Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนธรรมศึกษาเอก ฉบับพระธีรวัฒน์,วัดไผ่เงิน

หนังสือเรียนธรรมศึกษาเอก ฉบับพระธีรวัฒน์,วัดไผ่เงิน

Published by suttasilo, 2021-06-26 02:34:50

Description: หนังสือเรียน,ธรรมศึกษาเอก,ฉบับพระธีรวัฒน์,วัดไผ่เงิน

Keywords: หนังสือเรียน,พระธีรวัฒน์,ธรรมศึกษาเอก

Search

Read the Text Version

0 พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 0

1 วิชา เรยี งความแกกระทู ธรรมศึกษาชนั้ เอก คำอธบิ าย วธิ เี รยี งความแกก ระทูธรรมแนวใหม ความเบอื้ งตน วธิ เี รียงความแกก ระทูธ รรม จัดเปนวิชาหนึ่งในหลกั สตู รนักธรรมตรี โท เอก นักเรียนผูสอบกลัวตก วชิ าน้ีมากกวาวิชาอ่ืนๆ เพราะการแตงกระทูธรรม หากนักเรียนยงั จับหลักฐานไมไ ด จะทำใหมึนงงสับสน ในเม่อื แมบ ทหรือกระททู ท่ี านตง้ั ไว ยง่ิ เปนชน้ั เอกก็ยงิ่ ทวคี วามยากข้นึ ตามสว น ฉะน้นั การแตงกระทธู รรม จึงจัดวา สำคัญยิ่งกวา ๓ วิชานน้ั เพราะเทากบั วาไดฝกหัดเทศนาวิธไี ปดวยนั่นเอง เมอ่ื ผใู ครตอการศึกษา พยายามเรยี นหลักการแตง ทำความเขาใจวิธีการแตงดีแลวจะกลับเห็นวา การแตงกระทูก็คอื การแสดงภมู ิ ความรูในวชิ าท้ัง ๓ น้ันวา นักเรยี นมคี วามเขาใจแจม แจงดเี พยี งไร ถาเขาใจแลว กส็ ามารถทจ่ี ะหยบิ ยกขอ ธรรมมาอธบิ ายไดโ ดยไมย ากนักสวนหลกั การและแนวในการแตง น้ัน จะไดช้ใี หเขาใจในลำดับตอ ไปดงั จะได ชี้แจงหลกั และแนวการแตง ซึง่ ทางสนามหลวงทา นไดวางไวพอเปนปทฏั ฐานนกั เรยี นพงึ ทราบตอ ไปน้ี ฯ แนวการแตง การแตง กระทูธรรมน้ัน พึงพยายามเรยี บเรียงถอยคำใหสละสลวย พูดสน้ั ๆ แตใ หไ ดใจความมาก ใชถอ ยคำสำนวนทส่ี ภุ าพออ นโยนใหเ หมาะแกกาลเทศะ บรรยายขอ ความใหต ิดตอกลมกลืนกัน เมือ่ จะอา ง หรือยกอกี กระทปู ระกอบประหนึ่งชางภาพระบายสี เชนเหลืองกบั เขียวเปน ตน ระบายตอนที่เหลอื งจะ เปลีย่ นเปน เขียวใหก ลมกลนื กนั ฉะน้นั การอา งกระทปู ระกอบก็เชนเดยี วกัน คือตองอธิบายขอ ความใหเ ช่ือม สนทิ สนม จู ๆ จะอางข้นึ มาเฉย ๆ ไมไ ด เพราะจะผิดหลกั แหงการแตงไปและจะกลายเปน คนละรปู เรอื่ ง อานแลวไมไ ดใจความ ขาดความสละสลวยดว ยประการทงั้ ปวง ไมส มภูมทิ ี่เปน นักธรรมเอกเลย พึงพยายาม แตงใหเหมาะสมกบั ความหมายของกระทู ซึ่งจะไดช้แี จงเปนลำดับไป ฯ ความหมายของกระทู ความหมายของคำวา เรียงความแกก ระทูธรรม ซ่งึ ทา นเรียกรวมเปนคำเดยี วกัน เมอื่ นักเรยี น พิจารณาใหรอบคอบแลว จะเหน็ วาแยกออกเปนคำ ๆ ได ๓ คำ คือเรียงความ แกกระทธู รรม จะไดชแี้ จงให เหน็ ความหมายของคำทง้ั ๓ นนั้ ดงั ตอไปนี้ คือ ๑. คำวา “เรยี งความ” ไดแ ก การเก็บถอยคำหรอื ขอความตาง ๆ มาเรียบเรยี งใหเปน ระเบียบ เรยี บรอ ยถกู ตองตามหลักไวยากรณ และภาษาศาสตร อานและฟงไดค วามชดั เจนแจมแจง สมแกรูปเรื่อง ของธรรมนั้น ๆ ประหน่งึ นายมาลาการผฉู ลาด มีความเชี่ยวชาญนำดอกไมซึง่ มสี สี ณั ฐานแตกตางกัน มารอย กรองใหเปน ระเบยี บเรยี บรอ ยในภาชนะอนั เดียวกนั ฉะน้นั คอื เก็บขอ ความในที่ตา ง ๆ เชนใน ธรรม พุทธ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 1

2 วินัย (โดยมากเปน ธรรม) แลวแตห ัวขอธรรมน้นั จะเพง ถงึ อะไร พึงบรรยายไปในแนวนนั้ ตามหลักโวยากรณ คือเรยี บเรียงถอ ยคำสำนวนใหสละสลวยสมแกเหตผุ ล สมแกบ ริษัท ประชุมชนและกาลเทศะ ใหมี ความหมายตรงกบั จุดประสงคข องแมบ ทหรอื กระทูท ตี่ ัง้ ไว ดังนีเ้ รียกวา “เรยี งความ” ๒. คำวา แก ไดแ กก ารทำใหค ลายหรือขยายออก คอื กิรยิ าท่ีคลายหรอื ขยายส่ิงทม่ี ัดไวออกไป ก็ เรียกกนั วา แก แมบทหรอื กระททู ี่ต้ังไว เปน เพียงหวั ขอธรรมอนั หนึ่ง ซึ่งมคี วามหมายทีจ่ ะพงึ ขยายความ ออกไปอกี ไดมากมาย นักเรยี นผูม ีความสามารถ จงึ ควรอธิบายขยายความของบทธรรมหรอื ภาษิตทที่ านตั้งไว นนั้ ใหก วางขวาง ไดความไพเราะถกู ตองตามจดุ มุงหมายของกระทู พูดงาย ๆ กค็ อื ขยายความประสงคข อง กระทหู รือถอยคำที่ทาน กลาวไวโดยยอ ใหพิสดาร เรยี กวา “แก” ๓. คำวา กระทธู รรม ไดแกธ รรมที่เปน แมบ ท หรอื บทธรรมยอ ๆ ท่ีทา นต้งั ไวเ ปน หลกั แมบ ท หรือกระทูท่ียอ ๆ แตมี ใจความทีจ่ ะพึงอธบิ ายขยายออกไปอีกไดมาก เรียกวา กระทูธ รรม เม่ือนกั เรยี นทราบความหมายของคำวา เรียงความแกก ระทูธรรม โดยสงั เขปดังนีแ้ ลว พงึ วางโครง เร่ืองท่จี ะยกขน้ึ อธิบายตอ ไป แตการอธิบายจำตอ งมหี ลกั เกณฑป ฏิบัตใิ นการแตงอกี ซง่ึ เรยี กวา องคประกอบการเรยี งความมี ๓ ประการ คอื ก. อเุ ทศ ไดแก บทตง้ั หรือแมบท ซึ่งตรงกบั คำวา กระทู ข.นิเทศ ไดแ กก ารขยายความอุเทศนนั้ ใหกวา งขวางออกไปตามแนวของกระทนู ้ันๆซึง่ ตรงกบั คำวา แก ค. ปฏินิเทศ ไดแก การกลาวทบทวนขอความเบื้องตน คอื ยอ เอาความในนเิ ทศมากลาวสัน้ ๆ เพื่อใหเ ขา ใจและจำงาย ซึ่งตรงกับคำวา สรุปความ โวหาร ๔ นักเรียนนอกจากจะทราบองคประกอบเรยี งความ ๓ ประการ ดังกลาวเบื้องตนแลว จะตองมคี วาม เขาใจในหลักของการขยายความอีก ทา นเรยี กวา โวหาร ซง่ึ จกั วา เปนความจำเปนที่ผูแตง ผูเยยี นจะตอง ดำเนินในโวหาร ๔ อยา งน้ี อยางใดอยางหนง่ึ เพราะตามธรรมดาการแตงการเขยี นหนงั สอื สำนวนโวหาร ยอมแตกตา งกนั ตามความคิดเห็น แตเพ่ือใหเ หมาะสมกบั เรอื่ งทีก่ ลา วถงึ และตรงกับความประสงคข องผู แตงในอันจะโนมนา วใจผอู า นผฟู งใหมีความเห็นความเขาใจ ตามกระบวนความท่ีตนแตง ทต่ี นเขียนไปใน แนวไหนก็ตาม ก็คงอยใู นลกั ษณะแหงโวหาร ๔ น้ี คอื ๑. พรรณนาโวหาร ไดแก การพรรณนาความ คอื เลาเร่อื งท่ีไดเหน็ มาแลวหรือคิดประพนั ธขนึ้ ดวย มงุ ความไพเราะ หรอื ความบนั เทงิ โดยเขาใจวา อาจเปน ไปไดเ ชน น้ัน เชน การเขยี นนวนยิ าย หรือการเลา ความจริงจากหลักฐานทไ่ี ดฟ งมา เชนการเขียนตำนาน เปน ตน เรียกวา พรรณนาโวหาร พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 2

3 ๒. บรรยายโวหาร ไดแก การอธิบายขอความทยี่ อซงึ่ ยงั เคลือบคลมุ อยูใหเ กดิ ความกระจา ง เพือ่ ใหผ อู านผฟู งเขาใจไดงา ย การแตงในทำนองน้มี งุ ไปในทางไขปญ หาอนั ลกึ ซึ้งสขุ ุมคมั ภรี ภาพ ดังเชน ปญ หาวา พระพทุ ธศาสนาคืออะไร ? ศลี ธรรมคืออะไร ? สตคิ ืออะไร ? สมั ปชญั ญะคืออะไร ? ดังนี้ เปน ตน แตละอยา ง ๆ ตองอธบิ ายขยายความออกไปใหผ ูฟงเหน็ เงอ่ื นงำคำถามและขอธรรมนั้น ๆ โดยแจม แจง เรียกวา บรรยายโวหาร ๓. เทศนาโวหาร ไดแก การแตงทำนองการสอน คอื ช้ีแงหลกั ธรรมนน้ั ๆ ใหผูอา นผูฟงยึดถอื เปน หลักปฏบิ ัติ เชน เทศนา หรือกฎหมายเปนตน เพือ่ อบรมนิสัยใหประณีตงดงามขน้ึ โดยไดฟง และตรกึ ตรอง พจิ ารณาเหน็ คณุ และโทษของสิ่งนั้น ๆ การแตง ทำนองนีม้ งุ ใหผอู า นผูฟงเกิดฉนั ทะ อุตสาหะ อันจะนำมา ปฏิบัตติ าม เรยี กวา เทศนาโวหาร ๔. สาธกโวหาร ไดแ ก การบรรยายขอ เปรยี บเทยี บคอื นำขอ อุปมาอปุ ไมยมาเทยี บเคียง เพ่ือให ขอความท่อี ธิบายนั้นแจมแจงดีขึน้ อันไดแกก ารยกขอความอ่ืนมาเปรียบเทียบกับขอความทก่ี ลา วมทาถึงน้นั ชีแ้ จงใหชกั เจน แสดงขอความทีเ่ ปรยี บเทียบน้ันใหเ หน็ เปนความจรงิ ยิ่งขน้ึ ซ่ึงมกี ิรยิ าการคลา ยคลึงกนั ดัง ตัวอยา งวา คนทข่ี าดสติยอมเปนเสมือนเรือท่ขี าดหางเสือเครอื่ งคัดวาดฉะนั้น โดยอธบิ ายวา ธรรมดาคนเรา ทกุ ๆ คนจะทำจะพูด จะคิดอะไร ตองมีสติระลึกไวกอนแลวจงึ ทำ จงึ พูด จึงคิด เม่อื ระลกึ ไวกอนแลว สิง่ ท่ีทำ คำที่พดู และเรอ่ื งท่คี ิดนนั้ ก็ไมผดิ พลาด ยอมไดรับผลสมประสงค เหมือนเรือทม่ี ีหางเสอื เครื่องคัด วาดใหห ัวเรอื แลนตรงไปสจู ดุ หมายปลายทางฉะนัน้ หากบคุ คลผจู ะทำ จะพูด จะคิด ขาดสติ แลว ไซร การที่ทำ คำที่พูด และเรอ่ื งที่คิด กจ็ ะผดิ พลาด ไมไดผ ลสมประสงคเหมอื นเรอื ทขี่ าดหางเสือ แลน เปะปะ ไมต รงไปถึงจุดหมายหลายทาง และมแี ตจะกระทบกระท่ังสิ่งตา ง ๆ ซ่ึงจะเปน อันตราย ฉะนน้ั หรอื จะยก เรอ่ื งอนื่ ๆ เชนนิทานชาดกเปน ตน มาเปรยี บเทียบใหเห็นเปน ตวั อยา ง ดังเรอื่ งพระสมั มาสัมพทุ ธเจาเมือ่ ครัง้ เปนพระมหาบุรษุ ทรงบำเพ็ญทุกรกริ ิยา เพ่อื แสวงหาพระสมั มาสมั โพธิญาณอนั เปน ตัวอยางแหง การบำเพญ็ ความเพยี รเปนตน เรียกวา สาธกโวหาร การแตง กระทธู รรมทุกช้ัน ทา นกำหนดใหแ ตงดว ยเทศนาโวหาร เทศนาโวหารน้ันประกอบดวย ลักษณะ ๔ ประการ คอื ๑. ชี้แจงเหตุผลใหเหน็ ตามความเปน จริง แสดงไปตามลำดับขอความใหเหมาะแกกาลเทศะ แก บคุ คลและเรื่องราว ไมใหลักลัน่ กัน ๒. โนม นา วใหผูอา นผูฟง เกิดความเช่อื ถือในขอความตามท่ีตนกลา วน่นั ๓. ใหผ อู า นผฟู งเกดิ ฉนั ทะอตุ สาหะทีจ่ ะปฏิบัตติ าม เชน ต้งั ในละช่วั ประพฤตดิ แี ละใหม ีอตุ สาหะทจ่ี ะ ทำดีใหย ่ิง ๆ ขึน้ ไป ๔. ใหผ ูอา นผูฟง เกิดความกลาหาญราเริงในการทำดที ่ีไดทำอยแู ลวน้ัน ดังนนั้ การแตงหรอื เรียงความท่วั ๆ ไปจะใชโ วหารอะไรเปน หลักกต็ ามจำตอ งมีโวหารอ่ืนแทรกเขา มาอีกตามควร แมการเรยี งความแกกระทูธรรมกเ็ ชน เดยี วกนั ใชเทศนาโวหารเปน หลกั และตองแทรกโวหาร พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 3

4 อีก ๓ น้ันประกอบดวย เพอ่ื ใหขอความพสิ ดารและเดนชัดข้ึน การแตง ในทำนองน้ตี องอธิบายลกั ษณะของ ธรรมใหแ จม แจง ซึ่งเรียกวา บรรยายโวหารกอน ตอ จากน้ันจงึ หาเหตผุ ลอืน่ มาประกอบตอ ไป เพื่อโนม นาวใจ ผดู อนผฟู ง ใหเกิดฉันทะอตุ สาหะข้ึนในตน ตอนนี้เปน หนา ท่ขี องเทศนาโวหาร หากเห็นวา ขอความทกี่ ลา ว น้นั ยงั เคลอื บคลุมหรือไมมีหลกั ฐานเพยี งพอ จึงนำเอาขอ เปรยี บเทียบมาแสดงอกี เพ่อื ใหค วามท่กี ลาวมานนั้ แนน แฟน ยิ่งขึ้น ตอนนี้ เรียกสาธกโวหาร รวมความวาการแตงการเขียนจะตองอาศัยโวหาร ๔ เสมอไป วิธเี รียงความ เมือ่ นกั เรยี นเห็นบทธรรมหรือกระทูทที่ านตงั้ ไว พึงตีความหมายของกระทู ใหถ ูกตองกอน แลว จงึ วางโครงเร่ืองท่จี ะอธิบายตอ ไป ดว ยการพจิ ารณาวา กระทูน ้กี ลา วถึงอะไร เก่ียวกับธรรมหมวดไหน และจะ อธบิ ายอยา งไรจงึ จะใหผ อู านผฟู งเกดิ ศรทั ธาปสาทะได ดังน้เี ปนตน จะอธิบายควบกนั ไปหรือแยกอธบิ าย เปนตอน ๆ ก็ได ใหร ูจักสวนทเ่ี ปน เหตแุ ละเปนผลวา มีความเกี่ยวเนื่องกนั อยางไร พึงอธิบายใหประสานกนั เม่ือจะยกภาษติ ประกอบอีก ๓ ภาษติ พึงอธบิ ายทาวความใหเชอื่ มกันหรือในทีอ่ ่ืน ๆ อยา งนอ ย ๓ สุภาษิต ตามกฎเกณฑของสนามหลวงซงึ่ ไดประกาศใหทราบโดยท่ัวกันแลวนัน้ . พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 4

5 พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 5

6 พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 6

7 (ตวั อยาง)เรียงความแกกระทูธ รรม ธรรมศกึ ษาช้ันเอก สีลเมว อิธ อคคฺ ํ ปญฺ วา ปน อตุ ตโม มนุสเฺ สสุ จ เทเวสุ สลี ปฺญญาณโต ชยํ ศีลเทานนั้ เปนเลศิ ในโลก สวนผทู ่ีมีปญญาเปน ผสู งู สุด ความชนะในหมูมนษุ ยและเทวดายอมมีเพราะศีลและปญญาฯ บดั น้ี จักไดอธิบายความแหงกระทูธ รรมภาษติ ทอ่ี ญั เชญิ มาตัง้ เปนอเุ ทสคาถาขางตนน้พี อเปน แนวทางแหงการศึกษาและปฏบิ ตั ธิ รรมเปน ลำดบั ไป กระทธู รรมคาถานี้ แสดงถึงความชนะเปน ทย่ี อมรับเปน ทย่ี ินดใี นหมมู นษุ ยและเทวดาวา ตองเปน ความชนะทไ่ี ดม าเพราะศลี และปญญา ฟงแลวออกจะเปน เรื่องทีแ่ ปลกหูแปลกใจของผูท่หี างจาก พระพทุ ธศาสนา ไมเคยสนใจในการศึกษาและปฏบิ ตั ิธรรม เพราะความชนะในทางคดีโลก สว นใหญมุงแต ความชนะผูอ่นื เปนทีต่ งั้ เร่อื งการชนะตนเองไมคอ ยคำนึงถึง เมอ่ื มุงแตจะเอาชนะผอู ่นื ก็ตอ งเตรียมพรอม เร่อื งการตอ สทู กุ ๆดา น ทั้งดานกำลัง ดานชั้นเชงิ ดา นเชาวไ วไหวพรบิ เปน ตน เพือ่ ใหเหนอื กวา ยง่ิ กวาคู ตอ สู ในการบางคร้งั มุงหวังเพอื่ ผลคอื ความชนะแกตนเองและแกหมคู ณะของตนจนเกนิ ไป ถงึ กบั พรกิ ผัน ปญ ญาความพรบิ ไหวทถ่ี ูกตอ งยุตธิ รรมเปน ทปุ ปญ ญาไป กจ็ ำตองทำอยางนี้กม็ ี ทุปปญญานน้ั ไดแ ก ปญญา ทเ่ี จือดวยเลหเหลยี่ ม กลโกง เอารัดเอาเปรยี บ ไมสจุ ริตมีประการตางๆ ความชนะท่ีไดมาดวยวธิ กี ารเชน น้ี แมจะยนิ ยอมกันได ก็เปน แตเ พยี งเพือ่ ยตุ เิ ทา นัน้ แตห าหยุดสุดสนิ้ ยนิ ยอมท่ีแทจ รงิ ไม ยังจะตอ งมกี ารตอสู ขับเค่ียวกันตอไป ไมมีทส่ี น้ิ สุด ฝา ยทีพ่ า ยแพยอมไมพอใจ เปน ทกุ ขเปนโศก มีความเคืองแคน หมายมน่ั จองเวรกนั ตอ ไปนานเทา นาน ฝายทชี่ นะเปนฝา ยกอ เวร ฝายแพเปนฝา ยจองเวร ไดชื่อวา เปน ผูมีเวรทง้ั ๒ ฝา ย ขนึ้ ชือ่ วาผูมเี วรแลว ยอ มจะมีความสขุ ที่แทจ ริงไมไ ด และท่สี ำคัญอกี อยางหน่งึ กค็ อื ความไมเปนที่ ยอมรบั ไมเปนทปี่ ราบปล้ืมอนุโมทนาสาธกุ ารในหมูมนษุ ยและเทวดาโดยทัว่ หนา ดังท่ีกลา วถงึ ตามกระทู ขา งตนน้ี ความมุง หมายของกระทนู ้ี เปนความมุง หมายในทางคดีธรรม หมายถึงความชนะทบี่ รสิ ทุ ธ์ิยตุ ธิ รรม และมุงถึงความชนะตนเองเปน ท่ีตัง้ เพราะความชนะเชนน้ัน เปนความชนะที่ปราศจากเวรภยั ทัง้ เปน ท่ี ยอมรบั ของมนุษยแ ละเทวดาทง้ั หลายท้ังปวง ความชนะเชนน้ันยอ มเกดิ มขี ึน้ ไดก ็เพราะศีลและปญ ญา ดงั เชนทท่ี า นผูรทู ้งั หลายมีพระพทุ ธเจา เปนประธานและทานไดรับรองและยืนยันวา ศีลเทาน้นั เปนเลศิ ใน โลก เพราะศีล ไมวาจะเปนศลี ประเภทใด มศี ีล ๕ เปน ตน ลวนแตเปน ขอปฏิบัตเิ ปน เครื่องดำเนนิ ของชีวิต ทำชวี ติ ใหเปนอยูอยางปกติ ท่นี ้นั กเ็ ปนสุข ศีลนั้นนอกจากเปนเลิศในการทำผปู ฏบิ ัตใิ หมคี วามเปน อยูอยา ง ปกตสิ ุขแลว ศีลยงั เปน เลิศในดานปรบั ปรงุ รากฐานของชวี ิตใหม น่ั คง เปน ท่พี ึ่ง เปนบอเกดิ แหงคณุ ธรรม นอยใหญใหตัง้ มนั่ และเจริญยง่ิ ๆ ขน้ึ ไป สมตามเทศนานัยเถรภาษิต ท่ีมาในขทุ ทกนิกาย เถรคาถาวา อาทิ สีลํ ปติฐ า จ กลยฺ าณนจฺ มาตกุ ํ ปมขุ ํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สลี ํ วิโสธเย ศลี เปนที่พึง่ เบอ้ื งตน เปนมารดาของกัลยาณธรรมทงั้ หลาย เปนประมขุ ของธรรมทัง้ ปวง เพราะเหตุนนั้ ควรชำระศีลใหบริสุทธิ์. พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 7

8 ศีลจะมีคณุ คา มีประสทิ ธิภาพ เปน ท่ีพงึ่ เปนมารดา เปนประมุขของความดที งั้ ปวงได ก็อยทู ีผ่ ู ปฏบิ ตั คิ อยพิจารณาสำรวจตรวจตรา ชำระศลี ของตนใหบริสุทธอ์ิ ยเู สมอ ไมใหข าดไมใหด า งพรอย ศีลที่ บริสุทธิ์จึงเปน เลศิ ในการเปนเกราะคมุ ครองเวรภยั ทำความระแวงหวาดกลัวใหสลายไป มคี วามเปน อยเู ปน สุขสดใสในโลกสันนิวาสนี้ สมจรงิ ตามพระคาถาบาลี ท่มี าในขุททกนิกาย ธรรมบทวา สุสขุ ํ วต ชีวาม เวริเนสุ อเวรโิ น เวรเิ นสุ มนุสฺเสสุ วหิ าราม อเวริโน ในหมูมนุษยผ มู เี วรกัน เราเปนผไู มม เี วรอยู ในหมูมนุษย ผมู เี วรกนั เราเปน ผูไมมีเวรอยู เราจึงเปนอยอู ยางเปนสขุ ดีหนอ. การรักษาศลี ใหบ ริสุทธ์ิ เปน ทมี่ น่ั ใจในศีลของตนก็ตองอาศัยปญญา ปญญาเปน เคร่ืองชำระศลี ให บรสิ ทุ ธิ์ ศลี นน้ั แมจ ะเปนเลิศ ทำใหปลอดเวรปลอดภยั มคี วามสขุ กายสุขใจได กอ็ ยใู นระดับของศลี เทา นัน้ เพราะศีลเปนเพียงเบ้อื งตน เปนเครอ่ื งปอ งกัน กำจัดไดเฉพาะกิเลสอยางหยาบ มีทุจริตทางกาย ทางวาจา ปดกัน้ ทุคติภมู ิ เปด ทางนำไปสทู คุ ติภมู เิ ทาน้ันศีลเปนเครื่องอบรมจิตเบ้อื งตน ทำจิตใหมีหลัก หนักแนน เปน สมาธทิ จี่ ะดำเนินไปสรู ะดับสงู ยงิ่ ๆ ข้ึนไป ผมู ีศลี สมบรู ณ มสี มาธิ มปี ญ ญาพอประมาณ เปน ผทู รงไว ซ่ึงอริยคุณข้นั สงู สดุ คือพระอรหนั ต ปญญาจึงเปนคณุ ขน้ั อุดม สามารถกำจดั กเิ ลสาสวะทั้งอยางหยาบ อยางละเอยี ดใหหมดสน้ิ ไป ไมมสี วนเหลือ เมื่อกลา วถึงความชนะกันแลว ผทู ีก่ ำจัดกเิ ลสของตนได ไมตก อยูภ ายใตอ ำนาจของกิเลส ไมถูกกเิ ลสฉดุ ครา พาไป ผนู นั้ ชือ่ วา เปน ผชู นะตนเอง ผทู ี่ชนะตนเองได ไดชอ่ื วา เปนจอมแหง ผูชนะ ความขอน้ี สมกับพระพุทธวจนะคาถาทีม่ าใน ขุททกนกิ าย ธรรมบทวา โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงคฺ าเม มานุเส ชิเน เอกจฺ ชยมตตฺ านํ ส เว สงฺคามชุตฺตโม บุคคลใด พงึ ชนะหมูมนษุ ยต้งั พันคูณดวยพันในสงคราม บคุ คลนน้ั (ยงั หา) ช่ือวา เปน ผชู นะอยางสงู ในสงครามไม สว นบุคคลใด พึงชนะ ตนผเู ดียวได บคุ คลนั้นแล (ช่อื วา) เปนยอดแหงผูชนะในสงคราม. ความขอ นี้ พึงเหน็ ไดจากพระปฏปิ ทาของพระสมั มาสัมพทุ ธเจาทีท่ รงชนะศัตรูหมูม ารคนพาลทงั้ ปวง เปน อทุ าหรณ พระองคทรงใชคุณธรรม คือ ศลี และปญ ญา เปน เครือ่ งปราบ ทำเหลาพาลใหสงบราบคาบ โดยไมรูสึกตวั วา ตนเปน ผไู ดรับความเจบ็ ช้ำระกำใจ ไมคิดจองเวรจองภยั เพราะความพา ยแพ มีความสุข ดว ยกันทั้งสองฝาย และเปน ทีช่ ่ืนชมแซซอ งสาธุการกนั ทวั่ หนา ปราชญผ ูมปี ญญาในอดีตจงึ ไดบันทึก จารึก เปนพทุ ธชยมงคลอัฏฐคาถา สรรเสรญิ พทุ ธปฏปิ ทาทท่ี รงมีชยั แกเหลา หมมู ารพาลรายคร้ังยิ่งใหญรวม ๘ หน พทุ ธศาสนิกชนผูมีศรัทธา ใชเปนขอ สวดรอ งทอ งบน จำทรงสบื ๆ กนั มาจนตราบเทาทกุ วนั น้ี สรปุ ความตามทไ่ี ดบ รรยายมา จะเหน็ จริงไดวา ศลี และปญ ญาเปนปฏปิ ทาทล่ี ำ้ เลิศประเสริฐสงู สดุ ใชไดทงั้ เปนเกราะและอาวธุ รกั ษาตน ท้ังเปนเครอื่ งตอสกู ับเหลา พาลชนประสบผลคอื ความมีชัย เปน ทีพ่ ง่ึ พอใจของมนษุ ยและเทวดา สมตามกระทธู รรมคาถาทีต่ ้งั ไวต อนตน ซง่ึ มอี รรถาธิบายตามทีบ่ รรยายมา ดว ยประการฉะนี้ ฯ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 8

9 พุทธศาสนสภุ าษิต จิตตวรรค คอื หมวดจติ ๑. อนวสส ุตจติ ตสส อนนว าหตเจตโส ปญุ ญปาปปหีนสส นตถิ ชาครโต ภยํ. ผูมจี ติ อนั ไมช ุม ดวยราคะ มีใจอันโทสะไมกระทบแลว มบี ุญและบาปอันละไดแ ลว ตืน่ อยู ยอมไมม ภี ัย ( พทุ ธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๒๐. ๒. กุมภฺ ปู มํ กายมมิ ํ วทิ ิตฺวา นครปู มํ จิตตมทิ ํ ถเกตวา โยเธถ มารํ ปญญ าวุเธน ชติ ญจ รกเ ข อนเิ วสโน สยิ า บุคคลรูก ายนที้ เี่ ปรยี บดว ยหมอ ก้ันจิตท่เี ปรยี บดวยเมอื งนแ้ี ลว พงึ รบมารดว ยอาวุธคอื ปญญา และพึงรกั ษาแนวที่ชนะไว ไมพ ึงยับยั้งอยู ( พทุ ธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๒๐. ๓. จติ เ ตน นยี ติ โลโก จติ เตน ปริกสสติ จติ ตสส เอกธมม สส สพเ พว วสมนว ค.ู โลกถกู จิตนำไป ถูกจิตชักไป, สตั วท ้ังปวงไปสูอ ำนาจแหงจิตอยา งเดยี ว ( พุทธ ) สํ. ส. ๑๕ / ๕๔. ๔. ตณหาธปิ นนา วตต สีลพทธา ลขู ํ ตป วสสสตํ จรนต า จติ ตญจ เนสํ น สมมา วมิ ตุ ต ํ หนี ตตรปู า น ปารงคมา เต. ผูถูกตัณหาครอบงำ ถูกศีลพรตผูกมดั ประพฤติตบะอันเศรา หมองตั้งรอ ยป, จติ ของเขาก็หลดุ พนดวยดไี มได เขามีตนเลวจะถงึ ฝงไมไ ด ( พุทธ ) สํ. ส. ๑๕ / ๔๐. ๕. ทุนน ิคค หสส ลหุโน ยตถ กามนิปาตโิ น จิต ตสส ทมโถ สาธุ จติ ต ํ ทนต ํ สุขาวห.ํ การฝก จิตที่ขม ยาก ทเี่ บา มกั ตกไปในอารมณท นี่ า ใคร เปน ความดี, (เพราะวา) จติ ท่ีฝกแลว นำสขุ มาให ( พทุ ธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๑๙. พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 9

10 ๖. ปทุฏฐ จติ ต สส น ผาติ โหติ น จาป นํ เทวตา ปชู ยนติ โย ภาตรํ เปตติกํ สาปเตยย ํ อวญจยี ทุกกฏกมม การี. ผูใ ดทำกรรมชวั่ ลอ ลวงเอาทรพั ยส มบัตพิ ี่นองพอแม ผนู ้นั มจี ติ ช่วั รา ย ยอ มไมม ีความเจรญิ แมเ ทวดาก็ไมบ ชู าเขา ( นทีเทวดา ) ขุ. ชา. ตกิ . ๒๗ /๑๒๐. ๗. ภกิ ข ุ สยิ า ฌายิ วมิ ุตตจติ โต อากงเข เว หทยสส านปุ ตต ึ โลก สส ญตว า อุทยพพ ยญจ สุเจต โส อนิสสโิ ต ตทานิสํโส. ภิกษุเพง พนิ ิจ มีจิตหลดุ พน รูความเกดิ และความเสอื่ มแหงโลกแลว มีใจดี ไมถ กู กเิ ลสอาศัย มีธรรมนนั้ เปน อานิสงส พึงหวังความบริสทุ ธแ์ิ หงใจได ( เทวปุ ตต ) ส.ํ ส. ๑๔ / ๗๓. ๘. โย อลีเนน จิตเตน อลนี มนโส นโร ภาเวติ กสุ ลํ ธมม ํ โยคกเ ขมสส ปตต ยิ า ปาปุเณ อนุปพุ เพน สพพสโํ ยชนกข ยํ. คนใด มีจิตไมท อ ถอย มใี จไมหดหู บำเพญ็ กศุ ลธรรม เพ่อื บรรลุธรรมทเ่ี กษมจากโยคะ พึงบรรลธุ รรมเปน ท่สี ้นิ สังโยชนท ง้ั ปวงได. ( พทุ ธ ) ข.ุ ชา. เอก. ๒๗ / ๑๘. ๙. สุททุ ทสํ สุนิปณุ ํ ยตถ กามนิปาตนิ ํ จิต ตํ รกเ ขถ เมธาวี จติ ตํ คุตต ํ สุขาวหํ. ผูมปี ญ ญา พงึ รกั ษาจิตทีเ่ ห็นไดย ากนกั ละเอยี ดนัก มกั ตกไปในอารมณทนี่ าใคร, (เพราะวา ) จิตท่ีคุมครองแลว นำสุขมาให ( พุทธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๑๙. ธัมมวรรค คอื หมวดธรรม ๑๐. อตถงค ตสส น ปมาณมตถ ิ เยน นํ วชช ุ ตํ ตสส นตถ ิ สพเพสุ ธมเมสุ สมูหเตสุ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 10

11 สมูหตา วาทปถาป สพเพ ทา นผูด บั ไป (คือปรนิ ิพพาน) แลว ไมมปี ระมาณ, จะพึงกลาวถึงทานนนั้ ดว ยเหตุใด เหตุ น้ันของทา นก็ไมมี, เมือ่ ธรรมทงั้ ปวง (มขี ันธเปน ตน ) ถกู เพิกถอนแลว แมคลองแหงถอยคำท่ีจะพูดถงึ (วา ผูน ้ันเปน อะไร) กเ็ ปนอนั ถกู เพิกถอนเสียทั้งหมด ( พทุ ธ ) ข.ุ ส.ุ ๒๕ / ๕๓๙. ข.ุ จ.ู ๓๐ / ๑๓๙. ๑๑. อาทาน ตณฺหํ วนิ เยถ สพฺพํ อุทฺธํ อโธ ติริยํ วาป มชเฺ ฌ ยํ ยํ หิ โลกสฺมึ อุปาทยิ นฺติ เต เนว มาโร อนเฺ วติ ชนตฺ ุ พงึ ขจัดตณั หาท่เี ปนเหตถุ ือมั่นทัง้ ปวง ทัง้ เบ้อื งสงู เบ้ืองต่ำ เบ้อื งขวาง ทา มกลาง, เพราะเขาถอื มัน่ สงิ่ ใด ๆ ในโลกไว มารยอ มติดตามเขาไป เพราะสิ่งนนั้ ๆ (พุทธ ) ข.ุ ส.ุ ๒๕ / ๕๔๖. ขุ. จ.ู ๓๐ / ๒๐๒. ๑๒. อุจฺฉนิ ทฺ สเิ นหมตตฺ โน (ใหถ ึง) กมุ ุทํ สารทกิ ํว ปาณนิ า สนฺ ตมิ คคฺ เมว พฺรูหย นพิ ฺพานํ สุคเตน เทสิตํ จงเด็ดเย่ือใยของตนเสยี เหมอื นเอาฝามือเด็ดบัวในฤดูแลง จงเพ่ิมพูนทางสงบ พระนิพพานทพี่ ระสุคตแสดงแลว (พทุ ธ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๕๓. ๑๓. โอวเทยยานสุ าเสยย อสพภ า จ นวิ ารเย สตํ หิ โส ปโ ย โหติ อสตํ โหติ อปปโย. บคุ คลควรเตอื นกนั ควรสอนกัน และปองกันจากคนไมดี เพราะเขายอ มเปน ที่รักของคนดี แตไ มเปนทร่ี ักของคนไมด ี (พุทธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๒๕. ๑๔. กาเมสุ พรหม จรยิ วา วีตตณโห สทา สโต สงขาย นพิ พ ุโต ภิกขุ ตสส โน สนติ อิญชติ า ภกิ ษุผเู หน็ โทษในกาม มีความประพฤตปิ ระเสรฐิ ปราศจากตัณหา มสิ ตทิ กุ เมือ่ พจิ ารณาแลว ดบั กเิ ลสแลว ยอมไมม ีความหวัน่ ไหว (พุทธ) ขุ. สุ. ๒๕ / ๕๓๑. ขุ. จู. ๓๐ / ๓๕. ๑๕. ขตตโิ ย จ อธมม ฏโฐ เวสโส จาธมมนสิ ส ิโต พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 11

12 เต ปรจิ จ ชช ุโภ โลเก อปุ ปชช นต ิ ทคุ คตึ กษตั ริยไมทรงตงั้ อยูใ นธรรม และแพศย (นสามัญ) ไมอ าศยั ธรรม ชนทั้ง ๒ นั้นละโลกแลว ยอ มเขา ถึงทุคติ (โพธสิ ตต ) ขุ. ชา ปญจ ก. ๒๗ / ๑๗๕. ๑๖. คตทธ ิโน วโิ สกสส วิปปมตุ ตสส สพพธิ สพพคนถปปหีนสส ปรฬิ าโห น วิชชติ ทา นผูมีทางไกลอันถงึ แลว หายโศก หลุดพนแลวในธรรมทัง้ ปวง ละกเิ ลสเครือ่ งรัดทัง้ ปวงแลว ยอมไมม ีความเรารอน (พุทธ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๒๗. ๑๗. จเช ธนํ องควรสส เหตุ องค ํ จเช ชีวิตํ รกข มาโน องค ํ ธนํ ชวี ิตญจาป สพพ ํ จเช นโร ธมม มนสุ ส รนโต พึงสละทรัพยเพื่อรกั ษาอวยั วะ, เมอ่ื รักษาชีวติ พงึ สละอวยั วะ, เมอื่ คำนึงถึงธรรม พงึ สละอวัยวะ ทรัพย และแมชีวิต ทุกอยา ง (โพธสิ ตต ) ขุ. ชา. อสีติ. ๒๘ / ๑๔๗. ๑๘. ฉนท ชาโต อนกข าเต มนสา จ ผโุ ฐ สยิ า กาเม จ อปฏิพทธจิตโต อุทธ ํโสโตติ วุจจ ติ พงึ เปนผพู อใจและประทบั ใจในพระนพิ พานท่บี อกไมไ ด ผูมจี ิตไมต ดิ กาม ทา นเรยี กวาผูมีกระแสอยูเ บื้องบน (พทุ ธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๔๔. ๑๙. ชิฆจฉ า ปรมา โรคา สงขารา ปรมา ทุกข า เอตํ ญตว า ยถาภตู ํ นพิ พ านํ ปรมํ สขุ .ํ ความหิวเปน โรคอยางยิ่ง สงั ขารเปนทกุ ขอยางยง่ิ รูขอนัน้ ตามเปนจริงแลว ดบั เสยี ได เปนสุขอยา งยิ่ง. (พทุ ธ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๔๒. ๒๐. ชรี นติ เว ราชรถา สจุ ติ ต า อโถ สรรี มป  ชรํ อเุ ปติ สตญจ ธมโม น ชรํ อุเปติ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 12

13 สนโ ต หเว สพภ ิ ปเวทยนต.ิ ราชรถอันงดงามยอมคร่ำครา แมร า งกายก็เขาถึงชรา สว นธรรมของสัตบุรษุ ยอ มไมเขาถึงชรา สัตบุรษุ กับอสัตบุรุษเทานัน้ ยอมรกู นั ได (พทุ ธ ) สํ. ส. ๑๕ / ๑๐๒. ๒๑. เต ฌายิโน สาตตกิ า นจิ จ ํ ทฬหปรกกมา ผสุ นต ิ ธรี า นพิ พ านํ โยคกเขมํ อนตุ ต ร.ํ ผูฉลาดนัน้ เปน ผูเ พงพนิ ิจ มีเพยี รตดิ ตอ บากบั่นม่นั คงเปน นิตย ยอมถูกตอ งพระนิพพานอนั ปลอดจากโยคะ หาธรรมอื่นยิง่ กวามไิ ด (พุทธ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๑๘. ๒๒. ทกุ ขเมว หิ สมโภติ ทกุ ขํ ติฏฐ ติ เวติ จ นาญญ ตร ทุกข า สมโ ภติ นาญญ ตร ทุกขา นริ ชุ ฌ ติ ทกุ ขเทา น้ันเกิดขน้ึ ทุกขยอ มต้ังอยู และเสื่อมไป นอกจากทุกขไ มม อี ะไรเกดิ นอกจากทุกขไมมอี ะไรดับ (วชิราภิกข นุ ี ) ส.ํ ส. ๑๕ / ๑๙๙. ข.ุ มหา. ๒๙ / ๕๓๖. ๒๓. ธมโม ปโถ มหาราช อธมโม ปน อุปปโถ อธมโม นริ ยํ เนติ ธมโม ปาเปติ สุคตึ มหาราช ธรรมเปนทาง (ควรดำเนินตาม) สว นอธรรมนอกลูนอกทาง (ไมควรดำเนนิ ตาม) อธรรมนำไปนรก ธรรมใหถ งึ สวรรค (โพธสิ ตต ) ขุ. ชา. สฏฐ.ิ ๒๘ / ๓๙. ๒๔. นนท ิสญโ ญชโน โลโก วติ กก สส วิจารณา ตณหาย วปิ ป หาเนน นพิ พานํ อติ ิ วจุ จ ติ สัตวโลกมคี วามเพลินเปน เคร่ืองผกู พัน มวี ิตกเปนเครื่องเทย่ี วไป ทานเรียกวานิพพาน เพราะละตัณหาได ( พุทธ ) ข.ุ สุ. ๒๕ / ๕๔๗. ขุ. จุ. ๓๐/๓๑๖,๒๑๗.. ๒๕. นาญฺ ตฺร โพชฌฺ าตปสา นาฺญตฺร อนิ ทฺ ฺรยิ สํวรา นาญฺ ตฺร สพฺพนสิ ฺสคคฺ า โสตฺถึ ปสสฺ ามิ ปาณนิ ํ เรา (ตถาคต) ไมเห็นความสวสั ดีของสตั วท ั้งหลาย นอกจากปญ ญา ความเพียร ความระวงั ตัว และการสละสิง่ ท้งั ปวง (พทุ ธ) สํ. ส. ๑๕ / ๗๕. พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 13

14 ๒๖. ปฺจกขฺ นธฺ า ปริฺญาตา ติฐ นตฺ ิ ฉนิ ฺนมลู กา ทกุ ขฺ กฺขโย อนุปปฺ ตโฺ ต นตฺถทิ านิ ปุนพภฺ โว. เบญจขันธท ีก่ ำหนดรแู ลว มีรากขาดตั้งอยู ถึงความสนิ้ ทกุ ขแลว ก็ไมมภี พตอไปอกี (พรหมทตต เถร)ี ขุ. เถร. ๒๖ /๓๓๔. ๒๗. ปตต า เต นิพพฺ านํ เย ยุตฺตา ทสพลสสฺ ปาวจเน อปฺโปสฺสกุ ฺกา ฆเฏนฺติ ชาติมรณปฺปหานาย. ผูใด ประกอบในธรรมวินยั ของพระทศพล มคี วามขวนขวายนอย พากเพียรละความเกดิ ความตาย ผูนน้ั ยอ มบรรลพุ ระนิพพาน (สเุ มธาเถร) ขุ. เถรี. ๒๖ / ๕๐๒. ๒๘. พหสุ ฺสุตํ อุปาเสยฺย สุตจฺ น วนิ าสเย ตํ มูลํ พฺรหมจฺ ริยสฺส ตสมฺ า ธมมฺ ธโร สยิ า. พึงน่ังใกลผ ูเปน พหสู ูต และไมพงึ ทำสุตะใหเ สอ่ื ม สตุ ะน้นั เปนรากแหง พรหมจรรย เพราะฉะนั้น ควรเปน ผทู รงธรรม (อานนทเถร) ข.ุ เถร. ๒๖ / ๔๐๖. ๒๙. มคฺคานฐ งคฺ โิ ก เสโฐ สจฺจานํ จตุโร ปทา วริ าโค เสโฐ ธมมฺ านํ ทิปทานฺจ จกขฺ ุมา บรรดาทางท้ังหลาย ทางมีองค ๘ ประเสริฐสดุ , บรรดาสัจจะทั้งหลาย บท ๔ ประเสรฐิ สุด, บรรดาธรรมทง้ั หลาย วิราคธรรมประเสริฐสดุ , และบรรดาสตั ว ๒ เทาทง้ั หลาย พระพทุ ธเจาผูมี จกั ษปุ ระเสรฐิ สดุ ( พุทธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๕๑. ๓๐. ยตฺถ นามฺจ รปู จฺ อเสสํ อปุ รุชฺฌติ วิฺญาณสสฺ นโิ รเธน เอตฺเถตํ อปุ รุชฺฌติ. นามและรปู ยอ มดบั ไมเ หลอื ในที่ใด นามและรูปนี้ ยอ มดับในทนี่ น้ั เพราะวิญญาณดบั . ( พุทธ ) ข.ุ สุ. ๒๕ / ๕๓๑. ขุ. จ.ุ ๓๐/๒๑. ๓๑. ยมฺหิ สจจฺ ฺจ ธมฺโม จ อหสึ า สญฺ โม ทโม เอตทริยา เสวนฺติ เอตํ โลเก อนามตํ. สัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และทมะ มีอยูใ นผูใด อารยชนยอมคบผนู ัน้ นน่ั เปนธรรมอนั ไมต ายในโลก. ( อุปสาฬห กโพธิสตต ) ข.ุ ชา. ทุก. ๒๗ / ๕๘. พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 14

15 ๓๒. ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ สติ เตสํ นิวารณํ โสตานํ สํวรํ พรฺ ูมิ ปญฺ าเยเต ปถิยฺยเร. กระแสเหลาใดมีอยใู นโลก สตเิ ปนเครือ่ งกน้ั กระแสเหลา นั้น เรากลา ววาสติเปน เคร่อื งกัน้ กระแส กระแสเหลา นน้ั อนั บุคคลปดก้นั ไดด วยปญญา (พทุ ธ) ขุ.สุ.๒๕ /๕๓๐. ข.ุ จ.ู ๓๐/๑๖, ๒๐. ๓๓. เย สนตจิตฺตา นิปกา สตมิ นโฺ ต จ ฌายโิ น สมฺมา ธมมฺ ํ วปิ สฺสนฺติ กาเมสุ อนเปกขฺ โิ น ผมู ีจิตสงบ มปี ญ ญาเครอื่ งรักษาตวั มีสติ เปน ผเู พง พินจิ ไมเ ย่อื ใยในกาม ยอ มเห็นธรรมโดยชอบ (พทุ ธ ) ข.ุ อติ ิ. ๒๕ / ๒๖๐. ๓๔. โย จ ปปจฺ ํ หิตวฺ าน นปิ ฺปปจฺ ปเท รโต อาราธยิ โส นพิ พฺ านํ โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ ผูใดละปปญจธรรมทีท่ ำใหเ นนิ่ ชา ไดแ ลว ยินดใี นธรรมทไี่ มม ีสิง่ ทำใหเ น่นิ ชา ผนู ้ันก็บรรลพุ ระนพิ พานอนั ปลอดจากโยคะ ไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา (สารีปุตต) องฺ. ฉกฺก. ๒๒ / ๓๒๙ ๓๕. สกํ หิ ธมฺมํ ปรปิ ณุ ณฺ มาหุ ขุ. มหา. ๒๙ / ๓๘๓. อญญ สฺส ธมมฺ ํ ปน หนี มาหุ เอวมปฺ  วคิ ฺคยฺห วิวาทยนตฺ ิ สกํ สกํ สมฺม สตมิ าหุ สจฺจํ สมณพราหมณบางเหลา กลา วธรรมของตนวาบรบิ รู ณ, แตกลาวธรรมของผอู ืน่ วาเลว (บกพรอ ง), เขายอ มทะเลาะวิวาทกันแมดว ยเหตนุ ้ี เพราะตางก็กลา วขอ สมตขิ องตน ๆ วาเปน จรงิ (พุทธ) ขุ. สุ. ๒๕ / ๕๑๑. ๓๖. สมมฺ ปปฺ ธานสมปฺ นฺโน สติปฐานโคจโร วมิ ุตตฺ ิกสุ ุม สฉฺ นฺโน ปรนิ พิ ฺพายิสสฺ ตยฺ นาสโว ผูถึงพรอ มดว ยสัมมปั ปธาน มีสติปฏฐานเปน อารมณ ดาดาษดว ยดอกไมค ือวมิ ตุ ติ หาอาสวะมิได จักปรนิ พิ พาน (เทวสภเถร) ขุ. เถร. ๒๖ / ๒๘๒. พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 15

16 ๓๗. สุขํ วต นพิ ฺพานํ สมฺมาสมฺพทุ ธฺ เทสิตํ อโสกํ วิรชํ เขมํ ยตฺถ ทกุ ขฺ ํ นริ ุชฌฺ ติ พระนิพพานทีพ่ ระสัมมาสัมพทุ ธเจา ทรงแสดงแลว ไมมีโศกปราศจากธุลี เกษม เปนทีด่ ับทุกข เปนสขุ ดหี นอ (หาริตเถร) ขุ. เถร. ๒๖ / ๓๐๙. ๓๘. โสรจจฺ ํ อวิหึสา จ ปาทา นาคสฺส เต ทเุ ว สติ จ สมปฺ ชญฺ ฺจ จรณา นาคสฺส เต ปเร โสรจั จะและอวิหงิ สานั้น เปนชางเทาหลัง สตแิ ละสมั ปชญั ญะน้นั เปนชา งเทาหนา (อทุ ายีเถร) ขุ. เถร. ๒๖ / ๓๖๘. ๓๙. หนี ํ ธมมฺ ํ น เสเวยยฺ ปมาเทน น สวํ เส มิจฉฺ าทิฐ ึ น เสเวยยฺ น สิยา โลกวฑฒฺ โน ไมควรเสพธรรมท่เี ลว ไมค วรอยกู ับความประมาท ไมค วรเสพมจิ ฉาทฏิ ฐิ ไมควรเปน คนรกโลก (พทุ ธ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๓๗. ๔๐. หีเนน พรฺ หมฺ จรเิ ยน ขตตฺ เิ ย อุปปชฺชติ มชฺฌเิ มน จ เทวตตฺ ํ อตุ ตฺ เมน วิสชุ ฌฺ ต.ิ บคุ คลยอมเขา ถึงความเปนกษตั ริย ดวยพรหมจรรยอ ยา งเลว, ถึงความเปน เทวดา ดว ยพรหมจรรยอยางกลาง, ยอมบริสุทธ์ิ ดว ยพรหมจรรยอยางสูง (พุทธ ) ข.ุ ชา. มหา. ๒๘ / ๑๙๙. วิริยวรรค คอื หมวดความเพยี ร ๔๑. โกสชชฺ ํ ภยโต ทิสฺวา วริ ยิ ารมฺภจฺ เขมโต อารทฺธวิริยา โหถ เอสา พุทธฺ านสุ าสนี ทา นทง้ั หลายจงเห็นความเกียจครา นเปนภยั และเหน็ การปรารภความเพยี รเปน ความปลอดภัย แลว ปรารภความเพียรเถิด นีเ้ ปน พทุ ธานุศาสนี (พุทธ) ข.ุ จรยิ า. ๓๓ / ๕๙๕ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 16

17 ๔๒. ตมุ เฺ หหิ กจิ จฺ ํ อาตปฺป อกฺขาตาโร ตถาคตา ปฏิปนนฺ า ปโมกฺขนฺติ ฌายโิ น มารพนฺธนา ทา นทง้ั หลายตอ งทำความเพียรเอง ตถาคตเปน แตเ พียงผูบอก ผูม ปี กติเพงพินจิ ดำเนินไปแลว จกั พน จากเครอ่ื งผูกของมาร (พุทธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๕๑. ๔๓. นทิ ทฺ ํ ตนฺทึ วิชิมหฺ ิตํ อรตึ ภตฺตสมฺมทํ วริ ิเยน นํ ปณาเมตฺวา อรยิ มคโฺ ค วสิ ุชฌฺ ติ. อริยมรรคยอมบรสิ ุทธิ์ เพราะขบั ไลค วามหลบั ความเกยี จคราน ความบดิ ขีเ้ กียจ ความไมยนิ ดี และความเมาอาหารน้ันไดด ว ยความเพยี ร (พุทธ) ส.ํ ส. ๑๕ / ๑๐. ๔๔. โย จ วสฺสสตํ ชีเว กสุ โี ต หนี วรี ิโย เอกาหํ ชวี ิตํ เสยโฺ ย วิรยิ ํ อารภโต ทฬหฺ ํ ผใู ดเกียจครา น มีความเพยี รเลว พงึ เปน อยตู ง้ั รอ ยป แตผ ปู รารภความเพียรม่นั คง มีชีวิตอยเู พยี งวันเดยี ว ประเสริฐกวาผนู น้ั (พทุ ธ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๓๐ ๔๕. สพพฺ ทา สลี สมปฺ นโฺ น ปญฺ วา สุสมาหิโต อารทฺธวริ โิ ย ปหิตตโฺ ต โอฆํ ตรติ ทตุ ตฺ รํ ผูถ ึงพรอ มดวยศีล มปี ญ ญา มใี จมงั่ คงดแี ลว ปรารภความเพยี ร ตง้ั ตนไวใ นกาลทกุ เม่ือ ยอมขา มโอฆะทขี่ า มไดย าก (พทุ ธ ) สํ. ส. ๑๕ / ๗๔ สามัคควี รรค คอื หมวดสามัคคี ๔๖. วิวาทํ ภยโต ทสิ วฺ า อววิ าทฺจ เขมโต สมคคฺ า สขลิ า โหถ เอสา พุทธฺ านุสาสนี ทานทั้งหลายจงเหน็ ความววิ าทโดยความเปนภยั และความไมว ิวาทโดยความปลอดภยั แลว เปน ผพู รอมเพรียง มีความประนปี ระนอมกนั เถิด นเ้ี ปน พระพุทธานศุ าสนี (พุทธ) ข.ุ จริยา. ๓๓ / ๕๙๕. ๔๗. สามคยฺ เมว สิกเฺ ขถ พทุ เฺ ธเหตํ ปสํสติ ํ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 17

18 สามคย รโต ธมม ฏโฐ โยคกเ ขมา น ธสํ ติ พึงศึกษาความสามัคคี, ความสามคั คนี น้ั ทานผูร ทู ั้งหลาย สรรเสรญิ แลว, ผูยินดใี นสามัคคี ต้ังอยูใ นธรรม ยอ มไมคลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ (พุทธ ) ขุ. ชา. เตรส. ๒๗ / ๓๔๖. ๔๘. สขุ า สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานจฺ นุคฺคโห สมคคฺ รโต ธมมฺ โฐ โยคกฺเขมา น ธํสติ ความพรอมเพรยี งของหมูเปน สขุ และการสนบั สนุนคนผูพรอมเพรียงกนั ก็เปนสขุ , ผูยินดใี นคนผพู รอ มเพรียงกัน ตง้ั อยูในธรรมยอมไมค ลาดจากธรรมอนั เกษมจากโยคะ ( พทุ ธ ) ข.ุ อติ ิ. ๒๕ / ๒๓๘. อปั ปมาทวรรค คือ หมวดไมป ระมาท ๔๙. อปปฺ มตฺตา สตีมนโฺ ต สุสลี า โหถ ภิกขฺ โว สุสมาหิตสงกฺ ปปฺ า สจติ ฺตมนรุ กขฺ ถ ภิกษทุ ั้งหลาย พวกเธอจงเปน ผไู มประมาท มสี ติ มีศลี ดีงาม ตั้งความดำรไิ วใหดี คอยรกั ษาจติ ของตน (พทุ ธ ) ท.ี มหา. ๑๐ / ๑๔๒. ๕๐. อปฺปมาทรตา โหถ สจติ ตฺ มนุรกขฺ ถ ทุคคฺ า อทุ ฺธรถตตฺ านํ ปงเฺ ก สนฺโนว กุชฺ โร ทานทง้ั หลาย จงยินดใี นความไมป ระมาท คอยรกั ษาจติ ของตน, จงถอนตนขน้ึ จากหลม เหมือนชางทต่ี กหลมถอนตนขึน้ ฉะนัน้ ( พุทธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๕๘. ๕๑. อปปฺ มาทรโต ภิกขุ ปมาเท ภยทสสฺ ิ วา สโฺ ญชนํ อณุ ถลู ํ ฑหํ อคคฺ ีว คจฉฺ ติ ภิกษยุ นิ ดีในความไมประมาท หรือเห็นภัยในความประมาท ยอ มเผาสงั โยชนน อยใหญไ ป เหมือนไฟไหมเชอื้ นอยใหญไ ปฉะนั้น ( พุทธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๑๙. ๕๒. อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทสสฺ ิ วา อภพโฺ พ ปริหานาย นิพฺพานสฺเสว สนตฺ เิ ก ภกิ ษุยนิ ดใี นความไมป ระมาท หรือเหน็ ภยั ในความประมาท เปน ผไู มค วรเพอ่ื จะเส่อื ม (ช่ือวา) อยใู กลพ ระนพิ พานทเี ดียว พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 18

19 ( พุทธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๑๙. ๕๓. เอววํ หิ ารี สโต อปฺปมตฺโต ภกิ ขุ จรํ หติ ฺวา มมายิตานิ ชาตชิ รํ โสกปรทิ ทฺ วฺจ อเิ ธว วิทวฺ า ปชเหยยฺ ทุกข ํ ภิกษผุ มู ีธรรมเปน เครอ่ื งอยอู ยา งน้ี มีสติ ไมป ระมาท ละความถือมัน่ วาของเราไดแ ลว เทีย่ วไป เปน ผูรู พึงละชาติ ชรา โสกะ ปรเิ ทวะ และทุกข ในโลกนี้ได ( พุทธ ) ข.ุ ส.ุ ๒๕ / ๕๓๕. ขุ. จ.ู ๓๐ / ๙๒. ๕๔. อุฏฐาเนนปปฺ มาเทน สฺญเมน ทเมน จ ทีป กยิราถ เมธาวี ยํ โอโฆ นาภิกรี ติ คนมีปญญา พึงสรา งเกาะ ที่นำ้ หลากมาทวมไมได ดวยความหมั่น ความไมประมาท ความสำรวม และความขมใจ ( พทุ ธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๑๘. ********************* พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 19

20 อักษรยอ บอกนามคัมภรี  อง. อฏฐก. องค ุตต รนิกาย อฏฐ กนปิ าต อง. จตกุ ก . “ จตกุ ก นปิ าต อง. ฉก “ ฉกกนิปาต อง. ตกิ . “ ติกนปิ าต อง. ทสก. “ ทสกนิปาต อง. ปญจ ก. “ ปญจ กนปิ าต อง. สตต ก. “ สตต กนปิ าต ข.ุ อิต.ิ ขทุ ท กนกิ าย อิตวิ ุตตก ขุ. อุ. “ อุทาน ขุ. ขุ. “ ขุททกปาฐ ขุ. จริยา. “ จริยาปฏ ก ขุ. จ.ู “ จฬู นิทเ ทส ขุ. ชา. อฏฐก. ขทุ ทกนิกาย ชาตก อฏฐ กนิปาต ขุ. ชา. อสีติ. “ อสตี นิ ปิ าต ข.ุ ชา. เอก. “ เอกนิปาต ข.ุ ชา. จตตาสี . “ จตตาีสนปิ าต ข.ุ ชา. จตกุ ก. “ จตุกกนิปาต ขุ. ชา. ฉกก. “ ฉกกนิปาต ขุ. ชา. ตึส. “ ตสึ นิปาต ขุ. ชา. ตกิ . “ ตกิ นปิ าต ข.ุ ชา. เตรส. “ เตรสนิปาต ขุ. ชา. ทว าทส. “ ทว าทสนิปาต ขุ. ชา. ทสก. “ ทสกนิปาต ข.ุ ชา. ทกุ . “ ทุกนิปาต ขุ. ชา. นวก. “ นวกนิปาต ขุ. ชา. ปกิณณ ก. ข.ุ ชา. ปญจก. ขุททกนิกาย ชาตก ปกิณณกนปิ าต ขุ. ชา. ปญญาส. “ ปญจกนิปาต ขุ. ชา. มหา. “ ปญญาสนปิ าต ขุ. ชา. วีส. “ มหานปิ าต “ วสี ตนิ ิปาต พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 20

ข.ุ ชา. สฏฐ ิ. “ สฏฐ ินิปาต 21 ขุ. ชา. สตตก. “ สตตกนิปาต ขุ. ชา. สตต ติ. “ สตตตนิ ิปาต เลข ข.ุ เถร. ขุททกนิกาย เถรคาถา ข.ุ เถรี. “ เถรคี าถา ข.ุ ธ. “ ธมมปท ขุ. ปฏิ. “ ปฏิสมภ ทิ ามคค ขุ. พุ “ พทุ ธ วํส ขุ. มหา. “ มหานทิ เ ทส ขุ. ส.ุ “ สตุ ต นิปาต ที. ปาฏิ. ทฆี นิกาย ปาฏิกวคค ท.ี มหา. “ มหาวคค ม. อุป. มชฌ ิมนกิ าย อปุ รปิ ณณาสก ม. ม. สํยุตต นิกาย “ มชฌมิ ปณณาสก สํ. นิ. นทิ านวคค ส.ํ มหา. สวดมนตฉบับหลวง “ มหารวารวคค ส.ํ ส. “ สคาถวคค ส.ํ สฬ. “ สฬายตนวคค ส. ม. (พิมพครั้งที่ ๕) -/- เลขหนา ขีดบอกเลม หลังขีดบอกหนา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 21

22 วชิ าธรรม ธรรมศึกษาชัน้ เอก - ธรรมวิจารณ – - สว นปรมตั ถปฏิปทา – ๑. นิพพทิ า ความหนา ย อทุ เทส ๑. เอถ ปสสฺ ถมิ ํ โลกํ จติ ฺตํ ราชรถปู มํ ยตฺถ พาลา วิสที นฺติ นตถฺ ิ สงโฺ ค วิชานตํ สทู ้งั หลาย จงมาดูโลกนอ้ี ันตระการดจุ ราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู แตพวกผรู ูห าของอยูไม โลกวัคค ธัมมบท ๒. เย จติ ตฺ ํ สญฺ เมสสฺ นตฺ ิ โมกขฺ นฺติ มารพนธฺ นา ผใู ดจกั ระวงั จติ ผูน น้ั จกั พนจากบว งแหงมาร จติ ตวัคค ธัมมบท โลกมี ๒ อยาง คือ ๑. โดยตรง ไดแก แผนดนิ เปน ท่อี าศัย ๒. โดยออ ม ไดแก สตั วผ ูอาศัย ในโลกท้ัง ๒ นมี้ ีสิ่งตาง ๆ อยู ๓ อยาง คือ ๑.) สงิ่ อันใหโ ทษโดยสว นเดยี ว เปรียบดวยยาพิษ ๒.) สงิ่ อันใหโ ทษในเม่อื เกินพอดี เปรยี บดวยของมนึ เมา ๓.) สิ่งอนั เปนอปุ การะ เปรียบดวยอาหาร และเภสชั แตใ ชใ นทางผิดอาจใหโทษกไ็ ด ผูห มกอยใู นโลก คือ คนผไู รพ จิ ารณ ไมหยั่งเห็นโลกโดยถอ งแท อาการทห่ี มกอยใู นโลก ๓ อยา ง คอื ๑. เพลดิ เพลินในสง่ิ อันใหโ ทษ ๒. ระเริงจนเกินพอดี ในสงิ่ อนั อาจใหโ ทษ ๓. ตดิ ในสงิ่ เปนอุปการะ โทษของการหมกอยูในโลก ผูหมกอยใู นโลกยอ มไดเ สวยทุกขบาง สุขบาง อันสิง่ น้นั ๆ พงึ อำนวย แมส ขุ กเ็ ปน เพียงสามสิ คือ มีเหยอ่ื เจอื ดวยของลอ ใจเปนเหตุแหงความตดิ ดจุ เหย่ือ คือ มังสะอนั เบด็ เกยี่ วไว เปนผอู ันจะพงึ จงู ไปไดตามปรารถนา ผูไมข องอยูในโลก คอื บัณฑติ ผูพจิ ารณาเหน็ ความเปนจรงิ แหงสิ่งนน้ั ๆ วาฉนั ไรแลว ไมข อง ไมพ ัวพนั ในส่งิ อนั ลอ ใจ ใคร ๆ ไมอาจย่ัวใหติดดว ยประการใดประการหน่ึงยอมเปนอสิ ระแกต น พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 22

23 สมเดจ็ พระบรมศาสดาตรสั ชวนพทุ ธบริษทั ใหม าดโู ลก มใิ ชเพอ่ื ใหหลงชม ดจุ ดูละคร เหน็ แก สนุก แตเ พือ่ ใหหย่ังเหน็ ซงึ้ ลงไปถงึ คณุ และโทษแหงสิ่งนน้ั ๆ จะไดไ มต น่ื เตนไมต ดิ ในสิ่งนั้น ๆ ผพู นจากบวงแหงมาร คือ ผูสำรวมจติ ไวอยู ไมปลอยใหเ พลดิ เพลิน ระเรงิ พวั พนั ในสิ่งอนั ลอใจ อาการสำรวจจติ มี ๓ ประการ ๑. สำรวมอนิ ทรยี  มใิ หความยินดีครอบงำในเมื่อเหน็ รูป ฟง เสยี ง ดมกลน่ิ ลิ้มรส ถูกตอ ง โผฎฐัพพะอนั นา ปรารถนา (อนิ ทรยี สงั วรศลี ) ๒. มนสิการกัมมัฎฐาน อันเปน ปฏปิ กษต อ กามฉนั ทะ คอื อสภุ ะ และกายคตาสติ หรอื (กัมมัฏฐาน) อนั ยังจติ ใหสลด คอื มรณสติ (สมถกมั มฏั ฐาน) ๓. เจรญิ วปิ สสนา คือ พจิ ารณาสงั ขารแยกออกเปนขนั ธ สันนษิ ฐานเห็นเปนสภาพไมเทีย่ ง เปนทุกข เปน อนัตตา (วิปส สนากมั มฏั ฐาน) มารและบว งแหง มาร มาร คอื โทษท่ีลางผลาญคณุ ความดแี ละทำใหเสียคน ไดแก กิเลสกาม คอื เจตสิก (สงิ่ ท่ีเกดิ ภายในใจ) อนั เศราหมอง ชกั ใหใคร ใหรัก ใหอยากได กลาวคอื ตณั หา ความทะยานอยาก ราคะ ความกำหนดั อรติ ความข้ึงเคียด เปนอาทิ บวงแหง มาร คอื อารมณเคร่อื งผูกจิตใหติดแหง มาร เหมอื นมงั สะอันเบ็ดเกี่ยวไว เปนเหตุ ใหป ลามากนิ แลวถกู เบด็ เกี่ยวใหติดอยู ไดแก วัตถุกาม คือ รปู เสียง กล่ิน รส โผฎฐพั พะ อนั เปน ของนา ชอบใจ ปฏิปทาแหงนพิ พิทา อุทเทส สพเฺ พ สงฺขารา อนิจฺจาติ สพเฺ พ สงฺขารา ทุกขฺ าติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปฺญาย ปสสฺ ติ อถ นพิ ฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคโฺ ค วิสุทธฺ ยิ า เม่อื ใด เห็นดว ยปญญาวา สังขารท้งั หลายทั้งปวงไมเทยี่ ง เปนทกุ ข ธรรมทงั้ หลายทงั้ ปวงเปน อนตั ตา เมอ่ื นัน้ ยอ มหนา ยในทุกข นน่ั ทางแหง วิสทุ ธิ มคั ควคั ค ธมั มบท สงั ขาร ในพระพุทธพจนน ี้ ไดแ ก ขนั ธ ๕ คอื รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (มี ความหมายวา ถูกปจจยั คอื กรรม จิต อุตุ อาหาร ปรงุ แตง ) พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 23

24 สงั ขารในเบญจขันธ ไดแก อารมณอ ันเกดิ กับจิต เชน รัก ชัง วติ ก วิจาร เปนตน (มี ความหมายวา เคร่อื งปรงุ จิต) สงั ขารมีลกั ษณะเสมอกันเปน ๓ คือ ๑. อนจิ จตา ความไมเทย่ี ง ๒. ทกุ ขตา ความเปน ทกุ ข ๓. อนตั ตตา ความเปนอนัตตา อนิจจตา ความไมเที่ยง กำหนดรูได ๓ ทาง ๑. ความเกดิ ขึ้นในเบื้องตน และความส้นิ ไปในเบ้ืองปลาย ไดใ นบาลีวา อนิจฺจา วต สงฺขารา อปุ ปฺ าทวยธมมฺ โิ น อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนตฺ ิ สังขารท้งั หลายไมเ ท่ยี งหนอ มีความเกิดขนึ้ และความสิ้นไปเปนธรรมดา เกดิ ขึน้ แลวยอ มดับไป ๒. ความแปรในระหวา งเกิดและดับ ไดใ นบาลีวา อจเฺ จนฺติ กาลา ตรยนตฺ ิ รตฺตโิ ย วโยคณุ า อนปุ ุพฺพํ ชหนตฺ ิ. กาลยอ มลว งไป ราตรียอ มผานไป ช้ันแหงวัยยอ มละลำดับไป ระยะเวลาในระหวางเกดิ และดับ เรยี กวา วัย แบงออกเปน ๓ คอื ๑. ปฐมวัย ระยะเวลาไมเ กนิ ๒๕ ป ๒. มชั ฌมิ วยั ระยะเวลาอยูใน ๕๐ ป ๓. ปจ ฉิมวัย ระยะเวลาพน ๕๐ ป ออกไปจนตลอดอายุ ความแปรแหง สังขารผานวัยทั้ง ๓ นั้นเปรียบดว ยเดินขา มสะพานสูงข้ึน (ปฐมวัย) แลว ราบ (มชั ฌิมวยั ) แลวต่ำลง ๆ (ปจ ฉมิ วยั ) ๓. ความแปรแหง สังขารในช่วั ขณะหนึ่ง ๆ คอื ไมค งทอ่ี ยูนาน เพียงในระยะกาลนิดเดียวก็ แปรแลว ไดในคาถามาในวิสทุ ธิมรรค วา ชวี ติ ํ อตฺตภาโว จ สขุ ทกุ ขฺ า จ เกวลา เอกจิตฺตสมา ยุตตฺ า ลหโุ ส วตฺตเต ขโณ ชีวติ อตั ตภาพ และสุขทกุ ขท ัง้ มวลประกอบกนั เปนธรรมเสมอดวยจติ ดวงเดยี ว ขณะยอ ม เปน ไปพลัน ความแปรเร็วอยางนี้ ยอ มกำหนดเหน็ ชัดในนามกาย (จิตใจ) เชน บางขณะนึกอารมณอ ยา ง นน้ั บางขณะนกึ อารมณอ ยางนี้ บางขณะสุข บางขณะทกุ ข เปนตน สรปุ อนิจจลกั ษณะแหงสงั ขาร ความเกดิ แลวดับ และความแปรในระหวางแหงสังขารดังกลา วมา สรุปเขาในบาลีวา อุปฺปชชฺ ติ เจว เวติ จ อญฺ ถา จ ภวติ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 24

25 ยอ มเกิดข้ึนดว ยเทยี ว ยอ มเส่ือมส้นิ ดวย ยอมเปน อยา งอน่ื ดวย นเี้ ปน อนิจจลกั ษณะ คือ เคร่อื งกำหนดวา ไมเ ทยี่ งแหง สังขาร อนิจจลกั ษณะไดใ นสงั ขาร ๒ อนจิ จลักษณะนี้ยอมไดท ้งั ในอปุ าทินนกะ คือ สังขารมีใจครอง ทัง้ ในอนุปาทนิ นกะ คือ สังขารไมม ใี จครอง ทกุ ฺขตา ความเปน ทุกขแ หงสังขาร ยอมกำหนดเหน็ ดวยทกุ ขอ ยา งน้ี ๑. สภาวทกุ ข ทุกขประจำสังขาร คือ ชาติ ชรา มรณะ ๒. ปกณิ ณกทุกข ทกุ ขจ ร คอื โสกะ ปริเทวะ ทกุ ขะ โทมนัส อุปายาส ๓. นิพทั ธทุกข ทุกขเนอื งนิตย หรือทกุ ขเปนเจา เรอื น ไดแ ก หนาว รอน หิว ระหาย ปวดอจุ จาระ ปวดปส สาวะ ๔. พยาธิทกุ ข หรอื ทุกขเวทนา มีประเภทตา ง ๆ ตามสมุฏฐาน คือ อวยั วะอันเปน เจา การ ไมทำหนาท่โี ดยปกติ ๕. สันตาปทกุ ข ทุกขค ือความรอ นรุม ไดแ ก ความกระวนกระวายเพราะถูกไฟ คือ กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เผา ๖. วิปากทกุ ข หรอื ผลกรรม ไดแก วปิ ฏิสาร คอื ความรอ น การเสวยกรรมกรณ คือ การถูกลงอาชญา ความฉบิ หาย ความตกยาก และความตกอบาย ๗. สหคตทกุ ข ทกุ ขไปดว ยกนั หรอื ทุกขกำกับกัน ไดแ ก ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ความวิตกกังวลกบั ลาภเปนตนน้นั ๘. อาหารปริเยฎฐิทกุ ข คอื ทกุ ขใ นการหากิน ไดแก อาชวี ทุกข ทกุ ขเนือ่ งดว ยการเลีย้ ง ชีวติ ๙. ววิ าทมูลกทกุ ข คอื ทกุ ขม ีววิ าทเปนมลู ไดแก ความไมโปรง ความกลวั แพ ความหว่นั หวาด มีเน่อื งมาจากทะเลาะกันกด็ ี สูคดกี ันก็ดี รบกันกด็ ี ๑๐. ทกุ ขขนั ธ หรือทุกขรวบยอด หมายเอาสังขาร คอื ประชุมเปน ปญ จขนั ธนั่นเอง การพจิ ารณาเหน็ สังขารวา เปน ทุกขเต็มที่ อันจะนำไปสูนพิ พิทา ความหนา ยในสงั ขาร คือ การ เหน็ ทุกขขนั ธน้ี สวนทกุ ขห มวดอื่นพอเปน เคร่ืองกำหนดเห็นสงั ขารวาเปนทุกขเทา นั้น การรูจกั ใชญาณกำหนดเหน็ ทุกขอ ยางละเอยี ด (แม) ท่ีโลกเห็นวาเปน สขุ มีสหคตทุกขเปน นิ ทศั นะ ไดใ นบาลวี า ทกุ ฺขเมว หิ สมฺโภติ ทกุ ขฺ ํ ติฏฐติ เวติ จ นาญฺ ตฺร ทุกขฺ า สมฺโภติ นาฺญตรฺ ทุกขฺ า นิรชุ ฌฺ ติ ก็ทกุ ขน ัน่ แลยอ มเกิดขึ้น ทกุ ขยอมตง้ั อยู ยอ มเสือ่ มสิ้นไปดวย จากทุกขห าอะไรเกิดมไิ ด นอกจากทกุ ขห าอะไรดับมไิ ด บาลนี ี้ เพง ทกุ ขห มวด ๑๐ นี้ ทานจดั ความเปน สภาพถูกความเกิด และความสิ้นบีบค้ันเปน ทกุ ขลกั ษณะ เครอื่ งกำหนดวา เปนทกุ ขแ หง สังขาร พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 25

26 เมอ่ื เพง ถึงสภาพท่ีถูกความเกดิ และความส้ินบีบคั้น เปน ทุกขลักษณะ ดังนั้น ทกุ ขลกั ษณะ จงึ ไดในสังขารทั้ง ๒ คอื อปุ าทนิ นกสงั ขาร และอนปุ าทินนกสงั ขาร อนตตฺ ตา ความเปน อนัตตาแหง สงั ขาร พงึ กำหนดรดู ว ยอาการ ๕ เหลาน้ี คือ ๑. ดวยไมอ ยูในอำนาจ หรือ ฝนความปรารถนา ชวี ิตไมไดอ ยา งใจหวงั เสมอไป ๒. ดว ยแยง ตออตั ตา เปน เครอื่ งพิสจู นวา อัตตาทล่ี ัทธิอ่ืนบัญญตั นิ น้ั ไมมี ๓. ดวยความเปน สภาพหาเจา ของมไิ ด ไมมใี ครมสี ทิ ธิในอะไรทแี่ ทจ ริง ๔. ดวยความเปน สภาพสูญ เปนภาพลวงตา เหมอื นพยับแดด หรือ รถ เรือน เปนตน ๕. ดวยความเปนสภาวธรรมเปนไปตามเหตุปจจัย ไมม ผี ูสรางหรอื อำนาจดลบนั ดาลใด ๆ ทงั้ สิน้ อนตั ตลกั ษณะ เคร่อื งหมายของความเปนอนัตตาแหงสงั ขาร มติคานอตั ตาของลัทธิอื่นทเ่ี ชอื่ ความเวียนเกิดวา ในรปู กายนีม้ ีอตั ตาสงิ อยู เปนผคู ิด เปน ผูเสวยเวทนา และสำเรจ็ อาการอยางอ่นื อีก มติฝา ยพระพทุ ธศาสนาแยงวา ไมม ีอตั ตาอยางนนั้ เปนแตสภาวธรรมเกดิ ขึ้นเพราะเหตุ สนิ้ เพราะสนิ้ เหตุ ดังแสดงในบาลวี า เย ธมมฺ า เหตปุ ปฺ ภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสญจ โย นโิ รโธ จ เอววํ าที มหาสมโณ ธรรมเหลาใด มีเหตุเปนแดนเกดิ พระตถาคตตรัสเหตุแหง ธรรม และตรัสความดับแหงธรรม เหลา นั้น พระมหาสมณะตรสั อยางน้ี และมตฝิ ายพระพทุ ธศาสนา แสดงความเกิดแหง ธรรมเน่ืองกันเปน สายดังแสดงความเกิดแหง วิถี จิตวา อาศัยอายตนะภายใน มีจักษุ เปน ตน อาศยั อายตนะภายนอก มีรูป เปน ตน ทงั้ สองฝา ยประจวบกนั เขา เกิดวญิ ญาณ (เหน็ รูป) แตน ้นั เกิดสัมผสั เวทนา สญั ญา สญั เจตนา ตัณหา วติ ก วจิ าร โดยลำดบั ดังแสดงเปน บาลีวา ยงฺกิฺจิ สมุทยธมฺมํ สพพฺ นฺตํ นิโรธธมฺมํ สงิ่ ใดมคี วามเกิดข้นึ เปน ธรรมดา สิง่ นน้ั ลว นมีความดบั เปนธรรมดา ความคดิ อาน ความเสวย เวทนา และอาการอยางอ่นื เปนกิจ (หนา ท่)ี แหงจิต และเจตสกิ มิใชแหงอัตตา พระพทุ ธศาสนารบั วามีจตุ จิ ิต จติ ที่ทำหนา ทีเ่ คลอ่ื นยาย ดวยคำวา จติ เฺ ต สงฺกสิ ิฏเฐ ทุคคฺ ติ ปาฏิกงขฺ า เมื่อจติ เศรา หมอง จำหวังทคุ ติ จติ ฺเต อสงกลิ ฏิ เฐ สคุ ติ ปาฏิกงข า เม่ือจติ ไมเ ศราหมองสุคติยอมหวังได และรับรองปฏสิ นธิจติ (จติ ทที่ ำหนา ทสี่ บื ตอ) ดวยคำวา วญิ ญาณปจฺจยา นามรปู  นามรปู ยอ มเกิดมเี พราะวญิ ญาณเปน ปจ จยั โดยนยั น้ี บทวา อนัตตา มีความตามพยญั ชนะวา มใิ ชตัว มิใชตน แยง ตรงตอ อปุ าทาน (ความถือผิดวา มผี ูสรา ง หรืออำนาจดลบนั ดาล) พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 26

27 อธบิ ายคำวา ธรรมทั้งปวงเปน อนตั ตา บาลแี สดงอนัตตลกั ขณะวา ธรรมท้ังหลายทง้ั ปวงเปน อนตั ตา ไมวา สังขารเหมอื นใน ๒ คาถาขางตน เพราะอนจิ จลักษณะและทุกขลกั ษณะ ยอมไดเฉพาะในสงั ขาร (ส่ิงทถี่ ูกปจ จัย คือ กรรม จิต อตุ ุ อาหาร ปรุงแตง) สวนอนัตตลักขณะ ยอ มไดทัง้ ในสงั ขารและวสิ ังขาร (ส่ิงที่ไมถกู ปจจัยปรงุ แตง คอื นิพพาน) ดังน้ัน จึงตองใชค ำวา ธรรมท้ังหลายท้งั ปวงเปนอนัตตา อนัตตาไมใ ชม ิจฉาทิฏฐิ ความเห็นอนัตตาพึงปรารถนาโยนโิ สมนสิการกำกับ จะไดก ำหนดรสู ัจจะทัง้ ๒ คอื ๑. สมมตสิ จั จะ จริงโดยสมมติ เชน บดิ า มารดา มีจริง เปน ตน ๒. ปรมตั ถสจั จะ จริงโดยปรมัตถะ คือ อรรถอันลึก เชน รปู เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เปนตน อนึ่ง ความเห็นอนัตตา จะไดล ะทฏิ ฐิมานะ คือ ความถอื ผิด และความถอื ตวั และกิเลส อยา งอ่นื อันเน่ืองมาจากการถอื เรา ถือเขา ถอื กก ถือพวก ความหนา ยทเี่ รียกวา นิพพิทา ผูพจิ ารณาเหน็ ดวยปญญาวา สังขารท้งั ปวงไมเ ท่ียง เปนทุกข เปนอนตั ตา ดวยอาการดงั กลาว แลว ยอมหนา ยในทุกขขันธ ไมเพลดิ เพลิน หมกมุนในสงั ขารอันย่ัวยวนเสนหา ความหนายนน้ั เรยี กวา นิพพิทา นพิ พิทาที่เกดิ ดว ยปญ ญา จดั เปนนิพพิทาญาณ ยอ มเปน ปฏปิ ทา คอื ทางแหงวสิ ุทธิ ความ หมดจด ความผองแผวแหง จิต ๒. วิราคะ ความสิ้นกำหนัด อุทเทส ๑. นพิ พฺ ินทฺ ํ วิรชฺชติ เมื่อหนา ย ยอมสิ้นกำหนัด อนัตตลกั ขณสตู ร ๒. วริ าโค เสโฐ ธมมฺ านํ วริ าคะ เปนประเสรฐิ แหงธรรมทง้ั หลาย มัคควคั ค ธัมมบท ๓. สุขา วิราคตา โลเก กามานํ สมตกิ กฺ โม วิราคะ คือ ความกา วลว งเสยี ดวยดี ซึ่งกามท้งั หลายเปนสขุ ในโลก พุทธอุทาน มหาวัคค วินัย วิราคะ เปน ยอดแหงธรรมทง้ั ปวง ท้ังทเี่ ปน สงั ขตะ คือ อนั ธรรมดาแตง ทงั้ ท่ีเปนอสงั ขตะ คอื อันธรรมดามไิ ดแตง ไวพจน คือ คำสำหรบั เรยี กแทนกัน พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 27

28 ๑. มทนิมมฺ ทโน แหง วิราคะ ๘ อยาง ธรรมยังความเมาใหส ราง ๒. ปปาสวินโย ความนำเสียซงึ่ ความระหาย ๓. อาลยสมคุ ฆฺ าโต ความถอนขน้ึ ดว ยดซี ่ึงอาลัย ๔. วป จเฺ ฉโท ความเขาไปตัดเสยี ซ่ึงวัฏฏะ ๕. ตณหกฺขโย ความสิน้ แหงตัณหา ๖. วิราโค ความสิน้ กำหนดั ๗. นโิ รโธ ความดบั ๘. นิพฺพานํ ธรรมชาติหาเคร่อื งเสยี บแทงมิได ความเมาในอารมณยวั่ ยวนใหเกิดความเมาทุกประการ เชน สมบตั แิ หง ชาติ สกลุ อสิ รยิ ะ บริวาร กด็ ี ลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ ก็ดี ความเยาวว ัย ความหาโรคมไิ ด และชีวิตก็ดี ชื่อวาความเมา ความกระวนกระวาย เพราะเหตุแหงความอยากเปรียบดวยอาการระหายนำ้ ช่ือวา ความ ระหาย ความตดิ พัน ความหว งใยในปยารมณ ชื่อวา อาลัย ความเวยี นเกิดดว ยอำนาจ กิเลส กรรม และวบิ าก ชื่อวา วฏั ฏะ ความอยาก ช่อื วา ตัณหา ความสิ้นกำหนัด ปราศจากเสนหา ฟอกจติ จากน้ำยอ ม คือ กิเลสกาม ชอื่ วา วิราคะ ความดับทุกขเ นอื่ งมาจากดับตัณหา ชือ่ วา นิโรธ แตนโิ รธศพั ทใชในความหมายธรรมดาก็มี เชน คำวา เตสญจ โย นโิ รโธ จ พระตถาคตตรัส ความดบั แหงธรรมเหลา น้ันดวย ยงฺกิ ฺจิ สมทุ ยธมมฺ ํ สพพฺ นฺตํ นิโรธธมฺมํ ส่งิ ใดมคี วามเกดิ ขึน้ เปน ธรรมดา สิ่งน้นั ทง้ั มวลมีความดบั เปนธรรมดา เปนตน หมายเอาความดบั คือ ระงับจิต เจตสกิ (สัญญา เวทนา) ในลำดบั แหง สมาบัตทิ ่ี ๘ เรยี กวา นโิ รธสมาบัติ ก็มี (เปนช่อื สมาบัตอิ ยา งหนึ่ง) วริ าคะ อนั กลาวถึงในลำดบั แหงนพิ พิทา ไดแก อริยมรรค สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงประทานขอสังเกตวา ปรมัตถ ปฏิปทา แสดงเฉพาะในทางละกเิ ลสกาม ไมกลาวถึงกิเลสสวนปฏฆิ ะเลย ชะรอยทา นจะเห็นวากิเลสกาม เปน มูลแหง กเิ ลสสว นปฏฆิ ะ มนี ทิ ศั นะ ตัวอยาง เชน อาฆาตจะเกิดข้ึน กเ็ พราะพบความติดขัดแหงความ ปรารถนาเน่ืองดวยปย ารมณ ๓. วมิ ุตติ ความหลุดพน อทุ เทส ๑. วิราคา วิมจุ ฺจติ เพราะสิ้นกำหนัด ยอมหลดุ พน อนัตตลักขณสูตร พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 28

29 ๒. กามาสวาป จิตตฺ ํ วิมจุ ฺจิตฺถ ภวาสวาป จิตฺตํ วิมุจจฺ ติ ฺถ อวิชชาสวาป จิตตฺ ํ วิมุจจฺ ิตฺถ จติ พนแลว จากอาสวะเนื่องดวยกาม จากอาสวะเนื่องดวยภพ และจากอาสวะเน่ืองดวยอวชิ ชา มหาวภิ งั ค วินยั ๓. วมิ ตุ ตฺ สฺมึ วมิ ุตตฺ มติ ิ ญาณํ โหติ เม่ือหลุดพนแลว ญาณวาหลุดพน แลว ยอ มมี อนตั ตลกั ขณสูตร วมิ ตุ ติ แปลวา ความหลดุ พนจากกเิ ลส เปนไดท ั้งโลกยิ ะ และโลกตุ ตระ ที่เปนโลกุตตระ ก็ เปน ไดท ง้ั อรยิ มรรค และอรยิ ผล วมิ ุตติ มาในลำดบั แหง วิราคะ ด่ังในบาลีกระทูท่ี ๑ ไดแ ก อริยผล (เพราะวิราคะเปน อริยมรรค) เปน โลกุตตระ วิมุตตใิ นบาลกี ระททู ่ี ๒ ทานแสดงในลำดบั การรแู จง อริยสัจ ๔ เปนอรยิ มรรค (เพราะเพ่งิ หลุด พนจากกิเลส) เปน โลกตุ ตระ วิมตุ ติในบาลีกระทูท่ี ๓ เปน ปจ จเวกขณญาณ เรียกวา วมิ ตุ ติญาณทัสสนะ เปนโลกยิ ะ เพราะไมไ ดทำหนาที่ละกิเลส เพยี งแตตรวจดูกิเลสทลี่ ะได และยงั ละไมไ ด อาสวะเปน ไวพจนแหงกเิ ลส อาสวะน้ันเปนช่อื แหง เมรยั กม็ ี เชน ผลาสโว น้ำดองผลไม เปนชือ่ แหงกเิ ลสกม็ ี เชน กา มาสโว กเิ ลสเปน เหตใุ คร คำวา อาสวะ ในท่ีนีไ้ ดแ ก กเิ ลสานุสัย คอื กเิ ลสอันนอนตาม คอื ดองอยหู มักอยใู นจติ ต สนั ดาน ไดแ ก กิเลสอนั เปน เจาเรอื น ดงั น้ัน อาสวะกับกเิ ลสจงึ เปนคำไวพจนแ หงกนั และกัน ในบาลเี รียก อาสวะ ในอรรถกถาเรียกกเิ ลสเปนพ้นื วิมุตติ ๕ ๑. ตทงั ควิมุตติ ความหลดุ พนดวยองคน ้นั ๆ ไดแก การระงบั อกุศลเจตสิกไดเปนคราว ๆ ๒. วกิ ขมั ภนวิมุตติ ความหลดุ พนดวยขม ไว ไดแ ก การระงบั กเิ ลส และอกุศลธรรมดวยกำลัง ฌาน วมิ ุตตทิ ง้ั ๒ นี้ เปนโลกยิ วิมตุ ติ ๓. สมุจเฉทวิมตุ ติ ความหลุดพนดว ยตัดขาด ไดแก ระงับกิเลสดว ยอริยมรรค ๔. ปฏิปส สัทธวิ ิมุตติ ความหลุดพน ดวยความสงบราบคาบ ไดแก อรยิ ผล ๕. นิสสรณวิมตุ ติ ความหลุดพนดว ยออกไปเสยี ไดแ ก นพิ พาน วมิ ุตตทิ ้ัง ๓ ขอนีเ้ ปน โลกุตตรวิมตุ ติ วิมุตติ เปน ไดทงั้ โลกิยะ โลกุตตระ อริยมรรค และอริยผล ดังน้แี ล พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 29

30 ๔. วสิ ทุ ธิ ความหมดจด อทุ เทส ๑. ปญฺ าย ปริสุชฌฺ ติ ยอ มหมดจดดวยปญ ญา ยักขฺ สงั ยตุ ตฺ สคาถวคั ดฺ ๒. เอส มคฺโค วิสุทฺธยิ า นัน่ ( นิพพิทา ) เปนทางแหงวิสุทธิ มคคฺ วคคฺ ธมฺมบท บริสทุ ธด์ิ ว ยปญญา บางลทั ธิเชื่อวา บาปทีท่ ำแลวอาจลอยเสยี ดวยทำพิธเี มื่ออาบนำ้ บางลทั ธิถอื วา ออนวอนพระ เจา เพื่อโปรดยกประทานไดอ ยู ฝายพระพทุ ธศาสนาถอื วา ทำบาปเอง ยอมเศรา หมองเอง ไมท ำบาปเอง ยอมหมดจดเอง ความหมดจดและความเศรา หมอง เปนของเฉพาะตัว คนอนื่ ยงั คนอืน่ ใหหมดจดหาไดไ ม โดยนยั นถ้ี อื วา ความบรสิ ุทธ์ภิ ายในยอ มมีไดด ว ยปญญาอันเกิดจากวิปสสนาญาณ ฯ วิปสสนาญาณ ๙ นี้เปน ความบริสทุ ธ์ภิ ายในยอ มดดี ว ยปญ ญา อันเกิดจากวปิ สสนาญาณ ผพู ิจารณามาเห็นดวยปญ ญาวา สังขารไมเทย่ี ง เพราะเพงความเกิดและความดบั อทุ ยพั พยญาณ คือ เหน็ เกิดดบั เพราะเพงความแปรในชว่ั ขณะ จัดเปน ภังคญาณ คือ เหน็ ยอยยบั เพราะเห็นสงั ขารยอยยับ จึงเห็นสังขารเปน ของนากลัว จัดเปน ภยตปู ฏฐานญาณ เลง็ เห็นสังขารวา เปนทุกข น้จี ัดเปนอาทนี วญาณ คอื เหน็ โทษ ความหนายในลำดบั (การเหน็ โทษ) เปนนิพพิทาญาณ นิพพทิ านัน้ ยอมเปน ปฏปิ ทาเครือ่ งสาวไปถึงความเปน ผูใครจะปลดอปุ าทานเสยี อันจัดเปนมุญจิ ตกุ มั ยตาญาณ ความพิจารณาหาอบุ าย จดั เปน ปฏสิ งั ขาญาณ ความวางเฉยในสังขาร จัดเปน สงั ขารุเปกขาญาณ โดยลำดบั กัน แตน ัน้ จดั เปนสัจจานโุ ลมกิ ญาณ คอื เหน็ อนุโลมอรยิ สัจ (เลอ่ื นไหลไปฝงโลกตุ ตระ) เปน วิปสสนาญาณคำรบ ๙ อยูในหวั ตอ แหง ภาวะเปน ปุถชุ น และภาวะเปน อริยะ โคตรภญู าณก็เรยี ก หมายความวา ญาณครอบโคตร คือ ลวงภาวะเดมิ (แตก ็ยังไมไ ดบ รรลุมรรค) ตอ แตน ีเ้ ปนวาระ แหง อริยมรรค และอรยิ ผล โดยลำดับกัน นพิ พทิ า ช่อื วา เปน ทางแหงวิสุทธดิ ว ยประการฉะนี้ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 30

31 อทุ เทส อีกบรรยายหนง่ึ ๓. มคคฺ านฐ งคฺ ิโก เสโฐ เอเสว มคฺโค นตฺถฺโญ ทสสฺ นสฺส วิสทุ ฺธยิ า ทางมอี งค ๘ เปนทางประเสรฐิ สดุ แหงทางท้งั หลาย ทางน้นั แล ไมมีทางอน่ื เพือ่ หมดจด แหง ทสั สนะ มัคควัคค ธมั มบท ทางมีองค ๘ น้ัน คือ สัมมาทฏิ ฐิ ความเห็นชอบ สมั มาสงั กปั ปะ ความดำริชอบ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สมั มากัมมนั ตะ การงานชอบ สัมมาอาชีวะ เลีย้ งชีวิตชอบ สัมมาวายามะ พยายามชอบ สัมมาสติ ระลกึ ชอบ สมั มาสมาธิ ตงั้ ใจชอบ เปนทางประเสริฐทสี่ ุด และเปนทางยอดแหงสังขตธรรม ทางมอี งค ๘ น้จี ดั เปนสังขตธรรม เพราะเปน เจตสกิ ยงั มีเกิดมีดับอยู มรรค ๘ เทียบกับวสิ ุทธิ ๗ มรรค ๘ นำไปถงึ ความหมดจดแหงทัสสนะอยา งไร พึงรูดวยเทียบกบั วิสทุ ธิ ๗ อยา งน้ี สมั มาวาจา สัมมากัมมนั ตะ สัมมาอาชีวะ สงเคราะหเขา เปนสลี วิสทุ ธิที่ ๑ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สมั มาสมาธิ สงเคราะหเขาเปนจิตตวสิ ทุ ธทิ ่ี ๒ อันไดแ ก สมาบัติ สมั มาทิฏฐิ และสมั มาสงั กปั ปะ ไดใ นวสิ ทุ ธิ ๕ ในลำดับ สัมมาสงั กปั ปะ ทำกิจพิจารณา สมั มาทฏิ ฐิ ทำกิจสนั นิษฐานเปนช้ัน ๆ อยางน้ี พจิ ารณาเหน็ สงั ขารโดยไตรลักษณ จัดเปน ทิฏฐวิ ิสทุ ธิ หมดจดแหงความเหน็ นบั เปนท่ี ๓ พิจารณาเห็นสงั ขารเปนไปเนอื่ งดวยเหตุดังแสดงในบาลีวา เหมอื นอยา งวา พืชชนดิ ใดชนิดหน่งึ อันหวา นไวแ ลว อาศยั รสแหงแผนดนิ และยางในพืชรวมกันเขา ทั้ง ๒ อยาง ยอมงอกขึ้นในนาฉนั ใด ขนั ธ ธาตุ อายตนะ ๖ เหลาน้ี อาศัยเหตุเกิดขึน้ ฉนั น้ัน ยอมดับเพราะสลายแหงเหตุนี้ จัดเปนกงั ขา วิตรณวิสทุ ธิ หมดจดแหง ญาณเปนเครอ่ื งขา มความสงสัย นับเปนที่ ๔ ไดในพระพุทธพจนว า ในกาลนน้ั ความสงสยั ทง้ั ปวงของพราหมณน น้ั ยอมส้ินไป เพราะมารูธรรมพรอมท้งั เหตแุ ละ เพราะมารูความสิน้ แหง ปจจัยทง้ั หลาย พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 31

32 พิจารณาเหน็ สังขารดวยอาการอยางนน้ั ดวยใชโ ยนโิ สมนสกิ ารกำกบั รูจกั วานอมอยา งไรถูกทาง ทาง อยางไรผดิ ทาง จัดเปนมคั คามคั คญาณทัสสนวสิ ุทธิ หมดจดแหงญาณทสั สนะ วา ทางหรือมใิ ชทาง นบั เปนที่ ๕ ความรแู ละความเห็นในทางปฏิบตั ิถกู จัดเปนปฏปิ ทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ตัววปิ สสนาญาณ ๙ พิจารณาเห็นสำเรจ็ เปน อริยมรรค จัดเปนญาณทัสสนวิสทุ ธิ หมดจดแหง ญาณทสั สนะ นบั เปน ท่ีครบ ๗ ทหี่ มายกลาวในบาลีวา เอเสว มคฺโค นตถฺ ฺโญ ทสสฺ นสฺส วิสุทฺธยิ า ทางนี้แล ไมมที างอื่น เพอื่ หมดจดแหงทัสสนะ ในรถวนิ ีตสตู ร แสดงวิสทุ ธิ ๗ วา สงตอกนั โดยลำดบั จนถงึ อนุปาทาปรนิ พิ พาน เหมือน การเดนิ ทางกวา จะถงึ ท่สี ดุ ดวยรถ ๗ ผลดั วสิ ุทธิ เปน ไวพจนแ หงวมิ ุตติ คอื ใชเ รยี กแทนกนั ความหมายเหมอื นกัน คือ ไมม กี เิ ลส วสิ ุทธิ ๖ ขางตนเปนโลกิยะ วิสุทธทิ ี่ ๗ เปนโลกตุ ตระ สมเดจ็ ฯ ทรงเรยี งวิสทุ ธิตอ จากวิมตุ ติ ทรงอธิบายวา จิตพนจากอาสวะแลว ยอมผอ งแผว (บริสุทธ์ิ) เหมือนผาฟอกแลว ยอมหมดมลทิน ยอมขาวผอ ง ๕. สันติ ความสงบ อุทเทส ๑. สนฺตมิ คคฺ เมว พฺรหู ย สจู งพูนทางแหง ความสงบนั้นแล มคั ควัคค ธัมมบท ๒. นตถฺ ิ สนฺตปิ รํ สุขํ สขุ อื่นจากความสงบ ยอ มไมมี สุขวัคค ธัมมบท ๓. โลกามิสํ ปชเห สนตฺ ิเปกฺโข ผูเ พงความสงบ พึงละอามิสในโลกเสยี สคาถวคั ค สํยุตตฺ สันติ ยอมเปน ไปในไตรทวาร ไดใ นบาลีวา ใจของผนู ัน้ สงบแลว กายและวาจา ก็ยอมเปน อนั สงบ การทำท่ีเวนจากการเบยี ดเบียนกนั การพูดทเี่ วนจากวิวาทและผรุสวาท ใจนึกในทางเมตตา กรณุ า น้ีคือ กาย วาจา ใจ ทสี่ งบ ความสขุ อ่นื ยิง่ ไปกวาความสงบน้ี ยอมไมม ี โลกามสิ คอื รูป เสยี ง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะเปนเคร่อื งลอ ใจใหตดิ ในโลก ดจุ เหยือ่ อันเบด็ เกี่ยวอยู การทำใจมิใหตดิ ในสงิ่ เหลา นัน้ (ช่ือวา ละ) ยอ มเปน ปฏิปทาของทานผรู ู ผูสงบดแี ลว ดัง แสดงในชราสูตร วา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 32

33 หยดนำ้ ยอ มไมต ิดในใบบวั ฉนั ใด วารยี อ มไมกำซาบในดอกปทมุ ฉันใด มุนียอมไมเ ขา ไปติดใน อารมณ อันเห็นแลวก็ดี อันฟงแลวกด็ ี อันทราบแลว กด็ ี ฉนั น้นั สนั ตเิ ปนไดท้งั โลกยิ ะและโลกตุ ร ดุจเดยี วกับวสิ ุทธิ (สันติ) ทีเ่ ปน โลกิยะไดในคำวา บคุ คลยอ มถึงความสงบแหงจติ ดว ยรอ งไห ดวยเศราโศก กห็ าไม ท่เี ปน โลกตุ รไดใ นคำวา ผเู พง สนั ติ พึงละโลกามสิ เสยี สมเด็จ ฯ ทรงเรียงสันติตอจากวิสทุ ธิ ทรงอธิบายวา จติ วิสุทธแิ์ ลวยอ มสงบ ดุจผาฟอกขาว ผองแลวยอมมีนวล ๖. นิพพาน อทุ เทส ๑. นพิ ฺพานํ ปรมํ วทนตฺ ิ พทุ ฺธา พระพทุ ธเจา ท้ังหลาย ยอ มกลาวนพิ พานวายวดยิง่ พทุ ธฺ วคั ค ธมั มบท ๒. นิพฺพานคมนํ มคคฺ ํ ขิปฺปเมว วิโสธเย พึงรบี ชำระทางไปนพิ พาน มคั ควัคค ธมั มบท ๓. นิพพฺ านํ ปรมํ สขุ ํ นพิ พาน เปนสุขอยา งยวดย่ิง สขุ วัคค ธัมมบท นพิ พานศพั ท แปลได ๒ นัย ๑. แปลวา ดบั ๒. แปลวา หาของเสียบแทงมิได นพิ พานมีช่ือเรยี กในลัทธภิ ายนอก พึงเห็นในคำแหงโธตกมาณพ ทลู พระบรมศาสดาวา ขา แต พระภควา ขา พเจาขอทลู ถามพระองค ขาแตพ ระองคผแู สวงคุณใหญ ขอพระองคตรสั ขอนั้นแกข าพเจา ขา พเจา ฟงพระดำรัสแลวพึงศกึ ษานพิ พานของตน นิพพานตามมตพิ ระพทุ ธศาสนา มตขิ างพระพทุ ธศาสนา แยกเหตุอนั แตงสังขาร (อวิชชา) เปน ตนสาย นิพพานเปนปลายสาย ปฏิเสธอตั ตา แตย อมรบั ความเช่อื มถงึ กนั แหงจุตจิ ติ ในภพหลัง และปฏิสนธิจิตในภพหนา โดยอาการอยา ง สบื สนั ตติในชีวติ เดยี วกัน กลาวความบริสุทธ์ิดวยประการทั้งปวงแหง จิต อันทองเท่ียวในสงั สารวัฏ ที่การบรรลพุ ระอรหัต อันสำเร็จดวยวิริยะกับปญญา ซง่ึ ตองบำเพ็ญบารมเี ปน เวลาชานาน กลา วถึงการดับแหงจิตอันบริสุทธิ์ (จติ ของพระอรหันต) นน้ั ในปจฉมิ ชาติ แลว ไมเกดิ อีก เปน ถงึ ทีส่ ุดเพยี งน้ี วา คือ นพิ พาน พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 33

34 นิพพานเปนอสังขตะ โดยนยั นี้ นพิ พานอันเปน ปลายสายยอ มจัดเปนวสิ ังขาร มิใชส ังขาร และเปน อสังขตะ อัน ปจ จัยมิไดแตง เพราะพนจากความเปนสังขาร และอนั ปจจยั มไิ ดแ ตงใหเ กดิ อกี นพิ พานมี ๒ อยา ง ในทุกนบิ าต อติ วิ ตุ ตกะ ทรงแจกนิพพานไว ๒ อยา ง คอื ๑. สอุปาทเิ สสนิพพาน ดับกเิ ลสมีอปุ าทเิ หลอื อยู ๒. อนปุ าทเิ สสนิพพาน ดับกเิ ลสไมมีอุปาทเิ หลือ อปุ าทิ แปลวา ส่งิ ทีก่ รรมและกเิ ลสเขา ยดึ โดยความเปนผล ไดแ ก ขนั ธ ๕ อันเปนผลแหง กรรมและกิเลส ในท่ีนี้หมายถึง ขนั ธ ๕ ของพระอรหันต สมเดจ็ ฯ ทรงแสดงพระมติวา อปุ าทิ แปลวา ผูครอง อันเปน ปจ จยั แหงการคิด การพดู การทำ ไดแก สงิ่ ที่เรยี กโดยอภธิ รรมนัยวา จติ จติ นี้ เปนผคู ิด เปนปจจยั แหง กายวิญญัติ คือ การไหว กาย และวจวี ิญญัติ คอื การไหววาจา หรือเปลง เสยี ง ทรงสรปุ นิพพานในสูตรน้วี า ความสิ้นอาสวะแตจ ริมกจิต ( จติ สุดทาย ) ยังทรงอยู กลาวคอื สำเร็จพระอรหตั เปน สอุปาทิเสสนพิ พานธาตุ ครั้นจรมิ กจติ ดบั แลว เปนอนปุ าทิเสสนิ พพานธาตุ นพิ พานศัพท ๒ ความหมาย ทรงแสดงพระมติวา นิพพานศัพทห มายเอาสอปุ าทิเสส ควรแปลวา หาของเสยี บแทงมไิ ด หมายเอาอนุปาทิเสส ควรแปลวา ดบั พระพทุ ธพจนแ สดงปฏปิ ทา (ขอ ปฏิบตั ิเพื่อบรรลนุ พิ พาน) (คำแปล) ๑. ภิกษยุ ินดีในความไมป ระมาทแลว หรอื เห็นภัยในความประมาทโดยปกติ ยอ มไมพ อเพ่อื เส่อื ม รอบ ยอมปฏิบตั ิใกลน ิพพานเทียว อปั ปมาทวัคค ธัมมบท ๒. ภกิ ษุมีความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ สกิ ขา ๓ ความไมประมาท และ ปฏสิ นั ถาร ยอ มเปน ผไู มพอเพอื่ เสือ่ มรอบ ยอ มปฏบิ ัติใกลนิพพานเทยี ว คารวสูตร สตั ตกงั คุตตร ๓. ฌานและปญญามใี นผูใด ผูน้นั ปฏิบตั ิใกลน พิ พาน พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 34

35 ภกิ ขุวัคค ธมั มบท ๔. ธีระชนเหลานั้น เขาฌาน มคี วามเพียร ติดตอ มีความบากบ่ันมั่นเปนนิตย ยอ มถกู ตอง นพิ พานอันเกษมจากโยคะ หาธรรมอนื่ ย่งิ กวา ไมม ี อปั ปมาทวัคค ธัมมบท ๕. ภกิ ษุ เธอจงวดิ เรอื นี้ คอื อตั ตภาพน้ี เรืออนั เธอวดิ แลว จักพลนั ถงึ เธอตัดราคะและโทสะ แลว แตนัน้ จักถึงนิพพาน ภกิ ขวุ คั ค ธมั มบท ๖. ภิกษุผูเขา ไปต้ังกายคตาสติแลว สังวรในบอเกดิ แหง ผสั สะ ๖ มีจิตตั้งมั่นติดตอ พึงรู นิพพานแหง ตน นันทวคั ค อุทาน สรปุ ธรรมทเ่ี ปน ปฏปิ ทาแหงนพิ พาน จากพระพุทธพจนท ้งั ๖ ขอ ทที่ รงยกมา ไดธ รรมท่ีเปนปฏิปทาแหงนิพพาน ดังนี้ ๑. ความไมป ระมาท ๒. ความเคารพ ๓. สมาธแิ ละปญญา ๔. ความเพยี ร ๕. หม่ันบรรเทากเิ ลสและบาปธรรม (วิดเรือ) ๖. เจริญกายคตาสติ และสำรวมอนิ ทรีย บาลแี สดงสอปุ าทเิ สสนพิ พาน (เฉพาะคำแปล) เพราะละตัณหาเสีย ทา นกลา วา นิพพาน อทุ ายมาณวกปญ หา ความดับดว ยสำรอกโดยไมเหลือ เพราะสิ้นตณั หาทงั้ หลายดวยประการท้งั ปวง เปนนพิ พาน นนั ทวัคค อทุ าน ธาตุอันหนึ่งแล เปนไปในธรรมอันแลเหน็ แลว ในโลกน้ี เปนนพิ พานธาตุมอี ปุ าทยิ ังเหลือ เพราะ สิน้ ธรรมชาตผิ ูน ำไปสูภพ (ตณั หา) ทุกนบิ าต อิตวิ ุตตก ไวพจนแหง วิราคะมี มทนมิ มฺ ทโน เปน ตน ดังกลา วมาในเร่อื งวริ าคะ ก็หมายเอา สอปุ าทเิ สสนิ พพาน เชน กัน พระพุทธพจนแ สดงอนุปาทเิ สสนพิ พาน (เฉพาะคำแปล) เรากลาวทวีปนน่ั มใิ ชอ่ืน หาหว งมไิ ด หาเครอ่ื งยึดมิได เปน ท่ีสนิ้ รอบแหง ชราและมจั จุวา นพิ พาน พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 35

36 กปั ปมาณวปญหา สวนธาตุเปนไปในธรรมอนั จะพึงถงึ ขางหนา ทภี่ พทัง้ ปวงดบั ดว ยประการทัง้ ปวง เปน นิพพานธาตุหาอุปาทิเหลือมิได ทุกนิบาต อติ ิวุตฺตก ความเขาไปสงบแหงสงั ขารเหลานั้น ยอ มเปนความสุข นิทานวัคค สังยุตตุ ภกิ ษุท้งั หลาย อายตนะนน้ั มอี ยู ดนิ น้ำ ไฟ ลม ไมม ีเลย อากาสานญั จายตนะ วิญญาณัญ จายตนะ อากิญจญั ญายตนะ เนวสัญญนาสัญญายตนะ ก็มใิ ช โลกนก้ี ม็ ใิ ช โลกอน่ื ก็มใิ ช ดวงจันทร ดวง อาทิตยท ง้ั ๒ กม็ ใิ ช อนง่ึ ภกิ ษุทั้งหลาย เราไมกลา วเลยซ่ึงอายตนะนนั้ วา เปน การมา เปนการไป เปน การยืน เปนการจุติ เปนการเกิด อายตนะน้ันหาท่ีตงั้ อาศยั มิได มไิ ดเปน ไป หาอารมณม ไิ ด น่นั แลที่สุดแหงทุกข ปาฏลิคามิวคั ค อุทาน ในสูตรนี้ เรียกนิพพานวา อายตนะ เพราะนพิ พานเปนธัมมายตนะ (เปน อารมณข องมนายต นะ) กลา ววา ดนิ นำ้ ไฟ ลม ไมมใี นนิพพานนน้ั สองความวา นิพพานมใิ ชรปู ขันธ กลา ววา นพิ พานไมใชอากาสานญั จายตนะ เปนตน สอ งความวา นพิ พานมใิ ชนามขนั ธ กลาววา นพิ พานมิใชโลกนี้ มิใชโลกอน่ื มใิ ชด วงจันทร ดวงอาทติ ย สองความวานิพพาน ไมใชโ ลกอยา งใดอยา งหนึ่ง (จกั รวาล) กลา วปฏเิ สธการไปมา การดำรงอยู การจุติ การเกดิ สองความวา นพิ พานไมมีสัมพนั ธด ว ย โลกอืน่ ดว ยการไปมาถงึ กนั ธรรมดา และดว ยการเวียนเกดิ กลาววา นพิ พานไมมที ตี่ งั้ อาศยั มิไดเปน ไป หาอารมณม ไิ ด สอ งความวา นพิ พานมใิ ชโ ลก และมใิ ชสัตวโลก รวมความแลวนิพพานไมใชอะไรสกั อยาง ถามวา แลว นิพพานคอื อะไร คำตอบคือ อนโฺ ต ทุกฺขสสฺ นิพพานเปนที่สุดสิน้ แหงทุกข เปน ปลายสายแหงทกุ ขขนั ธ ทุกขขันธสุดลงเพียงนี้ พระพุทธพจนแ สดงนพิ พาน ๒ บรรยาย (เฉพาะคำแปล) ธรรมชาตินน่ั สงบแลว ธรรมชาตนิ ั่นประณตี แลว ธรรมชาตไิ รเลาเปนที่สงบแหง สังขารท้งั ปวง เปน ทส่ี ละคืนอุปธทิ ้ังปวง เปน ทีส่ ิ้นแหงตณั หา เปน ทสี่ ้นิ กำหนัด เปนท่ีดบั คือ นพิ พาน นวกาทกิ งฺคตุ ตร อปุ ธิ ในคำวา เปนทีส่ ละคนื อุปธิทัง้ ปวง หมายถึง กเิ ลส ก็ได หมายถงึ เบญจขันธก ไ็ ด แต ในทน่ี ้ีหมายถึงเบญจขนั ธ เปน ไวพจนข องสังขารในบทตน (คือมีความหมายเดยี วกับสังขาร) พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 36

37 บทวา เปนท่สี งบแหง สงั ขารทัง้ ปวง และบทวา เปนทสี่ ละคืนอุปธทิ งั้ ปวง หมายเอาอนปุ าทิ เสสนพิ พาน สวน ๓ บทตอมา คอื เปน ทส่ี ้ินแหงตัณหา เปน ทีส่ ้ินกำหนัด เปน ทด่ี บั หมายเอาสอปุ าทิ เสสนพิ พาน ปลูกฉันทะในนิพพาน สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงประทานขอ คิดไววา วสิ ัยนักปราชญ มปี กติใชส ติปญ ญาสอดสอ งอรรถอนั สขุ ุม หรอื ท้ังเคยไดประสบ สามิสสุขมา ดว ยตนเอง เหน็ ลงวา สามิสสุขเปน เครือ่ งเกยี่ วไวด ุจเบด็ เปน เครอื่ งรอยไวดุจสนตะพายหรอื บงั เหียน ผู ของในสามสิ สุขนน้ั เปนผูอ ันจะพึงจูงไปไดต ามปรารถนา ไมเปน โสดแกตน ทั้งเปน สุขไมร ูจ กั อม่ิ ไดแลวยัง ไมพ อ ในทีส่ ุดยอมแปรปรวนไป ทานจึงทำความพอใจในสขุ อนั สุขุมกวา นัน้ เชนสขุ เกิดแตก ารรสู กึ วา ไดทำ กิจอนั ควรทำ พระศาสดาทรงหมายเอาการรูสึกอยางน้ี จึงไดเ ปลงพระสุรสิงหนาทวา กจิ อยางใดอนั พระ ศาสดาผเู อ็นดู แสวงหาประโยชนเพ่อื สาวกท้งั หลายจะพึงทำ กิจอยางน้ันอันเราไดทำแลวแกพ วกเธอทุก อยา ง หรือวา ตนอยูด วยความไมมภี ัย ไมม เี วร กับผูอน่ื ดงั แสดงวา ภกิ ษมุ ใี จประกอบดว ยเมตตา กรณุ า เปน จติ วิบูล ถึงความเปนใหญหาจำกดั มิได หาเวรมไิ ด หาความเบียดเบียนมไิ ด แผไ ปอยู หรือวา ไมเ ปนอยูเ ปลา ไดย งั ประโยชนใหสำเรจ็ แกเ ขาท้ังหลาย ดงั แสดงวา สตั บุรุษยอ ม เกดิ มาเพ่ือประโยชน เพ่อื เกื้อกลู เพ่อื สุขแกมหาชน หรอื เกิดแตก ารนกึ อารมณอ ยา งอ่ืนอีก อันละมายกัน หรอื เกดิ แตความเลื่อมใสในธรรมดังแสดง วา ผูมีใจผอ งใส ไดปต ิอาศยั ธรรมยอ มอยเู ปน สุข หรอื เกิดแตก ารพจิ ารณาธรรมดังแสดงวา ในกาลใด ๆ ยอมพจิ ารณาความเกดิ ความดับ แหง ขนั ธท งั้ หลาย ในกาลน้ัน ๆ ยอ มไดปต ิปราโมทย นน้ั เปนนำ้ อมฤตของผรู ูท้งั หลาย การใชสติปญ ญาสอดสองอรรถอนั สขุ ุมดงั กลาวมา ยอ มยงั ฉันทะใหเกิดในนิรามิสสขุ ละเอียดเปน ชัน้ ๆ ปลกู ความนยิ มในธรรมอนั ซ้งึ ตามกัน ตลอดถงึ นิพพานเปน ท่ีสดุ เหตุน้นั พระพทุ ธเจา ทัง้ หลาย จงึ กลาวยกยองนิพพานวา เปนธรรมยวดยิง่ สรปุ วิธปี ลูกฉนั ทะในนพิ พาน ใชส ติปญ ญาสอดสอ งใหเหน็ โทษของสามิสสุข แลว ทำความพอใจในสขุ อนั ละเอียดกวา น้ันดวย การปฏิบตั ิ ดังน้ี ๑. ทำกิจท่ีควรทำ ๒. อยูดว ยความไมม ภี ยั ไมมีเวรกบั ผูอ ่ืน ๓. ไมเปนผูอยเู ปลา ทำประโยชนใหเกดิ แกส ว นรวม ๔. ทำใจใหเ ล่ือมใสในธรรม ๕. พิจารณาใหเ ห็นความจริงของชีวิต พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 37

38 กายคตาสติ หัวใจสมถกมั มฏั ฐาน ศพั ทนี้ แปลวา สติไปในกาย กมั มัฏฐานน้ีเปนคปู รบั แกก ามฉนั ท กามฉันทม ีปกติใหรกั สวยรกั งาม กมั มัฏฐานน้ีมีปกติใหเห็นนาเกลยี ดเห็นโสโครก กุลบุตรผูม าบรรพชา ยอ มไดร บั สอน กมั มฏั ฐานน้ไี วก อ นจากพระอปุ ชฌาย เหมือนดงั ไดร บั มอบศสั ตราวธุ ไวสำหรบั ตอ สกู บั ขาศกึ คือกามฉันท อนั จะทำ อันตรายแกพรหมจรรย พวกภิกษจุ ึงเรียกกัมมฏั ฐานน้วี า มลู กัมมฏั ฐาน แปลวา กมั มัฏฐานเดมิ ในท่นี จ้ี ักแสดงโดยสงั เขป สาธุชนผูจะเจริญกัมมฏั ฐานนี้ พงึ กำหนดตจปญจกะ คือ หมวดแหงอาการ ๕ อยาง มีหนงั เปนที่สดุ ใหจำไดก อ น ทั้งโดยอนุโลมคือตามลำดับ ทั้งโดยปฏิโลม คอื ยอ นลำดบั อาการ ๕ อยางนั้น คือ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ นเี้ ปน อนุโลม ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา น้ีเปน ปฏิโลม ทาน สอนใหจ ำโดยอนโุ ลมและปฏิโลมดงั นี้ เพ่ือจะใหแ มน ยำ และพงึ รูจกั อาการท้ัง ๕ นั้นดว ย ๑. เกสา นั้น คอื สิ่งทีเ่ ปน เสน ๆ งอกอยบู นศรี ษะ เบ้ืองหนา เพียงหนาผาก เบอ้ื งทา ยเพียง ปลายคอตอ เบอื้ งขวาเพยี งหมวกหูทั้ง ๒ ขา ง ๒. โลมา คอื สิ่งทเี่ ปน เสน ๆ เหมอื นกันอีกสวนหน่งึ อนั มใิ ชเ กสา เสนหยาบบางละเอยี ด บา ง งอกอยตู ามตัวทุกแหง เวน ผามือฝาเทา ๓. นขา คอื สง่ิ ท่ีเปน เกล็ด งอกอยตู ามปลายน้ิวมือปลายน้วิ เทาทุก ๆ แหง ๔. ทนตฺ า สง่ิ ท่ีเปน ซ่ี ๆ งอกอยใู นเหงอื กเบอื้ งลางเบ้อื งบน สำหรบั บดเคย้ี วอาหาร ๕. ตโจ ไดแ ก ส่งิ ที่หุมอยทู ั่วสรรพางคกาย พงึ กำหนดรูงาย ๆ ดงั น้ี ผม ขน เล็บ ฟน หนงั ครั้นรจู กั สง่ิ ท้งั ๕ อยางนี้แลว พงึ พจิ ารณานอ มใจใหเหน็ เปนของนาเกลยี ดโสโครก โดยปกติ ของมนั ทัง้ ในกายตนและในกายผอู น่ื ถายังไมเ หน็ โดยทนั ที พึงพิจารณาขยายออกไปโดยสี โดยสัณฐาน คือรูปรา ง โดยกลิน่ โดยท่ีเกดิ โดยทีอ่ ยู อันผม ขน เลบ็ ฟน หนัง นนั้ มสี ีก็ไมง าม มีสัณฐานก็ไม นารัก มกี ลิ่นกเ็ หม็น มีที่เกดิ ท่อี ยูลวนแตเ ปนที่โสโครก เพราะเปนของปฏิกลู เขาจงึ ตอ งตกแตงทำนบุ ำรงุ ไมเชน นั้น ก็จะปรากฏเปนของปฏกิ ูลยิง่ นัก เปน ของนาสะอดิ สะเอียน ความเหน็ นาเกลียดน้นั มใิ ชไม ปรากฏแกส ามัญชนเมอื่ ไร เปน แตเมอ่ื ปรากฏแลว เขานอมใจนึกไปเสยี โดยทางอื่นปรารภแตของที่เขา ตกแตง ไวแ ลว นึกเหน็ เปนงาม ความนึกเห็นเชนนน้ั เปน เหตุชักนำกามฉันทท ีย่ ังไมเกดิ ใหเกิดขน้ึ ยว่ั ยวน กามฉนั ททเ่ี กดิ ขึน้ แลวใหแ กก ลา ไมใ ชอารมณของกมั มัฏฐานน้ี ความนอ มใจแสเ หน็ เปนขา งไมงาม เปน ของสกปรก สุดแตจ ะปรากฏไดอยา งไร นเี้ ปนอารมณของกมั มัฏฐานนี้ ผเู จรญิ กัมมฏั ฐานน้ี พงึ นึกถึง อาการอันหนง่ึ ขึน้ กอ นโดยปกติของมัน หรือโดยสีสัณฐาน กลน่ิ ทเี่ กดิ ที่อยู และโดยอยา งอื่น นอ มใจให เห็นวานา เกลยี ดแลวเลือ่ นนึกถงึ อาการอื่น ๆ ตอไป เมอื่ ความชำนาญมีขนึ้ นึกเพยี งช่อื ไปตามลำดับและ ยอ นลำดบั ความเหน็ ปฏกิ ูลยอมจะปรากฏ คมุ จิตไดง ายเขา ในขณะใด ความปฏกิ ูลปรากฏ ในขณะนัน้ จัดวาไดผลท่มี ุงหมายแหง กมั มัฏฐานน้ี เพราะเหตุน้นั พึงรกั ษาอารมณน ้ีไวอ ยาใหจืดจาง จะไดเปนท่ตี ้ัง แหง สมาธิ แตส มาธิในกมั มัฏฐานน้ีเปนแตเ พยี งอุปจาร เพราะเหตุใหจ ติ ทองเท่ยี วอยูไมแนแ นวลงแท พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 38

39 กมั มฏั ฐานน้ี เปนประโยชนแกค นมกี ามฉันท หรอื เรียกราคจริตเปนเจา เรือน มีอานิสงสไ มให ของอยใู นกายตนและกายผอู ืน่ เมตตา ศัพทน ี้ แปลวา คณุ สมบตั ิเปน เหตสุ นิทสนม กมั มัฏฐานนีเ้ ปนคปู รบั แกพ ยาบาท พยาบาทมี ปกตใิ หค ิดลา งผลาญ กัมมัฏฐานนี้มปี กตใิ หช อบพอ สาธชุ นผูเจรญิ กมั มฏั ฐานนี้ พึงนึกถึงคนอื่นเทยี บกับตน วา เรารกั สขุ เกลียดทุกข ฉันใด คนอ่นื ก็รักสขุ เกลียดทกุ ขฉ ันน้นั สงิ่ ทชี่ อบใจของเรา ยอ มเปน ของที่ชอบ ใจของคนอ่นื สิ่งไมเ ปนทชี่ อบใจของเรา ยอมไมเ ปนทช่ี อบใจของคนอื่นดว ยเหมอื นกนั เราจะหาผลที่ชอบ ใจ ในทางเสยี ผลเชนน้นั ของผอู ่นื ยอ มไมเปน ธรรม. แตน น้ั พึงปรารถนาความอยูดว ยไมมีภัยไมมีเวรกับ ผอู น่ื ถาคนท่ตี นไมชอบมีอยูก พ็ ึงนกึ นอ มใจเพ่อื ใหห ายเกลยี ดชังโดยโยนิโสมนสิการ คือ ความทำในใจถกู ทาง พงึ เลอื กความดีอยางใดอยา งหนงึ่ ของเขาขนึ้ นกึ สุดแตจะเลือกได เปน ความประพฤติทางกายกต็ าม ทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม เชนคนมกั พดู บาดหูคนอ่ืน แตไมใชคนดรุ า ยถงึ ลงมอื ดวยกายก็มี คนมัก โกรธแตไมท ำจรงิ กม็ ี คนดุราย แตอกี ฝายหนงึ่ มีนำ้ ใจเผ่ือแผ อนุเคราะหแกผ ูอ น่ื กม็ ี เชน น้ีเปน ตวั อยา ง พงึ นกึ ถึงความดที ี่มอี ยใู นเขา บางทจี ะระงับความเกลยี ดชังใหเ บาลงหรือใหหายได ถาไมมีความดอี ยา งใด อยางหน่ึงของเขา ทจี่ ะพงึ เอาข้ึนนึก กพ็ ึงยังกรณุ าคือสงสารใหเกิด คนยากจนทรพั ย ขาดกำลังเปน เครื่อง ทำนุบำรุงชีวติ และรางกายใหเปนสุข และไมไดชอ งทจี่ ะอนเุ คราะหค นอ่นื ดว ยกำลังทรัพย ควรไดร บั กรุณา ของคนมที รพั ยฉนั ใด คนไรคณุ สมบตั ขิ าดกำลงั เปน เครอื่ งบำรุงใจใหเปนสขุ ไมไดชองที่จะชักจงู คนอน่ื ใน ความดี ซ้ำกลับเบยี ดเบยี นเพ่ือนมนุษยใหไดรับทกุ ขภยั ตา ง ๆ ควรไดร ับความกรณุ าของผูประพฤติ ธรรมมีสติสัมปชญั ญะฉันนน้ั อนั จะเกลียดชังคนเชนนั้น เทา กับคนดที ะเลาะกบั คนเมา เม่ือนึกอยา งน้บี างที กจ็ ะยังกรุณาใหเ กิดขน้ึ ได ถานอ มใจไมล ง กพ็ ึงนกึ ถงึ ความท่ีสัตวมีกรรมเปน ของ ๆ ตน ผใู ดทำดหี รอื ชั่ว ผนู ้ันจงปรากฏดวยกรรมของตนเอง พึงวางจติ ลงเปน อุเบกขา แมอ ยา งนัน้ กไ็ มสำเร็จ อยานกึ ปรารภถึง ผนู นั้ เสยี เลย ถาเขาเกลียดชงั ตนตางหาก กพ็ งึ หาชอ งแสดงกายวาจาใจ หรืออนุเคราะหเ พอ่ื ผูกไมตรี เมื่อ เปนเชนน้ี กจ็ ะไดอ ยูโดยไมมีภัยไมม เี วรกบั ผูอ น่ื แตน้นั พึงนอ มจติ ใหคิดชอบกับคนซึ่งเฉยอยแู ตเ ดมิ ดวย ถอ ยทถี อยอาศัยทำสาราณียธรรมแกก นั พึงทำคนผชู อบกันหา ง ๆ ใหสนิทสนม พึงทำคนผูช อบกนั สนทิ สนมแลว ใหมนั่ เขา ความปรารถนาแหงจิต เพอ่ื ชอบพอสนทิ สนมกบั คนอน่ื ดังนี้ ช่ือวาเมตตา โดยความ กค็ อื ปรารถนาสขุ แกเขา ความนึกแผเมตตาน้ี จดั วาเปนกมั มฏั ฐานอันหนึ่ง สาธุชนผูเ จรญิ เมตตา พึงแผโ ดยเจาะจงกอ นตัง้ ตน แตค นทีร่ กั ใครสนิท เชน มารดา บิดา สามี ภรรยา บุตร บุตรี และทานผูมอี ปุ การะ อุปชฌายะ อาจารย เจานายเปน ตนไป ตลอดถงึ ญาตมิ ิตร คนรูจกั คนุ เคย และคนอน่ื ๆ ทค่ี วรจะไดรบั ความปรารถนาอันดตี อ เมอื่ ทำใจใหชำนาญในการแผโ ดย เจาะจงน้ันแลว พงึ แผโดยไมเ จาะจง เชน ไมนยิ มเฉพาะบุคคลชอื่ นนั้ ชือ่ น้ี ทต่ี นรูจ กั พึงปลูกความรกั ใคร ในคนรว มบานรวมวดั รว มเมอื งรว มประเทศรวมชาติเปนลำดับไป ตลอดถงึ เพื่อนมนษุ ยทวั่ ไป ลงมาจนถึง สัตวดิรัจฉานเปนที่สุด ตามแตจ ะทำไดเพียงไร แผเ มตตาโดยเจาะจงเปนไปโดยแรงกลา เปน เหตุให ชวยเหลอื กนั แขง็ แรง แตเปน ไปในทางที่แคบ ท้งั เขตแหงความไมม ีภัยไมม เี วร ทง้ั เขตแหงความสำเร็จ ประโยชนแกผ อู ืน่ แผเ มตตาโดยไมเ จาะจง เปน ไปโดยเพลาแตเปนไปในทางท่ีกวาง เชนคนรวมบานรว มวัด พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 39

40 ตลอดถงึ รว มชาติ รกั ใครปรองดองชว ยเหลือกนั แมไมแ ข็งแรงเหมอื นทำใหแ กครอบครัวยอมมีผลกวางกวา พาคนหมูนนั้ ใหไดสขุ ทว่ั ถงึ กนั เหตุนนั้ ในพระพุทธศาสนาจงึ นิยมแผเ มตตา โดยไมเจาะจงวา เปน เมตตา อยา งสูงอยา งกวาง ในการเจรญิ กมั มฏั ฐาน ทานผกู บทไวใหน กึ วาดังนี้ “สพฺเพ สตฺตา อเวรา อพฺ ยาปชฌฺ า อนีฆา สขุ ี อตตฺ านํ ปรหิ รนตฺ ”ุ แปลวา ขอสตั วท ง้ั หลายทัง้ ปวงเปนผูไมมเี วร ไมมคี วาม ลำบาก ไมมที ุกข มีสุขรกั ษาตนเถดิ ในชนั้ ตน นอ มใจใหปรารถนาความสขุ แกผอู ่ืนมาไดแลว นึกถึงบท สำหรบั บริกรรมนี้ จะคมุ จติ ใหมีเมตตาข้นึ ไดใ นขณะนกึ ในขณะใด เมตตาเปนไปอยู ในขณะน้ัน จัดวา ไดผลท่มี ุงหมายแหง กมั มัฏฐานน้ี จิตสมั ปยุตดว ยเมตตาตง้ั มน่ั แนวแนล งไป จดั เปนอุปจารสมาธิ สามารถ ทำใหเกิดอปั ปนาสมาธิได กมั มัฏฐานนเ้ี ปน ประโยชนแ กค นมพี ยาบาทเปนเจาเรอื น หรอื เรียกวา โทสจริตตลอดคนเหลาอนื่ ทว่ั ไป มอี านิสงสใหอยูด ว ยความไมม ภี ยั ไมมีเวร รักใครป รองดองชว ยเหลือกนั . เหตุนั้น จึงควรเจริญตาม กาล ถึงคราวควรแผเมตตาโดยเจาะจง กพ็ ึงเจริญโดยเจาะจง ถึงคราวแผโ ดยไมเจาะจง กพ็ งึ เจรญิ โดยไม เจาะจง พุทธานุสสติ ศพั ทน้ี แปลวา ระลึกถึงพระพุทธเจา อธิบายวา ระลกึ ถึงปรารภความดีของพระองค ไมได ระลึกถงึ โดยอาการยกโทษหรอื ขอนขอด กมั มฏั ฐานน้ีเปน คปู รบั แกถนี มิทธนิวรณ ถีนมิทธะมีปกตใิ ห ทอ แทและงว งงนุ กมั มฏั ฐานนี้ มีปกตใิ หอตุ สาหะปรารภพระคุณของพระพทุ ธเจา และใหจิตนึกแลนอยู สาธชุ นผูจะเจริญกัมมฏั ฐานนี้ ควรอานหนังสือแสดงพระพุทธจรรยา เปน ตนวา เร่อื ง ปฐมสมโพธิ และ ใครค รวญถึงพระพุทธจรรยาซ่ึงทรงบำเพ็ญเปนอยา ง ๆ ไป อันสอพระคณุ สมบัตใิ นพระองค และทรงพระ มหากรุณาอุปการะแกประชาชน กจ็ ะหยั่งเหน็ พระคุณทัง้ ๒ สว นนีโ้ ดยวสิ ยั ในทน่ี จี้ ะแสดงเฉพาะพระคณุ บททที่ า นผูกไวสำหรบั นกึ สำหรับสาธยายเรียกวา อนสุ สรณนยั คอื \"อติ ปิ  โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺ โธ วิชชฺ าจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวทิ ู อนุตฺตโร ปรุ ิสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนสุ ฺสานํ พุทโฺ ธ ภควาติ” พระผมู พี ระภาคเจานัน้ ทรงรแู จง โลก คอื ปฐพี พรอมดวยสตั วผูอาศยั และสงั ขารอนั ปรงุ แตงแผนดนิ และสัตวเหลา น้นั วามีความเปล่ียนแปลงเปนธรรมดา จึงเจรญิ ในกาลบางครง้ั เส่ือมในกาลบาง คราว สดุ แตเหตุปจจยั อน่งึ ในโลกน้ี ยอมมสี ิ่งตา ง ๆ อนั จะลอ จติ ใหรักใหชงั ใหห ลงใหกลวั คนไมร ูเ ทา ยอมจะวุนไปตามดวยความทะเยอทะยานบาง ดว ยความตกใจกลัวบาง แลวและเฉไปประพฤติจากทางอนั ชอบอนั ถกู นี้เปนเหตแุ หงความเส่ือมของโลกไดอยา งหนง่ึ ความมีกำลงั สามารถตานทานแตม าร ๒ ประเภทน้ัน เปนปจ จยั แหง ความเจรญิ ของโลกไดอ ยางหนงึ่ พระองคท รงรแู จง โลกโดยนัยนเี้ ปนอาทิ บณั ฑิตจงึ ไดถ วายพระนามตามพระคณุ วา “โลกวิทู” แปลวา ทานผูร แู จง โลก เมอ่ื พระองคทรงรแู จงโลก อยา งนน้ั แลว จึงไมร ักไมหลงไมม ัวเมาในอารมณอ ันยวนจิต ไมส ะดงุ หวาดหว่ัน เพราะอารมณอนั คุกคามให ตกใจกลัว ทรงมน่ั อยูในปฏปิ ทาอันชอบ ยังความเปนไปของพระองคใ หลุลวงมาโดยสวสั ดี ตลอด พระชนมายกุ าล บัณฑติ จงึ ไดขนานพระนามถวายวา “สุคโต” แปลวา ทา นผูไ ปดแี ลว หรือทานผูดำเนนิ ดี แลว . พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 40

41 ปฏิปทาของทานผดู ำเนนิ ดแี ลว เรยี กวา จรณะ เพราะเปน เคร่ืองกา วไปหาวิชชา คอื ความรูพิเศษ พระองคทรงม่นั ในปฏปิ ทานั้นอยู จงึ ไดบ รรลุวิชชาความรูอยา งสงู อนั ทำจิตใหพน จากหมูม าร คอื กเิ ลสอันคอยนำสัตวโ ลกลงในที่ตำ่ จึงไดพระนามโดยพระคณุ ธรรมวา “วิชฺชาจรณสมฺปนโฺ น” แปลวาทา นผูถึงพรอมดว ยวิชชาคอื ความรู และจรณะคอื ปฏิปทา วิชชานัน้ เปนความรอู นั ชอบ เปน ประโยชนแ กพ ระองคแ กผอู นื่ ทัง้ ๒ ฝาย พระองคเ สาะหาไดเอง ไมไ ดม าแตสำนักผูอ ่ืน พระปญญาอยาง สูงน้ยี งั พระองคใหไ ดรบั พระนามวา “สมฺมาสมพฺ ุทฺโธ” แปลวา ทา นผูรูชอบเอง พระปญญาน้ันยอ มยังผล อยา งสงู สดุ ใหสำเรจ็ แกพ ระองค คือ ทรงบริสทุ ธดิ์ วยประการท้งั ปวง ควรแกความนับถือของประชาชนทุก หมเู หลา บัณฑติ จงึ ถอื เอาพระคณุ นเ้ี ปน ทต่ี งั้ ถวายพระนามวา “อรหํ” แปลวา ทานผูไกลกิเลสบา ง ทานผู ควรไดรับความนบั ถอื บา ง คณุ บทวา “อรหํ” น้ีเปนนามเรยี กไดทัง้ พระศาสดาทัง้ พระสาวก แตมีบทอืน่ ตอ ทา ยใหแปลกกนั พระนามพระศาสดาวา “อรหํ สมฺมาสมพฺ ทุ โฺ ธ” แปลไวแ ลวขางตน นามสาวกวา “อรหํ ขีณาสโว” แปลวา พระอรหนั ตสน้ิ อาสวะ พระคุณเหลา น้ีจดั เปนอตั ตสมบัติ คือ ความดีสวน พระองค พระผมู พี ระภาคเจาทรงพระคุณทีเ่ ปนอตั ตสมบัตเิ ชนนน้ั แลว จดั วามีภคั ยะ คือ สมบัติอนั ชักจูง คนอน่ื เขา มาคบหา ผูใ ดเขามาคบพระองคยอ มทรงส่งั สอนผนู ้นั แจกอรรถแจกธรรมใหเ ขาใจชัด บัณฑติ หมายเอาพระคณุ สมบัติน้ี ขนานพระนามไววา “ภควา” แปลวา ทานผมู ีภัคยะหรอื วาทา นผมู ภี าค พระองคท รงแจกธรรมส่ังสอนประชาชน ใหไดบรรลผุ ลอนั ดงี ามทง้ั สวนโลกยิ ะท้งั สว นโลกุตร ยังคนผูไมเคย เขา ใจใหเขาใจ ยังคนผเู คยเขาใจมาบา งแลว ใหเขาใจกวา งขวาง นำความหลงอันเปนเหตุตืน่ เตน และ หวาดหวน่ั เสีย จงึ ไดพระนามวา “พทุ ฺโธ” แปลวา ทานผปู ลุกใหตน่ื หรือวา ทานผูปลกุ ใจ พระองคท รง สง่ั สอนอยา งนี้ แกพุทธเวไนยทกุ ชน้ั ตามสมควรแกภูมิของเขา ยกข้นึ ในปฏิปทาทส่ี ูงกวา โดยลำดับ จงึ ไดร บั พระนามวา “สตฺถา เทวมนุสฺสาน”ํ แปลวา ทา นผเู ปนครสู อนของเทวดาและมนุษยทง้ั หลาย คอื ของคนทง้ั เจาทงั้ สามญั พระองคทรงสงั่ สอนคนเปน อันมากเชน น้นั ยอมทรงรจู กั ฉันทอธั ยาศัย เขา พระหฤทัยในอบุ าย ชักจูงนอ มตดั เขาหาทางดที างงาม ไมตองใชบ ังคับขเู ขญ็ เปนแตเ พียงใชพระวาจาก็ สำเรจ็ ถา จะเทียบดว ยนายสารถีผูฝ ก มา กจ็ ัดวาเปน เอกอไุ มม ีคนสู บัณฑติ จึงไดถ วายพระนามวา “อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ” แปลวา ทานผเู ปนสารถีฝก บรุ ษุ ควรทรมานไดไ มม ีผูอ ่นื ย่งิ กวา พระคณุ น้ี จัดเปนปรหิตปฏิบัตคิ อื ประพฤติเพือ่ ประโยชนผ ูอน่ื พระคณุ ทงั้ สองสว นนี้ มีในพระผมู พี ระภาคเจา ให สำเร็จพระนาม ๙ ประการ เรยี กวา นวรหคุณ แปลวา คุณของพระอรหนั ต ๙ ประการ แตเ รยี ก กลบั กนั มาเปน นวหรคุณ บณั ฑติ ผกู เปนบทตั้งไวส ำหรับระลกึ ตาม ในเวลาเจริญพทุ ธานุสสติ ทา นเรยี งบท ที่เปน ผลไวข า งหนา เรียงบทท่เี ปน เหตุไวขางหลัง เพอื่ จะใหเขา ใจงาย ในทน่ี ้ี จึงไดอธิบายความแหง บท อันเปนเหตถุ อยหลงั เขามา สาธชุ นผูเจริญพุทธานสุ สติ ไดอานหนงั สือแสดงพระพุทธจรรยามามากแลว พบแตบทแสดง ความไวส นั้ ๆ กจ็ ะพึงเขาใจไดโดยกวางขวาง ฝา ยชนผูไมไดอ านหนังสอื เชนน้นั มาก คงจะเหน็ ความแต เฉพาะบทเชน เดียวกบั ไดเ หน็ ดวยตาเอง หรือเห็นแตรูปถาย ความกวา งแคบยอมผิดกนั เม่อื จะเจรญิ พึงยงั ศรทั ธาเลือ่ มใสและเคารพใหเ กิดในพระพทุ ธเจาแลว พึงบรกิ รรมนกึ บทพระคณุ นามเหลา นแ้ี ตเพยี งลำพัง หรอื พรอ มท้งั อธิบาย เล่อื นไปโดยลำดบั หรอื เล่ือมใสมากในพระคุณบทใดจะจับเฉพาะพระคณุ บทน้นั ข้ึน พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 41

42 นึกกไ็ ด เชน เคยบริกรรมกนั มาวา “อรหํ ๆ” หรอื “พทุ ฺโธ ๆ” ดังน้ี แตพึงรูจักวากมั มฏั ฐานน้ีเปน คูปรบั แกมิทธะ คอื ความงวงงนุ ตองการนึกยาว ๆ ในสมัยใดมทิ ธะครองงำ ควรนึกไปโดยลำดบั แม พรอ มดวยอธบิ าย ในสมยั ใดจิตปลอดโปรง จะนกึ แตบ ททีข่ ึน้ ใจก็ได หรอื ในเวลาไขหนกั ความนึกส้ัน จำตอ งนกึ เฉพาะบทแท ในสมยั ใด พระคุณของพระพทุ ธเจา ปรากฏแกจิต เกิดอตุ สาหะจะประพฤตติ าม และหา มมิทธะเสียได ในสมัยนั้น เปนอนั สำเร็จผลมุงหมายแหง กัมมฏั ฐานน้ี เพราะตอ งใชความนกึ เปน เบื้องหนา กัมมัฏฐานน้เี จรญิ ไดด ี กเ็ ปน เพยี งอปุ จารสมาธิ กัมมฏั ฐานนีเ้ ปนสบายแกช นมีถีนมิทธะเปน เจา เรือน และแกค นเปน สทั ธาจริต มอี านสิ งสใ ห ตง้ั ใจไมยอทอตอ เหตขุ ัดของ เพอ่ื ประพฤติความดีความงาม กสณิ ศัพทน ี้ แปลวา วัตถุอนั จูงใจ คือ จงู ใจใหเขา ไปผกู อยู เปนชอื่ ของกมั มฏั ฐาน แปลวา มวี ัตถุ ทชี่ อื่ วากสิณเปน อารมณ กัมมฏั ฐานนีเ้ ปน คูป รบั แกอุทธัจจกกุ กจุ จนวี รณ อทุ ธจั จะมีปกตใิ หคดิ พลาน กกุ กุจจะมีปกตใิ หจบั จด สวนกมั มัฏฐานน้ี มีปกติคุมใจใหมัน่ วัตถุท่เี ปน กสิณนั้น ตองเปนของไมบ าดตา เปน ของทำใหใ จของผแู ลแชมชนื่ ทา นจดั ไว ๑๐ ประการ คอื ดิน น้ำ ไฟ ลม ท่ีเปน อยูโดยปกติ หรอื บางอยา งจัดขน้ึ ไวสำหรับ เรยี กวาภูตกสิณ นบั เปน ๔, สีขาว เหลอื ง แดง ขาบ ท่ีจดั ขน้ึ ไวส ำหรับ เรยี ก วรรณกสณิ นับเปน ๔, แสงอากาศ แสงไฟทเี่ ขาตามชอ ง เรยี ก อากาสกสิณ และอาโลกกสิณ โดยลำดบั ในท่นี ้ี จะแสดงโอทาตกสณิ คือสขี าวพอเปน ตวั อยา ง สาธุชนผูเ จรญิ กสณิ ชนิดนี้ พึงขดไมใ หเปน วงกลม กวางโดยศูนยก ลางสัก ๑๖ นิว้ หรอื ราว นั้น พอตาจับไดถนดั อยา ใหเล็กเกนิ ไปจนนัยนต าจับเอาอ่ืนดว ย หรือใหญเกนิ ไปจนนัยนตาจบั ไมทว่ั วง เอาผา ขาวอันบรสิ ุทธห์ิ มุ หรอื เอาดอกไมข าวจดั ในภาชนะอนั กวางโดยศนู ยกลางไดราวเทานนั้ กไ็ ด แลวเอา วางหางจากที่นั่งสัก ๒ ศอกคืบ หรือราวน้ัน พอเพง ดถู นดั อยา ใหชิดเกินไป หรอื หางเกินไป จนนยั นต า จบั ไมถนัด แลวพึงนง่ั เพงดู โดยอาการตามถนดั ตากำหนดจำกสิณนั้น ใจนกึ ถงึ สีวา “โอทาตํ ๆ” แปลวา “ขาว ๆ” คุมนยั นตาอันแลเห็น กับใจอันนึกใหอยูทก่ี สิณพรอ มกนั กริ ิยาทท่ี ำเรียกวา บริกรรม ดวงกสิณเรยี กวา บรกิ รรมนมิ ิต กิรยิ าที่นึกวา “โอทาตํ ๆ” เรียกวา บรกิ รรมภาวนา บริกรรมนี้เปน ชน้ั ที่ ๑ ครัน้ ทำในชน้ั นชี้ ำนาญแลว พงึ ตั้งใจจำกสณิ นนั้ ใหต ดิ ตา ลองหลบั ตาดใู นระหวาง ๆ ถา ยังไมติดตาตอ ง ลมื ดูใหม ในสมยั ใดจำไดตดิ ตา หลับตาลง ดวงกสณิ ปรากฏในใจ เหมอื นแลเหน็ ในสมยั น้ัน นมิ ติ ที่ ปรากฏในใจนัน้ เรยี ก อคุ คหนมิ ิต แปลวานิมิตทีจ่ ติ จำได หรือเรยี กวา นิมิตตดิ ตา กิรยิ าท่ีนึกนนั้ เรยี ก บริกรรมสมาธิ แปลวา สมาธิในบริกรรม นมิ ิตอันติดตา ที่กลาววาปรากฏในใจนน้ั เชน กับคนขลาดไดพ บ สิง่ ทน่ี ากลวั อนั ใหตกใจ หรือคนท่ผี กู พันอยูในส่ิงหนึ่งหลบั ตาลง ยอ มแล เห็นสง่ิ นัน้ ตดิ ตา แตทา นไมจ ัดวาเปนอารมณข องกมั มัฏฐาน เพราะเปนเหตตุ กใจหรือเปนเหตุ ตดิ ขอ ง บริกรรมสมาธิน้เี ปน ชนั้ ท่ี ๒ คร้นั ทำในช้ันนชี้ ่ำชองแลว พึงลองหลบั ตานกึ ถงึ นิมติ น้นั ขยายใหใหญ บา งเล็กนอ ย แตอยาใหเสยี สวนตามสัณฐาน ตวั อยางเชน รูปถายมขี นาดตางกนั แตสวนแหง อวัยวะน้นั ๆ ของรูปทัง้ ปวงทกุ ชนดิ คงสมกันกบั กาย เหมือนคนผูเ ปน เจา ของรปู นัน้ ในสมัยใด จิตจำนิมิตนนั้ ไดจนขยาย ออกหรอื ยน เขาไดในสมยั น้ัน นิมิตนัน้ เรยี กวา ปฏภิ าคนิมติ แปลวานมิ ิตเทียบเคียง ภาวนานัน้ เรยี กวา พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 42

43 อปุ จารภาวนา แปลวา ภาวนาใกลอ ัปปนาสมาธิ อปุ จารสมาธินเ้ี ปน ช้ันท่ี ๓ ผทู ำไดแ มนยำจนถงึ ชน้ั นแี้ ลว บำเพญ็ ภาวนาตอไปจนเขา องคก ำหนดช้นั ตน จดั ไดวาบรรลุปฐมฌาน เปนสมาธิชัน้ สูง เรยี กอัปปนาสมาธิ แปลวาสมาธแิ นนแฟน อปั ปนาสมาธิน้ี เปนชั้นท่ี ๔ น้อี ธิบายตามมตขิ องพระคันถรจนาจารย ฝา ย ขาพเจา เองปรารถนาจะเขาใจวาช้นั ท่ี ๒ เปน อปุ จารภาวนา หรืออุปจารสมาธิ ชน้ั ท่ี ๓ เปน อปั ปนา ภาวนา หรอื เปนอัปปนาสมาธิ เพราะละนีวรณ ๕ ไดใ นชน้ั ที่ ๓ แลวก็เปน อัปปนาอยเู อง เพราะใน ปฐมฌาน ก็ยงั มีวติ กวจิ ารอยูเ หมอื นกนั กมั มฏั ฐานนท้ี านพรรณนา วา บรรลไุ ดถงึ ช้ันอปั ปนา เพราะคุมจิตใหแนวแนอยทู ีเ่ ดียว ผู ศกึ ษาในกัมมัฏฐาน ไมควรมุงเฉพาะคณุ ท่ีสงู อยางเดียว ควรมุงเฉพาะคุณที่เปนวิสัยของตน พึงเจรญิ กัมมัฏฐานอันเปนสบายแกตน เชนคนสามญั ปรารถนาฐานันดรเปน มหาอำมาตยจ ะไดส มหวังทง้ั นนั้ เทียว หรอื ถาไมได พยายามนั้นก็ไมมีผล ควรพยายามในทางอื่นยงั จะดกี วา เพราะเหตนุ ั้น คนมุงจะเปน มหาอำมาตย ตอ งรจู ักกำลงั ของตน ท้งั แลเหน็ ชอ งทางกอ น อุปมาน้ีฉนั ใด ผูเจริญกมั มฏั ฐานก็พงึ ประพฤติ ฉันนน้ั ไมควรจะเลยคณุ เบ้ืองต่ำ ซึ่งตนควรจะถอื เอาไดกอ น แมแ ตเพียงในชั้นบรกิ รรม ในสมยั ใด คมุ จิตไวทก่ี สิณแหง เดียวได ไมคิดพลานในทางอ่ืน ไดใ ห ความแชม ช่นื ไมอดึ อดั เบ่อื หนา ยในสมยั นั้น จดั วา เปน อนั สำเร็จผลมงุ หมายแหงกัมมฏั ฐานน้ี กมั มัฏฐานน้ี เปน ทีส่ บายแกคนมอี ทุ ธัจจกกุ กจุ จะหรอื เปน วติ กจริตเปนเจาเรอื น มีอานิสงสให พนิ จิ อดทน ในการงานทีป่ รารภ จตุธาตุววตั ถานะ ศพั ทนี้ แปลวา กำหนดธาตุ ๔ กัมมัฏฐานน้ี เปน คูป รับแกวิจกิ จิ ฉา วจิ กิ จิ ฉามปี กติใหลังเลไม แนใ จลงได สว นกมั มฏั ฐานนม้ี ปี กติใหก ำหนดรโู ดยสภาวะ คนผูไมก ำหนดรูโดยสภาวะ ไมรจู กั สิ่งนัน้ ๆ โดยความเปนจรงิ อยางไร จึงมสี งสัย เม่ือเขาใจตามจรงิ แลว กส็ ้นิ สงสยั ไปไดอยางหนึ่ง ๆ พระอาจารยเจา แสดงกมั มัฏฐานน้ไี ว ก็เพื่อจะใหเขา ใจความเปนจรงิ ของรางกาย เปน อบุ ายกำหนดรูสภาวธรรมอยางหน่ึง เปน เหตอุ อกไปกำหนดสภาวธรรมอยางอน่ื ไดอกี สาธุชนผจู ะเจรญิ กมั มัฏฐานนี้ พงึ กำหนดรูจกั ธาตแุ ละสังขารกอน สภาวะทมี่ อี ยูโ ดยธรรมดาอนั จะแยกออกไปอีกไมไ ด เรยี กวา ธาตุ ธาตุเหลานนั้ คมุ กันเขา เองโดยธรรมดา หรือมนษุ ยป รงุ ขึน้ เรยี กวา สังขาร แสดงอทุ าหรณพอเปนตัวอยาง เชนกระดูก เนอื้ เลอื ด ความอุนและลมอากาศ ถา ไมประสงค จะกลา วใหล ะเอยี ดตอไป เปนธาตลุ ะอยาง ๆ รา งกายคอื ประชุมธาตุเหลา นี้ เปนสังขาร ฝายและสเี ปน สมั ภาระอนั หนง่ึ ๆ ดจุ เดียวกับธาตุ ผา ท่ีคนเอาฝายมาปนใหเ ปน ดา ยยอ มดวยสแี ลวทอขนึ้ นั้น เปนสังขาร ธาตุหรอื สัมภาระทแี่ สดงมาเปนอทุ าหรณน นั้ ยังเรี่ยราดกระจดั กระจายกำหนดรูยาก นักปราชญจ ึงไดย นให ส้นั เขา เพื่อกำหนดรูงาย ครั้งโบราณทา นจัดธาตทุ ่เี ปนสว นรูป ๔ กระดกู กด็ ี เน้ือกด็ ี ฝา ยกด็ ี สีก็ดี ดังกลาวไวใ นอุทาหรณขางตนนน้ั ทานรวมเรียกเปน ธาตุอนั เดยี ววา ปฐวีหรือดนิ ดวยเหตุวา ธาตุเหลาน้นั แมจะปรากฏวาตา งกันโดยชนิด กย็ งั จัดวา เปน อันเดยี วกันเขา ไดโ ดยลักษณะ คือ ความเปนของแขง็ สวน เลอื ด เหงื่อ มนั ทา นจัดเปนธาตอุ ันเดยี วกันกับนำ้ เรยี กอาโป เพราะเปน ของเหลวเหมือนกนั ไออุน แหง รางกาย ความรอนทเี่ กิดแตของเสยี ดสีกนั เกิดแตไ ฟฟา เกิดแตแ สงแดดแหงดวงอาทิตย ทา นจัดเปน ธาตุ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 43

44 อนั เดยี วกันกับไฟ เรียกวา เตโช เพราะมีความรอ นเปน ลักษณะเหมือนกนั ลมอนั พดั มาแตท ิศนนั้ ๆ ตาม ฤดู พายุใหญอันตง้ั ข้นึ เปน ครง้ั เปนคราว และลมอันเดนิ อยูใ นรางกายของสัตว ทานจัดรวมเขาเปนธาตอุ ัน เดียวกนั เรียกวา วาโย เพราะมคี วามพดั เปนลักษณะเหมือนกัน คร้งั โบราณนักปราชญจัดธาตอุ ันเปนสว นรูปเปน ๔ อยา งน้ี ดงั มาในกายานุปสสนาสตปิ ฏ ฐาน หมวดธาตุในมหาสติปฏ ฐานสูตร ตอ นั้นมา รูจักธาตุข้ึนอีกอยางหน่งึ ซงึ่ เรยี กวาอากาศ ธาตุนกี้ ำหนดรูไ ด ยาก เพราะเปน ของสุขุม ไมเ หน็ ไดด ว ยจกั ษุ อาจจะรูไ ดดวยสมั ผสั แตก ย็ ังรูไดยากเหมือนกัน ในที่วาง เปนชอง ไมว าเล็กไมวา ใหญ อากาศยอ มเดนิ เขาขงั อยเู ต็มทงั้ นน้ั แตเพราะเปนธาตุเบาและขยายตัว คน เดินไมร สู ึกปะทะ ซ้ำเปนอปุ การะแกช ีวิตของสัตวด ว ย ทัง้ มนุษยทง้ั สัตวด ิรจั ฉานหายใจสูดอากาศเขาไปปรุง โลหติ สำเรจ็ เปนไออุน ถาใครจะรจู กั ธาตุนี้ พึงเอากระบอกกรองน้ำ ลองกรองน้ำดูในหองไวน้ำที่สงัดลม ในคราวแรกเอาน้ิวมืออดุ ทอ ขางบนกระบอกเสยี จมุ ปากกระบอกลงไปในนำ้ คงจะรูสึกวา น้ำเขาไปหนอย หน่งึ แลวมอี ะไรปะทะอยู นั่นคือ อากาศนเี้ องอันเขา ขังอยใู นกระบอก นำ้ เขา ไปไดหนอยหนึง่ น้นั เพราะ อากาศตองปะทะนำ้ อัดตวั เขา น้ำเขา ไปอีกไมไดน้นั เพราะอากาศอดั ตวั เต็มทแ่ี ลว ปะทะอยู คราวนเี้ ปด นว้ิ มือจากทอขา งบนแตวางไวตรงปากทอ จุมกระบอกลงไปอีก คงรูสึกวานำ้ เขาไปไดอกี ในขณะเดยี วกนั น้วิ มอื ไดร บั สัมผัสเยน็ ฉิว ๆ ขน้ึ มาจากทอ ธาตทุ ี่ข้นึ มาถูกนิ้วมือน้คี ืออากาศ อีกอยางหนึ่ง ขณะทไี่ ปในยาน ท่ีแลนโดยเรว็ ไดส ัมผัสลมเปน อันมาก แตข างทาง ตนไมนิ่งอยู ไมไหว ลมทกี่ ระทบวู ๆ น้ัน อากาศนี้เอง ยานเดนิ โดยเร็วปะทะอากาศโดยแรงจนรสู กึ สมั ผัส หากจะเดินดวยเทา กไ็ มรูสึก ทานพบอากาศธาตุเขา แลว จึงไดเติมขึน้ อกี อยา งเปนธาตุ ๕ ดงั แสดงไวใ นจุลลราหุโลวาทสูตร แตนักปราชญในช้ันหลังกลาววา วาโยกับอากาศเปนธาตุเดยี วกนั วาโยก็คืออากาศทเ่ี ดนิ กำลังแรงนนั้ เอง ขอ นเี้ ปน ความจริงอุดหนุนการจัด ธาตุ ๔ ของเดิม ใหม ่นั เขา ในทน่ี ้ีจักกลา วเปน ธาตุ ๔ พอสมแกชอ่ื ของกมั มฏั ฐานบทน้ี ธาตุ ๔ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย นี้ มีท้ังภายนอกภายใน ธาตุภายนอก เชน ภูเขา แมน ำ้ กองไฟ ลมพัด โดยลำดับกัน ธาตุเปนภายในน้นั คอื ท่ีคมุ เขาเปนรางกายของสัตว สวนท่แี ขนที่ แข็งมี ผม ขน เลบ็ ฟน หนงั เนอ้ื เอน็ กระดูก เปน ตน เปน ปฐวธี าตุ สว นท่เี หลวไมแ ขน เหมือนปฐวี เอิบอาบอยใู นปฐวี รกั ษาปฐวใี หส ดอยู เชน โลหิต มันขน มันเปลว และเหงอ่ื เปนตน เปน อาโปธาตุ สวนท่ีรอนอบอนุ รกั ษาปฐวไี มใ หเนา คอื ไออุนเกิดแตห ายใจสดู อากาศเขา ไปปรุงโลหิตท่เี ปน ไปโดยปกติ หรือที่แรงจัดขนึ้ ในเวลาเปนไข ความรอนทเ่ี กิดข้นึ เพราะรางกายบดฝน และแรงในอาโปธาตสุ ำหรับละลาย อาหาร เปน เตโชธาตุ สวนทพ่ี ดั ไปมาเปน เครื่องค้ำจนุ ปฐวี มีลมพัดขึ้นพดั ลง และอากาศอนั ขงั อยูใน ชอ งวางแหงรางกายแรงขบั โลหิตใหเ ดนิ และแรงสูบอากาศเขาไปและขับออก (คือหายใจ) เปน วาโยธาตุ ธาตทุ ง้ั ๔ นีค้ มุ กนั เปนรา งกายฉนั ใด ในสวนอันหนึง่ ๆ แหงรา งกายกม็ ธี าตุเหลา นีเ้ จือกันอยฉู ันนนั้ เชน นำ้ ยอ มมีอยูใ นเนอื้ น้ำมนั มีอยูในกระดูก แตเพราะเปนของมีอยูนอ ยไมถงึ ซง่ึ อนั นบั จงึ เรียกแตธาตุทีม่ ีมาก มีคำถามสอดเขา มาวา อยางไรรา งกายนีจ้ งึ เดนิ ไดพ ดู ได ทำอะไรไดตา ง ๆ แปลกจากรปู ตกุ ตา ทีเ่ ขาปน ไว มีคำแกวา จะอธบิ ายละเอียดก็จะยืดยาว ขอกลา วแตเพยี งวา เกดิ เพราะความพรอมมลู ปรองดองกัน ตกุ ตากลยังรูจักเดนิ ได หีบเสียงยงั รจู กั พดู ได เครื่องจกั รยงั เล่อื ยไมหรือสขี าวได เปนอะไร สังขารมีวิญญาณครองจะทำไมไ ด ความพรอมมลู ปรองดองแหง ธาตุทงั้ ๔ นั้น เกิดกำลังหรอื อำนาจอนั สำคญั ขึ้นอยางหนง่ึ ซ่งึ เรียกวา มโน และแปลวาใจ มโนน้มี สี ายอยู ๕ สาย เรยี กวาวถิ ี ท่ีปากหรอื ที่ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 44

45 ปลายแหง สายเหลานเ้ี รียกวา ทวาร คือ นยั นตาเรยี กวาจกั ขุ ๑ หู เรยี กวา โสตะ ๑ จมกู เรยี กวาฆานะ ๑ ลน้ิ เรยี กชิวหา ๑ กาย ๑ จักษเุ ห็นรูป โสตะฟงเสียง ฆานะสบู กลน่ิ ชวิ หาลิม้ รส กายถูกตอ ง โผฏฐัพพะแลว มโนไดร ับความรูสึกทางวิถีทง้ั ๕ นี้ รปู เสียง กล่นิ รส โผฏฐพั พะ อนั เปน เหมือนเงา ฉายมาปรากฏแกมโนเรยี กธรรมหรอื ธรรมารมณ แลวมโนสงั่ ไปตามวถิ แี หงกาย หรือตามวถิ อี น่ื ในอวัยวะ ทำกจิ นน้ั ๆ เพงความรูท่ีมโนไดรับทางทวาร ๕ ทา น เรียกจกั ขุวิญญาณบาง โสตวญิ ญาณบาง ฆาน วิญญาณบาง ชิวหาวญิ ญาณบา ง กายวิญญาณบาง เพงความรขู องมโนเอง เรียกมโนวิญญาณ. เหลาน้ี เรียกธาตุละอยา ง ๆ ที่เปนทวาร ๖ ท่ีเปนอารมณ ๖ ที่เปนวิญญาณ ๖ รวมเปน ๑๘ ทานยนใหส ั้น เขาอกี เปน ๑ เรียกวญิ ญาณธาตุ เตมิ เขากบั ธาตุ ๕ ซ่งึ เปนรปู รวมเรยี กวา ธาตุ ๖ ดังแสดงไวใ น ธาตุวภิ ังคสตู ร ธาตุ ๖ น้ี สงเคราะหเขา ทั้งรปู ธรรมทง้ั นามธรรม การแจกธาตุเปนตา ง ๆ น้ัน เปนไปตามความเขาใจของนกั ปราชญในยุคหนึ่ง ๆ จะเอาเปน ยนื ทีไ่ มได แตผลของการแจกธาตใุ หกำหนดรูน้นั คือ นำใหเขา ใจวา สภาวะทเ่ี ปนรูปธรรมนอย ๆ รวมกัน เขาเปนรูปใหญขึ้นโดยลำดบั สภาวะทเ่ี ปน นามธรรม เกดิ เพราะความพรอ มมูลปรองดองแหงรปู ธรรม น้ี ควรจบั เปนหลักในกมั มัฏฐานน้ี สาธุชนผูเ จรญิ กัมมฏั ฐานน้ี เขาใจธาตแุ ละสงั ขารโดยลักษณะและประเภทอยางนี้แลว พงึ นึก ถงึ กายนอี้ ันธาตุทงั้ ๔ คมุ กันเขา โดยบทบาลวี า “ อตฺถิ อมิ สมฺ ึ กาเย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ” แปลวา มีอยูใ นกายนี้ ธาตดุ ิน ธาตุนำ้ ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม ในชัน้ แรกนึกถึงธาตุ ใด ควรกำหนดลกั ษณะ หรือแมประเภทดวย คร้นั ชำนาญแลว นกึ เพยี งแตช่ือธาตุ ลกั ษณะและประเภท กจ็ ะปรากฏเอง ในสมัยใด ปลงใจเห็นลงเปนธาตคุ มุ กนั ในสมัยน้นั เปนอนั ไดผ ลทม่ี งุ หมายแหงกัมมัฏฐานนี้ กมั มฏั ฐานน้ี เปนทีส่ บายแกชนมวี จิ ิกจิ ฉาเปน เจาเรือน มีอานสิ งสใหหายหลงในสภาวธรรม วิปสสนากมั มฏั ฐาน ปญญาทเี่ หน็ แจง ชดั ในอารมณ ชื่อวา วปิ สสนา เจตนาทีท่ ำใหป ญญานั้นเกดิ มีขึ้นในจิต ชือ่ วา วิปสสนาภาวนา สาธุชนผจู ะเจรญิ วปิ ส สนาภาวนา พึงรจู ักธรรม ๓ อยาง คอื ๑. ธรรมทีเ่ ปน ภูมเิ ปนอารมณของวปิ ส สนา ๒. ธรรมท่เี ปนรากเหงา เปน เหตเุ กดิ ขึน้ ต้ังอยูข องวิปสนา ๓ ตัววิปส สนา สังขารท้ังที่เปน อุปาทนิ นกะและอนปุ าทินนกะ จำแนกออกโดยประการตา ง ๆ มีขันธ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ เปนตน เปน ภมู ิ เปนอารมณข องวิปส สนานัน้ สีลวิสุทธิ ความบรสิ ุทธิข์ องศลี จติ ตวสิ ุทธิ ความบรสิ ทุ ธิ์ของจิตคืออุปจารสมาธิ และอปั ป นาสมาธิ เปนรากเหงา เปนเหตเุ กิดขน้ึ ตัง้ อยูของวปิ ส สนานนั้ วิสทุ ธิ ๕ คือ ทิฏฐิวิสทุ ธิ ความบริสุทธ์ิของความเหน็ กังขาวติ รณวิสทุ ธิ ความบรสิ ุทธ์ขิ อง ปญญาท่เี หน็ ชัดขา มลว งกังขาเสยี ได มัคคามคั คญาณทสั สนวิสทุ ธิ ความบริสุทธข์ิ องความรจู รงิ เห็นจรงิ วา นเ้ี ปนทางและมใิ ชทางปฏปิ ทาญาณทัสสนวิสทุ ธิ ความบริสทุ ธิ์ของความรู ความเห็นเปนขอ ปฏบิ ตั จิ ะ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 45

46 ใหอรยิ มรรคเกดิ ข้นึ ญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธิแ์ หง ความรูความเห็นซึง่ เปนโลกุตตระ คือรเู หน็ ใน มรรคทง้ั ๔ รวมวสิ ทุ ธมิ รรคท้ัง ๕ นเ้ี ปน ตวั วิปสสนา อน่งึ ปญญาทรี่ ูจรงิ เห็นจริงในสภาวะอันเปน เองของสงั ขาร คอื ไมเที่ยง เปน ทกุ ข เปน อนัตตา จนถงึ นิพพทิ า เบือ่ หนา ย วริ าคะไมก ำหนัดยินดี วิมตุ ติ หลดุ พน จากอาสวกิเลส หลุดพนจาก อาสวกเิ ลส นเี่ ปน ตวั วิปส สนาเหมือนกนั ลกั ษณะ กิจ ผล และเหตุของวปิ สสนา ความรคู วามเหน็ วา สงั ขารไมเทีย่ ง เปน ทุกข เปนอนัตตาแจงชดั เปนลักษณะ คือ เครอ่ื งหมายของวิปส สนา ความกำจัดมืด คอื โมหะ อันปด บังปญญาใหเ หน็ ความจริงของสังขารวา ไมเ ท่ยี ง เปน ทกุ ข เปนอนัตตานั้นเสยี เปนกจิ คือเปน คณุ ของวิปสสนา ความเหน็ จริง สองสวางในความทีส่ งั ขารเปน ของไมเทยี่ ง เปน ทกุ ข เปนอนัตตา เปน ผลของ วปิ ส สนา จติ ทีต่ ้งั มนั่ ดว ยสมาธิอันใดอนั หนงึ่ (ขณกิ สมาธิ อปุ จารสมาธิ อัปปนาสมาธิ) เปนเหตเุ กิดข้นึ ตงั้ อยขู องวิปสสนา วิภาค คอื ความจำแนกของวปิ ส สนา ๖ อยา ง อนงึ่ ผทู ่ีจะเจริญวปิ ส สนาพึงทราบ วิภาค คือความจำแนกของวิปส สนา ๖ อยางคือ ๑. อนิจจฺ  ไมเ ทยี่ ง ๒. อนิจจฺ ลกขฺ ณ เครอ่ื งหมายทจ่ี ะใหก ำหนดรวู าเปน ของไมเ ท่ียง ๓. ทุกฺข ของท่ีสัตวท นไดย าก ๔. ทุกฺขลกฺขณ เครอ่ื งหมายท่ีจะใหกำหนดรูว า เปน ทกุ ข ๕. อนตฺตา ภาวะมิใชต ัวมใิ ชต น ๖. อนตฺตลกฺขณํ เครอ่ื งหมายที่จะใหกำหนดรวู ามิใชตัวตน สังขารทงั้ หลายอันจำแนกออกเปน ขันธอายตนะ และธาตุ เปนตน เปนตัว อนจิ จ ํ เพราะ เกดิ ข้นึ แลวดบั ไป ในท่ีสุด ความเกดิ ข้ึนแลว ดับไป และผนั แปรเปนอยา งอ่ืน เปน อนิจจลักษณะ สังขารท้ังหลายดังกลาวมา หรือจะยน กลาวอกี อยา ง หน่ึงวา นามรูปนัน่ แล เปนตัวทุกข เพราะถูกบบี คัน้ ดว ยความเกิด ความดับ และความผันแปร เปน ตน การท่ตี องเกดิ ดบั และผนั แปรเปนอยางอน่ื ไปเพราะ ชรา พยาธิ มรณะ เบยี ดเบยี นเผา ผลาญอยเู ปนนิตย เปนตัวทกุ ขลกั ษณะ ธรรมทัง้ หลาย (สังขาร) เปนตวั อนตั ตา เพราะวางเปลาจากตวั ตน จากสตั ว จากบคุ คล พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 46

47 ความเปน ของวางเปลา จากตัวตน จากสตั ว จากบุคคล เปนแตเ พียงสภาวธรรมอยา งหน่ึง ๆ เปน ตวั อนัตตลักษณะ วธิ ีเจรญิ วปิ ส สนาตามนัยพระบาลี สาธุชน เมอื่ จะเจริญวิปสสนาท่มี สี งั ขารและธรรมเปน อารมณน้นั พึงเจรญิ ตามนัยที่มาในพระ บาลวี า สพฺเพ สงฺขารา อนจิ ฺจา สงั ขารทั้งหลายทง้ั ปวงไมเท่ยี ง สพเฺ พ สงฺขารา ทกุ ขฺ า สงั ขารท้งั หลายท้ังปวงเปนทุกข สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทงั้ หลายทั้งปวงเปนอนตั ตา ดังน้ีก็ได หรือจะพจิ ารณาแยกกันวา รูป อนจิ ฺจํ รูปไมเ ทยี่ ง เวทนา อนิจจฺ ํ เวทนาไมเ ท่ียง สญฺ า อนจิ จฺ า สัญญาไมเที่ยง สงฺขารา อนจิ จฺ า สังขารท้งั หลายไมเ ทีย่ ง วิ ญฺ าณํ อนิจจฺ ํ วิญญาณไมเ ทย่ี ง รปู  อนตฺตา รูปเปนอนตั ตา เวทนา อนตฺตา เวทนาเปน อนตั ตา สญฺ า อนตฺตา สญั ญาเปนอนัตตา สงฺขารา อนตตฺ า สังขารท้งั หลายเปน อนตั ตา วิ ฺญาณํ อนตตฺ า วญิ ญาณเปน อนตั ตา สว นที่วา ไมเ ท่ยี ง เปนอนัตตาน้นั มีความหมายอยางไร ใหด คู วามหมายทีไ่ ดแ สดง มาแลวในการพิจารณาโดยแยกกนั นี้ ไมม ีพระบาลกี ลาวถึงทุกข ทา นอธิบายวา เพราะทกุ ขลักษณะ รวมอยกู บั อนจิ จาลกั ษณะแลว ตามพระบาลวี า ยทนจิ ฺจํ ตํ ทกุ ฺขํ ส่งิ ใดไมเทีย่ ง ส่ิงนั้นเปน ทุกข ยํ ทุกฺขํ ตทนตตฺ า ส่ิงใดเปน ทกุ ข ส่งิ นี้เปนอนัตตา วธิ ีเจริญวปิ สสนาตามนยั อรรถกถา ในอรรถกถาทานแบง บุคคลผูเจริญวิปสสนาเปน ๒ ประเภท คอื ๑. สมถยานกิ ผูเจรญิ วปิ ส สนาทไ่ี ดฌานมาแลว ๒. วิปสสนายานิก ผูเ จริญวปิ ส สนาลว น ๆ ไมไ ดฌ านมากอน สมถยานิก ใชฌ านเปน บาทในการเจริญวปิ สสนา คอื เขาฌานออกฌานแลวพิจารณาองคฌาน ทงั้ ๕ คอื วติ ก วิจาร ปติ สขุ เอกัคคตาวาเปน ของไมเ ทีย่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา สวนวปิ สสนายานกิ บุคคล ตอ งเจริญวิปส สนาตามหลักวสิ ุทธิ ๗ คือ เริ่มแรกชำระศีลตาม สมควรแกภาวะของตนใหบริสทุ ธ์ิ ทำใจใหเ ปน สมาธิ ดว ยขณิกสมาธิ หรืออปุ จารสมาธิแลว เจรญิ ทฏิ ฐวิ ิ สุทธิ ทำความเหน็ ใหบ รสิ ทุ ธวิ์ า ทกุ สง่ิ ทุกอยางในโลกน้ี กลาวโดยยอก็มแี ตรูปกับนามเทานั้น ละสัตตูป ลัทธิความถอื ผดิ วาเปน สตั ว สัตตสัญญา ความสำคญั ผดิ วา เปน สัตวเ สยี ใหไ ด ตอจากน้ัน เจรญิ กงั ขาวิตรณวสิ ทุ ธิ ทำลายความสงสัยเกยี่ วกบั ตนเองในกาลทั้ง ๓ โดย กำหนดรูเหตุและปจ จัยของนามรูปใหแจง ชดั วา อวชิ ชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร เปน เหตุเปน ปจ จัยของรปู ธรรม อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม ผัสสะ เปนเหตุเปน ปจ จัยของนามธรรม คือ เวทนา สัญญา สังขาร พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 47

48 วิชชา ตัณหา อปุ าทาน กรรม นามและรูป เปนเหตเุ ปน ปจ จยั ของนามธรรม คอื วิญญาณ (วญิ ญาณ ๖) เมอ่ื เขา ใจไดแนชดั เชนนี้ ยอ มสาวไปถงึ อดีตและอนาคตวา นามรปู ในอดตี ทผ่ี า นมาก็ดี ทจี่ ะ เกิดข้นึ ในอนาคตกด็ ี กล็ วนแตเกิดเพราะเหตุและปจจัยเหมอื นกับนามรูปในปจ จุบันน่เี อง ตอจากนน้ั พึงเจรญิ มคั คามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ โดยกำหนดรวู าความหลงปลืม้ ใจอยูกับความรู ความสุข ความสงบท่เี กิดใหมเปนตน ไมใ ชทางแหงมรรคผล แลว ไมหลงปล้ืมอยูกบั สิ่งเหลานนั้ มากำหนดรู นามรูปโดยความเปน ของไมเทย่ี ง เปนทกุ ข เปนอนัตตา ตอ จากนน้ั พึงเจริญปฏปิ ทาญาณทัสสนวิสทุ ธิ ยกจติ ข้นึ สูว ปิ สสนาญาณท้งั ๙ มี อุทยพั พย ญาณ เปนตน มีสัจจานโุ ลมิกญาณเปนทส่ี ดุ เมื่อวปิ สสนาจติ ดำเนนิ ไปถงึ สจั จานุโลมกิ ญาณ ญาณท่ีรูเ หน็ ตามวิปสสนาญาณ ๘ (อุทยัพพย ญาณ จนถงึ สังขารุเปกขาญาณ) แลว โคตรภญู าณอนั เปน ญาณสดุ ทายของความเปนปุถชุ นกเ็ กดิ ขน้ึ แต ไมไ ดทำหนาทกี่ ำหนดรรู ูปนามตามวปิ ส สนาญาณท้งั ๘ จึงไมน ับเปนปฏิปทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ และไม นับเปน ญาณทัสสนวิสทุ ธิ เพราะไมไ ดทำหนาท่ีละกิเลสใหเ ปนสมุจเฉทปหาน แตถงึ การนับวา วปิ ส สนา เพราะตกอยูใ นกระแสของวปิ สสนา กเ็ กิดข้นึ ตอ จากนน้ั ญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ คอื มรรคจติ อนั ทำกิจใน อรยิ สัจ ๔ คอื กำหนดรูท กุ ข ละสมุทยั ทำนโิ รธ (นิพพาน) ใหแ จง ทำมรรคใหเ จรญิ ก็เกดิ ข้ึน ละ กเิ ลสตามสมควรแกม รรคนั้น ๆ ไดเ ด็จขาดเปนสมุจเฉทปหาน ตอจากนน้ั ผลจิตเกิดข้นึ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครง้ั ตอจากนั้น ปจจเวกขณญาณ ญาณพจิ ารณา (๑) (๒) ผล (๓) กเิ ลสที่ละแลว (๔) กิเลสท่ี เหลืออยู (๕) นพิ พาน นี้สำหรับพระโสดาบนั พระสกทาคามี พระอนาคามี สวนพระอรหนั ต มีปจจ เวกขณญาณ ๔ คอื (๑) พิจารณามรรค (๒) พจิ ารณาผล (๓) พจิ ารณากิเลสท่ีละแลว (๔) พิจารณานพิ พาน การเจรญิ วิปส สนาของผเู ปนวปิ สสนายานิก มีวิธปี ฏบิ ัติตามลำดับโดยยอ ดังกลาวมาน้ี สว นผู ปรารถนาทจ่ี ะศึกษาความพิสดาร พึงศึกษาจากหนงั สอื ธรรมสมบัติ หมวดท่ี ๑๐  พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 48

49 ปฐมสมโพธิ์ พทุ ธานพุ ุทธประวัติ หลักสูตร ธรรมศึกษาชน้ั เอก ชาติกถา กัณฑที่ ๑ คำปรารภ สมเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจา ทรงประกอบดวยสัมปทาคุณ ๓ ประการ คอื เหตสุ ัมปทา ๑ ผลสัมปทา ๑ สตั ตูปการสมั ปทา ๑ เหตุสมั ปทา ไดแ ก การท่ีทรงบำเพญ็ โพธญิ าณ พุทธการกบารมธี รรมสน้ิ กาลนาน นบั ประมาณเปน โกฎิกปั ตงั้ แตไ ดร บั พยากรณจ ากสำนักพระทีปง กรพทุ ธเจา เปน ตน มา ผลสัมปทา ไดแก การทที่ รงไดรบั ความสำเรจ็ จากพทุ ธการกบารมธี รรมท่ที รงบำเพญ็ มี ๔ ประการ คือ ๑. รปู กายสัมปทา ไดแ ก การที่พระองคท รงมรี ปู กาย ประกอบดวย มหาปรุ ิสลกั ษณะ ๓๒ และอนพุ ยัญชนะ ๘๐ ประการ ๒. ปหานสัมปทา ไดแก การท่พี ระองคทรงสามารถละกิเลสพรอมทัง้ วาสนาได ๓. ญาณสัมปทา ไดแ ก การทีพ่ ระองคท รงถงึ พรอ มดวยญาณท้งั หลาย มีทศพลญาณ เปนตน ๔. อานภุ าวสัมปทา ไดแ ก การทพ่ี ระองคท รงมีอำนาจในการทีจ่ ะทำส่งิ ท่ที รงประสงคให สำเรจ็ ตามปรารถนาได สัตตปู การสัมปทา ไดแ ก การท่พี ระองคทรงมีพระกรณุ าคณุ ในการชว ยเหลอื เวไนยสัตวดวย คณุ สมบัตปิ ระจำพระองค ๒ ประการ คอื ๑. อาสยะ ไดแ ก การรอคอย หมายถึง ทรงรูจ ักรอคอยความแกก ลา แหงอนิ ทรีย (สทั ธา วริ ิยะ สติ สมาธิ ปญ ญา) แหงบุคคลที่พระองคจะเสด็จไปโปรด ๒. ปโยคะ ไดแ ก การท่ีพระองคทรงมีความเพยี รพยายามในการที่จะทรงส่ังสอนผอู ืน่ ดวยน้ำ พระทัยทีป่ ระกอบดว ยความกรุณา โดยไมหวังผลตอบแทนจากผนู น้ั และไมทรงหวาดกลัวภยั อันตรายใด ๆ ท้งั สนิ้ พระพุทธองคเ สด็จอุบตั ใิ นโลกเพื่อเปน พระศาสดาสงั่ สอนเวไนยสตั ว ใหดำเนินตามขอปฏบิ ัตคิ ือ หนทางแหงประโยชนท ง้ั ๓ คอื ประโยชนชาตินี้ ๑ ประโยชนช าติหนา ๑ ปรมัตถประโยชน คอื พระ นิพพาน ๑ ทรงแสดงธรรมและทรงบัญญตั ิพระวนิ ยั เพ่ือใหสทั ธรรมท้ัง ๓ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏเิ วธ เปนไปในโลกโดยชอบ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 49