Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาสาสตร์พ

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาสาสตร์พ

Published by กานดา วุฒิเศลา, 2021-07-11 15:08:14

Description: แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาสาสตร์พ

Search

Read the Text Version

แผนการจดั การเรยี นรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ น้ื ฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 101 แผนการจดั การเรียนรู หนว ยการเรยี นรูท ่ี 5 เร่ือง บรรยากาศ แผนการจัดการเรยี นรูท ่ี 5 เร่ือง ความดันอากาศ รายวิชา วทิ ยาศาสตรพ ื้นฐาน รหสั วชิ า ว21102 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปการศกึ ษา 2562 น้าํ หนกั เวลาเรียน 1.5 หนวยกจิ เวลาเรียน 3 ช่ัวโมง/สัปดาห เวลาทใี่ ชใ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู 3 ช่วั โมง 1. มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั 1.1 ตวั ชวี้ ดั ว 3.2 ม.1/2 อธบิ ายปจ จัยท่ีมผี ลตอการเปล่ยี นแปลงองคป ระกอบของลมฟา อากาศจากขอ มลู ท่ี รวบรวมได 2. จุดประสงคก ารเรยี นรู 1) อธบิ ายปจจัยทมี่ ีผลตอ การเปลยี่ นแปลงความดันอากาศได (K) 2) อธิบายวธิ ีการใชเครอ่ื งมอื วัดความดนั อากาศได (K) 3) สรางแบบจาํ ลองที่อธบิ ายความสัมพนั ธระหวางความดันอากาศกับความสงู จากพน้ื โลกได (P) 4) รับผิดชอบตอหนา ทท่ี ี่ไดรบั มอบหมาย (A) 3. สาระการเรยี นรู สาระการเรียนรูแกนกลาง สาระการเรียนรูทอ งถนิ่ ลมฟาอากาศ เปนสภาวะของอากาศในเวลาหนึ่งของ พิจารณาตามหลักสตู รของสถานศึกษา พ้ืนท่ีหน่ึงที่มีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลาข้ึนอยูกับ องคประกอบลมฟาอากาศ ไดแก อุณหภูมิอากาศ ความกดอากาศ ลม ความชื้น เมฆ และหยาดนํ้าฟา โดย หยาดนํ้าฟาที่พบบอยในประเทศไทยไดแก ฝน องคประกอบลมฟา อากาศเปลยี่ นแปลงตลอดเวลาข้ึนอยู กับปจจัยตาง ๆ เชน ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตยและ ลักษณะพ้ืนผิวโลกสงผลตออุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิ อากาศ และปริมาณไอน้ําสงผลตอความชื้น ความกด อากาศสงผลตอ ลม ความชืน้ และลมสงผลตอเมฆ โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครูผูชวย กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจัดการเรียนรูร ายวิชาวิทยาศาสตรพ ้นื ฐาน ช้นั มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 102 4. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด ความดันอากาศ คือ แรงดนั อากาศทีก่ ระทาํ ตอหนึ่งหนว ยพื้นท่ี ซงึ่ ปจ จยั ทส่ี ง ผลตอความดันอากาศ คอื จํานวนโมเลกุลของสาร อณุ หภูมิ และความสูง การบอกคา ความดนั อากาศจะใชเ ครอื่ งมอื วัดความดนั อากาศ คือ บารอมิเตอรปรอท แอนริ อยดบารอมิเตอร และแอลตมิ เิ ตอร 5. สมรรถนะสาํ คญั ของผูเรียนและคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียน คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 1. มีวินัย 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ รยี นรู 3. มุง ม่ันในการทาํ งาน 1) ทักษะการระบุ 2) ทักษะการเปรยี บเทียบ 3) ทักษะการประเมิน 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กจิ กรรมการเรียนรู  วธิ ีสอนแบบสบื เสาะหาความรู 5Es (5Es Instructional Model) ชวั่ โมงที่ 1 ขน้ั นาํ กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ครแู จง ผลการเรยี นรู ใหนักเรยี นทราบ 2. ครกู ระตนุ ความสนใจของนกั เรียนเก่ียวกับเร่อื ง ความดันอากาศ โดยนําสมุดหรือหนังสือหลายเลมมา วางซอนกนั จากนน้ั ใชแนวคาํ ถาม ถามนักเรียน ดังนี้ - หนงั สือเลม ใดถูกกดดวยแรงมากท่ีสดุ และนอยท่ีสดุ (แนวตอบ หนงั สอื เลม ทอ่ี ยูขางลางถกู กดมากท่สี ุด และเลมบนสุดถกู กดนอ ยทส่ี ุด) - ครนู ําอภิปรายเก่ียวกับ หนังสือที่วางซอนกันวาหนังสือเลมท่ี 1 เปรียบไดกับพ้ืนโลก สวนหนังสือ เลมท่ี 2 เปรียบไดกับอากาศท่ีอยูเหนือพ้ืนโลก ดังนั้น พ้ืนผิวโลกจึงถูกแรงกดจากอากาศที่อยู สูงขึ้นไป แรงชนิดน้ีเรียกวา แรงดันอากาศ หรือความดันอากาศ ซึ่งนักเรียนจะไดเรียนรูในหัวขอ ตอ ไป - นกั เรยี นคดิ วา ความดนั อากาศมผี ลกระทบตอ ตัวเราหรือไม อยางไร (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน ความดันอากาศมีผลกระทบตอตัวเรา เชน ความดันอากาศสงผลตอการขยายตัวและหดตัวของ ปอด เปนตน) โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครผู ูช วย กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1 103 - ครูถามนักเรยี นวา ปจ จยั ใดบางท่สี ง ผลตอ การเปล่ยี นแปลงความดันอากาศ (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน ปจจัยท่ีสงผลตอการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศ ไดแก อุณหภูมิ ความหนาแนนและอากาศ เปนตน) ขน้ั สอน สํารวจคน หา (Explore) 1. ครเู ขยี นคาํ ถามบนกระดาน ดังน้ี - แรงดนั อากาศคอื อะไร - ความดันอากาศคืออะไร - จํานวนโมเลกลุ มผี ลอยา งไรตอ ความดันอากาศ - อณุ หภูมมิ ีผลอยา งไรตอ ความดนั อากาศ - ความสงู มผี ลอยา งไรตอ ความดันอากาศ 2. ครูใหนักเรียนศึกษาเก่ียวกับเร่ือง ความดันอากาศ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 40 หรือสืบคนจากแหลงเรียนรูอื่น ๆ แลวตอบคําถามบนกระดาน โดยบันทึกคําตอบลงในสมุด บันทกึ 3. ครูใหนักเรียนจบั คู แลกเปล่ียนคําตอบ และอภิปรายคําตอบที่ดีท่ีสุด แลวแกไขคําตอบของตนเองให ไดคาํ ตอบท่ชี ดั เจนมากทส่ี ุด อธิบายความรู (Explain) 1. ครูสุม เลอื กนักเรียน 5 คน ออกมานําเสนอคําตอบทด่ี ีท่ีสุดท่ไี ดจ ากการอภิปรายกับคขู องตนเอง 2. ครูเพิ่มเตมิ และแกไขขอ มูลคาํ ตอบของนกั เรยี น โดยมีแนวคาํ ตอบ ดงั นี้ - แรงดนั อากาศคอื อะไร (แนวตอบ แรงดนั อากาศ คือ แรงทอี่ ากาศกดลงบนวัตถุในทกุ ทิศทุกทาง) - ความดนั อากาศคืออะไร (แนวตอบ แรงดันอากาศ คอื แรงทอ่ี ากาศกระทําตอหนึ่งหนว ยพ้นื ท่)ี - จาํ นวนโมเลกลุ มผี ลอยา งไรตอความดันอากาศ (แนวตอบ จาํ นวนโมเลกุลท่มี ากข้ึน จะสงผลใหค วามดันเพ่มิ ข้ึน) - อุณหภมู ิมีผลอยา งไรตอ ความดนั อากาศ (แนวตอบ อุณหภูมิสูงขึ้น จะทําใหโมเลกุลของอากาศเคลื่อนที่เร็วและขยายตัวออก สงผลให อากาศบรเิ วณนัน้ เบาบางลง ความดันอากาศจงึ ลดตํ่าลง ในทางกลับกันอุณหภูมิที่ลดตํ่าลง จะทํา ใหโมเลกุลของอากาศอยูชิดกันมาก สงผลใหอากาศบริเวณนั้นหนาแนนมากขึ้น ความดันอากาศ จงึ เพ่ิมขึน้ ) - ความสงู มผี ลอยางไรตอความดันอากาศ (แนวตอบ ความสูงมีความสัมพันธที่แปรผลผันกับอุณหภูมิ ดังน้ัน ยิ่งความสูงเพ่ิมขึ้น อุณหภูมิ ของอากาศจะย่ิงลดตาํ่ ลง ทําใหความดันอากาศสงู ขน้ึ ) โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรยี นรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพื้นฐาน ช้นั มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 104 ขนั้ สรปุ ขยายความรู (Expand) 1. ครูใหนักเรียนสรุปความสัมพันธของโมเลกุลอากาศ อุณหภูมิ และความสูงที่มีผลกับความดันอากาศ ลงในสมดุ บันทึก 2. ครใู หนักเรยี นทาํ แบบฝก หัดในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 1 ชั่วโมงท่ี 2 ขน้ั สอน สาํ รวจคนหา (Explore) 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 4 กลุม แลวใหตัวแทนกลุมออกมาจับฉลากศึกษาหัวขอตอไปน้ี ใน หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา ท่ี 41 หรือจากแหลงเรียนรูอ นื่ ๆ - กลุมที่ 1 ศึกษาเรอื่ ง บารอมิเตอรแ บบปรอท - กลุมที่ 2 ศกึ ษาเร่ือง แอนิรอยดบารอมเิ ตอร - กลมุ ที่ 3 ศึกษาเรอ่ื ง แอลตมิ ิเตอร - กลุมที่ 4 ศึกษาเร่อื ง บารอกราฟ 2. ครูแจกเครื่องมือวัดความดันอากาศตามหัวขอท่ีจับฉลากได แลวใหนักเรียนแตละกลุมทําใบงานท่ี 5.3 เรอ่ื ง เครอื่ งมือวดั ความดันอากาศ อธบิ ายความรู (Explain) 1. ครูใหแตละกลุมออกมานําเสนอเคร่ืองมืดวัดความดันอากาศตามหัวขอท่ีแตละกลุมจับฉลากได โดย นําเสนอเก่ียวกับหลักการทํางานของเครื่องมือวัดความดันอากาศ จากนั้นนําเคร่ืองวัดความดัน อากาศทกี่ ลุมของตนไดร ับสงใหกลุมอ่นื ๆ ไดศึกษา 2. ครแู กไ ขและอธิบายเพิม่ เติมขอ มลู ที่นําเสนอใหถ กู ตอ ง 3. ครูใหกลุมอื่น ๆ ศึกษาและบันทึกการนําเสนอเคร่ืองมือวัดความดันอากาศของเพ่ือนกลุมอ่ืน แลว บันทึกลงในใบงานท่ี 5.3 ใหสมบูรณ ชว่ั โมงท่ี 3 สํารวจคนหา (Explore) 1. ครใู หนักเรียนจบั กลุมเดิมจากการศึกษาเคร่อื งวดั ความดันอากาศ เพอ่ื ทาํ กจิ กรรม เรอ่ื ง การสราง แบบจาํ ลองความดนั อากาศ โดยใหนักเรียนศกึ ษากิจกรรม และวิธปี ฏบิ ัตใิ นหนงั สือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนาท่ี 42 แลวบันทกึ ผล และตอบคําถามทายกิจกรรมในแบบฝก หดั วิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 อธบิ ายความรู (Explain) 1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนกลุม เพ่ือออกมานําเสนอผลการทํากิจกรรม เร่ือง การสราง แบบจําลองความดันอากาศ หนา ชัน้ เรียน 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปราย และเฉลยคําถามทายกจิ กรรม ดังนี้ - ปจจยั ใดบา งทีม่ ีผลตอความดนั อากาศ และสง ผลตอ ความดนั อากาศอยางไร โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครูผชู วย กลมุ สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจัดการเรียนรูร ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 1 105 (แนวตอบ มี 3 ปจจยั ดงั นี้ 1. จาํ นวนโมเลกุลของอากาศ : จํานวนโมเลกลุ ของอากาศเพ่ิม ความดันอากาศจะมากข้นึ 2. อุณหภูมิอากาศ : บริเวณที่มีอุณหภูมิสูง โมเลกุลของอากาศจะเคลื่อนที่เร็วและขยายตัวออก ทําใหบริเวณนั้นมีความดันอากาศลดลง แตถาบริเวณน้ันมีอุณหภูมิตํ่า โมเลกุลของอากาศจะ อยูช ดิ กันมาก อากาศจึงหนาแนน ข้ึน สง ผลใหค วามดันอากาศเพิ่มขึน้ 3. ความสูง : ที่ระดับความสูงเพิ่มข้ึน ความดันอากาศจะลดตํ่าลง เนื่องจากความสูงที่เพิ่มข้ึน จะสง ผลใหบริเวณนั้นมอี ณุ หภูมิลดตํา่ ลง หรอื ปรมิ าณแกส มนี อยกวา บริเวณผิวโลก) - ประเมนิ แบบจําลองของกลุมอืน่ วาแสดงถงึ เนือ้ หาทถ่ี กู ตองและครบถว นหรอื ไม อยา งไร (แนวตอบ ขน้ึ อยกู ับแบบจาํ ลองของนักเรียนแตล ะกลุม) ขน้ั สรปุ ขยายความรู (Expand) 1. สรุปจากการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยใชแ นวคําถามตอไปน้ี - ความดนั อากาศ หมายถึงอะไร (แนวตอบ ความดนั อากาศ หมายถงึ แรงดันอากาศทีก่ ระทาํ ตอ หนึง่ หนว ยพื้นท)่ี - ปจจยั ที่มีผลตอ ความดันอากาศ ไดแ กอ ะไรบา ง (แนวตอบ จาํ นวนโมเลกุลของอากาศ อณุ หภูมิอากาศ และระดบั ความสงู ) - ความดันอากาศมปี ระโยชนแ ละโทษตอส่งิ มชี วี ติ อยางไรบา ง (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน สงผล ตอการหดและขยายตวั ของปอด เปน ตน ) 2. ครแู ละนักเรียนรว มกนั สรปุ ผลจากการทํากจิ กรรมเพอื่ ใหไ ดแ นวขอสรปุ วา ในการวดั ความดนั อากาศ ใชเ ครื่องมือทเ่ี รยี กวา บารอมเิ ตอร มีดวยกนั หลายแบบขึ้นอยูกบั การใชง าน 3. ครูทดสอบความเขาใจของนกั เรียนโดยการใชแ นวคาํ ถาม เชน - เคร่อื งมือท่ใี ชว ัดความดนั อากาศมีอะไรบาง (แนวตอบ บารอมิเตอรแบบปรอท บารอมเิ ตอรแ บบแอนิรอยด อัลติมเิ ตอร และบารอกราฟ) - ใหอธิบายหลกั การทาํ งานของบารอมเิ ตอรแบบตา ง ๆ (แนวตอบ - บารอมิเตอรแบบปรอท อากาศจะดันปรอทที่อยูภายในภาชนะ ทําใหระดับปรอทใน หลอดแกวสูงขึน้ ซึ่งแสดงถึงคา ความดนั อากาศ - บารอมเิ ตอรแ บบแอนิรอยด ตลบั โลหะภายในจะยุบตัวเมื่อความดันอากาศสงู ข้ึน - อลั ติมเิ ตอรใ ชหลักการทํางานเดียวกับบารอมเิ ตอรแ บแอนิรอยด - บารอกราฟใชหลักการเดียวกับบารอมิเตอรแบบแอนิรอยด แตจะตอกับแขนปากกาใหขีดบน กระดาษกราฟ) - บรรยากาศมีคา เปน เทา ไร (แนวตอบ บรรยากาศ มคี าเทา กบั 760 มลิ ลเิ มตรปรอท) - ความดนั อากาศบนดอยอินทนนทม ีคามากกวาหรือนอยกวา 760 มลิ ลิเมตรปรอท โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลมุ สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรยี นรูรายวชิ าวิทยาศาสตรพ้นื ฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 1 106 (แนวตอบ นอยกวา 760 มิลลิเมตรปรอท) 4. ครูใหน ักเรยี นทําแบบฝกหัดในแบบฝกวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจใบงานที่ 5.3 เร่ือง เคร่อื งมอื วัดความดนั อากาศ 2. ครูตรวจแบบฝก หดั ในแบบฝก หัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 3. ครูประเมินการปฏิบัติการจากกิจกรรม เร่ือง การสรางแบบจําลองความดันอากาศ โดยใชแบบ ประเมนิ การปฏบิ ัตกิ าร 4. ครูประเมินนักเรียนจากการทาํ งานกลุม โดยใชแ บบประเมินสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายกลุม 5. ครปู ระเมินชน้ิ งานแบบจาํ ลองความดนั อากาศ โดยใชแ บบประเมนิ ชิน้ /ภาระงานรวบยอด 6. ครูประเมินนักเรียนจากการสืบคนขอมูล และการตอบคําถามภายในหองเรียน โดยใชแบบสังเกต พฤตกิ รรมการทํางานรายบคุ คล 7. การวดั และประเมนิ ผล รายการวัด วธิ ีวัด เครอ่ื งมือ เกณฑก ารประเมิน 7.1 การประเมนิ ระหวา ง - ตรวจใบงานที่ 5.3 - เฉลยใบงานที่ 5.3 เร่อื ง รอ ยละ 60 ผานเกณฑ การจดั กิจกรรม เรอ่ื ง เครอ่ื งมอื วัด เคร่ืองมือวดั ความดนั 1) ความดันอากาศ ความดนั อากาศ อากาศ - แบบจําลองความดนั - แบบประเมนิ ช้นิ งาน/ ระดับคณุ ภาพ 2 2) การปฏบิ ตั ิการ อากาศ ภาระงานรวบยอด ผานเกณฑ 3) พฤติกรรมการทํางาน - ประเมินการ - แบบประเมนิ ระดับคณุ ภาพ 2 ปฏิบัตกิ าร การปฏบิ ัติการ ผานเกณฑ รายบคุ คล - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดับคุณภาพ 2 4) พฤตกิ รรมการทํางาน การทาํ งานรายบคุ คล การทาํ งานรายบุคคล ผานเกณฑ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม ระดบั คุณภาพ 2 รายกลมุ การทํางานกลมุ การทํางานกลุม ผา นเกณฑ 5) คณุ ลักษณะอนั พงึ - สังเกตความมวี นิ ัย - แบบประเมิน ระดับคณุ ภาพ 2 ใฝเรยี นรู และมุงมนั่ คุณลักษณะ ผานเกณฑ ประสงค ในการทาํ งาน อนั พงึ ประสงค โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตาํ แหนง ครูผูช วย กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรยี นรรู ายวิชาวิทยาศาสตรพ ้ืนฐาน ชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 1 107 8. สื่อ/แหลงการเรยี นรู 8.1 ส่ือการเรยี นรู 1) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 4) ใบงานที่ 5.3 เรอ่ื ง เครอื่ งมือวดั ความดนั อากาศ 5) PowerPoint เร่อื ง ความดนั อากาศ 8.2 แหลงการเรียนรู 1) ส่ิงแวดลอมท่ีอยูใกลตัวนักเรียน โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครูผูชวย กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 108 9. ความเหน็ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาหรือผทู ี่ไดรบั มอบหมาย ................................. ................................ ) ขอเสนอแนะ ลงชือ่ ....... ( ตําแหนง 10. บนั ทกึ ผลหลังการสอน  ดา นความรู  ดานสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น  ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค  ดานความสามารถทางวิทยาศาสตร  ดานอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเดน หรอื พฤตกิ รรมทม่ี ีปญ หาของนกั เรียนเปนรายบุคคล (ถา ม)ี )  ปญหา/อุปสรรค  แนวทางการแกไข ลงชื่อ..................................................ผูสอน (นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา) ตําแหนง ครูผชู วย โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรยี นรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ้นื ฐาน ชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 1 109 แผนการจดั การเรยี นรู หนวยการเรยี นรทู ี่ 5 เร่ือง บรรยากาศ แผนการจดั การเรียนรูท่ี 6 เรอื่ ง ความช้ืนอากาศ รายวชิ า วทิ ยาศาสตรพ ื้นฐาน รหสั วชิ า ว21102 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปก ารศกึ ษา 2562 น้าํ หนกั เวลาเรียน 1.5 หนวยกิจ เวลาเรียน 3 ชว่ั โมง/สัปดาห เวลาทใี่ ชใ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู 3 ช่วั โมง 1. มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั 1.1 ตัวชีว้ ดั ว 3.2 ม.1/2 อธิบายปจ จัยทมี่ ผี ลตอการเปลย่ี นแปลงองคป ระกอบของลมฟา อากาศจากขอมลู ที่ รวบรวมได 2. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู 1) อธบิ ายปจจยั ท่ีมผี ลตอ การเปลย่ี นแปลงความชนื้ อากาศในแตล ะบริเวณได (K) 2) ทดลองและรวบรวมขอ มลู ปจจัยที่มผี ลตอการเปล่ยี นแปลงความชน้ื อากาศในแตล ะบริเวณได (P) 3) รบั ผิดชอบตอหนา ท่ที ี่ไดร ับมอบหมาย (A) 3. สาระการเรียนรู สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรูท องถิน่ ลมฟาอากาศ เปนสภาวะของอากาศในเวลาหนึ่งของ พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา พ้ืนท่ีหนึ่งท่ีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยูกับ องคประกอบลมฟาอากาศ ไดแก อุณหภูมิของอากาศ ความกดอากาศ ลม ความชื้น เมฆ และหยาดนํ้าฟา โดย หยาดน้ําฟาท่ีพบบอยในประเทศไทย ไดแก ฝน องคป ระกอบลมฟา อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาข้ึนอยู กับปจจัยตาง ๆ เชน ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตยและ ลักษณะพน้ื ผิวโลกสง ผลตอ อณุ หภมู ขิ องอากาศ อุณหภูมิ ของอากาศและปริมาณไอน้ําสงผลตอความช้ืน ความกด อากาศสงผลตอลม ความชืน้ และลมสงผลตอเมฆ 4. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด ความชื้นอากาศเปนปริมาณไอน้ําท่ีมีอยูในอากาศ ซ่ึงปจจัยที่มีผลตอความชื้นอากาศ ไดแก อุณหภูมิ อากาศและลักษณะพื้นท่ี ความชื้นอากาศสามารถตรวจวัดไดโดยใชไฮกรอมิเตอร และนํามาใชในการ พยากรณอ ากาศ โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรยี นรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ นื้ ฐาน ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 1 110 5. สมรรถนะสําคัญของผูเรยี นและคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 1. ความสามารถในการสื่อสาร 1. มวี ินยั 2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ รียนรู 3. มุงมน่ั ในการทาํ งาน 1) ทกั ษะการสงั เกต 2) ทกั ษะการสํารวจคน หา 3) ทักษะการคิดวิเคราะห 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กจิ กรรมการเรยี นรู  วธิ สี อนแบบสบื เสาะหาความรู 5Es (5Es Instructional Model) ชวั่ โมงที่ 1 ข้นั นาํ กระตุนความสนใจ (Engage) 1. ครแู จงผลการเรียนรู ใหน ักเรยี นทราบ 2. ครจู ดั เตรยี มชุดอุปกรณกอ นการสอน ดังน้ี - ผา เปย กขนาดประมาณ 2x2 ตารางเซนติเมตร 4 ชิน้ - บกี เกอรข นาด 100 ml 4 อนั และ - ตะแกรงเหลก็ 4 อัน 3. ครจู ดั ชดุ อุปกรณเปน 4 ชดุ แตละชุดนําบีกเกอรขนาด 100 ml วางหงายข้ึน จากน้ันนําตะแกรงวาง บนปากบีกเกอร และนําผา เปย กหนง่ึ ช้นิ วางบนตะแกรง 4. ครูเตรียมชุดอุปกรณดัง ขอ 4 เปน 4 ชุด ชุดท่ี 1 ใสนํ้าในบีกเกอร ชุดที่สองไมตองใสนํ้า ชุดที่ 3 ใสนา้ํ ชดุ ท่ี 4 ไมใสนํา้ 5. ครนู าํ ชดุ ท่ี 1 2 และ 3 ไปตากแดด ชดุ ท่ี 4 ไวในที่รม แตละชดุ ใชเ วลา 4 ช่ัวโมง จากนนั้ นาํ ผา แตล ะ ผืนใสถงุ พลาสติกแยกกนั แลว ปดถงุ ใหมดิ ชดิ เพอื่ เตรียมไวสาํ หรบั การสอนในชั้นเรยี น ดงั รูป 6. แสงแดดผา้ ตะแก ชดที่ 1 ชดที่ 2 ชดที่ 3 ชดท่ี4 โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชว ย กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 1 111 ทม่ี า : ดดั แปลงภาพจาก http://www.istockphoto.com/th/vector/graphic-set-science-and- chemical-objects-on-white-background-ve-gm626592724- 110731701?st=_p_beaker%20 7. ครูถามนกั เรยี นวา ปจ จยั ใดท่มี ีผลทาํ ใหบางวันรูส ึกเหนียวตวั บางวันรสู ึกผิวแหง บางวนั ผาจึงแหง เร็ว และบางวนั ผา แหงชา (แนวตอบ พจิ ารณาตามคาํ ตอบของนกั เรียน โดยใหอ ยูในดลุ ยพนิ ิจของครูผูสอน ตวั อยางเชน ความชื้นอากาศ เปน ตน ) ข้นั สอน สํารวจคนหา (Explore) 1. นักเรียนรับมวนกระดาษเล็กจากครูคนละ 1 ช้ิน ซ่ึงกระดาษทุกใบจะมีเลขติดอยูเลขใดเลขหนึ่ง ไดแกเลข 1, 2, 3 หรือ 4 กระดาษท่ีมีหมายเลข 1 จะมีคําวาผูนํา เขียนอยูดวย โดยครูแจงวา ใน กระดาษท่ีนกั เรียนไดรบั ไปนน้ั จะมีกระดาษแหงผูนาํ อยจู ํานวน 1 ใน 4 ของกระดาษท้ังหมด 2. ครแู จง ใหนกั เรียนสงตอ กระดาษวนกันไปเรื่อย ๆ โดยระหวางที่นักเรียนสงกระดาษ ครูอาจรองเพลง หรือเปด เพลง แลว หยดุ เพลงในชวงใดชวงหนึง่ เมอ่ื เพลงหยุดนักเรียนจะตองหยุดสง กระดาษ 3. นักเรียนคลี่มวนกระดาษออก จากนั้นนักเรียนคนที่ไดกระดาษหมายเลข 1 ซ่ึงเปนผูนําจะเปน หัวหนากลุม หัวหนากลุมเลือกสมาชิก 3 คนท่ีมีหมายเลข 2 3 และ 4 ตามลําดับ จากนั้นครูแจง หนา ทข่ี องนกั เรยี น ดังนี้ สมาชิกท่ไี ดห มายเลข 1 : ทําหนา ทนี่ ําเสนอใบงานหนา ช้นั เรียน สมาชิกท่ีไดหมายเลข 2 : ทําหนาที่จดบันทึกลงในงาน และเขียนคําตอบบนกระดานหนาช้ันเรียน ในชว งทม่ี ีการนําเสนอ สมาชกิ ท่ไี ดหมายเลข 3 : ทําหนา ที่เปน หวั หนากลุมโดยวางแผนลําดบั การทํางานกลุมของสมาชิก สมาชิกที่ไดหมายเลข 4 : ทําหนาที่รับฟงความคิดเห็นของสมาชิกในกลุมแลวชวยอธิบายใหกับ สมาชิกท่ีทําหนาที่จดบันทึกลงในใบงาน และจดั เตรียมอุปกรณแ ละใบงาน สมาชิกทกุ คน : ทําหนา ท่แี สดงความคิดเห็นเกีย่ วกบั ใบงาน 4. สมาชิกหมายเลข 4 ออกมารับใบงานท่ี 5.4 เรื่อง ปจจัยที่มีผลตอการเปล่ียนแปลงความช้ืนอากาศ จากน้ันนกั เรยี นศึกษาวตั ถุประสงค คําชี้แจง และขนั้ ตอนการทํากิจกรรม 5. ครูนําตัวอยางผาท้ัง 4 ช้ินท่ีเตรียมไวมาแสดงหนาชั้นเรียน และอธิบายเก่ียวกับการจัดเตรียมชุด อุปกรณสาธิต วาผาทั้ง 4 ช้ินถูกจัดอยูในสภาวะแวดลอมแบบใดบางท้ัง 4 แบบ จากนั้นใหนักเรียน เปรียบเทียบผาจากชุดสาธิตชุดที่ 1 กับ 2 และ 3 กับ 4 โดยครูตั้งคําถามเกร่ินนําวา นักเรียนคิดวา ผา ชน้ิ ใดทเี่ ปยกชื้นกวา ผาผนื ใดท่แี หงมากกวา เพราะเหตใุ ดจงึ คิดเชนนั้น โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตําแหนง ครูผูชวย กลุม สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรยี นรูรายวิชาวิทยาศาสตรพ นื้ ฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 1 112 6. สมาชิกหมายเลข 3 ของแตละกลุมออกมาจับผาทั้ง 4 ชิ้น แลวบอกความแหงของผาโดย เปรียบเทียบผืนที่ 1 กบั 2 และเปรยี บเทยี บผืนท่ี 3 กบั 4 ใหเพื่อนในกลมุ ฟง 7. นักเรียนแตละกลมุ เขยี นบันทึกผลลงในตารางเปรยี บเทียบความแหงของผาจากชดุ สาธิตท้งั 4 ชน้ิ 8. นักเรียนศกึ ษาเนอื้ หาในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 43 แลว ตอบคําถามทายกจิ กรรม อธบิ ายความรู (Explain) 9. ครใู หนักเรียนนาํ เสนอคาํ ตอบของแตละคาํ ถามทายกิจกรรมตอนที่ 1 โดยทุกกลุม เสนอคําตอบพรอม กันทลี ะคาํ ถาม 10. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายและสรุปผลจากการทํากิจกรรมในใบงานท่ี 5.4 เรื่อง ปจจัยท่ีมีผล ตอ การเปล่ยี นแปลงความชน้ื อากาศ ชวั่ โมงที่ 2 ข้ันสอน สาํ รวจคน หา (Explore) 1. ครเู กร่นิ นาํ วา ความช้ืนอากาศในส่งิ แวดลอมแตละบริเวณมคี วามแตกตางกัน ซ่งึ ลวนแตส งผลตอ การ ดํารงชวี ิตของมนุษย ดังนั้น หากเราทราบปรมิ าณความชื้นอากาศในแตล ะบรเิ วณก็จะเปน ประโยชน ตอ การดํารงชีวิต แตเราจะสามารถหาคาความชนื้ อากาศในอากาศไดอ ยา งไร (แนวตอบ ใชเ ครอื่ งมอื วัดความชน้ื อากาศ) 2. ครูอธิบายเกยี่ วกบั คา ความช้ืนสัมบูรณแ ละคา ความช้ืนสมั พทั ธใ นหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนาท่ี 44 และครูเขียนโจทยตวั อยางเก่ียวกับการคํานวณความช้ืนสัมบรู ณแ ละความช้นื สมั พัทธให นักเรียนฝก ทําหนาชั้นเรยี น 3. ครตู ัง้ คําถามเกรนิ่ นําวา จากการเปลย่ี นแปลงของเสน ผมเนื่องจากความช้ืนอากาศในอากาศ สามารถนาํ การเปล่ยี นแปลงของเสนผมน้ีมาใชใ นการบอกความช้นื อากาศไดห รือไม อยางไร 4. ครูใหนักเรียนศกึ ษาหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 45 เกย่ี วกบั เครื่องมือวัดความชื้น อากาศไฮกรอมิเตอร 5. ครใู หน กั เรยี นแบง กลุม กลมุ ละ 4 คน เพื่อหาความชื้นสมั พทั ธโดยใชไฮกรอมิเตอร จากการทาํ กิจกรรม การหาความชืน้ สมั พันธ ในหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 46 6. ครูมอบหมายใหนกั เรยี นนําไฮกรอมเิ ตอรไ ปวัดความชืน้ อากาศในชวงเชาและชวงบายลวงหนา และ บันทกึ ผลลงแบบฝกวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 แลว ตอบคาํ ถามทายกิจกรรม อธิบายความรู (Explain) 1. ครูใหแตล ะกลมุ นําเสนอขอมลู และกราฟความสัมพนั ธร ะหวางชวงเวลาและความช้ืนสมั พทั ธ 2. ครแู ละนักเรยี นรว มกนั อภิปรายผลกิจกรรม การหาความชนื้ สัมพัทธ 3. ครเู ฉลยคําถามทา ยกิจกรรม ดงั น้ี - ความชน้ื สัมพันธท ่ีหาไดจ ากการทดลองในชวงเชาและชว งบา ยตา งกนั หรือไม (แนวตอบ ตางกนั โดยความชืน้ สมั พัทธในชวงเชา มีคามากกวาความชน้ื สมั พัทธในชวงบาย) - นกั เรยี นคดิ วาสาเหตุทท่ี ําใหความชืน้ สัมพัทธใ นชว งเชา และชว งบา ยมีความแตกตางกนั คืออะไร โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครผู ูชว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรียนรูรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพื้นฐาน ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 113 (แนวตอบ ความชื้นสัมพัทธในชวงเชามีคามากกวาชวงบาย เนื่องจากในชวงเชามีอุณหภูมิอากาศ ต่ํากวาชวงบาย ทําใหอากาศสามารถรอบรับไอน้ําไดนอย ปริมาณไอนํ้าอิ่มตัวจึงนอย ซ่ึงเม่ือ ปรมิ าณไอนํ้าอมิ่ ตวั ในอากาศลดลง จงึ สงผลใหค วามช้ืนสมั พัทธสูงขึ้น) ชว่ั โมงที่ 3 ขัน้ สอน สํารวจคน หา (Explore) 1. ครใู หน ักเรียนศึกษาไฮกรอมิเตอรแ บบเสน ผม ในหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 47 2. ครถู ามคาํ ถามนกั เรียนวา ในวันท่ีมคี วามช้นื อากาศสงู และต่าํ จะมผี ลตอการเปลยี่ นแปลงของเสนผม หรือไม อยา งไร (แนวตอบ พิจารณาตามคาํ ตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพนิ ิจของครผู ูสอน ตัวอยางเชน มผี ล ตอเสน ผม โดยความชืน้ อากาศท่ีเปลยี่ นแปลงทาํ ใหเสน ผมยืดหรือหดตวั ไดแ ตกตา งกัน) 3. ครมู อบหมายใหนักเรียนออกแบบเครอ่ื งมือวัดความช้นื อากาศไฮกรอมเิ ตอรแ บบเสน ผมโดยแสดงถึง การนําวัสดุอปุ กรณในชีวติ ประจาํ วันมาประยกุ ตใช อธบิ ายความรู (Explain) 1. นักเรยี นแตละกลมุ นาํ เสนอเคร่ืองมอื วดั ความช้นื อากาศของตนเอง พรอ มทัง้ อธบิ ายวสั ดอุ ุปกรณท ่ี นํามาใช รวมทง้ั อธบิ ายหลกั การทํางานของเคร่ืองมอื วดั ความชื้นอากาศของกลุมตนเอง 2. ครเู พิ่มเตมิ ความรู หรอื ขอมลู ใหก ับการนําเสนอเครือ่ งมือแตละกลมุ 3. ครูและนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชนท่ีไดรับจากการทํากิจกรรม และการนํา ความรทู ีไ่ ดไ ปใชป ระโยชน 4. ครูถามคําถามเพือ่ ทดสอบความเขาใจของนักเรยี น ดงั นี้ - ความชนื้ อากาศคอื อะไร (แนวตอบ ความช้ืนอากาศ คอื ปรมิ าณไอนา้ํ ท่ีมอี ยูในอากาศในแตล ะวัน) - ใหอธบิ ายหลกั การทํางานของไซครอมเิ ตอร (แนวตอบ นํ้าในกระเปาะจะระเหยโดยดูดความรอนจากกระเปาะของเทอรมอมิเตอรทําให อุณหภูมิท่ีอานไดจากเทอรมอมิเตอรกระเปาะเปยกมีคาต่ําลง ทําใหอุณหภูมิที่อานไดจากเทอร มอมิเตอรกระเปาะเปยกมีคาต่ํากวากระเปาะแหง จากนั้นนําคาผลตางอุณหภูมิน้ีไปอานคา ความชืน้ สัมพัทธในตาราง) - ความช้นื สมั พทั ธคืออะไร (แนวตอบ ความช้นื สมั พัทธ (relative humidity) คือ อตั ราสวนระหวา งมวลของไอน้าํ ท่ีมีอยจู ริง ในอากาศขณะน้ัน กับมวลของไอนํ้าท่ีอากาศซ่ึงมีปริมาตรและอุณหภูมิเดียวกันจะรับไดเต็มท่ี (อากาศอ่มิ ตัว) มีหนวยวัดเปนเปอรเซ็นต) - ปจ จยั ที่มีผลตอการเปลย่ี นแปลงความชื้นอากาศไดแกอ ะไรบาง (แนวตอบ ปจจัยที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงความชื้นอากาศ ไดแก ลักษณะพ้ืนท่ีในแตละบริเวณ และอุณหภูม)ิ โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครูผูช วย กลมุ สาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรยี นรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 1 114 - คาความชื้นอากาศท่ีนิยมใชคือคาความช้ืนอากาศใด และสามารถคํานวณหาคาความชื้นอากาศ ดงั กลาวไดอ ยางไร (แนวคําตอบ คาความชื้นอากาศท่ีนิยมใช คือ คาความช้ืนสัมพัทธ คํานวณไดจากคาความช้ืน อากาศในอากาศที่มีอยู ณ ขณะนั้น หารดวยคาความช้ืนอากาศท่ีมากท่ีสุดท่ีอากาศบริเวณนั้น สามารถรับได และคูณดว ย 100) - ปจจัยใดท่ีสงผลตอคาความช้ืนสัมพัทธ และหากปจจัยดังกลาวมีคาสูงข้ึน จะสงผลตอความชื้น สัมพัทธอยางไร (แนวตอบ ปจจัยท่ีมีผลตอคาความช้ืนสัมพัทธคือ อุณหภูมิ หากอุณหภูมิสูงข้ึนจะทําให ความสามารถในการรองรบั ความชื้นอากาศของอากาศสูงขนึ้ ทําใหค า ความชนื้ สมั พัทธลดตํ่าลง) - เครอ่ื งมือใดนาํ มาหาคาความชื้นอากาศ และมีหลกั การในการวดั ความช้ืนอากาศอยางไร (แนวตอบ สามารถหาคาความชื้นอากาศไดโดยใชไฮกรอมิเตอรแบบกระเปาะเปยก-กระเปาะ แหง มีหลักการในการวัดคือ วัดจากความแตกตางระหวางอุณหภูมิที่ไดจากเทอรมอมิเตอรปกติ และอุณหภูมิจากเทอรมอมิเตอรท่ีมีผาเปยกหุมกระเปาะ หากอากาศมีความช้ืนอากาศนอย นํ้า จากผาเปยกจะระเหยทําใหวัดคาอุณหภูมิของกระเปาะที่มีผาเปยกไดต่ําลง ผลตางระหวาง อุณหภูมิทั้งสองกระเปาะจึงมีคามากข้ึนเมื่ออุณหภูมิต่ํา จากน้ันนําผลตางอุณหภูมิท่ีไดไปอานคา ในตาราง) ขั้นสรปุ ขยายความรู (Expand) 1. นกั เรียนแตล ะกลุมศึกษาผลกระทบของความชื้นอากาศท่ีมีตอ การดํารงชวี ิตเพมิ่ เตมิ จากหนังสอื เรียน วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 หรอื จากแหลงการเรียนรอู ่นื ๆ จากนน้ั ทําแผนผังสรุปเกย่ี วกบั ความช้นื อากาศมผี ลตอ การดํารงชวี ิตของมนษุ ยอยางไรบา ง โดยยกตัวอยา งและอธบิ ายผลของความชน้ื อากาศทีม่ ตี อการเปล่ยี นแปลงตา ง ๆ 2. ครใู หนกั เรยี นทาํ แบบฝกหดั ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจใบงานท่ี 5.4 เร่ือง ความชน้ื อากาศ 2. ครูตรวจแบบฝกหัดในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3. ครปู ระเมนิ การนําเสนอใบงานท่ี 5.4 เรอ่ื ง ความชน้ื อากาศ โดยใชแบบประเมนิ การนําเสนอผลงาน 3. ครูประเมินนักเรียนจากการสืบคนขอมูล และการตอบคําถามในช้ันเรียน โดยใชแบบสังเกต พฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล 4. ครูประเมินการออกแบบเคร่ืองมือวัดความชื้นอากาศแบบเสนผม โดยใชแบบประเมินการนําเสนอ ผลงาน 5. ครูประเมินการปฏิการจากการทํากิจกรรม การหาความชื้นสัมพัทธ โดยใชแบบประเมินการ ปฏบิ ัติการ 6. ครปู ระเมินนักเรยี นจากการทํางานกลุม โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายกลุม โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรยี นรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ้นื ฐาน ชัน้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 115 7. ครูประเมินแผนผงั สรุป เร่ือง ผลของความชืน้ อากาศตอ การดาํ รงชีวิตของมนุษย โดยใชแบบประเมิน ชนิ้ งาน/ภาระงานรวบยอด 7. การวัดและประเมินผล รายการวดั วธิ วี ดั เครือ่ งมอื เกณฑการประเมิน 7.1 การประเมนิ ระหวา ง - ตรวจใบงานท่ี 5.4 เรือ่ ง ความชน้ื อากาศ - เฉลยใบงานท่ี 5.4 เรอื่ ง รอ ยละ 60 การจัดกจิ กรรม - แผนผงั สรุป เรือ่ ง ผลของ ความชื้นอากาศ ผา นเกณฑ 1) ความช้นื อากาศ ความชื้นอากาศตอ การ ระดับคณุ ภาพ 2 ดาํ รงชีวิตของมนุษย - แบบประเมินช้ินงาน/ ผานเกณฑ - ตรวจแบบฝก หดั ภาระงานรวบยอด ระดับคุณภาพ 2 ผา นเกณฑ 2) การปฏิบัติการ - แบบประเมินการปฏิบตั ิการ - แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ระดบั คุณภาพ 2 ม.1 เลม 2 ผา นเกณฑ ระดับคณุ ภาพ 2 - แบบประเมินการปฏบิ ตั กิ าร ผานเกณฑ ระดบั คุณภาพ 2 3) การนาํ เสนอ - ประเมินการนําเสนอใบงาน - แบบประเมินการนําเสนอ ผา นเกณฑ ผลงาน ท่ี 5.4 ผลงาน ระดับคุณภาพ 2 - เครอ่ื งมือวดั ความช้นื - แบบประเมินการนําเสนอ ผานเกณฑ แบบเสน ผม ผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ผา นเกณฑ ทํางานรายบุคคล การทํางานรายบุคคล การทาํ งานรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ 2 5) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ผานเกณฑ ทํางานรายกลมุ การทํางานรายกลมุ การทาํ งานรายกลุม 6) คณุ ลักษณะอัน - สงั เกตความมีวนิ ยั - แบบประเมนิ พงึ ประสงค ใฝเ รยี นรู และมงุ มน่ั คุณลกั ษณะอนั ในการทํางาน พงึ ประสงค 8. สอ่ื /แหลงการเรียนรู 8.1 ส่อื การเรียนรู 1) หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 2) แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3) ใบงานท่ี 5.4 เรือ่ ง ปจจัยที่มผี ลตอ การเปลีย่ นแปลงความช้ืนอากาศ 4) PowerPoint เรื่อง ความชืน้ อากาศ 8.2 แหลงการเรียนรู 1) ส่ิงแวดลอมที่อยูใกลตัวนักเรียน โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครผู ชู วย กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรียนรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพืน้ ฐาน ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี่ 1 116 ใบงานท่ี 5.4 เรอ่ื ง ปจ จยั ท่ีมผี ลตอ การเปล่ยี นแปลงความชน้ื อากาศ คําชแี้ จง ใหนกั เรียนศกึ ษาชุดสาธติ ที่ครูเตรียมมาให แลวบนั ทกึ ผลลงในตารางและตอบคาํ ถามทา ยกิจกรรม วสั ดุอุปกรณ (ชุดสาธิต) วธิ ที าํ 1. ตวั แทนกลุมออกมาจับตัวอยางผาจากชุดสาธติ โดยเปรยี บเทยี บความแหง ของผาเปนคู ดงั นี้ ผาชุดที่ 1 กับ ผาชดุ ที่ 2 และ ผาชุดท่ี 3 กบั ผาชุดที่ 4 2. ตวั แทนกลุมกลบั มาอธบิ ายความแหงของผาใหสมาชิกในกลุมฟง และบันทกึ ผลลงตาราง 3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกันอภปิ รายสาเหตุท่ีทําใหผ า มคี วามแหงแตกตางกนั 4. ตอบคําถามทายกจิ กรรม ตารางบนั ทึกผลเปรียบเทยี บความแหง ของผาชดุ ท่ี 1 กับ ผาชดุ ที่ 2 ชดุ สาธติ ภาพประกอบ คําอธบิ ายชดุ สาธิต ความแหง ของผา (มากกวา/นอ ยกวา) 1 เปน การจาํ ลองการตากผา ในพ้ืนที่ทม่ี แี หลง นาํ้ 2 เปนการจําลองการตากผา ในพื้นท่ที ีไ่ มม ีแหลงนาํ้ ตารางบนั ทึกผลเปรียบเทยี บความแหงของผาชดุ ท่ี 3 กบั ผา ชดุ ที่ 4 ชดุ สาธิต ภาพประกอบ คาํ อธบิ ายชุดสาธติ ความแหงของผา (มากกวา /นอยกวา ) 3 เปนการจาํ ลองการตากผา ในบริเวณทีม่ อี ณุ หภมู ิสูง 4 เปน การจําลองการตากผา ในบริเวณทมี่ อี ณุ หภมู ิต่ํา โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผูชว ย กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรียนรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ ้นื ฐาน ช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี 1 117 คาํ ถามทา ยกิจกรรม 1. กระบวนการเปล่ียนสถานะของน้าํ ทีท่ ําใหผ า แหงคืออะไร ........................................................................................................................................................... 2. สาเหตทุ ่ีทําใหผ า มคี วามแหงแตกตา งกันคืออะไร ........................................................................................................................................................... 3. สาเหตุทที่ ําใหน ้ําในผามีการระเหยแตกตา งกนั คอื อะไร ........................................................................................................................................................... 4. จากชดุ สาธติ ชุดที่ 1 และ ชุดท่ี 2 ตอบคําถาม ดังน้ี 4.1 ชุดใดมคี วามชนื้ อากาศมากกวา กนั ..................................................................................................................................................... 4.2 ปจจยั ใดที่ทาํ ใหความช้นื อากาศท้ังสองชุดนี้แตกตางกนั ..................................................................................................................................................... ......... ............................................................................................................................................ 5. จากชดุ สาธิตชุดที่ 3 และ ชุดที่ 4 ตอบคาํ ถาม ดังนี้ 5.1 ชดุ ใดมีความช้ืนอากาศมากกวา กนั ..................................................................................................................................................... 5.2 ปจจัยใดที่ทําใหความช้นื อากาศทั้งสองชุดนี้แตกตา งกัน ..................................................................................................................................................... โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุม สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรียนรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพืน้ ฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1 118 ใบงานที่ 5.4 เฉลย เร่ือง ปจ จยั ทีม่ ผี ลตอ การเปล่ียนแปลงความชน้ื อากาศ คําช้แี จง ใหนกั เรียนศึกษาชดุ สาธิตท่คี รูเตรียมมาให แลว บันทึกผลลงในตารางและตอบคาํ ถามทา ยกิจกรรม วัสดอุ ปุ กรณ (ชุดสาธติ ) วิธีทํา 1. ตวั แทนกลุมออกมาจับตัวอยางผาจากชุดสาธติ โดยเปรียบเทยี บความแหง ของผาเปนคู ดงั น้ี ผาชดุ ท่ี 1 กับ ผา ชุดท่ี 2 และ ผาชุดที่ 3 กบั ผาชดุ ที่ 4 2. ตวั แทนกลมุ กลบั มาอธบิ ายความแหง ของผาใหส มาชิกในกลุมฟง และบันทกึ ผลลงตาราง 3. นักเรียนแตล ะกลมุ รวมกันอภปิ รายสาเหตุท่ีทาํ ใหผ ามีความแหงแตกตา งกนั 4. ตอบคาํ ถามทา ยกิจกรรม ตารางบนั ทึกผลเปรยี บเทยี บความแหงของผาชุดท่ี 1 กบั ผา ชดุ ท่ี 2 ชุดสาธติ ภาพประกอบ คาํ อธบิ ายชุดสาธิต ความแหง ของผา (มากกวา /นอยกวา) 1 เปนการจําลองการตากผา มากกวา ในพ้นื ท่ีที่มแี หลงนาํ้ 2 เปน การจาํ ลองการตากผา นอ ยกวา ในพนื้ ท่ีทไี่ มม ีแหลงนํ้า ตารางบนั ทึกผลเปรียบเทยี บความแหง ของผาชดุ ท่ี 3 กบั ผาชุดที่ 4 ชุดสาธติ ภาพประกอบ คาํ อธบิ ายชุดสาธติ ความแหงของผา (มากกวา /นอ ยกวา ) 3 เปนการจาํ ลองการตากผา ในบรเิ วณทมี่ ีอณุ หภูมสิ ูง นอ ยกวา 4 เปนการจําลองการตากผา มากกวา ในบรเิ วณทม่ี อี ณุ หภมู ติ ่าํ โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครูผูช ว ย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรียนรูรายวชิ าวิทยาศาสตรพน้ื ฐาน ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 119 คาํ ถามทา ยกิจกรรม 1. กระบวนการเปล่ียนสถานะของน้ําท่ที ําใหผ า แหงคอื อะไร ...........ก...ร..ะ..บ..ว..น...ก..า..ร..ร..ะ...เ.ห..ย.................................................................................................................... 2. สาเหตุทท่ี ําใหผ า มีความแหงแตกตางกนั คอื อะไร ...........ก..า..ร..ร..ะ...เ.ห...ย..ข..อ...ง.น...ํา้ ..ใ.น...ผ..า..ท...แ่ี ..ต...ก..ต...า.ง..ก...ัน......................................................................................... 3. สาเหตุท่ที าํ ใหน าํ้ ในผา มกี ารระเหยแตกตางกันคืออะไร ............ค..ว..า..ม...ช..้นื...อ..า..ก..า..ศ....ณ.....บ..ร..เิ..ว..ณ...น...น้ั .................................................................................................. 4. จากชดุ สาธิตชุดท่ี 1 และ ชุดที่ 2 ตอบคาํ ถาม ดงั น้ี 4.1 ชดุ ใดมีความชืน้ อากาศมากกวา กัน ....ช...ดุ ..ท...ี่ .1....ม..คี...ว..า..ม..ช..นื้...อ..า..ก...า..ศ..ม...า..ก..ก..ว..า....ช..ุด..ท...ี่..2................................................................................. 4.2 ปจ จยั ใดทีท่ ําใหความชน้ื อากาศทงั้ สองชดุ นี้แตกตา งกัน ....ล..กั...ษ..ณ....ะ..พ...นื้ ..ท...่ี .ณ.....บ...ร..เิ .ว..ณ...น...ั้น....โ.ด...ย..พ...้นื ..ท...ท่ี...่มี ..แี..ห...ล..ง..น...า้ํ ..จ..ะ..ม...คี ..ว..า..ม...ช..ื้น...อ..า..ก..า..ศ...ส..ูง..ก..ว..า..พ...้ืน...ท..ี่ท...ีไ่ .ม...ม..แี...ห..ล...ง น...ํ้า...... ....เ.น...ือ่ ..ง..จ..า..ก..พ...นื้...ท..่ี.ท..ม่ี...แี ..ห...ล..ง..น..ํ้า..จ...ะ..ม..กี...า..ร..ร..ะ..เ.ห...ย..ไ.ด...ม..า..ก...ก..ว..า........................................................ 5. จากชดุ สาธติ ชุดท่ี 3 และ ชดุ ที่ 4 ตอบคาํ ถาม ดังน้ี 5.1 ชดุ ใดมคี วามช้ืนอากาศมากกวา กัน .....ช..ุด...ท...ี่ .4...ม...คี..ว..า..ม...ช..้นื...อ..า..ก..า..ศ...ม..า..ก...ก..ว..า...ช...ุด..ท...ี่ .3................................................................................. 5.2 ปจจัยใดทีท่ าํ ใหความช้ืนอากาศทง้ั สองชุดน้ีแตกตา งกนั .....อ...ณุ ...ห...ภ..มู...ิข..อ...ง.พ...้ืน...ท..ี่..ณ....บ...ร..เิ.ว..ณ....น..ัน้....โ..ด..ย..พ...ื้น...ท..ีท่...่มี...ีอ..ณุ...ห...ภ...มู ..ิส..ูง..ก...ว..า..จ..ะ..ม...คี ..ว..า..ม..ช...ื้น..อ...า..ก..า..ศ...ต..ํ่า..ก..ว..า..พ...น้ื...ท.ที่...ม่ี ..ี... .....อ...ณุ ...ห...ภ..มู...ติ ..า่ํ..ก...ว..า................................................................................................................ โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 120 9. ความเหน็ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาหรือผทู ี่ไดรบั มอบหมาย ................................. ................................ ) ขอเสนอแนะ ลงชือ่ ....... ( ตําแหนง 10. บนั ทกึ ผลหลังการสอน  ดา นความรู  ดานสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น  ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค  ดานความสามารถทางวิทยาศาสตร  ดานอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเดน หรอื พฤตกิ รรมทม่ี ีปญ หาของนกั เรียนเปนรายบุคคล (ถา ม)ี )  ปญหา/อุปสรรค  แนวทางการแกไข ลงชื่อ..................................................ผูสอน (นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา) ตําแหนง ครูผชู วย โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรยี นรูรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพนื้ ฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 1 121 แผนการจัดการเรยี นรู หนว ยการเรยี นรูท่ี 5 เร่อื ง บรรยากาศ แผนการจัดการเรยี นรทู ่ี 7 เร่ือง ลม รายวชิ า วทิ ยาศาสตรพ นื้ ฐาน รหสั วชิ า ว21102 ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 ปการศกึ ษา 2562 นาํ้ หนกั เวลาเรียน 1.5 หนว ยกิจ เวลาเรียน 3 ช่ัวโมง/สัปดาห เวลาท่ีใชใ นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู 3 ชว่ั โมง 1. มาตรฐาน/ตวั ชีว้ ดั 1.1 ตัวชว้ี ัด ว 3.2 ม.1/2 อธบิ ายปจจัยทม่ี ผี ลตอการเปลยี่ นแปลงองคป ระกอบของลมฟาอากาศจากขอมูลท่ี รวบรวมได 2. จดุ ประสงคก ารเรียนรู 1) อธบิ ายปจจัยทม่ี ีผลตอการเกดิ ลมในแตล ะบรเิ วณได (K) 2) นําเสนอแผนภาพการเกิดลมได (P) 3) รับผิดชอบตอ หนา ท่ีท่ไี ดรับมอบหมาย (A) 3. สาระการเรียนรู สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรทู องถนิ่ ลมฟาอากาศ เปนสภาวะของอากาศในเวลาหน่ึงของ พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศกึ ษา พื้นที่หน่ึงที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาข้ึนอยูกับ องคประกอบลมฟาอากาศ ไดแก อุณหภูมิของอากาศ ความกดอากาศ ลม ความช้ืน เมฆ และหยาดนํ้าฟา โดย หยาดนํ้าฟาท่ีพบบอยในประเทศไทย ไดแก ฝน องคประกอบลมฟาอากาศเปลีย่ นแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู กับปจจัยตาง ๆ เชน ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตยและ ลกั ษณะพ้ืนผิวโลกสงผลตอ อุณหภูมขิ องอากาศ อุณหภูมิ ของอากาศและปริมาณไอน้ําสงผลตอความช้ืน ความกด อากาศสงผลตอลม ความช้ืนและลมสงผลตอเมฆ โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครูผชู ว ย กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวิทยาศาสตรพืน้ ฐาน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 1 122 4. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด ความช้นื อากาศเปนปริมาณไอนา้ํ ทีม่ อี ยูในอากาศ ซึ่งปจจยั ทม่ี ผี ลตอ ความชืน้ อากาศ ไดแ ก อุณหภมู ิ อากาศและลกั ษณะพน้ื ท่ี ความชื้นอากาศสามารถตรวจวดั ไดโดยใชไ ฮกรอมเิ ตอร และนาํ มาใชในการ พยากรณอากาศ 5. สมรรถนะสาํ คัญของผูเรียนและคณุ ลักษณะอันพึงประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มีวนิ ยั 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเรียนรู 3. มงุ มัน่ ในการทาํ งาน 1) ทกั ษะการสงั เกต 2) ทักษะการสาํ รวจคน หา 3) ทักษะการคดิ วิเคราะห 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กิจกรรมการเรยี นรู  วธิ ีสอนแบบสบื เสาะหาความรู 5Es (5Es Instructional Model) ชัว่ โมงที่ 1 ขั้นนาํ กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ครแู จง ผลการเรียนรใู หน กั เรยี นทราบ 2. ครูกระตุนความสนใจของนักเรียนเก่ียวกับเร่ือง ลม โดยครูถามนักเรียนวา เคยสังเกตเห็นใบไมไหว หรอื ไม และคิดวาเกดิ ขน้ึ ไดอยางไร (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน เคย สังเกตเห็นใบไมไหว ซงึ่ เกดิ จากการเคลือ่ นที่ของอากาศ เปนตน ) 3. ครูเชื่อมโยงคําตอบ พรอมยกขาวเกี่ยวกับการเกิดลมแรงใหนักเรียนฟง แลวใหนักเรียนชวยกัน แสดงความคิดเหน็ วา ลมแรงเกดิ จากสาเหตุใด 4. ครูใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายหาคําตอบเกี่ยวกับการเกิดลม และโยงไปสูความหมายของ ลม ข้ันสอน สาํ รวจคนหา (Explore) 1. ครูเตรยี มชดุ การทดลองสาธติ โดยจัดตัง้ อุปกรณตามรูป โดยมีข้นั ตอน ดังน้ี 1.1 ตัดกนขวดพลาสติกใส 2 ขวด แลวนําปากของขวดหนึ่งตอกับดานขางของอีกขวดหนึ่งโดยใหมี ชองเชอื่ มตอ กัน 1.2 นําชุดขวดพลาสตกิ ทีต่ อ กนั นี้ไปครอบบนเทียนทจี่ ุดไฟ 1.3 นาํ ธปู มาจอในขวดท่วี างแนวนอน โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชว ย กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรียนรูร ายวิชาวิทยาศาสตรพ น้ื ฐาน ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 123 ขวดพลาสติก เทียน ขวดพลาสติก ธูป 2. ครูถามนกั เรียนวา จากชุดการทดลองสาธติ ท่คี รูเตรียม นกั เรยี นคดิ วา เมื่อครูนําธูปที่จดุ ไฟมาจอ ใน ขวดแนวนอน จะเกดิ การเปล่ียนแปลงอยา งไร (แนวตอบ พจิ ารณาตามคาํ ตอบของนกั เรียน โดยใหอยูในดุลยพนิ จิ ของครผู สู อน ตวั อยางเชน ควนั ธปู จะลอยไปยงั ขวดในแนวต้งั แลว ลอยข้ึนออกจากปากขวดแนวตงั้ เปน ตน) 3. ครูใหนักเรยี นแบง กลมุ กลมุ ละประมาณ 5 คน จากน้นั สงตวั แทนกลุมออกมารบั ใบงานท่ี 5.5 เรือ่ ง ลม 4. ครูใหน ักเรียนแตละกลมุ สบื คน ขอ มลู เกยี่ วกับเร่ือง การเกิดลม จากหนงั สอื เรยี น หนา 48 หรือ สบื คน จากแหลง เรียนรูอ ่ืน ๆ แลวบันทึกผลการสืบคน ลงในใบงานที่ 5.5 เรอื่ ง ลม ในตอนที่ 1 5. ครถู ามนักเรยี นตอ วา เราจะทราบความเรว็ และทิศทางลมในชวี ติ ประจาํ วันไดอยา งไร (แนวตอบ พิจารณาตามคาํ ตอบของนกั เรยี น โดยใหอยูใ นดุลยพินิจของครผู สู อน ตัวอยา งเชน ทราบความเร็วลมไดจากอุปกรณท ม่ี ีลกั ษณะเหมอื นธนูช้ีไปยังทศิ ทางท่ีลมพัดมา ทราบความเร็วลม ไดจ ากความเร็วของกงั หัน เปนตน ) 6. ครูใหนักเรียนสบื คนขอ มูลการวัดความเร็วและทิศทางลม จากหนงั สอื เรยี น หนา 49 หรอื สืบคน จากแหลงเรียนรูอ่ืน ๆ ภายในหอ งเรยี น แลว บนั ทกึ ผลการสบื คนลงใบงานที่ 5.5 เร่อื ง ลม ในตอนที่ 2 ชั่วโมงที่ 2 ขน้ั สอน อธิบายความรู (Explain) 1. ครูใหน กั เรยี นแตล ะกลุม สงตวั แทนกลุม เพือ่ ออกมานําเสนอผลการบนั ทึกกจิ กรรมลงในใบงานที่ 5.5 เรอื่ ง ลม 2. ครูเฉลยคาํ ตอบ โดยนาํ ธูปทจ่ี ุดไฟมาจอในขวดแนวนอน เพ่ือใหนักเรยี นมคี วามเขา ใจมากขึ้น 3. ครูและนกั เรยี นรว มกนั อภิปรายและหาขอ สรปุ จากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยใชแ นวคําถามตอไปนี้ ­ เมอื่ จุดนาํ ขวดไปครอบเทยี นทจ่ี ดุ ไฟ มีการเปลยี่ นแปลงอะไรเกิดข้ึน (แนวตอบ มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในอากาศท่ีแตกตางกัน ทําใหความดันอากาศแตกตาง กนั ดวย) โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรยี นรูรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ ้นื ฐาน ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 124 ­ การเคลื่อนทีข่ องอากาศในเกิดข้ึนในทศิ ทางใด และสังเกตจากชดุ สาธิตการทดลองไดอ ยางไร (แนวตอบ อากาศจะเคลื่อนท่ีจากบริเวณที่มีความดันอากาศสูง (อุณหภูมิต่ํา) ไปยังบริเวณท่ีมี ความดัน อากาศต่ํา (อุณหภูมิสูง) สังเกตไดจากการเคล่ือนท่ีของควันธูปจากขวดท่ีไมมีเทียนจุด ไฟไปยงั ขวดทม่ี เี ทียนทีจ่ ุดไฟไว) ­ ผลสรุปของการทดลองนค้ี อื อะไร (แนวตอบ นกั เรียนควรสรปุ ไดว า เม่อื อากาศไดรับอุณหภูมิสูงหรือไดรับความรอนจะขยายตัว ทํา ใหความหนาแนนของอากาศลดลง จะมีความดันอากาศต่ํา เมื่อความดันอากาศในสองบริเวณมี ความแตกตางกัน จะทําใหเกิดการเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความดันอากาศสูงกวา ไปยังบริเวณที่ มคี วามดันอากาศตํ่ากวา การเคลอ่ื นทีข่ องอากาศลักษณะนีเ้ รยี กวา ลม) ­ เครือ่ งมอื ทีใ่ ชในการวัดอัตราเรว็ และทศิ ทางลม ไดแ กอะไรบาง (แนวตอบ ศรลม ใชวัดทิศทางลม แอนิมอมิเตอร ใชวัดอัตราเร็วลม และแอโรแวน สามารถวัดได ท้ังทิศทางและอตั ราเร็วลม) ชว่ั โมงที่ 3 ข้ันสอน สํารวจคนหา (Explore) ภาพการทดลอง 1. ครใู หนกั เรยี นสังเกตภาพการทดลองตอ ไปนี้ 2. ครถู ามคาํ ถามนักเรยี น จากการสังเกตภาพการทดลอง ดังนี้ ­ หากจดุ ไฟทต่ี ะเกยี ง จะเกิดการเปล่ียนแปลงใดขน้ึ (แนวตอบ ใบพัดจะหมนุ เน่อื งจากอากาศเกิดการเคลื่อนที่ลอยตวั สงู ขึ้นในบรเิ วณทมี่ ีอณุ หภูมิสงู ซง่ึ เปน บริเวณตะเกียงแอลกอฮอล อากาศบริเวณรอบขางท่มี อี ุณหภูมิต่าํ กวา จะเคลื่อนที่เขามา แทนทอ่ี ากาศเหนอื ตะเกียงแอลกอฮอลที่ลอยตัวสูงข้ึน) ­ การเกิดลมมอี ทิ ธิพลตอสิง่ มชี วี ิตและส่งิ แวดลอ มอยา งไร โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรียนรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ ื้นฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 1 125 (แนวตอบ พจิ ารณาตามคาํ ตอบของนกั เรียน โดยใหอ ยใู นดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู อน ตัวอยา งเชน สงผลตอความรสู กึ รอ นเย็น หากลมพดั จะทาํ ใหเ หงอ่ื จากรา งกายระเหยไดด ี จึงชวยระบายความ รอ นออกจากรา งกาย เปน ตน ) 2. ครูใหน กั เรยี นแตละกลมุ สืบคนเกี่ยวกับการเกดิ ลมท่ีมผี ลตอ ส่ิงมชี วี ิตและสงิ่ แวดลอ มในหนังสอื เรียน หนา 48 หรือสบื คน จากแหลงการเรยี นรูอนื่ ๆ อธิบายความรู (Explain) 1. ครูใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตวั แทนออกมานําเสนอเกย่ี วกับการเกดิ ลมทม่ี ีผลตอ ส่งิ มชี ีวิตและ สิง่ แวดลอ ม 2. ครูทดสอบความเขาใจของนักเรยี นโดยการใชแ นวคาํ ถาม ดังน้ี ­ ลมเกดิ ขึ้นไดอ ยา งไร (แนวตอบ เกดิ จากความแตกตางของอุณหภมู )ิ ­ ลมมปี ระโยชนและโทษอะไรบา ง (แนวตอบ ประโยชนค อื ทาํ ใหรสู กึ เยน็ ทําใหผ าแหง โทษ คอื ถา ลมแรงเกนิ ไป อาจทําใหบ า นเรือน เสียหายได) ­ ความกดอากาศสูงและความกดอากาศต่ําหมายถึงอะไร (แนวตอบ ความกดอากาศสงู หมายถงึ บริเวณท่ีมีปรมิ าณของอากาศอยูมาก ทาํ ใหอากาศหนัก และลอยตวั อยตู ํ่า สว นความกดอากาศตาํ่ หมายถึง บรเิ วณทีม่ ีปริมาณของอากาศอยนู อย ทําให อากาศเบาและลอยตัวสูง) ­ ลมมที ศิ ทางการพัดในลักษณะใดในบรเิ วณชายหาด (แนวตอบ ในตอนกลางวันพื้นดินจะมีอุณหภูมิสูงกวาพืน้ น้ํา อณุ หภมู ิของอากาศเหนือพ้ืนดนิ จึงสงู กวาอณุ หภูมิของอากาศเหนือพืน้ นา้ํ สวนในตอนกลางคืน พืน้ นาํ้ จะคายความรอนอยา งชา ๆ ทําให อากาศเหนอื พื้นนํ้ามีอณุ หภมู ิสงู กวา อากาศเหนือพ้ืนดิน โดยลมจะพัดจากบริเวณที่มคี วามกด อากาศสงู ไปยงั บรเิ วณท่มี คี วามกดอากาศตา่ํ ) ขั้นสรปุ ขยายความรู (Expand) 1. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปผลจากการทํากิจกรรมวา เมื่ออากาศไดรับอุณหภูมิสูงหรือไดรับความ รอนจะขยายตัว ทําใหความหนาแนนของอากาศลดลง จะมีความดันอากาศต่ํา เมื่อความดันอากาศ ในสองบริเวณมีความแตกตางกัน จะทําใหเกิดการเคล่ือนท่ีจากบริเวณท่ีมีความดันอากาศสูงกวา ไป ยังบริเวณท่มี ีความดันอากาศตา่ํ กวา การเคลื่อนท่ขี องอากาศลักษณะน้ีเรียกวา ลม 2. ครูใหน ักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหดั วิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจแบบฝก หดั ในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 2. ครูตรวจใบงานที่ 5.5 เร่ือง ลม 3. ครปู ระเมนิ การนาํ เสนอใบงานท่ี 5.5 เรือ่ ง ลม โดยใชแ บบประเมินการนําเสนอผลงาน โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครผู ชู วย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรยี นรูร ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ้ืนฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 126 4. ครปู ระเมินนกั เรยี นจากการสืบคน ขอมลู และการตอบคําถามในช้ันเรยี น โดยใชแ บบสังเกต พฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล 5. ครปู ระเมนิ นกั เรยี นจากการปฏบิ ัติกิจกรรมกลมุ โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายกลมุ 7. การวดั และประเมินผล รายการวัด วธิ วี ัด เครอื่ งมอื เกณฑการประเมนิ 7.1 การประเมินระหวา ง - เฉลยใบงานท่ี 5.5 เรือ่ ง รอ ยละ 60 - ตรวจใบงานท่ี 5.5 ผา นเกณฑ การจดั กจิ กรรม เร่อื ง ลม ลม รอ ยละ 60 1) ลม - แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ผานเกณฑ - ตรวจแบบฝก หดั ระดบั คณุ ภาพ 2 2) การนาํ เสนอผลงาน - ประเมนิ การนําเสนอ ม.1 เลม 2 ผา นเกณฑ 3) พฤตกิ รรมการ ใบงานท่ี 5.5 เรื่อง ลม - แบบประเมินการ ระดบั คณุ ภาพ 2 - สังเกตพฤตกิ รรม ผานเกณฑ ทาํ งานรายบคุ คล การทํางานรายบุคคล นาํ เสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 4) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ผานเกณฑ การทํางานรายกลมุ การทาํ งานรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ทาํ งานรายกลมุ - สังเกตความมีวินัย - แบบสงั เกตพฤติกรรม ผานเกณฑ 5) คณุ ลกั ษณะอันพึง ใฝเ รียนรู และมุง มนั่ การทํางานรายกลุม ในการทํางาน - แบบประเมนิ ประสงค คณุ ลักษณะ อนั พึงประสงค 8. ส่อื /แหลง การเรียนรู 8.1 สื่อการเรยี นรู 1) หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 2) แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3) ใบงานที่ 5.5 เร่อื ง ลม 4) PowerPoint เร่อื ง ลม 5) อปุ กรณส าธติ การทดลอง 6) ภาพการทดลอง 8.2 แหลงการเรียนรู 1) หองเรียน 2) ส่ืออินเทอรเน็ต 3) หองสมุด 4) ส่ิงแวดลอมท่ีอยูใกลตัวนักเรียน โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ชู ว ย กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรยี นรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ื้นฐาน ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 127 ใบงานที่ 5.5 เร่ือง ลม ตอนที่ 1 ขัน้ ตอนการทาํ กิจกรรม 1. ใหน กั เรียนสืบคน ขอมูลเกย่ี วกบั การเกดิ ลม จากนน้ั ระบุผลการทดลองจากรปู ทคี่ าดวา นา จะเกิดข้นึ และ สาเหตุทคี่ ดิ วาเปน เชนน้ัน 2. ใหนกั เรียนแตล ะกลมุ สง ตัวแทนออกมานําเสนอผลการทดลองทีค่ าดวานาจะเกิดข้นึ และสาเหตุทีค่ ิดวาเปน เชน น้ัน 3. ใหนกั เรียนสังเกตผลการทดลองท่ีเกดิ ขึ้นจรงิ เมอื่ ครูนาํ ธูปไปจอ ภายในขวดแนวนอน 4. ใหน ักเรยี นบนั ทกึ ผลการทดลองลงในใบงาน และเขยี นสรปุ และอภิปรายผล ขวดพลาสตกิ ใ เทียน ขวดพลาสตกิ ใ ธปู ผลการทดลองท่ีคาดวา นาจะเกิดขึ้น และสาเหตุที่คดิ วา เปนเชน นัน้ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ผลการทดลองทเ่ี กดิ ขึ้นจรงิ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สรปุ ผลและอภิปรายผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ตอนท่ี 2 ขน้ั ตอนการทาํ กจิ กรรม โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครผู ชู วย กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรียนรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 128 1. ใหน กั เรียนสืบคน ขอมลู เกี่ยวกบั เครอื่ งมือวัดทศิ ทาง และอัตราเรว็ ลมในหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หรอื จากแหลงเรียนรอู ่ืน ๆ 2. บันทกึ ผลการสบื คน ลงในตารางบันทึกผล ดงั น้ี ชอื่ เคร่อื งมอื ลักษณะ หนาท/่ี การทาํ งาน ศรลม คลายลกู ดอกธนู สวนหัวเปน ปลาย ใชว ัดทิศทางลม โดยหาก แหลม สว นทายจะเปน ครบี แบน หวั ลูกศรช้ไี ปทศิ ใด แสดงวา แอนีมอมิเตอร ประกอบดว ยถวยที่เปน โลหะ กระแสลมมาจากทศิ นั้น แอโรแวน น้ําหนักเบาจาํ นวน 3 – 4 อนั อยู ใชวัดความเรว็ ลม โดยความเร็วใน ตรงปลายกานทห่ี มนุ ไดอ ยางอิสระ การหมนุ ของถว ยแสดงถงึ ขนาด มีลกั ษณะคลา ยเครอ่ื งบนิ โดยสว น ของความเรว็ ลม ซงึ่ สามารถอา น หวั จะเปนใบพดั และสว นหางจะ คา ความเรว็ ลมไดท ีห่ นา ปด เครอ่ื ง แบน ใชว ัดความเรว็ และทิศทางลม โดย สว นหัวมใี บพัดวัดความเร็วลม สว นหางจะมลี ักษณะแบนชว ยให แอโรแวนชไ้ี ปทางทิศทีล่ มพดั มา โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตาํ แหนง ครูผูชวย กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจัดการเรียนรูรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพนื้ ฐาน ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1 129 ใบงานที่ 5.5 เฉลย เรือ่ ง ลม ตอนท่ี 1 ขั้นตอนการทาํ กจิ กรรม 1. ใหน ักเรยี นสบื คน ขอมลู เกีย่ วกบั การเกิดลม จากนัน้ ระบุผลการทดลองจากรปู ท่ีคาดวา นา จะเกดิ ขน้ึ และ สาเหตุท่คี ิดวา เปนเชนนนั้ 2. ใหน ักเรียนแตล ะกลุม สง ตวั แทนออกมานาํ เสนอผลการทดลองทีค่ าดวานาจะเกิดข้ึน และสาเหตทุ ่ีคดิ วาเปน เชนน้นั 3. ใหน กั เรยี นสงั เกตผลการทดลองท่ีเกิดข้นึ จรงิ เมอ่ื ครูนาํ ธูปไปจอภายในขวดแนวนอน 4. ใหน กั เรยี นบันทึกผลการทดลองลงในใบงาน และเขยี นสรุปและอภปิ รายผล ขวดพลาสติก ใ เทียน ขวดพลาสติก ใ ธปู ผลการทดลองทคี่ าดวา นาจะเกดิ ขน้ึ และสาเหตทุ คี่ ดิ วาเปนเชนนน้ั .........ข..น้ึ...อ..ย..กู...บั ..ค...ํา..ต..อ..บ...ข..อ...ง..น..ัก...เ.ร..ีย..น.......................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ผลการทดลองท่เี กิดขึน้ จรงิ ........ค...ว..นั ..ธ..ูป...จ..ะ...ล..อ..ย...จ..า..ก..ข...ว..ด..แ..น...ว..น...อ..น...ไ.ป...ย..งั..ข..ว..ด...แ..น...ว..ต..้ัง..แ..ล...ว..ล..อ..ย...อ..อ..ก...จ..า..ก..ป...า..ก..ข...ว..ด..แ...น..ว..ต...ัง้ ..................................... .............................................................................................................................................................................. สรุปผลและอภิปรายผลการทดลอง .........จ...า..ก..ผ..ล...ก..า..ร..ท...ลี่ ..อ..ง..ท...่ีว..า...ค...ว..นั ..ธ..ูป...จ..ะ...ล..อ..ย...จ..า..ก..ข...ว..ด..แ..น...ว..น...อ..น...ไ.ป...ย..ัง..ข..ว..ด...แ..น...ว..ต..งั้...เ..น..่อื...ง.จ...า..ก..อ..า..ก...า..ศ..ใ..น..ข..ว...ด..แ..น...ว..ต..้ัง..ม...ี .อ...ุณ...ห...ภ..มู...ิส..ูง..ก..ว..า..อ...า..ก..า..ศ..ใ..น..ข...ว..ด..แ...น..ว..น...อ..น....อ...า.ก...า..ศ..ท...ี่ม..อี...ณุ ...ห...ภ..มู...ิส..ูง..แ..ล...ะ..ม..คี...ว..า..ม..ด...นั ..อ...า..ก..า..ศ..ต...ํา่ ..ใ.น...ข..ว..ด...แ..น...ว..ต..้งั..จ..ะ..ล...อ..ย..ต...วั .. .ส...งู .ข...้นึ ..อ...อ..ก..ไ..ป...จ..า..ก..ป...า..ก..ข..ว...ด..แ..น...ว..ต..งั้....ส..ว..น...อ..า..ก..า..ศ...จ..า..ก..ข...ว..ด..แ..น...ว..น...อ..น...ท..ีม่...อี ..ุณ....ห..ภ...มู ..ติ...่าํ ..ก..ว..า..ห...ร..อื ..ม...ีค..ว..า..ม..ด...ัน..อ...า..ก..า..ศ...ต..าํ่....... .ก...ว..า..จ..ะ..ไ..ห..ล...เ.ข..า..ม...า..แ..ท...น..ท...ี่ .ก..า..ร..เ..ค..ล..อ่ื...น..ท...ข่ี..อ...ง..อ..า..ก..า..ศ...น..เี้..ร..ยี ..ก..ว..า....ล..ม.............................................................................. โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ชู วย กลุม สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ น้ื ฐาน ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 1 130 ตอนท่ี 2 ขน้ั ตอนการทํากจิ กรรม 1. ใหน กั เรียนสืบคน ขอมลู เกยี่ วกับเคร่ืองมอื วัดทิศทางและอตั ราเร็วลมในหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หรอื จากแหลงเรยี นรอู นื่ ๆ 2. บันทึกผลการสบื คนลงในตารางบนั ทึกผล ดงั นี้ ชื่อเครอ่ื งมือ ลกั ษณะ หนาท/ี่ การทาํ งาน ศรลม คลา ยลูกดอกธนู สว นหัวเปนปลาย ใชวัดทิศทางลม โดยหากหัวลูกศร แอนมี อมเิ ตอร แหลม สวนทายจะเปนครีบแบน ช้ีไปทิศใด แสดงวากระแสลมมา ประกอบดว ยถวยท่ีเปน โลหะ จากทศิ นน้ั แอโรแวน นํา้ หนักเบาจํานวน 3–4 อัน อยู ใชวัดความเรว็ ลม โดยความเรว็ ใน ตรงปลายกานทหี่ มนุ ไดอ ยางอสิ ระ การหมนุ ของถว ยแสดงถึงขนาด มีลกั ษณะคลายเครือ่ งบนิ โดยสว น ของความเรว็ ลม ซึ่งสามารถอาน หัวจะเปน ใบพัด และสว นหางจะ คาความเรว็ ลมไดที่หนาปด เครื่อง แบน ใชวัดความเร็วและทศิ ทางลม โดย สว นหัวมใี บพัดวดั ความเร็วลม สวนหางจะมลี กั ษณะแบนชวยให แอโรแวนช้ไี ปทางทิศทีล่ มพดั มา โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 131 9. ความเหน็ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาหรือผทู ี่ไดรบั มอบหมาย ................................. ................................ ) ขอเสนอแนะ ลงชือ่ ....... ( ตําแหนง 10. บนั ทกึ ผลหลังการสอน  ดา นความรู  ดานสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น  ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค  ดานความสามารถทางวิทยาศาสตร  ดานอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเดน หรอื พฤตกิ รรมทม่ี ีปญ หาของนกั เรียนเปนรายบุคคล (ถา ม)ี )  ปญหา/อุปสรรค  แนวทางการแกไข ลงชื่อ..................................................ผูสอน (นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา) ตําแหนง ครูผชู วย โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรยี นรรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 132 แผนการจดั การเรียนรู หนว ยการเรียนรูท่ี 5 เร่ือง บรรยากาศ แผนการจดั การเรียนรูที่ 8 เร่อื ง เมฆและฝน รายวชิ า วทิ ยาศาสตรพ นื้ ฐาน รหสั วชิ า ว21102 ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปก ารศึกษา 2562 นา้ํ หนกั เวลาเรียน 1.5 หนวยกจิ เวลาเรียน 3 ชวั่ โมง/สปั ดาห เวลาท่ีใชใ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐาน/ตวั ชว้ี ดั 1.1 ตวั ช้ีวัด ว 3.2 ม.1/2 อธบิ ายปจ จยั ทมี่ ผี ลตอการเปลย่ี นแปลงองคประกอบของลมฟาอากาศจากขอ มูลที่ รวบรวมได 2. จุดประสงคก ารเรยี นรู 1) อธิบายปจ จัยท่ีมีผลตอการเปลย่ี นแปลงเมฆและฝนได (K) 2) นําเสนอปจจัยที่ผลตอการเปลีย่ นแปลงปริมาณเมฆและฝนและเครื่องมอื วัดปรมิ าณเมฆและฝนได (P) 3) รับผิดชอบตอ หนาทีท่ ไี่ ดรบั มอบหมาย (A) 3. สาระการเรยี นรู สาระการเรยี นรแู กนกลาง สาระการเรียนรูทองถ่นิ ลมฟาอากาศ เปนสภาวะของอากาศในเวลาหนึ่ง พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา ของพ้ืนที่หน่ึงท่ีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาข้ึนอยูกับ องคประกอบลมฟาอากาศ ไดแก อุณหภูมิของอากาศ ความกดอากาศ ลม ความช้ืน เมฆ และหยาดน้ําฟา โดย หยาดน้ําฟาท่ีพบบอยในประเทศไทย ไดแก ฝน องคประกอบลมฟา อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู กับปจจัยตาง ๆ เชน ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตยและ ลกั ษณะพน้ื ผวิ โลกสงผลตออุณหภมู ิของอากาศ อุณหภูมิ ของอากาศและปริมาณไอนํ้าสงผลตอความชื้น ความ กดอากาศสง ผลตอ ลม ความชืน้ และลมสงผลตอ เมฆ โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตําแหนง ครผู ชู วย กลมุ สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจัดการเรียนรูรายวิชาวิทยาศาสตรพ ้นื ฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 1 133 4. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด เมฆและฝน เปนละอองนํ้าในอากาศ โดยเมฆและฝนเกิดจากการรวมตัวของไอนํ้าในอากาศ ปจจัยที่ สงผลตอ ปริมาณเมฆและฝน ไดแก ความช้ืนอากาศ และความกดอากาศ การวัดปริมาณเมฆ สามารถวัดได โดยการสังเกตสัดสวนปริมาณเมฆตอพื้นท่ีทองฟา 10 สวน สวนการวัดปริมาณฝนใชภาชนะทรงกระบอก วัดระดบั นํ้าฝน 5. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียนและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มวี ินยั 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ รยี นรู 3. มงุ มน่ั ในการทาํ งาน 1) ทักษะการระบุ 2) ทักษะการเปรยี บเทยี บ 3) ทกั ษะการประเมิน 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กิจกรรมการเรียนรู  วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู 5Es (5Es Instructional Model) ชว่ั โมงท่ี 1 ข้นั นาํ กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ครแู จง ผลการเรียนรู ใหนักเรยี นทราบ 2. ครกู ระตนุ ความสนใจของนกั เรยี นเกีย่ วกบั เร่อื ง เมฆและฝน โดยใชค าํ ถามเพอ่ื กระตุนนกั เรียน ดังนี้ - ครูใหนักเรียนสังเกตลักษณะและปริมาณของเมฆท่ีลอยอยูบนทองฟา แลวถามนักเรียนวา เมฆมีรูปรางลักษณะ เปน อยางไร (แนวตอบ พจิ ารณาตามคําตอบของนกั เรียน โดยใหอยูในดุลยพินจิ ของครูผูสอน ตัวอยางเชน มีลักษะเปนกอน มลี ักษณะเปนแผน หนาสีเทา เปน ตน ) - ครูถามนกั เรยี นวา เมฆทําใหเกิดฝนตกไดอ ยา งไร (แนวตอบ พจิ ารณาตามคาํ ตอบของนักเรียน โดยใหอยใู นดลุ ยพินิจของครผู สู อน ตัวอยางเชน เมฆมีละอองนํ้าอยู ละอองนาํ้ เหลาน้จี ะรวมตัวใหญขึ้นจนตกลงมาเปน ฝน) - ครถู ามนกั เรยี นวา การเกดิ เมฆและฝนมีความสมั พนั ธก ันหรือไม อยางไร (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน สัมพนั ธกัน หากเกิดเมฆมากกจ็ ะมีโอกาสเกิดฝนมากดวย เปนตน ) 3. ครูใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายหาคําตอบเกี่ยวกับ เมฆและฝน และโยงไปสูการเกิดเมฆ การเกดิ ฝน และการวัดปริมาณน้าํ ฝน โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตาํ แหนง ครผู ชู ว ย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวิทยาศาสตรพ้นื ฐาน ช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 1 134 ขน้ั สอน สํารวจคน หา (Explore) 1. ครูใหน ักเรียนแบง กลุม กลุมละ 5 คน แลวสงตัวแทนกลมุ ออกมารับใบงานที่ 5.6 เรือ่ ง เมฆและฝน 2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสังเกตรูปรางลักษณะของเมฆ โดยใหนักเรียนถายรูปหรือวาดรูปเมฆ ลักษณะตาง ๆ มาอยางนอย 3 รูป รูปละ 1 ลักษณะ แลวนํารูปมาแปะบนใบงานท่ี 5.6 เร่ือง เมฆ และฝน ตอนที่ 1 ในชอ งบนั ทกึ ผลรปู ภาพเมฆ 3. ครูใหนักเรียนแตละกลุมศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง เมฆและฝน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 50-51 หรือสืบคนจากแหลงเรียนรูอ่ืน ๆ แลวบันทึกผลการสืบคนขอมูลเกี่ยวกับรูปภาพเมฆท่ี นกั เรียนแปะบนใบงานที่ 5.6 เรอ่ื ง เมฆและฝน ตอนที่ 1 ลงในชอ งตารางบันทกึ ผลการสบื คน 4. ครูถามนักเรยี นตอวา นักเรยี นคดิ วา เมฆและฝนมีความสมั พนั ธกนั หรอื ไม อยา งไร 5. ครูจดั เตรียมชุดการทดลองสาธิต โดยนําบกี เกอรทมี่ นี าํ้ ตง้ั บนท่ีบังลม ดงั นี้ แผน กระจก บีกเกอรใสน้ํา ตะเกยี งแอลกอฮอล 6. ครูใหนกั เรยี นปฏบิ ัติ ดงั นี้ 1. นกั เรยี นคาดคะเนผลการทดลองกอนการทดลอง 2. นักเรียนสังเกตผลการทดลองเมื่อครูจุดไฟที่ตะเกียง แลวนําไปวางใตบีกเกอรเพ่ือตมนํ้าในบีก เกอรใ หเ ดือด 3. นักเรียนสังเกตน้ําในบีกเกอรเม่ือเริ่มเดือดใหนําแผนกระจกมาอังไวเหนือบีกเกอร จากน้ันดับไฟ แลว และบนั ทกึ ผลการเปลย่ี นแปลง 4. นักเรียนสืบคนเกี่ยวกับการเกิดเมฆและฝนในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 52–53 หรอื สืบคน จากแหลง เรียนรูอ่นื ๆ จากนนั้ สรุปและอภปิ รายผลการทดลอง ชัว่ โมงท่ี 2 อธบิ ายความรู (Explain) 1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนกลุม เพื่อออกมานําเสนอผลการทํากิจกรรมของแตละกลุมหนา ชนั้ เรยี น 2. ครูและนักเรยี นรว มกันอภิปรายและหาขอ สรปุ จากการปฏิบัติกิจกรรมในใบงานที่ 5.6 เรื่อง เมฆและ ฝน ตอนท่ี 1 โดยรวมกันอภิปรายวารูปภาพเมฆของกลุมเพ่ือนท่ีนําเสนอควรเปนเมฆชนิดใด อยูใน ชั้นระดับความสงู ใด และมลี กั ษณะอยางไร 3. ครแู ละนักเรียนรว มกนั อภปิ รายและหาขอ สรุปจากการปฏิบัตกิ ิจกรรมในใบงานที่ 5.6 เร่ือง เมฆและ ฝน ตอนท่ี 2 โดยใชแ นวคําถามตอไปน้ี โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครผู ชู วย กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรียนรูรายวชิ าวิทยาศาสตรพน้ื ฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 1 135 - เมอ่ื จดุ ไฟตะเกยี ง มกี ารเปล่ยี นแปลงอะไรเกิดขน้ึ (แนวตอบ มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในอากาศที่แตกตางกัน ทําใหความดันอากาศแตกตาง กนั ดว ย) - มีการเปลีย่ นแปลงของนํา้ ในบีกเกอรอ ยา งไรบา ง (แนวตอบ น้ําในบีกเกอรระเหยขึ้นไปกระทบกับแผนกระจกขางบน รวมกันเปนหยดนํ้าแลวหยด ตกลงมาที่บีกเกอรอ กี ครั้ง) - ใหแตล ะกลุมรวมกันสรุปวฏั จักรการเกดิ เมฆและฝน - ครูใหนักเรียนสรุปปจจัยท่ีทําใหเกิดวัฏจักรการเกิดเมฆและฝน ซึ่งหากขาดปจจัยบางตัวไป อาจจะสง ผลกระทบตอการเกิดเมฆและฝน - ผลสรปุ ของการทดลองน้ีคืออะไร (แนวตอบ นักเรียนควรสรุปไดวา เมื่อน้ําไดรับอุณหภูมิสูงหรือไดรับความรอน นํ้าจะระเหย กลายเปนไอนํ้าข้ึนไปในอากาศ จนถึงระดับท่ีอากาศมีอุณหภูมิต่ํา เสมือนอากาศอ่ิมตัวดวยไอนํ้า จะเกิดการควบแนนเปนละอองน้ํารวมตัวกันเรียกวา เมฆ และเมื่อละอองน้ํามีขนาดใหญขึ้นจน เมฆไมส ามารถพยุงนาํ้ ไวได จะตกลงมาในรูปของ น้าํ ฝน) - ปจจัยท่มี ผี ลตอการเกิดเมฆและฝน คอื อะไรบา ง (แนวตอบ ปจ จยั ท่ีมีผลตอการเกดิ เมฆและฝน ไดแ ก ความช้ืนอากาศ และความดนั อากาศ) ขนั้ สรุป ขยายความรู (Expand) 1. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปผลจากการทํากิจกรรม เพ่ือใหไดแนวขอสรุป ดังน้ี เมื่อนํ้าไดรับอุณหภูมิ สูงหรือไดรับความรอน นํ้าจะระเหยกลายเปนไอน้ําข้ึนไปในอากาศ จนถึงระดับท่ีอากาศมีอุณหภูมิ ตํา่ เสมอื นอากาศอ่ิมตวั ดว ยไอนา้ํ จะเกิดการควบแนน เปนละอองนา้ํ รวมตัวกันเรียกวา เมฆ และเม่ือ ละอองนาํ้ มีขนาดใหญข ึน้ จนเมฆไมสามารถพยุงนํ้าไวได จะตกลงมาในรูปของ นาํ้ ฝน ชว่ั โมงที่ 3 ขนั้ สอน สํารวจคนหา (Explore) 1. ครูถามนกั เรยี นวา เมฆและฝนมีอทิ ธพิ ลตอ สิ่งมชี วี ติ และส่งิ แวดลอมอยางไร (แนวตอบ พิจารณาตามคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน สงผล ตอ การเลือกถิ่นทอ่ี ยูอ าศยั ของมนษุ ย สง ผลตอ การตัดสินใจปลกู พืชผกั ทางการเกษตร เปนตน ) 2. ครใู หนกั เรียนแตละกลุมสบื คน เก่ยี วกับการเกิดเมฆและฝนท่ีมผี ลตอ สง่ิ มีชวี ิตและสงิ่ แวดลอม อธบิ ายความรู (Explain) 1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมานําเสนอเกี่ยวกับการเกิดลมท่ีมีผลตอสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดลอ ม โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตาํ แหนง ครูผชู วย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรยี นรูร ายวชิ าวิทยาศาสตรพนื้ ฐาน ช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 1 136 2. ครูถามนักเรียนวา หยาดน้ําฟาคืออะไร จากน้ันใหนักเรียนรวมกันอภิปรายและสืบคนขอมูล แลว สรปุ วา หยาดนํ้าฟา คอื นํ้าหรอื นา้ํ แขง็ ทเ่ี กิดจากการควบแนน ของไอนํา้ บนฟาแลวตกลงมาสูพ้ืนดิน 3. ครถู ามนกั เรียนวา เพราะเหตใุ ดประเทศไทยจึงไมมีหิมะตก (แนวตอบ เพราะอณุ หภมู อิ ากาศบริเวณประเทศไทยสูงกวาจุดเยอื กแขง็ ) 4. ครูทดสอบความเขา ใจของนกั เรยี นโดยการใชแ นวคาํ ถาม เชน – ใชเ กณฑอ ะไรในการแบงชนดิ ของเมฆ (แนวตอบ ระดับความสูงของเมฆ รปู รา งเมฆ เปน ตน) – การเกิดเมฆเกี่ยวของกับการเกิดฝนอยา งไร (แนวตอบ เมฆเกิดจากไอนํ้าที่เกิดจากการระเหยและการคายน้ําของพืชรวมตัวกันเปนละอองนํ้า ลอยอยูในอากาศ หากละอองน้ําในเมฆรวมตัวและมีขนาดใหญจนอากาศไมสามารถพยุงไวได ละอองนา จะตกลงมาเปน ฝน 5. ครูถามนักเรียนเก่ียวกับคําถามทาทายความคิดข้ันสูง (H.O.T.S.) วา จงเปรียบเทียบความแตกตาง ระหวา งการเกดิ เมฆและการเกดิ ฝน (แนวตอบ เมฆเกิดจากการระเหยของนํ้าจากแหลงน้ํา ไอน้ําจะรวมกลุมกันเปนละอองนํ้ากลายเปน เมฆ ซึ่งอากาศพยุงไวอยูได สวนฝนเกิดจากละอองน้ําในกอนเมฆรวมกลุมกัน ทําใหมีขนาดใหญขึ้น จนอากาศไมสามารถพยุงไวได จึงตกลงมา ดังนั้น ขนาดของละอองน้ําฝนจึงใหญกวาละอองนํ้าใน กอนเมฆ) ขัน้ สรปุ ขยายความรู (Expand) 1. ครูใหนักเรียนอานสรุปทบทวนประจําหนวยการเรียนรู แลวถามคําถามเพื่อทดสอบความเขาใจของ นักเรียนเกี่ยวกับความหมายของบรรยากาศ องคประกอบบรรยากาศ ชั้นบรรยากาศและของ ประโยชนของบรรยากาศแตละช้ัน องคประกอบของลมฟาอากาศ ปจจัยที่มีผลตอองคประกอบของ ลมฟาอากาศ และเครอ่ื งมอื วัดองคประกอบของลมฟา อากาศ 2. ครูใหน กั เรียนทําแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3. ครูใหนกั เรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียนหนวยที่ 2 บรรยากาศ ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครตู รวจแบบทดสอบหลงั เรียน 2. ครูตรวจแบบฝก หดั ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3. ครูตรวจใบงานท่ี 5.6 เร่ือง เมฆและฝน 4. ครปู ระเมนิ การนําเสนอใบงานที่ 5.6 เรื่อง เมฆและฝน โดยใชแบบประเมินการนําเสนอผลงาน 5. ครูประเมินนักเรียนจากการสืบคนและการตอบคําถามในช้ันเรียน โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการ ทํางานรายบคุ คล 6. ครูประเมินนักเรียนจากการทําใบงาน และการทํางานกลุม โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางาน รายกลมุ โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรียนรูร ายวิชาวทิ ยาศาสตรพนื้ ฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 137 7. การวดั และประเมนิ ผล รายการวดั วิธีวัด เคร่อื งมือ เกณฑก ารประเมนิ 7.1 การประเมินระหวา ง การจดั กจิ กรรม 1) เมฆและฝน - ตรวจใบงานท่ี 5.6 - แบบประเมินช้นิ งาน/ รอ ยละ 60 ผานเกณฑ เรอ่ื ง เมฆและฝน ภาระงาน - ตรวจแบบฝก หัด - แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร รอยละ 60 ผา นเกณฑ ม.1 เลม 2 2) การนาํ เสนอผลงาน - ประเมนิ การนาํ เสนอ - แบบประเมนิ การ ระดบั คณุ ภาพ 2 ใบงานที่ 5.6 เรอื่ ง นําเสนอผลงาน ผานเกณฑ เมฆและฝน 3) พฤติกรรมการทํางาน - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดับคณุ ภาพ 2 รายบุคคล การทํางานรายบุคคล การทํางานรายบุคคล ผานเกณฑ 4) พฤติกรรมการทํางาน - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพ 2 รายกลมุ การทาํ งานรายกลมุ การทาํ งานรายกลุม ผา นเกณฑ 5) คณุ ลักษณะอันพึง - สงั เกตความมวี นิ ยั - แบบประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ 2 ประสงค ใฝเรยี นรู และมุง มน่ั คณุ ลักษณะ ผา นเกณฑ ในการทาํ งาน อนั พึงประสงค 7.2 ประเมินหลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรยี น - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลงั เรยี น ประเมนิ ตามสภาพจรงิ หนวยการเรยี นรูที่ 5 หลังเรยี น เรือ่ ง บรรยากาศ 8. ส่อื /แหลงการเรยี นรู 8.1 สือ่ การเรยี นรู 1) หนังสือเรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 2) แบบฝก หัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 3) ใบงานที่ 5.6 เร่ือง เมฆและฝน 4) PowerPoint เร่ือง เมฆและฝน 8.2 แหลงการเรียนรู 1) หองเรียน 2) ส่ิงแวดลอมท่ีอยูใกลตัวนักเรียน โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตาํ แหนง ครผู ชู ว ย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรยี นรรู ายวชิ าวิทยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชนั้ มัธยมศึกษาปท ่ี 1 138 ใบงานท่ี 5.6 เรอ่ื ง เมฆและฝน ตอนท่ี 1 ชนดิ ของเมฆ ข้นั ตอนการทํากจิ กรรม 1. ใหนกั เรียนถายภาพหรอื วาดรปู เมฆทสี่ ังเกตเห็นไดอ ยา งนอย 3 ลักษณะ แลว สืบคน หาชอ่ื ชนิดเมฆ ประเภท ของเมฆแบง ตามระดับความสงู และรูปรางลกั ษณะของเมฆ จากนน้ั บนั ทกึ ลงในตารางบันทกึ ผล ดงั นี้ ประเภทของเมฆแบง ชื่อเมฆ ภาพประกอบ ตามระดับความสงู รปู รางลักษณะของเมฆ ตอนท่ี 2 การเกดิ เมฆและฝน ขั้นตอนการทาํ กิจกรรม 1. ใหน กั เรยี นสบื คน ขอ มลู เก่ยี วกับการเกดิ เมฆและฝน จากนัน้ ระบุผลการทดลองจากรปู ทีค่ าดวา นา จะเกิดขน้ึ และสาเหตทุ ่คี ดิ วา เปน เชน นั้น 2. ใหน ักเรยี นแตล ะกลุมสง ตวั แทนออกมานําเสนอผลการทดลองทค่ี าดวานาจะเกิดข้ึน และสาเหตุทีค่ ิดวา เปน เชน นนั้ 3. ใหนักเรียนสงั เกตผลการทดลองท่ีเกดิ ขนึ้ จริงเม่ือครูจุดตะเกยี งแอลกอฮอล โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชวย กลุม สาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรียนรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 1 139 4. ใหน กั เรียนบนั ทกึ ผลการทดลองลงในใบงาน และเขยี นสรปุ และอภิปรายผลเปรียบเทยี บกบั การเกิดเมฆและ ฝน แผน กระจก บีกเกอรใสน้าํ ตะเกยี ง ผลการทดลองท่ีคาดวา นาจะเกิดขน้ึ และสาเหตุทคี่ ิดวา เปนเชนน้ัน .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ผลการทดลองที่เกิดขนึ้ จริง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สรปุ ผลและอภิปรายผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ คาํ ถามทา ยกิจกรรม ปจจัยทม่ี ีผลตอ การเกิดเมฆและฝน ไดแ กอ ะไรบาง และมผี ลตอ การเกดิ เมฆและฝนอยางไร .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ .. .......................................................................................................................................................................... โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตาํ แหนง ครผู ูชว ย กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวิทยาศาสตรพ ้นื ฐาน ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 1 140 ใบงานที่ 5.6 เฉลย เรื่อง เมฆและฝน ตอนท่ี 1 ชนิดของเมฆ ขนั้ ตอนการทาํ กิจกรรม 1. ใหนกั เรยี นถายภาพหรือวาดรูปเมฆทีส่ ังเกตเหน็ ไดอ ยางนอ ย 3 ลกั ษณะ แลวสืบคนหาชื่อชนดิ เมฆ ประเภท ของเมฆแบง ตามระดับความสงู และรปู รางลักษณะของเมฆ จากนน้ั บนั ทกึ ลงในตารางบันทกึ ผล ดงั น้ี ประเภทของเมฆแบง ชือ่ เมฆ ภาพประกอบ ตามระดบั ความสูง รปู รา งลกั ษณะของเมฆ ขน้ึ อยกู่ บั คาํ ตอบของนกั เรยี น ตอนที่ 2 การเกิดเมฆและฝน ข้ันตอนการทํากจิ กรรม 1. ใหน ักเรยี นสบื คน ขอ มลู เกย่ี วกบั การเกดิ เมฆและฝน จากน้นั ระบผุ ลการทดลองจากรูปที่คาดวานา จะเกิดขึน้ และสาเหตุทค่ี ดิ วา เปนเชน นั้น 2. ใหนักเรียนแตละกลุม สงตัวแทนออกมานาํ เสนอผลการทดลองทีค่ าดวา นา จะเกิดขึ้น และสาเหตทุ ่คี ดิ วาเปน เชนนั้น 3. ใหน กั เรียนสงั เกตผลการทดลองท่ีเกิดขึ้นจริงเม่ือครจู ุดตะเกียงแอลกอฮอล โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูชว ย กลมุ สาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจัดการเรียนรูรายวิชาวิทยาศาสตรพ น้ื ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 141 4. ใหน กั เรยี นบนั ทึกผลการทดลองลงในใบงาน และเขยี นสรปุ และอภปิ รายผลเปรียบเทยี บกบั การเกดิ เมฆและ ฝน แผน กระจก บีกเกอรใสน าํ้ ตะเกยี ง ผลการทดลองที่คาดวานาจะเกิดขึ้น และสาเหตทุ คี่ ิดวาเปนเชนนนั้ ..................ข..น้ึ...อ..ย..ูก...ับ..ค...าํ ..ต..อ...บ..ข...อ..ง..น..ัก...เ.ร..ีย..น................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ผลการทดลองท่เี กดิ ขึน้ จรงิ .................เ.ม...อื่..จ...ุด..ต..ะ...เ.ก..ยี...ง.แ...อ..ล..ก...อ..ฮ...อ..ล....น..าํ้..จ..ะ...ม..ีอ...ณุ ...ห...ภ..มู...สิ ..งู..ข..นึ้...จ..น...เ.ด..อื...ด..แ..ล...ะ..ร..ะ..เ.ห...ย..ก...ล..า..ย..เ..ป..น...ไ.อ...น..ํา้....ไ.อ..น...ํา้..จ..ะ..ล...อ..ย...... ...ไ..ป..ย...ดึ ..เ.ก...า..ะ..แ..ล...ะ..ร..ว..ม..ก...ล..มุ...ก..ัน...บ..ร..เิ.ว...ณ...แ..ผ...น ..ก...ร..ะ..จ..ก....ห..า..ก...ไ.อ...น..้าํ..ร..ว..ม...ก..ล..มุ...ก..ัน...จ..น...ม..ขี...น..า..ด..ห...ย..ด...น..าํ้..ใ..ห...ญ...ม ..า..ก...จ..ะ..ต..ก...ล..ง......... ...ม...า........................................................................................................................................................................ สรปุ ผลและอภปิ รายผลการทดลอง ...............จ...า..ก..ผ...ล..ก...า..ร..ท...ด...ล..อ...ง...ก...า..ร..ะ..เ.ห...ย...ข..อ...ง..น..้ํา...ใ.น...บ...ีก..เ..ก..อ...ร..เ.ป...ร..ีย...บ..เ..ส..ม...ือ..น...ก...า..ร..ะ..เ..ห...ย..ข..อ...ง..น...้ํา..จ..า..ก...แ..ห...ล...ง.น...ํ้า..บ...น..... พ...้ืน...ผ..ิว..โ..ล..ก....ร..ว..ม...ถ..ึง..ก..า..ร..ค...า..ย..น...้ํา..ข..อ...ง..พ..ื.ช...จ...า..ก..น...้ัน..ไ..อ..น...ํ้า..จ..ะ...ร..ว..ม..ก...ล..ุม...ก..ัน...บ...ร..ิเ.ว..ณ....แ..ผ..น...ก...ร..ะ..จ..ก....ซ..ึ่.ง.เ..ป..ร..ีย...บ...เ.ส..ม...ือ..น...ก..า..ร.... .ก. อตัวของเมฆ และเม่ือไอนํ้ารวมกลุมกันจนมีขนาดใหญมากจนตกลงมาเปนหยดน้ํา จะเปรียบเสมือนการ .เ..ก..ิด..ฝ...น.................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................ .. คาํ ถามทา ยกจิ กรรม ปจจยั ทม่ี ีผลตอการเกิดเมฆและฝน ไดแ กอ ะไรบาง และมผี ลตอ การเกิดเมฆและฝนอยา งไร .................ป...จ..จ..ัย...ท...ี่ม..ีผ...ล..ต...อ..ก...า..ร..เ.ก...ิด..เ..ม..ฆ...แ..ล...ะ..ฝ...น....ไ.ด...แ..ก... .ค...ว..า..ม...ช..ื้น....แ...ล..ะ...ค..ว..า..ม...ด..ัน...อ...า..ก..า..ศ....ถ...า..อ..า..ก...า..ศ..ม...ีค...ว..า..ม..ช...้ืน...... ..อ..า..ก...า..ศ..ส..ู.ง...ค..ว..า..ม...ด..ัน...อ...า..ก..า..ศ...ต..่ํา...จ...ะ..ท...ํา..ใ.ห...เ.ก...ิด..เ..ม..ฆ...แ..ล...ะ..ฝ..น...ป...ร..ิม..า..ณ....ม..า..ก....ถ..า..อ...า..ก..า..ศ...ม..ีค...ว..า..ม...ช..ื้น...อ..า..ก...า..ศ..ต...ํ่า...ค...ว..า..ม..... ..ด..ัน...อ..า..ก..า..ศ...ส..ูง...จ...ะ..ท..ํา..ใ..ห...เ .ก..ิด...เ.ม..ฆ...แ..ล...ะ..ฝ..น...ป..ร..ิม...า..ณ...น...อ ..ย.............................................................................................. โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตําแหนง ครผู ูช ว ย กลุมสาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 142 9. ความเหน็ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาหรือผทู ี่ไดรบั มอบหมาย ................................. ................................ ) ขอเสนอแนะ ลงชือ่ ....... ( ตําแหนง 10. บนั ทกึ ผลหลังการสอน  ดา นความรู  ดานสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น  ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค  ดานความสามารถทางวิทยาศาสตร  ดานอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเดน หรอื พฤตกิ รรมทม่ี ีปญ หาของนกั เรียนเปนรายบุคคล (ถา ม)ี )  ปญหา/อุปสรรค  แนวทางการแกไข ลงชื่อ..................................................ผูสอน (นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา) ตําแหนง ครูผชู วย โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรยี นรูร ายวิชาวิทยาศาสตรพื้นฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 143 แบบทดสอบกอ นเรยี น หนวยการเรยี นรูท ่ี 6 คําชี้แจง : ใหน กั เรียนเลือกคําตอบท่ีถูกตองท่ีสุดเพียงขอเดียว 1. บรเิ วณทีจ่ ะเกดิ พายฝุ นฟาคะนองมสี ภาพลม 6. ขอใดปฏิบัตไิ ดถกู ตอ งเม่ือเกดิ พายฝุ นฟา คะนอง ฟา อากาศเปนอยางไร ก. นาย ก ยืนอยกู ลางแจง ก. แรงดนั อากาศสูง ข. นาย ข นอนอยรู ิมหนา ตา ง ข. ความดนั อากาศตาํ่ ค. นาย ค อยภู ายในชนั้ ลางของบาน ค. ปรมิ าตรอากาศมีมาก ง. นาย ง ขับรถยนตสวนตัวออกจากบา น ง. ความหนาแนน อากาศสงู 7. สาเหตทุ อ่ี ุณหภูมโิ ลกรอ นขนึ้ กวา ทุกปแ ละฤดกู าลมี 2. พายใุ ตฝนุ เปนพายทุ ่ีเกดิ บรเิ วณใด การเปล่ียนแปลง เกดิ จากสาเหตใุ ดบาง ก. ประเทศไทย ก. โลกหมนุ เรว็ ข้ึน ข. มหาสมทุ รอนิ เดีย ข. ตนไมมปี ริมาณลดลง ค. มหาสมทุ รแปซิฟก ค. โรงงานอุตสาหกรรมปลอยแกส พิษมากขนึ้ ง. มหาสมุทรแอตแลนติก ง. โลกมวี งโคจรเคลอื่ นที่เขา หาดวงอาทติ ยมากขนึ้ 3. เกณฑท ใี่ ชเรยี กชื่อพายุหมนุ เขตรอ น คือขอ ใด 8. ฝนกรดทําใหเ กิดผลกระทบอะไร ก. สถานที่เกดิ ก. เกิดนา้ํ ทวม ข. ทศิ ทล่ี มพัด ข. เกิดสภาพอากาศแปรปรวน ค. ความเร็วลม ค. ตน ไมแคระแกร็นไมเ จรญิ เตบิ โต ง. ขอ ก และ ค ถูก ง. อณุ หภูมขิ องอากาศบนโลกเพ่ิมสูงมากข้นึ 4. ขอ ใดเปน ปจ จัยท่ีทาํ ใหพายหุ มนุ เขตรอน 9. แกส คลอโรฟลอู อโรคารบอนสามารถทาํ ลาย แตกตา งกบั พายฝุ นฟา คะนอง แกสโอโซนดวยวธิ ีใด ก. การระเหยของนาํ้ ก. ปลอ ยแกสคลอรีนมารวมตวั กบั โอโซน ข. อณุ หภมู ิอากาศสูง ข. ปลอ ยแกสฟลูออรีนมารวมตัวกบั โอโซน ค. ความดันอากาศตาํ่ ค. ปลอยอะตอมคารบอนมารวมตวั กับโอโซน ง. การหมนุ ตัวของโลก ง. ปลอยอะตอมของคลอรีนมารวมตวั กับโอโซน 5. ฟา แลบและฟารอ งเกดิ ขน้ึ ไดอ ยา งไร 10. ส่งิ ท่ไี มใชผ ลกระทบจากการทาํ ลายชัน้ โอโซน ก. มคี วามแตกตางของอุณหภูมิในกอ นเมฆ ก. ผลผลติ ทางการเกษตรลดลง ข. มกี ารถา ยเทความรอ นในระหวา งกอนเมฆ ข. บรรยากาศที่ผวิ โลกรอนมากขึ้น ค. มีความแตกตางกนั ของความกดอากาศเมฆ ค. คนเปน โรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มมากขึน้ ง. มีการสะสมและแลกเปลีย่ นประจไุ ฟฟา ในเมฆ ง. สงิ่ กอ สรางที่มเี หล็กเปนสว นประกอบสึกกรอนผพุ งั เฉลย 1. ค 2. ค 3. ง 4. ง 5. ง 6. ค 7. ค 8. ค 9. ง 10. ง โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุม สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรยี นรูร ายวชิ าวิทยาศาสตรพ้ืนฐาน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 144 แบบทดสอบหลงั เรียน หนวยการเรยี นรูที่ 6 คาํ ชี้แจง : ใหน กั เรยี นเลือกคาํ ตอบท่ีถูกตองท่ีสุดเพียงขอเดียว 1. อกั ษร H และ L ในแผนทอี่ ากาศเปนสัญลักษณของ 6. เพราะเหตุใดเมอื่ มพี ายฝุ นฟา คะนอง อะไร จึงเกดิ ฟา แลบและฟารอง ก. ความกดอากาศ ก. เพราะมคี วามแตกตา งของอุณหภูมิในกอนเมฆ ข. อณุ หภูมิของอากาศ ข. เพราะมกี ารถายเทความรอ นในระหวา งกอนเมฆ ค. ความหนาแนนของอากาศ ค. เพราะมคี วามแตกตางกนั ของความกดอากาศในกอ นเมฆ ง. ทศิ ทางการเคลอื่ นทีข่ องลม ง. เพราะมกี ารสะสมและแลกเปลีย่ นประจุไฟฟาในกอ นเมฆ 2. ในแผนท่ีอากาศ มเี สน ท่ีลากผานจุดมีความกดอากาศ 7. บริเวณที่มกี ารจราจรคบั คงั่ และแออัดจนเกดิ ปญหา เทา กนั คอื เสนอะไร มลพิษทางอากาศ เนื่องจากมีแกส ใดมาก ก. เสนละติจดู ก. แกสมีเทน ข. เสนมิลลบิ าร ข. แกส อะเซทลิ ีน ค. เสน ไอโซบาร ค. แกสไนโตรคารบอน ง. เสน ไอโซเทิรม ง. แกส คารบอนมอนอกไซด 3. ชาวประมงดขู าวจากโทรทศั นวา พายจุ ะพดั จากทศิ 8. สาเหตุทีอ่ ณุ หภมู ิโลกรอ นขน้ึ กวาทุกปและฤดูกาล ตะวนั ออกสูทิศตะวันตก จึงนาํ เรือมาจอดทีช่ ายฝงของ มีการเปลยี่ นแปลง เกิดจากสาเหตใุ ดบาง เกาะดานทิศตะวันตก แตก ถ็ กู พายพุ ดั เรอื จม เหตุการณ ก. โลกหมนุ เรว็ ขึ้น น้เี กดิ จากความเขาใจผดิ ในเรอ่ื งใด ข. ตน ไมมีปริมาณลดลง ก. ความเร็วของลมทแ่ี ทจ ริง ค. มีแกส พิษจํานวนมากข้ึน ข. ขนาดของเกาะทเี่ รอื เขา ไปจอด ง. โลกเคล่อื นทีเ่ ขา หาดวงอาทติ ยมากข้ึน ค. ทศิ ทล่ี มพดั กับทศิ ทางการเคลอื่ นท่ขี องพายุ 9. มรี ณรงคต อตานหามใชส เปรยฉดี ผม เนอ่ื งจากสาเหตใุ ด ง. การเปลยี่ นทิศการเคลือ่ นท่ีอยางกะทนั หนั ของพายุ ก. ในสเปรยมีสารซีเอฟซีซงึ่ ทําลายโอโซนในชน้ั บรรยากาศ 4. กิจกรรมของมนษุ ยทีท่ าํ ใหเกิดการเปลยี่ นแปลงของ ข. ในสเปรยม ีสารเคมซี ่งึ ทาํ ใหแกสออกซิเจนในอากาศลดลง สภาพอากาศ ซึ่งมีผลทาํ ใหมลพษิ ทางอากาศมากท่สี ุด ค. ในสเปรยม ีแกสคารบ อนไอออกไซดซ ่ึงทําใหโ ลกมีอุณหภมู ิ เกี่ยวของกบั อะไร สูงข้ึน ก. ทาํ ลายปา ทาํ อาหาร ง. ในสเปรยม ีแกสคลอรีนจะทาํ ปฏกิ ิริยากบั รงั สีอัลตราไวโอเลต ข. ทาํ อาหาร การคมนาคม ทําใหเกดิ โรคมะเรง็ ผวิ หนงั ค. เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม 10. อาชีพท่ไี ดร ับผลกระทบจากสภาพดนิ ฟาอากาศมากทสี่ ุด ง. อตุ สาหกรรม การคมนาคม คืออาชีพใด 5. สารซเี อฟซีสงผลตอบรรยากาศระดับพืน้ ดินอยางไร ก. เกษตรกร นักธรุ กิจ นักบิน ก. แกส ออกซิเจนลดลง ข. คา ขาย ชาวประมง ขา ราชการ ข. รังสีอัลตราไวโอเลตนอ ยลง ค. คาขาย ชาวนาเกลอื ตํารวจจราจร ค. รังสอี ลั ตราไวโอเลตมากข้นึ ง. ชาวประมง เกษตรกร นกั ขุดเจาะนาํ้ มันกลางทะเล ง. แกสคารบ อนมอนอกไซดเพ่ิมขน้ึ เฉลย 1. ง 2. ค 3. ค 4. ง 5. ค 6. ง 7. ง 8. ค 9. ก 10. ง โดย นางสาวกานดา วุฒิเศลา ตําแหนง ครผู ชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรยี นรูร ายวชิ าวิทยาศาสตรพน้ื ฐาน ชัน้ มธั ยมศึกษาปท่ี 1 145 แผนการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรทู ี่ 6 เรือ่ ง บรรยากาศ 2 แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ 1 เรอื่ ง พายฝนฟา คะนอง รายวชิ า วทิ ยาศาสตรพ ื้นฐาน รหสั วชิ า ว21102 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 ปก ารศกึ ษา 2562 น้าํ หนกั เวลาเรียน 1.5 หนวยกจิ เวลาเรยี น 3 ชัว่ โมง/สปั ดาห เวลาทใ่ี ชใ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐาน/ตวั ชวี้ ดั 1.1 ตวั ชีว้ ดั ว 3.2 ม.1/3 เปรยี บเทียบกระบวนการเกดิ พายุฝนฟาคะนองและพายุหมนุ เขตรอ น และผลทม่ี ตี อ สงิ่ มชี ีวิตและสงิ่ แวดลอ ม รวมทัง้ นาํ เสนอแนวทางการปฏบิ ัติตนใหเ หมาะสมและ ปลอดภยั 2. จุดประสงคก ารเรียนรู 1. สงั เกตและอธิบายการเกิดพายฝุ นฟาคะนองได (K) 2. อธบิ ายเก่ียวกับผลของพายุฝนฟาคะนองได (K) 3. บอกวธิ ีปฏบิ ัติตนใหปลอดภยั ได (K) 4. รับผดิ ชอบตอ หนาท่ีทไ่ี ดรับมอบหมาย (A) 3. สาระการเรยี นรู สาระการเรยี นรแู กนกลาง สาระการเรยี นรูทอ งถิ่น พายุฝนฟาคะนอง เกิดจากการที่อากาศที่มีอุณหภูมิ พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา และความช้ืนสูงเคลื่อนที่ขึ้นสูระดับความสูงที่มี อุณหภูมิต่ําลง จนกระทั่งไอน้ําในอากาศเกิด การควบแนนเปนละอองน้ํา และเกิดตอเน่ืองเปนเมฆ ขนาดใหญ พายุฝนฟาคะนองทําใหเกิดฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง ฟาแลบฟาผา ซึ่งอาจกอใหเกิด อันตรายตอชีวิตและทรัพยสิน 4. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด พายฝุ นฟา คะนอง เปน ลมฟา อากาศรปู แบบหน่ึงซ่ึงเกดิ ขึน้ เมอ่ื มเี มฆควิ มโู ลนมิ บัส สว นใหญเกดิ ใน เฉพาะถ่นิ ในระยะเวลาสน้ั โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครผู ูช วย กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ้ืนฐาน ชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 1 146 5. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียนและคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 1. มวี ินยั 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ รียนรู 3. มงุ มัน่ ในการทาํ งาน 1) ทักษะการวเิ คราะห 2) ทักษะการสรุปลงความเหน็ 3. ความสามารถในการใชทกั ษะชวี ติ 6. กิจกรรมการเรียนรู  วธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู 5Es (5Es Instructional Model) ช่วั โมงที่ 1 ขั้นนาํ กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ครูใหนักเรียนสังเกตภาพหนาหนวย หนวยที่ 6 บรรยากาศ 2 หนา 56 ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 แลว ถามคาํ ถาม Big question วา “กิจกรรมของมนุษยสงผลตอลมฟา อากาศอยางไร (แนวตอบ ขนึ้ อยกู บั ดุลยพนิ ิจของผสู อน เชน สง ผลใหล มฟา อากาศเกดิ การเปล่ยี นแปลง ทาํ ใหเกดิ ภยั พบิ ัติทางธรรมชาติ เปน ตน) 2. ครูถามนักเรียนเกี่ยวกับคําถาม Prior knowledge วา องคประกอบของลมฟาอากาศสงผลตอสภาพ อากาศอยางไร (แนวตอบ ขนึ้ อยกู บั ดลุ ยพินจิ ของผสู อน เชน องคประกอบของลมฟาอากาศทเี่ ปลี่ยนแปลงทาํ ใหเกิด ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ดังเชน เมือ่ อุณหภูมอิ ากาศสงู มาก จะเกิดการระเหยของน้าํ ไดม าก สงผลใหเกดิ เมฆขนาดใหญแ ละเกดิ ฝนตกหนัก เปน ตน) 3. ครแู ละนกั เรียนรวมกันทบทวนความรูเกย่ี วกบั การเกดิ เมฆทีท่ ําใหเ กดิ ฝนตก โดยถามนักเรียนวา เมฆท่ี ทําใหเกิดฝนตกหนกั คอื เมฆอะไร และมีลกั ษณะอยา งไร (แนวตอบ เมฆควิ มูโลนิมบสั มีลกั ษณะเปนกอนขนาดใหญ เปน เมฆระดบั ตา่ํ ) 4. ครูถามนักเรียนวา เมฆทีท่ ําใหเ กดิ ฝนตกหนักดังกลา วสามารถเกดิ ขึน้ ไดอยา งไร (แนวตอบ ขน้ึ อยูกับดุลยพินิจของผูสอน เชน เกดิ จากอากาศทีร่ อนจดั ทาํ ใหเ กดิ การระเหยของน้ํา ปรมิ าณมาก จงึ เกิดเปนเมฆขนาดใหญ) 5. ครูถามนกั เรยี นวา นอกจากเมฆดงั กลา วทําใหเกดิ ฝนตกหนกั แลว ยังทาํ ใหเ กดิ ปรากฏการณใดอีก บาง (แนวตอบ ขึ้นอยูกับดุลยพนิ จิ ของผสู อน เชน ทําใหเกิดฟาแลบ ฟาผา ฟา รอ ง เปน ตน ) 7. ครูและนักเรยี นรว มกนั อภปิ รายจากแนวคาํ ตอบของนักเรยี น เพอ่ื เช่อื มโยงไปสูการเรียนรูเรื่องพายุ ฝนฟา คะนอง โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตาํ แหนง ครูผชู วย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 31

แผนการจดั การเรยี นรูร ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ้ืนฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 1 147 ขั้นสอน สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นกั เรยี นศกึ ษาสอ่ื วีดิทศั น เรอื่ ง พายฝุ นฟาคะนอง จาก QR code หนา 57 2. นักเรียนแบงเปนกลุม กลุมละเทา ๆ กัน ใหแตละกลุมวางแผนและแบงหนาท่ีคนควาความรู เรื่อง พายุฝนฟาคะนอง จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 หนา 57 หรือจากแหลงการเรียนรูทาง อนิ เทอรเ นต็ และเอกสารอืน่ ๆ ทเ่ี กีย่ วของ 3. นักเรียนแตล ะกลุมระดมความคดิ แลวสรปุ ขอ มลู เปน ผงั มโนทัศน เร่อื ง พายุฟาคะนอง ชว่ั โมงที่ 2 ข้นั สอน อธบิ ายความรู (Explain) 1. นักเรยี นแตล ะกลมุ ผลดั กนั เลา เรือ่ งทตี่ นไดศ ึกษามาใหสมาชกิ ในกลุมฟง 2. นักเรียนแตล ะกลุมสง ตัวแทนออกมานาํ เสนอผังมโนทศั น เร่ือง พายุฟาคะนอง ของแตล ะกลุม 3. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันอภปิ รายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใชแนวคําถาม ดงั น้ี - พายุฝนฟาคะนองมขี ั้นตอนการเกิดอยา งไร (แนวตอบ เกิดจากอากาศที่รอ นจัด ทาํ ใหเ กดิ การระเหยของนาํ้ ปรมิ าณมาก จงึ เกิดเปนเมฆขนาด ใหญ ละอองนํ้าในเมฆเกิดการรวมตัวเปนหยดนาํ้ ฝนปรมิ าณมากตกลงสพู น้ื ดิน) - นกั เรียนจะสามารถสงั เกตสภาวะอากาศทอ่ี าจจะเกดิ พายุฝนฟา คะนองไดจ ากอะไร (แนวตอบ อุณหภูมิอากาศสูง เกิดเมฆควิ มลู สั และคิวมูโลนมิ บัสขนาดใหญ) - นกั เรียนจะปอ งกนั อนั ตรายจากพายฝุ นฟา คะนองไดด ว ยวิธีใด (แนวตอบ หลบอยูภายในอาคาร โดยอยหู า งจากหนาตาง หรอื ของทอี่ าจตกหลนลงมา หลกี เล่ยี ง การอยใู นบรเิ วณกลางแจง เปน ตน ) - ฟาผา ฟา แลบ ฟา รอ ง เกดิ จากสาเหตใุ ด (แนวตอบ ฟา แลบเกดิ จากการเหนี่ยวนําระหวา งประจุในกอนเมฆ ฟาผา เกิดจากการเหนีย่ วนํา ระหวา งประจใุ นกอนเมฆและพืน้ ดิน สวนฟารองเกิดจากอากาศขยายตัวอยา งรวดเร็วจากการเกิด ฟาผาและฟาแลบ) ขนั้ สรุป ขยายความเขา ใจ (Expand) 1. ครแู ละนกั เรียนรว มกันสรุปผลจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม 2. นกั เรียนสบื คนขอมูลเก่ียวกบั การเกดิ พายฝุ นฟา คะนองท่รี ุนแรงทาํ ใหผคู นเสียชวี ิตเปน จํานวนมากทั้ง ในประเทศไทยและตา งประเทศ นาํ ภาพหรือขอมลู ทีไ่ ดม าจดั เปนปา ยนเิ ทศ เรอ่ื ง ผลกระทบจาก พายฟุ าคะนอง โดย นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา ตาํ แหนง ครผู ชู ว ย กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรียนรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ น้ื ฐาน ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 148 ชั่วโมงท่ี 3 ขัน้ สอน อธิบายความรู (Explain) 1. ครูใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตัวแทนออกมานาํ เสนอปายนเิ ทศ เรอื่ ง ผลกระทบจากพายฟุ าคะนอง 2. ครูเพ่มิ เติมความรใู หก บั ขอมูลที่ตัวแทนนักเรียนนําเสนอ 3. ครูและนักเรยี นรว มกันอภปิ ราย เรอ่ื ง ความรุนแรงของพายฟุ าคะนอง ขนั้ สรุป ขยายความเขา ใจ (Expand) 1. ครใู หน ักเรยี นทําแบบฝก ในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจแบบฝก หดั ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 2. ครปู ระเมินผังมโนทัศน เรอื่ ง พายุฟาคะนอง โดยใชแบบประเมินชนิ้ งาน/ภาระงานรวบยอด 3. ครปู ระเมนิ การนําเสนอผงั มโนทศั น เรือ่ ง พายฟุ าคะนอง โดยใชแ บบประเมินการนําเสนอผลงาน 4. ครูประเมินผังปายนิเทศ เรื่อง ผลกระทบจากพายุฟาคะนอง โดยใชแบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน รวบยอด 5. ครูประเมินการนําเสนอปายนิเทศ เรื่อง ความรุนแรงของพายุฟาคะนอง โดยใชแบบประเมินการ นําเสนอผลงาน 6. ครูประเมินนักเรียนจากการทาํ งานกลมุ โดยใชแ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายกลุม 7. ครูประเมินนกั เรียนจากการสบื คน ขอมลู และตอบคําถามในชัน้ เรยี น โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการ ทํางานรายบคุ คล โดย นางสาวกานดา วุฒเิ ศลา ตาํ แหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31

แผนการจัดการเรียนรูรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพืน้ ฐาน ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 149 7. การวัดและประเมินผล รายการวดั วิธีวดั เครอ่ื งมอื เกณฑก ารประเมิน 7.1 การประเมนิ ระหวา ง การจัดกจิ กรรม ระดบั คุณภาพ 2 1) พายฟุ า คะนอง - ประเมินผังมโนทัศน - แบบประเมินช้ินงาน/ ผานเกณฑ เรื่อง พายฟุ า คะนอง ภาระงานรวบยอด ระดบั คุณภาพ 2 - ประเมินปายนิเทศ - แบบประเมินช้ินงาน/ ผานเกณฑ เรื่อง ความรุนแรงของ ภาระงานรวบยอด รอยละ 60 พายฟุ าคะนอง ผา นเกณฑ - ตรวจแบบฝก หัด - แบบฝก หัดวิทยาศาสตร ระดับคุณภาพ 2 ม.1 เลม 2 ผานเกณฑ 2) การนาํ เสนอผลงาน - ประเมินการนําเสนอ - แบบประเมินการนําเสนอ ระดับคณุ ภาพ 2 ผลงาน ผลงาน ผา นเกณฑ 3) พฤตกิ รรมการทํางาน - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 รายบคุ คล การทาํ งานรายบคุ คล การทํางานรายบคุ คล ผานเกณฑ 4) พฤตกิ รรมการทํางาน - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพ 2 รายกลมุ การทํางานรายกลุม การทํางานรายกลมุ ผา นเกณฑ 5) คณุ ลักษณะอันพึง - สงั เกตความมวี ินยั - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ ประสงค ใฝเ รยี นรู และมุงมน่ั ใน อันพึงประสงค การทํางาน 8. สอื่ /แหลงการเรียนรู 8.1 สอ่ื การเรียนรู 1) หนังสือเรยี นวิทยาศาสตร ม.1 เลม 2 2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ม.1 เลม 2 3) QR code เรือ่ ง พายฝุ นฟาคะนอง 4) PowerPoint เร่อื ง พายุฝนฟา คะนอง 5) ภาพเกย่ี วกบั การเกดิ พายฝุ นฟา คะนองทีร่ ุนแรง ทาํ ใหผ คู นเสียชีวติ เปนจํานวนมากทัง้ ในประเทศไทย และตางประเทศ 8.2 แหลงการเรียนรู 1) หอ งสมุด 2) แหลง ขอ มูลสารสนเทศ - http://www.aksorn.com/LC/Sci/B2/M1/09 โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู วย กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31

แผนการจดั การเรียนรูรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 150 9. ความเหน็ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาหรือผทู ี่ไดรบั มอบหมาย ................................. ................................ ) ขอเสนอแนะ ลงชือ่ ....... ( ตําแหนง 10. บนั ทกึ ผลหลังการสอน  ดา นความรู  ดานสมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น  ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค  ดานความสามารถทางวิทยาศาสตร  ดานอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเดน หรอื พฤตกิ รรมทม่ี ีปญ หาของนกั เรียนเปนรายบุคคล (ถา ม)ี )  ปญหา/อุปสรรค  แนวทางการแกไข ลงชื่อ..................................................ผูสอน (นางสาวกานดา วฒุ เิ ศลา) ตําแหนง ครูผชู วย โดย นางสาวกานดา วฒุ ิเศลา ตําแหนง ครูผชู ว ย กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตร โรงเรยี นราชประชานุเคราะห 31


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook