แผนการจดั การเรยี นรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ น้ื ฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 101 แผนการจดั การเรียนรู หนว ยการเรยี นรูท ่ี 5 เร่ือง บรรยากาศ แผนการจัดการเรยี นรูท ่ี 5 เร่ือง ความดันอากาศ รายวิชา วทิ ยาศาสตรพ ื้นฐาน รหสั วชิ า ว21102 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปการศกึ ษา 2562 น้าํ หนกั เวลาเรียน 1.5 หนวยกจิ เวลาเรียน 3 ช่ัวโมง/สัปดาห เวลาทใี่ ชใ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู 3 ช่วั โมง 1. มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั 1.1 ตวั ชวี้ ดั ว 3.2 ม.1/2 อธบิ ายปจ จัยท่ีมผี ลตอการเปล่ยี นแปลงองคป ระกอบของลมฟา อากาศจากขอ มลู ท่ี รวบรวมได 2. จุดประสงคก ารเรยี นรู 1) อธบิ ายปจจัยทมี่ ีผลตอ การเปลยี่ นแปลงความดันอากาศได (K) 2) อธิบายวธิ ีการใชเครอ่ื งมอื วัดความดนั อากาศได (K) 3) สรางแบบจาํ ลองที่อธบิ ายความสัมพนั ธระหวางความดันอากาศกับความสงู จากพน้ื โลกได (P) 4) รับผิดชอบตอหนา ทท่ี ี่ไดรบั มอบหมาย (A) 3. สาระการเรยี นรู สาระการเรียนรูแกนกลาง สาระการเรียนรูทอ งถนิ่ ลมฟาอากาศ เปนสภาวะของอากาศในเวลาหนึ่งของ พิจารณาตามหลักสตู รของสถานศึกษา พ้ืนท่ีหน่ึงที่มีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลาข้ึนอยูกับ องคประกอบลมฟาอากาศ ไดแก อุณหภูมิอากาศ ความกดอากาศ ลม ความชื้น เมฆ และหยาดนํ้าฟา โดย หยาดนํ้าฟาที่พบบอยในประเทศไทยไดแก ฝน องคประกอบลมฟา อากาศเปลยี่ นแปลงตลอดเวลาข้ึนอยู กับปจจัยตาง ๆ เชน ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตยและ ลักษณะพ้ืนผิวโลกสงผลตออุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิ อากาศ และปริมาณไอน้ําสงผลตอความชื้น ความกด อากาศสงผลตอ ลม ความชืน้ และลมสงผลตอเมฆ โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครูผูชวย กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจัดการเรียนรูร ายวิชาวิทยาศาสตรพ ้นื ฐาน ช้นั มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 102 4. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด ความดันอากาศ คือ แรงดนั อากาศทีก่ ระทาํ ตอหนึ่งหนว ยพื้นท่ี ซงึ่ ปจ จยั ทส่ี ง ผลตอความดันอากาศ คอื จํานวนโมเลกุลของสาร อณุ หภูมิ และความสูง การบอกคา ความดนั อากาศจะใชเ ครอื่ งมอื วัดความดนั อากาศ คือ บารอมิเตอรปรอท แอนริ อยดบารอมิเตอร และแอลตมิ เิ ตอร 5. สมรรถนะสาํ คญั ของผูเรียนและคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียน คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 1. มีวินัย 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ รยี นรู 3. มุง ม่ันในการทาํ งาน 1) ทักษะการระบุ 2) ทักษะการเปรยี บเทียบ 3) ทักษะการประเมิน 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กจิ กรรมการเรียนรู วธิ ีสอนแบบสบื เสาะหาความรู 5Es (5Es Instructional Model) ชวั่ โมงที่ 1 ขน้ั นาํ กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ครแู จง ผลการเรยี นรู ใหนักเรยี นทราบ 2. ครกู ระตนุ ความสนใจของนกั เรียนเก่ียวกับเร่อื ง ความดันอากาศ โดยนําสมุดหรือหนังสือหลายเลมมา วางซอนกนั จากนน้ั ใชแนวคาํ ถาม ถามนักเรียน ดังนี้ - หนงั สือเลม ใดถูกกดดวยแรงมากท่ีสดุ และนอยท่ีสดุ (แนวตอบ หนงั สอื เลม ทอ่ี ยูขางลางถกู กดมากท่สี ุด และเลมบนสุดถกู กดนอ ยทส่ี ุด) - ครนู ําอภิปรายเก่ียวกับ หนังสือที่วางซอนกันวาหนังสือเลมท่ี 1 เปรียบไดกับพ้ืนโลก สวนหนังสือ เลมท่ี 2 เปรียบไดกับอากาศท่ีอยูเหนือพ้ืนโลก ดังนั้น พ้ืนผิวโลกจึงถูกแรงกดจากอากาศที่อยู สูงขึ้นไป แรงชนิดน้ีเรียกวา แรงดันอากาศ หรือความดันอากาศ ซึ่งนักเรียนจะไดเรียนรูในหัวขอ ตอ ไป - นกั เรยี นคดิ วา ความดนั อากาศมผี ลกระทบตอ ตัวเราหรือไม อยางไร (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน ความดันอากาศมีผลกระทบตอตัวเรา เชน ความดันอากาศสงผลตอการขยายตัวและหดตัวของ ปอด เปนตน) โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครผู ูช วย กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1 103 - ครูถามนักเรยี นวา ปจ จยั ใดบางท่สี ง ผลตอ การเปล่ยี นแปลงความดันอากาศ (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน ปจจัยท่ีสงผลตอการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศ ไดแก อุณหภูมิ ความหนาแนนและอากาศ เปนตน) ขน้ั สอน สํารวจคน หา (Explore) 1. ครเู ขยี นคาํ ถามบนกระดาน ดังน้ี - แรงดนั อากาศคอื อะไร - ความดันอากาศคืออะไร - จํานวนโมเลกลุ มผี ลอยา งไรตอ ความดันอากาศ - อณุ หภูมมิ ีผลอยา งไรตอ ความดนั อากาศ - ความสงู มผี ลอยา งไรตอ ความดันอากาศ 2. ครูใหนักเรียนศึกษาเก่ียวกับเร่ือง ความดันอากาศ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 40 หรือสืบคนจากแหลงเรียนรูอื่น ๆ แลวตอบคําถามบนกระดาน โดยบันทึกคําตอบลงในสมุด บันทกึ 3. ครูใหนักเรียนจบั คู แลกเปล่ียนคําตอบ และอภิปรายคําตอบที่ดีท่ีสุด แลวแกไขคําตอบของตนเองให ไดคาํ ตอบท่ชี ดั เจนมากทส่ี ุด อธิบายความรู (Explain) 1. ครูสุม เลอื กนักเรียน 5 คน ออกมานําเสนอคําตอบทด่ี ีท่ีสุดท่ไี ดจ ากการอภิปรายกับคขู องตนเอง 2. ครูเพิ่มเตมิ และแกไขขอ มูลคาํ ตอบของนกั เรยี น โดยมีแนวคาํ ตอบ ดงั นี้ - แรงดนั อากาศคอื อะไร (แนวตอบ แรงดนั อากาศ คือ แรงทอี่ ากาศกดลงบนวัตถุในทกุ ทิศทุกทาง) - ความดนั อากาศคืออะไร (แนวตอบ แรงดันอากาศ คอื แรงทอ่ี ากาศกระทําตอหนึ่งหนว ยพ้นื ท่)ี - จาํ นวนโมเลกลุ มผี ลอยา งไรตอความดันอากาศ (แนวตอบ จาํ นวนโมเลกุลท่มี ากข้ึน จะสงผลใหค วามดันเพ่มิ ข้ึน) - อุณหภมู ิมีผลอยา งไรตอ ความดนั อากาศ (แนวตอบ อุณหภูมิสูงขึ้น จะทําใหโมเลกุลของอากาศเคลื่อนที่เร็วและขยายตัวออก สงผลให อากาศบรเิ วณนัน้ เบาบางลง ความดันอากาศจงึ ลดตํ่าลง ในทางกลับกันอุณหภูมิที่ลดตํ่าลง จะทํา ใหโมเลกุลของอากาศอยูชิดกันมาก สงผลใหอากาศบริเวณนั้นหนาแนนมากขึ้น ความดันอากาศ จงึ เพ่ิมขึน้ ) - ความสงู มผี ลอยางไรตอความดันอากาศ (แนวตอบ ความสูงมีความสัมพันธที่แปรผลผันกับอุณหภูมิ ดังน้ัน ยิ่งความสูงเพ่ิมขึ้น อุณหภูมิ ของอากาศจะย่ิงลดตาํ่ ลง ทําใหความดันอากาศสงู ขน้ึ ) โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรยี นรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพื้นฐาน ช้นั มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 104 ขนั้ สรปุ ขยายความรู (Expand) 1. ครูใหนักเรียนสรุปความสัมพันธของโมเลกุลอากาศ อุณหภูมิ และความสูงที่มีผลกับความดันอากาศ ลงในสมดุ บันทึก 2. ครใู หนักเรยี นทาํ แบบฝก หัดในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 1 ชั่วโมงท่ี 2 ขน้ั สอน สาํ รวจคนหา (Explore) 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 4 กลุม แลวใหตัวแทนกลุมออกมาจับฉลากศึกษาหัวขอตอไปน้ี ใน หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา ท่ี 41 หรือจากแหลงเรียนรูอ นื่ ๆ - กลุมที่ 1 ศึกษาเรอื่ ง บารอมิเตอรแ บบปรอท - กลุมที่ 2 ศกึ ษาเร่ือง แอนิรอยดบารอมเิ ตอร - กลมุ ที่ 3 ศึกษาเรอ่ื ง แอลตมิ ิเตอร - กลุมที่ 4 ศึกษาเร่อื ง บารอกราฟ 2. ครูแจกเครื่องมือวัดความดันอากาศตามหัวขอท่ีจับฉลากได แลวใหนักเรียนแตละกลุมทําใบงานท่ี 5.3 เรอ่ื ง เครอื่ งมือวดั ความดันอากาศ อธบิ ายความรู (Explain) 1. ครูใหแตละกลุมออกมานําเสนอเคร่ืองมืดวัดความดันอากาศตามหัวขอท่ีแตละกลุมจับฉลากได โดย นําเสนอเก่ียวกับหลักการทํางานของเครื่องมือวัดความดันอากาศ จากนั้นนําเคร่ืองวัดความดัน อากาศทกี่ ลุมของตนไดร ับสงใหกลุมอ่นื ๆ ไดศึกษา 2. ครแู กไ ขและอธิบายเพิม่ เติมขอ มลู ที่นําเสนอใหถ กู ตอ ง 3. ครูใหกลุมอื่น ๆ ศึกษาและบันทึกการนําเสนอเคร่ืองมือวัดความดันอากาศของเพ่ือนกลุมอ่ืน แลว บันทึกลงในใบงานท่ี 5.3 ใหสมบูรณ ชว่ั โมงท่ี 3 สํารวจคนหา (Explore) 1. ครใู หนักเรียนจบั กลุมเดิมจากการศึกษาเคร่อื งวดั ความดันอากาศ เพอ่ื ทาํ กจิ กรรม เรอ่ื ง การสราง แบบจาํ ลองความดนั อากาศ โดยใหนักเรียนศกึ ษากิจกรรม และวิธปี ฏบิ ัตใิ นหนงั สือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนาท่ี 42 แลวบันทกึ ผล และตอบคําถามทายกิจกรรมในแบบฝก หดั วิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 อธบิ ายความรู (Explain) 1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนกลุม เพ่ือออกมานําเสนอผลการทํากิจกรรม เร่ือง การสราง แบบจําลองความดันอากาศ หนา ชัน้ เรียน 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปราย และเฉลยคําถามทายกจิ กรรม ดังนี้ - ปจจยั ใดบา งทีม่ ีผลตอความดนั อากาศ และสง ผลตอ ความดนั อากาศอยางไร โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครูผชู วย กลมุ สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจัดการเรียนรูร ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 1 105 (แนวตอบ มี 3 ปจจยั ดงั นี้ 1. จาํ นวนโมเลกุลของอากาศ : จํานวนโมเลกลุ ของอากาศเพ่ิม ความดันอากาศจะมากข้นึ 2. อุณหภูมิอากาศ : บริเวณที่มีอุณหภูมิสูง โมเลกุลของอากาศจะเคลื่อนที่เร็วและขยายตัวออก ทําใหบริเวณนั้นมีความดันอากาศลดลง แตถาบริเวณน้ันมีอุณหภูมิตํ่า โมเลกุลของอากาศจะ อยูช ดิ กันมาก อากาศจึงหนาแนน ข้ึน สง ผลใหค วามดันอากาศเพิ่มขึน้ 3. ความสูง : ที่ระดับความสูงเพิ่มข้ึน ความดันอากาศจะลดตํ่าลง เนื่องจากความสูงที่เพิ่มข้ึน จะสง ผลใหบริเวณนั้นมอี ณุ หภูมิลดตํา่ ลง หรอื ปรมิ าณแกส มนี อยกวา บริเวณผิวโลก) - ประเมนิ แบบจําลองของกลุมอืน่ วาแสดงถงึ เนือ้ หาทถ่ี กู ตองและครบถว นหรอื ไม อยา งไร (แนวตอบ ขน้ึ อยกู ับแบบจาํ ลองของนักเรียนแตล ะกลุม) ขน้ั สรปุ ขยายความรู (Expand) 1. สรุปจากการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยใชแ นวคําถามตอไปน้ี - ความดนั อากาศ หมายถึงอะไร (แนวตอบ ความดนั อากาศ หมายถงึ แรงดันอากาศทีก่ ระทาํ ตอ หนึง่ หนว ยพื้นท)่ี - ปจจยั ที่มีผลตอ ความดันอากาศ ไดแ กอ ะไรบา ง (แนวตอบ จาํ นวนโมเลกุลของอากาศ อณุ หภูมิอากาศ และระดบั ความสงู ) - ความดันอากาศมปี ระโยชนแ ละโทษตอส่งิ มชี วี ติ อยางไรบา ง (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน สงผล ตอการหดและขยายตวั ของปอด เปน ตน ) 2. ครแู ละนักเรียนรว มกนั สรปุ ผลจากการทํากจิ กรรมเพอื่ ใหไ ดแ นวขอสรปุ วา ในการวดั ความดนั อากาศ ใชเ ครื่องมือทเ่ี รยี กวา บารอมเิ ตอร มีดวยกนั หลายแบบขึ้นอยูกบั การใชง าน 3. ครูทดสอบความเขาใจของนกั เรียนโดยการใชแ นวคาํ ถาม เชน - เคร่อื งมือท่ใี ชว ัดความดนั อากาศมีอะไรบาง (แนวตอบ บารอมิเตอรแบบปรอท บารอมเิ ตอรแ บบแอนิรอยด อัลติมเิ ตอร และบารอกราฟ) - ใหอธิบายหลกั การทาํ งานของบารอมเิ ตอรแบบตา ง ๆ (แนวตอบ - บารอมิเตอรแบบปรอท อากาศจะดันปรอทที่อยูภายในภาชนะ ทําใหระดับปรอทใน หลอดแกวสูงขึน้ ซึ่งแสดงถึงคา ความดนั อากาศ - บารอมเิ ตอรแ บบแอนิรอยด ตลบั โลหะภายในจะยุบตัวเมื่อความดันอากาศสงู ข้ึน - อลั ติมเิ ตอรใ ชหลักการทํางานเดียวกับบารอมเิ ตอรแ บแอนิรอยด - บารอกราฟใชหลักการเดียวกับบารอมิเตอรแบบแอนิรอยด แตจะตอกับแขนปากกาใหขีดบน กระดาษกราฟ) - บรรยากาศมีคา เปน เทา ไร (แนวตอบ บรรยากาศ มคี าเทา กบั 760 มลิ ลเิ มตรปรอท) - ความดนั อากาศบนดอยอินทนนทม ีคามากกวาหรือนอยกวา 760 มลิ ลิเมตรปรอท โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลมุ สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรยี นรูรายวชิ าวิทยาศาสตรพ้นื ฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 1 106 (แนวตอบ นอยกวา 760 มิลลิเมตรปรอท) 4. ครูใหน ักเรยี นทําแบบฝกหัดในแบบฝกวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจใบงานที่ 5.3 เร่ือง เคร่อื งมอื วัดความดนั อากาศ 2. ครูตรวจแบบฝก หดั ในแบบฝก หัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 3. ครูประเมินการปฏิบัติการจากกิจกรรม เร่ือง การสรางแบบจําลองความดันอากาศ โดยใชแบบ ประเมนิ การปฏบิ ัตกิ าร 4. ครูประเมินนักเรียนจากการทาํ งานกลุม โดยใชแ บบประเมินสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายกลุม 5. ครปู ระเมินชน้ิ งานแบบจาํ ลองความดนั อากาศ โดยใชแ บบประเมนิ ชิน้ /ภาระงานรวบยอด 6. ครูประเมินนักเรียนจากการสืบคนขอมูล และการตอบคําถามภายในหองเรียน โดยใชแบบสังเกต พฤตกิ รรมการทํางานรายบคุ คล 7. การวดั และประเมนิ ผล รายการวัด วธิ ีวัด เครอ่ื งมือ เกณฑก ารประเมิน 7.1 การประเมนิ ระหวา ง - ตรวจใบงานที่ 5.3 - เฉลยใบงานที่ 5.3 เร่อื ง รอ ยละ 60 ผานเกณฑ การจดั กิจกรรม เรอ่ื ง เครอ่ื งมอื วัด เคร่ืองมือวดั ความดนั 1) ความดันอากาศ ความดนั อากาศ อากาศ - แบบจําลองความดนั - แบบประเมนิ ช้นิ งาน/ ระดับคณุ ภาพ 2 2) การปฏบิ ตั ิการ อากาศ ภาระงานรวบยอด ผานเกณฑ 3) พฤติกรรมการทํางาน - ประเมินการ - แบบประเมนิ ระดับคณุ ภาพ 2 ปฏิบัตกิ าร การปฏบิ ัติการ ผานเกณฑ รายบคุ คล - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดับคุณภาพ 2 4) พฤตกิ รรมการทํางาน การทาํ งานรายบคุ คล การทาํ งานรายบุคคล ผานเกณฑ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม ระดบั คุณภาพ 2 รายกลมุ การทํางานกลมุ การทํางานกลุม ผา นเกณฑ 5) คณุ ลักษณะอนั พงึ - สังเกตความมวี นิ ัย - แบบประเมิน ระดับคณุ ภาพ 2 ใฝเรยี นรู และมุงมนั่ คุณลักษณะ ผานเกณฑ ประสงค ในการทาํ งาน อนั พงึ ประสงค โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตาํ แหนง ครูผูช วย กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรยี นรรู ายวิชาวิทยาศาสตรพ ้ืนฐาน ชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 1 107 8. สื่อ/แหลงการเรยี นรู 8.1 ส่ือการเรยี นรู 1) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 4) ใบงานที่ 5.3 เรอ่ื ง เครอื่ งมือวดั ความดนั อากาศ 5) PowerPoint เร่อื ง ความดนั อากาศ 8.2 แหลงการเรียนรู 1) ส่ิงแวดลอมท่ีอยูใกลตัวนักเรียน โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครูผูชวย กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 108 9. ความเหน็ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาหรือผทู ี่ไดรบั มอบหมาย ................................. ................................ ) ขอเสนอแนะ ลงชือ่ ....... ( ตําแหนง 10. บนั ทกึ ผลหลังการสอน ดา นความรู ดานสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค ดานความสามารถทางวิทยาศาสตร ดานอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเดน หรอื พฤตกิ รรมทม่ี ีปญ หาของนกั เรียนเปนรายบุคคล (ถา ม)ี ) ปญหา/อุปสรรค แนวทางการแกไข ลงชื่อ..................................................ผูสอน (นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา) ตําแหนง ครูผชู วย โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรยี นรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ้นื ฐาน ชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 1 109 แผนการจดั การเรยี นรู หนวยการเรยี นรทู ี่ 5 เร่ือง บรรยากาศ แผนการจดั การเรียนรูท่ี 6 เรอื่ ง ความช้ืนอากาศ รายวชิ า วทิ ยาศาสตรพ ื้นฐาน รหสั วชิ า ว21102 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปก ารศกึ ษา 2562 น้าํ หนกั เวลาเรียน 1.5 หนวยกิจ เวลาเรียน 3 ชว่ั โมง/สัปดาห เวลาทใี่ ชใ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู 3 ช่วั โมง 1. มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั 1.1 ตัวชีว้ ดั ว 3.2 ม.1/2 อธิบายปจ จัยทมี่ ผี ลตอการเปลย่ี นแปลงองคป ระกอบของลมฟา อากาศจากขอมลู ที่ รวบรวมได 2. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู 1) อธบิ ายปจจยั ท่ีมผี ลตอ การเปลย่ี นแปลงความชนื้ อากาศในแตล ะบริเวณได (K) 2) ทดลองและรวบรวมขอ มลู ปจจัยที่มผี ลตอการเปล่ยี นแปลงความชน้ื อากาศในแตล ะบริเวณได (P) 3) รบั ผิดชอบตอหนา ท่ที ี่ไดร ับมอบหมาย (A) 3. สาระการเรียนรู สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรูท องถิน่ ลมฟาอากาศ เปนสภาวะของอากาศในเวลาหนึ่งของ พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา พ้ืนท่ีหนึ่งท่ีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยูกับ องคประกอบลมฟาอากาศ ไดแก อุณหภูมิของอากาศ ความกดอากาศ ลม ความชื้น เมฆ และหยาดนํ้าฟา โดย หยาดน้ําฟาท่ีพบบอยในประเทศไทย ไดแก ฝน องคป ระกอบลมฟา อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาข้ึนอยู กับปจจัยตาง ๆ เชน ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตยและ ลักษณะพน้ื ผิวโลกสง ผลตอ อณุ หภมู ขิ องอากาศ อุณหภูมิ ของอากาศและปริมาณไอน้ําสงผลตอความช้ืน ความกด อากาศสงผลตอลม ความชืน้ และลมสงผลตอเมฆ 4. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด ความชื้นอากาศเปนปริมาณไอน้ําท่ีมีอยูในอากาศ ซ่ึงปจจัยที่มีผลตอความชื้นอากาศ ไดแก อุณหภูมิ อากาศและลักษณะพื้นท่ี ความชื้นอากาศสามารถตรวจวัดไดโดยใชไฮกรอมิเตอร และนํามาใชในการ พยากรณอ ากาศ โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรยี นรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ นื้ ฐาน ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 1 110 5. สมรรถนะสําคัญของผูเรยี นและคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 1. ความสามารถในการสื่อสาร 1. มวี ินยั 2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ รียนรู 3. มุงมน่ั ในการทาํ งาน 1) ทกั ษะการสงั เกต 2) ทกั ษะการสํารวจคน หา 3) ทักษะการคิดวิเคราะห 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กจิ กรรมการเรยี นรู วธิ สี อนแบบสบื เสาะหาความรู 5Es (5Es Instructional Model) ชวั่ โมงที่ 1 ข้นั นาํ กระตุนความสนใจ (Engage) 1. ครแู จงผลการเรียนรู ใหน ักเรยี นทราบ 2. ครจู ดั เตรยี มชุดอุปกรณกอ นการสอน ดังน้ี - ผา เปย กขนาดประมาณ 2x2 ตารางเซนติเมตร 4 ชิน้ - บกี เกอรข นาด 100 ml 4 อนั และ - ตะแกรงเหลก็ 4 อัน 3. ครจู ดั ชดุ อุปกรณเปน 4 ชดุ แตละชุดนําบีกเกอรขนาด 100 ml วางหงายข้ึน จากน้ันนําตะแกรงวาง บนปากบีกเกอร และนําผา เปย กหนง่ึ ช้นิ วางบนตะแกรง 4. ครูเตรียมชุดอุปกรณดัง ขอ 4 เปน 4 ชุด ชุดท่ี 1 ใสนํ้าในบีกเกอร ชุดที่สองไมตองใสนํ้า ชุดที่ 3 ใสนา้ํ ชดุ ท่ี 4 ไมใสนํา้ 5. ครนู าํ ชดุ ท่ี 1 2 และ 3 ไปตากแดด ชดุ ท่ี 4 ไวในที่รม แตละชดุ ใชเ วลา 4 ช่ัวโมง จากนนั้ นาํ ผา แตล ะ ผืนใสถงุ พลาสติกแยกกนั แลว ปดถงุ ใหมดิ ชดิ เพอื่ เตรียมไวสาํ หรบั การสอนในชั้นเรยี น ดงั รูป 6. แสงแดดผา้ ตะแก ชดที่ 1 ชดที่ 2 ชดที่ 3 ชดท่ี4 โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชว ย กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 1 111 ทม่ี า : ดดั แปลงภาพจาก http://www.istockphoto.com/th/vector/graphic-set-science-and- chemical-objects-on-white-background-ve-gm626592724- 110731701?st=_p_beaker%20 7. ครูถามนกั เรยี นวา ปจ จยั ใดท่มี ีผลทาํ ใหบางวันรูส ึกเหนียวตวั บางวันรสู ึกผิวแหง บางวนั ผาจึงแหง เร็ว และบางวนั ผา แหงชา (แนวตอบ พจิ ารณาตามคาํ ตอบของนกั เรียน โดยใหอ ยูในดลุ ยพนิ ิจของครูผูสอน ตวั อยางเชน ความชื้นอากาศ เปน ตน ) ข้นั สอน สํารวจคนหา (Explore) 1. นักเรียนรับมวนกระดาษเล็กจากครูคนละ 1 ช้ิน ซ่ึงกระดาษทุกใบจะมีเลขติดอยูเลขใดเลขหนึ่ง ไดแกเลข 1, 2, 3 หรือ 4 กระดาษท่ีมีหมายเลข 1 จะมีคําวาผูนํา เขียนอยูดวย โดยครูแจงวา ใน กระดาษท่ีนกั เรียนไดรบั ไปนน้ั จะมีกระดาษแหงผูนาํ อยจู ํานวน 1 ใน 4 ของกระดาษท้ังหมด 2. ครแู จง ใหนกั เรียนสงตอ กระดาษวนกันไปเรื่อย ๆ โดยระหวางที่นักเรียนสงกระดาษ ครูอาจรองเพลง หรือเปด เพลง แลว หยดุ เพลงในชวงใดชวงหนึง่ เมอ่ื เพลงหยุดนักเรียนจะตองหยุดสง กระดาษ 3. นักเรียนคลี่มวนกระดาษออก จากนั้นนักเรียนคนที่ไดกระดาษหมายเลข 1 ซ่ึงเปนผูนําจะเปน หัวหนากลุม หัวหนากลุมเลือกสมาชิก 3 คนท่ีมีหมายเลข 2 3 และ 4 ตามลําดับ จากนั้นครูแจง หนา ทข่ี องนกั เรยี น ดังนี้ สมาชิกท่ไี ดห มายเลข 1 : ทําหนา ทนี่ ําเสนอใบงานหนา ช้นั เรียน สมาชิกท่ีไดหมายเลข 2 : ทําหนาที่จดบันทึกลงในงาน และเขียนคําตอบบนกระดานหนาช้ันเรียน ในชว งทม่ี ีการนําเสนอ สมาชกิ ท่ไี ดหมายเลข 3 : ทําหนา ที่เปน หวั หนากลุมโดยวางแผนลําดบั การทํางานกลุมของสมาชิก สมาชิกที่ไดหมายเลข 4 : ทําหนาที่รับฟงความคิดเห็นของสมาชิกในกลุมแลวชวยอธิบายใหกับ สมาชิกท่ีทําหนาที่จดบันทึกลงในใบงาน และจดั เตรียมอุปกรณแ ละใบงาน สมาชิกทกุ คน : ทําหนา ท่แี สดงความคิดเห็นเกีย่ วกบั ใบงาน 4. สมาชิกหมายเลข 4 ออกมารับใบงานท่ี 5.4 เรื่อง ปจจัยที่มีผลตอการเปล่ียนแปลงความช้ืนอากาศ จากน้ันนกั เรยี นศึกษาวตั ถุประสงค คําชี้แจง และขนั้ ตอนการทํากิจกรรม 5. ครูนําตัวอยางผาท้ัง 4 ช้ินท่ีเตรียมไวมาแสดงหนาชั้นเรียน และอธิบายเก่ียวกับการจัดเตรียมชุด อุปกรณสาธิต วาผาทั้ง 4 ช้ินถูกจัดอยูในสภาวะแวดลอมแบบใดบางท้ัง 4 แบบ จากนั้นใหนักเรียน เปรียบเทียบผาจากชุดสาธิตชุดที่ 1 กับ 2 และ 3 กับ 4 โดยครูตั้งคําถามเกร่ินนําวา นักเรียนคิดวา ผา ชน้ิ ใดทเี่ ปยกชื้นกวา ผาผนื ใดท่แี หงมากกวา เพราะเหตใุ ดจงึ คิดเชนนั้น โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตําแหนง ครูผูชวย กลุม สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรยี นรูรายวิชาวิทยาศาสตรพ นื้ ฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 1 112 6. สมาชิกหมายเลข 3 ของแตละกลุมออกมาจับผาทั้ง 4 ชิ้น แลวบอกความแหงของผาโดย เปรียบเทียบผืนที่ 1 กบั 2 และเปรยี บเทยี บผืนท่ี 3 กบั 4 ใหเพื่อนในกลมุ ฟง 7. นักเรียนแตละกลมุ เขยี นบันทึกผลลงในตารางเปรยี บเทียบความแหงของผาจากชดุ สาธิตท้งั 4 ชน้ิ 8. นักเรียนศกึ ษาเนอื้ หาในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 43 แลว ตอบคําถามทายกจิ กรรม อธบิ ายความรู (Explain) 9. ครใู หนักเรียนนาํ เสนอคาํ ตอบของแตละคาํ ถามทายกิจกรรมตอนที่ 1 โดยทุกกลุม เสนอคําตอบพรอม กันทลี ะคาํ ถาม 10. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายและสรุปผลจากการทํากิจกรรมในใบงานท่ี 5.4 เรื่อง ปจจัยท่ีมีผล ตอ การเปล่ยี นแปลงความชน้ื อากาศ ชวั่ โมงที่ 2 ข้ันสอน สาํ รวจคน หา (Explore) 1. ครเู กร่นิ นาํ วา ความช้ืนอากาศในส่งิ แวดลอมแตละบริเวณมคี วามแตกตางกัน ซ่งึ ลวนแตส งผลตอ การ ดํารงชวี ิตของมนุษย ดังนั้น หากเราทราบปรมิ าณความชื้นอากาศในแตล ะบรเิ วณก็จะเปน ประโยชน ตอ การดํารงชีวิต แตเราจะสามารถหาคาความชนื้ อากาศในอากาศไดอ ยา งไร (แนวตอบ ใชเ ครอื่ งมอื วัดความชน้ื อากาศ) 2. ครูอธิบายเกยี่ วกบั คา ความช้ืนสัมบูรณแ ละคา ความช้ืนสมั พทั ธใ นหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนาท่ี 44 และครูเขียนโจทยตวั อยางเก่ียวกับการคํานวณความช้ืนสัมบรู ณแ ละความช้นื สมั พัทธให นักเรียนฝก ทําหนาชั้นเรยี น 3. ครตู ัง้ คําถามเกรนิ่ นําวา จากการเปลย่ี นแปลงของเสน ผมเนื่องจากความช้ืนอากาศในอากาศ สามารถนาํ การเปล่ยี นแปลงของเสนผมน้ีมาใชใ นการบอกความช้นื อากาศไดห รือไม อยางไร 4. ครูใหนักเรียนศกึ ษาหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 45 เกย่ี วกบั เครื่องมือวัดความชื้น อากาศไฮกรอมิเตอร 5. ครใู หน กั เรยี นแบง กลุม กลมุ ละ 4 คน เพื่อหาความชื้นสมั พทั ธโดยใชไฮกรอมิเตอร จากการทาํ กิจกรรม การหาความชืน้ สมั พันธ ในหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 46 6. ครูมอบหมายใหนกั เรยี นนําไฮกรอมเิ ตอรไ ปวัดความชืน้ อากาศในชวงเชาและชวงบายลวงหนา และ บันทกึ ผลลงแบบฝกวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 แลว ตอบคาํ ถามทายกิจกรรม อธิบายความรู (Explain) 1. ครูใหแตล ะกลมุ นําเสนอขอมลู และกราฟความสัมพนั ธร ะหวางชวงเวลาและความช้ืนสมั พทั ธ 2. ครแู ละนักเรยี นรว มกนั อภิปรายผลกิจกรรม การหาความชนื้ สัมพัทธ 3. ครเู ฉลยคําถามทา ยกิจกรรม ดงั น้ี - ความชน้ื สัมพันธท ่ีหาไดจ ากการทดลองในชวงเชาและชว งบา ยตา งกนั หรือไม (แนวตอบ ตางกนั โดยความชืน้ สมั พัทธในชวงเชา มีคามากกวาความชน้ื สมั พัทธในชวงบาย) - นกั เรยี นคดิ วาสาเหตุทท่ี ําใหความชืน้ สัมพัทธใ นชว งเชา และชว งบา ยมีความแตกตางกนั คืออะไร โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครผู ูชว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรียนรูรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพื้นฐาน ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 113 (แนวตอบ ความชื้นสัมพัทธในชวงเชามีคามากกวาชวงบาย เนื่องจากในชวงเชามีอุณหภูมิอากาศ ต่ํากวาชวงบาย ทําใหอากาศสามารถรอบรับไอน้ําไดนอย ปริมาณไอนํ้าอิ่มตัวจึงนอย ซ่ึงเม่ือ ปรมิ าณไอนํ้าอมิ่ ตวั ในอากาศลดลง จงึ สงผลใหค วามช้ืนสมั พัทธสูงขึ้น) ชว่ั โมงที่ 3 ขัน้ สอน สํารวจคน หา (Explore) 1. ครใู หน ักเรียนศึกษาไฮกรอมิเตอรแ บบเสน ผม ในหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 47 2. ครถู ามคาํ ถามนกั เรียนวา ในวันท่ีมคี วามช้นื อากาศสงู และต่าํ จะมผี ลตอการเปลยี่ นแปลงของเสนผม หรือไม อยา งไร (แนวตอบ พิจารณาตามคาํ ตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพนิ ิจของครผู ูสอน ตัวอยางเชน มผี ล ตอเสน ผม โดยความชืน้ อากาศท่ีเปลยี่ นแปลงทาํ ใหเสน ผมยืดหรือหดตวั ไดแ ตกตา งกัน) 3. ครมู อบหมายใหนักเรียนออกแบบเครอ่ื งมือวัดความช้นื อากาศไฮกรอมเิ ตอรแ บบเสน ผมโดยแสดงถึง การนําวัสดุอปุ กรณในชีวติ ประจาํ วันมาประยกุ ตใช อธบิ ายความรู (Explain) 1. นักเรยี นแตละกลมุ นาํ เสนอเคร่ืองมอื วดั ความช้นื อากาศของตนเอง พรอ มทัง้ อธบิ ายวสั ดอุ ุปกรณท ่ี นํามาใช รวมทง้ั อธบิ ายหลกั การทํางานของเคร่ืองมอื วดั ความชื้นอากาศของกลุมตนเอง 2. ครเู พิ่มเตมิ ความรู หรอื ขอมลู ใหก ับการนําเสนอเครือ่ งมือแตละกลมุ 3. ครูและนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชนท่ีไดรับจากการทํากิจกรรม และการนํา ความรทู ีไ่ ดไ ปใชป ระโยชน 4. ครูถามคําถามเพือ่ ทดสอบความเขาใจของนักเรยี น ดงั นี้ - ความชนื้ อากาศคอื อะไร (แนวตอบ ความช้ืนอากาศ คอื ปรมิ าณไอนา้ํ ท่ีมอี ยูในอากาศในแตล ะวัน) - ใหอธบิ ายหลกั การทํางานของไซครอมเิ ตอร (แนวตอบ นํ้าในกระเปาะจะระเหยโดยดูดความรอนจากกระเปาะของเทอรมอมิเตอรทําให อุณหภูมิท่ีอานไดจากเทอรมอมิเตอรกระเปาะเปยกมีคาต่ําลง ทําใหอุณหภูมิที่อานไดจากเทอร มอมิเตอรกระเปาะเปยกมีคาต่ํากวากระเปาะแหง จากนั้นนําคาผลตางอุณหภูมิน้ีไปอานคา ความชืน้ สัมพัทธในตาราง) - ความช้นื สมั พทั ธคืออะไร (แนวตอบ ความช้นื สมั พัทธ (relative humidity) คือ อตั ราสวนระหวา งมวลของไอน้าํ ท่ีมีอยจู ริง ในอากาศขณะน้ัน กับมวลของไอนํ้าท่ีอากาศซ่ึงมีปริมาตรและอุณหภูมิเดียวกันจะรับไดเต็มท่ี (อากาศอ่มิ ตัว) มีหนวยวัดเปนเปอรเซ็นต) - ปจ จยั ที่มีผลตอการเปลย่ี นแปลงความชื้นอากาศไดแกอ ะไรบาง (แนวตอบ ปจจัยที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงความชื้นอากาศ ไดแก ลักษณะพ้ืนท่ีในแตละบริเวณ และอุณหภูม)ิ โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครูผูช วย กลมุ สาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรยี นรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 1 114 - คาความชื้นอากาศท่ีนิยมใชคือคาความช้ืนอากาศใด และสามารถคํานวณหาคาความชื้นอากาศ ดงั กลาวไดอ ยางไร (แนวคําตอบ คาความชื้นอากาศท่ีนิยมใช คือ คาความช้ืนสัมพัทธ คํานวณไดจากคาความช้ืน อากาศในอากาศที่มีอยู ณ ขณะนั้น หารดวยคาความช้ืนอากาศท่ีมากท่ีสุดท่ีอากาศบริเวณนั้น สามารถรับได และคูณดว ย 100) - ปจจัยใดท่ีสงผลตอคาความช้ืนสัมพัทธ และหากปจจัยดังกลาวมีคาสูงข้ึน จะสงผลตอความชื้น สัมพัทธอยางไร (แนวตอบ ปจจัยท่ีมีผลตอคาความช้ืนสัมพัทธคือ อุณหภูมิ หากอุณหภูมิสูงข้ึนจะทําให ความสามารถในการรองรบั ความชื้นอากาศของอากาศสูงขนึ้ ทําใหค า ความชนื้ สมั พัทธลดตํ่าลง) - เครอ่ื งมือใดนาํ มาหาคาความชื้นอากาศ และมีหลกั การในการวดั ความช้ืนอากาศอยางไร (แนวตอบ สามารถหาคาความชื้นอากาศไดโดยใชไฮกรอมิเตอรแบบกระเปาะเปยก-กระเปาะ แหง มีหลักการในการวัดคือ วัดจากความแตกตางระหวางอุณหภูมิที่ไดจากเทอรมอมิเตอรปกติ และอุณหภูมิจากเทอรมอมิเตอรท่ีมีผาเปยกหุมกระเปาะ หากอากาศมีความช้ืนอากาศนอย นํ้า จากผาเปยกจะระเหยทําใหวัดคาอุณหภูมิของกระเปาะที่มีผาเปยกไดต่ําลง ผลตางระหวาง อุณหภูมิทั้งสองกระเปาะจึงมีคามากข้ึนเมื่ออุณหภูมิต่ํา จากน้ันนําผลตางอุณหภูมิท่ีไดไปอานคา ในตาราง) ขั้นสรปุ ขยายความรู (Expand) 1. นกั เรียนแตล ะกลุมศึกษาผลกระทบของความชื้นอากาศท่ีมีตอ การดํารงชวี ิตเพมิ่ เตมิ จากหนังสอื เรียน วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 หรอื จากแหลงการเรียนรอู ่นื ๆ จากนน้ั ทําแผนผังสรุปเกย่ี วกบั ความช้นื อากาศมผี ลตอ การดํารงชวี ิตของมนษุ ยอยางไรบา ง โดยยกตัวอยา งและอธบิ ายผลของความชน้ื อากาศทีม่ ตี อการเปล่ยี นแปลงตา ง ๆ 2. ครใู หนกั เรยี นทาํ แบบฝกหดั ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจใบงานท่ี 5.4 เร่ือง ความชน้ื อากาศ 2. ครูตรวจแบบฝกหัดในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3. ครปู ระเมนิ การนําเสนอใบงานท่ี 5.4 เรอ่ื ง ความชน้ื อากาศ โดยใชแบบประเมนิ การนําเสนอผลงาน 3. ครูประเมินนักเรียนจากการสืบคนขอมูล และการตอบคําถามในช้ันเรียน โดยใชแบบสังเกต พฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล 4. ครูประเมินการออกแบบเคร่ืองมือวัดความชื้นอากาศแบบเสนผม โดยใชแบบประเมินการนําเสนอ ผลงาน 5. ครูประเมินการปฏิการจากการทํากิจกรรม การหาความชื้นสัมพัทธ โดยใชแบบประเมินการ ปฏบิ ัติการ 6. ครปู ระเมินนักเรยี นจากการทํางานกลุม โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายกลุม โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรยี นรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ้นื ฐาน ชัน้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 115 7. ครูประเมินแผนผงั สรุป เร่ือง ผลของความชืน้ อากาศตอ การดาํ รงชีวิตของมนุษย โดยใชแบบประเมิน ชนิ้ งาน/ภาระงานรวบยอด 7. การวัดและประเมินผล รายการวดั วธิ วี ดั เครือ่ งมอื เกณฑการประเมิน 7.1 การประเมนิ ระหวา ง - ตรวจใบงานท่ี 5.4 เรือ่ ง ความชน้ื อากาศ - เฉลยใบงานท่ี 5.4 เรอื่ ง รอ ยละ 60 การจัดกจิ กรรม - แผนผงั สรุป เรือ่ ง ผลของ ความชื้นอากาศ ผา นเกณฑ 1) ความช้นื อากาศ ความชื้นอากาศตอ การ ระดับคณุ ภาพ 2 ดาํ รงชีวิตของมนุษย - แบบประเมินช้ินงาน/ ผานเกณฑ - ตรวจแบบฝก หดั ภาระงานรวบยอด ระดับคุณภาพ 2 ผา นเกณฑ 2) การปฏิบัติการ - แบบประเมินการปฏิบตั ิการ - แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ระดบั คุณภาพ 2 ม.1 เลม 2 ผา นเกณฑ ระดับคณุ ภาพ 2 - แบบประเมินการปฏบิ ตั กิ าร ผานเกณฑ ระดบั คุณภาพ 2 3) การนาํ เสนอ - ประเมินการนําเสนอใบงาน - แบบประเมินการนําเสนอ ผา นเกณฑ ผลงาน ท่ี 5.4 ผลงาน ระดับคุณภาพ 2 - เครอ่ื งมือวดั ความช้นื - แบบประเมินการนําเสนอ ผานเกณฑ แบบเสน ผม ผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ผา นเกณฑ ทํางานรายบุคคล การทํางานรายบุคคล การทาํ งานรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ 2 5) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ผานเกณฑ ทํางานรายกลมุ การทํางานรายกลมุ การทาํ งานรายกลุม 6) คณุ ลักษณะอัน - สงั เกตความมีวนิ ยั - แบบประเมนิ พงึ ประสงค ใฝเ รยี นรู และมงุ มน่ั คุณลกั ษณะอนั ในการทํางาน พงึ ประสงค 8. สอ่ื /แหลงการเรียนรู 8.1 ส่อื การเรียนรู 1) หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 2) แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3) ใบงานท่ี 5.4 เรือ่ ง ปจจัยที่มผี ลตอ การเปลีย่ นแปลงความช้ืนอากาศ 4) PowerPoint เรื่อง ความชืน้ อากาศ 8.2 แหลงการเรียนรู 1) ส่ิงแวดลอมที่อยูใกลตัวนักเรียน โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครผู ชู วย กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรียนรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพืน้ ฐาน ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี่ 1 116 ใบงานท่ี 5.4 เรอ่ื ง ปจ จยั ท่ีมผี ลตอ การเปล่ยี นแปลงความชน้ื อากาศ คําชแี้ จง ใหนกั เรียนศกึ ษาชุดสาธติ ที่ครูเตรียมมาให แลวบนั ทกึ ผลลงในตารางและตอบคาํ ถามทา ยกิจกรรม วสั ดุอุปกรณ (ชุดสาธิต) วธิ ที าํ 1. ตวั แทนกลุมออกมาจับตัวอยางผาจากชุดสาธติ โดยเปรยี บเทยี บความแหง ของผาเปนคู ดงั นี้ ผาชุดที่ 1 กับ ผาชดุ ที่ 2 และ ผาชุดท่ี 3 กบั ผาชุดที่ 4 2. ตวั แทนกลุมกลบั มาอธบิ ายความแหงของผาใหสมาชิกในกลุมฟง และบันทกึ ผลลงตาราง 3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกันอภปิ รายสาเหตุท่ีทําใหผ า มคี วามแหงแตกตางกนั 4. ตอบคําถามทายกจิ กรรม ตารางบนั ทึกผลเปรียบเทยี บความแหง ของผาชดุ ท่ี 1 กับ ผาชดุ ที่ 2 ชดุ สาธติ ภาพประกอบ คําอธบิ ายชดุ สาธิต ความแหง ของผา (มากกวา/นอ ยกวา) 1 เปน การจาํ ลองการตากผา ในพ้ืนที่ทม่ี แี หลง นาํ้ 2 เปนการจําลองการตากผา ในพื้นท่ที ีไ่ มม ีแหลงนาํ้ ตารางบนั ทึกผลเปรียบเทยี บความแหงของผาชดุ ท่ี 3 กบั ผา ชดุ ที่ 4 ชดุ สาธิต ภาพประกอบ คาํ อธบิ ายชุดสาธติ ความแหงของผา (มากกวา /นอยกวา ) 3 เปนการจาํ ลองการตากผา ในบริเวณทีม่ อี ณุ หภมู ิสูง 4 เปน การจําลองการตากผา ในบริเวณทมี่ อี ณุ หภมู ิต่ํา โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผูชว ย กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรียนรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ ้นื ฐาน ช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี 1 117 คาํ ถามทา ยกิจกรรม 1. กระบวนการเปล่ียนสถานะของน้าํ ทีท่ ําใหผ า แหงคืออะไร ........................................................................................................................................................... 2. สาเหตทุ ่ีทําใหผ า มคี วามแหงแตกตา งกันคืออะไร ........................................................................................................................................................... 3. สาเหตุทที่ ําใหน ้ําในผามีการระเหยแตกตา งกนั คอื อะไร ........................................................................................................................................................... 4. จากชดุ สาธติ ชุดที่ 1 และ ชุดท่ี 2 ตอบคําถาม ดังน้ี 4.1 ชุดใดมคี วามชนื้ อากาศมากกวา กนั ..................................................................................................................................................... 4.2 ปจจยั ใดที่ทาํ ใหความช้นื อากาศท้ังสองชุดนี้แตกตางกนั ..................................................................................................................................................... ......... ............................................................................................................................................ 5. จากชดุ สาธิตชุดที่ 3 และ ชุดที่ 4 ตอบคาํ ถาม ดังนี้ 5.1 ชดุ ใดมีความช้ืนอากาศมากกวา กนั ..................................................................................................................................................... 5.2 ปจจัยใดที่ทําใหความช้นื อากาศทั้งสองชุดนี้แตกตา งกัน ..................................................................................................................................................... โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุม สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรียนรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพืน้ ฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1 118 ใบงานที่ 5.4 เฉลย เร่ือง ปจ จยั ทีม่ ผี ลตอ การเปล่ียนแปลงความชน้ื อากาศ คําช้แี จง ใหนกั เรียนศึกษาชดุ สาธิตท่คี รูเตรียมมาให แลว บันทึกผลลงในตารางและตอบคาํ ถามทา ยกิจกรรม วัสดอุ ปุ กรณ (ชุดสาธติ ) วิธีทํา 1. ตวั แทนกลุมออกมาจับตัวอยางผาจากชุดสาธติ โดยเปรียบเทยี บความแหง ของผาเปนคู ดงั น้ี ผาชดุ ท่ี 1 กับ ผา ชุดท่ี 2 และ ผาชุดที่ 3 กบั ผาชดุ ที่ 4 2. ตวั แทนกลมุ กลบั มาอธบิ ายความแหง ของผาใหส มาชิกในกลุมฟง และบันทกึ ผลลงตาราง 3. นักเรียนแตล ะกลมุ รวมกันอภปิ รายสาเหตุท่ีทาํ ใหผ ามีความแหงแตกตา งกนั 4. ตอบคาํ ถามทา ยกิจกรรม ตารางบนั ทึกผลเปรยี บเทยี บความแหงของผาชุดท่ี 1 กบั ผา ชดุ ท่ี 2 ชุดสาธติ ภาพประกอบ คาํ อธบิ ายชุดสาธิต ความแหง ของผา (มากกวา /นอยกวา) 1 เปนการจําลองการตากผา มากกวา ในพ้นื ท่ีที่มแี หลงนาํ้ 2 เปน การจาํ ลองการตากผา นอ ยกวา ในพนื้ ท่ีทไี่ มม ีแหลงนํ้า ตารางบนั ทึกผลเปรียบเทยี บความแหง ของผาชดุ ท่ี 3 กบั ผาชุดที่ 4 ชุดสาธติ ภาพประกอบ คาํ อธบิ ายชุดสาธติ ความแหงของผา (มากกวา /นอ ยกวา ) 3 เปนการจาํ ลองการตากผา ในบรเิ วณทมี่ ีอณุ หภูมสิ ูง นอ ยกวา 4 เปนการจําลองการตากผา มากกวา ในบรเิ วณทม่ี อี ณุ หภมู ติ ่าํ โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครูผูช ว ย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรียนรูรายวชิ าวิทยาศาสตรพน้ื ฐาน ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 119 คาํ ถามทา ยกิจกรรม 1. กระบวนการเปล่ียนสถานะของน้ําท่ที ําใหผ า แหงคอื อะไร ...........ก...ร..ะ..บ..ว..น...ก..า..ร..ร..ะ...เ.ห..ย.................................................................................................................... 2. สาเหตุทท่ี ําใหผ า มีความแหงแตกตางกนั คอื อะไร ...........ก..า..ร..ร..ะ...เ.ห...ย..ข..อ...ง.น...ํา้ ..ใ.น...ผ..า..ท...แ่ี ..ต...ก..ต...า.ง..ก...ัน......................................................................................... 3. สาเหตุท่ที าํ ใหน าํ้ ในผา มกี ารระเหยแตกตางกันคืออะไร ............ค..ว..า..ม...ช..้นื...อ..า..ก..า..ศ....ณ.....บ..ร..เิ..ว..ณ...น...น้ั .................................................................................................. 4. จากชดุ สาธิตชุดท่ี 1 และ ชุดที่ 2 ตอบคาํ ถาม ดงั น้ี 4.1 ชดุ ใดมีความชืน้ อากาศมากกวา กัน ....ช...ดุ ..ท...ี่ .1....ม..คี...ว..า..ม..ช..นื้...อ..า..ก...า..ศ..ม...า..ก..ก..ว..า....ช..ุด..ท...ี่..2................................................................................. 4.2 ปจ จยั ใดทีท่ ําใหความชน้ื อากาศทงั้ สองชดุ นี้แตกตา งกัน ....ล..กั...ษ..ณ....ะ..พ...นื้ ..ท...่ี .ณ.....บ...ร..เิ .ว..ณ...น...ั้น....โ.ด...ย..พ...้นื ..ท...ท่ี...่มี ..แี..ห...ล..ง..น...า้ํ ..จ..ะ..ม...คี ..ว..า..ม...ช..ื้น...อ..า..ก..า..ศ...ส..ูง..ก..ว..า..พ...้ืน...ท..ี่ท...ีไ่ .ม...ม..แี...ห..ล...ง น...ํ้า...... ....เ.น...ือ่ ..ง..จ..า..ก..พ...นื้...ท..่ี.ท..ม่ี...แี ..ห...ล..ง..น..ํ้า..จ...ะ..ม..กี...า..ร..ร..ะ..เ.ห...ย..ไ.ด...ม..า..ก...ก..ว..า........................................................ 5. จากชดุ สาธติ ชุดท่ี 3 และ ชดุ ที่ 4 ตอบคาํ ถาม ดังน้ี 5.1 ชดุ ใดมคี วามช้ืนอากาศมากกวา กัน .....ช..ุด...ท...ี่ .4...ม...คี..ว..า..ม...ช..้นื...อ..า..ก..า..ศ...ม..า..ก...ก..ว..า...ช...ุด..ท...ี่ .3................................................................................. 5.2 ปจจัยใดทีท่ าํ ใหความช้ืนอากาศทง้ั สองชุดน้ีแตกตา งกนั .....อ...ณุ ...ห...ภ..มู...ิข..อ...ง.พ...้ืน...ท..ี่..ณ....บ...ร..เิ.ว..ณ....น..ัน้....โ..ด..ย..พ...ื้น...ท..ีท่...่มี...ีอ..ณุ...ห...ภ...มู ..ิส..ูง..ก...ว..า..จ..ะ..ม...คี ..ว..า..ม..ช...ื้น..อ...า..ก..า..ศ...ต..ํ่า..ก..ว..า..พ...น้ื...ท.ที่...ม่ี ..ี... .....อ...ณุ ...ห...ภ..มู...ติ ..า่ํ..ก...ว..า................................................................................................................ โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 120 9. ความเหน็ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาหรือผทู ี่ไดรบั มอบหมาย ................................. ................................ ) ขอเสนอแนะ ลงชือ่ ....... ( ตําแหนง 10. บนั ทกึ ผลหลังการสอน ดา นความรู ดานสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค ดานความสามารถทางวิทยาศาสตร ดานอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเดน หรอื พฤตกิ รรมทม่ี ีปญ หาของนกั เรียนเปนรายบุคคล (ถา ม)ี ) ปญหา/อุปสรรค แนวทางการแกไข ลงชื่อ..................................................ผูสอน (นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา) ตําแหนง ครูผชู วย โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรยี นรูรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพนื้ ฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 1 121 แผนการจัดการเรยี นรู หนว ยการเรยี นรูท่ี 5 เร่อื ง บรรยากาศ แผนการจัดการเรยี นรทู ่ี 7 เร่ือง ลม รายวชิ า วทิ ยาศาสตรพ นื้ ฐาน รหสั วชิ า ว21102 ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 ปการศกึ ษา 2562 นาํ้ หนกั เวลาเรียน 1.5 หนว ยกิจ เวลาเรียน 3 ช่ัวโมง/สัปดาห เวลาท่ีใชใ นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู 3 ชว่ั โมง 1. มาตรฐาน/ตวั ชีว้ ดั 1.1 ตัวชว้ี ัด ว 3.2 ม.1/2 อธบิ ายปจจัยทม่ี ผี ลตอการเปลยี่ นแปลงองคป ระกอบของลมฟาอากาศจากขอมูลท่ี รวบรวมได 2. จดุ ประสงคก ารเรียนรู 1) อธบิ ายปจจัยทม่ี ีผลตอการเกดิ ลมในแตล ะบรเิ วณได (K) 2) นําเสนอแผนภาพการเกิดลมได (P) 3) รับผิดชอบตอ หนา ท่ีท่ไี ดรับมอบหมาย (A) 3. สาระการเรียนรู สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรทู องถนิ่ ลมฟาอากาศ เปนสภาวะของอากาศในเวลาหน่ึงของ พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศกึ ษา พื้นที่หน่ึงที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาข้ึนอยูกับ องคประกอบลมฟาอากาศ ไดแก อุณหภูมิของอากาศ ความกดอากาศ ลม ความช้ืน เมฆ และหยาดนํ้าฟา โดย หยาดนํ้าฟาท่ีพบบอยในประเทศไทย ไดแก ฝน องคประกอบลมฟาอากาศเปลีย่ นแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู กับปจจัยตาง ๆ เชน ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตยและ ลกั ษณะพ้ืนผิวโลกสงผลตอ อุณหภูมขิ องอากาศ อุณหภูมิ ของอากาศและปริมาณไอน้ําสงผลตอความช้ืน ความกด อากาศสงผลตอลม ความช้ืนและลมสงผลตอเมฆ โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครูผชู ว ย กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวิทยาศาสตรพืน้ ฐาน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 1 122 4. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด ความช้นื อากาศเปนปริมาณไอนา้ํ ทีม่ อี ยูในอากาศ ซึ่งปจจยั ทม่ี ผี ลตอ ความชืน้ อากาศ ไดแ ก อุณหภมู ิ อากาศและลกั ษณะพน้ื ท่ี ความชื้นอากาศสามารถตรวจวดั ไดโดยใชไ ฮกรอมเิ ตอร และนาํ มาใชในการ พยากรณอากาศ 5. สมรรถนะสาํ คัญของผูเรียนและคณุ ลักษณะอันพึงประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มีวนิ ยั 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเรียนรู 3. มงุ มัน่ ในการทาํ งาน 1) ทกั ษะการสงั เกต 2) ทักษะการสาํ รวจคน หา 3) ทักษะการคดิ วิเคราะห 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กิจกรรมการเรยี นรู วธิ ีสอนแบบสบื เสาะหาความรู 5Es (5Es Instructional Model) ชัว่ โมงที่ 1 ขั้นนาํ กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ครแู จง ผลการเรียนรใู หน กั เรยี นทราบ 2. ครูกระตุนความสนใจของนักเรียนเก่ียวกับเร่ือง ลม โดยครูถามนักเรียนวา เคยสังเกตเห็นใบไมไหว หรอื ไม และคิดวาเกดิ ขน้ึ ไดอยางไร (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน เคย สังเกตเห็นใบไมไหว ซงึ่ เกดิ จากการเคลือ่ นที่ของอากาศ เปนตน ) 3. ครูเชื่อมโยงคําตอบ พรอมยกขาวเกี่ยวกับการเกิดลมแรงใหนักเรียนฟง แลวใหนักเรียนชวยกัน แสดงความคิดเหน็ วา ลมแรงเกดิ จากสาเหตุใด 4. ครูใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายหาคําตอบเกี่ยวกับการเกิดลม และโยงไปสูความหมายของ ลม ข้ันสอน สาํ รวจคนหา (Explore) 1. ครูเตรยี มชดุ การทดลองสาธติ โดยจัดตัง้ อุปกรณตามรูป โดยมีข้นั ตอน ดังน้ี 1.1 ตัดกนขวดพลาสติกใส 2 ขวด แลวนําปากของขวดหนึ่งตอกับดานขางของอีกขวดหนึ่งโดยใหมี ชองเชอื่ มตอ กัน 1.2 นําชุดขวดพลาสตกิ ทีต่ อ กนั นี้ไปครอบบนเทียนทจี่ ุดไฟ 1.3 นาํ ธปู มาจอในขวดท่วี างแนวนอน โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชว ย กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรียนรูร ายวิชาวิทยาศาสตรพ น้ื ฐาน ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 123 ขวดพลาสติก เทียน ขวดพลาสติก ธูป 2. ครูถามนกั เรียนวา จากชุดการทดลองสาธติ ท่คี รูเตรียม นกั เรยี นคดิ วา เมื่อครูนําธูปที่จดุ ไฟมาจอ ใน ขวดแนวนอน จะเกดิ การเปล่ียนแปลงอยา งไร (แนวตอบ พจิ ารณาตามคาํ ตอบของนกั เรียน โดยใหอยูในดุลยพนิ จิ ของครผู สู อน ตวั อยางเชน ควนั ธปู จะลอยไปยงั ขวดในแนวต้งั แลว ลอยข้ึนออกจากปากขวดแนวตงั้ เปน ตน) 3. ครูใหนักเรยี นแบง กลมุ กลมุ ละประมาณ 5 คน จากน้นั สงตวั แทนกลุมออกมารบั ใบงานท่ี 5.5 เรือ่ ง ลม 4. ครูใหน ักเรียนแตละกลมุ สบื คน ขอ มลู เกยี่ วกับเร่ือง การเกิดลม จากหนงั สอื เรยี น หนา 48 หรือ สบื คน จากแหลง เรียนรูอ ่ืน ๆ แลวบันทึกผลการสืบคน ลงในใบงานที่ 5.5 เรอื่ ง ลม ในตอนที่ 1 5. ครถู ามนักเรยี นตอ วา เราจะทราบความเรว็ และทิศทางลมในชวี ติ ประจาํ วันไดอยา งไร (แนวตอบ พิจารณาตามคาํ ตอบของนกั เรยี น โดยใหอยูใ นดุลยพินิจของครผู สู อน ตัวอยา งเชน ทราบความเร็วลมไดจากอุปกรณท ม่ี ีลกั ษณะเหมอื นธนูช้ีไปยังทศิ ทางท่ีลมพัดมา ทราบความเร็วลม ไดจ ากความเร็วของกงั หัน เปนตน ) 6. ครูใหนักเรียนสบื คนขอ มูลการวัดความเร็วและทิศทางลม จากหนงั สอื เรยี น หนา 49 หรอื สืบคน จากแหลงเรียนรูอ่ืน ๆ ภายในหอ งเรยี น แลว บนั ทกึ ผลการสบื คนลงใบงานที่ 5.5 เร่อื ง ลม ในตอนที่ 2 ชั่วโมงที่ 2 ขน้ั สอน อธิบายความรู (Explain) 1. ครูใหน กั เรยี นแตล ะกลุม สงตวั แทนกลุม เพือ่ ออกมานําเสนอผลการบนั ทึกกจิ กรรมลงในใบงานที่ 5.5 เรอื่ ง ลม 2. ครูเฉลยคาํ ตอบ โดยนาํ ธูปทจ่ี ุดไฟมาจอในขวดแนวนอน เพ่ือใหนักเรยี นมคี วามเขา ใจมากขึ้น 3. ครูและนกั เรยี นรว มกนั อภิปรายและหาขอ สรปุ จากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยใชแ นวคําถามตอไปนี้ เมอื่ จุดนาํ ขวดไปครอบเทยี นทจ่ี ดุ ไฟ มีการเปลยี่ นแปลงอะไรเกิดข้ึน (แนวตอบ มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในอากาศท่ีแตกตางกัน ทําใหความดันอากาศแตกตาง กนั ดวย) โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรยี นรูรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ ้นื ฐาน ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 124 การเคลื่อนทีข่ องอากาศในเกิดข้ึนในทศิ ทางใด และสังเกตจากชดุ สาธิตการทดลองไดอ ยางไร (แนวตอบ อากาศจะเคลื่อนท่ีจากบริเวณที่มีความดันอากาศสูง (อุณหภูมิต่ํา) ไปยังบริเวณท่ีมี ความดัน อากาศต่ํา (อุณหภูมิสูง) สังเกตไดจากการเคล่ือนท่ีของควันธูปจากขวดท่ีไมมีเทียนจุด ไฟไปยงั ขวดทม่ี เี ทียนทีจ่ ุดไฟไว) ผลสรุปของการทดลองนค้ี อื อะไร (แนวตอบ นกั เรียนควรสรปุ ไดว า เม่อื อากาศไดรับอุณหภูมิสูงหรือไดรับความรอนจะขยายตัว ทํา ใหความหนาแนนของอากาศลดลง จะมีความดันอากาศต่ํา เมื่อความดันอากาศในสองบริเวณมี ความแตกตางกัน จะทําใหเกิดการเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความดันอากาศสูงกวา ไปยังบริเวณที่ มคี วามดันอากาศตํ่ากวา การเคลอ่ื นทีข่ องอากาศลักษณะนีเ้ รยี กวา ลม) เครือ่ งมอื ทีใ่ ชในการวัดอัตราเรว็ และทศิ ทางลม ไดแ กอะไรบาง (แนวตอบ ศรลม ใชวัดทิศทางลม แอนิมอมิเตอร ใชวัดอัตราเร็วลม และแอโรแวน สามารถวัดได ท้ังทิศทางและอตั ราเร็วลม) ชว่ั โมงที่ 3 ข้ันสอน สํารวจคนหา (Explore) ภาพการทดลอง 1. ครใู หนกั เรยี นสังเกตภาพการทดลองตอ ไปนี้ 2. ครถู ามคาํ ถามนักเรยี น จากการสังเกตภาพการทดลอง ดังนี้ หากจดุ ไฟทต่ี ะเกยี ง จะเกิดการเปล่ียนแปลงใดขน้ึ (แนวตอบ ใบพัดจะหมนุ เน่อื งจากอากาศเกิดการเคลื่อนที่ลอยตวั สงู ขึ้นในบรเิ วณทมี่ ีอณุ หภูมิสงู ซง่ึ เปน บริเวณตะเกียงแอลกอฮอล อากาศบริเวณรอบขางท่มี อี ุณหภูมิต่าํ กวา จะเคลื่อนที่เขามา แทนทอ่ี ากาศเหนอื ตะเกียงแอลกอฮอลที่ลอยตัวสูงข้ึน) การเกิดลมมอี ทิ ธิพลตอสิง่ มชี วี ิตและส่งิ แวดลอ มอยา งไร โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรียนรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ ื้นฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 1 125 (แนวตอบ พจิ ารณาตามคาํ ตอบของนกั เรียน โดยใหอ ยใู นดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู อน ตัวอยา งเชน สงผลตอความรสู กึ รอ นเย็น หากลมพดั จะทาํ ใหเ หงอ่ื จากรา งกายระเหยไดด ี จึงชวยระบายความ รอ นออกจากรา งกาย เปน ตน ) 2. ครูใหน กั เรยี นแตละกลมุ สืบคนเกี่ยวกับการเกดิ ลมท่ีมผี ลตอ ส่ิงมชี วี ิตและสงิ่ แวดลอ มในหนังสอื เรียน หนา 48 หรือสบื คน จากแหลงการเรยี นรูอนื่ ๆ อธิบายความรู (Explain) 1. ครูใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตวั แทนออกมานําเสนอเกย่ี วกับการเกดิ ลมทม่ี ีผลตอ ส่งิ มชี ีวิตและ สิง่ แวดลอ ม 2. ครูทดสอบความเขาใจของนักเรยี นโดยการใชแ นวคาํ ถาม ดังน้ี ลมเกดิ ขึ้นไดอ ยา งไร (แนวตอบ เกดิ จากความแตกตางของอุณหภมู )ิ ลมมปี ระโยชนและโทษอะไรบา ง (แนวตอบ ประโยชนค อื ทาํ ใหรสู กึ เยน็ ทําใหผ าแหง โทษ คอื ถา ลมแรงเกนิ ไป อาจทําใหบ า นเรือน เสียหายได) ความกดอากาศสูงและความกดอากาศต่ําหมายถึงอะไร (แนวตอบ ความกดอากาศสงู หมายถงึ บริเวณท่ีมีปรมิ าณของอากาศอยูมาก ทาํ ใหอากาศหนัก และลอยตวั อยตู ํ่า สว นความกดอากาศตาํ่ หมายถึง บรเิ วณทีม่ ีปริมาณของอากาศอยนู อย ทําให อากาศเบาและลอยตัวสูง) ลมมที ศิ ทางการพัดในลักษณะใดในบรเิ วณชายหาด (แนวตอบ ในตอนกลางวันพื้นดินจะมีอุณหภูมิสูงกวาพืน้ น้ํา อณุ หภมู ิของอากาศเหนือพ้ืนดนิ จึงสงู กวาอณุ หภูมิของอากาศเหนือพืน้ นา้ํ สวนในตอนกลางคืน พืน้ นาํ้ จะคายความรอนอยา งชา ๆ ทําให อากาศเหนอื พื้นนํ้ามีอณุ หภมู ิสงู กวา อากาศเหนือพ้ืนดิน โดยลมจะพัดจากบริเวณที่มคี วามกด อากาศสงู ไปยงั บรเิ วณท่มี คี วามกดอากาศตา่ํ ) ขั้นสรปุ ขยายความรู (Expand) 1. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปผลจากการทํากิจกรรมวา เมื่ออากาศไดรับอุณหภูมิสูงหรือไดรับความ รอนจะขยายตัว ทําใหความหนาแนนของอากาศลดลง จะมีความดันอากาศต่ํา เมื่อความดันอากาศ ในสองบริเวณมีความแตกตางกัน จะทําใหเกิดการเคล่ือนท่ีจากบริเวณท่ีมีความดันอากาศสูงกวา ไป ยังบริเวณท่มี ีความดันอากาศตา่ํ กวา การเคลื่อนท่ขี องอากาศลักษณะน้ีเรียกวา ลม 2. ครูใหน ักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหดั วิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจแบบฝก หดั ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 2. ครูตรวจใบงานที่ 5.5 เร่ือง ลม 3. ครปู ระเมนิ การนาํ เสนอใบงานท่ี 5.5 เรือ่ ง ลม โดยใชแ บบประเมินการนําเสนอผลงาน โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครผู ชู วย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรยี นรูร ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ้ืนฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 126 4. ครปู ระเมินนกั เรยี นจากการสืบคน ขอมลู และการตอบคําถามในช้ันเรยี น โดยใชแ บบสังเกต พฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล 5. ครปู ระเมนิ นกั เรยี นจากการปฏบิ ัติกิจกรรมกลมุ โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายกลมุ 7. การวดั และประเมินผล รายการวัด วธิ วี ัด เครอื่ งมอื เกณฑการประเมนิ 7.1 การประเมินระหวา ง - เฉลยใบงานท่ี 5.5 เรือ่ ง รอ ยละ 60 - ตรวจใบงานท่ี 5.5 ผา นเกณฑ การจดั กจิ กรรม เร่อื ง ลม ลม รอ ยละ 60 1) ลม - แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ผานเกณฑ - ตรวจแบบฝก หดั ระดบั คณุ ภาพ 2 2) การนาํ เสนอผลงาน - ประเมนิ การนําเสนอ ม.1 เลม 2 ผา นเกณฑ 3) พฤตกิ รรมการ ใบงานท่ี 5.5 เรื่อง ลม - แบบประเมินการ ระดบั คณุ ภาพ 2 - สังเกตพฤตกิ รรม ผานเกณฑ ทาํ งานรายบคุ คล การทํางานรายบุคคล นาํ เสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 4) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ผานเกณฑ การทํางานรายกลมุ การทาํ งานรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ทาํ งานรายกลมุ - สังเกตความมีวินัย - แบบสงั เกตพฤติกรรม ผานเกณฑ 5) คณุ ลกั ษณะอันพึง ใฝเ รียนรู และมุง มนั่ การทํางานรายกลุม ในการทํางาน - แบบประเมนิ ประสงค คณุ ลักษณะ อนั พึงประสงค 8. ส่อื /แหลง การเรียนรู 8.1 สื่อการเรยี นรู 1) หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 2) แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3) ใบงานที่ 5.5 เร่อื ง ลม 4) PowerPoint เร่อื ง ลม 5) อปุ กรณส าธติ การทดลอง 6) ภาพการทดลอง 8.2 แหลงการเรียนรู 1) หองเรียน 2) ส่ืออินเทอรเน็ต 3) หองสมุด 4) ส่ิงแวดลอมท่ีอยูใกลตัวนักเรียน โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ชู ว ย กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรยี นรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ื้นฐาน ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 127 ใบงานที่ 5.5 เร่ือง ลม ตอนที่ 1 ขัน้ ตอนการทาํ กิจกรรม 1. ใหน กั เรียนสืบคน ขอมูลเกย่ี วกบั การเกดิ ลม จากนน้ั ระบุผลการทดลองจากรปู ทคี่ าดวา นา จะเกิดข้นึ และ สาเหตุทคี่ ดิ วาเปน เชนน้ัน 2. ใหนกั เรียนแตล ะกลมุ สง ตัวแทนออกมานําเสนอผลการทดลองทีค่ าดวานาจะเกิดข้นึ และสาเหตุทีค่ ิดวาเปน เชน น้ัน 3. ใหนกั เรียนสังเกตผลการทดลองท่ีเกดิ ขึ้นจรงิ เมอื่ ครูนาํ ธูปไปจอ ภายในขวดแนวนอน 4. ใหน ักเรยี นบนั ทกึ ผลการทดลองลงในใบงาน และเขยี นสรปุ และอภิปรายผล ขวดพลาสตกิ ใ เทียน ขวดพลาสตกิ ใ ธปู ผลการทดลองท่ีคาดวา นาจะเกิดขึ้น และสาเหตุที่คดิ วา เปนเชน นัน้ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ผลการทดลองทเ่ี กดิ ขึ้นจรงิ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สรปุ ผลและอภิปรายผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ตอนท่ี 2 ขน้ั ตอนการทาํ กจิ กรรม โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครผู ชู วย กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรียนรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 128 1. ใหน กั เรียนสืบคน ขอมลู เกี่ยวกบั เครอื่ งมือวัดทศิ ทาง และอัตราเรว็ ลมในหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หรอื จากแหลงเรียนรอู ่ืน ๆ 2. บันทกึ ผลการสบื คน ลงในตารางบันทึกผล ดงั น้ี ชอื่ เคร่อื งมอื ลักษณะ หนาท/่ี การทาํ งาน ศรลม คลายลกู ดอกธนู สวนหัวเปน ปลาย ใชว ัดทิศทางลม โดยหาก แหลม สว นทายจะเปน ครบี แบน หวั ลูกศรช้ไี ปทศิ ใด แสดงวา แอนีมอมิเตอร ประกอบดว ยถวยที่เปน โลหะ กระแสลมมาจากทศิ นั้น แอโรแวน น้ําหนักเบาจาํ นวน 3 – 4 อนั อยู ใชวัดความเรว็ ลม โดยความเร็วใน ตรงปลายกานทห่ี มนุ ไดอ ยางอิสระ การหมนุ ของถว ยแสดงถงึ ขนาด มีลกั ษณะคลา ยเครอ่ื งบนิ โดยสว น ของความเรว็ ลม ซงึ่ สามารถอา น หวั จะเปนใบพดั และสว นหางจะ คา ความเรว็ ลมไดท ีห่ นา ปด เครอ่ื ง แบน ใชว ัดความเรว็ และทิศทางลม โดย สว นหัวมใี บพัดวัดความเร็วลม สว นหางจะมลี ักษณะแบนชว ยให แอโรแวนชไ้ี ปทางทิศทีล่ มพดั มา โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตาํ แหนง ครูผูชวย กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจัดการเรียนรูรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพนื้ ฐาน ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1 129 ใบงานที่ 5.5 เฉลย เรือ่ ง ลม ตอนท่ี 1 ขั้นตอนการทาํ กจิ กรรม 1. ใหน ักเรยี นสบื คน ขอมลู เกีย่ วกบั การเกิดลม จากนัน้ ระบุผลการทดลองจากรปู ท่ีคาดวา นา จะเกดิ ขน้ึ และ สาเหตุท่คี ิดวา เปนเชนนนั้ 2. ใหน ักเรียนแตล ะกลุม สง ตวั แทนออกมานาํ เสนอผลการทดลองทีค่ าดวานาจะเกิดข้ึน และสาเหตทุ ่ีคดิ วาเปน เชนน้นั 3. ใหน กั เรยี นสงั เกตผลการทดลองท่ีเกิดข้นึ จรงิ เมอ่ื ครูนาํ ธูปไปจอภายในขวดแนวนอน 4. ใหน กั เรยี นบันทึกผลการทดลองลงในใบงาน และเขยี นสรุปและอภปิ รายผล ขวดพลาสติก ใ เทียน ขวดพลาสติก ใ ธปู ผลการทดลองทคี่ าดวา นาจะเกดิ ขน้ึ และสาเหตทุ คี่ ดิ วาเปนเชนนน้ั .........ข..น้ึ...อ..ย..กู...บั ..ค...ํา..ต..อ..บ...ข..อ...ง..น..ัก...เ.ร..ีย..น.......................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ผลการทดลองท่เี กิดขึน้ จรงิ ........ค...ว..นั ..ธ..ูป...จ..ะ...ล..อ..ย...จ..า..ก..ข...ว..ด..แ..น...ว..น...อ..น...ไ.ป...ย..งั..ข..ว..ด...แ..น...ว..ต..้ัง..แ..ล...ว..ล..อ..ย...อ..อ..ก...จ..า..ก..ป...า..ก..ข...ว..ด..แ...น..ว..ต...ัง้ ..................................... .............................................................................................................................................................................. สรุปผลและอภิปรายผลการทดลอง .........จ...า..ก..ผ..ล...ก..า..ร..ท...ลี่ ..อ..ง..ท...่ีว..า...ค...ว..นั ..ธ..ูป...จ..ะ...ล..อ..ย...จ..า..ก..ข...ว..ด..แ..น...ว..น...อ..น...ไ.ป...ย..ัง..ข..ว..ด...แ..น...ว..ต..งั้...เ..น..่อื...ง.จ...า..ก..อ..า..ก...า..ศ..ใ..น..ข..ว...ด..แ..น...ว..ต..้ัง..ม...ี .อ...ุณ...ห...ภ..มู...ิส..ูง..ก..ว..า..อ...า..ก..า..ศ..ใ..น..ข...ว..ด..แ...น..ว..น...อ..น....อ...า.ก...า..ศ..ท...ี่ม..อี...ณุ ...ห...ภ..มู...ิส..ูง..แ..ล...ะ..ม..คี...ว..า..ม..ด...นั ..อ...า..ก..า..ศ..ต...ํา่ ..ใ.น...ข..ว..ด...แ..น...ว..ต..้งั..จ..ะ..ล...อ..ย..ต...วั .. .ส...งู .ข...้นึ ..อ...อ..ก..ไ..ป...จ..า..ก..ป...า..ก..ข..ว...ด..แ..น...ว..ต..งั้....ส..ว..น...อ..า..ก..า..ศ...จ..า..ก..ข...ว..ด..แ..น...ว..น...อ..น...ท..ีม่...อี ..ุณ....ห..ภ...มู ..ติ...่าํ ..ก..ว..า..ห...ร..อื ..ม...ีค..ว..า..ม..ด...ัน..อ...า..ก..า..ศ...ต..าํ่....... .ก...ว..า..จ..ะ..ไ..ห..ล...เ.ข..า..ม...า..แ..ท...น..ท...ี่ .ก..า..ร..เ..ค..ล..อ่ื...น..ท...ข่ี..อ...ง..อ..า..ก..า..ศ...น..เี้..ร..ยี ..ก..ว..า....ล..ม.............................................................................. โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ชู วย กลุม สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ น้ื ฐาน ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 130 ตอนท่ี 2 ขน้ั ตอนการทํากจิ กรรม 1. ใหน กั เรียนสืบคน ขอมลู เกยี่ วกับเคร่ืองมอื วัดทิศทางและอตั ราเร็วลมในหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หรอื จากแหลงเรยี นรอู นื่ ๆ 2. บันทึกผลการสบื คนลงในตารางบนั ทึกผล ดงั นี้ ชื่อเครอ่ื งมือ ลกั ษณะ หนาท/ี่ การทาํ งาน ศรลม คลา ยลูกดอกธนู สว นหัวเปนปลาย ใชวัดทิศทางลม โดยหากหัวลูกศร แอนมี อมเิ ตอร แหลม สวนทายจะเปนครีบแบน ช้ีไปทิศใด แสดงวากระแสลมมา ประกอบดว ยถวยท่ีเปน โลหะ จากทศิ นน้ั แอโรแวน นํา้ หนักเบาจํานวน 3–4 อัน อยู ใชวัดความเรว็ ลม โดยความเรว็ ใน ตรงปลายกานทหี่ มนุ ไดอ ยางอสิ ระ การหมนุ ของถว ยแสดงถึงขนาด มีลกั ษณะคลายเครือ่ งบนิ โดยสว น ของความเรว็ ลม ซึ่งสามารถอาน หัวจะเปน ใบพัด และสว นหางจะ คาความเรว็ ลมไดที่หนาปด เครื่อง แบน ใชวัดความเร็วและทศิ ทางลม โดย สว นหัวมใี บพัดวดั ความเร็วลม สวนหางจะมลี กั ษณะแบนชวยให แอโรแวนช้ไี ปทางทิศทีล่ มพดั มา โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 131 9. ความเหน็ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาหรือผทู ี่ไดรบั มอบหมาย ................................. ................................ ) ขอเสนอแนะ ลงชือ่ ....... ( ตําแหนง 10. บนั ทกึ ผลหลังการสอน ดา นความรู ดานสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค ดานความสามารถทางวิทยาศาสตร ดานอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเดน หรอื พฤตกิ รรมทม่ี ีปญ หาของนกั เรียนเปนรายบุคคล (ถา ม)ี ) ปญหา/อุปสรรค แนวทางการแกไข ลงชื่อ..................................................ผูสอน (นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา) ตําแหนง ครูผชู วย โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรยี นรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 132 แผนการจดั การเรียนรู หนว ยการเรียนรูท่ี 5 เร่ือง บรรยากาศ แผนการจดั การเรียนรูที่ 8 เร่อื ง เมฆและฝน รายวชิ า วทิ ยาศาสตรพ นื้ ฐาน รหสั วชิ า ว21102 ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปก ารศึกษา 2562 นา้ํ หนกั เวลาเรียน 1.5 หนวยกจิ เวลาเรียน 3 ชวั่ โมง/สปั ดาห เวลาท่ีใชใ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐาน/ตวั ชว้ี ดั 1.1 ตวั ช้ีวัด ว 3.2 ม.1/2 อธบิ ายปจ จยั ทมี่ ผี ลตอการเปลย่ี นแปลงองคประกอบของลมฟาอากาศจากขอ มูลที่ รวบรวมได 2. จุดประสงคก ารเรยี นรู 1) อธิบายปจ จัยท่ีมีผลตอการเปลย่ี นแปลงเมฆและฝนได (K) 2) นําเสนอปจจัยที่ผลตอการเปลีย่ นแปลงปริมาณเมฆและฝนและเครื่องมอื วัดปรมิ าณเมฆและฝนได (P) 3) รับผิดชอบตอ หนาทีท่ ไี่ ดรบั มอบหมาย (A) 3. สาระการเรยี นรู สาระการเรยี นรแู กนกลาง สาระการเรียนรูทองถ่นิ ลมฟาอากาศ เปนสภาวะของอากาศในเวลาหนึ่ง พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา ของพ้ืนที่หน่ึงท่ีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาข้ึนอยูกับ องคประกอบลมฟาอากาศ ไดแก อุณหภูมิของอากาศ ความกดอากาศ ลม ความช้ืน เมฆ และหยาดน้ําฟา โดย หยาดน้ําฟาท่ีพบบอยในประเทศไทย ไดแก ฝน องคประกอบลมฟา อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู กับปจจัยตาง ๆ เชน ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตยและ ลกั ษณะพน้ื ผวิ โลกสงผลตออุณหภมู ิของอากาศ อุณหภูมิ ของอากาศและปริมาณไอนํ้าสงผลตอความชื้น ความ กดอากาศสง ผลตอ ลม ความชืน้ และลมสงผลตอ เมฆ โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครผู ชู วย กลมุ สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจัดการเรียนรูรายวิชาวิทยาศาสตรพ ้นื ฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 1 133 4. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด เมฆและฝน เปนละอองนํ้าในอากาศ โดยเมฆและฝนเกิดจากการรวมตัวของไอนํ้าในอากาศ ปจจัยที่ สงผลตอ ปริมาณเมฆและฝน ไดแก ความช้ืนอากาศ และความกดอากาศ การวัดปริมาณเมฆ สามารถวัดได โดยการสังเกตสัดสวนปริมาณเมฆตอพื้นท่ีทองฟา 10 สวน สวนการวัดปริมาณฝนใชภาชนะทรงกระบอก วัดระดบั นํ้าฝน 5. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียนและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มวี ินยั 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ รยี นรู 3. มงุ มน่ั ในการทาํ งาน 1) ทักษะการระบุ 2) ทักษะการเปรยี บเทยี บ 3) ทกั ษะการประเมิน 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กิจกรรมการเรียนรู วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู 5Es (5Es Instructional Model) ชว่ั โมงท่ี 1 ข้นั นาํ กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ครแู จง ผลการเรียนรู ใหนักเรยี นทราบ 2. ครกู ระตนุ ความสนใจของนกั เรยี นเกีย่ วกบั เร่อื ง เมฆและฝน โดยใชค าํ ถามเพอ่ื กระตุนนกั เรียน ดังนี้ - ครูใหนักเรียนสังเกตลักษณะและปริมาณของเมฆท่ีลอยอยูบนทองฟา แลวถามนักเรียนวา เมฆมีรูปรางลักษณะ เปน อยางไร (แนวตอบ พจิ ารณาตามคําตอบของนกั เรียน โดยใหอยูในดุลยพินจิ ของครูผูสอน ตัวอยางเชน มีลักษะเปนกอน มลี ักษณะเปนแผน หนาสีเทา เปน ตน ) - ครูถามนกั เรยี นวา เมฆทําใหเกิดฝนตกไดอ ยา งไร (แนวตอบ พจิ ารณาตามคาํ ตอบของนักเรียน โดยใหอยใู นดลุ ยพินิจของครผู สู อน ตัวอยางเชน เมฆมีละอองนํ้าอยู ละอองนาํ้ เหลาน้จี ะรวมตัวใหญขึ้นจนตกลงมาเปน ฝน) - ครถู ามนกั เรยี นวา การเกดิ เมฆและฝนมีความสมั พนั ธก ันหรือไม อยางไร (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน สัมพนั ธกัน หากเกิดเมฆมากกจ็ ะมีโอกาสเกิดฝนมากดวย เปนตน ) 3. ครูใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายหาคําตอบเกี่ยวกับ เมฆและฝน และโยงไปสูการเกิดเมฆ การเกดิ ฝน และการวัดปริมาณน้าํ ฝน โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ชู ว ย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวิทยาศาสตรพ้นื ฐาน ช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 1 134 ขน้ั สอน สํารวจคน หา (Explore) 1. ครูใหน ักเรียนแบง กลุม กลุมละ 5 คน แลวสงตัวแทนกลมุ ออกมารับใบงานที่ 5.6 เรือ่ ง เมฆและฝน 2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสังเกตรูปรางลักษณะของเมฆ โดยใหนักเรียนถายรูปหรือวาดรูปเมฆ ลักษณะตาง ๆ มาอยางนอย 3 รูป รูปละ 1 ลักษณะ แลวนํารูปมาแปะบนใบงานท่ี 5.6 เร่ือง เมฆ และฝน ตอนที่ 1 ในชอ งบนั ทกึ ผลรปู ภาพเมฆ 3. ครูใหนักเรียนแตละกลุมศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง เมฆและฝน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 50-51 หรือสืบคนจากแหลงเรียนรูอ่ืน ๆ แลวบันทึกผลการสืบคนขอมูลเกี่ยวกับรูปภาพเมฆท่ี นกั เรียนแปะบนใบงานที่ 5.6 เรอ่ื ง เมฆและฝน ตอนที่ 1 ลงในชอ งตารางบันทกึ ผลการสบื คน 4. ครูถามนักเรยี นตอวา นักเรยี นคดิ วา เมฆและฝนมีความสมั พนั ธกนั หรอื ไม อยา งไร 5. ครูจดั เตรียมชุดการทดลองสาธิต โดยนําบกี เกอรทมี่ นี าํ้ ตง้ั บนท่ีบังลม ดงั นี้ แผน กระจก บีกเกอรใสน้ํา ตะเกยี งแอลกอฮอล 6. ครูใหนกั เรยี นปฏบิ ัติ ดงั นี้ 1. นกั เรยี นคาดคะเนผลการทดลองกอนการทดลอง 2. นักเรียนสังเกตผลการทดลองเมื่อครูจุดไฟที่ตะเกียง แลวนําไปวางใตบีกเกอรเพ่ือตมนํ้าในบีก เกอรใ หเ ดือด 3. นักเรียนสังเกตน้ําในบีกเกอรเม่ือเริ่มเดือดใหนําแผนกระจกมาอังไวเหนือบีกเกอร จากน้ันดับไฟ แลว และบนั ทกึ ผลการเปลย่ี นแปลง 4. นักเรียนสืบคนเกี่ยวกับการเกิดเมฆและฝนในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 52–53 หรอื สืบคน จากแหลง เรียนรูอ่นื ๆ จากนนั้ สรุปและอภปิ รายผลการทดลอง ชัว่ โมงท่ี 2 อธบิ ายความรู (Explain) 1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนกลุม เพื่อออกมานําเสนอผลการทํากิจกรรมของแตละกลุมหนา ชนั้ เรยี น 2. ครูและนักเรยี นรว มกันอภิปรายและหาขอ สรปุ จากการปฏิบัติกิจกรรมในใบงานที่ 5.6 เรื่อง เมฆและ ฝน ตอนท่ี 1 โดยรวมกันอภิปรายวารูปภาพเมฆของกลุมเพ่ือนท่ีนําเสนอควรเปนเมฆชนิดใด อยูใน ชั้นระดับความสงู ใด และมลี กั ษณะอยางไร 3. ครแู ละนักเรียนรว มกนั อภปิ รายและหาขอ สรุปจากการปฏิบัตกิ ิจกรรมในใบงานที่ 5.6 เร่ือง เมฆและ ฝน ตอนท่ี 2 โดยใชแ นวคําถามตอไปน้ี โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครผู ชู วย กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรียนรูรายวชิ าวิทยาศาสตรพน้ื ฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 1 135 - เมอ่ื จดุ ไฟตะเกยี ง มกี ารเปล่ยี นแปลงอะไรเกิดขน้ึ (แนวตอบ มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในอากาศที่แตกตางกัน ทําใหความดันอากาศแตกตาง กนั ดว ย) - มีการเปลีย่ นแปลงของนํา้ ในบีกเกอรอ ยา งไรบา ง (แนวตอบ น้ําในบีกเกอรระเหยขึ้นไปกระทบกับแผนกระจกขางบน รวมกันเปนหยดนํ้าแลวหยด ตกลงมาที่บีกเกอรอ กี ครั้ง) - ใหแตล ะกลุมรวมกันสรุปวฏั จักรการเกดิ เมฆและฝน - ครูใหนักเรียนสรุปปจจัยท่ีทําใหเกิดวัฏจักรการเกิดเมฆและฝน ซึ่งหากขาดปจจัยบางตัวไป อาจจะสง ผลกระทบตอการเกิดเมฆและฝน - ผลสรปุ ของการทดลองน้ีคืออะไร (แนวตอบ นักเรียนควรสรุปไดวา เมื่อน้ําไดรับอุณหภูมิสูงหรือไดรับความรอน นํ้าจะระเหย กลายเปนไอนํ้าข้ึนไปในอากาศ จนถึงระดับท่ีอากาศมีอุณหภูมิต่ํา เสมือนอากาศอ่ิมตัวดวยไอนํ้า จะเกิดการควบแนนเปนละอองน้ํารวมตัวกันเรียกวา เมฆ และเมื่อละอองน้ํามีขนาดใหญขึ้นจน เมฆไมส ามารถพยุงนาํ้ ไวได จะตกลงมาในรูปของ น้าํ ฝน) - ปจจัยท่มี ผี ลตอการเกิดเมฆและฝน คอื อะไรบา ง (แนวตอบ ปจ จยั ท่ีมีผลตอการเกดิ เมฆและฝน ไดแ ก ความช้ืนอากาศ และความดนั อากาศ) ขนั้ สรุป ขยายความรู (Expand) 1. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปผลจากการทํากิจกรรม เพ่ือใหไดแนวขอสรุป ดังน้ี เมื่อนํ้าไดรับอุณหภูมิ สูงหรือไดรับความรอน นํ้าจะระเหยกลายเปนไอน้ําข้ึนไปในอากาศ จนถึงระดับท่ีอากาศมีอุณหภูมิ ตํา่ เสมอื นอากาศอ่ิมตวั ดว ยไอนา้ํ จะเกิดการควบแนน เปนละอองนา้ํ รวมตัวกันเรียกวา เมฆ และเม่ือ ละอองนาํ้ มีขนาดใหญข ึน้ จนเมฆไมสามารถพยุงนํ้าไวได จะตกลงมาในรูปของ นาํ้ ฝน ชว่ั โมงที่ 3 ขนั้ สอน สํารวจคนหา (Explore) 1. ครูถามนกั เรยี นวา เมฆและฝนมีอทิ ธพิ ลตอ สิ่งมชี วี ติ และส่งิ แวดลอมอยางไร (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน สงผล ตอ การเลือกถิ่นทอ่ี ยูอ าศยั ของมนษุ ย สง ผลตอ การตัดสินใจปลกู พืชผกั ทางการเกษตร เปนตน ) 2. ครใู หนกั เรียนแตละกลุมสบื คน เก่ยี วกับการเกิดเมฆและฝนท่ีมผี ลตอ สง่ิ มีชวี ิตและสงิ่ แวดลอม อธบิ ายความรู (Explain) 1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมานําเสนอเกี่ยวกับการเกิดลมท่ีมีผลตอสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดลอ ม โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตาํ แหนง ครูผชู วย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรยี นรูร ายวชิ าวิทยาศาสตรพนื้ ฐาน ช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 1 136 2. ครูถามนักเรียนวา หยาดน้ําฟาคืออะไร จากน้ันใหนักเรียนรวมกันอภิปรายและสืบคนขอมูล แลว สรปุ วา หยาดนํ้าฟา คอื นํ้าหรอื นา้ํ แขง็ ทเ่ี กิดจากการควบแนน ของไอนํา้ บนฟาแลวตกลงมาสูพ้ืนดิน 3. ครถู ามนกั เรียนวา เพราะเหตใุ ดประเทศไทยจึงไมมีหิมะตก (แนวตอบ เพราะอณุ หภมู อิ ากาศบริเวณประเทศไทยสูงกวาจุดเยอื กแขง็ ) 4. ครูทดสอบความเขา ใจของนกั เรยี นโดยการใชแ นวคาํ ถาม เชน – ใชเ กณฑอ ะไรในการแบงชนดิ ของเมฆ (แนวตอบ ระดับความสูงของเมฆ รปู รา งเมฆ เปน ตน) – การเกิดเมฆเกี่ยวของกับการเกิดฝนอยา งไร (แนวตอบ เมฆเกิดจากไอนํ้าที่เกิดจากการระเหยและการคายน้ําของพืชรวมตัวกันเปนละอองนํ้า ลอยอยูในอากาศ หากละอองน้ําในเมฆรวมตัวและมีขนาดใหญจนอากาศไมสามารถพยุงไวได ละอองนา จะตกลงมาเปน ฝน 5. ครูถามนักเรียนเก่ียวกับคําถามทาทายความคิดข้ันสูง (H.O.T.S.) วา จงเปรียบเทียบความแตกตาง ระหวา งการเกดิ เมฆและการเกดิ ฝน (แนวตอบ เมฆเกิดจากการระเหยของนํ้าจากแหลงน้ํา ไอน้ําจะรวมกลุมกันเปนละอองนํ้ากลายเปน เมฆ ซึ่งอากาศพยุงไวอยูได สวนฝนเกิดจากละอองน้ําในกอนเมฆรวมกลุมกัน ทําใหมีขนาดใหญขึ้น จนอากาศไมสามารถพยุงไวได จึงตกลงมา ดังนั้น ขนาดของละอองน้ําฝนจึงใหญกวาละอองนํ้าใน กอนเมฆ) ขัน้ สรปุ ขยายความรู (Expand) 1. ครูใหนักเรียนอานสรุปทบทวนประจําหนวยการเรียนรู แลวถามคําถามเพื่อทดสอบความเขาใจของ นักเรียนเกี่ยวกับความหมายของบรรยากาศ องคประกอบบรรยากาศ ชั้นบรรยากาศและของ ประโยชนของบรรยากาศแตละช้ัน องคประกอบของลมฟาอากาศ ปจจัยที่มีผลตอองคประกอบของ ลมฟาอากาศ และเครอ่ื งมอื วัดองคประกอบของลมฟา อากาศ 2. ครูใหน กั เรียนทําแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3. ครูใหนกั เรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียนหนวยที่ 2 บรรยากาศ ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครตู รวจแบบทดสอบหลงั เรียน 2. ครูตรวจแบบฝก หดั ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3. ครูตรวจใบงานท่ี 5.6 เร่ือง เมฆและฝน 4. ครปู ระเมนิ การนําเสนอใบงานที่ 5.6 เรื่อง เมฆและฝน โดยใชแบบประเมินการนําเสนอผลงาน 5. ครูประเมินนักเรียนจากการสืบคนและการตอบคําถามในช้ันเรียน โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการ ทํางานรายบคุ คล 6. ครูประเมินนักเรียนจากการทําใบงาน และการทํางานกลุม โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางาน รายกลมุ โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรียนรูร ายวิชาวทิ ยาศาสตรพนื้ ฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 137 7. การวดั และประเมนิ ผล รายการวดั วิธีวัด เคร่อื งมือ เกณฑก ารประเมนิ 7.1 การประเมินระหวา ง การจดั กจิ กรรม 1) เมฆและฝน - ตรวจใบงานท่ี 5.6 - แบบประเมินช้นิ งาน/ รอ ยละ 60 ผานเกณฑ เรอ่ื ง เมฆและฝน ภาระงาน - ตรวจแบบฝก หัด - แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร รอยละ 60 ผา นเกณฑ ม.1 เลม 2 2) การนาํ เสนอผลงาน - ประเมนิ การนาํ เสนอ - แบบประเมนิ การ ระดบั คณุ ภาพ 2 ใบงานที่ 5.6 เรอื่ ง นําเสนอผลงาน ผานเกณฑ เมฆและฝน 3) พฤติกรรมการทํางาน - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดับคณุ ภาพ 2 รายบุคคล การทํางานรายบุคคล การทํางานรายบุคคล ผานเกณฑ 4) พฤติกรรมการทํางาน - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพ 2 รายกลมุ การทาํ งานรายกลมุ การทาํ งานรายกลุม ผา นเกณฑ 5) คณุ ลักษณะอันพึง - สงั เกตความมวี นิ ยั - แบบประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ 2 ประสงค ใฝเรยี นรู และมุง มน่ั คณุ ลักษณะ ผา นเกณฑ ในการทาํ งาน อนั พึงประสงค 7.2 ประเมินหลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรยี น - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลงั เรยี น ประเมนิ ตามสภาพจรงิ หนวยการเรยี นรูที่ 5 หลังเรยี น เรือ่ ง บรรยากาศ 8. ส่อื /แหลงการเรยี นรู 8.1 สือ่ การเรยี นรู 1) หนังสือเรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 2) แบบฝก หัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 3) ใบงานที่ 5.6 เร่ือง เมฆและฝน 4) PowerPoint เร่ือง เมฆและฝน 8.2 แหลงการเรียนรู 1) หองเรียน 2) ส่ิงแวดลอมท่ีอยูใกลตัวนักเรียน โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตาํ แหนง ครผู ชู ว ย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรยี นรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชนั้ มัธยมศึกษาปท ่ี 1 138 ใบงานท่ี 5.6 เรอ่ื ง เมฆและฝน ตอนท่ี 1 ชนดิ ของเมฆ ข้นั ตอนการทํากจิ กรรม 1. ใหนกั เรียนถายภาพหรอื วาดรปู เมฆทสี่ ังเกตเห็นไดอ ยา งนอย 3 ลักษณะ แลว สืบคน หาชอ่ื ชนิดเมฆ ประเภท ของเมฆแบง ตามระดับความสงู และรูปรางลกั ษณะของเมฆ จากนน้ั บนั ทกึ ลงในตารางบันทกึ ผล ดงั นี้ ประเภทของเมฆแบง ชื่อเมฆ ภาพประกอบ ตามระดับความสงู รปู รางลักษณะของเมฆ ตอนท่ี 2 การเกดิ เมฆและฝน ขั้นตอนการทาํ กิจกรรม 1. ใหน กั เรยี นสบื คน ขอ มลู เก่ยี วกับการเกดิ เมฆและฝน จากนัน้ ระบุผลการทดลองจากรปู ทีค่ าดวา นา จะเกิดขน้ึ และสาเหตทุ ่คี ดิ วา เปน เชน นั้น 2. ใหน ักเรยี นแตล ะกลุมสง ตวั แทนออกมานําเสนอผลการทดลองทค่ี าดวานาจะเกิดข้ึน และสาเหตุทีค่ ิดวา เปน เชน นนั้ 3. ใหนักเรียนสงั เกตผลการทดลองท่ีเกดิ ขนึ้ จริงเม่ือครูจุดตะเกยี งแอลกอฮอล โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลุม สาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรียนรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 1 139 4. ใหน กั เรียนบนั ทกึ ผลการทดลองลงในใบงาน และเขยี นสรปุ และอภิปรายผลเปรียบเทยี บกบั การเกิดเมฆและ ฝน แผน กระจก บีกเกอรใสน้าํ ตะเกยี ง ผลการทดลองท่ีคาดวา นาจะเกิดขน้ึ และสาเหตุทคี่ ิดวา เปนเชนน้ัน .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ผลการทดลองที่เกิดขนึ้ จริง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สรปุ ผลและอภิปรายผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ คาํ ถามทา ยกิจกรรม ปจจัยทม่ี ีผลตอ การเกิดเมฆและฝน ไดแ กอ ะไรบาง และมผี ลตอ การเกดิ เมฆและฝนอยางไร .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ .. .......................................................................................................................................................................... โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตาํ แหนง ครผู ูชว ย กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวิทยาศาสตรพ ้นื ฐาน ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 1 140 ใบงานที่ 5.6 เฉลย เรื่อง เมฆและฝน ตอนท่ี 1 ชนิดของเมฆ ขนั้ ตอนการทาํ กิจกรรม 1. ใหนกั เรยี นถายภาพหรือวาดรูปเมฆทีส่ ังเกตเหน็ ไดอ ยางนอ ย 3 ลกั ษณะ แลวสืบคนหาชื่อชนดิ เมฆ ประเภท ของเมฆแบง ตามระดับความสงู และรปู รางลักษณะของเมฆ จากนน้ั บนั ทกึ ลงในตารางบันทกึ ผล ดงั น้ี ประเภทของเมฆแบง ชือ่ เมฆ ภาพประกอบ ตามระดบั ความสูง รปู รา งลกั ษณะของเมฆ ขน้ึ อยกู่ บั คาํ ตอบของนกั เรยี น ตอนที่ 2 การเกิดเมฆและฝน ข้ันตอนการทํากจิ กรรม 1. ใหน ักเรยี นสบื คน ขอ มลู เกย่ี วกบั การเกดิ เมฆและฝน จากน้นั ระบผุ ลการทดลองจากรูปที่คาดวานา จะเกิดขึน้ และสาเหตุทค่ี ดิ วา เปนเชน นั้น 2. ใหนักเรียนแตละกลุม สงตัวแทนออกมานาํ เสนอผลการทดลองทีค่ าดวา นา จะเกิดขึ้น และสาเหตทุ ่คี ดิ วาเปน เชนนั้น 3. ใหน กั เรียนสงั เกตผลการทดลองท่ีเกิดขึ้นจริงเม่ือครจู ุดตะเกียงแอลกอฮอล โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชว ย กลมุ สาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจัดการเรียนรูรายวิชาวิทยาศาสตรพ น้ื ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 141 4. ใหน กั เรยี นบนั ทึกผลการทดลองลงในใบงาน และเขยี นสรปุ และอภปิ รายผลเปรียบเทยี บกบั การเกดิ เมฆและ ฝน แผน กระจก บีกเกอรใสน าํ้ ตะเกยี ง ผลการทดลองที่คาดวานาจะเกิดขึ้น และสาเหตทุ คี่ ิดวาเปนเชนนนั้ ..................ข..น้ึ...อ..ย..ูก...ับ..ค...าํ ..ต..อ...บ..ข...อ..ง..น..ัก...เ.ร..ีย..น................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ผลการทดลองท่เี กดิ ขึน้ จรงิ .................เ.ม...อื่..จ...ุด..ต..ะ...เ.ก..ยี...ง.แ...อ..ล..ก...อ..ฮ...อ..ล....น..าํ้..จ..ะ...ม..ีอ...ณุ ...ห...ภ..มู...สิ ..งู..ข..นึ้...จ..น...เ.ด..อื...ด..แ..ล...ะ..ร..ะ..เ.ห...ย..ก...ล..า..ย..เ..ป..น...ไ.อ...น..ํา้....ไ.อ..น...ํา้..จ..ะ..ล...อ..ย...... ...ไ..ป..ย...ดึ ..เ.ก...า..ะ..แ..ล...ะ..ร..ว..ม..ก...ล..มุ...ก..ัน...บ..ร..เิ.ว...ณ...แ..ผ...น ..ก...ร..ะ..จ..ก....ห..า..ก...ไ.อ...น..้าํ..ร..ว..ม...ก..ล..มุ...ก..ัน...จ..น...ม..ขี...น..า..ด..ห...ย..ด...น..าํ้..ใ..ห...ญ...ม ..า..ก...จ..ะ..ต..ก...ล..ง......... ...ม...า........................................................................................................................................................................ สรปุ ผลและอภปิ รายผลการทดลอง ...............จ...า..ก..ผ...ล..ก...า..ร..ท...ด...ล..อ...ง...ก...า..ร..ะ..เ.ห...ย...ข..อ...ง..น..้ํา...ใ.น...บ...ีก..เ..ก..อ...ร..เ.ป...ร..ีย...บ..เ..ส..ม...ือ..น...ก...า..ร..ะ..เ..ห...ย..ข..อ...ง..น...้ํา..จ..า..ก...แ..ห...ล...ง.น...ํ้า..บ...น..... พ...้ืน...ผ..ิว..โ..ล..ก....ร..ว..ม...ถ..ึง..ก..า..ร..ค...า..ย..น...้ํา..ข..อ...ง..พ..ื.ช...จ...า..ก..น...้ัน..ไ..อ..น...ํ้า..จ..ะ...ร..ว..ม..ก...ล..ุม...ก..ัน...บ...ร..ิเ.ว..ณ....แ..ผ..น...ก...ร..ะ..จ..ก....ซ..ึ่.ง.เ..ป..ร..ีย...บ...เ.ส..ม...ือ..น...ก..า..ร.... .ก. อตัวของเมฆ และเม่ือไอนํ้ารวมกลุมกันจนมีขนาดใหญมากจนตกลงมาเปนหยดน้ํา จะเปรียบเสมือนการ .เ..ก..ิด..ฝ...น.................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ .. คาํ ถามทา ยกจิ กรรม ปจจยั ทม่ี ีผลตอการเกิดเมฆและฝน ไดแ กอ ะไรบาง และมผี ลตอ การเกิดเมฆและฝนอยา งไร .................ป...จ..จ..ัย...ท...ี่ม..ีผ...ล..ต...อ..ก...า..ร..เ.ก...ิด..เ..ม..ฆ...แ..ล...ะ..ฝ...น....ไ.ด...แ..ก... .ค...ว..า..ม...ช..ื้น....แ...ล..ะ...ค..ว..า..ม...ด..ัน...อ...า..ก..า..ศ....ถ...า..อ..า..ก...า..ศ..ม...ีค...ว..า..ม..ช...้ืน...... ..อ..า..ก...า..ศ..ส..ู.ง...ค..ว..า..ม...ด..ัน...อ...า..ก..า..ศ...ต..่ํา...จ...ะ..ท...ํา..ใ.ห...เ.ก...ิด..เ..ม..ฆ...แ..ล...ะ..ฝ..น...ป...ร..ิม..า..ณ....ม..า..ก....ถ..า..อ...า..ก..า..ศ...ม..ีค...ว..า..ม...ช..ื้น...อ..า..ก...า..ศ..ต...ํ่า...ค...ว..า..ม..... ..ด..ัน...อ..า..ก..า..ศ...ส..ูง...จ...ะ..ท..ํา..ใ..ห...เ .ก..ิด...เ.ม..ฆ...แ..ล...ะ..ฝ..น...ป..ร..ิม...า..ณ...น...อ ..ย.............................................................................................. โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครผู ูช ว ย กลุมสาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 142 9. ความเหน็ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาหรือผทู ี่ไดรบั มอบหมาย ................................. ................................ ) ขอเสนอแนะ ลงชือ่ ....... ( ตําแหนง 10. บนั ทกึ ผลหลังการสอน ดา นความรู ดานสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค ดานความสามารถทางวิทยาศาสตร ดานอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเดน หรอื พฤตกิ รรมทม่ี ีปญ หาของนกั เรียนเปนรายบุคคล (ถา ม)ี ) ปญหา/อุปสรรค แนวทางการแกไข ลงชื่อ..................................................ผูสอน (นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา) ตําแหนง ครูผชู วย โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรยี นรูร ายวิชาวิทยาศาสตรพื้นฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 143 แบบทดสอบกอ นเรยี น หนวยการเรยี นรูท ่ี 6 คําชี้แจง : ใหน กั เรียนเลือกคําตอบท่ีถูกตองท่ีสุดเพียงขอเดียว 1. บรเิ วณทีจ่ ะเกดิ พายฝุ นฟาคะนองมสี ภาพลม 6. ขอใดปฏิบัตไิ ดถกู ตอ งเม่ือเกดิ พายฝุ นฟา คะนอง ฟา อากาศเปนอยางไร ก. นาย ก ยืนอยกู ลางแจง ก. แรงดนั อากาศสูง ข. นาย ข นอนอยรู ิมหนา ตา ง ข. ความดนั อากาศตาํ่ ค. นาย ค อยภู ายในชนั้ ลางของบาน ค. ปรมิ าตรอากาศมีมาก ง. นาย ง ขับรถยนตสวนตัวออกจากบา น ง. ความหนาแนน อากาศสงู 7. สาเหตทุ อ่ี ุณหภูมโิ ลกรอ นขนึ้ กวา ทุกปแ ละฤดกู าลมี 2. พายใุ ตฝนุ เปนพายทุ ่ีเกดิ บรเิ วณใด การเปล่ียนแปลง เกดิ จากสาเหตใุ ดบาง ก. ประเทศไทย ก. โลกหมนุ เรว็ ข้ึน ข. มหาสมทุ รอนิ เดีย ข. ตนไมมปี ริมาณลดลง ค. มหาสมทุ รแปซิฟก ค. โรงงานอุตสาหกรรมปลอยแกส พิษมากขนึ้ ง. มหาสมุทรแอตแลนติก ง. โลกมวี งโคจรเคลอื่ นที่เขา หาดวงอาทติ ยมากขนึ้ 3. เกณฑท ใี่ ชเรยี กชื่อพายุหมนุ เขตรอ น คือขอ ใด 8. ฝนกรดทําใหเ กิดผลกระทบอะไร ก. สถานที่เกดิ ก. เกิดนา้ํ ทวม ข. ทศิ ทล่ี มพัด ข. เกิดสภาพอากาศแปรปรวน ค. ความเร็วลม ค. ตน ไมแคระแกร็นไมเ จรญิ เตบิ โต ง. ขอ ก และ ค ถูก ง. อณุ หภูมขิ องอากาศบนโลกเพ่ิมสูงมากข้นึ 4. ขอ ใดเปน ปจ จัยท่ีทาํ ใหพายหุ มนุ เขตรอน 9. แกส คลอโรฟลอู อโรคารบอนสามารถทาํ ลาย แตกตา งกบั พายฝุ นฟา คะนอง แกสโอโซนดวยวธิ ีใด ก. การระเหยของนาํ้ ก. ปลอ ยแกสคลอรีนมารวมตวั กบั โอโซน ข. อณุ หภมู ิอากาศสูง ข. ปลอ ยแกสฟลูออรีนมารวมตัวกบั โอโซน ค. ความดันอากาศตาํ่ ค. ปลอยอะตอมคารบอนมารวมตวั กับโอโซน ง. การหมนุ ตัวของโลก ง. ปลอยอะตอมของคลอรีนมารวมตวั กับโอโซน 5. ฟา แลบและฟารอ งเกดิ ขน้ึ ไดอ ยา งไร 10. ส่งิ ท่ไี มใชผ ลกระทบจากการทาํ ลายชัน้ โอโซน ก. มคี วามแตกตางของอุณหภูมิในกอ นเมฆ ก. ผลผลติ ทางการเกษตรลดลง ข. มกี ารถา ยเทความรอ นในระหวา งกอนเมฆ ข. บรรยากาศที่ผวิ โลกรอนมากขึ้น ค. มีความแตกตางกนั ของความกดอากาศเมฆ ค. คนเปน โรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มมากขึน้ ง. มีการสะสมและแลกเปลีย่ นประจไุ ฟฟา ในเมฆ ง. สงิ่ กอ สรางที่มเี หล็กเปนสว นประกอบสึกกรอนผพุ งั เฉลย 1. ค 2. ค 3. ง 4. ง 5. ง 6. ค 7. ค 8. ค 9. ง 10. ง โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุม สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรยี นรูร ายวชิ าวิทยาศาสตรพ้ืนฐาน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 144 แบบทดสอบหลงั เรียน หนวยการเรยี นรูที่ 6 คาํ ชี้แจง : ใหน กั เรยี นเลือกคาํ ตอบท่ีถูกตองท่ีสุดเพียงขอเดียว 1. อกั ษร H และ L ในแผนทอี่ ากาศเปนสัญลักษณของ 6. เพราะเหตุใดเมอื่ มพี ายฝุ นฟา คะนอง อะไร จึงเกดิ ฟา แลบและฟารอง ก. ความกดอากาศ ก. เพราะมคี วามแตกตา งของอุณหภูมิในกอนเมฆ ข. อณุ หภูมิของอากาศ ข. เพราะมกี ารถายเทความรอ นในระหวา งกอนเมฆ ค. ความหนาแนนของอากาศ ค. เพราะมคี วามแตกตางกนั ของความกดอากาศในกอ นเมฆ ง. ทศิ ทางการเคลอื่ นทีข่ องลม ง. เพราะมกี ารสะสมและแลกเปลีย่ นประจุไฟฟาในกอ นเมฆ 2. ในแผนท่ีอากาศ มเี สน ท่ีลากผานจุดมีความกดอากาศ 7. บริเวณที่มกี ารจราจรคบั คงั่ และแออัดจนเกดิ ปญหา เทา กนั คอื เสนอะไร มลพิษทางอากาศ เนื่องจากมีแกส ใดมาก ก. เสนละติจดู ก. แกสมีเทน ข. เสนมิลลบิ าร ข. แกส อะเซทลิ ีน ค. เสน ไอโซบาร ค. แกสไนโตรคารบอน ง. เสน ไอโซเทิรม ง. แกส คารบอนมอนอกไซด 3. ชาวประมงดขู าวจากโทรทศั นวา พายจุ ะพดั จากทศิ 8. สาเหตุทีอ่ ณุ หภมู ิโลกรอ นขน้ึ กวาทุกปและฤดูกาล ตะวนั ออกสูทิศตะวันตก จึงนาํ เรือมาจอดทีช่ ายฝงของ มีการเปลยี่ นแปลง เกิดจากสาเหตใุ ดบาง เกาะดานทิศตะวันตก แตก ถ็ กู พายพุ ดั เรอื จม เหตุการณ ก. โลกหมนุ เรว็ ขึ้น น้เี กดิ จากความเขาใจผดิ ในเรอ่ื งใด ข. ตน ไมมีปริมาณลดลง ก. ความเร็วของลมทแ่ี ทจ ริง ค. มีแกส พิษจํานวนมากข้ึน ข. ขนาดของเกาะทเี่ รอื เขา ไปจอด ง. โลกเคล่อื นทีเ่ ขา หาดวงอาทติ ยมากข้ึน ค. ทศิ ทล่ี มพดั กับทศิ ทางการเคลอื่ นท่ขี องพายุ 9. มรี ณรงคต อตานหามใชส เปรยฉดี ผม เนอ่ื งจากสาเหตใุ ด ง. การเปลยี่ นทิศการเคลือ่ นท่ีอยางกะทนั หนั ของพายุ ก. ในสเปรยมีสารซีเอฟซีซงึ่ ทําลายโอโซนในชน้ั บรรยากาศ 4. กิจกรรมของมนษุ ยทีท่ าํ ใหเกิดการเปลยี่ นแปลงของ ข. ในสเปรยม ีสารเคมซี ่งึ ทาํ ใหแกสออกซิเจนในอากาศลดลง สภาพอากาศ ซึ่งมีผลทาํ ใหมลพษิ ทางอากาศมากท่สี ุด ค. ในสเปรยม ีแกสคารบ อนไอออกไซดซ ่ึงทําใหโ ลกมีอุณหภมู ิ เกี่ยวของกบั อะไร สูงข้ึน ก. ทาํ ลายปา ทาํ อาหาร ง. ในสเปรยม ีแกสคลอรีนจะทาํ ปฏกิ ิริยากบั รงั สีอัลตราไวโอเลต ข. ทาํ อาหาร การคมนาคม ทําใหเกดิ โรคมะเรง็ ผวิ หนงั ค. เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม 10. อาชีพท่ไี ดร ับผลกระทบจากสภาพดนิ ฟาอากาศมากทสี่ ุด ง. อตุ สาหกรรม การคมนาคม คืออาชีพใด 5. สารซเี อฟซีสงผลตอบรรยากาศระดับพืน้ ดินอยางไร ก. เกษตรกร นักธรุ กิจ นักบิน ก. แกส ออกซิเจนลดลง ข. คา ขาย ชาวประมง ขา ราชการ ข. รังสีอัลตราไวโอเลตนอ ยลง ค. คาขาย ชาวนาเกลอื ตํารวจจราจร ค. รังสอี ลั ตราไวโอเลตมากข้นึ ง. ชาวประมง เกษตรกร นกั ขุดเจาะนาํ้ มันกลางทะเล ง. แกสคารบ อนมอนอกไซดเพ่ิมขน้ึ เฉลย 1. ง 2. ค 3. ค 4. ง 5. ค 6. ง 7. ง 8. ค 9. ก 10. ง โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตําแหนง ครผู ชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรยี นรูร ายวชิ าวิทยาศาสตรพน้ื ฐาน ชัน้ มธั ยมศึกษาปท่ี 1 145 แผนการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรทู ี่ 6 เรือ่ ง บรรยากาศ 2 แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ 1 เรอื่ ง พายฝนฟา คะนอง รายวชิ า วทิ ยาศาสตรพ ื้นฐาน รหสั วชิ า ว21102 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 ปก ารศกึ ษา 2562 น้าํ หนกั เวลาเรียน 1.5 หนวยกจิ เวลาเรยี น 3 ชัว่ โมง/สปั ดาห เวลาทใ่ี ชใ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐาน/ตวั ชวี้ ดั 1.1 ตวั ชีว้ ดั ว 3.2 ม.1/3 เปรยี บเทียบกระบวนการเกดิ พายุฝนฟาคะนองและพายุหมนุ เขตรอ น และผลทม่ี ตี อ สงิ่ มชี ีวิตและสงิ่ แวดลอ ม รวมทัง้ นาํ เสนอแนวทางการปฏบิ ัติตนใหเ หมาะสมและ ปลอดภยั 2. จุดประสงคก ารเรียนรู 1. สงั เกตและอธิบายการเกิดพายฝุ นฟาคะนองได (K) 2. อธบิ ายเก่ียวกับผลของพายุฝนฟาคะนองได (K) 3. บอกวธิ ีปฏบิ ัติตนใหปลอดภยั ได (K) 4. รับผดิ ชอบตอ หนาท่ีทไ่ี ดรับมอบหมาย (A) 3. สาระการเรยี นรู สาระการเรยี นรแู กนกลาง สาระการเรยี นรูทอ งถิ่น พายุฝนฟาคะนอง เกิดจากการที่อากาศที่มีอุณหภูมิ พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา และความช้ืนสูงเคลื่อนที่ขึ้นสูระดับความสูงที่มี อุณหภูมิต่ําลง จนกระทั่งไอน้ําในอากาศเกิด การควบแนนเปนละอองน้ํา และเกิดตอเน่ืองเปนเมฆ ขนาดใหญ พายุฝนฟาคะนองทําใหเกิดฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง ฟาแลบฟาผา ซึ่งอาจกอใหเกิด อันตรายตอชีวิตและทรัพยสิน 4. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด พายฝุ นฟา คะนอง เปน ลมฟา อากาศรปู แบบหน่ึงซ่ึงเกดิ ขึน้ เมอ่ื มเี มฆควิ มโู ลนมิ บัส สว นใหญเกดิ ใน เฉพาะถ่นิ ในระยะเวลาสน้ั โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูช วย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ้ืนฐาน ชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 1 146 5. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียนและคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 1. มวี ินยั 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ รียนรู 3. มงุ มัน่ ในการทาํ งาน 1) ทักษะการวเิ คราะห 2) ทักษะการสรุปลงความเหน็ 3. ความสามารถในการใชทกั ษะชวี ติ 6. กิจกรรมการเรียนรู วธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู 5Es (5Es Instructional Model) ช่วั โมงที่ 1 ขั้นนาํ กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ครูใหนักเรียนสังเกตภาพหนาหนวย หนวยที่ 6 บรรยากาศ 2 หนา 56 ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 แลว ถามคาํ ถาม Big question วา “กิจกรรมของมนุษยสงผลตอลมฟา อากาศอยางไร (แนวตอบ ขนึ้ อยกู บั ดุลยพนิ ิจของผสู อน เชน สง ผลใหล มฟา อากาศเกดิ การเปล่ยี นแปลง ทาํ ใหเกดิ ภยั พบิ ัติทางธรรมชาติ เปน ตน) 2. ครูถามนักเรียนเกี่ยวกับคําถาม Prior knowledge วา องคประกอบของลมฟาอากาศสงผลตอสภาพ อากาศอยางไร (แนวตอบ ขนึ้ อยกู บั ดลุ ยพินจิ ของผสู อน เชน องคประกอบของลมฟาอากาศทเี่ ปลี่ยนแปลงทาํ ใหเกิด ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ดังเชน เมือ่ อุณหภูมอิ ากาศสงู มาก จะเกิดการระเหยของน้าํ ไดม าก สงผลใหเกดิ เมฆขนาดใหญแ ละเกดิ ฝนตกหนัก เปน ตน) 3. ครแู ละนกั เรียนรวมกันทบทวนความรูเกย่ี วกบั การเกดิ เมฆทีท่ ําใหเ กดิ ฝนตก โดยถามนักเรียนวา เมฆท่ี ทําใหเกิดฝนตกหนกั คอื เมฆอะไร และมีลกั ษณะอยา งไร (แนวตอบ เมฆควิ มูโลนิมบสั มีลกั ษณะเปนกอนขนาดใหญ เปน เมฆระดบั ตา่ํ ) 4. ครูถามนักเรียนวา เมฆทีท่ ําใหเ กดิ ฝนตกหนักดังกลา วสามารถเกดิ ขึน้ ไดอยา งไร (แนวตอบ ขน้ึ อยูกับดุลยพินิจของผูสอน เชน เกดิ จากอากาศทีร่ อนจดั ทาํ ใหเ กดิ การระเหยของน้ํา ปรมิ าณมาก จงึ เกิดเปนเมฆขนาดใหญ) 5. ครูถามนกั เรยี นวา นอกจากเมฆดงั กลา วทําใหเกดิ ฝนตกหนกั แลว ยังทาํ ใหเ กดิ ปรากฏการณใดอีก บาง (แนวตอบ ขึ้นอยูกับดุลยพนิ จิ ของผสู อน เชน ทําใหเกิดฟาแลบ ฟาผา ฟา รอ ง เปน ตน ) 7. ครูและนักเรยี นรว มกนั อภปิ รายจากแนวคาํ ตอบของนักเรยี น เพอ่ื เช่อื มโยงไปสูการเรียนรูเรื่องพายุ ฝนฟา คะนอง โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครูผชู วย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31
แผนการจดั การเรยี นรูร ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ้ืนฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 1 147 ขั้นสอน สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นกั เรยี นศกึ ษาสอ่ื วีดิทศั น เรอื่ ง พายฝุ นฟาคะนอง จาก QR code หนา 57 2. นักเรียนแบงเปนกลุม กลุมละเทา ๆ กัน ใหแตละกลุมวางแผนและแบงหนาท่ีคนควาความรู เรื่อง พายุฝนฟาคะนอง จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 57 หรือจากแหลงการเรียนรูทาง อนิ เทอรเ นต็ และเอกสารอืน่ ๆ ทเ่ี กีย่ วของ 3. นักเรียนแตล ะกลุมระดมความคดิ แลวสรปุ ขอ มลู เปน ผงั มโนทัศน เร่อื ง พายุฟาคะนอง ชว่ั โมงที่ 2 ข้นั สอน อธบิ ายความรู (Explain) 1. นักเรยี นแตล ะกลมุ ผลดั กนั เลา เรือ่ งทตี่ นไดศ ึกษามาใหสมาชกิ ในกลุมฟง 2. นักเรียนแตล ะกลุมสง ตัวแทนออกมานาํ เสนอผังมโนทศั น เร่ือง พายุฟาคะนอง ของแตล ะกลุม 3. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันอภปิ รายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใชแนวคําถาม ดงั น้ี - พายุฝนฟาคะนองมขี ั้นตอนการเกิดอยา งไร (แนวตอบ เกิดจากอากาศที่รอ นจัด ทาํ ใหเ กดิ การระเหยของนาํ้ ปรมิ าณมาก จงึ เกิดเปนเมฆขนาด ใหญ ละอองนํ้าในเมฆเกิดการรวมตัวเปนหยดนาํ้ ฝนปรมิ าณมากตกลงสพู น้ื ดิน) - นกั เรียนจะสามารถสงั เกตสภาวะอากาศทอ่ี าจจะเกดิ พายุฝนฟา คะนองไดจ ากอะไร (แนวตอบ อุณหภูมิอากาศสูง เกิดเมฆควิ มลู สั และคิวมูโลนมิ บัสขนาดใหญ) - นกั เรียนจะปอ งกนั อนั ตรายจากพายฝุ นฟา คะนองไดด ว ยวิธีใด (แนวตอบ หลบอยูภายในอาคาร โดยอยหู า งจากหนาตาง หรอื ของทอี่ าจตกหลนลงมา หลกี เล่ยี ง การอยใู นบรเิ วณกลางแจง เปน ตน ) - ฟาผา ฟา แลบ ฟา รอ ง เกดิ จากสาเหตใุ ด (แนวตอบ ฟา แลบเกดิ จากการเหนี่ยวนําระหวา งประจุในกอนเมฆ ฟาผา เกิดจากการเหนีย่ วนํา ระหวา งประจใุ นกอนเมฆและพืน้ ดิน สวนฟารองเกิดจากอากาศขยายตัวอยา งรวดเร็วจากการเกิด ฟาผาและฟาแลบ) ขนั้ สรุป ขยายความเขา ใจ (Expand) 1. ครแู ละนกั เรียนรว มกันสรุปผลจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม 2. นกั เรียนสบื คนขอมูลเก่ียวกบั การเกดิ พายฝุ นฟา คะนองท่รี ุนแรงทาํ ใหผคู นเสียชวี ิตเปน จํานวนมากทั้ง ในประเทศไทยและตา งประเทศ นาํ ภาพหรือขอมลู ทีไ่ ดม าจดั เปนปา ยนเิ ทศ เรอ่ื ง ผลกระทบจาก พายฟุ าคะนอง โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตาํ แหนง ครผู ชู ว ย กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรียนรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ น้ื ฐาน ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 148 ชั่วโมงท่ี 3 ขัน้ สอน อธิบายความรู (Explain) 1. ครูใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตัวแทนออกมานาํ เสนอปายนเิ ทศ เรอื่ ง ผลกระทบจากพายฟุ าคะนอง 2. ครูเพ่มิ เติมความรใู หก บั ขอมูลที่ตัวแทนนักเรียนนําเสนอ 3. ครูและนักเรยี นรว มกันอภปิ ราย เรอ่ื ง ความรุนแรงของพายฟุ าคะนอง ขนั้ สรุป ขยายความเขา ใจ (Expand) 1. ครใู หน ักเรยี นทําแบบฝก ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจแบบฝก หดั ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 2. ครปู ระเมินผังมโนทัศน เรอื่ ง พายุฟาคะนอง โดยใชแบบประเมินชนิ้ งาน/ภาระงานรวบยอด 3. ครปู ระเมนิ การนําเสนอผงั มโนทศั น เรือ่ ง พายฟุ าคะนอง โดยใชแ บบประเมินการนําเสนอผลงาน 4. ครูประเมินผังปายนิเทศ เรื่อง ผลกระทบจากพายุฟาคะนอง โดยใชแบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน รวบยอด 5. ครูประเมินการนําเสนอปายนิเทศ เรื่อง ความรุนแรงของพายุฟาคะนอง โดยใชแบบประเมินการ นําเสนอผลงาน 6. ครูประเมินนักเรียนจากการทาํ งานกลมุ โดยใชแ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายกลุม 7. ครูประเมินนกั เรียนจากการสบื คน ขอมลู และตอบคําถามในชัน้ เรยี น โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการ ทํางานรายบคุ คล โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตาํ แหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31
แผนการจัดการเรียนรูรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพืน้ ฐาน ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 149 7. การวัดและประเมินผล รายการวดั วิธีวดั เครอ่ื งมอื เกณฑก ารประเมิน 7.1 การประเมนิ ระหวา ง การจัดกจิ กรรม ระดบั คุณภาพ 2 1) พายฟุ า คะนอง - ประเมินผังมโนทัศน - แบบประเมินช้ินงาน/ ผานเกณฑ เรื่อง พายฟุ า คะนอง ภาระงานรวบยอด ระดบั คุณภาพ 2 - ประเมินปายนิเทศ - แบบประเมินช้ินงาน/ ผานเกณฑ เรื่อง ความรุนแรงของ ภาระงานรวบยอด รอยละ 60 พายฟุ าคะนอง ผา นเกณฑ - ตรวจแบบฝก หัด - แบบฝก หัดวิทยาศาสตร ระดับคุณภาพ 2 ม.1 เลม 2 ผานเกณฑ 2) การนาํ เสนอผลงาน - ประเมินการนําเสนอ - แบบประเมินการนําเสนอ ระดับคณุ ภาพ 2 ผลงาน ผลงาน ผา นเกณฑ 3) พฤตกิ รรมการทํางาน - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 รายบคุ คล การทาํ งานรายบคุ คล การทํางานรายบคุ คล ผานเกณฑ 4) พฤตกิ รรมการทํางาน - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพ 2 รายกลมุ การทํางานรายกลุม การทํางานรายกลมุ ผา นเกณฑ 5) คณุ ลักษณะอันพึง - สงั เกตความมวี ินยั - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ ประสงค ใฝเ รยี นรู และมุงมน่ั ใน อันพึงประสงค การทํางาน 8. สอื่ /แหลงการเรียนรู 8.1 สอ่ื การเรียนรู 1) หนังสือเรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3) QR code เรือ่ ง พายฝุ นฟาคะนอง 4) PowerPoint เร่อื ง พายุฝนฟา คะนอง 5) ภาพเกย่ี วกบั การเกดิ พายฝุ นฟา คะนองทีร่ ุนแรง ทาํ ใหผ คู นเสียชีวติ เปนจํานวนมากทัง้ ในประเทศไทย และตางประเทศ 8.2 แหลงการเรียนรู 1) หอ งสมุด 2) แหลง ขอ มูลสารสนเทศ - http://www.aksorn.com/LC/Sci/B2/M1/09 โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู วย กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 150 9. ความเหน็ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาหรือผทู ี่ไดรบั มอบหมาย ................................. ................................ ) ขอเสนอแนะ ลงชือ่ ....... ( ตําแหนง 10. บนั ทกึ ผลหลังการสอน ดา นความรู ดานสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค ดานความสามารถทางวิทยาศาสตร ดานอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเดน หรอื พฤตกิ รรมทม่ี ีปญ หาของนกั เรียนเปนรายบุคคล (ถา ม)ี ) ปญหา/อุปสรรค แนวทางการแกไข ลงชื่อ..................................................ผูสอน (นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา) ตําแหนง ครูผชู วย โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189