Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ครูปล่อยแสง ครูบันดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้

ครูปล่อยแสง ครูบันดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้

Description: ครูปล่อยแสง ครูบันดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้

Search

Read the Text Version

ครูยอร์ชอธิบายโมเมนต์ ณ ขณะน้ันให้ฟังว่า ขณะที่ทุกคนก�ำลังจด แต่ ครยู อร์ชยังน่งั อึ้งอยูก่ ับค�ำพดู ท่ีวา่ “คนท่ียังนงิ่ เฉย ถอื เปน็ สว่ นหน่ึงของปญั หา” “ผมเปน็ คนหนง่ึ ทอ่ี ย่ใู นระบบอยา่ งภกั ดี และเปน็ ผสู้ ่งตอ่ ความรนุ แรง สง่ ตอ่ อ�ำนาจให้กบั นกั เรยี น” ประโยคน้ที ่ีดังกอ้ งในหวั ครู ถ้าเป็นถนนเส้นหนึ่ง น่ีคือจุดยูเทิร์นส�ำคัญของครูยอร์ช ให้หันกลับมามอง ปญั หา ตรวจสอบตนเอง กอ่ นจะพบวา่ ทผ่ี ่านมาผิดท้งั หมด “พอรู้โครงสร้างอำ� นาจ มองเห็นตวั ระบบ ผมกเ็ ร่ิมกลา้ ตงั้ คำ� ถาม กล้าแตะ ระบบ โอ้โห! ทุกอย่างท่ีเคยมีอยู่ในตัวเราพร่ังพรูออกมาหมดเลย เด็กแต่ละคน ลว้ นแตกตา่ งกัน เรามัวไปสรา้ งพน้ื ท่แี ห่งอ�ำนาจอยู่ท�ำไม พนื้ ทปี่ ลอดภัยต่างหาก ทีเ่ ด็กต้องการ และครูอยา่ งผมสร้างได้” คอื ครูท่เี ป็นคุณอำ�นวย ไมใ่ ชค่ ุณอำ�นาจ เมือ่ ครยู อรช์ กลบั มาพร้อมกับคำ� ตอบวา่ ‘กทู ัง้ น้ัน’ หอ้ งเรยี นทเ่ี คยเปน็ พ้ืนที่ แห่งอ�ำนาจ กค็ ่อยๆ ใช้ ‘หวั ใจ’ ปรบั ให้เปน็ พ้นื ที่ปลอดภยั “จากทเ่ี ปน็ คนยนื อยหู่ วั สดุ และเดก็ ตอ้ งอยขู่ า้ งลา่ ง กเ็ ปลย่ี นมานง่ั กบั เดก็ อยู่ กับเด็ก ซึ่งตอบโจทยข์ องเด็กที่นีไ่ ด้ เพราะก่อนหน้าน้เี ดก็ รสู้ ึกไมป่ ลอดภยั ต้ังแต่ อยบู่ ้านแล้ว สงั คมทีน่ ไี่ ม่คอ่ ยโอเค เด็กก็ไม่พร้อมท่ีจะเรียน ผมเลยเปิดพ้ืนทเี่ ปน็ วงกลม ลองเปลยี่ นจากการสอนแบบบงั คับมาเปน็ วธิ ีทีท่ ำ� ให้เขาอยากตอบ อยาก เรยี น อยากรูก้ ับเรามากข้นึ กลายเปน็ วา่ ทุกอยา่ งเรม่ิ ดีขึ้น” วธิ ขี องครยู อรช์ คอื ทำ� ใหเ้ ดก็ รสู้ กึ สบายใจขนึ้ เชน่ ถามเดก็ วา่ วนั นมี้ อี ะไรดๆี เกิดขน้ึ บ้าง เลน่ บทผู้ฟังมากกว่าผพู้ ูด “ตอนที่เขาก�ำลังนึกว่าวันนี้มีอะไรดี ช็อตน้ันมันจุดประกาย มันบันดาลใจ เรามาก มีความสุขมาก รู้สึกว่าท�ำไมเราไม่ท�ำแบบนี้ต้ังแต่แรก ถึงขั้นอยากออก แถลงการณบ์ างอย่างเลยนะตอนนั้น (หวั เราะ)” ถามว่าท�ำไมจงึ รู้สกึ สุขมากขนาดนั้น? ครยู อร์ชนิ่งคิดพักหนึง่ กอ่ นจะตอบว่า เพราะวธิ คี ดิ ทเ่ี ปล่ยี นไป ซ่ึงมาพรอ้ ม กบั ความรสู้ กึ วา่ ไม่ต้องแบกอะไรไว้อกี แล้ว 100 ครปู ลอ่ ยแสง: ครบู นั ดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้

พอรูโ้ ครงสรา้ งอำ�นาจ มองเหน็ ตัวระบบ ผมกเ็ ริม่ กลา้ ตง้ั คำ�ถาม กล้าแตะระบบ โอโ้ ห! ทกุ อยา่ งท่เี คยมีอยใู่ นตวั เรา พรั่งพรูออกมาหมดเลย เด็กแต่ละคนล้วนแตกตา่ งกัน เรามัวไปสรา้ งพ้ืนท่แี ห่งอำ�นาจอยูท่ ำ�ไม พื้นท่ปี ลอดภยั ตา่ งหากท่ีเด็กตอ้ งการ และครูอยา่ งผมสร้างได้ ������������������������������ 101

“เม่ือก่อนผมยังรู้สึกว่าต้องสอนให้ได้ หรือบังคับให้เด็กเรียนตามตัวช้ีวัด แต่พอเรามาท�ำความเข้าใจเร่ืองความแตกต่าง ตัวช้ีวัดก็ไม่จ�ำเป็นอีกต่อไป พอ ไม่ต้องซีเรียส ผมก็มีก�ำลังใจมากขึ้น มีแรงออกแบบการสอนที่ตรงกับเรา ตรง กับเด็ก ย่ิงท�ำให้พ้ืนท่ีในห้องเรียนสบายมากขึ้น เด็กก็รู้สึกสนุก...หรือเปล่า ต้อง ไปถามมนั (หวั เราะ)” ‘พน้ื ทป่ี ลอดภยั ’ สไตลค์ รยู อรช์ คอื การลดอำ� นาจครู ใชว้ ธิ ถี ามไถแ่ ทนการสงั่ เร่ิมตน้ คาบเรียนดว้ ยคำ� พดู เชอ้ื เชิญ เช่น ครูอยากใหล้ อง อาจจะ ฯลฯ “พอค�ำเหล่านีม้ าอย่ใู นตวั ผม ท�ำให้ผมท�ำงานงา่ ยข้ึนกวา่ เดิมเยอะมาก มัน สร้างบรรยากาศการเรยี นรู้ ถงึ แม้ว่าเด็กจะไมไ่ ด้อินหรือไม่เข้าใจ แตเ่ ราก็รู้สึกว่า มันเป็นการสรา้ งความเป็นไปได้ใหม่ๆ ใหก้ บั เด็ก” จากการสอนแบบเดมิ ทำ� ให้เด็กๆ ตดิ หรือเคยชนิ กบั การตอบให้ครูชอบ ให้ ครรู กั โดยทไี่ มร่ วู้ า่ ขา้ งใน ‘จรงิ ’ แคไ่ หน การสะทอ้ นซง่ึ กนั และกนั จงึ ไมเ่ คยเกดิ ขนึ้ ดว้ ยความเปน็ นกั กจิ กรรมและนกั สนั ทนาการมากอ่ น ครยู อรช์ จงึ คอ่ ยๆ ขยบั ขยายพื้นท่ปี ลอดภยั ให้ไกลมากขน้ึ ด้วยการชวนนกั เรียนออกไปว่งิ เลน่ นอกห้อง “ตง้ั แตต่ อนเรม่ิ คดิ กระบวนการใหมๆ่ การเรยี นในหอ้ งเรมิ่ ไมต่ อบโจทย์ แลว้ ก็ไม่สนกุ ด้วย เพราะเป็นพืน้ ไม้ เสียงดัง บางทีตอ้ งมกี ารกระโดด แสดงออก จะ กระทบห้องอื่นๆ เลยพาออกมานอกห้องเรียน จนเด็กๆ เริ่มเคยชิน จนทุกวันน้ี 102 ครปู ลอ่ ยแสง: ครูบันดาลใจ จดุ ไฟการเรยี นรู้

เดก็ จะถาม ครูๆ วันนเ้ี รียนที่ไหน เดก็ เขาคงชอบละ่ มั้ง (ยิม้ )” เสยี งสะทอ้ นของเด็กๆ อธิบายปรากฏการณ์นไ้ี ดด้ ี อยา่ งเช่น... “ผมชอบแบบนี้ครับ ครจู ะถามก่อนทกุ ครง้ั ว่าเด็กๆ อยากทำ� อะไร” ‘อาร์ม’ ด.ช.กฤษณะ จนั ทร์บาง ชั้น ม.2 เล่าลบั หลังครยู อรช์ วันน้ีเป็นอีกวันที่อาร์มได้ออกมาเรียนนอกห้อง เด็กชายตอบว่าชอบมาก เพราะรูส้ ึกวา่ ไดอ้ ะไรมากกวา่ ในหอ้ งเรยี น “ครูจะสอนจากหนงั สอื แต่ไมไ่ ด้ให้ท่องหนังสอื ให้ทำ� กิจกรรมมากกว่า หนู ว่ามนั จำ� ได้ไวด”ี ด.ญ.ภาวิณี จันทนา หรอื มินท์ ชัน้ ม.2 ขอเลา่ บ้าง ในทุกๆ คาบ ครยู อรช์ จะพยายามใช้ ‘ฐานกาย’ ควบคกู่ บั ‘ฐานใจ’ นักเรียน เองอาจจะไมร่ ้ตู วั รู้แตว่ า่ การทำ� อะไร ‘บา้ ๆ’ ในวชิ าไมใ่ ช่เร่อื งผดิ บาป หากคือส่ิง ท่ีควรทำ� ดว้ ย ครยู อรช์ จะเรมิ่ ตน้ กิจกรรมดว้ ยการชวนเดก็ ๆ ‘เชค็ อนิ ’ ไม่ใช่เช็คอินผ่านโลกโซเชียลมีเดีย แต่เป็นการเช็คอินเสมือนเข้าห้องเรียน ดว้ ยการให้นกั เรียนจับมือกันเปน็ วงกลม ครูยอรช์ กอ็ ย่ใู นน้ันด้วย แล้วชวนเด็กๆ ออกท่าทางอะไรก็ได้พร้อมตะโกนความรู้สึกในตอนน้ันออกมา เด็กๆ ชอบบ้าง อายบา้ ง ออกอาการบ้าหลดุ โลกบา้ ง แตอ่ ยา่ งนอ้ ยชวั่ โมงนีเ้ ดก็ ๆ กไ็ ด้นับหนง่ึ จาก การแสดงความร้สู กึ ของตัวเองกอ่ น “ผมคิดว่าเขาใช้สมองมาหลายวิชาแล้ว มาถึงวิชาเราก็ผ่อนๆ สมองได้ ฐานกายผมจะแทรกในทกุ ๆ คาบ เดก็ ๆ เขาตอ้ งการแสดงออกอยแู่ ลว้ จะได้ไมท่ อ้ กับการเรยี น ผมเช่ือทฤษฎีทีว่ ่าสมองจะทำ� งานได้ดีก็ตอ่ เมอื่ กายไดข้ ยับ ทส่ี ำ� คญั การเรยี นการสอนปจั จบุ นั ไมท่ ำ� ใหเ้ ขารสู้ กึ หรอื แสดงออกอะไรได้ ทำ� ใหเ้ วลามาอยู่ ในพ้นื ท่ี (นอกห้องเรยี น) เด็กเลยอยากพดู อยากแสดงออก นี่คอื ส่ิงทีผ่ มคิดเอง” ส่วนฐานใจ คือช่วงที่อนุญาตให้เด็กๆ ปลดปล่อยความรู้สึกออกมา ซึ่ง ครูยอร์ชไม่ลืมที่จะสอดแทรกเอาไว้ในทุกคาบ ผ่านการสอนแบบ ‘เรียนรู้ซ่ึงกัน และกนั ’ โดยครไู มว่ างตวั เปน็ ผสู้ อนอยฝู่ า่ ยเดยี ว นอกเหนอื จากน้ี ครยู อรช์ ยงั หยบิ ฐานใจมาใช้ช่วงทนี่ กั เรียนมีปญั หาทะเลาะกันในหอ้ งอีกด้วย “วิธีของผมคือ จะท้ิงคอนเทนต์ไปเลย แล้วช่วยกันคิดแก้ปัญหา ถาม ทุกๆ ฝ่าย เพราะการตัดสนิ มาจากการตตี รา คาบนั้นจะอยกู่ ันแบบน้ี” พอถึงช่วงสอบปลายภาค การวัดผลแบบครูยอร์ชจะไม่มีค�ำถามข้อไหนที่ ����������� ������������������� 103

เขา้ ข่ายวดั ผล แต่จะใหเ้ ด็กๆ สะทอ้ น ‘ช่วงเวลา’ ที่ผา่ นมามากกว่า “ไมม่ สี อบอะไรแล้ว แคใ่ หเ้ ดก็ ๆ สะทอ้ นว่า มกี ิจกรรมอะไรทจ่ี ำ� ได้บา้ ง ชอบ ตอนไหน ไม่ชอบตอนไหน รู้อะไรบ้าง เอาหัวข้อมาอย่างเดียว ไม่ต้องอธิบาย เหมือนเดก็ ได้ระบาย” ‘ปิง’ ด.ช.มนตรี ชานตะบะ ชั้น ม.2 ลูกศิษย์คนสนิทของครูยอร์ช ก็เป็น อกี คนที่ชอบการสอบทีไ่ มไ่ ด้สอบแบบน้ี “ข้อสอบของครูจะไม่มีให้กา ให้เขียนบรรยายมากกว่า ครูบอกว่า ไม่ว่า เรอื่ งไหน ไม่มที างทจี่ ะมีค�ำตอบท่ีถูกตอ้ งเพยี งข้อเดียว” เขา้ ใจระบบ-คน-ครู สกู่ ารเขา้ ใจตนเอง กับเด็กและงานสอน เหมือนครูยอร์ชไดค้ ล่ีคลายจนสบายใจแลว้ เหลือกแ็ ต่ งานรับค�ำส่งั และบรหิ ารความสัมพันธ์กับร่นุ น้อง ร่นุ เพื่อน และรุ่นพใ่ี นโรงเรียน จากความรู้สึกว่าไม่ต้องแบกอะไรไว้อีกต่อไป และความเข้าใจในระบบจาก ห้องเรียนแห่งอ�ำนาจ ส่งผลกลายๆ ให้ครูยอร์ชเห็นอกเห็นใจผู้บังคับบัญชามาก ข้ึนวา่ เขากถ็ ูกกดลงมาอีกทีไมร่ กู้ ่ีชนั้ ต่อก่ชี ้ัน และมบี างเหตุการณ์ให้คนผดิ ใจได้เคลียร์กนั … “ผมมีปัญหากับครูท่ีเขาท�ำโทษเด็กแรงเกินไป ผมไม่โอเค เลยไปบอก ผู้อ�ำนวยการ กลายเป็นโอกาสท่ีไดเ้ ปิดใจคุยกนั ทกุ เรอ่ื ง ผมพดู ว่าอยากใหเ้ ราได้ คยุ กนั จะเอาอะไรกไ็ ด้ ผมทำ� งานถวายหวั อยแู่ ลว้ ขอแคบ่ รรยากาศการคยุ กนั และ จดุ แขง็ ของ ผอ.คนปจั จบุ นั คอื บรหิ ารแบบมสี ว่ นรว่ ม ไมเ่ อาตวั เองเปน็ ทตี่ ง้ั มงี าน อะไรกจ็ ะดงึ ครูเข้ามา พอเขารวู้ า่ ผมมีแนวคดิ แบบนี้ หลงั ๆ มาจะไมม่ กี ารสงั่ การ แบบผลผี ลาม แต่จะถามทุกคนก่อน ทกุ อยา่ งดีข้นึ เยอะมากๆ (ย้ิม)” เม่ือไดเ้ ปิดใจ ครยู อร์ชกเ็ ห็นอะไรมากขึ้นจากท่ีไมเ่ คยมอง “ดีที่ผู้บริหารไม่ค่อยซีเรียสกับการประเมิน ปกติแล้วโรงเรียนจะต้องท�ำ รายงานเป็นเลม่ ๆ จัดนทิ รรศการ เสนอนวัตกรรมเยอะแยะ แตท่ ่ีนขี่ อแค่ถงึ เวลาก็ สง่ ผลการประเมนิ จากครูพเ่ี ล้ยี งใหเ้ ยบ็ เลม่ สง่ เขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษา ทำ� ให้ครูมีเวลา ให้กับการสอนเตม็ ท่ี” 104 ครูปลอ่ ยแสง: ครูบนั ดาลใจ จดุ ไฟการเรยี นรู้

ครทู ุกคนตา่ งมีเวทมนตรใ์ นตวั เอง เพอ่ื ใหก้ ารสอนเปน็ ไปไดอ้ ยา่ งอสิ ระ วธิ กี ารหนงึ่ ทคี่ รยู อรช์ ใชค้ อื สรา้ งผลงาน ผลงานเด่นของครูยอร์ชคือ พาเด็กไปคว้ารางวัลชนะเลิศบนเวที Science Show - ละครวิทยาศาสตร์ ปีล่าสดุ Science Show คือ น�ำการทดลองทางวิทยาศาสตร์มาผูกเรื่องใหม่ให้น่า สนใจ นา่ ตดิ ตามมากยง่ิ ขน้ึ ขณะเดยี วกนั กส็ อดแทรกความรเู้ ขา้ ไปแบบไมย่ ดั เยยี ด แรงผลกั และแนวคดิ สำ� คญั ของเรอ่ื งนี้ นา่ จะมาจาก ‘หอ้ งเรยี นแหง่ เวทมนตร’์ ทคี่ รยู อรช์ ไดซ้ มึ ซบั มาจากการอบรมกอ่ การครู ภายใตค้ วามเชอ่ื ทวี่ า่ ครทู กุ คนตา่ ง มีเวทมนตร์ในตัวเอง - เด็กๆ ก็เช่นกัน “แนวคิดนี้ได้ปรับมุมมองท่ีเรามีต่อนักเรียนแบบเปลี่ยนไปเลย ชนิดถึง แก่น ท้งั ตวั เรา ท้งั นกั เรยี น ทำ� ใหเ้ ราเห็นความสำ� คญั ของความแตกต่างและพลัง ท่ีมีอย่ใู นแตล่ ะคน พอกลบั มาจากอบรม ผมเรมิ่ มองเดก็ แต่ละคนว่ามีพลงั ท�ำให้ เราจดั การหอ้ งเรียนได้งา่ ยขนึ้ วิธแี บบไหนท่เี หมาะกบั เดก็ ๆ กลุม่ น้ี และสามารถ ดึงเอาพลังของเขามาใช้ร่วมกันได้ เช่น เล่นละคร เด็กมีพลัง เพราะเขาได้พ้ืนที่ ในการปลดปล่อยพลัง” ����������� ������������������� 105

เมื่อครูยอร์ชมองเด็กเป็นกลุ่มพลัง ก็สังเกตเห็นพลังต่างๆ มากมาย ท้ัง พลังตลก พลังความไรเ้ ดยี งสา พลงั ความซื่อบือ้ พลังเฟยี้ วฟ้าว โจทยส์ ำ� คญั ก็คือ “เราจะออกแบบสนามพลงั อยา่ งไรใหพ้ ลงั เหลา่ นมี้ าอยดู่ ว้ ยกนั และไปดว้ ยกนั ได”้ ในหอ้ งเรยี นแหง่ เวทมนตร์ สอนใหค้ รเู รมิ่ ตน้ จากการคน้ หาพลงั ในตวั เองกอ่ น โดยให้เลือกจากภาพภาพหนึ่ง คราวน้นั ครยู อร์ชเลอื ก ‘ไมโครโฟน’ กับ ‘ตัวตลก’ “ส่วนตัวผมชอบละคร ชอบ Science Show เลยลองชวนเด็กมาเล่นละคร แต่วิธีการของผมก็จะขับเค่ียว เผด็จการเลยแหละ (ยิ้ม) แต่ให้เด็กๆ เลือกการ ทดลองมากอ่ นวา่ จะเลน่ เร่อื งอะไร จากน้ันผมจะเขียนบทให้และ build ทกุ อยา่ ง ใหเ้ ดก็ เหน็ ธงเดยี วกัน เชน่ เราไปได้ไกลหรอื ทำ� ไดด้ มี ากกวา่ นนี้ ะ เสรมิ แรงกนั ไป เอาบิงซมู าลอ่ บ้าง (หัวเราะ)” หลังจาก build เด็กๆ จนคว้ารางวัลกลับมาฝากโรงเรียน กลายเป็นว่า ครูยอร์ชยิ่งท�ำอะไรได้คล่องตัวมากขึ้น เหมือนมีรางวัลเป็นเกราะป้องกันความ ยงุ่ ยากต่างๆ จนอดคิดไม่ไดว้ ่าน่คี ือส่วนหน่งึ ของวัฒนธรรมครู 106 ครูปล่อยแสง: ครูบนั ดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้

“ทัง้ ๆ ทีเ่ ราทำ� อะไรเยอะแยะ สอนกม็ ากมาย ไมม่ ีความหมายเทา่ กบั เราไป ชนะระดบั น้มี า โชคดที ่ีผมชนะ” ด้านหนึ่งจึงสง่ ผลใหค้ รยู อร์ชรู้สกึ โดดเดีย่ วด้านการสอน “การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียน คือหัวใจส�ำคัญของการจัดการ ศึกษาต่างหาก เด็กชอบแบบไหนก็ถามเด็กสิ ครูและผู้บริหารเองก็ควรคุยกัน โดยยึดข้อนี้ แต่เป็นเพราะวัฒนธรรม โครงสร้างบริหารทางราชการ ที่ท�ำให้เรา ต้องการแบบแท่งๆ เลนใครเลนมนั เลยทำ� ใหผ้ มรสู้ ึกโดดเดีย่ ว ทง้ั ๆ ท่เี ป็นเรือ่ ง ที่คุยกันได้ ชว่ ยกันได้” กำ� แพงสงู ส�ำหรบั ครูยอรช์ คือ การไมก่ ้าวกา่ ยกนั ของเพอ่ื นครู บางคนถงึ กับ ออกตัววา่ สอนแบบน้ไี ม่ได้ เพราะเรามคี วามสามารถทตี่ ่างกนั “อา้ ว แลว้ เดก็ ไมต่ ่างกันเหรอ อันนผ้ี มแอบเถยี งในใจ” ครูยอร์ชจึงเลอื กไมบ่ อกให้ใครเปลยี่ น แตใ่ ชว้ ธิ ที ำ� ใหเ้ หน็ และดึงเดก็ ๆ มา เปน็ ทมี เวิรค์ จะดีหรอื ไม่ดี ให้เด็กๆ ส่งเสยี งเองดกี วา่ อาจมีบา้ งทีเ่ พอ่ื นครูได้แลกเปล่ียนกนั แตก่ ็ตอ้ งรอใหต้ ะวนั ตกดินไปแล้ว “จะมวี งเหลา้ ตอนกลางคนื ทผี่ มไดแ้ ชรแ์ ลกเปลย่ี นเรยี นรมู้ ากๆ เลย พอเขา เมา ผมกถ็ าม เขาก็ฟัง กลายเปน็ วา่ วงแบบนชี้ ว่ ยไดเ้ ยอะเลย ขณะทก่ี ารท�ำงาน แบบนี้ (ภาคปกต)ิ เราเขา้ ถึงกนั ยากจงั เลย” จนถึงวนั นี้ คำ� ว่า ‘ครทู ด่ี ’ี ของครยู อรช์ เปลีย่ นแปลงไป “เปน็ ครทู รี่ บั รถู้ งึ ศกั ยภาพของเดก็ วา่ เขามคี วามสามารถเทา่ นี้ ไมไ่ ปเคน้ หรอื บีบค้นั เขามากมาย แตท่ ำ� ให้รวู้ า่ ความสามารถที่เขามี ไปได้ไกลกว่านั้น” ครูต้องเลน่ บท facilitator หรือ ‘คณุ อำ� นวย’ ชว่ ยจัดบรรยากาศให้เด็กๆ อยู่ กบั ครู พรอ้ มเรยี นรู้ไปกบั ครู ตลอดจนกระทงุ้ ใหเ้ กดิ คำ� ถามใหมๆ่ มแี งม่ มุ ตา่ งออก ไปโดยการเรียนรู้ไปด้วยกัน ยำ้� ! ไปดว้ ยกนั แต่ครูก็คือมนุษย์ หลายคร้ังครูยอร์ชภาคเผด็จการก็หลุดอออกมาบ้าง วิธี จดั การทีง่ า่ ยทส่ี ุดคอื ยอมรับและขอโทษ “ทุกวันน้ีก็ยังชินกับความเป็นเผด็จการที่หล่อหลอมตัวเรามา วัฒนธรรม หลายอยา่ งฝงั อยใู่ นตวั ผม ผมกท็ ำ� งานกบั มนั สกู้ บั มนั ไปเรอื่ ยๆ ผมยงั มคี วามเปน็ ครรู ่นุ ใหม่ผสานกับครรู ่นุ เกา่ ซึง่ ต้องใชเ้ วลา และสกั วันนา่ จะเปลยี่ นได้ ����������� ������������������� 107

ทุกคร้ังที่ท�ำพลาดหรือท�ำผิด เช่น ใช้อารมณ์กับเด็กจนเกินไป ผมจะบอก ตัวเองเสมอว่า เราผดิ ได้ ไม่ตายๆ ผมกลา้ ขอโทษ กล้ายอมรับกบั นักเรยี นว่าเรา เปน็ แบบนี้ กำ� แพงทมี่ กี ล็ ดลง ไมต่ อ้ งแบกอะไรอกี สงิ่ เหลา่ นท้ี ำ� ใหผ้ มออกแบบการ เรียนรู้ไดด้ ีมากข้นึ (ย้ิม)” 108 ครปู ล่อยแสง: ครูบันดาลใจ จุดไฟการเรยี นรู้

����������� ������������������� 109



เร่ือง: ณชิ ากร ศรีเพชรดี   ภาพ: พรภวษิ ย์ โพธิส์ ว่าง หอ้ งเรยี น: พน้ื ทกี่ ารเปล่ยี นแปลง ท่อี อกแบบได้ หอ้ งเรยี นวชิ าเคมขี อง ‘ครโู บว’์ ลดั ดาวรรณ เหลา่ เกยี รตกิ ลุ อาจารย์ ประจำ�วชิ าเคมี โรงเรยี นเตรยี มอดุ มศกึ ษานอ้ มเกลา้ นนทบรุ ี ไมใ่ ชแ่ คใ่ ห้ นกั เรียนช้นั ม.4-6 น่ังเรียนอยใู่ นหอ้ งเคมซี ้�ำๆ กันทกุ คาบ แต่บางวัน ยังเปลย่ี นบรรยากาศไปใชพ้ น้ื ทีห่ อ้ งแนะแนว ห้องสมุด ห้องคหกรรม กระทง่ั โรงยิมและสนามบาส “สนามบาสเปน็ ทป่ี ระจำ� คะ่ นกั เรยี นชอบขอลงมาเรยี นขา้ งลา่ ง เพราะบอกวา่ เวลาเรยี นในหอ้ งหรอื หอ้ งเคมแี ลว้ อดึ อดั ” ครโู บวอ์ ธบิ ายหลงั นกั เรยี นหอ้ ง ม.6/4 เกอื บ 20 คน ทยอยเขา้ จบั จองทน่ี ง่ั บรเิ วณมา้ นงั่ ใตร้ ม่ ไม้ใหญข่ า้ งสนามบาสพนื้ ปนู ขนาดยอ่ ม “กลับจากค่ายอนุรักษ์ พวกหนูคิดว่าไง ชอบไหม? รู้สึกยังไงกันบ้าง?” ครูโบว์เปิดคาบเรียนด้วยค�ำถามปลายเปิดซ่ึงไม่เกี่ยวกับวิชาเคมีและอุปกรณ์ การเรยี นทเี่ ธอเตรยี มมา อาจเพราะนเี่ ปน็ คาบแรกทค่ี รโู บว์ไดเ้ จอกบั นกั เรยี นหอ้ งน้ี หลังเดก็ ๆ กลับจากคา่ ยอนุรักษ์

แม้ไมเ่ กย่ี วกบั วชิ าเรยี นโดยตรง แตค่ รโู บวค์ ดิ วา่ เรอื่ งราวระหวา่ งการเขา้ คา่ ย ความรู้สึกสดใหม่หลังการเรียนรู้นอกสถานท่ีเป็นสิ่งท่ีต้องรับฟัง หลังจบค�ำถาม ครูโบว์ เสียงนักเรียนก็ดังเจี๊ยวจ๊าวสนุกสนานเพราะแย่งกันตอบ จนกลบเสียง ลกู บาสทก่ี ระทบพนื้ สนามขา้ งๆ “จรงิ ๆ นกั เรยี นจะไดท้ ำ� แบบประเมนิ หลงั เขา้ คา่ ยอยแู่ ลว้ แตแ่ บบประเมนิ นนั้ แคต่ ก๊ิ ใหค้ ะแนน สว่ นชอ่ งขอ้ เสนอแนะ นกั เรยี นมกั จะเวน้ วา่ งไว้ สว่ นใหญเ่ ดก็ ๆ จะ ทำ� แบบประเมนิ นแี้ คพ่ อสง่ เพราะรวู้ า่ มนั จะไมถ่ กู รบั ฟงั แตโ่ บวค์ ดิ วา่ ทกุ ๆ กจิ กรรม ควรใหเ้ ขาไดส้ ะทอ้ นวา่ ชอบหรอื ไมช่ อบอะไร รสู้ กึ ยงั ไง เขาไดเ้ รยี นรอู้ ะไร และตอ้ ง เปน็ บรรยากาศทเ่ี ดก็ ๆ รสู้ กึ วา่ ปลอดภัยท่ีจะเลา่ ให้ฟังด้วย” ครโู บวห์ ันมาอธบิ าย ให้ฟงั หลงั นกั เรียนเร่มิ จบั กลุม่ ทำ� งานตามท่ีมอบหมายไว้ ถา้ พดู เปน็ ภาษาวชิ าการ วธิ สี อนแบบนค้ี อื ‘การสะทอ้ นคดิ ’ หรอื ‘reflection’ แต่ครโู บวบ์ อกว่านเี่ ป็นแคก่ ารถามเพือ่ อยากเข้าใจวา่ ‘หนรู ู้สึกยงั ไง’ ซ่งึ เธอจะใช้ วิธีการน้ีคล้ายเป็นแบบประเมินการท�ำงานทุกคร้ังหลังนักเรียนท�ำโครงงานใหญ่ ในแตล่ ะเทอม แต่ ‘การรบั ฟัง’ ไมใ่ ช่เหตผุ ลเดียวทีท่ ำ� ใหค้ รโู บว์ ซง่ึ สวมหมวกอกี ใบเป็นครู ฝา่ ย ‘กจิ การนกั เรยี น’ (หนา้ ทค่ี ลา้ ยครู ‘ฝา่ ยปกครอง’ ทกุ ความหมาย!) เปน็ ทร่ี กั ของ นกั เรยี นทว่ั ไป วดั คะแนนนยิ มดว้ ยการลองเดนิ ขา้ งครตู ลอดวนั เราจะพบกบั จงั หวะ การเดนิ ชนิด ‘เดินๆ หยุดๆ’ เพราะถ้าครไู มเ่ ขา้ ไปพูดคุยกับนักเรยี นเอง กต็ ้องมี นกั เรยี นวงิ่ เขา้ มาทกั ทาย (เมาทม์ อย) ไม่ขาดสาย ไมเ่ ว้นแม้แต่เด็กที่ดูภายนอก แล้วบอกได้ทันทีว่า ‘เฮ้ียว’ ก็ยังไม่ว่ิงหนี แต่เดินเข้ามาทักทายอย่างสนิทสนม แมจ้ ะไดร้ ับคอ้ นงามๆ ของครูโบว์ไปสกั ทสี องที พอคล้อยหลังเด็กๆ ไป ครโู บว์หันกลบั มาบอกชอื่ พร้อมประวตั คิ ร่าวๆ ของ พวกเขาได้เกือบครบทุกคน บ้างใช้ยาเสพติด บ้างเป็นโรคซึมเศร้า และบ้างมี พฤติกรรมต่อต้านกลุ่มครูท่ีชอบใช้อ�ำนาจและความรุนแรง ด้วยการสะท้อนกลับ ความรนุ แรงท่เี กือบเทา่ กนั “เพอื่ นครหู ลายคนบอกวา่ โบวช์ อบเขา้ ขา้ งเดก็ แตจ่ รงิ ๆ โบวอ์ าจเปน็ แคค่ รทู ี่ ชวนเขาคยุ และถามวา่ ‘เขารสู้ กึ ยงั ไง’ เพราะถา้ เรายงั ไมเ่ ขา้ ใจเขา เราจะแกป้ ญั หา กันตอ่ ยังไง” ครโู บว์อธบิ าย คงไมเ่ ปน็ การเกนิ เลยทจ่ี ะบอกวา่ ครโู บวค์ อื ครทู ่ี ‘ดที สี่ ดุ ’ หรอื เปน็ ครใู นดวงใจ 112 ครูปลอ่ ยแสง: ครบู ันดาลใจ จุดไฟการเรยี นรู้

ของนกั เรยี นทกุ รุ่นทุกคน เพราะในค�ำวา่ ‘ด’ี นั้นแลว้ แตใ่ ครนิยาม แตก่ ารท�ำงาน ตลอด 14 ปี เธอผา่ นมาแลว้ ทงั้ ดรี า้ ย ตงั้ แตก่ ารถกู อำ� นาจในระบบการศกึ ษากดทบั ค�ำถามท่ีเกิดขึ้นเสมอ “ยังอยากเป็นครูอยู่รึเปล่า?” ความคาดหวังจากสังคมต่อ อาชีพคนเป็นครู หรือกระทั่งการรู้อยู่เต็มอกว่าระบบการศึกษาที่เป็นอยู่มีปัญหา แต่ไม่รู้วา่ จะเปลี่ยนแก้อย่างไร ส่ิงเหลา่ น้ีกัดกนิ เธอมาตลอดอายุงาน “โบวท์ ำ� งานมา 13 ปี กอ่ นมาเจอ ‘ก่อการครู’ ในปีที่ 14 ตอนนน้ั โบว์แยม่ าก (เน้นเสียง) หลังจากที่เราปะทะกับอำ� นาจ เราบาดเจ็บ เราเหนื่อย มคี �ำถามที่ตอบ ไมไ่ ด้หลายอย่าง เครยี ดจนทบ่ี า้ นถามวา่ ‘ลาออกไหม ถ้าทรมานมากก็ออกเถอะ’ “ตอนนั้นเราคดิ อยู่สองอยา่ งคอื ถา้ ไมล่ าออก ก็จะบบี ตวั เองใหเ้ ลก็ ที่สุด จะ กลายร่างจาก ‘ครู’ เปน็ แค่ ‘ผสู้ อน’ จนมาเจอโครงการก่อการครู ที่บอกวา่ ‘ครคู อื แรงบนั ดาลใจ จดุ ไฟการเรยี นร’ู้ และ ‘ครคู อื มนษุ ย’์ โดยเฉพาะคำ� วา่ ‘ครคู อื มนษุ ย’์ เราเข้าใจตอนน้นั เลยวา่ เออ...ท่ีเราเจ็บปวดแบบน้กี ็เพราะเรายงั เปน็ มนษุ ย์ไง” กอ่ นจะไปตามตดิ ชวี ติ ครโู บวว์ า่ เธอมเี ทคนคิ เคลด็ ลบั หรอื วธิ คี ดิ ในการสอน อยา่ งไร อาจตอ้ งกลบั ไปเรม่ิ จากประสบการณก์ ารทำ� งานเกอื บครงึ่ ชวี ติ และปญั หา ทง้ั ในและนอกห้องเรียน 14 ปชี ีวิตครู กบั คำ�ถามซำ�้ ๆ “เราอยากเปน็ ครูจริงๆ หรอื ?” “โบว์ไม่เคยอยากเป็นครู แต่เพราะตอนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นช่วง ฟองสบู่แตก จังหวะนั้นเราสอบทุนของมหาวิทยาลัยได้หลายโควตา หนึ่งในน้ัน คือโครงการ สควค. (โครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทาง วทิ ยาศาสตร์และคณิตศาสตร)์ ในสาขาเคมี ข้อแม้คือต้องเป็นครู เราก็ชง่ั ใจวา่ จะ เอาหรือไม่เอา แต่เพราะท่ีบ้านประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็เลยตัดสินใจเลือก เรยี นครู “4 ปใี นมหาวทิ ยาลยั กบั การเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ไมม่ ปี ญั หาเลย แตพ่ อปี 5 ท่ี ตอ้ งเรยี นเกย่ี วกบั การสอน เราตงั้ คำ� ถามกบั การเปน็ ครมู าก อาจารยท์ า่ นหนง่ึ บอก ว่า ‘ครตู ้องรวู้ ธิ สี อนเยอะๆ ถา้ เด็กเรียนไมด่ ี ครตู อ้ งปรบั วธิ ีสอน’ แตต่ อนนั้นเรา หอ้ งเรียน: พน้ื ที่การเปลีย่ นแปลงทอี่ อกแบบได้ 113

อยา่ งเคสลา่ สดุ เป็นกรณที ่ี เดก็ ใช้ยาเสพตดิ ก่อนจะมาเจอเรา เขาก็โดนครใู นหมวดหลายคน จัดการด้วยอำ�นาจไปกอ่ นแล้ว พอมีโอกาสเรากช็ วนนงั่ คุยกัน จุดหน่ึง เดก็ บอกวา่ “ครคู รับ ทุกคนพูดกับผม แตไ่ มม่ ใี ครฟังผมเลย” เราสะอึกเลย แตก่ ็บอกว่า “ครฟู ังนะ” เขาถามกลับว่า “ครอู ยากฟังอะไร” เราตอบ “อยากฟงั ทกุ อย่าง เล่าให้ครูฟังหนอ่ ย” 114 ครปู ลอ่ ยแสง: ครบู นั ดาลใจ จุดไฟการเรยี นรู้

ไม่ได้คิดแบบน้ัน เราเป็นสไตล์เด็กวิทย์ ที่เชื่อว่า ‘เด็กท่ีเก่ง เรียนกับครูคนไหน ด้วยวิธไี หนกไ็ ด้ ถา้ นกั เรยี นตัง้ ใจ ยงั ไงก็รเู้ รอ่ื ง’ “แต่พอเป็นครูเองจึงเข้าใจ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างมากที่เราต้องควบคุม โดยเฉพาะการเรียนการสอนที่ต้องบาลานซร์ ะหว่างเดก็ ทไี่ ปได้ไว กับเดก็ กลางๆ และเดก็ ทคี่ อ่ นขา้ งชา้ ไดนามคิ ในหอ้ ง กระทงั่ ความรสู้ กึ ของเดก็ ๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ ระหวา่ ง เรยี น” เมื่อเรียนจบ บรรจุเป็นข้าราชครูได้ไม่ถึง 1 ปี ก็ย้ายมาประจ�ำท่ีโรงเรียน เตรยี มอดุ มศกึ ษานอ้ มเกลา้ นนทบรุ ี โรงเรยี นขนาดกลางทมี่ จี ำ� นวนนกั เรยี นตง้ั แต่ ช้นั อนุบาลถึงมัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ราว 1,000 คน กลา่ วไดว้ ่าตลอดชวี ิตข้าราชการ ครู เธอทำ� งานท่โี รงเรยี นเดิมตงั้ แต่เรียนจบจนถึงวันนเ้ี ปน็ เวลา 14 ปแี ลว้ แม้จะยืนหยัดเป็นครูมายาวนานขนาดไหน ค�ำถามที่ว่า “อยากเป็นครูจริง หรือเปล่า?” กลับไม่เคยหายไป เม่ือถามว่าเหตุผลอะไรท่ีท�ำให้ยังเป็นครูอยู่ ครูโบว์อธิบายไปทีละสเต็ป สเต็ปแรกเริม่ ตน้ ท่.ี .. “เพราะต้องใช้ทุน 5 ปี” ครูโบว์ตอบพร้อมเสียงหัวเราะ แต่ข้อเท็จจริง ภายใตม้ กุ ตลกมอี ยวู่ า่ ชว่ งทต่ี อ้ งตดั สนิ ใจวา่ จะอยหู่ รอื ไปหลงั ผา่ นงานสอนมา 5 ปี ไม่เคยราบร่ืน เพราะโจทย์การท�ำงานไม่ได้มีแค่การควบคุมการเรียนการสอน ในห้อง ครูโบว์เล่าบริบทโรงเรียนให้ฟังว่า ข้อเท็จจริงของโรงเรียนขนาดกลางและ ของชมุ ชนคอื โรงเรยี นจะเปน็ ตวั เลอื กอนั ดบั 2 กรณที นี่ กั เรยี นสอบเขา้ ท่โี รงเรยี น อนั ดบั แรกไมไ่ ดก้ จ็ ะมาอยทู่ นี่ ่ี นกั เรยี นสว่ นใหญอ่ ยใู่ นสภาพแวดลอ้ มทไี่ มส่ รา้ งแรง จงู ใจใหอ้ ยากเรียน บา้ งต้องแบกรับปญั หาจากในครอบครวั หรอื ชมุ ชน ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของโรงเรียนคือ การท�ำงานกับเด็กเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ อยากเรยี นรู้ มากกว่าการปนั้ เด็กใหม้ ีความเปน็ เลิศทางวชิ าการ ยอ้ นกลบั ไปยังคำ� ถามเดมิ “อะไรทำ� ให้ครูโบว์ยงั อย?ู่ ” และเปน็ คำ� ถามซ่อื ๆ จากเดก็ ๆ “ตอนเรยี นครู เรากเ็ รยี นแค่หลกั การสอนท่ัวไป จิตวทิ ยาหรือทฤษฎีการอยู่ กบั เดก็ แตไ่ มเ่ คยมใี ครบอกเลยวา่ เราอาจไมม่ อี สิ ระในการออกแบบการสอน ตอ้ ง ถกู กดดันจากระบบ ตอ้ งมีภาระครูในทางวชิ าการอน่ื ๆ ทด่ี งึ ครูออกจากหอ้ งเรยี น หนักสุดคือ เคยมีนักเรียนบอกโบว์ว่า ‘ครูรู้ไหม แค่ผมเดินเข้ามาในโรงเรียนก็ หอ้ งเรียน: พ้ืนท่ีการเปล่ียนแปลงทอี่ อกแบบได้ 115

อดึ อัดแลว้ ’ เจ็บปวดมาก ทำ� ไมเขาถงึ รสู้ ึกแบบน้ัน เราไมใ่ ชผ่ ู้คุมนะ “จากที่เคยต้ังค�ำถามว่า ‘อยากเป็นครูจริงหรือเปล่า?’ ก็ย่ิงรู้สึกเข้าไปใหญ่ วา่ ไม่อยากเปน็ ครู หรือเคยคิดวา่ เราอาจจะเปน็ ครูท่ดี ีไมไ่ ด้ พอสอนครบ 5 ปี ซึ่ง ต้องคิดแล้วว่าจะไปต่อหรือเปล่า โบว์บอกกับเด็กๆ ไปว่า ‘ครูจะไม่สอนแล้วนะ’ เดก็ ๆ ถามกลับวา่ ‘แล้วหนูจะเรียนกบั ใคร ใครจะรบั ฟังหนู?’ “จากค�ำถามนั้นท�ำให้ตอบตัวเองได้ว่า เราอยากเป็นครูน่ันแหละ แต่เราแค่ อึดอัดกับปัจจัยอื่น เช่น การเรียนการสอนที่ถูกตีความให้แคบ ต้องสอนด้วยวิธี ตามหลกั สตู ร อำ� นาจในระบบผอู้ าวุโส ปญั หากบั เพอื่ นครูด้วยกนั เอง” จังหวะท่ตี ดั สินใจวา่ จะเป็นครตู ่อ จัดการความคิดและความอึดอัดอยา่ งไร? - เราถาม “เราตอ้ งกลบั มาโฟกสั ทน่ี กั เรยี น โฟกสั ทกี่ ารสอน สรา้ งบรรยากาศการเรยี น ใหเ้ ดก็ ๆ ไมอ่ ดึ อดั จนไมอ่ ยากเรยี น ไมร่ สู้ กึ โดดเดย่ี วถกู ทง้ิ เชน่ ครใู สใ่ จเฉพาะเดก็ เรยี น โอเ๋ ดก็ ทมี่ ปี ญั หา แลว้ กลายเปน็ วา่ เดก็ กลางๆ ถกู ทงิ้ ทกุ เสยี งตอ้ งถกู ฟงั เรา ไปคนเดยี วไมไ่ ด้ แตเ่ ด็กและครูต้องไปด้วยกัน” พื้นท่ีการเปล่ียนแปลงของครูโบว์ขั้นแรก จึงเป็นการกลับมาตั้งหลักท่ี นกั เรยี น 116 ครูปล่อยแสง: ครูบนั ดาลใจ จดุ ไฟการเรยี นรู้

จะเรียนเร่ืองนี้ แต่พูดอีกเร่อื งหนง่ึ เสียงออดบอกเวลาเขา้ เรยี นคาบบา่ ย นกั เรียนชนั้ ม.6/1 ทยอยเดนิ เขา้ ห้อง แน่นอนว่าสีหน้าของเด็กๆ หลังกินข้าวมักไม่ค่อย ‘เฟรช’ เท่าคาบเรียนช่วงเช้า ตามอาการ ‘หนงั ทอ้ งตึง หนังตาหย่อน’ พรอ้ มเสียงโอดครวญของเดก็ ๆ ว่า “ครู จะสอนจรงิ ๆ เหรอ?” ครูโบว์ส่ายหวั พรอ้ มตอ่ รองกับนกั เรยี นอยู่สองสามยกกต็ กลงกนั ไดว้ ่า คาบ เรยี นวชิ าเคมีจะเกดิ ข้นึ แนน่ อน พรอ้ มขอให้นักเรยี นจดั โตะ๊ กันใหม่ จากทห่ี นั หน้า เขา้ หากระดาน ให้ดันโตะ๊ เข้าหากันแล้วนั่งลอ้ มเป็นวงกลม “สมมุติว่าแต่ละคนก�ำลังจะไปซื้อของกินท่ีตลาด ขอให้นักเรียนลองนึกว่า ในการจา่ ยตลาดหนึง่ คร้งั นกั เรียนจะได้อะไรบา้ ง เชน่ ครูไปซ้อื ไข่พะโล้ ส่งิ ท่ีครู ไดก้ ลับมาคือ ไขพ่ ะโล้ ถุงพลาสตกิ หนังยาง ถุงหวิ้ มอี ะไรอกี ไหมคะ?” จากนั้นครูโบว์ขอให้นักเรียนแต่ละกลุ่มคิดกันว่า ต่อการไปตลาดหน่ึงคร้ัง นักเรียนแต่ละกลุ่มจะซ้ืออะไร และได้อะไรกลับมาบ้าง จากน้ันขอให้แต่ละกลุ่ม แจกแจงรายละเอยี ดขน้ึ กระดาน หอ้ งเรยี นของครโู บว์ไมเ่ คยเงยี บ โดยเฉพาะถงึ เวลาทคี่ รใู หส้ ญั ญาณออกไป ลิสต์รายการที่กระดานไวท์บอร์ด ไม่ใช่แค่ไม่เงียบ นักเรียนยังลุกเดินไปปรึกษา กนั ไดอ้ ยา่ งอิสระ “เวลาที่เราดูหนังในโรงภาพยนตร์หรือท่ีบ้าน เรานั่งดูกันท่าไหน แล้วเรา เขา้ ใจเนื้อหาไหม ถ้าอยา่ งนั้นแปลวา่ ที่เคยถูกสอนวา่ เวลาเรยี นตอ้ งนง่ั หลังตรง เพ่ือจะได้มีสมาธิให้มากท่ีสุด อย่างนั้นก็ไม่น่าถูกต้องเสมอไปใช่ไหม การเรียน การสอนกเ็ หมอื นกนั มนั นา่ จะอยทู่ เี่ ราเขา้ ใจและรสู้ กึ มสี ว่ นรว่ มกบั การเรยี นแคไ่ หน มากกว่าท่านั่งเรียน” ครูโบว์อธิบาย ความตั้งใจท่ีเธอย�้ำเสมอก็คือ การเรียน การสอนตอ้ งไม่ตายตัว กลบั ไปท่สี ถานการณจ์ ำ� ลองการจา่ ยตลาดในคาบเคมี หลงั นักเรียนกระจาย ก�ำลังกนั ไปเขียนคำ� ตอบบนกระดานเรียบร้อย ครูโบว์จุดประเดน็ ค�ำถามส้นั ๆ วา่ “เราได้สงิ่ ท่ี ‘กนิ ได’้ หรอื ‘กินไมไ่ ด’้ กลับจากตลาดมากกวา่ กัน?” ค�ำตอบปรากฏชัดโดยไม่ต้องมีใครสรุปความ จากนั้นครูโบว์ใช้ค�ำถาม เดมิ “นักเรยี นร้สู ึกอย่างไรกับคำ� ตอบน้?ี ” แน่นอนว่าค�ำตอบถูกสง่ มาจากทุกมุม หอ้ งเรยี น: พื้นทีก่ ารเปลย่ี นแปลงท่ีออกแบบได้ 117

หอ้ ง หลายคนพยายามให้คำ� อธิบาย หลายคนตัง้ ค�ำถามกลับ ไมท่ นั หายเมาหมดั ครโู บวข์ นึ้ mind map อกี หนง่ึ หวั ขอ้ “รแู้ ลว้ ทำ� ไมไมล่ ด?” ถามความเหน็ นกั เรยี น ว่า ทุกคนรวู้ า่ ปัญหาพลาสตกิ ลน้ เกินมีจริง แต่ท�ำไมเราจึงลดการบริโภคไม่ได้ หลงั จา่ ยตลาดจำ� ลองเสรจ็ ครโู บวแ์ จกสรปุ ขา่ ว ‘วาฬพลาสตกิ ’1 ทเ่ี กดิ ขน้ึ เมอ่ื ปลายเดือนพฤษภาคม 2561 แล้วตั้งคำ� ถามอกี ครงั้ วา่ ท้ังหมดน้เี กีย่ วข้องกับการ จา่ ยตลาด ถงุ พลาสติก และสิ่งแวดลอ้ มอย่างไร “เทอมน้ีนักเรียนต้องเรียนเรื่องประเภทของถุงพลาสติก แต่เราไม่ได้อยาก ใหน้ ักเรยี นเรียนแคท่ ่องจำ� แตอ่ ยากให้เขาเหน็ ภาพใหญก่ ่อนว่าปัญหาของเร่อื งนี้ ซึ่งเป็นปัญหาของโลกทุกวันนี้ เป็นเร่ืองที่ใกล้ตัวเขาแค่ไหน เขารู้สึกอย่างไรกับ ขา่ ว และอะไรท่ีทำ� ใหพ้ วกเรายงั ไมล่ ดปริมาณการใช้” เป็นอกี ครัง้ ทคี่ รโู บวเ์ อาคำ� ถาม “รสู้ ึกอย่างไร” เข้ามาใช้ในหอ้ งเรยี น ‘แผนทค่ี วามคิด’ ทท่ี ุกคนต้องเปลง่ เสยี ง อย่างนอ้ ยหน่ึงคำ�ตอบ อกี หนงึ่ วธิ กี ารเรยี นการสอนทค่ี รโู บวม์ กั ใชป้ ระจำ� คอื ‘แผนทคี่ วามคดิ ’ (mind mapping) เพราะทุกครงั้ ท่ีมีการระดมความคดิ ไมว่ า่ จะเรื่องเลก็ หรือใหญ่ เกยี่ ว กับวชิ าเรียนหรอื ไม่ ครูโบว์จะเริม่ ที่ ‘หัวขอ้ ’ และแบ่งกลุ่มแตกกงิ่ กา้ นสาขาออก ไปเรื่อยๆ เหตุการณห์ ลายครัง้ ทพี่ บคอื เสยี งความเหน็ ของนกั เรยี นจะพรั่งพรเู ข้า มาพร้อมกันจนครูแทบจดความคิดเหล่านั้นไม่ทัน ต้องแจกปากกาไวท์บอร์ดให้ เดก็ ๆ มาชว่ ยรบั กระสุนคำ� ตอบของเพ่ือน “เราชอบแนวคดิ การเขียน mind map มาก โดยเฉพาะการแปลงคำ� อธิบาย เปน็ รปู ถงึ ขน้ั เคยอยากไปเรยี นวธิ เี ขยี น mind map อยา่ งจรงิ จงั เลยนะ เพราะรสู้ กึ ว่ามันได้ผลในการสรุปความคิด แต่ติดท่ีเราวาดรูปน่าเกลียดมาก เลยต้องบอก นกั เรยี นว่า ครคู ดิ วา่ การเขยี น mind map เปน็ เรื่องดนี ะ แต่ครวู าดรปู ไมเ่ ป็น ช่วย กันคิดหนอ่ ยได้ไหมวา่ ความคิดน้ีควรเป็นรูปอะไรดี แตข่ อรปู ง่ายๆ นะ บางทไี มร่ ู้ 1 เหตุการณ์ ‘วาฬนำ�รอ่ งครีบสนั้ ’ เกยตนื้ ท่อี �ำ เภอจะนะ จงั หวดั สงขลา พบถุงพลาสติกในท้องจ�ำ นวนกวา่ 80 ช้นิ หนัก 8 กโิ ลกรัม จนเปน็ ท่มี าของความต่นื ตวั เรอื่ ง ‘ขยะพลาสติก’ ในแม่น�ำ้ และทะเลในเวลาต่อมา 118 ครูปลอ่ ยแสง: ครบู ันดาลใจ จุดไฟการเรยี นรู้

จะวาดยงั ไง ก็วาดเปน็ หวั ใจ กอ้ นเมฆ แลว้ ใส่หัวขอ้ ไปตรงกลาง จบ (หัวเราะ)” บางคร้ังกระดานไวท์บอร์ดขนาดใหญ่ก็ไม่จ�ำเป็นส�ำหรับครูโบว์ เพราะ สนามบาสหรือห้องเรียนนอกสถานที่ ใต้ต้นไม้ใหญ่บางแห่งไม่มีกระดานเป็น อุปกรณ์สื่อสาร นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าท�ำไมตะกร้าอุปกรณ์การเรียนท่ีครูโบว์ หอบหวิ้ ไปมาเสมอ จงึ ตอ้ งมกี ระดาษ A4 สชี อลก์ ปากกาเมจกิ สกอ็ ตเทป และอนื่ ๆ เพื่อเตรยี มพร้อมสง่ ตอ่ ใหน้ ักเรยี นนำ� ไปขีดเขยี นระดมสมองกันไดท้ กุ ทที่ ุกเวลา คร้ังหนึ่งครูโบว์ใช้กระดาษ A4 สองแผ่นติดข้างก�ำแพงโรงยิมต่างกระดาน ไวทบ์ อรด์ แลว้ ใหน้ กั เรยี นผลดั กนั ลกุ ขนึ้ มาจดไอเดยี ของเพอื่ นๆ ในหวั ขอ้ “ถา้ พดู ถึง ‘อะตอม’ จะคิดถึงอะไร?” กติกาไม่ยาก แคน่ กั เรยี น ‘ทกุ คน’ ตอ้ งตอบ และ ตอ้ งเปน็ คำ� ตอบทไี่ มซ่ ำ�้ กบั เพอ่ื น “โบว์ชอบใช้วิธีให้นักเรียนตอบค�ำถามทีละคนและห้ามซ้�ำเพ่ือน หลับไม่ได้ แน่นอน เขาต้องฟังด้วยว่าเพ่ือนตอบอะไรไปแล้ว วิธีน้ีโบว์คิดว่าจะช่วยให้เด็กท่ี ไปไว เดก็ กลางๆ และเดก็ ทช่ี ้ากวา่ เพอื่ น เขาไปพร้อมกันได”้ ไม่รู้ว่าเด็กที่ไปได้ไวและเด็กกลางๆ จะเรียนตามทันอย่างท่ีครูโบว์ต้ังใจไว้ หรือเปล่า เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้า คือยิ่งใกล้คนสุดท้ายเท่าไร ค�ำตอบที่คิดได้ก็ น้อยลงเท่านนั้ เมอื่ น้นั เด็กๆ ทัง้ หอ้ งต่างขยบิ ตา ขยบั ปากแบบไม่มเี สยี ง หรือชว่ ย กนั ใบ้คำ� ตอบให้เพือ่ นคนทา้ ยๆ มากขึน้ เท่านน้ั กวาดดจู ากสายตา ไมม่ สี กั คนทีห่ ลบั หลดุ โฟกัส ถา้ ไมเ่ ปลง่ เสยี งเชยี ร์เพอื่ น ก็ตอ้ งเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ปญั หาส่วนใหญ่ของครู ไมใ่ ช่ ‘วิธีการสอน’ ครูมีเน้ือหา และออกแบบวธิ กี ารสอนของตวั เอง ไดอ้ ย่แู ล้ว หรอื ถา้ จะเปน็ ปญั หาจริงๆ กไ็ มใ่ ช่ปัญหาใหญ่สุด ส่ิงทีค่ รูขาด คือ ‘กำ�ลงั ใจ’ มากกว่า ทกุ คนพดู เหมือนกนั วา่ เขา้ ใจครู แต่ไม่เหน็ มใี ครเขา้ ใจจิตใจครูเลย ห้องเรยี น: พื้นที่การเปลีย่ นแปลงท่ีออกแบบได้ 119

แค่ ‘ถาม’ ไมใ่ ช่ ‘ตอ่ วา่ ’ “แตล่ ะเทอมโบวจ์ ะมอบหมายใหน้ กั เรยี นทำ� โครงงานใหญๆ่ ใชเ้ วลาทำ� หลาย เดือน เช่น วิเคราะห์การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศหน่ึง แล้วให้เด็กๆ หาข้อมูลมาโต้แย้งกันว่า ประเทศนี้ควรสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไหม ปกติการ ท�ำรายงานของเด็กๆ ก็จะก๊อปปี้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตอยู่แล้วใช่ไหมคะ วิธีการ ง่ายๆ กค็ ือ พอเขาส่งงานมาครั้งแรก เราก็แค่ถามว่าประเทศนอ้ี ยูท่ ่ีไหน อากาศ ทนี่ น่ั เปน็ อยา่ งไร เขาแบง่ ออกเปน็ กภ่ี มู ภิ าค ถามแคน่ เ้ี ดก็ ๆ กร็ แู้ ลว้ นะวา่ ครเู อาจรงิ ทำ� เลน่ ๆ ไม่ได้ โดยทไี่ ม่ได้ตอ่ วา่ เขาเลยว่า ‘ครูรนู้ ะ เธอกอ๊ ปมา’ อะไรแบบน้ี แค่น้ี เขากเ็ กต็ แลว้ “พอแก้งานกลับมาใหม่ ถามค�ำถามเดิม ทีนี้เด็กๆ ทุกคนในกลุ่มตอบได้ หมด วิธีการวิเคราะห์รายงานของเขาก็เปล่ียนไป เช่น เขาจะบอกเลยว่า จริงๆ จะผลิตก็ได้นะ แต่ปัญหาคือประเทศน้ีไม่ติดทะเล ซ่ึงการท�ำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องใช้กระบวนการหล่อเย็น หรือบางกลุ่มเขาก็วิเคราะห์เลยว่า สภาพเศรษฐกิจ ในประเทศน้ันเป็นอยา่ งไร โดยอ้างองิ จากตวั เลข GDP” ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า ครูโบว์ต้ังใจสร้างแรงจูงใจต่อเด็กๆ ด้วยการชี้แจง จุดประสงค์ต้ังแต่ต้นว่า รายงานทุกฉบับของทุกกลุ่มจะถูกส่งไปยังสถานทูตของ ประเทศท่ีจะสร้างนิวเคลียร์ ด้วยเหตุผลว่า “ข้อมูลของนักเรียนจะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศที่ว่ามากเลย” พร้อมให้นักเรียนร่างจดหมายในตอนท้าย เพื่อย้�ำให้ มนั่ ใจวา่ ข้อมลู ในรายงานดังกล่าวจะถูกนำ� ไปใช้จรงิ “ไม่อยากให้เขาทำ� แคเ่ พราะตอ้ งทำ� หรือคิดวา่ ทำ� ไปกไ็ ม่มคี นอ่าน ไมอ่ ยาก ให้เห็นว่ามันเป็นแคค่ ะแนน แต่การทำ� โครงงานน้ีจะบอกเป็นนยั ว่า ข้อมูลของเธอ มปี ระโยชน์ และจะถกู อา่ นนะ” ย้อนกลับไปยังวิธีต้ังค�ำถามถึงข้อมูลในรายงาน ในแง่นี้หมายความว่า ครู ไม่ต้องคอยจ�้ำจ้ีจ�ำไช เพียงแต่หยอดค�ำถามไปเล็กน้อยว่า ข้อมูลท่ีหามาได้เป็น อยา่ งไร วเิ คราะหอ์ อกมาไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง ทง้ั ยงั เปน็ การยงิ ปนื นดั เดยี วไดน้ กสองตวั เพราะนอกจากจะท�ำให้นักเรียนเข้าใจวิทยาศาสตร์ด้านส่ิงแวดล้อมแล้ว ยังท�ำให้ ผ้เู รยี นต้งั ค�ำถามที่มากไปกวา่ ค�ำถามจากครผู ู้สอน “ขอ้ มลู บางอยา่ งทน่ี กั เรยี นหามา เราไมไ่ ดค้ าดหวงั เลยนะ เชน่ GDP หรอื ขอ้ มลู 120 ครปู ล่อยแสง: ครูบนั ดาลใจ จุดไฟการเรยี นรู้

พื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่พอเขาต้องวิเคราะห์ เราก็จะอยากรู้ข้อมูลให้รอบด้าน มากท่ีสดุ ” คำ�ถามสำ�คญั ‘รูส้ กึ อย่างไร’ ไหนเลา่ ใหค้ รฟู งั ซิ ค�ำถามว่า ‘รู้สึกอย่างไร’ คล้ายจะไม่เกี่ยวข้องกับวิชาเคมี แต่ก็เป็น ค�ำถามส�ำคัญที่ครูโบว์ใช้เป็นหนึ่งในแบบประเมินพ้ืนฐานในการท�ำงานแต่ละคร้ัง ของเดก็ ๆ เลยทเี ดยี ว “แต่ละเทอมโบว์จะให้นักเรียนท�ำโปรเจ็คท์หรือโครงงานใหญ่ๆ สักชิ้นหรือ สองชน้ิ เพราะอยากใหเ้ ขาใชเ้ วลากบั โครงงานนานๆ แตท่ กุ ครงั้ ทจ่ี บโปรเจค็ ท์ เรา จะใหเ้ ขาทำ� reflection เพื่อสะทอ้ นความรูส้ กึ จากการทำ� งาน โบว์คิดวา่ เปน็ เรอื่ ง ส�ำคญั มากนะ เพราะความรู้สกึ กค็ ือการเรียนรอู้ ยา่ งหนง่ึ และหลายๆ ครง้ั เราได้ ฟังความเหน็ ดีๆ ความคดิ ดๆี จากการ reflection เยอะแยะเลย” ไม่ใช่แค่การเรียนการสอนในห้องเรียน ในฐานะครูฝ่ายกิจการนักเรียน ครูโบว์ยังต้องใช้คำ� ว่า ‘รสู้ กึ อยา่ งไร’ ‘ไหนเล่าใหค้ รฟู ังซ’ิ นบั คร้งั ไมถ่ ้วน “อย่างเคสลา่ สดุ เปน็ กรณีทเ่ี ดก็ ใช้ยาเสพตดิ กอ่ นจะมาเจอเรา เขากโ็ ดนครู ในหมวดหลายคนจัดการด้วยอ�ำนาจไปก่อนแล้ว พอมีโอกาสเราก็ชวนน่ังคุยกัน จุดหนึ่งเด็กบอกว่า ‘ครูครับ ทุกคนพูดกับผม แต่ไม่มีใครฟังผมเลย’ เราสะอึก เลย แตก่ บ็ อกว่า ‘ครฟู ังนะ’ เขาถามกลบั ว่า ‘ครูอยากฟังอะไร’ เราตอบ ‘อยาก ฟงั ทกุ อยา่ ง เลา่ ให้ครูฟงั หนอ่ ย’ “เขาเลา่ หลายเรอื่ งมาก ตง้ั แต่ชีวิตวยั เดก็ เร่ืองท่บี า้ น เร่ืองท่โี รงเรยี น รู้สึก เลยว่า โอ้โห...ถ้าเราเป็นเขา เราจะทนได้ขนาดนี้ไหม เรารู้สึกว่าปัญหานี้ต้องแก้ แต่จะแก้ด้วยวิธีไหน ถ้าเราให้ความไว้เน้ือเชื่อใจเขา ดึงเขากลับมา ให้เวลาเขา กน็ า่ จะไดผ้ ลกวา่ การใชอ้ ำ� นาจ แตห่ ลายครง้ั วธิ นี ก้ี ไ็ มท่ นั กบั การตดั สนิ ใจแกป้ ญั หา ของคนอื่น หลายเคสเลยหลุดไป เพราะอยู่เหนอื ความควบคมุ ของเรา” เวลาท่ีเหน็ เดก็ หลดุ ไป ครูร้สู ึกอย่างไร? - เราซัก “โห ยากมาก ทำ� ใจยาก (นงิ่ คดิ ) แตส่ ดุ ทา้ ยเราตอ้ งยอมรบั ให้ไดว้ า่ มบี างสงิ่ ห้องเรยี น: พ้ืนท่ีการเปลยี่ นแปลงทอ่ี อกแบบได้ 121

ท่ีครทู ำ� ได้ และบางสิ่งทเ่ี หนือความควบคมุ ของตวั เรา” แค่ไม่ก่ีวิธีท่ีครูโบว์เลือกใช้ ไม่แน่ใจว่าเธอจะรู้หรือไม่ ว่าค�ำครูที่เธอเคย ค้าน ‘ครตู อ้ งรวู้ ธิ สี อนเยอะๆ ถา้ เด็กเรียนไมด่ ี ครูตอ้ งปรบั วธิ ีสอน’ วันน้ีเธอกลบั ปรบั ใชว้ ิธีคิดนน้ั เตม็ ๆ เคล็ดลับ ‘ก่อการคร’ู ไมใ่ ชแ่ ค่ เทคนคิ การสอน แต่คอื เคร่อื งมอื ชำ�ระจิตใจ โมดูลที่ 1: สำ�รวจจิตใจของตัวครเู อง เร่ืองราวข้างต้นน้ันคือเทคนิคส่วนใหญ่ท่ีครูโบว์ใช้ในห้องเรียน แน่นอนว่า แต่ละคาบ แต่ละวิชา แต่ละบริบทย่อมต่างกันไป ครูจึงต้องไวพอจะปรับเปลี่ยน การเรยี นการสอนไปตามธรรมชาตขิ องผู้เรียน แตห่ ลกั คดิ ในการสอนของครโู บว์ ไมเ่ คยเปลยี่ น ตัง้ แต่ครงั้ เปน็ นกั ศกึ ษาจนเวลาผ่านไปแลว้ กวา่ 14 ปี “ท�ำยังไงก็ได้ ด้วยวิธีการไหนก็ได้ เพ่ือให้เด็กอยากเรียนรู้ด้วยความสนใจ ของเขาจริงๆ ไมใ่ ชแ่ ค่เพือ่ เอาไปสอบ” แนน่ อนวา่ วธิ กี ารสอนตอ้ งปรบั ไปตามผเู้ รยี น นนั่ จงึ ไมใ่ ชป่ ญั หาใหญข่ องการ 122 ครปู ลอ่ ยแสง: ครบู นั ดาลใจ จดุ ไฟการเรยี นรู้

เป็นครู ปญั หาในความเห็นของเธอคือ ‘สภาพจติ ใจ’ คนเปน็ ครูมากกว่า “โบว์คิดว่าปัญหาส่วนใหญ่ของครูไม่ใช่ ‘วิธีการสอน’ ครูมีเนื้อหาและ ออกแบบวธิ กี ารสอนของตวั เองไดอ้ ยแู่ ลว้ หรอื ถา้ จะเปน็ ปญั หาจรงิ ๆ กไ็ มใ่ ชป่ ญั หา ใหญส่ ุด สิ่งที่ครูขาดคอื ‘กำ� ลงั ใจ’ มากกวา่ ทกุ คนพดู เหมอื นกนั ว่าเข้าใจครู แต่ ไม่เห็นมีใครเข้าใจจิตใจครูเลย เรามีกิจกรรมอบรมครูเกี่ยวกับกระบวนการสอน เยอะแยะมาก ครตู ้องไปอบรมยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ิ หรอื ตวิ การสอบโอเน็ต เยอะ มากนะ แต่สดุ ท้ายแลว้ มันช่วยเรื่องการสอนได้จริงหรอื เปล่า? “กอ่ นทโี่ บวจ์ ะเขา้ โครงการกอ่ การครู โบวต์ อบตวั เองไดแ้ ลว้ แหละวา่ เราอยาก เปน็ ครจู รงิ ๆ แตพ่ อผา่ นโมดลู แรก (ครคู อื มนษุ ย์ สำ� รวจภมู ทิ ศั นภ์ ายในความเปน็ คร)ู เราได้คำ� ตอบเพมิ่ มาคือ ‘อยากเป็นครูทีอ่ ยากเข้าใจเดก็ ’ ทีนก้ี ็เร่ิมชดั เจนขน้ึ แลว้ วา่ ถ้าอยากเข้าใจต้องท�ำอยา่ งไร” นอกจากชดั เจนในตัวเอง ครโู บว์เลา่ วา่ เธอยงั ไดเ้ ครอ่ื งมอื หลายอย่างเพ่อื นำ� ไปชำ� ระความอดึ อดั ใจ และดูดซับความเหน่อื ยล้าออ่ นแรงของตวั เอง “เพราะเปา้ หมายของโมดลู ท่ี 1 คอื การทำ� ใหค้ รเู ขา้ ใจตวั เอง เมอ่ื เขา้ ใจภาวะ ทต่ี วั เองกำ� ลงั เปน็ หรอื ดำ� รงอยวู่ า่ คอื อะไร ความทกุ ขก์ ล็ ดลง แมว้ า่ ตอ้ งกลบั ไปเจอ ปัญหาเดิมๆ แต่โบว์ทุกข์น้อยลงเยอะเลยนะ และสะกิดเตือนเราด้วยว่า พ้ืนที่ใน หอ้ งเรยี น คือพน้ื ทขี่ องครู เราเลิกถามแลว้ ว่าทำ� ไมระบบถงึ เปน็ แบบน้ี แต่เปลีย่ น เป็นถามตัวเองว่า แลว้ เราทำ� อะไรไดบ้ า้ ง?” โมดลู ท่ี 2: ทกั ษะการโค้ช และ STEM อีกหน่ึงเคร่ืองมือท่ีครูโบว์มักหยิบมาใช้ท้ังในชีวิตประจ�ำวันและการสอน คือเทคนิควิธีที่ได้จากโมดูล 2 วิชาที่ครูโบว์เลือกลงคือ ‘ทักษะการโค้ชเพื่อครู’ (Coaching Skills for Teachers) และ ‘การจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนับสนุนด้วยเทคโนโลยี’ (STEM Instruction in Technology-Rich Learning Environments) “เร่ืองทักษะการโค้ชท่ีโบว์ชอบมากและน�ำไปใช้อยู่บ่อยๆ คือการใช้ค�ำถาม ปลายเปดิ ถามคนท่มี าโคช้ กับเราเพอื่ ให้เขาเขา้ ใจตัวเอง แตข่ ณะที่ถามเพือ่ ให้เขา เข้าใจตวั เองนน้ั เรากเ็ ข้าใจตวั เองด้วยเช่นกัน ส�ำหรบั โบว์ น่ีคอื กระบวนการทใี่ ห้ บคุ คลนน้ั เขา้ ใจและตดั สินใจดว้ ยตัวเองภายใตบ้ ริบทของตัวเอง ห้องเรียน: พื้นทีก่ ารเปลีย่ นแปลงท่อี อกแบบได้ 123

นอกจากอยากทำ�ใหห้ ้องเรียนสนกุ เดก็ ๆ ไม่อึดอดั ไม่รู้สึกวา่ เราเปน็ ผู้คุม โบว์อยากเหน็ ครมู ไี ฟ รู้วา่ ตัวเองสำ�คญั จรงิ ๆ ไม่ใช่แคเ่ ปน็ อาชพี ทสี่ งั คมยกย่อง แต่ครคู อื คนหนง่ึ ที่ออกแบบประเทศนไ้ี ด้ เราอยากฝากประเทศนไี้ ว้กบั คนแบบไหน ทำ�เลย ทำ�โดยไม่ตอ้ งสนใจว่า ระบบจะเปน็ อยา่ งไร เพราะการปฏริ ปู การศกึ ษา ต้องเร่มิ ต้นจากในห้องเรียน 124 ครูปลอ่ ยแสง: ครบู นั ดาลใจ จดุ ไฟการเรียนรู้

“เอาจริงๆ ก่อนหน้านี้โบว์เหมือนครูท่ัวไปนะ คือชอบสอน ชอบเอา ประสบการณ์ของเราไปตัดสินเด็กหรือเพื่อนครูด้วยกันว่า ท�ำแบบน้ีดี ท�ำแบบนี้ ไมถ่ กู แตจ่ รงิ ๆ แลว้ ไมใ่ ช่ เพราะเราตา่ งมพี น้ื ฐานไมเ่ หมอื นกนั เราตดิ นสิ ยั นไี้ ปใช้ กระทง่ั ทบ่ี า้ น จนคนทบ่ี า้ นบอกวา่ ไมต่ อ้ งเปน็ ครทู บี่ า้ นไดไ้ หม (หวั เราะ) ซงึ่ ความจรงิ แม้จะเป็นครู แต่ไม่จ�ำเป็นต้องสอนก็ได้ แค่ช่วยให้เขาคิดค�ำตอบของตัวเองได้ ก็พอ” อีกวิชาหนึ่งท่ีครูโบว์เลือกในโมดูลที่ 2 คือ การจัดการเรียนการสอน สะเตม็ ศกึ ษาในสภาพแวดลอ้ มการเรยี นรทู้ ส่ี นบั สนนุ ดว้ ยเทคโนโลยี แตด่ ว้ ยวงเลบ็ ว่า เป็นการเลือกแบบตกกระไดพลอยโจน เพราะวิชาที่เธอตั้งใจเลือกจริงๆ คือ ห้องเรียนแห่งความสุข (Dialogue: Happy Classroom) “จรงิ ๆ อยากเลอื กเรยี น ‘หอ้ งเรยี นแหง่ ความสขุ ’ เพราะเปา้ หมายของเราคอื ทำ� ยังไงกไ็ ด้ใหเ้ ดก็ ๆ สนกุ กบั การเรยี น แตต่ ารางเวลาของเราไมต่ รงกนั สุดท้าย จึงเลือกเรยี น STEM ซ่งึ ตอนแรกเราเข้าใจว่าคงเป็นการอบรมเรอื่ ง STEM ทั่วไป เราเปน็ ครวู ทิ ยาศาสตรอ์ ยแู่ ลว้ เราผา่ นการอบรมเรอื่ งนท้ี กุ ปี เลยไมค่ ดิ วา่ จะมอี ะไร ใหม่ แต่พอเข้าไปเรียนจริงๆ ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก โดยเฉพาะการออกแบบ หอ้ งเรียนวิทยาศาสตร์ให้สนุกและใกลต้ ัวได้อย่างไร “สงิ่ ท่ีปรบั ความคิดโบว์มากๆ คือการใช้ ‘ดอกมูราคาม’ิ ออกแบบการเรยี น ครูส่วนใหญ่ต้องมีแผนการสอนอยู่แล้ว แต่เป็นแบบฟอร์มราชการ เขียนทีไรจะ ทรมานมาก แตด่ อกมรู าคามทิ ำ� ใหก้ ารออกแบบการสอนงา่ ยมาก แคเ่ ขยี นคยี เ์ วริ ด์ ลงไปในกลบี ดอกไม้ ชอ่ งนค้ี อื strategy ชอ่ งนค้ี อื learning เราแคใ่ สค่ ำ� เลก็ ๆ รอบๆ กลบี ดอกไมเ้ ท่านี้ก็พอ ไม่เหน็ ต้องทำ� แผนแบบ 7-8 หนา้ เลย” โมดลู ที่ 3: พัฒนาและออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ไมใ่ ชแ่ คก่ ารเปลย่ี น ‘พน้ื ทใ่ี นหอ้ งเรยี น’ แตค่ รโู บวข์ ยายรากการเปลย่ี นแปลง ในพ้นื ที่ทำ� งานของตัวเอง ‘ครูปล่อยของ นนทบรุ ’ี คอื หนง่ึ ในโปรเจค็ ทน์ ้ัน “เห็นงาน ‘ครูปลอ่ ยของ ปทมุ ธานี’ แล้วอยากท�ำบ้าง แคน่ ัน้ เลย (หัวเราะ) ไอเดยี แรกมแี ค่ เราเหน็ วา่ ครใู นนนทบรุ ไี มม่ พี นื้ ทใี่ หแ้ ลกเปลย่ี น พดู คยุ เจอกนั หรอื เป็นพื้นที่ในการแชร์ไอเดีย ซ่ึงไม่ใช่การพูดคุยเชิงวิชาการนะ แต่เป็นในลักษณะ กัลยาณมิตร” ห้องเรียน: พน้ื ท่ีการเปลยี่ นแปลงที่ออกแบบได้ 125

วธิ กี ารออกแบบกจิ กรรมดงั กลา่ ว ครโู บวเ์ ลา่ วา่ เธอไดแ้ รงบนั ดาลใจจากโมดลู แรก ‘ส�ำรวจจิตใจของตวั ครูเอง’ มาเต็มๆ สง่ิ ทเี่ กิดขึ้นในงานท้งั หมด 7 กจิ กรรม ภายใน 1 วนั จงึ เปน็ การชวนคณุ ครทู บทวนชวี ติ และไฟฝนั กอ่ นมาเปน็ ครู ไมว่ า่ จะ เป็นการแลกเปลยี่ นรปู ถา่ ยแต่ละช่วงชวี ติ ชวนแลกเปลีย่ นปัญหา ความอึดอัดใจ ที่อาจไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เล่นบอรด์ เกมชวนคลีค่ ลายปญั หาในใจ และสดุ ทา้ ยคือ กจิ กรรมชวนออกแบบห้องเรยี นสร้างสรรค์ “โบวเ์ ชอ่ื วา่ การกลบั มาถามตวั เองวา่ เราเปน็ ใคร ร้ไู หมวา่ กำ� ลงั ทำ� อะไรอยู่ ได้ ทบทวนวา่ สง่ิ ทที่ ำ� มา เราเอยี งจากเสาเดมิ ทเี่ คยตงั้ หลกั ไวม้ าไกลแคไ่ หน ยอ้ นกลบั มาดวู ่าทกุ วนั นี้ท่ีเราเปน็ ครู เราไดเ้ ป็นครแู บบที่เคยฝันไว้หรือเปลา่ เมื่อคนเราได้ ทบทวน เราจะกลับไปสจู่ ดุ ที่เคยต้งั ใจไว้ได้ไมย่ าก” ต้องขีดเส้นใต้ไว้ด้วยว่า การจัดกิจกรรมทั้งหมดไม่เคยราบร่ืน ตลอด การเตรียมงานมีอุปสรรคนานัปการเกิดข้ึน แต่ครูโบว์เดินหน้าเต็มที่เพ่ือให้งาน วันน้ันเกิดข้ึน เพ่ือวางอิฐก้อนแรกแห่งการเปล่ียนแปลงในพื้นท่ีตัวเองได้ส�ำเร็จ ท้ังยังไม่ย่อท้อ มีแผนจะขยายเครือข่ายการเปล่ียนแปลงท้ังในและนอกพ้ืนที่ ตัวเองให้ไกลข้นึ เร่อื ยๆ “การเปลย่ี นแปลงตอ้ งใช้ความกล้าหาญ เพราะการอยใู่ นทแ่ี บบเดิม น้�ำเดิม ทิศทางการไหลของนำ�้ เป็นทศิ เดมิ ถ้าไมเ่ ข้มแขง็ พอกย็ าก แต่โบว์เชอื่ วา่ ถา้ โบว์ เป็นต้นไม้ต้นหน่ึงที่ยืนต้นอย่างแห้งแล้งในบ้านของเราเอง โบว์ก็จะขอแทงราก ออกไปนอกรว้ั ใหร้ ากไปโตในพนื้ ทอี่ น่ื ถา้ พน้ื ทข่ี า้ งนอกอดุ มสมบรู ณข์ นึ้ เพราะเรา หรือเพราะต้นไม้ตน้ อื่นๆ พื้นทแ่ี หง้ แลง้ ขา้ งในกจ็ ะคอ่ ยๆ เปลีย่ นแปลงตาม” ครอบครัว ‘ครูกอ่ การ’ แมจ้ ะเป็นเวลาเพยี ง 2 วันทไ่ี ด้ตามตดิ ชีวติ ครูโบว์ แต่กเ็ ป็น 2 วันทไ่ี ม่เคย เหน็ โทรศพั ทข์ องครวู า่ ง มสี ายโทรเขา้ ออกแทบทกุ 1 ชว่ั โมง เปน็ สายจากนกั เรยี น ทีโ่ ทรมาขอตอ่ รองเพอ่ื เปลยี่ นสถานท่ีเรียน ขอไปเรยี นทสี่ นามบาส หอ้ งแนะแนว โรงยิม กระทั่งขอไมเ่ รียนเลยก็มี ขณะเดียวกันน้ันครูโบว์ก็ต้องสลับร่างเปลี่ยนหมวกไปเป็นครูฝ่ายกิจการ 126 ครปู ลอ่ ยแสง: ครูบนั ดาลใจ จดุ ไฟการเรยี นรู้

นกั เรียน ต้ังแต่เดินเข้าไปสอบถามนักเรยี นด้วยน�้ำเสยี งหยอกเยา้ ก่งึ เล่นกึ่งจริงว่า “เม่ือกี๊มีสัตว์ประหลาดหลุดออกมาจากค�ำพูดของนักเรียนหรือเปล่า?” นักเรียน ที่ทงั้ เฮย้ี ว ไม่เฮย้ี ว ทกุ เพศวัย ผลัดแวะเข้ามารายงานความประพฤติดว้ ยสำ� นวน วัยรุ่นอยูต่ ลอด หลายครง้ั เช่นกัน มีเดก็ ท่ตี กอยใู่ นภาวะตา่ งๆ เชน่ ซมึ เศร้า ถกู ขน้ึ บัญชีด�ำ ของฝ่ายกิจการนักเรียนว่าเกี่ยวข้องกับสารเสพติด หรือแม้แต่เด็กที่แอบสั่ง ฟาสตฟ์ ู้ดมากินในรว้ั โรงเรียน ต่างก็หนหี ้องเยน็ แลว้ เดินมาเลา่ เรือ่ งราวซึง่ อาจไม่ เกยี่ วขอ้ งโดยตรงให้ครโู บวค์ นนฟ้ี ัง ท้ังหมดนจี้ ึงไม่แปลกใจเลย เมอ่ื ครูโบวต์ อบคำ� ถามเรอ่ื งความฝนั ในอนาคต ดว้ ยรอยยมิ้ ขนื่ วา่ “ความฝนั เหรอ? ฝนั อยากหนอี อกไปจากบรรยากาศการศกึ ษา แบบน”ี้ แต่ยังไมท่ นั จบประโยคดี เธอตอ่ ท้ายประโยคนนั้ วา่ “แตถ่ า้ ทำ� แบบนน้ั เดก็ ๆ ท่ีเหลือจะอยูอ่ ย่างไร” แม้เป็นประโยคคำ� ถาม แต่ คล้ายกับการตอบคำ� ถามให้ตวั เอง กบั ประโยคคำ� ถามทคี่ รโู บวถ์ ามลกู ศษิ ยบ์ อ่ ยๆ - “การไดเ้ ปน็ หนง่ึ ใน ‘กอ่ การ ครู’ รู้สึกอยา่ งไร?” “รู้สึกไม่โดดเด่ียว (ตอบทันที) ได้รู้ว่าเราไม่ได้เป็นครูคนเดียวท่ีอยากรู้ว่า เด็กรสู้ กึ อยา่ งไร ไม่ใช่คนเดียวท่ซี ัฟเฟอร์กับระบบ รวู้ ่าไม่ได้ตอ่ สเู้ พยี งลำ� พงั แต่ ยงั มคี รอู กี นบั รอ้ ยชวี ติ ทค่ี ดิ แบบนี้ ทสี่ รา้ งแรงบนั ดาลใจให้โบวม์ ากๆ คอื ครกู อ่ การ กวา่ 90 เปอรเ์ ซ็นต์ เป็นคนรุ่นใหม่หมดเลย แต่นน่ั ไม่ไดท้ ำ� ให้โบว์รสู้ กึ แกเ่ ลยนะ แมว้ า่ ตอนทเ่ี ขาใหย้ นื เขา้ แถวตามอายุ โบวจ์ ะยนื อยลู่ ำ� ดบั ทา้ ยๆ กเ็ ถอะ (หวั เราะ) “เรารู้สึกว่า ถ้าเราไม่ลุกข้ึนมาท�ำอะไรบางอย่าง ความเชื่อ ความศรัทธา ในการสรา้ งความเปล่ยี นแปลงของครรู ุ่นน้องๆ เหล่าน้อี าจหมดไป” กอ่ นจากกัน ครูโบวต์ อบคำ� ถามเดมิ ซำ้� อกี ครงั้ - ฝันของครโู บว์ ณ ตอนนี้ คอื อะไร? “นอกจากอยากทำ� ใหห้ ้องเรยี นสนกุ เด็กๆ ไม่อดึ อดั ไม่รสู้ กึ วา่ เราเป็นผคู้ ุม โบว์อยากเห็นครูมีไฟ รู้ว่าตัวเองส�ำคัญจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นอาชีพที่สังคมยกย่อง แตค่ รคู อื คนหนงึ่ ทอ่ี อกแบบประเทศนไ้ี ด้ เราอยากฝากประเทศนไี้ วก้ บั คนแบบไหน ท�ำเลย ท�ำโดยไม่ต้องสนใจว่าระบบจะเป็นอย่างไร เพราะการปฏิรูปการศึกษา ต้องเร่มิ ตน้ จากในห้องเรยี น” หอ้ งเรียน: พน้ื ที่การเปลย่ี นแปลงทอ่ี อกแบบได้ 127



เรอ่ื ง: รชนกี ร ศรฟี ้าวฒั นา  ภาพ: ณฐั ชานันท์ กล้าหาญ ครกู บั นกั เรียน...เคมีที่เขา้ กันได้ เสียงของเด็กนักเรียนชั้น ม.1 ดังจอแจออกมาจากห้องเรียน คณุ ธรรมทต่ี งั้ อยกู่ ลางโรงเรยี นหว้ ยเมก็ วทิ ยาคม อำ�เภอเมอื ง จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ มมุ หน่ึงของหอ้ งเรยี นคณุ ธรรม ถูกจดั สรรเป็นโซนรา้ นค้าไว้แลกของ เด็กๆ จะเอาขยะรีไซเคิลมาแลกเป็นคะแนนหรือข้าวของเครื่องใช้ เช่น กระบอกน้�ำ พลาสติก หมอนอิง ตดิ ไม้ติดมือกลบั ไป หอ้ งเรยี นแหง่ นก้ี อ่ ตงั้ และอำ� นวยการโดย ‘ครตู มุ๋ ’ วภิ าวี พลตอ้ื หวั เรอื ใหญใ่ น การผลกั ดนั ให้โรงเรยี นแหง่ นกี้ ลายเปน็ โรงเรยี นสงิ่ แวดลอ้ ม (Eco School) ตงั้ แต่ 2 ปที แ่ี ลว้ นอกจากมโี ซนรา้ นคา้ แลกของแลว้ บรเิ วณกลางหอ้ งยงั ถกู จดั เปน็ พนื้ ท่ี กวา้ งพอใหเ้ ดก็ ไดน้ งั่ เลน่ ทำ� กจิ กรรมตา่ งๆ อยา่ งเชน่ เกม 3R ทคี่ รตู มุ๋ และนกั เรยี น ชัน้ ม.1 จำ� นวน 10 คน กำ� ลงั นง่ั ล้อมวงเลน่ กนั อยู่ กตกิ างา่ ยๆ ของครตู มุ๋ มอี ยวู่ า่ เมอื่ พดู คำ� วา่ reduce ใหต้ บมอื ไปทพี่ น้ื 1 ครง้ั

สว่ น reuse ให้ตบมือไปท่พี ้ืน 2 ครงั้ ถ้าตบมือด้านซา้ ย เพ่ือนที่อยู่ด้านซ้ายกเ็ ล่น ต่อ แต่ถ้าตบมอื ด้านขวา เพอ่ื นท่ีอยู่ด้านขวาจะได้เลน่ ต่อ สว่ นค�ำวา่ recycle ให้ ตบมอื ไปทีพ่ ื้น 3 ครั้ง ส่งกนั ไปเร่ือยๆ หากใครตบมือผิดดา้ นคนนัน้ จะเป็นผู้แพ้ เสียงหัวเราะเกิดขึ้นตลอดทั้งเกม เด็กๆ ท้ัง 10 คน ผลัดกันแกล้ง ผลัด กนั เอาคนื เพอื่ นทอี่ ยขู่ า้ งๆ ครตู มุ๋ อธบิ ายนอกรอบวา่ เกม 3R เปน็ เกมทบ่ี รู ณาการ เร่อื งการตั้งสตแิ ละความรู้ดา้ นส่งิ แวดลอ้ มเข้าดว้ ยกัน “เราใชค้ ำ� วา่ reduce-reuse-recycle เขา้ มาเปน็ กมิ มคิ เพอ่ื เชอ่ื มใหเ้ ดก็ รจู้ กั ทงั้ สามคำ� น้ี เด็กๆ มกั พูดกันวา่ ใชน้ ้อย ใชซ้ ำ้� น�ำกลบั มาใช้ใหม่ แตเ่ ขาไมร่ วู้ ่ามัน ยงั ไงตอ่ ?” เม่ือใสค่ ยี เ์ วิรด์ 3R ลงในเกม จะชว่ ยกระต้นุ ใหเ้ ดก็ คนุ้ เคยและจดจ�ำได้ เมอื่ จบเกมครตู มุ๋ จะขมวดเพอ่ื โยงเขา้ สเู่ นอื้ หาบทเรยี นทนั ทวี า่ reduce-reuse-recycle คอื อะไร และแตกตา่ งกันอย่างไร เกมตอ่ มาคอื ‘เกมใบค้ ำ� ’ ของวชิ าพลเมอื งเพอื่ สง่ิ แวดลอ้ ม โดยคำ� ใบต้ า่ งๆ จะ ถกู น�ำไปตดิ ดา้ นหลงั ของเพือ่ น คำ� ทนี่ ำ� มาใบจ้ ะเปน็ ค�ำเก่ียวกบั ปัญหาสง่ิ แวดล้อม ทงั้ หมด โดยครตู มุ๋ ปลอ่ ยใหเ้ ดก็ ผลดั กนั ใบค้ ำ� ของกนั และกนั โดยหา้ มใชเ้ สยี ง ทำ� ได้ แค่แสดงออกผ่านท่าทาง เช่น ค�ำว่า ‘ตัดไม้ท�ำลายป่า’ เด็กบางคนก็ยกมือขึ้น มาทำ� ท่าฟันต้นไม้ และยังมคี ำ� อ่ืนๆ อีก เชน่ โลกรอ้ น ขยะล้นโลก น�้ำทว่ ม ฯลฯ ท้ังหมดทงั้ มวลเพ่อื สื่อให้เด็กตระหนกั ถงึ ภาวะท่ีมนุษย์ตอ้ งเจออยู่ทกุ วนั น้ี เวลาแหง่ ความสนุกสนานผา่ นไปร่วมช่วั โมง ดจู ากสหี น้าเดก็ ๆ แววตาฟ้อง อย่ชู ดั เจนวา่ ยงั ไมม่ ีใครเบ่ือ ทั้งที่เกมเหล่านจี้ ัดว่าเป็นเกมเน้นสาระทัง้ หมด ครูตมุ๋ ท�ำได้อยา่ งไร เปน็ คำ� ถามท่ีทกุ คนอยากรู้ ฉนั จะเปน็ ครู วภิ าวี พลตือ้ หรอื ครตู มุ๋ ยา้ ยมาโรงเรยี นนไ้ี ด้ 2 ปีแลว้ เดิมทีครตู ุม๋ เปน็ คุณครูสอนวิชาเคมี ทเี่ คยสอนทง้ั คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ในโรงเรยี นกอ่ นหน้า จากน้นั จึงย้ายมาท่โี รงเรยี นห้วยเม็กวิทยาคม ครูตุ๋มเริ่มสอนตั้งแต่ปี 2547 ย้อนกลับไปถามความต้ังใจสมัยเรียนจบชั้น 130 ครปู ล่อยแสง: ครบู นั ดาลใจ จดุ ไฟการเรยี นรู้

มัธยม ครตู มุ๋ บอกวา่ มีอยขู่ อ้ เดยี วคอื “ฉันจะเป็นคร”ู แตพ่ อถามต่อวา่ ทำ� ไมถงึ อยากเปน็ ครู ครูตุ๋มกลับนงิ่ คิดและลงั เลท่จี ะตอบ “น่าจะเป็นเพราะเราเคยเป็นคนที่มีความสุขในห้องเรียนล่ะม้ัง ก็เลยอยาก เป็นครู เราไมใ่ ชเ่ ด็กเรียนเก่ง แต่จะทำ� ได้ดีในวิชาท่ชี อบ นนั่ คือวชิ าภาษาองั กฤษ เปน็ วชิ าเดยี วทเี่ ราเตรยี มตวั กอ่ นเรยี นทกุ คาบเรยี น เตรยี มทอ่ งคำ� ศพั ท์ อา่ นเนอื้ หา บทเรยี นไปกอ่ น” แตอ่ ยมู่ าวนั หนง่ึ ความสขุ ของเธอกห็ ายไป ครตู มุ๋ เรม่ิ รสู้ กึ วา่ ความตน่ื เตน้ ทจี่ ะ เรยี นรู้ในแตล่ ะวนั เรม่ิ ลดลง ตง้ั แตต่ วั เองยา้ ยไปเรยี นในโรงเรยี นประจำ� จงั หวดั หลงั จบชนั้ ม.3 เมอื่ โลกใหญข่ นึ้ ยอ่ มเจอคนอน่ื ทเี่ กง่ กวา่ พรอ้ มกวา่ ทำ� ใหค้ วามกระตอื รอื รน้ และความมนั่ ใจที่เคยสะสมมาค่อยๆ หายไป “คณุ คา่ ของการเปน็ เดก็ นกั เรยี นถกู ลดลงเมอ่ื เรยี นไมเ่ กง่ เทา่ คนอนื่ ไมไ่ ดพ้ ดู พาดพงิ ใครนะ แตค่ รกู เ็ ปน็ สว่ นหนง่ึ ทที่ ำ� ใหเ้ ดก็ เรยี นไมเ่ กง่ ทำ� ใหเ้ ดก็ ถกู มองไมเ่ หน็ “พอย้ายมาโรงเรียนประจ�ำจังหวัด เราเพ่ิงรู้ว่าความเก่งของเรามันคือ ระดับเบบี๋มาก ถ้าพูดตามตรงตอนน้ันเรารู้สึกน้อยเนื้อต่�ำใจตัวเองนิดนึง เราเร่ิม เปรยี บเทยี บตวั เองกบั ตัวคนอน่ื พอเปรยี บเทยี บเราก็เร่มิ ไมม่ ีความสุข” ครูตุ๋มในวัยมัธยมเร่ิมเรียนรู้ว่าโลกไม่ได้สวยงามเหมือนเดิมอีกต่อไป แทนที่จะจมอยู่กับความทุกข์ ครูตุ๋มตัดสินใจเปลี่ยนความทุกข์ตรงนั้นให้เป็น ครกู บั นกั เรยี น...เคมีทีเ่ ขา้ กนั ได้ 131

คุณคา่ ของการเป็น เด็กนักเรยี นถูกลดลง เมอ่ื เรยี นไมเ่ กง่ เทา่ คนอนื่ ไม่ไดพ้ ดู พาดพิงใครนะ แตค่ รกู ็เปน็ ส่วนหน่ึง ที่ทำ�ใหเ้ ด็กเรยี นไม่เก่ง ทำ�ให้เด็กถกู มองไม่เห็น พลังขับเคล่อื นและเรยี นรู้วา่ ชวี ิตยังต้องเดินไปขา้ งหน้า เมื่อความฝันคือการเป็นครูก็ต้องท�ำให้ได้ ครูตุ๋มจึงเลือกสอบเข้าเรียนต่อ ท่ีคณะศึกษาศาสตร์ สาขามัธยมศึกษา วิชาเอกเคมี-คณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น ได้บรรจุเป็นครูคณิตศาสตร์คร้ังแรกที่โรงเรียนบ้านหนองเทา จังหวัด นครพนม จากน้ันก็ย้ายไปอีก 2-3 แห่ง จนปัจจุบันมาเป็นครูสอนวิชาเคมีท่ี โรงเรียนห้วยเม็กวิทยาคม เดมิ ทภี าระชิน้ ใหญข่ องครูตุ๋มคอื การสอนวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ้นื ฐานในระดับ ช้ัน ม.1 และสอนวิชาเคมีในระดับชั้น ม.4 แต่เน่ืองจากห้วยเม็กวิทยาคมเป็น โรงเรียนมัธยมประจ�ำอ�ำเภอขนาดกลาง มีเด็กทั้งส้ินประมาณ 900 คน ภาระ หน้าท่ีต่างๆ จึงเพ่ิมขึ้นแบบท่ีไม่ถามไถ่กันก่อนสักค�ำ แต่ครูตุ๋มยินดีรับมาอย่าง เต็มใจ เพราะหน่ึงในความต้ังใจอีกอย่างนอกเหนือจากการสอนหนังสือคือ การ ปลกู จติ ส�ำนกึ เรอื่ งสิง่ แวดล้อมใหเ้ ติบโตในใจเดก็ ๆ ครูตุ๋มจงึ ควบต�ำแหนง่ หวั หนา้ ครฝู า่ ยสิง่ แวดลอ้ มและครูผู้ดแู ลงานสว่ นคุณธรรมไปโดยปริยาย ด้วยเหตุที่อยากเห็นความเปล่ียนแปลงอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในโรงเรียน ครตู มุ๋ จงึ พยายามทำ� ให้โรงเรยี นนเ้ี ปน็ โรงเรยี นสง่ิ แวดลอ้ มศกึ ษาเพอ่ื การพฒั นาที่ ยง่ั ยนื ให้ได้ โดยไปเสนอโครงการตอ่ สำ� นกั งานทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม จงั หวัด จนสามารถผลักดันโรงเรียนเปน็ Eco School สำ� เรจ็ 132 ครปู ล่อยแสง: ครูบันดาลใจ จดุ ไฟการเรียนรู้

ถา้ ส่งิ แวดล้อมดี โรงเรียนก็จะดี Eco School คืออะไร? “Eco School ไม่ได้แปลว่าโรงเรียนสะอาดหรือโรงเรียนคัดแยกขยะ แต่ โรงเรียนน้ันจะต้องมีการเรียนการสอนหรือเน้ือหาที่เก่ียวกับส่ิงแวดล้อมที่ยั่งยืน ดว้ ย” ครตู มุ๋ บอกวา่ หลงั จากดำ� เนนิ โครงการ Eco School แลว้ จะตอ้ งเปดิ รายวชิ า สิง่ แวดลอ้ มศึกษาขน้ึ มา โดยต้องจดั หลกั สูตรใหม่และสร้างวชิ าใหม่ขึน้ มา น่ันคือ วชิ าสง่ิ แวดล้อมศึกษาและวิชาพลเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม มูลเหตุท่ีท�ำให้ครูตุ๋มด้ินรนอยากจะสอนส่ิงแวดล้อมศึกษา เริ่มมาจากการ ชอบไปอบรมและเข้าร่วมงานพัฒนาความรู้ตัวเองในด้านต่างๆ รวมถึงด้าน เกษตรกรรม จนทำ� ใหต้ กตะกอนความคดิ และเหน็ ประโยชนข์ องการมสี งิ่ แวดลอ้ ม ที่ดีซึ่งจะท�ำให้บรรยากาศโรงเรียนดีไปด้วย จึงคิดอยากน�ำความรู้หรือกิจกรรม เกี่ยวกับธรรมชาติกลบั เข้ามาสนู่ กั เรียน สู่ห้องเรยี นให้ได้ ครูตมุ๋ ยกตัวอย่างให้ฟงั วา่ “การอบรมด้านเกษตรกรรมครั้งหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดล เราได้เห็น ความกล้าของครูคนอ่ืนๆ เขากล้าท่ีจะจัดการเรียนรู้ จัดกิจกรรมให้เกิดข้ึนจริง ครกู บั นักเรยี น...เคมที ี่เข้ากันได้ 133

ในห้องเรียน ซ่ึงผิดกับเราท่ีไม่เคยกล้าเลย เพราะคิดว่าจะสอนเน้ือหาไม่ทัน เรา คิดแบบนี้มาตลอด ถ้าอยากจะท�ำกิจกรรมค่อยไปเสริมข้างนอกอย่างเดียว แต่ หลังจากไปเข้าอบรมคร้งั นนั้ ทำ� ให้เปิดโลกเรามากๆ” โลกสองใบของครตู ุ๋ม กว่าครูตุ๋มจะกล้าพอท่ีจะเปล่ียนแปลงการสอนรูปแบบเดิมๆ โดยน�ำเอา กิจกรรมนอกห้องเรียนเข้ามาใส่ในห้องเรียนมากขึ้น ต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะครูตุ๋มคุ้นชินอยู่กับโลกสองใบที่แยกขาดออกจากกัน ท�ำให้ ‘โลกของ กจิ กรรม’ และ ‘โลกของหอ้ งเรียน’ ไมถ่ กู รวมกนั สักที โลกใบทหี่ นึ่ง คอื โลกในหอ้ งเรยี น เจตนาเดียวของครูตุ๋มในโลกใบน้ี คือการ ท�ำให้เด็กมีความสุข จึงพยายามหาวิธีการสอนให้สนุก ให้เด็กได้เอาความรู้ไป ใช้ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้ว่ากระบวนการสร้างความสุขน้ันท�ำอย่างไร จะท�ำ อยา่ งไรให้เดก็ กล้ายกมือถามถา้ เขาเรยี นแลว้ ไม่เข้าใจ และจะทำ� อย่างไรใหเ้ ดก็ ท่ี ไม่ตง้ั ใจเรยี นกลับมาสนใจเนอื้ หา โลกใบที่สอง คือ โลกนอกห้องเรียน ครูตุ๋มทุ่มเทให้โลกใบนี้อย่างมหาศาล โดยพยายามพานักเรียนไปท�ำกิจกรรมเรียนรู้นอกโรงเรียน-นอกห้องเรียน ให้ไดม้ ากและหลากหลาย ทง้ั การพาเดก็ ไปปน่ั จกั รยานรณรงคก์ ารลดใชพ้ ลงั งาน ทำ� สวน ปลกู ผกั ฯลฯ ส�ำหรบั โลกใบน้ี ครูตุ๋มทำ� มากว่าสบิ ปีแล้ว “อยากใหเ้ ดก็ ทเ่ี รยี นไมเ่ กง่ รสู้ กึ วา่ ตวั เองมคี ณุ คา่ มตี วั ตน ถงึ แม้ในหอ้ งเรยี น เขาอาจจะทกุ ข์ แตน่ อกห้องต้องสขุ ” ทวา่ อปุ สรรคสำ� คญั ของครตู มุ๋ กค็ อื ทำ� อยา่ งไรจงึ จะเกดิ กระบวนการทจี่ ะชว่ ย ลดทอนความทุกข์ของเด็กนักเรียนให้น้อยลงได้ เพราะภายใต้ระบบการศึกษา ที่เป็นอยู่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงโลกท้ังสองเข้าด้วยกันได้ โลกท้ังสองใบนี้จึงเป็น ปญั หาที่ครตู ุม๋ ต้องแบกไวเ้ อง “เคยคิดว่า หรอื เราตอ้ งออกไปทำ� ศนู ยก์ ารเรียนรเู้ ลย เอาใหส้ ดุ โตง่ ไปเลย” ครูตุม๋ ย้มิ ในเม่ือระบบไม่เอ้ือ และติดอยู่ในกับดักตัวชี้วัดต่างๆ ทั้งคะแนนโอเน็ต 134 ครูปลอ่ ยแสง: ครูบันดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้

อยากใหเ้ ด็กทเ่ี รยี นไมเ่ กง่ รู้สึกวา่ ตวั เองมคี ุณคา่ มีตวั ตน ถึงแมใ้ นห้องเรียนเขาอาจจะทกุ ข์ แตน่ อกห้องตอ้ งสขุ ครูกับนักเรียน...เคมีท่เี ขา้ กันได้ 135

ท้ังผลประเมินโรงเรียน ท้ังปัญหาสอนเน้ือหาไม่ทัน จึงท�ำให้ครูตุ๋มไม่กล้าที่จะ เช่ือมโยงโลกของกิจกรรมและโลกในห้องเรียนเข้าด้วยกัน และไม่สามารถทลาย ก�ำแพงแหง่ ความกลัวที่จะเอากิจกรรมต่างๆ มาใช้ในห้องเรียน เชอื่ มโลกไดใ้ นกอ่ การครู โครงการ ‘กอ่ การคร’ู เปน็ ทางออกหนงึ่ ทเี่ ขา้ มาชว่ ยให้โลกทง้ั สองของครตู มุ๋ เชื่อมโยงกันไดจ้ รงิ นอกจากความคาดหวังในการหาวิธีเช่ือมโลกของตัวเองแล้ว ส่ิงที่โครงการ ก่อการครใู หค้ รตู ุ๋มคือ ‘พลังงาน’ “เราไดร้ ับพลงั จากคนอน่ื เหมอื นไปเจอกบั คนที่คยุ กนั รเู้ รอ่ื ง แล้วช่วยเสรมิ พลังกนั และกัน” ก่อการครูท�ำให้ได้เห็น ‘อาวุธ’ ที่ครูแต่ละคนมีติดตัว ครูตุ๋มรู้สึกชื่นชมใน ความพยายามแลกเปลี่ยน ความพยายามส่งต่ออาวุธทต่ี ่างคนต่างมี ผลัดกันเติม สง่ิ ท่ีขาด ชว่ ยถมในสว่ นท่ีพร่อง วิธนี ีค้ รูตุม๋ บอกวา่ ทำ� ให้เหน็ ตวั เองมากข้ึน ไดส้ ำ� รวจตวั เองว่ายงั ต้องพัฒนา 136 ครปู ล่อยแสง: ครบู นั ดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้

ตรงไหนอีกบา้ ง “โครงการนช้ี ว่ ยเตมิ ความเปน็ ครตู ง้ั แตโ่ มดลู ที่ 1 เพราะพาไปเหน็ ความหลาก หลายของคนอน่ื ไดเ้ ข้าใจตวั เอง เขา้ ใจคนอื่น เขา้ ใจโลก และได้นำ� มาใชจ้ รงิ เช่น การใชก้ ล้องถ่ายรูป นำ� รูปถ่ายมาเลา่ เรอ่ื ง” ใน ‘หอ้ งเรยี นสรา้ งสรรค’์ ของโครงการกอ่ การครทู คี่ รตู มุ๋ ไดเ้ ขา้ ไปหาความรู้ ส่ิงที่ได้เรียนและได้รับประโยชน์เต็มๆ คือ ความรู้ในกระบวนการถ่ายภาพและ การนำ� ภาพเหล่าน้นั มาถา่ ยทอดเปน็ เรื่องเลา่ ครูตุ๋มเล่าย้อนถึงวันนั้นให้ฟังว่า “เราถ่ายภาพรอยเท้าของตัวเองที่เปื้อน ขณะเดนิ เข้ามาในตกึ ธรรมศาสตร์ จากนั้นก็เอารูปทีถ่ ่ายได้มาสอื่ สารกับเพื่อนครู ในหอ้ ง โดยเลา่ ใหเ้ ปน็ เรอื่ งสนั้ ประมาณวา่ ‘บางคนอาจจะดใี จวา่ ฝนตก แตแ่ มบ่ า้ น อาจจะเศรา้ ใจ เพราะต้องทำ� ความสะอาด’ เปรยี บเทียบใหเ้ ห็นวา่ อยา่ งน้อยๆ โลก ใบเดยี วกนั นี้ก็มสี องมมุ “วนั นน้ั เรารสู้ กึ วา่ ขณะทเ่ี รากำ� ลงั เลา่ เรอื่ งจากภาพ มนั มพี ลงั อะไรบางอยา่ ง เกิดขึน้ เลยเอามาปรบั ใช้ในรายวิชาส่ิงแวดลอ้ ม อยา่ งกจิ กรรมปัน่ จกั รยาน เราก็ โยนโจทย์ให้เด็กฝกึ ถ่ายภาพส่งิ ทอ่ี ยู่ข้างทางแลว้ น�ำกลบั มาถ่ายทอดให้เพื่อนฟัง” แน่นอนว่า จุดประสงค์คือการได้ท�ำกิจกรรมนอกห้องเรียน แต่ผลลัพธ์ ที่ตามมาก็คือ การฝึกวิธีสื่อสาร เปิดความสร้างสรรค์ ฝึกให้เด็กหาธีมหรือแก่น ของเรอ่ื ง ไปจนถงึ การสรา้ งเปน็ ภาพยนตรส์ นั้ หรอื สอื่ สรา้ งสรรคท์ สี่ ะทอ้ นจติ สำ� นกึ ของเดก็ ๆ ออกมา แมค้ วามรจู้ ากหอ้ งเรยี นสรา้ งสรรค์ในโครงการกอ่ การครู อาจไมไ่ ด้ใช้ในวชิ า เคมีมากนกั แต่กลบั เอามาใช้ในส่ิงแวดล้อมศกึ ษาได้เปน็ อย่างดี ผ่านการเล่าดว้ ย ภาพ ไม่วา่ จะเปน็ ภาพนงิ่ หรอื ภาพเคลือ่ นไหว จนถึงวันนี้ ครูตุ๋มพาเด็กทำ� หนงั สั้นไปแล้ว 3 เร่ืองแล้ว หน่ึงในน้ันคือ ‘สารคดีล้ินจี่บ้านฉัน’ ให้เด็กๆ เล่าเรื่องของตัวเอง เพราะ ในอ�ำเภอค�ำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ เกษตรกรใช้ยาฆ่าหญ้าจ�ำนวนมาก แต่มี หมูบ่ า้ นล้ินจ่เี พียงแหง่ เดยี วทีไ่ ม่ใช้สารเคมรี า้ ยแรงทกุ ชนดิ “ครตู มุ๋ พาเดก็ ๆ เหมารถเขา้ ไปลงพน้ื ทจ่ี รงิ ใหเ้ ดก็ ออกไปเรยี นรู้ โดยเขา้ ไป สอบถามขอ้ มลู ตา่ งๆ จากชาวบา้ น จากนนั้ กลบั มากำ� หนดธมี วางพลอ็ ต และลงมอื ถา่ ยทำ� โดยครตู มุ๋ จะชวนถอดบทเรยี นทกุ ครง้ั วา่ ‘อยากจะเลา่ อะไร ทำ� ไปเพอ่ื อะไร ครูกับนกั เรยี น...เคมีทีเ่ ขา้ กนั ได้ 137

ต้องการสื่อถึงอะไร ทำ� ไปแล้วดอี ย่างท่คี ดิ ไว้ไหม’ ซงึ่ เป็นพลังทที่ �ำให้พวกเขาฝึก ใหค้ ดิ วเิ คราะห์แบบเนียนๆ” อีกหนึ่งห้องเรียนที่ครูตุ๋มได้เข้าร่วม คือ ‘ห้องเรียนออกแบบเกมเพ่ือการ เรียนร’ู้ ท่ีน่ีครูตมุ๋ ไดท้ ำ� ความรจู้ กั กับบอรด์ เกมเปน็ คร้งั แรก ก่อนหน้าน้ันความสัมพันธ์ระหว่างครูตุ๋มและบอร์ดเกมคือคนแปลกหน้า ระหว่างกัน ไมร่ ู้ว่ามันคอื อะไร เอาไปใชส้ ร้างกระบวนการเรยี นรู้ได้อยา่ งไร “แตพ่ อไดเ้ รยี น มนั สนกุ มาก ในใจคดิ วา่ ตอ้ งไดเ้ อาไปใชแ้ นๆ่ ” และครตู มุ๋ กไ็ ด้ เอาบอรด์ เกมไปใช้ในคาบเรยี นจรงิ ยง่ิ ในวชิ ายากๆ อยา่ งเคมี เมอ่ื กอ่ นครตู มุ๋ สอน นกั เรยี นเรยี นโดยการทอ่ งจำ� ตารางธาตุ แตพ่ อไดเ้ รยี นรบู้ อรด์ เกม ครตู มุ๋ จงึ ลองให้ เดก็ ชว่ ยกนั ออกแบบเกมขนึ้ มา จดุ ประสงคค์ อื เพอื่ โละวธิ เี รยี นแบบเดมิ ๆ ใหน้ อ้ ยลง ยกตวั อย่างชัดๆ ในคาบเรยี นชน้ั ม.4 เดก็ กลุ่มหน่ึงชว่ ยกนั คิดเกม ‘ลูกเต๋า ตารางธาตุ’ วิธีเล่นคือผลัดกันโยนลูกเต๋าแล้วทายว่าเลขที่หงายข้ึนมานั้น เป็น เลขอะตอมของธาตุตัวใด หมู่ไหน ตามตารางธาตุ แม้วิธีท่องจ�ำกับเล่มเกมจะ ได้ผลลัพธ์เหมือนกนั คือเดก็ ไดค้ วามรู้ แตว่ ิธีสอนผา่ นเกมก็ท�ำใหเ้ ดก็ มคี วามสุข มากกว่าอยา่ งเห็นไดช้ ดั “นเ่ี ปน็ อกี หนงึ่ ตวั อยา่ งทนี่ ำ� ไปใช้ไดจ้ รงิ เดก็ กบั ครกู ม็ สี ว่ นรว่ มออกแบบเกม ด้วยกัน เด็กสนุกเพราะเขาได้ขยับร่างกาย ส่วนเราก็ท�ำหน้าท่ีครูด้วยการสอด แทรกเนอ้ื หาเขา้ ไปในเกม” ครตู ุ๋มบอก หัวใจหลักของแต่ละห้องเรียนท่ีได้เข้าอบรมกับก่อการครูในคร้ังน้ัน ท�ำให้ ครูตุ๋มได้ย้อนกลับมาตั้งหลักใหม่ว่า จากน้ีไปจะต้องดึงเด็กเข้ามามีส่วนร่วม ในกระบวนการการเรยี นรู้ใหม้ ากขึ้น “บางคร้งั ครอู อกแบบกิจกรรม แตเ่ อาตัวเองเปน็ ศนู ย์กลาง อย่างบอรด์ เกม คิดเอง สรา้ งเอง ลงมือเลน่ เอง ไม่ไดเ้ ช่ือมโยงความร้คู ู่กบั เกม ไม่เอามาผนวกกนั ครูก็จะสนกุ อยคู่ นเดยี ว (หัวเราะ)” ครูตัวเล็กหัวใจใหญ่ “กอ่ นท่จี ะเป็น Eco School โรงเรยี นมปี ญั หาเรอ่ื งขยะ เด็กไมแ่ ยกขยะ ไม่ 138 ครูปลอ่ ยแสง: ครบู ันดาลใจ จดุ ไฟการเรยี นรู้

ทำ� อะไรเลย เรารสู้ กึ วา่ นงั่ อยทู่ า่ มกลางกองขยะแบบนไี้ มไ่ หวแลว้ จงึ เอาความเปน็ ครูส่งิ แวดล้อมนี่แหละเข้ามาคลี่คลายปัญหา” ผลลัพธ์ท่ีเกิดขึ้นคือ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง และหลายๆ คร้ังครูก็อ่อนแอและ เยียวยาจิตใจตัวเองไม่ได้ ในเม่ือความยืดหยุ่นและความไม่จริงจังของระบบ โรงเรียนกลายเปน็ ปญั หา จนถึงขนั้ อธิษฐานขอทางออกกับสงิ่ ศกั ดิ์สทิ ธิ์ “แมว้ า่ จะเพงิ่ ยา้ ยมาและพลงั เรามนั เยอะมากๆ แตค่ รทู า่ นอน่ื ๆ ไมไ่ ดค้ ดิ หรอื มองไปในแงน่ นั้ มปี ญั หาบางอยา่ งทท่ี ำ� ใหจ้ ติ ตก บางคนคดิ วา่ พลงั ของเราทท่ี มุ่ ทำ� ลงไปเพราะอยากได้ความดีความชอบ เราก็พยายามลืมมันไป เอาความทุกข์มา รีไซเคิลใหม่ ไมเ่ อากลบั มาใชซ้ ำ�้ ” ด้วยความเป็นคนแอคทีฟชอบท�ำนู่นท�ำน่ี ยิ่งเป็น Eco School ด้วยแล้ว ครูตุ๋มมีงานท่ีต้องท�ำมากมายเพ่ือรักษามาตรฐานไว้ให้ได้และเพื่อให้ผ่านการ ประเมินท่ีมีเข้ามาเป็นระยะๆ แต่ปัญหากลายเป็นว่าครูตุ๋มขับเคล่ือนอยู่คนเดียว เกิดเป็นความเหนื่อยกาย ท้อแท้ แต่ก็พยายามไม่เก็บมาเป็นอุปสรรค ถึงแม้จะ รู้สึก ‘ตัวเลก็ มากๆ’ กต็ าม “จติ สำ� นกึ ปลูกยากท่ีสุด แต่ตายงา่ ยท่ีสุด” ครูตุ๋มบอก ถึงแม้จะเหนื่อยกาย แต่ใจต้องไปต่อ ครูตุ๋มพยายามค้นหาวิธีการ ปลูกจิตส�ำนึกด้านงานสิ่งแวดล้อมให้เด็ก โดยผ่านการท�ำกิจกรรมในโครงงาน ครูกับนักเรยี น...เคมีท่ีเขา้ กนั ได้ 139

คุณธรรม มีท้ังจัดอบรมนักเรียนช้ัน ม.1-6 และท่ีส�ำคัญครูตุ๋มเอารูปแบบ กระบวนการจากโครงการก่อการครูมาเป็นต้นแบบในการท�ำกิจกรรมต่างๆ จน เด็กบอกวา่ สนกุ และไมค่ ดิ ว่าค่ายคณุ ธรรมจะไดเ้ ลน่ เกมหรอื ได้ท�ำอะไรแบบน้ี “เราก็เอาปัญหาในโรงเรียนมาพูดตะล่อม จนเด็กเห็นประเด็นท่ีจะไปแก้ไข สว่ นใหญเ่ ราจะเนน้ ใหเ้ ดก็ ๆ จดั การเรอื่ งขยะ เพราะเปน็ เรอื่ งใกลต้ วั และทำ� ไมย่ าก” นอกจากเป็นหัวหน้าครูส่ิงแวดล้อมแล้ว ยังต้องท�ำหน้าที่ครูดูงานส่วน คณุ ธรรมดว้ ย ซ่งึ แพลนต่อไปในเทอมหนา้ ครูต๋มุ บอกวา่ อยากใช้วิธีการเจริญสติ เขา้ มาชว่ ยดูแลใจเด็ก “พอเลกิ แถวหลงั เคารพธงชาตเิ สร็จ เดก็ เหมอื นมดแตกรงั ” ครตู ุ๋มบอก “อยากเอาการตีระฆัง 14 จังหวะ เข้ามาฝึกให้นักเรียนรู้จักรอ รอเพื่อนๆ คนอื่นก�ำลังเลิกแถว ค่อยๆ เดินไปทีละแถว ให้เขาสงบจากภายใน ดับความ เจ๊ียวจ๊าว ครูจะได้ไม่ได้ต้องมาเกรี้ยวกราด คอยจัดแถว ดุด่า จนทั้งครูและเด็ก ไมอ่ ยากทำ� กจิ กรรมหนา้ แถว พอเดก็ ไมช่ อบการเขา้ แถว ปญั หาตอ่ มาคอื นกั เรยี น จะมาโรงเรยี นสาย “อยากให้ระบบโรงเรียนเปล่ียนไปในรูปแบบของ soft power มากขึ้น ให้ เดก็ ฝึกคิดไดเ้ อง ก�ำกับดแู ลกนั เอง โดยท่ไี ม่ตอ้ งใหค้ รมู าคอยส่งั ซ้ายหนั ขวาหนั ทกุ ขน้ั ตอน เรียกสตใิ หก้ ลับมาอยู่กับเน้อื กบั ตวั ต้งั แต่ช่วงเช้า จะได้มสี มาธพิ ร้อม เรยี นในคาบตอ่ ไปดว้ ย” นคี่ อื หนงึ่ ในลกั ษณะงานของโครงการจรยิ ธรรม คณุ ธรรม ทค่ี รูตุม๋ รบั ผิดชอบ หรอื อกี ปญั หาโลกแตกของทกุ ๆ โรงเรยี น คอื การแตง่ กายไมเ่ รยี บรอ้ ย โดย เด็กผชู้ ายมักปลอ่ ยชายเสอ้ื ออกนอกกางเกงท้ังวนั “การทเ่ี ดก็ ทำ� แบบนน้ั เพราะเขาคดิ วา่ มนั เปน็ เรอ่ื งเลก็ ไมม่ ใี ครวา่ แตค่ รตู มุ๋ เหน็ แลว้ ปลอ่ ยไปไมไ่ ด้ ตอ้ งเขา้ ไปบอกดว้ ยประโยคทเี ลน่ ทจี รงิ ทกุ ครงั้ ‘เอาเสอื้ เขา้ เถอะ มันจะหลอ่ มากเลย’ ในใจเขาคงคดิ แหละว่าทำ� ไมครูคนน้ถี ึงจุกจิกวนุ่ วายอยู่ คนเดียว” ครตู มุ๋ อธบิ าย แลว้ ทำ� ไมถึงปล่อยเดก็ ไปไมไ่ ด้ - เราถาม? “จริงๆ ก็ปล่อยไปได้ ท�ำเป็นหลับหูหลับตาไป แต่ครูก็ไม่เข้าใจตัวเอง เหมือนกันว่าท�ำไมเราถึงท�ำแบบน้ันไม่ได้ ปล่อยไม่ได้ ดังน้ันถ้าเราท�ำให้ระบบ สามารถสรา้ งความคดิ ใหเ้ ขารูส้ กึ ว่า เขาตอ้ งแต่งตวั เรยี บร้อยด้วยตัวเอง เอาเส้ือ 140 ครูปลอ่ ยแสง: ครูบนั ดาลใจ จดุ ไฟการเรียนรู้

เขา้ ในกางเกงด้วยตัวเอง มันน่าจะดีกวา่ ” นอกจากการเจริญสติ 14 จังหวะด้วยวิธีตีระฆังแล้ว ไอเดียต่อไปที่ครูตุ๋ม อยากเล่นอยากลองโดยใช้ในวิชาคุณธรรมจริยธรรมคือ การพาเด็กท�ำกิจกรรม นอกหอ้ งเรยี น “ยิ่งนอกห้องเรียน ย่ิงสัมผัสเขาได้อีกเยอะ” ครูตุ๋มชี้ไปท่ีหย่อมหญ้าเล็กๆ หนา้ หอ้ งเรยี นสง่ิ แวดลอ้ ม ครบู อกวา่ นคี่ อื ผลงานของครแู ละนกั เรยี นทช่ี ว่ ยกนั ปลกู นอกจากช่วยเติมความมีชีวิตชีวาให้โรงเรียนแล้ว ยังเป็นกิจกรรมนอกห้องเรียน ที่ทำ� ให้เด็กๆ สนกุ สนานไปกับมัน “เด็กๆ หลายคนต้งั ใจปลูกมาก บางคนอาสามาชว่ ยถงึ ข้ันขบั รถไถจากบ้าน มากม็ ี การขนดนิ ขนทราย หรอื พาไปป่ันจกั รยาน ทำ� ให้ครูได้ใกล้ชิด สร้างความ สนทิ มากกว่าในหอ้ งเรยี น” ท่ีส�ำคัญสุดๆ กิจกรรมกลางดินกลางหญ้าแบบนี้ ท�ำให้ครูตุ๋มเห็นเด็กใน มุมอ่นื ทไ่ี ม่เคยเห็นมาก่อน “แค่เราจ�ำชื่อเล่นเขาได้ และเรียกช่ือเขาขณะขนดิน ขนทราย เด็กๆ ก็ดูมี ความสุขมากแลว้ ต่างจากนง่ั เรียนในหอ้ งมากนะ” การท่ีครูและนักเรียนได้เรียนรู้ด้วยกันผ่านกิจกรรมท่ีไม่ใช่แค่นั่งอ่านสไลด์ นงั่ ท่องหนงั สือ จะช่วยทำ� ให้เห็นเจตคตขิ องเดก็ ๆ ทีม่ ตี อ่ ครูเปลี่ยนไป “ครเู องกเ็ ปลยี่ นดว้ ย เรามองเขาอยา่ งธรรมดา ไมม่ เี รอื่ งของผลการเรยี นมา ครูกบั นกั เรียน...เคมที ่เี ข้ากันได้ 141

เปน็ กรอบ มแี ต่พนื้ ที่ใหเ้ ลน่ สนกุ ส�ำหรับครูตุ๋มอาจจะไม่มีตัวชี้วัดที่เป็นตัวเลขชัดๆ เพราะพยายาม บรู ณาการหลกั สตู รมาตง้ั แตแ่ รก ตวั ชวี้ ดั มแี คไ่ มใ่ หข้ าดตกบกพรอ่ งในเนอ้ื หาวชิ า ยังคงยึดเอาตัวเด็กเป็นส�ำคัญ ซ่ึงครูตุ๋มยอมรับว่าตัวเองยังตกร่องอยู่ ถึงแม้จะมี ไอเดียพาให้เด็กเล่นเกมหรือท�ำกระบวนการต่างๆ มากมาย แต่ก็ยังคงมีความ กลัวสอนไม่ทันตามเวลาอยู่ เพราะมีเกณฑ์ช้ีวัดต่างๆ ท่ีเป็นกรอบ ถึงครูจะ ออกแบบเองได้ก็ท�ำได้ไม่เต็มท่ี เช่น การดูผลสอบโอเน็ตเพ่ือประเมินอันดับของ โรงเรยี น ดงั นน้ั ครตู มุ๋ จงึ ตอ้ งสมดลุ นำ�้ หนกั ในการใสก่ จิ กรรมให้ไดม้ ากทส่ี ดุ หาก ใกลส้ อนไมท่ ันกต็ อ้ งจ�ำยอมสอนเนือ้ หาตามสไลด์ ตามต�ำรา แบบเดมิ ๆ อยู่บา้ ง มาตรวดั จากแววตา บอกได้วา่ ‘เรามาถูกทางแล้ว’ แลว้ จะรู้ไดอ้ ยา่ งไรวา่ การเอากระบวนการนอกหอ้ งเรยี นตา่ งๆ เขา้ มาปรบั ใช้ ในการสอน เป็นสง่ิ ทีม่ าถูกทางแล้ว? ครตู ๋มุ ตอบว่า หนึ่ง วัดจากชิ้นงาน เช่น การเร่ิมบทเรียนเทอมสอง ครตู ๋มุ จะ ใหน้ กั เรยี นสะทอ้ นวา่ เทอมแรกทผ่ี า่ นมาเปน็ อยา่ งไร ใหแ้ ตล่ ะคนเขยี นออกมาวา่ ได้ เรียนรู้อะไรบา้ ง มีข้อดีหรอื เสียอย่างไร แลว้ ถา้ ไมไ่ ด้เรียนกับครู จะเป็นอะไรไหม สอง วัดจากการบ้านท่ีมอบหมายให้ แต่การบ้านแบบครูตุ๋มไม่ใช่การท่อง หนังสือ “ใหเ้ ขาจบั ตอ้ งได้มากท่สี ุด ใหร้ วู้ า่ เคมีอยตู่ รงไหนในชวี ติ ของเขา” ในคาบเคมีท่ีเต็มไปด้วยสูตรและสมการยุ่งยาก ครูตุ๋มให้เด็กไปดูสารคดี กัมมันตภาพรังสีจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลระเบิด แล้วให้ถอดบทเรียน ว่าเขาเห็นและไดอ้ ะไรบ้างจากสารคดเี รือ่ งน้นั ยิ่งในกาฬสินธุ์เป็นพื้นที่ท่ีมีแนวโน้มว่าจะก่อต้ังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ค�ำถาม ของครูตุ๋มคือ แล้วนักเรียนในฐานะคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตขึ้น มีภูมิคุ้มกันทาง ความคดิ เพียงพอหรือยัง? “ครไู มไ่ ดฉ้ ดี วคั ซนี ตอ่ ตา้ นใหเ้ ดก็ ไมเ่ อาโรงไฟฟา้ นวิ เคลยี ร์ แตใ่ นเมอ่ื เราเรยี น 142 ครปู ลอ่ ยแสง: ครูบนั ดาลใจ จุดไฟการเรยี นรู้

วิชาเคมีมาแล้ว คุณจะบอกข้อมูลญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัวได้ไหมว่า การ เอาหรอื ไมเ่ อาโรงไฟฟา้ นวิ เคลยี รม์ ผี ลอยา่ งไร ครเู คมไี มใ่ ชค่ นบอก แตเ่ ปน็ เขาเอง ตา่ งหากที่จะเปน็ คนตัดสินจากการเรยี นร้ผู า่ นโลก ผา่ นสง่ิ ทค่ี รแู นะนำ� หรอื ข้อมลู ในโลกอนิ เทอร์เน็ต จนตกผลกึ ไดด้ ้วยตวั เอง” นอกจากสร้างความใกล้ชิด ส่ิงที่ครูตุ๋มให้ความส�ำคัญไม่แพ้กัน คือ ความสขุ ของเด็ก ส่ิงท่ีสัมผัสได้ ครตู ุ๋มไม่ไดท้ ำ� หน้าท่ีเพยี งครูผ้สู อนหนงั สือตามต�ำราเรียน 5 วันในหน่ึงสัปดาห์ท่ีครูตุ๋มมาท�ำงานตามเวลาราชการ ครูตุ๋มทุ่มเทก�ำลัง กาย กำ� ลงั ใจ ไปจนถึงก�ำลงั ทรัพย์ โดยหวังผลตอบรับกลบั เพียงแค่ “แววตาของ เดก็ นกั เรยี นจะเปน็ เสน้ วดั ความสำ� เรจ็ ของคร”ู ทำ� ใหค้ รตู มุ๋ ยอ้ นภาพกลบั ไปในวนั ท่ี ตวั เองตดั สนิ ใจมาเปน็ ครู ครตู มุ๋ กเ็ คยเปน็ เดก็ ทมี่ คี วามสขุ ในหอ้ งเรยี นมากอ่ น กอ่ น ที่ทกุ อย่างจะคอ่ ยๆ ฝ่อลงเมอ่ื โตขนึ้ – ครูตุ๋มไมอ่ ยากให้เปน็ เชน่ น้นั ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากบทเรยี นและเนอ้ื หา ‘ตัวคร’ู คอื ผู้ท่มี บี ทบาทสำ� คัญ ทที่ ำ� ใหเ้ ดก็ อยากเรยี นหรอื ไมอ่ ยากเรยี นหนงั สอื แตจ่ ะทำ� อยา่ งไรใหเ้ ดก็ ไมย่ ดึ ตดิ กบั ตวั ครู ถา้ วันหนง่ึ ครูตอ้ งลาออกหรือย้ายไปสอนท่ีอ่ืน เขาตอ้ งมคี วามสขุ ใหก้ บั การเรยี นดว้ ยตัวเองให้ได้ “โจทยน์ เ้ี ปน็ สง่ิ ทน่ี า่ สนใจ ตอ้ งอาศยั กระบวนการ ถา้ สมมตุ เิ รามกี ระบวนการ อะไรสกั อยา่ งทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ แกนกลาง ใหค้ รคู นอนื่ ๆ ไดเ้ ขา้ มาเลน่ กบั เดก็ ไดน้ ำ� ไป ใช้สอนในรนุ่ ตอ่ ๆ ไป กน็ ่าจะดีกว่าการยดึ ตดิ กบั ตวั บุคคล” ครตู ๋มุ บอก เท่าที่ผ่านมา ครูตุ๋มสังเกตเห็นว่า เพ่ือนครูหลายคนดูสนใจกระบวนการที่ ครตู มุ๋ พยายามสรา้ งขน้ึ เวลาพาเดก็ ไปเลน่ กจิ กรรมกลางแจง้ ครฝู กึ สอนหรอื เพอ่ื น ครอู นื่ ๆ มกั จะเขา้ มาถามถงึ สง่ิ ทก่ี ำ� ลงั ทำ� อยู่ ถอื เปน็ สญั ญาณดๆี ทเ่ี กดิ ขนึ้ และเปน็ ภาพท่คี รตู ุ๋มฝันให้เกดิ ข้นึ จรงิ มาโดยตลอด “เราเป็นครทู ่เี คยสนกุ อยคู่ นเดยี ว พอเรามขี อง เรากอ็ ยากปล่อยของใสเ่ ดก็ โดยทีไ่ มร่ วู้ า่ เดก็ จะอว้ กไหม เดก็ จะอยากรบั ไหม แตว่ นั นผ้ี า่ นไป 20 ปี เราเปลยี่ น ตวั เองจากจุดน้นั กลายเป็นครูที่พาเด็กมาสนกุ ดว้ ยกนั ไดแ้ ล้ว ครทู ่านอ่นื ๆ ก็ตอ้ ง ทำ� ได้” ครตู มุ๋ ท้งิ ทา้ ย ครูกับนกั เรียน...เคมีท่เี ขา้ กนั ได้ 143



เรอ่ื ง: รชนกี ร ศรีฟา้ วฒั นา   ภาพ: เฉลมิ พล ปัณณานวาสกลุ โลกนต้ี อ้ งมคี รูแนะแนว อาจเป็นเพราะแผนที่ประเทศไทยที่อยู่หลังสมุดเรียน เป็นเหตุให้ เส้นทางชีวิตของ ‘โปปุ้ย’ หญิงสาวชาวอยุธยา พลิกผันจนกลายมา เปน็ ครูแนะแนว... ‘ครโู ปปยุ้ ’ หรอื ‘ครปู ยุ้ ’ วรยี ์ สบื สมทุ ครแู นะแนววยั 35 ของเดก็ ๆ โรงเรยี น อ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม บอกว่าท้ังชีวิตไม่มีความคิดอยากเป็นครูมาก่อน เลย แต่จับพลัดจับผลูได้เข้าไปเรียนต่อในสาขาจิตวิทยาแนะแนว มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ส่วนเหตุผลท่ีเลือกเรียนที่นี่เพียงเพราะ ต้องการเล่ียงมหาวิทยาลัยแถวๆ บ้านเท่าน้ัน บวกกับเคยใช้นิ้วมือวัดระยะทาง ในแผนท่ีประเทศไทยหลังสมุดแบบเรียนสมัยมัธยม ค�ำนวณได้ว่าจากจังหวัด พระนครศรอี ยุธยาบา้ นเกดิ อยู่หา่ งจากมหาวทิ ยาสงขลานครินทรแ์ คค่ ืบเดยี ว จงึ ไมล่ งั เลที่จะสอบเขา้ เรยี นท่นี ัน่ กว่าจะรู้ว่า ระยะทางจริงจากอยุธยาไปปัตตานีอยู่ที่ 1,133.6 กิโลเมตร ครปู ยุ้ ก็กลบั ตัวไม่ทันเสียแล้ว

“ตอนเหน็ ในสมดุ แผนทคี่ อื มนั ใกลม้ ากเลยนะ คบื เดยี วเอง แตพ่ อรวู้ า่ ตอ้ งนง่ั รถไฟ 20 ชวั่ โมง ชอ็ กไปเลย ไมร่ ู้ตอนนน้ั คดิ อะไรอยู่ถึงเลือก (หวั เราะ)” แตใ่ ครจะรวู้ า่ ระหวา่ งทาง 20 ชว่ั โมง ชว่ งเวลาทแ่ี สนยาวนานในวนั นนั้ ทำ� ให้ ครูปยุ้ เริ่มค่อยๆ ตกตะกอนทีละนิด ถึงส่ิงทตี่ อ้ งเจอขา้ งหนา้ ในเม่ือถอยไม่ได้… “ก็เอาวะ ตอ้ งอยู่ให้ได้ เราต้องรอด ถา้ กลบั ไปคือไม่มที ี่เรยี น ต้องไปเรยี น มหาวทิ ยาลัยราชภัฏหรือไม่กต็ ้องรอซิว่ (ฟอสซลิ [สแลง] หมายถึง กลบั มาเรยี น ซ�ำ้ ชน้ั ) ซ่งึ รอไม่ได้ เพื่อนคนอื่นๆ เขายังอยู่ได้ แลว้ ทำ� ไมเราจะอยูไ่ มไ่ ด้” 20 กว่าปผี ่านไป ทกุ วนั นี้ครูปุ้ยกลายมาเป็นครแู นะแนวเตม็ ตวั ไมร่ วู้ า่ เปน็ เพราะแผนทหี่ ลงั สมดุ เลม่ นนั้ หรอื โชคชะตา ทช่ี ว่ ยเปดิ ประตคู วาม เปน็ ‘ครู’ ของครปู ยุ้ ให้เรมิ่ ต้นขน้ึ ทำ�ไมตอ้ งเป็นครแู นะแนว ยอ้ นกลบั ไปสมยั ครปู ยุ้ ยงั เปน็ นกั เรยี น เมอ่ื ถงึ คาบแนะแนวทไี ร นนั่ หมายถงึ คาบอิสระ “วชิ าแนะแนว เรานอนหลบั ตลอด เพราะเหมือนเป็นคาบว่าง ไม่มีอะไรทำ� และไม่รู้ว่าวชิ าน้มี ันสอนอะไร (วะ) ครแู นะแนวก็ดวู ่างๆ ด้วย ไมเ่ หน็ สอนอะไร เลย” เม่ือว่าง เด็กหญิงปุ้ยข้ีสงสัยจึงเกิดค�ำถามตามมาว่า จริงๆ แล้วในคาบ แนะแนว เดก็ ตอ้ งเรยี นรู้อะไร นี่จึงเปน็ เหตุผลหลกั ท่คี รูปุย้ เลอื กเรยี นในสาขานี้ เร่ิมต้นจากความสงสัย แต่พอได้มาเรียนจริงๆ พบว่า “เราคิดผิดไปมาก (หัวเราะ)” พอเขยบิ เขา้ สชู่ ว่ งฝกึ สอน ยง่ิ เหนอื่ ย ครปู ยุ้ เคยฝกึ สอนทโ่ี รงเรยี นสาธติ มศว. ประสานมิตร ตอนนั้นนักศึกษาสาวไม่รู้เลยว่าชีวิตการเป็นครูจะเหนื่อยขนาดน้ี คำ� ว่า ‘วา่ ง’ คืออะไร ไม่มีเลยสกั คาบ อาจดว้ ยนโยบายและหลกั สตู รของโรงเรยี นดว้ ย หวั หนา้ ครแู นะแนวจงึ ไมเ่ คย ปล่อยใหเ้ ด็กวา่ ง เร่ืองท้ิงคาบยิง่ ไมต่ อ้ งพดู ถงึ สง่ิ ที่ตอ้ งท�ำการบา้ นอยา่ งหนักคือ 146 ครูปลอ่ ยแสง: ครบู นั ดาลใจ จุดไฟการเรยี นรู้

การเตรียมแผนการสอนอย่างเข้มข้น และเรียนรู้วิธีการสอนกับครูพี่เล้ียงซ่ึงคอย ประกบอย่างใกล้ชิด ถา่ ยทอดเทคนิคตา่ งๆ เพื่อให้เดก็ อยากเรยี น อยากเข้าหาครู โดยท่เี ด็กไม่รู้สกึ วา่ วชิ าแนะแนวจะเป็นคาบวา่ งหรอื สอนดว้ ยครูทน่ี า่ เบ่อื นอกจากประสบการณ์เต็มกระเป๋า การฝึกสอนในคร้ังน้ันท�ำให้ครูปุ้ยได้ ใกล้ชิดเด็กมากขึ้น ได้เรียนรู้ธรรมชาติของเด็กๆ แต่ดูเหมือนว่าประโยชน์และ ข้อดีเหลา่ นี้จะไมม่ ากพอที่จะซือ้ ใจครูปยุ้ ใหเ้ ปน็ ครูตอ่ ได้ เม่ือเรียนจบ ครูปุ้ยเลือกไปท�ำงานด้านการตลาดในบริษัทเอกชน เพราะ อยากหาประสบการณ์อะไรใหม่ๆ แต่พอท�ำไปได้สักพัก ระบบงานออฟฟิศกลับ ท�ำให้รู้สึกเบ่ือ อยู่กับเน้ืองานจ�ำเจ ท�ำซ้�ำแบบเดิมวนไปทุกวัน ครูปุ้ยจึงเบนเข็ม กลับมาลงเรอื ลำ� เดิม “อย่างนอ้ ยการเปน็ ครกู ็อาจจะมีอะไรใหม่ๆ ให้ได้เรยี นร”ู้ เธอตัดสินใจสมัครเข้าไปเป็นครูแนะแนวและสอบบรรจุได้เป็นครูอัตราจ้าง ท่ีโรงเรยี นโยธินบำ� รุง จงั หวดั นครศรีธรรมราช เปน็ เวลา 2 ปี ก่อนโยกย้ายมาสอนแนะแนวนักเรียนชั้น ม.1-6 ท่ีโรงเรียนห้วยต้อน พทิ ยาคม จังหวัดชยั ภูมิ นานถึง 5 ปี จนเมอื่ ปี 2557 ทผี่ า่ นมา ครูปุ้ยตัดสนิ ใจ ยา้ ยมาเปน็ ครูแนะแนวโรงเรียนอา่ งทองปัทมโรจนว์ ิทยาคม จังหวดั อ่างทอง เพอื่ จะไดก้ ลับมาดแู ลครอบครวั สะดวกขนึ้ ครผู ู้เปน็ นักเรียนตลอดชวี ิต ราว 6 ปที ี่แลว้ ทโี่ รงเรียนห้วยตอ้ นพิทยาคม จังหวดั ชยั ภูมิ หนึง่ ในโรงเรยี น ทคี่ รปู ยุ้ เคยเขา้ บรรจุ เปน็ โรงเรยี นเลก็ ๆ ประจำ� ตำ� บลทไ่ี มเ่ คยมคี รแู นะแนวมากอ่ น จงึ เปน็ เหตผุ ลหลกั ทโ่ี รงเรยี นแหง่ นมี้ องหาและรบั สมคั รตำ� แหนง่ ครแู นะแนว ปจั จยั สำ� คญั อกี อยา่ งทคี่ รปู ยุ้ มาทราบภายหลงั นนั่ คอื การทผ่ี อู้ ำ� นวยการโรงเรยี นแหง่ น้ี จบปรญิ ญาเอกดา้ นจติ วทิ ยาแนะแนวมาโดยตรง เขาจงึ เหน็ ความสำ� คญั ของ ‘วชิ า แนะแนว’ ครปู ยุ้ บอกไดเ้ ตม็ ปากเตม็ คำ� เลยวา่ ตวั เองโชคดมี ากทไี่ ดม้ าเรม่ิ สอนทนี่ ่ี “ก่อนทปี่ ้ยุ จะได้สอนนกั เรียน ปยุ้ ตอ้ งไปนั่งเรียนกบั เดก็ กอ่ น” ครูปุย้ เลา่ ถึง วันแรกๆ ในโรงเรยี น โลกนต้ี อ้ งมคี รแู นะแนว 147

เด็กในหอ้ งท้ายๆ เขารวู้ า่ เขาเรยี นไดเ้ ทา่ นี้ เขาอยากเปน็ ชา่ งยนต์ ชา่ งไฟ อยากเรยี น ในส่ิงทีจ่ ะประกอบอาชีพได้ แตถ่ า้ เป็นหอ้ งเรียนระดับต้นๆ เปน็ อารมณ์แบบว่า ฉันจะเปน็ หมอ เพราะฉนั ไดเ้ กรดสงู ฉนั จะต้อง เป็นแบบนี้ได้ แต่พอเอาเข้าจรงิ ๆ มันไม่ไดเ้ ปน็ ไปตามบคุ ลิกท่เี ขาเปน็ 148 ครูปลอ่ ยแสง: ครบู ันดาลใจ จุดไฟการเรยี นรู้

วันนั้น ครูปุ้ยนั่งเรียนพร้อมกับเด็กๆ ในคาบวิชาแนะแนวที่ผู้อ�ำนวยการ โรงเรียนรับหน้าที่เปน็ คนสอน ก่อนจะเริม่ เข้าเน้อื หา สง่ิ ท่ีครูปยุ้ สังเกตเห็นตงั้ แต่แรกคอื วธิ กี ารเข้าหาและ ถามขอ้ มูลเรื่องโน้นเรื่องน้จี ากเด็กๆ อย่างเปน็ ธรรมชาตขิ องผู้อำ� นวยการ “นเ่ี ป็นหวั ใจของการแนะแนวตามหลกั จติ วทิ ยา ครจู ะตอ้ งทำ� ให้เดก็ ไม่รู้สกึ อึดอดั ให้เขาร้สู ึกสบายๆ ไม่ใชว้ ธิ แี บบจู่โจม” การเรม่ิ สอนในทกุ ๆ คาบ ผอ. มกั เปดิ บทสนทนาดว้ ยการคยุ เรอื่ งสพั เพเหระ กอ่ น เชน่ เปน็ อยา่ งไร เรยี นสนกุ ไหม ไมเ่ หน็ คอ่ ยเรยี นเลย ครสู อนเปน็ อยา่ งไรบา้ ง “คยุ เรอ่ื งอน่ื กอ่ นแลว้ คอ่ ยๆ ไหลไปเรอ่ื ยๆ สดุ ทา้ ยเดก็ กห็ ลดุ พดู ขอ้ มลู ทเี่ ขา คดิ ออกมาเอง โดยทเี่ ขาก็ไมร่ ู้ตัว” ครปู ยุ้ ตอ้ งไปนง่ั เรยี นเปน็ เดก็ อยแู่ บบนน้ั อยเู่ กอื บๆ ครงึ่ เทอม หรอื ประมาณ 2 เดือน กวา่ จะไดล้ งมอื สอนเอง เมื่อ ผอ. วางใจให้สอนเอง สิง่ ทคี่ รปู ยุ้ สมั ผสั ได้และพบวา่ เปน็ โจทยย์ าก คอื ความเชอ่ื มนั่ ของตวั ครกู บั ผปู้ กครอง ครปู ยุ้ บอกวา่ เดก็ ทนี่ น่ั เรยี นเกง่ แตท่ ขี่ าดคอื โอกาส เพราะฉะนน้ั โจทย์ใหญท่ ค่ี รแู นะแนวตอ้ งทำ� คอื “จะบอกพอ่ แมเ่ ขายงั ไง วา่ ลกู อยากเรยี นแบบน”ี้ โดยมีปจั จัยเรอ่ื งเศรษฐกิจเข้ามาเกีย่ วขอ้ ง ความทา้ ทายตอ่ มาคอื ครปู ยุ้ จะทำ� ใหผ้ ปู้ กครองเชอื่ ใจและเชอื่ มน่ั ครแู นะแนว หน้าใหมค่ นน้ไี ด้ไหม นีเ่ ปน็ โจทยป์ ัญหาที่ครปู ุย้ ตอ้ งแก้ให้ได้ เล่าย้อนไปถึงตอนนั้น การเป็นครูแนะแนวในโรงเรียนประจ�ำต�ำบลมีราย- ละเอียดปลีกย่อยท่ีต้องดูแลมากมาย ยกตัวอย่างท่ีจังหวัดชัยภูมิ ด้วยฐานะทาง บ้านของเด็กๆ ในโรงเรียนไม่ค่อยดีนัก แค่การเดินทางมาโรงเรียนก็สร้างความ ล�ำบากให้เด็กบางคนแล้ว ดังน้ัน ในสมการปัญหาน้ีครูในฐานะผู้แนะแนวจะมี ส่วนช่วยแก้อย่างไร เพ่ือให้เด็กรู้สึกอยากมาโรงเรียนด้วยตัวเองและพ่อแม่ของ พวกเขาเข้าใจดว้ ย “โชคดีอย่างหน่ึงตรงที่โรงเรียนเห็นความส�ำคัญ เขาจะเอาเด็ก ม.6 มากิน นอนท่ีโรงเรียน เพราะตอนเย็นครูจะได้ติวหนังสือให้” ครูปุ้ยเล่า “แต่ครูไม่ได้ ค่าตอบแทนเพิ่มนะ ครูจะต้องติวเด็กจนถึงทุ่มหนึ่ง แล้วหลังจากน้ันครูก็ต้องนั่ง อยกู่ ับเดก็ จนถึงเทยี่ งคนื เพื่อเปน็ การบังคบั เขาให้อา่ นหนงั สอื ” ครูปุ้ยเร่ิมต้นแก้โจทย์น้ีกับเด็กๆ ก่อน โดยทำ� ให้เห็นว่าครูทุ่มเทและพร้อม โลกนต้ี ้องมคี รแู นะแนว 149