Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือครู หลักภาษาฯ ม.5

คู่มือครู หลักภาษาฯ ม.5

Published by pearyzaa, 2021-05-16 02:21:02

Description: คู่มือครู หลักภาษาฯ ม.5

Search

Read the Text Version

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explain Expand Evaluate Engage Explore เปาหมายการเรยี นรู 1. สามารถเขยี นรายงานเชงิ วิชาการเรื่องทส่ี นใจ ตอนท่ี ๑๒ โดยมีองคป ระกอบ หลกั การเขียน และการ อางอิงท่ีถกู ตอ ง ครบถวน 2. เขียนบันทกึ ความรทู ไี่ ดจากการอา น การฟง และการดู โดยบนั ทึกสาระสาํ คัญครบถวน พรอมระบุแหลง ท่ีมาไดถูกตอ ง 3. มมี ารยาทในการเขยี น สมรรถนะของผเู รียน 1. มวี นิ ัย 2. ใฝเรยี นรู 3. มุงมนั่ ในการทาํ งาน คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค òหน่วยกำรเรยี นรทู้ ่ี การเขียนเปนทักษะทาง 1. ความสามารถในการสือ่ สาร ภาษาที่มนุษยใชเพื่อสื่อสารขอมูล 2. ความสามารถในการคิด ความรู อารมณค วามรูสึก จนิ ตนาการจาก 3. ความสามารถในการแกไขปญ หา ผเู ขยี นไปยงั ผอู า นดว ยจดุ ประสงคท แี่ ตกตา งกนั 4. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี เชน เผยแพรความรู สรางความเขาใจท่ีถูกตอง โนมนาวใจใหเช่ือถือ คลอยตาม สิ่งสําคัญท่ีสุดคือ กระตนุ ความสนใจ Engage เนอ้ื หาสาระทนี่ าํ มาถา ยทอดตอ งมคี วามถกู ตอ งแมน ยาํ นาเชอ่ื ถอื รวมถงึ ใชรปู แบบและถอยคําเหมาะสมถูกตอ ง ตามหลักไวยากรณ ครูนําเขาสูหนวยการเรียนรู โดยใชภ าพประกอบ การเขยี นเพอ่ื สอ่ื สาร หนาหนวยกระตุนความสนใจ และเปนประเด็น ของคําถาม ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง • ภาพประกอบหนาหนว ยทน่ี ักเรยี นเหน็ • เขยี นสอื่ สารในรปู แบบต่างๆ ไดต้ รงตาม • การเขยี นสอ่ื สารในรูปแบบต่างๆ มีความเกยี่ วของกบั การเขียนเพอ่ื สอ่ื สาร วัตถุประสงค์ (ท ๒.๑ ม.๔-๖/๑) • การเขียนรายงานเชงิ วิชาการ อยางไร • การเขยี นอ้างองิ ขอ้ มลู สารสนเทศ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ • เขียนรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าเร่ืองท่สี นใจ • การเขียนบันทึกความรู้จากแหล่งเรยี นรทู้ ห่ี ลากหลาย ไดอ ยา งอิสระ เชน คอมพวิ เตอรเปน อุปกรณ ตามหลกั การเขยี นเชิงวชิ าการและใช้ข้อมูล • มารยาทในการเขียน อเิ ล็กทรอนกิ สท ่ชี วยใหก ารเรยี บเรยี งเน้อื หา สารสนเทศอา้ งอิงอย่างถูกต้อง (ท ๒.๑ ม.๔-๖/๖) สาระของรายงาน มคี วามเปน ระบบ ระเบยี บ) • บันทกึ การศึกษาคน้ คว้าเพือ่ น�าไปพฒั นาตนเอง อยา่ งสม่�าเสมอ (ท ๒.๑ ม.๔-๖/๗) 5•8 มีมารยาทในการเขยี น (ท ๒.๑ ม.๔-๖/๘) เกรด็ แนะครู การเรยี นการสอนในหนว ยการเรียนรู การเขยี นเพื่อสอ่ื สาร เปาหมายสําคญั คอื นักเรียนมีความรู ความเขาใจเก่ียวกับกระบวนการเรยี บเรียงรายงานเชงิ วิชาการ เพื่อใหเกดิ องคความรรู วบยอด นาํ ไปสูก ารเรยี บเรียงรายงานเชิงวชิ าการโดยมี องคป ระกอบท่ีครบถวน ถูกตอ ง ไดดว ยตนเอง การจะบรรลุเปาหมายดงั กลา ว ครูควรออกแบบการเรียนการสอนดวยวธิ ีการ แบงกลมุ คน ควา แตละกลุมคน ควาประเด็นหลกั ซึ่งเปนประเดน็ เดยี วกัน โดยศึกษา ในเชงิ ลกึ และรอบดา น เพอื่ นาํ ขอ มลู มาอธบิ ายความรใู นชน้ั เรยี น โดยใชก ารซกั ถาม โตแ ยง สนับสนุน หรือเสนอประเด็นใหมของนกั เรียน คัดกรองใหไดอ งคความรูท่ี ถูกตองครอบคลมุ ภายใตก ารสังเกตการณ การเปดประเด็น และการตัง้ คําถาม ของครู จากน้นั จึงมอบหมายภาระช้ินงานใหนักเรยี นปฏบิ ัติเปนรายบคุ คล การเรียนการสอนในลกั ษณะนจี้ ะชวยฝกทกั ษะการทาํ งานอยางเปน ระบบใหแ ก นักเรียน นาํ ไปปรบั ใชใ นชีวิตประจาํ วนั ไดอยางเหมาะสม 58 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Evaluate Engage Expand Engage กระตนุ ความสนใจ ๑. กกาารรเขเียขนียรานยงรานาเชยิงงวิชาากนาร1เ ชเปงิ ็นวงาชิ นาเขกียนาทรี่มีจุดมุ่งหมายเพ่ือรายงานผลการศึกษา เมื่อครเู รมิ่ ตน การเรยี นการสอนดว ยวธิ กี าร ตงั้ คาํ ถาม จากนนั้ ครคู วรใหค าํ นิยามของคําวา “การเขยี นเชงิ วชิ าการ” แกน กั เรยี น โดยยกตวั อยา ง คน้ ควา้ ในเรอื่ งใดเรอ่ื งหนง่ึ โดยเฉพาะอยา่ งละเอยี ดและเรยี บเรยี งอยา่ งมรี ะเบยี บแบบแผน การเขยี น ประกอบใหเห็นชัดเจน แลว ต้งั คําถามวา รายงานเชิงวิชาการควรมีส่วนประกอบของรายงานครบถ้วนและมีข้ันตอนในการเขียนตามล�าดับ เพ่อื ใหไ้ ดร้ ายงานทีถ่ ูกตอ้ งและชัดเจน • จากคาํ นิยามทนี่ ักเรียนไดฟ ง ส่งิ ใดมคี วาม สําคัญทสี่ ดุ สาํ หรับการเขยี นเชิงวิชาการ ๑.๑ สว่ นประกอบของรายงานเชงิ วชิ าการ (แนวตอบ ส่ิงทม่ี ีความสาํ คัญทส่ี ุดของการ เขียนเชิงวชิ าการ คอื ความถกู ตองของ รายงานเชิงวิชาการประกอบด้วยส่วนสา� คัญ ๓ สว่ น ดังน้ี ขอ มูลที่นําเสนอ หรือใชในการอางอิง ๑) สว่ นหนา้ หมายถงึ สว่ นทอ่ี ยตู่ น้ เลม่ ของรายงาน กอ่ นถงึ เนอื้ เรอื่ ง มสี ว่ นประกอบ ดงั น้ี ขอมูลทน่ี ํามาใชใ นการเขียนเชงิ วชิ าการ ๑.๑) ปกนอก ควรมีรายละเอียดตา่ งๆ ได้แก ่ ช่อื เรื่องของรายงาน ชอื่ ผู้เขยี นรายงาน จะตอ งเปน ขอ เทจ็ จรงิ หรอื ความรทู ไ่ี ดร บั การ ชอ่ื อาจารย์ผู้สอน ช่ือวชิ า ช่อื สถาบัน ภาคการศึกษา และปกี ารศึกษา พิสูจนว าถูกตอ งแลว เปนจรงิ ตามหลกั วิชา ๑.๒) ใบรองปก เป็นกระดาษเปลา่ ๑ แผ่น ท่คี ั่นอยู่ระหวา่ งปกนอกและปกใน นอกจากขอมูลท่ีถูกตองแลว รูปแบบ ๑.๓) ปคำ�กนในำ�2 เมปขีน็ ้อกคาวรบามอเกหใหมผ้ืออู้นา่ปนกไนดอท้ กรทาบุกวปา่ ร ะผกรู้ าารยงานมจี ดุ ประสงคอ์ ยา่ งไร เหตใุ ดจงึ องคประกอบ หลักการเขียน และการอา งองิ ๑.๔) กน็ บั เปน สงิ่ สาํ คญั สาํ หรบั การเขยี นเชงิ วชิ าการ) เลอื กคน้ ควา้ หวั ขอ้ น ี้ ซง่ึ การศกึ ษาคน้ ควา้ ไดร้ บั ความร ู้ ไดร้ บั ความอนเุ คราะหจ์ ากใคร และตอ้ งการ ขอบคณุ ใครบ้าง • การนําเสนอขอมูลที่ผดิ พลาดในการเขียน ๑.๕) สำรบัญ เปน็ การจดั ล�าดับเน้ือหาว่านา� เสนอไวใ้ นหน้าใด โดยการนบั หนา้ จะเร่ิม เชิงวิชาการสงผลอยางไร ตง้ั แตบ่ ทแรก หรอื ความนา� เปน็ หนา้ ๑ แตส่ ว่ นมากจะเวน้ ไม่ใสเ่ ลขหนา้ ไว ้ เปน็ ทที่ ราบกนั วา่ หนา้ แรก (แนวตอบ การนาํ เสนอขอมลู ที่ผิดพลาด บทแรกคอื หน้า ๑ คลาดเคลอ่ื นในการเขยี นเชงิ วชิ าการ ๒) ส่วนเน้อื หา หมายถงึ ส่วนท่อี ยตู่ ่อจากส่วนหนา้ เปน็ ส่วนที่ส�าคญั ทีส่ ดุ ของรายงาน3 สง ผลเสยี ตอ การตอ ยอดองคค วามรู กลา วคอื เพราะจะครอบคลมุ เนอื้ หาท้ังหมดของรายงาน ประกอบดว้ ยสว่ นตา่ งๆ ดงั นี้ หากมีผูนาํ ขอ มลู ไปใช หรอื นําไปอา งอิงตอ ๒.๑) บทนำ� คือ ส่วนที่เขยี นอธบิ ายเน้อื หาอยา่ งกวา้ งๆ เพ่ือเป็นการนา� ผอู้ า่ นเขา้ สู่ อาจกอ ใหเ กิดความเขาใจทีไ่ มถูกตอง และ เนอ้ื เร่อื งหรอื เนื้อหาของรายงานท�าให้ผ้อู ่านเขา้ ใจในเบื้องตน้ หากมกี ารนาํ ไปเผยแพรในวงกวา งอาจกอ ให ๒.๒) เนอ้ื เรอ่ื ง คอื สว่ นทเ่ี สนอเรอ่ื งราวสาระทง้ั หมดของรายงานตามลา� ดบั ของหวั ขอ้ เกดิ ความเสยี หายตอ วงวชิ าการนนั้ ๆ ได) ที่ระบุไว้ในหน้าสารบัญ การเสนอเนื้อเรื่องอาจแบ่งออกเป็นบทหรือตอนต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้อ่าน เหน็ ประเดน็ สา� คญั ของเนอื้ ความตามลา� ดบั และตอ่ เนอื่ งกนั สว่ นการทจี่ ะแบง่ ออกเปน็ บทหรอื ตอน • การเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการใหป ระโยชนใ ดตอ ขนึ้ อยกู่ บั ลกั ษณะความสน้ั ยาวของเนอื้ เรอื่ ง ถา้ เปน็ รายงานขนาดสนั้ ไมจ่ า� เปน็ ตอ้ งแบง่ เปน็ บทหรอื นกั เรยี นมากกวา คะแนนซง่ึ จะไดร ับจากครู ตอนก็ได ้ แต่ควรแบ่งตามหัวข้อสา� คญั ๆ ของเนอ้ื เร่อื งใหเ้ หมาะสม หากเป็นรายงานขนาดยาวควร (แนวตอบ การเขียนรายงานเชงิ วชิ าการ แบ่งเปน็ บทหรือตอน เพือ่ ใหเ้ นอื้ เรื่องมีความชดั เจน ทาํ ใหเ รยี นรกู ระบวนการทาํ งานอยา งเปน ระบบ การวางแผน การคนควาขอมูลอยางมี 59 วจิ ารณญาณ การทาํ งาน และการยอมรับฟง ความคดิ เหน็ ของผูอ ่นื มีความรอบรู รจู กั คิด พจิ ารณาตัดสินปญ หาตางๆ ไดถูกตอ ง และ มเี หตผุ ล) ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT นกั เรยี นควรรู ขอใดใหค วามหมายของรายงานเชิงวิชาการไดถ ูกตอ งมากท่สี ุด 1 การเขียนรายงานเชิงวิชาการ ผูเขียนจะตองใหความสําคัญกับขอมูลท่ีนํามา 1. การเสนอความรพู รอ มกับความบนั เทงิ เผยแพร จะตอ งเปน ขอ มลู ทถี่ กู ตอ ง ผา นการศกึ ษาตามหลกั สาขาวชิ า และไดร บั การ 2. การเสนอความรู และขอ คดิ เห็นของตนเอง ยอมรบั ในวงวชิ าการ เพราะการเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการมคี วามสาํ คญั ในแงข องการ 3. งานเขยี นท่ีเกิดจากการนาํ ขอ มูลหลากหลายประเภทมาเรยี บเรียง ปลูกฝง ความรใู หแกท รัพยากรบคุ คลของประเทศ 4. งานเขียนที่มจี ุดมงุ หมายเพ่ือรายงานผลการศกึ ษาในหวั ขอ ใด 2 คาํ นํา การเขยี นคํานําในรายงานเชิงวิชาการ ควรเขยี นเม่อื รายงานเกือบเสรจ็ สมบูรณ เพราะจะมีขอมลู ในการเขยี นมากกวา ท้ังน้คี าํ นําไมควรมีความยาวเกนิ หวั ขอ หน่ึง 2 หนา กระดาษ วเิ คราะหค ําตอบ รายงานเชิงวิชาการ คือ งานเขียนทม่ี ีจดุ มงุ หมาย 3 เปนสวนท่ีสาํ คัญที่สดุ ของรายงาน (สว นเน้ือหา) ซ่ึงจะอยูตอ จากสวนหนา เพอื่ รายงานผลการศกึ ษาคน ควา ในหวั ขอ ใดหวั ขอ หนงึ่ โดยมหี ลกั วชิ า เปนสวนทส่ี าํ คัญทสี่ ดุ เพราะครอบคลมุ เน้ือหาท้ังหมดของรายงานตามโครงเรอ่ื งท่ี รองรบั เขยี นเรยี บเรยี งอยางมีระบบแบบแผน เปน สาํ นวนภาษา กําหนดไว อาจจดั ทําเปนบท แตถ า มีเนอ้ื หาไมมาก อาจเพียงแบง ตามหัวขอ สําคญั ในเน้อื เร่อื ง ของตนเอง มีสว นประกอบตางๆ ของรายงานครบถว น ดังนั้น จงึ ตอบขอ 4. คูมือครู 59

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explain Expand Evaluate Explore สาํ รวจคน หา Explore แบงนักเรียนออกเปนกลุมๆ โดยแตล ะกลุม นอกจากน ้ี ในเนอื้ เรอื่ งยงั มสี ว่ นประกอบท่ีทา� ใหเ้ น้ือหาของรายงานนา่ เช่อื ถอื มากข้ึน มสี มาชิกในจาํ นวนเทา ๆ กนั จากน้ันใหจ ดั โตะ เรยี น ไดแ้ ก ่ อัญประภาษและเชงิ อรรถ เปน วงกลม และนง่ั หนั หนา เขา หากนั ครแู จกรายงาน เชิงวชิ าการ กลุมละ 2-3 เลม (คัดเลอื กรูปเลม (๑) อัญพจน์หรืออัญประภาษ คือ การยกค�าพูดหรือการคัดลอกข้อความจาก ท่ีสวยงาม มอี งคป ระกอบหรือสว นประกอบ เอกสารหรอื คา� พดู ของผอู้ นื่ มาอา้ งองิ โดยไมม่ กี ารเปลยี่ นแปลงขอ้ ความ ใชเ้ ครอ่ื งหมายอญั ประกาศคู่ ของรายงานชดั เจน ระบบการอางองิ ถกู ตอ ง) (“ ”) กา� กับไว ้ แลว้ บอกทีม่ า ปีท่ีพิมพ์ และเลขหนา้ หนังสอื นน้ั ไว้ในวงเล็บ ดงั ตัวอย่าง ใหน ักเรียนสังเกต พิจารณา รวมกนั ต้งั ขอคาํ ถาม บันทึกลงสมดุ ประจํากลุม ซึ่งขอคําถามเหลา นี้ “ในบรรดา ภาษาต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเรา เห็นจะไม่มีภาษาใดเกิน จะนําไปสูก ารสบื คน เพื่อสรางองคความรเู กยี่ วกับ ภาษาบาลี-สันสกฤต ทง้ั น้เี พราะเรายืมคา� ภาษาทั้งสองมาใช้มากมาย ไมแ่ ตค่ า� ที่ใชใ้ นทางศาสนา กระบวนการเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ ครคู วรให ฝา่ ยหนิ ยานทีน่ ับถอื อยู่ แมใ้ นภาษาท่ใี ช้พูดกันทุกวัน ก็มีค�าภาษาท้งั สองนมี้ าใช้อยู่ไม่นอ้ ย” เวลานกั เรยี นสาํ หรบั การปฏบิ ตั ขิ นั้ ตอนน้ี กลมุ ละ 20 นาที จากนั้นสอบถามแตละกลมุ เก่ียวกบั (บรรจบ พนั ธเุ มธา ๒๕๒๓: ๑) ขอคําถาม ขอ สงสัยท่ีบนั ทึกได เพอ่ื ตรวจสอบวา ขอสงสัยครอบคลมุ กระบวนการเขียนรายงาน อ้างองิ หรอื อธบิ ายค(๒า�1 )ข เ้อชคิงวอารมร ถห ครอืือเ รข่ืออ้ งครวาาวมทสอี่ ่วยนู่ในหหนนง่ึ ใ้านเดเนยี ื้อวเกรนัือ่ งโ ดบยอเกขทยี ม่ีนาแขยอกงจขาอ้กคสว่วานมเนท้อืีย่ เกรมอื่ าง เชิงวชิ าการหรือไม หากพบวา ยังไมครอบคลุม ด้วตยกัวอารยขา่ ีดง เส้นเชคงิ่ันอจรารกถขออ้าบงอซิง2า้ ยมาขวาประมาณครึง่ หนา้ กระดาษ ควรสรุปประเดน็ ดังตอไปนี้ “โคลงนิราศสุพรรณ นอกจากจะเป็นเรื่องน�าเที่ยวท่ีดีเลิศ น�าผู้อ่านท่องเที่ยวล่องเรือ • รายงานเชงิ วิชาการมคี วามสําคัญอยางไร ตามนายพดั นายตาบ และคนอน่ื ไปตามคลองมหานาค เมอ่ื ผา่ นวดั สระเกศ ทา� ใหเ้ ราทราบวา่ เคยมี หรอื ทําไมตองเขียนรายงานเชิงวิชาการ โรคระบาดเกดิ และมคี นเอาศพไปทง้ิ ไวท้ ว่ี ดั สระเกศ ซงึ่ ตง้ั อยทู่ ต่ี า� บลนางเลงิ้ ซง่ึ มแี รง้ มากนิ ศพมาก (นางเล้ิงมาจากอแี รง้ แลว้ กลายเปน็ อเี ลิง้ ในทีส่ ดุ )”๑ • รายงานเชิงวิชาการเลมหนึ่งๆ ควรมี สว นประกอบหรอื องคป ระกอบใดบาง ______________________________ จงึ จะถูกตองตามหลกั วชิ า ๑ ภญิ โญ ศรีจ�าลอง. ๒๕๔๙. ท่องโลกกวี เทิดอกั ษรสนุ ทรภ.ู่ (กรงุ เทพมหานคร: บา้ นภญิ โญ), หนา้ ๖๔. • การเขียนรายงานเชงิ วชิ าการครัง้ หนึง่ ๆ มขี ัน้ ตอนการปฏบิ ตั อิ ยางไร ตัวอยา่ ง เชิงอรรถเสริมความ3 • ขอ มลู ประเภทใดบา ง ทสี่ ามารถนาํ มาใช “คดิ วา่ ผกู้ า� หนดชอื่ ศกั ราชจะคา� นงึ ถงึ เวลาการเกดิ ของศกั ราชทงั้ สองนเี้ ปน็ หลกั โดยทเ่ี อาวา่ อา งองิ หรอื ประกอบการเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ มหาศักราชเป็นศักราชซ่ึงเกดิ ก่อน สว่ นจลุ ศกั ราชเป็นศักราชท่เี กดิ ภายหลงั ”๑ และมีวธิ กี ารคน ควา แยกแยะ สังเคราะห และบันทึกอยางไร ______________________________ • ควรใชส าํ นวน ภาษาอยา งไร จงึ จะเหมาะสม ๑ ตามเกณฑ์ถือมหาศักราชเกิดภายหลังพุทธศักราช ๖๒๑ ปี หรือ ๖๒๒ ปี ส่วนจุลศักราชเกิดหลัง สาํ หรับการเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ พุทธศักราช ๑๑๘๑ หรือ ๑๑๘๒ หรอื หลังมหาศกั ราช ๕๖๐ ปี เม่ือพบวา ขอ สงสยั ของนกั เรียนอยใู นขอบขาย 60 ครคู วรมอบหมายใหส บื คนความรูรวมกัน เพอ่ื นํา ขอมลู ทีเ่ ปน ประโยชนมาอธบิ าย อภปิ ราย ซกั ถาม โตต อบกันภายในช้ันเรยี น นักเรียนควรรู ขอสอบ O-NET ขอ สอบป’52 ออกเกย่ี วกบั การใชภ าษาในการเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ 1 อธิบายคาํ คอื การเขียนไขความ ขยายความ หรอื เขยี นชี้แจง ซงึ่ เปนการเขียน รายงานเชิงวิชาการสว นใดใชภาษาไมเหมาะสม ที่มุงใหผูอานเขาใจเรื่องราวใดเรื่องราวหน่ึงอยางถูกตองชัดเจน โดยมุงที่จะบอกวา 1) พรกิ เปน สมนุ ไพรทคี่ นไทยทกุ คนรจู กั ด/ี 2) นกั วจิ ยั พบวา พรกิ มี ส่ิงนั้นๆ มีลักษณะ มีสภาพหรือขอเท็จจริงเปนอยางไร ซ่ึงผูเขียนใหรายละเอียด สารแคปไซซนิ สงู สารน้มี ีฤทธใ์ิ นการลดความเจ็บปวด/3) และชวย เหตผุ ลที่ชัดเจน นา เชือ่ ถือ ระบบการยอ ยและการไหลเวียนของโลหิต ปอ งกันโรคหวั ใจ 2 เชิงอรรถอางอิง คือ เชิงอรรถทใ่ี ชบ อกแหลงทม่ี าของขอความทนี่ าํ มาเปน โรคมะเร็ง/4)ตอนหลงั นกั วจิ ัยก็พบอีกวา สารตวั นม้ี ีผลในเรื่อง หลักฐานประกอบการเขยี นรายงาน เพอื่ แสดงวาสง่ิ ที่นาํ มาอา งอิงในรายงานนัน้ การเผาผลาญไขมัน ทาํ ใหช วยลดน้ําหนกั ตัวไดด ี ไมไดกลา วขน้ึ อยางเลือ่ นลอย 1. สวนท่ี 1 2. สวนที่ 2 3 เชงิ อรรถเสรมิ ความ หรอื เชงิ อรรถอธิบาย เปนเชิงอรรถซึง่ ใชอ ธิบายความ 3. สว นท่ี 3 4. สว นที่ 4 ทผ่ี เู ขยี นรายงานคดิ วา เปน ประโยชนต อ ผอู าน โดยอาจเปนคํานยิ าม ความหมาย วเิ คราะหค ําตอบ การใชภาษาในรายงานเชิงวิชาการควรอยู ของคาํ ศัพทท่ีผูทาํ รายงานตอ งการใหผูอ านทราบเพ่ิมเตมิ ในระดับท่ีเปน ทางการ ไมควรใชคําท่ีจะลดความนา เช่ือถือของ รายงาน จากตวั เลอื กทก่ี าํ หนด สว นที่ 4 ปรากฏคาํ ทไ่ี มเ หมาะสม คอื คําวา “ตอนหลงั ” ดงั นน้ั จึงตอบขอ 4. 60 คูม ือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ตัวอย่าง เชงิ อรรถโยง1 นักเรยี นน่งั ประจาํ กลุมในลักษณะวงกลม จากน้นั ครูชวนสนทนาเกีย่ วกบั สวนประกอบของ ...ผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมจ�าเป็นต้องปฏิบัติตามข้อก�าหนดของกระทรวง รายงานเชงิ วชิ าการ โดยใหน กั เรยี นประมวลความรู อุตสาหกรรม๑ ความเขาใจเดิมเพ่ือรวมสนทนากับครู จากนั้น ขออาสาสมคั รกลมุ นกั เรยี น จาํ นวน 1 กลมุ ออกมา ______________________________ อธบิ ายความรูเกย่ี วกบั สว นประกอบของรายงาน เชิงวชิ าการท่ีไดจ ากการสืบคนรวมกบั เพ่อื น ๑ดูรายละเอยี ดในภาคผนวก ข โดยกลมุ อาสาสมัครตอ งมั่นใจวา ขอ มลู ท่กี ลุม จะนาํ เสนอมีความถูกตอ ง และครบถว น หากเพอ่ื น ๒.๓) บทสรุป คือ ส่วนท่ีเขียนย้�ำหรือน�ำเสนอประเด็นส�ำคัญของเน้ือหำ อำจมีกำร กลมุ ใดกลมุ หนง่ึ สามารถโตแ ยง ในขอ มลู ทไี่ มถ กู ตอ ง อภปิ รำยและให้ข้อเสนอแนะในกำรศึกษำคน้ ควำ้ เรอ่ื งน้นั ต่อไปด้วย ได คะแนนการอธบิ ายความรูจะเปน ของกลุม ๓) สว่ นท้าย หมำยถงึ สว่ นท่อี ยตู่ อนทำ้ ยเลม่ ของรำยงำน ประกอบด้วย บรรณำนกุ รม ซงึ่ ทําหนาทีไ่ ดสมบรู ณ ภำคผนวก อ๓ภ.ธิ๑ำ)น ศบพัรรทณ์ แานละุกดรัชม2น หี มำยถึง รำยชอื่ หนังสอื เอกสำร หรือแหลง่ อ้ำงอิงข้อมูลอื่นๆ เชน่ อนิ เทอรเ์ นต็ กำรสมั ภำษณ ์ เปน็ ตน้ ทผี่ เู้ ขยี นใชศ้ กึ ษำคน้ ควำ้ เพอื่ เปน็ ขอ้ มลู ในกำรทำ� รำยงำน (แนวตอบ รายงานเชิงวิชาการมีสว นประกอบ กำรเขยี นบรรณำนกุ รมจำกแหล่งอ้ำงองิ ตำ่ งๆ มดี ังน้ี หรือองคประกอบ สว นใหญๆ 3 สว น ไดแ ก สวนหนา สวนเน้ือหา และสวนทา ย หรือสว น (๑) หนงั สอื เล่ม ให้ระบ ุ ดงั นี้ อา งองิ โดยทสี่ วนใหญๆ ขา งตน จะมสี วนประกอบ ยอ ยๆ ดังน้ี สว นหนา คือ สวนท่อี ยตู นเลม ของ ช่ือผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ช่ือหนังสือ. ครั้งท่ีพิมพ์. เมืองที่พิมพ์: ชื่อส�านักพิมพ์หรือโรงพิมพ์. รายงาน กอนทจ่ี ะเขาสูเน้อื เรื่อง ประกอบดว ย ดงั ตวั อยา่ ง ปกนอก ใบรองปก ปกใน คาํ นาํ สารบญั สว นเนือ้ หา คือ สวนที่อยถู ัดจากสวนหนา นําเสนอ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ๒๕๔๘. บทละครค�ากลอนเรื่อง พระร่วง. สาระสาํ คญั ของรายงาน ประกอบดว ย บทนาํ เนอื้ หา พมิ พ์ครัง้ ท่ ี ๑๔. กรงุ เทพมหานคร: อกั ษรเจรญิ ทัศน.์ และสรปุ ซึ่งสว นเน้ือหาเปน สวนสาํ คัญทีส่ ุดของ รายงาน เพราะเปน สวนทเี่ สนอผลการศึกษาของ มนตรี ตราโมท. ๒๕๓๒. ลิลติ อหิ ร่านราชธรรม. กรงุ เทพมหานคร: บรรณกจิ . หัวขอท่เี ลือกจากความสนใจ หรอื สวนทีค่ รเู ปน ผกู าํ หนดใหท าํ สวนทา ย หรอื สวนอา งอิงเปน (๒) นติ ยสารหรอื วารสาร ให้ระบุ ดงั นี้ สว นแสดงหลักฐานหรือแหลงทม่ี าของขอ มลู ทใ่ี ช ประกอบการศึกษาคนควาและการเขียนรายงาน ชอ่ื ผแู้ ตง่ . ป,ี วัน เดอื น. ช่อื เรื่อง. ชอ่ื วารสาร. ปที ่ี (ฉบบั ที)่ , เลขหนา้ . ดงั ตวั อยา่ ง เปน สวนทมี่ ีความสําคัญ เพราะทาํ ใหร ายงาน ศันสนยี ์ วีระศิลป์ชัย. ๒๕๕๒, มถิ ุนายน. ความขัดขอ้ งพระทัยในรัชกาลที ่ ๕. ศิลปวัฒนธรรม. มคี วามนาเช่ือถอื และเปน การแสดงมารยาท ทางวิชาการของผูเ ขยี น) ๓๐(๘), ๔๔-๔๕. เม่อื กลมุ อาสาสมัครอธิบายความรแู ลวเสรจ็ (๓) หนงั สือพมิ พ์ ให้ระบุ ดังนี้ ครเู ปด โอกาสใหนกั เรียนกลุม อน่ื ๆ ซกั ถาม โตแยง และเสนอขอมูลท่ถี ูกตองเพิม่ เติม ช่ือผแู้ ต่ง. ปี, วนั เดือน. ชอื่ เรื่อง. ชื่อหนงั สอื พมิ พ์, เลขหน้า. ดังตัวอยา่ ง เพ็ญพิชญา เตยี ว. ๒๕๕๒, ๒๒ กุมภาพันธ.์ วิจัย...คณุ สมบตั ขิ องไพลเพ่ือสุขภาพในชอ่ งปาก. ไทยรัฐ, ๗. 61 ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT นกั เรยี นควรรู ขอใดใหคํานิยามคําวา “บรรณานุกรม” ไดถกู ตอ ง 1 เชงิ อรรถโยง หมายถงึ เชงิ อรรถทแ่ี จง ใหผ ูอานรายงานดูขอความทีเ่ กยี่ วของ 1. การอา งอิงขอ ความที่ยกมาจากหนังสือ หรือตําราตางๆ ทห่ี นาอนื่ ในรายงานเลมน้นั ๆ เพราะเนือ้ หาอาจจะสมั พันธหรือเกย่ี วเนอ่ื งกนั ชวย 2. การอธิบายคาํ ศพั ทซ ง่ึ ไมไดใชในชีวิตประจําวัน แตใชในรายงาน ใหเ ขาใจเน้อื หาในตอนนน้ั ไดดียงิ่ ขึน้ เพม่ิ ความสะดวกในการเรยี บเรียงของผูเขียน 3. สวนที่แสดงหลักฐานหรือแหลงท่มี าของขอ มูลที่ใชป ระกอบ และการอา นคนควา ของผูอาน 2 บรรณานุกรม เปนสวนอา งองิ ท่ปี รากฏในสวนทายของรูปเลมรายงาน การทํารายงาน การนาํ รายชื่อของแหลงขอ มลู อา งอิงในเนื้อหาทง้ั หมดทใ่ี ชประกอบการคนควา 4. เอกสารเสริมเพื่อใหรายงานมีความสมบรู ณย ง่ิ ข้ึน และผอู า น และเขียนรายงานมารวบรวมไวท ายเลม จัดเรียงตามลาํ ดบั ตวั อักษรชือ่ ผูแตง เชน ถาผแู ตง เปนคนไทยใหเ รียงช่ือตามลาํ ดบั พยัญชนะ ก-ฮ ถาเปน ชาวตา งประเทศ ไดร บั ประโยชน เรียงลําดับ A-Z ตัวอักษรตวั แรกของนามสกุล วเิ คราะหค าํ ตอบ บรรณานกุ รม หรอื สว นอา งองิ ซง่ึ ปรากฏในสว นทา ย ของรายงานเชิงวิชาการ โดยจะนาํ รายชอ่ื แหลงขอมลู ที่ใชป ระกอบ การคน ควา และเรยี บเรยี งรายงานมารวมกนั ไว โดยจัดเรยี งลาํ ดับ ตามตัวอักษรของชอ่ื ผูแตง ดังนัน้ จงึ ตอบขอ 3. คมู ือครู 61

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู การเรยี นการสอนในหวั ขอ การเขยี นสว นประกอบ (๔) กรณที ่ีไม่ปรากฏชื่อผูแ้ ต่ง ใหร้ ะบ ุ ดงั น้ี สวนหนา ของรายงานเชิงวชิ าการ กอนที่จะขออาสา สมัครกลุมนกั เรยี นออกมาอธิบายความรู ครคู วรใช ช่ือเร่ือง. ป,ี วนั เดอื น. ชื่อหนังสือพมิ พ์, เลขหนา้ . ดังตัวอยา่ ง ตวั อยา งรปู เลม รายงานทีแ่ จกใหน ักเรียนในตนคาบ เปนสื่อประกอบการเรยี นการสอนใหเ กดิ ประโยชน นา�้ มันจากขยะ. ๒๕๕๒, ๑๒ มกราคม. ขา่ ว1สด, ๕. สงู สดุ โดยใหน กั เรียนแตละกลมุ สํารวจวาขอมูลที่ (๕) การอา้ งองิ จากเวบ็ ไซต์ ใหร้ ะบ ุ ดงั น้ี จะตอ งระบุบนปกหนา ของรายงานมอี ะไรบาง โดยบันทกึ สิ่งท่สี าํ รวจไดลงสมุด เพ่ือใหม ีขอ มูล ชอ่ื ผ้แู ต่ง. ปที ลี่ งขอ้ มูล. ชอ่ื เรอ่ื ง. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก: แหล่งสารสนเทศ. (วนั ที่ค้นขอ้ มูล เพยี งพอสําหรบั การโตแยง หรือกลา วเสริมในกรณี : วนั เดือน ป)ี . ดังตวั อย่าง ที่กลมุ อาสาสมัครอาจกลาวไมครบถวน และยังเปน การรว มกนั เตมิ เตม็ องคค วามรใู หส มบรู ณ ครขู ออาสา Dr. Ou. 1998. โรคเอดส ์ (AIDS). [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ได้จาก: http://www.thaiclinic.com/ สมคั รนกั เรียน จาํ นวน 1 กลุม ออกมาอธบิ ายความรู hiv.html. (วันทค่ี น้ ข้อมูล: ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑). เกีย่ วกบั วธิ ีการเขียนสว นประกอบสวนหนาของ รายงานเชิงวชิ าการ โดยใชกตกิ าเชน เดยี วกับ การตา่ งประเทศ, กระทรวง. ๒๕๕๗. ๖๐ ป ี ปฏญิ ญาสากลวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชน. [ออนไลน]์ . การอธิบายความรู ในหนา 59 เข้าถึงได้จาก: http://www.mfa.go.th/humanrights/. (วันท่ีค้นข้อมูล: ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗). (แนวตอบ สว นประกอบสวนหนา ของรายงาน เชิงวิชาการ ประกอบดว ย ปกนอก ใบรองปก ปกใน สรรพากร, กรม. ๒๕๕๒. ความรเู้ รอื่ งภาษ.ี [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: http://www.rd.go.th/ คาํ นาํ และสารบญั ซ่ึงสว นประกอบทจ่ี ะตอ งมกี าร publish/๒๘๖.๐.html. (วนั ท่คี น้ ข้อมูล: ๒ มิถนุ ายน ๒๕๕๘). ระบุรายละเอียด ไดแ ก ปกนอก ขอ ความท่ีปรากฏ บนปก คอื ชอ่ื ของรายงาน ชือ่ ผทู ํา หรอื คณะผูทํา (๖) การอ้างองิ จาก CD ใหร้ ะบ ุ ดังนี้ รายงาน เรยี งลําดบั ตามตวั อักษร หรือหมายเลข ประจาํ ตัว ชอ่ื รายวชิ า ภาคการศึกษา และสถาบนั ชือ่ ผู้จัดทา� . ป,ี วนั เดอื น. ชอ่ื เรอื่ ง. [ซีด-ี รอม]. รายละเอยี ดของการพมิ พ ์ (ถา้ มี). เขา้ ถึงไดจ้ าก: การศึกษา ปกใน ระบขุ อความเชนเดยี วกับปกนอก แหล่งสารสนเทศ. ดังตวั อย่าง คํานาํ ผเู ขยี นรายงานจะกลาวถึงวตั ถปุ ระสงค และ ขอบเขตของรายงาน ซ่ึงจะทําใหผ อู า น อานรายงาน ไทยประกนั ชร่วีวติม.เ ฉ๒ล๕ิม๔พ๙ร,ะ ธเกันียวราตคิมเน. ื่อตงาใมนรวอโรยกพา่อสอทย่ีพู่อรยะ่าบงพาทอสเพมียเดง็จ. พ[ซรีดะี-เรจอ้ามอ]ย. ู่หจดััว*ทท�ารขงคน้ึ รเพอ่อืง ไดเ ขา ใจยงิ่ ขึน้ นอกจากนยี้ งั อาจกลา วถึงปญหา สิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๔๙. เข้าถึงได้จาก: สายงานสื่อสาร อปุ สรรคตางๆ ในการทาํ รายงาน หรือเขียนขอบคณุ องคก์ ร บริษทั ไทยประกนั ชีวิต จา� กดั . ผูใหความสะดวกในการทาํ รายงานดว ยกไ็ ด สารบัญ เปนการเรียงลาํ ดบั หวั ขอ รายงานจากหวั หลกั หวั ขอ การเขยี นบรรณานกุ รมหรอื รายการอา้ งองิ ตอ้ งจดั เรยี งลา� ดบั รายการบรรณานกุ รมหรอื รอง ไปจนถงึ หัวขอ ยอ ยไวท างซายมือ และเขียนเลข รายการอา้ งอิงให้เรยี บรอ้ ยกอ่ นพมิ พ์ หลกั การเรียงลา� ดับรายการบรรณานกุ รมหรอื รายการอา้ งองิ หนา ของแตล ะหัวขอ ไวทางดา นขวามือ ซึ่งสารบัญ มีดังน้ี เปน สว นประกอบท่เี ขยี นหลังจากท่ีเขยี นเน้ือเร่อื ง ๑. แยกรายการบรรณานกุ รมหรอื รายการอา้ งองิ เปน็ ๒ ภาค คอื ภาษาไทยและภาษา และบรรณานกุ รมเสรจ็ แลว เพ่ือจะไดทราบวา แตละ ตา่ งประเทศ โดยจัดเรยี งภาษาไทยขน้ึ กอ่ น หวั ขอ เริ่มจากหนาใด) ผ๒ู้แ.ต ่งเรคยีนงไรทายยใกหา้เรรบียรงรชณ่ือา นชกุ ื่อรมสกหุลรอื รตาายมกลา�ารดอับา้ งออักงิ ษตรา มกลา-� ฮด2 บั ตอากั มษแรขบอบงพชจอื่ นผาแู้ นตุกง่ ร สมา� ฉหบรับบั ภาษาไทย ราชบณั ฑติ ยสถาน * “พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ” ในท่ีนห้ี มายถงึ พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช 62 นักเรยี นควรรู ขอ สอบ O-NET ขอ สอบป ’52 ออกเกี่ยวกับการเขียนอา งอิงแบบบรรณานกุ รม 1 การอา งองิ จากเว็บไซต การเขียนรายงานเชิงวชิ าการเม่อื ตองใชขอ มลู จาก รศ.ดร.สุนนั ท อญั ชลีนกุ ูล. 2548. ระบบคําในภาษาไทย. พมิ พ เว็บไซตป ระกอบการศกึ ษาคน ควา เรยี บเรียง จะตองคํานงึ ถงึ ความนา เชอ่ื ถือ ครง้ั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ : โครงการเผยแพรผลงานวชิ าการ เปนสําคัญ เพราะสง ผลตอรายงานทเ่ี รียบเรียง คณะอักษรศาสตร จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั 2 ตามลาํ ดบั อักษร ก-ฮ ในการจดั เรยี งบรรณานกุ รม ใหเ รียงตามลาํ ดับอกั ษร ขอใดไมจาํ เปน ตอ งใสไวในการเขยี นบรรณานกุ รมขางตน ตามแบบพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน โดยไมต อ งใสเ ลขลาํ ดับรายการ ให 1. คํานาํ หนาชือ่ ผแู ตง เรยี งลําดบั บรรณานกุ รมภาษาไทยไวกอน แลว ตอดว ยบรรณานกุ รมภาษาองั กฤษ 2. ครง้ั ท่ีพมิ พ ตามลาํ ดบั อกั ษร A-Z อกั ษรตวั แรกของนามสกลุ บรรณานกุ รมมปี ระโยชนม ากตอ ผอู า น 3. ปท พี่ มิ พ ในการคน ควาเพมิ่ เตมิ จากรายชื่อเอกสารท่ีรวมอยูใ นบรรณานกุ รม ดงั นั้น การ 4. หนว ยงานทพ่ี ิมพเ ผยแพร จัดเรียงบรรณานุกรมตามพจนานุกรม นอกจากจะเปนระบบยงั ชวยใหส ะดวกใน วเิ คราะหค าํ ตอบ รายงานเชิงวชิ าการท่ีมคี วามนาเช่อื ถือ การนําชอื่ ผูเ ขยี นไปคนควาเพม่ิ เตมิ อกี ดวย ควรมีการอางองิ แหลง ขอ มูลรปู แบบตางๆ การเขยี นอา งองิ แบบ บรรณานกุ รม ขอ มลู เกย่ี วกบั หนงั สอื ซงึ่ ไมม คี วามจาํ เปน ตอ งระบุ คอื คาํ นาํ หนาชอื่ ผูแ ตง ดงั น้ันจงึ ตอบขอ 1. 62 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู 1. กอนจะขออาสาสมัครกลมุ ตอ ไป ครเู ปดโอกาส ใหกลมุ อื่นๆ ซักถาม โตแยง สนบั สนนุ หรือ ตวั อยา่ ง การเขียนบรรณานกุ รม เสนอขอมลู รวมกนั สรปุ ความรู ความเขา ใจ ภาษาไทย เก่ียวกบั องคป ระกอบสว นตา งๆ ของรายงาน เชิงวิชาการ และวิธกี ารเขียนองคป ระกอบ กองเทพ เคลือบพณชิ กุล. ๒๕๔๒. การใชภ้ าษาไทย. กรงุ เทพมหานคร: โอ.เอส. พริ้นติง้ เฮ้าส.์ สวนหนา ลงสมดุ ประจาํ กลุม เกษียร เตชะพรี ะ. ๒๕๕๑, ๒๕ เมษายน. ทุนนิยมโลกาภวิ ตั น:์ แรงงานและธรรมชาติ. มตชิ น, ๖. 2. ครูขออาสาสมัครนักเรยี น จํานวน 1 กลมุ น.ม.ส. (นามแฝง). ๒๕๕๒. จดหมายจางวางหรา�่ (ฉบบั สมบูรณ)์ . กรงุ เทพมหานคร: บรรณกจิ . ออกมาอธบิ ายความรูเ ก่ยี วกับการเขียน ปิ่น มาลากุล, ม.ล.. ๒๕๒๕. หัวใจสที อง. กรงุ เทพมหานคร: บรรณกิจ. สว นเนอื้ หาของรายงานเชงิ วชิ าการทไ่ี ดจ ากการ เปลอื้ ง ณ นคร. ๒๕๔๔. ประวตั วิ รรณคดไี ทย. พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๑๒. กรงุ เทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานชิ . สบื คนรวมกบั เพอื่ น __________.๒๕๕๐. สุนทรภู่ครูกวี: แกะรอยชีวประวัติ และผลงานของมหากวีสุนทรภู่. (แนวตอบ สวนเนอ้ื หาของรายงานเชิงวชิ าการ มีสว นประกอบยอ ย คอื บทนํา เนือ้ เรอ่ื ง และ พมิ พค์ ร้ังท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร: ขา้ วฟา่ ง. บทสรปุ โดยบทนํา ผเู ขยี นจะตอ งช้ีแจงเหตุผล วชิ าการ, กรม. (ม.ป.ป.). สอนใหส้ นุกเป็นสขุ กับการเรยี น. กรงุ เทพมหานคร: ครุ ุสภา. วัตถปุ ระสงคของการทํารายงานในหวั ขอ น้ันๆ ภัยธรรมชาติ. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.cmmet.tmd.go.th/met/ ขอบเขตการศึกษา วธิ ีการคนควา รวมถงึ อธิบายเนอ้ื หาของรายงานโดยสังเขปเพือ่ ให natural_danger.php. (วันท่ีคน้ ขอ้ มลู : ๒๕ เมษายน ๒๕๕๑). ผอู านทาํ ความเขา ใจเบื้องตน นาํ เขาสเู นือ้ หา Dr. Ou. (1998). โรคเอดส์ (AIDS). [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ได้จาก: http://www.thaiclinic.com/hiv. ของรายงาน สวนเน้ือเรอ่ื ง เปน สว นทีน่ ําเสนอ ผลการศึกษา คน ควา วิเคราะห วจิ ารณ ตาม html. (วันทค่ี น้ ขอ้ มูล: ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑). วัตถุประสงค ขอบเขตของรายงาน ดาํ เนิน ภาษาองั กฤษ Aitchison, J. et al. 1997. Section E : Specificity and Compound Terms. In Thesaurus Construction and Use: A Practical Manual, 35-46. 3rd ed. London: Aslib. Australian Copyright Council. 2007. An Introduction to Copyright in Australia. [online]. Available: http://www.copyright.org.au/pdf/acc/infosheets_pdf/G010. pdf.(Access date: May 2, 2008). ตามโครงเรือ่ งทว่ี างไว หากเปนรายงานทม่ี ี Heyzer, N. 2008, 28 April. The Need to Rethink Energy Security. Bangkok Post, 11. ขนาดยาว ควรแบงเน้อื หาออกเปน บทๆ แตล ะ Knowledge Management. [n.d.]. [online]. Available: http//bprc.warwick.ac.uk/Kmweb. บทแบงเปน หัวขอ ใหญ หัวขอรอง หวั ขอยอ ย html. (Access date: July 3, 2002). แตถาเปนรายงานขนาดสั้น ไมจ าํ เปน ตอ ง ๓.๒) ภาคผนวก1 เป็นส่วนที่มีเพ่ิมเติมเพ่ือเสริมให้รายงานสมบูรณ์ย่ิงขึ้น แต่ไม่ใช่ แบง เปนบทๆ แตควรแบงแยกประเดน็ ใหผอู า น เน้ือหาโดยตรง อยู่ถัดจากบรรณานุกรม ลาํ ดบั ความเขา ใจเนอ้ื หาไดชัดเจน สว นบทสรุป ๓.๓) อภธิ านศัพท ์ (ถ้าม)ี คอื บัญชีค�าศพั ท์เฉพาะที่ไม่คอ่ ยแพรห่ ลายและนา� มาใชใ้ น ผูเขียนรายงานจะตอ งเขยี นยา้ํ หรอื เสนอ รายงาน ใหจ้ ัดเรยี งค�าศ2พั ท์เหลา่ น้ตี ามล�าดับอกั ษรพร้อมคา� อธิบายความหมาย ประเด็นสาํ คญั ของเนอื้ หาตามท่ีไดน ําเสนอไป ๓.๔) ดัชนี (ถ้ามี) คือ สารบัญสืบค้นเร่ืองอย่างละเอียดในรายงาน ให้เรียงค�าหรือ นอกจากน้ีควรเขียนขอเสนอแนะ หรือแนวทาง หวั ขอ้ เรอ่ื งตามล�าดบั อกั ษรแลว้ บอกเลขหน้าที่จะค้นไว้ สําหรับการศึกษาคน ควา หรือนําหวั ขอรายงาน น้ไี ปตอยอดเพม่ิ เติม) 3. ครูเปด โอกาสใหน กั เรยี นกลมุ อนื่ ทีไ่ มไดอ อกมา 63 นําเสนอ ซักถาม โตแ ยง สนับสนุน หรือเสนอ ประเดน็ ใหม จากนน้ั สรปุ ความความรทู ถี่ กู ตอ ง ลงสมดุ ประจาํ กลุม กจิ กรรมสรา งเสรมิ นกั เรียนควรรู นักเรียนเขียนสรปุ ความรู ความเขา ใจเก่ียวกบั กระบวนการ 1 ภาคผนวก คอื สว นประกอบนอกเหนอื จากเนอ้ื หาท่ีเพ่ิมเขา มาในตอนทา ย เรยี บเรยี งรายงานเชงิ วิชาการ โดยสรปุ เปน ขน้ั ตอนใหเ ขาใจได ของรายงาน เพราะไมใชเน้ือหาที่แทจ รงิ หรอื ไมไ ดเปนสวนหน่ึงของเนื้อเรอ่ื ง ชัดเจนในรปู แบบผังความคิด นาํ สงครเู ปนรายบุคคล แตเ หน็ วามีประโยชนเพอื่ เพม่ิ ความสมบรู ณข องเนอ้ื เรือ่ งหรอื ชว ยใหผอู า นมีความรู ความเขา ใจเร่อื งราวไดดีข้ึน ภาคผนวกอยูตอ จากบรรณานกุ รม อาจมีมากกวา กจิ กรรมทาทาย 1 ภาคผนวกกไ็ ด แตท ง้ั นรี้ ายงานการคน ควา ไมจาํ เปนตอ งมีภาคผนวกเสมอไป ข้นึ อยูก ับความจาํ เปน และความเหมาะสมของแตละเร่ือง นกั เรยี นศึกษาเพมิ่ เติม และทบทวนความรเู กี่ยวกบั วิธกี าร 2 ดัชนี หรือดรรชนี ในรายงานเชิงวชิ าการ เปนเครอ่ื งมอื ชว ยใหคน เรื่อง จํากดั ขอบเขตของการทาํ รายงานเชงิ วชิ าการ จากน้นั ใหแ สดง ไดอ ยา งสะดวกรวดเร็ว ซ่งึ มกั อยทู ายเลมโดยเรยี งขอ ความหรือคําตามลําดับอักษร ตัวอยา งการจาํ กัดขอบเขตของรายงาน โดยใชวิธีการตา งๆ ตามบัญชคี ํา หรอื หัวเรอ่ื งยอย โดยคําหรือหัวเรือ่ งยอยน้ันๆ อาจปรากฏอยูไ ด จาํ นวนไมน อ ยกวา 5 ชือ่ นําสง ครเู ปน รายบคุ คล มากกวา 1 หนา ดชั นจี ะชว ยใหคนหารายละเอียดไดร วดเรว็ คมู อื ครู 63

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู กอนขออาสาสมคั รกลมุ ตอ ไป ครสู นทนากับ ๑.๒ ขัน้ ตอนการเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ นักเรียนเกี่ยวกับลักษณะของเชงิ อรรถ ช้แี นะวา เชงิ อรรถ คอื ขอ ความทใ่ี ชบ อกแหลง ทมี่ าของขอ ความ รายงานเชงิ วชิ าการเปน็ การเสนอผลท่ีไดจ้ ากการศกึ ษาคน้ ควา้ อยา่ งละเอยี ดและมรี ะเบยี บ ท่คี ดั ลอกจากเอกสาร คาํ พดู ของผอู ่นื โดยไมไ ด แบบแผน การเขียนรายงานเชงิ วิชาการตอ้ งมีขน้ั ตอนเพื่อให้ได้รายงานทีถ่ กู ตอ้ งและชัดเจน เปลย่ี นแปลงเนื้อหา เปนขอความสําคัญทผี่ ทู ํา ข้ันตอนการเขียนรายงานเชงิ วชิ าการมลี า� ดับ ดังน้ี รายงานนํามากลา วอา ง หรือสนบั สนนุ ความคดิ ๑) เลอื กเรอื่ งและตง้ั ชอื่ เรอื่ ง เรอ่ื งทผ่ี เู้ ขยี นเลอื กมาศกึ ษาคน้ ควา้ อาจนา� มาจากคา� แนะนา� ของตนใหมคี วามนา เชื่อถอื ยิง่ ข้ึน โดยขอ ความจะ ของครผู ้สู อน อาจมาจากความสนใจของผเู้ ขยี น เร่อื งท่ีเลอื กมาศกึ ษาควรเปน็ เรอ่ื งทเ่ี สรมิ ความร ู้ ปรากฏอยูใ นเคร่อื งหมายอัญประกาศ หรอื อาจเปน ในการเร๒ียน) วกชิ �าาหใดนวดิชจาหุดนมงึุ่่ง หสมา� หายรับแกลาะรขตองั้ บชเื่อขเรต่ือขงอคงวเรรตื่อั้งง1ใ หกต้ ารรงเกขบัียเนนร้ือาเยรงื่อางนมเาชกิงทวส่ีิชดุ าการจะต้องม ี ขอ ความทใี่ ชอ ธิบาย ขยายความ ใหร ายละเอยี ด จดุ มงุ่ หมายเฉพาะวา่ ผเู้ ขยี นจะเสนอเรอื่ งราวเกยี่ วกบั อะไร เพอ่ื อะไร ขอบเขตเพยี งใด ควรกา� หนด เกยี่ วกบั คาํ หรอื ขอ ความทป่ี รากฏในรายงาน จากนน้ั ขอบเขตของเรอื่ งทจี่ ะศกึ ษาใหเ้ หมาะสมกบั เวลาทม่ี ีในการทา� รายงานและความสามารถของผเู้ ขยี น ขออาสาสมคั รนักเรียน จํานวน 1 กลมุ ออกมา ๓) วางโครงเร่ือง โครงเร่ือง คือ กรอบที่ผู้เขียนจะใช้เป็นแนวทางในการเขียนรายงาน อธบิ ายความรูเก่ียวกับวธิ กี ารเขียนเชงิ อรรถ การเขยี นโครงเรอ่ื งจงึ เปน็ การก�าหนดรายการหรอื ล�าดบั เนอื้ หาของรายงานวา่ ประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ใด โครงเรอื่ งประกอบดว้ ยบทนา� หรอื ความนา� และหวั ขอ้ ตา่ งๆ ซงึ่ มหี วั ขอ้ ใหญแ่ ละหวั ขอ้ ยอ่ ยเรยี งตาม (แนวตอบ วธิ กี ารเขียนเชงิ อรรถท่ถี ูกตอ ง มีดังนี้ ล�าดับ การใหช้ ่ือหัวข้อไมค่ วรยาวเกนิ ไป ควรต้งั ใหก้ ะทดั รัด ใจความครอบคลมุ เนอื้ หาในตอนนน้ั ๆ • ตําแหนง ของเชงิ อรรถจะอยูทา ยหนา กระดาษ ไม่ควรแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นหัวข้อย่อยมากเกินไป และที่ส�าคัญแต่ละหัวข้อในโครงเร่ืองจะต้องมี ความสัมพนั ธ์ตอ่ เน่อื งกนั โดยลา� ดับ ข้ันตอนการวางโครงเรือ่ งอาจทา� ได้ ดังน้ี แตล ะหนา โดยขดี เสน ใตค น่ั ระหวางขอ เขียน ๓.๑) ร่ำงโครงเรือ่ ง คอื การเขียนโครงเรื่องคร่าวๆ ว่าขอบขา่ ยของเร่อื งทจี่ ะรายงาน บรรทดั สดุ ทายกบั เชงิ อรรถ หรอื อาจจะรวม ควรกล่าวถึงประเด็นใดบา้ ง อาจใช้กลวธิ ถี ามเอง ตอบเอง หากคา� ถามนน้ั ตอบเองไมไ่ ด้ตอ้ งศึกษา เชิงอรรถทัง้ หมดเขยี นไวทายบทนน้ั ๆ ก็ได คน้ คว้าจากเอกสาร จากการสมั ภาษณ์ผรู้ ู้ หรือคน้ ควา้ ทางอนิ เทอร์เน็ต • การกาํ กับลาํ ดบั ของเชงิ อรรถ นิยมใชต ัวเลข ๓.๒) กำ� หนดโครงเรอ่ื ง คอื การกา� หนดวา่ ขนั้ ตอนการดา� เนนิ เรอ่ื งจะเขยี นบทนา� เรอ่ื ง กาํ กบั เชิงอรรถแรกของรายงานขึ้นตนดว ย อย่างไร เนอ้ื หาให้ความรูต้ รงประเด็นที่ตอ้ งการหรอื ไม ่ จะลา� ดับเร่อื งก่อนหลงั อยา่ งไร และจะสรุป หมายเลข 1 ไลเรยี ง 2 3 4 ... จนจบรายงาน เ รอื่ งอย่า๔งไ) รคน้ ควา้ และรวบรวมข้อมลู2 มีดังนี้ หรอื ขนึ้ ดว ยหมายเลข 1 ทุกครัง้ ท่ขี น้ึ บทใหม ๔.๑) ประเภทของข้อมลู ข้อมูลท่ีใช้ในการทา� รายงานแบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภท คือ ก็ได การเขยี นตวั เลขของเชิงอรรถใหเ ขยี น (๑) ขอ้ มลู จากเอกสารหรอื หลกั ฐาน คอื ขอ้ มลู ทบ่ี นั ทกึ เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร เชน่ เหนือตวั อักษรตัวแรกของขอความในเชิงอรรถ หนังสือ บทความ จดหมายเหต ุ วิทยานพิ นธ์ รายงาน หนงั สืออ้างองิ วารสาร จุลสาร นติ ยสาร • เมือ่ เรมิ่ ตน เขยี นเชิงอรรถใหยอ หนา ใหตรงกับ จารึก เป็นต้น ยอหนา ของเน้ือหารายงาน หากขอ ความของ (๒) ขอ้ มูลภาคสนาม คือ ข้อมลู ที่ผูเ้ ขยี นรายงานไดร้ วบรวมขน้ึ จากการส�ารวจ เชิงอรรถยาวเกิน 1 บรรทดั เมือ่ ขนึ้ บรรทดั การสังเกต การสมั ภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม หรือการทดลอง ตอ ไปใหเขยี นขอความเย้อื งมาทางดานหนา ของบรรทัดแรก ใหตรงกับระดบั เนอ้ื หาของ 64 รายงาน • การเขียนเชิงอรรถเพ่ือบอกแหลงท่มี าของ ขอความที่ยกมาตอ งใหร ายละเอียดเกีย่ วกบั ชื่อผูแตง ปท ่ีพมิ พ ชื่อหนงั สือ จงั หวัดทีพ่ มิ พ โรงพมิ พห รอื สาํ นกั พมิ พ และหนา ทคี่ ดั ลอกมา) นกั เรียนควรรู ขอสอบ O-NET ขอ สอบป ’52 ออกเกย่ี วกบั ภาษาท่เี หมาะสําหรับการเขยี นรายงาน 1 ขอบเขตของเร่ือง เมือ่ เรมิ่ ตนทํารายงานเชงิ วชิ าการดว ยการลงมตเิ ลือก เชิงวชิ าการ หวั ขอทจ่ี ะศึกษาแลว ผูจัดทําควรกาํ หนดวัตถปุ ระสงคแ ละขอบเขตการศึกษาเพ่ือ ขอใดใชภ าษาเหมาะสมกับการเขียนรายงาน ใหเ หมาะสมกับระยะเวลาในการปฏบิ ตั ิงาน บคุ ลากร และงบประมาณดําเนินการ 1. แผน ดนิ ไหวทม่ี ณฑลเสฉวน เปน เรอื่ งธรรมดาๆ ของธรรมชาติ การจํากัดขอบเขตของหวั ขอ รายงานกระทาํ ไดหลายวธิ ี ดังน้ี ทไี่ มม ใี ครคาดถงึ 2. ผลพวงท่ีเราขุดเอาทรัพยากรธรรมชาติใตด ินขึ้นมาใช ทาํ ให • การจาํ กดั โดยใชระยะเวลา โดยเลือกศกึ ษาเฉพาะชวงเวลาใดเวลาหน่งึ เปลือกโลกใตดนิ มชี อ งวา งขึ้นมากมาย • การจาํ กัดโดยสถานที่ โดยเลอื กศกึ ษาเฉพาะสถานท่ใี ดสถานทห่ี นึ่ง 3. แผนดินไหวทีเ่ กิดขึน้ จากนาํ้ มอื คนมี 3 อยา ง คอื การทดลอง • การจาํ กดั โดยบคุ คล โดยเลอื กศกึ ษาเฉพาะทเ่ี กยี่ วขอ งกบั กลมุ บคุ คล ระเบดิ ปรมาณูใตดนิ การกักเก็บนํา้ ในเข่ือน และการระเบดิ เหมืองแร กลมุ ใดกลมุ หน่ึง 4. ในอนาคตแผนดินไหวจะเกิดมากขนึ้ และรนุ แรงมากข้ึน • การจํากดั โดยประเดน็ หรอื หวั ขอ ยอ ย โดยเลือกศึกษาในประเด็นยอ ยลงมา เพราะแผนดินไหวแตล ะครั้งมีผลกระทบตอเปลอื กโลก วเิ คราะหค ําตอบ ภาษาทีเ่ หมาะสมสําหรบั การเขียนรายงาน หรอื การศึกษาในเชิงลึก เชงิ วชิ าการ ตอ งเปน ภาษาในระดบั ทีเ่ ปนทางการ สือ่ ความชัดเจน 2 ขอมูล ซง่ึ ควรใชว ิธีการอา งอิงแบบเชิงอรรถประเภทระบุแหลงท่มี า เชน ดังนัน้ จึงตอบขอ 4. ขอมลู ทีเ่ ปน ตัวเลข ขอ เขียนเชงิ ใหขอคิด ผลการวิจัย ตาราง เปนตน 64 คูมือครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู เมอ่ื ผเู้ ขยี นไดส้ า� รวจขอ้ มลู ทจี่ ะศกึ ษาแลว้ จงึ ทา� การเกบ็ รวบรวมและจดั ระเบยี บ ครใู หน กั เรยี นกลมุ อน่ื ๆ ซกั ถาม โตแ ยง สนบั สนนุ หรือแยกข้อมูลออกเป็นกลุ่มต่างๆ เพ่ือสะดวกในการวิเคราะห์ วิธีจัดระเบียบข้อมูลท่ีนิยมคือ หรอื เสนอประเดน็ ซึ่งกลมุ อาสาสมัครอาจนําเสนอ การท�าบัตรบันทึกข้อมูล ซึ่งมักมีรายละเอียดเก่ียวกับหัวข้อเร่ืองท่ีบันทึก แหล่งท่ีมาของข้อมูล ไมค รบถวน สนทนากบั นักเรียนเกี่ยวกบั การเขียน แหล่งศกึ ษาคน้ ควา้ และการสรุปใจความสา� คญั ของเร่อื ง ท้ังนคี้ วรบันทึกขอ้ มลู เพยี ง ๑ หวั ขอ้ ตอ่ สวนอา งองิ ในรายงานเชงิ วิชาการ ซึง่ สามารถทําได บตั รบันทกึ ขอ้ มลู ๑ แผน่ 2 วธิ ี คอื การอางองิ แบบแทรกในเนื้อหา และ ๔.๒) กำรบนั ทกึ ขอ้ มลู เปน็ การจดบนั ทกึ ความรจู้ ากแหลง่ ตา่ งๆ เพอื่ นา� ขอ้ มลู ทบ่ี นั ทกึ แบบบรรณานุกรม จากน้ันขออาสาสมัครนักเรียน มาเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ จํานวน 1 กลุม ออกมาอธบิ ายความรูเกี่ยวกบั วธิ ี (๑) ช่องทางในการรับรู้ข้อมูล การศึกษาหาความรู้เรื่องใดๆ น้ัน มีช่องทาง การเขยี นบรรณานกุ รมท่ไี ดจ ากการสบื คนรว มกับ ในการรบั รูข้ อ้ มลู ไดห้ ลายวธิ ี ดังนี้ เพื่อน ๑. บนั ทกึ จากการอ่านต�าราวิชาการ การอา่ นนิตยสาร บนั เทิงคด ี สารคดี เมอื่ พบความรทู้ ตี่ อ้ งการ มสี ารทน่ี า่ สนใจ หรอื วาทะ คา� คมทปี่ ระทบั ใจ ควรจดบนั ทกึ ไวเ้ พอ่ื ประกอบ (แนวตอบ การเขยี นบรรณานกุ รมจะระบุ และอ้างองิ ในการเขยี นของตนตอ่ ไป รายละเอียดเชน เดียวกับเชิงอรรถ โดยมคี วาม ๒. บนั ทกึ จากการฟงั เช่น ฟังข่าวทางวทิ ย ุ โทรทศั น ์ ฟงั การบรรยาย ฟงั แตกตางกนั บางเล็กนอย โดยจะเขียนรวมไว การสมั ภาษณ ์ การประชุมสัมมนา การสนทนาอย่างเปน็ กนั เองหรอื เป็นทางการ เป็นตน้ ทา ยเลมของรายงาน โดยมีวธิ กี ารเขยี น ดงั นี้ ๓. บนั ทกึ จากการสงั เกต เชน่ การสงั เกตเหตกุ ารณท์ วั่ ไป การศกึ ษาดงู าน การทัศนศึกษา ซงึ่ ระหวา่ งท่รี ับสารผ้รู ับสารจะต้องคิดตามและจดบันทกึ ข้อมูลทีเ่ ป็นประโยชน์ • ถาเอกสารท่ใี ชอ างอิงมีทงั้ ทเ่ี ปน ภาษาไทย ข อ้ มูลได ้เรียก ว่า กา รจดกบาันรรทับกึ สยา่อร จหารกือกบาารงฟทังเี รยีผกู้รับว่าส ากราครวจรดใชชว้วเิธลีกข1ารจดบันทึกจะช่วยให้รวบรวม ภาษาตางประเทศ ใหเ รียงรายชอื่ เอกสารท่ี (๒) วธิ ีจดบันทกึ ความรู้ ในการจดบนั ทกึ ความรมู้ แี นวทาง ดงั นี้ เปน ภาษาไทยจนครบกอ น แลว จงึ ตอ ทา ยดว ย ๑. ตอ้ งบอกหวั ขอ้ เรอ่ื ง เอกสารภาษาตา งประเทศ โดยจะแยกตาม แหล่งทมี่ า วัน เดือน ป ี ทบ่ี นั ทกึ ประเภทของสารสนเทศหรอื ไมก็ได ๒. บันทึกข้อมูลตามท่ี เป็นจริง หากผู้บันทึกมีความคิดเสริมขณะน้ัน • การเรยี งลาํ ดบั ชอื่ ผูแ ตง หากเปนภาษาไทย ก็อาจบันทึกได ้ แต่บันทึกไวต้ อนทา้ ยของขอ้ มลู ใหเ รียงตาม ก-ฮ ตามแบบพจนานุกรม แต ทเี่ ป็นจริง ถา เปนภาษาตา งประเทศใหเ รียงตามอกั ษร ๓. ตอ้ งบนั ทกึ อยา่ งเปน็ ตวั แรกของนามสกลุ A-Z ระเบยี บ ใชร้ ะบบเดยี วกนั อาจเกบ็ ขอ้ มลู ในสมดุ หรอื เกบ็ ใสก่ ระดาษทมี่ ขี นาดเดยี วกนั และเจาะรูไว้ • การเขยี นหรือพมิ พบ รรณานกุ รม ใหชดิ ขอบ เพ่ือแยกเก็บตามประเภท สะดวกต่อการอ่าน กระดาษดานซาย หากขอ ความยาวเกนิ ทบทวนในภายหลัง ▼ การจดบันทึกจากการฟังผู้จดควรมีสมาธิจดจ่อกับเร่ืองที่ฟัง กวา 1 บรรทัด เม่อื ข้นึ บรรทดั ใหมใ หย อหนา และจดเฉพาะสาระสาำ คญั เขาไป 8 ตวั อกั ษร 65 • ในกรณที หี่ นังสอื ผแู ตง คนเดยี วกันหลายเลม ไมตองพิมพชอ่ื ผูแตง ซํา้ ใหข ดี เสนใตย าว 8 ตัวอักษร แลว ตามดว ยเครอื่ งหมายมหัพภาค ซึ่งรายละเอยี ดทีจ่ ะตองระบใุ นบรรณานกุ รม ไดแ ก ชอ่ื ผแู ตง ปท ่ีพิมพ ชือ่ หนังสอื ครัง้ ท่ีพิมพ จังหวดั ท่พี ิมพ และโรงพมิ พหรือ สาํ นักพิมพ) ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT เกร็ดแนะครู ขอ ใดกลาวถกู ตอ งเก่ยี วกับการเขยี นอา งอิงแบบเชิงอรรถ เมอ่ื การเรยี นการสอนดาํ เนนิ มาถงึ การอธบิ ายความรเู กย่ี วกบั การเขยี นสว นอา งองิ 1. การเขียนเชงิ อรรถควรเขยี นใหจบภายใน 1 บรรทัด หรือบรรณานุกรม ครคู วรใชรูปเลม รายงานทีแ่ จกใหนักเรียนในตน คาบเปนส่อื 2. การเรียงลาํ ดบั หมายเลขเชิงอรรถตองเรียงลําดบั ตัง้ แตห มายเลข 1 การเรยี นการสอนใหเ กดิ ประโยชน โดยใหน กั เรยี นสงั เกตวา ขอ มลู ใดบา งทจ่ี ะตอ งระบุ ในการเขียนบรรณานุกรม บันทึกขอ มลู ทส่ี งั เกตไดล งสมุด นอกจากนยี้ ังควรช้ีแนะ ไปจนจบเลม แกน กั เรยี นเกย่ี วกบั การเขยี นบรรณานกุ รมใหถ กู ตอ งในบรบิ ททแ่ี ตกตา งกนั กลา วคอื 3. การเขยี นอา งอิงแบบเชิงอรรถจะนาํ ไปรวบรวมไวใ นสวนทา ยของ นอกจากความแตกตา งของแหลง ขอมลู แลว ขอ มูลเก่ยี วกับผูแตง ผูพ ิมพ วาระการจัดพมิ พยงั มสี วนเก่ียวของดว ย เปนตนวา ผูแตงคนเดียว ผูแตง 2-3 คน บรรณานุกรม ไมป รากฏนามผูแตง หนงั สอื ทีม่ ีผจู ดั พมิ พ ผูแตงใชนามแฝง ผูแ ตงเปน สถาบัน 4. รายละเอยี ดทร่ี ะบุ ไดแ ก ชอื่ ผแู ตง ชอื่ หนงั สอื จงั หวดั สถานทพี่ มิ พ นักเรยี นควรรู ปท ีพ่ มิ พ และหนา ท่คี ดั ลอกขอความมา วเิ คราะหค าํ ตอบ เชิงอรรถเปนขอความซึง่ บอกแหลง ท่ีมาของ 1 การจดชวเลข ภาษาเขยี นประเภทหนงึ่ ทสี่ ามารถใชแ ทนภาษาไทย ภาษาองั กฤษได ขอ ความที่นํามาอางประกอบในรายงาน แทรกไวส วนเนอ้ื หา อยใู ต มีลกั ษณะเปน สัญลักษณ ใชเขยี นตามเสยี ง ตองมีการฝก ฝนจึงจะสามารถใชเปน ขอ ความบรรทดั สดุ ทายของหนา น้ันๆ หากมคี วามยาวเกนิ กวา 1 เครือ่ งมอื ในการจดบันทกึ ได บรรทดั ใหขนึ้ บรรทดั ใหมโดยเยือ้ งมาดา นหนาของบรรทดั แรก การ คมู อื ครู 65 ลาํ ดบั หมายเลขในเชงิ อรรถ ทําได 2 วิธี คอื เรมิ่ ตน ทีห่ มายเลข 1 แลว นับตอไปเรือ่ ยๆ หรอื เม่ือขึ้นตนบทใหมจะลาํ ดับโดยนับ 1 ใหม ก็ได ดงั นั้นจงึ ตอบขอ 4.

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู ครเู ปด โอกาสใหก ลมุ อนื่ ซกั ถาม โตแ ยง สนบั สนนุ การบันทึกข้อความมวี ิธีจดบนั ทกึ ไดห้ ลายแบบ เช่น หรือเสนอประเด็นท่ีกลมุ อาสาสมคั รอาจนาํ เสนอ ๑. จบั ใจความสา� คญั จากการอา่ นและจดบนั ทกึ ตามความเขา้ ใจของผบู้ นั ทกึ ไมครบถวน แตล ะกลมุ สรุปขอมลู ความรูทีถ่ กู ตอง ให้สาระตรงกับขอ้ ความเดมิ ลงสมุดประจาํ กลุม จากนน้ั นกั เรยี นยืนในลกั ษณะ ๒. จับเฉพาะค�าส�าคัญบางค�าจากต้นฉบับ แล้วประสมกับถ้อยค�าของ วงกลมเพ่ือรวมกันอธบิ ายความรูแ บบโตต อบรอบวง ผู้บนั ทึก ผา นขอ คาํ ถาม หรอื อาจใหน งั่ ประจาํ กลมุ เชน เดมิ ๓. จดขอ้ ความตอนทป่ี ระทบั ใจจากการอา่ น การฟังขอ้ ความที่เปน็ ความรู้ นกั เรยี นกลมุ ใดยกมอื ขนึ้ ตอบไดถ กู ตอ ง โดยกลมุ อนื่ เพ่อื อ้างองิ ใหต้ รงกบั ต้นฉบบั เดมิ ทกุ ประการ โดยใส่เคร่อื งหมายอัญประกาศกา� กบั ไว้ ไมสามารถโตแยง ไดจ ะไดรบั คะแนน หากกลมุ ที่ ๔. จดบันทกึ โดยการประสมประสานกบั วิธดี ังกลา่ ว และแสดงความคิดเหน็ โตแยง สามารถโตแยง โดยใหขอ มลู ทีถ่ กู ตองกวา โดยตั้งข้อสังเกต ความคิดเสริมเพ่ิมเติม โดยแยกข้อให้เห็นเด่นชัดว่าส่วนใดที่เป็นข้อความของ จะไดรับคะแนนจากการตอบคําถามเปนคะแนน ผูบ้ ันทกึ สะสมของกลุม (๓) รปู แบบการบนั ทึกข้อมูล ผู้บันทกึ ควรตัดกระดาษใหม้ ีขนาดเทา่ กันหรอื ทา� แบบฟอร์มและรปู แบบการบนั ทึก ดงั ตวั อยา่ ง • การทาํ รายงานเชิงวชิ าการ สามารถใช การจดบนั ทกึ สาระสา� คัญมปี ระโยชน์หลายประการ เชน่ ชว่ ยใหผ้ ูอ้ ่าน ผูฟ้ ังมี สารสนเทศประเภทใดไดบ างเพือ่ ประกอบ จิตใจจดจอ่ อยกู่ ับเรอื่ งท่ีอ่านหรือฟงั ท�าให้ไดท้ บทวนความรู้ในโอกาสต่อๆ ไป นา� ความรูน้ ัน้ ไปใช้ การศกึ ษาคนควา ประโยชน์ในชวี ิตประจ�าวัน เปน็ ตน้ (แนวตอบ หนังสอื วารสาร หนังสอื พมิ พ วิทยานพิ นธ โสตทัศนวัสดุ บทสัมภาษณ ซึ่ง ตวั อยา่ ง การศกึ ษาคนควาหวั ขอหนึง่ ๆ เพ่อื นําเสนอ บตั รบนั ทกึ ขอ้ มูลจากการอา่ น ผลการศึกษาเปน รายงาน ผเู ขียนควรเลอื กใช สารสนเทศอยา งหลากหลาย เพ่อื ใหไดขอมูล ประเภทของวัฒนธรรม หวั เร่ือง ครบถวน รอบดา น นอกจากนค้ี วรประเมิน แหลง่ ขอ้ มลู ความนา เชื่อถอื วา มมี ากนอยเพยี งใด) ดนยั ไชยโยธา. ประวตั ศิ าสตรแ์ ละวฒั นธรรมไทย. กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๕๐, หน้า ๘๘. • ความหลากหลายของสารสนเทศสงผลตอ การเขยี นบรรณานุกรมอยา งไร วฒั นธรรมแบง่ ออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ ไดด้ ังตอ่ ไปนี้ (แนวตอบ สง ผลตอรายละเอยี ดที่จะตองระบุ ๑. วัฒนธรรมทางวัตถุหรือวัฒนธรรมท่ีเป็นรูปธรรม ได้แก ่ กลา วคือ สารสนเทศประเภทหนังสอื จะมี สงิ่ กอ่ สรา้ ง สง่ิ ประดษิ ฐ์ และเทคโนโลยที ม่ี นษุ ยป์ ระดษิ ฐ์ เชน่ โตะ๊ อาคาร ถว้ ย รายละเอียดทต่ี อ งระบแุ ตกตางไปจาก ชาม รถ เครอ่ื งจกั รกล เครอ่ื งดนตรี ภาพวาด รปู ป้ัน เป็นตน้ สารสนเทศทเี่ ปน โสตทศั นวสั ดุ หรอื บทสมั ภาษณ ๒. วัฒนธรรมทางจิตใจ หรือวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรม เช่น เนอ้ื เร่ือง นอกจากนี้ หนงั สอื เลม หนง่ึ ๆ ซง่ึ มผี เู ขยี น 1 คน แบบอย่างของการปฏิบัติท้ังแนวทางแห่งความคิด ความเช่ือ อุดมการณ์ แหล่งคน้ คว้า 2 คน 3 คน หรือเปน หมคู ณะ ตางกม็ ี คา่ นยิ ม ศีลธรรม ธรรมเนียมประเพณี ปรชั ญา กฎหมาย พิธกี าร เป็นต้น รายละเอยี ดการเขยี นท่ีแตกตา งกัน ดงั นนั้ หอสมดุ กลาง มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ผูเขียนรายงานจงึ ตองศึกษาใหเ ขา ใจอยาง ถอ งแท จากตาํ ราสอนการเขียน รวมถงึ 66 ศกึ ษาจากการใชจรงิ จากตวั อยา งรายงาน เชิงวชิ าการ หรอื วทิ ยานิพนธในหอ งสมดุ ) เกรด็ แนะครู ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT ขอใดกลาวถูกตองเกย่ี วกบั การเขยี นอา งองิ ในรปู แบบบรรณานุกรม ครคู วรใหข อ มลู แกน กั เรยี นเกย่ี วกบั แหลง ขอ มลู ในปจ จบุ นั ซงึ่ เปน แหลง คน ควา หลกั 1. ผเู ขียนจะแยกประเภทของแหลง ขอมูลในบรรณานุกรมหรอื ไม ไดแก หอ งสมดุ และอนิ เทอรเนต็ ซงึ่ ทรัพยากรสารสนเทศท่มี ใี หคนควาแบง ออกเปน ก็ได 3 ประเภท ดงั น้ี 2. การเรยี งลาํ ดบั ชอื่ ผแู ตง ใหเ รมิ่ จากผแู ตง ทเ่ี ปน ชาวตา งประเทศกอ น 3. สาระสาํ คญั ทตี่ อ งระบใุ นบรรณานกุ รม ไดแ ก ชอ่ื ผแู ตง และปท พี่ มิ พ กลมุ ท่ี 1 วสั ดตุ พี มิ พ ไดแ ก หนงั สอื ทวั่ ไป หนงั สอื อา งองิ นติ ยสาร วารสาร เปน ตน 4. หากรายการบรรณานุกรมยาวเกิน 1 บรรทดั ใหขนึ้ บรรทัดใหม กลมุ ท่ี 2 วสั ดุไมตพี มิ พ ไดแ ก สไลด แผนโปรง ใส เทปบันทึกภาพ เปนตน โดยไมต องยอหนา กลมุ ที่ 3 สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส ไดแ ก ซดี รี อม และฐานขอมูลออนไลน มมุ IT วิเคราะหค าํ ตอบ บรรณานุกรม หรอื สว นอางอิงจะถกู บรรจุใน สวนทายของรายงาน โดยเรยี งลําดับจากชือ่ ผูแตง ท่ีเปนคนไทย เวบ็ ไซตที่ใหบรกิ ารโปรแกรมสําหรับการคนหาในเรื่องตา งๆ ซ่งึ กาํ ลังไดร บั กอ น หากรายการใดมคี วามยาวเกนิ 1 บรรทัด ใหขน้ึ บรรทัดใหม ความนิยมในปจ จบุ ัน ไดแ ก www.google.co.th www.yahoo.com แลว ยอหนาเขาไป 8 ตวั อกั ษร สาระสําคัญทจ่ี ะตอ งระบุ ไดแ ก ชอื่ หนังสือ ช่ือผแู ตง ปท่พี ิมพ คร้งั ที่พมิ พ จังหวดั และสถานทีพ่ ิมพ ดงั น้นั จงึ ตอบขอ 3. 66 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ตวั อย่าง บัตรบันทกึ ขอ้ มลู จากการฟงั หัวเร่ือง 1. กอนการเรยี นการสอนในประเด็นขั้นตอน แหล่งขอ้ มูล การทาํ รายงานเชงิ วชิ าการ ครคู วรสรุปความรู ประชากรในภูมภิ าคเอเชียตะวนั ออก ความเขา ใจเกี่ยวกบั องคประกอบและวธิ ีการ สมั ฤทธ ์ิ ลอื ชัย. เอเชยี ตะวนั ออกยคุ ใหม:่ จีน ญีป่ นุ่ เกาหลี ไต้หวนั . [การ เนอ้ื เรอ่ื ง เขยี นองคประกอบแตละสวนของรายงาน เชงิ วิชาการใหนกั เรียนเขาใจถกู ตอง ตรงกัน เสวนาเปดิ ตัวหนังสือ The Rise of China and East Asia ณ ห้อง จากนั้นสรปุ ครา วๆ เกยี่ วกบั ขั้นตอนการ ประชุม สยามสมาคม กรุงเทพฯ]. ๒๘ กนั ยายน ๒๕๕๐. ทํารายงานเชงิ วชิ าการ เพือ่ เปดประเด็นให ปจั จุบันภูมภิ าคเอเชียตะวันออกมีประชากร ๑ ใน ๔ ของประชากร นกั เรยี นแตล ะกลุมออกมาอธิบายความรู โลก คอื ประมาณ ๑,๕๐๐ ลา้ นคน เปน็ ดนิ แดนทมี่ ปี ระชากร ๑ ตารางกโิ ลเมตร ซงึ่ ขนั้ ตอนการทาํ รายงาน เรม่ิ จากการเลอื กเรอ่ื ง หนาแน่นท่สี ดุ ในโลก คือ ประมาณ ๒๕๐ คน ต่อ ๑ ตารางกโิ ลเมตร หรอื กําหนดหัวขอ เร่อื ง วัตถุประสงคของ รายงาน สํารวจแหลง ขอมลู เบอ้ื งตน การเขียน ตวั อยา่ ง บัตรบันทกึ ข้อมลู จากการสงั เกต โครงเร่ือง การรวบรวม บันทึก จดั หมวดหมู ขอมูล การเขียนเรยี บเรยี งเน้ือหาของรายงาน ภาพจิตรกรรมเรือ่ งรามเกียรต์ิท่ีวดั พระแก้ว หวั เรือ่ ง การเขียนสวนอางอิง (บรรณานุกรม) การเขียน การทัศนศึกษาเกาะรัตนโกสินทร.์ ๒๘ ธนั วาคม ๒๕๕๑. แหล่งข้อมลู สวนประกอบสว นหนา เชน ปก คํานํา สารบัญ ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามมีภาพฝาผนังเร่ืองรามเกียรต์ิ และการรวมรูปเลม กับสว นประกอบอืน่ ๆ ทผี่ นงั ดา้ นในของพระระเบยี งโถงทล่ี อ้ มรอบวดั ๑๗๘ หอ้ ง โดยเรมิ่ ตน้ หอ้ งแรก เน้ือเร่ือง ท่ปี ระตูทศิ เหนือตรงกันข้ามกับพระวหิ ารยอด ดา� เนนิ เรื่องเวยี นซ้ายไปจนจบ 2. ครขู ออาสาสมคั รนกั เรยี น จาํ นวน 1 กลมุ ออกมา ทุกห้องมีค�าบรรยายด้านล่าง นอกจากนี้ยังมีภาพประวัติพระนารายณ์ก่อน อธิบายความรเู กี่ยวกับวิธกี ารเลือกเร่ืองเพ่ือ อวตารและตวั ละครเอกในเรื่องรามเกยี รต์อิ ีก ๘๐ ภาพ นํามาใชเ ปน หัวขอ รายงานเชิงวชิ าการ (แนวตอบ การเลือกเรอ่ื ง หรอื หัวขอ เพ่ือนาํ มา ๕) เรียบเรียงข้อมูลเพื่อเสนอเป็นรายงาน เน้ือหาของรายงานได้จากการค้นคว้า ทํารายงานเชงิ วิชาการ ประเดน็ แรก คอื รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การฟัง การสังเกต ท่ีผู้เขียนได้บันทึกไว้ ตอ งเปนเรอ่ื งทนี่ า สนใจ ยังไมมีใครคน ควาไว และน�าบันทึกนั้นมาเรียบเรียงตามล�าดับที่ได้ก�าหนดไว้ในโครงเร่ือง การเขียนรายงานที่ดีจึงไม่ใช่ มากนัก หรอื เปนเรอ่ื งทผ่ี ูทาํ รายงานมคี วาม การคัดลอกข้อความจากแหล่งอ่ืนแล้วน�ามาตัดต่อจนจบ แต่ผู้เขียนรายงานควรเรียบเรียงเนื้อหา สนใจ หรือมีความถนัด ไมเกินความรู ความ เข้าดว้ ยกันจากความรู้ความเขา้ ใจโดยใชส้ �านวนภาษาของตนเอง สามารถ นอกจากนี้ควรคาํ นงึ ถงึ แหลง ขอ มูล การเรียบเรยี งขอ้ มูลเพือ่ เขียนรายงานมแี นวทาง ดงั น้ี ในการสํารวจคนควา มขี อบเขตเหมาะสมกบั ๑. เรยี บเรยี งขอ้ มลู ทม่ี ีใหส้ มั พนั ธส์ อดคลอ้ งกนั โดยลา� ดบั ไมค่ วรเรยี บเรยี งในลกั ษณะ ระยะเวลา จาํ นวนบุคลากรในกรณที ท่ี าํ เปน การน�าข้อมูลตา่ งๆ มาปะตดิ ปะตอ่ กัน กลมุ และงบประมาณ) ๒. ใช้ภาษาระดับทางการทก่ี ระชบั ชดั เจน สภุ าพ สอื่ ความตรงไปตรงมา 3. ครเู ปด โอกาสใหนักเรยี นกลุมอ่ืนๆ ไดซ ักถาม 67 โตแยง สนับสนนุ หรือนําเสนอประเด็นที่กลุม อาสาอาจกลา วไมครบถว น บันทกึ ความรู ทีถ่ ูกตองลงสมดุ ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT เกร็ดแนะครู พฤติกรรมของบุคคลใดสามารถอนมุ านไดวาเน้อื หาของ การเรียนการสอนในหวั ขอ ขนั้ ตอนการทํารายงานเชงิ วิชาการ เปน หัวขอ รายงานจะมีประสทิ ธภิ าพ ทมี่ คี วามสําคัญมาก เพราะเปา ประสงคข องหนว ยการเรียนรนู ี้ คือ นกั เรียนมี ความรู ความเขาใจเกี่ยวกับขน้ั ตอนการทาํ รายงานเชิงวชิ าการ จนสามารถนํา 1. วลั ภาเลอื กศึกษาหวั ขอทม่ี แี หลง ขอ มลู นอ ย องคความรเู หลา น้ไี ปขยายผล ผลติ งานเขียนเชงิ วิชาการไดด วยตนเอง ซึ่งในระดับ 2. วลั ลเี ลอื กศกึ ษาหวั ขอ ทนี่ า สนใจ และประเมนิ วา เปน ประโยชน ชั้นนี้ คือ การเขียนรายงานเชงิ วชิ าการ 3. วัชรีเลือกศึกษาหวั ขอท่ีไมถ นดั เพอื่ ทาทายความสามารถ 4. วลั ลภเลือกศึกษาหัวขอทเ่ี คยมผี ศู กึ ษาไวแ ลวอยา งละเอยี ด การอธบิ ายความรูข องนกั เรียนจึงควรอยภู ายใตก ารสงั เกตการณข องครู อกี ทง้ั ครยู งั ควรทาํ หนา ทชี่ แ้ี นะเพมิ่ เตมิ ในทกุ ขน้ั ตอนของการทาํ รายงาน โดยเรมิ่ ตนทก่ี าร เพ่ือความสะดวก เลือกหัวขอ รายงาน ครคู วรกลาวเสริมใหเ ห็นวา การเลอื กหัวขอ เรือ่ งเพอื่ นาํ มาศึกษา วเิ คราะหค าํ ตอบ การเลอื กหวั ขอ เร่อื งเพอ่ื นํามาศกึ ษาคนควา และรายงานผลการศึกษาเปน รูปเลม มีความสาํ คัญตอ ความสาํ เรจ็ ของรายงาน ตามหลกั วชิ า แลวนําเสนอผลการศกึ ษาเปน รูปเลมรายงาน โดยหวั ขอ ของรายงานอาจเปน หวั ขอท่มี ีผูกําหนดใหท ํา หรอื เลอื กเองจากความ ส่ิงสาํ คญั ประการแรกทีต่ อ งใหค วามสําคัญ ไตรต รอง คือ การ สนใจกไ็ ด ซง่ึ ควรพิจารณาใหร อบดา น เลอื กหวั ขอ เรอ่ื ง ซงึ่ สามารถประเมินความสําเร็จเบอ้ื งตนของ รายงานได การเลอื กหวั ขอ เร่อื งทด่ี ี ควรเลอื กหัวขอ เรือ่ งทีม่ คี วาม คมู ือครู 67 นา สนใจ และเปน ประโยชนตอผอู า น ดงั นน้ั จึงตอบขอ 2.

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู ครูสมุ เรยี กชอ่ื นักเรยี น เพ่ืออธบิ ายความรู ๓. เสนอข้อมูลตรงประเด็น มหี ลักฐาน และเหตผุ ลประกอบอย่างเพยี งพอนา่ เชอ่ื ถือ ความเขาใจเกย่ี วกบั ข้นั ตอนการทํารายงาน ๔. ใชศ้ พั ทท์ างวชิ าการและศพั ทบ์ ญั ญตั ิใหถ้ ูกต้อง เชิงวิชาการ โดยใชค วามรู ความเขาใจท่ไี ดรับ ๕. ระมัดระวังเรือ่ งการเว้นวรรคตอน ตวั สะกด การันต ์ ใหถ้ กู ต้องตามหลักภาษาไทย จากการสืบคนรวมกบั เพื่อน เปน ขอมูลเบ้ืองตน สาํ หรบั ตอบคําถาม ๑.๓ มารยาทการเขียนรายงานเชงิ วชิ าการ • เมื่อเลอื กหัวขอเร่ืองทม่ี ีความนาสนใจไดแ ลว มารยาทการเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ มดี งั น้ี ข้ันตอนตอ ไปของการทํารายงานเชงิ วชิ าการ ๑. การเขียนเชิงวิชาการ เป็นการเขียนเพื่อน�าเสนอความรู้แก่ผู้อ่าน ความรู้น้ันอาจ คือขัน้ ตอนใด และสงผลอยา งไร มาจากประสบการณ์ของตนเอง หรือจากการศึกษาค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ การฟังและ (แนวตอบ ขัน้ ตอนตอ ไป คือ การกําหนด ดูส่ือต่างๆ ผู้เขียนจึงควรบอกแหล่งที่มาของข้อมูลให้ครบถ้วน หากอ้างอิงข้อความหรือค�าพูด วัตถุประสงคข องรายงาน ซง่ึ การกําหนด ของผู้อื่น ต้องเขียนเชงิ อรรถบรรทดั สุดท้ายของหน้าที่มขี ้อความน้ันปรากฏหรือเขียนอา้ งอิงแบบ วตั ถปุ ระสงค จะทําใหผ ูจดั ทําหรอื คณะ บรรณานุกรม ผจู ดั ทํารายงาน มเี ปาหมายในการศึกษา ๒. ผู้เขยี นต้องไม่ลอกเลียนแบบหรอื คดั ลอกเร่ืองของผอู้ ื่นมาเปน็ ผลงานของตนเอง คนควา หาขอมลู ไดค รอบคลุม ตรงประเดน็ ๓. หากจา� เปน็ ตอ้ งอา้ งองิ หรอื คดั ลอกมาเพอื่ เปน็ ตวั อยา่ ง ควรใชข้ อ้ มลู ปฐมภมู ิ คอื อา้ งองิ ทําใหร ายงานเลม หน่ึงๆ เกิดประโยชน จากตน้ ฉบบั จริง ไม่ควรอ้างต่อจากที่ผอู้ นื่ อา้ งไว้แล้ว ในวงวิชาการ) ๔. การคัดลอกข้อความจากหนังสืออ่ืนมาเป็นตัวอย่างเพ่ือการศึกษา ส่วนใหญ่เจ้าของ เรื่องจะยินดีอนุญาตให้น�าไปใช้ได้เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา หากขออนุญาตเป็น • การกาํ หนดวัตถปุ ระสงคข องการทาํ รายงาน ลายลักษณ์อักษรได้ก็จะเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าของผลงาน โดยต้องบอกแหล่งท่ีมาของข้อมูล เชงิ วิชาการมีวธิ กี ารอยา งไร ให้ชดั เจน หากคดั ลอกหรอื อัดสา� เนาเพือ่ การค้า เปน็ การปลอมแปลงเอกสาร ถือเปน็ การละเมิด (แนวตอบ ผูทาํ รายงานตองตง้ั คาํ ถามกบั ตนเอง ลิขสิทธ์ิ อาจถูกฟอ้ งรอ้ งได้ วา จะศกึ ษาเรอ่ื งหรอื หัวขอ ทเ่ี ลือกในดา นใด ดว ยวธิ ีการใด เพอ่ื อะไร และหลงั จากทาํ ๒. ตัวอยา่ งการเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ รายงานแลวเสรจ็ ผูจดั ทาํ จะไดรับความรใู ด จากรายงานทตี่ นเองจัดทํา) การเขียนรายงานเชิงวิชาการเพื่อน�าเสนอผลงานท่ีผู้เรียนศึกษาค้นคว้ามาโดยตลอด จนเสร็จสมบรู ณ์ สามารถลา� ดับวธิ ีการเขียนได ้ ดงั นี้ • การตง้ั คาํ ถามตา งๆ กบั ตนเองของผทู าํ รายงาน ๑) เลอื กเรื่องและต้งั ชื่อเรอ่ื ง สามารถทา� ได้ ดังน้ี เปน ตน วา ศกึ ษาดา นใด ดว ยวธิ กี ารใด อยา งไร ในปจั จบุ ัน1 เร๑่ือ. งทเล่เี หอื น็กวจา่าเกปเน็รอ่ืปงญั ทห่สี านแใลจ ะผเรูเ้ อ่ืขงียทนหี่ สานขใอ้จจมะูลชไว่ดยง้ แา่ ยก ้ไขห รเือชเน่รอ่ื เงรทือ่ ีเ่งหขมยาะะมสูลมฝกอบั ยเ หเปตน็กุ าตรน้ ณ์ สง ผลตอ เน้ือหาสาระของรายงานหรือไม ๒. ภาษาในการตั้งชอื่ เร่อื ง ควรก�าหนดเปน็ ค�าหรอื กลมุ่ ค�าใหส้ อดคลอ้ ง ครอบคลมุ อยา งไร กบั เนื้อเร่อื งและใช้ภาษาทางการ เชน่ ตง้ั ชื่อเรือ่ งว่า ขยะมลู ฝอย เป็นต้น (แนวตอบ การต้งั คาํ ถามขางตน จะนําไปสูการ ๒) กา� หนดจดุ มงุ่ หมายและขอบเขตของเร่ือง สามารถทา� ได ้ ดงั นี้ กาํ หนดขอบเขต เนือ้ หาสาระของรายงานให ๑. ต้ังสมมติฐาน เช่น ปญั หาขยะมลู ฝอยสามารถลดลงได้ ถ้าทกุ คนมวี นิ ัย ชว่ ยกัน แคบเขา ตรงประเด็น ไมเ ยิ่นเยอ) ปอ้ งกนั และแกป้ ัญหา เปน็ ตน้ • นอกจากจะทาํ ใหเ นอื้ หาของรายงานไมเ ยน่ิ เยอ 68 การกาํ หนดขอบเขตของรายงานยังชวย ในเร่ืองใดอีกบา ง (แนวตอบ ประหยดั เวลา งบประมาณ ในการ จัดทาํ ) นักเรยี นควรรู ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT ขอ ใดไมจาํ เปน ตองระบุในการเขียนบรรณานกุ รมทัง้ 2 รายการ 1 เรอ่ื งทเ่ี หมาะสมกบั เหตุการณใ นปจจบุ ัน หากผูเรยี บเรยี งเลอื กหวั ขอ เรอื่ งทีม่ ี รศ.ดร.ปฐมพงษ ตระกลู ย่งั ยนื . (2539) รปู แบบการนบั ถือศาสนา ความเหมาะสม อยูในกระแส คนในสงั คมกําลังใหค วามสนใจ จะทาํ ใหผอู านสนใจ ในประเทศไทย. พิมพค รั้งที่ 3. จาํ นวน 2500 เลม. ติดตามมากกวา การเลอื กเร่อื งท่เี คยมผี ูศ ึกษา ไดข อสรุป หรือพนสมัยไปแลว กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พิมพอ กั ษรเจริญทศั น. 1. คาํ นําหนา ชื่อผูแตง ครงั้ ท่ีพมิ พ มุม IT 2. คํานาํ หนา ชื่อผูแตง ปทีพ่ ิมพ 3. คํานาํ หนาชอื่ ผูแตง จาํ นวนเลม นกั เรยี นสามารถเขาไปศกึ ษาเก่ยี วกับเรื่องการเวนวรรคตอน และการเขยี น 4. คร้งั ทพี่ มิ พ จาํ นวนเลม สะกดคาํ ใหถูกตองไดจากเวบ็ ไซตข องราชบณั ฑิตยสถาน www.royin.go.th วเิ คราะหคาํ ตอบ การเขยี นบรรณานุกรมมจี ุดมงุ หมายเพื่อ แสดงหลักฐานวา ผูเ รียบเรยี งไดใ ชขอ มลู ใดบางประกอบการ ศกึ ษาคน ควา โดยระบขุ อ มลู ทจ่ี ําเปน เพอื่ ใหผอู ื่นไปสบื คน ตอได ขอ มลู ทไ่ี มม คี วามจาํ เปน ตอ การเขยี นบรรณานกุ รม คอื คาํ นาํ หนา ชื่อผแู ตง และจาํ นวนเลม ทพ่ี มิ พ ดังนั้นจงึ ตอบขอ 3. 68 คูมือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ๒. กา� หนดหวั ขอ้ เรอื่ งวา่ จะศกึ ษาเกย่ี วกบั เรอื่ งขยะมลู ฝอยในประเดน็ ใด เชน่ ความหมาย นกั เรียนแตล ะกลมุ ศกึ ษาการวางโครงเรอื่ ง และความส�าคัญของขยะมูลฝอย ประเภทของขยะมูลฝอย แหล่งก�าเนิดขยะมูลฝอย ผลกระทบ รายงานเชงิ วชิ าการ จากนั้นครสู มุ เรยี กช่อื นักเรียน ของขยะมลู ฝอยตอ่ สภาพแวดลอ้ ม กรรมวธิ กี า� จดั ขยะมลู ฝอย การแปรสภาพ การใชป้ ระโยชนจ์ าก เพ่อื อธิบายความรูเ กยี่ วกับการวางโครงเรื่องเพอ่ื ทาํ ขยะมลู ฝ อย ๓แ.ล ะอกอากรแปบ้อบงกกันารแศกึก้ไษขปาคัญ้นหคาวข้า1ย ะผมู้เลูขฝียอนยต ้อเปงอน็ อตก้นแบบหรือวางแผนก่อนว่า การศึกษา รายงานเชิงวิชาการผา นขอคําถามของครู เรอื่ งขยะมูลฝอยในแตล่ ะหัวขอ้ มีขอบเขตเพยี งใด และใช้เวลาในการศึกษาเทา่ ใด ๓) •ค น้ คคน้ วคา้ วแา้ ลจาะกรเวอบกรสวาร2ม หขนอ้ งัมสูลอื แตหา� รลา่งตศา่ ึกงๆษ าทขเี่ กอ้ ยี่มวูลกเบักเยี่ รวอื่ กงขับยขะยมะลูมฝูลอฝยอ เยช น่ เช ส่นา รานกุ รมไทย • จากการศึกษาการวางโครงเร่ือง นกั เรยี น สรปุ ความสาํ คญั ของโครงเรือ่ งท่มี ตี อ การ ส�าหรบั เยาวชน ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม การอนรุ กั ษ์สง่ิ แวดลอ้ ม ทํารายงานเชงิ วิชาการไดว า อยา งไร • สบื ค้นจากอินเทอร์เน็ต เว็บไซตต์ า่ งๆ ท่ีเกย่ี วกบั เรอ่ื งขยะมลู ฝอย (แนวตอบ โครงเรอื่ ง คอื กรอบที่ผทู าํ หรือ • สมั ภาษณ์ สอบถามผรู้ ู้ เช่น คร ู ผเู้ ช่ียวชาญ หน่วยงานทท่ี �าหน้าท่ีเก่ียวขอ้ ง คณะผจู ัดทํารายงานรว มกนั กําหนดขน้ึ • ศกึ ษาจากประสบการณ์โดยตรง เชน่ ศกึ ษาเกย่ี วกบั ขยะมลู ฝอยในชมุ ชน ขยะมลู ฝอย เพอื่ กาํ หนดสว นตา งๆ ของเน้ือหารายงาน จากการไปทศั นศึกษา เปน็ ตน้ หลงั จากทเี่ ลอื กเรอ่ื ง และกาํ หนดวตั ถปุ ระสงค ๔) วางโครงเรือ่ ง สามารถทา� ได ้ ดงั น้ี ของรายงานไดแลว ) ๑. รวบรวมความคิด ความรู้ และประสบการณ์เป็นข้อมูลในการเขียน โดยการท�า ผังความคดิ • การวางโครงเรอื่ งทีด่ ีควรมคี วามสอดคลอ ง ๒. เลอื กสาระส�าคัญท่ีเกย่ี วขอ้ งกับเรอื่ งทเ่ี ขยี น กับสวนใดของรายงาน ๓. จัดล�าดับความคิด โดยเรียงล�าดับความส�าคัญของเรื่องจากมากไปหาน้อย การ (แนวตอบ การวางโครงเรอ่ื งทีด่ ีควรเขยี น ลา� ดบั เหตผุ ล ลา� ดบั เหตกุ ารณ ์ หรอื สถานท ่ี ซ่ึงการล�าดับความคิดที่ดีจะท�าให้เนื้อหาของรายงาน ใหม ีความสอดคลอ งกบั วตั ถุประสงค และ มคี วามสอดคล้องกัน ขอบเขตของรายงานที่กาํ หนดไว) ๕) เรยี บเรยี งเพอ่ื นา� เสนอเปน็ รายงาน • โครงเรื่องมีความสาํ คัญอยา งไรตอ เนื้อหา เมื่อเขียนตามรูปแบบและล�าดับความคิดได้ ของรายงาน เรียบรอ้ ยแลว้ จงึ นา� มาอา่ นทบทวนเร่ืองท่เี ขยี น (แนวตอบ โครงเรื่องจะทําใหผเู ขียนรายงาน เพอ่ื ปรบั ปรงุ เพมิ่ เตมิ และแกไ้ ขสา� นวนภาษา โดย ทราบวาจะตองเขียนเนอ้ื หาแตล ะสวน น�าไปให้ผู้อ่ืนอ่านเพื่อแสดงความคิดเห็น ติชม ในอตั ราสว นสนั้ ยาวเทา ใด มองเหน็ ภาพรวม หรือน�าเสนอแนวทางปรับปรุงงานเขียนอีกครั้ง ของเนือ้ หา ลาํ ดบั ความครบถว น) หลงั จากปรับปรงุ งานเขียนเรยี บร้อยแล้ว จึงน�า มาอา่ นทบทวนตรวจทานคา� ผดิ แกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาด ▼ การรวบรวมข้อมูลเปนขั้นตอนสำาคัญของการเขียนรายงาน การเว้นวรรคตอน น�าไปจัดพิมพ์เพ่ือน�าเสนอ เชิงวิชาการ ผจู้ ดั ทาำ ตอ้ งใชว้ จิ ารณญาณในการสบื คน้ ขอ้ มลู เปน็ รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 69 ขอสอบ O-NET นักเรยี นควรรู ขอสอบป ’51 ออกเกย่ี วกบั การใชภ าษาในรายงานทางวิชาการ 1 ออกแบบการศกึ ษาคน ควา หากไดร บั มอบหมายใหเ รยี บเรยี งรายงานเชงิ วชิ าการ ขอ ใดใชภ าษาไมเ หมาะสม สาํ หรบั การเขยี นรายงานทางวชิ าการ เปนกลุม การออกแบบการศึกษาคนควาใหม ีความเหมาะสมกับวัตถุประสงค รวมถงึ 1. การจดั การเรยี นการสอนตองมุงพฒั นาคนทง้ั ดา นรางกาย ขอบเขตการศึกษา ระยะเวลา บุคลากร และงบประมาณ จึงไมใชหนาท่ีของคนใด จติ ใจ และสติปญ ญา คนหนง่ึ ในการตดั สนิ ใจ แตจะตองเกดิ ขึ้น และไดรับการยอมรบั เปน มตขิ องกลมุ 2. การจดั การเรียนรูต อ งมุงปลูกฝงใหผ ูเรยี นรวู ธิ ีแสวงหา 2 คน ควา จากเอกสาร ขอมลู ที่ไดจากเอกสาร แบง เปน 2 ประเภท ไดแ ก หนงั สอื ความรดู ว ยตนเอง อา งองิ และหนงั สอื ทวั่ ไป โดยหนงั สอื ทวั่ ไปเปน หนงั สอื หรอื ตาํ ราตา งๆ เนื้อหาไมไ ด 3. การจดั การเรียนรคู นสอนตอ งทําสารพัดอยางใหเ ขากับ เรียงตามลาํ ดบั การคนควาเอกสารประเภทน้ี ควรคนควาจากบตั รผูแตง ในกรณที ่ี คนเรียนแตละคน ทราบชอ่ื ผแู ตง แตไมทราบช่อื เรอื่ ง คน จากบตั รชอ่ื เรอ่ื ง ในกรณีทที่ ราบเฉพาะชอ่ื ของ 4. การเรยี นการสอนทเี่ นนผเู รยี นเปนสาํ คญั หมายถึง การให หนงั สือ หรือคน จากบัตรเร่อื ง ในกรณที ี่ไมท ราบชอื่ ผูแตง และชอื่ หนงั สอื แตทราบ ผูเรยี นมบี ทบาทรวมในการเรียนการสอน เนอ้ื หาของเรอื่ งอยางครา วๆ ปจจบุ ันการคนหนังสือดวยบัตรรายการ หอ งสมุดบางที่ วิเคราะหค าํ ตอบ จากตวั เลอื กทกี่ ําหนดใหขอ 1., 2. และ 4. ยกเลกิ แลว แตไดนําขอ มูลบนบตั รรายการเกบ็ เปน ฐานขอ มลู ออนไลน แลว ใหผ สู บื คน ทาํ การสบื คน ในลกั ษณะเดยี วกบั บตั รรายการ ใชถอ ยคํา ภาษาเพื่อการเรยี บเรียงรายงานเชงิ วชิ าการไดเ หมาะสม เพราะใชถ อ ยคําทีอ่ ยใู นระดบั กง่ึ ทางการ และทางการ สวนขอ 3. ปรากฏคําวา “สารพดั อยาง” ดังน้ันจงึ ตอบขอ 3. คูมือครู 69

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. นกั เรยี นรว มกนั สรปุ ความรู ความเขา ใจเกย่ี วกบั ตัวอยา่ ง การรวบรวมความคดิ เกี่ยวกบั หัวข้อ “ขยะมลู ฝอย” โดยใช้ผงั ความคดิ การวางโครงเรอ่ื งเพอื่ ทาํ รายงานเชงิ วชิ าการ รวมกันอีกคร้ัง แลว บันทึกลงสมดุ ประจาํ กลมุ น�ามาแใชป้ใรหเปม็น่ พลังงา าะ านอุตสาหกรรบม้านเรือน น�าไปถมดิน โรงพยาบาล 2. ครูเปด ประเดน็ การสนทนาเพอื่ นําเขาสู การเผา โรงง ขยะอันตขรยาะยท่ัวไป การอธบิ ายความรใู นประเดน็ ตอ ไปคอื การสาํ รวจ ลายการใช้ประโยชน์แหลง่ กา� เนิดขขยยะะยร่อีไซยสเคิล รวบรวมและบันทึกขอมูล ดวยวิธีการตั้งคําถาม การฝัง เผยแพร่ความรู้ แลวใหย กมอื ตอบ กลมุ ใดท่มี สี มาชิกยกมอื การเทกลางแจ้ง อแ่ายนลกคดู่มปือกราะรเภใชท้ และตอบไดถ กู ตองจะไดคะแนนสําหรับการ กการารหใมชกัเ้ ทคขโนอโงลเเศยหีษลฝอือนุ่าใหลชะา้ อรอง การ อธิบายความรู • เม่อื วางโครงเรอ่ื งสาํ หรบั การเขยี นรายงาน น เชงิ วชิ าการเรอ่ื งหนง่ึ ๆ แลว เสรจ็ ขน้ั ตอนตอ ไป การกา� จดั ขยะมลู ฝอย ประเภท คอื การสาํ รวจแหลง ขอ มลู โดยมวี ธิ กี ารสาํ รวจ อยางไร ลักษณะเฉพ ปอ้ งกนั แก้ไข (แนวตอบ ผูจัดทําตอ งสํารวจวา รายงานของ ตนเองตอ งใชขอ มลู จากแหลง ขอมูลใด โดยมี 1 ความรเู บ้อื งตนเก่ยี วกบั แหลง ขอ มูล กลาวคอื ตวั อยา่ ง การวางเค้าโครงเรือ่ ง แหลง ขอ มลู มีอยู 2 แหลง ไดแ ก จากเอกสาร และจากการสาํ รวจ หรือท่ีเรียกวา ขอมลู ภาค เรื่อง ขยะมลู ฝอย สนาม โดยผูจัดทําตองสาํ รวจจากโครงเรอ่ื งท่ี ๑. ความหมายและความสา� คัญของขยะมลู ฝอย วางไว) ๒. ประเภทของขยะมลู ฝอย • ขอมลู จากเอกสารมีลกั ษณะเฉพาะ และ ๒.๑ จา� แนกตามลกั ษณะส่วนประกอบ ขอ ควรคํานงึ ในการใชอยา งไร ๒.๒ จ�าแนกตามลักษณะการเผาไหม้ (แนวตอบ ขอ มูลจากเอกสาร คอื ขอมลู ท่มี ี ๓. แหลง่ กา� เนดิ ขยะมูลฝอย ผศู ึกษาไวแลว ซงึ่ มคี วามเกี่ยวขอ งกบั หวั ขอ ๔. ผลกระทบของขยะมูลฝอยตอ่ สภาพแวดลอ้ ม ที่เลอื กศึกษา โดยมขี อ ควรคํานึงวาผูจัดทาํ ๕. กรรมวิธีก�าจัดขยะมูลฝอย จะตอ งพจิ ารณาวาผูรวบรวมเปนใคร มี ๕.๑ การเทกองกลางแจ้ง จุดมุงหมายอยา งไร มคี วามชํานาญหรอื มี ๕.๒ การเผา องคความรูทน่ี าเชือ่ ถือ ไดรับการยอมรบั ๕.๓ การฝงั ดนิ ในวงวิชาการหรอื ไม จากนัน้ จงึ ตดั สนิ ใจวา จะ ๕.๔ การหมกั นาํ ไปใชอ า งองิ มากนอ ยเพยี งใด หากมเี อกสาร ๖. การแปรสภาพและการใชป้ ระโยชน์จากขยะมลู ฝอย หลายฉบบั โดยมผี ูแตง หลายทาน ผจู ัดทําอาจ ๖.๑ การแปรสภาพขยะมลู ฝอยเปน็ พลังงาน ศกึ ษาเพิม่ เตมิ เพ่ือใหชว ยตดั สินใจในการใช ๖.๒ การคัดแยกวสั ดเุ พ่ือนา� กลบั มาใชใ้ หม่ ขอมลู ไดสะดวกข้ึน) ๖.๓ การน�าขยะมูลฝอยไปถมดิน ๗. การปอ้ งกนั แก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย 70 นักเรียนควรรู ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT รายงานเรอ่ื ง “ลําตัด ลมหายใจสุดทา ยของเพลงพน้ื บาน” 1 เคาโครงเรื่อง ของรายงานเชงิ วชิ าการ จะประกอบดว ยสว นหลัก คือ บทนํา ควรเรียงลาํ ดบั โครงเร่ืองตามขอ ใด หวั ขอใหญ หวั ขอรอง หัวขอ ยอย และบทสรปุ โดยใชร ะบบตัวเลขเพอื่ แสดงความ 1. ความเปน มาและลักษณะทั่วไปของลําตดั สัมพันธข องแตล ะหัวขอ 2. แนวทางการอนรุ ักษเพลงลําตดั 3. สาเหตกุ ารผนั เปลยี่ นของวฒั นธรรมเพลงพน้ื บา น 4. บทบาทของเพลงลําตัดตอ สังคมไทย 1. 3 - 4 - 1 - 2 2. 4 - 3 - 2 - 1 3. 1 - 4 - 3 - 2 4. 3 - 1 - 2 - 4 วเิ คราะหค าํ ตอบ การเรยี งลําดบั โครงเรอื่ งเพ่ือทาํ รายงานเร่ือง “ลาํ ตัด ลมหายใจสดุ ทา ยของเพลงพนื้ บา น” ตามขอ 3. เปนการ เรียงลาํ ดับท่ีเหมาะสมกวา ขอ อนื่ ๆ เพราะทําใหเ กดิ สัมพนั ธภาพ ของเนือ้ หาสาระ ดังนนั้ จึงตอบขอ 3. 70 คูมือครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ครใู ชก ารตั้งคาํ ถามเพอื่ ใหนกั เรียนรวมกนั อธิบายความรูเกยี่ วกบั การสํารวจ รวบรวม และ รายงาน (ปกหนา้ ) บนั ทึกขอ มูลเพ่ือนํามาเรียบเรียงรายงาน เร่ือง ขยะมูลฝอย เชิงวชิ าการ • ขอมลู ภาคสนามมีลกั ษณะเฉพาะ และ ขอควรคํานึงในการใชอ ยา งไร (แนวตอบ ขอ มูลภาคสนามเปนขอมลู ซง่ึ ผจู ัดทาํ หรือคณะผูจ ดั ทาํ ตอ งรวบรวมขึน้ เอง โดยอาจไดม าจากการสํารวจ สังเกตการณ และการสัมภาษณ โดยมีขอควรคํานึง โดย ในการใชว า ตองการขอมูลภาคสนาม นางสาวกนั ยา เขย้ี วงา จากแหลง ขอ มลู ใด หากแหลง ขอมูลนัน้ มีผใู หข อมลู ในจาํ นวนไมมากกส็ ามารถ สาํ รวจไดท ้ังหมด แตถาผใู หขอ มูลมีจํานวน มากกอ็ าจใชว ิธีการเลือกตัวอยางโดยเลือก กลุมตวั อยางทีม่ ีความสอดคลอ งกบั หัวขอ เรื่อง วัตถปุ ระสงค และขอบเขตของรายงาน จากนัน้ จึงตัดสินใจวาจะใชว ธิ กี ารใดในการ เสนอ ไดมาซง่ึ ขอมลู เชน อาจใชวิธีการสัมภาษณ อาจารย์ระววี รรณ อินทรประพันธ์ การทดลอง การสังเกตการณ หรือใหท าํ แบบสอบถาม เปน ตน ) • การคน ควาขอมลู เพอ่ื นํามาประกอบ การเรียบเรยี งรายงานเชงิ วชิ าการส่งิ ทค่ี วร คํานงึ ถงึ มากทส่ี ดุ คือสงิ่ ใด (แนวตอบ การคนควา ขอ มลู เพ่อื นํามา ประกอบการเรียบเรยี งเนอ้ื หาสาระของ รายงานเชงิ วชิ าการ ไมวาจะเปนขอมูลจาก รายงานนีเ้ ป็นส่วนหนงึ่ ของการศึกษาวิชา ท ๐๔๑ การเขียน ๑ เอกสาร ขอ มลู ภาคสนาม ผูจ ัดทําจะตอง ภาคเรยี นท ี่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๐ คํานงึ ถงึ ความนาเชือ่ ถือของขอมลู โดย พจิ ารณาจากผเู ขียนหรอื ผเู รียบเรยี งวา มี โรงเรียนเมอื งเชลียง อา� เภอเชลียง จงั หวดั สุโขทัย ความรู ความสามารถในศาสตรน ั้นมากนอ ย เพยี งใด การอา งองิ ขอ เทจ็ จรงิ ขอ คดิ เหน็ 71 นอกจากนค้ี วรนาํ ไปเปรยี บเทยี บกบั เอกสาร อนื่ ๆ ทม่ี เี นอื้ หาคลา ยคลงึ กัน) ขอสแอนบวเนนOก-าNรคEดิT เกร็ดแนะครู บุคคลใดเริม่ ขัน้ ตอนการเรยี บเรียงรายงานเชิงวิชาการไดเ หมาะสม ครูอาจมอบหมายชิ้นงานยอ ยใหน ักเรยี น อา นเน้ือหาสาระของรายงาน ทีส่ ุด เชงิ วิชาการเรื่อง “ขยะมูลฝอย” ทน่ี ํามาแสดงเปนตัวอยา ง แลวใหอ นมุ านวา ขอมูล ท่ีใชป ระกอบการศกึ ษาคน ควา ในหวั เรือ่ งดงั กลา ว ไดม าจากขอ มูลประเภทใด ทาํ ไม 1. ดวงพรสํารวจแหลงขอมลู ทีจ่ ะใชสําหรบั การสืบคน จงึ เปนเชน นน้ั นาํ ขอมลู มาแลกเปล่ียนเรียนรรู วมกนั ภายในชน้ั เรียน นอกจากนีค้ รู 2. อดศิ กั ดอิ์ อกแบบวธิ กี ารคน ควา รวบรวม และจดั หมวดหมขู อ มลู ควรใหน กั เรยี นรว มกนั สงั เกตเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั การเขยี นสว นคาํ นาํ ทอี่ าจมกี ารกลา วถงึ 3. จนิ ตนาวางโครงเรอ่ื งดว ยการลาํ ดบั ความคดิ จากคลงั ขอ มลู สว นตน ปญหาหรืออปุ สรรคขณะทํารายงาน โดยใหน ักเรยี นรวมกนั ตอบคาํ ถามวา “การ 4. อมรคิดไตรตรองเพอื่ เลอื กหวั ขอเร่อื งที่มีความนาสนใจ และ เขยี นแสดงปญหาหรอื อปุ สรรคท่เี กิดขึน้ ขณะทํารายงาน ผจู ัดทาํ มีเปา ประสงค อยา งไร” รว มกนั อภปิ ราย ซกั ถาม แลกเปลย่ี นความรู ความเขา ใจรว มกนั ภายในชนั้ เรยี น เปนประโยชน แลว บนั ทกึ ลงสมดุ วิเคราะหค ําตอบ ไมวา จะผลิตงานเขียนในรูปแบบใดก็ตาม เร่มิ ตน ดว ยขนั้ ตอนการวางแผน ขนั้ ตอนการคน ควา บนั ทกึ จดั หมวดหมู วิเคราะหขอมูล การเรยี บเรยี ง และตรวจสอบ จากตวั เลือกทกี่ ําหนด การเลอื กหวั ขอ เร่ืองนบั เปนขัน้ ตอนแรกเรม่ิ ของการทํารายงาน เปนชว งทอ่ี ยูในขั้นตอนการวางแผน ดังน้นั จงึ ตอบขอ 4. คูมือครู 71

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู ครตู ั้งคาํ ถามกบั นักเรยี นเพ่อื นาํ สกู ารอธบิ าย ค�าน�า ความรูในประเดน็ ตอ ไป ปญั หาขยะมลู ฝอยเปน็ ปญั หาทมี่ คี วามสา� คญั อยา่ งยง่ิ ในปจั จบุ นั เพราะทา� ใหเ้ กดิ ปญั หา • เมอื่ ทราบแหลง ทม่ี าของขอ มูลแลว โดย สิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามมา หากทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเร่ืองขยะมูลฝอย ก็จะสามารถป้องกัน สว นใหญน กั เรยี นมวี ธิ กี ารบนั ทกึ ขอ มลู อยา งไร และแกไ้ ขปัญหาขยะมูลฝอยใหล้ ดลงได้ (แนวตอบ เมื่อผจู ัดทาํ ทราบแลววารายงานของ ตนเองตองใชแ หลงขอมูลจากแหลง ใด จงึ เร่มิ ผู้เขียนตระหนักในผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาพแวดล้อม จึงได้รวบรวมข้อมูล ทาํ การรวบรวมและบันทกึ หากใชขอมลู จาก เกี่ยวกับเรื่องขยะมูลฝอย น�าเสนอรายงาน เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักประเภทของขยะมูลฝอย แหล่ง เอกสาร ผูจดั ทํารายงานตองอานเนือ้ หาสาระ กา� เนดิ ขยะมลู ฝอย ผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาพแวดล้อม กรรมวิธกี �าจดั ขยะมลู ฝอย การ อยางมีสมาธิ เพอ่ื ใหสามารถเก็บสาระสาํ คญั แปรสภาพ การใช้ประโยชน์จากขยะมูลฝอย และการป้องกันแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย ทั้งน้ีเพ่ือ ไดครบถวน โดยใชวธิ กี ารจดบันทึกขอมลู ลง ใหผ้ ู้อ่านสามารถน�าความรไู้ ปใช้ประโยชน์ไดบ้ ้างตามสมควร บนกระดาษบนั ทกึ ซง่ึ อาจจะเปนบัตรแข็งท่ี ผูบ ันทกึ จดั ทําข้นึ เอง โดยมขี นาดตง้ั แต 3 คณู ขอขอบพระคุณอาจารย์ระวีวรรณ อินทรประพันธ์ ท่ีกรุณาให้ค�าแนะน�าในการจัดท�า 5 น้วิ , 4 คณู 6 นว้ิ หรือ 5 คูณ 7 นิว้ ) รายงานจนสา� เรจ็ ลลุ ่วงดว้ ยดี • นกั เรยี นคดิ วาการบันทึกขอ มลู มีทงั้ ส้ิน นางสาวกนั ยา เขย้ี วงา กป่ี ระเภท และมีลกั ษณะอยางไร ๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ (แนวตอบ การบันทึกขอ มูลไมว าจะเปนขอมูล ทไ่ี ดจ ากการอาน หรือการฟง มี 2 ลกั ษณะ 72 กลา วคือ การบันทึกขอ มูลเพอ่ื เก็บสาระสาํ คญั ทไี่ ดจากการรบั สารไว โดยยงั ไมม จี ดุ มุงหมาย เพอ่ื นาํ ไปใชประโยชน ดังน้ัน จะตองระบุ รายละเอียดเก่ียวกบั เอกสารทอ่ี าน หรอื เร่อื งท่ี ฟง ใหช ดั เจน เพอ่ื กลบั ไปคน ควา ไดใ นภายหลงั ขอ มูลท่ีตองระบุ ไดแก หัวเรอ่ื ง ชื่อผแู ตง ชอื่ เอกสาร จงั หวดั ทพี่ มิ พ สถานทพี่ มิ พ ป พ.ศ. ทพ่ี มิ พ เลขหนาของขอ ความที่บนั ทกึ และ สถานทคี่ น ควา เมอื่ บนั ทกึ แลว จดั เกบ็ โดยเรยี ง ลาํ ดบั ตามตวั อกั ษรของหวั เรอื่ ง สว นการบนั ทกึ ขอ มลู อีกลกั ษณะหน่งึ คอื การบนั ทึกขอมลู เพื่อใชทํารายงานตามโครงเรอื่ งทวี่ างไว บัตรบนั ทกึ จะถกู นําไปรวบรวมไวเ ปนกลมุ ตาม โครงเรื่อง โดยใชต วั เลขแทนจํานวนเลมท่อี า น คน่ั ดว ยหมายเลขหนา ทอ่ี านขอ ความนั้นๆ) เกรด็ แนะครู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT การยกหรอื อา งอิงขอความของผูหน่งึ ผใู ดมาประกอบ ครคู วรใหความรเู พ่ิมเตมิ แกนักเรียนเก่ยี วกับการบันทึกขอมูลลงบนบัตรบันทกึ การเรยี บเรยี งรายงานไมควร ใชว ธิ กี ารในขอใด ซง่ึ มคี วามจาํ เปน ตอ การเรยี บเรยี งเนอ้ื หารายงานเชงิ วชิ าการ นอกจากนหี้ ากนกั เรยี น 1. เปนขอ ความท่ีมีความนาเชอ่ื ถอื มโี อกาสไดร ับสารผา นทกั ษะตา งๆ เปนตน วา การอา น การฟง และการดู แลวไม 2. เปน ขอ ความทเ่ี ปน ประโยชนต อ ผอู า น ละเลยที่จะจดบนั ทึกไว ขอมูลเหลาน้ีจะเปนประโยชน สามารถนาํ มาใชเ พ่ือพฒั นา 3. เปน ขอความทม่ี ีความเกย่ี วของกับเน้ือหาของรายงาน ทําให ตนเองในดา นตางๆ ได อยา งนอ ยการเริม่ ตนบันทกึ ก็นบั ไดวา เริ่มพัฒนาตนเอง เกดิ ความนาเชื่อถือ ในดา นการเสริมสรางความรู 4. เปน ขอความทไี่ มม คี วามเกย่ี วขอ งกบั เนื้อหาของรายงาน แต ผจู ดั ทํารสู กึ เลื่อมใส เมอ่ื เรม่ิ ตนบนั ทกึ ผคู นควาอาจจะยอมาเฉพาะสาระสําคญั ของสง่ิ ทไ่ี ดอาน หรือ วิเคราะหคําตอบ ผเู รยี บเรยี งควรคาํ นงึ ถงึ ความเหมาะสม โดยควร อาจคดั ลอกขอความนน้ั ๆ มา โดยไมม กี ารเปลี่ยนแปลงเน้อื ความใดๆ ซง่ึ จะตอง เลอื กขอ ความทมี่ คี วามเกยี่ วขอ ง เปน ประโยชน เพม่ิ ความนา เชอื่ ถอื แสดงเครอ่ื งหมายบง ชใี้ หต นเองทราบเพอ่ื กนั ลมื โดยนยิ มใชเ ครอื่ งหมาย “ ” แตห าก ใหแ กร ายงาน หรอื แมจ ะเปน ขอ ความทน่ี า เชอื่ ถอื หรอื เปน ประโยชน เปนขอความทสี่ รุปยอ มาดวยสํานวนภาษาและความเขาใจของตนเองไมต อ งระบุ แตถ า ไมมีความเกยี่ วของกบั รายงานก็ไมค วรนาํ มาใช ดังน้นั เคร่ืองหมายใดๆ โดยทว่ั ไปบตั รบนั ทกึ ขอ มูลจะบันทกึ เพยี งดานเดียว หากเขยี น จงึ ตอบขอ 4. ไมพ อใหต อแผน ใหม แลว ลาํ ดับหมายเลขไวบ นหวั กระดาษ 72 คูม ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ครยู งั คงใชก ารตงั้ คาํ ถามเพอ่ื ใหน กั เรยี นรว มกนั อธิบายความรูเก่ยี วกบั ขั้นตอนการทํารายงาน สารบญั เชงิ วชิ าการ ในสว นของการสาํ รวจ รวบรวม บนั ทกึ เร่ือง จดั กลมุ และวิเคราะหขอมูล หน้า • การบนั ทึกขอมูลทีม่ ีลกั ษณะเปน ขอ คดิ เห็น มีวิธกี ารบันทึกอยา งไร บทน�า ๑ (แนวตอบ การบนั ทึกขอ มลู ท่ีมีลักษณะเปน ๑ ขอคิดเห็น ยงั ไมมขี อ เทจ็ จริงเชิงวชิ าการ ความหมายและความส�าคัญของขยะมูลฝอย ๒ หรอื ผลพสิ ูจนร องรบั แตผ ูทาํ รายงานเห็นวา ประเภทของขยะมลู ฝอย เปน ประโยชนต อการเรียบเรียงเนื้อหาสาระ แหล่งก�าเนิดขยะมูลฝอย ๓ ผูทาํ รายงานอาจบันทกึ ขอมูลดังกลาวลงใน ผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาพแวดลอ้ ม ๔ บัตรบันทึก แลว วงเล็บไวว า “ความคิดเห็น” กรรมวิธีก�าจดั ขยะมูลฝอย ๖ โดยระบใุ หชัดเจน) การแปรสภาพและการใช้ประโยชนจ์ ากขยะมูลฝอย ๗ • เมือ่ จัดกลมุ บัตรบันทึกขอมูลตามโครงเรอื่ ง การป้องกันแกไ้ ขปญั หาขยะมลู ฝอย ๘ ทว่ี างไว ขัน้ ตอนตอ ไปของการทํารายงาน บทสรปุ ๙ คอื ข้ันตอนใด (แนวตอบ เม่ือบันทึก และจัดกลมุ ขอ มูลตาม บรรณานุกรม ๑๐ โครงเรื่องทวี่ างไวแ ลว ตอจากนั้นจึงเปน การ วิเคราะหข อ มลู ผจู ดั ทําควรทําความเขา ใจ ขอ มลู พิจารณาลักษณะรว มของขอ มลู ใน แตล ะหวั ขอของโครงเรอ่ื ง ตีความเพ่อื คน หา ความหมาย แตถ า เปน ขอ มลู ทเ่ี ปน ขอ คดิ เหน็ จะตองพจิ ารณาดว ยเหตผุ ลวาตนเอง เหน็ ดวยหรือไมอ ยา งไร ซ่ึงการตคี วามและ การพิจารณาขอ มลู ตามหลักวชิ าการทีเ่ ปน จริง ดวยเหตผุ ล จะนําไปสขู อสรุป หรือ คาํ ตอบของประเด็นปญหาที่กาํ หนดไว เม่อื มคี วามรู ความเขาใจในขอมูลท้งั หมดเปน อยา งดแี ลว จึงเรยี บเรียงเนื้อหาของรายงาน จากความเขา ใจและใชส าํ นวนภาษาของตนเอง) • การบันทกึ ขอมลู ลงบนบัตรบนั ทึกตอ งมี ทักษะความรูดานใดเปน สําคญั 73 (แนวตอบ ผูบ ันทึกขอมลู จะตอ งมีทักษะ การอา นเพ่ือจับใจความสาํ คัญ และทกั ษะ การยอ ความ) ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT เกรด็ แนะครู ขอใดเรยี งลําดับสว นประกอบสว นทายของรายงานเชิงวชิ าการ ครใู หนักเรยี นพิจารณารปู เลมรายงานทใี่ ชเปนส่ือประกอบการเรยี นการสอน ไดถ ูกตอ ง โดยชีน้ าํ ประเด็นเกีย่ วกบั เคร่อื งหมายที่จะพบไดใ นเน้ือหาสาระของรายงาน โดย เรยี กเครอื่ งหมายนี้ “ ” วาอญั ประกาศ และเรียกขอ ความท่ีอยูในเครือ่ งหมาย 1. อภิธานศพั ท ดัชนีคนเรอื่ ง ภาคผนวก บรรณานกุ รม วา อญั พจนห รืออัญประภาษ ซ่ึงเปน ขอ ความท่ีคัดลอกมาจากเอกสารหรอื คาํ พูดของ 2. บรรณานุกรม ภาคผนวก ดชั นีคนเรอ่ื ง อภธิ านศัพท ผอู น่ื โดยไมเปลยี่ นแปลง ขอ ความทมี่ กั นํามาเปน อัญประภาษ ไดแก ขอความท่ีเปน 3. บรรณานุกรม ภาคผนวก อภิธานศัพท ดัชนีคนเรือ่ ง ขอ เท็จจรงิ หรอื เขยี นไวอ ยางชัดเจน สละสลวย กะทัดรัด ซึง่ ผูทํารายงานเห็นวา เปน 4. ภาคผนวก บรรณานกุ รม อภิธานศัพท ดชั นีคนเรือ่ ง วิเคราะหคําตอบ รายงานเชิงวชิ าการเลมหน่งึ ๆ มสี ว นประกอบ ขอความท่ีดี จงึ นาํ มาอางประกอบเพ่อื ทาํ ใหเน้ือหาสาระของรายงานนาเชือ่ ถือ ซึง่ สําคัญ 3 สว นใหญๆ ไดแก สวนประกอบตอนหนา สวนประกอบ การคัดลอกน้นั ตองใหเ หมือนตนฉบบั ทกุ ตัว ไมสามารถดัดแปลงแกไ ข หรือยนยอ ได ทเ่ี ปนเน้อื หาสาระ และสวนประกอบตอนทาย โดยทส่ี วนประกอบ หากขอความนั้นมีความยาวมาก ใหใชเ ครื่องหมาย... เพอื่ ละขอ ความทีไ่ มไ ดน ํามา ตอนทายจะเปนสว นของการอา งอิง การใหข อ มลู เสริมท่เี ปน ระบุไว ประโยชนแกผอู า น ทาํ ใหเ ขาใจเนื้อหาสาระของรายงานไดง ายข้นึ ดังน้ันจงึ ตอบขอ 2. คมู อื ครู 73

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. ครขู ออาสาสมคั รนักเรยี น จํานวน 1 กลุม บทน�า ออกมาอธบิ ายความรูเกีย่ วกับแนวทาง ขยะมลู ฝอย เปน็ ปญั หาสง่ิ แวดลอ้ มทส่ี า� คญั ของชมุ ชน และมสี ว่ นสมั พนั ธก์ บั ความหนาแนน่ การเรยี บเรยี งเนอื้ หาของรายงานเชงิ วิชาการ ของชมุ ชนน้ัน เมอื งทม่ี ปี ระชากร การอตุ สาหกรรม และกจิ กรรมเพมิ่ มากขน้ึ เท่าใด เศษของเหลือ โดยกลมุ อาสาจะตอ งแนใ จในความถกู ตอ ง จากกิจกรรมต่างๆ และการบริโภคของมนุษย์จะมีปริมาณมากข้ึน ดังท่ีพบเห็นตามชุมชนต่างๆ ครบถวนของขอมูลทจ่ี ะนําเสนอ ในขณะน้ ี เชน่ กองขยะทอ่ี ่อนนชุ กองขยะท่เี ขตหนองแขม กองขยะทีช่ ุมชนรม่ เกลา้ คลองเตย (แนวตอบ การเรยี บเรียงเนือ้ หาสาระของรายงาน เป็นต้น เมื่อขยะมูลฝอยมีปรมิ าณมากจนเกนิ กา� ลงั ความสามารถของเทศบาลหรอื ทอ้ งถิ่นจะเกบ็ ควรเรยี บเรียงเปน ลําดบั ตามโครงเร่ืองท่ีวางไว และทา� ลายได ้ กจ็ ะเหลอื ขยะมลู ฝอยทเ่ี กบ็ ทา� ลายไมห่ มด ทา� ใหเ้ กดิ ปญั หาสงิ่ แวดลอ้ มตามมา ทา� ให้ โดยบทนําผูเรยี บเรียงจะตอ งช้แี จงเหตผุ ล เกดิ ความสกปรกและความไมเ่ ปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยของบา้ นเรือน วัตถุประสงค ขอบเขตของเรอื่ ง และวธิ กี าร ศกึ ษาคนควา ในสว นเน้ือหา หากมเี ปน จํานวน ความหมายและความส�าคัญของขยะมลู ฝอย มากควรแบงเปน บทๆ โดยเรยี บเรยี งขน้ึ จาก ขยะมลู ฝอย (Solid Wastes) หมายถึง บรรดาสิง่ ตา่ งๆ ที่คนไม่ต้องการและทง้ิ ไป รวมถึง ความรู ความเขาใจ ความคิดเหน็ นาํ เสนอ เศษอาหาร เศษผา้ มลู สตั ว ์ ซากสตั ว์ เถา้ ถา่ น ฝุ่นละออง เศษของเหลอื ท้ิงจากกระบวนการผลติ ตามลําดบั ข้นั ตอน ดว ยสํานวนภาษาท่เี ปน ของ และการใช้สอยของมนุษย์ จากบ้านเรอื น ทีพ่ กั อาศัย อาคาร ถนน ตลาดสด โรงงานอุตสาหกรรม ตนเอง หากเนอ้ื หาตอนใดเปนการอางองิ ชุมชนตา่ งๆ ทอ่ี ยู่กนั อย่างแออัด เชน่ ชุมชนร่มเกลา้ เป็นต้น๑ ยกขอ ความ คาํ พดู ของผอู นื่ มาโดยไมเ ปลยี่ นแปลง ขยะมูลฝอยมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามแหล่งท่ีก่อให้เกิดขยะนั้นๆ เช่น ขยะจาก ควรอางองิ ในรูปแบบของเชงิ อรรถใหถกู ตอง) บ้านเรือนที่พักอาศัย จะเป็นเศษอาหารที่เหลือจากการหุงต้ม เศษผ้าและเศษของที่ไม่ใช้แล้ว ตา่ งๆ เป็นตน้ ขยะจากตลาดมักจะเปน็ พวกเศษอาหารสด ผกั ผลไม ้ ส่วนขยะมลู ฝอยจากโรงงาน 2. ครเู ปด โอกาสใหน กั เรียนกลมุ อ่นื ๆ ทีไ่ มไ ด อุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับประเภทของอุตสาหกรรมนั้นๆ บางชนิดอาจมีสารเคมีบางชนิดปะปนอย ู่ นําเสนอ ซกั ถาม โตแ ยง สนบั สนนุ หรอื เสนอ เช่น ของที่เหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมเคมี เป็นต้น ส่วนขยะท่ีถูกทิ้งไว้ตามถนน ตรอก ซอย ประเดน็ ทกี่ ลมุ อาสาอาจกลา วไมค รบถว น แตล ะ แม่น�า้ ล�าคลอง และตามสถานที่สาธารณะตา่ งๆ เช่น ใบไม้ เศษกระดาษ ถุงพลาสติก ดนิ หิน กลมุ บนั ทกึ ความรู ความเขา ใจลงสมดุ ประจาํ กลมุ กรวด ทราย เปน็ ตน้ กเ็ ป็นภาระมากแก่ผเู้ ก็บกวาดเพราะกระจัดกระจายกนั อย่เู ปน็ บริเวณกว้าง จากนัน้ ครตู ้งั คาํ ถาม โดยใหน ักเรียนแสดง ท�าให้เก็บทา� ลายได้ยากและไมท่ ่ัวถงึ เจตจํานงในการตอบ สมาชกิ ของกลุมใดตอบได ปัญหาขยะมูลฝอยเป็นปัญหาที่มีความส�าคัญอย่างย่ิงในปัจจุบัน โดยเฉพาะในชุมชนที่มี ถูกตอ ง กลุม น้นั จะไดรับคะแนน ประชากรอยกู่ นั หนาแนน่ และมรี ะดบั การพฒั นาอตุ สาหกรรมของประเทศสงู หากเมอื งมปี ระชากร • การเขียนเรียบเรียงรายงานที่ดีควรมีลักษณะ และการอุตสาหกรรมมาก แต่ประชากรไม่มีระเบียบกันเป็นส่วนใหญ่ ขยะมูลฝอยจะมีปริมาณ อยา งไร มากเกนิ กา� ลงั ความสามารถของผรู้ บั ผดิ ชอบในทอ้ งถน่ิ ทจี่ ะเกบ็ และทา� ลายใหห้ มด กจ็ ะเหลอื ขยะ (แนวตอบ การเขยี นเรยี บเรยี งรายงานทด่ี ี ผเู ขยี น มูลฝอยหมักหมมกนั อยู่ ซง่ึ จะท�าใหเ้ กดิ ปญั หาส่งิ แวดลอ้ มต่างๆ ตามกนั มา ควรใชถอยคาํ สาํ นวนโวหารในระดับทางการ ก่งึ ทางการ ตรงไปตรงมา อานเขา ใจงา ย ใช ________________________________________________ คาํ ถูกตอ งตามชนดิ และหนาท่ี ใชคําศัพท ทางวิชาการไดถ กู ตอ ง เหมาะสม รปู ประโยค ๑ ดา� รงศกั ด ์ิ ชยั สนทิ . ๒๕๕๐. ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม. (กรงุ เทพมหานคร: ภญิ โญการพมิ พ)์ , กระชบั ถกู ตอ งตามหลกั ไวยากรณ ตรวจสอบ หน้า ๘๓. ความถกู ตอ งของการเขยี นสะกด การนั ต นอกจากน้ียงั ตอ งแสดงความรู ความคิดเห็น 74 อยา งมเี หตผุ ล เพอื่ มงุ ใหผ อู า นไดร บั ประโยชน) เกร็ดแนะครู ขอสอบ O-NET ขอสอบป ’53 ออกเกี่ยวกบั ความเหมาะสมของภาษาในรายงาน ครคู วรช้แี นะเพม่ิ เติมใหแ กนกั เรียนเก่ียวกับการเรยี บเรียงเนอ้ื หาสาระของ ทางวชิ าการ รายงานเชงิ วชิ าการ โดยผูเรียบเรยี งจะตอ งเรยี บเรยี งเน้อื หาจากความรู ความเขา ใจ รายงานทางวชิ าการสว นใดใชภาษาไมเ หมาะสม ของตนเองทเี่ กิดขนึ้ จากการคน ควา บนั ทกึ จดั หมวดหมู และวิเคราะหข อ มูล 1) นักวทิ ยาศาสตรพ บวา เด็กทารกตองการโปรตีนจากนมใน ไมใ ชก ารไปสบื คน ขอ มลู จากหนงั สอื หรอื ตาํ ราวชิ าการจาํ นวนหลายๆ เลม แลวนาํ ปริมาณมากเพอ่ื ชว ยการเจรญิ เตบิ โตของเซลลส มอง/2) แตน กั ขอมูลยอ หนา นนั้ มาปะตดิ กับยอหนานี้ จนกระทั่งจบเรื่องของรายงาน เพราะเปน วทิ ยาศาสตรย งั พบอกี วา สมองของมนษุ ยห ยุดการแบง เซลลแลว วธิ ีการทีไ่ มถ ูกตอ งของการเรยี บเรยี งรายงานเชิงวชิ าการ การเรียบเรียงเนอ้ื หาสาระ ตง้ั แตใ นวยั เดก็ /3) ดงั นนั้ ในวยั ผใู หญแ ละวยั สงู อายจุ งึ ไมค วรกนิ ผเู รยี บเรยี งจะเขยี นหรอื พมิ พก ไ็ ด ในปจ จบุ นั ดว ยความเจรญิ กา วหนา ทางเทคโนโลยี โปรตนี อยา งลน เหลอื /4) เพราะจะกอ ผลรา ยตอ สขุ ภาพมากกวา ผลดี จึงใชว ิธกี ารพมิ พ เพราะเปนระบบ ระเบยี บ เรียบรอ ย สะอาด หรือขณะทําการ 1. สวนที่ 1 2. สวนท่ี 2 เรยี บเรยี ง หากพบขอ ผิดพลาดกส็ ามารถแกไ ขไดโ ดยไมท ง้ิ รอ งรอยสกปรกไว 3. สว นที่ 3 4. สว นที่ 4 วเิ คราะหค าํ ตอบ รายงานเชงิ วชิ าการทดี่ คี วรใชภ าษาทเี่ หมาะสม ในระดบั ทเี่ ปน ทางการ เพราะมสี วนตอ ความนาเชื่อถอื ของเน้อื หา สาระรายงาน ดงั นั้นจงึ ตอบขอ 3. 74 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ประเภทของขยะมลู ฝอย ๒ ครูนําเขา สูการอธิบายความรูในประเดน็ การเขยี นสวนอางองิ ในรายงานเชงิ วชิ าการ โดยใช สารานกุ รมไทยสา� หรบั เยาวชนฯ๒ ไดแ้ ยกประเภทของขยะมลู ฝอยตามลกั ษณะสว่ นประกอบ คาํ ถามนาํ และขออาสาสมคั รนกั เรยี น จาํ นวน 1 กลมุ ของขยะมลู ฝอยเป็น ๑๐ ประเภท ดังน้ี ออกมาอธิบายความรู ๑. ผักผลไม้และเศษอาหาร ได้แก่ เศษผัก เศษผลไม้ เศษอาหารที่เหลือจากการปรุง อาหารและเหลอื จากการบริโภค เชน่ ขา้ วสกุ เปลอื กผลไม้ เน้ือสตั ว์ (แนวตอบ หลงั จากทีผ่ ูเขียนเรียบเรียงเนือ้ หา ๒. กระดาษ ได้แก่ วสั ดหุ รือผลิตภณั ฑ์ท่ีทา� จากเยือ่ กระดาษ เช่น กระดาษหนงั สือพิมพ์ ของรายงานแลว เสรจ็ ขน้ั ตอนตอ มา คอื การอา งองิ ใบปลวิ ถงุ กระดาษ กล่องกระดาษ ซง่ึ การอางอิงในสวนทา ยนเี้ รียกวา “บรรณานุกรม” ๓. พลาสตกิ ไดแ้ ก ่ วสั ดหุ รอื ผลติ ภณั ฑท์ ท่ี า� จากพลาสตกิ เชน่ ถงุ พลาสตกิ ภาชนะพลาสตกิ โดยแหลงขอมลู ทุกประเภท เปน ตนวา หนงั สือ ของเลน่ เด็ก ผลิตภณั ฑ์ไฟเบอร์กลาสส์ โสตทัศนวสั ดุ การสัมภาษณ ทผี่ ูเขยี นรายงาน ๔. ผา้ ได้แก่ สิง่ ทอต่างๆ ท่ที า� มาจากเสน้ ใยธรรมชาตแิ ละใยสังเคราะห์ เช่น ฝา้ ย ลินิน ใชป ระกอบการศึกษาคน ควา จะถกู นาํ มาเรียง ขนสัตว์ ผ้าไนลอน ได้แก่ เศษผา้ ผ้าเชด็ มือ ถงุ เทา้ ผา้ ขี้ร้วิ ลาํ ดบั ตามอกั ษรตัวแรกของช่ือผูแ ตง หากเปน ๕. แก้ว ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ท่ีท�าจากแก้ว เช่น เศษกระจก ขวด หลอดไฟ เอกสารภาษาตา งประเทศจะเรยี งลาํ ดบั A-Z เครอื่ งแก้ว ตามอักษรตวั แรกของนามสกลุ โดยจะแยกประเภท ๖. ไม ้ ไดแ้ ก ่ วสั ดหุ รอื ผลติ ภณั ฑท์ ที่ า� มาจากไม ้ ไมไ้ ผ ่ ฟาง หญา้ เศษไม ้ เชน่ กลอ่ งไม ้ เกา้ อี้ หรือไมก ็ได นอกจากนี้ยงั มกี ารอางอิงทปี่ รากฏใน โตะ๊ เฟอร์นิเจอร์ เครอ่ื งเรือน สว นเนอ้ื หาของรายงาน หรอื เชงิ อรรถ เพราะบางครง้ั ๗. โลหะ ไดแ้ ก่ วสั ดหุ รอื ผลิตภณั ฑ์ต่างๆ ที่ทา� จากโลหะ เชน่ กระป๋อง ตะป ู ลวด ภาชนะ ในเน้ือหาผูเ ขียนอาจมกี ารยกขอ ความของผอู ืน่ ท่ที า� จากโลหะต่างๆ มาใชป ระกอบการเรียบเรยี ง จึงตอ งใชเชงิ อรรถ ๘. หิน กระเบือ้ ง กระดกู และเปลอื กหอย ไดแ้ ก ่ เศษหิน เปลือกหอย เศษกระดกู สัตว์ ประเภทบอกแหลง ท่มี าเพ่อื บอกแหลง ทมี่ าของ เช่น ก้างปลา เครือ่ งป้นั ดินเผา เปลอื กหอย กงุ้ ปู เคร่อื งเคลอื บ ขอความท่ียกมากลา วอา ง นอกจากน้ียังอาจใช ๙. ยางและหนัง ไดแ้ ก ่ วัสดุและผลิตภัณฑ์ท่ีท�าจากยางและหนงั เช่น รองเทา้ กระเป๋า เชิงอรรถเสริมความเพ่อื ความสมบูรณข องเนือ้ หา ลูกบอล ซง่ึ การเขยี นเชงิ อรรถตองเขยี นในขณะทีเ่ รยี บเรยี ง ๑๐. วสั ดุอ่ืนๆ ได้แก่ วัสดุท่ีไม่สามารถจดั เขา้ กลมุ่ ต่างๆ ข้างต้น เนื้อหาสาระ โดยเขยี นอยูใตเน้ือหาในหนานนั้ ๆ และมีหมายเลขลําดบั กํากบั เม่อื เขยี นอา งองิ นอกจากน ้ี เราอาจแบง่ ประเภทของขยะมูลฝอยท้ัง ๑๐ ประเภท ออกเป็น ๒ กล่มุ ใหญ ่ เสร็จแลว จงึ เขียนปกหนา ปกใน คาํ นํา สารบัญ คอื ซ่ึงสารบัญจะชว ยทําใหผูอานรายงาน คนหา ๑. ขยะมูลฝอยที่เผาไหม้ได้ ได้แก่ กระดาษ ผ้าหรือสิ่งทอ ผักผลไม้และเศษอาหาร เน้อื เรื่องไดสะดวก เพราะมองเห็นวา เรอ่ื งใด พลาสตกิ หญา้ และไม้ อยูหนาใด โดยการนบั หนา จะเร่ิมตั้งแตห นา แรก ๒. ขยะมูลฝอยท่ีเผาไหม้ไม่ได้ ได้แก่ เหล็กหรือโลหะอื่นๆ แก้ว กระเบ้ือง เปลือกหอย ของบทนําเปนหนา 1 แตโ ดยทัว่ ไปจะไมระบุ หมายเลข จากน้ันจงึ นับตอ เปน 2 3 เรอื่ ยไปจน ________________________________________________ กระทงั่ หนา บรรณานุกรม โดยผูเ ขยี นอาจจะระบุ เฉพาะชื่อบท และบอกหมายเลขหนา หรอื อาจจะ ๒ โครงการสารานกุ รมไทยสา� หรบั เยาวชน โดยพระราชประสงคใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั *. ๒๕๓๘. ระบุชอ่ื บท ช่อื หัวขอ ใหญ หัวขอ รอง หวั ขอยอ ยโดย สารานุกรมไทยสา� หรับเยาวชนฯ เลม่ ๑๕. (กรงุ เทพมหานคร: ด่านสทุ ธาการพิมพ์), หน้า ๑๙๘. ละเอยี ด พรอมหมายเลขหนา กย็ อมได จากนนั้ จงึ ประกอบสวนตา งๆ ของรายงานเปน รูปเลม ) * “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ” ในท่นี ี้หมายถงึ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช 75 กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู นักเรียนศกึ ษาขอ มูลเกยี่ วกับการอา งอิงแบบแทรกปน การสรางความรู ความเขาใจทถี่ ูกตองเกี่ยวกบั การเขียนอา งองิ ในรายงาน ในเนอ้ื หา “ระบบหมายเลข” สรุปความรู ความเขา ใจลงในใบงาน เชิงวิชาการนบั เปน สง่ิ สําคญั ท่ีครูควรสรางใหแ กนกั เรียน เพ่ือใหน ําไปปรบั ใชก บั การ พรอมกนั น้ีใหค ดั ลอกรูปแบบการอา งอิงในระบบดงั กลาว จํานวน ศึกษาในอนาคต โดยใหค วามรูเ พม่ิ เติมเกีย่ วกบั การเขยี นอา งอิง ซงึ่ มี 2 ประเภท ไมนอยกวา 10 รายการ สง ครู ไดแ ก การอา งองิ แบบแทรกในเน้อื หา และการอา งองิ แบบบรรณานกุ รม กิจกรรมทาทาย การอา งอิงแบบแทรกในเนอ้ื หา นอกจากจะใชว ิธกี ารทเี่ รยี กวาเชงิ อรรถแลว ยังมกี ารอางอิงในรปู แบบอนื่ ๆ ไดแก การอา งอิงระบบนามป และระบบหมายเลข นักเรยี นศึกษาขอ มลู เก่ยี วกบั การอา งองิ แบบแทรกปน ซ่งึ การอางอิงในระบบนามป จะระบเุ พยี งชือ่ ผแู ตง ปท่พี ิมพ และเลขหนาเอกสารท่ี ในเนื้อหา “ระบบนามป” สรปุ ความรู ความเขา ใจลงในใบงาน อางอิงไวท ายขอความท่ียกมาประกอบการเรยี บเรียงรายงาน โดยมีรปู แบบการเขียน พรอ มกนั นใ้ี หค ดั ลอกรปู แบบการอา งองิ ในระบบดงั กลา ว จาํ นวน ทแ่ี ตกตา งกนั ตามลกั ษณะของเอกสารทใ่ี ช สว นการอา งองิ ในระบบหมายเลข จะระบุ ไมน อยกวา 15 รายการ สงครู เฉพาะหมายเลขของหนังสอื ตามลาํ ดบั รายการในบรรณานกุ รมทา ยเลมและหนาของ ขอ ความในหนังสือทยี่ กมาอางองิ คูม อื ครู 75

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู ครใู ชก ารตั้งคาํ ถามเพือ่ ใหนกั เรียนรว มกนั อธบิ าย แหลง่ ก�าเนิดขยะมูลฝอย ๓ ความรเู กยี่ วกบั มารยาทการเขยี นเชงิ วชิ าการ ขยะมลู ฝอยมีแหลง่ กา� เนดิ ต่างๆ กัน ซ่งึ จะมผี ลตอ่ ชนิดและส่วนประกอบของขยะมูลฝอย • นอกจากความถกู ตอ งของขอ มลู และสว น ดงั ได้สรปุ รวมไวใ้ นตาราง ประกอบตางๆ ของรายงาน ยงั มสี ิ่งใดอกี หรอื ไม ท่ีผูทํารายงานตอ งใหค วามสําคญั ชนิดของขยะมลู ฝอย สว่ นประกอบ แหลง่ ก�าเนิด (แนวตอบ สง่ิ ทต่ี อ งใหค วามสาํ คญั เทยี บเทา กับ ความถกู ตอ งของเนือ้ หา และสวนประกอบ ขยะเปียก ขยะที่เกิดจากการเตรียมการประกอบหรือ อาคารบา้ นเรอื น ภตั ตาคาร รา้ นคา้ คอื มารยาทในการเขยี นเชิงวิชาการ) บรกิ ารอาหาร ขยะจากตลาด ขยะจากการ สถานทีท่ �างาน ตลาดสด ผลิตอาหาร • มารยาทในการเขยี นงานเชงิ วชิ าการสง ผลตอ กระบวนการเรียบเรยี งรายงานเชงิ วิชาการ ขยะแหง้ ที่ตดิ ไฟได้ พวกที่เผาไหม้ได้ เช่น กระดาษ หีบหรือ อาคารบา้ นเรอื น ภตั ตาคาร รา้ นคา้ อยางไร กล่อง เศษไม้ กิง่ ไม ้ ใบไม้ หญา้ เครอ่ื งเรือน สถานท่ที �างาน ตลาดสด (แนวตอบ มารยาทในการเขียนเชงิ วิชาการ เครือ่ งใช้ จะทําใหผเู ขียนรายงานทราบวา สิ่งใดควร หรือไมค วรปฏิบัติ เปนตน วา ผูเขียนรายงาน ขยะแห้งที่ไมต่ ิดไฟ พวกทเี่ ผาไหมไ้ มไ่ ด ้ เชน่ เหลก็ และโลหะอน่ื ๆ อาคารบา้ นเรอื น ภตั ตาคาร รา้ นคา้ ไมค วรทาํ รายงานแบบ คน แลว ควา นาํ มาแปะ กระปอ๋ ง เครอื่ งเรอื น เครอื่ งใชท้ ที่ า� จากโลหะ สถานท่ีท�างาน ตลาดสด เปนรายงานของตน เพราะเปน วิธีการทาํ แก้ว เครือ่ งปน้ั ดนิ เผา รายงานทไ่ี มถกู ตอง เม่อื มกี ารยกตวั อยา ง ขอ ความของบุคคลใดลงในเนอื้ หาของรายงาน ขีเ้ ถา้ สิ่งท่เี หลอื จากการเผาไหม้ อาคารบา้ นเรอื น ภตั ตาคาร ตองอา งองิ ในรปู แบบเชิงอรรถ การคน ควา สถานทท่ี �างาน ตลาดสด ขอ มูลประกอบการทํารายงาน ไมวา จากแหลง การเรียนรูใดกต็ าม ผเู ขียนจะตอ งนําไปอางองิ ขยะทเี่ ก็บกวาดจากถนน ดนิ เศษหิน ผง ฝ่นุ ใบไม้ ถนน ข้างถนน บริเวณท่ีดินรกร้าง ไวทา ยเลม ในรูปแบบบรรณานุกรม การเลือก ว่างเปลา่ ปกรายงานควรเลือกสีสุภาพ พมิ พหรือเขียน ใหเรียบรอ ย เปนระบบ ระเบียบ) ซากสัตว์ สุนขั แมว ถนน ข้างถนน บริเวณท่ีดินรกร้าง ว่างเปลา่ • นกั เรยี นมวี ธิ ีการแสดงมารยาทในการ นําขอมลู มาใชประกอบการเรยี บเรียงเนือ้ หา เศษชนิ้ สว่ นของ ซากรถยนต/์ ยานพาหนะอืน่ ๆ อู่ซ่อมรถยนต ์ สถานท่รี าชการ ของรายงานอยา งไร ยานพาหนะ (แนวตอบ การนาํ ขอมลู มาประกอบการ เรยี บเรียงเน้ือหาของรายงานควรตรวจสอบ เศษสิง่ ก่อสร้าง ไม้ อฐิ หนิ เศษคอนกรีต บริเวณทมี่ ีการกอ่ สร้าง ความถูกตอง โดยการเปรยี บเทียบขอ มูลชนดิ เดยี วกนั จากแหลง ขอมลู ตา งประเภทกัน ขยะจากกิจการ มลี กั ษณะเฉพาะอตุ สาหกรรมแตล่ ะประเภท โรงงานอตุ สาหกรรม โรงไฟฟ้า ใหไ ดข อมูลที่มีความถกู ตอ ง เปน จริง เพ่ือให อุตสาหกรรม ผูอานไดรับประโยชนส งู สดุ ) ขยะพเิ ศษ ขยะท่ีเป็นสารพิษ ขยะติดเชื้อ วัตถุระเบิด ท่ีพักอาศัย โรงพยาบาล สถาบัน วตั ถแุ ผร่ งั สี ตา่ งๆ ขยะจากการเกษตร มลู สตั ว ์ เศษหญ้า เศษฟาง เรือกสวน ไร่นา ฟารม์ เลยี้ งไก่ ขยะจากการบา� บดั นา้� เสยี พวกของแขง็ ทตี่ ิดตะแกรง โรงงานบา� บดั นา�้ เสีย โรงกรองน้า� ตะกอนจากกระบวนการ โรงกรองนา้� 76 เกร็ดแนะครู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT รายงานทางวชิ าการสว นใดใชภาษาไมเ หมาะสม ครคู วรอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน กั เรยี นเขา ใจวา การเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ นอกจาก 1) การพักอาศยั อยูกับคนในหมูบา นทําใหไ ดเรียนรวู ถิ ชี วี ติ ความเปน จะตอ งมีความรู ความเขา ใจเกยี่ วกบั องคป ระกอบ หลกั การเขยี น ข้นั ตอนการเขียน อยขู องคนพวกน้นั /2) นักวจิ ยั พบวา ตอ งปฏิบัติตนใหเหมาะสมเพ่อื รายงานเชิงวชิ าการ วธิ กี ารอา งองิ การใชถอยคํา สาํ นวนภาษาในการเขียนรายงาน สรางความสนิทสนมคุนเคย/3) ปฏิบตั ติ ามกฎระเบยี บของหมบู า น เชงิ วิชาการแลว ผูเขยี นจะตองมีมารยาทในการเขยี น เชน เคารพสิทธขิ องเจา ของพนื้ ที่/4) ไมป ฏิบตั ิสงิ่ ทขี่ ดั แยง กับขอ ปฏบิ ตั ิ ของชมุ ชนและไมลบหลคู วามเช่ือของคนในทอ งถิน่ • ไมล อกเลยี นแบบหรอื คดั ลอกผลงานของผูอ น่ื มาเปนผลงานของตนเอง 1. สว นท่ี 1 2. สว นที่ 2 3. สวนท่ี 3 4. สวนท่ี 4 • หากจําเปน ตองคัดลอกผลงานของผูอื่นมาใชใ นการเขียน จะตอ งเขียนอา งอิง วเิ คราะหคาํ ตอบ รายงานเชิงวชิ าการตอ งใชภ าษาระดับทางการ กระชบั ชดั เจนและสภุ าพ สอ่ื ความเขา ใจไดง า ย คาํ วา คนพวกน้ัน ทกุ ครงั้ ไมเหมาะสมทจี่ ะนาํ มาเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ ดงั น้นั จึงตอบ • หากสามารถตดิ ตอ เจา ของผลงานทจ่ี ะใชอ า งองิ ในการเขยี นได ควรขออนญุ าต ขอ 1. เปน ลายลักษณอ ักษร 76 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Expand Evaluate Explain อธบิ ายความรู นกั เรียนรว มกนั สรุปความรูที่ถูกตอ งเกีย่ วกับ กระบวนการทาํ รายงานเชงิ วชิ าการ ภายใตการ ๙ สังเกตการณข องครู หากพบวานักเรียนยงั มีความรู ไมเ พียงพอควรใหค ําช้ีแนะเพม่ิ เติม บทสรปุ ขยะมูลฝอยเป็นบรรดาสิ่งต่างๆ ท่ีคนไม่ต้องการใช้ประโยชน์และทิ้งไปโดยรวมท้ังขยะที่ ย่อยสลายไดต้ ามธรรมชาตแิ ละขยะทไี่ มส่ ามารถยอ่ ยสลายได้ การดา� รงชวี ติ ประจ�าวันของมนุษย์ ขยายความเขา ใจ Expand มีของที่เหลือใช้จากการใช้ประโยชน์และกลายเป็นขยะจ�านวนมากท่ีต้องใช้เวลา งบประมาณ นกั เรียนคัดเลอื กหวั เรอ่ื งที่นา สนใจ และคิดวา และบคุ ลากรในการจดั เกบ็ ปญั หาขยะลน้ ชมุ ชน ลน้ เมอื ง จงึ เปน็ สง่ิ ทเี่ กดิ ขน้ึ และสง่ ผลกระทบตอ่ จะเปน ประโยชนตอผูอ าน นาํ มาศึกษาคน ควา ตาม ประชากรของประเทศ หลกั วิชา แลว เรียบเรยี งเปนรูปเลม รายงาน มเี วลา สําหรับการคน ควาเรยี บเรียงเปนเวลา 1 สัปดาห การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยจึงไม่ควรเป็นภาระหน้าท่ีของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง โดยมเี ง่ือนไขทจี่ ะตอ งปฏบิ ัติ ดงั น้ี ในภาคครัวเรือนควรมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการศึกษาหาความรู้ เก่ียวกับวิธีคัดแยก ก�าจัด ใช้ประโยชน์จากขยะ ปฏิบัติอย่างสม่�าเสมอ รวมถึงเผยแพร่ความรู้ • เสนอหัวขอ วัตถปุ ระสงค ขอบเขตการ ความเข้าใจไปสู่ผู้อ่ืนก็จะช่วยท�าให้ชุมชนน่าอยู่ สามารถบริหารจัดการ ใช้ประโยชน์จากขยะได้ ศกึ ษาแหลง ขอมลู เบอื้ งตน และโครงเรอื่ ง อยา่ งถูกต้องเหมาะสม ตอครู กอนลงมือ เปน เวลา 3 วนั เพื่อตรวจ (ทม่ี ำ: ตดั ทอนมาจากรายงานเรอ่ื ง ขยะมลู ฝอยของนางสาวกนั ยา เขย้ี วงา) แกไข เม่ือไดร ับการอนุมัตแิ ลว จึงลงมือ ปฏบิ ตั ิ • สวนประกอบตา งๆ ครบถวน และถกู ตอ ง • แสดงขั้นตอนการสํารวจ รวบรวม บนั ทกึ บรรณานกุ รม ๑๐ ขอ มลู ผา นบตั รบนั ทกึ ขอ มลู ไมน อ ยกวา 30 ใบ โดยใชรูปแบบทถ่ี กู ตอ ง แสดงใหเ หน็ วา ได การปกครอง, กรม. ๒๕๓๗. การจดั การมูลฝอย. กรุงเทพมหานคร: แก่นจนั ทร์. สบื คน ขอ มลู จากแหลง ขอ มลู ตา งๆ ใชท กั ษะ โครงการสารานุกรมไทยส�าหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว*. การรับสารหลากหลาย ไดแก การอา น ๒๕๓๘. สารานกุ รมไทยสา� หรบั เยาวชนฯ เลม่ ๑๕. กรุงเทพมหานคร: ด่านสทุ ธาการ การฟง และการสงั เกต พมิ พ์. • ในเน้อื หาของรายงานตอ งแสดงการอา งอิง ดา� รงศกั ดิ ์ ชยั สนทิ . ๒๕๕๐. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม. กรงุ เทพมหานคร: ภญิ โญ ในรูปแบบเชงิ อรรถ ทง้ั เชิงอรรถบอกแหลง ที่มา เชงิ อรรถโยง และเชงิ อรรถเสรมิ ความ การพิมพ.์ โดยใชร ูปแบบท่ถี กู ตอง รวมกันจาํ นวน ไมน อ ยกวา 15 ตําแหนง ส่งเสรมิ คณุ ภาพส่งิ แวดลอ้ ม, กรม. ๒๕๕๐. การอนุรกั ษ์ส่ิงแวดลอ้ ม. กรงุ เทพมหานคร: • การอางอิงแหลง ขอมลู แบบบรรณานุกรม โรงพิมพด์ อกเบยี้ . ตองปรากฏแหลง ขอมูลหลากหลายประเภท สมิทธ ์ สระอุบล. ๒๕๓๒. มนษุ ยก์ ับสิ่งแวดล้อม. กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร.์ * “พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว” ในทนี่ ี้หมายถงึ พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช 77 โดยใชร ูปแบบทถ่ี กู ตอง รวมกนั จํานวน ไมนอ ยกวา 35 รายการ • จาํ นวนเนอื้ หาของรายงานตอ งไมนอยกวา 40 หนา ไมนบั รวมสวนประกอบอนื่ ๆ ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT เกรด็ แนะครู บุคคลใดปฏบิ ตั ิตนไดเหมาะสมเมอื่ สรางสรรคง านเขยี นเชงิ วิชาการ เมื่อการเรียนการสอนดาํ เนินมาถงึ การอธิบายความรเู กี่ยวกบั มารยาทในการ 1. สมภพยกคาํ พูดของนกั วชิ าการมากลา วอา งโดยไมระบแุ หลงที่มา เขียนงานเชิงวิชาการ ครูควรใหค วามสําคญั กบั การปลกู ฝงมารยาทใหแกนกั เรียน 2. เมือ่ เกิดขอ ผดิ พลาดในเน้ือหาของรายงานสมทรงกลา วโทษขอมลู เพื่อนาํ ไปปรับใชใ นชวี ิตประจาํ วัน โดยใหน กั เรียนรวมแบงปน พ้นื ฐานความรเู ดมิ 3. สมถวิลเรยี บเรยี งเน้อื หาของรายงานจากการวเิ คราะห ตีความ ของตนเองแกเ พอ่ื นรวมช้ันเรยี น ตั้งคําถามเพอ่ื ใหน กั เรียนอธบิ ายความรเู ก่ียวกับ มารยาทในการเขยี นรายงานเชิงวิชาการท่คี วรปฏิบัติ บนั ทกึ ความรทู ีถ่ กู ตองลงสมุด ขอ มูลทคี่ น ควา 4. สมชายคน ควาขอมูลวิชาการจาํ นวนมากเพอ่ื นํามาตดั ตอเปน เนื้อหาของรายงาน วิเคราะหคําตอบ การเขยี นงานเชงิ วชิ าการ เมอื่ มกี ารกลา วอาง ขอ ความทเี่ ปน ความคดิ คาํ พดู ของผอู น่ื ควรระบแุ หลง ทมี่ าใหช ดั เจน มีความรับผดิ ชอบตอขอ มูล หากผดิ พลาดยอมหมายความวา ผคู น ควาบกพรองในขั้นตอนการสํารวจรวบรวม ตรวจสอบขอมูล และไมค วรนาํ ขอมูลจากตาํ ราวชิ าการแตล ะเลม มาปะตอกนั เปน รายงานเชิงวชิ าการของตนเอง ดังนัน้ จงึ ตอบขอ 3. คูมือครู 77

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Expand Evaluate Engage Explore Explain สาํ รวจคน หา Explore นกั เรียนแบง กลมุ กลมุ ละเทาๆ กนั แลว ศกึ ษา ๓. การเขียนประกาศ ความรเู กย่ี วกับการเขยี นประกาศตามประเด็นท่ี กําหนด ดงั นี้ ประกาศ คอื ขอ้ ความทผี่ สู้ ง่ สารเขยี นขนึ้ เพอ่ื เผยแพรข่ อ้ มลู ใหบ้ คุ คลทเี่ กยี่ วขอ้ งทราบและ ปฏบิ ตั ไิ ดถ้ กู ตอ้ ง สอดคลอ้ งกบั จดุ มงุ่ หมายของผปู้ ระกาศซง่ึ อาจเปน็ เอกชน กลมุ่ บคุ คล บรษิ ทั หรอื • ประเภทของประกาศ หน่วยงานราชการ • ข้นั ตอนการเขียนประกาศ ๓.๑ ประเภทของประกาศ อธบิ ายความรู Explain อาจแบง่ ประเภทของประกาศได้ ดังนี้ ครูใหนกั เรียนดปู ระกาศประเภทตา งๆ ดงั น้ี ๑) แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเขียน หรือจุดมุ่งหมายของผู้เขียน สามารถแบ่งได้ • ประกาศเพอ่ื ประชาสัมพนั ธ เชน ประกาศ ดงั น้ี ๑.๑) ประกำศเพอื่ ประชำสมั พนั ธ ์ เปน็ ประกาศทผ่ี สู้ ง่ สารมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ประชาสมั พนั ธ ์ การจัดกิจกรรมวนั เดก็ เปน็ การบอกกล่าวใหผ้ ้อู า่ นประกาศไดท้ ราบว่าใคร ทา� อะไร ท่ีไหน อยา่ งไร เช่น ประกาศพบ1ของ • ประกาศเพ่อื การโฆษณา เชน ประกาศ ๑.๒) ประกำศเพ่ือกำรโฆษณำ เป็นประกาศท่ีผู้ส่งสารมีวัตถุประสงค์โน้มน้าวใจของ ผู้อ่านประกาศ เรียกร้องใหเ้ กดิ ความรูส้ กึ สนใจ หรือเกดิ ความตอ้ งการในสิ่งนนั้ ๆ เช่น ประกาศขาย ขายบาน บ้านจัดสรร ๑.๓) ประกำศเพื่อกำรรณรงค์ เป็นประกาศที่ผู้ส่งสารมีวัตถุประสงค์เพื่อการรณรงค2์ • ประกาศเพื่อการรณรงค เชน ประกาศให ใหเ้ ห็นคลอ้ ยตาม เชอ่ื ถือ และปฏิบตั ิตาม เชน่ ประกาศประหยดั พลงั งานของหน่วยงาน ประหยดั นํา้ ประหยัดไฟ ๒) แบง่ ตามรปู แบบการเขียน สามารถแบง่ ได ้ ดงั นี้ แลว ขออาสาสมัครนกั เรียนบอกประเภท และ ๒.๑) ประกำศท่ัวไป เป็นประกาศท่ีเขียนโดยไม่มีแบบฟอร์ม หรือรูปแบบการเขียน ลกั ษณะของประกาศแตล ะชนดิ โดยเพ่อื นคนอ่นื ทเ่ี ครง่ ครัด เขียนข้ึนเพอื่ แจ้งขา่ วสารใหผ้ ูอ้ น่ื ทราบ เชน่ ประกาศของหาย ประกาศรับสมคั รงาน ชว ยกนั ตรวจสอบความถูกตอง และอธบิ ายเพ่มิ เตมิ ในสวนที่บกพรอง ประกาศขายสนิ ค้า ตวั อยา่ ง ป ระกาศของหาย กระเป๋าสตางค์ย่ีห้อบาลานซ์ หนังสีฟ้า ได้วางลืมไว้บริเวณโรงอาหาร วันท่ี ๕ มกราคม ๒๕๕๙ เวลาประมาณ ๑๒.๐๐ น. (ตอนคาบพักของนกั เรยี นช้ัน ม.๕) ใครพบโปรดน�ามาคืนหอ้ ง ประชาสัมพันธ์ด้วย จกั ขอบพระคุณอยา่ งย่ิง ณัฐฐา บริบรู ณ ์ ม.๕/๒ (ผปู้ ระกาศ) จากตวั อยา่ งแสดงใหเ้ หน็ วา่ การเขยี นประกาศของหาย ผปู้ ระกาศจะตอ้ งใชถ้ อ้ ยคา� เพอ่ื อธบิ ายลักษณะของสิ่งท่ีหายโดยละเอียด สถานที่ วัน เวลาที่ของน้ันหาย สถานท่ี หรือบุคคลท ่ี ผพู้ บสามารถนา� ของกลบั มาคนื ได ้ นอกจากนจ้ี ะตอ้ งแสดงความขอบคณุ ลว่ งหนา้ เพราะเปน็ มารยาท ท่สี า� คัญ 78 นกั เรยี นควรรู ขอสแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT “วนั อาทิตยที่ 20 มนี าคม 2559 รวมสนกุ สดุ มันกับคอนเสิรต 1 โนมนา วใจ การเขยี นโนม นาวใจผอู านสามารถทําไดหลายวธิ ี เชน ศลิ ปนช่ือดงั ณ ลานเอนกประสงคข องหมูบ า น งานน้ีมอี าหารไว • แสดงเหตุผลทีห่ นกั แนน และนาเช่อื ถือ บริการฟรตี ลอดท้ังงาน แลว พบกนั เวลา 20.00 น.” ประกาศขางตน • เปรยี บเทียบขอ ดี ขอ เสียอยา งชัดเจน เปนประกาศประเภทใด • แสดงหลักฐานหรอื ขอมูลอา งอิงประกอบ 1. ประกาศทว่ั ไป • เสนอสง่ิ ของ สินคา หรือสิ่งตางๆ ทเ่ี ปน ท่ตี องการของผูอา น 2. ประกาศเพอื่ การรณรงค 3. ประกาศเพอ่ื การโฆษณา 2 การรณรงค การเขียนรณรงคเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง ผูเขียนจะตองเขียนใหผูอานมี 4. ประกาศเพือ่ ประชาสัมพันธ ความคิดเห็นคลอยตาม และพรอมที่จะลงมือปฏิบัติตามที่ผูเขียนไดต้ังเปาหมายไว วเิ คราะหคําตอบ ขอความขางตน เปน การเขียนแจงกิจกรรมที่ โดยพฤติกรรมหรือการปฏิบัติกิจกรรมอยางใดอยางหน่ึงน้ันจะตองเกิดข้ึนอยาง จะจดั ข้ึน โดยบอกรายละเอยี ดของวัน เวลา และสถานที่ เพือ่ ให ตอเนอ่ื งตามระยะเวลาที่กําหนดหรอื ตลอดไป ผูอ านรบั ทราบและเกิดความสนใจเขา รว มกจิ กรรมดงั กลา ว ดงั นั้นจงึ ตอบขอ 4. 78 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ตวั อยา่ ง ประกาศรบั สมคั รงาน ครอู ธบิ ายใหน กั เรยี นเขา ใจวา ประกาศสามารถ องค์การขนสง่ มวลชนกรงุ เทพ แบง เปน ประเภทตา งๆ ไดห ลายลกั ษณะ เชน แบง ตามวตั ถปุ ระสงคข องการเขยี น แบง ตามรปู แบบ (เปิดรบั สมคั รพนักงานประจ�ารถจา� นวนมาก) การเขยี น จากนนั้ ใหน กั เรยี นไปหาประกาศทแี่ บง ๑. พนกั งานขบั รถ ตามรปู แบบการเขยี นมากลมุ ละ 1 ประกาศ แลว • เ ปน็ ชายหรอื หญงิ อายุไม่ต่�ากวา่ ๒๕ ปีบริบูรณ์และไม่เกิน ๔๕ ปีบรบิ ูรณ ์ ใหน กั เรยี นอธบิ ายลกั ษณะและรายละเอยี ดของ ประกาศทก่ี ลมุ ตนเองหามา และสง ตวั แทนกลมุ นบั ถึงวนั ทป่ี ิดรบั สมคั ร นาํ เสนอหนา ชน้ั เรยี น • มีใบอนญุ าตขบั รถประเภทท่ ี ๒ หรือประเภทที่ ๓ • ส�าเรจ็ การศึกษาตามเกณฑ์การศึกษาภาคบงั คับ (ป.๖) หรอื เทียบเท่าข้ึนไป ๒. พนกั งานเกบ็ คา่ โดยสาร • เป็นชายหรือหญิงอายุไมต่ า่� กวา่ ๑๘ ปีบริบรู ณ์และไม่เกนิ ๔๕ ปีบริบรู ณ์ นบั ถงึ วันทป่ี ดิ รบั สมคั ร • มีใบอนุญาตเปน็ ผเู้ ก็บคา่ โดยสาร ซงึ่ ออกโดยกรมการขนสง่ ทางบก • ส า� เรจ็ การศกึ ษาต้ังแต่ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น (ม.๓) หรอื เทียบเทา่ ขน้ึ ไป ๓. สิทธิประโยชนท์ ่จี ะได้รับ • ต�าแหนง่ พนกั งานขับรถ เงินเดอื นข้ันตา�่ ๑๐,๑๕๐ บาท • ต �าแหนง่ พนกั งานเก็บคา่ โดยสาร เงนิ เดอื นข้นั ต�่า ๙,๐๔๐ บาท สอบถามและสมคั รดว้ ยตนเองตง้ั แตบ่ ดั นเี้ ปน็ ตน้ ไป ในวนั เวลาราชการ ไดท้ ่ี เขตการเดินรถท ่ี ๑ โทร. ๐ ๒๕๕๑ ๐๔๙๒ เขตการเดินรถท่ ี ๖ โทร. ๐ ๒๔๑๓ ๐๖๕๕, เขตการเดนิ รถท ่ี ๒ โทร. ๐ ๒๙๑๙ ๘๖๓๘ ๐ ๓๔๓๘ ๘๙๙๙ เขตการเดนิ รถที่ ๓ โทร. ๐ ๒๓๑๖ ๑๖๘๕ เขตการเดินรถท ี่ ๗ โทร. ๐ ๒๕๙๔ ๓๓๐๖ เขตการเดนิ รถท ่ี ๔ โทร. ๐ ๒๒๔๙ ๔๒๖๒ เขตการเดนิ รถที่ ๘ โทร. ๐ ๒๙๑๙ ๘๙๔๘ เขตการเดนิ รถท ่ี ๕ โทร. ๐ ๒๘๙๖ ๒๖๗๒ หรือที่ส�านักงานใหญ ่ ขสมก. โทร. ๐ ๒๒๔๖ ๐๓๓๙ ตอ่ ๑๒๒๐-๒๑ ทมี่ า: หนงั สอื พมิ พ์มตชิ น ฉบับวนั ท่ ี ๖ มกราคม ๒๕๕๙ จากประกาศรับสมัครงานข้างต้นแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนประกาศจะต้องใช้ถ้อยค�าเพื่อ ระบุต�าแหนง่ งานท่ปี ระสงคจ์ ะให้ผ้สู มัครท�า คณุ สมบตั ทิ ตี่ อ้ งการ เช่น เพศ อายุ คุณสมบัติทาง การศกึ ษา สิทธิประโยชนท์ ี่ผ้สู มัครจะได้รบั สถานที่ตดิ ตอ่ ๒.๒) ประกาศตามแบบราชการ เปน็ ขอ้ ความตา่ งๆ ทห่ี นว่ ยงานราชการเปน็ ผปู้ ระกาศ ชีแ้ จงใหผ้ เู้ กีย่ วข้องทราบ หรือปฏิบตั ิใหถ้ ูกตอ้ งสอดคลอ้ งในทิศทางเดียวกัน นอกจากนีย้ ังรวมถงึ ประกาศของหนว่ ยงานเอกชนท่ีใชร้ ปู แบบประกาศเชน่ เดยี วกบั หนว่ ยงานราชการ ซง่ึ สว่ นประกอบ ของประกาศของหนว่ ยงานราชการ มดี ังนี้ ๑. ประกาศ...............................ให้ลงช่อื หน่วยงานซงึ่ เป็นเจ้าของเรอื่ ง 79 ขอสแอนบวเนน Oก-าNรคEิดT เกรด็ แนะครู ขอ มูลใดไมจ ําเปน ในประกาศรบั สมคั รงาน ครใู หน กั เรียนดูประกาศรบั สมัครงานของบรษิ ทั หรอื หางรา นตา งๆ จากน้นั ให 1. คา ตอบแทน นกั เรยี นชว ยกนั พิจารณาขอมูลท่จี ําเปนตอ งมใี นประกาศรบั สมคั รงาน โดยพิจารณา 2. วฒุ กิ ารศกึ ษา จากขอมลู สวนใหญท ีบ่ รษิ ัทหรือหางรานระบุเอาไวใ นประกาศรบั สมคั รงาน แลว ให 3. ฐานะทางครอบครวั นกั เรียนชว ยกันแสดงความคิดเหน็ วา ขอ มลู ดงั กลาวมีความสําคัญตอการประกาศ 4. ตาํ แหนง งานทตี่ อ งการ รบั สมัครงานอยา งไร และหากไมมขี อ มูลดงั กลาวแลว จะสง ผลเสียตอประกาศ วเิ คราะหค ําตอบ ผูประกาศรบั สมคั รงานจาํ เปนตองระบุขอมลู รับสมคั รงานอยางไร ท่ีจําเปน ในการประกาศรบั สมคั รงาน เชน คาตอบแทนที่จะไดรับ วฒุ ิการศกึ ษา ตาํ แหนง งานที่ตอ งการ อายุ สถานภาพ สถานที่ หรอื เบอรโทรศัพทท ่ีสามารถตดิ ตอได โดยฐานะทางครอบครัวเปนสิง่ ที่ ไมจ าํ เปน ในการประกาศรับสมคั รงาน ดงั นั้นจงึ ตอบขอ 3. คูมอื ครู 79

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู ตัวแทนนกั เรียนแตล ะกลุม จบั สลากเลอื กประเด็น ๒. เร่ือง……………………………………………………..ใหลงชือ่ เรือ่ งท่ีประกาศ ทต่ี องรวมกันวิเคราะห เพื่ออธบิ ายความรเู กีย่ วกบั ๓. (ขอความทปี่ ระกาศ)……………………….ใหล งรายละเอยี ดของเรือ่ งท่ีประกาศ ประกาศ ดงั นี้ ๔. วนั ที่……….เดอื น……………..พ.ศ.…………..ใหล งวันที่ เดือน ปที่ประกาศ ๕. (ลงชือ่ )…………………………………………………ใหลงลายมือชอ่ื ผูใหอ อกประกาศ • ความเหมอื นของประกาศท่วั ไปกับประกาศ ๖. ( )………………………………………………………….. ใหลงชอ่ื เตม็ ของผใู หอ อกประกาศ ตามแบบราชการ ๗. (ตําแหนง) ใหล งตาํ แหนงของผใู หออกประกาศ ตวั อยา ง ประกาศของหนว ยงานราชการ • ความแตกตา งของประกาศทัว่ ไปกับประกาศ ตามแบบราชการ จากนัน้ ใหนกั เรยี นรวมกันวิเคราะหค วามรู ตามประเดน็ ทีก่ ลมุ ของตนเองไดร บั มอบหมาย เสรจ็ แลวสง ตัวแทนกลมุ นําเสนอผลการวเิ คราะห หนาช้นั เรยี น เพอ่ื นกลมุ อน่ื ชว ยกนั ตรวจสอบความ ถกู ตอ ง และแสดงความคิดเห็นเพิม่ เตมิ หากเห็นวา ผลการวเิ คราะหท ่ีเพอ่ื นนําเสนอยังไมส มบูรณห รือ ผิดพลาด จากประกาศขา งต1น แสดงใหเ หน็ วา ประกาศของหนว ยงานราชการจะมรี ปู แบบทชี่ ดั เจน มกี ารใชภาษาในระดับทางการเพื่อสือ่ สารกบั ผูอา น ใจความสําคญั ครบถว น ไมต องตีความ ๘๐ นกั เรยี นควรรู ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT ขอใดกลา วถงึ ประกาศของหนวยงานราชการไดถ กู ตอ ง 1 ภาษาในระดบั ทางการ หรือเรยี กอกี อยางวา ภาษาแบบแผน เปน ภาษาทใี่ ช 1. ใชภาษาระดับทางการ สื่อสารกบั สาธารณชนทั่วไป มลี กั ษณะ ดังนี้ 2. ใชภ าษาแบบเปนกันเอง 3. ไมมีแบบฟอรมทีแ่ นน อน • มคี วามถูกตองตามหลกั ไวยากรณ 4. ใชรูปแบบการเขยี นไดหลากหลาย • ใชค ําศพั ทบ ัญญัติท่ถี ูกตอ ง วิเคราะหคาํ ตอบ ประกาศของหนวยงานราชการจะมรี ูปแบบ • ใชค าํ ศัพทท างวชิ าการท่ถี ูกตอ ง เฉพาะท่ีชัดเจน แนนอน ใชภ าษาระดับทางการในการเขียนส่อื สาร • ไมใชค ําศัพทแสลงหรอื ภาษาเฉพาะกลุม ใหผอู า นเขา ใจสาระสาํ คัญของประกาศ ดังน้ันจึงตอบขอ 1. • มคี วามกระชับ ชดั เจน และสุภาพ 80 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ๓.๒ ขั้นตอนการเขยี นประกาศ นักเรยี นแตล ะกลมุ ชว ยกนั อธิบายความรู เกยี่ วกับข้ันตอนการเขียนประกาศ โดยใหน ักเรียน การเขยี นประกาศทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพผปู้ ระกาศตอ้ งมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั รปู แบบของ แตล ะคนผลดั กนั อธิบายความรใู หเ พื่อนในกลุมฟง ประกาศ ส�านวนภาษา ขัน้ ตอนการเขียน และฝกึ ฝนอย่างสม�่าเสมอ ดังนี้ แบบเลา เร่อื งรอบวง แลว สรปุ เปนองคความรู ๑) การเลอื กใชร้ ปู แบบและสา� นวนภาษา หากเปน็ ประกาศซงึ่ ไมใ่ ชข่ องหนว่ ยงานราชการ ประจํากลมุ อาจไมต่ อ้ งเครง่ ครดั เรอื่ งรปู แบบมากนกั แตต่ อ้ งมคี วามเรยี บรอ้ ยเหมาะสม อา่ นงา่ ย สว่ นประกาศ ของทางราชการจะต้องมอี งคป์ ระกอบครบถว้ นสมบูรณด์ ังที่ได้น�าเสนอไว้ ครสู ุมนักเรยี น 2-3 กลมุ นาํ เสนอความรู การใช้ส�านวนภาษาในประกาศ หากเป็นประกาศทั่วไปอาจใช้ภาษาระดับแบบแผน เกีย่ วกับข้นั ตอนการเขียนประกาศ แลวใหเพ่ือน ก่ึงแบบแผน หรอื ใช้ภาษาทช่ี ่วยดงึ ดูดความสนใจของผอู้ า่ นโดยขน้ึ อยูก่ ับวตั ถปุ ระสงคข์ องผ้เู ขียน กลุมอน่ื ชวยกันตรวจสอบความถกู ตอง สว่ นประกาศของหน่วยงานราชการตอ้ งใชภ้ าษาระดบั ทางการทถ่ี ูกต้องตามไวยากรณ์ ๒) การสร้างใจความส�าคัญ จุดมุ่งหมายสา� คัญของการเขียนประกาศ คือ ช้แี จง อธบิ าย ขยายความเขา ใจ Expand บอกเล่ารายละเอียดเพ่ือให้ผู้เก่ียวข้องทราบว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น ใครท�าอะไร กับใคร ที่ไหน อยา่ งไร เมอื่ ไร ตอ้ งการใหผ้ อู้ า่ นปฏบิ ตั ติ นอยา่ งไร การสรา้ งใจความสา� คญั ในประกาศมแี นวปฏบิ ตั ิ นกั เรียนแตล ะกลมุ รวมกนั กาํ หนดประเดน็ ท่ี ดงั น้ี ตอ งการเขยี นประกาศรณรงค กลุมละ 1 ประเด็น ๑. สรา้ งขอ้ ความแต่ละยอ่ หนา้ ในประกาศให้มีใจความส�าคญั ครบถว้ น โดยไมใ หซ าํ้ กนั ในแตล ะกลุม จากนนั้ ลงมือเขยี น ๒. เริ่มเขียนจากใจความที่เป็นเหตุก่อน เช่น “พบปากกาลูกลื่น ๑ ด้าม” จากนั้น ประกาศตามขั้นตอนการเขยี น และตกแตง ให จึงเขียนขยายความว่าพบท่ีไหน เวลาใด และตอ้ งตดิ ต่อขอรบั คืนท่ีใด กับใคร เวลาใด หากเปน็ สวยงาม เสร็จแลว นําประกาศไปตดิ ตามสถานท่ี ประกาศของทางราชการ ใจความทสี่ า� คญั ท่ีสุดคือ ชอ่ื ของประกาศ เชน่ “เรือ่ ง การเรมิ่ ตน้ ฤดฝู น ตา งๆ ในโรงเรยี น เพอื่ รณรงคต ามจดุ หมายที่ ของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘” จากนน้ั จึงเขียนขยายความชี้แจงรายละเอยี ดในประเดน็ เชน่ ชว่ ง กาํ หนด เวลาท่ีเกิด ผล การปฏิบัติตนของประชาชน หากต้องมีการอ้างถึงกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ค�าสั่ง ใหเ้ รยี บเรียงไวเ้ ปน็ ย่อหนา้ แรกของประกาศ แล้วยอ่ หนา้ ท่สี องจงึ ระบผุ ลท่เี กดิ ข้นึ ๓) ทบทวนและแกไ้ ข เมอื่ ลงมอื เขยี นเรยี บเรยี งประกาศแลว้ ผปู้ ระกาศจะตอ้ งอา่ นทบทวน โดยสิง่ ทตี่ อ้ งพิจารณา มดี งั นี้ ๑. รปู แบบ ต้องมีความถกู ต้องเหมาะสม เรียบร้อยสะอาดตา ๒. ขอ้ ความในประกาศตอ้ งแสดงวตั ถปุ ระสงคข์ องผปู้ ระกาศครบถว้ น มีใจความสา� คญั ทีต่ อ้ งการให้ผ้อู ่านทราบ การล�าดับความต่อเนื่องไมว่ กวน ไม่ต้องตีความดว้ ยตนเอง ๓. สา� นวนภาษามคี วามถูกต้องเหมาะสมกับวตั ถปุ ระสงค์และรปู แบบของประกาศ การเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการเปน็ การเขยี นทจี่ ะตอ้ งมอี งคป์ ระกอบครบถว้ น เนอ้ื หาสาระ เป็นการประมวลจากความรู้ความเข้าใจ มกี ารอ้างอิงแหล่งขอ้ มูลถกู ตอ้ ง สว่ นการเขยี นประกาศ เนอ้ื หาสาระแสดงใหเ้ หน็ วตั ถปุ ระสงคข์ องผู้ส่งสาร สง่ ผลใหผ้ รู้ ับสารเกดิ ความรคู้ วามเข้าใจและ ปฏบิ ตั ิตนไดถ้ ูกต้อง 81 ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT เกรด็ แนะครู พจิ ารณาวา ประกาศตอไปนี้มขี อบกพรองอยางไร หลงั จากท่ีนกั เรยี นแตล ะกลุม รว มกนั เขยี นประกาศเพอ่ื รณรงคตามจุดมุงหมาย “พบโทรศพั ทส มารต โฟนสขี าวท่หี อ งอาหารของโรงเรยี น เม่ือ ที่แตละกลุมกําหนดขึ้นมาและนาํ ไปตดิ ตามสถานทีต่ า งๆ แลว ครูใหน กั เรียนแตล ะ วันจนั ทรท่ี 4 เมษายน 2559 สามารถตดิ ตอ รับคืนได” กลุมตดิ ตามผลการรณรงคว า นักเรียนและบคุ ลากรในโรงเรยี นไดมกี ารปฏิบตั หิ รือ 1. ไมไ ดบ อกมลู คา รณรงคต ามจดุ มุง หมายทก่ี าํ หนดหรือไม ถา ไมปฏิบัติตามใหคิดหาวธิ ีแกไข หรือ 2. ไมไ ดบ อกเวลาทพ่ี บ วิธีการรณรงคอนื่ ๆ 3. ไมไ ดบ อกลกั ษณะเฉพาะ 4. ไมไ ดบ อกบคุ คลทส่ี ามารถตดิ ตอ รบั ของคนื วเิ คราะหคาํ ตอบ ประกาศของหายควรระบรุ ายละเอยี ดของส่ิงของ อยางละเอยี ด วัน เวลา สถานทท่ี ี่พบส่งิ ของนั้น และทีส่ ําคญั จะตอ ง ระบุบุคคล สถานท่ี เบอรโทรศพั ทติดตอ ท่สี ามารถรบั ส่งิ ของนัน้ คนื ได ดังน้นั จงึ ตอบขอ 4. คมู อื ครู 81

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Expand Evaluate Engage Expand ขยายความเขา ใจ นกั เรียนรวมกันกาํ หนดเกณฑเพอ่ื ใชประเมิน คาำ ถามประจำาหน่วยการเรียนรู้ การเขียนเพ่อื สอ่ื สาร เพอ่ื ใชเปนแนวทางสําหรับ การเขยี นรายงานเชิงวชิ าการและการเขยี นประกาศ ๑. การมีความรู้ความเข้าใจเก่ยี วกบั การเขียนผังความคิดมีประโยชนอ์ ยา่ งไรตอ่ การเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ (แนวตอบ เกณฑควรครอบคลมุ ดังตอ ไปนี้ • ความสมบูรณ และถกู ตองของสว นประกอบ ๒. รายงานเชงิ วชิ าการท่ีดคี วรมลี ักษณะอย่างไร อธบิ ายให้ชัดเจน ๓. เม่ือได้รับมอบหมายใหศ้ ึกษาค้นควา้ เรื่องใดเรอ่ื งหนึ่ง โดยทา� งานเป็นกล่มุ ตา งๆ นักเรยี นจะมขี ้นั ตอนการทา� งานอยา่ งไร อธิบายใหช้ ดั เจน • หัวขอเรื่องท่เี ลอื กมคี วามนาสนใจ และเปน ๔. การวางโครงเรอ่ื งทด่ี ีส่งผลต่อรายงานเชิงวชิ าการท่ีจะเรยี บเรียงอย่างไร ๕. ประกาศทีม่ ีประสิทธผิ ลควรมีลกั ษณะอยา่ งไร ประโยชนตอผรู ับสารอยา งแทจรงิ • เนอื้ หาตองเกดิ ขน้ึ จากความเขาใจของ กจิ กรรมสรา้ งสรรคพ์ ัฒนาการเรยี นรู้ ผเู รียบเรยี ง โดยแสดงใหเห็นทง้ั ความรู ความ ๑. ให้นักเรียนจดั ทา� บตั รบนั ทกึ ความรูจ้ ากการอ่าน เปน็ เวลา ๑ สปั ดาห์ จากนนั้ ให้ คดิ เห็น หรือขอเสนอแนะท่เี ปน ประโยชน รวบรวมและจา� แนกเป็นหมวดหมู่ความร้ ู จัดท�ารูปเล่มส่งครู • ใชถ อ ยคาํ สาํ นวนโวหารถกู ตอ งตามระดบั ภาษา ส่อื ความใหเขา ใจไดงายดวยรูปประโยคท่ี ๒. ใหน้ กั เรียนเขยี นรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ ตามหวั ขอ้ ท่ีครูกา� หนด โดยใช้รปู แบบที่ ถกู ตอ งตามหลกั ไวยากรณ ใชค ําศพั ททาง ได้ศึกษา ส่งครู วชิ าการไดเหมาะสม สง่ิ สาํ คญั คือ ตอ งเปน สํานวนภาษาของตนเอง ๓. ให้นกั เรียนเขยี นประกาศเพ่อื ประชาสัมพันธก์ ารจดั งานนทิ รรศการของโรงเรียน • การอา งองิ มรี ปู แบบท่ีถกู ตอง โดยสมมตชิ ่อื นทิ รรศการ วนั เวลา สถานทด่ี ้วยตนเอง แลว้ น�ามาอ่านออกเสียงให้ • แสดงใหเห็นมารยาทในการเขยี น เปน ตน วา เพ่ือนฟงั หนา้ ชนั้ เรียน การเลอื กใชสีปก ความเปน ระบบ ระเบยี บใน การเขียนหรอื พมิ พ รวมถงึ การอางองิ ขอมูล) ตรวจสอบผล Evaluate 1. ครตู รวจสอบรปู เลม เนอื้ หารายงานและการเขยี น ประกาศของนกั เรยี น โดยใชเกณฑท ่ีนักเรยี น รวมกันกาํ หนดข้นึ ภายใตคาํ แนะนาํ ของครู 2. นกั เรียนตอบคําถามประจาํ หนวยการเรยี นรู หลักฐานแสดงผลการเรียนรู 82 1. รปู เลมรายงานในหัวขอท่เี ลือก 2. บัตรบนั ทกึ ขอ มูลขณะทาํ รายงาน 3. ประกาศ แนวตอบ คาํ ถามประจําหนว ยการเรียนรู 1. การมคี วามรู ความเขาใจเกย่ี วกับแผนผงั ความคดิ จะชว ยใหเห็นขอ มลู องคความรูตางๆ ทีเ่ กี่ยวของกับหวั ขอของรายงานเชิงวชิ าการ ทาํ ใหผ ูเขียนสามารถเขียนประเดน็ ตางๆ ไดครอบคลุม ครบถว นทุกประเด็น และรวู าประเดน็ ใดเปน ประเดน็ หลักและประเด็นใดเปนประเด็นรอง จงึ ทําใหรายงานเชิงวชิ าการมคี วามครบถวน สมบูรณ 2. รายงานเชงิ วชิ าการที่ดีจะตอ งมสี ว นประกอบครบถว น ทง้ั สวนหนา สว นเน้ือหา และสวนสรุป ขอมลู ทีป่ รากฏในรายงานจะตองมีความถูกตอง สมบูรณ นา เชอ่ื ถือ และ ท่สี าํ คัญ คือ จะตอ งมปี ระโยชนตอผอู าน 3. เมอื่ ไดร บั มอบหมายใหศ กึ ษาคน ควา เชงิ วชิ าการเรอ่ื งใดเรอ่ื งหนง่ึ กลมุ ผจู ดั ทาํ ควรเรม่ิ จากขนั้ ตอนการวางแผน ดว ยการเลอื กหวั ขอ เรอื่ งทมี่ คี วามนา สนใจ กาํ หนดวตั ถปุ ระสงค ขอบเขตการศกึ ษาคน ควา เพอื่ วางโครงเรอื่ ง โดยเรยี งลาํ ดบั ตามความสาํ คญั ของเนอ้ื หา จากนน้ั จงึ เรมิ่ ในสว นของขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิ ทาํ การสาํ รวจ รวบรวม บนั ทกึ จดั หมวดหมขู อมูลตามโครงเร่ือง เพ่อื นาํ มาวิเคราะห ตีความใหไดขอสรปุ ท่ตี รงกบั วตั ถุประสงคท่ีวางไว จากนน้ั จงึ เขียนเรียบเรียงเน้ือหาสาระจากความเขา ใจโดยใช สาํ นวนภาษาทเ่ี หมาะสมกบั งานเขยี นเชงิ วชิ าการ และเปน ลกั ษณะของตนเอง เขยี นสว นอา งองิ รวมถงึ สว นประกอบสว นหนา รวบรวมสว นประกอบตา งๆ เปน รูปเลม รายงาน ทส่ี มบรู ณ 4. การวางโครงเรื่องท่ีดีจะชวยใหเหน็ ภาพรวมของรายงานเชิงวชิ าการทัง้ หมด ทาํ ใหส ามารถเรียบเรยี งเนือ้ หาของรายงานไดครบถว นทุกประเดน็ และแตล ะประเดน็ มีความสอดคลองกนั และเปน ไปตามลาํ ดบั ขัน้ ตอน 5. การรวู า ประกาศใดมีประสิทธภิ าพหรอื ไมน ้นั สามารถดูไดจ ากผลท่ีตามมาหลงั จากทป่ี ระกาศนัน้ ประกาศออกไปแลว หากประกาศท่ีประกาศออกไปสงผลตอ ผอู านไปใน ทางท่ีดีข้นึ หรอื เปน ไปตามเจตนารมณของการประกาศน้นั น่ันแสดงใหเห็นวา ประกาศมีประสทิ ธิภาพ 82 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Engage Expand Evaluate เปา หมายการเรยี นรู ตอนท่ี ๑๒ 1. สามารถอธิบายความรูเบือ้ งตนเก่ยี วกบั สารคดี เปนตนวา ความหมาย องคป ระกอบ ประเภท 2. สามารถระบุขั้นตอนการผลติ งานสารคดี ไดถกู ตอง ครบถวน 3. สามารถผลิตงานเขียนสารคดีทอ งเท่ียว หรอื สารคดเี กยี่ วกับสัตวไ ดด วยตนเอง โดยปฏบิ ัติ ตามข้นั ตอนที่ถกู ตอง คาํ นงึ ถงึ การนาํ เสนอ เนือ้ หา ความเหมาะสม และความสละสลวย ของสํานวนภาษา สมรรถนะของผเู รียน 1. ใฝเรยี นรู 2. มงุ มัน่ ในการทํางาน óหนว ยการเรียนรทู ่ี สารคดี คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค การเขยี นสารคดี เปนงานเขยี นทีใ่ หทั้งความรู ความคดิ 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร ความบนั เทงิ ชว ยเปด โลกทศั นข องผอู า นให 2. ความสามารถในการแกไ ขปญหา ตัวชว้ี ัด กวา งไกล การฝกเขียนสารคดเี ปนการฝก ทักษะ 3. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี กระบวนการคดิ ใหเ ปน ระบบ ฝก การคน ควา สบื คน • ผลติ งานเขียนของตนเองในรปู แบบต่างๆ ขอมูลในการเขียนและการใชภาษาถายทอดความคิด กระตนุ ความสนใจ Engage (ท ๒.๑ ม.๔-๖/๔) ไปสูผูอาน เปนประโยชนทั้งตอการศึกษาเลาเรียนและ การใชภาษาเพอ่ื ประกอบอาชีพ ครูเปด คลปิ รายการสารคดใี หนกั เรยี นชม โดยอาจเปน สารคดที มี่ เี นอ้ื หาเกย่ี วกบั การทอ งเทย่ี ว สาระการเรียนรูแกนกลาง การอนุรกั ษ หรอื ชวี ิตสตั ว ประมาณ 20 นาที จากนน้ั ต้ังคําถามวา • การเขียนในรปู แบบต่างๆ เชน่ สารคดี • นกั เรียนคิดวา สารคดีท่ไี ดรบั ชมนั้น มีเสนห  อยางไร (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดอยาง หลากหลายขนึ้ อยกู บั คลิปของสารคดี ทค่ี รนู าํ มา) เกรด็ แนะครู การเรียนการสอนในหนว ยการเรียนรู การเขยี นสารคดี เปา หมายสําคัญ คอื นกั เรียนมีความรู ความเขา ใจท่ีถูกตอ งเกีย่ วกบั ลักษณะเฉพาะของงานเขยี นสอื่ สาร ประเภทสารคดี รวมถงึ กลวธิ กี ารผลติ หรอื สรา งสรรค ซง่ึ จะนาํ ไปสกู ารผลติ งานเขยี น สารคดไี ดดวยตนเอง การจะบรรลเุ ปาหมายดังกลา ว ครคู วรออกแบบการเรียนการสอน โดยให นกั เรยี นรวมกนั สรางองคความรูดวยตนเอง มีโอกาสอธบิ าย อภปิ ราย โตแยง สนบั สนนุ ในประเด็นตางๆ รวมถึงการอธิบายความรผู านขอ คําถามของครู เม่อื มีองคค วามรทู เี่ พียงพอจงึ มอบหมายภาระชิ้นงานใหปฏบิ ัติเปน รายบคุ คล รวมกัน กาํ หนดเกณฑการประเมนิ ผลงานเพือ่ ใชเปน แนวทางการเขยี นและปรบั ปรงุ แกไข การเรียนการสอนในลักษณะนีจ้ ะชว ยฝก ใหนักเรียนจัดการองคความรไู ดอ ยาง เปน ระบบ จากทฤษฎพี ฒั นาไปสกู ารสรา งชน้ิ งาน กอ ใหเ กดิ ความภาคภมู ใิ จในตนเอง คมู ือครู 83

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Expand Evaluate Engage Engage กระตนุ ความสนใจ ครนู าํ เขา สกู ารเรยี นการสอน โดยขออาสาสมคั ร ๑. ความหมายและประเภทของสารคดี นักเรียน จาํ นวน 1 คน ออกมาอา นออกเสียง ขอความตอไปนี้ใหเพ่อื นๆ ฟง การเขียนมีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบมีลีลาในการเขียนแตกต่างกันออกไป สารคดี เป็นการเขียนรูปแบบหนึ่งที่เรียบเรียงข้ึนจากความจริงไม่ใช่จินตนาการ การเขียนสารคดีให้มี สารคดี หมายถงึ งานเขยี นหรือวรรณกรรม คุณภาพ ผู้เขียนควรค�านึงถึงประเภท องค์ประกอบ และหลักการเขียนจึงจะท�าให้ได้สารคดีที่ ทีผ่ แู ตง มเี จตนาใหความรูเปนเบื้องตน ความ นา่ สนใจและนา่ ติดตามอ่านเรื่องราวโดยตลอด เพลดิ เพลนิ เปน เบอื้ งหลงั ... (บญุ เหลอื เทพยสวุ รรณ) ๑.๑ ความหมายของสารคดี สารคดี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายไว้ว่า เรื่องที่ สารคดี ไดแก หนงั สือทใี่ หเ นื้อหาสาระและ เรียบเรียงข้นึ จากความจรงิ ไม่ใช่จากจินตนาการ เชน่ สารคดที ่องเท่ยี ว สารคดชี ีวประวัติ ดงั น้ัน ความรูแกผอู า นเปน สาํ คัญ แตบ างทีก็ใหค วาม สารคดีจึงเปน็ งานเขียนที่เรียบเรียงข้ึนโดยมีจุดมุ่งหมายเพ่อื ให้ความรู้ บอกเลา่ ขอ้ เทจ็ จริงบางส่งิ เพลิดเพลนิ ดว ย ทง้ั ยงั แบงออกเปน ประเภทยอยๆ บางอยา่ งหรอื อาจจะบอกหลายอยา่ งพรอ้ มกนั ก็ได้ เนอื้ หาสาระของสารคดอี าจเกยี่ วขอ้ งกบั ความรู้ อีกหลายประเภท เชน บทความ เรื่องเลาสว นบุคคล เชน่ ศาสนา ประวตั ิศาสตร์ สงั คมศึกษา วิทยาศาสตร์ เป็นต้น ความรเู้ กี่ยวกบั บุคคล สถานที่ ชวี ประวตั ิ อัตชวี ประวัติ และความเรียง (ทวศี ักด์ิ หรอื เหตกุ ารณ์ อาจแทรกเสริมความคดิ เห็นของผูเ้ ขียน หรือวพิ ากษ์วิจารณ์แทรกลงไปในเนื้อหา ญาณประทปี ) สาระก็ได้ เนอื้ หาความร้ใู นสารคดจี ะต้องมคี วามถูกต้อง มีความตรงไปตรงมา กะทดั รัด เพอื่ ให้ ผอู้ ่านเข้าใจไดง้ า่ ย รบั รเู้ รื่องราวตามความเปน็ จริง สารคดี หมายถงึ งานเขยี นท่ยี ึดเรื่องราว ๑.๒ ประเภทของสารคดี จากความจรงิ นาํ มาเขยี นเพอ่ื มงุ แสดงความรู ความจรงิ ทรรศนะ ความคดิ เหน็ เปน หลกั ดว ยการ การจัดประเภทของสารคดีขึ้นอยู่กับแนวคิดของนักวิชาการแต่ละคน ส�าหรับในระดับ จัดระเบียบในการนาํ เสนอ ผสมผสานในการ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที่ ๕ ขอน�าสารคดีมาใหศ้ ึกษาเพยี ง ๒ ประเภท เพื่อใหน้ กั เรยี นสามารถน�าไป ถา ยทอดตอ การสนใจใฝรขู องผอู า นเพอื่ ใหเกดิ ฝกเขียนสารคดีตอ่ ไป ได้แก่ คณุ คาทางปญ ญา (ถวลั ย มาศจรัส) ๑) สำรคดีท่องเท่ียว เป็นข้อเขียน ที่บันทึกเรื่องราวประสบการณ์การเดินทาง สารคดี หมายถึง เร่อื งท่เี ขยี นขึน้ จากความจริง ท่องเท่ียวของผู้เขียน ในความหมายกว้างๆ ไมใ ชจ ากจินตนาการ (ราชบณั ฑติ ยสถาน) ยังครอบคลุมถึงประสบการณ์ชีวิตในตา่ งแดน ถงึ แมจ้ ะไมใ่ ชก่ ารเดนิ ทางไปทอ่ งเทยี่ วโดยตรง จากนน้ั ตง้ั คาํ ถามกบั นกั เรยี นวา กต็ าม • จากคาํ นยิ ามสารคดีของนักวิชาการเกยี่ วกบั ๒) สำรคดีเก่ียวกับสัตว์ เป็นการ เล่าสภาพธรรมชาติ ลักษณะ กิจกรรมหรือ ศาสตรแ หง การเขยี น สามารถสรปุ ความหมาย เหตุการณท์ ่ีสัตวเ์ ข้าไปเก่ยี วขอ้ ง หรอื ประวตั ิ ของสารคดไี ดห รือไม และอยางไร ความเป็นมาของสตั วก์ ็ได้ ▼ ตัวอยางหนงั สือประเภทสารคดี (แนวตอบ สามารถสรุปคาํ นยิ ามของสารคดไี ด ซึ่งสารคดี หมายถึง งานประพันธป ระเภท รอยแกว มีลักษณะและองคประกอบเฉพาะ โดยมีจดุ มงุ หมายในการเขยี นเพ่ือถา ยทอด ความรเู ปน หลัก แตใ นขณะเดยี วกนั ผอู านก็ จะไดร ับความเพลดิ เพลนิ เปน การรับความรู โดยทไี่ มรูส กึ วาถกู บงั คบั ใหต อ งรู) 84 เกร็ดแนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ การเรมิ่ ตน กระบวนการเรยี นการสอนเรือ่ ง การเขียนสารคดี ดว ยวธิ กี ารเปด นักเรียนคน ควาขอมลู เกยี่ วกับประวัตศิ าสตร และวิวฒั นาการ คลิปสารคดที างโทรทศั นใหน ักเรียนชมนน้ั เปน วิธกี ารเรม่ิ ตนทส่ี ามารถดึงดูด ของสารคดีไทย บันทกึ ขอ มูลทีเ่ ปน ประโยชนน าํ มาอธบิ าย ความสนใจของนกั เรยี นใหม คี วามใครร ใู นเรอื่ งทจ่ี ะเรยี น คลา ยกบั การสรา งความรสู กึ อภปิ รายรว มกันภายในช้ันเรียน ดตี อกนั ในครัง้ แรกท่ีพบ จากนัน้ จึงเปน หนาท่ขี องครูท่ีจะทําใหนักเรียนเกิดความรู ความเขา ใจท่ถี กู ตอ งเก่ียวกบั ลกั ษณะเฉพาะของงานเขยี นส่อื สารประเภทสารคดที ี่ กิจกรรมทาทาย มคี วามคลา ยคลงึ กบั บทความ นักเรียนคนควาขอ มูลเก่ียวกับลักษณะเฉพาะของงานเขยี น ในขณะทคี่ รมู อบหมายภาระงานใหน กั เรยี นสบื คนความรูไ มวาจะในประเดน็ ประเภทสารคดี และบทความ เพอ่ื วเิ คราะหข อ แตกตา งที่เห็นได ประวัติความเปน มาของงานเขียนประเภทสารคดี หรือความแตกตา งระหวางสารคดี ชดั เจน นาํ ขอมลู มาอภปิ รายรว มกนั ภายในช้นั เรียน สรุปความรู และบทความ ควรทจ่ี ะใหค าํ อธบิ ายไปเบอ้ื งตน เพอ่ื ใหม องเหน็ แนวทางสาํ หรบั การสบื คน รวบยอดลงสมุดสง ครู สําคญั ที่สุดการเรยี นการสอนครัง้ นี้ ตองทาํ ใหน ักเรียนรสู กึ วา การเขยี นสารคดีเปน เรือ่ งท่ที กุ คนสามารถทาํ ได ถาเขาใจและเปด ใจท่ีจะเรียนรู ฝก ฝน ปฏิบัตอิ ยาง สม่าํ เสมอ 84 คมู ือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Expand Evaluate Explore Explain Explore สาํ รวจคน หา ๒. องคป์ ระกอบของสารคดี ครูพานกั เรยี นเขา หองสมุด โดยหาชว งเวลาท่ี ไมมีนกั เรียนในระดับชน้ั อน่ื ๆ เขาใชบ รกิ าร ๑) บทน�ำ เป็นการเริ่มต้นเรื่อง ความยาวประมาณหนึ่งย่อหน้า การเขียนบทน�า จากนน้ั แบง นกั เรยี นออกเปน กลมุ ๆ โดยใหม สี มาชกิ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสนใจแก่ผู้อ่าน โดยเกร่ินน�าให้ผู้อ่านทราบว่า เรื่องน้ันมีเนื้อหา ในจํานวนเทาๆ กนั นงั่ โตะเปนกลมุ รว มกนั เกี่ยวกับอะไร มีสาระส�าคัญอย่างไร มีประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างไร เป็นการกล่าวในภาพรวมและ สบื คน ขอ มลู เพอ่ื สรา งองคค วามรเู กย่ี วกบั สารคดี แสดงทรรศนะของผเู้ ขียนอย่างกวา้ งๆ และกลวธิ กี ารสรางสรรคงาน โดยใหเวลาสาํ หรบั ๒) เน้ือเรื่อง เป็นการด�าเนินเรื่องโดยการขยายรายละเอียดเน้ือความที่น�าเสนอในบทน�า ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมขนั้ ตอนนเ้ี ปน เวลา 20 นาที ซง่ึ การ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ ได้ทราบข้อมูลรายละเอียดตามจุดมุ่งหมายที่ก�าหนดไว้ โดยอาจแทรกสถิติ สืบคน ขอ มลู ตอ งครอบคลมุ รอบดาน เพอ่ื ใหมี รปู ภาพ ตัวอยา่ งประกอบ เพอื่ ความน่าเช่อื ถอื เนอื้ เร่อื งจะสัน้ หรือยาวข้นึ อยู่กบั จุดม่งุ หมายของ ขอมลู เพยี งพอสําหรบั การอธบิ ายความรู ผูเ้ ขยี น เม่ืออ่านจบแล้วผอู้ ่านควรได้รับประโยชนค์ รบถว้ นตามจดุ ม่งุ หมายท่ผี เู้ ขยี นกา� หนดไว้ ๓) บทสรปุ เปน็ การเขยี นขอ้ ความในยอ่ หนา้ สดุ ทา้ ยของเรอ่ื งเพอื่ ปดิ ทา้ ยเรอ่ื ง เมอ่ื ผเู้ ขยี น อธบิ ายความรู Explain เห็นว่าไดก้ ลา่ วเนือ้ หาสาระครบถว้ นแล้ว ผู้เขยี นต้องใชศ้ ลิ ปะในการเขียนเพือ่ สร้างความประทับใจ แก่ผู้อ่าน เช่น สรปุ ท้ิงทา้ ยดว้ ยคา� ถามท่ีน่าสนใจ สรปุ โดยใช้ส�านวน คา� พงั เพย สภุ าษิต ค�าคม ครูเปดประเดน็ สนทนาส้นั ๆ เกยี่ วกบั บทร้อยกรอง ประสบการณของนักเรยี นในการอา น หรือการ รบั ชม รับฟงรายการสารคดี ชีแ้ จงใหเขา ใจวา ๓. ขั้นตอนการเขียนสารคดี สารคดกี เ็ หมอื นกบั งานเขยี นประเภทอน่ื ๆ ทเ่ี รมิ่ จาก ความมุง หมาย หรือกลา วใหเ ขาใจงายๆ คือ การเขียนสารคดีใหไ้ ด้ผลดี ผูเ้ ขียนจะตอ้ งแบ่งขนั้ ตอนในการเขยี น ดังน้ี ความตองการท่จี ะถายทอดเร่ืองราวไปสูผูร ับสาร ๑) ต้ังจุดมุ่งหมำยในกำรเขียน เป็นส่ิงส�าคัญเบ้ืองต้นของการเขียนสารคดี ทั้งนี้เพราะ เพ่อื ใหไดร ับประโยชนห ลังจากอานจบ จากนั้น การเขียนสารคดแี ต่ละเร่อื ง ผู้เขียนย่อมมจี ดุ มงุ่ หมายในการเขียนแตกต่างกนั ควรตง้ั จดุ มงุ่ หมาย ขออาสาสมคั ร จาํ นวน 1 กลมุ ออกมาอธบิ ายความรู ใหช้ ดั เจนวา่ ผูร้ ับสารคือใคร เพอื่ ใหก้ ล่ันกรองเน้ือหา ภาษา ประเดน็ ในการน�าเสนอ และรปู แบบ เก่ียวกับจุดมุงหมายและประเภทของสารคดี ทเ่ี หมาะสมกบั วยั ของผูอ้ ่าน ทไ่ี ดจ ากการสบื คน รว มกบั เพอ่ื น ๒) เลือกเร่ืองและก�ำหนดขอบข่ำยของเรื่อง ผู้เขียนควรเลือกเรื่องท่ีตนมีความถนัด มีความสนใจเป็นพิเศษ มีประสบการณ์ หรอื เลือกเร่ืองท่ีคนส่วนใหญ่สนใจ ทันสมยั มปี ระโยชน์ (แนวตอบ จดุ มงุ หมายสาํ คัญของการเขียน ต่อสังคม และต้องก�าหนดขอบข่ายของเนื้อหาด้วยว่าจะให้หัวข้อเร่ืองครอบคลุมประเด็นใดบ้าง สารคดี ไดแ ก 1. ใหความรู ขอเทจ็ จรงิ 2. ใหคํา รวมถึงกา� หนดความยาวของเน้ือหาไวด้ ว้ ย แนะนําท่ผี ูอานสามารถนําไปใชไ ดจริง 3. ใหความ ๓) ศึกษำและรวบรวมข้อมูลหลักฐำน เม่ือเลือกเร่ืองที่จะเขียนได้แล้ว ผู้เขียนต้อง เพลดิ เพลิน 4. ชว ยจรรโลงจติ ใจใหพ นจากปญหา รวบรวมข้อมูลส�าหรับการเขียนจากแหล่งความรู้ท่ีหลากหลายด้วยวิธีการต่างๆ แหล่งความรู้ท่ีใช้ ความทกุ ข ความเศราหมองท้งั ปวง ซึ่งจาก ประกอบการเขียนสารคดี เชน่ หนงั สือ สารานุกรม นติ ยสาร วารสาร วทิ ยุ โทรทศั น์ อินเทอร์เนต็ จดุ มุงหมายสําคญั ทาํ ใหสารคดมี หี ลายประเภท การสมั ภาษณ์ การสนทนา การเกบ็ ขอ้ มลู ภาคสนาม เพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทลี่ ะเอยี ดแจม่ แจง้ และชดั เจน ตามทน่ี กั วชิ าการแตละทา นไดแ บง ไว เชน สารคดี ชีวประวตั ิ อตั ชวี ประวตั ิ สารคดีประเภทบทความ 85 สารคดปี ระเภทความเรียง สารคดที องเทย่ี ว สารคดี เกี่ยวกบั สัตว สารคดเี กย่ี วกับเด็ก สารคดเี กย่ี วกับ เดก็ และสตรี สารคดบี ุคคล) ขอ สอบ O-NET เกรด็ แนะครู ขอ สอบป’53 ออกเกยี่ วกบั โวหารทใ่ี ชป ระกอบการเขยี นเพอื่ การสอื่ สาร ครูควรชี้แจงกับนักเรียนวา สารคดเี หมือนกับงานเขียนรอ ยแกวประเภทอ่ืนๆ ขอใดใชพรรณนาโวหาร ผูเขยี นตองตั้งจุดมุง หมายใหช ดั เจน โดยพจิ ารณาวาจะใหผูอ านไดรบั ส่ิงใดหลังจาก 1. คนหาปลาออกจากกระทอมแตเ ชาตรู คลอ งแหไวก ับ การอา นสารคดเี รอ่ื งนน้ั โดยหลกั ๆ มี 4 ประการ ซงึ่ มขี อ ควรคาํ นงึ ทแี่ ตกตา งกนั ทอนแขน สะพายขอ งตรงไปยงั ชายนา้ํ 2. คนหาปลาเดนิ เทา เปลา ไปพรอมแหในมือ ตาจอ งตรงไปยัง 1. ใหค วามรแู ละขอ เทจ็ จรงิ ผูเขยี นจะตอ งมีความรู ความเขาใจในสง่ิ ท่ีจะเขยี น ผวิ นํา้ เบือ้ งหนาอยา งสงบ อยางลกึ ซงึ้ รอบดา น และแมนยาํ 3. ในมานแสงสุดทายของดวงตะวัน คนทอดแหยืนเปนเงาดํา ทะมึนอยรู มิ ชายน้าํ 2. ใหค าํ แนะนํา ใหผอู า นนําไปใชป ฏบิ ตั ิ ผูเ ขยี นควรมีความรูในเรอื่ งท่ีจะแนะนาํ 4. นกั ทอ งเทยี่ วเฝา สังเกตการทอดแหอยางตั้งใจ กอนจะเขา ไป เปน อยา งดี เพราะหากใหคําแนะนําทผี่ ดิ พลาด ผอู านนําไปใชอาจกอให ขอดวู า ปลาในแหมีกต่ี ัว เกดิ ความเสยี หายได วเิ คราะหค าํ ตอบ พรรณนาโวหาร คอื โวหารทส่ี รา งภาพแจม ชดั 3. ใหค วามเพลดิ เพลิน วิธที จี่ ะใหค วามเพลดิ เพลนิ แกผูอา นนน้ั เปนส่ิงสาํ คญั ใหแ กผ อู า น สรา งอารมณ ความรสู กึ ทลี่ กึ ซง้ึ ดงั นนั้ จงึ ตอบขอ 3. ถือเปน ความสามารถเฉพาะตวั ของผูเขยี นแตล ะคน เชน การใชสาํ นวนภาษา ท่สี นกุ สนาน 4. ใหความจรรโลงใจแกผูอา น เมือ่ ผเู ขยี นไดแ สดงทรรศนะทเ่ี ปน ประโยชน เพอื่ ใหผ ูอ า นนําไปคดิ พิจารณาดว ยตนเองจนเกดิ ความตระหนัก ก็เทา กบั เปน หนทางจรรโลงใจประการหนงึ่ คูม อื ครู 85

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. ครสู นทนาสน้ั ๆ กบั นกั เรยี นเกย่ี วกบั สว นประกอบ ๔) วเิ ครำะหข์ อ้ มลู และวำงโครงเรอ่ื ง เมอื่ ผเู้ ขยี นรวบรวมขอ้ มลู ไดค้ รบถว้ นตามทต่ี อ้ งการ ของงานเขยี นประเภทอน่ื ๆ เชน เรียงความ แลว้ ตอ้ งนา� ขอ้ มลู มาวเิ คราะห์ แยกแยะศกึ ษาหาขอ้ เทจ็ จรงิ ความถกู ตอ้ ง ความนา่ เชอื่ ถอื จากนน้ั รายงานเชิงวชิ าการ สรุปใหเ ห็นวางานเขียน จึงจัดหมวดหมู่ วางโครงเร่ืองเพ่ือล�าดับการน�าเสนอเน้ือหาเช่นเดียวกับการเขียนเรียงความ แตละรปู แบบมีสวนประกอบทตี่ า งกนั จากนนั้ โดยอาจลา� ดบั เนอื้ หาจากประเดน็ ทมี่ คี วามสา� คญั มากไปหาประเดน็ ทมี่ คี วามสา� คญั นอ้ ย หรอื ลา� ดบั ตั้งคําถามเพ่อื นาํ เขา สกู ารอธิบายความรู ตามเหตุการณ์ทีเ่ กิดขึน้ ก่อน - หลงั ในประเด็นตอไป • นกั เรยี นคิดวา ความรู ความเขา ใจทีแ่ มน ยํา ๔. กลวธิ กี ารเขียนสารคดี ลกึ ซึ้งในเรอ่ื งองคประกอบมคี วามสาํ คญั ตอ ขั้นตอนการผลิตงานเขยี นอยา งไร การเขียนสารคดีให้น่าสนใจผู้อ่านติดตามอย่างต่อเน่ืองต้ังแต่ต้นจนจบ ผู้เขียนต้องค�านึง (แนวตอบ ความรู ความเขา ใจเกย่ี วกบั อยู่เสมอว่าจะใช้ภาษาเพ่ือถ่ายทอดข้อมูลอย่างไรไม่ให้น่าเบ่ือ อีกทั้งมีความไพเราะสละสลวย องคประกอบของงานเขียน จะทําใหผ ูเขยี น ครบถ้วนในทุกองค์ประกอบของสารคดีซึง่ มกี ลวิธีการเขียน ดงั น้ี สามารถสรา งสรรคงานเขียนประเภทน้ันๆ ไดถกู ตอง หรอื อาจกลาววามีคุณสมบตั ิ ๑) กำรเขียนบทน�ำ มแี นวทางการเขยี น ดังน้ี ครบถวนของการเปน งานเขยี น) ๑. นา� เรอ่ื งดว้ ยการบอกตรงๆ วา่ ใจความสา� คญั หรอื แนวคดิ สา� คญั ของเรอ่ื งจะกลา่ วถงึ 2. ขออาสาสมัคร จาํ นวน 1 กลุม ซึ่งไมควรซา้ํ เรอ่ื งอะไร ออกมาอธบิ ายความรูเ กี่ยวกบั องคป ระกอบหรือ ๒. นา� เรอื่ งดว้ ยการนา� เสนอปญั หาใหค้ ดิ เพอ่ื นา� ไปสกู่ ารอภปิ รายหรอื แกป้ ญั หาซงึ่ เปน็ สวนประกอบของงานเขยี นประเภทสารคดี ทไ่ี ดจ ากการสบื คนรว มกับเพื่อน เนอ้ื หาโดยละเอียด (แนวตอบ โดยหลกั แลวสารคดีมอี งคประกอบ ๓. นา� เรอ่ื งดว้ ยขา่ วสารทส่ี อดคลอ้ งกบั ประเดน็ ทจ่ี ะเขยี น ซงึ่ ผเู้ ขยี นตดิ ตามสถานการณ์ 3 สว น ไดแ ก บทนํา เนือ้ เรื่อง และบทสรุป หากนบั แบบองคร วมสารคดีจะมอี งคป ระกอบ มีขอ้ มูล ข้อเทจ็ จรงิ ในการเขยี น เพ่มิ เขา มา คอื ช่ือเรอื่ ง สวนเช่อื มระหวาง ๔. น�าเรื่องดว้ ยเหตกุ ารณ์ในอดีต บทนาํ กบั เนอื้ เรอ่ื ง และแกนเรอื่ ง) ๕. น�าเร่ืองด้วยขอ้ ความทีเ่ ร้าใหผ้ ู้อ่านคิดหาค�าตอบ ๖. นา� เรอ่ื งดว้ ยการตั้งขอ้ สังเกตหรือการเสนอสภาพการณ์อย่างใดอย่างหน่งึ 3. นกั เรยี นรว มกันอภปิ รายเพอื่ สรุปลกั ษณะของ งานเขียนประเภทสารคดีท่ีดี วรรณกรรม1 ๗. น�าเรื่องด้วยสุภาษิต ส�านวนโวหาร ค�าพังเพย ค�าประพันธ์ หรือข้อความจาก (แนวตอบ งานเขียนสารคดที ่ดี เี ร่ืองหน่ึงๆ ควร บทน�าเร่ืองเป็นการน�าให้ผู้อ่านคาดคะเนต่อได้ว่าผู้เขียนจะเขียนเน้ือหาต่อไปอย่างไร มีเนอ้ื หาทีช่ ดั เจน แจม แจง ไมส ับสน วกวน มี เสนห ช วนตดิ ตาม ทาํ ใหผ อู า นมองเห็นภาพที่ และเปน็ ส่วนทเ่ี ร้าความสนใจให้ผู้อ่านติดตามอ่านเน้อื หาของเรื่องตอ่ ไป ซอ นอยภู ายใตถอยคํา มเี อกภาพ เมอื่ เขียนถงึ ๒) กำรเขียนเนื้อเร่ือง ผู้เขียนต้องจัดระบบความคิดที่น�าเสนอตามล�าดับ โดยการวาง เรือ่ งใด กค็ วรกลา วถงึ เร่ืองนั้นๆ เพยี งเร่ืองเดยี ว โครงเร่ืองคร่าวๆ และเขียนตามโครงร่างน้ันเพื่อไม่ให้ความคิดออกนอกกรอบ สับสน วกวน มสี มั พนั ธภาพ ใชถอ ยคาํ ท่ีสละสลวยรอ ยเรยี ง ตรงตามจดุ ประสงคท์ กี่ �าหนดไว้ คอื มุ่งใหค้ วามรู้ อาจแทรกความเพลดิ เพลินบ้าง แตก่ ารเขียน เน้อื หาเขา ไวด ว ยกัน และมสี ารตั ถภาพ ไดให สารคดีถ้าแทรกความบันเทิงมากไป จะท�าให้คุณค่าของสารคดีน้อยลง ส่วนการน�าเสนอความรู้ สิ่งทเี่ ปนประโยชนหรอื สงผลดตี อ ผอู า น) ต้องมีข้อมูลหรือหลักฐานประกอบ โดยมีแหล่งข้อมูลที่เช่ือถือได้และสอดคล้องกับเน้ือหา แสดง 86 นกั เรียนควรรู ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEิดT นักเรยี นพิจารณาขอความทกี่ าํ หนดให นักกีฬากับน้ําผึง้ ถา 1 นาํ เรอื่ งดว ยสุภาษติ สาํ นวนโวหาร คําพังเพย คาํ ประพนั ธ หรือขอ ความจาก ดื่มน้ําผ้งึ เปน ประจาํ สกั 2-3 ชอน ผสมนํา้ อุน ภายหลังรับประทาน วรรณกรรม เม่ือเขยี นสารคดีประเภทใดกต็ าม หากผูเ ขียนสามารถเลอื กใชสุภาษติ อาหาร หรอื หลงั จากทีไ่ ดทํางานเหน็ดเหน่ือย ออ นเพลยี ละเหี่ยใจ สํานวนโวหาร คําพังเพย คําประพันธ ขอความจากวรรณกรรม หรือบทกวีท่ีมี ก็จะรูสึกแจมใสเกดิ พลงั ขนึ้ ไดอยา งรวดเรว็ เพราะน้ําผึ้งเปนนํ้าตาล ความสอดคลองกบั เรื่องทีจ่ ะเขียน นาํ มาใชเ ปนสว นนําของสารคดกี ็จะชว ยเรียกรอ ง สําเรจ็ รปู พอดมื่ เขาไปสามารถนาํ ไปใชไดท นั ทเี พราะชว ยสรา ง ความสนใจจากผูอานไดม าก กระตนุ ใหผอู า นเกดิ ความสนใจที่จะตดิ ตามอาน เม็ดโลหติ แดงโดยตรง ไมต อ งยอ ยในกระเพาะอาหารอีก... (สันทัด เนอื้ ความตอไป ดงั เชน ขอ ความนี้ กรณีย, 2516 : 93) ขอ ใดคอื ลกั ษณะเดนของขอความขางตน หาดบางแสนแสนโสภา งามเอยงามตานาชม ภาพทิวทศั นย ืนรน่ื รมย 1. ความเปนเอกภาพ 2. สัมพนั ธภาพระหวางประโยค สมสะคราญ...นี้เปนเน้อื เพลง “บางแสนโสภา” ตอนหน่ึง ซึ่งมคี วามไพเราะ และ 3. สารตั ถภาพของขอ ความ 4. ใจความสาํ คญั ครบถวน ความไพเราะนช้ี กั นาํ ใหผมไปเที่ยวบางแสน และก็ทีบ่ างแสนนีเ่ ชน กนั ที่ชกั นําใหผ ม รจู กั สถานทนี่ า เทยี่ วและสาํ คญั อกี แหง หนง่ึ นนั่ กค็ อื พพิ ธิ ภณั ฑส ตั วท ะเล และสถานท่ี วิเคราะหค ําตอบ ประโยคแตละประโยคในขอ ความ มีความ เล้ียงสตั วน ํา้ เค็ม (ประสาท ยอดมณี, 2524 : 25) เกี่ยวโยง รอยเรยี งเขา ดว ยกนั อยา งสละสลวย เรยี กลกั ษณะ 86 คูม ือครู เชน นี้วาสัมพนั ธภาพระหวา งประโยค ดงั น้ันจงึ ตอบขอ 2.

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ความคิดสรา้ งสรรค์ เป็นประโยชนต์ ่อสงั คม มคี วามเปน็ กลาง ไม่ลา� เอียงเข้าข้างฝา่ ยใดฝ่ายหน่ึง 1. ครสู นทนาสนั้ ๆ โดยช้ีใหเ ห็นวา ความรู ไม่ยั่วยุให้ผู้อ่านเกิดความเคียดแค้นชิงชัง แตกความสามัคคี ไม่ท�าให้ผู้อ่านเข้าใจผิดจนเกิด ที่แมน ยาํ เกย่ี วกบั องคป ระกอบของสารคดี การกระท�าท่ีไม่เหมาะสม ไม่สรรเสริญเยินยอบุคคลใดบุคคลหน่ึงมากจนเกินไป หรือเหยียบย�่า อยา งเดยี วไมพ อสาํ หรบั การผลติ ผลงาน ถอ ยคาํ ผู้อ่ืนด้วยภาษาท่ีไม่เหมาะสม การใช้ภาษาต้องสุภาพ มีมารยาทในการเขียน มีคุณธรรม และ ภาษา สํานวนโวหารสาํ คัญอยางมากตอการ รบั ผดิ ชอบในงานเขยี นของตนเอง การสรา้ งประโยคตอ้ งกระชบั เขา้ ใจงา่ ย ไม่ใชศ้ พั ทย์ ากจนเกนิ ไป ถา ยทอดเนอื้ หา แมว าเร่ืองทเี่ ขียนจะนาสนใจ ถ้าจ�าเป็นตอ้ งใช้ควรวงเลบ็ ความหมายไว้ดว้ ย เพยี งใด แตถาผเู ขียนขาดความรู หรอื ความ ๓) กำรเขียนบทสรุป เป็นการเขียนเพื่อขมวดปมของเรื่องให้จบตรงตามเป้าหมาย สามารถในการใชถอ ยคาํ ก็อาจทําใหส่งิ ที่ ทตี่ อ้ งการและตามจดุ มงุ่ หมายทก่ี า� หนดไว้ เชน่ ผูอา นควรจะไดรับ เชน อรรถรสในการอาน ลดลง ทําใหเ ร่อื งขาดเสนห ไมช วนตดิ ตาม ๑. สรปุ ให้เห็นความสา� คัญของเนอ้ื เร่อื งท่ีน�าเสนอ ๒. สรุปความคิดเหน็ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ตอ่ ชีวิตและสังคม 2. ครขู ออาสาสมัคร จํานวน 1 กลมุ ออกมา ๓. สรปุ เพือ่ โนม้ น้าวใหเ้ กิดความรว่ มมอื ในดา้ นต่างๆ อธิบายความรเู กีย่ วกบั การใชภาษาเพ่ือการ ๔. สรุปเพ่อื ให้เกิดความตระหนัก เขียนสารคดี เมื่อเขียนเสร็จแล้วผู้เขียนต้องอ่านทบทวนการใช้ภาษา ภาษาที่ใช้ในการเขียนสารคดี (แนวตอบ หากมองในมมุ กอนการเขียน ผูเขยี น ตอ้ งใชภ้ าษาแบบแผนซ่ึงสามารถตรวจสอบไดจ้ ากหลักเกณฑ์ ดงั น้ี ควรมคี วามรเู ก่ยี วกบั ระดบั ภาษา ซึง่ แบง ๑. ใชค้ �าสภุ าพเหมาะสมกบั เนอื้ เรื่อง ออกเปน 3 ระดับ ไดแก ระดบั ทางการ ๒. ใช้ภาษาทีม่ ศี กั ดิ์ของคา� ในระดับเดียวกัน ไมน่ �าภาษาสแลงมาใชใ้ นงานเขยี น กง่ึ ทางการ และไมเ ปน ทางการ รวมไปถึง ๓. ไมม่ ีการตัดหรือลดทอนรูปประโยค โวหารท่ีใชประกอบการเขียน ไดแก บรรยาย ๔. ภาษาต้องไมแ่ สดงออกถึงความรนุ แรง พรรณนา เทศนา สาธก อปุ มา เมือ่ มีความรู ๕. หลกี เล่ียงการใชภ้ าษาฟุ่มเฟือย อยา งลกึ ซงึ้ จึงนําไปใชถา ยทอดเนื้อหา โดยมี เมอ่ื ทบทวนเรอ่ื งการใชภ้ าษาแลว้ จงึ ทบทวนสาระสา� คญั ของเนอ้ื หาวา่ ตรงกบั ชอ่ื เรอ่ื ง หลกั วา ตอ งทาํ ใหผ ูอ า นสนใจ กระทบใจ และ หรือไม่ ครอบคลุมทุกประเด็นแล้วหรือยัง ถ้าไม่ครบต้องปรับปรุงอีกคร้ัง อาจให้เพ่ือนหรือคน ประทับใจ ถูกตองตามไวยากรณ ระดับภาษา ในครอบครัวช่วยอ่านวิพากษ์วิจารณ์แล้วปรับปรุงแก้ไขหรือให้เวลาผ่านไปสักระยะก่อน จึงอ่าน สละสลวย แตชัดเจน ส่ือความตรงจดุ ประสงค ดอู กี ครง้ั หนง่ึ กอ็ าจพบขอ้ บกพรอ่ งอกี ดงั นนั้ งานเขยี นครง้ั แรกเรยี กวา่ ฉบบั รา่ ง จงึ อาจไมส่ มบรู ณ์ เขาใจงา ย ไมใชถ อยคาํ ที่จะทาํ ใหเกิดการ เท่าทีค่ วร เมื่อปรบั ปรงุ แก้ไขคร้ังท่ี ๒ แล้วจะทา� ให้งานนน้ั สมบูรณย์ ่ิงขึ้น ตคี วามไดห ลากหลาย กะทัดรัด ไดใ จความ ไมใ ชคําฟมุ เฟอย คาํ นงึ ถึงความสภุ าพ ๕. การเขียนส1 ารคดที ่องเท่ยี ว 2 ใชถ อยคาํ ในระดับเดียวกันทัง้ เรอ่ื ง นา้ํ เสียง สารคดีท่องเท่ียวมีลักษณะเป็นข้อเขียนบันทึกเร่ืองราวและประสบการณ์จากการเดินทาง ของคําควรมีลักษณะเปนกลาง ไมต ลกขบขนั ทอ่ งเทยี่ วของผเู้ ขยี นและในความหมายกวา้ งๆ ยงั ครอบคลมุ ถงึ เรอื่ งเลา่ ประสบการณ์ในการใชช้ วี ติ จนเกนิ พอดี หรอื ส่อื ถงึ ความรุนแรง สารคดี ต่างแดน แม้จะไม่ใช่เปน็ การเดินทางไปท่องเที่ยวโดยตรงก็ตาม เปนงานเขียนสอ่ื สารท่ีตองการใหค วามรู แกผอู านเปน สําคญั จงึ ตอ งใชวิธกี ารอยา ง หลากหลายในการใหข อ มูล เปน ตนวา กระบวนการบรรยาย การใหค ําจาํ กัดความ 87 การยกตวั อยา ง การอา งอิงแหลงขอมูล โดยคาํ นงึ ถงึ ความเหมาะสมกบั เนอื้ หา จดุ มงุ หมาย) ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT นักเรยี นควรรู นกั เรยี นอา นขอ ความท่ีกําหนดให บคุ คลจาํ พวกที่คดิ เห็นวา 1 สารคดที อ งเท่ยี ว เปน สารคดีทีผ่ อู านนยิ มมากประเภทหน่งึ เพราะสอดคลอง วชิ าเปนแกวสารพัดนึกเชนนี้ เมอ่ื เขา ทําการแลว ถา แมน ไมไ ดร ับ กบั ลักษณะนสิ ัย ความอยากรู อยากเห็นของมนษุ ยท ีต่ อ งการจะรูในเรอ่ื งราว หรอื ตําแหนง อนั สงู เพียงพอแกทตี่ นตรี าคาของตนไวแ ละลาภยศทรัพย สิง่ ทตี่ นเองไมเคยสมั ผสั รวมถงึ ความสนุกสนานเพลดิ เพลนิ ความต่นื เตน ความรู หลั่งไหลมาไมท ันใจ ก็บงั เกดิ ความหลากใจ แลว บงั เกดิ ความไม กเ็ ปน หนงึ่ ในปจ จยั ทที่ าํ ใหสารคดที อ งเทีย่ วเปน งานเขยี นท่ไี ดร ับความสนใจจาก พอใจ เมอ่ื ไมพ อใจแลว กบ็ ังเกดิ ความรษิ ยา เมอ่ื เกิดความริษยา บคุ คลทว่ั ไป โดยเฉพาะผทู ไ่ี มมโี อกาสไปเทย่ี วยังสถานท่ีท่ตี นเองตอ งการไป ขนึ้ แลวกห็ มดความสุข (พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูห วั , การไดร บั รผู า นการถา ยทอดดว ยสายตา และมมุ มองของผเู ขยี นจงึ กอ ใหเ กดิ ความพงึ ใจ 2457 : 12) ความสขุ ใจ คลา ยกบั ความตอ งการนน้ั ไดร บั การตอบสนอง ขอความทย่ี กมานี้ มคี วามโดดเดนดวยภาพพจนแ บบใด 2 ประสบการณจากการเดินทาง เปนลักษณะเฉพาะของสารคดีทองเทีย่ ว 1. พรรณนา 2. บคุ คลวตั เพราะผูเขียนจะตองเดนิ ทางไปยงั สถานท่ีน้นั ๆ ดว ยตนเอง เพือ่ เกบ็ ขอมูลนํามา 3. อปุ ลักษณ 4. สทั พจน ถายทอด มีวรรณคดีในสมัยอดตี จํานวนไมนอ ย ท่มี เี น้ือหาถา ยทอดประสบการณ การเดินทางของผเู ขียน จึงมลี ักษณะเปน สารคดที องเทยี่ วดว ย เชน พระราชนพิ นธ วเิ คราะหค ําตอบ ขอ ความขา งตนมคี วามโดดเดน ดว ยภาพพจน เรื่อง ไกลบา น จดหมายเหตุเร่อื งราชทูตไทยไปอังกฤษในรัชกาลท่ี 4 แบบอปุ ลกั ษณ หรอื การเปรยี บเทยี บใหส งิ่ หนงึ่ เปน อกี สง่ิ หนง่ึ ในทนี่ ี้ เปรยี บให “วชิ าเปน แกว สารพดั นกึ ” ดงั นน้ั จงึ ตอบขอ 3. คูม ือครู 87

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. นกั เรียนแตละกลมุ รวมกันอานสารคดีเร่ือง ๕.๑ หลักในการเขียนสารคดที ่องเท่ียว “ในอาวลึก มีความลับ โอ! ขุมทรพั ยใ ตพภิ พ” เพ่ือวเิ คราะหเ ก่ียวกับเสนห ของงานเขียน หลักในการเขียนสารคดีท่องเทีย่ ว ผเู้ ขียนควรปฏิบัต ิ ดงั นี้ ประเภทสารคดี ๑. เขียนดว้ ยขอ้ มูลทถ่ี กู ต้อง เป็นจริง น่าสนใจ ผเู้ ขยี นสารคดีท่องเที่ยวจึงต้องเดนิ ทาง ท่องเที่ยวไปยังสถานที่น้ันด้วยตนเอง ไม่ใช่จินตนาการเองหรือถ่ายทอดจากค�าบอกเล่าของผู้อื่น 2. ครูตงั้ ประเด็นคาํ ถามเพ่อื ใหนักเรยี นรวมกัน ควรเขยี นใหผ้ ู้อ่านได้รบั ความรูม้ ากท่สี ดุ ในเวลาน้อยทีส่ ุด อธิบายความรเู ก่ยี วกับเสนหของสารคดี โดย ๒. ให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่นั้นอย่างสมบูรณ์เท่าที่จะท�าได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ วิเคราะหผา นตวั อยางสารคดี ผลงานของ สภาพภมู ปิ ระเทศ ความเปน็ อยขู่ องผคู้ น ขนบธรรมเนยี มประเพณ ี คา่ นยิ มและวฒั นธรรม รวมทง้ั ธีรภาพ โลหิตกลุ รายละเอยี ดปลกี ยอ่ ยทจ่ี ะเปน็ คมู่ อื สา� หรบั นกั เดนิ ทาง เชน่ คา่ ใชจ้ า่ ยในการเดนิ ทาง สถานทส่ี า� คญั • จากการอา นวิเคราะหส ารคดเี รื่อง “ในอา วลึก คา่ ทพ่ี กั คา่ อาหาร เป็นต้น มีความลบั โอ! ขุมทรัพยใตพ ภิ พ” นักเรยี น ๓. ใชศ้ ลิ ปะในการเลา่ เรอื่ งใหผ้ อู้ า่ นเพลดิ เพลนิ ควรมภี าพประกอบ ซง่ึ เปน็ สว่ นสา� คญั ของ คดิ วา เปน งานเขยี นที่มเี สนห อยา งไร สารคดที อ่ งเทยี่ ว หากมภี าพมากและมีสีสวยงามจะเป็นการจูงใจผ้อู ่าน ช่วยทา� ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจ (แนวตอบ นักเรยี นสามารถตอบไดอยา ง และท�าใหส้ ารคดีมคี ณุ ค1่ามากขึ้น หลากหลาย เปน ตน วา สารคดเี ปน เสมอื นงาน ๔. แทรกเกร็ด ต�านาน นิทาน เรอ่ื งขา� ขนั เกยี่ วกบั สถานท่นี น้ั เพื่อดึงดดู ความสนใจของ ศลิ ปะชน้ิ หนง่ึ ทสี่ ว นประกอบยอ ยๆ มารวมกนั ผอู้ า่ น รวมทง้ั ใหค้ วามร ู้ ความบนั เทงิ ไปพรอ้ มกนั เกรด็ ตา่ งๆ ถอื เปน็ เสนห่ อ์ ยา่ งหนงึ่ ของการเขยี น เชน จุด เสน สี แสงเงา อาจเหมือนอาคาร สารคดีท่องเทีย่ ว ท�าใหผ้ อู้ ่านไดร้ ับอรรถรสในการอา่ นมากข้ึน หลงั หนงึ่ ทภ่ี ายนอกงดงาม มนั่ คง แขง็ แรง เปรียบเท๕ยี .บ กคับวรสใ่งิ หท้ข่ีพ้อบสเหังเ็นกใตนแบลา้ นะแเกสิดดเงมทือรงรนศอนนะหสร่วือนสตถนานตท่ออี่ส่ืนิ่งทๆ่ีพ ดบ้วเยห ็นท ้งั ตนลท้ี อัศดนจคนตทิขัศอนงผคู้เตขิเียชนิง2 ซึง่ ความงามน้นั เกดิ ขน้ึ จากสวนประกอบเล็กๆ เป็นสิ่งท่ีผู้อ่านต้องไตร่ตรอง ไม่ด่วนสรุปง่ายๆ ข้อมูลควรได้มาจากการประจักษ์ด้วยตนเอง มากมายมาประกอบกนั สารคดีเปนงานเขยี น ไมค่ วรเก็บมาจากค�าบอกเล่าของนักทอ่ งเท่ยี วคนอื่นแลว้ นา� มาขยายความ ท่ีมมี ติ ิ กวา ง ยาว ลกึ ดานกวาง คอื สารคดี นําเสนอเรื่องราวอยางรอบดา น ครอบคลมุ ๕.๒ ตวั อยา่ งสารคดีทอ่ งเที่ยว ทุกประเด็นทม่ี ีความเกีย่ วของกับเร่ืองทเี่ ลือก ดานยาว สารคดจี ะฉายภาพของสิง่ ทจ่ี ะ ในอา่ วลกึ มคี วามลับ โอ!้ ขุมทรพั ย์ใต้พภิ พ นาํ เสนอในลักษณะ Time line หรือเรยี กวา พฒั นาการของสงิ่ นนั้ ๆ ใหผอู านเขาใจ และ ใสเป็นก“รอะ่าจวกล ึกไ”ม ่มเปีท็นะเอล�าแเภหอวรก3ิมแฝปั่งลทกะตเลานก่ารอะบัศี่จทร่ีไมรย่ม์ ีชอา่ายวหลาึกดเขกา็บวตรัวาวเงเียกบล็ดอนยู�้า่ในตซาลอ กไลมับ่มหีนล�้าืบทเะรเ้นล ดานลึก สารคดจี ะนาํ เสนอเรอ่ื งราวท่ลี กึ ลงไป ในจิตวิญญาณ หรอื ความผกู พนั ระหวา งคนกบั ของอันดามัน เน่ินนานจนแทบจะถูกลืม จนวันหน่ึงมีเจ้าชายใจอารีมาชุบชีวิตให้ฟื้นตื่นขึ้นมา สถานที่ หรอื สง่ิ นนั้ ๆ ท้งั สามมิตจิ ะมสี ัดสวน อีกครง้ั ตนื่ มาพบความจรงิ วา่ ในความขาดทนุ เพราะไมม่ ีชายหาดกลับมีกา� ไรในรปู เพงิ ผาหินปูน ที่เหมาะสม ถา ยทอดแกน เรอ่ื ง หรอื แกนของ รูปลักษณ์พิสดารเกินบรรยาย อุปมาด่ังเธอนอนหลับอยู่บนกองสมบัติพระศุลี ซ่ึงเจ้าชายแสนดี เรอื่ งทผ่ี เู ขยี นกาํ หนดไว ถอื กนั วา แกน เรอ่ื งเปน องค์นั้นก็ไม่ใช่ใครอ่ืน หากคือชาวอ่าวลึกเองที่ลุกขึ้นมารวมตัวกันปกปักรักษาขุมทรัพย์ล้�าค่า หัวใจสําคญั ของงานเขยี นทกุ ๆ รปู แบบ เพราะ แกน เรอ่ื งจะเปนเสมอื นเขม็ ทิศนําทาง หรือ 88 เปน หางเสอื ท่ีบงั คับทศิ ทางของเรือ) นกั เรียนควรรู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT ขอใดกลา วถกู ตองเกย่ี วกับงานเขียนส่ือสารประเภทสารคดี 1 เกรด็ หมายถงึ สว นยอยหรอื สว นเบ็ดเตล็ด ซึ่งเปน เร่ืองท่สี นุก หรือนาสนใจ 1. แกน เรือ่ งเปนเสมือนเข็มทิศทช่ี วยกาํ หนดทศิ ทางเนอื้ หา ทีผ่ ูเขยี นนํามาใชป ระกอบการเขียนสารคดี เพอ่ื เพ่ิมมิติใหแกง านเขียนของตนเอง 2. การเลอื กเรื่องควรเลอื กจากความสนใจใครร ูของผูเขยี น 2 ทัศนคติของผเู ขยี น การแสดงทัศนคติของผูเขียนสารคดี ตองใชความ 3. สิ่งท่ีสําคัญท่ีสุดสําหรับกระบวนการเขยี นสารคดี คือ ภาษา ระมดั ระวัง เพราะจะกระทบตอ ความรู ความคิดของผอู านไดงาย และอาจกอ 4. งานเขียนประเภทรอยแกวท่มี งุ ใหค วามเพลดิ เพลินใจเปน สําคัญ ใหเกดิ การพูดตอ กนั ไปอยา งแพรห ลาย ดงั น้ัน ผูเขยี นทดี่ จี งึ ควรแสดงทศั นคติ วเิ คราะหค าํ ตอบ สง่ิ สาํ คญั ทสี่ ดุ ในการเขยี นสารคดี คอื แกน เรอื่ ง ในเชงิ บวก แตไ มค วรชน้ี าํ มากจนเกนิ ไป ควรเปนทัศนคติทีท่ าํ ใหผ อู านสามารถ ซ่งึ จะชว ยกําหนดทศิ ทางของเนื้อหาสารคดเี รือ่ งหนง่ึ ๆ การเขียน นาํ ไปคดิ พิจารณาตอไดดว ยตนเอง เพอ่ื ฝกการใชวจิ ารณญาณในการรับสาร สารคดเี ปนงานเขียนประเภทรอยแกว ที่มุงใหค วามรู ขอ มลู ทีเ่ ปน 3 ทะเลแหวก ปรากฏการณท่รี ะดับนาํ้ ทะเลลดระดบั ลง จนมองเห็นสันทราย ขอเท็จจรงิ ผเู ขยี นควรเลือกเร่ืองท่ีกําลังเปนที่สนใจของบุคคล ทเ่ี ชื่อมตอ กันเปนทางยาว แบงทะเลออกเปนสองฝง ในสงั คม ดงั น้นั จงึ ตอบขอ 1. 88 คูมอื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู ดวยการบริหารจัดการทองเที่ยวในแบบของ ครูยังคงใชประเด็นคําถามเพอื่ ใหน ักเรียน พวกเขาเอง ในนาม “เครือขายทอ งเท่ียวชุมชน รว มกนั อธิบายความรเู กี่ยวกับเสนห ของงานเขยี น อาวลึก” ไมนั่งนอนรอขยะท่ีนักทองเที่ยวผาน ประเภทสารคดี มาแลวทิง้ ไว โดยพวกเขาไมไดอะไรอีกตอไป • นกั เรยี นคดิ วานอกจากมิตทิ างดานกวาง “อา วลกึ ” อยใู นแนวพาดผา นของ “รอย ยาว ลกึ สารคดยี ังมีมิตดิ า นใดอีกบาง เล่ือนคลองมะรุย” ความยาว ๑๕๐ กิโลเมตร (แนวตอบ คําวามติ ิในทีน่ ้ี หมายถึง รูปแบบ จากเกาะภูเก็ตพาดยาวไปถึงอาวบานดอน การนาํ เสนอไมแ บนราบ นา สนใจ ผอู า น สุราษฎรธานี เปนรอยเล่ือนของเปลือกโลกท่ี ไดร ับอรรถรส ความบนั เทิง เพลดิ เพลนิ ใจ นานๆ คร้ังจะเคลื่อนตัวเพราะไดรับความรอน ผลงานชนิ้ เอกอขุ องศลิ ปน ธรรมชาตทิ จ่ี ดุ ชมววิ หนา ตา งมนษุ ยถ าํ้ ซง่ึ เกิดจากการวางโครงเร่ืองทด่ี ี เนื้อหา จากแกนโลก ทาํ ใหเ กดิ แผน ดนิ ไหว ลา สดุ เกดิ ทน่ี อกฝง ภเู กต็ เมอื่ ๒๙ สงิ หาคม ๒๕๔๒ แตไ มร นุ แรง ที่นาํ เสนอไมร าบเรียบ เม่ืออา นแลว ผูอ า น ทวา ในยามปกติ ความรอ นจากแกนโลกรงั สรรคพ ลงั งานใตพ ภิ พอนั ลาํ้ คา โดยทวั่ ไปมกั ปรากฏเปน ไมค วรเกดิ ความรสู ึกเบอื่ หนา ย หรือขาด “นา้ํ พรุ อ น” ซงึ่ มหี ลายแหง ในเมอื งไทย แตท อี่ า วลกึ ไมเ หมอื นใคร เพราะเปน “หาดทรายรอ น” ชวน ความกระตอื รือรน ทีจ่ ะตดิ ตามไปจนจบ พศิ วง ณ บรเิ วณรมิ คลองชายปา โกงกาง รอยตอ ตาํ บลอา วลกึ เหนอื จงั หวดั กระบี่ กับตําบลมะรุย ผูอานตองไดร บั สาระ ความรูใ หมท ี่ถูกตอง อําเภอทับปุด จังหวัดพังงา พลังความรอนจากแกนโลกเล็ดลอดผานรอยเลื่อนข้ึนมา ทําให ครบรอบดาน รวมถึงสง่ิ ท่ผี ูอ า นจะไดรับหลงั หาดทรายชายคลองบรเิ วณนนั้ มไี อรอ นเปน มา นควนั ลอยกรนุ ขน้ึ เปน บรเิ วณกวา ง โดยแตล ะเดอื น อา นจบกไ็ มควรเปนขอ มูลความรู แตเ พยี ง จะสัมผสั ไดชดั เจนดี ๖ - ๘ วัน ในชว งวนั ขึน้ ๓ - ๕ คาํ่ และวันแรม ๓ - ๕ คํ่า ตงั้ แตร าวตีหาคร่ึง อยา งเดยี ว ผอู า นควรไดรับอะไรมากกวา ถึงแปดโมงเชา ซ่ึงหาดทรายจะโผลขึ้นมาเพราะเปนชวงนํ้าลง เปนที่มาของ “สปาธรรมชาติ” ความรู ซึง่ สิง่ นัน้ คอื แงคิดมุมมองท่ีดี เกิด หนึ่งเดยี วในโลก สาํ นกึ ในทางสรา งสรรค โดยผเู ขยี นไมควร กลา วสรุปโดยตรง หรอื ชนี้ ํา แตควรใหผอู าน จากภูมิปญญาชาญฉลาดของชาวบานใน “เครือขายทองเท่ียวชุมชนอาวลึก” นําความรู ไดสังเคราะหด ว ยตนเอง) ดา นการแพทยแ ผนไทย มาผสมผสานกบั การนอนอบไอนา้ํ บนแครไ มไ ผ ปพู น้ื ดว ยใบตองสด ทาํ ให รางกายไดรับประโยชนมากมายจากการใชธรรมชาติบําบัด เชน ใชโคลนรอนพอกเพื่อขจัดหนัง • หากกลา วเฉพาะประเดน็ ของขอ มลู สารคดี กําพราและเศษอุดตนั บนผวิ หนัง รวมถงึ การทาํ “สปาเทา” ดว ยการนง่ั แชน ้ํารอน หรือเอาเทาฝง ทดี่ คี วรมมี ติ อิ ยา งไร ลงไปในโคลนรอ น โดยมชี าวบานทผ่ี า นการฝก ฝนมาอยา งดีคอยใหบริการและขอมลู พรอมสรรพ (แนวตอบ มิตขิ องขอมลู ในงานสารคดี ไดแก ขอ มูลเชงิ กายภาพ เชน ภูมศิ าสตร มนตเสนหแหลมไฟไหมเ มือ่ ใกลพ ลบค่ํา การนวดตัว การทําสปาเทา ประวตั ศิ าสตร ซ่ึงเปนขอ มลู ทส่ี ามารถสบื คน ไดจ ากเอกสาร ตาํ ราวิชาการ สว นขอ มลู เชิงจินตภาพเปน ขอ มลู ทอี่ ยใู นรปู ของ ทรรศนะ หรอื ความคดิ เหน็ ความรสู กึ นกึ คดิ ของผูเขยี น หรือผูท่เี กย่ี วของกับเรอื่ งนน้ั ๆ ทเี่ ลือกนาํ เสนอ เปน แงค ดิ ใหผูอ านนาํ ไป พิจารณาเพื่อใหเกิดความตระหนกั รู) ๘๙ ขอสแอนบวเนนOก-าNรคEิดT เกร็ดแนะครู ขอ มูลใดทีจ่ ัดเปนมติ ิดา นกวางของสารคดีเรอื่ ง “เจาพระยา : ครูควรสรา งความรู ความเขา ใจทถี่ ูกตอ งเก่ียวกบั มิตใิ นงานสารคดีใหน ักเรียน สายนํ้าแหง ชวี ิต” เขา ใจตรงกนั วา มติ ใิ นงานสารคดไี มใ ชส งิ่ บงั คบั ทจี่ ะตอ งมเี หมอื นกบั องคป ระกอบอน่ื ๆ เปน ตน วา สว นนาํ สว นเนอื้ เรอ่ื ง หรอื สว นสรปุ แตถ อื กนั วา หากผเู ขยี นสามารถสรา งมติ ิ 1. สภาพปจจุบนั ของแมนํ้าเจา พระยา ใหเ กิดขึน้ กับสารคดีที่เขียนได จะเปน เสนหท ่ชี วยตรงึ ความสนใจ สรางความพอใจ 2. แมนา้ํ เจาพระยาจากอดตี สปู จจบุ ัน และความประทบั ใจใหแกผ อู านได 3. ความผูกพันระหวา งผคู นกบั แมน ้ําเจา พระยา 4. ตํานาน วรรณกรรมมขุ ปาฐะเกี่ยวกับแมน า้ํ เจาพระยา สารคดจี งึ ควรมีมติ ิทงั้ ดานกวาง ยาว ลกึ บรรจุขอมูลเชิงกายภาพ และขอ มูล วิเคราะหคาํ ตอบ สารคดีที่ดคี วรมีมิติ หมายถึง ไมแ บนราบ เชงิ จนิ ตภาพเพอื่ ใหผ รู บั สารไดค รบทง้ั สาระ ความรู แงค ดิ อนั เปน ทศั นคตเิ ชงิ สรา งสรรค ไมน ําเสนอขอมูลแตเพยี งดานเดียว ควรแสดงเร่ืองราวใหปรากฏ โดยมวี ธิ กี ารนาํ เสนอทเี่ หมาะสม หลากหลาย เปน ตน วา มตี วั ละครหกั มมุ จบ ทง้ิ ปรศิ นา อยา งรอบดา น ทง้ั ดานกวา ง ดา นลึก และดา นยาว จากตัวเลือก ใหขบคิด จบแบบขําขัน หรอื จบแบบใชรูปธรรมอธบิ ายสง่ิ ท่ีเปนนามธรรม สภาพปจจุบนั ของแมน ํ้าเจาพระยาเปน มติ ิดานกวาง สว นขอ อืน่ เปนมติ ิดา นยาว และลกึ ตามลําดับ ดังนัน้ จึงตอบขอ 1. คูมอื ครู 89

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. ครูต้งั คําถามกับนกั เรยี นเพอ่ื นาํ เขาสูการอธบิ าย ไม่ผิดนักท่ีจะกล่าวว่านี่คือสปาธรรมชาติหนึ่งเดียวในโลก เพราะบริการด้วยผลิตภัณฑ์ ความรใู นประเด็นตอ ไป ธรรมชาติลว้ นไร้สารเคมี และแวดลอ้ มดว้ ยธรรมชาตพิ ิสุทธ ์ิ ๑๐๐% ไร้สิ่งแปลกปลอมใดๆ ไมว่ ่า • ขอมูลที่นกั เรียนไดทราบเกีย่ วกับงานเขยี น จะเป็นปา้ ยโฆษณาสนิ คา้ โฆษณาคอนเสริ ต์ ลกู ท่งุ ในงานปดิ ทองฝงั ลูกนิมิต ฯลฯ แถมหลงั จากรับ ประเภทสารคดี ผา นการคน ควา รว มกบั เพอ่ื น บรกิ ารสปาแลว้ ยงั มอี าหารเชา้ ตา� รบั พน้ื บา้ นอา่ วลกึ บรกิ ารถงึ บนหาดทรายรอ้ น กระทง่ั สายๆ เมอื่ และการฟง บรรยาย เพียงพอแลวหรือไม หาดทรายหายไปเพราะน�้าขนึ้ จงึ ลงเรอื กลับ นับเปน็ สปาธรรมชาตติ วั จรงิ เสยี งจริง ทเ่ี ยา้ ยวนและ ตอการผลิตงานเขยี นสารคดีดวยตนเอง และ ท้าทายสาวๆ ผู้รักสวยรักงามท่ีเคยไปท�าสปามาแล้วท่ัวโลก ควรมาสัมผัสที่นี่สักครั้งหน่ึงในชีวิต สิ่งใดทีจ่ ะตอ งศึกษาเพ่มิ เติม แต่ต้องไม่ลืมว่าสปาธรรมชาติอ่าวลึกเปิดบริการเพียงเดือนละ ๖ - ๘ วัน ช่วงวันข้ึนและวันแรม (แนวตอบ ความรทู ี่ไดร ับจากการสืบคน และ ๓ - ๕ ค�า่ ซ่ึงในแต่ละเดอื นไมต่ รงกนั เชน่ เดอื นกรกฎาคม ๒๕๕๓ ยงั มวี นั ท่ีไปใชบ้ รกิ ารได ้ คอื การฟง ยงั ไมเ พยี งพอสาํ หรบั การผลติ งานสารคดี ระหวา่ ง ๑๖ - ๑๙ กรกฎาคม และ ๒๙ กรกฎาคม - ๑ สิงหาคม โดยต้องน่ังเรือไปหาดทรายร้อน ซงึ่ ความรูท่ีจะตอ งศึกษาเพ่ิมเตมิ คือ กลวธิ ี แตเ่ ชา้ ตร ู่ จงึ ควรไปลว่ งหน้าก่อน ๑ วนั แลว้ พักที่รสี อร์ตก่งึ โฮมสเตย์ในเครอื ข่ายทอ่ งเท่ยี วชมุ ชน การเขยี น) อ่าวลึก ซ่ึงสามารถติดต่อไปล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ของเครือข่าย คือ www.aoluktoday.com • จากพืน้ ฐานความรเู ดิมของนกั เรียนเก่ียวกบั <http://www.aoluktoday.com> กลวธิ กี ารเขยี นสอ่ื สารในรปู แบบตา งๆ สามารถ นอกจากความมหัศจรรย์ของสปาธรรมชาติ ณ หาดทรายร้อนแล้ว พลังงานใต้พิภพยัง อนมุ านเกยี่ วกบั ขั้นตอนหลกั ๆ ของการเขียน สรา้ งปรากฏการณแ์ ปลกๆ ใหเ้ ราสมั ผสั ไดท้ บ่ี า้ นอา่ วลกึ ใต้ ในทา่ มกลางสวนยางเขยี วขจี มแี อง่ น้�า สารคดีไดอยางไร ขนาดเล็กกลางปา่ พรทุ ่ีดูไมน่ ่าสนใจ แต่สังเกตดีๆ จะพบว่านา�้ ในแอ่งมแี รงดันผดุ ข้ึนมาจากใตผ้ ืน (แนวตอบ สามารถอนมุ านไดว าขั้นตอนหลักๆ โลกตลอดเวลา จนผนื ทรายใต้แอ่งน้า� เป็นรอยบุ๋มขยับไปมาได ้ ที่สา� คัญคือแรงดันนา้� ผดุ จะยิ่งเกดิ ของการเขยี นสารคดมี ี 3 ขน้ั ตอน ไดแก ทวคี ณู เมอ่ื มเี สยี งปรบมอื ถๆ่ี ดงั ๆ จนถกู เรยี กขานวา่ “นา�้ ผดุ ปรบมอื ” หรอื “นา้� ผดุ เรงิ รา่ ” ทห่ี าชม ขน้ั วางแผน หรอื เตรยี มการ ข้นั ลงมือเขียน ได้ไม่ง่ายนัก เช่นเดียวกับเพิงผาในภูเขาหินปูนกลางทะเลอ่าวลึก ที่มีความงามดั่งประติมากรรม และขั้นตรวจทาน แกไ ข) จากมือของศิลปินธรรมชาติผู้ย่ิงใหญ่ในเขตแหลมสักและกาโรส ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่างมนุษย์ถ�้า ที่หุบผาปีศาจสองอารมณ์แห่งกาโรส เพิงถ้�ายามอัสดงที่แหลมไฟไหม้ ช่องหน้าต่างและลากูน 2. ครขู ออาสาสมัครนักเรยี น จาํ นวน 1 กลุม เรน้ ลบั กลางทะเลทเ่ี ขาผาคอ้ ม แหลง่ อารยธรรม ๓,๐๐๐ ป ี - ภาพเขยี นสที ถี่ า�้ ผหี วั โตและมหศั จรรย์ ออกมาอธบิ ายความรูเ ก่ียวกบั การเขียนสารคดี ถ้�าคลัง - ราชาแห่งถา�้ ทีย่ งั มลี มหายใจ ฯลฯ ขั้นเตรยี มการ เหลา่ นเี้ ปน็ เพียงส่วนหนง่ึ ของสมบัตพิ ระศุลที ่ีอา่ วลกึ ซึง่ หลบั ใหลดง่ั เจา้ หญิงนทิ รามานาน (แนวตอบ การเขยี นสารคดีเร่ืองหน่งึ ๆ เริม่ ตน ท่ี กวา่ จะพานพบเจา้ ชายใจอารมี าชบุ ชวี ติ เหนอื สง่ิ อนื่ ใด ขมุ ทรพั ยข์ มุ นไ้ี ดร้ บั การดแู ลเอาใจใสอ่ ยา่ งดี การเลือกเรือ่ ง โดยผา นการวิเคราะห ประเมนิ ในฐานะท่ีเป็นต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมล�้าเลอค่าของชุมชน โดยชุมชนและเพ่ือชุมชน ความนาสนใจทางดา นเน้ือหา และความ ในนาม “เครอื ขา่ ยทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนอา่ วลกึ ” ชมุ ชนตน้ แบบดา้ นบรหิ ารจดั การทอ่ งเทยี่ วและปกปกั บนั เทงิ แลว จากนน้ั ผเู ขยี นจะตองทาํ การศกึ ษา รกั ษาสงิ่ แวดลอ้ มแบบไมต่ ามใจนกั ทอ่ งเทย่ี ว และมชี มุ ชนเปน็ ศนู ยก์ ลาง เพราะหมดยคุ ชาวบา้ นนง่ั รวบรวมขอ มลู จากแหลง ขอมูลตา งๆ เพอ่ื นํามา ท�าตาปริบๆ คอยเกบ็ กวาดขยะทนี่ กั ทอ่ งเทีย่ วทิง้ ไว ้ โดยชุมชนไมไ่ ด้อะไร...แล้วน่ะส!ิ ประมวลสรปุ เปนแกนเรื่อง วางโครงเรอ่ื ง หรือ จัดลําดับการนําเสนอเน้ือหาใหเ กดิ มติ ิทัง้ ดา น (ในอา่ วลกึ มีความลับ โอ้! ขุมทรัพย์ใต้พภิ พ: ธรี ภาพ โลหติ กลุ ) กวาง ยาว และลึก รวมถึงมติ ทิ างดานขอ มลู ซ่ึงการวางโครงเรอื่ งจะทําใหผูเขียนมองเหน็ 90 ภาพรวมของเนื้อหา นาํ ไปสูการตัดสินใจเลือก กลวธิ ีการนาํ เสนอ การใชถอยคาํ สาํ นวนโวหาร กจิ กรรมสรา งเสรมิ ทเ่ี หมาะสมถายทอดเนือ้ หา) เกรด็ แนะครู ครคู วรชแี้ จงวา ถงึ อยา งไรกต็ ามหากนกั เรยี นจะผลติ งานสารคดกี ไ็ มค วรละเลย นักเรียนศกึ ษาเกย่ี วกบั ขั้นตอนการสบื คนขอมูลเพื่อนาํ มาใช การสรางมิตใิ นเน้ือหา เพราะเสนหเ หลาน้จี ะถูกนาํ มาใชป ระเมินคณุ คา ของงาน ประกอบการเขียนสารคดี โดยวเิ คราะหว ามคี วามสาํ คัญอยา งไร การใหน ักเรยี นปฏิบตั กิ ิจกรรมดา นขวามอื ครคู วรใหค าํ อธิบายเบือ้ งตนเพ่อื เปน ตอ กระบวนการผลิตงานสารคดี และไดม าจากแหลง ใดบาง แนวทางใหน กั เรียนไปสบื คน ขอ มูล เชน ขอมลู ท่ีนํามาใชป ระกอบการเขยี นสารคดี นําเสนอผลการวิเคราะหใ นรปู แบบใบงานเฉพาะบคุ คลสงครู ไดม าจาก 3 แหลง ใหญ ไดแ ก เอกสาร นกั วชิ าการหรอื ผเู ชยี่ วชาญ และการเดนิ ทาง ไปสาํ รวจพนื้ ที่ สว นแนวทางการเลอื กเรอื่ งนน้ั ควรเลอื กเรอื่ งทส่ี ามารถจาํ กดั ขอบขา ย กจิ กรรมทา ทาย ของเนอ้ื หาได ไมก วา งไป เปน เรอ่ื งทผี่ อู า นสนใจ ผเู ขยี นมคี วามชาํ นาญ สง่ิ สาํ คญั คอื เม่อื ใหนกั เรียนไปสบื คนแลว ควรสรา งสถานการณ บรรยากาศการเรยี นการสอน นักเรยี นศกึ ษาเพมิ่ เตมิ เกีย่ วกับแนวทางการเลอื กหวั ขอ เร่อื ง หรือชว งเวลาแหงการแลกเปลยี่ นความรูซ่งึ กนั และกนั เพอ่ื ใหนกั เรยี นไดเ ห็นคณุ คา จดบันทกึ ขอ มลู ความรูท ่ีเปนประโยชนน าํ มาอภิปรายรว มกนั ของขอมลู เกดิ ความภูมิใจตอ การสรา งองคความรู ภายในชนั้ เรยี น สรปุ ความเขา ใจรวบยอดลงสมดุ 90 คมู ือครู

กระตุน ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู จากสารคดขี า้ งตน้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ ผเู้ ขยี นใชก้ ลวธิ อี ธบิ ายเชงิ เปรยี บเทยี บในการเขยี นบทนา� 1. ครยู งั คงใชว ิธกี ารขออาสาสมัครออกมาอธบิ าย เพอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นไดเ้ รม่ิ ตน้ รจู้ กั กบั สถานทท่ี ผี่ เู้ ขยี นกา� ลงั จะกลา่ วถงึ คอื “อา่ วลกึ ” โดยเปรยี บเทยี บประวตั ิ ความรใู นประเดน็ ทคี่ รตู งั้ ขน้ึ อยา งเปน ลาํ ดบั ขนั้ ความเปน็ มาของสถานทกี่ ับเทพนิยายทีม่ เี จ้าหญิงและเจ้าชาย ซึง่ กลวธิ ดี ังกลา่ วชว่ ยเรา้ ความรสู้ กึ เมื่อจบประเดน็ หน่ึงๆ ครูอาจตรวจสอบทกั ษะ สนใจที่จะติดตามเน้ือหา การฟง ของนักเรยี น โดยใหโ ตแ ยง สนบั สนนุ หรอื เสนอประเดน็ ที่กลุม อาสาอาจกลาวไมครบ เมอื่ เขา้ สเู่ นอ้ื เรอ่ื งผเู้ ขยี นจดั ลา� ดบั ประเดน็ ขอ้ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั อา่ วลกึ โดยเรยี งจากลกั ษณะ หากโตแ ยง สนบั สนนุ หรอื กลา วเสรมิ ไดถ กู ตอ ง ที่ต้ังทางภูมิศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่ท�าให้เกิดสถานท่ีต่างๆ อันเป็นเอกลักษณ์ นับวามคี วามสนใจ ตงั้ ใจฟง จากนนั้ ขออาสา ครอบคลมุ ความชอบสว่ นตวั ของนกั ทอ่ งเทย่ี วแตล่ ะคน รวมถงึ กจิ กรรมสปาธรรมชาติ ขอ้ มลู ทท่ี า� ให้ สมคั รนักเรยี นจํานวน 1 กลุม ออกมาอธิบาย นักท่องเทยี่ วเดนิ ทางไปสัมผัสไดไ้ ม่คลาดเคลอื่ นท้งั เวลา สถานทีพ่ ัก ซึ่งเป็นจดุ มงุ่ หมายหลกั ของ ความรเู กี่ยวกับการเขยี นสารคดีขัน้ ลงมือเขยี น การเขียนสารคดีท่องเท่ยี ว (แนวตอบ เม่อื ผเู ขยี นสามารถเลือกเรือ่ ง กาํ หนด แกน เรอ่ื ง และวางโครงเรอื่ งส่ิงทจ่ี ะนําเสนอได บทสรุปของสารคดีน้ีท�าให้ตระหนักว่าส่ิงแวดล้อมเป็นเสมือนขุมทรัพย์ท่ีคนในชุมชน แลว ในขนั้ ตอนนผี้ ูเขยี นจะเร่มิ ลงมือเขียนตาม ตอ้ งชว่ ยกนั ดแู ลรกั ษา บรหิ ารจดั การเพอ่ื ใชป้ ระโยชน์โดยไม่ใหน้ กั ทอ่ งเทย่ี วมาทา� ลายความงดงาม โครงเร่ืองทีว่ างไว โดยมีหลักการวา จะตองมี บทสรปุ นจ้ี งึ ให้ข้อคิดแกผ่ อู้ ่านท้งั ในบทบาทคนในชมุ ชนของตนเองและนกั ท่องเที่ยว องคประกอบของสารคดคี รบถว น คอื สว นนํา เน้ือเร่อื ง และสวนสรปุ ซงึ่ การเขยี นสวนตางๆ เน้ือหาทั้งหมดทีป่ รากฏในสารคดีเปน็ ข้อเทจ็ จรงิ ของสถานทท่ี ีผ่ ู้เขียนใช้ถ้อยค�าเรยี บเรยี ง ของสารคดีควรเขียนใหมีความเปนเอกภาพ อยา่ งมีศลิ ปะ ใชก้ ารเปรยี บเทยี บเพอื่ ให้เห็นภาพชดั เจน เน้อื หาสว่ นใดทเ่ี ปน็ ขอ้ คดิ เห็นผู้เขยี นจะ สัมพนั ธภาพ และสารตั ถภาพ โดยใชถ อยคํา ใชภ้ าษาอย่างมนี �้าหนกั น่าเช่อื ถือ ขนาดความยาวของแต่ละองคป์ ระกอบมีความเหมาะสมท่ผี อู้ า่ น ภาษา สาํ นวนโวหารท่ีเคยเรยี นรูเปน เครอ่ื งมอื จะติดตามไดอ้ ยา่ งต่อเน่อื ง ในการถา ยทอด ในข้ันตอนน้ผี เู ขยี นควรให ความสนใจกับการตงั้ ชอ่ื เรือ่ ง ซึง่ ถือเปนจดุ แรก ๖. การเขยี นสารคดีเก่ียวกับสตั ว์ ที่ทําใหผอู านเกิดความสนใจในงานเขยี น) การเขียนสารคดีเก่ียวกับสัตว์เป็นการบรรยายสภาพธรรมชาติ ลักษณะ กิจกรรมหรือ 2. ครูตง้ั คาํ ถามเพอ่ื ใหน กั เรียนรวมกนั อธบิ าย เหตกุ ารณท์ ส่ี ตั วเ์ ขา้ ไปเกยี่ ว1ขอ้ ง ประวตั คิ วามเปน็ มาของสตั วก์ ็ได้ การบรรยายจะมคี วามยาวหรอื สน้ั ความรู โดยสมาชิกของกลุมใดยกมอื แลวตอบ ขึ้นอยู่กับโอกาสและเน้ือหา ข้อส�าคัญคือต้องท�าให้ผู้อ่านติดตามเร่ืองราวโดยไม่สับสน สามารถ ไดถ ูกตอง กลมุ น้ันจะไดร บั คะแนนสะสม มองเห็นภาพ มองเหน็ ความเคลื่อนไหวในเรื่องท่เี ขียนได้ชดั เจน • การเขยี นสว นนาํ ในสารคดมี แี นวทางอยา งไร (แนวตอบ ผูเ ขียนจะตองใหความสาํ คัญกับ ๖.๑ หลกั ในการเขียนสารคดีเกยี่ วกบั สตั ว ์ การสรรคาํ มาใช โดยถอยคํา ประโยคทกุ ประโยคทน่ี าํ มาใชต องมพี ลัง กระทบอารมณ การเขียนสารคดีเกี่ยวกับสัตว์เป็นการเขียนบรรยายให้เห็นภาพท่ีเคล่ือนไหวหรือกิริยา สวนของความกระหายใครร ู และมีเสนห  อาการทีต่ ่อเน่ืองกนั ไป โดยผ้อู า่ นสามารถเหน็ ภาพเหล่านนั้ ไมข่ าดตอน เป็นการเขยี นเพอ่ื ม่งุ ให้ ซ่งึ กลวธิ กี ารเขยี นสว นนาํ ในสารคดี ทําได ผู้อา่ นเหน็ ภาพเป็นส�าคญั ผู้เขียนควรปฏิบัติ ดงั น้ี หลายวธิ ี เปนตน วา นําดว ยขา ว เหตุการณ นาํ ดว ยการพรรณนา นาํ ดว ยคําถาม นาํ ดว ย ๑. เขียนใหเ้ ห็นภาพหรือลลี าเคลอ่ื นไหวของกิริยาอาการของส่งิ ท่จี ะบรรยาย คาํ จาํ กดั ความ นําดว ยเรอ่ื งเลา ) ๒. เขยี นตามภาพท่จี นิ ตนาการโดยคร่าวๆ ก่อน ๓. ปรับปรงุ แก้ไขข้อความที่เขียนไวค้ รา่ วๆ น้นั ให้ได้ความสมบูรณ์ตามตอ้ งการ 91 ขอสแอนบวเนน Oก-าNรคEิดT นกั เรยี นควรรู “เปน สว นประกอบทส่ี าํ คญั ทจี่ ะนาํ ผอู า นเขา สเู นอื้ เรอื่ งของสารคดี ผูเขียนจะตองพิจารณาเลอื กกลมุ คํา ประโยคท่ีเหมาะสมเพอ่ื ดงึ ดดู 1 เน้ือหา สารคดเี ร่อื งหนง่ึ ๆ ธงหรือเปาหมาย คอื การเสนอความรู ขอเทจ็ จรงิ ความสนใจของผูอานใหต ิดตามอา นเน้ือเร่ือง เปนเสมือนข้ันบนั ได หรอื เร่อื งจริง ซ่งึ ตามปกตแิ ลวเร่ืองจรงิ มีมากกวาเรอื่ งแตง ผเู ขียนจึงสามารถเลอื ก สาํ คญั ที่จะนําผูอา นข้นึ สูข้ันตอๆ ไป” เน้ือหาไดอยางหลากหลาย ซงึ่ มผี เู สนอเน้ือหาทีจ่ ะนํามาเขียนสารคดีไว ดงั น้ี ลกั ษณะเฉพาะขององคประกอบสารคดที ี่กําหนดให ตรงกับตวั เลอื กในขอ ใด 1. เร่ืองท่ัวไป เชน การทองเท่ยี ว กฬี า 1. สว นนํา 2. สว นเน้ือเรื่อง 2. เรอื่ งปรัชญา มมุ มองความคิดใหมๆ 3. สวนเชอื่ มตอระหวางคาํ นํากับเนอื้ เรอ่ื ง 4. สวนสรปุ 3. ศาสนา เชน ศีล สมาธิ ปญ ญา 4. สงั คมศาสตร ประวัติศาสตร วเิ คราะหคําตอบ องคป ระกอบหลักของงานสารคดี ไดแ ก 5. ภาษาศาสตร วรรณคดี สว นนาํ สว นเนือ้ เร่อื ง และสวนสรปุ โดยอาจมีองคประกอบอ่นื อกี 6. วิทยาศาสตร เทคโนโลยี เชน ชือ่ เรือ่ ง สว นเชอ่ื มตอ ระหวา งคํานาํ กับเนอ้ื เร่อื ง แตข อ ความ 7. เกษตรศาสตร ประมง ปาไม เล้ยี งสัตว ดงั กลา วเปนลกั ษณะเฉพาะของสว นนํา โดยสังเกตจาก “นําผูอาน 8. อาชญาวิทยา การสืบสวน สอบสวน 9. ศลิ ปะ เชน ประตมิ ากรรม สถาปตยกรรม นาฏกรรม ดนตรี นาฏศลิ ป เขาสเู นอ้ื เรื่องของสารคด”ี ดงั นัน้ จงึ ตอบขอ 1. ทศั นศลิ ป คมู ือครู 91


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook