ปัจจยั ท่ีสง่ ผลต่อการตดั สินใจเปน็ ผูต้ ดั สินกีฬามวยไทยอาชพี ของนักกีฬามวยไทยอาชพี ในกรุงเทพมหานคร วิทยานิพนธ์ ของ อัญชลี กองรกั ษ์ เสนอต่อบณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยราชภฏั หมู่บา้ นจอมบงึ เพอ่ื เปน็ สว่ นหนึ่งของการศกึ ษา ตามหลกั สตู รศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชามวยไทย ธนั วาคม 2565 ลิขสทิ ธเ์ิ ปน็ ของมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั หมบู่ ้านจอมบงึ
ปัจจยั ท่ีสง่ ผลต่อการตดั สินใจเปน็ ผูต้ ดั สินกีฬามวยไทยอาชพี ของนักกีฬามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร วิทยานิพนธ์ ของ อัญชลี กองรกั ษ์ เสนอต่อบณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยราชภฏั หมบู่ ้านจอมบงึ เพอ่ื เปน็ สว่ นหน่ึงของการศกึ ษา ตามหลกั สตู รศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชามวยไทย ธนั วาคม 2565 ลิขสทิ ธเ์ิ ปน็ ของมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั หมบู่ ้านจอมบงึ
FACTORS EFFECTING THE DECISION TO BE A ROFESSIONAL MUAYTHAI REFEREE OF PROFESSIONAL MUAYTHAI ATHLETES IN BANGKOK THESIS BY UNCHALEE KONGRUK Presented in partial fulfillment of the requirements for the Master of Arts Program in Muaythai December 2022 Copyright by Muban Chom Bueng Rajabhat University
(ก) ชื่อวิทยานิพนธ์ ปจั จยั ทส่ี ง่ ผลต่อการตดั สินใจเปน็ ผู้ตัดสินกฬี ามวยไทยอาชพี ของ นักกีฬามวยไทยอาชพี ในกรงุ เทพมหานคร ชื่อผู้วจิ ัย นางสาวอญั ชลี กองรกั ษ์ หลักสูตร ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชามวยไทย อาจารยท์ ปี่ รึกษา ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งอรณุ สทุ ธิพงษ์ ปีทส่ี าเรจ็ การศึกษา 2565 คาสาคญั การตัดสินใจ นกั กฬี ามวยไทยอาชีพ ผตู้ ดั สินกีฬามวยไทยอาชีพ บทคดั ยอ่ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาปัจจัยในการเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของ นักกฬี ามวยไทยอาชพี ในกรงุ เทพมหานคร 2) ศึกษาการตัดสินใจในการเป็นผูต้ ัดสนิ กีฬามวยไทยอาชีพ ของนักกีฬามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร และ 3) นาเสนอปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเป็น ผตู้ ัดสนิ กฬี ามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทยอาชพี ในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย คอื นักกฬี ามวยไทยอาชีพที่ขึ้นทะเบียนบุคคลตามพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. 2542 จานวน 227 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดบั มคี ่าความเชื่อมน่ั ดา้ นปจั จัยและด้านการตัดสนิ ใจ เทา่ กับ 0.98 และ 0.97 สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์ การถดถอยพหคุ ณู ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจยั ในการเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยใู่ นระดับมาก เมอ่ื พิจารณารายดา้ นพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 1 ด้าน คือ ด้านเกียรติยศ และช่อื เสียง อยู่ในระดับมาก 7 ด้าน โดยเรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อม ด้านครอบครัวและบุคคลที่เก่ียวข้อง ด้านเศรษฐกิจและผลประโยชน์ ด้านสังคม ด้านความก้าวหน้า ในอนาคต ด้านความคิดเห็นส่วนตัว และ ด้านความสนใจและความถนัด 2. การตัดสินใจในการเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทยอาชีพ ในกรงุ เทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3. ปัจจัยด้านความก้าวหน้าในอนาคต (X4) และด้านความคิดเห็นส่วนตัว (X1) ส่งผลต่อ การตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร อย่างมี นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทย อาชพี ไดร้ อ้ ยละ 32.00 ซ่งึ แสดงในสมการพยากรณ์ ได้ดงั น้ี
(ข) สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดบิ tot = 44.561 + 0.787 (X4) + 0.655 (X1) สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน tot = 0.316 (Z4) + 0.285 (Z1)
(ค) THESIS TITLE FACTORS AFFECTING THE DECISION MAKING OF PROFESSIONAL MUAYTHAI ATHLETES IN BANGKOK TO BE A PROFESSIONAL MUAYTHAI REFEREE RESEARCHER MISS UNCHALEE KONGRUK CURRICULUM MASTER OF ARTS PROGRAM IN MUAYTHAI ADVISOR ASST. PROF. DR. RUNG-ARUN SUTTHIPHONG GRADUATION YEAR 2022 KEYWIRDS DECISION, PROFESSIONAL MUAYTHAI, PROFESSIONAL MUAYTHAI REFEREE ABSTRACT The purposes of this research were to 1) study the factors affecting the decision making to be a professional Muaythai referee of professional Muaythai athletes in Bangkok; 2) study decision making to become a professional Muaythai referee of professional Muaythai athletes in Bangkok; and 3) present the factors affecting the decision making to be a professional Muaythai referee of professional Muaythai athletes in Bangkok. The sample group of 227 professional Muaythai athletes was selected by using a stratified random sampling method. The instrument used was questionnaire with 5-point Likert. The questionnaire ’s reliability were 0.98 and 0.97. The statistics used for analyzing were percentage, mean, standard deviation and multiple regression analysis. The research findings were found as follows 1. The factors affecting the decision making to be a professional Muaythai referee of professional Muaythai athletes in Bangkok were overall in high level. The highest average factor of professional Muaythai athletes in Bangkok to become a professional Muaythai referee was honor and reputation. This include 7 factors in the descending order of average found as follows: family and related people, economy and benefit, society, career advancement, personal opinion, and interest and aptitude.
(ง) 2. The decision making of professional Muaythai athletes in Bangkok to be a professional Muaythai referee was overall in high level. 3. Factor were career advancement (X4) and personal opinion (X1). Both factors significantly affected the decision making of professional Muaythai athletes in Bangkok to be a professional Muaythai referee which the statistic was at 0.01. The two factors were applied in predicting the decision making to be a professional Muaythai referee at 32.00% which can be shown in the following equations. Forecast equations in raw score format tot = 44.561 + 0.787 (X4) + 0.655 (X1) Forecast equations in standard score format tot = 0.316 (Z4) + 0.285 (Z1)
ประกาศคุณูปการ วิทยานิพนธ์สาเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาอย่างยิ่งของอาจารย์ที่ปรึกษา คณาจารย์ และอาจารย์ท่ีเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพที่ให้คาแนะนา ช่วยเหลือ ด้วยดีตลอดมา ขอกราบ ขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งอรุณ สุทธิพงษ์ ประธานกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ท่ีได้ให้ คาปรกึ ษาใหข้ ้อเสนอแนะ และแก้ไขข้อบกพร่องของวิทยานิพนธ์ ขอขอบพระคณุ รองศาสตราจารย์ยนต์ ช่มุ จติ ขา้ ราชการบานาญ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ที่ให้ความเมตตาช่วยตรวจสอบ แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ เช่น การอ้างอิง การเขียนบรรณานุกรม การใช้ภาษา รปู แบบการพมิ พ์ และขอ้ บกพร่องอ่ืน ๆ เพื่อช่วยให้งานวจิ ยั ฉบับนี้ มีความสมบรู ณ์ยิ่งขนึ้ ขอขอบพระคุณรองศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ รองศาสตราจารย์ ดร.ประพัฒน์ ลักษณพิสุทธ์ิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาราญ สุขแสวง อาจารย์ ดร.ยงศักดิ์ ณ สงขลา อาจารย์ ดร.แสวง วิทยพิทักษ์ อาจารย์ ดร.วรยุทธ์ ทิพย์เที่ยงแท้ อาจารย์รวย ตั้งมุททาภัทรกุล อาจารย์ ดร.วรเดช ช้างแก้ว อาจารย์รุ่งนภา สิงห์ถิตย์ อาจารย์บารมี ชูชัย และนางสาวศิรินทิพย์ ห่วงทอง ท่ีให้คาแนะนา ปรึกษาให้ ข้อเสนอแนะ และแนวทางการดาเนินการวจิ ัยในการคน้ คว้าเอกสาร ตารา ผู้วิจยั ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสงู ขอขอบพระคุณหัวหน้าค่ายมวยเพชรยินดี ค่ายมวย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม ค่ายมวยมีนะโยธิน คา่ ยมวยศศปิ ระภายมิ ค่ายมวยแก้วสมั ฤทธ์ิ คา่ ยมวยศิษยส์ องพ่ีนอ้ ง ค่ายมวยเกยี รตเิ พชร ค่ายมวยลูกทัพฟ้า ค่ายมวยแสงมรกต ค่ายมวย ส.สมหมาย ค่ายมวยอิมิเนนท์แอร์ ค่ายมวยทีเด็ด 99 ค่ายมวยลูกบ้านใหญ่ ค่ายมวยเกียรติกาธร ค่ายมวยศิษย์เชฟบุญธรรม ค่ายมวยลูกครองตัน ค่ายมวยลูกทรายกองดิน ค่ายมวย ม.กรุงเทพธนบุรี ค่ายมวย ป.เปาอินทร์ ค่ายมวย ส.กาแฟมวยไทย ค่ายมวยแครี่บอย ค่ายมวยลูกครอง จ่นั คา่ ยมวยศกั ด์ริ ุ่งเรอื ง คา่ ยมวยครดู ามมวยไทย และค่ายมวยเดชรัตน์ ที่อานวยความสะดวกในการเก็บ ขอ้ มูลในครง้ั นี้ และขอบคุณผู้ตอบแบบสอบถามที่กรุณาใหข้ ้อมูลจนสามารถดาเนินการวิจยั สาเรจ็ ในคร้ังนี้ ขอขอบคุณบิดา มารดา อาจารย์และบุคลากรวิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั หมู่บา้ นจอมบงึ เพือ่ นร่วมรุ่นหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชามวยไทย รุ่นที่ 2 ที่ใหก้ าลังใจมาโดยตลอด ประโยชน์ใด ๆ อันเกิดจากวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ขอมอบแด่ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ที่ได้อบรม ส่ังสอน ช้ีแนะให้ผู้วิจัยปฏิบัติตนเป็นคนดี และอดทนต่ออุปสรรค ตลอดจนขอเป็นเคร่ืองบูชาแด่บรมครู มวยไทยทกุ คน อัญชลี กองรักษ์
(ฉ) สารบัญ หน้า บทคัดยอ่ ภาษาไทย.............................................................................................................. (ก) บทคัดย่อภาษาอังกฤษ......................................................................................................... (ค) ประกาศคณุ ปู การ................................................................................................................. (จ) สารบัญ………………………………………………………………………………………………………………….. (ฉ) สารบัญตาราง...................................................................................................................... (ฌ) สารบัญภาพประกอบ……………………………………………………………………………………………….. (ญ) บทท่ี 1 บทนา………………………………………………………………………………………………………… 1 ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา.............................................................. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจยั ………………………………………………………………………….. 3 สมมติฐานการวจิ ัย…………………………………………………………………………………… 3 ของเขตของการวจิ ยั ............................................................................................ 3 นยิ ามศพั ย์เฉพาะ…………………………………………………………………………………….. 4 นยิ ามปฏบิ ตั ิการ………………………………………………………………………………………. 5 ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ บั ................................................................................... 9 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย...................................................................................... 10 บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กยี่ วข้อง…………………………………………………………………… 11 เอกสารทีเ่ ก่ียวข้องกบั หลักการ แนวคิด และทฤษฎี.............................................. 11 การสร้างแรงจงู ใจ…………………………………………………………………………….………… 11 ทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจยั ของความต้องการ.................................................................. 13 ประเภทของปจั จยั จูงใจ.......................................................................................... 18 แนวคิดเก่ยี วกับการตัดสินใจ………………………………………………………………………… 27 แนวคิดด้านผตู้ ัดสินกีฬามวยไทยอาชพี ................................................................... 36 งานวิจัยทเ่ี กยี่ วข้อง……………………………………………………………………………………… 64 งานวจิ ยั ในประเทศ........................................................................................... 64 งานวจิ ัยในต่างประเทศ………………………………………………………………………….. 68
(ช) สารบัญ (ตอ่ ) หน้า บทที่ 3 วิธกี ารดาเนนิ การวจิ ยั ............................................................................................ 71 ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง.................................................................................. 71 ประชากร................................................................................................... 71 กล่มุ ตวั อย่าง………………………………………………………………………………….. 71 ตวั แปรทศ่ี ึกษา..................................................................................................... 73 เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นงานวิจยั ....................................................................................... 74 การสร้างและการพฒั นาเครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั ..................................... 75 การเก็บรวบรวมข้อมูล......................................................................................... 77 การวเิ คราะห์ข้อมลู และสถติ ิที่ใช้ในการวิจัย......................................................... 77 บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล........................................................................................... 79 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลทวั่ ไปของนักกีฬามวยไทยอาชีพในกรงุ เทพมหานคร........ 81 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทยอาชีพใน กรงุ เทพมหานคร.................................................................................................... 83 ผลการวิเคราะหก์ ารตดั สนิ ใจเป็นผูต้ ัดสินกฬี ามวยไทยอาชพี ของนักกีฬามวยไทย อาชพี ในกรุงเทพมหานคร...................................................................................... 92 ผลการวเิ คราะห์ปัจจัยทส่ี ง่ ผลตอ่ การตัดสินใจเปน็ ผตู้ ัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของ นักกฬี ามวยไทยอาชีพ............................................................................................ 94 บทท่ี 5 สรปุ อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ........................................................................ 96 สรปุ ผลการวิจัย...................................................................................................... 96 อภปิ รายผลการวจิ ัย.............................................................................................. 98 ขอ้ เสนอแนะ.......................................................................................................... 102 บรรณานุกรรม..................................................................................................................... 103 ภาคผนวก........................................................................................................................... 110 ภาคผนวก ก รายชอื่ ค่ายมวยทใี่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ............................................. 111 ภาคผนวก ข รายชื่อผู้เชียวชาญ ตรวจคณุ ภาพเคร่ืองมืองานวจิ ัย.................................... 113 ภาคผนวก ค หนังสือขอความอนุเคราะห์ผูเ้ ชียวชาญตรวจเครอื่ งมือ............................... 115
(ซ) สารบญั (ตอ่ ) ภาคผนวก ง คา่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ งของเคร่ือง (IOC)..................................................... หนา้ ภาคผนวก จ หนังสอื ขอความอนุเคราะหท์ ดลองเคร่ืองมือ............................................. 121 ภาคผนวก ฉ หนง้ สือขอความอนุเคราะห์เก็บขอ้ มลู งานวิจัย............................................ 128 ภาคผนวก ช แบบสอบถามงานวจิ ยั ................................................................................. 130 ภาคผนวก ซ ผลการทดสอบข้อตกลงเบ้ืองต้นของการวเิ คราะห์การถดถอยพหุคณู ......... 156 163 ประวัติย่อผู้วจิ ัย
(ฌ) สารบัญตาราง ตารางท่ี หน้า 1 สรุปทฤษฎีการจูงใจ................................................................................................................ 17 2 สรุปแนวคดิ ปัจจัยจงู ใจ…………………………………………………………………………………………. 24 3 จานวนกล่มุ ตัวอย่าง (คน) ตามสัดสว่ น…………………………………………………………………... 72 4 ลกั ษณะข้อมูลทัว่ ไปของนักกีฬามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร.................................... 81 5 ค่าเฉลยี่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และระดบั ปัจจยั ของนักกีฬามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร 83 6 คา่ เฉล่ีย สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน และระดบั ของปจั จัยเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของ 84 นักกฬี ามวยไทยอาชีพในกรงุ เทพมหานคร ดา้ นความคิดเหน็ สว่ นตวั ......................... 7 ค่าเฉลีย่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และระดบั ของปจั จัยเป็นผตู้ ัดสนิ กีฬามวยไทยอาชีพของ 85 นักกฬี ามวยไทยอาชพี ในกรงุ เทพมหานคร ดา้ นความสนใจและความถนัด............... 86 8 ค่าเฉลย่ี ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และระดับของปัจจัยเป็นผ้ตู ดั สนิ กีฬามวยไทยอาชีพของ 87 นักกีฬามวยไทยอาชพี ในกรงุ เทพมหานคร ด้านครอบครวั และบุคคลท่ีเกี่ยวข้อง....... 9 ค่าเฉลยี่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับของปัจจัยเปน็ ผู้ตดั สินกีฬามวยไทยอาชีพของ 88 นักกีฬามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร ด้านความก้าวหนา้ ในอนาคต................... 89 10 ค่าเฉลย่ี สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และระดับของปัจจัยเป็นผตู้ ดั สนิ กีฬามวยไทยอาชีพ 90 ของนกั กีฬามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร ดา้ นเกยี รตยิ ศและชื่อเสียง................ 11 คา่ เฉลีย่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และระดับของปัจจยั เป็นผ้ตู ดั สนิ กีฬามวยไทยอาชีพ 91 ของนกั กฬี ามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร ด้านสังคม........................................... 92 12 ค่าเฉลีย่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับของปัจจยั เป็นผ้ตู ัดสินกีฬามวยไทยอาชีพ 94 ของนกั กฬี ามวยไทยอาชพี ในกรุงเทพมหานคร ด้านสภาพแวดล้อม........................ 13 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน และระดบั ของปัจจัยเป็นผตู้ ัดสินกีฬามวยไทยอาชีพ ของนักกีฬามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร ด้านเศรษฐกิจและผลประโยชน์........ 14 ค่าเฉลีย่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และระดับการตดั สนิ ใจเป็นผูต้ ัดสินกีฬามวยไทยอาชีพ ของนักกฬี ามวยไทยอาชีพในกรงุ เทพมหานคร......................................................... 15 การวิเคราะหต์ ัวแปรที่มผี ลต่อการพยากรณ์ปัจจยั ท่มี ีผลต่อการตัดสนิ ใจเป็นผตู้ ัดสนิ กฬี ามวยไทยอาชีพในกรงุ เทพมหานคร.........................................................................
(ญ) สารบัญภาพประกอบ ภาพประกอบที่ หนา้ 1 กรอบแนวคิดในการวิจยั ............................................................................................... 10 2 ลาดบั ขน้ั ความต้องการของมนษุ ยต์ ามทฤษฎแี รงจูงใจของ Alderfer…………………….. 15 3 การใชค้ าสงั่ หยุดกรณีนักมวยกอดปลา้ กัน……………………………………………………….….. 45 4 การใชค้ าสั่งแยก……………………………………………………………………………………………..… 45 5 การใชค้ าสั่งชก……………………………………………………………………………………………..….. 45 6 การดึงแขนนักมวย………………………………………………………………………………………..….. 46 7 การผลักนักมวย……………………………………………………………………………………………..… 46 8 กรณีนกั มวยไมอ่ อกอาวธุ ………………………………………………………………………………..…. 46 9 กรณียุติการแขง่ ขัน........................................................................................................ 47 10 เทคนิเคลิ น็อกเอาท์........................................................................................................ 47 11 ผู้ชี้ขาดกฬี ามวยไทยอาชีพขอเวลานอก......................................................................... 48 12 การเตอื น หรือตาหนโิ ทษ............................................................................................... 48 13 การหยดุ เม่ือนกั มวยกอดปลา้ ทมี่ ุม................................................................................. 49 14 การหยดุ กรณีเม่อื นักมวยกอดปล้าขา้ งเชอื ก.................................................................. 49 15 การหยดุ กรณเี มอื่ นักมวยกอดปลา้ กนั กลางเวที............................................................. 50 16 การหยดุ กรณีนักมวยเกาะเชือก..................................................................................... 50 17 การหยดุ และเตือนกรณเี กาะเชือกถูกตเี ข่า.................................................................... 51 18 การปอ้ งกันการซา้ เตมิ ................................................................................................... 51 19 การลอ็ คและทุ่มด้วยไหล่............................................................................................... 55 20 การลอ็ คเอวแล้วทมุ่ ด้วยสะโพก..................................................................................... 55 21 การล็อคแขนกวาดขาทุ่มดว้ ยไหล่.................................................................................. 55 22 การกม้ ตวั กวาดทมุ่ ......................................................................................................... 56 23 การก้มตัวงัดขาใน.......................................................................................................... 56 24 การเหวย่ี งตวั ทง้ิ ให้ล้ม.................................................................................................... 56 25 การพงุ่ ชนรวบตน้ ขาแล้วทุม่ ........................................................................................... 57
(ฎ) สารบญั ภาพประกอบ (ตอ่ ) ภาพประกอบที่ หน้า 26 การยกหงายแลว้ ท่มุ ...................................................................................................... 57 27 การอุ้มทุ่ม……………………………………………………………………………………………………..… 57 28 การล็อคคอ การลอ็ คสะพายแลง่ และการลอ็ คแขน……………………………………………… 58 29 การล็อคค่อมลาตวั ดา้ นศีรษะ และการล็อคคอ่ มคอด้านหลังทง้ั คู่……………………….…… 58 30 การล็อคข้อศอกค่อมหลัง และการล็อคเอวดดั หลัง…………………………………………..…… 58 31 การเกี่ยวขาด้านใน……………………………………………………………………………………..…….. 59 32 การเก่ยี วขาด้านนอก………………………………………………………………………………….…….. 59 33 การจบั ขาแล้วเกย่ี วจับขาแลว้ ปัด……………………………………………………….…………..…… 59 34 การปัดขาล่างขณะค่ตู ่อสู้ตเี ข่า....................................................................................... 60
1 บทที่1 บทนำ ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของปัญหำ มวยไทยมีร่องรอยพัฒนาการมาต้ังแต่สมัยสุวรรณภูมิ เร่ิมชัดเจนข้ึนในสมัยทราวดี รุ่งเรืองใน สมัยสโุ ขทัย อยธุ ยา ธนบรุ ี และรัตนโกสนิ ทร์ เป็นศิลปะการต่อสู้ท่ีมีกลวิธีในการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ มือ เท้า เข่า ศอก อย่างละ 2 ศีรษะอีก 1 รวมเรียกว่า “นวอาวุธ” เป็นการผสมกลมกลืนท้ังในการ ต่อสู้และปอ้ งกนั ตวั เชงิ กีฬามวยไทยมีความสาคัญตอ่ บคุ คล ชุมชน สังคมและประเทศชาติ มีส่วนสาคัญยิ่ง ในการดารงเอกราชของชาติไทยต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (การกีฬาแห่งประเทศไทย, 2551, 22) ซึ่งสอดคล้อง กับ รุจ แสงอุดม (2560, 1) กลา่ วว่า มวยไทยเปน็ ศิลปะการต่อสู้ประจาชาติเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ และเป็นศิลปะการต่อสู้ในระยะประชิดตัวท่ีใช้ในศึกสงครามของทหารไทยเพ่ือปกป้องประเทศและราช บลั ลังก์ คาวา่ “มวยไทย” มที ี่มาจากการราหมัดรามวยเป็นช่อื เรยี กการฝึกสมาธิ เพื่อเคลอ่ื นไหวในการสรา้ ง สุขภาพของชนเผ่าไท มวยไทยมีความสาคัญต่อประชาชนชาวไทยทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติในการช่วยทาให้เป็นผู้มีความสมบูรณ์ทางกายและจิตใจ สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้เป็น อยา่ งดี นอกจากน้ันมวยไทยยงั เป็นกจิ กรรมทางสงั คมในงานเทศกาลประเพณมี วยไทยจึงเปน็ สอื่ สัมพันธ์ของ คนในชุมชน กีฬามวยไทยเป็นกีฬาเอกลักษณ์ของชาติที่การกีฬาแห่งประเทศไทย มีเป้าหมายจะพัฒนาให้ เป็นกฬี าอาชพี ที่มีความเจริญเข้มแข็งตามมาตรฐานองค์ประกอบของกีฬาอาชีพ คอื เป็นกฬี ายอดนิยมใน ประเทศ เป็นกีฬาที่มีนักกีฬาและบุคลากรที่มีความสามารถสูง เป็นกีฬาที่องค์กรจัดการแข่งขันมี มาตรฐานการบริการ เป็นกฬี าท่ีการบรหิ ารจดั การแข่งขันมมี าตรฐานและเป็นกีฬาทน่ี ักกีฬาและบุคลากร กีฬาสามารถยึดเป็นอาชีพได้อย่างมั่นคง ซ่ึงในปัจจุบันกีฬามวยไทยนอกจากเป็นแหล่งสร้างงานสร้าง รายได้แก่นักมวยและบุคลากรมวยแล้วยังเป็นศิลปะประจาชาติไทย และได้รับความนิยมไม่เฉพาะใน ประเทศเท่าน้ัน ยังเป็นท่ีนิยมและได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ แม้ว่ากีฬามวยไทยจะได้รับความ นิยมทั้งในและต่างประเทศ แต่สภาพความเป็นจริงแล้วกลับพบว่า กีฬามวยไทยกาลังเผชิญปัญหาท่ีต้อง ได้รับการแก้ไขและบริหารจัดการให้เป็นระบบอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการสร้างมาตรฐานขององค์กร มวยไทยท่ีจะต้องได้รับการพัฒนาให้มีการดาเนินการอย่างเป็นมืออาชีพเป็นระบบและได้มาตรฐานอย่าง แท้จรงิ (การกีฬาแห่งประเทศไทย, 2553, 3) นักมวยไทยอาชีพ ที่ข้ึนชกทั้งในเวทีภูธรและเวทีมาตรฐาน จนมีฝีมือดีและได้รับค่าตอบแทน ทาให้นักมวยเกิดข้ึนมากมายในประเทศไทย เข้าแข่งขันจนมีชื่อเสียงและมีค่าตัวท่ีสูงตามฝีมือ ซึ่ง สอดคล้องกบั (จรสั เดช อลุ ิต, 2548, 3) กลา่ ววา่ การชกมวยไทยอาชีพ นักมวยคนใดมีฝมี ือและชกไม่เคยแพ้
2 จะได้รับค่าตอบแทนในการชกครั้งหนึ่งเป็นจานวนเงิน หนึ่งแสนบาทถึงสามแสนบาท ทาให้มีนักมวย เกิดขน้ึ เปน็ จานวนมาก ซึง่ พบวา่ ในปี 2558-2562 มีนักมวยที่ขึ้นทะเบียนเป็นนักมวยไทยอาชีพ แบ่งตาม สว่ นกลางและสว่ นภูมภิ าคมจี านวน 3,663 คน (สานกั งานคณะกรรมการกีฬามวย, 2564) การเป็นนักกีฬามวยไทยอาชีพนอกจาก ได้รับประโยชน์และเงินรางวัลจากการแข่งขันแล้ว ยังมีเป้าหมายของตนเองเพื่อไปสู่ความต้องการความสาเร็จในชีวิต เช่น อาชีพ ความม่ันคงในชีวิต การเป็น อยู่ในสังคมและส่ิงแวดล้อม เป้าหมายน้ันจะเป็นแรงจูงใจให้เราพบความสาเร็จ โดยเป็นสิ่งพลักดันจน ไปสเู่ ป้าหมายการเปลี่ยนแปลง จากความสามารถของตนที่มีอยู่ เช่น ฝึกฝนมวยไทยเพ่ือแข่งขันในการหา เงินเพียงอย่างเดียว ก็เปลี่ยนแปลงเป้าหมายมาเป็นครูมวย เทรนเนอร์ ผู้จัดการแข่งขัน และผู้ตัดสินได้ (สนอง คณู ม,ี 2549, 2) เนอ่ื งด้วยการจัดการแข่งขันชกมวยไทยอาชีพนั้น มีการจัดแพร่หลายทั้งในกรุงเทพ มหานคร และต่างจังหวัด สาหรับในกรุงเทพมหานครสนามมวยเวทีราชดาเนินและสนามมวยเวทีลุมพินี ถือว่าเป็นสนามมวยมาตรฐาน ได้จัดให้มีการแข่งขันชกมวยไทยทุกวัน และประจาสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ ทุกภาคของประเทศไทย (เสน่ห์ นวลจันทึก, 2558, 4) นักกีฬามวยไทยอาชีพที่แข่งขันเป็นการใช้ร่างกาย ในการตอ่ สมู้ กี ารปะทะและมีการบาดเจ็บอยู่เสมอ ทาให้นักกีฬามวยไทยอาชีพท่ีชกเป็นเวลานานหลายปี อาจมีผล กระทบต่อรา่ งกายและทาให้นักกีฬามวยไทยอาชีพไม่สามาถชกต่อไปได้ ฉะน้ันนักกีฬามวยไทย อาชีพสามารถหาเงินได้ช่วงหน่ึงเท่าน้ัน ทาให้นักกีฬามวยไทยอาชีพต้องมีอาชีพหลังจากเลิกชกไปแล้ว ซ่ึงเป็นสิ่งสาคัญอย่างมากในการประกอบอาชพี และสรา้ งรายไดด้ แู ลตนเองและครอบครัวตอ่ ไป ดงั ท่ี ภัชชาวดี ครุฑธา (2559, 12) กล่าวว่า อาชีพเสริมเป็นอาชีพ ท่ีสามารถสร้างรายได้เพ่ิมในการดารงชีวิต และเป็นแหล่ง รายไดเ้ สริม เพ่มิ เติมจากงานหลัก และไมก่ ระทบกบั งานประจา เปน็ งานที่มคี วามรคู้ วามสามารถและถนัดทา ใหเ้ ราสามารถมอี าชพี เสริมได้ อาชพี ผตู้ ัดสินกฬี ามวยไทยอาชีพถือเป็นอาชพี เสรมิ อกี อาชพี หนงึ่ การจดั การแข่งขันกีฬามวยไทยผู้ตัดสินเป็นส่ิงท่ีสาคัญในการดาเนินการแข่งขัน ถ้าขาดผู้ตัดสิน กีฬามวยไทยอาชีพในด้านปริมาณและมีคุณภาพ จะทาให้การแข่งขันมีประสิทธิภาพเป็นไปได้ยากขึ้น และพบว่าเวทีมวยต่างจังหวัดมักมีผู้ตัดสินที่ขาดประสบการณ์ ขาดการประเมินการปฏิบัติงานท่ีเป็นที่ ยอมรับและเชอ่ื มัน่ จากผู้ชม การควบคมุ คณุ สมบัติและการทาหนา้ ที่ ที่ได้มาตรฐานของผู้ตัดสินกฬี ามวยไทย อาชพี ยงั ไมม่ คี วามชดั เจน (การกฬี าแห่งประเทศไทย, 2550, 3) ซึ่งสอดคล้องกับ (สานักงานคณะกรรมการ กฬี ามวย, 2563ง, 1) กล่าวถึงปัญหาของผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพในปัจจุบันแม้จะมีระเบียบและกติกา ว่าด้วยการแข่งขันกีฬามวย พ.ศ. 2545 และฉบับแก้ไขปรับปรุงครั้งท่ี 2 พ.ศ. 2556 เนื่องด้วยผู้ตัดสิน กีฬามวยไทยอาชีพต้ังแต่เร่ิมมีการข้ึนทะเบียนบุคคล มีผู้ตัดสินท่ีข้ึนทะเบียนจนถึงปี พ.ศ. 2562 ท้ังหมด มจี านวน 2,043 คน (สานักงานคณะกรรมการกีฬามวย, 2564) และในแต่ละปีจะมีผู้เข้าอบรมรุ่นละไม่เกิน 60 คน ซ่ึงมีจานวนมากแต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะการแข่งขันมวยไทยในปัจจุบันยังขาด แคลนผตู้ ดั สนิ เป็นจานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเวทมี าตรฐานหรือเวทีชั่วคราว
3 นักกีฬามวยไทยอาชีพในปัจจุบันหลังมีเกิดขึ้นมากมายเป็นจานวนมาก และเม่ือชกมวยไปจน อายุช่วงหนึ่งไม่สามารถชกมวยต่อไปได้ ทาให้ในปัจจุบันมีนักกีฬามวยไทยอาชีพท่ีศึกษาต่อในระดับ ปริญญาตรีมากย่ิงขึ้น เช่น มหาวิทลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต และมหาวิทยาลัย กรุงเทพธนบุรี อีกทั้งนักกีฬามวยไทยอาชีพยังมีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ด้านการแข่งขัน กีฬามวยไทย รู้ระเบียบกติกาการแข่งขันบนเวที ซึ่งตรงตามหลักสูตรผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพ ท่ีจะ พัฒนาผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงอยากศึกษาแรงจูงใจของนักกีฬามวย ไทยอาชีพว่าแรงจูงใจด้านใดท่ีส่งผลให้เป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพ เพื่อพัฒนาต่อยอดนักกีฬามวยไทย อาชีพต่อไป ดงั นั้น ผ้วู ิจัยจงึ วิจยั เพ่อื คน้ หาวา่ มปี ัจจัยใดทสี่ ง่ ผลตอ่ การตดั สนิ ใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชพี วัตถปุ ระสงค์ของกำรวจิ ยั การศึกษาในคร้งั น้มี วี ัตถปุ ระสงคด์ งั น้ี 1. เพื่อศึกษาปัจจัยในการเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทยอาชีพใน กรุงเทพมหานคร 2. เพ่ือศึกษาการตัดสินใจในการเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทยอาชีพใน กรงุ เทพมหานคร 3. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทย อาชพี ในกรงุ เทพมหานคร สมมตฐิ ำนกำรวจิ ยั การศึกษาในคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้ต้ังสมมติฐานเก่ียวกับปัจจัยทุกตัวแปรส่งผลต่อการตัดสินใจเป็น ผู้ตดั สินกฬี ามวยไทยอาชีพ อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ 0.05 ขอบเขตของกำรวิจยั 1. ประชำกรที่ใช้ในกำรวิจัย คือ นักกฬี ามวยไทยอาชีพจากท้ังหมด 25 ค่าย ในกรุงเทพมหานครที่ข้ึนทะเบียนบุคคลตาม พระราชบญั ญัตกิ ีฬามวย พ.ศ. 2542 และมีนักมวยเขา้ แข่งขันในเวทีมาตรฐาน จานวน 519 คน (สานักงาน คณะกรรมการกฬี ามวย, 2564) 2. กล่มุ ตัวอยำ่ งท่ใี ช้ในกำรวิจยั กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ นักกีฬามวยไทยอาชีพจากท้ังหมด 25 ค่ายใน กรุงเทพมหานคร ทข่ี น้ึ ทะเบยี นบุคคลตามพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. 2542 และมีนักมวยเข้าแข่งขันใน
4 เวทีมาตรฐาน จานวน 519 คน ผู้วิจัยหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการหาขนาดกลุ่มตัวอย่างของ ย่ามาเน่ (Yamane, 1967) การได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการแบบช้ันภูมิ ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จานวน 227 คน 3. ตัวแปรท่ใี ช้ในกำรศกึ ษำ ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของ นกั กฬี ามวยไทยอาชพี ในกรุงเทพมหานคร ผวู้ ิจยั ได้ศกึ ษา เอกสาร ตารา ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องโดย นามาประยกุ ตใ์ ช้ในการสรา้ งกรอบแนวคดิ ของตนเอง ประกอบด้วยตวั แปรอสิ ระและตัวแปรตาม ดังน้ี 3.1 ตัวแปรอิสระ คือ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักกีฬามวยไทยอาชีพ ประกอบด้วย 8 ตวั แปร ดังนี้ 3.1.1 ดา้ นความคิดเห็นสว่ นตัว 3.1.2 ดา้ นความสนใจ และความถนดั 3.1.3 ด้านครอบครวั และบุคคลที่เก่ียวข้อง 3.1.4 ด้านความกา้ วหนา้ ในอนาคต 3.1.5 ดา้ นเกยี รติยศช่ือเสียง 3.1.6 ดา้ นสังคม 3.1.7 ด้านส่ิงแวดล้อม 3.1.8 ด้านเศรษฐกิจและผลประโยชน์ 3.2 ตัวแปรตำม คือ การตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทย อาชพี ในกรุงเทพมหานคร นยิ ำมศพั ทเ์ ฉพำะ การศกึ ษาในครง้ั นผี้ วู้ จิ ัยได้นยิ ามศัพท์เฉพาะทใี่ ช้ในการศึกษา ดังนี้ 1. ปัจจัย หมายถงึ ปัจจยั ทีเ่ ป็นแรงกระตุ้นให้นักกีฬามวยไทยอาชีพมีความตอบสนองและความ ตอ้ งการท่ีจะสง่ ผลให้ไปเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพ ซ่ึงได้แก่ ด้านความคิดเห็นส่วนตัว ความสนใจและ ความถนัด ด้านครอบครัวและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ด้านความก้าวหน้าในอนาคต ด้านเกียรติยศช่ือเสียง ด้านสงั คม ดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม ดา้ นเศรษฐกจิ และผลประโยชน์ โดยมรี ายละเอียดดังนี้ ด้านความคิดเห็นส่วนตัว หมายถึง ความคิดอยู่ภายในจิตใจของนักกีฬามวยไทยอาชีพใน การพัฒนาตนเองในเร่ืองของระเบียบ กติกา ความเชื่อม่ันในตนเองและบุคลิกภาพ ท่ีจะได้รับจากการ เปน็ ผตู้ ัดสินกฬี ามวยไทยอาชีพ ดา้ นความสนใจและความถนัด หมายถึง แนวคิดและแนวปฏิบัติของนักกีฬามวยไทยอาชีพ ที่เกิดความสนใจ และเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ความชานาญในความต้องการพัฒนาตนเองให้เกิด ความรแู้ ละทกั ษะมากยิ่งข้ึน
5 ด้านครอบครัวและบุคคลท่ีเก่ียวข้อง หมายถึง บุคคลท่ีมีผลต่อด้านจิตใขและความคิด ใหค้ าปรึกษาแนะนาในทางทด่ี ีจนประสบความสาเร็จ ได้แก่ พ่อ แม่ ครู อาจารย์ พี่น้อง ร่วมท้ังบุคคล ทเี่ ปน็ ต้นแบบ ด้านความก้าวหน้าในอนาคต หมายถึง โอกาสของนักกีฬามวยไทยอาชีพท่ีมีความต้องการ ที่จะเจรญิ กา้ วหนา้ ในด้านการศึกษา การพัฒนาตนเอง และการทางานทีด่ สี ู่ความสาเร็จในอาชพี ด้านเกียรติยศชื่อเสียง หมายถึง การที่ได้รับการยกย่องและถูกยอมรับจากบุคคลวงการ กฬี ามวยไทย เพื่อนรว่ มงาน ชมุ ชน และสังคม ด้านสังคม หมายถึง การสร้างเครือข่ายในการทางาน เป็นที่รู้จักของบุคคลและสังคม ร่วม ทั้งเป็นแบบอย่างท่ีดีในวงการกีฬามวย ด้านสภาพแวดล้อม หมายถึง สถานท่ี อุปกรณ์ บรรยากาศและส่ิงท่ีอานวยความสะดวกมี ความปลอดภัย ตลอดจนมที มี งานท่ีพร้อมในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทีผ่ ูต้ ัดสนิ ด้านเศรษฐกิจและผลประโยชน์ หมายถึง เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ นอกเหนือจากงาน ประจาที่ทาได้ 2. กำรตัดสินใจ หมายถึง การตัดสินใจของนักกีฬามวยไทยอาชีพในการตัดสินใจเลือกที่จะเป็น ผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพ ด้วยวิธีกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุและผล ในการเลือกปฏิบัติและ การตัดสนิ ใจให้ถกู ต้องและเหมาะสม เพ่ือให้บรรลเุ ป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ 3. ผ้ตู ัดสินกฬี ำมวยไทยอำชีพ หมายถึง ผู้ห้ามบนเวทีในการแข่งขันกีฬามวยไทยอาชีพ ปฏิบัติ หน้าท่ีผู้ช้ีขาด ผู้ให้คะแนน และประธานผู้ตัดสินม โดยผ่านการอบรมและจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติ กฬี ามวย พ.ศ. 2542 จากสานักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกฬี าแหง่ ประเทศไทย และมคี ่าตอบแทน 4. นักกฬี ำมวยไทยอำชีพ หมายถึง นักกฬี ามวยไทยอาชีพ ท่ีข้ึนทะเบียนบุคคลตั้งแต่อายุ 15 ปี บริบูรณข์ ึ้นไป เปน็ นักมวยในค่ายมวยไทยในกรุงเทพมหานคร และเข้าแข่งขันในเวทีมาตราฐาน ได้แก่ เวที มวยลมุ พินี เวทีมวยราชดาเนิน เวทมี วยชอ่ ง 7 สี เวทมี วยสยามอ้อมนอ้ ย และเวทีมวยรังสติ 5. ค่ำยมวย หมายถึง สถานที่ฝึกซ้อมหรือค่ายมวยท่ีจดทะเบียนเป็นค่ายมวยไทยใน กรุงเทพมหานคร และมนี กั มวยไทยอาชีพเขา้ แข่งขนั ในเวทีมาตรฐาน นิยำมศัพท์ปฏบิ ัตกิ ำร 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อกำรตัดสินใจ หมายถึง ปัจจัยของนักกีฬามวยไทยอาชีพท่ีส่งผลให้ ตัดสินใจมาเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพได้ โดยใช้แบบสอบถามท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นซ่ึงประกอบไปด้วย 8 ตัวแปร ดังนี้ 1) ด้านความคิดเห็นส่วนตัว 2) ความสนใจและความถนัด 3) ด้านครอบครัวและบุคคลท่ี เก่ียวข้อง 4) ด้านความก้าวหน้าในอนาคต 5) ด้านเกียรติยศช่ือเสียง 6) ด้านสังคม 7) ด้านส่ิงแวดล้อม 8) ด้านเศรษฐกิจและผลประโยชน์ ซ่ึงคาถามส่วนนี้มีลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมิน
6 ค่า (rating scale) ซึ่งกาหนดค่าน้าหนักของการประเมิน 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (five-point Likert scales) คือ 5 มากทีส่ ุด 4 มาก 3 ปานกลาง 2 น้อย 1 น้อยท่ีสุด (ศิริวรรณ เสรีรัตน์, 2549, 129) และมี เกณฑ์การแปลความหมายเพื่อจัดระดับคะแนนเฉลยี่ (ศริ วิ รรณ เสรรี ตั น์, 2549, 129) ดงั น้ี 4.21-5.00 มากทส่ี ุด 3.41-4.20 มาก 2.61-3.40 ปานกลาง 1.81-2.60 นอ้ ย 1.00-1.80 น้อยท่สี ดุ 2. ด้ำนควำมคิดเห็นส่วนตัว หมายถึง ปัจจัยของนักกีฬามวยไทยอาชีพ ท่ีมีความต้องการที่ จะพัฒนาตนเอง ในด้านความรู้ ความสามารถ บุคลิกภาพความและความเช่ือมั่นในตนเอง โดยพิจารณา จากปจั จยั จูงใจด้านความคิดเห็นส่วนตัว ซ่ึงเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ 5 มากท่ีสุด 4 มาก 3 ปานกลาง 2 น้อย 1 น้อยทีส่ ดุ มขี ้อคาถาม 4 ข้อดังนี้ 2.1 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพจะทาให้ท่านมีความรู้เก่ียวกับ ระเบียบและกติกา มาตรฐานสาหรับการแข่งขันกีฬามวย 2.2 การเป็นผ้ตู ดั สินกีฬามวยไทยอาชีพจะทาให้ทา่ นมคี วามสามารถ ในการปฏิบัติหนา้ ทผ่ี ตู้ ดั สิน 2.3 การเป็นผตู้ ัดสนิ กีฬามวยไทยอาชพี จะทาใหท้ า่ นสามารถพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองได้ 2.4 การเป็นผู้ตัดสนิ กฬี ามวยไทยอาชพี จะทาให้ทา่ นสามารถพฒั นาความเช่อื มั่นของตนเองได้ 3. ด้ำนควำมสนใจ และควำมถนัด หมายถึง ปัจจัยของนักกีฬามวยไทยอาชีพที่แสดงออกถึง ความสนใจ ความชอบ และความถนัดในการเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพท่ีจะถ่ายทอด ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ มขี ้อคาถาม 4 ขอ้ ดังน้ี 3.1 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพทาให้ท่านนาความรู้ เกี่ยวกับ ระเบียบและกติกา มาตรฐานสาหรับการแข่งขันกีฬามวยถ่ายทอดให้แกผ่ ทู้ ส่ี นใจได้ 3.2 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพทาให้ท่านนาความ สามารถด้านทักษะและเทคนิค การปฏิบัตินาไปถ่ายทอดแกผ่ สู้ นใจได้ 3.3 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพทาให้ท่านนาประสบการณ์ด้านการตัดสินมา ถา่ ยทอดให้ผทู้ ่ีสนใจได้ 3.4 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพทาให้ท่านนาความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ จัดการอบรมใหแ้ กผ่ ู้ตัดสนิ กีฬามวยไทยอาชีพต่อไปได้ 4. ดำ้ นครอบครัวและบุคคลที่เกี่ยวข้อง หมายถึง ปัจจัยท่ีได้รับการสนับสนุนจาก ครอบครัว เพอ่ื น รุ่นพี่ ครู อาจารย์ รวมทั้งบุคคลในวงการกีฬามวยไทย มีขอ้ คาถาม 4 ขอ้ ดงั น้ี 4.1 การเป็นผู้ตดั สินกฬี ามวยไทยอาชีพเพราะครอบครวั ให้การสนับสนนุ
7 4.2 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพ เพราะเพ่อื น รุน่ พ่นี ักกฬี ามวยไทยชกั ชวน และบคุ คล ในวงการกฬี ามวยให้การสนับสนนุ 4.3 การเปน็ ผู้ตดั สนิ กฬี ามวยไทยอาชีพ เพราะครู อาจารย์ ให้การสนับสนนุ 4.4 การเป็นผตู้ ดั สินกีฬามวยไทยอาชีพ เพราะมีแบบอยา่ งผตู้ ัดสินท่ีดใี นดวงใจ 5. ด้ำนควำมก้ำวหน้ำในอนำคต หมายถึง ปัจจัยจูงใจของนักกีฬามวยไทยอาชีพ ท่ีสามารถ สร้างโอกาสความก้าวหน้าในการศึกษาต่อ โอกาสปฏิบัติหน้าท่ีในเวทีมาตรฐาน โอกาสเลื่อนบทบาท หน้าทท่ี สี่ งู ขึน้ และมโี อกาสเขา้ ทางานในหนว่ ยงานอ่ืน ๆ มขี อ้ คาถาม 4 ขอ้ ดังนี้ 5.1 การเป็นผตู้ ดั สนิ กฬี ามวยไทยอาชีพ ทาใหท้ ่านมีโอกาสไดศ้ ึกษาต่อในระดบั ที่สูงขึ้น 5.2 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพ ทาให้ท่านมีโอกาสได้เดินทางไปตัดสินกีฬามวยทั้ง ในและตา่ งประเทศ 5.3 การเปน็ ผตู้ ดั สินกีฬามวยไทยอาชีพ ทาให้ท่านมโี อกาสเลื่อนบทบาทหน้าทส่ี ูงขึ้น 5.4 การเปน็ ผ้ตู ดั สินกฬี ามวยไทยอาชีพ ทาให้ทา่ นมโี อกาสเข้าทางานในหนว่ ยงานอืน่ ๆ 6. ด้ำนเกียรติยศช่ือเสียง หมายถึง ปัจจัยจูงใจของนักกีฬามวยไทยอาชีพ ท่ีต้องการสร้าง คุณค่าให้กับตนเอง โดยได้รับการยกย่อง เป็นที่ยอมรับ มีช่ือเสียง และเป็นแบบอย่างท่ีดีของวงการ กีฬามวยไทย มีขอ้ คาถาม 4 ขอ้ ดงั นี้ 6.1 การเปน็ ผตู้ ัดสินกฬี ามวยไทยอาชีพทาให้ทา่ นไดร้ บั การยกย่องจากบคุ คลในวงการกีฬามวย 6.2 การเป็นผ้ตู ดั สนิ กฬี ามวยไทยอาชีพทาให้ท่านได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน ชุมชน และสังคม 6.3 การเป็นผตู้ ดั สินกีฬามวยไทยอาชีพทาใหท้ า่ นมเี กียรติยศชื่อเสียงแกต่ นเองและวงศ์ตระกลู 6.4 การเปน็ ผ้ตู ัดสนิ กีฬามวยไทยอาชีพทาให้ท่านได้รับรางวัลและเป็นแบบอย่างท่ีดีของ วงการกฬี ามวยไทย 7. ด้ำนสงั คม หมายถงึ แรงจูงใจของนกั กีฬามวยไทยอาชีพ ที่สามารถสร้างเครือข่ายในการ ทางาน มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมและบุคคลในวงการกีฬามวย และแสดงความสามารถเป็นที่รู้จักของสื่อ โซเชียล โทรทัศน์ มขี อ้ คาถาม 4 ข้อดงั นี้ 7.1 การเป็นผ้ตู ัดสินกีฬามวยไทยอาชีพทาให้ทา่ นสามารถสร้างเครือขา่ ยในการทางาน 7.2 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพทาให้ท่านมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมและบุคคลในวงการ กฬี ามวย 7.3 การเป็นผตู้ ดั สินกีฬามวยไทยอาชพี ทาใหท้ า่ นไดแ้ สดงความสามารถเป็นผู้ตัดสินและ เป็นท่รี จู้ ักของสอื่ โซเชยี ล โทรทศั น์ 7.4 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพทาให้ท่านแสดงความสามารถเป็นแบบอย่างที่ดี ตอ่ สงั คม และบุคคลในวงการกีฬามวย
8 8. ด้ำนสภำพแวดล้อม หมายถึง ปัจจัยของนักกีฬามวยไทยอาชีพ ท่ีมีต่อสภาพแวดล้อม สถานท่ี อุปกรณ์ บรรยากาศและสิ่งที่อานวยความสะดวกมีความปลอดภัย ตลอดจนมีทีมงานท่ีพร้อม ในการปฏบิ ตั หิ น้าทีผ่ ู้ตัดสนิ มขี อ้ คาถาม 4 ข้อดังนี้ 8.1 การเป็นผูต้ ดั สนิ กฬี ามวยไทยอาชีพเพราะสนามมวยและอุปกรณม์ ีความพร้อมในการตดั สนิ 8.2 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะสนามมวยมีการบริหารจัดการความ ปลอดภัยในการจัดการแข่งขัน 8.3 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะมีบรรยากาศและส่ิงอานวยความสะดวกท่ีใน การตดั สนิ 8.4 การเปน็ ผตู้ ดั สินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะมีทีมงานพร้อมในการปฏิบัตหิ น้าท่ีการเป็นผูต้ ัดสิน 9. ด้ำนเศรษฐกิจและผลประโยชน์ หมายถึง แรงจูงใจของนักกีฬามวยไทยอาชีพ ที่ส่งผลให้มี อาชพี รายได้ และสถานะความเปน็ อยู่ทดี่ ี รวมท้ังได้รบั ผลประโยชน์จากการตดั สิน มขี อ้ คาถาม 4 ข้อดงั น้ี 9.1 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพทาให้ท่านมีรายได้และความเป็นอยู่ของ ครอบครัวท่ีดีขึ้น 9.2 การเปน็ ผู้ตดั สินกีฬามวยไทยอาชพี ทาใหท้ ่านสามารถปฏบิ ัติควบคู่กบั งานประจาได้ 9.3 การเปน็ ผตู้ ดั สินกฬี ามวยไทยอาชีพทาใหท้ า่ นไดเ้ ดินทางทอ่ งเท่ียวพร้อมกบั การตัดสินได้ 9.4 การเปน็ ผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชพี ทาใหท้ า่ นไดร้ บั ผลประโยชนใ์ นการตดั สิน 10. กำรตัดสินใจ หมายถึง ปัจจัยที่เป็นเหตุประกอบการตัดสินใจของนักกีฬามวยไทย อาชีพในกรุงเทพมหานครโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยมีเกณฑ์ในการกาหนดค่าน้าหนัก ของการประเมิน 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (five-point Likert scales) คือ 5 มากที่สุด 4 มาก 3 ปาน กลาง 2 น้อย 1 น้อยท่สี ดุ (ศริ ิวรรณ เสรรี ัตน์, 2549, 129) ดังนี้ 4.21-5.00 มากท่ีสดุ 3.41-4.20 มาก 2.61-3.40 ปานกลาง 1.81-2.60 นอ้ ย 1.00-1.80 น้อยทส่ี ุด โดยมขี อ้ คาถาม 16 ขอ้ ดงั น้ี 10.1 ตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะทาให้มีความรู้ ความสามารถ และ ทกั ษะการปฏบิ ตั หิ นา้ ทีผ่ ู้ตัดสิน 10.2 ตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะทาให้สามารถพัฒนาบุคลิกภาพและ ความเชอื่ ม่ันของตนเองได้
9 10.3 ตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะทาให้ตนเองสามารถถ่ายทอดความรู้ และทกั ษะแก่ผู้อน่ื ได้ 10.4 ตัดสนิ ใจเป็นผู้ตัดสนิ กีฬามวยไทยอาชีพเพราะสามารถถา่ ยทอดประสบการณ์ให้แกผ่ ู้อน่ื ได้ 10.5 ตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะ ครอบครัว เพ่ือน รุ่นพ่ี ครู อาจารย์ และบุคลากรกีฬามวยให้การสนับสนุน 10.6 ตดั สินใจเปน็ ผู้ตัดสินกฬี ามวยไทยอาชพี เพราะมีแบบอย่างผ้ตู ัดสินทด่ี ี 10.7 ตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะมีโอกาสศึกษาต่อและเข้าทางานใน หนว่ นงานอน่ื ๆ 10.8 ตัดสนิ ใจเปน็ ผตู้ ัดสินกฬี ามวยไทยอาชพี เพราะมโี อกาสได้ไปตัดสนิ ในเวทมี าตรฐาน 10.9 ตัดสินใจเปน็ ผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพทาให้ได้รับการยกย่องและการยอมรับนับถือ จากเพอ่ื นรว่ มงาน ชมุ ชน และสงั คม 10.10 ตัดสินใจเป็นผู้ตดั สนิ กฬี ามวยไทยอาชีพทาให้ได้รบั รางวลั เกยี รติยศ ชื่อเสยี ง ในการตดั สนิ 10.11 ตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะทาให้มีเครือข่ายในการทางานและมี ปฏิสัมพนั ธ์กับสงั คมและบคุ คลในวงการกีฬามวย 10.12 ตดั สินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะเป็นแบบอย่างท่ีดีต่อสังคม และบุคคล ในวงการกีฬามวย 10.13 ตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะสถานท่ีอุปกรณ์ เวทีมวยมีความ พรอ้ มและปลอดภัยในการปฏบิ ตั ิหน้าทีผ่ ้ตู ัดสิน 10.14 ตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพเพราะมีทีมงานพร้อมในการปฏิบัติหน้าท่ี และบรรยากาศในการตัดสนิ ที่ดี 10.15 การเปน็ ผูต้ ัดสนิ กฬี ามวยไทยอาชีพ สามารถสร้างรายได้และเล้ียงดูครอบครัว ส่งผล ให้มีความเป็นอยดู่ ีขน้ึ 10.16 การเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพ ทาให้ท่านได้รับโอกาสเดินทางไปท่องเท่ียวทั้ง ในและต่างประเทศ ประโยชน์ทค่ี ำดวำ่ จะได้รบั ผลจากการศึกษามีประโยชนต์ ่อฝ่ายทเี่ กยี่ วขอ้ ง ดังเช่น 1. สานักงานคณะกรรมการกีฬามวยสามารถนาผลวิจัยที่ได้ไปพัฒนานักมวยไทยอาชีพในการ กาหนดนโยบายและคณุ สมบัติเพอ่ื สรา้ งบคุ คลากรด้านผตู้ ัดสนิ กีฬมวยไทยอาชพี ได้ 2. หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องหรือผู้ท่ีสนใจสามารถนาผลวิจัยไปเป็นแนวทางในการกาหนด นโยบายหรอื พัฒนาใหก้ บั นักกฬี ามวยไทยอาชีพ และผู้ตดั สนิ กฬี ามวยไทยอาชีพตอ่ ไปได้
10 กรอบแนวคิดในกำรวจิ ัย กรอบแนวคดิ ในการวิจัยปจั จัยทีส่ ่งผลต่อการตัดสนิ ใจเป็นผตู้ ัดสินกฬี ามวยไทยอาชีพของนักกีฬา มวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานครครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ศึกษาจากแนวคิด ทฤษฎี ด้านแรงจูงใจ การตัดสินใจ และ นามาประยุกตใ์ ช้ในการสร้างกรอบแนวคดิ การวจิ ยั ดงั ภาพประกอบตอ่ ไปน้ี ตวั แปรอสิ ระ ตวั แปรตำม ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการตัดสินใจของนักกีฬามวยไทย การตัดสินใจเป็นผู้ตัดสนิ กีฬามวยไทย อาชพี อาชพี ของนักกีฬามวยไทยอาชพี ใน 1. ดา้ นความคิดเหน็ สว่ นตัว 2. ดา้ นความสนใจ และความถนัด กรงุ เทพมหานคร 3. ด้านครอบครัวและบุคคลที่เกี่ยวข้อง 4. ด้านความก้าวหน้าในอนาคต 5. ด้านเกียรตยิ ศช่ือเสียง 6. ดา้ นสงั คม 7. ดา้ นสงิ่ แวดล้อม 8. ดา้ นเศรษฐกจิ และผลประโยชน์ ภาพประกอบท่ี 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย ท่มี า : ภาพโดยผวู้ ิจัย (2564)
11 บทท่ี 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เก่ยี วข้อง การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทย อาชีพในกรุงเทพมหานครในคร้ังนี้ ผู้วจิ ยั ได้ศึกษาเอกสาร ทฤษฎีและงานวิจัยท่เี กยี่ วข้อง ดงั ตอ่ ไปน้ี เอกสารทเ่ี กีย่ วข้องกบั หลกั การ แนวคิด และทฤษฎี 1. การสร้างแรงจูงใจ 2. ทฤษฎีเกย่ี วกบั ปัจจัยของความตอ้ งการ 3. ประเภทของปจั จยั จงู ใจ 4. แนวคิดเก่ยี วกับการตัดสินใจ 4.1 ทฤษฎีการตัดสนิ ใจ 4.2 กระบวนการตัดสนิ ใจ 5. แนวคดิ ดา้ นผูต้ ดั สนิ กีฬามวยไทยอาชพี 5.1 พระราชบัญญตั ิกฬี ามวย พ.ศ. 2542 5.2 คณุ ลกั ษณะของผู้ตัดสนิ 5.3 คณุ ลักษณะของผู้ตดั สนิ กีฬามวยไทยอาชีพ 5.4 หลกั การปฏิบัติหน้าทีข่ องผตู้ ดั สินกีฬามวยไทยอาชพี งำนวจิ ัยทเี่ กี่ยวขอ้ ง 1. งานวจิ ัยในประเทศ 2. งานวจิ ัยในต่างประเทศ เอกสำรท่ีเก่ียวขอ้ งกบั หลกั กำร แนวคิด และทฤษฎี 1. กำรสรำ้ งแรงจูงใจ ทมิ มิกา เครือเนตร (2558, 25-26) กลา่ วถึง การสรา้ งแรงจูงใจ 4 ประการ ได้แก่ 1) การตั้งเป้าหมาย (targeting) 2) การรบั รู้ (recognition) 3) การพัฒนา (development) 4) รางวัล (award) 1.1 การต้ังเป้าหมาย (targeting) คือ บทสรุปที่เกิดจากความพยายามที่ชัดเจนและวัดผลได้ที่ ต้องการจะได้รับ ภายในระยะเวลาท่ีกาหนดโดยมีกรอบ หรือขอบเขตทางด้านต้นทุน ซึ่งผลสรุป หมายถึง ผลลัพธ์ท่ีชัดเจน และจับต้องได้ในส่ิงท่ีต้องการจะได้รับโดยแลกกับความพยายาม ทั้งน้ีประเภท และ ขนาดของความพยายามก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่ต้องการเสมอ ดังน้ันต้องระบุความสัมพันธ์ ระหว่างต้นทุน และผลประโยชน์ท่ีจะได้รับอย่างชัดเจน ซ่ึงสามารถคานวณได้ด้วยการวางแผน และการ วิเคราะห์ขั้นตอนต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับการบรรลุเป้าหมาย ซ่ึงส่วนประกอบท่ีดีของเป้าหมายท่ีดีน้ันจะต้อง
12 ประกอบด้วย 1) ความสาเร็จที่ต้องการไดร้ บั 2) ผลลพั ธ์ท่สี ามารถวัดผลได้ 3) วัน เวลาท่ีชัดเจนในการ บรรลุเป้าหมาย 4) ตน้ ทนุ สงู สุด 1.2 การรับรู้ (recognition) หมายถึง การตคี วามสง่ิ ที่ได้เห็นได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส หรือได้สัมผัส วา่ สิ่งนน้ั คอื อะไร การรบั รเู้ ปน็ กระบวนการทเี่ กดิ ขึ้นภายในร่างกายของเราถือว่าเป็นพฤติกรรมภายในการ รับรู้ สิ่งต่าง ๆ เกิดจากการตีความของผู้รับรู้เป็นกระบวนการปรุงแต่งของผู้รับรู้แต่ละคนโดยกระบวนการ รบั รูม้ ี 2 ขัน้ ตอน ดังนี้ 1.2.1 การเลือกรับรู้คนเราไม่สามารถรับรู้ทุกอย่างได้ทั้งหมด ดังน้ันจะต้องมีการเลือกท่ี จะรับรู้เฉพาะท่ีตรงกับท่ีตรงกับความต้องการ ค่านิยม เจตคติและท่ีเป็นประโยชน์ต่อตน ซึ่งการรับรู้น้ี ข้ึนอยกู่ ับปัจจัยภายนอกของผู้รับรู้และปัจจัยภายในของผรู้ ับรู้ 1.2.2 การจัดระเบียบและประเภทของส่ิงเร้าคนเรามักจะเลือก และจัดประเภทของสิ่งเร้า และแยกลักษณะออกเป็นรปู รา่ ง สี ขนาด รูปแบบการจัดประเภทของส่ิงเรา้ มหี ลายรูปแบบ ไดแ้ ก่ 1) การรับรู้ภาพกับพ้ืน คือ ถ้าคนเรารับรู้ หรือถูกกาหนดให้รับรู้ในส่วนใดมาก เกินไปส่วนอื่นๆ ก็จะกลายเป็นพื้นหรือไม่มีความสาคัญไป ดังน้ันในหน่อยงานเหมือนกันจะต้องเน้นใน ภาระหนา้ ท่ที ีเ่ ป็นสิ่งท่ีสาคัญจริง ๆ เปน็ จุดเดน่ และกาหนดให้รับรู้ที่ทุกคนจะต้องทา และจะได้รับ ความ ดีความชอบจากผลงานทด่ี เี ดน่ จริง 2) การจัดกลุ่ม คอื การรบั รู้ในภาพรวมจะมีภาพย่อย ๆ อยู่รวมกนั เรยี กวา่ เกสตลั ท์ (gestalt) ซึ่งมีหลักการรวมภาพส่ิงเร้าย่อย ๆ เป็นภาพเกสตัลท์ที่มีหลายแบบ เช่น กลุ่มใกล้กัน กลุ่มคล้าย คลึงกัน กลุ่มความต่อเนื่องกันการปิดช่องว่างและการรับรู้ตามความคาดหวัง ซึ่งใช้ประสบการณ์เดิมเป็น ตวั กาหนดการรับรู้ และรับร้สู ิ่งเร้าตามเน้ือหา และสภาพแวดลอ้ มที่ต่างกัน 3) การตคี วามเปน็ ขน้ั ท่ีตอ้ งตีความส่งิ เร้าทเ่ี รารับรู้วา่ น้ัน คอื อะไร เชน่ การรบั รู้ตาม สภาพจริง เรียกว่าเป็นการรับรู้ตามภาวะวิสัย (objective phenomenal) และการรับรู้ตามอัตวิสัย (subjective phenomenal) 1.3 การพัฒนา (development) หมายถึง การพัฒนาด้านทักษะ ด้านคามรู้ ด้านเจตคติและ บุคลกิ ภาพ ความชานาญ และประสบการณ์เพ่ือช่วยให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสทิ ธผิ ล อย่รู ว่ มกันอย่างมคี วามสุขในองค์การ 1.4 รางวัล (award) คือ ผลที่ได้รับจากการทางานท่ีมีคุณค่าในเชิงบวกของแต่ละ บุคคลที่สามารถ ทางานได้ประสบผลสาเรจ็ และบรรลเุ ป้าหมายในการทางาน ซ่งึ สามารถแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท ได้แก่ 1.4.1 รางวัลภายนอก (extrinsic rewards) คือ ส่ิงท่ีมีคุณค่า และมีลักษณะพิเศษท่ีบุคคล ไดร้ ับจากภายนอกจากระบบรางวลั จากองคก์ ารจากบริหารจัดการ หัวหน้าหรือจากบุคคลอ่ืน ๆ เช่น โบนัส การเลือ่ นตาแหน่ง เวลาพักการมอบหมายงานพิเศษ เครื่องใช้สานักงาน รางวัลการยกย่อง เป็นต้น ซ่ึงสิ่ง เหล่านี้จะทาให้บุคคลเกิดแรงจูงใจในการทางาน และแรงจูงใจที่เกิดข้ึน เรียกว่า แรงจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) 1.4.2 รางวัลภายใน (intrinsic rewards) คือ ส่ิงท่ีตนเองสามารถรู้สึกรับรู้ และสามารถ บริหารจัดการตนเอง และเป็นธรรมชาติท่ีเกิดกับคนทางานได้รับจากงาน เช่น ความรู้สึกว่าตนเองมี
13 สมรรถนะมีการพัฒนาตน และควบคุมตนเองในการทางาน ซ่ึงตรงกันข้ามกับรางวัลภายนอก แรงจูงใจท่ี เกิดจากภายในเรยี กว่าแรงจงู ใจภายใน (intrinsic motivation) จากการศึกษา พอสรุปได้ว่า การสร้างแรงจูงใจของนักกีฬามวยไทยอาชีพมีองค์ประกอบหลัก ๆ 4 ประการ ได้แก่ การตั้งเป้าหมาย คือ ผลสาเร็จของความพยายามมีเป้าหมายชัดเจนและเกิดผลลัพธ์ การรับรู้ คอื พฤตกิ รรมที่เกิดขึ้นภายในร่างกายและจิตใจ เพ่ือรับรู้สิ่งต่าง ๆ สามารถตีความกระบวนการ รับรู้ได้ การพัฒนา คือ การพัฒนาของนักกีฬามวยไทยอาชีพในด้านความคิด ความรู้ ทักษะ บุคลิกภาพ ความชานาญและเกดิ ประสบการณ์ ทาให้สามารถปฏิบัติหนา้ ทไ่ี ด้อย่างมปี ระสิทธิภาพตามเป้าหมายที่ต้ังไว้ รางวัล คือ ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าท่ี เป็นสิ่งกระตุ้นในการทางานให้ได้ผลสาเร็จ และบรรลุ เป้าหมาย เช่น ค่าตอบแทน เกียรติยศช่ือเสียง และได้รับยกย่องนับถือ เป็นต้น ทาให้นักกีฬามวยไทย อาชีพเกิดแรงจูงใจในการปฏิบัตงิ าน 2. ทฤษฎีเกย่ี วกับปจั จัยของควำมตอ้ งกำร ทฤษฎีนี้เปน็ การอธิบายเหตุผลของปัจจัยหลาย ๆ ด้านท่ีทาให้เกิดขึ้นโดยมีจะมีจุดมุ่งหมาย อยู่สองสิ่งนั้นคือ ความต้องการ (need) และจุดหมายปลายทาง (goal) เป็นเง่ือนไขให้เกิดขึ้นและ นาไปสู่จุดมุ่งหมาย ซึ่งทาให้เกิดพฤติกรรมหรือการกระทาข้ึน ซ่ึงมีทฤษฎีหลายกลุ่มที่ได้แสดงความ คดิ เห็นท่แี ตกตา่ งกนั ดงั นี้ 2.1 ทฤษฎีของมำสโลว์ (Maslow) ทิมมิกา เครือเนตร (2558, 39-40) กล่าวว่า การกาหนดโดยนักจิตวิทยา ช่ือ มาสโลว์ (Maslow) เป็นทฤษฎีการจูงใจท่ีมีการกล่าวขวัญอย่างแพร่หลาย มาสโลว์ มองว่าความต้องการของมนุษย์มีลักษณะ เป็นลาดับข้ัน จากระดับต่าสุดไปยังระดับสูงสุด เม่ือความต้องการในระดับหน่ึงได้รับการตอบสนองแล้ว มนษุ ย์ก็จะมคี วามตอ้ งการอนื่ ในระดบั ทีส่ งู ขึน้ ต่อไป ซึง่ ลาดับขนั้ ความต้องการของมาสโลว์มี ดงั นี้ 1. ความต้องการทางด้านร่างกาย (physiological needs) ได้แก่ ความต้องการขั้นพื้นฐาน เบอ้ื งตน้ อันเป็นสิง่ จาเป็นเพอ่ื การดารงชีพของมนุษย์ ได้แก่ อาหาร น้า อากาศ การพักผ่อนนอนหลับ และความต้องการทางเพศ เป็นต้น ความต้องการเหล่าน้ีจะต้องได้รับการตอบสนองจนเป็นท่ีพอใจ กอ่ นความตอ้ งการในระดับสงู ขนึ้ จึงจะเกิดขน้ึ 2. ความต้องการความปลอดภัย (safety needs) เป็นความต้องการท่ีเกิดขึ้นภายหลังจาก ความต้องการในระดับท่ี 1 ได้รับการตอบสนองจนเป็นที่พอใจแล้วและมีความรู้สึกอิสระไม่ต้องเป็นห่วง กังวลกับความตอ้ งการทางดา้ นรา่ งกายอีกต่อไป ความต้องการความปลอดภัยจึงเกิดขึ้นความต้องการ นี้จะเห็นได้ชัดในเด็กเล็ก ซึ่งต้องการความอบอุ่นปลอดภัยจากพ่อแม่ ซ่ึงสอดคล้องตามลักษณะ “ความต้องการหลีกเล่ยี งอันตราย” (Harm avoidance need) ของเมอร์เรย์
14 3. ความต้องการการยอบรับ หรือความผูกพัน หรือความต้องการทางสังคม (affiliation or acceptance needs) เนอ่ื งจากบุคคลอยู่ในสังคมจึงต้องการการยอบรับจากบุคคลอนื่ 4. ความต้องการการยกย่อง (esteem needs หรือ Egoistic needs) ตามทฤษฎีมาสโลว์ เมือ่ บุคคลได้รับการตอบสนองความต้องการ การยอมรับจะต้องการการยกย่องจากตัวเองและจากบุคคล อืน่ ความต้องการนี้เป็นการพงึ พอใจในอานาจ (power) ความภาคภูมิใจ (prestige) สถานะ (status) และความเชอื่ มน่ั ในตนเอง (self-confidence ) 5. ความต้องการความสาเร็จในชีวิต (need for self-actualization ) มาสโลว์ คานึงว่าความ ต้องการในระดับสงู สดุ เป็นความปรารถนาทีจ่ ะสามารถประสบความสาเร็จ เพ่ือที่จะมีศักยภาพและบรรลุ ความสาเรจ็ ในสิง่ ใดสิ่งหน่งึ ในระดับสูงสุด 2.2 ทฤษฎีอี-อำร์-จี (ERG Theory) ตามแนวคิดของ อัลเดอร์เฟอร์ (Alderfer, 1972 อ้างถึงใน ทิมมิกา เครือเนตร, 2552, 40- 41) เป็นทฤษฎีที่เก่ียวข้องกับความต้องการข้ันพื้นฐานของมนุษย์ โดยไม่ได้คานึงถึงขั้นความต้องการว่าสิ่งใด เกิดก่อนเกิดหลัง หรืออาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้แต่ความต้องการตามทฤษฎี ERG จะมีน้อยกว่าความต้องการ ตามลาดับขั้นของมาสโลว์โดยแบง่ ออกเป็น 3 ประการดังนี้ 1. ความต้องการการดารงอยู่ (existence needs) เป็นความต้องการขั้นพ้ืนฐานของ มนุษย์ในการดารงชีพ เช่น อาหาร น้า อากาศ และที่อยู่อาศัย ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับความ ตอ้ งการระดบั ตน้ ในลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ 2. ความตอ้ งการความสมั พันธ์ (reletedness needs) เป็นความต้องการท่ีจะมีปฏิสัมพันธ์ กับบุคคลอื่นในสังคม เช่น ความรัก และการยอมรับนับถือจากบุคคลอ่ืน ซึ่งจะเปรียบเทียบได้กับความ ต้องการการยอมรับ และความตอ้ งการทางสังคม 3. ความต้องการความก้าวหน้า (growth needs) เป็นความต้องการของบุคคลท่ี จะกา้ วหนา้ และพฒั นาเอง การดารงอยู่ ความสมั พันธ์ ความกา้ วหนา้ ภาพประกอบท่ี 2 ลาดับข้ันความตอ้ งการของมนุษย์ตามทฤษฎแี รงจูงใจของ Alderfer ท่ีมา : อลั เดอร์เฟอร์ (Alderfer, 1972 ; อ้างถงึ ใน ทมิ มิกา เครอื เนตร, 2552, 40-41) ทฤษฎี อี-อาร์-จี จะมพี ื้นฐานและความคล้ายคลงึ กับทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ แต่ก็มีความแตกต่างที่สาคัญ คือ อัลเดอร์เฟอร์ (Alderfer) มีความเห็นว่าบุคคลสามารถเกิดความ ตอ้ งการได้มากกว่าหนึ่งกลมุ่ ในเวลาเดียวกัน ตลอดจนอธิบายปฏิกิริยาของบุคคลเม่ือไม่สามารถบรรลุ
15 ความต้องการ โดยหลักการความพอใจ-ความก้าวหน้า (satisfaction-progression principle) และ หลักความไม่พอใจ-ถดถอย (frustration-regression principle) ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าถ้าความต้องการ ของบุคคลไม่ได้รบั การตอบสนอง เขาก็จะให้ความสาคัญกับความต้องการอ่ืนแทน ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ บุคคลจะไม่ภาคภูมิใจกับงานท่ีซ้าซาก และน่าเบื่อของเขาแต่เขาก็ยังคงปฎิบัติงานน้ันอยู่เนื่องจาก รายได้ดี และความมั่นคงของงาน เปน็ ตน้ ทาให้นักวิชาการหลายคนให้การยอมรับว่า ทฤษฎี อี-อาร์-จี มีความเป็นจริงในการอธิบายความต้องการของมนุษย์มากกว่าทฤษฎีมากว่าทฤษฎีลาดับขั้นความ ตอ้ งการ 2.3. ทฤษฎีควำมต้องกำรของเมอรเ์ รย์ (Murey) ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2553, 52-53) ได้อธิบายว่า ความต้องการของบุคคลมีความ ต้องการ หลายอย่างในเวลาเดียวกันได้ ความต้องการของบุคคลท่ีเป็นความสาคัญเกี่ยวกับการทางาน มีอยู่ 4 ประการดังนี้ 1. ความต้องการความสาเร็จ หมายถึง ความต้องการท่ีจะทาสงิ่ ใดสิง่ หนง่ึ ใหส้ าเร็จลลุ ่วงไปด้วยดี 2. ความต้องการมีมิตรสัมพันธ์ หมายถึง ความต้องการมีความสัมพันธ์อันดีกับบุคคล อ่ืนโดยคานึงถงึ การยอมรบั ของเพื่อนรว่ มงาน 3. ความต้องการอิสระ หมายถึง ความต้องการท่เี ป็นตัวของตวั เอง 4. ความตอ้ งการมอี านาจ หมายถึง ความตอ้ งการทจี่ ะมอี ิทธิพลเหนือคนอ่ืน และต้องการที่ จะควบคุมคนอื่นใหอ้ ยูใ่ นอานาจของตน 2.4 ทฤษฎคี วำมตอ้ งกำรควำมสำเร็จของแมคคลีแลนด์ (Mc Cleland’s hievement motivation theory) เนตร์พัณณา ยาวิราช (2550, 145) ได้อธิบายถึงทฤษฎีความต้องการ ซ่ึงศึกษาถึงความต้องการ ของบคุ คลท่ีมอี ยูเ่ สมอในชวี ิตวา่ มี 3 ดา้ นดังน้ี 1. ความต้องการบรรลุความสาเร็จ (n’Ach) หมายถึง ความต้องการบรรลุความสาเร็จใน เปา้ หมายทตี่ ั้งไว้ 2. ความต้องการทางสังคม (n’Aff ) หมายถึง ความต้องการมีความสัมพันธ์เข้ากันได้ดีกับ ผู้อื่น และทาให้ผลการทางานก้าวไปสรู่ ะดับสูงขนึ้ ได้ 3. ความต้องการอานาจ (n’Pow) หมายถึง ความต้องการมีอานาจในตนเอง (personalized power) หมายถึง การใช้อานาจสั่งการให้ผู้อ่ืนกระทาตามเป้าหมายที่ตนต้องการและอานาจในทางสังคม (socialized power) หรอื n’Aff ซ่งึ เป็นอานาจทางบวก หมายถงึ การมีอานาจเป็นทยี่ อมรบั ในสงั คม 2.5 เฮอร์ซเบิร์ก, บุสเนอร์, และ สไนเดอร์แมน (Herzberg, Bausners, & Snyderman, อ้างถึงใน สุวรรณี ทบั ทมิ อ่อน 2548, 12-14) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของทฤษฎีแรงจูงใจของการทางาน ปัจจัยจูงใจ เป็นปัจจัยท่ีเก่ียวข้องกับการทางานนี้โดยตรงเป็นปัจจัยที่จูงใจให้คนชอบ Herzberg and Snyderman
16 ได้สรุปวา่ มปี ัจจัยสาคญั 2 ประเภทน้ีสัมพันธ์กับความชอบ หรือไม่ชอบงานของแต่ละบุคคล คือ ปัจจัยจูงใจ (motivator factor) และปัจจยั คา้ จนู (maintenance factor) ปจั จยั จงู ใจ เป็นปัจจยั ท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การทางานโดยตรงเป็นปัจจยั ที่ทาใหค้ นชอบและรักงานเป็น ตวั การสรา้ งความพงึ พอใจใหบ้ ุคคลในการปฏบิ ัติงานได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพมี 5 ประการ ดงั น้ี 1. ความสาเร็จในการทางานของบุคคล หมายถึง การที่บุคคลสามารถทางานได้เสร็จสิ้นและ ประสบผลสาเรจ็ อย่างดีความสามารถในการแก้ปัญหาตา่ งๆ การรู้จักป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นผลงานสาเร็จ เขาจึงเกิดความรูส้ ึกพอใจ และปลม้ื ใจในผลสาเรจ็ ของงานนั้นอย่างยง่ิ 2. การได้รบั การยอมรับนับถอื หมายถึง การได้รบั การยอมรับนับถือไม่ว่าจากผู้บังคับบัญชาจาก เพอ่ื น จากผมู้ าขอรบั คาปรกึ ษา หรือจากบุคคลในงานด้วยกัน การยอมรับนี้อาจจะอยู่ในรูปของการยกย่อง ชมเชยแสดงความยินดีการให้กาลังใจ หรือการแสดงออกอ่ืนๆ ที่ส่อให้เห็นถึงการยอมรับในความสามารถ เมื่อได้ทางานอย่างใดอยา่ งหนง่ึ บรรลุผลสาเรจ็ การยอมรบั นับถือจะแฝงอยู่กบั ความสาเรจ็ ในงานดว้ ย 3. ลักษณะของงานท่ีปฏิบัติหมายถึง งานที่น่าสนใจงานที่ต้องอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทา้ ทายใหต้ อ้ งลงมือทา หรือเป็นงานท่ีมีลักษณะสามารถทาต้ังแต่ต้นจนจบได้โดยลาพังแตผ่ ู้เดียว 4. ความรับผิดชอบ หมายถึง ความพึงพอใจท่ีเกิดขึ้นจากการได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ งานใหม่ ๆ และมอี านาจในการรับผิดชอบได้อย่างเต็มที่ไม่มีการตรวจ หรอื ควบคุมอยา่ งใกลช้ ดิ 5. ความก้าวหน้าในตาแหน่งหน้าท่ีการงาน หมายถึง ได้รับการเลื่อนตาแหน่งให้สูงขึ้นของ บุคคลในองค์กรมโี อกาสศึกษาเพ่ือหาความรู้เพ่ิมเติม หรือได้รบั การฝกึ อบรม ปัจจัยค้าจุนหมายถึง ปัจจัยที่จะค้าจุนให้แรงจูงใจในการทางานของบุคคลอยู่ตลอดเวลาถ้าไม่มี หรือมีลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับบุคคลในองค์กรบุคคลในองค์กรจะเกิดความไม่ชอบงานขึ้น ปัจจัยค้าจุน มีดงั นี้ 1. นโยบายและการบริหาร หมายถึงการจัดการและการบริหารงานขององค์กรการติดต่อส่ือสาร ภายในองคก์ ร 2. การปกครองบังคับบัญชา หมายถึง ความสามารถของผู้บังคับบัญชาในการดาเนินงาน หรือ ความยุตธิ รรมในการบรหิ าร 3. ความสัมพันธ์กับเพ่ือนร่วมงาน หมายถึง การติดต่อไม่ว่าจะเป็นกริยา หรือวาจาที่แสดงถึง ความสัมพันธ์อันดีตอ่ กัน และสามารถทางานรว่ มกนั มคี วามเข้าใจซ่ึงกนั และกนั อย่างดี 4. สภาพการทางาน และความม่นั คง หมายถึง สภาพทางกายภาพ เช่น แสง เสียงอากาศ ช่ัวโมง การทางาน เคร่ืองมืออุปกรณ์การทางาน และความรู้สึกถึงความมั่นคงในการทางานความยั่งยืนของอาชีพ และองคก์ ร
17 5. ผลประโยชน์ตอบแทน หมายถึง เงินเดือนสวัสดิการ และการเล่ือนข้ันเงินเดือนในหน่วยงาน น้ันเป็นท่ีพอใจของบุคลากรท่ีทางานปัจจัยค้าจุนไม่ใช่เป็นส่ิงจูงใจที่จะทาให้ผลผลิตเพ่ิมขึ้นแต่จะเป็น ข้อกาหนดเบื้องต้นเพ่อื ป้องกันไมใ่ หค้ นไม่พอใจในงานทีท่ าอยู่เท่านนั้ เองการค้นพบทส่ี าคญั ตารางที่ 1 สรปุ ทฤษฎกี ารจงู ใจ ทฤษฎี ปจั จยั จูงใจ มาสโลว์ (Maslow) 1. ความต้องการทางดา้ นรา่ งกาย อี-อาร์-จี (ERG Theory) 2. ความตอ้ งการความปลอดภยั เมอร์เรย์ (Murey) 3. ความต้องการการยอบรบั 4. ความตอ้ งการการยกย่อง แมคคลแี ลนด์ (Mc Cleland’s) 5. ความตอ้ งการความสาเร็จในชีวิต เฮอร์ซเบริ ์ก (Herzberg) 1. ความตอ้ งการการดารงอยู่ 2. ความต้องการความสมั พนั ธ์ 3. ความต้องการความกา้ วหนา้ 1. ความต้องการความสาเรจ็ 2. ความตอ้ งการมีมิตรสมั พนั ธ์ 3. ความตอ้ งการอสิ ระ 4. ความตอ้ งการมีอานาจ 1. ความต้องการบรรลุความสาเร็จ 2. ความต้องการทางสังคม 3. ความตอ้ งการอานาจ แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยดังนี้ ปจั จัยจูงใจ 1. ความสาเรจ็ ในการทางานของบคุ คล 2. การได้รบั การยอมรับนับถือ 3. ลกั ษณะของงานท่ปี ฏบิ ัติ 4. ความรบั ผดิ ชอบ 5. ความกา้ วหน้าในตาแหน่งหนา้ ท่ีการงาน
18 ตารางท่ี 1 (ต่อ) ทฤษฎี ปจั จัยจูงใจ ปัจจัยคาจุน 1. นโยบายและการบรหิ าร 2. การปกครองบังคับบญั ชา 3. ความสมั พนั ธก์ บั เพอื่ นรว่ มงาน 4. สภาพการทางาน และความม่นั คง 5. ผลประโยชน์ตอบแทน จากการศึกษาทฤษฎีพอสรุปได้ ว่าทฤษฎีปัจจัยจูงใจเป็นทฤษฎีท่ีส่งผลต่อความคิด ความเชื่อ ความต้องการ ความมีเหตุผลในการตัดสินใจกระทาสิ่งใด ซ่ึงเกิดมาจากความรู้สึกของแต่ละบุคคลท่ีมี ความแตกตางกันไป มีความสาคัญต่อความรู้สึกหรือพฤติกรรมทาให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ เป็นตัว กระตุ้นให้เกดิ ความตอ้ งการทสี่ ่งผลตอ่ การตัดสินใจของนักกฬี ามวยไทยอาชพี ได้ 3. ประเภทของปจั จัยจูงใจ จากการศกึ ษาของนกั วิชาการเกย่ี วกับปจั จัยจงู ใจไดแ้ บ่งประเภทของแรงจูงใจไว้ ดงั เชน่ อารี พันธ์มณี (2542, 181) กล่าวว่า ปัจจัยจูงใจสามารถแบ่งตามลักษณะของการแสดง ออกทางพฤตกิ รรมได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. การจูงใจภายใน (intrinsic motivation) เปน็ สภาวะท่บี ุคคลตอ้ งการท่ีกระทาหรือเรียนรู้บางสิ่ง บางอย่างด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยการชักจูงจากส่ิงเร้าภายนอก เช่น ความต้องการเรียนเพ่ือต้องการ ความรู้ ทางานเพราะต้องการความสนุกสนาน และความชานาญ ซึ่งความต้องการหรือความสนใจ พิเศษ ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติของแต่ละบุคคลจะผลักดันให้บุคคลสร้างพฤติกรรมข้ึน ซ่ึงได้แก่ ความรอู้ ยากเห็น ความสนใจ ความรกั ความศรัทธา เปน็ ตน้ 2. การจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) เป็นสภาวะท่ีบุคคลได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้า ภายนอก เช่น สิ่งของหรือเกยี รติยศ เงินเดือน ปริญญาบัตร ความก้าวหน้า รางวัล คาชมเชย การแข่งขัน การติเตียนทาให้บุคคลมองเห็นเป้าหมายจึงเร้าให้บุคคลเกิดความต้องการและแสดงพฤติกรรมมุ่งสู้ เป้าหมาย พยอม วงศ์สารศรี (2548, 213) อธิบายถึงประเภทของปัจจัยจูงใจท่ีมีความสาคัญนักกีฬา คือ การจูงใจ ภายในและการจงู ใจภายนอก ดังเช่น
19 1. การจงู ใจภายใน หมายถึง สภาวะของบคุ คลทม่ี คี วามต้องการ จะทาบางส่ิงบางอย่างด้วย จิตใจของตนเองโดยไม่ตอ้ งใช้เครอื่ งลอ่ ใด ๆ มากระตุน้ แรงจูงใจภายในมีคุณค่าต่อการเลือกปฏิบัติเป็น อย่างยงิ่ โดยไมต่ ้องมใี ครมาชกั จูงจิตใจ เพราะเขาจะเลอื กปฏิบัตไิ ด้ดว้ ยตัวเองการจงู ใจภายใน ไดแ้ ก่ 1.1 ความต้องการ เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าคนเราทุกคนมีความต้องการและความต้องการ ทาให้เกิดแรงขับ แรงขับทาให้เราแสดงพฤติกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซ่ึงจะเกิดผลคือความสบาย ใจความพอใจ เช่น ความต้องการความสาเร็จทาให้บุคคลเกิดแรงจูงใจในการกระทาพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อใหไ้ ดม้ าซง่ึ ความสาเร็จ 1.2 ความสนใจพิเศษ ถ้านักกีฬาคนใดให้ความสนใจต่อสิ่งใดส่ิงหน่ึงเป็นพิเศษก็จะมีความต้ังใจ ในการปฏบิ ัตทิ าให้สิ่งทจี่ ะเลอื กประสบความสาเรจ็ โดยเร็วพลนั 1.3 ทัศนคติหรือเจตคติ หมายถึง ความรสู้ ึกนึกคดิ ท่ีนักกีฬามีต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่งเป็น ปัจจัยจูง ใจที่จะกระตุ้น ให้นักกีฬาแสดงพฤติกรรม เช่น ถ้านักกีฬามีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพที่ตนเลือกก็จะมี ปัจจัย จูงใจในการปฏบิ ตั ิให้บงั เกิดผลดี 2. การจูงใจภายนอก หมายถึง สภาวะของนักกีฬาท่ีได้รับการกระตุ้นจากภายนอกเพ่ือนาไปสู่การ แสดงพฤตกิ รรมตามจดุ มุ่งหมายการจูงใจภายนอกได้แก่ 2.1 เป้าหมายหรือความคาดหวังของนักกีฬาที่มีเป้าหมายในการกระทาใด ๆ ย่อม กระตุ้นให้เกิดแรงจงู ใจ มีพฤตกิ รรมท่ีดแี ละเหมาะสม เชน่ หลงั จากเลิกเป็นนักกฬี า อาจจะมีเป้าหมาย ท่ีจะพัฒนาตนเองไปเป็นผู้ตัดสิน หรือเลือกอาชีพท่ีตนเองต้องการ จึงพยายามต้ังใจอย่างเต็ม ความสามารถ 2.2 ความรู้ความก้าวหน้าคนท่ีมีโอกาสทราบว่าตนจะได้รับความก้าวหน้าอย่างไรจาก การกระทานัน้ ยอ่ มจะเปน็ แรงจูงใจให้ตงั้ ใจและเกิดพฤติกรรมขึ้นได้ 2.3 บุคลิกภาพ ความประทับใจอันเกิดจากบุคลิกภาพ จะก่อให้เกิดแรงจูงใจให้กระทา พฤติกรรมน้ันได้เช่น ครูอาจารย์ตอ้ งมีบคุ ลิกทางวิชาการท่ีน่านับถือ นักปกครอง นกั จดั การ นักบริหาร กจ็ ะตอ้ งมบี ุคลิกของผนู้ าทดี่ เี ป็นตน้ 2.4 เครื่องล่อใจอนื ๆ มสี ่ิงลอ่ ใจหลายอยา่ งทกี่ ่อให้เกิดแรงกระตุ้น ให้เกิดพฤติกรรมเช่น การใหร้ างวัล อันเปน็ เคร่ืองกระตนุ้ ให้อยากกระทาหรือการลงโทษ ซึ่งจะกระตุ้น มิให้กระทาในส่ิงท่ีไม่ ถูกต้อง นอกจากน้ีการชมเชยการติเตียน การประกวด การแข่งขัน หรือการทดสอบ ก็เป็น เครอ่ื งกระตนุ้ ทกี่ อ่ ใหเ้ กิดพฤติกรรมได้ท้ังสิน้ นวม สงวนทรพั ย์ (2535, 85) กล่าววา่ การจงู ใจสามารถแบ่งตามที่มาของปัจจัยได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ปัจจัยทางสรีระวิทยา (physiological motives) แรงจูงใจด้านนี้เกิดข้ึนเพ่ือสนองความ ต้องการทางร่างกายท้ังหมด เพื่อให้บุคคลมีชีวิตอยู่ได้เป็นความต้องการที่จาเป็นตามธรรมชาติของ มนุษย์ ไดแ้ ก่ ต้องการนา้ อาหาร พกั ผอ่ น และปราศจากโรค เปน็ ตน้
20 2. ปัจจัยทางจิตวิทยา (psychological motives) มีความสาคัญมากน้อยกว่าแรงจูงใจทางด้าน สรีระวทิ ยา เพราะจาเป็นในการดารงชีวิตน้อยกว่า แต่จะช่วยคนเราทางด้านจิตใจทาให้มีสุขภาพจิตดี และสดชื่น ปัจจัยประเภทน้ีได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็น และการตอบสนองต่อส่ิงแวดล้อม ความต้องการ ความรกั และความเอาใจใส่ใกลช้ ิดจากผอู้ ่ืน 3. ปจั จยั ทางสงั คมหรือปจั จยั ทเี่ กดิ จากการเรยี นรู้ (social motivation) ปจั จยั ชนิดนมี้ จี ดุ เร่มิ ต้น ส่วนใหญม่ าจากประสบการณ์ทางสังคมในอดีตของบุคคล และเป้าหมายของปัจจัยชนิดน้ี มีความสัมพันธ์ กับการแสดงปฏิกิริยาของบุคคลอื่นที่มีต่อเรา ตัวอย่างของปัจจัยทางสังคมท่ีมีความสาคัญต่อการ ดารงชีวติ ของคนเรา ได้แก่ 3.1 ปัจจัยใฝ่สัมฤทธิ์ (achievement motives) เป็นความปรารถนาของบุคคลที่จะทา กิจกรรมตา่ ง ๆ ให้ดีและประสบความสาเรจ็ ซ่งึ ไดร้ บั การส่งเสริมมาต้ังแต่วัยเด็กจากผลการศึกษาวิจัย พบว่า เด็กท่ีได้รับการอบรมเล้ียงดูอย่างอิสระเป็นตัวของตัวเอง ฝึกหัดการช่วยเหลือตัวเองตามวัยจะ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความต้องการความสาเร็จในชีวิต การฝึกให้บุคคลมีความต้องการความสาเร็จ หรอื แรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธิ์สงู จึงมักเริม่ จากครอบครวั เปน็ อันดบั แรก 3.2 ปจั จยั ใฝ่สัมพันธ์ (affiliation motives) ปัจจัยที่ทาให้บุคคลปฏิบัติตนเป็นท่ียอมรับ ของบคุ คลอน่ื ตอ้ งการความเอาใจใสค่ วามรกั จากผูอ้ น่ื เปน็ ต้น 3.3 ปัจจัยต่อความนับถือตนเอง (self-esteem) เป็นปัจจัยท่ีบุคคลปรารถนาเป็นที่ยอมรับ ของสังคมมีช่ือเสียง เป็นท่ีรู้จักของคนโดยท่ัวไป ต้องการได้รับการยกย่องจากสังคม ซึ่งจะนามาสู่ ความรสู้ กึ นับถอื ตนเอง สุชา จนั ทนเ์ อม (2536, 102) ไดแ้ บง่ ประเภทของปัจจัยออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แรงขับปฐมภูมิ (primary drives) เปน็ แรงขับทเ่ี กดิ มาพร้อมกับการเกิดของคนไม่จาเป็น ต้องเรียนรู้มีต้นกาเนิดมาจากความต้องการของร่างกายหรือสภาวะในร่างกายบางคร้ังเราจึงเรียกแรง ขบั ทางด้านสรีระ (primary drives) ความตอ้ งการทางรา่ งกายทนี่ กั จิตวทิ ยาได้ตกลงยอมรับกนั โดยทวั่ ๆ ไป ว่าเป็นตวั กระตุ้นใหเ้ กดิ แรงขับชนิดนี้ ได้แก่ 1.1 ความรู้สึกหวิ เป็นกาลังขับดนั ใหค้ นและสัตว์มีปฏกิ ริ ยิ าต่าง ๆ แต่บางทีคนและสัตว์ท่ี ไม่หิวก็ยังอยากจะกินอาหารแปลก ๆ หรือเลือกกินอาหารเฉพาะบางอย่างเพื่อชดเชยสารเคมี บางอยา่ งที่ตนเองขาดไป เชน่ หญิงทต่ี ัง้ ครรภอ์ ยากกนิ ชอลก์ เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมไปสร้าง กระดูกในเดก็ นอกจากน้ียังกินของเปร้ียว ๆ เพ่ือเอาวิตามินซีไปช่วยแยกธาตุแคลเซียมในอาหารหรือ เด็กท่ขี าดธาตเุ กลือจะกินของเค็มเปน็ พเิ ศษ 1.2 ความกระหาย (thirst) เม่ือร่างกายสูญเสียน้าไปในลักษณะต่าง ๆ เช่น เหงื่อ ปัสสาวะ น้าลาย เป็นต้น ทาให้คนรู้สึกคอและปากแห้งเกิดความกระหายน้าเพ่ือที่จะได้น้าไปช่วยให้ รา่ งกายมีปรมิ าณน้าคงอยู่ในสภาพสมดลุ
21 1.3 ความต้องการทางเพศ (sex) ฟรอยด์นักจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ถือเอาความ กระตุน้ ทางเพศน้ีเปน็ รากฐานอนั สาคัญเกีย่ วกับพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนษุ ย์ 1.4 ความอบอุ่นและหนาว (warm and cold) ร่างกายคนเราตอ้ งการอุณหภูมทิ ่พี อเหมาะแก่ ร่างกาย ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป เมื่อเกิดมีความร้อนจัดหรือหนาวจัดจะทาให้เกิดแรงจูงใจเสาะ แสวงหาสงิ่ ทมี่ าทาใหร้ ่างกายเกิดความอบอุ่นตามความต้องการ สภาพการปรับตัวภายในร่างกายเพื่อ การดารงชีวติ อยู่ เชน่ เมือ่ อากาศร้อนคนจะมีเหง่ือออก 1.5 ความต้องการหลกี เลย่ี งจากความเจบ็ ปวด (pain) เพ่ือให้รา่ งกายดารงชีวติ อย่โู ดยปลอดภัย 1.6 ความต้องการพกั ผอ่ นนอนหลับ (sleep) คนต้องการหลับพักผ่อนเท่า ๆกับต้องการ อาหาร ความห่วง ความเหนื่อย เป็นกาลังขับดันอย่างหน่ึง ซึ่งจูงใจให้คนทาพฤติกรรมบางอย่างท่ีน่า ไปสกู่ ารนอนพักผอ่ นและนอนหลบั 1.7 ความต้องการอากาศออกซิเจน คนต้องการอากาศออกซิเจนสาหรับหายใจคนท่ี จมน้าหรือกาลังอยู่ในท่ีสาลักควันไฟจะตะเกียกตะกายเพ่ือหาออกซิเจนช่วยในการหายใจถ้าคนขาด ออกซิเจนภายใน 3-5 นาทจี ะทาให้เสียชวี ติ ทันที 1.8 ความตอ้ งการขบั ถา่ ย (excretion) การขับถ่ายเอาของโสโครกออกจากร่างกายเป็น ส่ิงจาเปน็ มฉิ ะนั้นจะเกิดเป็นพษิ ภายในร่างกาย และทาใหค้ นไม่สามารถดารงชีวิตอยไู่ ด้ 2. แรงขบั ทตุ ิยภูมิ (secondary drives) เป็นแรงขับที่สลับซับซ้อน โดยท่ัวไปเกิดจากการเรียนรู้ เป็นส่วนใหญ่อาจเรียกได้อีกอย่างหน่ึงว่าเป็นปัจจัยทางสังคม (social motive) หรือ (psychotically drives) มนุษย์มีความเก่ียวข้องสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ได้แก่ ความต้องการความรัก (need for affection) ความ ตอ้ งการตาแหนง่ ในสังคม (need for social status) ความต้องการทางเพศ (sex needs) ความต้องการ เหล่าน้ี ทาให้เกดิ แรงจูงใจ (motives) ใหค้ นเรากระทาพฤติกรรมทางสังคม (social behavior) 3. แรงขับในทางอวดตน (ego-integrative motives) หมายถึง ปัจจัยอันเกิดจากความต้องการ ความสาเร็จ (need for successfulness) ความต้องการปรัชญาชีวิตทน่ี ่าสนใจ ความตอ้ งการช่ือเสียงเกียรติยศ ความต้องการในการสร้างและประดิษฐ์ เพ่ือให้เกิดความรู้สึกนับถือตนเอง (self-respect) ซึ่งจะเป็นทาง ให้บุคคลสามารถหลีกเล่ียงจากการมีปมด้อย (inferiority complex) และความรู้ สึกว่าตนไม่มีค่า (self depreciation) หรือจะกลา่ วอีกนัยหน่ึงว่า ตนจะได้มีความรู้สึกว่าตนมีความสามารถ (sense of attainment) สว่ นแรงจูงใจทีเ่ กิดจากความต้องการปรัชญาชีวิตที่น่าพอใจ (satisfying philosophies of life) น้ันก็เพื่อ บุคคลจะได้เป็นทีน่ ิยมยกย่องของคนอ่ืนในสังคมดว้ ย เปรมชยั สโรบล (2542, 64) กล่าววา่ ปจั จัยจงู ใจประกอบด้วย 1. ปัจจัยด้านความม่ันคง มักอยู่ในรูปของจิตสานึก เห็นได้จากการท่ีมนุษย์ต้องการความ ปลอดภัย จึงต้องมีแรงจูงใจในรูปสวัสดิการต่าง ๆ เพื่อให้บุคคลเกิดความรู้สึกม่ันคง ส่วนความมั่นคง ในรูปของจิตใต้สานึกน้ัน ได้พัฒนามาตั้งแต่วัยเด็กโดยการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิดที่จะทาให้เป็น
22 คนมีจิตใจม่ันคงหรืออ่อนแอ บุคคลเกือบทุกคนมีแรงจูงใจในด้านความม่ันคงท้ังในรูปของจิตสานึก และจติ ใตส้ านึก 2. ปจั จัยดา้ นสงั คม โดยเหตทุ มี่ นุษยเ์ ปน็ สตั วส์ ังคมจึงต้องมีการติดต่อสัมพันธ์ ซ่ึงกันและกัน มีการอยู่ร่วมกันกับผู้อ่ืนเพื่อจะได้เป็นส่วนหน่ึงของสังคมและได้รับการยกย่องการที่บุคคลติดต่อ สัมพันธ์กันน้ันมิใช่เพ่ือมิตรภาพเสมอไป มีบุคคลเป็นจานวนมากที่ติดต่อสัมพันธ์กันเพราะต้องการให้ บุคคลอื่นยอมรับและศรัทธาเชอื่ ถอื 3. ปจั จัยในดา้ นชอ่ื เสียง แรงจูงใจดา้ นชอื่ เสยี งมมี ากขึ้นทุกทีในสงั คมไทยโดยเฉพาะในสังคม ระดับชนชั้นกลางชื่อเสียงเป็นส่ิงที่ไม่สามารถสัมผัสได้ความต้องการด้านช่ือเสียงเป็นการกาหนด ขีดจากัดของบุคคล บุคคลบางคนพึงพอใจกับช่ือเสียงในระดับเพ่ือน และชุมชนเท่าน้ันแต่บางคนก็ แสวงหาช่ือเสียงในระดบั ชาติหรือระดับนานาชาติ 4. ปัจจัยด้านอานาจ อานาจเป็นศักยภาพแห่งอิทธิพลของบุคคลแยกออกได้เป็น 2 ประเภท คอื อานาจตามตาแหนง่ และอานาจส่วนตัว บุคคล ซ่ึงสามารถทาให้ผู้อ่ืนปฏิบัติตามเพราะตาแหน่งใน หน้าท่ีน้ัน และแสดงว่าเป็นผู้มีอานาจตามตาแหน่งส่วนบุคคล ซึ่งมีอิทธิพลโดยบุคลิกภาพและ พฤติกรรม แสดงว่าเป็นผู้มีอานาจส่วนตัว แต่บุคคลบางประเภทเป็นเจ้าของอานาจทั้งสองประเภท คอื ทั้งอานาจตามตาแหนง่ และอานาจส่วนตวั 5. ปัจจัยด้านความสามารถ หมายถึง ความสามารถในการควบคุมองค์ประกอบส่ิงแวดล้อมท้ัง ทางกายภาพและสังคม ความรู้สึกด้านความสามารถน้ีเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับมโนทัศน์ ด้านความ คาดหวัง บคุ คลจะมีความสามารถหรอื ไม่น้ัน ขน้ึ อย่กู ับความสาเรจ็ หรอื ความล้มเหลวในอดีตถ้าความสาเร็จ เหนือความล้มเหลวแล้ว ความรู้สึกด้านความสามารถจะมีแนวโน้มสูงทาให้บุคคลที่มองโลกในทางบวก มองสถานการณ์ต่าง ๆ ว่าเป็นการท้าทายท่ีน่าสนใจและสามารถจะเอาชนะได้แต่ถ้าความล้มเหลวอยู่ เหนือกว่าแล้ว จะทาให้มองโลกในทางลบ บุคคลท่ีมีความรู้สึกด้านความสามารถต่าจะไม่มีแรงจูงใจท่ีจะ แสวงหาการท้าทายใหม่ ๆ หรือทาการเสี่ยง บุคคลพวกนี้จะปล่อยให้ส่ิงแวดล้อมบังคับควบคุมมากว่าท่ี จะพยายามบงั คับควบคุมสิ่งแวดล้อม 6. ปัจจยั ด้านควาสาเร็จ เปน็ แรงจงู ใจที่เดน่ ชัดของมนุษย์ท่ีสามารถแยกออกจากความต้องการ ด้านอื่น ๆ ลักษณะอย่างหนึ่งของบุคคลท่ีมีแรงจูงใจด้านความสาเร็จ คือ จะสนใจในความสาเร็จส่วนตัว มากกวา่ รางวัลของความสาเร็จ ความสาเร็จท่ีได้รับมีค่ามากว่าเงินทองและคายกย่องสรรเสริญ บุคคลท่ีมี แรงจูงใจดา้ นความสาเรจ็ จะมีความก้าวหน้าในการงานเพราะวา่ จะเปน็ ผู้สรรเสริญในงานสาเรจ็ 7. ปัจจัยด้านการเงิน เป็นแรงจูงใจที่สลับซับซ้อนและมีความสัมพันธ์กับความต้องการทุก ประเภททุกระดบั คณุ ลักษณะทีเ่ ด่น และสาคญั ทีส่ ดุ ของเงินก็คือ เปน็ ตัวแทนในการแลกเปลยี่ น
23 จนั ทรานี สงวนนาม (2551, 10) กล่าวถงึ ประเภทของปจั จัยจูงใจ 2 ประการ คอื 1. การจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) หมายถงึ สภาวะของบุคคลทมี่ คี วามต้องการจะ ทาบางสิ่งบางอย่างด้วยจิตใจของตนเองโดยไม่ต้องใช้ส่ิงล่อใด ๆ มากระตุ้น ซึ่งถือว่ามีคุณค่าต่อการ ปฏิบตั งิ านต่าง ๆ เป็นอยา่ งยิ่งการจงู ใจประเภทน้ี ไดแ้ ก่ 1.1 ความตอ้ งการ (needs) ความต้องการทาให้เกิดแรงขับ ซ่ึงแรงขับจะทาให้บุคคล แสดง พฤติกรรมเพอื่ ให้บรรลุเป้าหมาย ผลท่จี ะเกิดก็คอื ความสบายใจความพอใจ 1.2 ความปรารถนา (desire) เป็นความต้องการชนิดหนึ่งแต่จะทาให้เกิดแรงขับที่น้อยกว่า ความตอ้ งการ (needs) หากไมบ่ รรลุเปา้ หมายท้ังหมดก็จะรู้เฉย ๆ 1.3 ความทะเยอทะยาน (ambition) ความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงเป็นสิ่งท่ีดีเป็นความ ต้องการความอยากไดท้ ี่ชว่ ยบุคคลแสวงหาแนวทางทจี่ ะให้บรรลตุ ามเป้าหมาย 1.4 ความสนใจพิเศษ (special interest) ถ้าผู้ปฏิบัติงานคนใดมีความสนใจส่ิงใดเป็น พเิ ศษกจ็ ะมีความต้ังใจในการทางานช่วยให้งานประสบความสาเร็จไดใ้ นเวลาอันรวดเรว็ 1.5 ทัศนคติหรือเจตคติ (attitude) หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดท่ีบุคคลมีต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่ง ถือว่าเป็นการจูงใจภายในท่ีกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรม เช่น ถ้าผู้ปฏิบัติมีทัศนคติที่ดีต่อ ผูบ้ ังคับบญั ชาก็จะเป็นผลดีต่อการทางานเปน็ อยา่ งยิ่ง 2. การจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) หมายถึง สภาวะของบุคคลที่ได้รับจากการ กระตุ้นภายนอกเพื่อนาไปสู่การแสดงพฤติกรรมตามจุดมุ่งหมายของผู้กระตุ้น ได้แก่ เป้าหมายความ คาดหวงั ความก้าวหน้าส่ิงล่อใจต่าง ๆ เช่น การชมเชยการติเตียน การให้รางวัล การประกวด การลงโทษ การแขง่ ขนั เป็นตน้ สมุทร ชานาญ (2554, 267) กล่าวว่า การจาแนกประเภทของการจงู ใจโดยใช้แหล่ง ท่ีทาให้ เกิดการจูงใจในบคุ คลจาแนกได้เป็น 2 ประเภท 1. การจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) คือส่ิงผลักดันท่ีอยู่ภายนอก ตัวบุคคลเน่ืองจาก เป็นการจูงใจท่ีเกิดจากปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่เก่ียวกับงาน ซ่ึงปกติมีบุคคลอ่ืนเป็นผู้กาหนดมากกว่า การจูงใจท่ีกาหนดโดยบุคคลนน้ันเอง การจูงใจภายนอกมักใช้ส่ิงจูงใจเป็น 2 ลักษณะคือ สิ่งจูงใจที่เป็น เงินและสิ่งจูงใจท่ีไม่ใช่เงิน เช่น การกาหนดเงินค่าตอบแทน โบนัส เงินรางวัลจากการทางาน การให้ ผลประโยชนต์ ่าง ๆ นโยบายของหน่วยงาน การใช้วิธีการนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบประเมินผลการทางาน ท่ีเหมาะสม การให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย การจัดให้มีสวัสดิการของหน่วยงาน การให้การยอมรับ บุคคลให้มฐี านะทางสังคม เป็นตน้ 2. การจูงใจภายใน (intrinsic motivation) เป็นการจูงใจที่เกิดข้ึนจากความสัมพันธ์โดยตรง ระหว่างงานกับผู้ปฏิบัติโดยบุคคลผู้น้ัน เป็นผู้กาหนดข้ึนมาเอง เช่น เกิดแรงจูงใจเพราะเห็นคุณค่าและ ความสาคัญของงาน การต้องการความสาเร็จในงาน ทางานน้ันเพราะเป็นงานที่ตนเองชอบ การอยาก
24 ทางานเพราะอยากท้าทายความสามารถของตนเอง หรือกิจกรรมนอกเหนือจากงาน เช่น การร่วม กจิ กรรมด้านกีฬา หรือทางานอดเิ รกของแต่ละคนล้วนเกิดข้ึนจากการจูงใจภายในท้ังส้นิ ศริ วิ รรณ เสรรี ตั น์ และ ศุภร เสรรี ัตน์ (2547, 107-108) ได้แบง่ การจูงใจออกเปน็ 2 ประเภท ดงั น้ี 1. ปัจจัยจูงใจภายใน (intrinsic motivation) หมายถึง สภาวะของบุคคลที่มีความต้องการที่ จะเรียนรู้ หรือแสวงหาบางอย่างด้วยตนเอง โดยไม่ต้องให้บุคคลอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องการจูงใจ ประเภทนี้ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการ (need), ทัศนคติ (attitude) และความสนใจพิเศษ (special interest) 2. ปจั จัยจงู ใจภายนอก (extrinsic motivation) หมายถึง สภาวะของบคุ คลท่ีไดร้ ับแรงกระตุน้ มา จากภายนอก ให้มองเห็นจุดมุ่งหมายปลายทางจนนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการแสดงออก ซ่ึงพฤติกรรม แรงจูงใจประเภทนี้ ได้แก่ เป้าหมาย หรือความคาดหวังของบุคคล, ความรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้า, บุคลิกภาพ และเครือ่ งลอ่ ใจอ่นื ๆ ชาตชิ าย พิทักษธ์ นาคม (2544, 73-74) กล่าววา่ ปัจจยั จูงใจแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. ปัจจัยภายใน ได้แก่ ลักษณะบุคลิกภาพ, ประสบการณ์เดิม, ความชอบ, ความต้องการ, เป้าหมาย, ระดับความวิตกกังวล, ความคิดและความช่ืนชมในตนเอง, การรู้จักตนเอง, ความคาดหวัง และความสนใจ และการให้กาลงั ใจตนเอง 2. ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ลักษณะของสิ่งแวดล้อม และบุคคลรอบข้าง, การเสริมแรง, รางวัล, ผลการกระทา, คาชม, ส่ิงล่อใจ, ความคาดหวงั จากผู้อนื่ , เหตุผลจากผู้อ่ืน, มาตรฐาน และจุดมุ่งหมายของ สังคม ตารางที่ 2 สรุปแนวคิดปัจจยั จงู ใจ แนวคิด ปจั จัยจูงใจ อารี พันธม์ ณี 1. การจูงใจภายใน ไดแ้ ก่ 1.1 ความรอู้ ยากเหน็ 1.2 ความสนใจ ความรกั ความศรัทธา 2. การจูงใจภายนอก ได้แก่ 2.1 สิ่งของหรอื เกียรตยิ ศ 2.2 เงินเดอื น 2.3 ปริญญาบัตร 2.4 ความกา้ วหน้า รางวลั คาชมเชย
ตารางที่ 2 (ต่อ) 25 แนวคิด ปจั จัยจงู ใจ พยอม วงศส์ ารศรี 1. การจูงใจภายใน ไดแ้ ก่ นวม สงวนทรพั ย์ 1.1 ความตอ้ งการ 1.2 ความสนใจพิเศษ เปรมชัย สโรบล 2. การจูงใจภายนอก ได้แก่ 2.1 เป้าหมายหรอื ความคาดหวัง 2.2 ความรคู้ วามก้าวหนา้ 2.3 บคุ ลกิ ภาพ เครอื่ งล่อใจอืน ๆ 1. ปัจจยั ทางสรีระวทิ ยา ไดแ้ ก่ 1.1 ตอ้ งการน้า อาหาร พักผ่อน 1.2 ปราศจากโรค 2. ปจั จยั ทางจิตวทิ ยา ได้แก่ 2.1 ความอยากรู้อยากเห็น 2.2 การตอบสนองต่อส่งิ แวดลอ้ ม 2.3 ความตอ้ งการความรกั 2.4 ความเอาใจใสใ่ กล้ชิดจากผ้อู ื่น 3. ปจั จัยทางสงั คม ไดแ้ ก่ 3.1 การยอมรบั ของสังคมมชี ือ่ เสียง 3.2 เป็นทรี่ ้จู ักของคนโดยทัว่ ไป 3.3 ตอ้ งการได้รับการยกย่องจากสงั คม 1. ปัจจัยด้านความมน่ั คง 2. ปจั จัยดา้ นสังคม 3. ปจั จยั ในด้านชื่อเสียง 4. ปัจจัยดา้ นอานาจ 5. ปัจจัยดา้ นความสามารถ
ตารางที่ 2 (ต่อ) 26 แนวคิด ปจั จยั จูงใจ จันทรานี สงวนนาม 6. ปจั จยั ดา้ นควาสาเร็จ 7. ปจั จยั ดา้ นการเงิน ศริ วิ รรณ เสรีรัตน์ และศุภร เสรีรัตน์ 1. การจูงใจภายใน ไดแ้ ก่ ชาตชิ าย พิทกั ษ์ธนาคม 1.1 ความตอ้ งการ 1.2 ความปรารถนา 1.3 ความทะเยอทะยาน 1.4 ความสนใจพเิ ศษ 1.5 ทศั นคติหรอื เจตคติ 2. การจงู ใจภายนอก ได้แก่ 2.1 การชมเชยการติเตยี น 2.2 การใหร้ างวลั 2.3 การประกวด 2.4 การลงโทษ 2.5 การแขง่ ขนั 1. ปจั จยั จงู ใจภายใน 1.1 ความต้องการ 1.2 ทัศนคติ 1.3 ความสนใจพเิ ศษ 2. ปจั จยั จงู ใจภายนอก 2.1 เป้าหมาย 2.2 ความคาดหวังของบคุ คล 2.3 ความร้เู ก่ียวกับความก้าวหน้า 2.4 บุคลิกภาพ 2.5 เครื่องลอ่ ใจอ่นื ๆ 1. ปัจจยั ภายใน ไดแ้ ก่ 1.1 ลกั ษณะบุคลกิ ภาพ 1.2 ประสบการณ์เดิม
27 ตารางที่ 2 (ต่อ) แนวคิด ปัจจัยจงู ใจ 1.3 ความชอบ 1.4 ความต้องการ 1.5 เปา้ หมาย 1.6 ความชนื่ ชมในตนเอง 1.7 การรจู้ กั ตนเอง 1.8 ความคาดหวัง 1.9 ความสนใจ 2. ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 2.1 สิง่ แวดลอ้ ม 2.2 บคุ คลรอบข้าง 2.3 การเสริมแรง 2.4 รางวลั 2.5 คาชม สง่ิ ล่อใจ จากแนวคดิ ปัจจัยจูงใจของนักวิชาการพอสรุปได้ ปัจจัยจูงใจสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท หลัก ๆ คือ ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ซ่ึงปัจจัยภายใน ได้แก่ ความต้องการ ความสนใจ เป้าหมาย ทัศนคติ เป็นต้น ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาพแวดล้อม ความก้าวหน้า เกียรติยศช่ือเสียง เงินรางวัล คาชม สังคม ซ่ึงเป็นส่ิงท่ีมีอิทธิพลและมีผลต่อนักกีฬามวยไทยอาชีพท่ีตัดสินใจเป็นผู้ตัดสิน กีฬามวยไทยอาชีพ ผู้วิจัยมีความสนใจนาแนวคิดดังกล่าวไปศึกษาในกระบวนการวิจัยเพื่อศึกษาปัจจัยท่ี ส่งผลต่อการตัดสินใจเป็นผู้ตัดสินกีฬามวยไทยอาชีพของนักกีฬามวยไทยอาชีพในกรุงเทพมหานคร นอกจากน้ผี ู้วจิ ยั ยังไดศ้ ึกษาแนวคิดและทฤษฎีเพิ่มเติมเพื่อนามาประกอบการทากรอบแนวคิดในการวิจัย ในประเด็นตวั แปรที่ศึกษา 4. แนวคิดเก่ยี วกับกำรตดั สนิ ใจ นักวชิ าการได้ให้ความหมายการตัดสนิ ใจไว้ ดงั เชน่ 4.1 ควำมหมำยของกำรตัดสินใจ วิทยา วสิ ูตรเรืองเดช (2545, 27) กลา่ ววา่ ในการดาเนินชีวิตของแต่ละบุคคลจะต้องผ่านกระบวนการ ต่าง ๆ อยู่มากมายโดยการตัดสินใจเลือกกระทาหรือละเว้นไม่กระทากิจกรรมต่าง ๆ ของตนข้ึนอยู่กับพื้นฐาน
28 เหตุผลของความแตกต่างระหว่างบุคคลต่างกันออกไปตามปัจจัยส่วนตัวและปัจจัยแวดล้อม การตัดสินใจ เพื่อตนเองหรือการตัดสนิ ใจเพอ่ื ส่วนรวม ซ่งึ ข้ึนอยกู บั ความเช่อื ค่านยิ ม ทัศนคติ และแรงจูงใจตา่ ง ๆ การตัดสินใจมนี กั วชิ าการให้ความหมายหรือคานิยามไว้ ดังเชน่ แฮริสัน (Harrison, 1981, 18) ได้ให้คานิยามของการตัดสินใจว่าเป็นกระบวนการประเมินผล เก่ียวกับทางเลือกหรือตัวเลือก หรือตัวเลือกที่จะนาไปสู่การบรรลุเป้าหมาย และการคาดคะเนผลที่เกิด ทางเลือกปฏบิ ัตทิ จ่ี ะส่งผลถึงการบรรลุเปา้ หมายได้มากทสี่ ดุ ฟรีดแมน (Friedman, 1957, 9) ได้ให้ความหมายของการตัดสินใจ คือความสามารถในการ ทางานหรือการบริหารงาน นอกจากบุคคลจะต้องมีความรู้ความสามารถในงานท่ีปฏิบัติแล้วสิ่งสาคัญ ประการหน่ึงของผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้างานหรือผู้บริหารก็คือการตัดสินใจ (decision making) การตัดสินใจเปรียบเสมือนหัวใจของการปฏิบัติงานและบริหารงาน ท้ังน้ีเพราะการตัดสินใจจะ มีอยู่ในแทบทกุ ข้ันตอนและทุกกระบวนการของการทางาน แม้แต่บุคคลท่ัวไปก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเร่ืองการ ตัดสินใจได้ นับตั้งแต่บุคคลตื่นข้ึนมาก็จะมีการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการ เลือกชุดที่จะใส่เวลาที่จะออกจากบ้าน เส้นทางที่จะใช้เดินทาง เป็นต้น แต่ดูเหมือนว่าการตัดสินใจใน เรื่องท่ัว ๆ ไปเหล่านี้เป็นเร่ืองที่ไม่ต้องพิจารณาอะไรมากมายนัก แม้ตัดสินใจแล้วผิด พลาดก็สามารถ แก้ไขได้ไม่ยาก แต่ถ้าเร่ืองที่ตัดสินใจน้ันเป็นเร่ืองใหญ ซึ่งหมายถึง เรื่องท่ีหากตัดสินใจแล้วผิดพลาดจะ เกิดความเสียหายมากหรือแก้ไขได้ยาก การตัดสินใจในเรื่องใหญ่ ๆ เหล่านี้ควรต้องพิจารณาให้รอบคอบ กอ่ นท่จี ะตดั สินใจลงไป ทั้งนีก้ ารตดั สินใจในบางเรื่องของบุคคลอาจหมายถึงชีวิตหรืออนาคตของบุคคลนั้น ทานองเดียวกันกับการตัดสินใจในบางเรื่องของผู้นาหรือผู้บริหารหมายถึงความอยู่รอดหรือไม่ ของกลุ่ม ของหนว่ ยงาน หรอื ขององคก์ ร เปน็ ตน้ รังสรรค์ ประเสริฐศรี (2548, 276) ให้ความหมายว่าการตัดสินใจ (decision making) เป็นข้ันตอน การตัดสินใจเลือกจากทางเลือกหลาย ๆ ทางเลือกโดยมีความคาดหวังว่าจะนาไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ หรอื เปน็ กระบวนการในการเลือกรปู แบบของการปฏิบัติเพื่อจัดการกับปัญหาและโอกาศท่ีเกิดขนึ้ จากการศึกษาพอสรุปได้ว่า การตัดสินใจเป็นส่ิงสาคัญอย่างยิ่งของนักกีฬามวยไทยอาชีพต่อ การดาเนินชีวิตและการทางาน ตัดสินใจให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยท่ีสุดเพ่ือบรรลุเป้าหมายท่ีต้ังไว้ให้สาเร็จ และเกิดประโยชนก์ ับตนเองมากทีส่ ดุ 4.2 ทฤษฎกี ำรตดั สินใจ นกั วชิ าการได้กล่าวถึง ทฤษฎกี ารตดั สินใจไว้ ดงั เชน่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช (2526, 38) ได้กล่าวว่าในบรรดาทฤษฎีที่สาคัญของการ ตดั สินใจอาจจาแนกได้อย่างนอ้ ย 2 ประเภทดังนี้ 1. ทฤษฎีบรรทัดฐาน (normative theory) เป็นทฤษฎีการตัดสินใจที่มีลักษณะสาคัญ คือ จะคานึงถงึ วา่ แนวทางการตดั สินใจน่าจะเป็น หรือควรจะเป็นเช่นใดจึงจะสามารถบรรลุถึงเป้าหมายท่ี ต้องการตัดสินใจได้ ซ่ึงการพิจารณาว่าแนวทางใดเป็นแนวทางท่ีน่าจะเป็นหรือควรจะเป็นน้ัน
29 ย่อมข้ึนอยู่กับวจิ ารณญาณของบคุ คลแต่ละคน ซ่ึงอาจจะคล้ายคลึงหรือแตกต่างกันก็ได้ ดังนั้น การใช้ ทฤษฎีน้ีตัดสินใจในประเด็นปัญหาใด ๆ ก็ตาม จึงมีลักษณะท่ีขึ้นอยู่กับมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ ดังกล่าวจะเป็นเครื่องกาหนดว่าปัญหาน้ัน ๆ น่าจะหรือควรตัดสินใจอย่างไรจึงจะดีที่สุดถูกต้อง เหมาะสมทีส่ ุดซ่งึ ในทรรศนะของบุคคลอ่ืน ท่ีมีมาตรฐานความพึงพอใจท่ีแตกต่างกัน อาจจะเห็นว่าไม่ เหมาะสมก็ได้ด้วยเหตนุ ีก้ ารตัดสนิ ใจโดยใช้ทฤษฎีจึงมีลักษณะการพรรณาแบบอุดมทัศน์ (idea type) มากวา่ จะเป็นแบบวเิ คราะหถ์ ึงสภาพทแ่ี ทจ้ รงิ 2. ทฤษฎีพรรณา (descriptive theory) คือ เป็นทฤษฎีการตัดสินใจท่ีมีลักษณะแตกต่าง กับทฤษฎีแรก กล่าวคือ เป็นทฤษฎีที่มีสาระสาคัญท่ีว่าการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาหน่ึง ๆ จะต้อง กระทาอย่างไร จึงจะสัมฤษธิ์ผลได้ไม่ว่าผลของการตัดสินใจนั้น จะเป็นท่ีช่ืนชอบหรือพึงพอใจของผู้ ตดั สนิ ใจหรอื ไม่ก็ตาม หรอื กล่าวอีกนัยหนึง่ คอื การตดั สินใจโดยใชท้ ฤษฎีนจี้ ะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ ความร้สู กึ นกึ คิดใด หรือค่านิยมส่วนตัวของผู้ตัดสินใจมาเป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ โดยมุ่งเน้นให้ การตัดสนิ ใจเป็นไปอยา่ งมีเหตุผล มีความถูกต้องและเป็นที่ยอมรับของบุคคลท่ัวไป ดังน้ัน จึงได้มีการ กาหนดหลักเกณฑแ์ ละวธิ กี ารทแ่ี นน่ อน ตลอดจนมีการนาเอาเทคนิคสมัยใหม่ต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการ ตดั สินใจด้วย เพื่อทีจ่ ะใหก้ ารตดั สินใจนนั้ มีความถกู ต้องเหมาะสมท่ีสดุ รีเดอร์ (Reeder, 1996, 123 ; อ้างถึงใน รัตติกาล สารกอง, 2551, 39-40) ได้กล่าวทฤษฎีของ Reeder วา่ ปจั จยั ภายนอกจริง ๆ ไม่มีอทิ ธพิ ลโดยตรงต่อการตัดสินใจ แต่ละบุคคลจะแปลงสถานภาพทาง เศรษฐกิจและสังคมเหล่านี้มาสู่ตัวคน ซึ่งจะอยู่ในรูปของความเช่ือและไม่เช่ือท่ีทาให้บุคคลตัดสินใจเลือก กระทาพฤติกรรม ดังนั้นนักกีฬาอาจจะตัดสินใจกระทาพฤติกรรมอย่างเดียวกันแต่เหตุผลที่ทาให้เกิดการ ตดั สนิ ใจจะแตกตา่ งกัน รเี ดอรจงึ ได้อธิบายเหตุผลในการกระทาส่ิงใดของมนุษย์วา่ เดนิ จากปจั จัยดังต่อไปน้ี 1. เป้าหมายหรือจุดประสงค์ (goals) คือกิจกรรม วัตถุคุณลักษณะ ความเชื่อ ความรู้กิจธุระ หรือสภาพความเป็นอยู่ท่ีบุคคลต้องการ ความมุ่งหมายเพื่อให้บรรลุผลในการกระทาสิ่งใดส่ิงหนึ่งน้ัน ซ่ึง นักกีฬาจะต้องมีการกาหนดเป้าประสงค์ไว้ก่อนล่วงหน้าและพยายามท่ีจะกระทาทุกวิธีทางเพื่อบรรลุ เปา้ ประสงค์หรอื เป้าหมายนั้น ๆ 2. ความเชื่อ (belief orientation) คือ การรับรู้หรือความเข้าใจง่ายของนักกีฬาแต่ละคนต่อ ส่งิ ท่ีเกิดขึ้น ความเช่ือน้ันเป็นผลมาจากการได้รับรู้ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหรือความรู้น่ันเอง ซึ่งความเชื่อจะ มีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมทางสังคม ในกรณีที่นักกีฬามวยไทยอาชีพจะเลือกรูปแบบของ พฤติกรรมบนพื้นฐานของความเช่ือท่ีตนยึดม่ันอยู่ ความเชื่อนี้คือ การยอมรับข้อเสนอใดข้อเสนอหน่ึงว่า เปน็ ความจริงความเช่ือทาใหเ้ กิดภาวะทางจิตใจในแต่ละคน อาจเป็นพ้ืนฐานสาหรับการกระทาโดยสมัคร ใจ แตอ่ ยา่ งไรก็ตามความเชื่อน้จี ะสง่ ผลให้กระทาหรือไม่กระทาพฤติกรรมน้ันกเ็ ป็นได้ 3. ค่านยิ ม (value standard) คือส่ิงที่บุคคลยึดถือ ซ่ึงเป็นเคร่ืองช่วยตัดสินใจและกาหนดการ กระทาของนักกีฬา เป็นความเช่ืออย่างหนึ่งที่มีลักษณะค่อนข้างถาวร เชื่อว่าวิถีปฏิบัติบางอย่างเป็นส่ิงท่ี ตัวเองหรือสังคมเห็นดีเห็นชอบท่ียึดถือปฏิบัติค่านิยมของมนุษย์ทางสังคมจะแสดงออกทางทัศนคติและ
30 พฤติกรรมของบุคคลทุกรูปแบบ ดังน้ันค่านิยมจึงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและการกระทาทางสังคมของ บุคคลโดยพยายามทจี่ ะกระทาสอดคล้องกับค่านิยมทต่ี นเองยึดถืออยู่ 4. นิสัยและธรรมเนียม (habits and customs) คือ แบบอย่างพฤติกรรมท่ีสังคมกาหนดไว้ แล้วสืบต่อกันมาด้วยประเพณี ซึ่งถ้ามีการละเมิดก็จะถูกบังคับด้วยการท่ีสังคมไม่เห็นชอบด้วยการ ตัดสินใจที่เลือกกระทา เช่น ไม่มีการอนุมัติไม่มีการร่วมพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งของมนุษย์หรือของ ผกู้ ระทาทางสงั คมสว่ นหน่ึงเนื่องมาจากแบบพฤตกิ รรมท่สี งั คมกาหนดให้แลว้ 5. การคาดหวัง (expectation) เป็นการรับรู้ของนักกีฬาในทางสังคมว่าโดยทั่วไปต้องการให้ เชื่อหรือรู้สึก หรือประพฤติปฏิบัติอย่างใดอย่างหน่ึงโดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์น้ันหรือกล่าวได้ว่า ความคาดหวัง คือท่าทีท่ีมีต่อพฤติกรรมท่ีเก่ียวข้องกับนักกีฬา โดยคาดหวังหรือต้องการให้บุคคลนั้น ประพฤติปฏิบัติในส่ิงที่ตนต้องการ ดังนั้นในการตัดสินเลือกพฤติกรรมของนักกีฬา (social action) ส่วน หนง่ึ จึงขึ้นอย่กู บั ความคาดหวงั และท่าทขี องบุคคลอนื่ ด้วย 6. ข้อผูกพัน (commitments) ส่ิงท่ีนักกีฬาเช่ือว่าเขาผูกพันท่ีจะต้องกระทาให้สอดคล้องกับ สถานการณ์หรือประเด็นปัญหาที่ตนเก่ียวข้องทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้นักกีฬาจะทาตามคาสัญญาทีให้ ไว้กับผู้อ่ืน ดังน้ันข้อผูกพันจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและการกระทาทางสังคม เพราะต้ังใจจะกระทา สง่ิ นน้ั ๆ เนอ่ื งจากเขารู้ว่าข้อผกู พันที่จะต้องกระทา 7. การบังคับ (force) คือ ตัวท่ีช่วยกระตุ้นให้นักกีฬามีการตัดสินใจได้เร็วขึ้นเพราะขณะท่ีต้ังใจ กระทาส่ิงต่าง ๆ โดยตนเองรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอ่ืนอีก นอกจากจะต้องประพฤติปฏิบัติตามใน สถานการณ์ที่ต้ังใจกระทาสิ่งต่าง ๆ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะดีหรือไม่น้ันการบังคับจะเป็นสิ่งช่วยกระตุ้นให้ ตัดสินใจปฏิบัติได้เร็วขึ้น ดังน้ันการบังคับจึงมีส่วนสาคัญในการตัดสินใจและการกระทาทางสังคม เนื่อง นักกฬี าชพี มกั มแี นวโนม้ เอียงที่จะประพฤติปฏิบตั ิเมื่อถูกบังคับใหท้ า 8. โอกาส (opportunity) ความเชื่อของนักกีฬาท่ีมีต่อสถานการณ์หรือทางเลือกท่ีมีอยู่เม่ือ พิจารณาแล้วเห็นว่าภายใต้สถานการณ์น้ันมีช่องทางจังหวะเวลาท่ีเหมาะสมและเปิดโอกาสให้เลือก กระทาได้ดงั น้นั การทน่ี กั กฬี าจะตัดสินใจและประพฤติปฏิบัติอย่างหน่ึงอย่างใดลงไปจึงขึ้นอยู่กับโอกาสท่ี มใี นสถานการณน์ น้ั 9. ความสามารถ (ability) คือ การรับร้ขู องนักกีฬารู้เก่ียวกับกาลังหรือพลังของตนเองในการท่ี จะกระทาสง่ิ ใดสิ่งหนงึ่ จนบรรลผุ ลสาเรจ็ ภายใต้สถานการณน์ ั้น ๆ จะตระหนักถึงความสามารถของตนเอง ก่อนการตัดสินใจและการกระทาทางสังคม เพราะรู้ว่าถ้าตัดสินใจกระทาไปแล้วก็จะมีความสามารถ กระทาได้แน่นอน ดังน้ัน โดยท่ัวไปแล้วนักกีฬามยไทยอาชีพจะกระทาพฤติกรรมใด ๆ จึงพิจารณาขีด ของความสามารถของตนเองเสียก่อน
31 10. การสนับสนุน (support) คือ สิ่งที่นักกีฬารู้ว่าจะได้รับจากคนอ่ืน ๆ เช่น การชกมวยไทย ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว ครู อาจารย์ก็เป็นปัจจัยให้สามารถเลือกชกมวยไทยต่อไปได้ทาให้มี ความกา้ วหนา้ ในอาชีพต่อไป จากการศึกษาพอสรุปได้ว่า การตัดสินใจของนักกีฬามวยไทยอาชีพ คือ การเลือกกระทาสิ่งใด สิ่งหนึ่งให้สาเร็จได้ต้องมีปัจจัยเป็นอิทธิพลในการตัดสินใจ เช่น เป้าหมาย ความเช่ือ ความหวัง โอกาส ความสามารถ และการสนับสนุน ซึ่ง ปัจจัยเหล่าน้ีสาคัญและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักกีฬามวย ไทยอาชีพเป็นอย่างมาก 4.3 ปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลต่อกำรตดั สินใจ การตัดสินใจของนักกีฬาแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ ซ่ึงมีผลมาจากความ แตกต่างกันของลักษณะทางกายภาพและสภาพแวดล้อมของนักกีฬาแต่ละบุคคล ทาให้การตัดสินใจของ นักกีฬามีความแตกต่างกัน โดยปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกท่ีมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจ ของนกั กฬี า ศิริวรรณ เสรีรัตน์ (2552, 130-131) ได้กล่าวถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจประกอบไป ด้วย 4 ปจั จยั ดงั เช่น 1. ปัจจัยด้านวัฒนธรรม (cultural factor) วัฒนธรรมเป็นวิธีการดาเนินชีวิตท่ีสังคมเชื่อถือว่า เป็นสิ่งดีงามและยอมรับมาปฏิบัติ เพื่อให้สังคมดาเนินและมีการพัฒนาไปได้ด้วยดี บุคคลในสังคม เดียวกันจึงต้องยึดถือและปฏิบัติตามวัฒนธรรมเพื่อการอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม วัฒนธรรมเป็นเครื่อง ผูกพันบุคคลในกล่มุ ไว้ด้วยกัน วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่กาหนดความต้องการพื้นฐานและพฤติกรรมของบุคคล โดยบุคคลจะเรียนรู้เรื่องค่านิยม ทัศนคติ ความชอบ การรับรู้ และมีพฤติกรรมอย่างไรน้ัน จะต้องผ่าน กระบวนการทางสังคมท่ีเกี่ยวข้องกับครอบครัว และสถาบันต่าง ๆ ในสังคม คนท่ีอยู่ในวัฒนธรรมต่างกัน ย่อมมพี ฤติกรรมการตัดสนิ ใจท่ีแตกต่างกนั 2. ปัจจัยด้านสังคม (social factor) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจาวัน และมีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมการการตัดสินใจ ลักษณะทางสังคมจะประกอบด้วย 2.1 กลุ่มอา้ งอิง (reference group) เปน็ กลุ่มทบี่ คุ คลเข้าไปเก่ยี วขอ้ งด้วยมีอิทธิพลต่อทัศนคติ ความคดิ เห็น และคา่ นิยมของบุคคลในกลุ่มอ้างอิง เนื่องจากบุคคลต้องการให้เป็นท่ียอมรับของกลุ่มจึงต้อง ปฏบิ ตั ติ ามและยอมรบั ความคิดเห็นจากกลุ่มอ้างอิง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ระดับ คือ กลุ่มปฐมภูมิ และกลุ่ม ทตุ ิยภมู ิ 2.2 ครอบครัว (family) บุคคลในครอบครัวถือว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติ ความคิด และค่านยิ มของบุคคล ซง่ึ สิ่งเหล่าน้มี อี ิทธพิ ลตอ่ พฤติกรรมการตัดสินใจของครอบครวั
32 2.3 บทบาทและสถานะ (roles and statuses) บุคคลจะเก่ียวข้องกับหลายกลุ่ม เช่นครอบครัว กลุ่มอา้ งองิ องคก์ รและสถาบนั ต่าง ๆ บุคคลจะมสี ถานะที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม ฉะนั้นในการตัดสินใจ มกั จะมบี ทบาทหลายบทบาทท่ีเก่ียวข้องกบั การตดั สินใจของตนเอง และผู้อน่ื ดว้ ย 3. ปัจจยั สว่ นบุคคล (personal factor) การตัดสินใจซื้อของผู้ซื้อได้รับอิทธิพลจากลักษณะส่วน บคุ คลของคนในด้านตา่ ง ๆ ดังน้ี 3.1 อายุ (age) อายทุ ีแ่ ตกตา่ งกนั จะมีความตอ้ งการตา่ งกัน เชน่ กลมุ่ วยั รุ่นชอบทดลองส่งิ แปลกใหม่และชอบสนิ คา้ ประเภทแฟชนั่ และรายการพักผ่อนหย่อนใจ 3.2 วงจรชีวิตครอบครัว (family life cycle stage) เป็นข้ันตอนการดารงชีวิตของบุคคล ในลักษณะของการมคี รอบครวั การดารงชีวิตในแต่ละข้ันตอนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความต้องการทัศนคติ และคา่ นิยมของบุคคล 3.4 รายได้ (income) หรอื โอกาสทางเศรษฐกจิ (economic circumstance) โอกาสทาง เศรษฐกจิ ของบุคคลจะกระทบต่อสิ่งทีเ่ ขาตัดสนิ ใจ โอกาสเหล่านีป้ ระกอบด้วย รายไดก้ ารออมสนิ ทรพั ย์ และทศั นคติส่ิงเหล่านี้มอี ิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสนิ ใจทัง้ สิ้น 3.5 การศกึ ษา (education) ผ้ทู ม่ี รี ะดับการศกึ ษาสงู มีแนวโนม้ การตัดสินใจทีเ่ หมาะสม มากกวา่ ผ้ทู ีม่ ีการศึกษาน้อย 3.6 คา่ นยิ มหรอื คุณค่า (value) และรูปแบบการดารงชวี ิต (lifestyle) ค่านยิ มหรอื คณุ ค่า (value) หมายถึง ความนยิ มในส่ิงของหรือบุคคล หรอื ความคิดในเรื่องใดเร่ืองหนงึ่ รูปแบบการดารงชีวติ (lifestyle) หมายถึง รูปแบบของการดาเนินชวี ิตในโลกมนุษย์ โดยแสดงออกในรปู กิจกรรม (activities) ความสนใจ (interest) ความคิดเหน็ (opinions) 4. ปัจจยั ด้านจิตวิทยา (psychological factor) หรือปัจจัยภายใน การตัดสินใจของบุคคลได้รับ อิทธิพลจากปัจจัยด้านจิตวิทยา ซ่ึงถือว่าเป็นปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจ ประกอบด้วย 4.1 การจงู ใจ (motivation) หมายถึง พลังสิ่งกระตนุ้ (drive) ท่อี ยู่ภายในตัวบุคคล ซง่ึ กระตนุ้ ใหบ้ ุคคลปฏิบตั ิ การจูงใจเกดิ ภายในตัวบุคคล แต่อาจถกู กระทบจากปัจจยั ภายนอกได้ พฤตกิ รรมของมนุษย์ เกดิ ขน้ึ ต้องมีแรงจูงใจ (motive) ซงึ่ หมายถึง ความต้องการท่ไี ดร้ ับการกระตุน้ จากภายในตวั บุคคลท่ีต้องการ แสวงหาความพอใจด้วยพฤติกรรมที่มเี ป้าหมาย แรงจงู ใจท่ีเกิดข้ึนภายในตัวมนุษย์ ถือว่าเป็นความต้องการ ของมนษุ ย์ 4.2 การรบั รู้ (perception) เปน็ กระบวนการรบั รขู้ องแต่ละบคุ คลซ่ึงขึน้ อยู่ปัจจัยภายใน เช่น ความเช่ือ ประสบการณ์ ความต้องการและอารมณ์ และยังมีปัจจัยภายนอกคือ ส่ิงกระตุ้น การรับรู้จะ แสดงถงึ ความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 การเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รส กาย การสัมผัส ซ่ึงแต่ละคนมีการ รับรู้แตกต่างกนั ไป
33 4.3 การเรียนรู้ (learning) เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซ่ึงเป็นผลจากประสบการณ์ของ บุคคล การเรียนรู้ของบุคคลจะเกิดข้ึน เม่อื บุคคลไดร้ ับสิ่งกระตุ้นและเกิดการตอบสนองต่อสงิ่ กระต้นุ นั้น 4.4 ความเชอ่ื (beliefs) เป็นความคดิ ซงึ่ บุคคลยึดถือเกี่ยวกบั สิ่งใดส่ิงหน่ึง ซ่ึงเป็นผลมาจาก ประสบการณ์ในอดีต 4.5 ทศั นคติ (attitudes) เปน็ การประเมนิ ความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจของบุคคลความรู้สึก ด้านอารมณ์และแนวโน้มการปฏิบัติที่มีผลต่อความคิดหรือสิ่งใดสิ่งหน่ึง หรือหมายถึงความรู้สึกนึกคิดของ บคุ คลทมี่ ตี อ่ ส่ิงใดสง่ิ หนงึ่ 4.6 บุคลิกภาพ (personality) เป็นรูปแบบลักษณะของบุคคลที่จะเป็นตัวกาหนดพฤติกรรม การตอบสนอง หรืออาจหมายถึงลักษณะด้านจิตวิทยาที่มีลักษณะแตกต่างของบุคคลซ่ึงนาไปสู่การ ตอบสนองท่สี มา่ เสมอและมปี ฏกิ ริ ิยาตอ่ สิง่ กระตุน้ 4.7 แนวคิดของตนเอง (self-concept) หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดที่บุคคลมีต่อตนเองหรือ ความคิดทบ่ี ุคคลคิดว่าบุคคลอ่ืนมีความคดิ เห็นต่อตนอย่างไร อัษฎายธุ สนุ ทรศารทูล (2547, 34) กล่าววา่ ปจั จัยทมี่ ีอิทธิพลตอ่ การตัดสนิ ใจมี 4 ดา้ น คอื 1. ปัจจัยทางด้านสังคม เช่น วัฒนธรรม ประเพณีค่านิยม ความเช่ือ หลักธรรมของสังคม ระบบการศกึ ษาและสิง่ แวดล้อม 2. ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ เช่น อาชีพ การทามาหากิน รายได้การเพ่ิมผลผลิตอาหารเงินทุน และสง่ิ แวดล้อมทางเศรษฐกจิ 3. ปัจจัยด้านผู้ตัดสินใจ เช่น ระดับการศึกษา ระดับสติปัญญา ความรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ รวมถงึ ประสบการณ์เดมิ วฒุ ภิ าวะ นิสัย อารมณแ์ ละความจาเป็นส่วนตวั ของผู้ตัดสินใจ 4. ปัจจัยด้านเวลาสถานที่และข้อเท็จจริง ทั้งนี้เพราะการตัดสินใจท่ีกระทาในเวลา สถานที่ และขอ้ เท็จจริงท่ีได้รบั มปี ริมาณและคุณภาพแตกต่างกัน วิธีเลือกใชอ้ าจจะแตกต่างกนั ด้วย จากการศึกษา พอสรุปได้ว่า ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักกีฬาจะมีอยู่ 2 ปัจจัย หลัก ๆ คอื ปจั จัยภายใน ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้านจิตวิทยา เช่น สติปัญญา ประสบการณ์ การรับรู้ การเรียนรู้ ความเช่ือ ทัศนคติและบุคลิกภาพเป็นต้น ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ ปัจจัยด้าน วัฒนธรรม ปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยสภาพแวดล้อม และปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เช่น ครอบครัวสถาบัน วัฒนธรรมประเพณี อาชพี รายได้ เปน็ ตน้ ดังนน้ั ทาใหก้ ารดาเนินชีวิตของนักกีฬาที่แตกต่างกันนั้น ทาให้ มีพฤติกรรมการตัดสินใจท่ีแตกตา่ งกันไปด้วย 4.4 กระบวนกำรตดั สินใจ กระบวนการตัดสินใจไม่วา่ การตดั สินใจจะเป็นไปในลักษณะใด ส่ิงท่ีจะทาให้การตัดสินใจเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดนั้นควรมีกระบวนการตัดสินใจ โดยนักวิชาการได้ให้ ความหมายไว้ ดงั เช่น
34 ณัฎฐพนั ธ์ เขจรนนั ทน์ (2551, 138) ใหค้ วามหมายว่า การตัดสินใจหมายถึงกระบวนการของการ ใช้ความคิดและการกระทาในการรับรู้ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา (Problem) หรือโอกาส (opportunity) กาหนดและประเมินทางเลือกรวมถึงเลือกทางเลือกทเี่ หมาะสม เพ่อื จดั การกับปัญหาหรือโอกาสทเ่ี กิดขน้ึ ศิรวิ รรณ เสรีรตั น์ (2552, 57) กระบวนการหรอื ข้นั ตอนการตัดสินใจของบุคคล เป็นลาดับขั้นตอน ในการตดั สนิ ใจทป่ี ระกอบไปด้วย การรับรู้ปญั หา การค้นหาข้อมูล การประเมินผลทางเลือกการตัดสินใจและ พฤตกิ รรมภายหลงั การตัดสนิ ใจที่จะส่งผลลพั หลัวจากการเลือกตดั สนิ ใจ กาญจนา เกียรติมณีรัตน (2546, 65) ได้ให้ความหมายของการตัดสินใจของบุคคลว่ามีกระบวนการ และพฤติกรรมท่ีคลายคลึงกัน สามารถสรุปกระบวนการตัดสินใจ และพฤติกรรมของบุคคลเป็น องค์ประกอบ 3 ส่วนใหญ่ คือ ปัจจัยนาเข้า (input) กระบวนการ (process) และผลลัพธ์ (output) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ปัจจยั นาเขา้ (input) มอี งคป์ ระกอบที่เกดิ จากปัจจัยภายนอก (external influence) ซง่ึ เป็นแหล่งข้อมูลเก่ียวกับ ความตอ้ งสนใจ ปัจจยั ภายนอกดังกล่าวมีอิทธิพลต่อค่านิยม (values) ทัศนคติ (attitudes) และพฤติกรรม ของบคุ คล โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่อิทธิพลต่อบุคคลมาก คือ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และปัจจัยด้าน สังคมวฒั นธรรม 2. กระบวนการ (process) กระบวนการตัดสินใจ ซึ่งปัจจัยภายในประกอบไปด้วย แรงจูงใจ การรับรู้ การเรียนรู้ บุคลิกภาพ และทัศนคติของบุคคล แยกเปน็ องคป์ ระกอบ 3 ข้ันตอน คอื 2.1 ขั้นความต้องการรับรู้ (need recognition) เนื่องจากต้องตระหนักถึงปัญหาหรือความ ต้องการท่ีเกิดขึ้นแต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองทาให้เกิดความเครียด ความกดดันต้องการท่ีจะผ่อนคลาย ความต้องการที่เกิดข้ึน ซ่ึงอาจเป็นความต้องการพ้ืนฐานที่เกิดจากสภาพร่างกายหรือ ความต้องการที่ เกิดข้นึ เมือ่ ไดรับการกระตุ้นจากสง่ิ เราภายนอก เช่น จากการโฆษณา เป็นตน้ 2.2 ขั้นการค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ (prepurchase search) ถ้าความต้องการท่ีเกิดข้ึนรุนแรง และสามารถสนองความต้องการได้บุคคลนั้นจะตัดสินใจ แต่ถ้าไม่เป็นไปตามความต้องการน้ีก็จะถูกเก็บ สะสมไวใ้ นความทรงจา และอาจมีการค้นหาข้อมูลต่อไปอยางจริงจัง หรือหยุดการค้นหาข้อมูล ทั้งน้ีขึ้นอยู่ กับระดับความต้องการของตัวบุคคล แหล่งข้อมูลอาจมาจากหลายแห่ง เช่นครอบครัว เพื่อน ผู้คุ้นเคย อิทธิพลของข้อมูลข่าวสารท่ีได้รับแตกต่างกันไปตามประเภทและคุณลักษณะส่วนตัวของบุคคล โดยท่ัวไป แล้วนักกีฬาได้รับข้อมูลต่าง ๆ มากท่ีสุดแต่แหล่งส่วนตัวจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากท่ีสุด ข้อมูลที่ได้ จากแหล่งต่าง ๆ ทก่ี ลา่ วมาแลว้ บุคคลหรือผูท้ ่ีเกีย่ วขอ้ งจะนามาประเมินทางเลือกตามขอ้ มูลที่มอี ยู่
35 2.3 ขั้นการประเมินทางเลือก (evaluation alternative) ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ ท่ีกล่าวมา แล้วบุคคลใดจะนามาใช้ในการประเมินทางเลือกตามข้อมูลที่มีอยู่ การประเมินค่าจะเป็นอย่างไรนั้น ขนึ้ อยูกบั บุคลกิ ภาพของตนเอง การรบั รู้ถงึ ความต้องการ ตลอดจนอทิ ธิพลท่ีไดร้ บั จากกลุ่มอ้างอิงต่าง ๆ 3 ผลลัพธ์ (output) เป็นองค์ประกอบสุดท้ายของระบบโดย หมายถึงความสาเร็จในลกัษณะต่าง ๆ ท่ีมี ประสิทธิภาพ หรือประสิทธิผลโดยส่ิงท่ีป้อนเข้าไปกระบวนการและผลผลิต หรือผลงานจะอยู่ภายใต้ สภาพแวดล้อม หรอื ส่ิงแวดล้อมเดียวกัน สมาน อศั วภมู ิ (2551, 224) ได้กลา่ วถงึ กระบวนการตัดสนิ ใจไว้ดงั น้ี 1. การตระหนกั ถึงความต้องการจาเป็นในการตดั สนิ ใจ หรือกาหนดวตั ถปุ ระสงคในการตัดสินใจ 2. การระบปุ ญั หาทตี่ ้องตัดสินใจ 3. การกาหนดเกณฑ์ทตี่ ้องตัดสนิ ใจ 4. การพฒั นาและกาหนดทางเลือก 5. การประเมินทางเลือก 6. การเลือกทางเลือก 7. การใช้ทางเลือกและการประเมินผล ส่วนกระบวนการตดั สนิ ใจของ ธิดารัตน์ สร้อยจักร (2553, 39) ประกอบดว้ ยขั้นตอนของการ ตัดสนิ ใจ 4 ข้นั ตอน ดังนี้ 1. ประเด็นที่สนใจ เม่ือผู้เรียนได้ซาบซึ้งกับสถานการณ์ที่มากระตุ้น จนทาให้เกิดความรู้สึกว่า ตนเองตอ้ งมสี ่วนรว่ มในการแก้ปญั หาหรือตอบโจทย์ในประเด็นทสี่ นใจ ส่งิ ทีต่ ้องการหาคาตอบอาจจะ ไม่ใช่เพียงแค่ปญั หาเท่านัน้ แตร่ วมถงึ ทุกสง่ิ ทุกอย่างที่เป็นประเดน็ ที่ผู้เรียนสนใจ 2. เสนอแนวทางเลือก เป็นการเสนอแนวทางต่าง ๆ ท่ีสามารถแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ใน ประเดน็ ที่สนใจ ซึ่งอาจจะมีหลากหลายแนวทาง แตล่ ะทางเลือกกจ็ ะมีจุดเด่น จุดดอ้ ยแตกตา่ งกันไป 3. ประเมินทางเลือก เมื่อผู้เรียนได้เสนอแนวทางเลือกมาหลากหลาย ผู้เรียนก็ตัดสินใจเลือก ทางเลือกท่ีคิดว่าดีท่ีสุด แล้วนาทางเลือกที่ได้เลือกน้ันไปแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่มีความรู้หรือ ประสบการณ์ในเร่ืองนน้ั เป็นการทบทวนการตัดสนิ ใจ ถอื วา่ เป็นการประเมินทางเลือก 4. ตัดสินใจ เป็นการตัดสินใจคร้ังสุดท้ายของผู้เรียนหลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้จากผู้ท่ีมี ความรูห้ รือมีประสบการณ์ในเรื่องนน้ั ก็นาคาแนะนาท่ไี ด้มาประกอบการตัดสนิ ใจครั้งสุดท้าย จากการศึกษาพอสรุปได้ว่า กระบวนการตัดสินใจของนักกีฬามวยไทยอาชีพเกิดขึ้นจาก ความคิดและการกระทาในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นาไปสู่ทางเลือกท่ีดีและ เหมาะสม โดยมอี งค์ประกอบท้งั 3 ด้าน คือ ปัจจัยนาเขา กระบวนการ และผลลัพธ์ โดยมีปฏิสัมพันธ์กับ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181