~ 108 ~ 27. ก่อนซ้ืออาหารทุกคร้ัง แพนเคก้ จะดูวนั เดือนปที ผ่ี ลิตและวันหมดอายุเสมอ การกระทาํ น้แี สดงวา่ แพนเค้ก ให้ความสาํ คัญกบั เรอ่ื งใด ก. ความเชื่อมนั่ ข. ความทนั สมยั ค. ความปลอดภัย ง. ความคุ้มคา่ ประโยชน์ 28. การจดั ตั้งสหกรณส์ ง่ ผลให้สมาชกิ ไดร้ บั ประโยชนต์ ามขอ้ ใด ก. สมาชกิ ไดร้ ับประโยชนจ์ ากเงนิ ปันผล ข. สมาชกิ ของสหกรณ์สามารถซ้ือสนิ ค้าไดใ้ นราคาท่ถี กู ลง ค. ส่งเสริมใหเ้ กดิ ความสามคั คขี ้นึ ในชมุ ชนและเป็นแหลง่ เงินกูข้ องสมาชกิ ง. ถูกทุกข้อ 29. ขอ้ ใดคอื ปญั หาการผลติ สนิ คา้ และบริการในทอ้ งถน่ิ ก. กลมุ่ แม่บา้ นเนนิ สมหวังมีความชาํ นาญในการทําเครอ่ื งปัน้ ดินเผามาก ข. กลุ่มแมบ่ า้ นหว้ ยน้าํ ทิพยท์ อเสือ่ เปน็ อาชีพเสรมิ เพราะหมู่บา้ นมตี น้ กกอยู่มาก ค. กลุม่ แม่บ้านคอโอง่ ซื้อเครือ่ งจกั รอตั โนมัติมาเยบ็ ผ้าเพราะนา้ ใบเตยใชเ่ ป็นคนเดยี ว ง. กลมุ่ แม่บ้านทงุ่ ทานตะวนั ยอมใช้เคร่ืองอบแหง้ ในการแปรรปู ผลผลติ ทางการเกษตร 30. สถาบันการเงินใดเป็นแหลง่ เงนิ ทุนในชุมชน ก. กองทนุ หมู่บา้ น ข. ธนาคารออมสิน ค. ธนาคารแหง่ ประเทศไทย ง. ธนาคารเพ่อื การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 31. การเมืองมีความสาํ คัญอย่างไร ก. เป็นวถิ ีชีวิตแบบหน่งึ ของคนในรัฐ ข คนในรัฐไม่สามารถหนีผลกระทบทางการเมืองได้ ค. กจิ กรรมทางการเมืองนําไปสกู่ ารใช้อาํ นาจเพอ่ื ออกกฎหมายพัฒนาประเทศและแกป้ ัญหาของ ประเทศ ง. ถูกทกุ ขอ้ 32. ขอ้ ใดกลา่ วถูกตอ้ งเกยี่ วกบั อาํ นาจอธิปไตย (Sovereignty) ก. เป็นอํานาจสงู สดุ ในการปกครองประเทศ ข. ในระบอบประชาธิปไตย อาํ นาจอธปิ ไตยเป็นของประชาชน ค. เปน็ เครอื่ งชีถ้ งึ ความเป็นประชาธิปไตยและความเปน็ เอกราชของชาติ ง. ถกู ทกุ ข้อ 33. ขอ้ ใดไมจ่ ดั วา่ เป็นองค์ประกอบของรฐั ก. รัฐบาล ข. เศรษฐกิจ ค. อาณาเขต ง. ประชากร
~ 109 ~ 34. หลกั การปกครองของประเทศไทยในปัจจุบันตรงกบั ขอ้ ใด ก. แบบสมบรู ณาญาสิทธริ าชยห์ รอื ราชาธิปไตย ข. แบบประชาธปิ ไตยโดยมพี ระมหากษตั รยิ เ์ ปน็ ประมขุ ค. แบบประชาธปิ ไตยโดยมีนายกรฐั มนตรมี อี ํานาจสงู สุด ง. แบบประชาธิปไตยโดยมพี ระมหากษตั รยิ เ์ ป็นผู้ปกครองสงู สุด 35. “การปกครองทร่ี ฐั มอบอาํ นาจให้กบั องค์กรปกครองอ่ืน ๆ มีอสิ ระในการบริหารปกครองตนเอง ภายใต้ การกาํ กบั ดูแลของรฐั และมฐี านะเปน็ นติ บิ คุ คล” คือการปกครองแบบใด ก. แบบอิสระเสรี ข. แบบรวมอาํ นาจ ค. แบบกระจายอาํ นาจ ง. แบบผสมระหวา่ งรวมอาํ นาจและกระจายอํานาจ 36. ข้อใดไม่ใช่วตั ถปุ ระสงค์ของการบรหิ ารราชการส่วนกลาง ก. เพื่อความเป็นเอกภาพของรฐั บาล ข. เพ่อื ความมัน่ คงและเสถียรภาพของรัฐบาล ค. เพื่อให้การบรหิ ารงานมีประสทิ ธภิ าพสงู สดุ ง. เพอ่ื ให้ประชาชนบางกลมุ่ ได้รบั ประโยชน์สงู สดุ 37. จงั หวดั และอาํ เภอเปน็ การบริหารราชการในรปู แบบใด ก. การบริหารราชการสว่ นกลาง ข. การบรหิ ารราชการสว่ นภูมิภาค ค. การบริหารราชการสว่ นท้องถิน่ ง. การบริหารราชการแบบรวมอํานาจ 38. กรงุ เทพมหานครเป็นการบรหิ ารราชการในรปู แบบใด ก. การบรหิ ารราชการสว่ นกลาง ข. การบริหารราชการสว่ นภมู ิภาค ค. การบรหิ ารราชการส่วนทอ้ งถนิ่ ง. การบริหารราชการแบบรวมอาํ นาจ 39. ขอ้ ใดไมใ่ ชอ่ าํ นาจหน้าทขี่ องรัฐสภา ก. พจิ ารณาคดคี วามท่วั ไปของประชาชน ข. บัญญัตกิ ฎหมายเพ่อื ใช้ในการปกครองประเทศ ค. ควบคุมดแู ลการบรหิ ารราชการแผน่ ดินของรฐั บาล ง. เสนอช่ือผู้สมควรเป็นนายกรฐั มนตรีใหพ้ ระมหากษัตริย์ทรงแต่งตงั้ 40. การแบง่ อาํ นาจอธปิ ไตยออกเปน็ อาํ นาจนติ ิบัญญัติ อํานาจบรหิ าร และอาํ นาจตุลาการ ทําเพ่อื จดุ ประสงค์ ใด ก. การถ่วงดุลอาํ นาจระหวา่ งกัน ข. การใชอ้ าํ นาจอธิปไตยของพระมหากษัตริย์ ค. การบริหารราชการแผน่ ดินอย่างเปน็ ธรรม อาํ นาจอยู่ทศี่ นู ยก์ ลาง ง. การมีส่วนรว่ มทางการเมืองการปกครองของประชาชน
~ 110 ~ เฉลยแบบทดสอบสงั คมศกึ ษา สค11001 ระดบั ประถมศกึ ษา ข 11. ง 21. ง 31. ง ข 12. ง 22. ง 32. ง ง 13. ข 23. ค 33. ข ง 14. ง 24. ง 34. ข ข 15. ก 25. ง 35. ค ค 16. ข 26. ข 36. ง ค 17. ก 27. ค 37. ข ก 18. ง 28. ง 38. ค ข 19. ง 29. ค 39. ก ง 20.ข 30. ก 40. ก
~ 111 ~ รายวชิ าช่องทางการเขา้ สู่อาชีพ อช ๑๑๐๐๑ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวิชาช่องทางการเข้าสูอ่ าชีพ อช๑๑๐๐๑ ภาคเรยี นท่ี ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ระดบั ประถมศกึ ษา คร้งั ที่ กจิ กรรมการเรียนรู้ สถานที่ กศน.ตําบล ๑ กจิ กรรมการเรียนการสอน คร้งั ที่ ๑ วิชาชอ่ งทางการเข้าส่อู าชพี รหัสวชิ า อช๑๑๐๐๑ กศน.ตาํ บล เรื่อง.การงานอาชพี กศน.ตาํ บล ๒ กจิ กรรมการเรียนการสอน ครง้ั ท่ี ๒ วชิ าช่องทางการเข้าสอู่ าชพี รหัสวิชา อช๑๑๐๐๑ เร่ือง.การตดั สนิ ใจเลือกพฒั นาอาชีพ ๓ กิจกรรมการเรยี นการสอน ครัง้ ที่ ๓ วชิ าชอ่ งทางการเข้าสอู่ าชีพ รหัสวิชา อช๑๑๐๐๑ เรื่องทกั ษะในการเขา้ สู่อาชพี
~ 112 ~ รายละเอียดคาอธิบายรายวิชาวิชาชอ่ งทางการเขา้ สูอ่ าชพี รหัสวิชา อช๑๑๐๐๑ จานวน ๒ หนว่ ยกิต หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ระดับประถมศกึ ษา มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดบั การมอี าชพี เป็นความภมู ิใจของคนทุกคน ซงึ่ เราสามารถเลือกประกอบอาชีพใหเ้ หมาะสม กับความถนัด ความชอบของตน และตรงกับความตอ้ งการของตลาด นอกจากนี้ควรเปน็ อาชพี ทต่ี อ้ งไม่ มี ผลกระทบใด ๆ ต่อ สง่ิ แวดล้อมอม ดงั นนั้ การจะตัดสินใจเลอื กอาชพี ใดอาชีพหนึง่ จะต้องศกึ ษา วเิ คราะหข์ ้อมูล อาชพี อยา่ งถอ่ งแท้ เพ่ือท่ีจะตดั สินใจเลือกอาชพี ใหม้ ีความเส่ียงนอ้ ยทีส่ ดุ ท่ี หวั เรอื่ ง ตวั ชวี้ ดั เนอื้ หา จานวน (ชม.) 1. การงาน ๑.อธิบาย วเิ คราะห์ลักษณะขอบข่าย ๑. งานอาชพี ในชุมชน สงั คม อาชพี กระบวนการผลติ งานอาชีพในชมุ ชน ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวปี ไดแ้ ก่ ............ สงั คม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวปี ทวปี เอเชยี ทวปี ออสเตรเลีย ทวีป ไดแ้ ก่ ทวีปเอเชีย ทวีปออสเตรเลีย อเมริกา ทวีปยุโรป และทวปี อฟั ริกา ทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และทวีปอัฟ - งานอาชีพดา้ นเกษตรกรรม ริกา - งานอาชีพด้านอุตสาหกรรม - งานอาชีพดา้ น พาณชิ ยกรรม - งานอาชพี ดา้ นความคดิ สรา้ งสรรค์ - งานอาชีพด้านอาํ นวยการและอาชพี เฉพาะ ๒.อธิบายคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ในการ ๒.. คุณธรรม จริยธรรม ทํางานอาชพี - ความรบั ผดิ ชอบ - การประหยดั - การอดออม - ความสะอาด - ความประณตี - ความขยัน - ความซอื่ สัตย์ ฯลฯ
~ 113 ~ ท่ี หวั เรื่อง ตัวชี้วดั เน้ือหา จานวน (ชม.) ๒ การ 1.ตดั สนิ ใจเลือกอาชพี ไดเ้ หมาะสมกบั 1.การตดั สินใจเลอื กอาชพี ตาม ............ ตดั สนิ ใจ ตนเอง เลอื ก ศกั ยภาพท้งั 5 ดา้ น ไดแ้ ก่ พฒั นา อาชีพ - ศกั ยภาพของทรพั ยากรธรรมชาตใิ น แต่ละพน้ื ท่ี - ศักยภาพของพนื้ ท่ี ตามลกั ษณะ ภูมิอากาศ - ศักยภาพของภมู ปิ ระเทศและทาํ เล ทีต่ ้งั ของแตล่ ะพืน้ ที่ - ศักยภาพของศลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณีและวิถชี ีวติ ของแตล่ ะพ้นื ที่ -ศกั ยภาพของทรพั ยากรมนุษย์ในแต่ ละพนื้ ที่-ศักยภาพของพนื้ ทีต่ าม ลักษณะภมู ิอากาศ ศักยภาพ ของภมู ิ ประเทสและทาํ เล ที่ตัง้ ของแตละพนื้ ที่ -ศักยภาพของศลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณีและวิถี ชวี ิตของแตละพื้นท่ี -ศักยภาพของทรพั ยากรมนุษย ในแต ละพื้นท่ี ๓ ทกั ษะใน วางแผนในการฝกึ ทักษะอาชพี 4.การวางแผนโดยกาํ หนดสง่ิ ต่างๆ ............ การเข้าสู่ ดงั นี้ อาชพี - ความรู้และทักษะทต่ี อ้ งฝกึ - วธิ ีการฝึก - แหลง่ ฝึก - วนั เวลาในการฝกึ ฯลฯ
~ 114 ~ ตารางวเิ คราะห์รายวิชา ช่องทางการเข้าสู่อาชีพ รหสั วชิ า อช.๑๑๐๐๑ จานวน ๒ หน่วยกิต ระดับประถมศึกษา ท่ี ระดับความยาก- หัวเรอื่ ง ตัวชี้วัด เนื้อหา จานวน งา่ ย (ช.ม.) พบ กรต. สอน กลมุ่ เสรมิ 1. การงาน ๑.อธิบาย วเิ คราะห์ลักษณะ ๑. งานอาชพี ในชมุ ชน .......... อาชพี ขอบขา่ ยกระบวนการผลติ งาน สังคม ประเทศ และ อาชีพในชมุ ชน สังคม ภมู ภิ าค 5 ทวีปได้แก่ ประเทศ และภมู ิภาค 5 ทวปี ทวีปเอเชยี ทวีป ได้แก่ ทวปี เอเชยี ทวีป ออสเตรเลีย ทวีปอเมรกิ า ออสเตรเลยี ทวปี อเมรกิ า ทวปี ยุโรป และทวีปอฟั รกิ า ทวีปยุโรป และทวีปอัฟรกิ า - งานอาชพี ดา้ น เกษตรกรรม - งานอาชพี ด้าน อตุ สาหกรรม - งานอาชพี ดา้ น พาณชิ ยกรรม - งานอาชพี ดา้ นความคดิ ๒.อธิบายคณุ ธรรม จริยธรรม สร้างสรรค์ ในการทาํ งานอาชีพ - งานอาชีพด้านอํานวยการ และอาชพี เฉพาะ ๒.. คุณธรรม จริยธรรม - ความรับผิดชอบ - การประหยัด - การอดออม - ความสะอาด - ความประณีต - ความขยัน - ความซื่อสตั ย์ ฯลฯ
~ 115 ~ ท่ี ระดับความยาก- หัวเรื่อง ตัวช้วี ัด เน้ือหา จานวน ง่าย (ช.ม.) พบ กรต. สอน กลุม่ เสรมิ ๒ การ 1.ตัดสนิ ใจเลือกอาชพี ได้ 1.การตดั สนิ ใจเลอื กอาชพี .......... ตัดสินใจ เหมาะสมกับตนเอง เลือก ตามศักยภาพท้ัง 5 ดา้ น พฒั นา อาชพี ได้แก่ - ศักยภาพของ ทรพั ยากรธรรมชาติในแต่ ละพื้นที่ - ศกั ยภาพของพนื้ ท่ี ตาม ลกั ษณะภมู อิ ากาศ - ศักยภาพของภูมิประเทศ และทําเลที่ตง้ั ของแต่ละ พ้ืนที่ - ศกั ยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวถิ ี ชวี ติ ของแต่ละพืน้ ที่ -ศกั ยภาพของทรพั ยากร มนษุ ย์ในแตล่ ะพ้นื ท่ี- ศักยภาพของพน้ื ทต่ี าม ลักษณะภมู ิอากาศ ศักยภาพ ของภูมิประเทส และทาํ เล ที่ตั้งของแตละ พ้ืนท่ี -ศกั ยภาพของศิลปะ วฒั นธรรม ประเพณีและวิถี ชีวิตของแตละพืน้ ที่ -ศักยภาพของทรพั ยากร มนุษย ในแตละพน้ื ที่
~ 116 ~ ท่ี ระดับความยาก- หวั เร่อื ง ตัวชว้ี ดั เนอ้ื หา จานวน งา่ ย (ช.ม.) พบ กรต. สอน กลมุ่ เสรมิ ๓ ทักษะ วางแผนในการฝึกทักษะอาชีพ 4.การวางแผนโดยกาํ หนด .......... ในการ สิ่งต่างๆดังนี้ เข้าสู่ อาชพี - ความรู้และทกั ษะทต่ี อ้ ง ฝึก - วธิ กี ารฝกึ - แหลง่ ฝกึ - วัน เวลาในการฝกึ ฯลฯ
~ 117 ~ แผนการจัดการเรียนรู้รายภาคเรียน ภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศึกษา 25๖๔ ระดับ ประถมศึกษา กศน.ตาบล....................... อาเภอ............................ จังหวดั อา่ งทอง 1. ครั้งที่ ๑ วันที่ ….....… เดือน…………….…......…….พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. 2. วชิ าชอ่ งทางการเข้าส่อู าชพี รหัสวิชา อช11001 จานวน ๒ หน่วยกิต ๓. เร่อื ง การงานอาชพี ๔. ตวั ช้ีวัด ๑.อธบิ าย วเิ คราะห์ลักษณะขอบขา่ ยกระบวนการผลติ งานอาชพี ในชมุ ชน สงั คม ประเทศ และ ภมู ิภาค 5 ทวปี ไดแ้ ก่ ทวีปเอเชยี ทวปี ออสเตรเลยี ทวปี อเมริกา ทวปี ยโุ รป และทวีปอัฟริกา ๒. อธิบายคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ในการทาํ งานอาชีพ ๕. เนือ้ หา ๑. งานอาชพี ในชมุ ชน สงั คม ประเทศ และภมู ิภาค 5 ทวีปไดแ้ ก่ ทวีปเอเชยี ทวปี ออสเตรเลยี ทวปี อเมริกา ทวีปยุโรป และทวีปอฟั ริกา - งานอาชพี ดา้ นเกษตรกรรม - งานอาชพี ดา้ นอตุ สาหกรรม - งานอาชพี ดา้ น พาณชิ ยกรรม - งานอาชพี ดา้ นความคดิ สรา้ งสรรค์ - งานอาชพี ด้านอาํ นวยการและอาชีพเฉพาะ ๒.อธบิ ายคณุ ธรรม จริยธรรม ในการทาํ งานอาชีพ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม - ความรับผดิ ชอบ - การประหยัด - การอดออม - ความสะอาด - ความประณตี - ความขยัน - ความซือ่ สตั ย์ ฯลฯ ๖. ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ ขน้ั ที่ 1 เตรียมความพรอ้ ม -การเรียนรูร้ ายวิชา........ เนื้อหา ,,,,,เวลาเรยี น.........ตะแนน....... - ครพู ดู คยุ กบั ผู้เรยี นในเร่อื งของการดแู ลตัวเองเพือ่ ปูองกนั โรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019 (COVID - 19) - ครูผู้สอนเลา่ ถึงระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดาริ และพระราชทานไวใ้ หเ้ ป็นแนวทางในการพฒั นาประเทศแกค่ นไทยนนั้ วัตถปุ ระสงค์หรือเปาู หมายหลกั คอื ความสงบสขุ ของผู้คนในสงั คม ประชาชนมกี ินมใี ช้อย่างเพยี งพอแก่ความตอ้ งการ ท่ีสาํ คัญตอ้ งไมท่ าํ ตนและ
~ 118 ~ ผู้อื่นเดือนรอ้ น หากวเิ คราะห์โดยละเอียดกจ็ ะพบว่า ทรงประยกุ ตม์ าจากหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนานน่ั เอง และยกตวั อยา่ งการถอดองค์ความรู้ (๒ : ๓ : ๔) ในอาชีพของผูเ้ รียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขัน้ นาเขา้ สบู่ ทเรียน ขั้นตอนท่ี 1 การกาหนดสภาพ ปัญหา ความตอ้ งการในการเรียนรู้ - ครูพดู คยุ กบั ผ้เู รยี นในเรือ่ งของการดแู ลตวั เอง เพอ่ื ปอู งกนั โรคตดิ เชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID - 19) - ครูผู้สอนเล่าถึงระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงพระราชดารแิ ละ พระราชทานไว้ใหเ้ ป็นแนวทางในการพฒั นาประเทศแก่คนไทย วัตถปุ ระสงค์หรอื เปาู หมายหลกั คอื ความสงบ สุขของผู้คนในสงั คม ประชาชนมกี ินมีใช้อยา่ งเพยี งพอแก่ความตอ้ งการ ท่สี ําคญั ต้องไม่ทาํ ตนและผู้อนื่ เดอื น รอ้ น หากวเิ คราะห์โดยละเอยี ดกจ็ ะพบว่า ทรงประยุกต์มาจากหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนานน่ั เอง และ ยกตวั อยา่ งการถอดองคค์ วามรู้ (๒ : ๓ : ๔) ในอาชพี ของผู้เรยี น) ๑. เงื่อนไขความพอเพยี ง - ความรู้ - คณุ ธรรม ๒. หลักความพอเพียง - พอประมาณ - มีเหตุผล - มีภมู ิคุ้มกัน ๓. เปา้ หมายสมดุลและพร้อมรบั การเปล่ียนแปลง ๔ มิติ -ดา้ นวตั ถุ -ด้านสงั คม -ดา้ นสิง่ แวดล้อม -ดา้ นวัฒนธรรม -หนังสอื แบบเรยี นวชิ าชอ่ งทางการเข้าสู่อาชีพ -ใบความร้เู รอ่ื งท่ี 1 อาชพี ในชุมชน -ใบความรู้เรื่องท่ี 2 หลักธรรมสาคญั ของศาสนาตา่ ง ๆ -ใบงานที่ 1 การงานอาชพี -ใบงานที่ 2 คุณธรรม จรยิ ธรรม ในการทํางานอาชพี -แบบทดสอบก่อนเรยี น ขัน้ ตอนท่ี 2 การแสวงหาขอ้ มลู และจดั การเรยี นรู้ . 1.ครพู ดู คยุ กบั นักศกึ ษาเรอ่ื งวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ -ครสู ่งคลิปจาก YouTube เร่ือง การงานอาชพี ไปในกลุ่ม กศน.ตําบล https://www.youtube.com/watch?v=4ccfwrW32G8 2. งานอาชพี ในชุมชนสงั คมประเทศและ ๕ ภมู ภิ าค 3. คณุ ธรรม จริยธรรมในการทํางาน
~ 119 ~ ข้นั ตอนท่ี 3 การปฏิบตั แิ ละนาไปประยกุ ตใ์ ช้ 1. ให้ผเู้ รียนของแตล่ ะกลุ่มระดมความคิด ในการจัดทาํ กจิ กรรมบันทกึ รายงาน 2. ให้ผ้เู รยี นแสดงความคิดเห็น ลงในใบงาน 3. ครใู ห้ตวั แทนของแตล่ ะคนนาํ เสนอผลงาน 4. ครแู ละผเู้ รยี นสรปุ ส่งิ ท่ไี ด้เรียนรรู้ ว่ มกัน และผเู้ รยี นบนั ทึกสรุปสง่ิ ท่ไี ด้เรยี นรู้ลงในสมดุ บนั ทึก กจิ กรรม ขั้นที่ 4 การประเมนิ ผล 1. ครูสังเกตการทาํ กจิ กรรมกลมุ่ การมีส่วนร่วมและการนาํ เสนอภายในกลมุ่ ของผูเ้ รียน 2. ครแู ละผเู้ รียนสรปุ สิ่งทไี่ ด้เรยี นรรู้ ่วมกัน และผเู้ รยี นบนั ทกึ สรปุ สิง่ ทไี่ ดเ้ รียนรลู้ งในสมดุ บนั ทึก กิจกรรม 3. แบบทดสอบความรู้ การมอบหมายงานให้ผู้เรยี นไปเรียนรู้ด้วยตวั เอง ครูมอบหมายงานให้ผเู้ รียนไปเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง และนดั หมายการสง่ งานทร่ี ับผดิ ชอบ ตามรายวชิ า และ เนื้อหา
~ 120 ~ ใบความรู้ ท่ี ๒ เร่อื ง อาชีพในชุมชน การเปลย่ี นแปลงทางด้านสังคมและสง่ิ แวดล้อม ความเจรญิ กา้ วหนา้ ทางดา้ นเทคโนโลยี มีผลต่อชวี ติ ความเปน็ อยู่ และโดยเฉพาะการประกอบอาชพี ของคนในหมูบ่ า้ น ได้แก่ การเกดิ อาชีพใหม่ หรือการอนุรกั ษ์ อาชพี เดิมให้อยใู่ นทอ้ งถ่ิน ดงั น้ี 1. การสร้างอาชีพจากชอ่ งว่างระหว่างอาชีพ โดยอาศัยชอ่ งวา่ งระหว่างอาชพี 2 อาชีพ เชน่ อาชพี ขยายลําไม้ไผ่ โดยซอ้ื จากแหล่งปลูกไปขายให้กับแหล่งทาํ เครอื่ งจกั สาน 2. การสร้างอาชีพจากผลของการประกอบอาชพี โดยอาศัยผลพลอยได้จากอาชพี เดมิ เชน่ ทํา ภาชนะใสข่ องจากทางมะพร้าว จากตน้ มะพรา้ วท่ปี ลูกเปน็ อาชีพอยูแ่ ลว้ 3. การสรา้ งอาชีพจากทรัพยากรทอ้ งถ่นิ เป็นการสรา้ งอาชพี ใหม่ โดยการนําทรพั ยากรที่มอี ยใู่ น ทอ้ งถน่ิ มาใชใ้ ห้เปน็ ประโยชน์ เชน่ ทาํ อิฐจากดินเหนยี วทม่ี ีอยู่ในท้องถนิ่ 4. การสร้างอาชีพจากความต้องการของตลาด เป็นการสรา้ งอาชพี ใหม่ โดยอาศยั ข้อมลู ทาง การตลาด เช่น เลย้ี งกบเพราะตลาดมคี วามตอ้ งการมาก หรอื ปลกู ผักปลอดสารพษิ 5. การสรา้ งอาชพี ที่ขาดแคลนในทอ้ งถนิ่ เป็นการสรา้ งอาชพี ใหม่ โดยอาศัยข้อมูลในท้องถิน่ เชน่ อาชพี รบั ซ่อมมอเตอร์ไซค์เกดิ ข้นึ เพราะชา่ งในหมบู่ า้ นขาดแคลน 6. ประกอบอาชีพตามบรรพบุรษุ พ่อแม่ ปูุย่า ตายาย ทําอาชพี อะไร รุ่นลูก รุ่นหลานกจ็ ะดําเนนิ การ ตอ่ เช่น อาชพี ขายกว๋ ยเตี๋ยว ถ้ามีชื่อเสียงก็จะขายจนกระทั่งรุน่ ลกู รนุ่ หลาน 7. ประกอบอาชีพตามสภาพภูมิประเทศ ซ่ึงในประเทศไทยประกอบด้วยสภาพพนี้ ทที่ ีเ่ ปน็ ภูเขา ท่ี ราบลุ่ม ท่ีดอน ดังนัน้ การเพาะปลกู ข้ึนอยกู่ ับสภาพพื้นท่ีดว้ ยเช่น ทรี่ าบลุ่มสามารถทาํ นาได้ อยูใ่ กล้ทะเล ประกอบอาชพี ดา้ นประมง หรอื บางทาํ เลสามารถจัดเปน็ แหลง่ ท่องเทีย่ วได้ 8. ประกอบอาชพี ตามนโยบายของรฐั บาลหรือของผู้ประกอบการเอง ซึง่ ในพน้ื ทไี่ มเ่ คยทาํ มาก่อน เชน่ นาํ ยางพาราไปปลกู ทางภาคอีสาน แตเ่ ดิมยางพาราจะปลูกกนั ทางภาคใต้เป็นสว่ นใหญ่หนังสอื เรียนสาระ การประกอบอาชีพ ราย 6 วชิ าชอ่ งทางการเข้าสอู่ าชีพ (อช11001) ระดบั ประถมศึกษาอาชพี ในโลกนี้มี หลากหลาย และคนเราต้องมอี าชีพ เพ่อื ให้มรี ายได้เลย้ี งตนเองครอบครัว การมอี าชพี ของตนเองตอ้ งอาศัย ปจั จยั หลายอยา่ ง เช่น ความรู้ความสามารถ เงินท่ีใช้ในการลงทุน มีสถานที่ มีตลาดรองรบั อาชพี เหล่านี้ไดแ้ ก่ งานบ้าน งานเกษตร งานประดษิ ฐแ์ ละงานธุรกิจ งานบ้าน เป็นอาชพี ที่เกี่ยวกบั งานบา้ น เชน่ ผา้ และเครอ่ื งแตง่ กาย อาหาร และโภชนาการ ผา้ และเครอ่ื งแตง่ กาย งานผา้ และเคร่อื งแต่งกาย สิง่ สําคญั คือ ผา้ สาํ หรบั ใช้เป็นวัสดทุ ีส่ าํ คัญในการนาํ ผ้ามาทาํ เคร่ืองนุง่ ห่ม แล้ว ยังมปี ระโยชนใ์ ชส้ อยอยา่ งอน่ื อีก เช่น ผ้าปโู ตะ๊ หมอนองิ ทีน่ อน ผา้ มา่ น ดังนั้นจึงควรมีความรคู้ วามเข้าใจ เกย่ี วกบั ผา้ นอกจากน้ีอาจจะมีงานบริการที่เกีย่ วข้องต่างๆ เชน่ งานซักรดี งานรบั ปะชุนเสอื้ ผ้า ผ้าทนี่ ยิ มเลือกใช้ ชนิดของผา้ ท่เี รารู้จักกันแพร่หลาย ไดแ้ ก่ ผ้าฝาู ย ผา้ ลินนิ ผา้ ไหม ผา้ ขนสัตว์ และผา้ ท่ี ทําจากเสน้ ใยสงั เคราะห์ ซง่ึ จะแบง่ ไดเ้ ป็น 2 ประเภท คอื 1. เส้นใยธรรมชาติ ไดแ้ ก่ 1.1 เสน้ ใยท่ีไดม้ าจากสตั ว์ เช่น แกะ กระตา่ ย ไหม 1.2 เส้นใยท่ีได้มากจากพชื เช่น ฝูาย ลนิ ิน ปอ ปาุ น และใยสปั ปะรด 1.3 เส้นใยทไี่ ดม้ าจากแร่ เชน่ ใยหนิ
~ 121 ~ 2. เสน้ ใยสังเคราะห์ เชน่ ไนล่อน เทโตรอน ใยแก้ว อาชีพทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั งานผา้ และเคร่ืองแต่งกาย 1. งานตดั เย็บเสือ้ ผา้ เชน่ ตดั เสอื้ ตัดกระโปรง ตดั กางเกง 2. งานตดั เย็บเครื่องใชต้ ่างๆ เช่น ผ้ามา่ น ปลอกหมอน ผา้ ปทู นี่ อน 3. อาชพี ทเี่ กี่ยวกับการทอผ้า เช่น ทอผา้ ไหม ผ้าฝูาย โดยทอเป็นชิน้ แลว้ นาํ ไปตดั เย็บเปน็ เสื้อผ้า หรอื ของใชต้ า่ งๆ นอกจากนอ้ี าจมีการทอเปน็ ของใช้ เชน่ ทอผา้ ขาวม้าผ้าปูโต๊ะ ผา้ ปูท่ีนอน 4. อาชีพซ่อมแซมและตกแต่งดัดแปลงเสือ้ ผา้ เปน็ อาชีพบรกิ ารรับจา้ งซ่อมแซมเส้ือผา้ ทีช่ ํารดุ เชน่ การปะ การชนุ การกุ๊น การดาม เป็นอาชีพหนง่ึ ทท่ี ํารายไดด้ ลี งทุนไม่สงู นัก มคี วามรคู้ วามสามารถในการปะ ชนุ กุ๊น ดาม ตามท่ลี กู คา้ ต้องการหนงั สอื เรยี นสาระการประกอบอาชพี รายวชิ าช่องทางการเข้าสอู่ าชีพ (อช 11001) ระดับประถมศึกษา 5. อาชีพตกแตง่ ดัดแปลงเสือ้ ผา้ เคร่อื งแต่งกาย เปน็ การตกแตง่ ดัดแปลงให้ทันสมัยหรอื ตาม ตอ้ งการใหด้ ูสวยงามกว่าของเดิม หรือตกแต่งดดั แปลงเพือ่ ใช้ออกงานได้หลายแห่ง ทําใหป้ ระหยัดคา่ ใชจ้ า่ ย วตั ถปุ ระสงค์ในการดดั แปลง มดี ังน้ี 5.1 ตกแตง่ เพิ่มเติมหรือปิดบังรอยชาํ รดุ โดยใช้ลูกไม้ กระดมุ ลูกปัก สต๊กิ เกอรม์ าตดิ เพ่ิมเตมิ เช่น รปู ดอกไม้ รปู หัวใจ 5.2 ดัดแปลงเส้อื กระโปรง กางเกง เชน่ ทําใหส้ ั้นลง ยาวข้ึน 5.3 ดัดแปลงใหมท่ ง้ั หมด เช่น นาํ ชดุ ของคนอ้วนมาดดั แปลงสาํ หรับคนผอมกวา่ งานช่าง งานชา่ ง หมายถงึ งานหรอื สงิ่ ที่เกดิ ขน้ึ จากการทาํ งานของชา่ งทมี่ คี วามรู้ ความชาํ นาญ ในงานนน้ั ๆทักษะเปน็ ส่งิ จําเปน็ ในการเป็นชา่ ง เพราะเปน็ การสรา้ งความรู้ ความชาํ นาญในการ ทาํ งานสิง่ ใดสงิ่ หนง่ึ โดยมีข้ันตอนดงั น้ี 1. การศกึ ษาหาความรกู้ ับงานชา่ งน้ันๆ ก่อนท่จี ะลงมือปฏิบัติงานนนั้ ๆ เพื่อใหท้ ราบธรรมชาตขิ อง งาน เชน่ งานไฟฟาู ต้องเข้าใจเกย่ี วกับธรรมชาติของกระแสไฟฟาู การทํางานของอปุ กรณต์ ่างๆ จากคู่มือ ประกอบของอุปกรณน์ นั้ ๆ 2. การวเิ คราะหส์ าเหตขุ องการชารุดเสียหายของช้นิ ส่วนอปุ กรณห์ รอื สิง่ ก่อสร้างศึกษาชนดิ ของ วสั ดแุ ละหน้าท่ขี องชนิ้ สว่ นอุปกรณใ์ นแตล่ ะส่วน ก่อนทาํ การถอดหรอื แก้ไขซอ่ มแซม 3. การจดั เตรยี มอุปกรณใ์ นการถอดประกอบชิ้นส่วนในแตล่ ะอุปกรณ์ เครอ่ื งมือในการซอ่ ม เช่น ค้อน คีม ไขควง ตลบั เมตร ฯลฯ ใหเ้ หมาะสมกบั ลักษณะงานน้ัน 4. การวางแผนและกาหนดขัน้ ตอนการปฏิบัตงิ านในแตล่ ะสว่ นให้เหมาะสม และการใช้วสั ดุ อุปกรณ์อะไรบา้ ง งบประมาณทใ่ี ช้ ความคุม้ คา่ กบั การซ่อมบาํ รงุ 5. การปฏบิ ตั งิ าน คอื การทาํ งานทีละข้นั ตอนตามทไ่ี ดศ้ กึ ษาวเิ คราะห์และวางแผนไว้ เป็นการฝึกให้ มีการสังเกต ตรวจสอบ และค้นควา้ เพื่อทําการทดลองและแกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งหรอื จุดเสยี ใหด้ ขี น้ึ หรืออยูใ่ น สภาพเดิมทีส่ ามารถใช้ไดต้ ่อไป 6. เม่ือทาการซ่อมแซมเรยี บรอ้ ยแลว้ ให้ตรวจสภาพความเรียบรอ้ ย อปุ กรณ์ใสค่ รบถ้วนถกู ตอ้ ง หรอื ไม่ แล้วจึงทาํ การทดลองวา่ สามารถใชไ้ ดห้ รือไม่ หรอื ตอ้ งทาํ การปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหด้ ตี อ่ ไป ประเภทของงานช่าง 1. ชา่ งไฟฟ้า เป็นผมู้ ีความชาํ นาญเกยี่ วกบั ธรรมชาติและการทํางานของระบบไฟฟาู ประโยชนแ์ ละ โทษของไฟฟาู เช่น เดินสายไฟในอาคาร ช่างวทิ ยุ โทรทศั น์
~ 122 ~ 2. ชา่ งไม้ เป็นผู้มีความชาํ นาญเก่ียวกบั งานไม้ เช่น การทาํ เฟอรน์ ิเจอรจ์ ากไม้ ทําโตะ๊ เกา้ อี้ หรือ งานก่อสร้างจากไม้ 3. ช่างยนต์ เป็นผ้มู ีความชาํ นาญเกี่ยวกับเครอ่ื งยนต์ กลไก การทาํ งานของเครือ่ งยนต์ เชน่ เปน็ ช่าง ซ่อมรถยนต์ รถจกั รยานยนต์ 4. ชา่ งประปา เปน็ ผูม้ ีความชาํ นาญเก่ียวกบั การวางทอ่ ประปา ธรรมชาตกิ ารไหลของนาํ้ การ เชอื่ มต่อท่อในลักษณะตา่ งๆ 5. ช่างปนู เป็นผูม้ ีความชํานาญเก่ียวกบั การกอ่ อิฐถือปนู การฉาบ การเทพนื้ คอนกรตี 6. ชา่ งทาสี เปน็ ผมู้ คี วามชํานาญเกย่ี วกับการทาสีกบั วัสดตุ า่ งๆแลว้ ยงั มคี วามชาํ นาญเกี่ยวกับการ เลอื กใชส้ ีกับวัสดุตา่ งๆ 7. ช่างเชอ่ื ม เปน็ ผ้มู ีความชํานาญเกีย่ วกับงานเช่ือม การใช้เครอื่ งมอื เคร่ืองจักรในการเชื่อม อาชพี ทีเ่ กย่ี วข้อง เชน่ อาชพี ทาํ เหลก็ ดดั ประตู หนา้ ต่าง อาชีพทเี่ กีย่ วข้องกบั งานช่าง 1. เป็นอาชพี ตามความชานาญ เชน่ ชา่ งไฟฟาู ช่างไม้ ช่างยนต์ ชา่ งประปา ชา่ งปนู ชา่ งทาสี ชา่ ง เชอื่ ม โดยอาจใช้ความรคู้ วามสามารถรบั งานเอง มีการบริหารจดั การ คดิ ราคาได้เอง ติดตามการทาํ งานเอง จดั การหาลกู คา้ เอง หรือบางคนใชค้ วามชาํ นาญเป็นลูกจา้ งงานกอ่ สรา้ ง 2. เปดิ ร้านซ่อม เช่น ซ่อมเครือ่ งไฟฟาู ซอ่ มเครอ่ื งรถยนต์ ขน้ึ อยู่กบั ความชาํ นาญของแตล่ ะคน กระบวนการงานของชา่ ง 1. ออกแบบ งานชา่ งตอ้ งมกี ารออกแบบมากอ่ น เพือ่ ให้ชา่ งตา่ งๆทาํ ตามและเป็นการคดิ งานมาทั้ง ระบบแล้ว มีการกาํ หนดชนิดของวสั ดทุ ต่ี อ้ งใช้อยา่ งละเทา่ ใดสังเกตว่าเม่ือเราซอ้ื อปุ กรณ์งานชา่ งกม็ คี ู่มอื การ ติดตั้งมากบั ชดุ อุปกรณด์ ว้ ย 2. อ่านแบบ ชา่ งจะตอ้ งอา่ นแบบให้เข้าใจ สามารถแยกวสั ดอุ ุปกรณท์ ใี่ ช้ได้ ทําใหค้ ิดคา่ ใช้จา่ ยได้ และ เรยี นรรู้ ะบบ/ข้ันตอน การตดิ ตัง้ หรอื ประกอบงานน้นั 3. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณต์ ามทีก่ าหนด ใช้วัสดอุ ปุ กรณ์ชนดิ ใดบ้าง จาํ นวนกี่ชนิ้ ชนิดของเคร่อื งมอื ที่ ใช้จดั เตรียมให้พร้อมก่อนลงมือปฏิบัติ 4. ลงมอื ปฏบิ ัติ นําวสั ดอุ ุปกรณม์ าใหพ้ รอ้ ม แล้วปฏบิ ตั ิตามข้นั ตอนทีก่ ําหนดอยา่ งเคร่งครดั 5. ทดลองใช้ ควรตรวจสอบกบั แบบอกี ครง้ั ก่อนทดลองใช้ เพ่ือไมใ่ ห้เกดิ การผดิ พลาด งานประดษิ ฐ์ งานประดิษฐ์ หมายถงึ สง่ิ ที่ทาํ ขึ้นใหม่ โดยใช้วัสดตุ า่ งๆ ท้ังทีเ่ ปน็ วัสดเุ หลือใชห้ รือ วัสดุทว่ั ๆไป แลว้ นําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น 1. เป็นกิจกรรมทชี่ ่วยใหเ้ กดิ ความคดิ รเิ รมิ่ สร้างสรรค์ 2. เปน็ การใช้เวลาวา่ งใหเ้ กดิ ประโยชน์ 3. เป็นการฝกึ ให้รจู้ กั สงั เกตสงิ่ รอบๆตวั และนํามาใช้ประโยชนไ์ ด้ 4. สรา้ งความภาคภมู ิใจกบั ผู้ประดิษฐ์ 5. สามารถสรา้ งงานและสรา้ งรายได้เพอ่ื เปน็ พนื้ ฐานการประกอบอาชพี ได้ ขอบขา่ ยของงานประดิษฐ์
~ 123 ~ งานประดิษฐต์ ่างๆ สามารถเลือกทาํ ไดต้ ามความตอ้ งการและประโยชน์ใช้สอย ซึง่ แบ่งเปน็ 4 ประเภท ไดด้ งั น้ี 1. ประเภทของเล่น เป็นของเล่นเพอื่ ความเพลิดเพลนิ ของเลน่ เพ่ือการคดิ เช่นงานปนั้ งานจกั สาน วสั ดุที่ใช้ เช่น กระดาษ ผ้า เชอื ก พลาสตกิ 2. ประเภทของใช้ อาจทําขนึ้ เพือ่ ใช้ในชีวติ ประจําวัน เชน่ ตะกรา้ กระบงุ งานไมไ้ ผ่ ผา้ เช็ดเท้า ผา้ ปู โตะ๊ วสั ดทุ ่ีใช้ เชน่ กระดาษ ไมไ้ ผ่ ดิน ผ้า เหล็ก ใบตอง 3. ประเภทของตกแตง่ ใชต้ กแตง่ สถานที่ บ้านเรือนใหม้ ีความสวยงาม เชน่ การประดิษฐ์ดอกไม้ แจกัน ภาพวาด งานแกะสลัก 4. ประเภทเคร่ืองใชง้ านพิธี ทาํ ขึน้ เพอ่ื ใชใ้ นพธิ ที างศาสนาในชว่ งโอกาสตา่ งๆ และงานประเพณี เช่น ลอยกระทง งานเขา้ พรรษา งานออกพรรษา งานศพ เคร่อื งใช้ในงานพธิ ที างศาสนา เชน่ พานพมุ่ มาลัย เคร่ือง แขวน บายศรี การจดั ดอกไมใ้ นงานศพ วสั ดุอปุ กรณท์ ใ่ี ชใ้ นงานประดิษฐจ์ ะเป็นของใชเ้ ลก็ ๆ เช่น กรรไกร เข็ม ดา้ ย กาวมีด ตะปู ค้อน แปรง สี เล่ือย จกั รเย็บผา้ กระดาษ อาชพี ท่เี กี่ยวขอ้ งกบั งานประดษิ ฐ์ อาชีพนักประดิษฐ์ เป็นอาชพี ทผ่ี ลติ ส่งิ ของเครื่องใช้ ซึ่งจะตอ้ งเปน็ ผู้ที่มีความคดิ สร้างสรรค์ ทนั ต่อ ความต้องการของตลาดลกั ษณะการประกอบอาชีพได้แก่ผลติ เสร็จแลว้ ขายความคดิ ให้กบั บรษิ ัท หรอื คดิ แล้ว ผลติ เองส่งขายใหร้ ้านค้า หรอื ผลติ เองแลว้ ขายเองโดยตรง กระบวนการผลติ งานประดษิ ฐ์ งานประดษิ ฐ์ มีขั้นตอน ดงั นี้ 1. ออกแบบงานประดษิ ฐ์ เชน่ ประดิษฐ์ดอกไม้ จะต้องออกแบบขนาดของใบขนาดของกลบี ดอก เกสรดอกไม้ ก้านดอก 2. จัดเตรยี มวสั ดุอปุ กรณ์ใหพ้ รอ้ ม เชน่ กระดาษ กรรไกร มดี กาว วัสดทุ ี่จะใช้ทาํ ส่งิ ประดษิ ฐ์ 3. ปฏบิ ัติ เม่ือออกแบบและเตรยี มวสั ดุแลว้ ใหน้ าํ มาประกอบตามต้องการ 4. การตกต่าง อาจมีการตกแต่งให้สวยงามดว้ ยการหาวสั ดุมาตกแตง่ เพมิ่ เตมิ เพื่อเพิม่ มลู ค่าให้ ผลติ ภัณฑ์ เช่น ตกแต่งดว้ ยการทาสี 5. ตรวจสอบช้นิ งาน โดยตรวจสอบกบั แบบทก่ี าํ หนดไวอ้ กี ครงั้ หน่ึง วา่ มกี ารตดิ วัสดุครบถว้ นหรือไม่ หรอื ทดสอบกับผ้ชู ํานาญใหแ้ สดงความคดิ เหน็ ปัญหาในการผลิตชิน้ งาน 1. วตั ถดุ บิ ปัจจุบันวสั ดธุ รรมชาตโิ ดยการหาจากพชื ในท้องถน่ิ ถูกใชอ้ ยา่ งฟมุ เฟือยไมม่ ีการปลกู ทดแทน วัสดุมรี าคาแพงขึ้น เชน่ กระดาษ 2. การส่งเสริมและพฒั นาผลิตภณั ฑ์ ผผู้ ลติ ส่วนใหญไ่ มม่ ีความรเู้ รอ่ื งการออกแบบทาใหบ้ รรจุ ภณั ฑ์ไมท่ นั สมยั และไมม่ ีคณุ คา่ 3. กระบวนการผลติ ส่วนใหญ่ขนั้ ตอนการผลติ ยงั ใช้วธิ ีเก่า มีการนาเทคโนโลยเี ข้ามาใชน้ อ้ ย ตน้ ทุนสงู
~ 124 ~ ใบงาน เรอ่ื ง การงานอาชีพ ให้ผู้เรยี นสาํ รวจอาชพี ในชุมชน 10 อาชพี และกรอกลงในแบบสํารวจ แบบสารวจ ช่อื ผู้เรียน..................................................................... กศน.ตาบล........................................................... สถานที่ศึกษา.............................................................. ช่ือครปู ระจากลุ่ม................................................... วันที่ ชือ่ อาชพี ทาํ เลท่ีต้งั การประกอบอาชพี
~ 125 ~ ใบงาน เรื่อง การงานอาชีพ ใหผ้ ู้เรียนสาํ รวจอาชพี ใน 5 ภูมภิ าค คือ ทวปี เอเซีย ทวปี ออสเตรเลยี ทวปี อเมรกิ า ทวีปยุโรป และทวปี แอฟริกา มา 10 อาชพี และกรอกลงในแบบสาํ รวจ แบบสารวจ ช่อื ผเู้ รียน................................................................ กศน.ตาบล ............................................................... สถานทีศ่ ึกษา...................................................... ชอื่ ครปู ระจากลุ่ม ........................................................... วันที่ ชอ่ื อาชพี ทาํ เลทีต่ ง้ั การประกอบอาชพี
~ 126 ~ ใบความรู้ ที่ ๒ เร่อื ง คณุ ธรรม จริยธรรม ในการทางานอาชพี คุณธรรม จริยธรรมในการทํางาน คุณธรรม หมายถึง สภาพคณุ งานมความดแี ละความถกู ตอ้ งในการแสดงออกทง้ั กาย วาจา และใจ ของแต่ละบคุ คลซึ่งยึดม่ันไว้เป็นหลกั ในการประพฤตปิ ฏิบตั ิจนเกิดเป็นนิสัย จรยิ ธรรม หมายถึง กฎเกณฑท์ ี่เปน็ แนวทางในการประพฤตปิ ฏบิ ัตติ นในส่งิ ท่ดี งี าม เหมาะสม และ เปน็ ทนี่ ิยมชมชอบหรอื ยอมรับจากสงั คม เพื่อความสนั ตสิ ขุ แหง่ ตนเองและความสงบเรยี บร้อยของสงั คม ความสาคญั ของคุณธรรมจรยิ ธรรม 1. ชว่ ยให้ชีวติ ดาํ เนินไปด้วยความราบรน่ื และสงบ 2. ชว่ ยใหม้ สี ติสัมปชญั ญะอยู่ตลอดเวลา 3. ช่วยสรา้ งความมรี ะเบียบวนิ ยั ให้แกบ่ คุ คลในชาติ 4. ชว่ ยควบคุมไมใ่ ห้คนชั่วมจี าํ นวนมากขึน้ 5. ช่วยใหม้ นษุ ยน์ ําความรู้และประสบการณม์ าสร้างสรรคแ์ ต่สิง่ ทีม่ คี ณุ ค่า 6. ช่วยควบคุมความเจรญิ ทางดา้ นวตั ถแุ ละจิตใจของคนใหเ้ จรญิ ไปพรอ้ ม ๆ กนั คณุ ธรรมในการทางาน คณุ ธรรมในการทํางาน หมายถงึ ลกั ษณะนิสัยที่ดที ่ีควรประพฤตปิ ฏิบตั ิในการประกอบอาชีพ คุณธรรมสาํ คัญทช่ี ว่ ยใหก้ ารทาํ งานประสบความสําเรจ็ มีดังน้ี 1. ความมีสตสิ ัมปชญั ญะ หมายถึง การควบคมุ ตนเองให้พรอ้ ม มสี ภาพตน่ื ตวั ฉบั ไวในการรับรทู้ าง ประสาทสัมผัส การใช้ปญั ญาและเหตุผลในการตดั สนิ ใจทจ่ี ะประพฤติปฏบิ ตั ิในเร่อื งตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ ง รอบคอบ เหมาะสม และถูกต้อง 2. ความซอื่ สตั ยส์ จุ รติ หมายถงึ การประพฤติปฏบิ ตั ิอยา่ งตรงไปตรงมาทง้ั กาย วาจา และใจ ไม่คดิ คดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวงใคร 3. ความขยนั หมนั่ เพยี ร หมายถงึ ความพยายามในการทาํ งานหรือหนา้ ที่ของตนเองอย่างแขง็ ขัน ด้วย ความมุง่ ม่นั เอาใจใส่อย่างจรงิ จังพยายามทาํ เรือ่ ยไปจนกวา่ งานจะสาํ เรจ็ 4. ความมีระเบยี บวินยั หมายถงึ แบบแผนท่ีวางไวเ้ พอ่ื เปน็ แนวทางปฏิบัติและดาํ เนินการใหถ้ ูก ลาํ ดับ ถูกท่ี มีความเรียบรอ้ ย ถูกต้องเหมาะสมกับ จรรยาบรรณ ขอ้ บังคับ ขอ้ ตกลง กฎหมาย และศลี ธรรม 5. ความรับผิดชอบ หมายถงึ ความเอาใจใสม่ ุง่ มนั่ ตงั้ ใจตอ่ งาน หน้าที่ ด้วยความผกู พนั ความ พากเพยี ร เพอ่ื ให้งานสําเรจ็ ตามจดุ มุ่งหมายที่กาํ หนดไว้ 6. ความมีนาํ้ ใจ คอื ปรารถนาดมี ไี มตรีจติ ตอ้ งการช่วยเหลอื ให้ทกุ คนประสบความสขุ และช่วยเหลือ ผ้อู ื่นให้พ้นทุกข์ 7. ความประหยัด หมายถงึ การรูจ้ กั ใช้ รจู้ กั ออม รจู้ ักประหยดั เวลาตามความจําเป็น เพ่อื ให้ได้ ประโยชน์อยา่ งคุ้มคา่ ท่ีสดุ 8. ความสามคั คี หมายถงึ การทที่ ุกคนมีความพร้อมท้ังกาย จิตใจ และความเป็นน้ําหน่ึงใจเดียวกนั มี จดุ มุ่งหมายท่จี ะปฏิบัติงานให้ประสบความสําเรจ็ โดยไม่มกี ารเกีย่ งงอน
~ 127 ~ จริยธรรมในการทางาน จริยธรรมในการทํางาน หมายถงึ กฎเกณฑท์ ่เี ป็นแนวทางปฏิบตั ิตนในการประกอบอาชีพที่ถือวา่ เป็น สงิ่ ที่ดงี าน เหมาะสม และยอมรับ การทาํ งานหรอื การประกอบอาชพี ตา่ ง ๆ จะเน้นในเรอ่ื งของจริยธรรมท่มี ี ความแตกต่างกนั ดงั นี้ จริยธรรมในการทางานท่วั ไป จริยธรรมท่ีนํามาซงึ่ ความสุขความเจริญในการทาํ งานและการ ดาํ รงชีวติ เรียกวา่ มงคล 38 ประการ มงคลชวี ติ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับการทาํ งานมีดังนี้ 1. ชํานาญในวชิ าชพี ของตน ( มงคลชีวิตข้อท่ี 8 ) เป็นการนําความรู้ท่เี ลา่ เรยี น ฝึกฝน อบรม มา ปฏบิ ัติให้เกดิ ความชาํ นาญจนสามารถยดึ เปน็ อาชพี ได้ 2. ระเบยี บวนิ ัย ( มงคลชวี ติ ขอ้ ที่ 9 ) การฝกึ กาย วาจาใหอ้ ยใู่ นระเบยี บวินยั ท่ีสงั คมหรอื สถาบนั วาง ไวเ้ ป็นแบบแผน 3. กลา่ ววาจาดี( มงคลชีวติ ขอ้ ท่ี 10 ) คือ วจีสจุ รติ 4 ประการ ได้แก่ ความจรงิ คาํ ประสาน สามคั คี คําสภุ าพ คาํ มปี ระโยชน์ 4. ทํางานไมค่ ่งั คา้ งสับสน ( มงคลชีวิตข้อท่ี 14 ) ลกั ษณะการทาํ งานของคนโดยท่ัวไปมี 2 แบบ คือ - การทาํ งานคั่งค้างสบั สน คือ ทํางานหยาบยุ่งเหยงิ ทํางานไมส่ าํ เร็จ - การทาํ งานไมค่ ่ังค้าง คือ การทาํ งานดมี ีระเบียบ ทํางานเต็มฝมี อื และทํางานให้เสร็จ จรรยาบรรณวิชาชพี จรรยาบรรณเกดิ ขนึ้ เพือ่ มุ่งให้คนในวชิ าชพี มีประสิทธิภาพ ให้เป็นคนดีในการบริการวชิ าชีพ ให้คนใน วิชาชพี มเี กียรตศิ กั ดิศ์ รที มี่ ีกฎเกณฑ์มาตรฐานจรรยาบรรณ จรรยาบรรณ มคี วามสําคญั และจาํ เป็นตอ่ ทกุ อาชพี ทุกสถาบนั และหนว่ ยงาน เพราะเป็นที่ยึดเหนีย่ ว ควบคมุ การประพฤติ ปฏิบตั ิด้วยความดีงาม ความสาคญั ของจรรยาบรรณ เพ่ือใหม้ นุษยส์ ามารถอาศัยอยู่ร่วมกันไดอ้ ย่างสงบสุข จงึ ต้องมีกฎ กตกิ า มารยาท ของการอยรุ่ ่วมกัน ใน สังคมท่ีเจริญแล้วไมม่ องแตค่ วามเจรญิ ทางวตั ถุ จริยธรรมในการทางานผู้บริหาร 1. มีหริ ิโอตตัปปะ 2. เวน้ อคติ 4 ประการ 3. มพี รหมวหิ าร 4 4. มีสงั คหวตั ถุ 4 จริยธรรมของผปู้ ระกอบอาชีพคา้ ขาย 1. ตาดี หมายถึง รจู้ กั สินค้า ดขู องเปน็ สามารถคาํ นวณราคา กะต้นทนุ เกง็ กําไรได้แมน่ ยาํ 2. จดั เจนธรุ กจิ หมายถงึ ร้จู ักแหลง่ ซ้อื ขายสนิ คา้ รคู้ วามเคลอื่ นไหวและความตอ้ งการของตลาด 3. พ้อมดว้ ยแหลง่ ทุนเปน็ ทีอ่ าศยั หมายถึงเป็นท่เี ช่ือถือไวว้ างใจในหมูแ่ หล่งลงทุนใหญ่ ๆ จรรยาบรรณวชิ าชพี จรรยาบรรณวชิ าชพี หมายถงึ กฎเกณฑ์หรอื แนวทางในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิที่ผู้ประกอบอาชพี แตล่ ะ อาชีพกาํ หนดขนึ้ เพื่อรักษาและสง่ เสรมิ เกียรติ ชื่อเสยี ง ฐานะของสมาชกิ และวงการวิชาชีพนนั้ ๆ ของสมาชกิ ที่ประกอบอาชพี นัน้ ๆ
~ 128 ~ ตัวอย่างจรรยาบรรณวชิ าชีพ จรรยาบรรณของผู้ประกอบอาชพี คา้ ขาย 1. พึงมีสัจจะ คอื ความจรงิ ในอาชพี ของตนและผอู้ น่ื ที่ใชบ้ ริการของตนอยา่ งเครง่ ครดั 2. พึงมเี มตตากรณุ าต่อลกู คา้ เสมอหนา้ กนั ไมค่ วรคดิ เอาประโยชน์ตน หรอื ผลกาํ ไรลกู เดยี ว 3. พึงเฉลยี่ ผลกาํ ไรผ้รู ว่ มงานทกุ คนเสมอหน้ากัน 4. พงึ ให้เกียรตแิ ก่ลูกคา้ ทุกคน ไม่คดโกง 5. พงึ หาวธิ กี ารรว่ มมือกบั นกั การค้าอน่ื ๆ เพื่อชว่ ยเหลือสังคม 6. พึงเสยี ภาษอี ากรให้รัฐอยา่ งถกู ต้องเต็มเม็ดเต็มหนว่ ย 7. พงึ รบั ผิดชอบตอ่ ผรู้ ว่ มงานทุกคนด้วยความเมตตาธรรม 8. พงึ พูดจาไพเราะอ่อนหวานและปฏบิ ัตติ นเป็นกลั ยณมิตรกับลกู คา้ ทกุ คน 9. พงึ บรกิ ารลกู คา้ ให้รวดเรว็ ทนั ใจเท่าทจี่ ะทาํ ได้ 10.พงึ หาทางร่วมมอื รวมแรง รว่ มใจกบั รัฐบาลในการพฒั นาสงั คม จรรยาบรรณครู 1. เล่ือมใสการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมุขด้วยความบริสุทธใ์ิ จ 2. ยดึ ม่ันในศาสนาทต่ี นนบั ถือ ไม่ลบหลู่ดหู ม่นิ ศาสนาอน่ื 3. ต้งั ใจส่งั สอนศิษย์ อทุ ศิ เวลาของตนให้ศิษย์ 4. รกั ษาช่ือเสียงของตนมใิ ห้ขน้ึ ช่ือว่า เป็นคนประพฤตชิ ั่ว 5. ถือปฏบิ ัติตามระเบยี บและแบบธรรมเนียมอันดงี ามของสถานศึกษา 6. ถา่ ยทอดวชิ าความรโู้ ดยไมบ่ ิดเบือนและปิดบังอําพราง 7. ใหเ้ กียรตแิ ก่ผู้อ่ืนทางวชิ าการ ไมน่ าํ ผลงานฃของผใู้ ดมาแอบอา้ งเป็นของตน 8. ประพฤติอย่ใู นความซอื่ สตั ยส์ ุจรติ 9. สุภาพ เรียบร้อย เปน็ แบบอย่างทดี่ ีใหแ้ ก่ศิษย์ 10.รักษาความสามัคคีระหวา่ งครแู ละชว่ ยเหลือกันในหนา้ ท่กี ารงาน จรรยาบรรณแพทย์ 1. มีเมตตาจติ แกค่ นไข้ ไม่เลือกชน้ั วรรณะ 2. มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไมย่ กตนขม่ ทา่ น 3. มีความละอาย เกรงกลวั ต่อบาป 4. มีความละเอียดรอบคอบ สขุ มุ มีสติใคร่ครวญเหตุผล 5. ไมโ่ ลภเหน็ แกล่ าภของผู้ปุวยแตฝ่ าุ ยเดยี ว 6. ไม่โออ้ วดวชิ าความรู้ใหผ้ อู้ น่ื หลงเชอื่ 7. ไม่เปน็ คนเกียจครา้ น เผอเรอ มกั ง่าย 8. ไม่ลุอํานาจแก่อคติ 4 คอื ความลาํ เอียงดว้ ยความรกั ความโกรธ ความกลวั ความหลง (โง)่ 9. ไม่หวนั่ ไหวต่อสง่ิ ทเี่ ปน็ โลกธรรม 8 คือ ลาภ ยศ สรรเสรญิ สุข และความเสื่อม 10. ไมม่ สี นั ดานชอบความมวั เมาในหมอู่ บายมขุ จรรยาบรรณนักกฎหมาย 1. พึงถือว่างานดา้ นกฎหมายเป็นอาชพี ไม่ใชธ่ ุรกิจ 2. พงึ ถอื วา่ กฎหมายเป็นเพียงเครอื่ งมือของความยุตธิ รรม มิใชม่ าตรการความยุตธิ รรม
~ 129 ~ 3. พึงถือวา่ นกั กฎหมายทกุ คนเป็นท่พี งึ ของประชาชนทุกคนในดา้ นกฎหมาย 4. พึงถือว่าความยตุ ธิ รรมอยเู่ หนอื อามิสสินจ้างหรอื ผลประโยชนใ์ ด ๆ 5. พึงถือวา่ ความยตุ ธิ รรมเป็นกลางสาํ หรบั ทุกคน 6. พึงถือวา่ มนษุ ย์ทกุ คนมีสทิ ธิในเร่ืองยุตธิ รรมเทา่ เทยี มกัน 7. พึงขวนขวายหาความรู้ใหท้ นั เหตุการณเ์ สมอ 8. พงึ งดเวน้ อบายมุขทง้ั หลายอันเปน็ ส่งิ บั่นทอนความยุติธรรม 9. พงึ รักษาเกียรตยิ ง่ิ กว่าทรพั ย์สินใด 10.พึงถือว่าบคุ คลมีค่าเหนือวตั ถุ จรรณยาบรรณทหาร 1. มคี วามจงรกั ภกั ดตี อ่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์ 2. ยดึ ม่นั ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมขุ 3. ยอมสละประโยชนส์ ่วนตน เพอ่ื ผลประโยชน์แห่งชาติ 4. รักษาช่อื เสยี ง และเกียรตศิ กั ดิ์ของทหาร 5. มีคุณธรรม มคี วามซ่ือสัตย์สุจรติ 6. ซือ่ ตรงต่อตนเอง ผอู้ ื่น และครอบครวั 7. มลี ักษณะผู้นาํ มีวินยั ปฏิบัติตามคําสง่ั อันชอบธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเครง่ ครดั และปกครองผูใ้ ต้ บงั คับ บญั ชา ด้วยความเป็นธรรม 8. ต้องไม่ใชต้ าํ แหน่งหนา้ ทเ่ี พ่ือแสวงหาประโยชนโ์ ดยมิชอบ อันจักทาํ ให้ เส่อื มเสียศักดิศ์ รี และเกยี รติภูมิ ของทหาร 9. ไมร่ บั ทรัพยส์ ินหรือประโยชน์อนื่ ใดจากผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา หรอื บุคคลอนื่ อันอาจทาํ ใหเ้ ป็นท่สี งสัย หรอื เข้าใจวา่ มีการเลือกปฏบิ ัติ หรอื ไม่เป็นธรรม 10. ปฏบิ ตั ิต่อบคุ คลทมี่ าตดิ ต่อเกีย่ วขอ้ งอย่างเสมอภาคและเท่าเทยี มกัน 11. รรู้ กั สามัคคี เพ่ือประโยชนต์ อ่ การปฏิบตั ริ าชการทหาร 12. ตอ้ งบริหารทรพั ยากรทมี่ ีอยอู่ ยา่ งคมุ้ ค่า และเกดิ ประโยชน์สงู สุดต่อ ทางการทหาร 13. พฒั นาตนให้มีความรู้ ความสามารถ และทกั ษะในการปฏบิ ัตงิ าน เพ่อื ให้ เกิดประโยชนส์ งู สดุ ต่อทาง ราชการทหาร 14. รกั ษาความลบั ของทางราชการทหารโดยเคร่งครดั คา่ นิยม ความหมายของค่านิยมมผี รู้ ู้หลายทา่ นได้ใหค้ วามหมายไวด้ ังนี้ คา่ นิยม มาจากคาํ ในภาษาอังกฤษวา่ “Value” และมาจากคาํ สองคําคือ “คา่ ” “นิยม”เมือ่ คํา สองคาํ รวมกันแปลวา่ การกําหนดคณุ คา่ คุณค่าทเ่ี ราตอ้ งการทาํ ใหเ้ กิดคณุ คา่ คุณคา่ ดังกลา่ วนี้มที ัง้ คณุ คา่ แท้ และคุณคา่ เทยี ม ซึ่งคณุ ค่าแทเ้ ปน็ คณุ คา่ ทสี่ นองความตอ้ งการในการพฒั นาคุณภาพชีวติ สว่ นคณุ คา่ เทยี ม หมายถงึ คณุ คา่ ทีส่ นองความต้องการอยากเสพสง่ิ ปรนเปรอชั่วคูช่ ่ัวยาม คา่ นิยม หมายถึง ส่งิ ท่ีบุคคลพอใจหรอื เหน็ วา่ เปน็ สงิ่ ท่มี คี ุณคา่ แล้วยอมรับไวเ้ ปน็ ความเช่อื หรือ ความรู้สกึ นึกคดิ ของตนเอง ค่านยิ มจะสงิ อยู่ในตวั บคุ คลในรปู ของความเชอ่ื ตลอดไป จนกว่าจะพบกับค่านยิ ม ใหม่ ซงึ่ ตนพอใจกวา่ ก็จะยอมรบั ไว้ เม่อื บุคคลประสบกบั การเลอื กหรอื เผชิญกับเหตุการณ์ ละต้องตัดสินใจ
~ 130 ~ อย่างใดอยา่ งหนึง่ เขา้ จะนําค่านยิ มมาประกอบการตดั สินใจทกุ ครั้งไป ค่านยิ มจึงเปน็ เสมอื นพื้นฐานแหง่ การ ประพฤติ ปฏบิ ัติของบุคคลโดยตรง “ค่านยิ ม” หมายถงึ ความเช่ือวา่ อะไรดี ไมด่ ี อะไรควร ไม่ควร เชน่ เราเชอ่ื ว่าการขโมยทรพั ยข์ อง ผอู้ ่นื การฆ่าสัตวต์ ดั ชวี ติ เปน็ สิง่ ทีไ่ ม่ดี ความกลา้ หาญ ความซ่ือสัตย์ เป็นสิง่ ท่ดี ี อิทธิพลของคา่ นิยมท่ีมตี อ่ พฤติกรรมของบุคคล รองศาสตราจารย์ สพุ ตั รา สุภาพ ได้กลา่ วถงึ ค่านิยมสงั คมเมืองและค่านยิ มสงั คมชนบทของ สงั คมไทยไว้คอ่ นขา้ งชดั เจน โดยแบ่งคา่ นิยมออกเปน็ ค่านิยมของคนในสงั คมเมอื งและสังคมชนบทซึ่งลักษณะ ค่านยิ มทั้งสองลักษณะ จดั ไดว้ า่ เป็นลักษณะของค่านยิ มทีท่ าํ ให้เกิดมอี ทิ ธิพลต่อคา่ นยิ มที่มตี อ่ พฤตกิ รรมของ บุคคล ซ่งึ สามารถแสดงให้เห็นชัดเจนในตาราง ค่านยิ มสงั คมเมอื ง ค่านิยมสงั คมชนบท ๑. เชอ่ื ในเรอ่ื งเหตุและผล ๑. ยอมรับบุญรบั กรรมไม่โต้แยง้ ๒. ขึ้นอย่กู ับเวลา ๒. ขึ้นอยกู่ บั ธรรมชาติ ๓. แข่งขันมาก ๓. เช่ือถอื โชคลาง ๔. นยิ มตะวนั ตก ๔. ชอบเสี่ยงโชค 5. ชอบจดั งานพิธี ๕. นิยมเครอ่ื งประดับ ๖. ฟมุ เฟอื ยหรูหรา ๖. นยิ มคุณความดี ๗. นิยมวัตถุ ๗. นิยมพิธีการและการทาํ บุญเกินกําลงั ๘. ชอบทําอะไรเปน็ ทางการ ๘. ชอบเป็นฝาุ ยรบั มากกวา่ ฝุายรุก ๙. ยกย่องผูม้ อี าํ นาจผู้มตี ําแหน่ง ๙. ทํางานเป็นเล่น ทาํ เล่นเปน็ งาน ๑๐.วนิ ยั ๑๐. พ่งึ พาอาศยั กนั ๑๑. ไม่รกั ของสว่ นรวม ๑๑. มีความเปน็ สว่ นตัวมากเกินไป ๑๒. พูดมากกวา่ ทาํ ๑๒. รกั ญาตพิ น่ี อ้ ง ๑๓. ไม่ชอบเห็นใครเหนือกว่า ๑๓. มีความสันโดษ ๑๔. เห็นแกต่ วั ไม่เชือ่ ใจใคร ๑๔. หวงั ความสุขชัว่ หนา้ อิทธิพลของค่านิยมต่อตวั บุคคล คา่ นิยมไมว่ า่ จะเปน็ ของบุคคลหรือค่านิยมของสงั คม จะมอี ทิ ธิพลต่อตัวบคุ คล ดงั นี้ คอื ๑. ชว่ ยให้บคุ คลตดั สินใจวา่ ส่งิ ใดผดิ สง่ิ ใดถกู ดีหรือไมด่ ี มคี ณุ ค่าหรอื ไม่มคี ณุ คา่ ควรทาํ หรือไม่ ควรทาํ ๒. ช่วยใหบ้ ุคคลในการกาํ หนดทา่ ทขี องตนต่อเหตกุ ารณ์ทตี่ นตอ้ งเผชญิ ๓. ช่วยสร้างมาตรฐาน และแบบฉบับจากการประพฤตปิ ฏิบัตขิ องบคุ คล ๔. มีอิทธพิ ลเหนือบุคคลในการเลอื กคบหาสมาคมกับบุคคลอ่นื และเลือกกิจกรรม ทางสังคม ซ่งึ ตนจะต้องเขา้ ไปร่วมดว้ ย ๕. ชว่ ยใหบ้ คุ คลกาํ หนดความคดิ และแนวทางปฏบิ ตั ิ ๖. ชว่ ยเสรมิ สร้างหลกั ศีลธรรม ซงึ่ บุคคลจะใชใ้ นการพจิ ารณา การกระทําของตนอยา่ งมีเหตผุ ล
~ 131 ~ ใบงาน เรอื่ ง คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการประกอบอาชพี อาชพี คุณธรรม จรยิ ธรรม ทค่ี วรมี ดา้ นเกษตรกรรม ด้านอตุ สาหกรรม ด้านพาณชิ ยกรรม ดา้ นความคิดสร้างสรรค์ ดา้ นอาํ นวยการและอาชพี เฉพาะ
~ 132 ~ แผนการจดั การเรยี นรรู้ ายภาคเรยี น ภาคเรยี นท่ี ๒ ปกี ารศึกษา 25๖๔ ระดบั ประถมศกึ ษา กศน.ตาบล....................... อาเภอ............................ จงั หวัดอา่ งทอง 1. คร้ังท่ี ๒ วนั ที่ ….....… เดือน…………….…......…….พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. 2. วิชาช่องทางการเข้าส่อู าชีพ รหสั วชิ า อช11001 จานวน ๒ หน่วยกติ ๓. เรอ่ื ง การตัดสนิ ใจเลือกพฒั นาอาชพี ๔. ตวั ชี้วัด ๑.ตัดสนิ ใจเลอื กอาชพี ไดเ้ หมาะสมกบั ตนเอง ๕. เนื้อหา 1.การตดั สนิ ใจเลอื กอาชพี ตามศกั ยภาพทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ - ศักยภาพของทรพั ยากรธรรมชาตใิ นแต่ละพืน้ ที่ - ศกั ยภาพของพนื้ ท่ี ตามลกั ษณะภมู ิอากาศ - ศักยภาพของภูมปิ ระเทศและทําเลท่ีตั้งของแตล่ ะพนื้ ท่ี - ศกั ยภาพของศิลปะ วฒั นธรรม ประเพณแี ละวิถชี ีวติ ของแต่ละพื้นที่ -ศกั ยภาพของทรพั ยากรมนุษยใ์ นแต่ละพื้นท่ี ๖. ขน้ั ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 เตรยี มความพรอ้ ม - ครพู ดู คุยกบั ผ้เู รยี นในเรือ่ งของการดแู ลตวั เองเพือ่ ปอู งกันโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID - 19) - ครูพดู คุยกับผ้เู รยี นในเรอ่ื งการตดั สนิ ใจเลือกอาชพี ตามศักยภาพท้งั 5 ดา้ น ศกั ยภาพของ ทรัพยากรธรรมชาตใิ นแตล่ ะพ้นื ที่ ศกั ยภาพของพน้ื ท่ี ตามลักษณะภมู อิ ากาศ ศักยภาพของภมู ปิ ระเทศและ ทาํ เลท่ีตั้งของแต่ละพนื้ ที่ กระบวนการจดั การเรยี นรู้ ข้ันนาเข้าสู่บทเรยี น ขั้นตอนที่ 1 การกาหนดสภาพ ปญั หา ความต้องการในการเรียนรู้ - ครูพดู คุยกบั ผู้เรยี นในเรือ่ งของการดูแลตัวเอง เพ่ือปอู งกันโรคตดิ เช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID - 19) - การกาํ หนดสภาพ ปญั หา ความตอ้ งการในการเรยี นรู้ในการตดั สินใจเลือกขยายอาชพี ให้ เหมาะสมกับตนเอง ข้นั ตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ . 1.ครูพูดคยุ กบั นกั ศกึ ษาเรอ่ื งวัตถุประสงค์การเรยี นรู้ -ครูสง่ คลปิ จาก YouTube เร่อื ง การตดั สนิ ใจเลอื กพัฒนาอาชีพไปในกล่มุ กศน.ตําบล https://www.youtube.com/watch?v=Nyk648xh9ZA 2. ศกั ยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพื้นท่ี
~ 133 ~ 3. ศกั ยภาพของภมู ปิ ระเทศและทําเลท่ตี ัง้ ของแต่ละพ้ืนที่ ๔.ศกั ยภาพของศิลปะ วฒั นธรรม ประเพณแี ละวิถีชีวิตของแต่ละพนื้ ท่ี ขั้นตอนท่ี 3 การปฏิบัตแิ ละนาไปประยกุ ต์ใช้ 1. ใหผ้ เู้ รยี นของแต่ละกลุ่มระดมความคดิ ในการจดั ทาํ กจิ กรรมบันทกึ รายงาน 2. ให้ผเู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ ลงในใบงาน 3. ครูใหต้ วั แทนของแต่ละคนนาํ เสนอผลงาน 4. ครแู ละผเู้ รยี นสรุปสง่ิ ท่ไี ด้เรียนรู้รว่ มกัน และผเู้ รียนบนั ทกึ สรปุ สิง่ ทไ่ี ดเ้ รยี นร้ลู งในสมดุ บนั ทกึ กจิ กรรม ขน้ั ท่ี 4 การประเมนิ ผล 1. ครูสังเกตการทาํ กจิ กรรมกลมุ่ การมีสว่ นร่วมและการนําเสนอภายในกลุ่มของผู้เรยี น 2. ครแู ละผเู้ รยี นสรปุ ส่ิงท่ไี ดเ้ รยี นรรู้ ่วมกนั และผู้เรยี นบนั ทึกสรปุ สิง่ ทไ่ี ดเ้ รยี นรู้ลงในสมดุ บันทกึ กจิ กรรม 3. แบบทดสอบความรู้ การมอบหมายงานใหผ้ ู้เรยี นไปเรียนรู้ด้วยตวั เอง ครูมอบหมายงานใหผ้ เู้ รยี นไปเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง และนัดหมายการสง่ งานทีร่ บั ผดิ ชอบ ตามรายวิชา และ เน้อื หา
~ 134 ~ ใบความร้เู รือ่ ง ตดั สินใจเขา้ สอู่ าชีพดว้ ยปรชั ญาคดิ เป็น ปรชั ญา “คิดเปน็ ” เชอื่ วา่ มนุษยท์ กุ คนมีพนื้ ฐานชีวิตแตกต่างกนั มีวิธกี ารดําเนินชีวิตทแี่ ตกต่างกนั มี ความต้องการทแี่ ตกตา่ งกัน แตท่ กุ คนลว้ นมีความต้องการทีจ่ ะมคี วามสุขเหมือนกนั เมื่อทุกคนต้องการมี ความสุขเหมือนกัน จงึ ตอ้ งมกี ระบวนการเพอื่ ให้เกดิ ความสขุ คอื กระบวนการคดิ เป็น โดยมฐี านขอ้ มูลด้าน วิชาการ ดา้ นสังคม และส่ิงแวดล้อม และขอ้ มูลของตนเองมาเป็นตัวการในการชว่ ยตดั สนิ ใจได้แลว้ จึงเลอื ก หนทางในการดาํ เนนิ ชวี ติ ก็จะเกดิ ความสุขจากการตดั สินใจถกู ตอ้ ง เมื่อดําเนินการแล้วและยังเกดิ ปญั หา หรือ ยังไมเ่ กิดความสุขจึงกลับมาย้อนดูความผิดพลาดจากข้อมูลวา่ วิเคราะห์ขอ้ มูลครบหรอื ยัง แล้วจงึ ตดั สินใจใหม่ ตามวัฏจักร “คดิ เป็น” เพ่ือการแกป้ ญั หาทย่ี ง่ั ยืนแล้วเกดิ สุขอยา่ งอัตภาพ หลกั ของการคดิ เปน็ 1. คิดเปน็ เชอ่ื วา่ สังคมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ก่อให้เกิดปญั หา ซ่ึงปัญหาน้ันสามารถแก้ไขได้ 2. คนเราจะแก้ไขปญั หาตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมท่ีสดุ โดยใช้ขอ้ มลู มาประกอบการตัดสนิ ใจ อยา่ งนอ้ ย 3 ประการ คือ ข้อมลู เกี่ยวกบั ตนเอง สังคม และวิชาการ 3. เมอื่ ไดต้ ัดสินใจแกไ้ ขปญั หาดว้ ยการไตรต่ รองรอบคอบทัง้ 3 ด้านแลว้ ยอ่ มก่อให้เกดิ ความพอใจใน การตดั สนิ ใจ และควรรับผิดชอบต่อการตดั สินใจนนั้ 4. แตส่ งั คมเปล่ียนแปลงอยตู่ ลอดเวลา การคดิ ตดั สนิ ใจอาจจะตอ้ งเปล่ียนแปลงปรับปรงุ ใหมใ่ ห้ เหมาะสมกบั สภาพและสถานการณ์ท่เี ปล่ยี นไป ลกั ษณะของคนคดิ เป็น มี 8 ประการ 1. มคี วามเชื่อวา่ ปญั หาทีเ่ กิดขึน้ เปน็ สิง่ ธรรมดา สามารถแก้ไขได้ 2. การคดิ ท่ีดตี ้องใชข้ อ้ มูลหลายๆดา้ น (ตนเอง สังคม วชิ าการ) 3. ร้วู ่าข้อมูลเปล่ียนแปลงอยู่เสมอ 4. สนใจท่จี ะวิเคราะหข์ ้อมลู อยเู่ สมอ 5. รูว้ ่าการกระทําของตนมผี ลต่อสังคม 6. ทําแล้ว ตัดสนิ ใจแลว้ สบายใจ และเต็มใจรบั ผิดชอบ 7. แกป้ ญั หาชีวติ ประจําวันอยา่ งมรี ะบบ 8. รูจ้ ักช่งั นา้ํ หนักคณุ คา่ สมรรถภาพของคนคิดเปน็ 1. เผชิญปัญหาในชวี ติ ประจาํ วนั อยา่ งมรี ะบบ 2. สามารถทจ่ี ะแสวงหาและใช้ขอ้ มลู หลายๆดา้ น ในการคดิ แกไ้ ขปญั หา 3. รจู้ ักชัง่ นาํ้ หนัก คุณค่า และตัดสินใจหาทางเลอื กใหส้ อดคลอ้ งกบั ค่านยิ ม ความสามารถ และ สถานการณ์ หรือเง่อื นไขสว่ นตัวและระดบั ความเป็นไปไดข้ องทางเลือกตา่ งๆ กระบวนการไปสู่การคิดเป็น มีดังน้ี แผนภมู ิ ข้นั ตอนกระบวนการแกป้ ัญหา “คดิ เป็น” 1. ข้นั สาํ รวจปัญหา เมื่อเกิดปัญหาย่อมต้องเกิดกระบวนการคิดแก้ปญั หา 2. ขน้ั หาสาเหตุของปญั หา เป็นการหาขอ้ มลู มาวเิ คราะห์วา่ ปัญหาท่ีเกดิ ข้นึ น้นั เกิดข้นึ ได้อยา่ งไร มีอะไร เป็นองค์ประกอบของปัญหาบ้าง - สาเหตจุ ากตนเอง พ้นื ฐานของชวี ติ ครอบครวั อาชีพ การปฏิบตั ติ นคุณธรรม ฯลฯ - สาเหตุจากสังคม บุคคลที่อย่แู วดล้อม ตลอดจนความเชอื่ ประเพณี ฯลฯ
~ 135 ~ - สาเหตจุ ากขาดวิชาการความรตู้ า่ งๆ ที่เกย่ี วขอ้ งกับปญั หา 3. ขน้ั วิเคราะห์หาทางแกป้ ญั หา เป็นการวิเคราะหท์ างเลือกในการแก้ปญั หา โดยใช้ข้อมูลด้านตนเอง สังคม วิชาการ มาประกอบในการวิเคราะห์ 4. ขนั้ ตัดสินใจ เมื่อได้ทางเลอื กแล้ว จึงตัดสินใจเลอื กแกป้ ัญหาในทางทม่ี ขี ้อมูลตา่ งๆพรอ้ ม สมบูรณ์ ที่สุด 5. ขนั้ ตัดสนิ ใจไปสกู่ ารปฏิบัติ เม่อื ตัดสนิ ใจเลือกทางใดแลว้ ตอ้ งยอมรบั ว่าเปน็ ทางเลือกท่ดี ีทส่ี ดุ ใน ขอ้ มูลเท่าทีม่ ีขณะน้ัน 6. ขน้ั ปฏิบตั ใิ นการแกป้ ัญหา ในขั้นนเ้ี ปน็ การประเมนิ ผลพร้อมกันไปด้วยถา้ เป็นผลท่ี - พอใจ ก็จะถือว่าพบความสขุ เรยี กวา่ คิดเปน็ - ไม่พอใจ หรอื ผลออกมาไมไ่ ดเ้ ป็นไปตามทีค่ ิดไว้ หรือขอ้ มลู เปลี่ยน ตอ้ งเรมิ่ ตน้ กระบวนการคดิ แกป้ ญั หาใหม่ ข้อมลู ประกอบการตัดสนิ ใจ มี 3 ดา้ น 1. ข้อมลู ที่เกีย่ วกบั ตนเอง คือ ขอ้ มลู ของส่ิงต่างๆ ท่เี ก่ียวขอ้ งกบั การประกอบอาชพี ที่ตนเองมีอยู่ใน ขณะนน้ั อาจจะแบง่ เป็นดังน้ี 1.1 ปัจจยั การผลิต เชน่ เงนิ ทุน ท่ดี ิน แรงงาน เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใช้ วสั ดุ 1.2 ความถนดั ของแตล่ ะบคุ คล การทจี่ ะประกอบอาชพี ใหไ้ ดผ้ ลดีจะตอ้ งพิจารณาถึงความถนัดของ ตนเองดว้ ยเสมอ เพราะความถนัดจะชว่ ยใหก้ ารกระทําในสง่ิ ที่ตนถนดั น้นั เปน็ ไปอยา่ งสะดวก รวดเรว็ คลอ่ งแคลว่ และมองเห็นช่องทางทจ่ี ะพัฒนาอาชพี ใหร้ ดุ หนา้ ไดด้ กี วา่ คนทีไ่ ม่มคี วามถนัดในอาชีพนั้น ๆ แต่ตอ้ ง ตัดสินใจเลือกประกอบอาชพี นั้น ๆ 1.3 ความรักและความจริงใจ เป็นองค์ประกอบท่ีเกดิ จากความรสู้ กึ ภายใจของแตล่ ะคน ซ่งึ ความรู้สกึ มกั จะเปน็ แรงผลักดนั ใหเ้ กดิ ความมานะ อดทนกลา้ สู้ กลา้ เสย่ี ง ซ่งึ ถอื วา่ เป็นองค์ประกอบในการ ตดั สินใจทสี่ าํ คัญอยา่ ง หนง่ึ หากการพิจารณาตดั สินใจมไิ ดค้ าํ นงึ ถงึ สิง่ นี้แล้ว การท่จี ะประกอบอาชีพอยา่ งเดด็ เด่ยี วปญั หาจะลด นอ้ ยลงได้งา่ ยในโอกาสตอ่ ไป 2. ขอ้ มลู เกย่ี วกบั ส่ิงแวดลอ้ มและสงั คม คอื ข้อมูลต่าง ๆ ท่ีอย่รู อบ ๆตัวเรา หรือจะตอ้ งเข้ามา เกี่ยวข้องท่จี ะส่งผลดี ผลเสีย ตอ่ การประกอบอาชพี ของตน เชน่ ทําเลตลาด ส่วนแบง่ ของตลาด ทรพั ยากรท่ี เออื้ ในทอ้ งถ่นิ แหล่งความรู้ ตลอดจนผลทจี่ ะเกดิ ขนึ้ ตอ่ ชมุ ชน หากเลือกอาชพี น้นั ๆ 3. ขอ้ มูลท่เี กยี่ วกบั ความรพู้ ้ืนฐานทางวชิ าการของอาชพี คอื ข้อมลู ความรแู้ ละเทคนคิ ตา่ ง ๆ สาํ หรบั การประกอบอาชีพนัน้ ๆ เชน่ วิธบี ังคับให้เกิดผลผลิตออกนอกฤดกู าล การคํานวณสตู รปยุ๋ เทคโนโลยีในการ ผลิตเคร่อื งมอื เคร่ืองใชเ้ อง
~ 136 ~ ใบงาน เรอ่ื ง การตดั สนิ ใจเลอื กอาชีพ กําหนดข้อมลู 3 ด้าน จากการที่ผเู้ รยี นศึกษากระบวนการประกอบอาชพี และปรัชญาคดิ เปน็ จนเข้าใจแลว้ ให้ นํามากาํ หนดข้อมูล 3 ดา้ น ทส่ี อดคลอ้ งกับอาชพี ทง้ั 3 อาชพี ท่กี าํ หนดไวใ้ นกิจกรรมที่ 3 ข้อมลู 3 ดา้ น ได้แก่ 1.ดา้ นตนเอง 2.ด้านสงั คมและสิ่งแวดลอ้ ม 3.ดา้ นวชิ าการ โดยกาํ หนดข้อมูลแตล่ ะดา้ นลงในแบบบันทึกทีก่ าํ หนดให้ แบบบันทึก การกาหนดขอ้ มลู 3 ด้าน อาชีพที่ 1 ข้อมูลด้านสังคมและส่งิ แวดล้อม ขอ้ มูลด้านวชิ าการ ข้อมูลดา้ นตนเอง 1.ทําเลท่ีต้งั 1.ความร้อู าชพี 2.สว่ นแบง่ ของตลาด 2.เทคนิคการประกอบอาชีพ เชน่ 3. 3. 1.ความร้ใู นอาชพี 4. 4. 2.ต้นทนุ 5. 5. 3. 6. 6. 4. 7. 7. 5. 8. 8. 6. 9. 9. 7. 10. 10. 8. 9. 10. อาชพี ท่ี 2 ขอ้ มลู ดา้ นสังคมและส่ิงแวดล้อม ขอ้ มูลด้านวชิ าการ ข้อมลู ด้านตนเอง 1. 1. 1. 2. 2. 2. 3. 3. 3. 4. 5. 4. 4. 6. 7. 5. 5. 8. 9. 6. 6. 10. 7. 7. 8. 8. 9. 9. 10. 10.
~ 137 ~ แผนการจัดการเรียนรู้รายภาคเรียน ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศกึ ษา 25๖๔ ระดบั ประถมศกึ ษา กศน.ตาบล....................... อาเภอ............................ จงั หวัดอา่ งทอง 1. ครั้งที่ ๓ วันที่ ….....… เดือน…………….…......…….พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. 2. วชิ าชอ่ งทางการเขา้ สอู่ าชพี รหัสวชิ า อช11001 จานวน ๒ หน่วยกิต ๓. เร่ือง ทกั ษะในการเข้าสูอ่ าชพี ๔. ตวั ชว้ี ดั ๑. การวางแผนในการฝกึ ทักษะอาชพี ๒..วิเคราะห์ชุมชนโดยการระดมความคดิ เหน็ ของคนในชมุ ชน และกําหนดวิสยั ทศั น์ พันธกจิ รายได้ ค่านิยมของชมุ ชน เปาู หมาย และกลยุทธ์ ตามแนวคดิ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ๕. เน้ือหา ๑.การวางแผนโดยกาํ หนดสิ่งตา่ งๆดังนี้ - ความร้แู ละทกั ษะที่ต้องฝกึ - วิธกี ารฝกึ - แหล่งฝกึ - วนั เวลาในการฝกึ ๒.การวเิ คราะหช์ ุมชน - จดุ แข็ง - จุดอ่อน - โอกาส - อุปสรรค ๖. ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรียนรู้ ขัน้ ท่ี 1 เตรยี มความพรอ้ ม - ครพู ูดคยุ กับผ้เู รียนในเร่ืองของการดแู ลตวั เองเพื่อปูองกันโรคติดเช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) - ครูและผู้เรยี นร่วมกันวเิ คราะห์ชมุ ชน และระดมความคดิ เหน็ กบั คนในชุมชน เพอ่ื หาจดุ แขง็ จดุ ออ่ น โอกาส และอุปสรรค กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขน้ั นาเขา้ ส่บู ทเรียน ข้ันตอนที่ 1 การกาหนดสภาพ ปัญหา ความตอ้ งการในการเรียนรู้ - ครูพดู คุยกบั ผูเ้ รียนในเร่อื งของการดแู ลตวั เอง เพ่ือปอู งกันโรคติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID - 19) - ครูและผูเ้ รียนร่วมกันอภิปรายและวางแผนการในฝึกทักษะอาชีพ ครูและผู้เรียนรว่ มกนั วเิ คราะห์ ชุมชน และระดมความคดิ เหน็ กับคนในชุมชน เพอื่ หาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอปุ สรรค -หนังสอื แบบเรียนวิชาช่องทางการเขา้ ส่อู าชพี -ใบความร้เู ร่ืองท่ี 1 การวางแผนโดยกาํ หนดสิง่ ตา่ งๆ
~ 138 ~ -ใบความรเู้ รื่องท่ี 2 การวิเคราะห์ชมุ ชน -ใบงานท่ี 1 การวางแผนในการฝกึ ทกั ษะอาชีพ -ใบงานท่ี 2 การวเิ คราะห์ชุมชน -แบบทดสอบก่อนเรียน ขั้นตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมลู และจดั การเรยี นรู้ . 1.ครพู ูดคยุ กบั นักศกึ ษาเรอ่ื งวตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ -ครูส่งคลิปจาก YouTube เรื่อง ทกั ษะในการเขา้ สู่อาชีพ ไปในกลุ่ม กศน.ตาํ บล https://www.youtube.com/watch?v=olsf8f8Dlf4 2 การวางแผนโดยกําหนดส่งิ ตา่ งๆ 3. การวิเคราะห์ชมุ ชน ขน้ั ตอนที่ 3 การปฏบิ ตั ิและนาไปประยกุ ตใ์ ช้ 1. ใหผ้ เู้ รยี นของแต่ละกลมุ่ ระดมความคิด ในการจดั ทาํ กจิ กรรมบนั ทึกรายงาน 2. ใหผ้ เู้ รยี นแสดงความคดิ เหน็ ลงในใบงาน 3. ครูให้ตวั แทนของแตล่ ะคนนาํ เสนอผลงาน 4. ครูและผู้เรยี นสรุปส่ิงท่ไี ด้เรยี นรรู้ ว่ มกัน และผู้เรียนบันทึกสรปุ สงิ่ ทไี่ ด้เรยี นรลู้ งในสมุดบันทกึ กจิ กรรม ขน้ั ท่ี 4 การประเมินผล 1. ครสู ังเกตการทาํ กจิ กรรมกลุ่ม การมสี ่วนรว่ มและการนําเสนอภายในกล่มุ ของผู้เรยี น 2. ครูและผูเ้ รียนสรปุ ส่งิ ที่ได้เรยี นรรู้ ว่ มกัน และผู้เรียนบันทึกสรุปส่ิงท่ไี ด้เรยี นรู้ลงในสมดุ บนั ทึก กจิ กรรม 3. แบบทดสอบความรู้ การมอบหมายงานใหผ้ เู้ รยี นไปเรียนร้ดู ้วยตวั เอง ครูมอบหมายงานให้ผูเ้ รยี นไปเรยี นรู้ด้วยตนเอง และนดั หมายการส่งงานทร่ี ับผิดชอบ ตามรายวิชา และ เน้อื หา
~ 139 ~ แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน 1. อาชพี หมายถึงข้อใด ก. การประกอบอาชีพท่มี กี ารแลกเปลี่ยนระหวา่ งสนิ คา้ กบั เงิน ข. การประกอบอาชพี ทมี่ รี ายไดต้ อบแทนโดยใช้แรงงาน ค. การประกอบอาชีพท่ีเราท าแลว้ เกดิ ผลก าไรมรี ายได้ ง. การประกอบอาชพี ท่ีเราท าเป็นประจ าทกุ วนั ตอบ ขอ้ ข. 2. อาชีพดงั้ เดมิ ทคี่ นไทยด าเนินชวี ิตตง้ั แตอ่ ดีตจนถงึ ปจั จบุ นั คอื ขอ้ ใด ก. คา้ ขาย ข. เลย้ี งสตั ว์ ค. เกษตรกรรม ง. อุตสาหกรรม ตอบ ขอ้ ค. 3. คนไทยภาคใดท่สี ว่ นใหญ่นิยมเดนิ ทางไปประกอบอาชีพขายแรงงานนอกท้องถิน่ ก. ภาคใต้ ข. ภาคเกลาง ค. ภาคตะวนั ออก ง. ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอบ ขอ้ ง. 4. ลักษณะอาชีพในสังคมชนบทไทยมีลกั ษณะเป็นอย่างไร ก. ไดร้ บั อิทธพิ ลมาจากสังคมเมอื ง ข. ประกอบอาชพี อย่างเดยี วกันท้งั หมด ค. เรยี บง่าย อาศัยทรพั ยากรธรรมชาติรอบตัว ง. มอี าชพี และรายไดเ้ ป็นสาํ คัญทกุ สง่ิ ทุกอยา่ งหามาดว้ ยเงนิ ตอบ ขอ้ ค. 5. ในทวปี ยโุ รปควรปลูกพืชชนิดใดจึงจะเหมาะสม ก. อ้อย กล้วย ข. กาแฟ โกโก้ ค. ขา้ วโพด ข้าวฟาุ ง ง. ข้าวสาลี ขา้ วโอต๊ ตอบ ข้อ ง. 6. การปฏิบัติเพ่อื ให้เกิดนิสัยทีด่ ีในการท างานชา่ งขอ้ ใดมคี วามส าคัญมากที่สุด ก. รจู้ ักรักษาความสะอาด ข. รูจ้ กั ระมดั ระวงั เครื่องแต่งกาย ค. มวี นิ ยั ในการปฏบิ ตั ิงานทกุ ข้นั ตอน ง. ประหยัดคา่ ใช้จา่ ยในการจัดซ้อื หาอปุ กรณ์ ตอบ ขอ้ ค.
~ 140 ~ 7. เก๋เล้ยี งปลาดุกเพราะคมมีความตอ้ งการมากเป็นการสร้างอาชพี ตามขอ้ ใด ก. ทรพั ยากรทอ้ งถน่ิ ข. ชอ่ งวา่ งระหวา่ งอาชพี ค. ความตอ้ งการของการตลาด ง. ผลก าไรของการประกอบอาชพี ตอบ ขอ้ ค. 8. ข้อใดตอ่ ไปนีค้ อื องค์ประกอบสําคัญในการจดั การการผลติ ก. การท าบัญชี การหาสถานท่ี การควบคมุ การผลติ ข. การวางแผน การจัดหาสถานท่ี การควบคมุ การผลติ ค. การวางแผน การท าบัญชี การควบคมุ การผลิต ง. การท าบญั ชี การจัดหาสถานที่ การวางแผน ตอบ ขอ้ ข. 9. อาชพี พ่อค้าคนกลางเปน็ อาชพี ท่ีเกิดจากข้อใด ก. ตามบรรพบุรษุ ข. ช่องวา่ งระหวา่ งอาชพี ค. ความต้องการของตลาด ง. ผลของการประกอบอาชพี ตอบ ขอ้ ข. 10. ขอ้ ใดกล่าวถกู ต้องในการจดั การอาชพี ในชุมชน ก. ใชเ้ ทคโนโลยีจากต่างประเทศ ข. ใชว้ สั ดุนาํ เขา้ จากประเทศเพ่ือนบ้าน ค. จดั การอยา่ งไรกไ็ ด้ตามใจผู้ประกอบการ ง. เลอื กอาชพี ทใ่ี ชท้ รพั ยากรท่ีมอี ยใู่ นชุมชน ตอบ ขอ้ ง. 11. ปัญหาขอ้ ใดไม่สามารถควบคมุ ได้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ก. ตลาด ข. ภยั ธรรมชาติ ค. รปู แบบการผลติ ง. การใช้เทคโนโลยี ตอบ ข้อ ข. 12. ข้อใดไมเ่ ป็นสิง่ สําคญั ในการทาํ ธรุ กิจ ก. การพึงพอใจของลกู คา้ ข. การตอบรบั ของตลาด ค. การใชเ้ งินลงทุนสงู สดุ ง. การมีเทคโนโลยี ตอบ ขอ้ ค.
~ 141 ~ 13. อาชีพบริการใดที่มสี ่วนในการพฒั นาประเทศได้มากท่ีสดุ ก. การเมือง ข. เศรษฐกิจ ค. การท่องเทยี่ ว ง. การตา่ งประเทศ ตอบ ขอ้ ค. 14. สดุ าเปน็ พนกั งานบรษิ ทั แหง่ หนง่ึ เป็นคนขยันตรงต่อเวลา รู้จักหน้าทข่ี องตนเอง พฤตกิ รรมของสดุ าตรงกบั ข้อใด ก. มคี ุณธรรม ข. มจี รยิ ธรรม ค. มีความซอื่ สัตย์ ง. มคี วามรบั ผดิ ชอบ ตอบ ข้อ ง. 15. นายสวสั ด์ิมีอาชพี ขายส่งมงั คดุ ตามสัง่ ในการบรรจมุ งั คดุ เสยี ลงไปดว้ ยท่านคดิ วา่ นายสวสั ดิ์ ทาํ ถกู หรือไม่ เพราะเหตใุ ด ก. ถกู ตอ้ ง เพราะลกู คา้ ไมเ่ ห็น ข. ถูกตอ้ ง เพราะจะได้ขายได้จาํ นวนมากขึ้น ค. ไมถ่ กู ต้อง เพราะจะท าใหม้ งั คุดผลอนื่ เสียหายเพม่ิ ข้นึ ง. ไมถ่ ูกต้อง เพราะเป็นการกระท าทไ่ี มซ่ อื่ สัตย์ ตอบ ขอ้ ง. 16. ปุ๋ยชวี ภาพ หมายถงึ ข้อใด ก. ปุ๋ยท่ไี ดจ้ ากสารเคมี ข. ปุย๋ อนินทรีย์ทีใ่ ห้ธาตุอาหารพืช ค. ป๋ยุ ทีไ่ ดจ้ ากซากพชื ซากสตั ว์ ง. ปยุ๋ ที่ประกอบดว้ ยจลุ ินทรยี ท์ ่ยี งั มชี วี ิตอยู่ ตอบ ข้อ ค. 17. ขอ้ ใดเปน็ การนําเทคโนโลยีมาใชโ้ ดยมีผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดล้อมนอ้ ยทส่ี ุด ก. ดาใช้รถไถนาแบบเดินตาม ข. แดง ฉีดยาฆา่ แมลงในสวนผลไม้ ค. เขยี ว ใช้เคร่อื งจักรในการผลติ รถยนต์ ง. ขาว ใช้เครอ่ื งซักผา้ โดยปล่อยน้าํ ทิง้ ลงในคลอง ตอบ ขอ้ ก.
~ 142 ~ 18. กลุม่ อาชีพใดทต่ี ้องคาํ นงึ ถงึ ทรพั ยากรธรรมชาตคิ วบคกู่ บั ลกั ษณะภมู ิอากาศ ลกั ษณะภูมิประเทศและ ทรัพยากรมนษุ ยม์ ากทีสดุ ก. เกษตรกรรม ข. อตุ สาหกรรม ค. พาณชิ ยกรรม ง. ศลิ ปกรรม ตอบ ข้อ ก. 19. การรจู้ กั ชอ่ งทางในการประกอบอาชีพมคี วามสําคญั อยา่ งไร ก. ทําให้รู้จักวิธีบริการลูกค้า ข. ทาํ ใหป้ ระกอบอาชีพทีไ่ ด้ผลกําไร ค. ทําให้ร้แู หล่งทรัพยากรท่มี อี ยใู่ นชุมชน ง. ทาํ ให้สามารถเลือกอาชพี ทเี่ หมาะสมกบั ตนเอง ตอบ ข้อ ง. 20. ขอ้ ใดเปน็ วธิ กี ารทด่ี ที ี่สดุ ในการหาขอ้ มลู ทางการตลาด ก. การวจิ ัยตลาด ข. การแนะน าสนิ ค้า ค. การทดลองขายสินคา้ ง. การประเมนิ จากขอ้ มูลเดิม ตอบ ข้อ ก. 21. ขอ้ ใดไมใ่ ชค่ วามจําเปน็ ในการประกอบอาชพี ทีถ่ กู ต้อง ก. เพ่ือให้ครอบครัวมหี น้ามีตาในสังคม ข. เพ่อื ใหค้ รอบครัวมีความเปน็ อยู่ทด่ี ีข้ึน ค. เพอื่ ใหม้ ีรายไดม้ าใชใ้ นการดําเนนิ ชวี ิต ง. เพอื่ ทาํ ใหช้ ุมชนเขม้ แขง็ และมีความเจริญรุ่งเรอื ง ตอบ ข้อ ก. 22. ข้อใดคอื แรงงานที่ใชใ้ นการผลิตสินค้า ก. คน สัตว์ ข. อปุ กรณ์ สัตว์ ค. คน เครอ่ื งจักร ง. เครื่องจกั ร อุปกรณ์ ตอบ ขอ้ ค. 23. ขอ้ ใดคือแผนการใชเ้ งินทนุ ท่มี ปี ระสิทธิภาพ ก. ตน้ ทุนตํา่ รายไดส้ ูง ข. ต้นทนุ สงู รายได้ตา่ํ ค. รายได้สงู ต้นทนุ ต่ํา ง. รายไดต้ ่ํา ต้นทนุ ต่ํา ตอบ ขอ้ ก.
~ 143 ~ 24. ขอ้ ใดจดั เป็นต้นทุนผนั แปรทไี่ มเ่ ปน็ เงินสด ก. คา่ เชา่ นา ข. ค่าน้ํามัน ค. คา่ แรงในครวั เรอื น ง. คา่ แรงซ่อมเคร่ืองจักร ตอบ ขอ้ ค. 25. เหตุใดจงึ ต้องมีการจัดล าดบั อาชพี ก. เพอื่ ชว่ ยในการเรียนรู้เกย่ี วกบั อาชพี ข. เพอื่ ชว่ ยแกป้ ัญหาในการประกอบอาชพี ค. เพ่ือช่วยในการส่งเสรมิ การประกอบอาชพี ง. เพอ่ื ชว่ ยในการตดั สินใจเลือกประกอบอาชีพ ตอบ ข้อ ง. 26. ขอ้ ใดไม่ใช่แนวทางการตัดสนิ ใจประกอบอาชีพจาการพจิ ารณาดา้ นสงั คมและส่ิงแวดลอ้ ม ก. มที นุ หรอื ไม่ ข. มีตลาดรองรบั หรือไม่ ค. มีทรพั ยากรเพยี งพอหรือไม่ ง. อาชพี นั้นมีคนท ามากหรอื ไม่ ตอบ ข้อ ง 27. ตามแนวคิด ปรัชญา “คดิ เปน็ ” เชื่อวา่ มนษุ ย์ตอ้ งการสงิ่ ใดมากทีส่ ดุ ก. ความรกั ข. ความสุข ค. ความชอบ ง. ความก้าวหนา้ ตอบ ขอ้ ข. 28. ปรชั ญาใดท่เี ชอ่ื ว่ามนุษย์ทกุ คนมพี ้ืนฐานชีวติ ท่แี ตกตา่ งกนั ก. ดูเป็น ข.คิดเปน็ ค.ทาํ เป็น ง.อา่ นเป็น ๒๙.ในการตดั สินเลือกอาชพี ต้องใชข้ ้อมลู ใดในการประกอบการตัดสินใจ ก ตนเอง สังคม ชมุ ชน ข. ตนเอง วิชาการ สงั คม ค. ตนเอง ชมุ ชน ครอบครวั ง. ตนเอง วชิ าการ ชมุ ชน ตอบ ขอ้ ข.
~ 144 ~ ๓๐.ข้นั ตอนที่ ๓ ของแผนภูมขิ ั้นตอนกระบวนการแกป้ ัญหา “ คิดเปน็ ” คอื ขอ้ ใด ก.ขนั้ สาํ รวจปัญหา ข.ขัน้ หาสาเหตุของปัญหา ค.ขั้นตัดสนิ ใจไปสู่การปฎบิ ัติ ง.ข้ันวเิ คราะห์หาทางแกป้ ญั หา ตอบ ขอ้ ง ๓๑.สงั คมชมุ ชน หมายถงึ ข้อใด ก.สถานทที่ าํ งาน ข.สถานท่ีประกอบการ ค.สถานท่ปี ระกอบอาชีพ ง.สถานทที่ ห่ี วั หน้าชุมชนเปน็ เจ้าของ ตอบ ขอ้ ค ๓๒.ข้อใดไมใ่ ช่ปัจจยั ในการผลิต ก.เงนิ ทนุ ข.วตั ถุดิบ ค.แรงงาน ง.สงั คม ชุมชน ตอบ ข้อ ง ๓๓. นักศึกษาสามารถนําปรชั ญา “ คิดเป็น ”ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพอยา่ งไร ก. แก้ปญั หาชวี ติ ประจําวนั ไดอ้ ยา่ งเป็นระบบ ข. พัฒนาตนเองอย่างสมํา่ เสมอ ค. ร้จู ักรับผิดชอบและพัฒนาอาชีพ ง. มคี วามมนั่ คงในการประกอบอาชพี ตอบ ข้อ ก. 3๔. ในการแก้ไขปัญหาข้นั ตอนแรกนกั ศกึ ษาต้องทําอย่างไร ก. หาสาเหตุของปญั หา ข. ปฏบิ ัติการแก้ปญั หา ค. ตดั สนิ ใจแก้ปญั หา ง. สาํ รวจปัญหา ตอบ ขอ้ ก. ๓๕.ขอ้ ใดคอื ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติ ก. สง่ิ ทใ่ี ชแ้ ลว้ หมดไป ข. สงิ่ ท่ีมนษุ ย์สรา้ งขนึ้ ค. ส่งิ ท่เี กดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติ ง. ถูกท้งั ข และ ค ตอบ ข้อ ง.
~ 145 ~ ๓๖.ขอ้ ใดไม่ใชศ่ กั ยภาพที่ตอ้ งวเิ คราะห์สําหรบั กลุ่มอาชพี พาณชิ ยกรรม ก. วถิ ชี วี ิต ข. ภูมิอากาศ ค. ภูมิประเทศ ง. ทรพั ยากรธรรมชาติ ตอบ ขอ้ ก. ๓๗.ขอ้ ใดคือความหมายของ “ จุดคุม้ ทนุ ” ก. ได้กาํ ไรสูง ข. ต้นทนุ การผลติ ค. รายไดท้ ้ังหมดทไี่ ดจ้ ากการขาย ง. ปริมาณการขายท่ีทาํ ใหม้ รี ายไดท้ ง้ั หมดเทา่ กับต้นทนุ ตอบ ข้อ ง. ๓๘.ปรชั ญาใดทีเ่ ชือ่ วา่ มนุษยท์ ุกคนมพี ้ืนฐานชีวติ ทแ่ี ตกต่างกนั ก. ดูเป็น ข. คดิ เปน็ ค. ทาํ เปน็ ง. อา่ นเป็น ตอบ ขอ้ ค. ๓๙.ขอ้ มลู ท่มี นษุ ย์ใชป้ ระกอบการตดั สนิ ใจ ยกเวน้ ข้อใด ก. ข้อมลู เก่ยี วกบั ตนเอง ข. ขอ้ มลู เกี่ยวกับสังคม ค. ขอ้ มลู เก่ียวกบั ครอบครัว ง. ข้อมูลเก่ยี วกบั วชิ าการ ตอบ ขอ้ ค. ๔๐.ลกั ษณะของคนคดิ เป็นมที ้งั หมดกีป่ ระการ ก. ๗ ประการ ข. ๘ ประการ ค. ๙ ประการ ง. ๑๐ ประการ ตอบ ข้อ ข.
~ 146 ~ รายวิชาการป้องกันการทุจริต สค 12026 กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ าการปอ้ งกนั การทุจริต สค.12026 ภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔ หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ระดบั ประถมศกึ ษา ครงั้ ที่ กิจกรรมการเรยี นรู้ สถานที่ กศน.ตําบล ๑ กิจกรรมการเรยี นการสอน คร้ังท่ี ๑ วชิ าการปูองกันการทจุ รติ รหสั สค 12026 เร่อื ง การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและ ผลประโยชน์ส่วนรวม ๒ กจิ กรรมการเรยี นการสอน ครั้งท่ี ๒ วชิ าการปอู งกนั การทุจรติ รหัส สค 12026 เรื่องความละอายและความไม่ทนต่อการทจุ รติ ๓ กิจกรรมการเรยี นการสอน คร้ังที่ ๓ วชิ าการปอู งกนั การทุจรติ รหสั สค 12026 เร่ืองSTRONG:จติ พอเพยี งต้านการทุจรติ 4 กจิ กรรมการเรยี นการสอน คร้งั ที่ 4 วิชาการปูองกนั การทจุ รติ รหัส สค 12026 เรือ่ งพลเมอื งกบั ความรับผิดชอบต่อสงั คม
~ 147 ~ รายละเอยี ดคาอธิบาย รายวิชาการป้องกันการทุจรติ รหัสวชิ า สค.12026 จานวน 2 หนว่ ยกิต หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ระดับประถมศึกษา มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ 1. มีความรคู้ วามเข้าใจดาํ เนินชวี ิตตามวิถปี ระชาธิปไตย กฎหมายเบอื้ งตน้ กฎระเบียบของชุมชน สังคมและประเทศ 2. มีความรู้ความเข้าใจหลกั การพฒั นาชมุ ชนสงั คมและวเิ คราะห์ข้อมูลในการพฒั นาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม ท่ี หวั เรอื่ ง ตัวชว้ี ดั เนือ้ หา จานวน 1. เรื่อง การคิด ๑. ผ้เู รียนสามารถ 1.เรือ่ งการคดิ แยกแยะ (ชม.) 20 แยกแยะระหวา่ ง อธบิ ายความหมายของ 2.เร่ืองความแตกตา่ ง ๆระหว่าง ผลประโยชนส์ ว่ น ผลประโยชนส์ ่วนตน จรยิ ธรรมและการทจุ รติ ๒.ผู้เรยี นสามารถ 3.เรือ่ ง ประโยชน์ส่วนตนกบั ตนและ ผลประโยชน์ อธบิ ายความหมายของ ประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ 4.หลกั การคดิ เป็น สว่ นรวม ๓.ผู้เรียนสามารถคดิ 5.ผลประโยชนท์ ับซอ้ น แยกแยะผลประโยชน์ 6.รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน สว่ นตนกบั ผลประโยชน์ ส่วนรวมได้ 2. เร่อื งความ ๑. ผเู้ รยี นสามารถ 1.ความละอายและความไมท่ นต่อ 12 ละอายและความ เรียนรูแ้ ละมคี วามเขา้ ใจ การทจุ รติ ไม่ทนตอ่ การ เกย่ี วกับความไมท่ นและ 2.การปฏบิ ตั ติ นตามกฎ กตกิ า ของ ทุจริต ความละอายตอ่ การ สถานศึกษา ชมุ ชน สังคม ทุจรติ 3.ศาสตร์พระราชาหลกั ปรชั ญาของ ๒.ผู้เรียนสามารถปฏิบตั ิ เศรษฐกจิ พอเพียง ตนเป็นผไู้ มท่ นและ ละอายตอ่ การทจุ รติ ทุก รูปแบบ 3.ปฏิบัติตนตามหนา้ ท่ี พลเมืองและมีความ รบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม
~ 148 ~ 3. เรอื่ งSTRONG: .1.มคี วามรู้ ความ 1.STRONG:จติ พอเพียงตา้ นการทุจรติ 18 จติ พอเพียงต้าน เขา้ ใจเกีย่ วกับ. 2.องคป์ ระกอบการสร้างจติ สํานกึ 30 การทจุ รติ STRONG / จติ พอเพยี ง พอเพียงตา้ นการทุจรติ 80 ตอ่ ต้านการทจุ รติ 2. ปฏิบัติตนเป็นผูท้ ่ี STRONG / จติ พอเพยี ง ต่อต้านการทจุ รติ 3. ผูเ้ รยี นวิเคราะห์ผล ท่ไี ดร้ บั จากการดารง ชวี ติ ตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกจิ พอเพียง ได้ 4. เรอ่ื งพลเมอื ง 1.มคี วามรู้ความเข้าใจ 1.ความเปน็ พลเมอื ง กับความ เกี่ยวกบั พลเมืองและ 2.การเคารพสทิ ธหิ นา้ ทต่ี อ่ ตนเองและ รบั ผิดชอบตอ่ ความรบั ผิดชอบต่อ สังคม สังคม ผอู้ ืน่ ทม่ี ีต่อสงั คม 2.ปฏบิ ตั ิตนตามหนา้ ท่ี 3.ระเบียบ กฎ กติกา กฎหมาย พลเมืองและมีความ 4.ความรบั ผิดชอบต่อชุมชน รับผดิ ชอบตอ่ สังคม รวม
~ 149 ~ ตารางวเิ คราะหร์ ายรายวชิ าการปอ้ งกันการทจุ ริต รหัสวชิ า สค.12026 จานวน 2 หนว่ ยกิต หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ระดับประถมศกึ ษา ท่ี หัวเรือ่ ง ตวั ช้วี ดั เน้อื หา ระดบั ความยาก- จานวน งา่ ย 1. เรื่อง การคดิ ๑. ผเู้ รียนสามารถอธบิ าย 1.เร่ืองการคดิ (ช.ม.) พบ กรต. สอน แยกแยะ ระหวา่ ง กล่มุ เสรมิ ผลประโยชน์ 20 สว่ นตนและ ผลประโยชน์ ความหมายของผลประโยชน์ แยกแยะ ส่วนรวม สว่ นตน 2.เรอ่ื งความ ๒.ผเู้ รียนสามารถอธิบาย แตกตา่ ง ๆ ความหมายของผลประโยชน์ ระหวา่ ง ส่วนรวมได้ จรยิ ธรรมและ ๓.ผู้เรียนสามารถคดิ การทจุ รติ แยกแยะผลประโยชนส์ ่วนตน 3.เร่อื ง ประโยชน์ กับผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ ส่วนตนกบั ประโยชนส์ ่วนรวม 4.หลักการคดิ เป็น 5.ผลประโยชน์ทับ ซอ้ น 6.รปู แบบของ ผลประโยชนท์ ับซอ้ น ศาสตรพ์ ระราชาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
~ 150 ~ ๒ เรื่องความ ๑. ผเู้ รยี นสามารถเรียนรแู้ ละ 1.ความละอาย 12 ละอายและ มคี วามเข้าใจเก่ียวกบั ความ และ ความไม่ ความไมท่ นตอ่ ไมท่ นและความละอายตอ่ ทนตอ่ การทจุ รติ การทจุ รติ การ ๒.ผ้เู รยี นสามารถปฏิบัติตน ทจุ รติ เป็นผไู้ ม่ทนและละอายตอ่ 2.การปฏิบตั ติ นตาม การทจุ รติ ทกุ รูปแบบ กฎ กตกิ า ของ 3.ปฏบิ ัติตนตามหนา้ ที่ สถานศกึ ษา ชมุ ชน พลเมอื งและมีความ สังคม รับผิดชอบตอ่ สงั คม ๓ เรือ่ ง ๑. มคี วามรู้ ความเข้าใจ 1.STRONG:จติ 18 STRONG:จิต เกี่ยวกบั STRONG / จติ พอเพียงต้านการทจุ รติ พอเพียงต้าน พอเพียงตอ่ ตา้ นการทจุ รติ 2.องค์ประกอบการ สร้างจติ สํานึกพอเพียง การทจุ รติ ๒. ปฏิบตั ิตนเปน็ ผทู้ ี่ ต้านการทุจริต STRONG / จิตพอเพยี ง ตอ่ ต้านการทจุ รติ ๓. ผู้เรยี นวเิ คราะหผ์ ลทไี่ ด้รับ จากการดารงชีวิตตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจ พอเพียงได้ ๔ เรื่องพลเมอื ง ๑. มีความรูค้ วามเข้าใจ 1.ความเปน็ พลเมือง 30 กบั ความ เกยี่ วกับพลเมืองและความ 2.การเคารพสทิ ธิ หน้าที่ต่อตนเอง รบั ผดิ ชอบตอ่ รบั ผิดชอบต่อสงั คม และผูอ้ ่นื ที่มตี ่อ สังคม ๒. ปฏบิ ัตติ นตามหน้าท่ี สังคม พลเมอื งและมคี วาม 3.ระเบยี บ กฎ กตกิ า รับผิดชอบตอ่ สงั คม กฎหมาย 4.ความรบั ผิดชอบต่อ ชมุ ชน
~ 151 ~ แบบทดสอบกอ่ นเรียน คาชแี้ จง จงกากเครอื่ งหมาย × เลือกคาตอบที่ถูกตอ้ งทส่ี ดุ 1. ขอใดเปนการนํากระบวนการของการคิดเปนมาใช ก. นาํ ขอมูลตนเอง งานวจิ ัย สง่ิ แวดลอมและสงั คมมาใช ข. นาํ ขอมูลตนเอง สงั คม สิง่ แวดลอม และวชิ าการมาใช ค. นาํ ขอมลู จากส่อื อนิ เทอรเนต็ เอกสารอางองิ และตนเองมาใช ง. นาํ ขอมลู จากเพ่ือนรวมงาน สอื่ อนิ เทอรเนต็ และวชิ าการมาใช 2. ถาตองการอยรู วมกบั ผอู น่ื ในสังคมไดอยางมคี วามสุข โดยนาํ กระบวนการคดิ เปนมาใช เราควรปฏบิ ตั ติ นตามขอใด ก. การมีสวนรวม ข. ความยนิ ยอม ค. การปรบั ตวั ง. แกปญหาได 3. นายเหลีย่ ม เปนขาราชการเกษยี ณ ตอมาไดเปนสมาชกิ สภาเทศบาล รลู วงหนาจากการประชมุ สภาวาสภาเทศบาลอนุมตั ิใหตัดถนนผานชุมชนแหงหนึ่ง นายเหล่ยี ม จงึ ไดไปกวานซอื้ ท่ดี ินบรเิ วณที่ ถนน ตัดผานน้ัน เพ่อื เก็งกาํ ไรทดี่ ิน พฤตกิ ารณของนายเหลีย่ ม เปนผลประโยชนทบั ซอนรปู แบบใด ก. การรบั ผลประโยชนตาง ๆ ข. การทาํ งานหลงั เกษียณ ค. การทําธรุ กจิ กบั ตนเอง ง. การรขู อมลู ภายใน 4. การคิดแยกแยะหมายถงึ ขอใด ก. เกบ็ เงนิ ไดนําไปใหคุณครู ข. ขายเสอ้ื ผาตามรมิ ถนนในตวั เมือง ค. ทาํ การเกษตรในเขตทดี่ ินสาธารณะ ง. การแซงควิ ซื้ออาหารในรานอาหาร 5. ขอใดคอื ความหมายของคาํ วา “ความละอาย” ก. ความมงุ ม่ันในการเอาชนะ ข. ความมงุ มน่ั ในการทาํ ความดี ค. ความเกรงกลวั ตอส่ิงทจี่ ะมาทําราย ง. ความเกรงกลวั ตอสิง่ ทไ่ี มดี ไมถกู ตอง 6. ขอใด ไมใช การปฏบิ ตั ติ นตามกฎกตกิ าของสถานศกึ ษา ก. การทาํ งานตามท่ีไดรบั มอบหมายดวยตนเอง
~ 152 ~ ข. การซักถามครูเมื่อเกิดปญหาจากการทํางาน ค. การนําชิ้นงานเพอื่ นมาคดั ลอกเพือ่ สงใหทนั เวลา ง. การแนะนาํ เพื่อนใหเขาใจและสามารถทํางานเองได 7. ขอใด ไมควร กระทําในการเขาสอบ ก. ทาํ ขอสอบดวยตนเอง ข. นงั่ ตามที่ ๆ กาํ หนดให ค. ตั้งใจอานขอสอบใหเสียงดัง ง. ไมเขาหองสอบกอนไดรับอนุญาต 8. “การรบั เงินสนิ บน” เปนพฤตกิ รรมตรงกับขอใด ก. ทจุ รติ ข. การเพ่ิมรายได ค. ความไมทน ง. การใหความชวยเหลือ 9. เหตุผลท่ีสถานศกึ ษามอบหมายใหผเู รียนทาํ ความสะอาดสถานทีพ่ บกลุมคือขอใด ก. เพื่อใหไดคะแนนระหวางเรยี น ข. ฝกความอดทน และความขยัน ค. เพอ่ื ชวยเหลอื ครูในการทาํ ความสะอาด ง. เพ่ือฝกความเสยี สละ และความรับผดิ ชอบ 10. ปรชั ญาทีน่ ํามาประยุกตใชในการตอตานการทุจรติ ไดดีทีส่ ุดคอื อะไร ก. ปรชั ญาการศึกษาผใู หญ ข. ปรัชญาของทฤษฎีใหม ค. ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ง. ปรชั ญาจติ อาสาเพอ่ื พฒั นาทองถนิ่ 11. หลักของจิตพอเพยี งเพือ่ ตอตานการทจุ รติ คอื อะไร ก. STAR ข. STRONG ค. STORM ง. STRANGER
~ 153 ~ 12. การประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นใหถูกตองตามหลกั ปฏิบตั ิ ระเบยี บ ขอปฏิบตั ิ กฎหมาย ซึ่งสามารถ ตรวจสอบไดโดยผูท่เี กย่ี วของเรยี กวาอะไร ก. ความโปรงใส (Transparent) ข. ความพอเพียง (Sufficient) ค. ความต่ืนรู Realize) ง. ความรู Knowledge) 13. ขอใดบอกลักษณะของบคุ คลทม่ี คี วามตืน่ รูในเร่ืองการทจุ รติ ได ก. สมสวน เลาเรือ่ ง “ผอ.สามเสนถกู สอบแปะเจีย๊ ะ” ข. สดสวย กลาววา “เรอื่ งคอรรปั ชันเปนเรือ่ งปกตธิ รรมดามาก” ค. สดสี ใหความรวมมือในกิจกรรมตาง ๆ ของหมบู านเปนอยางดี ง. แสนงาม อยใู นกลุมชาวบานประทวงเร่อื งการทจุ รติ จาํ นาํ ขาวของรฐั บาล 14. ขอใดบอกลักษณะหรอื การกระทาํ ทีเ่ ปนการตื่นรไู ด ก. มงุ มนั่ ทํางานเพือ่ ใหสาํ เรจ็ ตามเปาหมาย ข. รจู กั แกปญหาในงานท่มี อี ุปสรรค ค. มีความรบั ผิดชอบในหนาทีก่ ารงาน ง. ใชเวลาทํางานอยางเหมาะสม 15. ขอใดเปนผทู ่ีมคี วามเอ้อื อาทรตอเพือ่ นมนษุ ย ก. แบงปนอาหารใหสุนัขเรรอน ข. จติ อาสาชวยผูประสบภัยํนา้ ทวม ค. บริจาคเงนิ ชวยเหลอื วัดใกลบาน ง. ปลูกปาชายเลนเพอื่ อนุรักษชายฝง 16. ขอใดกลาวถงึ ความเปนพลเมอื งถูกตองทีส่ ุด ก. ราษฎรและความเทาเทยี มกนั ในสังคม ข. สามญั ชนคนท่ัวไปที่อยูในประเทศไทย ค. ชาวเมอื งและการยอมรบั ความแตกตาง ง. สถานภาพของบคุ คลทก่ี ฎหมายรบั รองสทิ ธแิ ละหนาท่ี 17. ขอใดกลาวถูกตองที่สุด ก. การมีเสรภี าพในการกลาวรายผอู ื่น ข. การมีสทิ ธใิ นการไมไปใชสทิ ธเิ ลือกตง้ั ค. การมหี นาทใี่ นการถอื ครองกรรมสิทธท์ิ รพั ยสิน ง. การยอมรับความคดิ เหน็ ตางและรบั ฟงเสียงสวนนอย
~ 154 ~ 18. สถานการณใดเปนการกระทําทีผ่ ิดกฎหมาย ก. ขับรถฝาไฟแดง ข. แจงเกดิ ภายใน 7 วนั ค. แจงตายภายใน 24 ชวั่ โมง ง. ข้ึนทะเบียนเกณฑทหารเมื่ออายุ 18 ป 19. พลเมืองดใี นขอใดทสี่ งผลตอความเปนระเบียบเรยี บรอยของสงั คมมากที่สดุ ก. ปฏิบตั ติ นตามคานิยมทดี่ ี ข. รบั การศกึ ษาภาคบงั คับ ค. ปฏบิ ตั ิตนตามกฎหมาย ง. การใชสทิ ธิ 30 บาท รกั ษาทกุ โรค 20. บคุ คลใดเปนคนดีของสังคม ก. นายดาํ ตัดไมสักมาสรางบานใหแม ข. ผูใหญบุญ ระดมชาวบานซอมสะพาน ค. กาํ นนั วชิ ยั บุกรุกปาชายเลนเพอ่ื ทาํ นากงุ ง. ครใู หญ เปนหวั คะแนนใหพรรคการเมอื งดังในทองถ่ิน
~ 155 ~ แผนการจดั การเรียนรรู้ ายภาคเรียน ภาคเรยี นท่ี ๒ ปีการศึกษา 25๖๔ ระดบั ประถมศึกษา กศน.ตาบล....................... อาเภอ............................ จังหวดั อา่ งทอง 1. คร้งั ที่…...........วันที่ ….....… เดอื น…………….…......…….พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. 2. วชิ าการป้องกันการทุจริต รหสั (สค12026) จานวน 2 หน่วยกติ 3. เร่อื ง การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม ๔. ตัวช้ีวัด ๑. ผู้เรียนสามารถอธิบายความหมายของผลประโยชนส์ ่วนตน ๒.ผู้เรยี นสามารถอธิบายความหมายของผลประโยชน์สว่ นรวมได้ ๓.ผู้เรยี นสามารถคดิ แยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ ๕. เนือ้ หา 1.เรือ่ งการคิดแยกแยะ 2.เร่อื งความแตกตา่ ง ๆระหว่างจริยธรรมและการทจุ รติ 3.เรือ่ ง ประโยชนส์ ว่ นตนกับประโยชน์สว่ นรวม 4.หลักการคดิ เป็น 5.ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น 6.รปู แบบของผลประโยชนท์ บั ซอ้ น ๖. ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้ ขัน้ ที่ 1 เตรียมความพรอ้ ม ๑. ครถู ามผู้เรียนวา่ อะไรบ้างทเ่ี ปน็ ของสว่ นตัว แล้วให้ผ้เู รยี นช่วยกันบอก ๒. ครูถามผเู้ รยี นเรียนวา่ อะไรบ้างท่เี ปน็ ของส่วนรวม แล้วใหผ้ ู้เรียนชว่ ยกันบอก ๓. ครูอธบิ ายส่ิงของที่เป็นของสว่ นรวม ผ้เู รยี นไมค่ วรนามาเปน็ ของส่วนตัว แต่จาํ เปน็ ตอ้ ง ช่วยกันดแู ลรกั ษา เพราะของส่วนรวมน้ันมปี ระโยชน์ตอ่ ตวั ผูเ้ รยี นและคนอน่ื ด้วย และผู้เรยี นก็เป็นเจ้าของ รว่ มกับคนอน่ื ดว้ ยเชน่ กนั ข้ันท่ี 2 การแสวงหาขอ้ มูล และจดั การเรียนรู้ ๑. ครถู ามผู้เรียนเกยี่ วกบั พฤติกรรมใดทีเ่ ปน็ ผลประโยชน์สวนตน แลว้ ใหผ้ ้เู รียนชว่ ยกันบอก ๒. ครูถามผ้เู รียนเก่ียวกบั พฤติกรรมใดทเี่ ปน็ ผลประโยชนส์ วนรวม แลว้ ใหผ้ ู้เรียนช่วยกันบอก ๓. ครูอธบิ ายความหมายผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชน์ส่วนรวม ๔. ผู้เรยี นและครรู ว่ มกันสนทนาเกย่ี วกบั พฤติกรรมใดเปน็ ผลประโยชน์สว่ นตน กับพฤตกิ รรม ใดเปน็ ผลประโยชน์ส่วนรวม ๕. ผ้เู รยี นสรปุ ความร้โู ดยการทาํ ใบงานเรือ่ ง ความหมายประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชน์ ส่วนรวม ขน้ั ท่ี 3 การปฏบิ ตั แิ ละนาไปประยุกต์ใช้ 1. ใหผ้ ูเ้ รยี นแต่ละกลมุ่ จดั ทาํ ปาู ยนเิ ทศ เรือ่ ง การคิดแยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชน์ ส่วนรวม แลว้ นาํ ไปติดภายในบรเิ วณ กศน. เชน่ ปาู ยประชาสัมพนั ธข์ องกศน.อาํ เภอแสวงหา หน้าห้องสมดุ
~ 156 ~ สนามเดก็ เลน่ ฯลฯ เพื่อสรา้ งความตระผ้แู ละใหเ้ หน็ ความสาํ คัญของการคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ น ตนกบั ผลประโยชนส์ ่วนรวม ข้นั ท่ี 4 การประเมนิ ผล เอกสารการประเมิน 1. กาํ หนดหลกั ฐานการเรียนรู้ 2. กาํ หนดการสอบกลางภาค 3. ใบงาน 4.แบบทดสอบ 5.ชนิ้ งานกลุ่ม / รายบคุ คล ส่ือ ๑.หนงั สือเรียน/สื่อสิ่งพิมพ์ ๒.อนิ เตอรเ์ น็ต / คลิปการสอน
~ 157 ~ ใบงานที่ 1 เรื่อง ความหมายผลประโยชน์สว่ นตน และผลประโยชนส์ ่วนรวม ชอื่ .....................................นามสกลุ ..............................รหสั นักศึกษา................................................... 1.ประโยชนส์ ว่ นตนหมายถงึ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................. ........................................... ............................................................................................................................. ........................................... ........................................................................................................................................................................ 2.ตัวอยา่ งพฤตกิ รรมทเี่ ปน็ ผลประโยชนส์ ่วนตน เชน่ ............................................................................................................................. ........................................... ............................................................................................................................. ........................................... ........................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ........................................... 3.ประโยชนส์ ว่ นรวมหมายถึง.......................................................................................................................... ............................................................................................................................. ........................................... ........................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ........................................... 4.ตวั อยา่ งพฤตกิ รรมที่เปน็ ผลประโยชนส์ ว่ นรวม เช่น ............................................................................................................................. ........................................... ........................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ........................................... ............................................................................................................................. ...........................................
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181