๔๓ สรำงได้ตามชอบ1ใจ ส่วนเรื่องอาตม,นหรืออ้ฅฅาน8น สมเด็จพระ ส่งฆราชไค้ทรงตอบอ้วิยพระวาจาในพระอุโบสถ ว,ดบวรนิเวศวิหารว่ ในธรรมะชนตำทรงสอนเรื่องอ้ฅฅาเหมือนก,น เช่น สอนให้พึ แต่เมื่อขนถึงธรรมะชนสง จึงทรงสอนมิให้ยึดอ,ฅฅา สรุปกวามแล1ว การที่นายชิมเฟรยส์ได้พยายามเขียนหล,ก เหล่าน้ขีนก็อ้วิยปรารถนาดี จะให้ใช้เบนแนวเผยแผ่พระ เท่าก,บเบนฅำแทนเบนปากเสียงของเราในต่างประเทศ ทงย้ง่ม โกรงการเชื่อมกวามส,มพํนธ์ระหว่างพุทธศาสนิกชนทวิโลก เม เราผลิฅน,กศึกษาของเราออกมาได้ให้เบ็1นผ้สามารถเขียนและพกภาษา อ,งกฤษได้กล่องแกล่ว สมตามกวามมุ่งหมายที่กำล่งดำเนินงาน สภาการศึกษา หรือมหาวิทยาล'ยพุทธศาสนาอยู่ในบ้ดนั้ เราก็จ ร่วมมือล่นิทำงานอ้นเบนกุศลนอ้วิยคี นายฮํมเฟ่รยสีเขียนหล่กอ ตามความร้ที่หาไค้จากอ้านต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนาจึงเบนธรรม อย่เองที่จะตรงก*บเราทกขอ1ม่ได้ แต่'?เอท่ใม่ตรงกนน\"น ก็ไ แล่วิว่าไม่ตรงอ้นโดยส่วนย่อยส่วนใหญ่ลงอ้นได้ เมือเบนเช่นมื หลกต่าง ๆ ทนายอัมเฟรยส์เขยนขน จงไม่มือะไรทล่มลิกหรอแปลกประหลาดยิงไปกว่าทเรารู้และเช่าใจ อันส\"งสอนอันอย่แล็ว่ไนประเทศไทย
(5 (2. การทำสิงคายนาของผายมหายาน ก้ม่ภีร์ของผืายมหายาน ท้มีแปลกออกไปจากบาลีพร-ไดร บื่ฎกของเรา และเราม*กไม่ค่อยถือเบ็่นหบ้กฐานน,น ค่ายมหายานแก้'ว่า การทำลีง่กายนานนไม่ไค้ทำก'นแฅ่ที่ถํ้าลีฅฅบรรณคูหาแ ขณะที่พระเถระมีพระมหาก*สสปะ พระอานนท์ฌนบ้นทำสงคายนา ในถาส*กกบรรณคหา ก็มีสงฆ์หม่ใหญ่ทำก้นนอกถา ซึ่งเรียกว่า ลีงกายนาของมหาลี,งฆิกะ นอกๆากนํ้น พระศรีอารย์กํบพระมํญ โพธิส*ฅว์ก็เคยร่วมก*นทำ เขาจึงว่าที่เราฅิว่าเขาแปลก ๆ ออก เราทำไมไม่ฅิบ้วเองบ้างว่า ไม่สามารถร้สงที่แปลกๆ ออกไปนนไ แต่อย่างไรก็คื ผายมหายานหาได้กดบ้านหลีกฐานทางค่ายเราไม่ แ ทางเราก็ควรศึกษาอย่างมีใวิกว่างขวาง เพี่อกรวจบ้นดูหบ้ ต่างๆ และกามหลีกแห่งพระพุทธศาสนา เราก็มีสิทธิเสรีอย่แบ้ จะเชื่อหรือไม่เชื่อบ้อกวามในบ้มภีร์ใค ๆ แต่เท่าที่เรา หล*กส่วนใหญ่ก็ลงก'นโดยมาก หนมามองดตาเราเอง ปาฐกถาที่แสดงมาน ยังไม่ได้วกมาถึงบญหาการกรอ กามแนวพระพุทธศาสนาของพวกเราโดยเฉพาะเลย เพราะฉะนน เพี่อประโยชน์ในการพิจารณาบ้วเ.อง ขาพเบ้าชอกล่าวถึง ๒ ประการ คือ หลีกเกี่ยวกบบ้งกม และหล*กเกี่ยวบ้บบ้วเรา
(2.& ๑. หลํกเกึยวกํษสงคม หลืกเกี่ยวกบส*’'งกม คือเวนจากเบียดเบียนผู้อีน ร้จกปล เมตตากรณา สงเกราะห์อนเกราะห์กนและกน หลกขอนึกคือการด้ง อยู่ในศีลธรรม เช่น ศีล ๕ และธรรมที่เบื่นคู่กับศีล ๕ ๒. หลํคเกียวกบตํวเอร ในส่วนที่เกี่ยวก'บฅํวเองน้ มีบีญหาว่าเราจะทำ เบนผ้กรองชีพไค้ สมเบนพทธศาสนิกชน สมมดีว่า เราบีงานลน ที่จะฅองทำในวนหนึ่ง ๆ งแต่เช้าก็วี่งวุ่นไปด้วยบีญห การเล่าเรียนและการงานอนจนกว่าวิะหมดวนฉะ,แแลว เราจะทา อย่างไรดี เราไม่บีโอกาสหาที่สงบทำสมาธิอบรมบีญญา เมื่อเบีนเช เรา'จะยอมปล่อยกัวเราเองให้เบนไปดามบุญดาม'กรรม ด้วยเพียงแต่น ว่า พระพทธศาสนาเหมาะสำหรบมหาบุรุษเพียงบางกนกระนึ่น์หรือ เราจะปล่อยให้พระพทธศาสนา'ซึ่งเบีนของมี1อ่าเบี,นประดุจ'พ'ลอยพีส่ แสงอยุ่เบีองหนำไก่ โดยที่ไก่ไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไ ช้าพเจ้าเห็น-ว่ายงไม่กวรท่อใ'จเช่นน์นํ เราควรถือเอาประโยชนจา พระพทธศาสนาซึ่งเบีนชองมีก่านึ่ แม้ในทำมกลางกิจการงานแล ย่งยากประจำวน เราจะบีวิธีลดอย่างไรที่วิะหากวามสุขไค้ ทำอ จึงจะระง*บกวามทกข์ซึ่งแวดลอม1■ราอยู่ไค้ ชาพเจาเหนมวธลด 'ใช้บี'ญญๅ-พิจารณาสอน'ไจแรา'ให้ร้น.จํงเ.-หึ1นวิ1ริ'ง,อย่เ'สมอ เราจะใช้บี
๔ ไว เบ่นเกรื่องแยกธาตุ หรือเบ่นเครื่องย่อยอารมณ์ต่าง ๆ ทเราประสบ พบปะอยู่เสมอ พยายามรู้เท่าท้นกวามจริง แล้วย่อยและแยกธ ให้เห็นว่าม'นํเบ่นของธรรมคาโลก อย่าตื่นเท่นหลงใหลหรือเดือดรอน ไปตามอารมณ์นื่น ‘ตุ เราจะบ*งก'บ่หรือปฏิวัติ โลกไม่ให้ยุ่งไม่ให้ เดือดรือนอย่างทีม'นเบ่นอยู่ย่อมไม่ได้ นอกจากใช้วิธีร้เท่าท'น แ หากวามสุขใจล้วยการไม่ถกอารมณ์น8นๆ เบนนายเหนือเรา เราอาจใช้ บ่ญญาได้ทุกโอกาส ล้าหยิบใช้บ่อย ๆ ก็จะคล่องแกล่วขั้น อาจทำที สุดทุกข์ได้ล้วยวิธีล้ดนํ้โคยไม่เลือกเพศเลือกล้ย ล้าเราตื่นเท่ ไปตามโลก และปรารถนารุณแรงที่จะผนกระแสของม'น ให้ม*นเบนไป อย่างที่เราติด แล้วก็เท่าก'บเราจะแจวเรือรบใหญ่ ๆ ท,งลำ ผลอะไรเลยนอกจากเหน็ดเหนื่อยเปล่า ผู้ใข้บญญาพิจารณาเหตุ เสมอแล้ว ก็จะเบ่นผู้แจ่มใสไม่งมงาย น*บ่ถือศาสนาดำยบ่ญญา แม้มี พระพุทธรูปไว้เคารพบูชา ก็ไม่ใช่เบ่นเพราะเหฅที่เบ่นพ เชียงแสน หรือสุโขท*ย จะบูชาควยความระลึกถึงพระคณต่างๆ ของ พระพทธเล้า แลวนำพระคุณน1นมาสอนใจตน เบ่นอ้นเผชิญหนำกบ โลกได้อย่างไม่พรนพรึง อย่างรู้เท่าท้น และอย่างมีเครื่อ แยกธาตุไม่ให้เกกเบ่นพิษขั้นได้
๔๓) ทางเนาสู่ทระพทธค้าค้นา ๒ ทาง เหตุที่ข่าพเจำกล่าวว่า ควรใช้บญญาเบนวิธีลคไนการค้ารง ชีวิฅประจำว่นฃองเรานั้น ก็เพราะเห็นว่ามีทางเขาสู่พระพุทธ อย่ ๒ ทาง คือทางศีลทางหนึ่ง ทางบึ้ญญาทางหนึ่ง เข่าทางศีลนั้น คือกร1งแรกที่นับถือศาสนาก็จำกดดวเ อย่ในกรอบแห่งศีล ซึ่งเบนการเข่าไปอยู่ในริว ย้งไม่ทองห อะไรก่อน เมื่ออย่ไปๆ ก็จะหาเหตุผลไค้โดยลำด้บ แลวเจริญสมาธิ บญญาค้อไปเบนข,นๆ เข่าทางบญญานั้น คือหาเหตุผลพิสูจน์พิจารณาพระพุทธ ศาสนาก่อนจึงเชื่อ แม้เมื่อเชื่อแนัวก็พิจารณาหาเหตุผลแวดลอม กรองชีพด้วยบญญา ให้เห็นดีเห็นงามในการปฏิบัศีดี ปฏิบัติชอบ และ สอนใจฅนเองได้ เมื่อเข่าทางบญญาก่อน บญญานั้นแหละจะแ ไห้บำเพ็ญศีล สมาธิ เพราะฉะนั้น ในมรรค ๘ ที่ท่านจคบญญาไว้ เบนลำด้บแรก คือ สไ)มาทิฎฐิ (ความเห็นชอบ) และส'มมาส'งกไ]ป (ความดำริชอบ) นั้นก็เบนการแสดงทางเข่าสู่พระพุทธศาสนาแ บญญานั้ เราได้มีโอกาสพิจารณาหนัก ©๒ ประการ ทางพระพุทธ- ศาสนาชองนายนัมเฟรยส์ และหนักธรรมที่จะนำมาใช้สำหริ เช่นVแเนัว กวามม่งหมายในการแสดงปาฐกถาน้ จึงเบื่นอนบรรลุ
๔๘ ไปชนหนึ่ง คิวยกวามปรารถนาที่จะให้พวกเราเหล่าพุทธบริษ้ ประโยชน์จากพระพทธศาสนาอย่างจริงจ้ง โดยไม่ดองทอคอาลยใน คิวเอง ในที่สดนึ่ ขออำนาจพระร'คนคริย จงช่วยส่องบญญาข ท่านสาธุชนท1งหลาย ให้สามารถแลเห็นอรรถเห็นธรรมดำรงฅนอยู่ อย่างมีกวามสจ แม้ในท่ามกลางแห่งกว''มบนบวนวุ่นวาย และ .ห.ล■ุ.ดพน1'จา“ก\"ทุก.ขทะง'ป1ว*\"งเ.ท'อ'ญ1
บทท 91 เราไหว้ษระทำไท โ ความทำ ประเทศไทยเบนประเทศที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาที่ ขึงใหญ่ มีว่ด้วาอารามมากมายก่ายกอง ในทุกวํนน่ท่านจะได้เ ประธานประดิษฐานอยู่ฅามโบสถ์อย่างตระหง่านตระการตาและสง่าง น่าเการพสกการะ ตามบ้านช่องก็ม้กจะมึพระพุทธรูปบูชาไว้กราบ ตันแทบทกกรำเรือน บรรดาพระสงฆองค์เจาจะต*องทำการกราบไหว้ พระประธานในโบสถ์เบนประจำ หรือไม่ก็ต่องกราบไหว้พร ที่ท่านมีไว้ในกฏิของท่านทุก ๆ ว*น และว*นละหลายกรงหลายหนต ซาไป ส่วนชาวน่านร*านถึนนํ้นเล่า บ้างก็ทำการกราบไหว้พระพุทธ ซึ่งแต่ละคนมีไว้ในบ้านช่องของตนก่นทุกๆ เช่า หรือบ้างก็กราบไ ทกๆ กํ่ากืน ท่านไม่เกยสนใจใกร่รู้บ้างคอกหรือว่า บรรดาพระสงฆ์ องค์เจ*าที่งหลาย บรรคาชาวบ้านรานลื่นทํงหลาย นบรวมถึงตั ตัวย ซึ่งได้เกยกราบไหว้บชาพระพุทธรูปกนมาแลว หรือไม่ก็พ่อ และญาติผู้ใหญ่ได้เกยสอบเคยส่งให้กร'1บไหว้ว่า “เราไหว้พระทำไ
๔๐ ข*อสำกญที่สด หรือจดหมายการกราบไหว้ของกน๖างกน นนกือ เพื่อเพ่งเพื่อภาวนาขอกวามดลบ\"นดาลจิฅให้ไค้ประสบพ ทีสมเด็จพระส*มมาสมพทธเจำทรงกนพบ และประทานแก่ประชาชน กนที่เลื่อมใสศรไาธา ทางนนแหละที่จะนำคนเราไปส่ความหลุดพนหร ที่เรืยกกนสน‘ศ ว่า นิพพาน ความหลดพนคืออะไรเล่า ใ ความหลุดพ*'นินึ่น พกให้ส,น\") เข้าใจง่ายนึ่นด็กือ การท พ่นจากการเวียนว่ายดายเกิด หรือน์ยหนึ่งก็คือ ไม่มีการเกิดใหม ต่อไป การเวียนว่ายดายเกิดนึ่ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ว*ฎสง แลำก็อะไรเล่าที่ทำให้มนุษย์เวียนว่ายดายเกิด ก็กือ กร นินเอง กรรมแปลว่าการกระทำ กรรมนึ่นมีที่งกรรมดีกรรมชำ ใก ที่ประกอบกรรมทำคีไว้ คือประพฤด็ด็ ประพฤติ'ชอบ ไม่เบียดเบี หรือทำความเดือดร*อ์นให้ผ้อึ๋น ก็จะไค้รีบผลฅอบแทนที่ดื จะไค้ร กวามสุขกวามราบรื่นใน'ชีวีฅที่เบ็่นอยู่ ณ บจจุปนทกรีนินึ่ ในชีวิกที่,จะไปเกิดใหม่หล*ง'จากที่เขาดายลงแล้วอีกดำย ส่วนกน กรรมชำไว้ ด็จะได้รีมผลฅอบแทนที่ไม่ดีไม่สบายใจ ดงท่านไค้เ อยู่ก*บกาเองโดยทำไปแลำ คือบางกนนนรำรวยสขสบายไม่มีความ เดือดรอนมีแต่กวามสุข ท1งนึ่ก็เพราะว่า เขาผ้นึ่นประกอบกรร ไว้แต่ชาติก่อน ชาตินึ่จึงมีจึงประสบทบแต่ความสขความสำราญ
๕๑ และมีกนที่ฅ,องเบนกนยากจุนเข็ญใจ ข*ดสน ไม่มีเงินมีทอง ตอง ระกำลำบาก บางกนก็มีรปร่างพิการไม่เหมือนบุกกลตามธรรมดาสามญ เขา ที่งนั้ก็.พราะผลแห่งกรรมชำที่ใต้ทำไว้แต่ชาติก่อน เสอร์เอ็ดวิน อาร์โนลด์ กนสำก*ญในวงวรรณกรรมของอำกฤษกนหนง ไค้เขียนไว้ในหนำลือสำก*ญชื่อ “ประทีปแห่งทวีปอาเชีย” น่าตื่นใจว่า อันทาสผู้เข็ญใจไร้สินทชีพย์ อาจกอับเบนเจาได้ในภายหน่า อนงกม่ฅริย์เคยเบนใหญ่ในพารา ก็ใช่ว่าจะคงเบนอยู่เช่นน่น ท2งนก็สุดแต่กรรมทีทำไว้ น้ากรรมคก็มแต่สุขสันต์ ทากกรรมชำจะพาต0 วให้พำพน ก“บสิงสรรพ์อันเบนทกข่หมดสุขเอย กรรมคืออะไร ใ ฝรำว่ากรรมคือแรง (?0106) หรือพลง งาน (ธ:ก61-87) ที่ขีดกำหนดชะตาหรือกวามเบี่นไปในชีวิตชาติน่ ของเรา และที่งขำจะสร้างภาวะหรือกวามเธีเหไปในภพหน้า หรือช ในชาติหน้าของเราอ็กคำข เมื่อกนเราตายลงไปแลว ผ้น่นหมดลม หายใจ ส่วนศพนนเล่า น้าไม่น่าเอาไปเผา ก็จะผุพำเน่าเบอยล
๔!ตุ) เป็นธรรมคา ส่วนที่เหลืออย่จากกนที่กายลงไปนนก็คือกรรมเท่านน หาใช่อย่างอื่นไม เพราะกรรมเบนแรงหรือพล*งงานด้งที่ได้ พลงงานค่งว่านั้ เบนสิ'งที่'พดยากเห็นยาก ยกให้เห็นง่ หนึ่งก็คือ เราใช้กระจกเงาส่องแดดแล่วฉายให้สะท่อนตรง กระคาษ ไม่ชำกระนี่ใ,เก็จะไหม้ การที่กระคาษไหม้นี พล*งงานของดวงอาทิตย์ กรรมดงว่านี่แหละ ระเชื่อมโยงชีกิฅภพนี่หรือชาติหน กรรมนึ่แหละ ที่ท่าให้มีการเกิคใหม่ และก็จะเช่าเกณฑ์ตามที มาแล่ว คือล่าประกอบกรรมท่าดีไว้ในชาตินึ่ เราก็จะไปเ หนำภพหนำ คือได้พบแฅ่ลืงดีสี่งรื่นรมย์ใจ ไม่มีความทุกข์ เดีอครอน แต่ล่ากรรมช่วก็จะพบแต่สี่งอีนไม่พึงใจ และทุกข์โ ที่นึ่ก็,จะมาถึงความหลุคท่นิละ คือว่า กรรมนี่แหละ เดียวเท่านี่นที'ท่าให้มนุษย์มีการเกิดใหม่ล่าปราศจากกรรม ไม่มีการเกิดอีก จุดหมายปลายทางของพระพทธศาสนา คือไม่มีการ ท่องเกิดอีก นี่แหละที่เรียกก*นิว่า ความหลุดพ่น หรือนิพพาน แล่วก็ทำอย่างไรเล่าจึงจะประสบพบความหลุดพน ก็คือการขจ'ดกรรม ให้หมดไป หรือทำให้ไม่มีกรรมเกิดขั้นนํนิเอง แล่วก็ท่าอย่างไรเล่า เราจึงจะขจ*ดบดเป๋ากรรมให เสียได้ ก็คือการกำจ*ค กวามโลภ ความโกรธ ความหลง ให้หมด ไปไม่ไห้มีเหลืออย่นี่นิเอง
๕!๓ และเราจะขจ*ดบดเบา กวามโลภ ความโกรธ กวามหลง ให้พ1น่ไปหมดไปไค้อย่างไร ใ เราจะกระทำได้ดำยการปฏิบัติอริยมรรค คือมรรค ๘ อย่างเคร่งกร'ค มรรกอ*นมีองค์ ๘ นึ่แหละคือมรรคาทจะ ชกนำเราไปส่การค*บ หรือสนทกข์ กวามเศรำหมองโทมน*ส และกวาม สั้นหว*ง เบนการทำกรรมให้หมดสั้นไป และผลสุดทำยนน คือก บรรลุถึงซึ่งความหลุดพ้นหรือนิพพาน อ*นเบนยอดความสุขสน ที่บรรคาประชาชนกนทำไปมีนหมายละ มรรคอ*นมีองค์ ๘ นึ่นประกอบด้วย (๑) ความเห็นชอบ ( ๒) ความดำริชอบ (๓) วาจาชอบ (๔) การงานชอบ (๕,) เลยง- ชีพชอบ (๖) ความเพียรชอบ (๗) ระลึกชอบ และ (๘) ฅงไจชอบ ซึ่งจะอธิบายให้ละเอียดในฅอนทำย การงานชอบน1นหมายถึงว่า เราจะด้องรู้ด้องเขำใจถึ หรือความจริง ๔ ประการคือ ๑. ทกฃ ซึ่งกล่าวอธิบายว่า มนุษย่ทงหลายจะด้องเผช ก*,บทกข์ใม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยไม่มีข*อยกเว้น การเกิด กา ชราภาพ กวามห็ว ความกระหาย ร่อนและเย็น ความไม่เบี่นปกต ของร่างกาย โรคภ*ย ไข้เจ็บ และอุบัติเหตุด่างๆ เหล่านึ่แหละ ๒. สมทย คือเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งมีฅัแเหาความปรารถ ความคั้นรน กวามอยาก ความเสน่หาและอารมณ์เกรี๋องยึดหน่วงจิ เช่น รป เสียง กลึน รส ๆลๆ เบ็๋นบจจ่ย
(3เ (&. ๓. นโรธ คือการค''บทกข์ หรือการปลคเปลืองทุกข์ พูค ได้ว่า เราจะกำจดเหตุแห่งทกข์ได้ ถาเราจะมีการกวบกุมสติ ผี่กฝนฅวของเรา ๔. มรรค คือมรรคาที่จะช*'กนำเราไปสู่การพ้บหรือสั้นทุกข์ ซึ่งมรรคาค''งว่าน์แหละ ร่าเรียกว่า มรรคอ''นมีองค์ ๘ หรือมรรคาแ คุณากร หรือบ่อเกิดแห่งกวามดี ถ้ากนเราปฏิบัติจ*'ดเจนในมรรคอ' องค์ ๘ น้ได้แลว ก็จะสามารถทำการขจ'คกรรมให้หมดไปสั้นไปเสีย เมื่อไม่มีกรรมก็ไม่มีการเกิด และเมื่อไม่มีการเกิด ก็หมายกวามว่า เราอยู่พ้นว'ฎสงสารและถึงซึ่งความหลุดพ,น ด้งได้อธิบา ขำงพ้นแล้'ว ห*วใปึของทระพุทธสาสนา เมื่อสมเด็จพระส*'มมาส*'มพุทธเจ้า ทรงเทศน์เบ็1นกรง็แรก บญจว*'กคืย์ ซึ่งเบนฤๅษี ๕ องค์ หล''งจากที่ทรงบรรลุพระโพธิญา หรือสำเร็จแล้ว ก็ทรงเทศน์ถึงห''วใจของพระพุทธศาสนา ๓ ประการ คือ ®. ทางสายกลาง หรือ อริยมรรค ๒. ความจริง ๔ ประการ หรือที่เรียกว่า อริยส'จ ๓. ทางที่จะนำไปสู่ความสั้นทุกข์ และไม่ให้มี อึกพ้อไป *
(3เ๕ ๑. ทางสายกลาง น11แ เรยกเบ่นภาษาพุทธศาสนาวา ม'ชฌิมมรรก ซึ่งเบนทางแห่งกวามเที่ยง คือ ไม่มีกวามโอนเอี เบี่ยงบ่าย ทางหนึ่งนึ่นได้แก่การหลีกเลี่ยงให้พ'นให้ไ ปล่อยฅ*,วให้ม*วเมาก*บ่ชีวิฅอ',นเพลิดเพลินเกลิบเกลั้ม และชื่นชมยินค แต่ใน รป รส กลี่น เสียง โดยปราศจากการระง'บ่ยบยงและช\"งจิด และอีกทางหนึ่งนึ่นํได้แก่การพึงหลีกเลี่ยงเบี่ยงบ่ายเสียจ ชีวิฅอ*นํเบํส่าเปลืองเจ็บปวดและการทรมานกายอ'นํไม่จำเบนของลทธิ บำเพ็ญพรฅกือการทำทรมานร่างกายให้เจ็บปวด ให้สนให้สูญไป ไว้แต่วิญญาณอย่างเคียวเท่านึ่น ทางสายกลางนน คือการทำดำให้อยู่ตรงกลางๆ ระหว่ ทาง ๒ สายที่พคกล่าวมาขำงบน คือจะดองไม่มำเมาในกวามสนุก เพลิดเพลินจนเกินไป และที่งจะดองไม่ปฏิบัติขจ'ดฅนทรมานให้ร่า แจ็บปวดแล',วเสื่อมแล*ว์สลายลงไปโดยไม่สามารถจะทำกรรมให้หมอไปได้ ๒. ความจริง ๔ ประกา! นนคือ ทุกข เหตุแห่งทุกข การค*บ่ทกขหรือการปลดเปลั้องทุกข์ และทางที่จะชกนำไปสู่การ หรือสํ้นทกข์ ดงได้อธิบายมาแลว และ ๓. ทางที่จะนำไปส่คาามสนทุกข และไม่ให้มี ต่อไป คือการสร่างสมคุณสมบัติ ๘ อย่างนึ่ให้มีอยู่อย่างหน
๕๖ ฅวของเรา คือ กวามเห็นชอบ กวามดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ' เลยงชีพชอบ กวามเพียรชอบ กวามระลึกชอบ และฅงใจชอบ คงามเห็นชฮบ ได้แก่การล่วงรู้และเข’าใจถึงกวามจริง ๔ ประการ คือ ทกชี เหตแห่งทกชี การด้บหรือการทำให้ทุกข์หมด ทางที่จะชํก่นำไปส่การด'บทกชี และจะต่องเขำใจถึงไตรลก (๑) ล'ก่ษณะ ที่ชีวิตในโลกนั้ หามีอะไรเบนที่เที่ยงที่กงท มีเกิดแล’วิก็ต่องมีตาย บางที่วินนั้เราเหินคนที่เรารู้จ*กมีกวามสุข พออึก สองสามวินเท่าน5น เขาเกิดระงมทมทุกชีขั้นมาเสียแล’วิ (๒) ลกษณ ที่ชีวิตในโลกนั้ค'บก”งไปด้วยกวามเบนทุกข์และกวามไม่สมถวิล ด้ง จะเหินอย่แก่ตาทุกเมีอเชื่อวินํ กนจนดั้นรนกระวนกระวายเพีอม มีทองใช้จ่ายเทียมหนำคนอื่น ส่วนกนมีก็เบื่นห่วงเบึนทกข์ในท สมบัติของตน กนเราเบนทุกชีที่ด้องเจ็บไข้ และการที่มีก เดือดเนอร’ยินใจอะไรเหล่านเบนด้น และ (๓) ล'กษณะที่มนษย์ หามีตำตนเบนเราเบนเขาไม่ กรรมเบนบจด้ยทำให้เกิดเมื่อเราตายล ไปแล’วิ ร่างกายเน่าเบอยไป สี่งที่จะเหลืออย่หด้งจากที่กนเราต แด้วิก็คือกรรมอย่างเที่ยว กรรมเบนแรงหรือเบื่นพด้งงานซึ่งจะ เกิด ด้ากนใดทำกรรมไว้ดี ก็จะไปเกิดในที่ดีมีกวามช่มชื่นรื ด้าใกรทำกรรมชีวิไว้ก็จะได้ด้บกวามทุกข์ มีแก่สึงที่ไม่นำพึงใจ คือผลแห่งความประพฤติของคนเรานนเอง
(^๓) ความดำริชอบ คือจะฅ้องสร้างสมอบรมฅนไม'ให้มีความ โกรธเกลียดกนอื่น มีอย่แด่กวามเมฅฅากรุณามนุษย์และส*ฅข์ทํ อ้องมีอ้นโดษไม่ละโมบโลภมากอ้นเบีนเหฅแห่งกวามทุกข์ จะอ้ จิฅใจให้ใสสะอาดไม่หลงงมงาย ร้ผิดร้ถูก เลือกประพฤติแด่สื่งที่ ชอบ มีแด่กวามเห็นใจผู้อื่น ไม่เบียดเบียนใกร อะไรๆทำนองนั้ วาจาชอบ จะอ้องพดจาอ่อนหวานละมุนละไมไพเราะ ไม่ ค่อนไม่เกาะทำให้กนอื่นอ้องชาใจ ไม่โบีปดมดเท็จ หรือคุย ถมกนอื่น มีแด่การสำรวมวาจาและถ่อมฅนให้น่าริกน่าเอ็นด เบืนที่ดง การวานชอบ ก็คือการเกร่งกริด,ในศีล ๕ ได้แก่ การไม่ฆ่า อ้ดว์อ้ดชีวิต ไม่ล*'กไม่ขโมย ไม่เอาของผู้อื่นมาเบ็นของฅนโคยเอ้าของ มิได้ให้ ไม่ล่วงเกินลกเมียกนอื่นและไมดื่มเกรื่องกองของเมา เลยวชีทชอบ คือการไม่ประกอบกิจการใดๆ อ้นจะเบน พีษเบี1นภ'ยแก่กนหรืออ้ตข์ และไม่ทำการงานที่จะเบี่นการเบีย หรือทำให้ผ้อื่นเดือดอ้อน พูดง่าย ๆ ก็คือ จะอ้องหากินโคยบริสุท สจริต ไม่มีการทำให้กนหรือสฅวเดือดรอนน่นเอง ความเทียรชอบ พูดง่ายๆ ก็ได้ก*บกวามเพียร ๔ อย่าง คือ (๑) หลีกเลี่ยงกวามช'วที่อ้งไม่เอ็ดไม่มี (๒) ถาเอ็ดมีกวาม ไม่งามขั้นแอ้ว ก็พยายามขอ้ดบดเบาแก้ไขเสีย (๓) พยายามสร้างส
๕๘ กวามดีขน และ (๔) และถ*ามีถึงดีถึงงามอยู่อับอัวแอัว ก็จงพิทกษ รกษาไว้ให้ถาวรม'นกง ระล!!ปอน กือจะระลึกนึกไว้เสมออย่างมนกงถึงกวามก็ด ถูกที่ชอบ ถ้อยกำวาจาที่ชอบที่ถก และการกระทำอันบ ไม่เบนพิษเบนภ*ย่ฅ่อใกร เพราะว่าถ้ากนเราขาดกวามระว”งระไว ก็อาจ พล่งพลาดเผลอไผลทำอะไรผิด‘ๆ ลงไปได้ ฉะนึนเราจึงจะด,องสร*า สมอบรมและผีกจิฅให้ม,นอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้กอยกวบกุมสฅิ ไม่ให้พลงพลาดเผลอไผลทำอะไรที่ขาดกวามกลมกลืนก”บการคิดช วาจาชอบ และการทำชอบลงไปได้ ต8งใป็ปอบ ก็คือการกระทำเจริญสมถวิบสสนากรรมฐาน นนเอง พวกฝร'งยอมร”บน”บถืออันว่า ในกระบวนพระธรรมกำสอน ของพระพุทธเจ*าที่งหมด ถ้อนั้น”บว่าเบนยอดทีเดียว เบ ประเสริฐเลิศที่สุดที่พระพุทธองก็ทรงประทานให้ก”บพวกเรา คือทำ เราสามารถประสบพบสุขถ้นดิ คือความสุขสงบ อันเบนสงปรารถนา ของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม การเจริญสมถวิบสสนากรรมฐานนึ จะให สามารถทำจิฅใจให้อยู่ในกวามกวบกุมได้ และที่สำก*ญที่ส จะให้ทำเราสามารถทะลวงล่วงรู้และเถ้าใจถึง กวามจริง ๔ ประการ ไฅรอักษณ์ และส'จธรรมกวามจริงอันนบว่าเบื่นถึงเลิศประเสริ อังได้ชแจงมาแลว
๕๘ ทำไ*แรากราบไทวับช้าพระพุทธรูปกืน โ พระพทธเจ่าทรงเนํนแก่บรรดาสาวกว่า อย่าน้บถือพร ท่านเลย จงน*บถึอธรรมของท่านเถิด และเมื่อก่อนจะเสด็จค'บข*นธ์หรือ สินพระชนม์ชีพ ก็ทรงปลอบใจผู้ที่เผาแหนว่า แม้ว่าพระองค์ท คํบข'นธ์ไป แค่ธรรมของท่านย์งอยู่ให้กราบไหว้บูชา กนเรานน เกิดมาแล้วก็ฅ’องฅาย ส่วนธรรมน8นจะไม่มีว'นคาย เพราะเบนส'จธรรม กวามจริง กวามจริงจะค่องดำรงอยู่เสมอไป เราร*กเราเการพพระพทธเจ่า แค่ท่านขอให้เราน'บถึอธรรม ของท่าน เราก็กวรจะไค้ท่าคาม และการกราบไหว้บูชาพระพุทธร ก็กือการกราบไหว้บชาธรรมจองท่านตามที่ท่านทรงสงไว้นํนเอง ถาผู มีใจเลื่อมใสและมีตาดแล*วจะเห็นว่า ธรรมของพุทธองค์มีอยู่กรบถ*วน ในพระพทธรป ตามที่ศิลบิเนเก่าก่อนได้มนหมายใจในการกิด แบบไว้ พระเมาลีน8น ศิลบี่นออกแบบเบื่นเปลวเพลิงให้ใช้เบ เกรื่องหมาย และล้กษณะอ่นเด็คเดี่ยวแน่วแน่'ของพระพุทธเจ่ ความเพียรพยายามโคยไม่ยอมถอยถคลคละ! ในการบรรลุถึงซึ่งควา หลุคพ่นหรือนิพพาน พระพ'กคร์ที่ทอคฅำ มีกวามอี่มเอิบ พระกรอยู่ในท่วงท่าท สำรวม รอยยั้มนอยๆที่ริมพระโอษฐ์ค่างๆเหล่านั้ ล
๖๐ เกรองหมายใช้สำแดงให้ใครที่ได้เห็นทร:;หนำประ:ๆ,กษ์ถึง กว จึรงย'งยืนของชีวิฅกวามญืนอย่ที่ง์หลาย ชิ'วิฅน้เต็มไปดำยกว และความไม่พึงพอใจ ก*บหามีอํนใกที่จะน*บว่าเบนทำเบน กนไดไม่ เมื่อคนทายแล,ว หามีอ'นใดเหลืออย่ไม่หรอก มีเหลืออย อย่างเดียวเท่าน1นคือกรรมอ*นเบึนบจจ*ยทำให้กนเราท่องเกิดใหม รอยยํ้มริมพระโอษฐ์ก็ฅงํ้ใจให้หมายถึงอย่างเดียวเท่าน,น ค เมททากรุณา ที่งน้ทํ้งนนกิลงกวามได้ว, า ถ้าคนเรามีแฅ่กวามเมททากร กน เห็นใจก*น ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มนุษย่ก็จะได้พบประสบเห กวามสุขสนฅหรรษา คือสุขส*นที อ*นเบีนยอดแห่งกวามปรารถนาของ 7 7.7 1 '.7 77ม.น..ุษย แล\"ะนแหล-ะกอทห.ม.าย. ของพระพุทธศาสนาละ เมื่อเราเห็นกนท่ากวามเการพธง อย่าหาว่ากน ทุ นน กระทำการอ'นปราศจากกวามหมายเลย เขาได้กระทำการยืนย*นสน*ม ลนุนหลำการที่ให้ประกินอิสระเสรีแก่ผู้กนพลเมืองนนเอง ฉะนนการ ที่ชาวพุทธกราบไหว้บชาพระพุทธรูป ก็คำยกวามมุ่งหมายอย่ ก*น หาใช่บจเจกบุกกลไม่หรอกที่เราเการพสำการะ ที่ถกน,น,เข กราบไหว้ภาวะที่พระพุทธองค์ทรงชทางไว้ เขากราบไหว้บชาธรรม ของพระองค์ ถ้าผู้ใคมีสทีบีญญาหยงถึงได้กิจะปร ะสบพบเห็ สงส่งเลิศลาตระการใจในที่สุคที่จิทสำนึกของบรรกามนษย์ น,น
๖๑ ก็เบนการดีอย่หรอกที่คนบางกนกราบไหว้บูชาพระพุทธ เพื่อภาวนาขอกวามคลจิฅให้พบทา วไปบรรลุพระนิพพาน แต่กวาม มุ่ง'/เมายอ*นแท้จริงของศิลบี่นที่ดีคออกแบบไว้นน เพอไว้กอยเดีอน ใจให้ประจ*กษ์ธรรมของพระพทธองค์ อ*นมึกรบถวนอยู่ เนองก พระพทธรป ดํงที่พระพทธองค์ทรงปรารถนาไว้ กือว่า อย่าเการพ ส*กการะพระองค์ท่านเลย จงกราบไว้ บูชาพระธรรมของพระองก 'ท่านก้นเถิก
บทที่ ง? ปร่ช้ญาอ่นแฝงเรนอย่ในสิงทใช้บช้าทระ [ะว สงที่ไช้บชาพระน*นมีหลายอย่าง อาทิ ดอกบว คอก ชนิดอื่น\") ธป เทียน และภาพธรรมจ่กร์ แล*วก็ในทุกๆ สง มีปร'ชญาแฝงเร่น อ'นเบนที่น่าศึกษาสนใจท*งสั้นด'งน ดอกบ่ว การนิยมใช้ดอกบ่วในทางพระพุทธศาสนาน*นฅงํ้ใจให้หมาย ถึงกวามบวิสทธึ้ผ่องแผ่ว เพราะดอกบวน*น ย่อมมีสภาวะงอกงามขน มาจากเย้อกดมโกลนเลนใต้นา และไต้ชูดอกสลำงพ*นพ่างพื่นนาขั้ อย่างบรรเจิดเฉิดฉาย โดยหาไต้มีรากีแปดเบอนจากเย้อกดมโคลนเล ที่ทำให้เกิดดอกงอกงามขั้นมาน*นไม่ วงการพุทธศาสนาไต้ทำก ดอกบ่วก*นอย่างกว้างขวางแพร่หลาย อาทิ ใช้ในการกวาบไหว บชาพระพุทธรูป พระธรรมกำสอน และพระสงน์องก์เว้า และใช้ แบบรปศิลปดามท'ศนะต่างๆ ของศิลย้น ท*งนิก็เพื่อเบ แสดงออกซึ่งท'ศนะ หรือปร'ช้ญาแห่งพุทธศาสนา ภาวะที่กอกบ งอกงามโอฬารตระการดาออกมาจากเย้อกตมโกลนเลนอำแย้นสี่ง โสโกรกไม่สะอาดสะอำนแลวหาไต้แปดเบอนมีมลทินจากโกลนเลนที่
๖๓ บ'วได้งอกงามเติบโตขั้นมาน8นไม่ ก็ฅงํ้ใจอธิบายให้เบืนกวามหมา ว่า พระพุทธศาสนาคือส*จจะ อ'นเปรืยบอ*นเทียบได้อย่างสนิทสนม ก*บปทุมชาติ ด้วยอำนาจอ'นลีกลาเรนล'บอย่างหนึ่งอย่างใด สามารถงอกงามขั้นมาจากเบือถฅมเบืองใด้ แล้วชดอกออกสลางพ พ่างพื่นนึ่าขั้นมาให้พ็นให้ปลอดจากอวิชชา คือเบือกตมใต้นา ชดอกออกร*บแสงสว่างจากดวงอาทิตย์อ'นเทียบได้กบบญญา อนฌ็นส เดียวทีจะช'กนำพุทธศาสนิกชนไปสู่จุดหมายปลายหนทาง คิด ๆดก็แปลก บำเบืนดอกไม้ท้ประหลาดน่าอ*ศจรรย์ยื่ง จึงเบืนสีงที่น่าภากภมิใจในการใช้ดอกบ*วเบืนเกรองหมายหรือล้ญลกขถเ ของพระพทธศาสนา ดอกมีรปทรงงามอร่ามตา เบืนรูปกรวยพวยพุ่ง ขั้นไปเบืองบนทางเดียว คือทิศทางทีพ้า ทีสวรรคืสถิฅ สีของดอก อ่อน ๆ ไม่ร่อนแรง เบืนสีชมพแดงเรื่อสีเดียวกบสีของกุหลกบ ซึ่ง ได้ร'บฉายาว่าเบืนราชินิของมวลผกา เกิดจากเบือกฅมใต้นึ่า แล ดอกขั้นมาพนนึ่าได้อย'างผุดผาดผ่องแผ้วโดยม้ได้มีมลทินแปคเบือน เพื่อรบแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ร์งทํวงทำอาการด้งว่านึ่ช่า กลมเกลียวก'บหล'กรวบยอดของพระพุทธศาสนาเสียอย่างมากแสนมาก ไม่มีอ*น่ใดอีกแล่วิทีจะมาเทียบได้ดีเท่า คือการหลบลหลีกเลี่ยงให เสียจากอวิชชา คือกวามไม่รู้ ไปสู่บญญา คือกวามล่วงรู้ถึงส*จจะ ๚ะนำทาง'ในการ’ได้เด้าเขา'ไปนิงแดนสุขาวดี (ห313เ)7 บอท^) ของกต
\\ว (^ ผายมหายาน หรือไปถึงซึ่งความหลดพ,นอ*นเบนทหมายปลายทางช กฅผายเถรวาท ดอกไม้ช้นิดอน ๆ นอกจากดอกบำแลำ ย'งมีดอกไม้อื่น ๆ อีก ที่งํ้ทมีกลนหอม และที่ปราศจากกลื่น ซึ่งพทธคาสนิกชนใช้บชาพระรํฅนคร*ยก'น คอกไม้ชนิดอื่น ฯก็มีล*กษณ,ะเช่นเคียวก*นก'บดอกบ่ว โด ผิดผ*นห้นเห คือย่อมเบื่นส้ญญล*ก์ษณ์สำแดงถึงสิงโนธรรมชาติที่สว งดงาม ดำยรปทรง สีสรร และที่งํ้มีกลีนอ*นหวนหอม จร*สจรุงใจ อย่างไรถึฅาม สื่งเหล'านั้ก็มีภาวะอนิจจำ คือความไม่จีร่งยงยืนเช่นก โดยที่บรรดาบุปผาผกาชาติที่งหลายที่งปวงน,น ด่างก็เบ่ง อย่างเต็มที่เต็มทาง ทงนั้ก็เพื่อที่'จะอ*บ่เฉาโรยราแ บุปผานานา'พรรณก็มีรูปทรง มีความงามและผิดแผกแดกด่างก*นิดำ กลื่น ดำยทรงกลีบ และคำยรูปดอก แด่ในชีวิตของบรรดาดอกไ แด่ละคอกน1นก็มีมรณะควบกู่อยู่ควย จริงอยู่ ดอกไม้ที่งหลาย เติบโคและงอกงาม แด่ก็มีความทรุดโทรมเสื่อมสลายเรียงรายเคืยง อยู่ดำยในบรรดาดอกไว้ทุกชนิด ความงามเจิดจำของดอกไม้ จะมีสภาพกงทนอยู่ได้นานก็หาไม่ ไม่ชำไม่นานก็จะถึงซื ของม''น โดยร่วงโรยเหี่ยวแห้ง และถึงซึ่งการเสื่อมสล ดํงนํ้เอง ดอกไม้จึงเบนส*ญญลกษณอ'นิใช้เบนเครื่องเตือนใจุให
ไว & รำลึกถึงกวามจริงอย่างหนึ่ง คือภาวะอนิจจำอ้นมีอยู่ในส,งสารวฏ คือ กวามไม่จีรำยงยืนของสี่งทั้งหลายในโลก คอกไม้หาเพียงเบื่นสี แสคงถึงภาวะอนิจจำแค่อย่างเดียวก็หาไม1 ยำได้แสดงออกบอกถึงไ ล*กษณ์อีกประการหนึ่ง คือทุกข์ซ้งมีอยู่ เบื่นอยู่ และปราก ทกข์คือกวามหม่นหมองของสึงทงํ้หลาย เพราะเมอมีเกิคก็จะฅองมีค และกวามคายนินย่อมเบนทุกข์แก่สึงทั้งหลายทั้งปวง แม้ถึงด เช่นเดียวอ้น อ้าเบนส็งมีชีวิตและพกจาพาพีไค้ ก็คงจะคะโกนโพนท ว่าจริงหนอ ความคายนึ่เบ็่นทกข์ เช่นเดียวอ้บความรู้สึกของมวล มนุษย์ เพราะหาได้มีผ้ใคที่มีปกติจิตอยากจะคายมลายชีพไม่ และการ ที่ดอกไม้ทั้งหลายมีเมล็ดสืบพืชพ่นธุ่*นินเล่า ก็เพึ๋อการเก นินิเอง ภาวะนึ่เช่นนึ่จะทำให้รู้สึกนึกถึงอย่างอื่นก็หา อนิดคา คือการไม่มีคำคน ไม่มีเรามีเขา ไม่ว่าสื่งใคทั้งห เมื่อมีเกิดก็ย่อมมีคาย และ “ชีวิต” อย่างเคียวเท่านนที่ดำรงกงอยู ไหลเสึ่อนเกลื่อนต่อ'ไปแล่ว่ก็ด้ว่ยพนิ5งานอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ เกิดใหม่อีก และอำนาจที่ทำให้เกิดใหม่นนก็คือกรรมนินเอง สภาพของ กอกไม้ก็ย่อมเบ็๋นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกนึกถึงภาว\"กรรมด้วย ก'ร ซึ่งมนุษย์เองเบนผู้ประกอบกรรมทำขนไว้แค่ปางก่อน ไม่ว่าจะด้ว ใจคิด หรือทางวาจา หรือทางร่างกาย ย่อมเบื่นเหกทำให้มาเกิด มาทนกวามระทมขมขื่น หรือมาได้รํบกวามรื่นรมย์ ความปลอ
๖๖ ในชีริฅในช าตินึ่ และก็น้วยกรรมอีกเช่นเดียวก้นอินจะ;บ ให้มวลมนุษย์มีการเกิดใหม่ในภพหน้า น้าทำกรรมดีใว้ก็จ รนรมย์ใจไม่เดีอครือน น้ากรรมชวก็จะไค้รืบกวามเดือดร้อนทุกข์ ในชีวิฅ นึ่คือกฅิในพทธกีาสนา ความจริงในข่อนั้ก็กือ กฎแห่งกรรมน1นอธิบายไค้น ผู้ใดหว่านพืชอะไรลงไป ก็จะไค้รืบผลเก็บเกี่ยวจากพืชที่หว นน กฎด่งว่านั้ม่นกงเสมอ ไม่เกยผิดพลาดแปรน้น บจจบิน บุฅรของอคีฅ และเบนบิดรมารคาของอนาคฅ หรือนัยหนึ่ง เราเบ ผลิฅผลของความคิดวาจา และการกระทำในหนหน้งของน้วเราเองโดย เคดขาด โดยไม่พล*งพลาด อนึงย่อมเบ่นสงทีน่าคิดน่าส่งเกฅอย มนุษยทงหลายในโลกนีมีภาวะ และฐานะไม่เท่าเทียมสมาเสมอน้ ทำไมบางกนจึงมีฐานะมนกง มีความสุข มีความอดมสมบรณ์ บางกน ยากจนเข็ญใจไร้กวามสุข น้าดานองหน้า มีแท่ความชอกชาระกำใจอย เสมอ และทำไมบางกนเกิดมาตาบอดมองไม่เห็นหน บางกนก็หหนวก หรือบางกนมีร่างกายทุพพลภาพไม่ราบรื่น ส่วนบางกนฉลาด!ล เกินมนุษย์ตามธรรมดาสาม'ญ และบางกนโง่เขลาเบาบญญาน่าอนาทร ในเรื่องน้ท'านเซอร์ เอ็ดริน อาร์โนลด์ น้กปกกรองและประพ้นธก ผ้มีชื่อเสียงชาวอ'งกฤษ ไค้เขียนยืนยน้เรื่องกรรมไว้ในหนังส แห่งทวีปอาเชีย” วรรณกรรมน้นเลื่องชื่อลือชาของโลกเล่มหนึ
๖0ว) สันทาสผู้เข็ญใจไร้สินทรํพย์ อาจกสับเบนเจาได้ในภายหนา อกกษฅริย็๋เคยเบนใหญ่ในพารา ก็ใช่ว่าจะคนบนอยู่เช่นนํ้น ทำนก็สุดแต่กรรมที่ทำไว้ ถากรรมดก็จะมแต่สุขสันต์ หากกรรมช”วจะพาตำให้พำพำ! สับสิงสรรพ์สันเบนทุกข์หมดสุขเอย ธรรมปีกรหรือลอธรรม สัญญลิกขณ์อีกอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนา ก็กือ ธรรม'สักร์หรืยิน*ยหนึ่งล่อธรรม ซึ่งเราประสบพบเห็นสันอยู่ทำไป ธง ซึ่งพทธมามกช*กสันตามบ้านในว*นสำสัญต่าง ๆ ทางพระพท ศาสนา จิตรกร นกเขียน น*กปรํชญา และศิลบี่นผายม*ณฑนศิลป หรือศิลบี่นผายศิลปตกแต่ง พาสันใช้เกรื่องหมายธรรมจ*กรืนิสัน แพร่หลาย เพื่อฅองการจะสำแดงออกบอกถึงความคิดเกี่ยวสั ในพระพทธศาสนา การหมุนสัอธรรม ย่อมหมายถึงการเทศนาสงสอน เผยแพร่ หรือการทำให้ธรรมะได้มีภาวะทำเนินเดินไปไกลและกวำ
๖?ง กวามกิดในเรื่องใช้ธรรมจำรีนี มีมาก่อนคติในการสราง พระพทธรปเบืนไหน \"I แรกเรีมเติมทีในอินเดียสมยโบรํงโ1-1'5'1ณน พทธศาสนิกชนใช้รอยพระพทธบาทเบ็1นเครองหมายให้รำลึกนกถ พระพทธองค์ แล*วกรื่นต่อ ๆ มา ก็พาก*นเรีมนิยมใช้ธรรมจก เบื่นเกรื่องแสดงกวามจดจำรำลึกถึงพระพุทธองค์ และธรรมะของ พระองค์ท่าน ส่วนกวามกิดในการก่อสร่างพระพุทธรูปนนเกิกขึน หลง์สด ในเมื่อได้ร่บอิทธิพลจากพวกกรีกทีเข*ามาปกกรองอินเด สมียบรรพกาลเนี่นนานโนน เพราะชาวกรีกนิยมใช้ปติมากรรมก*นอย่าง แพร่หลาย และการสร่างพระพุทธรูปได้ปฏิบัติจำทำก่นขนเบนกร,งแรก ในร่ชสมไ)ของพระเจ*ามิลินที เมื่อราว พ.ศ. ๔๐๐ ทุก ทุ ส่วนในรปของธรรมจำรีนนเล่า ย่อมสำแดงกวาม หมายแก่ศิลบิ1นอย่างบรรจบกรบกร่น ซี่ล*อแปดซี่นนหาใช่อะไรอื่นไม่ กือฅงใจให้ชั้แจงแสดงถึงมรรก ๘ และลำแด่ละร์ทีมีความยาวเท่าก่น น1น, ฅง์ใจให้หมายถึงกวามยุติธรรมกวามไม่ลำเอียง ในวงกงล*อิน,นเ หมายถึงบญญาอำจะสามารถเกลื่อนไปได้ไม่ว่าทีไหนใกล้หรือไกล ล*อินนหมายถึงกวามสงบเสงี่ยมและกวามมีแก่ใจไมฅรี ส่วนท่อนแกน ลำหรือเพลาลำน่นกึอ แกนแห่งส'ทะซึ่งจำรีแห่งชีวิฅหมุนไป ไปโดยไม่มีการถอยถคลกละ
๖^ แต่วก็อ้กร่แห่งชีวิฅนี่เบึ๋นรูปร่างสร้างสรรค์ขั้นมาจา ■ขอดแห่งบจจไ) หรือปฏิจจสมปปบาทคือการเบ็1นขั้นมาเกิดขึนมา พึ่งพิงอาศไ)ติดต่อเชื่อมโยงกไแบื่นลูกโซ่ คือ ๑. อวิชชาเบนบจจไ)ให้เกิดกรรม อ้นช*กนำให้เกิดสงขาร .เครื่องปรุงแต่งมีกายและวิฅเบนอาทิ ๒. กรรมเบนบท*ยึให้เกิด'วิญญาณ ๓. วิญญาณเบึนบทไ)ให้เกิดนามและรูป ๔. นามและรปเบนบจจไ)ให้เกิด อายฅนคือเกร็องรู้และสิง ■ที่ร้ได้แก่ ดา ห จมูก ลั้น กาย ใจ ๕. อายทน เบนบจจ้ยึให้เกิดผสสะ คือ การกระทบ การ ■ถูกต่อง ๖. ผํสสะ เบนบจจไ)ให้เกิด เวทนา กวามรู้สึกทุกข์ สุข ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน คือกวามปรารถนา ๗. เวทนา เบนบจจ‘ยให้เกิดด*ณ,หา กวามดนรน กวามอยาก ความเสน่หา คือ การยึดเหนี่ยว ๘. ต่ณหาเบนบจจไ)ให้เกิดอุปาทาน เกี่ยวเกาะ ๙. อุปทานหรือความยึดเหนี่ยวเกี่ยวเกาะเบนบทยให้ .ภพ หรือว*ฏสงสาร กวามเวึยน'ว่ายดายเกิด
ซา)๐ ๑๐. ภพเบนบจจิยให้เกิดชาติ คือการเกิค ๑®. ชาติเบนบจจิยนำมาซึ่งชราภาพ กวามโศกเศรา ทุ โทมน*ส และกวามฅาย @๒. ชราภาพ กวามโศกเศร้า ทกข์โทมนสเบ็นบจจยนำ มาซึ่งอวิชชา ฉะนํนํ ^านะที่เบ็1นพทธศาสนิกชน เรากวรตองพย เรียนรู้และเข้า,ใจ แลวเสาะแสวงหาทางที่จะทำฅนให้พ1นเสียจ แห่งชีวิฅวงนํ หรือโซ่ ๑๒ ขอคแห่งบจจ’ยสายนั้ หรือภาวะแห่ พำพิงพึ่งพาก*นอ’นนั้ แลำก็สีงอ*นเบ็นํบจจิยร์งก*นและก*นอ*นน ที่เบื่นเกรื่องชำนำทำให้กนเราดายแล้วเกิดใหม่เรื่อยไปไม่มีที่สํ้ จนกว่าเราจะถึงแล้วซึ่งสำธรรม คือการปฏิบัติขจิคเสียซึ่ เบนตนเหตุสำก*ญยึงของโซ่บจข์ย ๑๒ ขอดนํ เมื่อใคที่เราทำลาย อวิชชาลงเสียได้ เมื่อนนบญญาก็จะกำเนิดบ*'งเกิดขนแก1เราให สำธรรมได้ สมเด็จพระพุทธองก์ทรงแสดงให้เบื่นที่ประจำษ์แจุ่ แก่เราแล้ว ถึงทางที่จะไปสู่สำธรรมคงว่าน้ และทางนนก็หาใช่อ อะไรอื่นไม่ คือ มรรก ๘ หรือมชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง! น'นเอง
๓) ๑ ธป ธูปเบึนเครื่องหมายใช้ชแจงแสคงถึงความแปรทันเปลี 'แปลงความไม่จีรํงยิงยืน และความเสื่อมสลายทัองมลายลงไปของสิ'ง ท,งหลาย เมื่อธปมอดไหม้ลงไปน1น รปเดิมของธปก็จะเสื่อมสลาย หมดสั้นตามไปคำย เหลือแต่การส่งกลีนอ้นฅลบอบอวล กรนแลว จดหมายของธป เหฅผลในมีภาวะเบี่นธป ก็เบี่นอน,เสร็จสั้นกระบวน ความ เมื่อธูปยำไม่ได้จด เมื่อธูปยิงไม่ได้มอดไหม้ ไม่ว่าธู ไรปอย่างใดชนิดไหน ธปน เก็จะเบื่นลีงหาค่ารากามิได้ ค่า นนขนอย่ที่ประโยชน์'ของธปอย่างเคียวเท่าน*น โดยทำนองเดีย อ้นเรือนร่างของคนเราน*นซ์งประกอบขนมาจากข้นธ์ จะหาค่ารากา มิได้เช่นเดียวทันท'บธป และค่าราคาของกนน*น ก็อยู่ที่ทั ความสามารถของเขาเท่าน1น กนเราก็เช่นเดียวทันทับธูปเหมือ จะแสดงกวามดีมีคุณค่าได้ก็ความสามารถปร'บฅำให้กลมกลืนทับสื่ง ท1งหลายที่งปวง และทำให้เหตุผลในการเกิดมาเบี่นกนมีภาวะอ สมบรณ์เท่าน*น ชาวพฑธสำแดงแสดงส'ญญทักขณ์คำว่านออกมาในรปของธป ที่งนั้ก็เพื่อที่จะทำให้สว่างกระจ่างแจ่มแห่งจิฅภา ประทับใจ เมื่อเวลาสำรวมจิตสำรวมกายให้อยู่ในภาวะสุขสงบ ทำ การระลึกนอบนอมยึดเอารำนครำเบึนที่พึ่ง อย่างเงียบสงบ ดำย
ปิว)1®ป็ ควงจิกที่ผ่องแผ้ว ด้วยความชื่นชมโสมน้ส และควยความ เราก็จะไค้มองอย่างทลปรโปร่ง เห็นการแดกแยกออกของสิงทเรยกวา สิง อินประกอบก็นเข่าเบืน มวล แลวกทำให้เรามองIV!นก่าร และในระยะขณะเคียวก่นน,น อาจทำให้เห็นภาพการมอคไหม้แ ความคำด้อยน้อยค่าของคำของเราเอง ของอฅฅาของเรา จนทำให เรารู้สึกว่า เราหาได้ดำรงกงอยู่แยกเบึ๋น ตน ไม่ แค่หากจะกำ กงอย่ฐานเบืน มวล นี่แล่ว กือปVช่ญาอินแฝงอยู่ในธูปทจุดทีกำลง มอดไหม้ เทียน นอกจากดอกไม้และธปย์นเราถวายบชาพระแล่วน้งมีเทีย อีกน้วย แสงแวบว'บแวววาวของเทียนทีจุดไว้หน้าพระน1น ทีกอย่างหนึ่งซึ่งน่าเอาใจใส่สนใจเทียนน1นเราน้กจะจุดชื่ วางไว้สองข่างดรงหน้าพระ อินกนน1นประกอบขนมาด้วยข่นธ์ และเทียนก็มีน้กษ เช่นเคียวก่น เบนการประกอบการกระทำของวํกถเมื่อยงไม่ เทียนเบื่นส'ญญลำขณ์ใช้อธิบายหมายถึงกวามลวงล่อฉ้อฉลของดวด และความเห็นแก่คน เมื่อเปลวไฟคคขนมา รู้สึกเหมือนว่ามีอะไร กำล่งจะผ่านไป คือไส้เทียนจะมอดไหม้ และขผงจะละลาย แล่ว เปลวไฟนนก็จะส่งความรอนออกมา แล่วสาดส่องออกมาเบนแสงสว่าง
ฟ่๓ และในการสำแดงอาการเช่นนนของเทียน เทียนได้ทำให้กวามม หมายในการถูกประกอบกรรมทำขนมาเบ็'นล้าเทียนได้อย่างกรบล้ กระบวนกวาม อนึ่ง เทียนส่งแสงให้กวามสว่างผ่านความมืดออกม แสงนนหาใช่แสงช่างนอกกวามมืดและอวิชชาไม่ เพราะเมื่อเทียนลุก อยู่น1น ไม'เพียงแด่เทียนจะสำแดงถึงกวามไม่กงทนถาวรของ กายภาพดำยการเปลี่ยนสภาพจากของแข็ง'ไปเบนก๊าซเท่านึ่น สำแดงถึงโมหะ หรือภาวะลวง ที่ยึดมนว่า มืกวามหมายเดียว ซึ อไ;ที่จริงแล้ว มืกวามหมายมากหลายคำยก'น ที่ถกนึ่นกือ เที สาดแสงไปในพิภพอ'นมืดมิค แล้วนำมาซึ่งเช่าใจโดยผ่านทางอ เทียนเบนส*ญญล้กขณ์อ'นชแจงแสดงถึงการเผากวามไม่ บริสทธี้ให้หมดสั้นไป ให้เหลือไว้แด่ธาตุบริสุทธี้เท่านึ เหมือนก่น กวรจะเผากากหรือขยะที่เราสะสมพอกพูนเช่าไว้หลาย หลายบี'มาแล้ว จากการดีดผิด ๆ แล้วเราก็จะได้ประสบพบกวามดีดหรือ ท'ศนะของเนึ่อหาสาระที่บริสทธผุดผ่องก*น เมื่อขผั้งลามละลายลงไปหมดแล้ว เทียนก็จะหมดสภาพเบน เทียนอีกต่อไป ท8งนึ่ก็เช่นเดียวกไ)ความงมงายหลงผิดดีดไปว่าเบ เบนเขา ซึ่งจะต่องละลายเหือดหายไป ไม่ว่าจะเบื่นเทียนหรือบกกล หรือกวามงมงายใหลหลงในด่ำดม และความสำก*ญของฅน
อา)๔ เมื่อใดม่านแห่งความงมงายใหลหลงเผยขน เมือนนกวาม เข่า,ใจชีวิฅดำนฅ่าง ^ กินหลายร็อยหลายพนดาน ความเขาใจท้เปีย ควิยเมฅฅากรณาจะเข่ามาสำแดงแทนที่ ยินเทียนส่องสาดแสงผ่ ความมืดออกมานน เทียบไค้กบพระพทธศาสนา ซงยงให้เกิด สมโพธิญาณออกมาจากอวิชชาน'นเอง ในพระพทธศาสนาน5น กวามร้เชิงจิกวิสยทงหลายทงสิน ย่อมมีความเข่าใจเชิงว่ฅถวิส'ยเต็มรปกวบคู่อยู่ด้วย ด้งเช่นในการศึกษ วิชาพี่สีกซ์ เราเรียนร้ว่า ล้าปราศจากว*ฅถุที่สะท้อนหรือปฏิกา เกิดแสงเสียแล้ว เรากิมองไม่เห็นแสงน8น ด้งนน การที่เราไม่สาม เข่าใจถึงแสงไค้เช่นนั้ เราเรียกภาวะน1นว่าความมืดมิดหรืออวิชช การศึกษาทางพระพทธศาสนาของเรากิเหมือนกิน เราพบว่าอวิชชา หรือความมืดมิดน หาใช่ส*จธรรมหรือภาวะด้นแท้จริงไม่ แด่เบ ล*กษณะนิเษทที่สรำงภาวะขาดแสง หรือไม่มีแสงขนมาด่างหาก ล้าไค้ร'บว'ดถุที่ถกที่เหมาะสม แสงแห่งความเข่ สะท้อนยํอนขั้นมาในชีวิตของเรา การสะท้อนยอนออกของแสงด้ นํ้น จะฉายเบี่นลำแสงแห่งความเข่า,ใจขนสุดยอดทางอริยมรรคด้นมี องค์ ๘ นนเอง
บทท & สถาบนวดบองประเทสไทย 0 ในประเทศไทยของเรานํ้น ว่ด์ได้ชื่อว่าเย้นสถาบ*นอ*นมี กวามสำคญยืงอย่างหนึ่ง ว'คหาได้เบนสถานอ*,นศ*กคิ้สิทธท้พุท พาก’นไปทำบุญท*กบาฅรสด'บพระธรรมเทศนา และเพ่งจิฅเจริญ วิบ้สสนากรรม^านเท่าน้น ยำเบ้นศูนย์ประชาคม ให้ชาวบ้า ไปพบปะสำสรรค์สนทนากนในว*นธรรมสวนะ เบนแหล่งที่กุลบุฅร ใช้เบ้นทีศึกษาเล่าเรียน โดยที่แทบทุกว่ดก็ว่าได้ ม*กิจะมี ฅํ้งอย่ และทีงยำเบ้นสถานีสว*สดิการอึกดำย ทำนีดำจะเห็นได้ทํวไป ทามว*,คบ้านนอก คือ เมื่อผู้กนเกิดเจ็บไข้ ทีม*กิจะขาก*นไปยำว'ท ขอหยกยาจากพระสงฆ์องค์เจ้า มาทำการเยียวยาร*กิษาโรคของฅน หรือไม'ทีพระจะเบ้นผู้บอกตำร*บยาให้ แล่วพาก*นไปเจียดไปหามาทำ การร*กษาเอาเอง ประเทศไทยเบ้นประเทศกสิกรรม มีประชาชนพลเมือง มากกว่ารอยละ ๙0 ถืออาชีพในทางทำนา ทำไร่ ฉะน1น, นิส*ยของ ประชาชนคนทีวไป วิธีการอยู่ยงยำชีพ ขนบธรรมเนียมประเพณี จึง เกี่ยวข5องผูกพ*นก”บการทำไร่ ไถนาและพุทธศาสนาเสียเบนส่วนให
ป็ว)๖ และว'ฌนธรรมของไทยน1น ส่วนใหญ่ก็ต์งพันมาจากว้กและผูกพ*นอ พับวคนนเอง ในกระบวนการปกกรองของประเทศไทยน,น แบ่งพันเบืน หมู่บ้าน และหมู่บ้านโดยมากม''กจะมีฐานะเลยงพัวได้โดยไม่ ภายนอก เพราะในนามีปลาในนามีข้าว อ''นเบนอาหารหล''กซึ่งจำเบ่น สำหรบชึวิฅประจำว'น แล*'วนอกจากนน บ้านช่องเบนอ'นมากย'งพาก'น ปลกพัก ปลกกล’วย ปลกอ้อย เลํ้ยงหม เลยงเบ่ด เลยงไก่ ไ อาหารอีกด้วย แล*วก็แทบทุกหม่บ้าน พักจะมีว''คไว้สำหร''บผ้กน ทำบญสนทาน พึงเทศน์พึงธรรม และทงํ้เบนศนย็ประชาคม ทำก ฌาปนกิจ หรือเมื่อมีการแต่งงาน ก็ใปนิมนต์พระมาทำพิธี ไปแล*ว ว''ดเบ่นสถานท้ให้บริการทางจิตใจแก่ประชาชนพลเมือง คือ อำนวยกวามสุขสงบทางจิต และทงย''งพันสถานทให้การศึกษาเล่าเรียน อีกด้วย พดอีงกนรุ่นก่อนแลว พักได้รบการศึกษามาจากว*'ดก*'น มีกนพันจำนวนไม่น*อยเรียนร้ศึลปการช่างผี่มือ และการอ่านการ จากว'ด อาทิ การวาดภาพพระบฏ การหล่อพระพุทธรป กาวจารพัว หน*'งสือลงในใบลาน ๆลๆ อะไรต่าง ๆ เหล่าน์เบ่นอาทิ ชีวิตของกน ในหมู่บ้าน นบต์งแต่แรกเกิดจนกระทิงตายมลายชีพลงไป ผกพั พับว*ด คือ เมื่อเด็กเกิดมาก็มีการไปนิมนต์พระมาทำพิธีโกนผมไฟ เมื่ออายถึงกราวบวชเรียนก็ไปนิมนต์พระมาสวดมนต์เย็น ทำข
๓) ๓) และทำบุญฉนเชา แบ้วทำการแห่แหนพาก*'นไปช้งว*คเพื่อทำ อุปสมบท เมอถึงกราวแท่งงานก็กองไปนิมนต์พระมๅทำพิธีเพื่ ซงกวามศิริมงกล หรือไม่ก็ทำบุญใส่บาดรก*นในดอนเช้า แล้วเมื่อ การฅายเกิดขน ณ บ้านใค ก็ไปนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรม และ เมือทำการฌาปนกิจ พระก็สวดพระอภิธรรมและทำพิธีบ้งสกล คู ๆ ไปแบ้วชิ1วิดของผู้กนกจะเกี่ยวช้องผกพ'นก*บพระหรือก'บว*'ดไปเสีย แทบทงํ้นัน เพราะมีพระก็จำช้องมีว*'ดดำเย อนึ่ง โรง หมู่บ้านด่าง ๆ ก็บ้กจะฅงอย่บ้บว'ดแทบทงสั้น อนึ่ง ย่อมเบนประเพณีถึอช้นมาแท่โบรำโบราณว่า ช เบนวิหกบ้นฅิจารี คือเบนแดนที่ใกรๆจะทำอำเดรายนกมิ' ประเพณีมีอาญาว''คว่า บ้าใกรยิงนกในอาณาเขฅของว*'คจะช้องถกโบย ๓๐ ท ช้งได้กล่าวมาแบ้วว่า ว''คเบนศนย์ประชากมช้วย ช้งเ เมื่อผู้กนพาบ้นไปช้คทำบุญช้กบาตรในช้นธรรมสวนะ พอหล*งจาก ถวายภ*ฅฅาหารให้พระขบฉำแสร็จ ก็บ้อมวงร่วมร*บประทานอาหาร ที่เหลือจากถวายพระแบ้ว คือนำอาหารเหลือจากถวายของแท่ละกน ที่นำมา แบ้วมาน่งบ้อมวงร'บประทานร่วมบ้น อํนํนํบว่าเ บรรยากาศที่น่าหฤหรรรษ์ เพราะได้โอกาสพดจาปราศย แลกเปลี ความร้กวามกิคกวามเห็นบ้น อำแบนที่รื่นรมย์ และเมื่ออึมหนำ
๓)ต่ สำราญแล่ว ก็ถึงเวลาสด*บพระธรรมเทศนา อ*นิเบนการน,อมนำจิฅ ให้สุขสงบ ซึ่งเบนยอดแห้งกวาม!]รารถนาของมนุษย์ โอกาสท ชาวน่านร่านถึนจะได้พบปะส่งสรรค์สนทนา และบรรดาหนุ่ สาว ๆ ได้โอกาสพบปะพูดจาก*นิที่ว'คน1นิมีอย่มากหลาย ในร่นวิสาข¬ บชา วนอาสาพ'หบขา ว*น,เข้าพรรษา ร่นออกพรรษา ร่นงานทอด กฐิน ร่นมาฆบชา งานร่นบิ1ดทองพระ ร่นก่อพระทรายถวายว*ค ด่าง \"I เหล่านํ ดือชีวิฅความเบนไปในชนบทของประเทศไทย ในสม*ยเก่าๆม*กนิยมสร่างร่คให้อยู่ในที่ห้างไกล สงบเง ทงนีเพอทจะได้สะดวกสมก*บบรรยากาศในการเจริญสมถ หรือวิบสสนา กรรม1ฐาน แด่กร่นแลวพอไม่ชาไม่นาน ผ้กนก็จะค่อย ๆ พาก*นิมา ปลูกน่านสร่างเรือนรอบ ๆ ว*ค หรือในที่ใกล้ ๆ ก*บร่ค จน เบ็นหมู่น่านขนแถว ๆ รอบ ว*'กนน เพื่อที่จะได้ทำบุญท*'กบา พระสงฆ์องค์เร่าในร่กนน กงได้กล่าวมาแร่ว ร่ฌนธรรมชองกนไ นนยอมผูกพ'นิพํกพิงอยู่ก'บร่ดเบนส่วนใหญ่ และชาวน่านร่านถ จำเบนดองอาศ*ยบริการของวดเสียแทบทุกสื่งทกอย่างก็ว่าได้ ในประเทศไทยนํ้นิ ดามสถิติมีร่คเบนจำนวนถึง ๒๓.0 0๐ และว*คเหล่านํมีอยู่แทบจะทุกดำบลก็ว่าได้ และมีสง เบี่นจำนวนถึง ๒๖®,๓๗๗ รูป ซึ่งประจำพำน*'กอย่ในร่คดํๅง ๆ ประเทศ ใหญ่น่างเล็กน่างดามฐานะของหม่น่าน
ข)เ^ พระนน ในภาษาบาลีเรียกว่า ภิกขุ ซึ่งแปลว่าผ ตามธรรมวินยสงฆ์ พระเหล่านั้จะต่องประกอบกิจว*ฅร์ออกบิ ทุก ๆ เชา ฉะนน ทุก ทุ ว*นเวลาเข่ามืด เราจะได้เห็นภาพพระสงฆ์ ออกเดินบิณฑบาตไปตามถนนต่าง ทุ ในกรงเทพ ๆ และตามกลอง ตามทางมุ่งเขาหมู่บานในเขตชนบท เราวะเห็นสีเหลืองจากจีวรที่ท่าน ครองดูเย็นตา น*อํมจิตใจให้รำลึกนึกถึง ความสงบเสงี่ยม สงบ แห่งพระบวรพุทธศาสนาล้นฉายออกมาจากองค์ท่านผ้ครองล้า กาสาวพ*สตร์ อ*นเบนสาวกของพระพุทธองค์ พระสงค์เหล่านึ จาริกตรงไปย*งหมู่ล้าน อำนวยโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบญ สุนทานเบนการประกอบกิจการกุศล เพื่อสร่างสมเนึอนาบุญไว้ไ เกิดดีมิความสุขในภพหนา ขณะที่พระตรงมาย*งหม่ล้านน8น ชาวบ้าน ได้กอยอยู่ก่อนแล้วที่จะใส่ลงไปในบาตร ด้วยข่าวปลาอาหาร ขบฉิน และธปเทียน และคอกไม้ เพื่อไว้ให้พระนำไปบชา พทธคุณ ภาพแห่งมนุษย์ล้มพ*,นธ์ระหว่างพระก*บชาวบ้านนึ ที่น่ารื่นรมย์ใจและน่าแซ่ซ*องสรรเสริญยี่งน*ก ซึ่งแสดงถ อ*นแนบแน่นแห่งการอปการะ ปฏิการะต่อกน คือ หนำที่ของ สงฆ์น1นคือ การกระทำสำรวมที่งกายและใจให้อยู่ในพระธรรมวิ แล้วเจริญรอยยกลบาทของสมเด็จพระสไเม'าสไ]พุทธเ'จำ โดยเพียร พยายามทำการศึกษาเล่าเรียนขอธรรมคำสอน',-เองพระพุทธองค์ที่ทรง ก*นพบ โดยร้อย่างกระจ่างสว่างช*ค แล้วทำการเทศนาถ่ายทอดใ
๘อ ชาวบาน เพื่อไค้จรดเดินไปบนทางที่ไม่บิดผํนห'นเห ทางทีถ ถ่องแท้ ทางอ'นมืคุณก่าที่จะนำพาให้บรรลกวามสุขสงบที่แรัง เบ็นทปรารถนายอคยื่งของประชาชนคนท,งหลาย อ'นชาวทำนน1นเล่ จำจะดองเอาใจใส่ทำการอุปการะต่อพระโดยการทำบุญใส่บากรและ ถวายบจจย ๔ เพื่อการอยู่ยงํ้ย่งชีพอ'นํจำเบนของพระ เพราะฅามธรรม วิน์ย พระจะประกอบอาชีพหาไค้ไม่ และจะอย่ไค้ก็ด้วยการกศลผ ทานของชาวทำนอย่างเดียวเท่าน,น แม้ว่ากิจกรรมทางพระพุทธศาสนาจะมิไค้ล่วงลาเข้าโนอ บริเวณชองกิจการแห่งการเมืองก็ดาม แต่พระพทธศาสนา ก็ไค้มื อิทธิพลกรอบกสุมประชาชนพลเมืองผู้เบนพุทธศาสนํกชนอย่ไม่นอ อิทธิพลอ*นน่บว่าขั้นหนำขั้นกาและมืกวามส่าก*ญอย่างหนึ่ง ช่วยผงช่วยย่อมช่วยน,อมจิตใจของผู้กนให้รู้จ*กเการพการวะผู้ที่สงอา กว่า หรือผู้ซึ่งมืดำแหน่งเบนเจ่าหนำที่ กวามจริงข้อนี กำ ๒ กำ ซึ่งเราใช้กนอยู่อย่างแพร่หลาย และ'ทงยงเพรียบพร'อม'ไ ด้วยกวามหมายเค็มภากภูมิอีกด้วย พ่อแม่ม*กจะก'กเตือนหรือดุลก ‘อุ ว่า “เจ่านี่'ช่างไม่รู้จ*,กผู้หล้โ)มุ''!ทดู/เสี่ยเลย” หรือ ‘‘จงเชื่ เพราะท่านเบน 191V!111ท” และเรามกจะไค้พื่งกำชมเชยเช่นนี่ “หนกนนี่แกน่ารักเสียจริงๆที่เดียว ที่รู้รักเด็กร จะให้หมายถึงว่า รู้รักเการพนบนอบผู้ที่สูงอายุ ผู้ที่อาวุโสกว
๘๑ เอง แลวก็อิทธิพลของพระพุทธศาสนาบ้อนึ่ ได้ผงแนบแน่นเบน วฒนธรรมอย่างหนึ่งของประชาชนกนไทย อ้นช่วยในการปกครอง ท*งในบานเรือนและทงทางบ้านเมือง ให้มีสภาพราบรืนขั้นได้ส่ อนึง ชีวิตในหม่บ้านชาวชนบทจะเบนด'งนึ่คือ หล'งจาก ได้ตื่นขั้นหงหาอาหารเสร็จตอนเบ้มีดได้ไม่นาน บรรดาพระก็เ เรียงหนึ่งอย่ฅรงหนาบ้านเพื่อทำการบิณฑบาต หรือแห่งใคท ลำคลอง พระก็จะน่งเรือสำบนลำเล็ก พุ มาย'งหม่บ้าน เพื่อร'บ ชาวบ้านใส่เบนประจำ กิจว'ฅรของพระคือ ตื่นจากการจำว'คเวลาตี ๔ หรือตี ๕ พอได้ยินระฆ'งยำรำบอกเวลาให้ตื่น บรรดาพระก็จะพาก*น กรองบ้าเหลือง แบ้วทำการปลงอาบัติ แบ้วสวดมนต์เบ้ อาบัติเบ้นึ่ กระทำกนตามวคบ้านนอกที่ผู้,ขียนได้เกยประส แต่ส่วนใหญ่ส่วนมากน8นกระทำก*นในตอนเย็น แบ้วจากน8นก็จาริก ย'งหม่บ้านต1งแต่ย*งเบ้า พุ อย่ประมาณ ๖ โมง หรือกว่าพุน8น พระเหล่าน1นจะเดินไปถึงหม่บ้านบ้วยอาการสำรวม คืออย่างแช เดินแยกโดยไม่รวมก*นเบ็่นหมู่เบนพวก บ้าเบนหบ้านาท่านก็จะไป บิณฑบาตบ้วยพาหนะเรือแพนาวา ในการรีบบาตรของพระนน ท่าน จะเบ้าไปร'บทีละองค์ องค์ใดมาก่อนเบ้าก่อน องค์ไหนมาทีหล*งก็ ร*บบ้ดไป ไม่ว่าอาหารชนิดไหนที่ชาวบ้านถวาย พระจะปฏิเส รบหาได้ไม่ และเมื่ออาหารเต็มบาตร ชาวบ้านก็จะไม่ย'คเยีย
๘!®ป็ ให้อีก ธรรมวิน์ขห”ามไม่ให้พระพดจาและไม่ให้สำแคงอารมณ์แห ดีใจในภ*ฅฅาหารที่ได้ร*บ และท*งไม่กล่าวตอบขอบคุณชาวบา'แคว จริงแล่ว การถวายภ*ฅฅาหารแก่พระสงฆ์องกเจา ทำ 1ห้ผู้ถวายได้บุญ ดีงหนิงจะเบนพรเบ็1นคณากรอย่ในต\"วแล่ว และชาวบานต่าง ‘คุ น*นเล ควรจะขอบคณพ:ะที่อฅส่าห็เดินทางมาให้ใส่บาตร เบนการ บญซึ่งกศลแก่ชาวหำน ฉะนึ่น พระจึงไม่จำฅองขอบคุณชาวบานคว และเมื่อมีพระหลายองค์มาอีงหม่หำนพร่อม ๆ กน ท่านก็จะเขารบบ เบนทิวแถวเรียงหนึ่ง มาก่อนร\"บก่อน มาทีหล'งร่บถดไป และไม่มี การพดจาก*นํ ท่านมาถึงท่านร*บบาตร แล่ก้ก็กล*บไปโคยเงียบ ๆ ไม่มีการพคการจาแต่อย่างใด ถกแล่ว ท*ศนกติแห่งภาวะมีใจกหำงของพระพุทธศาสน ที่ผงอย่ลึก และแนบแน่นอยู่ในประชาชนกนไทย ได้ทำให้พทธศาส นิกชนมีกวามเห็นอกเห็นใจประชาชนกนอื่น ๆ รวนท1งชาวต่างชาต ต่างภาษาดีวย และท1งมีเมตตากรณาแก่ที่งกนและส*ตว์ทํ คือ เมื่อใกรมีทุกข์ก็แสดงการเห็นใจใคร่ที่จะช่วยให้ผ่อนคลายท และพอใจ ใครมีสุขก็แสดงกวามชื่นชมยินดีด*วยโดยไม่กีดไม่ก*น อิจฉาริษยา แล”วก็หล*กธรรมข’อมุทิตาในพรหมวิหาร ๔ นึ่แหละ ที่ เบนแรงรุนให้พุทธมามกเข”าร่วมในงานการบุญการกุศลของกนทํวไ แม้แต่จะเบนในกลุ่มผ้นํบถือศาสนาอื่นก็ตาม
๘๓ แล่วก็ด,วยภาวะมีนาใจไมฅรีก้นนํเอง ทีเบนบารมีให้อด กษฅริยของไทยเรา ทรงพระราชทานที่ดินและสินทรพยให้มีการส โบสถ์คริสฅศาสนา และสเหร่าศาสนาอิสลามก้นขึนในประเทศไพย และทงํ้ยํงไค้ทรงชกนำให้บรรดาพสกนิกรร่วมในงานการกุศลของ บรรดา,.หล่าชาวคริสต์และชาวมอสเล็ม โดยไม่มีการกีดกนรงเกียจ เดียดฉินที่อีกควย ท8ง ‘กุ ที่ฅนเบ็่นพทธศาสนิกชนก็ดาม นำใจของ ประชาชนกนไทยดำว่าน้จะได้มีการหยุดยํ้งแต่อย่างใดก็หาไม่ ดำรงกงอย่เช่นเดียวก้นนีอีกต่อไป ถานำจิฅนำใจของคนไ สดคหยดย1งขึนเมึ๋อไร ก็จะหาได้ชอว่าเบ็นประเทศไทยอีกต่อไปไม เพราะว่าประเทศไทยของเรานน คือดินแดนแห่งเสรีภาพในการเลือม ใสน์ปถือศาสนาใด ๆ ก็ได้ ในท้องถี่นอาเชียของเรา'น บรรดาผู้กนพลเมืองย่อม และเชิดชกวามยดิธรรม และถ้าว่ากนไปให้กุกดองถ่องแท้แลว กวามยดิธรรมทางส่งคมและเศรษฐกิจนํนแลว อย่างไรก็คี ขณะที เลื่อมใสและยกย่องส่งเสริมกวามม่งกง์ไพบูลย์ทางก้ดกุนิยม เลื่อมใสและนิยมชมชอบ สภาวะธรรมนิยมของมวลมนุษย์ และของ มนษย์อํนฌนบจเจกบุกดลอีกดา1ย ภาวะอีกอย่างหนึ่งที่ก้ดมี,ฐา,นะเบืนส'ถาธท้นนน'ก็คือ แ วดย่อมจะตองมีห่องสมุกอยู่เ.บน'ป'ระ'จำ,ใ'ห!ญ่บ็า-งเล็กท้างฅามล่ไาษณ
^๔ วค คือทีเรียกว่าหอพระไครบี่ฏก หรือหอพระธรรม ส่วนวดท้ไม่มีหอ คงว่านี ก็มกจะกิ'องมีต้หน'งสืยิเก็บวรรณกรรมเกี่ยวก'บธรรมไ วรรณกรรมด้งว่านั้จะเบนรปของสมดข่อยหรือหน'งสือใบลานอนเบ ผูก ๆ หรือหน''งสือคามธรรมคาสาม\"ญ เพื่อพระไค้ใช้เบ็1นส่งอเทศอ เพอไว้ทำการสืบสวนกิน,หาข่อธรรม“ในการไปแสคงธรรมเทศนาแก่ ชาวบาน ฉะน์น ด้งที่ร้แวิงแสดงมาคงแต่กิน’จึงน'บได้'ว่าว'ด้นน สถาบนการศึกษาและว*'ฌนธรรมอ'นลํๅส'นของประเทศไทยของเราคี‘ๆ นั้เอง อนึง เพื่อให้ข่อเขียนในบทนั้เกิคมีสืส'นขั้นบ เห็นเบนการสมควรนำกำประพ''นฐ์ด้งฅ่อไปนมาลงไว้แถมกิาย เบ่นที่ประท*'บใจแก่ผ้อ่านกิ'วย เรองเรองไตรรตน์พ่นพ่นแสง รินรสพระธรรมแสดง คาเช็า เจดถ์ระดะแซง เสยดยอด ยลยิงแสงแกวเก่า แก่นหลาหลากสวรรค์ นายนรินทร์ธิเบค (อิน) โบสถ์ระเบ่ยงมณฑปพน ไพหาร ธรรมาสน์ศาลาลาน พระแผว หอไตรระฆํงขาน ภายคา ไขประธปโคมแกว กาพาเพื่อนสวรรค นายนรินทร์ธิเน'ศ (อิน')
๘๕ โอ้เจดย์ทสร9'างยังขำงรก เสยดายนกนกน่านำตากระเด็น กระนิหรอชอเสยงเกิยรติยศ จะมิหมดล่วงหน9าทํนตาเย็น เบนผู้ดมมากแล่วอขากเห็น คดก็เบนอนิจจ'งเสยท'งนํน ขอเดชะพระเจย์ดคิรมาศ บรรจุธาตุทตํงนร'งสรรค์ ขำอุตส่าห์มาเคารพอภิวํนท์ เบนอนํนต์อานิสงส์ดำรงกาย จะเกิดชาติโดใดในมนุษย์ ให้บริสุทธิสมจิดทคิดหมาย ท1งทุกข์โศรกโรคภ'ยอย่าใกล้กลาย แสนสบายบริบรณ์ประยรวงศ์ ทง!ลโภโทโสและโมหะ ให้ชนะใจไล้อย่าไหลหลง ของุ'เงเทเองเริองวิชาบญญายง ทะงให้ทรงศ์ลขํนธ์ในสันดาน สนทรภ่-■นิราศภเขาทอ 9-
บทที่ ๖ วนวิสาบบช้า (บึงตรงกํบเทญกลางเดลน ๖ และกำทนด'ให้เบน บึระลกนลบนอมต่ลพระทน0ะ) ด พทธมามกในบรรดาประเทศพระพุทธศาสนา กระทำพิธีนอม' รำลึกถึงสมเด็จพระสไ)มาส้มพทธเจำในว้นเพ็ญกลางเดือนหก ส่วน พุทธมามกผายมหายาน ประกอบพิธีทางศาสนาในทางร่วมใจกน แซ่ซ*องพระพทธองค์ ในวนที่ ๘ เมษายน ในประเทศไทย กไพชา และลาว เรียกวไเฉลิมฉลองวไนว่าวไวิสาขบูชา แด่ในประเทศล*งกา' และพม่าเรียกวนเดียวกไนว่า วไประกอบพิธีเวสาก เพื่อจะไม่ให้มีการด่างแฅกแยกแยะกไระหว่างพ ผายมหายาน และผายเถรวาท ในการประชุมสม*ชชาพทธศาสนิก¬ ลไพไธ์แห่งโลก ครํ้งที่ © ซึ่งจํคให้มีขน ณ นครโกลอมโบ ประเท ลงกา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้ฆีมฅิให้กำหนดเพ็ญกลางเดือนหกเบืน “วไสมเด็จพระพุทธะ” แล*วให้ทำการเฉลิมฉลองร่วมกไในบรรดา พุทธมามกทํวไปในโลก คงนจึงเห็นเบนการเหมาะสมที่จะนำแส ถึงสารฅถสำก*ญของเพ็ญกลางเดือนหกในบรรคาพุทธมามกทั้งหลาย ณ โอกาสวนวิสาขบูชา
พระประสติ ในวนเพ็ญกลางเดือนหก เมื่อ ๒๕๙0 บื่มาแลว ราชโอรส องค์หนึ่งไค้ทรงประสติขั้นมาในแว่นแกว*นแดนเนปาล พระองกทรง พระนามว่าสิทธิฅถโกฅม เมื่อทรงเบนมานพน*น พระองกบงเอิญไค้ ทรงประสบพบเห็นทารกแรกกลอด กนชรา กนเจ็บ และกนฅาย ภาวะ สี่ปางในมนษย์เหล่านึ่ ทำให้พระองค์ทรงคิดขึนมาได้ถึงสภาวะแห ความทกข์ของชีวิฅมนษย็ คือ การเกิดนึ่นเบนทุกข์ ความเจ็บไข้น เบ็นทกข์ ความชราภาพน์นเบนทกข และความดายน์นกเบนทุกข และทรงได้ร*บกวามริกวามคิดว่า อนการจะหลีกลีหนีไปเสียซึงควา ทกข้ดงกล่าว ก็คือการมีภาวะอยู่พนสงสารวฎ เมื่อไค้ทรงเล็งเห็นเที่ยงแท้แล*วว่า ภาวะมารดา ทารกภาพ ชรา พยาธิ มรณะ เหล่านึ่ลีวนแด่นำมาซึ่งความทุกข์ กวา โศกสลด ความเจ็บปวดรวดร*าว ความระทดระทมใจ และความไม่ สมถวิล จึงทำให้พระองค์ทรงปลงพระทยสละราชสมบัติ ศฤงคาร บริวารและกวามสขหฤหรรษ์ โดยทรงมจิตคิดเมฅฅาทีจะช่วยปลด เปลอง มวลมนุษย์ที่กำลีงทนทุกข์ลีนํ0ยู่ ที่งนึ่ก็เพราะว่า ดงแด่ได้ทรงกำเนิดมา ลึกลงไปในพ ของพระองค์นน ท*บถมอย่ด*วิยกวามกรุณาปราณีต่อมวลมนุษย์ แ กวามทกข์อันมีอ*นเก็ดแก่มนุษย์,ชาติ ทำให้พระองค์ทรงหม่น
และเศร้าพระทำ เบื่นผลทำให้ไม่ทรงยินดีปรีดาในกวามสุขหฤ ของชีวิด และดีงน์เราจึงได้เห็นพระองค์ไม่ทรงชื่นชมนิยมในค โนสมบัติพ'สถาน ความเกษมสำราญและความรุ่งโรจน์จร*สจรุง อ*น พระองค์ทรงมีสิทธิ ^านทรงเบี่นร*ชทายาทสืบราชสมบัติตามราช ประเพณี และทรงทำการสละเสียซึ่งพระมเหสีและโอรส กล่าวส1นน คือ ไม่ทรงยินดีในสืงทีประชาชนกนทํ้งหลายพึงแสวงหาและห แลวทรงดำเนินดีนต็นไปเพื่อที่จะก,นหาวิธีร*กษา และชช่วยก หม่นหมองของมนุษยชาติ อ'แง ย่อมมีความจำเบ็1นที่จะตองขอ ท่านพึงระลึกถึงความจริงอันสำก'ญไว้คำยว่า การสละผละจากกวามส กวามสำราญในชีวิตของพระองค์นน หาได้ทรงกระทำในยามชราไม่ แด่หากในวำทรงเบึนมานพหนุ่มแน่น ไม่ใช่เวลาทรงหย่อนพระก ในการชนชมโสมน*,สโลถึยสุข แด่หากในยามที่ทรงมีกำลํงว้'งชาอย่าง เต็มที่ที่จะทรงสำราญบานใจ ทรงสละเพศฆราวาส ไม่ใช่เพราะกวา ยากจนเข็ญใจ แด่หากในระหว่างสมไ)ที่ทรงม*งก'งอันหลาม 11ละ ทำพูนเพึฒอยู่คำยช่องโอกาสที่จะชื่นชมสีงที่นำมาซึ่ง ทั้งหลายควย การทรงสละโลกีย์กรงนั้ก็กำยเหตุผล1พียงอย่างเดีย เท่านนคือ การจะคบเสียซงกวามหื่นกระหายในตำ1หา คู'นุมี -31] รส กลี่น เสียง เบ็1นที่มา
๘ลิ่ ทรงตรสร ทรงด,นด้นจรคลไปในภาวะภิกขุ กือผ้ขอ และท,งทรงปฏิบัติ พระองค์เบนนกพรตที่เกร่งที่สด คือมีการทรมานกายและอ จากอาจารย์สำน''กหนึ่งไปย'งอีกสำน',กหนึ่ง ด้วยการกำหนดพระท*ยใ การศึกษาหากวามร้เกี่ยวกบโมกขธรรม ท8งนึ่เพื่อที่จะ ถึงรหัสแห่งชีวิตของมนษย์ แต่ทรงประสบว่า ตราบใดที่กณ,า เหล่านึ่ย้ง่ถกเถียงโต้แย่งไม่ลงรอยก้นอยู่ การที่ ถึงภาวะชะตากรรมของมนุษย์ย่อมไม่เบนที่สมถวิลของพระองค์ พระองค์ไค้ทรงบำเพ็ญพรตดนด้นอยู่ในล'กษณะนึ่ถึง ด้วยการทรมานกาย และงดเว่นอาหารจนลมประชวรลงด้วยโรคขาด อาหาร ขนาดที่จะไม่สามารถทรงมีชีวิฅอยู่ได้ แม้กระนึ่นก พระองค์ก็ย่ง่ไม่ทรงสามารถด้นพบอะไรเกี่ยวก'บกวามทุกข์ยาก มนุษย่ได้มากไปกว่าระยะเมื่อทรงเรี่มทำการศึกษา ฉะน1น จึงได้ตก ปลงพระท*ย เลิกการทนทรมานพระองค์ตามวิธีนของน'กพรตองค์อื่น แลํวทรงห'นกลบมาอนุบ''ลพระองค์โดยวิธีที่ถูกด้อง คือการ พระภระยาหารเบนระยะในเบธง'แรก กรนแล่วิก็เสวยอาหารแข็ง เมื่ บฌจว*กคีย์ ผ้ซึ่งติดตามพระองค์ในการแสวงหาโมกขธรรม พาก้น ละที่งพระองค์ด้วยการกล่าว1ตดพ*ออ!ย่าง'1ย่ยห'ย่น'ะา “น'กพรตโกตม กลายเบนผู้สำราญไปแล่วิ ท่านเลิกการบำเพ็ญพรต และหันเข่า
๐ ชีวิตแห่งความสำราญเสียแล้ว” กิงน่น พระองค์จึงทรงดนก บิณฑบาตกิวิยพระองค์เองเดียวคาย กิวยล้กษณะถกทอดที่ง อ่อ แต่เด็ดเคี่ยวไม่ยอมจำนน เมื่อพระกำล*งว*ง,ชาคืนคงมากิงเดิมแ ไค้เสด็จไปประท*บ ณ ใต่ร่มโพธิ ณ ผึงแม่น่าเนร*ญชร ใก พุทธกยา ทรงกระทำการเจริญวิบสนากรรมฐานอย่างแนบแน่น แล ทรงให้ส*ฅย์ปฏิญาณว่า แม้'ว่าเน้อหน์งม่ง์สา และโลหิตจะแห ไม่เหลือหลอ ก็จะไม่ขอเกลื่อนไหวจากที่ประทไ)ตรงน่นเบนอนขาด จนกว่าจะบรรลุโมกขธรรม กรนแล้ว ในเพ็ญกลางเดือนหก เมื่อทรงมีพระชนมายได้ ๓๕ หลงจากที่เพียรพยายามเพ่งจิตอยู่จุดเดียว จิตของพระองค์ค่อยสว กระจ่างแจ่ม จนในที่สดพระองกิทรงบรรลุสไ)มาสไ)โพธิญาณ และทร สามารถมองเหินความหมายอ*นแท้'จริงของภาวะของมนษย์ ทรงกินพบ เหตุแห่งทกข์ ทางปลดเปลองทุกข์ และบรรลนิพพาน คือ การ หลดพ่นหรือภาวะปลอดกรรม และกำจดเสียซึง โลภ โกรธ และหลง ปรินิพพาน เมื่อทรงตรี,สรู้แล่ว สมเด็จพระพุทธองค์ก็เสด็จตรงไปยง เมืองพาราณสี แล้วทรงแสดงปฐมเทศนา ซึ่งเรียกว่าธรรมจ*กรก*ปป- วดนสฅร ทรงคำเน้นเทศนาธรรมอยู่ฌ็๋นเวลาถึง ๔๕ บเต็ม อนเบ็1นเครื่องให้มนุษย์ปลคฟลื่องจากความทุกข์ โดยปราศจาก
ลิ่ © พนธนาการ กษ้ฅริย ขุนนาง พราหมณ์ พ่อคืาวาณิช กรรมกรชา และหญิงทุกชนๅณณ:: ได้เข้ามาร่วมในขุมนมสงฆ์ที่ได้ทรงก่อตงขน และพระองค์คบข้นธ์เข้าส่ปรินิพพาน เมื่อทรงพระชนม ได้๘๐พรรษาทเมืองกุสินาราแลำก็ในว’นนึ่บงเอิญเบืนว''นเพ็ญกล 1คอนหกอีกควย เมอ ๒๕0๗ บมาแล*ว โคยฅร่สจากพระโอษฐ์ไว้ เบนกรำสุคทายว่าสึงทงหลายล1'วนเบื่นอนิจจ\"'งที่งสั้น และจงอย ในการแสวงหากวามหลุดพ่นเทอญ พุทธสาสนาสืออะไร พูคง่าย พุ พุทธศาสนาคือการจ*คระเบียบกวามกิด ซึ่งมุ่ง ถึงท*ศนะ ไม่เพียงแค'แก'โลกนั้เท่านน แต่ถึงจำรวาลอีกดำย คื ภาวะรวมยอดของสีงที่งหลายซึ่งคำรงอยู่ในจำรวาล เบนท*'ศนะ นำไปส่กวามเห็นแข้งและกวามเข้าใจในสภาวะของสีงที่งหลาย ระ กวามกิคคำว่านหาได้มีการชำนำให้ไปเลื่อมใสในบจจเจกบุกกลใดบุกกล หนึ่งไม่ แต่เบนผลของกวามเพ็ยรพยายามอนยาวนานฅิคต่อก'นของ มนษย์ที่จะเข้าใจอย่างถกคำงถึงชีวิตและกวามเรํนิล'บของชีว พระพทธะทรงคืนพบกฎหลายข้อขั้นอีกกร1งหนึ่ง แลำทรงบากบนที่ เข้าใจถึงวิธีหรือลำษณ'ะที่จะใช้กฎคำว่านึ่นให้เบนผล พทธองคืทรงคืนพบนึ่นก็คือ วิธีบรรลุถึงซึ่งกวามหลุคพ่นโคยทาง นิพพาน (คือภาวะปลอดกรรม และกำจำเสียได้ซึ่ง โลภ โกรธ หลง)
ตุ) น์ยหนึ่งการเข่า,ใจอย่างแจ่มแจ้งเกี่ยวก”มกฎฅ่าง ๆ ที่ว่ามา แล อย่ควยกวามาลมกลืนสอดสลองกบกฎน่น ซึ่งควบกุมความดำรงอยู ของชีวิฅมนษย์ มีผ้คนเบื่นอนมาก ซึ่งยืนย่นํว่าพระพุทธศาสนาเบนเพียง ปรชญาเท่าน1น หาใช่ศาสนาตามนัยที่เรียกก*นว่า 1:61!810ฑ ไม่ แย่งก็มีว่า ที่งนึที่งํ้นน์ขํ้นอยู่เบื่นอย่างมาก ที่กำว่า 161181011 หมายถึงอะไรก*น นัาหมายถึงตามนัยแคบ ๆ แห่งท'ศนาว'ฌนธรรมขอ ชาวกรีสเคียนสม”ยกรีกและโรม คือการยอมร'บนับถือในบีจจเจกเทวะ และกฎเกณฑ์บางอย่างบางประการ ในล*,กษณะค*งว่าน1น พุทธศาสนา ถึหาใช่ 16แ81011 ไม่ แต่นัาหมายถึงกวามรู้สึกอันเกิดอนบีอยู่ภ มนุษย์และดํวยความรู้สึกน1น มนุษย์นำใช้ในการติดต่อส'มพ*นธ ข์กรวาล และส*มพํนธภาพเช่นว่านน อยู่ในจิตสำนึกของมนุษย์ ซง มนุษย์พยายามที่จะจ*ดํระเบียบความประพฤติของคนให้อยู่’ใ ส'มมาจารี กำศาสน์ซึ่งได้ร'บมาจากความรู้สึกนึกคิดเหล่านึ นำค พอใจให้ก้บที่งํ้จิฅและใจไม่ว่าในภาวะเหตุการณ์ใดๆในชีจิตคา ลกษณะดํงว่านน พุทธศาสนาเบ็๋น 1-611810ฑ ดํงที่ผู้มีกีร*ทธาเลื่อมใสที่ ในอดีตและบีจจอัน ได้สำแดงให้เบีนที่ประจ*กษ์มาแล*ว อย่างไรก ความสุขสงบอันลึกซึ่งย่อมเกิดแก่ผู้ที่ มีชีวิคอยู่ด*วยภาวะอัมมาจ เท่าน5น
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192