เอกสารประกอบการสอน (ภาคปฏิบตั กิ าร) พฤกษศาสตร์ ดร.สไว มัฐผา Ph.D. (Biological Sciences) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุดรธานี 2561
ก คำนำ เอกสารประกอบการสอน รายวิชา พฤกษศาสตร์ รหัส BI02201 นี้ จัดทาขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการ สอนนักศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี ผ้เู รียบเรียงได้จัดทาคาอธิบายไว้ในหลักสูตร แบ่งเป็น 13 บท ม่งุ เนน้ ให้ผเู้ รยี นมคี วามรูค้ วามเข้าใจพฤกษศาสตรเ์ กยี่ วกบั ปฏิบัติการดา้ นพฤกษศาสตร์มากขึ้นควบคู่กับ การเรียนเนื้อหาแบบบรรยาย ได้แก่ เซลล์และเน้ือเย่ือพืช ลักษณะสัณฐานวิทยา อนุกรมวิธานพืชและ ซีสเทมาตกิ ส์ และววิ ัฒนาการของพชื ตง้ั แตก่ ลมุ่ ไม่มเี น้ือเยื่อลาเลียงจนถึงพชื ดอก การเรียนวชิ าพฤกษศาสตร์เพอ่ื ความเขา้ ใจในเนือ้ หามากขน้ึ ต้องอาศยั การเรียนควบคู่กันกับปฏิบัติการ ไปเพื่ออธิบายและหาคาตอบของความสันพันธ์ของพืชแต่ละกลุ่ม เช่น ด้านสัณฐานวิทยา ได้แก่ ใบ ดอก ผล เมล็ด ดา้ นกายวิภาคศาสตร์ วงจรชีวติ และวิวัฒนาการ เพื่อใหท้ ราบวา่ พชื แต่ละกลมุ่ มคี วามเหมือนหรือแตกต่าง กันอย่างไร การศึกษาพฤกษศาสตร์วิชานี้ผู้เขียนเน้นให้ผู้เรียนศึกษาหลากหลายศาสตร์เพื่ออธิบายและหา คาตอบด้านพฤกษศาสตร์ ดังนั้นเพ่ือให้มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับนักพฤกษศาสตร์ที่นาข้อมูลด้านศาสตร์ แขนงต่างๆมาจัดจาแนกเป็นหมวดหมู่ตามหน่วยอนุกรมวิธานเพ่ือให้ถูกต้องตามสายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ การศึกษาวชิ าพฤกษศาสตร์นี้จึงต้องรวบรวมความหลากหลายของพืชตั้งแต่กลุ่มไม่มีเน้ือเยื่อลาเลียงจนถึงพืช ดอกตามการจัดจาแนกสมยั ใหม่ ดร.สไว มฐั ผำ 10 สงิ หำคม 2560
ข
ค หนำ้ ก สำรบญั ค จ คำนำ ฌ สำรบญั 1 สำรบญั ภำพ 11 สำรบัญตำรำง 17 บทปฏบิ ัติกำรท่ี 1 เซลล์และเน้อื เยอื่ พชื (Plant cells and Plant tissues) 23 บทปฏบิ ัตกิ ำรท่ี 2 ลกั ษณะวิสยั (Habits) ราก (Root) และลาตน้ (Stem) 37 บทปฏบิ ตั กิ ำรที่ 3 ใบและส่วนประกอบของใบ (Leaves and Leaf parts) 49 บทปฏิบตั ิกำรท่ี 4 โครงสร้างดอกและชอ่ ดอก (Floral structure and Inflorescence) 55 บทปฏบิ ตั ิกำรที่ 5 ผล (Fruit) และเมลด็ (Seed) 63 บทปฏบิ ัตกิ ำรที่ 6 การจดั จาแนกพชื (Plant Classification) 79 บทปฏิบัติกำรท่ี 7 การระบพุ ชื (Plant Identification) บทปฏิบัตกิ ำรท่ี 8 พืชไม่มีทอ่ ลาเลียง (Non-Vascular Plants) 87 บทปฏบิ ตั กิ ำรท่ี 9 สัณฐานวทิ ยาของสนหางม้า บทปฏบิ ัตกิ ำรท่ี 10 ดวิ ชิ นั ไลโคโพดโิ อไฟตา หรอื ไลโคไฟตา (Division Lycopodiophyta 101 113 or Lycophyta) 127 บทปฏิบตั ิกำรที่ 11 ดวิ ชิ นั เทอโรไฟตา (Division Pterophyta) 137 บทปฏิบตั ิกำรท่ี 12 สัณฐานวิทยาของพืชเมล็ดเปลอื ย บทปฏบิ ัติกำรท่ี 13 ดิวชิ ันแอนโทไฟตา (Anthophyta) บรรณำนกุ รม
ง
จ หนำ้ สำรบญั ภำพ 1 3 ภำพท่ี 1.1 เนอ้ื เยอ่ื พืช 18 ภำพที่ 1.2 เปรียบเทียบเน้อื เยอื่ พืชระหว่างพชื ใบเลีย้ งค่แู ละใบเลี้ยงเดีย่ ว 23 ภำพที่ 3.1 โครงสร้างใบและส่วนประกอบของใบ 24 ภำพท่ี 4.1 โครงสรา้ งดอก 25 ภำพท่ี 4.2 สมมาตรดอก 27 ภำพที่ 4.3 วงกลบี เลี้ยงและวงกลบี ดอกทเี่ ช่อื มกันและแยกกัน 28 ภำพที่ 4.4 วิวฒั นาการของรงั ไข่ 29 ภำพที่ 4.5 พลาเซนตาของพืชชนิดต่างๆ 39 ภำพที่ 4.6 ประเภทช่อดอกชนดิ ตา่ งๆ 40 ภำพที่ 5.1 ผลประเภทผลเด่ียวชนดิ ตา่ งๆ 41 ภำพที่ 5.2 ผลประเภทผลกลุม่ และผลรวม 42 ภำพท่ี 5.3 สว่ นประกอบของเมลด็ 51 ภำพท่ี 5.4 การงอกของเมล็ด 63 ภำพที่ 6.1 การกระจายซอ้ นทบั กนั 64 ภำพที่ 8.1 สัณฐานวิทยาของมอส 65 ภำพท่ี 8.2 วงจรชีวติ ของมอส 67 ภำพท่ี 8.3 ภาพตัดขวางของฟิลลอยด์มอส 68 ภำพที่ 8.4 สัณฐานวทิ ยาของลิเวอรเ์ วริ ต์ 70 ภำพท่ี 8.5 โครงสร้างสปอโรไฟต์ของ Marchantia ภำพท่ี 8.6 วงจรชวี ติ ของ Marchantia
ฉ 70 สำรบญั ภำพ (ต่อ) 79 80 ภำพที่ 8.7 สณั ฐานวทิ ยาของฮอร์นเวริ ต์ 87 ภำพที่ 9.1 สนหางม้า 88 ภำพที่ 9.2 สตรอบลิ ัสของสนหางมา้ 88 ภำพที่ 10.1 ไลโคโพเดยี ม 89 ภำพท่ี 10.2 วงจรชีวิตของไลโคโพเดียม 90 ภำพที่ 10.3 กายวิภาครากของไลโคโพเดียม 90 ภำพที่ 10.4 กายวิภาคลาต้นของไลโคโพเดียม 91 ภำพท่ี 10.5 ตีนตกุ๊ แก 92 ภำพท่ี 10.6 สตรอบิลัสของตนี ต๊กุ แก 92 ภำพท่ี 10.7 วงจรชวี ิตของตนี ต๊กุ แก 101 ภำพที่ 10.8 ภาพตดั ขวางของรากตีนตุก๊ แก 101 ภำพที่ 10.9 ภาพตดั ขวางของลาต้นตีนตกุ๊ แก 102 ภำพที่ 11.1 การพัฒนาของเฟริ น์ กลมุ่ ยูสปอแรงเจยี ม 103 ภำพที่ 11.2 การพัฒนาของเฟิรน์ กลมุ่ เลปโตสปอแรงเจยี ม 104 ภำพที่ 11.3 โครงสร้างเฟริ ์น 113 ภำพท่ี 11.4 วงจรชีวติ ของเฟริ น์ 114 ภำพท่ี 11.5 สปอโรคาร์ป (sporocarp) ของผักแว่น 114 ภำพที่ 12.1 โคนปรง 115 ภำพท่ี 12.2 การพฒั นาของแกมโี ตไฟต์เพศเมยี ภำพที่ 12.3 สรปุ วงจรชีวติ ของปรง ภำพที่ 12.4 วงจรชวี ติ ของแปะ๊ ก๊วย
ช 116 สำรบัญภำพ (ต่อ) 117 128 ภำพที่ 12.5 วงจรชีวิตของสน 129 ภำพท่ี 12.6 มะเม่อื ย (Gnetum sp.) 130 ภำพที่ 13.1 โครงสร้างดอก 131 ภำพท่ี 13.2 ชนดิ ของออวลุ 132 ภำพที่ 13.3 วงจรชีวิตของพชื ดอก ภำพที่ 13.4 ภาพตดั ขวางของอบั ละอองเรณู ภำพที่ 13.5 การสร้างไข่ (egg) ของเซลล์สบื พนั ธุเ์ พศเมีย
ซ
ฌ หน้ำ 3 สำรบัญตำรำง 127 ตำรำงท่ี 1.1 การเปรยี บเทียบความแตกตา่ งระหว่างพืชใบเลีย้ งเด่ียวและใบเล้ียงคู่ ตำรำงที่ 13.1 ความแตกต่างระหวา่ งพืชใบเลยี้ งเดีย่ วและใบเล้ียงคู่
บทปฏิบัติการท่ี 1 เซลล์และเนื้อเยือ่ พืช (Plant cells and Plant tissues) หลกั การ เนอ้ื เย่ือพชื ประกอบด้วย 1. เนื้อเย่ือผวิ (dermal tissue) เปน็ เนอื้ เยอ่ื ช้ันนอกสุด ประกอบดว้ ยเซลล์เอพิเดอรม์ สิ (epidermal cell) มกั มชี ัน้ เดยี ว เอพเิ ดอรม์ สิ บางเซลล์มกี ารเปลีย่ นแปลงไปทาหน้าท่ีพิเศษ เช่น ขนราก (root hair) เซลลข์ น (trichome) และปากใบ (stoma) ซึ่งประกอบดว้ ยเซลลค์ ุม (guard cell) เซลลค์ ุมมีรูปร่างและ ขนาดแตกต่างจากเซลล์เอพิเดอร์มิสอื่นๆ เรียกว่า subsidiary cell หรือ accessory cell ล้อมรอบเซลล์คุม ท่ีประกบกนั เปน็ ปากใบ ทาใหม้ ีรปู ร่างแตกต่างกันออกไป จงึ สามารถจดั จาแนกชนดิ ของปากใบตามการจัดเรียง ตัวของ subsidiary cell ได้แก่ anomocytic ปากใบแบบน้ีไม่มี subsidiary cell ปากใบแบบ anisocytic มี subsidiary cell 3 เซลล์ ขนาดต่างกัน ปากใบแบบ paracytic มี subsidiary cell 2 เซลล์ขนานกับเซลล์คุม ปากใบแบบ diacytic มี subsidiary cell 2 เซลล์ ต้ังฉากกับเซลล์คุม ปากใบแบบ actinocytic มี subsidiary cell หลายเซลล์ล้อมรอบเซลล์คุม เรียงเป็นแฉกแนวรัศมี ปากใบแบบ tetracytic มี subsidiary cell 4 เซลล์ เซลล์ขนาดเล็ก 2 เซลล์ อยูด่ า้ นหวั ทา้ ยของเซลล์คุม อีก 2 subsidiary cell มขี นาดใหญ่ประกอบแนวขนานกับ เซลลค์ มุ ปากใบแบบ cyclocytic มี subsidiary cell มากกวา่ 4 เซลลเ์ รียงตวั ลอ้ มลอบเซลล์คมุ ภาพที่ 1.1 เน้ือเยอื่ พืช (ท่ีมา: Campbell & Reece, 2009: 742)
~2~ 2. เนือ้ เย่อื พื้น (ground tissue) ประกอบดว้ ย 2.1 เนอ้ื เย่อื พาเรงคิมา (parenchyma) เป็นเนื้อเย่ือท่พี บไดเ้ กือบทกุ สว่ นของพชื (ภาพท่ี 1.1) ประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่างหลายแบบ ได้แก่ ค่อนข้างกลม รี หรือรูปทรงกระบอก เซลล์มีผนัง บาง มักมีช่องว่างระหว่างเซลล์ (intercellular space) ภายในเซลล์มีแวคิวโอลขนาดใหญ่ บางเซลล์มีคลอโรพ ลาสตอ์ ยู่ภายในเซลล์ เรียกเซลล์พาเรงคิมา แบบน้ีว่า คลอเรงคิมา (chlorenchyma) ผนังเซลล์ประกอบด้วย เซลลูโลส (cellulose) เปน็ สว่ นใหญ่ อาจมี เฮมิเซลลโู ลส (hemicellulose) และ เพกตนิ (pectin) 2.2 เน้ือเยอ่ื คอลเลงคมิ า (collenchyma) เน้ือเยอ่ื ที่มีเซลล์คอลเลงคิมามีรปู รา่ ง คล้ายคลึงกับพาเรงคิมา แต่ผนังเซลล์จะมีความหนาไม่เท่ากัน โดยส่วนที่หนามักจะอยู่ตามมุมเซลล์ ซ่ึงมีผนัง เซลล์ประกอบด้วยเซลลโู ลส เฮมิเซลลูโลส และเพกตนิ มักพบเนอ้ื เยือ่ ชนดิ นีอ้ ยูใ่ นสว่ น คอรเ์ ทกซ์ (cortex) 2.3 เนอ้ื เยือ่ สเคอเรงคมิ า (sclerenchyma) เนือ้ เยอื่ ชนดิ นีเ้ ป็นเนือ่ เยื่อถาวรเชงิ เดีย่ ว โดยท่ัวไปเจริญมาจากเนอ้ื เย่ือพน้ื (ground meristem) ถา้ แทรกอยูใ่ นกลุ่มท่อลาเลียงจะเจริญมาจากโปรแคม เบียม (procambium) เน้ือเย่ือนี้ประกอบด้วยเซลล์ที่มีผนังเซลล์หนามาก เน่ืองจากมีผนังเซลล์ข้ันที่สอง (secondary wall) พอกทบั ช้นั แรกอกี ช้นั มสี ารพวกเซลลูโลสและลิกนินพอกไว้ เม่ือเจริญเต็มท่ีเป็นเซลล์ไม่มี ชีวิตและนิวเคลียสสลายไป มหี น้าท่หี ลักช่วยใหเ้ กดิ ความแข็งแรง เน้ือเย่ือสเคอเรงคิมา แบ่งตามลักษณะรูปร่าง ออกเป็น 2 ชนิด คือ 1) ไฟเบอร์ (fiber) มีรูปร่างยาว ปลายเสี้ยมแหลม ไม่แตกแขนง ผนังเซลล์หนามาก ส่วนมากเป็นเซลล์ที่ตาย 2) สโตนเซลล์ (stone cell) มีรูปร่างกลมหรือรี สั้นกว่าไฟเบอร์ มักพบใน กะลามะพร้าว และ เปลือกถว่ั ลิสง เปน็ ตน้ 3. เน้ือเย่ือลาเลียง (vascular tissue) เปน็ เนอ้ื เย่ือทท่ี าหนา้ ทขี่ นสง่ น้า เกลอื แร่ ไปยัง สว่ นต่างๆ ของพชื ประกอบดว้ ยเนอ้ื เยอื่ 2 ชนดิ คอื ไซเล็ม (xylem) และโฟลเอม็ (phloem) 3.3.1 ไซเล็ม (xylem) ทาหน้าที่ลาเลียงน้าและเกลือแร่จากรากไปยังส่วนต่างๆของพืช ประกอบไปด้วยกลุ่มเซลล์ 4 ประเภท คือ 1) เทรคดี (tracheid) 2) เวสเซล (vessel) 3) ไซเล็มพาเรงคิมา (xylem parenchyma) 4) ไซเลม็ ไฟเบอร์ (xylem fiber) 3.3.2 โฟลเอม็ เป็นทอ่ ลาเลยี งอาหาร ซ่งึ ประกอบไปด้วยเซลล์ 4 ประเภท คอื 1) ซพี ทิวบ์เมมเบอร์ (sieve tube member) 2) คอมพาเนียนเซลล์ (companion cell) 3) โฟลเอ็มพาเรงคมิ า (phloem parenchyma) 4) โฟลเอ็มไฟเบอร์ (phloem fiber) พืชใบเล้ียงเด่ียวมมี ดั ท่อลาเลยี งแบบกระจดั กระจาย ไม่มีการเจริญออกด้านข้าง หรือไม่มีกิ่งก้านสาขา ออกด้านข้าง ส่วนพืชใบเลี้ยงคู่มีมัดท่อลาเลียงเรียงเป็นระเบียบเม่ือเจริญเติบโตเต็มที่จะเห็นข้อและปล้องใน ส่วนของลาต้นไม่ชัดเจน และมีการเจริญเติบโตออกด้านข้าง มีก่ิงก้านสาขา (ภาพที่ 1.2) นอกจากนั้นยังมี
~3~ โครงสร้างอ่ืนแตกต่างกัน (ตารางท่ี 1.1) ในกลุ่มพืชท่ีมีท่อลาเลียง (tracheophyta) กลุ่มอ่ืนมีลักษณะ กายวภิ าคศาสตร์พชื แตกต่างกันไปโดยเฉพาะเน้ือเยอ่ื ลาเลียง (vascular tissue) ตารางที่ 1.1 การเปรียบเทียบความแตกตา่ งระหว่างพชื ใบเลีย้ งเดย่ี วและพชื ใบเลีย้ งคู่ ลักษณะพืช พชื ใบเล้ยี งเด่ยี ว พืชใบเลย้ี งคู่ คอร์เทกซ์ ไมช่ ดั เจนในลาต้น ชดั เจนในลาต้น มัดท่อลาเลียง ไม่มีวาสคิวลาแคมเบียม วาสคิวลา มีวาสคิวลาแคมเบียม วาสคิวลาบันเดิล เอ็นโดเดอร์มิส เพอรไิ ซเคิล บันเดลิ เรียงกระจดั กระจาย เรยี งเปน็ ระเบยี บ มีบนั เดลิ ชีท แฉกของไซเล็มในราก ชัดเจนในราก ชัดเจนในราก ไมช่ ัดเจนในลาต้น หรอื ไมม่ ี การเกิดการเจริญขนั้ สอง พธิ ในรากชดั เจน ไมช่ ัดเจนในลาต้น ในรากและในลาตน้ ไมช่ ัดเจน มี ไม่มี มหี ลายแฉก มี 1-4 แฉก ไม่เกิด เกดิ ไม่ชัดเจนในลาต้น ขนาดกว้างใน ชดั เจนในลาตน้ ไม่มหี รือขนาดเลก็ ในราก ราก A B ภาพท่ี 1.2 เปรยี บเทียบเน้อื เยือ่ พืชระหว่างลาต้น A. พชื ใบเลีย้ งคู่ B. พชื ใบเลย้ี งเดี่ยว (ที่มา: Campbell & Reece, 2009: 750)
~4~ วัตถปุ ระสงค์ 1. เพ่อื บอกความแตกต่างเนอื้ เยอ่ื ผวิ พชื เนอื้ เยอ่ื พื้นและเน้ือเยอ่ื ลาเลียงพืชได้ 2. เพ่ือบอกรูปร่างและชนิดของเซลล์ ได้แก่ เซลล์พาเรงคิมา (parenchyma cell) เซลล์คอลเลงคิมา (collenchyma cell) และ เซลล์สเคลอเรงคิมา (sclerenchyma cell): เซลล์ ไฟเบอร์ (fiber cell) และเซลล์ สเคลอรีด (sclereid cell) อปุ กรณแ์ ละสารเคมี 1. อวยั วะพชื ใบเล้ยี งเด่ยี วและพชื ใบเลี้ยงคู่ ได้แก่ ใบ ราก ก่งิ และลาตน้ 2. ใบมีดโกน 3. กระจกสไลด์และกระจกปดิ สไลด์ 4. พู่กนั 5. น้ากลั่น 6. จานเพาะเชือ้ 7. สซี าฟรานนิ โอ 10% 8. กล้องจลุ ทรรศน์แบบใช้แสง 9. กระดาษทิชชู ตอนท่ี 1 เนือ้ เย่อื ผิว วิธกี ารศกึ ษา 1. วางใบพืชบนกระจกสไลด์แล้วใช้ใบมีดโกนขูดผิวใบของพืชตัวอย่างด้วยวิธีการที่เรียกว่า peeling method ท่ีต้องการศึกษา ทั้งด้านท้องใบ (lower surface) และหลังใบ (upper surface) ให้บาง ท่สี ดุ 2. นาชิ้นตวั อย่างที่ขดู ผวิ ใบไปแช่สยี ้อมสซี าฟรานิน โอ 10% ประมาณ 4-5 นาที ที่เตรยี มในจานเพาะเชือ้ 3. เตรยี มกระจกสไลด์ทสี่ ะอาด หยดน้าลงบนกระจกสไลด์แล้วนาช้ินตัวอย่างท่ีศึกษาวางบนหยดน้า ปิด ด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมนี า้ ส่วนเกนิ ใหซ้ ับออกด้วยกระดาษทชิ ชู 4. ศึกษาเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิวด้วยกล้องจุลทรรศน์ส่วนประกอบของปากใบ ชนิดของปากใบ ไทรโคม วาดภาพประกอบหรอื ถ่ายรูป ตอนที่ 2 เน้ือเย่ือพืน้ และเน้อื เยอื่ ลาเลยี ง วิธีการศึกษา 1. ตดั ตามขวางของใบพชื ใหผ้ า่ นเส้นกลางใบ (midrib) ใหช้ ้นิ ตัวอย่างบางท่ีสุด 2. นาชนิ้ ตวั อยา่ งท่ีขดู ผวิ ใบไปแช่สยี ้อมสีซาฟรานนิ โอ 10% ประมาณ 4-5 นาที ทเ่ี ตรียมในจานเพาะเช้อื 3. เตรยี มกระจกสไลด์ท่สี ะอาด หยดน้าลงบนกระจกสไลด์แล้วนาชิ้นตัวอย่างท่ีศึกษาวางบนหยดน้า ปิด ด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมนี า้ ส่วนเกนิ ให้ซบั ออกด้วยกระดาษทิชชู 4. ศึกษาส่วนประกอบ รูปร่างของเซลล์ ในเน้ือเยื่อช้ันผิว เนื้อเย่ือพ้ืนและเนื้อเย่ือลาเลียง และวาด ภาพประกอบหรอื ถา่ ยรูป
~5~ 5. ตัดตามขวางและตามยาวของลาต้นและรากพืชนาช้ินตัวอย่างที่ขูดผิวใบไปแช่สีย้อมสีซาฟรานิน โอ 10% ประมาณ 4-5 นาที ที่เตรียมในจานเพาะเชอื้ 5. เตรียมกระจกสไลด์ที่สะอาด หยดน้าลงบนกระจกสไลด์แล้วนาช้ินตัวอย่างที่ศึกษาวางบนหยดน้า ปิด ด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมีน้าส่วนเกินให้ซับออกด้วยกระดาษทิชชูด้วยกล้องจุลทรรศน์ และ วาดภาพประกอบหรอื ถ่ายรูป ผลการศกึ ษา ตอนท่ี 1 และ ตอนท่ี 2 ให้นักศกึ ษาบรรยายลกั ษณะเซลล์และวาดภาพประกอบ ชื่อพชื ……………………………………………………. ลักษณะเซลล์ รปู ภาพประกอบ รูปร่างเซลลใ์ นเนอ้ื เยอื่ ชน้ั ผิว ปากใบ และชนิดของปากใบ ไทรโคม
~6~ เส้นกลางใบ: โครงสร้างเซลล์ และเนื้อเย่ือช้ันผิว เนื้อเย่ือ พ้นื และเน้อื เย่ือลาเลยี ง โครงสร้างเซลล์แนวตัดตาม ขวางและตามยาวของลาตน้ โครงสร้างเซลล์ตัดตามขวาง และตามยาวของราก
~7~ ตอนท่ี 3 ศึกษารูปร่างและชนิดของเซลล์ 1. เซลล์พาเรงคิมา (parenchyma cell) 2. เซลลค์ อลเลงคมิ า (collenchyma cell) 3. เซลลส์ เคลอเรงคมิ า (sclerenchyma cell): fiber cell, sclereid cell วิธีการศกึ ษา 1. ใช้มีดโกนตดั ตามขวาง (x-section) และตามยาว (long-section) ของลาต้นพชื ที่ศึกษา ด้วยใบมีดโกน ใหบ้ างทสี่ ุด 2. หยดนา้ ลงบนกระจกสไลด์แลว้ นาชนิ้ ตัวอย่างที่ตัดวางบนหยดน้า ปิดด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์นาไป ศกึ ษาด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ผลการศึกษา ตอนที่ 3 ใหน้ ักศกึ ษาบรรยายลักษณะเซลลแ์ ละวาดภาพประกอบหรือถา่ ยภาพ ชอ่ื พชื ……………………………………………………. รูปภาพประกอบ ชนดิ ของเซลล์ พาเรงคมิ า (parenchyma) คอลเลงคมิ า (collenchyma)
~8~ สเคลอเรงคมิ า (sclerenchyma) สรปุ ผลการศึกษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………. คาถามทา้ ยบท 1. พชื แต่ละกล่มุ มรี ูปรา่ งและชนดิ แตกต่างกันอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. พืชท่ศี ึกษามีลกั ษณะเด่นของกายวภิ าคศาสตร์อยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. กลุ่มพชื ท่ีไม่มเี นอื้ เยอ่ื ลาเลยี งมีการลาเลียงนา้ และอาหารอยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
~9~ เอกสารอ้างอิง Campbell, N.A. & Reece, J.B. (2009). Biology 9thedition. Campbell: Pearson Benjamin Cummings.
~ 10 ~
~ 11 ~ บทปฏิบัติการท่ี 2 ลักษณะวิสัย (Habits) ราก (Root) และลาต้น (Stem) หลกั การ พืชกลุม่ ไบรโอไฟต์ไม่มรี ากและลาต้นทีแ่ ท้จริง ลกั ษณะพืชเหล่าน้ีสามารถนามาชว่ ยจัดจาแนกพืชจาก พืชกลุ่มท่ีมีท่อลาเลียง ลักษณะวิสัยใช้สาหรับจาแนกความแตกต่างระหว่างสกุลหรือชนิดได้ พืชบางกลุ่มมี ลักษณะวิสัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งสามารถแยกออกจากกันได้ รากพืชเป็นอวัยะท่ีเจริญมาจากลาต้น ทา หน้าท่ีดดู นา้ และอาหารจากดิน และยังช่วยยึดค้าจุนลาต้นพืชไม่ให้โค่นล้มง่าย รากเจริญมากจากแรดิเคิลของ เอ็มบริโอ ส่วนลาต้นเปน็ โครงสรา้ งท่ีเจรญิ ถัดขน้ึ จากราก ลาตน้ ทาหน้าทีช่ กู ิง่ กับใบ และทาหน้าที่ลาเลียงอาหาร ธาตุอาหาร และนา้ ไปยังส่วนตา่ งๆของพชื 1. ลักษณะวิสยั พชื (plant habit) ลกั ษณะวสิ ัยพชื หมายถึง รปู แบบทวั่ ไปของพืชทม่ี ีส่วนประกอบของต้นและกิ่ง โดยท่วั ไปลกั ษณะวิสัย พืชแบง่ ออกเปน็ ไมล้ ม้ ลกุ ไมเ้ ลอื้ ย ไมเ้ ล้ือยมีเนอ้ื ไม้ ไมพ้ มุ่ และไม้ตน้ การจัดจาแนกมีเกณฑด์ ังนี้ 1.1 ไม้ล้มลุก (herbaceous plant) เป็นพืชท่ีมีขนาดเล็ก ไม่มีเนื้อไม้ เมื่อเจริญเติบโตเต็มท่ี มีการ สร้างดอก หรอื โครงสร้างสืบพนั ธ์คุ รัง้ เดยี วแลว้ ตายไป พชื ล้มลุกยังสามารถจาแนกย่อยลงไป ดังนี้ 1.1.1 พืชลม้ ลกุ ปีเดยี ว (annulus) 1.1.2 พืชล้มลกุ สองเดียว (biennial) 1.1.3 พชื ล้มลกุ หลายปี (perennial) 1.2 พืชมีเน้ือไม้ (woody plants) เป็นพืชมีลาต้นแข็ง มีเน้ือไม้เพราะมีเน้ือเย่ือสเคอเรงคิมาและ ไซเล็มทุตยิ ภูมิ สว่ นมากเป็นพืชใบเล้ยี งคู่ พบบา้ งท่เี ป็นพืชใบเลย้ี งเดย่ี ว เช่น พืชพวกปาล์ม (palm) พืชมีเนื้อไม้ ยงั แบง่ ย่อยลงไป ดงั น้ี 1.2.1 ไม้เล้ือย (climber) 1.2.2 ไม้พุ่ม (shrub) 1.2.3 ไมต้ ้น (tree) 1.2.4 ไมร้ อเลือ้ ย (scandent) 2. ถิน่ อาศยั พืช (habitat) เป็นการแบง่ ประเภทของพืชตามสภาพที่พชื ขน้ึ ในธรรมชาติ ได้แก่ 2.1 พชื บก (terrestrial) เปน็ พืชทีข่ ึน้ บนดิน พชื บกบางชนิดมีรากยึดเกาะกบั ต้นไม้ชนิดอ่ืน บางชนิด เป็นปรสติ มรี ากยดึ เกาะและดูดนา้ และแรธ่ าตุกบั พชื ชนิดอืน่ บางชนดิ มรี ากยดึ เกาะบนหิน (saxicolous/lithophytic) นอกจากน้ียงั มีพืชบกทไ่ี ม่สามารถสงั เคราะหแ์ สงได้ อาศัยอาหารจากราบางชนิดท่ี ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ (saprophyte) 2.2 พืชน้า (aquatic) เป็นพชื ที่อาศยั อยู่ในน้า สามารถจัดจาแนกย่อยออกเป็น 2.2.1 พืชใต้นา้ (submerged)
~ 12 ~ 2.2.2 พชื ลอยน้า (floating) 2.2.3 พชื เหนอื นา้ (emergent) 3. ราก (root) หมายถึง อวัยวะของพืชที่อยู่ใต้ระดับผิวดิน ทาหน้าท่ีดูดซึมน้าและธาตุอาหารในดินเข้าไปสู่ ภายในพชื และชว่ ยคา้ จุนหรอื ยดึ ส่วนของพืชทอ่ี ยเู่ หนือดนิ 4. ลาตน้ (stem) เปน็ อวัยะพืชที่ทาหนา้ ทใ่ี นการช่วยเหลืออวัยวะอ่ืน ได้แก่ การชว่ ยยกใบให้สูงข้ึนและอวัยวะ สืบพันธุ์ และช่วยเหลือการลาเลียงน้าและอาหารจากรากไปสู่อวัยะอื่นๆ ผ่านลาต้น ลาต้นประกอบด้วยส่วน สาคัญ 2 สว่ น คือ ขอ้ (node) เปน็ สว่ นของลาต้นท่ีมีตา (bud) ซึ่งจะเจริญไปเป็นกิ่ง ดอก หรือใบ และปล้อง (internode) เป็นส่วนของลาต้นที่อยู่ระหว่างข้อ ลาต้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามตาแหน่งท่ีอยู่ คือ ลาต้น เหนอื ดนิ (aerial stem) และ ลาตน้ ใตด้ นิ (underground stem) 4.1 ลาต้นเหนือดิน เป็นส่วนของลาต้นท่ีอยู่เหนือผิวดิน ได้แก่ ไม้ใหญ่ (tree) ไม้พุ่ม (shrub) และ ไมล้ ม้ ลุก (herb) ในสว่ นของลาต้นเหนือดนิ มีพชื หลายชนดิ มกี ารเปลี่ยนแปลงลาต้นไปเป็นโครงสรา้ งพเิ ศษ 4.1.1 ลาต้นเลือ้ ยทอดขนานตามพน้ื ดนิ (creeping stem) 4.1.2 ลาต้นเลอ้ื ย (climbing stem) เปน็ ลาต้นเลอ้ื ยพันกับหลักหรอื ตน้ ไมช้ นดิ อนื่ ท่ตี ง้ั ตรง จดั จาแนกย่อยลงไปตามลกั ษณะของการพนั ของพืช ดงั นี้ 1) ลาต้นเปน็ เกลียว (twining stem) 2) ลาต้นเป็นมือเกาะ (tendril stem) 3) ลาตน้ เป็นหนาม (spine stem) 4.2 ลาตน้ ใตด้ ิน 4.2.1 ไรโซม (rhizome) 4.2.2 ทเู บอะ (tuber) 4.2.3 บลั บ์ (bulb) 4.2.4 คอรม์ (corm) วัตถุประสงค์ 1. สามารถอธิบายลกั ษณะสัณฐานวทิ ยา ลักษณะวสิ ยั ถ่ินอาศัยของพืช รากและลาต้น ของพืชแต่ละกลุ่ม ได้ 2. บอกลักษณะเด่นทางสณั ฐานวทิ ยาของพชื แต่ละกลุ่มได้ อปุ กรณ์และสารเคมี 1. พชื ทส่ี นใจศึกษา 2. รากพืชใบเลี้ยงคแู่ ละใบเล้ียงเดีย่ ว 3. ลาต้นใตด้ ินพชื ชนิดต่างๆ 4. แว่นขยาย
~ 13 ~ บทปฏิบตั ิการ วิธีการศึกษา 1. ให้นักศกึ ษาศึกษาพืชที่สนใจศกึ ษา ระบลุ กั ษณะวิสัยชนดิ ต่างๆ 2. ระบชุ นดิ ราก ลาต้นใต้ดนิ และหน้าทขี่ องรากท่ีพบในพชื ชนิดตา่ งๆ 1. ไม้ลม้ ลกุ (herb) o ไมล้ ้มลุกปเี ดียว ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…………………… o ไมล้ ม้ ลกุ หลายปี ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…………………… o พชื อิงอาศยั (epiphyte) ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..……… o พืชขนึ้ บนหนิ (lithophyte) ได้แก่ ………………………..………………………..………………………..…… o พชื น้า (aquatic plant) ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..………… o พชื กนิ ซาก (saprophyte) ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…… o พืชปรสติ (parasite) ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…………… o พชื กินแมลง (carnivorus plant) ได้แก่ ………………………..………………………..…………………… 2. ไม้พ่มุ (shrub) 3. ไม้เลื้อย (climber) ไมเ้ ลอ้ื ยมเี น้ือไม้ ได้แก่ ………………………..………………………..………………… 4. ไมร้ อเล้อื ย (scandent) ได้แก่ ………………………..………………………..………………………..………… 5. ไมต้ ้น (tree) ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..……………………….. 6. ราก (root) ให้ระบุชนดิ ของรากพชื ต่อไปน้ี กาฝาก ออ้ ย หญา้ ขน มะม่วง กระชาย หัวไชเท้า โกงกาง ผักตบชวา กลว้ ยไม้ มนั สาปะหลงั ระบบราก o รากแกว้ ได้แก่ ………………………..………………………..………………………..………………………..…… o รากฝอย ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..………………………..…… รากทเี่ ปลีย่ นแปลง o สะสมอาหาร ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…………………………. o สังเคราะห์แสง ได้แก่ ………………………..………………………..………………………..………………………. o ค้าจุน ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…………………………………... o ปรสิต ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..……………………………….. o ทนุ่ ลอยนา้ ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..………………………….... o หายใจ ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…………………………………. 7. ลาตน้ 7.1 ชนดิ ของลาตน้ ใต้ดิน o ไรโซม ได้แก่ ………………………..………………………..………………………..…………………………………..
~ 14 ~ o บัลบ์ ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…………………………………….. o คอรม์ ได้แก่ ………………………..………………………..………………………..…………………………………... o ทเู บอะ ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…………………………………. 7.2 หน้าทข่ี องลาตน้ o เปน็ หนาม ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…………………………….. o ไหล ได้แก่ ………………………..………………………..………………………..……………………………………... o สะสมอาหาร ได้แก่ ………………………..………………………..………………………..………………………… o มือเกาะ ได้แก่ ………………………..………………………..………………………..……………………………….. o สงั เคราะห์แสง ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..……………………… o ทนุ่ ลอยน้า ไดแ้ ก่ ………………………..………………………..………………………..…………………………… สรุปผลการศึกษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. คาถามท้ายบท 1. นักศึกษาคิดว่ารากและลาตน้ ใต้ดินแตกตา่ งกันอย่างไรบ้าง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. จงบอกความแตกต่างระหว่างไม้เลื้อยมีเนื้อไม้กบั ไม้รอเล้อื ย ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
~ 15 ~ เอกสารอ้างอิง Campbell, N.A. & Reece, J.B. (2009). Biology 9thedition. Campbell: Pearson Benjamin Cummings.
~ 16 ~
~ 17 ~ บทปฏบิ ตั ิการที่ 3 ใบและส่วนประกอบของใบ (Leaves and Leaf parts) หลกั การ ใบ (leaf) อวัยวะที่เกิดจากข้อของลาต้นหรือกิ่ง มีลักษณะแผ่แบน ทาหน้าที่สังเคราะห์แสง คายน้า หายใจ หรือทาหน้าที่พิเศษ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ แผ่นใบ (lamina or blade) และก้านใบ (petiole or leaf stalk) ใบพืชบางชนิดไม่มีก้าน (sessile) ถา้ พืชไม่มกี ้านและมฐี านใบล้อมรอบลาต้นหรือก่ิง การติดแบบนี้ เรียกว่า amplexicaul แต่ถ้าฐานใบเช่ือมกับกิ่ง เรียกว่า decurrent ถ้าเชื่อมกันแล้วล้อมรอบกิ่ง เรียกว่า perfoliolate พืชใบเลยี้ งเด่ยี วมักมีก้านใบเทียม (pseudopetiole) ซงึ่ เปน็ เป็นรอยต่อระหว่างแผ่นใบและกาบ ใบ (leaf sheath) ใบพชื ที่มีรยางค์เปน็ คอู่ ยู่ทก่ี า้ นใบ เรียกว่า โครงสร้างน้ีว่า หูใบ (stipules) ทาหน้าท่ีป้องกัน ใบออ่ น หใู บอาจเปล่ียนแปลง เปน็ หนาม ต่อม มือเกาะ สังเคราะห์แสง เช่นเดียวกับใบ เป็นต้น กรณีท่ีพืชเป็น ใบประกอบมักมหี ใู บย่อย (stipels) อยู่ทก่ี า้ นใบย่อย (petiolule) 1. ใบเดยี่ ว (simple leaf) หมายถงึ ใบที่มีแผ่นใบเพียงแผ่นเดียว เชื่อมต่อเนือ่ งจากฐานใบจนถงึ ปลายใบ ออก จากกิ่ง หรอื ลาตน้ 2. ใบประกอบ (compound leaf) หมายถงึ ใบชนดิ ทีม่ ีใบย่อย (leaflet) มากกวา่ หน่งึ ใบบนก้านใบ ใบประกอบแตล่ ะชนิดมอี งค์ประกอบของโครงสร้างใบคลา้ ยคลงึ กันและแตกตา่ งกนั ใบประกอบมีหลายชนดิ 3. การเรียงเสน้ ใบ (leaf venation) 3.1 การเรยี งเสน้ ใบแยกสองแฉก (dichotomous venation) เส้นใบมปี ลายของเส้นใบแยก ออกเป็นสองแฉก มักพบในพืชชัน้ ตา่ เชน่ เฟริ ์น แปะกว๊ ย 3.2 การเรยี งเส้นใบแบบขนาน (parallel venation or striate venation) เส้นใบเรยี งขนาน กัน มกั พบในใบเลย้ี งเดี่ยว มี 2 แบบย่อย ได้แก่ 3.2.1 การเรียงเสน้ ใบแบบรูปฝ่ามอื (palmately paralled venation) เส้นใบออกจากฐาน ใบเรยี งขนานกนั ไปจรดปลายใบ เช่น หญ้า ข้าว อ้อย มะพร้าว เป็นตน้ 3.2.2 การเรียงเส้นใบแบบขนานคล้ายขนนก (pinnately paralled venation) เสน้ ใบออก จากเส้นกลางใบขนานกนั จรดขอบใบ คล้ายกบั ขนนก เชน่ กลว้ ย พุทธรักษา ธรรมรกั ษา เป็นตน้ 3.3. การเรยี งเส้นใบแบบร่างแห (netted venation or reticulate venation) เส้นกลางใบ อาจมี 1 เสน้ (uninervous) หรอื หลายเส้นกไ็ ด้ โดยมีเส้นใบย่อยเรียงสานกันเป็นร่างแห การที่เส้นใบยอ่ ยเรียง แบบน้ีทาให้เกดิ ชอ่ งรา่ งแห (areole) การเรยี งเสน้ ใบแบบร่างแห แบ่งเป็น 3 แบบย่อย ไดแ้ ก่ 3.3.1 การเรียงเส้นใบแบบรา่ งแหคล้ายขนนก (pinnately netted venation) เสน้ กลาง ใบหลกั มีเสน้ เดยี ว มีเสน้ แขนงใบหลายคู่ และมเี ส้นใบย่อยประสานกนั เปน็ ร่างแห เชน่ มะขาม มะมว่ ง มะยม เปน็ ต้น 3.3.2 การเรียงเสน้ ใบแบบรา่ งแหรปู ฝ่ามอื (palmately netted venation) เส้นกลางใบ หลักมีตง้ั แต่สี่ถึงหลายอนั ออกจากฐานใบจรดปลายใบและเส้นใบย่อยระหวา่ งเส้นใบน้ีแตกแขนงคล้ายร่างแห เช่น อบเชย เอ็นอ้า เป็นต้น
~ 18 ~ เส้นกลางใบ แผ่นใบ เส้นแขนงใบ ตายอด ก้านใบยอ่ ย ก้านใบ หใู บ A. ใบเด่ยี ว B. ใบประกอบมี 1 ใบยอ่ ย ใบยอ่ ย ก้านใบยอ่ ย แกนกลาง แกนกลาง เสน้ กลางใบยอ่ ย หใู บยอ่ ย กา้ นใบย่อย แกนกลางยอ่ ย กา้ นใบ หูใบ ก้านใบ Stipules D. ใบประกอบแบบขนนกสองช้นั C. ใบประกอบแบบขนนกช้นั เดยี ว ภาพท่ี 3.1 โครงสรา้ งใบและส่วนประกอบของใบ A. ใบเดย่ี ว B. ใบประกอบมี 1 ใบย่อย C. ใบประกอบ แบบขนนกชน้ั เดียว D. ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น (ดัดแปลงจาก Simpson, 2006: 360)
~ 19 ~ 3.3.3 การเรียงเส้นใบแบบร่างแหแยกสามแฉก (ternately netted venation) มี ลักษณะคล้ายกับการเรยี งเส้นใบแบบร่างแหรูปฝา่ มอื แต่มเี สน้ กลางใบหลักสามเสน้ เช่น มะแฮะนก ทองหลาง เปน็ ตน้ วัตถุประสงค์ 1. อธิบายลกั ษณะสัณฐานวทิ ยาใบของพืชแตล่ ะกลุ่มได้ 2. บอกลักษณะเด่นของใบพชื แต่ละกลุ่มได้ อุปกรณแ์ ละสารเคมี 1. พืชทศ่ี กึ ษา 2. ใบมีดโกน 3. กระจกสไลด์และกระจกปิดสไลด์ 4. พูก่ ัน 5. น้ากลน่ั 6. สซี าฟรานนิ โอ 7. กล้องจุลทรรศนแ์ บบใชแ้ สง ปฏบิ ัติการ วธิ กี ารศกึ ษา 1. ศกึ ษาชนิดและส่วนประกอบของใบ 2. ศกึ ษาพชื ท่ีสนใจไดแ้ ก่ การเรียงของใบ เส้นใบและจานวนเสน้ แขนงใบ 1. ให้บอกชนดิ ของใบของพชื ทกี่ าหนดให้ o ใบเดย่ี ว ได้แก่ ……………………………………………………………………………………………………………. o ใบประกอบ o ขนนกชั้นเดยี วปลายคู่ ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………. o ขนนกชนั้ เดยี วปลายค่ี ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………. o ขนนกสองชนั้ ปลายคู่ ได้แก่ ……………………………………………………………………………... o ขนนกสองชัน้ ปลายค่ี ได้แก่ …………………………………………………………………………….. o ขนนกสามชั้น ได้แก่ ……………………………………………………………………………………….. o ขนนกฝ่ามือหรือนิ้วมอื ได้แก่ …………………………………………………………………………...
~ 20 ~ 2. ใหบ้ อกการเรียงของใบ เสน้ ใบ จานวนเสน้ แขนงใบของพืชที่กาหนดให้ ชนดิ ที่ 1. ช่อื พืช ……………………………………………… o การเรยี งของใบ แบบ…………………………………………………………………………………………………… o การเรยี งเส้นใบ …………………………………………………………………………………………………………. o จานวนเสน้ แขนงใบ …………………………………………………………………………………………………… ชนิดท่ี 2. ชื่อพชื ……………………………………………… o การเรยี งของใบ แบบ…………………………………………………………………………………………………… o การเรียงเส้นใบ …………………………………………………………………………………………………………. o จานวนเส้นแขนงใบ …………………………………………………………………………………………………… ชนิดท่ี 3. ช่อื พชื ……………………………………………… o การเรยี งของใบ แบบ…………………………………………………………………………………………………… o การเรียงเสน้ ใบ …………………………………………………………………………………………………………. o จานวนเสน้ แขนงใบ …………………………………………………………………………………………………… ชนิดที่ 4. ชอื่ พชื ……………………………………………… o การเรียงของใบ แบบ…………………………………………………………………………………………………… o การเรียงเส้นใบ …………………………………………………………………………………………………………. o จานวนเส้นแขนงใบ …………………………………………………………………………………………………… o จานวนเส้นแขนงใบ …………………………………………………………………………………………………… ชนิดที่ 5. ช่ือพชื ……………………………………………… o การเรียงของใบ แบบ…………………………………………………………………………………………………… o การเรียงเสน้ ใบ …………………………………………………………………………………………………………. o จานวนเสน้ แขนงใบ …………………………………………………………………………………………………… สรุปผลการศึกษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
~ 21 ~ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. คาถามท้ายบท 1. นักศึกษามเี กณฑ์อย่างไรทีจ่ ะระบุใบเด่ียว ใบประกอบมี 1 ใบย่อย และใบประกอบแบบขนนก ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. นกั ศึกษาคดิ ว่าพชื ชนดิ เดียวกนั จาเป็นตอ้ งมีรูปรา่ งและขนาดเหมือนกนั หรอื ไม่ หากไม่เหมอื นกัน มี ปัจจัยอะไรบ้าง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. เปรียบเทยี บการเรยี งเสน้ ใบของพชื ในกลุ่มที่ศึกษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
~ 22 ~ เอกสารอ้างอิง Simpson, M. (2006). Plant Systematic. Canada: Elsevier Academic Press.
~ 23 ~ บทปฏิบัติการที่ 4 โครงสรา้ งดอกและช่อดอก (Floral structure and Inflorescence) หลกั การ สณั ฐานวทิ ยาของพชื ดอก พชื ดอก (flowering plants) หรือพวกเมล็ดมีรังไข่หุ้ม เรียกว่า พวก แองจิโอสเปิร์ม (angiosperms) หรือพวก แมกโนลิโอไฟตา (Magnoliophyta) หรือแอนโทไฟตา (Anthophyta) มลี ักษณะแตกตา่ งจากพืชบก ชนิดทตี่ า่ กว่า ทสี่ าคัญคือ 1. ดอก ประกอบด้วยกลีบเลยี้ งและกลีบดอกท่ีสวยงาม 2. เกสรเพศผู้ ซ่ึงแกมีโทไฟต์ ลดรูป 3. เกสรเพศเมีย ซ่งึ แกมีโทไฟต์ลดรูปเชน่ กัน 4. รงั ไข่ ทาหนา้ ท่ปี กป้องออวลุ ส่วนน้ีจะเจริญต่อเป็นเมล็ด ในขณะที่มีการพัฒนาของผล มีออวุลอยู่ภายใน ประกอบด้วยเย่ือหุ้ม (integument) อาจมี 1 หรือ 2 ชั้น ใน กลมุ่ พืชดอกมีการเกดิ การปฏสิ นธิซอ้ น (double fertilization) ในแตล่ ะออวลุ 5. ผล มักเจรญิ มาจากรงั ไข่ 1. โครงสรา้ งดอก (floral structure) พืชดอกโดยส่วนใหญ่มี โครงสร้างดอก ประกอบด้วย กลีบเล้ียง กลบี ดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมยี (ภาพท่ี 4.1) เรียกดอกประเภทนว้ี า่ ดอกสมบูรณ์ (complete flower) อย่างไรก็ตาม อาจมี ความแตกต่างกันของโครงสร้างดอกบา้ ง พืชบางชนิดมโี ครงสรา้ งดอกไม่ครบทั้ง 4 สว่ น เรียกว่า ดอกไมส่ มบูรณ์ (incomplete flower) ดอกประเภทนอ้ี าจไมม่ กี ลบี เลีย้ งหรอื กลบี ดอก หรืออาจขาดเกสรเพศใดเพศหน่ึง กรณี หลังนี้ มักเกิดกับดอกแยกเพศในต้นเดียวกัน (monoecious) หรือต่างต้นก็ได้ (dioecious) ดอกที่มีเพศเดียว (unisexual) อีกเพศมักลดรูปหรือไม่มีเลยก็ได้ เรียกดอกประเภทนี้ว่า ดอกไม่สมบูรณ์เพศ ( imperfect flower) ส่วนดอกท่มี ที ั้งสองเพศ เรยี กวา่ ดอกสมบูรณเ์ พศ (perfect flower) พืชบางกลมุ่ มีใบประดบั (bract) เป็นโครงสรา้ งท่อี ยชู่ ้ันถดั จากวงกลีบเลย้ี ง จะรองรับดอก หรอื ชอ่ ดอก ตดิ ทฐ่ี านก้านช่อดอกหรอื ก้านดอกย่อย เกสรเพศผู้ ละอองเรณู ยอดเกสร หลอดละอองเรณู เพศเมีย อบั เรณู กา้ นเกสร เพศเมีย ก้านชูเกสร เพศผู้ เกสรเพศเมยี รังไข่ วงกลีบ กลบี ดอก เกสรเพศเมียอาจ ประกอบ 1 หรอื ฐานรองดอก ออวุล กรณีกลีบเหมือนกัน หลายคารเ์ พล จะเรยี กว่า กลีบรวม กลบี เลย้ี ง ก้านดอกย่อย ภาพที่ 4.1 โครงสรา้ งดอก (ดดั แปลงจาก Simpson, 2006: 123)
~ 24 ~ สมมาตรของดอกเปน็ ลักษณะหนง่ึ ที่นามาจาแนกพืชไดเ้ ช่นกนั (ภาพท่ี 4.2) การทจี่ ะระบสุ ่วนประกอบของดอก ได้ถูกต้องน้ันต้องศึกษาจากช้ันในสุดก่อนเสมอ คือ ชั้นเกสรเพศเมีย แล้วค่อยศึกษาออกมาช้ันนอกสุด หาก โครงสร้างดอกมีขนาดเลก็ ตอ้ งศกึ ษาภายใตก้ ลอ้ งสเตอรโิ อ เพ่อื เห็นรายละเอียดของสว่ นตา่ งๆไดช้ ดั เจนมากขึน้ สมมาตรดา้ นขา้ ง สมมาตรแบบรัศมี สมมาตรดา้ นขา้ ง ภาพที่ 4.2 สมมาตรดอก (ดดั แปลงจาก Simpson, 2006: 366) 1.1 วงกลบี เลย้ี ง (calyx) จานวนกลบี เลีย้ งมักสมั พันธ์กับจานวนกลบี ดอก วงกลีบเลย้ี งแตล่ ะกลีบเรยี กว่า กลบี เลีย้ ง (sepals) สีมักไม่ฉูดฉาด หรือมีสีสันเหมือนกลีบดอก กลีบอาจแยกกัน (aposepalous) หรือเชื่อมกัน (synsepalous) (ภาพที่ 4.3) พืชบางวงศ์มกี ลบี เลี้ยงเปลี่ยนแปลง เชน่ วงศท์ านตะวนั (Asteraceae) กลีบเล้ียง ลดรูปเป็นเส้นขน เรียกว่า แพปพัส (papus) ช่วยในการกระจายพันธุ์ พืชสกุล Musseandra วงศ์เข็ม (Rubiaceae) มหี นึง่ กลบี เปล่ียนแปลงคลา้ ยกลบี ดอก เรียกว่า petaloid calyx เปน็ ต้น ดอกไม้บางกลุ่มมีช้ันพิเศษ เช่น วงศ์ดอกรัก (Asclepiadaceae) และบางสกุลของวงศ์โมก (Apocynaceae) มชี ั้นพิเศษอยู่ระหว่างกลบี ดอกและเกสรเพศผู้ เรียกว่า โคโรนา (corona) วงกลีบเลี้ยงของดอกเทียน (Impatiens) กลีบเล้ียงเชื่อมกันคล้ายกระเปาะที่ก้นกระเปาะมีรยางค์ย่ืนออกมา เปน็ ทเ่ี ก็บนา้ หวาน เรยี กวา่ เดือย (spur) 1.2 วงกลบี ดอก (corolla) จานวนกลีบดอกมีความแตกตา่ งกันในพืชแตล่ ะกลุ่ม วงกลบี ดอกอาจมชี ้นั เดยี วหรอื หลายชั้น และมีสีสนั สวยงาม แตล่ ะกลีบ เรยี กวา่ กลีบดอก (petal) ในกรณีที่ดอกมีชนั้ เดียวหรือมกี ลบี เล้ียงและกลีบดอก แยกกันไมช่ ัดเจน จะเรยี กว่า วงกลีบรวม (perianth) แตล่ ะกลบี ของวงกลบี รวม เรียกวา่ กลีบรวม (tepal)
~ 25 ~ กลีบดอก กลีบเล้ียง กลีบเล้ียงเชื่อมกนั กลีบเล้ียงเช่ือมกนั กลีบดอกแยกกนั กลีบดอกเช่ือมกนั ภาพที่ 4.3 วงกลบี เล้ียงและวงกลบี ดอกทเ่ี ช่อื มกันและแยกกนั (ดัดแปลงจาก Simpson, 2006: 369) 1.3 วงเกสรเพศผู้ (androecium) จานวนเกสรเพศผมู้ ีความแตกตา่ งกนั ในพชื ใบเลี้ยงคู่ พชื บางกลุ่มมีจานวนเกสรเพศผู้น้อยกว่า เทา่ กบั หรือมจี านวนมากกว่ากลีบดอก หรือพืชบางกล่มุ เกสรเพศผลู้ ดรูป เกสรเพศผู้อาจติดกับฐานรองดอก ติด กับกลีบดอก หรือติดกับหลอดกลีบดอก เกสรเพศผู้ประกอบด้วยโครงสร้างสองส่วน ได้แก่ ก้านชูเกสร (filament) และสว่ นอบั เรณู (anther) ภายในอับเรณูประกอบดว้ ยละอองเรณูจานวนมากที่ถูกสร้างขึ้นสาหรับ ผสมกับเกสรเพศเมีย พืชบางชนิดมเี กสรเพศผทู้ ่ีเป็นหมนั หรอื ลดรปู ไป เรยี กเกสรเพศผูแ้ บบนีว้ า่ staminode 1.3.1 การติดอบั เรณกู บั ก้านเกสร การตดิ อับเรณูกับกา้ นเกสรมหี ลายแบบ ดงั นี้ - ติดทฐ่ี าน กา้ นเกสรดา้ นปลายสุดติดรวมกบั อบั เรณู - ติดดา้ นหลัง กา้ นเกสรติดที่ดา้ นหลงั กงึ่ กลางของแกนกลาง อบั เรณู (connective) - ติดทก่ี ึ่งฐาน คล้ายกับตดิ ด้านหลงั แตต่ ิดค่อนมาที่ฐาน - ตดิ ไหวได้ ก้านเกสรตดิ ด้านหลังไหวไดง้ ่าย 1.3.2 อับเรณู (anther) รูปร่างอับเรณูมรี ปู รา่ งไดห้ ลายแบบ พืชบางสกลุ ตรงปลายอับเรณูมีต่ิงแหลมหรือมีรยางค์ เชน่ สกุล Indigofera (วงศ์ Leguminosae) พืชบางสกุลตรงปลายอับเรณูมีมรี ยางค์ สกลุ Elaeocarpus บาง ชนดิ (Elaeocarpaceae) เปน็ ตน้ อับเรณเู ม่ือแก่จะแตกเพ่อื ให้ละอองเกสรเพศผู้หลุดออกมา การแตกของอบั เรณมู ีความเฉพาะในบางวงศห์ รอื บางสกุล ซง่ึ ชว่ ยนามาจดั จาแนกได้ ได้แก่ แตกเปน็ รู (poricidal) ตรงปลาย สุด แตกตามยาว (slit) แตกแบบฝาเปดิ (valve) และแตกตามขวาง (transvers)
~ 26 ~ 1.4 วงเกสรเพศเมีย (Gynoecium) ชนิดของเกสรเพศเมียเดี่ยว (simple pistil) เป็นเกสรเพศเมียที่เจริญมาจากคาร์เพลเดียว เช่น วงศถ์ ว่ั (Leguminosae/Fabaceae) ส่วนเกสรเพศเมียประกอบ (compound pistil) เปน็ เกสรเพศเมียทเ่ี จริญ มาจากสองหรอื หลายคาร์เพล เกสรเพศเมียชนิดนีอ้ าจเชอ่ื มตดิ กนั (syncarpous) หรือแยกกัน (apocarpous) 1.4.1 ตาแหน่งของรังไข่ 1) รงั ไขอ่ ยเู่ หนอื วงกลีบ (superior ovary) หมายถงึ รังไข่อยู่เหนอื วงกลบี อืน่ ๆ สามารถเห็นรังไข่ชดั เจน มี 2 ประเภท 2) รงั ไข่อยู่ใตว้ งกลบี (inferior ovary) หมายถงึ รงั ไขอ่ ยู่ตา่ กวา่ วงกลีบอื่นๆ รังไขม่ ัก รวมกบั ฐานรองดอก (receptacle) 3) รงั ไข่อย่กู ึ่งใต้วงกลบี (haft-inferior) หมายถึง วงกลบี อยู่กงึ่ กลางรังไข่ ส่วนดา้ นล่างรงั ไข่ รวมเป็นส่วนเดียวกันกบั ฐานรองดอก 1.4.2 คาร์เพล ในทางวิวัฒนาการของคาร์เพลเช่ือว่า คาร์เพลเจริญมาจากเมกะสปอโรฟิลล์ ในกลุ่มพืชท่ีมี เมกะสปอรต์ ิดอยทู่ ่แี ผ่นใบเมกะสปอโรฟลิ ล์ ต่อมาขอบใบเชื่อมกนั และลดรูปเกิดเป็นคาร์เพลหรือรังไข่หุ้มส่วน ของ เมกะสปอร์หรือออวลุ ไว้ขา้ งใน (ภาพที่ 4.4) 1) คารเ์ พลแยก (apocapus carpel) หมายถึง ดอกไม้หนึ่งดอกมีตั้งแต่สองคาร์พล หรือหลาย คารเ์ พลแยกกัน พืชใบเลีย้ งคทู่ ม่ี คี าร์เพลแยกเป็นพืชที่นับวา่ โบราณหรอื วิวัฒนาการต่ากวา่ พืชท่ีมีคารเ์ พลเชือ่ ม 2) คาร์เพลเชื่อม (syncarpus carpel) หมายถึง ดอกไม้หน่ึงดอกท่ีรังไข่มีคาร์เพลเชื่อมติดกัน เกิดเปน็ หอ้ งหนงึ่ หอ้ งถึงหลายห้อง รงั ไขท่ ค่ี ารเ์ พลเชือ่ มกนั น้นั มกี า้ นเกสรเพศเมียตามจานวนคาร์เพลท่ีเชื่อมกัน เนือ่ งจากสว่ นของก้านเกสรไม่ไดเ้ ช่อื มกันถึงปลายยอดเกสรจึงเป็นก้านเกสรแยกกันอาจมีสองอันหรือมากกว่า อย่างไรก็ตาม ก้านเกสรเพศเมียมีเพียงอันเดียวไม่ได้หมายถึงมีคาร์เพลเดียวต้องตัดตามขวางรังไข่นับจานวน คาร์เพลจึงบอกจานวนที่แนน่ อนได้ หรอื พชื บางชนิด 1.4.3 ออวุล (ovule) ออวลุ ประกอบด้วย integument เพยี งช้นั เดียวหรือสองช้นั (ชั้นนอกและชั้นใน) หุ้มไว้ ส่วน นี้จะเจรญิ เปน็ เปลอื กหุ้มเมลด็ เมือ่ เมลด็ แกเ่ ต็มท่ี ออวลุ มรี ไู มโครไพล์ (micropyle) ตรงปลาย และด้านตรงข้าม หรือท่ีฐาน ติดกับผนังออวุลด้วยก้านชูออวุล (funiculus) พืชบางชนิดอาจไม่มีก้านน้ียาวก็ได้ มีพืชหลายชนิด ส่วนของกา้ นชูออวุลเจริญเป็นเนอ้ื เยือ่ ทนี่ มุ่
~ 27 ~ ใบดา้ นบน เส้นใบ ยยออดด ใบดา้ นลา่ ง ด้านบ เกเกสสรร ใบด้านบน น เเพพศศเเมมียยี ตัดตาม เกสร ผนังรังไข่ ดา้ นล่าง ขวาง เพศเมยี ลอคคูล รังไข่ ออวุล ก้านชอู อวลุ A. ใบดา้ นล่าง ตัดตาม ขวาง พลาเซนตา B. ตดั ตาม ตดั ตาม ตดั ตาม ขวาง ขวาง ขวาง C. ตัดตาม ตัดตาม ตัดตาม ขวาง ขวาง ขวาง ภาพท่ี 4.4 ววิ ฒั นาการของรงั ไข่ A. การเช่อื มของสปอโรฟลิ ลเ์ กิดเปน็ รงั ไข่ (ดัดแปลงจาก Simpson, 2006: 375) B. สปอโรฟลิ ลส์ ามใบ ท่ีววิ ัฒนาการเปน็ รังไขท่ ี่คารเ์ พลแยกกนั หรอื เช่ือมกันเป็นสามคารเ์ พล สามห้อง (ดัดแปลงจาก Simpson, 2006: 377) C. ภาพตัดขวางของรงั ไขท่ เ่ี กดิ การเชอ่ื มกนั ของสปอโรฟิลลส์ ามใบทว่ี วิ ฒั นาการเปน็ รงั ไข่ ที่มสี ามคารเ์ พล หน่งึ หอ้ ง (ดัดแปลงจาก Simpson, 2006: 377) 1.4.4 ตาแหน่งของออวุล พลาเซนตา (placentation) (ภาพท่ี 4.5) เป็นรูปแบบการติดของออวุลในรังไข่ ตาแหน่งการติด ของออวุลมีหลายแบบด้วยกัน ได้แก่ พลาเซนตารอบแกนร่วม (axile) พลาเซนตาแนวตะเข็บ (parietal) พลาเซนตาทั่วผนัง (larminar) พลาเซนตารอบแกน (free-central) พลาเซนตารอบแกนด้วน (free-basal) พลาเซนตาที่ยอด (apical/pendulous) พลาเซนตาท่ียอด-รอบแกนร่วม (apical-axile) พลาเซนตาท่ีฐาน (basal) และพลาเซนตาแนวเดียว (marginal)
แกนกลาง ~ 28 ~ พลาเซนตาแนวตะเข็บมีผนังก้นั พลาเซนตาแนวตะเข็บรอบแกนรว่ ม พลาเซนตารอบแกนร่วม พลาเซนตารอบแกนร่วม พลาเซนตาแนวเดียว พลาเซนตาทัว่ ผนัง พลาเซนตารอบแกน พลาเซนตาทีย่ อด พลาเซนตาท่ฐี าน พลาเซนตาที่ยอด-รอบแกนร่วม ภาพที่ 4.5 พลาเซนตาของพืชชนดิ ตา่ งๆ (ดดั แปลงจาก Simpson, 2006: 378) ( c.s. = ภาพตัดตามขวาง l.s. = ภาพตดั ตามยาว) ก้านเกสรเพศเมีย (style) เป็นส่วนที่ต่อมาจากส่วนของปลายแต่ละคาร์เพล อาจมี 1 หรือมากกว่า 1 ก้านก็ได็ บนปลายสดุ ของกา้ นมียอดเกสรเพศเมยี ยอดเกสรเพศเมีย (stigma) อยู่ปลายสุดของก้านเกสร เป็นส่วนท่ีละอองเกสรเพศผู้มาตกและมีการ งอกผา่ นไปยงั กา้ นเกสร 2. ช่อดอก (inflorescences) ช่อดอก ประกอบดว้ ยดอกมากกว่าหนึง่ ดอกรวมอยใู่ นช่อหรือกระจุกเดียวกนั ชอ่ ดอกทอ่ี อกปลาย สดุ ของกงิ่ (terminal) หรือซอกใบ (axillary) หรือออกตามลาต้น (cauliflowers) กไ็ ด้ ซ่ึงรูปแบบของชอ่ ดอกมี หลายประเภท (ภาพท่ี 4.6)
~ 29 ~ ชอ่ เชงิ ลด ช่อกระจะ ชอ่ เชงิ หลั่น ช่อเชงิ หลัน่ ประกอบ ช่อแยกแขนง นง ชอ่ กระจุกแยกแขนง ช่อกระจกุ รอบ ชอ่ กระจกุ แนน่ ชอ่ กระจุกแน่นประกอบ ช่อกระจกุ ชอ่ กะจกุ กลม ช่อซ่รี ่ม ชอ่ แบบหางกระรอก ช่อรปู ถ้วย ช่อเชิงลดมกี าบ ภาพที่ 4.6 ประเภทชอ่ ดอกชนดิ ตา่ งๆ (ดัดแปลงจาก Simpson, 2006: 381, 383)
~ 30 ~ วงกลีบเลีย้ ง (calyx) 3. ไดอะแกรมของดอก (floral diagram) เกสรเพศผู้ (stamen) เกสรเพศเมยี (ovary) วงกลีบดอก (corolla) ไดอะแกรมขา้ งบน บรรยายลกั ษณะโครงสรา้ งดอก ดังน้ี กลบี เล้ยี งมี 3 กลบี แยกกัน กลีบดอกมี 3 กลบี แยกกัน เกสรเพศผมู้ ี 6 อัน แยกกนั รงั ไขม่ ี 3 คารเ์ พล เชือ่ มตดิ กัน ออวลุ ติดท่แี กนกลาง วัตถุประสงค์ 1. บอกชนิดของช่อดอกได้ 2. บอกโครงสร้างของดอกและส่วนประกอบของดอกได้ ปฏบิ ัตกิ าร ตอนท่ี 1 วิธีการศกึ ษา 1. ศึกษาชอ่ ดอกพืชท่ีศกึ ษาเปรยี บเทยี บการเกิดของดอกบนชอ่ ดอกแลว้ บอกชนดิ ของช่อดอก 2. ศึกษาส่วนประกอบของชอ่ ดอก ไดแ้ ก่ ก้านชอ่ ดอก กา้ นดอกย่อย ใบประดบั และใบประดบั ยอ่ ย 3. ศึกษาสว่ นประกอบของดอก ไดแ้ ก่ กลีบเล้ียง กลีบดอก หรือกลีบรวม เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย พร้อมทัง้ ลกั ษณะตา่ งๆของแต่ละสว่ น o ดอกเด่ยี ว ได้แก่ ……………………………………………………………………………………………………………………... o ชอ่ ดอก o ชนิดช่อดอก o ช่อเชงิ ลด ได้แก่ ……………………………………………………………………………………………... o ช่อเชงิ ลดมกี าบ ได้แก่ ……………………………………………………………………………………...
~ 31 ~ o ช่อแบบหางกระรอก ได้แก่ ……………………………………………………………………………… o ช่อกระจะ ได้แก่ …………………………………………………………………………………………….. o ช่อเชงิ หลนั่ ได้แก่ …………………………………………………………………………………………... o ช่อแยกแขนง ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………………... o ชอ่ ซี่ร่ม ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………………………....... o ช่อซ่ีรม่ เชิงประกอบ ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………….. o ช่อกระจุกแนน่ ได้แก่ ………………………………………………………………………………………. o ชอ่ งวงแถวเดี่ยว ได้แก่ …………………………………………………………………………………….. o ช่องวงแถวคู่ ได้แก่ ………………………………………………………………………………………….. o ใบประดบั o ใบประดบั รองรับช่อดอก ได้แก่ …………………………………………………………………………………… o ใบประดับรองรับดอก ได้แก่ ………………………………………………………………………………………... o ใบประดบั ย่อย ได้แก่ ………………………………………………………………………………………………………………. o กา้ นชอ่ ดอก ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………………………………………...... o กา้ นดอกย่อย ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………………………………………. o โครงสร้างดอก ได้แก่ ………………………………………………………………………………………………………………. o กลบี เลยี้ ง o รปู รา่ ง ได้แก่ ………………………………………………………………………………………………….. o จานวน ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………………………. o เชือ่ มกัน ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………….…………… o แยก ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………………………..…... o กลบี ดอก o รปู รา่ ง ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………………………….. o จานวน ได้แก่ …………………………………………………………………………………………………. o เชอ่ื มกนั ได้แก่ ……………………………………………………………………………………………….. o รูปปากเปดิ ได้แก่ ………………………………………………………………………………. o รูประฆงั ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………... o รูปกรวย ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………... o รูปล้ิน ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………………… o รปู ดอกเขม็ ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………… o เป็นหลอด ได้แก่ ………………………………………………………………………………... o รูปโถ ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………………….. o รปู กงลอ้ ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………... o รูปดอกถวั่ ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………...
~ 32 ~ o แยกกัน ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………………………...... o การเรยี งตัวของกลีบ o บดิ เวยี น ได้แก่ …………………………………………………………………………………... o ซ้อนเหลอื่ ม ได้แก่ ………………………………………………………………………………. o ควนิ ควันเซยี ล ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………... o จรดกัน ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………….... o ขอบพบั เขา้ ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………. o ขอบพับออก ได้แก่ …………………………………………………………………………….. o กลีบรวม o รูปรา่ ง ได้แก่ ………………………………………………………………………………………………….. o จานวน ได้แก่ …………………………………………………………………………………………………. o เช่อื มกนั ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………………………..... o แยก ได้แก่ …………………………………………………………………………………………………..... o ชน้ั พเิ ศษ เช่น ช้ันโคโรนา (Corona) ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………... o สมมาตรดอก o รศั มี ได้แก่ ………………………………………………………………………………………………………………….. o ด้านข้าง ได้แก่ ……………………………………………………………………………………………………………. เกสรเพศผู้ o จานวนเกสรเพศผู้ o สั้นสองยาวสองอนั ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………. o ส้ันสองอนั ยาวส่ี ได้แก่ …………………………………………………………………………………….. o เทา่ กบั กลีบดอก ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………..... o มากกว่าเปน็ สองเทา่ ของกลีบดอก ได้แก่ …………………………………………………………... o จานวนมาก ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………………... o ลักษณะเกสร o สมบรู ณ์ ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………………………….. o ลดรูป: คลา้ ยกลีบดอก ไม่สมบรู ณ์ หรอื อ่ืนๆ ไดแ้ ก่ …………………………………………….. o การเชอื่ ม/แยกของเกสร o แยกกัน ได้แก่ ………………………………………………………………………………………………... o เชือ่ มกนั : กล่มุ เดียว/สองกลมุ่ /หลายกล่มุ ไดแ้ ก่ …………………………………………………. o ตดิ กับกลีบดอกหรือหลอดกลบี ดอก ไดแ้ ก่ …………………………………………………………. o การติดของอบั เรณูกบั กา้ นชูเกสร
~ 33 ~ o ตดิ ที่ฐาน ได้แก่ ………………………………………………………………………………………………. o ติดดา้ นหลงั ได้แก่ …………………………………………………………………………………………... o ติดไหวได้ ได้แก่ …………………………………………………………………………………………...... o แอนโดฟอ (Androphore) ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………... o อบั เรณเู ช่ือมกนั (syngenesis) ได้แก่ ……………………………………………………………….. o แบบพอลลิเนยี ได้แก่ ……………………………………………………………………………………... o รปู ร่างอับเรณู ได้แก่ ………………………………………………………………………………………. o การแตกของอบั เรณู o ตามยาว ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………………………….. o รตู รงปลาย ได้แก่ ……………………………………………………………………………………………. o ฝาเปิด ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………………………… เกสรเพศเมยี o ตาแหน่งรังไข่ o เหนือวงกลีบ ได้แก่ ……………………………………………………………………………………………………... o ใต้วงกลีบ ได้แก่ ………………………………………………………………………………………………………….. o ก่ึงใตว้ งกลบี ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………………………………… o รงั ไข่ (คารเ์ พล) แยกกัน ไดแ้ ก่ ………………………………………………………………………………………………... o รงั ไข่ (คาร์เพล) เชอ่ื มกนั ได้แก่ ……………………………………………………………………………………………….. o จานวนกา้ นชเู กสร ได้แก่ …………………………………………………………………………………………………………. o จานวนคาร์เพล (carpel) ได้แก่ ……………………………………………………………………………………………… o จานวนหอ้ ง (locule) ได้แก่ ……………………………………………………………………………………………………. o จานวนออวลุ ต่อหอ้ ง ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………………………………... o การตดิ ของพลาเซนตา ได้แก่ …………………………………………………………………………………………………... o รอบแกน ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………………………………... o รอบแกนด้วน ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………………………….. o ตามแนวตะเข็บ ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………………………. o แนวเดยี ว ได้แก่ ………………………………………………………………………………………………………….. o รอบแกนร่วม ได้แก่ …………………………………………………………………………………………………….. o ทฐ่ี าน ไดแ้ ก่ ……………………………………………………………………………………………………………….. o ทยี่ อด ได้แก่ ………………………………………………………………………………………………………………..
~ 34 ~ ตอนท่ี 2 วิธีการศึกษา 1. เลอื กพชื ใบเล้ียงเดย่ี วหรือใบเลย้ี งคู่ 1 ชนดิ ศึกษาโครงสร้างและสว่ นประกอบของ ดอก 2.จากน้ันนามาพชื ทศี่ ึกษามาวาดภาพไดอะแกรมของดอกใหถ้ ูกตอ้ ง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. สรุปผลการศกึ ษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. คาถามท้ายบท 1. นกั ศกึ ษาจะมีวธิ กี ารใดเพื่อระบโุ ครงสร้างดอกที่ถูกต้อง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2. จงอธิบายวิวฒั นาการของการติดของพลาเซนตาแบบต่างๆ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
~ 35 ~ เอกสารอ้างอิง Simpson, M. (2006). Plant Systematic. Canada: Elsevier Academic Press.
~ 36 ~
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154