Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วัฒนธรรม

Description: วัฒนธรรม

Search

Read the Text Version

ปกาเกอะญอ นามข้าแปลว่าคน ปกาเกอะญอ นามข้าแปลว่าคน คือเผ่าชน สะกอ กะเหรีย่ งขาว มองโกเลีย จากลา มานานยาว สู่สาละวิน ถ่ินตะนาว เหย้าศรี ”ยาง” ข้ามีประเพณีวิถีข้า ดีด”เตหน่า”ร้องเกีย้ วสาวคราวงานว่าง ถือทัง้ พุทธ คริสต์ ผี ไหว้ทีท่ าง ทุกส่ิงอย่างไร่นาสวนล้วนพึง่ ตน “เชกุวา” ผ้าทอขาว เด็กสาวใส่ น�ำ้ เงิน ด�ำ แม่เรือนใช้ไม่สับสน เด็กกรอมเท้า ปักลายทางอย่างแยบยล ชุดผู้ใหญ่แยกล่างบน สีปนไป เสือ้ ประดับด้วยลูกเดือยเผยสีสัน ทอยกดอก ลวดลายนัน้ สวยซือ่ ใส ชายใส่แดงไม่ตกแต่งประดับใด “เตีย่ วสะดอ” แบบ”โก๋นไต”ใส่ท�ำงาน ข้าผูกพัน พึง่ พา รักษ์ป่าน�ำ้ ดงดินด�ำ น�ำ้ เขียวชุ่ม ย่อมสุขศานต์ิ ไม่ล่วงล�ำ้ “เดปอทู” อยู่ยืนนาน ป่าคือบ้านของข้า ปกาเกอะญอ พิบูลศักด์ิ ละครพล เดปอทู พิธีตดั สายสะดือเดก็ ทารกแรกเกดิ ของชาวปกาเกอะญอ เม่อื ใดที่มีเด็กเกดิ ผูเ้ ปน็ พ่อตดั สายสะดือ ใสก่ ระบอกไมไ้ ผ่ไปติดไว้ตามตน้ ไม้ ทีม่ ลี �ำตน้ ตรงนิ่ง โดย ๓ วันหลงั จากผูกเสร็จแลว้ จะมพี ธิ ีการปาสายสะดือให้ตกลงมา และหา้ มตัดตน้ ไม้น้นั มิฉะนัน้ จะเกิดเรอื่ งไม่เป็นสริ มิ งคล กบั เจ้าของสะดอื นับเปน็ ยอดกศุ โลบายของบรรพบุรุษชาวปกาเกอะญอ ท่ผี ูกใหค้ นกบั ธรรมชาติอยู่รว่ มกนั อยา่ งยงั่ ยืนสมดลุ ย์ “โกน๋ ไต” กางเกงแบบคนไทใหญ่

บทบรรณาธิการ •เจ้าของ บนพ้ืนที่ดอยสูงงดงามด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน ห่มคลุมด้วยเมฆหมอกขาว กรมสง่ เสริมวฒั นธรรม ลอยละล่อง ได้สร้างภาพความประทับใจผ่านสายตาผู้พบเห็นมาเน่ินนาน ณ ท่ีแห่งนั้น กระทรวงวฒั นธรรม ยังมีความรุ่มรวยด้านวัฒนธรรมของผู้คนท่ีโยกย้ายถ่ินฐานจากดินแดนอื่นมาสู่ใต้ร่ม พระบารมี ชาวไทยภูเขาหลากหลายชาติพันธุ์ท่ีอาศัยบนดอยสูงล้วนมีวิถีชีวิตเป็น •บรรณาธิการ เอกลักษณ์ของตนเอง ท้ังความเช่ือ การด�ำรงชีวิต ภาษา ประเพณี การแต่งกาย ศิลปะการแสดงตลอดจนงานหัตถศิลป์ฝีมือประณีต วารสารวัฒนธรรม ฉบับค่าล�้ำ นายชาย นครชัย วัฒนธรรมชาวไทยภูเขา ได้ร้อยเรียงเอกลักษณ์ภูมิปัญญาของชาวไทยภูเขาท่ีมีคุณค่า อธิบดีกรมสง่ เสริมวัฒนธรรม น่าสนใจในหลากหลายด้าน อันสะท้อนให้เห็นถึงความสอดคล้องของวัฒนธรรม กบั วถิ ีธรรมชาต ิ •ผชู้ ่วยบรรณาธกิ าร รว่ มเปดิ ศกั ราชใหมว่ ารสารวฒั นธรรม ปที ี่ ๕๘ พาผอู้ า่ นขน้ึ เหนอื สมั ผสั วฒั นธรรม ล้านนา ร�ำก้านกกิงกะหร่า ต�ำนานพระแก้วมรกต คึ-ฉ่ืยของกะเหรี่ยง ชุมชนท่องเที่ยว นางสาวอจั ฉราพร พงษฉ์ วี เชิงวัฒนธรรมไทล้ือเชียงค�ำ และไปรู้จักกับ ลี อายุ จือปา ผู้อยู่เบ้ืองหลังความส�ำเร็จ ของอาข่า อาม่า พร้อมทั้งเรียนรู้ดนตรีพื้นบ้านล้านนากับบุญศรี รัตนัง ศิลปินแห่งชาติ • รองอธบิ ดกี รมส่งเสรมิ วัฒนธรรม สาขาศลิ ปะการแสดง (ดนตรีพืน้ บา้ นล้านนา) จะขน้ึ เหนือ หรือล่องใต้ ไม่ว่าภาคไหนกอ็ ่านสนกุ ไดท้ กุ ที่กับวารสารวฒั นธรรม นายชยั พล สุขเอีย่ ม ฉบับอีแมกกาซีน ได้ทาง magazine.culture.go.th และเฟซบุ๊ก : วารสารวัฒนธรรม รองอธิบดกี รมสง่ เสริมวฒั นธรรม กรมสง่ เสริมวฒั นธรรม ชาย นครชยั •กองบรรณาธกิ าร ทา่ นทป่ี ระสงคน์ �ำขอ้ เขยี นหรอื บทความใดๆ ในวารสารวฒั นธรรมไปเผยแพร่ กรุณา นายอสิ ระ ริว้ ตระกลู ไพบูลย์ ตดิ ตอ่ ประสานกบั กองบรรณาธกิ ารหรอื นกั เขยี นทา่ นนน้ั โดยตรง ขอ้ เขยี นหรอื บทความใดๆ เลขานกุ ารกรม ท่ีตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวัฒนธรรมฉบับน้ี เป็นความคิดเห็นเฉพาะตัวของผู้เขียน คณะผู้จัดท�ำไม่จ�ำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มีข้อผูกพันกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรมแต่อย่างใด • นางสาวเยาวนิศ เต็งไตรรตั น์ หากทา่ นมคี วามประสงคจ์ ะสง่ ขา่ วกจิ กรรมเกย่ี วกบั งานศลิ ปะวฒั นธรรมตา่ งๆ รวมทง้ั ทา่ น • นางสาวก่ิงทอง มหาพรไพศาล ท่ีต้องการให้ข้อเสนอแนะ หรือส่งข่าวสารเพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กรุณาส่งถึง • นายมณฑล ย่ิงยวด กองบรรณาธกิ าร วารสารวฒั นธรรม กลมุ่ ประชาสมั พนั ธ์ กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม เลขที่ ๑๔ • นางธนพร พันธภ์ุ ักดี ถนนเทยี มรว่ มมติ ร เขตหว้ ยขวาง กรงุ เทพ ๑๐๓๑๐ โทรศพั ท์ ๐ ๒๒๔๗ ๐๐๒๘ ตอ่ ๑๒๐๘-๙ • นายศาตนนั ท์ จันทรว์ ิบลู ย์ Facebook : วารสารวัฒนธรรม กรมส่งเสรมิ วัฒนธรรม Website : culture.go.th • นายเอกสทิ ธิ์ กนกผกา •ฝา่ ยกฎหมาย นายภทั ร วงศ์ทองเหลอื •ฝ่ายจัดพมิ พ์ นางปนดั ดา นอ้ ยฉายา •ผ้จู ัดท�ำ บรษิ ทั ครเี อท มายด์ จ�ำกดั •วารสารวัฒนธรรม จัดพมิ พเ์ พื่อเผยแพร่ หา้ มจำ� หน่าย

สารบัญ วารสารราย ๓ เดือน ปีท่ี ๕๘ ฉบับท่ี ๑ มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ ISSN 0857-3727 เทศกาลโล้ชงิ ช้าบนภูเขาสงู ปกิณกะ ๔ ของชาวอาข่า แสดงความขอบคณุ เทวีผูป้ ระทานความอุดมสมบรู ณ์ ๑ บทบรรณาธกิ าร มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม ๑๑๘ เปดิ อ่าน ภาพ : กนิษ เทพศรีเมือง ๑๘ บกงิ นั กเะทหงิ รศ่า-ิลโตป์ การฟ้อน ท่แี สดงตวั ตนของชาวไทใหญ่ เรื่องจากปก ๔๒ ๒๖ ชควั้นาเมชงงิ าชม่าแงห ง่ เสน้ สายลวดลาย ๔ วคชิถ่าาีชลวีวไ้�ำติ ท.ช..ยาวภวัฒเเูขขนาาทธ่ีรรม งานชา่ งตอกกระดาษแห่งลา้ นนา หลอมรวมกลมกลนื กับธรรมชาติ ๓๔ สพรบื ะสแากว้วมเลรกา่ เตรื่อง ยึดมน่ั ในจารีตประเพณี ๔๒ กกาฬี ราเล-น่กสาะรบล้าะบเลอ่ น่น มรดกภูมปิ ัญญา ทางวฒั นธรรมอนั ชาญฉลาด ๕ ๐ ขปรนะบเพปณรีแะหเพ่เจณ้าพี อ่ เจา้ แม่ ปากน�้ำโพ ๕ ๘ จค-ึกั ฉรื่ยวไารลห่ ทมศัุนนเว ์ยี น เกษตรนิเวศสังคม วถิ ีคนกะเหร่ยี ง

๒๖ ๕๘ ๑๘ ๑๐๐ สยามศิลปิน โลกวัฒนธรรม ๘๖ ๗๔ พศ่อิลคปรนิ ูบแญุ หศ่งรีชราตั ตนิ ัง ๖ ๖ แเลห่าขลา่งนทตอ่ ำ� งนเาทนีย่ ไทวลเชือ้ ิงเวมฒั อื งนเชธียรงรคมำ� ศิลปินแห่งชาติ ๙ ๔ นหอิทศัศลิ นปว์์เอฒั มเนจธริญรรมรงุ้ ทองแหง่ งานศลิ ป์ สาขาศิลปะการแสดง ๖๖ (ดนตรพี ื้นบา้ นล้านนา) อันทรงพลังบนผืนผา้ ใบ ๘๐ เพชลดิ .ตช.อปู .ชูวสนษิ ยี ฐ เดชกุญชร ๑ ๐๐ แวัฒผน่นธดรนิ รมเดแยี ลวะภูมปิ ัญญา นายตำ� รวจผ้ตู งฉินและศลิ ปนิ อาหารชาตพิ ันธุ์ อาหารเป็นยา อาชญนิยาย ๑ ๐๖ สมดุอยงอผดา่ ภนาหพนยนาตมรเ์ไตทยย ๘๖ พลี ้นื อบาย้าุ นจพือปื้นาเมือง ในสมยั รัชกาลที่ ๙ แหง่ อาข่า อามา่ ๑๑๒ วใยฒั กญันธชรงรมมหวัศิพจารรกยษเ์ ส์ น้ ใย แหง่ สายวฒั นธรรมชาวเขาเผ่ามง้

เรื่องจากปก เรอ่ื ง/ภาพ : อภนิ นั ท์ บวั หภกั ดี ภาพขา่ วหนง่ึ ซงึ่ ดงั กอ้ งสะเทอื นวงการแฟชน่ั โลก เมอื่ ปที ผ่ี า่ นมา คอื ภาพขา่ วคราว พิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮรี่ แห่งราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งบรรดาไฮโซแนวหน้า คนดัง ดาราหนังฮอลลีวูด ต่างได้รับเชิญเข้าร่วมงานและพากันแต่งกายด้วยเส้ือผ้างดงาม แบรนด์ดีมีช่ือเสียงประกวดประชันกัน ไม่แพ้งานเดินพรมแดงอื่นใด ท�ำเอาบรรดา ตากล้อง ผู้ส่ือข่าวแฟชั่นท้ังหลายท้ังในยุโรป และอเมริกา ตื่นตัวติดตามเสนอข่าว กันเปน็ การใหญ่ 4

และในคร้ังน้ัน หญิงสาวสวยมีชื่อเสียงคนหนึ่ง แต่งกายสวยงาม เข้าร่วมงานเลี้ยงกลางวันด้วยเสื้อผ้าที่ตัดเย็บข้ึนจากผ้าพ้ืนเมืองฝีมือ ชาวม้ง จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย ก็ปรากฏกายข้ึนอย่างโดดเด่น ทำ� เอาสอ่ื มวลชน สายแฟชั่นในงานคร้งั น้ัน ต่างเอ่ยชมเชยเคร่ืองแต่งกาย ของหญิงสาวผู้น้ันยกให้เป็นหน่ึงในเคร่ืองแต่งกายชุดที่สวยเก๋ โดดเด่น ที่สุดชุดหน่ึงในงานใหญ่ระดับโลกน้ัน และภาพของหญิงสาวในชุด เคร่ืองแต่งกายที่ผลิตจากผ้าทอของชาวม้ง จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้รับ การตีพิมพ์ และถ่ายทอดแพร่กระจายไปในส่ือดังต่างๆ ท่ัวโลก และ มาไกลถงึ ประเทศไทยด้วย นนั่ คอื เหตกุ ารณใ์ นปที แ่ี ลว้ ในปี ๒๐๑๙ น้ี ในงานสง่ เสรมิ การขาย ทางการท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดในโลก งาน ITB หรอื งาน INTERNATIONAL TOURISM BORSE เมอื งแฟรงกเ์ ฟริ ต์ ประเทศเยอรมนี ทมี่ อี งคก์ รทอ่ งเทย่ี ว ภาครฐั และเอกชน ผซู้ อื้ ผขู้ าย ทางการทอ่ งเทย่ี วมากมายกวา่ ๑๐๐ ประเทศ ทว่ั โลกเขา้ รว่ มงาน มมี ลู คา่ การซอื้ ขายลว่ งหนา้ นบั แสนลา้ นบาท ประเทศไทย น�ำพาผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานด้วย ในมุมมองการท่องเท่ียวใหม่ ปี ๒๐๑๙ คอื เมอื งรอง และการทอ่ งเทย่ี วชมุ ชน โดยรปู ธรรมคอื การนำ� พา พน่ี อ้ งชาวไทยภเู ขาในเครอื ขา่ ย DoiSter ทท่ี ำ� การทอ่ งเทยี่ วชมุ ชน เนน้ เรอื่ ง อัตลักษณ์ของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปเป็น จุดขายสำ� คญั ของพนื้ ที่ หรอื Booth ประเทศไทย และนคี่ อื เรอ่ื งจรงิ ชดั เจน ทชี่ ใ้ี หเ้ หน็ คณุ คา่ ของวฒั นธรรมชาวไทยภเู ขา ประชาชนส่วนเลก็ ๆ ส่วนหนึง่ ของประเทศไทย เปน็ คุณค่าที่ประเทศไทย สามารถนำ� ไปใชใ้ หเ้ ปน็ ประโยชนไ์ ดถ้ งึ ระดบั เปน็ ตวั แทน แนะนำ� ประเทศ ในเวทรี ะดบั โลกไดอ้ ยา่ งน่าสนใจและนา่ ภาคภูมิใจเลยทเี ดียว ผา้ ทอกะเหรีย่ ง ผลติ ภณั ฑส์ วยงามหลากหลายขายดีของชาวกะเหร่ยี ง มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ 5

ไรช่ าฉุยฟง ไรช่ าขนาดใหญ่ของชาวอาข่า ชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ในวันนี้ ประเทศไทยมคี �ำทใี่ ช้เรยี ก กลมุ่ ชนทเ่ี ตมิ เข้ามาเปน็ ดงั ตวั อยา่ งเชน่ ชาวไทยพวน ไทยดำ� ลาวเวยี ง ลาวครงั่ ทงั้ ๆ ทอี่ ยู่ ประชาชนไทย ที่มาเป็นกลุ่มก้อนและมีลักษณะเฉพาะตนอยู่ แถวเมอื งนครปฐม ราชบรุ ี เพชรบรุ ี ใกลๆ้ โดยรอบๆ กรงุ เทพฯ แตก่ ็ หลากหลายคำ� ดว้ ยกนั เชน่ ชนกลมุ่ นอ้ ย ชาวชาตพิ นั ธไ์ุ ทยชนเผา่ ปดิ กนั เงยี บไมย่ อมบอกใคร หากในวนั นเ้ี มอ่ื กระแสทอ่ งเทยี่ วขน้ึ สงู พนื้ เมอื งไทย และ ชาวไทยภเู ขา แตก่ เ็ ปน็ การยากทจ่ี ะระบไุ ดจ้ รงิ ๆ การทอ่ งเท่ยี วชุมชนมคี ณุ ค่า กลุม่ ชนต่างๆ จงึ คอ่ ยๆ ปรากฏกาย ว่า ประเทศไทยเรามีกลมุ่ ชนเหลา่ นีอ้ ยจู่ �ำนวนกก่ี ลุ่ม และรวมแลว้ แสดงอตั ลกั ษณข์ น้ึ ใหเ้ หน็ ชดั เจน อกี ทงั้ ยงั มกี ารปรากฏขน้ึ ของกลมุ่ มปี ระชากรไทยทเ่ี ขา้ ขา่ ยเปน็ กลมุ่ ชนเชน่ นอ้ี ยจู่ ำ� นวนเทา่ ใด เพราะ ใหมๆ่ เพมิ่ ขน้ึ อกี ในขอบเขตทวั่ ประเทศ เชน่ กลมุ่ ไทกวน กลมุ่ ไทเยอ ในความเป็นจริง ด้วยความท่ีประเทศไทยเราเป็น สยามเมอื งยมิ้ กลมุ่ คฉึ ย่ื กลมุ่ ดาระอง้ั กลมุ่ ปะโอ ชาวไทหยา่ ชาวปลาง ชาวบรู เปน็ ตน้ เปน็ เมอื งทป่ี ระชาชนนบั ถอื พทุ ธศาสนา ทก่ี ลอ่ มเกลาให้คนไทยมี ลองนกึ ดู ชอ่ื เหลา่ น้ี เมอ่ื ๒๐ กวา่ ปกี อ่ น คนไทยแบบเราๆ ท่าน แทบ จิตใจโอบอ้อมอารี ย้ิมแย้มต้อนรับผู้มาเยือน และบ้านเมืองมี ไมม่ ีใครเคยไดย้ นิ มาก่อนเลย แตอ่ ยดู่ ีๆ เมอ่ื ถึงเวลาอันเหมาะสม ความอดุ มสมบรู ณ์ ในนำ�้ มปี ลา ในนามขี า้ ว ใครมาอยกู่ ม็ คี วามสขุ ชาวชนกลุ่มเช่นน้ี ก็มาปรากฏตัวข้ึนเป็นคนไทยกลุ่มไม่ใช่เล็กๆ ดังนั้นในวันน้ี การอพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยของกลุ่ม และอยู่กันมานานแล้วเสียด้วย แล้วชาวไทยภูเขาเล่า พวกเขา ชนตา่ งๆ จงึ ยงั ไมย่ ตุ ิ แตม่ ใิ ชเ่ ปน็ การอพยพครงั้ ใหญแ่ บบครกึ โครม เปน็ ใคร งา่ ยๆ ตามชอ่ื เลย ชาวไทยภูเขา คอื ชาวชาติพันธ์ุ หรือ แตเ่ ป็นการอพยพแบบคอ่ ยเป็นค่อยไป เหมือนนำ้� ซึมบ่อทราย ชาวเผ่าพื้นเมืองที่อยู่อาศัยบนช้ันความสูง คือ ไม่ได้อยู่ในที่ราบ แต่ในวันนี้ ก็ไม่เหมือนวันก่อนๆ ที่การเข้ามาอยู่อาศัยของ นน่ั เอง ชาวไทยภเู ขาเขา้ มาเปน็ สว่ นหนงึ่ ของประชากรประเทศไทย กลุ่มชนต่างๆ มกั ถูกเกบ็ งำ� เร้นลบั เปน็ เวลาเนิน่ นานนบั ชวั่ อายุคน มานานนบั ศตวรรษ และมีอยหู่ ลากหลายกลุ่มด้วยกัน 6

ในวันนี้การแบ่งกลุ่มชาวชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง และ ชาวดาระองั้ ชาวไทยภเู ขาท่ีเพิง่ เข้ามาตงั้ รกรากในประเทศไทย ชาวไทยภูเขา ยังออกจะดูเหล่ือมๆ ข้อมูลการอพยพเข้ามา ไมน่ ง่ิ และหนว่ ยงานทที่ ำ� งานดา้ นชาตพิ นั ธก์ุ ม็ อี ยมู่ ากหลาย ทง้ั ยงั  ชาวไทยภูเขากลุ่มยอ่ ยๆ นอกจาก ๖ กลุ่มใหญ่ เปน็ กลมุ่ มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยท�ำงานเติมอีก คนนับจ�ำนวนก็ไม่น่ิง คน ชาวไทยภเู ขาทเี่ ปน็ กลมุ่ เลก็ กลมุ่ นอ้ ย มจี ำ� นวนประชากรไมม่ ากนกั ถกู นบั จ�ำนวนกไ็ ม่น่ิง จ�ำนวนท่ีแท้จรงิ จงึ ยงั ไม่มน่ั คง ดงั นนั้ ในท่ีน้ี สมัยก่อนไม่ค่อยปรากฏกายในสังคม แต่มาในยุคนี้ได้ค่อยๆ จงึ จะขอใช้วิธแี บ่งชาวไทยภเู ขาอยา่ งงา่ ยๆ ไม่ซับซ้อนดงั น้ี ปรากฏออกมาแนะน�ำตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ กลุ่มลัวะ กลุ่ม  ชาวไทยภเู ขา กลุม่ หลัก ๖ ชาตพิ นั ธุ์ ชาวไทยภเู ขากลุ่มน้ี ละเวอื ะ กลมุ่ ขมุ กลมุ่ ไตหยา่ และกลมุ่ มะราบรี หรอื ผตี องเหลอื ง เป็นชาวไทยภูเขากลุ่มใหญ่ ประชากรมาก ท่ีคนไทยเรารู้จักคุ้น เปน็ ต้น เคย เพราะได้ปรากฏบทบาทอยู่ในประเทศไทยมานานแล้วและ บ่อยครั้งจนเป็นท่ีรู้จัก แม้ชาวต่างประเทศก็รู้จักและอยู่ในความ  ชาวไทยภูเขา กลุ่มใหม่ ชาวไทยภูเขา สนใจยงิ่ ในสถานะสสี นั ทางชาตพิ นั ธข์ุ องประเทศไทย จนมชี อ่ื เรยี ก กลุ่มน้ี เพ่ิงปรากฏกายอยู่อาศัยเป็นกลุ่มก้อน เปน็ ภาษาอังกฤษว่า Sixth Major Hilltribes of ThaiIand มีอยู่ ขึ้นในประเทศไทย เมื่อไม่นานมาน้ี โดยได้รับ ๖ เผา่ ด้วยกนั คอื กะเหรย่ี ง หรอื ปกาเกอะญอ ลาหู่ หรอื มูเซอ พระมหากรณุ าธคิ ณุ อยา่ งเปน็ พเิ ศษจากพระบาท อาข่า หรือ อีก้อ สามกลุ่มน้ี เป็นชาวไทยภูเขาท่ีมีอยู่ทั้งสอง สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประเทศไทยและพม่า โดยผ่านเข้ามาไทยทางประเทศพม่า จึงมี บรมนารถบพิตร อันได้แก่ กลุ่มดาระอ้ัง กลุ่ม อทิ ธพิ ลพมา่ ผสมตดิ มาดว้ ย เชน่ ชอื่ เรยี กชนเผา่ วา่ อกี อ้ หรอื มเู ซอ คะฉิน่ และกลมุ่ ปะโอ เป็นตน้ น้นั เป็นภาษาพมา่ และชาวไทยภูเขาอีก ๓ เผา่ พันธ์คุ อื ชาวไทย และในบรรดาชาวไทยภูเขาทั้ง ๓ กลุ่มนี้ ภูเขาจากประเทศจีนที่ผ่านประเทศไทยเข้ามาทางประเทศลาว แตล่ ะกลมุ่ กย็ งั มกี ารแตกแขนงตา่ งๆ ออกไปตาม และพม่า แตม่ อี ิทธิพลจนี เข้มแข็ง อันไดแ้ ก่ ชาวไทยภเู ขาเผา่ มง้ คตหิ ลายๆ อยา่ ง เชน่ ตามถนิ่ ทอ่ี ยู่ ตามภาษาพดู หรอื แมว้ ชาวไทยภูเขาเผา่ เม่ียน หรอื เย้า และชาวไทยภูเขาเผ่า ตามชาติตระกูล หรือ ตามรูปแบบวัฒนธรรม ลซี อ หรือ ลซี ู ประเพณฯี อกี มากมาย เชน่ ชาวลาหู่ หรอื มเู ซอ ยังแบ่งออกเป็นมูเซอด�ำ หรือมูเซอแดง มูเซอ สองแม่เฒ่าชาวกะเหรยี่ งสะกอ เหลอื ง มเู ซอเชเละ เปน็ ตน้ ชาวมง้ แบง่ ออกเปน็ มง้ ขาว มง้ ดำ� มง้ ลาย กะเหรยี่ ง หรอื ปกาเกอะญอ แบง่ เปน็ สะกอ และ โปว เปน็ ตน้ มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 7

วฒั นธรรม ชาวไทยภเู ขา ๒ ความคล้ายคลึงกัน หลอมรวมจากธรรมชาติ เดยี วกัน ชาวไทยภูเขาเหล่าน้ีแทบทุกกลุ่ม ต่างก็ มวี ฒั นธรรมประเพณที ส่ี บื ทอดกนั ตอ่ ๆ มาเปน็ ของตนเอง วัฒนธรรมประเพณีเหล่าน้ีมีที่มา จากหลายๆ แหล่ง ทั้งจากภูมิปัญญาด้ังเดิม ของชาตพิ นั ธุ์ ทงั้ อทิ ธพิ ลของจนี ถิ่นที่อยู่อาศัย ดง้ั เดมิ และทงั้ ประเทศทเ่ี ดนิ ทางผา่ นมารวมเขา้ ด้วยกัน แต่ส่ิงที่ส่งอิทธิพลต่อพวกเขาอย่าง เด่นชัดอีกสองเรื่องส�ำคัญก็คือ เร่ืองของการ เดนิ ทางอพยพยา้ ยถนิ่ และเรอื่ งของการใชช้ วี ติ ในพนื้ ทปี่ า่ เขาลำ� เนาไพร หอ้ งเรยี นหอ้ งใหญใ่ น ธรรมชาติ ท่ีหล่อหลอมชีวิตของชาวไทยภูเขา ให้มีลักษณะพิเศษเฉพาะ จนเป็นอย่างท่ีเห็น กนั ในปัจจบุ นั ตัวอย่างจากการน้ี ก็คือ วัฒนธรรม ในเร่ืองการประกอบอาหารและการถนอม อาหาร อาหารของชาวไทยภูเขาแทบทุกเผ่า ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารง่ายๆ ข้ันตอนการ ท�ำไม่ยุ่งยาก และใช้ส่วนประกอบในการท�ำ อาหารไม่มากนัก อาจกล่าวได้ว่าพร้อมเสมอ สำ� หรับการยา้ ยทอ่ี ยู่ และการเดนิ ทางรอนแรม ส่วนเรื่องการถนอมอาหารก็จะใช้วิธีการ คลา้ ยๆ กนั คอื เรียบง่ายไม่ยงุ่ ยาก เป็นการใช้ วิธีตากแดดและรมควันเป็นหลัก ส่วนในเร่ือง การใช้ชีวิตอยู่ในธรรมชาติ ภูมิปัญญาอันน่า สนใจยงิ่ ของชาวไทยภูเขาก็คือ การปลุกพืชไร่ หมุนเวยี น การลา่ สัตว์ และการใช้อาหารเปน็ ยา หรอื คอื ภมู คิ วามรดู้ า้ นการสมนุ ไพรทงั้ หลาย นั้นเอง ๑ 8

เรอ่ื งของศลิ ปหตั ถกรรม คอื การนำ� สง่ิ ตา่ งๆ ทอ่ี ยใู่ นธรรมชาติ ๓ รอบตวั มาประดดิ ประดอยเปน็ เครอื่ งใชไ้ มส้ อยตา่ งๆ หลากหลาย ชาวไทยภูเขาแต่ละเผ่าพันธุ์ก็มีฝีมือยอดเย่ียมอย่างยิ่งในหลาก ๑. เด็กผ้หู ญิงมง้ นา่ รกั แจ่มใสในอากาศหนาวเย็น หลายแขนง ทง้ั งานจกั สานไมไ้ ผ่ งานผา้ เยบ็ ปกั ถกั ร้อย งานผลิต ๒. ใบหน้าเป่ียมสขุ ของเดก็ นอ้ ยชาวกะเหร่ยี งกับช้างเล้ียงเพือ่ นร่วมชีวติ เคร่ืองประดับประจ�ำเผา่ เฉพาะตน งานแกะสลกั ไม้ และงานพวก ๓. กลมุ่ สาวน้อยชาวกะเหร่ยี งโปว ในช่วงวันอนั มีความสุข เครอ่ื งโลหะตา่ งๆ เปน็ ตน้ ผลงานชน้ิ เลศิ ๆ ของชาวไทยภเู ขาเหลา่ น้ี สมยั หนงึ่ เมอ่ื ชาวตา่ งประเทศเรมิ่ เขา้ มาทำ� ความรจู้ กั กบั ชาวไทย นอกจากนี้เคร่ืองดนตรีอีกชนิดหนึ่งซึ่งสูญหายไปจากสังคมไทย ภูเขาในประเทศไทยครง้ั แรกๆ ด้วยความเหน็ คณุ ค่าและมีเงินทนุ นานแลว้ แตก่ ลบั ยังมีอยู่ในสงั คมชาวไทยภูเขา นน่ั คอื จิ้งหน่อง กล้าทุ่มเท ท�ำให้กวาดผลงานช้ินงามออกไปจากหมู่บ้านชาวไทย ไม้ไผ่ช้ินเล็กๆ ที่สามารถเป่าหรือดีดให้เป็นเสียงดนตรีได้ ก็เป็น ภเู ขาไปมากมาย ครน้ั เวลาผา่ นไป เวลากลายเปน็ สงิ่ มีค่ามากขน้ึ เครื่องดนตรีท่ีมีอยู่บนภูเขาน้ีด้วยเหมือนกัน เมื่อพูดถึงความ ชาวไทยภเู ขามฝี มี อื รนุ่ เกา่ หมดไป ผลงานชนิ้ เยย่ี มชน้ิ ใหมก่ ม็ นี อ้ ย คลา้ ยคลึงกนั ของชาวไทยภเู ขาต่างๆ แล้ว กต็ อ้ งพดู ถงึ ความแตก ลงไปแล้วในทีส่ ดุ และส่ิงท่จี ะเหมอื นๆ กันอีกส่งิ หนึ่งของชาวไทย ตา่ งบ้าง ความแตกต่างนีแ้ หละเป็นส่งิ ซ่ึงจะชว่ ยแบง่ กลุ่มชาวไทย ภเู ขาแทบทกุ เผา่ พนั ธ์ุ เปน็ เรอ่ื งแปลกทใ่ี ครตา่ งคาดไมถ่ งึ เรอื่ งหนงึ่ ภเู ขาใหเ้ ปน็ ชาวชาตพิ นั ธต์ุ า่ งๆ แตถ่ า้ จะใหก้ ลา่ วถงึ ความแตกตา่ ง กค็ อื เรอ่ื งของการขนเงนิ ตดิ ไปกบั ตวั ในรปู เครอื่ งประดบั เงนิ เพราะ ท้ังหมดหน้ากระดาษคงไม่เพียงพอที่จะกล่าวได้ไปเสียทั้งหมด เงินเป็นส่ิงมีค่าและม่ันคงกว่าธนบัตร ในการอพยพข้ามประเทศ ในที่น้ีจึงจะขอยกตัวอย่างความแตกต่างส�ำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ ของชาวไทยภูเขาบ่อยครั้ง ธนบัตรที่หามาได้เก็บไว้กลับไร้ค่าไป ของชาวไทยภูเขาเผา่ ต่างๆ และจะขอน�ำเสนอเพียงชาวไทยภเู ขา โดยสิ้นเชิง เพราะการประกาศเปลี่ยนแปลงค่าเงินของเจ้าของ ๖ เผ่าหลักกอ่ นเท่าน้นั ประเทศ หรอื กระทงั่ การถกู ลกั ขโมยรอื้ คน้ บา้ นทไี่ มม่ น่ั คง เปน็ เพยี ง กระท่อมฟากไม้ไผ่ การท�ำลายของความช้ืน สัตว์เล็กสัตว์น้อย มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 9 แถมชีวิตยงั ตอ้ งอพยพย้ายทบี่ ่อยๆ อกี ตา่ งหากชาวไทยภเู ขาแทบ ทุกเผ่าจึงใช้การท�ำเคร่ืองประดับกายน้ีแหละเป็นการสะสมเงิน และน�ำเงนิ ติดตัวไปในหลายๆ โอกาสเหมอื นๆ กันทกุ เผ่าพนั ธุ์ ความคล้ายคลึงกันเรื่องส�ำคัญอีกเรื่องหน่ึงคือ เร่ืองการ เคารพนับถือผีบรรพบุรุษ ทุกวันน้ีแม้ชาวไทยภูเขาหลายเผ่าจะมี การเปล่ียนไปนับถือศาสนาหลักอ่ืนๆ แล้ว แต่การนับถือบูชาผี บรรพบรุ ษุ พอ่ แมป่ ยู่ า่ ตายายผลู้ ว่ งลบั ซงึ่ จะไดร้ บั การจดั ทำ� หงิ้ บชู า และเซ่นไหว้ในโอกาสที่เหมาะสม ก็ยังไม่เคยเส่ือมคลายไปจาก ชวี ติ พวกเขาเลย และจะมาเปน็ อนั ดบั แรกเสมอ เมอื่ เกดิ เหตพุ เิ ศษ ตา่ งๆ ขนึ้ ในครอบครวั เรยี กวา่ ไมว่ า่ จะทำ� อะไร ผบี รรพบรุ ษุ กม็ กั จะไดร้ บั การกล่าวอา้ งถึงและปฏิบัตบิ ชู าอย่างสม่ำ� เสมอ การดนตรี ของชาวไทยภูเขาหลากหลายเผ่าพันธุ์ ก็มคี วาม คล้ายคลึงกัน เคร่ืองดนตรีหลักจะเป็นเคร่ืองเป่าและเคร่ืองดีด เคร่อื งเปา่ ทีม่ ลี ักษณะเปน็ แคนน�ำ้ เตา้ จะมอี ยใู่ นเกอื บทกุ เผ่าพนั ธ์ุ ทั้ง ๖ เผ่า ต่างกนั ทข่ี นาดและชอื่ เรยี ก เช่น ม้ง จะเรยี กวา่ เคง่ ลีซู จะเรียกว่า ซื่อรึ เป็นต้น ส่วนเครื่องดนตรียอดฮิตอีกสอง ประเภทก็คือ พิณ และขลุ่ย ก็เป็นท่ีแพร่หลายในหลายเผ่า ตา่ งกนั ตรงขนาด รปู รา่ งของกลอ่ งเสยี ง และชอ่ื เรยี กเชน่ เดยี วกนั

มง้ ผ้นู �ำวงการแฟชัน่ สาวๆ มง้ ทม่ี ารว่ มงาน จะมไี มก่ อ่ี ยา่ ง อยา่ งถงุ นอ่ งโชวเ์ รยี วขาสวย ของหญิงสาว และรองเท้ารูปทรงทันสมัย แม้แต่รองเท้าชื่อดัง ส�ำหรับประเทศไทยอากาศร้อน ดูจะเป็นอุปสรรคส�ำคัญ อาดิดาส ไนกี้ ก็มีมาครบครนั สรอ้ ย แหวน นาฬกิ า และมือถอื ปิดก้ันโอกาสในการแต่งชุดประจ�ำเผ่าของชาวไทยภูเขา เพราะ เพียงเท่าน้ัน พ้นจากน้ีก็เป็นจะเคร่ืองแต่งกายแบบของชาวม้ง เครอื่ งแตง่ กายแบบทเ่ี รยี กวา่ เตม็ ยศเหลา่ นน้ั ดเู หมอื นจะออกแบบ ลว้ นๆ และลวดลายยอ้ มผา้ เยบ็ ผา้ ปกั ผา้ พมิ พผ์ า้ ซงึ่ เปน็ ลกั ษณะ มาเพ่ือต่อสู้กับความหนาวเย็นในป่าบนภูเขาโดยเฉพาะแต่ก็ยังมี เฉพาะของงานฝีมือม้ง ก็จะมาปรากฏมากมายในงานส�ำคัญวันน้ี โอกาสอย่างน้อยปีละครั้งท่ีพ่ีน้องชาวไทยภูเขาจะตั้งใจแต่งกาย อย่างที่ปรากฏในงานแต่งงานเจ้าชายอังกฤษน้ันแหละ เพียงแต่ ในชดุ ประจำ� เผา่ อยา่ งสวยงามเตม็ ท่ี นนั่ กค็ อื วนั เทศกาลสำ� คญั ของ ชุดที่ออกแบบสวมใส่มาจะเป็นคนละอย่างกัน ซ่ึงต้องชม เผ่าพนั ธ์ุ คอื งานปใี หม่ นัน้ เอง นักออกแบบเสื้อผ้าอังกฤษอย่างย่ิง แต่ในเน้ือผ้านั้นก็ใช่เลย เป็น งานวันปีใหม่ของชาวม้ง จัดขึ้นใกล้ๆ วันตรุษจีน จะเป็น เน้ือผ้าและลวดลายผ้าของชาวม้งในประเทศไทยนั้นเอง แทบจะ วันทเ่ี รยี กไดว้ ่า รวบรวมแฟช่ันทันสมัยสดุ ๆ ของชาวมง้ จากแทบ ไม่มีใครแตกคอกในงานประเพณีปีใหม่ม้ง โดยเฉพาะชายหนุ่ม ทุกพ้ืนท่ีในประเทศไทยมาพบกันเลยทีเดียว แฟชั่นทันสมัยท่ีว่านี้ หญงิ สาว ตา่ งพากนั แตง่ กายดว้ ยเครอ่ื งแตง่ กายมง้ ไปรว่ มงาน และ ก็คอื รูปแบบการแต่งกายของชาวมง้ ในตา่ งประเทศ เช่น ชาวมง้ แม้แต่ในวงส�ำคัญท่ีสุดของงานคือวง โยนลูกช่วง หรือ จุเป๊าะ จีน ชาวม้ง สปป. ลาว และชาวม้งพม่า โดยเฉพาะรูปแบบของ อันเป็นธรรมเนียมท่ีจัดไว้เฉพาะเพื่อให้ชายหนุ่มและหญิงสาว ชาวม้งจีน จะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ รูปแบบเหล่านี้จะมา ได้ท�ำความรู้จักกัน ก็จะมีชายหนุ่มหญิงสาวนับร้อยๆ คู่ผลัด รวมกนั ในวนั ปใี หมข่ องชาวมง้ ไทยแทบจะทกุ พน้ื ทเี่ จรญิ หเู จรญิ ตา เปล่ียนกันเข้ามาร่วมเล่นให้เห็นเป็นภาพตัวอย่าง เพราะสมัยนี้ ของผู้ชมเลยทีเดียวละ สิ่งที่มีแปลกปลอมเข้าไปบนร่างกายของ วงท�ำความรู้จักกนั แบบนีก้ ไ็ มใ่ ช่สง่ิ จ�ำเปน็ เสยี แลว้ ม้งหนุ่มมง้ สาว มีสถานทใี่ หไ้ ปทำ� ความรู้จกั อ่นื ๆ กันเยอะแยะไป ในงานนจี้ ะมแี ตผ่ ใู้ หญ่ หรอื คนชราบางคนเทา่ นน้ั ทอี่ าจจะ ไมแ่ ตง่ กายชดุ ประจำ� เผา่ เขา้ รว่ มงาน ตรงขา้ มกบั งานประเพณขี อง คนไทยพื้นราบที่บ่อยครั้งในงานจะมีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่แต่งกาย ตามแบบประเพณีดั้งเดิม หนุ่มสาวไม่มีใครแต่ง และเพราะงาน เทศกาลปีใหม่ม้ง ท่ีเต็มไปด้วยเครื่องแต่งกายตามแฟชั่นแบบม้ง ของหนมุ่ สาวแสนบรรเจดิ เพรศิ แพรว้ มากมายหลากหลายรปู แบบ น่ีแหละ จึงเป็นส่ิงท่ียืนยันได้ว่าในประดาสังคมชาวไทยภูเขา ในประเทศไทยน้ัน ชาวม้ง น้ีแหละที่เป็นสุดยอดผู้น�ำแฟช่ันของ วงการชาวไทยภูเขาอย่างแน่นอน สีสนั สดใสและลวดลายผา้ ทอมอื ของชาวมง้ จดั ทำ� เป็นกระโปรงงดงาม 10

ปีใหม่ลีซู เต้นปีใหม่ ท้งั วัน ท้งั คนื ยันรงุ่ เชา้ ใหก้ ารศึกษาสืบทอดวฒั นธรรมในดา้ นต่างๆ ของลีซเู ป็นรปู ธรรม ชดั เจนย่ิงขน้ึ ไปอีก หากเลอื กเกดิ ได้ ขอเกดิ ใหมเ่ ปน็ ลซี ู เพราะ ลซี ู อาหารอรอ่ ย ลีซู เป็นตัวอย่างของชาวไทยภูเขา ที่เห็นคุณค่าของการ ชดุ กส็ วย รา่ ยรำ� รอ้ งเพลงไดส้ ดุ วนั สดุ คนื นค่ี อื คำ� ขวญั ทเ่ี ปน็ เหมอื น รวมตวั กนั ทำ� กจิ กรรมสงิ่ ใดสงิ่ หนงึ่ อยา่ งพรอ้ มเพรยี ง ดงั นนั้ ในวนั นี้ คติประจำ� ใจของชาวลซี ูรนุ่ ใหมใ่ นประเทศไทยวนั นี้ เพราะชาวลีซู เราจงึ ยงั จะไดเ้ หน็ ความเคลอ่ื นไหวเปลยี่ นแปลงของลซี อู กี มากมาย มีประเพณีปีใหม่ท่ีมีขบวนเต้นปีใหม่เกิดขึ้นชนิดสุดวันสุดคืน ในดา้ นตา่ งๆ ทง้ั ด้านผลผลิตจากพชื ไรน่ านาชนดิ เช่น กาแฟลซี ู วงเตน้ เมอื่ ตงั้ ขนึ้ แลว้ กย็ ากจะเลกิ ลม้ ได้ มแี ตจ่ ะยงิ่ เพมิ่ จำ� นวนผมู้ า ชาลีซู โกโก้ลีซู ชูรสดอย เป็นต้น อีกท้ังในวันนี้ลีซูยังมีการ เตน้ มากขึน้ เร่ือยๆ แทบหมดท้งั หมบู่ า้ น รวมกลุ่มกันในระดับประเทศเป็นสหพันธ์ลีซูแห่งประเทศไทย ดนตรีลีซู คือรากฐานของขบวนเต้นอันงดงามน้ี ดนตรีลีซู มกี ารตดิ ตอ่ เชอ่ื มโยงกบั กลมุ่ ลซี ใู นตา่ งประเทศ จนี พมา่ และ อนิ เดยี เป็นดนตรีของกลุ่มชาวไทยภูเขากลุ่มแรกท่ีได้รับการขึ้นบัญชี การรวมกลุ่มกันท่ีจะมีความส�ำเร็จต่อไปในอนาคตน้ี จะส่งผล มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมของประเทศ ซึ่งจรงิ ๆ ดนตรดี ีกม็ ี ประโยชน์ในด้านต่างๆ ใหแ้ ก่ประเทศไทยได้ไมน่ อ้ ยเลยทีเดยี ว ดว้ ยกันแทบทุกเผ่า ดนตรลี ีซูอาจจะยังเป็นรองในบางเร่ืองกับบาง เผ่าด้วยซ�้ำไป หากแต่ลีซูอาจจะเป็นผู้เล่นที่ชาญฉลาด บทเพลง แม้มีจ�ำนวนไม่มาก ท�ำนองก็จ�ำกัดเล่นซ้�ำไปซ้�ำมา หากแต่ นักดนตรีลีซูมีความทันสมัยน�ำเคร่ืองขยายเสียงเข้าไปติดตั้งกับ เคร่ืองดนตรี ท�ำใหเ้ คร่ืองดนตรีชน้ิ เดียวทใี่ จกลางวงเต้น สง่ เสียง กระหึ่มให้ทุกคนได้ยิน ท�ำให้วงเต้นเกิดความคึกคักสนุกสนาน มากขึน้ เต้นกนั ไดท้ ัง้ วันทั้งคืน ด้วยบทเพลงไม่กเ่ี พลง การไดข้ น้ึ บญั ชี มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม ไดช้ ว่ ยทำ� ให้ แวดวงวัฒนธรรมลีซูตื่นตัวขึ้น ขณะนี้ก�ำลังมีการจัดการระบบ แฟชนั่ เครือ่ งแตง่ กายของ หนมุ่ สาวมง้ ในวันปใี หม่ มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ 11

อาข่า ชมิ กาแฟ ชมิ ชา แล้วไปชมโล้ชิงช้า ๑ ในอดตี บรรดาชาวไทยภเู ขาเผ่าตา่ งๆ ท่ีออกจะมีชื่อเสียงว่า มฐี านะยากจน ๑. เดก็ สาวชาวอาขา่ สนกุ สนาน ทีส่ ดุ กเ็ ห็นจะเปน็ ชาวไทยภูเขาเผ่าอาขา่ นีแ้ หละ แตช่ ่อื เสียงทว่ี ่าน่ัน จรงิ ๆ แลว้ อาจ กบั การเล่นชงิ ชา้ ในช่วงเทศกาล จะเป็นเพียงค�ำนินทาที่มีพ้ืนฐานมาจากการที่ชาวอาข่าน้ีมีช่ือเสียงย่ิงในเรื่องความ โล้ชิงชา้ รืน่ เริงบันเทิงใจ อาขา่ มีวนั หยดุ ท�ำงานเฉลมิ ฉลองกนั มากมายในรอบ ๑ ปี และอาจ ๒. การละเลน่ สนกุ สนาน จะมแี หลง่ บนั เทงิ ประจำ� หมบู่ า้ นอยา่ งเปน็ รปู ธรรมเหน็ ชดั นน่ั คอื ลานกวา้ งประจำ� หมบู่ า้ น ของผู้หญงิ ชาวอาข่า ท่ีเรียกกันว่า แดห่อง ซ่ึงเป็นท่ีรู้จักกันทั่วไปในสังคมไทยพ้ืนล่างว่า ลานสาวกอด เรียกว่าเปน็ ชาวไทยภเู ขาเผา่ ท่ีมีภาคบนั เทิงโดดเด่นที่สดุ นัน้ แหละ พอมีภาคบนั เทงิ เยอะ จงึ มภี าคการท�ำงานนอ้ ยกวา่ เขาอื่น อาข่า จึงถกู นินทา วา่ ยากจน แตท่ วา่ ในวนั นี้ ชาวไทยภเู ขาเผา่ อาขา่ ไมไ่ ดย้ ากจนเชน่ ทว่ี า่ นน้ั แลว้ วนั น้ี ในจังหวัดเชียงรายไร่ชาพ้ืนท่ีใหญ่ที่สุด แน่นอนคือสิงห์ปาร์ค เอกชน แตไ่ รช่ าทมี่ ี ขนาดใหญเ่ ปน็ ทสี่ องกลบั เปน็ ไรช่ าของชาวอาขา่ ไรช่ าฉยุ ฟง ซง่ึ มกี ารด�ำเนนิ การผลติ ชาหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการท�ำการท่องเที่ยว ขายขนม ขายเบเกอรี่ ควบคู่ไป ด้วยมกี ารจา้ งแรงงานชาวไทยภเู ขาดว้ ยกันอีกมากมาย กาแฟเชียงรายชื่อดัง อย่างกาแฟปางขอน อีกทั้งกาแฟ อาข่า อาม่า ของ เชียงใหม่ ก็เป็นกาแฟของชาวอาข่า กาแฟ ๒ เคร่ืองหมายการค้านี้ ได้ช่วยให้ ๒ 12

ชาวอาข่าสามารถส่งผลผลิตแก่โรงงานผลิต ได้ในราคายุติธรรม ราคาแพง ไม่แพผ้ ลงานของชาวม้ง ต่างกนั ตรงท่ี อาขา่ ไมค่ อ่ ยมี ชนเผา่ อาขา่ มคี วามรอบรมู้ ากขน้ึ เรอื่ งชา กาแฟ จนกลายเปน็ ความ ความเปลี่ยนแปลงของแฟชัน่ แตเ่ ป็นความสวยงามแบบคลาสสกิ เชย่ี วชาญ และชา กาแฟไทยกเ็ ปน็ ผลผลติ ทส่ี ง่ ออกไปขายไดอ้ ยา่ ง ทั้งหมดนี้ เม่ือบวกเข้ากับความเป็นกลุ่มที่มีความร่ืนเริงบันเทิงใจ กวา้ งขวาง ดังนน้ั ชาวอาขา่ จึงมใิ ช่ชาวไทยภเู ขาที่ยากจนอกี ตอ่ ไป และความรงุ่ พงุ่ แรงของชาและกาแฟ ชาวไทยภเู ขาเผา่ อาขา่ จงึ เปน็ แต่พวกเขาคือ ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง ชา กาแฟ ท่ีมีผลผลิตเป็นของ ชาวไทยภูเขาทม่ี ีชอ่ื เสยี ง นา่ สนใจครบเครอื่ งในทกุ เรอ่ื งราว เปน็ ท่ี ตนเอง ซ่ึงมาถึงวันน้ี ระบบตลาดออนไลน์ได้ลดจ�ำนวนคนกลาง กลา่ วขวญั และเปน็ ทร่ี จู้ กั เปน็ อยา่ งดกี วา่ ชาวไทยภเู ขาเผา่ อน่ื ๆ ลงไป เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงมีการท�ำตลาดออนไลน์เป็นของ และความครบเครอ่ื งของชาวไทยภเู ขาเผา่ อาขา่ นแี้ หละ ทจ่ี ะไป ตนเองด้วย ไม่รวยวันนี้แลว้ จะไปรวยวันไหน รวมกันและส�ำแดงออกมาอย่างโดดเด่นย่ิงในเทศกาลส�ำคัญของ เครื่องแต่งกายของชาวอาขา่ โดยเฉพาะชาวอาข่าผหู้ ญงิ นั้น ชาวอาข่า ในช่วงเดือนสิงหาคม คืองานเทศกาลโล้ชิงช้า หรือ ก็เป็นเคร่ืองแต่งกายท่ีมีความสดใสสวยงามลงตัวอย่างน่าท่ึงมาก งานปีใหม่ผู้หญิงของชาวอาข่าน้ันเอง ต้องไปชมกัน รับประกัน ดังนั้นงานผลิตเครื่องแต่งกายผู้หญิงชาวอาข่าจึงเป็นงานของดี ความสวยงามยงิ่ ใหญอ่ ลงั การของสสี นั เสื้อผา้ นา่ ไปชม มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ 13

กะเหรย่ี ง คนของปา่ หากแต่ในบรรดาชาวไทยภูเขาทั้ง ๖ เผ่าน้ี ชาวกะเหร่ียง และการอยู่ร่วมกนั อย่างสมดุล หรอื ปกาเกอะญอ กลบั มลี กั ษณะทแี่ ตกตา่ งคอื ไมไ่ ดม้ สี ถานะเปน็ ผอู้ พยพจากดนิ แดนอน่ื เขา้ มาในแผน่ ดนิ น้ี แตช่ าวกะเหรย่ี งกลบั เปน็ จรงิ ๆ ชาวไทยภเู ขาแทบทกุ เผา่ ลว้ นมถี น่ิ ฐานอยบู่ นพนื้ ทสี่ งู ชาวไทยภเู ขาท่ีอยู่ในพนื้ ทน่ี ม้ี าแล้วชา้ นาน นานกว่าชาวไทยภเู ขา คืออยู่บนภูเขาซ่ึงมีลักษณะเป็นป่าต้นน้�ำของแม่น้�ำสายส�ำคัญๆ กลมุ่ อน่ื ๆ และเพราะไดอ้ ยอู่ าศยั ในปา่ มาแลว้ นบั รอ้ ยๆ ปนี เ้ี อง จงึ ทั้ง ปิง วงั ยม น่าน ท่ีไหลมารวมกันเป็นแม่นำ้� เจ้าพระยาด้วยกัน ไดเ้ รยี นรเู้ รอื่ งราวของปา่ แถบนม้ี ามากกวา่ ใครๆ ชาวกะเหรย่ี ง จงึ ทงั้ หมด ดังนนั้ การจะกระท�ำการใดๆ กับป่าบนภเู ขา สดุ ท้ายแลว้ มีภูมิปัญญาเร่ืองการอยู่อาศัยในพื้นท่ีป่าให้มีความย่ังยืนย่ิงกว่า ก็จะส่งผลลงมากระทบกระเทือนกับพ้ืนท่ีเบื้องล่าง ด้วยเหตุน้ี กลุ่มชนไหนๆ ภูมิปัญญาของชาวกะเหรี่ยงนี้เรียกว่า การท�ำไร่ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ของชาวไทยเรา หมุนเวียน ท่ีป่า คน และ น�้ำ จะอยู่ด้วยกันได้ตลอดไป ชาว จงึ ทรงมงุ่ มนั่ เอาพระทยั ใสใ่ นการดำ� เนนิ การหลากหลายใหช้ าวไทย กะเหรยี่ งจึงไดร้ ับสมญานามอีกอย่างหนึง่ วา่ ผูค้ นแห่งป่า นน้ั เอง ภเู ขาทงั้ หลายเลกิ ปลกู ฝน่ิ อนั เปน็ พชื เจา้ ปญั หาอยา่ งยงิ่ กบั ปา่ ตน้ นำ้� ของคนไทยท้งั มวล ๑ 14

๑. หมู่บา้ นรมิ ลำ� ธารอนั อกี หนง่ึ สงิ่ ทเี่ ปน็ ประจกั ษพ์ ยาน แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ต่างกับชาวกูย หรือส่วยในอีสานใต้ เน่ืองจากชาว รม่ รื่นชุ่มชน้ื ของชาว บทบาทของธรรมชาติท่ีอยู่ในการด�ำเนินชีวิตของชาว กะเหรย่ี งอาศยั อยใู่ นพน้ื ทป่ี า่ เขาทรุ กนั ดาร ขนึ้ ๆ ลงๆ กะเหรย่ี ง กะเหรยี่ ง กค็ อื ผา้ ทอกะเหรยี่ ง อนั เปน็ งานหตั ถกรรม ไมร่ าบเรียบ ชา้ ง จึงเป็นพาหนะทเี่ หมาะสม ใช้ได้ท้งั ๒. จะคึ การเต้นปีใหม่ใน ท่ีท�ำกันได้แทบทุกครัวเรือน มีเอกลักษณ์เฉพาะตน ในการเดินทางรอนแรม และการใช้แรงงานหนักเบา เส้ือผา้ ใหม่แสนสวยของ ดว้ ยเครอื่ งมอื ทอผา้ ทเี่ รยี กวา่ กเ่ี อว ซงึ่ มลี กั ษณะพเิ ศษ ตา่ งๆ สารพดั โดยเฉพาะงานหนักประเภท การชัก ชาวลาหู่ คือ สามารถเคลื่อนย้ายไปทอผ้าในที่ต่างๆ ได้ง่าย ลากไม้ ชา้ ง จงึ เปน็ เสมอื นมติ รคกู่ ายของชาวกะเหรย่ี ง ตามใจปรารถนา สว่ นลวดลายผา้ ทีท่ อ แม้จะมเี พียง จากอดตี มาจนถงึ ปัจจุบัน ไม่กี่ลาย เช่น ลายเม็ดฟักทอง ลายดอกพริก ลาย แมงมมุ และลายหวั เตา่ หากทวา่ แตล่ ะลายนน้ั กล็ ว้ น ลาหู่ หรือ มูเซอ ชาวชน เป็นลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและ ผู้เคร่งครัดปฏบิ ัติศาสนกจิ ส่ิงแวดล้อม นอกจากนน้ั ยงั มกี ารประดับเมลด็ ธัญพชื ตา่ งชนดิ เชน่ ลกู เดอื ย เมล็ดข้าว ลงบนผนื ผ้าอย่าง จะคึ คือ เอกลักษณ์สำ� คัญของชาวชนเผ่าลาหู่ เหมาะสมสวยงาม การตดั เยบ็ เปน็ ตวั เสอื้ กใ็ ชก้ ารเยบ็ หรือ มูเซอ ซึ่งอาจจะเรียกชื่อต่างกันออกไป เช่น ด้นด้วยมือ เป็นเคร่ืองแต่งกายที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วย มเู ซอแดง อาจจะเรยี กวา่ เขาะจา้ เว เปน็ ตน้ แต่ จะคึ ฝีมือและแรงใจปราศจากเครื่องจักรใดๆ วันนี้ เสื้อ หรือ เขาะจา้ เว ก็เหมอื นกัน นั่นคือ การแต่งกายตาม กะเหร่ียงได้รับความนิยมจากคนเมืองเป็นอย่างมาก วิถีลาหู่ให้งดงามที่สุด แล้วออกไปต่อแถวแนวเต้น เพราะมคี วามสวยงามเปน็ ศิลปะทงั้ ในเรือ่ งการจบั คูส่ ี ประกอบดนตรีบนลานดินเรียบกว้างขวาง การเต้น การประดับประดา อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ชาวไทย จะคึ เป็นทั้งความบันเทิง เป็นวัฒนธรรม และเป็น ภเู ขาที่ราคาไมแ่ พงจนเกนิ ไปอกี ด้วย พิธีกรรมทางศาสนาของชาวลาหู่ทุกผู้คน ในช่วง และด้วยเหตุท่ีเป็น ผู้คนแห่งป่า ซึ่งมีวิถีชีวิต เทศกาลปีใหม่ ชาวลาหู่ เต้นจะคึ ทั้งเพ่ือความ แนบแนน่ กบั ธรรมชาตปิ า่ เขาลำ� เนาไพร ชาวกะเหรย่ี ง สนกุ สนาน ทั้งเพ่อื นำ� ความเป็นศิรมิ งคลไปสคู่ ้มุ หรอื จงึ มกี ารเลยี้ งชา้ งไวใ้ นครอบครวั แตเ่ ปน็ การเลย้ี งชา้ ง กลุ่มบ้านต่างๆ ในหมู่บ้าน วงจะคึ จะเต้นข้ึนไป ไวใ้ นพน้ื ทนี่ อกบรเิ วณบา้ น หรอื ในปา่ ใกลบ้ า้ น ทแี่ ตก ถึงบนบ้าน บ่อยครั้งที่บ้านไม้ไผ่ถึงกับพังครืนลงมา ท้ังหลัง เม่ือวงจะคึขึ้นไปเต้นบนบ้านในวันปีใหม่ ๒ มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 15

วงเตน้ ปีใหมข่ องชาวลาหู่ วงน้ยี ิง่ เตน้ คนยิง่ เยอะอีกเช่นกัน เจ้าของบ้านก็ไม่อาจจะว่ากระไร เพราะการเต้นจะคึ คือการ ลาหดู่ ำ� ลาหชู่ ี หรอื ลาหเู่ หลอื ง และ ลาหเู่ ชเละ ความหลากหลาย ปฏิบัติศาสนกิจของคนทั้งหมู่บ้าน การเต้นจะด�ำเนินไปเรื่อยๆ ของชาวลาหู่ ท�ำให้ชาวลาหู่ดูเหมือนจะเป็นชาวชนที่เต็มไปด้วย เช่นนั้นทั้งวัน ย้ายจากคุ้มบ้านหนึ่งไปอีกคุ้มบ้านหนึ่งในหมู่บ้าน ความอะลุ้มอล่วย เข้ากับใครก็เข้าได้ ใครจะเข้ามาร่วมกับลาหู่ เดยี วกนั ตงั้ แตเ่ ชา้ จดเยน็ ในชว่ งเทศกาลปใี หม่ หรอื ในวนั พธิ กี รรม ก็มาได้ ไม่มีการปิดกั้น ลาหู่ น้อมต้อนรับทุกเผ่าพันธ์พ่ีน้องชาว ทางศาสนาวันอ่ืนๆ ซึ่งจะแตกต่างกันเพียงในวันธรรมดาท่ัวไป ไทยภูเขาฉันท์มิตรสนิท ด้วยเหตุน้ีในบรรดาชาวไทยภูเขาทั่วไป การเตน้ จะคึ จะทำ� เพอ่ื รกั ษาโรค ใกลเ้ คยี งกบั พธิ เี หยาในภาคอสี าน จ�ำนวนมาก จึงต่างรู้จักและเคยได้ยินภาษาลาหู่ จึงท�ำให้ภาษา บางครั้งก็จะมีการเต้นจะคึกันในตอนกลางคืน และบ่อยครั้งเมื่อ ลาหู่ดูจะเป็นภาษาที่มีการใช้ติดต่อส่ือสารกันในบรรดาชาวไทย ขบวนการเตน้ สนกุ สนานไดท้ ี่ กจ็ ะมกี ารเตน้ กนั ไปจนถงึ เชา้ ปฏบิ ตั ิ ภูเขามากกว่าภาษาอ่ืน ศาสนกจิ กันไปจนสวา่ งคาตาเลยก็มี และในเวที หรือ พ้ืนท่ีเต้นปีใหม่ของชาวลาหู่ บ่อยครั้ง ชาวลาหู่ หรอื มเู ซอ เปน็ ชาวไทยภูเขาทมี ีความหลากหลาย ในบางลาหู่ จึงมีชาวชนชนชาติอนื่ ๆ เช่น อาขา่ ลซี ู และไทใหญ่ มีลาหู่หลายกลุม่ มากมาย ท้ัง ลาหู่ญิ หรอื ลาหแู่ ดง ลาหนู่ ะ หรอื ในพ้ืนทใ่ี กล้ๆ กัน เขา้ มารว่ มเตน้ กันดว้ ยอย่างสนกุ สนาน 16

เม่ยี น หรอื เย้า เสื้อผ้าอันงดงามอลังการของผู้หญงิ ม้งในค�ำ่ คืนวันแตง่ งานใหญ่ สุดสวย สดใส ในพิธีแต่งงานใหญ่ ภาพเทพเจ้า ๑๖ องค์ ของชาวเมยี่ น ท่ีนับวันจะหายากยิ่ง ชาวเม่ียน หรือเย้า หรือ อิ่วเม่ียน ฝ่ายชาย น้ันดูจะเป็น ไดท้ ำ� ใหง้ านสำ� คญั ยงิ่ ใหญง่ านหนง่ึ ของชาวเมย่ี น พลอยเงยี บหายไป ชาวไทยภูเขาที่มีชื่อเสียงเล่ืองลือยิ่งในทางเป็นช่างจัดท�ำ นั่นคืองานบวชใหญ่ พิธีตไู่ ซ ซึ่งเคยจัดขนึ้ ไมก่ ี่ครั้งในประเทศไทย เคร่ืองประดับเงิน หรือ ช่างตีเงินของชาวไทยภูเขาท้ังมวล และยงั ไมม่ ใี ครสามารถจดั ขนึ้ ไดอ้ กี เลยในรอบ ๕๐ ปี และชาวเมย่ี น ส่วนชาวเม่ียนฝ่ายหญิงนั้นจะมีชื่อเสียงมากในเร่ืองการปักผ้า รุ่นใหม่ๆ ในวนั นี้ ท่อี ายยุ งั ไม่ถึงห้าสบิ กน็ า่ จะยงั ไม่เคยเหน็ พิธีนี้ ให้เป็นลวดลายต่างๆ เคร่ืองแต่งกายของผู้หญิงเม่ียนนั้น เลยดว้ ยซ�้ำไป มีความละเอียดสวยงามของลวดลายจะอยู่ท่ีกางเกงด้านหน้า ศนู ยว์ ฒั นธรรมเชยี งใหม่ เปน็ แหลง่ ตอ้ นรบั แขกบา้ นแขกเมอื ง ซึ่งจะเป็นงานปักผ้าชั้นเลิศ แต่ชุดเมี่ยนท่ีจะเลิศจริงๆ อย่างถึง แหง่ แรกของเชยี งใหมแ่ ละภาคเหนอื การแสดงวฒั นธรรมของชาว ท่ีสุดนั้นก็คือ ชุดแต่งงานของเจ้าสาว รวมทั้งเพ่ือนเจ้าสาวอีก ไทยภเู ขา เป็นสว่ นหนึง่ ในกระบวนการตอ้ นรบั แขกบ้านแขกเมือง สคี่ นดว้ ย เพราะในชดุ ทว่ี า่ นนั้ จะไมใชม่ เี พยี งงานปกั ผา้ ชนั้ เลศิ สดุ ๆ ของท่ีนี่ ต้ังแต่แรกก่อต้ังมาจนบัดน้ีไม่เคยขาด และส่งต่อให้กับ เท่าน้ัน ยังจะมีงานเคร่ืองประดับเงินฝีมือช่างเม่ียนฝ่ายชาย ศนู ยก์ ารแสดงหรอื รา้ นอาหารประเภทขนั โตกดนิ เนอรข์ องเชยี งใหม่ ที่เลิศสุดๆ เข้ามาประกอบด้วยพิธีแต่งงานใหญ่ของชาวเมี่ยน และจังหวัดภาคเหนืออื่นๆ ให้ด�ำเนินตามรอยตลอดมา นับได้ จงึ เตม็ ไปดว้ ยความอลงั การของเครอ่ื งแต่งกายอันเป็นที่โจษจนั มากกวา่ ๕๐ ปี ตลาดไนทบ์ าซา่ ร์ เปน็ ตลาดสนิ คา้ ทรี่ ะลกึ แหง่ แรก ชาวเมยี่ นมชี อ่ื เสยี งอยา่ งยง่ิ ในความเครง่ ครดั ศาสนา ศาสนา ของเชยี งใหม่ ตดิ ตามดว้ ยตลาดอนสุ าร มาจนปจั จบุ นั กาดสวนแกว้ คอื ศาสนาเฉพาะของชาวเมย่ี น ซง่ึ นอกจากการบชู าบรรพบรุ ษุ แลว้ ถนนคนเดินเชยี งใหม่ ถนนนิมมานเหมนิ ทร์ และตลาดท่องเทย่ี ว ยังมีพระเม่ียน ผู้ประกอบพิธีกรรม แต่เหนือกว่าพระเมี่ยนยังมี อืน่ ๆ อีกสารพัด ตลาดเหล่านีไ้ มเ่ คยขาดแคลนผลงานหัตถกรรม เทพเจา้ ของชาวเมย่ี น ๑๖ องค์ ซง่ึ แทบทกุ แซต่ ระกลู จะตอ้ งมภี าพ ของชาวไทยภเู ขาท่วี างจำ� หน่ายอยูอ่ ย่างมากมาย เทพเจา้ นไี้ วเ้ คารพนบั ถอื และเปน็ ประธานของพธิ กี รรมทางศาสนา และทั้งหมดที่กล่าวถึงน้ี ก็คืออีกประจักษ์พยานหน่ึง ของชาวเมี่ยน ว่ากันว่าในคราวสงครามเวียดนามท่ีลามมาถึง ซ่ึงแสดงให้เห็นถึงความส�ำคัญของวัฒนธรรมอันล้�ำค่าของ เมอื งลาว ท่ีมชี าวเม่ยี นอยู่กนั เป็นจ�ำนวนมาก มีผู้อพยพชาวเม่ยี น กลุ่มชนซึ่งได้รับค�ำเรียกขานว่า ชาวไทยภูเขา ซ่ึงอยู่ร่วมกับ เข้ามาอยู่ในค่ายอพยพในประเทศไทยนับพันคน และภาพวาด กล่มุ ชนต่างๆ ในประเทศไทยเรามาแลว้ นานนับรอ้ ยๆ ปี และ เทพเจ้าส�ำคัญของชาวเมี่ยน ก็ได้หลุดรอดออกจากค่ายอพยพไป จะอยู่รว่ มกัน เกอื้ หนนุ กนั ตอ่ ๆ ไปอีกนานเท่านาน ถงึ ประเทศตะวันตกมากมาย มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 17

บันเทิงศลิ ป์ เร่ือง : สมฤทธ์ิ ลือชัย ภาพ : อดยุ ตณั ฑโกศยั กกาิรงฟก้อนะท่ีหแสดรง่ตาัว–ตนโขตองชาวไทใหญ่ 18

เมื่อไรก็ตามที่ชาวไทใหญ่มีงานประเพณีทางพุทธศาสนา หรืองานมงคลต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการฟ้อนกิงกะหร่า และโต เม่ือเสียงฆ้องเสียงกลองดังขึ้น นักแสดงท่ีใส่ชุด กิงกะหร่าซึ่งดูคล้ายนกและนักแสดงท่ีใส่ชุดโตซ่ึงดูคล้ายกวาง จะออกมาวาดลวดลายการฟ้อนตามแบบฉบับของชาวไทใหญ่ ด้วยท่วงท่าและลีลาท่ีเร้าใจ เสียงดนตรีจะสอดรับกับการ สะบัดปีกสะบัดมือของนักแสดงกิงกะหร่า และการเคล่ือนไหว ของนักแสดงโตซึ่งดูราวกับสัตว์ท่ีมีชีวิตจริง ท�ำให้การแสดง ชุดน้ีน่าดูน่าชมย่ิงนัก ขบวนฟอ้ นกงิ กะหรา่ อนั งดงาม บนถนนใจกลางเมอื งแมส่ ะเรยี ง ในงานบญุ ออกหวา่ หรอื บญุ ออกพรรษา เมอื งแมส่ ะเรยี ง จ.แมฮ่ อ่ งสอน มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ 19

คำ� วา่ “กงิ กะหรา่ ” มาจากภาษาบาลวี า่ “กนิ นรหรอื กนิ นรา” เป็นสัญลักษณ์ และไทใหญ่กับพม่าก็มีสัมพันธ์ต่อกันมานาน ซึ่งเป็นสัตว์ในนิยายประเภทอมนุษย์ที่มีหัวเป็นคนมีตัวเป็นนก โดยเฉพาะเรอ่ื งพทุ ธศาสนา อาจเปน็ ไปไดว้ า่ “โต” ทวี่ า่ นไี้ ทใหญ่ อาศยั อยใู่ นปา่ หมิ พานต์ ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า (และอาจเป็นภาษาพม่า) น่ันเป็น สว่ นคำ� วา่ “โต” นน้ั เปน็ สตั วใ์ นนยิ ายเหมอื นกนั คำ� วา่ “โต” แค่การสันนิษฐานนะครับ แต่เอาเป็นว่าท่ีแน่ๆ คือ “โต” คือ ในพจนานุกรมไทยบอกว่าเป็นค�ำโบราณหมายถึง “สิงโต” สัตวใ์ นนิยายและเปน็ ตวั แสดงหนง่ึ ของชาวไทใหญ่ แตโ่ ตทเ่ี ปน็ การแสดงของชาวไทใหญน่ นั้ ดยู งั ไงกไ็ มเ่ หมอื นสงิ โต ส�ำหรับมูลเหตุของการแสดงกิงกะหร่าและโตนั้นมีเล่าว่า ออกไปทางกวางมากกว่า ถามผู้รู้ชาวไทใหญ่ท่านบอกว่า เม่ือพระพุทธองค์ได้เสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาท่ีสวรรค์ เป็นสัตว์ที่เกิดจากการผสมของสัตว์ ๙ ชนิด ซึ่งก็คงเป็น ชั้นดุสิตและอยู่จ�ำพรรษาท่ีนั่น ๑ พรรษา เม่ือออกพรรษาแล้ว ประเภทสัตว์ป่าหิมพานต์ที่ผสมสัตว์ตัวโน้นตัวนี้ จนดูแปลกๆ พระพุทธองค์ได้เสด็จลงจากสวรรค์ เหล่าทวยเทพและ หรือพิเศษไป จะเห็นได้ว่าท้ังพม่าหรือแม้แต่อาระกัน (ซ่ึงเป็น สัตว์ป่าหิมพานต์ต่างออกมารับเสด็จกันพร้อมหน้า และวันนั้น กลมุ่ ทิเบโต–เบอร์มนั เหมือนกนั ) ตา่ งก็มสี ัตวร์ ปู ร่างพเิ ศษแบบนี้ จึงเป็นวันท่ีเกิดปาฏิหาริย์ ที่โลกทั้งสาม คือ สวรรค์ มนุษย์ ฟอ้ นนกยงู ของคณะนาฏศลิ ปก์ มั พชู า ทม่ี เี คา้ ลางวา่ มาจากฟอ้ นกงิ กะหรา่ ของชมุ ชนชาวไทใหญ่ ทอี่ พยพไปทำ� เหมอื งพลอยทเี่ มอื งไพลนิ ประเทศกมั พชู า 20

และนรก ต่างมองเห็นกันได้หมด หรอื ทีเ่ ราเรียกว่า “วนั พระเจ้า เปิดโลก” และสัตว์ในนิยายท้ังสองนี้คือกิงกะหร่าและโตก็มี มนษุ ยม์ องเหน็ วา่ ออกมาสำ� แดงกริ ยิ าอาการตา่ งๆ เปน็ การฟอ้ น รับเสดจ็ ดว้ ย จากความเป็นมาของการแสดงกิงกะหร่าและโตดังว่ามาน้ี จึงบอกให้เรารู้ว่าแต่เดิมน้ันการแสดงประเภทน้ีคงเป็น สว่ นหนง่ึ ของการฉลองประเพณอี อกพรรษาหรอื “ออกหวา่ ” ของ ชาวไทใหญ่ ซึ่งในบรรดาประเพณี ๑๒ เดือนของชาวไทใหญน่ ั้น ประเพณอี อกหวา่ ถอื วา่ เปน็ ประเพณที ส่ี ำ� คญั ยง่ิ ดงั นน้ั กงิ กะหรา่ และโตก็เลยส�ำคัญและไดร้ ับความสนใจตามไปด้วย ฟอ้ นกงิ กะหรา่ และโต รบั นกั ทอ่ งเทยี่ ว ทท่ี ะเลสาบอนิ เล รฐั ฉาน ประเทศเมยี นมา มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ 21

เมื่อราวปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ผมไปร่วมงานบุญที่วัดป่าก่อ ใน ชดุ สำ� หรบั การแสดงกงิ กะหรา่ นนั้ มี ๓ สว่ น คอื ตวั คนแสดง เขตอ�ำเภอเมืองเชียงราย ที่น่ีเป็นชุมชนของชาวไทใหญ่ วันนั้น ปกี และหาง ตวั ปกี และหางนนั้ โครงทำ� ดว้ ยไมไ้ ผ่ ปดิ ดว้ ยผา้ และ ผมได้ชมการฟ้อนกิงกะหร่าเป็นครั้งแรก คนแสดงนั้นเป็น ประดับด้วยพู่หรือกระจก บางรายตัดกระดาษเป็นลวดลาย เดก็ หนมุ่ มาจากเมอื งสปี อ๊ รฐั ฉาน ผมรสู้ กึ ประทบั ใจในการแสดง ประดับก็มี น�ำมาประกอบกันด้วยเชือก และมีเชือกโยงอีกชุด น้มี าก ในตอนน้นั แมจ้ ะมีชุมชนชาวไทใหญใ่ นภาคเหนอื อยู่มาก เพ่ือบังคับปีกให้กระพือและบังคับหางให้แผ่ได้เหมือนนกจริงๆ แตก่ ็ไม่คอ่ ยมใี ครสืบสานการฟอ้ นกงิ กะหรา่ หรอื โตไว้ เม่ือมงี าน ส่วนตัวนักแสดงนั้นจะแต่งกายด้วยเส้ือผ้าสีเดียวกันกับปีก ก็ต้องไปหานักแสดงจากฝั่งพม่ามาแสดง ที่ใกล้ที่สุดก็จาก และหาง ปัจจุบันนักแสดงชาย–หญิงมักแต่งตัวเป็นชาวไทใหญ่ เมืองท่าขี้เหลก็ ทอี่ ยู่ตรงข้ามเมอื งแม่สาย แตใ่ นอดตี นน้ั นกั แสดงมกั แตง่ ตวั แบบนกั แสดงพมา่ ทมี่ หี อ้ ยหนา้ การฟ้อนกงิ กะหร่าหรอื ที่คนไทใหญ่เรยี กวา่ “กา้ นก” หรือ ใสม่ งกฎุ และสวมรองเท้า และดว้ ยเหตุทลี่ ีลาท่าทางในการฟ้อน “ฟ้อนนก” นั้น นักแสดงมีท้ังชายและหญิง บางคนใช้หน้ากาก ทเ่ี ลียนแบบการเคลอื่ นไหวของนก คนทัว่ ไปจงึ เรียกการแสดงนี้ แบบหัวโขนของไทยปดิ หนา้ แต่ปัจจบุ ันไม่นยิ มแล้ว วา่ “ฟ้อนนก” ๑ 22

๒ ท่ีเมืองไพลินในประเทศกัมพูชา มีชุมชนชาวไทใหญ่ที่ ๓ อพยพไปเม่ือร้อยปีก่อนเพ่ือไปขุดแร่ที่น่ัน ได้น�ำเอาการแสดง ๑–๓ ฟอ้ นกงิ กะหรา่ ของชาวไทลอ้ื เมอื งเชยี งคำ� กิงกะหร่าน้ีไปด้วย ปัจจุบันได้กลายเป็น “ฟ้อนนกยูง” อันเป็น การแสดงพื้นเมืองของเมืองไพลิน แม้ว่าจะดูกลายๆ ไปบ้าง แต่ก็พอเห็นเค้าลางว่าการแสดงชุดนี้มีท่ีมาจากการฟ้อน กงิ กะหรา่ นัน่ เอง ส่วนการแสดงโตนั้น ใช้ผู้ชาย ๒ คนเล่น คนหนึ่ง เชิดทางหัว อีกคนเชิดทางหาง คล้ายๆ การเชิดสิงโตของจีน แต่ยังไม่เคยเห็นผู้หญิงเล่นโตเลย คนเฒ่าคนแก่บอกว่า โต เปน็ ของต้องหา้ มสำ� หรบั ผ้หู ญิง ส่วนชุดของโต ที่ใช้ในการแสดงนั้นมี ๒ ส่วนคือ ตัวโต ซึ่งมีหัว ลำ� ตัวและหาง ในสว่ นน้ีทส่ี �ำคัญคือ ปาก ตา และหาง ตอ้ งบังคับใหเ้ คล่อื นไหวได้ เหมือนมชี ีวิตจริง อีกสว่ นหนึง่ คือขา ซึ่งเป็นขาของนักแสดงที่สวมชุดโตเข้าไป ส่วนตัวนักแสดงน้ัน มุดเข้าไปอยู่ในตัวโต ซึ่งคนข้างนอกจะไม่เห็น เมื่อเร่ิมแสดง คนก็จะเห็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งเย้ืองย่างออกมาอย่างเป็น จังหวะและเป็นธรรมชาติ การแสดงชนิดนี้จะน่าสนใจหรือไม่ ขนึ้ อยทู่ คี่ วามพรอ้ มเพรยี งกนั ของนกั แสดงทง้ั ๒ คนขา้ งในตวั โต เปน็ สำ� คัญ มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 23

๑ 24

คนตกี ลองกน้ ยาว ผคู้ วบคมุ จงั หวะหลกั ของการแสดง ๒ ๑–๒ ฟอ้ นกงิ กะหรา่ ของชาวไทใหญ่ จงั หวดั เชยี งราย เครอื่ งดนตรที ใ่ี ชป้ ระกอบการฟอ้ นทงั้ สองนกี้ ม็ ี กลองกน้ ยาว ฆอ้ งทมี่ าเปน็ แผง แบบเฉพาะของชาวไทใหญ่ ฆ้องราว (อันเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทใหญ่) ท่ีเรียงตัวกัน จากขนาดใหญไ่ ปหาเลก็ และบางทกี ม็ ฉี าบรว่ มอยดู่ ว้ ย ยงั สอนทำ� ตวั นกหรอื ตวั กงิ กะหรา่ และสอนทำ� ตวั โตอกี ดว้ ย จงึ ไม่ ปัจจุบันคนไทใหญ่ได้มาอาศัยหรือมาท�ำงานอยู่ใน แปลกที่ปัจจุบันมีนักแสดงกิงกะหร่าและโตอยู่เป็นจ�ำนวนมาก ประเทศไทย โดยเฉพาะที่ภาคเหนือมากกว่ายุคท่ีผ่านๆ มา สว่ นหน่งึ และอาจเป็นสว่ นใหญ่ ท่เี ปน็ ศิษย์ของครสู ่างค�ำทา่ นนี้ นอกจากจะน�ำประเพณีวัฒนธรรมไทใหญ่มาด้วยแล้ว ท่ีส�ำคัญ นอกจากงานประเพณอี อกพรรษาหรอื ออกหวา่ แลว้ ในงาน คือน�ำการแสดงกิงกะหร่าและโตน้ีเข้ามาด้วย ท�ำให้การแสดง สำ� คญั อ่ืนๆ ของชาวไทใหญ่ เชน่ งานวันขึ้นปใี หม่ งานวันชาติ ประเภทนี้แพร่หลายและเป็นที่รู้จกั กันในวงกวา้ ง ปอยส่างลอง ฯลฯ ล้วนต้องมีการฟ้อนกิงกะหร่าและโต ครูส่างค�ำ จางยอด ครูสอนกิงกะหร่าและโต ท่ีมี เป็นส่วนประกอบดว้ ยทัง้ ส้ิน ชื่อเสียงในปัจจุบันได้เล่าให้ฟังว่า ตัวท่านเองเป็นชาวไทใหญ่ กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่มีการแสดงใดท่ีแสดงอัตลักษณ์ เมืองจ๊อกแม เรียนฟ้อนมาตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ จากนั้นก็เรียน ความเป็นตัวตนของคนไทใหญ่ได้ดีเท่ากิงกะหร่าและโตอีกแล้ว ศิลปะการแสดงอน่ื มาเรือ่ ยๆ จากหลายครู เรยี นฟ้อนกงิ กะหร่า เม่ือมีไทใหญ่ก็มีกิงกะหร่าและโต เม่ือมีกิงกะหร่าและโตก็มี จากครูหน่อเงิน แสนหวี เรียนฟ้อนกิงกะหร่าและโตจาก ชาวไทใหญ่ ในท่ีนี้ก็ย่อมหมายรวมถึง ชาวเมืองแม่ฮ่องสอน ครูค�ำเมียด น�้ำล่ัน เม่ือโตข้ึนได้เข้าร่วมกองทัพเมืองไต จงั หวดั ทมี่ คี นไทยเชอ้ื สายไทใหญอ่ ยรู่ ว่ มกนั มากมายถงึ มากกวา่ ของขุนส่าในราวปี พ.ศ. ๒๕๒๙ และได้น�ำศิลปะการแสดงนี้ ๗๐ เปอรเ์ ซน็ ตด์ ้วยอย่างแน่นอน มาสอนให้เด็กๆ ไทใหญ่ท่ีอยู่ตามชายแดน ต่อมาเข้ามาอยู่ เมอื งไทยกเ็ รมิ่ สอนกงิ กะหรา่ และโตทเ่ี มอื งปายกอ่ น จากนนั้ กท็ ำ� มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 25 หนา้ ทส่ี อนตามชมุ ชนไทใหญใ่ นหลายพนื้ ท่ี จนในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้เข้ามาสอนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ตั้งแต่นั้นมาชื่อ “ป้อครูสา่ งคำ� ” ก็เป็นทร่ี ้จู กั กันทั่วไป ขณะน้ีครูส่างค�ำ ได้ไปสอนฟ้อนกิงกะหร่าและโต อยู่ที่ ศูนย์ไทใหญ่ วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน แต่ละครั้งมีเด็กมา เข้าเรียนราว ๕๐–๗๐ คน นอกจากสอนฟ้อนแล้ว ครูส่างค�ำ

ช้ันเชงิ ช่าง เร่อื ง : กลุ ธดิ า สืบหล้า ภาพ : วิศาล นำ�้ คา้ ง กล่าวกนั ว่า กว่าเราจะเห็นคุณค่าของบางส่งิ ก็ตอ่ เมอื่ มันไดส้ ูญสลายไปแลว้ แต่ส�ำหรบั ทวิ าพร ปนิ ตาสี หรอื ครบู ัว ไมร่ อให้ถงึ วนั นน้ั สิ่งที่พ่อและแมเ่ พียรสร้าง จะตอ้ งไม่เปลา่ ดาย หายไปกับกาลเวลา เม่ือ ๒๐ ปีก่อน ตอนปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ครูบัวในวัย ๓๐ ปี เห็นหนังสือพิมพ์ ท้องถิ่นฉบับหนึ่งเขียนบทความกล่าวถึงการท�ำโคมและตุงประดับในงานประเพณี ยี่เปง็ เมอื งลำ� ปาง ซึ่งเปน็ ฝีมอื ของตาสขุ และยายนาค ปินตาสี พอ่ กับแมข่ องครู บัว ก่อนจะน�ำไปสู่บทสรุปของบทความท่ีว่า น่าเสียดาย ท้ังโคมและตุงที่ในช่วง เวลาน้นั ยงั ไมแ่ พร่หลายมากนกั สมุ่ เสย่ี งวา่ อาจจะหายไปในไมช่ ้านี้ น่นั คือจุดเปลยี่ นสำ� คญั ในชีวติ ทีท่ ำ� ให้ ครูบัว หนั มาเอาจรงิ เอาจงั กับการช่วย พ่อกับแม่ท�ำโคมล้านนาอย่างจริงจัง จนกระท่ังคล่ีคลายต่อมาเป็นการจัดต้ังกลุ่ม ตุงและโคมศรีลา้ นนา และมกี ารจดั ท�ำโคมจนเปน็ ลำ่� เปน็ สันจนถงึ ทุกวนั น้ ี และใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ครบู วั ก็ได้รบั การคัดเลือกใหเ้ ปน็ ๑ ใน ๔๐ ครูช่างศลิ ปหัตถกรรม ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อันเป็นผลมาจาก ความเขา้ ใจอย่างถ่องแท้เรอ่ื งโคม ว่านีค่ ืองานฝมี ือสุดแสนประณตี และเต็มไปด้วย รายละเอียดซบั ซ้อน ตงั้ แตก่ ารขึ้นโครง ท่แี มแ้ ตค่ นเรียนด้านวศิ วกรรมศาสตร์เหน็ แล้วยังต้องท่ึง ไปจนถึงข้ันตอนสุดท้าย ท่ีจะขาดเสียไม่ได้และถือเป็นจุดเด่นของ โคมแต่ละลูกน่ันก็คือ การตอกลายโคม ซ่ึงเป็นฝีมือของงานช่างอีกชนิดหน่ึงท่ี เรียกกนั วา่ งานชา่ งตอกกระดาษ นนั่ เอง ลวดลายงดงามของงานชา่ งตอกกระดาษบนโคมล้านนาดวงสวย 26

มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 27

๑ 28

๑. ครูโอ๋ วทิ ยา ศรีใจอินทร์ กับงานตอกกระดาษ สำ� หรับโคมล้านนา ๒. และ ๓. ผลงานตอกกระดาษ ลวดลายตา่ งๆ ๔. และ ๕. เครือ่ งมอื และการท�ำงาน ประณตี ของชา่ ง ๒ ๓๔ งานชา่ งตอกกระดาษ คือ การตอกกระดาษใหเ้ ปน็ ลวดลาย ตา่ งๆ ทต่ี อ้ งใชส้ มาธแิ ละความอดทนสงู สว่ นใหญค่ รบู วั ยกหนา้ ที่ น้ีใหค้ รโู อ๋ วิทยา ศรีใจอนิ ทร์ ผู้เปน็ สามี ที่ได้รับการถ่ายทอดวธิ ี ตอกลายกระดาษจากพ่อของครูบัวเช่นกัน ดังน้ันในการท�ำงาน ทง้ั ครบู วั และครโู อจ๋ งึ แบง่ หนา้ ทกี่ นั ครโู อต๋ อกลายกระดาษ เพราะ งานตอกลายใช้เวลานาน ระหว่างน้ันครูบัวจะหันไปหยิบจับท�ำ อยา่ งอน่ื เพอ่ื ไมใ่ หเ้ สยี เวลา เสยี งค้อนตอกลงไปบนสว่ิ ดัง “กอ๊ ก ต๊อก” อยตู่ รงลานบ้าน ทา่ มกลางฟา้ ครามในฤดหู นาว ครโู อน๋ งั่ อยบู่ นเสอื่ ตรงหนา้ มเี ขยี ง ๕ ไมม้ ะขาม ทต่ี อ้ งเลอื กเขยี งชนดิ นก้ี เ็ พราะไมม้ ะขามมคี วามเหนยี ว กว่าไม้ชนิดอื่น ครูโอ๋ลงส่ิวคร้ังแล้วครั้งเล่า ตอกลายลงบน กระดาษสาแผ่นเรียบท่ีสั่งมาจากบ้านท่าล้อ หมู่บ้านท่ีมีชื่อเสียง มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ 29

๑ ด้านการท�ำกระดาษสาของเมืองล�ำปาง กระดาษสาจะถูกพับทบ มปี ระโยชน์ใชส้ อยแตกตา่ ง ไมว่ ่าจะเปน็ สิ่วโคง้ สวิ่ เลบ็ มอื ส่วิ ตัด ซ้อนหลายชนั้ เพอื่ เวลาคลี่ออกมาจะไดเ้ ปน็ ลวดลายต่อกนั โดยมี สวิ่ ปากแบน สวิ่ ตดุ๊ ตู่ ฯลฯ สำ� คญั ทส่ี ดุ คอื ทกุ ตวั ตอ้ งคมและเจา้ ของ กระดาษกรตุ น้ แบบวางอยู่ด้านบนสดุ ซึง่ เป็นกระดาษกรลุ วดลาย เองก็ตอ้ งร้จู กั เลอื กใชใ้ หถ้ กู ต้องเหมาะสม ที่จะต้องตอกลงไปตามน้ัน กระดาษสาทั้งหมดถูกตรึงอย่าง วัสดุท่ีจะตอกลายลงไปมีต้ังแต่กระดาษสา ผ้า ไปจนถึง แน่นหนาดว้ ยตะปตู วั จ๋ิวเพอ่ื ไมใ่ ห้เคลอื่ นได้เลยแม้แตน่ ้อย แผ่นโลหะแบบบาง ท�ำให้นึกถึง “ปานซอย” สังกะสีฉลุลาย ครูโอ๋ใช้สมาธิสูงเพราะต้องจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ประดับชายหลังคาวิหารของชาวไทใหญ่ในเมืองแม่ฮ่องสอน ขา้ งกายของเขามกี ลอ่ งเครื่องมอื เกา่ ครำ่� ข้างในเตม็ ไปด้วยหวั ใจ แต่ส่วนใหญ่ลกู ค้าจะสง่ั เปน็ กระดาษสาและผ้าเสียมากกวา่ ครโู อ๋ ของการตอกลาย นั่นคือสิ่ว ๒๐ ตัวที่คมกริบ สิ่วท่ีมองอย่าง บอกว่า ถ้าต้องตอกแผ่นโลหะก็ต้องระวังให้มาก เพราะมัน ผวิ เผนิ วา่ เหมอื นๆ กนั แทจ้ รงิ แลว้ ไมเ่ ปน็ เชน่ นน้ั ทกุ ตวั มชี อ่ื เรยี ก มีความคมกริบทีร่ ้ายนกั 30

ด้านลวดลายนั้น ครูบัวเล่าให้ฟังแทนครูโอ๋ที่ก�ำลัง งานแตง่ งาน งานเลี้ยง และงานพธิ ีอ่ืนๆ หรอื ขะมกั เขมน้ วา่ ตน้ แบบลวดลายทต่ี าสขุ มอบไวใ้ หม้ อี ยู่ ๗ ลาย แม้แต่น�ำไปตกแต่งอาคารบ้านเรือนได้อีกด้วย ได้แก่ ลายหงส์ ลายเครอื ลายหมอ้ ดอก ลายกระหนก ลาย ซง่ึ อนั ทจี่ รงิ สง่ิ ทเี่ รยี กวา่ งานชา่ งตอกกระดาษน้ี นกหสั ดลี งิ ค์ ลายโพธิ์ และลายมะลิ ยังมีขอบข่ายของงานขยายไปได้กว้างไกลกว่า “บางลายก็เป็นลายต้องห้ามส�ำหรับบางพื้นท่ีนะคะ” งานโคมที่เห็นน้ีอกี หลายส่วน ครบู วั ตอ้ งเรยี นรเู้ รอื่ งความเชอ่ื แตล่ ะพน้ื ถนิ่ แมล้ วดลายทใี่ ช้ ในทางกลบั กนั โคมลา้ นนา อนั ทจ่ี รงิ อาจ ในการตอกลายจะเป็นลายมงคลทง้ั หมดกต็ าม เป็นเพียงงานชั้นต้นของงานช่างตอกกระดาษ “ลกู คา้ ทางภาคใต้ โดยเฉพาะพนี่ อ้ งชาวมสุ ลมิ เขาจะ ท้ังหมดก็ว่าได้ เพียงแต่ชิ้นงานจ�ำนวนมาก ไม่ใช้ลายรูปสตั วค์ ่ะ เขานิยมลายโพธิก์ ับลายกระหนก มีอยู่ ของงาน ชา่ งตอกกระดาษ กลบั เปน็ งานชนิ้ ใหญ่ ครง้ั หนึ่งเราตอกลายรปู หงส์สง่ ไปให้ ก็ต้องกลับมาทำ� ใหม”่ ที่ห่างไกลวิถีชีวิตผู้คนตามปรกติต้องเป็นช่วง ครูบัวเล่า “ถ้าเป็นลูกค้าคนล�ำปางจะชอบลายหม้อดอก เวลาที่ไม่ปรกติเท่านั้นจึงจะมีช้ินงานยากๆ เพราะถือเป็นลายเอกลักษณ์เมืองลำ� ปาง เห็นแล้วนึกถึงวัด เหล่านี้ เช่น งานช่างตอกกระดาษทอง หรือ พระธาตลุ �ำปางหลวง ซงึ่ เป็นวดั คบู่ า้ นคู่เมืองของเราค่ะ” กระดาษสี ประดบั ปราสาท หบี ศพ หรอื ปะรำ� พธิ ี ลายหม้อดอก หรอื ลายหม้อปรู ณฆฏะ คือหมอ้ น้ำ� อัน มนี ำ�้ เตม็ บรบิ รู ณ์ มีตลา หรือไม้เลื้อย แผ่ออกมาทัง้ สองข้าง หมายถงึ ความงอกงาม ชวี ิต และการสรา้ งสรรค์ ลายหม้อ ดอกน้ี จ�ำลองแบบมาจากฝาผนังของวิหารพระพุทธ วัดพระธาตุล�ำปางหลวง นับเป็นลายท่ีตอกยากมากท่ีสุด เพราะมคี วามออ่ นชอ้ ย มเี สน้ โคง้ เสน้ เวา้ มากมาย ตอ้ งลงสวิ่ อย่างแม่นย�ำช�ำนาญ ไม่เช่นน้ันหากผิดพลาดจะต้องรื้อ ท�ำใหมท่ ง้ั หมด จะเห็นว่า การตอกลายของช่างตอกกระดาษ ไม่ได้ จ�ำกัดเฉพาะน�ำไปประดับโคม แต่ยังสามารถน�ำไปต่อยอด สร้างสรรค์เป็นงานประดับตกแต่งตามงานต่างๆ เช่น ๓ ๑. ครูโอ๋ ตรวจตราช้ินงานโคมลา้ นนาดวงใหญ่ อย่างประณีต ๒. ลวดลายการตอกกระดาษสำ� หรับโคมลา้ นนา อนั ประณตี ๓. โคมลา้ นนาใบเล็กที่มลี วดลายฝีมือตอกกระดาษ ประดบั งดงาม ๒ มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 31

ในงานจารีตประเพณีของชาวล้านนาต่างๆ และแม้กระท่ังงาน ๒ ช่างตอกกระดาษของภูมิภาคอื่นๆ เช่นงานช่างตอกกระดาษภาคอีสาน กเ็ ปน็ งานประดบั ตกแตง่ บง้ั ไฟ ในงานบญุ เดอื นหก งานประดบั เรอื ไฟบก ในงานไหลเรือไฟ ช่วงออกพรรษา และงานประดับประดาธรรมมาสน์ ในงานบุญเทศน์มหาชาติ หรืองานบุญผะเหวด เปน็ ตน้ สว่ นภาคกลาง งานช่างตอกกระดาษ ก็เป็นส่วนหนึ่งในงานช่างสิบหมู่ของราชส�ำนัก ทเี่ พง่ิ จะผา่ นพน้ งานพระบรมศพ รชั กาลที่ ๙ ไป นนั่ คอื การตอกกระดาษ ประดับพระเมรุมาศ ตลอดจนอาคารปะร�ำพิธีต่างๆ อันเป็นท่ีรู้จักกัน ในนาม “ชา่ งกระดาษทองยน่ ” นนั้ กเ็ ปน็ งานช่างตอกกระดาษสาขาหนึง่ ดว้ ยเชน่ กนั ๑ ๒ ภาพ : สัญชยั ลุงรงุ่ 32

๓๔ “จริงๆ งานตอกกระดาษ ง่ายๆ ในการท�ำโคมน้ี ก็เล้ียงชีพ พวกเราได้แล้ว เพียงแต่ต้องอดทน ให้มาก อดทนกับรายละเอียดของ เน้ืองาน และอดทนกับรายได้ท่ี บางทีก็ไม่แนน่ อน” สว่ นในงานชา่ ง ตอกกระดาษชนิ้ ใหญๆ่ นน้ั นานๆ จึงจะมีเข้ามาสักครั้งหน่ึง ก็ต้อง ถอื เปน็ บญุ วาสนาทไี่ ดท้ ำ� งานใหญๆ่ เชน่ นนั้ กต็ ้องทำ� กนั ใหส้ ุดฝีมือละ ๕ ๑. จิตกาธานรปู นกหัสดลี ิงค์ ครูบัวย้ิม นอกจากจะรับท�ำโคมและงานประดับแล้ว ครูบัวและครูโอ๋ยังได้ ผลงานย่งิ ใหญ่ของช่างตอก รบั เชญิ ไปเปน็ วทิ ยากรจากหนว่ ยงานตา่ งๆ ในชอื่ “กลมุ่ ตงุ และโคมศรลี า้ นนา” บางที กระดาษในงานเผาศพ กม็ เี ดก็ นกั เรยี นมาขอเรยี นรถู้ งึ บา้ น แตท่ ภี่ มู ใิ จมากกค็ อื การจดั กจิ กรรมใหเ้ ดก็ พเิ ศษ พระสงฆช์ น้ั ผใู้ หญท่ ่ีวัด มาเรียนรูก้ ารตอกลาย ท�ำโคมแบบง่ายๆ เพ่อื ฝึกสมาธิ เจดยี ์หลวง เรายืนมองร่มสีขาวที่กางอยู่หน้าบ้าน ร่มผ้าธรรมดา แต่ประณีตอ่อนหวาน ๒. - ๕. ผลงานตกแต่งประดบั ด้วยผืนผ้าสีขาวท่ีผ่านการตอกลายลงไปประดับอยู่โดยรอบ น่ีคือผลงานล่าสุด สถานท่ี ในพิธีการ ที่ครูโอ๋ท�ำเพ่ือประดับร่มหลายสิบคันและก�ำลังจะส่งมอบให้วัดพระธาตุสันดอน ทางศาสนาตา่ งๆ ในอ�ำเภอแมท่ ะ หลังจากนอ้ี ีกสองสามวนั ท้งั สองคนก็ตอ้ งไปสอนท�ำโคมท่ีสโุ ขทยั เสียง “ต๊อก ต๊อก ต๊อก” เงียบลงไปภายในเวลาไม่ถึง ๑ ชั่วโมง ลายเครือ ท่คี รโู อน๋ ั่งตอกเสร็จสมบูรณแ์ ล้ว ชายวยั ๖๐ ปลี กุ ข้ึนยดื เส้นยดื สาย แนน่ อนว่ามนั ชา่ งสวยงาม ไรท้ ี่ติ ... มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ 33



ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทวี่ ัดหงสร์ ัตนาราม พระอนิ ทรเ์ สด็จไปขอแก้วมณโี ชติ จากราชากมุ ภณั ฑ์ การเลา่ เรือ่ งพระแกว้ มรกตเป็นเรอื่ งยาก เพราะยงั ไมพ่ บหลักฐานท่ชี ดั เจน มแี ต่ ต�ำนานท่ีเล่าสืบทอดกันมาทั้งในต�ำราพระพุทธศาสนาและต�ำนานเมือง มาปรากฏ หลกั ฐานชดั เจนข้นึ ในสมัยธนบุรแี ละกรุงรตั นโกสินทร์ และเรอ่ื งทีจ่ ะเล่าตอ่ ไปก็จะเล่า ในมุมกว้างเพื่อให้เห็นความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนท่ีเป็นมาแต่โบราณกาล ว่าเปน็ อยา่ งไร โดยใช้เอกสารทเ่ี คยเชื่อถอื สืบต่อกันมาเปน็ หลัก ตามตำ� นานพระพทุ ธศาสนากลา่ ววา่ เมอ่ื พระนาคเสนะเถระจะสรา้ งพระพทุ ธรปู ด้วยรัตนะ พระอินทร์จึงรับอาสาจะหารัตนะมาให้ ได้ส่งพระวิสสุกรรมสถาปนิกใหญ่ ของเทวดาไปนำ� แก้วมณีสีขาวท่ีภูเขาวิบุลบรรพตมาทำ� แต่พวกกุมภัณฑ์ท่ีเฝ้าแก้วมณี อยไู่ มย่ อมให้ ในทส่ี ดุ พระอนิ ทรต์ อ้ งเสดจ็ ไปขอดว้ ยพระองคเ์ อง พวกกมุ ภณั ฑก์ ไ็ มอ่ าจ ขดั ขนื แต่ขอร้องว่าอยา่ เอาแก้วมณีโชตสิ ีขาว ซ่งึ เป็นของพระเจา้ จักรพรรดผิ ู้ประเสรฐิ นีไ้ ปเลย ขอใหเ้ อาแก้วอมรโกฏสีเขยี วไปแทนเถดิ พระอนิ ทรไ์ ม่อยากขัดใจก็จำ� ตอ้ งรบั เอาแก้วอมรโกฏสีเขียวไปถวายพระนาคเสนะเถระ พระวิสสุกรรมก็แปลงร่างเป็นช่าง ลงมารบั ท�ำพระแก้วอมรโกฏจนส�ำเร็จ ตามเร่ืองท่ีกล่าวมาข้างต้นเป็นตำ� ราเก่า ท่ีเล่าสืบต่อกันมาแต่เดิมมีแก้ไขต่อเติม บ้างบางแห่ง อาจารย์ธรรมทาส พานิช เป็นผู้หน่ึงท่ีสนใจเรื่องพระแก้วมรกตมานาน หลายสบิ ปี ไดค้ น้ คว้าใหเ้ หน็ วา่ พระแกว้ มรกตสรา้ งในเมอื งไทยนเี้ อง ไมไ่ ดส้ ร้างท�ำที่ อนิ เดียหรือลังกาอยา่ งท่กี ล่าวกัน ดังความตอนหนึง่ วา่ “ต�ำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช เล่าถึงพระเจ้าศรีธรรมาโศก มาตั้ง ทเ่ี วยี งสระและทห่ี าดแกว้ เมอื งนครศรธี รรมราช เปน็ ประวตั ศิ าสตรไ์ ทยสมยั กรงุ พนั พาน และกรุงตามพรลิงค์ ตามต�ำนานพระแก้วมรกตเล่าถึงกษัตริย์ไศเลนทร์สร้าง พระแกว้ มรกต ที่นครปาตลีบตุ รเมอื งไทย ประมาณ พ.ศ. ๑๒๖๐” มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ 35

นอกจากน้ียังมีค�ำอธิบายว่า ตามประวัติศาสตร์คนไทยโบราณท่ีลงมาอยู่ใน ๒ ดินแดนล้านนาเรียกว่าพวกโยนก คนไทยโบราณที่ลงมาอยู่ที่ละโว้ อโยธยา ไชยา ๓ นครศรีธรรมราชเรียกว่าพวกกัมโพช (ค�ำว่ากัมโพช หมายถึงชาวใต้ ในสมัยต่อมา เมื่อขอมซ่ึงเป็นไทยมีมารดาเป็นเขมรมีอ�ำนาจมากขึ้น ชาวไทยเหนือจึงเรียกพวกไทย ใตว้ ่าขอม) ในตำ� นานพระแก้วมรกต เรยี กเมืองนครศรีธรรมราชวา่ ลังกาทวปี กัมโพช วสิ ัย ลังกาแปลวา่ เมืองที่มีพระไตรปิฎก (เหน็ จะหมายความวา่ พระไตรปิฎกเกดิ ขึน้ ที่ ลงั กา) เมอื งพระไตรปฎิ กของชาวกมั โพชในตำ� นานพระแกว้ กค็ อื เมอื งนครศรธี รรมราช น่ันเอง (ตามต�ำนานกล่าวว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชสร้างเมืองเมื่อพุทธศักราช ๑๐๙๘ ปี จึงเรียกเมอื งศรีธรรมมาราชมหานคร) ตามต�ำนานกล่าวว่า ปฐมกษัตริย์ของมอญช่ือพระเจ้าอนุรุธ ได้ต้ังจุลศักราชข้ึน เมื่อ พ.ศ. ๑๑๘๑ แต่ตั้งศักราชได้เพียงปีเดียวก็สวรรคต ต่อมาลูกหลานท่ีสืบสาย ตอ่ มา (วา่ ชอื่ อนรุ ธุ เหมอื นกนั ) ไดย้ กทพั มา้ มาตเี มอื งนครศรธี รรมราช อญั เชญิ พระแกว้ มรกตจะลงเรอื กลบั ไปเมอื งมอญ แตก่ ลบั ถกู พายใุ หญพ่ ดั เรอื หลงไปไกลถงึ นครอนิ ทปตั ซงึ่ ในเวลานน้ั พระเจา้ ปทมุ สรุ ยิ วงศ์ เมอื งพระนครกำ� ลงั มพี ระเดชานภุ าพ มอญกไ็ มก่ ลา้ ไปแย่งพระแก้วมรกตกลับคืน ในต�ำนานกล่าวแต่เพียงว่า พระเจ้าอนุรุธปลอมเป็น ราษฎรไปสบื เรื่องพระแก้วมรกตแต่กไ็ ม่สามารถเอากลับคืนมาได้ ในพงศาวดารกรุงกัมพูชาเล่าเรื่องพระแก้วมรกตตอนอยู่ในนครอินทปัตไว้ว่า พระแกว้ มรกตเขา้ ไปเมอื งอนิ ทปตั ในรชั กาลพระเจา้ ปทมุ สรุ ยิ วงศ์ (ตน้ วงศข์ องพระเจา้ ปทมุ สรุ ิยวงศเ์ ปน็ ไทย แต่ทางเขมรถอื วา่ ฝ่ายมารดาต้องเปน็ ใหญ่กวา่ ฝา่ ยบิดา เพราะ ฉะนัน้ จึงเรียกเมอื งพระนครวา่ กรงุ กัมพูชา) ๑ ๑–๔ ประวตั คิ วามเปน็ มาของพระแกว้ มรกต เปน็ การ วาดตามความในต�ำนานรัตนพิมพวงศ์ ซ่ึงพระภิกษุ พรหมราชปัญญา แห่งเมืองเชียงใหม่แต่งเป็นภาษา บาลี ไวร้ ะหว่าง พ.ศ. ๒๐๖๐–๒๐๗๑ ตำ� นานเลา่ วา่ พระแกว้ มรกตนนั้ พระนาคเสนเถระ แห่งเมืองปาฏลีบุตร รัฐพิหาร อินเดีย สร้างข้ึนเมื่อ พ.ศ. ๕๐๐ โดยพระอินทร์น�ำแก้วอมรโกฏิมาถวาย หลังจากนั้นพระแก้วมรกตก็ได้ถูกอัญเชิญไปยัง ประเทศต่างๆ จากอินเดียสู่ศรีลังกา กัมพูชา และ ประเทศไทยที่กำ� แพงเพชร และเชียงรายตามล�ำดับ 36

๔ ภาพวาดจากวัดพระแกว้ จงั หวัดเชยี งราย เม่ือพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์สวรรคตแล้วไม่นาน มีพวกเจ้านายเขมรมาชิงเมือง พระนครได้ ตามพงศาวดารกัมพูชาว่า พระโคดมเป็นผู้มาปราบ กล่าวโดยสรุป ตามต�ำนานกล่าวว่า มีพระมหากษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาได้ยกกองทัพไปอัญเชิญ พระแกว้ มรกตมาจากนครอินทปตั พระแก้วมรกตจงึ ได้กลบั มาส่ดู ินแดนไทย กษตั ริย์ พระองค์น้ันคือพระเจ้าอาทิตยราชผู้ครองนครอโยธยาโบราณ (ตามเร่ืองที่เล่าว่า กอ่ นนั้นเมืองอโยธยาไปอยูน่ ครละโว้ และประมาณ พ.ศ. ๑๕๘๕ พระเจ้าอาทติ ยราช จึงได้ยา้ ยจากละโวก้ ลบั มายงั อโยธยาอกี แตค่ วามทีก่ ลา่ วไมช่ ัดเจน) มีเร่ืองพระแก้วมรกตที่ไปอยู่เมืองละโว้เล่าไว้ในพงศาวดารเหนือแปลกดี คือเขา เล่าวา่ พระเจ้าก�ำแพงเพชรได้สง่ ราชบตุ รพระองค์หนึ่งไปครองเมืองละโว้ พระราชบุตร ได้ขอให้พระราชมารดาทูลขอพระแก้วมรกตเพ่ือเอาไปสักการะบูชา พระเจ้า ก�ำแพงเพชรกต็ รสั อนุญาตว่า ถา้ พระราชบตุ รรจู้ ักพระแก้วมรกตว่าเป็นองคใ์ หนแล้วก็ เอาไปเถดิ (ฟงั ตามนที้ ำ� ใหเ้ ขา้ ใจวา่ พระแกว้ จะมหี ลายองค)์ พระราชมารดาจงึ ใหไ้ ปหา ผู้รักษาพระแก้วมรกต พระราชทานทองค�ำให้สองต�ำลึงเพ่ือให้ท�ำเคร่ืองหมายส�ำคัญ บอกให้รู้ ผู้รักษาพระแก้วมรกตก็เอาดอกไม้แดงไปวางไว้ที่ฝ่าพระหัตถ์พระแก้ว พระราชบุตรก็เขา้ ไปยกพระแก้วมรกตไปไวท้ ่เี มืองละโว้ พระแกว้ มรกตอยูท่ เ่ี มืองละโว้ ได้ ๑ ปี ๙ เดอื น พระราชบตุ รก็นำ� ไปสง่ คืนพระราชบิดาทก่ี �ำแพงเพชร ในเรื่องชินกาลมาลีปกรณ์เล่าว่า สมัยพระเจ้ากือนา ครองนครเชียงใหม่ (พ.ศ. ๑๘๙๙–๑๙๒๙) พระอนุชาของพระเจ้ากือนา ชื่อเจ้ามหาพรหม ครองนคร เชียงราย เจ้ามหาพรหม ได้ยกกองทัพมาเมืองก�ำแพงเพชรในสมัยพระเจ้าติปัญญา (พระยาญาณดิศ) ทูลขอพระพุทธสิหิงค์ และพระแก้วมรกตไปเมืองเชียงราย ต่อมา พระเจา้ แสนเมอื งมา (พระโอรสพระเจ้ากอื นา) ไดค้ รองเมอื งเชยี งใหม่ จงึ ยกทพั ไปรบ กับเจ้ามหาพรหม พระเจ้าแสนเมืองมาชนะจึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปเชียงใหม่ ส่วน พระแก้วมรกตมผี ู้นำ� ไปซอ่ นไว้ มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 37

พระพุทธรปู หยก วดั พระแกว้ จังหวัดเชียงราย ครนั้ ถึงรชั กาลพระเจา้ ติโลกราช ครองนครเชียงใหม่ (พ.ศ. ๑๙๘๕–๒๐๓๑) จึงมี หรือพระพทุ ธรตนากร นวตุ ติวัสสานุสรณม์ งคล ผพู้ บพระพทุ ธรปู ในวดั แหง่ หนง่ึ ในเมอื งเชยี งราย เปน็ พระพทุ ธรปู ลงรกั ปดิ ทอง ปรากฏ สรา้ งขน้ึ เพ่ือเปน็ องค์แทนพระแก้วมรกตองค์จรงิ ว่ามีรอยกะเทาะที่พระกรรณจึงรู้ว่าเป็นพระแก้วมรกต พระภิกษุเจ้าอาวาสได้กะเทาะ ทไี่ ดถ้ กู อัญเชิญไป รักและทองออก แล้วแจ้งให้เจ้าเมืองเชียงรายทราบ มีเรื่องต่อมาว่าพระเจ้าติโลกราช 38 ไดอ้ ญั เชญิ พระแกว้ มรกตออกจากเมอื งเชยี งรายมาถงึ เมอื งไชยสกั ปรากฏวา่ ชา้ งทเี่ ปน็ พาหนะไมอ่ าจรบั นำ�้ หนกั พระแกว้ มรกตทเ่ี พมิ่ ขน้ึ ตอ้ งอญั เชญิ ลงพกั ไวแ้ ลว้ ใหค้ นไปทลู พระเจ้าติโลกราชให้ทรงทราบ พระองค์ตระหนักในพระบารมี จึงสั่งให้เขียนช่ือเมือง เชียงใหม่ เมืองหริภุญชยั เมืองพะเยา เมอื งล�ำปาง แลว้ ให้จับฉลาก ปรากฏว่าจบั ได้ เมืองล�ำปาง พระองค์จึงมีพระราชด�ำริว่าพระแก้วมรกตคงจะเห็นควรเสด็จไปโปรด ชาวล�ำปางก่อน จึงทรงอนุญาตให้อัญเชิญไปเมืองลำ� ปาง ปรากฏว่าน�้ำหนักพระแก้ว มรกตลดลงเป็นท่ีน่าอัศจรรย์ อัญเชิญขึ้นหลังช้างได้โดยสะดวก ช้างก็เดินทางสู่ นครล�ำปาง และต่อมาพระเจ้าติโลกราชได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานท่ี นครเชียงใหม่ เม่อื พ.ศ. ๒๐๒๒ มีเร่ืองทางฝ่ายหลวงพระบางเล่าว่า เมื่อพระเจ้าโพธิสารราชาธิราชเสวยราชย์ กรงุ ศรสี ตั นาคนหุตน้นั มีพระมหาเถระองค์หนึ่งมาจากนครเชยี งใหม่ พระเจา้ โพธิสาร ได้ปฏิบัติบูชาแสดงความเคารพพระเถระเป็นอย่างดี พระเจ้าเชียงใหม่ทรงทราบว่า พระเจ้าโพธิสารเป็นกษัตริย์ทรงธรรม มีความยินดีจัดส่งพระราชธิดามาถวายให้เป็น อคั รมเหสี ซง่ึ ตอ่ มามพี ระโอรสทรงพระนามวา่ เจา้ ฟา้ ไชยเชษฐา เมอื่ พระเจา้ เชยี งใหม่ สวรรคต ขุนนางข้าราชการได้ไปเชิญพระไชยเชษฐาให้มาเป็นกษัตริย์เชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๓

ครั้นถึง พ.ศ. ๒๐๙๕ พระเจ้าโพธิสารสวรรคต พระไชยเชษฐาจะเสด็จไป ภาพเหตุการณ์ประกอบพธิ ีพทุ ธาภิเษกพระหยก ถวายพระเพลิงพระราชบิดา จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์จาก ณ วดั พระแก้ว จังหวดั เชียงราย นครเชยี งใหมไ่ ปนครหลวงพระบางดว้ ย อกี ๑๒ ปตี อ่ มาพระเจา้ ไชยเชษฐายา้ ยราชธานี ภาพวาดจากวดั พระแก้ว จังหวดั เชยี งราย ไปอย่ทู เี่ วยี งจนั ทนอ์ ยเู่ ป็นเวลานาน จนกรุงศรอี ยธุ ยาถกู ท�ำลายเม่ือ พ.ศ. ๒๓๑๐ ก็ในครั้งน้ันพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองก�ำแพงเพชรได้รวบรวมผู้คนกอบกู้ มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ 39 กรงุ ศรอี ยธุ ยาใหพ้ น้ จากการยดึ ครองของพมา่ ขา้ ศกึ แลว้ ยกเมอื งธนบรุ ขี นึ้ เปน็ ราชธานี กล่าวโดยสรุปในสมัยธนบุรีน้ีเองที่เมืองเวียงจันทน์กระด้างกระเด่ืองไม่ยอมขึ้นกับไทย พระเจา้ กรงุ ธนบรุ จี งึ โปรดใหส้ มเดจ็ เจา้ พระยามหากษตั รยิ ศ์ กึ ยกกองทพั ไปปราบปราม จนราบคาบ เมื่อไดเ้ มอื งเวยี งจันทนแ์ ล้ว ได้อญั เชญิ พระแก้วมรกตและพระบางมาด้วย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้จัดกระบวนเรือไปรับเป็นการใหญ่ และให้จัดละคร โขน ง้ิว ลงเรือสามปั้นไปแสดงในกระบวนแห่ แล้วโปรดให้สร้างโรงพระแก้วท่ี หลงั พระอโุ บสถวดั แจง้ (วดั อรุณราชวราราม) สำ� หรับเปน็ ทป่ี ระดิษฐานพระแก้วมรกต และพระบาง แลว้ โปรดใหม้ ีการฉลองสมโภชต่างๆ คร้ันสิ้นราชการสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ น้ันแล้ว สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมีพระราชด�ำรัส อัญเชิญพระแก้วมรกต ข้ามฟากมาอยู่ฝั่งตะวันออก ในครั้งน้ันโปรดให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามพร้อม กับสร้างพระนครอยู่ ๒ ปี จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากวัดอรุณราชวราราม มาประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อ ณ วันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๒ ค�่ำ ปีมะโรง จ.ศ. ๑๑๔๖ ตรงกับวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๗ แล้วนิมนต์พระสงฆ์ราชาคณะ มาประชุมท�ำสงั ฆกรรมสวดผูกพัทธสมี าในวนั นัน้

เมื่อการสร้างพระอารามเสร็จบริบูรณ์แล้ว ได้พระราชทานนามว่า “วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม” ตอ่ มาเมอื่ ตงั้ พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกและสมโภช พระอารามกับฉลองพระนคร ได้พระราชทานนามพระนครให้ต้องกับนาม พระพุทธรัตนปฏิมากรว่า “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์มหินทรายุธยา บรมราชธานี” เพราะเป็นท่ีประดษิ ฐานพระมหามณีรัตนปฏมิ ากร อน่ึงตามต�ำนานกล่าวว่า ภายในองค์พระแก้วมรกตมีพระบรมธาตุ ประดิษฐานอยู่ ๗ พระองค์คอื • พระองคห์ นง่ึ เสดจ็ อยใู่ นพระโมฬี • พระองคห์ นงึ่ เสด็จอยใู่ นพระพักตร์ • พระองค์หนง่ึ เสด็จอยใู่ นพระหัตถข์ วา • พระองค์หนง่ึ เสดจ็ อย่ใู นพระหัตถซ์ ้าย • พระองคห์ น่งึ เสด็จอยู่ในเข่าข้างขวา • พระองคห์ นง่ึ เสด็จอยู่ในเขา่ ขา้ งซ้าย • พระองคห์ นึ่งเสดจ็ อยู่ในพระชงฆ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือทเี่ รียกกนั ทัว่ ไปวา่ วดั พระแก้ว 40

ภาพพระแก้วมรกต เครอ่ื งทรงฤดรู ้อน เครือ่ งทรงฤดูฝน และเครอ่ื งทรงฤดูหนาว พระแก้วมรกตหรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง ๒๓ นิ้ว (๔๘ เซ็นติเมตร) สูง ๑ ศอก ๗ น้ิว (๖๕ เซ็นติเมตร) แต่บางแห่งวา่ หนา้ ตกั กวา้ ง ๔๘.๓ เซน็ ติเมตร สงู ตงั้ แตฐ่ านเปน็ มณแี ท่งเดียวกนั ตลอด ถงึ ยอดพระเศียร ๖๖ เซน็ ตเิ มตร (ในชินกาลมาลปี กรณว์ ่าสงู ๑ ศอก ๑ นิ้ว) เมื่ออัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์น้ันไม่มีเครื่องประดับแต่อย่างใด สมเด็จ พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ถวายเงินกัลปนาให้ซ้ือทองค�ำท�ำเครื่องประดับพระแก้วมรกต เป็นเงิน ๑๐๐ ช่ัง คร้ันถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสร้าง เคร่ืองทรงส�ำหรับฤดรู อ้ นถวายอยา่ ง ๑ กบั เคร่อื งทรงสำ� หรับฤดฝู นอกี อยา่ ง ๑ ครน้ั ถึง รัชกาลท่ี ๓ พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างเครื่องทรงส�ำหรับ ฤดหู นาวถวาย เพอื่ ให้ครบทัง้ ๓ ฤดู พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อมใสศรัทธาพระแก้วมรกต เป็นอันมาก ครั้งหนึ่งโปรดให้คนไปหาซ้ือเพชรท่ีอินเดีย ไปได้เพชรเม็ดใหญ่มาจาก เมืองกัลกัตตา โปรดให้ประดับที่พระนลาตพระแก้วมรกต นอกจากน้ียังชักชวนให้ ประชาชนได้เข้าไปกราบไหว้บูชาในวันพระเป็นกรณีพิเศษ ซ่ึงแต่ก่อนคนภายนอก ไมส่ ามารถเข้าไปไดด้ ้วยเปน็ เขตพระราชฐาน เร่ืองพระแก้วมรกตตามท่ีเล่ามา เป็นเพียงล�ำดับความให้ทราบถึงความเป็นมา ตั้งแต่ต้น ได้ตัดเรื่องเกร็ดเบ็ดเตล็ดออกเพ่ือมิให้เร่ืองยืดยาวสับสนและหวังว่าจะเป็น ประโยชน์แก่ผู้ทไ่ี มท่ ราบตามสมควรครับ มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 41

กีฬา-การละเลน่ เรอ่ื ง : กษดิ เ์ ดช เน่อื งจำ� นงค์ ภาพ : กษิดเ์ ดช เนือ่ งจ�ำนงค์, ทวี ศิริ 42

การเล่นสะบ้าบ่อน มรดกภูมปิ ญั ญาทอาันงวชฒัาญนฉธลรรามด การเล่นสะบ้าเป็นการเล่นอย่างหนึ่งท่ีนิยมแพร่หลายมา แต่โบราณ ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด เท่าที่พบหลักฐานใน จดหมายเหตคุ รง้ั สมยั รชั กาลที่ ๑ กลา่ ววา่ “ตรษุ สงกรานตต์ เี ขา้ บณิ ฑเ์ ลน่ สะบา้ ชายหนมุ่ รอ้ งเลน่ โพลก” ครน้ั ตอ่ มาพบหลกั ฐาน ที่กล่าวถึงการเล่นสะบ้าในนิราศท่ีแต่งขึ้นในสมัยของพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า “พอสบพบปะ พวกสะบ้า เสียงเฮฮาเล่นกันสน่ันวิหาร ท่ีใครแพ้ต้องร�ำ ทำ� ประจาน สนกุ สานสาวหน่มุ แน่นกลมุ้ ดู ข้างละพวกชายหญิง ยิงสะบ้า แพ้ต้องร�ำท�ำท่าน่าอดสู ล้วนสาวสาวน่าประโลม นางโฉมตรู เที่ยวเดินดูน่าเพลินเจริญใจ” จากที่ได้กล่าวมา ขา้ งตน้ แสดงให้เห็นวา่ การเลน่ สะบา้ เปน็ ทีน่ ยิ มอยา่ งมาก แต่ยงั ไม่สามารถระบุได้ว่าการเล่นสะบ้านั้นเป็นของคนไทย หรือคนมอญ เนื่องจากในประเทศไทยน้ันพบการเล่นสะบ้า อยู่ในหลายพื้นท่ีซ่ึงในแต่ละพื้นที่น้ันจะมีลักษณะเฉพาะ ที่แตกต่างกันออกไปอยา่ งเห็นได้ชัด การเลน่ สะบา้ บอ่ น (วอ่ น–ฮะ–น)ิ เปน็ การละเลน่ อยา่ งหนงึ่ ของชาวมอญทม่ี มี าแตโ่ บราณซงึ่ จดั ขน้ึ ในชว่ งเทศกาลสงกรานต์ มักเล่นตั้งแต่วันที่ ๑๓ เมษายน เป็นต้นไป มีก�ำหนด ๓ วัน ๗ วัน หรือ ๑๕ วนั แล้วแตเ่ จา้ ของบอ่ น การเล่นสะบ้าบ่อนนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หนุ่มสาวชาวมอญได้มีโอกาสพบปะ พูดคุยกันอย่างใกล้ชิดภายใต้สายตาของผู้ใหญ่ เน่ืองจาก ในอดีตหนุ่มสาวชาวมอญไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน เหมือนในปัจจุบัน ดังนั้นการเล่นสะบ้าบ่อนของชาวมอญ จึงไม่ได้เน้นท่ีแพ้หรือชนะ แต่หากใช้เป็นเป็นเคร่ืองมือ ในการตรวจสอบรูปร่าง หน้าตา กิริยามารยาท การสนทนา บุคลิกภาพ ตลอดจนการตรวจสอบการพิการทางร่างกาย ของหนุ่ม–สาวที่เล่นสะบ้า มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒ 43

ขอองคงก์ปารระเกลอ่นบสสะ�ำบค้าัญบ่อน ลูกสะบ้า บอ่ นสะบา้ ในอดีตนั้นลูกสะบ้าท่ีน�ำมาใช้ในการเล่นสะบ้าน้ันมาจาก ไมเ้ ลอื้ ยชนดิ หนงึ่ คลา้ ยเถาวลั ย์ ฝกั มขี นาดใหญแ่ ละภายในมผี ล มักจะใช้บ้านทม่ี บี รเิ วณใต้ถนุ บา้ นสูง หรอื ลานกวา้ งๆ ใน ทรงแบนๆ ผลเปน็ สนี ำ้� ตาลแดงปนนำ�้ ตาลไหมล้ กั ษณะคอ่ นขา้ ง สมยั กอ่ นฝา่ ยหญงิ จะตอ้ งจดั เตรยี มบอ่ นสะบา้ โดยใชน้ ำ้� ราดและ กลม เปลอื กแขง็ และมนั เงา เหมาะทจ่ี ะนำ� มาใชใ้ นการเลน่ สะบา้ ทุบดินบริเวณใต้ถุนบ้านให้เรียบ ใช้ตะลุมพุกทุบแล้วกลึงด้วย แต่ในปัจจุบันผลสะบ้าค่อนข้างท่ีจะหาได้ยากจึงเลือกใช้วัสดุ ขวดน้�ำให้พ้ืนน้ันเรียบสนิท ในปัจจุบันใช้เล่นบนพื้นปูนซีเมนต์ หลากหลายชนิดตามความต้องการและความสวยงาม เช่น หรอื บนพ้ืนไม้กม็ ี สว่ นอุปกรณ์ท่ใี ชใ้ นการตกแตง่ บอ่ นสะบ้า ใน งาช้าง กระดูกวัว กระดูกควาย เขาควาย เงิน ทองแดง อดีตน้ันสาวๆ แต่ละหมู่บ้านจะมาช่วยกันประดับตกแต่งบ่อน ทองเหลือง หรือไม้เน้ือแข็ง เป็นต้น อีกท้ังส่ิงเหล่านี้ยังเป็น สะบา้ ด้วยวัสดุจากธรรมชาติ หาไดง้ ่ายในทอ้ งถ่ิน และราคาถูก การแสดงให้เห็นถึงฐานะของเจ้าของบ่อนสะบ้าอีกด้วย ซึ่งใน เช่น ทางมะพร้าว กระดาษ หรือผ้าสีต่างๆ ติดตะเกียงหรือ ปัจจุบันเรามักจะพบเห็นแต่เพียงวัสดุประเภททองเหลือง ไฟฟา้ ให้สว่างไสว จัดโตะ๊ รับแขกส�ำหรบั ผทู้ ่เี ขา้ มาเทย่ี วชมบอ่ น และไม้เน้ือแข็งเท่านั้น ซ่ึงลูกสะบ้าหรือผลสะบ้าน้ันจะต้องมี สะบ้า พร้อมต้ังน้�ำด่ืม กาละแมหรือข้าวเหนียวแดงไว้รับรอง ลกั ษณะแบน มคี วามหนาโดยประมาณ สำ� หรบั ลกู สะบา้ สำ� หรบั อีกด้วย แต่ในปัจจุบันการตกแต่งบ่อนสะบ้ามีการเปลี่ยนแปลง ฝ่ายหญิงจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑–๒ นิ้ว ไปตามกาลเวลาจากเดิมท่ีเป็นวัสดุจากธรรมชาติและหาได้ง่าย และลูกสะบ้าส�ำหรับฝ่ายชายนั้นจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ในท้องถิ่น เปน็ วัสดุจำ� พวก แผ่นไมอ้ ดั โฟม แผน่ ไวนลิ เปน็ ตน้ ประมาณ ๓–๕ นว้ิ หรอื อาจจะมขี นาดทใ่ี หญเ่ ทา่ เขยี งขนาดเลก็ กเ็ ป็นได้ 44

เครือ่ งแตง่ กายและเครอื่ งประดบั หนุ่มเล่นสะบ้าและสาวประจ�ำบ่อนสะบ้าในอดีตนั้นจะ แตง่ กายตามประเพณคี อื ผหู้ ญงิ จะนงุ่ ผา้ กรอมเทา้ สวมเสอ้ื แขน กระบอกเอวลอย และมผี า้ คลอ้ งคอ มกั จะแตง่ เปน็ สเี ดยี วเหมอื น กนั หมด และเปล่ยี นชดุ สีละวนั สวมสร้อยคอ ใส่ตา่ งหู และทดั ดอกไม้ สว่ นผชู้ ายนนั้ จะนงุ่ ผา้ ลอยชาย หรอื นงุ่ โจงกระเบน สวม เสอ้ื คอกลมลายดอก หรอื ลวดลายตามสมยั นยิ ม ผา้ พาดไหลม่ กั จะใชผ้ า้ ขาวม้าหรือผ้าสฉี ูดฉาด บางคนจะปะแปง้ ท่หี น้า หวผี ม เรยี บและหอ้ ยพระเครอ่ื งพวงใหญ่ สาวประจ�ำบอ่ น จะมีจ�ำนวน ๘–๑๒ คน ตามขนาดของบ่อนสะบ้า สาวประจำ� บอ่ นสะบา้ จะเปน็ หญงิ สาวในหมบู่ า้ นนน้ั ๆ ซง่ึ จะตอ้ ง เป็นสาวโสดท่ีอายุไม่เกิน ๒๕ ปี และจะมีหัวหน้าสาว หรอื แมเ่ มอื งคอยควบคมุ ดแู ลอกี ทหี นงึ่ หากบอ่ นสะบา้ บอ่ นไหน มสี าวงามมากก็จะมีผู้มาชมมากตามไปด้วย การสง่ ลกู สะบา้ ระหวา่ งหนมุ่ สะบา้ และสาวประจำ� บอ่ น หนุ่มเลน่ สะบา้ การต้ังลูกสะบา้ ของฝา่ ยชาย ส่วนใหญ่มักจะเป็นหนุ่มโสดต่างหมู่บ้านโดยจะรวมกัน เปน็ กลมุ่ ประมาณ ๑๐–๒๐ คน ไปเลน่ สะบา้ ตามบอ่ นตา่ งๆ และ หนุ่มสะบ้าท่ีมาเล่นน้ันจะต้องมีหัวหน้าที่เป็นผู้อาวุโส และจะ ตอ้ งเชอ่ื ฟงั ผอู้ าวโุ สทเ่ี ปน็ หวั หนา้ กลมุ่ เพราะในขณะทเ่ี ลน่ สะบา้ กันอย่างสนุกสนาน หนุ่มบางคนอาจจะพูดจาหรือท�ำบางส่ิง บางอย่างไม่ถูกต้อง ซ่ึงอาจจะท�ำให้เกิดการทะเลาะวิวาท ขนึ้ มาได้ จงึ เปน็ หนา้ ทขี่ องหวั หนา้ กลมุ่ ทจี่ ะตอ้ งวา่ กลา่ วตกั เตอื น หรือควบคุมเรื่องต่างๆ ท่ีจะเกิดข้ึนได้ ส�ำหรับการแต่งกาย ของหนุ่มสะบ้ามักจะนุ่งลอยชายใส่เส้ือคอกลม ลวดลาย ตามสมัยนิยม และมีผ้าพาดไหล่ซึ่งมักจะเป็นพวกผ้าขาวม้า หรือผ้าที่มีสีสันฉูดฉาด ใส่สร้อยทองและห้อยพระเครื่องเพื่อ เปน็ การแสดงให้เห็นถึงฐานะของหนมุ่ สะบา้ ทมี่ าเลน่ นน่ั เอง มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๒ 45

วิธีการเล่นสะบ้า ข้ันตอนและวิธีในการเล่นสะบ้าแต่ละแห่งน้ันจะแตกต่าง กนั ออกไป อาทิ ชุมชนมอญบางกระด่ี จะนยิ มเลน่ พรอ้ มกนั ทกุ คู่ ซึ่งจะแตกต่างกับการเล่นสะบ้าของชุมชนมอญพระประแดง ทน่ี ยิ มเลน่ ทลี ะคไู่ ปเรอื่ ยๆ จนครบทกุ คจู่ งึ จะเรม่ิ ทา่ ใหมไ่ ด้ โดย เริ่มแรกฝ่ายชายจะเป็นผู้เริ่มเล่นก่อนและให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้น่ัง และตง้ั ลกู สะบา้ และฝา่ ยชายจะเปน็ ผทู้ อยหรอื ดดี ลกู สะบา้ ของ ตนใหถ้ กู ลกู สะบา้ ของฝา่ ยหญงิ ในคขู่ องตน หากทอยหรอื ดดี ลกู สะบ้าของฝ่ายตรงข้ามไม่ล้ม หรือไม่ตรงคู่เล่นของตนก็จะมี โอกาสร้องขอและอ้อนวอนโดยนั่งพับเพียบและกล่าวเป็นภาษา มอญว่า “บวั๊ กะหยาดอดั มั่วลน่ ปลอนระกะหยาด” แปลวา่ “พ่ี สาวจ๋า ขอโอกาสอีกสักคร้ังเถิดขอรับ” การขอโอกาสในการ แกต้ วั ใหมเ่ มอื่ ไดท้ อยหรอื ดดี ลกู สะบา้ ผดิ ไปนเี้ ปน็ การเปดิ โอกาส ให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสพูดคุยกันแต่ต้องสุภาพไม่หยาบโลน ระหว่างท่ีเล่นสะบ้าอยู่น้ันทั้งสองฝ่ายมักจะระวังตัว รักษา มารยาท และไมแ่ สดงกรยิ าทา่ ทางทไี่ ม่สมควร เพราะมสี ายตา ของผู้ใหญ่ที่ก�ำลังเฝ้ามองอยู่บนบ้านเพ่ือไม่ให้หนุ่มสาวเกินเลย ซึ่งกันและกัน และเม่ือสิ้นสุดการเล่นสะบ้าในแต่ละค�่ำคืนน้ัน ฝา่ ยชายทเ่ี ปน็ หวั หนา้ ทมี กจ็ ะกลา่ วคำ� อำ� ลาฝา่ ยหญงิ ดว้ ยถอ้ ยคำ� ที่สุภาพอ่อนหวานเป็นภาษามอญว่า “บ๊ัวกะหยาดอัวเดิด หรือ โปยเด๊ิดกะเลาะกลาระกะหยาด” แปลว่า พ่ีสาวจา๋ ผมขอลาไป กอ่ นและขออภัยหากมกี ารลว่ งเกนิ นะขอรับ ทา่ อบี ๊อก เอาลกู สะบ้าใสร่ ะหว่างน้ิวหัวแม่เทา้ กบั นวิ้ ชี้คีบผลสะบ้าใหอ้ ยู่ เขย่งเทา้ ขา้ งที่หนบี ลูกสะบา้ ขึ้น เปน็ การพจิ ารณาบคุ ลิกภาพ และการทรงตัว ตลอดจน ความแมน่ ยำ� ในการทอยผลสะบ้า 46

ทา่ ประกอบการเลน่ ในแต่ละหมู่บ้านของชาวมอญน้ันจะมีการก�ำหนดท่าท่ีใช้ ประกอบการเลน่ แตกตา่ งกนั ออกไป ซงึ่ ทา่ ตา่ งๆ ทใ่ี ชใ้ นการเลน่ สะบา้ นน้ั จะเปน็ ทา่ ทคี่ นโบราณไดค้ ดิ ขนึ้ มา ซง่ึ คนรนุ่ ใหมอ่ าจจะ ไมไ่ ดส้ นใจและมองเปน็ เพยี งทา่ ทางธรรมดา แตถ่ า้ หากพจิ ารณา ให้รอบคอบแล้วจะพบว่าแต่ละท่าท่ีใช้ในการเล่นสะบ้าน้ัน สามารถชว่ ยใหห้ นมุ่ สาวทเ่ี ลน่ สะบา้ ไดพ้ จิ ารณาตรวจสอบคขู่ อง ตนเองว่ามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร มือหรือเท้าพิการหรือไม่ เน่ืองจากในขณะท่ีเล่นสะบ้าน้ันหนุ่มสาวจะมีโอกาสได้ใกล้ชิด กนั และไดม้ โี อกาสในการสงั เกตบคุ ลกิ ภาพของหนมุ่ สาวอกี ดว้ ย จากทไี่ ดก้ ลา่ วมาแสดงใหเ้ หน็ วา่ ทา่ ทางประกอบการเลน่ สะบา้ ที่ บรรพชนชาวมอญได้คิดค้นขึ้นนั้นจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือ อย่างหนึ่งในการตรวจสอบคุณสมบัติ ท้ังทางด้านร่างกายและ จติ ใจของหนุม่ สาวไดเ้ ปน็ อยา่ งดี อาทิ ทา่ ขนิ่ เตงิ หรอื ทา่ ทนิ่ เตงิ เปน็ ทา่ แรกของการเรม่ิ เลน่ สะบา้ โดยผเู้ ลน่ เอาลกู สะบา้ วางลงบนหลงั เทา้ กา้ วไปขา้ งหนา้ สามกา้ ว แล้วทอยหรือเหวี่ยงลูกสะบ้าให้ถูกกับลูกสะบ้าท่ีต้ังไว้ ในคู่ของตน ท่าดังกล่าวนี้เป็นการพิจารณาบุคลิกภาพ และท่าทางในการเดินวา่ มคี วามสุภาพเรียบรอ้ ยหรือไม่ ท่าฮะเหนิดบา ผู้เล่นวางลูกสะบ้าวางลงในเมือง แล้วใช้ปลายนิ้วเท้าวางบนผลสะบ้าถีบไปข้างหน้าสองครั้ง และครง้ั ทส่ี าม ถบี ใหถ้ กู ลกู สะบา้ ทต่ี ง้ั ไวใ้ นคขู่ องตน ทา่ ดงั กลา่ ว นี้เป็นการพิจารณาว่านิ้วเท้ามีความสะอาดหรือมีความพิการ หรอื ไม่ ทา่ อีฮะม่าง ผู้เลน่ เอาลูกสะบา้ แตะไว้ท่คี างแล้วแหงนหน้า ทิง้ ลกู สะบา้ ลงให้ถกู ลูกสะบา้ คูข่ องตนทีต่ ง้ั ไว้ให้ล้ม ท่าดังกล่าว นเ้ี ป็นการพจิ ารณารูปรา่ งหน้าตา ใบหู และลำ� คอของหนุ่มสาว ไดอ้ ยา่ งใกล้ชดิ ท่าอีโช ผู้เล่นเอาลูกสะบ้าวางบนพ้ืน แล้วดีดไปโดยแรง หนง่ึ ครง้ั แตอ่ ยา่ ใหเ้ ลยเสน้ อเี กนแลว้ ดดี อกี หนง่ึ ครงั้ ใหถ้ กู กบั ลกู สะบ้าท่ีต้ังไว้ในคู่ของตน ท่าดังกล่าวนี้เป็นการพิจารณานิ้วมือ ทั้งสองข้างว่าครบถ้วนหรือไม่ ดูแลท�ำความสะอาดเล็บหรือไม่ อีกท้งั ยงั เป็นการดูมอื ฝา่ ยชายวา่ มือทำ� งานหรอื ไม่ ท่าอีฮะมา่ ง 47 เอาลูกสะบา้ แตะไว้ที่คางแลว้ แหงนหนา้ ท้งิ ลูกสะบ้าลงใหถ้ ูกลูกสะบ้าคู่ของตน เปน็ การพจิ ารณารปู รา่ งหน้าตาของหนมุ่ สาวอยา่ งใกลช้ ดิ มกราคม - มนี าคม ๒๕๖๒

การเลน่ สะบา้ ของหน่มุ สะบา้ และสาวประจ�ำบ่อน ท่าอีบ๊อก ผู้เล่นเอาลูกสะบ้าใส่ระหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับ นว้ิ ชค้ี บี ผลสะบา้ ใหอ้ ยู่ เขยง่ เทา้ ขา้ งทห่ี นบี ลกู สะบา้ ขน้ึ แลว้ เขยง่ จากในเมอื งพาลกู สะบา้ ไปเตะลกู สะบา้ ของคขู่ องตนใหล้ ม้ แลว้ เขย่งกลับเมือง ท่าดังกล่าวนี้เป็นการพิจารณาบุคลิกภาพ และการทรงตัว ตลอดจนความแม่นยำ� ในการทอยผลสะบ้า ขนบธรรมเนยี มในการเล่น ขนบธรรมเนียมในการเล่นเป็นความชาญฉลาดของชาวมอญ อย่างหนึ่งท่ีแอบแฝงอยู่ สาเหตุหน่ึงท่ีไม่อนุญาตให้หนุ่มสาวใน การเล่นสะบ้าบ่อนของชาวมอญน้ันมีขนบธรรมเนียมใน หมู่บ้านเดียวเล่นสะบ้าด้วยกันคือหนุ่มสาวในหมู่บ้านเดียวกัน การเล่นท่ียึดถือและปฏบิ ัตสิ ืบต่อกนั มาอย่างเคร่งครัด ประการ สว่ นใหญม่ ักเปน็ ญาตพิ ีน่ ้องกัน ถ้าหากเกดิ การแต่งงานกนั อาจ ท่ีหนึ่งคือ หนุ่มสะบ้าและสาวประจ�ำบ่อนจะต้องไม่ถูกเน้ือต้อง จะก่อให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายอันเกิดจากพันธุกรรม ตัวกันเด็ดขาด แม้แต่การส่งลูกสะบ้าคืนก็จะต้องไม่ส่งผ่านมือ นนั่ เอง กันจะต้องใช้วิธีการล้อลูกสะบ้าคืนเท่านั้น ประการที่สองคือ หนมุ่ สาวทอี่ ยใู่ นหมบู่ า้ นเดยี วกนั จะไมเ่ ลน่ สะบา้ รว่ มกนั ประการ ท่ีสามคือ หนุ่มสาวท่ีจะเล่นสะบ้าหรือคู่สะบ้าของตนเองน้ันจะ ตอ้ งไมเ่ ปน็ ญาตพิ นี่ อ้ งกนั ถา้ หากมองลงไปใหล้ กึ ซงึ้ จะเหน็ ไดว้ า่ 48


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook