Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2565

หลักสูตรสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2565

Published by Guset User, 2022-08-16 05:02:59

Description: หลักสูตรสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2565

Search

Read the Text Version

๑๕๑ โครงสร้างรายวิชา รหัสวชิ า ท 2301 ภาษาไทย กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 60 ช่ัวโมง จานวน 1.5 หน่วยกติ ช่ือหนว่ ย มาตรฐาน สาระการเรยี นรู้ เวลา น้าหนกั การเรียนรู้ ตวั ช้วี ดั ช่วั โมง คะแนน 1.บทละคร ท1.1 ม.3/1 - การอา่ นบทละคร พูด เรือ่ งเห็น ท1.1 ม.3/2 - คาท่มี ีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนยั แก่ลูก ท1.1 ม.3/3 - การอ่านจับใจความจากส่ือต่างๆ ท1.1 ม.3/4 -การ อา่ นเรื่องตา่ งๆ แลว้ เขยี นกรอบแนวคิด ผัง ท1.1 ม.3/5 ความคิด บันทึก ยอ่ ความและรายงาน ท2.1 ม.3/1 - การวเิ คราะห์ วิจารณ์ และประเมนิ เร่ืองท่ีอ่านโดย ท2.1 ม.3/2 ใช้กลวธิ ีการเปรยี บเทียบเพ่ือให้ผอู้ ่านเขา้ ใจไดด้ ีขน้ึ ท2.1 ม.3/4 - การคัดลายมือตวั บรรจงคร่งึ บรรทัด ท3.1 ม.3/1 - การเขยี นข้อความตามสถานการณ์และโอกาส ท3.1 ม.3/3 ต่างๆ 12 12 ท4.1 ม.3/1 - การเขยี นย่อความ ท4.1 ม.3/3 - การพดู แสดงความคดิ เหน็ และประเมนิ เรื่องจาก ท5.1 ม.3/1 การฟังและการดู ท5.1 ม.3/2 - การพูดรายงาน ท5.1 ม.3/3 - คาทมี่ าจากภาษาตา่ งประเทศ - ระดับภาษา - การสรุปเนือ้ หาวรรณคดี วรรณกรรม - การวเิ คราะหว์ ิถไี ทย และคุณคา่ จากวรรณคดีและ วรรณกรรม - สรุปความรู้และข้อคิดจากการอา่ น 2. นทิ านคา ท1.1 ม.3/1 - การอ่านนทิ านคากลอน กลอนเรอื่ ง ท1.1 ม.3/2 - คาทม่ี ีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนยั พระอภยั ท1.1 ม.3/3 - การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ มณี ท1.1 ม.3/4 -การ อา่ นเรือ่ งตา่ งๆ แล้วบันทกึ ย่อความและ 14 15 ท1.1 ม.3/5 รายงาน ท2.1 ม.3/1 - การวิเคราะห์ วจิ ารณ์ และประเมินเร่ืองที่อา่ นโดย ท2.1 ม.3/2 ใช้กลวธิ กี ารเปรียบเทียบเพื่อใหผ้ ู้อา่ นเขา้ ใจไดด้ ีขึน้ หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรียนนรู้ภาษาไทย โรงเรยี นอนุบาลกระสัง สพป.บุรรี ัมย์ เขต ๒

๑๕๒ ท2.1 ม.3/4 - การคดั ลายมือตัวบรรจงคร่ึงบรรทดั ท3.1 ม.3/1 - การเขียนข้อความตามสถานการณแ์ ละโอกาส ท3.1 ม.3/3 ต่างๆ ท4.1 ม.3/1 - การเขียนยอ่ ความ ท4.1 ม.3/3 - การพูดแสดงความคิดเหน็ และประเมนิ เร่ืองจาก ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน สาระการเรียนรู้ เวลา นา้ หนัก การเรียนรู้ ตัวช้วี ดั ชวั่ โมง คะแนน 2. นิทานคา ท5.1 ม.3/1 การฟงั และการดู กลอนเรือ่ ง ท5.1 ม.3/2 - การพดู รายงานการศึกษาค้นควา้ พระอภัยมณี ท5.1 ม.3/3 - คาที่มาจากภาษาตา่ งประเทศ (ตอ่ ) ท5.1 ม.3/4 - ระดับภาษา - การสรุปเนอ้ื หาวรรณคดี วรรณกรรม - การวิเคราะหว์ ถิ ีไทย และคุณคา่ จากวรรณคดี และวรรณกรรม - สรปุ ความร้แู ละข้อคดิ จากการอา่ น - บทอาขยานและบทร้อยกรองทีม่ ีคุณค่า 3. พระบรม ท1.1 ม.3/1 - การอา่ นออกเสียงบทร้อยแกว้ ราโชวาท ท1.1 ม.3/2 - คาทม่ี คี วามหมายโดยตรงและความหมาย ท1.1 ม.3/3 โดยนัย ท1.1 ม.3/4 - การอา่ นจับใจความจากสื่อต่างๆ 12 12 ท1.1 ม.3/5 -การอ่านเรื่องตา่ งๆ แล้วเขยี นกรอบแนวคิด ผงั ท2.1 ม.3/2 ความคิด บนั ทึก ยอ่ ความและรายงาน ท2.1 ม.3/3 - การวิเคราะห์ วจิ ารณ์ และประเมนิ เร่ืองที่อ่าน ท2.1 ม.3/4 โดยใชก้ ลวธิ ีการเปรยี บเทยี บเพอ่ื ใหผ้ ู้อ่านเข้าใจ ท2.1 ม.3/5 ได้ดขี ึน้ ท3.1 ม.3/1 - การเขียนข้อความตามสถานการณแ์ ละโอกาสต่างๆ ท3.1 ม.3/2 -การเขียนอัตชีวประวัตหิ รอื ชีวประวัติ ท3.1 ม.3/3 - การเขยี นย่อความ - การเขียนจดหมายกิจธุระ ท4.1 ม.3/1 - การพูดแสดงความคิดเห็น และประเมินเร่ือง ท4.1 ม.3/2 จากการฟังและการดู ท4.1 ม.3/3 - การพูดวเิ คราะห์วจิ ารณจ์ ากเรอ่ื งท่ีฟงั และดู ท5.1 ม.3/1 - การพูดรายงาน ท5.1 ม.3/2 - คาท่มี าจากภาษาต่างประเทศ ท5.1 ม.3/3 - ประโยคซบั ซ้อน - ระดับภาษา - การสรุปเนือ้ หาวรรณคดี วรรณกรรม หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรียนนรภู้ าษาไทย โรงเรยี นอนุบาลกระสัง สพป.บุรรี มั ย์ เขต ๒

๑๕๓ - การวเิ คราะห์วิถีไทย และคุณคา่ จากวรรณคดี และวรรณกรรม - สรปุ ความรแู้ ละข้อคิดจากการอา่ น ชอื่ หนว่ ย มาตรฐาน สาระการเรยี นรู้ เวลา นา้ หนัก การเรียนรู้ ตวั ช้วี ัด ช่ัวโมง คะแนน 4. อศิ รญาณ ท1.1 ม.3/1 - การอ่านออกเสยี งบทร้อยกรอง 15 ภาษิต ท1.1 ม.3/2 - คาทมี่ คี วามหมายโดยตรงและความหมายโดยนยั 16 ท1.1 ม.3/3 - การอา่ นจบั ใจความจากสื่อต่างๆ ท1.1 ม.3/5 - การวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ และประเมนิ เรื่องที่อ่าน ท2.1 ม.3/1 - การคัดลายมือตัวบรรจงคร่ึงบรรทดั ท2.1 ม.3/4 - การเขยี นยอ่ ความ ท3.1 ม.3/1 - การพูดแสดงความคดิ เหน็ และประเมนิ เร่ืองจาก ท3.1 ม.3/2 การฟงั และการดู 10 ท3.1 ม.3/3 - การพดู วเิ คราะหว์ ิจารณ์จากเรือ่ งที่ฟังและดู ท4.1 ม.3/1 - การพดู รายงาน ท5.1 ม.3/1 - คาทม่ี าจากภาษาตา่ งประเทศ ท5.1 ม.3/2 - การสรุปเน้อื หาวรรณคดี วรรณกรรม ท5.1 ม.3/3 - การวิเคราะหว์ ถิ ไี ทย และคุณค่าจากวรรณคดแี ละ ท5.1 ม.3/4 วรรณกรรม - สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่าน - บทอาขยานและบทร้อยกรองท่มี ีคุณคา่ 5. บทพากษ์ ท1.1 ม.3/1 - การอา่ นออกเสียงบทร้อยกรอง เอราวณั ท1.1 ม.3/2 - คาที่มีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนยั ท1.1 ม.3/3 - การอ่านจบั ใจความจากส่ือต่างๆ ท1.1 ม.3/5 - การวิเคราะห์ วจิ ารณ์ และประเมนิ เรื่องที่อ่าน ท2.1 ม.3/1 โดยใช้กลวธิ กี ารเปรยี บเทียบเพอื่ ให้ผู้อา่ นเข้าใจ ท2.1 ม.3/4 - การคดั ลายมือตัวบรรจงคร่ึงบรรทัด 12 ท3.1 ม.3/1 - การเขยี นย่อความ ท3.1 ม.3/2 - การพูดแสดงความคิดเห็น และประเมินเรื่องจาก ท4.1 ม.3/1 การฟงั และการดู ท5.1 ม.3/1 - การพูดวิเคราะหว์ จิ ารณ์จากเรื่องท่ีฟงั และดู ท5.1 ม.3/2 - คาที่มาจากภาษาต่างประเทศ ท5.1 ม.3/3 - การสรปุ เนือ้ หาวรรณคดี วรรณกรรม หลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรียนนรู้ภาษาไทย โรงเรยี นอนุบาลกระสงั สพป.บุรีรัมย์ เขต ๒

๑๕๔ ท5.1 ม.3/4 - การวิเคราะห์วิถไี ทย และคุณคา่ จากวรรณคดแี ละ 70 วรรณกรรม 30 - สรุปความรู้และข้อคดิ จากการอา่ น 100 - บทอาขยานและบทร้อยกรองท่มี คี ุณค่า คะแนนระหว่างภาคเรียน คะแนนสอบปลายภาคเรยี น รวม 60 โครงสร้างรายวชิ า รหัสวชิ า ท 23102 ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย เวลา 60 ชว่ั โมง จานวน 1.5 หน่วยกติ ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2 ช่ือหน่วย มาตรฐาน สาระการเรยี นรู้ เวลา นา้ หนกั การเรียนรู้ ตวั ชี้วัด ชว่ั โมง คะแนน 1.อะไร ๆ ก็ ไม่เป็นไร ท1.1 ม.3/8 - การวิเคราะหเ์ พอ่ื แสดงความคดิ เหน็ โต้แย้ง ท1.1 ม.3/9 เก่ยี วกับเรือ่ งท่ีอ่าน 2.มองโฆษณา ท2.1 ม.3/6 อย่าง - ตคี วามและประเมนิ คุณคา่ เร่อื งที่อ่าน วรรณกรรม ท2.1 ม.3/7 - การเขียนอธบิ าย ชแ้ี จง แสดงความคดิ เห็น และ ท3.1 ม.3/4 โต้แยง้ ในเรอ่ื งต่างๆ 5 10 ท3.1 ม.3/5 - การเขยี นวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ และแสดงความรู้ ท3.1 ม.3/6 ความคดิ เห็น หรอื โตแ้ ย้งจากสอ่ื ตา่ งๆ ท4.1 ม.3/4 - การพูดในโอกาสต่างๆ ท5.1 ม.3/1 - การพูดโน้มนา้ ว ท5.1 ม.3/2 - มารยาทในการฟัง การดู และการพดู ท5.1 ม.3/3 - คาทบั ศัพทแ์ ละศัพทบ์ ัญญัติ - การวเิ คราะหว์ ถิ ีไทย และคุณคา่ จากวรรณคดี และวรรณกรรม ท1.1 ม.3/6 - การประเมินความถูกต้องของข้อมูลทใี่ ช้ ท1.1 ม.3/7 สนบั สนนุ ในเรื่องท่ีอ่าน ท1.1 ม.3/8 - การวิจารณค์ วามสมเหตสุ มผล การลาดับความ 5 10 ท1.1 ม.3/9 และความเป็นไปไดข้ องเรื่อง ท1.1 ม.3/10 ท2.1 ม.3/6 - การวิเคราะห์เพื่อแสดงความคดิ เหน็ โต้แย้ง เกี่ยวกบั เรื่องที่อ่าน ท2.1 ม.3/7 - ตคี วามและประเมินคุณค่าเรื่องท่ีอา่ น ท3.1 ม.3/4 - มารยาทในการอา่ น ท3.1 ม.3/5 - การเขียนอธิบาย ชแ้ี จง แสดงความคิดเหน็ และ ท3.1 ม.3/6 โต้แยง้ ในเรอื่ งต่างๆ หลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรยี นนรู้ภาษาไทย โรงเรียนอนุบาลกระสงั สพป.บุรรี ัมย์ เขต ๒

๑๕๕ ท4.1 ม.3/5 - การเขยี นวเิ คราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ท5.1 ม.3/1 ความคดิ เหน็ หรือโตแ้ ย้งจากสื่อต่างๆ ท5.1 ม.3/2 ท5.1 ม.3/3 - การพูดในโอกาสต่างๆ - การพูดโนม้ นา้ ว - มารยาทในการฟัง การดู และการพดู - คาศัพทท์ างวชิ าการและวชิ าชพี - การวเิ คราะห์วถิ ีไทย และคุณค่าจากวรรณคดี และวรรณกรรม ช่อื หน่วย ตวั ช้วี ดั สาระสาคญั เวลา น้าหนัก การเรยี นรู้ ชั่วโมง คะแนน 3.เชา้ ฮา เยน็ เฮ ท1.1 ม.3/7 - การวิจารณ์ความสมเหตุสมผล การลาดบั ท1.1 ม.3/8 ความ และความเปน็ ไปไดข้ องเรอ่ื ง ท1.1 ม.3/9 - การวเิ คราะหเ์ พือ่ แสดงความคิดเหน็ โตแ้ ย้ง ท1.1 ม.3/10 เก่ยี วกบั เรอ่ื งทอี่ ่าน ท2.1 ม.3/7 - ตคี วามและประเมนิ คุณค่าเรอื่ งท่ีอ่าน ท3.1 ม.3/4 - มารยาทในการอ่าน ท3.1 ม.3/5 - การเขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดง ท3.1 ม.3/6 ความรู้ ความคดิ เหน็ หรือโตแ้ ย้งจากสื่อ 5 8 ท4.1 ม.3/3 ต่างๆ ท5.1 ม.3/3 - การพูดในโอกาสต่างๆ - การพูดโนม้ น้าว - มารยาทในการฟงั การดู และการพูด - ระดับภาษา - การวเิ คราะหว์ ถิ ไี ทย และคุณคา่ จาก วรรณคดแี ละวรรณกรรม 4.เขียนงามตาม ท1.1 ม.3/2 -การอา่ นและการจับใจความ รูปแบบ ท2.1 ม.3/5 -ประเภทของจดหมาย ท2.1 ม.3/10 -รูปแบบของจดหมาย 44 ท5.1 ม.3/2 -การวิเคราะห์วถิ ีไทย และคุณค่าจาก วรรณคดีและวรรณกรรม 5.เพลงนมี้ ี ท1.1 ม.3/2 - การอา่ นและการจบั ใจความ ประวตั ิ ท2.1 ม.3/7 - การพดู แสดงความคดิ เห็น และประเมิน ท2.1 ม.3/3 เร่อื งจากการฟังและการดู 44 ท3.1 ม.3/2 -การเขียนวิเคราะห์ วจิ ารณ์ และแสดง ท3.1 ม.3/6 ความรู้ ความคดิ เหน็ หรือโตแ้ ย้งจากส่ือ ท5.1 ม.3/2 ต่างๆ หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนนรภู้ าษาไทย โรงเรียนอนุบาลกระสงั สพป.บุรีรมั ย์ เขต ๒

๑๕๖ -การเขยี นอัตชีวประวัติหรือชีวประวตั ิ -มารยาทในการฟัง การดู และการพดู 6.มหศั จรรย์ ท1.1 ม.3/7 -การอ่านจบั ใจความจากสื่อต่างๆ แหง่ มะละกอ ท2.1 ม.3/7 -การเขยี นวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดง ท3.1 ม.3/4 ความรู้ ความคิดเหน็ หรือโต้แยง้ จากส่ือ ท4.1 ม.3/3 ตา่ งๆ 44 ท4.1 ม.3/5 -การพูดในโอกาสต่างๆ -ระดับภาษา -คาศัพท์ทางวิชาการและวิชาชีพ ช่ือหน่วย ตวั ชีว้ ดั สาระสาคญั เวลา น้าหนัก การเรยี นรู้ ชั่วโมง คะแนน ท1.1 ม.3/9 7.รตู้ านานสืบ ท2.1 ม.3/6 -ตีความและประเมนิ คุณค่า และแนวคดิ ที่ 5 สานวัฒนธรรม ท3.1 ม.3/5 ท4.1 ม.3/3 ไดจ้ ากงานเขยี นอยา่ งหลากหลายเพอื่ 3 ท4.1 ม.3/4 ท4.1 ม.3/5 นาไปใช้แก้ปัญหาในชวี ิต 5 ท5.1 ม.3/3 3 -การเขยี นอธบิ าย ช้ีแจง แสดงความคิดเหน็ และโตแ้ ย้งในเรื่องตา่ งๆ - การพูดโนม้ น้าว 5 -ระดบั ของภาษา -คาศพั ทท์ างวิชาการและวชิ าชพี -คายืมภาษาต่างประเทศ -สรุปความรแู้ ละข้อคดิ จากการอ่านเพื่อนาไป ประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจริง 8.ที่เรียกว่า ท1.1 ม.3/2 -การอา่ นจับใจความจากสื่อต่างๆ ก้าวหนา้ ท2.1 ม.3/7 ท3.1 ม.3/3 -การเขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดง ความรู้ ความคดิ เห็น หรือโต้แยง้ จากส่อื 4 ตา่ งๆ -การพูดรายงานการศึกษาค้นควา้ 9.กรุงเทพฯ ท1.1 ม.3/6 -การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ เมอ่ื ร้อยกว่าปี ท2.1 ม.3/6 ท3.1 ม.3/2 -การเขียนอธบิ าย ชแ้ี จง แสดงความคิดเหน็ ท4.1 ม.3/4 ท5.1 ม.3/3 และโต้แย้งในเร่ืองตา่ งๆ -ศพั ทบ์ ญั ญตั ิ 4 -การเปลยี่ นแปลของภาษา -การวิเคราะหว์ ถิ ีไทย และคุณคา่ จาก วรรณคดแี ละวรรณกรรม 10.คดิ ดีก็ได้บญุ ท1.1 ม.3/6 -การอ่านจบั ใจความจากส่ือต่างๆ 4 หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรยี นนรู้ภาษาไทย โรงเรยี นอนุบาลกระสัง สพป.บรุ รี มั ย์ เขต ๒

ท2.1 ม.3/7 -การพูดวิเคราะหว์ จิ ารณจ์ ากเรื่องท่ีฟังและดู ๑๕๗ ท3.1 ม.3/4 -การพูดในโอกาสตา่ งๆ 3 11. ปาร์ต้ีบาร์บี ท4.1 ม.3/1 -คาทมี่ าจากภาษาตา่ งประเทศ 4 คิว ท3.1 ม.3/4 -ลกั ษณะคาไทย -การพูดโนม้ นา้ ว ท3.1 ม.3/5 -มารยาทในการฟัง การดู และการพูด ท3.1 ม.3/6 ชือ่ หน่วย ตวั ช้ีวดั สาระสาคญั เวลา น้าหนัก การเรียนรู้ ชวั่ โมง คะแนน 12. ความรักใด ท1.1 ม.3/8 -การวเิ คราะห์เพ่อื แสดงความคิดเหน็ โตแ้ ยง้ ควรใฝห่ า ท2.1 ม.3/8 -การกรอกแบบสมัครงาน 43 -ประโยคซบั ซ้อน ท4.1 ม.3/2 ท4.1 ม.3/6 -การแต่งคาประพนั ธ์ 13. คาขวัญ ท1.1 ม.3/7 -การวจิ ารณ์ความสมเหตสุ มผล โน้มจติ โน้มคิด ท2.1 ม.3/2 -การเขียนข้อความตามสถานการณ์และ คาคม ท2.1 ม.3/8 โอกาสตา่ งๆ ท2.1 ม.3/9 -การกรอกแบบสมัครงาน 44 ท5.1 ม.3/3 - การเขียนรายงานโครงงาน -สรุปความร้แู ละข้อคิดจากการอ่าน เพ่ือนาไปประยุกต์ใชใ้ นชีวิตจรงิ 14.ลว้ นบุญคณุ ท1.1 ม.3/9 -การตคี วามและประเมนิ คุณค่า และ อมุ้ ชีวติ ท2.1 ม.3/7 แนวคิดทีไ่ ด้จากงานเขียน ท3.1 ม.3/4 -การเขียนวเิ คราะห์ วิจารณ์ และแสดง ท3.1 ม.3/6 ความรู้ ความคิดเห็น หรือโตแ้ ย้งจากส่ือ ท5.1 ม.3/3 ตา่ งๆ 44 -การพูดในโอกาสตา่ งๆ -มารยาทในการฟงั การดู และการพูด -การวิเคราะห์วิถีไทย และคณุ ค่าจาก วรรณคดีและวรรณกรรม คะแนนระหวา่ งภาคเรียน 70 คะแนนสอบปลายภาคเรยี น 30 60 100 รวม หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นนรภู้ าษาไทย โรงเรยี นอนบุ าลกระสงั สพป.บุรรี มั ย์ เขต ๒

๑๕๘ หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนนรภู้ าษาไทย โรงเรียนอนบุ าลกระสัง สพป.บุรรี มั ย์ เขต ๒

๑๕๙ 5. แนวการจัดการเรียนรู้ 5.1 หลกั การจัดการเรยี นรู้ การจดั การเรยี นรู้เพ่อื ใหผ้ เู้ รียนมีความรคู้ วามสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะ สาคัญ และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ตามทก่ี าหนดไว้ในหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน โดยยดึ หลัก ว่า ผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ท่ีเกิดกับ ผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คานงึ ถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสาคัญทัง้ ความรู้ และคุณธรรม 5.2 กระบวนการเรยี นรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ท่ี หลากหลาย เป็นเคร่ืองมือที่จะนาพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ท่ีจาเป็นสาหรับ ผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการ ทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้ จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบตั ิ ลงมือทาจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวจิ ัย กระบวนการเรียนร้กู ารเรียนรู้ของ ตนเอง กระบวนการพัฒนาลกั ษณะนสิ ยั กระบวนการเหล่าน้ีเป็นแนวทางในการจดั การเรยี นรู้ที่ผู้เรียนควรไดร้ ับการฝึกฝน พฒั นา เพราะจะสามารถช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ไดด้ ี บรรลเุ ป้าหมายของหลักสตู ร ดังน้ัน ผสู้ อน จึงจาเปน็ ตอ้ ง ศกึ ษาทาความเข้าใจในกระบวนการเรยี นรู้ตา่ ง ๆ เพอื่ ให้สามารถเลือกใช้ในการจดั กระบวนการเรียนรู้ได้อย่าง มปี ระสิทธภิ าพ 5.3 การออกแบบการเรยี นรู้ ผสู้ อนตอ้ งศึกษาหลักสตู รสถานศกึ ษาใหเ้ ข้าใจถงึ มาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชี้วัด สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรยี นรู้ที่เหมาะสมกับผูเ้ รียน แล้วจึงพิจารณาออกแบบ การจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน ส่ือ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพ่ือให้ ผ้เู รียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลุตามเปา้ หมายท่ีกาหนด 5.4 บทบาทของผูส้ อนและผ้เู รียน การจดั การเรยี นรเู้ พ่ือใหผ้ เู้ รียนมคี ุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอนและผู้เรียนควรมี บทบาท ดังนี้ 1) บทบาทของผสู้ อน (1) ศึกษาวเิ คราะหผ์ เู้ รยี นเป็นรายบุคคล แล้วนาขอ้ มลู มาใชใ้ นการวางแผนการจัดการ เรยี นรู้ ทท่ี ้าทายความสามารถของผเู้ รียน (2) กาหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะ กระบวนการ ท่เี ป็นความคิดรวบยอด หลักการ และความสมั พันธ์ รวมทง้ั คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล และพฒั นาการทางสมอง เพ่ือนาผู้เรยี นไปสูเ่ ปา้ หมาย (4) จัดบรรยากาศทเ่ี อ้ือต่อการเรยี นรู้ และดแู ลชว่ ยเหลือผ้เู รียนให้เกิดการเรยี นรู้ (5) จัดเตรียมและเลือกใช้ส่ือให้เหมาะสมกับกิจกรรม นาภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีทเ่ี หมาะสมมาประยกุ ตใ์ ช้ในการจดั การเรยี นการสอน หลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรียนนรู้ภาษาไทย โรงเรียนอนุบาลกระสงั สพป.บุรรี มั ย์ เขต ๒

๑๖๐ (6) ประเมนิ ความกา้ วหน้าของผู้เรียนดว้ ยวิธกี ารท่ีหลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติ ของวิชาและระดับพัฒนาการของผ้เู รียน (7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรยี น รวมท้ังปรับปรุง การจดั การเรยี นการสอนของตนเอง 2) บทบาทของผเู้ รียน (1) กาหนดเปา้ หมาย วางแผน และรับผดิ ชอบการเรยี นรขู้ องตนเอง (2) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ ตัง้ คาถาม คิดหาคาตอบหรือหาแนวทางแก้ปญั หาดว้ ยวิธีการต่าง ๆ (3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปส่ิงที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในสถานการณ์ต่าง ๆ (4) มปี ฏสิ ัมพนั ธ์ ทางาน ทากิจกรรมรว่ มกบั กลุ่มและครู (5) ประเมนิ และพฒั นากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอยา่ งต่อเน่ือง 6. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ก า ร วั ด แ ล ะ ป ร ะ เ มิ น ผ ล ก า ร เ รี ย น รู้ ข อ ง ผู้ เ รี ย น ต้ อ ง อ ยู่ บ น ห ลั ก ก า ร พ้ื น ฐ า น ส อ ง ป ร ะ ก า ร คื อ การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพ่ือตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ ประสบผลสาเร็จนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้บรรลุตามมาตรฐานการ เรียนรู้ สะทอ้ นสมรรถนะสาคญั และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซึ่งเปน็ เปา้ หมายหลกั ในการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการ ประเมนิ เปน็ ข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสาเรจ็ ทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนขอ้ มูลทีเ่ ปน็ ประโยชน์ตอ่ การสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นเกิด การพัฒนาและเรยี นรอู้ ยา่ งเตม็ ตามศักยภาพ การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ไดแ้ ก่ ระดับช้นั เรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษา และระดับชาติ มีรายละเอยี ด ดงั น้ี 6.1 การประเมนิ ระดับชั้นเรียน เปน็ การวัดและประเมนิ ผลท่อี ยูใ่ นกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผสู้ อนดาเนนิ การเปน็ ปกติและ สม่าเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนคิ การประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซกั ถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินช้นิ งาน/ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใชแ้ บบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครอง รว่ มประเมิน ในกรณที ีไ่ มผ่ ่านตัวชวี้ ัดใหม้ ี การสอนซอ่ มเสรมิ การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าใน การเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีส่ิงที่จะต้อง ได้รับการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุง การเรียนการสอนของตนดว้ ย ทั้งน้โี ดยสอดคล้องกบั มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ช้วี ดั 6.2 การประเมนิ ระดบั สถานศึกษา เป็นการประเมินทส่ี ถานศกึ ษาดาเนนิ การเพ่ือตัดสินผล การเรยี นของผู้เรยี นเปน็ รายปี/ราย ภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของ หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรียนนรูภ้ าษาไทย โรงเรยี นอนุบาลกระสงั สพป.บรุ ีรัมย์ เขต ๒

๑๖๑ ผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนาผลการเรียนของผู้เรียนใน สถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศ เพ่ือการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทา แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผล การจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา สานักงานคณะกรรมการ การศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน ผู้ปกครองและชุมชน 6.3 การตดั สนิ ผลการเรียน ในการตัดสินผลการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนั้น ผู้สอนต้องคานึงถึงการพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนเป็น หลัก และต้องเก็บข้อมูลของผู้เรยี นทุกด้านอย่างสม่าเสมอและต่อเน่ืองในแต่ละภาคเรียน รวมทัง้ สอนซ่อมเสริม ผเู้ รยี นให้พัฒนาจนเตม็ ตามศกั ยภาพ ระดับประถมศึกษา (1) ผ้เู รยี นต้องมีเวลาเรยี นไม่นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 80 ของเวลาเรียนทัง้ หมด (2) ผเู้ รียนตอ้ งไดร้ ับการประเมินทกุ ตวั ชวี้ ดั และผ่านตามเกณฑท์ สี่ ถานศกึ ษา กาหนด (3) ผเู้ รยี นตอ้ งได้รับการตดั สนิ ผลการเรยี นทกุ รายวชิ า (4) ผู้เรียนตอ้ งไดร้ ับการประเมิน และมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑท์ ่ีสถานศึกษา กาหนด ในการอ่าน คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขียน คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพฒั นาผ้เู รียน ระดบั มัธยมศึกษา (1) ตัดสินผลการเรยี นเปน็ รายวชิ า ผเู้ รียนตอ้ งมีเวลาเรยี นตลอดภาคเรยี นไมน่ ้อย กวา่ รอ้ ยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานน้ั ๆ (2) ผเู้ รียนต้องได้รับการประเมินทุกตวั ช้ีวัด และผ่านตามเกณฑ์ทส่ี ถานศกึ ษา กาหนด (3) ผู้เรียนตอ้ งไดร้ บั การตัดสินผลการเรยี นทกุ รายวิชา (4) ผ้เู รียนต้องไดร้ บั การประเมิน และมผี ลการประเมนิ ผ่านตามเกณฑท์ ี่สถานศึกษา กาหนด ในการอา่ น คิดวิเคราะห์และเขยี น คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน การพิจารณาเลื่อนช้ันท้ังระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ถ้าผู้เรียนมีข้อบกพร่องเพียง เล็กน้อย และสถานศึกษาพิจารณาเห็นว่าสามารถพัฒนาและสอนซ่อมเสริมได้ ให้อยู่ในดุลพินิจของ สถานศึกษาท่ีจะผ่อนผันให้เลื่อนช้ันได้ แต่หากผู้เรียนไม่ผ่านรายวิชาจานวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะเป็น ปัญหาต่อการเรียนในระดับชั้นท่ีสูงขึ้น สถานศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้เรียนซ้าช้ันได้ ทั้งน้ีให้ คานึงถงึ วฒุ ิภาวะและความรูค้ วามสามารถของผู้เรียนเป็นสาคญั 6.4 การให้ระดบั ผลการเรยี น ระดบั ประถมศึกษา ในการตัดสินเพ่ือให้ระดับผลการเรียนรายวิชา สถานศึกษา สามารถให้ระดับผลการเรียนหรือระดับคุณภาพการปฏิบัติของผู้เรียน เป็นระบบตัวเลข ระบบตัวอักษร ระบบร้อยละ และระบบท่ใี ช้คาสาคัญสะท้อนมาตรฐาน การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์น้ัน ให้ระดับผล การประเมินเปน็ ดเี ย่ียม ดี และผา่ น หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรียนนร้ภู าษาไทย โรงเรยี นอนุบาลกระสงั สพป.บุรีรมั ย์ เขต ๒

๑๖๒ การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติ กจิ กรรมและผลงานของผเู้ รยี น ตามเกณฑ์ทสี่ ถานศึกษากาหนด และให้ผลการเขา้ ร่วมกจิ กรรมเปน็ ผา่ น และ ไมผ่ า่ น ระดบั มธั ยมศึกษา ในการตัดสินเพอ่ื ให้ระดับผลการเรยี นรายวชิ า ใหใ้ ชต้ ัวเลขแสดงระดบั ผล การเรียนเป็น 8 ระดับ การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ให้ระดับผล การประเมินเปน็ ดเี ย่ยี ม ดี และผา่ น การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาท้ังเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติ กิจกรรมและผลงานของผเู้ รยี น ตามเกณฑท์ ่สี ถานศึกษากาหนด และให้ผลการเขา้ ร่วมกิจกรรมเป็นผ่าน และ ไม่ผา่ น 6.5 การรายงานผลการเรยี น การรายงานผลการเรียนเป็นการส่ือสารให้ผู้ปกครองและผู้เรียนทราบความก้าวหน้า ในการ เรียนรู้ของผู้เรียน ซ่ึงสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมินและจัดทาเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็น ระยะ ๆ หรอื อยา่ งนอ้ ยภาคเรียนละ 1 คร้งั การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพการปฏิบัติของผู้เรียนที่สะท้อน มาตรฐานการเรยี นรกู้ ล่มุ สาระการเรียนรู้ เกณฑก์ ารจบการศกึ ษา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กาหนดเกณฑ์กลางสาหรับการจบการศึกษาเป็น 3 ระดับ คอื ระดับประถมศึกษา ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ และระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย เกณฑ์การจบระดับประถมศึกษา (1) ผู้เรียนเรียนรายวชิ าพ้ืนฐาน และรายวิชา/กิจกรรมเพ่ิมเติมตามโครงสร้างเวลาเรยี น ท่ี หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐานกาหนด (2) ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินรายวิชาพื้นฐาน ผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ีสถานศึกษา กาหนด (3) ผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดับผ่านเกณฑ์ การประเมนิ ตามที่สถานศึกษากาหนด (4) ผูเ้ รียนมีผลการประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี สถานศึกษากาหนด (5) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี สถานศกึ ษากาหนด เกณฑ์การจบระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น (1) ผู้เรียนเรียนรายวิชาพ้ืนฐานและเพิ่มเติมไม่เกิน 81 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพ้ืนฐาน 63 หน่วยกิต และรายวิชาเพม่ิ เตมิ ตามท่สี ถานศึกษากาหนด (2) ผ้เู รียนตอ้ งไดห้ น่วยกติ ตลอดหลักสูตรไม่นอ้ ยกวา่ 77 หนว่ ยกิต โดยเป็นรายวิชาพ้นื ฐาน 63 หนว่ ยกติ และรายวิชาเพมิ่ เติมไมน่ ้อยกวา่ 14 หน่วยกิต หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรยี นนรูภ้ าษาไทย โรงเรียนอนบุ าลกระสงั สพป.บุรีรัมย์ เขต ๒

๑๖๓ (3) ผู้เรียนมีผลการประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ในระดับผ่าน เกณฑ์ การประเมนิ ตามที่สถานศึกษากาหนด (4) ผเู้ รียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดับผา่ นเกณฑ์การประเมินตามที่ สถานศกึ ษากาหนด (5) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี สถานศึกษากาหนด สาหรับการจบการศึกษาสาหรบั กลุม่ เป้าหมายเฉพาะ เช่น การศกึ ษาเฉพาะทาง การศึกษาสาหรับผู้ มีความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศึกษาสาหรับผู้ด้อยโอกาส การศึกษาตามอัธยาศัย ให้ คณะกรรมการของสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และผู้ที่เก่ียวข้อง ดาเนินการวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ในแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ 7. ส่อื การเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้ ส่ือการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่ือการเรียนรู้มี หลากหลายประเภท ทั้งส่ือธรรมชาติ ส่ือส่ิงพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือข่าย การเรียนรู้ต่างๆ ท่ีมีใน ท้องถ่ิน การเลือกใช้ส่ือควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย ของผู้เรยี น การจัดหาส่ือการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทาและพัฒนาข้ึนเอง หรือปรับปรุงเลือกใช้ อย่างมีคุณภาพจากส่ือต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพื่อนามาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ท่ีสามารถส่งเสริมและ สื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียน เกิดการ เรียนรู้อย่างแท้จริง สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องและผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาขั้น พน้ื ฐาน ควรดาเนินการดงั นี้ 1. จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่าย การเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพ่ือการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปล่ียน ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ ระหวา่ งสถานศกึ ษา ทอ้ งถ่นิ ชุมชน สงั คมโลก 2. จัดทาและจัดหาสื่อการเรียนรู้สาหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียน เสริมความรู้ให้ผู้สอน รวมทั้ง จดั หาสิง่ ท่ีมอี ยูใ่ นท้องถ่นิ มาประยุกตใ์ ช้เปน็ ส่อื การเรียนรู้ 3. เลือกและใช้ส่ือการเรียนรู้ท่ีมีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับ วธิ ีการเรยี นรู้ ธรรมชาตขิ องสาระการเรยี นรู้ และความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลของผเู้ รยี น 4. ประเมินคณุ ภาพของสื่อการเรยี นรทู้ เ่ี ลือกใชอ้ ย่างเปน็ ระบบ 5. ศึกษาคน้ ควา้ วจิ ยั เพอ่ื พัฒนาสื่อการเรยี นรูใ้ หส้ อดคลอ้ งกบั กระบวนการเรียนรู้ของผเู้ รียน 6. จัดให้มีการกากับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเก่ียวกับสื่อและการใช้ส่ือ การเรียนรเู้ ปน็ ระยะๆ และสม่าเสมอ ในการจัดทา การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ท่ีใช้ในสถานศึกษาควรคานึงถึง หลักการสาคัญของสื่อการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เน้ือหามีความถูกต้องและทันสมัย ไม่กระทบความม่ันคง ของชาติ ไม่ขดั ตอ่ ศลี ธรรม มกี ารใชภ้ าษาทีถ่ กู ตอ้ ง รูปแบบการนาเสนอทเี่ ขา้ ใจง่าย และนา่ สนใจ หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรยี นนร้ภู าษาไทย โรงเรียนอนุบาลกระสงั สพป.บรุ ีรมั ย์ เขต ๒

๑๖๔ ภาคผนวก ก. คาอธิบายศพั ท์ หลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรียนนรภู้ าษาไทย โรงเรยี นอนบุ าลกระสงั สพป.บุรรี มั ย์ เขต ๒

๑๖๕ อภธิ านศัพท์ กระบวนการเขียน กระบวนการเขียนเป็นการคิดเรื่องที่จะเขียนและรวบรวมความรู้ในการเขียน กระบวนการเขียน มี 5 ขน้ั ดังนี้ 1. การเตรียมการเขียน เปน็ ขั้นเตรยี มพร้อมที่จะเขยี นโดยเลือกหัวขอ้ เรอ่ื งท่ีจะเขียนบนพ้ืนฐานของ ประสบการณ์ กาหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคิดในการเขียน อาจใช้วิธีการอ่านหนังสือ สนทนา จัดหมวดหมู่ความคิด โดยเขียนเป็นแผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขียนเป็นรูปหัวข้อเร่ืองใหญ่ หัวขอ้ ยอ่ ย และรายละเอยี ดคร่าวๆ 2. การยกร่างข้อเขียน เม่ือเตรียมหัวข้อเร่ืองและความคิดรูปแบบการเขียนแล้ว ให้นาความคิดมา เขียนตามรูปแบบที่กาหนดเป็นการยกร่างข้อเขียน โดยคานึงถึงว่าจะเขียนให้ใครอ่าน จะใช้ภาษาอย่างไรให้ เหมาะสมกับเรื่องและเหมาะกับผู้อื่น จะเร่ิมต้นเขียนอย่างไร มีหัวข้อเร่ืองอย่างไร ลาดับความคิดอย่างไร เช่อื มโยงความคดิ อยา่ งไร 3. การปรับปรงุ ขอ้ เขยี น เม่อื เขยี นยกรา่ งแล้วอ่านทบทวนเรอื่ งทเี่ ขียน ปรบั ปรงุ เรอ่ื งท่ีเขยี นเพมิ่ เติม ความคิดให้สมบรู ณ์ แกไ้ ขภาษา สานวนโวหาร นาไปใหเ้ พือ่ นหรือผอู้ นื่ อา่ น นาขอ้ เสนอแนะมาปรับปรุงอกี ครัง้ 4. การบรรณาธิการกิจ นาข้อเขียนท่ีปรับปรุงแล้วมาตรวจทานคาผิด แก้ไขให้ถูกต้อง แล้วอ่าน ตรวจทานแกไ้ ขข้อเขยี นอกี คร้ัง แก้ไขข้อผิดพลาดท้ังภาษา ความคิด และการเวน้ วรรคตอน 5. การเขียนให้สมบูรณ์ นาเร่ืองท่ีแก้ไขปรับปรุงแล้วมาเขียนเรอ่ื งให้สมบรู ณ์ จัดพิมพ์ วาดรปู ประกอบ เขียนให้สมบูรณ์ด้วยลายมือท่ีสวยงามเป็นระเบียบ เม่ือพิมพ์หรือเขียนแล้วตรวจทานอีกคร้ังให้ สมบรู ณ์ก่อนจัดทารปู เล่ม กระบวนการคดิ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เป็นกระบวนการคิด คนที่จะคิดได้ดีต้องเป็นผู้ฟัง ผู้พูด ผู้อ่าน และผู้เขยี นทด่ี ี บุคคลทจี่ ะคิดได้ดีจะต้องมีความรู้และประสบการณ์พ้นื ฐานในการคิด บุคคลจะมีความสามารถ ในการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า จะต้องมีความรู้และประสบการณ์ พื้นฐานท่ีนามาช่วยในการคิดทั้งสิ้น การสอนให้คิดควรให้ผู้เรียนรู้จักคัดเลือกข้อมูล ถ่ายทอด รวบรวม และ จาข้อมูลต่างๆ สมองของมนุษย์จะเป็นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร และสามารถแปลความข้อมูลข่าวสาร และ สามารถนามาใช้อ้างอิง การเป็นผ้ฟู ัง ผู้พูด ผู้อ่าน และผู้เขียนที่ดี จะต้องสอนให้เป็นผ้บู ริโภคข้อมูลข่าวสารที่ ดแี ละเป็นนกั คดิ ท่ีดีดว้ ย กระบวนการสอนภาษาจึงต้องสอนใหผ้ ูเ้ รียนเป็นผู้รบั รขู้ ้อมลู ข่าวสารและมีทักษะ การ คดิ นาข้อมลู ข่าวสารท่ีได้จากการฟังและการอา่ นนามาสู่การฝึกทักษะการคิด นาการฟงั การพูด การอา่ น และ การเขียน มาสอนในรูปแบบบูรณาการทักษะ ตัวอย่าง เช่น การเขียนเป็นกระบวนการคิดในการวิเคราะห์ การ แยกแยะ การสังเคราะห์ การประเมินค่า การสร้างสรรค์ ผู้เขียนจะนาความรู้และประสบการณ์สู่การคิดและ แสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ต้องเป็นผู้อ่านและผู้ฟังเพ่ือรับรู้ข่าวสารท่ีจะนามาวิเคราะห์และสามารถ แสดงทรรศนะได้ กระบวนการอ่าน การอ่านเป็นกระบวนการซ่ึงผู้อ่านสร้างความหมายหรือพัฒนา การตีความระหว่างการอ่านผู้อ่าน จะต้องรู้หัวข้อเรื่อง รู้จุดประสงค์ของการอ่าน มีความรู้ทางภาษาท่ีใกล้เคียงกับภาษาที่ใช้ในหนังสือที่อ่าน โดยใชป้ ระสบการณเ์ ดิมเปน็ ประสบการณท์ าความเขา้ ใจกบั เร่ืองทีอ่ า่ น กระบวนการอ่านมีดงั นี้ หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนนรู้ภาษาไทย โรงเรยี นอนุบาลกระสัง สพป.บรุ รี มั ย์ เขต ๒

๑๖๖ 1. การเตรยี มการอ่าน ผอู้ ่านจะตอ้ งอ่านชื่อเรื่อง หวั ข้อย่อยจากสารบัญเร่ือง อ่านคานา ให้ทราบ จุดมุ่งหมายของหนังสือ ตั้งจุดประสงค์ของการอ่านจะอ่านเพื่อความเพลิดเพลินหรืออ่านเพื่อ หาความรู้ วางแผนการอ่านโดยอ่านหนงั สือตอนใดตอนหนงึ่ ว่าความยากงา่ ยอย่างไร หนงั สอื มีความยากมากน้อยเพียงใด รูปแบบของหนังสือเป็นอย่างไร เหมาะกับผู้อ่านประเภทใด เดาความว่าเป็นเร่ืองเกี่ยวกับอะไร เตรียมสมุด ดินสอ สาหรบั จดบนั ทึกข้อความหรอื เน้อื เร่อื งทสี่ าคัญขณะอา่ น 2. การอ่าน ผู้อา่ นจะอา่ นหนังสือให้ตลอดเล่มหรือเฉพาะตอนที่ต้องการอ่าน ขณะอ่านผู้อา่ นจะใช้ ความรู้จากการอ่านคา ความหมายของคามาใช้ในการอ่าน รวมท้ังการรู้จักแบ่งวรรคตอนด้วย การอ่านเร็ว จะมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเร่ืองได้ดีกว่าผู้อ่านช้า ซ่ึงจะสะกดคาอ่านหรืออ่านย้อนไปย้อนมา ผู้อ่านจะใช้ บรบิ ทหรือคาแวดล้อมชว่ ยในการตคี วามหมายของคาเพ่อื ทาความเข้าใจเร่ืองที่อ่าน 3. การแสดงความคดิ เห็น ผู้อ่านจะจดบนั ทกึ ขอ้ ความทม่ี ีความสาคัญ หรอื เขียนแสดงความคิดเห็น ตีความข้อความท่ีอ่าน อ่านซ้าในตอนท่ีไม่เข้าใจเพื่อทาความเข้าใจให้ถูกต้อง ขยายความคิดจากการอ่าน จับคู่กับเพ่ือนสนทนาแลกเปล่ียนความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกตจากเร่ืองที่อ่าน ถ้าเป็นการอ่านบทกลอนจะต้อง อา่ นทานองเสนาะดงั ๆ เพื่อฟังเสยี งการอ่านและเกิดจินตนาการ 4. การอ่านสารวจ ผู้อ่านจะอ่านซ้าโดยเลือกอ่านตอนใดตอนหน่ึง ตรวจสอบคาและภาษา ที่ใช้ สารวจโครงเรื่องของหนังสอื เปรียบเทียบหนังสือท่ีอ่านกับหนังสือที่เคยอ่าน สารวจและเช่ือมโยงเหตกุ ารณใ์ น เร่อื งและการลาดบั เร่ือง และสารวจคาสาคัญท่ีใช้ในหนงั สอื 5. การขยายความคิด ผู้อ่านจะสะท้อนความเข้าใจในการอ่าน บันทึกข้อคิดเห็น คุณค่าของเรื่อง เชื่อมโยงเร่ืองราวในเรื่องกับชีวิตจริง ความรู้สึกจากการอ่าน จัดทาโครงงานหลักการอ่าน เช่น วาดภาพ เขียนบทละคร เขียนบันทึกรายงานการอ่าน อ่านเรื่องอ่ืนๆ ที่ผู้เขียนคนเดียวกันแต่ง อ่านเร่ืองเพ่ิมเติม เรื่องทเี่ กีย่ วโยงกบั เรอื่ งที่อา่ น เพ่ือใหไ้ ดค้ วามรทู้ ชี่ ดั เจนและกวา้ งขวางขนึ้ การเขยี นเชิงสร้างสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการเขียนโดยใชค้ วามรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการในการเขียน เช่น การเขียนเรียงความ นิทาน เร่ืองสั้น นวนิยาย และบทร้อยกรอง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ผู้เขียนจะต้องมี ความคิดดี มีจินตนาการดี มีคลังคาอย่างหลากหลาย สามารถนาคามาใช้ ในการเขียน ต้องใช้เทคนิค การเขียน และใช้ถ้อยคาอย่างสละสลวย การดู การดูเป็นการรับสารจากส่ือภาพและเสียง และแสดงทรรศนะได้จากการรับรู้สาร ตีความ แปล ความ วเิ คราะห์ และประเมินคณุ คา่ สารจากสอ่ื เช่น การดูโทรทัศน์ การดคู อมพวิ เตอร์ การดูละคร การดู ภาพยนตร์ การดูหนังสือการ์ตูน (แม้ไม่มีเสียงแต่มีถ้อยคาอ่านแทนเสียงพูด) ผู้ดูจะต้องรับรู้สาร จากการดู และนามาวิเคราะห์ ตีความ และประเมินคุณค่าของสารที่เปน็ เน้ือเรื่องโดยใช้หลักการพิจารณาวรรณคดีหรือ การวิเคราะห์วรรณคดีเบ้ืองต้น เช่น แนวคิดของเร่ือง ฉากท่ีประกอบเรื่องสมเหตุสมผล กิริยาท่าทาง และ การแสดงออกของตวั ละครมคี วามสมจริงกับบทบาท โครงเรอ่ื ง เพลง แสง สี เสียง ที่ใชป้ ระกอบการแสดง ให้อารมณ์แก่ผู้ดูสมจริงและสอดคล้องกับยุคสมัยของเหตุการณ์ท่ีจาลองสู่บทละคร คุณค่าทางจริยธรรม คุณธรรม และคุณค่าทางสังคมท่ีมีอิทธิพลต่อผู้ดูหรอื ผู้ชม ถ้าเป็นการดูข่าวและเหตุการณ์ หรือการอภิปราย การใช้ความรู้หรือเร่ืองท่ีเปน็ สารคดี การโฆษณาทางสอื่ จะต้องพิจารณาเนื้อหาสาระวา่ สมควรเชือ่ ถือได้หรือไม่ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ความคิดสาคัญและมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้มาก และการดูละครเวที ละคร หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรียนนรู้ภาษาไทย โรงเรยี นอนบุ าลกระสัง สพป.บรุ รี มั ย์ เขต ๒

๑๖๗ โทรทัศน์ ดูข่าวทางโทรทัศน์จะเป็นประโยชน์ได้รับความสนุกสนาน ต้องดูและวิเคราะห์ ประเมินค่า สามารถ แสดงทรรศนะของตนไดอ้ ยา่ งมีเหตุผล การตคี วาม การตีความเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านและการใช้บริบท ได้แก่ คาที่แวดล้อม ขอ้ ความ ทาความเขา้ ใจข้อความหรอื กาหนดความหมายของคาให้ถกู ต้อง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า การตีความหมาย ช้ีหรือกาหนด ความหมาย ให้ความหมายหรอื อธิบาย ใชห้ รือปรับให้เข้าใจเจตนา และความม่งุ หมายเพอื่ ความถกู ต้อง การเปล่ยี นแปลงของภาษา ภาษายอ่ มมีการเปล่ียนแปลงไปตามกาลเวลา คาคาหน่ึงในสมัยหนึง่ เขยี นอยา่ งหน่ึง อีกสมยั หนงึ่ เขยี นอกี อยา่ ง หน่ึง คาว่า ประเทศ แต่เดิมเขียน ประเทศ คาว่า ปกั ษใ์ ต้ แต่เดิมเขยี น ปกั ใต้ ในปจั จุบนั เขียน ปกั ษใ์ ต้ คาวา่ ลมุ่ ลกึ แตก่ ่อนเขยี น ภาษาจงึ มีการเปลย่ี นแปลง ทง้ั ความหมายและการเขียน บางคร้ังคาบางคา เช่น คาวา่ หลอ่ น เปน็ คาสรรพนามแสดงถงึ คาพูด สรรพนามบุรษุ ท่ี 3 ท่ีเป็นคาสุภาพ แต่เดี๋ยวน้ีคาวา่ หล่อน มคี วามหมายในเชงิ ดูแคลน เปน็ ต้น การสร้างสรรค์ การสรา้ งสรรค์ คอื การร้จู กั เลือกความรู้ ประสบการณ์ที่มีอย่เู ดิมมาเป็นพื้นฐานในการสร้างความรู้ ความคิดใหม่ หรอื ส่ิงแปลกใหม่ทีม่ คี ุณภาพและมีประสทิ ธิภาพสงู กว่าเดมิ บคุ คลทจ่ี ะมีความสามารถในการ สรา้ งสรรค์จะต้องเป็นบุคคลที่มีความคดิ อิสระอยู่เสมอ มคี วามเช่อื มนั่ ในตนเอง มองโลกในแงด่ ี คดิ ไตร่ตรอง ไม่ตัดสินใจสงิ่ ใดง่ายๆ การสรา้ งสรรค์ของมนุษย์จะเก่ียวเนื่องกนั กบั ความคิด การพดู การเขียน และการ กระทาเชิงสรา้ งสรรค์ ซ่งึ จะต้องมีการคดิ เชงิ สรา้ งสรรค์เป็นพื้นฐาน ความคิดเชงิ สรา้ งสรรค์เป็นความคดิ ท่ีพัฒนามาจากความรแู้ ละประสบการณ์เดมิ ซึง่ เป็นปจั จัยพื้นฐานของการ พูด การเขียน และการกระทาเชงิ สร้างสรรค์ การพูดและการเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการแสดงออกทางภาษาที่ใช้ภาษาขัดเกลาให้ไพเราะ งดงาม เหมาะสม ถูกตอ้ งตามเนอ้ื หาท่ีพูดและเขียน การกระทาเชิงสร้างสรรค์เป็นการกระทาที่ไม่ซ้าแบบเดิมและคิดค้นใหม่แปลกไปจากเดิม และเป็น ประโยชน์ทส่ี ูงข้นึ ขอ้ มลู สารสนเทศ ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง เรื่องราว ข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือส่ิงใดสิ่งหน่ึงที่สามารถ สื่อความหมายด้วยการพดู บอกเลา่ บันทึกเป็นเอกสาร รายงาน หนังสอื แผนท่ี แผนภาพ ภาพถา่ ย บันทึก ด้วยเสียงและภาพ บันทึกด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นการเก็บเรื่องราวต่างๆ บันทึกไว้เป็นหลักฐานด้วยวิธี ตา่ งๆ ความหมายของคา คาที่ใชใ้ นการตดิ ต่อสอ่ื สารมีความหมายแบ่งได้เป็น 3 ลกั ษณะ คอื 1. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายที่ใช้พูดจากันตรงตามความหมาย คาหน่ึง ๆ นั้น อาจมี ความหมายได้หลายความหมาย เช่น คาว่า กา อาจมีความหมายถึง ภาชนะใส่น้า หรืออาจหมายถึง นกชนดิ หนึ่ง ตวั สีดา ร้อง กา กา เป็นความหมายโดยตรง หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรยี นนรภู้ าษาไทย โรงเรยี นอนุบาลกระสัง สพป.บรุ ีรัมย์ เขต ๒

๑๖๘ 2. ความหมายแฝง คาอาจมีความหมายแฝงเพ่ิมจากความหมายโดยตรง มักเป็นความหมาย เก่ยี วกับความรู้สึก เชน่ คาว่า ขีเ้ หนยี ว กับ ประหยดั หมายถึง ไม่ใชจ้ ่ายอย่างสรุ ยุ่ สรุ ่าย เป็นความหมาย ตรง แต่ความรู้สึกต่างกนั ประหยดั เป็นสิ่งดี แต่ขีเ้ หนยี วเปน็ สิ่งไม่ดี 3. ความหมายในบรบิ ท คาบางคามคี วามหมายตรง เมอ่ื ร่วมกบั คาอ่ืนจะมีความหมายเพิม่ เติมกว้าง ข้ึน หรือแคบลงได้ เช่น คาว่า ดี เด็กดี หมายถึง ว่านอนสอนง่าย เสียงดี หมายถึง ไพเราะ ดินสอดี หมายถึง เขียนไดด้ ี สขุ ภาพดี หมายถึง ไมม่ ีโรค ความหมายบริบทเปน็ ความหมายเช่นเดยี วกับความหมายแฝง คณุ คา่ ของงานประพนั ธ์ เมื่อผู้อ่านอ่านวรรณคดีหรือวรรณกรรมแล้วจะต้องประเมินงานประพันธ์ ให้เห็นคุณค่าของงาน ประพันธ์ ทาให้ผู้อ่านอ่านอย่างสนุก และได้รับประโยชน์จาการอ่านงานประพันธ์ คุณค่าของงานประพันธ์ แบ่งไดเ้ ป็น 2 ประการ คือ 1. คุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์ ถ้าอา่ นบทรอ้ ยกรองก็จะพจิ ารณากลวธิ ีการแตง่ การเลอื กเฟน้ ถ้อยคามา ใช้ได้ไพเราะ มีความคิดสร้างสรรค์ และให้ความสะเทือนอารมณ์ ถ้าเป็นบทร้อยแก้วประเภทสารคดี รปู แบบการเขยี นจะเหมาะสมกับเน้ือเรื่อง วิธกี ารนาเสนอนา่ สนใจ เน้อื หามีความถกู ต้อง ใช้ภาษาสละสลวย ชัดเจน การนาเสนอมีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเป็นร้อยแก้วประเภทบันเทิงคดี องค์ประกอบของเรื่องไม่ว่า เรื่องสั้น นวนิยาย นิทาน จะมีแก่นเร่ือง โครงเรื่อง ตัวละครมีความสัมพันธ์กัน กลวิธีการแต่งแปลก ใหม่ น่าสนใจ ปมขัดแย้งในการแต่งสร้างความสะเทือนอารมณ์ การใชถ้ อ้ ยคาสรา้ งภาพไดช้ ดั เจน คาพูด ในเรอื่ งเหมาะสมกับบคุ ลิกของ ตวั ละครมคี วามคดิ สร้างสรรคเ์ ก่ยี วกบั ชีวิตและสงั คม 2. คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ชีวิตความ เป็นอยู่ของมนุษย์ และคุณค่าทางจริยธรรม คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าท่ีผู้อ่านจะ เข้าใจชีวิตท้ังในโลก ทัศนแ์ ละชีวทัศน์ เขา้ ใจการดาเนนิ ชวี ิตและเขา้ ใจเพ่อื นมนษุ ย์ดีขนึ้ เนอื้ หายอ่ มเก่ยี วข้องกับการชว่ ยจรรโลงใจ แกผ่ ู้อา่ น ช่วยพฒั นาสงั คม ชว่ ยอนรุ ักษ์สิง่ มีคณุ คา่ ของชาตบิ า้ นเมือง และสนบั สนนุ ค่านิยมอันดงี าม โครงงาน โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วิธีหน่ึงท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนด้วยการค้นคว้า ลงมือปฏิบัติจริง ใน ลักษณะของการสารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ผเู้ รียนจะรวบรวมขอ้ มูล นามาวเิ คราะห์ ทดสอบ เพื่อแก้ปัญหาข้องใจ ผู้เรียนจะนาความรู้จากช้ันเรียนมาบูรณาการในการแก้ปัญหา ค้นหาคาตอบ เป็น กระบวนการค้นพบนาไปสู่การเรียนรู้ ผู้เรียนจะเกิดทักษะการทางานร่วมกับผู้อ่ืน ทักษะการจัดการ ผู้สอน จะเข้าใจผู้เรียน เห็นรูปแบบการเรียนรู้ การคิด วิธีการทางานของผู้เรียน จากการสังเกตการทางานของ ผูเ้ รียน การเรียนแบบโครงงานเป็นการเรียนแบบศึกษาค้นคว้าวิธีการหนึ่ง แต่เป็นการศึกษาค้นคว้าที่ใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหา เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนมีเหตุผล สรุปเรื่องราว อย่างมีกฎเกณฑ์ ทางานอย่างมีระบบ การเรียนแบบโครงงานไม่ใชก่ ารศึกษาค้นคว้าจัดทารายงานเพียงอยา่ ง เดยี ว ตอ้ งมกี ารวเิ คราะหข์ อ้ มลู และมกี ารสรปุ ผล ทกั ษะการส่อื สาร ทักษะการสื่อสาร ได้แก่ ทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ซึ่งเป็นเครื่องมือของการ ส่งสารและการรับสาร การส่งสาร ได้แก่ การส่งความรู้ ความเช่ือ ความคิด ความรู้สึกด้วยการพูด และ การเขียน ส่วนการรับสาร ได้แก่ การรับความรู้ ความเช่ือ ความคิด ด้วยการอ่านและการฟัง การฝึก หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรียนนรภู้ าษาไทย โรงเรยี นอนุบาลกระสัง สพป.บุรรี ัมย์ เขต ๒

๑๖๙ ทักษะการส่ือสารจึงเป็นการฝึกทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ให้สามารถ รับสารและส่ง สารอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ธรรมชาตขิ องภาษา ธรรมชาติของภาษาเป็นคุณสมบัติของภาษาท่ีสาคัญ มีคุณสมบัติพอสรุปได้ คือ ประการท่ีหนึ่ง ทุกภาษาจะประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ในการใช้ อย่างเป็นระบบ ประการที่สอง ภาษามีพลังในการงอกงามมิรู้ส้ินสุด หมายถึง มนุษย์สามารถใช้ภาษา สื่อความหมายได้โดย ไม่สิ้นสุด ประการท่ีสาม ภาษาเป็นเร่ืองของการใช้สัญลักษณ์ร่วมกันหรือสมมติร่วมกัน และมีการรับรู้ สัญลักษณ์หรือสมมติร่วมกัน เพ่ือสร้างความเข้าใจตรงกัน ประการที่ส่ี ภาษาสามารถใช้ภาษาพูดใน การติดตอ่ สอ่ื สาร ไมจ่ ากัดเพศของผ้สู ่งสาร ไม่ว่าหญงิ ชาย เดก็ ผใู้ หญ่ สามารถผลดั กนั ในการสง่ สารและ รับสารได้ ประการที่ห้า ภาษาพูดย่อมใช้ได้ท้ังในปัจจุบัน อดีต และอนาคต ไม่จากัดเวลาและสถานท่ี ประการท่ีหก ภาษาเป็นเคร่ืองมือการถ่ายทอดวัฒนธรรม และวิชาความรู้นานาประการ ทาให้เกิดการ เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมและการสร้างสรรค์สิง่ ใหม่ แนวคดิ ในวรรณกรรม แนวคดิ ในวรรณกรรมหรอื แนวเร่อื งในวรรณกรรมเป็นความคิดสาคัญในการผูกเรอ่ื งให้ ดาเนินเรอื่ งไป ตามแนวคิด หรือเป็นความคิดทสี่ อดแทรกในเรื่องใหญ่ แนวคิดย่อมเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม เป็นสารที่ ผู้เขียนส่งให้ผู้อ่าน เช่น ความดีย่อมชนะความช่ัว ทาดีได้ดีทาชั่วได้ชั่ว ความยุติธรรมทาให้โลกสันติสุข คนเราพ้นความตายไปไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้นแนวคิดเป็นสารท่ีผู้เขียนต้องการส่งให้ผู้อ่ืนทราบ เช่น ความดี ความยุตธิ รรม ความรัก เปน็ ต้น บรบิ ท บรบิ ทเปน็ คาทีแ่ วดล้อมข้อความท่ีอ่าน ผ้อู ่านจะใชค้ วามรสู้ กึ และประสบการณ์มากาหนดความหมาย หรือความเข้าใจ โดยนาคาแวดล้อมมาช่วยประกอบความรู้และประสบการณ์ เพ่ือทา ความเข้าใจหรือ ความหมายของคา พลังของภาษา ภาษาเป็นเคร่ืองมือในการดารงชวี ิตของมนุษย์ มนษุ ย์จึงสามารถเรียนรู้ภาษาเพื่อการดารงชีวติ เป็น เคร่ืองมือของการส่ือสารและสามารถพัฒนาภาษาของตนได้ ภาษาช่วยให้คนรู้จักคิดและแสดงออกของ ความคิดด้วยการพูด การเขียน และการกระทาซึ่งเป็นผลจากการคิด ถ้าไม่มีภาษา คนจะคิดไม่ได้ ถ้าคนมี ภาษาน้อย มคี าศัพทน์ อ้ ย ความคดิ ของคนก็จะแคบไม่กวา้ งไกล คนทีใ่ ชภ้ าษาได้ดีจะมีความคดิ ดีด้วย คนจะ ใช้ความคิดและแสดงออกทางความคิดเป็นภาษา ซ่ึงส่งผลไปสู่ การกระทา ผลของการกระทาส่งผลไปสู่ ความคิด ซ่ึงเป็นพลังของภาษา ภาษาจึงมีบทบาทสาคัญต่อมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์พัฒนาความคิด ช่วยดารง สังคมให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข มีไมตรีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยการใช้ภาษาติดต่อส่ือสารกัน ช่วยให้คนปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ของสังคม ภาษาช่วยให้มนุษย์เกิดการพัฒนา ใช้ภาษาในการแลกเปล่ียน ความคิดเห็น การอภปิ รายโต้แยง้ เพอื่ นาไปสผู่ ลสรปุ มนษุ ยใ์ ช้ภาษาในการเรียนรู้ จดบนั ทึกความรู้ แสวงหา ความรู้ และชว่ ยจรรโลงใจ ด้วยการอ่านบทกลอน ร้องเพลง ภาษายังมพี ลังในตวั ของมันเอง เพราะภาพย่อม ประกอบดว้ ยเสยี งและความหมาย การใชภ้ าษาใชถ้ ้อยคาทาให้เกิดความร้สู กึ ต่อผรู้ ับสาร ใหเ้ กิดความจงเกลียด จงชงั หรือเกิด ความชื่นชอบ ความรกั ย่อมเกิดจากภาษาท้งั สิน้ ทนี่ าไปสูผ่ ลสรปุ ทม่ี ีประสิทธภิ าพ หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรยี นนรูภ้ าษาไทย โรงเรยี นอนบุ าลกระสัง สพป.บรุ รี ัมย์ เขต ๒

๑๗๐ ภาษาถนิ่ ภาษาถ่ินเป็นภาษาพื้นเมืองหรอื ภาษาท่ีใชใ้ นท้องถ่ินซ่ึงเป็นภาษาดั้งเดิมของชาวพ้ืนบา้ นท่ใี ช้พูดจากัน ในหมู่เหล่าของตน บางคร้ังจะใช้คาที่มีความหมายต่างกันไปเฉพาะถิ่น บางครั้งคาที่ใช้พูดจากันเป็นคาเดียว ความหมายต่างกันแล้วยังใช้สาเนียงท่ีต่างกนั จึงมีคากล่าวท่ีวา่ “สาเนยี งบอกภาษา” สาเนียงจะบอกว่าเป็น ภาษาอะไร และผู้พูดเป็นคนถิ่นใด อย่างไรก็ตามภาษาถิ่นในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาษาถ่ินเหนือ ถิ่น อีสาน ถน่ิ ใต้ สามารถสื่อสารเขา้ ใจกนั ได้ เพียงแต่สาเนียงแตกต่างกนั ไปเทา่ นั้น ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยมาตรฐานหรือบางทีเรียกว่า ภาษาไทยกลางหรอื ภาษาราชการ เป็นภาษาทใี่ ช้ สื่อสารกัน ทั่วประเทศและเป็นภาษาท่ีใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ภาษาราชการ ในการติดต่อส่ือสาร สร้างความเป็นชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาท่ีใช้กันในเมืองหลวง ที่ใช้ติดต่อกันท้ังประเทศ มีคา และสาเนียงภาษาที่เป็นมาตรฐาน ต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคาได้ตามมาตรฐานของภาษาไทย ภาษากลางหรือ ภาษาไทยมาตรฐานมีความสาคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่น วรรณคดีมีการถ่ายทอดกันมาเป็นวรรณคดี ประจาชาติจะใช้ภาษาที่เป็นภาษาไทยมาตรฐานในการสร้างสรรค์งานประพันธ์ ทาให้วรรณคดีเป็นเคร่ืองมือ ในการศกึ ษาภาษาไทยมาตรฐานได้ ภาษาพดู กับภาษาเขียน ภาษาพูดเป็นภาษาที่ใช้พูดจากัน ไม่เป็นแบบแผนภาษา ไม่พิถีพิถันในการใช้แต่ใช้ส่ือสารกันได้ดี สร้างความรู้สึกท่ีเป็นกันเอง ใช้ในหมู่เพ่ือนฝูง ในครอบครัว และติดต่อสื่อสารกันอย่างไม่เป็นทางการ การใช้ภาษาพดู จะใชภ้ าษาที่เป็นกันเองและสภุ าพ ขณะเดยี วกนั กค็ านึงวา่ พูดกับบคุ คลท่มี ีฐานะตา่ งกัน การใช้ ถ้อยคาก็ต่างกันไปดว้ ยไมค่ านึงถึงหลักภาษาหรือระเบยี บแบบแผนการใช้ภาษามากนัก ส่วนภาษาเขียนเป็นภาษาท่ีใช้เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคา และคานึงถึงหลักภาษา เพ่ือใช้ใน การสื่อสารให้ถูกต้องและใช้ในการเขียนมากกว่าพูด ต้องใช้ถ้อยคาท่ีสุภาพ เขียนให้เป็นประโยค เลือกใช้ ถอ้ ยคาท่เี หมาะสมกบั สถานการณ์ในการส่ือสาร เป็นภาษาทใี่ ชใ้ นพธิ ีการตา่ งๆ เช่น การกลา่ วรายงาน กล่าว ปราศรัย กล่าวสดุดี การประชุมอภิปราย การปาฐกถา จะระมัดระวังการใช้คาท่ีไม่ จาเป็นหรือ คาฟุ่มเฟือย หรือการเลน่ คาจนกลายเป็นการพดู หรือเขยี นเล่นๆ ภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ ภูมิปัญญาท้องถ่ิน (Local Wisdom) บางครั้งเรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของคนในทอ้ งถิ่นที่มคี วามสัมพนั ธร์ ะหว่างคนกับคน คนกบั ธรรมชาติ เพอ่ื ความอยูร่ อด แต่คน ในท้องถ่ินจะสร้างความรู้จากประสบการณ์และจากการปฏิบัติ เป็นความรู้ ความคิด ที่นามาใช้ในท้องถ่ิน ของตนเพื่อการดารงชีวิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติ ผู้รู้จึงกลายเป็น ปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ เกยี่ วกบั ภาษา ยารักษาโรคและการดาเนนิ ชีวติ ในหมู่บา้ นอยา่ งสงบสขุ ภมู ปิ ัญญาทางภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษาเป็นความรทู้ างภาษา วรรณกรรมทอ้ งถ่นิ บทเพลง สภุ าษิต คาพังเพยในแต่ละ ท้องถ่ิน ท่ีได้ใช้ภาษาในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ เพ่ือใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางสังคมที่ต่างกัน โดยนา ภูมปิ ญั ญาทางภาษาในการสง่ั สอนอบรมพิธีการต่างๆ การบันเทงิ หรือการละเลน่ มีการแตง่ เป็นคาประพนั ธ์ใน รูปแบบต่างๆ ทั้งนิทาน นิทานปรัมปรา ตานาน บทเพลง บทร้องเล่น บทเห่กล่อม บทสวดตา่ งๆ บททา ขวญั เพอ่ื ประโยชนท์ างสงั คมและเป็นสว่ นหนึง่ ของวฒั นธรรมประจาถ่นิ หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรยี นนรู้ภาษาไทย โรงเรียนอนบุ าลกระสัง สพป.บรุ รี มั ย์ เขต ๒

๑๗๑ ระดับภาษา ภาษาเป็นวัฒนธรรมท่ีคนในสังคมจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องกับสถานการณ์และโอกาสท่ีใช้ภาษา บุคคลและประชุมชน การใช้ภาษาจึงแบ่งออกเป็นระดับของการใช้ภาษาได้หลายรูปแบบ ตาราแต่ละเล่มจะ แบ่งระดบั ภาษาแตกต่างกันตามลักษณะของสัมพันธภาพของบุคคลและสถานการณ์ การแบง่ ระดบั ภาษาประมวลได้ดังน้ี 1. การแบง่ ระดบั ภาษาที่เปน็ ทางการและไม่เป็นทางการ 1.1 ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาท่ีเป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการประชุม ในการกล่าว สุนทรพจน์ เปน็ ตน้ 1.2 ภาษาท่ีไม่เป็นทางการหรือภาษาท่ีไม่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการสนทนา การใช้ภาษาในการเขยี นจดหมายถงึ ผ้คู นุ้ เคย การใชภ้ าษาในการเล่าเรอ่ื งหรอื ประสบการณ์ เป็นตน้ 2. การแบ่งระดับภาษาที่เป็นพิธีการกับระดับภาษาท่ีไม่เป็นพิธีการ การแบ่งภาษาแบบน้ีเป็น การแบ่งภาษาตามความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคลเปน็ ระดบั ดังน้ี 2.1 ภาษาระดับพิธกี าร เป็นภาษาแบบแผน 2.2 ภาษาระดับกึ่งพธิ กี าร เปน็ ภาษากึง่ แบบแผน 2.3 ภาษาระดับทีไ่ ม่เปน็ พิธกี าร เป็นภาษาไมเ่ ปน็ แบบแผน 3. การแบ่งระดบั ภาษาตามสภาพแวดลอ้ ม โดยแบง่ ระดบั ภาษาในระดบั ย่อยเป็น 5 ระดบั คือ 3.1 ภาษาระดบั พธิ ีการ เช่น การกล่าวปราศรยั การกล่าวเปิดงาน 3.2 ภาษาระดับทางการ เชน่ การรายงาน การอภิปราย 3.3 ภาษาระดบั ก่งึ ทางการ เช่น การประชมุ อภปิ ราย การปาฐกถา 3.4 ภาษาระดับการสนทนา เชน่ การสนทนากับบคุ คลอย่างเปน็ ทางการ 3.5 ภาษาระดับกนั เอง เช่น การสนทนาพูดคุยในหม่เู พ่ือนฝงู ในครอบครัว วจิ ารณญาณ วิจารณญาณ หมายถึง การใช้ความรู้ ความคิด ทาความเข้าใจเรื่องใดเร่ืองหน่ึงอย่างมีเหตุผล การมีวิจารณญาณต้องอาศัยประสบการณ์ในการพิจารณาตัดสินสารด้วยความรอบคอบ และอย่างชาญฉลาดเป็น เหตเุ ปน็ ผล หลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรยี นนรู้ภาษาไทย โรงเรยี นอนุบาลกระสัง สพป.บรุ ีรัมย์ เขต ๒

๑๗๒ คาสั่งโรงเรยี นอนบุ าลกระสงั ท่ี ๑๕ / ๒๕๖๕ เรอ่ื ง แตง่ ตง้ั คณะกรรมการปรับปรุงหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนอนบุ าลกระสัง พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ............................................................................................................................. ................................................. ........ ตามที่โรงเรียนอนุบาลกระสังได้ประกาศใช้หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรยี นอนุบาลกระสัง ตามหลักสูตร สถานศกึ ษา พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ (ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) สู่การปฏิบตั ิในโรงเรียนและห้องเรียนนั้น โรงเรียนได้ ดาเนินการประเมินการใช้หลักสูตร ซ่ึงผลจากการประเมินทางโรงเรียนเห็นควรให้มีการปรับปรุงหลักสูตร เพื่อให้ตรงกบั การจัดการเรยี นรูข้ องผู้เรยี นในศตวรรษท่ี ๒๑ สอดรบั หลักสตู รทวศิ ึกษา และบริบทของทอ้ งถ่ิน เพื่อให้การบริหารหลักสูตรและงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลกระสัง เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ หมวด ๔ มาตรา ๒๗ ที่กาหนดให้สถานศึกษาข้ันพื้นฐาน มีหน้าที่จัดกรอบสาระการเรียนรู้ของหลักสูตร เพื่อความเป็น พลเมืองดีของชาติ การดารงชีวิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนการศึกษาต่อ จึงขอแต่งต้ังคณะกรรมการ ปรับปรุงหลกั สตู รสถานศึกษา ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕ ดงั ต่อไปนี้ ๑. นายสมชาย ไกรศทุ ธิกานต์ ผ้อู านวยการโรงเรียน ประธานกรรมการ ๒. นายอภชิ าติ เรืองจนิ ดาวลัย ๓. นายสัญญา อนันต์ ประธานกรรมการสถานศึกษาชั้นพื้นฐาน ท่ีปรกึ ษา ๔. นางรมั ภา ศรวี รานันท์ ๕. นายอภสิ ิทธ์ิ นะรัยรมั ย์ รองผูอ้ านวยการโรงเรียน รองประธานกรรมการ ๖. นางวลิ าวัณย์ สมหมาย ผูช้ ว่ ยผู้อานวยการโรงเรียน กรรมการ ๗. นายสนธยา สมหมาย ๘. นางสาวจาเนียร เจริญรัมย์ หน.กลุ่มสาระการเรยี นร้สู งั คมศึกษา ฯ กรรมการ ๙. นายทองหล่อ นามวชิ ัย หน.กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กรรมการ หน.กลมุ่ สาระการเรยี นรู้การงานอาชพี ฯ กรรมการ หน.กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาตา่ งประเทศ กรรมการ หน.กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ขุ ศึกษาและพลศึกษา หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรยี นนรู้ภาษาไทย โรงเรียนอนุบาลกระสงั สพป.บุรรี มั ย์ เขต ๒

๑๗๓ กรรมการ ๑๐. นางสุภารตั น์ ทองเกลยี้ ง หน.กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย กรรมการ ๑๑. นางกฤษณาพร คาผาย ๑๒. นางสาวอมั พร ศรจี นั ทร์ หน.กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ กรรมการ ๑๓. นางสาวฉวีวรรณ ทานผดงุ ๑๔. นายสุรพจน์ บญุ ครอง หน.กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กรรมการ ๑๕. นางสาลนิ ี กุลวงษ์ หน.การศึกษาปฐมวยั กรรมการ หน.งานกิจกรรมพฒั นาผ้เู รียน กรรมการ หน.กลุ่มงานบรหิ ารวิชาการกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการดาเนินการ มีหนา้ ทแ่ี ละดาเนนิ การจัดการตามขั้นตอนท่กี าหนด ดังน้ี ๑. วางแผนดาเนนิ งานวิชาการ กาหนดสาระรายละเอียดของหลกั สตู รระดบั สถานศกึ ษา และ แนวการจดั สดั สว่ นสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผ้เู รียนของสถานศกึ ษาใหส้ อดคล้องกบั หลักสตู ร แกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช ๒๕๖๐) สภาพเศรษฐกิจ สงั คม ศิลปวัฒนธรรม ภูมปิ ญั ญาท้องถ่ิน ๒. จดั ทาคมู่ ือบรหิ ารหลักสตู รและงานวชิ าการของสถานศกึ ษา นเิ ทศ กากับ ติดตาม ให้ คาปรกึ ษาเก่ยี วกับการพฒั นาหลักสตู รการจัดกระบวนการเรียนรู้ การวดั และประเมินผลและการแนะแนว ให้ สอดคล้องและเปน็ ไปตามมาตรฐานหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ๓. สง่ เสริมและสนบั สนุนการพฒั นาบุคลากรเกย่ี วกับการพัฒนาหลกั สตู ร การจัดกระบวนการ เรียนรู้การวัดผลและประเมนิ ผลและการแนะแนวให้เปน็ ไปตามจุดหมายและแนวทางการดาเนนิ การของ หลกั สูตร ๔. ประสานความร่วมมือจากบุคคล หนว่ ยงาน องคก์ รต่างๆ ชุมชน เพ่ือให้การใช้หลักสตู ร เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ ๕. ประชาสมั พันธ์หลกั สตู รและการใชห้ ลกั สตู รให้แกน่ ักเรียน ผปู้ กครอง ชมุ ชน และผู้ท่ี เกี่ยวข้องและนาขอ้ มูลป้อนกลับจากฝ่ายต่างๆ มาพิจารณา เพือ่ การปรบั ปรุงและพัฒนาหลกั สูตรสถานศึกษา ๖. สง่ เสรมิ และสนับสนุนการวิจัยเก่ียวกบั การพฒั นาหลกั สูตรและกระบวนการเรยี นรู้ ๗. ตดิ ตามผลการเรียนของนักเรียนรายบคุ คล ระดบั ชั้น และระดบั กล่มุ วชิ าการในแต่ละปี การศกึ ษา เพ่ือปรบั ปรุงแก้ไขและพฒั นาการดาเนนิ งาน ดา้ นต่างๆ ของสถานศึกษา ๘. ตรวจสอบ ทบทวน ประเมนิ มาตรฐานในการปฏิบัตงิ านของครแู ละการบรหิ ารหลักสตู ร ระดับสถานศึกษาในรอบปีทีผ่ ่านมาแลว้ ใชผ้ ลการประเมนิ เพ่อื วางแผนพฒั นาการปฏิบตั งิ านของครแู ละการ บรหิ ารหลักสตู รปีการศึกษาต่อไป ๙. รายงานผลการปฏิบัติงานและผลการบริหารหลักสตู รของสถานศกึ ษา โดยเน้นผลการ พฒั นาคุณภาพนกั เรียนตอ่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน คณะกรรมการบรหิ ารหลกั สูตรระดบั เหนอื สถานศึกษา สาธารณชนและผทู้ เ่ี กยี่ วขอ้ ง หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนนรู้ภาษาไทย โรงเรียนอนบุ าลกระสงั สพป.บุรรี ัมย์ เขต ๒

๑๗๔ ๑๐. ใหด้ าเนินการประชุมคณะกรรมการอย่างนอ้ ยภาคเรยี นละ ๒ ครง้ั ท้งั นีใ้ ห้คณะกรรมการทไ่ี ด้รบั การแต่งต้งั ปฏิบตั หิ นา้ ที่ ด้วยความตง้ั ใจ เอาใจใส่เพ่ือให้เกิดผลดีตอ่ ทาง ราชการต่อไป สั่ง ณ วนั ท่ี ๑๙ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ (นายสมชาย ไกรศุทธกิ านต์) ผู้อานวยการโรงเรยี นอนบุ าลกระสัง หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรียนนรูภ้ าษาไทย โรงเรียนอนุบาลกระสัง สพป.บุรรี มั ย์ เขต ๒


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook