Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือครู หลักภาษาฯ ม.5

คู่มือครู หลักภาษาฯ ม.5

Published by pearyzaa, 2021-05-16 02:21:02

Description: คู่มือครู หลักภาษาฯ ม.5

Search

Read the Text Version

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. นักเรียนกลมุ อาสาสมัครออกมาอธบิ ายความรู ๖.๒ ตัวอย่างสารคดีเกี่ยวกบั สัตว์ ควาย1 เก่ียวกบั การเขียนสวนสรุปในงานสารคดที ไ่ี ด จากการสบื คน รว มกับเพอ่ื น ดวงตาด�าสนิทคู่นั้นเป็นประกายแจ่มใส ทั้งดูน่ิงบริสุทธ์ิราวกับพวกแม่ชีบนยอดเขาวัง (แนวตอบ การเขยี นสว นสรปุ มีความสาํ คญั ราชบรุ ี เหนอื ขนึ้ ไปเปน็ ขนตายาวงอนชอ้ นขนึ้ ขา้ งบน เปน็ ขนตาธรรมดาแทๆ้ ไมไ่ ดส้ งั่ มาจากนอกนา เทา กบั การเขยี นสว นคาํ นํา เพราะเปนสวน ที่ไหนเลย ไมว่ ่าจะดูผาดหรอื ดพู ิศกช็ า่ งงามรับกับหนา้ ผากท่กี วา้ งและนนู ลาดไปทงั้ สองขา้ ง จาก สดุ ทา ยของสารคดี สน้ิ สุดการสอ่ื สารระหวา ง อกทอี่ ม่ิ เตม็ เรารบี กวาดสายตาไปชน่ื ชมกบั ตะโพกทแี่ นน่ หนน่ั เนอ้ื กวา้ งขวางเหมอื นกบั ทโ่ี บราณ ผูเขียนและผอู าน ถอ ยคาํ รปู ประโยคท่ีเลอื กใช เรียกว่า “สะโพกสุดเสียงสังข์” แล้วค่อยๆ เรียวรีลงไปสู่น่องที่ได้สัดได้ส่วน และเต็มไปด้วย จึงควรสรา งความประทับใจ ทําใหผ อู านรูส กึ ความแขง็ แรง ไมป่ อ้ แป ้ แตท่ ง้ั หมดทพ่ี จิ ารณามานน้ั แทบจะไมม่ นี า�้ หนกั ไมม่ คี วามหมายเลยเมอื่ พงึ พอใจในมุมตางๆ เมือ่ อา นจบ เชน พอใจ เทียบกับคุณงามความดีของเธอ เรากล้ายืนยันได้ว่าประชาชนคนไทยนับสิบๆ ล้านคนรักเธอ ท่ีไดรบั ความรู พอใจท่ไี ดรบั ความบนั เทงิ สง่ิ ที่ เหน็ อกเหน็ ใจเธอ ทงั้ ๆ ทเ่ี ธอไมเ่ คยออกมาเฉดิ ฉายในวงสงั คมเหมอื นกบั นางสาวไทย นางสาวแมว้ ไมควรทํา คอื ทาํ ใหผอู านรูสกึ วาเรื่องจบลง หรือแม้กระทั่งนางสาวเง้ียวท่ีเราเผอิญค้นพบเมื่อเร็วๆ น้ี ท้ังน้ีก็เพราะเธอเป็นเพียงนางสาว อยางกะทันหัน หรอื รูสกึ วา ยงั ไมไ ดรบั สิ่งใด “ควาย” ตัวหนึ่งเท่านนั้ เอง จากการอา น สวนสรปุ เขยี นไดหลายวิธี เชน ควายเป็นพี่น้องที่สนิทกับวัว ดังน้ันจึงเป็นการแน่นอนว่าเธอย่อมเป็นญาติใกล้ชิดกับ ยาํ้ ใจความสาํ คญั แสดงความคิดเห็น หรอื สรปุ โคดว้ ย แตเ่ รอ่ื งววั ตา่ งกบั โคอยา่ งไร และนางสาวเงย้ี วอยทู่ ไี่ หนตอ้ งเกบ็ ไวเ้ ลา่ ตา่ งหาก เมอ่ื ควาย ดว ยขอความท่ีทําใหเกดิ ความตระหนัก) แยกสาขาออกมาจากววั แลว้ กย็ งั มาแบง่ รกรากออกมาเปน็ ๒ ตระกลู ใหญ ่ ทา� มาหารบั ประทานไป ตามภาษาควาย ๒ ทิศ ๒ ทาง พวกแรกอยู่แถวๆ แหลมทองเราน่ ี จะอพยพมาไลๆ่ กับชนชาตไิ ทย 2. ครูตง้ั คาํ ถามเพอื่ ใหน กั เรียนอธิบายความรู หรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่มีเงื่อนง�าบางอย่างเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยเหมือนกัน ซ่ึงจะได้เล่า ดว ยวิธีการสุมเรียกช่ือ ต่อไปข้างหลัง ควายพวกแรกน่ีเขาเรียก ควายงาน หรือท่ีคุณหมอหมาหรือสัตวแพทย์ท่านเรียก • การต้ังชอ่ื เร่ืองมคี วามสาํ คัญอยา งไร BUBALUS BUBALIS อ่านวา่ บูบาลสู บบู าลสิ อยแู่ ถวพมา่ ไทย เขมร ญวน มลายู ฟลิ ิปปนิ ส์ ตอ สารคดเี รอ่ื งหนงึ่ ๆ และมีแนวทางปฏบิ ตั ิ และอินโดนีเซียแหละมาก แต่บางต�าราก็บอกว่าฟิลิปปินส์นั้น คุณควายเธอเพิ่งอพยพตามใคร อยา งไร เขา้ ไปอยไู่ ม่นานนัก อยู่ไปก็เกิดขยายพันธกุ์ นั เป็นการใหญ ่ เพราะไมม่ กี ารวางแผนคุมก�าเนดิ กนั (แนวตอบ ช่ือเรื่องเปนจดุ แรกท่จี ะเรยี กรอง เหมือนท่ีแผนกประชากรศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ในฟิลิปปินส์จึงปรากฏมีควายป่าฝูงใหญ่ๆ อยู่ ความสนใจ ผเู ขยี นควรใชถอยคํา วลี หรือ มาก ลกั ษณะส�าคญั ของควายงานกค็ อื มเี ขาใหญโ่ คง้ เขา้ หากนั หนา้ ตดั ของเขาเปน็ รปู สามเหลยี่ ม รปู ประโยคทม่ี พี ลงั กระทบใจเปนสําคัญ มมี มุ แหลมอยขู่ า้ งบน ตรงนแี้ หละเปน็ ลกั ษณะสา� คญั ทคี่ วายผดิ กบั ววั และกะโหลกตอนทา้ ยทอยก็ การตงั้ ช่อื เรื่องทําไดห ลายวธิ ี เชน ตัง้ แบบ กลมมนกวา่ กะโหลกววั อน่ื คณุ ควายอกี พวกเรยี กควายนม ไมไ่ ดห้ มายความวา่ นมสวย ทง้ั ๆ ทสี่ วย ชีน้ าํ เนื้อหา ใชส ํานวนโวหารใหมๆ สะดุดตา เหมือนกัน แต่สวยตามประสาควาย แต่หมายความว่าเป็นควายที่มีนมเยอะ และมนุษย์ก็ไปรีด สะดดุ หู ต้ังโดยคาํ ถาม หรือชวนใหเกิด เอามากนิ เหมอื นนมววั ควายพวกน ี้ คณุ หมอสตั วแพทยท์ า่ นเรยี กวา่ TAURUS INDICUS อา่ นวา่ ทอรสุ ความสงสัย) อินดิกุส ภูมิล�าเนาของเธอก็แถวๆ อินเดียตอนเชิงฟากฟ้าป่าหิมพานต์โน้น หรือไม่ก็ปากีสถาน แอฟริกา และเอเชียกลาง ควายนมนี่มีเขาเล็กโค้งงอหงิกเป็นวง หน้าตัดของเขาเป็นรูปไข ่ 3. นักเรียนแตล ะกลมุ รว มกันอา นสารคดเี กี่ยวกับ สตั วเ ร่อื ง “ควาย” เพื่อวิเคราะหแ นวทางการ 92 ผลติ งานสารคดีของผูเขยี น ในขน้ั ตอนตา งๆ เชน การเลอื กเรอ่ื ง การสาํ รวจคน หาขอ มลู กจิ กรรมสรา งเสรมิ การกาํ หนดแกน เรอ่ื ง วางโครงเรอ่ื ง การเขยี น องคป ระกอบแตล ะสว น การลาํ ดบั ความ สาํ นวน โวหาร ขอมลู ทป่ี รากฏ การตงั้ ชือ่ เรอื่ ง และ เสนหของงาน นักเรยี นควรรู 1 ควาย เปนกลวธิ ีการต้งั ช่ือเรอื่ งแบบ “ช้ีนําเนอ้ื หา” การตงั้ ชอื่ เรือ่ งสารคดี นักเรียนคน ควา ขอมลู เกี่ยวกับการเขยี นเนอื้ หาในสว นสรุปของ จะตอ งพถิ ีพถิ นั ใชถ อ ยคํา ผกู ประโยคเพื่อใหกระทบใจ มีแนวทางปฏบิ ัติ ดงั นี้ สารคดี โดยแสดงรปู แบบ พรอมยกตัวอยางประกอบ นาํ เสนอ ผลการคน ควา ในรปู แบบใบงานเฉพาะบคุ คล สง ครู 1. แบบช้นี าํ เนอื้ หา เปนการตง้ั ชื่อเร่อื งทง่ี า ย ดวยการนาํ ใจความสาํ คญั ของ เนือ้ หามาสรุปเปน ความคดิ รวบยอด แลว นาํ มาตัง้ เปน ชอื่ เร่อื ง กิจกรรมทาทาย 2. แบบผกู ประโยคแปลกๆ ผเู ขียนจะผูกประโยคเพ่ือใชเ รยี กรอ งความสนใจ นักเรียนคนควาขอมูลเกย่ี วกับการเขียนเน้ือหาในสวนคาํ นาํ ของผอู าน ของสารคดี โดยแสดงรูปแบบ พรอ มยกตัวอยางประกอบ นาํ เสนอ ผลการคนควาในรูปแบบใบงานเฉพาะบคุ คล สงครู 3. การตั้งชือ่ เรื่องทเ่ี ปนมติ รกับผูอ า น ทาํ ใหเกดิ ความรูสกึ คุนเคยหรือความ รูสึกประทับใจ 4. การตั้งชอื่ เรอ่ื งดว ยคําถาม หรอื ชวนใหเ กิดความฉงนสนเทห 5. การตงั้ ชอ่ื เรื่องแบบอน่ื ๆ เปน ตนวา ใหเ หมาะกบั กาลเทศะ แปลกใหม คมคาย จดจํางาย ครอบคลมุ เน้อื เร่ือง ขอ สําคัญทสี่ ุดของการตั้งช่อื เรอื่ ง จะตองมีความสมั พนั ธกบั เนอื้ เร่อื ง หากช่ือเรอ่ื งและเนือ้ เรื่องขาดความ สมั พนั ธระหวา งกนั จะลดความนา สนใจ และคณุ คาของสารคดเี ร่ืองน้ันลง 92 คูม อื ครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู เมอ่ื พดู ถงึ ควายนมกน็ กึ ขนึ้ มาไดว้ า่ คนไทยแตโ่ บราณนนั้ กน็ ยิ มกนิ นมควายเหมอื นกนั ดงั ปรากฏใน 1. ครูขออาสาสมัคร จาํ นวน 1 กลุม ออกมา บทกลอ่ มเด็กบทหนึ่ง ชื่อนาฬิเกต้นดกวา่ อธิบายความรูเ ก่ยี วกับวธิ ีการเตรียมการเขยี น สารคดเี ก่ยี วกับสัตวเ รื่อง “ควาย” ของผเู ขยี น “โอละเหเ่ จา้ นาฬเิ กตน้ ดก ปลกู เอาไวแ้ ถมพก หนมุ่ นอ้ ยเจา้ จะมเี มยี แคน้ ใจดว้ ยกระรอกมนั (แนวตอบ จากสารคดีทอ่ี า น ผูเขยี นเรม่ิ ตน กดั ดอกมะพรา้ วเสยี เจา้ กช็ วดมเี มยี วา่ จะไปกนิ ยาตาย เจา้ กนิ ขา้ วเหนยี วนงึ่ กนิ นา�้ ผง้ึ กบั นมควาย ดว ยการเลอื กเร่อื ง ซง่ึ วธิ กี ารเลือกของผเู ขียน กนิ เสียจะใหต้ าย เสียดายนวลอแุ ม่นา” สามารถกระตุน ความสนใจจากผูอานได เพราะ ในเบอ้ื งตนคนในสังคมไทยสวนใหญมีความรู ต่อไปนี้เป็นรายงานทางชีววิทยาของคุณควายทั้งหลายเท่าท่ีควรทราบ ควายเป็นสัตว์ เก่ยี วกับเร่อื งควายนอยมาก ทั้งๆ ท่คี วายเปน เคี้ยวเอ้ือง มีกีบคู่ อาหารส�าคัญของเธอก็คือหญ้าและไม่เก่ียงว่าจะเป็นหญ้าอ่อนหรือหญ้าแก่ สัตวท ่ีผกู พนั ใกลชิดกบั วิถชี ีวติ ของคนไทย กก็ นิ ทงั้ นนั้ สว่ นจอบเสยี ม สมั ปทาน อภสิ ทิ ธต์ิ า่ งๆ ควายจะสนใจกห็ าไม่ กระเพาะแบง่ เปน็ สหี่ อ้ ง จากการอานเนอ้ื หาสาระพบวาผเู ขียนมวี ธิ ีการ แบบสตั ว์เคีย้ วเอือ้ งทั้งหลาย ขนตามตวั เปน็ เสน้ ห่างๆ ไมร่ กรงุ รงั โดยไม่ต้องโกนหรือไมต่ ้องถอน หาขอมูลประกอบการเขียน 2 วิธี คอื ดังนั้นจึงเห็นผิวหนังที่เป็นสีด�าชัด คุณควายบางตัวอาจจะอุตริมีหนังเป็นสีผิวหม้อใหม่หรือสีแดง การสอบถามผูรู และสบื คน จากเอกสาร ตาํ รา ออ่ น ก็เรยี กวา่ ควายเผือก กระดูกควายเผือกนี้เปน็ ตวั ยาสา� คัญของเภสชั กรแผนโบราณ จะเทยี่ ว แกน เร่อื งท่วี ิเคราะหไ ด คือ ผเู ขยี นตองการให เสาะแสวงหาไปต้มกบั ขา้ วเยน็ เหนอื ข้าวเยน็ ใต้ กินแกโ้ รคอยา่ งว่าของชายหนมุ่ ที่ซุกซนทั้งหลาย ขอมูลความรเู กีย่ วกับควาย แตไดสอดแทรก คุณแมค่ วายน้นั ต้งั ครรภ์ประมาณ ๑๑ เดอื น หรือ ๓๒๔ วัน ตอนมีครรภ์ออ่ นๆ ก็ไม่เหน็ มอี าการ ความคดิ เห็นสวนตน ซง่ึ มลี กั ษณะเปนแงค ดิ แพ้ทอ้ ง โอ้กอา้ กดัดจรติ อยากกนิ เปด็ ปกั ก่งิ ไสก้ รอกเยอรมัน ไข่ปลาคาเวียร์ ลกู ควายเกดิ ใหมๆ่ ใหผ ูอานไดน ําไปพจิ ารณา นําขอ มูลมาวาง ตวั แดงๆ น้นั นา่ รัก นา่ อมุ้ น่าชู เพราะหนักเพียง ๒๐ กโิ ลกรมั เทา่ น้ันเอง ธรรมดาควายออกลกู โครงเร่ือง โดยมีแกน เรือ่ งเปน กรอบ โครงเรอ่ื ง ทลี ะตวั เหมอื นคน แตก่ น็ า่ จะมลี กู แฝดไดเ้ หมอื นกนั ขอ้ ความตอนนยี้ งั ไมย่ นื ยนั เพราะยงั ไมพ่ บกบั ทว่ี างไวทาํ ใหเ นอ้ื หาของสารคดมี ีมติ ทิ ้งั ดา น คุณหมอหมาท่ีเป็นเพ่ือนกัน คุณหนูควายชอบติดตามแม่ไปไม่ยอมห่าง เขาก็เรียกว่าลูกแหง่ กวา ง ยาว และลกึ ดา นกวา ง คอื ผูเขยี นเสนอ เหมอื นกนั คณุ หนคู วายกนิ นมแมร่ าว ๙ เดอื น โดยไมต่ อ้ งกนิ นมผงหรอื นมกระปอ๋ งชว่ ย พอโตเตม็ ที่ เรื่องราวทกุ ประเด็นท่เี กี่ยวกับควาย ดา นยาว แล้วจะหนักประมาณ ๖๐๐ กโิ ลกรัม สงู อยา่ งมาก ๑.๔๐ เมตร นางสาวควายทพี่ ร้อมจะสง่ การด์ เสนอภาพทท่ี ําใหเหน็ เรอ่ื งราวของควาย จาก เชญิ แขกมารบั ประทานอาหารหญา้ เนอื่ งในงานพธิ มี งคลสมรสนน้ั มอี ายตุ กไขร่ าว ๒ ขวบ นอ้ ยกวา่ อดตี สูป จ จุบนั ดา นลกึ เสนอใหเ หน็ ความ เดก็ หญงิ อนิ เดียราว ๗ ปี แต่คณุ ควายชายนนั้ เคราะห์ร้าย พออายุได้ ๒ ปี จะเริม่ กลดั มันออกล้มิ ผูกพนั ระหวางคนกับควาย อีกมติ ิหนงึ่ ทปี่ รากฏ รสโลกยี สขุ เจา้ ของกม็ กั จะจบั ตอนเสยี เพราะอา้ งวา่ ไมต่ อนแลว้ จะดรุ า้ ยดอื้ ดา้ น ใชง้ านไมใ่ ครไ่ ด้ ในสารคดี คือ มิติดา นขอมูล สารคดีดงั กลาว แลว้ อา้ ยเรอ่ื งตอนควายนน้ั ทารณุ โหดรา้ ยอยา่ บอกใครทเี ดยี ว เพราะคณุ หมอแผนโบราณแกจะจบั ใหข อมูลทางกายภาพเกี่ยวกบั ควาย และได มัดเอาไม้ทุบลกู อณั ฑะ หรือคุณหมอแผนปจั จบุ นั กจ็ ะใชเ้ หลก็ หนีบ ควายตัวไหนโดนก็หนา้ เขยี ว ถายทอดขอมลู เชงิ จินตภาพทเ่ี ปน แงคิดแก รอ้ งด่าเป็นภาษาควายถึง ๑๗ ช่วั โคตรลั่นไปหมด คณุ ควายๆ น่ีก็เป็นสตั วส์ งั คมเหมือนกับมนษุ ย์ ผูอา นในลกั ษณะเปรยี บเปรย กระทบกระเทยี บ เหมือนกัน คือชอบอยู่เป็นหมู่คณะ แต่ไม่ปรากฏว่าได้ยกพวกตีกันวิวาทกัน ฉะน้ันคนท่ีอยู่เป็น บา งในบางชวง) คณะๆ กับควายเป็นคณะๆ ใครจะมคี ณุ ธรรมดกี ว่ากนั กย็ งั เปน็ ทีน่ า่ สงสยั นอกจากนน้ั คุณควาย ชอบแชอ่ ยู่ในน�้า แตไ่ มต่ ้องเสียคา่ ช่ัวโมงเหมอื นมนุษย์ ฝรง่ั จึงเรยี กวา่ WATER BUFFALO ไม่ชอบ 2. เมือ่ กลมุ อาสาอธบิ ายความรแู ลวเสร็จ ครูควร แดดรอ้ น ผิดกับวัวทท่ี นแดดเก่ง และเวลากลางวนั ชอบนอนในที่แห้ง เปดโอกาสใหน กั เรียนกลมุ อน่ื ๆ ซักถาม 93 โตแ ยง สนับสนุน หรือเสนอประเด็นทกี่ ลุม อาสาอาจกลา วไมครบ จากน้นั สรปุ ความรู ที่ถูกตองใหน ักเรียนฟงอกี คร้ัง บันทกึ ลงสมุด ประจํากลมุ ขอสแอนบวเนน Oก-าNรคEิดT เกรด็ แนะครู นกั เรียนอานขอความทีก่ าํ หนดให วิเคราะหว า มีกลวธิ ีการเขียน สว นนาํ ตรงกบั ขอใด เพอ่ื ความรู ความเขา ใจที่มากขึ้นเก่ียวกบั การวิเคราะหก ลวิธกี ารสรางสรรคง าน ไกแจ หมายถึง สัตวพน้ื เมืองของไทยแท เปน ไกท ี่สืบเชอ้ื สาย สารคดี นอกจากจะใหน กั เรยี นศกึ ษา วเิ คราะหส ารคดเี กย่ี วกบั สตั วเ รอื่ ง “ควาย” แลว มาจากไกป า ซ่ึงมชี กุ ชุมแทบทกุ ภาคของประเทศไทย โดยลกั ษณะ ครูควรมอบหมายภาระงานยอย ใหนกั เรียนศึกษา วเิ คราะหก ลวิธีการเขียนสารคดี ดั้งเดิมนั้นตัวเลก็ อยแู ลว แตล ักษณะของหวั กบั หางแตกตางไป ทอ งเทย่ี วเรื่อง “ในอา วลึก มีความลับ โอ! ขุมทรัพยใตพภิ พ” นําสง เปน รายบุคคล คนละทศิ คนละทาง มีลกั ษณะตวั เล็ก หงอนแดง เหนยี งแดงเขม หรอื นําขอมลู ทวี่ เิ คราะหไดมาอภิปรายรว มกนั ภายในช้ันเรียน บันทกึ ความรลู งสมุด ไมซ ดี จงอยปากแขง็ และเลบ็ เหลอื งหรอื ขาวเสมอกนั ... (สวุ ภา แกว สขุ และประวิทย สวณชิ ย, 2531 : 106-119) นอกจากสารคดีทองเทีย่ ว และสารคดเี ก่ยี วกบั สตั วท ่ีนํามาเปนตัวอยางใน 1. นําดวยขอความท่ีเปนขา ว 2. นําแบบพรรณนา หนงั สอื เรียนแลว ครูควรจดั หาหรอื มอบหมายใหนกั เรียนไปสบื คนสารคดีทองเท่ยี ว 3. นําดว ยขอความทเ่ี ปนเร่ืองเลา 4. นาํ ดวยคําจํากดั ความ เชน เรอ่ื ง “เยอื นลําพูนเมืองใกลว ัฒนธรรม” และสารคดเี ก่ียวกบั สตั วเ ร่ือง “นกกระทงุ ” นาํ มาอา นวเิ คราะห วจิ ารณอ งคป ระกอบ นาํ เสนอผลงานในรปู แบบใบงาน วิเคราะหค ําตอบ จากขอ ความท่ีกําหนดให ปรากฏลักษณะการ เฉพาะบคุ คล สงครู พรอ มแนบสําเนาสารคดี ผกู ประโยค เพ่ือใหคําจํากดั ความของส่ิงทีจ่ ะเขยี นถึง โดยสงั เกต จากคาํ วา “ไกแ จ หมายถึง...” ดงั นัน้ จงึ ตอบขอ 4. คมู อื ครู 93

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู ครูตงั้ คําถามเพ่ือใหน ักเรยี นรว มกนั อธบิ าย เล่าคา้ งไวว้ ่าประวตั ิควายน้นั มีเงื่อนงา� เก่ยี วขอ้ งกบั ประวัติศาสตร์ไทย คือ ชนชาติไทยจะ ความรเู กย่ี วกบั กลวิธีการสรา งสรรคงานสารคดี อพยพมาจากไหนก็ไม่ทราบแนช่ ัด ตา� ราเรยี นร่นุ โบราณท่วี ่าอพยพมาจากตอนใตข้ องประเทศจนี เรอื่ ง “ควาย” โดยวธิ ีสุม เรียกชอ่ื น้ัน นกั ปราชญ์ราชบณั ฑติ สมยั ปจั จบุ ันเขาว่าไมใ่ ช่ มหี ลักฐานอะไรใหมๆ่ มาโต้เถยี งกันเยอะ แต่ ก็ปล่อยใหท้ ่านเถียงกันไปก่อนดกี วา่ เอาจับความว่ามคี นไทยกลมุ่ หน่ึงไดอ้ พยพมาถึงเขตสิบสอง- • ผเู ขียนสารคดีเก่ียวกับสตั วเ รอื่ ง “ควาย” จไุ ทย มคี นผู้ใหญ่สามคน ช่ือปูล่ างเชิง ขนุ เค็ก และขุนคาน สร้างบา้ นเมอื งอย่ใู นลุ่ม เวลาไดข้ ้าว มีวธิ ีการเขียนสว นคํานาํ ของสารคดีอยา งไร ไดป้ ลาไมไ่ ดเ้ ซน่ ไหวบ้ อกผ ี ผจี งึ โกรธ บนั ดาลใหน้ า�้ ทว่ มบา้ นเมอื ง คนทง้ั สามตอ้ งตอ่ แพตนเองและ (แนวตอบ ผเู ขยี นมวี ธิ ีการเขยี นสว นคํานาํ ลกู เมยี ลงอยใู่ นแพจงึ รอดชวี ติ อยไู่ ด ้ ขนุ ทงั้ สามจงึ นา� แพทวนนา้� ขน้ึ ไปถงึ เมอื งสวรรค ์ ไปเฝา้ พระยา โดยใชถอยคาํ พรรณนาเกย่ี วกับลักษณะทาง แถน คอื พระอนิ ทรห์ รอื หวั หน้าเทวดาซึ่งประทบั อยู่บนสวรรค ์ เพื่อฟ้องรอ้ งเรือ่ งผีทา� ให้นา�้ ท่วม กายภาพของสง่ิ หน่ึง ซึง่ ในเบ้อื งตนผอู า นจะ เมื่อคนท้ังสามขึ้นไปถึงเมืองสวรรค์ พระยาแถนก็ต้อนรับ กรุณาให้อยู่อย่างสบาย แต่ ยังไมทราบวาเปน อะไร หรอื บางคนอาจ พวกน้ันไม่เคยอยู่บนสวรรค์ จึงไม่รู้จะท�าอะไร จะเหาะเหินเหมือนพวกเทวดาหรือผีฟ้าเขาก็ท�า คิดไปวาเปนเร่อื งราวของสาวงาม ซงึ่ สดุ ทาย ไม่ได ้ แทนท่จี ะมีความสุขกลบั มีแตค่ วามเบื่อหน่าย ก็พากันไปเฝ้าพระยาแถน ทลู ว่า “ขอ้ ยน้ีอยู่ แลวผูเขยี นไดเ ฉลยวา เจาของเรอื นรา งนั้นคอื เมืองบนบ่แกวน่ แล่นเมอื งฟ้าบ่เป็น” ขออนญุ าตกลับลงไปอยเู่ มอื งมนษุ ยอ์ ย่างเดิม พระยาแถนก็ ควาย ซ่งึ เปน สิ่งทีผ่ ูเ ขียนจะนําเสนอ) อนญุ าตใหก้ ลบั และทสี่ า� คญั กค็ อื ไดใ้ หส้ ตั วป์ ระเสรฐิ มาดว้ ย สตั วน์ นั้ กค็ อื ควาย คนทงั้ สามลงมาจาก สวรรค์ตรงตา� บลแห่งหนง่ึ เรียกว่า “นาบ่อนนอ้ ย อ้อยหนู” ซงึ่ ตอ่ มาไดเ้ จรญิ เป็นบา้ นเป็นเมืองคือ • กลวธิ ีการนําเสนอหรือการลาํ ดบั ความ “เมืองแถง” ของพ่อขุนบรมหรอื ของพระยอดเมอื งขวาง วีรบรุ ุษ ร.ศ. ๑๑๒ เปน็ เมอื งเดียวกับที่ ในสารคดมี ลี ักษณะเฉพาะอยา งไร ท่วั โลกรูจ้ ักในนามวา่ “เดยี นเบียนฟู” อันเป็นสมรภมู สิ ุดทา้ ยท่ีตัดสินว่าฝรงั่ เศสตอ้ งจากอินโดจนี (แนวตอบ ผเู ขยี นนาํ เสนอในลกั ษณะการเลา เรอื่ ง ไปหรอื ไมเ่ มอ่ื สน้ิ สงครามโลกครง้ั ทสี่ อง เปน็ อนั วา่ นบั แตน่ นั้ มาคนชาตไิ ทยกเ็ ลยมคี วายชว่ ยแรงงาน ใชภ าษางา ยๆ แตม เี สนห ก ารสอื่ ขอ มลู บางชว ง ในการท�านา บางตอนท่ีเปนขอมูลทางชวี วิทยาของควาย นยิ ายปรมั ปราขา้ งตน้ อาจแปลไดว้ า่ แตเ่ ดมิ คนไทยไมร่ จู้ กั ควาย มารจู้ กั และไดใ้ ชง้ านเอาก็ ลําดบั ความเปน ขน้ั ๆ ทําใหต ิดตามเรื่องได ตอ่ เมอื่ อพยพมาสสู่ บิ สองจไุ ทยแลว้ ทา� ใหเ้ กดิ เปน็ วฒั นธรรมโบราณอยา่ งหนงึ่ ของไทย ทถ่ี อื วา่ ควาย อยางตอเนอ่ื ง) นนั้ เปน็ สมบตั ทิ สี่ วรรคป์ ระทานมาให ้ ซง่ึ จะตอ้ งทะนถุ นอมบา� รงุ รกั ษาใหด้ ี ชาวไทยในมณฑลกวางซี เก็บควายไวใ้ นเรือนมฝี ารอบขอบชิด ห้องควายสะอาดพอๆ กับหอ้ งคน บรรพบรุ ษุ ชาวไทยนน้ั • นักเรยี นมีความคิดเหน็ อยา งไรตอการเขยี น ไมย่ อมกนิ เนอ้ื ควายเปน็ อนั ขาด เพราะถอื วา่ เปน็ สตั วท์ ม่ี บี ญุ คณุ ตอ่ คนไทย เพง่ิ มาละเมดิ คณุ ธรรม สว นสรปุ ของสารคดเี กยี่ วกบั สตั วเ รอื่ ง “ควาย” อนั ดงี ามของปยู่ า่ ตายายเมอื่ ไมก่ สี่ บิ ปมี านเี้ อง จะเปน็ เพราะไมม่ อี ะไรกนิ หรอื อยา่ งใดกไ็ มท่ ราบ แม้ (แนวตอบ ผูเขียนสรปุ ดวยการทงิ้ ทา ยใหผ อู าน เนอ้ื ววั คนไทยกเ็ รม่ิ มากนิ ราวสมยั รชั กาลทส่ี แี่ หง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทรม์ าแลว้ เพราะเรม่ิ คบคา้ สมาคม รอคอยเร่ืองราวตอๆ ไปของสารคดชี ดุ น้ี และ กับฝร่ัง เห็นฝร่ังกินเป็นตัวอย่าง และเร่ิมส่งวัวเป็นสินค้าออก แต่เดิมเราถือว่าพวกยักษ์เท่านั้น ขอ ความท่สี รา งรอยยม้ิ ใหแกผ อู าน) ที่กินเน้ือวัวกินเนื้อควาย ในเร่ืองรามเกียรติ์เวลาทศกัณฐ์มีงานรับรองยักษ์ต่างเมืองอาสาสมัคร มาช่วยรบ กจ็ ะต้องมีการล้มววั ล้มควายหลายร้อยตัว ท�าอาหารเลยี้ งแขกเมอื งทกุ คร้งั ไป ไม่วา่ • สาํ นวนโวหารในสารคดที อ่ี า นมลี กั ษณะเฉพาะ อาสาสมคั รนน้ั จะมาโดยทนุ รอนของตนหรอื ใชเ้ งนิ ดอลลารม์ ากต็ าม อนง่ึ ใครจ่ ะแถลงในทนี่ ดี้ ว้ ยวา่ อยา งไร 94 (แนวตอบ ผเู ขยี นใชภ าษาในระดบั กงึ่ ทางการ และไมเปน ทางการปะปนกัน โวหารที่ใชโ ดย สว นใหญเ ปนการบรรยาย มอี ุปมาแทรกบาง) • ผเู ขียนมีวิธีการต้งั ชอ่ื เร่อื งอยางไร (แนวตอบ ผเู ขยี นมวี ธิ ีการต้ังชือ่ เรอ่ื งแบบชี้นาํ เนื้อหา บอกผูอา นตรงๆ วา จะเขยี นเก่ยี วกบั เรอื่ งใด) เกร็ดแนะครู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT ขอ ความตอไปน้ี มสี าํ นวนการเขยี นทโี่ ดดเดนตรงกบั ขอใด ครูควรอธบิ ายเพม่ิ เติมเก่ยี วกบั ภาษาสาํ หรับการเขยี นสารคดี กลา วคอื พิพิธภณั ฑหุนขผี้ งึ้ ไทยตงั้ อยบู นเนอื้ ท่ี 12 ไรครึ่ง ริมถนนสาย การเขยี นสารคดีตอ งอาศัยภาษาเปนสือ่ ในการแสดงออก การจะสรา งสํานวนภาษา ปน เกลา -นครชยั ศรี ดา นขวามอื ในชว ง กม. ที่ 31 เปน สถานทสี่ รา ง โวหารทดี่ ไี ดน นั้ นอกจากจะมคี วามรู ความเขา ใจในเรอื่ งคาํ ประโยค การเรยี งรอ ยประโยค และจดั แสดงหนุ ข้ผี ึ้งไฟเบอรกลาสส เพ่ืออนรุ ักษแ ละเผยแพร และโวหารท่ใี ชสําหรับการเขียนควรมีหลักปฏบิ ตั ปิ ระจาํ ใจท่ีใชยึดถือปฏิบตั ิ คอื ศิลปวัฒนธรรมประเพณไี ทย... (วีรศกั ดิ์ จนั ทรสอ งแสง, 2542 : 358) อาน+ฟง +คดิ +เขียน+แกไข หากปฏบิ ัติได ผูเขียนจะเปน ผมู ีสาํ นวนภาษาทด่ี ีสาํ หรบั 1. ความกะทัดรัด 2. ความชดั เจน การเขยี นสารคดี ซึ่งสาํ นวนการเขียน คือ ความสามารถในการถายทอดขอ มูล ความรู 3. ความสละสลวย 4. ความเช่ือมโยง ความคดิ ออกมาเปนถอยคาํ ประโยค และยอ หนา ไดสมบรู ณต ามหลกั ไวยากรณ และจุดประสงค วิเคราะหค ําตอบ ลักษณะทีด่ ขี องสํานวนการเขยี นสารคดี คือ ความชดั เจน กะทัดรดั และสุภาพ จากขอ ความ ผเู ขยี น ครูอาจมอบหมายภาระงานยอยใหน กั เรียนแสดงความคิดเหน็ ในฐานะทจี่ ะเปน กลา วถงึ สถานทต่ี ง้ั ของพพิ ธิ ภณั ฑห นุ ขผี้ งึ้ ไทย โดยใหร ายละเอยี ด ผสู รา งสรรคส ารคดีคนหนึ่ง โดยใหแ สดงความคิดเหน็ วา “ลกั ษณะสํานวนทด่ี สี าํ หรบั การเขียนสารคดคี วรเปนอยา งไร” ชดั เจน จงึ เปน สาํ นวนการเขยี นทโ่ี ดดเดน ของขอ ความน้ี ดงั นน้ั จงึ ตอบขอ 2. 94 คูม อื ครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู เพราะควายทีเดียว จึงเป็นเหตุให้ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นชาติแรกในโลก จากความรู ความเขา ใจที่ไดรับจากการฟง กลา่ วคอื ควายไดร้ บั สิทธทิ์ ี่จะหยุดงานโดยได้รับหญ้าตอบแทนเตม็ หนง่ึ วันในรอบสปั ดาห์ วนั นน้ั บรรยาย การศึกษา วเิ คราะหส ารคดีตัวอยา ง คอื วนั พระ คนไทยจะไปวดั และไมใ่ ชแ้ รงงานสตั ว์ ปจั จบุ นั เมอื่ รฐั บาลสง่ เสรมิ ใหม้ คี วายเหลก็ เพมิ่ ขน้ึ นกั เรยี นรวมกนั สรุปแนวทางการผลติ งานสารคดี แทนควายเนื้อ การที่จะหยุดงานในรอบสัปดาห์ก็ไม่จ�าเป็น การไปวัดในวันพระก็ชักจะเรรวน ท้งั สองประเภท วัดซ่ึงเคยเป็นสถาบันสังคมในชนบทก็ด้อยความส�าคัญลงทุกที สถาบันที่จะเกิดข้ึนมาทดแทน เพือ่ สนองความตอ้ งการของสงั คมอย่างปจั จุบันกย็ งั ไมม่ ี หรอื มกี ็โลเล ยังไมเ่ ปน็ หลกั ฐาน ความ (แนวตอบ สารคดที อ งเท่ยี ว และสารคดี กวดั แกวง่ ทางสังคมจึงเกดิ ขน้ึ ทัง้ น้ีเพราะควายแทๆ้ ทีเดียว นกั สังคมวิทยาและนักมานษุ ยวิทยา เก่ียวกบั สตั ว แมจ ะนําเสนอในส่ิงทตี่ างกัน แตม ี จะนกึ ถึงประเดน็ นีก้ นั บ้างหรอื ไมก่ ไ็ ม่ทราบ จุดมุงหมายอยางเดยี วกัน คอื ใหความรูแกผูอา น ไปพรอมๆ กับความบนั เทิง แนวทางการผลติ งาน ในเมื่อควายเปน็ ขวญั ใจของคนไทยแต่โบราณกาลดังเรยี นมาข้างตน้ นีแ้ ลว้ คนไทยจึงดูแล จงึ ใกลเ คยี งกนั เมอ่ื ตดั สนิ ใจไดว า จะนาํ เสนอ ทะนุถนอมควายมาก เมื่อใช้งานแล้วกลับบ้านตอนเย็นก็ต้อนควายลงหนองลงคลองใกล้บ้าน เกย่ี วกบั สิ่งใด ควรหาขอมลู จากแหลง ขอมลู ตางๆ อาบน�้าขัดสีฉวีวรรณใหม้ ัน เอาเข้าคอก ทอดน�้าทอดหญ้าใหก้ ิน แลว้ ก็สมุ ควันกันรนิ้ ยุงมาไต่ตอม เพ่ือกําหนดแกนเรอื่ ง จดั วางโครงเร่อื ง เน้อื หา ตอนทจ่ี ะเรมิ่ ใชง้ านหรอื มพี ธิ มี งคลเกยี่ วกบั ไรน่ ากม็ กี ารทา� ขวญั ควาย เสยี ดายทผี่ เู้ ขยี นใชเ้ วลาคน้ หา ทจ่ี ะเขยี นควรถูกตอ งเปนจรงิ หากเขยี นสารคดี หนังสือชื่อประชุมบทเชิญขวัญฉบับหอพระสมุดแห่งชาติอยู่สองวันก็หาไม่พบ ไม่ทราบว่าใคร ทอ งเทย่ี วควรเดนิ ทางไปหาขอ มลู ยงั สถานทนี่ น้ั ๆ ยมื ไปแลว้ ไมส่ ง่ คนื ในบททา� ขวญั ควายนน้ั ทา่ นวา่ ไวเ้ พราะมาก แลว้ กแ็ สดงถงึ สปริ ติ และวฒั นธรรม ดว ยตนเอง ไมค วรฟง จากคาํ บอกเลา หรอื จนิ ตนาการ ของเราไว้เปน็ อย่างดี นอกจากนนั้ เราก็มีตา� ราดูลกั ษณะควายวา่ อย่างไรดี ไม่ดี เป็นมงคล ไมเ่ ปน็ ดวยตนเอง สารคดเี ก่ียวกับสตั วควรหาขอมลู มงคล ทงั้ นเี้ พราะความรกั ความสนใจซงึ่ ควรนา� มาเลา่ เปน็ ความรรู้ อบตวั กนั บา้ ง ลกั ษณะควายงาน จากเอกสาร ตําราตา งๆ รวมถงึ การสอบถาม ที่ดีนั้น ต้องมีหนังบางและตึง จมูกกว้าง มีเหง่ือชื้นอยู่เสมอ กระดูกตรงไม่คดไปทางซ้ายหรือ ผเู ช่ยี วชาญเฉพาะทาง นําเสนอขอมลู รอบดาน ทางขวา นัยน์ตาแจ่มใส แต่มิใช่นัยน์ตาตื่น โคนขาเล็กเรียวไปตลอด ปลายเขาโค้งเข้าหากัน สารคดที องเท่ียว ผเู ขียนควรใหข อมลู ทางกายภาพ ไม่กางเกะกะ เนอื้ เขาละเอียดคล้ายสีน้�าผ้งึ คอหนาปานกลาง หลังตรง ล�าตวั ลกึ และกว้าง ส่วน ทง้ั ดา นภมู ปิ ระเทศ ภมู อิ ากาศ วถิ ชี วี ติ ความเปน อยู ทา้ ยใหญ่ ตะโพกใหญม่ นทเ่ี รยี กกนั วา่ “กน้ มะนาวตดั ” โคนหางใหญ่ ซอกทโี่ คนหางมเี นอ้ื เตม็ แนน่ วฒั นธรรม ประเพณี ความเช่อื รวมถงึ ขอ มลู หางยาวลงไปถงึ คร่งึ หน้าแขง้ ฟหู างเปน็ พวงหรอื แบะออก ขาหลงั ตรง กีบใหญ่แข็ง กบี ท้งั สอง ที่จําเปนสําหรบั การเดินทาง สารคดีเกยี่ วกบั สตั ว ชิดกนั ดูเปน็ วงกลม ทา่ ทางประเปรียว กินหญา้ เรว็ ไม่คอ่ ยเลือกหญ้า มกั เดินออกหนา้ น�าฝูงเสมอ ควรใหข อ มลู ดา นชวี วทิ ยา เชน การขยายพนั ธุ ควายบางตวั กอ่ นจะนอนมกั หมนุ ตวั ไปรอบๆ ทที่ จ่ี ะนอน แลว้ ใชเ้ ทา้ หนา้ ตะกยุ ดนิ ๓ - ๔ ครง้ั แลว้ การดํารงชวี ติ ลกั ษณะนิสยั ความเกีย่ วพนั กบั จึงลงนอน ควายชนิดน้ีเรียกกนั วา่ “ควายกวาดกอง” ถือว่าเป็นควายตระกูลดี ฝกึ ง่าย ใช้งานดี มนุษย ไมว า จะเปน สารคดีประเภทใดกต็ าม ควรแทรกเกร็ด นิทาน ตํานานท่ีมีความเกีย่ วของ ลกั ษณะและนิสัยควายทไ่ี มด่ ี คอื หนังหนายน่ จมกู ร้ัน กระดกู หน้าคด หน้าสั้น เขาใหญ่ กับส่ิงนนั้ ทศั นคติ ความคิดเห็นท่ีเปนประโยชนเ พ่อื เทอะทะ เน้ือเขาหยาบมีรอยแตกร้าว เขาหลุดเขาคลอน เขากางเกะกะ ตาเชื่อมซึม หน้าอก ใหผูอา นพิจารณา เพม่ิ มติ ขิ องเนอื้ หา นับเปนเสนห  แคบ กบี ถา่ ง ขอ้ เท้าออ่ น กบี ยนื่ ไปขา้ งหน้าเหมือนขาเป็ด กน้ เล็ก ตะโพกเล็ก โคนหางเล็ก ซอก ประการหน่งึ นาํ เสนอเนอ้ื หาผานถอยคํา สํานวน โคนหางเปน็ ร่องลึก หางเลก็ สั้น ควายบางตัวนอนกรนหรอื คราง ชอบดดู ลมเขา้ ปากดังเสียงซ้ดี ๆ โวหารทเี่ หมาะสม ใชก ลวธิ กี ารนาํ เสนอ การเลา เรอ่ื ง นสิ ัยเช่นน้ถี อื ว่าเปน็ อัปมงคล ท่ตี รงึ ความสนใจของผอู า นไวไดโ ดยตลอด ทําให 95 เกดิ ความรสู กึ พงึ พอใจเม่อื อานจบ และไมค วรลมื ทจ่ี ะใหค วามสาํ คญั กบั การตงั้ ชอื่ เรอื่ ง) ขอสแอนบวเนนOก-าNรคEิดT เกร็ดแนะครู ขอใดมีความจาํ เปนนอ ยทส่ี ดุ สําหรบั การวางโครงเรอื่ งสารคดี การเรยี นการสอนเร่อื ง การเขียนสารคดี เปา ประสงคหลกั คอื นักเรยี นสามารถ เรอื่ ง “นาน เมืองนีม้ ีมนตข ลัง” ผลติ ผลงานการเขียนสารคดีไดด วยตนเอง นอกจากนักเรียนแลว ครูยงั เปน หนงึ่ ใน ปจจยั สําคัญท่ีจะชวยผลกั ดนั เปา หมายนน้ั ใหเปนจริง ดงั นัน้ หนาทีข่ องครนู อกจาก 1. บุคคลสําคญั ของจงั หวัด 2. ขอมลู เกย่ี วกบั การเดนิ ทาง การตัง้ คําถาม การสรุปประเด็น สง่ิ ทค่ี วรปฏิบตั ิอกี ประการหนึง่ คอื การหาตวั อยาง 3. ความงดงามของธรรมชาติ 4. ศลิ ปวัฒนธรรม ผูคน งานเขยี นประเภทสารคดี ผลงานของนักเขียนซ่ึงไดรบั รางวลั จากองคกร หรือ วิเคราะหคาํ ตอบ หากจะเขียนสารคดที อ งเท่ยี ว โดยเลอื ก สารคดีท่ีมกี ลวธิ ีการเขียน การสรา งสรรคท ่ีนาสนใจ นาํ มาใหน กั เรียนศกึ ษาเพื่อให หวั ขอ เรอ่ื งวา จะเขยี นเกย่ี วกบั จงั หวดั นา น หลงั จากหาขอ มลู เกยี่ วกบั มองเหน็ แนวทางการผลติ ผลงาน ครคู วรเตรยี มสารคดเี รอ่ื งทมี่ คี วามโดดเดน ปรากฏ จงั หวดั แลว ผเู ขยี นควรกาํ หนดแกน เรอ่ื ง วา จะเขยี นถงึ จงั หวดั นา น เอกภาพ สมั พนั ธภาพ และสารตั ถภาพ โดยขออาสาสมคั รนกั เรยี นออกมาอา นออกเสยี ง ในมมุ มองใด เพ่ือวางโครงเรื่องใหสอดคลอง ครอบคลมุ แกน เรอื่ ง ใหเ พอ่ื นฟง แลว รว มกนั วเิ คราะหเพิ่มเตมิ ตอยอดและขยายองคค วามรู สารคดี “นา น เมอื งนมี้ มี นตข ลงั ” อนมุ านไดว า แกน เรอ่ื งของ สารคดนี อ้ี ยทู กี่ ารนาํ เสนอเรอื่ งราวทเ่ี ปน มนตเ สนห ข องเมอื งนา น ทท่ี ําใหผคู นหลงใหล ขอมลู ที่จาํ เปนนอยท่สี ดุ จงึ เปน ขอ มลู เกย่ี วกบั บคุ คลสาํ คญั ของจงั หวดั ดงั นน้ั จงึ ตอบขอ 1. คมู อื ครู 95

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Evaluate Engage Expand Expand ขยายความเขา ใจ 1. จากองคค วามรูเกีย่ วกับสารคดี และกลวิธี โรคของควายทสี่ า� คญั และตดิ ตอ่ ไดง้ า่ ย คอื โรคลงแดง หรอื รนิ เดอรเ์ ปสต ์ โรคปากเทา้ เปอ่ื ย การผลติ งานเขยี นประเภทสารคดี นกั เรียนใช โรคเฮโมรายกิ เซฟตกิ ซเี มยี โรคทตี่ ดิ ตอ่ มาถงึ มนษุ ย ์ คอื โรคกาลหี รอื แอนแทรกซ ์ สงั เกตไดว้ า่ ควาย ความรู ความเขา ใจ ผลิตงานเขยี นสารคดี ที่ตายด้วยโรคน้ีมักมีโลหิตสีด�าไหลออกมาจากจมูก ปาก หรือทวารหนักเม่ือสัตว์ตายแล้ว เดิม ทอ งเทยี่ ว หรอื สารคดเี กยี่ วกบั สัตวอ ยางใด โรคสัตว์ท่ีเกิดขึ้นกับควายนั้น มักเป็นกันเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ อยา งหนง่ึ โดยเลอื กจากความสนใจ มคี วามยาว เมอื งเรา ตอ่ มาราว พ.ศ. ๒๔๘๕ โรคสตั วไ์ ด้แพรล่ งมาทางภาคกลางและภาคใต ้ ท�าให้สตั วเ์ ล้ียง ไมน อ ยกวา 2 หนา กระดาษ A4 สง ครู ตายปีละประมาณ ๑๕,๐๐๐ ตัว ทัง้ ๆ ท่มี กี ารควบคมุ กันแล้ว มาระบาดมากเป็นประวตั กิ ารณใ์ น ป ี ๒๔๘๙ ซงึ่ ตายกวา่ ๒๐๐,๐๐๐ ตวั การควบคมุ โรคสตั วก์ ท็ า� กนั โดยวธิ กี กั สตั วท์ จ่ี ะเดนิ ทางออกไป 2. เมอื่ นักเรียนผลิตงานเขียนสารคดขี องตนเอง จา� หนา่ ยทอ่ี น่ื แลว้ ฉดี วคั ซนี ใหป้ อ้ งกนั โรค โดยผลติ จากเชอื้ ไวรสั ในแพะ ปจั จบุ นั นก้ี ไ็ ดก้ า้ วหนา้ ขน้ึ แลว เสร็จ ใหรว มกนั ปรกึ ษา เพื่อลงมตเิ ลอื ก โดยผลติ วคั ซนี ด้วยเชื้อท่ีเพาะจากไข่ และแผนกวคั ซนี ของกรมปศสุ ัตว์ ทีอ่ า� เภอปากชอ่ ง จังหวดั ประเภทของสารคดที ีจ่ ะนํามาผลติ เปน ผลงาน นครราชสีมา ก็ท�างานได้ผล ท�าให้การควบคุมโรคระบาดในเมืองไทยดีขึ้นมาก แต่กระน้ันก็ต้อง สารคดีโทรทัศน ใหเ วลาสาํ หรบั การปฏิบัติ เข้มงวดกวดขันกันมาก กจิ กรรมขน้ั ตอนน้ี 15 นาที แจง มติทปี่ ระชมุ นอกจากการป้องกันโรคระบาดของควายแล้ว ทางราชการยังมีกฎหมายบังคับให้จด ใหครรู ับทราบ จากนน้ั ครตู ้ังคําถามนําเพื่อให ทะเบยี นต๋วั พิมพร์ ปู พรรณควาย เพือ่ คุม้ ครองกรรมสิทธแิ์ ละปอ้ งกนั การลกั ขโมย โดยบัญญัตเิ ปน็ นักเรียนปฏบิ ตั หิ นา ทีต่ ามความสามารถ กฎหมายมาตั้งแต่ ร.ศ. ๑๑๙ นับว่ากา้ วหนา้ กอ่ นการทา� ต๋วั พมิ พ์รปู พรรณคน หรอื การทา� บตั ร • การผลติ สารคดีโทรทัศนเ รอ่ื งหนง่ึ ๆ ประจ�าตัวประชาชนซ่ึงเพ่ิงมาริเริ่มเมื่อไม่ก่ีปีมานี้เอง การท�าตั๋วพิมพ์รูปพรรณควายน้ัน ใช้ขวัญ กระบวนการใหไ ดมาซง่ึ ผลงาน จาํ เปน ตองมี คือขนทขี่ ึ้นเป็นวงหรือลวดลายท่ีเปน็ พเิ ศษจดไว ้ เป็นลักษณะประจา� ตวั แต่การจดขวญั เปน็ เร่อื ง หนว ยงานยอ ยใดบาง ไมแ่ นน่ อนเพราะไมช่ ดั เจนอาจเหน็ ไมต่ รงกนั และทส่ี า� คญั คอื อาจเปลยี่ นแปลงไดไ้ ปตามวยั ดงั นน้ั จงึ (แนวตอบ กระบวนการผลติ สารคดีโทรทศั น มคี นไปดงู านเกยี่ วกบั เรอ่ื งนจี้ ากตา่ งประเทศ แลว้ แนะนา� ใหใ้ ชก้ า� ไลหรอื ตมุ้ หทู มี่ หี มายเลขทะเบยี น เกิดจากความรวมมือของบคุ คลหลายฝาย หรือใช้เหลก็ เผาไฟนาบเลขหมายทะเบยี นไปทตี่ ะโพกสัตว ์ ทา� ใหเ้ กิดแผลเป็นขนึ้ เป็นเครอื่ งหมาย หรอื เรียกวา ทีมงาน เปนตน วา ฝา ยขอ มลู ท่ีแนน่ อน ก็มีเสยี งเถยี งวา่ เปน็ การทรมานสัตว ์ จึงโลๆ เลๆ ใชว้ ธิ ีการตงั้ แต่สมัย ร.ศ. ๑๑๙ ต่อไป ฝา ยเขียนบท ฝายถายทาํ ฝายลาํ ดับเน้ือหา เรื่องของควายยังมีอีกมากมาย เช่น ในดา้ นสนิ ค้าออก ในด้านอุตสาหกรรมฟอกหนังสตั ว์ และภาพ ฝา ยบรรยายหรือผูดาํ เนินรายการ และผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ ศิลปหัตถกรรมเก่ียวกับเขาสัตว์ กระดูกสัตว์ และในเรื่องเกี่ยวกับ ฝา ยเทคนิค ซงึ่ ฝา ยขอ มูล ฝายเขยี นบทเปน ภาษาและหนงั สือ ซึง่ จะนา� มาเลา่ ส่กู ันตอ่ ไปเปน็ ภาคสองเมือ่ มีโอกาส ภาคหนง่ึ น้ขี อจบแต่เร่อื งที่ ฝายทต่ี อ งทาํ งานรว มกนั อยา งใกลช ดิ ซ่งึ เตือนท่านผู้อ่านท่ีเป็นหญิงสาวว่า อย่าเพิ่งตกใจเมื่อไปเที่ยวทางภาคอีสาน แล้วเผอิญไปพบกับ กระบวนการผลิตสารคดโี ทรทัศน ฝายท่ี ชายหนมุ่ ลกู ทงุ่ ตรงมาถามวา่ นางๆ เหน็ ควายของขอ้ ยบ ่ เพราะคา� วา่ ควายทางอสี านนน้ั ออกเสยี ง เปน แกนกลางของการทํางาน คอื ฝาย มาแลว้ มันหวาดเสยี ว หรอื ไม่หวาด แตก่ ย็ งั เสียวอย่ดู ี เขียนบท ซ่ึงจะตอ งทําหนาท่ีในการถา ยทอด ประเด็นตา งๆ ทเี่ ก่ียวของกับเร่อื งราวท่ีจะ (ควาย: ทองตอ่ กล้วยไม้ ณ อยธุ ยา) นาํ เสนอใหฝ า ยอน่ื เขา ใจ แจม ชดั เหน็ ภาพ เดียวกัน นาํ ไปสูการปฏิบตั งิ านทถ่ี ูกตอ ง) 96 จากน้ันครูใหน ักเรียนประเมินความสามารถ ของตนเอง แลวเลอื กเขาทมี งานแตล ะฝา ย ปฏิบัติงานตามขั้นตอน ผลิตงานสารคดี เพื่อนําเสนอในงานสปั ดาหวชิ าการของ โรงเรยี น เกร็ดแนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ การเรยี นการสอนเกย่ี วกับสารคดี ครคู วรขยายองคค วามรขู องนกั เรียนให นักเรยี นคน ควาเกยี่ วกบั ขน้ั ตอนการสรางสรรคงานสารคดี กวา งขวางออกไป ดว ยการใหค วามรเู ก่ียวกับงานสารคดที ี่เผยแพรใ นปจจบุ นั ซึง่ โทรทศั น บันทึกขอ มลู ทีไ่ ดจ ากการสบื คน นาํ มาอภปิ รายรวมกนั แพรห ลายไปสผู อู า นไดอ ยา งรวดเรว็ ในรปู แบบนติ ยสาร วารสาร หนงั สอื พมิ พ รวมถงึ ภายในชั้นเรยี น การเผยแพรอ อกอากาศทางสถานวี ิทยุ โทรทศั น ซงึ่ เปน สารคดที ม่ี ลี ักษณะเฉพาะ คอื ใชเสียงของผูอานบทสารคดีหรือผูบรรยาย ในบางครั้งอาจมีเสียงดนตรีประกอบ กจิ กรรมทา ทาย ในขณะทอี่ านออกอากาศ การปรบั ความยาวของเนอ้ื หาใหเหมาะสมกับเวลา ซ่ึงเปน สง่ิ สาํ คัญของสารคดปี ระเภทน้ี นกั เรยี นเลอื กศกึ ษาวิเคราะหร ายการสารคดที างโทรทัศน จดบนั ทกึ สาระสาํ คญั กลวธิ กี ารสรา งสรรค และการนาํ เสนอ นอกจากน้ียังมีสารคดีทเี่ ขยี นขน้ึ เพอื่ อา นประกอบภาพยนตรสารคดี ซงึ่ มีความ นํามาอภปิ รายเพือ่ สรางองคค วามรูเ ก่ยี วกับการผลติ สารคดี คลา ยคลึงกับสารคดที ่ีอา นออกอากาศ แตม ีขอแตกตา งที่สาํ คญั คือ ถาอา นโดยไมมี โทรทัศน ภาพยนตรป ระกอบ ผูรับสารจะไมส ามารถเขาใจเนอ้ื หาสาระไดเลย 96 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Evaluate Expand Expand ขยายความเขา ใจ จากสารคดีข้างต้นแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนใช้กลวิธีเชิงพรรณนาในการเขียนบทน�าเพ่ือให้ จากความรู ความเขาใจของนกั เรียนเกย่ี วกบั ผอู้ า่ นไดเ้ รมิ่ ตน้ ทา� ความรจู้ กั กบั สงิ่ ทผ่ี เู้ ขยี นกา� ลงั จะกลา่ วถงึ เปน็ บทนา� ทเ่ี รา้ อารมณค์ วามรสู้ กึ สนใจ ลักษณะทดี่ ขี องงานเขยี นประเภทสารคดี และ และหกั มมุ จนิ ตนาการของผอู้ า่ น เพราะเม่อื เร่ิมตน้ อา่ นผู้อ่านอาจคาดเดาว่าผ้เู ขยี นก�าลงั พรรณนา กลวธิ กี ารสรา งสรรคผ ลงาน ใหร ว มกนั กาํ หนดเกณฑ ความงามของหญิงสาว แต่สุดท้ายผูเ้ ขยี นเฉลยวา่ คอื “ควาย” เพ่อื ใชประเมินผลงานการเขียนสารคดขี องตนเอง เมอื่ เขา้ สเู่ นอ้ื หาสะทอ้ นใหเ้ หน็ จดุ มงุ่ หมายของผเู้ ขยี นคอื ตอ้ งการใหผ้ อู้ า่ นรจู้ กั ควายอยา่ ง และเพ่ือนๆ รวมชัน้ เรยี น รวมถึงใชเปน แนวทาง ลึกซ้งึ จงึ ให้ขอ้ มูลเก่ยี วกบั ควายครอบคลุมตงั้ แตส่ ายพนั ธ์ุ ลกั ษณะทางกายภาพ ถ่ินอาศยั อาหาร ปรับปรุงแกไขในครัง้ ตอไป การสืบพันธุ์ เรื่องราวจิปาถะเก่ียวกับควาย เช่น ต�าราดูลักษณะควายทั้งท่ีดีและไม่ดี โรคระบาด ของควาย กฎหมายเกี่ยวกับควาย นอกจากน้ียังเล่าความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับควายโดย (แนวตอบ เกณฑควรครอบคลมุ ดังนี้ อ้างองิ ขอ้ มลู จากต�านานพ้นื บา้ น พฤตกิ รรมทีแ่ สดงถงึ ความรัก ความทะนุถนอมที่คนมีให้กับควาย • ประเดน็ ทเ่ี ลือกนาํ เสนอ มีความนา สนใจ บทสรปุ ของสารคดีนที้ า� ใหเ้ ห็นว่าคนใช้ประโยชน์จากควายในหลายดา้ น • องคประกอบความเปน งานเขียนสารคดี เนื้อหาทป่ี รากฏในสารคดเี ปน็ ขอ้ เท็จจรงิ ทั้งหมดเกยี่ วกบั ควาย ซึ่งผูเ้ ขยี นไดอ้ ้างองิ ข้อมูล ทางชีววิทยา รวมถึงต�านานพ้ืนบ้าน การใช้ภาษาเข้าใจง่ายท�าให้ผู้อ่านเห็นภาพและรู้จักสัตว์ท่ี สมบรู ณ และถกู ตอง ผ้เู ขยี นตอ้ งการถ่ายทอดทกุ ประเดน็ ซึ่งเป็นจดุ มงุ่ หมายสา� คัญของการเขยี นสารคดีเก่ียวกับสัตว์ • เน้อื หาทนี่ ําเสนอมีมิตริ อบดาน ท้งั ดา นกวา ง การเขยี นสารคดเี ปน็ การเขยี นความเรยี งประเภทหนงึ่ จงึ ตอ้ งมชี อื่ เรอ่ื ง บทนา� เนอ้ื หา และ ยาว ลกึ ถายทอดขอมลู เชงิ กายภาพ และ บทสรุป แต่การเขียนสารคดีเป็นการเขียนที่เป็นไปตามความสนใจของผู้เขียน มุ่งให้ความรู้ จนิ ตภาพ ครบถว น ขอ้ เทจ็ จรงิ ใหข้ อ้ คดิ สอนใจทเี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คม โดยอาจแทรกความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ ใจ • การลาํ ดับเนื้อความเหมาะสมกบั จดุ มุง หมาย นักเขียนท่ีดีจะต้องเป็นนักอ่านที่รู้จักเลือกอ่านหนังสือท่ีมีคุณค่าหลากหลาย จึงจะเกิดความคิด อกี ท้ังสามารถตรงึ ความสนใจของผูอานได กวา้ งไกล ลกึ ซึ้ง สามารถนา� ความคิด ประสบการณ์จากการอา่ นและเขียนไปเปน็ แนวทางพัฒนา จนจบตลอดทง้ั เรือ่ ง นาํ เสนอไดน าสนใจ งานเขยี นของตนเองตอ่ ไปได้ • มกี ลวธิ กี ารเขยี นสว นตา งๆ นา สนใจ เหมาะสม กบั จุดมงุ หมาย เปน ตน วา การข้นึ ตน สว นนาํ 97 การลงทา ยสวนสรุป • ถอยคํา ภาษา สํานวนโวหารที่ปรากฏใช เหมาะสมกับเนื้อหาของเร่อื ง ชดั เจน สอื่ ความเขา ใจงา ย สละสลวย มคี วามสภุ าพ • การตงั้ ช่ือเรอ่ื งนา สนใจ สามารถดงึ ดดู ความสนใจจากผอู า นได • ภาพรวมของสารคดี ปรากฏเอกภาพ หรือความเปน อนั หนงึ่ อนั เดยี วกนั ของเน้ือหา สัมพันธภาพ ถอ ยคาํ ประโยค ยอ หนา แตล ะ ยอหนา มีความสัมพันธ เรียงรอ ยเขา ดว ยกัน อยางตอ เนอ่ื ง มีสารัตถภาพ ผูอ า นไดร ับ ความรู ความเขา ใจ หรือมุมมองใหมๆ พจิ ารณานําไปใชใหเ กดิ ประโยชนใ นชวี ิต ประจาํ วนั ) บูรณาการเชื่อมสาระ บรู ณาการอาเซยี น ความรเู ก่ียวกบั การเขียนสารคดีสามารถบรู ณาการไดกับกลุม การรวมกลมุ เปนประชาคมอาเซียน ในอนาคตประชากรของประเทศไทย สาระการเรยี นรูภาษาไทย และกลมุ สาระการเรียนรูก ารงานอาชพี จะมไิ ดเปน เพยี งประชากรของประเทศไทยเทานั้น แตจะเปน ประชากรของประชาคม และเทคโนโลยี โดยครคู วรขยายองคค วามรขู องนกั เรยี นใหก วา งขวาง อาเซยี น ดงั นนั้ การสรา งความรู ความเขา ใจเกยี่ วกบั รากรว มทางวฒั นธรรมจงึ เกดิ ขนึ้ ลกึ ซงึ้ ดว ยการเรยี นเชญิ ผเู ช่ียวชาญทางดานการเขยี นบทสารคดี ในรูปแบบตางๆ รวมถงึ รายการสารคดี เชน อาเซียนโฟกสั (Asean Focus) เพื่อ เพื่อมาบรรยายใหความรเู กยี่ วกับขอแตกตางระหวางการเขียน ความรู ความเขาใจท่มี ากยง่ิ ขึ้นเกย่ี วกบั กระบวนการผลิตสารคดโี ทรทัศนพ รอ มๆ สารคดีเพ่ือสอ่ื สารกับผอู า น โดยใชต วั อกั ษรเปน สอ่ื กลาง กับการ กบั การสงเสริมการตระหนักรูเก่ยี วกับอาเซียนและความรสู ึกของการเปนประชาคม เขยี นบทสารคดเี พอื่ สอ่ื สารกบั ผอู า นโดยใชภ าพ และเสยี งเปน สอื่ กลาง สรา งสาํ นึกความเปนเจาของ ความเปนเอกภาพทามกลางความหลากหลาย ครคู วร มอบหมายใหน กั เรยี นฟง และดรู ายการสารคดที นี่ าํ เสนอเรอื่ งราวเกยี่ วกบั ประชาคมอาเซยี น นอกจากน้ยี ังควรเรยี นเชญิ ผูเ ชี่ยวชาญดา นการผลิตสารคดี ในเรอื่ งตา งๆ เชน “แมน า้ํ โขงสายเลอื ดอาเซยี น” “อาเซยี น : มรดกทางวฒั นธรรม” โทรทศั นม าใหความรู ความเขา ใจแกนักเรยี นเกย่ี วกบั กระบวนการ เพอื่ วเิ คราะหว จิ ารณแ กน เรอ่ื ง กลวิธกี ารนาํ เสนอวาเหมาะสมหรอื ไม อยา งไร จากน้ัน ผลิต การทํางานรว มกันระหวางฝายตา งๆ เพื่อใหน กั เรียนมีความรู ใหต อบคาํ ถามวา ความเขา ใจ และทกั ษะสาํ หรบั การผลติ สารคดผี า นสอื่ วทิ ยุ โทรทศั น ดวยตนเอง • รายการสารคดีโทรทศั นท รี่ บั ชมชวยทําใหเกิดความเขาใจอนั ดีระหวางกนั ทาง ดานประชาคม สงั คม และวฒั นธรรมไดอยางไร จากประเดน็ คาํ ถามใหน กั เรยี นนาํ คาํ ตอบทีไ่ ดมาอภิปรายรวมกันอกี คร้ัง 97สังเคราะหข อมูล แลวนําเสนอเปนปา ยนเิ ทศประจําชน้ั เรยี น คูมือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Expand Engage Evaluate Evaluate ตรวจสอบผล 1. ครตู รวจผลงานการเขยี นสารคดขี องนักเรียน คาำ ถามประจำาหนว่ ยการเรียนรู้ แตล ะคน โดยใชเ กณฑเ ดยี วกับที่นักเรยี น รว มกนั กาํ หนดภายใตคาํ แนะนาํ ของครู ๑. การเขยี นสารคดมี ีองค์ประกอบส�าคญั อะไรบา้ ง แต่ละองค์ประกอบมลี ักษณะส�าคัญ อยา่ งไร 2. นักเรยี นในระดับชัน้ ม.5 แตล ะหองเรยี น นาํ ผลงานการผลติ สารคดีโทรทศั นออกเผยแพร ๒. การเขียนสารคดีควรเขยี นบทน�า เนือ้ เร่ือง และบทสรุปอยา่ งไร ในงานสัปดาหวิชาการของโรงเรียน หรืออาจ ๓. นกั เขยี นสารคดีทีด่ ีควรมคี ณุ สมบัติอย่างไร รว มกนั จัดนทิ รรศการช่ือ “นดั พบวชิ าการ” ๔. ลักษณะของสารคดีที่ดคี วรเป็นอยา่ งไร โดยขอความอนเุ คราะหจากโรงเรียน ในเรอ่ื ง ๕. ถา้ นักเรียนจะเขียนสารคดที ่องเที่ยวเกี่ยวกับทอ้ งถน่ิ ของตนเอง นักเรยี นจะก�าหนด งบประมาณ สถานท่ี และการเขา รวมกจิ กรรม ของนักเรียนระดับช้นั อืน่ ๆ ใหเ ขารวมแสดง โครงเรื่องอย่างไร จงอธบิ าย ผลงานวิชาการแตละระดับช้ัน ซ่งึ กจิ กรรมน้ี จะชวยสรา งเสรมิ ใหน กั เรียนเรยี นรูกระบวนการ ทํางานรว มกันอยา งเปน ระบบ สามารถนาํ ไป ปรับใชไ ดในอนาคต 3. นักเรยี นตอบคําถามประจําหนว ยการเรยี นรู หลักฐานแสดงผลการเรียนรู กิจกรรมสร้างสรรคพ์ ัฒนาการเรียนรู้ 1. ผลงานการเขียนสารคดปี ระเภททเ่ี ลอื กจาก ๑. ให้นกั เรียนแบง่ กลมุ่ เลอื กอ่านสารคดีจากนิตยสาร กลุ่มละ ๑ เรอื่ ง ร่วมกนั ความสนใจ ความยาวไมน อยกวา 2 หนา อภิปรายเกีย่ วกบั องค์ประกอบและกลวธิ กี ารเขียน นา� เสนอผลการอภปิ ราย กระดาษ A4 (รายบุคคล) หน้าชั้นเรยี น 2. สารคดีทีน่ ําเสนอผา นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ๒. ใหน้ ักเรียนเขียนสารคดที อ่ งเท่ยี วเก่ยี วกบั ท้องถิ่นของตนเอง หรือสารคดเี ก่ียวกับ (สรา งสรรครว มกัน) สัตวท์ ีช่ ื่นชอบหรือสนใจ ความยาว ๑-๒ หนา้ กระดาษ A4 นา� เสนอผลงาน หน้าชน้ั เรยี น 98 แนวตอบ คําถามประจําหนว ยการเรียนรู 1. องคป ระกอบของสารคดสี ามารถแบง ไดท ัง้ องคป ระกอบหลักและองคป ระกอบยอย โดยในท่ีน้จี ะกลาวถึงเฉพาะองคป ระกอบหลกั ซงึ่ ไดแก บทนาํ ซงึ่ เปน สวนทดี่ งึ ดดู ความสนใจจากผอู า น นาํ เขา สูเนอื้ หาสาระภายในเรอ่ื ง สวนเน้ือเรอ่ื ง เปน สว นสําคญั ของสารคดี เพราะเปนสว นทบ่ี รรยาย อธิบาย บอกเลา เร่ืองราวตางๆ ของสิง่ ท่ี นาํ เสนอ บทสรปุ คอื สว นสุดทายทบี่ ง บอกวา การส่ือสารกันผา นตัวหนังสอื ระหวา งผเู ขยี นกบั ผอู า นจบลงแลว 2. การเขยี นบทนํา ถอยคาํ แตละถอ ยคํา ประโยคแตละประโยคท่เี ลอื กสรรนาํ มาใชจะตองมพี ลงั กระทบความรูสกึ กระหายใครรูของผูอาน ใหตดิ ตามเรอ่ื งตอไป การเขยี นสวนเน้ือเรื่อง ผูเขยี นจะตอ งมีวธิ ีการนาํ เสนอท่ตี อเนอ่ื ง ตรึงความสนใจของผอู าน การเขยี นบทสรุป ผูเขียนควรเลือกสรรถอ ยคาํ ท่ที าํ ใหผูอานรสู กึ ประทบั ใจ พงึ พอใจทีไ่ ดรับท้ังความรู ความบนั เทิง 3. ผูเ ขยี นสารคดที ่ีดคี วรเปนผทู ่ีแสวงหาความรูใหแกตนเองอยอู ยา งสม่าํ เสมอ มีมมุ มองทีแ่ ตกตาง แตเปน ประโยชน มคี วามรู ความเขา ใจในลักษณะเฉพาะของงานเขยี น ประเภทสารคดี รวมถึงกระบวนการผลิตสรางสรรคผ ลงาน 4. งานเขียนประเภทสารคดที ดี่ ี ควรปรากฏทั้งความเปน เอกภาพ หรอื ความเปนอันหนง่ึ อนั เดียวกันของเนอ้ื หา สัมพนั ธภาพ หรอื ความรอยเรียง และสารัตถภาพ หรอื เน้ือหาสาระที่เปนประโยชนต อ ผอู า น 5. เรมิ่ จากหาขอมูลอยางรอบดา น กําหนดแกน เรือ่ งใหชัดเจนวา จะถา ยทอดเร่ืองราวของทองถน่ิ ออกมาในมุมใด แตโ ดยหลกั ๆ แลว ส่งิ ท่ีจะตองปรากฏในโครงเรือ่ ง เชน สภาพภมู ิศาสตร ประวัติศาสตรชมุ ชน วิถีชีวิตของคนในชมุ ชน สภาพในปจจบุ ัน เปน ตน 98 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Engage Expand Evaluate เปา หมายการเรยี นรู ตอนท่ี ๑๒ 1. ระบุองคประกอบ และขั้นตอนการประเมิน คณุ คา งานเขียนประเภทเรอื่ งสั้น สารคดี และบทรอยกรอง 2. ประเมินคณุ คา งานเขียนของตนเอง และผูอ ื่น เพื่อนาํ มาพฒั นางานเขียนของตนเองตอไป สมรรถนะของผูเรยี น 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 2. ความสามารถในการคดิ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค 1. ใฝเ รยี นรู 2. มงุ มนั่ ในการทาํ งาน การประเมงานิ นคเุณขียคนา กระตนุ ความสนใจ Engage ôหนว่ ยการเรียนรูท ่ี เปน พฒั นาการอกี ขนั้ หนง่ึ ของการรบั สาร ซงึ่ ครนู ําเขา สหู นวยการเรียนการสอน การ ผูรบั สารจะตองวเิ คราะห แยกแยะรายละเอยี ด ประเมินคณุ คางานเขียน ดวยวิธีการต้งั คาํ ถาม และตีความ กอนท่ีจะใชดุลยพินิจประเมินคุณคา งานเขยี นอยา งมีเหตุมีผล ทาํ ใหเห็นคุณคาและเขาใจ • นกั เรยี นคดิ วา การอา นงานเขยี นในครง้ั หนงึ่ ๆ เจตนารมณของผูสงสารไดอยางถองแท ผูที่มีทักษะ เพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด ควรมีแนวทาง การประเมินคุณคางานเขียน ยอมสามารถนําวิธีการคิด การอา นอยา งไร และกลวธิ กี ารเขียนไปใชพฒั นางานเขยี นของตนเองได (แนวตอบ การอานงานเขยี นในคร้ังหนงึ่ ๆ เพอ่ื ใหเ กดิ ประโยชนส งู สดุ คอื ไดม ากกวา ความรู การประเมินคณุ คา งานเขียน และความบันเทิง ผูอา นควรใชวิจารณญาณ ในการพิจารณาเนื้อหาสาระที่อา น วามี ตวั ช้วี ดั สาระการเรียนรูแกนกลาง องคป ระกอบใดบาง แตละองคประกอบมี ลกั ษณะอยา งไร ปรากฏขอ เทจ็ จรงิ ทค่ี วรคา แก • ประเมนิ งานเขียนของผู้อ่นื แลว้ นา� มาพฒั นา • การประเมนิ คณุ ค่างานเขยี นในด้านตา่ งๆ ความนาเชอื่ ถอื มากนอ ยเพยี งใด หากปฏบิ ัติ งานเขยี นของตนเอง (ท ๒.๑ ม.๔-๖/๕) ดงั แนวทางขา งตน ไดจ ะทาํ ใหไ มต กเปน เหยอื่ หรอื หลงเชอื่ สอื่ ตา งๆ โดยขาดการคดิ พจิ ารณา) เกร็ดแนะครู การเรียนการสอนในหนว ยการเรียนรู การประเมินคุณคางานเขยี น เปา หมาย สําคัญคอื นักเรยี นมีความรู ความเขาใจ เกย่ี วกบั องคประกอบของงานเขียนซ่งึ เปน องคค วามรูสาํ คญั ท่จี ะทาํ ใหว ิเคราะห วิจารณ และประเมินคณุ คางานเขยี นได นาํ สิง่ ทไี่ ดรับจากการประเมนิ คุณคา มาใชพ ฒั นางานเขียนของตนเอง การจะบรรลุเปา หมายดังกลา ว ครูควรออกแบบการเรียนการสอน โดยใชวธิ ีการ แบงกลมุ ใหแ ตล ะกลมุ คนควา ในประเดน็ ท่ีตา งกนั นาํ ขอมูลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู รว มกัน รวมถึงการอธบิ ายความรูผานขอ คาํ ถามของครู เมือ่ นกั เรียนมีองคความรู เพียงพอทจ่ี ะประเมินงานเขยี นได จงึ ใหแลกเปล่ียนงานเขยี นสารคดีของตนเอง ในหนวยการเรียนรูทผี่ า นมากบั เพอื่ น นาํ มาประเมินคณุ คา ตามแนวทางทีไ่ ดศ ึกษา การเรียนการสอนในลกั ษณะนี้จะชวยฝกทกั ษะทจี่ ําเปน ใหแ กน กั เรียน เปนตน วา ทักษะการคิดอยา งมีวิจารณญาณ การยอมรบั ฟง ความคดิ เหน็ ของผูอ่ืน คมู ือครู 99

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Expand Evaluate กระตนุ ความสนใจ Engage ครูยงั คงใชการตัง้ คาํ ถามเปนวิธสี าํ หรบั การ ๑. การประเมินคณุ ค่างานเขียน กระตนุ ความสนใจ โดยต้งั คาํ ถามวา งานเขียนหรือวรรณกรรม คือ สง่ิ ทเี่ ขยี นข้ึนท้งั หมด จะใช้รปู แบบใดหรอื เพื่อจุดมุง่ หมาย • การประเมนิ คณุ คา งานเขยี น มสี วนเกีย่ วขอ ง อยา่ งใดก็ได้ เช่น นวนยิ าย เรอ่ื งสน้ั บทละครพดู สารคดี บทความ ต�ารา ข่าว ประกาศ คา� อธิบาย กบั การพัฒนางานเขียนอยางไร วธิ ีใช้ส่ิงตา่ งๆ (แนวตอบ การประเมนิ คุณคา งานเขยี นเปนวิธี งานเขียนแตล่ ะเรอ่ื งอาจนา� เสนอแนวคิดหรือใช้กลวิธกี ารน�าเสนอแตกตา่ งกัน คุณคา่ ของ ทสี่ ะทอนความคดิ เห็น ความรสู กึ ของผูอ าน งานเขียนที่ผู้อ่านได้รับก็แตกตา่ งกนั ออกไปด้วย ผ้อู า่ นจึงควรเรยี นร้แู นวทางในการประเมินคณุ ค่า ทีม่ ีตอ เรอ่ื งที่อานใหเ จา ของงานไดร ู เมอื่ งานเขียน เพื่อนา� ไปใชเ้ ป็นหลกั ในการประเมนิ งานเขยี นท่ีไดอ้ า่ นและนา� ไปใชเ้ พอ่ื เปน็ แนวทางใน ผเู ขียนไดทราบวาผูอานมปี ฏกิ ิรยิ าตอบรบั การพฒั นางานของตนเองต่อไป ตอผลงานอยางไร หากสรางสรรคผ ลงาน การประเมนิ คณุ คา่ คอื การตดั สนิ คณุ คา่ ของเรอ่ื งราวทอี่ า่ นหลงั จากผา่ นการวเิ คราะหแ์ ละ ชนิ้ ใหม จงึ ไมควรละเลยความคดิ เห็นเหลาน้ี วจิ ารณ์มาแล้วว่างานเขยี นชน้ิ น้ดี หี รอื ไม่ นา่ เชื่อถือหรอื ไม่ มีคุณคา่ ดา้ นใดบา้ ง เพราะจะทําใหสามารถสรางผลงานไดดยี ่ิงขนึ้ ในการประเมินคุณค่างานเขียน ผู้อ่านควรรู้ความหมายและขั้นตอนของการประเมินค่า ตรงกับความตองการของผูอ า น การใหผอู นื่ เพอื่ นา� ไปใชใ้ นการประเมนิ คณุ คา่ งานเขยี นไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ซง่ึ หลกั ในการประเมนิ คณุ คา่ งานเขยี น ประเมินงานของตนเอง ยังจะทําใหม องเห็น มดี งั น้ี ขอบกพรองประการตา งๆ ทีผ่ ูเ ขยี นอาจมอง ๑) รู้ประเภทของหนังสือหรืองานประพันธ1์ ว่าเป็นงานเขียนประเภทใด เป็นร้อยแก้ว ไมเ หน็ หรอื เห็นวา ไมสาํ คัญ ซ่ึงอาจลดคุณคา กร้อารยอกา่รนอพง ิจนารวณนิยา2าแยล ะปเรร่ือะงเมส้ันิน คนณุ ิทคาา่ นต า่ งบกทนั ล ะคควรร จหับรใจือคสวาารมคดสา�ี คเพัญรขาอะงงเารนือ่ เงขทีย่ีอนา่ แนตใ่ลหะ้ไปดร้ ะเภทมีวิธี ของงานลงได ดงั นน้ั หากมกี ารประเมนิ ผลงาน ๒) อ่านอย่างละเอียดถ่ีถ้วน เพื่อวิเคราะห์แยกแยะรายละเอียดของเรื่องท่ีอ่าน โดย แลว ผไู ดร บั การประเมนิ นําขอ มลู เหลาน้นั มา พจิ ารณาหาความสมั พนั ธข์ องโครงสรา้ งในสว่ นตา่ งๆ ของเร่อื ง เช่น เนอื้ หา แนวคดิ รปู แบบ และ ปรับใชกับการสรางสรรคผลงานของตนเอง กจ็ ะชว ยใหมพี ัฒนาการดา นการเขยี นที่ดีขนึ้ ) สาํ รวจคน หา Explore ก ลวิธีในก๓า)ร นต�าคี เวสานมอ3 เเรปื่อน็ งก การาทรใา� ชค้สวา�านมวเขนา้ภใาจษคาวามหมายของคา� และประโยคตา่ งๆ ทผ่ี เู้ ขยี นอาจซอ่ น ครูทาํ สลากเทากับจาํ นวนนักเรียนในชั้นเรียน ความหมายแฝง ไมไ่ ด้สือ่ ความหมายตามรปู ค�า ผู้อา่ นต้องอา่ นเร่ืองราวท้งั หมดเพอื่ สงั เกตให้เห็น โดยระบหุ มายเลข 1, 2 และ 3 พรอ มขอ ความ ใน ความโดดเด่นทแ่ี ปลกไปจากข้อความปกติ ซง่ึ ผ้อู ่านจะต้องอาศยั ทักษะความรู้ ประสบการณ์ และ จํานวนเทาๆ กัน หรอื เฉล่ยี ตามความเหมาะสม ภมู ิหลัง เพ่ือคน้ หาสารทผ่ี เู้ ขียนต้องการสือ่ ถงึ ผอู้ ่าน จากน้ันใหแตล ะคนออกมาจบั สลากประเด็นสําหรบั ๔) ประเมินคุณค่า เป็นการตัดสินหรือตีคา่ ส่ิงทีอ่ า่ น ผูอ้ า่ นจะตอ้ งประเมนิ คา่ เรื่องทอี่ ่าน การสบื คนความรรู วมกัน ดังนี้ มถงึีเหควตาุผมล4นโา่ดเยชใอ่ื ชถ้เกอื ณควฑา์มมาสตมรบฐรูาณน ์ทแี่ไลดะ้รคับวกามารถยกู อตมอ้ รงับขอเปง็นกาเครนรื่อา� เงสมนืออสเนรอ่ืับงส ซนงึุ่นคเวทรียเปบน็เคกียางร ตผดั สู้ปนิระอเยมา่ ินง จึงต้องเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์เก่ียวกับกระบวนการอ่านและกระบวนการเขียนเป็นอย่างด ี หมายเลข 1 การประเมินคุณคา เร่ืองสน้ั การประเมนิ คณุ คา่ จึงจะเกิดประโยชนส์ งู สดุ หมายเลข 2 การประเมนิ คุณคาสารคดี หมายเลข 3 การประเมินคุณคาบทรอ ยกรอง 100 โดยนักเรยี นสามารถสืบคนไดจากแหลงขอ มลู ตางๆ ทเี่ ขาถึงได และมีความนา เชอื่ ถือ บนั ทึก ขอ มลู นาํ มาอธิบาย อภปิ ราย ซักถาม เพื่อสราง องคค วามรรู ว มกัน นักเรยี นควรรู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT ขอใดนยิ ามคําวา “การประเมินคุณคางานเขียน” ไดถ กู ตอ ง 1 รปู ระเภทของหนังสอื หรืองานประพันธ สําหรับการประเมินคณุ คา งานเขยี น 1. การวิจารณผ ลงานดว ยคาํ พูดท่คี มคาย นา ฟง ขอ สาํ คัญประการแรก คอื ผปู ระเมินจะตอ งมคี วามรู ความเขา ใจเกีย่ วกบั ประเภท 2. การตดั สนิ คณุ คา ของงาน ซงึ่ เปน ผลมาจากการวเิ คราะห วจิ ารณ ของเรอ่ื งที่ประเมนิ เพ่อื ใหสามารถแยกแยะองคประกอบไดถกู ตอ ง เพราะงาน 3. การแสดงใหเ หน็ องคป ระกอบภายในของงานเขยี นแตล ะประเภท เขยี นแตล ะประเภทมีแนวทางการวเิ คราะห วิจารณ ประเมนิ คา แตกตา งกัน 4. การชใี้ หเ หน็ ความโดดเดน ของกลวิธกี ารสรางสรรคง านเขยี น 2 วิธีการอานพจิ ารณา ผูทีจ่ ะประเมินคุณคา งานเขยี นของผอู ่ืนได จะตองมสี มาธิ วิเคราะหคาํ ตอบ การประเมินคุณคางานเขยี น คือ การตัดสนิ ในการอา นเรื่องอยางตอ เน่ือง ต้งั แตตน จนจบ ซึ่งเปน ขน้ั ตอนแรกของการประเมนิ คุณคา ของงานเขยี นท่ไี ดอ า น ซงึ่ การประเมินคณุ คา นั้นเปน ผล 3 ตีความ นอกจากจะตองตคี วามจากลายลักษณอกั ษรแลว ยังตองตคี วาม มาจากการวิเคราะหอ งคประกอบแตละสวนของเรอื่ งนั้นๆ แสดง ความหมายระหวางบรรทดั ทีผ่ ูเขียนแฝงไวอกี ดวย ความเห็นทีม่ ตี อองคป ระกอบวามีความเหมาะสมหรอื ไม อยา งไร 4 ตัดสินอยา งมีเหตผุ ล การประเมนิ คุณคางานเขียน ไมว าประเภทใดก็ตาม การวเิ คราะห วจิ ารณ จะทาํ ใหผ ปู ระเมนิ ตดั สนิ ไดว า งานเขยี นนน้ั ๆ ผปู ระเมินทีด่ ี ควรใชเ หตุผลหรือวจิ ารณญาณเปน พ้นื ฐานรองรับการประเมนิ เพราะ มีคุณคาหรอื ไม ดว ยเหตผุ ลตางๆ ดังนน้ั จงึ ตอบขอ 2. จะทําใหผลการประเมนิ มีความนา เช่ือถอื 100 คูมอื ครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ๒. แนวทางการประเมนิ คณุ ค่างานเขียน 1. กอนการอธิบายความรูของนักเรยี นกลมุ ที่ จบั สลากไดห มายเลข 1 ครคู วรเกรน่ิ นาํ เกยี่ วกบั ชตุ มิ า สจั จานนท ์ และคณะ (๒๕๔๒) ไดน้ า� เสนอเกณฑก์ ารประเมนิ คณุ คา่ วรรณกรรมไทย องคค วามรูท่ีจําเปนสาํ หรบั การประเมนิ คุณคา เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์ ประเมินคุณค่าวรรณกรรม และใช้เป็นแนวทางใน งานเขยี น นกั เรยี นจะตอ งมคี วามรู ความเขา ใจ การสรา้ งสรรคว์ รรณกรรมทมี่ คี ณุ คา่ ดว้ ยเกณฑก์ ารประเมนิ คณุ คา่ น ี้ ซง่ึ นกั เรยี นสามารถนา� ไปใชใ้ น เกี่ยวกบั องคป ระกอบแตละสว นของงานเขยี น การอ่านเพ่ือประเมินคุณค่างานเขียนท้ังของตนเองและผู้อ่ืน เพ่ือน�ามาใช้ในการพัฒนางานเขียน ประเภทตางๆ เปนตน วา เร่ืองส้ัน สารคดี ของตนเองได้ โดยใช้แนวทางการประเมินเป็นเครื่องช่วยก�าหนดทิศทางและขอบเขตงานเขียน จากนัน้ ครตู ง้ั ประเด็นเพ่อื ใหน กั เรียนกลุมที่ เพอื่ ให้ผลงานมีเอกภาพและคณุ ภาพ จับสลากไดหมายเลข 1 ออกมาอธิบายความรู ซง่ึ ประเด็นทีค่ วรกําหนดใหค อื “องคป ระกอบ ๒.๑ การประเมินคณุ ค่าเรื่องสน้ั ของงานเขยี นประเภทเรือ่ งสั้น” การประเมนิ ควรครอบคลุม ๔ ประเดน็ ใหญ่ ไดแ้ ก่ 2. นักเรยี นกลุม ทจ่ี บั สลากไดหมายเลข 1 ๑) เนือ้ หาและแนวคดิ มีความเปน็ สากลและมีลกั ษณะเฉพาะตน สง ตวั แทน 2 คน ออกมาอธบิ ายความรเู กยี่ วกบั ๒) ๒กล.๑ว)ิธ นีโคาำ รเสงเนรอ่ือ1งเร ค่อื วงร มพโีจิ คารรงณเราอ่ื จงาเกดอยี งวค โ์ปครระงกเรออื่ บง มดกี ังานรี้สรา้ งปมปญั หาหรอื ความขดั แยง้ องคป ระกอบของเรื่องส้นั ที่ไดจากการสบื คน รว มกับเพ่อื น และคล่ีคลายได้อยา่ งนา่ สนใ2จ (แนวตอบ เร่ืองสนั้ จัดเปน งานบนั เทงิ คดี ๒.๒) แก่นเร่ือง มีแกน่ เรื่องเดยี วและมีความชดั เจน ประเภทหนงึ่ โดยมอี งคประกอบทค่ี วรกลา วถึง ๒.๓) การดา� เนนิ เรอื่ ง เปดิ เรอื่ งนา่ สนใจ ดา� เนนิ เรอื่ งตามปมปญั หาหรอื ความขดั แยง้ 6 ประการ ไดแ ก 1. แกน เร่อื งหรือสาระสาํ คัญ อย่างชัดเจนน่าติดตาม เสนอเหตุการณ์ในระยะรวบรัดและปดิ เร่อื งอยา่ งนา่ ประทับใจ อาจปดิ เร่ือง ที่ผูเ ขยี นตองการนําเสนอ 2. โครงเรอ่ื ง คอื ด้วยการคลายปมปัญหาหรือการทิ้งเรื่องไว้ให้ผู้อ่านน�าไปขบคิดใคร่ครวญต่อ จะท�าให้ผู้อ่านเกิด เหตุการณช ดุ หน่งึ ที่เกิดขึ้นตอเนอ่ื งกนั เปน เหตุ ความประทบั ใจและจดจ�าเรอื่ งส้นั นนั้ ๆ ไวใ้ นใจ เปน ผล หรืออธบิ ายใหเขาใจไดโ ดยงา ยวา ๒.๔) ฉาก ตอ้ งสอดคล้องกบั เหตุการณ์ในเร่ือง ท�าใหเ้ ขา้ ใจลักษณะนิสัยและอารมณ์ เมื่อส่งิ นี้มีสงิ่ น้นั จงึ เกิด 3. ตวั ละคร คือ บคุ คล ของตวั ละครชัดเจนขนึ้ กอ่ ให้เกดิ อารมณ์สะเทอื นใจ ช่วยสรา้ งจนิ ตภาพของผ้อู า่ นทีม่ ีต่อตวั ละคร ที่ผแู ตงสมมตขิ ้ึนมาเพือ่ ใหกระทําพฤติกรรม ได้ชดั เจนยง่ิ ข้ึน ในเร่อื ง มบี ทบาทในเน้อื เรอ่ื ง เปนผูท ่ีทําให ๒.๕) ตัวละคร ต้องสอดคล้องกับแนวเรื่อง มีการพัฒนานิสัยอย่างสมเหตุสมผล เร่ืองเคลอ่ื นไหวไปสูจุดหมายปลายทาง แ ละมีบทบาท๒ส.๖ัม)พ ันบธท์กสับนเทร่อืนงา3 ช่วยในการด�าเนินเร่ือง บทสนทนาต้องสอดคล้องกับตัวละครและ 4. บทสนทนา คือ คําพดู ของตัวละครทีใ่ ช ใชภ้ าษาสอดคลอ้ งกบั เนื้อเรื่อง โตต อบกัน ซง่ึ บทสนทนาจะชวยทาํ ใหผอู า น ๓) การใชภ้ าษา เหมาะกับลกั ษณะของเรือ่ งและภาษามลี ีลาเฉพาะตัว ทราบแนวคดิ ของผูแ ตง รูจกั และทราบภมู หิ ลงั ๔) คณุ คา่ ของเรอ่ื ง เนอ้ื เรอื่ งใหค้ วามบนั เทงิ ใหข้ อ้ คดิ ทา� ใหต้ ระหนกั และเขา้ ใจชวี ติ อยา่ ง ของตวั ละคร รวมถงึ ชว ยทาํ ใหเ รอ่ื งดาํ เนนิ ไป ลุ่มลึกหรือเสนอแงค่ ิดแก่ผอู้ ่าน รวมท้ังมเี น้ือเร่ืองจรรโลงจติ ใจหรือสังคม แทนการบรรยายแตเพียงรปู แบบเดยี ว 5. ฉาก คอื สถานที่ เวลา และสภาพแวดลอ มทุกอยา ง 101 ท่ปี รากฏ เพอ่ื บอกใหผ อู า นทราบวา ตัวละคร กําลงั แสดงบทบาทในสง่ิ แวดลอมอยา งไร และ 6. บรรยากาศของเร่ือง คอื ทศั นคตขิ องผอู าน ทเ่ี กิดขนึ้ ตอส่งิ ใดส่งิ หนง่ึ ท่ผี เู ขยี นไดรอ ยเรียงไว) กจิ กรรมสรา งเสรมิ นักเรยี นควรรู นกั เรียนคนควา ขอ มลู เกยี่ วกับกาํ เนดิ และวิวฒั นาการของ 1 โครงเรื่อง คือ กลวิธีการเชอ่ื มโยงเหตกุ ารณท ีเ่ กดิ ข้ึนภายในเร่อื งใหด ําเนิน เรอ่ื งสน้ั ไทย นาํ มาอภิปราย แลว สังเคราะหค วามรรู ว มกัน ตอเน่อื งเปนเรอื่ งราวอยางมเี หตุผลต้ังแตต น ไปจนจบ ดังนน้ั ภายในโครงเรอ่ื งจึงมี ในลักษณะปา ยนิเทศประจาํ ช้ันเรียน สว นประกอบยอ ย ไดแ ก การเปด เรอื่ ง การผกู ปม การหนว งเรอื่ ง จดุ สดุ ยอดของเรอ่ื ง การคลายปม และการปด เรอ่ื ง หรืออาจเรียกสว นยอยๆ นว้ี า “การดําเนนิ เรอ่ื ง” กิจกรรมทาทาย 2 แกน เร่อื ง คือ สารทผี่ ูแ ตงตองการใหผ ูอา นทราบ งานเขยี นบันเทิงคดี ไมจ าํ เปนตอ งมสี ารัตถะทุกเรอื่ ง ขึน้ อยูกบั จดุ มุงหมายของผูแตง เปนสําคัญ กอ น นกั เรยี นคน ควา ขอ มลู เกี่ยวกบั ประเภทของเรือ่ งส้นั ท่ีใชเกณฑ ลงมอื เขียนเรื่องบนั เทงิ คดีแตละครง้ั ผูแตง จะคิดแกนเร่อื งข้นึ มากอ น แลว จึงคิด ในการแบงแตกตา งกัน เปนตนวา ลกั ษณะการแตง เน้ือหา กําหนดสว นประกอบอื่นๆ ของเร่ืองใหมคี วามสอดคลองกบั แกนเรือ่ งไปโดยตลอด ประโยชนท ่ผี ูอา นจะไดร บั พรอ มยกตวั อยางชือ่ เร่อื งประกอบ 3 บทสนทนา ลักษณะของบทสนทนาที่ดีควรมีความสมจริง เปนประโยชนตอ นาํ เสนอในรปู แบบใบงานเฉพาะบคุ คล สง ครู ผเู ขียนและผูอ า น เปนตนวา ชวยในการดําเนนิ เร่ือง เปน เครอ่ื งมือสง ผานแนวคิด คูมือครู 101

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Expand Evaluate Explain Explain อธบิ ายความรู ครใู ชก ารตั้งคาํ ถามเพื่อใหน ักเรยี นมีโอกาส ตัวอย่าง เรอ่ื งส้ัน อธิบายความรเู ก่ียวกบั การประเมนิ คุณคา งานเขยี น ประเภทเรอ่ื งสน้ั โดยใชค วามรเู ดมิ ของแตล ะคน สมุดเลม่ แดง ผมนัง่ มองสมุดเล่มแดงที่วางอย่บู นโต๊ะท�างานของผมมานานเทา่ ไรแล้วกไ็ มร่ ู้ สมุดปกสีแดง • นกั เรียนเขาใจความหมายของการประเมิน เรียบๆ ขนาดไม่หนาไม่บาง ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ท่ีหน้าปกตัวหนังสือเขียนอย่างบรรจงว่า คุณคา งานเขยี นวา อยา งไร “หา้ มเปิด ถ้าไมไ่ ดเ้ ป็นเจ้าของ” (แนวตอบ การประเมนิ คณุ คางานเขยี น คอื ถ้าเป็นคนอ่ืน เขาคงรีบเปิดอ่านโดยทันทีท่มี ีโอกาส แต่ผมกลับน่งั มองอย่อู ยา่ งน ้ี โดยไม่ได้ การตดั สนิ วาเรื่องนั้นๆ มีคณุ คาอยา งไร ซ่งึ เปิด หรอื คิดจะเปดิ มนั อา่ นเลย ไมร่ ู้เหมือนกันวา่ ท�าไม เปนการตดั สนิ ท่ีเกดิ ขึ้นหลังจากทผ่ี ูประเมิน ผมเจอสมุดเล่มน้ีท่ีป้ายรถเมล์ เจ้าของคงลืมวางไว้ระหว่างที่รอรถ มันวางสงบอยู่อย่างน้ัน ไดใชว ิจารณญาณในการวิเคราะห วิจารณ จนกระทั่งผมหยิบขึ้นมา ผมมองไปรอบตัว ก็ไม่มีใครที่น่าจะเป็นเจ้าของ แต่ไม่รู้ท�าไมผมถึงเก็บ องคป ระกอบตา งๆ ของเรื่องสัน้ เปน อยางดี มันกลบั มาทีบ่ ้าน ทง้ั ๆ ท่ีควรจะวางมนั ไวท้ เ่ี ดิม การวเิ คราะหอ งคป ระกอบของเรอ่ื งส้ัน ตวั ผมเองไม่เคยจดบนั ทกึ ประจา� วนั หรอื เขยี นไดอารง ไดอารอี่ ะไรหรอก ชีวิตของผมเร่งรบี เปน กระบวนการแรกของการประเมินคณุ คา เกินกว่าจะมาบรรจงขีดเขียนอะไรไร้สาระแบบ “วันนี้ เหงาเหลือเกิน...วันน้ีต้องนอนคนเดียว... ซงึ่ มีขั้นตอนการประเมินอยู 3 ขนั้ ไดแก วนั นน้ี งั่ กนิ ขา้ วคนเดยี ว ฯลฯ” หรอื เพราะวา่ ถา้ หากผมบนั ทกึ มนั คงทา� ใหผ้ มรสู้ กึ แย ่ ถา้ หากเปดิ มา ขนั้ วเิ คราะห ขน้ั วจิ ารณ และขน้ั ตดั สนิ ประเมนิ คา อ่านไดอารี่ตัวเอง แล้วพบว่ามันช่างเหงาเหลือเกิน หรือมันช่างซ้�าซากจ�าเจเสียเหลือเกินจนไม่มี โดยข้นั วิเคราะห คือ การคลี่ หรอื การแจกแจง อะไรนา่ สนใจ องคป ระกอบตา งๆ ทมี่ ว นรวมกนั เปนเรอ่ื งสัน้ ผมลม้ ตวั ลงนอนลงบนเตยี ง ขา้ งตวั ผมมเี พยี งหมอนทว่ี างระเกะระกะทา่ มกลางความมดื ผม เรื่องหนง่ึ ออกมาใหเห็นชัดเจน หรอื หาก ยังมองเห็นสมดุ เล่มนน้ั วางอยู่บนโต๊ะ ผมมองดูมนั จนหลับไป เปรยี บเทยี บกค็ อื การรอ้ื หลังคาของเรอื นไทย ...หลงั จากทผี่ มตอ้ งออกไปทา� งาน วนุ่ วายกบั ชวี ติ มนษุ ยเ์ งนิ เดอื น สงิ่ ทม่ี คี ณุ คา่ มากทสี่ ดุ ของ เรอื นหนง่ึ ออก เพอื่ ใหม องเหน็ โครงสรา งภายใน ชวี ิตผม คือการได้อยูใ่ นโลกส่วนตัว...ห้องของผม เปน ตน วา อกไก จันทัน ขื่อ แป ขนั้ วจิ ารณ ผมหยบิ สมุดเล่มแดงน้ันมาดใู กลๆ้ สภาพของมนั ยังคงดูใหมๆ่ อยเู่ ลย ผมลูบปกสมดุ อยา่ ง คอื ขน้ั ของการแสดงความคดิ เหน็ ของผปู ระเมนิ เบาๆ ใจหนง่ึ อยากจะเปดิ ดสู วิ า่ เจา้ ของเขาเขยี นอะไรไวบ้ า้ ง แตก่ ค็ ดิ ไดว้ า่ เจา้ ของเขาคงจะรกั สมดุ ท่มี ีตอแตละองคป ระกอบของงาน โดยตอง เล่มนี้มาก และต้องการให้มันเป็นความลับ เป็นโลกส่วนตัวของเขา เหมือนท่ีผมต้องการที่จะมี ชแ้ี จงใหเหน็ ทัง้ ขอ ดี และขอ บกพรอง โลกส่วนตัวของผม ขององคป ระกอบแตละสว น โดยพิจารณา ผมตดั สนิ ใจอะไรบางอยา่ งไดแ้ ลว้ ผมลกุ ขนึ้ แตง่ ตวั และไมล่ มื ทจี่ ะหยบิ สมดุ เลม่ แดงนตี้ ดิ มอื จากความสอดคลอ งกับแกน เรือ่ ง หรอื แนวคิด ออกไปด้วย... สาํ คัญของเรอื่ ง ซ่ึงการวิเคราะห วจิ ารณน ัน้ ป้ายรถเมล์...วันน้ีมีคนมากมายยืนบ้างนั่งบ้างอยู่เต็มไปหมด ผมเลือกน่ังเก้าอี้ที่เดียวกับ ผูเ ขยี นควรใชเ หตผุ ล และวิจารณญาณเปน วันท่ีผมพบสมุดเล่มน้ี ผู้คนมากมายรอบตัวผม ต่างไม่มีใครสนใจกันและกัน ทุกคนล้วนรอเวลา พ้ืนฐานของการพจิ ารณา นอกเหนือไปจาก ท่จี ะไปจากท่ีน ี่ ผมนง่ั มองดผู ูค้ นเดนิ ผา่ นไปมาอยู่นาน จนรตู้ วั อีกทกี เ็ หลือผมเพียงล�าพัง ความรู ความเขา ใจ ซง่ึ การวเิ คราะห วจิ ารณท ด่ี ี จะนาํ ไปสกู ารตัดสนิ ประเมินคาที่ดีได เพราะ 102 ผูประเมนิ จะสามารถตัดสินคณุ คา ของเรอ่ื งได จากผลของการวิเคราะห วิจารณ) เกรด็ แนะครู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT การประเมินคณุ คา งานเขียนเปน ข้ันตอนที่สืบเนอ่ื งจากขน้ั ตอน การเรยี นการสอนเกี่ยวกับการประเมินคุณคา งานเขียน ครูควรชี้แนะใหนกั เรยี น ในขอใด เขาใจวา หากจะแบง งานเขียนเปนประเภทใหญๆ สามารถแบงได 2 ประเภท คอื 1. การแยกแยะ งานเขียนประเภทบนั เทงิ คดี ซึ่งเปนงานเขียนท่ีผแู ตงมจี ดุ มุงหมายใหผอู า นไดรบั 2. การพิจารณา ความสนุกสนาน เพลิดเพลินเปนสาํ คญั ในขณะเดียวกันก็จะไดรับความรู แงค ิด 3. การสืบสาเหตุ ตางๆ ทีส่ ามารถนาํ ไปปรับใชกบั ชีวิตประจาํ วันได เชน นทิ าน เรอื่ งสัน้ สว นงาน 4. การวเิ คราะห วจิ ารณ เขียนประเภทสารคดี คอื งานเขียนทมี่ จี ุดมุงหมายเพือ่ ใหข อ มูล ความรู ขอเทจ็ จรงิ วิเคราะหค าํ ตอบ การประเมนิ คุณคางานเขียน คือการตัดสนิ วา เปน หลัก เชน บทความ สารคดี เร่อื งนน้ั ๆ มีคุณคา อยางไร ทงั้ คุณคา ดานการแตง ดานเนื้อหาสาระ ที่ใหแ นวคดิ ดา นอารมณ ดา นสังคม ซ่ึงการจะประเมนิ คณุ คา ของ การวเิ คราะห วจิ ารณเพื่อประเมินคุณคางานเขยี นทมี่ ีจุดมงุ หมายตางกนั งานเขียนไดน้ัน ตอ งผานขั้นตอนการวิเคราะห วิจารณ ดงั น้นั จงึ มคี วามแตกตางกนั ดว ย เปน ตน วา การวเิ คราะห วจิ ารณง านเขียนประเภท จึงตอบขอ 4. บนั เทิงคดี จะมุงเนนไปทีอ่ งคป ระกอบของเรอ่ื ง ศลิ ปะการประพันธ ในขณะที่การ วเิ คราะหวจิ ารณงานเขียนประเภทสารคดี จะมงุ เนน ไปท่ีรูปแบบ และความถกู ตอ ง ของขอมูลเปนสาํ คัญ 102 คมู ือครู

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Expand Evaluate Explain Explain อธบิ ายความรู ครูยงั คงใชการตั้งคาํ ถาม เพอื่ ใหนกั เรยี น รว มกันอธบิ ายความรเู กย่ี วกับการประเมนิ คุณคา ผมบรรจงวางสมุดเล่มแดงน้ีลงท่ีเก้าอ้ีข้างๆ ผม อย่างช้าๆ ...มันนอนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลาง งานเขียน แสงไฟสนี วลตา ผมนั่งมองมันอยู่สักครูก่ ่อนทีจ่ ะลกุ ข้นึ เดนิ จากมา • การอานงานบันเทิงคดี เพื่อใหไดรบั ทงั้ ผมหันกลับไปมอง...มันนอนนิ่งอยู่ที่เดิม...ผมหันหลังกลับ เดินอย่างช้าๆ อารมณ์ของผม รสชาติความบันเทิง และสาระประโยชน ในตอนนี้มันบอกไม่ถูก เหมือนว่าผมก�าลังท้ิงอะไรบางอย่างท่ีส�าคัญในชีวิตไป อะไรบางอย่าง ผูอ า นควรใชว ิธีการอา นอยางไร ท่ีผมยังไม่ทนั ได้รูจ้ ักดีเลย (แนวตอบ ผอู านควรอา นเรือ่ งบันเทิงคดี ดว ยหลกั การวเิ คราะห วจิ ารณ ประเมนิ คา คอื ไม่ทันทีผ่ มจะได้คิดอะไรตอ่ ... “ขอโทษนะคะ” ...ผมหันหลงั กลบั ไป การอานเรือ่ งนัน้ ๆ อยา งละเอียด อาน เด็กสาวในชดุ นกั เรยี นก�าลงั ยื่นสมุดเลม่ แดง...เลม่ น้นั ...ให้กับผม แลวพยายามคิด กรองหาเหตุผลดว ยการ “ของคุณหรือเปล่าค่ะ” ต้งั คําถามอยูในใจขณะติดตามเรอื่ ง รวมถงึ ผมมองมันอยู่ครูห่ นง่ึ จนเด็กสาวคนน้นั ต้องถามซ�้า ควรแยกแยะขอดี ขอ บกพรองของเรือ่ ง “...เอ่อ...ครับ...ของผมครบั ...ขอบคณุ มาก” โดยอาศยั ความรู ประสบการณ และ วจิ ารณญาณเปนพ้ืนฐานประกอบการ ผมรบั สมดุ เลม่ แดงกลบั มาแนบไวท้ อี่ ก เดก็ สาวทา� หนา้ งงๆ แลว้ เดนิ จากไป ทง้ิ ใหผ้ มยนื มอง พจิ ารณา เชน พิจารณาวา อา นแลว ไดรบั สมดุ เลม่ นัน้ ในมอื เพยี งล�าพัง... ผมกลบั มาโลกสว่ นตวั ของผมอกี ครง้ั ...ผมวางสมดุ เลม่ แดงบนโตะ๊ ทา� งาน แลว้ นงั่ ลงบนเกา้ อี้ อย่างชา้ ๆ ผมก�าลังตดั สนิ ใจท่จี ะท�าอะไรบางอย่าง ความรู ความบนั เทงิ คตชิ ีวิต หรือความ ผมเอื้อมมือไปบรรจงเปิดสมุดหน้าแรกอย่างช้าๆ หัวใจของผมเต้นเร็วข้ึนเร่ือยๆ...หน้าแรก จรรโลงใจอยา งไรบาง) • การอานเพือ่ พจิ ารณาประเมนิ คณุ คา ของมันวา่ งเปล่า ไม่มีแม้กระทงั่ รอยขีดขว่ น งานบันเทิงคดี อยา งมปี ระสทิ ธภิ าพนั้น ผอู านควรมีคุณสมบตั ิใด ผมตัดสินใจเปิดหน้าที่สองของมัน...ผมแทบจะกล้ันหายใจเปิด...มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้ (แนวตอบ การประเมินคุณคา งานบนั เทิงคดี รุกล้�าโลกส่วนตวั ของคนอื่น...มนั ยงั วา่ งเปลา่ ...? อยา งมีประสทิ ธภิ าพ ผอู านควรมีความ ยตุ ิธรรม หรือมใี จเปน กลาง ปราศจากอคติ ผมหยบิ มนั มาถือไว้บนมือ แลว้ เปิดอย่างรวดเรว็ ...ทกุ หน้าของมัน...ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ทัง้ ตอผลงาน และผสู รางสรรคผ ลงาน ควร มีเพียงกระดาษสีขาวว่างเปล่า พจิ ารณาและตัดสนิ บนพ้ืนฐานของหลกั วิชา ความจรงิ และเหตุผล ซงึ่ ความยุติธรรมนจี้ ะ ผมวางมนั คนื ไวบ้ นโตะ๊ อยา่ งเดมิ ความรสู้ กึ หลายอยา่ งเกดิ ขนึ้ ในใจของผม ผมนง่ั ลงบนเตยี ง มองดสู มดุ ท่ยี งั คงนอนนิ่งอย่บู นโต๊ะ ............................................................ เชา้ วนั ใหมผ่ มลกุ ขน้ึ จากเตยี งแตเ่ ชา้ ผมหยบิ สมดุ เลม่ แดงนนั้ ขน้ึ มาบรรจงจรดปลายปากกาลงบน เกดิ ข้นึ ไดก็ตอ งอาศัยประสบการณข องผอู าน กระดาษขาวด้วยลายมอื ทสี่ วยท่สี ุด เปนสาํ คัญ) • สิง่ สาํ คัญประการแรกของการพจิ ารณา “...............” ผมไม่ใหค้ ณุ รู้หรอก มนั เปน็ โลกสว่ นตัวของผมครับ ประเมินคางานเขียนคอื อะไร (แนวตอบ สง่ิ สาํ คญั ของการพจิ ารณาประเมนิ คา (ยปิ ซโี บราณ) งานเขียน คือการติดตามอานเรื่องตง้ั แตตน 103 จนจบ ดว ยสมาธิ และในขณะท่อี า นควรคิด ต้งั คําถามกับตนเองเกยี่ วกบั ส่งิ ที่ผเู ขยี น นาํ เสนอเปนระยะๆ) ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT เกรด็ แนะครู ขอ ใดกลาวถกู ตอ งเกี่ยวกับการสรางสรรคง านบันเทิงคดีประเภท ครคู วรช้แี นะเพิ่มเตมิ ใหน ักเรยี นเขา ใจวา การตดั สินประเมินคาท่มี ีประสทิ ธิภาพ เรอื่ งสนั้ สาํ คญั ทีก่ ารต้ังคาํ ถาม กลา วคือ ในขณะท่ีอานและหลงั อา นจบ ผูอานหรือผูประเมิน ควรตง้ั คาํ ถาม 3 ขอ เบอื้ งตน กบั ตนเอง ดงั นี้ 1. มงุ ใหค วามรู ขอเทจ็ จรงิ เปนสาํ คัญ 2. ผูเขียนจะกําหนดแกน เรื่องขึ้นมาเปน สวนแรก 1. อา นแลว สนกุ สนานเพลดิ เพลนิ หรอื ไม 3. ตัวละครเปน องคป ระกอบที่มคี วามสําคัญทสี่ ดุ 2. อานแลว รเู ร่อื งราวดหี รือไม 4. โครงเรอื่ งเปนตวั กาํ หนดทศิ ทางของเร่อื ง และเหตุการณ 3. เรอ่ื งทีอ่ านมสี าระอะไรหรือไม อยางไร วิเคราะหคําตอบ การสรางสรรคง านบนั เทงิ คดปี ระเภทเรื่องส้ัน คาํ ถาม 3 ขอ ขา งตน จะนาํ พาไปสกู ารวเิ คราะห วจิ ารณ ประเมนิ คา เพราะเมอ่ื มี ผูเขียนจะกําหนดองคประกอบท่สี าํ คญั ที่สดุ ของเรื่องส้ันข้ึนมาเปน การตงั้ คาํ ถาม กต็ อ งมกี ารหาคาํ ตอบ ซงึ่ การหาคาํ ตอบของคาํ ถามเหลา นจ้ี ะเกดิ ขน้ึ ได ลาํ ดบั แรก คอื แกนเรอ่ื ง เม่อื กาํ หนดแกนเรอื่ งไดว า ตองการนําเสนอ กเ็ ม่ือผปู ระเมินสามารถวิเคราะห แยกแยะ หรือคล่อี งคป ระกอบของเรือ่ งท่ีอา นออก สาระสําคญั หรอื สิ่งใดแกผ อู าน จากน้ันจงึ สรางสรรคสวนประกอบ มาไดเ ปน สว นๆ แจกแจงวา มลี กั ษณะอยา งไร ซึง่ การอธบิ ายไดวา แตล ะสว น มลี ักษณะอยา งไร จะทําใหผ ปู ระเมินสามารถแสดงความคิดเห็นไดว าสวนประกอบ อ่ืนๆ ข้ึนมาเพอื่ ทําหนา ท่ีถา ยทอด หรอื รองรับแกนเร่ือง ดงั น้ันจงึ น้ันๆ มีความเหมาะสมหรือไม โดยพิจารณาจากความสัมพนั ธกบั แกน เรอ่ื งเปนหลกั ตอบขอ 2. คมู ือครู 103

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. ครูสุมเรยี กชอื่ นกั เรียนเพ่ือตอบคาํ ถามเกย่ี วกบั แนวทางการประเมนิ คณุ คา่ เรอื่ งสน้ั “สมดุ เลม่ แดง” เพอื่ นา� ขอ้ สงั เกตมาใชพ้ ฒั นางานเขยี น การประเมินคุณคา เรอื่ งสน้ั ของตนเอง มีดงั น ้ี • การวเิ คราะหกลวิธีการแตงของงานเขียน แนวคิด หรือความคิดส�าคัญท่ีผู้เขียนใช้เป็นแกนในการผูกเร่ืองให้ด�าเนินไปของเรื่องสั้น ประเภทเร่อื งสน้ั มีแนวทางอยา งไร สมุดเล่มแดง เป็นแนวคิดท่ีมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ในประเด็นของสถานการณ์ความสับสน (แนวตอบ การวิเคราะหก ลวธิ ีการแตง คือ ระหว่างความต้องการที่จะสร้างสัมพันธภาพกับการหวงแหนโลกส่วนตัว การเลือกแนวคิดของ การที่ผปู ระเมินพิจารณาไดว า ผแู ตง มวี ิธกี าร ผ้เู ขียนนบั วา่ เป็นประโยชน์ต่อการสรา้ งสรรคง์ าน เพราะเลอื กสือ่ สารสถานการณ์ที่ตอ้ งเคยเกดิ ข้ึน ทีท่ าํ ใหงานเขยี นของตนมีลักษณะเดน กบั บคุ คล เปน็ เรอ่ื งใกลต้ วั ทผี่ อู้ า่ นสามารถทา� ความเขา้ ใจไดง้ า่ ย ดงั นนั้ การเลอื กแนวคดิ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ นาสนใจและชวนใหต ิดตามอยางไร และ แกนในการเขยี นเร่ืองสนั้ ของตนเอง ผฝู้ กึ ฝนควรเลอื กแนวคิดท่ีใกล้ตวั อาจเป็นประสบการณ์ของ ใชไ ดผลมากนอ ยอยางไร ซ่ึงกลวธิ ีการแตง ท่ี ตนเองหรอื ของผูอ้ ่ืนท่เี คยได้ยินได้ฟังมาจะทา� ให้ถา่ ยทอดไดค้ รบถ้วนและชัดเจน ควรพจิ ารณา ไดแ ก การตงั้ ช่อื เร่ือง การเลา เรอ่ื ง การเปด-ปดเรอื่ ง การเรยี งลําดบั องคป์ ระกอบของเรอื่ ง แมว้ า่ เรอื่ งสน้ั สมดุ เลม่ แดง จะมคี วามยาวไมม่ าก แตอ่ งคป์ ระกอบ เหตกุ ารณในเร่ือง กลวธิ ีการสรางความสนใจ ครบถว้ น ไดแ้ ก ่ แนวคดิ หรอื แกน่ เรอ่ื ง โครงเรอื่ ง ตวั ละคร การดา� เนนิ เรอ่ื ง ฉาก บทสนทนา ซง่ึ แนวคดิ ใครรู กลวิธีการสรา งตวั ละครและฉาก) ของเรื่องเก่ยี วกบั ความสับสนทเี่ กิดขนึ้ ในตวั บคุ คล ผเู้ ขียนวางโครงเรอ่ื งให้ “ผม” ซึ่งเป็นตัวละคร • ทว งทาํ นอง การแตง ของงานเขยี นประเภท เพยี งตวั เดียวในเร่ือง เปน็ ผเู้ ล่าเรอื่ งของตนเองทงั้ หมดผ่านบทสนทนาและการบรรยายเหตุการณ์ เรอื่ งสน้ั มแี นวทางการวเิ คราะหอ ยา งไร ต้ังแต่พบสมุดสีแดงซ่ึงเป็นสัญลักษณ์แทนโลกส่วนตัวของผู้อื่น ความสับสนของผมท่ีจะเข้าไป (แนวตอบ การวิเคราะหท วงทาํ นองการแตง อ่าน กระท่ังเหตุการณ์ท่ีผมตัดสินใจเปิดสมุดสีแดงแล้วพบเพียงความว่างเปล่า จากเหตุการณ์นี้ คือ พิจารณาการใชถอ ยคาํ สาํ นวนโวหาร วิเคราะห์ได้ว่าผู้เขียนแฝงข้อคิดให้ผู้อ่า1นเข้าใจว่า “มนุษย์จะไม่มีทางเข้าใจหรือรู้จักผู้อื่นเลย วิธกี ารเรยี บเรียงประโยคของผูแตงวามี หากไมท่ า� ความเขา้ ใจตนเองหรอื ละทง้ิ อคตสิ ว่ นตวั ” ดงั นนั้ การเรม่ิ ตน้ ฝกึ เขยี นเรอ่ื งสน้ั ตอ้ งคา� นงึ ถงึ ลักษณะอยางไร สอดคลอ งกับองคป ระกอบ องค์ประกอบท้ังหมด เน้ือหาไม่ยาวจนเกินไป การวางโครงเร่ืองต้องชัดเจน วิธีเล่าเร่ืองในระยะ อ่ืนๆ ของเรอ่ื งหรอื ไม อยางไร) เร่ิมต้นฝึกฝนควรเลือกใช้วิธีเล่าตามล�าดับเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนก่อน - หลัง เพราะจะช่วยให้เล่าได้ อย่างตอ่ เนอ่ื ง ไม่สบั สน 2. นกั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั อา นเรอ่ื งสนั้ “สมดุ เลม แดง” และแนวทางการประเมนิ คณุ คา เรอื่ งสนั้ เรื่องส้ัน สมุดเล่มแดง ผู้เขียนสร้างสรรค์ให้องค์ประกอบแต่ละส่วนมีความสัมพันธ ์ ที่แสดงเปนตวั อยางในหนงั สอื เรียนภาษาไทย สง่ เสรมิ กัน เชน่ ฉากในห้องนอนท่ีมหี มอนวางเรียงระเกะระกะท่ามกลางความมดื ช่วยสนบั สนุน หลกั ภาษาและการใชภ าษา ม.5 หนา 102-105 ใหบ้ ุคลกิ และสภาวะอารมณ์ของตัวละครชัดเจนขึ้นในจินตนาการของผ้อู ่าน ซึง่ ผูเ้ ขียนเรอื่ งส้ันท่ีด ี แลว พจิ ารณาวาตัวอยางแนวทางการวิเคราะห จะต้องมีความพยายามที่จะสร้างให้องค์ประกอบแต่ละส่วนมีความส่งเสริมสนับสนุนตัวละครหรือ ในหนงั สือเรียน มีความสอดคลองกบั ส่งิ ท่ี แนวคดิ ของเรอื่ งให้เด่นชัดข้นึ นกั เรยี นไดเรยี นรจู ากการฟงบรรยายของ เพอ่ื นๆ หรือไม หากพบวายังมขี อบกพรอง การใช้ถ้อยค�า ส�านวนโวหารในเรื่องสั้น สมุดเล่มแดง เป็นถ้อยค�าในระดับก่ึงแบบแผน เปนตน วา ช่ือเรื่อง ใหน ักเรียนรวมกนั เติมเต็ม ผู้เขียนไม่ใช้ศัพท์สูงในการเล่าเร่ือง ไม่ได้เน้นความไพเราะ สละสลวยของถ้อยค�า แต่มุ่งที่จะใช้ ใหม ีความครบถวนสมบรู ณ แลว บันทึกผลการ วเิ คราะห ประเมินคา ลงสมดุ 104 นักเรียนควรรู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT ขอ ใดกลาวถกู ตอ งเก่ียวกับ “ฉาก” ในงานบนั เทิงคดี 1 อคติ ความลาํ เอยี ง เปน ความประพฤตทิ ผ่ี ดิ ซง่ึ ความลาํ เอยี งมดี ว ยกนั 4 ประการ 1. ฉาก หมายถึง สถานทที่ ่ตี วั ละครแสดงบทบาท คอื 2. ฉากมีอิทธพิ ลตอพฤตกิ รรมของตวั ละครภายในเร่อื ง 3. ฉากท่ดี ไี มค วรมีความเกย่ี วของกบั บรรยากาศของเรอ่ื ง 1. ฉันทาคติ คอื ลําเอยี งเพราะรกั 4. ฉากเปนเพียงสิ่งรองรบั การแสดงพฤติกรรมของตวั ละคร 2. โทสาคติ คอื ลําเอียงเพราะชงั วิเคราะหคาํ ตอบ ฉาก ในงานบนั เทิงคดีมิไดหมายความเพยี ง 3. โมหาคติ คือ ลาํ เอียงเพราะเขลา สถานท่เี ทานัน้ แตหมายรวมทง้ั สถานที่ เวลา และสภาพแวดลอม 4. ภยาคติ คอื ลําเอียงเพราะกลวั ทุกอยา งที่ปรากฏในเรอื่ ง ฉากท่ดี ีควรมีความสัมพันธกบั บรรยากาศ ของเรอ่ื ง อกี ทง้ั มอี ทิ ธพิ ลตอ พฤตกิ รรมของตวั ละคร เพราะในชวี ติ จรงิ มนษุ ยยอมเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมเม่ืออยใู นสภาพแวดลอ ม สงั คม ที่ตา งกนั ออกไป ดังนน้ั จึงตอบขอ 2. 104 คมู อื ครู

กระตุน ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ถ้อยค�าเพ่ือให้ผู้อ่านเห็นเหตุการณ์ รับรู้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ดังนั้น การฝึกฝน 1. กอ นการอธิบายความรูของนกั เรยี นกลุม ตอ ไป เขียนเร่ืองส้ันผู้ฝึกจะต้องค�านึงถึงการใช้ภาษาให้กระจ่าง เพราะขนาดความยาวของเรื่องสั้นม ี ครคู วรสรปุ ใหนักเรยี นเห็นความสาํ คญั ของ การมคี วามรู ความเขา ใจ เกยี่ วกบั ลกั ษณะเฉพาะ ไม่มากเท่ากบั นวนยิ าย ซ่ึงผ้เู ขียนสามารถใชถ้ อ้ ยคา� พรรณนาใหเ้ หน็ เหตุการณ ์ อารมณ์ความรสู้ กึ และองคป ระกอบของงานเขยี นแตละประเภท อกี ครง้ั อธิบายใหเหน็ วา ความรนู ีจ้ ะชว ย ของตัวละครไดอ้ ยา่ งลกึ ซ้งึ การใช้ภาษาในการเรียบเรยี งเร่ืองสนั้ จงึ ตอ้ งชว่ ยในการด�าเนินเร่อื ง คือ ทําใหนกั เรียนพจิ ารณา แยกแยะ อธิบาย หรอื วเิ คราะหองคประกอบแตล ะสว นของงานเขียน ให้เรอื่ งเดนิ ไปข้างหนา้ ไม่วกวน แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามควรค�านงึ ถึงความสละสลวยของถอ้ ยคา� การใช้ ประเภทตา งๆ ไดอ ยางถกู ตอ ง สามารถแสดง ความคดิ เหน็ หรอื วิจารณถ ึงความเหมาะสม ถ้อยค�าที่ให้ภาพชดั เจน หรือสรา้ งอารมณส์ ะเทอื นใจ ซึง่ เปน็ เสน่หข์ องงานเขียน ระหวา งองคประกอบแตล ะสว น กบั การ รองรับแนวคิดหลักหรือแกน สาํ คญั ของเรือ่ ง คณุ คา่ ของเรอ่ื งสนั้ สมดุ เลม่ แดง คอื การแฝงแงค่ ดิ ทช่ี ว่ ยเตอื นใจใหผ้ อู้ า่ นเรยี นรทู้ จ่ี ะเขา้ ใจ ซงึ่ ทงั้ การวเิ คราะห วจิ ารณจ ะนาํ ไปสกู ารตดั สนิ ประเมินคาในท่ีสุด จากน้ันเกร่นิ นําเกี่ยวกับ ผู้อน่ื ดว้ ยการเข้าใจตนเอง ลดอคติ ความยึดม่นั ถือมน่ั ในตนเองลง ซ่งึ ผูฝ้ ึกสามารถสร้างคุณค่าให้ ประเดน็ องคป ระกอบของงานเขยี นประเภท แก่งานเขียนของตนเองได้ โดยรจู้ ักสังเกตสถานการณ์ ความคดิ พฤติกรรมของผู้คนรอบตัว คิด สารคดี เพือ่ ใหน ักเรียนกลมุ ทีจ่ บั สลากได หมายเลข 2 ออกมาอธบิ ายความรู และมองในมมุ ใหมก่ จ็ ะชว่ ยสร้างเรอื่ งส้นั ทม่ี ีคุณค่าได ้ 2. นกั เรยี นกลุมทีจ่ ับสลากไดห มายเลข 2 ๒.๒ การประเมินคณุ ค่าสารคดี สงตวั แทนออกมาอธิบายความรูเ กยี่ วกบั องคประกอบของงานเขียนประเภทสารคดี ก๑า)ร ปเนรอ้ืะเหมา1นิ คมวีเรนค้อื รหอาบสคะลทมุ อ้ น๔แ นปวรคะเดิ ดสน็ รใ้าหงญสร ่ รไคดท์แ้ กี่เป ่ น็ สากลและแนวคิดเฉพาะตน รวมท้งั (แนวตอบ สารคดี คอื งานเขยี นรอยแกว ซ่ึง มีจดุ มงุ หมายเพื่อใหขอ มลู ท่ีเปน ความรู พิจารณาความถูกต้องของเนอ้ื หาทีน่ �าเสนอ มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ข้อมูลทีน่ ่าเช่ือถือ ขอ เทจ็ จรงิ เปน หลกั แตใ นขณะเดียวกันก็ให อยา่ งมศี ลิ๒ป) ะ วลธิา� กีดาบั รเรนอ่ื าำ งเสชวนนอต พดิ จิตาารม2ณ ปาจดิ าเรกอ่ืชงอื่ อเรยอื่า่ งงตนอ้า่ ปงมระคี ทวาบั มใจน า่กสลนวใธิ จกี ากรรนะา�ชเบัส น ตอรเงหปมราะะเสดมน็ ก เบั ปเดินเอ้ื รหอื่ าง ความเพลดิ เพลนิ แกผอู า นรวมดวย โดยหลัก แลว สารคดเี รือ่ งหนึง่ ๆ จะประกอบดว ย นา่ สนใจ กลนั่ กรองข้อมลู และน�าเสนอในรปู แบบทเี่ หมาะสม ถูกตอ้ ง นา� เสนอขอ้ เท็จจรงิ ทผ่ี อู้ ่าน สวนนาํ เรอ่ื ง สวนเนอ้ื หา และสว นสรปุ โดยอาจ มีสว นประกอบอืน่ ๆ รว มดวย ไดแ ก ชอ่ื เรื่อง ควรรแู้ ละเกิดประโยชนต์ อ่ สงั คม ไม่สอดแทรกความคดิ เหน็ ส่วนตวั ความเชอื่ มระหวา งคํานํากับเนอ้ื เรอ่ื ง) ๓) การใช้ภาษา ใช้ภาษาถกู ต้อง ชดั เจน มีพลังในการสง่ สาร และใชภ้ าษาท่สี ือ่ ความได้ ครูเปดโอกาสใหนกั เรยี นกลุมอน่ื ๆ ซกั ถาม อย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งเลอื กใช้ศพั ท์เฉพาะหรอื ศพั ทบ์ ัญญตั ิใหถ้ ูกตอ้ งเหมาะสมกบั เรอ่ื ง หาก เพ่ิมเตมิ จากน้นั ครสู รุปความรู ความเขา ใจ ทีถ่ ูกตอ งเกี่ยวกบั องคประกอบของสารคดี จา� เปน็ ตอ้ งใชภ้ าษาตา่ งประเทศควรมกี ารอธบิ ายใหช้ ดั เจน เพอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นซงึ่ มพี น้ื ฐานความรตู้ า่ งกนั ใหน ักเรยี นฟงอีกคร้ัง แลว บนั ทึกลงสมดุ สง ครู เขา้ ใจเร่อื งที่อา่ นไดต้ รงกนั รวมทั้งควรใช้ภาษาทท่ี �าให้ผ้อู ่านเกิดจนิ ตนาการ ใช้ภาษาทส่ี ละสลวย และประณีต ๔) คณุ คา่ ของสารคดี เปน็ งานเขยี นทีเ่ รียบเรยี งขนึ้ จากเรอื่ งจรงิ ใหท้ ้งั ความร ู้ ความคิด และสอดแทรกความบนั เทงิ ไวด้ ว้ ย ชว่ ยเพมิ่ พนู ความรคู้ วามคดิ ใหแ้ กผ่ อู้ า่ น รวมทง้ั ชว่ ยเปดิ โลกทศั น ์ ให้กวา้ งไกล ท�าใหเ้ ปน็ ผมู้ คี วามรทู้ ที่ นั สมยั และทนั โลกอยเู่ สมอ 105 ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT นักเรียนควรรู ขอ ใดที่ทําใหก ารเขยี นสารคดีมคี วามแตกตางจากการเขียน 1 เนือ้ หา จุดมงุ หมายหลักของงานเขียนประเภทสารคดี คอื มุง เสนอขอมลู ตาํ ราวชิ าการ ทเ่ี ปนความรู ขอเทจ็ จริงในเรื่องตางๆ เชน การทอ งเท่ยี ว การศึกษา การเกษตร เปน ตน ซึ่งเนอื้ หาตา งๆ เหลานี้ กอ นลงมือเขียน ผูเขียนตองศึกษาคน ควาโดย 1. การอางองิ แหลงขอมูล การอาน ฟง สังเกต สมั ภาษณ สืบคน บนั ทึก ถา ยภาพ หรืออาจนาํ ขอมลู มาจาก 2. ความถกู ตองของขอมูล ประสบการณ มาจัดระเบียบขอ มูล กําหนดแกน เรอื่ ง วางโครงเรอ่ื ง เรียบเรยี ง 3. การสบื คนขอ มลู เพ่อื นาํ มาเรียบเรยี ง เน้ือหาผา นกลวธิ กี ารนําเสนอ การใชสํานวนภาษาท่ีสื่อความครบถว น ชดั เจน 4. การใหขอมลู เชิงกายภาพ จนิ ตภาพ เหมาะสม สละสลวย วเิ คราะหคาํ ตอบ สารคดี คืองานเขียนรอยแกว ทีม่ งุ ใหข อมลู 2 ลําดบั เรื่องชวนติดตาม การลําดับเร่ืองท่ดี จี ะชวยทาํ ใหผ ูอ า นเขาใจเรื่อง ความรทู ี่เปน ขอ เท็จจริง ควบคไู ปกบั ความเพลดิ เพลนิ การเขียน ไดง า ย และไดร บั ความเพลดิ เพลนิ ในขณะเดยี วกนั ซง่ึ ผเู ขยี นสารคดจี ะใชว ธิ กี ารใด สารคดี และตําราวิชาการมกี ารสบื คนขอ มลู ดว ยวิธกี ารตางๆ ขึน้ อยูกบั เนอื้ หาของสารคดีเปน สาํ คัญ เปนตนวา ลําดับเร่ืองตามลาํ ดบั เวลา ลําดับ เชน เดียวกัน สงิ่ ทท่ี าํ ใหงานเขียนท้ังสองประเภทแตกตางกนั คือ ตามความสาํ คัญ หรอื เหตกุ ารณประทบั ใจ ลาํ ดบั เรื่องตามเหตุผล มติ ขิ องขอ มูล งานสารคดีจะนําเสนอขอมูลเชิงกายภาพ พรอ มกบั คูมอื ครู 105 ขอมูลเชิงจนิ ตภาพ ใหท ัง้ สาระความรู ความบันเทงิ ดังนัน้ จึงตอบ ขอ 4.

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. กอนการอธิบายความรใู นประเด็นตอไป ตัวอยา่ ง สารคดี ครตู ัง้ คําถามแลวใชวธิ กี ารสุมเรียกใหตอบ ท�าใหเ้กกาดิ รกพาัฒรเนปาลจย่ี านกแสป่วลนงกทลาางงกแาลชยะภวี รติาะพวบแัฒบลนทะธุนสรงันรคิยมมมข1ขทออ่ีถงงคาหโนมถทชู่มุ่งนเขลค้าอนมราายกังหชญุมชา้2ในนทท้อ้องงถถ่ิน่นิ อตยา่ ่างงๆต ่อมเานโดื่อยง • นกั เรียนคดิ วา ความรู ความเขา ใจ เก่ยี วกับ องคประกอบของสารคดี เพียงพอสําหรับการ ตลอดนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนทุ่งลอก็หนีไม่พ้นกระแสดังกล่าวเช่นกัน นับแต่การสร้าง วเิ คราะห วิจารณเ พอื่ ประเมินคา งานเขียน ฝายซเี มนตจ์ า� นวนมากแทนฝายไมแ้ บบดง้ั เดมิ ทสี่ ง่ กระทบตอ่ ระบบนเิ วศและชวี ติ ของคนลมุ่ นา�้ องิ ประเภทสารคดี หรือไม เพราะเหตใุ ด ใชก าร จนถงึ ประเดน็ ทางสงั คมทกี่ า� ลงั เปน็ ทถี่ กเถยี งกนั อยา่ งแพรห่ ลายเกยี่ วกบั การขยายเขตพนื้ ทกี่ ารคา้ เปรยี บเทียบประกอบคาํ อธบิ าย ของประเทศมหาอา� นาจแหง่ เอเชยี อยา่ งจนี เขา้ สปู่ ระเทศไทยดว้ ยมกี ารลงทนุ สรา้ งเสน้ ทางคมนาคม (แนวตอบ ความรู ความเขา ใจเกี่ยวกบั ขนสง่ จากประเทศจนี มงุ่ สกู่ รงุ เทพฯ ผ่านจงั หวดั เชยี งรายลงสจู่ งั หวดั พะเยา โดยตดั ผา่ นทุ่งราบท่ี องคประกอบของสารคดอี ยางเดียวนน้ั เรียกวา่ ทงุ่ ลอ อนั เปน็ พน้ื ทปี่ ลูกข้าวหอมมะลขิ นาดใหญ่และมชี ่อื เสยี งของจังหวดั พะเยา ทุ่งลอ ไมเ พยี งพอ เพราะเปน เพียงความรูเบ้ืองตน มิได้มีความส�าคัญเพียงเท่าน้นั หากแต่ทนี่ ยี่ ังมวี ิถีชีวิตของผู้คน เร่ืองราวในอดีตทส่ี ัมพันธ์กับพนื้ ท่ี หากเปรยี บเทียบใหเ ห็นชัดเจนกเ็ หมอื นกับ จนเกดิ เปน็ ชีวติ วฒั นธรรมในแบบคนทุ่งลอ ซึ่งยอ่ มจะตอ้ งไดร้ ับผลกระทบตามมา อาหารจานหนง่ึ เปน ตน วา เราสามารถ ก่อบ้านสร้างเมอื ง...แนบนำ้าอิง พกั พิงทุ่งลอ แยกแยะสว นประกอบไดท ง้ั หมดวา มอี ะไรบา ง แตเ ราไมสามารถบอกไดวา มีวธิ กี ารเลอื กซอื้ ชมุ ชนในพน้ื ทภี่ าคเหนอื สว่ นใหญม่ กั ตงั้ ถนิ่ ฐาน วตั ถดุ บิ อยา งไร เตรยี มการอยา งไร ปรงุ อยา งไร อยู่ในแอ่งท่ีราบท่ีมีภูเขาสูงโอบล้อมและมีล�าน�้า ใหมรี สชาติดี ดังนน้ั ความรทู ่ีจะตองมี ไหลผ่าน ซ่ึงลักษณะภูมินิเวศเช่นนี้จะสัมพันธ์กับ นอกเหนือไปจากความรูเ ก่ยี วกับองคประกอบ โครงสร้างทางสังคมของความเป็นบ้านเป็นเมือง คือ การมีความรูวา แตละองคประกอบ ส�าหรับแอ่งท่ีราบกว้างใหญ่ที่ส�าคัญทางตอนเหนือ มวี ิธกี ารสรา งสรรคอยางไร ลักษณะอยางไร สดุ ของประเทศไทยคอื แอง่ ทรี่ าบทเี่ ชยี งราย-พะเยา ทเ่ี รยี กวา เปน ลกั ษณะทดี่ ขี องงานเขยี นประเภท อันมีแม่น้า� กก แม่น�้าองิ และแม่น้�าลาวไหลผา่ น สารคดี เพอื่ ใหส ามารถพิจารณา แยกแยะ ในบรเิ วณพนื้ ทลี่ มุ่ นา�้ องิ ซง่ึ กนิ อาณาบรเิ วณตง้ั แตก่ วา๊ นพะเยาไปจนถงึ พน้ื ทแ่ี มน่ า�้ องิ มาสบกบั อธบิ ายไดว า สารคดเี ร่อื งท่อี านมอี งคประกอบ แมน่ า้� โขงนนั้ มลี กั ษณะเปน็ แอง่ ทร่ี าบขนาดใหญ ่ ซงึ่ ชาวบา้ นแถบนมี้ กั เรยี กพน้ื ทลี่ กั ษณะดงั กลา่ ววา่ ใดบาง ผแู ตง มกี ลวิธีอยา งไรในการนาํ เสนอ “ท่งุ ” โดยในเขตลุ่มน�้าองิ ประกอบทงุ่ ขนาดใหญ ่ ๔ ทุง่ คือ ทุ่งดอกค�าใต ้ ทุง่ ลอ ท่งุ เทิง และทุ่ง มิติของเน้อื หา ความถกู ตอ งของขอมลู สามหมอน๑ แตล่ ะทงุ่ มีลักษณะเป็นทงุ่ ราบระหว่างเทือกเขา มีน�า้ อิงและลา� น้�าสาขาเปน็ แหล่งน�า้ แสดงความคิดเห็นหรอื วจิ ารณไดว าแตล ะ สา� คญั สา� หรบั ทงุ่ ลอซง่ึ เปน็ ทรี่ าบขนาดใหญก่ นิ พน้ื ทใ่ี นเขตอา� เภอเทงิ จงั หวดั เชยี งราย และอา� เภอ องคป ระกอบมีความเหมาะสม สอดคลอ ง ขุนจนุ กบั บางสว่ นของอา� เภอเชยี งค�า จงั หวดั พะเยา หรือไม อยางไร นําไปสูก ารตัดสนิ ประเมนิ คา ของสารคดไี ดใ นทีส่ ุด) ๑ เขตทุ่งดอกค�าใต้ บรเิ วณอ�าเภอดอกค�าใตแ้ ละกง่ิ อา� เภอภกู ามยาว ทุง่ เทงิ อยู่ในเขตอ�าเภอเทิง อ�าเภอขุนตาล และทุ่งสามหมอน อยู่ในเขตต�าบลศรดี อนชัยกับตา� บลสถาน อา� เภอเชียงคา� จงั หวัดเชยี งราย 2. ครชู แ้ี นะเพมิ่ เตมิ ใหน กั เรยี นเขา ใจวา องคค วามรู เกย่ี วกับการสรา งสรรค และลักษณะท่ีดีของ 106 สารคดี ไดเคยเรยี นรูม าแลวในหนว ยการเรียนรู ท่ี 4 โดยครคู วรใหน กั เรยี นรวมกนั ทบทวน ความรูเดิม นกั เรยี นควรรู ขอสแอนบวเนนOก-าNรคEดิT “เสยี งไมเรยี วกระทบกนดงั ขวับ ขวบั นกั เรยี นท่ีเขา แถวอยูหนา เสาธง 1 ระบบทนุ นยิ ม เปน ระบบเศรษฐกจิ ทเี่ อกชนจะเปน ผคู วบคมุ การคา อตุ สาหกรรม เงียบเกรยี บ พวกตัวเลก็ ๆ ทเี่ คยคยุ กนั จอ กแจก เวลารอ งเพลงชาติ และวธิ ีการผลติ ยนื ตัวแข็งเปน ตกุ ตา” (เด็กทคี่ รไู มตองการ : นมิ ติ ภูมถิ าวร) 2 รากหญา มีท่มี าจากภาษาองั กฤษวา grassroots โดยใชเ ปรียบเทียบหมายถงึ จากขอความท่กี าํ หนดมีกลวิธกี ารเปด เรอื่ ง หรอื การเรม่ิ เรื่อง ประชาชนชั้นลางของสังคม โดยสวนใหญ คือ เกษตรกร ผูใชแรงงาน ซ่ึงเปนผูมี ตรงกบั ขอใด รายไดนอย และมักอาศยั อยูตามตา งจังหวัด 1. การเร่ิมเร่ืองดวยการบรรยาย 2. การเร่มิ เรื่องดวยการพรรณนา 3. การเริม่ เรอ่ื งดว ยพฤตกิ รรมของตวั ละคร 4. การเรม่ิ เรอ่ื งดวยการใชขอ ความทคี่ มคายชวนคดิ วิเคราะหคาํ ตอบ การเปด เร่ือง เปน สว นแรกทกี่ ระตนุ ความใครร ู ของผูอา น ขอ ความดังกลาวมีวธิ ีการเรม่ิ เรอ่ื งดว ยพฤติกรรมของ ตัวละคร ดังน้ันจงึ ตอบขอ 3. 106 คูมือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นท่ีท่ีเหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน ทุ่งลอนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ครชู วนนักเรียนสนทนาเพ่ือนําเขา สกู ารอธบิ าย จึงแทบไม่เคยว่างเว้นผู้คนที่หมุนเวียนกันเข้ามาสร้างบ้านแปงเมือง โดยเมืองที่ถูกกล่าวถึงใน ความรใู นประเดน็ ตอ ไปคือ “แนวทางการวเิ คราะห หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรก์ ค็ อื เวยี งลอ๒ ซงึ่ มพี ฒั นาการทางประวตั ศิ าสตรแ์ บง่ ออกไดเ้ ปน็ ๓ ชว่ ง วิจารณ ประเมนิ คา งานเขยี นประเภทสารคดี” เวลาสา� คัญ คอื ชมุ ชนโบราณกอ่ นลา้ นนาทมี่ ีการอยูอ่ าศัยของผ้คู นทง้ั ในสมยั กอ่ นประวตั ิศาสตร์ โดยเกร่นิ นาํ ใหเ ห็นวา การประเมนิ คุณคา งานเขยี น จากการพบหลักฐานการฝังศพมนุษย์ในวัฒนธรรมยุคโลหะ และในสมัยอาณาจักรหริภุญไชย ประเภทสารคดเี รื่องความถกู ตอ งของขอมลู ที่พบช้ินส่วนพระพิมพ์อิทธิพลศิลปะหริภุญชัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ ต่อมาชุมชน มคี วามสาํ คญั เทา ๆ กบั รปู แบบการนาํ เสนอ จากนนั้ ในสมยั อาณาจกั รลา้ นนามหี ลกั ฐานการสรา้ งคเู มอื ง - แพงเมอื ง๓ การวางผงั เมอื ง ระบบชลประทาน ใหต ัวแทนนกั เรยี นกลุม ทจ่ี บั สลากไดห มายเลข 2 เพื่อการเกษตร และมีการสร้างวัดวาอาราม ดังพบพระพุทธรูปหินทรายเป็นจ�านวนมาก อายุ ออกมาอธบิ ายความรใู นประเดน็ ดงั กลา ว ราวพทุ ธศตวรรษท่ ี ๒๑ - ๒๒ (แนวตอบ แนวทางการวิเคราะห วจิ ารณเพ่อื นอกจากนี้ศิลาจารึกที่พบในเวียงลอยังกล่าวถึงความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนา การสร้างวัด ประเมินคณุ คาสารคดเี รื่องหนึง่ ๆ มีความแตกตา ง การกัลปนาคน ทนี่ า โดยผคู้ รองเวยี งลอ เจ้าเมืองพะเยา และกษัตริยเ์ มอื งเชยี งใหม ่ ช่วงยุคสมยั น้ี ในประเดน็ ของการนาํ เสนอขอมลู ท่ีถกู ตอง เปน จรงิ เวียงลอได้ถูกทิ้งร้างเป็นเวลากว่า ๑๐๐ ป จากการกวาดต้อนผู้คนของพระเจ้ากาวิละ๔ และ ดงั น้ัน การประเมนิ คณุ คาสารคดี จงึ ควรวเิ คราะห ชมุ ชนในสมยั รตั นโกสนิ ทร ์ เรม่ิ ราวรชั กาลท ่ี ๕ ดว้ ยชว่ งเวลาดงั กลา่ วมผี คู้ นจากหวั เมอื งลา้ นนา เชน่ วจิ ารณใ นประเด็น ดงั นี้ เมืองน่าน เมืองแพร่ เมืองพะเยา เมืองเทิง เมืองเชียงของ ได้อพยพเข้ามาบุกเบิกและอยู่อาศัย ท�ากินสืบลูกสบื หลานจนถึงทุกวนั น้ี • วเิ คราะหป ระเภท เปน ตน วา สารคดที อ งเทยี่ ว สารคดเี กยี่ วกับสตั ว เพ่อื จะไดแยกวเิ คราะห ๒ ชุมชนโบราณเวียงลอตง้ั อยู่ท่ีบ้านลอ ต�าบลลอ และตา� บลหงส์หนิ อ�าเภอจุน จงั หวัดพะเยา เนอ้ื เรอื่ งไดถ ูกตอ ง ๓ จ ากการทเี่ วยี งลอเปน็ ชมุ ชนโบราณทมี่ คี -ู คนั ดนิ ลอ้ มรอบ ยอ่ มเปน็ สง่ิ สา� คญั ทแี่ สดงใหเ้ หน็ ถงึ พฒั นาการทางสงั คมของชมุ ชนโบราณ • วิเคราะหว า ผูแตง มีจดุ มงุ หมายอยา งไร แหง่ น ้ี เพราะการสรา้ งค-ู คนั ดนิ ลอ้ มรอบชมุ ชนเปน็ งานทต่ี อ้ งอาศยั แรงงานเปน็ จา� นวนมากในการกอ่ สรา้ ง ดงั นน้ั ยอ่ มแสดงใหเ้ หน็ ตองการใหผอู า นไดร บั ความรใู นเร่อื งใด ไดถ้ งึ ความเปน็ ทที่ ม่ี ผี คู้ นอาศยั รว่ มกนั เปน็ จา� นวนมาก (วราวธุ ศรโี สภาค, “การศกึ ษาวเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธข์ องกลมุ่ เมอื งโบราณ ท่ีมีคู-คันดนิ ลอ้ มรอบในบริเวณเมอื งพะเยา”, ๒๕๓๓) • วเิ คราะหเนอื้ เร่ืองของสารคดี การวิเคราะห ๔ ในช่วงเวลาดังกล่าวพม่ามีอ�านาจเหนือล้านนา พระเจ้ากาวิละจึงได้ร่วมกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ เนอ้ื เร่ือง จะตองพจิ ารณาวาขอมลู ที่ปรากฏ แพร่ นา่ น และนครล�าปางไดส้ �าเร็จ (พ.ศ. ๒๓๑๗) สว่ นเมอื งเชยี งแสน เชียงราย เมืองเทิง และเมืองลอ ยังคงมพี ม่าตั้งมั่นอย ู่ มคี วามถกู ตอ ง ครบถว นหรอื ไม หรอื เรยี กวา (พ.ศ. ๒๓๒๒) สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ จี งึ โปรดใหเ้ จา้ พระยาสรุ สหี ย์ กทพั มาตรวจราชการทางเมอื งแพร ่ เมอื งนา่ น และนครลา� ปาง มติ ขิ องเนอ้ื หาดว ยวธิ กี ารตง้ั คาํ ถามกบั ตนเอง แตข่ า้ หลวงทีม่ าดว้ ยได้ข่มเหงราษฎร ดังนัน้ พระยากาวลิ ะจงึ ฆ่าทง้ิ ท�าใหส้ มเด็จพระเจ้ากรงุ ธนบรุ มี ีรับสงั่ ให้พระยากาวลิ ะเขา้ เฝา และให้ไถ่โทษด้วยการอาสาไปตีเมืองลอ เมืองเทิง และกวาดต้อนผู้คนไปถวายยังกรุงธนบุรี (อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, ต�านาน • วิเคราะหส วนประกอบของสารคดี พจิ ารณา พน้ื เมอื งเชียงใหม,่ ๒๕๔๓) วา ครบทัง้ 3 สว นหรอื ไม แตละสวนผูเ ขียน มวี ธิ กี ารสรางสรรค และมคี วามสัมพันธ 10๗ สอดคลองกันหรอื ไม อยา งไร • วเิ คราะหกลวิธกี ารเขียน โดยพิจารณา ประเด็นยอยๆ การดําเนนิ เรื่อง กลวิธกี าร นาํ เสนอ • วเิ คราะหผ แู ตง โดยพิจารณาวาผแู ตง มีความเชี่ยวชาญ หรอื มคี วามรู ความเขา ใจ ในเรอ่ื งทเี่ ขยี น มปี ฏภิ าณไหวพรบิ มากนอ ย เพยี งใด) ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT เกรด็ แนะครู ขอใดเรียงลาํ ดบั การวเิ คราะห วิจารณ ประเมินคา งานเขียน ประเภทสารคดีถกู ตอง ครชู ีแ้ นะแกนกั เรียนเพิ่มเติมวา การวเิ คราะห วจิ ารณ เพอ่ื ประเมินคุณคา 1. อา นเรื่องโดยละเอียด สารคดเี รอ่ื งหนง่ึ ๆ ประเด็นเรอื่ งความถกู ตองของขอมลู เปน ส่งิ สําคัญ ผูป ระเมิน 2. วเิ คราะหผูแ ตง ไมค วรมองขาม เพราะจะทําใหตดั สินใจไดว า สารคดีเร่ืองน้นั ๆ ควรคาแกการเชอื่ ถือ 3. วิเคราะหเน้ือเร่ืองและสวนประกอบ หรอื ไม อยา งไร เมอื่ อา นสารคดจี บ ควรตงั้ คาํ ถามกบั ตนเอง เชน สารคดเี ชงิ ทอ งเทยี่ ว 4. วเิ คราะหประเภทและจดุ มุง หมายของผูแ ตง ผปู ระเมนิ ควรตงั้ คาํ ถามกบั ตนเองวา ผเู ขยี นใหข อ มลู ทส่ี าํ คญั และนา สนใจแกผ อู า น 5. วเิ คราะหก ลวิธกี ารเขียน ไวค รบถว นหรอื ไม เปน ตน วา ใหค วามรเู กยี่ วกบั สภาพภมู ศิ าสตร เสน ทางการคมนาคม 1. 1 - 2 - 3 - 4 - 5 2. 1 - 4 - 5 - 2 - 3 ทพ่ี กั อาศยั สถานทส่ี ําคัญท่คี วรไปเยย่ี มชม พรอ มเหตผุ ล สภาพวิถชี วี ติ ของผคู น 3. 1 - 4 - 3 - 5 - 2 4. 1 - 4 - 2 - 5 - 3 คา นยิ ม ความเชอ่ื วฒั นธรรม ประเพณี ทงั้ นยี้ อ มขน้ึ อยกู บั แกน เรอ่ื ง หรอื จดุ มงุ หมาย ในการเขยี นเปน สาํ คญั คําถามขอตอไป คือ ขอมูลทผ่ี ูแ ตง นาํ เสนอ หรอื กลาวอา ง วเิ คราะหคําตอบ ขั้นตอนการวิเคราะห วจิ ารณ ตดั สินประเมินคา เปนขอมลู ทถ่ี กู ตอง ชดั เจนหรอื ไม มีหลักฐานอางองิ นา เช่ือถอื เพยี งใด สารคดเี ริ่มจากอานเรือ่ งอยางละเอยี ด วเิ คราะหประเภทและ จุดมุงหมายของผแู ตง วิเคราะหเนอ้ื เรอ่ื งและสวนประกอบ กลวิธี คมู ือครู 107 การเขยี น และผแู ตง ดงั น้นั จงึ ตอบขอ 3.

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู ครูตัง้ คําถามเพื่อใหน กั เรียนรวมกนั อธบิ าย วิถที ้องท่งุ และลุม่ นำ้า ความรูเกยี่ วกบั การวเิ คราะห วจิ ารณ ประเมนิ คา ภูมิประเทศของทุง่ ลอเป็นที่ราบลุม่ ระหวา่ งหบุ เขาทเ่ี หมาะสมกับการทา� นา จนไดช้ ่ือว่าเปน็ งานเขียนประเภทสารคดี โดยการสุม เรยี กใหตอบ พนื้ ทปี่ ลกู ขา้ วหอมมะลทิ สี่ า� คญั แหง่ หนงึ่ ในภาคเหนอื นอกจากนพ้ี นื้ ทสี่ ว่ นหนง่ึ ของทงุ่ ลอมแี มน่ า้� องิ ไหลผา่ น ซงึ่ นา้� องิ ถอื เปน็ แมน่ า้� สาขาหนง่ึ ของลา� นา�้ โขงทม่ี คี วามหลากหลายของพนั ธป์ุ ลา ชาวบา้ น • การวเิ คราะห “มติ ขิ องเนือ้ หา” ในงานสารคดี บางหมบู่ ้านจึงมีอาชพี ทา� ประมงน�้าจดื มีแนวทางอยา งไร ในอดตี กอ่ นเรม่ิ ฤดทู า� นา ประมาณเดอื นพฤษภาคม ชาวบา้ นในแถบทงุ่ ลอทา� พธิ ไี หวผ้ ฝี ายเพอ่ื (แนวตอบ การวเิ คราะหมติ ิของเนอื้ หาในงาน ให้มีน้�าท�านาตลอดฤดูกาลเพาะปลูก แต่ละน�้าท่ีใช้ในการเพาะปลูกส่วนใหญ่เป็นล�าน�้าขนาดเล็ก สารคดี คอื การพจิ ารณาวาเน้อื หาของสารคดี ซ่ึงมีต้นธารไหลจากเทือกเขาและหมู่ดอยในแถบทุ่งลอ เช่น แม่น้�าจุนมีต้นน้�าคือห้วยแม่นะและ ทผี่ เู ขยี นนาํ เสนอนน้ั มคี วามครอบคลมุ หรอื ไม ห้วยโป่ง รวมทั้งล�าห้วยขนาดเล็กอีกหลายสายในเขตเทือกเขาดอยขุนห้วยเคียน และเทือกเขา โดยความครอบคลมุ ควรเกิดข้ึนท้งั ดา นกวาง ดอนขนุ หว้ ยโปง่ ทางด้านทศิ ตะวันออกเฉียงใต้ของอา� เภอจุน ลกึ และยาว ผูเ ขยี นนําเสนอขอมูลทงั้ เชงิ กลมุ่ ผใู้ ชแ้ มน่ า้� จนุ จะรว่ มมอื กนั สรา้ งฝายเพอื่ ผนั นา�้ เขา้ นา มนี ายฝายทา� หนา้ ทด่ี แู ลและจดั สรร กายภาพ และจินตภาพหรอื ไม อยางไร) นา้� อยา่ งเปน็ ธรรม โดยนายฝายจะไดค้ า่ ตอบแทนเปน็ ขา้ วตามทต่ี กลงกนั ไว ้ ชาวบา้ นเรมิ่ เตรยี มพนื้ ที่ ปลกู ขา้ วดว้ ยการไถผนื นาเพอื่ ยอ่ ยดนิ ใหร้ ่วนซยุ แลว้ จงึ ปล่อยนา้� เขา้ นา ทง้ิ ไว้ประมาณ ๒ - ๓ วัน • การวเิ คราะหค วามสัมพันธขององคประกอบ หลังจากน้ันน�าเมล็ดข้าวท่ีเตรียมไว้มาหว่านเพื่อเพาะกล้า ชาวบ้านมักหว่านข้าวในวันพฤหัสบดี แตล ะสวนของสารคดี ซ่งึ ไดแก สวนนํา กบั วนั ศุกร์ เพราะเชื่อวา่ ข้าวจะขึน้ ด ี ไมม่ ีศตั รพู ชื เน้ือเรอ่ื ง และสว นสรปุ ควรมีลกั ษณะอยา งไร หลังจากหวา่ นขา้ วแลว้ จะมีพิธีแฮกนา โดยน�าดอกไม้ ธปู เทียนมาบนบานผเี จา้ นาและปลูก (แนวตอบ การวิเคราะหอ งคป ระกอบสวนนาํ ข้าว ๗ ตน้ บรเิ วณมุมนา รอบๆ ต้นข้าวทั้งเจด็ จะปักหลักไม้ไว้ ๔ มมุ พร้อมกลา่ วเชญิ ผีเจ้านาว่า สว นเน้อื เรื่อง และสว นสรุป ผูป ระเมนิ ควร “วนั นีเ้ ป็นวนั ดี มาแฮกนาขวัญ ป ู ปลา สตั วท์ ง้ั หลายขออยา่ ไดม้ ากัดกนิ ตน้ ขา้ วเนอ้ ” พิจารณาวาเนือ้ หาในแตละสวนมีเอกภาพ สมั พนั ธภาพ สารตั ถภาพ หรอื ไม อยางไร) ทองทุง คอื สว นหนึง่ ของชีวติ คนทุงลอ นบั แตอ ดตี จวบจนปจจุบนั▼ • รปู แบบการเรียบเรียงเน้ือหาของสารคดี 10๘ มีแนวทางอยา งไรบาง และควรมแี นวทาง อยางไรสําหรับการวิเคราะหกลวธิ ีการ เรยี บเรยี งเนอ้ื หาของสารคดี (แนวตอบ กลวธิ ีการเรยี บเรยี งเนอ้ื หาเปน ความ สามารถเฉพาะของผเู ขยี นแตล ะคน ทจ่ี ะทาํ ให การดาํ เนินเรื่องมคี วามตอ เน่อื ง สัมพันธกนั ซ่งึ สามารถกระทําไดหลายวิธี เปน ตน วา การเรียงลําดับตามเวลา การเรียงลําดบั ตาม เหตุการณท ีผ่ เู ขยี นประทบั ใจ การเรยี งลาํ ดบั ตามเหตผุ ล ซง่ึ ผปู ระเมนิ ควรวเิ คราะหใ หไ ดว า ผแู ตง เลอื กใชก ลวธิ ใี ด พรอ มแสดงความคดิ เหน็ หรือวจิ ารณวา กลวิธีนน้ั มคี วามเหมาะสมกบั เนื้อหาของสารคดีหรอื ไม เพราะเหตใุ ด) เกร็ดแนะครู ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT อานขอ ความทีก่ าํ หนดใหตอไปน้ี “...นํ้านมราชสหี  ชอื่ เพอื่ ใหน กั เรียนมแี นวทางสาํ หรับการวเิ คราะห วิจารณเ พอื่ ประเมินคางานเขียน พฤกษศาสตร Euphorbia hirta L. วงศ Euphorbiaceae เปน ประเภทสารคดี ครูควรทบทวนความรู ความเขา ใจ ในประเดน็ เก่ียวกับ “มิตขิ อง พันธุไมท ่สี ามารถพบไดงา ย เพราะเปนวัชพืชท่ขี นึ้ ตามไรขา ว...” เน้ือหา” และ “ลักษณะท่ดี ขี องสารคดี” เพื่อใหนักเรยี นมีธงหรอื หลักยดึ นําไปใช ขอใดระบุประเภทและลักษณะการใชภ าษาไดถ ูกตอ ง เปรียบเทียบเมอ่ื ตอ งพจิ ารณางานเขยี นสารคดีดว ยตนเอง ขอ ประเภทของสารคดี ลกั ษณะการใชภ าษา 1. สารคดที อ งเทย่ี ว ทางการ 2. สารคดเี ทคโนโลยกี ารเกษตร กึ่งทางการ 3. สารคดเี ชิงวชิ าการ เรยี บงาย ส่อื สารไดทุกระดับ 4. สารคดีชวี ประวัติ ไมเ ปนทางการ วิเคราะหค ําตอบ จากขอ ความสามารถอนมุ านเบือ้ งตน จากเนอ้ื หา ของบทความไดวา เปน สารคดีเชงิ วชิ าการ ใชภาษาที่เรียบงา ย สามารถสอ่ื สารไดก บั ผรู บั สารในทกุ ระดบั ชว งวยั ดงั นนั้ จงึ ตอบขอ 3. 108 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ก ารทา�นนอาก เจชาน่ ก นนา�พ้ี ขนั า้ ธวข์ุกา้า�่ วใสพต่นื้ ะบกา้ รนา้ อไปยแา่ ขงขวา้นวไวกท้า�่ ยยี่ งังุ้ แขฝา้ วง1เไพวด้อื่ ว้เปยน็คสวาริ มมิ เงชคอื่ ล เหพรอ่ื อื เปปน็ลกูขขวาญั้ วแกลา่� ะไวกเ้ า�สลยี่ งังใทจาใยน 1. ครยู งั คงใชก ารตงั้ คาํ ถามเพอื่ ใหน กั เรยี นรว มกนั ว่าข้าวในนาปน้ีจะได้ผลผลิตงามหรือไม่ โดยดูจากข้าวก�่าท่ีปลูกไว้ในนาว่าออกรวงดีหรือไม ่ อธบิ ายความรู โดยใชว ธิ กี ารสมุ เรยี กใหต อบ หากออกรวงดีแสดงว่าข้าวในนาจะอุดมสมบรู ณ์ • การวเิ คราะหใหเห็นกลวิธีการนําเสนอ ของสารคดี มีทศิ ทางการวเิ คราะหอ ยา งไร เมอื่ ขา้ วออกรวงทองพรอ้ มเกบ็ เกย่ี วชาวบา้ นจะเลอื กวนั เกย่ี วขา้ ว โดยเวน้ วนั พฤหสั บดกี บั วนั (แนวตอบ ผปู ระเมนิ ตอ งพิจารณา วิเคราะห ศุกร์ และวันมุย๋ คอื วันที่พอ่ แมเ่ สยี ชีวติ เพราะถอื วา่ เป็นวนั ไมด่ ี เมอื่ เกบ็ เก่ยี วเสรจ็ แลว้ ชาวบ้าน และระบุไดวา ผเู ขยี นมีกลวธิ อี ยา งไรในการ จะช่วยกันแซะลาน (ถากลาน) เพอ่ื ปรับเป็นลานนวดข้าว หลังตีขา้ วเรียบร้อย ชาวนาจงึ หาวนั ดี เขยี นสว นนํา สว นเน้อื เรอื่ ง สว นสรปุ มีวิธี เพอื่ น�าขา้ วข้ึนยงุ้ การเลา เรือ่ งอยางไร แสดงความคดิ เห็นวา กลวธิ นี น้ั ๆ เหมาะสมหรือไม อยางไร ก ารเอสามมยั้ือกเออ่ านแชราง2วกบันา้ในนจกะลทุม่ า�เคนราอืปญล ะาตคแิรงั้ล ะในเพชอ่ืว่ นงเบดา้อื นนใมกถิลนุ เ้ คายียงน เ-ร ธิม่ นั ตวัง้ าแคตมก่ โาดรยตเกกกอื ลบา้ ท ปกุ ลขูกนั้ นตาอ นไมปี โดยพิจารณาจากความสมั พนั ธก บั เนือ้ หา ซึ่งผลของการวิเคราะห วิจารณจ ะนาํ ไปสู จนถงึ การเกบ็ เกย่ี วและนา� ขา้ วขนึ้ ยงุ้ ภายหลงั เมอ่ื รฐั สง่ เสรมิ ใหข้ า้ วเปน็ สนิ คา้ สง่ ออกทสี่ า� คญั ทา� ให้ การตดั สินประเมนิ คา ) ขา้ วมรี าคาคา่ งวดมากขน้ึ พรอ้ มทง้ั ยงั สง่ เสรมิ ปจั จยั ดา้ นตา่ งๆ ทจ่ี ะชว่ ยเพมิ่ ผลผลติ ยงิ่ ขนึ้ อยา่ งเชน่ • มแี นวทางอยา งไร สาํ หรับการวิเคราะห การสร้างฝายคอนกรีตในล�าน้�าอิงเพื่อผันน้�ามาใช้ท�านา การสนับสนุนให้ปลูกข้าวพันธุ์จากทาง วจิ ารณ การใชส าํ นวนภาษาในการเขยี นสารคดี ราชการแทนข้าวพันธุ์พ้ืนบ้าน รวมท้ังใช้ปุยเคมี ยาฆ่าแมลง และรถไถ ท�าให้การเอามื้อเอาแรง (แนวตอบ สาํ นวนภาษาทด่ี ี ท่ีจะใชเ รียบเรยี ง เริ่มจางหายไป เปล่ียนเป็นการว่าจ้างเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ที่ส�าคัญพิธีกรรมในท้องนา สารคดี คอื สํานวนภาษาท่ชี ดั เจนสอ่ื ความ หลายอย่างก็ลืมเลือน ไม่ถือปฏิบัติเหมือนแต่ก่อน เช่น พิธีแฮกนาท่ีมักท�าก่อนเริ่มปลูกข้าว ครบถว น กะทัดรัด ไมใ ชถ อ ยคาํ ฟุมเฟอย พธิ ีน�าขา้ วเขา้ ยุง้ เป็นตน้ ควรใชภ าษาสภุ าพ ทางการ หรือก่งึ ทางการ ท้ังน้ขี นึ้ อยกู บั เน้ือหาสาระเปนสําคญั ดงั นน้ั ในส่วนชาวบ้านที่มีอาชีพท�าประมง ผปู ระเมินจงึ ตอ งพจิ ารณาเพื่อระบใุ หไ ดว า นา้� จดื เปน็ หลกั จะเรมิ่ จบั ปลาในช่วงเดือน สารคดเี รอื่ งนัน้ ๆ มีลกั ษณะการใชสาํ นวน พฤษภาคม - กรกฎาคม อันเป็นช่วงฤดู ภาษาอยางไร หากพบวามีความสอดคลอง น�้าหลาก ขณะท่ีชาวบ้านซ่ึงมีอาชีพท�านา กบั ลกั ษณะขางตน และมคี วามเหมาะสม เปน็ หลัก เมอ่ื วา่ งเว้นงานในทอ้ งทงุ่ แลว้ จะ กับเนอ้ื หา กน็ บั ไดว า สารคดเี ร่อื งนน้ั ปรากฏ เร่ิมหาปลาในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน คุณคา ทางดานภาษา) อันเป็นช่วงที่น�้าอิงแห้งพอจะจับปลาได้ ปลาที่จับนั้นมีท้ังในน้�าอิงและในน�้าโขง 2. นกั เรยี นแตล ะกลมุ อา นสารคดีเรอ่ื ง “ชีวิต เช่น ปลาคา้ ว ปลาเน้อื อ่อน ปลาตะเพยี น ▼ เครื่องมือหาปลาหลากรูปแบบบอกถึงภูมิปญญาในการจับสัตวนํ้า วฒั นธรรมของคนทงุ ลอ” และศกึ ษาแนวทาง ปลากงั้ ปลากด ปลาดกุ ปลาชอ่ น ปลาแกง ในภาพเปน อปุ กรณห าปลาทเี่ รยี กวา “แซะ” ทาํ ดว ยไผห รอื หวายสาน การประเมินคุณคา จากหนงั สอื เรียนภาษาไทย ปลาตองกราย เป็นตน้ เปน รปู ทรงคลา ยทโี่ กยผง ใชส าํ หรบั จบั ปลาขนาดเลก็ ตามรมิ นา้ํ หลกั ภาษาและการใชภาษา ม.5 หนา 106-112 พิจารณาวามีความสอดคลอ งกบั สิง่ ทีน่ กั เรียน 10๙ ไดเ รียนรจู ากการฟงบรรยายของเพอื่ นๆ หรอื ไม หากพบวา ยงั มขี อ บกพรอ ง รวมกัน เตมิ เตม็ ใหมีความครบถวนสมบูรณ แลว บนั ทกึ ผลการวเิ คราะห ประเมนิ คา ลงสมดุ ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEิดT นกั เรียนควรรู อา นขอ ความทีก่ ําหนดให “...ทีน่ า สนใจและพบมากบริเวณนา้ํ ตก 1 ยงุ ขาว เปนสิ่งปลูกสรางสําหรบั เก็บขาวเปลือก ตาดขามเหน็ จะเปนประดบั หนิ ใบขาวทมี่ ีดอกสีขาวและกลบี ดอก 2 การเอามื้อเอาแรง หรอื ประเพณลี งแขก เปน ประเพณีท่เี จา ของนาจะบอก เปนแฉกรปู ดาว กอ นหินบางกอ นจะมีพนั ธุไมชนิดนี้ขึ้นท่ัวท้ังกอน เพ่ือนบานใหรูวาจะเกี่ยวขาวเมื่อใด และเม่ือถึงวันที่กําหนด เจาของนาก็จะตอง เปนเหมอื นผนื พรมสีเขียวทแี่ ตมประดับดวยเกล็ดดาวขาวสะอาด...” ปกธงทีน่ าของตนเพ่อื ใหเ พือ่ นบานมาชวยเกีย่ ว ท้ังน้เี จา ของนาจะตอ งเตรียมอาหาร คาว หวาน สุรา บหุ รี่ นํา้ ด่มื ไวใหเ พ่อื นบา นดว ย โดยประเพณีนถ้ี ือเปน ประเพณี ขอ ความขางตนมลี กั ษณะการใชภ าษาตรงกบั ขอใด ดีงามที่แสดงใหเ ห็นถึงน้าํ ใจไมตรีและความสมคั รสมานสามัคครี ะหวา งคนในสงั คม 1. การบรรยาย 2. การอธิบาย 3. การใชภ าษาสือ่ ภาพตา งกลอง 4. การใชภาษาสอื่ ความอยา งตรงไปตรงมา วิเคราะหคําตอบ ขอ ความท่กี าํ หนดใหขางตน มลี ักษณะการใช ภาษาส่ือภาพตา งกลอง พรรณนาใหเห็นภาพท่ีชดั เจนของธรรมชาติ หินทม่ี พี ชื ข้นึ ปกคลมุ ไปทวั่ ท้งั กอ น ดังนนั้ จึงตอบขอ 3. คมู อื ครู 109

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. นกั เรยี นยนื ในลกั ษณะวงกลมเพอื่ รว มกนั อธบิ าย เครื่องมือท่ีใช้ในการจับปลาส่วนใหญ่ท�าข้ึนเองจากภูมิปัญญาท่ีถ่ายทอดสืบต่อกันมาจาก ความรูแบบโตตอบรอบวงเก่ียวกับงานเขียน คนรุ่นเก่า ซ่ึงวัสดุที่ใช้ท�าส่วนใหญ่หนีไม่พ้นไม้ไผ่ที่น�ามาจักสาน อุปกรณ์หาปลาของบ้านลอมี ประเภทสารคดี หลายอยา่ งหลายประเภท เช่น แห จ�๋า (ยอ) แนง่ (ตาข่ายดกั ปลา) หงิ (สวงิ ) ส่มุ เบด็ แซะ เป็นตน้ สา� หรบั แหลง่ จบั ปลาทสี่ า� คญั ในแมน่ า้� องิ คอื วงั ปลา ซงึ่ หมายถงึ พนื้ ทท่ี ป่ี ลามกั ไปหลบซอ่ นตวั • การวเิ คราะหว จิ ารณง านเขยี นประเภทสารคดี ในชว่ งนา้� แหง้ วงั ปลาในพนื้ ทบ่ี า้ นลอ เขตตา� บลลอ ทเ่ี ปน็ ทรี่ จู้ กั กนั ดใี นหมชู่ าวบา้ นคอื วงั ผาสองหอ้ ง เปนประโยชนตอการอา นสารคดอี ยางไร อยู่ใกลก้ ับสะพานขา้ มฝง่ั ไปบา้ นหงสห์ นิ วงั ผาขอนดู่ อยถู่ ัดจากวงั ผาสองห้องประมาณ ๓๐ เมตร (แนวตอบ การท่ีสามารถวเิ คราะหแ ละวิจารณ วงั วดั อยูบ่ ริเวณใกลว้ ัดพระธาตศุ รีปงิ เมือง และวังดงหอ อยบู่ ริเวณดงหอของบ้านเวยี งลอ งานเขยี นประเภทสารคดไี ดน นั้ จะชว ยใหผ อู า น นอกจากจากการใชเ้ ครอ่ื งมอื หาปลาแลว้ ชาวบา้ นยงั ใชว้ ธิ อี นื่ ทเี่ รยี กวา่ ทา� โขง่ อนั เปน็ วธิ กี าร สามารถเลอื กอา นสารคดีที่เปนประโยชนห รอื ที่เกิดจากการเรียนรู้ธรรมชาติของปลา คือในช่วงหน้าแล้งน�้าจะน้อยลง ปลามักหลบหนีเข้าไป ตรงตามเปาหมายของตนได รวมถงึ มีทกั ษะ อาศยั ตามวงั ปลาที่ยังพอมนี า้� ชาวบา้ นจึงทา� โขง่ ดว้ ยการลม้ ต้นไผ่น�าไปท้ิงลงในเขตวงั ปลาเพอ่ื ให้ ในการทําความเขา ใจเน้ือหาสาระของสารคดี เป็นที่หลบซ่อนของปลาก่อนถึงฤดูแล้ง พอน�้าลดแห้งลง ชาวบ้านจะร่วมกันลงแห ลากอวน เรื่องน้นั ไดลกึ ซงึ้ ยิง่ ขน้ึ ) และวางไซบริเวณทที่ า� โขง่ เอาไว้ ปลาท่ีได้จะน�าไปประกอบอาหาร หากเหลือนิยมน�าไปท�าเป็น “ปลาฮ้า” หรือปลาร้า 2. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ถงึ ประโยชนข องการศกึ ษา ซงึ่ คนเมอื งจะแบง่ ปลาฮ้าเปน็ ๒ ประเภท อยา่ งแรกคือ “ปลาฮา้ แห้ง” หมายถงึ ปลาตากแห้ง วเิ คราะหว จิ ารณง านเขยี นประเภทสารคดี เพอ่ื ต่างๆ เช่น ปลาแดดเดยี ว อยา่ งท ่ี ๒ คือ “ปลาฮ้าน้�า” หมายถึง ปลารา้ ตามความเขา้ ใจของคน สรา งเจตคตทิ ด่ี แี กน กั เรยี นในการเรยี น ภาคกลางและภาคอสี าน ขน้ั ตอนในการทา� ปลาฮา้ นา้� ของคนเหนอื เรม่ิ จากนา� ปลามาคลกุ กบั ขา้ ว เกลอื และรา� จากนนั้ นา� ไปหมักในไหปลารา้ ออก และน�าไปหมักต่อจนไดป้ ลาฮ้าเพอื่ น�าไปปรงุ รสอาหารต่อไป ชวี ิตวฒั นธรรมในแบบคนทุง่ ลอจงึ สัมพันธ์กบั ทอ้ งทงุ่ และลมุ่ นา�้ มาเนิน่ นาน โดยมีความเชอ่ื และภมู ิปญั ญาแฝงอยใู่ นทกุ ข้ันตอนของการดา� เนินชวี ติ ดงั นัน้ หากมีการตัดถนนผ่านทงุ่ ลอ ยอ่ ม กระทบต่อแหลง่ ผลิตข้าวและแหล่งเพาะพันธุ์ปลาอยา่ งหลีกไม่พ้น ทว่าที่สา� คัญย่ิงกว่าคอื วิถชี ีวิต แบบดง้ั เดมิ จะถูกแทนที่ด้วยถนนหนทางและการพฒั นาในรปู แบบตา่ งๆ ทีส่ ืบเนอ่ื งมาจากการคา้ ระหว่างประเทศ และค1งเป็นเร่ืองน่าเศ2ร้าไม่น้อยหากความเจริญท่ีจะมีข้ึนกลับกลายเป็นการทุบ หมอ้ ข้าวหมอ้ แกงตัวเองโดยไมร่ เู้ นอ้ื ร้ตู ัว (เรอื่ งและภาพ: ปกรณ์ คงสวสั ดิ์ และสรอ้ ยสรุ ยี ์ ศรเี มอื ง) แนวทางการประเมนิ คณุ คา่ สารคดี “ชีวติ วัฒนธรรมของคนทุ่งลอ” เพ่อื น�ำข้อสงั เกตมำใช้ พัฒนำงำนเขียนของตนเอง มีดังนี้ จำกสำรคดีตัวอย่ำงแสดงให้เห็นจดุ ม่งุ หมำยของผู้เขียน คอื ให้ควำมรู้ ขอ้ เทจ็ จริง และ เนอ้ื หำสำระเกยี่ วกบั ชวี ติ วฒั นธรรมของกลมุ่ ชนทอ่ี ำศยั อยบู่ รเิ วณทงุ่ ลอ ดงั นนั้ เมอ่ื เรมิ่ ตน้ ฝกึ เขยี น 110 นักเรยี นควรรู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT ขอ ใดไมใ ชป ระเด็นการพิจารณาคุณคาสารคดี 1 ทุบหมอขาวหมอแกงตัวเอง หมอขาวหมอแกง หมายถึง เสบียงอาหาร การ 1. พจิ ารณาความบนั เทิงที่ไดรับ ทุบหมอขา วหมอแกงตวั เอง จึงเปน การเปรยี บเทียบ หมายถึง การทาํ ลายประโยชน 2. พจิ ารณาความรูทีท่ นั สมยั ทต่ี นเองจะไดร บั 3. พจิ ารณาความกระชบั ตรงประเดน็ 2 ไมรูเ นื้อรูตัว หมายถึง ไมรตู ัว ไมทันตั้งตวั 4. พจิ ารณาการชวยเปดมมุ มองใหแ กผ อู าน วิเคราะหค ําตอบ งานเขยี นประเภทสารคดเี ปนงานเขยี นที่ มุง เนนเน้ือหาสาระที่เปนความรู ทชี่ วยเปด โลกทัศนของผอู าน ซึ่งตองมีความชัดเจน ตรงประเด็น และไมมงุ เนนดา นความบันเทงิ ดังนน้ั จงึ ตอบขอ 1. 110 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู สารคดผี ฝู้ กึ ฝนจะตอ้ งตง้ั จดุ มงุ่ หมายใหช้ ดั เจนวา่ ตอ้ งการใหผ้ อู้ า่ นไดร้ บั สงิ่ ใดหลงั จากอา่ นจบ เพราะ นักเรียนยืนในลกั ษณะวงกลมเพื่อรว มกัน จดุ ม่งุ หมายท่ีชดั เจนจะเป็นเขม็ ทศิ ท่ชี ่วยนา� ทางให้ทราบวา่ ตอ้ งสบื ค้น รวบรวมขอ้ มลู อยา่ งไร อภิปรายสรปุ ความรแู บบโตตอบรอบวงเกี่ยวกับ ชวี ิตวฒั นธรรมของคนทุง่ ลอเปน็ สารคดีทมี่ ีองคป์ ระกอบชดั เจน คอื บทน�า เนือ้ เรือ่ ง และ การประเมินคุณคางานเขยี นประเภทสารคดี บทสรุป โดยบทน�าผู้เขียนกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันของทุ่งลอท่ีความเจริญก�าลังจะท�าให้ชีวิต และวัฒนธรรมในทุ่งลอได้รับผลกระทบ จากน้ันจึงเข้าสู่เน้ือหาด้วยการบอกเล่าพัฒนาการทาง • ในการประเมินคุณคาของสารคดตี อ งมี ประวตั ศิ าสตรข์ องทงุ่ ลอทม่ี กี ลมุ่ คนเขา้ มาอยอู่ าศยั อยา่ งตอ่ เนอื่ งจนปจั จบุ นั โดยอา้ งองิ หลกั ฐานทาง องคป ระกอบใดบาง ประวตั ศิ าสตร์และโบราณคดี จากนน้ั จงึ ถ่ายทอดวถิ ชี ีวติ ของคนทุง่ ลอทผ่ี ูกพันกับทงุ่ นา ซึง่ สะทอ้ น (แนวตอบ การประเมนิ คณุ คา ของสารคดี ออกมาเป็นวัฒนธรรมความเชอ่ื พิธกี รรม และการพ่งึ พงิ สายน�้าทีส่ ะทอ้ นออกมาเปน็ เครอื่ งมอื ใช้ มอี งคป ระกอบทตี่ องนาํ มาพจิ ารณาหลาย ท�ามาหากิน ในส่วนของบทสรุปผู้เขียนได้เน้นย�้าให้เห็นว่าชีวิตของคนทุ่งลอนั้นผูกพันและพึ่งพา องคป ระกอบ ไดแก ความมีเอกภาพ สายนา้� แสดงความคดิ เหน็ วา่ การสรา้ งความเจรญิ อาจเปน็ การทา� ลายสงิ่ ทม่ี คี า่ มากทสี่ ดุ ดงั นนั้ การ สารตั ภาพ และสัมพนั ธภาพ ของเน้อื หา ฝกึ เขียนสารคดีเม่อื ก�าหนดจุดม่งุ หมายแลว้ ผฝู้ ึกฝนตอ้ งรวบรวมประเดน็ ความคดิ เกี่ยวกับเรอื่ งที่ แตละสวน คอื บทนํา เนอ้ื เรอื่ ง และ จะเขียนใหค้ รบถ้วน น�ามาจัดหมวดหม ู่ เรยี งลา� ดับว่าประเดน็ ใดจะเป็นบทน�า ประเดน็ ใดจะอยู่ใน บทสรปุ กลวิธกี ารเลา เรอ่ื งของผูเขียน ส่วนเนอ้ื หา ประเด็นใดจะใช้เป็นบทสรปุ เพ่อื ตอกย�า้ จดุ มงุ่ หมาย รวมไปถึงสํานวนภาษาท่ใี ชถา ยทอด ข้อมูลท่ีปรากฏในสารคดีล้วนเป็นข้อเท็จจริงท่ีน่าเช่ือถือ ผู้อ่านจะเกิดความเชื่อถือในสิ่ง งานเขียน และประการสาํ คญั คอื การ ท่ีอ่านเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวนั้นมีแหล่งอ้างอิงชัดเจน มีภาพถ่ายยืนยัน ดังนั้น ส่ิงส�าคัญท่ี กระตนุ เตอื นใหผ อู านรูจ กั ฉุกคดิ ตระหนกั ผฝู้ กึ ฝนเขยี นสารคดตี อ้ งใหค้ วามสา� คญั มากทส่ี ดุ คอื ขอ้ มลู ตอ้ งเปน็ จรงิ หากเปน็ ประสบการณต์ รง ในเรือ่ งใดเร่ืองหนงึ่ หรือชวยเปด โลกทัศน หรอื สามารถสบื คน้ ขอ้ มลู จากพนื้ ท่ีไดแ้ ลว้ นา� มาเขยี นกจ็ ะทา� ใหน้ า� เสนอขอ้ มลู ไดล้ กึ ซงึ้ และครบถว้ น มมุ มอง แกผูอ านใหกวา งไกลยิ่งขึ้น) วธิ กี ารเลา่ เรอื่ งของผเู้ ขยี นเรม่ิ ตน้ จากชอื่ เรอื่ งทต่ี งั้ ไดค้ รอบคลมุ เนอื้ หาทงั้ หมด นอกจากใช้ ถอ้ ยคา� เพอ่ื เลา่ เรอื่ งแลว้ ผเู้ ขยี นยงั ใชภ้ าพชว่ ยเลา่ เรอื่ ง ซง่ึ ลกั ษณะของภาพบอกเลา่ ความหมายไป ในทศิ ทางเดยี วกนั คอื ภาพของวฒั นธรรมและวถิ ชี วี ติ การเลา่ เรอ่ื งไม่ใหผ้ อู้ า่ นเกดิ ความเบอ่ื หนา่ ย นอกจากการใช้ส�านวนภาษาแล้ว ภาพถ่ายก็นับว่ามีส่วนส�าคัญ เพราะช่วยให้ผู้อ่านได้พักสายตา และสง่ เสริมความนา่ เช่ือถอื ให้แก่สารคดี สา� นวนภาษาทผี่ เู้ ขยี นใชแ้ สดงใหเ้ หน็ วา่ เมอ่ื ตอ้ งเรยี บเรยี งสารคดผี ฝู้ กึ ฝนตอ้ งค�านงึ ถงึ ความ ชดั เจน ความกะทดั รัด และความสภุ าพ เพราะผเู้ ขยี นใช้ภาษาเล่าเรอื่ งของคนทุ่งลออย่างชดั เจน ตรงไปตรงมา เหน็ อยา่ งไรกเ็ ลา่ ไปแบบนน้ั ผอู้ า่ นเขา้ ใจไดโ้ ดยไมต่ อ้ งตคี วาม การเรยี บเรยี งถอ้ ยคา� มีความกะทัดรัด ไม่เย่ินเย้อ ทุกถ้อยค�ามีความหมาย ไม่สร้างประโยคที่เต็มไปด้วยค�าฟุ่มเฟือย ประการสุดทา้ ยผู้เขียนเลา่ เรอ่ื งโดยใช้ภาษาระดับทางการ แตไ่ มท่ า� ใหเ้ กดิ ความรู้สกึ กระดา้ ง หรอื สั้นห้วน ดังนั้น เม่อื ต้องใชภ้ าษาเพอ่ื เรยี บเรียงสารคดี แมจ้ ะมีจุดประสงค์เพ่อื บอกเล่าข้อเทจ็ จรงิ แตค่ วรทา� ใหผ้ ้อู า่ นไดร้ ับรสของความสละสลวยในการใชถ้ ้อยค�า 111 กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกรด็ แนะครู นักเรยี นอานสารคดเี กีย่ วกบั สัตวเ รอื่ ง “เสนทางมรณะ แดชะตา ครคู วรชแี้ นะเพมิ่ เตมิ ใหแ กน กั เรยี นเกย่ี วกับ การประเมนิ คณุ คา งานเขยี น ชวี ิตสตั วทะเลไทย” ผลงานของธรณ ธํารงนาวาสวสั ดิ์ วิเคราะห กลา วคือ ผปู ระเมินจะตัดสินประเมินคางานเขียนไดกต็ อเมอื่ สามารถวเิ คราะห กลวธิ กี ารใชภ าษา วจิ ารณค วามเหมาะสม สอดคลอ ง โดยพจิ ารณา องคประกอบของงานเขยี นแตละประเภทออกมาไดเปน สวนๆ ระบไุ ดวาแตล ะสวน กับแนวคิดหลัก และจากผลการวเิ คราะห วิจารณสามารถตดั สนิ มลี ักษณะอยา งไร มวี ิธกี ารสรา งสรรคอ ยางไร ในขณะเดยี วกับท่ีแสดงความคิดเห็น ประเมินคุณคาดา นภาษาไดอ ยางไร นําเสนอในรูปแบบใบงาน ของตนเอง หรอื วจิ ารณถ งึ ความเหมาะสม สอดคลอ งระหวา งองคป ระกอบแตล ะสว น เฉพาะบุคคล สงครู กับแกนหรอื แนวคดิ หลักของเร่อื ง โดยแนวคดิ หลกั จะตองสื่อสารในสง่ิ ทีเ่ ปนจรงิ เกิดประโยชนต อ ผอู า นนาํ ไปปรับใชใ นชวี ิตประจาํ วันได หากวิเคราะห วิจารณแลว กิจกรรมทาทาย พบวาองคประกอบมีความสอดคลองกนั กลวธิ กี ารเขยี นประณตี พถิ พี ิถนั ไพเราะ สละสลวย เนื้อหาสาระใหแนวคิดที่เปน ประโยชน กน็ ับไดว างานเขียนเรอื่ งนัน้ ๆ นกั เรยี นอา นสารคดเี ชงิ ทอ งเทยี่ วเรอื่ ง “ภลู งั กา...ดนิ แดนดอกไม มคี ณุ คา ท้ังดานการประพนั ธและดานเน้ือหา และสายธาร” ผลงานของโดม ประทมุ ทอง แลว วเิ คราะห วจิ ารณ องคประกอบทกุ ๆ สวนของงาน แลว ตดั สินประเมนิ คุณคา คมู อื ครู 111 นาํ เสนอในรูปแบบใบงานเฉพาะบุคคล สง ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู กอ นการอธบิ ายความรขู องนกั เรยี นกลมุ ตอ ไป คุณค่าของสารคดี ชีวิตวัฒนธรรมของคนทุ่งลอ ประการส�าคัญจึงอยู่ที่การกระตุ้นเตือน ครูช้แี นะเพม่ิ เติมเกีย่ วกับลักษณะของงานเขียน ให้ผู้อ่านไม่หลงลืมชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง มีสติก่อนท่ีจะเปล่ียนแปลงเร่ืองใด ประเภทกวนี ิพนธ โดยช้ีใหเ ห็นวา งานกวีนิพนธ เรอ่ื งหนง่ึ ซงึ่ การทผ่ี ฝู้ กึ ฝนจะสรา้ งคณุ คา่ ใหแ้ กส่ ารคดขี องตนนนั้ ทา� ไดห้ ลายประการ เชน่ สงิ่ ทตี่ อ้ งการ เปน งานเขยี นบนั เทงิ คดีประเภทหนึง่ ท่ีใหความ ใหเ้ กดิ ขน้ึ แกผ่ อู้ า่ น การใชส้ า� นวนภาษา ซงึ่ ทงั้ หมดจะตอ้ งอาศยั การสงั เกตเพอ่ื นา� ประเดน็ ทนี่ า่ สนใจ เพลดิ เพลนิ เจรญิ ใจ ในขณะเดียวกันกอ็ าจแฝงไวซ ่ึง นนั้ มาถา่ ยทอดผ่านภาษาที่ได้เรียนร้จู ากการอา่ นงานเขยี นของผู้อื่น สาระ ขอคิด แนวคดิ ที่เปนประโยชนต อ การดําเนิน ชวี ติ เชนเดียวกบั งานบนั เทิงคดปี ระเภทอื่นๆ ๒.๓ การประเมนิ คุณค่ากวนี พิ นธ์ จากนน้ั ใหนักเรียนกลุมท่จี บั สลากไดหมายเลข 3 สง ตวั แทนออกมาอธบิ ายความรเู กยี่ วกบั องคป ระกอบ การประเมนิ ควรใหค้ รอบคลุมประเดน็ ต่อไปน้ี ของกวนี พิ นธ ในประเด็นยอ ยรูปแบบของกวนี พิ นธ ๑) เนอ้ื หา ผอู้ า่ นตอ้ งอา่ นเพอ่ื พจิ ารณาเนอ้ื หาสาระทผ่ี เู้ ขยี นถา่ ยทอดวา่ สะทอ้ นแนวคดิ ใด ทไี่ ดจากการสืบคน รว มกบั เพ่อื น เชน่ แนวคดิ เกยี่ วกบั ความรกั สจั ธรรมของชวี ติ การมองโลก ซง่ึ เนอื้ หาควรเปน็ ไปในทางสรา้ งสรรค์ ชว่ ยจรรโลงหรอื ยกระดบั จติ ใจ หรอื แสดงใหเ้ หน็ ถงึ วถิ ชี วี ติ ความเชอ่ื คา่ นยิ ม วฒั นธรรม ประเพณี (แนวตอบ งานกวีนิพนธ มีองคประกอบหลกั ๒) รูปแบบคำาประพันธ์ ผู้อ่านต้องพิจารณาว่าผู้เขียนเลือกใช้ค�าประพันธ์รูปแบบใด1 ทส่ี าํ คัญ ไดแก รูปแบบ และแนวคดิ กลาวคอื จ�านวนค�า จ�านวนบทมีความถูกต้องตามลักษณะบังคับ หรือมีการประยุกต์ฉันทลักษณ์ข้ึนใหม่ แนวคิดเปน จุดเริ่มตนของงานเขียนทุกประเภท นอกจากนตี้ ้องพจิ ารณาด้วยว่าเลือกใชร้ ปู แบบคา� ประพันธ์ได้เหมาะสมกับเน้อื ความหรอื ไม่ เมอ่ื ไดแ นวคดิ ทสี่ มบูรณจ งึ ถายทอดใหแกผรู ับสาร ๓) ความงามดา้ นการประพนั ธ ์ ผู้อ่านจะต้องพจิ ารณาว่าผเู้ ขยี นเลอื กใช้คา� ไดเ้ หมาะสม โดยเลือกใชรปู แบบการประพันธใ หเหมาะสม กับรูปแบบของค�าประพันธ์และเนื้อหาสาระหรือไม่ เพราะค�าประพันธ์บางรูปแบบเหมาะสมที่จะ สอดคลอ ง งานกวีนพิ นธจ ะเลือกใชบ ทรอยกรอง ใช้บรรยายเนือ้ หาที่เปน็ การสดุด ี หรือยอพระเกียรต ิ ซ่งึ ต้องใชศ้ ัพทส์ งู เช่นเดียวกนั หากผู้เขียนใช้ เปน รปู แบบสาํ หรบั การถา ยทอดแนวคิด ซ่ึงปจ จบุ ัน ศัพท์ไม่สมกันความงามด้านวรรณศิลป์ย่อมไม่เกิดขึ้น นอกจากน้ียังต้องพิจารณาด้วยว่าผู้เขียน กวีนพิ นธส ว นใหญมีทง้ั ทแ่ี ตงโดยยดึ ขนบหรือ เลือกใช้ถอ้ ยค�าโดยค�านึงถงึ เสยี ง เชน่ เสียงสงู ต่�า เสียงหนักเบา เสียงควบกล้า� เสยี งสมั ผสั การ ฉันทลักษณด ั้งเดิมของบทรอยกรอง บางบทนยิ ม ซ�า้ คา� เพ่อื ยา�้ น้า� หนักของเน้อื ความให้หนักแนน่ ซง่ึ การพจิ ารณาความงามด้านการประพันธ ์ หรอื นาํ ทาํ นองกลอนของเพลงพน้ื บา นมาสรา งสรรคผ ลงาน ดา้ นวรรณศลิ ปผ์ อู้ า่ นจะตอ้ งพจิ ารณาดว้ ยวา่ ผเู้ ขยี นสามารถรอ้ ยเรยี งถอ้ ยคา� เพอ่ื ทา� ใหเ้ กดิ ภาพพจน์ บางบทไมเ ครงครัดในฉันทลักษณตามแบบแผน ข้ึนในจินตนาการของผู้อ่านได้มากน้อยเพียงใดและในลักษณะใด เช่น ใช้การเปรียบเทียบเพื่อให้ จาํ นวนคาํ ในแตละวรรคอาจนอ ยกวา หรอื มากกวา เห็นความแตกต่าง ใช้การสมมติให้สิ่งท่ีไม่มีชีวิตมีอากัปกิริยาอาการเหมือนมนุษย์ ใช้การกล่าว ที่กําหนดไว การสง สัมผสั อาจเคลือ่ นไปจากเดิมที่ ในลกั ษณะเกนิ จริง ใชก้ ารเลียนเสยี งธรรมชาติ กําหนดบงั คับไว หรอื บางบทนิยมสรา งฉนั ทลักษณ ขน้ึ ใหม โดยยดึ หลักความเรียบงาย กวบี างทาน ตัวอย่าง บทกวนี พิ นธ์ ยงั นิยมใชร ปู แบบในลักษณะทเี่ รยี กวากลอนเปลา เพราะรูปแบบนผ้ี ูแตง สามารถแสดงความคิดเหน็ ได วารดี ุริยางค์ สะดวกและแสดงอารมณไดลึกซงึ้ เพราะกลอนเปลา ไมม ขี อ บงั คบั เรอ่ื งสมั ผสั ของคาํ จาํ นวนคาํ ในแตล ะวรรค สงสารใจ ใจเจา้ เอ๋ยไมเ่ คยน่ิง วนและวิ่งคืนและวนั หวนั่ และไหว แตล ะบาท แตละบท) เหมือนถกู กายกา� บังกกั ขังใจ ใจจงึ ไดด้ ้นิ รนทุกหนทาง กลางคืนคอยเป็นควนั อ้นั อัดไว ้ ครัน้ กลางวันก็เปน็ ไฟไปทุกอย่าง ร่างกายถูกผูกพนั สรรพางค์ เป็นสอ่ื กลางแก่ใจรบั ใชก้ าร เมอื่ ใจทุกข์กายก็ตอ้ งทนครองทุกข ์ ครั้นใจสขุ กายก็สุขสนุกสนาน วนเวยี นหวา่ งทุกขส์ ุขทกุ วนั วาร แลว้ สะสมสนั ดานการเปน็ คน 112 นักเรยี นควรรู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT ขอใดคอื องคป ระกอบทสี่ ําคญั ของงานเขยี นประเภทกวีนิพนธ 1 ประยกุ ตฉ นั ทลกั ษณข น้ึ ใหม ในปจ จบุ นั การแตง กวนี พิ นธม ลี กั ษณะทเี่ ปลย่ี นแปลง 1. รปู แบบ แนวคิด ไปจากเดมิ แตเ ดมิ นน้ั ผแู ตง กวนี พิ นธ จะตอ งเครง ครดั ในเรอื่ งฉนั ทลกั ษณ การสรรคาํ 2. แนวคดิ รูปแบบ ผแู ตง ใหตรงสัมผัส มีจํานวนคําภายในวรรคตามที่ฉันทลักษณกําหนดไว แตในปจจุบัน 3. บรรยากาศ ฉาก แนวคิด ฉันทลักษณของกวีนิพนธไดคลี่คลายลงไปจากเดิม ไมเครงครัดในเร่ืองฉันทลักษณ 4. โครงเรอื่ ง แกน เร่อื ง และขอคิดท่ีผอู านไดร บั มากนัก นอกจากน้ียังนยิ มสรางฉันทลักษณขึ้นใหม โดยเนน ไปทีค่ วามเรียบงา ยของ วเิ คราะหค าํ ตอบ กวีนพิ นธ คือ งานเขียนประเภทบันเทงิ คดี รูปแบบ แตยังคงไวซ่งึ ความไพเราะของเสียงเสนาะ และสมั ผสั เพือ่ ใหเกดิ ชวงจงั หวะ รปู แบบหน่งึ ซ่งึ ประกอบดวยองคป ระกอบหลักทสี่ าํ คญั 2 สวน ไดแ ก ที่ไพเราะ ท้งั นี้ผูเขียนจะเนนไปทีก่ ารส่ือความคดิ เปน สาํ คญั รปู แบบ และแนวคดิ ซง่ึ รปู แบบของกวนี พิ นธม คี วามแตกตา งกนั ขึ้นอยกู บั วาเลอื กใชรปู แบบใด แนวคิดเปน องคประกอบที่สําคัญทีส่ ุด ของการสรางสรรคง านเขียนทกุ ประเภท ผูเขยี นจะกําหนดแนวคดิ ขนึ้ มากอน แลว จงึ เขียนสวนตางๆ ดงั นั้นจึงตอบขอ 1. 112 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ทุกวิถที ใี่ จไดเ้ ที่ยวท่อง ล้วนข้นึ ลอ่ งอยูร่ ะหว่างกลางปลายตน้ 1. นกั เรยี นกลุมท่จี บั สลากไดหมายเลข 3 ที่โคจรของใจไมเ่ คยจน ไม่เคยพน้ ไมเ่ คยพรากจากวงจร สง ตวั แทนออกมาอธบิ ายความรูเ กย่ี วกับ ใจจึงหน่ายจึงเหน่อื ยจงึ เม่อื ยลา้ วุ่นผวาวอ่ นไหวถกู ไล่ตอ้ น แนวคิดในงานกวีนพิ นธ เกดิ แลว้ ก่อ ลอ่ แล้วเร้น เยน็ แลว้ ร้อน ไมพ่ ักผอ่ นเพียงสักคราวเฝา้ แฟบฟู (แนวตอบ ปจจบุ นั แนวคิดในงานกวนี ิพนธ รู้และเหน็ เปน็ ไปตามใจอยาก จงึ เหมอื นฉากขวากขวางกา� บงั อยู่ มีความหลากหลาย เปน ตนวา แนวคิดแบบ หยุดเสียทหี ยดุ เสยี เถดิ เปดิ ประต ู เพื่อได้รแู้ ละได้เห็นตามเปน็ จริง จินตนยิ ม แนวคิดแบบอดุ มคตินิยม แนวคดิ ขอกายเจา้ จงเป็นเช่นตน้ ไม้ ยืนอย่ไู ด้โดยภพสงบน่งิ แบบสัจนิยม แนวคิดแบบธรรมชาตนิ ยิ ม เพือ่ แผร่ ่มและเป็นหลักใหพ้ ักพงิ แต่งดอกพรง้ิ ผลัดฤดอู ย่ชู วั่ กาล แนวคดิ แบบสงั คมนิยม แนวคดิ แบบอตั ถิภาวะ และใจเจ้าจักเปน็ เช่นสายน�้า ใสเยน็ ฉา�่ ช่นื แล้วไหลแผ่วผ่าน นิยม และแนวคิดแบบสญั ลักษณน ิยม) เพื่อเล้ียงชพี ชโลมไลใ้ หเ้ บิกบาน เพียงพ้องพานผวิ แผว่ แล้วผา่ นเลย อิสระเสรีทจี่ ะไหล ด้วยเพลงไพเราะล�้ารา�่ เฉลย 2. ครูสรุปความรู ความเขาใจใหแกน ักเรียน ชมดอกไม้สายลมพรมรา� เพย และช่ืนเชยกับชีวิตทุกทิศทาง เกี่ยวกับองคประกอบของงานกวนี ิพนธ วงของน้�าทา� ประกายกบั สายแดด ร้อนจะแผดเผาทรายพริบพรายพร่าง จากนัน้ กาํ หนดประเดน็ เพ่อื ใหนกั เรียนกลมุ ราวกากเพชรเกล็ดโปรยโรยระวาง หากกรวดกว้างกลางน�้าเร่มิ คร่า� ครวญ ท่ีจบั สลากไดหมายเลข 3 สง ตัวแทนออกมา ไมไ่ ยดีปรีดาประสาโลก ไมท่ ุกข์โศกเสียใจหรอื ไหห้ วน อธบิ ายความรู ซึง่ ประเด็นทคี่ วรกาํ หนดใหคอื มีความสขุ อย่ทู กุ ยามตามทค่ี วร ไมป่ นั่ ป่วนไปตามความเร่าร้อน “แนวทางการวเิ คราะห วจิ ารณ และประเมิน รู้จกั เพยี งพอดีทีจ่ ะรบั ความเกดิ ดับธรรมดาอทุ าหรณ์ คณุ คา งานกวีนพิ นธ” พร้อมร้สู ึกตามวิสยั ไปทุกตอน1 เหมอื นทกุ ก้อนกรวดทรายยอ่ มคล้ายกัน (แนวตอบ แนวทางการวิเคราะห วิจารณ ประเมนิ คางานกวีนิพนธ ควรมีแนวทาง ดงั น้ี (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแหง่ ชาติ สาขาวรรณศลิ ป์ (กวนี ิพนธ)์ พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๖) • วเิ คราะหผแู ตง พจิ ารณาวาชีวติ ของผแู ตง มี อิทธพิ ลตอผลงานมากนอ ยเพยี งใด ผลงาน แนวทางการประเมินคุณค่ากวีนิพนธ์ “วารีดุริยางค์” เพ่ือน�ำข้อสังเกตมำใช้พัฒนำงำน สะทอ นใหเหน็ ชีวิตของผแู ตงอยางไร เขยี นของตนเอง มีดังน้ี • วเิ คราะหช ว งสมยั ทแ่ี ตง คาํ นงึ ถงึ ระยะเวลา ทผ่ี แู ตงสรางสรรคบทกวนี พิ นธ กวนี พิ นธก์ เ็ ปน็ เชน่ เดยี วกบั เรอ่ื งสน้ั นวนยิ ำย ทตี่ อ้ งมแี นวคดิ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ แกนในกำรบอกเลำ่ • จุดมงุ หมายในการแตง การจับจุดมุงหมาย ซ่ึงกวีนิพนธ์ วำรีดุริยำงค์ ท่ีเลือกตัดตอนมำนี้สื่อสำรแนวคิดเกี่ยวกับควำมพอดี โดยกวีเริ่มต้น จะชว ยทาํ ใหผ อู า นเขา ใจบทอา นไดล กึ ซงึ้ ขน้ึ เลำ่ วำ่ ควำมทกุ ขข์ องมนษุ ยเ์ รมิ่ ตน้ ที่ใจ ถำ้ ใจทกุ ขก์ ำยกท็ กุ ข์ จติ ใจของมนษุ ยห์ มนุ เวยี น ผลดั เปลย่ี น • วิเคราะหรูปแบบและกลวธิ ีการแตง พจิ ารณา สับสน เดี๋ยวทุกข์เด๋ียวสุขอยู่เสมอ กวีจึงหวังให้ผู้อ่ำนเปิดใจของตนเอง รับรู้ส่ิงที่เกิดขึ้นตำม กลวิธีการแตงทผ่ี เู ขยี นเลือกใชเพอ่ื ใหงาน ควำมเปน็ จรงิ ประพฤตติ นเปน็ บคุ คลทยี่ งั ประโยชน์ใหเ้ กดิ ขน้ึ แกผ่ อู้ น่ื มจี ติ ใจทสี่ งบ ไมท่ กุ ขม์ ำกไป มคี ณุ คา และไพเราะ หรือสุขเกินควร ใช้ชีวิตอย่ำงพอดี ระลึกไว้เสมอว่ำชีวิตมนุษย์มีเกิดและดับเช่นเดียวกัน จะเห็น • วิเคราะหคุณคาของบทกวนี พิ นธ ซงึ่ แบง ได้วำ่ กวีนพิ นธบ์ ทนสี้ ำมำรถสอ่ื สำรไดก้ บั คนทกุ เพศ ทุกวัย เพรำะกวเี ลือกแนวคิดท่ีเป็นควำมจรงิ ประเด็นยอ ยเปน การวเิ คราะหความไพเราะ ซ่ึงปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้น กำรท่ีผู้ฝึกฝนจะสร้ำงสรรค์กวีนิพนธ์ของตนเองต้องเร่ิมต้นจำกแนวคิดท่ี ซึง่ เกดิ จากการใชคํา กวีโวหาร และคุณคา เปน็ ควำมจรงิ ไมซ่ บั ซอ้ น เปน็ ประสบกำรณท์ ผี่ อู้ ำ่ นตอ้ งเคยพบ เพรำะจะชว่ ยใหผ้ อู้ ำ่ นเขำ้ ใจเจตนำ ทม่ี ตี อ ผูอาน เชน แนวคดิ ท่ีเปนประโยชน ของกวไี ด้ ตอ การดาํ เนินชวี ิตประจาํ วัน) 113 กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกรด็ แนะครู นกั เรียนคนควา ขอมลู เกี่ยวกบั แนวทางการวิเคราะห วิจารณ ครคู วรชี้แนะเพม่ิ เติมใหแกนักเรียนเกีย่ วกับการวิเคราะหบ ริบทแวดลอม และประเมนิ คุณคา กวีนิพนธ ในประเดน็ การวิเคราะหช ว งสมยั ที่ เร่อื งที่อา น เปน ตน วา ผแู ตง การแตง บทกวนี พิ นธค รงั้ หนง่ึ ๆ ผแู ตง ยอ มสอดแทรก แตง เพือ่ ตอบคาํ ถาม “การพิจารณาชวงสมัยท่ีผแู ตง สรา งสรรค ความรู ความรูสึกนกึ คิด ประสบการณต ลอดจนเรื่องราวในชวี ิตสวนตัวลงไปใน งาน สง ผลอยางไรตอ การตดั สินประเมนิ คุณคางาน” นาํ เสนอ ผลงาน การศกึ ษาเกย่ี วกบั ประวตั ผิ แู ตง โดยละเอยี ด อาจทาํ ใหผ ปู ระเมนิ ทราบถงึ ในรูปแบบใบงานเฉพาะบคุ คล สงครู แรงบนั ดาลใจ ในการสรางสรรคผ ลงานของผูแตงไดเ ปนอยา งดี สงผลใหเ ขาใจ และเขาถึงกวนี ิพนธ บทน้นั ๆ ไดลกึ ซ้งึ ยง่ิ ขึ้น กจิ กรรมทา ทาย นักเรยี นควรรู นกั เรยี นคน ควา ขอ มลู เกยี่ วกบั แนวคดิ ของงานกวนี พิ นธ โดยอธิบายลกั ษณะเฉพาะของแนวคดิ แตละประเภท พรอ มยก 1 เนาวรตั น พงษไพบลู ย นกั เขยี นรางวลั ซไี รตประจําป 2523 จากผลงาน ตวั อยา งประกอบ นาํ เสนอผลการคน ควา ในรปู แบบใบงานเฉพาะ บทกวนี พิ นธ เพียงความเคล่ือนไหว และยังไดรับการยกยอ งใหเ ปน ศลิ ปนแหงชาติ บคุ คล สง ครู สาขาวรรณศลิ ป ประจาํ ป 2536 คูมอื ครู 113

กระตุน ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู นกั เรยี นยืนในลกั ษณะวงกลมเพ่ือรวมกันอธบิ าย กวนี พิ นธเ ปน งานบนั เทงิ คดปี ระเภทรอ ยกรองซง่ึ แตกตา งไปจากงานเขยี นประเภทรอ ยแกว ความรูแบบโตต อบรอบวงเกีย่ วกับแนวทางการ เพราะถูกกําหนดดวยจํานวนวรรค จํานวนคํา และเสียง กวีจึงตองเปนผูท่ีมีความสามารถในการ วิเคราะห วจิ ารณ และประเมนิ คุณคางานเขียน เลอื กใชถ อ ยคาํ เพอ่ื สอื่ ความ ขณะเดยี วกนั กต็ อ งใชถ อ ยคาํ ไพเราะ สละสลวย กวนี พิ นธ วารดี รุ ยิ างค ประเภทกวีนพิ นธ โดยใชความรู ความเขา ใจ แสดงใหเห็นความสามารถของกวี เพราะใชถอยคําเพื่อสื่อความใหผูอานเห็นภาพไดชัดเจน เชน ที่ไดรบั จากการฟงบรรยาย และความรูของตนเอง ใชถอยคาํ เพ่อื เปรยี บเทียบจิตใจที่พบท้งั ทุกขและสุขวา “ไมพ ักผอ นเพียงสกั คราวเฝา แฟบฟ”ู หรือ เปน ขอมลู เบือ้ งตน สําหรับตอบคําถาม จากวรรคที่วา “วนและว่ิงคืนและวันหว่ันและไหว” หรือ “รอนจะแผดเผาทรายพริบพรายพราง” ลวนแสดงใหเห็นวากวีไดใหความสําคัญกับการเรียบเรียงถอยคําใหเกิดเสียงสัมผัสภายในวรรค • การวเิ คราะหช วงสมัยมคี วามเกี่ยวขอ งกับ โดยจัดวางคําที่ใชพยญั ชนะตน ตวั เดียวกันไวใ กลกนั เม่ืออานจงึ ทําใหเ กดิ เสียงเสนาะ การวเิ คราะห วิจารณงานกวีนิพนธอ ยา งไร (แนวตอบ การระบุไดวากวนี ิพนธเร่อื งทอี่ าน มกี ารใชค าํ ซาํ้ คอื ใชค าํ เดยี วกนั ซาํ้ หลายแหง เพอื่ ยาํ้ นาํ้ หนกั ความใหห นกั แนน ขนึ้ ดงั วรรค ถกู แตง ข้ึนในชว งเวลาใด หากผปู ระเมนิ ได ทวี่ า “ใจจงึ หนา ยจงึ เหน่ือยจงึ เมอื่ ยลา” ซา้ํ คาํ วา “จึง” เพ่อื ใหท ราบวาทุกอยา งท่ีเกดิ ข้นึ กับ “ใจ” ศกึ ษาเพ่มิ เตมิ เกีย่ วกับสงั คมในชวงเวลานัน้ นั้นมีเหตุ หรือในวรรค “หยุดเสียทีหยุดเสียเถิดเปดประตู” ซํ้าคําวา “หยุด” เพื่อใหผูอานไดสติ จนเขาใจเปนอยางดี จะทาํ ใหเ ขาใจเนื้อหา ฉกุ คิดและไตรตรอง ทผี่ เู ขยี นตอ งการถา ยทอดไดง า ย ทราบพน้ื ฐาน ความคิด บอ เกิด แรงบนั ดาลใจ) นอกจากน้ีกวียังใชถอยคําเพื่อสรางจินตภาพใหแกผูอานดวยวิธีการสมมติ โดยการใช ภาพพจนแ บบบคุ คลวตั คอื ใหใ จมอี ากปั กริ ยิ าเหมอื นกบั มนษุ ย ไดแ ก วง่ิ หวน่ั ไหว ดนิ้ รน เมอื่ ยลา • การวิเคราะห วิจารณ กลวิธีการแตงใน ทาํ ใหผ อู า นเขา ใจภาวะทจ่ี ติ ไมส งบไดช ดั เจนขน้ึ รวมถงึ การเปรยี บเทยี บในลกั ษณะการโยงความคดิ งานกวนี ิพนธ ควรพจิ ารณาในประเด็นยอย ในวรรคทวี่ า “ขอกายเจา จงเปน เชน ตน ไม” คอื การใชอ ปุ มาโดยใชค าํ เปรยี บ เชน สงบนง่ิ ไมห วน่ั ไหว อยางไรบา ง ใหป ระโยชนแ กผ อู นื่ รวมถงึ การเลน คาํ คตู รงขา มเพอ่ื ใหผ อู า นเกดิ จนิ ตภาพในวรรคทวี่ า “เกดิ แลว กอ (แนวตอบ การวิเคราะหเกี่ยวกับกลวิธกี ารแตง ลอแลว เรน เยน็ แลวรอ น” ผูอานจะจินตนาการตามไดว าจิตใจของมนษุ ยม กี ารเปล่ียนแปลงตลอด กวีนิพนธ ควรคํานึงวา กลวธิ ีเหลานีเ้ ปนเรื่อง เวลา หลอกลอใหเหน็ แตกแ็ ฝงตัว เยน็ ฉ่ําแตก ็รุมรอนในคราวเดยี วกัน ดงั นน้ั ผฝู กฝนเขยี นจะตอง ของความสามารถเฉพาะบคุ คล ซ่ึงคุณคา ดา น ศกึ ษาหาความรเู กย่ี วกบั การใชถ อ ยคาํ เพอื่ สอื่ ความหมายและเกดิ เสยี งเสนาะดว ยการอา นกวนี พิ นธ ภาษา ความไพเราะ จะเกดิ ขึ้นไดเ ม่ือผูเขยี นมี ที่กวีมคี วามสามารถในการใชถอ ยคํา ความพิถีพถิ ันในการเลือกใชกลวิธีการแตง ซึ่ง ควรพิจารณาเปน 2 ประเดน็ ไดแก การใชคํา การสรางคุณคาใหแกงานกวีนิพนธของตนเองผูฝกฝนจะตองมีแนวคิดท่ีชัดเจนในการ โดยวิเคราะหใหเหน็ วา ผเู ขยี นมวี ิธีการใชค าํ ถายทอด ศึกษาหาความรูเก่ียวกับฉันทลักษณและภาษาวรรณศิลปใหส่ือความไดครบถวนและ อยา งไร เปนตน วา ใชค าํ ทีม่ เี สียงเสนาะ สอ่ื เกิดความไพเราะ เมื่อสามารถฝก ฝนดังนี้ไดย อ มเปนการสรางคุณคาใหแกผ ลงาน ความหมายทลี่ กึ ซง้ึ คมคาย สะเทือนอารมณ สวนอกี ประเดน็ หนึ่ง คอื การใชโ วหารเพอ่ื ¡ÒûÃÐàÁÔ¹¤Ø³¤‹Ò§Ò¹à¢Õ¹໚¹¡ÒõѴÊÔ¹¤Ø³¤‹Ò¢Í§§Ò¹à¢Õ¹«èÖ§¼ÙŒÍ‹Ò¹µŒÍ§ÇÔà¤ÃÒÐˏ สรางภาพพจน หรือจินตภาพใหเ กดิ ขน้ึ แก á¡áÂÐÃÒÂÅÐàÍÕ´¢Í§àÃè×ͧ·èÕ͋ҹ¼‹Ò¹¡Ãкǹ¡ÒõդÇÒÁ¡‹Í¹»ÃÐàÁÔ¹¤Ø³¤‹Ò â´Â㪌 ผอู า น ผฟู ง กลา วคอื ผปู ระเมนิ จะตองระบุ Ç¨Ô ÒóÞÒ³µ´Ñ Ê¹Ô Í‹ҧÁàÕ Ëµ¼Ø Å ไดวาผูแตง ใชโ วหารประเภทใดในการสอ่ื ความหมายของเรื่อง หรือทาํ ใหผอู า นเขาใจ ¡ÒûÃÐàÁ¹Ô ¤³Ø ¤Ò‹ §Ò¹à¢ÂÕ ¹à»¹š ¾²Ñ ¹Ò¡ÒÃÍ¡Õ ¢¹éÑ Ë¹§èÖ ¢Í§¡ÒÃÃºÑ ÊÒà «§èÖ ¼àŒÙ ÃÂÕ ¹¤Çý¡ƒ ½¹ เรื่องไดง ายข้ึน จากนน้ั จงึ แสดงความคิดเหน็ ·Ñ¡ÉСÒûÃÐàÁÔ¹¤Ø³¤‹ÒàÃè×ͧ·Õè͋ҹÍ‹ҧÊÁèíÒàÊÁÍ à¾è×ÍãËŒà¡Ô´¤ÇÒÁࢌÒã¨áÅÐàË繤س¤‹Ò¢Í§ วาวิธีการเหลา น้ันมีความเหมาะสม สอดคลอง §Ò¹à¢Õ¹·ÕÍè Ò‹ ¹ à»¹š ¾¹é× °Ò¹ã¹¡ÒùíÒ仾Ѳ¹Ò§Ò¹à¢Õ¹¢Í§µ¹àͧµÍ‹ ä» กับแนวคดิ หลักของเร่ืองหรือไม อยา งไร) ๑๑๔ เกร็ดแนะครู ขอ สอบ O-NET ขอ สอบป ’51 ออกเกยี่ วกบั การวเิ คราะหค วามคดิ รวบยอดของบทอา น ครชู ้ีแนะเพิม่ เติมเกีย่ วกบั ภาษาของกวนี พิ นธ ซ่งึ มหี ลายระดับ เชน ภาษาที่ ขอ ใดคือความคดิ รวบยอดของคําประพันธต อไปน้ี ประณีตดา นการใชถอยคาํ เนน กลวธิ ีการสรา งความงามทางภาษาทง้ั เสียงและ ครนื ครืนเสียงครวญคราง ไมส น้ิ สรางท่ีโศกหา ความหมาย หรืออาจเปน ถอ ยคาํ ภาษาในระดบั กงึ่ ทางการ หรอื ไมเปนทางการ พ้ืนแผน พสธุ า ทว มนํ้าตาตลอดไป แตส่ือแสดงแนวคดิ ที่ลกึ ซึง้ คมคาย 1. ความปน ปวนของธรรมชาติ 2. ความรนุ แรงของพายฝุ น ภาษาทป่ี ระณตี ในงานกวนี พิ นธน น้ั มไิ ดป รากฏเฉพาะรปู แบบรอ ยกรอง ยงั ปรากฏ 3. ความสญู เสียอันยงิ่ ใหญ ในรูปแบบรอ ยแกว โดยมีลักษณะโดดเดน ดานการสรรคํา การเลน คํา การใชภ าษา 4. ความเสียหายรา ยแรง ภาพพจน การใชสมั ผสั พยัญชนะ สมั ผัสสระแบบไมเ ครงครัดเทากับฉันทลกั ษณของ วเิ คราะหค ําตอบ จากบทประพนั ธทีก่ ําหนดให ไดพรรณนา บทรอยกรอง แสดงใหเห็นความประณีตบรรจงในการเรยี บเรยี งถอ ยคาํ ของผแู ตง ใหเ หน็ ความสญู เสยี อนั ยงิ่ ใหญท ่ยี งั ความโศกเศราซงึ่ ไมม ีวนั เชน “บนั ทกึ จติ รกร” ผลงานขององั คาร กลั ยาณพงศ “เจา จนั ทผมหอม” ผลงานของ จางหาย ดงั นัน้ จงึ ตอบขอ 3. มาลา คาํ จันทร ครูอาจมอบหมายภาระช้ินงานยอย ใหน กั เรยี นคัดลอกเนอ้ื หา ของเร่อื ง ทแี่ สดงใหเห็นการใชภาษากวนี พิ นธท ล่ี กึ ซงึ้ ประณตี งดงาม นาํ มาอภปิ ราย แสดงความคดิ เหน็ รว มกนั ภายในชน้ั เรยี น 114 คูม อื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Evaluate Expand Expand ขยายความเขา ใจ สรรพส าระ วรรณกรรมที่ไดร บั รางวลั ซีไรต 1. นักเรยี นสืบคน ผลงานกวีนพิ นธเ ร่อื ง “บทกวี ของเดก็ ชายผวิ ดาํ แหงแอฟรกิ า” ผลงานของ รางวลั ซีไรต หรอื รางวลั วรรณกรรมสรา งสรรคย อดเยย่ี มแหงอาเซยี น มอบให ประจาํ ประเทศไทย วันชยั ตัน จากนนั้ รวมกันวเิ คราะห วจิ ารณ และประเมนิ คาการใชภ าษาของบทกวนี ิพนธ แกนักเขยี น ๑๐ ประเทศสมาชกิ อาเซยี น เพอ� เปน เคร�องยืนยันถึงคุณคา ของงาน พ.ศ. สรปุ ความรู ความเขา ใจทถ่ี กู ตอ ง ลงสมดุ สง ครู ท้งั ในดา นศิลปะการเขียนและแกน ของเรอ� ง โดยมีแนวทาง ดงั น้ี ๒๕๕๗ อสรพิษ (แดนอรญั แสงทอง) 2. นักเรียนแลกเปล่ียนสารคดที ่ีเขยี นขึ้นดวย สรางสรรค (งานวรรณกรรมท่ีมีสทิ ธ์ิ ๒๕๕๖ หวั ใจหองที่หา (องั คาร จันทาทิพย) ตนเองกบั เพอ่ื นรว มชั้นเรยี น จากน้นั ใหใ ช คนแคระ (วิภาส ศรที อง) ความรู ความเขา ใจ ทไ่ี ดร บั จากการฟง การตอบ ในซไี รต) ๒๕๕๕ แดดเชา รอ นเกินกวา จะนัง่ จิบกาแฟ (จเด็จ กําจรเดช) คาํ ถามรวมกนั ภายในชน้ั เรียน และคาํ ช้ีแนะ ไมมีหญงิ สาวในบทกวี (ซะการยี ยา อมตยา) ของครู วเิ คราะห วจิ ารณ ตดั สนิ ประเมนิ คา ● เปน ผลงานทผี่ เู ขยี นสรางสรรคขน้ึ เอง ๒๕๕๔ ลบั แล แกง คอย (อทุ ศิ เหมะมลู ) ผลงานสารคดขี องเพอ่ื นตามแนวทางทไ่ี ดศ กึ ษา เราหลงลืมอะไรบางอยาง (วัชระ สัจจะสารสนิ ) โดยผลการวิเคราะห วจิ ารณ ประเมนิ คาตอ ง ● ขณะทส่ี งผลงานเขา ประกวดนั้น ผเู ขียนยังมีชวี ติ อยู ๒๕๕๓ มคี วามยาวไมน อ ยกวา 1 หนากระดาษ A4 ● มี ISBN ไมเกิน ๓ ป ภายในวันสิน้ กําหนดสง สง ครู ๒๕๕๒ ● งานวรรณกรรมท่ไี ดร บั รางวลั อน� มสี ทิ ธใ์ิ นการสง ผลงาน ๒๕๕๑ 3. นกั เรยี นเลือกวเิ คราะห วจิ ารณ ประเมินคา งานเขยี นประเภทบนั เทงิ คดี โดยเลอื กระหวาง นาํ เสนอ (ผูมสี ิทธิส์ งผลงาน) ๒๕๕๐ โลกในดวงตาขาพเจา (มนตรี ศรยี งค) เรื่องสน้ั กบั บทกวีนพิ นธ ตามแนวทางทไ่ี ดศ กึ ษา ● องคก ร สถาบันทที่ าํ งานเกีย่ วกับวรรณกรรม ๒๕๔๙ ความสขุ ของกะทิ (งามพรรณ เวชชาชีวะ) โดยผลการวเิ คราะห วจิ ารณ ประเมนิ คา ตอ งมี ● สาํ นกั พมิ พ ๒๕๔๘ เจา หงญิ (บินหลา สันกาลาครี ี) ความยาวไมน อ ยกวา 1 หนา กระดาษ A4 ● นกั วิชาการวรรณกรรม ๒๕๔๗ แมน้าํ รําลึก (เรวตั ร พันธพุ ิพฒั น) ● นกั เขยี น ๒๕๔๖ ชา งสาํ ราญ (เดือนวาด พิมวนา) 4. จากความรู ความเขา ใจท้งั หมด ใหนกั เรียน ● นกั วจิ ารณ ภสางยผใลนงวานั นท่ี ๓๑ มขนีองาทคกุ มป ๒๕๔๕ ความน�าจะเปน (ปราบดา หยนุ ) รว มกันวางแผนขนั้ ตอนการวเิ คราะห วจิ ารณ ● นักอาน ๒๕๔๔ บานเกา (โชคชยั บณั ฑติ ) ประเมินคางานเขยี น ๒๕๔๓ อมตะ (วิมล ไทรน่มิ นวล) (แนวตอบ มแี นวทางปฏิบัติ ดังตอไปนี้ • อานเร่ืองใหล ะเอียดดวยสมาธิท่ีแนว แน คดั เลอื ก ๒๕๔๒ สิ่งมชี ีวติ ท่เี รยี กวา “คน” (วินทร เลียววารณิ ) จนจบตลอดทงั้ เร่ือง ๒๕๔๑ ในเวลา (แรคํา ประโดยคาํ ) • พิจารณาบรบิ ทแวดลอมเร่อื งทอ่ี า น คณะกรรมการคัดเลอื ก จํานวน ๗ ทาน ๒๕๔๐ ประชาธปิ ไตยบนเสนขนาน (วินทร เลยี ววาริณ) เชน ผูแตง ชวงเวลา หรือสมยั ท่แี ตง เพอ่ื ให พิจารณาคัดเลอื กผลงานทม่ี ีผเู สนอใหไดรบั รางวลั ๒๕๓๙ แผนดนิ อน� (กนกพงศ สงสมพันธุ) เขา ใจเรื่องไดล กึ ซง้ึ ยิง่ ขน้ึ ใหเ หลอื ไมเกนิ ๗ เลม ในแตล ะปคดั เลือกสลบั กัน ๒๕๓๘ มา กา นกลวย (ไพวรนิ ทร ขาวงาม) • วิเคราะหอ งคประกอบ และวิจารณค วาม ระหวางนวนยิ าย เรอ� งส้ัน และกวนี พิ นธ ๒๕๓๗ เวลา (ชาติ กอบจติ ติ) เหมาะสมโดยพจิ ารณาจากความสมั พันธ กับแกนเรอ่ื ง ตัดสิน ๒๕๓๖ ครอบครัวกลางถนน (ศิลา โคมฉาย) • พิจารณาตัดสินประเมินคุณคางานเขียน ๒๕๓๕ มอื นน้ั สีขาว (ศักด์ศิ ริ ิ มีสมสืบ) เรอ่ื งนน้ั ๆ จากผลการวเิ คราะห วิจารณ) คณะกรรมการตัดสิน จํานวน ๗ ทา น จะทาํ หนาที่ ๒๕๓๔ เจาจันทผ มหอมฯ (มาลา คําจนั ทร) พจิ ารณาประเมนิ คางานวรรณกรรมจาํ นวน ๗ เลม ๒๕๓๓ อัญมณแี หง ชีวิต (อัญชัน) ท่ผี า นการคดั เลือกตามขน้ั ตอนวิเคราะห วจิ ารณ ๒๕๓๒ ใบไมทห่ี ายไป (จิระนนั ท พติ รปรีชา) ซึง่ จะมีเพียง ๑ เลม เทา นนั้ ที่ไดร ับรางวัล ๒๕๓๑ ตลิง่ สงู ซุงหนกั (นคิ ม รายยวา) ๒๕๓๐ กอ กองทราย (ไพฑรู ย ธัญญา) ๒๕๒๙ ปณธิ านกวี (อังคาร กลั ยาณพงศ) ๒๕๒๘ ปเดรือะนกสาศงิ ผหลาภคามยขใอนงทุกป ๒๕๒๗ ปูนปด ทอง (กฤษณา อโศกสิน) ๒๕๒๖ ประกาศ ๒๕๒๕ ซอยเดียวกัน (วาณิช จรุงกิจอนันต) ๒๕๒๔ เมอ� คณะกรรมการตัดสนิ มีมติเปน เอกฉนั ท จะมี ๒๕๒๓ นาฏกรรมบนลานกวาง (คมทวน คันธน)ู คําประกาศอยา งเปน ทางการแกส าธารณชน ๒๕๒๒ ชแ้ี จงความโดดเดน ของผลงานท่ี คาํ พิพากษา (ชาติ กอบจติ ต)ิ ไดรบั รางวลั ขนุ ทอง...เจา จะกลับเมอ� ฟา สาง (อัศศิริ ธรรมโชต)ิ เพยี งความเคล�อนไหว (เนาวรัตน พงษไพบลู ย) ลกู อสี าน (คําพูน บญุ ทว)ี เรอ� งส้นั กวีนพิ นธ (ทมี่ า: http://www.seawrite.com/?page_id=12) นวนิยาย ๑๑๕ กจิ กรรมสรา งเสรมิ บูรณาการอาเซยี น นักเรยี นเลอื กอา นงานเขียนทไ่ี ดร บั รางวลั ซีไรต ที่เปนผลงาน รางวลั วรรณกรรมสรา งสรรคยอดเยย่ี มแหงอาเซยี น หรอื ท่รี ูจักกนั ในนาม ของนักเขยี นซีไรตประเทศเพ่อื นบาน วิเคราะห วิจารณ และ “รางวลั ซีไรต” เปน รางวลั ประจําปท่ีมอบใหแกกวีและนักเขียนใน 10 ประเทศ ประเมนิ คา งานเขยี นดังกลาว แลวนาํ เสนอในรปู แบบใบงาน สมาชกิ ของสมาคมประชาชาติแหง เอเชียตะวนั ออกเฉียงใตท ม่ี ีผลงานยอดเยี่ยม เฉพาะบคุ คล สงครู รางวัลดังกลา วนับเปนกาวแรกของความรว มมอื ในดา นประชาคม สงั คม และ วัฒนธรรม การเรยี นรวู ถิ ีชวี ิต คานยิ ม ความคิดของคนตางเช้ือชาติ ตางภาษา กิจกรรมทา ทาย ผานตัวอักษร ถอื เปนการสื่อสารท่ีมีเสนห และเปน การเปดใจกวางเปน ประตูสกู าร เรียนรู นกั เรียนอา นบทกวนี ิพนธเร่ือง “แมน้ําราํ ลกึ ” ผลงานรางวัล ซีไรต ของเรวัตร พันธพุ พิ ฒั น วิเคราะห วจิ ารณ และประเมินคา ครูควรมอบหมายภาระงานยอ ยใหน ักเรียนรว มกันหาขอ มลู เพอ่ื นาํ มาจัดแสดง แลว นาํ เสนอในรูปแบบใบงานเฉพาะบคุ คล สงครู ปา ยนิเทศ ในงาน “สัปดาหซ ไี รต เปดใจเรยี นรู” ใหข อ มูลเกี่ยวกบั ความเปน มาของ รางวลั ดงั กลาว ประวตั ิของนกั เขยี นรางวลั ซีไรตแ ละผลงานทีม่ คี วามโดดเดน เพือ่ เผยแพรค วามรใู หแกเ พอ่ื นรวมโรงเรยี น ซึง่ ขอ มูลเกยี่ วกบั ผลงานทไี่ ดรบั รางวัลซีไรต มเี ปน จาํ นวนมาก ครูควรใหน ักเรียนจาํ กดั ขอบเขตการคนควาและจัดแสดงดว ย วธิ ีการตางๆ เชน จํากัดดว ยชว งเวลา จาํ กดั ดวยประเภท คมู ือครู 115

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Expand Evaluate Evaluate ตรวจสอบผล 1. ครอู าจสุม เรียกชือ่ นกั เรียน ออกมาแสดง คำาถามประจำาหนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการวิเคราะห วจิ ารณ ตดั สนิ ประเมนิ คา งานเขยี น ประเภทละ 2-3 คน เพ่ือสรา งความ ๑. นักเรียนมีหลักในการเลือกอา่ นงานวรรณกรรมอยา่ งไร สนกุ สนาน ความสนใจใครรใู หเ กิดขนึ้ ใน ๒. การประเมนิ คุณคา่ งานเขยี นมีความส�าคัญอย่างไร และนักเรยี นจะมีวธิ กี ารฝึก กระบวนการเรียนการสอน อย่างไรเพอื่ เป็นนกั อ่านทม่ี ีคุณภาพ 2. ครูตรวจสอบผลงานการประเมินคา งานเขยี น ๓. การประเมนิ คุณค่างานเขียนรอ้ ยแกว้ และงานเขียนร้อยกรองมีความแตกตา่ งกนั ประเภทสารคดแี ละบันเทงิ คดีของนกั เรยี น ซึง่ เลือกอยางใดอยา งหนึง่ ระหวาง “เรอ่ื งส้ัน” อยา่ งไร กบั “บทกวนี ิพนธ” โดยเพิม่ เติมผลการประเมนิ ๔. นักเรียนมีหลักในการประเมนิ คณุ คา่ เรื่องสั้นอย่างไร ใหสมบรู ณ ๕. นักเรยี นมีหลักในการประเมนิ คณุ ค่าสารคดีอยา่ งไร 3. เพื่อใหก ารเรียนการสอนบรรลุจดุ มงุ หมาย กจิ กรรมสรา้ งสรรค์พฒั นาการเรยี นรู้ ครคู วรคนื ผลงานการเขียนสารคดีใหแกเจาของ ผลงาน พรอมผลการประเมินของเพือ่ นและครู ๑. ใหน้ กั เรยี นเลือกอา่ นวรรณกรรมทีเ่ ปน็ รอ้ ยแก้ว หรอื ร้อยกรอง คนละ ๑ เรื่อง โดย จากน้ันมอบหมายใหนกั เรียนนาํ คาํ วิเคราะห เลือกเรื่องท่ตี นเองชน่ื ชอบ แล้วใหส้ รปุ สาระส�าคญั ประเมนิ คุณคา่ ของงานเขียน วิจารณ ไปใชป รบั ปรงุ พัฒนาผลงานของ โดยพจิ ารณาตามหลกั การประเมนิ คุณคา่ ท่ีไดศ้ กึ ษา บนั ทกึ ลงในกระดาษ A4 น�ามา ตนเองใหดีขึ้น แลว นาํ สง ครูอีกครั้ง อภปิ รายร่วมกับเพอ่ื นในช้นั เรียน 4. เมื่อนกั เรียนสงผลงานสารคดที เี่ ขยี นใหม ๒. ใหน้ กั เรยี นแบง่ กลมุ่ รว่ มกนั ประเมนิ คณุ คา่ งานเขยี นรอ้ ยกรองจากบทละครพดู คา� ฉนั ท ์ ภายใตค าํ วเิ คราะห วจิ ารณ ครคู วรตรวจสอบวา เร่ือง มัทนะพาธา โดยใช้หลักการประเมินคุณค่ากวนี พิ นธ ์ จากนน้ั สง่ ตัวแทนกลุม่ นักเรียนไดนําไปใชป รับปรุง พัฒนาผลงานของ ออกมานา� เสนอผลการประเมินหนา้ ชน้ั เรยี น ตนเองใหด ขี นึ้ มากนอ ยเพียงใด ตรวจผลงาน จนกวา จะเห็นการพัฒนา 5. นักเรยี นตอบคําถามประจาํ หนวยการเรยี นรู หลกั ฐานแสดงผลการเรียนรู 116 1. ผลงานการวเิ คราะห วิจารณ และประเมนิ คา งานเขยี นประเภทสารคดี (ประเมนิ ผลงานการ เขียนสารคดีของเพอ่ื น ซงึ่ เปนชิ้นงานจาก หนวยการเรียนรทู ่ี 3) 2. ผลงานการวเิ คราะห วจิ ารณ และประเมินคา งานเขยี นประเภทบันเทงิ คดี เลือกระหวาง เรอื่ งสน้ั กับบทกวีนพิ นธ แนวตอบ คําถามประจาํ หนวยการเรียนรู 1. การเลอื กอานงานวรรณกรรมไมวา ประเภทใดกต็ าม ผูอ า นควรตัง้ จดุ มุง หมายในการอา นใหชัดเจน เชน อานเพื่อความรู อานเพ่ือความบนั เทงิ เมอ่ื เลอื กหนงั สอื ไดต าม จุดประสงคจงึ อานโดยใชส มาธติ ลอดทั้งเรอื่ งจนจบ เพื่อใหจ ับสาระสาํ คัญของเรอื่ งไดค รบถว น 2. การประเมินคา งานเขยี นมคี วามสาํ คัญท้ังตอ ผูสรางผลงาน และผูเสพผลงาน ในประเดน็ ผูเ สพผลงานจะทําใหมีแนวทางสาํ หรบั การอานในขน้ั สงู มองเห็นคณุ คา ของงาน มากกวา การใหค วามรู ความบนั เทิงแตเ พียงประการเดียว สวนผสู รางผลงาน คําวิเคราะห วิจารณ หรือผลการประเมินอาจเปน แนวทางหนึง่ ซงึ่ ผสู รา งผลงานสามารถนํา ไปคิด พิจารณาทบทวน เพ่ือปรบั ปรงุ สรางสรรคผ ลงานของตนเองใหดขี น้ึ 3. การประเมินคา งานเขยี นประเภทรอยแกวและรอยกรอง เมอ่ื จะวิเคราะห วจิ ารณ เพ่อื ประเมินคา ผลงาน มแี นวทางการวเิ คราะห วิจารณ ทคี่ ลายคลึงกัน เปนตน วา วเิ คราะหร ปู แบบ องคป ระกอบ เนื้อหา การใชภาษา ซ่งึ ความแตกตางของการวิเคราะห วิจารณจ ะเกดิ ข้นึ เม่ือไดวเิ คราะหล งลกึ ในรายละเอยี ด เชน การใชส าํ นวนภาษา ในการสรา งภาพหรือจินตภาพในงานเขียน ในขณะทง่ี านเขียนประเภทรอ ยแกว ผเู ขยี นสามารถเลือกสรรถอ ยคาํ มาเพือ่ บรรยาย พรรณนาสิง่ ใดสิ่งหนง่ึ ได โดยไมต อ ง คํานงึ ถึงสมั ผัสหรอื จาํ นวนคํา 4. การประเมนิ คา งานเขยี นประเภทเรอ่ื งสัน้ ผปู ระเมนิ จะตองวเิ คราะหส วนประกอบออกมาเปนสวนๆ วา ผเู ขยี นมกี ลวิธกี ารสรา งสรรคอ ยา งไร จากนัน้ จึงวิจารณ ถึงความเหมาะสม โดยพจิ ารณาจากความสอดคลองกบั แกน เร่ือง นอกจากน้ียังควรวเิ คราะห วจิ ารณเกย่ี วกับสง่ิ ทผี่ ูอา นไดรบั อกี ดวย 5. การประเมินคณุ คา งานเขียนประเภทสารคดี ผปู ระเมินควรวเิ คราะห วจิ ารณร ูปแบบไปพรอ มๆ กบั ความถกู ตองของขอมลู กลา วคอื งานเขียนประเภทสารคดี ความถกู ตอ งของขอมลู เปนสิ่งสาํ คัญ ควบคูไปกบั ความสอดคลอ งระหวา งเนอื้ หาแตละสวนและสํานวนภาษา 116 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Evaluate Engage Expand Engage Explore Explain กระตนุ ความสนใจ óตอตนอทน่ีท ่ี 1 ครนู าํ เขา สกู ารเรยี นการสอนเกย่ี วกบั ทกั ษะการฟง การดู และการพดู โดยขออาสาสมคั ร จาํ นวน 1 คน ออกมาอานออกเสียงทาํ นองเสนาะโคลงสสี่ ภุ าพ การฟง การดู และการพูด บทนีห้ นาช้ันเรยี น หรอื อาจใชวธิ กี ารใหน ักเรียน รวมกันอา นออกเสยี งโดยพรอมเพรยี งกนั เพือ่ สรา ง บรรยากาศการมีสว นรว มในการเรียนการสอน เวน วจิ ารณวางเวน สดับฟง เวน ท่ีถามอนั ยัง ไปร ู เวนเลาลขิ ิตสงั - เกตวาง เวนนา เวนดังกลา ววาผู ปราชญไ ดฤ ๅมี นักเรยี นรว มกันถอดความเพอ่ื ระบุแนวคิด สําคัญของบทรอยกรอง จากนัน้ ครตู ้งั คําถามวา • โคลงสีส่ ุภาพบทดังกลา ว เกี่ยวของกบั ทกั ษะ การฟง การดู และการพูดอยางไร (แนวตอบ บทรอยกรองดังกลา วเกีย่ วขอ งกับ ทักษะการฟง การดู และการพดู เพราะ แนวคิดสําคัญของบทรอยกรองช้ใี หเ หน็ วา การฟง การดู และการพดู หรอื การตงั้ คาํ ถาม เปน แนวทางสาํ คญั ของการเปน นักปราชญ หรือผรู อบรู หากปราศจากทกั ษะขางตน กไ็ มสามารถท่จี ะรใู นเร่อื งตางๆ ได) • หากใหระบคุ วามสมั พนั ธระหวา งทักษะการ ฟง การดู และการพูด จะมีลกั ษณะอยา งไร ในชีวิตประจําวันมนุษยใชทักษะการฟง การดู และการพูดเพ่ือส่ือสาร (แนวตอบ ในชวี ิตประจาํ วนั มนุษยร ับสารดวย การอาน การฟง การดู สง สารดว ยการเขยี น อยตู ลอดเวลา ในฐานะผรู บั สารและผสู ง สาร การฟง การดู และการพดู จงึ เปน ทกั ษะ และการพูด เมอื่ รับฟงหรือดสู ารครัง้ หนง่ึ ๆ สาํ คญั ในการสอื่ สาร ซง่ึ นกั เรยี นควรฝก ฝนการใชท กั ษะดงั กลา วอยา งสมาํ่ เสมอและ ยอ มตอ งเกดิ ความสงสยั ดงั นน้ั จงึ ตอ งใชท กั ษะ ควรใชวิจารณญาณเลือกฟง ดู และพูดในส่ิงที่ใหสาระประโยชน ใหแงคิดสอนใจ การพดู ตัง้ คําถามเพอ่ื หาคาํ ตอบใหแกส่งิ ที่ เพอ่ื พฒั นาตนเองทง้ั ในดา นทกั ษะภาษา ปญ ญา และยกระดบั จติ ใจ อนั จะทาํ ใหเ ปน สงสยั ทักษะการฟง การดู และการพูด ผูทีม่ คี ณุ ภาพและสามารถสรางสรรคสงั คมใหมีคุณภาพตอไป จงึ มีความสัมพันธกันในลักษณะดงั กลาว) เกรด็ แนะครู การเรียนการสอนในตอนท่ี 3 การฟง การดู และการพดู นักเรยี นจะตอ งไดรบั การฝก ฝนทกั ษะทัง้ 2 ทาง ไปพรอมๆ กัน คือ ทักษะการรบั สาร และทักษะการ สงสาร โดยทกั ษะการรับสารนั้น เปาหมายสาํ คัญ คือ นักเรียนรูเทาทนั สือ่ สามารถ เลือกฟงและดูสื่อทเ่ี สนอเนือ้ หาสาระประเภทตางๆ ไดอยา งมวี จิ ารณญาณ สวน เปา หมายสําคัญของการสง สาร คอื นกั เรยี นสามารถพูดในโอกาสตางๆ ไดอยาง เหมาะสม เปน ตน วา พูดแสดงทรรศนะ พดู โนมนา วใจ พูดเพอื่ เสนอความคิดเหน็ ของตนเองตอท่ีประชมุ โดยคํานงึ ถึงความถกู ตองของภาษา และมารยาททเ่ี หมาะสม การจะบรรลเุ ปา หมายดงั กลา ว ครคู วรออกแบบการเรยี นการสอน โดยใหน กั เรยี น รว มกนั สืบคนขอมูลเพอ่ื นาํ มาสรา งองคค วามรู เมื่อมีความรู ความเขา ใจเก่ยี วกับ ทฤษฎหี รอื แนวทางปฏบิ ตั ติ า งๆ อยา งเพยี งพอ จงึ มอบหมายภาระงานใหป ฏบิ ตั ิ เพอ่ื ตรวจสอบความรู ความเขา ใจเปน รายบุคคล คมู อื ครู 117

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explain Expand Evaluate Engage Explore เปาหมายการเรียนรู 1. สามารถระบุองคป ระกอบของการสือ่ สาร ตอนที่ ๑๓ รวมถงึ กระบวนการฟงและดูอยางมี วิจารณญาณ 2. สามารถระบลุ กั ษณะสาํ คัญของสารประเภท ตา งๆ ทไ่ี ดร บั จากสอ่ื รวมถงึ ขอ ดี และขอ จาํ กดั 3. สามารถระบแุ นวทางทถ่ี กู ตอ งเก่ยี วกบั การฟง และดูสารประเภทตางๆ อยางมีวิจารณญาณ 4. เลือกฟงและดสู ื่อไดอ ยางเหมาะสม โดยระบุ สาระสาํ คัญ ขอเทจ็ จรงิ ขอคิดเหน็ และความ นาเชอ่ื ถอื ของเรอ่ื งทฟ่ี งและดูได 5. ประเมนิ ความเหมาะสมของพฤตกิ รรมการฟง และดสู ่อื ในสถานการณทแ่ี ตกตางกันได สมรรถนะของผเู รยี น การฟงและการดู 1. ความสามารถในการสือ่ สาร เปน ทักษะการรับสารทส่ี าํ คญั ผฟู งผูดู 2. ความสามารถในการคิด ควรฝกฝนทักษะเหลาน้ีเพ่ือใหตนเองมี 3. ความสามารถในการใชท ักษะชีวติ คุณลักษณะของผูฟงและผูดูที่ดี ท้ังยังตองใช 4. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี วจิ ารณญาณในการเลอื กฟงและดเู ร่อื งราวตา งๆ ให มีความเหมาะสมกับตนเองและกอใหเกิดประโยชน คุณลกั ษณะอันพึงประสงค ñหนว ยการเรียนรทู ่ี ตามจุดมงุ หมายทกี่ ําหนด 1. มวี ินัย การฟง และดอู ยา งมวี จิ ารณญาณ 2. ใฝเรยี นรู 3. มุงมั่นในการทาํ งาน กระตนุ ความสนใจ Engage ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรูแ กนกลาง • มวี ิจำรณญำณในกำรเลอื กเร่ืองท่ฟี งั และด ู • กำรเลือกเรื่องทฟ่ี งั และดูอยำ่ งมีวจิ ำรณญำณ (ท ๓.๑ ม.๔-๖/๔) • มำรยำทในกำรฟัง กำรดู ครูนาํ เขาสูห นวยการเรียนรู โดยใหเ วลานกั เรียน • มมี ำรยำทในกำรฟัง กำรดู และกำรพูด สาํ รวจทกั ษะการฟง การดูของตนเอง จากน้นั ใชว ิธี (ท ๓.๑ ม.๔-๖/๖) สมุ เรยี กชื่อเพ่อื ใหระบผุ ลการสาํ รวจทักษะการฟง และดู 118 (แนวตอบ นกั เรียนสามารถระบุไดอยา ง หลากหลาย) เกร็ดแนะครู การเรยี นการสอนในหนว ยการเรยี นรู การฟง และดอู ยา งมวี จิ ารณญาณ เปา หมาย สําคัญคอื นักเรยี นมคี วามรู ความเขา ใจเก่ยี วกับองคป ระกอบของการสือ่ สาร กระบวนการฟงและดูอยางมวี ิจารณญาณ รเู ทา ทนั สื่อ มีแนวทางสําหรับการฟงและดู โดยใชว จิ ารณญาณ รวมถงึ มหี รอื สามารถระบมุ ารยาทการฟง และดใู นสถานการณท ต่ี า งกนั ได การจะบรรลเุ ปาหมายดังกลา ว ครูควรใชว ิธกี ารแบง กลมุ แตละกลมุ สบื คน ขอมลู ใหค รอบคลุมประเดน็ ใหญ “การฟงและดอู ยา งมวี จิ ารณญาณ” จากน้นั ครจู ะเปนผูตัง้ ประเด็นยอ ยใหนักเรยี นรวมกันอธิบายความรู เพ่อื สรางองคค วามรทู ี่ถกู ตอ ง สรา งสรรค กิจกรรมใหน กั เรียนปฏบิ ัตเิ ปนรายบคุ คล การเรยี นการสอนในลักษณะนี้ จะชว ยฝกทักษะท่ีจําเปนตอการดาํ เนนิ ชีวิต ประจาํ วันใหแ กนักเรียน ไดแก ทกั ษะการปฏิบตั งิ านรวมกัน และทักษะการคดิ อยางมี วจิ ารณญาณ 118 คูม อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Engage กระตนุ ความสนใจ ๑. การฟังและดูอย่างมวี จิ ารณญาณ ครูตง้ั คาํ ถามนาํ เขา สูห วั ขอการเรียนการสอน • ทกั ษะการฟงและดูมลี กั ษณะสาํ คญั อยางไร ในชีวิตประจ�ำวันมนุษย์จ�ำเปน็ ต้องใชก้ ำรสอ่ื สำร1หลำยรปู แบบ ในหลำยสถำนกำรณ ์ ไม่ว่ำ จะเป็นกำรสนทนำ กำรฟังบรรยำย กำรประชุม กำรฟงั รำยกำรวทิ ยุ กำรดรู ำยกำรโทรทัศน์ จะเห็น (แนวตอบ นักเรยี นตอบคําถามขอ น้ีตาม ไดว้ ่ำกำรฟงั และดูเป็นทกั ษะที่ใช้สอื่ สำรมำกท่สี ดุ มำกกว่ำกำรพดู และกำรเขยี น แตก่ ำรฟัง กำรดู พื้นฐานความรูเดมิ ) จะเกดิ ประโยชนส์ งู สดุ ก็ต่อเมือ่ ผู้ฟังผดู้ ูรู้จักเลอื กฟงั และดูอย่ำงมวี จิ ำรณญำณ สาํ รวจคน หา Explore ๑.๑ ความหมายของการฟังและดอู ยา่ งมีวิจารณญาณ เฉลี่ยจํานวนนักเรยี นในหอ งออกเปน กลมุ ๆ กำรฟังและดูอย่ำงมีวิจำรณญำณ หมำยถึง กำรฟัง กำรดูโดยใช้สติปัญญำ วิเครำะห์ โดยแตล ะกลมุ มจี าํ นวนสมาชกิ ตามความเหมาะสม ไตร่ตรองสำรต่ำงๆ อย่ำงรอบคอบ มเี หตผุ ล กอ่ นน�ำไปใช้ประโยชน์ เมือ่ สมาชกิ รวมตัวกันพรอ มแลว ครมู อบหมาย กำรฟังและดูจะเกิดประโยชน์สูงสุดได้ต้องรู้จักพิจำรณำสำรท่ีได้รับว่ำถูกต้อง เหมำะสม ใหนกั เรยี นสืบคนขอ มลู เพ่อื สรา งองคค วามรู น่ำเชอ่ื ถอื และมคี ุณคำ่ มำกนอ้ ยเพยี งใด เกยี่ วกบั การฟง และดอู ยา งมวี จิ ารณญาณ โดยขอ มลู ท่ีนกั เรียนสืบคนไดจ ะตอ งครอบคลุมประเด็น ๑.๒ จดุ มุ่งหมายของการฟงั และดอู ยา่ งมีวจิ ารณญาณ ทงั้ หมดเกย่ี วกับการฟงและดู เพียงพอสําหรบั การ อธิบายความรู หากกลุมของตนเองถูกสมุ เรยี กชอ่ื กำรฟังและดูอย่ำงมีวิจำรณญำณ ประกอบด้วยกำรใช้ควำมคิดในกำรวิเครำะห์สำรต่ำงๆ แล้วพิจำรณำไตร่ตรอง ตัดสินใจ และประเมินค่ำสิ่งท่ีฟังหรือส่ิงที่ดู ฉะนั้น กำรฟังและดูอย่ำงม ี อธบิ ายความรู Explain วจิ ำรณญำณจงึ เปน็ ทกั ษะสำ� คญั ทตี่ อ้ งฝกึ ฝนทกั ษะกำรคดิ รว่ มดว้ ย จงึ จะสำมำรถวเิ ครำะห ์ ตดั สนิ ใจ และประเมินคำ่ สง่ิ ทฟี่ ังและดสู ำมำรถน�ำควำมร้ไู ปใช้ในชวี ิตประจ�ำวันได้ กอนการสุมเรยี กแตล ะกลุมอธบิ ายความรู กำรฟงั และดูอย่ำงมวี ิจำรณญำณ มจี ดุ มุ่งหมำย ดงั นี้ ครูแจงกตกิ าใหน กั เรยี นทราบวา ครูจะเปนผตู ั้ง ขำ่ วสำรบ๑้ำ)น เเมพอื่อื งเพ เ่ิมศรพษนู ฐคกวจิ า มสังรคใู้ นมด จ้าำนกตว่าทิ งยๆุหรกือำโรททรี่นทกั ัศเนรีย2์ แนถฟบังบกำันรทบกึ รเรสยียำงย ใวนดี หทิ ้อศั งนเร์ ียแนละ สหื่อรออื ืน่ฟๆงั ประเด็น แลว สมุ เรยี กกลมุ ใดกลมุ หนึง่ ออกมา ถ้ำรู้จักเลือกฟังและดูในส่ิงที่เป็นประโยชน์ จะท�ำให้เป็นผู้มีควำมรู้ ควำมคิด และประสบกำรณ์ อธบิ ายความรู จากนน้ั จะเปดโอกาสใหกลมุ อน่ื ๆ อีกทงั้ ยงั เป็นกำรพฒั นำตนเองอกี ด้วย ทาํ หนา ทซ่ี ักถาม สนับสนุน โตแ ยง หรอื กลา วเสริม ๒) เพอื่ ความบนั เทงิ มนษุ ยต์ อ้ งเผชญิ กบั ภำวะตำ่ งๆ ทเ่ี ครง่ เครยี ด กำรพกั ผอ่ นหยอ่ นใจ ในประเดน็ ทีก่ ลุมนาํ เสนออาจกลาวไมถกู ตอง ด้วยกำรฟังและดูส่ือบันเทิงต่ำงๆ จึงเป็นกำรคลำยเครียดที่สำมำรถท�ำได้ง่ำย เช่น กำรฟังเพลง หรอื ไมครบถว น โดยหากกลุมใดทาํ หนาทีไ่ ด กำรชมกำรแสดงละครเวที ชมละครโทรทัศน์ ชมภำพยนตร์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ล้วนเป็นวิธี สมบรู ณกวา คะแนนการอธบิ ายความรูจะเปน กำรแสวงหำควำมบนั เทงิ ทง่ี ำ่ ยและสะดวก ซงึ่ ปจั จบุ นั นสี้ ำมำรถเลอื กฟงั และดสู อื่ ตำ่ งๆ ไดม้ ำกมำย ของกลมุ นน้ั แตห ากกลมุ นาํ เสนอสามารถทําหนาที่ และหลำกหลำย ไดสมบูรณก จ็ ะไดร บั คะแนนไป โดยครจู ะเปน ผตู ดั สนิ ใหค ะแนน นอกจากนยี้ งั จะใชก ารตง้ั คาํ ถาม สุมเรยี กใหต อบเปน รายบุคคล หากตอบถูกตอง คะแนนจะนับเปนคะแนนสะสมของกลุม 119 กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู นกั เรยี นคน ควาขอ มลู เกยี่ วกับความสําคญั ของการฟง และ การเรยี นการสอนในหนว ยการเรยี นรูนี้ ครคู วรชแ้ี จงเพิม่ เตมิ ใหน กั เรียน ดูสอ่ื ในชีวติ ประจําวัน รวบรวมและบนั ทึกขอ มูลนาํ มาอธบิ าย เหน็ ความสําคญั ของขอ มลู และความคดิ เหน็ ของเพอ่ื นสมาชิกภายในกลมุ เพราะ อภิปราย ซกั ถามรว มกับเพือ่ นในชนั้ เรียน และสรปุ ความรู สง่ิ เหลา นี้จะชว ยทําใหกลมุ สามารถคนควาขอ มูลไดค รอบคลมุ เพยี งพอสาํ หรับ รวบยอดนาํ เสนอเปน ใบงานเฉพาะบุคคล สงครู การอธบิ ายความรูห นาชน้ั เรยี น ท่สี าํ คัญสมาชกิ ภายในกลุม ควรลงมติเลือกประธาน กลุมเพ่อื กําหนดรูปแบบระบบการสืบคน ขอ มลู รวมถึงเลขานกุ ารกลมุ ทําหนา ที่ กจิ กรรมทา ทาย จดบนั ทึกขอมูลตางๆ เพื่อใหไ ดข อมูลที่ครบถวน นกั เรยี นคน ควาขอ มูลเกย่ี วกบั องคประกอบการส่ือสารของ นักเรยี นควรรู มนุษย นําขอมลู มาขยายความรู ความเขาใจใหแกเพื่อนรว มช้ัน รว มกนั สงั เคราะหอ งคความรู นาํ เสนอในลกั ษณะปายนิเทศ 1 การสื่อสาร จะเกดิ ขนึ้ เปนกระบวนการไดกต็ อเมื่อมอี งคป ระกอบ 4 สวน ประจาํ ช้ันเรยี น เพอ่ื แสดงขอมลู เกย่ี วกับกระบวนการส่ือสาร ครบถวน ไดแ ก ผูสง สาร สาร ผูร บั สาร และสื่อ ของมนุษยในลกั ษณะแผนภาพกระบวนการส่ือสาร 2 วิทยุหรือโทรทัศน จัดเปนสือ่ หรอื ตวั กลางในการถา ยทอดสารจากผูสงสาร ไปยงั ผูร บั สาร คูมอื ครู 119

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. ครตู ้งั ประเดน็ เก่ียวกับความรูเบอื้ งตนของ การฟงและดูอยางมีวจิ ารณญาณ จากนัน้ ๓) เพ่ือประกอบอาชีพ ปจจุบันมี สุมเรยี กกลมุ ใดกลมุ หนึ่งออกมาอธบิ ายความรู ▼ ผูทท่ี ําหนา ที่ในการติดตอประสานงานกบั บคุ คลตา งๆ ตอ งมีการ อาชีพหลากหลายที่ตองใชทักษะในการฟง (แนวตอบ การฟง และดอู ยางมวี จิ ารณญาณ พฒั นาทกั ษะการฟงอยตู ลอดเวลาเพอื่ การสอ่ื สารทมี่ ปี ระสิทธิภาพ และดู เชน แพทย นกั พากย ประชาสมั พนั ธ หมายถึง การฟง และดโู ดยใชส ตปิ ญ ญา พนกั งานรบั โทรศพั ท นกั จดั รายการวทิ ยุ เปน ตน วเิ คราะห ไตรต รองสารทไี่ ดร บั อยา งมเี หตผุ ล ผูประกอบอาชีพเหลานี้ตองมีทักษะการฟง รอบดา น กอ นตดั สนิ ใจเชอ่ื และนาํ ไปใชป ระโยชน และดูมากเปนพิเศษ แตในขณะเดียวกัน ซง่ึ การฟงในครัง้ หน่งึ ๆ บุคคลมีจุดมุงหมาย บคุ คลทัว่ ไปกต็ อ งเรียนรดู ว ย เพ่อื นาํ ไปปรับ ท่ตี า งกนั เชน เพ่ือความรู ความบันเทงิ ใชในชีวิตประจําวันและใชในการประกอบ เพือ่ พฒั นาตนเอง ซง่ึ กระบวนการฟงและดู อาชีพ จะเริม่ จากการไดยิน ไดเ ห็น แปลความหมาย รับรู เขาใจ แตกระบวนการฟงและดูอยา งมี วจิ ารณญาณนัน้ ตองเพ่ิมขั้นตอนวิเคราะห ๔) เพื่อพัฒนาตนเอง การฟงและดูส่ือตางๆ นอกจากจะเปนการเพิ่มพูนความรูแลว ใครค รวญ วนิ จิ ฉยั ประเมินคา กอ นการรับรู ยงั ทําใหรับทราบขา วสารบา นเมือง สภาพเศรษฐกิจและสังคม วิทยาการและเทคโนโลยีสมยั ใหม เขาใจ และนําไปใชป ระโยชน) ก็ลวนมาจากการฟงและการดู ทําใหไดรับรูถึงทรรศนะและความคิดเห็นของผูอ่ืนวาเขามี 2. ครสู รปุ ประเดน็ แรกของการอธบิ ายความรใู ห ความคดิ เห็นที่แตกตา งไปอยางไร ทําใหม ีมุมมองและโลกทศั นท่กี วา งไกล เปนการเพ่ิมพนู ความรู นกั เรยี นเขา ใจตรงกนั จากนนั้ ตงั้ ประเดน็ ตอ ไป ความคดิ และพัฒนาตนเอง โดยเกริ่นนาํ วา จากกระบวนการฟง และดู ๑.๓ กระบวนการฟงและดอู ยางมวี จิ ารณญาณ อยา งมีวจิ ารณญาณ ซ่ึงไดเพิ่มขนั้ ตอนกอน กระบวนการฟงและดอู ยางมีวิจารณญาณ ประกอบดวยข้ันตอน ดังตอไปน้ี การรบั รู เขา ใจ นําไปใชป ระโยชน คอื ขน้ั ท่ี ๑ การฟงและดู “การวเิ คราะห ใครค รวญ วนิ จิ ฉยั และประเมนิ คา ” ครูสอบถามวากลุม ใดสามารถใหค ําอธบิ าย ไดยิน + ไดเห็น ➡ รบั รู + เขาใจ เกี่ยวกบั ขั้นตอนดังกลาวเพ่ิมเติมได หรอื อาจใช ขน้ั ที่ ๒ การฟง และดอู ยา งมีวิจารณญาณ การสุมเรยี กใหต อบ (แนวตอบ หากนกั เรียนกลุมอาสาหรือถูกสมุ เรยี ก ไดย ิน + ไดเหน็ ➡ รับรู + เขา ใจ ตอ งการไดคะแนน คําอธิบายควรมลี ักษณะ ➧ เชนน้ี การวิเคราะห คือ การแจกแจงใหเ หน็ วเิ คราะห + ใครค รวญ + วินจิ ฉยั + ประเมินคา ➡ ใชป ระโยชน องคป ระกอบสว นตา งๆ ของเรอื่ งทไ่ี ดฟ ง และดู คดิ ใครค รวญ ทบทวนวา ไดแ ยกแยะองคป ระกอบ กระบวนการฟงและดูอยางมีวิจารณญาณ จะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด ครบถวนแลว หรอื ไม จากนน้ั จึงวินจิ ฉยั หรอื ก็ตอเมื่อผูฟงผูดูรูจักเลือกเรื่องท่ีฟงและดูไดอยางเหมาะสม ซ่ึงผูฟงและผูดูควรมีความรูเก่ียวกับ ตรวจสอบวาองคประกอบนนั้ ๆ มีลกั ษณะเปน ประเภทของสาร เพ่อื สามารถใชว จิ ารณญาณในการเลอื กรบั สารไดต รงตามจดุ มุง หมาย อยางไร ถกู ตองเปนจริงหรอื ไม อยา งไร ซง่ึ ๑๒๐ ผลของการวินจิ ฉยั จะทําใหผูฟ ง และดสู ามารถ ตดั สนิ ประเมินคา ได กอ นที่จะตดั สนิ ใจเช่ือถือ แลว นาํ สงิ่ ท่ีไดร ับไปใชป ระโยชน) ขอสแอนบวเนน Oก-าNรคEิดT เกร็ดแนะครู ครคู วรสรางบรรยากาศการเรียนการสอนทสี่ นกุ สนานใหเ กิดข้ึนภายในหองเรยี น ขอ ใดกลาวถงึ การฟงและดูอยางมวี จิ ารณญาณไดถ ูกตอ งทส่ี ดุ โดยการจดั กจิ กรรม ซงึ่ กจิ กรรมนมี้ จี ดุ มงุ หมายเพอ่ื สรา งความรู ความเขา ใจเกย่ี วกบั 1. ฟงแลวสามารถจบั ใจความสําคญั ของเร่อื งได อปุ สรรคท่ีอาจเกิดข้ึนในกระบวนการสื่อสาร โดยกจิ กรรมมแี นวทางปฏิบัติ ดังนี้ 2. ฟง โดยใชส ติปญญา คดิ พิจารณา ไตรตรอง ใครครวญ ครขู ออาสาสมัครนักเรียน จํานวน 8 คน ยนื เรยี งแถวหนากระดานทห่ี นา ช้ันเรียน 3. ฟง แลว สามารถนาํ ไปบอกตอ ไดครบถวน คงอรรถรสของเรอ่ื ง จากนน้ั ครเู ตรยี มขอ ความทม่ี ขี นาดความยาวพอสมควร ใหน กั เรยี นคนท่ี 1 อา นในใจ 4. ฟง แลวสามารถบอกไดถูกตองวา เปน เรอื่ งเกย่ี วกับอะไร มเี นือ้ หา จนจบ ใหเ วลาสาํ หรับการจํา 1 นาที จากน้ันใหบ อกตอ คนที่ 2 แลวคนที่ 2 บอกตอ สาระอยา งไร คนท่ี 3 ดวยขอ ความท่ีไดยนิ ทําเชน น้ไี ปเรือ่ ยๆ จนกระท่ังถึงคนสุดทา ยใหกลาว วเิ คราะหคาํ ตอบ การฟง และดอู ยางมวี ิจารณญาณ หมายถึง ขอ ความท่ตี นเองไดยนิ เพื่อตรวจสอบวาตรงกบั ขอ ความทค่ี รูกาํ หนดใหหรือไม การฟง และดโู ดยใชสตปิ ญ ญา คิดไตรต รอง ใครค รวญสารทไ่ี ดรับ กอนที่ครูจะใหคาํ อธิบายเพ่มิ เติมเกย่ี วกบั อปุ สรรคการส่อื สารทอี่ าจเกิดขน้ึ กบั สวนใด จากส่ือตา งๆ อยา งรอบคอบ มีเหตุผล กอนตัดสนิ ใจเชื่อ และนํา สว นหนง่ึ ขององคป ระกอบการสอื่ สารกไ็ ด ลองใหน กั เรยี นคาดเดาวา กจิ กรรมดงั กลา ว สาระสาํ คัญ หรือแนวคิดที่เปน ประโยชนนาํ ไปปรับใชใหเหมาะสม ใหคาํ อธิบายในเรื่องใดทีเ่ ก่ยี วของกบั กระบวนการส่อื สารของมนุษย กบั ชีวติ ประจาํ วันของตนเอง ดงั น้ันจงึ ตอบขอ 2. 120 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ๒. หลกั การฟงั และดอู ยา่ งมีวิจารณญาณ ครตู ง้ั คําถาม แลว ใชวธิ ีการสุมเรยี กชื่อใหตอบ เพอ่ื เปลย่ี นบรรยากาศการเรียนการสอนในช้นั เรียน • นักเรียนคดิ วาคาํ ถามใดทจ่ี าํ เปนสําหรบั หลักกำรฟังและดูสำรจะเป็นแนวทำงให้ผู้ฟังและผู้ดูน�ำไปปฏิบัติให้เกิดเป็นทักษะน�ำไปสู่ ข้นั ตอนการวิเคราะห ใครครวญ วนิ ิจฉัย กำรเลอื กฟงั และดอู ยำ่ งมวี จิ ำรณญำณ ซงึ่ ถอื เปน็ เปำ้ หมำยสำ� คญั เพรำะสอ่ื ทป่ี รำกฏอยู่ในปจั จบุ นั และประเมินคา เพ่อื ใหเ กดิ กระบวนการฟง มีท้ังสื่อที่มีคุณภำพและไม่มีคุณภำพ ส่ือที่เหมำะสมและไม่เหมำะสม ผู้ฟังและผู้ดูจะต้องมี และดอู ยา งมีวิจารณญาณ วจิ ำรณญำณและปฏบิ ตั ติ ำมหลกั กำรฟงั และด ู เพอื่ จะไดม้ หี ลกั ในกำรเลอื กรบั และวเิ ครำะหส์ ำรตำ่ งๆ (แนวตอบ คาํ ถามทคี่ วรใชถามตนเอง ไดแก เจตนาหรอื จุดมุง หมายของผูส งสาร จาก โดยมีหลกั ปฏบิ ัต ิ ดงั น้ี เนอ้ื หาสาระของสารทไี่ ดร ับขอ ความใด เปน ขอ เทจ็ จรงิ และขอ ความใดเปน ขอ คดิ เหน็ ๒.๑ สารทีเ่ ป็นความร้ ู คาํ ถามสดุ ทาย คอื ผสู ง สาร หรือสอื่ มกี าร บิดเบอื นขอเทจ็ จริงของเรอ่ื งหรอื ไม สำรที่ใหค้ วำมรเู้ กย่ี วกบั เรอื่ งรำว เหตกุ ำรณต์ ำ่ งๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ผฟู้ งั หรอื ผดู้ ตู อ้ งใชว้ จิ ำรณญำณ ในกำรวเิ ครำะหแ์ ยกแยะระหวำ่ งขอ้ เทจ็ จรงิ กบั ขอ้ คดิ เหน็ เพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทถ่ี กู ตอ้ ง และมมี ลู ควำมจรงิ มำกที่สุด เพรำะในบำงครั้งผู้พูดอำจแทรกข้อคิดเห็นส่วนตัวประกอบเข้ำไปด้วย ถ้ำผู้ฟังหรือผู้ด ู เพราะเหตใุ ด) ไม่มีหลักในกำรฟังและดูอำจท�ำให้ได้รับข้อมูลข่ำวสำรท่ีไม่ถูกต้อง ท�ำให้เกิดกำรเข้ำใจผิดพลำด • นักเรยี นคดิ วา การวเิ คราะหเ พือ่ ใหเ กดิ กระบวนการฟงและดอู ยา งมีวจิ ารณญาณ และได้รบั สำรไม่สมบรู ณ์ ควรวเิ คราะหอ งคประกอบใด หลกั กำรฟังและดูสำรท่ีเป็นควำมรู้อย่ำงมีวจิ ำรณญำณ มีขอ้ แนะนำ� ดังนี้ (แนวตอบ การวเิ คราะห คอื การแยกแยะใหเ หน็ ๑. ผฟู้ งั ควรทรำบวำ่ ฟงั เรอ่ื งอะไร เปน็ กำรฟงั ประเภทบทควำม บทสมั ภำษณ ์ กำรเลำ่ เรอื่ ง องคป ระกอบแตล ะสว นของเรอ่ื งทไ่ี ดฟ ง และดู แลวพจิ ารณาใครค รวญวา สวนตางๆ น้ันมี สรุปเหตุกำรณ์ พิจำรณำว่ำใครเป็นผู้พูด ผู้สัมภำษณ์ ผู้ให้สัมภำษณ์ ใครเป็นผู้เขียนบทควำม ลักษณะเปน อยา งไร เชน สารใหความรู ใครเปน็ ผ้สู รปุ หรือเลำ่ เร่ือง หัวขอ้ น้นั เหมำะสมมีคณุ คำ่ แก่กำรฟังมำกน้อยเพยี งใด จะประกอบดว ยผสู ง สารหรอื ผแู ตง เนอื้ หาสาระ ๒. ผู้ฟังต้องฟังด้วยควำมตั้งใจและฟังเรื่องให้จบ จับประเด็นส�ำคัญให้ได้ และพิจำรณำ ทเ่ี ปนขอ มูลทัง้ ขอเท็จจริง ขอคดิ เหน็ ภาษา เนอ้ื เร่อื งวำ่ ผูพ้ ดู ต้องกำรกล่ำวถงึ เรือ่ งอะไร มีใจควำมสำ� คญั อยำ่ งไร สอ่ื ท่ีใชในการสง ถึงผรู บั สาร เชน สอื่ สง่ิ พิมพ ๓. ผู้ฟังควรฝึกแยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น สำมำรถตัดสินใจได้ว่ำเน้ือหำสำระน้ัน วทิ ยุโทรทศั น ส่ืออิเล็กทรอนิกส เปนตน) เช่อื ถือได้หรือไม่ • การมีความรู ความเขาใจเก่ยี วกบั การ ๔. ผู้ฟังควรประเมินค่ำส่ิงท่ีฟังหรือดูว่ำมีประโยชน์มำกน้อยเพียงใด มีคุณค่ำมำกน้อย วิเคราะหสารทไี่ ดรับจากการฟงและดู เพยี งใด ๕. ผู้ฟังควรพจิ ำรณำกำรใชถ้ อ้ ยคำ� ของผ้พู ดู ว่ำ ใชถ้ ้อยคำ� ถกู ต้องตำมหลกั ภำษำ และใช้ สงผลอยา งไรตอการรบั สาร น�ำ้ เสียงชวนฟังมำกนอ้ ยเพียงใด 1 (แนวตอบ ทาํ ใหการรับสารในแตล ะครง้ั ๖. ผฟู้ งั ควรจดบันทกึ ควำมรู้ชว่ ยควำมจำ� ส้นั ๆ เป็นควำมรูแ้ ละข้อมูลทแ่ี นะน�ำผู้อื่นได้ มีประสิทธภิ าพ ไมห ลงเชือ่ ขอมูล โดย ปราศจากการใชว ิจารณญาณไตรต รอง เพราะอาจกอใหเ กิดผลเสียในภายหลัง เชน สอ่ื โฆษณา ซงึ่ มักจะใชถอ ยคาํ เพอื่ 121 โฆษณาเกินจรงิ สดุ ทายเม่อื ผูบ ริโภคหลงเช่อื ความเสียหายน้นั จะตกอยูท่ีผบู รโิ ภค โดยท่ี ผสู งสารปฏิเสธความรับผดิ ชอบ) ขอสอบ O-NET ขอ สอบป ’53 ออกเกย่ี วกับจดุ ประสงคข องการฟง เกร็ดแนะครู ขอใดเปน การฟง เพอ่ื รบั ความรูอยา งเดน ชดั ครสู รางบรรยากาศการเรยี นการสอนโดยเนนการมีสว นรวม โดยใหนกั เรียน 1. สุรพลฟง ละครวทิ ยุเรอ่ื ง “ลืมโกรธไดก็คลายเครยี ด” รว มกนั สาํ รวจพฤตกิ รรมการรบั สารของตนเอง และคนรอบขา ง จากนน้ั ตง้ั คาํ ถามกบั 2. สุนยั ฟงรายการสนทนาเรอื่ ง “รื่นรมยใจในเรือสําราญ” นกั เรยี นวา “จากผลการสาํ รวจปรากฏวา มนษุ ยม กี ารรบั สารผา นสอ่ื ประเภทใดมากทสี่ ดุ 3. สุพรฟงพอแมเ ลา เร่ือง “พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง ชาติ” และเพราะเหตใุ ดจงึ เปน เชน นน้ั ” ซงึ่ คาํ ตอบทถ่ี กู ตอ ง คือ “โทรทัศน” เนอ่ื งจากมี 4. สุนดิ าฟง สักวากลอนสดเรอ่ื ง “รอยกรองเพราะเสนาะโสต” ขอ ไดเ ปรยี บทางดา นภาพและเสยี ง วิเคราะหค าํ ตอบ จากตวั เลือกทีก่ าํ หนดให ขอ 1., 2. และ 4. เปน การฟง เพ่ือความบันเทิง เพลดิ เพลนิ ใจ จรรโลง หรือชวย ยกระดบั จิตใจใหพ น จากความเศราหมอง สวนขอ 3. เปน การฟง เพ่ือรับความรเู ก่ยี วกับเรอื่ งราวของพิพธิ ภณั ฑสถานแหง ชาติ นักเรียนควรรู ดังน้ันจึงตอบขอ 3. 1 จดบนั ทกึ ความรู ผูฟง อาจจดบันทึกความรอู ยา งครา วๆ ขณะฟงหรือดู หรือ ใชเ คร่ืองบนั ทกึ เสยี งทําการบนั ทึกเสียงไว แลวนํามาจดเรียบเรียงใหมอกี ครัง้ ดว ย ลายมือที่อานงา ย โดยประยุกตใชค วามรู ความเขาใจเก่ียวกับบัตรบนั ทึกความรู ทเ่ี คยศกึ ษาในหนว ยการเรยี นรู การเขยี นเชิงวิชาการ คมู อื ครู 121

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. ครูเกรนิ่ นาํ เขาสูการอธบิ ายความรใู นประเดน็ ตวั อยา่ ง สำรที่ให้ควำมรู้ ตอ ไปนี้ ในชวี ติ ประจาํ วนั มนษุ ยร บั สารทม่ี เี นอื้ หา สาระตางกัน นักเรียนจะมแี นวทางอยางไรเพอื่ วัดอรุณฯ ใหการฟงและดูในทกุ ๆ ครงั้ เปนการฟง และดู วัดอรุณฯ มีช่ือเป็นทางการว่า วัดอรณุ ราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดที่สร้างในสมัย อยางมีวจิ ารณญาณ อยธุ ยา เดมิ นนั้ เรยี กกนั วา่ “วดั มะกอก” ครนั้ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชทรงสรา้ งพระราชวงั (แนวตอบ ผฟู ง และดตู อ งจับสาระสําคญั ของเรอื่ ง ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้�าเจ้าพระยา ก็ได้ทรงถือเอาวัดแห่งนี้เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ใหได เพ่ือใหทราบเจตนาของผูส งสาร แยก ยกเลิกการให้พระสงฆ์จ�าพรรษาในวัดและทรงปฏิสังขรณ์ แล้วพระราชทานนามว่า “วัดแจ้ง” องคป ระกอบของสงิ่ ทไ่ี ดฟ ง และดอู อกเปน สว นๆ ต่อมารัชกาลท่ี ๒ ทรงปฏิสังขรณ์และพระราชทานนามว่า “วัดอรุณราชธาราม” สมัยรัชกาล ไดแ ก แหลงขอมลู เนื้อหาสาระหรอื ขอ มูลที่ ท ่ี ๔ เปลยี่ นชือ่ ใหมเ่ ปน็ “วัดอรุณราชวราราม” วัดอรณุ ฯ นนั้ เปน็ พระอารามหลวงช้นั เอก ชนดิ ปรากฏ รปู แบบการนําเสนอ การใชภ าษา ราชวรมหาวิหาร ชื่อเป็นทางการจึงเป็นวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดหน่ึงท่ีตาม รวมไปถึงการวเิ คราะหผแู ตงหรือผูสง สาร พระราชประเพณีพระมหากษัตริย์จะเสด็จเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีที่ส�าคัญ และเป็น และสื่อทใ่ี ชสง ผานเน้ือหาสาระ ประเมนิ ความ วัดท่ีมีการพระราชทานผา้ พระกฐนิ ทางชลมารค นาเช่ือถอื ของสาร ซ่งึ ไดจากการวเิ คราะห ทต่ี งั้ อยรู่ มิ ฝง่ั แมน่ า้� เจา้ พระยา ทา� ใหพ้ ระเจดยี ว์ ดั อรณุ ทส่ี งู ถงึ ๓๓ วา ประดบั กระเบอ้ื งเคลอื บ องคป ระกอบสว นอื่นๆ จนกระจางแจงแลว ) จานชามเบญจรงคแ์ ละเปลอื กหอย ทา� เปน็ ลายดอกไม ้ ใบไม ้ และลายอน่ื ๆ ยอดปรางคเ์ ปน็ นภศลู และมงกุฎปิดทองน้ันสวยงามและโดดเด่น จนเป็นเอกลักษณ์หน่ึงของประเทศไทยไป แต่ใน 2. ครสู มุ เรยี กนกั เรียนกลุมใดกลมุ หน่งึ ใหค ํา บริเวณวัดอรุณฯ ยังมีส่ิงสวยงามทางสถาปัตยกรรมอีกมากมาย ทั้งพระอุโบสถ พระระเบียงคด อธบิ าย หรือรายละเอียดเพิ่มเติมเก่ียวกับ ประตูซุ้มยอดมงกุฎ มณฑปพระบาทจา� ลอง ศาลาทา่ น้�ารูปเกง๋ จนี และรปู ปนั้ ยักษ์ยืนตรงประตู แนวทางการฟง และดสู ารประเภทใหค วามรู ทางเขา้ (แนวตอบ เมื่อแยกองคประกอบของสารไดเ ปน สวนๆ แลว ควรวเิ คราะหวา ผสู งสารใชแ หลง (สอ่ งกรุง “ทน่ี กี่ รงุ เทพฯ”: กวาง บางเกรด็ ) ขอ มลู ใดในการเขียน ขอ ความใดเปน ขอ เทจ็ จริง ขอ คิดเหน็ ซ่ึงสารประเภทใหความรูควรมี อตั ราสว นของขอเทจ็ จริงมากกวาขอคดิ เห็น แนวทำงกำรวเิ ครำะหส์ ำร เรือ่ ง วดั อรณุ ฯ มีดังนี้ นาํ เสนออยา งไร เชน เปน เรื่องเลา สารคดี ๑. เรื่องที่ฟังและดู เป็นสำรที่ให้ควำมรู้เก่ียวกับวัดอรุณรำชวรำรำมรำชวรมหำวิหำร ลกั ษณะการใชภ าษา พิจารณาความเหมาะสม โดยผ้เู ขียนคือ กวำง บำงเกรด็ เชื่อมโยงกบั เน้ือหา วเิ คราะหผูสง สารวา มีความรู ๒. เร่ืองน้ีมีคุณค่ำควรแก่กำรฟัง เพรำะให้ควำมรู้เกี่ยวกับประวัติควำมเป็นมำของวัด ในศาสตรท่ีเขยี นมากนอ ยเพยี งใด ไปจนถึงส่อื อรณุ รำชวรำรำม รำชวรมหำวิหำร ทต่ี ัง้ และสถำปตั ยกรรมทสี่ �ำคญั ภำยในวัด ทีใ่ ชใ นการสง สาร ตง้ั คาํ ถามกบั ตนเองวา ๓. เปน็ เรอื่ งทเี่ ชอื่ ถอื ได ้ เพรำะวดั อรณุ ฯ มอี ยจู่ รงิ ถำ้ มโี อกำสไดช้ มวดั นกี้ จ็ ะเหน็ สภำพจรงิ สอ่ื มีการบิดเบอื นขอ มูลหรือไม รวมไปถึง ตำมที่ปรำกฏในเรือ่ ง การเปรยี บเทยี บกบั ส่ืออืน่ เปน ตน วา หากผูฟง ๔. กำรใชภ้ ำษำ จะเหน็ วำ่ ใชภ้ ำษำแบบแผนและใชร้ ำชำศพั ทถ์ กู ตอ้ ง เหมำะสมกบั ลกั ษณะ และดูรบั สารประเภทใหความรจู ากสื่อวิทยุ ของสำรท่ีให้ควำมรู้ โทรทศั น หากพจิ ารณาแลว ยอ มมคี วามนา เชอ่ื ถอื มากกวา การรบั ผา นสอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส เวบ็ ไซต 122 ตา งๆ ทผ่ี ูฟง และดูไมสามารถสืบคน แหลงท่มี า ทีแ่ นช ดั ได หากเปน ขอมูลทีส่ งตอกันมา) เกร็ดแนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ ครูควรใหรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการวิเคราะหส ว นตางๆ ของเร่ืองที่ไดฟง นกั เรยี นคนควา ขอมูลเก่ียวกบั ขอ ดี และขอ จาํ กัดของสือ่ และดูแกน ักเรยี น กลาวคอื การวิเคราะหขอ มูลท่ีผูเขยี นใชใ นการสรางสรรคผ ลงาน ประเภทตางๆ ในชวี ติ ประจําวนั บันทกึ ขอมลู เพื่อนํามาอภปิ ราย มลี กั ษณะเปน อยา งไร ผเู ขยี นนาํ ขอ มลู มาจากแหลง ใดบา ง หากเปน ขอ มลู ทางวชิ าการ รวมกันภายในชัน้ เรียน สังเคราะหองคความรนู ําเสนอในลกั ษณะ มีการอา งองิ ท่ถี ูกตองหรอื ไม และถา เปน การแสดงความคดิ เห็น ผูเขียนมีเหตผุ ล ปา ยนิเทศประจําชั้นเรยี นภายใตหัวขอ “รเู ทาทนั ส่ือ...เลอื กรบั หลกั ฐานอา งองิ ประกอบหรอื ไม อยางไร รูปแบบการนําเสนอควรพิจารณาวา มี อยา งเหมาะสม” ลักษณะอยางไร จากนั้นจงึ พิจารณาวามคี วามเหมาะสมกบั เน้อื หาท่ีนาํ เสนอหรอื ไม การใชภ าษาควรพจิ ารณาวาภาษาทีใ่ ชถกู ตองตามหลกั ไวยากรณ ส่อื ความชัดเจน กจิ กรรมทา ทาย หรือไม อยางไร จากนน้ั จงึ พิจารณาวา มีความเหมาะสมกับเน้ือหาสาระหรือไม สวนการวเิ คราะหผ แู ตง ผวู ิเคราะหจ ะตองศกึ ษาเกี่ยวกบั ภูมหิ ลงั ของผูแตง ไมวา นกั เรยี นอา นสารประเภทใหค วามรเู รอื่ ง “วดั อรณุ ฯ” ทน่ี าํ มาแสดง จะในดา นการศกึ ษา ประสบการณ แนวคิด คา นยิ ม เพอ่ื พจิ ารณาวา ผแู ตง มีความรู เปน ตวั อยางในหนงั สอื เรยี น วเิ คราะห ประเมินความสมเหตสุ มผล ความสามารถเพยี งพอ รวมถงึ นาํ เสนอเรอื่ งดว ยใจที่เปนกลางหรือไม ความเปน ไปได ตั้งคาํ ถามกบั ตนเองวาผูเขียนมกี ารบดิ เบือนขอมูล หรือไม เพ่ือสรปุ ความนา เชื่อถือ นาํ เสนอในรูปแบบใบงานเฉพาะ 122 คมู ือครู บคุ คล สง ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ๒.๒ สารจรรโลงใจ 1. ครสู รปุ ประเด็นเกยี่ วกับแนวทางการฟง และดู สารประเภทใหค วามรูอ ยางมีวจิ ารณญาณ สารจรรโลงใจ ได้แก่ เร่ืองราวที่ให้แง่คดิ มีคติสอนใจ รวมถงึ การแสดงความช่นื ชมยินดี ใหน ักเรยี นเขาใจตรงกัน ใหก้ า� ลงั ใจแกผ่ ฟู้ งั ไม่ใหย้ อ่ ทอ้ กบั ชวี ติ ผฟู้ งั และดทู ม่ี วี จิ ารณญาณในการฟงั และดจู ะไดร้ บั แงค่ ดิ และ คติสอนใจที่สามารถนา� ไปปรับใช้ในชวี ิตประจา� วนั ได้ 2. นักเรยี นแตล ะกลมุ อา นสารจรรโลงใจเรอื่ ง หลักการฟงั และดสู ารจรรโลงใจอยา่ งมีวิจารณญาณ มขี ้อแนะน�า ดงั น้ี “มองโลกในแงด:ี คนมคี วามสขุ คือคนทีม่ ี ๑. ตอ้ งทราบว่าจะฟงั และดูเรื่องอะไร รวมถึงตง้ั จุดม่งุ หมายวา่ จะฟงั และดูเพอ่ื อะไร ความหวงั เต็มเปย ม” จากนั้นรวมกนั ตอบ ๒. มคี วามตง้ั ใจในการฟงั และดู ทา� จิตใจให้สบาย คําถาม ๓. ทา� ความเข้าใจเนอ้ื หาสาระส่ิงทฟี่ งั และดู • จากตวั อยางสารจรรโลงใจทไ่ี ดอาน ๔. พจิ ารณาสารท่ฟี งั วา่ ใหค้ วามจรรโลงใจในด้านใด สารท่ฟี งั สมเหตุสมผลหรอื ไม่ นักเรียนสามารถอนมุ านเกย่ี วกบั ลกั ษณะ ๕. พิจารณาภาษาท่ีใชว้ ่าเหมาะกับรูปแบบ เนอ้ื หา และผฟู้ งั หรอื ไม่ เฉพาะของสารจรรโลงใจไดอยา งไร (แนวตอบ สารจรรโลงใจ คือ สารทีม่ ีเนือ้ หา ตัวอยา่ ง สารจรรโลงใจ สาระนอกจากจะใหค วามบันเทิง เพลดิ เพลิน แลว ยังใหส าระแนวคิดท่ีเปน ประโยชน เพื่อ มองโลกในแงด่ :ี คนมีความสุขคือคนทม่ี ีความหวังเตม็ เป่ียม ใหผรู ับสารนาํ ไปปรับใชในชีวติ ประจําวัน) คนทมี่ องโลกในแงด่ ี คอื มคี วามเชอื่ มน่ั วา่ ตนเองสามารถทา� อะไรไดแ้ ทบทกุ อยา่ ง และถา้ ทา� • คาํ วา “จรรโลงใจ” มีความหมายวาอยางไร อะไรใหม่ๆ กค็ าดว่าจะสา� เร็จ เปน็ คนทม่ี คี วามสขุ มากกวา่ คนที่มองโลกในแง่ร้าย คนทมี่ องโลกใน (แนวตอบ จรรโลง มีความหมายวา พยุงไว แงด่ ี คอื คนทมี่ องสว่ นทเ่ี ปน็ นา�้ ในแกว้ ทมี่ นี า�้ อยคู่ รงึ่ หนงึ่ วา่ ดนี ะทมี่ นี า้� อยคู่ รงึ่ แกว้ สว่ นคนมองโลก ไมใ หเ ซหรอื ไมใ หลมลง ดังนน้ั จรรโลงใจ ในแง่ร้าย คือ คนท่มี องเห็นส่วนทีว่ า่ งเปลา่ ของแก้วแล้วคิดว่า ทา� ไมมนี ้�าแคค่ ร่งึ แก้ว จงึ หมายถึง คาํ้ ชจู ิตใจไวใ หส ูงสง พน จาก คนมองโลกในแงด่ จี ะเครยี ดนอ้ ยกวา่ เขาจงึ มสี ขุ ภาพดกี วา่ คนมองโลกในแงด่ จี ะมองอปุ สรรค กเิ ลส ความทกุ ข เศราหมอง ความหลงผดิ เปน็ สงิ่ ทา้ ทายใหเ้ ขาตอ้ งปรบั ปรงุ ตวั เอง จะมองวา่ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งมที างเปน็ ไปได ้ ดงั นนั้ เขาจงึ พอใจ ทั้งปวง) มากกวา่ และกลา้ ตัดสนิ ใจ กล้าเสี่ยง และประสบความสา� เรจ็ มากกวา่ • นักเรียนคดิ วาการจะตัดสนิ วา เรอื่ งท่ีไดฟ ง แต่การมองโลกในแง่ดีที่จะน�าความสุขมาให้ หมายถึง การมองโลกในแง่ดีบนพ้ืนฐานของ และดนู น้ั เรอื่ งใดจดั เปน สารจรรโลงใจ ความเป็นจริง (Realism) ไม่ใช่การเพ้อฝัน คาดหมายสูง มองในแง่ดีอย่างไม่สมจริง ซ่ึงหาก พิจารณาจากสง่ิ ใด ชวี ิตจรงิ ไมเ่ ปน็ ไปเช่นนั้นจะท�าใหค้ นแบบนผ้ี ดิ หวังมากและทกุ ข์ได้มาก (แนวตอบ พจิ ารณาจากสาระสาํ คญั กลาวคือ ดงั น้นั สูตรของชีวติ ที่มคี วามสขุ จึงไม่ใชอ่ ยูท่ กี่ ารมองในแงบ่ วก หรอื การมองในแง่ดเี ท่านัน้ สารจรรโลงในบางเรือ่ งไมจ ําเปน ตองอยู มนั คอื การผสมผสานของการมองโลกในแงด่ ี ซงึ่ ทา� ใหเ้ ราเกดิ ความหวงั และมองโลกในแงร่ า้ ยตาม ในรูปแบบของนิทาน หรือเรอ่ื งเลาทม่ี ีการ ความเปน็ จรงิ เพอื่ ปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ ราอมิ่ อกอมิ่ ใจมากเกนิ ไป รวมทง้ั การเปน็ คนมองโลกตามความเปน็ สมมตติ ัวละครใหแสดงพฤติกรรรมตา งๆ จริง สามารถแยกแยะได้ว่า มปี จั จยั บางอย่างท่ีขึ้นอยู่กบั เรา เราเป็นผคู้ วบคุมเปล่ียนแปลงมันได้ ทาํ หนาทถ่ี า ยทอดสาระสาํ คญั ของเรอ่ื ง และมปี ัจจยั บางอย่าง เชน่ สถานการณ์ภายนอกที่เราควบคุมไมไ่ ด้ เสมอไป ในบางคร้ังบทความ ความเรยี ง บางเรอื่ งก็สามารถเปน สารจรรโลงใจได (จติ วิทยาในการสรา้ งความสุข: วิทยากร เชยี งกลู ) หากผรู บั สารไดค นพบแนวทางทด่ี งี ามในการ ดํารงชีวิต การอยเู หนอื หรอื หลุดพน ความ 123 ทกุ ข ความเศราหมอง กน็ บั ไดว าเร่อื งนน้ั ๆ ไดจ รรโลง คา้ํ ชจู ติ ใจของผอู า นนนั้ ใหส งู ขนึ้ ) ขอสแอนบวเนนOก-าNรคEดิT เกร็ดแนะครู ขอใดกลา วถกู ตองเกีย่ วกับสารประเภทจรรโลงจิตใจ หากมเี วลามากพอสําหรับการเรยี นการสอน ครคู วรสรางบรรยากาศการเรยี น 1. เนื้อหาสาระมงุ สรางความรูใ นเรอ่ื งใดเร่ืองหนึ่ง การสอนทส่ี นกุ สนาน สรา งทศั นคตทิ ด่ี ตี อ การฟง และดอู ยา งมวี จิ ารณญาณ ดว ยการให 2. เนอ้ื หาสาระมงุ สรา งความบนั เทงิ เพลดิ เพลินใจ นักเรยี นชมภาพยนตรก ารตนู เร่ืองท่มี ีทง้ั ความสนุกสนานและขอคิดสอนใจ หรือ 3. เนอ้ื หาสาระมงุ ใหแ งค ดิ คติสอนใจ ชี้แนะแนวทางการดาํ เนินชวี ิต อาจใชว ิธีมอบหมายภาระงานใหนักเรยี นหาชมดวยตนเอง จากนน้ั ใหสรุปเรือ่ งยอ 4. เนอ้ื หาสาระมุงแสดงขอ มูลท่เี ปนความรทู ่ีจําเปนตอ ชีวิตในเร่ืองใด วเิ คราะหอ งคป ระกอบสว นตา งๆ ของภาพยนตร เชน ชอ่ื เรอื่ ง ตวั ละคร บทภาพยนตร เพลงประกอบ การลําดบั ภาพ เปน ตน จากนัน้ ใหน ักเรยี นตีความผานองคประกอบ เรือ่ งหน่งึ แตล ะสว นขา งตน เพอ่ื คน หาสารหรอื ขอ คดิ สาํ คญั ทผ่ี สู รา งสรรคภ าพยนตรต อ งการสอ่ื วเิ คราะหค าํ ตอบ สารจรรโลงใจ คอื สารท่ผี ูเ ขียนมีจดุ มงุ หมาย แลว ประเมินวาภาพยนตรเร่ืองดังกลาวมคี วามสมเหตุสมผล นา เชือ่ ถือ สมควรทจ่ี ะ เพอ่ื เสนอเรอื่ งราวทใ่ี หแ งค ดิ คตสิ อนใจ ชแ้ี นะแนวทางทเ่ี ปน ประโยชน นาํ แนวคดิ นั้นมาปรับใชก ับการดําเนนิ ชีวติ ประจําวนั หรอื ไม และภาพยนตรดังกลา ว ตอ การดําเนนิ ชีวติ ประจําวนั ไมใหตกเปน ทาสของความทุกข นับเปน สารจรรโลงใจไดหรือไม อยางไร เพราะเหตุใด โดยภาระงานในครงั้ น้ี หรอื อารมณเศราหมอง ซึง่ ผทู ีใ่ ชวจิ ารณญาณ หรอื ใชสติปญ ญา ครอู าจตรวจสอบผลได 2 วธิ ี คอื ใหน กั เรยี นนาํ เสนอหนา ชนั้ เรยี นเพอื่ เปน การแลกเปลยี่ น ไตรต รองขณะทร่ี บั สารประเภทนจ้ี ะทาํ ใหไ ดร บั แนวคดิ ทเี่ ปน ประโยชน ขอ มลู ระหวา งเพอื่ น หรอื นาํ เสนอในรปู แบบใบงานรายบุคคล สามารถนาํ ไปปรบั ใชกับชีวติ ประจําวนั ได ดังนน้ั จึงตอบขอ 3. คูม ือครู 123

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Expand Evaluate Explain Explain อธบิ ายความรู 1. ครูตง้ั ประเด็น “นักเรียนมแี นวทางอยา งไร แนวทางการวิเคราะห์สาร เรื่อง มองโลกในแง่ดี: คนมีความสุขคือคนท่ีมีความหวัง สาํ หรบั การฟงและดสู ารประเภทจรรโลงใจ เตม็ เป่ยี ม มีดงั น้ี อยา งมวี จิ ารณญาณ” โดยสมุ เรยี กกลมุ ใด เนอ้ื หาของความเรียง กลา่ วถงึ ลกั ษณะเฉพาะของคนท่มี องโลกในแงด่ ีและคนท่มี องโลก กลมุ หนงึ่ ออกมาอธบิ ายความรู ในแง่ร้าย โดยผู้เขียนอธิบายด้วยการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของการมองโลกท้ังสอง (แนวตอบ การฟง และดูสารประเภทจรรโลงใจ ด้าน จากนั้นจึงให้รายละเอียดเกี่ยวกับสูตรของชีวิตท่ีมีความสุข คือ การมองโลกตามความเป็น อยา งมีวิจารณญาณ ประการแรกผูฟ งและดู จรงิ ไมค่ าดหวังหรือท้อแทเ้ กนิ ความจา� เป็น ไมท่ ุกขห์ รอื สุขมากเกินไปซ่งึ สอดคลอ้ งกบั หลักธรรม จะตอ งทราบเนือ้ หาสาระของสารน้นั กอน เชน ในพระพทุ ธศาสนา ผเู้ ขียนช้ีใหเ้ ห็นวา่ คนทม่ี องโลกในแง่ด ี คือคนทีจ่ ะมคี วามสุข คนที่มคี วามสุข มเี น้ือหาเก่ยี วกบั อะไร เร่อื งราวเปนอยา งไร คือคนท่ีมีความหวังอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ดังน้ันแล้วเม่ือผู้อ่านได้อ่านสารน้ีจะได้รับข้อคิด และเกิด จากนัน้ จงึ วิเคราะหส วนตางๆ ของสาร ซ่งึ มี แรงบันดาลใจที่จะเร่ิมต้นมองโลกในแง่ดี โดยมองตามความเป็นจริง ท�าความเข้าใจส่ิงท่ีเกิดขึ้น ความคลา ยคลงึ กับสารประเภทใหค วามรู คือ กบั ตนเองอย่างมีเหตผุ ล ระลกึ อยเู่ สมอว่ามนษุ ย์ไมส่ ามารถควบคุมหรือเปลีย่ นแปลงทกุ ส่งิ ได้ วเิ คราะหข อมูลทั้งทเ่ี ปนขอเทจ็ จรงิ ขอ คดิ เห็น ความเรยี งนผี้ เู้ ขยี นมจี ดุ มงุ่ หมายจรรโลง หรอื ยกระดบั จติ ใจของผอู้ า่ นซงึ่ อาจกา� ลงั ทกุ ขท์ อ้ ซง่ึ สารจรรโลงใจจะมกี ารแสดงขอ คดิ เหน็ ของ มองโลกในแง่ร้ายให้ได้สติมองโลกในมุมมองใหม่ รวมถึงผู้ที่มองโลกในแง่ดีเกินไปได้ฉุกคิดเพ่ือ ผเู ขยี นรว มอยดู ว ย ดงั นน้ั จงึ ตอ งพจิ ารณาเหตผุ ล เรม่ิ ตน้ มองโลกตามความเปน็ จริง ดังน้ัน ภาษาท่ีใชจ้ งึ เป็นไปในเชงิ อธบิ าย ยกตัวอยา่ งแกว้ ท่ีมนี า้� ทผี่ เู ขยี นยกประกอบ วเิ คราะหร ปู แบบการนาํ เสนอ อยคู่ รงึ่ แกว้ คนทมี่ องโลกในแงด่ กี บั คนทม่ี องโลกในแงร่ า้ ยมองแกว้ ใบนแ้ี ตกตา่ งกนั อยา่ งไร ซง่ึ ทา� ให้ การใชภาษา จากนัน้ จึงตีความนัยแฝงเรน เชน ผ้อู า่ นเขา้ ใจวิธกี ารมองโลกได้มากข้นึ นิทานเร่อื งกระตา ยกบั เตา ที่เปน เรอื่ งราวของ สัตวสองชนิดวงิ่ แขง กัน แมเนือ้ เรื่องจะปรากฏ ๒.๓ สารโน้มน้าวใจ เพียงพฤตกิ รรมของสตั ว ไมไ ดกลาวถึงมนุษย แตประการใด แตผ รู บั สารกส็ ามารถตีความ สารโน้มน้าวใจส่วนใหญ่มักพบในสื่อโฆษณา การหาเสียงเลือกตั้ง และการพูดปลุกใจ เกยี่ วกับแนวคิดสาํ คัญทผี่ ูเขียนตองการสอ่ื ได ซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่ได้ยินได้ฟังนั้น อาจมีข้อมูลที่เกินจากความเป็นจริง ผู้ฟังและดูไม่ควร คอื มนุษยไมควรดาํ รงชวี ิตโดยตง้ั อยบู นความ เช่ือในทนั ที แต่ต้องใชว้ ิจารณญาณแยกแยะให้ดี เพ่ือประเมินคา่ และพจิ ารณาหาเหตผุ ล ค้นหา ประมาท ผานพฤติกรรมของสตั วหรือตัวละคร ความถูกต้องว่าควรเช่อื ถอื มากน้อยเพียงใด ในเรอ่ื ง รวมไปถงึ วิเคราะหผแู ตง วามีความรู หลกั การฟงั และดสู ารโน้มน้าวใจอยา่ งมีวิจารณญาณ มขี ้อแนะน�า ดงั น้ี ความเขา ใจ หรอื มีประสบการณในเรอ่ื งทเ่ี ขียน ๑. ผูฟ้ งั และดูต้องสงั เกตผูพ้ ูดว่ามเี จตนารมณ์อยา่ งไรและเรือ่ งท่นี า� มาพดู เป็นเรอื่ งอะไร หรอื ไม จากน้ันผูฟ ง และดูจะตดั สินประเมินคา ๒. ผฟู้ งั และดตู อ้ งใชส้ ตปิ ญั ญาคดิ ตามไปดว้ ยวา่ เนอื้ หาสาระหรอื สารทผี่ พู้ ดู พดู นน้ั เชอ่ื ถอื วา เร่อื งทไ่ี ดรับฟง และดนู ้ันดีหรือไมดี อยางไร ได้หรอื ไม่ และเช่อื ไดม้ ากนอ้ ยเพียงใด แนวคิดสําคญั น้นั มคี วามนาเช่อื ถือ เหมาะสม ๓. ผฟู้ งั และดตู อ้ งคดิ พจิ ารณาวา่ สารทฟ่ี งั นนั้ มปี ระโยชนม์ ากนอ้ ยเพยี งใด หากนา� ไปปฏบิ ตั ิ ทจ่ี ะนาํ ไปปรบั ใชใ นชวี ติ ประจําวันหรอื ไม ซ่ึง จะเกิดผลดผี ลเสียตอ่ ตนเองและผู้อืน่ หรือไม่ สง่ิ ทีจ่ ะทาํ ใหต ดั สินประเมินคา ไดคอื ผลการ ๔. ผู้พดู พยายามใหผ้ ฟู้ งั ผ้ดู ูเชือ่ ถอื และปฏบิ ัติตามด้วยวธิ ีการใด วิเคราะหทีไ่ ดจากข้นั ตอนการวเิ คราะห ๕. ผ้พู ดู ใช้ภาษาเร้าอารมณผ์ ู้ฟงั และดูใหค้ ลอ้ ยตามจุดประสงค์ของผพู้ ดู ด้วยวิธีการใด ใครครวญ และวนิ ิจฉัย) 124 2. ครูสรุปประเดน็ แนวทางการฟงและดสู าร ประเภทจรรโลงใจใหนกั เรียนเขาใจตรงกนั บเศูรณรากษารฐกิจพอเพยี ง ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT พจิ ารณาพฤตกิ รรมของบุคคลท่กี าํ หนดให บุคคลใดใช ใหนักเรียนเลือกสื่อโฆษณาขายสินคาที่เผยแพรทางโทรทัศนหรืออินเทอรเน็ต วจิ ารณญาณในการฟง และดูสารมากที่สดุ คนละ 2 โฆษณา แลววเิ คราะหว า โฆษณาหรือขอความดังกลาวมคี วามนา เช่อื ถือ 1. สมหญิงฟง โฆษณา แลวตดั สินใจซ้อื ผลติ ภัณฑท นั ที มากนอ ยเพยี งใด จากนนั้ แสดงความคดิ เหน็ วา นกั เรยี นจะเลอื กซอ้ื สนิ คา ตามคาํ โฆษณา 2. สมนกึ ฟง ครูบรรยายในช้นั เรียน แลวเช่อื เพราะเปน ครู หรือไม เพราะเหตใุ ด ใหสอดคลองกบั ความคุม คาของเงนิ และคณุ ภาพของสนิ คา 3. สมชายฟงขา วผานสถานโี ทรทัศน แลว เปรียบเทียบกบั ส่อื อ่ืน 4. สมพรฟง เพ่ือนพดู เรอ่ื งพชื สวนครัว แลว เชอ่ื เพราะเปน คนท่ี จากน้ันครูชี้แนะเพิ่มเติมวา สื่อโฆษณาตางๆ เปนสารท่ีโนมนาวใจใหผูบริโภค เรยี นเกง ท่สี ดุ ในชน้ั ตอ งการซอ้ื สนิ คา เพ่ือใหน ักเรียนคํานึงถึงความจาํ เปนและความคมุ คาประกอบดวย วเิ คราะหคําตอบ การฟงและดอู ยา งมวี จิ ารณญาณ คอื การท่ี ผรู บั สารไดใชวจิ ารณญาณหรือสตปิ ญญาในการคดิ ทบทวน ไตรตรองสารที่ไดร ับมาอยางรอบดา น เพื่อประเมนิ ความนา เชื่อถอื ไมควรตดั สินใจเชือ่ ในทนั ทีทนั ใดเพยี งเพราะผูพ ูดนา เช่ือถอื หรือเปนเพยี งคาํ โฆษณา ดงั นัน้ จงึ ตอบขอ 3. 124 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ครใู ชก ารต้ังคาํ ถามเพอ่ื ใหนกั เรียนอธบิ าย ความรูเ กีย่ วกบั แนวทางการฟง และดูส่ือประเภท ๖. ผู้พดู เสนอแนะแนวทางหรือเชญิ ชวนให้ปฏบิ ัต ิ ซง่ึ การเสนอแนะแนวทางใหก้ ระทา� นั้น โนม นาวใจอยางมีวิจารณญาณ มคี วามเหมาะสมหรอื ไม ่ เปน็ ไปไดห้ รอื ไม ่ ตอ้ งพจิ ารณาอยา่ งมเี หตผุ ล การกระทา� นน้ั จะเกดิ ผลเสยี หรือผลดีต่อไปในวนั ขา้ งหน้าหรอื ไม ่ และเร่อื งน้นั สนองความตอ้ งการของผูฟ้ ังและดหู รือไม่ หาก • สารประเภทโนม นา วใจมลี ักษณะเฉพาะ สนองความตอ้ งการ การกระท�าน้นั เป็นวธิ กี ารท่ถี ูกตอ้ งหรือไม่ อยางไร และพบในชวี ติ ประจาํ วัน ในรูปแบบใด ตัวอยา่ ง สารโนม้ นา้ วใจ (แนวตอบ สารโนม นา วใจ คือ สารประเภท อกี กห่ี ยดนำ�้ ตำทต่ี อ้ งสงั เวยใหแ้ กค่ วำมเลอื ดรอ้ น อำรมณท์ พ่ี ลงุ่ พลำ่ นจนขำดสต ิ ควำมยบั ยง้ั ทผ่ี เู ขยี นหรอื ผูสงสารมีจุดมุง หมายเพือ่ ให และชง่ั ใจ อกี กค่ี รง้ั ทเ่ี รำตอ้ งฟงั ประโยคพรอ้ มเสยี งสะอน้ื วำ่ “ขอใหช้ วี ติ ของลกู แมเ่ ปน็ ชวี ติ สดุ ทำ้ ย” ผูรับสารเหน็ ดว ย คลอยตามในเรื่องใด เคยไดย้ นิ ใครสกั คนพดู วำ่ “สงั คมอยยู่ ำกขนึ้ ทกุ วนั ” แตเ่ รำเคยมองยอ้ นกลบั มำทตี่ วั เองบำ้ งหรอื ไม่ เรอ่ื งหนงึ่ เม่อื คลอยตามแลว จงึ นําไปสู ว่ำ เปน็ สว่ นหน่ึงของสังคม ถ้ำสังคมอยู่ยำกย่อมมีสำเหตมุ ำจำกใคร หรืออะไร การเปล่ียนแปลงทัศนคติของตนเอง เชอื่ ถือ และปฏิบัตติ ามในทส่ี ุด ซึ่งสารโนม นาวใจท่ี หน่วยที่เล็กที่สุดแต่มีควำมส�ำคัญมำกที่สุดในสังคมคือ ครอบครัว คนจะดีเร่ิมต้นท่ีพ่อแม ่ พบไดบ อ ยในชีวิตประจาํ วันปรากฏในรปู แบบ กำรท�ำเป็นตัวอย่ำงให้เห็นได้ผลมำกกว่ำค�ำส่ังสอน ครอบครัวต้องช่วยกันสร้ำงทฤษฎีของคนดี ของสอ่ื โฆษณาประชาสมั พนั ธ) และควำมดี คนดีเป็นได้เม่ือเช่ือในควำมดี คนดีเป็นได้เมื่อท�ำควำมดี คนดีเป็นได้เม่ือรู้จักยับย้ัง • มแี นวทางอยา งไรสาํ หรับการฟง และดู ช่ังใจ คนดเี ป็นได้เมือ่ เหน็ ชวี ิตของผู้อ่นื สำ� คัญเทำ่ กบั ลมหำยใจของตนเอง สารประเภทโนมนา วใจอยา งมีวิจารณญาณ กำรประชมุ ผปู้ กครองในวนั น ี้ ผมไมไ่ ดม้ ำพดู ในฐำนะของผอู้ ำ� นวยกำรสถำนศกึ ษำ แตม่ ำพดู (แนวตอบ สารโนมนา วใจเปนสารทผ่ี รู บั สาร ในฐำนะของพ่อคนหนึ่งท่ีหวังจะได้รับควำมร่วมมือร่วมใจจำกพ่อแม่ ผู้ปกครองทุกท่ำน แม้ชีวิต ตองใชวจิ ารณญาณในการรับสารมากท่สี ุด ที่สูญเสียไปจะเรียกกลับคืนมำไม่ได้ แต่ถ้ำเรำร่วมกันสร้ำงทฤษฎีของคนดีและควำมดีให้เกิดข้ึน เพราะหากหลงเช่ือโดยปราศจากการคิด ในครอบครัวเล็กๆ ก็เท่ำกับเรำเปล่ียนสังคมให้น่ำอยู่ หยุดหยดน�้ำตำ เสียงสะอื้นของครอบครัว วิเคราะห ใครค รวญ วินจิ ฉัยขอมูล ความ ให้เปน็ ควำมสุข นาเชื่อถือ ความเปน ไปได ความสมเหตุ สมผล อาจกอใหเ กดิ ผลเสยี ไดใ นภายหลงั (คณะผูเ้ รยี บเรยี ง) แนวทางการวิเคราะห์สารโน้มนา้ วใจ จากตวั อยา่ งข้างตน้ มดี ังนี้ ซึง่ แนวทางการฟง และดสู ารประเภทนี้ ร ่วมใจกันขส้อรค้าวงาทมฤขษ้าฎงตีข้นอเงปค็นนตดัวีแอลยะ่าคงวบามทดพ1ีใูดหโ้เนก้มิดนข้า้ึนวใในจคทร่ีผอู้พบูดคมรัวีจเุดพม่ือุ่งลหดมคาวยาใมหส้ผูญู้ปเกสคียรออันงเรก่วิดมจมากือ ผรู บั สารจะตองใชส มาธิ เพื่อใหรับรเู นอื้ หาที่ ผูสง สารนาํ เสนอ ตลอดจนวิเคราะหเ จตนา ความเลือดร้อน อารมณ์ท่ีพลุ่งพล่านจนขาดสติ ความยับย้ังชั่งใจเช่นเดียวกับที่ปรากฏเป็นข่าว ท่ีแทจริงของผูส งสาร ขอมูลที่ปรากฏ ในหนา้ หนงั สือพมิ พ ์ โดยผูเ้ ขียนแนะน�าวธิ ีคือ พ่อแม่ต้องกระทา� ให้ดูเปน็ ตวั อยา่ ง ความสมเหตุสมผล ความเปนไปไดของส่งิ ท่ี วิธีท่ีผู้พูดใช้ในการโน้มน้าวใจให้ผู้ฟังกระท�าตามคือ การท�าให้ผู้ฟังรู้สึกว่าผู้พูดนั้นอยู่ใน ผูสง สารพยายามทําใหเช่ือดวยการยกเหตุผล สถานภาพเดียวกับผู้ฟัง รู้สึกไม่ต่างไปจากผู้ฟัง นอกจากนี้ยังช้ีให้เห็นประโยชน์หากผู้ฟังกระท�า หรอื ประโยชนท ผี่ รู บั สารจะไดร บั เพอื่ ไมใ หต ก ตามทผ่ี ูพ้ ูดร้องขอคือ สงั คมจะนา่ อยูข่ ้ึน หยดนา�้ ตา และเสยี งสะอื้นจะหายไป การใช้ภาษาเปน็ ไป เปนเหยอื่ ของการโฆษณาหลอกลวงผูบรโิ ภค ในลกั ษณะการซ้า� ค�้าเพอ่ื ย�า้ ความ โดยค�าทผ่ี ู้พดู จะใช้อยู่เสมอคอื คนดแี ละความดี เปน ตนวา สื่อโฆษณา เปาหมายสําคญั คอื ตอ งการใหผูรบั สารเช่ือถือในสนิ คา หรือ 125 บรกิ าร โนม นา วใหผ รู บั สารมองเหน็ ประโยชน ทจ่ี ะไดรบั จนนําไปสกู ารตดั สนิ ใจซอ้ื สนิ คา และบรกิ าร) ขอสแอนบวเนน Oก-าNรคEิดT เกร็ดแนะครู ในการเขยี นจดหมายขอความชวยเหลือ สารในขอใดจะโนม นาวใจ ครูควรใหความรูเพิ่มเติมแกนกั เรียนเกีย่ วกบั ทกั ษะการคดิ อยา งมีวิจารณญาณ ใหผูร ับสารปฏิบตั ิตามมากทส่ี ุด (Critical thinking) ซ่ึงเปนทกั ษะสาํ คญั สําหรับการเปนพลเมอื งในศตวรรษที่ 21 การมวี จิ ารณญาณในการรับสาร คอื การคดิ ตงั้ คําถามกบั ตนเองเกย่ี วกับเน้อื หาของ 1. จึงเรยี นมาเพือ่ พจิ ารณาอนุเคราะห สารท่ไี ดฟ งและดู ไตรต รองถึงเหตผุ ล ความเปน ไปได ความสมเหตสุ มผลกอ นการ 2. จงึ เรยี นมาเพือ่ ขอความอนุเคราะห ตดั สินใจเชือ่ ซึ่งการนาํ ขอ มูลทไี่ ดฟง และดูในเร่ืองเดยี วกนั ไปเปรียบเทียบกบั สือ่ ตาง 3. หวังวา คงไดร บั ความอนเุ คราะหดว ย ประเภทกนั เพือ่ ใหทราบแนชัดวามกี ารบิดเบือนขอ มูลเกิดขนึ้ หรือไม แลว เปนเพราะ 4. คงไดร ับความอนุเคราะหด ว ยดีจากทาน วิเคราะหคําตอบ การทีจ่ ะสามารถโนม นาวใจผูร บั สารไดต อ งเปน เหตุใด นับเปน ข้ันตอนหนงึ่ ของการรบั สารอยางมีวจิ ารณญาณ สารที่ใชถอยคาํ สภุ าพ แสดงถงึ การขอรอง วิงวอน ในขอ 2. ปรากฏ นกั เรยี นควรรู คาํ วา “ขอ” ซ่ึงเปน คาํ แสดงอาการขอรอง ดังนนั้ จงึ ตอบขอ 2. 1 ทฤษฎขี องคนดแี ละความดี เปน สง่ิ ทคี่ รอบครวั ตอ งชว ยกนั สรา ง โดยจะเปน คนดี ไดเ มอ่ื เชอ่ื ในความดแี ละทาํ ความดี รจู กั ยบั ยง้ั ชง่ั ใจ และเหน็ ชวี ติ ของผอู น่ื สาํ คญั เทา กบั ลมหายใจของตนเอง คมู อื ครู 125

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Expand Evaluate Engage Explain อธบิ ายความรู ครเู กรน่ิ เบือ้ งตน เพ่อื นาํ นกั เรยี นเขาสกู ารอธิบาย ๓. มารยาทในการฟังและดู ความรใู นประเดน็ ตอ ไป “มารยาทในการฟง และด”ู จากน้ันสมุ เรยี กนักเรียนกลุมใดกลุมหนึ่งออกมา มารยาทเปน็ สงิ่ สา� คญั และมคี วามจา� เปน็ สา� หรบั การอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม กจิ กรรมทกุ กจิ กรรม อธิบายความรูเก่ยี วกบั ความสาํ คญั ของมารยาท ทต่ี อ้ งทา� รว่ มกบั ผอู้ นื่ จะดา� เนนิ ไปดว้ ยความราบรนื่ จา� เปน็ ตอ้ งมมี ารยาทในการกระทา� การฟงั และดู ในการฟงและดูกบั ทกั ษะการรบั สารของมนษุ ย ก็เช่นเดียวกัน ถ้าฟังและดูคนเดียวอยู่ในสถานที่ส่วนตัวก็ไม่จ�าเป็นต้องรักษามารยาทเท่าใดนัก แต่ถ้าเป็นการฟงั และดูรว่ มกับผ้อู ่นื ผฟู้ ังและผดู้ ูควรมมี ารยาทเพ่อื เป็นการให้เกียรติผพู้ ูด ผูแ้ สดง (แนวตอบ มารยาทในการฟงและดสู อ่ื ผู้สง่ สาร รวมถงึ ผ้อู ืน่ ท่รี ่วมฟังและดู ซ่งึ ควรปฏบิ ตั ิ ดงั นี้ เปน เคร่อื งบง ช้ีวา บคุ คลผนู ัน้ รจู กั กาลเทศะ และมี คณุ ธรรมประจําใจหรือไม มารยาทในการฟงและ ๑. ผฟู้ งั และผดู้ ตู อ้ งตรงตอ่ เวลา ควรไปถงึ กอ่ นการบรรยายเพอ่ื หาทนี่ งั่ ทเ่ี หมาะสม ทา� ให้ ดูสอื่ เปน ส่ิงสาํ คญั และมคี วามจําเปน เพราะการ มเี วลาเตรยี มพรอ้ ม เพราะบางครงั้ ผบู้ รรยายอาจมีข้อเสนอแนะทีน่ ่าสนใจกอ่ นการบรรยายจริง ส่ือสารเปน กระบวนการทจี่ ะตอ งปฏิบัตริ วมกับผูอ่นื เชน การฟง และดใู นชวี ิตประจาํ วนั มนุษย ๒. ฟงั และดดู ้วยความตงั้ ใจ ไมพ่ ดู คยุ กนั หรือนัง่ หลับในขณะทีฟ่ งั และดู โดยสวนใหญจ ะตอ งมีการรับสารรวมกบั ผูอ่ืน เชน ๓. จดบนั ทึกประเดน็ ส�าคญั จบั ประเดน็ ใจความส�าคัญและขอ้ สงสัยต่างๆ นกั เรยี นฟง การใหความรูของครใู นชน้ั เรียน หาก ๔. เมื่อฟังและดูจบแล้ว หากผู้บรรยายเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัย ควรยกมือซักถาม เพอ่ื นคนใดคนหน่ึงปฏบิ ัติพฤติกรรมไมเ หมาะสม อยา่ งสภุ าพ และกลา่ วขอบคุณทกุ คร้งั ก็ยอมสงผลกระทบตอ การรบั สารของเพ่ือนคนอ่ืนๆ ๕. ปรบมอื ในชว่ งจงั หวะทเี่ หมาะสมหากพอใจในเรอื่ งทฟี่ งั แตไ่ มค่ วรทา� บอ่ ยเกนิ ไปเพราะ หรือการชมภาพยนตรในโรงภาพยนตร หากมผี ูไม อาจเปน็ การรบกวนสมาธขิ องทง้ั ผู้พูดและผ้ฟู งั คนอน่ื ๆ ได้ ปฏิบตั ิตามกฎท่กี าํ หนดไว เชน ไมไดต้งั ระบบ ๖. ส�ารวมกิริยามารยาท ไมล่ ุกขึ้นเดินเข้าเดนิ ออกบอ่ ยๆ การเรียกเขา โทรศัพทม ือถือเปนระบบสน่ั หากมี ๗. ไม่น�าอาหารหรือเครอ่ื งดม่ื เขา้ ไปรับประทานในสถานท่ีฟังและดู สายเรียกเขา พฤตกิ รรมนัน้ ก็ยอ มสง ผลตอการ ๘. เม่ือเกิดความไม่พอใจในส่ิงใดก็ตามขณะที่ฟัง ควรรู้จักระงับสติอารมณ์ และส�ารวม รบั สารของผูอื่นในโรงภาพยนตร ซ่ึงผูก ระทาํ อาจ กริ ิยาให้อยู่ในสภาพท่ีเป็นปกติ ถูกตาํ หนดิ วยถอ ยคาํ หรอื สายตากเ็ ปนได ดงั น้นั ๙. ใช้ความคิดและวิจารณญาณไตร่ตรองว่าข้อความท่ีฟังและดูมีความน่าเช่ือถือเพียงใด การมคี วามรู ความเขา ใจเกีย่ วกบั มารยาทในการฟง และมีการใช้ภาษาทเี่ หมาะสมหรอื ไม่ และดูส่ือจึงเปน เรอ่ื งสําคญั และควรทราบในทกุ ๆ ๑๐. ในการสนทนาทว่ั ไปควรต้ังใจฟงั คู่สนทนา สบตาผู้พูด ผูฟ้ งั เพ่ือแสดงวา่ กา� ลังสนใจ สถานการณข องการรับสาร) ในเรื่องทีส่ นทนา ๑๑. ไมพ่ ดู แทรกในขณะทีค่ ู่สนทนาก�าลงั พดู ต้องตั้งใจฟังให้จบขอ้ ความกอ่ น ขยายความเขา ใจ Expand ๑๒. ขณะทีด่ ูภาพยนตร์ ชมละครหรอื โทรทศั น์ ควรต้ังใจดู ไม่พูดคุย เล่าเรอ่ื ง หรอื วิพากษ์ วิจารณเ์ ร่ืองทด่ี ูเพราะเปน็ การท�าลายสมาธขิ องผูอ้ ืน่ นกั เรยี นเลอื กฟง และดสู าร 2 ใน 3 ของประเภท ท่ไี ดศ ึกษาในหนวยการเรียนรูน้ี โดยใชแนวทาง การฟังและดูเป็นทักษะการรับสารท่ีใช้มากในชีวิตประจำาวัน ผู้ฟังและผู้ดูจึงควรมี การฟง และดอู ยา งมวี จิ ารณญาณ วเิ คราะห ใครค รวญ คุณลกั ษณะของผู้ฟงั และผู้ดูทดี่ ี คอื มคี ณุ ธรรมและมารยาทในการฟัง การดู ตลอดจนตอ้ งรจู้ กั วินจิ ฉยั และประเมนิ คา สาร เขยี นผลการประเมนิ การเลือกฟังและดูเร่ืองราวต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ใช้วิจารณญาณในการเลือกรับสารให้เกิด ลงในกระดาษขนาด A4 ความยาวไมน อยกวา ประโยชน์ต่อตนเอง เพื่อพฒั นาสตปิ ัญญาและยกระดับจิตใจ ทำาใหก้ ารฟงั การดมู ปี ระสทิ ธิภาพ 1 หนา นาํ สง ครู พรอ มแนบการจดบนั ทกึ สาระสาํ คญั และสมั ฤทธผิ ลตามจดุ มงุ่ หมาย ของสิ่งท่ไี ดฟง และดู 126 เกร็ดแนะครู ขอสอบ O-NET ขอสอบป ’50 ออกเก่ยี วกับมารยาทในการฟง การเรียนการสอนในหัวขอ มารยาทในการฟง และดู ครูควรใหนักเรยี นรวมกัน บุคคลในขอใดขาดมารยาทในการฟง ระบมุ ารยาททค่ี วรปฏิบตั ิในสถานการณข องการรับสารที่แตกตา งกนั จากนั้นจงึ 1. กรองกาญจนปรบมอื เสียงดงั หลังจากพิธกี รแนะนําผบู รรยาย ยกตัวอยา งพฤติกรรมของบคุ คลสมมติ เพ่อื ใหนกั เรยี นประเมนิ วา มคี วามเหมาะสม 2. ขณะฟง บรรยายมาลมี ักจะซักถามตลอดเวลา หรอื ไม อยางไร เชน 3. เม่ือวทิ ยากรเร่ิมบรรยายสริ นิ าก็น่ังฟงอยางตั้งใจ 4. สุชาดาสบตาอาจารยข ณะฟงบรรยาย • อารยายกมือถามขอ สงสัยทนั ทใี นขณะทีว่ ิทยากรกําลังบรรยายใหความรู วิเคราะหค าํ ตอบ มารยาทการฟง คือ พฤติกรรมอนั ควรปฏบิ ัติ • น้ําใสปรบมือเพ่อื แสดงความช่นื ชมทีมงานและนักแสดงเมอื่ ละครเวทจี บลง ขณะฟงสื่อในท่ีสาธารณะ จากตวั เลอื กบคุ คลที่ขาดมารยาท โดยครคู วรยกตัวอยา งสถานการณท ่ีหลากหลายทงั้ เหมาะสมและไมเ หมาะสม ในการฟง คือ มาลี เพราะซกั ถามตลอดเวลา รบกวนสมาธขิ อง เพอื่ ใหนักเรยี นรวมกันอธิบายความรู ในกรณีพบวาเปนพฤตกิ รรมทไ่ี มเหมาะสม ผูอื่น และยงั ไมถึงเวลาอันเหมาะสมท่ีจะตงั้ คาํ ถาม ดงั น้นั จึงตอบ ใหเ สนอแนวทางปฏบิ ตั ิทีถ่ กู ตอ ง จากน้ันจงึ ใหรวมกนั อภิปรายถงึ ผลกระทบของ ขอ 2. การไมร ักษามารยาทในการฟง และดสู ่อื รว มกบั ผูอ่ืน บันทึกความคดิ รวบยอดลงสมดุ สง ครู 126 คมู ือครู

กระตุน ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Expand Evaluate ตรวจสอบผล Evaluate คำาถามประจำาหน่วยการเรยี นรู้ 1. ครตู รวจสอบผลการวิเคราะหส ารประเภทให ความรู และหรอื จรรโลงใจ โนม นา วใจของนกั เรยี น ๑. กระบวนกำรฟงั และดอู ย่ำงมีวิจำรณญำณประกอบดว้ ยอะไรบำ้ ง โดยมีรายละเอยี ดเกี่ยวกับการประเมนิ ดังน้ี ๒. นักเรียนมีหลกั ในกำรเลอื กดรู ำยกำรโทรทศั น์ในปจั จบุ ันอย่ำงไร • การวเิ คราะหและประเมนิ คาสารประเภทให ๓. ถ้ำนกั เรยี นชมภำพยนตร์เร่อื ง “ต�ำนำนสมเดจ็ พระนเรศวร” นกั เรียนจะก�ำหนด ความรู ตอ งจบั ใจความสําคัญของเรื่องได จุดมงุ่ หมำยในกำรชมไว้อย่ำงไรบ้ำง จงอธบิ ำย (กำ� หนดได้มำกกวำ่ ๑ ข้อ) ครบถว น แยกแยะ วเิ คราะหอ งคป ระกอบของ ๔. นักเรียนคิดวำ่ ตนเองมีคุณลักษณะของผูฟ้ ัง ผูด้ ทู ี่ดีหรือไม่ เพรำะเหตุใด สารไดค รบถว น ไดแ ก ระบปุ ระเภทของแหลง ๕. มำรยำทในกำรฟังและดสู ะทอ้ นใหเ้ หน็ วำ่ ผปู้ ฏบิ ัตเิ ปน็ ผ้มู ีวฒั นธรรมอยำ่ งไร ขอ มลู ระบุไดวา ขอความใดเปนขอเท็จจรงิ ขอ คดิ เหน็ พรอ มเหตผุ ลประกอบ ระบรุ ปู แบบ จงอธิบำย การนาํ เสนอ สาํ นวนภาษา รวมถงึ การวเิ คราะห ผสู รา งสรรคผ ลงาน ประเมนิ ความนาเชือ่ ถือ กิจกรรมสรา้ งสรรค์พัฒนาการเรยี นรู้ ของสารจากผลการวเิ คราะหท ง้ั หมด • การวเิ คราะหแ ละประเมินคาสารประเภท ๑. ใหน้ กั เรยี นเลือกฟงั หรอื ดูสื่อประเภทต่ำงๆ มำ ๑ เรื่อง แล้วสรปุ ประโยชน์ที่ไดร้ บั จรรโลงใจ ตอ งจับใจความสาํ คัญของเรื่องได ๒. ให้นักเรยี นแบ่งกลมุ่ เพอื่ ร่วมกันอภปิ รำยในหวั ขอ้ “กำรเลอื กชมภำพยนตรส์ ำ� หรับ ครบถว น ระบไุ ดว า ขอ ความใดเปน ขอ เทจ็ จรงิ ขอ คดิ เหน็ พรอ มเหตผุ ลประกอบ ระบรุ ปู แบบ วัยรุ่น” นำ� เสนอผลกำรอภปิ รำยหนำ้ ชนั้ เรยี น การนาํ เสนอ สาํ นวนภาษา ตีความนัยสําคญั ๓. ใหน้ กั เรียนแบ่งกลมุ่ เลือกฟังหรือดูโฆษณำทส่ี นใจ ๑ โฆษณำ รว่ มกันพิจำรณำวำ่ ท่ีผูเขียนแฝงไวไ ดถกู ตอ ง วเิ คราะหผ แู ตง จากนน้ั จึงประเมนิ ความนา เชือ่ ถอื ของสาร ใช้กลวิธีใดในกำรโนม้ น้ำวใจผูร้ ับสำร เนอื้ หำสำระมีควำมน่ำเช่ือถอื หรือไม่ จากผลการวเิ คราะหทง้ั หมด เพรำะเหตใุ ด ส่งตวั แทนมำน�ำเสนอหนำ้ ชั้นเรยี น • การวเิ คราะห และประเมนิ สารประเภท โนม นา วใจ ตองสามารถระบุเจตนาท่ีแทจรงิ ของผูสงสารได ขอ ความใดเปนขอเท็จจรงิ ขอคดิ เห็น พรอมเหตผุ ลประกอบ ความเปน ไปได ความสมเหตุสมผล ประเมนิ ความ นา เชอ่ื ถือของสาร ระบผุ ลเสยี ทจ่ี ะไดร บั หากหลงเช่ือ 2. นกั เรียนตอบคาํ ถามประจาํ หนวยการเรียนรู หลกั ฐานแสดงผลการเรียนรู 127 ผลการวิเคราะห และประเมนิ คุณคาสารท่ี เลอื ก 2 ใน 3 ของประเภททไ่ี ดศ กึ ษา ความยาว ประเภทละไมน อ ยกวา 1 หนา กระดาษ A4 แนวตอบ คาํ ถามประจาํ หนว ยการเรียนรู 1. กระบวนการฟงและดูอยางมวี จิ ารณญาณ เรม่ิ ตน จากการไดย นิ ไดเห็น แลว จงึ ใชส ติปญ ญาในการคดิ วิเคราะห ใครค รวญ วนิ จิ ฉัย ประเมินคาส่ิงท่ีไดย นิ ไดเห็น แลว จึงตัดสนิ ใจเชอื่ หรือนําไปใชป ระโยชนใ นชีวติ ประจาํ วนั 2. ปจจุบนั รายการโทรทัศนมีใหเ ลอื กชมอยางหลากหลาย ตามรสนิยมและจดุ มุง หมายในการรบั สารของแตละบุคคล ซ่งึ ในความเปนจรงิ แลว การรบั สารท่ีใหความบนั เทงิ แตเ พียงประการเดยี วกไ็ มใ ชเรือ่ งผดิ แตผรู ับสารควรแบงเวลาใหถูกตอง และเลือกรบั สารประเภทใหความรูควบคดู วย เพื่อพฒั นาตนเองในดานตา งๆ 3. จุดมงุ หมายในการรบั ชมเร่ืองดงั กลาว คอื เพอ่ื ใหทราบประวตั ศิ าสตรของชาตบิ านเมอื งในชว งเวลาทเี่ กดิ ความระสา่ํ ระสาย การกาวผา นชว งเวลาน้ันมาไดดวยความ เขมแข็งเด็ดเดีย่ วของบุรพมหากษตั รยิ  และบรรพบุรษุ ท่ีไดหลงั่ เลอื ดรกั ษาผนื แผนดนิ 4. คําตอบในขอนี้นกั เรียนสามารถตอบไดอ ยา งหลากหลาย ขึ้นอยูกบั พฤตกิ รรมการฟงและดูของนักเรียนแตล ะคน ส่ิงสาํ คญั คือ นักเรยี นจะตองใหขอมูลทเ่ี ปน ความจรงิ เม่อื ครูตรวจคําตอบของนักเรียนควรใหคําชแ้ี นะ การปรับปรงุ พฤตกิ รรมการรบั สาร เพ่อื ใหน กั เรียนเปน ผูฟ ง และดทู ี่ดี รวมถงึ ประสบความสําเรจ็ ในการฟง และดู 5. การเปนผูม มี ารยาทในการฟงและดูไมเพียงแตจะทาํ ใหการฟงและดูเรือ่ งตา งๆ มีประสทิ ธิภาพมากขึ้นเทา นน้ั แตย งั เปน การแสดงใหเ ห็นถึงความเปน ผมู วี ัฒนธรรมของ ผปู ฏบิ ตั ิ กลา วคอื หากผปู ฏิบตั ิสามารถรกั ษามารยาทไดต ลอดการฟงและดู จะทาํ ใหผรู วมฟง และดทู า นอืน่ เกิดความรสู ึกไดร บั การใหเกียรติ รสู ึกผอนคลาย มีสมาธิ และทําใหบ รรยากาศการฟง และดเู ปนไปอยา งราบรนื่ คูมือครู 127

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explain Expand Evaluate Engage Explore เปา หมายการเรยี นรู 1. มคี วามรู ความเขา ใจ กระท่งั ระบุเก่ยี วกบั ตอนท่ี ๑๓ ลกั ษณะเฉพาะ และแนวทางการพูดแสดง ทรรศนะ การพดู โตแ ยง การพดู โนมนา วใจ และการพดู เพ่อื เสนอความคิดของตนเอง 2. สามารถระบจุ ดุ รว มระหวา งการพดู แสดงทรรศนะ การพดู โตแ ยง การพูดโนมนา วใจ และการพดู เพ่ือเสนอความคิด 3. สามารถพดู โนม นา วใจได โดยคาํ นงึ ถึงภาษา และมารยาทในการพดู ท่ีถกู ตอ ง เหมาะสม ในสถานการณต า งๆ สมรรถนะของผูเ รยี น การพดู โนม นา วใจ 1. ความสามารถในการส่ือสาร เปน วธิ กี ารสอื่ สารทม่ี บี ทบาทสาํ คญั ใน 2. ความสามารถในการคิด ชีวิตประจําวัน ในฐานะผูพูดหรือผูสงสาร 3. ความสามารถในการใชท กั ษะชีวติ หากสามารถพูดเพ่ือโนมนาวใจผูฟงไดก็จะเกิด ประโยชน บรรลุผลตามความมุงหมาย แตใ นฐานะ คุณลักษณะอันพึงประสงค òหนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี ผฟู ง หรอื ผรู บั สาร หากเชอื่ โดยไมใ ชว จิ ารณญาณกอ็ าจ เปน เหยอื่ นกั เรยี นจงึ ควรเรยี นรกู ลวธิ กี ารพดู โนม นา วใจ 1. มวี นิ ยั เพอื่ นาํ ไปใชท ง้ั ในการเปน ผพู ดู โนม นา วใจทมี่ คี ณุ ธรรมและ 2. ใฝเรียนรู เปนผูฟ ง ที่มวี ิจารณญาณ 3. มงุ มนั่ ในการทํางาน กระตนุ ความสนใจ Engage การพดู โนม นา วใจ ครูนําเขาสหู นว ยการเรยี นการสอน โดยให ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง นกั เรียนชมภาพประกอบหนา หนวย และบนั ทึก ขอสงั เกตภายใตสถานการณก ารพดู และการฟง • พูดในโอกาสตา่ งๆ พดู แสดงทรรศนะ โต้แยง้ • การพูดโน้มน้าวใจ จากนัน้ ครูถามกบั นักเรยี นวา โน้มน้าวใจ และเสนอแนะแนวคดิ ใหม่ด้วยภาษา • มารยาทในการพดู ถกู ต้องเหมาะสม (ท ๓.๑ ม.๔-๖/๕) • จากภาพประกอบหนาหนวยนักเรียนสามารถ อนมุ านสถานการณการพูดและการฟงท่ี • มีมารยาทในการฟงั การด ู และการพูด เกิดขนึ้ ในภาพไดว า อยางไร (ท ๓.๑ ม.๔-๖/๖) (แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็ ไดอ ยา งอสิ ระ ทาํ ใหไ ดค าํ ตอบทหี่ ลากหลาย) 128 เกร็ดแนะครู การเรยี นการสอนในหนว ยการเรียนรู การพดู โนม นาวใจ เปา หมายสาํ คัญ คอื นกั เรียนมคี วามรู ความเขาใจเกยี่ วกับลักษณะเฉพาะ และแนวทางการพูดแสดง ทรรศนะ การพูดโตแยง การพดู โนมนา วใจ และการพดู เพ่ือเสนอความคดิ จนมอง เห็นจดุ รวมระหวา งการพดู ขา งตน และสามารถปฏิบัตไิ ดดวยตนเอง โดยคํานงึ ถงึ รูปแบบการใชภาษาเพ่อื ใหป ระสบผลสาํ เร็จตามจดุ มุงหมายและมารยาทการพดู การจะบรรลเุ ปา หมายดงั กลา วควรใชว ธิ กี ารแบง กลมุ ใหแ ตล ะกลมุ คน ควา ประเดน็ ตา งกัน แลวนําขอ มูลมาแบงปน เพ่อื สรางองคค วามรูเ กีย่ วกับการพูดโนม นา วใจ จากนนั้ จงึ นาํ ทฤษฎีมาใชฝ ก ปฏบิ ตั ิจรงิ การเรียนการสอนในลักษณะน้ีจะชว ยฝก ทกั ษะทจ่ี ําเปนใหแ กน กั เรยี น เปนตน วา ทักษะการพูด ทักษะการใหเ หตผุ ล ทักษะการเชือ่ มโยง ทักษะการนําความรูไ ปใช และทกั ษะการประเมิน 128 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Evaluate Expand Engage กระตนุ ความสนใจ ๑. ความหมายและความสาํ คัญ ครเู กริน่ นาํ เพอ่ื ปูพืน้ ฐานใหน กั เรียนเก่ยี วกบั ของการพูดโนม้ นา้ วใจ ทกั ษะการสื่อสารดว ยวิธีการพูด กลา วคอื มนษุ ย เปน สตั วส งั คม ดงั นน้ั จงึ ตอ งมกี ารสอ่ื สารเพอื่ ใหร บั รู การโน้มน้าวใจ หมายถึง ความพยายามที่จะเปลี่ยนความเช่ือ ทัศนคติ ค่านิยม และ เขาใจ และสนองตอบความรูสึก ความตองการ การกระท�าของบคุ คลดว้ ยวธิ กี ารตา่ งๆ ที่เหมาะสมใหม้ ีผลกระทบตอ่ จติ ใจของบุคคลนัน้ จนยอมรับ ของกนั และกัน เรียกวธิ ีการน้วี า การสอื่ สาร และเห็นคลอ้ ยตาม ซ่ึงการสอ่ื สารจะประสบผลสําเรจ็ ตอ งผา น การโน้มน้าวใจเป็นวิธีการใช้ภาษาเพ่ือเร้าอารมณ์และชักจูงให้ผู้รับสารเปลี่ยนแปลง กระบวนการแสดงออกทางภาษา โดยสามารถ อารมณ์ ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมไปตามท่ีผู้โน้มน้าวต้องการ ส่วนใหญ่เป็น กระทําไดห ลายลกั ษณะ เปนตนวา การแสดงกิริยา วิธีท่ีท�าให้ผู้รับสารละทิ้งเหตุผล การใช้เหตุผลแม้จะท�าให้ผู้รับสารเข้าใจและยอมรับกันได้ก็ตาม วาจา หรอื การใชส ญั ลกั ษณท ยี่ อมรับและเปนที่ แตบ่ างครง้ั อาจรสู้ กึ วา่ ตกอย่ใู นฐานะจา� นนดว้ ยเหตผุ ลจงึ จา� เปน็ ตอ้ งยอมรบั แตถ่ า้ รสู้ กึ วา่ การยอมรบั เขา ใจกันในแตล ะสงั คม ซึ่งการพดู นบั เปน การ เหตุผลน้ันเกิดจากความพอใจของตน ก็อาจท�าให้การยอมรับเป็นไปด้วยความเต็มใจและม่ันคง แสดงออกทางภาษารปู แบบหน่งึ (ควรหาภาพ ไม่คดิ โตแ้ ยง้ ในภายหลงั ประกอบเกยี่ วกบั ววิ ฒั นาการการดาํ รงชวี ติ ของมนษุ ย การพดู โนม้ นา้ วใจมคี วามสา� คญั ตอ่ การเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมของมนษุ ย ์ กลา่ วคอื มนษุ ย์ ซึ่งจะพัฒนาคูขนานไปกบั พัฒนาการของการ อาจยอมเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมของตนไปในทิศทางที่ผโู้ นม้ นา้ วใจตอ้ งการได ้ เมือ่ เช่อื ถอื ศรทั ธา แสดงออกทางภาษา) จากนัน้ ตง้ั คาํ ถามวา ในผู้โน้มน้าวและสาร ดังนั้น ผลส�าเร็จของการพูดโน้มน้าวใจจะเกิดข้ึนได้เมื่อสารเป็นข้อเท็จจริง ทป่ี ฏเิ สธไม่ได้ หรือการทผี่ โู้ นม้ น้าวทา� ใหผ้ ูฟ้ ังเช่อื ในประโยชนท์ จ่ี ะไดร้ ับ ผา่ นถ้อยคา� อันเหมาะสม • การพดู เปนการสอ่ื สารทีส่ มบรู ณท ่สี ุดหรือไม ตรงประเด็น และบคุ ลิกภาพทีน่ ่าเชอื่ ถอื ของผโู้ นม้ น้าว เพราะเหตุใด (แนวตอบ การพูดจัดเปน การสือ่ สารทีส่ มบูรณ ๒. จุดมุงหมายของการพูดโนม้ น้าวใจ ทส่ี ุด เพราะผรู ับสารจะไดรับท้งั เสียง และ ลว งรูอ ารมณความรูสึกของผพู ดู ผานออกมา จุดมุ่งหมายส�าคัญของการพูดโน้มน้าวใจ คือ การชักชวน จูงใจให้เชื่อ และคล้อยตาม ทางน้ําเสยี ง หางเสยี ง รวมถึงการแสดงกริ ิยา ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจวา่ สง่ิ ทพ่ี ดู สามารถตอบสนองความตอ้ งการของผฟู้ งั ได ้ ถา้ พจิ ารณาจากปฏกิ ริ ยิ า อาการทาทาง สหี นา แววตา) ต อบสนอ๑ง)ส าพรขูดอโนงก้มานรพ้าวูดใโนจ้มใหน้ก้าวรใะจท อ�า1า จจจะา�ใแชน้ในกสจดุถมาน่งุ หกมาราณยข์ทอี่มงีกผาู้ตร้อพงูดกไาดร ้ ชดักังนจูี้งให้ผู้ฟังกระท�า ส่ิงใดส่ิงหน่ึงเพื่อประโยชน์เฉพาะบุคคลหรือส่วนรวม โดยใช้เหตุผลเพื่อหว่านล้อมให้เช่ือหรือ สาํ รวจคน หา Explore คล้อยตาม ผู้ฟังก็จะเช่ือถือและตกลงใจท่ีจะท�าตาม การพูดโน้มน้าวใจในลักษณะนี้เรียกว่า “ชกั แมน่ า�้ ทง้ั หา้ ” หรือ “เจรจาหว่านลอ้ ม” โดยยกส่งิ ที่ดีมปี ระโยชน์ในแง่มมุ ต่างๆ มาโน้มน้าวใจ เฉลย่ี จาํ นวนนกั เรยี นในชนั้ เรยี นออกเปน กลมุ ๆ ผ้ฟู งั ตามทผี่ ู้พูดแสดงเหตุผลไว้ สามารถพบเหน็ ไดใ้ นชีวิตประจ�าวัน เช่น โฆษณา การหาเสยี ง โดยใหมจี ํานวนสมาชกิ เทาๆ กนั หรอื ตามความ ของนักการเมือง การเชิญชวนให้ซ้ือสินค้าหรือรับการบริการต่างๆ เป็นต้น ผู้ฟังและดูจึงควรใช้ เหมาะสม จากนนั้ ครทู ําสลากจาํ นวน 5 ใบ โดย วจิ ารณญาณในการเชอ่ื หรอื ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ความนนั้ ๆ อยา่ งถถี่ ว้ น เพอ่ื ปอ งกนั การเกดิ ความเสยี หาย ระบุหมายเลข 1-5 พรอมขอความ ดงั น้ี ทงั้ ตอ่ ตนเองและส่วนรวม หมายเลข 1 ความหมายและความสําคญั ของ 129 การพดู โนม นา วใจ หมายเลข 2 จดุ มงุ หมายของการพดู โนม นา วใจ หมายเลข 3 การพดู โนม นา วใจในชวี ติ ประจาํ วนั หมายเลข 4 กลวธิ ใี นการโนมนาวใจ หมายเลข 5 คณุ ธรรมและมารยาทในการพูด ขอสอบ O-NET เกรด็ แนะครู ขอสอบป ’50 ออกเกยี่ วกับเปา หมายของการพดู โนม นาวใจ ขอ ความตอ ไปนี้ตอ งการโนม นาวใจเรื่องใด ครูควรสรางชุดคําอธิบายเบ้ืองตนใหแ กนกั เรยี นเก่ยี วกับความหมายของการพูด หากพวกเราทัง้ หลายอยากใหลูกหลานของเราเจริญเติบโตเปน รวมไปถงึ ความเปลยี่ นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั การพดู หนงึ่ ในกระบวนการสอื่ สารของมนษุ ย คนดีท่ีมคี วามฉลาด มีความเพียร กจ็ งหมัน่ จดั หาหนงั สือดๆี ใหพวก ซงึ่ ความเปล่ยี นแปลงท่เี กิดขึ้นลวนเปนผลสบื เนือ่ งมาจากการพัฒนาของสังคม เขาไดอ า นกนั และรว มสรา งกศุ ลจดั ซอื้ หนงั สอื บรจิ าคสง ไปใหห อ งสมดุ ในดานตา งๆ เปนตน วา การแลกรับวัฒนธรรมตางชาติ ความเจริญกา วหนาทาง เพ่อื ลูกหลานของเราไดม ีโอกาสอานเถอะ เพราะเด็กท่ีฉลาดมี ดา นเทคโนโลยี ซ่งึ ความเปล่ียนแปลงอาจปรากฏในรูปของถอยคํา ประโยค ความเพียรยอ มสง ผลใหประเทศชาติเจริญ 1. การรักการอาน 2. การบรจิ าคหนังสือ นกั เรียนควรรู 3. การสงเสริมเดก็ ใหฉลาด 4. การพัฒนาประเทศดวยการอาน วิเคราะหค ําตอบ หากสงั เกตจากขอ ความจะพบคําวา “จัดซื้อ 1 พดู โนม นาวใจใหกระทํา หรอื การพูดโนมนา วใจใหผ อู น่ื กระทําสงิ่ ใด ควรต้ังอยู หนังสอื บริจาคสง ไปใหหอ งสมุดเพื่อลกู หลานของเรา...” ดังน้ัน บนจดุ มุง หมายทสี่ รางสรรค โนม นา วในเร่ืองท่ีดี เกดิ ประโยชนต อ ผกู ระทาํ สงั คม จงึ ตอบขอ 2. และประเทศชาติ การพูดโนมนา วใจใหเชือ่ โดยกลา วอา งขอดีของตน แลว ใสรา ย ขอเสียใหแ กผ อู ื่น เปนการกระทําอนั ไมสมควร ผูฟ ง ควรใชว ิจารณญาณไตรต รอง คูม อื ครู 129

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู นักเรียนนงั่ ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น การพูดโน้มน้าวใจให้ผู้อ่ืนกระท�า จากนน้ั ครเู รยี กตวั แทนกลมุ ทจี่ บั สลากไดห มายเลข 1 เป็นการพูดท่ีเน้นย้�าให้เชื่อมั่นว่า ส่ิงท่ีเคย ออกมาอธิบายความรใู นประเด็นทีก่ ลุมของตนเอง ท�าหรือปฏิบัติมาน้ันเป็นส่ิงดี มีประโยชน์ ไดรับมอบหมาย พรอ มระบแุ หลง ทม่ี าของขอมลู ควรกระท�าต่อไป และแจกแจงให้เหน็ ว่าส่ิงที่ ท�าอยู่แล้วนั้นดีอย่างไร ซึ่งนอกจากจะเป็น (แนวตอบ การพดู โนม นาวใจเปน จดุ ประสงคห นึ่ง ผลดีแล้ว การกระท�าต่อไปอย่างสม่�าเสมอ ของการพดู สอ่ื สารของมนษุ ย กลา วคอื การพูด จะท�าให้เกิดแต่ประโยชน์ หากหยุดกระท�า คร้ังหน่งึ ๆ มนษุ ยม ีจดุ มุง หมายแตกตา งกนั กอ�าาลจังเกใจิดแผลละเทส�าียใหห้ผายู้ฟไังดเก้ ิดผคู้พวูดามจึงภมาัคกภจูะมใิใหจ1้ เปนตน วา พดู เพอ่ื ใหความรู พดู เพื่อสรา งความ ในการกระท�าของตนและมีความเช่ือม่ันว่า บนั เทิง พดู เพ่อื ชีแ้ จง พดู เพื่อแสดงความคดิ เห็น การพดู โนมนา วใจใหกระทาํ ถอื เปน การชีแ้ นะที่ดี ใหเลิกกระทํา สง่ิ ทที่ า� อยเู่ ปน็ สงิ่ ทด่ี งี าม ไมร่ สู้ กึ ทอ้ ถอยหรอื ของตนเองตอ ผอู นื่ พดู เพอื่ โนม นา วใจ ซึ่งการพูด ▼ โนม นา วใจ คอื การพดู เพอ่ื เปลยี่ นความคดิ ความเชอื่ ทัศนคติ หรอื พฤตกิ รรมเดิมท่ีผูฟงเคยปฏิบัติ ให เมอ่ื เหน็ ๒วา)ก ารพกูดระโทนาํ น้มั้นไนมด้าี วใจให้เลิกกระท�า2 ลม้ เลกิ การกระท�าสง่ิ น้ัน มลี กั ษณะหรอื ทศิ ทางตรงกบั จดุ มงุ หมายของผพู ูด เป็นการพูดชักจูงให้ยุติหรือเลิกกระท�าสิ่งใดสิ่งหน่ึง ดว ยวิธีการใชถ อ ยคาํ ทก่ี ระทบจติ ใจของผฟู ง โดยชี้ให้เห็นว่าการกระท�าน้ันไม่ดี เกิดผลเสียหายได้ถ้ายังกระท�าอยู่ ซึ่งมักจะจูงใจให้เห็นว่าควร ยกเหตุผลที่มีความนาเชอ่ื ถือ ขอดหี รือผลประโยชน เลิกกระท�าแล้วจะเกิดประโยชน์และผลดี จึงเป็นการพูดที่ต้องลบล้างความเช่ือหรือทัศนคติเดิม ที่ผูฟงจะไดรับ รวมไปถงึ ผลเสยี ท่ีอาจเกดิ ขน้ึ หาก แล้วเปล่ียนความคิดเห็นให้มาเชื่อค�าพูดของผู้พูด จนละเว้นหรือเลิกกระท�าส่ิงที่เคยกระท�าหรือ ผฟู งไมไดส นใจท่ีจะเปลี่ยนแปลงหรอื ปฏิบตั ิตาม เคยประพฤติปฏิบตั ิ ดังน้นั การพดู โนมนา วใจจึงเปนวิธกี ารใชภาษา ในสถานการณ์จริงการพูดโน้มน้าวใจอาจไม่แบ่งแยกโดยเด็ดขาด เช่น การหาเสียงของ เพื่อเรา อารมณความรูสกึ ของผูฟงหรือผรู บั สาร นกั การเมอื งจะมกี ารโนม้ นา้ วใจใหก้ ระทา� คอื การลงคะแนนเสยี งใหต้ น การโนม้ นา้ วใจใหเ้ ลกิ กระทา� หากเร่อื งท่ีผพู ูดนาํ มาพดู เพ่ือโนม นา วใจน้ันเปนเรื่อง คือไม่ลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครพรรคอื่น และการโน้มน้าวใจให้กระท�าต่อไปคือให้ก�าลังใจและ ที่มปี ระโยชนตอ สงั คมและประเทศชาติ การพดู สนับสนนุ อย่างตอ่ เน่ืองเพื่อให้ไปถึงจดุ หมายท่ตี ้องการ โนม นา วใจจงึ เปนหนทางหน่ึงของการขอความ รวมมือหรอื ขอแรงสนบั สนนุ เพ่ือทําใหเกิดการ ๓. การพดู โนม้ นา้ วใจในชีวติ ประจําวัน เปลี่ยนแปลง ดว ยความสําคัญในขอนี้ การพูด โนม นา วใจจงึ ถกู นาํ มาใชเ พอ่ื การแสวงหาผลประโยชน การพูดโน้มน้าวใจในชีวิตประจ�าวันเกิดข้ึนต้ังแต่การสื่อสารภายในครอบครัว ไปจนถึง ของคนบางกลุม หากผูรับสารหลงเชื่อโดยปราศจาก การสอื่ สารในวงกวา้ งผา่ นสอ่ื สารมวลชน การพดู โนม้ นา้ วใจในสถานการณต์ า่ งๆ ทส่ี ามารถพบเหน็ วิจารณญาณในการไตรตรอง ความเสียหายก็จะ ได้ในชีวิตประจ�าวัน มดี งั นี้ เกดิ ขึน้ การพูดโนม นา วใจจึงเปนการพดู ท่แี สดง ๑) การพดู โฆษณา เปน็ การพดู ทม่ี จี ดุ มงุ่ หมายเพอ่ื ชกั จงู ใจใหก้ ระทา� หรอื เลกิ กระทา� เชน่ ใหเหน็ ถงึ อิทธพิ ลของภาษา ผพู ดู โนม นา วใจที่ดี การพูดโฆษณาสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อโน้มน้าวให้ซื้อสินค้าหรือบริการ การโฆษณาหาเสียง จึงควรใชก ารพูดประเภทนไ้ี ปในเชงิ สรา งสรรค) เพื่อชักจูงใหส้ นับสนนุ พรรคการเมืองของตน เป็นต้น 130 นกั เรียนควรรู ขอสอบ O-NET ขอ สอบป ’53 ออกเกีย่ วกบั กลวธิ ีการโนม นา วใจเพือ่ การโฆษณา 1 ความภาคภมู ใิ จ การพูดโนม นา วใจดวยการทาํ ใหผ ูฟ งเกดิ ความรูส ึกภาคภูมใิ จ ขอความตอ ไปน้ไี ม ใชกลวธิ ีการโนม นาวใจตามขอใด ในตนเองหรอื เกิดความรูสึกวา ตนเองมคี ุณคา จะชวยกระตนุ ใหผูฟง เช่ือมัน่ ฝาครอบกระบะอเนกประสงค “พรมี า ” เท. ..เบา...ทน ยอดขาย เห็นความสําคญั ของตนเอง เกิดทัศนคตทิ ีด่ ีตอ ผพู ูด เพราะในเชงิ จิตวิทยาแลว อันดับหนง่ึ ของเมอื งไทย มนุษยย อ มมคี วามคิดเห็นสอดคลอ งหรอื เหน็ ดว ยกบั บุคคลท่ีตนเองรสู กึ วาเขาใจ 1. การใชคาํ เรา อารมณ 2. มีเหตุผลหนกั แนน หรือเหน็ คุณคาในตัวของพวกเขา 3. นําเสนอจุดเดนของสนิ คา 4. แสดงความนา เชอื่ ถอื ของขอมูล 2 พูดโนมนา วใจใหเ ลิกกระทาํ เปนการพูดเพือ่ ชักจงู ใหผ ูฟง ยุติหรอื เลิกกระทาํ วิเคราะหคาํ ตอบ การโนมนาวใจ เปน ศิลปะการพดู เพื่อโนม นา ว บางสง่ิ บางอยางทีข่ ัดตอกฎระเบียบหรอื ทส่ี งั คมเห็นวา เปน พฤตกิ รรมทีไ่ มเหมาะ จติ ใจของผฟู ง ใหเ ปลยี่ นแปลงความเชอ่ื คา นยิ ม หรอื ทศั นคตทิ ม่ี อี ยเู ดมิ ไมควร ไมเ กิดประโยชนตอผกู ระทาํ รวมถงึ บุคคลรอบขาง สังคม และประเทศชาติ จนกระทั่งเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมตามทผ่ี ูพดู มงุ หวงั จากขอ ความ ซง่ึ การพูดโนมนาวใจใหเ ลิกกระทาํ ปรากฏในชวี ิตประจําวันหลายรูปแบบ ทัง้ ในแบบ ใชคําเราอารมณเ พอื่ ใหเกดิ ความตอ งการ นาํ เสนอจดุ เดนของสนิ คา ที่ไมเ ปน ทางการ เชน ผปู กครองสอนบตุ รหลาน หรือในแบบทเี่ ปนทางการ เชน และแสดงความนาเชอื่ ถอื ดว ยยอดขาย ดังนนั้ จงึ ตอบขอ 2. การปาฐกถา การอบรมสัมมนาขององคก รตางๆ เชน องคก รพัฒนามนษุ ย 130 คมู ือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ตวั อยา่ ง การพูดโฆษณาสทิ ธิพเิ ศษของสมาชิกบตั ร 1. นกั เรยี นยงั คงนงั่ ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น เชนเดมิ หลังการอธบิ ายความรูข องตัวแทน “ขอมอบความสุขแด่ท่านสมาชิกบัตร ด้วยเส้นทางสู่ขุมทรัพย์แห่งความงามของ นักเรยี นกลุมทีจ่ บั สลากไดห มายเลข 1 ท้องทะเลอ่าวไทย พร้อมกับการพักผ่อนสุดพิเศษกับเจ้าหญิงล�าใหม่ของซีทราน สวรรค์ของ ครเู รยี กตวั แทนกลมุ ทจ่ี บั สลากไดห มายเลข 2 คนรักทะเลท่ีเพียบพร้อมไปด้วยบริการอันอบอุ่น ในบรรยากาศที่หรูหราอย่างสมบูรณ์แบบ ออกมาอธิบายความรู พรอมระบแุ หลงที่มา ห้องพักซึ่งได้รับการออกแบบอย่างกว้างขวาง พร้อมห้องน้�าส่วนตัวทุกห้องและร่วมกิจกรรม ของขอมลู ตา่ งๆ ทไี่ ด้ตระเตรียมไวบ้ ริการแก่ท่าน ไมว่ า่ จะออกกา� ลังกายในห้องยิม เตน้ แอโรบกิ อบตวั (แนวตอบ จดุ มุงหมายสาํ คญั ของการพูด ในห้องซาวน่า แล้วปิดท้ายด้วยการลงสระจากุชชี่ หรือชมการแสดงสุดยอดความบันเทิง โนมนาวใจ คอื การชกั ชวน จูงใจใหผูฟ ง ยามค�า่ คืน” เปลี่ยนแปลงความคดิ ความเช่อื หรือทัศนคติ ดงั้ เดมิ ทส่ี งผลตอ การกระทาํ ของผูฟ ง ใหม ี ๒) การพูดโต้แย้ง เป็นการพูดในเชิงวิเคราะห์ แสดงเหตุผลหรือข้อมูลต่างๆ เพื่อมา ทศิ ทางตรงหรอื สอดคลองกบั สิ่งทผี่ พู ูดมุง หวัง หกั ลา้ งเหตุผลของอกี ฝา่ ย ผพู้ ูดจะแสดงความคิดเหน็ ทีข่ ัดแยง้ ไม่เห็นด้วยกบั ผู้อ่นื การพดู โตแ้ ยง้ ซ่ึงสามารถสรปุ จดุ มุง หมายหลักของการพูด ทม่ี ีรูปแบบการพูดเปน็ ระบบและมกี ฎเกณฑ์โดยเฉพาะ เชน่ การพูดโตว้ าที เปน็ ตน้ โนมนา วใจ ดังนี้ การโนมนา วใจเพอ่ื ใหกระทาํ ตวั อย่าง การพูดโต้แย้งในประเด็นวถิ ชี ีวิตในชนบทนา่ อยู่กวา่ ในเมอื งหลวง โดยการใชเ หตุผลหวานลอ มเพื่อใหผฟู ง เชื่อ และยอมปฏบิ ัตติ าม อีกประการหนึ่ง คือ “ท่านผู้ฟังคะ ท่านเคยลองถามตนเองบ้างไหมว่า ทุกวันน้ีการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงน้ี การพูดโนม นาวใจใหเ ลกิ กระทํา เปนการพดู มคี วามสขุ หรอื ทกุ ขแ์ คไ่ หน ดฉิ นั เปน็ คนหนงึ่ ทค่ี ดิ วา่ ปจั จบุ นั การใชช้ วี ติ ในเมอื งหลวงนา่ จะทกุ ข์ เพ่ือแสดงใหเ หน็ วา ส่ิงที่ผูฟงยึดถือและปฏบิ ัติ มากกว่าสุข เพราะทุกอย่างต้องแข่งขันท้ังสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปโรงเรียน ไปท�างาน อยนู นั้ หากปฏบิ ัติตอ ไปจะกอใหเ กดิ ผลเสยี ต้องแขง่ กบั ตวั เอง แข่งกับเวลา ทุกอย่างต้องรบี ร้อน รบี ตื่น รบี แต่งตวั รีบออกจากบา้ น ถ้าไม่ อยา งไร) เช่นน้ันการจราจรจะติดขัดไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง เสี่ยงต่อการสูดดมควันพิษจากรถติด ไมเ่ หมอื นในชนบทเลย อากาศบรสิ ุทธิ ์ สดชืน่ กว่า การใชช้ ีวติ ไม่ตอ้ งเรง่ รีบเกนิ ไป เพราะไม่มี 2. ครเู รียกตวั แทนกลมุ ทจี่ บั สลากไดห มายเลข 3 ปัญหาเรอ่ื งการจราจรติดขดั จริงไหมคะ” ออกมาอธิบายความรูในประเดน็ ทกี่ ลมุ ของ ตนเองไดรบั มอบหมาย พรอมระบุแหลงท่มี า ๓) การพูดเชิญชวน มีท้ังในทางบวกและทางลบ มักเป็นการพูดโดยยกประโยชน์ของ ของขอ มลู สินค้าและการบริการ รวมไปถงึ ขอ้ ดี ข้อเสยี ของสินคา้ นนั้ เพ่อื ทา� ใหผ้ ู้ฟงั ต้องการ หรอื ไมต่ อ้ งการ (แนวตอบ ดว ยความสาํ คญั ของการพดู โนม นา วใจ ซ้ือตามเจตนาของตน ซึ่งมักพบได้ตามร้านค้า หรืออาชีพท่ีเกี่ยวข้องกับการบริการต่างๆ ที ่ การพดู ประเภทนี้จึงถูกนํามาใชเ พือ่ สอื่ สาร มุง่ ประเด็นชักจูงลูกคา้ ให้ซอ้ื สนิ ค้าหรือรบั บรกิ ารของร้านตน ผูพ้ ูดจะตอ้ งใชภ้ าษาพเิ ศษเพ่อื ดงึ ดูด ในชวี ิตประจําวันหลายรปู แบบ เปน ตน วา เพ่อื ความสนใจ มีเหตุผล และใช้จิตวิทยาประกอบ เช่น การพูดเชิญชวนให้ใช้สีทาบ้าน ตราเอบีซี การโฆษณาขายสนิ คาและบรกิ าร เพ่ือแสดง ด้วยคา� กลา่ วทว่ี า่ “ศิลปะอันทรงคุณค่าบง่ บอกความก้าวหนา้ และความเจรญิ รว่ มกนั อนุรักษศ์ ิลปะ ทรรศนะ โตแ ยง เพือ่ เสนอความคิดเห็นของ อันล้�าคา่ เพอ่ื เปน็ มรดกของแผน่ ดินสบื ไป ดุจดงั สีเอบีซีท่ีสรา้ งคุณค่าแห่งสี จนได้รับเคร่อื งหมาย ตนเองในสถานการณห น่ึงๆ ทง้ั ท่เี ปนทางการ มาตรฐานอุตสาหกรรม” เปน็ ต้น และไมเ ปนทางการ เพือ่ เชญิ ชวน ขอรอง วิงวอน ขอความรว มมือในเรอื่ งใดเรอ่ื งหน่ึง 131 เพอ่ื ใชใ นการหาเสยี ง ซึ่งการพูดโนมนาวใจ ในลกั ษณะเชน นี้ ผูฟง จะตองใชวจิ ารณญาณ ใครครวญ กอนตัดสนิ ใจเชือ่ ) ขอสอบ O-NET เกรด็ แนะครู ขอสอบป ’50 ออกเกย่ี วกับการแปรเจตนาในสารโนม นา วใจ การเรียนการสอนเกย่ี วกับทักษะการพดู เปา หมายสาํ คัญ คอื นกั เรยี นเกดิ ถึงเวลาแลวท่ีเราจะตอ งกลับมามองประเทศของตนเองเพอื่ ตรวจดู ทศั นคติทด่ี ตี อ การพูด สามารถพดู ไดประสบผลสาํ เร็จตามจุดมุงหมาย โดยคํานงึ ถึงการใชภาษาและมารยาท ซง่ึ ส่ิงเหลานจ้ี ะเกิดขึน้ ไดกต็ อเมอื่ นักเรียนมคี วาม ความเหมาะสมของเชอ้ื เพลงิ ชนิดตางๆ ที่จะนาํ มาผลิตไฟฟา รวมทงั้ แมนยาํ ในทฤษฎี มีความรูกวางขวางและลกึ ซ้ึงเก่ียวกบั วิธีการตางๆ ท่จี ะทาํ ให กระจายแหลงเชอื้ เพลิงเพ่อื สรา งความม่นั คงใหแ กประเทศ และมี การพูดประสบผลสาํ เรจ็ ความรอู นั ดบั แรกท่ีครคู วรสรางให คอื “ความรเู กยี่ วกบั ตน ทุนตอคาไฟฟา ทีเ่ หมาะสม ซง่ึ จะเปนรากฐานสาํ คัญของการ การเตรยี มตนรา งหรือการวางโครงเรือ่ ง” วางแผนการผลิตไฟฟา ซึ่งผลสดุ ทายจะสง ผลถึงประชากรใหไ ดใ ช ไฟฟาในราคาทีถ่ กู การวางโครงเรอ่ื งเพอื่ การพูด แบงออกเปน 3 ชวง ไดแ ก การกลาวนาํ การดาํ เนนิ เร่ือง และการกลาวสรุป ซึ่งการกลา วนํา ถือเปนจดุ เรยี กรองความสนใจ ขอใดเปนเจตนาของผูเ ขยี น จากผฟู ง การดําเนินเรอื่ ง คือ การเรยี บเรียง ตีกรอบเนื้อหาไมใ หอ อกนอกประเด็น 1. เชิญชวน 2. บอกกลา ว 3. ช้แี จง 4. ตกั เตอื น ครอบคลุมเปาหมายของการโนม นาว และการสรุปจบทาย คอื การปดประเดน็ วเิ คราะหค ําตอบ จากขอความทก่ี าํ หนด จะสังเกตวา ปรากฏ การโนม นา ว สรุปผล ขอ ดี ขอ เสยี เพือ่ ใหผ ฟู ง เกดิ ความรูส กึ คลอยตาม ถอยคาํ ในลกั ษณะของการเชญิ ชวน “ถึงเวลาแลวทเ่ี รา...” ดังนนั้ จึงตอบขอ 1. คูมือครู 131

กระตุน ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู นกั เรยี นยงั คงนงั่ ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น ตัวอยา่ ง การพูดเชิญชวนให้นกั เรียนมารบั ประทานอาหารไทย เชนเดิม หลังการอธบิ ายความรขู องตวั แทนนกั เรยี น กลุม ทจี่ บั สลากไดหมายเลข 3 ครเู รียกตวั แทนกลมุ พๆี่ นอ้ งๆ นกั เรยี นทนี่ า่ รกั การรบั ประทานอาหารจานดว่ นอาจเปน็ สง่ิ ทหี่ ลายคนไดป้ ฏบิ ตั ิ ทีจ่ บั สลากไดหมาย 4 ออกมาอธิบายความรู ในยคุ สมัยนี้ เพราะความสะดวก รวดเร็ว ทนั ใจ มรี ปู ลกั ษณช์ วนใหน้ ่ารบั ประทาน แตพ่ วกเรา พรอมระบแุ หลงทม่ี าของขอมลู เคยค�านึงถึงความปลอดภัยบ้างหรือไม่ ถ้าหากรับประทานอาหารประเภทนี้มากเกินไป อาจ ทา� ใหเ้ สยี่ งตอ่ โรคภยั ได ้ โดยเฉพาะโรคอว้ น ดงั นน้ั ถา้ ลดอาหารประเภทนซ้ี งึ่ มกั มรี าคาแพงลงได ้ (แนวตอบ การพดู โนมนา วใจในแตละคร้ัง และหันไปรบั ประทานอาหารแบบไทยๆ ที่มคี ณุ ค่าครบ ๕ หม ู่ กน็ ่าจะท�าใหพ้ วกเรามีสุขภาพ จะประสบผลสาํ เรจ็ ตามจดุ มงุ หมายทผ่ี พู ดู คาดหวงั ไว พลานามยั ดกี วา่ แถมยงั ประหยดั สตางค์ในกระเป๋าอีกดว้ ย ไดหรอื ไมน ้ัน ขน้ึ อยูกบั ปจ จัยหลายประการ เชน ผพู ดู จะมีตองจิตวิทยาในการพดู วิเคราะหผูฟงอยาง ๔) การพูดขอร้องวิงวอน เป็นการพูดท่ีต้องการให้ผู้ฟังรู้สึกเห็นอกเห็นใจ แล้วผู้พูด ละเอยี ดในทกุ ๆ ดา น มีเปา หมายในการพดู ท่ีชัดเจน จะชกั จูงหรือโน้มนา้ วใหม้ คี วามคดิ เห็นสอดคล้องหรอื กระทา� ตามทผ่ี พู้ ูดต้องการ มกั ใชพ้ ูดในกรณี กาํ หนดเน้อื หาสาระท่จี ะพดู ใหค รอบคลมุ ดว ยวธิ ีการ ท่ีตอ้ งการระดมก�าลงั ใหท้ �าสิ่งหนึ่งสง่ิ ใดด้วยความเตม็ ใจ หรือเพอ่ื ขจัดอปุ สรรคตา่ งๆ เชน่ ประธาน วางโครงเรือ่ ง เรียบเรยี งโดยใชภาษาทีม่ พี ลงั กระตุน ชมุ ชนพดู ขอร้องให้คนในชุมชนร่วมกนั บรจิ าคเงินและส่งิ ของเพือ่ ชว่ ยเหลอื ผปู้ ระสบภยั น้า� ทว่ ม อารมณความรูสกึ ของผฟู ง ผนวกเขา กับกลวธิ ีการ ตวั อยา่ ง การพดู ขอร้องวงิ วอนให้บริจาคเงนิ ชว่ ยเหลอื ผูป้ ระสบภยั น�า้ ทว่ ม พูดโนมนา วใจ ดงั นี้ สวสั ดี พีน่ ้องชาวชุมชนกุหลาบหอมทรี่ กั ท้งั หลาย • ทําใหผ ูฟ งเกดิ อารมณความรูส กึ รวม กลา วคอื ขณะน้ีเป็นท่ีทราบกันดีอยู่แล้วว่า ยังมีพี่น้องคนไทยร่วมชาติทางภาคใต้ก�าลังได้รับ การรูสกึ เปน หมู เปน พวกเดยี วกันยอมทาํ ให ความเดอื ดร้อนเก่ียวกับอุทกภยั น้�าท่วมมาเปน็ เวลาหลายเดือนแล้ว ซงึ่ ทางภาครัฐและเอกชน เกดิ การคลอ ยตามมากกวา ความรสู กึ แปลกแยก ก�าลังด�าเนินการช่วยเหลือ โดยส่งข้าวสาร อาหารแห้ง เคร่ืองนุ่งห่ม เคร่ืองใช้ที่จ�าเป็นไป ซึง่ ผูพูดอาจหยบิ ยกประเด็นท่ีเปนจุดรว มขน้ึ ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่จ�านวนสิ่งของยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในฐานะที่พวกเรา มาพูด เชน การสญู เสยี โอกาส การถกู กดขี่ เปน็ คนไทยดว้ ยกนั จงึ ขอวงิ วอนใหพ้ นี่ อ้ งชาวชมุ ชนกหุ ลาบหอมไดร้ ว่ มบรจิ าคเงนิ เพอ่ื นา� ไปซอื้ ส่งิ ของสง่ ไปช่วยเหลือตามกา� ลงั ศรทั ธา จกั ขอบพระคุณอยา่ งสงู • สรางความนาเช่อื ถือใหเกดิ ขึน้ กบั ผพู ูด เชน แสดงใหเ หน็ วาผูพูดมีความรู ความเชีย่ วชาญ ๔. กลวธิ ใี นการโนม้ นา้ วใจ ประสบการณในเรื่องทพ่ี ูดเปน อยางดี รวมถึง การแตงกาย การวางบคุ ลิกภาพทา ทางที่ ๑) ทา� ใหผ้ ฟู้ งั เกดิ อารมณค์ วามรสู้ กึ รว่ ม เนอื่ งจากบคุ คลทมี่ คี วามรสู้ กึ อารมณร์ ว่ มกนั เหมาะสม ยอ่ มเป็นแรงผลักดนั ใหค้ ล้อยตามกันไดง้ า่ ย ดังนั้น ผ้พู ดู จึงควรวเิ คราะห์ผู้ฟงั อยา่ งละเอียดและใช้ วธิ กี ารสรา้ งความรสู้ กึ รว่ มกนั โดยยกประเดน็ ทเี่ ปน็ จดุ รว่ มขนึ้ มาพดู เชน่ ประกอบอาชพี เหมอื นกนั • เหตผุ ลท่ยี กนํามาประกอบเพ่ือการโนมนาว สูญเสียโอกาสเหมือนกัน ไม่ได้รับความเป็นธรรมเหมือนกัน ผู้พูดจะมองเห็นช่องทางที่จะใช ้ ตอ งมีความหนักแนน เพยี งพอ เปนเหตผุ ล การพูดโนม้ น้าวใจใหผ้ ูฟ้ ังเห็นคล้อยตามได้ ทต่ี ง้ั อยูบนความเปนจรงิ มากที่สุด และไม สามารถหกั ลา งได 132 • ผูพูดควรแสดงใหเห็นถึงขอ ดี ขอเสียของการ เปล่ยี นแปลงหรือไมเ ปลี่ยนแปลงทศั นคติ ความคดิ และพฤติกรรมของผฟู ง โดยชใ้ี ห เห็นขอ ดีมากกวาขอเสีย) เกร็ดแนะครู ขอ สอบ O-NET ขอ สอบป ’50 ออกเกยี่ วกบั กลวธิ กี ารพูดโนม นา วใจ ครคู วรชี้แนะเพ่ิมเติมใหแกน ักเรยี นเกี่ยวกับความแตกตา งระหวางความคดิ เห็น จากขอ ความของขอสอบ O-NET ในหนา 131 ไม ใชกลวธิ กี าร ของบคุ คล โดยขนึ้ อยูก บั ส่ิงสาํ คัญ 2 ประการ ไดแ ก นําเสนอตามขอ ใด 1. กระตนุ ใหเ กิดความสํานกึ 1. คณุ สมบัติตามธรรมชาติของมนษุ ย ซง่ึ หมายถงึ คณุ สมบัติท่ตี ดิ ตัวมาตง้ั แต 2. ช้ใี หเ ห็นทงั้ ดา นดีและดา นเสีย กาํ เนิด เชน สตปิ ญ ญา ไหวพรบิ ปฏภิ าณ ความถนดั เปน ตน สง่ิ เหลา นล้ี ว นตอง 3. แสดงใหประจักษถ งึ การมีสวนรวม อาศัยการสงเสรมิ และสนบั สนนุ จากสิง่ แวดลอมดว ยจงึ จะพัฒนาไดอยา งเตม็ ท่ี 4. แสดงเหตผุ ลที่หนักแนน นาเช่อื ถือ วิเคราะหคําตอบ กลวธิ กี ารพูดโนม นาวใจ ผูพดู สามารถเลือก 2. อทิ ธพิ ลของสงิ่ แวดลอม หมายถึง อทิ ธิพลจากทกุ สิ่งทม่ี นษุ ยส รา งหรอื ปฏบิ ตั ิไดห ลายวิธี ทงั้ น้ขี น้ึ อยูกบั สถานการณ หรอื จุดมงุ หมาย แต กระทําขึ้น และทกุ ส่งิ ทกุ อยา งทเ่ี ปนธรรมชาตแิ วดลอมมนษุ ย ซงึ่ การแสดงความ การพดู โนมนา วใจในคร้ังหน่ึงๆ ผพู ูดโดยสว นใหญจะใชกลวธิ กี าร คิดเห็นของบคุ คลจึงข้ึนอยูก ับอทิ ธิพลของส่งิ แวดลอม พูดเปนลําดบั ขนั้ เพือ่ เรา อารมณความรูสึกของผฟู ง จากขอ ความ ชใี้ หเ ห็นเพียงดา นดเี พียงประการเดียว ดงั นนั้ จงึ ตอบขอ 2. การมีความคิดเหน็ ทแ่ี ตกตา งกันของบคุ คลในสงั คมไมใชเ ร่อื งผิดหรือจะกอให เกดิ ความขดั แยงเสมอไป การมองตางมมุ อาจทําใหไดแนวทางใหมในการแกไ ข ปญหา 132 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ๒) สร้างความน่าเช่ือถือในตัวผู้พูด ผู้พูดต้องท�าให้ผู้ฟังประจักษ์ถึงความน่าเชื่อถือ กอ นการอธบิ ายความรขู องนกั เรยี นกลมุ สดุ ทา ย ดว้ ยการแสดงใหเ้ หน็ วา่ ครูใหน กั เรยี นเขากลมุ เดิมของตนเองอกี ครงั้ เมอื่ สมาชกิ รวมตัวกนั เรียบรอยแลว ครแู จง • ผู้พูดมีความรู้ในเรื่องที่พูดเป็นอย่างดี สามารถอธิบาย ขยายความ ยกตัวอย่าง ประเดน็ การอภปิ รายเพื่ออธบิ ายลกั ษณะเฉพาะ ของการพดู แสดงทรรศนะ การพดู โตแ ยง และการ ได้ชัดเจน หยิบยกประเดน็ ท่เี ปน็ ขอ้ ดี ขอ้ ดอ้ ยไดถ้ อ่ งแท้ แมน่ ย�า พดู เพื่อเสนอความคิดเหน็ โดยใหเ วลากลุมละ 15 นาที • ผู้พูดมีคุณธรรม โดยการหาวิธีน�าเสนอหรือสอดแทรกเน้ือหาของสารท่ีจะแสดง (แนวตอบ การพูดแสดงทรรศนะ คือ การพดู เพ่ือ ใหเ้ หน็ ถงึ ความมีคณุ ธรรมของตน เช่น เลา่ เรอ่ื งประสบการณต์ า่ งๆ แตไ่ ม่ควรบอกตรงๆ วา่ ตนมี แสดงความคิดเหน็ ของผพู ูดท่ีมตี อสิง่ ใดส่งิ หนึง่ คณุ ธรรมอย่างไร โดยมเี หตุผลประกอบ การพดู โตแยง คอื การพูด เพอื่ เสนอความคดิ เหน็ ของตนทม่ี ตี อ เรอ่ื งใดเรอ่ื งหนง่ึ • ผู้พูดมีความปรารถนาดีอย่างจริงใจต่อผู้ฟัง เช่น การให้ค�ามั่นสัญญา การแสดง พรอมๆ กบั การหกั ลางความคดิ เหน็ ของผอู ืน่ ใน เรอื่ งเดยี วกนั นด้ี ว ยเหตผุ ล หลักฐาน ขอเทจ็ จริง ค วามห่ว๓งใ)ย แโดสยดตงใอ้ หงแ้เหส็นดคงผวา่านมทหงั้นวักัจแนนภ่นาษขาอแงลเหะอตวุผจั ล1น ภกาาษราแสดงเหตุผลเป็นส่วนหนึ่งในการจูงใจ สว นการพดู แสดงความคดิ เหน็ คอื การพดู เพอ่ื เสนอ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังให้เกิดความคล้อยตามได้ ซ่ึงการให้เหตุผลต้องสมเหตุสมผล ความคิดเหน็ ของตนเองทม่ี ีตอเรือ่ งใดเรอ่ื งหนึ่ง ผู้พดู ต้องแสดงใหป้ ระจักษ์วา่ เรอื่ งทกี่ า� ลงั พดู อยู่นน้ั มีเหตผุ ล มคี วามน่าเชอ่ื ถือ แสดงความจริงจงั เปนการบอกความรสู ึก เชน ชอบ ไมช อบ โดยยงั ท้งั สหี น้า แววตา และทา่ ทาง ไมตอ งมเี หตุผลประกอบ การพดู แสดงทรรศนะ ๔) แสดงให้เห็นผลดีและผลเสีย โดยผู้พูดต้องแสดงให้ผู้ฟังทราบอย่างชัดเจนถึงผลด ี และการพดู โตแยง มแี นวทางการพูดท่คี ลา ยคลึงกนั ผลเสยี เปรยี บเทยี บช้ีใหเ้ หน็ ผลดมี ากกวา่ ผลเสยี เพอื่ เปดิ โอกาสใหผ้ รู้ บั สารไดใ้ ชค้ วามคดิ พจิ ารณา โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การใชภ าษาจะตองเปนภาษา ไตร่ตรองด้วยตนเอง ที่มีความหมายแจม ชัด กะทัดรดั ลาํ ดบั เนื้อความ ไมส ับสน ถูกตองกับระดบั ของการส่ือสาร และหลัก ตัวอยา่ ง บทสนุ ทรพจน์ท่ีมีจดุ ประสงค์โนม้ น้าวใจ ไวยากรณ ซึ่งการแสดงทรรศนะและการโตแ ยง ควรมีองคประกอบท่สี าํ คัญ 3 สว น ไดแ ก 1. ที่มา ธรรมชาติให้ได้แต่พรสวรรค์ แต่พรแสวงเป็นหน้าท่ีของมนุษย์ที่จะต้องสร้างขึ้นเอง หรือเรือ่ งราวทีท่ าํ ใหเกิดการแสดงความคดิ เห็น ธรรมชาตใิ หไ้ ด้แคม่ โนวญิ ญาณ แตม่ โนธรรมเป็นเรือ่ งทม่ี นษุ ยจ์ ะตอ้ งสร้างขึน้ เอง ธรรมชาติให้ได้ หรืออาจเรียกไดว า เปน สาเหตแุ หง การแสดงความ แค่สองมือ แตก่ ารใช้สองมอื สร้างประโยชนส์ ุขใหก้ บั ประเทศชาต ิ กเ็ ป็นเร่อื งท่มี นุษยจ์ ะต้องสร้าง คิดเห็น 2. ขอ สนับสนุน คอื เหตผุ ล ขอ เท็จจรงิ ขน้ึ เองเชน่ กัน ถ้า “มอื สะอาด ชาตจิ ะไม่ลม่ ” หรือหลักการท่ผี พู ูดนํามาสนบั สนนุ ความคดิ เห็น คนทม่ี อื สะอาด คอื คนทซี่ อ่ื สตั ยส์ จุ รติ และรจู้ กั พอ เพราะธรรมชาตขิ องมนษุ ยน์ นั้ ไมร่ จู้ กั พอ ของตน และ 3. ขอ สรปุ ซ่งึ เปน สวนสําคัญของ ไม่ชอบปรบั ขนาดของใจให้เทา่ กบั จ�านวนเงนิ แตช่ อบปรับจา� นวนเงนิ ใหเ้ ทา่ กับขนาดของใจ การแสดงความคดิ เหน็ โดยอาจเปน ขอ สนั นษิ ฐาน ความทุกข์ของมนุษย์ จึงไมใ่ ช่การ “ไมไ่ ด”้ ความยากของมนษุ ย์จงึ ไม่ใช ่ “การไมม่ ”ี ความ ขอ สรปุ ขอ วนิ จิ ฉยั ที่ผพู ูดนาํ มาแสดงใหบคุ คล ทุกข์ยากของมนุษยอ์ ย่ทู ี่ “การไม่พอ” ตา่ งหาก ผเู กย่ี วของในท่ปี ระชมุ หรอื ท่ชี ุมนุมนั้นๆ พจิ ารณา ประเทศชาติก็เปรียบเสมือนบ้าน ข้าราชการก็เปรียบเสมือนหลังคา ชาวประชาก็เปรียบ ยอมรบั เช่ือถอื หรอื ปฏิบตั ติ ามความคิดเหน็ ) เสมอื นพืน้ บ้าน ถา้ หลังคาบ้านรั่ว พื้นบา้ นย่อมตากแดดตากฝน จนตัวบ้านผพุ ังทลาย ประชาชน ไม่ได้เกิดมาเพื่อรอรับพายุฝนแห่งการทุจริตของใครบางคน ไม่ได้เกิดมาเพ่ือรอรับเปลวแดดแห่ง การโกงกินของคนบางกล่มุ และไมไ่ ดเ้ กดิ มาเพ่อื โต้ลมพายุแห่งความเห็นแก่ตวั ของคนบางพรรค 133 ขอสอบ O-NET นกั เรียนควรรู ขอ สอบป ’52 ออกเกีย่ วกบั การใชภาษาเพ่อื การโนม นา วใจ 1 แสดงใหเ ห็นความหนกั แนนของเหตผุ ล “พุทธลีลา” หรอื ลีลาการเทศนาของ การใชภาษาโนมนาวใจขอใดไม สมเหตุสมผล พระพทุ ธเจา มกี ารแสดงใหเ ห็นความหนักแนน ของเหตผุ ล รวมถงึ แนวทางอน่ื ๆ 1. ยางรถยนตที่ลํา้ หนาทางเทคโนโลยเี พือ่ ความปลอดภัย ท่ีสามารถนํามาประยุกตใ ชใ นการพดู โนมนาวใจได ดังน้ี 2. สระวา ยนาํ้ ระบบไรท อ ไรก ารรัว่ ซมึ ชวยชะลอวยั 3. อาหารสดสะอาดดวยคุณภาพทคี่ ดั สรรอยางพถิ พี ิถนั • สันทสั สนา คือ ช้แี จงใหชดั เจน จนผูฟ งเขาใจแจม แจง เหน็ จริงเหน็ จงั 4. สมั ผัสธรรมชาติอยางใกลชดิ ดวยเสนหแ หง บานสวนชายนา้ํ ดังจูงมอื ไปดู วิเคราะหค ําตอบ การใชภ าษาโนมนา วใจ คอื การใชถ อยคําเพ่ือ • สมาทปนา คอื ชวนใจใหอ ยากรบั เอาไปปฏบิ ัติหรอื หดั ทํา แนะนาํ หรือ ใหผ ฟู ง เชอื่ ปฏิบตั ิตามทีผ่ ูพดู ต้งั จุดมุงหมายไว แตถ งึ อยา งไรกต็ าม บรรยายใหซาบซึง้ ในคุณคา มองเห็นความสาํ คญั ท่จี ะตอ งฝกฝน การพดู โนม นา วใจควรตง้ั อยบู นพนื้ ฐานของความจรงิ หรอื ความเปน จนใจยอมรับอยากลงมอื ทํา ไปได เพราะจะสง ผลตอ ความเชื่อของผฟู ง สระวา ยนาํ้ แบบไรท อ • สมุตตเตชนา ปลุกใจใหม คี วามกระตอื รอื รน ความอตุ สาหะ กําลงั ใจที่ ไรก ารรวั่ ซมึ ไมสามารถชวยชะลอวัยได ดงั น้นั จึงตอบขอ 2. เขมแขง็ มั่นใจทจี่ ะทําใหป ระสบผลสําเร็จ • สัมปหังสนา บํารงุ จิตใจใหแ ชมชืน่ เบกิ บาน โดยช้ีใหเห็นผลดีหรือ คุณประโยชนทจ่ี ะไดร บั ทําใหผูฟ งมคี วามรา เริง เบิกบานในใจ คมู อื ครู 133

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู ครูตัง้ ประเดน็ เพ่อื ใหนักเรียนรว มกนั อภิปราย การทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั จงึ เปน็ มารดาแหง่ ความชวั่ ทง้ั ปวง โดยมคี วามยากแคน้ ของประชาชน อกี ครง้ั จากลกั ษณะเฉพาะของการพดู แตล ะประเภท ความยากจนของประเทศชาติเป็นบุตรหลาน โลภะทุจริตเป็นรากแก้ว ยืนต้นเติบโตเป็นการโกง ขา งตน ใหส รปุ จดุ รว มระหวา งการพดู แสดงทรรศนะ เงิน มกี ่งิ ใบที่แหลมคมประดจุ หอกและดาบคอยท่ิมแทง ออกดอกเป็นกลนิ่ คาวเลอื ด ใหผ้ ลท่ีมรี ส การพูดโตแ ยง และการพดู แสดงความคิดเห็นกบั ฝาดเฝือ่ นและแสบเผ็ดแก่คนทง้ั แผ่นดนิ การพดู โนมนาวใจ ใชวธิ ีการสมุ เรียกแสดงผลการ อภปิ ราย ประเทศชาตจิ ะอยรู่ อดไดต้ อ้ งอาศยั คนทม่ี ใี จสตั ยซ์ อ่ื มอื สะอาด ปกปอ้ งชาตไิ มใ่ หล้ ม่ เทา้ ที่ ไมม่ บี าดแผลยอ่ มกลา้ ลยุ โคลน คนทไี่ มม่ คี วามทจุ รติ ในหวั ใจยอ่ มกลา้ ตอ่ กรกบั อทิ ธพิ ลความชวั่ รา้ ย (แนวตอบ จากลักษณะเฉพาะของการพดู มอื ท่ีสะอาดกลา้ กา� ยาพษิ ฉันใดใจทีส่ ะอาดยอ่ มไม่หวนั่ ไหวต่ออามสิ เครือ่ งราชฉันนัน้ 3 ประเภทขา งตน สามารถหาจดุ รวมกบั การพดู โนมนาวใจได กลา วคือ การพูดทัง้ 3 ประเภท “จะรอเทพที่ไหนใหช้ ว่ ยผล รอกุศลท่ีไหนใหช้ ว่ ยสร้าง เปน การพูดเพ่ือเสนอความคิดเหน็ ของตนทม่ี ีตอ มแี ตม่ อื มแี ตใ่ จไม่จดื จาง ทต่ี ้องลา้ งทต่ี ้องรอื้ ลงมอื ท�า” เรอื่ งใดเรื่องหน่ึงใหผูอ ื่นฟง ซ่ึงอาจเกดิ ข้ึนท้งั ใน สถานการณท เี่ ปน ทางการและไมเ ปน ทางการ โดย มอื ตอ้ งสะอาด ชาตจิ งึ ไมล่ ่ม ด้วยการปฏิบัติตามโอวาทสามประการ ดังนี้ การยกเหตผุ ล ขอ มูลขน้ึ มาสนับสนุนความคดิ เห็น ๑. มอื นตี้ อ้ งปลอ่ ยวางความชวั่ เพราะการทา� ชวั่ ครง้ั แรกยอ่ มเปดิ ประตใู หท้ า� ความชว่ั ครงั้ ที่ ของตนเอง รวมไปถงึ การใชภ าษาเพอ่ื ลําดับความ สอง ครง้ั ทสี่ ามตามมา เพยี งเพอ่ื ปกปดิ ความผดิ นนั้ ตอ้ งทา� ความผดิ อกี หลายครง้ั การทจุ รติ โกงกนิ ไมใ หสับสนวกวน มพี ลงั พอทจี่ ะทาํ ใหผ ูฟ ง มคี วาม ครง้ั แรกย่อมจูงมอื ความชัว่ นานปั การตามมา คดิ เหน็ สอดคลอ ง พิจารณาความคิดเหน็ ที่ผูพดู ประโยช๒น. ์สุขมใือหน้แต้ี ก้อ่ปงรทะ�าเดท ี ธศรชรามตชิ าดต่ังิใพหร้สะอบงรมมือรไวา้ไโมชว่ใชาเ่ทพขื่ออกงอพบรโะกบยาผทลสปมรเะดโ็จยพชนระ์ แเตจ้าใ่ หอไ้ยวู่ห้เพัว*ื่อ สตรอ้านง นําเสนอ ซึ่งเปนจุดรว มกับการพดู โนมนาวใจ เพราะ หนง่ึ วา่ “คนเรานนั้ ตอ้ งหมน่ั ทา� ความดบี อ่ ยๆ เพอื่ ใหจ้ ติ คนุ้ ชนิ กบั ความด ี เพราะถา้ ไมท่ า� ดกี จ็ ะเปน็ เปา หมายสาํ คญั ของการพดู โนม นา วใจ คอื การทาํ ให การเปิดโอกาสให้ความชั่วเข้ามาแทรกแซงไดง้ ่าย” ผฟู งเห็นดว ย คลอยตาม นาํ ไปสกู ารเปลี่ยนแปลง ๓. ใจดวงนี้ตอ้ งเปน็ แหลง่ เพาะเลย้ี งตน้ กล้าแห่งคณุ ธรรม ไมใ่ ชเ่ รอื นเพาะชา� ต้นกล้าแหง่ ทางดานความคดิ และพฤตกิ รรมของผฟู ง ซงึ่ เนือ้ หา กิเลสตัณหา สองมือนี้ต้องน�าต้นกล้าแห่งคุณธรรมในจิตใจมาเพาะปลูกลงบนผืนแผ่นดินไทย สาระท่นี าํ มาพดู นัน้ อาจเปน ไดท ัง้ ขอ เทจ็ จริง ใหก้ ่ิงใบแห่งคณุ ธรรมนั้นแผส่ าขากอ่ ให้รม่ เงาแห่งความผาสุกตลอดไป ขอ คิดเห็น แตถ ึงอยางไรการพดู โนมนาวใจกม็ คี วาม แตกตางจากการพดู ท้ัง 3 ประเภท เพราะการพูด ไม่มีมือพิการใดจะพิการไปกว่ามือที่ไม่ยอมสร้างประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน ไม่มีมือของ โนมนา วใจเปน “ศลิ ปะ” ในขณะทก่ี ารพดู ทง้ั 3 อาชญากรคนใดจะน่ากลวั ไปกว่ามือที่สกปรกของคนโกงกินชาติบ้านเมือง และไมม่ พี ระหตั ถข์ อง ประเภทขา งตน มีลกั ษณะเปน ศาสตร หากศกึ ษา พระพรหมองคใ์ ดจะสร้างสรรค์ประเทศชาตใิ หง้ ดงามได้เทา่ กับ “มอื สะอาด ชาตไิ ม่ลม่ ” แนวทางปฏิบตั ิอยา งลึกซึ้งก็จะสามารถปฏิบตั ิได ถกู ตอง แตก ารพดู โนม นาวใจ นอกจากเปนศาสตร เกิดมาแลว้ ตอ้ งใชช้ วี ิตให้สมคา่ ค�าวา่ “คน” โดยการใชส้ องมอื ที่สะอาด สรา้ งชาติให้เจรญิ แลวยังเปน ศลิ ปะแหงการพูด เปน เร่อื งของความ เมื่อตอนเราเกิด เราร้องไห้ในขณะท่ีคนอื่นย้ิมระร่ืน ตอนเราตาย เราต้องยิ้มระรื่นโดยท่ีคนอื่น สามารถเฉพาะบุคคล เพราะผูพ ูดจะตองมีจิตวทิ ยา รอ้ งไห้ ท�าอย่างนไ้ี ด้จงึ จะเปน็ ผ้ทู ีม่ ี “มอื สะอาด ชาติไม่ลม่ ” อยา่ งแท้จรงิ ในการพดู สามารถสรา งสรรคคาํ พูดท่ีมีพลังเพอ่ื ให สามารถกระทบความรูสกึ ของผฟู งได) (มอื สะอาด ชาตไิ ม่ลม่ : กษรนิ วงศก์ ติ ติชวลิต) จากตัวอย่างข้างต้น ผู้พูดต้องการโน้มน้าวใจผู้ฟังให้ใช้สองมือที่ธรรมชาติมอบให้สร้าง ประโยชน์ใหป้ ระเทศชาต ิ เพราะเชอ่ื วา่ มอื ทส่ี ะอาดคอื มอื ทป่ี ลอ่ ยวางจากความชว่ั มอื ทท่ี า� ดสี มา่� เสมอ และมอื ทป่ี ลกู คณุ ธรรมลงในใจตนจะช่วยใหป้ ระเทศชาตไิ ม่ลม่ จม 134 * “พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัว” ในทีน่ ห้ี มายถึง พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช เกร็ดแนะครู ขอ สอบ O-NET ขอสอบป ’53 ออกเกย่ี วกบั การแสดงทรรศนะของตนเองตอ เรื่องใด ครูควรขยายความรูเ พิม่ เติมใหแกนกั เรียนเก่ยี วกบั การพูดอภปิ ราย ซง่ึ การพดู เร่อื งหนึง่ อภิปรายเปน การพดู เพอื่ นําเสนอเนื้อหาสาระทเ่ี ปนประโยชน โดยอาจเปน การพูด ขอ ความใดเปน ขอความแสดงทรรศนะ คนเดียว หรือเปน หมูคณะก็ได การอภปิ รายแบง เปน 2 ประเภท ไดแ ก การอภิปราย 1. พฤติกรรมการยืนหรอื เดินคุยโทรศัพทน านๆ ในทา เดิมทุกวนั เพอ่ื นาํ เสนอผลงานทางวชิ าการ และการอภปิ รายเพ่ือแสดงความคิดเห็น ทาํ ใหกระดูกเสอื่ มเรว็ กวาปกติ 2. การทําฟารมปด เพ่อื การพัฒนาอตุ สาหกรรมสัตวป กสง ผลให ปลอดจากโรค 3. การชมฟตุ บอลโลกใหสนุกและไมทาํ ลายสุขภาพอาจเลอื กดู ใหเ หมาะสมแกเ วลาทาํ งานหรือเลอื กดคู ูเดน ๆ เทาน้ัน 4. ปกติรางกายของคนเราระบบการทํางานของกลา มเนื้อและ การหายใจจะทาํ งานรวมกนั และสัมพนั ธกนั อยา งสมบรู ณ วิเคราะหค ําตอบ สงั เกตจากตัวเลือก ขอ 1., 2. และ 4. มี ลกั ษณะเปน ขอ เทจ็ จรงิ ดังนนั้ จึงตอบขอ 3. 134 คูมือครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ผู้พูดท�าให้คล้อยตาม เห็นด้วย และพร้อมที่จะปฏิบัติด้วยการอธิบายเชิงเปรียบเทียบ นกั เรียนกลับมานง่ั ในลกั ษณะวงกลมกลาง ใหป้ ระเทศชาตเิ ปน็ บา้ นหลงั ใหญ ่ มพี ลเมอื งของประเทศเปน็ สว่ นประกอบของบา้ น หากสว่ นสา� คญั หองเรยี นอกี คร้งั จากนัน้ ครเู รยี กตวั แทนของกลมุ ท่ีสุดบกพร่อง ช�ารุดย่อมเกิดความเสียหายแก่ส่วนอื่น ที่สุดบ้านหลังน้ีก็คงอยู่ไม่ได้ ในช่วง ทจ่ี บั สลากไดห มายเลข 5 ออกมาอธิบายความรู เกรนิ่ นา� ผเู้ ขยี นกลา่ วถงึ สองมอื ของมนษุ ย ์ ในชว่ งบทสรปุ กย็ า้� ถงึ มอื อกี ครง้ั เปน็ วธิ ที ชี่ ว่ ยยา�้ ความเชอื่ ในประเด็นที่กลมุ ตนเองไดร บั มอบหมาย พรอ มระบุ เก่ียวกบั มอื ของมนษุ ย์ท่สี ามารถสร้างสรรค์และทา� ลาย แหลง ที่มาของขอมูล การใช้ภาษามสี ่วนสา� คัญอยา่ งมากตอ่ การโนม้ น้าวใจ บทสนุ ทรพจน์ขา้ งตน้ มกี ารใช้ภาษา ที่เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายและเน้ือหา มีศิลปะการใช้ถ้อยค�าเชิงเปรียบเทียบเพื่ออ1ธิบายส่ิงท่ีเป็น (แนวตอบ การพูดสอ่ื สารในครง้ั หนึง่ ๆ ไมวา นนา�า้ มหนธรกั รทม้ังใเหส้เียปง็นแลรูปะคธวรารมมหทม�าใาหย้ผตู้อรง่าตนวั2เ หไ็นมภต่ า้อพงตชคีัดวเาจมน มีการใช้ค�าซ�้าเพ่ือย้�าความ การใช้ค�าท่ีมี ผพู ดู จะมจี ุดมงุ หมายใดก็ตาม ผพู ดู ท่ีดไี มค วร การพูดโน้มน้าวใจให้ประสบผลดีผู้พูดต้องแสดงเหตุผลท่ีหนักแน่นเพ่ือสนับสนุนสิ่งท่ี มุงหวังผลแตเ พยี งอยางเดียว จนละเลยมารยาท ต้องการให้เกิดขน้ึ กับผู้ฟังโดยส่ือสารผ่านถอ้ ยคา� นา�้ เสยี ง และทา่ ทาง และคณุ ธรรมในการพดู ทีค่ วรปฏบิ ัติ การพดู ทีจ่ ะ ประสบความสาํ เร็จมิไดข ้ึนอยูกับเนื้อหาสาระ ๕. คณุ ธรรมและมารยาทในการพดู หรอื การเรยี บเรยี งสาํ นวนภาษาเพอื่ ใหก ระทบ อารมณค วามรูส กึ ของผฟู ง แตเ พยี งอยางเดียว การพูดเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกประทับใจ คล้อยตามและเข้าใจจุดประสงค์ ผู้พูดต้อง ลกั ษณะทา ทางทดี่ ขี องผพู ดู บคุ ลกิ ภาพ การแตง กาย มีความนุ่มนวลและช้ีแจงเหตุผล โดยใช้ถ้อยค�า การแต่งกายให้สุภาพ เหมาะสมตามกาลเทศะ เหลานีจ้ ะถูกผูฟงสังเกต ประเมนิ อยูตลอดเวลา หรือเรียกว่ามีมารยาทในการสื่อสาร ในขณะที่ต้องมีคุณธรรมเพ่ือให้การสื่อสารในแต่ละคร้ัง จะถกู แปรเปนความเชอื่ ถือ และศรัทธาในตวั ผูพดู เป็นการสื่อสารทด่ี ี มีประโยชนแ์ ละสร้างมติ ร ซึ่งเปน ปจ จัยแรกเริ่มทจ่ี ะทาํ ใหการพูดโนม นาวใจ ประสบความสาํ เรจ็ กลาวคอื ไมม ีผฟู งคนใดจะ ๕.๑ คุณธรรมในการพดู เชอ่ื ถอื หรอื ศรทั ธาในบคุ คลทก่ี ลา วแตเ รอ่ื งทเี่ ปน เทจ็ ยกตนขม ทา น มงุ หวงั ผลประโยชนจ นละเลยความ มีค�ากล่าวว่า คุณธรรมเป็นเคร่ือง ▼▼ การพูดสอื่ สารระหวา งบคุ คลโดยเฉพาะกบั บคุ คลทไี่ มค ุน เคย ถูกตอ งเปน จรงิ การพูดโนม นาวใจผพู ดู ท่ดี ีควร ค้�าจุนโลก การมีคุณธรรมในการพูด เช่น ผพู ูดตองคาํ นงึ ถงึ มารยาทและคุณธรรมในการพูดใหมากท่สี ดุ ยึดถือในมารยาทและคุณธรรมในการพดู มารยาท พูดความจริง พูดในสิ่งท่ีเกิดประโยชน ์ ในการพดู หมายถึง ส่ิงท่สี ังคมเหน็ วาดงี าม แสดง รับผิดชอบค�าพูด สิ่งเหล่าน้ีเป็นคุณธรรม ใหเ ห็นวา ผพู ูดเปน ผูม ีวฒั นธรรม เปน ผเู จริญแลว ส�าคัญที่จะท�าให้เกิดการสื่อสารท่ีไม่ส่งผล และมีคณุ ธรรมในการพดู หมายถงึ สภาพคุณงาม ในทางเส่ือมเสียแก่ใคร รวมถึงผู้พูดท่ีมี ความดใี นการพดู ซึ่งคณุ ธรรมในการพดู เม่ือผูพดู คณุ ธรรมในการพดู ยอ่ มเปน็ ทเ่ี ลอื่ มใสศรทั ธา ปฏบิ ัตแิ ลวจะกอใหเ กิดผลดีในทางกุศล เชน พดู ได้รับการยกย่องนับถือ ผู้พูดควรปลูกฝัง แตค ําสัตยจ ริง พดู แตสง่ิ ท่ดี ี เปน ประโยชนตอผอู ่นื คณุ ธรรมในการพดู ลงในใจตนเองโดยปฏบิ ตั ิ สงั คม ประเทศชาติ ดวยจติ ใจทมี่ ีเมตตา) ดังน้ี 135 ขอ สอบ O-NET นกั เรยี นควรรู ขอ สอบป ’51 ออกเกี่ยวกบั โครงสรางของการแสดงเหตผุ ล 1 การใชคําซา้ํ เพือ่ ยํ้าความ เปน การกลา วคาํ หรือขอความเดมิ ท่เี คยกลาวไปแลว ขอใดเปน โครงสรา งของการแสดงเหตผุ ลในขอความตอไปนี้ ซ้าํ ข้นึ ใหมอ กี 1 ครัง้ หรอื หลายคร้ังตามความเหมาะสม โดยมจี ดุ ประสงคเพ่อื ให ภาษาทองถิ่นในประเทศของเราเปนภาษาที่สําคญั ท่พี วกเรา ผูฟง จดจาํ และเชือ่ ม่ัน สงผลใหค ําหรอื ขอ ความดังกลาวมีพลงั นา เชอื่ ถอื สามารถ โนม นาวผฟู ง ได พึงอนุรกั ษไวม ิใหเ พยี้ น กลาย หรือสูญไป/เพราะภาษาทอ งถิ่น 2 ความหมายตรงตวั เปนความหมายที่ไมตองตีความ ผูฟ ง สามารถทาํ ความ เปน เครื่องบง บอกถงึ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมของถิ่นนัน้ / เขาใจไดทนั ที และยังทําใหเ หน็ สภาพสงั คมของถ่ินอีกดว ย/ 1. ขอ สรปุ ขอสรุป ขอ สนับสนนุ 2. ขอสนบั สนนุ ขอ สนับสนุน ขอ สรปุ 3. ขอ สรุป ขอสนบั สนนุ ขอสนับสนนุ 4. ขอสนบั สนุน ขอสรปุ ขอสนบั สนุน วิเคราะหค าํ ตอบ จากขอ ความดงั กลาวสวนแรกเปนขอสรปุ สวนท่ี 2 และสวนที่ 3 เปน ขอสนับสนนุ ดังนั้นจงึ ตอบขอ 3. คูมอื ครู 135

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู หลงั ตัวแทนกลมุ ทีจ่ ับสลากไดห มายเลข 5 ๑) พูดความจริง ทุกครง้ั ทสี่ ื่อสารผ้พู ูดควรพูดแตค่ วามจริง พูดจากใจจรงิ ตรงไปตรงมา อธิบายความรู ครใู หนักเรยี นยืนในลักษณะวงกลม เพราะการพดู แตค่ วามจรงิ ยอ่ มนา� ความสขุ มาให ้ แตท่ งั้ นตี้ อ้ งคา� นงึ อยเู่ สมอวา่ การพดู ความจรงิ นน้ั เพื่อรวมกนั อธบิ ายความรแู บบโตต อบรอบวง จะตอ้ งไม่เป็นเหตใุ หผ้ ู้อ่ืนได้รบั ความเดอื ดรอ้ นและเสยี หาย เกยี่ วกบั การพดู โนม นา วใจ ทบทวนความรูผ า น ๒) พูดถูกกาลเทศะ ทุกครั้งท่ีสื่อสารผู้พูดควรพูดให้ถูกเวลา รู้ว่าจะพูดอะไรในเวลาใด ขอ คาํ ถามของครู โดยใชความรู ความเขา ใจท่ไี ดร ับ รวมท้งั พูดใหถ้ ูกสถานท่ีและบุคคล การพดู ให้ถกู เวลาหรอื เหมาะสมกบั โอกาส ผู้พดู ควรใช้จดุ เดน่ จากการฟงบรรยาย รวมถึงพน้ื ฐานความรูเดิมของ ของการส่ือสารด้วยการพูดให้เป็นประโยชน์ เพราะผู้พูดสามารถสังเกตปฏิกิริยาและอารมณ์ของ ตนเอง เปน ขอ มลู เบอ้ื งตน สาํ หรบั ตอบคาํ ถาม ผฟู้ งั ไดข้ ณะทส่ี อื่ สาร หากเหน็ วา่ ผฟู้ งั ไมพ่ อใจ ไมเ่ ขา้ ใจ หรอื เขา้ ใจผดิ ผพู้ ดู กส็ ามารถเปลย่ี นแปลง ชี้แจงใหเ้ ข้าใจถกู ต้องตรงกันได้ • การพดู มีความสาํ คัญตอสงั คมมนษุ ยอยา งไร ๓) พดู สิง่ ทเ่ี ป็นประโยชน์ ทกุ คร้ังทส่ี อ่ื สารผ้พู ดู ควรมีเจตนาที่จะให้ผู้ฟังไดร้ ับประโยชน์ (แนวตอบ การพดู คอื กระบวนการสอื่ สารเพ่อื จากการฟังหรือนา� สิง่ ท่ีได้รับไปปรบั ใช้ในชีวิตประจ�าวนั การพูดแต่สงิ่ ท่เี ป็นประโยชน ์ คอื พูดแล้ว ส่ือความรสู กึ ความตอ งการระหวางกันของ ทา� ใหผ้ ฟู้ ๔ังพ) ัฒพนูดาสไภุปาในพทอาอ่ งนทหดี่ วี ปานร1ะ พหฤรอืตใติ นนทเปาง็นพปรระะพโยุทชธนศ์ตาสอ่ นผาู้อคื่นือ สปังคยิ มวา จปาร ะทเทกุ ศคชรา้ังตทิี่สื่อสารผู้พดู มนษุ ย จากนน้ั การพดู เรมิ่ มคี วามสาํ คญั มากขน้ึ ควรพดู ดว้ ยถอ้ ยค�าท่ีไพเราะ ออ่ นหวาน ไม่ส่อเสยี ด เพ้อเจ้อ ไม่เหนบ็ แนม ใชค้ า� พดู ในเชิงดถู ูก ถูกใชเ ปนเครอ่ื งมอื สําหรบั การสงผา นความรู ดแู คลนผู้อ่นื และไมห่ ยาบคาย ผู้ที่สื่อสารด้วยถ้อยคา� ที่ไพเราะ ใหเ้ กยี รติผู้อ่นื กอ่ นเสมอยอ่ มเป็น ความคดิ การพดู ท่ีดสี ามารถสรา งความ ทรี่ ักใคร่ของบุคคลท่ีได้ยนิ ไดฟ้ งั มีมติ รสหายเพราะคา� พดู ของตน เปล่ียนแปลงได ดงั น้นั การพดู จึงเปนการ ๕) รับผิดชอบค�าพูด ทุกครั้งท่ีสื่อสารผู้พูดจะต้องคิดไตร่ตรองเก่ียวกับเร่ืองที่จะส่ือสาร สอ่ื สารที่มพี ลังขบั เคลอื่ นสังคม) เจตนา ถอ้ ยค�า น�้าเสียง อารมณ์ ท่าทางทจ่ี ะใช้ประกอบกันเพ่อื สือ่ สารไปสผู่ ูฟ้ ัง เพราะค�าพูดเปน็ สง่ิ ทเี่ รยี กกลบั คนื มาไมไ่ ด ้ หากสอื่ สารออกไปแลว้ กอ่ ใหเ้ กดิ ความผดิ พลาดเสยี หาย ผพู้ ดู ตอ้ งไมน่ งิ่ • การพดู โนมนาวใจพบมากที่สดุ ในรูปแบบใด นอนใจ ควรแสดงความรบั ผดิ ชอบในค�าพูดของตน ประการแรกคือ การกลา่ วค�าขอโทษ ประการ เพราะเหตใุ ด ต่อมาผู้พูดจะต้องพูดเพ่ือช้ีแจงหรืออธิบายให้เกิดความเข้าใจท่ีถูกต้องตรงกับความเป็นจริงด้วย (แนวตอบ การพดู โนม นา วใจทีพ่ บมากท่สี ดุ ใน ถอ้ ยค�าท่ีสภุ าพ ชีวติ ประจาํ วนั ปรากฏในรปู แบบโฆษณาขาย คณุ ธรรมในการพดู เป็นเคร่อื งมอื สา� คญั ที่จะช่วยใหก้ ารส่ือสารทด่ี เี กิดขน้ึ ได ้ คือ เหมาะสม สนิ คาและบรกิ าร เพราะจดุ มุงหมายที่เดนชดั กับเวลา บุคคล สถานท่ี เป็นความจริงที่เกิดประโยชน์ ผ่านถ้อยค�าที่สุภาพ ไพเราะ บุคคลที่มี ของการโฆษณาสอดคลองกับจดุ มุงหมายของ คุณธรรมในการพดู ย่อมได้รบั ความศรทั ธาและเลือ่ มใสจากผู้ฟังทุกระดับ การพูดโนมนา วใจ คอื การใชพลงั ของภาษา เพอื่ โนม นาวความคิด ความเช่อื นาํ ไปสูการ ๕.๒ มารยาทในการพูด กระทาํ ซง่ึ ในขอบขา ยของโฆษณาประชาสมั พนั ธ คือ การตัดสินใจซ้อื สินคาและบริการ) มารยาทในการพดู หมายถงึ กริ ยิ าอาการของผพู้ ดู ทปี่ รากฏทางกาย วาจา ใหผ้ ฟู้ งั เหน็ และ ประเมนิ ไดว้ า่ มคี วามเรยี บรอ้ ย ถกู ตอ้ ง เหมาะสมตามกาลเทศะ คา่ นยิ ม วฒั นธรรมของสงั คมนน้ั ๆ • หากผฟู งขาดวจิ ารณญาณในการรับสาร หรือไม่ ผู้ที่มีมารยาทในการพูดย่อมเป็นที่น่าประทับใจของบุคคลท่ีได้ยินได้ฟัง หรือส่ือสารด้วย โนม นา วใจจะกอ ใหเ กดิ ผลเสยี อยา งไร ผ้พู ูดควรฝกึ ฝนให้ตนเองมีมารยาทในการพูดท้ังในการพูดระหวา่ งบุคคลและพดู ในทส่ี าธารณะ (แนวตอบ การรบั สารทมี่ เี น้ือหาเชิงโนม นา วใจ โดยไมใ ชว ิจารณญาณเพื่อไตรตรองเหตผุ ล ขอ มูลตางๆ อาจทาํ ใหตกเปนเหยือ่ ของ การสอื่ สารได) 136 เกรด็ แนะครู ขอ สอบ O-NET ขอ สอบป ’52 ออกเก่ยี วกบั การใชภ าษาเพอ่ื การโนมนา วใจ ครูควรชแ้ี นะเพม่ิ เติมใหน กั เรียนเขาใจวา การพดู โนมนา วใจน้ันเปนจติ วทิ ยา ขอ ใดใชภ าษาโนมนา วใจนอยทีส่ ุด การพดู โดยผพู ดู มภี าษาเปน เครอื่ งมอื ในการสอ่ื ความ ดงั นน้ั หากจะประสบผลสาํ เรจ็ 1. ยนี สฟอกของแทจากอเมริกามาถึงแลว ในการพดู โนม นา วใจ ผพู ูดท่ีดคี วรใหความสาํ คัญกับการใชภ าษาเพือ่ การเรยี บเรียง 2. รับซอ้ื รถเกง กระบะ ตู ใหร าคาสงู ดวยเงนิ สด เนื้อหาสาระของเร่อื ง ครูควรยกตวั อยา งประโยค โดยใชว ธิ กี ารเปรยี บเทยี บเพ่ือให 3. ทน่ี ี่รบั เชา พระเครอ่ื ง พระบูชาทกุ รนุ ทงั้ เกา และใหม นกั เรยี นเหน็ วาการผกู ประโยคดว ยถอยคาํ ธรรมดา กับถอยคาํ ทีม่ พี ลังแฝงนน้ั 4. ขายรถสปอรตรนุ ลาสุด สภาพสวยหรู ราคาเปน กนั เอง ใหค วามรสู กึ ทีแ่ ตกตา งกันอยา งไร วิเคราะหคาํ ตอบ ภาษาซึง่ มีความเหมาะสมจะนาํ มาใชเ พ่อื การโนมนา วใจ จะตองมลี กั ษณะเราอารมณ ความรสู ึกทําใหเกดิ นักเรียนควรรู ความตองการ ความกระหายใครร ขู องผฟู ง ซึ่งประโยคท่ไี มป รากฏ ภาษาในลกั ษณะดงั กลาวคือ “ทน่ี ่รี บั เชา พระเครื่อง พระบูชาทกุ รนุ 1 พูดสภุ าพออนหวาน เปนการสรางเสนห ใ หแกผ ูพูด การพดู ดว ยความสภุ าพ ทง้ั เกาและใหม” ดงั นนั้ จงึ ตอบขอ 3. ออ นหวาน นุมนวล นา ฟง ยอ มสามารถสะกดใหผฟู งประทับใจในคาํ พูดน้นั ๆ ได 136 คมู ือครู

กระตุน ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ๑) มารยาทในการพูดระหว่างบคุ คล ในชีวิตประจ�ำวันบุคคลจะต้องมีกำรติดต่อสื่อสำร ครใู หน ักเรยี นอา นมารยาทในการพดู ระหวา ง ระหว่ำงกนั เชน่ กำรทกั ทำย กำรไตถ่ ำมทุกข์สขุ กำรพดู คุยในเรอ่ื งใดเรื่องหน่ึงเพอ่ื แลกเปลี่ยน บุคคลท้ัง 5 ขอ จากน้ันใหนกั เรียนจบั คกู ัน เพื่อ ควำมคิด ซ่งึ กำรพดู ทงั้ หมดจะเปน็ ไปอย่ำงรำบรน่ื และเปน็ ทปี่ ระทับใจผู้พดู ควรปฏิบตั ิ ดงั น้ี เลือกมารยาททน่ี ักเรยี นเห็นวา สําคัญท่สี ดุ มา 1 ขอ ๑.๑) พูดในเร่ืองท่ีสอดคล้องกับลักษณะของผู้ฟัง เม่ือต้องส่ือสำรกับผู้อ่ืนผู้พูดควร พรอมอธบิ ายเหตผุ ล ค�ำนึงถึงควำมต้องกำร ควำมพอใจของผู้ฟังโดยเลือกเรื่องที่ส่ือสำรให้เหมำะสมกับควำมต้องกำร เพศ วยั ไมค่ วรสอ่ื สำรแตเ่ ฉพำะเรอ่ื งทต่ี นเองสนใจหรอื พงึ พอใจ เลอื กเรอ่ื งทเ่ี หมำะสมกบั คสู่ นทนำ (แนวตอบ นกั เรียนสามารถแสดงความคิดเห็น และกำลเทศะ อำจชวนสนทนำเรื่องทวั่ ไป เชน่ กำรเรยี น กำรท�ำงำน งำนอดเิ รก เรอื่ งที่คสู่ นทนำ อยางอิสระ โดยไมจ าํ เปนตอ งเลอื กมารยาท สนใจหรือภำคภูมิใจ เชน่ ควำมก้ำวหนำ้ ในหนำ้ ท่กี ำรงำน ควำมส�ำเรจ็ ของบตุ รหลำน หรอื เรอื่ งท่ี ขอ เดียวกนั เปน ตน วา นกั เรียนบางคูอาจเลือก คสู่ นทนำสนใจในชว่ งนัน้ เชน่ ข่ำวทั่วไป ขำ่ วกฬี ำ บคุ คลทม่ี ชี ือ่ เสยี ง มารยาทขอที่ 1. คือ “พูดในเรื่องท่สี อดคลอ งกบั ๑.๒) พดู ตรงประเดน็ และผอ่ นคลาย เมอื่ ตอ้ งสอ่ื สำรกบั ผอู้ นื่ ผพู้ ดู ไมค่ วรพดู ออ้ มคอ้ ม ลกั ษณะของผฟู ง” เปนมารยาทที่สําคัญท่ีสดุ ควรพูดตรงประเด็นแตส่ ภุ ำพ ม่งุ สรำ้ งควำมเขำ้ ใจที่ถกู ต้องตรงกนั แต่ในขณะท่ีสื่อสำรออกไปนน้ั พรอ มใหเหตุผลวา การพูดโดยคาํ นงึ ถึงความพอใจ ควรสร้ำงบรรยำกำศท่ีเป็นกันเอง ผ่อนคลำย ไม่ท�ำให้คู่สนทนำเกิดควำมอึดอัดใจ น�ำไปสู่ควำม ของผูฟ ง กน็ ับเปน การใหเ กียรติผฟู ง ทางหน่งึ ไม่ประทับใจ เป็นกำรสนทนำท่ีไมเ่ กดิ สัมพันธภำพทดี่ รี ะหว่ำงกัน แสดงถงึ การรูจักกาลเทศะของผพู ูด รวมถึงเปน ๑.๓) เคารพความคิดเห็นของคู่สนทนา เม่ือต้องสื่อสำรกับผู้อื่นในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง การทําใหผ ูฟ งรูส กึ ผอ นคลาย ไมเ กดิ ความอดึ อัดใจ ซง่ึ จะตอ้ งมกี ำรแลกเปลย่ี นควำมคดิ เหน็ ซงึ่ กนั และกนั ผพู้ ดู ควรเปดิ ใจกวำ้ ง เคำรพในควำมคดิ เหน็ ทาํ ใหก ารสนทนาราบรืน่ ดําเนนิ ไปไดดวยด)ี ของคู่สนทนำ เพรำะบคุ คลยอ่ มมคี วำมคดิ เห็นที่แตกตำ่ งกนั ได้ หำกผพู้ ูดมีควำมคดิ เหน็ ทแ่ี ตกตำ่ ง ออกไปและต้องกำรที่จะเสนอ ควรใช้ค�ำพูดท่ีชัดเจนตรงไปตรงมำอย่ำงสุภำพ ไม่ควรมุ่งหักล้ำง ค วำมคิดเหน็ ๑ข.อ๔ง)ผ อู้รัก่นื ษาเวลา1และอากัปกิริยา เมื่อต้องสื่อสำรกับผู้อ่ืนไม่ว่ำจะเป็นกำรทักทำย กำรไตถ่ ำมทกุ ข์สุข ผู้พดู ควรคำ� นงึ ถึงเวลำทเี่ หมำะสมในกำรสนทนำ ควรสังเกตปฏกิ ิริยำ ท่ำทำง ของผู้ฟังว่ำมีควำมสะดวกท่ีจะส่ือสำรหรือไม่ นอกจำกนี้ควรระลึกอยู่เสมอว่ำกำรสนทนำระหว่ำง บุคคลเนอ่ื งในโอกำสต่ำงๆ ผู้พูดควรสื่อสำรโดยต้ังอยบู่ นพื้นฐำนของควำมสภุ ำพและจรงิ ใจ ๑.๕) ให้เกียรติคู่สนทนา เมื่อต้องสื่อสำรกับผู้อ่ืน ผู้พูดควรให้เกียรติคู่สนทนำโดย เลอื กใชถ้ อ้ ยคำ� หรอื ระดบั ภำษำทเี่ หมำะสม นำ�้ เสยี ง กริ ยิ ำทำ่ ทำงมคี วำมออ่ นนอ้ มถอ่ มตน ขณะที่ สนทนำไมค่ วรถำม หรือเร่งรดั คำ� ตอบในเรอ่ื งที่คู่สนทนำไม่สะดวกที่จะตอบ กำรมีมำรยำทในกำรสนทนำมีส่วนต่อกำรสร้ำงสัมพันธภำพที่ดีระหว่ำงบุคคล หำก สนทนำกบั บคุ คลที่ไมค่ นุ้ เคยอยำ่ งมมี ำรยำทยอ่ มสรำ้ งควำมประทบั ใจใหเ้ กดิ ขนึ้ ได้ และเมอ่ื สนทนำ กับผู้ท่ีคุ้นเคยอย่ำงมีมำรยำทก็จะเป็นกำรรักษำสัมพันธภำพท่ีดีระหว่ำงกันไว้ได้ กำรมีมำรยำท ระหว่ำงสนทนำยอ่ มแสดงใหเ้ หน็ วำ่ บุคคลผู้น้ันเป็นผู้มีวฒั นธรรมหรอื เรียกได้วำ่ เป็นผ้ทู เ่ี จรญิ แลว้ 137 ขอสแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT นักเรียนควรรู ขอใดแสดงวา ผูพูดใชภ าษาสุภาพ 1 รักษาเวลา ผพู ูดทดี่ ตี อ งรูจักรกั ษาเวลาในการพูด กลา วคือ ตอ งพูดใหจบ 1. เธอทําผดิ อกี แลว ภายในระยะเวลาท่ีกาํ หนด เพ่ือรกั ษาเวลาใหแ กผ ูพ ูดทา นอื่น และผูฟ ง 2. คณุ ทาํ สิง่ น้นั ฉนั เหน็ ควร 3. เจาเหมยี วรับประทานขา วหรือยงั 4. เธอกลอมหวั หนา สําเรจ็ แลว หรอื วเิ คราะหค าํ ตอบ การใชภ าษาในการพดู ตอ งใชภ าษาสุภาพ ไมว ารา ย หรือตาํ หนดิ วยถอยคาํ รุนแรงเกินไป ตองใชภาษาถกู ระดบั รวมถงึ ไมใ ชค ําศพั ทส แลงปะปน ดังนน้ั จงึ ตอบขอ 2. คูมือครู 137

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู ครูใหนักเรยี นอา นมารยาทในการพดู ในท่ี ๒) มารยาทในการพดู ในทส่ี าธารณะ การพดู ในทสี่ าธารณะ คอื การพดู ในเรอ่ื งใดเรอ่ื งหนงึ่ สาธารณะทง้ั 6 ขอ จากนน้ั ใหนักเรียนจับคกู ัน เพ่อื เพอ่ื จุดประสงค์ เช่น อธิบาย ช้แี จง โนม้ นา้ วใจตอ่ หนา้ ผูฟ้ ังจ�านวนมาก มารยาทในการพูดในท่ี เลือกมารยาทท่ีสาํ คัญทีส่ ดุ มา 1 ขอ พรอ มอธิบาย สาธารณะจงึ มคี วามแตกต่างจากการพดู ระหว่างบคุ คล ผ้พู ดู ในท่ีสาธารณชนหากมคี วามประพฤติ เหตผุ ล กริ ยิ าท่าทางท่ถี ูกตอ้ ง เหมาะสม ย่อมทา� ใหเ้ กดิ ความประทับใจแกผ่ ้ฟู ัง ส่งผลให้ผฟู้ งั สนใจในเรอ่ื ง ที่ผู้พดู จะสอื่ สารได้โดยผู้พูดควรปฏิบัต ิ ดงั นี้ (แนวตอบ นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็น ๒.๑) แต่งกายให้เหมาะสม เมื่อต้องพูดส่ือสารต่อหน้าสาธารณชนจ�านวนมาก อยา งอสิ ระ โดยไมจ าํ เปน ตอ งเลอื กมารยาทขอ เดยี วกนั การปรากฏกายครงั้ แรกมสี ว่ นสา� คญั ตอ่ ความรสู้ กึ ประทบั ใจของผฟู้ งั ผพู้ ดู ควรแตง่ กายใหเ้ หมาะสม เปนตนวา นักเรียนบางคูอาจเลือกมารยาทขอ 5. แสดงออกถึงความเป็นสภุ าพชน ใหเ้ กียรตผิ ู้ฟังและสถานท่ี คือ “ใชถอยคําและทา ทางใหสุภาพ เหมาะสม” เปน ๒.๒) มาถึงสถานที่ก่อนเวลา เมื่อต้องพูดสื่อสารต่อหน้าสาธารณชนผู้พูดควรมาถึง มารยาททส่ี าํ คญั ทสี่ ดุ พรอ มใหเ หตผุ ลวา การใชถ อ ยคาํ สถานทกี่ อ่ นเวลาเพอื่ เตรยี มความพรอ้ มใหแ้ กต่ นเอง นอกจากนย้ี งั เปน็ มารยาทสา� คญั ทค่ี วรปฏบิ ตั ิ และการแสดงออกซึ่งกิริยาทาทางท่ีสุภาพ นอบนอม เพราะเปน็ การให้เกียรตผิ จู้ ดั งานและผูฟ้ ัง ยอ มหมายรวมถงึ การเลอื กใชร ะดบั ภาษาทเ่ี หมาะสม ๒.๓) แสดงความเคารพตามธรรมเนียม เม่ือต้องพูดสื่อสารต่อหน้าสาธารณชน การไมกลาววาจาสอเสียด ใหรายใหผูอ่ืนไดรับความ การแสดงความเคารพที่ถูกต้องตามธรรมเนียมเป็นสิ่งส�าคัญที่ผู้พูดจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่น เดือดรอน ตลอดจนการแสดงการทักทาย หรือการ ธรรมเนียมไทยผู้พูดจะต้องกล่าวทักทายว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” หรือใช้ค�าว่า กราบเรียน เรียน แสดงความเคารพที่สอดคลองกับธรรมเนียมปฏิบัติ โดยคา� นงึ ถงึ ลา� ดบั อาวโุ สและโอกาสในการสอื่ สาร ซง่ึ การแสดงความเคารพ หรอื การทกั ทายจะตอ้ ง ของสงั คม) ปฏิบตั ิใหถ้ กู ตอ้ งตามธรรมเนียมและมีความจริงใจ ๒.๔) รกั ษาเวลา เมอื่ ตอ้ งพดู ตอ่ หนา้ สาธารณชนโดยเฉพาะการพดู ทมี่ ผี พู้ ดู เปน็ จ�านวน มาก เช่น การพูดบรรยาย การพูดอภิปราย การพูดเสวนา ผู้พูดจะต้องรักษาเวลา คือ พูดน�า เสนอเนอื้ หาของตนใหพ้ อดกี บั เวลาทกี่ า� หนด เพราะการพดู เกนิ กา� หนดเวลาจะส่งผลกระทบ เช่น ผพู้ ดู คนอืน่ ๆ จะไม่สามารถพูดเนอื้ หาของตนได้ครบถว้ น ล�าดบั เวลาในการพดู มีการเปลย่ี นแปลง กา� หนดการมกี ารเปลี่ยนแปลง ผฟู้ ังบางรายอาจไมส่ ามารถอยฟู่ งั จนจบได้ ๒.๕) ใชถ้ อ้ ยคา� และทา่ ทางใหส้ ภุ าพ เหมาะสม เมอ่ื ตอ้ งพดู สอ่ื สารตอ่ หนา้ สาธารณชน การใชถ้ อ้ ยคา� หรือระดบั ภาษาใหเ้ หมาะสมกบั เรื่องที่สอ่ื สาร ผูฟ้ ัง และสถานทเี่ ป็นมารยาทสา� คัญ ทผี่ พู้ ดู จะตอ้ งปฏบิ ตั ิใหถ้ กู ตอ้ ง นอกจากนก้ี ริ ยิ าทา่ ทางขณะเดนิ ขนึ้ - ลงเวท ี การใชม้ อื การใชท้ า่ ทาง ผู้พูดจะต้องกระท�าให้สภุ าพ นอบนอ้ ม ไมโ่ ผงผาง ไมย่ กตนข่มท่าน ๒.๖) ไม่พาดพิงเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น เม่ือต้องพูดส่ือสารต่อหน้าสาธารณชนผู้พูด ไมค่ วรกลา่ วพาดพงิ ถงึ ผอู้ น่ื หรอื กลา่ ววาจาทจี่ ะทา� ใหผ้ อู้ น่ื ไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นเสยี หาย หรอื พดู ใน สง่ิ ท่ีไมเ่ ป็นความจรงิ หากได้รับการแพร่ขยายออกไปยอ่ มกอ่ ให้เกิดความเขา้ ใจผิดในวงกวา้ ง 138 เกรด็ แนะครู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT ขอ ใดเปน วัตถุประสงคส ําคัญในการพูดในทีส่ าธารณะ ครสู ามารถนําคลปิ วดิ ีโอการพดู ของบคุ คลทีม่ ีชื่อเสียงมาเปด ใหน ักเรยี นดู เพือ่ 1. เพ่อื สรา งความสัมพนั ธในหมคู ณะ ใหนักเรยี นสงั เกตคณุ ธรรมและมารยาทในการพดู ของบคุ คลนนั้ แลวจงึ แลกเปลยี่ น 2. เพ่อื ทาํ ใหผอู ืน่ เหน็ ความสําคัญของตน ความคดิ เหน็ กันในชน้ั เรียนวา บุคคลท่ีพดู มคี ณุ ธรรมและมารยาทอยา งไร และ 3. เพือ่ ถายทอดวทิ ยาการหรือความรูใหมๆ ไปสบู ุคคลอน่ื นกั เรยี นสามารถนํามาเปนแนวทางในการพัฒนา ปรบั ปรุงการพูดของตนเองได 4. เพื่อใหสมาชิกในสังคมอยอู ยา งปกตสิ ุข อยา งไรบาง วเิ คราะหค าํ ตอบ การพดู ในที่สาธารณะ สง่ิ ทส่ี าํ คญั ท่สี ดุ คอื การถายทอดความรู ความนกึ คดิ ไปยังผฟู ง ดงั น้ันจึงตอบขอ 3. 138 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Expand Evaluate Explain อธบิ ายความรู การพูดส่ือสารอย่างมีมารยาทเป็นส่ิงที่ผู้พูดควรปฏิบัติอย่างสม่�าเสมอ จนเป็น ครยู งั คงใชขอคําถามเพ่ือใหน กั เรยี นรวมกนั คุณลักษณะเฉพาะของตนเอง เป็นที่ประทับใจของบุคคลทั่วไป มีมิตรสหายเพราะการพูด และ อธบิ ายความรเู ก่ยี วกับการพดู โนมนาวใจ เม่ือมีมารยาทก็จะพัฒนาไปสู่ผู้ที่มีคุณธรรมในการพูด เป็นที่เคารพ ศรัทธา เลื่อมใสของบุคคล ที่มีโอกาสส่ือสารด้วย ดังนั้น ผู้ที่มีมารยาทและคุณธรรมในการพูดจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเมตตา • นกั เรียนคิดวาสิ่งสาํ คญั ท่ีสดุ ในการพดู รักใคร่ ศรัทธา และเชื่อถือ โนมนาวใจใหป ระสบผลสําเร็จคอื สิง่ ใด (แนวตอบ หลังจากทผี่ ูพูดตง้ั จุดมุง หมายไว ในชีวิตประจำ�วันของมนุษย์ก�รพูดเป็นพฤติกรรมก�รใช้ภ�ษ�ท่ีใช้ม�กเป็นอันดับสอง ชัดเจนแลว จึงวางโครงเร่ืองเพ่อื เรยี งลาํ ดับ รองม�จ�กก�รฟัง ก�รพูดจึงมีคว�มสำ�คัญต่อก�รดำ�เนินชีวิตของมนุษย์ทั้งในด้�นก�รสม�คม เนือ้ หา โดยใชถอ ยคาํ ภาษาท่มี พี ลงั การพูด ก�รประกอบอ�ชีพก�รง�น ก�รศึกษ�เล่�เรียน แม้แต่ก�รประกอบกิจก�รง�นใดๆ นอกเหนือ โนม นา วใจเปนศิลปะการพดู หรอื จิตวิทยา จ�กท่กี ล่�วนก้ี ็ต�ม การพูดท่ีเกย่ี วเนอ่ื งกับความรูส ึกของมนุษย ก�รพดู ทดี่ เี ปน็ สว่ นส�ำ คญั ในคว�มส�ำ เรจ็ ของมนษุ ยใ์ นด�้ นต�่ งๆ ท�ำ ใหส้ �ม�รถประส�นง�น จงึ ตอ งใชภ าษาท่มี พี ลงั มากพอเพ่ือกระทบ พูดอธิบ�ย พดู ปลอบใจ พูดโน้มน้�วใจใหผ้ ้เู กี่ยวข้องร่วมมอื รว่ มใจไดเ้ ปน็ อย�่ งดี ทกั ษะก�รพดู อารมณ ความรูสกึ ของผูฟ ง ใหเ กิดความคดิ มิได้เกิดขึ้นเองต�มธรรมช�ติ แต่เกิดจ�กก�รหม่ันฝึกฝน สังเกต เรียนรู้จ�กประสบก�รณ์จริง คลอ ยตาม นาํ ไปสกู ารกระทาํ ตามจดุ มงุ หมาย นอกจ�กน ้ี ทกั ษะคว�มส�ม�รถในก�รพดู ยงั ขน้ึ อยกู่ บั ศลิ ปะของก�รพดู ประกอบดว้ ยก�รเลอื กใช้ ของผพู ูด ดังน้ัน ภาษาจึงเปนสิ่งสําคญั ของ ถอ้ ยค�ำ ส�ำ นวนโวห�รทไี่ พเร�ะ ชดั เจน ใชส้ หี น�้ ท�่ ท�งเหม�ะสมเร�้ ใจผฟู้ งั ควรค�ำ นงึ ถงึ ม�รย�ท การพดู โนมนา วใจ) และคณุ ธรรมในก�รพดู ดงั บทประพนั ธ์ของสุนทรภ่คู ว�มว่� ขยายความเขา ใจ Expand เปน็ มนษุ ย์สดุ นยิ มเพยี งลมป�ก จะได้ย�กโหยหวิ เพร�ะชวิ ห� จากความรู ความเขา ใจเกยี่ วกบั ลกั ษณะเฉพาะ แม้นพูดดมี คี นเข�เมตต� จะพดู จ�จงพเิ คร�ะห์ใหเ้ หม�ะคว�ม และแนวทางการพดู โนม นาวใจ ใหน กั เรยี นใช แนวทางดังกลา วรา งบทพดู โนม นาวใจภายใตห วั ขอ 139 ตอไปน้ี โดยเลือกหวั ขอใดหวั ขอ หน่งึ • เชิญชวนใหเ พ่ือนๆ บริจาคหนงั สอื ใหแก นักเรยี นโรงเรยี นตาํ รวจตระเวนชายแดน • ช้ีแนะใหเ หน็ ความสําคญั ของการอาน • สมมตบิ ทบาทตนเองลงสมคั รรบั เลอื กตั้ง เปน ประธานนกั เรยี น พดู หาเสียงใหพรรค ของตนเอง • สมมติบทบาทตนเองเปน พนักงานขาย โนม นา วใหผ ฟู ง ตดั สนิ ใจซอ้ื สนิ คา และบรกิ าร เมอ่ื เลอื กหวั ขอ ไดแ ลว ใหน กั เรยี นวางโครงเรอื่ ง เพอื่ รางบทพูด โดยใชภาษาใหถ ูกตอ งตามหลกั ไวยากรณ และประสบผลตามจดุ มงุ หมาย ความยาว ไมเกินคนละ 2 นาที ขอสแอนบวเนนOก-าNรคEิดT เกร็ดแนะครู บคุ คลใดประพฤติตนเหมาะสมท่สี ุดในการพดู โนมนาวใจ การเรยี นการสอนเกยี่ วกบั ทกั ษะการพดู เพอื่ ใหน กั เรยี นเกดิ ทศั นคตทิ ด่ี ตี อ การพดู 1. มาโนชใชถอยคาํ ที่มีพลงั เพ่อื กลาวพาดพิงฝา ยตรงขาม มองเหน็ วา การพูดใหป ระสบความสําเร็จในชนั้ เรียนเปน จดุ เร่ิมตน ของการประสบ 2. มานะพูดโดยใชถอ ยคาํ ในลกั ษณะย่ัวยุเพ่อื บรรยากาศในการพูด ความสาํ เร็จทางดา นการพดู ในอนาคต 3. มานิตพูดโนมนา วใจโดยยกเหตผุ ลท่ตี ง้ั อยูบนพื้นฐานความจริง 4. มานพพดู เกนิ จากเวลาทที่ ีมงานกาํ หนดไวเ พราะตองการใหผูฟ ง ปจ จยั ท่จี ะทาํ ใหเ กิดผลดังกลา ว คอื การสรางบรรยากาศการเรยี นการสอน ที่สนุกสนาน นอกจากนีย้ ังควรนาํ ตวั อยางคลปิ วิดีโอการประกวดการพูด เปนตน ประทับใจ วา การประกวดพดู สนุ ทรพจนข องนักเรียนในระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลายมาให วิเคราะหคาํ ตอบ การพูดโนม นา วใจทีด่ ีควรใชพ ลังของภาษา นักเรียนรับชม เพื่อใหร ูสกึ วาเปน เร่ืองใกลต วั ซ่ึงในขณะทีร่ บั ชมนน้ั ครคู วรใหน ักเรยี น ในเชิงสรางสรรค ไมควรใชเพื่อการทําลาย หรือกลาวพาดพิง รวมกันสังเกต เพื่อวเิ คราะหแ นวทางการพูดของผพู ูดในดา นตางๆ โดยเฉพาะอยา งยิ่ง ใหรา ยฝา ยตรงขาม รวมถึงไมใ ชถ อยคําทจี่ ะเปน การย่ัวยุใหเกิด การใชภ าษาเพอ่ื การถา ยทอดนาํ้ เสยี ง การแสดงสหี นา แววตา ทา ทางประกอบการพดู ความรูส ึกแตกแยกเพยี งเพ่ือสรางบรรยากาศการพูด ผพู ูด วา มคี วามพอเหมาะ พอดีหรอื ไม อยางไร และการแสดงทาทางเหลา นนั้ ชว ยสง เสรมิ โนม นาวใจทด่ี ีควรยกเหตผุ ลทตี่ งั้ อยูบนความจริง เพือ่ โนมนาวผฟู ง การพูดไดอ ยา งไร ในความคิดเห็นของนกั เรยี น ดงั นน้ั จงึ ตอบขอ 3. คมู อื ครู 139

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Expand Evaluate Engage Expand ขยายความเขา ใจ นกั เรยี นใชค วามรู ความเขา ใจเกย่ี วกบั แนวทาง คาำ ถามประจาำ หน่วยการเรียนรู้ การพูดโนม นาวใจ รว มกนั กาํ หนดเกณฑเพื่อใช ประเมนิ การพดู โนม นา วใจของตนเอง รวมถงึ เพอ่ื นๆ ๑. ในชีวติ ประจา� วันนักเรยี นใชก้ ารพดู โน้มนา้ วใจประเภทใดมากทส่ี ุด เพราะเหตุใด รวมชน้ั เรียน ๒. เพราะเหตใุ ดการโฆษณาจึงเปน็ การโน้มนา้ วใจที่ประสบความส�าเรจ็ สามารถ (แนวตอบ เกณฑท ่ีกําหนดควรครอบคลมุ ดงั น้ี โนม้ นา้ วใจผูฟ้ งั ได้มากกว่าการประชาสัมพันธด์ ว้ ยวิธีการอ่ืน • มจี ุดมุง หมายในการพดู ชัดเจน เนื้อหาสาระ ๓. กลวิธีในการพูดโน้มน้าวใจให้เกิดผลสมั ฤทธ์ิมีอะไรบา้ ง ๔. ค�าขวัญท่วี ่า “ความรู้ คูค่ ณุ ธรรม น�าสอู่ นาคต” มีจดุ มงุ่ หมายเพอ่ื โนม้ นา้ วใจให้ผู้ฟัง ท่ีพูดมีความครอบคลมุ แสดงถงึ การวาง โครงเร่ืองทดี่ ี กระทา� ส่งิ ใดและใช้กลวธิ ีใดในการโนม้ นา้ ว • การใชภาษาเพอ่ื การเรียบเรียงมีความถกู ตอ ง ๕. มารยาทและคณุ ธรรมในการพดู เป็นปัจจยั ท่ีช่วยสง่ เสรมิ ใหก้ ารพูดประสบ ตามหลักไวยากรณ ทส่ี าํ คัญคือมีพลงั ในเชงิ สรางสรรคใ หผฟู ง เกดิ อารมณความรสู กึ รวม ความสา� เร็จได้อยา่ งไร ยกตวั อย่างประกอบคา� อธิบาย หรอื คลอยตาม • ผพู ูดปฏิบตั ติ ามมารยาทและมีคณุ ธรรม กิจกรรมสรา้ งสรรค์พัฒนาการเรยี นรู้ ในการพูด เชน แตง กายเหมาะสม การวาง บคุ ลิกภาพทาทาง สีหนา แววตา ๑. ใหน้ ักเรียนยกตวั อย่างการพูดโนม้ น้าวใจที่เคยไดฟ้ ังหรอื เปน็ การพดู ทสี่ ามารถ พูดแตค วามจรงิ ) โน้มน้าวใจผฟู้ งั ได้มาก คนละ ๑ เรื่อง วิเคราะห์จุดมุ่งหมายและกลวิธขี องผ้พู ูด น�าเสนอผลการวเิ คราะห์หนา้ ชนั้ เรยี น ตรวจสอบผล Evaluate ๒. ให้นักเรยี นแบ่งกลุ่มเลือกโฆษณาทางโทรทัศน์ตามความสนใจ วิเคราะหก์ ารใช้ 1. นักเรียนพดู โนมนาวใจในหวั ขอท่เี ลอื ก ภาษาและเนื้อหาของโฆษณา จากนัน้ ใหส้ ่งตวั แทนนา� เสนอผลการวเิ คราะห์ หลังจบการพดู ใหน กั เรียนแตล ะคนเขยี นผล หนา้ ชัน้ เรยี น การประเมิน ระบุชือ่ เพื่อนที่พูดโนม นาวใจ ไดประสบความสําเร็จที่สุดลงในกระดาษ ๓. ให้นกั เรียนแบง่ กล่มุ เพื่อฝึกการพดู โนม้ นา้ วใจ โดยให้แต่ละกลมุ่ ระดมความคิด นาํ ไปหยอนลงในกลอ งทคี่ รูเตรียมไว ครขู อ เกย่ี วกบั หวั ข้อในการพดู ทา� การฝกึ ซ้อมกนั ในกลุ่ม และคัดเลือกผู้ท่พี ูดได้ดที ่สี ุด อาสาสมัคร จํานวน 2 คน ออกมาเปน ผูขาน เปน็ ตวั แทนกลุม่ ออกมาพดู หนา้ ชัน้ เรียน และเขยี นคะแนน 2. ครูประเมินการพูดของนักเรียน จากนัน้ แจงผล การประเมิน 3. นักเรียนตอบคาํ ถามประจําหนวยการเรียนรู หลักฐานแสดงผลการเรียนรู 140 รา งบทพดู โนม นาวใจในหัวขอ ทเ่ี ลอื ก โดยมี ความยาวไมเ กนิ 2 นาที แนวตอบ คาํ ถามประจาํ หนวยการเรยี นรู 1. คําตอบในขอนี้ นกั เรียนสามารถตอบไดอ ยางหลากหลาย ข้นึ อยูกับประสบการณส ว นตนของนักเรยี นแตละคน เปนตน วา หากวันหยุดเสาร อาทติ ย บา นของนกั เรียน ประกอบอาชีพคา ขายท่ีตลาด นักเรียนก็อาจใชก ารพูดโนมนาวใจเพ่ือชักชวนใหผ ูซื้อสนใจ ตดั สนิ ใจซ้ือสนิ คาในรานของนกั เรยี น เปน ตน 2. การพดู โฆษณา เปน การพูดโนมนาวใจที่ประสบความสาํ เรจ็ มากทสี่ ดุ เพราะโฆษณาในปจจุบนั สวนใหญเ นนการนาํ เสนอภาพและเสียงไปพรอ มๆ กัน 3. การพูดโนมนาวใจใหส มั ฤทธิผล ผูพดู จะตองมีจดุ มงุ หมายในการพดู ท่ชี ัดเจน วางโครงเรอ่ื งเพอ่ื เรียบเรียงเนื้อหาสาระอยา งรัดกมุ ใชภาษาเหมาะสม ถูกตองตาม หลกั ไวยากรณ ใชถอ ยคาํ ทท่ี าํ ใหเ กิดอารมณค วามรสู ึกคลอยตาม 4. จากคําขวญั ดงั กลาวมีจุดมงุ หมายเพอื่ โนมนา วใจใหผูฟ งใชค วามรู ความสามารถของตนไปในทางท่ีถูกตอง โดยคํานึงถึงคุณธรรมประกอบดว ย ซ่ึงเปนคาํ ขวญั ท่ีใช กลวิธีการโนมนาวใจแบบแสดงใหเหน็ เหตุผล โดยกลาววา ตองมคี วามรูคูกับคุณธรรมจงึ จะนําไปสูอ นาคตท่ีดีได 5. มารยาทและคณุ ธรรมในการพดู ถอื เปนปจจยั หนงึ่ ทีท่ ําใหก ารพูดประสบความสาํ เร็จ ซึ่งมหี ลายประการ เปนตน วา การแตงกายสะอาดเรยี บรอ ย การวางบุคลกิ ภาพ เหมาะสม ทา ทาง สหี นา แววตามีทา ทีเปนมติ ร การพดู ในส่ิงท่ีมีประโยชน การรบั ผดิ ชอบคําพูด สิง่ เหลาน้ีมีสว นทาํ ใหผูฟ ง สนใจและมีความคดิ คลอยตาม 140 คูมือครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Evaluate Engage Expand Engage Explore Explain กระตนุ้ ความสนใจ ôตอตนอทน่ีท ่ี 1 ครสู นทนากบั นกั เรียนเกี่ยวกับความสําคัญ หลักการใชภาษา และคุณคา ของภาษาไทย จากนน้ั ครูต้งั คําถาม เพือ่ นําเขาสูหนวยการเรยี นรู ภาษาไทยมปี ระวตั คิ วามเปนมายาวนานกวา ๗๐๐ ป คนไทยใชภาษาไทย • นกั เรยี นคิดวาภาษามีความสาํ คัญอยา งไร เปนเคร่ืองมือในการสื่อสารทําความเขาใจระหวางคนในสังคม เปนเคร่ืองมือ (แนวตอบ นกั เรียนตอบไดอยางหลากหลาย ในการศึกษาหาความรูและถายทอดความคิด วิทยาการตางๆ ภาษาไทยจึงเปน เปนตน วา ภาษาเปน เครอื่ งมือในการ ทง้ั วฒั นธรรมไทยและเครอ่ื งมอื ในการถา ยทอดวฒั นธรรม คนไทยควรใชภ าษาไทย ถายทอดความคดิ อารมณ ความรสู ึกของ ใหถูกตองตามหลักภาษาและเหมาะสมกับวัฒนธรรม เพ่ือใหการส่ือสารเกิดผล มนษุ ย เปนเครอ่ื งมือในการส่ือสารระหวาง สัมฤทธิ์ตามจุดมุงหมาย และเพื่อดํารงรักษาเครื่องมือในการสื่อสารใหเปนมรดก คนในสังคม) แกลกู หลานไทยสบื ไป • นกั เรียนสังเกตหรือไมว าภาษาสะทอ น วัฒนธรรมการใหความเคารพผูอาวุโส นกั เรียนยกตวั อยา งคําทแี่ สดงใหเ หน็ วัฒนธรรมน้ี (แนวตอบ คําทใ่ี ชเ รยี กเครือญาติ เชน ลุง ปา นา อา พี่ นอง เปนตน) • จากคําทน่ี ักเรยี นยกมาสะทอ นใหเหน็ วัฒนธรรมอยา งไร (แนวตอบ คาํ ท่ียกมาเปน คําทใี่ ชเรียกบุคคล ทง้ั ท่ีสงู วัยกวา และออ นวัยกวา ซง่ึ เปน การ แสดงความเคารพผูอาวุโส โดยใชคําเรียก ตามสถานะ หรอื การแทนตนเอง ในขณะท่ี ภาษาอน่ื บางภาษาใชร ว มกันไมมีการจําแนก แสดงความลดหลน่ั เชน ภาษาองั กฤษ ใชค ําวา YOU ซ่งึ เปน สรรพนามบรุ ษุ ที่ 2 หรอื ผูทเี่ ปนคูสื่อสาร โดยไมคํานงึ วาบคุ คล ผูนน้ั จะอยใู นชวงวัยใด หรอื มสี ถานภาพเปน อยางไร เปนตน ) เกรด็ แนะครู การเรยี นการสอนในตอนที่ 4 หลกั การใชภ าษา เปา หมายสาํ คัญ คอื นกั เรยี นมี ความรู ความเขา ใจ จนกระท่ังสามารถระบเุ ก่ียวกับธรรมชาติของภาษา ลกั ษณะ ทส่ี ําคญั ของภาษาไทยไดใ นทุกประเดน็ ไดแก หนวยเสยี ง โครงสรา งของคํา ความหมายของคาํ ทง้ั ความหมายนัยตรงและโดยนยั การเรยี งรอยคาํ เพ่ือประกอบ ประโยคตามเจตนาของผสู ง สาร รวมไปถงึ มคี วามรู ความเขา ใจเกยี่ วกบั ฉนั ทลกั ษณ ของบทรอยกรองประเภทรา ยและฉนั ท ศลิ ปะการประพนั ธ จนสามารถสรา งสรรค ผลงานของตนเองได การจะบรรลุเปา หมายทง้ั หมดขา งตน ครคู วรออกแบบการเรียนการสอน โดย เนนใหนกั เรียนเปนผูแสวงหาและสรา งองคความรูที่ถูกตองดวยตนเองภายใต คาํ ช้ีแนะของครู จากนั้นจงึ มอบหมายช้ินงานยอ ยใหปฏิบตั ิท้ังในรูปแบบรายบคุ คล และกลมุ ทง้ั น้ีเพ่ือเปนการทบทวน นาํ ความรไู ปใช และฝกทักษะการทาํ งานรว มกัน คู่มือครู 141


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook