0
ท่ีปรึกษา ปลัดกระทรวงสาธารณสขุ นายโอภาส การย์กวินพงษ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสขุ (นกั บริหาร) นายณรงค์ อภกิ ลุ วนชิ ผ้อู ำนวยการกองสาธารณสขุ ฉุกเฉนิ นายสฤษดิเ์ ดช เจริญไชย นายแพทย์เชี่ยวชาญ บรรณาธกิ าร ท่ปี รกึ ษากองสาธารณสขุ ฉกุ เฉนิ นายสิโรตม์ ศรมี หาดไทย นายแพทยเ์ ช่ยี วชาญ ผู้เรียบเรยี ง จัดทำ ที่ปรึกษากองสาธารณสุขฉกุ เฉนิ นักวชิ าการสาธารณสุขชำนาญการ นายสิโรตม์ ศรมี หาดไทย หัวหน้างานพฒั นาวิชาการกองสาธารณสขุ ฉกุ เฉนิ เจา้ พนักงานเวชกิจฉกุ เฉิน โรงพยาบาลนาโพธ์ิ นางอุบล ศรีประเสรฐิ นายไอราพต โพธ์ิแหบ
คำนำ เพื่อให้หน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้มีข้อมูลการเตรียมตัว เตรียม ความพร้อม เมื่อเผชิญเหตุการณ์กราดยิง หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดอย่างไม่เป็นมิตร/มุ่งทำร้ายผู้อื่นในสังคม ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มองเห็นความสำคัญของ การพัฒนาแนวทาง และองค์ประกอบที่จำเป็นในการจัดระเบียบ ระบบสนับสนุนด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทีเ่ ชอื่ มโยงและสอดคล้องกบั ระบบการบัญชาการณ์เหตุการณใ์ นพ้นื ท่ีเกดิ เหตุ ในการตอบโต้เหตกุ ารณ์กราดยิง และ /หรือเหตุการณ์ประทุษร้ายที่ไม่เป็นมิตรอ่ืน ๆ เพื่อลดหรือขจัดความเสี่ยงและผลกระทบ ทั้งเชิงเศรษฐกิจ สังคม ขององคก์ รและชุมชน ท่ไี ด้รบั ผลกระทบจากเหตกุ ารณ์เหล่านี้ กองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอบคุณ ผู้ให้ความรู้ ในทุกแหลง่ ข้อมูล และหวงั เปน็ อยา่ งยิ่งวา่ การรวบรวม เรยี บเรยี งแนวทางการวางแผนเผชิญสถานการณ์เหตุการณ์ ความรุนแรงผู้ก่อเหตุมุ่งทำร้ายผู้อื่น (Hostile /Mass violennce) กรณี เหตุกราดยิง (Active Shooter) ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในการให้หน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ ฉกุ เฉินทอี่ าจเกดิ ขน้ึ ได้ตอ่ ไป กองสาธารณสุขฉุกเฉนิ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสขุ มีนาคม 2566 ก|Page
สารบัญ CONTENTS คำนำ ......................................................................................................................................... ก สารบัญ.......................................................................................................................... ข บทที่ 1 เกริ่นนำความเปน็ มาและสถานการณ์............................................................................. 1 ความเป็นมา และสถานการณ์ ......................................................................................... 1 บทที่ 2 ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติ การจัดบริหารจัดการและขอบเขตการสนับสนุนในภารกิจด้าน การแพทย์และสาธารณสขุ .................................................................................................................... 2 ความร้ทู ว่ั ไป................................................................................................................... 2 ภยั พิบตั ิ................................................................................................................................2 ระบบบัญชาการเหตุการณ์ฉกุ เฉนิ (Incident Command System: ICS)............................5 การจดั การภาวะฉุกเฉนิ ของประเทศไทย ..............................................................................7 บทบาท ภารกิจ ของส่วนงานการแพทย์และสาธารณสุข ในการสนับสนุนผู้บัญชาการ เหตกุ ารณ์.................................................................................................................................................. 13 บทที่ 3 บทเรยี นการซ้อมแผนตอบโตเ้ หตกุ ารณ์........................................................................ 15 รูปแบบการตอบโต้เหตุรุนแรงที่ไม่เป็นมิตร จากการซ้อมแผนเหตุกราดยิง อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรรี มั ย์........................................................................................................................................ 15 รปู แบบการตอบโตเ้ หตุรนุ แรงท่ีไมเ่ ป็นมิตร จากการซอ้ มแผนเหตุกราดยิง จังหวัดราชบรุ ี . 19 บทที่ 4 แนวทางการดำเนินงาน กรณี เหตุการณ์รุนแรงทไ่ี มเ่ ป็นมติ ร........................................ 24 4.1 การป้องกัน Prevention ...................................................................................... 24 การให้ความรใู้ นการตอบสนองของประชาชน /พลเรอื นต่อเหตุการณ์ (Active Shooter). 24 4.2 การเตรียมความพร้อม Preparation..................................................................... 25 การปฏบิ ตั ิการสำหรบั เจ้าหนา้ ทีต่ ำรวจ ฝา่ ยปกครอง และทีมชว่ ยเหลือ............................. 25 ข|Page
การบริหารจดั การขอ้ มลู ข่าวสาร และการสอ่ื สารในภาวะวกิ ฤติ......................................... 27 การจัดระบบการส่ือสารและทะเบยี นการประสานงาน ...................................................... 29 โครงขายการส่ือสารเมื่อเกดิ ภัยพบิ ตั แิ ละภาวะฉุกเฉิน........................................................ 34 ตวั อยา่ งการจัดทำทะเบยี นเครือขา่ ยการประสานงาน........................................................ 35 ตัวอยา่ งทะเบียนอุปกรณ์ที่จำเป็น...................................................................................... 36 DCIRs ............................................................................................................................... 39 การเตรียมแผนที่เส้นทางการจราจรขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขนส่ง (LoGistics)................................................................................................................................................ 41 4.3.การปฏบิ ตั ิการ Response..................................................................................... 42 4.1 การสื่อสารความเสี่ยง (กองสาธารณสขุ ฉุกเฉิน, 2565) ............................................... 42 4.2 การดำเนินงานทีมช่วยเหลือของส่วนการแพทย์และสาธารณสุขในการตอบโต้ สถานการณ์............................................................................................................................................... 45 เอกสารอา้ งองิ .............................................................................................................. 53 ค|Page
แนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณี เหตุการณ์ผู้ก่อเหตุมุ่งทำร้ายผู้อื่น/เหตุกราดยิง HOSTILE /MASS VIOLENCE /ACTIVE SHOOTER ง|Page
บทท่ี 1 เกริ่นนำความเป็นมาและสถานการณ์ ความเป็นมา และสถานการณ์ เนอ่ื งจากเหตุการณ์กราดยิง หรอื สถานการณ์ฉุกเฉนิ ทเ่ี กิดอย่างไม่เป็นมิตร/มุ่งทำร้ายผู้อ่ืนในสังคมยังคง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2543 – 2563 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิง (Active Shooter) ถึง 1,019 คน ไดร้ ับบาดเจบ็ 1,822 คน จาก 345 เหตกุ ารณท์ ว่ั โลก และจากหลักฐานข้อมูลสถติ ิ พบวา่ ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2483 – 2565 ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ไม่น้อยกว่า 15 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวติ รวมจำนวนมากกว่า 1,104 คน ส่วนใหญ่ เป็นเหตุการณ์จลาจลที่เกิดจากความขัดแย้ง หากแต่ 2 เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดในปี พ.ศ. 2563 และ 2565 เป็นเหตุการณ์ที่ผู้ก่อเหตุมุ่งทำร้ายผู้อื่นในที่ชุมชนซึ่งใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ โดยผู้ก่อเหตุมีสาเหตุจากสภาพจิตใจและ ความเครียดในการดำเนินชีวิตตนเอง โดยในปี พ.ศ. 2563 เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 ในห้างสรรพสินค้าและ ขยายสู่ชุมชนภายนอกในเขตอำเภอเมืองฯ จังหวัดนครราชสีมา มีจำนวนผู้เสียชีวิต 31 คน (รวมผู้ก่อเหตุ) และมี ผ้บู าดเจ็บจำนวน 58 คน ขอบเขตพน้ื ทท่ี ี่มีผเู้ สียชีวิตมีมากถึง 4 ตำบล (เหตุกราดยงิ ท่จี ังหวดั นครราชสีมา พ.ศ. 2563, 2565) ในปี พ.ศ. 2565 เกดิ เหตุ ณ จังหวดั หนองบัวลำภู เปน็ เหตุกราดยงิ ในตำบลอทุ ยั สวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัด หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 37 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กจำนวน 24 คน ส่วนใหญเ่ ป็นนักเรยี นในศูนย์พัฒนาเดก็ เล็กในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เป็นข่าวไปทัว่ โลก นับเป็นการฆาตกรรมหมู่ที่ร้ายแรง ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และติดอันดับเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่ร้ายแรงที่สุดของโลก โดยมีผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว ลงมือใช้มีด และอาวุธปืนก่อเหตุทำร้ายคนในศูนยพ์ ัฒนาเด็กเล็กตำบลอุทัยสวรรค์ก่อนขับรถยนต์หลบหนี ไปในพื้นท่ี ขอบเขตจำนวน 3 หมู่บ้าน ระหว่างทางผู้ก่อเหตุ ได้ยิงผู้อื่นเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายราย สุดท้ายผู้ก่อเหตุได้ทำ การฆา่ ภรรยา ลกู เล้ียง และฆา่ ตัวตายตาม เหตกุ ารณ์ดังกล่าวมาแล้วท้ังหมดนี้ นับเปน็ เรือ่ งสำคัญสำหรับการบังคับใช้ กฎหมาย การเผชญิ เหตคุ รัง้ แรกของผูป้ ระสบเหตุและเจา้ หน้าทผ่ี ้ชู ่วยเหลอื ผ้บู ริหารจัดการจดั สิง่ อำนวยความสะดวก เจา้ หนา้ ทดี่ ้านการแพทย์และสาธารณสุข /โรงพยาบาล สมาชกิ ในชมุ ชน และอื่น ๆ ทเี่ ก่ยี วข้อง 1|Page
บทท่ี 2 ความรู้เก่ียวกับภัยพิบัติ การจัดบริหารจัดการและ ขอบเขตการสนับสนุนในภารกิจด้านการแพทย์และ สาธารณสุข ความรู้ทั่วไป ภัยพิบัติ พระราชบัญญัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 และแผนการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2558 ได้จำแนกประเภทของภัยพิบัติไว้รวมทั้งสิ้น 18 ประเภท โดยแบ่งเป็น ดา้ นสาธารณภัย 14 ประเภท และ ดา้ นความมั่นคง 4 ประเภท (สำนกั งานปลดั กระทรวงสาธารณสขุ กองสาธารณสุข ฉุกเฉนิ ,กลุ่มภารกิจLaision, 2565) ดังน้ี ดา้ นสาธารณภัย 14 ประเภท 1.ภยั จากโรคระบาดในมนุษย์ 8.ภยั จากอากาศหนาว 2.ภยั จากโรคแมลง/สตั วศ์ ัตรพู ชื ระบาด 9.ภัยจากแผน่ ดินไหวและอาคารถล่ม 3.ภยั จากโรคระบาดสัตว์และสัตว์น้ำ 10.ภยั จากคล่นื สนึ ามิ 4.ภัยจากสารเคมแี ละวัตถอุ นั ตราย 11.ภัยจากภัยแล้ง 5.ภัยจากอทุ กภัยและดนิ โคลนถลม่ 12.ภัยจากไฟปา่ และหมอกควัน 6.ภัยจากพายุหมุนเขตรอ้ น 13.ภัยจากการคมนาคม 7.จากอัคคีภัย 14.ภยั จากเทคโนโลยีและสารสนเทศ ด้านความมั่นคง 4 ประเภท 15.ภยั จากการก่อวนิ าศกรรม 17.ภัยทางอากาศ 16.ภยั จากท่นุ ระเบดิ /กับระเบิด 18.ภัยจากการชมุ นมุ ประทว้ ง/การจลาจล 2|Page
กระทรวงสาธารณสุข ได้นำมาจัดกลุ่มประเภทของภัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ออกเป็น 5 ประเภท โดยยึดตามบทบาท ภารกิจและหนา้ ที่ ตลอดจนแนวทางการปฏบิ ตั ิงานในการดำเนินการสนบั สนุนต่อระบบบญั ชาการ เหตุการณ์ฉุกเฉินของประเทศ (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กองสาธารณสุขฉุกเฉิน,กลุ่มภารกิจLaision, 2565) ดงั นี้ 1.ภัยสขุ ภาพทเ่ี กิดจากโรคติดเชอื้ / โรคระบาด 2.ภยั สขุ ภาพท่ีเกดิ จากสารเคมี และวัตถอุ ันตราย 3.โรคและภัยสุขภาพท่ีมากับภยั ธรรมชาติ /สาธารณภยั 4.ภยั สขุ ภาพที่เกดิ จากภยั ทางสิง่ แวดล้อม 5.ภัยสขุ ภาพที่มาการกระทำของมนุษย์ และการชุมนมุ /จลาจล ตามแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางการแพทย์และสาธารณสุข พ.ศ.2563 – 2565 ได้กล่าวอธิบายเหตุฉุกเฉินหรือโรคและภัยสุขภาพ (All Hazard) หมายถึง โรคหรือภัยที่ส่งผล กระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงและสามารถแพร่ระบาดขยายวงกว้าง จึงต้องจำกัดการเคลื่อนที่ของผู้คนและสินค้า ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข โดยกองสาธารณสุขฉุกเฉินมี บทบาทในการทำหน้าที่ในการจัดทำ เสนอนโยบายยุทธศาสตร์ ระบบบัญชาการเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านการแพทย์และ สาธารณสุขเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการแพทย์และสาธารณสุข สามารถประยุกต์ใช้ความรู้เฉพาะทาง การแพทย์และสาธารณสุขในการสนับสนุนต่อ ระบบบัญชาการเหตุการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ (National Incident Management System : NIMS) ภายใต้บทบาทและหน้าที่ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตาม สปฉ.8 เพื่อยัง ประโยชน์แก่ประชาชนใหไ้ ด้รับบรกิ ารทางการแพทย์และสาธารณสขุ ที่มีคณุ ภาพ ปลอดภัยและมคี วามมั่นใจในระบบ บริการสาธารณสุข ทุกระยะของการเกิดภัย อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ที่ประสบภัยพิบัติ ตามวิสัยทัศน์ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางการแพทย์และสาธารณสุข พ.ศ.2563 – 2565 (สำนักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข กองสาธารณสุขฉุกเฉิน กลมุ่ ภารกิจพฒั นาระบบการแพทยฉ์ ุกเฉนิ , 2565) 3|Page
1.Biological 2.Chemical/ 3.Disaster 4.Environ 5.Human 6.RTI & Other Radiation mental 1.1) ภยั จากโรค 2.1) สารเคมี 3.1)ดนิ โคลนถลม่ 4.1) ภยั แลง้ และ 5.1) การชมุ นมุ 6.1) ภัยจากการ ระบาด รั่วไหล 3.2)พายหุ มุนเขต ความร้อน ประทว้ งก่อการ คมนาคมและ ร้อน(วาตภยั ) 4.2) ไฟป่าและ จลาจล ขนส่ง อบุ ัตเิ หตุ ในมนุษย์ 2.2) นิคม 3.3) แผ่นดนิ ไหว/ หมอกควัน รถพยาบาล อาคารถล่ม 4.3) บ่อขยะไหม้ และอื่นๆ - โรคอุบัตใิ หม่ อตุ สาหกรรม 3.4) คล่ืนสนึ ามิ - อุบตั ซิ ำ้ 3.5) อคั คีภัย(ไฟ - โรคตดิ ต่อ ป่า) 1.2) ภัยจากโรค 3.6) ภัยหนาว แมลง สตั ว์ ศัตรูพชื 1.3) ภัยจากโรค ระบาดสตั วแ์ ละ สตั วน์ ำ้ กรมควบคุมโรค กรมควบคุม สป.สธ. กรมอนามัย สป.สธ. โรค กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิต กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ สำนกั งานคณะกรรมการอาหารและยา บูรณาการสนับสนนุ ทรพั ยากรและวชิ าการ สำนกั งานปลดั กระทรวงสาธารณสขุ เปน็ หน่วยงานประสาน และเลขานกุ ารกลาง ตารางท่ี 1 การแบง่ ประเภทภยั และความรับผดิ ชอบของหน่วยงานสาธารณสุข ดังนั้น ตามการจัดแบ่งกลุ่มดังกล่าว กรณี เหตุการณ์ผู้ก่อเหตุมุ่งทำร้ายผู้อื่น/เหตุกราดยิง (Hostile /Active Shooter) จึงจัดประเภทอยูใ่ นประเภทของภยั ที่มาจากการกระทำของมนุษย์ และการชุมนุม ซึ่งกรณีนี้ จะมี ความแตกต่างจากประเภทที่ 5 นี้ เล็กน้อย เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดในปัจจุบัน สาเหตุไม่ได้เกิดจาก ความขัดแย้ง ที่เราสามารถประเมินเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมตามแนวทางประเภทที่ 5 ได้ทัน การณ์ หากแต่ ปัจจุบันมีความถี่ของสถานการณ์จากความเครียดสะสมในปัญหาการดำเนินชีวิต ตลอดจนปัญหาท่ี 4|Page
สบื เนอ่ื งมาจากกลุ่มผ้ปู ว่ ยจติ เวชบางประเภท หรอื จิตเวชยาเสพติด ซึ่งจะไมส่ ามารถทราบและประเมนิ เหตุการณ์ล่วงหน้า ได้ น้ันเอง นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งประเภทของเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ตามกฏอนามัย ระหว่างประเทศ (International Health Regulations: IHR) อีกด้วย ซึ่งการแบ่งประเภทของเหตุฉุกเฉินด้าน สาธารณสุขระหว่างประเทศนั้น แบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ภัยที่อาจก่อให้เกิดภาวะอันตราย (Hazard) ต่างๆ ดังนี้ 1) โรคติดเชื้อ 2) โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน 3) อาหารปลอดภัย 4) สารเคมี และ 5) กัมมันตรังสีและนิวเคลียร์ (สำนักงานปลดั กระทรวงสาธารณสขุ กองสาธารณสขุ ฉกุ เฉนิ ,กลุ่มภารกิจLaision, 2565) ระบบบัญชาการเหตุการณ์ฉุกเฉิน (INCIDENT COMMAND SYSTEM: ICS) ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) เป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) เพื่อวางแผนในการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่ส่งผล กระทบต่อสาธารณชน โดยได้แบ่งกลุ่มภารกิจในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินไว้ 5 กลุ่มภารกิจ (WHO W. H., 2015) ตามภาพโครงสร้างดงั ตอ่ ไปนี้ ภาพท่ี 1 IMS Model (WHO W. H., 2015) จากภาพที่ 1 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดแบ่งกลุ่มภารกิจในการดำเนินงานตอบโต้ สถานการณ์ฉกุ เฉินไว้ 2 สว่ นใหญ่ ๆ คือ ส่วนในการบัญชาการเหตุการณ์ (Management) และ สว่ นในการสนับสนุน ซ่ึงแบ่งบทบาทภารกจิ เป็น 4 ส่วนย่อย ในการสนับสนนุ การดำเนินงานของสว่ นบญั ชาการ ได้แก่ Operation section, Planning section, Logistics section และ Finance and administration section โดยระบุว่าทั้ง 5 ส่วนภารกิจ สามารถปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นได้ตามบริบทและสถานการณ์ (Framework for a Public, 2015, หน้า 16) ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ประยุกต์นำแนวคิดระบบบัญชาการเหตุการ์มาใช้ในการจัดการภาวะฉุกเฉิน โดยปรากฎใน 5|Page
แผนการป้องกนั ภัยฝ่ายพลเรอื นแหง่ ชาติ พ.ศ.2545 (:กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, 2558) กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบบัญชาการเหตุการณ์ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ ผ้เู ผชญิ เหตุ (First Responder) ว่าเป็นระบบผู้บังคบั บัญชาในการจัดการสาธารณภัย ไมเ่ กยี่ วขอ้ งกับเจา้ หนา้ ทีผ่ ู้เผชิญ เหตุ ซึ่งความจริง ระบบบัญชาการเหตุการณ์ เป็นระบบที่ใช้ ณ ที่เกิดเหตุ โดเจ้าหน้าที่ผู้เผชิญเหตุที่ไปถึงที่เกิดเหตุ เป็นลำดับแรก ก็คือ ผู้บัญชาการเหตุการณ์คนแรกของเหตุการณ์นั้น ๆ มีหน้าที่สถาปนาระบบการสั่งการและเผชิญ เหตุตามความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น กรณีท่ีสามารถควบคุม สถานการณ์และช่วยเหลือผู้ประสบภยั ได้ เหตุการณ์ยุติลง ก็กลับสู่ภาวะปกติ แต่หากมีกรณีเกินขีดความสามารถกจ็ ะ มีการประสานงานเพื่อขอรับความช่วยเหลือสนับสนุนทรัพยากรเพิ่มเติม และอาจมีผู้ที่มีบทบาทเหมาะสมกว่า ประสบการณ์สูงกว่าเข้ามาร่วมเผชิญเหตุ ก็สามารถที่จะโอนการบัญชาการ สั่งการไปยังบุคคลนั้นให้ทำหน้าที่เป็น ผู้บัญชาการเหตุการณ์นั้นต่อไปได้ และเมื่อมีทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น โครงสร้างการบัญชาการเหตุการณ์ก็จะขยายตัว ตามสถานการณ์ด้วยเช่นกัน ระบบบัญชาการเหตุการณ์ จึงหมายถึง ระบบสั่งการ ควบคุม ประสานความร่วมมือ เพือ่ การจัดการเหตุการณใ์ นภาวะฉุกเฉิน ตลอดจนการระดมทรพั ยากรไปยังจุดเกิดเหตุ เพ่ือใชใ้ นการจดั การเหตุการณ์ นัน้ ๆ โดยมีเปา้ ประสงค์ เพื่อความปลอดภัยของผูป้ ฏิบัตงิ านและผู้ท่ีเกีย่ วข้องในเหตุการณ์ โดยการจัดการเชิงยุทธวิธี และใชท้ รพั ยากรอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ คุ้มค่า แ ล ะ จ า ก Handbook for Public Health Emergency Operations Center Operations and Management แสดงถึงองค์ประกอบหลักในการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข Public Health Emergency Operations Center : PHEOC ดงั ภาพ 6|Page
ภาพท่ี 2 Core components of PHEOC การจัดการภาวะฉุกเฉินของประเทศไทย การจัดการภาวะฉุกเฉิน เป็นเหตุการณ์ที่ชัดเจนว่าเกิดอย่างรวดเร็ว และอาจนำมาซึ่งความรุนแรง อนั ตรายตอ่ สว่ นรวม ต้องปฏบิ ตั กิ ารตอบสนองหรือตอบโต้อย่างรวดเร็วในการจำกัดเหตกุ ารณ์ไม่ใหเ้ กิดเป็นวงกว้างขึ้น ลดผลกระทบองคร์ วมที่อาจเกดิ ให้น้อยท่สี ุด ภายใต้ข้อจำกัดทั้งเร่ืองเวลาและทรัพยากรท่ีมีอยู่ จงึ ตอ้ งมีความรอบคอบ ในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนั้น การบริหารจัดการอย่างมีมาตรฐานหรือหลักการ รูปแบบเดียวกันทุกหน่วยงาน การมีความเป็นเอกภาพในการจัดการ และการมีความยืดหยุ่นในการจัดการ โครงสร้างองค์กรปฏิบัติ จึงเป็นปัจจัยสำคัญท่ีจะส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการบรรลุในเป้าหมายและเป้าประสงค์ ของการจัดการภาวะฉุกเฉิน โดยจะพบว่าในปัจจุบันการระดมพลปฏิบัติการเในการจัดการภาวะฉุกเฉิน ยังคงมี ข้อจำกัดในการปฏิบัติตามสายบังคับบัญชาภาวะปกติ แทนที่จะปฏิบัติการตามสายบังคับบัญชาในระบบบัญชาการ เหตุการณ์ภาวะฉุกเฉินขณะเผชิญเหตุ จำเป็นต้องมีการกำหนดและแจง้ สายบังคับบัญชาอย่างชัดเจนในการเผชิญ เหตุการณ์ (Span of control) ซ่งึ อาจเป็นสายบังคบั บญั ชาระหว่างหน่วยงานได้ ประเทศไทยมีพระราชบัญญตั ิป้องกันและบรรเทาสาธารณภยั พ.ศ. 2550 และทแ่ี ก้ไขเพ่ิมเติม ตลอดจน แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570 เป็นหลักในการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน 7|Page
ในปัจจุบัน โดยมีการแบ่งระดับการจัดการสาธารณภยั แบ่งเป็น 4 ระดับขนาดความรุนแรงสาธารณภัย คือ สาธารณ ภัยขนาดเล็ก (ระดับพื้นที่) สาธารณภัยขนาดปานกลาง (ระดับจังหวัด) และ ระดับชาติอีก 2 ระดับ ได้แก่ สาธารณภัยขนาดใหญ่ และสาธารณภยั ขนาดรา้ ยแรง (:กรมป้องกนั และบรรเทาสาธารณภัย, 2558) ดังนี้ ระดับ 1 สาธารณภัยขนาดเล็ก (ระดับพื้นที่ : อำเภอ และท้องถิ่น) โดยมีนายอำเภอในเขตพื้นที่อำเภอ หรือมีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่นั้น ๆ ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน ระดับพื้นที่ สำหรบั ในเขตกรงุ เทพมหานครให้ผู้อำนวยการเขต ทำหน้าท่ีผชู้ ว่ ยผู้อำนวยการฯกรุงเทพมหานคร ระดับ 2 สาธารณภัยขนาดปานกลาง (ระดับจังหวัด) มีผู้ว่าราชการจังหวัด ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ จังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นรองผู้อำนวยการ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เป็น ผ้อู ำนวยการกรุงเทพมหานครในกรณีเกดิ สาธารณภยั ในเขตกรงุ เทพมหานคร สาธารณภัยระดบั ชาตแิ บง่ เปน็ 2 ระดบั ได้แก่ ระดบั 3 สาธารณภัยขนาดใหญ่ มรี ฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทยทำหน้าทีผ่ ้บู ัญชาการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ควบคุม กำกับ บังคับบัญชา สั่งการ ในการป้องกันละบรรเทาสาธารณภัย ทวั่ ราชอาณาจกั รไทย ทง้ั นม้ี ี ปลดั กระทรวงมหาดไทย ทำหนา้ ท่ีรองผู้บญั ชาการเหตุการ ระดับ 4 สาธารณภัยขนาดรุนแรงอย่างยิ่ง (นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย ทำหน้าที่สั่งการ กำกับ ควบคุมการปฏิบัติของผู้บัญชาการ ผู้อำนวยการ หน่วยงานของรัฐ และองค์กรปกครอง สว่ นท้องถน่ิ ทั้งนี้ อิงการบัญชาการตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้ รัฐมนตรี ทำหน้าที่ผู้บัญชาการ และมอบหมายให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นรองผู้บัญชาการ และมีอธิบดี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นกรรมการและเลขานุการในระดับชาติ และมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการจังหวัด รับผิดชอบในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตจังหวัด (ราชกิจจานุเบกษา, 2550) และตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติพ.ศ.2564 – 70 กำหนดหลักการแนวปฏิบัติไว้ 14 ประการ (กระทรวงมหาดไทย, 2566) ได้แก่ 1.การใช้ศัพท์มาตรฐาน (Common Terminology)โครงสร้างตำแหน่งในระบบบัญชาการ เหตุการณ์ที่เป็นคำศัพท์มาตรฐานใช้ทุกหน่วยงานในประเทศไทยที่ควรทราบไว้เป็นพื้นฐานในการประสาน การปฏิบตั ิงาน คือ 8|Page
ตารางที่ 2 แสดงคำศัพทพ์ ้นื ฐานโครงสร้างตำแหนง่ ระบบบญั ชาการเหตุการณ์ โครงสรา้ ง ตำแหน่ง ตำแหน่งสนับสนุน บญั ชาการ (Command) ผบู้ ัญชาการเหตุการณ์ รองผ้บู ัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander) (Deputy Incident Commander) เจ้าหน้าท่สี นบั สนุนการ เจา้ หน้าที่ (Officer) ผูช้ ว่ ย (Assistant) บัญชาการ (Command Staff) เจา้ หนา้ ท่ปี ฏิบตั งิ าน หัวหน้าส่วน (Section Chief) รองหัวหนา้ สว่ น (Deputy) (General Staff) แผนก (Branch) หัวหน้าแผนก รองหัวหน้าแผนก (Deputy) (Branch Director) กล่มุ พืน้ ที่ /กลมุ่ ภารกิจ หวั หนา้ (Supervisor) รองหัวหน้า (Deputy) (Division and Group) ชุดปฏิบตั กิ าร (Unit) หัวหน้าชุด (Unit Leader) ผชู้ ่วยหวั หน้าชดุ (Assistant) 2.การจดั โครงสร้างแบบโมดูลาร์ (Modular Organization) เปน็ การจัดการทถี่ กู ประยกุ ตใ์ ชใ้ นระบบ บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามประเภทและความซับซ้อนของสถานการณ์ เนื่องจากมีความ ยืดหยุ่น โดยมีลักษณะเด่นในการลดและขยายขนาดจากบนลงล่าง (TOP - DOWN) ส่งผลให้มีความคล่องตัวสูงใน การผนกึ กำลังการทำงานแบบมีส่วนรว่ มระหว่างหน่วยงาน 3.การจัดการโดยยึดวัตถุประสงค์ (Management by Objective) ตามหลักการกำหนดวัตถุประสงค์ เชน่ รูปแบบ “S-M-A-R-T Objectives” เป็นต้น 4.การวางแผนเผชิญเหตุ (Incident Action Planning : IAP) จะถูกกำหนดและจัดทำเมื่อ เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วโดยยึดองค์ประกอบ 4 คำถาม ได้แก่ 1) สิ่งที่ต้องทำมีอะไรบ้าง 2) มีใครเป็นผู้รับผิดชอบ 9|Page
3) การสื่อสารข้อมูลซึ่งและกันอย่างไร และ 4) หากมผี ไู้ ด้รับบาดเจบ็ ต้องปฏิบตั ิอยา่ งไรบ้าง โดยมคี วามครอบคลุมถึง การลำดับความสำคัญ วัตถุประสงค์ของเหตุการณ์ รายละเอียดภารกิจกลยุทธหรือยุทธวิธีที่ต้องดำเนินการพร้อม กำหนดผู้รับผิดชอบ และการกำหนดห้วงเวลาปฏิบัติงาน (Operation Period) โดยกรณีที่เป็นเหตุการณ์ขนาดใหญ่ หรือมคี วามซับซ้อน ตอ้ งใช้เวลาและทรัพยากรที่มากกว่าเหตกุ ารณป์ กติ หรอื เป็นเหตกุ ารณ์ด้านสารเคมี วัตถุอันตราย กมั มนั ตรงั สี จะตอ้ งมกี ารจดั ทำแผนเผชิญเหตเุ ป็นลายลักษณ์อกั ษรอยา่ งชดั เจน 5.ช่วงการควบคุมที่สามารถจัดการได้ (Manageable Span of Control) ซึ่งหมายถึงการแสดง ขอบเขตความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาแต่ละคนว่ามีจำนวนผู้ใต้บังคับบัญชา/หน่วยงาน/ทรัพยากรใน ความรับผิดชอบเพียงใดเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติมากที่สุด อันเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการเหตุการณ์ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการโครงสร้าง ทั้งนี้ ช่วงการควบคุมที่เหมาะสมที่สุดอยู่ระหว่าง 3 -7/1 การบังคับบัญชา (ทเี่ หมาะสมท่ีสดุ คอื 1 : 5 (หวั หนา้ 1 คน/หนว่ ยปฏบิ ตั ิ 5 หน่วย) (กระทรวงมหาดไทย, 2566) 6.พื้นที่ปฏิบัติงานและสิ่งอำนวยความสะดวก (Incident Facilities and Locations) หมายถึง สถานทตี่ ้งั หน่วยบญั ชาการหลกั ของเหตุการณโ์ ดยมกี ารกำหนดเปน็ สัญลักษณ์และชอื่ เรียกมาตรฐาน ดงั นี้ 6.1 ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ( ICP : Incident Command post) ซึ่งมี 2 รูปแบบในประเทศไทย คือ รูปแบบที่ 1 ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ณ พื้นที่เกิดเหตุ โดยควรใกล้พื้นที่เหตุการณ์มากที่สุดแต่อยู่นอกเขต อันตราย (On Scene Incident Command post ) ซึ่งจะใช้เป็นจุดสั่งการ กำกับดูแลการปฏิบัติการในภาพรวม โดยจะมีไดเ้ พยี งแหง่ เดยี วตอ่ เหตกุ ารณ์ แม้ว่าจะมกี ารใช้การบญั ชาการ แบบการบญั ชาการร่วม (Unified Command : UC) ก็ตาม และรูปแบบที่ 2 ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ที่มีลักษณะเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการภาวะฉุกเฉิน มีฐานะเป็นศนู ย์ปฏบิ ัติการฉุกเฉนิ (Emergency Operation Center : EOC) เป็นศนู ย์กลางในการประสานระดม สรรพกำลังเพื่อสนับสนุนศูนย์ฯ ในรปู แบบท่ี 1 และยังมอี ำนาจหน้าทคี่ รอบคลมุ การส่ังการ อำนวยการและบัญชาการ อกี ดว้ ย 6.2 พื้นที่ระดมสรรพกำลัง (Staging Area : S) หมายถึง จุดรวมทรัพยากรที่อยู่ในสถานะสำหรบั “พร้อมปฏิบัติงาน” รอการมอบหมายอาจมไี ด้หลายแห่งขึน้ อยู่กบั จำนวนและขนาดของทรัพยากร สภาพภูมิประเทศ และลักษณะเหตุการณ์ และต้องมีการแต่งตั้งผู้จัดการจะระดมทรัพยากร (Staging Area Manager : S) ทั้งน้ี ควรคำนึงถึงระยะเวลาในการเข้าปฏิบัติงานจริง และเส้นทางการเดินรถขนส่ง ถ้าเป็นไปได้ระยะเวลาเดินทางไม่ควร เกนิ 5 นาที และมีความปลอดภัย เช่น ภยั ดา้ นสารเคมี จดุ ต่างๆ ต้องต้ังอยู่เหนอื ลม มปี า้ ยจราจร ไฟส่องสวา่ ง 6.3 ฐานปฏิบัตกิ าร (Based : B) เป็นสถานที่ในการให้บริการและสนับสนุนข้อมูลตา่ งๆ ที่เกี่ยวกับ เหตุการณน์ ้ัน ๆ มี 1 ฐาน ต่อ 1 เหตกุ ารณ์ 10 | P a g e
6.4 แคมป์ (Camp : C) เป็นพื้นที่สนับสนุนเสบียงอาหาร ที่พักสถานพยาบาลแก่เจ้าหน้าท่ี ผู้ปฏิบัติงาน อาจมีได้หลายแห่งใน 1 เหตุการณ์ และต้องจัดตั้งผู้จัดการแคมป์ เพื่อดูแลภาพรวมแคมป์ ซึ่งไม่ได้ หมายความรวมถงึ จุด/ศนู ยอ์ พยพ หรือศนู ยพ์ กั พงิ 6.5 ฐานเฮลิคอปเตอร์ (Heli base) และลานจอดเฮลิคอปเตอร์ (Heli spot) โดยฐาน เฮลิคอปเตอร์ (Heli base) เป็นฐานควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศจอดเฮลิคอปเตอร์ระยะยาวมีน้ำมันเชื้อเพลิง การซ่อมบำรุง ส่วนลานจอดเฮลิคอปเตอร์ (Heli spot) เป็นจุดลงจอดชั่วคราวเพื่อขนส่งกำลังบำรุง (Drop Point : DP) ซึง่ อาจมไี ดม้ ากกวา่ 1 จดุ และนอกจากท่กี ล่าวมาแล้ว อาจมีการเพิ่มจุดอื่นๆ ได้ เชน่ จดุ คัดกรองผ้บู าดเจ็บในกรณีที่มกี ารบาดเจ็บ จำนวนมาก (Mass Casualty Triage Areas) หรือจุดกระจายทรพั ยากร (Point of Distribution) เปน็ ต้น ตารางท่ี 1 แสดงภาพสัญลักษณท์ ่ใี ช้ในระบบบญั ชาการเหตกุ ารณ์ สญั ลกั ษณ์ สถานที่ ศนู ยบ์ ญั ชาการเหตกุ ารณ์ (ICP : Incident Command Post) การแสดงจุดอื่น ๆ ในแผนท่ีพื้นที่ เหตุการณ์ จะใช้สัญลักษณ์ตัวอักษรอยู่ภายในวงกลม เช่น S : Staging Area , B : Based ,C : Camp , H : Heli base เป็นต้น กรณีที่มีหลายจุดให้ระบุลำดับ ตวั เลขไวด้ ว้ ย เช่น H1 , H2 เปน็ ตน้ 7.การจัดการทรัพยากรอย่างครบวงจร (Comprehensive Resource Management) โดยคำว่าทรัพยากร หมายความรวมถึง คน ชุดปฏิบัติการ วัสดุ เครื่องมือ อุปกรณ์ ยานพาหนะ ฯลฯ ซึ่งแบ่งเป็น ทรัพยากรเพื่อใช้แก้ไขปัญหาหรือระงับเหตุการณ์ เรียก ทรัพยากรปฏิบัติการ(Tactical Resource) กับทรัพยากร สนับสนุนการปฏิบัติงาน (Support Resource) โดยจัดหมวดหมู่ตามชนิด (Kind) และประเภท (Type) ทรัพยากร นั้น และจัดการด้วย 4 ขั้นตอนคือ 1) ระบุความต้องการ 2) ระบุการขอรับสนับสนุน สั่ง หรือการได้มา 3) การระดม จดั เกบ็ และการเคลือ่ นยา้ ย และ 4) การติดตามการใชแ้ ละการรายงาน ซึ่งจะแบง่ สถานะเป็น 3 สถานะ คอื ปฏบิ ัตงิ าน อยู่ (Assigned) พร้อมปฏิบัติงาน (Available) และไม่พร้อมปฏิบัติงาน (Out of Service) 5) การถอนกำลังและ การฟืน้ ฟู เม่อื มกี ารถอนกำลังทรพั ยากรต้องมกี ารรายงานตัว (Check Out) เพื่อความเป็นปจั จุบนั ข้อมูล 11 | P a g e
8.การบูรณาการระบบสื่อสาร (Integrated Communication) ต้องมีการกำหนดแผน ขั้นตอน และระบบการสื่อสารร่วมกัน และมีการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเป็น เอกภาพในการปฏิบตั ิ 9.การสถาปนาและการถ่ายโอนการบังคับบัญชา หลังจากที่คน/หน่วยแรกเข้าถึงเหตุการณ์ ต้องทำการสถาปนาระบบบัญชาการมอบหมายภารกิจเป็นอันดับแรก และเมื่อมีบุคคลที่เหมาะสมกว่าอาจมี การถา่ ยโอนการบังคบั บัญชาต่อไป ข้ึนอยู่กบั บริบทของบุคคล อำนาจหนา้ ทต่ี ามกฎหมาย สถานการณ์ที่เปล่ียนแปลง ซึ่งต้องมีการผลัดเปล่ียนตวั บังคับบัญชาหรอื ผู้ปฏิบัติให้ได้พักผ่อนเมื่อเหตุการณ์มคี วามยดื เยือ้ ดยาวนาน เมื่อเสร็จสิ้น ภารกจิ จะสง่ มอบภารกิจใหแ้ กเ่ จ้าของพื้นทีต่ ่อไป 10.การบัญชาการ (Command) มี 2 รูปแบบ คือ การบัญชาการเดี่ยว (Single Command) และการบญั ชาการรว่ ม (Unified Command) โดยรปู แบบแรก Single Command มักใชใ้ นเหตุการณข์ นาดเล็กมาก ท่ีไม่ซับซ้อนสามารถบัญชาการได้โดยบุคคลคนเดียว และสำหรับรูปแบบการบัญชาการร่วม (Unified Command) เป็นจัดการเหตุการณ์โดยการประสานแผนปฏิบัติการร่วมกันหลายหน่วยงานหลายด้านโดย มีวัตถุประสงค์ กลยุทธ์ และยุทธวิธีที่มีทิศทางเดียวกัน หรือบูรณาการกันอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกันตัดสินใจ ภายใต้โครงสร้างบัญชาการเดยี วกัน (Single Command Structure) เพอื่ สนธิทรัพยากร ลดความซำ้ ซ้อน ซ่ึงจะ ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าต่างคนต่างทำ โดยต้องมีกระบวนการวางแผน กำหนดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ และกำหนดแนวทางปฏิบตั เิ ชงิ ยทุ ธวธิ รี ว่ มกัน 11.ลำดับสายการบังคับบัญชา (Chain of Command) และเอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) การแสดงความสัมพันธ์ของสายการบังคับบญั ชาอยา่ งชดั เจน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะส่งผลต่อ การตดิ ตอ่ สอ่ื สาร การรายงานขอ้ มูล และการดำเนินงานตามทศิ ทางของแผนเผชิญเหตุ ดังนี้ 12.ความรับผิดชอบ (Accountability) หลักการปฏิบัติงานต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งต่าง ๆ ทรัพยากร - การรายงานตัว ทัง้ เข้า และออก - การปฏิบตั ิตาม แผนเผชิญเหตุ : IAP - การเคารพในการบงั คบั บัญชา (Unity of Command) - การรักษาชว่ งการควบคุมที่เหมาะสม - การรายงานการใช้ทรัพยากร โดยเป็นหน้าที่ของหัวหน้าชุดในการบันทึกรายงาน 12 | P a g e
13.การส่งทรัพยากรออกไปปฏิบัติงาน (Dispatch and Deployment) โดยหลักการหน่วยงาน/ บุคคลจะไม่ออกไปปฏิบัติงานในพืน้ ท่ีเหตกุ ารณ์หากไม่ได้รับการร้องขอ เพ่อื ลดความซ้ำซ้อน และลดภาระในการดูแล ทรัพยากร และเมื่อได้รับการร้องขอ และมีการส่งทรัพยากรออกไปปฏิบัติงานต้องมีการรายงานตัวเพื่อเข้าเป็นหนึ่ง ในโครงสร้างการจดั การเหตกุ ารณ์นนั้ ด้วย 14.การจัดการข้อมูลข่าวสาร (Information and Intelligence Management) ระบบบัญชาการ เหตุการณ์จำเป็นต้องมีการจัดระบบการรวบรวม วิเคราะห์ ประเมิน แลกเปลี่ยนและจัดการข้อมูลข่าวสารให้ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นปัจจุบัน เนื่องจากข้อมูลเป็นส่วนสำคัญและมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บัญชาการเหตุการณ์ โดยจัดแบ่งเป็นข้อมลู ข่าวสารภายในโครงสร้างองคก์ ร และข้อมูลข่าวสารภายนอกโครงสรา้ งองคก์ ร บทบาท ภารกิจ ของส่วนงานการแพทย์และสาธารณสุข ในการสนับสนุนผู้บัญชาการ เหตุการณ์ การดำเนินงานจัดการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตาม สปฉ. 8 : ส่วนงานการแพทย์ และสาธารณสุข ภาย์ใต้แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย์ แห่งชาติ พ.ศ.2558 มีการกำหนดแนวทาง และขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่การดำเนินงานจัดการภาวะฉุกเฉินดา้ นการแพทย์และสาธารณสุข ดังน้ี ข้อท่ี 1 จัดเตรียมและจัดหาทรัพยากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งประสานการระดม สรรพกำลัง้านการแพทย์และสาธารณสขุ ข้อท่ี 2 จดั ทำระบบฐานขอ้ มลู ผเู้ ชย่ี วชาญทางการแพทย์และสาธารณสขุ รวมทั้งเคร่ืองมือทางการแพทย์ ดา้ นตา่ งๆ ของรัฐและเอกชน เพื่อใหพ้ ร้อมต่อการปฏบิ ัติเมือ่ เกิดสาธารณภยั ข้อท่ี 3 พัฒนาระบบการแพทย์ฉกุ เฉิน (Emergency Medical Services :EMS) หน่วยปฏิบัติการกู้ชีพ และทีมตอบสนองดา้ นการแพทย์ ได้แก่ ทมี ปฏบิ ัตกิ ารฉกุ เฉินทางการแพทย์ในภาวะฉุกเฉินระดับอำเภอ (Mini MERT) ทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทพย์ระดับตติยภูมิในภาวะฉุกเฉิน (Medical Emergency Response Team : MERT) ทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (Surveillance Rapid Response Team : SRRT) ทีมปฏิบัติการด้านจิตเวช (MCATT: Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team : SRRT) ทีมพร้อมออกปฏิบัติงานชว่ ยเหลือ ผู้ประสบภัยอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจัดระบบเครือข่ายสาธารณสุขให้บริการและสนับสนุนการปฏิบัติงาน ท่ัวประเทศ โดยรว่ มมือกบั หนว่ ยงานทเี่ กีย่ วข้องเพ่ือเตรียมความพร้อมให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ทันทีเมื่อเกิดสาธารณภัย ข้อที่ 4 จัดให้มีการพัฒนาระบบสื่อสาร เพื่อประสานงานและสั่งการภายในหน่วยงานสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกย่ี วขอ้ ใหม้ ีประสิทธิภาพ ข้อที่ 5 จัดใหม้ ีการเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบตั ิการท่ีทันสมัยและได้มาตรฐาน 13 | P a g e
ข้อที่ 6 จัดให้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลความเสียหาทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึง การรายงานผลอยา่ งถกู ตอ้ งและรวดเรว็ ข้อที่ 7 พัฒนาบุคลากรสาธารณสุขและอาสาสมัคร ให้มีความรู้และทักษะพร้อมที่จะปฏิบัติงาน เมอื่ เกดิ สาธารณภัย และป้องกันตนเองจากภัยทเ่ี กดิ ขึน้ ขณะปฏิบตั ิงาน ข้อที่ 8 ใหความรู้แก่ประชาชนและ ชนชั้นในด้านการรักษาพยาบาลเบื้องต้น การสุขาภิบาล และอนามยั สิ่งแวดลอ้ มเพือ่ ให้สามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อ่ืนได้เม่อื ประสบภัย ข้อที่ 9 เฝ้าระวัง ควบคุม และติดตามโรคติดต่อ พร้อมทั้งจัดให้มีการรักษาพยาบาล การอนามัย การสุขาภบิ าลและป้องกันโรคแก่ผูป้ ระสบภยั ข้อท่ี 10 ฟ้นื ฟูสภาพจติ ใจของผู้ประสบภยั ให้กลบั มาดำรงชีวิตได้ตามปกติ 14 | P a g e
บทท่ี 3 บทเรียนการซ้อมแผนตอบโต้เหตุการณ์ รูปแบบการตอบโต้เหตุรุนแรงที่ไม่เป็นมิตร จากการซ้อมแผนเหตุกราดยิง อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ( The developing active shooter incident for emergency response team, Napho district, Buriram province) ชือ่ และทีอ่ ยู่ขององคก์ ร : โรงพยาบาลนาโพธิ์ 103 หมู่ 8 ต.ศรีสวา่ ง อ.นาโพธิ์ จ.บรุ รี ัมย์ 31230 คำสำคญั : เหตุกราดยงิ , ACTIVE SHOOTER, แนวทางการจัดการทางการแพทยใ์ นเหตกุ ราดยิง, ICS สรุปผลงานโดยย่อ : การบริหารจดั การเหตกุ ราดยิงต้องการกลยทุ ธ์ท่ีต่างไปจากอบุ ัติเหตหุ มูท่ ว่ั ไป เพราะความ ซับซ้อนเชิงภูมิศาสตร์และเป็นภัยคุกคามที่เกิดจากมนุษย์ที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าโดยผู้ก่อเหตุการณ์ หารูปแบบการตอบโต้เหตุกราดยิง โดยประยุกต์ใช้โปรแกรมมาตรฐาน NFPA 3000 อันประกอบด้วย 1) การเตรียม ความพร้อม 2) การตอบโต้เหตุการณ์ 3) การฟื้นฟูและรวมใจผู้คน เพื่อช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุให้ได้มากที่สุด (To Save As Many Lives As Possible) โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการบูรณาการและแชร์ทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างจำกัดร่วมกัน ดังนั้น ภาวะผู้นำ การบูรณาการ และการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ภายใต้การบัญชาการร่วม (unified command) ในระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) จะทำให้หน่วยงานที่เกีย่ วขอ้ งสามารถประสานการปฏิบัติ ได้อย่างรวดเร็ว เกิดความปลอดภัย และเป็นกุญแจสำคัญอันนำไปสู่รูปแบบการตอบโต้เหตุกราดยิงของเจ้าหน้าท่ี ตอบโต้เหตฉุ กุ เฉนิ อำเภอนาโพธิ์ จงั หวัดบุรีรมั ย์ ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : เหตกุ ราดยงิ ไม่ได้ได้จำกัดเพยี งแค่การใช้อาวธุ ปืนพยายามฆ่าผู้คนในสถานท่ีเดยี วเพียงเท่าน้ัน แต่รวมถึง การใช้สิ่งอื่นเป็นอาวุธด้วย เช่น มีด รถยนต์ ระเบิด ฯลฯ ซึ่งมีความรุนแรงและความถี่สูงขึ้นทั่วโลกในประเทศไทย มีเหตุกราดยิงที่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการแล้ว 3 เหตุการณ์ อันนำไปสู่ความสูญเสียด้านร่างกาย ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ ฟังก์ชั่นอื่นในพื้นที่ และกระทบกระเทือนต่อจิตใจผู้คนทั่วโลก จากการวิเคราะห์ข้อมูลในอำเภอนาโพธ์ิ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่ามีผู้ป่วยจิตเวช 188 ราย ติดเหล้าและยาเสพติดอื่น 309 ราย และเป็นโรคซึมเศร้า 215 ราย 15 | P a g e
ซง่ึ ในจำนวนนี้เกดิ ภาวะคลุ้มคลง่ั จากการใชส้ ุราและสารเสพติดอื่น จำนวน 16 รายในปี 2565 ส่งผลให้เกิดการทำร้าย ร่างกาย มีการบาดเจ็บต่อผู้คน 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยสถานการณ์มีความถี่และความรุนแรงสูงขึ้น และมี โอกาสพัฒนาไปสู่การก่อเหตุกราดยิงได้จากการลอกเลียนแบบและปัจจัยกำหนดอื่นอันเป็นรากของปัญหาที่ไม่ได้รับ การชว่ ยเหลือ เชน่ สุขภาพกาย สุขภาพจติ ความเหลื่อมลำ้ ความยุตธิ รรม ปัญหาเศรษกิจ ปญั หาการเงนิ ปญั หาสังคม และปัญหาครอบครัว เป็นต้น ซึ่งอำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ยังไม่มีรูปแบบตอบโต้เหตุกราดยิงร่วมกันของ ทกุ หนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วข้อง เป้าหมาย : เพือ่ หารูปแบบตอบโตเ้ หตุกราดยิงของผ้ตู อบโต้เหตุฉุกเฉิน ในอำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบรุ รี มั ย์ กจิ กรรมการพฒั นา (process) : ในช่วงปงี บประมาณ 2566 การหารปู แบบตอบโตเ้ หตกุ ราดยงิ ของผู้ตอบโต้เหตุฉุกเฉิน ใช้หลกั PAOR ประกอบไปดว้ ย 1. การวางแผน (Plan) 1.1. วิเคราะห์ สืบค้น ทบทวนข้อมูล รูปแบบ วิธีการ และผลลัพท์ ของเหตุกราดยิงทั้งในประเทศ และตา่ งประเทศ เพื่อศกึ ษารปู แบบการตอบโตแ้ ละบริหารจัดการเหตกุ ราดยิง 1.2. จัดทำแผน และขั้นตอนการตอบโต้เหตุกราดยิงของผู้ตอบโต้เหตุฉุกเฉิน โดยวิธีการประชุม อย่างมสี ว่ นร่วมกับหนว่ ยงานท่เี กี่ยวขอ้ งในอำเภอนาโพธิ์ จังหวดั บรุ ีรัมย์ 2. การปฏิบัตติ ามแผน (Act) 2.1. ดำเนินการจดั ประชมุ เชงิ ปฏิบตั กิ าร โดยแบง่ กลมุ่ ผู้ตอบโต้เหตุฉุกเฉนิ เป็น 4 กลุ่ม ดังตอ่ ไปนี้ 1). นกั เรยี น เดก็ เลก็ ครูประจำชั้น ประชาชนทั่วไป ผู้นำชมุ ชน มีเนื้อหาประเด็นท่ีจัดการเรียน รู้ ได้แก่ หลกั การการวิง่ ซ่อน สู้ (Run Hide Fight) การหา้ มเลือด (Stop Bleeding) และการแจ้งเหตุ 2). เจา้ หนา้ ที่ตำรวจและปกครอง มเี นอ้ื หาทีจ่ ดั การเรียนรู้ดังต่อไปน้ี -การจัดการเหตุกราดยิง / โดยมุ่งภารกิจสำคัญอันดับแรก คือ Stop Killing ด้วยหลักยุทธวิธี ของตำรวจ -การช่วยชวี ิตเชิงยุทธวิธี (TCCC) และการตรวจค้นห้องและอาคาร (Room clearing) -การรายงานสถานะตามหลัก LCAN -ความเชื่อมโยงกับระบบบญั ชาการเหตุการณ์ (ICS) 3). เจ้าหน้าทีฉ่ ุกเฉนิ การแพทย์ เจา้ หน้าท่กี ้ภู ัย และเจ้าหน้าทตี่ ำรวจ มีเน้อื หาดงั ต่อไปนี้ -การจัดการเหตุกราดยิง โดยมุ่งภารกิจสำคัญลำดับรองลงมา คือ Stop Dying ด้วยการสนธิ กำลังอยา่ งรวดเร็ว ในรูปแบบชดุ ชว่ ยชวี ติ เฉพาะกจิ (Rescue Task Force : RTF) -การดูแลผู้ได้รับบาดเจบ็ เชงิ ยทุ ธวิธภี าคพลเรือน (TECC) 16 | P a g e
-ความเช่ือมโยงกับ ระบบบญั ชาการเหตุการณ์ (ICS) 4). ทมี เยยี วยาจติ ใจในภาวะวกิ ฤต (MCATT) มเี นอ้ื หาดงั ตอ่ ไปน้ี - การจัดการเหตุกราดยิง โดยมุ่งภารกิจ Stop Crying ด้วยการลงพื้นที่เยียวยาจิตใจ ผูป้ ระสบเหตุและครอบครัว ชมุ ชน รวมถึงเจา้ หนา้ ท่ตี อบโตเ้ หตฉุ กุ เฉิน ตลอดจนการจัดตั้งจุดบริการ - ประสานงานและให้ขอ้ มูลแกญ่ าตแิ ละครอบครัว การต้งั จุดแถลงขา่ วแกผ่ สู้ ื่อข่าวทีแ่ ยกกนั 2.2. การฝกึ ซอ้ มแผนบนโตะ๊ (The Table Top Exercise) 2.3. การฝึกซอ้ มแผนเสมือนจรงิ (Full - Scale Exercise) 3. การสังเกต (Observer) ติดตาม สนับสนนุ ให้คำแนะนำ และการประเมินผลการฝึกซอ้ ม (Exercise Evaluation) 4. การประเมนิ ผล(Reflect) ถอดบทเรียน สนทนากลุ่มย่อย เพื่อสะท้อนปัญหา และแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ เพื่อหารูปแบบการ ตอบโต้เหตุกราดยงิ ของเจ้าหนา้ ที่ตอบโตเ้ หตุฉุกเฉิน อำเภอนาโพธิ์ จงั หวดั บรุ ีรัมย์ การประเมินผลการเปลี่ยนแปลง(PERFORMANCE) : จากการถอดบทเรียน โดยวิธีสนทนากลุม่ ย่อย เพื่อสะท้อนปัญหา และแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลศิ ซึ่งเกิด รูปแบบการตอบโตเ้ หตกุ ราดยงิ ของเจา้ หนา้ ทีต่ อบโตเ้ หตุฉุกเฉนิ อำเภอนาโพธิ์ จงั หวดั บรุ รี มั ย์ ดงั ตอ่ ไปนี้ ภาพที่ 3 รปู แบบการตอบโต้เหตุฉกุ เฉนิ อำเภอนาโพธ์ิ จงั หวดั บุรีรัมย์ 17 | P a g e
บทเรียนที่ได้รับ : •ปญั หาและความท้าทาย o ขาดองค์ความรู้ในการบรหิ ารจดั การเหตกุ ารณ์ แกไ้ ขโดย การคน้ คว้าและ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ o ผรู้ ับผดิ ชอบโครงการมจี ำนวนน้อย แกไ้ ขโดย ขอความช่วยเหลอื จากหวั หนา้ งาน และผู้บริหาร •ข้อแนะนำ o การสื่อสารระหวา่ งหน่วยงาน หากผ้สู ่ือสารเขา้ ใจบริบท และรูล้ ึกในรายละเอียดแนวทางการ ปฏิบัตขิ องหนว่ ยงาน จะกอ่ ให้เกิดความรว่ มมือได้ง่าย โดยควรมคี วามถี่ในการสื่อสารทเ่ี หมาะสม •โอกาสพฒั นา o การหารปู แบบการตอบโตเ้ หตกุ ราดยิง ทุกหนว่ ยงานทเี่ กี่ยวขอ้ งได้เหน็ ปัญหาและโอกาสพัฒนา ท้ังด้านการวางแผน การฝึกซ้อม อุปกรณแ์ ละยุทธภัณฑ์ท่ีจำเป็นตอ่ การตอบโตเ้ หตุ •ปัจจยั แหง่ ความสำเร็จ o นิติบุคคล ภาครัฐ ภาคเอกชน มลู นธิ ิ และชุมชน ให้การสนบั สนนุ แก่คณะทำงานเปน็ อยา่ งดี สมาชิกทีมประมวลรูปแบบการตอบโต้ นางสาวพงึ ใจ ไชยสง พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ นางดวงเดอื น นามไธสง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ นายไอราพต โพธ์แิ หบ เจา้ พนักงานสาธารณสุขปฏิบัตงิ าน การติดต่อกับทีมงาน โรงพยาบาลนาโพธ์ิ 103 หมู่ 8 ต.ศรสี วา่ ง อ.นาโพธ์ิ จ.บุรรี มั ย์ 31230 โทรศพั ท์มอื ถอื 081 051 9630, 064 858 8898 Email: [email protected] 18 | P a g e
รูปแบบการตอบโต้เหตุรุนแรงที่ไม่เป็นมิตร จากการซ้อมแผนเหตุกราดยิง จังหวัดราชบุรี ความเป็นมา การดำเนินการซ้อมแผนเหตุกราดยิง จังหวัดราชบุรี เริ่มดำเนินการหลังจากมีการศึกษารูปแบบ การรับมือของอำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ และนำมาจัดรูปแบบการซอ้ มโดยยกระดบั ให้เป็นเหตุการณ์ความรนุ แรง ระดับจังหวัด ระหว่างวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2566 ณ วิทยาลัยเทคนิคราชบุรีและโรงพยาบาลราชบุรี ริเร่ิม ดำเนินการโดยกลุ่มเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลราชบุรี และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดราชบุรี นำเสนอรูปแบบ การซ้อมแก่ผู้บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดราชบุรี ด้วยวิสัยทัศน์และความตระหนักในความสำคัญของการบริหาร จดั การ จงึ เกิดความรว่ มมือระหวา่ งหน่วยงานในระดบั จังหวัดราชบุรขี ึ้น วิธีการดำเนินการ รปู แบบการบรหิ ารจัดการแผนเผชญิ เหตุ การเตรียมการ การตอบโตส้ ถานการณ์ ระบบบญั ชาการเหตกุ ารณ์ ซ้อมปัญหาและการสนบั สนนุ ณ ท่ีทาการบญั ชาการ การเข้าสู่จดุ เหตกุ ารณ์ การซ้อมจริง การป้องกัน การรายงานตัวเข้าสู่ระบบ การจดั การใหอ้ งคค์ วามรู้และขอ้ มลู เชิงวชิ าการ หนี ซอ่ น สู้ หลักการตอบโต้ การช่วยเหลือ ฟื้นฟู การวางระบบ มาตรการ การมีสว่ น รว่ มแบบ ระบบสง่ ต่อ การตรวจสอบมาตรการ และการ ระบบช่วยเหลือ ฟนื้ ฟู สนบั สนนุ การตอบโตฯ้ จติ ใจ ญาติ และผูป้ ระสบภยั สง่ ตอ่ ผู้ป่วย ระบบโครงสรา้ งพืน้ ฐาน ประชุมสรปุ บทเรยี น ส่งตอ่ ขอ้ มูลผปู้ ว่ ย ระบบการรายงาน ชอ่ งทาง แบบฟอรม์ ระบบสอื่ สาร ห้วงเวลาการรายงาน โครงสร้างพ้ืนฐานหลัก รอง การฟน้ื ฟูโครงสรา้ ง การแจง้ เหตุ การสง่ั การ การแถลงการณส์ ู่สาธารณะ ระบบช่วยเหลือ ฟ้นื ฟู สหวชิ าชพี จติ ใจ ญาติ และผปู้ ระสบภัย ระบบโครงสร้างพ้นื ฐาน ระบบการรายงาน ชอ่ งทาง การปรบั ปรงุ มาตรการ และการ สนบั สนนุ การตอบโต้ แบบฟอรม์ ภาพท่ี 4 รูปแบบการบริหารจัดการเหตกุ ารณก์ ราดยงิ จังหวัดราชบุรี 19 | P a g e
กจิ กรรมที่ดำเนินการ สงิ่ ทีท่ ำไดด้ ี อปุ สรรค แนวทางการแก้ไข ชว่ งวนั เตรียมการ (15 -16 กุมภาพนั ธ์ 2566) การเตรียมการก่อนซ้อม ไดร้ ับความรว่ มมือจากทุก เวลาเตรยี มการน้อย ควรมเี วลาวางแผนการ แผน หนว่ ยงาน และเป็น ฝกึ ซอ้ มให้มากกวา่ นี้ แนวทางจัดการกรณีกราด ยงิ ครง้ั แรกในระดบั จังหวัด การซ้อมแผนบนโต้ะ ทกุ หน่วยงานใหค้ วาม ผู้บรหิ ารสงู สุดของบาง ควรจะให้ผบู้ ริหารสูงสดุ ของ ร่วมมือ หน่วยงาน ไม่เขา้ ร่วมซ้อม หน่วยงานเข้าร่วมซอ้ มแผน แผน เพอ่ื จะได้ทราบบทบาทของ แต่ละหน่วยงาน อบรม หนี ซอ่ น สู้ ครแู ละนกั เรียนใหค้ วาม ให้ความรู้กับ ครู นักศึกษา รว่ มมือเป็นอยา่ งอย่างดี ในสถานท่ตี ่างๆ เพื่อเปน็ ทำใหไ้ ด้รบั ประสบการณ์ ประสบการณ์ เมอ่ื เกดื เหตุ จากทีมวทิ ยากร กราดยงิ จะได้ป้องกนั ตวั เอง ได้ ชว่ งวันซ้อมเสมอื นจริง (17 กุมภาพันธ์ 2566) สถานท่จี ดั ซ้อมแผน สถานท่ีซอ้ มแผนมีความ สะดวกและเหมาะสมกบั การซอ้ มแผน ไดร้ ับความ อนุเคราะหส์ ถานที่ ห้อง ประชมุ วสั ดอุ ุปกรณ์ และ นักศกึ ษามาเปน็ นกั แสดง จากวิทยาลยั เทคนิค ราชบุรีเปน็ อย่างดีเยย่ี ม ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ได้รับความร่วมมือจาก ผ้บู รหิ ารสูงสดุ ของ ควรจะให้ผบู้ ริหารสูงสุดของ หน่วยงานทีเ่ ก่ยี วข้อง ใน หนว่ ยงานบางแหง่ ไม่เข้า หน่วยงานเขา้ ร่วมซ้อมแผน การซ้อมแผนมาครบทกุ รว่ มซอ้ มแผน เนื่องจาก เพือ่ จะได้ทราบบทบาทของ หนว่ ยงาน ติดภาระกิจ แตล่ ะหน่วยงาน 20 | P a g e
กิจกรรมทด่ี ำเนนิ การ สง่ิ ทที่ ำได้ดี อปุ สรรค แนวทางการแก้ไข การส่งั การของแตล่ ะ ทุกหนว่ ยงานทราบและ ทกุ หนว่ ยงานควรเตรียมแผน หน่วยงาน ปฏิบัตติ ามบทบาทและ เผชญิ เหตุ ในแตล่ ะภยั ภารกจิ ท่ีได้รับเป็นอย่างดี หน่วยงานของตำรวจ ทมี ปฏิบตั ิการมีความ -ใชเ้ วลาในการซ้อมแผน -ผูค้ วบคมุ การซ้อมแผนต้อง พร้อมในการซ้อมแผน แต่ละบทบาทเร็วเกินไป ประสานหนว่ ยงานท่ี -ขาดการอำนวยการด้าน เก่ยี วข้องในแตล่ ะจุดให้ การจราจรเสน้ ทางทน่ี ำ เปน็ ไปตามกำหนดเวลา ผูบ้ าดเจ็บไปโรงพยาบาล ครอบคลุมทกุ พนื้ ที่ หน่วยงานด้านการแพทย์ -ไดร้ ับความร่วมมือจาก การประสานงานบาง ผู้ปฏบิ ตั ิงานมหี ลายหนว่ ย ในวิทยาลัยเทคนิค รพ.ภาครัฐ/เอกชน / หน่วยล่าชา้ ลืม บางคนไม่ไดเ้ ข้ารว่ มซ้อมแผน มูลนธิ ิ/ เคล่ือนย้ายผปู้ ่วย บนโตะ้ เวลาซ้อมเสมือนจรงิ บางหนว่ ยลืมบทบาท ยังไมท่ ราบบทบาททถ่ี ูก ของตนเอง มอบหมาย ทำให้ปฏิบตั ิงาน ไมส่ มบูรณ์ ผู้ควบคมุ ตอ้ งมีความชัดเจน ส่ังการได้ทกุ หนว่ ยงาน หน่วยรถดับเพลิง มศี ักยภาพพร้อม ปฏิบตั ิงาน การจดั การจราจรเส้นทาง ที่ประชมุ ซ้อมแผนบนโต้ะ แตช่ ว่ งซอ้ มจริง ตำรวจท่ี ผ้คู วบคมุ ทมี ของตำรวจอาจ นำส่งผ้ปู ่วย ตำรวจทราบภารกจิ ได้รับมอบหมายอาจตดิ ตอ้ งประสานหนว่ ยทด่ี แู ล พร้อมปฏิบตั ิ ภารกิจจงึ ไม่ไดม้ าอำนวย ด้านการจราจร เน่อื งจากวา่ ความปลอดภัยระหวา่ ง การซอ้ มแผนอาจเวลาเร็ว เสน้ ทางรถพยาบาลนำส่ง กวา่ ทกี่ ำหนด ผปู้ ่วย การรักษาพยาบาลใน ผูบ้ รหิ ารผู้ปฏบิ ัติงานทกุ การจดั การภายใน รพ. รพ.ทกุ แหง่ ต้องมกี ารเตรียม โรงพยาบาล หนว่ ยใน รพ. มีการ อาจมคี วามยงุ่ ยาก เพราะ ความพร้อมรบั สาธารณภยั เตรยี มการพรอ้ มรับสา มีผ้ปู ว่ ยจรงิ ทีเ่ ขา้ รับการ หมทู่ ัง้ เวลากลางวนั และ ธารณภยั หมู่ รกั ษา กลางคนื 21 | P a g e
กจิ กรรมทด่ี ำเนนิ การ สิง่ ทท่ี ำไดด้ ี อปุ สรรค แนวทางการแก้ไข ระบบส่ือสาร ได้รบั ความร่วมมือจาก -ผถู้ า่ ยภาพนิ่ง เพ่มิ ชอ่ งทางการสือ่ สาร หน่วยงานหลายภาคสว่ น ภาพเคลื่อนไหว มจี ำนวน มอบหมายภารกจิ ให้ชัดเจน จดุ ระดมพล ในการ ถ่ายภาพน่ิง มาก ทำให้ อาจไป และกำหนดเวลาให้ตามแผน ภาพเคลอื่ นไหว ระบบ ขดั ขวางผูซ้ ้อมแผน ท่ตี ัง้ ไว้ ZOOM วิทยุส่ือสาร - การติดตอ่ สือ่ สารอาจ ทำให้ ผู้สงั เกตกุ ารณ์เห็น ไมช่ ัดเจนในบาง ผ้คู วบคมุ ทมี ต้องบรหิ าร การซ้อมแผน ทุก หน่วยงาน จดั การทมี ให้ชดั เจนว่าใคร กระบวนการ ควรอยู่ตำแหน่งใดในการ สถานที่มีความพร้อมใน ผู้ปฏบิ ตั ิงานทเี่ ปน็ ซ้อมแผน การเป็นจดุ ระดมพลของ คนขบั รถ ไมไ่ ดอ้ ยู่ประจำ ทุกหนว่ ยงาน รถ มาช่วยในการ รักษาพยาบาล เม่ือถงึ เวลาทตี่ ้องออกรบั ผปู้ ่วย หาคนขบั รถไม่พบ ตารางที่ 3 สรุปผลการถอดผลเรยี นจังหวัดราชบรุ ี สรปุ โดยภาพรวมการซอ้ มแผนฯ กราดยงิ ในสถานศึกษา จังหวัดราชบรุ ี 1. สถานท่ีเหมาะสม ได้รบั การอนุเคราะห์จากวทิ ยาลยั เทคนิคเป็นอย่างดี 2. ได้รบั งบประมาณสนับสนุนจากกองสาธารณสขุ ฉุกเฉนิ กระทรวงสาธารณสขุ 3. หน่วยงานทเี่ กย่ี วข้องในจงั หวัดให้ความรว่ มมือเปน็ อย่างดี 4. เวลาเตรียมงาน อาจน้อยไปหน่อย 5. ต้องให้แต่ละหน่วยงานมีการเตรียมความพร้อมของแผนเผชิญเหตุในแต่ละภัย ทั้งในเวลา กลางวัน และกลางคืน 6. ระบบสื่อสารเปน็ เร่ืองสำคัญ ต้องเตรียมใหม้ ีความพร้อมตลอดเวลา 7. แต่ละหน่วยงานควรมีการซักซ้อมแผนของตนเอง และมีการจัดทำแผนเผชิญเหตุในแต่ละภัย ใหพ้ รอ้ มเผชญิ เหตุ 8. แต่ละหน่วยงานสำรวจ LOGISTIC ของหนว่ ยงานว่ามีความพร้อมรับภยั ทจ่ี ะเกดิ ข้ึน 22 | P a g e
9. เสนอให้หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ( ปภ.) อาจมีการซ้อมแผนบนโต้ะ ในแต่ละภัย และสำรวจ วัสดุ อุปกรณ์ ที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละภัยว่ามีเพียงพอหรือไม่ และถ้าไม่พอจะต้อง ขอสนับสนนุ จากหน่วยงานใด โดยมีการพูดคยุ หารือ ในแต่ละภยั 10. แตล่ ะหน่วยงานควรมกี ารพัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้มคี วามพร้อมเผชิญเหตุ และบูรณาการ ร่วมกบั หน่วยงานอ่นื ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ รู้บทบาท ภารกิจ ในการปฏบิ ัตงิ านรว่ มกบั หน่วยงานอืน่ 23 | P a g e
บทท่ี 4 แนวทางการดำเนินงาน กรณี เหตุการณ์รุนแรงที่ไม่เป็นมิตร ตามหลักการSendai ในการจัดการภาวะฉุกเฉิน ยึดหลัก 2P2R อันได้แก่ การป้องกัน Prevention การเตรียมความพร้อม Preparation การปฏิบตั กิ าร Response การฟืน้ ฟู Recovery 4.1 การป้องกัน PREVENTION การให้ความรู้ในการตอบสนองของประชาชน /พลเรือนต่อเหตุการณ์ (ACTIVE SHOOTER) ผู้ก่อเหตุการณ์กราดยิง มีสาเหตุเกิดมาจากการอยู่ในภาวะเครียดสะสมเป็นเวลานาน เมื่อมี การก่อเหตุผู้ก่อการบางคนมีความคิดความตั้งใจฆ่าตัวตาย ในขณะที่บ้างคนจะสู้จนถึงที่สุด จนถูกจับหรืออาจถูก วิสามัญเป็นสิ่งที่ประชาชนผู้อยู่ในเหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อมนั้น ต้องประสบความเสี่ยงจากเหตุการณ์อย่างฉุกเฉิน และไม่คาดคิด ในปี 2547 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการพัฒนาหลักสูตรการตอบสนองต่อเหตุการณ์กราดยิง (Active Shooter) ของภาครัฐ ให้ประชาชนสามารถป้องกันและลดอันตรายที่ต้องเผชิญได้ด้วยตนเอง โดยมีกลยุทธ์ คำแนะนำ และแผนการณ์ที่พิสูจน์แล้วสำหรับการเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์กราดยิงได้ ในเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน ในต่างประเทศ จะพบว่า ประชาชนเมื่อเผชิญสถานการณ์บางคนอาจแกล้งเสยี ชวี ิต อันป็นสิ่งที่อาจช่วยให้มีชีวิตรอด ได้ หากแต่มีหลายครั้ง ผู้ก่อการจะยิงซ้ำในบุคคลที่ล้มลง เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาเหล่านั้นเสียชีวิตแน่นอนแล้ว การแกล้งตายจึงไม่ใช่วิธีที่ควรแนะนำในการเผชิญสถานการณ์แบบเหตุการณ์นี้ กลยุทธ์สำคัญในการเอาชีวิตรอด คือ หลักการหลกี เลี่ยง (Avoid) โดยการหนี (Run) หลักปฏเิ สธ (Deny) โดยการซ่อนตวั (Hide) และหลักการปอ้ งกัน ตัวเอง (Defend) โดยการต่อสู้ (Fight) ภาพที่ 5 แสดงหลักการเผชิญเหตุการณ์กราดยิง (Active Shooter) 24 | P a g e
หากไดย้ นิ เสียงปืน หรือเช่ือว่าเปน็ เสียงปืนให้ทำตามแผนท่ีพิจารณาทางออกทีจ่ ดจำไว้ คือ ต้องรับรู้ และจัดการสภาวะอารมณ์ของตัวเอง ตั้งสติ สงบอารมณ์ตัวเอง ควบคุมการหายใจ ควบคุมอารมณ์ตัวเอง จัดลำดับ ความคิด ควรทำอะไร ก่อน/หลังตามลำดับความสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติประเทศไทย ได้แนะนำข้อปฏิบัติ ในการเอาชีวิตรอดในเหตุการณ์ กราดยงิ ไว้ ดงั น้ี “หนี” เมื่อสามารถหาเส้นทางหลบหนีที่พาไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ โดยเวลาไปสถานที่ต่าง ๆ ให้จดจำเส้นทางเข้า - ออกและทางออกฉุกเฉินให้เป็นนิสัย เมื่อเกิดเหตุต้องตั้งสติให้ดี และมองหาเส้นทาง ในการหลบหนี ท้ิงของทุกอยา่ งทไ่ี มจ่ ำเป็น ชว่ ยเหลอื คนอน่ื เทา่ ท่ีจะสามารถชว่ ยได้ “ซ่อน” เมือ่ ไม่สามารถหลบหนีออกจากพ้ืนท่ีได้ ให้หาสถานทป่ี ลอดภยั เพ่อื หลบซ่อนตวั เอง โดยให้ ล็อคประตูและหาสิ่งของที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องกีดขวางคนร้ายเพื่อไม่ให้มาถึงตัวได้ ทั้งนี้ควรซ่อนให้พ้นสายตา โดยหลบหลงั ส่ิงของขนาดใหญ่และแขง็ แรง ปดิ ไฟในห้อง ปิดเสียงโทรศัพท์มอื ถอื และอยูใ่ หเ้ งยี บที่สดุ เทา่ ท่จี ะทำได้ “สู้” เป็นทางเลือกสุดท้ายที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำ เมื่อไม่สามารถหลบหนีหรือซ่อนตัว จากคนร้ายได้ และคนร้ายกำลังจะเข้ามาถึงตวั ใหร้ ่วมมือกันสู้จนสุดกำลงั เพ่ือให้มโี อกาสรอดชีวิต อาจใช้การซุ่มโจมตี โดยไม่ให้คนร้ายรู้ตัวเพื่อหยุดยั้งคนร้าย ใช้สิ่งของทุกอย่างที่หามาได้เป็นอาวุธ และใช้ทุกวิธีที่นึกคิดได้ ในการต่อสู้ เพ่ือเป้าหมายคือ การเอาชวี ิตรอดใหม้ ากท่สี ดุ 4.2 การเตรียมความพร้อม PREPARATION การปฏิบัติการสำหรับเจ้าหน้าท่ีตำรวจ ฝ่ายปกครอง และทีมช่วยเหลือ ในการออกปฏิบัติหนา้ ทีข่ องเจ้าหนา้ ทฝ่ี า่ ยตำรวจ และฝา่ ยปกครองในเหตุการณ์กราดยิง หรอื เหตุการณ์ทไ่ี มเ่ ป็นมิตร ท่ีมีความรุนแรง จะมีเปา้ หมายเพอ่ื หยดุ การฆา่ และหยุดการตายหรือเสยี ชีวติ ( Stop the Killing and Stop the dying) โดยหลักการหยดุ การฆ่า (Stop the Killing) คือ การลดความสามารถ ของคนร้ายในการทำอันตรายผอู้ ่ืนด้วยการแยกคนรา้ ยออก (Isolating) และเบ่ียงเบนความสนใจของคนร้าย (Distracting) จากนนั้ จะจัดการหยุดคนรา้ ยด้วยยุทธวิธี (Neutralizing) และการหยุดการตายหรอื เสียชวี ิต (Stop the dying) โดยการเข้าช่วยเหลืออย่างมหี ลกั การเชิงยุทธวธิ ี ตามหลักการระบบบัญชาการเหตกุ ารณ์ 25 | P a g e
ซึ่งประเทศไทยได้มีการพัฒนาระบบบญั ชาการเหตุการณเ์ ชงิ ยุทธวธิ ี โดยอา้ งองิ ระบบ Incident Commander System : ICS ขององค์การอนามยั โลก ( World Health Organization : WHO) ดงั ไดก้ ล่าวมาแล้วขา้ งตน้ ในรูปแบบการก่อตัวเหตุการณ์ก่อการร้ายในรูปแบบ Active Shooter และขั้นตอนของศูนย์รับ แจง้ เหตุ 191 สามารถอธบิ ายได้ดังภาพ ดังนี้ ภาพท่ี 6 แสดงการก่อตวั ของการเหตกุ ารณ์ ภาพท่ี 7 แสดงขน้ั ตอนในการรับแจ้งเหตุของ หน่วยรับแจ้งเหตุ 191 26 | P a g e
การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารในภาวะวิกฤติ นอกจากการจัดการสถานที่ เพิ่มเติมกรณีที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากดังที่กล่าวแล้ว ยังมีความจำเป็น ในการสื่อสารในภาวะวิกฤติ โดย อ.วาทิต ประสมทรัพย์ วิทยากรด้านสื่อสารองค์กร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซอี าร์เอฟ แมเนจเมน้ ท์ จำกัด ไดใ้ หค้ วามรู้กระบวนการในการสื่อสารในภาวะวิกฤตไิ ว้ 5 ขั้นตอน ครอบคลุมต้ังแต่เร่ิม เกิดภาวะวิกฤตไปจนถึงการประเมินผลหลังจากที่มีการสื่อสารในภาวะวิกฤตไปแล้วว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องปรบั แก้ไขหรอื ดำเนนิ การอยา่ งไรบ้าง ดังน้ี (วิทยากรดา้ นสื่อสารองคก์ ร, 2563) 1.Heads-up การแจ้งเตอื น ให้เจา้ หน้าท่ีทุกคนได้ตระหนกั ว่ามีเหตุการณ์ได้เกดิ ข้นึ แล้ว ในการแจ้งเตือนข้อมลู เหตุการณ์ภาวะวิกฤต เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าท่ีทุกคน ที่ต้องแจ้งไปยังบุคคลที่เป็น Crisis Manager ให้ได้รับทราบ เช่น เราได้กลิ่นผิดปกติ หรอื รสู้ ึกได้วา่ เหตกุ ารณ์นัน้ จะนำไปสวู่ ิกฤตได้ ตอ้ งรีบแจ้งโดยเรว็ 2. Brainstorm การระดมสมอง ในทีมจัดการภาวะวิกฤต การวิเคราะห์จะทำให้เราเห็นภาพรวมของวิกฤตทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพื่อจะ พิจารณาได้ว่าเราจะ re-action หรือมีปฏิกิริยาต่อวิกฤตนี้อย่างไร เราต้องนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาวิเคราะหป์ ระเมิน สถานการณ์ ว่ามีการรับรู้มากน้อยแค่ไหน ความรุนแรงเป็นอย่างไร เกิดผลกระทบต่อสังคม หรือชุมชนรอบข้าง หรือไม่ ตัวอย่างเหตุการณ์ มีบางคนใช้มือถือถ่ายเหตุการณ์แล้วนำไปโพสต์ในสื่อโซเชียล เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ Crisis Manager และทมี รวมถงึ เจา้ ของ ตอ้ งดตู ่อวา่ หลังจากท่ีมีการโพสต์ข้อความไปแลว้ มกี ารขยายวงกว้างแค่ไหน มีใครเข้ามาแสดงความคิดเห็นเชิงลบ หรือผิดเพี้ยนไปหรือไม่ หรือมีใครเข้ามาปกป้องหรือไม่ แล้วเราต้องวิเคราะห์ สถานการณท์ งั้ หมดใหร้ ้ถู งึ ความกงั วลและความตอ้ งการ โดยแยกเป็น 2 ประเด็น ดงั นี้ 2.1 ความกงั วลของคนที่ได้รับผลกระทบอยู่ตรงจดุ ไหน เราต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าสิ่งท่ีเป็นข้อกังวลของบุคคลนั้นคืออะไร (1) เขาอาจจะกังวลว่าตัวเขาเองไม่ได้ รับการบริการที่ดีพอ หรือ (2) ความกังวลที่เขาไม่อยากให้คนอื่นได้เจอเหตุการณ์แบบที่เขาเจอ นั่นคือเขาต้องการ ประกาศให้คนทั่วไปได้รับรู้ หรือ (3) บุคคลนี้ต้องการจะล้างแค้น ตอบโต้บางอย่าง (4) บุคคลนี้ต้องการทำลาย ภาพลกั ษณแ์ ละชื่อเสียงขององค์กร ทมี งาน เราตอ้ งวเิ คราะหอ์ ่านความกังวลตา่ ง ๆ เหล่านี้ให้ได้ 2.2 ผทู้ ่ีไดร้ ับผลกระทบอยากไดย้ ินอะไรจากเรา ต้องวิเคราะห์ความต้องการของสังคม หรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบให้ได้ ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต ไม่ได้สื่อสารเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น เราจำเป็นต้องสื่อสารไปถึงคนอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนที่เข้ามารับรู้ เหตุการณ์ จากการอ่านโพสต์ในสื่อออนไลน์ ผู้ที่แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ อันดับแรก ถ้าเป็นความผิดของเรา 27 | P a g e
ให้ออกมาขอโทษยอมรับความผิดนั้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ผิดก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษ แต่ต้องสื่อสารไป ในทางที่ว่าองค์กรของเรารับรู้และตระหนกั ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งองค์กรได้มีมาตรการหรือวิธีการที่จะจัดการ กบั ปญั หานน้ั แล้วอยา่ งไร เพราะผทู้ ่ีไดร้ ับผลกระทบต้องการความมั่นใจว่าองค์กรมีความตระหนักและรู้สึกรับผิดชอบ ต่อเหตุการณท์ เ่ี กิดขน้ึ ได้มีการป้องกนั และแก้ไขเพอ่ื ไม่ใหเ้ หตกุ ารณน์ ั้นเกิดขน้ึ อีก 3. Draft message การรา่ งขอ้ ความ ในการสือ่ สารภาวะวิกฤต ต้องเป็นคำพดู หรือถ้อยคำทน่ี ่าฟงั ฟงั แล้วไมด่ เู ป็นการแก้ตวั ไมเ่ ป็นฉนวนหรือ จุดเริ่มให้เกิดการทะเลาะ หรือขัดแย้งกันหรือทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น การสื่อสารในภาวะวิกฤต เป็นศิลปะในการสื่อสาร คำพูดที่พูดออกไปสามารถทำร้ายจิตใจของคนได้ เช่น คำพูดที่ว่า “ถ้าไม่พอใจก็ไปฟ้องเอา” คำพูดลักษณะนี้ถึงแม้จะถูกต้องตามหลักกฎหมาย แต่อาจไม่ถูกใจ ในทางกลับกัน หากเราพูดในลักษณะว่า “เราได้ มีความพยายามในการดำเนินการตรงนี้จนสุดความสามารถแล้ว และบริษัทยินดีจะร่วมเจรจาหรือ หาตัวกลางมาร่วมไกล่เกลี่ย” จะเป็นการสื่อสารในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่จะไม่ทำให้เรื่องราวเหตุการณ์เลวร้ายลงไป ข้อความที่จะพูดกับคนหนึ่งคนอาจไม่เหมือนกับข้อความที่จะพูดกับคนทั้งสังคมก็ได้ ดังนั้น จึงต้องมีการเตรียม ขอ้ ความให้เหมาะสมกับผู้รบั ฟังและวิธกี ารท่เี ราจะสอ่ื สารออกไป 4. Communication ชอ่ งทางในการส่ือสาร เมื่อเกิดเหตุการณ์ภาวะวิกฤตแล้วมผี ู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวติ หรือได้รับผลกระทบทางร่างกายหรือจติ ใจ องค์กรต้องรีบเข้าไป เพื่อแสดงความรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้เรื่องนั้นอาจจะไม่ใช่ความรับผิดชอบ ขององค์กรทั้งหมด 100% หรือจะไม่ต้องร่วมรับผิดชอบเลยก็ตาม แต่เมื่อใดที่มีความเกี่ยวข้องกันกับองค์กรของ เรา ต้องรีบเข้าไปมีส่วนร่วมในความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบตรงนั้นก่อนทันที หลังจากนั้น จึงค่อยมาดู ในช่องทางการสื่อสารอนื่ ๆ ว่าเราจะส่ือสารเฉพาะผทู้ ี่ไดร้ ับผลกระทบ หรอื สือ่ สารไปยงั ผ้คู นในวงกวา้ ง หรือสื่อสารไป ถึงสื่อมวลชน เป็นต้น ช่องทางจะเลือกใช้การส่งข้อความทางไลน์บุคคลหรือไลน์กลุ่มลูกค้า เรียกมารับฟังการชี้แจง ออกเป็นแถลงการณ์ statement ส่งให้สื่อมวลชน โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ค หรือลงอธิบายในทวิตเตอร์ เป็นต้น องค์กรมีชอ่ งทางในการส่ือสารมากมาย พิจารณาตามความเหมาะสมของเหตุการณ์วกิ ฤตนนั้ 5. Evaluation การประเมินผล เป็นการประเมินว่าการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่เราได้ทำไปแล้วนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ผลออกมาเป็นเชิงบวกหรือลบ ต้องมีการปรับหรือแก้ไขตรงไหนอย่างไรบ้าง เป็นการติดตามผลที่เราได้มี การดำเนินการไปแล้ว มีการรายงานผลให้สังคม หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบทราบ และขอบคุณที่เขาได้มีส่วน 28 | P a g e
ในการช่วยสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือบุคคลอื่น ๆ และทำให้องค์กรที่ได้มีโอกาสปรับปรุง และพัฒนาการแจง้ ผล จะทำให้ผทู้ ีไ่ ดร้ บั ผลกระทบน้นั มีความรสู้ ึกทีด่ ขี ้นึ ความรุนแรงของภาวะวิกฤตไม่ได้อยู่ท่ีว่าเกิดเหตุการณ์อะไร แต่อยู่ที่ความคิดของคนว่าเกิดขึ้นแลว้ รุนแรงแค่ไหน ดังนั้น จึงต้องวิเคราะห์ให้รอบด้าน มองตั้งแต่ใกล้ไปถึงไกล กว้างไปถึงลึก เพื่อให้เห็นสถานการณ์ ทั้งหมด และจะสามารถจัดการภาวะวิกฤตนั้นได้อย่างถูกต้องตามแนวทาง แต่สิ่งที่สำคัญที่พึงระวัง ในการเกิดภาวะวิกฤต 2 ขอ้ หลัก ๆ คือ 1). อย่าขยีป้ ัญหา เมื่อเกดิ ภาวะวิกฤตขึ้น ให้เราอธบิ ายว่าเกดิ อะไรขึ้นบ้างเท่าน้ัน ไม่ต้องลงรายละเอียด ให้ถึงกบั เป็นการหยบิ ปัญหามาขยี้ 2) ห้ามระบุชื่อผู้ที่ได้รับผลกระทบเด็ดขาด โดยเฉพาะผู้ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ที่เกิดจากเหตุการณ์ ทอ่ี งค์กรเรามสี ่วนเกีย่ วข้อง ก า ร จั ด ร ะ บ บ ก า ร ส่ื อ ส า ร แ ล ะ ท ะ เ บี ย น ก า ร ป ร ะ ส า น ง า น การสื่อสาร ( Communication) หมายถึงกระบวนการส่งข่าวสารและความเข้าใจ จากบุคคลหนึ่งไป ยังอีกบุคคลหนึ่งหรือมากกว่า ก็ตาม ความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นของ การสื่อความหมายถ้าผู้รับไม่เข้าใจ ข่าวสารการสื่อความหมายก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ การบริหารงานต้องอาศัยการติดต่อสื่อสารที่ดีจึงอาจ กล่าวได้วา่ การประสานงานทดี่ กี ็คอื การ ติดตอ่ สือ่ สารทีด่ ี องค์ประกอบของการประสานงาน อาจพจิ ารณาองค์ประกอบท่สี ำคัญ ไดด้ งั นี้ 1. ความร่วมมือจะต้องสร้างสัมพันธภาพในการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย โดยอาศัยความ เข้าใจ หรือ การตกลงรว่ มกัน มีการรวบรวมกำลงั ความคดิ วธิ กี าร เทคนิค และระดมทรพั ยากรมาสนับสนนุ งานร่วมกนั เพ่ือให้เกิด ความเปน็ อนั หน่ึงอนั เดียวกันเตม็ ใจที่จะทำงานรว่ มกัน 2. จงั หวะเวลา จะต้องปฏิบตั ิงานตามบทบาทหนา้ ที่และความรบั ผดิ ชอบของแตล่ ะคน ตาม กำหนดเวลาที่ตกลงกันให้ตรงเวลา 3. ความสอดคล้องจะต้องพจิ ารณาความพอเหมาะพอดไี ม่ทำงานซ้อนกนั 4.ระบบการสือ่ สารจะต้องมีการส่ือสารทเี่ ข้าใจตรงกนั อยา่ งรวดเร็วและราบร่นื 5. ผู้ประสานงาน จะต้องสามารถดึงทุกฝ่ายเข้าร่วมทำงาน เพื่อตรงไปสู่จุดหมายเดียวกันตามที่กำหนด เป็นวตั ถปุ ระสงค์ของงาน 29 | P a g e
ความสำคัญของการประสานงาน การประสานงาน มีความสำคัญ ดังนี้ (สุชาติ ประชากุล, 2512 : 343 - 345) 1. เพอ่ื ใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงค์เป็นส่ิงสำคัญ ถ้าผู้ปฏิบัติงานทกุ คนหรอื ทุกหนว่ ย งานไดท้ ราบและเห็นด้วย เป็นส่วนรวมแล้ว จะช่วยส่งเสริมการประสานงานได้มาก ถ้าวัตถุประสงค์ไม่เป็นที่แน่นอนหรือไม่ทราบไม่เข้าใจ ของผู้ปฏบิ ัติงานแต่ละคน แต่ละ หน่วยงานก็จะมีความเข้าใจต่างกัน เมื่อเป็นเช่นน้ีวัตถุประสงคก์ ็ไร้ผล ดังนั้น จึงต้อง อาศยั การประสานงานเปน็ สอื่ ในการสรา้ งความเขา้ ใจ 2. ประหยัดเงินและประหยัดเวลา การประสานงานที่ดีจะช่วยตัดปัญหา การปฏิบัติงานซ้อนกัน ซึ่งจะ ทำใหไ้ มส่ ้ินเปลอื งกำลงั คน กำลังเงนิ และไมเ่ สยี เวลา โดยใช่เหตุ 3. ลดปัญหาการขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานร่วมกัน ความเห็น หรือประโยชน์ ซึ่งแต่ละ บุคคลหรือแต่ละหน่วยงานอาจจะเห็นไม่ตรงกันและอาจจะขัดกัน หรืออาจจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ งานยอ่ มจะกา้ วกา่ ยกัน ถ้ามกี ารประสานงาน ที่ดแี ล้ว จะชว่ ยให้เจ้าหนา้ ท่ีมีความเหน็ และความเข้าใจในหน้าท่ีของแต่ ละฝ่ายดีข้ึน จะลดการก้าวกา่ ยอันเป็นชนวนทำให้เกิดความขดั แย้งความแตกแยกซ่ึงอาจจะเป็นผล เสียหายแกง่ านได้ จะเห็นได้ว่า ความสำคัญของการประสานงานนั้น จะทำให้เป้าหมายขององค์การ หรืองานที่วางไว้บรรลุเป้าหมาย ตามท่ีกำหนดไว้ รวมถึงทำให้เกิดการประหยดั เงิน ประหยดั เวลาในการบรหิ ารจัดการ 30 | P a g e
โครงข ายการสื่อสา รเมื่ อ เกิดภัยพิบัติ และภ าวะฉุก เฉิน ประกอบด้วย 4 ระดบั ไดแ้ ก่ 1. การสอื่ สารพน้ื ฐาน >ไดแ้ ก่ โทรศัพท์พืน้ ฐานประจำทโี่ ทรศัพท์เคล่ือนที่ของ ผบู้ รหิ ารแลระบบอนิ เตอร์เนต็ 2. >ได้แก่ ระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจ (Trunked Radio) การส่ือสารหลัก และ โทรศัพทภ์ ายใน 3. >จะใช้ควบคู่ไปกับการสื่อสารหลัก และการสื่อสาร การสื่อสารรอง รองและใช้เต็มประสิทธิภาพเมื่อระบบสื่อสารหลัก และการสื่อสารรองใช้งานไม่ได้ >ได้แก่ ระบบวิทยุ 4. คมนาคมยา่ นความถ่ี VHF / FM การสอื่ สารสำรอง >จะใช้ควบคู่ไปกับการสื่อสารหลัก และการสื่อสาร รองและใช้เต็มประสิทธิภาพเมื่อระบบสื่อสารหลัก และการสื่อสารรองใช้ งานไม่ได้ >ได้แก่ ระบบ สื่อสารผ่านดาวเทียม และระบบวิทยุโทรคมนาคม ยา่ นความถี่ HF / SSB 34 | P a g e
โดยปกติการจัดการในภาวะฉุกเฉิน ไดกาหนดแนวทางปฏิบัติในการสื่อสารและโทรคมนาคม โดยจัดให มีระบบการติดตอส่ือสารระหวางหนวยราชการและกองอานวยการปองกนั และบรรเทาสาธารณภัยตาง ๆ ใหสามารถส่อื สารไดตลอด 24 ช่ัวโมง พรอมทง้ั จดั ใหมีชองทางการสอ่ื สารมากกวา 2 ชองทางข้นึ ไป ตัวอย่างการจัดทำทะเบียนเครือข่ายการประสานงาน ลำดับท่ี ประเภทภัย หนว่ ยงานที่เกยี่ วข้อง ผู้ประสานง าน ผ ู ้ ป ร ะ ส า น ง า น หลัก/โทรศัพท์ ภาพรวม/โทรศพั ท์ 1. Hostile / โรงพยาบาล... 1.นาย..... 1.นางสาว....... Mass violence เบอรท์ ่ีทำงาน เบอรม์ ือถอื ... นามเรียกขาน 2. Hostile / ปกครองอำเภอ 1. 1.นาย... Mass violence เบอรท์ ่ที ำงาน เบอรม์ อื ถือ... นามเรยี กขาน 35 | P a g e
ตัวอย่างทะเบียนอุปกรณ์ท่ีจำเป็น แบบฟอร์มแสดงรายการอปุ กรณส์ ำหรบั หนว่ ยปฏิบัตกิ ารแพทยร์ ะดบั พน้ื ฐาน ชือ่ หนว่ ยปฏบิ ัตกิ าร……………………………………………………. รายการอปุ กรณ์ จำนวนข้ันตำ่ จำนวนที่มี สำหรับชดุ ปฏิบตั ิการ 1 ชุด ของหนว่ ย ปฏบิ ัติการ 1 หมวดอุปกรณ์ป้องกนั ตนเองและความปลอดภัย อย่างน้อยดังต่อไปน้ี อย่างน้อย 3 ชุด 1.1 อุปกรณ์พทิ กั ษ์บุคคล Level C 1 กลอ่ ง (1) ชดุ กาวน์ (ชดุ หม)ี 1 กล่อง (2) หนา้ กากอนามัย /Face shield/แว่นตา (อย่างใดอยา่ งหนง่ึ ) 3 คู่ (3) ถงุ มือ 1 ชุด (4) รองเท้าบทู (5) หมวกแข็ง 1 กระบอก 1.2 อุปกรณเ์ พ่อื ความปลอดภยั 3 ตัว (1) ไฟฉาย 3 อัน (2) เสอื้ สะท้อนแสง 1 ตวั (3) กรวยยาง (พับได้) 1 มว้ น (4) นกหวีด (5) เทปสายหรอื เชือก ควรมี (6.) อุปกรณส์ ำหรบั การตรวจสอบความปลอดภัยระยะไกล เช่น กล้อง ส่องทางไกล 1 อัน 2 หมวดอุปกรณ์เครอื่ งมือแพทย์สำหรับประเมนิ ผปู้ ่วย 1 ชุด 2.1 ปรอทวัดไข้ หรือ เคร่ืองวัดอุณหภมู ิ 1 กระบอก 2.2 เคร่ืองวัดความดนั โลหิตพร้อมหฟู ัง (Stethoscope) หรอื เครื่องวัด ความดนั โลหติ ชนิดอัตโนมตั ิ 2.3. ไฟฉาย สำหรบั ตรวจรูม่านตา 36 | P a g e
รายการอปุ กรณ์ จำนวนขน้ั ต่ำ จำนวนที่มี สำหรบั ชุดปฏบิ ตั ิการ 1 ชุด ของหน่วย 2.4 ชดุ ตรวจระดบั กลโู คสในเลอื ดจากหลอดเลอื ดฝอย (Capillary Blood ปฏบิ ตั ิการ Glucose test) 1 ชดุ 2.5. เคร่ืองวดั ความอมิ่ ออกซเิ จนตามชีพจร (pulse oximetry) ควรมี 3 หมวดอปุ กรณส์ ำหรบั การปฏิบตั ิการแพทย์ขน้ั พ้นื ฐาน 1 อัน 3.1 อุปกรณส์ ำหรบั จัดการทางเดนิ หายใจและการหายใจ 1 ชดุ (1) Pocket mask 1 ชุด (2) ลูกสบู ยางชนดิ ใช้มอื บบี 1 ชุด (3) ถังออกซิเจนขนาดพกพาพร้อม flow มิเตอร์ 1 ชดุ (4) อปุ กรณ์ให้ออกซเิ จนด้วยหลอดสอดจมูก(cannula) 1 ชดุ (5) อปุ กรณ์ให้ออกซเิ จนดว้ ยด้วยหน้ากากมีถงุ กัก (mask with bag) ควรมี (6) Bag value mask (BVM) สาหรบั ช่วยหายใจ ผูใ้ หญ่ (7) Oropharyngeal Airway อยา่ งน้อย 3 ขนาด ควรมี 3.2 อปุ กรณ์ชว่ ยชวี ติ ขนั้ พน้ื ฐาน (1) เครื่องฟน้ื คืนคลืน่ หวั ใจด้วยไฟฟ้าชนดิ อตั โนมัติ (AED) 1 กลอ่ ง 3.3 อปุ กรณ์การดามและห้ามเลือด 3 มว้ น (1) ผา้ ก๊อซปิดแผลหา้ มเลอื ด 1 มว้ น (2) ผ้ายืดพนั แผล (Elastic bandage) ห้ามเลอื ด 1 อัน (3) พลาสเตอร์ปิดแผล ควรมี (4) กรรไกร (5) สายรัดห้ามเลอื ดบริเวณระยางค์ (Extremity tourniquet) 1 ผนื 3.4 อุปกรณช์ ว่ ยคลอดกรณีฉุกเฉนิ 1 อัน (1) ผา้ สะอาดสำหรบั ห่อตัวทารกแรกคลอด ควรมี (2) ลูกสูบยางชนิดใช้มือบีบ (3) อปุ กรณห์ นบี สายสะดอื ทารก ควรมี 4 อปุ กรณย์ ึดตรึง ยกและเคลือ่ นย้าย (1) อุปกรณ์สำหรบั รัดกระดูกเชงิ กราน (Pelvic binding) 37 | P a g e
รายการอุปกรณ์ จำนวนขั้นตำ่ จำนวนท่ีมี สำหรบั ชดุ ปฏบิ ัติการ 1 ชุด ของหน่วย (2) ปลอกดามคอ (cervical collar) อยา่ งนอ้ ย 3 ขนาดหรอื ชนดิ ปฏิบตั กิ าร ปรับขนาดได้ 3 อัน (3) อปุ กรณด์ ามแขนขา อยา่ งน้อยขนาดละ 2 อัน 4 อนั (4) เกา้ อย้ี กผู้ป่วย (stair chair/chair) 1 ตวั (5) แผน่ กระดานรองหลงั ยาว (Long Spinal Board) พร้อมอุปกรณ์ 1 ชดุ รองศรี ษะ สายรดั ศีรษะ และสายรดั ตัวผ้ปู ว่ ยอย่างน้อย 3 เส้น และ/หรอื 1 ชดุ เปลตกั พร้อมสายรัดยดึ ตรงึ (scoop stretcher) (6) เปลล้อเล่อื นในรถพยาบาล (wheeled stretcher) กรณเี ป็นรถตู้พยาบาล ………………………………………………….. () ตำแหนง่ ……………………………………………. ผู้ให้ขอ้ มลู วนั ที่………………………………………. ตารางท่ี 4 แสดงแบบอปุ กรณท์ ีจ่ ำเปน็ ในการช่วยเหลอื ของทีมกชู้ ีพ ระดับพน้ื ฐาน (สถาบนั การแพทยฉ์ ุกเฉิน แห่งชาติ, คมู่ ือแนวทางปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน, 2565) 38 | P a g e
DCIRS การจัดทำรายงานเฝา้ ระวงั สถานการณ์ประจำวัน การดำเนินงานเฝ้าระวังสาธารณภัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข เป็นการเฝ้าระวังเหตุการณ์ ด้านโรคและภัยสุขภาพ เหตุฉกุ เฉนิ และสาธารณภยั ทสี่ ่งผลกระทบทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยการเฝ้า ระวังจากแหล่งข่าวต่างๆ ทั้งในส่วนราชการและนอกส่วนราชการ สื่อมวลชน social media ซึ่งใช้เป็นข้อมูล พื้นฐานของการติดตาม ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงของสถานการณ์นั้นๆ และประเมินสถานการณ์และผลกระทบ ให้สามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่อาจจะเกิดขึ้น หากประเมินสถานการแล้ว เหตุการณ์นั้นๆ มีแนวโน้นที่คาดว่าจะความรุนแรง อาจพิจารณาเปิดศูนย์ปฏิบัติการ ฉุกเฉนิ ด้านการแพทย์และสาธารณสุขข้นึ ภาพที่ 8 ตวั อย่างรายงานการเฝ้าระวงั เหตุการณข์ องทีมตระหนกั รู้ 39 | P a g e
ภาพท่ี 9 ผังการการดำเนินงานเฝ้าระวังสถานการณ์ประจำวนั เรมิ่ ตน้ ชอ่ งทางเฝ้าระวัง การแจง้ เหตุทาง การรายงานเหตุทาง ตดิ ตามทางSocial Media ตดิ ตามทาโทรทัศน์ วิทยุสือ่ สาร โทรศัพท/์ โทรสาร/E-mail - Line รายการช่องโทรทัศน์ ต่างๆ - face book เช่น ช่อง 3, 5, 7, 9, 11, - Twitter Thai PBS, voice TV, - เว็บไซต์ต่างๆ nation TNN เป็นตน้ เฝา้ ฟังวิทยสุ อ่ื สาร ไดร้ บั แจง้ /ไดร้ บั รายงาน ตดิ ตามข่าวสาร ตลอด 24 ชั่วโมง เหตกุ ารณ์ รบั ทราบหรือพบเห็นเหตกุ ารณ์ ตาม Flow พจิ ารณา การรายงาน เหตุการณ์ ตรวจสอบเหตุการณ์จากหนว่ ยงาน เครือข่าย DCIRs ใช่ ไม่ใช่ ใช่ บนั ทึกข้อมลู ลงในระบบ Web EOC สรปุ รายงานสถานการณ์และเสนอผู้บรหิ าร พจิ ารณาเปิด PHEOC 40 | P a g e
ภาพท่ี 10 ตัวอย่างแบบรายงานเหตุการณป์ ระจำวัน การเตรียมแผนที่เส้นทางการจราจรขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขนส่ง (LOGISTICS) 41 | P a g e
ภาพที่ 11 ตัวอยา่ งแผนทเ่ี ส้นทาง เพ่ือประกอบการขนส่ง / ขนย้ายผู้ปว่ ย ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ 4.3.การปฏิบัติการ RESPONSE 4.1 การส่ือสารความเส่ียง (กองสาธารณสุขฉุกเฉิน, 2565) ก่อนการสื่อสารความเสี่ยงและประชาสัมพันธ์จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงก่อน เพื่อนำไปสู่ การวางแผนการสอ่ื สารความเสย่ี งและประชาสัมพันธท์ ่เี หมาะสมกับสถานการณ์ และมปี ระสทิ ธิภาพ ภาพที่ 12 การวเิ คราะหค์ วามเส่ยี ง (อ้างถึงใน พาหรุ ัตน์ คงเมอื ง ทัยสวุ รรณ์, ๒๕๖๔) 42 | P a g e
ภาพท่ี 13 การส่ือสารความเส่ียงและประชาสัมพนั ธ์สาธารณภัยดา้ นการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉกุ เฉิน การจัดระดับความเสี่ยงของข้อมูลข่าวสารเบื้องต้น ซึ่งดัดแปลงจากคู่มือการสื่อสารความเสี่ยง โรคและภัยสุขภาพในภาวะวิกฤต กรมควบคุมโรค (สำหรับเจา้ หนา้ ที่ ปรบั ปรุงคร้งั ที่ ๒) 1.ความเสี่ยงต่ำ ดำเนินการตอบโต้หรือชี้แจงข้อมูล ภายใน ๓ - ๗ วัน โดยมีเนื้อหาประเด็นข่าวที่มี การนำเสนอในหัวข้อดังตอ่ ไปน้ี 1.1.ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่เกิดนอกประเทศ มีความเสี่ยงเกิด ผลกระทบตอ่ ประเทศไทย 1.2 ภาวะฉกุ เฉนิ ทางด้านการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ ทอ่ี งค์การอนามยั โลกกำหนดและใหร้ ายงาน มผี ูป้ ระสบภยั ไมม่ าก หรือมีประเทศทีร่ ายงาน ๑ – ๒ ประเทศ 1.3 ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่เกิดขึ้นในประเทศ พบผู้ประสบภัย ในวงจำกัด 1.4 สือ่ มวลชนใหค้ วามสนใจบา้ ง เช่น ส่ือหลกั ๑ – ๒ ขา่ ว 1.5 ส่อื รองมีการกล่าวถงึ แต่ยังไม่มีความวติ กกงั วลเกิดข้ึน 2.ความเสี่ยงปานกลาง ดำเนินการตอบโต้หรือชี้แจงข้อมูล ภายใน ๑ - ๓ วัน โดยมีเนื้อหาประเด็น ขา่ วท่มี ีการนำเสนอในหัวข้อดังตอ่ ไปน้ี 43 | P a g e
2.1 ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่เกิดนอกประเทศ แต่มีโอกาสเกิดผล กระทบต่อประเทศไทยโดยทางอ้อม 2.2 ภาวะฉกุ เฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ท่ีองคก์ ารอนามัยโลกกำหนดและใหร้ ายงาน มีผู้ประสบภยั ไมม่ าก หรือมีประเทศท่รี ายงาน ๒ – ๕ ประเทศ 2.3 ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่เกิดขึ้นในประเทศ พบผู้ประสบภัย ในวงจำกัด ไม่มผี ลกระทบในวงกว้าง 2.4 ส่อื มวลชนให้ความสนใจบ้าง เช่น ส่ือหลัก ๒ – ๕ ขา่ ว 2.5 ส่อื รองมีการกลา่ วถึงมากขึ้น แตย่ งั ไมม่ ีความวติ กกังวลเกิดขน้ึ 2.6 ประเด็นข้อมูลข่าวสาร หรอื ข่าวทเ่ี สยี่ งตอ่ ภาพลกั ษณก์ ระทรวงระดบั ปานกลาง 3.ความเสย่ี งสงู ดำเนนิ การตอบโตห้ รือชี้แจงข้อมลู ภายใน ๔ - ๒๔ ชม. โดยมีเนื้อหาประเด็นข่าวที่มี การนำเสนอในหวั ข้อดังต่อไปนี้ 3.1 ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขร้ายแรง ที่เกิดนอกประเทศ เกิดผลกระทบ ต่อประเทศไทยโดยตรง 3.2 ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่องค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นภาวะ ฉกุ เฉนิ ทางสาธารณสุข 3.3 ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่เกิดขึ้นในประเทศ พบผู้ประสบภัย ในวงกวา้ ง กระทบหลายจงั หวัด 3.4 สื่อมวลชนให้ความสนใจมาก เช่น สื่อหลัก มากกว่า ๑๐ ข่าว และอาจมีภาพที่สุ่มเสี่ยงต่อ การเกิดความวติ กกังวลของประชาชนในวงกวา้ ง 3.5 สอ่ื รองมกี ารกล่าวถึง ส่งตอ่ กันจำนวนมาก และพบความวิตกกงั วลเกดิ ขนึ้ 3.6 ประเดน็ ขอ้ มลู ข่าวสาร หรอื ข่าวท่ีเส่ยี งต่อภาพลกั ษณ์กระทรวงระดบั สูง 3.7 ต้องมีการจัดแถลงขา่ วชีแ้ จงประเดน็ สำคญั ผ่านช่องทางต่างๆ การจัดสถานท่ีเพ่ือการสื่อสาร เขตพ้นื ที่สอื่ • ควรตง้ั อยู่หา่ งจากจุดอพยพ และครอบครัว 44 | P a g e
• ผู้บัญชาการเหตุการณ์ หรือ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่ได้รับการมอบหมาย เท่านั้น ที่มีสิทธิ์ให้ข้อมูล ในเหตกุ ารณ์ เขตพืน่ ท่ีจดุ รวมเพื่อสอื่ สารกับญาติ ครอบครวั ผูป้ ระสบเหตุ • เขตพนื้ ทีห่ า้ มสอ่ื เขา้ • ต้งั อยูไ่ กลจากพนื้ ทีส่ ่ือ • มีทมี MCAT และผเู้ ช่ียวชาญดา้ นเหย่ือในการช่วยเหลือดูแล • มีเจ้าหน้าท่ี คอยประสานขอ้ มูล, รายชอื่ เกยี่ วกับผ้ปู ระสบเหตุให้เฉพาะแกญ่ าตแิ ละครอบครวั การสื่อสารของทมี เข้าช่วยเหลอื • เจ้าหน้าที่ที่เข้าถึงสถานการณ์ ให้มีการรายงานตัว แจ้งเตือนการมาถึง จุดเกิดเหตุ สถานการณ์ จุดการเขา้ กรณถี ้าไมอ่ ยูใ่ นเครื่องแบบให้แสดงสญั ลักษณบ์ อกฝา่ ยใหช้ ดั เจน 4.2 การดำเนินงานทีมช่วยเหลือของส่วนการแพทย์และสาธารณสุขในการตอบโต้ สถานการณ์ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีการเข้าร่วมตอบโต้สถานการณ์จำเป็นต้องมีการรายงานตัว ณ ศูนย์ บัญชาการเหตุการณ์ Incident Command Post : ICP หรือศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉนิ (EOC) ณ จดุ เกดิ เหตุ แล้วแต่ กรณีที่จัดตั้งขึ้นตามระดับเหตุการณ์ ท้ังการเข้า และออกจากการปฏิบัติการเสมอ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัย ของทีมช่วยเหลือ และเพื่อให้จัดการระบบได้อย่างชัดเจน หน่วยงานการแพทย์และสาธารณสุขก็เช่นกัน ที่สำคัญ การเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภยั ณ จุดเกิดเหตุ ของส่วนการแพทย์และสาธารณสุข จะกระทำได้ ก็ต่อเมื่อได้รับคำส่ัง จากผู้บัญชาการเหตุการณ์เท่าน้ัน โดยปัจจุบนั นในประเทศไทย ผู้บัญชาการเหตุการณ์จะสั่งการให้ส่วนการแพทย์ และสาธารณสุขเข้าถึงจุดเกิดเหตุเมื่อทีมปกครอง หรือทีมตำรวจ ได้มีการจัดการ Stop killing เรียบร้อยแล้ว เทา่ นน้ั (แต่ในบางประเทศในยโุ รปอาจมกี ารพฒั นาทีม Recused Task Force : RTF เขา้ ช่วยในขณะท่ียังไม่สิ้นสุด การ killing หรอื เขา้ ขณะยงั มีเหตุการณ์ แต่จะกำหนดให้เขา้ เฉพาะพน้ื ท่ี สสี ม้ และตอ้ งมีหน่วยปกครอง หรอื ตำรวจ คอยคมุ้ กันอยา่ งแนน่ หนาอกี ดว้ ย) การบริหารจัดการทางการแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัย (MAJOR INCIDENT MEDICAL MANAGEMENT AND SUPPORT ; MIMMS) การคดั แยกผู้ป่วย (Triage) การคดั แยกผูป้ ว่ ย (Triage) เป็นการจดั กล่มุ ผู้ปว่ ยตามระดับความรุนแรง เพอื่ นำผปู้ ่วยไปส่งยังสถานท่ี ที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม (deliver the right patient to the right place at the right time) เพื่อให้ 45 | P a g e
ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีจำนวนมากเกินกว่าจำนวนบุคลากรที่ให้การช่วยเหลือ การทำ triage จะใช้เพื่อช่วยเหลอื ผู้ปว่ ยสว่ นใหญท่ ี่มีโอกาสรอดชีวิต โดยผู้ทม่ี อี าการรนุ แรงและมีโอกาสรอดชีวิตไม่มากนัก อาจไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดย Triage เป็นกระบวนการซึ่งต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการเปลี่ยนแปลง ได้ตลอดเวลา (dynamic) ไม่ใช่ทำ ณ เวลาใดเวลาหนงึ่ เท่าน้ัน ท้ังน้ี เพราะอาการของผ้ปู ่วยอาจดีขึ้น หรือเลวลงได้ เสมอ ดังนั้น การทำ triage จึงต้องกระทำหลายครั้ง ในระหว่างกระบวนการดูแลผู้ป่วย โดยอาจทำ ณ จุดเกิดเหตุ จุดรักษาพยาบาล ก่อนเคลื่อนย้าย ก่อนส่งโรงพยาบาล เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หรือระหว่างให้ การดูแลรักษาในห้องฉุกเฉนิ นอกจากนี้ อาจทำ triage เพม่ิ เติม เม่อื ผูป้ ่วยมอี าการเปลี่ยนแปลง ในทางปฏิบัตินิยม ทำ triage อยา่ งน้อย 2 ครงั้ โดยทั่วไปการทำ triage ครั้งแรก (primary triage) มักจะกระทำที่จุดเกิดเหตุ ในตำแหน่ง ที่พบผู้ป่วย เรียกว่า triage sieve การทำ triage ครั้งที่สอง (secondary triage) มักกระทำที่จุดรักษาพยาบาล หรือขณะนำสง่ เรยี กว่า triage sort ดงั แสดงในภาพท่ี 14 ภาพท่ี 14 แสดงตำแหน่งการจัดทำการจดั แยกผูป้ ่วย (Triage) 46 | P a g e
Search