Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2101-2104 งานบำรุงรักษารถยนต์

2101-2104 งานบำรุงรักษารถยนต์

Published by ADACSOFT CO.,LTD., 2021-03-09 02:23:59

Description: 2101-2104 งานบำรุงรักษารถยนต์

Search

Read the Text Version

94 บทท่ี 4 การดูแลรกั ษาตามระยะท่ีก�ำ หนด 4. ถ้าระยะห่างไม่ถูกต้องใช้เคร่ืองมือปรับต้ังเขี้ยวหัวเทียน ปรับตั้งให้ได้ระยะที่ถูกต้อง ดังรูปท่ี 4.29 รูปท่ี 4.29 แสดงการปรบั ตัวเขยี้ วหวั เทียน 5. ประกอบหวั เทยี นเขา้ ทเ่ี ดมิ ถา้ เปน็ หวั เทยี นเกา่ หลงั จากทหี่ มนุ กบั มอื จนแนน่ และใหใ้ ชป้ ระแจ หมนุ เข้าไปอกี ½ - ¾ รอบ ส�ำหรับหัวเทยี นใหม่ใหใ้ ชป้ ระแจกวดต่อไปอกี ½ รอบ หวั เผา (Glow Plug) เดอื น 12 24 36 48 การตรวจสอบหวั เผา X 1,000 กม. 20 40 60 80 X 1,000 ไมล์ 12 24 36 48 เป็นอุปกรณ์เพ่ิมความร้อนให้แก่อากาศภายในห้องเผาไหม้ของเคร่ืองยนต์ดีเซล โดยใช้ขดลวด หรอื แทง่ ความรอ้ นทใ่ี ช้ไฟฟา้ จากแบตเตอร่ีเปน็ พลังงาน เพอ่ื ท�ำให้เคร่อื งยนต์ตดิ งา่ ย ดังรปู ที่ 4.30 ระยะเวลาในการจดุ หวั เผา ประมาณ 15 - 30 วนิ าที ถา้ หัวเผาขาดจะท�ำให้อณุ หภูมิภายในห้อง เผาไหม้ต่�ำ ท�ำให้เครื่องยนต์ติดยาก ดังน้ัน จึงต้องท�ำการตรวจรอบหัวเผาโดยใช้โอห์มมิเตอร์เป็นตัววัด ดงั รูปท่ี 4.30 โดยมีขน้ั ตอนดงั ตอ่ ไปนี้ คอื 1. ถอดหวั เผาออกจากฝาสูบ แลว้ ท�ำความสะอาดโดยขัดเขมา่ ออกให้หมด 2. ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดท่ีข้ัวด้านบนและปลายของหัวเผา ถ้าเข็มของมิเตอร์ไม่กระดิก แสดงว่าหวั เผาขาด แต่เมื่อวัดคา่ ความต้านทานแลว้ มากเกนิ กว่าทกี่ �ำหนดหรอื นอ้ ยกวา่ ทก่ี �ำหนด แสดงวา่ หัวเผาเส่ือมสภาพต้องเปล่ียนใหม่ โดยทั่วไปแล้วค่าความต้านทานของหัวเผาที่ใช้กับไฟฟ้ากระแสตรง

งานบำ�รุงรกั ษารถยนต์ 95 แรงเคล่ือน 12 โวลต์ อยู่ระหว่าง 0.54 โอห์ม ถึง 0.66 โอห์ม แต่ใช้แรงเคลื่อน 24 โวลต์ จะมีค่า ความต้านทานอยู่ระหว่าง 3.42 โอหม์ ถึง 4.18 โอห์ม กำ�ลังจ่ายมาจาก รีเลย์สตาร์ต สายไฟ ไปทแ่ี บตเตอร่ี ตรวจสอบความตา้ นทานหวั เผาคร่อมรเี ลย์ ขั้วลบ ต�ำ แหน่งท่ตี รวจสอบหวั เผา ไปข้ัวลบของแบตเตอร่ี รูปท่ี 4.30 การตรวจสอบหัวเผา หวั เผามคี วามส�ำคญั กบั เครอ่ื งยนตท์ มี่ หี อ้ งเผาไหมเ้ ปน็ อยา่ งมาก เพราะท�ำใหเ้ ครอื่ งยนตต์ ดิ งา่ ย เพือ่ ปอ้ งกันปัญหาทเ่ี กดิ จากหัวเผา ควรท�ำการตรวจสอบหวั เผาทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร หรือตามสภาพ การใชง้ านเคร่ืองยนต์ หมายเหตุ เครอื่ งยนต์ท่ีใช้หอ้ งเผาไหมแ้ บบเปดิ หรือแบบ Direct Injection ไมจ่ �ำเป็นต้องมี หวั เผา

96 บทที่ 4 การดูแลรักษาตามระยะทก่ี �ำ หนด สายไฟแรงสูง (สายหัวเทยี น) เดอื น 12 24 36 48 การตรวจและบรกิ ารสายไฟแรงสงู X 1,000 กม. 20 40 60 80 X 1,000 ไมล์ 12 24 36 48 สายไฟแรงสูง ท�ำหน้าที่เป็นสื่อให้ไฟฟ้าแรงสูงเคล่ือนประมาณ 9,000 - 30,000 โวลต์ ไหลผา่ นไปกระโดดทเี่ ขยี้ วหวั เทยี นในจงั หวะทล่ี กู สบู อดั ตวั สงู สดุ ซง่ึ จ�ำนวนสายหวั เทยี นจะมจี �ำนวนเทา่ กบั จ�ำนวนสบู และมีอีกสายหน่ึงซึ่งตอ่ จากคอยลม์ ายงั ตรงกลางของฝาจานจา่ ย เรยี กวา่ “สายคอยล”์ สายไฟแรงสงู เมื่อใชง้ านไปนาน ๆ อาจมีรอยเสยี หายหรือมีความตา้ นทานสงู จึงต้องมกี ารตรวจ สภาพการใช้งานทุก ๆ 20,000 กโิ ลเมตร ดังตอ่ ไปนี้ 1. ตรวจรอยเสยี หายจากรอยแตก บวม ถ้าพบจะต้องเปลยี่ นใหม่ ดังรปู ที่ 4.31 สภาพเปื่อยน่มิ ซุ่มนำ้� มันเครอ่ื ง รอยแตก รูปที่ 4.31 แสดงรปู สายไฟท่เี สยี หายจากรอยหักหรอื รอยแตก 2. ตรวจลูกยางปลายสายไฟแรงสูงว่าหลวม แตก บวมหรือไม่ ถ้าตรวจพบแสดงว่าลูกยาง เสียบสายหมดสภาพตอ้ งเปลย่ี นใหม่ 3. ตรวจความต้านทานภายในสายไฟโดยใช้โอห์มมิเตอร์ ดังรูปท่ี 4.32 ค่าท่ีวัดได้จะต้องอยู่ ในคา่ ที่ก�ำหนด ถ้าวดั แลว้ คา่ ทีไ่ ด้สงู เกิน 15,000 ต่อความยาว 1 ฟตุ จะต้องเปล่ยี นสายใหม่

งานบำ�รุงรักษารถยนต์ 97 โอห์มมเิ ตอร์ สายไฟแรงสงู (สายหัวเทยี น) การตรวจสอบ รปู ท่ี 4.32 แสดงการตรวจความต้านทานภายในสายไฟแรงสงู ฝาจานจ่ายและหวั นกกระจอก ตรวจฝาจานจา่ ยและหวั โรเตอร์ เดอื น 12 24 36 48 (หวั นกกระจอก) X 1,000 กม. 20 40 60 80 X 1,000 ไมล์ 12 24 36 48 ฝาจานจา่ ยและหวั นกกระจอกเปน็ อปุ กรณส์ �ำคญั ในระบบจดุ ระเบดิ เปน็ ทตี่ ดิ ตง้ั ขวั้ จา่ ยไฟแรงสงู ที่หัวนกกระจอก ได้รับมาจากสายคอยล์ผ่านแปรงถ่านไปยังสูบต่าง ๆ ในจังหวะอัดตัวสูงสุดเม่ือใช้งาน ไปนาน ๆ อาจจะมรี อยเสยี หายและสรา้ งปญั หาใหเ้ ครอ่ื งยนตต์ ดิ ยาก เดนิ ไมเ่ รยี บหรอื ไมต่ ดิ เลย ดว้ ยเหตนุ ี้ จึงต้องตรวจฝาจานจ่ายและหวั นกกระจอกทกุ 20,000 กิโลเมตร ดังนี้ 1. ตรวจรอยแตกรา้ วท่ีฝาจานจ่าย ถา้ พบมีรอยแตกร้าวตอ้ งเปลย่ี นใหม่ ดังรูปท่ี 4.33 สปริงแข็งไม่เพยี งพอ ข้ัวที่สึกหรอ ปลายโรเตอร์ รอยรา้ ว ที่สกึ กรอ่ น ร่องรอยของรปู รา่ งทเี่ สียหาย รอ่ งรอยคารบ์ อน ไสถ้ ่านโรเตอร์ใช้จนสกึ จากฝาจานจ่าย หรอื เกิดความเสยี หาย รูปท่ี 4.33 แสดงฝาจานจา่ ยและหวั นกกระจอกท่ีเสยี หาย

98 บทท่ี 4 การดแู ลรักษาตามระยะท่ีก�ำ หนด 2. ตรวจรอยผงคาร์บอนท่ีเป็นทางท่ีฝาจานจ่าย ซ่ึงมีผลต่อการจ่ายไฟแรงสูงไปยังสูบต่าง ๆ ผดิ พลาด และมีผลต่อการสตาร์ตเคร่ืองท�ำใหม้ ีเสียงระเบดิ ถ้าพบในลักษณะนี้จะตอ้ งลา้ งออกให้สะอาด ดว้ ยน้�ำสบู่ และล้างด้วยน�้ำใหส้ ะอาดอีกครัง้ หน่ึง แลว้ เชด็ ใหแ้ ห้ง 3. ตรวจรอยเสยี หายของหวั นกกระจอก ถา้ พบวา่ มรี อยแตกรา้ ว หลวม หรอื คลอนจะตอ้ งเปลย่ี นใหม่ กลไกปรบั องศาไฟจุดระเบดิ เดอื น 12 24 36 48 X 1,000 กม. 20 40 60 80 การตรวจเครอื่ งปรบั องศา X 1,000 ไมล์ 12 24 36 48 ไฟจดุ ระเบดิ (กลไกเรง่ ไฟ) ท�ำหนา้ ทปี่ รบั องศาการจดุ ใหม้ ากขน้ึ เมอื่ ความเรว็ สงู ขนึ้ และใหอ้ งศาการจดุ ระเบดิ อยใู่ นคา่ ทกี่ �ำหนด หรือจ�ำกัดของบริษัทผู้ผลิตท่ีความเร็วเดินเบา องศาจุดระเบิดท่ีล่วงหน้านั้นจะสัมพันธ์กับความเร็วรอบ ของเครอื่ งทีบ่ ริษทั ผผู้ ลิตก�ำหนด เครือ่ งปรบั วงจรไฟจดุ ระเบิดท่ีใช้กบั เครือ่ งยนต์ มี 2 แบบ ซ่งึ ท�ำงานสมั พันธก์ ัน คือ 1. เครอ่ื งเรง่ ไฟแบบกลไก ดังรูปท่ี 4.34 ชดุ ทองขาว สปริงดงึ กลับ ลูกเบีย้ ว ตุ้มนำ�้ หนัก แกนจานจ่าย สลักหมุน รูปที่ 4.34 เครอ่ื งเร่งไฟแบบกลไก

งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 99 เคร่ืองเร่งไฟ เมื่อใช้งานไปนาน ๆ การท�ำงานของเคร่ืองปรับองศาอาจขาดความแม่นย�ำ จงึ ท�ำใหอ้ ตั ราเรง่ ของเครอื่ งไมร่ าบเรยี บ เครอ่ื งยนตจ์ ะเดนิ ไมเ่ รยี บ ดว้ ยเหตนุ ี้ จงึ ตอ้ งมกี ารตรวจเครอื่ งปรบั องศาไฟจดุ ระเบิด ดงั นี้ 1.1 การตรวจกลไกปรับองศาไฟจุดระเบิดแบบกลไก ดังรูปที่ 4.35 ให้ทดลองหมุนหัว นกกระจอก (Rotor) ไปในทศิ ทางหมนุ ปกติ หวั นกกระจอกจะตอ้ งขยบั ตวั หมนุ ไปในทศิ ทางหมนุ ไดเ้ ลก็ นอ้ ย และเมื่อปล่อยมือมันจะหมุนกลับมาอยู่ในต�ำแหน่งเดิม ถ้าตรวจพบว่า หลวมคลอนมาก และมีเสียงดัง ไม่มสี ปรงิ ด้ามมือ แสดงวา่ เครือ่ งเรง่ ไฟมปี ญั หาหรอื ชุดกลไกภายในอาจสปรงิ ลา้ หรือขาดได้ หมนุ โรเตอร์ แรงสปรงิ ดงึ กลบั ต�ำ แหน่งเครื่องหมาย ต�ำ แหนง่ เครอื่ งหมาย ทร่ี อบเดนิ เบา ท่ี 2,000 รอบต่อนาที รปู ที่ 4.35 แสดงการตรวจกลไกเรง่ ไฟอตั โนมตั วิ า่ ทำ�งานปกติหรอื ไม่ 1.2 ตรวจการหลวมคลอนของบุช ลูกเบี้ยว และจานจ่าย ดังรูปที่ 4.36 ซึ่งมีผลต่อองศา การจดุ ระเบิดเช่นกนั การตรวจท�ำได้โดยจับแกนจานจ่ายโยกถา้ คลอนมากจะต้องถอดออกมาบรกิ าร แกนจานจ่ายหลวม ± 3° Dwell Tachometer รปู ที่ 4.36 แสดงการตรวจบชุ แกนจานจา่ ย 2. เคร่ืองเรง่ ไฟจดุ ระเบิดแบบสญุ ญากาศ เครอ่ื งเร่งไฟจุดระเบิดแบบสุญญากาศ ดังรูปท่ี 4.37 มขี ้นั ตอนการตรวจดังนี้

100 บทที่ 4 การดูแลรกั ษาตามระยะทกี่ �ำ หนด สญุ ญากาศเกดิ น้อย ลกู เบย้ี ว ไฟแกเ่ ลก็ น้อย ทอ่ สญุ ญากาศ สญุ ญากาศสงู สดุ หนา้ ทองขาว คารบ์ เู รเตอร์ ไฟแก่สุด แผน่ ฐานยดึ แผน่ ลน้ิ เรง่ รูปท่ี 4.37 เคร่อื งเรง่ ไฟแบบสุญญากาศ 2.1 ตรวจแรงดูดสุญญากาศขณะเครื่องตดิ ว่ามีแรงดูดหรือไม่ โดยดึงทอ่ สุญญากาศออกมา แล้วใช้มืออดุ เพือ่ ตรวจแรงดดู ดงั รปู ท่ี 4.38 ถา้ ปกตจิ ะมีแรงดูดมือ หรือถ้าผดิ ปกตจิ ะไมม่ ีแรงดดู จะต้อง ตรวจทอ่ ว่าอุดตันหรอื ไม่ สวมทอ่ สญุ ญากาศ สวมทอ่ ถอดทอ่ องศาไฟจดุ ระเบดิ ชดุ สญุ ญากาศควบคมุ ชดุ สญุ ญากาศควบคมุ เมอ่ื ถอดทอ่ รูปที่ 4.38 แสดงการตรวจการท�ำ งานของแรงดดู สุญญากาศกบั องศาไฟจดุ ระเบิด 2.2 ตรวจทอ่ สญุ ญากาศวา่ บวม แตกหรอื เปลา่ เพราะถา้ พบวา่ มกี ารรวั่ แตกจะตอ้ งเปลย่ี นสาย เว้นแต่ว่าสายแตกร่ัว ต้องเปลี่ยนใหม่หรือตัดปลายสายท่ีแตกร่ัวออก ดังรูปท่ี 4.39 แล้วประกอบ ท่อสญุ ญากาศเขา้ ท่เี ดิม

งานบำ�รุงรักษารถยนต์ 101 ชดุ สญุ ญากาศควบคุม กรรไกรตดั ปลายท่อ ท่อสญุ ญากาศ รูปท่ี 4.39 แสดงการตดั ปลายท่อสุญญากาศทช่ี �ำ รุดเสียหาย การตรวจบรกิ ารชุดทองขาว การตรวจบรกิ ารชดุ ทองขาว เดอื น - 6 12 18 24 X 1,000 กม. 7 10 20 30 40 X 1,000 ไมล์ 0.6 6 12 18 24 ชุดทองขาวเม่ือใช้งานไปนาน ๆ จะมีผลให้ท�ำงานผิดจังหวะหรือเสียศูนย์ ดังรูปที่ 4.40 จึงต้อง ตรวจสภาพของชดุ ทองขาวดังน้ี คอื ถกู ตอ้ ง หนา้ ทองขาวเยอ้ื งศนู ย์ หนา้ ทองขาวเอยี ง อยกู่ บั ท่ี แขน รูปที่ 4.40 แสดงหนา้ ทองขาวท่ผี ิดปกติ

102 บทที่ 4 การดูแลรักษาตามระยะทก่ี �ำ หนด 1. ตรวจการไดศ้ นู ยก์ ลางของหนา้ ทองขาวระหวา่ งตวั อยกู่ บั ทแ่ี ละตวั ตอ้ งเคลอื่ นที่ โดยจะตอ้ ง ไม่เย้ืองศูนย์ ถา้ ตรวจพบใหบ้ รกิ ารดดั หนา้ ทองขาวตัวอยู่กับทีด่ ว้ ยคีมและเคร่อื งมอื พเิ ศษ ดังรปู ท่ี 4.41 แขนทองขาวทเ่ี คลอ่ื นไหว หนา้ ทองขาว แขนทองขาวทไ่ี มข่ ยบั เครอ่ื งปรบั ตง้ั รปู ที่ 4.41 แสดงวธิ ีดัดทองขาวต้งั อยูก่ ับทใ่ี หไ้ ดศ้ ูนย์ 2. ตรวจรอยลกึ ไหม้ของหนา้ ทองขาว ถา้ พบจะต้องใช้ตะไบขดั ใหร้ าบเรียบท่สี ดุ ท้งั นเี้ พื่อให้ กระแสไฟฟา้ ไหลผา่ นได้สะดวก 3. ตรวจระยะห่างหน้าทองขาวด้วยฟิลเลอร์เกจ และแรงดึงของสปริงด้วยสเกลดึงให้ได้ตาม คา่ ก�ำหนดของบรษิ ัท ดงั รูปที่ 4.42 สปรงิ ทองขาว สปรงิ สเกลดงึ แปน้ เกลยี วยดึ ขว้ั สาย รปู ที่ 4.42 แสดงการปรบั ตัง้ หน้าทองขาว หมายเหตุ ก. ชุดทองขาวจะตรวจเม่ือใช้งานไป 1,000 กโิ ลเมตรแรก และทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร ข. เปล่ยี นชุดทองขาวเม่ือใชง้ านครบ 20,000 กิโลเมตร

งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 103 การตรวจ ปรบั ต้ังองศาไฟจุดระเบิดและมมุ ดเวล การตรวจและการปรบั ตง้ั องศา เดอื น - 12 24 36 ไฟจดุ ระเบดิ และมมุ ดเวล X 1,000 กม. 1,000 20 40 60 X 1,000 ไมล์ 0.06 12 24 36 เครอ่ื งยนตเ์ มอื่ ใชง้ านไปนาน ๆ จะท�ำใหอ้ งศาไฟจดุ ระเบดิ และมมุ ดเวลเปลย่ี นไป ซงึ่ มผี ลตอ่ ก�ำลงั ของเครื่อง อัตราเร่งตก และเปลืองน้�ำมัน ด้วยเหตุน้ี จึงต้องตรวจและบริการทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร (ส�ำหรบั รถใหม่ ควรตรวจเมื่อใชค้ รบ 1,000 กิโลเมตรแรก) ดังนี้ 1. ตรวจองศาไฟจุดระเบิดโดยใช้ไทม์ม่งิ ไลต์ (Timing Light) หมนุ ไปมา ไทมม์ ง่ิ ไลต์ รปู ที่ 4.43 แสดงการตรวจองศาไฟจุดระเบิด ดังรูปที่ 4.43 ถ้าองศาไฟจุดระเบิดผิดให้ปรับโดยคลายโบลต์ยึดจานจ่าย แล้วหมุนเรือน จานจ่ายยอ้ นหรือทวนทางหมุนของจานจ่าย โดยใชไ้ ทม์มง่ิ ไลต์ 2 องศา ตรวจการจดุ ระเบดิ ท่ีพลู เลยแ์ ละ ข้อเหวี่ยงรวมถึงเครอ่ื งหมายท่ีฝาครอบโซห่ รือสายพานหนา้ เคร่ืองยนต์ ปรับให้ได้องศาทถี่ ูกต้อง 2. ตรวจมมุ ดเวลโดยใชด้ เวลมเิ ตอรว์ ดั ดงั รปู ท่ี 4.45 โดยมมุ ทวี่ ดั ไดจ้ ะตอ้ งอยใู่ นคา่ ทกี่ �ำหนด มมุ ดเวลมคี า่ ก�ำหนดเฉลี่ย ดงั นี้ - เคร่อื งยนต์ 4 สบู จะมีมมุ ดเวล 52 องศา - ส�ำหรับเคร่อื งยนต์ 6 สูบ จะมีมุมดเวล 41 องศา

104 บทท่ี 4 การดูแลรกั ษาตามระยะทกี่ �ำ หนด หนา้ ทองขาวเคลอ่ื นไหว หนา้ ทองขาว ลกู เบย้ี ว ระยะหา่ ง ระยะชดิ อยกู่ บั ท่ี มมุ ดเวล มมุ ดเวลนอ้ ย มมุ ดเวลมาก รูปที่ 4.44 แสดงมมุ ดเวล สายหนบี สแี ดง เครอ่ื งมอื วดั รอบ สายเคเบลิ +- หมนุ ปรบั องศา จายจา่ ยไฟ คอยล์ ไฟจดุ ระเบดิ สลกั เกลยี วยดึ สายไฟ จายจา่ ยไฟ สายหนบี สดี �ำ ประแจปรบั จานจา่ ย ทย่ี ดึ จานจา่ ย รปู ท่ี 4.45 แสดงการตรวจองศาไฟจุดระเบดิ โดยใช้ดเวล เทคอมิเตอร์ (Dwell Tachometer) ถา้ ผดิ พลาดใหแ้ กไ้ ขโดยการปรบั ตวั หนา้ ทองขาวใหไ้ ดร้ ะยะทถี่ กู ตอ้ ง เพราะการทม่ี มุ ดเวลผดิ จะมีผลต่อองศาไฟจุดระเบิดดว้ ย การบริการกรองน�้ำมันเชื้อเพลงิ เคร่อื งยนตเ์ บนซนิ การตรวจเปลยี่ นกรองเชอ้ื เพลงิ เดอื น 24 48 เครอ่ื งยนตเ์ บนซนิ ตามระยะเวลา X 1,000 กม. 40 80 X 1,000 ไมล์ 24 48

งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 105 กรองน�้ำมันเชื้อเพลิงเคร่ืองยนต์เบนซิน ท�ำหน้าที่เป็นตัวกรองเก็บเศษผงและส่ิงแปลกปลอม มากับน้ำ� มัน ไม่ให้เข้าไปยังคารบ์ ูเรเตอร์ของเครือ่ งยนต์ และเมื่อใชง้ านไปนาน ๆ กรองอาจอดุ ตัน น�ำ้ มัน ไหลไม่สะดวก ซง่ึ จะมผี ลต่อการท�ำงานของเครือ่ งยนต์ คือ เครอ่ื งยนต์เดินไม่เรียบ ฉะนั้นต้องมกี ารตรวจ และบริการ เมือ่ ใช้งานไปครบ 40,000 กโิ ลเมตร จะตอ้ งเปลี่ยนใหม่ ส�ำหรบั กรองนำ�้ มนั เชื้อเพลงิ ท่ีจะ ตรวจบริการนน้ั ตอ้ งเป็นกรองน�้ำมันที่ตดิ ต้งั ระหวา่ งท่อทางนำ้� มนั วธิ ีการตรวจเปลี่ยน มีขัน้ ตอนดังนี้ 1. ตรวจด้วยสายตา ตอ้ งตรวจดูวา่ มีตะกรันเหลอื ตกค้างหรือไม่ หรือวา่ มีน�้ำอยู่ในกรองหรอื ไม่ ถ้าพบว่ามปี ญั หาดังกล่าวจะต้องเปลยี่ นใหม่ 2. วิธีการเปลยี่ น ดังรูปท่ี 4.46 2.1 ใชค้ ีมถอดเขม็ ขัดรดั ทอ่ ออก 2.2 ถอดเอากรองเช้ือเพลิงออก 2.3 ประกอบกรองใหมเ่ ข้าไปแทน เขม็ ขดั รดั ทอ่ จากคารบ์ เู รเตอร์ เขม็ ขดั รดั ลกู ศรชเ้ี ขา้ คารบ์ เู รเตอร์ CARB CARB CARB ลกู ศรชเ้ี ขา้ คารบ์ เู รเตอร์ กรองเชอ้ื เพลงิ หม้อกรอง เขม็ ขดั รดั ทอ่ เขม็ ขดั รดั ทอ่ ทอ่ จากปม๊ั เชอ้ื เพเลงิ (ค) บบี เขม็ ขดั แลว้ ใสส่ ายกลบั (ก) กรองหมดสภาพ ถอดเปลย่ี น (ข) กรองตวั ใหม่ รปู ที่ 4.46 แสดงการเปล่ียนกรองเชอื้ เพลงิ การตรวจกรองน�้ำมันเช้ือเพลิงเครอ่ื งยนต์ดีเซล การตรวจกรองนำ้� มนั เชอื้ เพลงิ เดอื น 12 24 34 48 เครอื่ งยนตด์ เี ซลแบบใชป้ ม๊ั แถว X 1,000 กม. 20 40 60 80 X 1,000 ไมล์ 12 24 36 48

106 บทที่ 4 การดแู ลรกั ษาตามระยะทก่ี �ำ หนด เคร่อื งยนต์ดเี ซลท่ใี ชป้ ั๊มน�้ำมันเชื้อเพลงิ แบบป๊ัมเรียงแถว (Lined Pump) ซง่ึ จะตอ้ งตรวจสภาพ การกรอง และบรกิ ารทกุ 10,000 กโิ ลเมตร และถอดเปลย่ี น ดงั รปู ท่ี 4.47 เมอ่ื ใชง้ านครบ 20,000 กโิ ลเมตร รูปท่ี 4.47 แสดงการถอดกรองน�้ำมนั เช้อื เพลงิ เครอื่ งยนตด์ เี ซล กรองอากาศ (Air Filter) การตรวจและบรกิ ารกรองอากาศ เดอื น 3 6 9 12 15 แบบกระดาษตามระยะเวลา X 1,000 กม. 4 10 15 20 25 X 1,000 ไมล์ 3 6 9 12 15 กรองอากาศในรถยนต์ท�ำหน้าที่ในการกรองฝุ่นละอองหรือเศษผงเล็ก ๆ ซ่ึงปนอยู่กับอากาศ ที่เครอื่ งยนต์ดูดเข้ามาผสมกบั น้ำ� มันเชือ้ เพลงิ ถา้ กรองอากาศสกปรกหรอื อดุ ตัน จะมผี ลท�ำใหส้ ่วนผสม ของน�้ำมันเช้อื เพลงิ กบั อากาศหนา ท�ำให้ส้ินเปลอื งน้ำ� มันเชือ้ เพลิง กรองอากาศจงึ ควรจะตอ้ งมกี ารตรวจและการบรกิ ารท�ำความสะอาดทกุ ๆ 1,000 - 4,000 กโิ ลเมตร และท�ำการเปล่ียนกรองอากาศใหมท่ กุ ๆ 30,000 กิโลเมตร การตรวจและการบรกิ ารกรองอากาศชนดิ กระดาษจะมขี น้ั ตอนและวธิ กี ารในการปฏบิ ตั ทิ เี่ หมือนกัน ดังรูปที่ 4.48 ดงั น้ี 1. ถอดไสห้ ม้อกรองอากาศออกจากเครอื่ งยนต์ 2. ท�ำการตรวจสภาพของไส้กรองอากาศ โดยการใช้ไฟส่องจากตรงกลางของกรองอากาศ และดแู สงไฟทส่ี อ่ งผา่ นไสก้ รองอากาศออกมา ถา้ แสงไฟทส่ี อ่ งออกมาอยา่ งสมำ�่ เสมอแสดงวา่ ไสก้ รองอากาศ ไม่อุดตัน แต่ถ้าแสงไฟท่ีส่องผ่านไส้กรองอากาศออกมาไม่สม่�ำเสมอหรือมืดมัวเป็นบางแห่งแสดงว่า ไส้กรองอากาศอดุ ตนั ให้ท�ำความสะอาดดว้ ยการเป่าลม หรอื เปลย่ี นใหม่ถ้าสกปรกมาก

งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 107 (ก) ถอดฝาครอบกรองอากาศ (ข) นำ�กรองอากาศออก (ค) เป่าลมทำ�ความสะอาด (ง) ประกอบกลบั รปู ที่ 4.48 การบริการกรองอากาศแบบกระดาษ กรองอากาศแบบเปยี ก การตรวจและบรกิ ารกรองอากาศ เดอื น 3 6 9 12 15 แบบเปยี กตามระยะเวลา X 1,000 กม. 5 10 15 20 25 X 1,000 ไมล์ 3 6 9 12 15 กรองอากาศแบบเปยี กในเครอ่ื งยนตน์ น้ั ท�ำหนา้ ทใ่ี นการกรองท�ำความสะอาดอากาศเชน่ เดยี วกนั กับกรองอากาศแบบกระดาษหรือแบบแห้ง กรองอากาศแบบเปียกให้ประสิทธิภาพในการกรองดีกว่า แบบแหง้ ในเรอ่ื งการดกั จบั ฝนุ่ แตก่ ารบ�ำรงุ รกั ษานน้ั จะตอ้ งกระท�ำตามก�ำหนดเวลาและยงุ่ ยากกวา่ แบบแหง้ เพราะวา่ กรองอากาศแบบเปยี กจะมีอา่ งส�ำหรบั ใสน่ ำ้� มนั เครอ่ื ง ซึ่งมีไว้ส�ำหรบั ดกั ฝนุ่ ละออง นำ�้ มันเครื่อง ในกรองอากาศนี้จะต้องดูแลเอาใจใส่เป็นประจ�ำ ถ้ากรองอากาศตันจะท�ำให้ส้ินเปลืองน�้ำมันเชื้อเพลิง เน่อื งจากสว่ นผสมหนา

108 บทท่ี 4 การดแู ลรกั ษาตามระยะท่ีก�ำ หนด ดังนั้น จงึ ควรจะท�ำการบรกิ ารและเปลีย่ นน�ำ้ มันเครือ่ งในกรองอากาศทกุ ๆ 5,000 กโิ ลเมตร การบรกิ ารกรองอากาศแบบเปียก มีดังนี้ 1. ถอดหมอ้ กรองอากาศ และน�ำไส้กรองอากาศซึง่ เป็นฟองนำ�้ ออกมา 2. น�ำเอาไส้กรองอากาศท่ีเป็นฟองน้�ำมาล้างท�ำความสะอาด โดยใช้น้�ำมันก๊าด (Kerosene) บีบให้น�้ำมนั ก๊าดออกจากฟองน�ำ้ มนั พอหมาด ๆ แลว้ ประกอบเข้าทเ่ี ดมิ ถ้าไสก้ รองอากาศเกิดการฉกี ขาด ใหท้ �ำการเปลยี่ นใหม่ 3. ถ้าท�ำความสะอาดส่วนที่เป็นอ่างใส่น้�ำมันเครื่อง (Oil Bath) ของกรองอากาศเสร็จแล้ว ให้เติมนำ้� มนั เครอ่ื งใสใ่ นอา่ ง โดยอยา่ ให้เกินขีดที่ก�ำหนดไว้ท่กี รองอากาศ 4. ถ้าพบว่าไส้กรองอากาศอุดตัน หรือมีสิ่งสกปรกฝุ่นละอองเกาะติดท่ีไส้กรองอากาศ ให้ท�ำความสะอาด โดยใช้ลมเป่าหรือเคาะเอาฝุ่นละอองออกจากไส้กรอง การใช้ลมเป่าไส้กรองอากาศ ต้องใช้ลมเป่าสวนทิศทาง การไหลของอากาศหรือเป่าจากด้านในออกด้านนอก หรืออาจจะใช้การเคาะ ท�ำความสะอาด ให้ใช้ขอบที่เป็นโลหะด้านนอกของไส้กรองอากาศเคาะกับพ้ืน หรือโต๊ะปฏิบัติงาน ด้วยแรงพอประมาณ หางปลา ฝาปิด กรองอากาศ อา่ งน้ำ� มัน รปู ที่ 4.49 กรองอากาศแบบเปยี ก หมายเหตุ การท�ำความสะอาดการบริการกรองอากาศนั้น ขนึ้ อยกู่ ับสภาพการใชง้ านและสภาพ การจราจร ถา้ เปน็ รถที่ใช้งานในย่านการจราจรหนาแนน่ และฝนุ่ ละอองมาก ควรจะท�ำการบริการให้ได้ เทา่ ทกี่ �ำหนดไว้

งานบำ�รุงรกั ษารถยนต์ 109 การปรบั ตั้งระยะคันเหยียบเบรกและเบรกมือ การตรวจและการปรบั ตงั้ เดอื น -3 6 9 12 15 18 ระยะคนั เหยยี บเบรกและเบรกมอื X 1,000 กม. 15 10 15 20 25 30 X 1,000 ไมล์ 0.6 3 6 9 12 15 18 1. คนั เหยยี บเบรก เปน็ อปุ กรณส์ ง่ ถา่ ยก�ำลงั จากคนขบั ไปยงั แมป่ ม๊ั เบรกตวั บน และสง่ ถา่ ยก�ำลัง โดยใชน้ ้�ำมันเบรกไปยงั แม่ป๊มั เบรกตัวล่างทีล่ อ้ เมอ่ื ต้องการชะลอความเรว็ หรอื ตอ้ งการหยดุ รถยนต์ ถ้าระยะฟรีของคันเหยียบเบรกไม่ถูกต้องจะมีผลท�ำให้การควบคุมการหยุดและชะลอความเร็ว ของรถผิดไป คือ จะชา้ หรือเรว็ เกินไป ซง่ึ จะท�ำให้เกดิ อนั ตรายและอุบัติเหตุขึน้ ได้ ดงั นน้ั การตรวจและปรบั ตง้ั ระยะฟรขี องคนั เหยยี บเบรกจงึ มคี วามส�ำคญั เปน็ อยา่ งมาก เราจึงควร ตรวจและปรบั ตั้งทกุ ๆ 5,000 กิโลเมตร ระยะฟรีของคันเหยยี บเบรกโดยท่วั ไปจะอยู่ในระยะประมาณ 20 - 35 มลิ ลเิ มตร หรอื ปรบั ตงั้ ตามคมู่ อื ของบรษิ ทั ผผู้ ลติ ก�ำหนดวธิ กี ารปรบั ตง้ั ระยะฟรขี องคนั เหยยี บเบรก มขี นั้ ตอนและวธิ เี หมอื นกนั กบั การปรบั ตง้ั คนั เหยยี บคลตั ช์ โดยวธิ ปี รบั ทแ่ี ปน้ เกลยี วลอ็ ก เพอ่ื ใหก้ า้ นกระทงุ้ แมป่ ม๊ั เบรกตวั บนหรอื เรยี กวา่ “สากเบรก” หดสน้ั หรอื ยาวออก เพอื่ ใหไ้ ดร้ ะยะฟรที ถี่ กู ตอ้ งตามคา่ ก�ำหนด ดงั ที่กลา่ วมาแล้ว ดงั รูปที่ 4.50 แปน้ เกลยี วล็อก สวติ ช์ไฟเบรก ก้านกระทุ้ง แป้นเกลยี วล็อก 20 - 35 มิลลิเมตร รปู ที่ 4.50 การตั้งระยะเบรก

110 บทท่ี 4 การดแู ลรกั ษาตามระยะท่ีก�ำ หนด 2. เบรกมอื เปน็ อปุ กรณอ์ กี ประเภทหนงึ่ ทท่ี ำ� หนา้ ทหี่ ยดุ รถ หรอื หา้ มลอ้ รถไมใ่ หห้ มนุ เคลอ่ื นทไี่ ป ปกตแิ ลว้ เบรกมอื จะถกู ใชเ้ มอ่ื ตอ้ งการจอดรถหรอื หยดุ รถในทล่ี าดชนั โดยทค่ี นั ดงึ เบรกมอื จะมสี ายสลงิ ตอ่ ไป ยังลอ้ หลังทัง้ สอง และมีชุดกลไกต่อไปยังผ้าเบรก เมื่อดึงเบรกมือฝักเบรกก็จะกางออกจับกับดรัมเบรก ถา้ เปน็ รถบรรทุกชุดเบรกมอื จะใช้จับทีเ่ พลากลาง เพ่ือปอ้ งกนั อบุ ัติเหตุจากรถเลือ่ นไหลลงในขณะจอดในทลี่ าดชนั ควรตรวจระยะดงึ หรือระยะ ทำ� งานของเบรกมอื ทกุ ๆ 5,000 กโิ ลเมตร ใหอ้ ยใู่ นระยะทกี่ ำ� หนดประมาณ 160 มลิ ลเิ มตร หรอื ดงึ คนั เบรกมอื ขน้ึ มาระหวา่ ง 6 - 9 ข้นั (ข้นั ละแก๊ก) หรือตามระยะท่คี ู่มอื ของบรษิ ทั ก�ำหนด การปรับตั้งเบรกมือ ส่วนมากแล้วจะปรับต้ังท่ีความตึงของสายเคเบิล ซ่ึงสามารถปรับต้ัง ได้ 2 ตำ� แหนง่ ดงั รปู ท่ี 4.51 คือ 2.1 คันดงึ เบรกมอื จะมตี วั ในเร่งสายเคเบิลให้ตงึ ได้ ใชป้ ระแจบล็อกขันปรบั 2.2 ข้อต่อแยก 3 ทาง จะอยู่ใต้ท้องรถยนต์ เป็นตัวต่อแยกจากคันดึงเบรกมือไปล้อหลัง ทั้ง 2 ด้าน และมีตวั เร่งสายเคเบิลอยทู่ ต่ี ัวน้ีด้วย ใช้ประแจในการปรับ สลักเกลยี วปรับตงึ หยอ่ น การปรบั ใต้ท้องรถ รูปที่ 4.51 การปรับตง้ั เบรกมอื การตรวจและปรบั ตัง้ แปน้ คลตั ช์ เดอื น - 6 12 18 24 การตรวจและการปรบั แปน้ คลตั ช์ X 1,000 กม. 1 10 20 30 40 0.6 6 12 18 24 X 1,000 ไมล์ แปน้ เหยยี บคลตั ช์ ดงั รปู ที่ 4.52 เปน็ อปุ กรณส์ ง่ กำ� ลงั จากคนขบั ไปยงั แผน่ กดคลตั ช์ เมอ่ื ใชร้ ถยนต์ เปน็ ระยะเวลาหน่ึงแผ่นคลตั ชจ์ ะบางลง ทำ� ใหแ้ ผน่ กดคลัตชเ์ ลื่อนตำ�่ ลงไป จึงมผี ลท�ำใหแ้ ปน้ เหยียบคลัตช์

งานบำ�รุงรกั ษารถยนต์ 111 ยกสูงขึน้ ซึง่ เปน็ สาเหตทุ �ำให้คลัตช์ยันหรอื คลตั ช์จับไมส่ นทิ จะท�ำใหแ้ ผน่ คลตั ช์สกึ หรอเร็วและเคร่ืองยนต์ ไมส่ ามารถสง่ กำ� ลงั ไปขบั เคลอ่ื นรถยนตไ์ ดเ้ ตม็ ท่ี ดงั นนั้ จงึ ควรตรวจและปรบั ตง้ั ระยะคนั เหยยี บคลตั ชท์ กุ ๆ 10,000 กิโลเมตร ผนังหอ้ งโดยสาร กระบอกเกบ็ น้�ำมนั แมป่ ๊ัม สลักจดุ หมนุ แปน้ เหยียบ คมุ สลกั ปรบั ยึด กระบอกคลัตชต์ ัวลา่ ง สายคลัตช์ ปลอกสายคลัตช์ แกนกระท้งุ กา้ มปูคลตั ช์ แปน้ เกลยี วปรับ สปรงิ ดึงกลับ ท่อนำ้� มนั ไฮดรอลิก ก้านดนั แปน้ เกลียวล็อก คนั เหยียบคลัตช์ ก้ามปูคลตั ช์ รปู ที่ 4.52 ชดุ แป้นเหยยี บคลัตช์ การปรบั ตง้ั ระยะคนั เหยยี บคลตั ชโ์ ดยทวั่ ไปจะอยใู่ นระยะประมาณ 20 - 35 มลิ ลเิ มตร หรอื ปรบั ตง้ั ตามคู่มือของรถยนต์ ถ้าระยะปรับของคันเหยียบคลัตช์น้อยเกินไปจะท�ำให้คลัตช์ยัน คลัตช์ไหม้ หรือ คลัตช์ลน่ื การปรับต้ังระยะคันเหยียบคลัตช์กระท�ำได้หลายวิธีด้วยกัน ข้ึนอยู่กับตัวส่งก�ำลังของคลัตช์ ว่าใช้แบบใด 1. คลัตช์แบบใช้สาย การปรับตั้งท�ำได้โดยเลื่อนตัวล็อกสายคลัตช์ให้ถอยหลังลงไปประมาณ 6 - 10 มิลลิเมตร แล้วตรวจดูระยะปรับของคันเหยียบคลัตช์ให้อยู่ระหว่าง 20 - 35 มิลลิเมตร หรือ ตามระยะทีบ่ รษิ ัทก�ำหนด 2. คลัตช์แบบใช้น�้ำมัน เราสามารถปรับแต่งระยะที่ฟรีของคันเหยียบคลัตช์ได้ 2 ต�ำแหน่ง ดังรูปที่ 4.53 กล่าวคือ ทอ่ นำ้� มันไฮดรอลกิ แมป่ ัม๊ การปรับระยะก้านสบู ป๊ัม แป้นเกลยี วลอ็ ก กระบอกคลัตช์ลา่ ง แป้นเกลียวลอ็ ก ไขควง คีมล็อก คนั เหยยี บ กา้ มปคู ลัตช์ รูปท่ี 4.53 การตงั้ คลัตช์แบบใชน้ ำ้� มัน

112 บทที่ 4 การดแู ลรักษาตามระยะที่ก�ำ หนด 2.1 ปรับต้ังที่แม่ปั๊มคลัตช์ตัวล่าง โดยปรับต้ังที่สลักเกลียวล็อก ก้านกระทุ้งคลัตช์ หรือ “สากคลตั ช์” ให้มรี ะยะท่ถี ูกตอ้ งตามคา่ กำ� หนดของบริษทั 2.2 ปรับต้ังท่ีก้านดันแม่ปั๊มคลัตช์ตัวบน ลักษณะการปรับต้ังเหมือนกับการปรับตั้งที่แม่ปั๊ม คลตั ชต์ วั ลา่ ง ข้อสำ� คญั คอื จะตอ้ งปรบั ตงั้ ให้ไดร้ ะยะที่ถกู ตอ้ งตามค่าก�ำหนดของบริษทั การตรวจท่อทางเบรก เดอื น 6 12 18 24 การตรวจทอ่ ทางเบรก X 1,000 กม. 10 20 30 40 X 1,000 ไมล์ 6 12 18 24 การใช้รถจะต้องหยุดรถในระยะท่ีผู้ขับต้องการ ท้ังนี้ เพ่ือให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ขับรถยนต์ และผใู้ ช้รถใช้ถนนอ่ืน ๆ ด้วยเหตนุ ้ี จงึ ตอ้ งมกี ารตรวจบรกิ ารท่อทางในวงจรเบรกใหอ้ ยู่ในสภาพพรอ้ มใช้ ทุก ๆ 10,000 กโิ ลเมตร โดยมีอปุ กรณใ์ นระบบเบรก ดงั รปู ที่ 4.54 ที่ตอ้ งตรวจ ดังนี้ 2 ล้อหลงั ซา้ ย กระปกุ เตมิ น�้ำมนั เบรก หม้อลมเบรก ปั๊ม ABS 1 ลอ้ หลงั ขวา คันเบรกมือ 4 ล้อหน้าซา้ ย แป้นเหยยี บเบรก 3 ลอ้ หน้าขวา รูปท่ี 4.54 แสดงอปุ กรณ์ในวงจรเบรก 1. ตรวจการร่ัวของท่อเบรก โดยตรวจดูตามทอ่ ทางเบรกในวงจรทัง้ ระบบ อันประกอบไปด้วย ทอ่ เบรกแขง็ และท่อเบรกออ่ น รวมไปถงึ ตรงตำ� แหน่งรอยตอ่ ของท่อ ณ จุดตา่ ง ๆ

งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 113 2. ตรวจรอยเสยี หายของอุปกรณ์ในระบบ ดงั ต่อไปนี้ 2.1 ตรวจเขม็ ขดั รดั ทอ่ เบรกแขง็ และทอ่ เบรกออ่ น เพอื่ ดวู า่ แนน่ และมน่ั คงหรอื ไมแ่ ละจะตอ้ ง ไม่ขาดหายจนส่นั กระทบกบั ตัวถัง ซ่ึงจะเป็นท่มี าของการทำ� ให้ทอ่ เบรกรวั่ 2.2 ตรวจการสนั่ คลอนของทอ่ เบรกและเข็มขดั รดั ว่าแน่นหรือไม่ 2.3 ตรวจรอยเสียหายของทอ่ เช่น รอยแตก ร้าว บุบบี้จากการสั่น 2.4 ตรวจรอยรัว่ ซึมท่ีล้อทุกลอ้ การตรวจหม้อลมเบรก เดอื น 12 24 36 48 การตรวจหมอ้ ลมเบรก X 1,000 กม. 20 40 60 80 X 1,000 ไมล์ 12 24 36 48 เนือ่ งจากหมอ้ ลมเบรก (Brake Booster) ดังรปู ที่ 4.55 ทำ� หน้าที่เพมิ่ ประสิทธิภาพในการเบรก นอกจากนยี้ งั ชว่ ยให้ผขู้ บั เบาแรงในการเบรก เพราะฉะนัน้ เม่ือใชง้ านไปครบทุก 20,000 กโิ ลเมตร ควรมี การตรวจสภาพดังนี้ 1. ตรวจสภาพความมั่นคง คอื ตรวจสลักเกลียวยึด โบลตย์ ึด ชดุ หม้อลมจะตอ้ งมน่ั คง 2. ตรวจท่อทางสญุ ญากาศวา่ แตก หลวม หรือหมดสภาพหรือไม่ 3. ตรวจดรู อยรว่ั หยดของน้�ำมนั รอบหมอ้ ลมเบรก ถา้ พบรอยเสยี หายและขอ้ บกพรอ่ งในข้อใดจะต้องบริการใหอ้ ยู่ในสภาพที่ใชง้ านได้ดี หมายเหตุ สำ� หรบั หมอ้ ลมเบรกแบบทม่ี กี รองอากาศ ทท่ี อ่ ทางอากาศมแี รงดนั บรรยากาศเขา้ จะตอ้ งตรวจ เปลี่ยนดว้ ย ถังพกั น�ำ้ มันเบรก หมอ้ ลมเบรก แม่ป๊มั เบรก รูปท่ี 4.55 หมอ้ ลมเบรก

114 บทท่ี 4 การดูแลรกั ษาตามระยะทก่ี �ำ หนด การตรวจระดับน้�ำมนั เบรกและนำ�้ มนั คลตั ช์ การตรวจระดบั นำ้� มนั เบรก เดอื น - 6 12 18 24 30 และนำ�้ มนั คลตั ช์ X 1,000 กม. 1 10 20 30 40 50 X 1,000 ไมล์ 0.6 6 12 18 24 30 เป็นส่ิงจ�ำเป็นและส�ำคัญอย่างยิ่งส�ำหรับความปลอดภัยในการใช้รถยนต์ เพราะถ้าน�้ำมันเบรก หรอื น้ำ� มันคลตั ช์พร่องแหง้ ไป จะท�ำใหเ้ บรกและคลัตชใ์ ช้งานไมไ่ ด้ ซึง่ อาจจะท�ำให้เกดิ อนั ตรายขึ้นได้ การตรวจระดับของน�้ำมันควรตรวจทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร ถ้าน�้ำมันเบรกและน้�ำมันคลัตช์ น้อยลงหรอื พรอ่ งมากตอ้ งเตมิ เปน็ ประจำ� และควรทำ� การตรวจสอบระบบเบรกและคลตั ชด์ วู า่ มจี ดุ บกพรอ่ ง หรอื ไม่ ถา้ มตี ้องรีบแก้ไขทนั ที วธิ ีตรวจระดบั ของนำ้� มันเบรกและคลตั ช์ มีขนั้ ตอนดังนี้ (รปู ที่ 4.56) A B เปดิ ฝาออก A = Max B = Min รปู ที่ 4.56 วธิ ตี รวจระดบั ของน้�ำมนั เบรก 1. เปิดฝาครอบกระบอกเก็บนำ้� มนั เบรกออก 2. ตรวจดูว่าน�้ำมนั เบรกอยใู่ นระดบั ใด 3. ถา้ ระดบั ของน�้ำมันอย่ใู นระดบั Max แสดงวา่ ระบบเบรกและคลัตชย์ งั ปกติไมร่ ว่ั ซึม 4. ถ้าระดับของน�้ำมันเบรกอยู่ในระดับต่�ำกว่า Max เล็กน้อย ให้เติมน้�ำมันเบรกเพิ่มลงไป ให้อยใู่ นระดบั Max พอดี 5. ถ้าระดับของน�้ำมันอยใู่ นระดบั Min หรอื ตำ่� กวา่ ให้เติมน้ำ� มนั ให้อย่ใู นระดับ Max เสมอ แต่ ถา้ นำ้� มนั พรอ่ งลงมาอยใู่ นตำ� แหนง่ Min เปน็ ประจำ� จะตอ้ งทำ� การตรวจสอบรอยรวั่ ซมึ ของระบบเบรกและ คลตั ชท์ ันที

งานบำ�รุงรกั ษารถยนต์ 115 ข้อควรระวัง การเติมน�้ำมันเบรกและน้�ำมันคลัตช์จะต้องไม่ให้หกหรือหยดถูกสีรถ เพราะจะท�ำให้ สีทับหนา้ เสียหาย และไมค่ วรใหก้ ระเด็นเข้าดวงตา เพราะจะเปน็ อนั ตรายแก่ดวงตาได้ การตรวจและบรกิ ารน้�ำมนั พวงมาลยั การตรวจและบรกิ ารนำ้� มนั เดอื น 12 24 36 48 พวงมาลยั X 1,000 กม. 20 40 60 80 X 1,000 ไมล์ 12 24 36 48 นำ�้ มนั พวงมาลยั มหี นา้ ทเ่ี ปน็ ตวั ถา่ ยทอดกำ� ลงั จากปม๊ั พวงมาลยั ไปยงั ชดุ บงั คบั เลย้ี ว ดงั รปู ที่ 4.57 นอกจากน้ี ยังชว่ ยหล่อลืน่ ป้องกนั การสกึ หรอของเกลียวและเฟอื งของชุดกระปกุ พวงมาลยั เพอ่ื ให้มีอายุ การใช้งานได้นาน ดังน้ัน การตรวจสอบระดับและคุณภาพของน�้ำมันพวงมาลัยจึงมีความส�ำคัญ เพราะ ถา้ ระดบั ของนำ้� มนั ขาดพรอ่ งไป หรอื คณุ ภาพของนำ�้ มนั เสอื่ มลงไมเ่ ปน็ ตวั หลอ่ ลนื่ ทดี่ ี กจ็ ะทำ� ใหช้ ดุ กระปกุ พวงมาลัยบกพร่องเสียหาย เช่น พวงมาลัยหนัก เป็นต้น การตรวจวัดระดับและคุณภาพของน�้ำมัน พวงมาลัยควรกระท�ำทกุ ๆ 20,000 กโิ ลเมตร หรือขึ้นอยู่กับสภาพของการใชง้ าน พวงมาลัย ชุดถุงลมนิรภยั ป๊มั เพาเวอร์ ก้านปรับพวงมาลยั เพลาพวงมาลัย ชุดเฟืองบังคับเลี้ยว ถงั พกั น�้ำมันพวงมาลัย รูปท่ี 4.57 ชดุ บงั คบั เล้ยี ว

116 บทท่ี 4 การดแู ลรกั ษาตามระยะทกี่ �ำ หนด การตรวจวดั ระดบั และคณุ ภาพของน้�ำมันพวงมาลยั มีขนั้ ตอนดังตอ่ ไปน้ี 1. ตรวจดรู อยร่วั ซมึ ภายนอกของกระปุกพวงมาลยั ถา้ พบว่ามกี ารรั่วซึมตอ้ งแก้ไขทนั ที 2. เปดิ ปลก๊ั เตมิ นำ้� มนั พวงมาลยั ออก แลว้ ดวู า่ มนี ำ้� มนั พวงมาลยั ไหลออกมาจากชอ่ งปลกั๊ หรอื ไม่ ถา้ ไหลออกมาแสดงวา่ ระดบั นำ�้ มันยังเตม็ อยู่ แตถ่ ้าไม่มนี �ำ้ มันไหลออกมาแสดงวา่ ระดับนำ้� มันขาดพรอ่ ง ลงไป จะต้องเตมิ น�ำ้ มันพวงมาลยั เพิม่ เข้าไปให้ล้นออกจากช่องของปลั๊กเตมิ หรอื เตมิ ให้พอดีกับขอบล่าง ของปลั๊ก หันปลั๊กและขนั ปิดใหแ้ น่น 3. ตรวจดูสีของน้�ำมนั พวงมาลยั วา่ มีสปี กตหิ รือไม่ ถา้ มสี ขี ่นุ ขาวแสดงวา่ มีนำ้� เข้าไปผสมกับ น้�ำมันพวงมาลัยต้องถ่ายน�้ำมันทิ้งท้ังหมด โดยเปิดปลั๊กถ่ายด้านล่างออกเมื่อน�้ำมันออกหมดแล้ว ให้เติม น�้ำมันพวงมาลัยใหม่ไดร้ ะดบั ทีถ่ ูกตอ้ ง โดยใชน้ ำ้� มนั เบอร์เดียวกบั น้�ำมนั เกียรแ์ ละเฟอื งท้าย 4. ระบบบงั คบั เลย้ี วแบบเฟอื งสะพาน (Rack and Pinion) ตอ้ งทำ� การตรวจทล่ี กู ยางครอบวา่ ฉีกขาดหรือตัวล็อกหลุดหลวมหรือไม่ ถ้าฉีกขาดต้องเปล่ียนใหม่ ดังรูปท่ี 4.58 เพราะจะท�ำให้จาระบี ทอี่ ดั อยภู่ ายใน ซง่ึ เปน็ ตวั หลอ่ ลน่ื และปอ้ งกนั การสกึ หรอไหลออกมา และจะทำ� ใหช้ ดุ บงั คบั เลยี้ วเสยี หายได้ หรือถ้าหลดุ หลวมต้องรดั ให้แน่น ดังน้ัน ระบบบังคับเลี้ยวแบบเฟืองสะพานจะต้องคอยตรวจปริมาณของจาระบีว่าแห้งหรือน้อย ลงไปหรอื ไม่ ถ้าน้อยลงต้องทำ� การอัดเพ่ิมใหเ้ ตม็ หรอื ใหไ้ ด้ปรมิ าณท่ีก�ำหนด ยางหมุ้ แร็ก ขาคลัตช์ ยางหุม้ เพลา ชุดเฟืองบงั คับเลย้ี ว ฉีกขาด รปู ท่ี 4.58 ยางฉีกขาดทำ�ใหจ้ าระบไี หลออก

งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 117 การตรวจระยะฟรีพวงมาลัยและมุมลอ้ หน้า การตรวจและบรกิ ารระยะฟรี เดอื น 6 12 18 24 พวงมาลยั และมมุ ลอ้ หนา้ X 1,000 กม. 10 20 30 40 X 1,000 ไมล์ 6 12 18 24 ระบบบังคับเล้ียว เมื่อใช้งานไปนาน ๆ กลไกบังคับเล้ียวท่ีเป็นข้อต่อสามารถเคลื่อนไหวและ เปลย่ี นมมุ ขบั ได้ และสง่ กำ� ลงั บงั คบั ลอ้ ทสี่ มั ผสั กบั ถนนเพอื่ ควบคมุ ทศิ ทางของรถ ระบบนเ้ี มอื่ ใชง้ านไปนาน ๆ และขาดการดูแลรักษาจะท�ำให้พวงมาลัยมีระยะฟรีมาก อีกท้ังมุมล้อหน้าก็อาจจะต้องผิดไป ด้วยเหตุนี้ จงึ ตอ้ งตรวจสภาพการทำ� งานของอปุ กรณใ์ นระบบดงั กลา่ ว คอื ตรวจระยะฟรพี วงมาลยั โดยการจบั พวงมาลยั แลว้ หมนุ ไปในทศิ ทางเลยี้ วซา้ ยหรอื ขวา เพอื่ หาตำ� แหนง่ ทพี่ วงมาลยั อสิ ระ ตวั ระยะฟรี (Rotational Free) น้ี หากมีมากเกินไปจะท�ำให้เป็นอันตรายในการขับ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยน โดยปรับระยะฟรีให้อยู่ใน ค่าท่ีก�ำหนด คือ ไม่ควรเกินประมาณ 10 มิลลิเมตร หรือ 0.4 น้ิว ดังรูปท่ี 4.59 ถ้ามากกว่านี้จะต้อง ถอดออกเขา้ รบั บรกิ าร 10 mm (0.4 in) รูปที่ 4.59 ระยะฟรขี องพวงมาลัย

118 บทที่ 4 การดูแลรักษาตามระยะท่ีก�ำ หนด ข้อตอ่ บังคับเล้ยี ว เดอื น 6 12 18 24 30 X 1,000 กม. 10 20 30 40 50 การตรวจบรกิ ารจาระบี X 1,000 ไมล์ 6 12 18 24 30 และขอ้ ตอ่ บงั คบั เลย้ี ว ข้อต่อบังคับเลี้ยว คือ อุปกรณ์ส่งผ่านก�ำลังจากแกนพวงมาลัยไปยังชุดบังคับเลี้ยวและกระปุก พวงมาลยั แบ่งออกเปน็ 2 แบบ ดงั รปู ท่ี 4.60 คือ 1. ขอ้ ต่ออ่อนแกนพวงมาลัย (Steering Column Universal Joint) มีลกั ษณะเหมอื นกบั ขอ้ ต่ออ่อนของเพลากลาง คือ ประกอบด้วย ตัวกากบาทและตลบั ลูกปืน ซึง่ ลูกปนื จะหล่อลื่นด้วยจาระบี ขอ้ ต่ออ่อนแบบนีย้ งั ท�ำหนา้ ทีเ่ ปลีย่ นมุมของแกนพวงมาลยั และลดแรงส่นั สะเทือนจากล้อไปยงั พวงมาลัย ดังน้ัน จึงต้องคอยตรวจเปลี่ยนจาระบีทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร เพราะถ้าไม่ท�ำการเปล่ียน เมอื่ จาระบหี มดอายหุ รอื ขาดแหง้ ไปกจ็ ะทำ� ใหล้ กู ปนื เสยี หาย ทำ� ใหพ้ วงมาลยั หนกั เลยี้ วมเี สยี งดงั เวลาเลยี้ ว มีระยะฟรมี าก และสะเทือนมากกว่าปกติ 2. ข้อต่อแบบแผ่นประกบยาง (Probe Rubber Bonded Joint) จะต้องอยู่ระหว่าง ชุดกระปุกพวงมาลัย หรือชุดระบบบังคับเล้ียวกับข้อต่ออ่อนแกนพวงมาลัย ลักษณะของแผ่นประกบ ท�ำด้วยยางมีสลักเกลียวท้ังสองด้าน การส่งก�ำลังจากพวงมาลัยจะผ่านยางไปท่ีชุดกระปุกพวงมาลัย ยางซ่ึงมีความยดื หยนุ่ จะเป็นตัวลดแรงส่ันสะเทอื น หรอื แรงสะทา้ นท่เี กิดขนึ้ ระหว่างล้อกบั พ้ืนถนนได้เป็น อยา่ งดี จึงทำ� ใหก้ ารจบั และบังคบั พวงมาลัยเปน็ ไปอย่างน่มิ นวล นอกจากนน้ั ยางยงั เป็นตัวส่งทอดกำ� ลงั อกี ดว้ ย ดงั นนั้ จงึ ตอ้ งทำ� การตรวจสอบยางแผน่ ประกบทกุ ๆ 10,000 กโิ ลเมตร หรอื ตามสภาพการใชง้ าน ของรถ เพราะถา้ ยางเกดิ ชำ� รดุ ฉกี ขาดกจ็ ะทำ� ใหไ้ มส่ ามารถสง่ ทอดกำ� ลงั ได้ ซง่ึ เปน็ ทม่ี าของการเกดิ อบุ ัตเิ หตุ ที่อาจเกดิ อันตรายถึงชวี ิตได้ หมายเหตุ แผน่ ประกบยางไม่ควรทาปา้ ยด้วยจาระบีเพราะจะท�ำให้ยางเสื่อมสภาพเร็วข้นึ ข้อต่ออ่อน ขอ้ ตอ่ แผ่นประกบยาง รูปท่ี 4.60 ข้อต่อบงั คบั เล้ยี ว

งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 119 ข้อต่อลกู หมาก การบรกิ ารขอ้ ตอ่ ลกู หมาก เดอื น 6 12 18 24 30 และยางกนั X 1,000 กม. 10 20 30 40 50 X 1,000 ไมล์ 6 12 18 24 30 ลกู หมาก ดังรปู ท่ี 4.61 เปน็ ชิ้นสว่ นทท่ี �ำให้แกนเพลาเคลอื่ นท่เี ปล่ียนมมุ หรือทศิ ทาง เพอ่ื ให้ สะดวกในการส่งทอดก�ำลัง เช่น ในระบบบงั คับเลี้ยว คันชกั คันสง่ เพ่อื ปอ้ งกันไมใ่ หล้ ูกหมากสึกหรอเรว็ ซึง่ เกิดจากการขยบั ตวั เคลื่อนทีข่ องลกู หมาก จึงต้องใชจ้ าระบีเป็นตวั หล่อล่ืนโดยการอัดเขา้ ไปภายใน และเพอ่ื เปน็ การปอ้ งกนั ไมใ่ หจ้ าระบที อ่ี ยภู่ ายในลกู หมากไหลออกมาภายนอก และปอ้ งกนั สงิ่ สกปรก หรอื ฝนุ่ ละอองเข้าไปในลกู หมากได้จึงใช้ยางกันฝุ่นละอองเอาไว้ เมอื่ ใชไ้ ปเป็นเวลานานยางกันฝุ่นจะท�ำ ปฏกิ ริ ยิ ากบั จาระบแี ละสภาพแวดลอ้ ม ทำ� ใหใ้ หย้ างกนั ฝนุ่ หมดสภาพฉกี ขาดไป จาระบที อ่ี ยภู่ ายในเมอ่ื ใชง้ าน และเกิดความร้อน จาระบีก็จะไหลออกหมด ลูกหมากก็จะขาดสารหล่อลื่นท�ำให้ลูกหมากฝืด ขยับลง ไม่คล่องและสึกหรอเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจหลุดขาดออกจากกันได้ ก็จะเป็นอันตรายอย่างมากเมื่อขับข่ี ด้วยความเรว็ รปู ที่ 4.61 ลูกหมาก อาการของลกู หมากผดิ ปกติ มดี งั นี้ 1. ลูกหมากฝดื ขยบั ตวั ไมค่ ล่อง พวงมาลยั จะหนกั มากเม่อื เลย้ี วรถดว้ ยความเร็วตำ�่ 2. ลกู หมากหลวมมาก มุมลอ้ บิด ยางสึกไม่เทา่ กัน 3. พวงมาลยั ไมอ่ ยูก่ ับที่เวลาขับ คือ รถจะว่ิงดงึ ไปทางซา้ ยหรอื ทางขวา 4. พวงมาลยั สนั่ มากขณะว่ิงด้วยความเร็ว 5. ระยะฟรีของพวงมาลัยมาก ทำ� ใหก้ ารบังคบั ทศิ ทางของรถท�ำไดล้ ำ� บาก

120 บทท่ี 4 การดูแลรกั ษาตามระยะทีก่ �ำ หนด การบริการต้องท�ำการอัดจาระบีข้อต่อลูกหมากเป็นประจ�ำทุก ๆ ระยะทาง 10,000 กิโลเมตร หรือตามสภาพการใช้งาน ถ้าพบว่าลูกยางกันฝุ่นขาด ดังรูปที่ 4.62 หรือลูกหมากลูกใดหลวมจะต้อง ท�ำการเปลยี่ นใหม่ เพราะอาจทำ� ใหเ้ กิดอนั ตรายร้ายแรงข้ึนได้ ยางฉีกขาด รูปที่ 4.62 ยางลกู หมากฉกี ขาด การตรวจระบบรองรบั น้�ำหนักและขอ้ ต่อเพลากลาง ตรวจสภาพระบบรองรบั เดอื น 12 24 36 48 นำ�้ หนกั และขอ้ ตอ่ เพลากลาง X 1,000 กม. 20 40 60 80 X 1,000 ไมล์ 12 24 36 48 ปัญหาของอุบัติเหตุที่เกิดจากรถน้ัน ส่วนใหญ่จะเกิดจากระบบรองรับน�้ำหนักแทบทั้งสิ้น ทง้ั ยงั เปน็ ระบบทท่ี ำ� งานหนกั อยตู่ ลอด ดว้ ยเหตนุ ี้ จงึ ตอ้ งตรวจสภาพการใชง้ านของระบบรองรบั ทง้ั ลอ้ หนา้ และลอ้ หลังทุก ๆ 20,000 กโิ ลเมตร ดังน้ี 1. ตรวจสภาพความสูงต�่ำของระดับรถแต่ละข้าง โดยจอดรถบนพื้นราบ ดูระดับความเอียงของรถ หรอื วดั ดว้ ย ตลบั เมตร ดงั รูปที่ 4.63 รปู ที่ 4.63 การตรวจสภาพความสงู ตำ่� ของระดบั รถ

งานบำ�รุงรกั ษารถยนต์ 121 2. ตรวจการหลวมของลูกปืนล้อหน้า โดยการยกล้อข้ึนด้วยแม่แรง แล้วขยับล้อไปมา ดงั รปู ท่ี 4.64 รปู ที่ 4.64 การตรวจความหลวมของลกู ปนื ล้อหน้า 3. ตรวจลกู หมากปกี นกท้ังบนและลา่ ง หรอื บุชแบบรองรับนำ้� หนกั ชนดิ คานแข็ง 4. ตรวจลกู ปืนล้อหลงั และระยะรนุ ของล้อหลงั 5. ตรวจข้อตอ่ เพลากลาง ดังรปู ที่ 4.65 ข้อตอ่ อ่อน หอ้ งสง่ กำ�ลงั เพลาเล่ือน เพลาสง่ กำ�ลงั ขับ เสือ้ ปลอกยาง สามแฉก จาระบภี ายในปลอกยาง รูปท่ี 4.65 แสดงการตรวจขอ้ ตอ่ เพลากลาง

122 บทที่ 4 การดูแลรักษาตามระยะทกี่ �ำ หนด การตรวจและเปลยี่ นถา่ ยน้�ำมันเกียร์และเฟอื งท้าย การตรวจและเปลย่ี นถา่ ย เดอื น 6 12 18 24 นำ้� มนั เกยี รแ์ ละเฟอื งทา้ ย X 1,000 กม. 10 20 30 40 X 1,000 ไมล์ 6 12 18 24 น้ำ� มันเกียร์และเฟอื งท้ายมลี กั ษณะเหมอื นกับน้�ำมันเคร่ืองแตห่ นักกว่า ท�ำหน้าท่ตี า่ ง ๆ ดงั นี้ 1. หล่อลนื่ เฟอื งและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในหอ้ งเกียรแ์ ละเฟืองท้าย 2. ระบายความร้อนท่เี กิดจากการขบกันของเฟือง 3. ลดเสยี งดงั จากการส่งก�ำลงั ของเฟือง 4. ทำ� ความสะอาดเฟอื งโดยการชะลา้ งคราบสกปรกและเศษโลหะ การตรวจระดับน�้ำมันจะกระท�ำทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร โดยตรวจดูระดับของน�้ำมันและจุดท่ี หยดซึม ถ้าพบต้องแก้ไขทันที การตรวจระดบั นำ�้ มนั กระทำ� โดยถอดปลกั๊ เตมิ นำ้� มนั ออกดู เมอ่ื นำ้� มนั มเี ตม็ ระดบั นำ้� มนั จะอยพู่ อดีกบั ขอบล่างของปลัก๊ เตมิ หรือเวลาถอดปลก๊ั เตมิ ออกจะมนี ้ำ� มนั ไหลออกมาดว้ ย ถา้ นำ�้ มนั มรี ะดบั ตำ�่ กวา่ ขอบ ปลก๊ั เติม จะต้องทำ� การเตมิ ให้อยู่ในระดับเสมอ เมื่อพบว่าน้�ำมันมีสีขุ่นขาวแสดงว่า มีน้�ำเข้าไปผสมกับน้�ำมันเกียร์จะท�ำให้คุณสมบัติของน้�ำมัน เส่ือมลง จึงควรเปล่ยี นถา่ ยน้�ำมันใหม่ ขัน้ ตอนในการถ่ายน้ำ� มันมดี งั นี้ คือ 1. ใช้ถาดหรอื ภาชนะรองน้�ำมนั ทีจ่ ะถา่ ยทิ้ง 2. คลายปล๊กั ถา่ ยน�ำ้ มันออก ตอนนี้นำ�้ มันเกยี ร์จะไหลออกอย่างช้า ๆ 3. คลายปล๊กั เตมิ นำ�้ มันออกน้�ำมันก็จะไหลออกเร็วขนึ้ 4. ทิ้งให้น�้ำมันไหลออกจนหมดแล้วน�ำน�้ำมันใหม่เติมเข้าไปจนได้ระดับท่ีถูกต้อง จากนั้นจึง ตรวจหารอยรัว่ ที่อาจมีขน้ึ ได้ ถ้าพบต้องรีบแกไ้ ขเพราะถ้านำ�้ มันขาดพร่องไปมากกจ็ ะเกดิ ผลเสีย คือ 4.1 เกยี ร์และเฟอื งท้ายมเี สียงดงั 4.2 เขา้ เกยี ร์ยากมีเสยี งดงั 4.3 เกียรแ์ ละเฟืองทา้ ยมคี วามรอ้ นสูง เพือ่ ความปลอดภัยในการใชร้ ถและการยดื อายุของเกยี ร์ควรเปล่ยี นถา่ ยน�้ำมันทุก ๆ 30,000 กโิ ลเมตร หรอื ตามสภาพของการใช้งาน เชน่ รถบรรทุกหนกั กค็ วรเปล่ียนถา่ ยเร็วได้

งานบำ�รงุ รกั ษารถยนต์ 123 แบบทดสอบและกิจกรรมการฝกึ ทักษะ 4บทท่ี ตอนท่ี 1 จงเลอื กคำ�ตอบที่ถูกต้องทส่ี ุดเพยี งขอ้ เดยี ว 1. การกวดสลกั เกลียวฝาสูบเครือ่ งยนตแ์ กโซลนี ควรกระทำ� เม่อื ใด ก. ทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร ข. ทุก ๆ 10,000 กโิ ลเมตร ค. 1,000 กิโลเมตร แรกของการใชง้ าน ง. ทกุ ๆ 20,000 กิโลเมตร 2. การกวดสลกั เกลียวฝาสูบเคร่อื งยนตด์ ีเซล หลงั จากครั้งแรกแล้ว ครงั้ ตอ่ ๆ ไปควรกระท�ำเมอ่ื ใด ก. ทุก 1,000 กโิ ลเมตร ข. 10,000 กโิ ลเมตร แรกของการใช้งาน ค. ทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร ง. ไมต่ อ้ งอีกเลย 3. การกวดสลกั เกลียวฝาสูบเครอ่ื งยนต์ ควรกระท�ำตามข้อใด ก. เรมิ่ กวดสลักเกลยี วจากด้านซา้ ยไปทางขวา ข. เริ่มกวดสลกั เกลียวจากด้านขวาไปทางซา้ ย ค. เรม่ิ กวดสลักเกลียวจากตรงกลางออกไปดา้ นซา้ ย - ขวา ง. เริม่ กวดสลกั เกลยี วจากด้านนอกแล้วค่อย ๆ กวดไลเ่ ขา้ ตรงกลาง 4. การตรวจระยะห่างของลนิ้ ควรจะกระท�ำเมื่อไร ก. ทุก ๆ 5,000 กโิ ลเมตร ข. 5,000 กโิ ลเมตรแรก และครั้งตอ่ ไปทุก ๆ 20,000 กโิ ลเมตร ค. ทกุ ๆ 20,000 กโิ ลเมตร ง. 1,000 กิโลเมตรแรก และคร้งั ตอ่ ไปทุก ๆ 20,000 กโิ ลเมตร 5. โดยทว่ั ไปจะตอ้ งต้งั ระยะห่างลิน้ ตามข้อใด ก. ระยะหา่ งล้นิ ไอดนี ้อยกวา่ ลิน้ ไอเสีย ข. ระยะห่างลนิ้ ไอเสยี นอ้ ยกวา่ ลิ้นไอดี ค. ระยะห่างลนิ้ ไอดีและลน้ิ ไอเสยี เท่ากัน ง. เทา่ ใดกไ็ ด้

124 บทท่ี 4 การดูแลรักษาตามระยะท่กี �ำ หนด 6. เคร่ืองยนต์ท่ใี ชส้ ายพานไทมม์ ิ่งมขี อ้ ดอี ยา่ งไร ข. เสยี งเงยี บ ก. อัตราเร่งดี ค. สายพานไทมม์ ิง่ มีอายกุ ารใช้งานนาน ง. ปรบั ระยะเองได้ 7. เพ่ือเป็นการป้องกันการเสียหายของเคร่ืองยนต์ จึงควรเปล่ียนสายพานไทม์มิ่งทุก ๆ ระยะทางการ ใช้งานเท่าไร ก. ทกุ 50,000 กิโลเมตร ข. ทุก 80,000 กิโลเมตร ค. ทกุ 100,000 กโิ ลเมตร ง. ทกุ 150,000 กิโลเมตร 8. การบ�ำรงุ รักษาสายพานไทม์มิ่งจะตอ้ งทำ� อยา่ งไรบ้าง ก. ล้างด้วยน�้ำ ข. ลา้ งด้วยน้�ำมนั ค. ล้างดว้ ยสารละลาย ง. ไม่ต้องลา้ ง 9. คณุ สมบตั ิของน�้ำมนั เครือ่ งในข้อใดถกู ต้องที่สดุ ก. ไม่รวมตวั กบั นำ้� ข. ความหนดื เปลย่ี นแปลงไปตามอณุ หภมู ิ ค. ลดการสกึ หรอ ง. ถกู ทกุ ข้อ 10. ควรเปลี่ยนถา่ ยนำ้� มันเคร่อื งทกุ ๆ ระยะทางใชง้ านเท่าไร ก. 3,000 กโิ ลเมตร ข. 5,000 กโิ ลเมตร ค. 7,000 กโิ ลเมตร ง. 10,000 กิโลเมตร 11. ในสภาพการใช้งานที่มฝี นุ่ มาก ควรจะเปลี่ยนถา่ ยน�้ำมนั เครอื่ งทกุ ๆ ระยะทางใช้งานเทา่ ไร ก. 3,000 กิโลเมตร ข. 4,000 กโิ ลเมตร ค. 5,000 กโิ ลเมตร ง. 6,000 กิโลเมตร 12. ทปี่ ลายอกี ดา้ นของทอ่ สญุ ญากาศ จานจา่ ยจะตอ่ อยกู่ บั บรเิ วณใดของเครอื่ งยนต์ และมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร ก. ตอ่ อยทู่ ีป่ ากคารบ์ เู รเตอร์ เพื่อควบคุมความเร็วรอบเครอ่ื งยนต์ ข. ตอ่ อย่ทู ่ปี ากคาร์บเู รเตอร์ เพื่อควบคมุ เครื่องเร่งองศาไฟจดุ ระเบิด ค. ต่ออยทู่ ่ใี ตฐ้ านคารบ์ ูเรเตอร์ เพอื่ ควบคุมความเร็วรอบเครื่องยนต์ ง. ต่ออยทู่ ใี่ ต้ฐานคาร์บูเรเตอร์ เพอื่ ควบคมุ เครือ่ งเร่งองศาไฟจดุ ระเบดิ 13. โดยปกติความถว่ งจำ� เพราะของน�้ำยาในแบตเตอร่คี วรมคี า่ เท่าไร ก. ต�ำ่ กว่า 1.25 ข. 1.25 ค. สงู กวา่ 1.25 ง. เทา่ ไรก็ได้

งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 125 14. เนื่องจากในการท�ำงานของเครื่องยนต์ ท�ำให้หัวเทียนได้รับความร้อนสูงมาก ดังนั้นจึงควรเปล่ียน หัวเทียนเมอ่ื ไร ก. ทุก 10,000 กโิ ลเมตร ข. ทุก 15,000 กโิ ลเมตร ค. ทกุ 20,000 กโิ ลเมตร ง. เม่อื หัวเทียนชำ� รุด 15. ในเคร่อื งยนตด์ ีเซลทตี่ ดิ ต้งั หวั เผา ถ้าหวั เผาไม่ท�ำงานจะมผี ลอย่างไรตอ่ เคร่ืองยนต์ ก. สตารต์ ไมต่ ิด ข. ควันดำ� ค. สตาร์ตตดิ ยาก ง. เคร่อื งยนตจ์ ะทำ� ความร้อนไม่ได้ 16. อุปกรณ์เร่งองศาไฟจดุ ระเบิดที่มใี ชอ้ ยู่ในปจั จบุ นั มีกแ่ี บบ ก. 1 แบบ ข. 2 แบบ ค. 3 แบบ ง. 4 แบบ 17. เครือ่ งยนตเ์ บนซินหวั ฉดี รุน่ ใหม่ ๆ สว่ นมากจะใช้อปุ กรณเ์ ร่งองศาไฟจดุ ระเบิดแบบใด ก. แบบกลไก ข. แบบสญุ ญากาศ ค. แบบกลไกและสญุ ญากาศ ง. แบบอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 18. ควรจะต้องตรวจบรกิ ารหนา้ ทองขาวเมอื่ ไร ก. ทกุ ๆ 1,000 กโิ ลเมตร ข. ทกุ ๆ 5,000 กิโลเมตร ค. ทุก ๆ 10,000 กโิ ลเมตร ง. ทกุ ๆ 20,000 กโิ ลเมตร 19. มุมดเวล มีผลต่อเครือ่ งยนต์อยา่ งไร ก. องศาไฟจดุ ระเบิด ข. ระยะหา่ งของคอยลจ์ ดุ ระเบดิ ค. ระยะห่างของลูกเบ้ียว ง. ระยะหา่ งของหัวเทียน 20. กรองน�้ำมันเช้ือเพลงิ อดุ ตัน จะมีผลตอ่ เคร่อื งยนตอ์ ยา่ งไร ก. ไมส่ ่งผลต่อเครอื่ งยนต์มากนกั ข. เคร่อื งยนต์เดนิ ไมเ่ รียบ ค. ประหยัดเชอื้ เพลงิ ง. ยดื อายกุ ารใช้งานของเคร่อื งยนต์ 21. การเปล่ียนน้ำ� มันหลอ่ ลื่นปมั๊ หัวฉีดแบบ In Line จะกระทำ� เม่อื ไร ก. ทกุ ๆ 10,000 กิโลเมตร ข. ทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร ค. ทกุ ๆ 30,000 กโิ ลเมตร ง. ทุก ๆ 40,000 กิโลเมตร 22. ถา้ องศาการฉดี เช้อื เพลิงของเครือ่ งยนตด์ เี ซลไมถ่ ูกต้อง จะมผี ลอย่างไรต่อเครื่องยนต์ ก. ก�ำลังของเคร่อื งยนต์ตก ข. อัตราเรง่ ไมด่ ี ค. ควนั ด�ำ ง. ถูกทุกข้อ

126 บทที่ 4 การดูแลรกั ษาตามระยะทก่ี �ำ หนด 23. วงจรโช้คทค่ี าร์บเู รเตอรม์ ีกีแ่ บบ ก. 1 แบบ ข. 2 แบบ ค. 3 แบบ ง. 4 แบบ 24. ระบบบังคบั เลีย้ วแบบ Rack and Pinion จะใช้อะไรเปน็ สารหลอ่ ลืน่ ก. จาระบี ข. น้ำ� มันเกยี ร์ ค. นำ้� มนั เครอื่ ง ง. น�้ำมนั เบรก 25. การเตมิ น้ำ� มนั เกียร์น้อยเกินไปจะมผี ลตอ่ เกียรอ์ ย่างไร ก. เขา้ เกียร์ง่ายขน้ึ ข. ความร้อนต�ำ่ ค. เสยี งดัง ง. ระบายความรอ้ นไดด้ ี ตอนที่ 2 จงตอบคำ�ถามต่อไปนี้ 1. ในการถอดเปลีย่ นสายพานไทมม์ ง่ิ นนั้ มขี อ้ ควรระวังคืออะไร 2. จงบอกรายการของการตรวจแบตเตอรี่ เมื่อใช้งานครบทุก 5,000 กโิ ลเมตร 3. จงบอกข้นั ตอนการตรวจบริการหัวเทยี นเมื่อใช้งานไปแลว้ 10,000 กิโลเมตร 4. การตรวจบรกิ ารทอ่ ทางในวงจรเบรกใหอ้ ยูใ่ นสภาพพรอ้ มใชท้ ุก ๆ 10,000 กิโลเมตร มีรายการท่ีตอ้ ง ตรวจอยา่ งไร อธิบาย 5. การตรวจสภาพการใชง้ านของระบบรองรบั ทงั้ ลอ้ หนา้ และลอ้ หลงั ทกุ ๆ 20,000 กโิ ลเมตรนน้ั มรี ายการ ตรวจอย่างไร อธิบาย

งานบำ�รุงรักษารถยนต์ กการาตรลรวา้ งจหสอมบอ้ นม�อำ้ เคตรออ่ื รงส์ ยตนาตรต์ 127 ใบ34งา.21นท่ี ปฏบิ ตั งิ านวนั ท่ี ................. เดอื น ................................ พ.ศ. ................................. จดุ ประสงคก์ ารปฏบิ ตั ิ ใชม้ ัลติมิเตอรแ์ ละเครื่องมอื ตรวจสอบการท�ำงานของมอเตอร์สตารต์ ได้ วินจิ ฉัยขอ้ ผดิ ปกติได้ เครอ่ื งมอื และอปุ กรณ์ 1. มัลตมิ เิ ตอร์ 2. รถยนต์ทดสอบทีม่ ีมอเตอรส์ ตาร์ต ความรเู้ บอ้ื งตน้ ปัญหาและขอ้ ขดั ข้องของระบบสตาร์ต แบ่งออกเปน็ 2 สาเหตุใหญ่ ๆ ด้วยกนั คอื 1. เครอ่ื งยนตห์ มุนแตเ่ คร่อื งยนต์ไม่ตดิ ถา้ เคร่ืองยนต์ไม่ติด สาเหตขุ องปญั หาอาจเกิดจากระบบ จุดระเบิด ระบบเชือ้ เพลิง และก�ำลงั อดั ของเคร่อื งยนต์ 2. ความเรว็ รอบของเครอื่ งยนตต์ ำ่� ในขณะสตารต์ เครอื่ งยนต์ สาเหตขุ องปญั หาอาจเกดิ จากอณุ หภมู ิ ในขณะนนั้ ตำ่� นำ้� มนั หลอ่ ลนื่ มคี วามหนดื สงู หรอื แบตเตอรม่ี ปี ระจไุ ฟตำ่� ไมเ่ พยี งพอกบั การสตารต์ เครือ่ งยนต์ ปญั หาข้อขัดขอ้ งทีเ่ กดิ กบั ระบบสตาร์ต มี 6 ปัญหาด้วยกัน คือ 1. เมือ่ บิดสวิตช์จุดระเบดิ ไปในต�ำแหน่ง START มอเตอร์สตารต์ ไม่หมนุ ซงึ่ มวี ธิ กี ารตรวจสอบดงั น้ี 1.1 ใชโ้ วลตม์ เิ ตอรว์ ดั แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ ทแ่ี บตเตอร่ี และบดิ สวติ ชจ์ ดุ ระเบดิ ไปในตำ� แหนง่ START แรงเคลอื่ นทแี่ บตเตอรตี่ อ้ งไดป้ ระมาณ 9.6 โวลต์ หรอื สงู กวา่ ถา้ แรงเคลอื่ นไฟฟา้ ทวี่ ดั ตำ่� กวา่ ใหป้ ระจุไฟฟา้ หรือเปลยี่ นแบตเตอรใี่ หม่ 1.2 ใชโ้ วลตม์ เิ ตอรว์ ดั แรงเคลอื่ นไฟฟา้ ระหวา่ งขว้ั 50 ของมอเตอรส์ ตารต์ กบั กราวด์ บดิ สวิตช์ จดุ ระเบดิ ไปยังต�ำแหนง่ START จะต้องใช้แรงเคลื่อนไฟฟา้ ประมาณ 8 โวลต์ หรอื สงู กวา่ ถา้ แรงเคล่ือน ไฟฟา้ ต�ำ่ กว่า ให้ตรวจวงจรไฟระหว่างแบตเตอร่กี ับขั้ว 50

128 บทที่ 4 การดูแลรกั ษาตามระยะทกี่ �ำ หนด 1.3 ก่อนถอดชิ้นส่วนของมอเตอร์สตาร์ต ให้ตรวจการขาดของขดลวดดึงในสวิตช์แม่เหล็ก หรือสายไฟจากขั้ว C 2. เม่ือบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในต�ำแหน่ง START เฟืองขับว่ิงออกขบล้อช่วยแรง แต่มอเตอร์ สตาร์ตไม่หมุน มวี ธิ กี ารตรวจสอบ ดงั นี้ 2.1 หมุนเคร่อื งยนต์ดว้ ยมือ โดยใชป้ ระแจเพ่ือตรวจหาความฝดื ของเครื่องยนต์ 2.2 ใชโ้ วลตม์ เิ ตอรว์ ดั แรงเคลอื่ นไฟฟา้ ทแี่ บตเตอรี่ เมอ่ื บดิ สวติ ชจ์ ดุ ระเบดิ ไปในตำ� แหนง่ START แรงเคล่ือนไฟฟ้าประมาณ 9.6 โวลต์ หรือสูงกว่า ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าต�่ำกว่า ให้ประจุไฟฟ้าหรือเปลี่ยน แบตเตอร่ใี หม่ 2.3 ใชโ้ วลตม์ เิ ตอร์วดั แรงเคลอ่ื นไฟฟ้า ระหว่างขัว้ 30 ของมอเตอรส์ ตารต์ กบั กราวด์ จากนั้น ใหบ้ ดิ สวติ ชจ์ ดุ ระเบดิ ไปในตำ� แหนง่ START แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ ทว่ี ดั ประมาณ 8 โวลต์ หรอื สงู กวา่ ถา้ แรงเคลื่อน ไฟฟ้าตำ�่ กว่า ให้ตรวจสายไฟจากแบตเตอร่ีไปยังข้วั 30 ของมอเตอรส์ ตารต์ 2.4 กอ่ นแยกชิน้ สว่ นของมอเตอร์สตารต์ ให้พจิ ารณาสาเหตุท่ีอาจเกดิ ขึ้นได้ เพือ่ ใหง้ า่ ยขนึ้ ใน การตรวจสอบ เช่น หน้าสัมผัสหรือสะพานไฟในสวิตช์แมเ่ หล็กไม่ดี สกปรก คอมมวิ เทเตอรส์ กปรก หรือ ชดุ โอเวอรร์ นั นงิ่ คลตั ช์ลืน่ 3. เมื่อบดิ สวิตช์จดุ ระเบิดไปในตำ� แหนง่ START เฟืองขับจะว่งิ เข้า - ออก ตลอดเวลา มีวิธีการตรวจสอบดงั น้ี 3.1 ใชโ้ วลตม์ เิ ตอรว์ ดั แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ ทแี่ บตเตอร่ี เมอื่ บดิ สวติ ชจ์ ดุ ระเบดิ ไปในตำ� แหนง่ START แรงเคลื่อนไฟฟ้าท่ีวัดได้ประมาณ 9.6 โวลต์ หรือสูงกว่า ถ้าวัดได้ต่�ำกว่า ให้ประจุไฟฟ้าหรือเปล่ียน แบตเตอรใ่ี หม่ 3.2 ใชโ้ วลต์มเิ ตอรว์ ัดแรงเคลอ่ื นไฟฟา้ ทขี่ ว้ั 50 ของมอเตอรส์ ตาร์ตกบั กราวด์ เมอื่ บิดสวิตช์ จุดระเบิดไปในต�ำแหน่ง START แรงเคลื่อนไฟฟ้าท่ีวัดได้ประมาณ 8 โวลต์ หรือสูงกว่า ถ้าวัดได้ต่�ำกว่า ให้ตรวจสอบสายไฟระหว่างแบตเตอร่ีกับขั้ว 50 3.3 กอ่ นถอดแยกชน้ิ สว่ นของมอเตอรส์ ตารต์ ใหต้ รวจการขาดและการลงกราวดข์ องขดลวดยดึ เพอ่ื ให้ง่ายต่อการแกป้ ญั หา 4. มอเตอรจ์ ะทำ� งานตลอดเวลาแมส้ วิตช์จดุ ระเบดิ จะกลบั มาอยู่ในต�ำแหนง่ ON แล้ว ซงึ่ กม็ วี ธิ ีการตรวจสอบดังนี้ 4.1 ตรวจสอบการตอ่ วงจรไปยงั มอเตอรส์ ตารต์ ของสวติ ชจ์ ดุ ระเบดิ ดว้ ยโวลตม์ เิ ตอร์ เมอ่ื บดิ สวติ ช์ จุดระเบิดไปในต�ำแหน่ง START จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าเท่ากับแรงเคลื่อนแบตเตอร่ี และเมื่อปล่อย สวิตช์จดุ ระเบดิ กลับมาในตำ� แหน่ง ON แรงเคลือ่ นไฟฟา้ ท่ีตอ่ ไปยังมอเตอร์สตารต์ จะต้องถูกตัดทนั ที 4.2 ตรวจการท�ำงานของรีเลยส์ ตารต์ ถ้ามี

งานบำ�รุงรักษารถยนต์ 129 4.3 กอ่ นแยกช้นิ ส่วนของมอเตอร์สตาร์ต ให้ตรวจการทำ� งานของสปริงดงึ กลับหรือการตดิ ขัด ของพลนั เจอรส์ วิตชแ์ ม่เหล็ก 5. เมอ่ื สวติ ชจ์ ดุ ระเบดิ ไปในตำ� แหนง่ START เฟอื งขบั วงิ่ ออกขบกบั ลอ้ ชว่ ยแรงแตเ่ ครอ่ื งยนตไ์ มห่ มุน และเกิดเสยี งดงั สาเหตุมาจากเฟืองขบั ของมอเตอรส์ ตารต์ ช�ำรดุ หรือเฟืองทล่ี อ้ ช่วยแรงสึกหรอ 6. เม่ือบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในต�ำแหน่ง START อีกครั้ง หลังจากเครื่องยนต์ไม่หมุนและ เกิดเสียงดังที่เฟืองขับ สาเหตุมาจากอาร์เมเจอร์เบรก ให้ทดสอบมอเตอร์สตาร์ตในสภาวะไม่มีโหลด เพ่ือตรวจการหยุดหมุนทนั ทหี ลงั จากกระแสไฟฟ้าถูกตัดไปยงั มอเตอรส์ ตาร์ต ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั งิ าน โวลตม์ เิ ตอร์ โวลตม์ ิเตอร์ ขั้ว 30 ข้ัว 30 1. การตรวจสอบแรงเคลอ่ื นไฟฟา้ ท่ีข้วั 30 ของมอเตอรส์ ตารต์ 1.1 ใชโ้ วลตม์ เิ ตอรว์ ัดแรงเคลอ่ื นไฟฟ้าระหว่างขว้ั 30 ของมอเตอรส์ ตาร์ตกบั กราวด์ 1.2 จากนนั้ ให้บดิ สวติ ชจ์ ุดระเบดิ ไปในตำ� แหน่ง START 1.3 วดั แรงเคล่ือนไฟฟ้า - ถา้ คา่ ทีว่ ดั ได้ประมาณ 8 โวลต์ หรือสูงกวา่ แสดงว่าปกติ - ถา้ แรงเคลอื่ นไฟฟา้ ตำ่� กวา่ ใหต้ รวจสายไฟจากแบตเตอรไี่ ปยงั ขวั้ 30 ของมอเตอรส์ ตารต์ 2. การตรวจสอบแรงเคลอ่ื นไฟฟา้ ที่ข้วั 50 ของมอเตอรส์ ตารต์ 2.1 ใชโ้ วลต์มิเตอร์วัดแรงเคลอ่ื นไฟฟ้าระหว่างขว้ั 50 ของมอเตอร์สตารต์ กบั กราวด์ 2.2 จากนัน้ ใหบ้ ดิ สวติ ชจ์ ดุ ระเบิด ไปในตำ� แหน่ง START 2.3 วัดแรงเคลอื่ นไฟฟ้า - ถ้าคา่ ทว่ี ัดได้ประมาณ 8 โวลต์ หรือสงู กวา่ แสดงว่าปกติ - ถา้ แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ ตำ�่ กวา่ ใหต้ รวจสายไฟจากแบตเตอรไี่ ปยงั ขว้ั 30 ของมอเตอรส์ ตารต์

130 บทที่ 4 การดูแลรักษาตามระยะท่กี �ำ หนด บนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั ิ .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................

งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ กากราลรา้เปงหลยม่ี นอ้ นใบ�ำ้ เปคดั รนอ่ื ง�ำ้ ฝยนต์ 131 ใบ34งา.2นท่ี ปฏบิ ตั งิ านวนั ท่ี ................. เดอื น ................................ พ.ศ. ................................. จดุ ประสงคก์ ารปฏบิ ตั ิ บริการชดุ ใบปดั น้ำ� ฝนได้ เครอ่ื งมอื และอปุ กรณ์ 1. รถยนต ์ 2. เคร่ืองมอื ประจ�ำตวั ชา่ งยนต์ ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั งิ าน 1. เลือกใบปดั นำ�้ ฝนให้ถกู ขนาดตามหนว่ ยวัดทคี่ วามยาวเป็นน้ิวเทา่ นั้น 2. ถ้าใบปัดน�้ำฝนของรถคุณสามารถจับยกข้ึนได้ตามปกติ ให้ข้ามไปดูต่อในขั้นตอนที่ 3 ได้เลย แต่ถ้าใบปัดน�้ำฝนไม่สามารถยกข้ึนได้ ให้บิดกุญแจรถไปยังต�ำแหน่งท่ีเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า (ต�ำแหน่งแรก หรือต�ำแหนง่ ที่ 2) จากนัน้ เปิดการท�ำงานของใบปัดน�้ำฝน รอจนใบปดั น�ำ้ ฝนถกู ยกขึน้ มาทำ� มมุ 45 องศา รีบปิดสวิตช์กุญแจ เพื่อให้ใบปัดน้�ำฝนหยุดค้างอยู่ในต�ำแหน่งนั้น สามารถดึงใบปัดน�้ำฝนข้ึนมาจาก กระจกหน้ารถได้

132 บทท่ี 4 การดูแลรักษาตามระยะท่ีก�ำ หนด 3. หมนุ ดึงสว่ นลา่ งของใบปัดน้�ำฝนออกมา 4. ดึงใบปัดนำ�้ ฝนออกมาตอ่ จนทำ� มุม 90 องศาจากแขนปดั น้�ำฝน 5. จะเห็นคลิปเลก็ ๆ โผล่ออกมาจากกงึ่ กลางของใบปัดนำ้� ฝน ใหใ้ ชน้ ิว้ ดึงคลปิ น้นั ลงมา พร้อมดัน ใบปดั น้�ำฝนลง และตอ้ งใชแ้ รงดงึ ใบปัดน้ำ� ฝนไวเ้ ล็กน้อยเพือ่ ไม่ใหก้ ระดกิ

งานบำ�รุงรักษารถยนต์ 133 6. ดงึ อกี ดา้ นหนง่ึ ของใบปดั นำ้� ฝนลง เพอ่ื จะนำ� ตะขอทแ่ี ขนปดั นำ้� ฝนออกจากใบปดั นำ้� ฝน ในตอนนี้ สามารถนำ� ใบปดั น้�ำฝนออกจากแขนปดั น้�ำฝนไดแ้ ลว้ 7. น�ำใบปัดน้�ำฝนอันใหม่ไปสวมเข้าท่ีแขนปัดน�้ำฝน โดยสอดตะขอท่ีแขนปัดน้�ำฝนเข้าไป เพื่อที่จะเกี่ยวกบั คลิปในใบปดั น้�ำฝน 8. ดึงใบปัดน้�ำฝนข้ึน จะท�ำให้ตะขอที่แขนปัดน�้ำฝน เกี่ยวเข้ากับคลิปพอดี ซ่ึงในขั้นตอนนี้ถ้าใช้ ท้ัง 2 มือชว่ ยจะท�ำไดง้ ่ายมาก

134 บทท่ี 4 การดูแลรกั ษาตามระยะท่ีก�ำ หนด 9. ตรวจสอบใหแ้ นใ่ จวา่ ตะขอของแขนปดั นำ�้ ฝนเกยี่ วเขา้ กบั คลปิ ของใบปดั นำ�้ ฝนดแี ลว้ ซง่ึ สว่ นปลาย ของแขนปัดน้�ำฝนควรจะเข้าไปอยู่ในใบปัดน�้ำฝนราว 1 เซนติเมตรตามภาพ และเมื่อตรวจสอบดีแล้ว ให้หมุนดันใบปัดน�ำ้ ฝน ให้ด้านหลงั ของแขนปัดน้ำ� ฝนอยูข่ นานกบั ใบปัดนำ�้ ฝน หรอื เปน็ ขน้ั ตอนตรงขา้ ม ของขัน้ ตอนที่ 3 10. วางใบปดั นำ�้ ฝนลงบนกระจกหนา้ รถตามเดมิ และหากใบปดั นำ�้ ฝนยงั คงคา้ งอยทู่ ต่ี ำ� แหนง่ 45 องศา ใหเ้ ปิดการใชง้ านใบปัดน้�ำฝน มันกจ็ ะกลบั มาอยู่ในสภาพปกตติ ามเดมิ บนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั ิ .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................

งานบำ�รงุ รกั ษารถยนต์ ตกราวรจลแา้ ลงหะทมดอ้ สนอ�ำ้ บเครระบอ่ื งบยเบนรตก์ 135 ใบ34งา.23นท่ี ปฏบิ ตั งิ านวนั ท่ี ................. เดอื น ................................ พ.ศ. ................................. จดุ ประสงคก์ ารปฏบิ ตั ิ ตรวจระบบเบรกรถยนตเ์ บ้อื งต้นได้ เครอ่ื งมอื และอปุ กรณ์ 2. เครอ่ื งมอื ประจ�ำตวั ชา่ งยนต์ 1. รถยนต ์ 4. ผา้ เช็ดมอื 3. น้�ำมันเบรก ความรเู้ บอ้ื งตน้ โดยปกติควรเปลี่ยนผ้าเบรกทกุ 50,000 - 80,000 กม. ส�ำหรับรถเกยี รธ์ รรมดา ถา้ เป็นรถเกยี ร์ อตั โนมตั คิ วรเปลยี่ นทกุ 50,000 กม. สว่ นน้�ำมันเบรกควรเปลย่ี นทกุ 40,000 กม. น้�ำมันเบรกสามารถท�ำปฏิกิริยากับสีรถได้ ดังนั้น ควรใช้ความระมัดระวังในการเติมอย่าให้เกิน ระดบั Max เพราะเมือ่ รถวิง่ น�้ำมันเบรกอาจกระฉอกไปโดนตวั ถังรถได้ ไมค่ วรใชน้ ำ�้ มนั เบรกทเี่ ปดิ ฝาไวแ้ ลว้ เกนิ กวา่ 1 ปี เนอ่ื งจากนำ้� มนั เบรกเปน็ สารดดู ความชน้ื นำ้� มนั เบรก อาจเส่ือมสภาพเนื่องจากจุดเดือดลดลง ส่งผลให้น�้ำมันเบรกเดือดได้ง่ายเม่ือใช้งานเบรกอันจะมีผลต่อ ประสทิ ธิภาพการเบรก ระดบั น�้ำมนั เบรกพร่องจากปกติอย่างรวดเรว็ อาจเกดิ จากการรั่วทีล่ ูกยางแม่ปั๊มเบรก รว่ั ทลี่ กู ยาง ในป๊มั ลอ้ หรอื ทซี่ ีล (ลกู ยาง) ในคาลิปเปอร์ หรอื ร่ัวทีท่ ่อยางเบรก

136 บทท่ี 4 การดูแลรักษาตามระยะท่ีก�ำ หนด ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั งิ าน 1. การตรวจสภาพและระดับน้�ำมันเบรก 1.1 ตรวจระดบั นำ�้ มนั เบรกทก่ี ระปกุ นำ�้ มนั เบรก ตอ้ งมรี ะดบั ไมต่ ำ�่ กวา่ Min และไมเ่ กนิ ระดบั Max ที่ข้างกระปุกน�้ำมันเบรก ถ้าสภาพน้�ำมันเบรกมีสีด�ำ แสดงว่าลูกยางเบรกเส่ือมสภาพ ควรเปลี่ยนถ่าย น้ำ� มันเบรกใหม่ และควรเปลี่ยนลกู ยางเบรกใหม่ด้วย 1.2 ถา้ พร่องให้เตมิ น้ำ� มนั เบรกใหถ้ งึ ขีดทก่ี ำ� หนด ถ้าล้นให้ดดู ออก 2. การทดสอบหม้อลมเบรกเบอื้ งต้น เนื่องจากหม้อลมเบรกใช้สุญญากาศในการเพิ่มแรงเบรกจากแป้นเหยียบเบรก โดยอากาศ ในหม้อลมเบรกจะถูกดดู เข้าทอ่ ร่วมไอดีเม่ือเครอื่ งยนต์ท�ำงาน ดังนัน้ ถ้าดับเครื่องยนตแ์ ลว้ หม้อลมเบรก กย็ งั เปน็ สญุ ญากาศอยใู่ หเ้ หยยี บเบรกใชง้ านไดอ้ กี ประมาณ 2 - 3 ครงั้ หลงั จากนน้ั สญุ ญากาศในหมอ้ ลมเบรก ก็จะหมดลง สง่ ผลให้การเหยียบเบรกตอ้ งใช้แรงมากขนึ้ สามารถทดสอบหม้อลมเบรกง่าย ๆ ดว้ ยขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 2.1 ดับเคร่ืองยนตแ์ ลว้ เหยียบเบรกจนสดุ ประมาณ 5 คร้ังแลว้ เหยียบเบรกค้างไว้ 2.2 ให้ท�ำการตดิ เครอ่ื งยนต์ โดยท่ยี งั เหยยี บเบรกคา้ งไว้ เบรกจะต้องจมลึกลงไปเล็กน้อย 2.3 ยังคงเหยียบเบรกคาไว้แลว้ ดับเคร่ือง รอประมาณ 30 วินาที ความสูงแป้นเบรกจะตอ้ งไม่ เปลีย่ นแปลง 2.4 ปล่อยเทา้ จากเบรกแลว้ ตดิ เครื่องยนตอ์ ีกครงั้ เปน็ เวลา 1 นาทีแล้วดับเคร่ือง เหยียบเบรก หลาย ๆ ครงั้ การเหยยี บแต่ละครงั้ จะรูส้ ึกว่าแปน้ เบรกหนักและสงู ขนึ้ มาเรื่อย ๆ เพราะว่าสุญญากาศใน หม้อลมลดลงซึ่งเป็นเร่ืองปกติ

งานบำ�รุงรกั ษารถยนต์ 137 3. การทดสอบระบบเบรก ขับรถท่ีความเร็วประมาณ 40 กม. ต่อชั่วโมง จับพวงมาลัยหลวม ๆ แล้วท�ำการเหยียบเบรก ลงไปทนั ที แลว้ สังเกตการหมุนของพวงมาลยั ถ้าไม่หมนุ แสดงวา่ ปกติ ถ้าพวงมาลยั หมนุ วิเคราะห์อาการ ได้ดงั นี้ 3.1 หากพวงมาลยั หมุนไปทางซา้ ย : เบรกล้อซ้ายทำ� งานเร็วกว่าลอ้ ขวา 3.2 หากพวงมาลัยหมนุ ไปทางขวา : เบรกลอ้ ขวาท�ำงานเรว็ กว่าลอ้ ซ้าย 3.3 ถา้ มีเสยี งขณะเหยยี บเบรก อาจเกดิ จากผา้ เบรกหมด ผา้ เบรกร้อนจัด มีเศษหนิ ไปติดใน จานเบรก ผิวหน้าผ้าเบรกแขง็ เปน็ เงามนั ลูกปืนของล้อรถสึกหรอหรือหลวมมาก ลกู ยางเบรกเสอื่ มสภาพ บนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั ิ .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................

138 บทที่ 4 การดูแลรกั ษาตามระยะท่ีก�ำ หนด ใบ4งา.4นท่ี การเปลย่ี นถา่ ยน�ำ้ มนั เกยี รอ์ อโต้ ปฏบิ ตั งิ านวนั ท่ี ................. เดอื น ................................ พ.ศ. ................................. จดุ ประสงคก์ ารปฏบิ ตั ิ สามารถเปลยี่ นถา่ ยน�ำ้ มันเกียร์ออโตไ้ ด้ เครอ่ื งมอื และอปุ กรณ์ 1. แม่แรงยกรถ 2. สามขาค้�ำยนั 3. ประแจ L 4. ประแจเบอร์ 17 (สำ� หรับถอด Guard ปอ้ งกันอา่ งนำ�้ มันเกียร)์ 5. ประแจบลอ็ กเบอร์ 10 (สำ� หรบั ถอดอ่างน�้ำมันเกยี ร์) อะไหลท่ ต่ี อ้ งเตรยี ม 1. นำ้� มันเกยี ร์ 3 - 4 ลติ ร (เลอื กใช้ให้ตรงกับรุ่นปีของรถ) 2. ปะเก็นอ่างน้ำ� มันเกยี ร์ 3. กรองน�้ำมนั เกียร์ 4. O - Ring กรองน�้ำมันเกยี ร์ (กรองเกียร์บางรุ่นจะมี O - Ring มาใหเ้ ลย) อน่ื ๆ 1. ถาดรองน�้ำมัน หรอื แกลลอนน�้ำมันเครื่อง 2. น�ำ้ มันเบนซนิ (ส�ำหรับลา้ งท�ำความสะอาด) 3. กระบวยกรอกน�้ำ 4. สายยาง (ใช้ตอ่ จากกระบวยมายังชอ่ งเตมิ น้ำ� มันเกียร)์

งานบำ�รงุ รกั ษารถยนต์ 139 ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั งิ าน 1. ทิ้งเคร่ืองไว้จนเย็น หรือถ้ามีเวลามากพอก็ให้ท้ิงรถไว้หนึ่งคืน เพื่อให้น�้ำมันไหลลงมาที่อ่าง น�ำ้ มันเกียร์ (Oil Sump) ใหไ้ ดม้ ากท่ีสดุ เตรียมหาภาชนะรองน�ำ้ มันที่จะถ่ายออก หรืออาจจะใช้แกลลอน นำ้� มันเครอื่ งท่ใี ช้แล้วมาเจาะดา้ นขา้ งออก 2. ใชแ้ มแ่ รงยกหนา้ รถขน้ึ แลว้ เอาสามขาสอดคำ�้ ไวเ้ พอื่ ความมนั่ คง จากนนั้ มดุ เขา้ ไปถอด Guard ปอ้ งกันอ่างนำ�้ มันเกียรอ์ อกเป็นอนั ดบั แรก จะเหน็ อ่างน้ำ� มันเกียร์ชดั ๆ มุดตอ่ ไปอกี นิดจะเห็นปลก๊ั Drain ใต้อา่ ง (หมายเลข 2 ในภาพ) ตอนน้ีให้นำ� ภาชนะรองนำ�้ มนั ที่เตรยี มไว้มารอตรงแนวปลัก๊ ถ่ายน�้ำมนั ได้เลย ใชป้ ระแจ L หรอื ประแจแหวน (ตามแตล่ ะชนิดของรถ) ไขปลก๊ั นำ�้ มนั เกียรก์ ็จะไหลออกมา 1 2 3. ถ้าน�ำ้ มนั ยงั ออกมาไม่หมด ที่รู Drain น�้ำมันนน้ั จะมี Overflow Tube (หมายเลข 1 ในภาพ) ให้ใช้ประแจแหวนคลายสลักเกลียวออก แล้วใช้ประแจ L ตัวเดิมสอดเข้าไปลึก ๆ แล้วคลายเกลียว เพื่อถอดออก คราวน้ีกจ็ ะมนี ำ้� มันไหลออกมาอีก 4. ต่อไปเป็นข้นั ตอนการถอดอ่างน�ำ้ มนั เกียร์ เอาปลั๊ก Drain อดุ กลับไปก่อน (สว่ น Overflow Tube นั้นไว้ทีหลังตอนท่ีล้างอ่างเรียบร้อยแล้ว) ใช้ประแจบล็อกเบอร์ 10 ค่อย ๆ ขันคลายออกมา เอามือประคองอ่างลงมาตรง ๆ ตอนท่ีอ่างใกล้จะหลุดจากเส้ือเกียร์ ไม่งั้นอาจมีการหกเลอะเทอะได้ ส่วนภาชนะรองยังคงท้ิงไวใ้ ต้เกยี ร์เพราะยังมีน�ำ้ มันเกียรไ์ หลหยดลงมาเปน็ ระยะ ๆ ถอดสลกั เกลยี วรอบอ่าง ใชม้ ือรองอย่างระวัง

140 บทท่ี 4 การดูแลรักษาตามระยะท่ีก�ำ หนด 5. ต่อไปก็ถอดกรองน้�ำมันเกียร์ออกมา โดยดึงออกมาตรง ๆ ถึงตอนนี้จะเห็น Valve Body ติดอยู่ท่ีเกียร์ ใช้ผ้าสะอาดที่ไม่มีเส้นใยหลุดได้ง่าย น�ำมาซับน�้ำมันที่ค้างตามจุดต่าง ๆ โดยปกติแล้ว ถ้าเกียรไ์ มไ่ ดม้ ีอะไรผดิ ปกติ กไ็ มจ่ ำ� เปน็ ต้องไปแกไ้ ขอะไร แต่ถา้ เคยมีอาการแปลก ๆ เชน่ เกยี ร์กระตุก อยา่ งแรงหรือออกตัวกระชาก ให้ถอดออกมาล้าง 6. เนื่องจากบริเวณของเสื้อเกียร์ที่สัมผัสกับปะเก็นอ่าง จะมีคราบยางของปะเก็นเก่าติดอยู่ ให้ท�ำความสะอาดใหห้ มดคราบและรอยนูน เพือ่ ทปี่ ะเกน็ ใหม่จะไดแ้ นบสนทิ ไม่รว่ั ซมึ ในภายหลงั แม่เหล็ก ลักษณะของเศษโลหะท่ีมาตดิ แม่เหลก็ 7. สำ� หรบั อา่ งนำ้� มนั เกยี รท์ ถ่ี อดออกมานน้ั จะเหน็ ผงโลหะเกาะกนั เปน็ กลมุ่ ซง่ึ ตรงนน้ั จะมแี มเ่ หล็ก ตดิ ไว้ สำ� หรับดูดผงโลหะไมใ่ ห้กลบั เข้าไปในระบบเกียร์ ให้ใชแ้ ผน่ พลาสตกิ บาง ๆ ช้อนออกทิ้งไป จากน้ัน จดั การล้างอ่างใหส้ ะอาดด้วยน�ำ้ มันเบนซนิ ส�ำหรับปะเกน็ ยางตัวเก่ากถ็ อดท้งิ ไปได้ 8. น�ำกรองน้ำ� มันเกยี ร์ตัวใหมใ่ สเ่ ข้าไปยงั Valve Body โดยดันเขา้ ไปเพยี งเล็กน้อยมนั กจ็ ะลอ็ ก ได้เอง ส�ำหรับกรองเกียร์บางยี่ห้อท่ีท�ำมาส�ำหรับรุ่นน้ีจะมี O - Ring ใหม่มาให้เรียบร้อย ก็อย่าลืมถอด O - Ring ตวั เกา่ ซง่ึ ตดิ อยทู่ ่ี Valve Body ออกมาดว้ ย แตถ่ า้ ไมม่ ี O - Ring มาใหด้ ว้ ย กใ็ ชต้ วั เดมิ ไปกอ่ นได้ O - Ring Bottom Top

งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 141 10. นำ� อา่ งนำ�้ มันเกยี ร์ทล่ี า้ งสะอาดมาใส่ Overflow Tube และปลัก๊ จากนนั้ จงึ ใสป่ ะเก็นตวั ใหม่ ท่ขี อบของอา่ งให้เรียบร้อย อย่าลืมใส่แหวนทองเหลอื งที่จุดยดึ น็อตใหเ้ รยี บร้อยในแต่ละจุดด้วย จากนัน้ จงึ ติดตั้งอา่ งน�้ำมนั เกียร์กลบั เข้าไปยงั เส้อื เกยี ร์ Torque ทใี่ ชใ้ นการขนั คือ 12 นวิ ตนั - เมตร (หรอื 9 ฟตุ - ปอนด์) ระวังในเร่ืองการขันอย่าให้ปีนเกลียว ท้ังน้ี เพราะเส้ือเกียร์เป็นอลูมิเนียม ซึ่งอ่อนกว่าน็อตตัวผู้ ที่เปน็ สเตนเลส มฉิ ะนัน้ จะรูด ส่วน Guard ป้องกันอ่างน�้ำมันเกียรน์ ัน้ ยงั ไม่ต้องใส่ในตอนน้ี เพ่อื จะได้ ตรวจดจู ุดรวั่ ซมึ ตา่ ง ๆ ได้ภายหลัง 11. เอาสามขาคำ้� ยนั รถออกเพือ่ ใหร้ ะดบั ของหัวและทา้ ยรถอยูใ่ นแนวขนานกบั พน้ื 12. ถอดปล๊ักเติมน�้ำมันเกียร์ออก ต่อกระบวยเข้ากับสายยางที่เตรียมไว้ สอดปลายของสายยาง ไปท่ีชอ่ งเตมิ น้ำ� มันเกยี ร์ แล้วเตมิ น้�ำมันเกียร์ไดเ้ ลย ถ้ารถไม่ไดจ้ อดคา้ งคนื กใ็ ช้ประมาณ 3 ลิตร ขึน้ กับว่า จอดท้ิงไว้นานแคไ่ หน แตถ่ ้าจอดขา้ มคืนหรอื นานกวา่ นัน้ อาจจะใช้ถึง 4 ลติ ร 13. ติดเคร่ืองยนต์ไว้ประมาณ 3 - 4 นาที โดยเหยียบเบรกแล้วเข้าเกียร์เลื่อนไปทุกต�ำแหน่ง เพ่ือให้น้�ำมันถูกดูดไหลเวียนข้ึนไป ตามสเปกจะก�ำหนดให้อุณหภูมิน�้ำมันเกียร์อยู่ท่ี 45 องศาเซลเซียส แลว้ จงึ ค่อยวดั ระดับนำ้� มัน แต่ถ้าไมม่ เี ครอื่ งมอื วดั อณุ หภมู ิ ให้เอามอื แตะใต้อา่ งน้�ำมนั เกยี ร์ ถ้าอนุ่ จดั ๆ เป็นอันใช้ได้ 14. ถอดปลก๊ั นำ้� มนั เกยี รเ์ พอื่ เชก็ ระดบั นำ้� มนั (อยา่ คลาย Overflow Tube) เอาถาดมารองนำ้� มนั ดว้ ย เมื่อปลดปลก๊ั จะตอ้ งมนี ้ำ� มันไหลออกมา (ซงึ่ เปน็ น�้ำมันที่เกินระดบั ของ Overflow Tube) ปล่อยใหม้ นั ไหลลงจนใกลท้ จี่ ะขาดสาย โดยไมต่ อ้ งรอใหถ้ งึ กบั เปน็ หยด รบี อดุ ปลกั๊ กลบั เขา้ ทเ่ี ดมิ ขนั ใหแ้ นน่ แตถ่ า้ หากว่า ปลดปลก๊ั แล้วไมม่ ีนำ้� มนั ไหลออกมาก็ให้เติมนำ้� มนั เพิม่ เข้าไป แลว้ เช็กอย่างทว่ี า่ มาในตอนตน้ ตอ้ งรบี ทำ� ในเวลาอนั สน้ั เพราะอุณหภมู ขิ องน้ำ� มันเกยี ร์จะสูงข้ึนเรื่อย ๆ จะท�ำใหก้ ารวัดระดับน้�ำมันไมแ่ มน่ ย�ำนัก อย่าลืมปิดช่องเตมิ นำ้� มนั ใหเ้ รยี บรอ้ ย 15. ลองขบั ท่ีความเร็วต่�ำ ๆ ก่อน เพอ่ื สงั เกตการเปล่ยี นเกียรว์ ่านุ่มนวลดีหรือเปล่า หากวา่ มกี าร ลากเกียรน์ านกวา่ ปกติ แล้วจงึ คอ่ ยเปล่ียนกลบั มาเตมิ น�้ำมันเกียร์เพ่มิ แลว้ ทดลองขบั ต่อ 16. ยกรถอกี คร้ังเพือ่ ตรวจดจู ดุ รว่ั ซมึ ตา่ ง ๆ ถา้ เรยี บรอ้ ย ประกอบ Guard ป้องกันอา่ งนำ�้ มันเกียร์ กลับเขา้ ไป ระวงั เรอื่ งการขันนอ็ ต บนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั ิ .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................

142 บทท่ี 4 การดแู ลรกั ษาตามระยะทกี่ �ำ หนด ใบ34งา.25นท่ี การลกา้ างรหตมง้ั อ้ระนย�ำ้ ะเคคลรตอั่ื งชย์ นต์ ปฏบิ ตั งิ านวนั ท่ี ................. เดอื น ................................ พ.ศ. ................................. จดุ ประสงคก์ ารปฏบิ ตั ิ สามารถปรบั ตงั้ ระยะคลตั ช์ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและทำ� งานได้สมบรู ณ์ เครอ่ื งมอื และอปุ กรณ์ 1. ชุดเครื่องมอื ชา่ งเบอื้ งต้น 2. รถยนตจ์ รงิ หรอื ชดุ คลตั ชส์ �ำหรบั ฝึกปฏบิ ตั ิ ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั งิ าน การต้งั ระยะคลตั ชส์ ำ� หรับคลตั ช์สาย สายคลัตช์ สปรงิ ดงึ แป้นคลัตช์กลับ แป้นคลตั ช์ ขาคลตั ช์ สปริงดึงขาคลตั ช์กลับ ลำ� ดับขน้ั ตอนการปฏบิ ัตงิ าน 1. หาต�ำแหน่งของตวั ปรบั ระยะคลัตช์ ไมจ่ ำ� เป็นตอ้ งยกรถหากตัวปรบั ระยะคลตั ชอ์ ยู่ในต�ำแหน่ง ท่ีเหมาะสมตอ่ การปฏบิ ัตงิ าน 2. ใช้ประแจสองตวั ตัวหน่งึ สำ� หรบั คายแปน้ เกลยี ว อกี ตวั หนึง่ ส�ำหรบั ยดึ จับ

งานบำ�รงุ รกั ษารถยนต์ 143 3. ให้ผชู้ ่วยทดลองเหยยี บทแี่ ป้นเหยียบ ระยะฟรขี องคลัตชค์ วรจะประมาณ 1 นวิ้ 4. ให้ผชู้ ่วยทดลองเหยียบท่ีแป้นเหยยี บแล้วเขา้ เกียร์ ถ้าระยะฟรีที่ต้งั เหมาะสม การเข้าเกยี รจ์ ะ เป็นไปอยา่ งนุม่ นวล 5. ล็อกแป้นเกลียวปรบั ระยะให้เรียบร้อย การตัง้ ระยะคลัตชส์ ำ� หรับคลัตช์ไฮดรอลกิ ถงั เก็บนำ้� มัน แปน้ คลัตช์ แม่ปม๊ั สายไฮดรอลกิ ลำ� ดบั ข้นั ตอนการปฏิบตั งิ าน ลูกปั๊ม 1. โดยทว่ั ไป การตงั้ ระยะคลตั ชส์ ำ� หรบั คลตั ชไ์ ฮดรอลกิ จะกระทำ� ทแี่ ปน้ เหยยี บหรอื ทแ่ี มป่ ม๊ั คลตั ช์ 2. ใช้ประแจสองตัว ตัวหนึ่งส�ำหรับคาย อีกตัวหนึ่งส�ำหรับยึดจับแป้นเกลียวที่ก้านกระทุ้งของ แม่ปม๊ั คลตั ช์ 3. สำ� หรบั การปรบั ตัง้ ทตี่ วั แป้นเหยยี บใหใ้ ช้ประแจเปน็ ตัวปรับตั้งเชน่ กนั 4. ให้ผ้ชู ว่ ยทดลองเหยยี บทีแ่ ป้นเหยยี บ ระยะฟรีของคลัตช์ควรจะประมาณ 1 น้วิ 5. ให้ผู้ช่วยทดลองเหยียบท่ีแป้นเหยียบแล้วเข้าเกียร์ ถ้าระยะฟรีท่ีตั้งเหมาะสมการเข้าเกียร์ จะเปน็ ไปอยา่ งนมุ่ นวล 6. ลอ็ กแป้นเกลียวปรับระยะให้เรยี บร้อย บนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั ิ .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook