู้เรียนมคี วามรู้ความเข้าใจถงึ อานาจศาล 4. เพือ่ ให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจถึงอานาจผพู้ ิพากษาในการพิจารณาคดี มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงบทท่ี 1 ระบบศาลในประเทศไทย แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 1 หัวขอ้ เนอื้ หา 1. ความหมายของศาลและระบบศาลไทย 2. ประวตั ิความเปน็ มาของศาลยุติธรรม 3. ระบบศาลไทยตามรฐั ธรรมนญู ฉบบั พ.ศ.2560 วัตถุประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม 1. ใหค้ วามหมายของคาวา่ ศาลไทยได้ 2. อธบิ ายถึงประวตั ิศาลยตุ ิธรรมได้ 3. อธิบายถึงระบบศาลไทยตามรฐั ธรรมนญู วธิ สี อนและกจิ กรรมการเรียนการสอนประจาบท 1. วธิ กี ารสอน 1.1 วธิ ีการสอนแบบบรรยาย 1.2 วิธีการสอนแบบอภิปราย 2. กจิ กรรมการเรยี นการสอน 2.1 ให้นักศกึ ษาได้อภปิ รายเพ่ือแลกเปลีย่ นความรู้และประสบการณ์ตามเน้ือหา 2.2 ผูส้ อนบรรยายดว้ ยสไลด์ โดยยกตวั อยา่ งกรณีศึกษา และใหน้ กั ศึกษารว่ มอภปิ ราย 2.3. แบง่ กลุ่มศกึ ษาความแตกต่างระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญ สือ่ การเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนพรอ้ มแบบฝึกหดั คาถามท้ายบท 2. สไลดป์ ระกอบคาบรรยายและสอื่ มลั ตมิ ีเดยี และส่ือการสอนแบบออนไลน์ การวัดผลและประเมินผล 1. ฟงั คาบรรยาย รายงานและซักถาม 2. สงั เกตพฤตกิ รรมการมีส่วนรว่ มจากการอภปิ รายหรือแสดงความคิดเหน็
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 2 บทท่ี 1 ระบบศาลในประเทศไทย ในระบบศาลประเทศไทยน้ันปัจจุบันน้ีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติให้ศาลในประเทศไทยมีทั้งหมด 4 ศาล ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรมและศาลทหาร ทั้งน้ีในการศึกษาวิชาพระธรรมนูญศาลยุติธรรมนักศึกษาต้องมี ความรูค้ วามเข้าใจถึงหลกั การพน้ื ฐานในทกุ ตา่ ง ๆ ตามทรี่ ัฐธรรมนูญบัญญัติ ความหมายของศาลและระบบศาล คาว่า ศาล นั้นมีคานิยามปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง่ มาตรา 1 (1) หมายความว่า ศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาที่มีอานาจในการพิจารณาคดีแพ่ง และ มีปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมาวิธีพิจารณาความอาญา ในมาตรา 2(1) หมายความว่า ศาลยุติธรรมหรือผู้พพิ ากษาซึง่ มีอานาจทาการอันเก่ียวกับคดีอาญา ดังนั้นเม่ือพิจารณาจากคานิยามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจะได้คานิยามออกเป็น 2 ประการ คือ ประการแรก หมายถึงศาลยุติธรรมที่เป็นสถานท่ีสาหรับใช้ในการพิจารณาคดี และประการที่หมายถึง ผพู้ พิ ากษาหรือตัวบุคคลผมู้ อี านาจในการพิจารณาคดีแพ่งหรือคดีอาญา คาว่า ระบบ นั้นหมายถึง ระเบียบเก่ียวกับการรวมสิ่งต่าง ๆ ซ่ึงมีลักษณะซับซ้อนให้ เข้าลาดับประสานกนั เปน็ อนั เดียว ตามหลักเหตผุ ลทางวิชาการ และหมายถงึ ปรากฎการณ์ทาง ธรรมชาติซ่ึงมีส่วนสัมพั นธ์ป ระสารเข้ากันโดยกาห นดรวมเป็น อันห นึ่งอัน เดียว (ราชบณั ฑิตยสถาน,2525,673) เม่ือรวมเป็น ระบบศาล จึงหมายถึง การจัดระเบียบศาลที่มีลักษณะซับซ้อนให้ ประสานเป็นอนั หนึง่ อันเดียวกนั เพอื่ ปฏิบตั ภิ ารกิจผดุงความยตุ ิธรรมใหก้ ับสงั คม
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 3 ประวัตศิ าลยุตธิ รรม ศาลและกระทรวงยุติธรรมได้ววิ ัฒนาการก้าวหนา้ ขึ้นมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันต้งั แต่ อดีตในสมัยกรงุ สโุ ขทยั กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีและสมยั รัตนโกสินทร์ทั้งไดม้ ีการเปล่ียนแปลง ถงึ การศาลมาเรื่อย ๆ ดังนี้ กรงุ สโุ ขทัย ในสมัยนี้บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ดังคาพังเพยท่ีว่า “ในน้ามีปลา ในนามีข้าว” ประชาชนพลเมืองมีน้อย อยู่ในศีลในธรรมคดีความจึงมีไม่มาก พระมหากษัตริย์กับประชาชนมีความ ใกล้ชิดกัน พระมหากษัตริย์จึงทรงตัดสินคดีความด้วยพระองค์เองเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มี หลักฐานจาก ศิลาจารึกว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงมอบให้ขุนนางตัดสินคดีแทนด้วย ในสมัยนี้พอมีหลักฐานเก่ียวกับ การพิจารณาคดีจากหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคาแหง “ในปากประตูมีกระด่ิงอันหนึ่งแขวนไว้ห้ัน ไพร่ฟ้าหน้าปก กลางบ้านกลางเมืองมีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจมันจักกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปลั่น กระด่ิงอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคาแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เม่ือถามสวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ใน เมืองสุโขทัยน้ีจึงชม ไพร่ฟ้า ลูกเจ้า ลูกขุนผิแลผิแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล้วจึงแล่งความแก่ข้าด้วย ซือ่ บ่อเข้าผู้ลักมักผู้ซอ่ นเห็นข้าวท่านบ่อใครพ่ ิน เห็นสินท่านบ่อใคร่เดือด” จากศิลาจารึกน้ีทาให้ทราบ ว่า การร้องทุกข์ในสมัยนั้นร้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง และพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นผู้ไต่สวน พิจารณาคดีด้วยพระองค์เอง หรือให้ขุนนางเป็นผู้ไต่สวนให้ถ่องแท้และตัดสินคดีด้วยความเป็นธรรม ไม่ลาเอียงและไม่รับสินบน ซ่ึงเป็นหลักการสาคัญใน การพิจารณาคดีในสมัยน้ัน สาหรับสถานที่ พจิ ารณาคดที ่ีเรียกว่า ศาลยตุ ิธรรมนัน้ ในสมยั สโุ ขทัยไม่ปรากฏว่ามศี าล ตัดสินคดีเหมอื นในสมัยน้ี แต่ก็ มีหลักฐานจากหลักศิลาจารึกว่า ในสมัยพ่อขุนรามคาแหงทรงใช้ ป่าตาลเป็นท่ีพิจารณาคดี ซึ่งพอ เทียบเคียงไดว้ ่าเปน็ ศาลยุตธิ รรมในสมัยนั้น “1214 ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคาแหงเจา้ เมอื งศรีสชั นาลัย สุโขทัยนี้ ปลูกไม้ตาลนี้ได้ 14 เท่า จึงให้ช่างฟันกระดาษเขียนตั้งหวา่ งกลางไม้ตาลนี้ วันเดือนดับเดือน หก 8 วัน วันเดือนเต็มเดือนบั้ง ฝูงปู่ครูเถร มหาเถรข้ึนน่ังเหนือกระดานหินสวดธรรมแก่อุบาสก ฝูงถ้วยจาศีล ผิใช่วันสวดธรรม พ่อขุนรามคาแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยข้ึนนั่งเหนือกระดาษหิน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 4 ให้ฝูงถ้วยลูกเจ้า ลูกขุน ฝูงถ้วยถือบ้านถือเมือง ในกลางป่าตาลมีศาลา 2 อัน อันหน่ึงช่ือศาลพระมาส อันหน่งึ ชื่อพุทธศาลา กระดานหินน้ีชื่อมนังคศิลาบาท” จากศิลาจารึกนี้พอเทียงเคียงได้ว่า ป่าตาลเป็น ศาลยุติธรรม สมัยสุโขทัย และพระแท่นมนังคศิลาบาทเป็นเสมือนบัลลังก์ศาลในสมัยนั้น สาหรับ กฎหมายท่ีใช้ในสมัยสุโขทัยซึ่งปรากฎในศิลาจารึกหลักที่หนึ่งนั้น มีลักษณะคล้ายกฎหมายในปัจจุบัน เช่น กฎหมายกรรมสิทธ์ิท่ีดิน “หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้ แก่มัน” กฎหมายพาณิชย์ “ใครจะใคร่ค้าม้าค้า ใครจะใคร่ค้าเงินค้า ค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส” นอกจากน้ันแล้วในหลักศิลาจารึกยังกล่าวถึงกฎหมายลักษณะโจรและการลงโทษ เช่น ขโมยข้าทาส ของผู้อื่น “ผิผู้ใดหากละเมิน และไว้ข้าท่านพ้น 3 วัน คนผู้น้ันไซร้ท่านจะให้ไหมแลวันแลหม่ืนพัน” นอกจากกฎหมายต่าง ๆ ที่มีลักษณะเหมือนกฎหมายปัจจุบันแล้ว ยังใช้กฎหมายคัมภีร์พระ ธรรมศาสตร์ของอนิ เดยี ด้วย สาหรับการลงโทษในสมัยสุโขทยั ตามหลักศิลาจารกึ กฎหมายลักษณะโจร มีโทษเพียง ปรับเท่าน้ัน ไม่มีหลักฐานการลงโทษที่รุนแรงถึงตาย ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะบ้านเมืองอุดม สมบูรณ์ ประชาชนมีไม่มากและเป็นผู้ที่เคร่งครัดอยู่ในศีลในธรรมตามหลักพุทธศาสนา ประชาชนจึง อยูร่ ่วมกนั อยา่ งเป็นสขุ กรุงศรีอยธุ ยา ต้งั แต่สมัยพระเจ้าอูท่ องทรงสถาปนากรุงศรอี ยุธยาเป็นราชธานี บ้านเมืองก็เจริญข้ึน ตามลาดับ ราษฎรก็เพ่ิมมากข้ึน ทาให้พระราชภารกิจของพระมหากษัตริย์มีมากขึ้น จึงมิอาจทรงพระ วินิจฉัยคดีความด้วยพระองค์เองได้อย่างท่ัวถึงเช่นกาลก่อน จึงทรงมอบอานาจหน้าท่ีเก่ียวกับการ วินิจฉัยอรรถคดีของอาณาประชาราษฎร์ให้แก่ ราชครู ปุโรหิตา พฤฒาจารย์ ซ่ึงเป็นมหาอามาตย์ พราหมณ์ในราชสานักและเสนาบดีต่าง ๆ เป็นผู้ว่าการยุติธรรมต่างพระเนตรพระกรรณทาให้ พระมหากษัตริย์ไม่อาจใกล้ชิดกับราษฎรเหมือนสมัยสุโขทัยแม้ว่า พระมหากษัตริย์จะดูเหมือน ห่างไกลจากราษฎร แต่ว่าบทบาททางด้านการยุติธรรมน้ันกลับดูใกล้ชิดกับราษฎรอย่างยิ่ง โดยทรง เป็นที่พึงสุดท้ายของราษฎร ถ้าราษฎรเห็นว่าตนไม่ได้รับความยตุ ิธรรมในการพิจารณาคดีก็มีสิทธิท่ีจะ ถวายฎีกา เพื่อขอให้พระมหากษัตริย์พระราชทานความเป็นธรรมแก่ตนได้ ซ่ึงเป็นประเพณีสืบต่อมา
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 5 จนถึงปัจจุบัน และเมื่อพระมหากษัตริย์ทรง พระวิจารณญาณวินิจฉัยอรรถคดีใดด้วยพระองค์เอง พระบรมราชวินิจฉัยในคดีน้ันก็เป็นบรรทัดฐานที่ศาลสถิตย์ยุติธรรมพึงถือปฏิบัติสืบต่อมา ผู้ทาหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการยุติธรรมแทนพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมี 3 กลุ่มไดแ้ ก่ ลูกขุน ณ ศาลหลวง ตระลาการ ผู้ปรับ การพิจารณาคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้กล่าวหาหรือผู้ที่จะร้องทุกข์ ต้องร้องทุกขต์ อ่ จ่าศาลวา่ จะฟอ้ งความอย่างไรบา้ ง จา่ ศาลจะจดถ้อยคาลงในหนงั สือแล้วสง่ ใหล้ กู ขนุ ณ ศาลหลวงพิจารณาว่า เป็นการฟ้องร้องตามกฎหมายควรรับไว้พิจารณาหรือไม่ ถ้าเห็นควรรับไว้ พิจารณาจะพจิ ารณาต่อไปว่า เป็นหน้าที่ของศาลกรมไหนแล้วส่งคาฟอ้ งและตัวโจทก์ไปยังศาลน้นั เช่น ถ้าเป็นหน้าท่ีกรมนา จะส่งคาฟ้องและโจทก์ไปที่ศาลกรมนา ตระลาการศาลกรมนาก็จะออก หมายเรียกตวั จาเลยมาถามคาให้การไตส่ วนเสรจ็ แล้วสง่ คาใหก้ ารไปปรึกษาลกู ขุน ณ ศาลหลวงว่ามีข้อ ใดตอ้ งสบื พยานบา้ ง เมื่อลกู ขุนส่งกลับมาแล้ว ตระลาการก็จะทาการสืบพยานเสรจ็ แล้วกท็ าสานวนให้ โจทก์และจาเลยหยิกเล็บมือท่ีดินประจาผูกสานวน เพ่ือเป็นพยานหลักฐานว่าเป็นสานวนของโจทก์ จาเลย แล้วส่งสานวนคดีไปให้ลูกขุน ณ ศาลหลวง ลูกขุน ณ ศาลหลวงจะพิจารณาคดีแล้วช้ีว่าฝ่ายใด แพ้คดี เพราะเหตุใดแล้วส่งคาพิพากษาไปให้ผู้ปรับ ผู้ปรับจะพลิกกฎหมายและกาหนดว่าจะลงโทษ อย่างไรตามมาตราใด เสร็จแล้วส่งคืนให้กรมนา ตระลาการกรมนาจะทาการปรับไหมหรือลงโทษตาม คาพิพากษา หากคู่ความไม่พอใจตามคาพิพากษา ก็สามารถอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาหัวเมืองนั้น ๆ ถ้ายังไม่พอใจก็สามารถถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ได้อีก ศาลในสมัยกรงุ ศรีอยุธยาตอนต้นมี 4 ศาล ตามการปกครองแบบจตสุ ดมภ์ โดยเร่มิ ทกี่ รมวงั ก่อนแล้วจึงขยายไปยังท่ีกรมอื่น ๆ ในตองกลางกรุงศรี อยุธยามีการตั้งกรมต่าง ๆ ขึ้นจึงมีศาลมากมายกระจายอยู่ตามกรมต่าง ๆ ทาหน้าที่พิจารณาคดีท่ี เก่ียวกับกรมของตน ในช่วงกลางสมัยกรุงศรีอยุธยามีการรวมรวบกรมต่าง ๆ ข้ึนเป็นกระทรวงจึงแบ่ง ศาลออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ศาลความอาญา ศาลความแพ่ง สองศาลนี้ข้ึนอยู่กับกระทรวงวัง ชาระความคดอี าญาและคดีความแพ่งทั้งปวง ศาลนครบาล ขน้ึ อยกู่ บั กระทรวงนครบาล ชาระความคดี โจรผู้ร้าย เสี้ยนหนามแผ่นดิน ท่ัวไป ศาลการกระทรวง ข้ึนอยู่กับกระทรวงอื่น ๆ ชาระคดีที่อยู่ใน หน้าท่ีของกระทรวงนั้น ๆ ส่วนสถานท่ีพิจารณาคดีหรือที่ทาการของศาลในสมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากศาลหลวงท่ี ต้ังอยู่ในพระบรมมหาราชวังแล้ว ศาลอื่น ๆ ไม่มีที่ทาการโดยเฉพาะ สมเด็จกรม พระยาดารงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า ท่ีทาการของศาลหรือที่พิจารณาคดีคงใช้บ้าน
6 ของตระลาการของศาลแต่ละคนเป็นท่ีทาการ สาหรับท่ีตั้งของศาลหลวงน้ันมีหลักฐานตามหนังสือ ประชุมพงศาวดารภาค 63 ว่าด้วยตานานกรุงเก่ากล่าวว่า ศาลาลูกขุนนอก คือศาลหลวงคงอยู่ภายใน กาแพงช้ันนอกไม่สู้ห่างนัก คงจะอยู่มาทางใกล้กาแพงริมน้า เน่ืองจากเม่ือขุดวังได้พบดินประจาผูก สานวนมีตราเป็นรูปต่าง ๆ และบางก้อนก็มีรอยหยิกเล็บมือ ศาลหลวงคงถูกไฟไหม้เมือเสียกรุง ดินประจาผูกสานวนจึงสุกเหมือนดินเผา มีสระน้าอยู่ในศาลาลูกขุนใน สระน้าน้ีในจดหมายเหตุซึ่งอ้าง ว่าเป็นคาให้การของขุนหลวงหาวัด ว่าเป็นที่สาหรับพิสูจน์คู่ความให้ดาน้าในสระนั้น เพ่ือพิสูจน์ว่า กล่าวจริงหรือกล่าวเท็จ กฎหมายในสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา แบง่ เปน็ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คอื 1. พระธรรมศาสตร์ เป็นกฎหมายด้ังเดิมของไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เป็นหลัก กฎหมายท่ีลูกขุนฝ่ายในศาลหลวงจะต้องยึดถือปฏิบัติ และใช้ในการวินิจฉัยคดี มีบทกาหนด ลกั ษณะของตลุ าการข้อพงึ ปฏิบัติของตลุ าการคาสง่ั สอนตลุ าการ 2. พระราชศาสตร์ เป็นพระบรมราชวินิจฉัยในอรรถคดีของพระมหากษัตริย์ เช่น การ วินิจฉัยคดีท่ีราษฎรฎีกาเป็นต้นซึ่งต้องยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมาจนกลายเป็นกฎหมาย 3. พระราชกฎหมาย กาหนดกฎหมายอ่ืน ๆ เป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์พระองค์ ต่างๆทรงตราขึ้นตามความเหมาะสมและความจาเป็นของแต่ละสมัยท่ีมีอยู่เป็นจานวนมาก การลงโทษผกู้ ระทาผดิ ในสมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยามีความรนุ แรงมากถงึ ขัน้ ประหารชวี ติ การประหารชีวิตโดยทั่วไป ใช้วิธีตัดศีรษะด้วยดาบ แต่ถ้าเป็นคดีกบฎประหารชีวิตด้วยวิธีที่ ทารุณมาก การลงโทษหนักท่ีไม่ถึงข้ันประหารชีวิตจะเป็นการลงโทษทางร่างกายให้เจ็บปวด ทรมานโดยวธิ ตี า่ ง ๆ เพอื่ ใหเ้ ขด็ หลาบ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 7 กรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมพี ระราชภารกจิ ในการสงคราม เพื่อกอบก้เู อกราช จากพม่าและการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นบึกแผ่น ประกอบกับพระองค์ทรงครองราชย์เพียง 15 ปี จึงมิได้เปลี่ยนแปลงระบบการยุติธรรมคงใช้กฎหมายและระบบศาลของกรุงศรีอยุธยา สบื เนอ่ื งมา กรุงรัตนโกสนิ ทร์ พระมหากษัตริย์ไทยทรงแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ชัดแจ้งอีกคร้ังว่าพระองค์ท่านทรง ตั้งพระทัยท่ีจะประสิทธ์ิประสาทความยุติธรรม ให้แก่อาณาประชาราษฎร์อย่างแท้จริง เมอ่ื นายบุญศรีชา่ งเหล็กหลวงไดถ้ วายฎกี าต่อพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีโดยอาแดงป้อมผู้เป็นภรรยาได้นอกใจทาชู้กับ นายราชาอรรถและมาฟ้องหย่านายบุญศรีไม่ยอมหยา่ ให้ แต่ลกู ขุนตัดสินให้หย่าได้ นายบุญศรี เห็นว่าตัดสินไม่เป็นธรรมจึงร้องทุกข์ถวายฎีกา สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรง สอบสวน พบว่าลูกขุนตัดสินต้องตรงความกฎหมายซ่ึงบัญญัติว่า “ชายหาผิดมิได้หญิงขอหย่า ท่านว่าให้หญิงหย่าชายได้” พระองค์ทรงพระราชดาริว่า หลังจากเสียกรุงแก่พม่าแล้ว มีการ ดัดแปลงแต่งเติมกฎหมายให้ฟั่นเฟือนวิปริตขาดความยุติธรรม สมควรท่ีจะชาระสะสางใหม่ เพื่อให้ทรงไว้ ซ่ึงความยุติธรรม จึงทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตรวจสอบกฎหมายต่าง ๆ ให้ตรงตามพระธรรมศาสตร์ แล้วจัดเป็นหมวดหมู่ และเพื่อป้องกันการดัดแปลงแก้ไขจึงทรง โปรดให้จัดทาเป็น 3 ฉบับมีข้อความตรงกันแยกเก็บไว้ท่ีห้องเครื่อง หอหลวง และศาลหลวง แห่งละ 1 ฉบับแต่ละฉบับประทับตราเป็นสัญลักษณ์ 3 ดวง คือ ตราพระราชสีห์ ตราพระคช สีห์ และตราบัวแก้ว เรียกว่า กฎหมายตราสามดวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงเอาพระทัยใส่ในการพิจารณาคดีกับทรงห่วงใยในการดาเนินคดีต่ออาณา ประชาราษฎร์ จึงทรงให้ขุนศาลตุลาการพิจารณาคดีโดยรวดเร็ว โดยการกาหนดขั้นตอนให้ ปฏิบัติหากมีปัญหาให้นาความกราบบังคมทูล พระมหากรุณาห้ามกดความของราษฎรให้
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 8 เน่ินช้าเป็นอันขาดพระมหากษัตริย์พระองค์อ่ืน ๆ ทรงมีพระราชกรณียกิจอันสาคัญยิ่งต่องาน ศาล และกระทรวงยุติธรรมดังจะกล่าวต่อไป ในดา้ นการพิจารณาคดสี มยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์ก่อน ตง้ั กระทรวงยุติธรรมน้ัน หลักใหญ่ยังคงใช้วธิ ีเดียวกบั สมัยกรุงศรีอยธุ ยา กฎหมายท่ีใช้บังคับใน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นน้ี เป็นกฎหมายในสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่รวบรวมใหม่เรียกว่า กฎหมายตราสามดวง ซึ่งต่อมาเป็นการแก้ไขเพ่ิมเติมและบัญญัติใหม่เพ่ือให้เหมาะแก่กาลสมัย การบังคับใช้กฎหมายและระบบพิจารณาคดีแบบกรุงศรีอยุธยา ในระยะแรกไม่มีปัญหา แต่ นานเข้ากรงุ รัตนโกสินทรม์ ีการติดต่อสัมพันธ์กับชาวต่างประเทศ สภาพบ้านเมืองเปล่ียนแปลง ไปทาให้ระบบศาลในการพิจารณาคดีกับกฎหมายต่าง ๆ ท่ีใช้บังคับมาแต่โบราณไม่เหมาะสม เน่ืองจากการพิจารณาไต่สวนคดีล้าสมัย เช่น การทรมานให้รับสารภาพ และการลงโทษที่ รุนแรงและทารุณต่าง ๆ ปัญหานี้เริ่มชัดข้ึนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือชาวต่างประเทศขอทาสนธิสัญญาสภาพนอกอาณาเขตไมย่ อมข้นึ ศาลไทย เริ่มจากประเทศ อังกฤษขอต้ังศาลกงสุลประเทศแรก เพื่อพิจารณาคดีคนในบังคับของอังกฤษตกเป็นจาเลย ต่อมาชาติอ่ืน ๆ ก็ขอตั้งศาลกงสุลของตนบ้าง เช่น ฝรั่งเศส เดนมาร์ก โปรตุเกส ทาให้คนไทย ต้องเสียเอกราชทางศาลบางส่วนไปเม่ือมีกรณีพิพาทกับชาวต่างประเทศ มีผู้พิพากษาเป็นชาว ต่างประเทศ ดังนั้นจึงจาต้องปรับปรุงการศาลให้ทันสมัย โดยเร่ิมต้นจากการรวบรวมศาล ต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายมารวมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน จัดตั้งศาลสถิตย์ยุติธรรมข้ึนเม่ือปี พ.ศ. 2425 (ร.ศ. 101) โปรดเกล้าให้จารึกเรื่องที่ทรงพระราชดาริให้สร้างศาลหลวงน้ีไว้ในหิรัญบัตร บรรจุหีบไว้ในแท่งศิลาใหญ่ ซึ่งเป็นศิลาปฐมฤกษ์ เพื่อให้เป็นส่ิงสาคัญประจาศาลสืบไปภาย หน้า ขอให้ธรรมเนยี มยุตธิ รรมนี้จงเจรญิ ร่งุ เรอื งแผไ่ พศาลสมดังพระบรมราชประสงค์โดยสุจริต ศาลสถิตย์ยุติธรรมนี้เป็นที่ประชุมของลูกขุนตระลาการ ขุนศาลทุกกระทรวง และกาหนดให้ผู้ พิพากษาทาหน้าท่ีพิจารณาคดี และศาลยุติธรรมอยู่ฝ่ายเดียวมิให้เกี่ยวกับราชการอื่น เพ่ือให้ เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นที่เก็บรักษากฎหมายต่าง ๆ ทั้งเก่าและใหม่ทุก ประเภทใหอ้ ยู่ในท่ีเดยี วกนั เพือ่ จะใหส้ อบสวนง่ายทาใหค้ ดีเสรจ็ เร็วขน้ึ ต่อมา 1 ปีประเทศอังกฤษยอมผ่อนปรนเอกราชทางการศาลกับไทย โดยยอมให้ตั้งศาล ต่างประเทศที่จังหวัดเชียงใหม่ขึ้นเป็นแห่งแรก ศาลน้ีประกอบด้วย ผู้พิพากษาไทย และกงสุล อังกฤษน่ังร่วมกันพิจารณาคดีท่ีคนในบังคับอังกฤษเป็นคู่ความกันเอง หรือคนในบังคับอังกฤษ
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 9 เป็นคู่ความ ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ลาปาง ลาพูน แต่อังกฤษก็ยังสงวนสิทธิท่ีจะถอนคดีไปให้ ศาลกงสุลอังกฤษพจิ ารณาคดีเอง ต่อมาปี พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงจัดต้ังกระทรวง ยุติธรรมขึ้น เพ่ือรวบรวมศาลที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ให้มารวมอยู่ในกระทรวง เดียวกันคือกระทรวงยุติธรรม โดยใช้อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมเป็นที่ทาการ โดยเริ่มจากการ รวบรวมศาลในกรุงเทพฯ ก่อนทาให้ศาลในกรุงเทพฯ ซ่ึงเคยมีถึง 16 ศาลเหลือเพียง 7 ศาล ครั้นรวบรวมศาลในกรุงเทพฯ ให้สงั กัดกระทรวงยุติธรรมแล้ว ในปี พ.ศ. 2439 ได้รวบรวมศาล หัวเมืองต่าง ๆ ต้ังเป็นศาลมณฑลสังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยเร่ิมจากต้ังศาลมณฑลกรุงเก่า เป็นแห่งแรกที่จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา โดยใช้พระที่น่ังพิมานรัถยาในพระราชวังจันทร์เกษม เป็นทที่ าการ หลังจากน้ันได้ตง้ั ศาลมณฑลอ่ืน ๆ ตลอดราชอาณาจักร ศาลหวั เมืองในขณะน้นั มี 3 ประเภท คือ ศาลมณฑล ศาลเมือง และศาลแขวง เมื่อสถาปนากระทรวงยุติธรรมและจัด ระเบียบการต้ังศาลหัวเมืองแล้ว ได้มีการปฏิรูปศาลให้ทันสมัยมากมาย เช่น ดาเนินการแยก อานาจบริหารและอานาจตุลาการออกจากกัน โดยให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบทา ให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยสะดวก ส่วนหน้าที่ในการพิจารณาและพิพากษาคดเี ป็น หน้าที่ของผู้พิพากษา ปรับปรุงระบบการพิจารณาคดี การสืบพยานให้รวดเร็วและทันสมัย เปล่ียนโทษเฆ่ียนตีมาเป็นโทษจาขังแทน เลิกวิธีพิจารณาคดีโจรผู้ร้ายตามจารีตนครบาล ร.ศ. 115 โดยยกเลิกวิธีทรมานต่าง ๆ ให้รับสารภาพ นอกจากน้ียังมีการปรับปรุงกฎหมายและ ระบบศาลต่าง ๆ อีกหลายประการ นบั ว่าการจัดต้ังกระทรวงยุติธรรมก่อให้เกิดการพัฒนาทาง ศาลอย่างมากมาย ภายหลังจากการต้ังกระทรวงยุติธรรม 1 ปีก็ยกเลิกศาลกรมกองตระเวน ต้งั ใหมเ่ ปน็ ศาลโปริสภา ซ่ึงเป็นตน้ กาเนดิ ศาลแขวงต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ สาหรบั พิจารณาคดีเล็ก ๆ น้อยสาหรับประชาชน 4 จังหวัดภาคใต้ท่ีนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ คือจังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตลู พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้กฎหมายอสิ ลามบงั คบั ในคดคี รอบครบั และมรดก สาหรับอิสลามศาสนิกทมี่ ีภมู ลิ าเนาใน 4 จังหวัดดังกล่าว มีดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้พิพากษาร่วมด้วยซ่ึงเป็นการขยายความยุติธรรมให้ ทวั่ ถึงยิ่งขึน้ และยังถือปฏิบตั ิมาตราบเทา่ ทุกวนั นี้
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 10 พ.ศ. 2447 ประเทศฝร่งั เศส เดนมาร์ก และอิตาลี ยนิ ยอมให้คนในบังคับของตนท่ีอยู่ใน ภาคเหนอื ข้นึ ศาลตา่ งประเทศทจี่ ังหวัดเชียงใหม่ทานองเดียวกบั ประเทศองั กฤษ พ.ศ. 2450 ฝรั่งเศสได้ทาสนธิสัญญายินยอมให้คนในบังคับของฝร่ังเศสที่เป็นชาวเอเชีย ขึ้นศาลต่างประเทศทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา เม่ือประเทศไทยใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 เมื่อ พ.ศ. 2451 อันเป็นประมวลกฎหมายระบบสากลฉบับแรกของไทย หลังจากนั้น ประเทศต่าง ๆ ได้ทยอยทาสนธิสัญญาคืนอานาจศาลให้ไทยโดยให้คนในบังคับของตนข้ึนศาล ไทย ตอ่ มาปี พ.ศ. 2455 จึงมกี ารแยกอานาจตุลาการออกจากกระทรวงยตุ ิธรรมตามระเบียบ จัดราชการกระทรวงยุติธรรม ร.ศ. 131 ซึ่งกาหนดให้เสนาบดกี ระทรวงยุตธิ รรมมีอานาจบงั คับ บัญชาฝ่ายธุรการของกระทรวงยุติธรรมอย่างเดียว ส่วนอธิบดีศาลฎีกามีอานาจหน้าที่วาง ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการ การโยกย้าย และเลื่อนตาแหน่งผู้พิพากษา และวินิจฉัยข้อ กฎหมายอันเปน็ หลกั ทีย่ ดึ ถือจนถึงปจั จุบัน พ.ศ. 2459 มีการเปลี่ยนศาลเมืองเป็นศาลจังหวัด เพ่ือให้สอดคล้องกับการปกครอง กระทรวงมหาดไทยท่ีเปล่ียนเมืองเป็นจังหวัด ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยหู่ วั ไทยได้รว่ มกบั ฝ่ายสมั พนั ธมติ รประเทศสงครามกับฝ่ายเยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี ในปี พ.ศ. 2457 เม่ือฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม ไทยได้รับเอกราชทางการศาลคืน จากเยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี ในปี พ.ศ. 2462 ส่วนประเทศพันธมติ รที่ร่วมชนะสงคราม ก็ได้ รบั รองเอกราชทางการศาลไทยด้วย ในช่วงนนี้ ับว่าไทยได้รับเอกราชทางการศาลเกือบสมบูรณ์ นอกจากนั้นประเทศสัมพันธมิตรก็ยังให้สนธิสัญญาว่าหากประเทศไทยประกาศใช้ประมวล กฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาคดี และกฎหมายวา่ ด้วยพระธรรมนูญศาลยุตธิ รรมครบถว้ นแล้วจะให้เอกราชทางการศาลไทยโดย สมบูรณ์ภายใน5ปี ในขณะนั้นประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 อยู่ หนึง่ ฉบับ และได้รบี เร่งร่างกฎหมายท่ีเหลอื อกี 3 ฉบับ พ.ศ. 2475 เม่ือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับ แรกแก่ปวงชนชาวไทย การดาเนินการในเร่ืองเอกราชทางการศาลได้กระทาอย่างต่อเน่ือง จนกระท่งั พ.ศ. 2478 จงึ ได้ประกาศใช้พระธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรม
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 11 พ.ศ. 2477 ครบถ้วนเป็นฉบบั สุดท้าย พ.ศ. 2481 ซ่ึงตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ประเทศ ตา่ ง ๆ จงึ ได้ยกเลิกสนธิสญั ญาโดยใหเ้ อกราชทางการศาลไทยจนหมดส้ินซง่ึ เรว็ กว่ากาหนด 2 ปี พระธรรมนญู ศาลยตุ ธิ รรม พ.ศ. 2477 ได้เปลี่ยนศาลมณฑลเป็นศาลจังหวัด และเรียกศาลในสังกัดกระทรวง ยุติธรรมว่า ศาลยุตธิ รรม แบ่งเป็น 3 ชน้ั คอื ศาลฎกี า ศาลอุทธรณ์ และศาลช้ันตน้ ต่อมาได้มีการจัดต้ังศาลข้ึนอีกหลายศาล กล่าวคือ พ.ศ. 2495 จัดตั้งศาลคดีเด็กและ เยาวชนกลางท่กี รุงเทพฯ เปน็ แหง่ แรก และตอ่ มาได้ขยายไปตา่ งจงั หวัดด้วย พ.ศ. 2523 จัดตั้งศาลแรงงานในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2525 จัดตั้งศาลแพ่งธนบุรีและศาล อาญาธนบุรี เพอื่ อานวยความสะดวกใหแ้ กป่ ระชาชนย่านฝงั่ ธนบุรี พ.ศ. 2529 จัดตั้งศาลภาษีอากรกลางในกรงุ เทพฯ พ.ศ. 2535 เปล่ียนแปลงศาลคดีเด็ก และเยาวชนเป็นศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อขยายการคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้ กว้างขวางย่ิงข้ึน ในปี พ.ศ. 2535 เป็นวาระครบ 100 ปี กระทรวงยุติธรรม มีศาลสังกัด กระทรวงยุติธรรมดงั นี้ ศาลฎีกา เป็นศาลสูงสุดของประเทศมีศาลเดียว ต้ังอยู่ในกรุงเทพมหานคร มีหน้าท่ี พจิ ารณาพิพากษาคดีท่อี ุทธรณ์คาพิพากษา หรือคาสง่ั ศาลอทุ ธรณต์ ามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย วา่ ด้วยการฎีกา ศาลอุทธรณ์ เป็นศาลสูงชั้นกลางมี 4 ศาล ต้ังอยู่ในกรุงเทพมหานคร มีอานาจพิจารณา พิพากษาคดีที่อุทธรณ์คาพิพากษา หรือคาส่ังของศาลช้ันต้น ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่า ดว้ ยการอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีเขตอานาจในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง และภาคตะวันออก ศาลอุทธรณภ์ าค 1 มีเขตอานาจในเขตพ้ืนที่ภาคตะวัตออกเฉียงเหนือ ศาล อุทธรณ์ภาค 2 มีเขตอานาจในเขตจังหวัดภาคเหนือ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีเขตอานาจในเขต จังหวดั ภาคใต้ ศาลชั้นต้น เป็นศาลท่ีรับฟ้องในเรื่องช้ันคดี ท้ังในคดีแพ่งและคดีอาญา เว้นแต่จะมี กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ประกอบด้วย ศาลช้ันต้นในกรุงเทพมหานคร เช่น ศาลแพ่ง ศาล อาญา ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ศาลแรงงานกลาง ศาลภาษีอากรกลาง และศาลแขวง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 12 ต่าง ๆ กับศาลชั้นต้นในจังหวัดอ่ืน ๆ นอกจากกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดทางด้านการยุติธรรมนับตั้งแต่จัดต้ังกระทรวงยุติธรรม เมื่อ 100 ปีท่ีแล้ว ก็ได้สร้างความเจริญให้แก่ศาลและวงการตุลาการของประเทศไทยในการ พฒั นาก้าวหน้าควบคู่กันมาโดยตลอดจนกระท่ังเป็นศาลทที่ ันสมัยทัดเทียมนานาอารยประเทศ ในปัจจุบันน้ีกระทรวงยุติธรรม ก็มีบทบาทในการสนับสนุนงานยุติธรรมของศาลด้าน งบประมาณ งานด้านอาคารสถานท่ี และงานธุรการต่าง ๆ เพื่ออานวยความยุติธรรมแก่ ประชาชน เช่น จัดต้ังสานักงานคุมประพฤติกลางและสานักงานคุมประพฤติประจาศาลต่าง ๆ เพ่ือแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทาผิดให้กลับตนเป็นพลเมืองดี ทาให้ลดจานวนคดีลง เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชนอย่างย่ิงจึงขยายงานคุมประพฤติ ตั้งเป็นกรมคุมประพฤติ ใน พ.ศ. 2535 จัดตั้ง สานักงานอนุญาโตตุลาการ เพ่ือเผยแพร่การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการโดยไม่ตอ้ งข้ึน ศาลในด้านการพัฒนาที่ทาการของศาลนนั้ กระทรวงยุติธรรมก็ไดด้ าเนินการจัดตงั้ ที่ทาการศาล เพ่ิมเติมตลอดมา เพื่อให้เพียงพอต่อการพิจารณาคดีและอานวยความสะดวกแก่ประชาชนใน โอกาสครบ 100 ปีกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ. 2535 กระทรวงยุตธิ รรมไดด้ าเนนิ การเปิดอาคาร ที่ทาการใหม่ สาหรับศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ศาลแพ่ง ศาลอาญา และศาลภาษีอากร กลาง จะเห็นได้ว่ากระทรวงยุติธรรมนั้นได้ปรับปรุงพัฒนาตลอดเวลา เพื่อให้สามารถรองรับ งานยุติธรรมของศาลได้ ใน พ.ศ. 2534 แบ่งเป็น 4 หน่วยงาน การบริหารงานราชการของ กระทรวงยุตธิ รรมมจี ดุ ม่งุ หมายในการสนับสนนุ ใหก้ ารดาเนินกระบวนการพิจารณาคดีของศาล เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วและเป็นธรรม อานวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ซ่ึงเป็น จุดมุ่งหมายเดียวกันกับศาลยุติธรรม ดังน้ันศาลและกระทรวงยุติธรรม จึงมีความสัมพันธ์กัน อยา่ งแนน่ แฟ้นตลอดระยะเวลา 100 ปี สถาบันหน่ึงที่มีส่วนสาคัญต่องานศาลและกระทรวงยุติธรรม คือ องค์พระมหากษัตริย์ อันเป็นต้นกาเนิดของศาลยุติธรรมและมีบทบาทสาคัญท่ีสุดในการพัฒนาระบบศาลและงาน ยุติธรรมดังที่ได้ทราบกันมาแล้วแม้ในระยะหลังเปลี่ยนแปลงการปก ครองสู่ระบอบ ประชาธิปไตยแล้ว
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 13 องค์พระมหากษัตริย์ยังทรงให้ความสาคัญต่องานยุติธรรมมิได้ย่ิงหย่อนกว่าบูรพ กษตั ริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั อานนั ทมหดิ ล แม้จะมีพระชนม์น้อยแต่ทรงสนพระทยั ใน กิจการศาลเป็นอันมาก ทรงเสด็จเหยียบศาลหัวเมือง 2 ครง้ั คร้ังแรกเม่ือวันท่ี 8 มีนาคม พ.ศ. 2489 ณ ศาลจังหวัดนครปฐม และคร้ังที่ 2 วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ณ ศาลจังหวัด ฉะเชิงเทรา การเสด็จเหยียบศาลถึง 2 ครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ เสด็จประทบั บัลลังก์ร่วมกับพระอนชุ า ในการพิจารณาพิพากษาคดีกับผู้พิพากษา คดีที่ทรงเป็น ประธานในการพิจารณาพิพากษาท้ัง 2 ครั้ง เป็นคดีลักทรัพย์ซึ่งจาเลยไม่เคยทาความผิดมา กอ่ น ศาลพพิ ากษาให้รอการลงโทษตามพระบรมราชวนิ ิจฉัย เป็นผลใหจ้ าเลยท้งั 2 คดีมีโอกาส กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป เป็นที่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการ ศาลยุติธรรมมิได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน ดังกระแสพระราชดารัสในวโรกาสเสด็จพระราชดาเนิน เหยียบกระทรวงยุติธรรมและศาลยุติธรรมนับต้ังแต่พระองค์เสวยราชสมบัติเม่ือวันท่ี 28 มกราคม พ.ศ. 2495 “ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ท่ีท่านทั้งหลายได้มีไมตรีจิตมาร่วม ชุมนุมต้อนรับข้าพเจ้าอย่างพร้อมเพรียงกัน การศาลยุติธรรมมีความสาคัญย่ิงประการหน่ึง เพราะเป็นหลักประกันความปลอดภัยและความเที่ยงธรรมของคนท้ังประเทศ และเป็นอานาจ อธปิ ไตยส่วนหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ ประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้าไปได้ก็ต่อเม่ือมีความยุติธรรม สมา่ เสมอเปน็ หลักอันคนท้ังปวงพึงยดึ ถอื เป็นท่ีพึ่งไดเ้ นืองนจิ ขา้ พเจ้ารู้สึกเปน็ หน้าท่ีสว่ นหนงึ่ ที่ จะได้ชว่ ยเหลือสง่ เสรมิ ใหก้ ารประสาทความยุตธิ รรมเจรญิ รุง่ เรืองสมควรแก่กาลสมัย ข้าพเจ้ามี ความพอใจในประวตั ิของกระทรวงยตุ ิธรรมและช่ือเสยี งของศาลยุตธิ รรมท่ไี ด้เป็นมา และความ สามัคคีกลมเกลียวเป็นสมานฉันท์ของบรรดาข้าราชการกระทรวงยุติธรรม” ศาลยุติธรรมใน สมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดชมหาราชมีความเจริญรงุ่ เรืองทัดเทียมนานา อารยประเทศและด้วยพระบรมเดชานุภาพของพระองค์ทาให้ศาลในพระปรมาภิไธยมีอิสระใน การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี โดยปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายหนงึ่ ฝ่ายใด ทาให้สามารถ ประสทิ ธ์ปิ ระสาทความยุตธิ รรมไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่ยิ่งกว่าน้นั ในคดอี าญา เมือ่ คดถี ึงท่ีสุดแล้วผูต้ อ้ งคา พิพากษาและผู้ที่เกี่ยวข้องยังมีโอกาสสุดท้ายที่จะย่ืนเร่ืองราวต่อองค์พระมหากษัตริย์
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 14 เพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษได้อีก องค์พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นผู้อานวยความยุติธรรม และเป็นท่ีพึงสุดท้ายของประชาชนอยา่ งแท้จรงิ สืบมาแตโ่ บราณกาล ระบบศาลไทยตามรฐั ธรรมนูญ ในประเทศไทยศาลเป็นองค์กรซึ่งมีอานาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี โดยดาเนินการ ตามรัฐธรรมนญู ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษตั รยิ ์ บรรดาศาลทั้งหลายจะ ตั้งข้ึนไดก้ แ็ ต่โดยพระราชบญั ญัติ การต้ังศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งหรือคดีท่ีมีข้อหาฐานใดฐานหน่ึง โดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายสาหรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้น จะกระทามิได้ โดย ตามรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทยพุทธศกั ราช 2560 ศาลมี 4 ประเภท คือ 1. ศาลรฐั ธรรมนญู 2. ศาลยตุ ธิ รรม 3. ศาลปกครอง 4. ศาลทหาร ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitution Court) เป็นศาลสูงและเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งวินิจฉัยข้อกฎหมายในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีอานาจหน้าท่ีหลักคือพิจารณาวินิจฉัยว่ามีกฎหมายใดขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตัวอย่างเช่น วินิจฉัยว่ากฎหมายน้ันๆ ขัดแย้งกับหลักพ้ืนฐานแห่งสิทธิและเสรีภาพหรือไม่ เป็นตน้ โดยศาลรัฐธรรมนูญนี้ มีอานาจหน้าที่ท่ีสาคัญ คือ การพิจารณาวินิจฉัยว่าร่าง พระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญหรือร่างข้อบังคับการประชุมของ สภาผู้แทนราษฎร ของวุฒิสภา หรือของรัฐสภา ที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีข้อความขัดหรือ
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 15 แย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราข้ึนโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือ พิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายท่ีศาลจะใช้บังคับแก่คดีใดขัดหรือแย้งต่อ รฐั ธรรมนูญโดยที่ศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้ง และยังไม่มีคาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน ส่วนท่เี ก่ียวกบั บทบัญญัตินน้ั ตลอดจนพจิ ารณาวินิจฉัยปัญหาเกีย่ วกับอานาจหน้าท่ีขององคก์ ร ต่าง ๆ ตามรฐั ธรรมนญู ซึ่งคาวินจิ ฉยั ของศาลรัฐธรรมนญู ถอื เป็นเดด็ ขาดและมีผลผกู พันรัฐสภา คณะรฐั มนตรี ศาล และองค์กรอน่ื ของรัฐ การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญเป็นระบบไต่สวน ศาลมีอานาจไต่สวนหา ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ซึ่งแตกต่างจากวิธีพิจารณาที่ใช้ในคดีทั่วไปของศาล ยุติธรรม ศาลยุตธิ รรม (The Court of Justice) ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มีอยู่ทั่วราชอาณาจักร ระบบ ศาลยตุ ิธรรมสามารถแบง่ ออกได้เปน็ 3 ชน้ั คือ ศาลช้นั ตน้ ชั้นอุทธรณ์ ชน้ั ฎีกา รวมเป็นศาลท่ัว ราชอาณาจักรจานวน 266 ศาล (9 ศาลสาขา) ศาลยุตธิ รรม เป็นศาลที่มอี านาจพิจารณาพิพากษาคดที ั้งปวง เว้นแต่คดที ร่ี ัฐธรรมนูญหรือ กฎหมายบญั ญัตใิ หอ้ ยู่ในอานาจของศาลอนื่ ศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น คือ ศาลชน้ั ต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎกี า เวน้ แต่ท่ีมบี ัญญัติเป็น อย่างอ่ืนในรัฐธรรมนูญหรือตามกฎหมายอืน่ ศาลชั้นต้น ได้แก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญา กรงุ เทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจงั หวดั ศาลแขวง และศาลยุติธรรมอ่ืนที่พระราชบัญญัติจดั ต้ัง ศาลน้ันกาหนดให้เป็นศาลชั้นต้น เช่น ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศ ศาลล้มละลาย ศาลอุทธรณ์ ไดแ้ ก่ ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณภ์ าค ศาลฎกี าซง่ึ เปน็ ศาลยุตธิ รรมสงู สดุ ทม่ี ีอยูเ่ พยี งศาลเดยี ว
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 16 ศาลช้นั ตน้ ศาลช้ันต้น เป็นศาลซึ่งรับคาฟ้อง หรือคาร้องในช้ันเริ่มต้นคดีไม่ว่าเป็นคดีแพ่ง คดีผู้บริโภค คดีสิ่งแวดล้อม คดีนักท่องเท่ียว คดีแรงงาน คดีภาษีอากร คดีล้มละลาย คดี ทรัพยส์ ินทางปัญญาและการค้าระหวา่ งประเทศ หรือคดีอาญา โดยดาเนินกระบวนการตัดสนิ ชี้ ขาดเปน็ ช้ันศาลแรก ทั้งมีอานาจดาเนินกระบวนพิจารณาแทนศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาในบาง เร่ืองด้วย ศาลช้ันต้นท่ัวราชอาณาจักรมีจานวนทั้งหมด 254 ศาล ประกอบ ด้วยศาลต่าง ๆ ดังนี้ 1. ศาลชนั้ ต้นพิจารณาคดีแพ่งและคดอี าญาในกรงุ เทพมหานคร จานวน 7 ศาล ประกอบดว้ ย - กลมุ่ ศาลแพ่ง ไดแ้ ก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรงุ เทพใต้ ศาลแพ่งธนบรุ ี - กลุม่ ศาลอาญา ไดแ้ ก่ ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบรุ ี - ศาลอาญาคดที จุ รติ และประพฤติมิชอบกลาง 2. ศาลจังหวัด มีจานวน 114 ศาล (6 สาขา) 3. ศาลแขวง มีจานวน 34 ศาล 4. ศาลชานัญพิเศษ มีจานวน 90 ศาล ประกอบด้วย - ศาลแรงงานกลาง จานวน 1 ศาล - ศาลแรงงานภาค จานวน 9 ศาล (2 สาขา) - ศาลทรัพย์สินทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศกลาง จานวน 1 ศาล - ศาลลม้ ละลายกลาง จานวน 1 ศาล - ศาลภาษอี ากรกลาง จานวน 1 ศาล - ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จานวน 1 ศาล (1 สาขา) - ศาลเยาวชนและครอบครวั จงั หวัด จานวน 76 ศาล 5. ศาลอาญาคดีทุจรติ และประพฤติมิชอบภาค จานวน 9 ศาล
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 17 ศาลแพ่ง เป็นศาลยุติธรรมช้ันต้นซึ่งมีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งท้ังปวงและคดีอ่ืนใดท่ี มิได้อยู่ในอานาจของศาลยุติธรรมอื่น ศาลแพ่งมีเขตตลอดท้องท่ีกรุงเทพมหานคร นอกจาก ท้องที่ท่ีอยู่ในเขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลจังหวัดมีนบุรี และศาลยุติธรรม อน่ื ตามทพี่ ระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกาหนดไว้ ในกรณีที่มกี ารย่ืนฟ้องคดีตอ่ ศาลแพ่ง และคดี น้ันเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่ง ศาลแพ่งอาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมี คาสั่งโอนคดไี ปยังศาลยุตธิ รรมอื่นท่มี ีเขตอานาจ ศาลอาญา เป็นศาลช้ันต้นซ่ึงมีอานาจพิจารณ าพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงในเขตท้องท่ี กรุงเทพมหานคร นอกจากท้องท่ีท่ีอยู่ในเขตของศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และ ศาลจังหวัดมนี บุรี แต่บรรดาคดีทเี่ กิดขน้ึ นอกเขตอานาจศาลอาญาน้ันจะย่ืนฟ้องต่อศาลอาญาก็ ได้ ทั้งนี้อยู่ในดุลพินิจของศาลอาญาที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหน่ึงท่ีย่ืนฟ้อง เช่นนนั้ กไ็ ด้ เว้นแต่คดีนั้นจะโอนมาตามบทบญั ญัตใิ นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ ศาลจังหวดั เป็นศาลยุติธรรมชั้นต้นท่ีตั้งประจาในแต่ละจังหวัดหรือในบางอาเภอ มีเขตตามที่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดนั้นได้กาหนดไว้ มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและ คดีอาญาทั้งปวงท่ีมิได้อยู่ในอานาจของศาลยุติธรรมอื่น ในกรณีท่ีมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล จังหวัด และคดีน้ันเกิดข้ึนในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอานาจของศาลแขวง ศาลจังหวัดนั้น ตอ้ งมคี าสั่งโอนคดไี ปยงั ศาลแขวงท่ีมเี ขตอานาจ
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 18 ศาลภาษอี ากรกลาง เป็นศาลที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2530 มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีภาษีอากร ซึ่งมี ลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป เพราะเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับรัฐอัน เนื่องมาจากการเก็บภาษีอากร การอุทธรณ์ในคาพิพากษาหรือคาส่ังของศาลภาษีอากรให้ อทุ ธรณไ์ ปยังศาลฎกี า ไม่ตอ้ งผา่ นศาลอทุ ธรณ์เพอื่ ความสะดวกรวดเรว็ ในการดาเนินคดี พจนานุกรม ไทย-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ศาลภาษีอากร ความหมาย (กฎ) น. ศาลยุติธรรมช้ันต้นซ่ึงเป็นศาลชานัญพิเศษมีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งท่ีกฎหมาย บัญญัติให้อยู่ในอานาจของศาลภาษีอากร เช่น คดีอุทธรณ์คาวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือ คณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษอี ากร ศาลแรงงานกลาง จัดตั้งข้ึนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เ ปิดทาการเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2523 โดย มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้เป็นศาลชานัญพิเศษ พิจารณาพิพากษาคดีแรงงาน ซ่ึงมีความแตกต่างจากอรรถคดีทั่วไป การดาเนินกระบวน พิจารณาคดีในศาลแรงงาน จะใช้วิธีไกล่เกลี่ย และการระงับข้อพิพาทเป็นหลัก แต่หากคู่กรณี (นายจ้าง-ลูกจ้าง) ไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลก็จะพิจารณาตัดสินชี้ขาดตามบัญญัติ แห่ง กฎหมาย โดยคานึงถึงความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยต่อไปศาลแรงงานมีอานาจ พิจารณาพิพากษาคดีเก่ียวกับการจ้างแรงงาน สิทธิหน้าที่ตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยเงิน ทดแทน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม เป็นต้น รวมท้ังกรณีละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง การพิจารณาคดีประกอบด้วยผู้พิพากษา 3 ฝ่าย คือ ผู้พิพากษาซ่ึงเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการ ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง จานวนฝ่ายละเท่า ๆ กัน ร่วมเปน็ องคค์ ณะการพิจารณาพิพากษาคดี
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 19 ศาลอทุ ธรณ์ ศาลอุทธรณ์ คือ ศาลสูงถัดจากศาลชั้นต้นซ่ึงมีอานาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่ อุทธรณ์คาพิพากษาหรือคาส่ังของศาลชั้นต้นท่ีอยู่ในเขตอานาจ กับมีอานาจวนิ ิจฉัยช้ีขาดคดีท่ี ศาลอุทธรณ์มีอานาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่นในเขตท้องที่ที่มิได้อยู่ในเขตศาลอุทธรณ์ภาค เว้นแต่คดีที่อยู่นอกเขตศาลอุทธรณ์จะอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ก็ได้ ท้ังน้ีอยู่ในดุลพินิจของศาล อทุ ธรณ์ทจ่ี ะไม่ยอมรบั พิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหน่ึงทีอ่ ุทธรณ์เช่นนั้นก็ได้ เวน้ แต่คดีนนั้ จะได้ โอนมาตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย ท้ังนี้ โดยมปี ระวตั ิความเป็นมาคือ ก่อน ร.ศ. 110 ศาลอทุ ธรณ์มหาดไทยเป็นศาลหนึ่ง ในจานวนศาลซึ่งตั้งอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ จนกระท้ัง ร.ศ. 110 ไดม้ ีการประกาศต้ังกระทรวง ยุติธรรมขึ้น จึงได้รวมศาลท้ังหมดให้สังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยให้ยกศาลฎีกาไปเป็นศาล อุทธรณ์คดีหลวง และให้ศาลอุทธรณ์มหาดไทยเป็นศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์ ต่อมามี พระราชบัญญัตจิ ัดการในสนามสถติ ยตุ ิธรรม ร.ศ. 111 ใหย้ กเลกิ ศาลอุทธรณ์คดีหลวง คงเหลือ ศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์เพียงศาลเดียว ซึ่งนิยมเรียกว่า ศาลอุทธรณ์ ใน ร.ศ. 115 ได้มีการตรา พระราชบัญญัติตั้งข้าหลวงพิเศษขึ้นและมีประกาศให้คู่ความอุทธรณ์คาพิพากษาของศาลหัว เมอื งต่อขา้ หลวงพิเศษแทนศาลอทุ ธรณใ์ นกรุงเทพ ทาให้ศาลอุทธรณ์กลบั มามี 2 ศาลอกี จนถึง ปี 2469 จึงมีประกาศให้รวมศาลท้ังสองศาลเป็นศาลเดียวกัน เรียกว่า ศาลอุทธรณ์กรุงเทพฯ และเมื่อตราพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมพุทธศักราช 2477 ซ่ึงบัญญัติให้ ศาลยตุ ิธรรมมี 3 ชั้น คือ ศาลชัน้ ต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาจงึ ใช้ชื่อวา่ ศาลอุทธรณม์ าจนถึง ปัจจบุ ัน ศาลชั้นอุทธรณ์ เป็นศาลที่มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์คาพิพากษาหรือ คาสั่งของศาลชั้นต้นตาม บทบัญญตั ิแหง่ กฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์ รวมทั้งมีอานาจพิจารณา มคี าส่ังอื่น ๆ เช่น มีคาสั่งเกยี่ วกับการ ขอประกันตวั ในคดีอาญา และการขอทุเลาการบงั คับคดี ในคดแี พ่งการพิจารณาของศาลอทุ ธรณม์ ีลักษณะ เปน็ การตรวจสอบหรอื ทบทวนในช้นั อุทธรณ์ รวมเป็น 11 ศาล ประกอบด้วย - ศาลอุทธรณ์จานวน 1 ศาล มีอานาจพิจารณาคดีท่ีอุทธรณ์ คาพิพากษาหรือคาส่ังคดีแพ่ง คดีผู้บริโภค คดีสิ่งแวดล้อม คดีอาญา คดีเลือกตั้ง คดียาเสพติด
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 20 คดีอาญาทุจริต และคดีค้ามนุษย์ - ศาลอุทธรณ์ภาค 1 – 9 จานวน 9 ศาล มีอานาจพิจารณา คดีท่ีอุทธรณ์คาพิพากษาหรือคาสั่ง คดีแพ่ง คดีผู้บริโภค คดีส่ิงแวดล้อม คดีอาญา และคดี เลือกตั้ง สานักแผนงานและงบประมาณ สานักงานศาลยุติธรรม หมายเหตุ ข้อมูล ณ วันท่ี 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 - ศาลอุทธรณ์คดีชานัญพิเศษ จานวน 1 ศาล มีอานาจพิจารณาคดีท่ี อทุ ธรณค์ าพิพากษาหรือ คาส่ังคดีทรัพย์สนิ ทาปัญญาและการคา้ ระหว่างประเทศ คดีภาษีอากร คดแี รงงาน คดลี ม้ ละลาย และคดีเยาวชนและครอบครวั ศาลฎีกา ศาลฎีกา คือ ศาลสูงสุดซ่ึงมีอานาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คาพิพากษา หรือคาส่ังของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการฎีกา นอกจากน้ี ยงั มีอานาจวินจิ ฉยั ชขี้ าดคดีทีศ่ าลฎกี ามีอานาจวนิ ิจฉยั ไดต้ ามกฎหมายอน่ื องค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีประกอบด้วยผู้พิพากษาอย่างน้อย 3 คน แตห่ ากคดีใด มปี ัญหาสาคัญ ประธานศาลฎีกามีอานาจส่ังให้นาปัญหาดังกล่าวเข้าสู่การวินจิ ฉัยโดยท่ีประชุม ใหญ่ ซ่ึงประกอบด้วยผ้พู ิพากษาศาลฎีกาทุกคนซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าท่ีในวนั ท่ีมีการจัดประชมุ ใหญ่ แตท่ ้งั น้ไี มน่ ้อยกว่ากง่ึ หนึง่ ของจานวนผู้พิพากษาศาลฎกี าทั้งหมด ศาลฎีกามีแผนกคดีพิเศษทั้งส้ิน 10 แผนก เพ่ือวินิจฉัยช้ีขาดคดีที่อาศัยความชานาญ พเิ ศษ มผี พู้ ิพากษาศาลฎกี าประจาแผนก ๆ ละ ประมาณ 10 คน ไดแ้ ก่ แผนกคดีเยาวชนและครอบครวั แผนกคดแี รงงาน แผนกคดภี าษีอากร แผนกคดีทรพั ยส์ ินทางปญั ญาและการคา้ ระหว่างประเทศ แผนกคดลี ม้ ละลาย แผนกคดอี าญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมือง แผนกคดพี าณชิ ยแ์ ละเศรษฐกจิ แผนกคดีสงิ่ แวดลอ้ ม
21 แผนกคดีปกครอง แผนกคดีอาญาของผู้ดารงตาแหนง่ ทางการเมอื ง ศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผูด้ ารงตาแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เป็นแผนกท่ีจัดตั้งข้ึนใหม่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เพ่ือพิจารณาพิพากษาคดีผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอ่ืนซ่ึงถูกกล่าวหาว่าร่ารวย ผิดปกติ กระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทา ความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ี หรือทุจริตต่อหน้าท่ีตามกฎหมายอื่น รวมทั้งกรณีบุคคลอื่นท่ีเป็น ตวั การ ผู้ใช้ หรือผู้สนบั สนนุ ด้วย องค์คณะผู้พิพากษาในแผนกนี้ประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลฎีกาจานวน 9 คน ท่คี ัดเลือกโดยท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกาขึ้นน่ังพิจารณาคดีเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นแต่การพิจารณา คดีจะเป็นระบบไต่สวน ซึ่งแตกต่างจากวิธีพิจารณาที่ใช้ในคดีท่ัวไป ศาลมีอานาจไต่สวนหา ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพ่ิมเติมได้ตามที่เห็นสมควร ตามวิธีพิจารณาคดีที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดารงตาแหน่งทาง การเมอื ง พ.ศ. 2542 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง22 สานกั แผนงานและงบประมาณ สานกั งานศาลยุติธรรม หมายเหตุ ข้อมูล ณ วันท่ี 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2561
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 23 ศาลปกครอง (Administrative Court) คือศาลท่ีมหี น้าท่ีพจิ ารณาคดีปกครองระหว่างรัฐกับราษฎร หรือระหวา่ งองค์กรของรัฐ ดว้ ยกนั เอง ท้งั น้ี เปน็ ศาลท่ีจดั ตั้งขน้ึ โดยเฉพาะ แยกต่างหากจากศาลยตุ ิธรรม ศาลปกครองเป็นศาลที่ใช้ระบบไตส่ วน โดยในแต่ละคดีจะมีการพิจารณาโดยองค์คณะ ของตุลาการ ต่างจากศาลยุติธรรมซ่ึงใช้ระบบกล่าวหา ศาลปกครองแบ่งออกเป็น \"ศาล ปกครองชน้ั ตน้ \" และ \"ศาลปกครองสงู สดุ \" ศาลปกครองมีเขตอานาจ (เขตพ้ืนท่ีที่อยู่ในอานาจพิจารณาพิพากษาของศาล ปกครอง) และมีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีหรืออานาจของศาลปกครอง (อานาจของศาล ปกครองท่ีจะพิจารณาพพิ ากษาคดปี กครองประเภทตา่ ง ๆ ตามที่กฎหมายกาหนด) แบง่ ออกเป็น 2 ชั้น คือ 1. ศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดมีศาลเดยี วจงึ ไม่มีข้อจากัดดา้ นเขตอานาจ ดังนั้นคดีท่ีอยู่ในอานาจ ของศาลปกครองสูงสุด ไม่ว่ามูลคดีจะเกิดที่ใด หรือผู้ฟ้องคดีมีภูมิลาเนาอยู่ท่ีใดก็สามารถฟ้อง คดีต่อศาลปกครองสูงสุดได้ เพียงแต่ต้องย่ืนฟ้องให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกาหนด คดีท่ีต้องย่ืนฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยตรง ถ้าเป็นคดีตามมาตรา 11 (1) (2) และ (3) หรือ คดีที่ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้น ถ้าเป็นคดีอุทธรณ์คาพิพากษาหรือคาสั่งของศาล ปกครองชั้นต้นตาม มาตรา 11 (4) ตาแหน่งตลุ าการในศาลปกครองสูงสดุ (1) ประธานศาลปกครองสูงสุด (2) รองประธานศาลปกครองสูงสุด (3) ตลุ าการหวั หน้าคณะศาลปกครองสูงสดุ (4) ตลุ าการศาลปกครองสูงสดุ (5) ตลุ าการศาลปกครองสูงสดุ ที่เรยี กชอ่ื อย่างอื่นตามท่ี ก.ศป. ประกาศกาหนด
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 24 องคค์ ณะในศาลปกครองสงู สดุ ในศาลปกครองสูงสุดต้องมีตุลาการอย่างน้อย 5 คน จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณา พิพากษา นอกจากน้ี ในวิธีพิจารณาคดีปกครองยังมีตาแหน่งตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ในกระบวนพจิ ารณาอีก 2 ตาแหนง่ ที่มีความสาคญั แต่มไิ ด้มกี ารกาหนดใหผ้ กู พนั กับบญั ชอี ัตรา เงินเดือนและเงินประจาตาแหน่ง คือ ตุลาการเจ้าของสานวนซ่ึงแต่งต้ังโดยตุลาการหัวหน้า คณะจากตุลาการในองค์คณะนั้น และตุลาการผู้แถลงคดีซ่ึงประธานศาลปกครองสูงสุดจะ แต่งต้งั จากตุลาการในศาลปกครองสูงสดุ หรือจะแต่งตัง้ จากตุลาการในศาลปกครองช้ันต้นก็ได้ คดีท่อี ยู่ในอานาจศาลปกครองสงู สุด คดีปกครองทอ่ี ยใู่ นอานาจของศาลปกครองสูงสุด 4 ประเภทตามมาตรา 11 คือ (1) คดีพิพาทเก่ียวกับคาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทตามท่ีที่ ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกาศกาหนด ขณะน้ีที่ประชุมใหญ่ฯ ยังไม่ได้ กาหนดให้คดีพิพาทเกีย่ วกับคาวินิจฉัยของคณะกรรมการวนิ ิจฉัยข้อพิพาทฟ้องต่อศาลปกครอง สูงสุดได้ จึงต้องฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลปกครองชั้นต้น เพราะเป็นคดีตามมาตรา 9 วรรคหน่ึง (1) อยแู่ ล้ว และเมอ่ื ใดท่ีมีประกาศกาหนดของที่ประชุมใหญ่ฯ ให้คาวินิจฉัยของคณะกรรมการ วินิจฉัยข้อพิพาทใดฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้ ก็ต้องใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) อานาจของศาลในการพพิ ากษาคดจี ะเปน็ ไปตามมาตรา 72 วรรคหนงึ่ (1) (2) คดีพิพาทเกย่ี วกบั ความชอบดว้ ยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออก โดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี โดยปกติคดีประเภทน้ีก็เป็นคดี ลักษณะเดียวกับคดีตามมาตรา 9 วรรคหน่ึง (1) นั่นเอง แต่ด้วยความสาคัญของกฎดังกล่าวจึง ให้ฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้โดยตรง อานาจของศาลในการพิพากษาคดีจะเป็นไปตาม มาตรา 72 วรรคหนึง่ (1)
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 25 (3) ลักษณะคดีที่มีกฎหมายเฉพาะกาหนดให้อยู่ในอานาจของศาลปกครองสูงสุด ตัวอย่างเช่น มาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กาหนดให้ ผู้อุทรณ์คาสั่งลงโทษท่ีไม่เห็นด้วยกับคาวินิจฉัยอุทรณ์ของคณะกรรมการพิทักษ์ ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ทราบ หรือถอื วา่ ทราบคาวินิจฉยั ของ ก.พ.ค. (4) คดีท่ีอทุ ธรณ์คาพิพากษาหรือคาสง่ั ของศาลปกครองชั้นตน้ คดีประเภทน้ีมกี าร กาหนดขั้นตอนการตรวจอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการพิพากษาหรือมีคาสั่งในคดี อทุ ธรณไ์ ว้โดยเฉพาะ อนึ่ง คดีตาม (1) และ (2) ข้างต้น ผู้ฟ้องคดีอาจเรียกค่าเสียหายตามมาตรา 9 วรรคหน่ึง (3) ไปพร้อมกันก็ได้ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดก็จะมีอานาจพิพากษาเช่นเดียวกับศาล ปกครองช้ันต้น ดังทกี่ ลา่ วมาแล้ว 2. ศาลปกครองชน้ั ตน้ ศาลปกครองช้นั ตน้ ประกอบด้วย ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองในภูมิภาค (1) ศาลปกครองกลาง มีเขตอานาจตลอดท้องท่ีกรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร รวมทั้งจังหวัดท่ีมิได้อยู่ในเขต อานาจของศาลปกครองในภมู ิภาค คอื จังหวดั นครนายก จังหวดั ลพบุรี และจังหวัดสระบุรี ทั้ง ยังอาจรับพิจารณาพิพากษาคดีที่อยู่ในเขตอานาจของศาลปกครองในภูมิภาคต่าง ๆ ที่มาย่ืน ฟอ้ งต่อศาลปกครองกลางได้ด้วย
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 26 (2) ศาลปกครองในภูมิภาค มีเขตอานาจครอบคลุมพื้นที่จังหวัดตามที่กาหนดในมาตรา 94 ประกอบมาตรา 8 วรรคห้า ซึ่งสามารถจัดตั้งและกาหนดเขตอานาจศาลปกครองในภูมิภาค โดยคานึงถึงความ เหมาะสมของปริมาณคดีและการบริหารบุคลากรของศาลปกครองได้ แต่ในระหว่างยังไม่อาจ เปิดทาการศาลปกครองในภูมิภาคครบตามท่ีกาหนด ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง สูงสุดมีอานาจออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา กาหนดให้ศาลปกครองในภูมิภาคที่เปิดทา การแล้วมีเขตอานาจในจังหวัดใดท่ีอยู่ใกล้เคียงกับศาลปกครองนั้นเพ่ิมเติมได้ตามท่ีสมควร ท้ังนี้ เพื่อเป็นการอานวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ในปัจจุบันมีศาลปกครองในภูมิภาค จานวน 14 แห่ง โดยมเี ขตอานาจครอบคลมุ พน้ื ท่ีทว่ั ประเทศ ตาแหนง่ ตุลาการในศาลปกครองชน้ั ต้น (1) อธบิ ดศี าลปกครองชั้นต้น (2) รองอธบิ ดศี าลปกครองชน้ั ต้น (3) ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชน้ั ตน้ (4) ตุลาการศาลปกครองชนั้ ตน้ (5) ตุลาการศาลปกครองชัน้ ตน้ ทเี่ รยี กชื่ออย่างอื่นตาม ก.ศป. ประกาศกาหนด องคด์ ณะในศาลปกครองชนั้ ต้น ในศาลปกครองชั้นต้นต้องมีตุลาการอย่างน้อย 3 คน จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณา พิพากษา นอกจากน้ี ในกระบวนพิจารณา ยังมีตาแหน่งท่ีมีความสาคัญอีก 2 ตาแหน่ง คือ ตุลาการเจ้าของสานวนและตลุ าการผู้แถลงคดี ตาแหน่งตุลาการเจ้าของสานวน ตุลาการหัวหน้าคณะจะแต่งตั้งจากตุลาการใน องค์คณะซึ่งอาจเป็นตุลาการหัวหน้าคณะเองก็ได้ และในกรณีท่ีมีการกาหนดให้องค์คณะ ประกอบด้วยตุลาการตาแหน่งใด ไม่ว่าจะเป็นอธิบดี รองอธิบดี หัวหน้าคณะ หรือตุลาการใน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 27 ศาลปกครองคนใดเป็นองค์คณะ ตุลาการคนนั้นก็อาจได้รับการกาหนดให้เป็นตุลาการเจ้าของ สานวนได้ ตาแหน่งตุลาการผู้แถลงคดี อธิบดีศาลปกครองช้ันต้นจะแต่งต้ังจากตุลาการศาล ปกครองช้ันต้นซึ่งมิใชต่ ลุ าการในองคค์ ณะพิจารณาพิพากษาคดนี ้นั ศาลทหาร (Military Court) ได้มีขึ้นเป็นของคู่กันมาตั้งแต่มีการทหารไว้ป้องกันประเทศ จากหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ระบบศาลทหารไทยปรากฏตามกฎหมายลักษณะขบฎศึก จุลศักราช 796 ใน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลท่ี 5 มีศาลกลาโหม ชาระความที่เก่ียวกับ ทหารและยังชาระความพลเรือนด้วย ท้ังนี้ เนื่องจากสมุหพระกลาโหมนั้นมิได้มีเพียงอานาจ หนา้ ทีเ่ ฉพาะการบังคับบญั ชาทหารบก ทหารเรือ เท่าน้ัน แต่ยังมหี น้าที่จัดการปกครองหัวเมือง ฝ่ายใต้ด้วย ศาลที่ขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหมมีทั้งศาลที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพ และศาลในหัวเมือง ฝา่ ยใตด้ ว้ ย ศาลกลาโหมจงึ มลี กั ษณะเป็นทั้งศาลทหารและศาลพลเรอื น พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ปรบั ปรุงในเรื่องการศาลทั้งหมด โดยให้ต้ังกระทรวงยุติธรรมขึ้น และรวบรวมศาลซึ่งกระจัด กระจายสังกัดอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เข้ามาสังกัดกระทรวงยุตธิ รรมจนหมดสน้ิ ทุก ศาล ยกเว้นแต่เพียงศาลทหารเพยี งศาลเดยี วทย่ี ังคงให้สงั กดั กระทรวงกลาโหมอยูต่ ามเดิม ศาล ในประเทศไทยจึงแบ่งได้เป็นศาลกระทรวงยตุ ธิ รรมกบั ศาลทหารนับแตน่ ั้นมา ศาลทหารสามารถแบ่งไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื 1. ศาลทหารในเวลาปกติ 2. ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ 3. ศาลอาญาศึก
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 28 คดีทอ่ี ยู่ในอานาจศาลทหาร ศาลทหาร มีอานาจ พิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทาความผิดอาญาซ่ึงเป็นบุคคลท่ี อยู่ในอานาจศาลทหารในขณะกระทาผิด สั่งลงโทษบคุ คลใด ๆ ที่กระทาผิดฐาน ละเมดิ อานาจ ศาล นอกจากนี้ยังกาหนดให้มีอานาจในการพิจารณาคดีอย่างอื่นได้อีกตามท่ีจะมีกฎหมาย บัญญัติเพ่มิ เตมิ เอก สว่ นศาลทหารกรงุ เทพจะรบั ฟ้องได้หมดทุกชั้นยศ นอกจากนี้ช้นั ยศจาเลย มผี ลต่อการแตง่ ตงั้ องค์คณะตุลาการทจ่ี ะพิจารณาคดีด้วย โดยองค์คณะตุลาการท่ีจะแตง่ ต้ังนั้น อย่างนอ้ ยต้องมีผู้ท่มี ียศเท่ากันหรือสงู กว่าจาเลย คดที ไี่ ม่อยูใ่ นอานาจศาลทหาร ประเภทแรก ได้แก่บุคคลท่ีอยู่ในอานาจศาลทหารกับบุคคลที่ไม่อยู่ในอานาจศาล ทหารกระทาผดิ ดว้ ยกัน ประเภทท่สี อง ไดแ้ ก่คดีท่เี กี่ยวพันกับคดที ่ีอยู่ในอานาจศาลพลเรือน ประเภทท่สี าม ไดแ้ กค่ ดที ่ตี อ้ งดาเนินในศาลเยาวชนและครอบครัว เนอื่ งจากอายขุ อง ผกู้ ระทาความผดิ ซ่งึ คงจะมีแต่เฉพาะนักเรยี นทหาร ประเภทท่ีส่ี ได้แก่คดีท่ีศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอานาจศาลทหารคดีประเภทน้ีคง จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ ประการแรก คอื ได้มีการฟ้องคดียังศาลทหารแล้ว ประการทส่ี อง คือ เปน็ คดีทไ่ี มเ่ ขา้ หลักเกณฑ์ในสามประเภทแรก บคุ คลท่ีอยู่ในอานาจศาลทหาร กลมุ่ แรก ไดแ้ ก่ ทหาร แยกเปน็ 2 ประเภท คือ 1.ทหารประจาการ ได้แก่ ทหารที่ยึดเอาการรบั ราชการทหารเปน็ อาชพี ซ่งึ มีท้ังทหาร ประจาการชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน และทหารที่ไม่มียศที่เรียกกันว่า พลทหาร อาสาสมัคร
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 29 2.ทหารกองประจาการ คือ ทหารเกณฑ์ หรือทหารทส่ี มัครเข้ากองประจาการเพราะ กฎหมายบงั คับให้ตอ้ งเป็นทหาร กลุ่มท่ีสอง ได้แก่ นักเรียนทหาร หมายถึง นักเรียนทหารท่ีกาหนดข้ึนโดย กระทรวงกลาโหม เช่น นักเรียนนายร้อย นักเรียนนายเรือ นักเรียนเตรียมทหาร นักศึกษา วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า นักเรียนทหารดังกล่าวหากมีอายุอยู่ในเกณฑ์ที่จะต้อง ดาเนนิ คดใี นศาลเยาวชนและครอบครวั หากพน้ เกณฑ์อายุกจ็ ะตอ้ งถกู ดาเนนิ คดีในศาลทหาร กล่มุ ทส่ี าม คือบุคคลทมี่ ิได้เป็นทหาร จาแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ 1.บุคคลที่เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือน เป็นลูกจ้างในสังกัดกระทรวงกลาโหม เม่ือ กระทาความผิดต่อหน้าที่ราชการโดยมาจากัดพ้ืนที่ หรือความผิดอาญาอื่นโดยจากัดพ้ืนท่ี เฉพาะในบรเิ วณทต่ี ้ังหน่วยทหาร 2.บุคคลท่ีอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าท่ีฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น พยานทถี่ ูกศาลทหารออกหมายจับมาเพือ่ เบิกความ 3.บคุ คลท่เี ปน็ เชลยศึกหรือชนชาติศัตรูในชว่ งเวลาที่มีศึกสงคราม การแตง่ ตง้ั ตลุ าการ ตุลาการศาลทหารสูงสุด และตุลาการศาลทหารกลาง ให้นาความกราบบังคมทูลเพ่ือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งและถอดถอน ตุลาการศาลทหารชั้นต้น และศาลประจา หน่วยทหาร พระมหากษัตริย์ทรงมอบพระราชอานาจแก่ผู้บังคับบัญชาทหาร และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้แต่งต้ังและถอดถอน ตุลาการในศาลทหารชั้นต้น ผู้มี อานาจบังคับบัญชาจังหวัดทหาร เป็นผู้มีอานาจแต่งต้ังตุลาการศาลจังหวัดทหาร ผู้มีอานาจ บังคับบัญชามณฑลทหาร เป็นผู้มีอานาจแต่งตั้งตุลาการศาลมณฑลทหาร ผู้มีอานาจบังคับ บัญชาหน่วยทหาร เป็นผู้มีอานาจแต่งต้ังตุลาการศาลประจาหน่วยทหารและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม เปน็ ผู้มีอานาจแต่งต้งั ตลุ าการศาลทหารกรงุ เทพ
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 30 สรปุ ในประเทศไทยศาลเป็นองค์กรซ่ึงมีอานาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี โดยดาเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษตั รยิ ์ บรรดาศาลทั้งหลายจะ ตั้งขน้ึ ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ การต้งั ศาลขึน้ ใหมเ่ พอื่ พิจารณาพพิ ากษาคดีใดคดีหน่ึงหรือคดี ที่มีข้อหาฐานใดฐานหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายสาหรับพิจารณาพิพากษาคดี นั้น จะกระทามิได้ โดยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 ศาลมี 4 ประเภท คอื ศาลรฐั ธรรมนญู ศาลยุตธิ รรม ศาลปกครอง และศาลทหาร คาถามทบทวนความรบู้ ทที่ 1 1. คาวา่ ศาล มีความหมายวา่ อยา่ งไร 2. ศาลตามรฐั ธรรมนูญพ.ศ.2560 มีก่ีประเภทอะไรบ้าง 3. ศาลยุตธิ รรมมปี ระวัตคิ วามเป็นมาทสี่ าคญั อยา่ งไร 4. ศาลรฐั ธรรมนูญประกอบดว้ ยตลุ าการกี่คนเปน็ องคค์ ณะ 5. ศาลปกครองมีก่ชี ้ันศาล อะไรบา้ ง 6. ศาลทหารมอี านาจในการพิจารณาคดีประเภทใดบ้าง 7. ศาลยุตธิ รรมม่ีก่ชี นั้ เอกสารอา้ งองิ ขุนสมาหารหิตะคดี (โป๊ โปรคุปต์). (2549). ตระลาการพจนานุกรมกฎหมาย.กรุงเทพฯ : วญิ ญชู น. สุท ธิว าท น ฤพุ ฒิ .(2504).ป ระวั ติ ศ าส ต ร์ก ฎ ห ม าย .ก รุงเท พ ม ห าน ค ร :โรงพิ ม พ์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. สานกั แผนงานและงบประมาณ สานกั งานศาลยตุ ิธรรม https://www.admincourt.go.th/
31 บทที่ 2 พระธรรมนูญศาลยุตธิ รรม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงแผนบริหารการสอนประจาบทที่ 2 หวั ข้อเนอื้ หา 1. ความหมายของพระธรรมนญู ศาลยุติธรรม 2. หลักทั่วไปของพระธรรมนูญศาลยุตธิ รรม 3. ประเภทของผูพ้ พิ ากษาศาลยตุ ิธรรม วัตถุประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม 1. ให้ความหมายของพระธรรมนูญศาลยุตธิ รรมได้ 2. อธบิ ายถงึ หลักทวั่ ไปของพระธรรมนญู ศาลยุตธิ รรมได้ 3. อธิบายถึงประเภทของผู้พพิ ากษาศาลยตุ ิธรรมได้ วิธีสอนและกิจกรรมการเรยี นการสอนประจาบท 1. วิธกี ารสอน 1.1 วิธกี ารสอนแบบบรรยายในช้ันเรยี นและออนไลน์ 1.2 วิธีการสอนแบบอภปิ รายในช้ันเรียนและออนไลน์ 2. กจิ กรรมการเรยี นการสอน 2.1 ใหน้ ักศึกษาได้อภิปรายเพื่อศกึ ษาความรู้ของพระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2.2 ผ้สู อนบรรยายด้วยสไลด์ โดยยกตวั อยา่ งกรณีศกึ ษา และใหน้ กั ศกึ ษาร่วมอภปิ ราย ส่อื การเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนพร้อมแบบฝึกหดั ในชัน้ เรียนและออนไลน์ 2. สไลดป์ ระกอบคาบรรยายและสือ่ มัลตมิ ีเดียในชัน้ เรียนและออนไลน์ การวดั ผลและประเมนิ ผล 1. ฟังคาบรรยาย รายงานและซกั ถาม 2. สังเกตพฤติกรรมการมสี ว่ นรว่ มจากการอภิปรายหรอื แสดงความคดิ เหน็
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง32 บทท่ี 2 พระธรรมนูญศาลยุตธิ รรม ความหมายของพระธรรมนูญศาลยุตธิ รรม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม หมายถึง กฎหมายท่ีจัดระเบียบศาลยุติธรรมเพ่ือกาหนด ลักษณะศาลอานาจพิจารณาพิพากษาคดี ของผู้พิพากษาและความสัมพันธ์ในการบริหารงาน ของศาล ลาดับศาล ตามมาตรา 1 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมน้ันได้บัญญัติศาลยุติธรรมตามพระ ธรรมนูญนี้มีสามชั้น คือ ศาลชั้นตน้ ศาลอทุ ธรณ์ และศาลฎีกา เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติ ไว้ เปน็ อย่างอน่ื ศาลชั้นต้น ตามมาตรา 2 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้กาหนดให้ “ศาลช้ันต้น ได้แก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรงุ เทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลยุติธรรมอื่นท่ีพระราชบัญญัติจัดต้ัง ศาลนั้นกาหนดให้เป็นศาล ช้ันตน้ ” ท้ังนี้อานาจในการพิจารณาคดีของศาลแพ่ง ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญา ศาลอาญาธนบรุ ี และศาลอาญากรุงเทพใต้ มดี งั น้ี
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 33 ศาลแพง่ ศาลแพ่ง ระบบศาลไทยอานาจชาระความแพ่งในกรุงเทพมหานคร จะอยู่กระจัด กระจายในหลายศาลแต่ละสังกัดในหน่วยงานต่าง ๆ เชน่ ศาลมรดก ศาลแพ่งกลาง สังกัดกรม ลูกขุนต่อมาในรัชกาลท่ี 5 ให้จัดต้ังกระทรวงยุติธรรมข้ึนเม่ือวันที่ 25 มีนาคม 2434 โดยให้มี การรวมศาลท้ังหมดท่ีสังกัดหน่วยงานต่าง ๆ มาสังกัดกระทรวงยุติธรรมอาคารศาลแพ่ง หลังแรกตั้งอยู่ถนนราชดาเนินใน และถนนหน้าหับเผย โดยรัชกาลที่ 5 วางศิลาก่อพระฤกษ์ สร้างอาคารศาลแพ่ง เม่ือวันท่ี 21 เมษายน 2425 ในวาระสมโภชพระนครครบ 100 ปี ใช้อาคารมาจนถึงปี พ.ศ. 2502 จึงร้ืออาคารเดิมท่ีทรุดโทรม และก่อสร้างอาคารใหม่ในพื้นที่ เดมิ (ถนนราชดาเนินในสนามหลวง) ปี 2535 จึงย้ายอาคารทาการมาอยู่อาคารหลังใหม่ทถ่ี นน รัชดาภิเษกหลังปัจจุบันนี้อาคารเดิมท่ีสนามหลวงเป็นท่ีทาการศาลฎีกาในปัจจุบันต่อมา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 275 กาหนดใหศ้ าลยุติธรรมมีหน่วยงาน ธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ศาลแพ่งซ่ึงเป็นศาลยุติธรรมศาลหน่ึงจึงไม่สังกัดกระทรวง ยุติธรรมอีกต่อไปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหากษัตริย์ รัชกาลท่ี 5 แห่ง พระบรมราชจักรีวงศ์ทรงสร้างศาลสถิตยุติธรรมเม่ือวันครบ 100 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยทรง จารึกหิรัญบัตรฝังไว้ในแท่งศิลาใหญ่ใต้พสุธาแห่งน้ีว่า การยุติธรรมเป็นหลักสาคัญอันยิ่งใหญ่ใน บ้านเมืองการชาระตัดสินความในโรงศาลเป็นเครื่องประกอบ รักษาความยุติธรรมให้เป็นไป ถ้าจัดได้ดีข้ึนเพียงใด ประโยชน์สุขของราษฎรก็จะเจริญยิ่งข้ึนเท่านั้น ขอให้ธรรมเนียมยุติธรรมนี้ จงเจริญร่งุ เรอื งแผ่ไพศาลและสถติ กาลอยชู่ ่ัวฟ้าและดิน ศาลขั้นต้นมีอานาจพิจารณาคดีแห่งแพ่งท้ังปวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและคดี อื่นตามท่ีกฎหมายกาหนดให้เป็นอานาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งโดยประกอบด้วยองค์คณะ ผพู้ พิ ากษาอย่างนอ้ ย 2 คน ซึง่ มเี ขตอานาจท้องท่ี จานวน 13 เขต คอื 1. เขตพระนคร 2. เขตดุสติ 3. เขตบางซ่อื 4. เขตบางเขน(ยกเว้น)แขวงท่าแร้งแขวงสายไหมแขวงออเงิน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 34 5. เขตดอนเมือง 6. เขตจตุจักร 7. เขตบางกะปิ 8. เขตลาดพรา้ ว (ยกเว้น)แขวงจระเข้บวั 9. เขตบึงกุ่ม(ยกเว้น)แขวงคนั นายาวแขวงสะพานสงู 10. เขตพญาไท 11. เขตราชเทวี 12. เขตห้วยขวาง 13. เขตดินแดง ศาลแพง่ ธนบรุ ี ศาลแพ่งธนบุรีเดิมศาลแพ่งมีเขตอานาจศาลครอบคลุมถึงฝั่งธนบุรีด้วย แต่เน่ืองจาก สถิตคิ ดีของ ศาลแพ่งเพิ่มมากข้ึนอยา่ งรวดเรว็ กระทรวงยตุ ิธรรมดารจิ ะต้ังศาลจังหวดั ธนบุรใี ห้ มีเขตอานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง และคดีอาญาในเขตท้องที่จังหวัดธนบุรีเดิมกรมธนา รักษ์ตกลงให้ใช้ท่ดี ิน โฉนดเลขท่ี 235 , 2978 เน้ือทป่ี ระมาณ 10 ไร่ อย่ตู รงข้ามโรงเรียนมัธยม วัดสิงห์(สิงหราชพิทยาคม เดิม) แขวงบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เป็นท่ี กอ่ สร้างอาคารศาลจังหวดั ธนบุรี ต่อมากระทรวงยตุ ิธรรมเห็นว่าควรจะรกั ษาเอกลักษณแ์ ละสถานะของศาลแพ่งไว้มใิ ห้ เป็นไปตามข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมให้ยุบเลิกศาล แพง่ ศาลอาญาเดมิ ของนายพานิช ลมั ภวคุปต์ กระทรวงยุติธรรมจึงเสนอจัดต้ังศาลแพ่งธนบุรี และศาลอาญาธนบุรี แทนการจัดต้ัง ศาลจังหวัดธนบุรีและได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี พ.ศ. 2520 ใช้บงั คับเม่ือวันท่ี 9 มนี าคม พ.ศ. 2520 ในการกอ่ สร้างสถาปนิกและวิศวกร เห็นว่าทดี่ ิน แปลงเดิมแคบไป กระทรวงยุติธรรมจึงขอท่ีดินบางส่วนจากการส่ือสารแห่ง-ประเทศไทย กับที่ดินที่ เขตบางขุนเทียนเลิกใช้ ได้เนื้อท่ีรวม 16 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา เร่ิมก่อสร้าง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 35 ตัวอาคาร เม่ือกลางปี พ.ศ. 2521 วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2524 โดยนายศิริ อติโพธิ์ ปลัดกระทรวงยตุ ิธรรม เมื่อใกล้ถึงวนั เปิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดช รัชกาลท่ี 9 ทรงพระประชวร จึงมีพระราชดารัสเหนือเกล้าให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสดจ็ พระราชดาเนินประกอบพิธีเปิดศาลแพ่งธนบุรี เม่ือวนั ท่ี 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2525 ใช้ปีก ขวาของอาคารดังกลา่ วเปน็ ท่ีทาการศาลแพ่งธนบรุ ีจนถงึ ปัจจุบนั เขตอานาจศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งธนบุรีมีเขตตามท่ีพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี กาหนดไว้ (พระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีพ.ศ.2520 ประกาศ ราชกิจจานุเบกษา วันท่ี 9 มีนาคม 2520 มาตรา 4 กาหนดให้ศาลแพ่งธนบุรีมีเขตตลอด จังหวัดธนบุรีเดิมและในแม่น้าเจ้าพระยาหรืออยู่ในเขตจังหวัดธนบุรีเดิม)ซึ่งมีเขตศา ล จานวน 11 เขต ดังน้ี 1. เขตคลองสาน 2. เขตตลงิ่ ชนั 3. เขตธนบุรี 4. เขตบางกอกนอ้ ย 5. เขตบางพลดั 6. เขตบางกอกใหญ่ 7. เขตบางขนุ เทยี น 8. เขตจอมทอง 9. เขตภาษีเจริญ 10. เขตราษฎรบ์ รู ณะ 11. เขตหนองแขม
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 36 ศาลแพง่ กรุงเทพใต้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จัดต้ังข้ึนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาล อาญากรุงเทพใต้ พ.ศ. 2532 กับพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม(ฉบับ ที่ 11) พ.ศ. 2532 ได้ประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มท่ี 106 ตอนท่ี 127 ลงวันท่ี 11 สิงหาคม 2536 โดยกระทรวงยุติธรรมได้ดาเนินการปรับปรุงอาคารศาลแพ่งเดิม (ถนนราชดาเนินใน) เป็นห้องพิจารณาจานวน 23 ห้อง อาคารสานักงานส่งเสริมงานตุลาการ เดิม และอาคารกองคลังกระทรวงยุติธรรมเดิมเป็นห้องทางานธุรการ และห้องพักผู้พิพากษา เปน็ ทที่ าการศาลแพง่ กรงุ เทพใตช้ ั่วคราว ปจั จุบันอาคารศาลแพ่งกรงุ เทพใต้ ต้ังอยู่ที่ซอยเจรญิ กรุง 63 แขวงเจริญกรุง เขตสาธร กรุงเทพมหานคร โดยกระทรวงยุติธรรมได้รับอนุญาตให้ใช้ทด่ี ินกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นท่ีดนิ ราช พัสดุ มีเนื้อที่ 11 ไร่ 83 ตารางวาง เป็นสถานท่ีก่อสร้าง เป็นอาคารสูง 14 ช้ัน ขนาด 91 บังลังก์ และมีอาคารจอดรถสูง 11 ช้ัน จอดรถได้ช้ันละประมาณ 70 คัน รวมท้ังส้ินประมาณ 770 คัน ซ่ึงเดิมจะใช้เป็นท่ีทาการของศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ แต่ต่อมา เมือ่ วนั ที่ 27 มกราคม 2542 กระทรวงยุติธรรมให้ศาลแพง่ กรุงเทพใต้ย้ายไปอยอู่ าคารแห่งใหม่ เพียงศาลเดียว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ย้ายที่ทาการมาเปิด ณ อาคารใหม่ วันท่ี 17 มกราคม 2543 เป็นตน้ มา ซึ่งศาลแพ่งกรงุ เทพใต้ เขตอานาจ จานวน 13 เขต 1. เขตบางรัก 2. เขตปทุมวัน 3. เขตป้อมปราบศตั รูพ่าย 4. เขตพระโขนง 5. เขตคลองเตย 6. เขตประเวศ 7. เขตยานนาวา 8. เขตสาทร 9. เขตบางคอแหลม
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 37 10. เขตสัมพันธวงศ์ 11. เขตสวนหลวง 12. เขตวฒั นา 13. เขตบางนา ศาลอาญา ศาลอาญา มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาท้ังปวง เม่ือความผิดเกิดขึ้นอ้างหรือ เชื่อว่าได้เกิดข้ึน หรือจาเลยมีที่อยู่หรือถูกจับหรือเมื่อเจา้ พนักงานทาการ สอบสวนในท้องท่ีซ่ึง อยู่ในเขตอานาจศาลและคดีที่เกิดข้ึนต้องมีอัตราโทษจาคุกเกิน ๓ ปี ข้ึนไปหรือปรับเกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ แต่คดีท่ีเกิดข้ึนนอกเขตศาลอาญา โจทก์จะยื่นฟ้องต่อศาล อาญาก็ได้ ท้ังน้ี อยู่ในดุลพินิจของศาลอาญาท่ีจะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีท่ียื่นฟ้อง ดงั กล่าวหรอื มคี าส่ังโอนคดีไปยงั ศาลอ่ืนทมี่ ีเขตอานาจ นอกจากนี้ศาลอาญา มีอานาจพิจารณา พิพากษาคดีทคี่ วามผดิ เกดิ ขนึ้ นอกราชอาณาจักรไทยด้วย ศาลอาญามีที่ตั้งถนนรัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร มีเขตอานาจศาลจานวน 16 เขต 1. เขตพระนคร 2. เขตดสุ ติ 3. เขตบางซ่อื 4. เขตบางเขน (เฉพาะแขวงอนสุ าวรยี ์) 5. เขตดอนเมือง 6. เขตจตุจักร 7. เขตบางกะปิ 8. เขตลาดพร้าว (เฉพาะแขวงลาดพรา้ ว) 9. เขตบงึ กุ่ม(ยกเว้น) แขวงคนั นายาว แขวงสะพานสงู
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 38 10. เขตพญาไท 11. เขตราชเทวี 12. เขตห้วยขวาง 13. เขตดินแดง 14. เขตวังทองหลาง 15. เขตหลักส่ี 16. เขตสายไหม (เฉพาะแขวงคลองถนน) ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาธนบุรีสาหรับทด่ี ินท่จี ะใช้เป็นท่ีกอ่ สรา้ งอาคารศาลแพง่ ธนบรุ ีและศาลอาญา ธนบุรี คงจะใช้สถานท่ีท่ีดาริจะใชเ้ ป็นสถานท่ีก่อสรา้ งอาคารที่ทาการศาลจงั หวัดธนบุรี แตเ่ ม่ือ ได้ใหส้ ถาปนิกและวศิ วกร กรมโยธาธิการ ไปสารวจตรวจสอบท่ีดนิ แปลงดังกล่าว ปรากฏว่าคับ แคบเกินไป ไม่อาจวางรูปอาคารขนาดใหญ่ให้ได้ความสง่างามได้ กระทรวงยุติธรรมจึงได้ทา ความตกลงแลกเปล่ียนท่ีดินกับการส่ือสารแห่งประเทศไทย ซ่ึงได้รับอนุญาตให้ใช้ท่ีดิน บางส่วนในแปลงเดียวกัน เป็นที่ก่อสร้างอาคารท่ีทาการไปรษณีย์โทรเลขเขตบางขุนเทียน และขอทด่ี ินที่เขตบางขุนเทียนเลิกใช้เป็นท่ีก่อสรา้ งอาคารท่ที าการเขตบางขุนเทียนเพ่มิ เตมิ ใน ท่สี ุดไดท้ ่ีดินดา้ นหน้า150 เมตร ลึกประมาณ150 เมตร เนอ้ื ทป่ี ระมาณ16 ไร่ 2 งาน 84 ตาราง วา กระทรวงยุติธรรมได้ขอให้สถาปนิกกรมโยธาธิการออกแบบแปลนการก่อสร้างอาคารที่ทา การศาลแพ่งธนบุรีขนาด30 บัลลังก์ ศาลอาญาธนบุรีขนาด 20 บัลลังก์ และย้ายศาลแขวง ธนบุรีไปก่อสร้างอยู่ภายในบริเวณเดียวกันขนาด10 บัลลังก์ เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารศาล แพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีเป็นอาคารสูง 6 ช้ัน ตั้งอยู่ที่ถนนเอกชัย แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร โดยเปิดทาการเม่ือวันที่10 กนั ยายน 2524 สมเดจ็ พระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดาเนินมาทรงเปดิ ท่ีทาการศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาธนบุรี
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 39 และศาลแขวงธนบุรี เม่ือวันอังคารท่ี 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2525 ดังคากราบบังคมทูล ของ นายมารุต บุนนาค รฐั มนตรีว่าการกระทรวงยุตธิ รรม ดงั นี้ ศาลอาญาธนบุรี มเี ขตอานาจ จานวน 11 เขต ดังนี้ 1. เขตคลองสาน 2. เขตตลง่ิ ชัน 3. เขตบางกอกน้อย 4. เขตธนบุรี 5. เขตบางพลดั 6. เขตบางกอกใหญ่ 7. เขตบางขนุ เทียน 8. เขตจอมทอง 9. เขตภาษเี จริญ 10. เขตราษฎร์บรู ณะ 11. เขตหนองแขม ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้เปน็ ศาลยุตธิ รรมโดยเปน็ ศาลช้ันต้นในกรุงเทพมหานคร จัดตัง้ ขึ้น โดยพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ พ.ศ. 2532 และ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับท่ี 11) พ.ศ. 2532 เปิดทาการ ตง้ั แต่วันท่ี 3 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นมา ณ อาคารที่ทาการเดิมของ ศาลอาญา บริเวณเกาะ กรุงรตั นโกสินทรช์ ั้นใน ถนนราชนิ ี แขวงพระบรมมหาราชวงั เขตพระนคร กรงุ เทพมหานคร ตอ่ มาได้มีพระราชกฤษฎีกากาหนดท่ีต้ังและวันเปิดทาการศาลแพง่ กรงุ เทพใต้และศาล อาญากรุงเทพใต้(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2550 มีผลใช้บังคับต้ังแต่วันท่ี 6 สิงหาคม 2550 เป็นต้นมา ศาลอาญ ากรุงเทพใต้จึงได้ย้ายท่ีทาการจากอาคารเดิมมาอยู่ ณ เลขท่ี 1721/1
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 40 ถนนเจริญกรุง 63 (สมานมิตร) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นอาคาร เดียวกันกับศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นอาคารสูง 14 ช้ัน ศาลอาญากรุงเทพใต้ใช้พื้นท่ีครึ่งหน่ึง ของอาคาร ดา้ นทิศตะวนั ออก ศาลอาญากรุงเทพใต้ ต้ังอยถู่ นนราชนิ ี แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเขตอานาจ 13 เขต ดงั นี้ 1. เขตบางรัก 2. เขตปทุมวัน 3. เขตป้อมปราบศตั รูพ่าย 4. เขตพระโขนง 5. เขตคลองเตย 6. เขตประเวศ 7. เขตยานนาวา 8. เขตสาทร 9. เขตบางคอแหลม 10. เขตสัมพนั ธวงศ์ 11. เขตสวนหลวง 12. เขตวฒั นา 13. เขตบางนา ศาลอทุ ธรณ์ ตามมาตรา 3 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมนั้น “ศาลอุทธรณ์ ได้แก่ ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค” ศาลอุทธรณ์ คือ ศาลสูงถัดจากศาลชั้นต้นซึ่งมีอานาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่ อุทธรณ์คาพิพากษาหรือคาสั่งของศาลชั้นต้นท่ีอยู่ในเขตอานาจ กับมีอานาจวนิ ิจฉัยชี้ขาดคดีท่ี ศาลอุทธรณ์มีอานาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่นในเขตท้องท่ีที่มิได้อยู่ในเขตศาลอุทธรณ์ภาค
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 41 เว้นแต่คดีที่อยู่นอกเขตศาลอุทธรณ์จะอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ก็ได้ ท้ังน้ีอยู่ในดุลพินิจของศาล อุทธรณ์ทจ่ี ะไม่ยอมรบั พิจารณาพิพากษาคดใี ดคดีหน่ึงท่อี ุทธรณ์เช่นนั้นก็ได้ เว้นแตค่ ดีน้นั จะได้ โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายการพิจารณาของศาลอุทธรณ์มีลักษณะเป็นการตรวจสอบ หรือทบทวน ในชั้นอุทธรณ์ประกอบด้วยศาลอุทธรณ์กลาง จานวน 1 ศาล และศาลอุทธรณ์ ภาค 1-9 จานวน 9 ศาล รวมเปน็ 10 ศาล ศาลฎีกา เปน็ ศาลสงู สุดมีอานาจพิจารณาพพิ ากษาคดที อี่ ุทธรณ์คาพิพากษาหรอื คาสั่งของศาล อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าดว้ ยการฎีกา และมีอานาจวินิจฉัยชี้ขาดคดที ี่ศาลฎีกามี อานาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายเฉพาะ แต่หากคดีใดมีปัญหาสาคัญไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จ หรือปัญหาข้อกฎหมาย ประธานศาลฎีกาเห็นว่าควรให้วินิจฉัยโดยท่ีประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ประธานศาลฎีกามีอานาจสั่งให้นาปัญหาดังกล่าวเข้าสู่การวินิจฉัยโดยท่ีประชุมใหญ่ของศาล ฎีกา ศาลฎีกามีเพียงศาลเดียวตง้ั อยู่ในกรงุ เทพมหานคร การแบง่ แผนกในศาลต่าง ๆ มาตรา 4 ศาลฎกี า ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น อาจแบ่ง ส่วนราชการเปน็ แผนกหรือ หน่วยงานที่เรียกช่ืออย่างอ่ืน และจะให้ มีอานาจในคดีประเภทใดหรือคดีในท้องที่ใด ซ่ึงอยู่ใน อานาจของ แต่ละศาลนั้นแยกต่างหากโดยเฉพาะก็ได้ โดยออกเป็นประกาศ คณะกรรมการ บริหารศาลยุติธรรม ประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่ง เมื่อ ประกาศในราชกิจจา นเุ บกษาแลว้ ใหใ้ ช้บงั คับได้
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 42 ท้ังน้ีในศาลฎีกามีแผนกคดีพิเศษท้ังสิ้น 11 แผนก เพ่ือวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่อาศัยความ ชานาญพิเศษ มีผู้พิพากษาศาลฎีกาประจาแผนก ๆ ละ ประมาณ 10 คน โดยแผนกคดีพิเศษ ในศาลฎกี าประกอบดว้ ยแผนกคดีทต่ี ้ังขน้ึ ตามกฎหมาย 10 แผนก ไดแ้ ก่ 1. แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว 2. แผนกคดีแรงงาน 3. แผนกคดภี าษอี ากร 4. แผนกคดที รัพย์สินทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศ 5. แผนกคดีล้มละลาย 6. แผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื ง 7. แผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกจิ 8. แผนกคดสี ง่ิ แวดล้อม 9. แผนกคดีผูบ้ รโิ ภค 10. แผนกคดีเลอื กตั้ง 11. และแผนกคดที ี่ศาลฎกี าแบง่ เปน็ การภายใน 1 แผนกคอื แผนกคดปี กครอง (ภายใน) นอกจากผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งทาหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีแล้ว ศาลฎีกามีกองผู้ช่วยผู้ พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งทาหน้าท่ีตรวจสอบข้อเท็จจริงและค้นคว้าปัญหาข้อกฎหมาย ตลอดจน ช่วยตรวจและแก้ไขปรับปรงุ รา่ งคาพิพากษาศาลฎีกา เพื่อเปน็ หลักประกันในด้านความถูกต้อง ความรวดเรว็ และความเป็นธรรมแก่ประชาชน มาตรา 5 ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่าย ตุลาการของศาล ยุติธรรม เพื่อใหก้ ิจการของศาลยุตธิ รรมดาเนินไป โดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดยี วกัน และ ให้ประธานศาลฎีกามี อานาจดูแลให้ผู้พิพากษาปฏิบัติตามระเบียบวิธีการต่าง ๆ ท่ีกาหนด ข้ึนโดยกฎหมายหรือโดยประการอน่ื ใหเ้ ป็นไปโดยถกู ต้อง มาตรา 6 ให้เลขาธิการสานักงานศาลยุติธรรมโดยความเห็น ชอบของคณะกรรมการ บริหารศาลยุติธรรมมีอานาจเสนอความเห็น เก่ียวกับการจัดต้ัง การยุบเลิก หรือการ เปล่ียนแปลงเขตอานาจ ศาลของศาลยุติธรรมต่อคณะรัฐมนตรีเพ่ือพิจารณาดาเนินการ ทั้งน้ี
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 43 โดยคานึงถงึ จานวน สภาพ สถานทตี่ ั้งและเขตอานาจศาลตามท่ี จาเป็นเพื่อให้การอานวยความ ยุติธรรมแกป่ ระชาชนเป็นไปโดย เรยี บร้อยตลอดราชอาณาจักร ประเภทของผ้พู ิพากษาศาลยุตธิ รรม ตามมาตรา 7แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้กาหนด ให้คณะกรรมการบริหารศาล ยุติธรรมกาหนดจานวน ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมให้เหมาะสมตามความจาเป็นแห่งราชการ โดยไดก้ าหนดประเภทของผู้พพิ ากษาศาลยตุ ธิ รรมดังน้ี 1. ข้าราชการตุลาการ คือ ข้าราชการผู้มีอานาจและหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษา อรรถคดีรวมตลอดถึงผชู้ ่วยผู้พิพากษา และข้าราชการผู้ได้รับแตง่ ต้ังให้ดารงตาแหน่งท่ีเรียกชื่อ อย่างอ่ืนตามมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาล ยตุ ธิ รรม พ.ศ. 25431 ตาแหน่งของผู้พพิ ากษาศาลยุตธิ รรมมีดงั นี้2 1มาตรา6 แหง่ พระราชบญั ญตั ิระเบยี บข้าราชการฝา่ ยตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ขา้ ราชการฝา่ ยตลุ าการศาลยุตธิ รรมไดแ้ ก่ (1) ข้าราชการตุลาการคือข้าราชการผู้มีอานาจและหน้าท่ีในการพิจารณา พพิ ากษาอรรถคดีรวมตลอดถงึ ผู้ชว่ ยผู้พพิ ากษาและขา้ ราชการผไู้ ด้รบั แต่งต้ังใหด้ ารงตาแหน่งที่ เรยี กชื่ออย่างอ่ืนตามมาตรา11วรรคสอง 2มาตรา11 แหง่ พระราชบัญญัติระเบยี บข้าราชการฝา่ ยตลุ าการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ตาแหน่งข้าราชการตุลาการมีดังนี้ประธานศาลฎีการองประธานศาลฎีกาผู้ พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎกี าผู้พิพากษาศาลฎีกาประธานศาลอุทธรณ์ประธานศาลอุทธรณ์ ภาครองประธานศาลอุทธรณ์รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาล อุทธรณ์ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาคผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้พิพากษาศาล อุทธรณ์ภาคอธิบดีผพู้ ิพากษาศาลช้ันตน้ อธิบดผี ู้พิพากษาภาครองอธบิ ดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นผู้ พิพากษาหัวหน้าศาลผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลช้ันต้นผู้พิพากษาศาลช้ันต้นผู้พิพากษา ประจาศาลและผ้ชู ่วยผูพ้ ิพากษา นอกจากตาแหน่งตามวรรคหนึ่งก.ต.อาจออกประกาศกาหนดให้มีตาแหน่ง ข้าราชการตุลาการที่เรียกชื่ออย่างอ่ืนอีกได้ตาแหน่งดังกล่าวจะเทียบกับตาแหน่งใดตามวร รค หนึง่ ให้กาหนดไวใ้ นประกาศน้นั ด้วย
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 44 1. ประธานศาลฎกี า 2. รองประธานศาลฎีกา 3. ผู้พิพากษาหวั หนา้ คณะในศาลฎกี า 4. ผพู้ พิ ากษาศาลฎีกา 5. ประธานศาลอทุ ธรณ์ 6. ประธานศาลอุทธรณภ์ าค 7. รองประธานศาลอุทธรณ์ 8. รองประธานศาลอุทธรณภ์ าค 9. ผูพ้ ิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอทุ ธรณ์ 10. ผูพ้ ิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอทุ ธรณภ์ าค 11. ผพู้ ิพากษาศาลอุทธรณ์ 12. ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 13. อธิบดีผู้พพิ ากษาศาลช้ันต้น 14. อธิบดีผ้พู พิ ากษาภาค 15. รองอธิบดีผูพ้ ิพากษาศาลช้นั ตน้ 16. ผู้พิพากษาหวั หน้าศาล 17. ผพู้ พิ ากษาหัวหนา้ คณะในศาลชนั้ ตน้ 18. ผพู้ ิพากษาศาลชน้ั ต้น 19. ผพู้ ิพากษาประจาศาล 20. ผชู้ ่วยผู้พิพากษา 21.ข้ าราช ก ารตุ ล าก ารท่ี เรีย ก ช่ื อ อ ย่ างอื่ น ต าม ป ระ ก าศ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เร่ือง การกาหนดตาแหน่งข้าราชการตุลาการท่ีเรียกชื่อ อย่างอื่น ประกาศก.ต.ตามวรรคสองเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับ ได้
45 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสานักงานศาลยุตธิ รรม เทียบกบั ตาแหน่ง ผูพ้ ิพากษาศาลชน้ั ต้น ตาแหนง่ ทเี่ รยี กชือ่ อย่างอ่นื ผพู้ พิ ากษาหัวหนา้ ศาล 1. ผูพ้ พิ ากษาประจาสานักงานศาลยตุ ิธรรม 2. ผพู้ พิ ากษาหวั หนา้ ศาลประจาสานกั งานศาลยุตธิ รรม เทียบกับตาแหน่ง รองประธานศาลฎกี า ศาลฎีกา รองประธานศาลฎกี า ตาแหน่งท่เี รียกชือ่ อย่างอื่น รองประธานศาลฎีกา 1. ประธานแผนกคดเี ยาวชนและครอบครวั รองประธานศาลฎีกา ในศาลฎีกา รองประธานศาลฎกี า 2. ประธานแผนกคดแี รงงานในศาลฎีกา รองประธานศาลฎกี า 3. ประธานแผนกคดภี าษีอากรในศาลฎกี า 4. ประธานแผนกคดีทรัพย์สนิ ทางปัญญา รองประธานศาลฎีกา และการคา้ ระหว่างประเทศในศาลฎีกา รองประธานศาลฎกี า 5. ประธานแผนกคดลี ้มละลายในศาลฎกี า ผู้พพิ ากษาหัวหน้าคณะ 6. ประธานแผนกคดอี าญาของผดู้ ารง ใน ศ า ล อุ ท ธ ร ณ์ ห รื อ ผู้ พพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ ตาแหนง่ ทางการเมืองในศาลฎกี า 7. ประธานแผนกคดพี าณชิ ย์และเศรษฐกจิ ในศาลฎกี า 8. ประธานแผนกคดีส่งิ แวดล้อมในศาลฎีกา 9. ผชู้ ว่ ยผ้พู พิ ากษาศาลฎกี าแผนกคดเี ยาวชน และครอบครัว
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116