Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือครู หลักภาษาฯ ม.5

คู่มือครู หลักภาษาฯ ม.5

Published by pearyzaa, 2021-05-16 02:21:02

Description: คู่มือครู หลักภาษาฯ ม.5

Search

Read the Text Version

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explain Expand Evaluate Engage Explore เปา หมายการเรียนรู 1. อธิบายลกั ษณะเฉพาะของภาษาไดถกู ตอง ตอนท่ี ๑๔ 2. ระบุถอยคําทมี่ คี วามหมายแฝงไดถ กู ตอง 3. วิเคราะหโครงสรา งของคํา ประโยคในประเดน็ เจตนาของผสู งสาร และการรอยเรียงประโยค สมรรถนะของผเู รียน 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 2. ความสามารถในการคดิ 3. ความสามารถในการใชทกั ษะชีวิต 4. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี คณุ ลักษณะอันพึงประสงค การเรียนรูภาษา 1. ใฝเ รียนรู เพอื่ นาํ ไปใชใ นการสอ่ื สารใหส มั ฤทธผิ ล 2. มงุ มน่ั ในการทํางาน จะตองรูวาภาษาแตละภาษาน้ันมีลักษณะ เฉพาะ ประกอบดว ยเสยี งในภาษา ประเภทของ กระตนุ้ ความสนใจ Engage ñหน่วยการเรยี นรู้ที่ ภาษา และองคป ระกอบของภาษา ซงึ่ ในแตล ะภาษา จะแตกตางกนั ภาษาไทยก็มลี กั ษณะทีเ่ ปนเอกลกั ษณ ครูสนทนากบั นกั เรียนเกยี่ วกับลักษณะของ ผูใชภาษาไทยจึงควรศึกษาใหเขาใจ เพ่ือใหสื่อสารได ภาษาไทย และทบทวนความรู ความเขา ใจเก่ียวกับ อยางมปี ระสิทธิภาพ ลักษณะของภาษา โดยใหน กั เรียนรวมกนั นยิ าม ความหมายของ “คํา” ลกั ษณะของภาษา (แนวตอบ ครคู วรใหน ักเรยี นมีสว นรว มกบั การ ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ใหค าํ นยิ าม เพ่อื สรางบรรยากาศของหอ งเรียน ทีส่ นกุ สนาน จากนั้นจึงชีแ้ นะเพ่ิมเตมิ วา “คํา” • อธิบำยธรรมชำติของภำษำ พลังของภำษำและ • ลกั ษณะของภำษำ ประกอบดวยเสียงกบั ความหมาย คาํ ทุกคาํ ลกั ษณะของภำษำ (ท ๔.๑ ม.๔-๖/๑) - เสยี งในภำษำ - สว่ นประกอบของภำษำ ในภาษาไทยประกอบดวยหนวยเสียงสระ พยญั ชนะ - องคป์ ระกอบของพยำงคแ์ ละคำ� และวรรณยกุ ต ซงึ่ แตกตางกันไป ทาํ ใหคํา • ใช้ค�ำและกลุ่มคำ� สร้ำงประโยคตรงตำมวตั ถุประสงค์ • กำรใชค้ �ำและกลุม่ ค�ำสร้ำงประโยค มีความหมายแตกตางกนั เพ่อื ใชส อ่ื สารใน (ท ๔.๑ ม.๔-๖/๒) - กำรรอ้ ยเรียงประโยค - กำรเพ�ิมค�ำ สถานการณก ารสอ่ื สารในชวี ิตประจําวนั ) - กำรใช้ค�ำ • อธิบำยและวเิ ครำะห์หลกั กำรสรำ้ งค�ำในภำษำไทย • หลกั กำรสรำ้ งค�ำในภำษำไทย (ท ๔.๑ ม.๔-๖/๖) 142 เกร็ดแนะครู การเรยี นการสอนในหนวยการเรยี นรู ลกั ษณะของภาษา เปา หมายสาํ คญั คือ นกั เรยี นมคี วามรู ความเขาใจ จนกระทั่งสามารถระบุลกั ษณะสาํ คัญของภาษาไทย ไดถ ูกตอ ง เปน ตนวา หนว ยเสียงในภาษาไทย โครงสรางของคํา การเรียงรอ ย ประโยค สามารถนาํ ความรูเหลา นั้นไปใชส ือ่ สารในชวี ิตประจําวนั ได การจะบรรลุเปาหมายดงั กลาว ครคู วรออกแบบการเรยี นการสอน โดยวธิ ีการ แบง กลุมสืบคนในประเด็นที่แตกตา งกัน เพื่อใหน กั เรียนนาํ ขอ มูลที่สบื คนไดมา แลกเปลีย่ นซ่งึ กันและกนั กอใหเ กิดองคค วามรทู ่ีถกู ตอ ง มอบหมายงานใหป ฏบิ ตั ิ ทั้งในรปู แบบกลุม และรายบคุ คลซึง่ ภาระงานทใ่ี หป ฏิบัติ ควรเนน ท่ีการวิเคราะห การเรยี นการสอนในลักษณะนจี้ ะชว ยฝก ทกั ษะที่จําเปน ใหแ กน กั เรยี น เปนตน วา ทกั ษะการวิเคราะห ทักษะการนําความรูไปใช และทักษะการทํางานรวมกบั ผูอื่น 142 คูม่ ือครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Evaluate Expand Engage กระตนุ้ ความสนใจ ๑. ลกั ษณะส�าคัญของภาษา ครกู ระตุนความสนใจเรื่องลักษณะความสาํ คัญ ของภาษา โดยใหนักเรียนรว มกนั ยกตัวอยา งคาํ ท่ี แสดงลกั ษณะเฉพาะตา งๆ ดงั นี้ ภำษำเป็นวัฒนธรรมท่ีส�ำคัญอย่ำงหนึ่งซึ่งอยู่กับมนุษย์มำเป็นเวลำยำวนำน มนุษย์ • สวนมากมพี ยางคเ ดียวและมคี วามหมาย สร้ำงภำษำขึ้นเพ่ือใช้แสดงควำมรู้สึกนึกคิดและสื่อสำรกับผู้อื่น ภำษำที่แท้จริงของมนุษย์ คือ สมบรู ณใ นตัว ภำษำพูด ประกอบด้วยหน่วยภำษำ ได้แก่ เสียงพูดและควำมหมำย หำกขำดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป (แนวตอบ นกั เรียนสามารถตอบไดอ ยา ง เกค็เรปื่อ็นงภหำมษำยำท แ่ีสลมะบสูรญั ณล์ไักมษ่ไณด1เ์้ พมื่อนใชุษ้บยนั ์ใทชึก้ภภำำษษำำพในูดภมำำยเปห็ลนังเ วลตำัวชอัก้ำนษำรตน่ำแงลๆะ ไทดี่ใ้ปชรเ้ ขะดยี ิษนจฐงึ์ตไัวมอถ่ ักอื ษว่ำร หลากหลาย เชน นั่ง นอน บา น ขาว เป็นภำษำที่แท้จริง หำกแต่เป็นสัญลักษณ์ของภำษำเท่ำน้ัน อย่ำงไรก็ตำม หำกมนุษย์ยังคง เปน ตน) อยรู่ ว่ มกนั เปน็ สงั คม กำรพดู และกำรเขยี นกย็ อ่ มมบี ทบำทสำ� คญั ตอ่ กำรดำ� เนนิ ชวี ติ เพรำะเปน็ สง่ิ ที่ • คําทม่ี ีตัวสะกดตรงตามมาตรา สำมำรถส่อื สำรท�ำให้เกดิ ควำมเข้ำใจซงึ่ กันและกันได้ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดอ ยา ง ภ๑ำ) ษภำไาทษยาเไปทน็ ยภเปำษ็นำภทามี่ษีลากัคษา� ณโดะดเ2ฉ คพอื ำ ะสขว่ อนงใตหนญเอเ่ ปงน็ ดคัง�ำนพี้ ยำงคเ์ ดยี ว มีควำมหมำยสมบรู ณ์ หลากหลาย เชน จับ ดาว เดอื น เปน ตน) • คําทีม่ เี สยี งวรรณยกุ ต ในตัวเอง ไมม่ กี ำรเปลย่ี นแปลงรปู คำ� เพื่อบอกเพศ พจน์ กำล แต่จะใช้คำ� อื่นมำประกอบหรืออำศัย (แนวตอบ นกั เรียนสามารถตอบไดอ ยา ง บริบท เช่น พ่อ ป ู อำ่ ง ลูก หมำ แมว น้�ำ นอ้ ง น่งั นอน อว้ น ผอม หลากหลาย เชน ปา ปา ปา เปน ตน) ๒) ค�าไทยแทม้ ตี ัวสะกดตรงตามมาตรา มำตรำตัวสะกดมี ๘ มำตรำ ค�ำไทยจะสะกด สา� รวจคน้ หา Explore ตรงตำมมำตรำตวั สะกดและไมม่ กี ำรนั ต์ เช่น จำก นก ลด ตดั จบ รบั อว้ น รนุ่ อ่ำง แรง ซอ้ ม ยอม เลย รวย ดำว เคียว เปน็ ตน้ ๓) ภาษาไทยเปน็ ภาษาท่มี ีเสียงวรรณยกุ ต ์ วรรณยกุ ต์ทต่ี ่ำงกนั ทำ� ใหร้ ะดับเสียงต่ำงกนั เฉล่ียจํานวนนักเรียนในหอ งออกเปนกลุมๆ และคำ� กม็ ีควำมหมำยต่ำงกนั ด้วย เชน่ ขำว ขำ่ ว ขำ้ ว, เสอื เสือ่ เสื้อ เป็นตน้ โดยใหแตละกลุมมีจาํ นวนสมาชกิ เทา ๆ กัน หรอื ๔) การเรยี งคา� ในประโยค ภำษำไทยถอื วำ่ กำรเรยี งคำ� ในประโยคมคี วำมสำ� คญั ถำ้ เรยี งคำ� ตามความเหมาะสม เมื่อนักเรียนรวมกลมุ แลว ผิดท่ี ควำมหมำยของประโยคจะเปลี่ยนแปลงไป เพรำะต�ำแหน่งของค�ำจะเป็นตัวระบุว่ำค�ำนั้น ใหล งมตเิ ลือกประธานกลุมเพอ่ื กาํ หนดทศิ ทาง มีหนำ้ ท่แี ละมคี วำมหมำยอยำ่ งไร เชน่ เพือ่ นผมขำยบ้ำนแลว้ เพอื่ นขำยบ้ำนผมแลว้ พส่ี ำวให้เงิน และขอบเขตการสืบคน ขอมูล ครูทําสลากจํานวน น้องสำวใช ้ นอ้ งสำวให้เงนิ พีส่ ำวใช้ เปน็ ตน้ 5 ใบ โดยระบุหมายเลข 1-5 พรอ มขอ ความ ๕) คา� ขยายจะเรยี งอยหู่ ลงั คา� ทถี่ กู ขยายเสมอ เวน้ แตค่ ำ� ขยำยทแี่ สดงจำ� นวนหรอื ปรมิ ำณ ประธานกลุมเปนตัวแทนออกมาจับสลากประเด็น จะวำงไวข้ ้ำงหน้ำหรอื ขำ้ งหลงั ค�ำทถ่ี กู ขยำยก็ได้ เช่น สาํ หรับการสืบคน ความรู ดังน้ี เขำเดินเร็ว (ค�ำขยำยอยู่หลังค�ำท่ีถูกขยำย) เขำสวมเส้ือสีฟา (ค�ำขยำยอยู่หลังค�ำทีถ่ กู ขยำย) หมายเลข 1 ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย มำกหมอก็มากควำม (คำ� บอกปรมิ ำณอย่หู น้ำค�ำทถ่ี กู ขยำย) หมายเลข 2 สว นประกอบของภาษาไทย เขำมำคนเดียว (คำ� แสดงจ�ำนวนอยู่หลงั คำ� ทีถ่ กู ขยำย) หมายเลข 3 องคประกอบของพยางค หมายเลข 4 การใชค าํ เพอ่ื สรา งประโยคใน ภาษาไทย หมายเลข 5 การเรียงรอ ยประโยค โดยแตล ะกลมุ สามารถสบื คน ไดจากแหลง ขอ มลู ตางๆ ท่เี ขาถงึ ได และมีความนา เช่ือถือ 143 บันทึกขอมลู ความรูท ีเ่ ปน ประโยชน นาํ มาอธิบาย ขอสแอนบวเนนOก-าNรคEดิT อภปิ ราย ซกั ถาม โตต อบกันภายในช้ันเรียน เกรด็ แนะครู ขอ ใดมีคําไทยแทปรากฏอยูท กุ คํา ในการจัดการเรียนการสอนเกยี่ วกบั ลกั ษณะสาํ คัญของภาษาไทย ครูควรเนน 1. ในสวนมคี นมาออกกาํ ลงั กายกนั ประปราย ใหน กั เรยี นสังเกตคํา รวมถงึ วิธีการใชภาษาท่ปี รากฏในชวี ติ ประจําวนั ต้ังขอสังเกต 2. ดาวพระศุกรท ีเ่ หน็ ในเวลาเชามืดเรียกวา ดาวประกายพรึก เกย่ี วกบั วิธีการใชคาํ หรือสํานวนที่ปรากฏ ตั้งสมมตฐิ านทเี่ กดิ จากขอสงั เกต เพอื่ ฝก 3. ในภาวะเศรษฐกิจตกต่าํ ทกุ ครอบครัวตองควบคมุ คาใชจาย ทักษะการคดิ วเิ คราะห เกิดความรู ความเขาใจในหวั ขอ ทจี่ ะเรียนรู 4. นารีตกกระไดพลอยโจนแตงงานกบั บุรษุ หลงั ดูใจกันมาไมนาน วเิ คราะหคําตอบ จากตวั เลือกที่กําหนดให ขอ 2. ขอ 3. และ นกั เรยี นควรรู ขอ 4. ปรากฏคําท่เี ปน คํายืมจากภาษาตางประเทศ ไดแก ศุกร เศรษฐกจิ และบรุ ษุ ตามลาํ ดบั สว นตวั เลอื กในขอ 1. ในสวนมคี นมา 1 สญั ลกั ษณ ส่งิ ทก่ี าํ หนดนยิ ามขนึ้ เพื่อใหใชห มายความแทนอีกส่งิ หน่งึ เชน ออกกําลังกายกันประปราย ปรากฏคาํ ทีเ่ ปน คาํ ไทยแทท กุ คํา ดว ย ตัวหนงั สือเปนสัญลกั ษณแทนเสยี งพดู เปนศัพทบ ัญญตั ิจากคาํ วา symbol เหตผุ ลท่ีวา มตี วั สะกดตรงตามมาตรา และหนวยเสยี งพยัญชนะ 2 ภาษาคาํ โดด ภาษาที่ไมมีการเปลีย่ นแปลงรปู ไปตามหนา ที่ หรือความสมั พันธ ทางไวยากรณเกย่ี วเนอื่ งกบั คาํ อ่ืนๆ คาํ ในภาษาคําโดดมักจะมีพยางคเ ดียว แตก ็มี ควบกลํา้ ท่ีปรากฏใชด ัง้ เดมิ ในภาษาไทย ดังนั้นจึงตอบขอ 1. คําสองพยางคและหลายพยางคป รากฏอยู คูม่ ือครู 143

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. นักเรียนน่งั ในลกั ษณะวงกลมกลางหองเรียน ๖) คาํ ไทยมลี กั ษณนาม คอื นามทบ่ี อกลกั ษณะของนามขา งหนา คาํ ลกั ษณนามมหี ลายชนดิ เพื่อสรา งองคค วามรทู ีถ่ ูกตองรวมกัน จากน้นั ไดแ ก ลักษณนามบอกชนิด เชน ภกิ ษุ ๖ รูป พระพุทธรูป ๒ องค ลักษณนามบอกอาการ เชน นกั เรยี นกลมุ ทจี่ บั สลากไดห มายเลข 1 สง ตวั แทน บุหร่ี ๑ มวน ลกั ษณนามบอกหมวดหมู เชน ทหาร ๕ กองรอ ย เปนตน ออกมาอธบิ ายความรใู นประเดน็ ท่ีกลมุ ของ ตนเองไดรบั มอบหมาย พรอมระบุแหลงทม่ี า ๗) ภาษาไทยมีวรรคตอนในการเขียนและมีจังหวะในการพูด หากแบงวรรคตอนไม ของขอมูล ถูกตอง ความหมายก็จะไมช ัดเจนหรือมคี วามหมายทีเ่ ปล่ยี นไป เชน 2. ครูสมุ เรียกชอ่ื นกั เรยี นอธบิ ายความรเู กยี่ วกบั นองสาวพส่ี วยไหม ลกั ษณะสําคญั ของภาษาไทยในประเด็นท่ีวา นองสาว พ่สี วยไหม เปนตน “ภาษาไทยเปนภาษาคําโดด” โดยใชความรู ๘) ภาษาไทยมกี ารใชค าํ พดู ทเ่ี หมาะสมกบั บคุ คลและโอกาส ซงึ่ เปน ลกั ษณะวฒั นธรรม ความเขา ใจทว่ี ิเคราะหไดจากการฟงบรรยาย ของภาษา และเปน ศลิ ปะในการใชภาษาท่ีมีเอกลักษณ เชน การใชค ําราชาศัพท คําศพั ทสําหรบั ของเพอ่ื น พระภกิ ษสุ งฆ คาํ สภุ าพสําหรบั สภุ าพชน เปน ตน (แนวตอบ คําโดด เปนลกั ษณะของภาษาไทย กลา วคอื คาํ ในภาษาไทยแตล ะคาํ เปน อสิ ระตอ กนั ๒. สวนประกอบของภาษาไทย เชน คาํ กรยิ าจะไมขน้ึ กับประธาน ประโยควา “ฉนั กนิ ขา ว” หรอื “พวกเขากนิ ขา ว” จะเหน็ ไดว า ภาษาทุกภาษายอมมีสวนประกอบของภาษาซ่ึงเปนสิ่งที่ทําใหภาษาเกิดความ แมประธานจะมีแคหน่ึง หรอื มากกวา หนง่ึ แต สมบรู ณแ ละสามารถนําไปใชใ นการส่อื สารไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ ภาษาไทยก็มีสว นประกอบของ คํากริยาจะไมเปล่ียนรูป ดงั นน้ั คําในภาษาไทย ภาษาท่สี ําคัญ ไดแก จงึ สามารถนาํ มาเรียงตอ กันเขาเปนประโยค ตามรปู ประโยคแบบตา งๆ ในภาษาไทย ซ่งึ ๒.๑ เสียงและหนว ยเสยี ง ถือเปนลกั ษณะสําคญั ของภาษาไทย รวมถงึ ภาษาอน่ื ๆ ทจ่ี ดั เปน ภาษาคาํ โดด เชน ภาษาจนี ) ภาษาตางๆ ในโลกลวนใชเสียงในการสื่อ ความหมายแ1ละภาษาสวนมากก็มักมีสัญลักษณ 3. ครูสมุ เรียกช่ือนกั เรียนในวงกลมอธิบายความรู หไทรยือ2ทตัี่วนอําักมษาใรชชเวพยื่อในสก่ือาครวอาอมกหเมสีายยง เสียงในภาษา เพดานแข็ง ชอ งจมูก จากส่งิ ท่ีไดฟง ผานขอคาํ ถามของครู ประกอบดวย ปมุ เหงือก เพดานออน • การเรยี งลาํ ดับคาํ ในประโยคมคี วามสําคัญ อยา งไร เสยี งพยัญชนะ เสียงสระ และเสยี งวรรณยกุ ต จมูก ลิน้ ไก (แนวตอบ หากเรยี งลาํ ดบั คาํ ในประโยคผดิ หลกั ๑) เสียงพยัญชนะ เปนเสียงสําคัญใน ฟน ชอ งคอ ไวยากรณ ความหมายของประโยคจะเปลยี่ นไป) ริมฝปาก ลน้ิ หลอดลม ภาษาไทย เน่ืองจากเปนเสียงที่เกิดจากลมผาน กลอ งเสียง ออกมาจากเสนเสียงและถูกอวัยวะตางๆ ภายใน ปากกลอมเกลาเปนเสียงพยัญชนะโดยแตละเสียง มคี วามแตกตางกนั ซง่ึ เสียงทต่ี างกนั น้จี ะสง ผลให ความหมายของคาํ ในภาษาแตกตา งกนั ตามไปดว ย ▼ ภาพบอกตําแหนง อวยั วะตางๆ ในรางกายท่ใี ชใน การออกเสียง ๑๔๔ นกั เรยี นควรรู ขอ สอบ O-NET ขอ สอบป ’52 ออกเกยี่ วกบั คําลักษณนาม 1 ตวั อักษร สัญลักษณห รอื เคร่ืองหมาย สําหรบั ใชแ ทนหนว ยเสียงในภาษาหนึ่งๆ ขอ ใดใชค ําลกั ษณนามไม ถกู ตอง โดยทัว่ ไปอักษรแตละตวั มกั จะใชแ ทนหนว ยเสยี งหนึง่ หนวย ซึง่ อาจเปนเสียงสระ 1. เขาสามารถปฏิบตั ติ ามเงือ่ นไขของหนวยงานไดค รบทุกขอ พยัญชนะ หรือหนวยเสียงอืน่ ๆ โดยทว่ั ไปเรียกกนั วา “ตัวหนงั สอื ” นอกจากระบบอกั ษร 2. นักวชิ าการเสนอขอคิดเหน็ ไวในบทสรุปของรายงาน แทนเสยี งแลว ยังมรี ะบบอกั ษรภาพ ซ่ึงใชสญั ลักษณแ ตละตัวแสดงคํา หลายประการ ในภาษาและความหมาย เชน อักษรภาษาจนี เปน อักษรชนดิ หนงึ่ ใชแทนความหมาย 3. รฐั บาลมีปญหาเรงดว นทตี่ องรีบแกไ ขหลายเรื่อง ของคํา มีจดุ กาํ เนิดจากรปู คน สตั ว หรือส่งิ อืน่ ๆ 4. คณะกรรมการกาํ ลงั พจิ ารณาคาํ ขวญั ทสี่ ง เขา ประกวด 50 บท 2 เสยี งในภาษาไทย ภาษาทุกภาษาใชเสียงสอ่ื ความหมาย เสยี งประกอบกันข้นึ วิเคราะหคาํ ตอบ จากตัวเลือกทกี่ ําหนดใหข อ 1. ลักษณนาม เปน คํา คําประกอบกนั เปนประโยค มเี พียงบางภาษาท่ีมตี ัวเขียนใชแทนความหมาย ของ “เงอื่ นไข” ใชค าํ วา “ขอ ” ขอ 2. ลกั ษณนามของ “ขอ คดิ เหน็ ” ภาษาไทยเปนภาษาหน่งึ ทม่ี รี ะบบการถายทอดเสยี งเปนตัวอกั ษร ภาษาเขียนของไทย ใชค ําวา “ประการ” และขอ 3. ลกั ษณนามของ “ปญหา” ใชค ําวา ใชต วั อกั ษรแทนเสียง 3 เสยี ง ไดแ ก เสยี งพยัญชนะ เสยี งสระ และเสยี งวรรณยกุ ต “เร่ือง” สวนขอ 4. ลักษณนามของคาํ วา “คําขวญั ” ควรใชค าํ วา “คาํ ขวัญ” ดังน้ันจงึ ตอบขอ 4. 144 คูมือครู

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ พยัญชนะในภำษำไทยมี ๔๔ รูป ๒๑ เสียง ดังน้ี 1. นกั เรยี นยงั คงนง่ั ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น กอ นท่ีตวั แทนกลุมตอ ไปจะออกมาอธบิ าย เสยี ง รปู เสียง รูป ความรู ครคู วรสรปุ ความรู ความเขา ใจในประเดน็ ท่ตี วั แทนกลุมที่ 1 ออกมาอธิบายความรูอ กี คร้งั /ก/ ก /น/ ณ น แลว ใหน ักเรียนบันทกึ สาระสาํ คญั ลงสมดุ /ค/ ข ฃ ค ฅ ฆ /บ/ บ จากนั้นจงึ เรยี กตัวแทนกลุมทจ่ี บั สลากได /ง/ ง /ป/ ป หมายเลข 2 ออกมาอธบิ ายความรใู นประเดน็ /จ/ จ /พ/ ผ พ ภ ทก่ี ลุม ของตนเองไดรับมอบหมาย /ช/ ฉ ช ฌ /ฟ/ ฝ ฟ /ซ/ ซ ศ ษ ส /ม/ ม 2. ครสู มุ เรียกชื่อนักเรยี นภายในวงกลม อธิบาย /ย/ ญ ย /ร/ ร ความรูท่ีไดรบั จากการฟงบรรยาย ผาน /ด/ ฎ ฑ (ในบางคา� ) ด /ล/ ล ฬ ขอคําถามของครู /ต/ ฏ ต /ว/ ว • ภาษาทกุ ภาษามสี ว นประกอบ นกั เรยี นคดิ วา /ท/ ฐ ฑ (ในบางค�า) ฒ ถ /อ/ อ ภาษาทีแ่ ทจ รงิ ของมนุษยมีลกั ษณะอยา งไร แ ต่ใช้เป็นในตจวั ส�ำนะกวดน2เเพสยีียงง พ๘ ยท ัเญ สธชียงน ะไทดั้ง้แ ก๒ ่ /ป๑/ , เ/ตสี/ย, ง/ก /ส, ำ/มม/ำ, ร/นถ//ใฮ,ช //้เงป/, ็น/วเ/ส, ีย/ยง/พ ย ัญ ชนะหต ฮ้น1ได้ทั้งหมด (แนวตอบ ภาษาท่แี ทจ ริงของมนษุ ย คือ ๒) เสยี งสระ เกดิ จำกกำรปลอ่ ยลมจำกลำ� คอโดยตรง ไมถ่ กู สกดั กนั้ จำกอวยั วะในชอ่ งปำก ภาษาพดู ซึง่ ประกอบดว ยเสียงและ แต่มีกำรเปล่ียนแปลงระดบั ของล้นิ และรูปของฝปี ำก ทำ� ใหล้ มกระทบฐำนเพียงเล็กนอ้ ย ความหมาย) เสียงสระภำษำไทยมที ัง้ หมด ๒๑ เสียง แบ่งออกเปน็ สระเดย่ี ว ๑๘ เสียง และสระ • คําทเ่ี ปลงออกมาครั้งหนง่ึ ๆ ในภาษาไทย ประสม ๓ เสยี ง ประกอบดว ยเสียงประเภทใดบาง ๒.๑) สระเด่ียว ๑๘ เสียง แบ่งเปน็ เสยี งส้ัน ๙ เสียง และเสยี งยำว ๙ เสียง ดงั นี้ (แนวตอบ ประกอบดวยหนวยเสยี งสระ พยญั ชนะ และวรรณยกุ ต) รปู เสียง • นกั เรยี นสามารถอธิบายไดหรอื ไมวา หนว ยเสยี งพยัญชนะในภาษาไทยมลี กั ษณะ -ะ อะ สาํ คัญอยา งไร -า อา (แนวตอบ พยัญชนะไทยมี 44 รูป 21 เสียง -ิ อิ ซ่งึ แตล ะเสยี งสามารถเปน พยญั ชนะตนเสยี ง ได มีการใชอวัยวะในการออกเสียงท่ตี างกัน -ี อี โดยมีเสยี งพยัญชนะทา ยเสียงหรือตวั สะกด -ึ อึ ทัง้ หมด 8 เสยี ง ไดแ ก /ป/ /ต/ /ก/ /ม/ -ื อือ /น/ /ง/ /ว/ /ย/) 145 3. ครูสรางบรรยากาศการเรียนการสอน โดย สมุ เรยี กชอ่ื นักเรียนเพือ่ ระบพุ ยญั ชนะไทยท้ัง 44 ตวั ยกตวั อยา งคาํ ในภาษาไทย ซงึ่ สะกดดว ย มาตราทงั้ 8 โดยไมใหซ ํา้ กัน บนั ทึกลงสมดุ ขอสอบ O-NET นักเรียนควรรู ขอสอบป ’50 ออกเกย่ี วกับเสยี งสระในภาษาไทย 1 พยัญชนะตน พยัญชนะมลี ักษณะและหนาท่ี ดังตอไปน้ี 1. เปนเสียงท่ีเกิด ขอ ใดประกอบดวยพยางคท อี่ อกเสียงสระยาวทกุ คํา จากลมบรเิ วณเสนเสยี งผา นมาทางชอ งระหวา งเสน เสียง แลวกระทบอวยั วะตางๆ 1. เว้งิ วาง เงนิ ผอน แบงแยก ในชองปาก เชน ริมฝป าก ริมฝป ากกับฟน 2. พยัญชนะไมส ามารถออกเสยี ง 2. ว้ดี วา ย เชญิ ชวน คลอนแคลน ตามลําพงั ได ตองอาศยั เสียงสระชวย 3. โพลเ พล รอ งแรง จองหอง 2 ตัวสะกด หรอื เรียกวา พยัญชนะทายมี 8 มาตรา รูปพยญั ชนะท่ีไมใ ชเปน 4. กรดี กราย รอนเร ลอดชอง ตัวสะกดเลย ไดแก ฉ ฌ ผ ฝ อ ห และ ฮ วิเคราะหค าํ ตอบ จากตวั เลือกขอ 1. เงนิ (ออกเสยี ง เออะ) แบง (ออกเสียง แอะ) ขอ 3. รอ งแรง (ออกเสียง เอาะ และ เสียง แอะ ตามลาํ ดับ) และขอ 4. รอน (ออกเสยี ง เอาะ) และ ชอ ง (ออกเสียง เอาะ) สวนขอ 2. วดี้ วาย เชิญชวน คลอนแคลน มพี ยางคท ่ีออกเสียงสระเสยี งยาวทุกพยางค ดงั นั้นจงึ ตอบขอ 2. คมู่ อื ครู 145

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรยี นยงั คงนงั่ ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น รปู เสียง เชน เดมิ ครสู ุมเรยี กช่อื นักเรียนอธบิ ายความรู -ุ อุ เกี่ยวกับลกั ษณะสาํ คญั ของหนวยเสยี งสระ -ู อู ในภาษาไทยผา นขอ คาํ ถามของครู โดยใชค วามรู ความเขา ใจทไี่ ดร บั จากการฟง บรรยาย เปน ฐาน เ-ะ เอะ ขอมูลสําหรับตอบคาํ ถาม เ- เอ • หนว ยเสียงสระในภาษาไทยมที ั้งสิ้นก่หี นวย และอะไรบา ง แ-ะ แอะ (แนวตอบ สระในภาษาไทยมที ้ังหมด 21 หนวย แ- แอ เสียง โดยแบงเปนสระเดีย่ ว 18 หนว ยเสียง โ-ะ โอะ และสระประสมอกี 3 หนวยเสียง) โ- โอ • เหตใุ ดนักภาษาศาสตรจ ึงกําหนดให เ-าะ เอาะ สระประสมมีเพยี ง 3 หนว ยเสียง และไดแก -อ ออ หนวยเสยี งใดบา ง เ-อะ เออะ (แนวตอบ สระประสม 3 หนว ยเสยี งที่ เ-อ เออ นักภาษาศาสตรกําหนดน้ันเปนสระเสียงยาว ไดแ ก เอยี เออื อัว ทงั้ นน้ี ักภาษาศาสตรไมได ๒.๒) สระประสม หรอื ทนี่ กั ภำษำศำสตรบ์ ำงคนเรยี กวำ่ สระเลอื่ น1 โดยแทจ้ รงิ ม ี ๓ เสยี ง กําหนดใหสระประสมเสียงสั้น 3 หนวยเสียง คือ เอีย เออื อวั แต่เน่ืองจำกแต่ละเสียงมที ้ังเสียงส้นั และเสยี งยำว เมือ่ นบั รวมกันจงึ ม ี ๖ เสยี ง ซ่ึงไดแก เอียะ เอือะ อัวะ เปนสระประสม เสยี งสระประสมแตล่ ะเสียงประกอบดว้ ยเสียงสระเดยี่ วสองเสยี งประสมกนั ดังน้ี เพราะเห็นวาสระเสียงสั้นปรากฏใชนอยมาก ในภาษาไทย โดยมากเปน คาํ ทย่ี มื มาจากภาษา เสียงสระประสม ตางประเทศ หรือเปน คาํ เลียนเสียง เชน เกย๊ี ะ ลัวะ (ชาวเขาเผา หนง่ึ ) ผวั ะ เพียะ) เสยี งส้นั สระเด่ียว เสียงยาว สระเดี่ยว เอยี ะ อ ี + อา 2. ครสู รา งบรรยากาศการเรียนการสอน เนนการมี เอือะ อ ิ + อะ เอยี อื + อา สวนรวมของนักเรียน โดยใหร วมกนั ยกตวั อยา ง อัวะ อู + อา คาํ ทปี่ ระสมดว ยสระประสมเสยี งสนั้ คนละ 1 คาํ อ ึ + อะ เออื โดยอธิบายความหมายของคําในรูปประโยค (แนวตอบ นักเรียนยกตัวอยา งไดห ลากหลาย อ ุ + อะ อวั เชน “เปย ะ” นาํ มาแตง ประโยคไดว า “คุณยาย ตมี ือหนนู าที่กําลังแอบหยิบขนมในครวั ดังเปย ะ” กำรท่ีนักภำษำศำสตร์ก�ำหนดให้มีสระประสมเพียง ๓ เสียง ไม่แยกออกเป็น เปน ตน ) สระเสียงส้ันและสระเสียงยำว เพรำะเห็นว่ำควำมส้ันและควำมยำวของเสียงประสมไม่ได้ท�ำให้ ควำมหมำยของค�ำแตกต่ำงกัน อีกทั้งค�ำที่มีเสียงสระประสมเสียงสั้น มีที่ใช้น้อย ส่วนมำกเป็น ค�ำท่ยี มื มำจำกภำษำอ่นื หรอื ไมก่ เ็ ป็นคำ� เลยี นเสยี ง เช่น เก๊ียะ ลวั ะ (ชำวเขำเผ่ำหน่งึ ) เปร๊ยี ะ เผยี ะ ผัวะ เป็นต้น 146 นกั เรียนควรรู ขอ สอบ O-NET ขอ สอบป ’50 ออกเกยี่ วกับหนว ยเสียงภาษาไทย 1 สระเล่ือน เรียกอีกอยางหนึง่ วา สระประสม คือ สระท่ขี ณะออกเสียง ลักษณะ ขอ ใดไม มีสระประสม ของลิ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงตําแหนงหน่ึงแลวเลื่อนไปยังอีกตําแหนงอยางรวดเร็ว 1. ใครดูถกู ผูช ํานาญในการชา ง จึงมีการเรียกสระประสมวา สระเลื่อน ซึ่งเปนลักษณะการเคล่ือนท่ีของอวัยวะที่ใช 2. ความคิดขวางเฉไฉไมเ ขาเรอ่ื ง ในการออกเสียง สวนการเรียกเสียงสระประสมน้ัน เปนการพิจารณาจากเสียงหรือ 3. เหมอื นคนปาคนไพรไมร ุงเรอื ง รปู สระเปน สาํ คญั สระประสมเกดิ จากการประสมของสระเดย่ี วสองเสยี ง ดงั น้ี 4. จะพูดดว ยนน้ั ก็เปลอื งซง่ึ วาจา วเิ คราะหค าํ ตอบ หนวยเสยี งในภาษาไทยประกอบดวยหนว ยเสียง • เสยี ง เอยี เกิดจากเสียง อี+อา พยญั ชนะ สระ วรรณยกุ ต โดยหนว ยเสียงสระ มที ัง้ สระแทและ • เสียง เอือ เกดิ จากเสียง อื+อา สระประสม ซง่ึ สระประสมมที ง้ั สน้ิ 3 หนว ยเสยี ง ไดแ ก สระเอยี สระเออื • เสยี ง อวั เกิดจากเสียง อู+อา และสระอัว จากขอความที่กําหนดให “ใครดูถูกผูชํานาญในการชาง” แตเดมิ สระประสมจะมีการรวมสระเสียงสัน้ เอยี ะ เอือะ อัวะ เขา ไปดว ย ไมป รากฏคําท่ปี ระสมดว ยสระประสม ดงั น้นั จึงตอบขอ 1. แตเ นื่องจากคําท่ปี ระสมดวยสระดังกลา วมนี อ ย และมีเพียงคําเลยี นเสียงธรรมชาติ เทา นน้ั จงึ ไมน ับรวมเปนหนว ยเสียงสระประสมอีกตอ ไป 146 คู่มอื ครู

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Expand Evaluate Explain Explain อธบิ ายความรู้ ๓) เสยี งวรรณยกุ ต ์ ภำษำไทยเป็นภำษำท่ีมเี สยี งวรรณยกุ ต ์ คือ ทุกคำ� ต้องมีระดับเสยี ง 1. นกั เรยี นยงั คงนง่ั ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น วรรณยุกต์อย่ำงใดอย่ำงหน่ึง เมื่อระดับเสียงวรรณยุกต์เปลี่ยนไปจะส่งผลให้ควำมหมำยของค�ำ ครสู ุมเรยี กช่อื นักเรยี นอธิบายความรเู กยี่ วกับ เปลีย่ นแปลงไปด้วย เสียงวรรณยุกต์ในภำษำไทยมี ๕ เสียง คือ เสยี งสำมญั เสยี งเอก เสยี งโท ลักษณะสาํ คัญของหนว ยเสียงวรรณยกุ ต เสียงตรี และเสียงจัตวำ แต่มีเคร่ืองหมำยแทนเสียงวรรณยุกต์เพียง ๔ รูป คือ รูปเอก รูปโท ในภาษาไทยผา นขอ คาํ ถามของครู โดยใชค วามรู รปู ตร ี และรูปจัตวำ ดังแสดงในตำรำง ความเขาใจที่ไดร ับจากการฟง บรรยาย เปนฐานขอมูลสาํ หรบั ตอบคําถาม สามัญ เอก โท ตรี จัตวา • เสยี งวรรณยกุ ตม ลี กั ษณะสาํ คัญอยางไร คา ขา่ ขา้ /ค่า ค้า ขา (แนวตอบ ระดบั เสยี งในภาษาไทยแสดงดวย นา หนา่ หน้า/นา่ น้า หนา เครอ่ื งหมายวรรณยุกตซ ึง่ มี 4 รูป ไดแ ก รปู วรรณยกุ ตเ อก หรือไมเอก รูปวรรณยุกต เสียงวรรณยุกต์อำจมีควำมแตกต่ำงกันเพรำะระดับของเสียงสูงต�่ำต่ำงกัน หรือมีกำร โท หรือไมโท รปู วรรณยกุ ตต รี หรอื ไมตรี เปลย่ี นแปลงเสยี งขนึ้ ลงตำ่ งกนั เสยี งวรรณยกุ ตส์ ำมญั จดั เปน็ หนว่ ยเสยี งวรรณยกุ ตร์ ะดบั กลำง เสยี ง รูปวรรณยุกตจัตวา หรอื ไมจ ัตวา สวนเสียง วรรณยุกต์ตรเี ป็นหนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์ระดบั สูง และเสยี งวรรณยกุ ต์เอกเป็นหนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์ สามัญไมต องมีเคร่อื งหมายหรอื รปู วรรณยุกต ระดบั ตำ่� สว่ นเสยี งวรรณยกุ ต์โทเปน็ หนว่ ยเสยี งวรรณยกุ ตเ์ ปลย่ี นตก และเสยี งวรรณยกุ ตจ์ ตั วำเปน็ กํากบั ดังนนั้ เครือ่ งหมายวรรณยกุ ตไ ทย หนว่ ยเสยี งวรรณยุกตเ์ ปล่ยี นขน้ึ จึงมี 4 รปู 5 เสียง) • รปู และเสยี งวรรณยกุ ตม คี วามสําคญั ตอ ๒.๒ ความหมาย ความหมายของคาํ อยางไร พรอ มยก ตวั อยางประกอบ และหน่วคยวเำสมียหง1ม ำหยำเกปเ็นสสีย่วงนแปลระะหกนอ่วบยทเสี่สีย�ำคงทัญ่ีเอปีกลอ่งยอ่ำองกหมนำ่ึงไใมน่มภีคำษวำำมไทหยมทำี่มยีคกว็ยำ่อมมสเัมปพ็นันภธำ์กษับำเทส่ีไียมง่ (แนวตอบ รปู และเสียงวรรณยุกตสําคญั สมบูรณ์ ไม่สำมำรถใช้สื่อสำรให้เกิดควำมเข้ำใจต่อกันได้ ค�ำในภำษำไทยแบ่งออกตำมลักษณะ อยา งย่ิงตอความหมายของคํา กลาวคอื เมื่อ ของควำมหมำยได้เป็น ๒ ประเภท ดังน้ี เปลยี่ นรปู วรรณยุกต จะทาํ ใหค ําเปลย่ี นเสยี ง ๑) ความหมายตามตัว คือค�ำท่ีมีควำมหมำยตรงตัว เป็นควำมหมำยเดิมของค�ำซ่ึงไม่ ซ่ึงจะสงผลใหค วามหมายของคาํ เปลยี่ นไป ตอ้ งตีควำมเพิ่มเติม เช่น เชน ขา ขา ขา เปน ตน ดงั นนั้ ในการออกเสยี ง คาํ จงึ ตอ งออกเสียงวรรณยุกตใ หถ กู ตอง ค�า ความหมาย ตามไตรยางศแ ละมาตราสะกดของคํานั้นๆ) กลว้ ย ต้นไมพ้ วกหนึ่ง ล�าตน้ เปน็ กาบๆ มหี ลายชนิด ผลเป็นอาหาร 2. ครขู ออาสาสมัคร 3-4 คน รวมกันตอบคาํ ถาม เก่ียวกบั ความหมายของคาํ ในภาษาไทย ดาว สิ่งท่ีเหน็ เปน็ ดวง มีแสงระยบิ ระยบั ในทอ้ งฟา้ เวลามืด • คาํ ในภาษาไทยแบง ตามความหมายได เตา่ สัตว์เลอื้ ยคลาน คอยาว ลา� ตัวสั้น มกี ระดองหมุ้ กีป่ ระเภท ปลาไหล ปลารูปร่างกลมยาว คลา้ ยงู (แนวตอบ 2 ประเภท ไดแ ก ความหมาย ตามตวั เปน ความหมายเดิมของคาํ ทใี่ ช หมู สัตวเ์ ลย้ี งลูกด้วยนม ตวั อว้ น จมูกและปากย่นื ยาว ส่อื สาร และความหมายเชงิ อปุ มา เปน ความหมายเชงิ เปรยี บเทยี บ) 147 ขอ สอบ O-NET นกั เรยี นควรรู ขอ สอบป ’50 ออกเกีย่ วกับเสยี งวรรณยกุ ตใ นภาษาไทย 1 หนวยเสียง เปนคําศัพทเ ฉพาะทางภาษาศาสตร ภาษาองั กฤษใชคาํ วา ขอ ใดไม มีเสยี งวรรณยกุ ตจัตวา phoneme เปนองคประกอบพน้ื ฐานของภาษาพดู หนว ยเสยี ง หมายถึง หนว ยท่ี 1. พระเหลือบลงตรงโตรกชะโงกเงอื้ ม เลก็ ทส่ี ุดของเสียงท่ใี ชเพ่ือสรา งความหมายตางๆ เมือ่ เปลง เสียงออกมา 2. นา้ํ กระเพ่ือมแผนผาศิลาเผนิ 3. กระจา งแจงแสงจันทรแ จม เจริญ ในทางภาษาศาสตรไ ดพิจารณาจาํ แนกหนวยเสยี งในภาษาวา หนว ยเสยี ง 4. พระเพลิดเพลนิ พลางเพรยี กสําเหนียกใจ เปน ภาวะนามธรรมของชดุ เสยี งพดู โดยใชว ธิ กี ารเปรยี บเทยี บเสยี งและความหมาย วิเคราะหค ําตอบ จากตวั เลอื กขอ 2. คําวา ผา เผนิ ขอ 3. ในภาษา ดว ยการนาํ คาํ ศพั ทท มี่ เี สยี งทตี่ อ งการเปรยี บเทยี บอาจเปน เสยี งสระ พยญั ชนะ หรอื วรรณยกุ ต เชน เปรยี บเทยี บคาํ วา เสอื กบั เสอื้ เปน คาํ ทมี่ คี วามหมายในภาษา คาํ วา แสง และขอ 4. คาํ วา สํา สวนขอ 1. พระเหลอื บลงตรง และมีเสียงแตกตางกัน คือ เสียงวรรณยกุ ต เสยี งวรรณยกุ ตท่ีปรากฏจึงเปน โตรกชะโงกเง้อื ม ไมป รากฏเสียงวรรณยกุ ตจตั วา แตป รากฏเสยี ง หนว ยเสียงในภาษา วรรณยกุ ตอนื่ ๆ ดงั ตอไปน้ี เสยี งสามัญ ไดแ กคาํ วา ลง ตรง เสียงเอก ไดแ กคําวา เหลือบ โตรก เสียงโท ไดแ กค ําวา โงก และเสยี งตรี ไดแ กค ําวา พระ ชะ เงือ้ ม ดงั น้นั จึงตอบขอ 1. คมู่ อื ครู 147

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู 1. ครขู ออาสาสมคั รนกั เรยี นยกตวั อยางขอความ ๒) ความหมายเชงิ อปุ มา คอื คำ� ทเ่ี กดิ จำกกำรใชค้ ำ� ทม่ี คี วำมหมำยตำมตวั มำเปรยี บเทยี บ ที่เปน สาํ นวนไทยซ่งึ มีความหมายแฝงคนละ และใชใ้ นอีกควำมหมำยหนงึ่ 1-2 สํานวน พรอ มอธิบายความหมาย (แนวตอบ นกั เรยี นตอบไดอยา งหลากหลาย ค�า ความหมาย ครพู จิ ารณาวาสํานวนที่นกั เรยี นยกมา กลว้ ย มีความหมายแฝงหรือไม เชน ดาว งา่ ย - เอาน้าํ เย็นเขาลูบ มคี วามหมายแฝงวา เต่า เด่นเปน็ พิเศษ ใชคําพูดออนหวานหวานลอม ปลาไหล เชือ่ งช้า อดื อาด - หมไู ปไกม า มีความหมายแฝงวา การถอ ยที หมู กะล่อน ถอยอาศัยกัน ง่าย อ้วน - เงยหนาอา ปาก มคี วามหมายแฝงวา มีฐานะดี ข้ึนกวาเดมิ ๓. องคป์ ระกอบของพยางค์และค�า - มะกอกสามตะกรา ปาไมถกู มคี วามหมายแฝง วา คนกลบั กลอก เปนตน ) พยำงค์และคำ� เป็นหนว่ ยของภำษำท่ีมคี วำมสัมพนั ธแ์ ละสอดคลอ้ งกนั ซ่งึ ถือว่ำเป็นหน่วย จากน้นั ใหแลกเปลี่ยนเรียนรเู ร่อื งสาํ นวนไทยท่มี ี ท่ีมีควำมส�ำคัญในภำษำไทย เน่ืองจำกเป็นส่ิงท่ีช่วยให้ภำษำไทยมีควำมสมบูรณ์ มีคุณค่ำ และ ความหมายแฝงกบั เพือ่ นๆ บันทึกลงสมุด เอกลักษณเ์ ฉพำะตัว 2. ตัวแทนกลุมท่จี บั สลากไดห มายเลข 3 ออกมา ๓.๑ พยางค์ อธบิ ายความรใู นประเด็นท่ีกลมุ ของตนเองไดรับ มอบหมาย พรอ มระบแุ หลงที่มาของขอ มลู พยำงคถ์ อื เปน็ หนว่ ยทเี่ ลก็ ทส่ี ดุ ในกำรพดู เพอื่ สอ่ื ควำมหมำย เม่ือเสยี งพยญั ชนะ สระ และ วรรณยกุ ตป์ ระกอบกนั จะเปน็ พยำงค์ ทกุ พยำงค์ในภำษำไทยจะมเี สยี งพยญั ชนะตน้ เสยี งสระ และ 3. ครูสุมเรียกช่ือนักเรียนอธบิ ายความรูเ กยี่ วกับ เสยี งวรรณยุกต์ องคป ระกอบของพยางค โดยใชค วามรู ความเขา ใจ ท่ีไดร บั จากการฟงบรรยาย เปน ขอ มูลเบอื้ งตน เสียงพยญั ชนะตน้ หมำยถึง เสียงทีเ่ ปล่งออกมำก่อนเสยี งอ่ืน ซ่งึ อำจเป็นเสียงพยญั ชนะ สําหรบั ตอบคําถาม ต้นเดี่ยวหรอื พยัญชนะต้นควบก็ได้ เชน่ ปำ ปลำ ตำด ตรำด • นักเรยี นสามารถใหคํานยิ ามคําวา “พยางค” ไดว า อยางไร เสียงสระ หมำยถึง เสียงท่ีเปล่งออกมำตำมเสียงพยัญชนะอย่ำงรวดเร็ว ซึ่งอำจเป็น (แนวตอบ พยางค คอื หนวยท่ีเล็กทสี่ ุดใน สระเดย่ี วเสียงสนั้ สระเดี่ยวเสยี งยำว หรอื สระประสมก็ได้ เช่น ละ ลา เลยี การสือ่ ความหมาย โดยจะประกอบดว ย เสียงวรรณยกุ ต์ หมำยถึง เสียงสูงตำ่� ที่เปลง่ ออกมำพร้อมกับเสียงสระ มีท้ังหมด ๕ เสียง เสยี งพยัญชนะ และเสียงวรรณยกุ ต) ไดแ้ ก่ เสียงสำมัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวำ นอกจำกนพ้ี ยำงค์บำงพยำงค์ กอ็ ำจมอี งคป์ ระกอบเพ่ิมขึ้นอีก ๑ สว่ น คอื เสียงพยัญชนะ สะกด หรอื เสยี งพยัญชนะทำ้ ย โดยพยัญชนะสะกดของไทยมี ๘ เสยี ง ได้แก่ เสยี งพยัญชนะใน แม่กก กด กบ กง กน กม เกย และเกอว เชน่ 148 เกร็ดแนะครู ขอสอบ O-NET ขอสอบป ’51 ออกเกีย่ วกบั จํานวนพยางคใ นภาษาไทย ครคู วรเพม่ิ เตมิ ความรู ความเขา ใจเกยี่ วกบั วธิ กี ารพจิ ารณาความหมาย เนอ่ื งจาก ก. จะหาจนั ทรกฤษณานั้นหายาก ความหมายในภาษาประกอบดว ย 2 สว น คือ ความหมายตามตวั และความหมาย ข. เหมือนคนมากมดี ่ืนนับหมนื่ แสน เชงิ อุปมา ค. จะประสงคอ งคป ราชญก ็ขาดแคลน ง. เสมอแมน จนั ทรแดงแรงราคา การจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับความหมายของคํา ครูควรเริม่ จากการ ขอใดมีจาํ นวนพยางคมากทส่ี ดุ พจิ ารณาภาษาในระดบั คาํ กอ นเปน อันดบั แรก โดยกลาวถงึ ความหมายตามตวั 1. ขอ ก. 2. ขอ ข. จากนนั้ จงึ กลาวถงึ การพิจารณาความหมายของคํารว มกบั บรบิ ทของขอ ความ ซ่งึ จะ 3. ขอ ค. 4. ขอ ง. ชว ยใหน กั เรยี นเกดิ ความเขา ใจไดว า คาํ ทพ่ี จิ ารณาเปน คาํ ทมี่ คี วามหมายตามตวั หรอื วเิ คราะหค ําตอบ จะหาจนั ทรก ฤษณาน้นั หายาก มี 9 พยางค ความหมายเชิงอุปมา จากนั้นจึงใหพจิ ารณาภาษาในระดบั ขอความ โดยพจิ ารณา ถอื เปน จาํ นวนมากทส่ี ดุ สว นขอ อนื่ ๆ มจี าํ นวน 8 พยางคเ ทา กนั ถอ ยคาํ รว มกบั บรบิ ท ครคู วรชแ้ี นะประเดน็ สาํ คญั ใหเ หน็ วา การพจิ ารณาความหมาย ดงั นัน้ จงึ ตอบขอ 1. ของคาํ รว มกบั บรบิ ทนนั้ มคี วามสาํ คญั ในฐานะทเ่ี ปน เครอ่ื งมอื ในการสรา งความเขา ใจ ถอ ยคาํ ตลอดจนเนอื้ หาของเรื่องไดช ดั เจนย่ิงข้ึน 148 คูมือครู

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ มาตราตวั สะกด ตวั อย่างคา� มาตราตัวสะกด ตวั อยา่ งคา� 1. ครูยงั คงใชการตงั้ คาํ ถามเปน เครือ่ งมือให แมก่ ก รัก สขุ แมก่ น เดิน จาน นักเรยี นไดมโี อกาสอธิบายความรู ความเขา ใจ แมก่ ด หัด อฐิ แม่กม ลม ชาม ของตนเอง แม่กบ กบ ภาพ แม่เกย มวย สวย • นกั เรยี นอธบิ ายความสัมพนั ธร ะหวา ง แม่กง แรง สูง แม่เกอว หิว ขาว พยางคและคาํ ในภาษาไทยไดวา อยา งไร (แนวตอบ กําชัย ทองหลอ ใหค วามหมาย พยำงค ์ ๑ พยำงค ์ ถ้ำมีควำมหมำยกน็ ับเปน็ ๑ คำ� แต่ถำ้ ไม่มีควำมหมำยก็ไมถ่ อื ว่ำเปน็ ของ “คาํ ” ไวว า คํา หมายถึง อกั ษรท่ี ค�ำ พยำงค์ จงึ เปน็ สว่ นหนึ่งของค�ำ เชน่ ประสมกันแลว ออกเสียงมาเปนหนวยเสยี ง เดยี ว ประกอบดวย สระตวั เดยี ว เรียกวา คา� จ�านวนพยางค์ จ�านวนค�า พยางค พยางคที่เปลงออกมาอาจเปน รัก ๑ ๑ พยางคเดยี วหรือหลายพยางคร วมกนั ก็ตาม มะระ ๒ ๑ ถา มีความหมายเปน ทีร่ ูกันได เรียกวา คํา มะละกอ ๓ ๑ หรือถอ ยคํา ซง่ึ ถา เปลง ออกมาเปนเสียงพูด ขปี นาวธุ ๔ ๑ เรยี กวา คําพดู ถาเขียนเปนตวั หนงั สอื กเ็ รยี ก พจนานกุ รม ๕ ๑ วา ภาษาเขียน คาํ คาํ เดียวจะมพี ยางคเดยี ว หรือหลายพยางคกไ็ ด ดงั นั้นจงึ สรุปไดวา จำกท่ีไดก้ ล่ำวถึงส่วนประกอบของพยำงค์วำ่ มอี ยำ่ งน้อย ๓ ส่วน ไดแ้ ก ่ พยัญชนะต้น สระ พยางคเ ปนหนว ยทีเ่ ลก็ กวาหนวยคํา และวรรณยุกต์ไปแล้วนั้น จึงจะขอกล่ำวถึงแบบสร้ำงของพยำงค์ว่ำเกิดจำกกำรประสมอักษร แตใ หญกวาหนวยเสียง) ๔ แบบ สรุปไดด้ งั นี้ ๑) การประสมอกั ษร ๓ สว่ น หมำยถึง พยำงคท์ เี่ กดิ จำกกำรประสมของพยญั ชนะต้น 2. ตวั แทนกลมุ ทีจ่ บั สลากไดหมายเลข 4 ออกมา สระ และวรรณยกุ ต์ เชน่ กำ ไป บำ้ อธิบายความรใู นประเด็นท่ีกลุม ของตนเอง ๒) การประสมอักษร ๔ ส่วน หมำยถึง พยำงค์ทเ่ี กดิ จำกกำรประสมของพยัญชนะต้น ไดร บั มอบหมาย พรอ มระบแุ หลง ทมี่ าของขอ มลู สระ วรรณยกุ ต์ และพยญั ชนะท้ำย เช่น กิน งำม ปำ้ ย ๓) การประสมอกั ษร ๔ สว่ นพเิ ศษ หมำยถงึ พยำงคท์ เ่ี กดิ จำกกำรประสมของพยญั ชนะตน้ สระ วรรณยกุ ต ์ และกำรนั ต ์ เช่น เลห่ ์ สีห ์ โพธิ์ ๔) การประสมอักษร ๕ สว่ น หมำยถึง พยำงคท์ เี่ กิดจำกกำรประสมของพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ พยัญชนะทำ้ ย และกำรนั ต ์ เชน่ ลกั ษณ์ จนั ทร ์ สิงห์ 149 ขอสอบ O-NET เกรด็ แนะครู “บุญหนักศักดิใ์ หญ” ขอ ความนีม้ กี ารประสมอักษรตามแบบสราง ของพยางคกแ่ี บบ การเรียนการสอนหัวขอ องคป ระกอบของพยางคแ ละคํา ครูควรเพิ่มเตมิ 1. 1 แบบ 2. 2 แบบ ความรู ความเขาใจเกย่ี วกบั พน้ื ฐานของหนวยทางภาษา ดว ยการทบทวนความรู 3. 3 แบบ 4. 4 แบบ ความเขาใจของนักเรยี นเกย่ี วกบั สวนประกอบของภาษา พจิ ารณาความแตกตาง วเิ คราะหค าํ ตอบ จากขอความ “บญุ หนักศกั ดใ์ิ หญ” คาํ วา “บุญ” ทีเ่ ปน ลกั ษณะเฉพาะของภาษาไทย จากน้นั จงึ เพมิ่ เตมิ ความรู ความเขา ใจเกีย่ วกับ และ “หนกั ” เปนการประสมอกั ษร 4 สว น คือ พยัญชนะตน สระ องคประกอบของภาษา โดยทัว่ ไปประกอบดวย 3 สวน ดังนี้ วรรณยกุ ต คําวา “ศักดิ์” เปนการประสมอักษร 5 สวน คอื พยัญชนะ ตน สระ วรรณยกุ ต พยญั ชนะทา ย และการนั ต คาํ วา “ใหญ” เปน การ 1. เสยี ง ภาษาเกดิ จากเสยี งที่ใชพ ูดกัน คาํ ท่ใี ชพดู จากนั ในภาษาไทยประกอบ ประสมอักษร 3 สวน คือ พยญั ชนะตน สระ และวรรณยกุ ต ดงั นนั้ ดว ยเสยี งสระ พยญั ชนะ และวรรณยุกต จงึ ตอบขอ 3. 2. ความหมาย แบงออกเปน 2 แบบ คือ ความหมายนยั ตรง และความหมาย นัยประหวัด เปน สงิ่ ทผ่ี ูส ง สารและผรู บั สารเขา ใจตรงกนั 3. โครงสรา ง เปน รปู แบบของภาษาทก่ี ลา วออกมาเปน พยางค คาํ วลี หรอื ประโยค คมู่ ือครู 149

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ นกั เรยี นรว มกนั อธบิ ายความรแู บบโตต อบรอบวง ๓.๒ ค�ำ เกี่ยวกับการใชคําเพอื่ สรา งประโยคในภาษาไทย โดยใชค วามรู ความเขา ใจที่ไดรบั จากการฟง เสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ประกอบกันเป็นพยางค์ พยางค์ที่มีความหมาย บรรยาย เปนขอมูลเบื้องตนสาํ หรบั ตอบคําถาม คเรา� ยี มกูลว1 ่าส ่วคน�าค า� คท�า่ีเอกาดิ จจมาพีกยกาางรคปเ์รดะียกวอหบรคือ�าห เลรายี ยกพวย่า าคงา�คซ์ก�้า็ไ2 ดค ้ �าคซ�า้อทน่ีย ังคไา�มป่ไรดะ้ปสรมะ กแอลบะกคับ�าสคมา� อาส่ืน โดเรยยี ทก้งัวน่า้ี ขนึ้ อยู่กบั วธิ กี ารประกอบคา� นัน้ ๆ • นักเรยี นอธบิ ายความหมายของประโยค ค�าอาจแบ่งได้เป็นประเภทต่างๆ ตามหน้าท่ีของค�าในประโยค เช่น ค�านาม ค�ากริยา คาํ ถามแบบมีเนอื้ ความปฏเิ สธไดวา อยางไร ค�าช่วยกรยิ า คา� บพุ บท ค�าวิเศษณ์ ค�าบอกจ�านวน ค�าบอกลา� ดับ ค�าน�าหน้าจา� นวน คา� หลงั จา� นวน (แนวตอบ ประโยคถามใหต อบมสี ว นประกอบ คา� สรรพนาม ค�าลกั ษณนาม คา� บอกกา� หนดไม่ชี้เฉพาะ เปน็ ต้น ในแต่ละภาษาย่อมแตกต่างกัน คลา ยประโยคแจงใหทราบ แตตางกนั ตรงที่ สง่ิ ทีค่ วรสังเกตคือ ในภาษาไทยมีคา� ลักษณนาม เช่น เรอื น อัน ตวั วง เปน็ ตน้ ค�าท่บี อกท่าที ประโยคถามใหต อบ จะมคี าํ ท่ีแสดงใหรวู า ถาม ของผพู้ ดู เช่น ซิ ละ นะ เปน็ ต้น และค�าบอกสถานภาพของผ้พู ูดกบั ผู้ฟงั เชน่ คะ ครับ ขอรบั เชน ใคร อะไร ที่ไหน เมอื่ ไร เทา ไร อยางไร ฮะ ยะ เป็นต้น หรอื หรอื ไม ใชหรอื ไม เปนตน และหาก ค�ำบรบิ ท ประโยคถามใหตอบมเี นอ้ื ความปฏิเสธ บรบิ ท หมายถงึ ถอ้ ยคา� ทปี่ รากฏรว่ มกบั คา� หรอื สถานการณแ์ วดลอ้ มในขณะทพ่ี ดู หรอื เขยี น จะปรากฏคําทแี่ สดงความปฏเิ สธอยูใน คา� นนั้ ในภาษาไทยผรู้ บั สารจะทราบความหมายของคา� และความสมั พนั ธก์ บั คา� อนื่ ไดจ้ ากบรบิ ท เชน่ ประโยคทีม่ ีคําแสดงคาํ ถามนน้ั เชน “ถา ไมกนิ “เขาพากันออกจากบา้ นไปแล้ว” เขา เปน็ พหูพจน์ เพราะใช้สรรพนาม กนั เป็นกรรมท่ี ขาวตอนนแ้ี ลวจะกนิ ตอนไหน” เปน ตน ) แสดงความเปน็ พหูพจน์ สว่ นคา� วา่ แล้ว เปน็ อดีตกาล แสดงว่าเหตุการณ์ไดเ้ กดิ ข้นึ ในอดีต คา� วา่ “ข้ึน” มีหลายความหมาย แตผ่ รู้ บั สารสามารถรบั ร้คู วามหมายได้จากบรบิ ท เช่น • นกั เรยี นสามารถปรบั ประโยคคําถามที่ หมอดคู นนมี้ คี นข้นึ มาก ข้นึ หมายถึง นยิ ม นับถอื กําหนดนีใ้ หเ ปนประโยคคําถามแบบมี มดี เลม่ น้สี นมิ ข้นึ เขรอะเลย ขนึ้ หมายถงึ ม ี เกดิ เน้ือความปฏเิ สธไดวาอยา งไร สนิ คา้ ขึน้ ราคาอีกแล้ว ขนึ้ หมายถงึ เพ่ิม “คณุ รับประทานขา วเชาเปนประจําไหม” เขาเปน็ คนดวงดีทา� อะไรกข็ ึ้น ข้ึน หมายถงึ มีโชค จะท�าอะไรกป็ ระสบผลดี “หนงั สือเลม น้ีเหมาะสําหรบั นักเรยี นหรอื ไม” “ตอนเยน็ คุณติดธรุ ะอะไรไหม” ๔. ก ารใช้ค�าหรือกลมุ่ ค�าสรา้ งประโยค (แนวตอบ ปรับเปน ประโยคคําถามท่ีมเี นือ้ ความ ให้ตรงตามเจตนาของผู้ส่งสาร ปฏเิ สธ ไดดังน้ี • คณุ ไมไดทานขาวเชา เปน ประจาํ ใชไหม ผู้พดู หรอื ผูเ้ ขียน คอื ผูส้ ่งสาร ผฟู้ งั หรอื ผอู้ า่ น คอื ผู้รับสาร เม่ือส่งสารใหแ้ กผ่ ู้รับสาร • หนังสอื เลม น้ไี มเหมาะสําหรับนกั เรียนหรือ ผูส้ ง่ สารอาจมีเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น แจ้งใหท้ ราบ ถามให้ตอบ ออกคา� สัง่ ชักชวน แนะน�า • ตอนเยน็ คณุ ไมต ิดธรุ ะอะไรใชไหม) ดงั นน้ั ชนดิ ของประโยคตามเจตนาของผูส้ ่งสารทสี่ �าคัญแบง่ ออกได้ ดงั นี้ • นักเรียนยกตวั อยางประโยคแจง ใหท ราบ 150 ทม่ี ีเน้อื ความบอกเลา และปฏิเสธ (แนวตอบ นักเรียนตอบไดอ ยางหลากหลาย เชน “นักเรยี นหลายคนมารว มกิจกรรม ของโรงเรยี น” “นกั เรียนหลายคนไมมารว ม กจิ กรรมของโรงเรยี น” “เกษตรกรมไิ ดใ ห ความสนใจเรื่องการกาํ จดั ศัตรพู ืชดวยวิธี ปลอดสารพิษ” เปน ตน) นักเรยี นควรรู ขอสอบ O-NET ขอ สอบป ’51 ออกเกยี่ วกบั ความหมายของคําในภาษาไทย 1 คํามลู คอื คาํ ทใี่ ชม าแตด งั้ เดิมในภาษาไทย โดยอาจเปนคาํ ท่ีรับมาจากภาษา ขอใดใชค าํ ผดิ ความหมาย อื่น คํามูลจะไมส ามารถแยกออกเปนหนวยท่ียอ ยลงไปไดอ กี แบงเปน 2 ประเภท 1. เวลาไปเยีย่ มเพอื่ นที่บา นเขามักจะมีขนมตดิ ตวั ไปดวย ไดแ ก คาํ มลู พยางคเ ดยี ว เปน คาํ มลู ทม่ี พี ยางคเ ดยี วโดดๆ และมคี วามหมายในตวั เอง 2. คนขบั รถไมติดใจเอาความกับคนบาทีข่ วางปารถของเขา เชน พอ แม เปนตน และคาํ มลู หลายพยางค คอื คาํ มูลทม่ี หี ลายพยางค แต 3. ชา งไฟฟา มาติดตัง้ เครอื่ งซักผาใหฉ นั เรียบรอ ยแลว ถา แยกพยางคออกจากกันกจ็ ะไมป รากฏความหมาย ซง่ึ คาํ มลู หลายพยางคน ้ี อาจ 4. กองทหารกําลงั บกุ เขาโจมตีและรบติดพนั กนั กวา 3 วนั แลว จะเปน คาํ ไทยแทหรอื คาํ ทม่ี าจากภาษาอน่ื กไ็ ด วิเคราะหค ําตอบ ประโยค “เวลาไปเย่ยี มเพือ่ นที่บา นเขามักจะ 2 คาํ ซํ้า เกดิ จากการสรางคาํ ข้นึ ใหม โดยนําคาํ มูลมาซํา้ กัน มคี วามหมาย มีขนมติดตวั ไปดวย” เนื่องจากประโยคนใ้ี ชคําวา ตดิ ตวั เปลย่ี นแปลงไป ดังนี้ ซ่ึงเปน การใชค ําผิดความหมาย คําวา ติดตวั มีความหมายวา มอี ยกู บั ตัว เชน มีอาวธุ ตดิ ตวั ท่ถี กู ตองควรใชคําวา ติดไมต ดิ มอื 1. บอกความเปนพหูพจน เชน หนมุ ๆ สาวๆ ซ่งึ หมายถงึ ถอื หรอื นาํ ไปดวย ดงั นัน้ จงึ ตอบขอ 1. 2. เนน น้ําหนกั ใหมากขึน้ เชน ดังๆ 3. บอกความไมแนใจ เชน แถวๆ 4. ซ้าํ คาํ เพือ่ แยกออกเปนสว นๆ เชน เรอื่ งๆ 5. เพ่อื ใหเ กดิ ความหมายใหม เชน กลวยๆ 150 คูม่ ือครู

กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ นักเรียนรวมกันอธิบายความรูเ ก่ียวกบั ๔.๑ ประโยคแจงใหท ราบ การสรางประโยคตามเจตนาของผพู ูด โดยใช การสนทนาทางโทรศัพทผูสนทนาจะตองสื่อสารโดยใชประโยค▼ ความรู ความเขา ใจทไ่ี ดร บั จากการฟง บรรยาย ประโยคท่ีผูพูดหรือผูเขียนใชแจง ทม่ี ีความกระชับ ไดใจความครบถวน และชัดเจน เปน ขอ มลู เบอ้ื งตนสําหรับตอบคาํ ถาม ขอความหรือบอกเลาเรื่องราวแกผูฟงหรือ ผอู า น เรยี กวา ประโยคแจงใหท ราบ อาจเปน • นกั เรยี นอธบิ ายความสมั พันธระหวาง ประโยคสนั้ ๆ เชน ฉนั อา นหนงั สอื หรอื ประโยค รูปประโยคทกี่ าํ หนดกบั เจตนาของผสู งสาร ขนาดยาวซบั ซอนขึน้ เชน ฉันอา นหนงั สือท่ี วา มีความสอดคลอ งกันไดห รือไม อยา งไร ยืมมาจากหอ งสมดุ ประชาชน เปน ตน “ทางโรงเรียนไมอ นญุ าตใหน กั เรียนใช โทรศัพทม ือถอื ระหวา งการเรียนการสอน” ประโยคแจง ใหท ราบมี ๒ ลกั ษณะ คอื (แนวตอบ ประโยคขา งตน รูปประโยคมีคํา แจงใหทราบแบบเน้ือความบอกเลาและแจง ปฏิเสธวา “ไมอ นุญาต” ซึ่งแสดงเจตนาส่ัง ใหทราบแบบมีเน้ือความปฏิเสธ ซ่ึงประโยค โดยตอ งการใหน ักเรียนปฏบิ ตั ิตามขอ หา ม แจง ใหท ราบแบบมเี นอ้ื ความปฏเิ สธจะปรากฏ หรอื คาํ สง่ั ดังกลาว จะเหน็ ไดจากรปู ประโยค คาํ ปฏเิ สธ ไม หาไมได มไิ ด ในประโยคดวย กบั เจตนาของผูส งสารมคี วามสอดคลองกนั ) เชน “วนั น้สี ายทิพยก ็ลาปวยหรือ” เน้อื ความบอกเลา เนอ้ื ความปฏเิ สธ (แนวตอบ ประโยคขา งตน เปน ประโยคคาํ ถาม มคี ําวา “หรอื ” ทั้งน้ผี ูสง สารคาดหวงั คาํ ตอบ นกั เรยี นบางคนเห็นคุณคา ของภาษาไทย นักเรียนบางคนไมเห็นคุณคา ของภาษาไทย จงึ ใชร ูปประโยคคําถาม ซ่ึงรปู ประโยค กับเจตนาถามเพ่ือตองการทราบคาํ ตอบ คนไทยบางคนชอบไปเที่ยวตา งประเทศ คนไทยบางคนไมช อบไปเทยี่ วตา งประเทศ มีความสอดคลอ งกนั ) ชาวสวนสนใจเร่อื งการบาํ รุงดนิ ชาวสวนมไิ ดส นใจเรอื่ งการบาํ รงุ ดนิ • ในหอ งเรยี นท่ไี มไดเปดพดั ลม อากาศรอ น ๔.๒ ประโยคถามใหต อบ อบอา วจนนกั เรยี นตางพากันเอากระดาษ ขน้ึ มาพัด ขณะฟง ครูบรรยาย และครูถาม ประโยคท่ีผูพูดหรือผูเขียนใชถามเร่ืองราวบางประการเพ่ือใหผูฟงหรือผูอานตอบคําถาม นักเรยี นวา “นกั เรียนรอ นไหม ทําไม เรียกวา ประโยคถามใหตอบ ประโยคชนิดน้ีจะมีรูปแบบเชนเดียวกับประโยคแจงใหทราบ ไมเ ปด พัดลม” นกั เรียนคิดวาเจตนาของครู จะแตกตา งกนั ตรงทป่ี ระโยคถามใหต อบปรากฏคาํ ทแี่ สดงเจตนาอยหู นา หรอื หลงั ประโยค เชน ใคร คืออะไร และจะแกไขสถานการณด ังกลา ว อะไร ที่ไหน เมอื่ ไร อยา งไร ไหน บา งไหม เทาไร ก่ี หรอื ไม ใชไหม เปนตน อยางไร (แนวตอบ ในสถานการณด ังกลาวเห็นไดวา ถาประโยคถามใหตอบน้ันมีเนื้อความปฏิเสธ จะปรากฏคําปฏิเสธ ไม ในประโยคดวย สิ่งที่ครถู ามไมไดคาดวานักเรยี นจะตอบ ยกเวน ประโยคถามใหต อบที่ใชค าํ ไหม อยทู า ยประโยค ไมอ าจเปลย่ี นเปน เนอื้ ความปฏเิ สธได เชน เพราะเปน ทชี่ ัดเจนวานกั เรยี นรอ นจนตองนาํ คุณเหนอ่ื ยไหม ไมอาจเปลยี่ นเน้ือความเปน ปฏเิ สธวา คณุ ไมเหนอื่ ยไหม เปนตน กระดาษขน้ึ มาพัด สวนคําถามทวี่ า “ทาํ ไม ไมเ ปดพัดลม” หากพดั ลมไมไดช าํ รดุ แสดง ๑๕๑ วา ครมู เี จตนาสงั่ ใหน กั เรยี นไปเปดพัดลม ดงั นนั้ นกั เรียนควรพจิ ารณาเจตนาของ ผูสงสารจงึ จะสือ่ สารไดเ ขาใจตรงกนั ) ขอสอบ O-NET ขอ สอบป ’52 ออกเกีย่ วกับการถามตอบใหสอดคลองกบั เจตนา เกร็ดแนะครู ในการสอื่ สาร การเรียนการสอนเรือ่ ง การใชคาํ หรือกลุม คาํ สรางประโยคใหต รงตามเจตนา คํากลาวของนักเรยี นในขอใดเหมาะสมทจ่ี ะเตมิ ลงในชอ งวา ง ของผสู งสารนน้ั ครคู วรใหความรู ความเขา ใจเกีย่ วกับการพิจารณาเจตนาการ ส่อื สารของผูใ ชถ อยคําน้ันๆ เปนสําคญั วา ถอยคําดังกลา วตองการสอ่ื เจตนา ขอ ความน้ี อยา งไร ครู : “นักเรยี นรูไ หม สนุ ทรภทู านแตงวรรณคดไี วห ลายสิบเรือ่ ง แตทีเ่ ปน บทละครมีเพียงเรอื่ งเดียวคือ อภยั ธริ าช” การเปลง วาจาออกมายอมมเี จตนาในการส่ือสารทแ่ี ตกตางกนั ผูพูดอาจเปลง นกั เรียน : “.......................................” วาจาออกมาครงั้ หน่งึ เพือ่ ใหผ ูฟ ง ทราบความคิด ความรสู กึ หรือตอ งการใหผ ฟู ง ครู : “เออ ใชจ ะ จริงของเธอ ขอบใจนะจะ ” บอกเลา เรอื่ งใดเรอ่ื งหนงึ่ ทผี่ ฟู ง ทราบแกผ พู ดู หรอื ตอ งการใหผ ฟู ง กระทาํ สงิ่ ใดสงิ่ หนง่ึ 1. “ครูครับ ครูบอกชื่อบทละครผิดหรือเปลาครับ” ครูควรเนนยํ้าความรู ความเขา ใจของนกั เรยี นดวยวา การพจิ ารณาเจตนา 2. “ครคู รับ บทละครเรอ่ื งนั้นช่อื อภัยนุราชหรอื เปลาครบั ” การสือ่ สารน้ัน นกั เรียนไมส ามารถพจิ ารณาเพยี งรปู ภาษาเทา น้ัน แตน กั เรียนควร 3. “ครคู รบั บทละครเรือ่ งนั้นช่ืออภัยธิราชใชหรือครับ” พจิ ารณาเจตนาของผูสง สารเปนสําคญั วา การใชถ อ ยคําดงั กลาวมีเจตนาการสงสาร 4. “ครูครับ ครูชวยบอกชือ่ บทละครอกี ทีไดไหมครบั ” อยา งไร วเิ คราะหคาํ ตอบ “ครคู รับ บทละครเรอ่ื งนน้ั ชื่ออภยั นรุ าช หรอื เปลาครบั ” ขอ ทกั ทว งนเ้ี ปน การสอื่ สารทส่ี ภุ าพ และตรงประเดน็ ดงั น้นั จงึ ตอบขอ 2. ค่มู อื ครู 151

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ 1. ครูสมุ เรยี กชอื่ นกั เรียนอธิบายความรูเกี่ยวกับ ตวั อยา่ ง ประโยคคำ� ถำมแบบมีเน้อื ควำมปฏเิ สธ การใชค ํา หรือกลุมคาํ เพอ่ื สรางประโยคใหต รง ตามเจตนาของผูสง สาร ผา นขอคําถามของครู ประโยคค�ำถำม ท�ำไมเธอจึงไม่ชอบออกกำ� ลังกำย • การรอยเรยี งประโยคในภาษาไทยมีความ เธอไมร่ หู้ รอื ว่ำสม้ ตำ� ไทยมเี ครื่องปรงุ อะไรบ้ำง สาํ คัญอยางไร เธอชอบออกกำ� ลังกำยเวลำใด วนั น้คี ุณไมไ่ ปประชุมหรือ (แนวตอบ การรอยเรียงคาํ ในภาษาไทย สม้ ตำ� ไทยมเี ครื่องปรุงอะไรบ้ำง วันนี้เธอไม่ได้ไปตลำดหรือ คอ นขางมคี วามชัดเจน เพราะหากมกี ารเรียง วันนีม้ ปี ระชุมใชไ่ หม ลาํ ดับคาํ ผดิ ตาํ แหนง ประโยคก็จะเปลีย่ น เมอื่ วำนเธอไปตลำดใชไ่ หม ความหมาย หรืออาจผิดไวยากรณไ ด ซงึ่ หมายถงึ การสอ่ื ความไมไ ดหรือผิดพลาด ๔.๓ ประโยคค�ำสั่ง คลาดเคลื่อน) • นักเรยี นคิดวาประโยค 2 ประโยคท่เี รียง ประโยคประเภทนผ้ี พู้ ดู ตอ้ งการบงั คบั ใหผ้ ฟู้ งั ปฏบิ ตั ติ าม มกั มคี า� วา่ จง ตอ้ ง นา� หนา้ ประโยค ตอกันสามารถสมั พนั ธกันในลกั ษณะใด และคา� ลงท้าย ซิ นะ เชน่ (แนวตอบ ประโยคที่จะสมั พันธกนั เกิดจาก คําสมั พนั ธก ันในประโยคทัง้ 2 อาจเปนคาํ ท่ี ตัวอยา่ ง หมายถึงส่งิ ทอ่ี ยใู นประเภทเดียวกนั คาํ ท่มี ี ความหมายคลายคลงึ กนั คาํ ทมี่ ีความหมาย จงตอบคำ� ถำมตอ่ ไปนี้ ตรงกันขามหรอื เปนคูกนั หรอื คาํ หนึง่ รวม ตอ้ งทำ� งำนใหเ้ สร็จนะ ความหมายของอีกคาํ หนง่ึ ไว โดยใชวิธี ปิดประตูดว้ ย ซิ การเชือ่ มคําดว ยคาํ เช่อื ม) ๔.๔ ประโยคชักชวน 2. ครสู รา งบรรยากาศการเรียนการสอน โดยให นักเรียนรวมกนั ยกตวั อยา งประโยคทีเ่ ชอื่ มดวย ประโยคประเภทนผ้ี ูพ้ ดู มเี จตนาชวนให้ผู้ฟังท�าตามความคดิ ของผ้พู ูด มักมีคา� วา่ กัน นะ คาํ สนั ธานทีแ่ สดงเน้อื ความคลอ ยตามกัน เถอะ เถิด ปรากฏในประโยค ขดั แยงกัน และเนอ้ื ความใหเลือกอยา งใด อยางหน่ึง ตวั อย่าง (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถยกตวั อยา งไดห ลากหลาย ครพู จิ ารณาคาํ สนั ธานในประโยคตา งๆ ทนี่ กั เรยี น เรำไปดลู ะครกนั ดกี วำ่ ยกมาพรอ มกบั ใหคาํ ช้ีแนะทถี่ ูกตองเพ่มิ เติม) พักกันเถอะนะ ต่นื เถิดชำวไทย ๔.๕ ประโยคขอร้อง ประโยคประเภทนี้ผู้พดู มีเจตนาขอใหผ้ ู้ฟังชว่ ยทา� สิ่งใดส่ิงหน่ึง มกั มีคา� ว่า ชว่ ย ที กรณุ า โปรด หนอ่ ย เถอะ ปรากฏในประโยค 152 เกร็ดแนะครู ขอสอบ O-NET ขอสอบป ’53 ออกเก่ียวกับประโยคแสดงเจตนาของผูสงสาร ครูควรใหค วามรู ความเขา ใจเก่ยี วกบั การพิจารณาเจตนาในการสือ่ สารของ ประโยคในขอ ใดแสดงเจตนาตา งกบั ขอ อ่ืน ผใู ชถอยคาํ โดยมีรายละเอียด ดังตอ ไปน้ี 1. ทําไมเขาถึงมาที่นี่ 2. อะไรทาํ ใหค ณุ คดิ อยางน้นั 1. เพื่อใหขา วสารและความรู (Inform) เชน การเรยี นการสอน การนําเสนอขาว 3. ที่ไหนมงี านแสดงสินคาสงออก 2. เพ่ือชกั จงู ใจ (Persuade) เพอื่ แลกเปลยี่ นทัศนคตแิ ละพฤตกิ รรมของผูรบั สาร 4. ใครจะไปรวู า เขาจะมาทํางานวนั นี้ วเิ คราะหคําตอบ คําที่ปรากฏในประโยคมีสวนชวยใหสามารถ ใหคลอยตามเร่อื งที่ผพู ดู หรอื ผกู ลา วถอ ยคําตอ งการส่ือสาร เชน การโฆษณา สงั เกตไดวา ผสู ง สารมเี จตนาอยา งไร จากรปู ประโยคทีก่ าํ หนดให 3. เพือ่ ความบันเทิง (Entertain) เชน การจดั รายการเพลง หรือเกมตา งๆ ในขอ 1., 2., 3. และ 4. มีคาํ ท่ีทาํ ใหส ามารถแปลเจตนาของผพู ูดได คอื คาํ วา “ทาํ ไม” “อะไร” “ท่ีไหน” และ “ใคร” ตามลําดับ ซึ่งเปน คํา ท้ังทางวิทยแุ ละโทรทศั น ทแ่ี สดงเจตนาถาม แตข อ 4. เมอื่ พจิ ารณาบรบิ ทแวดลอ มของคาํ แลว การส่อื สารที่ดีตอ งรวมวัตถุประสงคขา งตนเขาดว ยกัน การเรียนรูเกี่ยวกบั จะพบวา เปนประโยคที่มเี จตนาแจงใหทราบ ดังน้ันจงึ ตอบขอ 4. เจตนาการใชภ าษา นอกจากจะชว ยใหน ักเรียนมีความรู ความเขา ใจ เจตนาแฝง ไดอยา งชดั เจนแลว ยังสามารถประยกุ ตใชร ูปแบบคาํ วลี ประโยค รวมถึงถอ ยคาํ เพื่อการสอื่ สารในชวี ิตประจาํ วนั ของตนเองไดอยางเหมาะสม 152 คูม่ อื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ ตวั อย่าง 1. นักเรียนระบุความหมายของคาํ วา “ยงั ” ในประโยคทก่ี ําหนดตอไปนี้ ชว่ ยไปซ้อื ของทตี่ ลาดใหย้ ายที • เขายงั มาไมถ ึงเลย กรณุ าถอดรองเทา้ ดว้ ยคะ่ (แนวตอบ “ยงั ” ในประโยคขางตน เปน คาํ ที่ โปรดอย่าเปดิ โทรศพั ท์มอื ถอื ในห้องประชุม ใชประกอบกบั คาํ กริยาวา “มา” ซึ่งหมายถงึ เธอพานอ้ งไปวง่ิ เลน่ แทนฉนั หนอ่ ยเถอะ สง่ิ ที่มกี ารกาํ หนดไวแ ลว แตยงั ไมเสร็จสิ้น ลงไป) ๔.๖ ประโยคแนะน�ำ • นอกจากเธอจะสวยแลวยังเกง อกี ดวย (แนวตอบ “ยงั ” ในประโยคขา งตน เปน คําท่ี ประโยคแนะนำ� ผพู้ ดู มเี จตนำเสนอแนะขอ้ คดิ เหน็ ใหผ้ ฟู้ งั ปฏบิ ตั มิ กั มคี ำ� ว่ำ ลอง ดู ควร นะ ทาํ หนา ทเี่ ปน คาํ เชอ่ื มในประโยคทม่ี คี วามหมาย ซิ ปรำกฏในประโยค ไปในทางเดยี วกนั คอื กลา วถึงคณุ ลักษณะ ทีด่ ี “สวย” และ “เกง ”) ตัวอยา่ ง 2. ตัวแทนกลมุ ที่จบั สลากไดห มายเลข 5 ออกมา ลองชมิ ขนมจนี น้�ายาฝมี ือคณุ ยายของเราดนู ะ อธิบายความรใู นประเด็นทก่ี ลุม ของตนเอง เราควรเหน็ อกเห็นใจผูอ้ ื่นเพอื่ ใหอ้ ย่รู ่วมกนั ได้อยา่ งมคี วามสขุ ไดร บั มอบหมาย พรอ มระบแุ หลง ทม่ี าของขอ มลู ไปชวนพอ่ ซ ิ เสาร์ - อาทิตย์นนี้ า่ จะไมต่ ดิ ประชุม ขอ้ สงั เกตเกี่ยวกับประโยคแสดงเจตนาของผสู้ ง่ สาร1 ก ำรพิจำร๑ณ. ำคเจำ� ตทนป่ี ำรขำกอฏงผในู้สป่งรสะำโรย2โคด ยมอสี ำว่ ศนัยชรว่ ูปยใปหรผ้ ะรู้โบัยสคำ รเสชงั่นเก ตปไรดะว้ โำ่ย คผแสู้ ง่จส้งำใหรม้ทเี รจำตบน ำอปยรำ่ะงโยไรค เถรำยี มกใวหำ่ ้ ตอบ ประโยคสัง่ ให้ท�ำ ดังกลำ่ วมำแลว้ นักเรยี นทา� การบา้ น ประโยคแจง้ ใหท้ ราบ นักเรยี นทา� การบ้านหรอื ประโยคถามใหต้ อบ ท�าการบา้ นนะ ประโยคสง่ั ๒. บำงกรณรี ปู ประโยคอำจไมช่ ว่ ยใหท้ รำบเจตนำทแี่ ทจ้ รงิ ของผสู้ ง่ สำร จะตอ้ งอำศยั บรบิ ท หรอื ขอ้ ควำมแวดล้อมประกอบ เพรำะรปู ประโยคต่ำงกนั แตอ่ ำจมเี จตนำอยำ่ งเดยี วกนั เช่น ก. เรอ่ื งนี้ผิดกฎหมาย ฉันไม่ทา� หรอก ข. เรอ่ื งน้ผี ิดกฎหมาย ใครจะกล้าท�า จำกกรณีตัวอย่ำงน้ี ประโยค ข. มคี �ำวำ่ “ใคร” ซง่ึ เป็นคำ� แสดงเจตนำถำม คอื มรี ูปเปน็ ประโยคถำมให้ตอบ แต่เจตนำของประโยคน้ ี คอื ต้องกำรแจ้งใหท้ รำบวำ่ เรือ่ งน้ีไม่มีใครกล้ำท�ำ และฉันก็ไม่กลำ้ ท�ำเช่นกัน กลำ่ วคือ มคี วำมหมำยหลัก เชน่ เดียวกบั ประโยค ก. คอื ตอ้ งกำรแจง้ ให้ทรำบวำ่ “ฉนั ไมท่ �ำเร่อื งน้”ี 153 ขอสอบ O-NET นกั เรยี นควรรู ขอ สอบป ’52 ออกเก่ียวกับการถามตอบใหสอดคลองกับเจตนา 1 ประโยคแสดงเจตนาของผูสง สาร ความรเู ก่ียวกบั ประโยคทีแ่ สดงเจตนาของ ในการสอื่ สาร ผสู ง สาร มีความสาํ คัญหลายประการ ดงั น้ี นอ งพูดวา “เชานีข้ อกาแฟแกว เดยี ว ขนมปง แผน หน่งึ เหมอื น • ชว ยใหส ามารถวเิ คราะหป ระโยคท่ซี บั ซอ นใหเขา ใจไดง ายขึ้น ทุกวนั ก็พอแลว กินมากเดยี๋ วอวน ตอ งรบี ไปทํางานดว ย จะสายแลว” • ชว ยสรา งหรือสังเคราะหป ระโยคไดถ ูกตองตามระเบียบของภาษา • ชว ยใหผูส ง สารสามารถแสดงความคิดเห็นอยางเดียวกนั เปน ประโยคตางๆ คาํ พดู ของพีใ่ นขอใดไม สัมพันธกบั คํากลา วของนอ ง 1. กวา จะถึงมอ้ื กลางวนั กอ็ กี หลายชว่ั โมง ไมเ กิดความซาํ้ ซาก 2. พ่ีเตรียมนํา้ เตา หูใ สล ูกเดอื ยใหแลว ไมกแ่ี คลอรหี รอก 2 เจตนาของผสู งสาร ผูส งสารยอมมวี ตั ถปุ ระสงคห รอื เจตนาในการสง สาร ทแ่ี ตกตา งกันไป ผูรับสารหรอื ผูฟ ง รวมถงึ ผอู านตองคน ควาและตคี วามเนอ้ื หาท่ี มปี ระโยชนก วา กาแฟ ผสู งสารส่อื ถงึ เพ่อื ใหส ามารถรบั สารทแ่ี ฝงอยใู นถอ ยคําของผสู ง สารไดอยางชดั เจน 3. กนิ อาหารใหค รบ 5 หมู แลว ออกกาํ ลงั กาย ก็ทําใหสขุ ภาพดี และถกู ตอง ได 4. ตนื่ ใหเรว็ กวา เคยหนอ ย ก็จะมเี วลากินขา วเชาได วเิ คราะหคําตอบ กินอาหารใหค รบ 5 หมู แลว ออกกําลงั กาย ก็ทาํ ใหสขุ ภาพดไี ด เปน คาํ พูดทไี่ มส มั พนั ธกบั คาํ พดู ของนอ ง ดงั น้ันจึงตอบขอ 3. ค่มู ือครู 153

กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Expand Evaluate Explain อธบิ ายความรู้ Explain 1. นกั เรียนรว มกนั อธิบายความรูแบบโตตอบ ๕. กกาารรร้อรย้อเรียยงปเรระียโยงคทปี่ดีทรั้งะเนโื้อยควคามและถ้อยค�าในประโยคจะต้องสัมพันธ์เกยี่ วเนอื่ งกนั 1 รอบวงเกยี่ วกับการเรียงรอ ยประโยค โดยใช ความรู ความเขาใจท่ีไดรบั จากการฟง บรรยาย การท�าใหป้ ระโยคมีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวเนอื่ งกนั นน้ั อาจเกดิ จากวธิ กี ารตา่ งๆ ดังน้ี เปนขอ มลู เบอื้ งตน สําหรับตอบคําถาม • นกั เรียนอธบิ ายการเช่ือมประโยคในลักษณะ ๕.๑ การเชอ่ื มประโยค ตางๆ วา เนื้อความในการเชอื่ มประโยค มกี ลี่ กั ษณะ อะไรบา ง พรอมระบคุ ําสันธาน การเชอื่ มประโยคใหต้ อ่ เนอื่ งเปน็ ประโยคเดยี วกนั อาจใชค้ า� เชอื่ มทเ่ี รยี กวา่ คา� สนั ธาน หรอื แตล ะลักษณะ อาจใชก้ ลมุ่ คา� ทเี่ รยี กวา่ สนั ธานวลี และเมอ่ื เชอื่ มประโยคใหเ้ กยี่ วเนอ่ื งกนั แลว้ เนอื้ ความของประโยค (แนวตอบ เนื้อความในการเชื่อมประโยค อาจมหี ลายลกั ษณะ ดงั นี้ มี 6 ลกั ษณะ 1. เนอื้ ความคลอยตามกนั คาํ เชอ่ื ม เชน ทง้ั ... ๑) ประโยคท่เี ชื่อมความดว้ ยคา� สันธานหรือสันธานวลี แลว้ มเี นือ้ ความคล้อยตามกัน และ เพราะฉะนน้ั เปน ตน เช่น และ รวมทง้ั ท้ัง...และ เปน็ ตน้ 2. เนือ้ ความขดั แยง กนั คําเชื่อม เชน แต แต. ..ก็ ถึง...ก็ เปนตน ตวั อย่าง 3. เนื้อความใหเ ลือกอยา งใดอยา งหน่ึง คาํ เชอ่ื ม เชน หรือ มิฉะนั้น เปนตน หนงั สือเล่มนีอ้ า่ นสนุกดีและมสี าระประโยชน์ด้วย 4. เนอ้ื ความเปนเหตเุ ปนผลกัน คาํ เชอื่ ม เชน ขณะท่รี กั ษาศีลเขาตอ้ งทา� จติ ใจใหส้ งบรวมทัง้ บ�าเพญ็ ประโยชนใ์ ห้แกว่ ดั จงึ เพราะ เปน ตน ฉนั ไมช่ อบทัง้ บวั ลอยและเตา้ สว่ น 5. เนอ้ื ความแสดงความเกย่ี วเนอ่ื งกนั ทางเวลา คําเชอ่ื ม เชน แลว ตอจากนน้ั เปน ตน ๒) ประโยคทเ่ี ชอื่ มความดว้ ยคา� สนั ธานหรอื สนั ธานวล ี แลว้ มเี นอื้ ความขดั แยง้ กนั เชน่ 6. เนื้อความแสดงความเกีย่ วเนอ่ื งกันในดา นท่ี แต่ แต่ว่า แต่...ก็ ถงึ ...ก็ อยา่ งไรก็ตาม ถึงกระนน้ั กด็ ี เป็นต้น เปน เงอ่ื นไข คาํ เช่ือม เชน หากวา ถา หาก เปนตน) ตัวอยา่ ง 2. นักเรียนรวมกนั ยกตัวอยา งประโยคที่มกี าร ฉันไปโรงเรียนแต่พอ่ ไปทา� งาน เช่อื มประโยค โดยใหมลี ักษณะเนือ้ ความตางๆ ฉนั มาถงึ แล้วแตว่ ่าเขาไปเสยี ก่อน ลักษณะละ 1 ประโยค พ่อพาเจ้ามอมมาถงึ โรงพยาบาลแตม่ ันก็สิ้นลมไปเสียก่อน (แนวตอบ นกั เรียนสามารถยกตวั อยา งประโยค ไดหลากหลาย ครูพจิ ารณาการใชคาํ สันธาน ถึงเขาจะเป็นคนพดู จาขวานผา่ ซากแต่ก็มีน�า้ ใจกับเพอื่ นรว่ มงานเสมอ ในประโยคที่นักเรียนยกมาวา ใชไดถ กู ตอง ฉันไมช่ อบกลว้ ยบวชชแี ตถ่ ึงกระน้ันกด็ แี มย่ ังซ้อื มาให้กนิ ทกุ วนั สอดคลองกับลกั ษณะของเนอ้ื ความหรือไม) ลูกๆ เถียงกันเป็นประจา� แต่ถงึ อยา่ งไรกต็ ามเขากร็ ักกนั มากทีส่ ุด ๓) ประโยคทเ่ี ชอ่ื มความดว้ ยคา� สนั ธานหรอื สนั ธานวล ี แลว้ มเี นอื้ ความใหเ้ ลอื กอยา่ งใด อยา่ งหนงึ่ เชน่ หรอื มิฉะน้ัน หรือไมเ่ ชน่ นัน้ ก็ เป็นต้น ตวั อย่าง พ่อจะพาพวกเราไปเท่ียวทะเลหรอื ภูเขา ถา้ หนไู ม่ไปลา้ งจานมฉิ ะน้ันก็ตอ้ งไปช่วยพ่อล้างรถ เธอควรจะขับรถไปหรอื ไม่เช่นนัน้ กค็ วรขน้ึ รถรบั จา้ ง 154 นกั เรียนควรรู ขอสอบ O-NET ขอสอบป ’52 ออกเก่ยี วกบั คาํ บุพบทและคาํ สนั ธานในประโยค 1 ประโยคจะตอ งสมั พันธเ กีย่ วเน่อื งกัน เรียกอกี อยางวาประโยคสมั พนั ธ โดย ขอ ความตอไปน้มี คี าํ บุพบทและสนั ธานกคี่ าํ ประโยคดงั กลา วอาจเรยี งตอกับประโยคอ่นื มลี กั ษณะเปนประโยคตอ เนอ่ื ง ประโยค คนไทยสมัยโลกาภวิ ฒั นไดเปรยี บคนไทยรนุ กอ นในดา นที่มี ที่เรยี งตอกันอาจมคี วามสมั พนั ธตอเน่อื งกัน โดยมีรายละเอยี ด ดงั น้ี ความรกู วางขวางเพราะสามารถแสวงหาความรูไดจ ากแหลงตางๆ ทงั้ หนังสอื วิทยุ โทรทศั น และคอมพวิ เตอร 1. กลา วถึงสงิ่ หรือเรอ่ื งเดียวกนั ผูท่ีพดู สงิ่ หรือเร่อื งเดยี วกัน อาจใชคาํ เดยี วกนั ใน 1. บพุ บท 1 คํา สันธาน 3 คํา ประโยคทพี่ ดู ตอ เนอื่ งกนั อาจละคาํ ทซ่ี าํ้ หรอื ใชค าํ อน่ื แทน 2. บุพบท 2 คาํ สันธาน 3 คํา 3. บุพบท 1 คาํ สนั ธาน 4 คํา 2. กลา วถงึ สง่ิ หรอื เร่อื งที่สัมพนั ธก นั โดยมีคาํ ที่สมั พนั ธกันในประโยคท้งั สอง 4. บุพบท 2 คํา สนั ธาน 4 คาํ อาจเปน คําทหี่ มายถึงสงิ่ ทีอ่ ยูประเภทเดียวกนั คําทมี่ คี วามหมายคลายคลึง วเิ คราะหค าํ ตอบ ตวั เลอื กในขอ 2. มคี าํ บุพบท 2 คาํ กนั คาํ ท่มี คี วามหมายตรงกันขามหรือเปน คูก นั หรือคาํ หนงึ่ รวมความหมาย คําสันธาน 3 คาํ ดังน้ี บพุ บท 2 คาํ ไดแก คาํ วา ใน จาก ของอกี คําหนงึ่ ไว สนั ธาน 3 คาํ ไดแก คําวา เพราะ ท้ัง และ ดังนั้นจึงตอบขอ 2. 3. แสดงเหตุการณท ่สี ัมพันธก นั อาจสัมพนั ธก ันทางเวลา ทางเหตุผล ทางความหมายทํานองเดียวกนั หรือทางการขยายความ 154 คู่มอื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ ๔) ประโยคทเ่ี ชอ่ื มความดว้ ยคา� สนั ธานหรอื สนั ธานวล ี แลว้ เนอ้ื ความเปน็ เหตเุ ปน็ ผล นักเรยี นรว มกนั อธบิ ายความรแู บบโตต อบ กนั เชน่ เพราะ...จงึ เพราะฉะนนั้ ...จึง ดว้ ยเหตทุ ี่ เปน็ ต้น รอบวงเกีย่ วกับการเรียงรอยประโยค โดยใชค วามรู ความเขาใจทีไ่ ดร บั จากการฟง บรรยาย เปนขอ มลู ตัวอย่าง เบ้อื งตนสําหรับตอบคําถาม เพราะฝนตกอยา่ งไมล่ มื หลู มื ตารถจงึ ติดหนัก • การซ้าํ คาํ หรอื วลีมีวธิ กี ารอยางไร (แนวตอบ ในกรณที ่ีมีการใชค าํ ซํา้ กนั คาํ ที่ซ้ํา เขาต้งั ใจท�าแตค่ วามดีเพราะฉะนน้ั เขาจงึ ได้รับการนับถอื จากคนทว่ั ไป อาจมคี ําวิเศษณบอกความชีเ้ ฉพาะ ซ่ึงไดแก นัน่ น่ี โนน น้นั น้ี โนน มาขยายเพ่ือช้เี ฉพาะ ป ระคโนยปค่วทย่ีเเชปื่อน็ มโรคควเาคมรียดดว้ กยนั คมา� าสกนั ดธ้วายนเ1หหตรุทอื ่ีตส้อันงธเผาชนิญวกลบัี แสภลา้ววแะสบดีบงคคน้ั วใานมชเวี กติ ี่ยปวรขะอ้จ�างวกนั นั วาเปนส่ิงที่กลาวถงึ ไปแลว หรอื เปนการใช ๕) แทนคําหรอื วลที ี่ไดก ลาวไปแลวคร้ังหนงึ่ ) ทางเวลา เช่น แลว้ ต่อจากน้นั เป็นต้น • นักเรียนอธบิ ายเกีย่ วกบั การใชคําช้เี ฉพาะ ตัวอย่าง ซึง่ ไดแก นั่น นี่ โนน น้ัน นี้ โนน นนู นนู ใชเ หมอื นหรือตางกันอยางไร เขาอ่านหนงั สือเสร็จแลว้ จงึ เข้านอน (แนวตอบ คําชีเ้ ฉพาะใชเ หมือนหรือตางกัน แม่ไปส่งนอ้ งทโ่ี รงเรียนตอ่ จากนั้นจึงไปจา่ ยตลาด ดังน้ี - ถาสิ่งท่กี ลา วถงึ อยูไ กลใชค ําวา นี่ นี้ ๖) ประโยคที่เชอ่ื มความด้วยคา� สนั ธานหรือสันธานวล ี แลว้ แสดงความเกย่ี วขอ้ งกนั - ถา ส่ิงที่กลา วถึงอยูไกลออกไปใชคําวา นน่ั ในดา้ นทเี่ ปน็ เงอ่ื นไข เช่น หากวา่ ถา้ หาก ถ้าหากว่า เปน็ ตน้ นน้ั - ถาสง่ิ ทีก่ ลา วถึงอยูไกลจากตวั ผูส ่อื สารมาก ตัวอย่าง ใชคําวา โนน โนน หรอื อาจใช นนู นนู ) พ่อจะพาไปเท่ยี วหากวา่ พวกเราต้ังใจเรียน เธอจะสอบได้คะแนนดีถ้าหากขยนั เรียนมากกว่าน้ี เธอควรจะมไี มตรีตอ่ ผูอ้ น่ื ถา้ หากวา่ ต้องการให้ผอู้ น่ื มไี มตรีดว้ ย ๕.๒ การซ�้าคา� หรือวลี ถา้ ประโยค ๒ ประโยคมีการซา�้ คา� หรอื วลีทีก่ ล่าวถงึ บคุ คล สิง่ ของ เหตกุ ารณ์ การกระท�า หรอื สภาพเดียวกนั แสดงวา่ ประโยค ๒ ประโยค มีความเก่ยี วขอ้ งกัน เช่น ทา่ นเป็นคนดมี เี มตตาต่อลกู นอ้ งทกุ คน ลกู นอ้ งทุกคนรกั ทา่ นมาก ประโยคหน้าและประโยคหลังกล่าวถึงบุคคลเดียวกัน คือ ท่าน และ ลูกน้อง จึงมี คา� สรรพนามคือคา� ว่า ท่าน และนามวลี คือ ลูกนอ้ งทกุ คน ซา�้ กัน ฉนั ซือ้ รองเทา้ กับกระเป๋าใหม่ สว่ นรองเท้ากับกระเปา๋ เกา่ กย็ กให้น้องไปใช้ 155 ขอ สอบ O-NET นกั เรยี นควรรู ขอสอบป ’50 ออกเก่ยี วกับคาํ บพุ บทและคาํ สนั ธานในประโยค 1 คําสันธาน คือ คําท่ีเช่ือมประโยคกับประโยค โดยประโยคที่ใชสันธานเช่ือม ขอความตอ ไปนีม้ คี ําสันธานและคาํ บพุ บทกีค่ าํ จะสามารถแยกเปน ประโยคทส่ี มบรู ณไ ดม ากกวา 1 ประโยค ซง่ึ คาํ สนั ธานจะปรากฏ ทกุ วนั นโี้ ลกแคบลงจนสอ่ื สารกนั ไดท นั ใจและเรากา วทนั โลกไดต าม ในประโยคไดหลายตําแหนง เชน วิถีโลกาภวิ ฒั น วทิ ยาการตา งๆ นา จะสมั พันธกนั ไดม ากขน้ึ โลก 1. อยรู ะหวา งคาํ เชน พอและแมไ ปทะเล ของนกั วิชาการมไิ ดม เี พียงซีกโลกตะวันออกกับซกี โลกตะวนั ตก 2. อยหู นา ประโยค เชน ในขณะท่รี ถตดิ เกิดเสยี งระเบดิ ขน้ึ เทา นัน้ 3. อยรู ะหวา งประโยค เชน เพราะเขาขยัน เขาจงึ ร่ํารวย 1. สันธาน 2 คํา บุพบท 3 คํา 2. สนั ธาน 2 คํา บพุ บท 2 คํา 3. สนั ธาน 3 คาํ บพุ บท 3 คํา 4. สันธาน 3 คํา บุพบท 2 คาํ วิเคราะหค ําตอบ ตวั เลือกในขอ 1. มคี ําสนั ธาน 2 คํา คําบพุ บท 3 คาํ มีรายละเอยี ด ดงั นี้ สันธาน 2 คํา ไดแก คําวา จน สวน คาํ บพุ บท 3 คํา ไดแก คาํ วา ตาม ของ กับ ดงั น้นั จงึ ตอบขอ 1. คมู่ ือครู 155

กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุม กลับเขา กลุมเดิมของตนเอง แลวรวมกันอภปิ รายเก่ยี วกับประเด็นคาํ ถาม ประโยคหน้าและประโยคหลงั กลา่ วถงึ สิ่งของสงิ่ เดยี วกัน คอื รองเท้า กับ กระเป๋า จึงมี เรอ่ื งการละคําหรือวลีในประโยค จากน้ัน คา� วา่ รอขงอ้เทสา้ัง เกแตลใะน กกราะรเซป�้าา๋ ค ซา�1ห�า้ กรอืนั วลี สง ตวั แทนมานาํ เสนอหนาชัน้ เรยี น ๑. ในกรณีท่มี คี �าซ้า� กนั ค�าท่ซี า้� อาจมคี า� วเิ ศษณ์บอกความชี้เฉพาะ เชน่ นี้ นน้ั น่ี โนน่ 2. ครสู ุมเรยี กช่ือนกั เรียนในแตละกลมุ อธบิ าย มาขยายเพ่อื ช้ีเฉพาะวา่ เปน็ สงิ่ ทกี่ ลา่ วถงึ ไปแลว้ ความรู ความเขาใจท่ีไดร ับจากการอภปิ ราย รวมกับเพอ่ื น ผา นขอคําถามของครู ตวั อยา่ ง จงั หวดั สพุ รรณบุรเี ปน็ ถนิ่ กำ� เนิดของเพลงพืน้ บำ้ นหลำยประเภท จงั หวดั นี้ • นกั เรียนทราบไดอยางไรวาคําหรือวลใี ด เปน็ ถ่ินก�ำเนดิ ของนกั รอ้ งลกู ทงุ่ ดงั ๆ หลำยคน ทมี่ กี ารละ (แนวตอบ การรูความหมายของคาํ หรือวลี ประโยคหน้าและประโยคหลังกล่าวถึงสิ่งเดียวกัน คือ จังหวัดสุพรรณบุรี จึงมีค�าว่า ท่ลี ะไปสามารถรูไ ดจากบรบิ ทของคําน้นั ใจนงั ปหรวะดั โยซ๒ค�้า.ห กลนัหงั ามแกกัลคไะ�ามมวม่คีิเศีค�าษ า� นวณเิี้ 2ศ์บขษอยณกายคบ์ วอเาพกมอ่ืคชใว้ีเหาฉร้มพูว้ ชา่าี้เเะฉปใชพน็ ้ขาสะยถ3ขาายยนาคทย�าีเ่ อคดกี�ายี เวดกียบั วปกรันะใโนยปครหะนโย้าค หน้าแล้ว ค�าที่อยู่ ซงึ่ อาจเปนประโยคอนื่ ๆ ท่อี ยแู วดลอมหรอื สถานการณแ วดลอ ม แตค วามหมายท่ีไดจ าก คําอื่นที่อยูแวดลอ ม อาจเปนความหมายของ คาํ นั้นท้งั คาํ หรือเปน ความหมายบางสวน ตวั อยา่ ง บา้ นหลังนี้เดิมเป็นของคณุ แม่ ปัจจบุ นั บ้านเปน็ ของฉนั หรืออาจรูความหมายเพราะรูวาคําทัง้ หลาย ประโยคหน้าและประโยคหลังกล่าวถึงส่ิงเดียวกัน คือ บ้าน และมีค�าว่า น้ี ขยายค�าว่า ควรจะใชกบั คาํ วาอะไร คือ รูค วามสัมพนั ธ บ้าน ในประโยคหน้า ของคาํ ทล่ี ะไปและคาํ ท่ปี รากฏอยู) ๓. คา� ทน่ี า� มาขยายคา� ทซี่ า�้ กนั นนั้ นอกจากคา� วเิ ศษณบ์ อกความชเ้ี ฉพาะแลว้ อาจมคี า� ชนดิ • นกั เรยี นพิจารณาการละคาํ ในประโยคทีว่ า อ่นื อีก “เล็กพบคนท่เี คยชวยเหลือ” (แนวตอบ ประโยคดงั กลาวเปนการละหนว ย ตวั อยา่ ง เพลงพ้ืนบ้าน ของไทยมีหลำยชนิด เช่น เพลงอีแซว ล�ำตัด เพลงเรือ นาม คาํ วา “เล็ก” ซึง่ ทําใหก ารสอื่ สารกํากวม เพลงเก่ียวข้ำวที่ยังพอหำฟังกันได้ แต่ยังมีเพลงพื้นบ้ำนท่ีเด็กในปัจจุบันไม่เคยฟัง เพราะสือ่ ความได 2 ความหมายวา “เล็กพบ คนท่เี คยชวยเหลอื เล็ก” หรือ “เลก็ พบคนที่ เช่น เพลงบอก เพลงขอทำน เป็นต้น แม้แต่ผู้ใหญ่อย่ำงเรำๆ บำงคนก็ไม่เคยฟัง เล็กเคยชวยเหลอื ” หากนักเรียนละคําไมถ กู ส่วนใหญ่แล้วกจ็ ะคนุ้ เคยกบั เพลงพืน้ บ้ำนกลมุ่ แรกเสยี มำกกว่ำ ตอ ง คือ ละคําที่ไมควรละ จะทาํ ใหการ สื่อความหรอื สง สารไมสมบรู ณ ทําใหผูร บั สาร ใช้คา� วา่ กลุ่มแรก แทนเพลงอีแซว ล�าตดั เพลงเรือ เพลงเก่ียวข้าว ไมเ ขาใจความทส่ี อื่ หรอื เขา ใจผิดพลาดได) ๕.๓ การละค�าหรอื วลี • “ลนิ ดาเลน เปย โนไดเพราะเคยเรียนตั้งแต การละค�าหรือวลีจะกระท�าได้เมื่อประโยคหน้าและประโยคหลังมีส่วนที่กล่าวถึงบุคคล เหตุการณ ์ การกระท�า หรือสภาพเดยี วกัน จึงไมจ่ า� เป็นต้องกลา่ วซา้� อกี เดก็ ” มกี ารละคําในหนวยนามหรอื หนว ย กรยิ า ตวั อยา่ ง เพอ่ื นๆ สอบซอ่ มวิชำภำษำไทยผ่ำนแล้ว แต่ผมยงั ไมผ่ ำ่ น (แนวตอบ จากประโยคขางตนคําทีล่ ะไป คือ คําวา “เปย โน” ซงึ่ เปนการละคาํ ในหนว ยนาม 156 ท้ังน้ีประโยคที่ไมมีการละคํามีวา “ลนิ ดาเลน เปยโนไดเพราะเคยเรยี นเปย โนตัง้ แตเด็ก”) ขอสแอนบวเนนOก-าNรคEิดT นักเรยี นควรรู 1 การซ้ําคํา ในประโยคทตี่ อเน่ืองและสัมพนั ธกนั นอกจากจะมีคาํ นามหรอื ขอใดมวี ิธีการรอ ยเรียงประโยคโดยการแทนดวยคาํ หรือวลี คํากรยิ าซ้ํากัน บางกรณีอาจมีการซํา้ ท้ังคํานาม คํากรยิ า และคําขยาย เชน ทแ่ี ตกตา งจากขออ่นื “เราหมดสน้ิ ทุกอยา ง หมดเงิน หมดตัว หมดกาํ ลังใจ” เปน ตน 2 คาํ วเิ ศษณ ทาํ หนาท่เี ปน สวนขยายในประโยค ดงั นี้ 1. ทนี่ ูน เปนอยา งไรบา ง อากาศเริ่มหนาวหรอื ยงั 2. ขอแสดงความยนิ ดกี ับทกุ ๆ ทาน ณ โอกาสนี้ 1. ขยายนาม เชน “บานหลังนนั้ หลังคาสีแดง” เปน ตน 3. การเดินทางจากนน่ั มาถึงน่ตี อ งใชเ วลานาน เพราะมันไกลมาก 2. ขยายคาํ สรรพนาม เชน “ทา นท้ังหลายกรุณาฟง ทางนสี้ กั คร”ู เปนตน 4. เขาบอกวา งานท่ีออกมามนั ไมดี แตน นั่ มนั ไมไ ดข ้ึนอยกู บั ฉนั 3. ขยายคํากริยา เชน “เขาพดู เบามากจนตองเงย่ี หฟู ง” เปนตน 4. ขยายคําวเิ ศษณ เชน “รา นนน้ั ขายนํ้าหวานเยน็ เจย๊ี บ” เปนตน คนเดียว 3 คาํ วเิ ศษณบ อกความชเ้ี ฉพาะ คอื คาํ วเิ ศษณท บ่ี อกความชเี้ ฉพาะ ความแนน อน วเิ คราะหค ําตอบ จากตัวเลอื ก ขอ 1., 2. และ 3. ใชค าํ วา “นนู ” ไดแ ก คาํ วา น้ี นนั้ โนน ทเี ดยี ว แนน อน เฉพาะ แน เอง ทงั้ น้ี ทงั้ นนั้ อยา งน้ี เปน ตน “น”้ี และ “นน่ั ” กบั “น่”ี แทนคาํ นาม ขอ ทีแ่ ตกตางจากขออนื่ คอื ขอ 4. เพราะมีการใชค ําวา “นน่ั ” แทนขอ ความวา “งานท่อี อกมา มันไมด”ี ดังน้นั จงึ ตอบขอ 4. 156 คู่มือครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Evaluate Expand Expand ขยายความเขา้ ใจ จากความรู ความเขาใจท่ีไดรับจากการฟง บรรยาย ของเพ่ือนๆ ในแตล ะกลุม ใหนักเรยี น แต่ในปรปะโรยะคโยหคลหังนลำ้ะแขล้อะคปวรำะมโทยค่ีเปห็นลกงั กริยลำำ่ ววลถ1ี งึ กคำือร กสรอะทบำ�ซอ่อยมำ่ วงิชเดายีภวากษนั า ไคทอื ย ส อจบึงเซหอ่ ลมือวเชิพาียภงาปษราะไโทยคย ปฏิบัติดงั นี้ 1. แตละกลุมรว มกนั สืบคนขอมูลเกยี่ วกับลักษณะ ผมยัง (สอบซ่อมวิชาภาษาไทย) ไมผ่ ่าน สําคัญของภาษาไทย จากนั้นใหนาํ ขอ มลู มาบริหารจัดการในลักษณะปา ยนเิ ทศประจํา ตวั อ ยา่ ง นารไี มส่ บาย วันนี้คงไมม่ าโรงเรยี น (ละคา� ว่า นาร)ี ชั้นเรียน ลงบนแผน พลาสติกลกู ฟูก 2. รวบรวมคาํ ในภาษาไทย ภายใตเ งอ่ื นไข ดังน้ี เธอชอบร้องเพลง แตฉ่ ันไมช่ อบ (ละวลีวา่ รอ้ งเพลง) สมชาตเิ คยไปทศั นศกึ ษาทอี่ ยธุ ยา แตผ่ มไมเ่ คย (ละวลวี า่ ไปทศั นศกึ ษาทอ่ี ยธุ ยา) ๕.๔ การแทนด้วยค�าหรอื วลี คํา 1 พยางค คํา 2 พยางค กำรแทนดว้ ยคำ� หรอื วลจี ะใชใ้ นกรณที ่ีไมต่ อ้ งกำรซำ้� คำ� หรอื วล ี และกำรละคำ� หรอื วลกี จ็ ะใช้ คํา 3 พยางค วิธีกำรแทนด้วยค�ำหรือวลี คํา 4 พยางค ตวั อ ยา่ ง นกั เรยี นคนนั้นมารยาทเรียบรอ้ ย เขาเรียนอยู่โรงเรยี นอะไร ประเภทละ 25 คาํ วเิ คราะหว าคาํ ดงั กลา ว มโี ครงสรา งของคาํ เปนอยา งไร นําเสนอ ประโยคหนำ้ และประโยคหลงั กล่ำวถงึ บคุ คลเดยี วกนั คอื นกั เรยี นคนนน้ั แต่ในประโยคหลงั ในรูปแบบตารางการวเิ คราะห นาํ สง ใชค้ �ำสรรพนำม เขา แทน นกั เรยี นคนน้ัน เปนรายบุคคล 3. นักเรยี นยกตวั อยา งขอความทปี่ รากฏการใชค ํา ตวั อ ยา่ ง นารไี ม่มาโรงเรียน เธอคงไม่สบาย (ใช้คา� ว่า เธอ แทน นาร)ี ท่มี คี วามหมายแฝงในประโยค หรือสาํ นวน กระเป๋าใบนัน้ ไม่สวยหรอก นส่ี วยกวา่ (ใช้ค�าวา่ น ่ี แทน กระเปา๋ อีกใบหน่ึง) คําพงั เพย สภุ าษติ ทม่ี ีความหมายแฝง เธอเคยอ่านเรื่องสี่แผ่นดินไหม นวนิยายเร่ืองน้ีสนุกมาก (ใช้วลีว่า นวนิยาย พรอมระบคุ วามหมายใหถ ูกตอ ง ไมตํ่ากวา เร่ืองน ้ี แทน เร่อื งส่ีแผ่นดิน) 20 ขอความ การสือ่ สารของมนุษยอ์ าศัยประโยคเพ่อื แสดงความรู้ ความคดิ หรอื เร่ืองราวตา่ งๆ ซ่งึ 4. นักเรยี นรวบรวมขอความ หรือประโยคสือ่ สาร การสอื่ สารโดยอาศยั ประโยคยอ่ มเกดิ จากการนาำ คาำ มาเรยี งกนั เขา้ เปน็ ประโยคตามหลกั ไวยากรณ์ ทปี่ รากฏใชใ นชวี ติ ประจาํ วนั หรอื จากสอ่ื ตา งๆ ดังนั้น การมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับประโยคจะช่วยให้สามารถส่งและรับสารได้ตรงตาม เชน วทิ ยุ โทรทัศน รวมถงึ บทสนทนาของ จดุ ประสงค์และมปี ระสทิ ธภิ าพ ตวั ละครในงานเขยี นรอ ยแกว ประเภทบนั เทงิ คดี ใหไ ดจาํ นวน 20 ประโยค โดยใหม ีความ หลากหลาย พรอ มระบแุ หลง ทมี่ า จากนน้ั วเิ คราะห ดงั น้ี - ผสู ง สารมีเจตนาอยา งไร - การใชค ําเพอื่ เรยี งรอยประโยคมลี ักษณะ อยางไร เปน ตนวา มีการเช่ือมประโยคดว ย สันธาน ละคาํ หรือวลที ่ีมกี ารกลาวซํา้ ใน 157 ประโยค นาํ เสนอผลการวิเคราะหในลักษณะตาราง นาํ สงเปนรายบุคคล ขอ สอบ O-NET ขอสอบป ’50 ออกเก่ียวกบั โครงสรางของประโยค เกร็ดแนะครู ขอ ใดเปน ประโยคสมบรู ณ ในกจิ กรรมขยายความเขา ใจเร่อื งการละคําหรือวลี ครูขยายความรูข องนักเรียน 1. การแตง กายตามสมัยหรอื ตามแฟชัน่ ของวยั รุน โดยใหยกตัวอยางประโยคท่ีพบในชีวติ ประจําวัน พรอ มทงั้ วเิ คราะหวา ประโยคที่ 2. มีขา วโรคไขหวดั นกระบาดในหลายจังหวัดของไทย นกั เรียนยกมานนั้ มีการละคาํ หรือวลอี ยางไร และเพื่อใหเ กิดความเขา ใจในการเรยี น 3. บุคลิกภาพหรอื ชอ่ื เสียงของผูพ ดู และการยอมรบั จากผฟู ง การสอนเรอ่ื งนี้มากข้ึน ครใู หน ักเรยี นทกุ คนมีสวนรว มในการวิเคราะห 4. ความเชอ่ื สิ่งศักด์สิ ิทธ์ิ ปาฏหิ ารยิ  ตลอดจนเรอ่ื งไสยศาสตร วเิ คราะหค ําตอบ ประโยคทสี่ มบูรณ คือ ประโยคทีส่ ามารถใช สือ่ สารเพ่อื ใหผฟู งทราบวา ใคร ทําอะไร กับใคร ที่ไหน อยางไร เมือ่ ไร ทาํ ไม หรอื เกดิ อะไรข้ึน ซ่ึงประโยคที่ไมส มบูรณจะไมส ามารถ นักเรยี นควรรู สอ่ื ความในลกั ษณะขางตนได ดงั นั้นจึงตอบขอ 2. 1 กริยาวลี คอื กลมุ คาํ ซึ่งประกอบดวยหนว ยหลัก คือ คาํ กรยิ าและหนว ยขยาย ซงึ่ ประกอบดวยคาํ หรือประโยค เชน คํากริยา คําบอกจํานวน คาํ ช้ีเฉพาะ คําไมชเ้ี ฉพาะ คําปฏเิ สธ ประโยค เปน ตน ดังน้ัน กรยิ าวลีจงึ อาจประกอบดว ย คาํ กริยาและคาํ ทใี่ ชข ยายกริยาชนิดตางๆ คู่มือครู 157

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Expand Engage Evaluate Evaluate ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบผลงานการศกึ ษา วเิ คราะห คำาถามประจาำ หนว่ ยการเรียนรู้ ของนกั เรยี น ซึง่ เกิดจากการมีความรู ความ เขา ใจ เก่ยี วกบั ลกั ษณะเฉพาะของภาษาไทย ๑. นกั เรยี นคิดวำ่ ภำษำไทยมเี อกลกั ษณ์แตกต่ำงจำกภำษำอืน่ อยำ่ งไร โครงสรา งของคําในภาษาไทย และการใชคํา ๒. เสยี งในภำษำไทยแบง่ ออกเปน็ กี่ประเภท อะไรบ้ำง เรียงรอยประโยคตามเจตนาของผสู งสาร ดังนี้ ๓. เหตุใดนกั ภำษำศำสตรจ์ งึ กล่ำววำ่ เสียงสระในภำษำไทยมี ๒๑ เสียง - ปายนิเทศแสดงขอมลู เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะ ๔. เสียงวรรณยุกต์ในภำษำไทยมกี ี่เสยี ง จงอธบิ ำยพรอ้ มยกตัวอยำ่ งค�ำประกอบ ของภาษาไทย ๕. ค�ำและพยำงค์แตกต่ำงกันอยำ่ งไร - ตารางวเิ คราะหโ ครงสรา งของคาํ ในภาษาไทย - ขอ ความ หรือสํานวน สภุ าษิต คําพังเพย ท่ีปรากฏคําที่มีความหมายแฝง จํานวน ไมนอ ยกวา 20 ขอความ - ตารางวเิ คราะหโครงสรา งประโยค โดยแสดง ใหเหน็ เจตนา และลักษณะการเรยี งคําเขา ประโยค 2. นักเรียนตอบคําถามประจาํ หนว ยการเรยี นรู หลกั ฐานแสดงผลการเรยี นรู กจิ กรรมสรา้ งสรรคพ์ ัฒนาการเรียนรู้ 1. ปายนเิ ทศ ๑. ใหน้ กั เรยี นศึกษำลกั ษณะของภำษำไทย แลว้ เขยี นเป็นผงั ควำมคดิ 2. ตารางวเิ คราะหโครงสรางคํา ๒. ให้นักเรยี นแบง่ กลุ่มชว่ ยกันแต่งประโยค แลว้ วิเครำะหจ์ ำ� นวนคำ� และพยำงค ์ 3. ขอ ความทีป่ รากฏความหมายแฝง 4. ตารางวิเคราะหโ ครงสรางประโยค ที่พบในประโยค ๓. ใหน้ กั เรยี นแบง่ กลมุ่ ชว่ ยกนั คน้ คว้ำคำ� ในภำษำไทยทั้ง ๔ ภำค ว่ำมเี สยี งวรรณยุกต์ แตกตำ่ งกนั อยำ่ งไร จำกน้ันจัดท�ำเปน็ พจนำนกุ รมไทย ๔ ภำค ประจำ� หอ้ ง 158 แนวตอบ คําถามประจาํ หนว ยการเรยี นรู 1. ภาษาไทยมีเอกลกั ษณท่ีแตกตา งจากภาษาอื่นหลายประการ เชน มีหนว ยเสียงวรรณยุกตท เี่ ปน หนว ยเสียงสาํ คญั ในการกําหนดความหมายของคาํ มรี ะดบั ของภาษา ซ่งึ สงั เกตไดจากการกําหนดใชค าํ ราชาศพั ท การใชคาํ สุภาพสาํ หรบั บคุ คลตา งๆ 2. เสยี งในภาษาไทยแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแ ก - เสยี งสระ เปน เสยี งท่ีเกิดจากการปลอยลมจากหลอดลมออกทางชอ งปาก ซงึ่ มอี วัยวะในการออกเสียงแตกตางกนั - เสียงพยัญชนะ เปน เสียงท่ีเกิดจากหลอดลมผานออกมาจากเสน เสียง และถกู อวัยวะตางๆ ภายในชองปาก กลอ มเกลา กอ นที่จะปลอยลมออกมาเปน เสยี งพยัญชนะ - เสยี งวรรณยกุ ต คาํ ทกุ คาํ จะมีเสยี งวรรณยุกตอยา งใดอยางหน่งึ ซึ่งเสยี งวรรณยกุ ตตางกันจะทาํ ใหค วามหมายของคาํ ตา งกนั ไปดวย 3. เหตุที่นักภาษาศาสตรก ลาววา เสยี งสระในภาษาไทยมี 21 หนว ยเสียง เพราะวาสระประสมมี 3 หนวยเสียง สระเดยี่ วมี 18 หนวยเสยี ง 4. เสยี งวรรณยุกตใ นภาษาไทยมี 5 เสยี ง 4 รปู ไดแก เสียงสามญั เสยี งเอก เสยี งโท เสยี งตรี และเสยี งจตั วา สว นคาํ คอื พยางคทมี่ ีความหมาย ซง่ึ ในคํา 1 คาํ อาจมี พยางคเ ดยี วหรือหลายพยางคกไ็ ด 5. พยางค คือ เสยี งสระ เสียงพยัญชนะ และเสยี งวรรณยกุ ตท ีเ่ ปลง ออกมาพรอ มกันครงั้ หน่ึงๆ จะมคี วามหมายหรือไมมีกไ็ ด สว นคาํ เปนเสยี งที่เปลงออกมาแลว มีความหมาย โดยคาํ หนงึ่ ๆ อาจมีหลายพยางคก ็ได 158 คมู อื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Engage Expand Evaluate เปาหมายการเรียนรู ตอนท่ี ๑๔ 1. มคี วามรู ความเขาใจ กระทงั่ สามารถ อธบิ ายองคค วามรเู กีย่ วกับวัฒนธรรมได 2. มคี วามรู ความเขา ใจ กระทง่ั สามารถอธบิ าย เกยี่ วกับลกั ษณะของภาษาธรรมชาติ ของภาษา พลงั ของภาษา และความสมั พนั ธ ระหวา งภาษากบั วฒั นธรรม 3. สามารถวิเคราะหเ ก่ียวกบั อิทธิพลของภาษา ตา งประเทศ และภาษาถ่ินท่ีมตี อภาษาไทย สมรรถนะของผูเ รยี น 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด สงั คมไทย คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค มีความหลากหลายทางภาษาและ 1. ใฝเรียนรู วัฒนธรรม ภาษาไทยจึงมีความแตกตาง 2. รักความเปนไทย ตามถิ่นท่ีอยูของผูพูด ทําใหเกิดภาษาไทยถิ่น òหน่วยกำรเรยี นรูท้ ี่ แตกตางกันในแตละภูมิภาค ภาษาไทยถิ่นจึงเปน กระตนุ้ ความสนใจ Engage เอกลักษณของวัฒนธรรมทางภาษาของภาษาไทย ท่คี นไทยควรภาคภูมิใจ อนรุ กั ษ และหวงแหน วฒั นธรรมกบั ภาษา ครนู าํ เขา สหู นว ยการเรยี นรู วฒั นธรรมกบั ภาษา โดยใชภาพหนา หนว ยเปน ส่ือกลาง จากนนั้ ตวั ชวี้ ดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง ตั้งคาํ ถามวา • อธิบายธรรมชาตขิ องภาษา พลังของภาษา และ • ธรรมชาติของภาษา • วิเคราะหไ ดหรือไมว า ภาพมีความเกยี่ วของ ลกั ษณะของภาษา (ท ๔.๑ ม.๔-๖/๑) • อิทธิพลของภาษาตา่ งประเทศและภาษาถิ�น กับวฒั นธรรมไทย และภาษาอยา งไร (แนวตอบ การแสดงพนื้ บานของไทย จัดเปน • วิเคราะหอ์ ทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศและ สว นหนึ่งของวฒั นธรรมไทย ในแตล ะทอ งถน่ิ ภาษาถิน� (ท ๔.๑ ม.๔-๖/๕) มีความแตกตา งกนั ซ่ึงการแสดงพืน้ บา น มคี วามเกี่ยวขอ งกบั ภาษาในแงของการใช ภาษาเปนเคร่ืองมอื ถายทอด) เกรด็ แนะครู การเรียนการสอนในหนวยการเรยี นรู วฒั นธรรมกับภาษา เปาหมายสาํ คัญ คือ นักเรยี นสามารถอธบิ ายเกี่ยวกบั ลกั ษณะสาํ คัญของภาษาและวฒั นธรรมในดานตา งๆ วิเคราะหใหเหน็ ความสมั พนั ธร ะหวา งภาษากบั วฒั นธรรมซงึ่ ไมสามารถแยกออกจาก กันได การจะบรรลเุ ปาหมายดงั กลาว ครคู วรออกแบบการเรยี นการสอนโดยใหน กั เรยี น แบงกลมุ สืบคนความรูในประเด็นท่แี ตกตา งกัน นําความรูเหลา นั้นมาแลกเปลย่ี น ผา นการทดสอบความรู ความเขาใจตามเปา หมายการเรียนรูดวยขอ คําถามของครู แลว จงึ ทบทวน ขยายความเขา ใจใหแ กน กั เรยี นดว ยการมอบหมายภาระชน้ิ งานใหป ฏบิ ตั ิ การเรยี นการสอนในลักษณะนี้ จะชว ยฝก ทกั ษะทจ่ี าํ เปนใหแกนักเรยี น ไดแ ก ทักษะการทําใหก ระจางและทกั ษะการนําความรูไปใช คู่มือครู 159

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Expand Evaluate กระตนุ้ ความสนใจ Engage ครนู ําเขาสูห วั ขอการเรยี นการสอน โดยเกรน่ิ นาํ ๑. ความรูเ้ กี่ยวกับวฒั นธรรม1 เก่ียวกับบอ เกิดของวัฒนธรรม “วัฒนธรรมของ แตละสงั คมมีท่ีมาและบอเกดิ จากปจจัยตา งๆ วัฒนธรรม หมายถงึ ส่ิงท่มี นษุ ย์สรา้ งขนึ้ เพ่ือแสดงความเจรญิ งอกงามและเป็นแบบแผน เปน ตน วา สภาพแวดลอมทางภูมศิ าสตร ระบบ อนั ดงี ามในการดา� เนนิ ชวี ติ ทสี่ ะทอ้ นถงึ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องมนษุ ย ์ วฒั นธรรมเปน็ สงิ่ ทม่ี ลี กั ษณะ เกษตรกรรม คานยิ ม ศาสนา ประเพณี รวมไปถงึ เป็นพลวัต คือ เป็นสิ่งที่ไม่นิ่ง มีการเปล่ียนแปลงอยู่เสมอตามยุคสมัย นอกจากน้ี วัฒนธรรม อทิ ธพิ ลของวัฒนธรรมอนื่ ๆ ท่มี ีการแลกรบั ในแตล่ ะพ้ืนที่ก็ย่อมแตกต่างกนั ไป ซึง่ กันและกัน” จากนน้ั ต้งั คําถามกับนักเรียนวา วัฒนธรรมแบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก ่ วัฒนธรรมทางวัตถ ุ คอื วัฒนธรรมที่สามารถ จบั ตอ้ งได้ เชน่ ถนน คอมพวิ เตอร์ ส่วนวฒั นธรรมอกี ประเภท ได้แก ่ วัฒนธรรมท่ีไม่ใช่วัตถุ คือ • “วฒั นธรรมของแตล ะสงั คมมคี วามแตกตา งกนั ” วัฒนธรรมท่ีไม่สามารถจบั ตอ้ งได ้ เช่น ความเชอื่ ศาสนา ศลิ ปะ ภาษา ประเพณ ี เปนคาํ กลาวท่ีถูกตองหรือไม เพราะเหตุใด วฒั นธรรมทีจ่ บั ตอ้ งไมไ่ ด้ เชน่ ภาษานน้ั มคี วามสา� คัญต่อชีวิตมนษุ ย ์ เพราะท�าให้เกดิ การ (แนวตอบ เปน คาํ กลา วทถี่ กู ตอ ง เพราะวฒั นธรรม ติดต่อสอ่ื สารแลกเปล่ียน เปน็ เครือ่ งมอื ท่ีมนษุ ย์ใช้สรา้ งความเจริญให้เกดิ ขึน้ แมว้ า่ ในแตล่ ะภาษา ในแตละสังคมมีบอเกดิ ท่ีแตกตางกนั เชน จะแตกต่างกันกต็ าม ในท่นี ้ีจะขอกล่าวถึงวฒั นธรรมทางภาษา วฒั นธรรมไทยมพี นื้ ฐานจากการเกษตร ซง่ึ เปน รากฐานแหงภมู ปิ ญ ญาทกุ ดา นของชีวติ ๑.๑ วัฒนธรรมทางภาษา แตกตางจากวฒั นธรรมในซกี โลกตะวันตก) ภาษาเปน็ วฒั นธรรมทมี่ คี วามสา� คญั อยา่ งมากตอ่ ชวี ติ มนษุ ย ์ แมว้ า่ ภาษาจะเปน็ สงิ่ ทจี่ บั ตอ้ ง ไมมน่ไุษดย้ ์เแปต็น่ภสาัตษวาส์ มังคีบมท2 บจาา� ทเปสน็�าคตัญอ้ งตอ่อยกู่รา่วรมดก�าันเน มินกีชาีวริตปขฏอิสงัมมพนุษนั ยธ์ ์ตแั้งลแะตต่อิดดตีต่อจสนือ่ ถสึงาปรัจ มจุบนันุษ ยเ์จนงึ ่ือจง�าจเปา็นก สา� รวจคน้ หา Explore เฉลยี่ จํานวนนักเรียนในอตั ราสวนเทา ๆ กนั ต้องใชภ้ าษาเพ่อื เป็นสอื่ กลางในการสอื่ ความหมายใหเ้ กดิ ความเข้าใจตอ่ กัน ดังน้นั จะเห็นได้วา่ ใน หรือตามความเหมาะสม ใหไดจ าํ นวนกลุมทัง้ สิน้ ทกุ สังคมของมนุษยจ์ ะมีภาษาอยทู่ ่ัวไปแม้วา่ ในแตล่ ะภาษาจะแตกตา่ งกันกต็ าม 4 กลุม จากน้ันครทู ําสลากจํานวน 4 ใบ พรอ ม ภาษาไทยเป็นเคร่ืองมือในการสื่อสารของคนไทยท่ีมีความเป็นเอกลักษณ์ มีคุณค่า ระบุขอความ แตล ะกลมุ สง ตวั แทนออกมาจับสลาก ความงามที่สะท้อนให้เห็นวิถีไทยอย่างเด่นชัด สิ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แสดงถึงวัฒนธรรม สบื คนขอมูลเพอ่ื สรางองคความรูรว มกัน ดงั นี้ ทางภาษา มีลกั ษณะ ดังน้ี ๑) ภาษาไทยเปน็ สงิ่ ทแี่ สดงถงึ ความเป็นชาติ คนไทยมีภาษาและอักษรเป็นของตนเอง หมายเลข 1 องคความรูเกี่ยวกับวัฒนธรรม แมว้ ่าจะรบั อิทธิพลจากภาษาอื่นเขา้ มา แต่กเ็ ปน็ การรับเพยี งส่วนหนึง่ เพือ่ ใหเ้ กิดค�าที่หลากหลาย หมายเลข 2 องคค วามรเู กย่ี วกบั ภาษา มากข้ึนและเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย คนไทยจึงควรภูมิใจในภาษาของตนและรักษาภาษา หมายเลข 3 องคความรูเกย่ี วกับภาษาถิน่ โดยการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องตามหลักภาษาและช่วยกันอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่ต่อไปจากรุ่น หมายเลข 4 องคความรเู กย่ี วกับภาษา สู่ร่นุ ๒) ภาษาไทยมีระดับการใช้ภาษาในสังคม3 สังคมไทยมีลักษณะเป็นระบบอุปถัมภ ์ ตางประเทศ มีการให้ความเคารพนับถือผู้อาวุโสลดหล่ันกันไป นอกจากนี้ ยังเป็นสังคมที่ให้ความเทิดทูน โดยสามารถสืบคนขอ มลู ไดจากแหลง ขอ มลู ในสถาบันพระมหากษัตริย์และยึดมั่นในศาสนา ดังนั้น การใช้ภาษาไทยจึงมีระดับของภาษา ตางๆ ที่เขาถงึ ได และมคี วามนาเชอ่ื ถอื กอนลงมอื ท่ีใช้กับบุคคล ซึ่งการใช้ภาษาตามระดับของบุคคลเพื่อแสดงความเคารพนบนอบ และการ สบื คน ครคู วรชีแ้ นะวา องคความรูท ่ีนกั เรียนรวมกัน ให้เกียรตินี้ถือเป็นวัฒนธรรมทางภาษารูปแบบหน่ึง โดยจะเห็นได้ว่าภาษาไทยมีการแบ่ง สรา งขน้ึ นนั้ ควรมคี วามกวา งขวาง และลกึ ซง้ึ ในทกุ ดา น เพ่อื ใหม ีขอ มลู เพยี งพอสาํ หรบั การอธบิ ายความรู 160 หนา ชั้นเรียน นกั เรียนควรรู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT ขอ ใดกลา วถกู ตองเกีย่ วกบั คําวา “วัฒนธรรม” 1 วัฒนธรรม คําวา วฒั นธรรมมคี วามแตกตางไปจากคาํ วา “สังคม” เพราะสังคม 1. วฒั นธรรมเปน สวนหนงึ่ ของสงั คม หมายถงึ คนท่ีอยูรวมกันเปนกลมุ ในขณะท่วี ฒั นธรรม หมายถึง สิ่งท่ีคนในสงั คม 2. วัฒนธรรมของแตละสงั คมไมมีความแตกตา งกนั เดยี วกันใชยึดถือปฏบิ ัติรว มกัน 3. วฒั นธรรมไมใชส ิง่ ที่มนษุ ยส รา งข้นึ แตเ กดิ ขึ้นเองดวยเงื่อนไข 2 มนษุ ยเปน สตั วส งั คม อยรู วมกนั เปนกลมุ กอน ไมส ามารถดํารงชวี ติ อยไู ดโดย ของเวลา ลาํ พงั ดว ยตนเอง เพราะมนษุ ยม คี วามตอ งการ และความตองการนนั้ จําเปน ตอง 4. วัฒนธรรม คือ ทุกสง่ิ ทุกอยา งทมี่ นษุ ยส รา งขึน้ ใหคนในสังคม ไดร บั การตอบสนอง เมอ่ื มนษุ ยอ ยรู ว มกนั จงึ ตอ งมกี ารสรา งกฎเกณฑ ระเบยี บแบบแผน ยึดถือปฏิบัติ สําหรบั ยึดถอื ปฏิบตั ิรวมกันเพ่อื ความเปนปกติสุข และเพือ่ ใหสังคมดํารงอยู วิเคราะหค าํ ตอบ วัฒนธรรม หมายถึง ทุกส่งิ ทกุ อยา งทมี่ นุษย 3 ภาษาไทยมรี ะดบั การใชภ าษาในสังคม โดยสะทอนใหเห็นผา นการใช สรา งข้นึ เพื่อใหสมาชิกในแตล ะสังคมยึดถือปฏบิ ัติ และมกี าร คาํ ราชาศัพท คาํ ท่ใี ชกับพระภกิ ษสุ งฆ การแบง ภาษาออกเปน ระดบั ไดแ ก ภาษา ถา ยทอดจากรุน สูรนุ ระบบสงั คมเปนสว นหนึ่งของวัฒนธรรม โดย ระดบั ทางการ ก่ึงทางการ และไมเ ปน ทางการ แตละสงั คมมวี ัฒนธรรมทแี่ ตกตางกนั เปน เอกลกั ษณเฉพาะ เชน วฒั นธรรมไทย มีเอกลักษณเฉพาะ คอื ความออ นนอ มถอมตน 160 คู่มอื ครู เคารพผอู าวโุ ส ดังนัน้ จึงตอบขอ 4.

กระต้นุ ความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ ระดบั ของภาษาอยา่ งชดั เจน เชน่ มภี าษาท่ีใชส้ า� หรบั สถาบนั กษตั รยิ ์ หรอื ทเ่ี รยี กวา่ คา� ราชาศพั ท์ 1. นกั เรยี นนัง่ ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น มคี า� ศพั ทเ์ ฉพาะเมอื่ ใชก้ บั พระภกิ ษสุ งฆ ์ หรอื แมแ้ ตบ่ คุ คลทวั่ ไปกย็ งั มรี ะดบั ของภาษาทเ่ี ปน็ ทางการ จากนั้นครเู รยี กตวั แทนกลมุ ทจี่ ับสลากได และไม่เป็นทางการ เช่น ค�าว่า กิน หากใช้กับพระมหากษัตริย์ต้องใช้ค�าว่า เสวย หากใช้กับ หมายเลข 1 ออกมาอธบิ ายความรเู ก่ียวกับ พระภิกษุสงฆต์ ้องใชค้ �าวา่ ฉนั และหากใชก้ ับบุคคลท่วั ไปแตเ่ ปน็ การสื่อสารทเ่ี ป็นทางการใช้ค�าวา่ วฒั นธรรมในประเด็นตางๆ ทไี่ ดจากการ รับประทาน เป็นต้น ภาษาไทยก�าหนดการใช้ค�าตามระดับของบุคคลแสดงให้เห็นลักษณะของ สืบคนรวมกับเพอ่ื น พรอมระบแุ หลงท่ีมาของ การให้ความเคารพนบั ถอื ตามสถานะเปน็ ส�าคัญ ซงึ่ เป็นลักษณะเด่นของภาษาไทย ขอมูล ๓) ภาษาไทยมลี กั ษณนาม เปน็ คา� นามทบี่ ง่ บอกถงึ หนว่ ยท่ีใชเ้ รยี กคน สตั ว ์ สงิ่ ของในชวี ติ ประจ�าวัน เม่ือจะตอ้ งบอกให้ทราบถึงจ�านวน เชน่ ขลุ่ย ๑ เลา มีด ๒ เล่ม เล่ือย ๓ ปนื้ เป็นตน้ 2. นักเรียนรวมกันอธบิ ายความรแู บบโตตอบ นอกจากน ้ี ลกั ษณนามในภาษาไทยมลี กั ษณะเฉพาะท่ีไมเ่ หมอื นภาษาอนื่ คอื ลกั ษณนามยงั มรี ะดบั รอบวงเกีย่ วกับวัฒนธรรม โดยใชความรู ในการใชท้ แ่ี ตกตา่ งกนั ออกไป เชน่ ลกั ษณนามของ ชา้ ง โดยหากเปน็ ชา้ งทอ่ี าศยั อยตู่ ามธรรมชาติ ความเขาใจท่ไี ดรบั จากการฟงบรรยาย มีลักษณนามเป็น ตัว เช่น ในป่าแห่งน้ีมีช้างอาศัยอยู่ประมาณ ๑๐๐ ตัว แต่ถ้าเป็นช้างที่มีคน และพนื้ ฐานความรูเ ดิมของตนเอง เปนขอมูล น�ามาเลี้ยงจะใช้ลักษณนามว่า เชือก เช่น หมู่บ้านนี้มีช้างที่ชาวบ้านเล้ียงอยู่ ๑๕ เชือก และ เบอื้ งตนสาํ หรบั การตอบคาํ ถาม ถ้าหากเป็นช้างของพระมหากษัตริย์ จะใช้ลักษณนามว่า ช้าง เช่น ช้างส�าคัญในรัชกาลท่ี ๗ • นักเรยี นเขา ใจความหมายของคําวา มีจ�านวน ๑ ช้าง เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ลักษณนามในภาษาไทยมีการใช้ท่ีแตกต่างกันจึงต้องให ้ “วัฒนธรรม” วาอยางไร ความสา� คญั ในการใช้ใหถ้ กู ต้อง (แนวตอบ วฒั นธรรม หมายถงึ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา ง ๔) ภาษาไทยมีการรับภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้ สาเหตุท่ีท�าให้ภาษาต่างประเทศ ท่ีมนษุ ยส รางขน้ึ แลว สงตอ จากรุนสูรนุ เข้ามาปะปนในภาษาไทยก็เน่ืองมาจากอิทธิพลในด้านต่างๆ ได้แก่ อิทธิพลทางด้านภูมิศาสตร ์ แสดงถงึ ความเจรญิ งอกงาม และเปน ดา้ นประวตั ิศาสตร์ ด้านการพาณชิ ย์ ดา้ นศาสนา ดา้ นการศึกษา ดา้ นความเจรญิ ทางเทคโนโลย ี แบบแผนอนั ดีงามในการดาํ เนนิ ชวี ิต) ดภภา้าานษษธาาุรตญกา่ ี่ปจิงุ่นปส ่วระนภเตาทษัวศ าจเชปา� วน็นาวต น-น้ มม า ลภกาาเยษขู า้าภมเปาาษน็ใชาสแ้บ่วพนาลรห2ี ห่ นภลึง่ าาขยษอรางวสวมฒัันอสนยกธู่ใฤนรตรภม าจภษึงาายษไอ่ทามยฝถ รเ่าั่งชยเน่ ศท สภอ าดภษกาาันษอไางัดกมเ้ สฤอมษญอ ภ เาทปษ�า็นาใหตจ้ม้นีน1 ี • วัฒนธรรมมีลักษณะเฉพาะอยางไร การรับภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้ในภาษาไทยท�าให้ภาษาไทยมีค�าใช้มากพอท่ีจะส่ือสารกันได้ (แนวตอบ วัฒนธรรมเปนสิง่ ทีไ่ มน ิ่ง สามารถ แต่การรับภาษาต่างประเทศเข้ามานั้น คนไทยได้ปรับภาษาและเสียงพูดจนกลายเป็นค�าไทยและ เปล่ียนแปลงไดอ ยเู สมอตามยุคสมยั สา� เนยี งไทย บางคา� ไมม่ เี คา้ สา� เนยี งเดมิ ปรากฏ ซง่ึ เปน็ ลกั ษณะทชี่ าญฉลาดของบรรพบรุ ษุ ไทย เชน่ นอกจากนี้วฒั นธรรมในแตล ะกลมุ สงั คม ภาษาจนี ออกเสียง เตย้ี ะหลวิ ภาษาไทยออกเสยี ง ตะหลวิ ยังมีความแตกตางกัน ซึ่งมสี าเหตจุ ากหลาย ภาษาชวา-มลายอู อกเสียง เปอะเนยี ต ภาษาไทยออกเสยี ง เพนยี ด ปจ จยั เปน ตน วา สภาพภูมิประเทศ ภาษาเขมรออกเสียง กรอแวล ภาษาไทยออกเสยี ง ตระเวน ภมู ิอากาศ การประกอบอาชีพ ลักษณะ ภาษาฝรัง่ เศสออกเสยี ง คาเฟ ่ ภาษาไทยออกเสียง กาแฟ ทางชาติพนั ธุ) • สามารถแบง ประเภทของวฒั นธรรม 161 ในลักษณะใดไดบ า ง (แนวตอบ หากแบง โดยใชการมองเห็น วฒั นธรรมจะถูกแบง ออกเปน 2 ประเภท คือ วัฒนธรรมทางวัตถุ และวัฒนธรรมท่ี ไมใ ชว ตั ถุ แตถ า แบง โดยใชร ะดบั เปนเกณฑ วฒั นธรรมจะมี 2 ระดบั ไดแ ก วฒั นธรรม ประจําทองถิ่นหรอื ภูมิปญ ญา และวัฒนธรรม ประจาํ ชาติ) ขอสอบ O-NET นกั เรยี นควรรู ขอสอบป ’52 ออกเก่ียวกบั ลักษณะของภาษา 1 ภาษาจนี พระยาอนุมานราชธน อธิบายถงึ ลกั ษณะของภาษาจีนวา เปนภาษา ตามธรรมชาติของภาษา ขอใดไม ใชล ักษณะท่ัวไปของภาษา คาํ โดดเชน เดียวกับภาษาไทย แตม ีความแตกตา งทส่ี ําคญั 2 ประการ ดังนี้ 1. ครูประจาํ ชนั้ กวกั มอื เรยี กเด็กนักเรียนไปเขา แถวทีส่ นาม 2. คําวา “บัตรเติมเงิน” เปน คําประสมท่ีใชใ นภาษาไทยไมนาน 1. ตําแหนง การวางคาํ ลักษณนาม นัก 2. ตําแหนง การวางคําขยายนามและขยายกริยา เมื่อภาษาไทยรับคาํ ทยี่ มื 3. คณุ วิมลเลา วาลกู สาวอายุ 2 ขวบพูดเกงข้นึ ใชประโยคไดยาว กวา เม่ือกอน จากภาษาจีนเขามาใช โดยสว นใหญจะรับเขา มาในภาษาพดู ซึ่งการยืมใน 4. เด็กชายทองไมส ามารถออกเสียงคาํ ภาษาองั กฤษทม่ี ีเสียงตัว s ลักษณะเชนนี้จะทําใหเ กดิ การเปลย่ี นแปลงเสยี งไดง าย โดยเฉพาะอยา งยิ่ง ได เพราะเสยี งสะกดนไ้ี มม ใี นภาษาไทย เสียงวรรณยกุ ต ซงึ่ เกดิ จากการฟงและพูดที่ไมชัดเจน วเิ คราะหค าํ ตอบ ภาษาจะตอ งประกอบดว ยเสียงและความหมาย 2 ภาษาบาลี เปนภาษาทีพ่ ระพทุ ธเจา ทรงใชสําหรับการเทศนาประชาชน เรียกวา ภาษามาคธี หรือภาษามคธ ตอมาเมอื่ พระพทุ ธศาสนาเผยแผสลู ังกาโดย ภาษายอมมกี ารเปล่ียนแปลง มีการสรางคาํ ข้ึนเพ่อื ใชเรยี กส่งิ ตางๆ นกั ปราชญ ไดแ กไ ข ดดั แปลง รปู แบบของไวยากรณใ หก ระชบั จงึ เรยี กภาษาใหมน วี้ า ที่เกิดข้ึนใหม โดยปกติแลวการเรยี นรภู าษาของมนุษยจ ะมีพฒั นาการ ภาษาปาลี หรือภาษาบาลี หมายถงึ ภาษาท่ีรกั ษาไวซ่งึ พระพทุ ธวจนะ ขนึ้ เรอ่ื ยๆ และเปน ธรรมดาอกี เชน กนั ทผี่ พู ดู ภาษาหนงึ่ จะออกเสียง อีกภาษาหนง่ึ ไดไมช ัดเจน ดังนั้นจงึ ตอบขอ 1. คู่มอื ครู 161

กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ นกั เรียนยงั คงรวมกันอธิบายความรูแบบโตตอบ ๕) ภาษาไทยนิยมใช้ถ้อยค�าสัมผัส ท�าให้เกิดส�านวนต่างๆ และเป็นวัฒนธรรมทาง รอบวงเกยี่ วกบั วฒั นธรรม โดยใชค วามรู ความเขา ใจ ภาษา คนไทยเปน็ คนเจา้ บทเจา้ กลอนและมเี อกลกั ษณท์ างภาษา มกั ใชค้ า� ทมี่ เี สยี งสมั ผสั ซง่ึ ถอื วา่ ทไ่ี ดร บั จากการฟง บรรยาย และพืน้ ฐานความรู เป็นลกั ษณะทีท่ า� ใหภ้ าษาเกดิ ความไพเราะดา้ นเสยี ง ของตนเอง เปนขอ มูลเบอื้ งตน สําหรบั ตอบคาํ ถาม การใช้ถ้อยค�าคลอ้ งจองน ี้ นยิ มใชก้ นั มาต้ังแตส่ มยั สุโขทัย ดงั จะเห็นได้จากศิลาจารึกของ พ่อขุนรามค�าแหงมหาราช เช่น ในนา้� มีปลา ในนามขี า้ ว เพ่ือนจูงวัวไปค้า ข่มี า้ ไปขาย ในปัจจบุ นั • วฒั นธรรมทไี่ มใ ชว ตั ถมุ ลี กั ษณะเฉพาะอยา งไร ปรากฏถอ้ ยค�าสา� นวนทมี่ คี �าคลอ้ งจองใชใ้ นการพดู กนั มาก เชน่ ฟงั เทศนห์ าวนอน ดลู ะครตาสวา่ ง, (แนวตอบ วฒั นธรรมทไ่ี มใ ชว ตั ถุ คอื ไฟในอยา่ นา� ออก ไฟนอกอยา่ นา� เขา้ , จะบบี กต็ าย จะคลายกร็ อด, คนรกั เทา่ ผนื หนงั คนชงั เทา่ ผนื เสอ่ื วฒั นธรรมทีไ่ มสามารถจบั ตองได มนุษยสราง นอกจากนี้ ประเพณีการต้ังชื่อในสมัยก่อนจะตั้งชื่อบุคคล สถานท่ี ราชทินนามให้ ขึน้ มาดวยเหตผุ ลตางๆ เปนตน วา กฎหมาย คลอ้ งจองกัน เชน่ ชอ่ื ประตูพระบรมมหาราชวงั ตั้งชือ่ ให้สมั ผสั คลอ้ งจองกัน เช่น วเิ ศษไชยศร ี สรา งขึน้ มาเพ่อื ใหบ ุคคลในสงั คมไดยดึ ถอื มณนี พรัตน ์ สวัสดิโสภา เทวาพทิ ักษ์ ศักด์ชิ ยั สทิ ธ ิ วจิ ิตรบรรจง ชื่อสะพาน เช่น ผ่านพิภพลีลา ปฏบิ ตั ริ ว มกนั มใิ หเ กดิ การลว งละเมดิ สทิ ธิ ผา่ นฟา้ ลีลาศ เปน็ ตน้ ซง่ึ กนั และกนั โดยกาํ หนดบทลงโทษท่ชี ดั เจน รวมไปถึงความรู ความเชื่อ คานิยม ศาสนา ๖) ภาษาไทยมีค�าใช้เกี่ยวกับศัพท์วิชาการต่างๆ เพื่อการศึกษาและการถ่ายทอด ศลิ ปะ และภาษา) ความร ู้ การศกึ ษาในประเทศไทยมคี วามเจรญิ มากขน้ึ ชาวไทยมกี ารตดิ ตอ่ กบั ชาวตา่ งชาตมิ ากขนึ้ คเฉวพามาะเจอรยิญา่ งกเ้าขวา้ หมนาใา้ นทปารงะดเ้าทนศเไททคยโ นชโอื่ลแยลสี ะงู ศขพั้ึนท เ์จฉงึ พไดา้ระบัวชิเอา1าบเาคงรคื่อา� งจมงึ อื เขเคา้ รมือ่ างรใวชม ้ อคยวู่ใานมภรา้ทู ษาางไวทิชยาดกว้ายร • วฒั นธรรมประจําชาตหิ มายถึงอะไร และ ทา� ใหภ้ าษาไทยมถี อ้ ยค�าใชใ้ นการศกึ ษาและถ่ายทอดความรู้ ศิลปวทิ ยาการแขนงต่างๆ เชน่ ด้าน วฒั นธรรมประจําชาตไิ ทยมลี กั ษณะสาํ คญั การกีฬา การแพทย์ ดนตร ี ศลิ ปกรรม เป็นตน้ ที่เปนเอกลกั ษณอ ยางไร ด้านการกีฬา มคี �าศัพทท์ ี่ใช้สื่อสาร เช่น โคช้ ทมี เซต สแตนด ์ สตาร์ต วอร์ม จบเกม (แนวตอบ วฒั นธรรมประจาํ ชาติ หมายถงึ เปน็ ตน้ วัฒนธรรมที่รัฐบาลกาํ หนดและประกาศให ด้านการแพทย ์ มีคา� ศพั ทท์ ่ีใชส้ ือ่ สาร เช่น วสิ ัญญแี พทย ์ เอกซเรย ์ อายรุ กรรม กุมารเวช คนไทยในชาตปิ ระพฤติ ปฏิบัติรวมกนั ชนั สตู ร สตู ินรีเวช เปน็ ตน้ ทุกหมูเหลา ซึง่ วัฒนธรรมประจาํ ชาติไทย ด้านดนตรี มีค�าศพั ทท์ ี่ใช้สอื่ สาร เชน่ หน้าทับ เปน็ จงั หวะเพลง ทางของเพลง หมายถึง มลี ักษณะสําคัญที่เปนเอกลักษณ เชน การมี แบบหรอื วธิ ีท่นี ักดนตรีไทยไดก้ �าหนดไว้เพอื่ ใช้เลน่ ดนตรีไทย เช่น ทางใน ใช้เป็นทางน�าปพ่ี าทย ์ พระมหากษตั ริยทรงเปนพระประมขุ มี ทางหวาน เป็นการบรรเลงท่เี สยี งยืดคล้ายเลยี นเสยี งทา� นองรอ้ ง เปน็ ต้น ภาษาไทยเปน ภาษาประจําชาติ วิถีการ ด้านศิลปกรรม มีคา� ศัพทท์ ่ีใช้ส่อื สาร เช่น กระจงั ชอ่ ฟ้า บราล ี นาคปัก คันทวย บันแถลง ดาํ เนินชีวติ และบุคลิกภาพท่อี อนนอ มถอมตน เรือนแก้ว ลงรกั ปิดทอง ประดับกระจก ลายรดน้า� ลายดอกประจ�ายาม เป็นตน้ เคารพผอู าวโุ ส มศี าสนาพทุ ธเปนศาสนา ดา้ นวรรณคด ี มคี า� ศพั ทท์ ี่ใชส้ อ่ื สาร เชน่ โศกนาฏกรรม ภาพพจน ์ อปุ ลกั ษณ ์ บคุ ลาธษิ ฐาน ประจําชาติ เปนตน) อตพิ จน ์ อุปมานิทัศน์ เปน็ ตน้ • วฒั นธรรมสาํ คญั ตอ สงั คมอยา งไร 162 (แนวตอบ วฒั นธรรมมพี ัฒนาการจากอดีต สูปจ จบุ นั ดาํ รงอยูควบคกู บั การดําเนินชีวติ ของคนในแตล ะสังคม โดยไมส ามารถแยก ออกจากกันได เปนประโยชนตอการดาํ รงชีวติ ประจาํ วัน หลอหลอมสมาชกิ ภายในสงั คม เสรมิ สรางความเปน เอกลักษณใ หแกสังคม) เกร็ดแนะครู ขอสอบ O-NET ขอสอบป ’51 ออกเก่ียวกับอทิ ธิพลของภาษาตา งประเทศ นกั เรยี นสืบคน ขอ มลู เกี่ยวกับคาํ ศพั ทเ ฉพาะทางวิชาการแขนงตางๆ ทป่ี รากฏใช ในภาษาไทย ในปจ จุบนั โดยรวบรวมใหเห็นวามีแขนงวิชาใดบา ง พรอ มยกตวั อยา งคาํ ศัพท ขอความตอ ไปนี้สวนใดไม มีคําท่มี าจากภาษาอังกฤษ โดยแตง รปู ประโยคประกอบคาํ อธบิ าย นาํ เสนอขอ มลู ในรปู แบบใบงานเฉพาะบคุ คล 1) เรตต้ิงของรายการโทรทัศนส มั พนั ธกบั เวลาในการออกอากาศ หรอื ใหนักเรยี นสืบคน ขอมูลเกย่ี วกับวิธีการบญั ญัติศัพทในภาษาไทย โดยขอ มูลที่ /2) รายการทอ่ี อกอากาศในชวงไพรมไทม หรอื ชวงเวลาท่ีมีผชู ม สืบคนจะตอ งมคี วามกระจางในแตละประเด็น ไดแ ก นิยามของการบัญญตั ศิ พั ท โทรทัศนมาก /3) จะมีโอกาสไดรบั ความนยิ มมากกวา รายการทอ่ี อก วิธกี ารบญั ญตั ศิ ัพทใ นปจ จุบัน หนว ยงานราชการท่เี กย่ี วขอ ง พรอ มยกตัวอยาง อากาศในชว งเวลาทค่ี นชมรายการนอ ย /4) ชวงเวลาทีม่ ีผชู มทวี มี าก ศัพทบ ญั ญตั ิประกอบคาํ อธบิ าย นําขอ มลู มาอภิปรายรวมกันภายในชั้นเรียน ก็คือชว งหวั คาํ่ โดยเฉพาะอยางยงิ่ หลงั รายการขา ว/ 1. สวนท่ี 1 2. สวนท่ี 2 3. สวนท่ี 3 4. สว นท่ี 4 นักเรียนควรรู วิเคราะหค าํ ตอบ เมอื่ สังเกตขอ ความในแตละชวงจาก เครือ่ งหมาย / จะเหน็ วา สว นท่ี 3 นน้ั ไมปรากฏคาํ ทีย่ ืมมาจาก 1 ศพั ทเฉพาะวชิ า ปจ จุบันเทคโนโลยี การสอื่ สาร สารสนเทศและอเิ ลก็ ทรอนิกส ภาษาอังกฤษ ดงั นนั้ จงึ ตอบขอ 3. มีความเจริญกาวหนาไปอยา งรวดเร็ว จงึ ทําใหมีคําศพั ทต างๆ ท่ใี ชเฉพาะในแตละ สาขาวชิ าเปน จาํ นวนมาก 162 คมู่ ือครู

กระต้นุ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรยี นยงั คงนงั่ ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น จากน้ันครเู รียกตวั แทนกลมุ ที่จบั สลากได ดานวชิ าการตา งๆ ไมวาจะเปน วิชาการศึกษา การแพทย การเกษตร การคา จะมีวงศพั ท หมายเลข 2 ออกมาอธบิ ายความรูในประเด็น ท่ีใชในแตละแขนง และจะทราบกันเฉพาะผทู ส่ี นใจหรือผทู ี่เชีย่ วชาญในสาขาน้ัน ท่กี ลุม ของตนเองไดรับมอบหมาย พรอมระบุ ๗) ภาษาไทยมภี าษากลางทเี่ ปน ภาษามาตรฐานเพอ่ื ใชใ นการสอ่ื สาร ภาษามาตรฐาน เปน ภาษาทค่ี นทงั้ ชาตเิ ขา ใจเปน อยา งดี โดยปกตถิ อื วา ภาษาไทยท่ีใชก นั ในเมอื งหลวงเปน ภาษาไทย แหลงท่มี าของขอ มูล 2. นกั เรยี นรว มกันอธบิ ายความรูแ บบโตต อบ มาตรฐาน ทั้งนี้เพราะเปนศูนยกลางของการติดตอของคนทั่วไป เปนภาษาท่ีใชในราชการ เชน รอบวงเกย่ี วกบั ภาษา โดยใชค วามรู ความเขา ใจ แถลงการณข องรฐั บาล ประกาศของทางราชการ ใชใ นการตดิ ตอ ราชการ ภาษาท่ีใชต อ งเปน ภาษา ทง่ี า ย คนทกุ ทอ งถน่ิ สามารถเขา ใจได ไมใชภ าษาถนิ่ ไมใชค าํ หยาบ ไมใชภ าษาเกา ทเี่ ลกิ ใชไ ปแลว ที่ไดรบั จากการฟงบรรยาย เปนขอ มลู เบอ้ื งตน สาํ หรบั ตอบคาํ ถาม คําตลกคะนอง คําสแลง นอกจากน้ี ภาษาไทยมาตรฐานยังเปนภาษาที่ใชส อนในโรงเรียนอกี ดว ย • ภาษาของมนษุ ยม ลี กั ษณะสาํ คญั อยา งไร ๘) ภาษาไทยมภี าษาถน่ิ ใชใ นการสอ่ื สารแตละทองถน่ิ เชน โกหก ภาคใตใชว า ขฮ้ี ก ภาคเหนือใชวา ข้ีจุ ภาคอีสานใชวา ขี้ต๊ัว ภาษาถิ่นบางทองท่ีเปนภาษาที่มีเสียงเพ้ียนไป (แนวตอบ ภาษาประกอบดว ยเสียง และ ความหมาย มนษุ ยใ ชภ าษาพูดกอน เทา นนั้ เรยี กวา ภาษาชนบท ดงั นั้น ภาษาถนิ่ ในประเทศไทยจึงผิดเพีย้ นกนั ไมม ากนกั ถิน่ ท่อี ยู ภาษาเขยี น ตอ มาจึงไดมีการคิดประดิษฐ ใกลเคียงกันภาษาถิ่นยอมคลายกัน ถาหางไกลกันก็อาจแตกตางกันมากขึ้น แตสามารถส่ือสาร กันไดรูเร่ือง สวนมากจะแตกตางกันในระบบเสียงพยัญชนะและระบบเสียงสระ เชน ภาษาไทย ระบบสัญลกั ษณใ ชบันทกึ ภาษา รวมถึง ใชเปน เคร่อื งมือในการถายทอด สืบทอด ภาคกลางจะใชเ สยี ง /ช/ เชน ชา ง ชอื่ เชือก แตภาษาถ่ินเหนอื จะใชเ สียง /จ/ เปน จาง จอื้ เจื้อก วัฒนธรรมสวนอื่นๆ ทม่ี นุษยส รางขนึ้ สวนภาษาถนิ่ อสี านจะใชเ สียง /ซ/ เปน ซา ง ซอ่ื เซอื ก เปนตน ความแตกตางเหลา น้กี ็ยังสามารถ สื่อสารกันเขาใจ ใหคงอยมู ิใหสญู หาย) • สิ่งของทุกอยางตางมคี วามเปน ธรรมชาติ ซึ่งความเปน ธรรมชาติ หมายถงึ ลักษณะท่ี เปน จรงิ ภาษากเ็ ชน เดยี วกนั นกั เรยี นสามารถ วิเคราะหใหเหน็ ธรรมชาติของภาษาได หรือไม อยางไร (แนวตอบ สามารถวิเคราะหได ดังนี้ • ภาษาเปน กลมุ ของเสยี ง เสียงเปนส่ือท่ี สําคญั ท่สี ดุ ท่ีทําใหม นุษยส ามารถส่ือสาร เขา ใจซึ่งกันและกนั • ภาษามีระบบ กฎเกณฑแนนอนทางดา น ไวยากรณ • ภาษาแตล ะภาษามีความสมบรู ณในตนเอง และมีลกั ษณะเปนสากล ในทกุ สังคมจะมีภาษาท่ีใชใ นการติดตอ สอื่ สารกนั เพ่ือถา ยทอดความคดิ ของบุคคล • ภาษาเปน ลักษณะทางสงั คม เปนเครอ่ื งมอื ▼ ชวยใหสงั คมดาํ เนินตอ ไป ๑๖๓ • ภาษามีประโยคไมร จู บ สามารถสรา ง ประโยคใหมจ ากจํานวนคาํ ทมี่ ีจาํ กดั • ภาษาทุกภาษายอ มมีการเปลย่ี นแปลง) ขอสอบ O-NET ขอสอบป ’50 ออกเกี่ยวกับการเปลยี่ นแปลงของภาษาเนื่องจาก บรู ณาการอาเซียน ปจ จัยทางสงั คม วัฒนธรรม คอื ทกุ ส่ิงทกุ อยางที่มนษุ ยส รา งข้ึน ซึ่งลวนแลว แตจ ําเปน หรอื เอือ้ ตอ ขอใดเปนการใชภ าษาทแ่ี สดงใหเ หน็ การเปล่ยี นแปลงของสังคม การดาํ รงชีวิตของมนษุ ย เปนสงิ่ ที่สมาชิกภายในสงั คมในแตละสงั คมยึดถอื ปฏิบัติ 1. อาหารจานใหญ 2. อาหารจานดวน มีการสงผานจากรนุ สูร น โดยวัฒนธรรมของแตล ะสังคมมคี วามแตกตา งกันออกไป 3. อาหารพิเศษ 4. อาหารจานเด็ด ทง้ั น้ขี น้ึ อยูกบั ปจจัยหลายๆ ดาน เปนตนวา สภาพทางภูมศิ าสตร การประกอบ วเิ คราะหคําตอบ ภาษาทกุ ภาษายอ มมกี ารเปลี่ยนแปลงดว ยเหตุ อาชพี ของสมาชิกสว นใหญในสังคม ความหลากหลายทางชาติพนั ธุ ซึง่ ปจจยั เหลานี้ ปจจัยหลายประการ เชน ความเจริญกา วหนา ของสงั คม เทคโนโลยี จะสงผลใหว ฒั นธรรมของแตล ะสังคมมคี วามแตกตางกัน หรอื ทเ่ี รียกวา มเี อกลกั ษณ หรือการรบั วฒั นธรรมตา งประเทศ จากตวั เลอื กคําทีแ่ สดงใหเ หน็ การ เพอ่ื ความรู ความเขาใจ และความพรอมสาํ หรบั การเปน สว นหนึ่งของสมาชิกสังคม เปลี่ยนแปลงของภาษา อนั เนอื่ งมาจากปจจัยทางดา นสังคมคอื คาํ วา “อาเซียน” ครคู วรมอบหมายภาระชน้ิ งานยอยใหน กั เรยี นรวมกันสืบคนขอมูลเกีย่ วกบั “อาหารจานดวน” เปน คําที่เกิดขนึ้ จากความเรงรีบของคนในสังคม วัฒนธรรมของแตล ะประเทศสมาชกิ อาเซียน วเิ คราะหค วามแตกตางเหลา นัน้ เพือ่ หา ไมวา จะทาํ สิง่ ใดตอ งรีบเรง นอกจากนี้ยงั มคี วามหมายพองกบั คําวา รากรวมทางวัฒนธรรม แลวนําขอ มลู มาจัดปายนิเทศ ภายใตหัวขอ “อตั ลักษณ “fast food” ในภาษาอังกฤษ ดังนัน้ จึงตอบขอ 2. วัฒนธรรมอาเซียน” คูม่ อื ครู 163

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ ครยู ังคงใชการตงั้ คําถามเพือ่ ใหนักเรียนรวมกัน ภาษาถน่ิ แสดงใหเ้ หน็ ประวตั ศิ าสตรข์ องการใชถ้ อ้ ยคา� ซงึ่ แตเ่ ดมิ คนไทยเรยี กผลไมโ้ ดยใช้ อธิบายความรทู ไี่ ดร บั จากการฟงบรรยาย คา� ขน้ึ ตน้ วา่ หมาก ดงั ความในศลิ าจารกึ พอ่ ขนุ รามคา� แหงมหาราช หลกั ท ี่ ๑ ดา้ นท ี่ ๑ วา่ กไู ดห้ มากสม้ หมากหวาน อนั ใดกนิ อรอ่ ยกนิ ดี กเู อามาแกพ่ อ่ ก ู แตป่ จั จบุ นั ใชใ้ นบางภมู ภิ าคเทา่ นนั้ เชน่ ภาษาทาง • อธบิ ายถงึ ลกั ษณะและสาเหตกุ ารเปลยี่ นแปลง ภขอาคงชอาีสวานนนคอจรกะรเจราายีชกกสนผีม้ีใลนาไ แมซตข้อล่ ้นึแะตลถน้ะน่ิ ควยา่่างั ว มห เีเมพปาล็นกงเ พพเชลน้ื ่นงบพ า้ มน้ืนะบทล้าแี่ ะนตก2ขกออต เงา่ รภงียกากคนั วเ า่หเช นหน่ อื ม เาพเกพลหลงงุ่งโ คโนรราาช 1 เเปป็นน็ เเพพลลงงพพนื้น้ื บบา้า้ นน ของภาษาไดวาอยา งไร ของภาคใต ้ แตล่ ะถ่นิ ใชภ้ าษาถ่ินในการขับร้องเพลงเหล่านี้ (แนวตอบ ภาษาทกุ ภาษามีการเปลย่ี นแปลง ภาษาถน่ิ แตล่ ะทอ้ งถน่ิ ตา่ งมคี ณุ คา่ ทา� ใหเ้ ขา้ ใจวฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ ดขี นึ้ คา� ภาษาถน่ิ บางคา� ไมว า จะเปนการเปลยี่ นแปลงทางดานเสยี ง จะแตกตา่ งกันไป เช่น ไวยากรณ หรอื ความหมายของคาํ เนอ่ื งมาจาก ภาษาถ่นิ เหนือ ค�าวา่ ตุ๊ หมายถงึ พระ สาเหตหุ ลายประการ เปน ตนวา หอค�า หมายถึง เรอื นของผคู้ รองแควน้ ฝา่ ยเหนอื การออกเสียงพูดในชวี ิตประจาํ วนั เชน โกน๋ หมายถึง โพรงไม้, รูท่ีอยตู่ ามล�าต้นไม้ การกรอ นเสยี ง อทิ ธพิ ลของสงิ่ แวดลอม กวย หมายถึง ตะกรา้ อทิ ธพิ ลของภาษาอืน่ การเลียนภาษาของเด็ก) จก๊ั กิ้ม หมายถึง จงิ้ จก ภาษาถน่ิ อีสาน คา� ว่า แซ่บ หมายถึง อร่อย • ลกั ษณะทเี่ ปน สากลของภาษาหมายถงึ อยา งไร งมึ หมายถึง ซึม (แนวตอบ ความเปนสากลของภาษา หมายถึง ญา่ ง หมายถงึ เดนิ ภาษาทุกภาษาประกอบขนึ้ จากหนวยเสียง หมากหงุ่ , บกั หงุ่ หมายถึง มะละกอ หนว ยเสยี งแตล ะหนว ยเสยี งประกอบกนั เปน คาํ ขี่เกีย้ ม หมายถงึ จิง้ จก คาํ ประกอบกนั เปน กลมุ คาํ กลมุ คาํ ประกอบกนั ภาษาถิ่นภาคใต้ ค�าว่า ทา� ไม่แล้ว หมายถงึ ทา� ยงั ไม่เสรจ็ เปน ประโยค) ปึดปัด หมายถงึ กระฟัดกระเฟยี ด แมเ่ หอ หมายถงึ แม่จา๋ • ความรูทไ่ี ดร บั จากการฟง บรรยาย ทําให แมต่ น หมายถึง ยาย ย่า (แมเ่ ตน้ิ กเ็ รียก) สามารถระบคุ วามสัมพันธระหวางภาษากบั เยาะแยะ หมายถงึ ชกั ช้า วัฒนธรรมไดอ ยางไร เยียกหรือเยยี้ ก หมายถึง เรยี ก เป็นตน้ (แนวตอบ ภาษาเปน สวนหน่ึงของวัฒนธรรม เพราะถกู มนุษยส รา งขึ้น เพอ่ื เปนระบบ ๑.๒ วฒั นธรรมการใช้ภาษาไทย สญั ลกั ษณทย่ี อมรับและใชส อื่ สารกนั เมื่อ มนษุ ยสรา งสรรคว ัฒนธรรมในดานอ่นื ๆ เม่ือภาษามีหน้าที่ในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาวัฒนธรรม ข้นึ มาดว ยเหตุผลท่จี าํ เปน ตอการดํารงชวี ติ ให้เจริญงอกงาม การใช้ภาษาให้ถูกต้องตามวัฒนธรรมจึงเป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นระเบียบ ภาษาจึงถูกใชเปนเคร่อื งมอื บนั ทึกเผยแพร ให เรียบรอ้ ยและศลี ธรรมอนั ดขี องสงั คม รวมถึงเปน็ การสืบทอดวฒั นธรรมทางภาษาอีกดว้ ย ดํารงอยูม ิใหส ญู หาย ภาษากบั วัฒนธรรมจึงมี ความสัมพันธในแบบทไ่ี มสามารถแยก 164 ออกจากกนั ได มนษุ ยส รา งภาษาขน้ึ มา ทา ยทส่ี ดุ เมือ่ ภาษาดํารงอยูได ภาษาจะทาํ หนา ที่ จรรโลงไวซ ่งึ วัฒนธรรม คําวา “จรรโลง” ในทนี่ ี้ หมายถึง คํา้ ชูไว หรอื อาจกลาววา ภาษาทําใหว ฒั นธรรมยงั ดาํ รงอยูได ไมเ สอ่ื มสญู ไปกบั กาลเวลา) นักเรยี นควรรู บูรณาการเช่ือมสาระ เพลงพนื้ บา นเปนการแสดงพื้นบานทผ่ี นวกวัฒนธรรมดา นอนื่ ๆ 1 เพลงโคราช เปน การละเลนของชาวจังหวดั นครราชสมี าประเภทหน่งึ ไดร บั เขา ไวดวยกนั เชน ดนตรี ภาษา การแตง กาย เกดิ เปนเอกลกั ษณ ความนยิ มจากคนในทองถ่ินมาเปนเวลานาน เพลงโคราชเปนเพลงที่รองโตตอบกัน ของวฒั นธรรมไทย เพอ่ื เปนการขยายความรู ความเขา ใจเก่ยี วกับ ระหวา งชายหญงิ ใชคําภาษาถิน่ โคราชปะปนกบั ภาษาไทยกลาง โดยใชสําเนียงของ ภาษาถ่นิ ทม่ี กั ปรากฏในเพลงพนื้ บานของแตละสงั คม ครูบูรณาการ ชาวพนื้ เมืองโคราชด้งั เดมิ เน้อื รอ งจะใชถ อ ยคาํ เรยี บงา ยมารอ ยเรยี ง มกี ฎเกณฑ ความรูเชือ่ มกับกลุม สาระการเรียนรูศ ิลปะ รายวชิ านาฏศิลป สมั ผัสอยูในคาํ รอง จงึ ทําใหเกดิ ความไพเราะทเ่ี ปนธรรมชาติ โดยแบงนกั เรียนออกเปน กลุมๆ ใหแตล ะกลุม มีจํานวนสมาชิก 2 เพลงพน้ื บาน ตรงกับคาํ ในภาษาองั กฤษวา “folk-song” คาํ วา พ้ืนบา น ไมเกนิ 8 คน หรอื เฉลย่ี ตามความเหมาะสม รวมกนั ศึกษาเกีย่ วกับ พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554 ใหความหมายวา “เฉพาะถนิ่ เพลงพื้นบานประเภทใดประเภทหนึง่ สงตวั แทนออกมาเขียนช่อื เฉพาะทอ งท”ี่ เพลงพน้ื บานท่ีเลือกศึกษาหนาชนั้ เรยี น โดยไมซ ํา้ กนั นกั เรยี น จะตองสืบคน ลกั ษณะเฉพาะของเพลงพ้นื บานน้นั ๆ เปนตน วา เพลงพื้นบาน จึงหมายถงึ บทรอยกรองซึ่งมีทาํ นองประกอบ และรองเลน ถน่ิ กาํ เนดิ ทาํ นอง จากนนั้ ใหใ ชค วามรู ความเขา ใจ เกยี่ วกบั ภาษาถน่ิ กนั ในพน้ื ท่ีหนึ่ง ซง่ึ เพลงพื้นบา นของไทยปรากฏขอ สนั นิษฐานวา มีขึ้นต้ังแตส มยั และศิลปะการประพันธ เรียบเรยี งเน้อื รองตามทาํ นองของเพลง อยธุ ยา แตม กี ารบันทึกเปน ลายลักษณอ กั ษรเมอ่ื ระบบการพมิ พแ พรห ลายเขา มาใน พ้นื บานทเี่ ลือก เพ่ือนาํ มาแสดงใหครแู ละเพอ่ื นกลมุ อ่นื ๆ ฟง ประเทศไทย ตรงกบั รชั สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยหู ัว หนา ชนั้ เรยี น 164 คมู่ ือครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ การใชภ้ าษาให้ถูกต้องตามวัฒนธรรม มีลักษณะดงั ต่อไปนี้ 1. ครูตงั้ คําถามเพ่ือใหน ักเรียนอธบิ ายความรู ๑. ใช้ภาษาให้ถูกต้องตามแบบแผนของภาษาไทย เช่น ถ้าพูดว่า เปล่าพูด เปล่าท�า โดยใชวิธกี ารสุมเรียกชอ่ื ก็ไมถ่ ูกต๒อ้ .ง ตใาชมภ้ แาบษบาแสผภุ นาพข1อ ไงมภ่ใาชษค้ าา� จหะยตาอ้ บงคพาดู ยวหา่ รอืไมค่ไ�าดผพ้ วนูดทไ่ทีมา�่ไใดหท้ ค้ �าวามหมายเปน็ ไปในทางหยาบ • นักเรยี นเขาใจความหมายของคาํ วา ๓. ใชภ้ าษาใหถ้ กู ตอ้ ง ชดั เจน ในการพดู และการอา่ นออกเสยี ง เพอ่ื ใหค้ วามหมายชดั เจน “พลงั ภาษา” วาอยางไร และจากความ ไมก่ �ากวมหรือผิดความหมาย เช่น ไมพ่ ดู ว่า เรยี น เป็น เลียน ปลา เป็น ปา เปน็ ตน้ สัมพนั ธระหวางภาษากบั วฒั นธรรม ๔. ใช้ภาษาให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ ดังนั้น สะทอนใหเ ห็นพลังของภาษาไดอ ยางไร มารยาทการใช้ภาษาจึงเป็นส่ิงส�าคัญในการสื่อสารที่จะช่วยสร้างสรรค์ความสามัคคีกลมเกลียว (แนวตอบ คําวา “พลัง” ในพจนานุกรม ไมแ่ ตกแยกกนั ในหมู่คณะ จริยธรรมของการพูดจงึ เปน็ สง่ิ สา� คญั เช่น การไม่นินทาวา่ รา้ ยต่อกัน หมายถงึ ความสามารถซ่ึงมีอยูในตวั เอง การไม่พดู ยุยงให้แตกความสามคั ค ี เปน็ ตน้ สง่ิ ทอ่ี าจใหแ รงงานได ดงั นนั้ พลงั ของภาษา ๕. ใชภ้ าษาใหถ้ กู ตอ้ งตามความหมายของคา� กาลเทศะ และฐานะของบคุ คล การใชภ้ าษา จึงหมายถงึ ความสามารถของภาษา ให้เหมาะสมถูกต้องเป็นมารยาททางสังคม นอกจากน้ี ยังแสดงถึงความเป็นผู้มีวัฒนธรรมของ ซงึ่ ความสามารถของภาษาท่เี ดนชดั และ ผู้พูดอีกด้วย มีความสําคัญ คือ ภาษาทําใหสงั คม และ ๖. ใช้ภาษาไทยใหถ้ กู ต้องตามสา� นวนภาษา เชน่ ส�านวนวา่ ขนุ่ เปน็ ตม กระเง้ากระงอด วัฒนธรรมดาํ รงอยูได ทําใหว ัฒนธรรมของ กินอยูพ่ ูวาย กรรมสนองกรรม คลุมถุงชน เคยี งบ่าเคียงไหล ่ ชุบมือเปิบ ฝนตกไม่ทว่ั ฟา้ เปน็ ตน้ มนษุ ยม คี วามเจรญิ กา วหนา และซบั ซอ นกวา สา� นวนเห๗ล. า่ นใชเี้ ป้ภน็าษสา�านไทวนยโเปดยรยีไมบ่นเท�ายีภบาจษะาตตอ้ ่างงใปชรใ้ ะหเถ้ทกู ศตเขอ้ ้างม ตารใงชค้หวาากมไหมม่จา�ายเป แ็นล2 ะกเหามรใาชะ้ภสามษกาบั ไบทรยบิ ใหท ้ สัตว เพราะมนุษยมภี าษาในการถายทอด ถูกต้องตามวัฒนธรรมจะต้องใช้โดยไม่มีภาษาต่างประเทศที่ยังไม่มีการยอมรับเข้ามาใช้ท้ังภาษา ไมว า เปน ในลกั ษณะของมขุ ปาฐะ ปากตอ ปาก พดู และภาษาเขยี น หรอื การบนั ทกึ เปน ลายลักษณอกั ษร) ๘. ใช้ภาษาไทยเพ่ือสร้างสรรค์วรรณกรรม วรรณกรรมเป็นผลิตผลของการใช้ภาษา เชงิ สรา้ งสรรค ์ ไมว่ า่ จะเปน็ บทรอ้ ยแกว้ หรอื บทรอ้ ยกรองซงึ่ เปน็ วฒั นธรรมทางภาษา จะตอ้ งสง่ เสรมิ 2. นกั เรียนรว มกนั อภปิ รายเกย่ี วกบั วัฒนธรรม เพราะภาษาในวรรณกรรมเปน็ ภาษาทม่ี ลี กั ษณะพเิ ศษ คอื ใชเ้ พอื่ สรา้ งสนุ ทรยี ะและเพอื่ ความบนั เทงิ การใชภาษาไทย บนั ทึกผลการอภิปราย วรรณกรรมท่ีมคี ุณค่ายอ่ มเป็นมรดกตกทอดไปถงึ คนรนุ่ หลัง นํามาแลกเปล่ียนผา นขอคาํ ถามของครู • ลกั ษณะสาํ คัญของวัฒนธรรมไทย คอื ๒. อิทธิพลของภาษาไทยถ่ินในภาษาไทย ระบบอาวโุ ส ซึ่งสิ่งเหลานไ้ี ดสะทอ นออกมา หลายรปู แบบ ไมว าจะเปน ดา นพฤตกิ รรม ภาษาไทยมกี ารเปลยี่ นแปลงตามสภาพภมู ศิ าสตร ์ ถนิ่ ทอี่ ยขู่ องผพู้ ดู ทา� ใหเ้ กดิ ภาษาไทยถนิ่ รวมไปถงึ การใชภ าษา ใหยกตัวอยาง ที่ใช้ติดต่อสื่อสารตามท้องถ่ินต่างๆ สื่อความหมายเข้าใจกันในท้องถ่ินนั้นๆ ท้ังน้ีภาษาถ่ิน วฒั นธรรมการใชภาษาไทย แต่ละถิ่นจะมีเอกลักษณ์ทางภาษาของตน ซ่ึงแต่ละถ่ินมีความแตกต่างกันตามภาค จังหวัด (แนวตอบ การใชภ าษาใหเหมาะสมกบั ระดับ อ�าเภอ ตา� บล เปน็ ตน้ สถานภาพทางสังคมของบุคคล โอกาส และ กาลเทศะ โดยแบง ภาษาออกเปน ระดบั ไดแ ก 165 ภาษาระดับทางการ ก่งึ ทางการ และภาษา ปาก หรอื อาจแบงเปน ภาษาสภุ าพ และ ภาษาไมส ุภาพ โดยผใู ชจะเลอื กใชถ อ ยคาํ ใหเหมาะสมกับสถานภาพของตนเอง และ คํานงึ ถงึ ผฟู ง ใชค ําสภุ าพ หลกี เลยี่ งคํา ตอ งหาม) ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT นกั เรียนควรรู ขอใดคือพลังของภาษาท่ีมตี อ วัฒนธรรม 1 ใชภ าษาสุภาพ คาํ วา “สภุ าพ” มีความหมายตามพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ย- 1. ภาษาทาํ ใหกอเกิดวัฒนธรรม สถาน พ.ศ. 2554 วา “เรยี บรอ ย ออ นโยน ละมนุ ละมอ ม” ซง่ึ ความสภุ าพในภาษา จงึ 2. ภาษาชว ยธาํ รงไวซ งึ่ วฒั นธรรม หมายถงึ การใชภ าษาทเี่ รียบรอ ย ไมหยาบคาย ใชภ าษาที่ดี ออ นโยน และมคี วาม 3. ภาษาทําใหว ฒั นธรรมของมนุษยม คี วามแตกตา งกนั ละมนุ ละมอ ม คือ คํานึงถงึ ผูฟ ง ใหเ กียรตผิ ูฟง หรอื ทําใหผฟู งรสู กึ ดี ซึง่ ปจจัยท่ที าํ 4. ภาษาทําใหวัฒนธรรมของมนุษยม ีความเปนเอกลกั ษณ ใหเ กิดความสุภาพในการใชภ าษามี 3 ประการ ไดแก 1. หลกี เลีย่ งคาํ ตอ งหาม หรือ วิเคราะหคําตอบ ภาษาเปน ส่งิ ท่ีมนุษยสรางขึ้น ภาษาจงึ เปน คาํ ทส่ี งั คมนัน้ ๆ ถอื กนั วา ไมค วรพดู เชน เรอ่ื งเพศ เร่อื งการขบั ถา ย 2. การใหเ กยี รติ สวนหนึ่งของวฒั นธรรม มนุษยสรางภาษาขึ้นเพ่ือใชใ นการสื่อสาร ผูฟ ง เชน การใชคําทไ่ี พเราะ ร่ืนหู การกลา วชม การใชค ําท่แี สดงความเคารพ ของสมาชกิ ภายในสังคมหนงึ่ ๆ และเมอ่ื ภาษาดาํ รงอยูได ภาษาจึง 3. การใชภาษาตามธรรมเนยี มปฏิบตั ใิ นสังคม เชน การกลาวสวสั ดี ขอบคณุ ขอโทษ ถูกใชเ ปนเคร่อื งมือสําหรบั การบนั ทึก ถา ยทอด สืบทอดวฒั นธรรม 2 ไมน ําภาษาตางประเทศเขามาใชหากไมจําเปน การใชภาษาตา งประเทศปะปน ในดา นตางๆ ใหธ าํ รงอยู ไมใ หเสอ่ื มสูญ มนษุ ยจ งึ มคี วามแตกตา ง กบั ภาษาไทยเพื่อการส่อื สารในชวี ติ ประจําวัน ถือเปน เรือ่ งท่ีไมค วรปฏิบัติ หากคํานน้ั ๆ ไมใ ชศ พั ทเ ฉพาะทางวชิ าการหรือยงั ไมไดร ับการบัญญัติศพั ทข ึน้ ใช จากสตั วเ พราะมนษุ ยมวี ัฒนธรรม ดงั นั้นจงึ ตอบขอ 2. คู่มือครู 165

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรยี นยงั คงนงั่ ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น สงั คมไทยเปน็ สงั คมทมี่ ีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม เพราะในประเทศไทย จากนั้นครเู รยี กตวั แทนกลมุ ท่ีจบั สลากได นอกจากจะมีคนไทยอาศยั อยแู่ ลว้ ยังมกี ลมุ่ ชาติพันธุต์ ่างๆ เชน่ จนี มอญ เขมร กะเหรยี่ ง ม้ง เยา้ หมายเลข 3 และ 4 ออกมาอธบิ ายความรู อีกอ้ เปน็ ตน้ ภาษาไทยก็มคี วามหลากหลาย เพราะคนไทยในทอ้ งถ่นิ ตา่ งๆ ใช้ภาษาไทยแตกต่าง ในประเดน็ ท่ีกลมุ ของตนเองไดรับมอบหมาย กันไปตามถิน่ ทต่ี นอยู่ ภาษาถ่ินจงึ เปน็ เอกลกั ษณท์ างวัฒนธรรมอยา่ งหนึง่ ของทอ้ งถนิ่ โดยทวั่ ไป ตามลาํ ดับ พรอมระบุแหลง ทีม่ าของขอมลู คนไทยมักระบไุ ด้ว่าผ้ทู พ่ี ดู ภาษาถิน่ นัน้ เปน็ คนภาคใดของประเทศ 2. นักเรยี นรวมกันอธิบายความรแู บบโตตอบ ๒.๑ ความหมายของภาษาถิ่น ภาษาไทยถ่นิ และภาษาไทยมาตรฐาน รอบวงเกยี่ วกบั ภาษาถน่ิ และภาษาตางประเทศ โดยใชค วามรู ความเขา ใจท่ีไดรับจากการฟง ภาษาถน่ิ หมายถงึ ภาษายอ่ ยของภาษาใดภาษาหนง่ึ ซงึ่ แตกตา่ งกนั ไปตามทอ้ งถนิ่ ทผี่ พู้ ดู บรรยาย เปน ขอ มลู เบ้อื งตน สําหรบั ตอบคําถาม อาศัยอยู่ • ภาษาไทยถ่ินมีลกั ษณะเฉพาะอยางไร ภาษาไทยถ่ิน หมายถึง ภาษาย่อยของภาษาไทยที่ใช้สื่อสารกันในท้องถ่ินต่างๆ ใน (แนวตอบ ภาษาถน่ิ หมายถงึ ภาษายอยของ ประเทศไทย และมีความแตกต่างกนั ไปตามท้องถน่ิ ภาษาใดภาษาหนง่ึ ซ่งึ มีความแตกตางกัน ภาษาไทยมาตรฐาน หมายถึง ภาษาไทยซ่ึงเป็นท่ียอมรับให้ใช้เป็นภาษากลาง ในการ ตามทอ งถ่นิ ของผูอ ยูอาศยั ภาษาไทยถิ่น ตดิ ตอ่ ส่อื สาร และใช้เป็นภาษาทางราชการและในการศกึ ษาทว่ั ประเทศ อนั ท่จี รงิ ภาษาไทยที่ใช้ใน จงึ หมายถงึ ภาษายอ ยของภาษาไทยทใี่ ชส อ่ื สาร กรงุ เทพมหานคร กเ็ ปน็ ภาษาถน่ิ ของภาคกลาง แตเ่ นอื่ งจากเปน็ เมอื งหลวง ภาษาไทยถน่ิ กรงุ เทพฯ กนั ในภูมิภาค หรอื ทอ งถนิ่ ตา งๆ ของไทย จงึ ถกู กา� หนดใหเ้ ปน็ ภาษาไทยมาตรฐานและใชเ้ ปน็ ภาษากลางสา� หรบั การตดิ ตอ่ ราชการ การศกึ ษา และมคี วามแตกตา งกันในแตละทองถิน่ ) และเป็นภาษาที่สอนให้แก่ผู้ท่เี รียนภาษาไทย • หากมภี าษาถน่ิ ยอ มหมายความวา มภี าษาไทย มาตรฐาน นักเรยี นสามารถใหค าํ นยิ ามของ ๒.๒ กกาารรกกา� หา� นหดนภาดษภา1ทาษ่ีไดาย้ ถนิ ไ่นิ ดฟ้ งั วา่ เปน็ ภาษาถนิ่ ของภาษาใดภาษาหนง่ึ หรอื เปน็ คนละภาษา ภาษาไทยมาตรฐานไดว า อยา งไร (แนวตอบ ภาษาไทยมาตรฐาน หมายถงึ มีขอ้ สงั เกตที่ใชใ้ นการพจิ ารณา ๒ ประการ คอื ภาษาไทยซงึ่ เปน ทย่ี อมรบั ใหใ ชเ ปน ภาษากลาง เช่น ภา๑ษา) ไทระยบทบี่ใชข้ใอนงทภกุ าถษนิ่ ามีรถะบ้าภบาขษอางถภ่ินาษขาอเงปภน็ าอษยา่าเงดเียดวยี กวันกจนั ะ มคีรือะ บเบปข็นอภงาภษาาษคา�าอโดยด่า2 งเไดมีย่มวกี กาันร สาํ หรับการติดตอสอ่ื สารทางราชการ และใน เปลีย่ นแปลงรูปค�าเพอื่ บอกหน้าทท่ี างไวยากรณ์ การศึกษาท่วั ประเทศ) ภาษาไทยทกุ ถนิ่ มโี ครงสรา้ งของประโยค วล ี และการสรา้ งคา� แบบเดยี วกนั คอื วางคา� • นกั เรยี นคิดวา ในเบอ้ื งตนภาษาถ่นิ ขยายไว้หลงั ค�าที่ถกู ขยายและมกี ารวางค�าลักษณนามหลงั คา� บอกจ�านวน เป็นตน้ มคี วามสาํ คญั ตอ สงั คมในแตล ะทอ งถนิ่ อยา งไร นอกจากนี้ ดา้ นระบบเสยี ง ภาษาไทยทุกถ่นิ มรี ะบบเสยี งอยา่ งเดยี วกัน คอื มหี น่วย (แนวตอบ ภาษาถิ่นเปน เอกลักษณท าง เสียง ได้แก่ หน่วยเสียงพยัญชนะ หน่วยเสียงสระ และหน่วยเสียงวรรณยุกต์คล้ายกัน ความ วฒั นธรรมอยา งหนงึ่ ของแตละทองถ่ิน โดย แตกต่างหรือความคล้ายคลึงกันในเร่ืองเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงพยัญชนะ เสียงสระ หรือเสียง ทัว่ ไปเม่อื ไดยินคนพูดภาษาถน่ิ เรามักจะระบุ วรรณยุกต์ของภาษาไทยถ่ินต่างๆ เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ ด้านระบบค�าศัพท์ ถ้าค�าศัพท ์ ไดใ นทนั ทวี า บุคคลนัน้ มาจากหรือเปนคนใน ที่ใช้ในชีวิตประจ�าวันเหมือนกัน แสดงว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกัน ค�าศัพท์ที่ใช้ในชีวิต ภมู ภิ าคใดของประเทศ) ประจ�าวัน ไดแ้ ก่ ค�าเรียกญาติ เช่น ลงุ ปา้ นา้ อา พ ่ี น้อง คา� เรยี กอวัยวะ เช่น มอื เท้า ปาก 166 นกั เรียนควรรู ขอสอบ O-NET ขอ สอบป ’53 ออกเกี่ยวกับอิทธิพลคํายมื ภาษาบาลี สนั สกฤต 1 ภาษา สว นประกอบท่เี ล็กที่สุดของภาษา คือ หนว ยเสยี ง ซึง่ เปน เสียงท่เี จา ของ ขอความตอไปนสี้ ว นใดไม มีคํายมื จากภาษาบาลีหรือสันสกฤต ภาษาจะเรียนรทู ้งั ลกั ษณะ หนา ท่ี และตาํ แหนง บางภาษามหี นว ยเสียง 2 ประเภท 1) กลมุ คนทร่ี ํา่ รวยยังคงความม่งั คั่งของตัวเองไวได/ คือ หนวยเสยี งสระ และหนวยเสียงพยญั ชนะ เชน ภาษาเขมร ภาษาพมา บางภาษา 2) โดยผูคนแวดลอมซ่ึงเปนทปี่ รกึ ษาทางการเงินและกฎหมาย/ มี 3 ประเภท ไดแก หนวยเสียงสระ หนวยเสียงพยัญชนะ และหนวยเสยี งวรรณยุกต 3) ทลี่ วนมฝี มือยอดเย่ียมในแวดวงอาชพี น้นั ๆ/ เชน ภาษาไทย ภาษาจนี ภาษาเวยี ดนาม ภาษารสั เซีย โดยหนวยเสยี งในภาษา 4) จะเห็นไดว า บรรดาเศรษฐีเงนิ ลานมกั ไมเดินหนาสราง มจี ํานวนจํากัด เจา ของภาษาจะเรียนรูลกั ษณะการปรากฏของหนวยเสยี งไปพรอมๆ ความราํ่ รวยโดยลําพัง กับการเรยี นรูการใชภาษา 1. สวนท่ี 1 2. สวนท่ี 2 2 ภาษาคําโดด คอื ภาษาทีน่ าํ คําตัง้ หรือคาํ มลู มาเรียงลาํ ดับกนั เขา เปนประโยค 3. สว นท่ี 3 4. สวนท่ี 4 คงรปู คาํ เหมอื นเดมิ ไมเ ปล่ียนแปลง แยกคําโดดๆ เปน คาํ ๆ ออกไป ภาษาที่จัด วิเคราะหค าํ ตอบ จากการวิเคราะหข อความพบวา ขอ 2., 3. เปน ภาษาคาํ โดด นอกจากภาษาไทยแลว ยงั มภี าษาอน่ื ๆ อกี เชน ภาษาจนี ภาษาพมา และ 4. ปรากฏคําท่ยี ืมมาจากภาษาบาลี สันสกฤต ดังนี้ กฎหมาย อาชีพ และเศรษฐี ดังนน้ั จึงตอบขอ 1. 166 คู่มือครู

กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ ผม คา� เรียกชอื่ สัตว ์ เชน่ ไก่ ปลา หมู หมา คา� กริยาท่วั ไป เช่น น่ัง นอน กิน ยนื คา� เรยี กของใช ้ ครยู ังคงใชก ารตง้ั คําถามเพื่อใหน ักเรียน เชน่ ชอ้ น เสยี ม เขียง เตา ค�าบอกจา� นวน เชน่ หนงึ่ สอง สาม ส่ี ห้า รวมถึงค�าเรียกสิ่งของ รว มกนั อธิบายความรแู บบโตตอบรอบวงเกย่ี วกับ ธรรมชาติ เชน่ ดาว เดอื น ผา หนิ เขา น�้า ดิน เปน็ ต้น ถา้ เปน็ ภาษาถน่ิ ของภาษาเดยี วกนั ภาษาถ่ิน โดยใชความรู ความเขาใจที่ไดรับจาก มกั จะมคี า� ศพั ทเ์ หลา่ นี้ใชร้ ว่ มกนั เปน็ จา� นวนมากพอสงั เกตได ้ ผทู้ พ่ี ดู ภาษาเดยี วกนั ถา้ เปน็ คนละถน่ิ การฟง บรรยาย เปนขอ มูลเบอื้ งตนสาํ หรบั กอ็ าจสื่อสารเขา้ ใจกันไดโ้ ดยไม่ยากนกั ตอบคาํ ถาม ภาษาของกลมุ่ ชาตทิ อ่ี ยู่ในประเทศไทย เชน่ เขมร จนี มลายู มอญ เขมร กะเหรีย่ ง อกี อ้ เย้า เปน็ ตน้ ไม่ถือว่าเป็นภาษาถ่นิ ของภาษาไทยเพราะมีระบบภาษาท่ีตา่ งกัน • สาเหตุใดทท่ี ําใหส ามารถระบุไดว า ภาษาที่ ใชส อ่ื สารในแตล ะภูมภิ าคของประเทศไทย ๒) การเมืองการปกครอง การพิจารณาว่าพ้ืนท่ีใดใช้ภาษาอะไร ขึ้นอยู่กับเหตุผลทาง เปน ตนวา ภาษาถน่ิ เหนอื ภาษาถ่นิ อสี าน การเมอื งและการปกครอง เช่น ภาษาไทยกบั ภาษาลาว แมจ้ ะมีระบบภาษาคล้ายกนั ทง้ั ดา้ นระบบ เปน ภาษายอ ยของภาษาไทย เสียง ระบบไวยากรณ ์ และค�าศัพท์พืน้ ฐาน แต่กถ็ ือวา่ เป็นคนละภาษา เพราะอยู่ในเขตปกครอง (แนวตอบ สาเหตุทที่ ําใหสามารถระบุไดวา คนละประเทศ ภาษาท่ีใชส่ือสารในแตล ะทองถน่ิ ของ ในทางตรงกันข้ามบางประเทศจัดระบบภาษาที่ต่างกันให้เป็นภาษาเดียวกันได้ เพ่ือ ประเทศไทยเปนภาษายอยของภาษาไทย ความสามคั คีของชนในชาติ เช่น ประเทศจนี ถอื ว่าภาษาต่างๆ เช่น แต้จิว๋ กวางตุง้ ฮกเก้ยี น คือ เม่อื พิจารณาจากระบบของภาษา ซึง่ เปน็ ภาษาถ่ินของภาษาจนี ทงั้ ๆ ทมี่ รี ะบบภาษาต่างจากภาษาจนี มาตรฐาน ไดแ ก ระบบเสียง ระบบไวยากรณ และระบบ คําศัพทพ ้ืนฐาน จะเหน็ วาภาษาไทยถิน่ มี ๒.๓ สาเหตทุ ที่ �าให้เกิดภาษาถ่ิน ระบบภาษาเชน เดียวกบั ภาษาไทยมาตรฐาน คอื ประกอบดว ยระบบเสียงสระ พยญั ชนะ การท่ีภาษาหน่ึงแตกออกเปน็ ภาษาถิ่นหลายๆ ภาษานน้ั เกดิ จากสาเหตุ ๒ ประการ คือ และวรรณยุกต เมอ่ื พจิ ารณาในสว นของ ๑) สภาวะทางภมู ิศาสตร์ สมยั โบราณ ผพู้ ูดภาษาเดียวกันจะรวมกล่มุ กันอยเู่ ปน็ จา� นวน ระบบไวยากรณจะเห็นวา ภาษาไทยถิ่นเปน น้อย และเม่ือผู้ที่พูดภาษาเดียวกันต้องแยกย้ายไปอยู่อาศัยต่างถิ่นห่างไกลกัน ส่งผลให้จ�านวน ภาษาคําโดด ไมมีการเปล่ียนแปลงรปู คาํ เพือ่ พลเมืองมีมากข้ึนในบางพื้นท่ี ท�าให้การท�ามาหากินฝืดเคือง ต้องหนีภัยจากการรุกราน เกิดภัย บอกตําแหนงทางไวยากรณของคาํ เมอ่ื อยใู น ธรรมชาติ เกิดโรคระบาด เป็นต้น ภาษาย่อมมีการเปล่ียนแปลงตามธรรมชาติ ไม่ช้าภาษาของ ประโยค และดา นระบบคาํ คําศัพทพืน้ ฐาน ผู้ท่อี ยู่ในแตล่ ะถิ่นก็เปล่ยี นแปลงไป ภาษาท่ีใชเ้ หมือนกนั แต่เดมิ กแ็ ตกต่างกันออกไปเปน็ ภาษาถิ่น ในชวี ิตประจําวัน เชน คําทใ่ี ชเรียกเครือญาติ ในด้านการออกเสียงและการใช้คา� เชน่ คํากรยิ าพื้นฐาน เชน กิน นอน เดิน น่งั ค�าว่า “สับปะรด” ภาษาไทยถน่ิ เหนือออกเสียงว่า “บะขะหนัด” ถน่ิ อีสานออกเสยี งวา่ รวมไปถงึ คาํ ทใี่ ชเ รียกอวัยวะของรา งกาย “บักนดั ” และถิ่นใตอ้ อกเสียงวา่ “หย่านัด” ภาษาไทยถิ่นและภาษาไทยมาตรฐาน ค�าเรียกวงศ์ญาติ เช่น ย่า ยาย พบว่าในภาษาไทยถิ่นใช้ค�าต่างๆ กัน บางถิ่นใช้ มีระบบคาํ ศัพทเ หลาน้ีรวมกนั ) ค�าเดียวกัน หมายถึง ท้ังย่าและยาย บางถิ่นมีค�าแยกใช้เป็น ๒ ค�า เช่น ภาษาไทยถิ่นแพร ่ ใช้ค�าว่า แม่เฒ่า หมายถึง ย่า และแม่ใหญ่ หมายถึง ยาย ส่วนภาษาไทยถ่ินเชียงใหม่ใช้ว่า • นอกจากระบบภาษาแลว มแี นวทางอนื่ ใด แมอ่ ยุ๊ หมายถึง ท้งั ยา่ และยาย ภาษาไทยถ่ินใตใ้ ช ้ แมเ่ ฒา่ ภาษาไทยถ่ินอสี านใช้ แม่ใหญ่ และ อีกหรือไม ที่ใชส ําหรบั การระบุวา ภาษาท่ี ภาษาไทยถ่นิ ระยองใช้ แม่แก่ หมายถึง ยาย ไดย ิน เปนภาษายอยของอีกภาษาหนึ่ง หรือเปนคนละภาษา 167 (แนวตอบ นอกจากการพจิ ารณาทรี่ ะบบเสียง แลว ยงั สามารถพิจารณาแยกภาษาโดยใช เหตผุ ลทางการเมอื ง การปกครอง) ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT เกรด็ แนะครู ภาษามีลักษณะทั่วไปตรงกับขอใด ครูควรชแ้ี จงเพม่ิ เตมิ ใหแ กนักเรยี นเกย่ี วกับลักษณะทว่ั ไปของภาษา กลา วคือ 1. ภาษาท่แี ทจรงิ ของมนุษยคือภาษาเขยี น ภาษาทีแ่ ทจ ริงของมนุษย คอื ภาษาพดู ซงึ่ ประกอบดวยหนว ยภาษาจาํ นวนมากที่ 2. มนษุ ยใ ชภ าษาพูดไปพรอ มๆ กับภาษาเขยี น เรียงลาํ ดับกนั มาตามลกั ษณะของภาษาแตล ะภาษา 3. ภาษาพูดและภาษาเขียนเปน ภาษาทแ่ี ทจ ริงของมนุษย 4. ภาษาแตล ะภาษาเปนภาษาไดต องประกอบดวยเสยี ง หนว ยภาษาประกอบดว ยเสยี งพดู กบั ความหมาย ถา มแี ตเ สยี งพดู ไมม คี วามหมาย ก็เปน เพยี งความคดิ ยังไมเปนภาษาหรือเปนภาษาทไ่ี มสมบรู ณ ตอ งมีทง้ั เสียงพดู และความหมาย และความหมายจงึ จะเรียกวา ภาษา วิเคราะหคาํ ตอบ ภาษาที่แทจรงิ ของมนุษย คอื ภาษาพูด เพราะ คนทีไ่ มไดเ รยี นหนงั สือหรอื อานหนังสือไมออกกส็ ามารถมภี าษา มนษุ ยใชภ าษาพดู มานานกอ นท่ีจะคดิ ตัวอักษรหรือเครอ่ื งหมายเพอื่ ใชบ นั ทึก ท่ใี ชส ื่อสารกบั ผูอ่นื ในสงั คมเดียวกนั ได ซึ่งมนุษยใชภ าษาพดู กอนที่ ภาษา ตัวอกั ษรและการเขยี นจึงไมใชภาษาแท แตเปนเพยี งตวั แทนของภาษาเทานัน้ จะคิดตวั อักษรหรอื เคร่ืองหมายเพอื่ กําหนดใชแทนเสียงพดู ภาษา เหตผุ ลทภ่ี าษาพดู เปน ภาษาแทข องมนษุ ย เพราะแมค นที่ไมไดเรยี นหนงั สอื หรือ แตล ะภาษาท่มี ีปรากฏใชในปจจบุ นั ไมว าจะเปน ภาษาตระกลู ใด อานหนังสอื ไมอ อกกม็ ีภาษาสาํ หรับท่ีจะใชต ิดตอ กับผูอื่นซงึ่ เปนสมาชกิ ในสงั คม หรอื ของกลมุ ชาตพิ นั ธใุ ด จะตอ งประกอบดว ยเสยี ง และความหมาย เดียวกันไดอ ยางสมบรู ณ จึงจะเรยี กวา เปน ภาษา ดงั น้ันจงึ ตอบขอ 4. คู่มอื ครู 167

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ ครูยังคงใชก ารตง้ั คาํ ถามเพือ่ ใหนักเรียนรว มกัน ๒) การผสมระหว่างเช้ือชาติและวัฒนธรรม เกิดจากสาเหตุส�าคัญสองประการ คือ อธบิ ายความรูแบบโตต อบรอบวงเก่ียวกับภาษาถน่ิ การตั้งครอบครัวอยู่ในส่วนต่างๆ ของประเทศ เกิดการผสมกลมกลืนทางเชื้อชาติกับกลุ่มชน โดยใชความรู ความเขาใจท่ีไดรบั จากการฟง ที่พูดภาษาอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ท�าให้เกิดการผสมกลมกลืนทางภาษาด้วย และประการที่สอง คือ บรรยาย เปนขอมลู เบ้อื งตนสําหรับตอบคาํ ถาม การรบั วฒั นธรรมจากชนกลมุ่ อนื่ ทา� ใหไ้ ดร้ บั อทิ ธพิ ลทางภาษานนั้ ๆ ดว้ ย ภาษาไทยที่ใชใ้ นถน่ิ ตา่ งๆ จึงแตกตา่ งกนั เช่น • การทภี่ าษาหนง่ึ ๆ แตกออกเปนภาษาถ่นิ ภาษาไทยถ่นิ ใตม้ คี า� ภาษาชวา-มลายูใชป้ ะปนอยู่ เชน่ กระจดู หมายถงึ ช่ือพรรณไม ้ หลายๆ ภาษานนั้ มสี าเหตอุ ยางไร ใช้สานเสอื่ หรอื กระสอบ มาจากภาษาชวา-มลายวู า่ kerchut (แนวตอบ มีสาเหตุ 2 ประการ คอื ภาวะทาง ภาษาไทยถ่ินเหนือมีค�าภาษาพม่าและภาษามอญใช้ปะปนอยู่ เช่น ฮังเล หมายถึง ภมู ิศาสตร แตเ ดิมน้ันผูพูดภาษาเดียวกัน ชอื่ แกงชนดิ หน่ึง เปน็ ภาษาพมา่ ค�าวา่ สลุง หมายถึง ขนั น�า้ เป็นภาษามอญ มเี ปน จาํ นวนนอ ย และอยรู วมกนั เปน กลมุ กอ น ภาษาไทยถนิ่ อสี านมคี า� ภาษาเขมรใชป้ ะปนอย ู่ เชน่ ลออ หมายถงึ งาม ควร หมายถงึ ตอ มามีเหตใุ หตอ งแยกยา ยไปอยูในท่หี างไกล เหมาะ, เหมาะสม ผจญ หมายถึง ตอ่ สู้ เป็นตน้ ดวยระยะทางท่ีหางไกล และระยะเวลาจงึ จากสาเหต ุ ๒ ประการน ี้ ทา� ใหภ้ าษาแตล่ ะถนิ่ เปลย่ี นแปลงไปจากเดมิ เมอ่ื ไมไ่ ดต้ ดิ ตอ่ ทําใหเ กิดความเปล่ยี นแปลงข้ึน โดยเฉพาะ กนั เปน็ เวลานานๆ ก็แตกต่างกันมาก ท�าใหก้ ารสอื่ สารเข้าใจกันยากขน้ึ ในดานการออกเสียงและการใชค าํ นอกจาก สาเหตุดงั กลา วแลว การผสมทางเช้ือชาตแิ ละ ๒.๔ ประเภทของภาษาถนิ่ วฒั นธรรม ยงั ทําใหเ กิดการผสมกลมกลนื ทาง ภาษาอกี ดว ย เชน ภาษาถ่นิ ใตม คี าํ ภาษาชวา การแบ่งภาษาถ่ินที่ใชส้ อ่ื สารในทอ้ งถ่ินต่างๆ ของประเทศไทย ถ้าแบง่ ตามความแตกตา่ ง มลายูใชปะปนอยู หรอื ภาษาถิ่นอีสานในบาง ของภมู ศิ าสตรห์ รือทอ้ งทที่ ่ผี ู้พูดภาษาน้นั ๆ อาศัยอยู ่ อาจแบง่ เปน็ ๔ กล่มุ ใหญ่ๆ ดังน้ี ทอ งถนิ่ พบวา มคี าํ ภาษาเขมรเขา มาปะปน ภาษาไทยถ่ินกลาง ได้แก่ ภาษาไทยท่ีพูดกันในจังหวัดต่างๆ ในภาคกลาง รวมทั้งภาค ใชสอ่ื สารในชวี ติ ประจําวนั รว มดวยเชนกนั ) ตะวันออก ภาคตะวนั ตก นอกจากภาษาราชการของชาวกรุงเทพฯ แล้ว ยงั สามารถได้ยินส�าเนียง ภาษาเหนอ่ ของคนจังหวัดนครปฐมและสุพรรณบรุ ีดว้ ย • ภาษาไทยถ่นิ ซึ่งเปนภาษายอยของภาษาไทย ภาษาไทยถ่ินเหนือ ได้แก่ ภาษาท่ีพูดกันในจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ และภาคกลาง มาตรฐาน สามารถแบง เปน กลมุ ใหญๆ บางสว่ น เนอ่ื งจากการอพยพเคลอ่ื นย้าย เช่น ราชบุรี สระบุรี เปน็ ตน้ ไดกี่กลุม และอะไรบา ง ภาษาไทยถน่ิ อสี าน ไดแ้ ก ่ ภาษาไทยทพ่ี ดู กนั ในจงั หวดั ตา่ งๆ ในภาคอสี าน โดยเปน็ คา� หรอื (แนวตอบ สามารถแบง ได 4 กลมุ คือ ส�าเนียงท่คี ุ้นห ู เช่น ไปบ ่ หมายถงึ ไปหรือเปลา่ ช่ัวโมง ออกเสียง ซัวโมง เป็นตน้ ภาษาไทยถิ่นเหนือ ภาษาไทยถิ่นอสี าน ภาษาไทยถิ่นใต้ ได้แก่ ภาษาไทยท่ีพูดกันในจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ มักจะเป็นค�าพูด ภาษาไทยถนิ่ ใต และภาษาไทยถิน่ กลาง) หว้ นๆ สน้ั ๆ เช่น มะละกอ พูดว่า ลอกอ ทะเล พดู วา่ เล ขนม พูดวา่ หนม เป็นตน้ ภาษาไทยถนิ่ ท่ีใชใ้ นแต่ละภาคอาจแยกยอ่ ยได้อีก เพราะแต่ละจงั หวดั อาจใชภ้ าษาไทยถนิ่ ไม่เหมือนกัน เช่น ภาษาไทยถ่ินเหนือที่พูดในจังหวัดเชียงใหม่จะมีเสียงและใช้ค�าบางค�าต่างกับ ภาษาไทยถนิ่ เหนือทีพ่ ดู ในจงั หวัดซง่ึ อยู่ในภาคเหนอื ดว้ ยกัน เชน่ พส่ี าว ภาษาไทยถน่ิ เชยี งใหม่ เรยี กว่า ป ้ี ภาษาไทยถนิ่ แพร่ เรยี กว่า ใญ้ หรือ เญ้ย (ตรงกบั ค�าว่า ใหญ่) 168 เกร็ดแนะครู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEิดT ขอ ใดกลา วถูกตอ ง ครคู วรขยายความรู ความเขา ใจของนักเรยี นใหก วา งขวาง ลกึ ซ้ึง ย่ิงข้ึน 1. เงอ่ื นไขของเวลาทําใหเกิดภาษาถ่ิน ซ่งึ เปนความรทู ีต่ อ ยอดมาจากลักษณะท่วั ไปของภาษา ซึ่งกลาวไวว า มนุษยใ ชภ าษา 2. ความเจริญกา วหนา ทางเทคโนโลยที ําใหเกดิ ภาษาถ่ิน พดู มานานกอ นทจี่ ะคดิ ประดิษฐส ญั ลกั ษณ หรอื อกั ษรขึน้ แทนเสยี งพูด กลา วคือ 3. การพจิ ารณาแยกภาษาถ่นิ พจิ ารณาจากเหตผุ ลทางการเมอื ง สงั คมมนษุ ยเจรญิ ข้นึ ดวยการมีภาษาใช ภาษานน้ั คือ ภาษาพูด เมื่อมนุษยไดคิดคน 4. ภาษาถิ่นเหนือ จดั เปน ภาษายอยของภาษาไทย เพราะมรี ะบบ ประดิษฐตวั อกั ษรขน้ึ มาเพอ่ื ใชบ นั ทกึ ภาษา ทาํ ใหส ามารถเกบ็ คาํ พดู ไวไ ดน าน ใชเ ปน ภาษาเดยี วกนั เครอ่ื งมอื สาํ หรบั การบนั ทกึ ถา ยทอด สบื ทอดความรู และความคดิ วิเคราะหค าํ ตอบ ภาษาถ่นิ หมายถึง ภาษายอยของภาษาใด ภาษาหน่ึง ภาษาไทยเปนภาษาหน่ึงทม่ี ีภาษายอย หรอื ภาษาถนิ่ การเขยี นภาษามหี ลายแบบ เชน ชาวสุเมเรยี นใชตัวอักษรคนู ิฟอรม หรืออักษร ท่ีใชส่ือสารกนั ในแตล ะภูมิภาค การพจิ ารณาแยกภาษาถนิ่ มี ลิ่ม ชาวจนี ใชร ปู ภาพเขยี นเปนคาํ ซง่ึ ตอมาไดม กี ารดดั แปลงจนมีลักษณะเปนภาพ ขอ สังเกต 2 ประการ ไดแ ก ระบบของภาษา และเหตผุ ลทาง สญั ลักษณ เรียกวา อักษรภาพ สว นภาษาไทยใชต ัวอกั ษรแทนเสียง โดยตอ งนาํ ตวั การเมืองการปกครอง ซ่งึ ภาษาถ่ินเหนอื จัดเปน ภาษายอยของ อกั ษรหลายตัวมาประกอบกันเปนคาํ มนุษยทกุ ชาติมีภาษาใชแตไมใชท ุกชาตทิ ่จี ะมี ภาษาไทย เนื่องดว ยมรี ะบบของภาษาเปนอยา งเดยี วกนั คอื เปน ตัวอักษรเปนของตนเองสาํ หรบั เขยี น ภาษาคาํ โดด ประกอบดว ยหนวยเสียงสระ พยัญชนะ และวรรณยุกต ดังน้นั จงึ ตอบขอ 4. 168 คมู่ อื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ คนไทยที่อยู่ในจังหวดั ต่างๆ ในภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี ระยอง สิงห์บรุ ี ครูใชวิธีการต้งั คําถามเพ่อื ใหนักเรียนรว มกนั มีเสียงหรือส�าเนียงพูดไม่เหมือนภาษาไทยท่ีใช้ในกรุงเทพฯ เช่น หู ภาษาไทยถ่ินสุพรรณบุรี อธบิ ายความรู ความเขา ใจท่ีไดรับจากการฟง จะออกเสียงว่า หู้ และใช้ค�าบางค�าแตกต่างกัน เช่น ภาษาไทยถิ่นระยองใช้ค�าว่า จัก ใน บรรยาย ความหมายวา่ รู ้ หรือ ทราบ เชน่ ไม่จัก จะบอกอยา่ งไร มีความหมายว่า ไมร่ ูจ้ ะบอกวา่ อย่างไร ใช้คา� ว่า อาจ ในความหมายว่า กล้า เช่น จะไปก็ไมอ่ าจ เปน็ ต้น • ภาษาถ่นิ ตา งๆ ไดแก ภาษาถน่ิ เหนือ ในภาคใตภ้ าษาไทยถน่ิ สงขลากไ็ มเ่ หมอื นกบั ภาษาไทยถน่ิ ใตท้ พี่ ดู ในจงั หวดั นครศรธี รรมราช ถนิ่ อสี าน ถนิ่ ใต และถน่ิ กลาง ตา งเปน ภาษาถน่ิ หรือจังหวัดพทั ลงุ ภาษาไทยถิ่นอสี านท่ีพดู ในจงั หวัดอุบลราชธานีก็ไมเ่ หมือนกนั กบั ภาษาไทยถิ่น ของภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาถ่ินแตล ะถิ่น อีสานท่ีพดู ทจ่ี ังหวดั ขอนแกน่ หรือจังหวัดชัยภูมิ แต่ท้งั นส้ี ามารถสอ่ื สารกันได้ จะมคี วามแตกตา งกนั ทชี่ ดั เจนอยู 2 ประการ ความแตกตา งนน้ั คอื อะไร ๒.๕ ความแตกต่างระหว่างภาษาไทยถ่นิ กบั ภาษาไทยมาตรฐาน (แนวตอบ ความแตกตา งดานระบบเสยี ง และดา นการใชค าํ ) ภาษาไทยถนิ่ กบั ภาษาไทยมาตรฐานมีความแตกตา่ งกันบ้าง ดังน้ี ๑) ลกั ษณะการออกเสยี งแตกตา่ งกนั เชน่ เสยี งพยญั ชนะ เสยี งสระ และเสยี งวรรณยกุ ต์ • ความแตกตา งดา นระบบเสยี งของ เช่น เสยี งควบกล้า� ไมม่ ีในภาษาถน่ิ อสี าน แต่มีในภาษาไทยมาตรฐาน เชน่ /กร/ /กล/ เปน็ ตน้ ภาษาถ่ินแตละภาษามลี กั ษณะอยางไร ๒) การใช้ค�าแตกต่างกัน ส่วนใหญจ่ ะแตกตา่ งเกย่ี วกับเรอื่ งคา� ศัพท์ เช่น (แนวตอบ ภาษาไทยถน่ิ ตา งๆ มหี นว ยเสยี ง ๒.๑) ค�ำลงท้ำย ประโยคหรือวลี เชน่ พยญั ชนะ หนวยเสียงสระ และหนว ยเสยี ง วรรณยุกต เปนหนว ยเสยี งสาํ คญั มีหนวย • ภาษาไทยมาตรฐาน ใช้ สิ นะ คะ ครบั เสยี งทีใ่ ชตรงกนั อยหู ลายหนว ยเสียง แตก็ • ภาษาถิ่นเหนอื ใช ้ เจ้า กอ อือ่ กา มีบางหนว ยเสียงทีใ่ ชไ มตรงกนั เปน ตน วา • ภาษาถิ่นอสี าน ใช้ เดอ้ นอ แน แม หนวยเสียงควบกลา้ํ ในภาษาไทยถิ่นกลาง • ภาษาถนิ่ ใต้ ใช้ หา เล่า ตะ เหอ หรอื ไทยกรงุ เทพจะไมม ปี รากฏในภาษาถิ่น อสี าน เชน คาํ วา เกวียน ภาษาถน่ิ อีสาน ๒.๒) ใชค้ ำ� ศพั ทแ์ ตกตำ่ งกนั คา� ทม่ี คี วามหมายเดยี วกนั ภาษาไทยถนิ่ อาจใชค้ นละคา� จะออกเสยี งวา “เกยี น” หรือหนว ยเสยี งสระ เชน่ สว นมากภาษาถนิ่ อีสานมีหนว ยเสียงสระ ประสมสระเอยี แทนสระเออื ในภาษาถน่ิ กลาง คา� ภาษาไทย ภาษาไทย ภาษาไทย ภาษาไทย ดงั นั้น คําวา มะเขือ ในภาษาไทยถน่ิ กลาง มาตรฐาน ถิน่ เหนือ ถ่ินอสี าน ถ่ินใต้ จึงออกเสยี งวา มะเขีย ในภาษาถน่ิ อีสาน) พูด แหลง โกรธ พดู อู้ เวา้ หวบิ • นกั เรียนยกตวั อยางความแตกตา งในดา น อรอ่ ย โกรธ โขนด สุน หรอย การใชคําของภาษาไทยถิ่นแตละถิน่ ได ฝร่งั (ผลไม)้ อรอ่ ย ลา� แซ่บ ชมพู่ หรอื ไม อยางไร มอง ฝรัง่ บา่ กว้ ยกา๋ บักสดี า แล (แนวตอบ ภาษาไทยถ่นิ มคี วามแตกตาง มอง ผ่อ เบ่ิง ดานการใชค าํ ดังน้ี • คาํ ทมี่ คี วามหมายเหมอื นกนั อาจใชค นละคาํ 169 • คาํ เดยี วกนั แตล ะถน่ิ อาจใชค นละความหมาย • คาํ บางคาํ มปี รากฏใชใ นถนิ่ หนงึ่ แตไ ม ปรากฏใชใ นอกี ถน่ิ หนงึ่ ) กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู นกั เรียนสบื คน ขอ มลู เกี่ยวกบั ระบบเสยี งเพื่อพิสูจนวาภาษาถิ่น ครูควรสรา งบรรยากาศการเรยี นการสอนที่สนกุ สนานใหเกิดขึ้นในหองเรยี น เหนอื อีสาน และใต เปนภาษายอ ยของภาษาไทย โดยยกตวั อยา ง โดยเนน ใหนักเรียนมสี วนรวมในการเรียนการสอน ยกตวั อยา งคาํ ในภาษาถนิ่ เพอ่ื เกรนิ่ ประกอบใหส มบรู ณ บันทกึ ขอ มูลนาํ มาอภิปรายรว มกับเพอ่ื นใน เขา สกู ารขยายความรู ความเขา ใจเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั “การปฏภิ าค” ของหนว ยเสยี ง โดย ช้นั เรียน เพือ่ สรางองคค วามรทู ี่ถูกตอ งรว มกัน ครยู กตวั อยา งคาํ ในภาษาถนิ่ กลาง ทเี่ มอื่ ออกเสยี งโดยใชภ าษาถน่ิ แตล ะถน่ิ จะมีความ แตกตางกนั เปนตน วา “รัก” ภาคเหนอื และภาคอสี านออกเสยี งวา “ฮกั ” ภาคใต กจิ กรรมทาทาย ออกเสียงวา “หลกั ” คําวา “แรง” ภาคเหนอื และภาคอีสานออกเสียงวา “แฮง” สว นภาคใตออกเสยี งวา “แลง” จากนน้ั ครูชีใ้ หเหน็ วา ลักษณะดงั กลาว คอื นกั เรยี นสบื คน ขอ มลู เกยี่ วกบั ความแตกตา งของภาษาถน่ิ การปฏิภาคของหนว ยเสยี ง หรอื การทหี่ นว ยเสยี งหนง่ึ ในภาษาถน่ิ หนงึ่ ใชต รงกบั กบั ภาษาไทยมาตรฐาน ทงั้ ในประเดน็ ของระบบเสยี ง และการใชค าํ อกี หนว ยเสยี งหนงึ่ ในภาษาอีกถ่ินหนงึ่ อยางเปนระบบ ซง่ึ ในท่ีนี้ คอื หนวยเสียง /ร/ โดยยกตวั อยา งประกอบใหส มบรู ณ บนั ทกึ ขอ มลู นาํ มาอภปิ ราย ในภาษาไทยถน่ิ กรงุ เทพ เปน เสียงปฏภิ าคกับเสยี ง /ฮ/ ในภาษาไทยถน่ิ เหนอื และ รว มกบั เพอ่ื นในชนั้ เรยี น เพอื่ สรา งองคค วามรทู ถี่ กู ตอ งรว มกนั ถนิ่ อีสาน และปฏภิ าคกบั เสียง /ล/ ในภาษาไทยถนิ่ ใต คู่มอื ครู 169

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรียนรวมกันอภปิ รายเกี่ยวกับอทิ ธิพลของ ๒.๓) ค�ำเดยี วกนั แต่ควำมหมำยแตกต่ำงกัน ค�าทเี่ ปน็ ค�าเดยี วกันในแตล่ ะทอ้ งถ่นิ อาจ ภาษาถน่ิ เพ่อื นําขอ มลู มาแลกเปล่ียน ใช้ในความหมายตา่ งกนั เช่น ผานขอคําถามของครู • ภาษาถน่ิ มอี ทิ ธพิ ลตอ การดาํ เนนิ ชวี ติ ประจาํ วนั คา� ภาษาไทยถน่ิ ความหมาย ของมนษุ ยอ ยา งไรบาง ชมพู่ ถิ่นใต้ ฝรั่ง (แนวตอบ ภาษาถน่ิ เปนภาษาท่ีใชสอ่ื สารกันใน กลอง ถน่ิ เหนือ แตล ะทอ งถิน่ แสดงเอกลักษณทางวัฒนธรรม ตรอกหรอื ซอย นอกจากนี้ภาษาถนิ่ ยังถูกใชเปน เครือ่ งมือใน การถายทอดงานคตชิ น หรอื งานวรรณกรรม ข้าวสาลี ถ่นิ เหนือ ข้าวโพด พ้ืนบานตางๆ ทแี่ ฝงไวซ ึ่งแงคดิ แงป ฏบิ ัติ แพ้ ถ่ินอสี าน ชนะ ซ่ึงแตเ ดิมใชส่ังสอนอบรมลูกหลานเพอ่ื ให ประพฤติปฏิบัตติ นไดเ หมาะสมกับสังคม ๒.๔) ระบบกำรสรำ้ งคำ� หรอื ไวยำกรณแ์ ตกตำ่ งกนั อาจจะพบวา่ มกี ารเรยี งลา� ดบั สลบั กนั หรอื เรยี กวาปฏิบัตติ นไดเ หมาะสมกับจารตี เช่น ประเพณี และคานิยมของสังคม) • ภาษาถ่นิ อีสานใช้ ตา� ส้ม ภาษาไทยมาตรฐานใช ้ ส้มต�า • การมีความรู ความเขา ใจเกยี่ วกับภาษาถน่ิ • ภาษาถน่ิ ใต้ใช้ พอ่ หลวง, พ่ีหลวง ภาษาไทยมาตรฐานใช ้ หลวงพอ่ , หลวงพ่ี สรา งประโยชนใดใหแกนกั เรียน ประ โย ช•น ์ใภนากษาาถริน่ ศเหึกนษอื าใชภ้ านษ�า้ บาอ่ ไ ทภยาษถาิน่ไท1ยมาตรฐานใช้ บ่อน�า้ (แนวตอบ นกั เรียนสามารถตอบไดอยา ง หลากหลาย เปนตน วา ทําใหม คี วามรูเก่ยี วกบั ๒.๖ งานคตชิ นวทิ ยามากขึ้น กลาวคือ มีความรู ความเขา ใจเก่ียวกบั ระบบการออกเสยี ง ๑. เกิดความเข้าใจในเร่ืองของภาษาว่าภาษาในโลกนี้ นอกจากจะมีหลายตระกูลแล้ว ความหมายของคาํ ทใ่ี ชกนั ในแตล ะทองถน่ิ ในตระกลู หนึ่งๆ ยังมภี าษาย่อยอกี หลายภาษา กจ็ ะสามารถเขาใจความหมายของงาน ๒. เข้าใจความเป็นมาของภาษา ซาบซึ้งในวัฒนธรรมการใช้ภาษา และเห็นความสา� คัญ วรรณกรรมนน้ั ๆ ได) ของภาษาไทยถ่นิ นน้ั ๆ ๓. เข้าใจในเร่ืองการกลายเสียงและความหมายของค�า ในภาษาไทยถิ่นหน่ึงอาจเห็น 2. ครูสุม เรียกชอื่ นักเรียนอธบิ ายความรเู กี่ยวกับ การใช้คา� บางคา� บางถนิ่ ฟงั แลว้ อาจถอื ว่าเปน็ คา� หยาบ แต่ความหมายไม่ใชอ่ ย่างทเี่ ขา้ ใจ เป็นตน้ ภาษาตางประเทศ ผา นขอคาํ ถามของครู ๔. ใชเ้ ปน็ แนวทางในการเรยี นรู้วิธีการวเิ คราะห์ภาษาในระบบตา่ งๆ เชน่ เสยี งพยัญชนะ • คําภาษาตางประเทศในทีน่ ีห้ มายถึงอะไร เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ และอน่ื ๆ (แนวตอบ คาํ ภาษาตา งประเทศในทนี่ ้ี ๕. เกดิ ประโยชน์ในการสอนภาษาแกเ่ ดก็ นกั เรยี นทพี่ ดู ภาษาถนิ่ และแกไ้ ขปญั หาเดก็ นกั เรยี น หมายถึง คาํ ยมื ภาษาตางประเทศท่ภี าษาไทย ทอี่ อกเสยี งภาษาไทยมาตรฐานไมช่ ดั นา� ความรไู้ ปแกป้ ญั หาในการเรยี นการสอนภาษาไทยแกเ่ ดก็ ยมื เขา มาใชด ว ยเหตผุ ลความจาํ เปน ดา นตา งๆ นักเรยี น เปนตนวา การรบั เทคโนโลยี และวัฒนธรรม ในแตล่ ะถ่นิ อาจมภี าษาถน่ิ ย่อยลงไปอกี เช่น ในภาษาถนิ่ ใต้ ก็มภี าษาสงขลา ภาษานคร บางประการเขา มาใช แลว คาํ ดงั้ เดมิ ทใ่ี ชอ ยเู ดมิ ภาษาตากใบ ภาษาสุราษฎร ์ เปน็ ต้น ภาษาทอ้ งถน่ิ อสี านของประเทศไทยมลี ักษณะใกลเ้ คียงกบั ไมมคี าํ สําหรับบญั ญัตเิ รยี กสง่ิ นนั้ ๆ จึงได ภาษาที่ใช้สื่อสารกันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษา ยมื คําจากเจาของภาษาน้นั ๆ มาใช จนกวา ถน่ิ อสี านมภี าษาถนิ่ ยอ่ ยหลายภาษา ภาษาถนิ่ ทกุ ภาษาเปน็ ภาษาทสี่ า� คญั ในสงั คมไทย เปน็ ภาษาท่ี จะสามารถบัญญตั ิศัพทข ึน้ มาใชแทนได) บนั ทกึ เรอ่ื งราว ประสบการณ ์ และวฒั นธรรมทกุ แขนงของทอ้ งถนิ่ จงึ ควรรกั ษาภาษาถนิ่ ของทกุ ถนิ่ ไว ้ และใช้ใหถ้ ูกต้องเพ่อื เป็นสมบัตขิ องชาตติ อ่ ไป 170 นกั เรียนควรรู ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT ขอใดเปนประโยชนของการศกึ ษาภาษาถน่ิ 1 ประโยชนในการศกึ ษาภาษาไทยถนิ่ การมีความรู ความเขาใจเกีย่ วกับ 1. เขา ใจภาษาของชนชาตอิ ืน่ มากย่งิ ขน้ึ ภาษาถนิ่ มีประโยชนต อผทู ศ่ี ึกษาอยา งจริงจงั เพราะจะเปนแนวทางหน่ึงทจ่ี ะชวย 2. เขา ใจประวตั คิ วามเปนมาของชนชาติไทย สืบทอดและพฒั นาภมู ิปญ ญาทอ งถน่ิ ท่ีสืบทอดจากบรรพบรุ ษุ รนุ สรู ุน เปน มรดก 3. สามารถใชภาษาไดถ กู ตอ งตามหลักไวยากรณ ทางวัฒนธรรมใหคงอยูอยา งเหมาะสม ทง้ั ในปจจบุ นั และอนาคต 4. ทาํ ใหต ดิ ตอ สอื่ สารกบั คนในทอ งถิน่ ตางๆ ไดสะดวกขน้ึ วิเคราะหคาํ ตอบ การศึกษาเกยี่ วกับภาษาถ่ิน จะทาํ ใหผทู ่ีศึกษา นอกจากนี้ภาษาถ่นิ ยังเปนประโยชนในดานอ่นื ๆ เชน ทําใหก ารตดิ ตอ สอ่ื สาร สามารถสบื ทอด ถา ยทอด หรอื พัฒนาภูมปิ ญญาของบรรพบรุ ุษได กับผคู นในทอ งถนิ่ ตางๆ เปนไปไดอยา งถูกตอ ง เหมาะสม เขาใจวัฒนธรรม นอกจากนห้ี ากมโี อกาสไดต ดิ ตอ สอื่ สารกบั คนตา งทอ งถนิ่ จะทาํ ให ของแตละทองถ่นิ ไดด ีย่งิ ข้นึ เพอื่ ใหป ฏิบตั หิ รอื วางตนไดเ หมาะสม ถูกตอ งตาม สามารถสอ่ื สารกนั ไดเ ขา ใจ มคี วามถกู ตอง เหมาะสม การศกึ ษา คานิยม ประเพณีของทองถิน่ นัน้ ๆ ทาํ ใหเขา ใจความหมายของคาํ โบราณบางคาํ ท่ี ภาษาถน่ิ ไมไดทําใหผศู กึ ษามีความเขา ใจภาษาของชนชาติอื่น ปรากฏในศลิ าจารึก และวรรณคดโี บราณ เชน ศิลาจารกึ หลกั ท่ี 1 ไตรภูมพิ ระรวง หรอื ประวัติความเปนมาของชนขาติ ดังนน้ั จงึ ตอบขอ 4. มหาชาตคิ ําหลวง รวมไปถึงเขาใจและทราบทีม่ าของคําซอ นบางคําในภาษาไทย 170 ค่มู อื ครู

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีลักษณะของการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หลากหลายจนส่งผล ครูสมุ เรยี กชื่อนกั เรยี นอธิบายความรเู กีย่ วกับ ใหเ้ กดิ ภาษาถน่ิ เปน็ จาำ นวนมาก ซง่ึ ในแตล่ ะทอ้ งถน่ิ จะมลี กั ษณะแตกตา่ งกนั ออกไป แตก่ เ็ ปน็ ความ ภาษาตางประเทศ ผา นขอคาํ ถามของครู แตกตา่ งทเ่ี ปน็ ลกั ษณะเดน่ แสดงใหเ้ หน็ คณุ คา่ ทางภาษา ซง่ึ เปน็ วฒั นธรรมประเภทหนงึ่ การศกึ ษา วฒั นธรรมทางภาษาไทยจะช่วยใหเ้ ห็นคณุ คา่ ความงดงาม และความเป็นเอกลักษณท์ างภาษา • การยืมคําจากภาษาตางประเทศเขามาใช ซึ่งเป็นสิ่งท่ีน่าภาคภูมิใจ ภาษาไทยเป็นวัฒนธรรมท่ีทำาให้เกิดความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันของ ในภาษาไทย ถือเปนความเปลี่ยนแปลงของ คนในชาติ เปน็ เครอื่ งมอื ในการถา่ ยทอดวฒั นธรรมและพฒั นาวฒั นธรรมใหเ้ จรญิ งอกงาม คนไทย ภาษาหรือไม อยา งไร จึงควรใชภ้ าษาไทยใหถ้ ูกตอ้ ง เพ่อื สืบทอดและอนุรกั ษ์ให้คงอยคู่ ู่สงั คมไทย และดำารงความเปน็ (แนวตอบ การยมื คาํ จากภาษาตา งประเทศ วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าตราบนานเท่านาน ถือเปนความเปล่ยี นแปลงของภาษารปู แบบ 171 หนึ่ง เพราะการยมื คาํ ภาษาตา งประเทศ เขา มาใชใ นภาษา ยอ มสรา งความเปลย่ี นแปลง ใหเ กิดข้นึ ตอ สวนตางๆ ของภาษา เปนตน วา เสยี ง คํา และการสรา งประโยค) • ระบภุ าษาตางประเทศที่ภาษาไทยยืมเขา มา ใชคอื ภาษาใดบาง (แนวตอบ ภาษาไทยยมื คาํ จากภาษา ตางประเทศเขา มาใชหลายภาษา เปน ตน วา ภาษาบาลี สันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาชวา มลายู ภาษาจีน) • ภาษาตางประเทศทยี่ ืมเขา มาใชม ีอทิ ธิพล ตอภาษาไทย หรอื นักเรยี นในฐานะผูใช ภาษาอยา งไร (แนวตอบ ภาษาตา งประเทศทีย่ มื เขามาใช ในภาษาไทย อทิ ธิพลประการแรกท่ีเห็น ชดั เจน คอื การสอ่ื สารในชีวิตประจําวนั ไม สามารถหลกี เลี่ยงทจ่ี ะไมใชคํายมื เหลานนั้ ได นอกจากนี้ ภาษาตางประเทศยังมอี ทิ ธิพล สรา งความเปลีย่ นแปลงใหเกิดขน้ึ กบั ระบบ ภาษาของภาษาหนึ่งๆ เชน ภาษาไทย เม่อื ยมื คําจากภาษาตา งประเทศเขามาใช กอ ใหเ กดิ ความเปลีย่ นแปลง ดงั น้ี • ทําใหม คี าํ หลายพยางคใ ชใ นภาษาไทย • ปรากฏคําทม่ี ีตวั สะกดไมต รงมาตรา • โครงสรางของประโยคเปล่ยี นแปลงไป • ใชค ําภาษาตางประเทศปะปนในการ ส่อื สาร) บูรณาการเช่ือมสาระ เกร็ดแนะครู การศกึ ษาเกยี่ วกับภาษาถิ่น สามารถบูรณาการไดก บั กลุมสาระ ท้งั ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาไทยถนิ่ ตางมคี วามสําคญั ในสงั คมไทย เพราะ การเรียนรูภาษาไทย โดยครคู วรใหความรเู พม่ิ เติมแกนักเรียนเกี่ยวกับ ตา งกเ็ ปน ภาษาทไ่ี ดร บั การยอมรบั และใชส อ่ื สารของสมาชกิ ภายในสงั คมไทยแตล ะ วธิ กี ารเก็บขอ มลู ภาคสนามทางภาษาศาสตร (linguistic fiefi ldwork) ทอ งถน่ิ ดังน้ัน ครูจงึ ควรปลูกฝง ใหนักเรยี นมที ศั นคติท่ีดที ั้งตอภาษาไทยมาตรฐาน ซงึ่ เปน หนง่ึ ในวธิ ีการศึกษาเพื่อใหท ราบเก่ียวกับระบบเสยี ง ระบบคาํ และภาษาไทยถ่ิน เหน็ ความสาํ คัญของการใชภ าษาไทยมาตรฐานเพอ่ื การส่อื สารใน การเรียงรอยประโยคเพอ่ื สอื่ สารในชีวิตประจาํ วันของแตละกลมุ ชีวติ ประจาํ วันท้งั ดานการพดู และการเขียนใหถ กู ตองตามหลักไวยากรณและความ ชาตพิ ันธุ หากจะมีการศึกษาระบบเสยี งของภาษาหนึง่ ๆ ท้ังใน เหมาะสมกบั วฒั นธรรมไทยท่ีมีเอกลักษณดานระบบอาวุโส ในขณะเดียวกนั กค็ วร หนว ยเสยี งพยัญชนะ หนว ยเสียงสระ และหนว ยเสียงวรรณยกุ ต สง เสรมิ ใหน กั เรยี นใชภ าษาถนิ่ ในครอบครวั หรอื ในสงั คมทอ งถนิ่ เพราะภาษาถนิ่ เปน วามีลักษณะเปนอยา งไร เพื่อเปน การขยายความรู ความเขาใจใหแ ก เอกลกั ษณข องสังคมทองถิน่ นักเรยี นเก่ียวกบั ระบบเสยี งของภาษาถิน่ เหนอื ภาษาถ่นิ อีสาน และ ภาษาถน่ิ ใต ครคู วรมอบหมายภาระช้ินงานยอ ยใหแ กนกั เรยี น นอกจากนีย้ ังควรช้ใี หเห็นความสําคญั ของภาษาไทยถ่ิน มคี วามรู ความเขา ใจ จบั กลุมไมเ กินกลุมละ 3 คน รว มกันรวบรวมคาํ ศัพทในภาษาถน่ิ ดา นระบบเสยี ง ระบบคาํ เพอื่ นาํ ไปใชศ กึ ษาภมู ปิ ญ ญาในแขนงตา งๆ เชน วรรณกรรม แตล ะถิน่ ใหไ ดจาํ นวนมากพอท่จี ะวิเคราะหเพ่อื ใหไ ดข อ สรุปเกย่ี วกบั พื้นบาน การแสดงพ้ืนบา น รวมถึงอนุรักษ ถายทอดภมู ปิ ญ ญาเหลา นน้ั ใหค งอยูต อไป หนวยเสียงพยญั ชนะ หนว ยเสยี งสระ และหนวยเสียงวรรณยุกตข อง ภาษาถนิ่ น้ันๆ รวมถงึ ระบบคาํ ศพั ทซ่งึ ปรากฏความแตกตาง นาํ เสนอ คมู่ ือครู 171 ในรปู แบบรายงานการศึกษาคนควา เชงิ วชิ าการ

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Expand Evaluate Engage Expand ขยายความเขา ใจ นักเรยี นจับกลมุ ยอยตามความสมคั รใจ จาํ นวน คาำ ถามประจาำ หน่วยการเรียนรู้ 3 กลมุ โดยเฉลีย่ จํานวนสมาชิกใหใกลเคียงกนั หรอื ตามความเหมาะสม จากน้นั สง ตวั แทนออกมา ๑. ภาษามีความเก่ียวข้องกบั วฒั นธรรมอยา่ งไร จงอธบิ าย จบั สลากประเด็นสําหรบั การทาํ งานรวมกันดังนี้ ๒. ภาษาไทยมลี ักษณะเฉพาะอย่างไร ๓. การใช้ภาษาถน่ิ ในการสือ่ สารมขี ้อดี ขอ้ เสยี อย่างไร หมายเลข 1 ภาษากับวฒั นธรรมในดา นงาน ๔. ภาษาไทยมาตรฐานกบั ภาษาไทยถิ่นมคี วามแตกต่างกันหรือไม ่ อย่างไร วรรณกรรม หรืองานคติชนวทิ ยา ๕. ในฐานะเยาวชนไทย นกั เรยี นจะมสี ่วนช่วยอนรุ กั ษแ์ ละสืบทอดภาษาถน่ิ ของทอ้ งถ่ินตนเองไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง หมายเลข 2 ภาษากบั วฒั นธรรมในดานการ แสดงพน้ื บาน หมายเลข 3 อทิ ธิพลของภาษาตางประเทศ ทีม่ ตี อ ภาษาไทย โดยแตล ะกลุมรว มกนั สบื คน และจดั การขอ มลู ความรูรวมกันในลักษณะปายนิเทศ ลงบนแผน พลาสติกลกู ฟกู ขนาดมาตรฐาน สงครู ตรวจสอบผล Evaluate 1. แตละกลมุ รวมกันนําเสนอขอมูลในประเดน็ กิจกรรมสรา้ งสรรคพ์ ฒั นาการเรียนรู้ ทจี่ บั สลากไดห นาชัน้ เรียน ๑. ใหน้ ักเรียนแบง่ กลมุ่ สบื ค้นภาษาถิน่ ท้ังส่ภี าค บันทกึ ลงในกระดาษ A4 2. ครูตรวจสอบการนําเสนอขอมูลของแตล ะกลุม และนา� เสนอหนา้ ชนั้ เรียน โดยพจิ ารณาจากความถูกตอ งของขอมูล การมสี ว นรว มในการนาํ เสนอของสมาชิก ๒. ให้นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ (ใชก้ ลุ่มเดมิ ) เลอื กบทร้อยกรองในวรรณคดีท่ีสนใจ จา� นวน รวมถงึ มารยาทในการพดู หนา ชนั้ เรยี น ๒-๓ บท แล้ววเิ คราะห์วา่ บทรอ้ ยกรองน้ันไดบ้ ันทึกเร่อื งราว ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี หรอื วถิ ชี ีวติ ของคนไทยในเรอื่ งใดไว้บ้าง และบทรอ้ ยกรองไดท้ า� หนา้ ท ่ี 3. ครูตรวจสอบปา ยนิเทศของนกั เรียนแตละกลุม ในการถา่ ยทอดวฒั นธรรมหรอื ไม่ อย่างไร น�าเสนอผลการวิเคราะห์หน้าชัน้ เรยี น โดยพิจารณาจากการเลือกนาํ เสนอขอมูล ความถกู ตอง และความสวยงาม ๓. ให้นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่ม (ใชก้ ลุ่มเดิม) เลอื กศกึ ษาคน้ คว้าตามหัวข้อต่อไปน้ี กลุม่ ละ ๑ หวั ข้อ แลว้ จดั ท�าเปน็ รายงานส่งครู 4. นกั เรียนตอบคําถามประจําหนว ยการเรียนรู ๑) ภาษากบั การถา่ ยทอดเพลงพน้ื บ้านไทย หลักฐานแสดงผลการเรยี นรู ๒) วฒั นธรรมทางภาษาในวรรณคดไี ทย ๓) ภาษาถ่นิ ในประเทศไทย ปา ยนเิ ทศบนแผนพลาสติกลูกฟกู ขนาด ๔) เอกลักษณข์ องภาษาไทย มาตรฐานในหวั ขอ ท่จี ับสลากได 172 แนวตอบ คําถามประจาํ หนวยการเรยี นรู 1. ภาษามีความเกยี่ วขอ งกบั วัฒนธรรม ในดา นท่ีภาษาเปนสวนหนงึ่ ของวฒั นธรรม เพราะมนุษยสรางภาษาขน้ึ มาเพ่ือใชส ่อื สารกันในชีวติ ประจาํ วัน และใชเปน เคร่อื งมือ ในการบันทกึ ถายทอด สืบทอด วฒั นธรรมในดา นอ่ืนๆ ทีม่ นษุ ยสรางข้ึนมาดว ยเหตผุ ล ความจาํ เปน แหง การดาํ เนินชวี ิต และเมอ่ื ภาษาดาํ รงอยู ภาษาจงึ มสี วนในการ ธํารงไวซึง่ วฒั นธรรม 2. ภาษาไทยมีลกั ษณะเฉพาะหลายประการ เปนตนวา ภาษาไทยเปน ภาษาคาํ โดด ภาษาไทยไมม ีการเปล่ียนแปลงรปู คาํ เพอ่ื บอกตาํ แหนง ทางไวยากรณ 3. การใชภ าษาถิ่นในการส่อื สารมีทัง้ ขอ ดี และขอเสีย ในสว นของขอดี การใชภ าษาถิ่นแสดงใหเ หน็ เอกลักษณท างวฒั นธรรมของแตล ะทอ งถ่ิน แตในขณะเดยี วกนั ขอ เสยี ของการใชภาษาถ่นิ ในการส่อื สารท่ีประกอบดว ยคนจํานวนมากในสถานการณการสื่อสารหนึง่ ๆ อาจทําใหบ ุคคลทไี่ มมีความรู ความเขา ใจเกย่ี วกบั ภาษาถิ่น เกิดความ รสู กึ แปลกแยกได เปน ตน 4. ภาษามาตรฐาน คอื ภาษาทก่ี าํ หนดใชเ ปน ภาษาราชการ และใชในการศึกษา เปน ท่ียอมรบั เขาใจกันของสมาชิกทกุ คนภายในสงั คม ในขณะทภี่ าษาถน่ิ เปนเพยี งภาษา ที่ใชส อ่ื สารกันภายในแตล ะทอ งถ่นิ 5. คาํ ตอบข้ึนอยกู ับนักเรียน โดยแนวทางการอนรุ ักษและสืบทอดภาษาถิ่น สามารถทําไดห ลายวิธี เชน การนาํ ภาษาถิ่นมาพูดในชวี ติ ประจําวนั การปลกู ฝงในเยาวชน เหน็ ความสําคญั ของภาษาถน่ิ การจดั ต้ังชมรมเพือ่ การอนรุ กั ษภาษาถิน่ โดยเฉพาะ 172 คูมอื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Engage Expand Evaluate เปาหมายการเรยี นรู ตอนท่ี ๔ 1. มีความรู ความเขา ใจ กระทง่ั สามารถ ระบฉุ ันทลกั ษณของรา ย และฉันทแตละ รปู แบบได 2. มคี วามรู ความเขาใจเกยี่ วกบั แนวทาง การสรา งสรรคง านเขยี นรอ ยกรองประเภทรา ย และฉันท กระทัง่ สามารถสรางสรรคผ ลงาน ไดดว ยตนเอง สมรรถนะของผเู รียน 1. ความสามารถในการส่ือสาร 2. ความสามารถในการคิด คาํ ประพนั ธร อ ยกรอง คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค เปนการเรียงรอยเร่ืองราวตางๆ ผาน 1. ใฝเรยี นรู ภาษาที่มีความสละสลวย ไพเราะ งดงาม 2. มุง มนั่ ในการทาํ งาน ผูประพันธบรรจงสรางสรรคดวยปญญาและ 3. รกั ความเปน ไทย ความเพยี รพยายาม รอ ยกรองจงึ เปย มดวยคุณคา óหน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ทางวรรณศิลป เปนมรดกทางภาษาท่ีคนไทยทุกคน กระตนุ้ ความสนใจ Engage ควรเรียนรูและสรางสรรคขึ้นใหม เพ่ือเปนการสืบทอด และอนรุ กั ษม รดกทางภาษาไทยจากรนุ สรู นุ ไมใ หส ญู หาย ครนู าํ เขา สหู นว ยการเรยี นรู การแตง คาํ ประพนั ธ ไปตามกาลเวลา ประเภทรา ยและฉนั ท โดยใชว ธิ กี ารตงั้ คาํ ถามทอี่ าศยั ทกั ษะการสงั เกตแสวงหาคาํ ตอบ จากคาํ ถามน้ี การแตง คาํ ประพนั ธ จะทําใหน กั เรียนมีความรเู บ้อื งตนเกี่ยวกบั ลกั ษณะ ประเภทรา ยและฉนั ท เฉพาะของวรรณกรรมประเภทรอยกรอง ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง • วรรณกรรมประเภทรอ ยกรองมคี วามแตกตา ง • แต่งบทรอ้ ยกรอง (ท ๑.๑ ม.๔-๖/๔) • แตง่ บทรอ้ ยกรองประเภทร่ายและฉนั ท์ จากงานวรรณกรรมประเภทรอยแกวอยางไร (แนวตอบ งานวรรณกรรมประเภทรอ ยกรอง คือ งานเขยี นที่มลี ักษณะบงั คับในการแตง หรือทเี่ รยี กวาการกาํ หนดคณะ จาํ นวนบาท จาํ นวนวรรค จํานวนคาํ สัมผสั เสียงของคาํ ในขณะท่วี รรณกรรมประเภทรอยแกว ไมมีการบังคับในลกั ษณะดังกลาว) เกรด็ แนะครู การเรียนการสอนในหนว ยการเรยี นรู การแตงคาํ ประพันธประเภทรายและฉนั ท เปา หมายสาํ คญั คอื นกั เรยี นนําความรู ความเขาใจเกย่ี วกับฉันทลักษณของ บทรอยกรอง ศลิ ปะการประพนั ธม าใชสรางสรรคบทรอ งกรองทแ่ี ตงขึ้นดวยตนเอง โดยคาํ นึงถึงคณุ คา ของบทรอ ยกรองทัง้ ในดา นเนื้อหา และศลิ ปะการประพันธ การจะบรรลเุ ปา หมายดงั กลาว ครคู วรจดั การเรยี นการสอนโดยแบงกลมุ ยอ ย ใหส บื คนในประเด็นตา งกนั แลว ใชวิธีการนําขอมลู มาแบง ปนเพ่ือสรางองคค วามรู ท่ีถกู ตองรว มกัน ทบทวนความรูผ า นขอคาํ ถามของครู เม่อื มีความรู ความเขา ใจ ทเี่ พยี งพอจงึ มอบหมายชนิ้ งานใหน กั เรยี นสรา งสรรคผ ลงานดว ยตนเอง กาํ หนดเกณฑ เพ่อื ใชประเมนิ ผลงานและเปน แนวทางในการปรับปรุง การเรียนการสอนในลักษณะนี้จะชว ยฝก ทักษะทจ่ี ําเปนใหแ กน กั เรียน เปนตนวา ทกั ษะการสังเคราะห ทักษะการคดิ สรา งสรรค และทักษะการประเมนิ คมู่ ือครู 173

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Expand Evaluate กระตนุ้ ความสนใจ Engage ครนู าํ คลปิ การประกวดอานออกเสียงทํานอง ๑. การแตง่ คา� ประพันธป์ ระเภทรา่ ย เสนาะบทรอ ยกรองประเภทรายและฉันท มาเปด ใหน ักเรยี นฟง จากนน้ั ตง้ั คาํ ถามวา รา่ ยเปน็ คา� ประพนั ธเ์ กา่ แกข่ องไทยมฉี นั ทลกั ษณน์ อ้ ยกวา่ รอ้ ยกรองประเภทอนื่ ถา้ พจิ ารณา • นักเรียนคิดวาการสรางสรรคบ ทรอยกรอง จะพบว่าร่ายมีลักษณะใกล้เคียงกับค�าประพันธ์ประเภทร้อยแก้ว เพียงแต่มีการก�าหนดสัมผัสและ คร้ังหนึง่ ๆ ผเู ขียน หรอื ผูสรา งสรรคควรมี ความรใู นเรอื่ งใดบา ง บงั คับวรรณยกุ ต์ในบางแห่ง (แนวตอบ ในเบอ้ื งตน ผเู ขียนควรมีความรู ค�าว่า “ร่าย” แปลว่า อ่าน เสก หรือเดิน ซึ่งรูปแบบของร่ายมีปรากฏในวรรณคดีไทย เก่ียวกบั ฉันทลกั ษณของบทรอยกรองแตละ ประเภท เพือ่ ใหส ามารถบรรจุจํานวนบาท ตง้ั แตส่ มัยสโุ ขทัย จ�าแนกประเภทตามฉันทลักษณ์ได ้ ๔ ชนิด คอื รา่ ยโบราณ รา่ ยสุภาพ รา่ ยดนั้ จาํ นวนวรรค จํานวนคาํ รวมถึงตาํ แหนง สมั ผสั ไดถกู ตอ งตามทีบ่ งั คับ นอกจากน้ี และรา่ ยยาว ยงั ควรมคี วามรเู กย่ี วกบั การใชถ อ ยคาํ ทเ่ี หมาะสม ด้วยเหตุที่ร่ายเป็นค�าประพันธ์เก่าแก่ของไทย จึงมิได้มีข้อบังคับมากนัก ลักษณะบังคับ ใหภ าพทีช่ ดั เจน ในขณะเดยี วกบั ทใ่ี หเ สยี ง เสนาะอนั ไพเราะ รวมไปถงึ กลวธิ กี ารประพนั ธ โดยทัว่ ไป มดี งั นี้ และโวหารในการประพนั ธ) คณะ รา่ ยบทหนง่ึ จะมีกวี่ รรคก็ได ้ แตต่ อ้ งเรยี งค�าให้คล้องจองกนั ตามข้อบังคบั โดยทวั่ ไป มกั จะมตี ง้ั แต ่ ๕ วรรคขนึ้ ไป สว่ นตอนจบนนั้ บางชนดิ กจ็ บแบบธรรมดา บางชนดิ กจ็ บโดยมขี อ้ บงั คบั เพ่ิมเติม ส่วนจ�านวนค�าในวรรคโดยมากก�าหนด ๕ ค�า แต่บางชนิดอาจน้อยกว่าหรือมากกว่า สัมผัส สัมผัสท่ีเป็นพ้ืนของร่าย คือ มีสัมผัสส่งท้ายวรรคและมีสัมผัสรับเชื่อมหน้าวรรค สา� รวจคน้ หา Explore ต่อไปเช่นนี้จนจบ สัมผัสส่งและสัมผัสรับท่ีเช่ือมกันน้ีจะต้องส่งและรับค�าชนิดเดียวกัน เช่น ถ้าคา� ท่สี ่งสมั ผัสเป็นค�าเป็นหรือค�าตาย คา� ทรี่ บั สมั ผสั ก็ต้องเป็นคา� เป็นหรือคา� ตายดว้ ย เป็นต้น เฉล่ียจํานวนนักเรยี นในอตั ราสว นเทา ๆ กัน หรอื ๑.๑ รกาา่ รยแสต่งภุ รา่ายพแ1ต่ละประเภทมหี ลกั การและวธิ ีการ ดังนี้ ตามความเหมาะสม ใหไดจ าํ นวนกลุมทงั้ สนิ้ 9 กลมุ จากน้นั ครูทําสลากจาํ นวน 9 ใบ พรอม ระบุขอ ความ แตล ะกลุม สงตวั แทนออกมาจบั สลาก ประเดน็ สาํ หรับการสบื คน ความรรู วมกนั ดงั นี้ ปรากฏครั้งแรกในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ สันนิษฐานว่าแต่งในสมัยอยุธยาตอนต้น หมายเลข 1 ความรเู กย่ี วกบั การแตง บทรอ ยกรอง ซ่ึงนิยมแต่งกันแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน และมักแต่งกันถูกต้องตามแบบแผนเช่นเดียวกับโคลง หมายเลข 2 รายสภุ าพ ตา่ งๆ ทแี่ ตง่ ในสมัยน้ ี ขอ้ บังคบั ของรา่ ยสุภาพ มดี ังนี้ หมายเลข 3 รายยาว ๑) คณะ หนง่ึ บทมีต้งั แต ่ ๕ วรรคข้นึ ไป จดั เปน็ วรรคละ ๕ ค�า หรอื จะเกนิ กวา่ ๕ ค�า หมายเลข 4 วชิ ชมุ มาลาฉันท บ้างก็ได ้ แตไ่ ม่ควรเกนิ ๕ จงั หวะในการอ่าน จะแตง่ ยาวก่วี รรคก็ไดไ้ มก่ �าหนด เม่อื จะจบบทตอ้ ง หมายเลข 5 อนิ ทรวเิ ชียรฉันท จบด้วยโคลงสองสุภาพ หมายเลข 6 ภุชงคประยาตฉนั ท ๒) สัมผัส ค�าสุดทา้ ยของวรรคหน้าส่งสัมผสั กบั ค�าท ่ี ๑, ๒ หรอื ๓ ของวรรคต่อๆ ไป หมายเลข 7 วสันตดลิ กฉนั ท จนถึงวรรคสุดท้ายก็ให้ส่งสัมผัสไปยังบาทต้นของโคลงสองสุภาพ ซ่ึงเป็นสัมผัสรับในค�าท่ี ๑, ๒ หมายเลข 8 มาณวกฉนั ท หมายเลข 9 แนวทางการแตงบทรอยกรอง หรือ ๓ ถ้าค�าสุดท้ายของวรรคหน้าส่งสัมผัสเป็นค�าเอกหรือค�าโท ค�าท่ีรับสัมผัสในวรรคต่อไป โดยสามารถสบื คนขอมลู ไดจากแหลงขอ มูล ตางๆ ท่ีเขา ถงึ ได และมคี วามนาเชอื่ ถอื ต้องเป็นค�าเอกหรือโทเช่นเดียวกัน ซึ่งร่ายสุภาพบังคับค�าเอก ๓ ค�าโท ๓ เฉพาะที่โคลงสอง 174 เกร็ดแนะครู ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEิดT ความรูในขอใดมีความเกี่ยวขอ งกบั การแตงบทรอยกรองนอยท่สี ดุ ครคู วรขยายความรู ความเขา ใจใหแ กน ักเรียนเกยี่ วกับวรรณคดีในยุคสมยั ตา งๆ 1. ความรเู กีย่ วกับศิลปะในการประพันธ ทีป่ ระพันธดวยบทรอยกรองประเภทรา ย เปน ตนวา ลิลติ โองการแชง นํ้า มหาชาติ 2. ความรูเกี่ยวฉนั ทลกั ษณของบทรอยกรอง คําหลวง ลิลติ ตะเลงพา ย ลิลิตพระลอ โดยนําเนือ้ หาของบทรอ ยกรองตดั ตอนมาให 3. ความรเู กยี่ วกับประวตั ิศาสตรบทรอ ยกรองไทย นกั เรยี นอานทาํ นองเสนาะ แลววิเคราะหค ุณคา ดา นตา งๆ ของบทรอยกรอง เชน 4. ความรเู ก่ียวกบั ขออนโุ ลมของการแตงบทรอยกรองแตล ะประเภท คณุ คา ทางดา นการประพนั ธ คุณคาดา นประวตั ิศาสตร วิเคราะหค าํ ตอบ การแตง บทรอยกรองครั้งหนึง่ ๆ ไมวาจะเปน บทรอ ยกรองประเภทใดก็ตาม ผแู ตงที่ดคี วรมีความรู ความเขาใจ นักเรียนควรรู ในเรอื่ งตอ ไปน้ี ไดแก ฉนั ทลกั ษณ ศลิ ปะในการประพนั ธ เปนตนวา การใชคาํ เพ่ือสรางความไพเราะทางดานเสียง จงั หวะ ใหจ นิ ตภาพ 1 รา ยสภุ าพ การประพนั ธทีใ่ ชโคลงเปน หลกั ในการประพนั ธ และมรี า ยแทรก ท่ชี ดั เจน แจม ชัด รวมไปถึงขอ อนโุ ลมทางการประพนั ธ ความรู ในเน้ือเรื่องหลายๆ แหง ซึง่ การแทรกรา ยลงไปในเรื่องจะชวยใหก ารดําเนนิ เร่ือง เก่ยี วกับประวัติศาสตรของบทรอ ยกรอง ไมมคี วามเก่ยี วขอ งกับ มคี วามรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมกั ใชร า ยสาํ หรับการบรรยายฉากการเดินทาง การตอ สู การแตง บทรอ ยกรองใหไพเราะ ดงั นั้นจงึ ตอบขอ 3. การรบ ท่ตี อ งการถา ยทอดภาพใหเหน็ อากปั กิริยา อาการท่ีวองไว รวดเรว็ 174 คมู่ ือครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ ตอนทา้ ยบท ถา้ คา� ทส่ี ง่ สมั ผสั เปน็ คา� เปน็ หรอื คา� ตาย คา� ทร่ี บั สมั ผสั กต็ อ้ งเปน็ คา� เปน็ หรอื คา� ตายดว้ ย 1. นกั เรยี นน่ังในลักษณะวงกลมกลางหองเรยี น แตค่ �าสุดท้ายของบท (ค�าสร้อยไมน่ บั ) หา้ มใช้ค�าตายหรอื ค�าท่ีมีรปู วรรณยุกต์ และในตอนสดุ ทา้ ย จากน้ันครเู รยี กตวั แทนกลมุ ทจี่ บั สลากได ของบทสามารถเตมิ คา� สรอ้ ยไดอ้ กี ๒ คา� หรอื จะเตมิ ทกุ ๆ วรรคกไ็ ด ้ แตเ่ มอื่ ถงึ โคลงสองตอ้ งงดเวน้ ไว้ หมายเลข 1 ออกมาอธบิ ายความรู พรอ มระบุ แต่สร้อยของโคลงสอง โดยสร้อยชนดิ นจี้ ะต้องใหเ้ หมอื นกันทุกวรรค เรียกชือ่ วา่ “สร้อยสลับวรรค” แหลง ที่มาของขอ มูล การแต่งร่ายสุภาพจะยาวก่ีวรรคก็ได้ไม่ก�าหนด แต่เม่ือจะจบต้องจบด้วยโคลงสองสุภาพ 2. เมอื่ ตวั แทนกลมุ ทจ่ี ับสลากไดหมายเลข 1 เสมอ อธบิ ายความรูแ ลวเสร็จ ครใู หนักเรยี นรว มกนั อธิบายความรแู บบโตต อบรอบวงเกี่ยวกบั แผนผงั โคลงสองสภุ าพ ความรูที่จําเปนสําหรับการแตงบทรอยกรอง โดยใชความรู ความเขาใจท่ีไดรับจากการฟง ๐ ๐ ๐ ๐ ่ ๐ ้ ๐่ ๐้ ๐ ๐ (๐ ๐) บรรยาย เปน ขอ มลู เบอื้ งตน สาํ หรบั ตอบคาํ ถาม • ความรูเ กีย่ วกับฉนั ทลักษณข องบทรอ ยกรอง ๐ ๐ ่ ๐ ๐ ๐ ้ แหล่งใหค้ นชม แลฤ ๅ แตล ะประเภท มคี วามสาํ คญั ตอ การประพนั ธ รอยรูปอนิ ทร์หยาดฟา้ อยา งไร (ลิลิตพระลอ: ไมป่ รากฏนามผแู้ ตง่ ) (แนวตอบ ทาํ ใหผ ูประพันธส ามารถประพันธ มาอ่าองค์ในหลา้ รอยกรองบทนน้ั ๆ ไดถ ูกตอ งตามขอ บังคบั เพราะบทรอ ยกรองหนึง่ ๆ ความไพเราะจะ แผนผังรา่ ยสภุ าพ เกดิ ขึ้นภายหลงั ความถกู ตองของฉันทลกั ษณ เชน ถา มบี คุ คลหน่ึงแตงบทรอ ยกรอง ๐๐๐๐๐ ๐๐๐๐๐ ๐๐๐๐๐ ประเภทรา ยสภุ าพ แตไ มป รากฏการบงั คบั คําเอก คําโท หรอื สมั ผสั นัน่ ยอมเรียก ๐๐๐๐๐ ๐ ๐ ๐ ๐่ ๐้ ๐ ๐่ ๐ ๐ ๐้ บทรอ ยกรองทป่ี ระพันธข น้ึ นัน้ วา รายไมได) • ความรูเ กี่ยวกบั ฉันทลักษณของบทรอ ยกรอง ๐่ ๐้ ๐ ๐ (๐ ๐) คอื ความรูในเรอ่ื งใด (แนวตอบ ความรูเกีย่ วกับฉันทลกั ษณ คอื เห็นสองราชกษตั รีย์ ในช่องสีหบัญชร ดจุ อัปสรส่หู ล้า เย่ยี มหนา้ ดุจดวงเดือน การรูวา บทรอ ยกรองทตี่ นเองจะประพันธ มกี ารกําหนดจาํ นวนบท จาํ นวนบาท จาํ นวน เหมือนแว่นฟา้ ทงั้ คู ่ ต่างตาดูอยคู่ อยทาง เหน็ สองนางพเ่ี ลย้ี ง หนา้ ช่นื สดใสเพย้ี ง วรรค จาํ นวนคํา สมั ผัส คําเอก คาํ โท คําครุ คาํ ลหุ เสียงวรรณยกุ ตไวอ ยา งไร นอกจากน้ี พา่ งท้าวเสดจ็ มาฯ 1 ยังควรมคี วามรูเ กี่ยวกับขอยกเวนทางการ ประพันธ เพราะในบางครงั้ ผแู ตงอาจไม (ลลิ ิตพระลอ: ไมป่ รากฏนามผแู้ ต่ง) สามารถหาคําทีต่ รงกับขอบังคบั มาบรรจใุ น บทรอยกรองได) 175 กจิ กรรมสรา งเสรมิ นกั เรยี นควรรู นกั เรียนคน ควา ขอ มูลเกี่ยวกับประเภทของบทรอยกรองที่ 1 ลลิ ิตพระลอ ประวตั ิศาสตรก ารประพนั ธว รรณคดเี รื่องลลิ ติ พระลอยงั คงหา ปรากฏในประวตั ศิ าสตรการประพันธไ ทย นําขอ มลู มาอธิบาย คําตอบไมไดวาใครเปนผูแตง และแตงขนึ้ ในสมัยใด แตมหี ลักฐานที่สามารถใช อภิปราย ซกั ถาม โตต อบกนั ภายในชั้นเรยี น อนุมานไดว า ลิลิตพระลอนาจะแตง ข้นึ ในชวงสมัยอยธุ ยาตอนตน เพราะวรรณคดี ในสมัยสมเดจ็ พระนารายณม หาราชไมนยิ มแตงดวยลลิ ิต ถอ ยคําท่ปี รากฏใชเ ปน กจิ กรรมทา ทาย ภาษาเกา เชนเดยี วกบั วรรณคดสี มยั สโุ ขทัย รวมถึงเหตกุ ารณท างประวตั ศิ าสตรท่ี สนับสนนุ นักเรียนคนควา ขอ มลู เก่ยี วกับลักษณะสําคัญทีเ่ ก่ยี วของกบั การ แตง บทรอ ยกรอง เปน ตนวา คณะ สมั ผัส นําขอมูลมาอธิบาย ขอ ความเร่ิมเร่อื งของลิลิตพระลอกลาววา “ฝายขา งยวนแพพ าย ฝา ยขา งลาว อภปิ ราย ซกั ถาม โตต อบกนั ภายในชน้ั เรียน สรุปความรู ประลัย ฝายขางไทยชเยศ” ซ่ึงแสดงเหตกุ ารณของการทําสงครามระหวา งลา นนา ความเขา ใจในรูปแบบใบงานเฉพาะบคุ คล สงครู กับกรงุ ศรีอยธุ ยา และกรุงศรีอยุธยาเปน ฝา ยชนะ ตรงกับเหตุการณใ นพงศาวดาร วรรณคดีเรอ่ื งลลิ ิตพระลอไดร บั การยกยองจากวรรณคดีสโมสรใหเปน ยอดของ กลอนลิลติ คูม่ ือครู 175

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรยี นยงั คงนงั่ ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น ๑.๒ รา่ ยยาว ครเู รยี กตวั แทนของกลุมที่จับสลากไดหมายเลข 2 และ 3 ออกมาอธบิ ายความรใู นประเดน็ ทก่ี ลมุ รา่ ยยาวมักใช้แตง่ ร้อยกรองที่ใชส้ วด อา่ น และจารึก เชน่ คา� บวงสรวงสดดุ ี คา� ประกาศ ไดร บั มอบหมาย พรอ มระบุแหลง ที่มาของขอมูล ในพิธกี าร ค�าจารกึ และทีแ่ ต่งเปน็ เรอ่ื งยาว เช่น บทเทศนธ์ รรมวตั ร รา่ ยยาวมหาเวสสันดรชาดก ตามลาํ ดับ เปน็ ตน้ ร่ายยาวมขี ้อบงั คับ ดังน้ี ๑) คณะ รา่ ยยาวบทหนงึ่ จะมกี ่ีวรรคก็ได้ แตส่ ่วนใหญม่ ี ๕ วรรคขนึ้ ไป คา� ในวรรคหน่ึงๆ 2. เมื่อตัวแทนของกลุมที่ 2 และ 3 อธบิ ายความรู ไมค่ วรนอ้ ยกวา่ ๕ คา� แลว เสรจ็ นกั เรยี นรว มกนั อธบิ ายความรเู กย่ี วกบั ๒) สมั ผสั รา่ ยยาวมบี งั คบั เฉพาะสมั ผสั ระหวา่ งวรรค ใหค้ า� สดุ ทา้ ยของแตล่ ะวรรคสง่ สมั ผสั บทรอยกรองประเภทรายสภุ าพ และรา ยยาว ไปยงั ค�าใดคา� หนึ่งของวรรคถัดไป โดยไมก่ า� หนดวา่ จะตอ้ งเป็นค�าใด แต่ไม่ควรใหอ้ ยู่ใกล้ชิดกบั ค�า โดยใชค วามรู ความเขาใจทไ่ี ดรับจากการฟง สุดท้าย ร่ายยาวไม่มีการบงั คับเอกโทและคา� สรอ้ ยอยา่ งรา่ ยสุภาพ สว่ นมากมคี �าสรอ้ ยเมอื่ จบตอน บรรยาย เปน ขอ มูลเบือ้ งตน สําหรบั ตอบคาํ ถาม เช่น นั้นแล นแ้ี ล ฉะนี้แล เป็นต้น • รา ยสภุ าพเปน รา ยท่แี ตง รวมกบั บทรอ ยกรอง ประเภทใด แผนผงั ร่ายยาว (แนวตอบ รายสุภาพเปน บทรอยกรองทีแ่ ตง รวมกับโคลงสองสุภาพ) ๐๐๐๐๐ ๐๐๐๐๐๐ ๐๐๐๐๐๐๐ • รา ยสุภาพมลี ักษณะเฉพาะของฉนั ทลกั ษณ ๐๐๐๐๐๐ ๐๐๐๐๐๐ อยางไร (แนวตอบ รา ยสุภาพกาํ หนดฉนั ทลักษณไว อสสฺ โม อนั วา่ พระอาศรมบรมนเิ วศนว์ งกต เปน็ ทเ่ี จรญิ พรตพรหมวหิ าร แสนสนกุ รมั ณยิ โดยเมือ่ แตง ครัง้ หนงึ่ จะไมบ ังคบั จาํ นวนบท แตเ ม่ือจบบทตอ งจบดว ยโคลงสองสุภาพ รโหฐานทิพพาอาสน์ ดั่งชะลอบันฑุกัมพลศิลาลาดเสิศแล้วมาลอยลง สี่กษัตริย์เสด็จด�ารง รายสภุ าพบทหนึ่งจะมี 5 วรรคข้ึนไป ส�ารวมกิจ ทรงเพศผนวชเปน็ นกั สิทธิ์สืบโบราณ โดยอปุ นสิ ัยสมภารหนอ่ พทุ ธางกูร ทา้ วเธอ มีจํานวนคาํ ในแตล ะวรรค 5 คาํ จงึ ทําให กส็ เู้ สยี สละละซง่ึ มไหศรู ยศ์ วรรยางค ์ ออกมากอ่ สรา้ งซงึ่ พระสมดงึ สบารม ี นา�้ พระทยั ทา้ วเธอ จังหวะแตละวรรคแบง เปน 2/3 หรือ 3/2 สัมผสั บงั คบั ในรายสภุ าพเปน สัมผัสสระ โปร่งเปรมปรีดิป์ ราโมทย์ (ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก1 กัณฑ์กมุ าร: เจ้าพระยาพระคลงั (หน)) คําสดุ ทายของวรรคสง สมั ผัสไปยงั คาํ ท่ี 1, 2 หรือ 3 ของวรรคตอ ไป และ 3 วรรคสุดทาย กลวธิ ีการแตง่ ร่ายสุภาพและร่ายยาว ได้แก่ สัมผัสเชนเดียวกบั โคลงสองสภุ าพ) ๑. กา� หนดเรอื่ งราวเนอื้ หาทจ่ี ะแตง่ โดยกา� หนดไวเ้ ปน็ ความเรยี งกอ่ น เพอื่ ลา� ดบั ความคดิ • นักเรียนคิดวาความไพเราะของรา ยจะเกดิ และกา� หนดทศิ ทางของเร่ือง ขึ้นได ผูแตงควรเรยี นรู หรือใหค วามสาํ คญั ๒. น�าความมาเรียงต่อกนั ทลี ะวรรค ใชค้ า� ที่เหมาะสม โดยเลอื กใช้คา� ท่ีมนี �้าหนกั มเี สียง ในเร่อื งใดอีกบาง นอกจากความรูเกีย่ วกบั ไพเราะ เร่มิ จากการน�าค�าท่เี ลอื กใช้มาเรยี งร้อยกันทลี ะวรรค จนสบื เนอ่ื งจบเรอื่ งราว ท้ังน้ี ค�าที่ ฉันทลกั ษณ เลอื กใชใ้ นการประพนั ธร์ า่ ยควรเลอื กใชค้ า� นอ้ ยแตก่ นิ ความมาก เปน็ คา� ทมี่ พี ลงั และควรใชค้ า� สมั ผสั (แนวตอบ ผแู ตงควรใหค วามสําคญั กับการใช ภายในวรรคดว้ ย จะยิง่ ส่งเสรมิ ให้ร่ายเกดิ ทา� นองรอ้ ยเรยี ง ไพเราะ เสนาะหู เสียงวรรณยุกตท ายวรรค เลือกใชค าํ ท่ที าํ ให เกดิ เสียงเสนาะ รวมถึงความคลองจอง 176 ภายในวรรค) เกร็ดแนะครู ขอสแอนบวเนน Oก-าNรคEิดT ขอ ใดกลาวถูกตองเกย่ี วกับบทรอยกรองประเภทรายยาว เพือ่ สรา งบรรยากาศการเรยี นการสอนทสี่ นกุ สนาน และความรูเบอ้ื งตนเกี่ยวกบั 1. รา ยยาวบทหนึ่งๆ บงั คบั จาํ นวนคาํ และจาํ นวนวรรค บทรอยกรองประเภทรา ยยาว ครคู วรนาํ คลิปเสยี งการอานออกเสยี งรายยาว 2. รา ยยาวกําหนดบงั คับสัมผสั ระหวางวรรค ซง่ึ เปนสมั ผัสสระ มหาเวสสนั ดรชาดกมาเปด ใหน กั เรยี นฟง จากนน้ั ตง้ั ประเดน็ เพอ่ื ใหเ กดิ การแลกเปลย่ี น 3. รา ยยาวไมม ีการบังคบั สัมผัสทงั้ ภายในวรรค และระหวา งวรรค แสดงความคดิ เหน็ รวมกันเก่ยี วกบั อรรถรสของบทรอ ยกรองทไ่ี ดฟ ง 4. บทรอ ยกรองประเภทรายยาวปรากฏในวรรณคดเี รือ่ งมทั นะพาธา นกั เรยี นควรรู วิเคราะหคําตอบ ลักษณะฉันทลักษณของรายยาว ไมม กี าร บังคบั จํานวนบท ในบทหนึง่ ๆ จะมกี ่ีวรรคก็ได แตส ว นใหญ 1 รา ยยาวมหาเวสสันดรชาดก เปน หนังสอื ชุดเรยี กอกี ชอื่ หนงึ่ วา “มหาชาติ มี 5 วรรคขนึ้ ไป โดยคาํ ในวรรคหน่งึ ๆ สามารถปรากฏไดตั้งแต เวสสนั ดรชาดกกลอนเทศน” กระทรวงศึกษาธิการกําหนดใชเ ปน แบบเรยี นตงั้ แต 5-10 คาํ กาํ หนดสมั ผสั บงั คบั ไวทีร่ ะหวา งวรรค โดยเปน สัมผสั สระ พุทธศักราช 2445 ซงึ่ รา ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดกมีท้งั ส้ิน 13 กัณฑ ไดแก คําสดุ ทา ยของวรรคหนา จะสง สัมผสั ไปยังคําที่ 1, 2 หรือ 3 ของ กัณฑท ศพร ทานกณั ฑ หิมพานต วนปเวสน ชชู ก จลุ พน มหาพน กมุ าร มัทรี วรรคตอไป จนกระทั่งจบบท วรรณคดเี รื่องมทั นะพาธานัน้ แตง สกั กบรรพ มหาราช ฉกษัตริย และนครกณั ฑ ดวยบทรอ ยกรองประเภทฉันท ดงั น้ันจงึ ตอบขอ 2. 176 คมู่ อื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ การแต่งค�าประพันธ์ประเภทร่ายแต่ละชนิดมีลักษณะบังคับแตกต่างกัน ส่ิงท่ีควรค�านึงถึง ครูยังคงใชการต้งั คาํ ถามเพ่ือใหนักเรียน ในการแต่งค�าประพันธป์ ระเภทนี้ นอกจากจะต้องแตง่ อยา่ งถกู ตอ้ งตามลักษณะบังคบั แล้ว ยังตอ้ ง รวมกนั อธบิ ายความรูแบบโตต อบรอบวงเก่ยี วกับ คา� นงึ ถงึ ขอ้ ความดแี ละสมั ผสั ดอี กี ดว้ ย จงึ จะถอื วา่ เปน็ คา� ประพนั ธท์ แี่ ตง่ ด ี หากหมนั่ ศกึ ษาหาความรู้ บทรอ ยกรองประเภทรา ยยาว และรา ยสภุ าพ โดย เรอ่ื งการใชค้ า� สา� นวนโวหารใหแ้ ตกฉาน และฝกึ ฝนแตง่ คา� ประพนั ธอ์ ยา่ งสมา่� เสมอ จะทา� ใหส้ ามารถ ใชค วามรู ความเขาใจทไ่ี ดร ับจากการฟงบรรยาย สร้างงานประพันธ์ที่ดีได้ เปนขอ มลู เบ้อื งตน สาํ หรบั ตอบคําถาม ๒. การแต่งค�าประพันธ์ประเภทฉนั ท1์ • นักเรยี นพจิ ารณารา ยทีก่ ําหนดให แลว วิเคราะหวามีลักษณะเดนประการใดที่สง ผล ค�าประพันธ์ประเภทฉันท์ไทยได้แบบอย่างมาจากคัมภีร์วุตโตทัย2 ซ่ึงเขียนไว้เป็นภาษา ตอ ความไพเราะของบทรอยกรอง “ศรีสทิ ธิ์ บาลี-สันสกฤต โดยไทยได้คัดเลือกและดัดแปลงเท่าที่เห็นว่าเหมาะสมกับลักษณะของภาษาไทย พิศาลภพ เลอหลา ลบลม สวรรค จรรโลงโลก และยังเติมสัมผัสเข้าไปอีกด้วย จึงท�าให้ฉันท์ในภาษาไทยมีความไพเราะฟังร่ืนหูคนไทยมากกว่า กวา กวาง แผนแผนผางเมอื งเมรุ ศรี ท่ีจะใช้ตามแบบเดิม ซ่ึงบังคบั ครุ ลห ุ เปน็ ส�าคญั อยธุ เยนทรแ ยม ฟา แจกแสงจาเจิดจันทร...” ในการแตง่ ฉนั ทเ์ ปน็ เรอื่ งราวตา่ งๆ นน้ั มกั มกี ารนา� กาพยบ์ างชนดิ มาแตง่ สลบั กบั ฉนั ทด์ ว้ ย (แนวตอบ บทรอยกรองที่ยกตวั อยา งเปน กาพยท์ น่ี ยิ มใชก้ ันมาก คอื กาพยส์ ุรางคนางค์และกาพยฉ์ บงั และเรียกวา่ คา� ฉันทเ์ หมือนกนั ใน รา ยสภุ าพ ซ่งึ ปรากฏลักษณะเดน ท่ีสง ผล หนังสือสามัคคีเภทค�าฉันท์ของ นายชิต บุรทัต ได้ใช้ฉันท์ถึง ๒๐ ชนิด ซึ่งแสดงว่ากวีท่านน้ี ตอความไพเราะ คอื การเลือกใชถ อ ยคาํ มีความสามารถมาก แต่ในบทเรยี นนจี้ ะขอเสนอวธิ แี ต่งฉนั ท์เพยี ง ๕ ชนดิ เทา่ นน้ั เพ่ือให้เหมาะ เพ่ือสรางสมั ผสั ใน ซ่ึงเปน สัมผสั อกั ษร) แกร่ ะดับชนั้ และวัยของผู้เรียน ฉนั ทม์ ลี กั ษณะบงั คบั ๔ ประการคอื คณะ พยางค ์ สมั ผสั และคร ุ ลห ุ ซงึ่ เดมิ นนั้ กา� หนดเพยี ง • รา ยยาวมลี กั ษณะเฉพาะของฉนั ทลักษณ คร ุ ลห ุ แตไ่ ทยเพม่ิ สมั ผสั ใหไ้ พเราะ ฉนั ทท์ ี่ไทยนยิ มแตง่ ไดแ้ ก ่ วชิ ชมุ มาลาฉนั ท ์ อนิ ทรวเิ ชยี รฉนั ท์ อยางไร ภชุ งคประยาตฉันท ์ และวสนั ตดลิ กฉนั ท์ (แนวตอบ ฉันทลกั ษณข องรายยาวไมกาํ หนด กอ่ นจะกลา่ วถงึ ฉนั ทลกั ษณข์ องฉันท์ ควรท�าความเขา้ ใจเกย่ี วกับ ครุ ลห ุ ดงั นี้ แนนอน บทหนึง่ ไมกาํ หนดจํานวนวรรค แตละวรรคไมก าํ หนดจาํ นวนคาํ เม่อื จบ คร ุ คอื พยางคห์ รอื ค�าท่อี อกเสยี งหนกั ได้แก ่ คา� ท่ปี ระสมดว้ ยสระเสยี งยาวในแม ่ ก กา ความอาจมีคาํ สรอยเสริมทา ยบทได สมั ผสั (ไม่มตี ัวสะกด) รวมอ�า ไอ ใอ เอา และคา� ท่ีมีตวั สะกดท้ังหมด เช่น จำ� ไกล ใจ เขำ นก หัด ภำพ บังคบั ของรา ยยาวเปนสัมผัสสระ โดยมี แรง จำน ยำว สวย ชม เปน็ ตน้ โดยใชส้ ญั ลักษณ์ “ ั ” แทนค�า ครุ ตําแหนง ไมคงท่ี คอื คําสุดทา ยของวรรค หนาสง สัมผสั ไปยงั คําใดคาํ หน่ึงของวรรค ลหุ คอื พยางคห์ รอื ค�าทอ่ี อกเสียงเบา ไดแ้ ก่ คา� ทป่ี ระสมดว้ ยสระเสียงสัน้ ในแม่ ก กา ตอไป ยกเวน คําสดุ ทา ยของวรรค เปนเชน น้ี รวมทง้ั สระอา� และคา� บ บ ่ ก ็ ฤ กบั พยญั ชนะลอยทอ่ี อกเสยี งอะประสมอย ู่ เชน่ อรุ ะ สติ อนุ สรณะ เรื่อยไปจนกระทั่งจบบท) รวิ เป็นตน้ โดยใชส้ ัญลกั ษณ ์ “ ุ ” แทนค�า ลหุ ดงั นนั้ ฉนั ทแ์ ตล่ ะประเภทจะมลี กั ษณะบงั คบั ไดแ้ ก ่ คณะ คร ุ ลห ุ และสมั ผสั ทแ่ี ตกตา่ งกนั ไป • นักเรยี นคดิ วา ความไพเราะของรายยาว การแตง่ ฉนั ทแ์ ต่ละประเภทมหี ลักและวิธีการในการแต่ง ดงั นี้ เกิดขึน้ เพราะสาเหตใุ ด (แนวตอบ ความไพเราะของรา ยยาวเกดิ ขน้ึ 177 จากการทผี่ แู ตง เลือกใชถ อยคําทมี่ คี วาม ไพเราะทางดา นเสยี ง เปนคําทม่ี ีนาํ้ หนักเสียง ตา งกนั เมือ่ อานออกเสยี งจงึ ทําใหเ กดิ เปน ชวงจงั หวะหนัก เบา ยาว สนั้ ) ขอ สแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT นักเรยี นควรรู บทประพนั ธตอ ไปน้ีมลี กั ษณะคาํ ประพนั ธตรงกบั ขอ ใด “คนธฺ มาทโน จงึ เรยี กนามชอ่ื ศิขรินคนั ธมาทนบ รรพต เหตปุ รากฏ 1 ฉนั ท การจะเลอื กใชฉ นั ทป ระเภทใดสาํ หรบั การประพนั ธเ นอื้ หาสาระเรอื่ งหนงึ่ ๆ กอปรดว ยไมข รสบิ ประการมีเชญิ ธชจี งครรไลเลยี บระเบยี บไมล ะเมาะ ผแู ตง ควรพจิ ารณาจากเน้อื หาที่ตอ งการสื่อสารเปน หลกั เพราะฉนั ทชนดิ ตางๆ มุงภิมขุ มาดหมายอยา เหมอเมนิ โดยทิศอดุ รเดนิ ขางเฉียงเหนือ มีลลี า ทวงทาํ นองที่แตกตา งกนั ดงั น้นั จึงตอ งเลือกฉันทท่ีมีลลี า หรือทวงทาํ นอง สาํ เนียกไป” ท่ีสอดคลอ งกับเนือ้ ความ เชน วสันตดิลกฉนั ท คือ ฉันทที่มลี ลี าสดช่นื สดใส 1. อินทรวเิ ชยี รฉันท 2. รา ยสุภาพ จงึ เหมาะสมที่จะใชบรรจเุ น้อื ความทพ่ี รรณนาถงึ ความรกั ทส่ี มหวัง 3. รายยาว 4. รา ยดนั้ 2 คัมภรี ว ุตโตทัย เปน ตาํ ราวา ดว ยการบญั ญตั กิ ารแตง ฉนั ทซ งึ่ ไทยรบั มาจากอนิ เดยี ช่ือและลีลาของฉันทจ งึ เปน ไปตามแบบอินเดยี แตเ ม่อื ไทยรบั เขา มาแลวไดมีการเพ่ิม วิเคราะหค ําตอบ จากการวิเคราะหฉันทลกั ษณข องบทรอ ยกรอง สัมผัสของคาํ เขาไป เพอ่ื ใหเกิดความไพเราะทางดานเสียงและชว งจงั หวะในขณะอา น ทีก่ าํ หนดใหนน้ั เปนบทรอ ยกรองประเภทรา ยยาว เพราะไมก าํ หนด จาํ นวนบท จาํ นวนวรรค จํานวนคาํ ภายในวรรค ปรากฏสมั ผัส ระหวางวรรค โดยคาํ สุดทา ยของวรรคหนาสง สมั ผัสไปยงั คาํ ท่ี 1, 2 หรือ 3 ของวรรคตอไป ดงั นน้ั จึงตอบขอ 3. คมู่ อื ครู 177

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรยี นยงั คงนง่ั ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น ๒.๑ วชิ ชมุ มาลาฉันท์ ๘ ครเู รียกตวั แทนของกลุมทจ่ี ับสลากไดห มายเลข 4 ออกมาอธบิ ายความรใู นประเดน็ ทก่ี ลมุ ของตนเอง วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ เป็นฉันท์ท่ีมีท่วงท�านองในการเปล่งเสียงยาวประดุจสายฟ้าแลบ ไดรับมอบหมาย พรอ มระบุแหลงที่มาของขอมลู มีลักษณะบงั คับ ได้แก่ 2. กอ นการอธิบายความรขู องกลุม ตอ ไป ครใู ห ๑) คณะ ไดแ้ ก่ นักเรยี นรว มกันอธบิ ายความรูแบบโตต อบรอบวง ๑ บท มี ๔ บาท ๑ บาท ม ี ๒ วรรค ๑ วรรค มี ๔ ค�า เกี่ยวกับบทรอยกรองประเภทวิชชุมมาลาฉนั ท 8 โดยใชความรู ความเขาใจท่ีไดร บั จากการฟง ๒) สมั ผสั ไดแ้ ก่ บรรยาย เปน ขอมูลเบ้ืองตนสาํ หรบั ตอบคําถาม ๑. ค�าสดุ ทา้ ยของวรรคท ี่ ๑ สัมผัสกับคา� ท่ี ๒ ของวรรคที่ ๒ • วชิ ชมุ มาลาฉนั ท 8 เปน ฉนั ทท ี่มที ว งทาํ นอง ๒. คา� สดุ ท้ายของวรรคท ี่ ๒ สัมผัสกบั ค�าสุดทา้ ยของวรรคท ่ี ๓ การเปลง เสียงอยางไร ๓. ค�าสุดทา้ ยของวรรคท ่ี ๔ สมั ผสั กบั ค�าสดุ ทา้ ยของวรรคที ่ ๖ (แนวตอบ เปน ฉันททีม่ ีทวงทํานองในการ ๔. เมอ่ื ขน้ึ บทใหมต่ อ้ งยอ่ หนา้ ทกุ ครงั้ และใหค้ า� สดุ ทา้ ยของบทท ่ี ๑ สมั ผสั กบั คา� สดุ ทา้ ย เปลง เสียงยาว) ของบาทท่ี ๒ ในบทต่อไป • วชิ ชมุ มาลาฉนั ท 8 มลี ักษณะเฉพาะของ ๓) คร ุ ลห ุ ค�าทุกค�าในแตล่ ะวรรคเป็นค�าครทุ ้งั หมด ฉนั ทลกั ษณอ ยางไร (แนวตอบ วชิ ชุมมาลาฉันท บทหนึง่ มี 4 บาท แผนผังวชิ ชุมมาลาฉันท ์ ๘ 1 บาท มี 2 วรรค แตละวรรคมี 4 คาํ สัมผสั บงั คับเปน สมั ผัสสระ โดยคําสดุ ทายของวรรค ั ั ั ั ั ั ั ั หนา สงสัมผัสไปยงั คาํ ทส่ี องของวรรคท่ีสอง ั ั ั ั ั ั ั ั บทท่ี ๑ จากน้ันคําสดุ ทายของวรรคทสี่ องจะสง สมั ผัส ั ั ั ั ั ั ั ั ไปยงั คาํ สุดทายของวรรคท่ีสาม และคําสดุ ทา ย ั ั ั ั ั ั ั ั ของวรรคท่ีส่ีสงสัมผัสไปยงั คาํ สุดทายของ ั ั ั ั ั ั ั ั วรรคที่หก หากแตง ตอ มากกวา 1 บท กาํ หนด ั ั ั ั ั ั ั ั บทที่ ๒ ใหม ีสัมผัสเชอื่ มระหวางบท โดยคําสดุ ทาย ั ั ั ั ั ั ั ั ของวรรคหลงั ในบทที่ 1 สง สมั ผสั มายังคํา ั ั ั ั ั ั ั ั สุดทายของวรรคทีส่ องของบทตอ ไป) แรมทางกลางเถ่ือน • ลักษณะของคําทบี่ รรจลุ งในวิชชมุ มาลาฉันท 8 ห่างเพอื่ นหาผู้ มลี ักษณะเฉพาะอยางไร หนงึ่ ใดนึกด ู เหน็ ใครไป่มี (แนวตอบ คําท่บี รรจุลงในแตละวรรคของ หลายวนั ถ่นั ล่วง เมอื งหลวงธานี บทที่ ๑ วิชชุมมาลาฉันท 8 เปนคาํ ครทุ ง้ั สิ้น) นามเวสาลี ผูกไมตรจี ิต ดมุ่ เดาเข้าไป กบั หมูช่ าวเมอื ง เชิงชดิ ชอบเชอ่ื ง เลา่ เรอื่ งเคอื งขนุ่ ฉนั ทอ์ ัชฌาสัย จา� เปน็ มาใน วา้ วนุ่ วายใจ บทท่ี ๒ ด้าวตา่ งแดนตน (สามคั คเี ภทคา� ฉนั ท:์ ชติ บุรทัต) 178 เกร็ดแนะครู ขอสแอนบวเนน Oก-าNรคEดิT การแตงบทรอยกรองจําเปนตองแตงใหถูกตอ งตามฉนั ทลกั ษณ ครูควรสรางบรรยากาศการเรยี นการสอนท่ีสนกุ สนาน และขยายความรู คาํ วา ฉนั ทลักษณ มีความหมายวาอยางไร ความเขา ใจของนักเรียนใหกวางไกล โดยการสรรหาตวั อยา งของบทรอยกรอง 1. จุดเดน ในการแตงบทรอ ยกรอง ประเภทราย และฉนั ททีม่ ีเน้ือความหลากหลาย นอกเหนือจากท่ปี รากฏในบทเรยี น 2. ลกั ษณะของการแตงบทรอ ยกรอง ใหน กั เรยี นรว มกนั ออกเสียง วิเคราะหฉ ันทลกั ษณ ความโดดเดน ทางดานศลิ ปะ 3. ขอควรปฏิบัตใิ นการแตง บทรอ ยกรอง การประพนั ธ การเลือกใชถอยคาํ เพ่ือสอื่ ภาพ สื่อความ สื่อเสยี งทไ่ี พเราะ เพ่ือนาํ มา 4. ลักษณะคาํ ประพันธของบทรอยกรอง ปรบั ใชเ ปน แนวทางการสรา งสรรคผ ลงานของตนเอง โดยในสว นของวชิ ชมุ มาลาฉนั ท 8 วเิ คราะหค าํ ตอบ คําวา ฉนั ทลกั ษณ หมายถงึ รปู แบบและ ครูอาจยกตวั อยางบทบรรยายธรรมชาตจิ ากเร่ืองสรวงปกาสติ คาํ ฉันท ผลงาน โครงสรา งของบทรอยกรอง บทรอ ยกรองแตล ะประเภทจะมี การสรา งสรรคข องสุภร ผลชวี นิ หรอื เร่ืองลลิ ิตภควตี ผลงานการสรา งสรรคข อง ลกั ษณะตา งกนั ซึ่งในท่นี ี้ คือ จาํ นวนวรรค จาํ นวนคําทบ่ี รรจุลงใน วันเพ็ญ เซน็ ตระกูล ซึ่งมเี นือ้ ความบรรยายเก่ยี วกับความรกั แตล ะวรรค และสมั ผัสบังคับ ทงั้ นเี้ พอื่ ใหบ ทรอ ยกรองมคี วาม ไพเราะแตกตา งกนั ดังน้นั จึงตอบขอ 4. 178 คมู่ ือครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ ๒.๒ อนิ ทรวิเชยี รฉันท ์ ๑๑ 1. นกั เรยี นยงั คงนง่ั ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น จากน้ันครเู รยี กตัวแทนกลมุ ท่ีจบั สลากได อินทรวิเชียรฉันท์ มีความหมายว่า ฉันท์ท่ีมีลีลาอันงดงามประดุจสายฟ้าของพระอินทร์ หมายเลข 5 ออกมาอธบิ ายความรูใ นประเด็น เป็นฉันท์ท่ีนิยมแต่งกันมากที่สุด มีลักษณะและจ�านวนค�าคล้ายกาพย์ยานี ๑๑ แต่ต่างกันตรงที่ ที่กลมุ ของตนเองไดรบั มอบหมาย พรอ มระบุ อนิ ทรวิเชียรฉนั ทม์ ีขอ้ บังคบั ครุและลหุ มลี ักษณะบังคับ ดงั นี้ แหลงที่มาของขอ มูล ๑) คณะ ได้แก่ 2. นกั เรยี นรว มกนั อธบิ ายความรแู บบโตต อบรอบวง ๑ บท ม ี ๒ บาท เกยี่ วกบั บทรอยกรองประเภทอินทรวิเชยี รฉนั ท ๑ บาท มี ๒ วรรค โดยใชค วามรู ความเขา ใจทไี่ ดร ับจากการฟง วรรคแรกม ี ๕ คา� และวรรคหลงั ม ี ๖ คา� บรรยาย เปนขอมูลเบื้องตนสําหรบั ตอบคําถาม ๒) สมั ผสั ไดแ้ ก่ • อินทรวิเชียรฉนั ท 11 เปน ฉนั ทที่มีลีลา ๑. คา� สุดทา้ ยของวรรคแรกสมั ผัสกบั ค�าท ่ี ๓ ของวรรคที่ ๒ การอา นที่เปนลักษณะเฉพาะ จนมผี ูนําไป ๒. คา� สุดท้ายของวรรคที่ ๒ สัมผสั กับค�าสดุ ท้ายของวรรคท ่ี ๓ เปรยี บกบั สิง่ ใด ๓. ถ้าแต่งหลายบท จะตอ้ งมีสมั ผัสระหว่างบท คอื คา� สุดท้ายของบทแรกสมั ผสั กบั (แนวตอบ อินทรวิเชียรฉนั ทเ ปน ฉนั ททมี่ ี คา� สุดทา้ ยของวรรคที่ ๒ ในบทตอ่ ไป ทว งทาํ นอง และลลี าประดจุ ดังสายฟา ๓) ครุ ลห ุ อนิ ทรวิเชยี รฉนั ทท์ กุ บท จะบังคบั ครุ ลหุ เหมือนกัน คือ ของพระอินทร) วรรคแรก คร ุ ๒ คา� ลห ุ ๑ ค�า และคร ุ ๒ ค�า วรรคหลงั ลห ุ ๒ ค�า คร ุ ๑ ค �า ลหุ ๑ คา� และคร ุ ๒ ค�า 3. ครสู มุ เรียกชอ่ื นกั เรยี น นําเสนอขอ มลู ความรู เกย่ี วกับวรรณคดีเรอ่ื งท่ปี ระพันธดว ย แผนผังอนิ ทรวิเชยี รฉันท ์ ๑๑ บทรอยกรองประเภทอนิ ทรวิเชยี รฉันท 11 ั ั ัั ัั ุ ุ ัััั ุ ัุ ั ั ั ั ั ุ ุุ ุ ุุ ุ ุ ั ัั ั ุุ ุุ ััั ั ััั ั พิศเส้นสรรี ์รัว ก็ระรกิ ระริวไหว หติ โอ้เลอะหลั่งไป บงเนือ้ ก็เนือ้ เต้น ระกะร่อยเพรา(ะสราอมยัคหคีเวภาทยค�าฉันท1์: ชิต บุรทัต) ทว่ั ร่างและทั้งตวั แลหลังละโลมโล- เพ่งผาดอนาถใจ 179 ขอสอบ O-NET เกรด็ แนะครู ขอสอบป ’51 ออกเกีย่ วกับคาํ ครุ ลหุ ในบทรอ ยกรองประเภทฉนั ท ครคู วรใหนักเรียนรวมกันอานออกเสียงตัวอยา งบทรอยกรองประเภท ขอใดมตี าํ แหนงคาํ ครุ คําลหุ เหมอื นขอความตอ ไปน้ี “บารมี ธ อนิ ทรวิเชยี รฉนั ท 11 ทนี่ ํามาแสดงไวในหนังสือเรียน เพ่ือวิเคราะหวาบทรอ ยกรอง บทดงั กลาวมศี ิลปะการประพนั ธท ่โี ดดเดน อยางไร มากลน ” 1. คนจะดเี พราะนํา้ ใจ นกั เรยี นควรรู 2. สารน้มี ลี บเลือน 3. ฟาสนี ้ําน้ําสฟี า 1 สามัคคีเภทคําฉนั ท แตง ขน้ึ ใน พ.ศ. 2457 โดยนายชิต บุรทัต เปนเรอื่ งราว 4. พรุงนีเ้ ราจะรกั กัน ของกษัตริยลจิ ฉวี กรงุ เวสาลี แหงแควน วัชชี ถกู วัสสการพราหมณ มหาอํามาตย วิเคราะหค ําตอบ ขอความท่กี าํ หนดให “บารมี ธ มากลน ” ของพระเจา อชาตศตั รู กรุงราชคฤห แหงแควนมคธ เขา ไปบอนทําลายความสามัคคี จนกระทง่ั เสยี กรงุ ใหแ กพ ระเจา อชาตศตั รู ซงึ่ เรอ่ื งราวนมี้ ปี รากฏในมหาปรนิ พิ พานสตู ร มตี ําแหนงคาํ ครุ ลหุ ดังน้ี ครุ ลหุ ครุ ลหุ ครุ ครุ และจากตัวเลือก และอรรถกถามังคลวลิ าสินี จากตัวอยางท่ปี รากฏในหนงั สือเรยี นเปนตอนท่ีพระเจา พบวา ประโยค “คนจะดีเพราะนํ้าใจ” มตี ําแหนงของคําครุ ลหุ อชาตศัตรจู ัดฉากสั่งโบยวัสสการพราหมณ เพอื่ ใหเ กิดความสมจริงในการวางแผน เขา ไปบอ นทาํ ลายความสามคั คขี องแควนวัชชี ตรงกับขอ ความทกี่ าํ หนด ดังน้นั จงึ ตอบขอ 1. ค่มู อื ครู 179

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรยี นยงั คงนงั่ ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น ๒.๓ ภุชงคประยาตฉนั ท์ ๑๒ จากนั้นครูเรียกตัวแทนกลุม ที่จับสลากได หมายเลข 6 ออกมาอธบิ ายความรใู นประเด็น ภุชงค ์ แปลว่า ง ู หรือ นาค ประยาต แปลวา่ อาการไปหรอื อาการเล้อื ยของงู ฉนั ทช์ นิดน ้ี ท่ีกลุมของตนเองไดรับมอบหมาย พรอ มระบุ จึงมีความหมายว่า ฉันท์ที่มีลีลาคล้ายอาการเล้ือยของงู เป็นฉันท์ท่ีมีท�านองสละสลวย มักใช ้ แหลงท่มี าของขอมูล แตง่ กับเนื้อหาทม่ี กี ารต่อสู ้ บทสดุด ี บทชมความงาม บทถวายพระพร และบทสนกุ สนาน คึกคกั ร่าเริง อีกท้ังยังใช้แต่งบรรยายความให้รวดเร็วได้ ซ่ึงมีผู้นิยมแต่งกันอย่างแพร่หลายไม่แพ้ 2. นกั เรยี นรว มกนั อธบิ ายความรเู กย่ี วกบั บทรอ ยกรอง อนิ ทรวเิ ชียรฉนั ท์ มลี กั ษณะบงั คับ ดงั นี้ ประเภทภุชงคประยาตฉันท 12 โดยใชค วามรู ความเขา ใจทไี่ ดร บั จากการฟง บรรยาย เปน ขอ มลู ๑) คณะ ไดแ้ ก ่ เบอื้ งตน สาํ หรบั ตอบคําถาม ๑ บท ม ี ๒ บาท • จากทวงทาํ นองดงั กลา ว ภชุ งคประยาตฉันท ๑ บาท ม ี ๒ วรรค 12 ถกู นาํ มาใชบรรจุเนือ้ ความที่มีลักษณะ ๑ วรรค มี ๖ ค�า อยา งไร (แนวตอบ ดวยทาํ นองทเี่ ปรียบประดุจอาการ ๒) สัมผสั ได้แก ่ ของงยู ามท่ีเลอื้ ย กลา วคือ มีความรวดเรว็ ๑. คา� สดุ ท้ายของวรรคแรก สมั ผัสกบั คา� ท ี่ ๓ ของวรรคที่ ๒ วองไว แตในขณะเดียวกนั ก็แฝงไวซ ึ่งลีลา ๒. ค�าสดุ ทา้ ยของวรรคท่ ี ๒ สมั ผัสกบั ค�าสุดทา้ ยของวรรคท่ ี ๓ ความออ นชอ ย ท่ีทรงพลัง จึงถูกนํามาใช ๓. ถา้ แต่งหลายบท จะตอ้ งมสี มั ผัสระหว่างบท คือ ค�าสุดทา้ ยของบทแรกสมั ผสั กับ บรรจเุ น้ือความเก่ยี วกบั การตอ สู บทสดุดี หรอื ค�าสุดท้ายวรรคท่ี ๒ ของบทตอ่ ไป บทถวายพระพร ชมธรรมชาติ ชมความงาม ๓) ครุ ลห ุ ในแตล่ ะวรรคจะมีคร ุ ๔ ค�า และ ลหุ ๒ ค�า บทสนุกสนาน และใชแ ตงบรรยายความได) แผนผงั ภชุ งคประยาตฉนั ท ์ ๑๒ • ภชุ งคประยาตฉันทมีลักษณะฉนั ทลักษณ อยา งไร ุ ุ ั ุ ั ั ัั ั ั ั ุ ุ ุ ุัั ั ััั ัั ุุ ุ ุ ัั ัั ััั ั ุ ุุุ ั ัั ั ัััั (แนวตอบ บทหนงึ่ มี 2 บาท บาทหนง่ึ มี 2 วรรค ุ ดงั นั้น 1 บท จึงมี 4 วรรค วรรคแรก 6 คาํ วรรคหลงั 6 คํา สัมผัสบังคบั เปน สัมผสั สระ โดยคําสุดทา ยของวรรคแรกสง สมั ผัสไปยัง คําที่ 3 ของวรรคทีส่ อง คําสดุ ทายของวรรค มนสั ไทยประณตไท ้ นรินทรไ์ ทยมิท้อถอน ที่สองสงสัมผสั ไปยงั คาํ สดุ ทายของวรรคที่สาม มพิ ง่ึ บารมีบญุ หากแตง ตอ มากกวา 1 บท กาํ หนดสัมผัส มผิ กู รักมิภกั ดบิ์ ร บรุ ุษนา� อนงคห์ นุน บังคับระหวา งบท โดยคําสุดทา ยของวรรค ถลนั จ้วงทะลวงจ�า้ หลงั ในบทที่ 1 สงสัมผสั ไปยังคาํ สุดทาย บุรษุ รกุ อนงคร์ นุ (ฉนั ท์ยอเกยี รตปิชราะวจนญครรรว่ ามชปสรีมะาจ: พัญรบะายนาอุปกติ ศลิ ปสาร1) ของวรรคทส่ี องในบทตอไป) 180 เกรด็ แนะครู ขอ สแอนบวเนนOก-าNรคEดิT คาํ ประพนั ธน ี้เปน รอยกรองประเภทใด มกี บี่ ท กีบ่ าท กี่วรรค ครคู วรใหน ักเรยี นรว มกนั อานออกเสียงบทรอ ยกรองประเภทภชุ งคประยาตฉนั ท และสัมผัสระหวา งบทตรงกับขอ ใด เพื่อตรวจสอบวา นกั เรียนสามารถอานออกเสียงคาํ ครุ ลหุ ไดถกู ตองหรือไม รวมกัน “ทิชงคชาติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ ถอดความ นอกจากนี้ ยงั ควรออกแบบกจิ กรรมเพอ่ื เปน การขยายความรขู องนกั เรยี น กษัตรยิ ลิจฉววี าร ระวังเหือดระแวงหาย ใหกวางขวางมากยิง่ ขน้ึ รวมกันสืบคนประวตั ิศาสตรของชาวจงั หวัดนครราชสีมา เหมาะแกก ารณจะเสกสรร ปวฒั นว ญั จโนบาย ซ่งึ เปน แรงบันดาลใจของการประพนั ธบทรอยกรองน้ี มลางเหตุพิเฉทสาย สมัครสนธ์ิสโมสร” 1. 2 บท 4 บาท 8 วรรค ยล, กล นกั เรยี นควรรู 2. 1 บท 1 บาท 2 วรรค หาย, บาย 3. 2 บท 4 บาท 8 วรรค หาย, บาย 1 พระยาอุปกติ ศลิ ปสาร เปน นักอักษรศาสตรแ ละกวีที่มีเกยี รตมิ ากทานหนง่ึ 4. 2 บท 4 บาท 8 วรรค การ, วาร ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั และพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา - เจาอยหู วั ผเู ปน เจา ของตําราวา ดว ยภาษาไทยทใ่ี ชสอนคนไทยท้งั ประเทศ คอื วเิ คราะหคาํ ตอบ บทรอ ยกรองทีก่ ําหนดใหมีฉนั ทลักษณต รงกบั แบบเรียนสยามไวยากรณ อักขรวธิ ี วจีวภิ าค วากยสมั พันธ และฉนั ทลกั ษณ บทรอยกรองประเภทภชุ งคประยาตฉนั ทบ ทรอยกรองดงั กลา ว มที ง้ั ส้นิ 2 บท 4 บาท และ 8 วรรค จงึ ตอ งมีสัมผสั เชอื่ มระหวางบท 180 คูม่ ือครู คือ คาํ วา หาย และ บาย ดังนั้นจงึ ตอบขอ 3.

กระต้นุ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรยี นยงั คงนงั่ ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น ๒.๔ วสันตดิลกฉนั ท์ ๑๔ จากนน้ั ครูเรียกตัวแทนกลมุ ท่จี ับสลากได หมายเลข 7 และ 8 ออกมาอธบิ ายความรู วสันตดลิ ก นา่ จะมีความหมายวา่ ฉนั ท์ท่ีมีลลี างามประดุจรอยแตม้ ที่กลบี เมฆ ซึ่งปรากฏ ในประเดน็ ท่กี ลมุ ของตนเองไดรบั มอบหมาย ในตอนตน้ แหง่ วสนั ตฤด ู เปน็ หนง่ึ ใน1ฉนั ทท์ น่ี ยิ มแตง่ กนั มากทสี่ ดุ เนอื่ งจากอา่ นแลว้ ฟงั ไดร้ น่ื ห ู รสู้ กึ พรอมระบแุ หลงที่มาของขอ มลู ซาบซง้ึ จบั ใจ มกั ใช้แตง่ เปน็ บทสดดุ ี หรือชมความงาม พรรณนาถึงความรกั มีลักษณะบังคับ ดังนี้ 2. นกั เรยี นรว มกันอธิบายความรูทไ่ี ดร ับจาก การฟง บรรยาย ผานขอ คาํ ถามของครู ๑) คณะ ได้แก่ • วสนั ตดิลกฉนั ทม ลี กั ษณะของฉนั ทลกั ษณ ๑ บท ม ี ๒ บาท ๑ บาท มี ๒ วรรค อยา งไร วรรคแรกม ี ๘ คา� และวรรคหลงั ม ี ๖ ค�า (แนวตอบ วสนั ตดลิ กฉนั ท 1 บท มี 2 บาท บาทหน่ึงมี 2 วรรค โดยวรรคแรกบงั คบั ๒) สัมผัส ได้แก่ จาํ นวนคาํ ภายในวรรคทง้ั สนิ้ 8 คาํ วรรคหลงั ๑. ค�าสดุ ท้ายของวรรคแรกสมั ผัสกบั คา� ท่ ี ๓ ของวรรคท่ี ๒ บงั คบั จาํ นวนคาํ ไวท ่ี 6 คาํ และกาํ หนดบงั คบั ๒. ค�าสุดทา้ ยของวรรคท่ี ๒ สมั ผัสกบั คา� สุดทา้ ยของวรรคท ี่ ๓ สมั ผัส ซึ่งเปนสัมผสั สระไวในตําแหนง ดงั นี้ ๓. ถ้าแตง่ หลายบท ใหค้ �าสดุ ทา้ ยของบทแรกสัมผัสกบั ค�าสดุ ทา้ ยของวรรคท ี่ ๒ ใน คาํ สดุ ทายของวรรคแรก สง สมั ผสั ไปยังคาํ ท่ี บทต่อไป 3 ของวรรคที่สอง คาํ สดุ ทายของวรรคทีส่ อง ๓) ครุ ลห ุ สง สัมผสั ไปยงั คาํ สดุ ทายของวรรคทีส่ าม วรรคแรก มคี า� คร ุ ๔ ค�า ลห ุ ๔ คา� หากมกี ารแตง ตอ มากกวา 1 บท กาํ หนด วรรคหลงั มคี �าคร ุ ๓ ค�า ลหุ ๓ คา� สัมผสั บังคบั ระหวางบท โดยคาํ สดุ ทา ยของ วรรคหลงั ในบทท่หี นึง่ สงสมั ผัสไปยงั คาํ แผนผงั วสนั ตดลิ กฉนั ท ์ ๑๔ สดุ ทายของวรรคทสี่ องในบทตอ ไป) • มาณวกฉนั ท 8 มลี กั ษณะฉนั ทลกั ษณอ ยา งไร ัั ัั ั ั ัั ุ ุ ุุ ัั ัั ุุ ุ ุ ุุ ุ ุ ุ ุ ุ ุั ั ั ั ุ ุุ ุ ุ ุุ ุ ัั ั ั ุ ุุุ ััั ั ั ั ัั (แนวตอบ มาณวกฉนั ท 1 บท มี 4 บาท 1 บาท มี 2 วรรค โดยในแตล ะวรรคบังคบั จาํ นวนคาํ ไวท่ี 4 คํา สมั ผสั บงั คับซึ่งเปน สัมผสั สระในตาํ แหนงตา งๆ ดังนี้ คําสุดทา ย ของวรรคแรกสง สมั ผัสไปยังคาํ ท่ี 1 ของวรรค อา้ หตั ถก์ ็หัตถส์ ขุ ุมชวน มนะหวนฤดกี าล ทสี่ อง คําสดุ ทายของวรรคที่สองสง สมั ผัสไป ยประมลู มโนรมย์ ยงั คาํ สดุ ทา ยของวรรคท่สี าม คาํ สุดทา ยของ ควรแต่จะถือสรุ ภิมาล- วุธฝา่ ระทมตรม วรรคทส่ี ี่สงสมั ผสั ไปยังคาํ สุดทายของวรรคท่ี ยามทุกขก์ ็ถอื ววิ ธิ อา- คณุ ช่วั นิรันดร์กาล โอ้ควรจะเออื้ นพจนชม (คา� ฉนั ท์ยอเกียรตชิ าวนครราชสีมา: พระยาอุปกติ ศลิ ปสาร) หก หากแตง ตอ มากกวา 1 บท ตองยอหนา บทน้นั ใหม แลว กาํ หนดใหม สี มั ผสั บังคับ 181 ระหวางบทไว โดยคาํ สดุ ทา ยของวรรคท่ีแปด ในบทแรก สงสมั ผัสไปยังคาํ สุดทายของ วรรคทีส่ ่ีของบทตอ ไป) ขอสอบ O-NET ขอสอบป ’52 ออกเกย่ี วกบั ศิลปะการประพนั ธบทรอยกรอง เกร็ดแนะครู คาํ ประพนั ธต อไปนว้ี รรคใดมที งั้ สัมผัสสระและสัมผสั พยญั ชนะ นอกจากบทรอยกรองเรือ่ ง “คาํ ฉันทยอเกียรตชิ าวนครราชสีมา” ซึง่ แตง ดว ย สองหูดัง่ กลีบบุษบนั ส่ีเทายนื ยนั จับกลิ่น บทรอยกรองประเภทวสนั ตดลิ กฉันททน่ี าํ มาแสดงเปน ตัวอยา งในหนงั สือเรียนแลว เยื้องยอ งทํานองดังหงสบิน งามสน้ิ ท่ัวสรรพางคก าย ครคู วรยกตวั อยางบทรอยกรองประเภทเดียวกันนี้จากวรรณคดีเร่ืองอ่ืนๆ ทีส่ ามารถ 1. วรรคที่ 1 2. วรรคท่ี 2 สืบคนได แลว ใหนกั เรยี นรวมกันอา นออกเสยี ง เพอื่ ตรวจสอบการอานคําครุ ลหุ 3. วรรคท่ี 3 4. วรรคท่ี 4 ของนกั เรยี น เชน ผลงานของนายชติ บุรทตั นอกจากน้คี รยู งั ควรตัง้ ประเด็น วเิ คราะหค าํ ตอบ การแตงบทรอยกรองโดยเลือกถอ ยคาํ บรรจลุ ง การสนทนาเพ่ิมเติมเกีย่ วกับลักษณะเฉพาะของบทรอ ยกรองประเภทวสนั ตดิลกฉนั ท ในแตละวรรค โดยใหเ กิดท้ังสมั ผสั สระ และสัมผัสวรรณยกุ ตน้นั และดวยลักษณะของทว งทาํ นองนนั้ ทาํ ใหถ ูกนํามาใชประพนั ธเนือ้ หาท่ีมีลักษณะ จะชว ยเพม่ิ ความไพเราะใหแ กบ ทรอ ยกรอง โดยสมั ผสั สระ หมายถงึ อยางไร ยกตวั อยางประกอบคําอธบิ าย ใชค าํ ทปี่ ระสมสระเสียงเดียวกนั สวนสัมผัสพยญั ชนะ คอื ใชคาํ ทข่ี นึ้ ตนดว ยพยัญชนะเสยี งเดียวกัน ดงั น้ันจงึ ตอบขอ 3. นักเรียนควรรู 1 บทสดุดี หมายถึง งานเขยี นทีใ่ ชใ นการกลา วสรรเสริญบุคคลหรือปรัชญา ความคดิ ของบคุ คลผนู ้นั ค่มู ือครู 181

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรยี นยงั คงนง่ั ในลกั ษณะวงกลมกลางหอ งเรยี น ๒.๕ มาณวกฉันท์ ๘ ครเู รยี กตวั แทนกลุมทีจ่ บั สลากไดห มายเลข 9 ออกมาอธบิ ายความรูในประเดน็ ทก่ี ลุมของ มาณว แปลวา่ ชายหน่มุ ฉันท์ชนดิ น้จี งึ มีความหมายเกี่ยวกับผอู้ ยู่ในวัยหนมุ่ สาว ความมี ตนเองไดร ับมอบหมาย พรอมระบแุ หลง ทีม่ า ชีวติ ชีวา ความกระชุ่มกระชวย สนกุ สนาน ของขอ มลู ๑) คณะ ๑ บท ม ี ๔ บาท 2. นกั เรยี นรว มกนั อธบิ ายความรแู บบโตต อบรอบวง ๑ บาท มี ๒ วรรค เกีย่ วกับแนวทางการแตงบทรอ ยกรอง โดยใช ๑ วรรค ม ี ๔ คา� ความรู ความเขาใจทไ่ี ดร บั จากการฟงบรรยาย เปน ขอมูลเบื้องตนสําหรับตอบคําถาม ๒) สัมผสั • การมีความรู ความเขาใจเก่ียวกับฉันทลกั ษณ ๑. ค�าสดุ ทา้ ยของวรรคท ี่ ๑ สมั ผัสกับคา� ท่ี ๑ ของวรรคท่ี ๒ ของบทรอ ยกรองอยา งลึกซ้ึง แตเ พียงเร่ือง ๒. ค�าสุดท้ายของวรรคท่ ี ๒ สัมผสั กับคา� สุดท้ายของวรรคท ่ี ๓ เดยี ว เปน ความรทู ่ีเพียงพอหรอื ไมสาํ หรับ ๓. คา� สดุ ท้ายของวรรคที่ ๔ สมั ผัสกบั คา� สดุ ทา้ ยของวรรคท ่ี ๖ การแตงบทรอ ยกรอง ๔. คา� สดุ ท้ายของวรรคท ี่ ๕ สัมผัสกบั ค�าท่ ี ๑ ของวรรคท ี่ ๖ (แนวตอบ ความรู ความเขา ใจเก่ยี วกับ ๕. คา� สดุ ทา้ ยของวรรคท ่ี ๖ สัมผัสกับค�าสุดท้ายของวรรคที่ ๗ ถ้าแต่งหลายบท ฉันทลักษณของบทรอยกรองอยางลกึ ซงึ้ ค�าสดุ ท้ายของบทท ี่ ๑ สง่ สัมผัสไปยงั คา� สุดทา้ ยของบาทท่ ี ๒ ในบทตอ่ ไป มีประโยชนใ นชัน้ ตน สาํ หรบั ผทู ี่เรม่ิ ฝกการ ๓) คร ุ ลห ุ ในแต่ละวรรค จะมคี ร ุ ๒ ค�า ลหุ ๒ คา� ประพนั ธ เพราะจะทาํ ใหแ ตง ไดถูกตอ งตาม ฉนั ทลกั ษณท กี่ าํ หนดไว ซงึ่ ความรู ความเขา ใจ แ ผนผงั มาณวกฉันท์ ๘ ในเรือ่ งดงั กลาวจะทําใหไดบ ทรอยกรองท่มี ี ความถูกตอง แตอ าจยงั ไมไ ดบ ทรอยกรองทีม่ ี ั ัั ั ั ั ั ั ุ ุ ุ ุ ุุ ุุ ุ ุ ุุ ุุ ุุ ั ั ั ัั ั ั ั ั ัั ั ั ัั ั ุ ุุ ุุ ุ ุ ุ ุ ุ ุุุ ุุุ ััั ั ัััั บทที่ ๑ ความไพเราะลึกซง้ึ เพราะบทรอยกรองหนึ่งๆ บทที่ ๒ ความไพเราะของทวงทํานองที่อานออกเสยี ง ลว นเกิดข้นึ จากการพถิ ีพิถนั ในการเลอื กใช ถอ ยคําของผปู ระพนั ธ ซง่ึ เรยี กความรู เชน นว้ี า “กลวธิ ีการประพนั ธ” หรอื “ศลิ ปะ การประพนั ธ” เปน ความสามารถเฉพาะบุคคล แตม ไิ ดห มายความวา จะไมส ามารถสรา งขนึ้ ได กลาวคอื ความรู ความสามารถในเรื่องนี้จะ ลว่ งลุประมาณ กาลอนกุ รม เกดิ ขน้ึ ไดเมอื่ ผปู ระพนั ธเปนผใู ฝเรียนรู อา น หนึ่ง ณ นยิ ม ทา่ นทวชิ งค์ หนงั สืออยา งหลากหลาย เปน ตนวา วรรณคดี เม่อื จะประสทิ ธิ์ วทิ ยะยง บทที่ ๑ สมยั อดีต เพ่อื สะสมคลังคํา ควรเปด ใจกวาง อานงานของผูอื่น เพือ่ ศกึ ษากลวิธกี ารใชค าํ เชิญวรองค์ เอกกมุ าร การสรา งภาพพจน) เธอจรตาม พราหมณไป โดยเฉพาะใน หอ้ งรหุฐาน จงึ่ พฤฒถิ าม ความพิสดาร บทท่ี ๒ ขอ ธ ประทาน โทษะและไข (สามัคคีเภทค�าฉันท์: ชิต บรุ ทัต) 182 เกร็ดแนะครู ขอสแอนบวเนนOก-าNรคEิดT ขอ ใดบอกคุณคา ของบทรอ ยกรองทม่ี ตี อผูแตงถูกตอ งทสี่ ดุ ครูควรชี้แนะกบั นักเรียนวา ผทู ีแ่ ตงบทรอ ยกรองไดกับแตงบทรอยกรองเปน 1. ชวยใหม จี ิตใจละเมียดละไม ออ นโยน มคี วามแตกตางกนั กลา วคอื ผูทแ่ี ตง บทรอยกรองได คือผูทมี่ คี วามรู ความเขาใจ 2. เปน การแสดงความรขู องผแู ตงออกมาสผู ูอา น เกี่ยวกับฉันทลกั ษณของบทรอยกรองแตละประเภทเปนอยา งดี ทาํ ใหสามารถ 3. ชว ยยกระดับจิตใจใหพ น จากความเศรา หมองท้งั ปวง สรา งสรรคผลงานทีม่ ีความถกู ตองตามฉนั ทลกั ษณท ก่ี าํ หนดไวไ ด แตอ ยางไรก็ตาม 4. เปนวธิ ีการแสดงออกที่จะชว ยใหม ีความประณีตในการใชถ อ ยคาํ บทรอยกรองน้นั อาจเปน บทรอ ยกรองทขี่ าดรสชาติ ขาดความไพเราะ นุมนวลท้งั วเิ คราะหคาํ ตอบ การแตง บทรอ ยกรองในครง้ั หนง่ึ ๆ ใหค ณุ คา ดานเสียง ทว งทํานอง การจดั วางคาํ และรวมไปถงึ การสอ่ื ความ สรางจนิ ตภาพ ตอผูแ ตง และผอู า นหลายประการ ในมุมของผูอ า นจะไดร ับความ ทลี่ ึกซ้ึงชัดเจน ซึ่งผูแ ตง บทรอยกรองเปน น้นั จะสามารถสรา งสรรคความงามใน บันเทิงจากการอาน ชว ยยกระดบั จติ ใจใหพ นจากความเศรา หมอง ลกั ษณะขา งตน นใี้ หเ กิดขึ้นได เนื่องดว ยมีความรู ความเขา ใจในศิลปะการประพันธ ทง้ั ปวง มจี ติ ใจทล่ี ะเอยี ดออ น ลกึ ซงึ้ ในขณะทผี่ แู ตง ยอ มไดส อื่ สาร การเลอื กใชถอยคาํ ทม่ี พี ลงั ดานเสียง และความหมาย ผทู ่แี ตง บทรอ ยกรองเปน ความคดิ ความรูส ึก แนวคิด ขอ คดิ ที่เปนประโยชนสูผ อู า น ฝกฝน จะตอ งมคี วามรูทง้ั ในดานศาสตรและศลิ ปข องการประพันธ ความประณีตในการเลอื กใชถ อ ยคํา ดังนัน้ จงึ ตอบขอ 4. 182 คมู่ ือครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Evaluate Explain Expand Explain อธบิ ายความรู้ กลวิธีในการแตง่ ฉันท์ นกั เรยี นรว มกนั อธบิ ายความรแู บบโตต อบรอบวง ๑. วางแนวคดิ และวตั ถปุ ระสงค์ในการแตง่ ใหช้ ดั เจนวา่ มเี จตนาใชเ้ พอ่ื ประโยชน์ใด ใช้ใน เก่ยี วกับแนวทางการแตงบทรอ ยกรอง โดยใช โอกาสใด ความรู ความเขา ใจที่ไดรับจากการฟงบรรยาย ๒. ศึกษาฉันทลักษณ์ของฉันท์แต่ละประเภทให้เข้าใจ เพื่อเลือกใช้ให้ถูกต้องตามเจตนา เปนขอ มูลเบ้อื งตน สําหรับตอบคาํ ถาม ข องการเ๓ข.ีย นการใช้ค�า1 คือ เลือกค�าให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ของฉันท์แต่ละประเภท ใช้ค�า ทีม่ ีความไพเราะ มีความหมาย เป็นค�าพเิ ศษตา่ งจากค�าท่ีใช้ตามปกติ • นักเรยี นมีแนวทางสาํ หรับการเลอื กใชถ อยคาํ ๔. ประพนั ธ์เนอ้ื หาตามฉนั ทลกั ษณ์ใหม้ ีลลี าสอดคลอ้ งกบั ประเภทของฉนั ท์ทแ่ี ต่ง อยา งไรเพอื่ นาํ มาใชใ นการประพนั ธบ ทรอ ยกรอง ๕. ขดั เกลาเนอื้ หาใหม้ คี วามไพเราะและถกู ต้องสมบูรณ์ ใหมคี วามไพเราะ (แนวตอบ ความไพเราะของบทรอยกรอง ค�าประพันธ์ประเภทร่ายและฉันท์ปรากฏในวรรณคดีไทยต้ังแต่สมัยอยุธยา โดยร่าย เกดิ ขึ้นทีเ่ สียงและจงั หวะเปน สําคญั ซ่งึ ความ เปน็ คา� ประพนั ธท์ มี่ มี าแตเ่ ดมิ สว่ นฉนั ทเ์ ปน็ คา� ประพนั ธท์ ่ีไทยรบั รปู แบบวธิ กี ารแตง่ มาจากการแตง่ ไพเราะจะแสดงออกมาใหรสู กึ ได เม่อื อา น ฉันท์ในภาษาบาลี ซงึ่ แต่เดิมมเี พียงการก�าหนดครุ ลหุ แตก่ วีไทยน�ามาดดั แปลง โดยเพิ่มสมั ผัส ออกเสียงบทรอยกรอง โดยใสท ว งทํานอง อนั เป็นลกั ษณะของคา� ประพันธแ์ บบไทย ทา� ใหม้ คี วามไพเราะมากข้ึน บทรอ ยกรองทมี่ เี สยี งไพเราะ คอื บทรอ ยกรอง ทปี่ รากฏทว งทาํ นองของเสยี ง หรอื เสยี งตาํ่ การแต่งคำาประพันธ์ประเภทร่ายและฉันท์ ผู้แต่งควรที่จะศึกษาลักษณะบังคับทาง สงู หนกั เบา ยาว สั้น ในบทหนึง่ ๆ เมื่อนํา ฉันทลักษณ์ของร่ายและฉันท์แต่ละชนิดให้เข้าใจถ่องแท้ เลือกสรรถ้อยคำามาใช้ในการแต่ง เสยี งเหลา นน้ั มาจดั วางในตาํ แหนง ทเี่ หมาะสม โดยตอ้ งคาำ นงึ ถงึ เนอ้ื หาและเสยี งอนั เกดิ จากการเรยี งรอ้ ยถอ้ ยคาำ เพอื่ ใหค้ าำ ประพนั ธม์ ที ง้ั “รสคาำ ” จงึ เกิดเปนจงั หวะ หรอื ทว งทาํ นอง ดังนนั้ และ “รสความ” อันจะทำาให้เกดิ ความไพเราะและประทับใจผอู้ ่าน แนวทางการเลอื กใชถอ ยคาํ เพื่อเพ่มิ ความ ไพเราะใหบ ทรอ ยกรอง จงึ ควรใหค วามสาํ คญั 183 กบั เรอ่ื งเสยี ง เปน ตนวา เสียงวรรณยุกต ทายวรรค เสียงพยัญชนะควบกลา้ํ เสียง พยญั ชนะตนของคาํ ในแตล ะวรรค) • นกั เรียนคดิ วา ผทู ่ีจะแตงบทรอยกรองไดดี ควรมีคุณสมบตั ิที่โดดเดน อยา งไร (แนวตอบ ผูท ่จี ะแตง บทรอ ยกรองไดดี ตอ งมี ความรู ความเขา ใจในศาสตร ไดแก ความรู ในฉนั ทลกั ษณข องบทรอ ยกรองแตล ะประเภท ขออนุโลมในการประพนั ธ ถอ ยคํา สํานวน โวหาร ภาพพจนท ่ีใชในการประพนั ธ และ ความรูในศลิ ป หรือศิลปะการประพันธ คือ กลวิธีในการสรรคาํ ท่ีมีพลัง ส่อื ความหมาย ที่ลกึ ซึ้ง ชัดเจน ทาํ ใหผอู านเกดิ ภาพพจน ขณะเดียวกันก็ใหร สไพเราะทางดา นเสยี ง หรือเรียกวา รสคาํ ) กจิ กรรมสรา งเสรมิ นักเรยี นควรรู นักเรยี นคน ควา ขอ มูลเกยี่ วกับศลิ ปะการเลอื กใชคํา โดยอธบิ าย 1 การใชคํา หรือการสรรคําในบทรอยกรองมีความสําคัญ ผูแตงตองเลือกสรร ใหเ หน็ ลักษณะ วธิ ีการ พรอมยกตัวอยางประกอบ นาํ เสนอขอมูล ถอ ยคาํ ทเ่ี หมาะสม ซง่ึ ผรู ทู างดา นการประพนั ธบ ทรอ ยกรองกลา วถงึ การเลอื กใชถ อ ยคาํ ในรปู แบบใบงานเฉพาะบคุ คล สง ครู ใหเ หมาะสม เพอ่ื ใหเกิดรสหรือความงามทางการประพันธไ ว 2 ประการ ดงั นี้ กิจกรรมทา ทาย 1. การเลือกใชถอ ยคาํ ท่ีแสดงความหมายในทางภาพ หรอื สรางภาพที่ชัดเจน ใหผ อู า นในขณะทอี่ า นหรอื ฟง บทรอ ยกรองนนั้ การใชค าํ เพอ่ื สรา งภาพหรอื จนิ ตนาการ นกั เรยี นคน ควา ขอ มลู เกย่ี วกบั ภาพพจนใ นบทรอ ยกรอง ใหเกิดขึ้นในใจของผูอ า นนนั้ เรียกวา “จินตภาพ” โดยอธบิ ายใหเ หน็ ลกั ษณะ วธิ กี าร พรอ มยกตวั อยา งประกอบให ชดั เจน นาํ เสนอขอ มลู ในรปู แบบใบงานเฉพาะบคุ คล สง ครู 2. การเลือกใชถอ ยคาํ ท่มี คี วามหมายในทางเสยี ง โดยการเลอื กสรรถอยคาํ ท่ใี หเ สยี งเสนาะ เปนตนวา เสยี งควบกล้าํ การซ้าํ เสยี งพยัญชนะตนภายในวรรค เดยี วกนั เสยี งวรรณยุกต เพอื่ ใหเ กดิ เปนจังหวะ ทวงทํานองท่ไี พเราะ คูม่ ือครู 183

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explore Expand Evaluate Engage Explain Explain อธบิ ายความรู้ ครูสมุ เรยี กชื่อนกั เรยี นอธบิ ายความรู สรรพส าระ µÒí ÃÒ©¹Ñ ·1ÇÃó¾ÄµÔ ÁÒµÃÒ¾ÄµÔ ผานขอ คาํ ถาม ¤ÑÁÀÕÃÇØµâµ·Ñ¢ͧÍÔ¹à´ÕÂÁÕ¡ÒÃẋ§»ÃÐàÀ·¢Í§©Ñ¹· • บทรอ ยกรองหนึง่ ๆ จะปรากฏคุณคาในดา น ใดไดบ า ง แลว นกั เรยี นมแี นวทางอยางไรใน ໚¹ ò »ÃÐàÀ· ä´áŒ ¡‹ ©¹Ñ ·Ç Ãó¾ÄµÔáÅЩѹ·ÁÒµÃÒ¾ÄµÔ การสรา งคุณคาน้ันใหเ กดิ ขึ้น (แนวตอบ บทรอยกรองควรปรากฏคุณคา ใน 2 ¡ÇªÕ ÒÇä·Â¡äç ´¹Œ Òí µÒí ÃÒ©¹Ñ ·Ç Ãó¾ÄµáÔ ÅÐÁÒµÃҾĵÁÔ Ò໹š ดา น คอื ดา นเน้ือหาสาระที่ใหแนวคิด และ ดานศลิ ปะการประพนั ธ ในดานการใหส าระ µŒ¹áººã¹¡ÒÃᵋ§ ᵋ¡Áç Õ¡ÒÃà¾èÔÁÊÁÑ ¼ÊÑ à¾èÍ× ¤ÇÒÁä¾àÃÒÐẺ แนวคดิ ที่เปนประโยชน ผสู รา งสรรคค วรเปน ผทู ม่ี มี มุ มองในการมองโลกและชวี ติ ทกี่ วา งไกล Ì͡Ãͧ¢Í§ä·Â มปี ระสบการณใ นเรอื่ งตา งๆ อยา งหลากหลาย และลกึ ซ้ึงมากพอทจ่ี ะนํามาถา ยทอด เพ่อื ให ã¹ÃѪÊÁѾÃкҷÊÁà´ç¨¾ÃйÑè§à¡ÅŒÒ਌ÒÍÂÙ‹ËÑÇ เปนแงคดิ ทีม่ ีแงงาม ใฝเ รยี นรูอยเู สมอดว ย การอา นมาก ฟง มาก และดมู าก หรือ ¾ÃÐͧ¤â»Ã´à¡ÅŒÒÏ ãËŒÁÕ¡ÒúÙó»¯ÔÊѧ¢Ã³ÇÑ´¾ÃÐવؾ¹ ยึดม่นั ในหัวใจนกั ปราชญ (สุ จิ ปุ ล)ิ สว นใน ดานศลิ ปะการประพันธ ผแู ตง ควรมีความรู ÇÔÁÅÁ§Ñ ¤ÅÒÃÒÁ áÅÐãËŒÁÕ¡ÒèÒÃ¡Ö µÒí ÃÒáÅÐÇÃó¤´Õ¤Òí Ê͹ ความเขา ใจอยา งลึกซ้งึ เกีย่ วกบั ฉันทลกั ษณ ของบทรอ ยกรองในลกั ษณะทเ่ี รยี กวา “จาํ ได พระรูปสมเด็จพระมหาสมณเจา äÇŒ·èÕàÊÒÃÐàºÕ§ÇÑ´¾ÃÐવؾ¹Ï 㹤Ãéѧ¹Ñé¹¾ÃкҷÊÁà´ç¨- ขึน้ ใจ” รวมไปถงึ ความรเู กี่ยวกบั การใชถอยคํา กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส ประดษิ ฐาน สํานวน โวหาร ภาพพจน โดยเฉพาะในเร่ือง ณ ตาํ หนกั วาสกุ รี วดั พระเชตพุ นวมิ ล- ¾Ãйèѧà¡ÅŒÒ਌ÒÍÂÙ‹ËÑǷçÍÒÃÒ¸¹ÒÊÁà´ç¨¾ÃÐÁËÒÊÁ³à¨ŒÒ ของเสยี งและจังหวะ ดว ยการศึกษาจากตาํ รา วิชาการ รวมถึงการอา นงานวรรณคดใี น มังคลาราม ¡ÃÁ¾ÃлÃÁҹتԵªÔâ¹ÃÊ ãËŒ·Ã§¾ÃйԾ¹¸µíÒÃҩѹ· สมัยอดีตเพ่อื สะสมคลังคํา และหาแนวทาง ในการสรา งสรรคงานของตนเองมาปรับใช ÇÃó¾ÄµÔáÅеíÒÃҩѹ·ÁÒµÃÒ¾ÄµÔ à¾è×ͨÒÃÖ¡äÇŒãËŒ»ÃЪҪ¹ä´ŒÈÖ¡ÉÒÇÔ¸Õ¡ÒÃᵋ§©Ñ¹· อยางเหมาะสม) µ‹Íä» • คาํ วา “มีหูเปนนักดนตร”ี มคี วามเก่ยี วของ กบั การแตง บทรอ ยกรองอยา งไร ©¹Ñ ·Ç Ãó¾ÄµÔ ¤Í× ©Ñ¹·»ÃÐàÀ·º§Ñ ¤ºÑ ¾ÂÒ§¤ ¹Í¡¨Ò¡¨ÐÁÕ¤ÇÒÁä¾àÃÒÐ໚¹ (แนวตอบ ผูท ่ีจะแตง บทรอ ยกรองไดไพเราะ เกดิ เสียงและชว งจังหวะท่ีเหมาะสมพอดี àÅÔÈáÅŒÇ Âѧ¶×Í໚¹µŒ¹áºº¢Í§¡ÒÃᵋ§©Ñ¹· ÁÕà¹é×ÍËÒà¡ÕèÂǡѺ¾Ãоط¸âÍÇÒ··èÕÊèѧÊ͹ ควรมหี ูเปนนักดนตรี มีความไวตอเสียง แตละเสยี ง เมื่อบรรจคุ าํ ลงในวรรค ควรอาน ã˾Œ ·Ø ¸ÈÒʹԡª¹ËÅÕ¡àÅÂèÕ §ÊÒà˵آͧ¡ÒûÃоĵÔã¹·Ò§àÊ×èÍÁ હ‹ â·É¢Í§¡Òô×èÁÊÃØ Ò ออกเสียง ทดสอบวา เมอ่ื อา นแลว คาํ น้นั ๆ ใหเ สียงทเี่ หมาะสม เอ้ือกันในแตล ะวรรค ¡ÒÃà·ÕÂè Ç¡ÅÒ§¤×¹ ໚¹µ¹Œ ¨§Ö ¡Å‹ÒÇä´ÇŒ ‹Ò ¾Ãй¾Ô ¹¸à ÅÁ‹ ¹ÕéÁ¤Õ س¤Ò‹ ·Ñé§ã¹´ŒÒ¹à¹é×ÍËÒáÅÐ หรอื ไม) ÇÃóÈÅÔ »Š ©¹Ñ ·ÁÒµÃÒ¾ÄµÔ ¤×Í ©Ñ¹·»ÃÐàÀ·ºÑ§¤ºÑ ÁÒµÃÒ áº‹§Í͡໹š ô »ÃÐàÀ· ¤Í× ÍÃÔªҵԩѹ· ¤ÕµÔªÒµÔ©Ñ¹· àǵÒÅÕªҵԩѹ· áÅÐÁѵµÒÊÁ¡ªÒµÔ©Ñ¹· «Öè§µíÒÃÒàÅ‹Á¹Õé ¶Í× à»¹š ẺÍÂÒ‹ §¢Í§ÃŒÍ¡Ãͧ»ÃÐàÀ·©Ñ¹· µíÒÃҩѹ·ÇÃó¾ÄµÔáÅеíÒÃҩѹ·ÁÒµÃÒ¾ÄµÔ ¢Í§ÊÁà´ç¨¾ÃÐÁËÒÊÁ³à¨ŒÒ ¡ÃÁ¾ÃлÃÁҹتԵªÔâ¹ÃÊ ¨Ö§à»š¹µíÒÃҩѹ·ÀÒÉÒä·Â·èշç¤Ø³¤‹ÒáÅÐ໚¹Áô¡ÅíéÒ¤‹Ò·èÕ ÂÍ´¡ÇÕá˧‹ Ἃ¹´Ô¹ä´¨Œ ÒÃ¡Ö äÇŒà¾×Íè ã˪Œ ¹ÃØ‹¹ËÅѧä´ÈŒ Ö¡ÉÒ ๑๘๔ นักเรยี นควรรู ขอสแอนบวเนนOก-าNรคEดิT ขอใดคือความหมายของสนุ ทรยี รส หรือสนุ ทรยี ภาพทถ่ี กู ตองทีส่ ดุ 1 ฉันท นอกจากฉนั ททีม่ ีปรากฏในคมั ภีรวุตโตทัยแลว ยังมผี ูป ระดิษฐ 1. การแตง บทรอยกรองไดถกู ตอ งตามฉนั ทลกั ษณ ฉนั ทลกั ษณของฉันทข ้นึ ในภาษาไทยอกี หลายชนิด ดังน้ี 2. บทรอยกรองทป่ี รากฏการสรรคําทเี่ รยี กวา ภาษากวี 3. ความงดงามอนั ลุมลกึ ของภาษาทที่ าํ ใหเ กิดความซาบซงึ้ 1. สยามมณีฉนั ท ที่ประดษิ ฐขึ้นโดยพระราชวรวงศเธอ กรมหม่นื พิทยาลงกรณ 4. ลักษณะของรูปแบบและโครงสรางทีโ่ ดดเดนของบทรอยกรอง 2. เปษณนาทฉนั ท และมุทงิ คนาทฉันท ทปี่ ระดษิ ฐโ ดยนายสภุ ร ผลชวี นิ วเิ คราะหคาํ ตอบ บทรอยกรองนอกจากผูแตงจะตอ งใหความ 3. พบิ ูลรัชนีฉันท ทปี่ ระดษิ ฐโ ดยพันโทสจุ ติ ศกิ ษมัต สําคัญกับฉนั ทลักษณแลว ควรใหค วามสําคญั กบั การเลือกสรร 4. จันทรกานตฉันท สูรยกานตฉันท และสรัสวตีเทวฉี นั ท ที่ประดษิ ฐโ ดย ถอยคาํ ดว ย หากผูแ ตง มีความพิถพี ถิ นั ในการใชถ อ ยคําทม่ี ีพลัง ท้ังดานการสรางจนิ ตภาพ ส่อื ความชดั เจน และสรางทว งทาํ นอง ศาสตราจารย ดร. ศกั ดิ์ศรี แยม นัดดา จังหวะท่ีไพเราะเหมาะสม ยอ มกอใหเ กิดสุนทรยี รส หรอื ความ 5. ภูมิพลอดุลยเดชฉนั ท ทีป่ ระดิษฐโ ดยนายถวลั ย มงคลรตั น ซาบซึ้งในขณะทอี่ า น ดงั นนั้ จงึ ตอบขอ 3. 184 คู่มอื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Expand Evaluate Explain อธบิ ายความรู้ 1 นกั เรียนอภิปรายกลุม ยอ ย แลวนาํ ผล การอภปิ รายมาแบง ปน เพื่อสรางขั้นตอน สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส ทรงเปน็ กวผี มู้ อี จั ฉรยิ ภาพและ การแตง บทรอยกรองท่ีถกู ตองรว มกัน เป็นปราชญ์ทางภาษา นอกจากต�าราฉันท์วรรณพฤติและต�าราฉันท์มาตราพฤติแล้ว (แนวตอบ ขนั้ ตอนการแตง บทรอ ยกรองบทหนงึ่ ๆ ควรเร่ิมเมอ่ื ผูแตง มีความรเู กีย่ วกบั การประพนั ธ พระนพิ นธอ์ กี หลายเรอื่ ง เชน่ ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย สมทุ รโฆษคา� ฉนั ท์ (ตอนปลาย) กฤษณาสอนนอ้ ง บทรอยกรองอยา งกวางขวางและลึกซง้ึ จากนนั้ จงึ เร่มิ วางแนวคดิ ทีต่ อ งการจะสื่อสารไปสผู อู าน คา� ฉนั ท์ ปฐมสมโพธกิ ถา และรา่ ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดก ลว้ นเปน็ เพชรนา�้ เอกแหง่ วงการ เขียนขยายแนวคดิ โนม นาวไปสูค าํ ตอบ เรียบเรียง ประเดน็ ความคิดเปน ความเรยี งรอ ยแกว จากนน้ั วรรณคดไี ทย ดงั ทเ่ี สาวณติ วงิ วอน กลา่ วไวใ้ นหนงั สอื วเิ คราะหพ์ ระนพิ นธส์ มเดจ็ พระมหา- จงึ เริ่มลงมือเลอื กใชถ อยคําทม่ี พี ลัง ใหท ัง้ รสคํา รสความ บรรจลุ งในแตล ะวรรคใหถ ูกตอ งตาม สมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรสวา่ “พระนพิ นธข์ องพระองคม์ คี วามงดงามในเชงิ ศลิ ปะ ฉันทลกั ษณ ขณะที่ประพนั ธค วรอา นออกเสยี ง การประพันธ์ มเี น้อื หาท่แี สดงภูมริ ูท้ ้งั ทางโลกและทางธรรม ผู้ศกึ ษาจงึ ไดท้ งั้ ความบนั เทงิ เพอื่ ทดสอบความไพเราะ อา นทง้ั หมดอีกครง้ั ได้สุนทรียะซ่ึงมีคุณค่าต่อจิตใจ และรู้ความเป็นไปของชีวิตในวิถีทางโลกและทางธรรม เพอ่ื ตรวจทาน แกไ ขขอ บกพรอ ง) ซึง่ ลว้ นเป็นการพฒั นาสติปัญญา...” ขยายความเขา้ ใจ Expand ในพทุ ธศกั ราช ๒๕๓๒ องคก์ ารศกึ ษา วทิ ยาศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นบคุ คลดีเดน่ ด้านวฒั นธรรมระดับโลก ประจ�าปพี ทุ ธศักราช ๒๕๓๓ นับเปน็ พระภกิ ษุ รปู แรกที่ได้รบั การถวายพระเกียรติน้ี 1. นักเรียนใชค วามรู ความเขา ใจเกี่ยวกบั ฉนั ทลกั ษณของบทรอ ยกรองประเภทรา ย และฉนั ท รวมถึงศิลปะทางการประพันธ สรางสรรคบ ทรอ ยกรองดวยตนเอง โดย เลอื กประเภทใดประเภทหนึ่ง จากทีไ่ ดศกึ ษา กําหนดความยาวไมต ํ่ากวา 2 บท บรรจุ เนื้อความตามความเหมาะสมกับทว งทาํ นอง ของบทรอ ยกรองท่เี ลอื ก สง ครู 2. นกั เรยี นรว มกันกําหนดเกณฑเพอื่ ใชป ระเมนิ การแตง บทรอ ยกรองของตนเอง และเพื่อนๆ ในชั้นเรียน รวมถงึ ใชเ ปนแนวทางปรับปรุง แกไขในครง้ั ตอไป (แนวตอบ เกณฑท่กี ําหนดควรครอบคลมุ ดังน้ี • มคี วามถูกตองทางดา นฉนั ทลกั ษณ • ถายทอดเนือ้ หาสาระอันเปน ประโยชน • ปรากฏศลิ ปะการประพนั ธ เลือกใชถ อ ยคํา 185 บรรจลุ งในแตล ะวรรคไดท งั้ รสคาํ และรสความ) ขอ สอบ O-NET เกร็ดแนะครู ขอ สอบป ’52 ออกเกีย่ วกับศิลปะการประพันธบ ทรอ ยกรอง ครอู าจมอบหมายช้นิ งานยอยใหนักเรียนปฏิบัติ โดยใหรว มกนั สืบคน เกย่ี วกบั ขอ ใดกวีใชว ธิ ีพรรณนาตา งกบั ขอ อนื่ พระประวัตขิ องสมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระปรมานชุ ิตชิโนรส แลว สงั เคราะห 1. อิม่ ทุกขอ ่มิ ชลนา อม่ิ โศกาหนา นองชล ความรูร วมกันนาํ เสนอในลักษณะปายนิเทศประจาํ ช้ันเรียน 2. กระถนิ กล่นิ หอมกลบ เชน นํ้าอบสุดามาลย 3. ตัวเดยี วมาพลัดคู เหมือนพีอ่ ยูผ ูเดยี วดาย นักเรียนควรรู 4. กระแหแหหา งชาย ดั่งสายสวาทคลาดจากสม วิเคราะหค าํ ตอบ จากตวั เลือกท่กี าํ หนดให ขอ 2., 3. และ 4. 1 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานชุ ิตชโิ นรส มพี ระนามเดมิ วา พระองคเ จา วาสกุ รี ประสตู ิแดเจา จอมมารดาจยุ (ทาวทรงกนั ดาล) สมเดจ็ พระมหา- ใชกลวธิ ีการประพันธ เพือ่ สรา งจินตภาพใหแ กผ รู บั สาร โดยใช สมณเจา กรมพระปรมานชุ ิตชิโนรส ทรงรอบรทู างพุทธศาสตร ราชศาสตร และ วิธีการอปุ มาหรอื การเปรียบเทยี บ โดยสังเกตจากคาํ วา “เหมือน” แบบอยางประเพณี ทรงเปนพระอาจารยของเจา นายในราชวงศหลายองค เชน รชั กาลที่ 3 และรชั กาลท่ี 4 พระองคท รงสนพระทยั ในทางอกั ษรศาสตร ไดท รงอตุ สาหะ และ “ด่งั ” ตามลาํ ดับ ดังนนั้ จงึ ตอบขอ 1. นพิ นธห นงั สอื ไวห ลายเลม โดยมที งั้ หนงั สอื ทางศาสนา วรรณคดี นติ ศิ าสตร โหราศาสตร และประวตั ศิ าสตร คูม่ ือครู 185

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล Explore Explain Expand Engage Evaluate Evaluate ตรวจสอบผล 1. ครูควรสรางบรรยากาศการแสดงความคิดเห็น คำาถามประจาำ หน่วยการเรยี นรู้ และการประเมนิ โดยใหน กั เรยี นแตล ะคนออกมา อา นออกเสยี งบทรอ ยกรองผลงานของตนเอง ให ๑. ฉันทม์ หี ลกั และวิธีการแตง่ อย่างไร ครูและเพ่อื นๆ ฟง หนาชน้ั เรยี น จากน้ันใหส รปุ ๒. ใหน้ ักเรยี นระบุคา� ครุ ลห ุ ของขอ้ ความต่อไปน้ี สาระสําคัญท่นี ําเสนอ ๒.๑ เถลิงศกแถลงสุข นิราศทกุ ข์ระทมทน ๒.๒ อ้าอรุณแอรม่ ระเรอ่ื รุจ ี ประดุจมโนภริ มย์ระต ี ณ แรกรกั 2. นักเรียนประเมินผลงานการแตง บทรอ ยกรอง ๒.๓ ภาคพื้นพนารัญ จรแสนสราญรมย์ ของเพอื่ นแตละคน โดยเขยี นรายช่อื ของเพื่อน ๒.๔ ราตรกี แ็ มน่ มี ขณะดีและร้ายปน ที่นกั เรียนคดิ วาแตง บทรอ ยกรองไดไพเราะ ๒.๕ ชะโดดกุ กระด่ีโดด สลาดโลดยะหยอยหยอย เหมาะสมทีส่ ุด โดยใชห ลักเกณฑการประเมนิ ทร่ี ว มกนั กาํ หนดขนึ้ นํารายช่ือน้ันไปหยอนลง กจิ กรรมสรา้ งสรรค์พฒั นาการเรยี นรู้ ในกลองทีค่ รเู ตรยี มไว จากนนั้ ขออาสาสมัคร นักเรยี น จาํ นวน 2 คน ออกมาทาํ หนา ทเี่ ปน ๑. ให้นกั เรียนแต่งฉนั ท์ชมความงามของธรรมชาต ิ ความยาว ๒-๓ บท (เลอื กใชฉ้ นั ท์ ผขู านและลงคะแนน ประกาศรายชือ่ จาํ นวน ชนดิ ใดก็ได)้ พร้อมท้งั บอกชนิดของฉันท์ที่ใช้ น�ามาอ่านออกเสยี งหน้าชน้ั เรียน 3 คน ครเู รียกนักเรียนที่ไดรับการคดั เลือก ออกมานาํ เสนอแนวทางการสรางสรรคผ ลงาน ๒. ให้นกั เรยี นแต่งรา่ ยสภุ าพบรรยายลักษณะของเพ่อื นในชน้ั เรยี น จา� นวน ๑ คน เพ่อื แบง ปน ความรูใ หแ กเ พ่อื นรว มชัน้ เรยี น ความยาวประมาณ ๑๐ วรรค น�ามาอ่านออกเสียงหนา้ ชั้นเรียน 3. ครูตรวจสอบผลงานการแตงบทรอ ยกรอง ๓. ให้นกั เรียนและครผู สู้ อนรว่ มกันคัดเลือกฉนั ท์และรา่ ยจากขอ้ ๑ และ ๒ จา� นวน ๕ ของนักเรยี นแตละคน โดยใชเกณฑเดียวกบั ตัวอย่าง แล้วร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับตวั อยา่ งเหลา่ นน้ั น�ามาจดั แสดง ท่นี ักเรยี นรว มกันกาํ หนดภายใตค ําแนะนาํ ของ ท่ีป้ายนิเทศ ครู พรอ มท้งั เขยี นขอเสนอแนะ ขอ ควรปรับปรงุ ลงในผลงาน สงคืนใหนกั เรียนนาํ กลับไปแกไข สงครูจนกวาจะเห็นพัฒนาการ 4. นกั เรียนตอบคาํ ถามประจาํ หนวยการเรยี นรู หลักฐานแสดงผลการเรยี นรู ผลงานบทรอ ยกรองประเภทรา ยหรอื ฉนั ท รปู แบบใดรูปแบบหนึ่ง ความยาวไมตํา่ กวา 2 บท ลงในกระดาษขนาด A4 186 แนวตอบ คาํ ถามประจาํ หนว ยการเรยี นรู 1. บทรอ ยกรองประเภทฉนั ท มหี ลกั และวธิ ีการแตงโดยเร่มิ จากผแู ตง จะตอ งมคี วามรู ความเขา ใจเก่ยี วกบั ฉันทลักษณข องฉนั ทแตละประเภทอยางลกึ ซง้ึ รวมไปถงึ ความรู ความเขาใจเกี่ยวกับศลิ ปะการประพนั ธ การเลือกใชถอ ยคาํ เพ่ือใหเกิดความไพเราะทางดา นเสียงและจังหวะ ขอ ยกเวนทางการประพนั ธ เมอ่ื มคี วามรู ความเขา ใจ ในเรอ่ื งขางตน อยา งกวา งขวางและลกึ ซ้งึ ผปู ระพันธจึงเรม่ิ วางแนวคิดท่ตี องการนาํ เสนอไปสผู ูอ าน โดยแนวคดิ นั้นตอ งมีความนา สนใจ เปน ปจจบุ ัน ถูกตอง และเปน จริง เขยี นขยายแนวคิด ดําเนินความ และสรปุ ประเด็นในลกั ษณะความเรียงรอยแกว กอน จากนนั้ จงึ เลือกใชถ อ ยคาํ เพ่อื แตงในแตละวรรค โดยใหความสําคญั กับการสรรคาํ ที่ใหท ัง้ ภาพและเสยี งที่สมบรู ณ ไพเราะ อานทบทวนเพ่อื คนหาจดุ บกพรอ งเพ่อื แกไข 2. เอรชภถุุัาาะัาั ลตอโคดัังิุรรัพัศีกดณุ ัืน้กััแ็ุกุแุพแมุกอุุถนนรรัััละามมััรดงุีรััญสัี่โะดัััุขเรดุื่อรั จุ ี ปนจสขุุุุรณลริรุ แะาาะุัุัสศดดั ดนจุทโัััีแลุัมสุกลดุรโขุุัะุนยาร รัญะภะัุัาัหทิรรยั มัยมัมปั ัอยยทนุ ยรนะหั ตยีุอณยั แรกรัก ั 186 คมู่ อื ครู

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจค้นหา อธิบายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Expand Evaluate บรรณานุกรม กุหลาบ มลั ลิกะมาส. ๒๕๔๒. ความรทู้ ั่วไปทางวรรณคดไี ทย. พิมพ์ครง้ั ท่ี ๑๓. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามค�าแหง. กา� ชัย ทองหลอ่ . ๒๕๔๓. หลักภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร: รวมสาส์น. คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน, สา� นกั งาน. ๒๕๔๕. บรรทดั ฐานภาษาไทย เลม่ ๑: ระบบเสยี ง อกั ษรไทย การอา่ นคา� และการเขยี นสะกดคา� . กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพร้าว. . ๒๕๔๕. บรรทดั ฐานภาษาไทย เลม่ ๒: คา� การสรา้ งคา� และการยมื ค�า. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพร้าว. . ๒๕๕๒. ค่มู ือการเรยี นการสอนภาษาไทย คิดและเขียนเชิงสร้างสรรค:์ เรียงความ ย่อความ และสรุปความ. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพรา้ ว. คทา บณั ฑิตานุกลุ . ๒๕๕๓, กรกฎาคม. ลดความอ้วน ลดอาหาร เพ่อื ออกก�าลังกาย. หมอชาวบา้ น. ๓๒(๓๗๕), หน้า ๑๐-๑๑. คุรสุ ภา. ๒๕๑๘. ค�าบรรยายภาษาไทยชน้ั สงู ของชมุ นุมภาษาไทยของครุ สุ ภา. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพรา้ ว. จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ๒๕๕๒. การค้นควา้ และการเขียนรายงาน. กรุงเทพมหานคร: โครงการ เผยแพร่ผลงานวชิ าการ คณะอกั ษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั . ชลดา เรอื งรักษล์ ิขติ . ๒๕๔๔. วรรณคดอี ยธุ ยาตอนต้น: ลกั ษณะร่วมและอิทธิพล. กรงุ เทพมหานคร: โครงการเผยแพรผ่ ลงานวิชาการ คณะอกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . . ๒๕๔๒. อ่านลิลิตพระลอ. กรุงเทพมหานคร: ภาควชิ าภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . ชติ บุรทัต. ๒๕๐๒. สามคั คเี ภทคา� ฉันท.์ กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพร้าว. ชุตมิ า สัจจานันท์ และคณะ. ๒๕๔๓. การพฒั นาเกณฑ์การประเมนิ ค่าวรรณกรรมไทย. กรุงเทพมหานคร: สถาบนั ภาษาไทย กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ธรี ภาพ โลหติ กลุ . ๒๕๕๓, ๑๐ กรกฎาคม. ในอา่ วลกึ มคี วามลบั โอ!้ ขมุ ทรพั ย์ใตพ้ ภิ พ. คมชดั ลกึ . หนา้ ๘. น้อมนจิ วงศ์สทุ ธิธรรม. ๒๕๕๐. วรรณกรรมกรมสมเด็จพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส. พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๗. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยรามคา� แหง. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์. ๒๕๕๓, ๑๐ กรกฎาคม. ม่งิ ขวญั ชาวนา. ศิลปวฒั นธรรม. ๓๑(๙), หนา้ ๓๗. ปรมานชุ ติ ชโิ นรส, สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระ. ๒๕๔๓. ลิลติ ตะเลงพ่าย. พิมพค์ ร้ังที่ ๓. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพร้าว. ประภาศรี สหี อา� ไพ. ๒๕๓๘. วฒั นธรรมภาษา. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . เปลอ้ื ง ณ นคร. ๒๕๔๒. ภาษาวรรณนาวิวฒั น์ และวบิ ัติของภาษาไทย. กรงุ เทพมหานคร: ขา้ วฟา่ ง. มงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั , พระบาทสมเดจ็ พระ. ๒๕๕๒. มทั นะพาธา. กรงุ เทพมหานคร: อกั ษรเจรญิ ทศั น.์ 187 คู่มอื ครู 187

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธิบายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล Engage Explore Explain Expand Evaluate เยาวลกั ษณ์ ชาติสุขศริ เิ ดช. ๒๕๕๒. ค�ำรำชำศัพท์นำ่ รู.้ กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน.์ . ๒๕๔๘. เรยี งถอ้ ยร้อยกรอง. กรงุ เทพมหานคร: อักษรเจริญทศั น์. ราชบณั ฑติ ยสถาน. ๒๕๕๐. พจนำนกุ รมศพั ทว์ รรณคดีไทย ภำคฉนั ทลักษณ.์ กรงุ เทพมหานคร: ราชบณั ฑิตยสถาน. . ๒๕๕๖. พจนำนกุ รม ฉบบั รำชบณั ฑติ ยสถำน พ.ศ. ๒๕๕๔. พมิ พค์ รง้ั ที่ ๒. กรงุ เทพมหานคร: นานมบี ุ๊คสพ์ ับลเิ คช่นั ส์. รน่ื ฤทยั สจั จพันธ.์ุ ๒๕๔๔. วรรณคดศี ึกษำ. กรงุ เทพมหานคร: ธารปญั ญา. วรเวทย์พสิ ฐิ , พระ. ๒๕๓๔. หลกั ภำษำไทย. กรงุ เทพมหานคร: ศนู ย์ภาษาและวรรณคดีไทย คณะอกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั . วชิ าการ, กรม สถาบนั ภาษาไทย. ๒๕๔๑. เรอ่ื งสน้ั สำ� นวนไทย เลม่ ๓. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พค์ รุ สุ ภา ลาดพรา้ ว. . ๒๕๓๙. ศลิ ปะกำรใชภ้ ำษำ. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว. . กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ๒๕๔๓. อ่ำนอย่ำงไรใหไ้ ด้รส. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพร้าว. วีณา โรจนราธา, บรรณาธกิ าร. ๒๕๕๐. โคลงภำพพระรำชพงศำวดำร พรอ้ มบทขยำยควำมและ บทวเิ ครำะห์. พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๖. กรงุ เทพมหานคร: อรณุ การพิมพ์. ศลิ ปากร, กรม กองวรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร.์ ๒๕๔๑. คตธิ รรมและคำ� สอนจำกวรรณกรรมรอ้ ยกรอง. กรงุ เทพมหานคร: ภาพพิมพ.์ สมพนั ธ์ เลขะพันธุ์. ๒๕๑๘. วรรณกรรมสมยั รัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้ . กรงุ เทพมหานคร: การศาสนา. สุโขทยั ธรรมาธริ าช, มหาวทิ ยาลยั . ๒๕๔๓. เอกสำรกำรสอนชุดกำรใชภ้ ำษำไทย (ฉบบั ปรบั ปรงุ หน่วยท่ี ๑-๘). นนทบรุ ี: โรงพมิ พ์มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช. . ๒๕๔๓. เอกสำรกำรสอนชุดวิชำกำรอำ่ นภำษำไทย. นนทบรุ ี: โรงพิมพ์มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช. สจุ ติ รา จงจิตร. ๒๕๔๗. มนษุ ยก์ ับวรรณกรรม. กรุงเทพมหานคร: โอเดยี นสโตร.์ สุปาณี พัดทอง. ๒๕๔๔. ศลิ ปะกำรประพันธภ์ ำษำไทย: ร้อยกรอง. กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัย ธรรมศาสตร.์ เสาวณิต วิงวอน. ๒๕๔๐. วิเครำะหพ์ ระนิพนธส์ มเด็จพระมหำสมณเจำ้ กรมพระปรมำนุชิตชโิ นรส. กรุงเทพมหานคร: สหธรรมกิ . อจั จิมา เกิดผล. ๒๕๔๖. ฟงั พูดอำ่ นเขียนในชวี ติ ประจำ� วนั . กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ตา� ราและเอกสาร ทางวิชาการ คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย. อุปกิตศิลปสาร, พระยา. ๒๕๔๘. หลักภำษำไทย: อกั ขรวิธี วจีวภิ ำค วำกยสัมพนั ธ์ ฉนั ทลักษณ์. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานชิ . 188 188 คู่มือครู

สรา้ งอนาคตเดก็ ไทย ดว้ ยนวตั กรรมการเรยี นรรู้ ะดบั โลก >> ราคาเลม่ นกั เรยี นโปรดดจู ากใบสง่ั ซอ้ื ของ อจท. คู่มือคคู่มรือู บครร.ู บหรล.ักหภลาักษภาาฯษมา.ฯ5 ม.5 บรษิ ทั อกั ษรเจรญิ ทศั น์ อจท. จำกดั 142 ถนนตะนาว เขตพระนคร กรงุ เทพมหานคร 10200 โทร./แฟกซ.์ 02 6222 999 (อตั โนมตั ิ 20 คสู่ าย) 8 88 5885684694 91 32115326015165.0-1 5.- www.aksorn.com Aksorn ACT ราคาน้ี เปน็ ของฉบบั คมู่ อื ครเู ทา่ นน้ั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook