0 พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 0
1 วิชา เรยี งความแกกระทู ธรรมศึกษาชนั้ เอก คำอธบิ าย วธิ เี รยี งความแกก ระทูธรรมแนวใหม ความเบอื้ งตน วธิ เี รียงความแกก ระทูธ รรม จัดเปนวิชาหนึ่งในหลกั สตู รนักธรรมตรี โท เอก นักเรียนผูสอบกลัวตก วชิ าน้ีมากกวาวิชาอ่ืนๆ เพราะการแตงกระทูธรรม หากนักเรียนยงั จับหลักฐานไมไ ด จะทำใหมึนงงสับสน ในเม่อื แมบ ทหรือกระททู ท่ี านตง้ั ไว ยง่ิ เปนชน้ั เอกก็ยงิ่ ทวคี วามยากข้นึ ตามสว น ฉะน้นั การแตงกระทธู รรม จึงจัดวา สำคัญยิ่งกวา ๓ วิชานน้ั เพราะเทากบั วาไดฝกหัดเทศนาวิธไี ปดวยนั่นเอง เมอ่ื ผใู ครตอการศึกษา พยายามเรยี นหลักการแตง ทำความเขาใจวิธีการแตงดีแลวจะกลับเห็นวา การแตงกระทูก็คอื การแสดงภมู ิ ความรูในวชิ าท้ัง ๓ น้ันวา นักเรยี นมคี วามเขาใจแจม แจงดเี พยี งไร ถาเขาใจแลว กส็ ามารถทจ่ี ะหยบิ ยกขอ ธรรมมาอธบิ ายไดโ ดยไมย ากนักสวนหลกั การและแนวในการแตง น้ัน จะไดช้ใี หเขาใจในลำดับตอ ไปดงั จะได ชี้แจงหลกั และแนวการแตง ซึง่ ทางสนามหลวงทา นไดวางไวพอเปนปทฏั ฐานนกั เรยี นพงึ ทราบตอ ไปน้ี ฯ แนวการแตง การแตง กระทูธรรมน้ัน พึงพยายามเรยี บเรียงถอยคำใหสละสลวย พูดสน้ั ๆ แตใ หไ ดใจความมาก ใชถอ ยคำสำนวนทส่ี ภุ าพออ นโยนใหเ หมาะแกกาลเทศะ บรรยายขอ ความใหต ิดตอกลมกลืนกัน เมือ่ จะอา ง หรือยกอกี กระทปู ระกอบประหนึ่งชางภาพระบายสี เชนเหลืองกบั เขียวเปน ตน ระบายตอนที่เหลอื งจะ เปลีย่ นเปน เขียวใหก ลมกลนื กนั ฉะน้นั การอา งกระทปู ระกอบก็เชนเดยี วกัน คือตองอธิบายขอ ความใหเ ช่ือม สนทิ สนม จู ๆ จะอางข้นึ มาเฉย ๆ ไมไ ด เพราะจะผิดหลกั แหงการแตงไปและจะกลายเปน คนละรปู เรอื่ ง อานแลวไมไ ดใจความ ขาดความสละสลวยดว ยประการทงั้ ปวง ไมส มภูมทิ ี่เปน นักธรรมเอกเลย พึงพยายาม แตงใหเหมาะสมกบั ความหมายของกระทู ซึ่งจะไดช้แี จงเปนลำดับไป ฯ ความหมายของกระทู ความหมายของคำวา เรียงความแกก ระทูธรรม ซ่งึ ทา นเรียกรวมเปนคำเดยี วกัน เมอื่ นักเรยี น พิจารณาใหรอบคอบแลว จะเหน็ วาแยกออกเปนคำ ๆ ได ๓ คำ คือเรียงความ แกกระทธู รรม จะไดชแี้ จงให เหน็ ความหมายของคำทง้ั ๓ นนั้ ดงั ตอไปนี้ คือ ๑. คำวา “เรยี งความ” ไดแ ก การเก็บถอยคำหรอื ขอความตาง ๆ มาเรียบเรยี งใหเปน ระเบียบ เรยี บรอ ยถกู ตองตามหลักไวยากรณ และภาษาศาสตร อานและฟงไดค วามชดั เจนแจมแจง สมแกรูปเรื่อง ของธรรมนั้น ๆ ประหน่งึ นายมาลาการผฉู ลาด มีความเชี่ยวชาญนำดอกไมซึง่ มสี สี ณั ฐานแตกตางกัน มารอย กรองใหเปน ระเบยี บเรยี บรอ ยในภาชนะอนั เดียวกนั ฉะน้นั คอื เก็บขอ ความในที่ตา ง ๆ เชนใน ธรรม พุทธ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 1
2 วินัย (โดยมากเปน ธรรม) แลวแตห ัวขอธรรมน้นั จะเพง ถงึ อะไร พึงบรรยายไปในแนวนนั้ ตามหลักโวยากรณ คือเรยี บเรียงถอ ยคำสำนวนใหสละสลวยสมแกเหตผุ ล สมแกบ ริษัท ประชุมชนและกาลเทศะ ใหมี ความหมายตรงกบั จุดประสงคข องแมบ ทหรอื กระทูท ตี่ ัง้ ไว ดังนีเ้ รียกวา “เรยี งความ” ๒. คำวา แก ไดแ กก ารทำใหค ลายหรือขยายออก คอื กิรยิ าท่ีคลายหรอื ขยายส่ิงทม่ี ัดไวออกไป ก็ เรียกกนั วา แก แมบทหรอื กระททู ี่ต้ังไว เปน เพียงหวั ขอธรรมอนั หนึ่ง ซึ่งมคี วามหมายทีจ่ ะพงึ ขยายความ ออกไปอกี ไดมากมาย นักเรยี นผูม ีความสามารถ จงึ ควรอธิบายขยายความของบทธรรมหรอื ภาษิตทที่ านตั้งไว นนั้ ใหก วางขวาง ไดความไพเราะถกู ตองตามจดุ มุงหมายของกระทู พูดงาย ๆ กค็ อื ขยายความประสงคข อง กระทหู รือถอยคำที่ทาน กลาวไวโดยยอ ใหพิสดาร เรยี กวา “แก” ๓. คำวา กระทธู รรม ไดแกธ รรมที่เปน แมบ ท หรอื บทธรรมยอ ๆ ท่ีทา นต้งั ไวเ ปน หลกั แมบ ท หรือกระทูท่ียอ ๆ แตมี ใจความทีจ่ ะพึงอธบิ ายขยายออกไปอีกไดมาก เรียกวา กระทูธ รรม เม่ือนกั เรยี นทราบความหมายของคำวา เรียงความแกก ระทูธรรม โดยสงั เขปดังนีแ้ ลว พงึ วางโครง เร่ืองท่จี ะยกขน้ึ อธิบายตอ ไป แตการอธิบายจำตอ งมหี ลกั เกณฑป ฏิบัตใิ นการแตงอกี ซง่ึ เรยี กวา องคประกอบการเรยี งความมี ๓ ประการ คอื ก. อเุ ทศ ไดแก บทตง้ั หรือแมบท ซึ่งตรงกบั คำวา กระทู ข.นิเทศ ไดแ กก ารขยายความอุเทศนนั้ ใหกวา งขวางออกไปตามแนวของกระทนู ้ันๆซึง่ ตรงกบั คำวา แก ค. ปฏินิเทศ ไดแก การกลาวทบทวนขอความเบื้องตน คอื ยอ เอาความในนเิ ทศมากลาวสัน้ ๆ เพื่อใหเ ขา ใจและจำงาย ซึ่งตรงกับคำวา สรุปความ โวหาร ๔ นักเรียนนอกจากจะทราบองคประกอบเรยี งความ ๓ ประการ ดังกลาวเบื้องตนแลว จะตองมคี วาม เขาใจในหลักของการขยายความอีก ทา นเรยี กวา โวหาร ซง่ึ จกั วา เปนความจำเปนที่ผูแตง ผูเยยี นจะตอง ดำเนินในโวหาร ๔ อยา งน้ี อยางใดอยางหนง่ึ เพราะตามธรรมดาการแตงการเขยี นหนงั สอื สำนวนโวหาร ยอมแตกตา งกนั ตามความคิดเห็น แตเพ่ือใหเ หมาะสมกบั เรอื่ งทีก่ ลา วถงึ และตรงกับความประสงคข องผู แตงในอันจะโนมนา วใจผอู า นผฟู งใหมีความเห็นความเขาใจ ตามกระบวนความท่ีตนแตง ทต่ี นเขียนไปใน แนวไหนก็ตาม ก็คงอยใู นลกั ษณะแหงโวหาร ๔ น้ี คอื ๑. พรรณนาโวหาร ไดแก การพรรณนาความ คอื เลาเร่อื งท่ีไดเหน็ มาแลวหรือคิดประพนั ธขนึ้ ดวย มงุ ความไพเราะ หรอื ความบนั เทงิ โดยเขาใจวา อาจเปน ไปไดเ ชน น้ัน เชน การเขยี นนวนยิ าย หรือการเลา ความจริงจากหลักฐานทไ่ี ดฟ งมา เชนการเขียนตำนาน เปน ตน เรียกวา พรรณนาโวหาร พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 2
3 ๒. บรรยายโวหาร ไดแก การอธิบายขอความทยี่ อซงึ่ ยงั เคลือบคลมุ อยูใหเ กดิ ความกระจา ง เพือ่ ใหผ อู านผฟู งเขาใจไดงา ย การแตงในทำนองน้มี งุ ไปในทางไขปญ หาอนั ลกึ ซึ้งสขุ ุมคมั ภรี ภาพ ดังเชน ปญ หาวา พระพทุ ธศาสนาคืออะไร ? ศลี ธรรมคืออะไร ? สตคิ ืออะไร ? สมั ปชญั ญะคืออะไร ? ดังนี้ เปน ตน แตละอยา ง ๆ ตองอธบิ ายขยายความออกไปใหผ ูฟงเหน็ เงอ่ื นงำคำถามและขอธรรมนั้น ๆ โดยแจม แจง เรียกวา บรรยายโวหาร ๓. เทศนาโวหาร ไดแก การแตงทำนองการสอน คอื ช้ีแงหลกั ธรรมนน้ั ๆ ใหผูอา นผูฟงยึดถอื เปน หลักปฏบิ ัติ เชน เทศนา หรือกฎหมายเปนตน เพือ่ อบรมนิสัยใหประณีตงดงามขน้ึ โดยไดฟง และตรกึ ตรอง พจิ ารณาเหน็ คณุ และโทษของสิ่งนั้น ๆ การแตง ทำนองนีม้ งุ ใหผอู า นผูฟงเกิดฉนั ทะ อุตสาหะ อันจะนำมา ปฏิบัตติ าม เรยี กวา เทศนาโวหาร ๔. สาธกโวหาร ไดแ ก การบรรยายขอ เปรยี บเทยี บคอื นำขอ อุปมาอปุ ไมยมาเทยี บเคียง เพ่ือให ขอความท่อี ธิบายนั้นแจมแจงดีขึน้ อันไดแกก ารยกขอความอ่ืนมาเปรียบเทียบกับขอความทก่ี ลา วมทาถึงน้นั ชีแ้ จงใหชกั เจน แสดงขอความทีเ่ ปรยี บเทียบน้ันใหเ หน็ เปนความจรงิ ยิ่งขน้ึ ซ่ึงมกี ิรยิ าการคลา ยคลึงกนั ดัง ตัวอยา งวา คนทข่ี าดสติยอมเปนเสมือนเรือท่ขี าดหางเสือเครอื่ งคัดวาดฉะนั้น โดยอธบิ ายวา ธรรมดาคนเรา ทกุ ๆ คนจะทำจะพูด จะคิดอะไร ตองมีสติระลึกไวกอนแลวจงึ ทำ จงึ พูด จึงคิด เม่อื ระลกึ ไวกอนแลว สิง่ ท่ีทำ คำที่พดู และเรอ่ื งท่คี ิดนนั้ ก็ไมผดิ พลาด ยอมไดรับผลสมประสงค เหมือนเรือทม่ี ีหางเสอื เครื่องคัด วาดใหห ัวเรอื แลนตรงไปสจู ดุ หมายปลายทางฉะนัน้ หากบคุ คลผจู ะทำ จะพูด จะคิด ขาดสติ แลว ไซร การที่ทำ คำที่พูด และเรอ่ื งที่คิด กจ็ ะผดิ พลาด ไมไดผ ลสมประสงคเหมอื นเรอื ทขี่ าดหางเสือ แลน เปะปะ ไมต รงไปถึงจุดหมายหลายทาง และมแี ตจะกระทบกระท่ังสิ่งตา ง ๆ ซ่ึงจะเปน อันตราย ฉะนน้ั หรอื จะยก เรอ่ื งอนื่ ๆ เชนนิทานชาดกเปน ตน มาเปรยี บเทียบใหเห็นเปน ตวั อยา ง ดังเรอื่ งพระสมั มาสัมพทุ ธเจาเมือ่ ครัง้ เปนพระมหาบุรษุ ทรงบำเพ็ญทุกรกริ ิยา เพ่อื แสวงหาพระสมั มาสมั โพธิญาณอนั เปน ตัวอยางแหง การบำเพญ็ ความเพยี รเปนตน เรียกวา สาธกโวหาร การแตง กระทธู รรมทุกช้ัน ทา นกำหนดใหแ ตงดว ยเทศนาโวหาร เทศนาโวหารน้ันประกอบดวย ลักษณะ ๔ ประการ คอื ๑. ชี้แจงเหตุผลใหเหน็ ตามความเปน จริง แสดงไปตามลำดับขอความใหเหมาะแกกาลเทศะ แก บคุ คลและเรื่องราว ไมใหลักลัน่ กัน ๒. โนม นา วใหผูอา นผูฟง เกิดความเช่อื ถือในขอความตามท่ีตนกลา วน่นั ๓. ใหผ อู า นผฟู งเกดิ ฉนั ทะอตุ สาหะทีจ่ ะปฏิบัตติ าม เชน ต้งั ในละช่วั ประพฤตดิ แี ละใหม ีอตุ สาหะทจ่ี ะ ทำดีใหย ่ิง ๆ ขึน้ ไป ๔. ใหผ ูอา นผูฟง เกิดความกลาหาญราเริงในการทำดที ่ีไดทำอยแู ลวน้ัน ดังนนั้ การแตงหรอื เรียงความท่วั ๆ ไปจะใชโ วหารอะไรเปน หลักกต็ ามจำตอ งมีโวหารอ่ืนแทรกเขา มาอีกตามควร แมการเรยี งความแกกระทูธรรมกเ็ ชน เดยี วกนั ใชเทศนาโวหารเปน หลกั และตองแทรกโวหาร พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 3
4 อีก ๓ น้ันประกอบดวย เพอ่ื ใหขอความพสิ ดารและเดนชัดข้ึน การแตง ในทำนองน้ตี องอธิบายลกั ษณะของ ธรรมใหแ จม แจง ซึ่งเรียกวา บรรยายโวหารกอน ตอ จากน้ันจงึ หาเหตผุ ลอืน่ มาประกอบตอ ไป เพื่อโนม นาวใจ ผดู อนผฟู ง ใหเกิดฉันทะอตุ สาหะข้ึนในตน ตอนนี้เปน หนา ท่ขี องเทศนาโวหาร หากเห็นวา ขอความทกี่ ลา ว น้นั ยงั เคลอื บคลุมหรือไมมีหลกั ฐานเพยี งพอ จึงนำเอาขอ เปรยี บเทียบมาแสดงอกี เพ่อื ใหค วามท่กี ลาวมานนั้ แนน แฟน ยิ่งขึ้น ตอนนี้ เรียกสาธกโวหาร รวมความวาการแตงการเขียนจะตองอาศัยโวหาร ๔ เสมอไป วิธเี รียงความ เมือ่ นกั เรยี นเห็นบทธรรมหรือกระทูทที่ านตงั้ ไว พึงตีความหมายของกระทู ใหถ ูกตองกอน แลว จงึ วางโครงเร่ืองท่จี ะอธิบายตอ ไป ดว ยการพจิ ารณาวา กระทูน ้กี ลา วถึงอะไร เก่ียวกับธรรมหมวดไหน และจะ อธบิ ายอยา งไรจงึ จะใหผ อู านผฟู งเกดิ ศรทั ธาปสาทะได ดังน้เี ปนตน จะอธิบายควบกนั ไปหรือแยกอธบิ าย เปนตอน ๆ ก็ได ใหร ูจักสวนทเ่ี ปน เหตแุ ละเปนผลวา มีความเกี่ยวเนื่องกนั อยางไร พึงอธิบายใหประสานกนั เม่ือจะยกภาษติ ประกอบอีก ๓ ภาษติ พึงอธบิ ายทาวความใหเชอื่ มกันหรือในทีอ่ ่ืน ๆ อยา งนอ ย ๓ สุภาษิต ตามกฎเกณฑของสนามหลวงซงึ่ ไดประกาศใหทราบโดยท่ัวกันแลวนัน้ . พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 4
5 พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 5
6 พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 6
7 (ตวั อยาง)เรียงความแกกระทูธ รรม ธรรมศกึ ษาช้ันเอก สีลเมว อิธ อคคฺ ํ ปญฺ วา ปน อตุ ตโม มนุสเฺ สสุ จ เทเวสุ สลี ปฺญญาณโต ชยํ ศีลเทานนั้ เปนเลศิ ในโลก สวนผทู ่ีมีปญญาเปน ผสู งู สุด ความชนะในหมูมนษุ ยและเทวดายอมมีเพราะศีลและปญญาฯ บดั น้ี จักไดอธิบายความแหงกระทูธ รรมภาษติ ทอ่ี ญั เชญิ มาตัง้ เปนอเุ ทสคาถาขางตนน้พี อเปน แนวทางแหงการศึกษาและปฏบิ ตั ธิ รรมเปน ลำดบั ไป กระทธู รรมคาถานี้ แสดงถึงความชนะเปน ทย่ี อมรับเปน ทย่ี ินดใี นหมมู นษุ ยและเทวดาวา ตองเปน ความชนะทไ่ี ดม าเพราะศลี และปญญา ฟงแลวออกจะเปน เรื่องทีแ่ ปลกหูแปลกใจของผูท่หี างจาก พระพทุ ธศาสนา ไมเคยสนใจในการศึกษาและปฏบิ ตั ิธรรม เพราะความชนะในทางคดีโลก สว นใหญมุงแต ความชนะผูอ่นื เปนทีต่ งั้ เร่อื งการชนะตนเองไมคอ ยคำนึงถึง เมอ่ื มุงแตจะเอาชนะผอู ่นื ก็ตอ งเตรียมพรอม เร่อื งการตอ สทู กุ ๆดา น ทั้งดานกำลัง ดานชั้นเชงิ ดา นเชาวไ วไหวพรบิ เปน ตน เพือ่ ใหเหนอื กวา ยง่ิ กวาคู ตอ สู ในการบางคร้งั มุงหวังเพอื่ ผลคอื ความชนะแกตนเองและแกหมคู ณะของตนจนเกนิ ไป ถงึ กบั พรกิ ผัน ปญ ญาความพรบิ ไหวทถ่ี ูกตอ งยุตธิ รรมเปน ทปุ ปญ ญาไป กจ็ ำตองทำอยางนี้กม็ ี ทุปปญญานน้ั ไดแ ก ปญญา ทเ่ี จือดวยเลหเหลยี่ ม กลโกง เอารัดเอาเปรยี บ ไมสจุ ริตมีประการตางๆ ความชนะท่ีไดมาดวยวธิ กี ารเชน น้ี แมจะยนิ ยอมกันได ก็เปน แตเ พยี งเพือ่ ยตุ เิ ทา นัน้ แตห าหยุดสุดสนิ้ ยนิ ยอมท่ีแทจ รงิ ไม ยังจะตอ งมกี ารตอสู ขับเค่ียวกันตอไป ไมมีทส่ี น้ิ สุด ฝา ยทีพ่ า ยแพยอมไมพอใจ เปน ทกุ ขเปนโศก มีความเคืองแคน หมายมน่ั จองเวรกนั ตอ ไปนานเทา นาน ฝายทชี่ นะเปนฝา ยกอ เวร ฝายแพเปนฝา ยจองเวร ไดชื่อวา เปน ผูมีเวรทง้ั ๒ ฝา ย ขนึ้ ชือ่ วาผูมเี วรแลว ยอ มจะมีความสขุ ที่แทจ ริงไมไ ด และท่สี ำคัญอกี อยางหน่งึ กค็ อื ความไมเปนที่ ยอมรบั ไมเปนทปี่ ราบปล้ืมอนุโมทนาสาธกุ ารในหมูมนษุ ยและเทวดาโดยทัว่ หนา ดังท่ีกลา วถงึ ตามกระทู ขา งตนน้ี ความมุง หมายของกระทนู ้ี เปนความมุง หมายในทางคดีธรรม หมายถึงความชนะทบี่ รสิ ทุ ธ์ิยตุ ธิ รรม และมุงถึงความชนะตนเองเปน ท่ีตัง้ เพราะความชนะเชนน้ัน เปนความชนะที่ปราศจากเวรภยั ทัง้ เปน ท่ี ยอมรบั ของมนุษยแ ละเทวดาทง้ั หลายท้ังปวง ความชนะเชนน้ันยอ มเกดิ มขี ึน้ ไดก ็เพราะศีลและปญ ญา ดงั เชนทท่ี า นผูรทู ้งั หลายมีพระพทุ ธเจา เปนประธานและทานไดรับรองและยืนยันวา ศีลเทาน้นั เปนเลศิ ใน โลก เพราะศีล ไมวาจะเปนศลี ประเภทใด มศี ีล ๕ เปน ตน ลวนแตเปน ขอปฏิบัตเิ ปน เครื่องดำเนนิ ของชีวิต ทำชวี ติ ใหเปนอยูอยางปกติ ท่นี ้นั กเ็ ปนสุข ศีลนั้นนอกจากเปนเลิศในการทำผปู ฏบิ ัตใิ หมคี วามเปน อยูอยา ง ปกตสิ ุขแลว ศีลยงั เปน เลิศในดานปรบั ปรงุ รากฐานของชวี ิตใหม น่ั คง เปน ท่พี ึ่ง เปนบอเกดิ แหงคณุ ธรรม นอยใหญใหตัง้ มนั่ และเจริญยง่ิ ๆ ขน้ึ ไป สมตามเทศนานัยเถรภาษิต ท่ีมาในขทุ ทกนิกาย เถรคาถาวา อาทิ สีลํ ปติฐ า จ กลยฺ าณนจฺ มาตกุ ํ ปมขุ ํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สลี ํ วิโสธเย ศลี เปนที่พึง่ เบอ้ื งตน เปนมารดาของกัลยาณธรรมทงั้ หลาย เปนประมขุ ของธรรมทัง้ ปวง เพราะเหตุนนั้ ควรชำระศีลใหบริสุทธิ์. พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 7
8 ศีลจะมีคณุ คา มีประสทิ ธิภาพ เปน ท่ีพงึ่ เปนมารดา เปนประมุขของความดที งั้ ปวงได ก็อยทู ีผ่ ู ปฏบิ ตั คิ อยพิจารณาสำรวจตรวจตรา ชำระศลี ของตนใหบริสุทธอ์ิ ยเู สมอ ไมใหข าดไมใหด า งพรอย ศีลที่ บริสุทธิ์จึงเปน เลศิ ในการเปนเกราะคมุ ครองเวรภยั ทำความระแวงหวาดกลัวใหสลายไป มคี วามเปน อยเู ปน สุขสดใสในโลกสันนิวาสนี้ สมจรงิ ตามพระคาถาบาลี ท่มี าในขุททกนิกาย ธรรมบทวา สุสขุ ํ วต ชีวาม เวริเนสุ อเวรโิ น เวรเิ นสุ มนุสฺเสสุ วหิ าราม อเวริโน ในหมูมนุษยผ มู เี วรกัน เราเปนผไู มม เี วรอยู ในหมูมนุษย ผมู เี วรกนั เราเปน ผูไมมีเวรอยู เราจึงเปนอยอู ยางเปนสขุ ดีหนอ. การรักษาศลี ใหบ ริสุทธ์ิ เปน ทมี่ น่ั ใจในศีลของตนก็ตองอาศัยปญญา ปญญาเปน เคร่ืองชำระศลี ให บรสิ ทุ ธิ์ ศลี นน้ั แมจ ะเปนเลิศ ทำใหปลอดเวรปลอดภยั มคี วามสขุ กายสุขใจได กอ็ ยใู นระดับของศลี เทา นัน้ เพราะศีลเปนเพียงเบ้อื งตน เปนเครอ่ื งปอ งกัน กำจัดไดเฉพาะกิเลสอยางหยาบ มีทุจริตทางกาย ทางวาจา ปดกัน้ ทุคติภมู ิ เปด ทางนำไปสทู คุ ติภมู เิ ทาน้ันศีลเปนเครื่องอบรมจิตเบ้อื งตน ทำจิตใหมีหลัก หนักแนน เปน สมาธทิ จี่ ะดำเนินไปสรู ะดับสงู ยงิ่ ๆ ข้ึนไป ผมู ีศลี สมบรู ณ มสี มาธิ มปี ญ ญาพอประมาณ เปน ผทู รงไว ซ่ึงอริยคุณข้นั สงู สดุ คือพระอรหนั ต ปญญาจึงเปนคณุ ขน้ั อุดม สามารถกำจดั กเิ ลสาสวะทั้งอยางหยาบ อยางละเอยี ดใหหมดสน้ิ ไป ไมมสี วนเหลือ เมื่อกลา วถึงความชนะกันแลว ผทู ีก่ ำจัดกเิ ลสของตนได ไมตก อยูภ ายใตอ ำนาจของกิเลส ไมถูกกเิ ลสฉดุ ครา พาไป ผนู นั้ ชือ่ วา เปน ผชู นะตนเอง ผทู ี่ชนะตนเองได ไดชอ่ื วา เปนจอมแหง ผูชนะ ความขอน้ี สมกับพระพุทธวจนะคาถาทีม่ าใน ขุททกนกิ าย ธรรมบทวา โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงคฺ าเม มานุเส ชิเน เอกจฺ ชยมตตฺ านํ ส เว สงฺคามชุตฺตโม บุคคลใด พงึ ชนะหมูมนษุ ยต้งั พันคูณดวยพันในสงคราม บคุ คลนน้ั (ยงั หา) ช่ือวา เปน ผชู นะอยางสงู ในสงครามไม สว นบุคคลใด พึงชนะ ตนผเู ดียวได บคุ คลนั้นแล (ช่อื วา) เปนยอดแหงผูชนะในสงคราม. ความขอ นี้ พึงเหน็ ไดจากพระปฏปิ ทาของพระสมั มาสัมพทุ ธเจาทีท่ รงชนะศัตรูหมูม ารคนพาลทงั้ ปวง เปน อทุ าหรณ พระองคทรงใชคุณธรรม คือ ศลี และปญ ญา เปน เครือ่ งปราบ ทำเหลาพาลใหสงบราบคาบ โดยไมรูสึกตวั วา ตนเปน ผไู ดรับความเจบ็ ช้ำระกำใจ ไมคิดจองเวรจองภยั เพราะความพา ยแพ มีความสุข ดว ยกันทั้งสองฝาย และเปน ทีช่ ่ืนชมแซซอ งสาธุการกนั ทวั่ หนา ปราชญผ ูมปี ญญาในอดีตจงึ ไดบันทึก จารึก เปนพทุ ธชยมงคลอัฏฐคาถา สรรเสรญิ พทุ ธปฏปิ ทาทท่ี รงมีชยั แกเหลา หมมู ารพาลรายคร้ังยิ่งใหญรวม ๘ หน พทุ ธศาสนิกชนผูมีศรัทธา ใชเปนขอ สวดรอ งทอ งบน จำทรงสบื ๆ กนั มาจนตราบเทาทกุ วนั น้ี สรปุ ความตามทไ่ี ดบ รรยายมา จะเหน็ จริงไดวา ศลี และปญ ญาเปนปฏปิ ทาทล่ี ำ้ เลิศประเสริฐสงู สดุ ใชไดทงั้ เปนเกราะและอาวธุ รกั ษาตน ท้ังเปนเครอื่ งตอสกู ับเหลา พาลชนประสบผลคอื ความมีชัย เปน ทีพ่ ง่ึ พอใจของมนษุ ยและเทวดา สมตามกระทธู รรมคาถาทีต่ ้งั ไวต อนตน ซง่ึ มอี รรถาธิบายตามทีบ่ รรยายมา ดว ยประการฉะนี้ ฯ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 8
9 พุทธศาสนสภุ าษิต จิตตวรรค คอื หมวดจติ ๑. อนวสส ุตจติ ตสส อนนว าหตเจตโส ปญุ ญปาปปหีนสส นตถิ ชาครโต ภยํ. ผูมจี ติ อนั ไมช ุม ดวยราคะ มีใจอันโทสะไมกระทบแลว มบี ุญและบาปอันละไดแ ลว ตืน่ อยู ยอมไมม ภี ัย ( พทุ ธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๒๐. ๒. กุมภฺ ปู มํ กายมมิ ํ วทิ ิตฺวา นครปู มํ จิตตมทิ ํ ถเกตวา โยเธถ มารํ ปญญ าวุเธน ชติ ญจ รกเ ข อนเิ วสโน สยิ า บุคคลรูก ายนที้ เี่ ปรยี บดว ยหมอ ก้ันจิตท่เี ปรยี บดวยเมอื งนแ้ี ลว พงึ รบมารดว ยอาวุธคอื ปญญา และพึงรกั ษาแนวที่ชนะไว ไมพ ึงยับยั้งอยู ( พทุ ธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๒๐. ๓. จติ เ ตน นยี ติ โลโก จติ เตน ปริกสสติ จติ ตสส เอกธมม สส สพเ พว วสมนว ค.ู โลกถกู จิตนำไป ถูกจิตชักไป, สตั วท ้ังปวงไปสูอ ำนาจแหงจิตอยา งเดยี ว ( พุทธ ) สํ. ส. ๑๕ / ๕๔. ๔. ตณหาธปิ นนา วตต สีลพทธา ลขู ํ ตป วสสสตํ จรนต า จติ ตญจ เนสํ น สมมา วมิ ตุ ต ํ หนี ตตรปู า น ปารงคมา เต. ผูถูกตัณหาครอบงำ ถูกศีลพรตผูกมดั ประพฤติตบะอันเศรา หมองตั้งรอ ยป, จติ ของเขาก็หลดุ พนดวยดไี มได เขามีตนเลวจะถงึ ฝงไมไ ด ( พุทธ ) สํ. ส. ๑๕ / ๔๐. ๕. ทุนน ิคค หสส ลหุโน ยตถ กามนิปาตโิ น จิต ตสส ทมโถ สาธุ จติ ต ํ ทนต ํ สุขาวห.ํ การฝก จิตที่ขม ยาก ทเี่ บา มกั ตกไปในอารมณท นี่ า ใคร เปน ความดี, (เพราะวา) จติ ท่ีฝกแลว นำสขุ มาให ( พทุ ธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๑๙. พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 9
10 ๖. ปทุฏฐ จติ ต สส น ผาติ โหติ น จาป นํ เทวตา ปชู ยนติ โย ภาตรํ เปตติกํ สาปเตยย ํ อวญจยี ทุกกฏกมม การี. ผูใ ดทำกรรมชวั่ ลอ ลวงเอาทรพั ยส มบัตพิ ี่นองพอแม ผนู ้นั มจี ติ ช่วั รา ย ยอ มไมม ีความเจรญิ แมเ ทวดาก็ไมบ ชู าเขา ( นทีเทวดา ) ขุ. ชา. ตกิ . ๒๗ /๑๒๐. ๗. ภกิ ข ุ สยิ า ฌายิ วมิ ุตตจติ โต อากงเข เว หทยสส านปุ ตต ึ โลก สส ญตว า อุทยพพ ยญจ สุเจต โส อนิสสโิ ต ตทานิสํโส. ภิกษุเพง พนิ ิจ มีจิตหลดุ พน รูความเกดิ และความเสอื่ มแหงโลกแลว มีใจดี ไมถ กู กเิ ลสอาศัย มีธรรมนนั้ เปน อานิสงส พึงหวังความบริสทุ ธแ์ิ หงใจได ( เทวปุ ตต ) ส.ํ ส. ๑๔ / ๗๓. ๘. โย อลีเนน จิตเตน อลนี มนโส นโร ภาเวติ กสุ ลํ ธมม ํ โยคกเ ขมสส ปตต ยิ า ปาปุเณ อนุปพุ เพน สพพสโํ ยชนกข ยํ. คนใด มีจิตไมท อ ถอย มใี จไมหดหู บำเพญ็ กศุ ลธรรม เพ่อื บรรลุธรรมทเ่ี กษมจากโยคะ พึงบรรลธุ รรมเปน ท่สี ้นิ สังโยชนท ง้ั ปวงได. ( พทุ ธ ) ข.ุ ชา. เอก. ๒๗ / ๑๘. ๙. สุททุ ทสํ สุนิปณุ ํ ยตถ กามนิปาตนิ ํ จิต ตํ รกเ ขถ เมธาวี จติ ตํ คุตต ํ สุขาวหํ. ผูมปี ญ ญา พงึ รกั ษาจิตทีเ่ ห็นไดย ากนกั ละเอยี ดนัก มกั ตกไปในอารมณทนี่ าใคร, (เพราะวา ) จิตท่ีคุมครองแลว นำสุขมาให ( พุทธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๑๙. ธัมมวรรค คอื หมวดธรรม ๑๐. อตถงค ตสส น ปมาณมตถ ิ เยน นํ วชช ุ ตํ ตสส นตถ ิ สพเพสุ ธมเมสุ สมูหเตสุ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 10
11 สมูหตา วาทปถาป สพเพ ทา นผูด บั ไป (คือปรนิ ิพพาน) แลว ไมมปี ระมาณ, จะพึงกลาวถึงทานนนั้ ดว ยเหตุใด เหตุ น้ันของทา นก็ไมมี, เมือ่ ธรรมทงั้ ปวง (มขี ันธเปน ตน ) ถกู เพิกถอนแลว แมคลองแหงถอยคำท่ีจะพูดถงึ (วา ผูน ้ันเปน อะไร) กเ็ ปนอนั ถกู เพิกถอนเสียทั้งหมด ( พทุ ธ ) ข.ุ ส.ุ ๒๕ / ๕๓๙. ข.ุ จ.ู ๓๐ / ๑๓๙. ๑๑. อาทาน ตณฺหํ วนิ เยถ สพฺพํ อุทฺธํ อโธ ติริยํ วาป มชเฺ ฌ ยํ ยํ หิ โลกสฺมึ อุปาทยิ นฺติ เต เนว มาโร อนเฺ วติ ชนตฺ ุ พงึ ขจัดตณั หาท่เี ปนเหตถุ ือมั่นทัง้ ปวง ทัง้ เบ้อื งสงู เบ้ืองต่ำ เบ้อื งขวาง ทา มกลาง, เพราะเขาถอื มัน่ สงิ่ ใด ๆ ในโลกไว มารยอ มติดตามเขาไป เพราะสิ่งนนั้ ๆ (พุทธ ) ข.ุ ส.ุ ๒๕ / ๕๔๖. ขุ. จ.ู ๓๐ / ๒๐๒. ๑๒. อุจฺฉนิ ทฺ สเิ นหมตตฺ โน (ใหถ ึง) กมุ ุทํ สารทกิ ํว ปาณนิ า สนฺ ตมิ คคฺ เมว พฺรูหย นพิ ฺพานํ สุคเตน เทสิตํ จงเด็ดเย่ือใยของตนเสยี เหมอื นเอาฝามือเด็ดบัวในฤดูแลง จงเพ่ิมพูนทางสงบ พระนิพพานทพี่ ระสุคตแสดงแลว (พทุ ธ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๕๓. ๑๓. โอวเทยยานสุ าเสยย อสพภ า จ นวิ ารเย สตํ หิ โส ปโ ย โหติ อสตํ โหติ อปปโย. บคุ คลควรเตอื นกนั ควรสอนกัน และปองกันจากคนไมดี เพราะเขายอ มเปน ที่รักของคนดี แตไ มเปนทร่ี ักของคนไมด ี (พุทธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๒๕. ๑๔. กาเมสุ พรหม จรยิ วา วีตตณโห สทา สโต สงขาย นพิ พ ุโต ภิกขุ ตสส โน สนติ อิญชติ า ภกิ ษุผเู หน็ โทษในกาม มีความประพฤตปิ ระเสรฐิ ปราศจากตัณหา มสิ ตทิ กุ เมือ่ พจิ ารณาแลว ดบั กเิ ลสแลว ยอมไมม ีความหวัน่ ไหว (พุทธ) ขุ. สุ. ๒๕ / ๕๓๑. ขุ. จู. ๓๐ / ๓๕. ๑๕. ขตตโิ ย จ อธมม ฏโฐ เวสโส จาธมมนสิ ส ิโต พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 11
12 เต ปรจิ จ ชช ุโภ โลเก อปุ ปชช นต ิ ทคุ คตึ กษตั ริยไมทรงตงั้ อยูใ นธรรม และแพศย (นสามัญ) ไมอ าศยั ธรรม ชนทั้ง ๒ นั้นละโลกแลว ยอ มเขา ถึงทุคติ (โพธสิ ตต ) ขุ. ชา ปญจ ก. ๒๗ / ๑๗๕. ๑๖. คตทธ ิโน วโิ สกสส วิปปมตุ ตสส สพพธิ สพพคนถปปหีนสส ปรฬิ าโห น วิชชติ ทา นผูมีทางไกลอันถงึ แลว หายโศก หลุดพนแลวในธรรมทัง้ ปวง ละกเิ ลสเครือ่ งรัดทัง้ ปวงแลว ยอมไมม ีความเรารอน (พุทธ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๒๗. ๑๗. จเช ธนํ องควรสส เหตุ องค ํ จเช ชีวิตํ รกข มาโน องค ํ ธนํ ชวี ิตญจาป สพพ ํ จเช นโร ธมม มนสุ ส รนโต พึงสละทรัพยเพื่อรกั ษาอวยั วะ, เมอ่ื รักษาชีวติ พงึ สละอวยั วะ, เมอื่ คำนึงถึงธรรม พงึ สละอวัยวะ ทรัพย และแมชีวิต ทุกอยา ง (โพธสิ ตต ) ขุ. ชา. อสีติ. ๒๘ / ๑๔๗. ๑๘. ฉนท ชาโต อนกข าเต มนสา จ ผโุ ฐ สยิ า กาเม จ อปฏิพทธจิตโต อุทธ ํโสโตติ วุจจ ติ พงึ เปนผพู อใจและประทบั ใจในพระนพิ พานท่บี อกไมไ ด ผูมจี ิตไมต ดิ กาม ทา นเรยี กวาผูมีกระแสอยูเ บื้องบน (พทุ ธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๔๔. ๑๙. ชิฆจฉ า ปรมา โรคา สงขารา ปรมา ทุกข า เอตํ ญตว า ยถาภตู ํ นพิ พ านํ ปรมํ สขุ .ํ ความหิวเปน โรคอยางยิ่ง สงั ขารเปนทกุ ขอยางยง่ิ รูขอนัน้ ตามเปนจริงแลว ดบั เสยี ได เปนสุขอยา งยิ่ง. (พทุ ธ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๔๒. ๒๐. ชรี นติ เว ราชรถา สจุ ติ ต า อโถ สรรี มป ชรํ อเุ ปติ สตญจ ธมโม น ชรํ อุเปติ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 12
13 สนโ ต หเว สพภ ิ ปเวทยนต.ิ ราชรถอันงดงามยอมคร่ำครา แมร า งกายก็เขาถึงชรา สว นธรรมของสัตบุรษุ ยอ มไมเขาถึงชรา สัตบุรษุ กับอสัตบุรุษเทานัน้ ยอมรกู นั ได (พทุ ธ ) สํ. ส. ๑๕ / ๑๐๒. ๒๑. เต ฌายิโน สาตตกิ า นจิ จ ํ ทฬหปรกกมา ผสุ นต ิ ธรี า นพิ พ านํ โยคกเขมํ อนตุ ต ร.ํ ผูฉลาดนัน้ เปน ผูเ พงพนิ ิจ มีเพยี รตดิ ตอ บากบั่นม่นั คงเปน นิตย ยอมถูกตอ งพระนิพพานอนั ปลอดจากโยคะ หาธรรมอื่นยิง่ กวามไิ ด (พุทธ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๑๘. ๒๒. ทกุ ขเมว หิ สมโภติ ทกุ ขํ ติฏฐ ติ เวติ จ นาญญ ตร ทุกข า สมโ ภติ นาญญ ตร ทุกขา นริ ชุ ฌ ติ ทกุ ขเทา น้ันเกิดขน้ึ ทุกขยอ มต้ังอยู และเสื่อมไป นอกจากทุกขไ มม อี ะไรเกดิ นอกจากทุกขไมมอี ะไรดับ (วชิราภิกข นุ ี ) ส.ํ ส. ๑๕ / ๑๙๙. ข.ุ มหา. ๒๙ / ๕๓๖. ๒๓. ธมโม ปโถ มหาราช อธมโม ปน อุปปโถ อธมโม นริ ยํ เนติ ธมโม ปาเปติ สุคตึ มหาราช ธรรมเปนทาง (ควรดำเนินตาม) สว นอธรรมนอกลูนอกทาง (ไมควรดำเนนิ ตาม) อธรรมนำไปนรก ธรรมใหถ งึ สวรรค (โพธสิ ตต ) ขุ. ชา. สฏฐ.ิ ๒๘ / ๓๙. ๒๔. นนท ิสญโ ญชโน โลโก วติ กก สส วิจารณา ตณหาย วปิ ป หาเนน นพิ พานํ อติ ิ วจุ จ ติ สัตวโลกมคี วามเพลินเปน เคร่ืองผกู พัน มวี ิตกเปนเครื่องเทย่ี วไป ทานเรียกวานิพพาน เพราะละตัณหาได ( พุทธ ) ข.ุ สุ. ๒๕ / ๕๔๗. ขุ. จุ. ๓๐/๓๑๖,๒๑๗.. ๒๕. นาญฺ ตฺร โพชฌฺ าตปสา นาฺญตฺร อนิ ทฺ ฺรยิ สํวรา นาญฺ ตฺร สพฺพนสิ ฺสคคฺ า โสตฺถึ ปสสฺ ามิ ปาณนิ ํ เรา (ตถาคต) ไมเห็นความสวสั ดีของสตั วท ั้งหลาย นอกจากปญ ญา ความเพียร ความระวงั ตัว และการสละสิง่ ท้งั ปวง (พทุ ธ) สํ. ส. ๑๕ / ๗๕. พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 13
14 ๒๖. ปฺจกขฺ นธฺ า ปริฺญาตา ติฐ นตฺ ิ ฉนิ ฺนมลู กา ทกุ ขฺ กฺขโย อนุปปฺ ตโฺ ต นตฺถทิ านิ ปุนพภฺ โว. เบญจขันธท ีก่ ำหนดรแู ลว มีรากขาดตั้งอยู ถึงความสนิ้ ทกุ ขแลว ก็ไมมภี พตอไปอกี (พรหมทตต เถร)ี ขุ. เถร. ๒๖ /๓๓๔. ๒๗. ปตต า เต นิพพฺ านํ เย ยุตฺตา ทสพลสสฺ ปาวจเน อปฺโปสฺสกุ ฺกา ฆเฏนฺติ ชาติมรณปฺปหานาย. ผูใด ประกอบในธรรมวินยั ของพระทศพล มคี วามขวนขวายนอย พากเพียรละความเกดิ ความตาย ผูนน้ั ยอ มบรรลพุ ระนิพพาน (สเุ มธาเถร) ขุ. เถรี. ๒๖ / ๕๐๒. ๒๘. พหสุ ฺสุตํ อุปาเสยฺย สุตจฺ น วนิ าสเย ตํ มูลํ พฺรหมจฺ ริยสฺส ตสมฺ า ธมมฺ ธโร สยิ า. พึงน่ังใกลผ ูเปน พหสู ูต และไมพงึ ทำสุตะใหเ สอ่ื ม สตุ ะน้นั เปนรากแหง พรหมจรรย เพราะฉะนั้น ควรเปน ผทู รงธรรม (อานนทเถร) ข.ุ เถร. ๒๖ / ๔๐๖. ๒๙. มคฺคานฐ งคฺ โิ ก เสโฐ สจฺจานํ จตุโร ปทา วริ าโค เสโฐ ธมมฺ านํ ทิปทานฺจ จกขฺ ุมา บรรดาทางท้ังหลาย ทางมีองค ๘ ประเสริฐสดุ , บรรดาสัจจะทั้งหลาย บท ๔ ประเสรฐิ สุด, บรรดาธรรมทง้ั หลาย วิราคธรรมประเสริฐสดุ , และบรรดาสตั ว ๒ เทาทง้ั หลาย พระพทุ ธเจาผูมี จกั ษปุ ระเสรฐิ สดุ ( พุทธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๕๑. ๓๐. ยตฺถ นามฺจ รปู จฺ อเสสํ อปุ รุชฺฌติ วิฺญาณสสฺ นโิ รเธน เอตฺเถตํ อปุ รุชฺฌติ. นามและรปู ยอ มดบั ไมเ หลอื ในที่ใด นามและรูปนี้ ยอ มดับในทนี่ น้ั เพราะวิญญาณดบั . ( พุทธ ) ข.ุ สุ. ๒๕ / ๕๓๑. ขุ. จ.ุ ๓๐/๒๑. ๓๑. ยมฺหิ สจจฺ ฺจ ธมฺโม จ อหสึ า สญฺ โม ทโม เอตทริยา เสวนฺติ เอตํ โลเก อนามตํ. สัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และทมะ มีอยูใ นผูใด อารยชนยอมคบผนู ัน้ นน่ั เปนธรรมอนั ไมต ายในโลก. ( อุปสาฬห กโพธิสตต ) ข.ุ ชา. ทุก. ๒๗ / ๕๘. พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 14
15 ๓๒. ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ สติ เตสํ นิวารณํ โสตานํ สํวรํ พรฺ ูมิ ปญฺ าเยเต ปถิยฺยเร. กระแสเหลาใดมีอยใู นโลก สตเิ ปนเครือ่ งกน้ั กระแสเหลา นั้น เรากลา ววาสติเปน เคร่อื งกัน้ กระแส กระแสเหลา นน้ั อนั บุคคลปดก้นั ไดด วยปญญา (พทุ ธ) ขุ.สุ.๒๕ /๕๓๐. ข.ุ จ.ู ๓๐/๑๖, ๒๐. ๓๓. เย สนตจิตฺตา นิปกา สตมิ นโฺ ต จ ฌายโิ น สมฺมา ธมมฺ ํ วปิ สฺสนฺติ กาเมสุ อนเปกขฺ โิ น ผมู ีจิตสงบ มปี ญ ญาเครอื่ งรักษาตวั มีสติ เปน ผเู พง พินจิ ไมเ ย่อื ใยในกาม ยอ มเห็นธรรมโดยชอบ (พทุ ธ ) ข.ุ อติ ิ. ๒๕ / ๒๖๐. ๓๔. โย จ ปปจฺ ํ หิตวฺ าน นปิ ฺปปจฺ ปเท รโต อาราธยิ โส นพิ พฺ านํ โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ ผูใดละปปญจธรรมทีท่ ำใหเ นนิ่ ชา ไดแ ลว ยินดใี นธรรมทไี่ มม ีสิง่ ทำใหเ น่นิ ชา ผนู ้ันก็บรรลพุ ระนพิ พานอนั ปลอดจากโยคะ ไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา (สารีปุตต) องฺ. ฉกฺก. ๒๒ / ๓๒๙ ๓๕. สกํ หิ ธมฺมํ ปรปิ ณุ ณฺ มาหุ ขุ. มหา. ๒๙ / ๓๘๓. อญญ สฺส ธมมฺ ํ ปน หนี มาหุ เอวมปฺ วคิ ฺคยฺห วิวาทยนตฺ ิ สกํ สกํ สมฺม สตมิ าหุ สจฺจํ สมณพราหมณบางเหลา กลา วธรรมของตนวาบรบิ รู ณ, แตกลาวธรรมของผอู ืน่ วาเลว (บกพรอ ง), เขายอ มทะเลาะวิวาทกันแมดว ยเหตนุ ้ี เพราะตางก็กลา วขอ สมตขิ องตน ๆ วาเปน จรงิ (พุทธ) ขุ. สุ. ๒๕ / ๕๑๑. ๓๖. สมมฺ ปปฺ ธานสมปฺ นฺโน สติปฐานโคจโร วมิ ุตตฺ ิกสุ ุม สฉฺ นฺโน ปรนิ พิ ฺพายิสสฺ ตยฺ นาสโว ผูถึงพรอ มดว ยสัมมปั ปธาน มีสติปฏฐานเปน อารมณ ดาดาษดว ยดอกไมค ือวมิ ตุ ติ หาอาสวะมิได จักปรนิ พิ พาน (เทวสภเถร) ขุ. เถร. ๒๖ / ๒๘๒. พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 15
16 ๓๗. สุขํ วต นพิ ฺพานํ สมฺมาสมฺพทุ ธฺ เทสิตํ อโสกํ วิรชํ เขมํ ยตฺถ ทกุ ขฺ ํ นริ ุชฌฺ ติ พระนิพพานทีพ่ ระสัมมาสัมพทุ ธเจา ทรงแสดงแลว ไมมีโศกปราศจากธุลี เกษม เปนทีด่ ับทุกข เปนสขุ ดหี นอ (หาริตเถร) ขุ. เถร. ๒๖ / ๓๐๙. ๓๘. โสรจจฺ ํ อวิหึสา จ ปาทา นาคสฺส เต ทเุ ว สติ จ สมปฺ ชญฺ ฺจ จรณา นาคสฺส เต ปเร โสรจั จะและอวิหงิ สานั้น เปนชางเทาหลัง สตแิ ละสมั ปชญั ญะน้นั เปนชา งเทาหนา (อทุ ายีเถร) ขุ. เถร. ๒๖ / ๓๖๘. ๓๙. หนี ํ ธมมฺ ํ น เสเวยยฺ ปมาเทน น สวํ เส มิจฉฺ าทิฐ ึ น เสเวยยฺ น สิยา โลกวฑฒฺ โน ไมควรเสพธรรมท่เี ลว ไมค วรอยกู ับความประมาท ไมค วรเสพมจิ ฉาทฏิ ฐิ ไมควรเปน คนรกโลก (พทุ ธ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๓๗. ๔๐. หีเนน พรฺ หมฺ จรเิ ยน ขตตฺ เิ ย อุปปชฺชติ มชฺฌเิ มน จ เทวตตฺ ํ อตุ ตฺ เมน วิสชุ ฌฺ ต.ิ บคุ คลยอมเขา ถึงความเปนกษตั ริย ดวยพรหมจรรยอ ยา งเลว, ถึงความเปน เทวดา ดว ยพรหมจรรยอยางกลาง, ยอมบริสุทธ์ิ ดว ยพรหมจรรยอยางสูง (พุทธ ) ข.ุ ชา. มหา. ๒๘ / ๑๙๙. วิริยวรรค คอื หมวดความเพยี ร ๔๑. โกสชชฺ ํ ภยโต ทิสฺวา วริ ยิ ารมฺภจฺ เขมโต อารทฺธวิริยา โหถ เอสา พุทธฺ านสุ าสนี ทา นทง้ั หลายจงเห็นความเกียจครา นเปนภยั และเหน็ การปรารภความเพยี รเปน ความปลอดภัย แลว ปรารภความเพียรเถิด นีเ้ ปน พทุ ธานุศาสนี (พุทธ) ข.ุ จรยิ า. ๓๓ / ๕๙๕ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 16
17 ๔๒. ตมุ เฺ หหิ กจิ จฺ ํ อาตปฺป อกฺขาตาโร ตถาคตา ปฏิปนนฺ า ปโมกฺขนฺติ ฌายโิ น มารพนฺธนา ทา นทง้ั หลายตอ งทำความเพียรเอง ตถาคตเปน แตเ พียงผูบอก ผูม ปี กติเพงพินจิ ดำเนินไปแลว จกั พน จากเครอ่ื งผูกของมาร (พุทธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๕๑. ๔๓. นทิ ทฺ ํ ตนฺทึ วิชิมหฺ ิตํ อรตึ ภตฺตสมฺมทํ วริ ิเยน นํ ปณาเมตฺวา อรยิ มคโฺ ค วสิ ุชฌฺ ติ. อริยมรรคยอมบรสิ ุทธิ์ เพราะขบั ไลค วามหลบั ความเกยี จคราน ความบดิ ขีเ้ กียจ ความไมยนิ ดี และความเมาอาหารน้ันไดด ว ยความเพยี ร (พุทธ) ส.ํ ส. ๑๕ / ๑๐. ๔๔. โย จ วสฺสสตํ ชีเว กสุ โี ต หนี วรี ิโย เอกาหํ ชวี ิตํ เสยโฺ ย วิรยิ ํ อารภโต ทฬหฺ ํ ผใู ดเกียจครา น มีความเพยี รเลว พงึ เปน อยตู ง้ั รอ ยป แตผ ปู รารภความเพียรม่นั คง มีชีวิตอยเู พยี งวันเดยี ว ประเสริฐกวาผนู น้ั (พทุ ธ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๓๐ ๔๕. สพพฺ ทา สลี สมปฺ นโฺ น ปญฺ วา สุสมาหิโต อารทฺธวริ โิ ย ปหิตตโฺ ต โอฆํ ตรติ ทตุ ตฺ รํ ผูถ ึงพรอ มดวยศีล มปี ญ ญา มใี จมงั่ คงดแี ลว ปรารภความเพยี ร ตง้ั ตนไวใ นกาลทกุ เม่ือ ยอมขา มโอฆะทขี่ า มไดย าก (พทุ ธ ) สํ. ส. ๑๕ / ๗๔ สามัคควี รรค คอื หมวดสามัคคี ๔๖. วิวาทํ ภยโต ทสิ วฺ า อววิ าทฺจ เขมโต สมคคฺ า สขลิ า โหถ เอสา พุทธฺ านุสาสนี ทานทั้งหลายจงเหน็ ความววิ าทโดยความเปนภยั และความไมว ิวาทโดยความปลอดภยั แลว เปน ผพู รอมเพรียง มีความประนปี ระนอมกนั เถิด นเ้ี ปน พระพุทธานศุ าสนี (พุทธ) ข.ุ จริยา. ๓๓ / ๕๙๕. ๔๗. สามคยฺ เมว สิกเฺ ขถ พทุ เฺ ธเหตํ ปสํสติ ํ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 17
18 สามคย รโต ธมม ฏโฐ โยคกเ ขมา น ธสํ ติ พึงศึกษาความสามัคคี, ความสามคั คนี น้ั ทานผูร ทู ั้งหลาย สรรเสรญิ แลว, ผูยินดใี นสามัคคี ต้ังอยูใ นธรรม ยอ มไมคลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ (พุทธ ) ขุ. ชา. เตรส. ๒๗ / ๓๔๖. ๔๘. สขุ า สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานจฺ นุคฺคโห สมคคฺ รโต ธมมฺ โฐ โยคกฺเขมา น ธํสติ ความพรอมเพรยี งของหมูเปน สขุ และการสนบั สนุนคนผูพรอมเพรียงกนั ก็เปนสขุ , ผูยินดใี นคนผพู รอ มเพรียงกัน ตง้ั อยูในธรรมยอมไมค ลาดจากธรรมอนั เกษมจากโยคะ ( พทุ ธ ) ข.ุ อติ ิ. ๒๕ / ๒๓๘. อปั ปมาทวรรค คือ หมวดไมป ระมาท ๔๙. อปปฺ มตฺตา สตีมนโฺ ต สุสลี า โหถ ภิกขฺ โว สุสมาหิตสงกฺ ปปฺ า สจติ ฺตมนรุ กขฺ ถ ภิกษทุ ั้งหลาย พวกเธอจงเปน ผไู มประมาท มสี ติ มีศลี ดีงาม ตั้งความดำรไิ วใหดี คอยรกั ษาจติ ของตน (พทุ ธ ) ท.ี มหา. ๑๐ / ๑๔๒. ๕๐. อปฺปมาทรตา โหถ สจติ ตฺ มนุรกขฺ ถ ทุคคฺ า อทุ ฺธรถตตฺ านํ ปงเฺ ก สนฺโนว กุชฺ โร ทานทง้ั หลาย จงยินดใี นความไมป ระมาท คอยรกั ษาจติ ของตน, จงถอนตนขน้ึ จากหลม เหมือนชางทต่ี กหลมถอนตนขึน้ ฉะนัน้ ( พุทธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๕๘. ๕๑. อปปฺ มาทรโต ภิกขุ ปมาเท ภยทสสฺ ิ วา สโฺ ญชนํ อณุ ถลู ํ ฑหํ อคคฺ ีว คจฉฺ ติ ภิกษยุ นิ ดีในความไมประมาท หรือเห็นภัยในความประมาท ยอ มเผาสงั โยชนน อยใหญไ ป เหมือนไฟไหมเชอื้ นอยใหญไ ปฉะนั้น ( พุทธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๑๙. ๕๒. อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทสสฺ ิ วา อภพโฺ พ ปริหานาย นิพฺพานสฺเสว สนตฺ เิ ก ภกิ ษุยนิ ดใี นความไมป ระมาท หรือเหน็ ภยั ในความประมาท เปน ผไู มค วรเพอ่ื จะเส่อื ม (ช่ือวา) อยใู กลพ ระนพิ พานทเี ดียว พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 18
19 ( พุทธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๑๙. ๕๓. เอววํ หิ ารี สโต อปฺปมตฺโต ภกิ ขุ จรํ หติ ฺวา มมายิตานิ ชาตชิ รํ โสกปรทิ ทฺ วฺจ อเิ ธว วิทวฺ า ปชเหยยฺ ทุกข ํ ภิกษผุ มู ีธรรมเปน เครอ่ื งอยอู ยา งน้ี มีสติ ไมป ระมาท ละความถือมัน่ วาของเราไดแ ลว เทีย่ วไป เปน ผูรู พึงละชาติ ชรา โสกะ ปรเิ ทวะ และทุกข ในโลกนี้ได ( พุทธ ) ข.ุ ส.ุ ๒๕ / ๕๓๕. ขุ. จ.ู ๓๐ / ๙๒. ๕๔. อุฏฐาเนนปปฺ มาเทน สฺญเมน ทเมน จ ทีป กยิราถ เมธาวี ยํ โอโฆ นาภิกรี ติ คนมีปญญา พึงสรา งเกาะ ที่นำ้ หลากมาทวมไมได ดวยความหมั่น ความไมประมาท ความสำรวม และความขมใจ ( พทุ ธ ) ข.ุ ธ. ๒๕ / ๑๘. ********************* พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 19
20 อักษรยอ บอกนามคัมภรี อง. อฏฐก. องค ุตต รนิกาย อฏฐ กนปิ าต อง. จตกุ ก . “ จตกุ ก นปิ าต อง. ฉก “ ฉกกนิปาต อง. ตกิ . “ ติกนปิ าต อง. ทสก. “ ทสกนิปาต อง. ปญจ ก. “ ปญจ กนปิ าต อง. สตต ก. “ สตต กนปิ าต ข.ุ อิต.ิ ขทุ ท กนกิ าย อิตวิ ุตตก ขุ. อุ. “ อุทาน ขุ. ขุ. “ ขุททกปาฐ ขุ. จริยา. “ จริยาปฏ ก ขุ. จ.ู “ จฬู นิทเ ทส ขุ. ชา. อฏฐก. ขทุ ทกนิกาย ชาตก อฏฐ กนิปาต ขุ. ชา. อสีติ. “ อสตี นิ ปิ าต ข.ุ ชา. เอก. “ เอกนิปาต ข.ุ ชา. จตตาสี . “ จตตาีสนปิ าต ข.ุ ชา. จตกุ ก. “ จตุกกนิปาต ขุ. ชา. ฉกก. “ ฉกกนิปาต ขุ. ชา. ตึส. “ ตสึ นิปาต ขุ. ชา. ตกิ . “ ตกิ นปิ าต ข.ุ ชา. เตรส. “ เตรสนิปาต ขุ. ชา. ทว าทส. “ ทว าทสนิปาต ขุ. ชา. ทสก. “ ทสกนิปาต ข.ุ ชา. ทกุ . “ ทุกนิปาต ขุ. ชา. นวก. “ นวกนิปาต ขุ. ชา. ปกิณณ ก. ข.ุ ชา. ปญจก. ขุททกนิกาย ชาตก ปกิณณกนปิ าต ขุ. ชา. ปญญาส. “ ปญจกนิปาต ขุ. ชา. มหา. “ ปญญาสนปิ าต ขุ. ชา. วีส. “ มหานปิ าต “ วสี ตนิ ิปาต พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 20
ข.ุ ชา. สฏฐ ิ. “ สฏฐ ินิปาต 21 ขุ. ชา. สตตก. “ สตตกนิปาต ขุ. ชา. สตต ติ. “ สตตตนิ ิปาต เลข ข.ุ เถร. ขุททกนิกาย เถรคาถา ข.ุ เถรี. “ เถรคี าถา ข.ุ ธ. “ ธมมปท ขุ. ปฏิ. “ ปฏิสมภ ทิ ามคค ขุ. พุ “ พทุ ธ วํส ขุ. มหา. “ มหานทิ เ ทส ขุ. ส.ุ “ สตุ ต นิปาต ที. ปาฏิ. ทฆี นิกาย ปาฏิกวคค ท.ี มหา. “ มหาวคค ม. อุป. มชฌ ิมนกิ าย อปุ รปิ ณณาสก ม. ม. สํยุตต นิกาย “ มชฌมิ ปณณาสก สํ. นิ. นทิ านวคค ส.ํ มหา. สวดมนตฉบับหลวง “ มหารวารวคค ส.ํ ส. “ สคาถวคค ส.ํ สฬ. “ สฬายตนวคค ส. ม. (พิมพครั้งที่ ๕) -/- เลขหนา ขีดบอกเลม หลังขีดบอกหนา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 21
22 วชิ าธรรม ธรรมศึกษาชัน้ เอก - ธรรมวิจารณ – - สว นปรมตั ถปฏิปทา – ๑. นิพพทิ า ความหนา ย อทุ เทส ๑. เอถ ปสสฺ ถมิ ํ โลกํ จติ ฺตํ ราชรถปู มํ ยตฺถ พาลา วิสที นฺติ นตถฺ ิ สงโฺ ค วิชานตํ สทู ้งั หลาย จงมาดูโลกนอ้ี ันตระการดจุ ราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู แตพวกผรู ูห าของอยูไม โลกวัคค ธัมมบท ๒. เย จติ ตฺ ํ สญฺ เมสสฺ นตฺ ิ โมกขฺ นฺติ มารพนธฺ นา ผใู ดจกั ระวงั จติ ผูน น้ั จกั พนจากบว งแหงมาร จติ ตวัคค ธัมมบท โลกมี ๒ อยาง คือ ๑. โดยตรง ไดแก แผนดนิ เปน ท่อี าศัย ๒. โดยออ ม ไดแก สตั วผ ูอาศัย ในโลกท้ัง ๒ นมี้ ีสิ่งตาง ๆ อยู ๓ อยาง คือ ๑.) สงิ่ อันใหโ ทษโดยสว นเดยี ว เปรียบดวยยาพิษ ๒.) สงิ่ อันใหโ ทษในเม่อื เกินพอดี เปรยี บดวยของมนึ เมา ๓.) สิ่งอนั เปนอปุ การะ เปรียบดวยอาหาร และเภสชั แตใ ชใ นทางผิดอาจใหโทษกไ็ ด ผูห มกอยใู นโลก คือ คนผไู รพ จิ ารณ ไมหยั่งเห็นโลกโดยถอ งแท อาการทห่ี มกอยใู นโลก ๓ อยา ง คอื ๑. เพลดิ เพลินในสง่ิ อันใหโ ทษ ๒. ระเริงจนเกินพอดี ในสงิ่ อนั อาจใหโ ทษ ๓. ตดิ ในสงิ่ เปนอุปการะ โทษของการหมกอยูในโลก ผูหมกอยใู นโลกยอ มไดเ สวยทุกขบาง สุขบาง อันสิง่ น้นั ๆ พงึ อำนวย แมส ขุ กเ็ ปน เพียงสามสิ คือ มีเหยอ่ื เจอื ดวยของลอ ใจเปนเหตุแหงความตดิ ดจุ เหย่ือ คือ มังสะอนั เบด็ เกยี่ วไว เปนผอู ันจะพงึ จงู ไปไดตามปรารถนา ผูไมข องอยูในโลก คอื บัณฑติ ผูพจิ ารณาเหน็ ความเปนจรงิ แหงสิ่งนน้ั ๆ วาฉนั ไรแลว ไมข อง ไมพ ัวพนั ในส่งิ อนั ลอ ใจ ใคร ๆ ไมอาจย่ัวใหติดดว ยประการใดประการหน่ึงยอมเปนอสิ ระแกต น พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 22
23 สมเดจ็ พระบรมศาสดาตรสั ชวนพทุ ธบริษทั ใหม าดโู ลก มใิ ชเพอ่ื ใหหลงชม ดจุ ดูละคร เหน็ แก สนุก แตเ พือ่ ใหหย่ังเหน็ ซงึ้ ลงไปถงึ คณุ และโทษแหงสิ่งนน้ั ๆ จะไดไ มต น่ื เตนไมต ดิ ในสิ่งนั้น ๆ ผพู นจากบวงแหงมาร คือ ผูสำรวมจติ ไวอยู ไมปลอยใหเ พลดิ เพลิน ระเรงิ พวั พนั ในสิ่งอนั ลอใจ อาการสำรวจจติ มี ๓ ประการ ๑. สำรวมอนิ ทรยี มใิ หความยินดีครอบงำในเมื่อเหน็ รูป ฟง เสยี ง ดมกลน่ิ ลิ้มรส ถูกตอ ง โผฎฐัพพะอนั นา ปรารถนา (อนิ ทรยี สงั วรศลี ) ๒. มนสิการกัมมัฎฐาน อันเปน ปฏปิ กษต อ กามฉนั ทะ คอื อสภุ ะ และกายคตาสติ หรอื (กัมมัฏฐาน) อนั ยังจติ ใหสลด คอื มรณสติ (สมถกมั มฏั ฐาน) ๓. เจรญิ วปิ สสนา คือ พจิ ารณาสงั ขารแยกออกเปนขนั ธ สันนษิ ฐานเห็นเปนสภาพไมเทีย่ ง เปนทุกข เปน อนัตตา (วิปส สนากมั มฏั ฐาน) มารและบว งแหง มาร มาร คอื โทษท่ีลางผลาญคณุ ความดแี ละทำใหเสียคน ไดแก กิเลสกาม คอื เจตสิก (สงิ่ ท่ีเกดิ ภายในใจ) อนั เศราหมอง ชกั ใหใคร ใหรัก ใหอยากได กลาวคอื ตณั หา ความทะยานอยาก ราคะ ความกำหนดั อรติ ความข้ึงเคียด เปนอาทิ บวงแหง มาร คอื อารมณเคร่อื งผูกจิตใหติดแหง มาร เหมอื นมงั สะอันเบ็ดเกี่ยวไว เปนเหตุ ใหป ลามากนิ แลวถกู เบด็ เกี่ยวใหติดอยู ไดแก วัตถุกาม คือ รปู เสียง กล่ิน รส โผฎฐพั พะ อนั เปน ของนา ชอบใจ ปฏิปทาแหงนพิ พิทา อุทเทส สพเฺ พ สงฺขารา อนิจฺจาติ สพเฺ พ สงฺขารา ทุกขฺ าติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปฺญาย ปสสฺ ติ อถ นพิ ฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคโฺ ค วิสุทธฺ ยิ า เม่อื ใด เห็นดว ยปญญาวา สังขารท้งั หลายทั้งปวงไมเทยี่ ง เปนทกุ ข ธรรมทงั้ หลายทงั้ ปวงเปน อนตั ตา เมอ่ื นัน้ ยอ มหนา ยในทุกข นน่ั ทางแหง วิสทุ ธิ มคั ควคั ค ธมั มบท สงั ขาร ในพระพุทธพจนน ี้ ไดแ ก ขนั ธ ๕ คอื รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (มี ความหมายวา ถูกปจจยั คอื กรรม จิต อุตุ อาหาร ปรงุ แตง ) พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 23
24 สงั ขารในเบญจขันธ ไดแก อารมณอ ันเกดิ กับจิต เชน รัก ชัง วติ ก วิจาร เปนตน (มี ความหมายวา เคร่อื งปรงุ จิต) สงั ขารมีลกั ษณะเสมอกันเปน ๓ คือ ๑. อนจิ จตา ความไมเทย่ี ง ๒. ทกุ ขตา ความเปน ทกุ ข ๓. อนตั ตตา ความเปนอนัตตา อนิจจตา ความไมเที่ยง กำหนดรูได ๓ ทาง ๑. ความเกดิ ขึ้นในเบื้องตน และความส้นิ ไปในเบ้ืองปลาย ไดใ นบาลีวา อนิจฺจา วต สงฺขารา อปุ ปฺ าทวยธมมฺ โิ น อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนตฺ ิ สังขารท้งั หลายไมเ ท่ยี งหนอ มีความเกิดขนึ้ และความสิ้นไปเปนธรรมดา เกดิ ขึน้ แลวยอ มดับไป ๒. ความแปรในระหวา งเกิดและดับ ไดใ นบาลีวา อจเฺ จนฺติ กาลา ตรยนตฺ ิ รตฺตโิ ย วโยคณุ า อนปุ ุพฺพํ ชหนตฺ ิ. กาลยอ มลว งไป ราตรียอ มผานไป ช้ันแหงวัยยอ มละลำดับไป ระยะเวลาในระหวางเกดิ และดับ เรยี กวา วัย แบงออกเปน ๓ คอื ๑. ปฐมวัย ระยะเวลาไมเ กนิ ๒๕ ป ๒. มชั ฌมิ วยั ระยะเวลาอยูใน ๕๐ ป ๓. ปจ ฉิมวัย ระยะเวลาพน ๕๐ ป ออกไปจนตลอดอายุ ความแปรแหง สังขารผานวัยทั้ง ๓ นั้นเปรียบดว ยเดินขา มสะพานสูงข้ึน (ปฐมวัย) แลว ราบ (มชั ฌิมวยั ) แลวต่ำลง ๆ (ปจ ฉมิ วยั ) ๓. ความแปรแหง สังขารในช่วั ขณะหนึ่ง ๆ คอื ไมค งทอ่ี ยูนาน เพียงในระยะกาลนิดเดียวก็ แปรแลว ไดในคาถามาในวิสทุ ธิมรรค วา ชวี ติ ํ อตฺตภาโว จ สขุ ทกุ ขฺ า จ เกวลา เอกจิตฺตสมา ยุตตฺ า ลหโุ ส วตฺตเต ขโณ ชีวติ อตั ตภาพ และสุขทกุ ขท ัง้ มวลประกอบกนั เปนธรรมเสมอดวยจติ ดวงเดยี ว ขณะยอ ม เปน ไปพลัน ความแปรเร็วอยางนี้ ยอ มกำหนดเหน็ ชัดในนามกาย (จิตใจ) เชน บางขณะนึกอารมณอ ยา ง นน้ั บางขณะนกึ อารมณอ ยางนี้ บางขณะสุข บางขณะทกุ ข เปนตน สรปุ อนิจจลกั ษณะแหงสงั ขาร ความเกดิ แลวดับ และความแปรในระหวางแหงสังขารดังกลา วมา สรุปเขาในบาลีวา อุปฺปชชฺ ติ เจว เวติ จ อญฺ ถา จ ภวติ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 24
25 ยอ มเกิดข้ึนดว ยเทยี ว ยอ มเส่ือมส้นิ ดวย ยอมเปน อยา งอน่ื ดวย นเี้ ปน อนิจจลกั ษณะ คือ เคร่อื งกำหนดวา ไมเ ทยี่ งแหง สังขาร อนิจจลกั ษณะไดใ นสงั ขาร ๒ อนจิ จลักษณะนี้ยอมไดท ้งั ในอปุ าทินนกะ คือ สังขารมีใจครอง ทัง้ ในอนุปาทนิ นกะ คือ สังขารไมม ใี จครอง ทกุ ฺขตา ความเปน ทุกขแ หงสังขาร ยอมกำหนดเหน็ ดวยทกุ ขอ ยา งน้ี ๑. สภาวทกุ ข ทุกขประจำสังขาร คือ ชาติ ชรา มรณะ ๒. ปกณิ ณกทุกข ทกุ ขจ ร คอื โสกะ ปริเทวะ ทกุ ขะ โทมนัส อุปายาส ๓. นิพทั ธทุกข ทุกขเนอื งนิตย หรือทกุ ขเปนเจา เรอื น ไดแ ก หนาว รอน หิว ระหาย ปวดอจุ จาระ ปวดปส สาวะ ๔. พยาธิทกุ ข หรอื ทุกขเวทนา มีประเภทตา ง ๆ ตามสมุฏฐาน คือ อวยั วะอันเปน เจา การ ไมทำหนาท่โี ดยปกติ ๕. สันตาปทกุ ข ทุกขค ือความรอ นรุม ไดแ ก ความกระวนกระวายเพราะถูกไฟ คือ กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เผา ๖. วิปากทกุ ข หรอื ผลกรรม ไดแก วปิ ฏิสาร คอื ความรอ น การเสวยกรรมกรณ คือ การถูกลงอาชญา ความฉบิ หาย ความตกยาก และความตกอบาย ๗. สหคตทกุ ข ทกุ ขไปดว ยกนั หรอื ทุกขกำกับกัน ไดแ ก ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ความวิตกกังวลกบั ลาภเปนตนน้นั ๘. อาหารปริเยฎฐิทกุ ข คอื ทกุ ขใ นการหากิน ไดแก อาชวี ทุกข ทกุ ขเนือ่ งดว ยการเลีย้ ง ชีวติ ๙. ววิ าทมูลกทกุ ข คอื ทกุ ขม ีววิ าทเปนมลู ไดแก ความไมโปรง ความกลวั แพ ความหว่นั หวาด มีเน่อื งมาจากทะเลาะกันกด็ ี สูคดกี ันก็ดี รบกันกด็ ี ๑๐. ทกุ ขขนั ธ หรือทุกขรวบยอด หมายเอาสังขาร คอื ประชุมเปน ปญ จขนั ธนั่นเอง การพจิ ารณาเหน็ สังขารวา เปน ทุกขเต็มที่ อันจะนำไปสูนพิ พิทา ความหนา ยในสงั ขาร คือ การ เหน็ ทุกขขนั ธน้ี สวนทกุ ขห มวดอื่นพอเปน เคร่ืองกำหนดเห็นสงั ขารวาเปนทุกขเทา นั้น การรูจกั ใชญาณกำหนดเหน็ ทุกขอ ยางละเอยี ด (แม) ท่ีโลกเห็นวาเปน สขุ มีสหคตทุกขเปน นิ ทศั นะ ไดใ นบาลวี า ทกุ ฺขเมว หิ สมฺโภติ ทกุ ขฺ ํ ติฏฐติ เวติ จ นาญฺ ตฺร ทุกขฺ า สมฺโภติ นาฺญตรฺ ทุกขฺ า นิรชุ ฌฺ ติ ก็ทกุ ขน ัน่ แลยอ มเกิดขึ้น ทกุ ขยอมตง้ั อยู ยอ มเสือ่ มสิ้นไปดวย จากทุกขห าอะไรเกิดมไิ ด นอกจากทกุ ขห าอะไรดับมไิ ด บาลนี ี้ เพง ทกุ ขห มวด ๑๐ นี้ ทานจดั ความเปน สภาพถูกความเกิด และความสิ้นบีบค้ันเปน ทกุ ขลกั ษณะ เครอื่ งกำหนดวา เปนทกุ ขแ หง สังขาร พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 25
26 เมอ่ื เพง ถึงสภาพท่ีถูกความเกดิ และความส้ินบีบคั้น เปน ทุกขลักษณะ ดังนั้น ทกุ ขลกั ษณะ จงึ ไดในสังขารทั้ง ๒ คอื อปุ าทนิ นกสงั ขาร และอนปุ าทินนกสงั ขาร อนตตฺ ตา ความเปน อนัตตาแหง สงั ขาร พงึ กำหนดรดู ว ยอาการ ๕ เหลาน้ี คือ ๑. ดวยไมอ ยูในอำนาจ หรือ ฝนความปรารถนา ชวี ิตไมไดอ ยา งใจหวงั เสมอไป ๒. ดว ยแยง ตออตั ตา เปน เครอื่ งพิสจู นวา อัตตาทล่ี ัทธิอ่ืนบัญญตั นิ น้ั ไมมี ๓. ดวยความเปน สภาพหาเจา ของมไิ ด ไมมใี ครมสี ทิ ธิในอะไรทแี่ ทจ ริง ๔. ดวยความเปน สภาพสูญ เปนภาพลวงตา เหมอื นพยับแดด หรือ รถ เรือน เปนตน ๕. ดวยความเปนสภาวธรรมเปนไปตามเหตุปจจัย ไมม ผี ูสรางหรอื อำนาจดลบนั ดาลใด ๆ ทงั้ สิน้ อนตั ตลกั ษณะ เคร่อื งหมายของความเปนอนัตตาแหงสงั ขาร มติคานอตั ตาของลัทธิอื่นทเ่ี ชอื่ ความเวียนเกิดวา ในรปู กายนีม้ ีอตั ตาสงิ อยู เปนผคู ิด เปน ผูเสวยเวทนา และสำเรจ็ อาการอยางอ่นื อีก มติฝา ยพระพทุ ธศาสนาแยงวา ไมม ีอตั ตาอยางนนั้ เปนแตสภาวธรรมเกดิ ขึ้นเพราะเหตุ สนิ้ เพราะสนิ้ เหตุ ดังแสดงในบาลวี า เย ธมมฺ า เหตปุ ปฺ ภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสญจ โย นโิ รโธ จ เอววํ าที มหาสมโณ ธรรมเหลาใด มีเหตุเปนแดนเกดิ พระตถาคตตรัสเหตุแหง ธรรม และตรัสความดับแหงธรรม เหลา นั้น พระมหาสมณะตรสั อยางน้ี และมตฝิ ายพระพทุ ธศาสนา แสดงความเกิดแหง ธรรมเน่ืองกันเปน สายดังแสดงความเกิดแหง วิถี จิตวา อาศัยอายตนะภายใน มีจักษุ เปน ตน อาศยั อายตนะภายนอก มีรูป เปน ตน ทงั้ สองฝา ยประจวบกนั เขา เกิดวญิ ญาณ (เหน็ รูป) แตน ้นั เกิดสัมผสั เวทนา สญั ญา สญั เจตนา ตัณหา วติ ก วจิ าร โดยลำดบั ดังแสดงเปน บาลีวา ยงฺกิฺจิ สมุทยธมฺมํ สพพฺ นฺตํ นิโรธธมฺมํ สงิ่ ใดมคี วามเกิดข้นึ เปน ธรรมดา สิง่ นน้ั ลว นมีความดบั เปนธรรมดา ความคดิ อาน ความเสวย เวทนา และอาการอยางอ่นื เปนกิจ (หนา ท่)ี แหงจิต และเจตสกิ มิใชแหงอัตตา พระพทุ ธศาสนารบั วามีจตุ จิ ิต จติ ที่ทำหนา ทีเ่ คลอ่ื นยาย ดวยคำวา จติ เฺ ต สงฺกสิ ิฏเฐ ทุคคฺ ติ ปาฏิกงขฺ า เมื่อจติ เศรา หมอง จำหวังทคุ ติ จติ ฺเต อสงกลิ ฏิ เฐ สคุ ติ ปาฏิกงข า เม่ือจติ ไมเ ศราหมองสุคติยอมหวังได และรับรองปฏสิ นธิจติ (จติ ทที่ ำหนา ทสี่ บื ตอ) ดวยคำวา วญิ ญาณปจฺจยา นามรปู นามรปู ยอ มเกิดมเี พราะวญิ ญาณเปน ปจ จยั โดยนยั น้ี บทวา อนัตตา มีความตามพยญั ชนะวา มใิ ชตัว มิใชตน แยง ตรงตอ อปุ าทาน (ความถือผิดวา มผี ูสรา ง หรืออำนาจดลบนั ดาล) พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 26
27 อธบิ ายคำวา ธรรมทั้งปวงเปน อนตั ตา บาลแี สดงอนัตตลกั ขณะวา ธรรมท้ังหลายทง้ั ปวงเปน อนตั ตา ไมวา สังขารเหมอื นใน ๒ คาถาขางตน เพราะอนจิ จลักษณะและทุกขลกั ษณะ ยอมไดเฉพาะในสงั ขาร (ส่ิงทถี่ ูกปจ จัย คือ กรรม จิต อตุ ุ อาหาร ปรุงแตง) สวนอนัตตลักขณะ ยอ มไดทัง้ ในสงั ขารและวสิ ังขาร (ส่ิงที่ไมถกู ปจจัยปรงุ แตง คอื นิพพาน) ดังน้ัน จึงตองใชค ำวา ธรรมท้ังหลายท้งั ปวงเปนอนัตตา อนัตตาไมใ ชม ิจฉาทิฏฐิ ความเห็นอนัตตาพึงปรารถนาโยนโิ สมนสิการกำกับ จะไดก ำหนดรสู ัจจะทัง้ ๒ คอื ๑. สมมตสิ จั จะ จริงโดยสมมติ เชน บดิ า มารดา มีจริง เปน ตน ๒. ปรมตั ถสจั จะ จริงโดยปรมัตถะ คือ อรรถอันลึก เชน รปู เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เปนตน อนึ่ง ความเห็นอนัตตา จะไดล ะทฏิ ฐิมานะ คือ ความถอื ผิด และความถอื ตวั และกิเลส อยา งอ่นื อันเน่ืองมาจากการถอื เรา ถือเขา ถอื กก ถือพวก ความหนา ยทเี่ รียกวา นิพพิทา ผูพจิ ารณาเหน็ ดวยปญญาวา สังขารท้งั ปวงไมเ ท่ียง เปนทุกข เปนอนตั ตา ดวยอาการดงั กลาว แลว ยอมหนา ยในทุกขขันธ ไมเพลดิ เพลิน หมกมุนในสงั ขารอันย่ัวยวนเสนหา ความหนายนน้ั เรยี กวา นิพพิทา นพิ พิทาที่เกดิ ดว ยปญ ญา จดั เปนนิพพิทาญาณ ยอ มเปน ปฏปิ ทา คอื ทางแหงวสิ ุทธิ ความ หมดจด ความผองแผวแหง จิต ๒. วิราคะ ความสิ้นกำหนัด อุทเทส ๑. นพิ พฺ ินทฺ ํ วิรชฺชติ เมื่อหนา ย ยอมสิ้นกำหนัด อนัตตลกั ขณสตู ร ๒. วริ าโค เสโฐ ธมมฺ านํ วริ าคะ เปนประเสรฐิ แหงธรรมทง้ั หลาย มัคควคั ค ธัมมบท ๓. สุขา วิราคตา โลเก กามานํ สมตกิ กฺ โม วิราคะ คือ ความกา วลว งเสยี ดวยดี ซึ่งกามท้งั หลายเปนสขุ ในโลก พุทธอุทาน มหาวัคค วินัย วิราคะ เปน ยอดแหงธรรมทง้ั ปวง ท้ังทเี่ ปน สงั ขตะ คือ อนั ธรรมดาแตง ทงั้ ท่ีเปนอสงั ขตะ คอื อันธรรมดามไิ ดแตง ไวพจน คือ คำสำหรบั เรยี กแทนกัน พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 27
28 ๑. มทนิมมฺ ทโน แหง วิราคะ ๘ อยาง ธรรมยังความเมาใหส ราง ๒. ปปาสวินโย ความนำเสียซงึ่ ความระหาย ๓. อาลยสมคุ ฆฺ าโต ความถอนขน้ึ ดว ยดซี ่ึงอาลัย ๔. วป จเฺ ฉโท ความเขาไปตัดเสยี ซ่ึงวัฏฏะ ๕. ตณหกฺขโย ความสิน้ แหงตัณหา ๖. วิราโค ความสิน้ กำหนดั ๗. นโิ รโธ ความดบั ๘. นิพฺพานํ ธรรมชาติหาเคร่อื งเสยี บแทงมิได ความเมาในอารมณยวั่ ยวนใหเกิดความเมาทุกประการ เชน สมบตั แิ หง ชาติ สกลุ อสิ รยิ ะ บริวาร กด็ ี ลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ ก็ดี ความเยาวว ัย ความหาโรคมไิ ด และชีวิตก็ดี ชื่อวาความเมา ความกระวนกระวาย เพราะเหตุแหงความอยากเปรียบดวยอาการระหายนำ้ ช่ือวา ความ ระหาย ความตดิ พัน ความหว งใยในปยารมณ ชื่อวา อาลัย ความเวยี นเกิดดว ยอำนาจ กิเลส กรรม และวบิ าก ชื่อวา วฏั ฏะ ความอยาก ช่อื วา ตัณหา ความสิ้นกำหนัด ปราศจากเสนหา ฟอกจติ จากน้ำยอ ม คือ กิเลสกาม ชอื่ วา วิราคะ ความดับทุกขเ นอื่ งมาจากดับตัณหา ชือ่ วา นิโรธ แตนโิ รธศพั ทใชในความหมายธรรมดาก็มี เชน คำวา เตสญจ โย นโิ รโธ จ พระตถาคตตรัส ความดบั แหงธรรมเหลา น้ันดวย ยงฺกิ ฺจิ สมทุ ยธมมฺ ํ สพพฺ นฺตํ นิโรธธมฺมํ ส่งิ ใดมคี วามเกดิ ขึน้ เปน ธรรมดา สิ่งน้นั ทง้ั มวลมีความดบั เปนธรรมดา เปนตน หมายเอาความดบั คือ ระงับจิต เจตสกิ (สัญญา เวทนา) ในลำดบั แหง สมาบัตทิ ่ี ๘ เรยี กวา นโิ รธสมาบัติ ก็มี (เปนช่อื สมาบัตอิ ยา งหนึ่ง) วริ าคะ อนั กลาวถึงในลำดบั แหงนพิ พิทา ไดแก อริยมรรค สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงประทานขอสังเกตวา ปรมัตถ ปฏิปทา แสดงเฉพาะในทางละกเิ ลสกาม ไมกลาวถึงกิเลสสวนปฏฆิ ะเลย ชะรอยทา นจะเห็นวากิเลสกาม เปน มูลแหง กเิ ลสสว นปฏฆิ ะ มนี ทิ ศั นะ ตัวอยาง เชน อาฆาตจะเกิดข้ึน กเ็ พราะพบความติดขัดแหงความ ปรารถนาเน่ืองดวยปย ารมณ ๓. วมิ ุตติ ความหลุดพน อทุ เทส ๑. วิราคา วิมจุ ฺจติ เพราะสิ้นกำหนัด ยอมหลดุ พน อนัตตลักขณสูตร พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 28
29 ๒. กามาสวาป จิตตฺ ํ วิมจุ ฺจิตฺถ ภวาสวาป จิตฺตํ วิมุจจฺ ติ ฺถ อวิชชาสวาป จิตตฺ ํ วิมุจจฺ ิตฺถ จติ พนแลว จากอาสวะเนื่องดวยกาม จากอาสวะเนื่องดวยภพ และจากอาสวะเน่ืองดวยอวชิ ชา มหาวภิ งั ค วินยั ๓. วมิ ตุ ตฺ สฺมึ วมิ ุตตฺ มติ ิ ญาณํ โหติ เม่ือหลุดพนแลว ญาณวาหลุดพน แลว ยอ มมี อนตั ตลกั ขณสูตร วมิ ตุ ติ แปลวา ความหลดุ พนจากกเิ ลส เปนไดท ั้งโลกยิ ะ และโลกตุ ตระ ที่เปนโลกุตตระ ก็ เปน ไดท ง้ั อรยิ มรรค และอรยิ ผล วมิ ุตติ มาในลำดบั แหง วิราคะ ด่ังในบาลีกระทูท่ี ๑ ไดแ ก อริยผล (เพราะวิราคะเปน อริยมรรค) เปน โลกุตตระ วิมุตตใิ นบาลกี ระททู ่ี ๒ ทานแสดงในลำดบั การรแู จง อริยสัจ ๔ เปนอรยิ มรรค (เพราะเพ่งิ หลุด พนจากกิเลส) เปน โลกตุ ตระ วิมตุ ติในบาลีกระทูท่ี ๓ เปน ปจ จเวกขณญาณ เรียกวา วมิ ตุ ติญาณทัสสนะ เปนโลกยิ ะ เพราะไมไ ดทำหนาที่ละกิเลส เพยี งแตตรวจดูกิเลสทลี่ ะได และยงั ละไมไ ด อาสวะเปน ไวพจนแหงกเิ ลส อาสวะน้ันเปนช่อื แหง เมรยั กม็ ี เชน ผลาสโว น้ำดองผลไม เปนชือ่ แหงกเิ ลสกม็ ี เชน กา มาสโว กเิ ลสเปน เหตใุ คร คำวา อาสวะ ในท่ีนีไ้ ดแ ก กเิ ลสานุสัย คอื กเิ ลสอันนอนตาม คอื ดองอยหู มักอยใู นจติ ต สนั ดาน ไดแ ก กิเลสอนั เปน เจาเรอื น ดงั น้ัน อาสวะกับกเิ ลสจงึ เปนคำไวพจนแ หงกนั และกัน ในบาลเี รียก อาสวะ ในอรรถกถาเรียกกเิ ลสเปนพ้นื วิมุตติ ๕ ๑. ตทงั ควิมุตติ ความหลดุ พนดวยองคน ้นั ๆ ไดแก การระงบั อกุศลเจตสิกไดเปนคราว ๆ ๒. วกิ ขมั ภนวิมุตติ ความหลดุ พนดวยขม ไว ไดแ ก การระงบั กเิ ลส และอกุศลธรรมดวยกำลัง ฌาน วมิ ุตตทิ ง้ั ๒ นี้ เปนโลกยิ วิมตุ ติ ๓. สมุจเฉทวิมตุ ติ ความหลุดพนดว ยตัดขาด ไดแก ระงับกิเลสดว ยอริยมรรค ๔. ปฏิปส สัทธวิ ิมุตติ ความหลุดพน ดวยความสงบราบคาบ ไดแก อรยิ ผล ๕. นิสสรณวิมตุ ติ ความหลุดพนดว ยออกไปเสยี ไดแ ก นพิ พาน วมิ ุตตทิ ้ัง ๓ ขอนีเ้ ปน โลกุตตรวิมตุ ติ วิมุตติ เปน ไดทงั้ โลกิยะ โลกุตตระ อริยมรรค และอริยผล ดังน้แี ล พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 29
30 ๔. วสิ ทุ ธิ ความหมดจด อทุ เทส ๑. ปญฺ าย ปริสุชฌฺ ติ ยอ มหมดจดดวยปญ ญา ยักขฺ สงั ยตุ ตฺ สคาถวคั ดฺ ๒. เอส มคฺโค วิสุทฺธยิ า นัน่ ( นิพพิทา ) เปนทางแหงวิสุทธิ มคคฺ วคคฺ ธมฺมบท บริสทุ ธด์ิ ว ยปญญา บางลทั ธิเชื่อวา บาปทีท่ ำแลวอาจลอยเสยี ดวยทำพิธเี มื่ออาบนำ้ บางลทั ธิถอื วา ออนวอนพระ เจา เพื่อโปรดยกประทานไดอ ยู ฝายพระพทุ ธศาสนาถอื วา ทำบาปเอง ยอมเศรา หมองเอง ไมท ำบาปเอง ยอมหมดจดเอง ความหมดจดและความเศรา หมอง เปนของเฉพาะตัว คนอนื่ ยงั คนอืน่ ใหหมดจดหาไดไ ม โดยนยั นถ้ี อื วา ความบรสิ ุทธ์ภิ ายในยอ มมีไดด ว ยปญญาอันเกิดจากวิปสสนาญาณ ฯ วิปสสนาญาณ ๙ นี้เปน ความบริสทุ ธ์ภิ ายในยอ มดดี ว ยปญ ญา อันเกิดจากวปิ สสนาญาณ ผพู ิจารณามาเห็นดวยปญ ญาวา สังขารไมเทย่ี ง เพราะเพงความเกิดและความดบั อทุ ยพั พยญาณ คือ เหน็ เกิดดบั เพราะเพงความแปรในชว่ั ขณะ จัดเปน ภังคญาณ คือ เหน็ ยอยยบั เพราะเห็นสงั ขารยอยยับ จึงเห็นสังขารเปน ของนากลัว จัดเปน ภยตปู ฏฐานญาณ เลง็ เห็นสังขารวา เปนทุกข น้จี ัดเปนอาทนี วญาณ คอื เหน็ โทษ ความหนายในลำดบั (การเหน็ โทษ) เปนนิพพิทาญาณ นิพพทิ านัน้ ยอมเปน ปฏปิ ทาเครือ่ งสาวไปถึงความเปน ผูใครจะปลดอปุ าทานเสยี อันจัดเปนมุญจิ ตกุ มั ยตาญาณ ความพิจารณาหาอบุ าย จดั เปน ปฏสิ งั ขาญาณ ความวางเฉยในสังขาร จัดเปน สงั ขารุเปกขาญาณ โดยลำดบั กัน แตน ัน้ จดั เปนสัจจานโุ ลมกิ ญาณ คอื เหน็ อนุโลมอรยิ สัจ (เลอ่ื นไหลไปฝงโลกตุ ตระ) เปน วิปสสนาญาณคำรบ ๙ อยูในหวั ตอ แหง ภาวะเปน ปุถชุ น และภาวะเปน อริยะ โคตรภญู าณก็เรยี ก หมายความวา ญาณครอบโคตร คือ ลวงภาวะเดมิ (แตก ็ยังไมไ ดบ รรลุมรรค) ตอ แตน ีเ้ ปนวาระ แหง อริยมรรค และอรยิ ผล โดยลำดับกัน นพิ พทิ า ช่อื วา เปน ทางแหงวิสุทธดิ ว ยประการฉะนี้ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 30
31 อทุ เทส อีกบรรยายหนง่ึ ๓. มคคฺ านฐ งคฺ ิโก เสโฐ เอเสว มคฺโค นตฺถฺโญ ทสสฺ นสฺส วิสทุ ฺธยิ า ทางมอี งค ๘ เปนทางประเสรฐิ สดุ แหงทางท้งั หลาย ทางน้นั แล ไมมีทางอน่ื เพือ่ หมดจด แหง ทสั สนะ มัคควัคค ธมั มบท ทางมีองค ๘ น้ัน คือ สัมมาทฏิ ฐิ ความเห็นชอบ สมั มาสงั กปั ปะ ความดำริชอบ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สมั มากัมมนั ตะ การงานชอบ สัมมาอาชีวะ เลีย้ งชีวิตชอบ สัมมาวายามะ พยายามชอบ สัมมาสติ ระลกึ ชอบ สมั มาสมาธิ ตงั้ ใจชอบ เปนทางประเสริฐทสี่ ุด และเปนทางยอดแหงสังขตธรรม ทางมอี งค ๘ น้จี ดั เปนสังขตธรรม เพราะเปน เจตสกิ ยงั มีเกิดมีดับอยู มรรค ๘ เทียบกับวสิ ุทธิ ๗ มรรค ๘ นำไปถงึ ความหมดจดแหงทัสสนะอยา งไร พึงรูดวยเทียบกบั วิสทุ ธิ ๗ อยา งน้ี สมั มาวาจา สัมมากัมมนั ตะ สัมมาอาชีวะ สงเคราะหเขา เปนสลี วิสทุ ธิที่ ๑ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สมั มาสมาธิ สงเคราะหเขาเปนจิตตวสิ ทุ ธทิ ่ี ๒ อันไดแ ก สมาบัติ สมั มาทิฏฐิ และสมั มาสงั กปั ปะ ไดใ นวสิ ทุ ธิ ๕ ในลำดับ สัมมาสงั กปั ปะ ทำกิจพิจารณา สมั มาทฏิ ฐิ ทำกิจสนั นิษฐานเปนช้ัน ๆ อยางน้ี พจิ ารณาเหน็ สงั ขารโดยไตรลักษณ จัดเปน ทิฏฐวิ ิสทุ ธิ หมดจดแหงความเหน็ นบั เปนท่ี ๓ พิจารณาเห็นสงั ขารเปนไปเนอื่ งดวยเหตุดังแสดงในบาลีวา เหมอื นอยา งวา พืชชนดิ ใดชนิดหน่งึ อันหวา นไวแ ลว อาศยั รสแหงแผนดนิ และยางในพืชรวมกันเขา ทั้ง ๒ อยาง ยอมงอกขึ้นในนาฉนั ใด ขนั ธ ธาตุ อายตนะ ๖ เหลาน้ี อาศัยเหตุเกิดขึน้ ฉนั น้ัน ยอมดับเพราะสลายแหงเหตุนี้ จัดเปนกงั ขา วิตรณวิสทุ ธิ หมดจดแหง ญาณเปนเครอ่ื งขา มความสงสัย นับเปนที่ ๔ ไดในพระพุทธพจนว า ในกาลนน้ั ความสงสยั ทง้ั ปวงของพราหมณน น้ั ยอมส้ินไป เพราะมารูธรรมพรอมท้งั เหตแุ ละ เพราะมารูความสิน้ แหง ปจจัยทง้ั หลาย พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 31
32 พิจารณาเหน็ สังขารดวยอาการอยางนน้ั ดวยใชโ ยนโิ สมนสกิ ารกำกบั รูจกั วานอมอยา งไรถูกทาง ทาง อยางไรผดิ ทาง จัดเปนมคั คามคั คญาณทัสสนวสิ ุทธิ หมดจดแหงญาณทสั สนะ วา ทางหรือมใิ ชทาง นบั เปนที่ ๕ ความรแู ละความเห็นในทางปฏิบตั ิถกู จัดเปนปฏปิ ทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ตัววปิ สสนาญาณ ๙ พิจารณาเห็นสำเรจ็ เปน อริยมรรค จัดเปนญาณทัสสนวิสทุ ธิ หมดจดแหง ญาณทสั สนะ นบั เปน ท่ีครบ ๗ ทหี่ มายกลาวในบาลีวา เอเสว มคฺโค นตถฺ ฺโญ ทสสฺ นสฺส วิสุทฺธยิ า ทางนี้แล ไมมที างอื่น เพอื่ หมดจดแหงทัสสนะ ในรถวนิ ีตสตู ร แสดงวิสทุ ธิ ๗ วา สงตอกนั โดยลำดบั จนถงึ อนุปาทาปรนิ พิ พาน เหมือน การเดนิ ทางกวา จะถงึ ท่สี ดุ ดวยรถ ๗ ผลดั วสิ ุทธิ เปน ไวพจนแ หงวมิ ุตติ คอื ใชเ รยี กแทนกนั ความหมายเหมอื นกัน คือ ไมม กี เิ ลส วสิ ุทธิ ๖ ขางตนเปนโลกิยะ วิสุทธทิ ี่ ๗ เปนโลกตุ ตระ สมเดจ็ ฯ ทรงเรยี งวิสทุ ธิตอ จากวิมตุ ติ ทรงอธิบายวา จิตพนจากอาสวะแลว ยอมผอ งแผว (บริสุทธ์ิ) เหมือนผาฟอกแลว ยอมหมดมลทิน ยอมขาวผอ ง ๕. สันติ ความสงบ อุทเทส ๑. สนฺตมิ คคฺ เมว พฺรหู ย สจู งพูนทางแหง ความสงบนั้นแล มคั ควัคค ธัมมบท ๒. นตถฺ ิ สนฺตปิ รํ สุขํ สขุ อื่นจากความสงบ ยอ มไมมี สุขวัคค ธัมมบท ๓. โลกามิสํ ปชเห สนตฺ ิเปกฺโข ผูเ พงความสงบ พึงละอามิสในโลกเสยี สคาถวคั ค สํยุตตฺ สันติ ยอมเปน ไปในไตรทวาร ไดใ นบาลีวา ใจของผนู ัน้ สงบแลว กายและวาจา ก็ยอมเปน อนั สงบ การทำท่ีเวนจากการเบยี ดเบียนกนั การพูดทเี่ วนจากวิวาทและผรุสวาท ใจนึกในทางเมตตา กรณุ า น้ีคือ กาย วาจา ใจ ทสี่ งบ ความสขุ อ่นื ยิง่ ไปกวาความสงบน้ี ยอมไมม ี โลกามสิ คอื รูป เสยี ง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะเปนเคร่อื งลอ ใจใหตดิ ในโลก ดจุ เหยือ่ อันเบด็ เกี่ยวอยู การทำใจมิใหตดิ ในสงิ่ เหลา นัน้ (ช่ือวา ละ) ยอ มเปน ปฏิปทาของทานผรู ู ผูสงบดแี ลว ดัง แสดงในชราสูตร วา พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 32
33 หยดนำ้ ยอ มไมต ิดในใบบวั ฉนั ใด วารยี อ มไมกำซาบในดอกปทมุ ฉันใด มุนียอมไมเ ขา ไปติดใน อารมณ อันเห็นแลวก็ดี อันฟงแลวกด็ ี อันทราบแลว กด็ ี ฉนั น้นั สนั ตเิ ปนไดท้งั โลกยิ ะและโลกตุ ร ดุจเดยี วกับวสิ ุทธิ (สันติ) ทีเ่ ปน โลกิยะไดในคำวา บคุ คลยอ มถึงความสงบแหงจติ ดว ยรอ งไห ดวยเศราโศก กห็ าไม ท่เี ปน โลกตุ รไดใ นคำวา ผเู พง สนั ติ พึงละโลกามสิ เสยี สมเด็จ ฯ ทรงเรียงสันติตอจากวิสทุ ธิ ทรงอธิบายวา จติ วิสุทธแิ์ ลวยอ มสงบ ดุจผาฟอกขาว ผองแลวยอมมีนวล ๖. นิพพาน อทุ เทส ๑. นพิ ฺพานํ ปรมํ วทนตฺ ิ พทุ ฺธา พระพทุ ธเจา ท้ังหลาย ยอ มกลาวนพิ พานวายวดยิง่ พทุ ธฺ วคั ค ธมั มบท ๒. นิพฺพานคมนํ มคคฺ ํ ขิปฺปเมว วิโสธเย พึงรบี ชำระทางไปนพิ พาน มคั ควัคค ธมั มบท ๓. นิพพฺ านํ ปรมํ สขุ ํ นพิ พาน เปนสุขอยา งยวดย่ิง สขุ วัคค ธัมมบท นพิ พานศพั ท แปลได ๒ นัย ๑. แปลวา ดบั ๒. แปลวา หาของเสียบแทงมิได นพิ พานมีช่ือเรยี กในลัทธภิ ายนอก พึงเห็นในคำแหงโธตกมาณพ ทลู พระบรมศาสดาวา ขา แต พระภควา ขา พเจาขอทลู ถามพระองค ขาแตพ ระองคผแู สวงคุณใหญ ขอพระองคตรสั ขอนั้นแกข าพเจา ขา พเจา ฟงพระดำรัสแลวพึงศกึ ษานพิ พานของตน นิพพานตามมตพิ ระพทุ ธศาสนา มตขิ างพระพทุ ธศาสนา แยกเหตุอนั แตงสังขาร (อวิชชา) เปน ตนสาย นิพพานเปนปลายสาย ปฏิเสธอตั ตา แตย อมรบั ความเช่อื มถงึ กนั แหงจุตจิ ติ ในภพหลัง และปฏิสนธิจิตในภพหนา โดยอาการอยา ง สบื สนั ตติในชีวติ เดยี วกัน กลาวความบริสุทธ์ิดวยประการทั้งปวงแหง จิต อันทองเท่ียวในสงั สารวัฏ ที่การบรรลพุ ระอรหัต อันสำเร็จดวยวิริยะกับปญญา ซง่ึ ตองบำเพ็ญบารมเี ปน เวลาชานาน กลา วถึงการดับแหงจิตอันบริสุทธิ์ (จติ ของพระอรหันต) นน้ั ในปจฉมิ ชาติ แลว ไมเกดิ อีก เปน ถงึ ทีส่ ุดเพยี งน้ี วา คือ นพิ พาน พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 33
34 นิพพานเปนอสังขตะ โดยนยั นี้ นพิ พานอันเปน ปลายสายยอ มจัดเปนวสิ ังขาร มิใชส ังขาร และเปน อสังขตะ อัน ปจ จัยมิไดแตง เพราะพนจากความเปนสังขาร และอนั ปจจยั มไิ ดแ ตงใหเ กดิ อกี นพิ พานมี ๒ อยา ง ในทุกนบิ าต อติ วิ ตุ ตกะ ทรงแจกนิพพานไว ๒ อยา ง คอื ๑. สอุปาทเิ สสนิพพาน ดับกเิ ลสมีอปุ าทเิ หลอื อยู ๒. อนปุ าทเิ สสนิพพาน ดับกเิ ลสไมมีอุปาทเิ หลือ อปุ าทิ แปลวา ส่งิ ทีก่ รรมและกเิ ลสเขา ยดึ โดยความเปนผล ไดแ ก ขนั ธ ๕ อันเปนผลแหง กรรมและกิเลส ในท่ีนี้หมายถึง ขนั ธ ๕ ของพระอรหันต สมเดจ็ ฯ ทรงแสดงพระมติวา อปุ าทิ แปลวา ผูครอง อันเปน ปจ จยั แหงการคิด การพดู การทำ ไดแก สงิ่ ที่เรยี กโดยอภธิ รรมนัยวา จติ จติ นี้ เปนผคู ิด เปนปจจยั แหง กายวิญญัติ คือ การไหว กาย และวจวี ิญญัติ คอื การไหววาจา หรือเปลง เสยี ง ทรงสรปุ นิพพานในสูตรน้วี า ความสิ้นอาสวะแตจ ริมกจิต ( จติ สุดทาย ) ยังทรงอยู กลาวคอื สำเร็จพระอรหตั เปน สอุปาทิเสสนพิ พานธาตุ ครั้นจรมิ กจติ ดบั แลว เปนอนปุ าทิเสสนิ พพานธาตุ นพิ พานศัพท ๒ ความหมาย ทรงแสดงพระมติวา นิพพานศัพทห มายเอาสอปุ าทิเสส ควรแปลวา หาของเสยี บแทงมไิ ด หมายเอาอนุปาทิเสส ควรแปลวา ดบั พระพทุ ธพจนแ สดงปฏปิ ทา (ขอ ปฏิบตั ิเพื่อบรรลนุ พิ พาน) (คำแปล) ๑. ภิกษยุ ินดีในความไมป ระมาทแลว หรอื เห็นภัยในความประมาทโดยปกติ ยอ มไมพ อเพ่อื เส่อื ม รอบ ยอมปฏิบตั ิใกลน ิพพานเทียว อปั ปมาทวัคค ธัมมบท ๒. ภกิ ษุมีความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ สกิ ขา ๓ ความไมประมาท และ ปฏสิ นั ถาร ยอ มเปน ผไู มพอเพอื่ เสือ่ มรอบ ยอ มปฏบิ ัติใกลนิพพานเทยี ว คารวสูตร สตั ตกงั คุตตร ๓. ฌานและปญญามใี นผูใด ผูน้นั ปฏิบตั ิใกลน พิ พาน พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 34
35 ภกิ ขุวัคค ธมั มบท ๔. ธีระชนเหลานั้น เขาฌาน มคี วามเพียร ติดตอ มีความบากบ่ันมั่นเปนนิตย ยอ มถกู ตอง นพิ พานอันเกษมจากโยคะ หาธรรมอนื่ ย่งิ กวา ไมม ี อปั ปมาทวัคค ธัมมบท ๕. ภกิ ษุ เธอจงวดิ เรอื นี้ คอื อตั ตภาพน้ี เรืออนั เธอวดิ แลว จักพลนั ถงึ เธอตัดราคะและโทสะ แลว แตนัน้ จักถึงนิพพาน ภกิ ขวุ คั ค ธมั มบท ๖. ภิกษุผูเขา ไปต้ังกายคตาสติแลว สังวรในบอเกดิ แหง ผสั สะ ๖ มีจิตตั้งมั่นติดตอ พึงรู นิพพานแหง ตน นันทวคั ค อุทาน สรปุ ธรรมทเ่ี ปน ปฏปิ ทาแหงนพิ พาน จากพระพุทธพจนท ้งั ๖ ขอ ทที่ รงยกมา ไดธ รรมท่ีเปนปฏิปทาแหงนิพพาน ดังนี้ ๑. ความไมป ระมาท ๒. ความเคารพ ๓. สมาธแิ ละปญญา ๔. ความเพยี ร ๕. หม่ันบรรเทากเิ ลสและบาปธรรม (วิดเรือ) ๖. เจริญกายคตาสติ และสำรวมอนิ ทรีย บาลแี สดงสอปุ าทเิ สสนพิ พาน (เฉพาะคำแปล) เพราะละตัณหาเสีย ทา นกลา วา นิพพาน อทุ ายมาณวกปญ หา ความดับดว ยสำรอกโดยไมเหลือ เพราะสิ้นตณั หาทงั้ หลายดวยประการท้งั ปวง เปนนพิ พาน นนั ทวัคค อทุ าน ธาตุอันหนึ่งแล เปนไปในธรรมอันแลเหน็ แลว ในโลกน้ี เปนนพิ พานธาตุมอี ปุ าทยิ ังเหลือ เพราะ สิน้ ธรรมชาตผิ ูน ำไปสูภพ (ตณั หา) ทุกนบิ าต อิตวิ ุตตก ไวพจนแหง วิราคะมี มทนมิ มฺ ทโน เปน ตน ดังกลา วมาในเร่อื งวริ าคะ ก็หมายเอา สอปุ าทเิ สสนิ พพาน เชน กัน พระพุทธพจนแ สดงอนุปาทเิ สสนพิ พาน (เฉพาะคำแปล) เรากลาวทวีปนน่ั มใิ ชอ่ืน หาหว งมไิ ด หาเครอ่ื งยึดมิได เปน ท่ีสนิ้ รอบแหง ชราและมจั จุวา นพิ พาน พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 35
36 กปั ปมาณวปญหา สวนธาตุเปนไปในธรรมอนั จะพึงถงึ ขางหนา ทภี่ พทัง้ ปวงดบั ดว ยประการทัง้ ปวง เปน นิพพานธาตุหาอุปาทิเหลือมิได ทุกนิบาต อติ ิวุตฺตก ความเขาไปสงบแหงสงั ขารเหลานั้น ยอ มเปนความสุข นิทานวัคค สังยุตตุ ภกิ ษุท้งั หลาย อายตนะนน้ั มอี ยู ดนิ น้ำ ไฟ ลม ไมม ีเลย อากาสานญั จายตนะ วิญญาณัญ จายตนะ อากิญจญั ญายตนะ เนวสัญญนาสัญญายตนะ ก็มใิ ช โลกนก้ี ม็ ใิ ช โลกอน่ื ก็มใิ ช ดวงจันทร ดวง อาทิตยท ง้ั ๒ กม็ ใิ ช อนง่ึ ภกิ ษุทั้งหลาย เราไมกลา วเลยซ่ึงอายตนะนนั้ วา เปน การมา เปนการไป เปน การยืน เปนการจุติ เปนการเกิด อายตนะน้ันหาท่ีตงั้ อาศยั มิได มไิ ดเปน ไป หาอารมณม ไิ ด น่นั แลที่สุดแหงทุกข ปาฏลิคามิวคั ค อุทาน ในสูตรนี้ เรียกนิพพานวา อายตนะ เพราะนพิ พานเปนธัมมายตนะ (เปน อารมณข องมนายต นะ) กลา ววา ดนิ นำ้ ไฟ ลม ไมมใี นนิพพานนน้ั สองความวา นิพพานมใิ ชรปู ขันธ กลา ววา นพิ พานไมใชอากาสานญั จายตนะ เปนตน สอ งความวา นพิ พานมใิ ชนามขนั ธ กลาววา นพิ พานมิใชโลกนี้ มิใชโลกอน่ื มใิ ชด วงจันทร ดวงอาทติ ย สองความวานิพพาน ไมใชโ ลกอยา งใดอยา งหนึ่ง (จกั รวาล) กลา วปฏเิ สธการไปมา การดำรงอยู การจุติ การเกดิ สองความวา นพิ พานไมมีสัมพนั ธด ว ย โลกอืน่ ดว ยการไปมาถงึ กนั ธรรมดา และดว ยการเวียนเกดิ กลาววา นพิ พานไมมที ตี่ งั้ อาศยั มิไดเปน ไป หาอารมณม ไิ ด สอ งความวา นพิ พานมใิ ชโ ลก และมใิ ชสัตวโลก รวมความแลวนิพพานไมใชอะไรสกั อยาง ถามวา แลว นิพพานคอื อะไร คำตอบคือ อนโฺ ต ทุกฺขสสฺ นิพพานเปนที่สุดสิน้ แหงทุกข เปน ปลายสายแหงทกุ ขขนั ธ ทุกขขันธสุดลงเพียงนี้ พระพุทธพจนแ สดงนพิ พาน ๒ บรรยาย (เฉพาะคำแปล) ธรรมชาตินน่ั สงบแลว ธรรมชาตนิ ั่นประณตี แลว ธรรมชาตไิ รเลาเปนที่สงบแหง สังขารท้งั ปวง เปน ทส่ี ละคืนอุปธทิ ้ังปวง เปน ทีส่ ิ้นแหงตณั หา เปน ทสี่ ้นิ กำหนัด เปนท่ีดบั คือ นพิ พาน นวกาทกิ งฺคตุ ตร อปุ ธิ ในคำวา เปนทีส่ ละคนื อุปธิทัง้ ปวง หมายถึง กเิ ลส ก็ได หมายถงึ เบญจขันธก ไ็ ด แต ในทน่ี ้ีหมายถึงเบญจขนั ธ เปน ไวพจนข องสังขารในบทตน (คือมีความหมายเดยี วกับสังขาร) พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 36
37 บทวา เปนท่สี งบแหง สงั ขารทัง้ ปวง และบทวา เปนทสี่ ละคืนอุปธทิ งั้ ปวง หมายเอาอนปุ าทิ เสสนพิ พาน สวน ๓ บทตอมา คอื เปน ทส่ี ้ินแหงตัณหา เปน ทีส่ ้ินกำหนัด เปน ทด่ี บั หมายเอาสอปุ าทิ เสสนพิ พาน ปลูกฉันทะในนิพพาน สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงประทานขอ คิดไววา วสิ ัยนักปราชญ มปี กติใชส ติปญ ญาสอดสอ งอรรถอนั สขุ ุม หรอื ท้ังเคยไดประสบ สามิสสุขมา ดว ยตนเอง เหน็ ลงวา สามิสสุขเปน เครือ่ งเกยี่ วไวด ุจเบด็ เปน เครอื่ งรอยไวดุจสนตะพายหรอื บงั เหียน ผู ของในสามสิ สุขนน้ั เปนผูอ ันจะพึงจูงไปไดต ามปรารถนา ไมเปน โสดแกตน ทั้งเปน สุขไมร ูจ กั อม่ิ ไดแลวยัง ไมพ อ ในทีส่ ุดยอมแปรปรวนไป ทานจึงทำความพอใจในสขุ อนั สุขุมกวา นัน้ เชนสขุ เกิดแตก ารรสู กึ วา ไดทำ กิจอนั ควรทำ พระศาสดาทรงหมายเอาการรูสึกอยางน้ี จึงไดเ ปลงพระสุรสิงหนาทวา กจิ อยางใดอนั พระ ศาสดาผเู อ็นดู แสวงหาประโยชนเพ่อื สาวกท้งั หลายจะพึงทำ กิจอยางน้ันอันเราไดทำแลวแกพ วกเธอทุก อยา ง หรือวา ตนอยูด วยความไมมภี ัย ไมม เี วร กับผูอน่ื ดงั แสดงวา ภกิ ษมุ ใี จประกอบดว ยเมตตา กรณุ า เปน จติ วิบูล ถึงความเปนใหญหาจำกดั มิได หาเวรมไิ ด หาความเบียดเบียนมไิ ด แผไ ปอยู หรือวา ไมเ ปนอยูเ ปลา ไดย งั ประโยชนใหสำเรจ็ แกเ ขาท้ังหลาย ดงั แสดงวา สตั บุรุษยอ ม เกดิ มาเพ่ือประโยชน เพ่อื เกื้อกลู เพ่อื สุขแกมหาชน หรอื เกิดแตก ารนกึ อารมณอ ยา งอ่ืนอีก อันละมายกัน หรอื เกดิ แตความเลื่อมใสในธรรมดังแสดง วา ผูมีใจผอ งใส ไดปต ิอาศยั ธรรมยอ มอยเู ปน สุข หรอื เกิดแตก ารพจิ ารณาธรรมดังแสดงวา ในกาลใด ๆ ยอมพจิ ารณาความเกดิ ความดับ แหง ขนั ธท งั้ หลาย ในกาลน้ัน ๆ ยอ มไดปต ิปราโมทย นน้ั เปนนำ้ อมฤตของผรู ูท้งั หลาย การใชสติปญ ญาสอดสองอรรถอนั สขุ ุมดงั กลาวมา ยอ มยงั ฉันทะใหเกิดในนิรามิสสขุ ละเอียดเปน ชัน้ ๆ ปลกู ความนยิ มในธรรมอนั ซ้งึ ตามกัน ตลอดถงึ นิพพานเปน ท่ีสดุ เหตุน้นั พระพทุ ธเจา ทัง้ หลาย จงึ กลาวยกยองนิพพานวา เปนธรรมยวดยิง่ สรปุ วิธปี ลูกฉนั ทะในนพิ พาน ใชส ติปญ ญาสอดสอ งใหเหน็ โทษของสามิสสุข แลว ทำความพอใจในสขุ อนั ละเอียดกวา น้ันดวย การปฏิบตั ิ ดังน้ี ๑. ทำกิจท่ีควรทำ ๒. อยูดว ยความไมม ภี ยั ไมมีเวรกบั ผูอ ่ืน ๓. ไมเปนผูอยเู ปลา ทำประโยชนใหเกดิ แกส ว นรวม ๔. ทำใจใหเ ล่ือมใสในธรรม ๕. พิจารณาใหเ ห็นความจริงของชีวิต พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 37
38 กายคตาสติ หัวใจสมถกมั มฏั ฐาน ศพั ทนี้ แปลวา สติไปในกาย กมั มัฏฐานน้ีเปนคปู รบั แกก ามฉนั ท กามฉันทม ีปกติใหรกั สวยรกั งาม กมั มัฏฐานน้ีมีปกติใหเห็นนาเกลยี ดเห็นโสโครก กุลบุตรผูม าบรรพชา ยอ มไดร บั สอน กมั มฏั ฐานน้ไี วก อ นจากพระอปุ ชฌาย เหมือนดงั ไดร บั มอบศสั ตราวธุ ไวสำหรบั ตอ สกู บั ขาศกึ คือกามฉันท อนั จะทำ อันตรายแกพรหมจรรย พวกภิกษจุ ึงเรียกกัมมฏั ฐานน้วี า มลู กัมมฏั ฐาน แปลวา กมั มัฏฐานเดมิ ในท่นี จ้ี ักแสดงโดยสงั เขป สาธุชนผูจะเจริญกัมมฏั ฐานนี้ พงึ กำหนดตจปญจกะ คือ หมวดแหงอาการ ๕ อยาง มีหนงั เปนที่สดุ ใหจำไดก อ น ทั้งโดยอนุโลมคือตามลำดับ ทั้งโดยปฏิโลม คอื ยอ นลำดบั อาการ ๕ อยางนั้น คือ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ นเี้ ปน อนุโลม ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา น้ีเปน ปฏิโลม ทาน สอนใหจ ำโดยอนโุ ลมและปฏิโลมดงั นี้ เพ่ือจะใหแ มน ยำ และพงึ รูจกั อาการท้ัง ๕ นั้นดว ย ๑. เกสา นั้น คอื สิ่งทีเ่ ปน เสน ๆ งอกอยบู นศรี ษะ เบ้ืองหนา เพียงหนาผาก เบอ้ื งทา ยเพียง ปลายคอตอ เบอื้ งขวาเพยี งหมวกหูทั้ง ๒ ขา ง ๒. โลมา คอื สิ่งทเี่ ปน เสน ๆ เหมอื นกันอีกสวนหน่งึ อนั มใิ ชเ กสา เสนหยาบบางละเอยี ด บา ง งอกอยตู ามตัวทุกแหง เวน ผามือฝาเทา ๓. นขา คอื สง่ิ ท่ีเปน เกล็ด งอกอยตู ามปลายน้ิวมือปลายน้วิ เทาทุก ๆ แหง ๔. ทนตฺ า สง่ิ ท่ีเปน ซ่ี ๆ งอกอยใู นเหงอื กเบอื้ งลางเบ้อื งบน สำหรบั บดเคย้ี วอาหาร ๕. ตโจ ไดแ ก ส่งิ ที่หุมอยทู ั่วสรรพางคกาย พงึ กำหนดรูงาย ๆ ดงั น้ี ผม ขน เล็บ ฟน หนงั ครั้นรจู กั สง่ิ ท้งั ๕ อยางนี้แลว พงึ พจิ ารณานอ มใจใหเหน็ เปนของนาเกลยี ดโสโครก โดยปกติ ของมนั ทัง้ ในกายตนและในกายผอู น่ื ถายังไมเ หน็ โดยทนั ที พึงพิจารณาขยายออกไปโดยสี โดยสัณฐาน คือรูปรา ง โดยกลิน่ โดยท่ีเกดิ โดยทีอ่ ยู อันผม ขน เลบ็ ฟน หนัง นนั้ มสี ีก็ไมง าม มีสัณฐานก็ไม นารัก มกี ลิ่นกเ็ หม็น มีที่เกดิ ท่อี ยูลวนแตเ ปนที่โสโครก เพราะเปนของปฏิกลู เขาจงึ ตอ งตกแตงทำนบุ ำรงุ ไมเชน นั้น ก็จะปรากฏเปนของปฏกิ ูลยิง่ นัก เปน ของนาสะอดิ สะเอียน ความเหน็ นาเกลียดน้นั มใิ ชไม ปรากฏแกส ามัญชนเมอื่ ไร เปน แตเมอ่ื ปรากฏแลว เขานอมใจนึกไปเสยี โดยทางอื่นปรารภแตของที่เขา ตกแตง ไวแ ลว นึกเหน็ เปนงาม ความนึกเห็นเชนนน้ั เปน เหตุชักนำกามฉันทท ีย่ ังไมเกดิ ใหเกิดขน้ึ ยว่ั ยวน กามฉนั ททเ่ี กดิ ขึน้ แลวใหแ กก ลา ไมใ ชอารมณของกมั มัฏฐานน้ี ความนอ มใจแสเ หน็ เปนขา งไมงาม เปน ของสกปรก สุดแตจ ะปรากฏไดอยา งไร นเี้ ปนอารมณของกมั มัฏฐานนี้ ผเู จรญิ กัมมฏั ฐานน้ี พงึ นึกถึง อาการอันหนง่ึ ขึน้ กอ นโดยปกติของมัน หรือโดยสีสัณฐาน กลน่ิ ทเี่ กดิ ที่อยู และโดยอยา งอื่น นอ มใจให เห็นวานา เกลยี ดแลวเลือ่ นนึกถงึ อาการอื่น ๆ ตอไป เมอื่ ความชำนาญมีขนึ้ นึกเพยี งช่อื ไปตามลำดับและ ยอ นลำดบั ความเหน็ ปฏกิ ูลยอมจะปรากฏ คมุ จิตไดง ายเขา ในขณะใด ความปฏกิ ูลปรากฏ ในขณะนัน้ จัดวาไดผลท่มี ุงหมายแหง กมั มัฏฐานน้ี เพราะเหตุน้นั พึงรกั ษาอารมณน ้ีไวอ ยาใหจืดจาง จะไดเปนท่ตี ้ัง แหง สมาธิ แตส มาธิในกมั มัฏฐานน้ีเปนแตเ พยี งอุปจาร เพราะเหตุใหจ ติ ทองเท่ยี วอยูไมแนแ นวลงแท พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 38
39 กมั มฏั ฐานน้ี เปนประโยชนแกค นมกี ามฉันท หรอื เรียกราคจริตเปนเจา เรือน มีอานิสงสไ มให ของอยใู นกายตนและกายผอู ืน่ เมตตา ศัพทน ี้ แปลวา คณุ สมบตั ิเปน เหตสุ นิทสนม กมั มัฏฐานนีเ้ ปนคปู รบั แกพ ยาบาท พยาบาทมี ปกตใิ หค ิดลา งผลาญ กัมมัฏฐานนี้มปี กตใิ หช อบพอ สาธชุ นผูเจรญิ กมั มฏั ฐานนี้ พึงนึกถึงคนอื่นเทยี บกับตน วา เรารกั สขุ เกลียดทุกข ฉันใด คนอ่นื ก็รักสขุ เกลียดทกุ ขฉ ันน้นั สงิ่ ทชี่ อบใจของเรา ยอ มเปน ของที่ชอบ ใจของคนอ่นื สิ่งไมเ ปนทชี่ อบใจของเรา ยอมไมเ ปนทช่ี อบใจของคนอื่นดว ยเหมอื นกนั เราจะหาผลที่ชอบ ใจ ในทางเสยี ผลเชนน้นั ของผอู ่นื ยอ มไมเปน ธรรม. แตน น้ั พึงปรารถนาความอยูดว ยไมมีภัยไมมีเวรกับ ผอู น่ื ถาคนท่ตี นไมชอบมีอยูก พ็ ึงนกึ นอ มใจเพ่อื ใหห ายเกลยี ดชังโดยโยนิโสมนสิการ คือ ความทำในใจถกู ทาง พงึ เลอื กความดีอยางใดอยา งหนงึ่ ของเขาขนึ้ นกึ สุดแตจะเลือกได เปน ความประพฤติทางกายกต็ าม ทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม เชนคนมกั พดู บาดหูคนอ่ืน แตไมใชคนดรุ า ยถงึ ลงมอื ดวยกายก็มี คนมัก โกรธแตไมท ำจรงิ กม็ ี คนดุราย แตอกี ฝายหนงึ่ มีนำ้ ใจเผ่ือแผ อนุเคราะหแกผ ูอ น่ื กม็ ี เชน น้ีเปน ตวั อยา ง พงึ นกึ ถึงความดที ี่มอี ยใู นเขา บางทจี ะระงับความเกลยี ดชังใหเ บาลงหรือใหหายได ถาไมมีความดอี ยา งใด อยางหน่ึงของเขา ทจี่ ะพงึ เอาข้ึนนึก กพ็ ึงยังกรณุ าคือสงสารใหเกิด คนยากจนทรพั ย ขาดกำลังเปน เครื่อง ทำนุบำรุงชีวติ และรางกายใหเปนสุข และไมไดชอ งทจี่ ะอนเุ คราะหค นอ่นื ดว ยกำลังทรัพย ควรไดร บั กรุณา ของคนมที รพั ยฉนั ใด คนไรคณุ สมบตั ขิ าดกำลงั เปน เครอื่ งบำรุงใจใหเปนสขุ ไมไดชองที่จะชักจงู คนอน่ื ใน ความดี ซ้ำกลับเบยี ดเบยี นเพ่ือนมนุษยใหไดรับทกุ ขภยั ตา ง ๆ ควรไดร ับความกรณุ าของผูประพฤติ ธรรมมีสติสัมปชญั ญะฉันนน้ั อนั จะเกลียดชังคนเชนนั้น เทา กับคนดที ะเลาะกบั คนเมา เม่ือนึกอยา งน้บี างที กจ็ ะยังกรุณาใหเ กิดขน้ึ ได ถานอ มใจไมล ง กพ็ ึงนกึ ถงึ ความท่ีสัตวมีกรรมเปน ของ ๆ ตน ผใู ดทำดหี รอื ชั่ว ผนู ้ันจงปรากฏดวยกรรมของตนเอง พึงวางจติ ลงเปน อุเบกขา แมอ ยา งนัน้ กไ็ มสำเร็จ อยานกึ ปรารภถึง ผนู นั้ เสยี เลย ถาเขาเกลียดชงั ตนตางหาก กพ็ งึ หาชอ งแสดงกายวาจาใจ หรืออนุเคราะหเ พอ่ื ผูกไมตรี เมื่อ เปนเชนน้ี กจ็ ะไดอ ยูโดยไมมีภัยไมม เี วรกบั ผูอ น่ื แตน้นั พึงนอ มจติ ใหคิดชอบกับคนซึ่งเฉยอยแู ตเ ดมิ ดวย ถอ ยทถี อยอาศัยทำสาราณียธรรมแกก นั พึงทำคนผชู อบกันหา ง ๆ ใหสนิทสนม พึงทำคนผูช อบกนั สนทิ สนมแลว ใหมนั่ เขา ความปรารถนาแหงจิต เพอ่ื ชอบพอสนทิ สนมกบั คนอน่ื ดังนี้ ช่ือวาเมตตา โดยความ กค็ อื ปรารถนาสขุ แกเขา ความนึกแผเมตตาน้ี จดั วาเปนกมั มฏั ฐานอันหนึ่ง สาธุชนผูเ จรญิ เมตตา พึงแผโ ดยเจาะจงกอ นตัง้ ตน แตค นทีร่ กั ใครสนิท เชน มารดา บิดา สามี ภรรยา บุตร บุตรี และทานผูมอี ปุ การะ อุปชฌายะ อาจารย เจานายเปน ตนไป ตลอดถงึ ญาตมิ ิตร คนรูจกั คนุ เคย และคนอน่ื ๆ ทค่ี วรจะไดรบั ความปรารถนาอันดตี อ เมอื่ ทำใจใหชำนาญในการแผโ ดย เจาะจงน้ันแลว พงึ แผโดยไมเ จาะจง เชน ไมนยิ มเฉพาะบุคคลชอื่ นนั้ ชือ่ น้ี ทต่ี นรูจ กั พึงปลูกความรกั ใคร ในคนรว มบานรวมวดั รว มเมอื งรว มประเทศรวมชาติเปนลำดับไป ตลอดถงึ เพื่อนมนษุ ยทวั่ ไป ลงมาจนถึง สัตวดิรัจฉานเปนที่สุด ตามแตจ ะทำไดเพียงไร แผเ มตตาโดยเจาะจงเปนไปโดยแรงกลา เปน เหตุให ชวยเหลอื กนั แขง็ แรง แตเปน ไปในทางที่แคบ ท้งั เขตแหงความไมม ีภัยไมม เี วร ทง้ั เขตแหงความสำเร็จ ประโยชนแกผ อู ืน่ แผเ มตตาโดยไมเ จาะจง เปน ไปโดยเพลาแตเปนไปในทางท่ีกวาง เชนคนรวมบานรว มวัด พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 39
40 ตลอดถงึ รว มชาติ รกั ใครปรองดองชว ยเหลือกนั แมไมแ ข็งแรงเหมอื นทำใหแ กครอบครัวยอมมีผลกวางกวา พาคนหมูนนั้ ใหไดสขุ ทว่ั ถงึ กนั เหตุนนั้ ในพระพุทธศาสนาจงึ นิยมแผเ มตตา โดยไมเจาะจงวา เปน เมตตา อยา งสูงอยา งกวาง ในการเจรญิ กมั มฏั ฐาน ทานผกู บทไวใหน กึ วาดังนี้ “สพฺเพ สตฺตา อเวรา อพฺ ยาปชฌฺ า อนีฆา สขุ ี อตตฺ านํ ปรหิ รนตฺ ”ุ แปลวา ขอสตั วท ง้ั หลายทัง้ ปวงเปนผูไมมเี วร ไมมคี วาม ลำบาก ไมมที ุกข มีสุขรกั ษาตนเถดิ ในชนั้ ตน นอ มใจใหปรารถนาความสขุ แกผอู ่ืนมาไดแลว นึกถึงบท สำหรบั บริกรรมนี้ จะคมุ จติ ใหมีเมตตาข้นึ ไดใ นขณะนกึ ในขณะใด เมตตาเปนไปอยู ในขณะน้ัน จัดวา ไดผลท่มี ุงหมายแหง กมั มัฏฐานน้ี จิตสมั ปยุตดว ยเมตตาตง้ั มน่ั แนวแนล งไป จดั เปนอุปจารสมาธิ สามารถ ทำใหเกิดอปั ปนาสมาธิได กมั มัฏฐานนเ้ี ปน ประโยชนแ กค นมพี ยาบาทเปนเจาเรอื น หรอื เรียกวา โทสจริตตลอดคนเหลาอนื่ ทว่ั ไป มอี านิสงสใหอยูด ว ยความไมม ภี ยั ไมมีเวร รักใครป รองดองชว ยเหลือกนั . เหตุนั้น จึงควรเจริญตาม กาล ถึงคราวควรแผเมตตาโดยเจาะจง กพ็ ึงเจริญโดยเจาะจง ถึงคราวแผโ ดยไมเจาะจง กพ็ งึ เจรญิ โดยไม เจาะจง พุทธานุสสติ ศพั ทน้ี แปลวา ระลึกถึงพระพุทธเจา อธิบายวา ระลกึ ถึงปรารภความดีของพระองค ไมได ระลึกถงึ โดยอาการยกโทษหรอื ขอนขอด กมั มฏั ฐานน้ีเปน คปู รบั แกถนี มิทธนิวรณ ถีนมิทธะมีปกตใิ ห ทอ แทและงว งงนุ กมั มฏั ฐานนี้ มีปกตใิ หอตุ สาหะปรารภพระคุณของพระพทุ ธเจา และใหจิตนึกแลนอยู สาธชุ นผูจะเจริญกัมมฏั ฐานนี้ ควรอานหนังสือแสดงพระพุทธจรรยา เปน ตนวา เร่อื ง ปฐมสมโพธิ และ ใครค รวญถึงพระพุทธจรรยาซ่ึงทรงบำเพ็ญเปนอยา ง ๆ ไป อันสอพระคณุ สมบัตใิ นพระองค และทรงพระ มหากรุณาอุปการะแกประชาชน กจ็ ะหยั่งเหน็ พระคุณทัง้ ๒ สว นนีโ้ ดยวสิ ยั ในทน่ี จี้ ะแสดงเฉพาะพระคณุ บททที่ า นผูกไวสำหรบั นกึ สำหรับสาธยายเรียกวา อนสุ สรณนยั คอื \"อติ ปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺ โธ วิชชฺ าจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวทิ ู อนุตฺตโร ปรุ ิสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนสุ ฺสานํ พุทโฺ ธ ภควาติ” พระผมู พี ระภาคเจานัน้ ทรงรแู จง โลก คอื ปฐพี พรอมดวยสตั วผูอาศยั และสงั ขารอนั ปรงุ แตงแผนดนิ และสัตวเหลา น้นั วามีความเปล่ียนแปลงเปนธรรมดา จึงเจรญิ ในกาลบางครง้ั เส่ือมในกาลบาง คราว สดุ แตเหตุปจจยั อน่งึ ในโลกน้ี ยอมมสี ิ่งตา ง ๆ อนั จะลอ จติ ใหรักใหชงั ใหห ลงใหกลวั คนไมร ูเ ทา ยอมจะวุนไปตามดวยความทะเยอทะยานบาง ดว ยความตกใจกลัวบาง แลวและเฉไปประพฤติจากทางอนั ชอบอนั ถกู นี้เปนเหตแุ หงความเส่ือมของโลกไดอยา งหนง่ึ ความมีกำลงั สามารถตานทานแตม าร ๒ ประเภทน้ัน เปนปจ จยั แหง ความเจรญิ ของโลกไดอ ยางหนงึ่ พระองคท รงรแู จง โลกโดยนัยนเี้ ปนอาทิ บณั ฑิตจงึ ไดถ วายพระนามตามพระคณุ วา “โลกวิทู” แปลวา ทานผูร แู จง โลก เมอ่ื พระองคทรงรแู จงโลก อยา งนน้ั แลว จึงไมร ักไมหลงไมม ัวเมาในอารมณอ ันยวนจิต ไมส ะดงุ หวาดหว่ัน เพราะอารมณอนั คุกคามให ตกใจกลัว ทรงมน่ั อยูในปฏปิ ทาอันชอบ ยังความเปนไปของพระองคใ หลุลวงมาโดยสวสั ดี ตลอด พระชนมายกุ าล บัณฑติ จงึ ไดขนานพระนามถวายวา “สุคโต” แปลวา ทา นผูไ ปดแี ลว หรือทานผูดำเนนิ ดี แลว . พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 40
41 ปฏิปทาของทานผดู ำเนนิ ดแี ลว เรยี กวา จรณะ เพราะเปน เคร่ืองกา วไปหาวิชชา คอื ความรูพิเศษ พระองคทรงม่นั ในปฏปิ ทานั้นอยู จงึ ไดบ รรลุวิชชาความรูอยา งสงู อนั ทำจิตใหพน จากหมูม าร คอื กเิ ลสอันคอยนำสัตวโ ลกลงในที่ตำ่ จึงไดพระนามโดยพระคณุ ธรรมวา “วิชฺชาจรณสมฺปนโฺ น” แปลวาทา นผูถึงพรอมดว ยวิชชาคอื ความรู และจรณะคอื ปฏิปทา วิชชานัน้ เปนความรอู นั ชอบ เปน ประโยชนแ กพ ระองคแ กผอู นื่ ทัง้ ๒ ฝาย พระองคเ สาะหาไดเอง ไมไ ดม าแตสำนักผูอ ่ืน พระปญญาอยาง สูงน้ยี งั พระองคใหไ ดรบั พระนามวา “สมฺมาสมพฺ ุทฺโธ” แปลวา ทา นผูรูชอบเอง พระปญญาน้ันยอ มยังผล อยา งสงู สดุ ใหสำเรจ็ แกพ ระองค คือ ทรงบริสทุ ธดิ์ วยประการท้งั ปวง ควรแกความนับถือของประชาชนทุก หมเู หลา บัณฑติ จงึ ถอื เอาพระคณุ นเ้ี ปน ทต่ี งั้ ถวายพระนามวา “อรหํ” แปลวา ทานผูไกลกิเลสบา ง ทานผู ควรไดรับความนบั ถอื บา ง คณุ บทวา “อรหํ” น้ีเปนนามเรยี กไดทัง้ พระศาสดาทัง้ พระสาวก แตมีบทอืน่ ตอ ทา ยใหแปลกกนั พระนามพระศาสดาวา “อรหํ สมฺมาสมพฺ ทุ โฺ ธ” แปลไวแ ลวขางตน นามสาวกวา “อรหํ ขีณาสโว” แปลวา พระอรหนั ตสน้ิ อาสวะ พระคุณเหลา น้ีจดั เปนอตั ตสมบัติ คือ ความดีสวน พระองค พระผมู พี ระภาคเจาทรงพระคุณทีเ่ ปนอตั ตสมบัตเิ ชนนน้ั แลว จดั วามีภคั ยะ คือ สมบัติอนั ชักจูง คนอน่ื เขา มาคบหา ผูใ ดเขามาคบพระองคยอ มทรงส่งั สอนผนู ้นั แจกอรรถแจกธรรมใหเ ขาใจชัด บัณฑติ หมายเอาพระคณุ สมบัติน้ี ขนานพระนามไววา “ภควา” แปลวา ทานผมู ีภัคยะหรอื วาทา นผมู ภี าค พระองคท รงแจกธรรมส่ังสอนประชาชน ใหไดบรรลผุ ลอนั ดงี ามทง้ั สวนโลกยิ ะท้งั สว นโลกุตร ยังคนผูไมเคย เขา ใจใหเขาใจ ยังคนผเู คยเขาใจมาบา งแลว ใหเขาใจกวา งขวาง นำความหลงอันเปนเหตุตืน่ เตน และ หวาดหวน่ั เสีย จงึ ไดพระนามวา “พทุ ฺโธ” แปลวา ทานผปู ลุกใหตน่ื หรือวา ทานผูปลกุ ใจ พระองคท รง สง่ั สอนอยา งนี้ แกพุทธเวไนยทกุ ชน้ั ตามสมควรแกภูมิของเขา ยกข้นึ ในปฏิปทาทส่ี ูงกวา โดยลำดับ จงึ ไดร บั พระนามวา “สตฺถา เทวมนุสฺสาน”ํ แปลวา ทา นผเู ปนครสู อนของเทวดาและมนุษยทง้ั หลาย คอื ของคนทง้ั เจาทงั้ สามญั พระองคทรงสงั่ สอนคนเปน อันมากเชน น้นั ยอมทรงรจู กั ฉันทอธั ยาศัย เขา พระหฤทัยในอบุ าย ชักจูงนอ มตดั เขาหาทางดที างงาม ไมตองใชบ ังคับขเู ขญ็ เปนแตเ พียงใชพระวาจาก็ สำเรจ็ ถา จะเทียบดว ยนายสารถีผูฝ ก มา กจ็ ัดวาเปน เอกอไุ มม ีคนสู บัณฑติ จึงไดถ วายพระนามวา “อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ” แปลวา ทานผเู ปนสารถีฝก บรุ ษุ ควรทรมานไดไ มม ีผูอ ่นื ย่งิ กวา พระคณุ น้ี จัดเปนปรหิตปฏิบัตคิ อื ประพฤติเพือ่ ประโยชนผ ูอน่ื พระคณุ ทงั้ สองสว นนี้ มีในพระผมู พี ระภาคเจา ให สำเร็จพระนาม ๙ ประการ เรยี กวา นวรหคุณ แปลวา คุณของพระอรหนั ต ๙ ประการ แตเ รยี ก กลบั กนั มาเปน นวหรคุณ บณั ฑติ ผกู เปนบทตั้งไวส ำหรับระลกึ ตาม ในเวลาเจริญพทุ ธานุสสติ ทา นเรยี งบท ที่เปน ผลไวข า งหนา เรียงบทท่เี ปน เหตุไวขางหลัง เพอื่ จะใหเขา ใจงาย ในทน่ี ้ี จึงไดอธิบายความแหง บท อันเปนเหตถุ อยหลงั เขามา สาธชุ นผูเจริญพุทธานสุ สติ ไดอานหนงั สือแสดงพระพุทธจรรยามามากแลว พบแตบทแสดง ความไวส นั้ ๆ กจ็ ะพึงเขาใจไดโดยกวางขวาง ฝา ยชนผูไมไดอ านหนังสอื เชนน้นั มาก คงจะเหน็ ความแต เฉพาะบทเชน เดียวกบั ไดเ หน็ ดวยตาเอง หรือเห็นแตรูปถาย ความกวา งแคบยอมผิดกนั เม่อื จะเจรญิ พึงยงั ศรทั ธาเลือ่ มใสและเคารพใหเ กิดในพระพทุ ธเจาแลว พึงบรกิ รรมนกึ บทพระคณุ นามเหลา นแ้ี ตเพยี งลำพัง หรอื พรอ มท้งั อธิบาย เล่อื นไปโดยลำดบั หรอื เล่ือมใสมากในพระคุณบทใดจะจับเฉพาะพระคณุ บทน้นั ข้ึน พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 41
42 นึกกไ็ ด เชน เคยบริกรรมกนั มาวา “อรหํ ๆ” หรอื “พทุ ฺโธ ๆ” ดังน้ี แตพึงรูจักวากมั มฏั ฐานน้ีเปน คูปรบั แกมิทธะ คอื ความงวงงนุ ตองการนึกยาว ๆ ในสมัยใดมทิ ธะครองงำ ควรนึกไปโดยลำดบั แม พรอ มดวยอธบิ าย ในสมยั ใดจิตปลอดโปรง จะนกึ แตบ ททีข่ ึน้ ใจก็ได หรอื ในเวลาไขหนกั ความนึกส้ัน จำตอ งนกึ เฉพาะบทแท ในสมยั ใด พระคุณของพระพทุ ธเจา ปรากฏแกจิต เกิดอตุ สาหะจะประพฤตติ าม และหา มมิทธะเสียได ในสมัยนั้น เปนอนั สำเร็จผลมุงหมายแหง กัมมฏั ฐานน้ี เพราะตอ งใชความนกึ เปน เบื้องหนา กัมมัฏฐานน้เี จรญิ ไดด ี กเ็ ปน เพยี งอปุ จารสมาธิ กัมมฏั ฐานนีเ้ ปนสบายแกช นมีถีนมิทธะเปน เจา เรือน และแกค นเปน สทั ธาจริต มอี านสิ งสใ ห ตง้ั ใจไมยอทอตอ เหตขุ ัดของ เพอ่ื ประพฤติความดีความงาม กสณิ ศัพทน ี้ แปลวา วัตถุอนั จูงใจ คือ จงู ใจใหเขา ไปผกู อยู เปนชอื่ ของกมั มฏั ฐาน แปลวา มวี ัตถุ ทชี่ อื่ วากสิณเปน อารมณ กัมมฏั ฐานนีเ้ ปน คูป รบั แกอุทธัจจกกุ กจุ จนวี รณ อทุ ธจั จะมีปกตใิ หคดิ พลาน กกุ กุจจะมีปกตใิ หจบั จด สวนกมั มัฏฐานน้ี มีปกติคุมใจใหมัน่ วัตถุท่เี ปน กสิณนั้น ตองเปนของไมบ าดตา เปน ของทำใหใ จของผแู ลแชมชนื่ ทา นจดั ไว ๑๐ ประการ คอื ดิน น้ำ ไฟ ลม ท่ีเปน อยูโดยปกติ หรอื บางอยา งจัดขน้ึ ไวสำหรับ เรยี กวาภูตกสิณ นบั เปน ๔, สีขาว เหลอื ง แดง ขาบ ท่ีจดั ขน้ึ ไวส ำหรับ เรยี ก วรรณกสณิ นับเปน ๔, แสงอากาศ แสงไฟทเี่ ขาตามชอ ง เรยี ก อากาสกสิณ และอาโลกกสิณ โดยลำดบั ในท่นี ้ี จะแสดงโอทาตกสณิ คือสขี าวพอเปน ตวั อยา ง สาธุชนผูเ จรญิ กสณิ ชนิดนี้ พึงขดไมใ หเปน วงกลม กวางโดยศูนยก ลางสัก ๑๖ นิว้ หรอื ราว นั้น พอตาจับไดถนดั อยา ใหเล็กเกนิ ไปจนนัยนต าจับเอาอ่ืนดว ย หรือใหญเกนิ ไปจนนัยนตาจบั ไมทว่ั วง เอาผา ขาวอันบรสิ ุทธห์ิ มุ หรอื เอาดอกไมข าวจดั ในภาชนะอนั กวางโดยศนู ยกลางไดราวเทานนั้ กไ็ ด แลวเอา วางหางจากที่นั่งสัก ๒ ศอกคืบ หรือราวน้ัน พอเพง ดถู นดั อยา ใหชิดเกินไป หรอื หางเกินไป จนนยั นต า จบั ไมถนัด แลวพึงนง่ั เพงดู โดยอาการตามถนดั ตากำหนดจำกสิณนั้น ใจนกึ ถงึ สีวา “โอทาตํ ๆ” แปลวา “ขาว ๆ” คุมนยั นตาอันแลเห็น กับใจอันนึกใหอยูทก่ี สิณพรอ มกนั กริ ิยาทท่ี ำเรียกวา บริกรรม ดวงกสิณเรยี กวา บรกิ รรมนมิ ิต กิรยิ าที่นึกวา “โอทาตํ ๆ” เรียกวา บรกิ รรมภาวนา บริกรรมนี้เปน ชน้ั ที่ ๑ ครัน้ ทำในชน้ั นชี้ ำนาญแลว พงึ ตั้งใจจำกสณิ นนั้ ใหต ดิ ตา ลองหลบั ตาดใู นระหวาง ๆ ถา ยังไมติดตาตอ ง ลมื ดูใหม ในสมยั ใดจำไดตดิ ตา หลับตาลง ดวงกสณิ ปรากฏในใจ เหมอื นแลเหน็ ในสมยั น้ัน นมิ ติ ที่ ปรากฏในใจนัน้ เรยี ก อคุ คหนมิ ิต แปลวานิมิตทีจ่ ติ จำได หรือเรยี กวา นิมิตตดิ ตา กิรยิ าท่ีนึกนนั้ เรยี ก บริกรรมสมาธิ แปลวา สมาธิในบริกรรม นมิ ิตอันติดตา ที่กลาววาปรากฏในใจนน้ั เชน กับคนขลาดไดพ บ สิง่ ทน่ี ากลวั อนั ใหตกใจ หรือคนท่ผี กู พันอยูในส่ิงหนึ่งหลบั ตาลง ยอ มแล เห็นสง่ิ นัน้ ตดิ ตา แตทา นไมจ ัดวาเปนอารมณข องกมั มัฏฐาน เพราะเปนเหตตุ กใจหรือเปนเหตุ ตดิ ขอ ง บริกรรมสมาธิน้เี ปน ชนั้ ท่ี ๒ คร้นั ทำในช้ันนชี้ ่ำชองแลว พึงลองหลบั ตานกึ ถงึ นิมติ น้นั ขยายใหใหญ บา งเล็กนอ ย แตอยาใหเสยี สวนตามสัณฐาน ตวั อยางเชน รูปถายมขี นาดตางกนั แตสวนแหง อวัยวะน้นั ๆ ของรูปทัง้ ปวงทกุ ชนดิ คงสมกันกบั กาย เหมือนคนผูเ ปน เจา ของรปู นัน้ ในสมัยใด จิตจำนิมิตนนั้ ไดจนขยาย ออกหรอื ยน เขาไดในสมยั น้ัน นิมิตนัน้ เรยี กวา ปฏภิ าคนิมติ แปลวานมิ ิตเทียบเคียง ภาวนานัน้ เรยี กวา พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 42
43 อปุ จารภาวนา แปลวา ภาวนาใกลอ ัปปนาสมาธิ อปุ จารสมาธินเ้ี ปน ช้ันท่ี ๓ ผทู ำไดแ มนยำจนถงึ ชน้ั นแี้ ลว บำเพญ็ ภาวนาตอไปจนเขา องคก ำหนดช้นั ตน จดั ไดวาบรรลุปฐมฌาน เปนสมาธิชัน้ สูง เรยี กอัปปนาสมาธิ แปลวาสมาธแิ นนแฟน อปั ปนาสมาธิน้ี เปนชั้นท่ี ๔ น้อี ธิบายตามมตขิ องพระคันถรจนาจารย ฝา ย ขาพเจา เองปรารถนาจะเขาใจวาช้นั ท่ี ๒ เปน อปุ จารภาวนา หรืออุปจารสมาธิ ชน้ั ท่ี ๓ เปน อปั ปนา ภาวนา หรอื เปนอัปปนาสมาธิ เพราะละนีวรณ ๕ ไดใ นชน้ั ที่ ๓ แลวก็เปน อัปปนาอยเู อง เพราะใน ปฐมฌาน ก็ยงั มีวติ กวจิ ารอยูเ หมอื นกนั กมั มฏั ฐานนท้ี านพรรณนา วา บรรลไุ ดถงึ ช้ันอปั ปนา เพราะคุมจิตใหแนวแนอยทู ีเ่ ดียว ผู ศกึ ษาในกัมมัฏฐาน ไมควรมุงเฉพาะคณุ ท่ีสงู อยางเดียว ควรมุงเฉพาะคุณที่เปนวิสัยของตน พึงเจรญิ กัมมัฏฐานอันเปนสบายแกตน เชนคนสามญั ปรารถนาฐานันดรเปน มหาอำมาตยจ ะไดส มหวังทง้ั นนั้ เทียว หรอื ถาไมได พยายามนั้นก็ไมมีผล ควรพยายามในทางอื่นยงั จะดกี วา เพราะเหตนุ ั้น คนมุงจะเปน มหาอำมาตย ตอ งรจู ักกำลงั ของตน ท้งั แลเหน็ ชอ งทางกอ น อุปมาน้ีฉนั ใด ผูเจริญกมั มฏั ฐานก็พงึ ประพฤติ ฉันนน้ั ไมควรจะเลยคณุ เบ้ืองต่ำ ซึ่งตนควรจะถอื เอาไดกอ น แมแ ตเพียงในชั้นบรกิ รรม ในสมยั ใด คมุ จิตไวทก่ี สิณแหง เดียวได ไมคิดพลานในทางอ่ืน ไดใ ห ความแชม ช่นื ไมอดึ อดั เบ่อื หนา ยในสมยั นั้น จดั วา เปน อนั สำเร็จผลมงุ หมายแหงกัมมฏั ฐานน้ี กมั มัฏฐานน้ี เปน ทีส่ บายแกคนมอี ทุ ธัจจกกุ กจุ จะหรอื เปน วติ กจริตเปนเจาเรอื น มีอานิสงสให พนิ จิ อดทน ในการงานทีป่ รารภ จตุธาตุววตั ถานะ ศพั ทนี้ แปลวา กำหนดธาตุ ๔ กัมมัฏฐานน้ี เปน คูป รับแกวิจกิ จิ ฉา วจิ กิ จิ ฉามปี กติใหลังเลไม แนใ จลงได สว นกมั มฏั ฐานนม้ี ปี กติใหก ำหนดรโู ดยสภาวะ คนผูไมก ำหนดรูโดยสภาวะ ไมรจู กั สิ่งนัน้ ๆ โดยความเปนจรงิ อยางไร จึงมสี งสัย เม่ือเขาใจตามจรงิ แลว กส็ ้นิ สงสยั ไปไดอยางหนึ่ง ๆ พระอาจารยเจา แสดงกมั มัฏฐานน้ไี ว ก็เพื่อจะใหเขา ใจความเปนจรงิ ของรางกาย เปน อบุ ายกำหนดรูสภาวธรรมอยางหน่ึง เปน เหตอุ อกไปกำหนดสภาวธรรมอยางอน่ื ไดอกี สาธุชนผจู ะเจรญิ กมั มัฏฐานนี้ พงึ กำหนดรูจกั ธาตแุ ละสังขารกอน สภาวะทมี่ อี ยูโ ดยธรรมดาอนั จะแยกออกไปอีกไมไ ด เรยี กวา ธาตุ ธาตุเหลานนั้ คมุ กันเขา เองโดยธรรมดา หรือมนษุ ยป รงุ ขึน้ เรยี กวา สังขาร แสดงอทุ าหรณพอเปนตัวอยาง เชนกระดูก เนอื้ เลอื ด ความอุนและลมอากาศ ถา ไมประสงค จะกลา วใหล ะเอยี ดตอไป เปนธาตลุ ะอยาง ๆ รา งกายคอื ประชุมธาตุเหลา นี้ เปนสังขาร ฝายและสเี ปน สมั ภาระอนั หนง่ึ ๆ ดจุ เดียวกับธาตุ ผา ท่ีคนเอาฝายมาปนใหเ ปน ดา ยยอ มดวยสแี ลวทอขนึ้ นั้น เปนสังขาร ธาตุหรอื สัมภาระทแี่ สดงมาเปนอทุ าหรณน นั้ ยังเรี่ยราดกระจดั กระจายกำหนดรูยาก นักปราชญจ ึงไดย นให ส้นั เขา เพื่อกำหนดรูงาย ครั้งโบราณทา นจัดธาตทุ ่เี ปนสว นรูป ๔ กระดกู กด็ ี เน้ือกด็ ี ฝา ยกด็ ี สีก็ดี ดังกลาวไวใ นอุทาหรณขางตนนน้ั ทานรวมเรียกเปน ธาตุอนั เดยี ววา ปฐวีหรือดนิ ดวยเหตุวา ธาตุเหลาน้นั แมจะปรากฏวาตา งกันโดยชนิด กย็ งั จัดวา เปน อันเดยี วกันเขา ไดโ ดยลักษณะ คือ ความเปนของแขง็ สวน เลอื ด เหงื่อ มนั ทา นจัดเปนธาตอุ ันเดยี วกันกับนำ้ เรยี กอาโป เพราะเปน ของเหลวเหมือนกนั ไออุน แหง รางกาย ความรอนทเี่ กิดแตของเสยี ดสีกนั เกิดแตไ ฟฟา เกิดแตแ สงแดดแหงดวงอาทิตย ทา นจัดเปน ธาตุ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 43
44 อนั เดยี วกันกับไฟ เรียกวา เตโช เพราะมีความรอ นเปน ลักษณะเหมือนกนั ลมอนั พดั มาแตท ิศนนั้ ๆ ตาม ฤดู พายุใหญอันตง้ั ข้นึ เปน ครง้ั เปนคราว และลมอันเดนิ อยูใ นรางกายของสัตว ทานจัดรวมเขาเปนธาตอุ ัน เดียวกนั เรียกวา วาโย เพราะมคี วามพดั เปนลักษณะเหมือนกัน คร้งั โบราณนักปราชญจัดธาตอุ ันเปนสว นรูปเปน ๔ อยา งน้ี ดงั มาในกายานุปสสนาสตปิ ฏ ฐาน หมวดธาตุในมหาสติปฏ ฐานสูตร ตอ นั้นมา รูจักธาตุข้ึนอีกอยางหน่งึ ซงึ่ เรยี กวาอากาศ ธาตุนกี้ ำหนดรูไ ด ยาก เพราะเปน ของสุขุม ไมเ หน็ ไดด ว ยจกั ษุ อาจจะรูไ ดดวยสมั ผสั แตก ย็ ังรูไดยากเหมือนกัน ในที่วาง เปนชอง ไมว าเล็กไมวา ใหญ อากาศยอ มเดนิ เขาขงั อยเู ต็มทงั้ นน้ั แตเพราะเปนธาตุเบาและขยายตัว คน เดินไมร สู ึกปะทะ ซ้ำเปนอปุ การะแกช ีวิตของสัตวด ว ย ทัง้ มนุษยทง้ั สัตวด ิรจั ฉานหายใจสูดอากาศเขาไปปรุง โลหติ สำเรจ็ เปนไออุน ถาใครจะรจู กั ธาตุนี้ พึงเอากระบอกกรองน้ำ ลองกรองน้ำดูในหองไวน้ำที่สงัดลม ในคราวแรกเอาน้ิวมืออดุ ทอ ขางบนกระบอกเสยี จมุ ปากกระบอกลงไปในนำ้ คงจะรูสึกวา น้ำเขาไปหนอย หน่งึ แลวมอี ะไรปะทะอยู นั่นคือ อากาศนเี้ องอันเขา ขังอยใู นกระบอก นำ้ เขา ไปไดหนอยหนึง่ น้นั เพราะ อากาศตองปะทะนำ้ อัดตวั เขา น้ำเขา ไปอีกไมไดน้นั เพราะอากาศอดั ตวั เต็มทแ่ี ลว ปะทะอยู คราวนเี้ ปด นว้ิ มือจากทอขา งบนแตวางไวตรงปากทอ จุมกระบอกลงไปอีก คงรูสึกวานำ้ เขาไปไดอกี ในขณะเดยี วกนั น้วิ มอื ไดร บั สัมผัสเยน็ ฉิว ๆ ขน้ึ มาจากทอ ธาตทุ ี่ข้นึ มาถูกนิ้วมือน้คี ืออากาศ อีกอยางหนึ่ง ขณะทไี่ ปในยาน ท่ีแลนโดยเรว็ ไดส ัมผัสลมเปน อันมาก แตข างทาง ตนไมนิ่งอยู ไมไหว ลมทกี่ ระทบวู ๆ น้ัน อากาศนี้เอง ยานเดนิ โดยเร็วปะทะอากาศโดยแรงจนรสู กึ สมั ผัส หากจะเดินดวยเทา กไ็ มรูสึก ทานพบอากาศธาตุเขา แลว จึงไดเติมขึน้ อกี อยา งเปนธาตุ ๕ ดงั แสดงไวใ นจุลลราหุโลวาทสูตร แตนักปราชญในช้ันหลังกลาววา วาโยกับอากาศเปนธาตุเดยี วกนั วาโยก็คืออากาศทเ่ี ดนิ กำลังแรงนนั้ เอง ขอ นเี้ ปน ความจริงอุดหนุนการจัด ธาตุ ๔ ของเดิม ใหม ่นั เขา ในทน่ี ้ีจักกลา วเปน ธาตุ ๔ พอสมแกชอ่ื ของกมั มฏั ฐานบทน้ี ธาตุ ๔ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย นี้ มีท้ังภายนอกภายใน ธาตุภายนอก เชน ภูเขา แมน ำ้ กองไฟ ลมพัด โดยลำดับกัน ธาตุเปนภายในน้นั คอื ท่ีคมุ เขาเปนรางกายของสัตว สวนท่แี ขนที่ แข็งมี ผม ขน เลบ็ ฟน หนงั เนอ้ื เอน็ กระดูก เปน ตน เปน ปฐวธี าตุ สว นท่เี หลวไมแ ขน เหมือนปฐวี เอิบอาบอยใู นปฐวี รกั ษาปฐวใี หส ดอยู เชน โลหิต มันขน มันเปลว และเหงอ่ื เปนตน เปน อาโปธาตุ สวนท่ีรอนอบอนุ รกั ษาปฐวไี มใ หเนา คอื ไออุนเกิดแตห ายใจสดู อากาศเขา ไปปรุงโลหิตท่เี ปน ไปโดยปกติ หรือที่แรงจัดขนึ้ ในเวลาเปนไข ความรอนทเ่ี กิดข้นึ เพราะรางกายบดฝน และแรงในอาโปธาตสุ ำหรับละลาย อาหาร เปน เตโชธาตุ สวนทพ่ี ดั ไปมาเปน เครื่องค้ำจนุ ปฐวี มีลมพัดขึ้นพดั ลง และอากาศอนั ขงั อยูใน ชอ งวางแหงรางกายแรงขบั โลหิตใหเ ดนิ และแรงสูบอากาศเขาไปและขับออก (คือหายใจ) เปน วาโยธาตุ ธาตทุ ง้ั ๔ นีค้ มุ กนั เปนรา งกายฉนั ใด ในสวนอันหนึง่ ๆ แหงรา งกายกม็ ธี าตุเหลา นีเ้ จือกันอยฉู ันนนั้ เชน นำ้ ยอ มมีอยูใ นเนอื้ น้ำมนั มีอยูในกระดูก แตเพราะเปนของมีอยูนอ ยไมถงึ ซง่ึ อนั นบั จงึ เรียกแตธาตุทีม่ ีมาก มีคำถามสอดเขา มาวา อยางไรรา งกายนีจ้ งึ เดนิ ไดพ ดู ได ทำอะไรไดตา ง ๆ แปลกจากรปู ตกุ ตา ทีเ่ ขาปน ไว มีคำแกวา จะอธบิ ายละเอียดก็จะยืดยาว ขอกลา วแตเพยี งวา เกดิ เพราะความพรอมมลู ปรองดองกัน ตกุ ตากลยังรูจักเดนิ ได หีบเสียงยงั รจู กั พดู ได เครื่องจกั รยงั เล่อื ยไมหรือสขี าวได เปนอะไร สังขารมีวิญญาณครองจะทำไมไ ด ความพรอมมลู ปรองดองแหง ธาตุทงั้ ๔ นั้น เกิดกำลังหรอื อำนาจอนั สำคญั ขึ้นอยางหนง่ึ ซ่งึ เรียกวา มโน และแปลวาใจ มโนน้มี สี ายอยู ๕ สาย เรยี กวาวถิ ี ท่ีปากหรอื ที่ พระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 44
45 ปลายแหง สายเหลานเ้ี รียกวา ทวาร คือ นยั นตาเรยี กวาจกั ขุ ๑ หู เรยี กวา โสตะ ๑ จมกู เรยี กวาฆานะ ๑ ลน้ิ เรยี กชิวหา ๑ กาย ๑ จักษเุ ห็นรูป โสตะฟงเสียง ฆานะสบู กลน่ิ ชวิ หาลิม้ รส กายถูกตอ ง โผฏฐัพพะแลว มโนไดร ับความรูสึกทางวิถีทง้ั ๕ นี้ รปู เสียง กล่นิ รส โผฏฐพั พะ อนั เปน เหมือนเงา ฉายมาปรากฏแกมโนเรยี กธรรมหรอื ธรรมารมณ แลวมโนสงั่ ไปตามวถิ แี หงกาย หรือตามวถิ อี น่ื ในอวัยวะ ทำกจิ นน้ั ๆ เพงความรูท่ีมโนไดรับทางทวาร ๕ ทา น เรียกจกั ขุวิญญาณบาง โสตวญิ ญาณบาง ฆาน วิญญาณบาง ชิวหาวญิ ญาณบา ง กายวิญญาณบาง เพงความรขู องมโนเอง เรียกมโนวิญญาณ. เหลาน้ี เรียกธาตุละอยา ง ๆ ที่เปนทวาร ๖ ท่ีเปนอารมณ ๖ ที่เปนวิญญาณ ๖ รวมเปน ๑๘ ทานยนใหส ั้น เขาอกี เปน ๑ เรียกวญิ ญาณธาตุ เตมิ เขากบั ธาตุ ๕ ซ่งึ เปนรปู รวมเรยี กวา ธาตุ ๖ ดังแสดงไวใ น ธาตุวภิ ังคสตู ร ธาตุ ๖ น้ี สงเคราะหเขา ทั้งรปู ธรรมทง้ั นามธรรม การแจกธาตุเปนตา ง ๆ น้ัน เปนไปตามความเขาใจของนกั ปราชญในยุคหนึ่ง ๆ จะเอาเปน ยนื ทีไ่ มได แตผลของการแจกธาตใุ หกำหนดรูน้นั คือ นำใหเขา ใจวา สภาวะทเ่ี ปนรูปธรรมนอย ๆ รวมกัน เขาเปนรูปใหญขึ้นโดยลำดบั สภาวะทเ่ี ปน นามธรรม เกดิ เพราะความพรอ มมูลปรองดองแหงรปู ธรรม น้ี ควรจบั เปนหลักในกมั มัฏฐานน้ี สาธุชนผูเ จรญิ กัมมฏั ฐานน้ี เขาใจธาตแุ ละสงั ขารโดยลักษณะและประเภทอยางนี้แลว พงึ นึก ถงึ กายนอี้ ันธาตุทงั้ ๔ คมุ กันเขา โดยบทบาลวี า “ อตฺถิ อมิ สมฺ ึ กาเย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ” แปลวา มีอยูใ นกายนี้ ธาตดุ ิน ธาตุนำ้ ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม ในชัน้ แรกนึกถึงธาตุ ใด ควรกำหนดลกั ษณะ หรือแมประเภทดวย คร้นั ชำนาญแลว นกึ เพยี งแตช่ือธาตุ ลกั ษณะและประเภท กจ็ ะปรากฏเอง ในสมัยใด ปลงใจเห็นลงเปนธาตคุ มุ กนั ในสมัยน้นั เปนอนั ไดผ ลทม่ี งุ หมายแหงกัมมัฏฐานนี้ กมั มฏั ฐานน้ี เปนทีส่ บายแกชนมวี จิ ิกจิ ฉาเปน เจาเรือน มีอานสิ งสใหหายหลงในสภาวธรรม วิปสสนากมั มฏั ฐาน ปญญาทเี่ หน็ แจง ชดั ในอารมณ ชื่อวา วปิ สสนา เจตนาทีท่ ำใหป ญญานั้นเกดิ มีขึ้นในจิต ชือ่ วา วิปสสนาภาวนา สาธุชนผจู ะเจรญิ วปิ ส สนาภาวนา พึงรจู ักธรรม ๓ อยาง คอื ๑. ธรรมทีเ่ ปน ภูมเิ ปนอารมณของวปิ ส สนา ๒. ธรรมท่เี ปนรากเหงา เปน เหตเุ กดิ ขึน้ ต้ังอยูข องวิปสนา ๓ ตัววิปส สนา สังขารท้ังที่เปน อุปาทนิ นกะและอนปุ าทินนกะ จำแนกออกโดยประการตา ง ๆ มีขันธ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ เปนตน เปน ภมู ิ เปนอารมณข องวิปส สนานัน้ สีลวิสุทธิ ความบรสิ ุทธิข์ องศลี จติ ตวสิ ุทธิ ความบรสิ ทุ ธิ์ของจิตคืออุปจารสมาธิ และอปั ป นาสมาธิ เปนรากเหงา เปนเหตเุ กิดขน้ึ ตัง้ อยูของวปิ ส สนานนั้ วิสทุ ธิ ๕ คือ ทิฏฐิวิสทุ ธิ ความบริสุทธ์ิของความเหน็ กังขาวติ รณวิสทุ ธิ ความบรสิ ุทธ์ขิ อง ปญญาท่เี หน็ ชัดขา มลว งกังขาเสยี ได มัคคามคั คญาณทสั สนวิสทุ ธิ ความบริสุทธข์ิ องความรจู รงิ เห็นจรงิ วา นเ้ี ปนทางและมใิ ชทางปฏปิ ทาญาณทัสสนวิสทุ ธิ ความบริสทุ ธิ์ของความรู ความเห็นเปนขอ ปฏบิ ตั จิ ะ พระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 45
46 ใหอรยิ มรรคเกดิ ข้นึ ญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธิแ์ หง ความรูความเห็นซึง่ เปนโลกุตตระ คือรเู หน็ ใน มรรคทง้ั ๔ รวมวสิ ทุ ธมิ รรคท้ัง ๕ นเ้ี ปน ตวั วิปสสนา อน่งึ ปญญาทรี่ ูจรงิ เห็นจริงในสภาวะอันเปน เองของสงั ขาร คอื ไมเที่ยง เปน ทกุ ข เปน อนัตตา จนถงึ นิพพทิ า เบือ่ หนา ย วริ าคะไมก ำหนัดยินดี วิมตุ ติ หลดุ พน จากอาสวกิเลส หลุดพนจาก อาสวกเิ ลส นเี่ ปน ตวั วิปส สนาเหมือนกนั ลกั ษณะ กิจ ผล และเหตุของวปิ สสนา ความรคู วามเหน็ วา สงั ขารไมเทีย่ ง เปน ทุกข เปนอนัตตาแจงชดั เปนลักษณะ คือ เครอ่ื งหมายของวิปส สนา ความกำจัดมืด คอื โมหะ อันปด บังปญญาใหเ หน็ ความจริงของสังขารวา ไมเ ท่ยี ง เปน ทกุ ข เปนอนัตตานั้นเสยี เปนกจิ คือเปน คณุ ของวิปสสนา ความเหน็ จริง สองสวางในความทีส่ งั ขารเปน ของไมเทยี่ ง เปน ทกุ ข เปนอนัตตา เปน ผลของ วปิ ส สนา จติ ทีต่ ้งั มนั่ ดว ยสมาธิอันใดอนั หนงึ่ (ขณกิ สมาธิ อปุ จารสมาธิ อัปปนาสมาธิ) เปนเหตเุ กิดข้นึ ตงั้ อยขู องวิปสสนา วิภาค คอื ความจำแนกของวปิ ส สนา ๖ อยา ง อนงึ่ ผทู ่ีจะเจริญวปิ ส สนาพึงทราบ วิภาค คือความจำแนกของวิปส สนา ๖ อยางคือ ๑. อนิจจฺ ไมเ ทยี่ ง ๒. อนิจจฺ ลกขฺ ณ เครอ่ื งหมายทจ่ี ะใหก ำหนดรวู าเปน ของไมเ ท่ียง ๓. ทุกฺข ของท่ีสัตวท นไดย าก ๔. ทุกฺขลกฺขณ เครอ่ื งหมายท่ีจะใหกำหนดรูว า เปน ทกุ ข ๕. อนตฺตา ภาวะมิใชต ัวมใิ ชต น ๖. อนตฺตลกฺขณํ เครอ่ื งหมายที่จะใหกำหนดรวู ามิใชตัวตน สังขารทงั้ หลายอันจำแนกออกเปน ขันธอายตนะ และธาตุ เปนตน เปนตัว อนจิ จ ํ เพราะ เกดิ ข้นึ แลวดบั ไป ในท่ีสุด ความเกดิ ข้ึนแลว ดับไป และผนั แปรเปนอยา งอ่ืน เปน อนิจจลักษณะ สังขารท้ังหลายดังกลาวมา หรือจะยน กลาวอกี อยา ง หน่ึงวา นามรูปนัน่ แล เปนตัวทุกข เพราะถูกบบี คัน้ ดว ยความเกิด ความดับ และความผันแปร เปน ตน การท่ตี องเกดิ ดบั และผนั แปรเปนอยางอน่ื ไปเพราะ ชรา พยาธิ มรณะ เบยี ดเบยี นเผา ผลาญอยเู ปนนิตย เปนตัวทกุ ขลกั ษณะ ธรรมทัง้ หลาย (สังขาร) เปนตวั อนตั ตา เพราะวางเปลาจากตวั ตน จากสตั ว จากบคุ คล พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 46
47 ความเปน ของวางเปลา จากตัวตน จากสตั ว จากบุคคล เปนแตเ พียงสภาวธรรมอยา งหน่ึง ๆ เปน ตวั อนัตตลักษณะ วธิ ีเจรญิ วปิ ส สนาตามนัยพระบาลี สาธุชน เมอื่ จะเจริญวิปสสนาท่มี สี งั ขารและธรรมเปน อารมณน้นั พึงเจรญิ ตามนัยที่มาในพระ บาลวี า สพฺเพ สงฺขารา อนจิ ฺจา สงั ขารทั้งหลายทง้ั ปวงไมเท่ยี ง สพเฺ พ สงฺขารา ทกุ ขฺ า สงั ขารท้งั หลายท้ังปวงเปนทุกข สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทงั้ หลายทั้งปวงเปนอนตั ตา ดังน้ีก็ได หรือจะพจิ ารณาแยกกันวา รูป อนจิ ฺจํ รูปไมเ ทยี่ ง เวทนา อนิจจฺ ํ เวทนาไมเ ท่ียง สญฺ า อนจิ จฺ า สัญญาไมเที่ยง สงฺขารา อนจิ จฺ า สังขารท้งั หลายไมเ ทีย่ ง วิ ญฺ าณํ อนิจจฺ ํ วิญญาณไมเ ทย่ี ง รปู อนตฺตา รูปเปนอนตั ตา เวทนา อนตฺตา เวทนาเปน อนตั ตา สญฺ า อนตฺตา สญั ญาเปนอนัตตา สงฺขารา อนตตฺ า สังขารท้งั หลายเปน อนตั ตา วิ ฺญาณํ อนตตฺ า วญิ ญาณเปน อนตั ตา สว นที่วา ไมเ ท่ยี ง เปนอนัตตาน้นั มีความหมายอยางไร ใหด คู วามหมายทีไ่ ดแ สดง มาแลวในการพิจารณาโดยแยกกนั นี้ ไมม ีพระบาลกี ลาวถึงทุกข ทา นอธิบายวา เพราะทกุ ขลักษณะ รวมอยกู บั อนจิ จาลกั ษณะแลว ตามพระบาลวี า ยทนจิ ฺจํ ตํ ทกุ ฺขํ ส่งิ ใดไมเทีย่ ง ส่ิงนั้นเปน ทุกข ยํ ทุกฺขํ ตทนตตฺ า ส่ิงใดเปน ทกุ ข ส่งิ นี้เปนอนัตตา วธิ ีเจริญวปิ สสนาตามนยั อรรถกถา ในอรรถกถาทานแบง บุคคลผูเจริญวิปสสนาเปน ๒ ประเภท คอื ๑. สมถยานกิ ผูเจรญิ วปิ ส สนาทไ่ี ดฌานมาแลว ๒. วิปสสนายานิก ผูเ จริญวปิ ส สนาลว น ๆ ไมไ ดฌ านมากอน สมถยานิก ใชฌ านเปน บาทในการเจริญวปิ สสนา คอื เขาฌานออกฌานแลวพิจารณาองคฌาน ทงั้ ๕ คอื วติ ก วิจาร ปติ สขุ เอกัคคตาวาเปน ของไมเ ทีย่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา สวนวปิ สสนายานกิ บุคคล ตอ งเจริญวิปส สนาตามหลักวสิ ุทธิ ๗ คือ เริ่มแรกชำระศีลตาม สมควรแกภาวะของตนใหบริสทุ ธ์ิ ทำใจใหเ ปน สมาธิ ดว ยขณิกสมาธิ หรืออปุ จารสมาธิแลว เจรญิ ทฏิ ฐวิ ิ สุทธิ ทำความเหน็ ใหบ รสิ ทุ ธวิ์ า ทกุ สง่ิ ทุกอยางในโลกน้ี กลาวโดยยอก็มแี ตรูปกับนามเทานั้น ละสัตตูป ลัทธิความถอื ผดิ วาเปน สตั ว สัตตสัญญา ความสำคญั ผดิ วา เปน สัตวเ สยี ใหไ ด ตอจากน้ัน เจรญิ กงั ขาวิตรณวสิ ทุ ธิ ทำลายความสงสัยเกยี่ วกบั ตนเองในกาลทั้ง ๓ โดย กำหนดรูเหตุและปจ จัยของนามรูปใหแจง ชดั วา อวชิ ชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร เปน เหตุเปน ปจ จัยของรปู ธรรม อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม ผัสสะ เปนเหตุเปน ปจ จัยของนามธรรม คือ เวทนา สัญญา สังขาร พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 47
48 วิชชา ตัณหา อปุ าทาน กรรม นามและรูป เปนเหตเุ ปน ปจ จยั ของนามธรรม คอื วิญญาณ (วญิ ญาณ ๖) เมอ่ื เขา ใจไดแนชดั เชนนี้ ยอ มสาวไปถงึ อดีตและอนาคตวา นามรปู ในอดตี ทผ่ี า นมาก็ดี ทจี่ ะ เกิดข้นึ ในอนาคตกด็ ี กล็ วนแตเกิดเพราะเหตุและปจจัยเหมอื นกับนามรูปในปจ จุบันน่เี อง ตอจากนน้ั พึงเจรญิ มคั คามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ โดยกำหนดรวู าความหลงปลืม้ ใจอยูกับความรู ความสุข ความสงบท่เี กิดใหมเปนตน ไมใ ชทางแหงมรรคผล แลว ไมหลงปล้ืมอยูกบั สิ่งเหลานนั้ มากำหนดรู นามรูปโดยความเปน ของไมเทย่ี ง เปนทกุ ข เปนอนัตตา ตอ จากนน้ั พึงเจริญปฏปิ ทาญาณทัสสนวิสทุ ธิ ยกจติ ข้นึ สูว ปิ สสนาญาณท้งั ๙ มี อุทยพั พย ญาณ เปนตน มีสัจจานโุ ลมิกญาณเปนทส่ี ดุ เมื่อวปิ สสนาจติ ดำเนนิ ไปถงึ สจั จานุโลมกิ ญาณ ญาณท่ีรูเ หน็ ตามวิปสสนาญาณ ๘ (อุทยัพพย ญาณ จนถงึ สังขารุเปกขาญาณ) แลว โคตรภญู าณอนั เปน ญาณสดุ ทายของความเปนปุถชุ นกเ็ กดิ ขน้ึ แต ไมไ ดทำหนาทกี่ ำหนดรรู ูปนามตามวปิ ส สนาญาณท้งั ๘ จึงไมน ับเปนปฏิปทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ และไม นับเปน ญาณทัสสนวิสทุ ธิ เพราะไมไ ดทำหนาท่ีละกิเลสใหเ ปนสมุจเฉทปหาน แตถงึ การนับวา วปิ ส สนา เพราะตกอยูใ นกระแสของวปิ สสนา กเ็ กิดข้นึ ตอ จากนน้ั ญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ คอื มรรคจติ อนั ทำกิจใน อรยิ สัจ ๔ คอื กำหนดรูท กุ ข ละสมุทยั ทำนโิ รธ (นิพพาน) ใหแ จง ทำมรรคใหเ จรญิ ก็เกดิ ข้ึน ละ กเิ ลสตามสมควรแกม รรคนั้น ๆ ไดเ ด็จขาดเปนสมุจเฉทปหาน ตอจากนน้ั ผลจิตเกิดข้นึ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครง้ั ตอจากนั้น ปจจเวกขณญาณ ญาณพจิ ารณา (๑) (๒) ผล (๓) กเิ ลสที่ละแลว (๔) กิเลสท่ี เหลืออยู (๕) นพิ พาน นี้สำหรับพระโสดาบนั พระสกทาคามี พระอนาคามี สวนพระอรหนั ต มีปจจ เวกขณญาณ ๔ คอื (๑) พิจารณามรรค (๒) พจิ ารณาผล (๓) พจิ ารณากิเลสท่ีละแลว (๔) พิจารณานพิ พาน การเจรญิ วิปส สนาของผเู ปนวปิ สสนายานิก มีวิธปี ฏบิ ัติตามลำดับโดยยอ ดังกลาวมาน้ี สว นผู ปรารถนาทจ่ี ะศึกษาความพิสดาร พึงศึกษาจากหนงั สอื ธรรมสมบัติ หมวดท่ี ๑๐ พระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 48
49 ปฐมสมโพธิ์ พทุ ธานพุ ุทธประวัติ หลักสูตร ธรรมศึกษาชน้ั เอก ชาติกถา กัณฑที่ ๑ คำปรารภ สมเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจา ทรงประกอบดวยสัมปทาคุณ ๓ ประการ คอื เหตสุ ัมปทา ๑ ผลสัมปทา ๑ สตั ตูปการสมั ปทา ๑ เหตุสมั ปทา ไดแ ก การท่ีทรงบำเพญ็ โพธญิ าณ พุทธการกบารมธี รรมสน้ิ กาลนาน นบั ประมาณเปน โกฎิกปั ตงั้ แตไ ดร บั พยากรณจ ากสำนักพระทีปง กรพทุ ธเจา เปน ตน มา ผลสัมปทา ไดแก การทที่ รงไดรบั ความสำเรจ็ จากพทุ ธการกบารมธี รรมท่ที รงบำเพญ็ มี ๔ ประการ คือ ๑. รปู กายสัมปทา ไดแ ก การที่พระองคท รงมรี ปู กาย ประกอบดวย มหาปรุ ิสลกั ษณะ ๓๒ และอนพุ ยัญชนะ ๘๐ ประการ ๒. ปหานสัมปทา ไดแก การท่พี ระองคทรงสามารถละกิเลสพรอมทัง้ วาสนาได ๓. ญาณสัมปทา ไดแ ก การทีพ่ ระองคท รงถงึ พรอ มดวยญาณท้งั หลาย มีทศพลญาณ เปนตน ๔. อานภุ าวสัมปทา ไดแ ก การทพ่ี ระองคท รงมีอำนาจในการทีจ่ ะทำส่งิ ท่ที รงประสงคให สำเรจ็ ตามปรารถนาได สัตตปู การสัมปทา ไดแ ก การท่พี ระองคทรงมีพระกรณุ าคณุ ในการชว ยเหลอื เวไนยสัตวดวย คณุ สมบัตปิ ระจำพระองค ๒ ประการ คอื ๑. อาสยะ ไดแ ก การรอคอย หมายถึง ทรงรูจ ักรอคอยความแกก ลา แหงอนิ ทรีย (สทั ธา วริ ิยะ สติ สมาธิ ปญ ญา) แหงบุคคลที่พระองคจะเสด็จไปโปรด ๒. ปโยคะ ไดแ ก การท่ีพระองคทรงมีความเพยี รพยายามในการที่จะทรงส่ังสอนผอู ืน่ ดวยน้ำ พระทัยทีป่ ระกอบดว ยความกรุณา โดยไมหวังผลตอบแทนจากผนู น้ั และไมทรงหวาดกลัวภยั อันตรายใด ๆ ท้งั สนิ้ พระพุทธองคเ สด็จอุบตั ใิ นโลกเพื่อเปน พระศาสดาสงั่ สอนเวไนยสตั ว ใหดำเนินตามขอปฏบิ ัตคิ ือ หนทางแหงประโยชนท ง้ั ๓ คอื ประโยชนชาตินี้ ๑ ประโยชนช าติหนา ๑ ปรมัตถประโยชน คอื พระ นิพพาน ๑ ทรงแสดงธรรมและทรงบัญญตั ิพระวนิ ยั เพ่ือใหสทั ธรรมท้ัง ๓ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏเิ วธ เปนไปในโลกโดยชอบ พระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | ธรรมศึกษาช้ันเอก 49
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123