Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ประภาช วิวรรธมงคล

ประภาช วิวรรธมงคล

Published by วิทย บริการ, 2022-07-08 02:55:09

Description: ประภาช วิวรรธมงคล

Search

Read the Text Version

SFX (Special Effect) หมายถงึ เทคนิคพิเศษ เชน่ การซ้อนภาพ การเลอื่ นเข้าออกภาพ Pan หมายถึง การกวาดภาพโดยตำแหนง่ กลอ้ งอยูก่ ับท่ี แตต่ วั เลนส์ของ กล้องเคล่ือนไปตามแนวนอนขนานกับพืน้ ดิน จากซา้ ยไปขวา หรอื ขวาไปซา้ ย Zoom in หมายถึง การดึงภาพเข้าใกล้ เปล่ียนระยะจาก L.S. เปน็ M.S. เปน็ C.U. หรอื E.C.U. Dolly หมายถงึ การกวาดภาพโดยกล้องตัง้ อย่บู นลานเล่ือน แล้วเคล่ือน มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ตามคนหรือวัตถุ เพื่อเปลย่ี นมมุ มอง Cut หมายถึง การตัดเปลี่ยนจากภาพหนง่ึ เปน็ อีกภาพหนึ่ง Dissolve หมายถงึ การเปล่ยี นภาพจากภาพหนง่ึ เป็นอีกภาพหน่งึ โดยค่อยๆ เบลอร์ภาพแรกให้จางหายไปพรอ้ มๆ กับให้ภาพซนี ตอ่ ไป ค่อยๆ ปรากฎชัดเจนข้นึ แทน ซึง่ อาจใช้เทคนคิ ชน้ั สูง หรือใช้ การเปลีย่ นระยะชัดของเลนส์เพือ่ เลอื่ นภาพ ขณะเล่อื นภาพ หนึ่งออก และเล่ือนอกี ภาพหนง่ึ เข้า หรือทเ่ี รยี กวา่ Fade-out /Fade-in Wipe หมายถึง การเปล่ียนภาพในลกั ษณะคอ่ ยๆ ลอกภาพออกคลา้ ยการ เปิดหน้าสมดุ หรอื หนังสอื คำส่ังดงั กลา่ วข้างต้นน้ีจะเป็นคำศัพทพ์ น้ื ฐานท่ีมกั จะปรากฏในบทรายการวิทยุโทรทัศน์ แต่ยังมี คำสั่งอีกมากมายเกี่ยวกับมุมกล้อง ทิศทางของกล้อง เทคนิคพิเศษ ที่เพิ่มความน่าสนใจและสร้าง ความหมายให้กับภาพ ขัน้ ตอนในการเขียนบทวิทยโุ ทรทศั น์ รายการวทิ ยุโทรทศั น์ที่ประสบความสำเรจ็ ส่วนหนง่ึ ยอ่ มมาจากการเขยี นบทโทรทัศน์ที่ดี ดังน้ัน ผู้เขียนบทจึงตอ้ งมคี วามเข้าใจในข้ันตอนการเขียนบทซ่งึ มีท้ังหมด 6 ขน้ั ตอน คอื 1. ขั้นกำหนดวัตถุประสงค์ของรายการ ก่อนเขียนบทวิทยุโทรทัศน์ผู้เขียนบทต้องรับทราบ นโยบายหรือวัตถุประสงค์จากผู้ควบคุมการผลิตรายการหรือ Producer มาแล้ว ผู้ควบคุมการผลิต รายการจะบอกว่าต้องการรายการประเภทใด ดว้ ยวตั ถปุ ระสงคอ์ ะไร มงี บประมาณเทา่ ไร เมอื่ ทราบความ ต้องของผู้ควบคุมการผลิตรายการแล้วผู้เขียนบทก็มากำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะของรายการโดยถาม คำถามว่า เราจะเขียนบทโทรทัศน์เพื่ออะไรเพื่อให้ผู้ชมได้รับความเข้าใจเพื่อได้รับอารมณ์ ความรู้สึก ความสนใจ ทัศนคติ คา่ นยิ ม หรอื เพอ่ื ใหเ้ กดิ ทักษะ ความชำนาญ เปน็ ต้น 2. ขั้นวิจัยเนื้อหาและกำหนดประเด็น เมื่อกำหนดวัตถปุ ระสงค์แลว้ ผู้เขียนบทก็ต้องศึกษาวิจัย รวบรวมข้อมูลเน้ือหาสาระแล้ววิเคราะห์เป็นหัวเรื่องย่อยลงไป ข้อมูลที่รวบรวมมาจะใช้เป็นวัสดุเนื้อหา หรอื วสั ดรุ ายการไดใ้ นตอนหลัง 95

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 3. ข้นั กำหนดรปู แบบความยาวและการเดินเร่อื ง เมือ่ ไดป้ ระเด็นแลว้ ผู้เขยี นบทก็จะวเิ คราะห์ว่า เนื้อหาที่รวบรวมมาได้ควรจะเสนอในรูปแบบใดจึงจะให้ผูช้ มได้ประโยชน์ท่ีสุดโดยเป็นจดุ สำคัญที่สดุ คอื รายการต้องน่าสนใจและให้ความเพลดิ เพลินไม่ว่ารายการนัน้ จะเป็นรายการเพื่อการศึกษาหรือรายการ บนั เทงิ กใ็ ห้ความเพลดิ เพลนิ ไดแ้ ละรายการน้นั ตอ้ งเลา่ เรือ่ งให้ผชู้ มอยากตดิ ตาม 4. ขั้นเขียนแผนผังรายการ (Program layout) การเขียนแผนผังรายการเป็นการนำการ เดินเรื่องที่คดิ ไวแ้ ล้วมาเขยี นเรียงลำดับกอ่ นหลังพรอ้ มกับกำหนดช่วงเวลาเป็นวนิ าทแี ละนาทีไว้ด้วย การ เขยี นแบบเรยี งลำดบั หัวขอ้ ประเดน็ หรือกจิ กรรมที่จะปรากฏในรายการ และความยาวของแต่ละชว่ งเปน็ นาทหี รอื วนิ าที 5. ขั้นเขียนร่างบทวิทยุโทรทัศน์ เมื่อกำหนดแผนผังรายการแล้วก็ถึงขึ้นเขียนร่างบทวิทยุ โทรทัศนอ์ อกมาตามประเภทของบทว่าเป็นบทสมบูรณ์ บทก่ึงสมบรู ณห์ รอื บทประเภทใดเพอ่ื ให้รายการมี คุณภาพ บทวิทยุโทรทัศน์ควรจะเป็นบทแบบสมบรู ณห์ รอื แบบกึ่งสมบูรณเ์ ท่านน้ั 6. ข้นั ทดสอบต้นรา่ งและปรับปรงุ บทวิทยุโทรทัศน์ เมอื่ ได้ร่างบทวทิ ยุโทรทัศน์แลว้ กอ่ นสง่ พิมพ์ ผ้เู ขียนบทควรจะลองอา่ นบทออกเสยี งเพื่อดลู ลี าและช่วงเวลาเพ่ือนำมาปรับปรงุ ตอ่ ไป หลักการเขยี นบทโทรทัศน์แต่ละประเภท โทรทัศน์เป็นสื่อท่ีให้ทัง้ ภาพและเสียง ดังนน้ั การเขียนบทสำหรบั รายการโทรทัศนจ์ ึงต้องเขียนให้ ทมี งานผลิตรายการสามารถเข้าใจ เปน็ ไปในแนวทางเดียวกัน การเขียนบทรายการวิทยุโทรทัศน์ จึงควร คำนงึ ถงึ สง่ิ ตอ่ ไปนี้ (อรนุช เลิศจรรยารกั ษ์, 2541) 1. เขียนโดยใช้สำนวนสนทนาท่ใี ชส้ ำหรบั การพดู คุย ไม่ควรเขยี นในแบบของหนังสอื วิชาการ 2. เขียนโดยเน้นภาพใหม้ าก ดังคำขงจอ้ื ท่วี า่ “คดิ ให้กระจา่ งชดั ดงั เป็นภาพ” รายการโทรทัศน์ จะไม่บรรจคุ ำพูดไวท้ ุกๆ วนิ าที แบบรายการวิทยกุ ระจายเสียง 3. เขียนอธิบายแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่กำลังพูดถึง ไม่ควรเขียนและบรรยายโดยปราศจาก ภาพประกอบ 4. เขียนเพื่อเปน็ แนวทางให้เกิดความสมั พนั ธ์ระหว่างผู้ชมแต่ละผ้ซู ่ึงเปน็ เป้าหมายในรายการไม่ ควรเขยี นสำหรบั ผชู้ มโทรทัศน์สว่ นใหญ่ 5. พยายามใชถ้ ้อยคำสำนวนที่เขา้ ใจกนั ในยุคน้นั ไม่ใชค้ ำทมี่ หี ลายพยางค์ ถ้ามคี ำเหมือนๆ กนั ให้ เลอื กใช้คำทีเ่ ข้าใจไดง้ า่ ยกว่า 6. เขยี นเรอื่ งท่ีสนใจและต้องการเขยี นจรงิ ๆ ไมพ่ ยายามเขยี นเรื่องซึ่งนา่ เบ่ือ 7. เขียนโดยพฒั นารปู แบบการเขียน ไม่ลอกเลยี นแบบการเขียนของคนอ่นื 8. ค้นคว้าวัตถุดบิ ต่างๆ เพ่ือจะมาใชส้ นับสนุนเน้ือหาในบทอยา่ งถูกต้อง ไมเ่ ดาเอาเอง โดยเฉพาะ อย่างยงิ่ เมอื่ มขี อ้ เท็จจริงเขา้ ไปเก่ยี วข้องดว้ ย 9. เขียนบทเริ่มตน้ (Opening) ให้น่าสนใจและกระตุ้นใหผ้ ู้ชมอยากชมตอ่ ไป 10. เขียนโดยเลอื กใช้อารมณ์แสดงออกในปัจจบุ นั (Now expression) ไม่เปน็ คนลา้ สมัย 96

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 11. ไมเ่ ขยี นเพอื่ รวมจดุ สนใจทง้ั หมดไว้ในฉากเล็กๆ ในหอ้ งท่ีมแี สงไฟสลวั ผ้ชู มตอ้ งการมากกว่า นัน้ 12. ใชเ้ ทคนคิ ประกอบพอควร ไม่ควรใช้เทคนคิ ประกอบมากเกินไปจนเปน็ สาเหตใุ ห้สูญเสียภาพ ทเ่ี ป็นสว่ นสำคัญทีต่ อ้ งการให้ผชู้ มได้เขา้ ใจไดเ้ หน็ 13. ควรให้ความเชอื่ ถือผกู้ ำกบั รายการว่าสามารถแปลและสร้างสรรค์ภาพได้ตามคำอธิบายและ คำแนะนำของผ้เู ขียน ผู้กำกบั จะตดั ทอนบทใหเ้ ข้ากบั เวลาทอ่ี อกอากาศ ผทู้ ่จี ะเขียนบทใหก้ บั ผู้ท่ีจะเป็นผพู้ ูดคุยทางวิทยุโทรทัศนค์ วรคำนงึ เสมอวา่ ภาษาทใี่ ช้ต้องมีความ ง่าย สามารถเข้าใจไดท้ ันที ประทับใจผู้ชม และต้องใช้หลกั ในการเขียนบทวิทยุโทรทัศน์มาช่วย นั่นก็คอื กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายวา่ ทำรายการนี้เพื่ออะไร เพื่อใคร และต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ของรายการจึงจะเขียนบทได้ตามที่ตั้งใจไว้ ผู้เขียนต้องทราบระยะเวลาที่แน่นอนและพยายามเขียนให้ พอดหี รอื ส้ันกว่าเลก็ น้อย อยา่ เขียนมากจนเกินไปเพราะเวลาผูพ้ ูดพอใกล้จบจะเรว็ จนเกินไปและทำให้จบ ไมป่ ระทบั ใจ ต้องไม่ลมื วา่ วทิ ยโุ ทรทัศน์ เป็นสอื่ สำหรบั ให้ผู้ชมได้เห็นและได้ยนิ ไปพรอ้ มกัน การเขียนบท ทกุ คร้งั ควรเสนอแนะให้มีการใช้ภาพประกอบไมว่ ่าจะเป็นการแสดงจรงิ สไลด์ ภาพนง่ิ กราฟิกตา่ งๆ เป็น ต้น จะทำให้รายการนา่ สนใจขนึ้ (ถิรนนั ท์ อนวัชศริ วิ งศ์, 2531) 1. การเขียนบทสำหรับข่าววิทยุโทรทัศน์ การเขียนข่าววิทยุโทรทัศน์ โดยทั่วไป พิจารณาจาก คณุ สมบตั ขิ องสอื่ สอ่ื วทิ ยุโทรทศั น์เป็นสอื่ ซงึ่ นำข้อมลู ข่าวสารไปถึงผู้ชมโดยรวดเร็วท้งั ภาษาและเสยี ง การ นำเสนอจึงต้องให้ผู้ชมสามารถเข้าใจในความหมายในระเวลาอันสั้น ดังนั้น การเขียนข่าววิทยุโทรทัศน์ โดยทว่ั ไปจึงยดึ หลกั 1.1 ใชส้ ำนวนสนทนา (Conversational language) แต่ไม่ใช้คำแสลง 1.2 ประโยคสั้นกะทัดรดั เข้าใจง่าย เป็นกนั เอง 1.3 ข้อเท็จจริงคงอยู่ ไม่บิดเบือน ไมใ่ สค่ วามเห็นไปในขา่ ว 1.4 วิธเี ขียนมักจะเขียนแบบ ใคร ทำอะไร กบั ใคร ท่ไี หน เม่ือไหร่ อย่างไร บางคร้ังข่าว วิทยโุ ทรทัศนจ์ ะเขียนขึ้นต้นด้วยสถานท่ีและเวลาก่อนกไ็ ด้ 1.5 ใช้หลักการเขียนข่าววิทยกุ ระจายเสียงมาใช้ในการเขียนข่าววิทยุโทรทัศน์ คือ ส้ัน งา่ ย ตรงประเดน็ รกั ษาข้อเทจ็ จริง ภาษาทีด่ สี ละสลวย มรี สนิยมดี ขา่ วทเ่ี หมาะจะนำเสนอเปน็ ข่าววิทยโุ ทรทัศน์ควรเป็นขา่ วท่ีมลี กั ษณะมีการกระทำ (Action) วทิ ยุ โทรทัศนไ์ มเ่ หมาะทจี่ ะเสนอขา่ วทต่ี ้องการการอธิบายมาก บทข่าววิทยโุ ทรทศั นม์ หี ลกั สำคัญควรคำนึง คอื คำบรรยายและภาพต้องไปด้วยกัน คำบรรยายจะต้องไมซ่ ้ำกบั รายละเอียดที่ผู้ชมสามารถเห็นและไดย้ ิน ด้วยตนเองอยู่แล้ว กรณีภาพไม่ได้บอกอะไรเลยไม่ควรอธิบายหรือบรรยายมากเพราะผู้ชมไม่สามารถ มองเห็นหรือได้ยนิ ด้วยตัวเอง นอกจากนั้นไม่ควรเขียนคำบรรยายใหย้ าวกวา่ ภาพยนตร์ หรือ VTR หรือ บทข่าววิทยุโทรทัศน์ที่ดีที่สุด ควรจะเป็นบทขา่ ววทิ ยุโทรทัศนท์ ีใ่ ชค้ ำบรรยายน้อยทส่ี ดุ 2. การเขียนบทสำหรับรายการสัมภาษณ์ สำหรับรายการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์จะเป็นท้ัง ผู้เขียนบทและผู้ผลิตรายการนั้นไปด้วย ผู้สัมภาษณ์จะกำหนดว่ารายการสัมภาษณ์ของตนนั้นต้องการ 97

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวตั ถุประสงค์อะไรในการสมั ภาษณ์ เช่น เพอ่ื ทราบเรอื่ งราวขอ้ เทจ็ จริงหรอื เพอ่ื ทราบความคิดเห็นเก่ียวกับ เรือ่ งสำคญั ต่างๆ หรือเพ่อื รวบรวมเสนอเก่ยี วกับตัวผ้ใู ห้สัมภาษณ์เอง เม่ือผ้สู มั ภาษณ์กำหนดได้แล้วก็จะ จัดใหผ้ ูช้ มไดพ้ บกับบุคคลต่างๆ ท่นี า่ สนใจ ผูส้ ัมภาษณจ์ ะไปพบแขกรับเชิญของตน สนทนา อธบิ ายเรอ่ื งที่ ตอ้ งการสมั ภาษณ์ คำถาม การเตรยี มตวั เพ่ือปรากฏตวั ทางวิทยุโทรทัศน์ สถานทห่ี รือฉากทีส่ มั ภาษณ์ส่วน ใหญจ่ ะเป็นฉากทเี่ รียบง่าย ฉากในหอ้ งส่งจดั เปน็ ห้องรบั แขก บางครงั้ ใช้สถานทีจ่ รงิ ในทท่ี ำงาน ท่บี ้าน ใน สวน แล้วแต่ผูส้ ัมภาษณจ์ ะเห็นว่าเหมาะสมกับวตั ถุประสงค์ และกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย รายการสัมภาษณ์ทางวิทยุโทรทัศน์มีภาพปรากฏด้วย ดังนั้นการเตรียมตัวจึงสำคัญมาก ผู้ สมั ภาษณ์ทถ่ี ือบทแล้วอ่านถามตอบตามบทจะทำให้รายการนา่ เบ่ือ การเตรยี มถามตอบให้เป็นธรรมชาติ จึงมีความจำเป็น ผู้สัมภาษณ์ควรศึกษาเรื่องที่จะไปสัมภาษณ์ให้มากที่สุดและศึกษาเรื่องของผู้ที่จะไป สมั ภาษณ์ให้มากทส่ี ดุ เช่นกันซึง่ ในบทสมั ภาษณค์ วรประกอบดว้ ย 1) กล่าวนำรายการให้นา่ สนใจสามารถดงึ ผชู้ มใหห้ ันมาสนใจรายการทันที 2) แนะนำผใู้ หส้ ัมภาษณ์วา่ เปน็ ใครและสำคญั อย่างไรจึงไดร้ บั เชิญมาใหส้ มั ภาษณ์ 3) เรม่ิ ดว้ ยคำถามทน่ี า่ สนใจและไม่ยากเกนิ ท่จี ะตอบ 4) ดำเนินรายการให้มีลักษณะเป็นการสนทนาควรระลึกไว้เสมอว่าการสัมภาษณ์ก็คือ การสนทนาน่นั เอง 5) พัฒนาข้อสนทนาให้น่าสนใจเพิ่มมากขึ้นโดยระลึกอยู่เสมอว่าคำถามนั้นอยู่ใน ขอบเขตความรู้ ความสามารถของผใู้ หส้ ัมภาษณ์ ไมค่ วรถามนอกเร่ือง 6) เนน้ ย้ำคำตอบทตี่ ้องการเน้นในประเดน็ หรอื หวั ขอ้ ทีส่ ำคญั 7) ไม่ควรถามคำถามที่ตอบเพียงว่าใช่หรือไม่ใช่ ยกเว้นการตอบใช่หรือไม่ใช่เป็น จุดสำคัญทีส่ ัมภาษณ์ต้องการเนน้ ย้ำ 3. การเขียนบทสำหรับรายการสารคดี รายการสารคดเี ป็นรายการท่ีม่งุ เน้นเสนอข้อเท็จจริงให้ ความรู้ ข้อมูล และเหตุการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม มุ่งให้ผู้ชมเมื่อชมแล้วมีแรงบันดาลใจให้กระทำ หรือไม่กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เรื่องราวที่เสนอเป็นเรื่องจริงผู้เขียนบทสารคดีจำต้องค้นควา้ หาข้อมูล รายละเอียดมาประกอบการเขียนบทให้ถูกต้อง จากตำรา เอกสาร สอบถามจากบุคคล หรือเกิดจาก ความคิดของผู้เขียนบทที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในกรณีที่ผู้เขียนสามารถค้นคว้าข้อมูลและเข้าใจเรื่องท่ี เขียนอย่างดีก็สามารถจะเขียนบทได้ก่อนการถ่ายทำซึ่งอาจทำเป็นบทแบบสมบูรณ์เลยก็ได้ แต่บางครั้ง ผูเ้ ขียนไม่สามารถหาข้อมูลได้เนือ่ งจากไม่มใี นเอกสาร ตำราท่ีจะใชอ้ ้างอิงนอกจากการสอบถามจากบุคคล เท่านั้น ผู้เขียนบทก็จะเขียนบทอย่างคร่าวๆ ไว้ก่อน พอถ่ายทำมาแล้วผู้เขียนบทรู้ ว่ามีภาพอะไรบ้าง เขียนจึงสามารพัฒนาบทจากบทคร่าวๆ เป็นแบบสมบูรณ์ได้ เนื้อหาบทสารคดีนั้น สามารถนำมาจาก ข่าวสารท่ปี รากฏในหน้าหนังสอื พิมพ์ ประวัตศิ าสตร์ ปัญหาสงั คมเศรษฐกิจ การเมอื ง ชวี ประวัติ สถานท่ี ทอ่ งเท่ียว วิทยาการแขนงตา่ งๆ วัฒนธรรม ประเพณี และอ่ืนๆ ซึง่ วิธีการเขียนขน้ึ อย่กู ับแง่มุมทีผ่ เู้ ขยี นบท ต้องการเสนอข้อเท็จจรงิ ความคดิ ขอ้ เสนอแนะให้ผู้ชมไดช้ มและบางครั้งช่วยตดั สินใจ 98

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง เทคนิคสำคัญในการเขียนบทสารคดีกค็ ือ สารคดีเป็นการเสนอเรื่องราวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเร่อื ง ใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว การเสนอความจริงเพยี งอย่างเดียวอาจทำให้บทดูน่าเบ่ือไม่น่าสนใจ ผู้เขียน บทจึงต้องนำรูปแบบของรายการประเภทต่างๆ เข้ามาประกอบในการเขียนบทสารคดีด้วย เพื่อให้เกดิ ความหลากรสในรูปของความนา่ สนใจอาจจะนำรูปแบบรายการพูดคุยการสัมภาษณ์บางคร้ังนำเสนอใน ลกั ษณะของละครเข้ามาร่วมด้วย ดังนน้ั เทคนิคทส่ี ำคัญของการเขียนบทสารคดีคือ เขียนเรอ่ื งให้น่าสนใจ มีเอกภาพ ทั้งในเรื่องของเนื้อหาและภาษาทีใ่ ช้ตอ้ งสละสลวยเข้าใจง่ายมจี ุดเด่น จุดเดยี วแต่ตอ้ งมีความ หลากในเรื่องของกลวิธีการนำเสนอ การอ่านบรรยายประกอบภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องใช้ ดนตรี เสยี งประกอบ การสมั ภาษณ์ การสนทนา การพดู อาจทำในรูปข่าวสารนา่ รแู้ ละแม้แต่ละคร ทำให้ เกิดความหลากในรปู แบบดูแล้วสนกุ สนาน ได้ความรแู้ ละไมน่ า่ เบ่อื แตท่ ั้งนี้ ผูเ้ ขยี นบทตอ้ งคำนึงถึงความ เหมาะสมของเน้ือหาและความสนใจของผู้ชมกลมุ่ เปา้ หมายเปน็ หลักด้วย 4. การเขียนบทสำหรับรายการผู้หญิง ปัจจุบันบทบาทของผู้หญิงต่อครอบครัว ต่อสังคม เศรษฐกจิ การเมืองมมี ากขึ้นโดยเฉพาะผหู้ ญงิ กบั การทำงานเพอื่ สังคมการเมอื งมีเพม่ิ มากขนึ้ การเขียนบท วิทยุโทรทัศน์สำหรับรายการผู้หญิงจึงไม่ควรมุ่งเน้นวัตถุประสงค์ เพื่อความงาม การเป็นแม่บ้าน เพียง อย่างเดียวแต่ควรครอบคลุมถึงการทำงาน กิจกรรมในสังคม บทบาทด้านการเมือง การเป็นผู้นำด้วย ผู้เขียนบทควรจัดลำดับเนื้อหาของบทให้เหมาะสมเพื่อเป็นการส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงให้ดีเป็น ประโยชน์ที่จะมีต่อสังคมส่วนรวม รูปแบบในการนำเสนอรายการสตรีทำได้หลายอย่างนับแต่การสาธติ สัมภาษณ์ สารคดชี วี ประวตั ิ การแขง่ ขัน ปกิณกะ 5. การเขียนบทสำหรับรายการเด็ก การเขียนบทสำหรับรายการเด็กนั้นผู้เขียนจะต้องศึกษา กลุ่มผู้ชมให้ถ่องแท้เพราะเด็กในกลุ่มอายุต่างกันเพียงเล็กน้อย ความสนใจจะต่างกันไป ระยะเวลาของ ความสนใจก็ต่างกันด้วย เนื้อหาที่เขียนสำหรับเด็กไม่ควรมากเกินไป ภาษาที่ใช้ควรเหมาะเจาะที่จะ สื่อสารกับเด็ก ทำให้เด็กเข้าใจง่าย ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม ความสนใจ ความชอบของเด็กวัยต่าง ๆ ศึกษาค้นคว้าจากหนังสือเกีย่ วกับจติ วิทยาเด็ก หนังสอื เกีย่ วกับเด็กและอื่นๆ วัตถุประสงค์สำคัญของบท สำหรับเด็กควรจะสง่ เสริมพัฒนา ปลูกฝัง สิ่งที่ดีงามดา้ นต่างๆ ให้กับเด็ก ซึ่งนับว่าเป็นวตั ถปุ ระสงค์หลัก ในการเขียนบทวทิ ยุโทรทศั น์สำหรบั เดก็ 6. การเขียนบทสำหรับรายการปกิณกะและดนตรี รายการปกิณกะและดนตรีมีวัตถุประสงค์ หลักคือ การให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมแต่อาจจะจัดในรูปที่ให้ความรู้และความบันเทิงก็ได้ นั่น คือ สาระบนั เทงิ รายการประเภทนี้จะประกอบด้วย ดนตรี ละคร ตลก กายกรรม แข่งขนั ตอบปัญหา พดู คุย สัมภาษณ์ การแสดงต่างๆ มีหลากหลายรูปแบบผสมกัน เนื้อหาก็แตกต่างกันไปผู้เขียนบทรายการ ประเภทน้ีมักจะเขยี นในรูปของบทบอกเฉพาะรูปแบบและเขียนบทเช่ือมโยงรายการแบบตา่ งๆ คือผู้เขียน บทจะต้องเขยี นเชื่อมโยงรายการซึง่ อาจจะเช่อื มโยงดว้ ยภาพ เพลงหรอื บทเชื่อมกไ็ ด้ 7. การเขียนบทสำหรับรายการเพื่อการศึกษา รายการเพื่อการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ ความรู้ ใหก้ ารศกึ ษา ทกั ษะใหม่ๆ ความคดิ หรอื หลักใหถ้ อื ปฏบิ ตั เิ พ่อื ใหบ้ ุคคลดำเนินชวี ิตอย่างมีความสุข 99

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงในสงั คม เปน็ พลเมืองดี โดยสามารถจัดประเภทของรายการวิทยโุ ทรทัศน์เพื่อการศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 7.1 รายการเพื่อการสอน (Instructional Program) หมายถึง รายการที่มี จุดมุ่งหมายในการสอนวิชาความรู้ในหัวข้อใดหัวข้อหน่ึง โดยมีวัตถุประสงคเ์ พ่ือให้เกิดการเรียนรูโ้ ดยชดั แจ้ง มีการวดั ผลการเรยี นของผู้ชมหรือผู้เรยี นเพือ่ ผ่านมาตรฐานการเรียนในระดับหน่ึง ระดับใด รายการ สอนประเภทน้ีมักควบคไู่ ปกับการศกึ ษาในระบบ (formal education) 7.2 รายการสอนเพื่อความรู้ (Educative Program) หมายถึง รายการที่มิได้มุ่ง หมายเพื่อการสอนโดยตรง แต่เป็นรายการที่มุ่งให้ความรู้ ความกระจ่างในบางเรื่อง หรือหลายๆ เรื่อง เปน็ รายการซงึ่ ผู้ชมจะได้รบั ความรู้ในสง่ิ ที่เป็นประโยชน์จำเป็นแกก่ ารดำเนนิ ชวี ิตในส่วนตัวและส่วนรวม ความรตู้ อ่ วิทยาการก้าวหนา้ ส่งเสรมิ ใหร้ ้จู ักคดิ รู้จกั การเตรยี มรับการเปลย่ี นแปลง มองการณ์ไกล นักเขียนบทสำหรับรายการเพื่อการศึกษาต้องดูว่าบทที่เขียนจะประกอบในรายการประเภทใด ถ้าเป็นรายการเพื่อการสอนโดยตรง ข้อมูลต่างๆ ตรงกับบทเรียนหรือเนื้อหาที่จะสอนมีผู้บรรยาย จะมี การสาธิตประกอบ มีภาพกราฟิกประกอบคำบรรยายเพือ่ สะดวกแก่การเข้าใจ พยายามใช้ภาษาที่เขา้ ใจ ง่ายในการอธิบาย ควรให้เห็นทั้งภาพและได้ยินเสียงด้วยและพยายามแนะน ำการสาธิตและการใช้ ภาพประกอบเสมอ ถา้ ได้รับมอบหมายให้เขยี นรายการเพื่อความรคู้ วรศึกษากลุม่ เป้าหมายว่าผ้ชู มเป็นใคร เด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่จะได้เขียนบทได้เหมาะสมกับความรูแ้ ละความสนใจของกลุ่ม วัตถุประสงค์ของ รายการเพ่ือให้ความรู้ทั่วไป สร้างเสริมทักษะ ประสบการณ์เพิ่มเติม เสริมคุณค่าชีวิต เพิ่มความรูใ้ นการ ดำเนินชีวติ การปรบั ตัวให้เขา้ กับสงั คมทีเ่ ปล่ียนไป 8. การเขียนบทสำหรับละครวิทยุโทรทัศน์ ประเด็นสำคัญของบทละครวิทยุโทรทัศน์คือ ต้อง นำเสนอทั้งภาพและเสียงให้ผู้ชมละครวิทยุโทรทัศน์ได้เห็นและได้ฟังตลอดจนให้ผู้ชมเกิด จินตนาการ อารมณ์และความรู้สึกคล้อยตามเรื่องราวและเหตุการณ์ที่นำเสนอผ่านสื่อบุคคลและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผ้เู ขียนบทละครจงึ ตอ้ งมคี วามร้คู วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั นวนิยายหรือตน้ เร่อื งท่ีจะนำเสนออย่างถอ่ งแท้รวมถึง กลวิธกี ารนำเสนอและการบันทกึ ภาพบคุ คล ภาพเหตกุ ารณ์ ภาพสถานที่อกี ด้วย เพอื่ เขียนบทละครวิทยุ โทรทัศน์ให้กับผู้แสดงและผู้บันทึกภาพให้เข้าใจได้อย่างชัดเจน การเขียนบท ละครวิทยุโทรทัศน์มี ข้อแนะนำดังน้ี 8.1 อ่านต้นเรื่องที่จะสร้างเป็นละครวิทยุโทรทัศน์ให้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แล้ว วิเคราะหต์ น้ เร่ืองตามองคป์ ระกอบเชน่ วเิ คราะหต์ ัวละคร ว่ามกี ีต่ ัว มบี คุ ลิก ลักษณะนิสยั อยา่ งไรบา้ ง ภูมิ หลงั ของตวั ละครแตล่ ะตัวและความเชือ่ มโยงของตัวละครแตล่ ะตวั วเิ คราะหฉ์ ากเหตกุ ารณใ์ นเรื่องเกิดข้ึน ณ สถานทเ่ี วลาใด 8.2 พิจารณาต้นเรื่องเพื่อตัดแบ่งตอนๆ เพื่อให้สะดวกในการถ่ายทำ โดยมีข้อคำนึงถงึ ดังนี้ - ใน 1 ตอนควรมีความสนุกสนาน ต่นื เตน้ ชวนติดตาม มจี ดุ เด่นของตอนนั้นๆ เน้อื หาตอ้ งมคี วามสัมพนั ธต์ ่อเนื่องกัน และใหเ้ ห็นความคบื หนา้ ของเหตุการณ์เรอ่ื งราว ให้ข้อมูลเพ่ิม 100

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง - ใน 1 ตอน ควรแสดงปมขดั แยง้ ไม่วา่ จะเปน็ ปมใหญ่ หรือปมย่อย ๆ - ใน 1 ตอนควรลำดับเรื่องราวดังนี้ ช่วงต้นจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวตัว ละคร ต่อมาเริ่มแสดงปมขัดแย้ง ช่วงกลางจะแสดงความยุ่งยากจากปมขัดแย้ง และช่วงท้ายจะค่อยๆ คลี่คลายความขัดแย้งในตอนนั้น ซึ่งความขัดแย้งหรือความยุ่งยากที่สร้างขึ้นไว้อาจก่อให้เกิดปมอื่นๆ ความยุง่ ยากอ่นื ๆ ในตอนต่อไปกไ็ ด้ 8.3 ศึกษาเฉพาะตอนที่พิจารณาตัดแบ่งไว้เพื่อแบ่งเป็นฉากโดยพิจารณาว่าจะจัดแบ่ง ตอนน้นั ๆ เป็นฉากไดก้ ่ฉี ากแล้วจดั ล าดับฉากก่อน-หลงั แล้วบนั ทกึ สรปุ จำนวนฉากในแต่ละตอน พร้อมทง้ั สรุปเนือ้ หาสาระสำคัญของตอน 8.4 ศึกษารายละเอียดของเรื่องราวในฉากแต่ละฉากให้ทราบวา่ ฉากนั้นคือสถานท่ีใด มี ตวั ละครในฉากนน้ั ๆ ก่ตี ัว ตวั ละครใดสนทนากันบ้าง เร่อื งอะไร ดว้ ยถอ้ ยคำภาษาลักษณะใด อารมณข์ อง ตวั ละครเปน็ อย่างไร เหลา่ นี้ต้องแสดงไวใ้ นบทอยา่ งชัดเจนประกอบกับ อวจนภาษาที่ตัวละครแสดงออก ด้วยการเขียนบทสนทนาของตวั ละครมขี ้อคำนึงถึงดังนี้ - บทสนทนาต้องสอดคล้องกับลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ ตลอดจนอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละคร แสดงเอกลกั ษณ์ของตวั ละครแต่ละตวั ไดช้ ดั เจน กลา่ วคอื บทสนทนาต้องสมจรงิ - บทสนทนาต้องไม่ยาวเกนิ ไปและไมส่ ัน้ เกินไปไม่ควรให้ตัวละครตัวใดพูดยาว เกนิ ไปจนน่าเบอื่ หรอื พดู น้อยเกนิ ไปจนจับประเดน็ เนอ้ื หาไมไ่ ด้ - ในนวนิยายที่เป็นต้นเรื่องอาจมีจำนวนบทสนทนาของตัวละครไม่มากเมื่อ นำมาสร้างเป็นละครวิทยุโทรทัศน์ ผู้เขียนบทต้องสร้างบทสนทนาเพิ่มให้ตัวละครสนทนากันมากข้ึน เพอื่ ใหเ้ หมาะกับการถ่ายทอดเร่ืองราวผ่านส่ือบุคคล 8.5 เมื่อผูเ้ ขยี นบทจะเขียนบทละครแตล่ ะฉากผู้เขียนต้องจินตนาการภาพเหตกุ ารณใ์ น ฉากนน้ั ด้วยวา่ จะเปน็ ไปในลักษณะใด จะเรมิ่ จากจดุ ใดกอ่ นและหลงั ตามลำดับ จะกำหนดใหผ้ ้บู ันทึกภาพ บันทึกภาพใคร อะไร อย่างไร ผู้เขียนควรระบุไว้ในบทด้วยเพื่อให้ผู้บันทึกภาพดำเนินการได้อย่าง เหมาะสมเพ่อื ใหผ้ แู้ สดงเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ในฉากหนง่ึ ๆ 8.6 นำข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นมาประมวลและเขียนบทละครวิทยุโทรทัศน์ซึ่งมี ส่วนประกอบท่สี ำคัญ ดังนี้ - ส่วนนำเรื่องควรระบุข้อมูลเบื้องต้น เช่น ละครเรื่องนี้เขียนขึ้นจากนวนยิ าย เรื่องใด ใครเป็นผู้แต่ง เนื้อเรือ่ งย่อ จำนวนตอน ข้อมูลเกีย่ วกบั ตัวละคร โดยเฉพาะตัวละครหลกั และตวั ละครรอง ข้อมูลเกยี่ วกบั ฉากสำคัญๆ แนวคิดสำคัญหรือแก่นเรื่อง - สว่ นเน้อื หาของบทละคร ระบชุ อื่ ละคร หมายเลขตอน ช่ือตอน ในแตล่ ะตอน ให้ระบุฉาก ลำดับฉาก ชอื่ ตวั ละคร ลักษณะภาพ เหตุการณท์ เ่ี กิดข้นึ ในแต่ละฉาก บทสนทนาของตวั ละคร ในฉากหน่ึงๆ ภาษาทา่ ทางของตัวละคร เชน่ อากัปกริ ิยา น้ำเสยี ง ท้ังหมดนีใ้ หเ้ ขียนไปตามลำดับท่ีผู้เขียน บทประสงคจ์ ะให้เปน็ ไปตามเหตกุ ารณท์ ี่ตอ้ งการ 101

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง เม่อื เขยี นจบแต่ละฉากขึ้นฉากต่อไป ผู้เขียนบทควรคำนึงถึงความตอ่ เนอ่ื งของเรือ่ งราวท่ีนำเสนอ ความสมจริงของเหตุการณ์และบทที่เขียนขึ้นสื่อความให้นักแสดง ผู้บันทึกภาพ ผู้กำกับการแสดง และ ผู้เกี่ยวขอ้ งเข้าใจ จากนัน้ เม่ือเขียนจบตอนหนงึ่ ผู้เขียนบทควรอ่านทบทวนทกุ ฉาก เพ่ือประมวลว่าตอน นั้นสามารถนำเสนอเนอื้ เรื่อง แนวคิดสำคญั ปมขดั แย้ง ตวั ละคร และขอ้ มลู อ่ืนๆ ได้ตรงตามเนื้อหาแต่ละ ตอนหรอื ไม่ ถ้าบทยังไมส่ มบูรณต์ ้องปรับปรงุ เม่ือเขยี นจบเรอ่ื งแลว้ ผเู้ ขียนบทควรอา่ นทบทวนทุกตอนเพอ่ื พิจารณาความตอ่ เนื่อง ความสมจรงิ ทุกเหตุการณ์ที่นำเสนอมีคุณค่าต่อเรื่อง มีความสนุกสนาน กระทบอารมณ์ ความรู้สึกของผู้ชม ชวนให้ ผู้ชมละครติดตามเร่ืองจนจบ อีกทั้งควรตรวจสอบการเขียนบทสนทนา ลักษณะนสิ ัยและบุคลิกภาพของ ตัวละครให้มีความคงที่ หากจะเปลี่ยนแปลงต้องเปน็ แบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างสมเหตุสมผล ตรวจสอบ ความต่อเนอ่ื งของฉาก การจัดลำดบั ภาพ จดั ลำดับเหตุการณ์ ใหเ้ ปน็ ไปอย่างเหมาะสมและสมจริง เนื้อหาทเี่ หมาะสำหรบั ผลิตเปน็ บทรายการโทรทศั น์ เน้อื หาทส่ี ามารถนำมาผลิตเป็นรายการโทรทัศน์ได้นัน้ มีหลากหลายประเภท การกำหนดเนื้อหา รายการ ตอ้ งใหส้ ัมพนั ธ์สอดคลอ้ งกับวตั ถปุ ระสงคท์ ี่ได้กำหนดไวใ้ นขนั้ ตอนการพัฒนาแนวความคดิ ดงั น้นั ผู้ผลิตรายการสามารถพิจารณาคัดเลือกเนื้อหาเพื่อเป็นแนวทางและเป็นประเด็นเนื้อหามาประกอบใน การผลิตรายการ ไดด้ งั นี้ (สมเจตน์ เมฆพายัพ, 2547) 1. เป็นเรื่องทีอ่ ยู่หา่ งไกลเชน่ เรื่องของต่างประเทศ เรื่องการสำรวจอวกาศ เรื่องเกี่ยวกับโลกใต้ ทะเลลึก สภาพภูมิศาสตร์บรเิ วณข้วั โลกหรือเร่ืองอ่นื ที่ไม่สามารถจะนำมาแสดงใหเ้ ห็นได้ 2. เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วในอดีต เช่น เรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว อาจสร้างสถานการณ์จำลองหรอื แสดงเป็นละครหรือใชภ้ าพถ่ายเก่าๆ และสัมภาษณบ์ คุ คลท่ีเก่ยี วขอ้ ง 3. เป็นเรือ่ งจินตนาการท่ีอาจเกิดข้นึ ได้ในอนาคตเช่น การย้ายถน่ิ ฐานไปอยบู่ นดวงดาวอ่ืนๆ การ ใช้พลงั งานทดแทนท่ีไม่กอ่ ใหเ้ กิดมลภาวะ การเดินทางทรี่ วดเร็วเทา่ กับแสง เปน็ ต้น 4. เป็นเรื่องที่มีเนื้อหาสลับซับซ้อนไม่สามารถอธิบายด้วยเอกสารได้ เช่น การจุดระเบิดของ เคร่ืองยนต์ การะบวนการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาทางเคมี เป็นตน้ 5. เป็นเรื่องที่มีอันตรายไม่สามารถจะสาธิตหรือทดลองให้เห็นจริงได้ เช่น ระเบิดนิวเคลียร์ อนั ตรายท่เี กดิ จากกระแสไฟฟา้ ลดั วงจร หรือเก่ียวกับพษิ ของงู แมงปอ่ ง เป็นตน้ 6. เป็นสิ่งที่มีขนาดใหญ่ไม่สามารถจะนำมาแสดงได้ เช่น สัตว์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ปลาวาฬ ช้าง หรอื ส่ิงของทีม่ ีขนาดใหญ่ เชน่ เรอื เดินสมทุ ร เครื่องบินโดยสาร เปน็ ตน้ 7. เป็นสงิ่ ท่ีมีขนาดเล็กไม่สามารถมองเหน็ รายละเอียดได้ชัดเจน เช่น แมลง หรือพืชที่มขี นาดเล็ก แม้จะมองเห็นด้วยตาเปล่าแต่ก็ไม่เห็นรายละเอียด หรือบางสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น เชื้อโรค เซลล์ (Cell) เนื้อเย่อื ของพืชหรือของสตั ว์ เปน็ ต้น 8. เป็นเรื่องที่ต้องแสดงลำดับขั้นตอนเป็นกระบวนการ เช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์ การ ประกอบชนิ้ สว่ นต่างๆ ของเครือ่ งยนต์ การสาธิตงานฝมี อื อยา่ งเปน็ ขั้นตอน 102

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 9. เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยต้องอาศัยยะยะเวลานานหรือช้ามากซึ่งไม่สามารถที่จะรอให้เกิด กระบวนการในขณะนั้นได้ในเวลาจริง เช่น ดอกไม้บานยามเช้า การลอกคราบของแมลงหรืองู การ เจรญิ เติบโตของพืช การปฏสิ นธขิ องส่ิงมชี ีวติ เปน็ ต้น 10. เป็นเรื่องที่เกดิ ขึ้นในเวลาทีร่ วดเรว็ ซึ่งไม่สามารถที่จะมองเหน็ กระบวนการท่ีเกิดขึน้ ได้ เช่น ลกู กระสุนปนื ทีว่ งิ่ ออกไปจากปากกระบอกปืน การกระพริบตา การกระพือปกี ของแมลง เปน็ ต้น 11. เป็นเรื่องทีต่ ้องใชท้ กั ษะความชำนาญหรือเทคนิคเฉพาะด้าน เช่น การเลน่ กฬี าบางชนดิ 12. เป็นเรอ่ื งท่หี าดูไดย้ าก เชน่ ระบบการทำงานของอวัยวะภายในรา่ งกาย เปน็ ตน้ การเขียนบทวทิ ยโุ ทรทัศนค์ วรกำหนดไดว้ า่ รูปแบบของการนำเสนอเปน็ ลักษณะใด เชน่ หากผลิต รายการเพื่อแนะนำหนว่ ยงานหรือองค์กรอาจกำหนดเป็นรปู แบบสารคดี หากผลติ รายการทีต่ อ้ งอาศยั การ สาธิตหรอื ปฏิบตั ิการรูปแบบอาจใช้การบรรยาย การเลา่ เรือ่ งหรอื การใชพ้ ิธีกรแนะนำ วธิ ปี ฏบิ ัติและสาธิต ใหด้ ูเป็นตวั อย่างเพือ่ ขยายความเขา้ ใจให้กบั ผู้ชม เปน็ ตน้ คุณสมบตั ิของผเู้ ขยี นบทวทิ ยโุ ทรทศั น์ งานเขียนบทวิทยุโทรทัศน์เป็นงานที่สร้างฝัน ใช้จินตนาการสร้างเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่ผ่าน มาแล้ว(ย้อนอดีต)หรือเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง(อนาคต)หรืออธิบายรายละเอียดบรรยากาศใน ขณะนั้นถา่ ยทอดเร่ืองราวส่ือให้คนอน่ื เข้าใจได้มากที่สดุ จึงควรตอ้ งมีคุณสมบัติและพนื้ ฐานความรู้ในด้าน ตา่ งๆ ดังนี้ 1. ต้องเป็นผูท้ ีม่ คี วามสนใจใฝ่เรียนรู้ในศาสตร์หรือวชิ าการแขนงอื่นๆ ไม่ปิดกั้นตนเอง ต้องเปิด กว้างและพร้อมที่จะเติมส่งิ ใหมค่ วามรใู้ หม่ได้เสมอ มคี วามอยากรอู้ ยากเหน็ 2. ต้องเป็นผู้ทรี่ ูร้ อบ รลู้ กึ และร้กู ว้าง มจี นิ ตนาการ มีความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์มีความฝนั และตอ้ ง สามารถอธบิ ายความฝนั นั้นใหผ้ ้อู ่นื มองเหน็ ภาพตามไดด้ ว้ ย 3. ต้องใจกว้างยอมรับในสิ่งที่แตกต่าง เคารพในประเพณี วัฒนธรรมศาสตร์แขนงอื่นที่ไมร่ ู้ ไม่ ควรวพิ ากษว์ ิจารณใ์ นเรือ่ งทเี่ ป็นความเชือ่ ความศรัทธาเฉพาะกล่มุ เฉพาะถ่ินซงึ่ อาจแตกตา่ งไปจากสิ่งท่ีคน ส่วนใหญ่ในสงั คมเช่อื และนับถอื กนั อยู่ 4. ต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมาย ใช้ภาษาที่เหมาะสม มีจรรยาบรรณมีความรับผิดชอบในผลงาน โดยคำนึงถึงผลกระทบท่ีจะตามมาท้งั ด้านบวกและลบ ประโยชนแ์ ละโทษของสงั คม 5. ต้องมีความรพู้ ื้นฐานดา้ นการผลิตรายการสามารถใชภ้ าษากำหนดลกั ษณะภาพไดอ้ ยา่ งถูกต้อง และเข้าใจความหมายว่าใชเ้ พอื่ สอื่ อะไร ทั้งขนาดภาพ มุมกลอ้ ง และการเคลอื่ นกล้อง เป็นตน้ 6. มีความรู้ความเข้าใจถึงสภาพและข้อจำกัดบางอย่างโดยคำนึงถึงศักยภาพของเครื่องมอื คน งบประมาณ ระยะเวลาและองค์ประกอบอื่นๆ ด้วยว่าสามารถที่จะผลิตรายการออกมาได้ตามที่ฝันหรอื กำหนดไว้หรอื ไม่เพราะบางอยา่ งทำได้แตจ่ ะต้องอยภู่ ายใต้เง่ือนไขอกี ลักษณะหนงึ่ เช่น ใช้คน ใช้อุปกรณ์ อีกประเภทหน่งึ และน่ันคอื ตอ้ งใชง้ บประมาณและเวลาท่ตี า่ งกนั ด้วย 103

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสรปุ บทวิทยุโทรทัศน์ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการถ่ายทำรายการวิทยุโทรทัศน์ เพื่อใช้เป็นแนวทางใน การสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและด าเนินการถ่ายทำไปในทิศทางเดียวกันซึ่งบทวิทยุโทรทัศน์ที่ใช้กัน โดยท่วั ไป อาจมรี ปู แบบที่เหมือนหรือแตกตา่ งกันบ้าง องค์ประกอบของบทวิทยโุ ทรทศั น์มี 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการผลิตรายการและส่วนกำหนดรายละเอียดของภาพและเสียง ส่วน รปู แบบของบทวทิ ยุโทรทศั น์นัน้ มี 5 ประเภท ไดแ้ ก่ บทสมบรู ณ์ บทกง่ึ สมบรู ณ์ บทกำหนดการแสดงและ ช่วงเวลา บทแบบเรยี งล าดบั เรื่อง และบทแบบเปิด บทแตล่ ะประเภทนนั้ มคี ณุ ลักษณะทแ่ี ตกตา่ งกนั การ เลือกใช้รูปของบทน้ันควรพจิ ารณาถึงรูปแบบของรายการและเน้ือหาที่จะบรรจุอยูใ่ นรายการเป็นสำคญั เนื้อหาที่สามารถนำมาเขียนเป็นบทรายการโทรทัศน์ควรเป็นแก่นเรื่องที่มีความน่าสนใจ แปลกใหม่ ไม่ เหมือนใคร มคี วามคิดสร้างสรรค์ มีคณุ ค่าและเกิดประโยชน์ต่อผู้ชม ซ่งึ การเขยี นบทรายการโทรทัศน์แต่ ละประเภทน้นั ควรเขยี นโดยใชส้ ำนวนสนทนาทีใ่ ช้สำหรบั การพดู คุย ใช้ ภาษา ถ้อยคำ สำนวนที่เข้าใจกนั ได้ง่าย ผู้เขียนบทต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจใฝ่เรียนรู้ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการ คำนึงถึง กลุ่มเป้าหมาย มจี รรยาบรรณมีความรบั ผิดชอบในผลงานโดยคำนงึ ถึงผลกระทบที่จะตามมาทั้งด้านบวก และลบ ประโยชน์และโทษของสงั คมและมวลชนผู้รบั สารด้วย 104

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง แบบฝึกหัดบทท่ี 5 คำช้แี จง ขอใหน้ ักศึกษาตอบคำถามตอ่ ไปนีม้ าใหเ้ ข้าใจ 1. จงอธบิ ายองคป์ ระกอบของบทวทิ ยุโทรทศั นท์ ง้ั 2 สว่ น วา่ ประกอบด้วยอะไรบ้าง 2. ใหน้ กั ศึกษาคิดรปู แบบรายการสปอตโฆษณา 1 รายการ แลว้ เขยี นเปน็ บทวิทยโุ ทรทัศน์แบบสมบรู ณ์ 3. จงอธิบายคำส่งั ท่ีใช้ในการเขยี นบทวิทยุโทรทัศน์ ดงั ตอ่ ไปน้ี 3.1 VO 3.2 MCU 3.3 Dissolve 3.4 Group Shot 3.5 LS 4. จงยกตัวอยา่ งเนื้อหาท่ีเหมาะสำหรับนำมาผลิตเปน็ บทรายการโทรทศั น์ในประเดน็ เรอ่ื งทีห่ าดไู ด้ยาก 5. จงอธิบายหลักการเขยี นบทสำหรบั รายการสารคดี มาโดยสงั เขป 6. จงบอกวิธีการเรยี งลำดบั หรอื แบง่ ตอนของบทละคร เพือ่ ให้เร่อื งมีความสนกุ ชวนตดิ ตาม 7. Story Board มีไวเ้ พอ่ื อะไร และมีส่วนประกอบอะไรบ้าง 8. ผู้เขียนบทโทรทัศน์ นอกจากจะเปน็ ผูท้ ี่มีจนิ ตนาการ ความคดิ สรา้ งสรรคแ์ ล้ว จะตอ้ งมคี ุณสมบัติอ่ืนๆ อะไรอีกบ้าง 105

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง เอกสารอา้ งอิง ชลพรรษ ดวงนภา.(2552). การเขยี นสตอรีบ่ อร์ด (Story board). เผยแพร่ขอ้ มูลโดยนายศวิ ชั พลู ศริ ิ นักจัดการงานทวั่ ไปชำนาญการในเวปไซต์ http://province.m-culture.go.th/ ถิรนันท์ อนวัชศริ ิวงศ.์ (2531). การเขยี นบทโทรทศั น์เบอ้ื งต้น. ในเอกสารการสอนชุดวชิ า การผลติ รายการ โทรทศั น์เบือ้ งต้น หน่วยที่ 1-7, นนทบรุ ี : มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช ศภุ างค์ นนั ตา.(2552). หลักการวทิ ยุกระจายเสยี งและวทิ ยุโทรทัศน์. มหาสารคาม : สำนักพมิ พ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สมเจตน์ เมฆพายพั .(2547). การผลิตรายการโทรทศั นเ์ บอื้ งตน้ . กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ องค์การรบั สง่ สนิ คา้ และพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) อรนชุ เลิศจรรยารกั ษ.์ (2541). หลกั การเขยี นบทโทรทศั น์. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. members.multimania.co.uk/mct5/TM654/47.doc สืบคน้ เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2556 http://decartdi.blogspot.com/2010_03_01_archive.html สืบค้นเม่อื วนั ท่ี 22 มนี าคม 2556 106

แผนบรหิ ารการสอนประจำบทท่ี 6 ภาพและเสยี งในงานวทิ ยุโทรทัศน์ เวลาที่ใช้ในการเรยี นการสอน 8 ชวั่ โมง หวั ขอ้ เน้อื หาประจำบท 1. ขนาดของภาพทางวิทยโุ ทรทศั น์ 2. ภาพจากการเคลอ่ื นกลอ้ งโทรทัศน์ 3. มมุ กล้องและการปรับเลนส์ 4. การจดั องค์ประกอบภาพ 5. เสยี งในรายการวทิ ยุโทรทศั น์ 6. เทคนคิ การใช้เสยี งในงานผลติ รายการวทิ ยุโทรทัศน์ 7. ศพั ท์เทคนคิ ดา้ นเสยี งในงานผลติ รายการวิทยโุ ทรทัศน์ 8. สรุป มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม เมอ่ื ศกึ ษาบทเรยี นนีแ้ ลว้ นกั ศึกษาสามารถ 1. อธิบายถึงขนาดของภาพทางวทิ ยุโทรทศั นไ์ ด้ 2. บง่ บอกและอธิบายถึงภาพจากการเคลือ่ นกลอ้ งโทรทัศน์ได้ 3. อธิบายถึงมมุ กลอ้ งและการปรับเลนสข์ องกลอ้ งโทรทศั นไ์ ด้ 4. อธิบายถึงการจัดองคป์ ระกอบภาพทางวทิ ยุโทรทศั น์ได้ 5. บ่งบอกเทคนิคการใชเ้ สยี งในงานผลิตรายการวิทยโุ ทรทัศนไ์ ด้ 6. อธบิ ายถงึ ประเภทและศัพทเ์ ทคนิคดา้ นเสียงในงานผลติ รายการวิทยโุ ทรทศั น์ได้ วธิ ีการสอนและกิจกรรมการเรยี นการสอนประจำบท ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการบรรยาย 4 ชวั่ โมง ระยะเวลาท่ใี นการปฏิบตั ิหรือจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ 4 ชั่วโมง 1. ผ้สู อนบรรยายและอภปิ รายเนอ้ื หาประจำบท 2. แบ่งกลุ่มให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติการถ่ายภาพจากกล้องโทรทัศน์ ด้วยมุมกล้องและขนาดภาพ จากโจทย์ทผี่ ูส้ อนกำหนด 3. ใหน้ กั ศึกษาคน้ ควา้ และวเิ คราะหเ์ กย่ี วกบั มุมกลอ้ ง ขนาดภาพ ประเภทของเสียง จากรายการ วิทยุโทรทศั น์ท่ผี สู้ อนนำมาเป็นกรณตี วั อย่าง 4. มอบหมายใหน้ ักศึกษาทำแบบฝกึ หดั คำถามท้ายบท 107

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสอื่ การเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 6 2. Power Point ประกอบคำบรรยาย 3. คอมพวิ เตอร์ เคร่ืองฉาย LCD Projector 4. ระบบอนิ เทอรเ์ น็ต 5. หนงั สืออ้างอิงค้นคว้าเพิม่ เติมจากหอ้ งสมุด 6. ตัวอย่างรายการวิทยุโทรทัศน์ การวดั ผลและประเมินผล 1. ซกั ถามความรู้ ความเข้าใจ 2. สงั เกตจากการคน้ ควา้ และการสรุป 3. สงั เกตจากการอภิปราย การวเิ คราะห์ ซักถามของนักศกึ ษา 4. สังเกตจากการมสี ว่ นร่วมในกิจกรรมกลุ่ม 5. ประเมินผลจากการตอบคำถามทา้ ยบท 108

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง บทที่ 6 ภาพและเสียงในงานวทิ ยุโทรทัศน์ รายการวทิ ยุโทรทัศน์เป็นการส่ือสารกบั ผ้รู ับชมโดยใช้ภาพและเสยี งในการสอื่ ความหมาย เพอ่ื ให้ เรอื่ งราวท่ีนำเสนอนน้ั เปน็ ไปตามวัตถุประสงค์ในการนำเสนอได้เนื่องจากภาพและเสยี งมีผลต่อการรับรู้ ของผชู้ มทั้งทางดา้ นการให้ขอ้ มูล ขา่ วสาร ความรู้ และสร้างความรสู้ ึกและอารมณ์ที่ผู้ชมมีต่อเรื่องที่กำลัง รับชม ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานจึงควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ภาพและเสียงในการสื่อความหมายทาง โทรทัศน์ นอกจากนั้นคำศัพท์ด้านภาพและเสียงยังมีความสำคัญในการกำหนดรายละเอียดลงในบท โทรทัศน์ที่ผู้เขียนบทต้องมีความเข้าใจและสามารถนำไปใชใ้ ห้เหมาะสมกับประเภท รูปแบบและเน้อื หา ของรายการโทรทศั น์ได้ ขนาดของภาพทางวทิ ยุโทรทัศน์ ขนาดภาพ (Shot or picture size) หมายถึง ขนาดของภาพทีป่ รากฏอยู่ทีห่ นา้ จอโทรทัศนว์ า่ มี ขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงใด การถ่ายภาพให้มีขนาดเล็กหรือใหญ่ในการรับรู้ของผู้ชมรายการ เป็นผลมา จากปัจจัยสำคญั 2 ประการ คือ ระยะห่างระหว่างกลอ้ งโทรทศั น์กับวัตถุท่ีถูกถา่ ยภาพและทางยาวโฟกัส ของเลนส์กล้องที่ใช้ถ่ายภาพ ขนาดภาพสามารถเรียงลำดับจากไกลมาหาใกล้ แบ่งออกเป็น 10 ขนาด ดังน้ี (ณัฐฐ์วฒั น์ สทุ ธโิ ยธิน, 2550) 1. ภาพขนาดไกลยิ่งยวด (Extreme Long Shot หรือ ELS / XLS) เป็นภาพที่ถ่ายบุคคลใน ระยะไกลมากๆ เช่น เห็นคนเดินอยู่ทปี่ ลายคนั นาที่ไกลลิบ ทุ่งนาทีก่ ว้างใหญ่ จนภาพคนมีขนาดเล็กมาก ใช้ในการถา่ ยภาพบุคคลเพ่อื สอ่ื ให้ผู้ชมเห็นถึงสภาพแวดลอ้ มทางธรรมชาติหรือสื่อถงึ สถานท่ีท่ีกว้างใหญ่ท่ี บุคคลนน้ั อาศยั อย่หู รือสือ่ ถึงความอ้างว้างเดียวดายและเหมาะสำหรบั การเริ่มเร่อื งหรือก่อนเข้าฉาก 2. ภาพขนาดไกล (Long Shot หรอื LS) เป็นภาพที่ถา่ ยบุคคลในระยะไกล เหน็ ภาพขนาดเต็ม ตวั ของบคุ คล เห็นภาพและสภาพแวดล้อมของสถานทีน่ ัน้ หรือใชถ้ ่ายทำภาพบุคคลเพ่ือสื่อให้เห็นถึงกิริยา อาการ การกระทำ ความเคลื่อนไหวของบุคคลนั้นหรือทำให้เห็นความสัมพันธ์ของวัตถุหลักกับบริบท แวดล้อมอาจใชภ้ าพขนาดนใี้ นการเปดิ เร่อื งได้เชน่ เดียวกบั ELS 3. ภาพขนาดไกลระยะปานกลาง (Medium Long Shot หรือ MLS) เป็นภาพท่ีถ่ายบคุ คลใน ระยะก่งึ กลางระหว่างภาพระยะไกลกับระยะปานกลาง เป็นภาพทีถ่ ่ายบุคคลโดยเห็นภาพตั้งแต่ศีรษะลง มาจนถึงปลายเท้าของบุคคลน้ันยงั คงเปน็ ฉากหรือสภาพแวดล้อมของสถานท่ีนั้นๆ ใช้ถ่ายทำภาพบุคคล เพื่อสื่อให้ผูช้ มเห็นถงึ กิริยาอาการ การกระทำ ความเคลื่อนไหวของบุคคลนั้นในระยะที่ใกล้เข้ามาอีกข้ัน หนงึ่ 109

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 4. ภาพขนาดหวั เขา่ (Knee Shot หรือ KS) เป็นภาพทถี่ ่ายบุคคลโดยเหน็ ภาพตง้ั แต่ศีรษะลง มาจนถงึ หัวเข่าของบุคคลน้นั ๆ ยงั คงเห็นฉากหรือสภาพแวดลอ้ มของสถานท่นี ้ันใช้ถา่ ยทำภาพบุคคลเพ่ือ ส่อื ให้ผูช้ มเหน็ ถึงกริ ิยาอาการ การกระทำ ความเคลือ่ นไหวของบุคคลน้ันในระยะทใ่ี กล้เขา้ มาอีกข้นั หน่งึ 5. ภาพขนาดปานกลาง (Medium Shot หรือ MS) เป็นภาพที่ถ่ายบุคคลโดยเห็นภาพตั้งแต่ ศีรษะลงมาจนถึงเอวของบุคคลเพื่อทำให้ผู้ชมเห็นถึงรูปลักษณ์หรือลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบการ มองดทู วั่ ๆไป โดยไม่เนน้ ให้เหน็ ถึงรายละเอียดหรอื การรับรถู้ งึ อารมณแ์ ละความรู้สกึ ของบุคคลมากเท่าใด ขนาดภาพแบบนี้ผู้ชมสามารถเห็นเหตุการณ์รายละเอียดฉากหลังและการเคลื่อนไหวของผู้แสดง พอสมควรซึ่งช่วยทำให้พอที่จะเข้าใจเร่ืองราวต่างๆ ได้ ภาพขนาดปานกลางเป็นภาพที่นิยมใช้มากที่สดุ เพราะใช้เป็นภาพเชื่อมต่อ กล่าวคือการเปลี่ยนขนาดภาพจากภาพไกลมาเป็นภาพใกล้หรอื จากภาพใกล้ เข้ามาเป็นภาพไกลก็ตามจะต้องเปล่ียนมาเปน็ ภาพขนาดปานกลางเสียก่อน ทั้งนเ้ี พือ่ ไม่ให้ขัดต่ออารมณ์ ความรู้สึกของผู้ชมเนื่องจากภาพจะกระโดด นอกจากนี้ภาพขนาดปานกลางยังนิยมใช้ถ่ายภาพการ สนทนาของกลมุ่ บุคคลไดอ้ ีกดว้ ย(สมสุข หินวิมาน และคณะ, 2554) 6. ภาพขนาดปานกลางระยะใกล้ (Medium Close-up หรือ MCU) เป็นภาพที่ถ่ายบุคคล โดยเห็นภาพตั้งแต่ศีรษะลงมาจนถึงหน้าอกประมาณกระดุมเม็ดที่สองของบุคคลนั้นจะเห็นภาพหรือ สภาพแวดล้อมของสถานที่นั้นน้องลงมากใช้ถ่ายทำภาพบุคคลเพื่อสื่อให้ผู้ชมเห็นถึงกิริยาอาการ การ กระทำ ความเคลื่อนไหวของบุคคลนั้นระยะที่ใกล้เข้ามาอีกขั้นหนึ่งมักใช้จับภาพการสนทนากันของผู้ แสดงแบบใกล้ชิดซง่ึ ช่วยทำใหเ้ ห็นท้ังสีหน้ากบั บคุ ลิกการพูดของคนๆ นั้นไปพร้อมๆ กนั 7. ภาพขนาดใกล้ (Close-up หรือ CU) เป็นภาพที่ถ่ายบุคคลโดยเห็นภาพตั้งแต่ศีรษะลงมา จนถึงใต้หัวไหล่ของบุคคลนั้นประมาณกระดุมเม็ดที่หนึ่งจะเห็นฉากหรือสภาพ แวดล้อมของสถานที่น้ัน น้อยลงมากจนเกือบไม่เห็น ใช้ถ่ายทำภาพบุคคลเพื่อสื่อให้ผู้ชมเห็นถึงกิริยาอาการ การกระทำความ เคลื่อนไหวของบุคคลนั้นในระยะที่ใกล้เข้ามาอีกขั้นหนึ่ง ภาพลักษณะนี้ใช้ถ่ายทำเพื่อต้องการให้เห็นสี หน้าหรือต้องการสอื่ ผู้ชมรับรู้ถึงความคิด ความร้สู ึก หรอื อารมณ์ของบุคคลน้ันอย่างใดอย่างหน่ึง ซ่ึงอาจ สื่อความหมายว่าบุคคลนั้นมีความสำคัญมากนอกจากนี้ยังพบบ่อยในรายการสัมภาษณ์และสาธิตต่างๆ กรณีใหเ้ ห็นวตั ถุดิบทใี่ ชป้ ระกอบการสาธติ ใหช้ ัดเจน เปน็ ตน้ 8. ภาพขนาดใกล้มาก (Big Close-up หรือ BCU) เป็นภาพที่ถ่ายบุคคลโดยเห็นภาพตั้งแต่ ศีรษะลงมาจนถึงด้านบนของหัวไหล่ของบุคคลนั้นประมาณปกเสื้อ ไม่เห็นฉากหรือสภาพแวดล้อมของ สถานทีน่ ้นั ใช้ถ่ายทำภาพบุคคลเพอ่ื สือ่ ให้ผู้ชมเห็นถงึ สีหน้าของบุคคลนั้น ความคิด ความรสู้ กึ อารมณ์ของ บคุ คลนนั้ 9. ภาพขนาดใกล้อย่างยิ่ง (Very Close-up หรือ VCU) เป็นภาพที่ถ่ายบุคคลโดยเห็นภาพ ตั้งแต่ศีรษะลงมาจนถึงคางขอบบุคคลนั้น ไม่เห็นฉากหรือสภาพแวดล้อมของสถานที่นั้นใช้ถ่ายทำภาพ บุคคลเพ่ือสอื่ ให้ผู้ชมเหน็ ถึงสหี นา้ ของบุคคลนั้น ความคิด ความรู้สกึ อารมณข์ องบุคคลนั้น 10. ภาพขนาดใกล้อย่างย่ิงยวด (Extreme Close-up หรือ ECU) เป็นภาพที่ถ่ายบุคคลโดย เหน็ ภาพตัง้ แต่ศีรษะลงมาถงึ จมูกของบุคคลน้นั สว่ นใหญ่จะใชถ้ า่ ยภาพอวยั วะสว่ นใดสว่ นหน่ึงของร่างกาย 110

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงโดยเฉพาะ เช่น ดวงตา ไม่เหน็ ฉากหรอื สภาพแวดลอ้ มของสถานท่นี ้ันใช้ถ่ายทำภาพบุคคลเพื่อส่ือให้ผู้ชม เห็นถงึ สีหนา้ ของบคุ คลน้นั ความคดิ ความร้สู ึก อารมณข์ องบุคคลนน้ั นอกจากการกำหนดขนาดภาพออกตามความใหญ่เล็กของภาพท่ีปรากฏในจอโทรทัศน์แล้ว ใน การถ่ายภาพบุคคลในระหว่างการผลิตรายการโทรทัศน์ยังสามารถใช้วิธีการถ่ายภาพตามจ ำนวนคนท่ี ปรากฏในภาพ โดยแบ่งออกเปน็ 4 ขนาด คอื ภาพคนเดียว (Single Shot) หมายถงึ การถา่ ยภาพบุคคล เพียงคนเดียว ภาพสองคน (Two Shot) หมายถึง การถ่ายภาพบุคคลสองคน และ ภาพกลุ่ม (Group Shot) หมายถึง การถ่ายภาพที่ถ่ายคนเกินกว่าสามคนขึ้นไปจะเรียกรวมๆ กันว่าภาพทั้งกลุ่ม ไม่นิยม เรียกว่า ภาพสีค่ น ภาพห้าคน ภาพหกคน ภาพจากการเคล่ือนกลอ้ งโทรทัศน์ กล้องโทรทัศน์ เปรียบได้กับการทำหน้าที่แทนสายตาของผู้ชม การเคลื่อนกล้อง (Camera movement) จึงเป็นการสร้างความน่าสนใจและสรา้ งอารมณแ์ ละความรูส้ กึ ใหก้ ับภาพผชู้ มจะไดเ้ ห็นภาพ ในรูปลักษณะต่างๆโดยอาศัยรูปแบบและทิศทางในการเคลือ่ นไหวของกล้องซึ่งคล้ายกับการเคลื่อนไหว ของรา่ งกายมนุษย์ ผูท้ ีเ่ ป็นชา่ งกลอ้ งอาจต้องใช้อปุ กรณแ์ ละเคร่ืองมือเสรมิ เข้ามาชว่ ยในการถ่ายทำ เช่น ขาตั้งกล้อง เครน และดอลลี่ เป็นต้น รูปแบบและทิศทางการเคลื่อนกล้องโทรทัศน์ และการส่ือ ความหมาย มดี งั น้ี 1. Pan เป็นการหนั หรอื บดิ หนา้ กล้องไปในแนวนอนจากซา้ ยไปขวาหรือขวาไปซา้ ยโดยกล้องอยู่ ที่จุดเดิม หากหันไปทางซ้ายมือของช่างกล้องหรือหมุนทวนเข็มนาฬิกาเรียกว่า Pan left แต่ถ้าหันไป ทางขวามือของช่างกล้องหรือหมุนตามเข็มนาฬกิ าเรียกวา่ Pan right ถา้ บดิ ไปเร็วๆ เรียกว่า Swift pan การ Pan มกั ใช้ในกรณีการกวาดภาพเพอ่ื ใหเ้ หน็ บรรยากาศรอบๆ จากดา้ นหนงึ่ ไปยังอีกด้านหนง่ึ เช่น การ Pan ให้เห็นทิวทศั นร์ อบๆ สวนสาธารณะ กรณีการ Pan ชา้ ๆ จะให้อารมณ์ความรู้สึกค่อยเป็น ค่อยไปแบบสบายๆ แต่ถ้า Pan เร็วจะให้ความรู้สึกถึงความฉับไว รวดเร็ว การไล่ล่า การติดตาม และ สามารถใช้เปน็ เทคนิคเชอื่ มในการเปลี่ยนจากฉากหนึง่ ไปอีกฉากหน่ึงด้วย การ Pan ไม่ควร Pan กล้องไป ในทิศทางตรงกันข้าม ย้อนศรหรือสวนทางกับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ไปในอีกทิศทางหนึ่ง ควร Pan ตาม วัตถุหรือหยุดกล้องไว้ โดยให้วตั ถเุ คล่ือนผ่านไปเอง 2. Tilt เป็นการเงยหน้ากล้องหรือกดหน้ากล้องลงในแนวดิ่งโดยกล้องอยู่ทีจ่ ุดเดิมหากเงยหน้า กล้องข้นึ เรยี กว่า Tilt up แต่หากกดหน้ากลอ้ งลง เรยี กว่า Tilt down การเคลอื่ นกล้องในลกั ษณะนี้ มัก ใช้ในการอธิบายภาพเกยี่ วกับความสงู ความลกึ ความชนั หรอื การมองแทนสายตาในลกั ษณะมองขึ้นหรือ กดสายตาลงมา เชน่ การ Tilt up ใหเ้ หน็ ความสงู ของอาคารระฟ้า การ Tilt down ด้วยสายตาที่เหยียด หยาม ดูถกู เปน็ ตน้ 3. Pedestal เป็นการยกกล้องขึ้นหรือลงมาตามแนวดิ่งของแกนขาตั้งกล้อง Pedestal หาก กล้องค่อยๆ ถูกยกสูงขึ้นเรียกว่า Pedestal up และถ้าถูกเลื่อนต่ำลงมาเรียกกว่า Pedestal down ระยะทางในการยกกล้องขน้ึ และลงแบบนี้มีความสูงไมก่ ี่ฟุตเพราะเปน็ การเลื่อนขึ้นลงตามแนวแกน ความ 111

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสูงของขาต้ังกล้อง Pedestal การเคลื่อนกล้องในลักษณะนี้มักใช้ในการปรับตำแหน่งสายตาการดูของ ผู้ชมให้อยูใ่ นระดบั เดยี วกบั ผูแ้ สดง เช่น เมื่อพิธกี รเปล่ียนจากท่ายืนมานั่งสัมภาษณ์ กล้องในสตูดิโอตอ้ ง ปรับระดับสายตาจากท่ายืนของพิธีกรให้ลดต่ำลงมาด้วยการปรับความสูงของกล้องลงมา เพื่อให้สายตา ของพิธีกรอยใู่ นระดับเดยี วกบั คนดตู ามเดิม 4. Crane / Boom เปน็ การเคลือ่ นกล้องท้ังตัวในลกั ษณะเคลื่อนข้นึ หรอื ลงในแนวด่ิงถ้าตวัดไป ด้านข้างเรียกว่า tongue ด้วยอุปกรณ์ติดตั้งกล้องที่เรียกว่า Crane ผลด้านภาพที่เกิดขึ้นคล้ายกับ Pedestal เพียงแต่ว่าการเครนนั้นจะมีระยะทางการเคลื่อนกล้องและยกขึ้น (crane up / boom up) และลง (crane down / boom down) มากกว่า อปุ กรณต์ ิดต้ังแบบเครนมีหลายชนิดใหเ้ ลอื กใช้ ซ่ึงช่วย ให้เกิดลกั ษณะภาพได้หลากหลายแบบมากขึน้ การเคลอื่ นกล้องแบบน้มี กั ใช้ในการเปดิ หรือปิดเรื่องโดยใช้ รว่ มกบั การถ่ายภาพไกลมมุ สูง เชน่ การเปิดเร่ืองดว้ ยบรรยากาศงานวดั ภาพไกล มมุ สูงที่เห็นชิงชา้ สวรรค์ ร้านค้า แล้วกล้องค่อยๆ เครนลงมาใกล้พื้นจนเห็นคนและร้านค้าต่างๆ หรือในกรณีการถ่ายทำรายการ คอนเสริ ต์ กน็ ยิ มใชก้ นั มากเพราะให้ภาพท่สี วยงาม แปลกตายงิ่ ใหญ่ มีมติ ิ ความลกึ ไม่นา่ เบอ่ื เพราะขนาด ภาพมกี ารเปลย่ี นแปลงไปเร่ือย ๆ ซง่ึ ช่วยตรึงความสนใจได้ดี 5. Dolly เปน็ การเคลือ่ นกลอ้ งเขา้ หาหรือถอยหา่ งออกจากวตั ถใุ นแนวเส้นตรงหากเคลอ่ื นเข้าหา วัตถุเรียกว่า Dolly in แต่ถ้าเคลื่อนกล้องถอยห่างวัตถุเรียกว่า Dolly out วิธีการถ่ายทำอาจใช้อุปกรณ์ ราง Dolly และขาตัง้ กล้องมีลอ้ ในการเคลือ่ นกลอ้ งเข้า-ออก หรืออาจใชก้ ารก้าวเดินไปขา้ งหน้าหรือถอย หลังของช่างกล้องกไ็ ด้ การเคลื่อนกล้องในลักษณะ Dolly in มักใช้ในการสร้างอารมณ์ตื่นเตน้ เพิ่มแรง ดงึ ดดู ใจ การเผชิญหนา้ การเขา้ หา และการติดตาม เช่น ฉากแมท่ พั มาเผชญิ หน้ากัน ฉากนางเอกกำลงั ถกู ผู้ร้ายเดินตามหลัง เป็นต้น ส่วน Dolly out นิยมใช้ในอารมณ์คล่ีคลาย ถอยหนี ลดความสำคัญลง ออก ห่าง ลาจาก เช่น ฉากอ าลาของพระเอกที่กำลังเดินจากนางเอกไปโดยเห็นภาพนางเอกถอยห่างออกไป เรอ่ื ย ๆ 6. Track / Truck เปน็ การเคลื่อนกล้องท้ังตัวไปทางด้านซ้ายหรอื ด้านขวาในแนวนอนโดยหน้า กล้องว่ิงขนานไปกับสง่ิ ท่ถี ูกถา่ ยด้วยความเร็วเทา่ กัน ช้ากวา่ หรอื เร็วกวา่ กไ็ ด้ การเคลอื่ นกลอ้ งลักษณะน้ี ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้พาหนะที่มีล้อเข้ามาช่วยในการเคลื่อนกล้อง เช่น ราง รถเข็นและรถต่างๆ หาก เคล่ือนกลอ้ งไปทางซ้าย เรยี กว่า Track left เคล่อื นไปทางขวา เรยี กว่า Track right การเคลอื่ นกล้องใน ลักษณะนม้ี กั ใชใ้ นการถ่ายภาพติดตามสิง่ ใดสงิ่ หนงึ่ ท่ีกำลังเคล่ือนที่ต่อเนื่องด้วยความเร็วในระยะท่ีกล้อง กับวัตถุหลักหา่ งเทา่ ๆ กนั 7. Arc เป็นการเคล่อื นกลอ้ งเป็นวงโคง้ อยา่ งชา้ ๆ รอบๆ วัตถุหลกั โดยหากเคลอื่ นโค้งไปทางซ้าย มือของช่างกล้องเรียกว่า Arc left ถ้าโค้งไปทางขวาเรยี กว่า Arc right การเคลอ่ื นที่กล้องเป็นวงโค้งอาจ ต้องใช้อุปกรณ์ตดิ ตั้งกล้องแบบราง Dolly ช่วยในการทำงานการเคลื่อนกล้องแบบ Arc นิยมใช้ในฉากที่ ต้องการให้เห็นบรรยากาศรอบๆ ของสถานที่นั้นๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ฉากงานปาร์ตี้สังสรรค์ที่มีการ เต้นรำพล้ิวๆ โดยตวั แสดงมากมายกลงั เตน้ รำอยู่บนฟลอร์หรอื ฉากท่ีตอ้ งการเปิดเผยให้เหน็ บุคลิกท่าทาง และอาการของผแู้ สดงใหช้ ัดเจนและรอบด้านมากข้ึน 112

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 8. Cant เปน็ การถ่ายภาพในลักษณะเอียงกล้องไปดา้ นขา้ งซึ่งมผี ลทำใหเ้ กิดภาพเอียงไปจากแนว ระนาบ ส่วนใหญ่เปน็ การถา่ ยทำโดยใชไ้ หล่แบกกลอ้ งหรอื ใช้มือ แทนขาต้ังกล้อง ลักษณะภาพดังกล่าวจะ ทำให้มีพลังดตู น่ื เต้น Cant มกั ใชใ้ นการถ่ายภาพทีต่ อ้ งการสรา้ งความแปลกตา ต่ืนเต้น เรา้ ใจ และอารมณ์ ความรู้สึกที่ไม่เป็นปกติ เช่น ฉากของคนที่อยู่ในอาการไม่ปกติหรือวิกลจริต มุมมองของวัยรุ่นที่ช่างคดิ ชา่ งสงสัยและการถา่ ยทำ Music Video เป็นต้น ข้อสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนกล้องในทิศทาง ซ้าย-ขวา นั้นให้ยึดจากมือของช่าง กล้องเป็นหลัก นอกจากนี้กฎทั่วไปของการ Pan และ Track นั้นนิยมให้เคลื่อนภาพจากซ้ายไปขวา มากกว่าขวาไปซ้าย เนื่องจากมนุษย์เราคุ้นชินกับการอ่านหนังสือจากซ้ายไปขวาการเคลื่อนจากซ้ายไป ขวาจึงทำใหร้ ู้สกึ ดสู บายตามากกวา่ มุมกล้องและการปรับเลนส์ มุมกล้อง เป็นการถ่ายภาพด้วยการกำหนดตำแหน่งความสูงของกล้องในการถ่ายทำ (Camera height) เป็นการกำหนดตำแหนง่ การต้ังกล้องในการถ่ายทำด้วยความสูงจากพืน้ ระดับตา่ งกัน และเลนส์ กล้องที่ใชก้ นั โดยปกติทัว่ ไปเป็นเลนสซ์ มู ซึ่งมคี ุณสมบัตใิ นการปรับเปลี่ยนความยาวโฟกัสในลกั ษณะของ การซมู เขา้ และซูมออกได้ ผลด้านภาพที่เกิดขน้ึ จากการการปรับระดับความสงู ต่ำของกล้องและการปรับ เลนส์ จะส่งผลต่อลกั ษณะของภาพทีป่ รากฏและความหมายของภาพในความรู้สึกนึกคิดของผู้ชมตามไป ด้วย มุมกลอ้ งและการปรับเลนสท์ นี่ ยิ มใช้กันในวงการโทรทัศน์ มดี งั น้ี 1. มุมปกติ (Normal-angle shot หรือ Eye-level shot) เป็นมุมระดับสายตาปกติในการ มองเห็นของคนทั่ว ๆ ไป ตำแหน่งของกล้องจะอยู่ระดับเดียวกันกับสายตาปกติเป็นมุมภาพที่ใช้กันมาก ทส่ี ุด ใช้ในความรูส้ ึกปกติธรรมดาท่วั ไป ความเสมอภาค ความเป็นกันเอง 2. มุมสูง (High-angle shot) เป็นมุมที่เหมือนสายตาที่มองจากด้านบนลงมา ตำแหน่งของ กลอ้ งจะอยู่สงู กว่าวตั ถทุ ถ่ี ูกถ่ายใชแ้ สดงอารมณอ์ อ่ นแอ เปราะบาง เศรา้ สรอ้ ย สิน้ หวงั หดหู่ กดดนั ดอ้ ยค่า พา่ ยแพแ้ ละความต่ำต้อยกว่าส่งิ ท่ีถกู ถ่ายแต่หากใช้กับภาพกว้างมุมสงู สามารถใช้ส่ือถึงภูมิทัศน์ที่ กว้างใหญ่ไดด้ ว้ ย 3. มุมตำ่ (Low-angle shot) เป็นมมุ ทเี่ หมอื นสายตาแหงนมองสงู ขน้ึ ไป ตำแหนง่ ของกล้องจะ อยูต่ ำ่ วา่ วตั ถุท่ถี ูกถ่ายใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึกเข้มแขง็ ยงิ่ ใหญ่ นา่ เกรงขาม ความโอ่อา่ มั่งคั่ง มีอำนาจ มีคา่ ชยั ชนะและความสงู สง่ กว่าของส่ิงที่ถูกถา่ ย 4. มมุ สูงตง้ั ฉากหรือมุมสายตานก (Bird’s-eye view) เป็นมมุ ที่เหมือนกับสายตานกมองจิกลง มายังเบื้องล่างในมุม 90 องศา หรือเกือบ 90 องศา ตำแหน่งของกล้องจะมองดิ่งลงมาเป็นแนวตั้งฉาก หรือเกือบตั้งฉากกับวัตถุที่ถูกถ่ายทำให้เห็นพืน้ ผิวด้านบนของวัตถุนั้นๆ นิยมใช้กับภาพกว้างหรือการซู มจากดา้ นบนจากแคบไปกวา้ งหรอื กว้างไปแคบใชแ้ สดงถึงความไรอ้ ำนาจ ถูกควบคุม ไม่มีทางหนรี อดของ สิ่งท่ีถูกถ่าย มมุ กลอ้ งในลักษณะนี้จะทำใหร้ ู้สึกเหมอื นว่าสิ่งๆ นน้ั กำลังถูกเฝา้ จับตามองหรอื ควบคุมจากผู้ มีอำนาจเหนือกว่าจากเบือ้ งบน และเนื่องจากมมุ นี้ตำแหน่งกล้องจะมองตั้งฉากลงมาจากดา้ นบน ทำให้ 113

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงมองเหน็ รายละเอียดด้านอน่ื ๆ ไม่ครบจงึ สร้างความรสู้ ึกลึกลบั น่ากลวั เหมาะกับเหตุการณห์ รอื เร่ืองราวท่ี ยังไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องราวท้ังหมด นอกจากนี้ยังใช้สำหรับการแสดงให้เห็นถึงความสวยงามของเสน้ สายหรือทรงเรขาคณติ ของส่งิ ๆ หนึ่งจากดา้ นบนไดอ้ กี ด้วย 5. มุมร่อน (Aerial view point) เป็นมุมที่ถ่ายลงมายังเบ้ืองล่างโดยกล้องถกู ติดตั้งให้โบยบนิ อยู่บนท้องฟ้าด้วยเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน หรือเครื่องร่อนต่างๆ ภาพมุมนี้มักจะเป็นภาพกว้างมุมสูง สำหรับถ่ายวิวทวิ ทศั นจ์ ากเคร่ืองบินลงมาใชแ้ สดงถึงความเปน็ อิสระเสรี โลกทศั น์ทีเ่ ปิดกวา้ ง 6. มุมสายตาหนอน (Worm’s-eye view) เป็นมุมที่มีลักษณะตรงข้ามกับมุมสายตานก ตำแหน่งของกล้องนอนราบมองเผชญิ หน้ากับท้องฟ้าหรือเพดานในแนวตงั้ ฉากมักใชแ้ ทนสายตาตัวละคร นอนจ้องมองดูขึ้นไปเบื้องบน เช่น เพดานที่มีพัดลมหมุน หรือใช้ในกรณีให้มวี ัตถุจากที่สูงตกลงมาพ่งุ ใส่ กลอ้ ง เชน่ อุกกาบาตพุ่งชนโลก ผูร้ ้ายด่งิ ตกตกึ ลงมา มมุ ลักษณะเช่นนที้ ำให้ได้มมุ ภาพที่แปลกตาและผู้ชม รูส้ กึ ไดเ้ ขา้ ไปเปน็ สว่ นหน่งึ ของเหตกุ ารณ์ทีเ่ กดิ ขึ้น 7. มมุ เอียง (Oblique shot หรือ Dutch angle) เป็นมมุ ที่เกดิ จากการเคลือ่ นกล้องแบบเอียง ไปดา้ นใดดา้ นหนึง่ ภาพทไ่ี ดจ้ ึงไมอ่ ยูใ่ นแนวระนาบปกติแตเ่ อียงไปมา มกั ใช้ในฉากแผน่ ดนิ ไหวฉากฝูงชนที่ กำลังบ้าคล่ังหรอื การใชแ้ ทนสายตาตัวละครในสภาพไม่ปกติ เช่น เมาสรุ า มนึ งง สบั สน 8. มุมมองแบบวัตถุวิสัย (Objective camera angle) เป็นลักษณะการจับภาพปกติทั่วไป โดยกลอ้ งทำหน้าที่เหมือนบุคคลที่สามในการเฝ้ามองเหตุการณ์ในฉากนัน้ อยู่ห่างๆ การถา่ ยทอดเร่ืองราว ด้วยมุมกล้องแบบน้ีทำใหผ้ ู้ชมทก่ี ำลงั รับชมอยเู่ ปน็ เสมอื นบุคคลท่ีสามที่คอยดูเรื่องราวตา่ งๆทเี่ กิดข้ึนโดยมี กลอ้ งในฐานะคนเล่าเรอ่ื งกำลังถา่ ยทอดออกมาให้ได้ชม 9. มุมมองแบบอัตวิสัย (Subjective camera angle) เป็นลักษณะการจับภาพโดยกล้องทำ หน้าที่เหมือนคนที่ได้เข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์หรือกลายเป็นคนวงใน ภาพที่ปรากฏออกมาจะเหมือน การพาให้คนดูได้เข้ามาใกล้ชิดและมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ วิธีการถ่ายทอดภาพในมุมมองนี้ สามารถใช้ เทคนคิ ภาพมมุ แทนสายตา ภาพมุมขา้ มไหล่และภาพมุมตรงกันข้าม มาใช้ได้ ซงึ่ ภาพมมุ มองต่างๆ เหล่าน้ี จะทำใหผ้ ชู้ มรู้สึกว่าตนได้เข้าไปเปน็ สว่ นหน่ึงของเหตุการณใ์ นฉากนน้ั ๆ โดยลกั ษณะภาพในมุมมองต่างๆ เปน็ ดังนี้ 9.1 ภาพมุมแทนสายตา (Point of view หรือ POV) คอื การวางกล้องในตำแหน่งที่ แทนสายตาการมองของผู้แสดงและ/หรือคนดูโดยไม่เห็นตัวผู้แสดงและ/หรือคนดู ภาพมุมแทนสายตา เป็นภาพที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนตนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ในฉากไม่ใช่เป็นแค่การดูด้วย สายตาในลักษณะวตั ถุวิสยั 9.2 ภาพข้ามไหล่ (Over-the-shoulder shot หรือ O/S) คือมุมในการมองของ กล้องที่ถ่ายภาพข้ามไหล่ผู้แสดงคนหนึ่งไปให้เห็นภาพที่อยูอ่ ีกด้านหนึ่ง เช่นใบหน้าของคู่สนทนาและววิ ทิวทศั น์ทกี่ ำลงั มองอยู่ เปน็ ต้น แตท่ พี่ บเหน็ บ่อยๆ คือ ภาพขา้ มไหล่ในการสนทนาระหวา่ งคนสองคนสลับ ไปมาโดยพืน้ หน้าที่เห็นนั้นจะปรากฏไหลด่ า้ นหลังด้านใดด้านหนง่ึ ของตวั แสดงส่วนบรเิ วณท่ขี ้ามไหลไ่ ปจะ เป็นใบหน้าของคู่สนทนา แม้ภาพข้ามไหล่เป็นมุมเหมือนการเฝ้ามองดูเหตุการณ์แต่ภาพที่ได้กลับทำให้ 114

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์หรือบทสนทนานั้นด้วยเพราะการถ่ายผ่านไหล่มักใช้ ขนาดภาพใกลห้ รอื ปานกลาง อีกทั้งมีการนำสายตาไปยังจดุ ที่ผูแ้ สดงมองออกไปซึ่งเสมือนเป็นภาพแทน สายตาของผู้แสดงเพียงแต่ว่าภาพแทนสายตาไม่เห็นผู้แสดงแต่ภาพข้ามไหล่เห็นไหล่ของผู้แสดงคนนั้น ด้วยเหตุนภ้ี าพข้ามไหลจ่ งึ ถือเป็นมุมมองภาพแบบอัตวสิ ัยมากกว่าวัตถวุ ิสัย 9.3 มุมตรงกันข้าม (Cross shot หรือ X/S) คือ มุมมองกล้องที่มักใช้ควบคูก่ ับภาพ ข้ามไหล่ ในการสนทนากนั ของผูแ้ สดงตงั้ แต่สองคนขนึ้ ไป กลา่ วคอื ขณะถา่ ยทำการสนทนากันของผู้แสดง โดยตอ้ งการใหผ้ ชู้ มร้สู ึกเปน็ ส่วนหน่งึ ของกลุ่มการสนทนาดว้ ยวธิ ีการจับภาพข้ามไหลห่ ลงั จากนั้นต้องการ ตัดใหเ้ หน็ สีหน้าท่าทางการพูดของผู้แสดงอกี คนหน่งึ ชัดๆ ผผู้ ลติ สามารถกำหนดมมุ ในการมองของกล้อง ในลักษณะที่เรียกว่า มุมตรงกันข้ามได้โดยการเลือกจับใบหน้าของคู่สนทนาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามไหล่ โดย ภาพๆ นั้นจะต้องเห็นใบหน้าโดยไม่มีไหล่ของคนที่เคยเป็นพื้นหน้าใหเ้ หน็ การถ่ายทำในลกั ษณะตัดสลบั ไปมาแบบนี้จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องทิศทางการมองด้วยเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการชม โดยหาก กำหนดตำแหน่งกล้องไมถ่ กู ต้องอาจทำให้เกิดความสบั สนในการรับชมได้ 10. การซูม (Zoom) เป็นการเปลี่ยนขนาดภาพผ่านการกดเลื่อนปุ่มควบคุมการทำงานของ เลนสซ์ ูมเพ่อื ดึงภาพใหเ้ ขา้ มาหรอื ไกลออกไปอยา่ งต่อเนื่องหากดึงภาพท่ีอยู่ระยะไกลใหเ้ ข้ามาใกล้ เรยี กวา่ ซูมเข้า (Zoom in) แต่ถ้าดึงภาพที่อยู่ใกล้ให้ถอยห่างออกไปเรียกว่า ซูมออก (Zoom out) การซูมเปน็ การเปลี่ยนความยาวโฟกัสของเลนส์แบบต่อเนื่องโดยเปลี่ยนจากมุมแคบไปมุมกว้างหรือมุมกว้างไปมุม แคบ 11. การเปลยี่ นระยะภาพ (Throwing หรือ Pulling focus) เทคนคิ นเี้ ป็นการเปลยี่ นระยะชดั ภาพดว้ ยการปรบั โฟกสั ท่เี ลนส์ใหว้ ัตถทุ ่ีถา่ ยทำจากจดุ หน่งึ ชดั แต่อกี จุดเบลอ วธิ กี ารถ่ายทำนิยมใหม้ บี ุคคล หรือวัตถุยืนอยู่ในฉากห่างกันพอประมาณ อันหนึ่งเป็นพื้นหน้า (Foreground) และอีกอันเป็นพื้นหลัง (Background) โดยกำหนดให้พื้นฉากส่วนในส่วนหนึ่งชัดแล้วพื้นฉากอีกส่วนหนึ่งเบลอ หลังจากนั้นจึง ปรับโฟกัสให้ส่วนที่ชัดให้กลายเป็นเบลอแล้วส่วนที่เบลอกลายเป็นชัดขึ้นแทน บางครั้งก็เรียกว่า Shift focus หรอื Rack focus ได้ดว้ ย ส่วนใหญแ่ ลว้ เทคนิคการถ่ายทำภาพแบบน้ี นยิ มใชใ้ นราการละครและ สารคดีมากกว่ารายการข่าว 12. การเบลอภาพ (Di Focus) เป็นภาพที่เกิดจากการปรับเลนส์ โดยการปรับภาพที่คมชัดอยู่ ให้พร่ามวั (Blur) แลว้ กลบั มาคมชดั เหมอื นเดมิ ใชส้ อ่ื ความหมายแทนความคดิ ความฝันของผแู้ สดงทก่ี ำลัง นกึ ถงึ เหตกุ ารณ์ในอดตี เปน็ การใชเ้ ทคนคิ ที่ไมต่ อ้ งใช้เครื่องมอื หรืออปุ กรณ์พิเศษเพียงแตใ่ ชก้ ารปรับเลนส์ ของกล้องแทนแต่ช่างถ่ายภาพจะต้องเตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนว่าจะทำการเบลอภาพใน shot ใด และนำมาใช้เมอ่ื ไรให้สอดคล้องกัน (สมเจตน์ เมฆพายัพ, 2547) 115

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงการจัดองค์ประกอบภาพ การจัดองค์ประกอบภาพ เป็นการสร้างความนา่ สนใจ สร้างจุดเด่นใหก้ บั ภาพ ซึ่งสามารถสรา้ ง ความรู้สึกและอารมณ์ต่อผู้ชมโดยการคำนึงถึงองค์ประกอบภาพ ลักษณะ เส้น แสง เงา รวมถึงช่วง ตำแหน่งที่ลงภาพและสีของภาพให้มีคุณค่าทางสุนทรียภาพ การจัดองคป์ ระกอบภาพที่ถูกต้องตามหลกั ศลิ ปะ ย่อมท าให้ภาพนัน้ ดเู ดน่ สะดุดตา มคี ณุ ค่า มคี วามงาม บอกเลา่ เร่ืองราวไดอ้ ย่างชัดเจน และอาจ จูงใจใหผ้ ชู้ มคล้อยตามอารมณท์ ่แี สดงตามภาพนั้น โดยสามารถจำแนกได้ ดงั นี้ (สุธี พลพงษ์, 2545) 1. การประกอบภาพให้มีความลึก (Composing in depth) เป็นการประกอบภาพให้ดูแล้ว เกิดเป็นภาพ 3 มิติ คือ มีความกวา้ ง ความสูง ความลึก เพราะเหตุท่ีว่าจอโทรทัศนม์ ีลักษณะแบนเป็น 2 มิติ คือ กวา้ งกับยาว ดังนั้น ผูถ้ ่ายภาพจงึ ตอ้ งสร้างสรรคภ์ าพให้มีความลึกเพอ่ื ให้เกิดเป็นภาพ 3 มิติ การ สร้างสรรค์ภาพในลักษณะนี้จะต้องมฉี ากหน้า ฉากตรงกลาง และฉากหลัง การถา่ ยภาพ เพ่อื ให้มีความลึก ควรถ่ายภาพด้านข้างดีกว่าถ่ายภาพด้านตรงเพราะการถ่ายภาพด้านข้างจะทำให้ภาพเกิดมีมิติ การ ประกอบภาพให้มีความลึกอาจใชใ้ ช้ฉากหนา้ ชว่ ยในการถ่ายภาพจะทำให้ความลกึ ของภาพเพิ่มขึ้น 2. การจัดภาพสมดุล และไม่สมดุล (Balance and unbalance) หมายถงึ ความเท่ากันเป็น การจดั วางภาพให้เกดิ ความเหมาะสมได้ความสมดุล การสมดุลนี้อาจจะไมส่ มดุลกนั จริงก็ได้ แตเ่ ป็นความ สมดุลตามความรสู้ ึกของผู้ชม 3. การจัดภาพแบบสามเหลี่ยม (Triangular) หมายถึง ภาพท่ีทำให้มีความรู้สึกมองเห็นได้ รอบตัวมักจะจัดให้เป็นกลุ่มเข้าด้วยกันในลักษณะเปน็ รปู สามเหลีย่ มเพื่อให้ผู้ชมที่มองภาพกลุ่มของวัตถุ เข้าใจง่ายขึ้นและมองเห็นภาพไดช้ ัดเจน นอกเหนือจากนั้นการจัดวางภาพในลักษณะสามเหลี่ยม สื่อให้ เห็นถึงความเขม้ แข็ง มน่ั คง และโดดเด่น และทำให้ภาพดูมคี วามลกึ อกี ด้วย 4. การใช้ภาพฉากหน้าบอกแก่นของเรือ่ ง (Foreground treatment) เป็นการวางตำแหนง่ ของวตั ถทุ ี่เราต้องการนำเสนอไว้ฉากหนา้ เพ่อื ช่วยบอกเร่ืองราวของฉากหลงั ว่ามีผลหรือเกี่ยวข้องกับฉาก อย่างไร การใช้เทคนคิ วางภาพในลักษณะน้ีท าใหภ้ าพน่าสนใจและมพี ลงั บางครัง้ การใช้ภาพฉากหน้าเป็น เครอ่ื งมือทีใ่ ช้บอกแกน่ ของเร่ืองทส่ี ำคญั 5. จุดสนใจ (Point of interest) เป็นการจัดวางตำแหน่งของภาพให้เกิดความสนใจซึ่งมักใช้ กฎ 1 ใน 3 ส่วน (rule of thirds) เป็นแนวทางในการจัดสร้างภาพโดยการแบ่งสัดส่วนในจอโทรทัศน์ ออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กันทั้งแนวนอนและแนวตั้งจะมีจุด 4 จุด เป็นจุดตัดของเส้นต่างๆ บริเวณจุดตัด เหล่านั้นเป็นตำแหน่งที่วางจุดสนใจที่สำคัญในการจัดองค์ประกอบของภาพ การเน้นสุดสนใจเป็นส่ิง สำคัญ เปน็ ตัวบอกเนอ้ื หาของภาพท่ีจะทำให้สะดดุ ตากว่าส่วนประกอบมูลฐานอนื่ ๆ เปน็ ตัวชว่ ยเสริมแต่ง จดุ สนใจของภาพ การนำภาพต่างๆ มาจัดวางเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับจอภาพนั้นบางครั้งอาจจะดูแล้วไม่ เหมาะสมก็ได้ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เจตนาให้เป็นเช่นนั้นซึ่งอาจจะทำให้การจัดองค์ประกอบภาพดูแล้วไม่เป็น ระเบยี บ ดังนัน้ จึงตอ้ งระมดั ระวังและควรหลกี เลย่ี ง ในสงิ่ ตอ่ ไปน้ี 116

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 5.1 สิ่งที่วางอยู่ด้วยกนั แล้วไมเ่ หมาะสม หมายถึง การประกอบภาพในขณะที่ถ่ายทำ ให้มีความเหมาะสมกับพน้ื ทภี่ าพแตม่ ีภาพฉากหลังบางภาพท่ีอยู่ในฉากเดียวกนั อาจจะเกยี่ วขอ้ งกันหรือไม่ เกย่ี วข้องกนั เม่ือประกอบกนั เขา้ ภาพท่ีปรากฏออกมาดูแล้วขัดกัน 5.2 ขาดที่ว่างเหนอื ศรี ษะ หมายถึง การจัดวางภาพใหอ้ ยู่ในกรอบที่จำกดั แต่ดูแล้วไม่ สบายตาและเป็นไมเ่ ป็นธรรมชาติ ในแต่ละกรรอบภาพจะมีเสน้ กำหนดขอบเขตของภาพไมว่ ่าจะเป็นขอบ บน ขอบลา่ งหรือขอบทางดา้ นซ้าย ขวา ในการถา่ ยภาพบคุ คลหรือวตั ถเุ มอื่ เราถา่ ยภาพในลักษณะ Close up เราควรจะระมัดระวงั ให้ภาพนน้ั ให้มีท่ีวา่ งเหนือศรี ษะทีพ่ อเหมาะ 5.3 พ้ืนท่วี า่ งตามทิศทางที่มอง หมายถึง การถ่ายภาพบคุ คลทก่ี ำลงั มองอะไรบางอย่าง ทางดา้ นหนา้ หรือดา้ นข้างเพือ่ ใหก้ ารประกอบภาพดูแล้วเป็นธรรมชาติ ต้องคำนงึ ถงึ พน้ื ท่ีวา่ งตามทิศทางท่ี มอง คอื ตอ้ งเวน้ ระยะพื้นที่ในการมองให้เหมาะสมกบั พ้นื ท่ขี องจอภาพหรือเหตกุ ารณ์ท่ีเปน็ จริงในภาพ 5.4 ความแตกต่างของส่ิงที่ถ่าย เปน็ การถา่ ยภาพในลกั ษณะทีม่ ุมกล้องไม่กวา้ งมาก ผู้ ถ่ายภาพต้องระมัดระวังในการควบคุมภาพที่มีความแตกต่างกันในเรื่องของขนาดวัตถุท่ีถ่าย เช่น ถ่ายภาพคนสูงกับคนเตี้ยหรอื ถ่ายภาพขณะที่นั่งแล้วลุกขึ้นยืน ผู้ถ่ายจะต้องระมัดระวังในความแตกต่าง ดังกลา่ ว การถา่ ยภาพของความแตกต่างสามารถกำหนดพื้นทภ่ี าพของความแตกต่างไดโ้ ดยอาจจะถ่ายคน เต้ียใหเ้ ปน็ ฉากหนา้ และคนสงู เป็นฉากหลังกจ็ ะทำให้ไม่เห็นความแตกต่างของส่ิงทถี่ ่าย 5.5 พื้นทว่ี ่างเกนิ ไป เป็นการประกอบภาพท่ที ำให้พื้นทีส่ ว่ นกลางของภาพท่ีมีพ้ืนที่มาก เกินไป เพราะฉะนัน้ ในการถ่ายภาพต้องพิจารณาถึงความสำคัญของวัตถุทีเ่ ราถ่ายจะต้องไม่ให้พื้นท่ีฉาก หลังของวัตถุมีมากเกินไปแต่อาจจะแก้ไขได้โดยให้วัตถุขยับมาอยู่ใกล้กนั หรือปรับเปลี่ยนฉาก แสง หรือ มุมกลอ้ งเพอ่ื ใหภ้ าพมจี ดุ สนใจเดน่ ชัดเพยี งหน่ึงเดยี ว 5.6 การเคลื่อนไหวที่หันเหความสนใจของผู้ชม เป็นการประกอบภาพโดยให้ เหตุการณ์ในภาพมีการเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติ การประกอบภาพโดยให้เหตุการณ์ภายในภาพนั้นไม่มี การเคล่อื นไหวใดๆ เกิดขน้ึ ภาพจะมีความสำคัญเทา่ กนั หมดจึงทำให้ผู้ชมมีความรูส้ ึกว่าภาพทีน่ ำเสนอน้ัน ไมค่ อ่ ยนา่ สนใจแต่ถ้าการประกอบภาพในฉากน้ันใหเ้ หมาะสมและมีการเคลอื่ นไหวเล็กนอ้ ย ผู้ชมจะหนั เห ความสนใจไปยังส่งิ ทเี่ คล่ือนไหวในภาพนัน้ ทนั ที การถ่ายทำรายการวิทยุโทรทัศน์ ผู้กำกับรายการจะต้องกำหนดทั้งในเรื่องของขนาดภาพ มุม กลอ้ ง องคป์ ระกอบภาพไว้ลว่ งหนา้ ก่อนการถา่ ยทำโดยจะตอ้ งมีการระบุรายละเอยี ดของภาพที่ตอ้ งการไว้ ในบทโทรทัศน์และทำงานประสานกับช่างถ่ายภาพโทรทัศน์เพื่อชีแ้ จงถึงความต้องการภาพในแต่ละฉาก นอกจากน้นั ผกู้ ำกบั รายการจะตอ้ งพจิ ารณาและคำนึงถงึ ภาพท่ตี อ้ งการสอื่ เรอื่ งราวให้กับผู้ชมดว้ ย 117

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงประเภทของเสียงในรายการโทรทัศน์ องค์ประกอบสำคัญของรายการวิทยโุ ทรทัศน์ นอกจากภาพที่ปรากฏแล้ว เสียงในรายการวิทยุ โทรทัศน์ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าภาพ เนื่องจากเสียงจะเป็นส่วนช่วยให้ภาพทางโทรทัศน์มีความ สมบูรณ์ น่าสนใจ และสามารถสื่อสาร สร้างความเข้าใจที่ชัดเจน และสร้างอารมณ์ให้กับผู้ชมได้อีกด้วย เสยี งในรายการโทรทัศนจ์ ึงสามารถแบ่งออกได้ ดังน้ี 1. เสียงพูด (Speech) ได้แก่ เสียงที่เกิดจากการพูดของบุคคลที่มาปรากฏตัวในรายการ โทรทัศน์ อาทิ นักแสดง พิธีกร ผู้ประกาศ ผู้ดำเนินรายการ ผู้บรรยาย ผู้สื่อข่าว ผู้ให้สัมภาษณ์ แขกรับ เชิญ เสียงพูดแบ่งออกตามหนา้ ท่ไี ดเ้ ป็น 2 ประเภท คือ เสยี งพดู แบบเล่าเรื่อง และเสยี งพูดแบบสนทนา 1.1 เสียงพูดแบบเล่าเรื่อง (narration) เสียงที่ใช้บรรยายเล่าเรื่องโดยปกติจะเป็น เสียงบรรยายและเสียงบรรยายซ้อน (voice-over) หมายถึงเสียงที่อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการ กระทำตา่ งๆ แต่ไม่ใช่เสยี งของผู้ทำกิจกรรมนน้ั เอง เสียงพดู ทใ่ี ช้เล่าเรื่องแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) การบรรยายเล่าเร่ืองโดยตรง เป็นเสียงบรรยายเหตุการณท์ ี่ผู้บรรยายได้พูดถึงว่าตนเห็นอะไร และได้ยิน อะไร และเป็นการบรรยายไปตามสิ่งที่ผู้บรรยายรับรู้มา 2) การบรรยายเล่าเรื่องโดยอ้อม เป็นเสียง บรรยายเหตุการณ์มีผู้บรรยายไม่ได้พูดถึงว่าตนเหน็ อะไรและได้ยินอะไรโดยตรงแต่เป็นการบรรยายโดย พดู ถงึ ภาพรวมของเหตุการณก์ ว้างๆ แล้วใหต้ ัวเหตกุ ารณ์ทีเ่ กิดข้นึ นัน้ เล่าเรอ่ื งดว้ ยตนเอง 3) การบรรยาย เล่าเรอื่ งแบบตรงกนั ข้าม เปน็ การเลา่ เรอื่ งเหตกุ ารณท์ ี่ขัดแยง้ หรือตรงกนั ข้าม เช่น ภาพในจอโทรทศั นเ์ หน็ ผู้คนในที่แห่งหนึ่งยิ้มหัวเราะมีความสุขมีกินมีใช้อย่างเหลือเฟือแต่ผู้บรรยายพูดถึงว่าในโลกนี้ยังมี ประชาชนจำนวนมากท่อี ดอยากหิวโซไม่มจี ะกิน 1.2 เสียงพูดแบบสนทนา (Dialogue) เสียงสนทนา เป็นเสียงจากการพูดคุยระหว่าง บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ในบทสนทนาที่เป็นความหมายจะเกิดจากคำพูดหรือวจนะภาษาส่วนที่เป็น เนื้อหาจากการสนทนาแต่อวจนะภาษาก็มีส่วนในการสร้างความหมายได้เช่นกัน เช่น เสียงกระแอม นำ้ เสยี งสูงต่ำ เสยี งดงั เสยี งเบา คนทพ่ี ูด้วยเสยี งเบาๆ กอ็ าจจะส่อื ความหมายถึงความสุภาพ ความนมุ่ นวล 2. เสียงพิเศษ (Sound effects) เป็นเสียงที่ให้ผลพิเศษทางเสียงได้แก่ เสียงที่สร้างขึ้นมาเพื่อ ใช้ประกอบการนำเสนอเรื่องเพื่อสร้างความรู้สึก อารมณ์ และ ความหมายต่อเรื่อง ซึ่งเสียงพิเศษ แบ่ง ออกตามหนา้ ที่พ้ืนฐานออกเป็น 2 ประเภท คอื 2.1 เสียงพิเศษที่เป็นการสร้างบริบท (Contextual sound) เป็นเสียงที่กระจาย ออกมาจากแหล่งเสียงเป็นหลักเปน็ เสียงทีเกดิ จากการทำซำ้ ของแหล่งเสียงหลัก เช่น เสียงม้าควบ เสียง กรอบแกรบของกระดาษ เสียงทเี่ ราได้ยนิ เชน่ นีถ้ ือเป็นเสียงธรรมชาติแต่เสียงลมพายุ เสียงเป้ สะพายหลัง กระทบพน้ื อยา่ งนีถ้ ือเปน็ เสียงท่สี รา้ งบริบทหรืออาจเรยี กไดว้ า่ เปน็ เสยี งทเี่ ลา่ เร่อื งโดยตรง 2.2 เสียงพิเศษที่เป็นการเล่าเรื่อง (narrative sound) คือ เสียงพิเศษที่เป็นการ บรรยายเป็นเสียงพิเศษท่ีชว่ ยเสร้างเสรมิ บรรยากาศของฉากโดยปกติแล้วเสยี งนจี้ ะไม่เชื่อมโยงโดยตรงกับ การกระทำหลักของตัวละคร เช่น ฉากเรือใบที่แล่นโต้คลื่นในทะเล เสียงคลื่นกระทบกราบของเรือใบจะ เปน็ เสียงสรา้ งบริบท สำหรับเสยี งพิเศษที่เป็นการบรรยายในทีน่ ี้คือเสียงลม เสียงเอี๊ยดอ๊าดของตัวเรือใบ 118

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงเสียงนกนางนวล อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การสนทนาห้องที่ร้อนอบอา้ ว เสียงลมเพดานที่หมุนช้าๆ ถือเป็น เสยี งสรา้ งบรบิ ทในการเลา่ เร่ือง 3. เสียงดนตรี (Music) มีแหล่งกำเนิดจากเครอ่ื งเลน่ ดนตรีชนิดต่างๆ เพอื่ สรา้ งเปน็ ท่วงทำนอง ต่างๆ โดยอาจมีเนื้อเพลงหรือไม่มีก็ได้ เสียงดนตรีนิยมนำมาใช้ในส่วนท่อนเปิด-เปิดรายการ เรียกว่า เพลงนำรายการ (titling) สว่ นหัวรายการในแต่ละช่วง (interlude) เรียกวา่ jingle และส่วนระหว่างการ ดำเนินเรื่องที่มเี พลงคลอเบาๆ เป็นพื้นหลักเรียกวา่ background music มีไว้ เพื่อเสริมอารมณ์ในฉาก นั้นๆ ใหแ้ ก่ผชู้ ม การสรา้ งทำนองดนตรใี นรายการโทรทัศนส์ ามารถทำไดโ้ ดยการจา้ งแต่งขึ้นมาใหม่เพื่อให้ เปน็ เอกลกั ษณข์ องรายการ เชน่ เพลงประจำรายการ และ jingle ประจำรายการหรอื อาจใชว้ ธิ ีซื้อลิขสิทธ์ิ หรือเช่าซื้อเพลงจากที่มีอยู่ในท้องตลาดหรือห้องสมุดดนตรีโดยติดต่อบริษัทที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว นำมาใช้เป็นงานๆ ไปก็ได้ การระบุเสียงดนตรีในบทโทรทัศน์มักเขียนว่า เสียงดนตรี..(ตามด้วย รายละเอียดที่ต้องการ เช่น เสียงดนตรีฮึกเหิม เสียงกลองสะบัดชัย เสียงเปียโนหวานๆ คลอเบาๆ และ เสยี งเพลงชาติไทย เป็นตน้ (สมสุข หินวมิ าน และคณะ, 2554) เทคนคิ การใชเ้ สียงในงานผลติ รายการโทรทศั น์ การนำเสียงมาใช้ในรายการโทรทัศน์ช่วยให้เรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ฟังดูสมจริงมากขึ้นทั้งน้ี เพราะในชีวติ จริงคนเราชินกบั การได้ยินเสียงต่างๆ ควบคู่กบั การได้เหน็ ได้กระทำหรือต้นเหตุที่ทำให้เกิด เสียงนั้นๆ เสมอ ดังนั้น การที่เราจะนำเสียงมาใช้ในรายการโทรทัศน์ เพื่อบอกเรื่องราวตา่ งๆ แทนภาพ สามารถนำ มาใช้ไดห้ ลายลักษณะ ดังน้ี (สธุ ี พลพงษ์, 2550) 1. ใช้ระบุหรือเสริมความสมจริงของภาพหรือสถานที่ สิ่งสำคัญทีส่ ุดก็คือต้องคิดให้ได้ว่าฉากนั้น หรือสถานท่ีน้ันมเี สียงอะไรเกิดขนึ้ เชน่ ถา้ เปน็ ภาพน้ำตก เราก็จะได้ยนิ เสยี งน้ำตกหรอื เปน็ ภาพของตลาด นัด เราก็จะไดย้ ินเสียงของความวุ่นวาย เม่อื คดิ ไดแ้ ลว้ เรากน็ ำเสยี งน้ันมาประกอบกับภาพ อาจจะใช้เสียง เดียวหรือสองหรือสามเสียงก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม เช่น อาจจะประกอบด้วยเสียงบรรยาย เสียง น้ำตกและเสียงดนตรใี นฉากนน้ั ฉากเดียวก็ได้แต่ระดบั เสยี งไหนดังมากดังนอ้ ยก็ขึ้นอยู่กับความสำคัญของ เสยี งไหนสำคัญที่สุดและเสยี งไหนรองลงมาเปน็ ลำดบั 2. ใช้เสียงดำเนินเร่ืองราวหรอื เหตกุ ารณ์ของเรื่อง ถ้าช่วงไหนสามารถใชเ้ สียงประกอบแทนภาพ โดยสื่อความหมายชัดเจนพอก็ควรใช้เพราะทำให้ประหยัดคำบรรยายยังทำให้ภาพนั้นสมจริง และมี ชีวิตชีวามากขึ้น เช่น เป็นฉากของการดำเนินชวี ิตประจำวนั ของผู้หญิงชราคนหน่ึงเราจะอาจเห็นบอ่ ยใน รายการวงเวียนชีวิตหรอื รายการอน่ื ในลักษณะนอี้ าจจะใช้แต่เพยี งเสยี งประกอบดำเนินเร่ืองราวก็ได้โดย ไม่ต้องใช้เสยี งคำบรรยายเลยกส็ ามารถทำใหผ้ ชู้ มรูเ้ รือ่ งราวน้ันๆ ได้ 3. ใชบ้ อกเวลาว่าเป็นช่วงไหนของวนั เช่น เสยี งนกเคา้ แมว เสียงจง้ิ หรีดร้องหรอื เสยี งกบร้อง เรา กส็ ามารถบอกไดว้ า่ เปน็ เวลากลางคนื เสียงไกข่ ัน เสียงนกกางเขนร้อง เราก็สามารถรับร้ไู ด้ว่าเปน็ ตอนเช้า 4. ใช้บอกสถานที่ เราได้ยนิ เสียงแคนก็สามารถบอกได้ว่าภาพที่นำเสนอเป็นภาพที่เกี่ยวกับภาค อีสาน เสยี งซอ เสยี งซงึ ผู้ชมก็เขา้ ใจไดว้ า่ เป็นภาพเกีย่ วกบั ทางภาคเหนอื เปน็ ต้น 119

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 5. เพอื่ เสริมอารมณ์ตามบท เสียงประเภทน้ไี มเ่ ก่ียวกับความสมจรงิ แตเ่ ป็นเรื่องของอารมณ์ เช่น ภาพของการสูญเสียเราก็จะใช้เสียงดนตรีที่ฟังแล้วเศร้าเข้าไปเสริมทำให้ภาพของการสูญเสีย ยิ่งบีบคั้น อารมณ์ของผชู้ มได้มากยงิ่ ข้นึ 6. ใชเ้ ป็นเสียงแบ็คกราวด์ภาพ โดยเปิดคลอเบาๆ เป็นแบ็คกราวดไ์ ปเรอ่ื ย ๆ ช่วยทำให้รายการ ไม่ราบเรียบจืดชืดเกินไปทำใหภ้ าพนา่ สนใจชว่ ยเสริมบรรยากาศและความสมจรงิ ดว้ ย อย่างไรก็ตาม ก่อนจะนำเสียงมาประกอบในรายการโทรทัศน์ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรคำนึงถึงเร่ืองความชัดเจนและรวดเร็วในการสื่อความหมายเนื่องจากเวลาในการ นำเสนอรายการมีอยจู่ ำกดั เพราะฉะนั้นการนำเสยี งมาประกอบในรายการตอ้ งชดั เจนและเป็นเสยี งที่ผู้ฟัง เข้าใจหรอื ตีความหมายได้ถกู ตอ้ งในทนั ทีทีไ่ ด้ยินและระวังในส่วนของรายละเอียดให้มาก เชน่ เสียงเพลง จากแผ่น CD กบั เสยี งเพลงจากแผน่ เสยี งซ่งึ มผี ลเป็นการบง่ ถงึ กาลสมยั ด้วยนอกจากนนั้ ควรสอดคล้องกบั กลมุ่ เป้าหมายตอ้ งคำนึงถงึ กล่มุ เป้าหมายว่าคนุ้ เคยกบั เสยี งทน่ี ำมาใชห้ รือไม่ ถ้าเป็นเสียงท่ีไมเ่ คยได้ยินมา ก่อนก็อาจไม่เข้าใจหรือไขว้เขว เข้าใจผิด เป็นคนละเรื่องกันไปเลยก็ได้และต้องเหมาะสมกับฉากและ สถานทใ่ี นการใช้เสียงเพ่อื แนะนำฉากหรอื สถานที่หรือใช้เปน็ แบ็คกราวด์ โดยไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งหว่ งความเป็น จริงมากเกนิ ไปเน่ืองจากสถานทีแ่ ห่งนั้นหรือฉากนั้นอาจจะมีเสียงอะไรต่างๆ มากมาย ดังอยู่พร้อมๆ กัน ถ้าจะใหเ้ หมือนจริงทุกอย่าง เสยี งท้งั หลายเหลา่ น้ันก็จะดังแขง่ ขันกนั เอง อาจทำใหร้ ำคาญหูหรือจนฟังจับ ใจความไม่ได้และควรสอดคล้องกับลักษณะของภาพ มิติของเสียง ก็ต้องขึ้นอยู่กับความใกล้ไกล ถ้าเป็น ภาพไกล เสยี งก็ตอ้ งเบา ถา้ ภาพใกล้ เสยี งก็ตอ้ งดงั ต้องคำนงึ ถึงเสียงเหล่านี้ด้วย และส่ิงสำคัญ เสียงอาจ สามารถทำใหเ้ กิดผลหลายดา้ นถา้ เกดิ ประโยชน์ได้มากกวา่ หนึ่งประการจะเป็นส่ิงทด่ี ี เชน่ เสียงกลองเพล ซึง่ เปน็ ทง้ั การบอกเวลา และชแ้ี นะถงึ สถานที่ไปด้วย การใช้เสียงเพื่อเสริมความหมายของภาพในงานตัดต่อลำดับภาพนั้นควรนำมาใช้ร่วมกันอย่าง เหมาะสมเพื่อให้ได้เสียงที่มีคุณภาพ สามารถเสริมแต่งภาพและช่วยสื่อความหมายของภาพให้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น แต่การที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้นั้นจะต้องอาศัยทีมผู้ผลิตที่มีความรู้ ความเข้าใจ และเห็น ความสำคัญในบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน เริ่มตั้งแต่การเขียนบทโทรทัศน์การเลือกเสียงผู้บรรยาย เสยี งดนตรี และเสียงประกอบ เพอ่ื น าเสียงตา่ งๆ บันทึกลงประกอบกับเน้ือหาของภาพ ศัพทเ์ ทคนิคด้านเสยี งในงานผลิตรายการโทรทศั น์ ในการทำงานเกี่ยวกับเสียง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการถ่ายทำหรือตัดต่อมีคำศัพท์ที่ใช้สื่อสาร ร่วมกันอยูห่ ลายคำเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของการนำเสียงเข้าหรือออกจากรายการโดยผู้ ควบคุมการถ่ายทำรายการจะสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ควบคุมเสียงในขณะถ่ายทำหรือสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ ผสมเสียงในข้นั ตอนการตดั ต่อเพือ่ ให้เจ้าหน้าที่ดา้ นเสียงเหลา่ นน้ั สามารถปรับปมุ่ บนแผงควบคมุ เสียงหรือ คอมพิวเตอร์ตดั ตอ่ เสยี งในลักษณะตา่ งๆ ตามทีต่ อ้ งการไดอ้ ย่างถูกต้อง คำศัพท์ดา้ นเสยี ง สามารถอธิบาย ได้ ดังนี้ 120

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 1. จางเสียงเข้า (Fade in) หมายถงึ การค่อยๆ เพิ่มระดบั ความดงั ของเสียงจากเร่มิ แรกท่ีอยู่ใน ความเงียบ นยิ มใช้ในช่วงเปิดเรอ่ื งและก่อนเรมิ่ ฉากใหม่ 2. จางเสยี งออก (Fade out) หมายถงึ การค่อยๆ ลดระดับเสยี งความดังของเสยี งจนกลายเป็น ความเงียบ นิยมใชใ้ นช่วงจบเรอื่ งและจบฉากหน่ึงๆ 3. เพิ่มเสียง (Fade up) หมายถึง การเพิ่มความดังของเสียงให้ดังขึ้นกว่าเดิมนิยมใช้ขณะท่ี ต้องการใหเ้ รง่ เสยี งทีเ่ บาให้ดงั ขึ้นมาชัดเจนขึ้น 4. ลดเสียง (Fade down) หมายถึง การลดความดังของเสยี งให้เบาลงจากเดิมนิยมใช้ ขณะท่ี เสยี งน้นั ดงั เกินไปจนรบกวนเสียงอน่ื ๆ จงึ จำเป็นต้องลดเสียงน้ันเอง 5. คลอเสียง (Fade under) หมายถึง การเปิดเสียงคลอเบาๆ ไปเรื่อย ๆ นิยมใช้ในการสร้าง อารมณ์คลอไปตามสถานการณ์หรือเหตกุ ารณข์ องเร่อื งในฉากนัน้ ๆ 6. จางซ้อนเสียง (Cross fade) หมายถึง การนำเสียงสองเสียงมาซ้อนทับกันในช่วงหนึ่ง โดย เสียงแรกทเ่ี ปิดอยกู่ ่อนค่อยๆ จางหายไปขณะที่เสียงใหม่ได้ซ้อนทับเข้ามาและเข้าแทนทีเ่ สียงแรกในท่ีสุด นยิ มใช้ในการเปล่ยี นจงั หวะอารมณข์ องเร่ืองและช่วงรอยเปลีย่ นจากฉากหนงึ่ ไปยังอกี ฉากหนึง่ 7. ตัด (Cut) หมายถึง การตัดเสียงตรงๆ เข้ามา หรือตัดตรงๆ ออกไป นิยมใช้ทั่ว ๆ ไปในการ สมั ภาษณ์ การสนทนาและการพูดคยุ ตา่ งๆ เปน็ ตน้ 8. เสียงก้อง (Echo or reverb) หมายถึง เสียงที่เกิดจากทำเทคนิคพิเศษจากเสียงปกติให้ กลายเปน็ เสยี งก้องโดยเคร่ืองมือหรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับการดัดแปลงเสียงให้เปล่ียนไปจากเดิม ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวสามารถปรับแต่งเสียงได้หลากหลายแบบตั้งแต่เสียงก้อง เสียงบีบแหลม เสียงทุ้ม เสียงต่ำ และอ่นื ๆ นิยมใชใ้ นรายการละครแนวแฟนตาซี การ์ตนู รายการเดก็ ละครผี เป็นตน้ สรปุ การผลิตรายการโทรทัศน์เป็นการใช้ภาพและเสียงในการสื่อสารกับผู้ชมเพื่อให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึก และส่ือความหมายในด้านอืน่ ๆ ตามวัตถุประสงค์ของรายการ ภาพและเสียง มีผลต่อการรับรู้ ของผู้ชม ท้งั ทางดา้ นการใหข้ อ้ มูล ข่าวสาร ความรู้ และสรา้ งความรสู้ กึ และอารมณท์ ผ่ี ูช้ มมตี อ่ เรือ่ งที่กำลัง รับชม ภาพทางโทรทัศน์เกิดขึ้นจากการใช้กล้องโทรทัศน์บนั ทกึ ภาพโดยการเคลื่อนที่ของกล้องและการ ปรับเลนส์เกิดเป็นขนาดภาพที่แตกต่างกันและมุมกล้องหลายระดับสร้างความน่าสนใจ และดึงดูดใจ ให้กับผู้ชมและเสียงทางโทรทัศน์ก็เป็นส่วนท่ีทำให้รายการโทรทัศน์มีความสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสยี งพูด หรือเสยี งดนตรี เสยี งพิเศษต่างๆ ผผู้ ลติ ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมและมีความสัมพนั ธ์กับภาพทนี่ ำเสนอโดย ผู้กำกับภาพต้องตคี วามหมายของเรื่องราวท่ีจะนำเสนอโดยศึกษาจากบทโทรทัศน์ว่าผู้ผลิตตอ้ งการท่จี ะ สือ่ สารถงึ ประเด็นใดแลว้ นำประเด็นเหล่าน้ันมาคดิ สรา้ งสรรคว์ ่าควรจะใช้ภาพและเสยี งมาสื่อความหมาย อย่างไรใหร้ ายการมคี วามนา่ สนใจ ชวนตดิ ตามและเกิดประโยชนแ์ กผ่ ชู้ ม 121

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง แบบฝึกหดั บทที่ 6 คำช้แี จง ขอใหน้ ักศกึ ษาตอบคำถามต่อไปนม้ี าให้เข้าใจ 1. เหตใุ ดรายการโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการละคร จงึ ต้องมีการเริ่มต้นด้วยภาพขนาด ELS 2. จงอธบิ ายความแตกต่างของการเคลือ่ นกลอ้ งโทรทัศน์ระหวา่ ง Zoom In กับ Dolly In 3. จงอธิบายคำศัพท์ขนาดภาพต่อไปนี้ 3.1 LS 3.2 MS 3.3 CU 3.4 ECU 3.5 Group Shot 4. จงอธิบายการสื่อความหมายของภาพจากการ Pan 5. ให้นักศกึ ษายกตัวอย่างภาพจากรายการโทรทัศน์ท่ีไดพ้ บเห็นในลักษณะการเคลอื่ นกล้องแบบ Crane 6. การเคล่อื นกลอ้ งในลกั ษณะ Pedestal Up แตกต่างจากการ Tilt Up อย่างไร 7. Bird’s eye view เป็นมุมกล้องในลักษณะใด 8. จงอธิบายศพั ท์เทคนิคด้านเสียง ดงั ตอ่ ไปน้ี 9.1 Fade In 9.2 Fade Up 9.3 Cross Fade 9.4 Fade Under 9.5 Announcer 122

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง เอกสารอา้ งอิง ณัฐฐ์วฒั น์ สุทธโิ ยธิน. (2550). การส่ือความหมายดว้ ยภาพและเสยี ง. ในเอกสารการสอนชุดวชิ า การผลติ รายการโทรทัศน์เบ้อื งตน้ หน่วยที่ 8-15, นนทบุรี :มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช สมสุข หนิ วมิ าน, ศริ มิ ิตร ประพันธ์ธรุ กจิ , ภัทธรี า สารากรบริรกั ษ์, อารดา ครจุ ติ , กรรณิกา รุง่ เจริ ญ พงษ์และ กลุ นารี เสือโรจน.์ (2554). ความรู้เบอื้ งต้นทางวิทยุโทรทัศน์. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์ สมเจตน์ เมฆพายพั . (2547). การผลิตรายการโทรทัศนเ์ บือ้ งตน้ . กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ ร.ส.พ. สหศักด์ิ กล่ินสุวรรณ. (2548). การผลติ รายการโทรทศั นส์ มัยใหม่สไตลอ์ เมรกิ ัน. กรุงเทพฯ : อ.ี ที พบั ลิชชงิ่ จ ากดั สธุ ี พลพงษ์.(2545). การลำดับภาพอย่างสรา้ งสรรค์สำหรบั งานผลติ วดี ทิ ศั น์. กรุงเทพ : บจก. 21 เซ็นจรู ่ี สุธี พลพงษ์. (2552). แสงและเสยี งทางโทรทศั น.์ ในเอกสารการสอนชุดวิชา การผลิตรายการ โทรทัศนเ์ บื้องตน้ หน่วยที่ 1-7, นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช http://www.m-culture.go.th/detail_page.php?sub_id=4016 สบื ค้นเมอ่ื วนั ท่ี 27 มนี าคม 2556 http://intelligentcameras.blogspot.com/2011_01_01_archive.html สืบค้นเมอ่ื วันท่ี 27 มนี าคม 2556 http://www.siamfishing.com/board/view.php?tid=62405&begin=25 สบื ค้นวนั ที่ 29 มนี าคม 2556 http://www.oknation.net/blog/print.php?id=621444 สบื คน้ วนั ที่ 29 มีนาคม 2556 http://broadcastjournalism3071.blogspot.com/2012/11/camera-shots.html สบื ค้นวันท่ี 29 มีนาคม 2556 123

แผนบรหิ ารการสอนประจำบทท่ี 7 ฉาก สี และแสง ในการผลติ รายการวทิ ยโุ ทรทัศน์ เวลาทใ่ี ชใ้ นการเรียนการสอน 4 ชวั่ โมง หวั ขอ้ เนอ้ื หาประจำบท 1. ประเภทของฉากวิทยุโทรทศั น์ 2. องคป์ ระกอบในการออกแบบฉากวทิ ยโุ ทรทัศน์ 3. วัสดุอปุ กรณ์ประกอบฉากวทิ ยโุ ทรทัศน์ 4. ขน้ั ตอนและเทคนิคการสร้างฉากในรายการวิทยโุ ทรทัศน์ 5. ความรูเ้ รอ่ื งสีในงานวิทยโุ ทรทัศน์ 6. ความรูเ้ รอ่ื งแสงในงานวิทยุโทรทัศน์ 7. สรุป มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง วตั ถุประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม เม่ือศกึ ษาบทเรียนนแ้ี ล้วนักศกึ ษาสามารถ 1. อธบิ ายถงึ ฉากวิทยโุ ทรทศั นป์ ระเภทต่างๆ ได้ 2. บง่ บอกและอธบิ ายถงึ องคป์ ระกอบในการออกแบบฉากวิทยุโทรทศั นไ์ ด้ 3. อธบิ ายถงึ วสั ดุอปุ กรณท์ ่ใี ช้ในการประกอบฉากวิทยโุ ทรทศั นไ์ ด้ 4. อธบิ ายถงึ ข้ันตอน เทคนคิ การสรา้ งฉากในรายการวิทยุโทรทัศนไ์ ด้ 5. อธบิ ายเก่ียวกบั สีในงานวิทยโุ ทรทัศน์ได้ 6. อธบิ ายเก่ยี วกับแสงในงานวิทยุโทรทัศนไ์ ด้ วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจำบท ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการบรรยาย 2 ช่ัวโมง ระยะเวลาทใี่ นการปฏิบัตหิ รอื จดั กจิ กรรมการเรียนรู้ 2 ชว่ั โมง 1. ผู้สอนบรรยายและอภิปรายเนอ้ื หาประจำบท 2. แบง่ กลุ่มให้นกั ศกึ ษาวิเคราะห์ อภปิ ราย เกยี่ วกบั ประเภท องค์ประกอบของฉากจากรายการ วิทยโุ ทรทศั น์ แลว้ สรุปทำความเข้าใจในชน้ั เรียน 3. ให้นักศึกษาออกแบบฉากรายการวิทยุโทรทัศน์แล้วอธิบายขั้นตอนในการสร้างฉากวิทยุ โทรทัศน์ 4. มอบหมายให้นกั ศกึ ษาทำแบบฝึกหดั คำถามทา้ ยบท 124

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทท่ี 7 2. Power Point ประกอบคำบรรยาย 3. คอมพวิ เตอร์ เครอ่ื งฉาย LCD Projector 4. ระบบอินเทอร์เน็ต 5. หนังสอื อา้ งอิงคน้ คว้าเพมิ่ เติมจากห้องสมุด 6. ตวั อยา่ งฉากในรูปแบบต่างๆ 7. หนังสืออ้างองิ คน้ คว้าเพิม่ เติมจากห้องสมุด การวัดผลและประเมนิ ผล 1. ซักถามความรู้ ความเขา้ ใจ 2. สงั เกตจากการคน้ คว้า และการสรุป 3. สังเกตจากการอภิปราย การวิเคราะห์ ซักถามของนักศึกษา 4. สงั เกตจากการมีส่วนรว่ มในกจิ กรรมกลุ่ม 5. ประเมินผลจากการตอบคำถามท้ายบท 125

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง บทท่ี 7 ฉาก สี และแสง ในการผลติ รายการวทิ ยโุ ทรทัศน์ องคป์ ระกอบหน่งึ ทที่ ำใหภ้ าพท่ีปรากฏทางจอโทรทัศน์มีความสมบรู ณ์ ดงึ ดดู ใจและน่าสนใจ คือ ฉากและการจัดแสงในฉากโทรทัศน์ซึ่งผู้กำกับศิลป์ (Art director) และทีมงานผลิตฉากจะเป็นผู้ที่มี บทบาทสำคญั ในการออกแบบ ตกแตง่ และจดั วางองค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ภายในฉากโทรทัศนโ์ ดยการใช้ ความคดิ สรา้ งสรรค์ ตคี วามจากแนวคิดของรายการและบทโทรทัศน์ทีไ่ ดร้ ับ การสร้างฉากมีวัตถุประสงค์ คือ การสื่อความหมายให้ผู้รับชมไดร้ บั รู้ถึงเหตุการณ์ในภาพว่าเกิดข้ึน ณ สถานที่ใด เวลาใด เป็นการบ่ง บอกถึงบรรยากาศของรายการซ่ึงฉากที่สวยงามนั้นต้องอาศัยเทคนิคเรื่องการให้แสง จัดแสง สี ในฉาก เพื่อให้องค์ประกอบภาพที่เป็นศิลปะและมีความสมบรู ณ์ยิ่งขึน้ เป็นการสร้างอารมณ์ในรายการ สร้างจดุ สนใจและสร้างความประทบั ใจให้ผทู้ ไ่ี ดร้ บั ชมรายการโทรทัศนอ์ ีกดว้ ย ประเภทของฉากวิทยโุ ทรทัศน์ ประเภทของฉากสำหรับงานศิลปกรรมโทรทัศน์โดยภาพรวมแล้วก็คือ การนำเอาวัสดุอุปกรณ์ ตา่ งๆ หรอื ทเี่ ราเรยี กกันวา่ วสั ดฉุ าก หรอื อปุ กรณป์ ระกอบฉากโดยผู้ทำหน้าที่ท่ีเกยี่ วข้องต้องทำหน้าท่ีใน การออกแบบและจดั ทำข้นึ มาตามท่แี ต่ละรายการได้ออกแบบไว้รว่ มกนั แลว้ ซึง่ ฉากทอี่ อกแบบงา่ ยท่ีสุดจะ เรยี กวา่ Cameo โดยใชฉ้ ากหลงั เป็นพ้นื สดี ำและ Limbo ท่ีใช้ฉากหลังเปน็ สพี ื้นทีเ่ ป็นสสี ว่าง ไม่มีลวดลาย ฉากประเภทนี้เป็นฉากท่ีไม่ไดม้ ีจดุ มุ่งหมายท่ีจะชักจงู ให้ผู้ชมมองไปที่ฉากแต่จะให้ผู้ชมสนใจในสิ่งท่ีกำลัง นำเสนอ ฉากที่ใช้ในการผลิตรายการวิทยุโทรทัศนโ์ ดยทวั่ ไปแล้วการแบ่งประเภทฉากต่างๆ นน้ั มกั จะเป็น การแบง่ ออกเป็นประเภทหลกั ดังตอ่ ไปน้ี (ยุวนติ ย์ อาตมารงั สรรค์ และคณะ, 2550) 1. ประเภทของฉากทแ่ี บ่งตามทต่ี ้งั โดยเฉพาะท่เี กยี่ วขอ้ งกบั ฉากสตดู โิ อประเภทของฉากท่ี แบ่ง ตามทต่ี ั้งโดยเฉพาะทีเ่ กยี่ วข้องกบั ฉากสตดู ิโอมักจะแบ่งออกเปน็ 2 ประเภทหลกั ๆ คอื 1.1 ฉาก Indoor studio คือฉากที่ตั้งหรือสร้างอยู่ในห้องส่งหรือ studio มีอุปกรณ์ แสงแขวนอยู่พร้อมเพรยี ง ปอ้ งกนั เสยี งรบกวนจากภายนอกได้ดี จัดแสงได้สะดวก ตดิ ตัง้ ฉากสะดวก แต่มี ขอ้ จำกดั ด้านพ้ืนท่ีใชส้ อย 1.2 ฉาก Outdoor studio คือฉากท่ตี งั้ หรอื สรา้ งอยนู่ อกห้องวา่ ง ภายนอกอาคาร อยู่ กลางแจ้งสำหรับใช้เป็นฉากภายนอกอาคารที่มีเนือ้ ที่มากต้องการเน้นความกว้างใหญ่สมจรงิ ไม่ สามารถ ใชพ้ ้นื ทใ่ี น studio ที่มจี ำกดั ได้แต่กม็ ีข้อจำกดั ดา้ นควบคมุ เสียง แสง หรืออาจมอี ุปสรรคดา้ นฝนฟ้าได้ 2. ประเภทของฉากทแี่ บง่ ตามประเภทของรายการ เช่น 2.1 ฉากละคร เป็นฉากใช้สำหรับการแสดงละครซึ่งต้องแสดงถึงสถานที่ของละครใน เวลาหนึ่ง เช่น กลางวัน กลางคืน ยุคสมัย สภาพแวดล้อม สถานการณ์ พื้นฐานขนบธรรมเนียม เป็นต้น 126

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงแสดงให้ทราบได้ว่าเน้นด้านนอกด้านในของสถานที่ซึ่งเป็นไปตามบทละครหรือบางครั้งอาจเป็น จินตนาการหรือความฝัน 2.2 ฉากข่าว เป็นฉากใช้ให้ผปู้ ระกาศข่าวหรือผวู้ ิเคราะห์ข่าวใช้ดำเนินรายการข่าว ซ่ึง มักจะออกแบบใหม้ ีความน่าเชื่อถือเป็นงานเป็นการส่งเสรมิ ใหผ้ ูด้ ำเนินรายการดดู ีมีสีสัน นอกจากนั้นยัง ต้องสร้างเอกลกั ษณเ์ ฉพาะของสถานทดี่ ้วย 2.3 ฉากประเภท talk show เป็นฉากที่ใช้สำหรับรายการที่มีผู้ดำเนินรายการพูดคุย กับผู้ร่วมรายการที่ดูน่าสนใจสำหรับผู้ชมซึ่งบางครั้งการพูดคุยอาจมีแตกแขนงไปให้ผู้ร่วมรายการมีการ แสดงออกท่าทางเพ่ือเพิ่มความหลากหลาย ฉากประเภทนก้ี จ็ ะเน้นความสำคญั ของบริเวณท่ีพูดคยุ กันและ บรเิ วณท่มี กี ารแสดงประกอบใหม้ ีการผสมผสาน กลมกลนื แต่ดูน่าสนใจ 2.4 ฉากประเภทเกมโชว์หรือการแข่งขันตอบปญั หา เป็นฉากทใี่ ช้สำหรบั รายการซึ่งมี การแขง่ ขนั แสดงความสามารถเพือ่ เอาชนะในเกมที่ผู้จดั รายการตั้งไวม้ กั มีส่วนผู้ชมเข้ารว่ มเพ่ือให้ดูคึกคัก และมีเสียงเชียร์จึงต้องมีพื้นที่หรืออัฒจรรย์สำหรับเป็นฉากอยู่ในรายการด้วย การออกแบบฉาก จึงต้อง คำนงึ ถงึ พ้นื ท่อี ย่างมาก ฉากแต่ละสว่ นจะวางอยา่ งไรให้เหมาะสมกับมุมกลอ้ งพืน้ ที่สำหรับกล้องโทรทัศน์ กบั พ้ืนทใ่ี ช้สอยตอ้ งสัมพันธก์ นั อย่างลงตัว 2.5 ฉากประเภทการแสดงดนตรี เป็นฉากสำหรับรายการที่มีดนตรีเข้ามาซึ่งอาจมี ตั้งแต่การแสดงเพียงชิ้นเดียว เช่น เดี่ยวเปียโน ไปจนถึงคน 3 คน เป็นวงดนตรีขนาดน้อยชิ้นหรือวง ซิมโฟนีออเคสตร้าซึ่งการสร้างฉากประเภทน้ีต้องคำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยเป็นอันดับแรกเรื่องความสวยงาม การตกแตง่ จงึ ตามมา ต้องมีความรู้พืน้ ฐานวา่ จะจัดวางเครือ่ งดนตรีแต่ละอยา่ งหรือกลุ่มลง อย่างไรบนเวที และฉากจะตอ้ งสมั พันธก์ ันเพือ่ ให้ท้งั เสียงและภาพการจัดวางเปน็ ไปอยา่ งลงตัว 2.6 ฉากประเภทอื่นๆ ได้แก่ ฉากซึ่งนอกเหนือจากที่กล่าวมาแต่มีจุดประสงค์เฉพาะ ของแต่ละรายการซึ่งแล้วแต่ผูจ้ ัดจะคิดหรอื มคี วามประสงค์เฉพาะ เชน่ วาไรต้ี โชวต์ ่างๆ เปน็ ตน้ 3 ประเภทของฉากที่แบง่ ตามลักษณะการสรา้ งสรรคฉ์ าก 3.1 ฉากเสมือนจริง (Visual set) เป็นฉากอีกประเภทหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยม และใช้ กันอย่างแพร่หลายมากในปจั จบุ ันเพราะเปน็ ฉากทีท่ ำข้ึนมาเสมือนจริงจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี คอมพิวเตอรใ์ นรปู แบบตา่ งๆ ที่ใหท้ ้ังความรวดเรว็ ความทนั สมยั และความประหยัด Chroma key เป็นฉากซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์บนเครื่อง computer graphic โดย วิธี Chroma key ผา่ น blue box ภาพทีไ่ ดอ้ อกมาจะเปน็ ฉากซ่งึ มมี ิติสมจริงซอ้ นกบั ภาพผู้แสดง ซ่ึงผ่าน กลอ้ งโทรทศั นแ์ ละเมือ่ มกี ารเคล่ือนกล้องหรอื ซมู เข้าออก ภาพฉากท่อี อกมาจะเปลยี่ นไปตาม การเคล่ือน ของกลอ้ งอยา่ งสมจริงซ่ึงอปุ กรณ์ชนิดนีม้ ีราคาแพงแตม่ ขี ้อดีคือไม่ต้องสร้างฉากจริง ประหยัดค่าวัสดุฉาก การสรา้ งรื้อถอนและทส่ี ำคัญทสี่ ุดคอื ไมเ่ ปลอื งพ้นื ท่ีต้งั ฉากสามารถใช้พืน้ ทเ่ี ดียวกัน ซอ้ นภาพฉากไดน้ ับไม่ ถ้วนโดยไม่ต้องรอรื้อถอนและสร้างประกอบฉากซึ่งทำให้ studio เดียวเล็กๆ สามารถผลิตรายการได้ มากมาย 127

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 3.2 ฉากธรรมชาติ (natural set) คือฉากที่ใช้สถานที่ประกอบการถ่ายทำรายการ โทรทัศนต์ ามสถานท่ีทเี่ ป็นจรงิ หรอื ตามสถานที่ทีเ่ กิดขน้ึ จริง เชน่ ฉากธรรมชาตทิ เี่ ปน็ น้ำตก ทะเล เป็นต้น ฉากที่เป็นสนามการแข่งขันจริงของกีฬาประเภทต่างๆ หรือฉากที่เป็นสถานที่เกิดเหตุการณน์ ้ันขึน้ จรงิ ๆ ทัง้ นก้ี เ็ พือ่ ท่จี ะใหร้ ายการโทรทศั น์รายการน้ันๆ ดูสมจริง ดทู ันเหตกุ ารณ์มากท่สี ดุ 3.3 ฉากที่ประกอบสร้างขึ้นจริง (built set) คือฉากที่ประกอบสร้างขึ้นมาเพ่ือ เพมิ่ เตมิ หรอื เพอ่ื สรา้ งความสมบรู ณ์ให้กับรายการโทรทัศน์รายการนัน้ ๆ โดยเฉพาะเชน่ ฉากที่สรา้ งขึ้นมา เพ่ือประกอบรายการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ฉากที่สร้างขึ้นมาเพื่อประกอบรายการเด็กหรือฉากท่ี สร้างขน้ึ มาเพือ่ ประกอบรายการสำหรบั ผูห้ ญิงโดยเฉพาะ เปน็ ต้น องค์ประกอบในการออกแบบฉากวิทยโุ ทรทัศน์ การที่จะสรา้ งฉากข้นึ มาเพื่อประกอบรายการโทรทศั น์ประเภทใดก็ตาม หลักการที่มีความสำคัญ ในอันดบั แรกสุดคือ การออกแบบฉากเพราะฉากที่ดตี ้องเริ่มจากการออกแบบให้ได้ผลตามความต้องการ และวตั ถปุ ระสงค์ ซ่งึ การออกแบบนนั้ ๆ จะดหี รอื จะสามารถส่งผลตามท่ตี ้องการหรือไม่ เพียงใดน้ันก็จะ ขึน้ อยกู่ ับการออกแบบองค์ประกอบที่เก่ยี วข้องเชน่ รูปแบบของฉาก โดยเฉพาะการจดั องค์ประกอบฉาก สี แสง เงา วัสดุประกอบฉากตา่ งๆ ทใ่ี ช้ในการออกแบบฉากนนั้ โดยท่ัวไปแลว้ การออกแบบฉากมักจะตอ้ ง เกิดจากการผสมผสานองคป์ ระกอบ ดังต่อไปนเี้ ขา้ ด้วยกนั 1. รูปแบบ (style) โดยภาพรวมแล้วรูปแบบการออกแบบฉากจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลกั คือ ฉากที่ง่ายที่สุด เป็นการจัดฉากหรือเป็นการออกแบบฉากที่มีฉากหลังเป็นพื้นสีธรรมดา โดยที่ ผู้ออกแบบฉากจะตอ้ งมีทกั ษะในการจัดไฟ หรือการจัดแสงเงาต่างๆ เพื่อที่จะให้สามารถที่จะสรา้ งมิตทิ ี่ สามารถเติมเตม็ ฉากให้มากยิ่งขึ้นโดยต้องระวงั ที่จะไมท่ ำให้เกดิ แสงเงาท่ไี มต่ ้องการบนฉากพ้ืนสีนัน้ และใน บางครัง้ กใ็ ช้การทดแทนด้วยม่านประเภทต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกลา่ ว อกี ท้งั เป็นการป้องกัน แสงสะท้อนได้ด้วย ทั้งนี้อาจมีเพียงการใช้ภาพประกอบหรือสัญลักษณ์ต่างๆ (logo) ประกอบเพียง เล็กน้อยเพือ่ สื่อสารให้ผูช้ มทราบว่ารายการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับใคร กับองค์กรใด และน่าจะเป็นเร่อื งที่ เก่ยี วขอ้ งกับอะไร 2. รูปแบบเหมือนจริง (realistic) รูปการออกออกฉากในรูปแบบนี้จะเป็นการออกแบบฉาก หรอื มีการศกึ ษาประเด็นต่างๆ ทเ่ี กีย่ วข้องก่อนเช่น ถ้าเปน็ รายการเกีย่ วกบั ประวตั ิศาสตรส์ งครามโลกครั้ง ที่ 2 ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบฉากประกอบรายการจำเป็นต้องเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องราว และรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในสมัยนั้น จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์ตีความเพื่อการออกแบบฉาก รวมท้ังวสั ดุประกอบฉาก รวมทง้ั ผ้คู นทอ่ี ยูใ่ นฉากที่ต้องมีการออกแบบทงั้ ในเรือ่ งของการแตง่ กาย ทรงผม หนา้ ตา ท่าทางของผูค้ น ของใช้ตา่ งๆ ทีเ่ กี่ยวขอ้ งเพ่อื ใหเ้ กิดความสมจรงิ มากทสี่ ุด เปน็ ต้น 3. รูปแบบนามธรรม (Abstract) รปู การออกแบบฉากในรูปแบบน้โี ดยทว่ั ไปแลว้ มักจะแบ่ง ออกเปน็ 2 รปู แบบคือ 3.1 รปู แบบการจัดฉากท่ีไม่เหมอื นจริงหรืออาจเรยี กวา่ เป็นการจัดฉากทเ่ี ป็นแนวของ 128

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงการใชก้ ารสรา้ งสรรค์ การจินตนาการ การสรา้ งภาพอุดมคตทิ ่ีอาจจะไม่เนน้ ความเป็นจริงโดยอาจเปน็ การ พยายามทจ่ี ะสอ่ื สารทางออ้ มกับผู้ชมหรอื ท้าทายผู้ชมให้เกดิ จนิ ตนาการท่ีสอดคล้อง หรือแตกต่างกนั ไป 3.2 รูปแบบการจัด ฉากแบบเปิด (open set) ที่อาจมีการจัดแต่งออกแบบวัตถุ สิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่เป็นตัวแทนเพื่อให้สามารถที่จะสื่อความหมายกับผู้ชมให้ได้ว่าฉากท่ี นำเสนอในรายการน้ันตอ้ งการท่ีจะบอกอะไรกบั ผู้ชม เชน่ ฉากกองฟาง กระทอ่ มน้อยปลายนา คอกสัตว์ เลี้ยง เป็นต้น วัตถุประกอบฉากดังกล่าวสามารถที่จะบอกกับผู้ชมทางบ้านได้ว่าเหตกุ ารณ์ท่ีจะเกดิ ข้นึ ใน รายการโทรทัศน์นัน้ จะตอ้ งเก่ยี วขอ้ งกับเรอ่ื งบา้ นไร่ปลายนาหรือเรื่องราวทางการเกษตร ท้งั นี้จึงอาจสรุปไดว้ า่ รูปแบบในการจัดฉากรายการโทรทศั นน์ ้ันมักจะเปน็ รปู แบบใดรูปแบบหน่ึง ดังที่ได้กล่าวแล้วในข้างต้นแต่ในหลายๆ รายการดังที่เราอาจจะสังเกตเห็นในปัจจุบันว่ารูปแบบการจัด ฉากในแต่ละรายการอาจจะใช้รูปแบบท่ีเป็นการบรู ณาการ เช่น เปน็ การบูรณาการระหว่างรูปแบบการจัด ฉากแบบนามธรรมกับรูปแบบการจดั ฉากที่เหมอื นจรงิ เป็นตน้ ท้งั น้ที ้ังน้นั กจ็ ะขึ้นอยู่กบั ความต้องการของ เจ้าของรายการ ผอู้ ปุ ถมั ภร์ ายการ วัตถปุ ระสงคข์ องรายการและที่สำคญั คือ งบประมาณและระยะเวลาท่ี ใชเ้ พ่อื การจดั ฉากนั้น วัสดุ อปุ กรณ์ประกอบฉากวิทยุโทรทศั น์ ในปจั จบุ ันวสั ดแุ ละอปุ กรณ์ที่สามารถนำมาผลติ เปน็ ฉากวทิ ยโุ ทรทัศนน์ ั้นมีเปน็ จำนวนมากกว่าใน ยุคแรกๆ ซึ่งผู้ผลติ สามารถเลือกนำมาใช้ตามความเหมาะสมของรายการและงบประมาณผลิตวัสดุฉากที่ เป็นวสั ดสุ ำคัญและใช้มากเพอ่ื ประกอบการออกแบบฉากและงานศลิ ปกรรมโทรทัศนท์ วั่ ไป ได้แก่ 1. แฟลต (Flat) ได้แก่ อุปกรณ์ฉากที่มีลักษณะที่เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมแบนๆ ที่สามารถนำมา ประกอบเขา้ กันเปน็ ฝาผนังหรือเป็นหอ้ งได้ ซง่ึ อาจเป็นกระดาษ ผา้ ใบ กระเบ้อื ง เปน็ ตน้ โดยอาจจะมีการ นำไปตกแตง่ ทาสีเพ่ิมเติม โดยขนาดของแฟลตก็จะข้ึนอยกู่ ับมมุ กล้องที่จะใช้ว่าจะเปน็ มมุ กล้องที่เป็นการ ถ่ายระยะใกล้ (close-up) หรือระยะไกล (long-shot) เป็นตน้ ทั้งนี้การนำแฟลตไปใช้จำเป็นตอ้ งมีการตกแต่งระบายสีตามความต้องการของแต่ละรายการ ซ่ึง มกั จะมีหลกั การใหญๆ่ ในการพิจารณาเกี่ยวกบั การใช้สแี ฟลตเพ่อื นำไปประกอบฉากตา่ งๆ ดงั ต่อไปน้ีคือ 1.1 ไม่ควรใหฉ้ ากมีสีเป็นพน้ื สีเดยี วเรยี บตลอดทั้งฉาก เช่น ฝาผนงั ทโี่ ล่งมีสีเดียวท้ังผนัง ผู้ดูแลการออกแบบฉากจำเป็นต้องใช้การจัดแสงเงาเพื่อช่วยสร้างมิติและสื่อความหมายให้ดียิ่งขึ้นและ รวมทัง้ การจัดหาวัสดปุ ระกอบฉากต่างๆ เข้ามาใชเ้ พอ่ื เพ่มิ รายละเอยี ดดว้ ย เปน็ ต้น 1.2 การใช้สีเพอ่ื แผน่ แฟลตเพ่ือสร้างจุดเน้นหรือเพือ่ สร้างความแตกต่างควรจะไปเน้นท่ี วัสดุประกอบฉากอื่นๆ หรือที่การแต่งกายของผู้แสดงมากกว่าเพราะการที่แผ่นแฟลตมีสีที่ฉูดฉาดก็จะ สามารถทำใหด้ ึงความสนใจจากตวั แสดงไปท่ีแผน่ แฟลตมากกว่า 2. กระดาษปิดผนัง (wall paper) นับว่าเป็นอีกหนึ่งวัสดุที่นิยมมากโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในการ นำไปแต่งแผ่นแฟลต (flat) เพราะสามารถที่จะทำได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายเพราะตัวกระดาษปิด ผนังประเภทน้ีจะมีลวดลายสีสันต่างๆ รวมทั้งลักษณะพื้นผิวทีส่ วยงามและมีความหลากหลายประกอบ 129

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงกับราคาที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับการที่จะต้องทาสีใหม่ในทุกครั้ง นอกจากนั้นก็จะเป็นพวกกระเบื้องยาง พรม ตลอดจนวัสดตุ า่ งๆ ท่ีเหมาะสมกบั ธรรมชาตแิ ละรูปแบบของรายการน้ัน 3. ไซโคลรามา (cyclorama) เป็นวัสดุฉากที่มีลักษณะเป็นผ้าหรือวัสดุอื่นที่ไม่มีรอยต่อขึงตึง จากเพดานจนถงึ พื้นของสตูดโิ อ โดยจะติดขนานไปกับผนงั ของสตูดโิ อท้งั 3 ดา้ นจนมลี กั ษณะคลา้ ยตัว U ไซโคลรามา โดยท่ัวไปจะมีสเี ทาหรือสขี าวและมักจะมสี ีสว่างท่ีใกล้เคียงกับพ้ืนสตูดโิ อ ด้านลา่ งของไซโคล รามาที่ติดกับพื้นสตูดิโอนั้นจะมีแผงดวงไฟที่เรียกว่า ground row หรือ ground cove ติดไว้เพื่อให้ไซ โคลรามาน้ันดกู ลนื ไปกบั พน้ื สตดู โิ อและใช้เป็นทีบ่ ังไฟท่ีจะใช้สอ่ งไซโคลรามาอกี ด้วย 4. วัสดุฉากสำเร็จรูป (set pieces) เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ผู้ออกแบบฉากที่มี ประสบการณ์จะตอ้ งเตรยี มไวเ้ พือ่ ความสะดวกรวดเร็วโดยมากแลว้ ไมว่ ่าจะเปน็ การจดั ฉากรูปแบบใด หรือธรรมชาติรายการแบบใด รูปแบบและรายการดังกล่าวมักจะมีวัสดุประกอบฉากที่เป็นพื้นฐานที่ สามารถใช้ร่วมกนั ได้ เชน่ แผน่ แฟลต พรม กรอบรูป เฟอรน์ เิ จอร์พน้ื ฐานตา่ งๆ ท่ีอาจเปน็ ทง้ั แบบยก แบบ แขวน แบบประกอบเขา้ ด้วยกนั แบบยกทัง้ ชุด แบบแยกสว่ นได้ เป็นต้น วัสดุประกอบฉาก (Properties) หรือที่มักเรียกกันสั้นๆว่า พร็อบส์ (props) หมายถึง วสั ดทุ ุกชนิดท่นี ำมาใช้ในการประกอบฉาก ซงึ่ ทำใหฉ้ ากมคี วามสมบูรณ์มากทีส่ ุด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื 1) เซทพรอบส์ (Set props) ได้แก่ วัสดุอะไรก็ได้ที่นำมาใช้เพื่อการตกแต่งประกอบ ฉาก เพื่อให้ฉากมีความสมบรู ณ์มากที่สดุ ไม่ว่าจะเป็นส่ิงของทีช่ ่วยเพิ่มรายละเอียด ช่วยเพิ่มบรรยากาศ โดยสิ่งเหล่านี้อาจเป็นการนำวัสดุดังกล่าวนั้นมาใช้จริง หรือเป็นสิ่งที่ทำเลียนแบบขึ้นมา เช่น ตู้เย็น โทรทัศน์ คอมพวิ เตอร์ โทรศพั ท์ เปน็ ตน้ 2) แฮนด์พรอบส์ (Hand props) คือวัสดุที่ผู้แสดงใช้ในการแสดงนั้นๆ เช่น เสื้อผ้า อาหาร เครื่องด่ืม หนงั สือพมิ พ์ หมวก เปน็ ต้น ขน้ั ตอนและเทคนิคการสร้างฉากในรายการโทรทศั น์ ผทู้ ่ที ำหนา้ ที่ดูแลรบั ผดิ ชอบในการสรา้ งฉากคอื ผูก้ ำกับศิลป์และทมี งานกำกับศลิ ปซ์ ง่ึ ส่วนใหญ่จะ เป็นผู้ที่มีความรู้ความช านาญในการออกแบบ ตกแต่ง และสร้างฉาก นอกจากจะต้องมีความคิด สร้างสรรค์ในเชงิ ศิลปะแล้วยังต้องมีความรู้ในขั้นตอนและเทคนคิ การสรา้ งฉากด้วย ขั้นตอนในการสร้าง ฉากในรายการโทรทศั นจ์ ะประกอบดว้ ยขนั้ ตอนสำคัญดังตอ่ ไปนี้คอื 1. การตกลงประเด็น หรอื แนวคดิ ของรายการรว่ มกัน สง่ิ สำคญั เริ่มแรกจะต้องมีการประชุมตก ลงแนวความคิด (Concept) ของฉากนั้นให้สอดคล้องกับตัวรายการและเป็นที่ยอมรับกันในทีมงานซ่ึง ประกอบด้วย ผู้จดั รายการ ผู้กำกับรายการ ผกู้ ำกับการแสดง ผูอ้ อกแบบฉาก เป็นตน้ 2. การตกลงประเด็น หรือแนวคิดเกี่ยวกับศิลปะของรายการร่วมกัน หรืออาจเรียกว่า การ ตีความทางศิลปะ คือการกำหนดแนวคิด วิธีการในการที่จะสื่อแนวคิดและวัตถุประสงค์ของรายการน้ัน ผ่านความงามและความหมายที่สมบูรณ์มากที่สุดทั้งการตกลงประเด็นหรือแนวคิดของรายการร่วมกัน 130

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงและการตกลงผ่านประเด็นหรือแนวคิดเกี่ยวกับศิลปะของรายการทุกฝ่ายต้องสามารถที่จะเหน็ เป็นภาพ เดยี วกนั ได้ท้งั หมดหรือเรยี กว่าทุกฝา่ ยโดยเฉพาะผอู้ อกแบบศิลปกรรมต้องตกผลึกทัง้ แนวคิด แนวงานได้ อย่างชดั เจนก่อนที่จะร่างเปน็ แผนผังต่างๆ ออกมา มฉิ ะนน้ั แลว้ จะสง่ ผลต่อความล้มเหลว การตีความผิด การประกอบสร้างผิด การปรับแก้ และทา้ ยทส่ี ดุ ก็จะท าให้งานศิลปกรรมของรายการน้นั ไม่สามารถท่ีจะ เสรจ็ ส้ินลงด้วยดีหรอื มคี ุณภาพตามที่ตอ้ งการ ในขั้นตอนนีผ้ ู้ออกแบบงานศิลปกรรมโทรทศั น์จะต้องทำการร่างแบบร่าง (preliminary) ขึ้นมา เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าใจ แบบร่างนี้อาจสามารถสร้างสรรค์ออกมาได้หลากหลายแนวคิด หรือ หลากหลายรปู แบบขึ้นอยู่กับความสามารถในการสรา้ งสรรคข์ องผู้ออกแบบน้นั แต่โดยภาพรวมแล้ว การ ออกแบบร่างนั้นจะต้องเกาะเกี่ยวหรือต้องสะท้อนแนวความคิดหลักของรายการนั้น เมื่อที่ประชุมได้ พิจารณาแบบร่างแล้ว ก็จะมีการพิจารณาความเหมาะสมด้านต่างๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขแบบร่างและ นำเสนอเข้าสู่ขั้นสุดท้ายคือการตัดสินใจเลือกร่วมกัน (co decision) หลังจากนั้นแบบที่ได้รับการเลือก แลว้ จะถูกนำไปสขู่ ั้นตอนเทคนคิ ของการเขยี นแบบขยายรายละเอียด (work drawing) เพื่อใหท้ ีมงานทุก ฝ่ายทเี่ กย่ี วข้อง เช่น ช่างเทคนิคฝ่ายตา่ งๆ ทำการสรา้ งและประกอบฉากตอ่ ไป 3. การทำแบบรา่ ง (sketch) หรือการรา่ งแนวคดิ จินตนาการเพ่อื ให้ทุกฝ่ายทเ่ี กย่ี วข้องสามารถ ที่จะมองเห็นภาพนั้นร่วมกันหรือการร่างผังต่างๆ ของรายการออกมา (lay-out) ว่างานศิลปกรรมของ รายการนัน้ จะมสี ว่ นประกอบอะไรบา้ ง แต่ละส่วนมีความสำคัญมากน้อยแตกต่างกนั อยา่ งไรและจำเป็นท่ี จะต้องจัดหาหรอื สรา้ งสรรค์ขน้ึ มาใหม่ เป็นตน้ แบบรา่ งทใ่ี ชป้ จั จุบนั มักใช้เครอ่ื งคอมพิวเตอร์กราฟิกเป็น หลักเนื่องจากมีโปรแกรมทั้งชนิด 2 มิติ และ 3มิติ สามารถสร้างแบบฉากเพื่อใช้พิจารณาได้ง่ายและ สะดวกซึ่งสามารถแสดงแบบผ่านกระดาษมีสีสันใกล้เคียงความจริงหรืออาจแสดงผ่านระบบจอภาพ คอมพวิ เตอร์กย็ ง่ิ สะดวกและเห็นชดั เจน 4. การเขียนแบบก่อสร้างฉาก (work drawing) ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่แบบร่างได้รับการเลือก เพื่อนำมาเป็นฉากรายการสู่ขั้นตอนของการที่ผู้ออกแบบฉากเขียนแบบรายละเอียดโดยวิธีทาง สถาปัตยกรรม ซึ่งไดแ้ กก่ ารเขียนแบบแปลน (plan) การเขียนรปู ดา้ นข้าง (evaluation) การเขียนรูปตัด และการเขียนแบบขยายส่วนที่จำเป็น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับขั้นตอนนี้คือ เรื่องขนาด (scales) ซ่ึง ผอู้ อกแบบจะต้องกำหนดพ้ืนทใ่ี ชส้ อยให้สะดวกและเพียงพอสำหรบั ผู้รว่ มรายการหรือการแสดง หากสว่ น นี้พลาดแล้วเมื่อสร้างเป็นฉากเสร็จแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขได้ทันหรือท ำให้การถ่ายภาพของกล้องไม่ สามารถทำได้ นอกจากขนาดพื้นที่แล้วต้องคำนึงถึงอีกคือ ขนาดความกว้าง ความสูง ของฉาก ที่จะ สามารถรบั มมุ กลอ้ งได้สมจรงิ ดงั นั้นผูอ้ อกแบบฉากจะต้องทราบถงึ ความสัมพันธ์ (relation) ของฉากกับ คน มุมกล้อง แสง ให้เปน็ ไปอยา่ งแมน่ ยำมากท่สี ุด ดังมีรายละเอียดท่สี ำคัญบางสว่ นท่ีเก่ยี วขอ้ งดังตอ่ ไปนี้ 4.1 แผนผัง (Plan) เสมือนเป็นภาพรวมของงานศิลปกรรมของรายการนั้นเพราะจะ สามารถที่จะมองเหน็ ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของงานศิลปกรรมของรายการนั้นโดยภาพรวมทั้งหมด ซ่งึ จะแตกต่างจากรายละเอียดต่างๆ (details) ที่จะเป็นรายละเอียดจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้องหลังจากท่ี ภาพรวมและองค์ประกอบทัง้ หมดได้รบั การยนิ ยอมหรอื ตกลงรว่ มกนั แล้วในส่วนรายละเอียดเหล่านี้จึงจะ 131

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสามารถดำเนินการต่อได้ เช่น การตกแต่งผ้าม่าน การตกแต่งลวดลายบันได การกำหนดภาพผนังที่ใช้ ประกอบหอ้ งประชมุ และการกำหนดสี แสงเงาต่างๆ ดว้ ย 4.2 ภาพทัศนียภาพ (Perspectives) เป็นการเติมรายละเอียดทั้งหมดโดยภาพรวม จากแผนผัง (plan) เพ่อื ใหส้ ามารถเห็นภาพรวมทงั้ ท่ีเป็นโครงสร้างและท้งั ท่ีเปน็ รายละเอียดอย่างชัดเจน ร่วมกันท้ัง 2 มติ ริ วมทง้ั มติ ิอ่ืนๆ ที่เก่ียวขอ้ งดว้ ย 4.3 ภาพด้านข้าง (Evaluation) เป็นภาพที่แสดงให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะ มองเหน็ มิติเชงิ ลกึ ของงานศิลปกรรมรายนัน้ ได้โดยการวาดแบบแผนผัง (lay-out) เฉพาะด้านข้างเพื่อให้ สามารถเหน็ ความกวา้ ง ยาว ลกึ ของงานไดอ้ ยา่ งชดั เจนร่วมกนั 5. แบบก่อสร้างฉาก (Set construction) หลังจากที่เขียนแบบเสร็จแล้วซึ่งเรียกว่า แบบ ก่อสร้างฉาก ก็จะนำสู่กระบวนการสร้างและประกอบฉากซึง่ ขั้นตอนนี้ผูอ้ อกแบบจะประสานใกล้ชิดกับ หัวหน้าช่างฉากซึ่งมีความรู้ในการอ่านแบบและแจกจ่ายงานใหก้ ับช่างฉากซึง่ มีหลายหน้าที่ เช่น ช่างไม้ ช่างเชื่อม ช่างเหล็ก ช่างสี และประสานกับทีมงานช่างศิลป์ ผู้ทำหน้าท่ีในส่วนที่เกีย่ วกับการตกแต่งฉาก ลวดลาย สว่ นทตี่ ้องมกี ารเขียน ป้นั แกะ เฟอรน์ ิเจอร์ อุปกรณป์ ระกอบฉากต่างๆ เมื่อชิ้นส่วนฉากเรียบร้อยในเบื้องต้นทั้งทางด้านของช่างทำฉากและด้านของช่างศิลป์แล้วก็สู่ ขั้นตอนของการประกอบฉาก ณ บริเวณที่จะถ่ายทำรายการต่อไปซึ่งอาจเป็นภายใน studio หรือ ภายนอก studio แลว้ แต่กรณี การประกอบฉากในขั้นตอนนี้พอจำแนกเปน็ 2 ประเภท โดยแบ่งเป็นฉาก ประเภทตงั้ ถาวรในพื้นท่ีนัน้ กับฉากประเภทตัง้ แลว้ รื้อถอนเปน็ คราวๆ ไป ความแตกตา่ งของฉากประเภท นเ้ี กิดจากธรรมชาติของรายการนัน้ คือ บางรายการมบี ่อยหรือเกอื บทุกวัน การร้อื และประกอบบ่อยคร้ัง อาจไม่ทัน ประกอบกับมีพื้นที่ห้องส่งเพียงพอจึงกำหนดให้ตั้งถาวรได้ รายการประเภทนี้ได้แก่ ข่าว ประจำวัน เป็นต้น ชิ้นส่วนของฉากประเภทนี้จึงมีความแตกต่างกับพวกรื้อสร้างเข้าออก คือ สามารถ ประกอบชิ้นส่วนขนาดใหญ่ รอบต่อน้อย การตกแต่งแนบเนียนสนิท ส่วนตกแต่งติดตั้งถาวรได้ รูปแบบ ฉาก ไม่ตดิ ขัดเรือ่ งการรื้อถอนบ่อยคร้งั สำหรบั ฉากท่ตี ้องรื้อถอนบ่อยก็จะมีลักษณะชิ้นส่วนท่ีต้องเอื้อต่อ การประกอบเข้าออกบ่อยๆ ขนาดชิ้นส่วนต้องไม่ใหญ่โต หนักเกินการเคลื่อนย้ายโดยกำลังคนอย่าง รวดเร็ว การใช้ห้องส่งสตดู ิโอเพ่ือให้เกิดประโยชนส์ ูงสุดในการจัดคิวรายการต่างๆ จึงมีความสมั พันธ์กับ ประเภทของฉากตามที่กล่าวมาเมือ่ ประกอบช้นิ ส่วนในบริเวณทกี่ ำหนดเป็นรปู ร่างแนน่ อนแล้วข้ันสุดท้าย คอื การตกแต่งให้เรยี บร้อย (Finishing) ซ่ึงต้องตรวจตราดูมิให้เห็นรอยต่อ ตำหนิหรือสงิ่ แปลกปลอมท่ีไม่ พงึ ประสงค์ ส่วนค้ำยนั ความมน่ั คงแขง็ แรง หลงั จากนัน้ จึงจะสามารถให้มีการทดสอบทง้ั ผู้แสดง กลอ้ ง ผู้ กำกบั ด้านตา่ งๆ ทั้งแสง เสยี ง อปุ กรณเ์ ทคนคิ หากจะมีการปรบั แก้เล็กนอ้ ยก็สามารถทำไดเ้ ช่นกัน 132

ความรูเ้ รอ่ื งสีในงานวิทยุโทรทศั น์ สี มบี ทบาทอยา่ งมากในการสรา้ งฉากและเวทีเพราะว่าสีสามารถจะทำให้เกิดความลกึ ทำให้เกิด มิติและจะทำให้ฉากดูเหมือนจริงเมื่อมองดูจากจอภาพโทรทัศน์แต่การที่จะใช้สีอะไรต้องมีการวางแผน อย่างรอบคอบและต้องใช้สีอย่างมีเหตุผลซึ่งจะทำให้เป็นผลดีอย่างมากกับรายการ วิธีที่ดีที่สุดที่จะรู้วา่ ฉากนั้นควรใช้สีอะไรจะทำได้โดยดูภาพที่ได้จากกล้องโทรทัศน์ ภายใต้ฉากแบบเดียวกันและแสงแบบ เดยี วกันโดยการเปลีย่ นสีฉากไปเร่ือย ๆ จนไดส้ ีที่ดที ส่ี ุด (สหศกั ดิ์ กล่ินสุวรรณ, 2548) สี มีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์ทุกคนแต่ละสีอาจวัดอารมณ์และจิตสำนึกของคนได้นอกจากนี้ยัง มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง สามารถใช้เป็นส่ือความรู้สึกช่วยให้ผู้ชมสามารถเข้าถงึ ซึง่ อารมณ์ของรายการโทรทัศนน์ ัน้ ๆ ได้ ทำให้เกิด อารมณ์คลอ้ ยตาม ตัวอย่างสแี ละอทิ ธพิ ลตอ่ ความรูส้ กึ มีดังนี้ (กฤษรา วริศราภูริชา, 2552) สีแดง ใหค้ วามรสู้ กึ ต่นื เตน้ เร้าใจ สแี ดงเขม้ บง่ ถึงความสง่าผา่ เผยและปลมื้ ปิติ อม่ิ เอบิ ใจ สีดอกกหุ ลาบ แสดงถงึ ความออ่ นหวาน ความนมุ่ นวล สีสดและสบี างๆ เบาๆ ทกุ ชนิด บง่ ถงึ ความกระช่มุ กระชวย ความแจ่มใส สีเขยี วและสนี ้ำเงนิ ความสงบเงียบ ทำให้ร้สู ึกเลอื่ มใสนา่ นับถือ สีเขยี วแกผ่ สมกับสเี ทา กอ่ ใหเ้ กดิ ความสลด รนั ทดใจ และความชรา สเี ขยี วตองออ่ น ทำใหร้ ูส้ ึกเป็นหนุ่มเปน็ สาว สเี หลือง ทำใหร้ ้สู ึกสดใส สุกสว่าง แสดงความไพบลู ย์ สฟี ้า ทำให้รู้สึกเยอื กเย็น สเี ทา ทำให้ร้สู ึกซมึ เศร้า สีเทาปานกลาง แสดงความน่ิงเฉย ความสงบ สีสม้ ทำใหร้ สู้ ึกเรา่ ร้อน สนี ้ำตาล ทำให้รสู้ กึ แกแ่ ละสงบ สีดำ ทำใหห้ นักแน่น สีขาว เป็นสญั ลกั ษณ์ของความบรสิ ทุ ธ์ิ ความเบกิ บาน สีดำ สขี าว แสดงอารมณท์ ีถ่ ูกกดดนั สี จึงนับวา่ เปน็ อีกองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบฉากเพราะสีสามารถที่จะสื่อความหมาย ได้หลายมิตไิ ม่ว่าจะเป็นการส่อื ความหมายทางอารมณ์ ความสดชืน่ ความเศร้าโศก ความสมจรงิ สมจงั มิติ และที่สำคัญคือสีสามารถที่จะช่วยสร้างเสริมจุดเด่นให้กับรายการนัน้ ๆ ได้ด้วย อิทธิพลและความสำคญั ของสีดังกล่าวการกำหนดสีเพื่อใช้ในการออกแบบฉากจึงจำเป็นที่จะต้องใช้แนวคิดและหลักการท่ี เกยี่ วข้องอยู่บ้าง ดังนี้ 1. ไม่ควรที่จะใช้สีตัดกันที่รุนแรง โดยเฉพาะสีท่ีเป็นสีขาวจัด ดำจัด เพราะกล้องโทรทศั นจ์ ะไม่ สามารถที่จะปรับสีได้อย่างถูกต้องอันจะเป็นการส่งผลให้เกิดความเพี้ยนของสีเกิดขึ้นได้ ดังนั้นการใช้ 133

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงหลักการของ Gray scale ที่เป็นมาตรวัดค่าความสว่างสำหรับกล้องถ่ายทำโทรทัศน์จงึ จะเปน็ วธิ ีการที่ดี ทส่ี ุดในการหาคา่ สที ถ่ี กู ตอ้ ง 2. ไม่ควรที่จะใช้สีตัดกันที่รุนแรง โดยเฉพาะสีที่เป็นสีอ่อนมากและสีที่เข้มมาก เพราะสีอ่อน เกินไปเชน่ เหลอื งออ่ น ฟา้ อ่อน เขียวอ่อน ชมพอู อ่ น เปน็ ต้น กจ็ ะถูกดดู กลืนไปกับแสงสีขาวหรือสีท่ีเข้ม เกินไป เช่น น้ำตาลเข้ม น้ำเงินเข้ม ก็จะถูกดูดกลืนด้วยแสงสดี ำเมื่อโดนแสง ปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านี้ สามารถท่จี ะปอ้ งกันได้ ถา้ ผ้ทู อี่ อกแบบฉากมคี วามรู้ความเข้าใจเก่ียวกับวงล้อของสี (Color wheel) และ มีทักษะที่เกย่ี วข้องกบั เรอ่ื งสี 3. ไมค่ วรใชส้ ีบางสี เชน่ สแี ดงเขม้ สสี ม้ จัด สมี ว่ งแดง (magenta) ทั้งนี้เป็นเพราะหลอดรับภาพ ของกล้องโทรทศั น์จะมีข้อจำกดั เกี่ยวกับการรบั ภาพจากฉากหรือวัตถทุ ี่มีสีเข้มจดั มากๆ อันจะเป็นส่งผล ให้เกิดความเพ้ียนของสี ของฉากในทส่ี ดุ ดังนนั้ สีเขม้ จัดตา่ งๆ มกั จะเป็นสีท่ีผู้ออกแบบฉากมักจะหลกี เลยี่ ง 4. การใช้สีหรอื การออกแบบเกี่ยวกับการใชส้ ีของฉาก รวมทั้งอุปกรณ์ประกอบฉากทุกประเภท จำเป็นที่จะต้องระวังเกี่ยวกับเรื่องแสงสะท้อนต่างๆ การหักเหของแสง การตกกระทบของแสง สิ่งต่างๆ เหลา่ น้ลี ้วนส่งผลตอ่ การสรา้ งความสมดุล หรือความลงตวั ให้กบั ฉากของรายการนั้น ๆ จึงอาจสรุปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบสีของฉากได้ว่าผู้ออกแบบสีของฉากจ ำเป็นที่ จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องวงล้อของสีด้วยเพือ่ ที่จะสามารถพิจารณาเลือกใช้สีประกอบฉากได้อยา่ งมี ประสิทธภิ าพตามที่ทุกฝ่ายต้องการรว่ มกัน เชน่ กล่มุ สรี ้อน เชน่ สแี ดง สเี หลือง สีส้ม และสีน้ำตาล เมื่อใช้ กับวตั ถุใดก็ตามจะสง่ ผลใหว้ ัตถนุ นั้ ดมู ีขนาดใหญก่ วา่ เดิมและจะดูเหมอื นวา่ อยู่ใกลก้ วา่ วัตถทุ ีม่ ีสีอยู่ในโทน เย็น เช่น สนี ้ำเงนิ น้ำเงินอมเขยี วและสีเขยี ว การใช้สที สี่ ว่าง หรอื สที ี่สดใสบนพ้ืนหลงั ที่เป็นสีมืดๆ หรือสี ทึบจะทำให้สีน้ันดใู หญ่ขึน้ เช่น การใช้จะทำใหเ้ หมือนสีส้มมีขนาดใหญ่กวา่ ทีเ่ ปน็ จริงและในทางกลับกนั ถา้ ใช้สมี ดื บนพื้นหลงั ท่เี ป็นสีสวา่ งสดใสจะทำให้สีนั้นดมู ขี นาดเลก็ ลงกวา่ ท่เี ปน็ จริง ส่วนการใช้สีเขม้ เช่น สี น้ำเงินเข้ม สีน้ำตาลเข้ม จะทำให้ฉากมีน้ำหนักมากและดูแข็งแรงมากกว่าสีอ่อน ดังนั้นในบางฉาก นัก ออกแบบฉากจำเป็นที่จะต้องปรับโทนการใช้สีให้สมดุลกัน เช่น บางพื้นที่เป็นสีเข้มและปรับโทรด้วยสี อ่อนในบางส่วนเพือ่ ที่จะใหภ้ าพรวมของฉากท่ีปรากฏบนจอโทรทัศน์ดูมีความสมดุลหรอื มีความลงตัวมาก ท่สี ดุ ตามทีเ่ จ้าของรายการตอ้ งการ ความร้เู รอื่ งแสงในงานวิทยุโทรทัศน์ แสง เป็นเครื่องมือชนิดพิเศษที่ช่วยให้การแสดงเป็นไปตามปรารถนาของผู้กำกับรายการ และ เปน็ อปุ กรณท์ ่ีทำการสร้างสรรค์ให้เกิดภาพที่เป็นศิลปะ การท่ีจะทำใหไ้ ด้แสงในการแสดงที่ดีได้นั้นต้องมี การวางแผนเพ่ือจะได้แสงทด่ี ีตามจุดม่งุ หมายในการให้แสงเพอื่ เหตผุ ลดังต่อไปนี้ 1. เพื่อให้เกิดภาพ 3 มติ ิ ซึ่งโทรทัศนจ์ ะใหภ้ าพเพียง 2 มิติ คอื ความสงู และความกว้าง ส่วนของ ความลึก เกิดจากมุมกล้อง การออกแบบฉาก การจัดวางตำแหน่งของผู้แสดงและที่สำคัญ คือ ความ ละเอยี ดออ่ นในศิลปะของการใหแ้ สดงเพ่อื ท่จี ะให้เกดิ โครงสรา้ ง รปู ร่างและลักษณะของส่ิงท่ีอยู่ในฉาก 134

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 2. เพื่อแนะนำสิ่งที่สำคัญและน่าสนใจภายในฉาก การให้แสงและเงาจะช่วยให้ผู้กำกับรายการ สามารถนำพาผชู้ มไปสู่สง่ิ ท่ีนา่ สนใจและสำคญั ท่สี ดุ ในภาพหรอื ในฉากนัน้ 3. เพื่อทำให้ฉากเกิดอารมณ์ของการแสดง แสงสามารถที่จะให้ผู้ชมมีความรู้สึกและได้อารมณ์ เปน็ ไปตามการใหแ้ สง 4. ใช้แสงเพื่อเปน็ การบอกเวลาในการแสดง การให้แสงสามารถทีจ่ ะบอกไดว้ ่าการแสดงเกดิ ขน้ึ ในเวลากลางวัน กลางคืน หรือตอนเย็น เปน็ ตน้ นอกจากนั้นแสงทำให้เกิดองค์ประกอบของภาพที่เป็นศิลปะ ผู้กับรายการส่วนมากจะใช้แสดง เพื่อเน้นบางสิ่งบางอย่างภายในภาพเพื่อให้เกิดองค์ประกอบของภาพที่ดี การออกแบบแสงจะต้องทำ ร่วมกันกับการออกแบบฉากเพื่อที่จะทำให้เกิดภาพที่เป็นศิลปะและเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ชมแสงยังเป็น ส่วนเติมเตม็ ทางด้านเทคนคิ การให้แสงตอ้ งใหแ้ สงที่มรี ะดบั มากพอทจี่ ะใหก้ ล้องโทรทัศน์รบั ภาพและผลิต ภาพได้เปน็ อยา่ งดีและสม่ำเสมอ 1. การจัดแสงในการถา่ ยทำรายการโทรทศั น์ การจัดแสงในการถา่ ยทำรายการโทรทัศนน์ ัน้ ส่ิง สำคญั อันดับแรก คือ องค์ประกอบต่างๆ เชน่ ลักษณะของแสง สขี องแสง สีและขนาดของวตั ถุ ชนิดและ ประเภทของโคมไฟที่ใช้ในการถ่ายทำรายการ ตำแหน่งตา่ งๆ ของโคมไฟหรอื องค์ประกอบอ่ืนที่เก่ียวข้อง และลักษณะของกิจกรรมที่ใช้ในการถา่ ยทำรายการ เช่น ตำแหน่งของอุปกรณป์ ระกอบฉาก มมุ กล้องทจี่ ะ ถา่ ยทำ พ้ืนทตี่ า่ งๆ ทีจ่ ะถา่ ยทำ เปน็ ตน้ ซงึ่ ในเบอ้ื งต้นก่อนการผลติ ผู้ผลิตตอ้ งทราบตำแหน่งของมุมกล้อง ทีจ่ ะใช้ในการถ่ายทำและตำแหนง่ ของอุปกรณ์ประกอบฉาก รวมทง้ั ตำแหนง่ ของผู้ท่ปี รากฏตวั ภายในฉาก ดว้ ย (นภฤทธ์ิ เนยี รสอาด, 2550) การจดั แสงในรายการวิทยโุ ทรทัศนน์ ิยมใช้สูตรทเี่ รยี กว่า Three-points lighting เป็นพ้ืนฐานใน การจัดแสงแก่รายการโทรทัศนม์ าแต่ยุคดัง้ เดมิ สำหรับรายการโทรทัศน์ยุคใหม่ยังคงใช้สูตรนี้ได้เหมือน ปกติและอุปกรณ์แสงจะถูกนำมาใช้ใน 3 ลักษณะแต่หากต้องการความสมบูรณ์แบบจะมีลักษณะที่ 4 เพม่ิ เตมิ ขึ้นได้ดงั นี้ (กฤษรา วรศิ ราภรู ิชา, 2552) 1.1 Key light บางครั้งเรียกว่า แสงหลัก แสงสำคัญ หรือ ต้นกำเนิดแสงเน้นทิศทาง ของแสงหลกั เปน็ แสงท่มี ีความสำคัญสำหรบั ส่องนกั แสดง สอ่ งใหเ้ หน็ ดา้ นหนา้ ของวตั ถุหรอื ตวั ละคร เป็น ตัวกำหนดและยืนยันทิศทางของเงาและตำแหน่งของเงาที่เกิดขึ้น อุปกรณ์กำเนิดแสงลักษณะนี้ได้ดี คือ โคมแบบ spotlight ที่ให้ความสว่างบนผิววัตถุที่ 1000 LUX เวลาเริ่มจัดแสงลักษณะนี้ก่อนเป็นอันดับ แรก (แต่ก็อาจมีกรณียกเว้น) มักติดตั้งอยู่ด้านหน้าเหนือขึ้นไปทางซ้ายมือหรือขวามือ ด้านใด ด้านหนึ่ง ของกล้อง (45 องศา เปน็ มมุ ท่เี หมาะสม) ระยะห่างประมาณ 3 เมตร ใช้โคมขนาด 1250 วตั ต์ ระยะห่าง 4.2 เมตร ใชโ้ คมไฟขนาด 2500 วัตต์ และรยะหา่ ง 5.2 เมตร ใช้โคมไฟขนาด 3750 วัตต์ ทั้งนเ้ี พ่อื ให้เกิด เงาที่แสดงความองวตั ถุได้ดจี นเกดิ ภาพสามมิติขึน้ spotlight ท่นี ิยมใช้คือ Fresnel spotlight ที่สามารถ รวมแสงและกระจายแสงได้อย่างสมบรู ณ์แบบ 1.2 Fill light หรือ เรียกว่า แสงเสรมิ เปน็ การจดั แสงเสริมเขา้ ไปลดความเขม้ ของเงาท่ี เกิดจาก key light แต่ต้องไม่ล้างเงาออกจนหมดสิ้น ด้วยเหตุนี้แสงเสริมจึงควรมีความนุ่มนวลและ 135

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงค่อนข้างกระจายเมื่อเปรียบเทยี บกับแสงหลัง แสงเสริมนี้จะอยู่ด้านตรงกันข้ามกับฝั่งแสงหลักมักอย่ตู ่ำ กว่าและตั้งอยู่ใกล้กับกล้องมากกว่า (ทำมุม 30 องศาหรือน้อยกว่า) โคมที่ใช้ทำแสงเสริมนี้ควรเป็นโคม แบบ floodlight โดยใช้วิธีที่เรียกว่า fill in เติมเงาให้สว่างขึ้นแต่ยังต้องคงให้มีเงาที่จางลงอยู่เช่นน้ัน เพือ่ ให้ได้ภาพทม่ี ีความลกึ เปน็ ธรรมชาติ 1.3 Back light หรือ the separation light จัดเป็นตำแหน่งโคมดวงที่สาม มักเปน็ โคม spotlight ที่ติดตั้งไว้ด้านหลังของวัตถุเหนือกำแพงฉาก แสงจากตำแหน่ง back light นี้ช่วยทำให้ ด้านบนของวัตถสุ ว่างและแยกวตั ถอุ อกเปน็ เอกเทศจากฉากเบ้อื งหลงั คอื ไมใ่ หจ้ มลงไปกบั ฉากหลงั และตัว โคมเองก็จะอยู่พ้นไปจากแนวหรือมุมมองเห็นของกล้อง ตำแหน่งของวัตถุนัน้ จึงมีความสำคัญมาก หาก อยใู่ กลก้ ำแพงมากเกินไปจะทำใหแ้ สงจากโคมไฟตำแหนง่ นม้ี าไมถ่ งึ วตั ถุเนือ่ งจากถูกแผงฉากบังไว้ ต้องทำ การปรับระดับโคมให้สงู ขนึ้ และปรับมุมแสงใหม่ให้ชันลงมา แตผ่ ลที่ตามมาก็คือแสงด้านบนวัตถุจะสว่าง มากเกินไป เงาที่ใต้คางจะยาวลึกไม่เหมาะสามและจะมีแสงสะท้อนเข้าหากล้อง ทำให้เกิดภาพพร่ามัว ดงั นั้น ในการจัดฉากจึงควรตง้ั เฟอรน์ ิเจอร์ตา่ งๆ ใหห้ ่างออกมาจากฉากหลงั หรอื ใหไ้ ด้ระยะเป็นที่เหมาะ สามประมาณ 1.50 – 2.00 เมตร เพือ่ มิให้เงาของวัตถุท่ีเกิดจากโคมไฟ ดา้ นหน้าไปตกลงบนฉากหลังซ่ึง จะทำให้ได้ภาพทีไ่ มส่ วยงามและหลีกเล่ยี งแสงมมุ ชนั ทีท่ ำใหเ้ กดิ เงาใต้คางที่ไมเ่ ปน็ ธรรมชาตไิ ด้ 1.4. Background light เป็นการจัดแสงเพื่อส่องสว่างแนวกว้างเพื่อเลี้ยงภาพฉากท่ี อยู่ด้านหลงั เท่านั้น แสงน้ีมาจากมมุ สูงทางด้านใดด้างหนง่ึ เพียงด้านเดียว ในฉากขนาดเล็กอาจติดต้ังโคม ไฟส่องมาจากด้านหลังวัตถุหรือมีโคมไฟบนเพดานปกติแต่ส่องแสงไปทางด้านหลังที่เป็น background เมอื่ ฉากดา้ นหลังไดร้ บั แสงสว่างทสี่ ะท้อนมาจากพนื้ หอ้ งบริเวณถ่ายทำที่ส่งมาจากโคมทที่ ำหน้าท่ีเป็น key light และ fill light ความสว่างจะไม่แจ่มชัดเท่ากับแสงที่ส่งมาจากอุปกรณ์แสงโดยตรง ทั้งนี้เนื่องจาก ฉากมกั ตั้งอยหู่ า่ งไกลจากอุปกรณ์ทเ่ี ป็นแหลง่ กำเนิดแสงมากและบางครั้งอาจมเี งาจากส่ิงของบนพ้ืนที่การ แสดงตกทอดลงไปท่ีฉากน้นั ด้วย background light ช่วยใหส้ ีสนั บรรยากาศของฉากการแสดงอยู่ในโทน ท่เี ราต้องการและยงั ช่วยทำให้เงาซ้อนทก่ี อ่ ใหเ้ กิดความสับสนบนฉากเบอื้ งหลงั เจอื จางลงไปดว้ ย นอกจากนั้นยังมีแสงเสริม (Additional Light Sources) เป็นการสร้างความหลากหลายสร้าง ความนา่ สนใจ และความลึกบนพน้ื ท่ีการแสดงซงึ่ แหล่งกำเนดิ แสงเสรมิ ได้แก่ 1) Side light เป็นแสงจากด้านข้างที่ใช้ประกอบกับ fill light นิยมใช้โคมแบบ Fresnel spotlight ขนาด 500 วัตต์-750 วัตต์ ทตี่ ดิ ตง้ั ไว้ด้านข้างของวัตถุโดยตรงสามารถชว่ ยเพิ่มหรือลดเงาเข้ม ลงได้และช่วยเสรมิ ให้แสงสว่างแบบ highlight เพิ่มขึ้น ในส่วนที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ และยังช่วยเพิ่ม มิติความลกึ ให้แกต่ วั บคุ คลภายในฉากน้ันดว้ ย 2) Cameo lighting (dramatic lighting technique) เป็นการส่องสว่างที่ตวั ละครหรือตวั วตั ถุหรอื พธิ ีกรโดยตรงโดยใหด้ า้ นหลังมืดสนิทเนน้ ทต่ี วั แสดงเป็นสำคญั 3) Color background lighting เป็นการจัดแสงสีต่างๆ ด้านหลังพื้นที่การแสดง เพื่อ เสริมสรา้ งสีสันบรรยากาศที่สวยงามตระการตาตามอารมณ์ที่ปรากฏตามเนอ้ื หาสาระท่ีจะนำเสนอโดยใช้ 136

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงอปุ กรณแ์ สงแบบ floodlight หรือ cyclorama lights อาจจะเปน็ ด้านบนหรือด้านล่าง ด้านใด ดา้ นหน่ึง หรือทัง้ สองดา้ นประกอบกันในทิศทางและสีสนั ท่เี หมาะสม ถ้าเนน้ บรรยากาศสวยงามได้ 137

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสรุป ฉาก สี และแสง เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสื่อความหมายของสิง่ ที่ตอ้ งการนำเสนอและทำ ให้ภาพท่ีปรากฏทางโทรทัศน์มีความสมบูรณ์ ดึงดดู ใจ นา่ สนใจ และสร้างความประทับใจให้ผู้ท่ีได้รับชม รายการโทรทัศน์ ฉากมีหลายประเภททั้งฉากในห้อง Studio และ ฉากที่จัดขึ้นนอกสถานที่ ซึ่งปัจจุบนั รูปแบบการจัดฉากในแต่ละรายการ อาจจะใช้รูปแบบที่เป็นการบูรณาการ เช่น เป็นการบูรณาการ ระหว่างรูปแบบการจดั ฉากแบบนามธรรมกับรูปแบบการจัดฉากที่เหมือนจริง เป็นต้น ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับ แนวคิด วัตถปุ ระสงค์ งบประมาณและการสรา้ งสรรคข์ องผผู้ ลิตรายการว่าต้องการให้ผชู้ มได้เหน็ อะไร ซงึ่ ในการสรา้ งฉากนั้น สี และแสง จะเป็นส่วนเติมเต็มให้ฉากมีความสมบูรณ์มากย่ิงขน้ึ โดย สี และแสงจะมี อทิ ธิพลต่อความรู้สกึ และช่วยให้ผู้ชมสามารถเข้าถงึ ซึ่งอารมณข์ องรายการโทรทัศนน์ น้ั ๆ ได้ ดังนั้นผู้ผลิต ที่ทำหน้าที่ด้านศิลปกรรมจึงควรเข้าใจในเรื่องจิตวิทยาของสีที่ส่งผลต่อความรู้สึก วงล้อของสี องค์ประกอบของแสง เช่น ลักษณะของแสง สีของแสง ชนิดและประเภทของโคมไฟที่ใช้ในการถ่ายทำ ตำแหนง่ ต่างๆ ของโคมไฟหรอื องคป์ ระกอบอ่นื ท่เี ก่ียวขอ้ ง รวมไปถงึ การจัดไฟในลกั ษณะThree-points lighting ซึ่งเป็นการจัดแสงขั้นพื้นฐานในรายการโทรทัศน์ที่สามารถจะนำมาเป็นแนวทางในการ ประยกุ ตใ์ ช้สีและแสงภายในฉากให้ตรงกับความรสู้ กึ ที่ต้องการจะถา่ ยทอดให้กับผชู้ ม 138

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง แบบฝกึ หัดบทที่ 7 คำช้แี จง ขอให้นกั ศกึ ษาจงตอบคำถามต่อไปน้ีมาให้เขา้ ใจ 1. การสร้างฉาก นอกจากเพ่อื ความสวยงามแล้ว ยงั มวี ัตถุประสงคด์ า้ นใดอีกบา้ ง 2. จงยกตัวอย่างรายการวิทยุโทรทศั นท์ มี่ กี ารใชฉ้ ากประเภท Limbo หรือ Cameo มา 3 รายการ 3. จงอธบิ ายลักษณะของฉากประเภท Cyclorama 4. การออกแบบฉาก Realistic กับ Abstract แตกตา่ งกันอยา่ งไร 5. ใหน้ ักศึกษาจำแนกประเภทของฉากทีแ่ บ่งตามประเภทของรายการ วา่ มฉี ากประเภทใดบ้าง 6. หลกั ในการพิจารณาเกย่ี วกับการใชส้ ขี องแฟลต (Flat) เพอ่ื นำไปประกอบฉาก มีอะไรบ้าง 7. จงอธิบายขนั้ ตอนและเทคนคิ ในการสร้างวทิ ยโุ ทรทัศนม์ าโดยสังเขป 8. การกำหนดสเี พอ่ื ใช้ในการออกแบบฉาก มหี ลักการอย่างไรบ้าง 139

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง เอกสารอา้ งองิ กฤษรา (ซไู รมาน) วรศิ ราภูริชา. (2552). งานฉากละคร 2. กรุงเทพฯ : บรษิ ัท ส.เอเซยี เพรส จำกดั นภฤทธิ์ เนยี รสะอาด. (2550). มือระบายแสง. กรงุ เทพฯ : สถาบันอเิ ล็กทราอนิกส์กรงุ เทพรังสติ . ยุวนติ ย์ อาตมารงั สรรค์, กมลรัฐ อนิ ทรทศั น์.(2550). งานศลิ ปกรรมโทรทัศน.์ ในเอกสารการสอนชดุ วชิ าการผลติ รายการโทรทศั นเ์ บือ้ งตน้ หน่วยที่ 1-7. นนทบรุ ี:มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช สหศกั ด์ิ กลิน่ สวุ รรณ. (2548). การผลิตรายการโทรทศั นส์ มัยใหม่สไตล์อเมรกิ นั . กรุงเทพฯ : อ.ี ที พบั ลิชชงิ่ จำกัด http://www.prc.ac.th/newart/webart/colour09.html สบื ค้นวนั ท่ี 1 กรกฏาคม 2555 http://www.procyc.com/content/what-cyc สืบค้นวันที่ 29 มีนาคม 2556 http://www.creativelabrentals.com/studio/#!lightbox/0/ สบื คน้ วนั ท่ี 29 มนี าคม 2556 http://www.siamniramit.com/ สบื ค้นวันที่ 29 มีนาคม 2556 http://nanotech.sc.mahidol.ac.th/comlab/image/wheel.htm สบื ค้นวันท่ี 29 มนี าคม 2556 140

แผนบริหารการสอนประจำบทท่ี 8 การลำดบั ภาพและเสยี งในงานผลิตรายการวิทยโุ ทรทัศน์ เวลาทีใ่ ชใ้ นการเรยี นการสอน 12 ช่วั โมง หวั ข้อเน้อื หาประจำบท 1. การใช้ภาพสอ่ื ความหมายทางวิทยุโทรทัศน์ 2. การใชเ้ สียงสื่อความหมายทางวทิ ยโุ ทรทศั น์ 3. อุปกรณ์ทใ่ี ช้ในการลำดับภาพ 4. การตัดตอ่ ลำดบั ภาพในรายการโทรทัศน์ 5. การตัดต่อลำดับเสียงในรายการโทรทศั น์ 6. คำศพั ทท์ ใ่ี ชใ้ นการตัดตอ่ 7. ขอ้ ควรพจิ ารณาในการตดั ต่อ 8. สรุป มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง วัตถุประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม เมื่อศึกษาบทเรียนนี้แลว้ นกั ศกึ ษาสามารถ 1. บง่ บอกถึงแนวคิดการใชภ้ าพสื่อความหมายทางวิทยุโทรทัศน์ได้ 2. อธิบายถงึ การใชเ้ สยี งเพอ่ื สือ่ ความหมายทางวิทยุโทรทัศน์ได้ 3. บง่ บอกและอธิบายถึงอปุ กรณท์ ่ีใชใ้ นการลำดับภาพได้ 4. อธบิ ายถงึ วธิ ีการตดั ตอ่ ลำดบั ภาพในรายการโทรทัศนไ์ ด้ 5. อธิบายถงึ วธิ ีการตดั ตอ่ ลำดบั เสยี งในรายการโทรทัศน์ได้ 6. บ่งบอกถงึ คำศพั ทต์ า่ งๆ ท่ใี ช้ในการตดั ตอ่ ทั้งภาพและเสียงได้ 7. อธิบายถงึ ข้อพิจารณาอน่ื ๆ ในการตดั ต่อทง้ั ภาพและเสียงได้ วธิ ีการสอนและกิจกรรมการเรยี นการสอนประจำบท ระยะเวลาทีใ่ ช้ในการบรรยาย 4 ช่วั โมง ระยะเวลาทใ่ี นการปฏิบัตหิ รอื จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 8 ชวั่ โมง 1. ผู้สอนบรรยายและอภปิ รายเนอื้ หาประจำบท 2. แบ่งกลุ่มให้นักศึกษาวิเคราะห์ อภิปราย เกี่ยวกับการใช้ภาพและเสียงในการสื่อความหมาย โดยพจิ ารณาจากรายการโทรทัศนท์ ผ่ี สู้ อนกำหนด แลว้ สรุปทำความเขา้ ใจในชนั้ เรยี น 3. ฝึกให้นักศกึ ษาตดั ต่อภาพและเสยี งทางวีดิทศั น์ โดยใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 4. มอบหมายใหน้ กั ศกึ ษาทำแบบฝกึ หัด คำถามทา้ ยบท 141

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสื่อการเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทท่ี 8 2. Power Point ประกอบคำบรรยาย 3. คอมพิวเตอร์ เคร่ืองฉาย LCD Projector 4. ระบบอนิ เทอร์เน็ต 5. หนงั สืออ้างองิ ค้นควา้ เพ่ิมเติมจากห้องสมุด 6. โปรแกรมตดั ตอ่ วีดิทัศน์ 7. หนงั สอื อ้างองิ คน้ คว้าเพิ่มเติมจากห้องสมุด การวดั ผลและประเมนิ ผล 1. ซักถามความรู้ ความเขา้ ใจ 2. สังเกตจากการค้นคว้า และการสรุป 3. สงั เกตจากการอภิปราย การวเิ คราะห์ ซักถามของนักศึกษา 4. สังเกตจากการมีสว่ นร่วมในกิจกรรมกลุ่ม 5. ประเมนิ ผลจากการตอบคำถามท้ายบท 142

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง บทที่ 8 การลำดบั ภาพและเสยี งในงานผลติ รายการวิทยโุ ทรทัศน์ การลำดบั ภาพและเสยี งในการผลิตรายการวิทยโุ ทรทัศน์ เรียกอกี อย่างหนงึ่ วา่ การตัดต่อ(Edit) ซ่งึ อยูใ่ นข้ันตอน Post production บคุ ลากรที่ทำหนา้ ทน่ี ไ้ี ด้แก่ ชา่ งตดั ตอ่ (Editor) โดยการนำภาพและ เสียง มาตดั ตอ่ เรียงรอ้ ยใหไ้ ดเ้ น้อื หาตามบท ปรับแตง่ เพม่ิ เทคนิคพิเศษเพอื่ ให้เปน็ รายการวิทยุโทรทัศน์ ที่มีความสมบูรณ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ สามารถถ่ายทอดเรื่องราว ขยายความในเรื่องราวต่างๆ และ สร้างความประทับใจใหก้ บั ผู้ชม งานตดั ตอ่ เป็นงานที่ต้องอาศัยศิลปะเนอ่ื งจากวีดิทัศน์เป็นสื่อท่ีมีท้ังภาพ และเสยี งสามารถเรียกความสนใจจากผู้ชมได้ทุกกลุ่มจงึ ทำให้มอี ิทธิพลต่อการตอบสนองและปฏิสัมพันธ์ กับผู้ชม การลำดับภาพ นอกจากมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอเน้ือหาที่สมบูรณ์แล้วยงั ขยายให้เหน็ ภาพ ของเนื้อหาสาระน้ันในมมุ มองตา่ งๆ ท่ีทำใหเ้ กดิ ความนา่ สนใจ ความรูส้ กึ และชวนให้ตดิ ตาม ในปัจจุบันรปู แบบรายการวิทยุโทรทัศน์มีความหลากหลายในการนำเสนอทั้งด้านภาพและเสียง เพื่อสร้างจุดสนใจให้กับผู้ชม ดังนั้น ช่างตัดต่อ จึงต้องให้ความสำคัญในการใช้ภาพและเสียงในการส่ือ ความหมายทางหนา้ จอโทรทัศนอ์ นั จะส่งผลใหร้ ายการวิทยุโทรทัศน์มีความนา่ สนใจชวนใหต้ ิดตาม และ สร้างความประทับใจให้กบั ผู้ชมตลอดทงั้ รายการ การใช้ภาพสือ่ ความหมายทางวทิ ยโุ ทรทัศน์ ภาพและเสียงที่ปรากฏทางหน้าจอโทรทัศน์เกิดจากความต้องการและคิดสร้างสรรค์ของผู้ผลติ รายการ ในการที่จะถ่ายทอด นำเสนอ สร้างความหมายและเหตุผลที่สามารถอธิบายได้วา่ ทำไม จึงตอ้ ง นำเสนอภาพและเสียงแบบนั้น ดงั นั้น ผู้ผลติ รายการจงึ จำเป็นท่ีจะต้องเขา้ ใจภาษาภาพที่ใช้ในการสื่อสาร ทางวิทยุโทรทัศน์ ภาษาภาพที่ใช้ในงานวิทยุโทรทัศน์เกิดข้ึนจากการถ่ายภาพด้วยขนาด มุมกล้อง และ การเคลื่อนกล้อง การตัดต่อลำดับภาพ ด้วยการเรียงลำดับภาพสื่อความหมาย การเปลี่ยนภาพและ เชอื่ มต่อภาพ ซง่ึ มีรายละเอียด ดงั นี้ (ณฐั ฐ์วฒั น์ สทุ ธโิ ยธินย, 2554) 1. ภาพขนาด ไกล (Long shot : LS) เปน็ ภาพระยะไกลของสิ่งทถ่ี ่ายทำเตม็ ตวั ในบางคร้ังเรา อาจเรียกว่าภาพเต็มตัวหรือ full shot ภาพขนาดไกลใช้สื่อความหมายในกรณี การเปิดฉากของเรื่อง (start of scene) ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่ตั้งและบรรยากาศภายในเรื่อง ใช้ติดตามความ เคลื่อนไหวการกระทำของตัวละครหรืออาจจะนำมาใช้ในการสร้างอารมณ์ร่วมของผู้ชมจากการใช้ภาพ แบบ shot ต่อ shot หรือภาพไกลสลบั ภาพใกล้ในการเปดิ เรือ่ งหรือในชว่ งเรม่ิ ตน้ ของตอน 2. ภาพขนาด ปานกลาง (Medium shot : MS) เป็นภาพที่มองเห็นในระยะใกล้เข้ามา ครึ่งหน่ึง ถ้าเป็นภาพคนก็จะเหน็ เพยี งแคค่ ร่ึงตวั คือตง้ั แต่เอวข้ึนไปถงึ ศีรษะ ขนาดภาพปานกลาง เปน็ ภาพ ที่ให้คุณค่าตรงกลางระหว่างคุณค่าของขนาดภาพไกลที่ทำให้มองเห็นสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป ผู้ชมได้ เห็นรปู ลกั ษณห์ รือลักษณะของส่งิ ใดส่ิงหนึง่ แบบการมองดูทว่ั ๆ ไป โดยไม่เนน้ ให้เห็นถึงรายละเอียดหรือ 143

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงการรับรูถ้ ึงอารมณ์และความรู้สึกของบุคคลมากเท่าใด ขนาดภาพปานกลาง ผู้ชมสามารถเห็นเหตกุ ารณ์ รายละเอียดฉากหลังและการเคลื่อนไหวของผู้แสดงพอสมควรซึ่งช่วยทำให้พอที่จะเข้าใจเรือ่ งราวต่างๆ ได้ ขนาดภาพปานกลางเป็นขนาดภาพทีน่ ิยมใช้มากที่สดุ เพราะใชเ้ ป็นภาพเช่ือมต่อกล่าวคือ การเปลี่ยน ขนาดภาพจากไกลมาเป็นภาพใกลห้ รือจากภาพใกล้มาเปน็ ภาพไกลก็ตามจะต้องเปลย่ี นมาเป็นภาพขนาด ปานกลางเสียก่อนเพื่อไม่ให้ขัดต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ชม เนื่องจากภาพจะกระโดด ภาพขนาดปาน กลางยังนยิ มใชถ้ า่ ยภาพบุคคล 2 คนกำลงั สนทนากนั ตามปกติ (สมสุข หนิ วมิ านและคณะ, 2554) 3. ภาพขนาด ใกล้ (Close up shot : CU) เปน็ ภาพท่มี องเห็นในระยะใกล้ของสงิ่ ท่ถี า่ ยทำเช่น ถา้ เป็นภาพคนก็จะเห็นต้ังแตห่ นา้ อกขึ้นไปถึงศีรษะ ภาพขนาดใกลเ้ ป็นภาพท่ีมพี ลังและมคี วามหมายมาก ต่อการรับรู้ของผู้ชม ภาพใกล้ควบคุมความสนใจของผู้ชมได้ดีจะช่วยทำให้ผู้ชมเกิดความสนใจ ทำให้ เกิดปฏิกริ ยิ าตอบสนองเกดิ การตอบสนองและเกิดอารมณ์ทำให้ผู้ชมได้รับรู้และเห็นภาพท่ีควรจะเห็นซ่ึง ผชู้ มไมม่ โี อกาสเหน็ ในภาพขนาดไกล ภาพใกล้จึงเปน็ การสร้างจุดรวมความสนใจและเนน้ ส่ิงท่ีต้องการให้ เห็นเน้นรายละเอยี ดตา่ งๆ แต่การใช้ภาพขนาดใกล้ก็มีจุดอ่อนคือ ทำให้ผู้ชมไม่เห็นภาพรวมของฉาก ไม่ เห็นปฏกิ ริ ิยาตอบสนองของตัวละครอ่นื ๆ ในเวลาน้นั ในการเลอื กใช้ภาพขนาดใกล้ 4. ภาพขนาด ไกลมาก (Extreme long shot : ELS) เป็นภาพในระยะไกลมากของการแสดง หรือเหตุการณ์มักจะใช้ในการบ่งบอกที่ตั้งทางกายภาพของสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือเพื่อที่จะสร้าง ความเด่นชัดของบรรยากาศของสถานท่นี นั้ รูปแบบการใช้เชน่ นี้จะใชม้ ากในการเปิดเรอื่ งของภาพยนตร์ หลายๆ เรอื่ ง เชน่ ภาพภมู ิประเทศของเมอื งซ่ึงถ่ายมุมสงู จากเฮลิคอปเตอร์ ภาพกรุงนิวยอร์คท่ีถ่ายกว้าง มากมองเห็นแม่น้ำและตัวเมือง ภาพแสดงสภาพการจราจรแน่นขนัด ภาพแนวป่าหรือภูเขาท่ีกว้างใหญ่ เปล่าเปลี่ยว ดูสงบ หรือ ภาพคฤหาสน์ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอก ตั้งอยู่โดดเดี่ยวเชิงเขา อันแสดงถึงความ แยกตัวโดดเดยี่ ว ลึกลบั หรืออาจตกอยู่ในภยนั ตราย เป็นต้น 5. ภาพขนาด ใกลม้ าก (Extreme close – up : ECU) เปน็ ภาพทข่ี ยายเขา้ ไปใกล้มากๆ จนมี ลักษณะเกือบจะใกล้ชิดนัยน์ตา โดยมากแล้วภาพที่ถูกถ่ายมักจะปรากฏเต็มจอ ใช้ในการแสดงละครที่ ต้องการเน้นอารมณ์หรือเปน็ ภาพท่ตี อ้ งการแสดงรายละเอยี ดมากขน้ั ซง่ึ ภาพขนาดใกล้ (CU) ยังไม่ชดั เจน พอ ตัวอย่างเชน่ ถ้าเราไดร้ ับมอบหมายใหไ้ ปถ่ายภาพงานเลี้ยงฉลองแต่งงานฉากหนึ่ง ภาพทีม่ ักจะเกิดข้ึน เสมอ คือ สามมี อบแหวนเปน็ ของขวัญใหแ้ ก่ภรรยาในโอกาสพิเศษ เราคงจะต้องถ่ายภาพท้ัง 3 ขนาด คือ ภาพไกล (LS) ภาพปานกลาง (MS) และภาพใกล้ (CU) ของภรรยาทแี่ สดงอาการชน่ื ชมแหวนนนั้ ในกรณี นี้ตามหลักจิตวิทยาผู้ชม ปรารถนาที่จะเห็นแหวนวงนั้นใกล้ๆ ดังนั้น เราจึงควรขยับกล้องเข้ามาใกล้ๆ แลว้ ถา่ ยภาพขนาดใกล้มาก (ECU) ภาพจะขยายใหเ้ ห็นถึงความสวยงามของเพชรไดอ้ ยา่ งชัดเจน 6. ภาพมุมระดับสายตา (Level Shot) เป็นมุมกล้องที่ตั้งกล้องในการถ่ายทำด้วยระดับความ สูงจากพื้นประมาณเท่ากับระดับสายตา เมื่อถ่ายทำบุคคลที่กำลังยืนหรอื ระดับหน้าอกของบุคคลท่กี ำลงั ยืน หรือท่รี ะดบั มมุ 0 องศา ภาพท่ีไดจ้ ะเสมอื นกับสายตาคนมองเหตกุ ารณท์ ัว่ ไปปกติ 7. ภาพมุมสูง (High Shot) เปน็ มุมกล้องทีต่ ั้งกลอ้ งอยสู่ งู กวา่ ระดับสายตาขึ้นไปจนถึง 90 องศา สว่ นใหญจ่ ะถ่ายดว้ ย เครน (Crane) หรือสถานทท่ี ่ีมีระดับสงู การถา่ ยภาพมุมสงู ทำให้เกิดความหมายใน 144


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook