Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

Published by มณฑลทหารบกที่ 19, 2020-11-14 00:11:33

Description: พระราชประวัติ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

Keywords: พระราชประวัติ

Search

Read the Text Version

101 มาก แม้กระท่ังพระมหาเถรคันฉ่องก็ได้นมัสการท่านอยู่ประจาจนชอบพอคุ้นเคย และเม่ือบังเอิญ เกิด ความวุ่นวายทางเมืองพม่า พวกมอญท่ีเกลียดพม่าอยู่แล้วรวมทั้งพระยาเกียรติ พระยาราม ก็มีความ ประสงค์ที่จะให้มอญเป็นอิสระจากพม่าด้วย จึงจาเป็นต้องพ่ึงพากองทัพไทย เทพยดา ฟ้าดินจึงดลใจให้ สมเด็จพระนเรศวรฯรอดชีวิตจากการปองร้ายของพระยามอญท้ังสองซ่ึงเปิดเผย ความจริงให้มหาเถรคัน ฉ่องทราบ สมเด็จพระนเรศวรฯได้พักทัพ ต้ังพลับพลาอยู่ใกลว้ ัดพระมหา เถรคันฉ่อง เมื่อเสด็จไปนมสั การ มหาเถรคันฉ่อง จึงได้ทรงทราบว่าพระเจ้าหงสาวดี นันทบุเรงคิด กาจัดพระองค์ จึงรับส่ังให้ประชุมแม่ทัพ นายกองรวมท้ังพระยาเกียรติ พระยารามและ ชาวมอญ ทั้งหลายในเมืองแครงด้วย และเข้าใจกันว่าโปรด ให้พระมหาเถรคันฉ่องมาน่ังเป็นประธานในพิธี ด้วย สมเด็จพระนเรศวรฯทรงหลั่งน้าจากสวุ รรณภงิ คารลง เหนือแผ่นดิน ประกาศแก่ เทพยดา ต่อหน้าที่ประชุมว่า \" ต้ังแต่วันนี้เป็นต้นไปกรุงศรีอยุธยาขาดพระราช ไมตรกี ับ กรงุ หงสาวดมี ไิ ด้ เปน็ มิตรกนั ดังแต่ก่อนสืบไป \" 4.1.2. สมเดจ็ พระนเรศวรประกาศอิสรภาพ ในปีที่ทรงประกาศอิสรภาพ สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงมีพระชนมายุได้ 29 พรรษา หลังจาก ประกาศอสิ รภาพ แล้ว จากน้นั จึงยกกองทัพหลวงจากเมืองแครงไปตีเมืองหงสาวดีเม่ือข้ามแม่น้า สะโตงไปจนใกล้ถึงเมืองหงสาวดี ทรงทราบว่าพระเจ้าหงสาวดีชนช้างรบชนะ พระเจ้าอังวะ และกาลังยก กองทัพกลับคืนเมืองหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรฯ พิจารณาความ ได้เปรียบเสียเปรียบแล้วจึง ระงับการ เข้าตีเมืองหงสาวดีไวก้ ่อน ให้ทหารแยกย้ายกันช่วยบอก ครอบครัวคนไทยท่ีพม่ากวาดต้อนมาแต่ ก่อน ให้ อพยพกลับเมืองไทยได้หมนื่ เศษ พร้อมกับ ครอบครวั มอญอกี จานวนหน่งึ กาลงั ท้ังหมดเดินทาง ข้ามแม่น้า สะโตง โดยกาลงั ของสมเดจ็ พระนเรศวรฯ ขา้ มเป็นสว่ นสดุ ท้าย พระมหาอปุ ราชาทรงทราบวา่ สมเด็จพระ นเรศวรฯกวาดต้อน ครอบครัวไทยมอญถอยกลับมา จึงจัดกองทัพให้สุรกรรมมาเป็นทัพหน้า ติดตาม กองทพั สมเดจ็ พระนเรศวรฯ มาทนั ถึงฝั่งแม่น้าสะโตง ตรงขา้ มกันกับทัพสมเด็จพระนเรศวรฯ ซ่งึ นาทหาร ข้ามนา้ มาหมดแล้ว แมน่ ้าสะโตงชว่ งนี้กวา้ งมาก กระสนุ ปืนท่ที หารไทย กบั ทหารพม่ายิงใสก่ นั น้นั ไม่ถึง ฝง่ั สองฝ่าย สมเด็จพระนเรศวรฯทรงยิงพระแสงปืนนกสบั กระบอกหน่ึงยาว 9 คืบ (2.30 เมตร) ถูกสุรกรรมา นายทพั ของพม่าตายอยู่บนคอชา้ ง พวกรพี้ ลเห็นเชน่ น้นั ก็พากันครนั่ ครา้ ม พระมหาอุปราชานาทัพตามหลัง มาเห็นวา่ จะตดิ ตามสมเด็จพระนเศวรฯไปก็คงไม่ทันเปน็ แน่แท้ จึงเลกิ ทัพกลบั เมอื งหงสาวดี พระแสงปนื ซ่ึง ทรงยิงถูกสุรกรรมมาตายน้ี มีนามเรียกต่อ ๆ มาว่า \"พระแสงปืนข้ามแม่น้าสะโตง\" นับเป็นพระแสง อัษฎาวุธอันเป็นเครอ่ื งราชปู โภค สาหรับแผน่ ดิน ซึง่ เกบ็ อย่ใู น พระบรมมหาราชวังตราบจนทกุ วันน้ี สมเด็จพระนเรศวรฯทรงนากองทัพไทยกลับกรุงศรีอยุธยา โดยเสด็จมาทางด่าน พระ เจดีย์สามองค์ และผ่านทุ่งใหญ่ (ปัจจุบัน คือเขตสงวนพันธ์ุสัตว์ป่า และต้ังช่ือว่าทุ่งใหญ่นเรศวร ตามพระ นาม ของสมเด็จพระนเศวรฯ) พระองค์ได้พักประทับแรมอยู่ที่บริเวณลาตะเพิน เหนือเมืองกาญจนบุรี เก่า อีกด้วย การเสด็จกลับคร้ังน้ีพระองค์ได้ชวนพระมหาเถรคันฉ่องและ พระยาเกียรติพระยาราม มาอยู่ เมืองไทยด้วย เม่ือถึงพระนครศรีอยุธยาแลว้ ได้กราบทลู เหตุการณ์ ท้ังปวงให้พระบิดาทรง ทราบโดยตลอด

102 สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชทานบาเหน็จรางวัล แก่พวกมอญที่สวามิภักดิ์ ทรงตั้งพระมหาเถรคัน ฉ่องให้เป็นพระสังฆราชาและให้พระยาเกียรต ิพระยารามมีตาแหน่งยศ ได้พระราชทานพานทองควบคุม คนมอญท่ีเข้ามาอยู่ด้วยให้ตั้งบ้านเรือน ที่ริมวัดขม้ิน วัดขุนแสง ใกล้วังของสมเด็จพระนเรศวรฯ ใน พระนครศรีอยุธยานั้น แล้วทรงมอบการ ท้ังปวงท่ีจะตระเตรียม ต่อสู้ข้าศึก ให้สมเด็จพระนเรศวรฯทรง บังคับบัญชาสิทธ์ิขาดแต่น้ันมาปี พ.ศ. 2127 (ค.ศ.1584) เมื่อสมเด็จพระนเรศวรฯประกาศให้กรุงศรี อยุธยาเป็นเอกราช ไม่ขึ้น ต่อพม่าอีกต่อไป พระเจ้านันทบุเรงคิดปราบปรามให้ราบคาบ โปรดให้จัดทัพ มาตีกรงุ ศรีอยุธยา ด้วยกาลงั พล 130,000 คน จดั เปน็ 2 ทัพ ใหพ้ ระยาพะสมิ คุมกาลัง 30,000 คน เคลอ่ื น พลเข้า มาทางด่านมาทางด่านเจดีย์สามองค์ ให้พระเจ้าเชียงใหม่ มังนรธาช่อ พระราชอนุชา คุมกาลัง ทัพ บก 100,000 คน เคล่ือนลงมาทางเหนือ เพื่อเปิดศึก 2 ด้าน นัดหมายให้มาสมทบกัน ตีกระหนาบกรุงศรี อยุธยาต่อไป ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเมื่อประกาศอิสรภาพแล้วได้เตรียมการรอรับศึกพม่ามาโ ดยตลอด สมเดจ็ พระ มหาธรรมราชา โปรดใหส้ มเด็จพระนเรศวรฯทรงเปน็ แม่ทัพใหญ่ ได้ทรงจัดกองทหาร ออกลาด ตระเวนหาข่าวการศึกของพม่า เม่ือทราบแนช่ ัดวา่ พมา่ ยกทัพเข้ามา 2 ดา้ น โปรดให้เกณฑพ์ ล จากหัวเมอื ง เหนือ 10,000 คน จัดเป็นทัพบก ให้พระยาสุโขทัยเป็นแม่ทัพ ส่วนทัพอยุธยาให้ พระยาจักรีเป็นแม่ทัพ และพระยาพระคลังเป็นยกกระบัตร ให้ท้ัง 2 ทัพขนย้ายและทาลายเสบียง อาหารตามเส้นทางท่ีทัพพม่า จะยกทพั เข้ามา เพอ่ื ป้องกนั ไม่ให้พมา่ สะสมเสบยี งอาหารได้ กับทง้ั ใหก้ วาดตอ้ นราษฎรตามหัวเมืองต่าง ๆ เขา้ มารวมกันไว้ในพระนคร การรบคร้ังน้ี มียุทธภูมิสาคัญ 2 แห่ง คือ การรบท่ีเขาพระยาแมน และการรบแบบ กองโจรที่ ปากน้าบางพุทรา การรบที่เขาพระแมนน้ันเนื่องจากการนัดหมายคลาดเคล่ือน กองทัพพระยา พะสิมเดินทางถึงกาญจนบุรีก่อนทัพพระเจ้าเชียงใหม่ สมเด็จพระนเรศวรฯจึงสั่งให้จัดทัพเรือ ไปต้านทาน กาลังขา้ ศึกไว้ ไมใ่ ห้พม่ายกพลเข้ามาถึงสุพรรณบรุ ี ทพั เรอื ของกรุงศรีอยธุ ยาใช้ ปนื ใหญ่ไล่ยงิ ทัพพระยาพะ สมิ ที่ตัง้ อยู่ริมฝัง่ แม่นา้ จนทัพพม่าตอ้ งถอยกลบั ไปทบ่ี ริเวณเขา พระยาแมนซง่ึ เป็นท่ีดอน รอฟงั ข่าวทพั พระ เจ้าเชียงใหม่ท่ีจะยกมาช่วย สมเด็จพระนเรศวรฯ พร้อมด้วยพระเอกาทศรถทรงยกทัพไปสมทบกับทัพบก ของพระยาสุโขทัย ก่อนท่ีจะเคลื่อนไปต้ัง มั่นที่ตาบลป่าโมก แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ แล้วให้กองทัพพระ ยาสุโขทัยนากาลังออกไปไล่ตี กองหน้าของพระยาพะสิม แตกร่นลึกเข้าไปจนถึงกลางดอน ซึ่งไม่มีเสบียง อาหารและไม่สามารถ ติดต่อหาข่าวทัพพระเจา้ เชียงใหม่ได้ จงึ ตัดสนิ ใจถอยทพั กลับพม่า พระยาสุโขทัยนา กาลงั ตดิ ตาม ตที พั พระยาพะสมิ จนถงึ เมืองกาญจนบรุ จี บั ได้นายกองฉางชวีและชา้ งมา้ จานวนมาก หลังจากทัพพระยาพะสิมถูกตีแตกพ่ายไปได้ 15 วัน กองทัพของพระเจ้าเชียงใหม่จึง เดินทาง มาถึงบริเวณเมืองชัยนาท โดยไม่ทราบว่ากองทัพพระยาพะสิมถอยกลับไปแล้ว พระเจ้าเชียงใหม่ ส่ังให้ไชยะกยอสูกับนันทกยอทางยกพลไป 15,000 คน ไปตั้งมั่นท่ีบริเวณปากน้าบางพุทรา แขวงเมือง พรหม เพ่ือสืบข่าวทัพพระยาพะสิม สมเด็จพระนเรศวรฯโปรดให้พระราชมนูคุมกาลัง ออกตีทัพหน้าของ พระเจา้ เชียงใหม่ทป่ี ากน้าบางพุทรา แต่ทัพพระราชมนูมีกาลังน้อยกว่า จึงใช้ ยทุ ธวธิ แี บบกองโจรให้ทหาร

103 คอยซมุ่ อย่ใู นปา่ แยกยา้ ยกันดกั ทาลายกาลงั ฝ่ายพม่าท่ีออกมา ลาดตระเวนและหาเสบยี งอาหาร หลกี เลี่ยง การเผชิญหน้ากับทัพใหญ่ ทาให้ฝ่ายพม่าเสียหายเป็น อันมาก ทัพหน้าพระเจ้าเชียงใหม่จึงถอยร่นกลับไป ชัยนาท และเลิกทัพกลับไปเมื่อข่าวว่าพระยา พะสิมถอนตัวกลับไปแล้วศึกคร้ังน้ีพระเจ้านันทบุเรงทรงขัด เคืองพระทัยพระเจ้าเชียงใหม่มาก ท่ีเคลื่อนทัพไปช้าไม่ทัน ตามกาหนด ทาให้พระยาพะสิมต้องพ่ายแพ้ กลับพม่า จึงโปรดให้พระยา อภัยคามินี ซักแซกย่อถ่าง และสมิงโยคราช มากากับพระเจ้าเชียงใหม่ ซ่ึงต้ัง มน่ั อย่ทู น่ี ครสวรรค ์ เพื่อใหโ้ อกาสแก้ตวั อกี ครงั้ หลังจากท่ีพระเจ้านันทบุเรงทรงส่งกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ 2127 (ค.ศ. 1584) ไม่สาเร็จ พระองค์ ยังทรงคิดที่จะตีเอากรุงศรีอยุธยาให้ได้อยู่ พอถึงเดือน 5 ปี พ.ศ. 2128 (ค.ศ. 1585) โปรดให้ พระมหาอุปราชา คุมกาลังพล 50,000 คน เข้ามาต้ังค่ายท่ีกาแพงเพชรเพ่ือเตรียมสะสม เสบียงอาหารใหท้ ัพพม่า ให้พระเจ้าเชยี งใหมจ่ ัดทพั ลงมาคอยกอ่ กวนไม่ใหร้ าษฎรไทยทาไร่ทานา ไดส้ ะดวก เพื่อกันไม่ให้ กรุงศรีอยุธยาสะสมเสบียงอาหารได้ ้ และในปลายปี พ.ศ. 2128 (ค.ศ.1585) พระเจ้านันท บุเรงก็ได้ทรง กรีฑาทัพ เข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา การศึกครั้งน้ีใช้เวาลยาวนานต้ังแต่ ปี 2128 (ค.ศ.1585) จนถึงปี พ.ศ. 2130 (ค.ศ.1587) รวม เวลา 3 ปี มีเหตกุ ารณส์ ู้รบ หลายคร้งั หลายแหง่ ดงั นี้ ปี พ.ศ. 2128 (ค.ศ.1585) พระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพมาตง้ั ค่ายทีบ่ ้านสระเกศ แขวงเมือง วิเศษไชยชาญ จัดกาลังแยกย้ายกันออกไปขับไล่จับกุมชาวบ้านตามหัวเมือง ไม่ให้ ทาไร่ ทานา เจ้าเมือง พะเยาคุมกองอาสาทหารม้าเข้ามาเผาบ้านเรือนราษฎรท่ีสะพานเผาข้าว ในเขต กรุงศรีอยุธยา พระ นเรศวรฯทรงทราบจึงรีบนากาลังออกขับไล่พร้อมกับสมเด็จพระเอกา ทศรถ เจ้าเมอื งพะเยาตายในที่รบจับ ได้ไพรพ่ ลจานวนมาก กาลงั ทเี่ หลือแตกพา่ ยหนีไป ปี พ.ศ. 2128 (ค.ศ.1585) พระเจ้าเชียงใหม่ให้สะเรนันทสูนากาลัง 5,000 คน มา รบกวนรังแก ไล่จับราษฎรในพื้นที่เมืองวิเศษไชยชาญ ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรฯกาลัง รวบรวมพลอยู่ จึงรีบเสด็จโดยขบวนเรือกับสมเด็จเอกาทศรถและทหารกองกาลังท่ีรักษาพระองค์ อยู่ พอเสด็จถึงป่าโมก นอ้ ยพบกองกาลงั ของสะเรนันทสู จงึ ยกพลขนึ้ บกแลว้ เขา้ จู่โจมอย่างรนุ แรง ทันที สมเด็จพระนเรศวรฯทรง ยิงพระแสงปืนถูกผู้บังคับหน่วยทหารเชียงใหม่ตาย ฝ่ายเชียงใหม่ แตกพ่ายหนีไปทางเหนือ ไทยอาสาก็ ติดตามข้ึนไปปะทะกับกองกาลังพระเจ้าเชียงแสนซ่ึงเคลื่อนท่ี ตามลงมา สมเด็จพระนเศวรทรงทราบว่า ข้าศึกไล่ประชิดกองอาสา เกรงจะกลับลงเรือไม่ทัน จึงเล่ือนเรือพระท่ีน่ังกับเรือที่อยู่ในขบวนเสด็จข้ึนไป รายลาอยู่ข้างเหนือปากคลองป่าโมกนอ้ ย พอข้าศึกไล่กองอาสามาถึงที่นั่น ก็ให้นาปืนใหญน่ ้อยระดมยิงขึ้น ไปจากเรือ ฝ่ายเชียงใหม่เห็น กองเรือไทยข้ึนมาช่วยกันก็ปล่อยพวกกองอาสา หันหน้าเข้าหากองเรือไทย ข้าศึกวางกองกาลัง เรียงรายบนตลิ่ง ยิงปืนโต้ตอบกับทัพเรือไทย สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกา ทศรถ ต่างทรงพระแสงปืนนกสับยิงข้าศึก สูญเสียกันท้ังสองฝ่าย แต่พระองค์มิได้ถูกอาวุธแต่อย่างไร ทั้ง สองฝ่ายยิงต่อสู้กันจนกองกาลังทางบกจากอยุธยาตามไปช่วยเหลือทัน จนพระยาเชียงแสนทน ต้านทาน ทัพไมไ่ หวจึงถอยหนีไปทางเหนือ สมเด็จพระนเรศวรฯจึงใหร้ วบรวมกาลงั เข้าทตี่ ้ังท่ี ตาบลป่าโมก

104 เม่ือปี พ.ศ. 2128 (ค.ศ.1585) พระเจ้าเชียงใหม่ประทับอยู่ท่ีบ้านสระเกศ ทราบว่า สมเด็จพระนเรศวรตีกองกาลังของสะเรนันทะสูแตก พระยาเชียงแสนถอยหนี คาดการณ์ ว่าสมเด็จพระ นเรศวรจะยกทัพติดตามขึ้นมา จึงให้จัดกองกาลัง 15,000 คน ให้ระวังหน้า โดย ให้พระเจ้าเชียงแสนและ สะเรมังนันทสูแก้ตัวใหม่ กาลังส่วนใหญ่ 60,000 คน พระเจ้าเชียงใหม่ คุมเอง เริ่มเคลื่อนท่ี วันท่ี 16 เมษายน 2128(ค.ศ.1585) ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรทรงดาริแล้ว วา่ พมา่ คงจะ วางแผนปฏบิ ตั กิ ารอยา่ งใด อยา่ งหนง่ึ แน่ จงึ จัดกาลงั พล 10,000 คนใหพ้ ระราชมนูเปน็ ผู้คุมกาลงั กองระวังกองหนา้ ลาดตระเวนพื้นท่ี ทิศเหนือไปปะทะกับกองกาลังส่วนหน้าของเชียงใหม่ ที่บางแก้ว กาลังพลที่เหลือส่วนใหญ่ 30,000 คน พระองค์และสมเด็จพระเอกาทศรถทรง บังคับการเองเคลื่อนท่ีตามไปเคล่ือนพลถึงบ้านแห ได้ยินเสียงปืน ปะทะกันดังรุนแรง พระองค์จึง วางแผนซุ่มโจมตีกองกาลังเชียงใหม่ที่ป่าจิกป่ากระทุ่มข้างฝั่งตะวันตก จึง ทรงให้หยุดกาลังไว้มิให้ เคล่ือนท่ี ไปช่วยพระราชมนู แล้วให้ข้าหลวงขึ้นไปส่ังพระราชมนูถอยกลับลงมา ฝ่ายพระราชมนู เห็นว่า กองกาลังของตนใกล้เคียงกับพระเจ้าเชียงใหม่ที่กาลังต่อสู้กันอยู่ พอจะต้านทาน คอย ทัพหลวงให้ข้ึนไปช่วยได้ทันโดยไม่ต้องถอยกลับ และมิได้ทราบว่าสมเด็จพระนเรศวรฯทรงวางกาลัง ซุ่มโจมตี ข้าศึกไว้แล้ว จึงไม่ส่ังให้กาลังพลของตนถอยกลับ สมเด็จพระนเรศวรฯดารัสสั่งให้ เจ้าหม่ืนทิพ รักษาข้าหลวงข้ึนไปเร่งให้ถอยกลับลงมาอีกคร้ัง พระราชมนูก็สั่งให้กราบทูลว่าการรบ ติดพันอยู่ ถ้าส่ังให้ ถอยแลว้ เกรงจะแตกพ่ายเอาไว้ไม่อยู่ สมเดจ็ พระนเรศวรได้ฟังก็ทรงพิโรธ ดารัสส่ัง ใหเ้ จ้าหมนื่ ทิพรักษาส่ง ม้าไปแจ้งว่าให้พระราชมนูรีบถอย ถ้าไม่ถอยให้รีบตัดเอาศีรษะ ของพระราชมนูมาถวาย พระมนูแจ้งพระ กระแสรับส่ังก็ตกใจ ให้โบกธงสัญญาณสั่งให้กาลังพล รีบถอย ขณะน้ันกองกาลังส่วนใหญ่ของพระเจ้า เชียงใหม่ก็เคล่ือนมาถึงและเข้าสมทบ เห็นกาลัง ฝ่ายไทยถอย ก็ดีใจคิดว่าไทยแตกพ่าย ก็โห่ร้องไล่ติดตาม ลงมา ความท่ีอยากได้ช้างม้า เชลย เอามาเป็น ของตนทาให้เคลื่อนทัพติดตามอย่างไม่เป็นกระบวน ทัพ เชียงใหม่ติดตามมาจนถึง บริเวณที่ สมเด็จพระนเรศวรฯทรงวางกาลังซุ่มไว้ และทอดพระเนตรเห็นว่า ข้าศึกท่ีเคล่ือนเข้า มาถึงพื้นท่ีสังหาร ที่เตรียมไว้ก็ทรงยิงปืนโบกธงสัญญาณให้กาลังส่วนใหญ่ท่ีซุ่มอยู่เข้า ปฏิบัติการ กบั ขา้ ศึกสว่ นใหญ่ทันที ฝา่ ยพระราชมนูเห็นดังนั้น กโ็ บกธงสญั ญาณให้กาลังของตนตีกระหนาบ เข้าอีกด้านหน่ึง การรบได้ดาเนินไปถึงข้ันตะลุมบอน กองทัพเชียงใหม่ก็แตกพ่ายไป สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงเห็นไดท้ ีก็เร่งให้ ส่งกาลงั ติดตามจนพม่าแตกกระเจงิ เกิดความสูญเสีย มากมาย ผลการรบครั้งนี้ ทา้ วพระยาเชียงใหม่ 5 คน เสยี ชีวติ คือ พระยาลอ พระยากาว พระยา นคร พระยา เชียงราย และพระยางิบ พระยามอญที่นากาลังคือ สมิงโยคราชและนเรนันทะสู เจ้าเมืองเต รนิ ตาย ในท่รี บ ได้ช้าง 20 เชือก ม้า 100 กวา่ ตวั อาวธุ ยุทโธปกรณอ์ กี จานวนมาก จากสถานการณ์สูร้ บต่อเน่ืองจากท่ีป่าจิก ปา่ กระทมุ่ สมเดจ็ พระนเรศวรทรงเหน็ ว่า ทพั เชียงใหม่ได้รับความเสียหายมากแล้ว เป็นโอกาสอันดีที่จะ ซ้าเติม เชียงใหม่ทันที พระองค์จึงนากาลังสว่ น ใหญ่ติดตามไปทันควันจนถึงเวลาพลบค่า และทรง ให้หน่วยทหารเข้าพักท่ีบ้านชะไว แขวงเมืองวิเศษไชย ชาญ ทรงรับสั่งให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อม ตั้งแต่กลางดึก เพื่อเคล่ือนท่ีให้ถึงบ้านสระเกศและเข้าตีค่ายพระ เจ้าเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่ พร้อมกัน ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ครั้นทราบว่าทัพไทยติดตามมาก็เลยหนีต่อไป ทางทิศเหนือทันที แต่ทว่า ในวันท่ี 18 เมษายน 2128 (ค.ศ.1585) เมื่อกองกาลังฝ่ายไทยเคลื่อนทัพถึง

105 บ้านสระเกศ ข้าศึก กาลังสับสน ยังไม่ทันหนีหรือคิดทาต่อสู้ ทัพไทยจึงยึดค่ายพระเจ้าเชียงใหม่ท่ีสระเกศ ได้อย่าง ง่ายดาย สามารถจับตัวพระยาเชียงแสน ได้ตัวนายและไพร่พลเป็นเชลย 10,000 คน ยึดได้ช้าง 100 เชือก ม้า 100 ตัว เรือรบและเสบียงรวม 400 ลา และยุทธภัณฑ์ ราชูปโภคของพระเจ้า เชียงใหม่ มากมาย ปีพุทธศักราช 2129 (ค.ศ.1586) พระเจ้านันทบุเรงทรงยกทัพหลวง นาไพร่พล 250,000 คน แบ่ง เปน็ 2 ทพั มาสมทบกับกองทัพพระมหาอุปราชซึ่งเข้ามาตั้ง กองทานาเก็บเสบียงต้ังแต่ ปีที่แล้ว โดยมีทัพ พระเจ้านันทบุเรงเป็นทัพหลวง ทัพพระมหาอุปราชา และทัพตองอู ส่วนทัพเชียงใหม่ พ่ายแพ้ อยุธยาหลายคร้ังจึงถูกลดหน้าท่ีเป็นหน่วยขนสง่ ลาเลียง อาหาร เดินทางเข้ามาได้ประมาณ เดือน 2 ทัพพม่าเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ทางทิศตะวันออก และทิศเหนือพระนคร และชานเมืองสะสมเสบียง อาหาร จดั กองทหารอาสาคอยคุ้มกันไว้มิให้ข้าศึกมารบกวนได้ และนา ผลผลิตทเี่ กบ็ เก่ียวมาไว้ในพระนคร ส่วนท่ีเก็บเก่ียวไม่ทันให้ทาลายเสีย ให้กวาดต้อนผู้คนจาก หัวเมืองชั้นในเข้ามาไว้ในพระนคร รวบรวม ชาวบ้านที่ชานาญพื้นท่ีป่า จัดเป็นกองอาสาคอยดัก ซุ่มตีตัดเส้นทางลาเลียงของข้าศึก ให้จัดกาลังป้องกัน แม่น้า โดยเฉพาะทางใต้ซึ่งใช้เป็นเส้นทาง ขนส่งเสบียงทางทะเล และให้ท้ิงการป้องกันหัวเมืองเหนือ ท้ังหมด ทุ่มกาลังทั้งหมดป้องกัน พระนครแต่เพียงด้านเดียว และให้จัดกระบวนทัพเป็น 4 แบบ แบ่งเป็น ทัพเรือ จัดเรือเร็วและ เรือบรรทุกปืนใหญ่ดักซุ่มยิงข้าศึกไม่ให้รุกเข้าใกล้พระนคร ทัพบกจัดเป็นหน่วย เคลื่อนที่เร็ว สาหรับตีฉาบฉวย จัดกาลังทหารประจาป้อมปราการรักษาพระนครเต็มอัตรา และจัดกอง ลาดตระเวนออกสอดแนมหาขา่ วขา้ ศึกและติดต่อประสานกบั หนว่ ยกองโจรที่อย่ภู ายนอกพระนคร ฝ่ายทางกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรฯเป็นแม่ ทัพใหญ่ บัญชาการรบ พระองคทรง์ได้เตรียมการต่าง ๆ ไว้รับมือกับข้าศึกโดย ให้เร่งทานาในเขตพระนคร และชานเมอื งสะสมเสบียงอาหาร จัดกองทหารอาสาคอยคุ้มกันไว้มิให้ขา้ ศึกมารบกวนได้ และนา ผลผลิตท่ี เก็บเก่ียวมาไว้ในพระนคร ส่วนท่ีเก็บเกี่ยวไม่ทันให้ทาลายเสีย ให้กวาดต้อนผู้คนจาก หัวเมืองช้ันในเข้ามา ไว้ในพระนคร รวบรวมชาวบ้านท่ีชานาญพื้นที่ป่า จัดเป็นกองอาสาคอยดัก ซุ่มตีตัดเส้นทางลาเลียงของ ข้าศึก ให้จัดกาลังป้องกันแม่น้า โดยเฉพาะทางใต้ซึ่งใช้เป็นเส้นทาง ขนส่งเสบียงทางทะเล และให้ทิ้งการ ป้องกันหัวเมืองเหนือท้ังหมด ทุ่มกาลังทั้งหมดป้องกัน พระนครแต่เพียงด้านเดียว และให้จัดกระบวนทัพ เป็น 4 แบบ แบ่งเป็น ทัพเรือ จัดเรือเร็วและ เรือบรรทุกปืนใหญ่ดักซุ่มยิงข้าศึกไม่ให้รุกเข้าใกล้พระนคร ทัพบกจัดเป็นหน่วยเคลื่อนท่ีเร็ว สาหรับตีฉาบฉวย จัดกาลังทหารประจาป้อมปราการรักษาพระนครเต็ม อัตรา และจัดกอง ลาดตระเวนออกสอดแนมหาข่าวข้าศึกและติดต่อประสานกับหน่วยกองโจรที่อยู่ ภายนอกพระนคร ในระหว่างต้นเดือน 2 ปี พ.ศ. 2129 (ค.ศ.1586) เปน็ ชว่ งเวลาเก็บเกย่ี วข้าวใน ท้องทุ่ง หันตรา ยังไม่ทันเสร็จ พม่าเคล่ือนพลเข้ามาถึงพระนคร สมเด็จพระนเรศวรฯ โปรดให้ เจ้าพระยา กาแพงเพชรท่ีสมุหพระ กลาโหมนากาลังออกไปป้องกันชาวนาที่กาลังเก่ียวข้าว พระมหาอุปราชาเคลื่อน ทพั มาถึงส่ังใหก้ องกาลงั ทหารม้าเข้ามาตที ันทีทพั เจา้ พระยากาแพงเพชร แตกพา่ ยถอยเข้าพระนคร สมเด็จ

106 พระนเรศวรฯ ทรงพระพโิ รธ ดว้ ยตัง้ แตพ่ ระองค์ทรงเป็น ผบู้ ญั ชาการรบกันมาน้ี ยงั ไม่เคยพา่ ยแพข้ ้าศกึ เลย การพ่ายแพ้ของเจ้าพระยากาแพงเพชรครั้งนี้ จะทาให้ไพร่พลครั่นคร้ามเกรงกลัวข้าศึก ย่อมจะเสียการ สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกา ทศรถจึงเสด็จลงเรือลาเดียวกันยกพล ออกไป สู้รบกับข้าศึกที่ทุ่ง ชายเคืองทันที สมเด็จพระเอกา ทศรถถูกยิงกระสุนปืนถูกฉลองพระองค์ ขาดตลอดพระกร แต่ไม่ได้รับ บาดเจ็บ รบกนั อยู่จนเวลา พลบคา่ ข้าศกึ ถอยไปจากค่ายเจา้ พระยา กาแพงเพชรทถ่ี ูกยดึ ไว้ไดน้ ้ัน เมอ่ื เสด็จ กลับเข้าพระนคร ดารัสสั่งให้ประหารชีวิตเจ้าพระยา กาแพงเพชร แต่สมเด็จพระราชบิดาดารัสขอชีวิตไว้ จึงทรงให้ ถอดจากตาแหน่งพระกลาโหม พวกข้าราชการท้ังปวงก็พากันเกรงกลัวพระราชอาญา ต้ังหน้า ต่อสู้ รบพุ่งกับพม่าอย่างเข้มแข็ง ท่ัวกนั แต่น้ันมา ในพงศาวดารพม่าว่า เมื่อพระเจ้าหงสาวดี(นันทบุเรง) ทรงตั้งล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้แล้ว ให้ กองทัพเข้าตีปล้นพระนครหลายครั้ง แต่ไม่ปรากฏว่าตีทางไหนบ้าง เป็นแต่กล่าวว่าไทยต่อสู้ เข้มแข็ง กว่าครัง้ ก่อน ๆ พม่ายกเขา้ มาคราวใดไทยกต็ เี อาต้องถอยกลับคืนไปค่ายที่ตงั้ ทุกคราว พม่าล้อมพระนครอยู่ กว่าเดือนก็ไม่สามารถต้ังประชิดพระนครได้ ในระหว่างนั้นพวกกองโจรซึ่ง สมเด็จพระนเรศวรฯทรงให้ไป รวบรวม คนจัดขนึ้ ตามหวั เมืองหลายหมวดหลายกองพากันตระเวนตี ตดั ลาเลียงเสบียง อาหารของพม่าอยู่ เสมอ ทาให้ข้าศึกส่งเสบียงถึงกันไม่ได้ เกิดความอดอยาก เจ็บไข้ขึ้นในกองทัพ พม่าท่ีต้ังล้อมพระนครไว้ สมเด็จพระนเรศวรฯทรงทราบเชน่ นั้นทรงเห็นได้ที จึงให้กาลังไพร่พลออก จู่โจมปล้นค่ายพม่า ณ ที่ต่าง ๆ ทั้งกลางวันกลางคืนไม่ให้ได้อยู่เป็นปกติ เหตุการณ์รบเฉพาะที่สมเด็จพระนเรศวรฯเสด็จออกนาไพร่พลรบ ดว้ ยพระองคเ์ องคือเมื่อเดือน 3 แรม 10 คา่ เวลา 5 นาฬิกา เสด็จออกปล้นค่ายพระยานครที่ ปากน้าพุทธ เลา ข้าศึกแตกหนี ไดค้ ่ายแลว้ ให้เผาเสีย เดือน 4 ขึน้ 10 ค่า เวลากลางคืน เสด็จออกปลน้ ค่ายทัพหน้าของ พระเจ้า หงสาวดี ได้ค่ายนั้นแล้ว ไล่ฟันข้าศึกไปจนถึงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดี โดยปฏิบัติเย่ียงพลทหาร ทรงคาบพระแสงดาบปีน ระเนียดจะเข้าค่ายหลวงของพม่าอย่างกล้าหาญมิได้หวั่นเกรงต่อ ภยันตราย แต่ ทหารพมา่ ไดต้ ้ังรบั อย่างเข้มแขง็ ตอ่ สู้ปอ้ งกันสุดกาลัง ถูกขา้ ศึกแทงตกลงมา จงึ ปลน้ ค่ายไมส่ าเร็จ พระองค์ จึงเสด็จคืนพระนคร พระแสงดาบที่ทรงคาบปีนปล้นค่ายครั้งน้ี เรียกนามว่า \"พระแสงดาบคาบ ค่าย หรือ พระแสง ดาบพลพ่าย\" ตราบจนทุกวันน้ี ครั้นถึงเดือน 4 แรม 10 ค่า สมเด็จพระนเรศวรฯเสด็จออกไปตั้งทัพซุ่มอยู่ท่ีทุ่งลุมพลี หมายจะ เข้าปล้นค่ายพระเจ้าหงสาวดีอีก ลักไวทามูจึงให้ทหารม้ากอง ยกมารบล่อสมเด็จพระนเรศวร ฯ พระองค์ เห็นขา้ ศึกมีน้อยก็เสดจ็ ทรงมา้ เขา้ รบพุง่ ไล่โดยลาพงั สว่ นกระบวนราบตามไปข้างหลงั พมา่ สูพ้ ลาง หนีพลางล่อให้ไล่ไปจนถึงท่ีท่ีลักไวทามูนากองทหารทศซุ่มกาลังรออยู่ก็กรูกันออกมา ห้อมล้อม จะจับตัว สมเด็จพระนเรศวรฯ พระองค์ทรงต่อสู้ข้าศึกเป็นสามารถ ลักไวทามูขับม้า เข้ามาจะจับพระองค์ พระองค์ จงึ ทรงแทงพระแสงทวนถกู ลักไวทามูตาย ทหารทศเขา้ มาแก้ ลักไวทาม กท็ รงฟันด้วย พระแสงดาบตายอีก 1 คน แต่พวกพม่าเห็นทหารไทยมีน้อยจึงล้อมไว้ สู้รบกันอย่ากว่าชั่วโมง จนพวกทหารราบตามไปทัน จึง เขา้ แก้ไขสมเด็จพระนเรศวรฯออกมาจาก ท่ีลอ้ มหนีกลบั พระนครได้

107 เดือน 5 แรม 5 ค่า สมเดจ็ พระนเรศวรฯเสดจ็ โดยกระบวนเรือเร็ว จ่ไู ปตที พั พระมหาอุป ราชา ซึ่งต้งั อยู่ ณ ขนอนบางตระนาว แตกพ่ายถอยลงไปต้ังอยู่ทบี่ างกระดาน เม่ือเดือน 6 แรม 10 ค่า สมเด็จพระนเรศวรฯยกทัพเรือลงไปท่ีบางกระดาน หมายจะตี ทัพ พระมหาอุปราชาท่ีกาลังถอยทัพกลับไป ได้รบพุ่งแต่กับกองหลังของพระมหาอุปราชา เมื่อทรง ทราบ ว่าพระเจ้าหงสาวดีจะถอยทัพ จึงเสด็จกลับคืนพระนคร ทรงรีบจัดกองทัพไปตั้งที่ วัดเดช ริมน้าตรงภูเขา ทอง ถึงเดือน 7 ขึ้น 1 ค่า ใหเ้ อาปนื ขนาดใหญ่ลงในเรือสาเภาตามข้ึนไป หลายลา พอเตรยี มเสร็จถึงวันขึ้น 8 ค่า ก็ให้เอาปืนใหญ่ระดมยิงค่ายหลวงพระเจ้านันทบุเรงถูกช้างม้าผู้คน ตาย พระเจ้านันทบุเรงทนอยู่ ไม่ได้ก็ต้องรีบถอยทัพหลวงกลับไปตั้งอยู่ที่ป่าโมก สมเด็จพระนเรศวรฯให้ยกทัพบกติดตามไปจึงถึงทะเล มหาราชทางหน่ึง ส่วนสมเด็จพระนเรศวรฯ และสมเด็จพระเอกาทศรถ โดยเสด็จกระบวนทัพเรือตามตี กองทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดี ขึ้นไปทางป่าโมกอีกทางหน่ึง สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงเห็นว่ากาลังไม่ พอด้วยเหตุที่กองทัพไทย มีกาลังพลน้อยกว่าพม่า ไม่มากพอท่ีจะตีข้าศึกให้แตกได้ และเห็นว่าพระเจ้าหง สาวดที รงลา่ ทพั หนไี ปพน้ พระนครแล้วจงึ เรยี กทพั กลบั คืน ต้ังแต่กรุงศรีอยุธยารบแพ้พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองในสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช ต้องสูญเสีย อิสรภาพเปน็ ประเทศราชของพม่า ต้งั แตป่ มี ะเส็ง พ.ศ. 2112 (ค.ศ.1569) จนถงึ ปวี อก พ.ศ. 2127 (ค.ศ.1584) ท่ีสมเด็จ พระนเรศวรฯ ประกาศอิศรภาพท่ีเมืองแครง นับเป็นเวลานานถึง 15 ปี แต่ก็ ยังคง เสี่ยงภัยจาก การคุกคามของพม่า ตลอดเวลา 3 ปี จนสมเด็จพระนเรศวรฯ รบชนะพระเจ้าหงสาวดี นันทบุเรง ในคร้ังน้ี จึงนบั เปน็ อิสรภาพทม่ี ่ันคง ตั้งแต่ปกี นุ พ.ศ. 2130 (ค.ศ.1587) สืบมา 4.2.3. สมเดจ็ พระนเรศวรครองราชสมบัติ ต้ังแต่พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงทรงเลิกทัพกลับไปแล้วในคร้ังน้ัน ไทยว่างการสงคราม กับพม่า อยู่ 3 ปี สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชซ่ึงพระชนมายไุ ด้ 75 พรรษา ก็ประชวร สวรรคตเม่ือ วัน อาทติ ย์ เดอื น 8 แรม 13 คา่ ปขี าล พ.ศ.2133 (ค.ศ.1590) สมเดจ็ พระนเรศวรฯ เสดจ็ ขน้ึ ครองราชสมบัติ เป็นพระเจ้าแผ่นดินเม่ือพระชนมพรรษาได้ 35 พรรษา ทรงสถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช พระเอกาทศ รถ ให้เป็นพระมหาอุปราช แต่ให้มีพระเกียรติยศสูงเสมอพระเจ้าแผ่นดินอีก พระองค์หน่ึง พอสมเด็จพระ นเรศวรฯ เสวยราชย์ได้ 4 เดอื น กเ็ กดิ ศึกหงสาวดีมาตไี ทยอกี เหตุท่ีเกิดสงครามคร้ังนี้ ในพงศาวดารพม่าว่า ตั้งแต่พระเจ้าหงสาวดีต้องล่าทัพไปจาก เมืองไทย ในครั้งก่อน พอข่าวแพร่ออกไปพวกประเทศราชต่างกระด้างกระเดื่อง เจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคัง แข็งเมืองขึ้นมาอีก พระเจ้าหงสาวดีทรงปรึกษาเสนาบดีถึงเร่ืองการปราบปราม เสนาบดีคนหนึ่ง ชื่อสิริ ชัยนรธา ทูลว่าเมืองคังกาเริบข้ึนมาก็เพราะเห็นว่าพม่าปราบไทยไม่ลง จึงคิดแข็งเมืองเอา อย่างไทยบ้าง ถ้าตราบใดที่ยังปราบไทยไม่ได้ ถึงจะปราบเมืองคังได ก็คงมีเมืองอื่นเอาอย่างไทย ต่อไปอีก จาต้องปราบ ไทยใหร้ าบคาบเสียก่อน เมืองอืน่ จึงจะยาเกรงต่อไป พระเจา้ หงสาวดเี ห็น ชอบด้วย พอทราบข่าวว่ากรุงศรี

108 อยุธยาผลัดแผ่นดิน คาดว่าเหตุการณ์ภายในกรุงศรีอยุธยาคง ไม่ปกติ เป็นโอกาสอันดีท่ีจะยกทัพไป ปราบปรามไทยอีกคร้ังหนึ่ง ให้พระราชบุตรองค์หนึ่งซึ่งได้ขึ้น เป็นพระเจ้าแปรมาคุมกองทัพจานวนพล 100,000 คน ยกไปตีเมืองคัง ให้เจ้าเมืองพะสิม กับเจ้าเมืองพุกามเป็นทัพหน้า พระมหาอุปราชาเป็นจอม ทัพ คมุ ทัพหลวงจานวนพลรวมกัน 200,000 คน ยกมาตเี มืองไทยทางหนึ่ง พระมหาอุปราชายกออกมาจากเมืองหงสาวดีเมื่อเดือน 12 แรม 12 ค่า ปีขาล พ.ศ. 2133 (ค.ศ.1590) เดินทัพเข้ามาเมืองไทยทางด่านเจดีย์สามองค์ ไม่ได้เข้ามาทางด่านแม่สอดเหมือนเช่น เคย ด้วยหมายจะจู่โจมเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาไม่ให้ได้ทันเตรียมตัวเพราะเดินทางเพียง 15 วันก็ถึง กรุงศรี อยุธยาแลว้ ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้รู้ตัวเร็วแต่ก็ยังมีความลาบากอยู่เพราะจะต้อนผู้คนพลเมืองเข้า มา ในพระนครฯ เหมือนครั้งกอ่ นๆ กไ็ มท่ ัน แต่สมเดจ็ พระนเรศวรนนั้ ทรงว่องไวในเชงิ ศึก ทจ่ี ะให้ คอยตงั้ รับ อยู่ในเมืองในสถานการณ์เชน่ น้ีนัน้ มิอาจเป็นไปได้ พระองค์มีพระราชดาริกระบวน การรบเป็นอย่างอ่ืน พอ เดือนยใี่ ห้ยกทัพหลวงออก เสดจ็ ไปถึงเมืองสุพรรณบุรี ทรงทราบข้าศกึ ยกทัพลว่ ง เข้าเมืองกาญจนบรุ ีมาแล้ว จึงให้ซุ่มทัพหลวงไว้ แต่งกองทัพน้อยเป็นทานองเหมือน กับจะไปรักษาเมืองกาญจนบุรี ยกไปล่อข้าศึก ฝ่าย กองทัพพระมหาอุปราชาเข้ามาถึงเมือง กาญจนบุรี เห็นไม่มีผู้ใดต่อสู้สาคัญว่าไทยจะต้ังมั่นคอยต่อสู้อยู่ท่ี พระนครศรีอยธุ ยาอย่างคราวก่อน ก็ยกเขา้ มาดว้ ยความประมาท ครัน้ มาพบทัพล่อของสมเด็จพระนเรศวรฯ เห็นเป็นทัพเล็ก ๆ ทัพหน้าของพระมหาอุปราชาก็เข้ารบพุ่ง กองทัพล่อต่อสู้อยู่หน่อยหนึ่งก็แกล้งถอยหนี พวกทัพ หงสาวดีเห็นได้ท่ีก็ไล่ติดตามเข้ามาเข้าในที่ซุ่มของสมเด็จพระนเรศวรฯ พระองค์จึงให้กองทัพ ออก ระดมตี ได้รบพุ่งกันตะลุมบอน กองทัพของหงสาวดีเสียทีก็แตกพ่าย ถูกทหารไทยฆ่าฟัน ตายเป็นอันมาก พระยาพกุ ามนายทัพหน้าตายในท่ีรบ รีพ้ ลทเ่ี หลือก็พากันแตกพา่ ย กองทพั ไทย ติดตามจับพระยาพะสิมนาย ทพั หน้าไดท้ บี่ ้านจระเขส้ ามพนั อีกคนหน่ึง กองทัพหนา้ ของพระมหา อุปราชากาลังแตกหนีกนั อลม่าน ไทยไล่ ติดตามไปปะทะทัพหลวง ทัพหลวงก็เลยแตกด้วย ในพงสาวดารพม่าว่า ในครั้งน้ันไทยเกือบจับพระมหาอุป ราชาได้ ดว้ ยกองทพั พม่าแตกยับเยิน และเสียผู้คนช้างมา้ เครอื่ งศัตราวธุ แก่ไทยเปน็ อนั มาก พระมหาอปุ ราชา หนีพ้นไปแล้ว ก็ให้ รวบรวมร้ีพลท่ีเหลืออยู่กลับไปเมืองหงสาวดีเมื่อเดือน 5 ปีเถาะ พ.ศ. 2134 (ค.ศ.1591) พระเจ้าหงสาวดี ทรงขัดเคืองให้ลงพระราชอาญาแก่แม่ทัพนายกอง แต่พระมหาอุปราชาน้ันภาคฑัณฑ์ไว้ให้ ทา การแกต้ ัว ใหม่ ถึงปีมะโรง พ.ศ. 2135 (ค.ศ.1592) พระเจ้าหงสาวดีจึงทรงให้พระมหาอุปราชามาตี เมืองไทยอีกครั้งหน่ึง ในพงศาวดารว่า พระมหาอุปราชามีความครั่นคร้ามนัก ทูลพระเจ้าหงสาวดีว่า พระ เคราะห์ยังร้าย นัก พระเจ้าหงสาวดีทรงขัดเคือง วันหน่ึงเสด็จออกท้องพระโรง ตรัสตัดพ้อเจ้านายและขุน นาง ท้ังปวงว่าช่างไม่มีใครเอาใจช่วยเจ็บร้อนด้วยเรื่องเมืองไทยบ้างเลย กรุงศรีอยุธยามีร้ีพลสักหยิบ มือ เดียว แต่ก็ไม่มีใครจะกล้าอาสาไปตี ขุนนางคนหน่ึงชื่อว่าพระยาลอ ทูลพระเจ้าหงสาวดีว่า กรุงศรีอยุธยา นั้นสาคัญอยู่ท่ีสมเด็จพระนเรศวรฯองค์เดียวเพราะกาลังหนุ่ม บังคับบัญชาผู้คนก็ สิทธิขาด ร้ีพลกลัวพระ นเรศวรยิ่งกว่ากลัวความตาย เจ้าให้รบพุ่งอย่างไรก็ไม่คิดแก่ชีวิตด้วยกัน ทั้งนั้น คนน้อยจึงเหมือนคนมาก

109 การท่จี ะตเี มืองไทยถ้าเอาชัยชนะพระนเรศวรฯองคเ์ ดยี วเทา่ น้ัน กจ็ ะไดบ้ า้ นเมืองโดยง่าย เหน็ ว่าเจา้ นายใน กรุงหงสาวดีรุ่นเดียวกับสมเด็จพระนเรศวรท่ีรบพุ่ง เข้มแข็ง ชนะศึกก็มีอยู่หลายองค์ ถ้าจัดให้เจ้านายท่ี เข้มแข็งการศึกเป็นนายทัพสักสองสามองค์ ยกไปช่วยกันรบพระนเรศวรฯก็เห็นจะเอาชัยชนะได้ ถ้าชนะ พระนเรศวรฯแล้วก็ได้กรุงศรีอยุธยาไว้ ในอานาจเหมือนอยา่ งแต่ก่อน พระเจ้าหงสาวดีได้ทรงฟงั พระยาลอ ทูลแนะนา ก็ทรงเห็นชอบ แต่เกรงว่าถ้าไม่ให้พระมหาอุปราชาไปรบ คนท้ังหลายก็จะพากันดูหมิ่นรัช ทายาทย่ิงขึ้น จึงแกล้ง ตรัสตอบไปว่า ท่ีพระยาลอว่าน้ันก็ดีอยู่ แต่ตัวของข้าเป็นคนอาภัพ ไม่เหมือนพระ มหาธรรมราชา น่ันเขามีลูกท่ีพ่อไม่ต้องพักใช้ให้ไปรบพุ่ง พระมหาอุปราชาได้ยินพระราชบิดาตรัสบริภาษ เช่นน้ัน ก็อัปยศอดสูต้องทูลขอรับอาสามาตีเมืองไทยแก้ตัวใหม่ พระเจ้าหงสาวดีจึงให้เกณฑ์กองทัพ 3 เมือง คือกองทัพเมืองหงสาวดีให้เจ้าเมืองจาปะโรเป็นทัพหน้า 1 พระมหาอุปราชาเป็นจอมทัพ คุมทัพ หลวง กองทพั เมืองแปร 1 ใหพ้ ระเจ้าแปรลูกยาเธอที่ไปตีเมืองคังได้เมื่อคราวหลงั เป็น นายทพั กองทัพตอง อูให้พระสังขะทัตลูกพระเจ้าตองอู ผู้ต้านทานกองทัพไทยไว้ไดเ้ ม่ือคราว พระเจ้าหงสาวดีลา่ ทัพไปเป็นนาย ทพั 1 ทพั รวมเป็น 3 ทัพ จานวนพล 240,000 คน ยกมาตี กรงุ ศรีอยุธยาทางดา่ นเจดยี ์สามองค์ สง่ั ใหพ้ ระ เจ้าเชียงใหม่คุมเสบียงอาหารลงมา ทางเรือด้วย อีก 1 ทัพ กองทัพบกที่ยกมาครั้งน้ัน กองทัพพระมหาอุป ราชาคงยกมาหน้า กองทัพพระเจ้าแปร กับกองทัพพระสังกะทัตยกตามกันมาโดยลาดับ ได้รบกับไทยแต่ กองทัพพระมหาอุปราชาทัพเดียว แล้วก็ส้ินสงคราม กองทัพเรือที่ลาเลียงเสบียงของพระเจ้าเชียงใหม่ก็ลง มาถงึ เพยี งกลางทางรู้วา่ สิ้นสงครามก็เลกิ ทัพกลับ พระมหาอุปราชายกกองทัพออกจากเมืองหงสาวดี เม่ือวันพุธ เดือนอ้าย แรม 7 ค่า ปี มะโรง พ.ศ. 2135 (ค.ศ.1592) เดินทัพเข้าแดนไทยทางด่านเจดียส์ ามองค์ มาถึงเมืองกาญจนบุรี ไม่เห็นมี ใครต่อสู้ ก็ยกเลยเข้ามาถึงเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันท่ีมาถึงบ้านพนมทวน เวลาบ่ายเกิดลมเวรัมภาพัดเวยี น เป็นวงจักร พัดมาถูกเศวตฉัตรคชาธารบนหลังช้างหักลง พระมหาอุปราชาทรงหวั่นพระหฤทัย ให้โหร ทานาย โหรทลู วา่ เหตเุ ช่นน้นั ถ้าเกิดเวลาเชา้ เป็นนิมติ รา้ ย ถ้าเกิดเวลาเย็นเปน็ มงคลนิมติ เห็นว่า คงจะมชี ัย ชนะแก่ข้าศึก ท่ีฉัตรหักน้ันสังหรณ์ว่าพระราชบิดาจะมอบเวนราชสมบัติ พระราชทานให้เจริญพระ เกียรติยศไดถ้ งึ ราชาฉัตร พระมหาอปุ ราชาได้ทรงฟงั คาทานายกไ็ ม่คลาย ระแวงภัย ออกจากบา้ นพนมทวน ให้ยกพลมาตง้ั ที่บ้านตระพังกรุ ให้สมงิ จอคร้าน สมงิ เป่อ สมิงซา่ ม่วน คมุ ทหารม้ายกย้ายกันไปสอดแนมว่า จะเป็นกองทัพไทยออกไปคอยต่อส้ทู ีไ่ หนบ้าง ฝ่ายกรงุ ศรอี ยธุ ยา เวลานนั้ สมเด็จพระนเรศวรฯพระชนมายุได้ 37 พรรษา เสวยราชย์ได้ 3 ปี ทรงประมาณการต้ังแต่กองทัพพระมหาอุปราชาแตกไปเม่ือปีขาล ว่าคงจะว่างศึกไปหลายปี เพราะ พม่าเสียรี้พลพาหนะมากคงจะต้องหากาลังเพ่ิมเติมอยู่นานวัน ในปีมะโรง พ.ศ. 2135 (ค.ศ.1592) น้ัน สมเด็จพระนเรศวรฯ หมายจะเสดจ็ ไปตีเมืองละแวกราชธานีของประเทศกัมพูชาเพ่ือตัดกาลัง เขมรมิได้มา ทาร้าย ซ้าเติมในเวลามีศึกกับหงสาวดีเหมือนแต่ก่อน กะว่าจะยกไปกลางเดือนย่ี แต่พอเดือนอ้ายก็ได้รับ ใบบอกจากเมืองกาญจนบรุ ี สืบข่าวว่าหงสาวดีเตรียมยกกองทัพมาอีก ในปีนี้ สมเด็จพระนเรศวรฯ จึงตรัส ให้เร่งเรยี กรพ้ี ลพาหนะ และให้ยา้ ยท่ปี ระชมุ ทัพจากบางขวด ในชานพระนคร ไปตง้ั ทที่ ุ่ง ปา่ โมกแขวงเมือง วเิ ศษไชยชาญซึ่งอยบู่ นเส้นทางที่ข้าศึกจะยกมา ผ้คู นทอ่ี ยใู่ นเส้นทางทีข่ ้าศกึ จะ ยกมาทงั้ ทางด่านเจดีย์สาม

110 องค์และหัวเมืองเหนือ ให้หลบไปอยู่ ในป่าเสียทั้งหมด และให้พระยา ราชบุรีจัดพลเป็นกองโจร แยกย้าย กันไปซุ่มคอยตีตัดลาเลียง เสบียงอาหารและร้ือสะพานทาลาย ทางข้างหลังกองทัพข้าศึก และจัดกองทัพ หน้า ให้พระยา ศรีไสยณรงค์เป็นนายทัพหน้า พระยาราชฤทธานนท์เป็นยกกระบัตร ยกไปตั้งขัดตาทัพรับ ขา้ ศกึ อย่ทู ีล่ าน้าท่าคอย แขวงเมือง สพุ รรณบุรี สมเดจ็ พระนเรศวรฯกบั สมเดจ็ พระเอกาทศรถกเ็ สดจ็ ออก จากพระนครเมือ่ วันขน้ึ 9 คา่ เดือนยี่ ทรงเรอื ไปแวะทาพิธีตดั ไม้ขม่ นามท่ีทุ่งลุมพลี แล้วเสด็จไปจัดกระบวน ทัพชัย ณ ตาบล มะม่วงหวานใกล้ทุ่งป่าโมกพักจัดการกระบวนทัพอยู่ 3 วัน เมื่อสมเด็จพระนเรศวรฯ ประทับอยู่ท่ีพลับพลาตาบลมะม่วงหวานน้ัน คืนหน่ึงทรงพระสุบิน ฝันไปว่าน้าท่วมมาแต่ทางทิศตะวันตก พระองค์ทรงลยุ นา้ ไปพบจระเข้ใหญ่ตวั หน่ึง ได้ตอ่ สูก้ นั ทรงประหารจระเขต้ ายด้วยพระองค์เอง พระโหราธิ บดีทูลพยากรณ์ว่า พระสบุ นิ เปน็ มงคลนิมิต เสด็จไปจะได้รบกบั ขา้ ศกึ ถึงสู้กนั ตัวต่อตวั และพระองค์จะมีชัย ชนะ เม่ือถึงเดือนยี่ ข้ึน 12 ค่า สมเด็จพระนเรศวรฯกับสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จยกองทัพ หลวง ออกจากบ้านมะม่วงหวาน กองทัพไทยท่ยี กไปคร้ังนั้น มจี านวนพล 100,000 คน เดินบุกจาก ทุ่งป่า โมกไปยังเมืองสุพรรณบุรีทางบ้านสามโก้ ข้ามลาแม่น้าสุพรรณที่ท่าท้าวอู่ทอง ไปถึงที่ต้ัง ค่ายหลวงตาบล หนองสาหร่าย ใกล้ลาน้าท่าคอย เม่ือข้ึน 15 ค่า เดื่อนยี่ ก่อนจะเสด็จไปถึง คงตรัสส่ังให้พระยาศรีไสย ณรงค์ซึ่งเป็นทัพหน้ารุกออกไปตั้งที่ตาบลดอนระฆัง ฝ่ายกองทหารม้าของพวกหงสาวดีเที่ยวเล็ดลอดสอด แนมเข้ามาได้จนถึงบางกะทิง ใกล้บ้าน ผักไห่ แขวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สืบรู้ว่าสมเด็จพระนเรศวร เสดจ็ ยอกองทัพหลวงออกไปยงั เมืองสุพรรณบุรี มรี ้ีพลจานวนราวแสนเศษ กร็ ีบไปทลู พระมหาอปุ ราชาซึ่ง ตั้งค่ายอยู่ ณ ตาบล ตะพังกรุ ห่างกับที่ กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ต้ังอยู่ระยะทางราววันหนึ่ง พระมหา อุปราชาทราบว่า จานวน รพ้ี ลของ สมเดจ็ พระนเรศวรที่ยกไปน้อยกว่า ปรึกษาแม่ทัพนายกอง แล้วเหน็ ว่า ควรจะ เอากาลังมากเข้าทุ่มตีให้แตก แล้วรีบติดตามตีกระหน่าเข้าไปอย่าให้มีเวลาตั้งตัวต่อสู้ได้ ก็เห็นจะ ได้อยุธยา โดยง่ายดาย จึงให้กองทัพออกจากตระพังกรุราว ๆ กลางเดือนยี่ ใกล้ ๆ กับวันที่สมเด็จ พระ นเรศวรฯเสด็จไปถึงหนองสาหร่าย หมายจะตีกองทัพไทย ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรฯเม่ือเสด็จ ไปถึงหนอง สาหรา่ ยแล้ว ทรงทราบว่ามพี วกทหารมา้ ขา้ ศึกมาสอดแนมอยู่ใกล้ ๆ กท็ รงคาดวา่ จะได้รบกบั ขา้ ศึกภายใน วนั สองวนั นน้ั เปน็ แน่เพราะทัพท้งั สองอย่ใู กลก้ ันนัก จึงทรงจดั ทพั เปน็ กระบวนเบญจเสนา 5 ทพั ทพั ที่ 1 เป็นกองหนา้ ให้พระยาสหี ราชเดโชชยั เป็นนายทัพ พระยา พชิ ยั รณฤทธเ์ิ ปน็ ปีก ขวา พระยาวิชติ ณรงค์เปน็ ปีกซา้ ย ทัพท่ี 2 กองเกียกกาย ให้พระยาเทพอรชุน เป็นนายทัพ พระยาพิชัยสงครามเป็นปีก ขวา พระยารามคาแหงเปน็ ปีกซ้าย ทัพท่ี 3 กองหลวง สมเดจ็ พระนเรศวรทรงเป็นจอมพล พร้อมดว้ ยสมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าพระยาเสนาเปน็ ปกี ขวา เจ้าพระยาจักรีเป็นปีกซ้าย

111 ทัพที่ 4 กองยกบัตร ให้พระยาพระคลังเป็นนายทัพ พระราชสงคราม เป็นปีกขวา พระรามรณภพเปน็ ปีกซ้าย ทพั ท่ี 5 กองทัพหลงั ใหพ้ ระยาทา้ ยนา้ เปน็ นายทัพ หลวงหฤทัยเป็นปีกขวา หลวงอภยั ส รินทร์เป็นปีกซ้าย พิเคราะห์ตามท่ีปรากฏในหนังสือพงศาวดาร ดูเหมือนการรบครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวร ตั้งพระราชหฤทัยว่าจะตั้งรับให้ข้าศึกตีก่อน เพราะทรง ทราบว่าข้าศึกมีกาลังมากกว่าไทยที่ยกไป คร้ันวัน แรม 1 ค่า เดือนยี่ พระยาศรีไสยณรงค์ออกมา กราบทูลว่า ให้ไปสอดแนม เห็นข้าศึกยกกองทัพใหญ่พ้น บ้านจระเข้สามพันมาแล้ว จึงทรงมีรับส่ัง เตรียมตัวรบในวันรุ่งข้ึนคือวันจันทร์ แรม 2 ค่า เดือนยี่ แล้วทรง สัง่ ไปยังพระยาศรีไสยณรงคว์ า่ ให้ลาดตระเวนดูพอรูว้ า่ กระบวนข้าศึกยกมาอยา่ งไรแล้วให้ถอยมา ผลแห่งสงครามเช้าของวันจันทร์ สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเคร่ืองพิชัยยุทธ สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง นามว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนพระสมเด็จพระเอกา ทศรถ ทรงชา้ งนามว่า เจา้ พระยาปราบไตรจักร ช้างทรงของทงั้ สองพระองค์น้ันเปน็ ช้างชนะงา คือช้างมีงา ท่ไี ด้รบั การฝกึ ใหร้ ู้จักการต่อสู้มาแล้วหรือเคยผา่ นสงครามชน ช้าง ชนะชา้ งตวั อนื่ มาแลว้ ซ่ึงเปน็ ชา้ งที่กาลัง ตกมัน ในระหว่างการรบจึงว่ิงไล่ตามพม่าหลงเข้าไปในแดนพม่า มีเพียงทหารรักษาพระองค์และจาตุรงค์ บาทเท่านัน้ ท่ีติดตามไปทนั สมเด็จ พระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่มไม้กับ เหล่าท้าว พระยา จึงทราบได้ว่าช้างทรงของสองพระองค์หลงถลาเข้ามาถึงกลางกองทัพ และตกอยู่ในวง ล้อมขา้ ศึกแล้ว แต่ดว้ ยพระปฏิภาณไหวพรบิ ของสมเด็จพระนเรศวร ทรงเหน็ ว่าเป็นการเสยี เปรยี บขา้ ศึกจึง ไสช้างเข้าไปใกล้ แลว้ ตรัสถามด้วยคนุ้ เคยมาก่อนแตว่ ยั เยาว์ว่า \"พระเจา้ พเ่ี ราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า เชิญ ออกมาทายุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้าแผ่นดินท่ีจะได้ยุทธ หัตถีแลว้ \" พระมหาอุปราชาได้ยินดังน้ัน จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอเข้าชนเจ้าพระยาไชยานุ ภาพเสียหลัก พระมหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรทรง เบ่ียงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด จากน้ันเจ้าพระยาไชยานุภาพชนพลายพัทธกอเสียหลกั สมเด็จ พระนเรศวรทรงฟนั ดว้ ยพระแสงของา้ วถกู พระมหาอปุ ราชาเข้าท่ีองั สะขวา สน้ิ พระชนมอ์ ยบู่ นคอช้าง ส่วน สมเด็จพระเอกาทศรถทรงฟันเจ้าเมืองจาปะโรเสียชีวิตเช่นกัน ทหารพม่าเห็นว่า แพ้แน่แล้ว จึงใชป้ ืนระดมยิงใส่สมเด็จพระนเรศวรไดร้ บั บาดเจ็บ ทนั ใดนนั้ ทัพหลวงไทยตามมาชว่ ยทัน จึง รับทั้งสองพระองค์กลับพระนคร พม่าจึงยกทัพกลับกรุงหงสาวดีไป นับแต่นั้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายก มากลา้ กรายกรุงศรีอยธุ ยาอีกเปน็ ระยะเวลา อกี ยาวนาน แต่ในมหายาชะเวงหรือพงศาวดารของพม่า ระบุว่า การยุทธหัตถีคร้ังน้ี ช้างทรงของ สมเดจ็ พระนเรศวรบุกเข้าไปในวงล้อมของฝ่ายพม่า ฝา่ ยพม่าก็มีการยนื ช้างเรยี งเปน็ หนา้ กระดาน มที ัง้ ชา้ ง ของพระมหาอปุ ราชา ชา้ งของเจ้าเมืองชามะโรง ทหารฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรก็ระดมยงิ ปนื ใส่ฝ่ายพม่า เจา้

112 เมืองชามะโรงสั่งเปิดผ้าหน้าราหูช้างของตน เพื่อไสช้างเข้ากระทายุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรเพ่ือ ป้องกันพระมหาอุปราชา แต่ปรากฏว่าช้างของเจ้าของชามะโรงเกิดวิ่งเข้าใส่ช้างของพระมหาอุปราชาเกดิ ชุลมนุ วนุ่ วาย กระสนุ ปืนลูกหนึ่งของทหารฝา่ ยสมเด็จพระนเรศวรก็ยิงถูกพระมหาอุปราชาส้ินพระชนม์ 4.2. บทบาทของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชในฐานะพระมหากษัติย์ 4.2.1. บทบาทดา้ นการฑูตและการคา้ 1. การค้ากบั จีน แหล่งรายได้สาคัญที่เกิดจากการค้าทางทะเลของอยุธยาคือการค้ากับจีนภายใต้ ระบบบรรณาการในช่วงสมัยของสมเด็จพระนเรศวรได้มีการติดต่อการค้ากับจีนตั้งแต่ในชว่ งต้นรชั กาล ดัง ปรากฏว่า ในพ.ศ.2135 โดยมีการส่งเคร่ืองราชบรรณาการแก่องค์จักรพรรดิของจีนตามธรรมเนียม หลังจากมกี ารเวน้ วา่ งไปจากความวุ่นวายจากสงครามกับพมา่ นอกเหนือจากพงศาวดารราชวงศ์หมิงแล้วนั้นยังมีจดหมายเหตุอีกหลายฉบับได้กล่าวถึง เรื่องสยามอาสาไปรบญ่ีปุ่นได้ปรากฏรายละเอียดในจดหมายเหตุประจารัชกาลจักรพรรดิเสินจงแห่งราช วงค์หมิง บรรพ 253 และ 256 ซึ่งเป็นหลักฐานที่มีความแม่นยาสูง แต่ว่าข้อความบางส่วนได้ขาดหายไป จดหมายเหตุดังกล่าวบันทึกไว้ดังน้ี...เม่ือวันท่ี 13 เดือน 10 ปีที่ 20 แห่งรัชศกว่านหลี ราชทูตแห่งประเทศ สยามจานวน 27 นาย ได้เดินทางไปนครหลวงเพื่อถวายเครื่องราชบรรณาการ องค์จักรพรรดิทรง พระราชทานหมวกและสายคาดเอวตามธรรมเนยี ม และจดหมายเหตุอีกฉบับหนง่ึ ของราชสานักจนี ได้กลา่ วไว้วา่ ...เม่ือวันที่ 6 เดือนอ้าย ปีที่ 21 แห่งรัชศกว่านหลี เซียนเอี้ยน ผู้ตรวจราชการซึ่งมีตาแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารประจามณฑล กวางตงุ้ กว่างซีได้กราบบังคมทลู ว่า สยามตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกไกลโพ้นห่างญ่ีปุน่ หมื่นล้เี ศษ เมือ่ ไมน่ านมา นี้มีทูตบรรณาการมาขออาสาต่อทางกลาโหมขอนากองทัพช่วยทาศึกสงคราม ทางกลาโหมมีคาสั่งตอบรบั โดยให้ส่งกองทัพไปโจมตีญ่ีปุ่นได้โดยตรง แต่เม่ือพิจารณาถึงเส้นทางทะเลอันไกลโพ้นเหลือประมาณเช่นนี้ คนอยี๋ ากจะหย่ังรู้ได้ จึงได้ขอใหท้ างกลาโหมระงบั คาส่งั เพ่ือพจิ ารณาแลว้ แจง้ ผลมาดว้ ย อยา่ งไรกด็ โี จรพวก น้ีท้ังปล้นสะดมช่ัวช้าสามานย์และเจ้าเล่ห์ ได้กระทาการข่มเหงรังแกประเทศอ่ืนๆ ขณะนี้ก็เข้ายึดเอา เกาหลีอีกโดยมุ่งหมายจะรุกรานแผ่นดินจนี จึงทาให้ต้องยกทัพหลวงไปช่วยเหลอื อันทูตบรรณาการสยาม มีความโกรธแค้นต่อการกระทาท่ีผิดทานองคลองธรรมนี้จึงได้แสดงความจงรักภักดีโดยอาสายกทัพไปช่วย รบ และแสดงถึงเมตตาธรรมอันมีต่อเพ่ือนบ้าน ข้าพระพุทธเจ้าท้ังหลายจึงขออาสาไปประเทศน้ัน ท้ังนี้ ในทางหนงึ่ จะเป็นการเสริมสรา้ งกาลังใจแก่ประเทศท่ีอยู่หา่ งไกล และในอีกทางหนง่ึ กจ็ ะสร้างแรงกดดันแก่ เหล่าโจรเต้ียเพราะการทาศึกสงครามหลายดา้ นย่อมมีการพลาดพล้ังอยู่บา้ ง ยิง่ กวา่ นัน้ อันความยง่ิ ใหญ่ของ ประเทศจีนจาเปน็ ด้วยหรือท่ีจะตอ้ งพง่ึ พาอาศยั ประเทศอนื่ (วศนิ ปัญญาวธุ ตระกูล, น. 23 -24)

113 2. การคา้ กบั สเปน เม่ือ พ.ศ. 2141 (ค.ศ. 1598) ข้าหลวงใหญ่สเปนที่กรุงมะนิลา Don Francisco Tello ได้ส่งนาย Juan Tello de Aguirre มาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา ท้ังนี้เนื่องจากสมเด็จพระ นเรศวรฯ ได้ทรงส่งพระราชสาสน์ ไปถึงข้าหลวงใหญ่แหง่ กรุงมะนิลา แสดงความสนพระทัยท่ีจะค้าขายกบั สเปน ในกรณีน้ีฝ่ายไทยเป็นฝ่ายริเริ่มการติดต่อกับสเปน จดหมายของดอน ฟรานซิสโก เตโย (Don Francisco Tello) นแี้ สดงให้เห็นว่าผลจากการติดตอ่ กบั สเปนครงั้ นไ้ี ทยไดท้ าข้อตกลงกับสเปน 3 ข้อ คอื 1. เปิดเมอื งทา่ สาหรบั การคา้ ใหช้ าวสเปน 2. เปิดโอกาสใหช้ าวสเปนเขา้ มาตั้งหลักแหล่งในไทยได้ 3. ยกเว้นภาษีใหแ้ กพ่ ่อคา้ สเปน การทาข้อตกลงคร้ังน้ีนักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นสนธิสัญญาฉบับที่สองท่ีไทยตกลง เซน็ กบั ประเทศตะวนั ตก โดยฉบับแรกได้แก่สนธิสัญญาที่เซน็ กับโปรตุเกสในรชั สมยั สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 2 (ธีรวัต ณ ป้อมเพชร, 2533, น. 31) โดย สเปนได้ส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีเพื่อการค้ากับไทยใน พ.ศ. 2137 (ค.ศ. 1594) โดยมีเป้าหมายเพ่ือทาการค้าและเผยแพร่ศาสนา โดยสมเด็จพระนเรศวรทรงสน พระทัยในการค้ากับสเปนโดยเฉพาะเรื่องของอาวุธปืนไฟต่างๆ ที่ใช้ในการสงคราม จึงโปรดให้มีหนังสือไป ถงึ ข้าหลวงใหญ่สเปนที่กรุงมะนิลาเพือ่ ทาสัญญาการค้าระหว่างกัน ตอ่ มาภายหลงั ความสมั พันธ์ทางการค้า ได้เสอ่ื มลงเน่อื งจากสเปนเขา้ แทรกแซงปัญหาระหว่างอยธุ ยากบั กัมพูชาทาใหส้ มเดจ็ พระนเรศวรทรงไม่พอ พระทัยเปน็ อนั มาก ประกอบกับผลกาไรจากการค้ากับสเปนไมม่ ากนักสง่ ผลใหก้ ารค้ากับสเปนชะงักไป 3. การคา้ กบั ฮอลันดา ตอ่ มาในปี พ.ศ.2147(ค.ศ.1604) ผแู้ ทนของบรษิ ัท VOC ไดเ้ ดนิ ทางเข้ามาอยุธยาใน รชั สมัยสมเดจ็ พระนเรศวร โดยได้อาศยั ข้อมูลจากพ่อคา้ ปตั ตานี ทราบมาวา่ อยธุ ยามสี ินค้าจากเมืองจนี มา ขายตามตลาดในพระนคร เช่นเดียวกับปัตตานี บริษัท VOC จึงได้ส่งแลมเบิร์ต จาคอบซ์ เฮอิน(Lambert Jacobsz Heijn) และคอร์เนลีส สเปคซ์(Cornelis Specx) มายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระ นเรศวรและสรวจตลาดตลอดจนสภาพการค้าขายสินค้าต่างๆ ในอยุธยา โดยเฉพาะความคาดหวังท่ีจะ อาศัยเรือสาเภาหลวงของสยามในการเดินทางไปค้าขายกับจีน ราชสานักอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระ นเรศวรได้ให้การต้อนรับคณะทูตชุดน้ีเป็นอย่างดี แต่ก็มิได้อนุญาตให้อาศัยเรือสาเภาหลวงไปเมืองจีน พร้อมด้วยชาวสยาม (ธีรวัต ณ ป้อมเพชร, 2547, น. 140) เพราะกรุงศรีอยุธยาเกิดสงครามกับพม่า ประกอบกับสมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคต ในพ.ศ. 2148 อยุธยาได้เล่ือนการส่งเรือสาเภาไปเมืองจีน จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถพ่อค้าฮอลันดาจึงได้เข้ามาต้ังสานักงานการค้าท่ีกรุงศรีอยุธยา โดยมี กรงุ ศรอี ยธุ ยาเป็นศนู ยก์ ลางการค้าของปา่ ขา้ ว สินค้าจากเมืองจนี และอืน่ ๆ ที่เปน็ ประโยชนต์ อ่ การค้าของ บริษทั ฮอลนั ดา

114 4.2.3. บทบาทการส่งเสริมด้าน ศาสนา และวัฒนธรรม รัชกาล สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช น้ัน กรุงศรีอยุธยาตกเป็นประเทศราชของกรุง หงสาวดี ความร่วงโรยของพระศาสนานั้นย่อมเกิดข้ึนเป็นธรรมดา เพราะพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิถูกกวาด ต้อนไปกรุงหงสาวดีเป็นอันมากย่ิงกว่าน้ันยังมีพระสงฆ์ต่างชาติ เช่นพระรามัญ ซึ่งพระเจ้ากรุงหงสาวดี สนับสนุนให้เข้ามาอยู่ในเมืองไทย กระจัดกระจายอยู่ท้ัวไปท้ังในกรุงและหัวเมือง พระสงฆ์ต่างชาติเหล่าน้ี คงไม่ได้ขึ้นแก่คณะสงฆ์ไทย จึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นอิสระ ความเสื่อมโทรมของวงการศาสนาย่ิงทวีขึ้น การพระศาสนาไทยต้องได้รับความขมขื่นอยู่ตลอดเวลา 15 ปี ที่ไทยเสียอิสรภาพให้แก่พม่านับตั้งแต่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง พ.ศ. 2127 (ค.ศ. 1584) โดยความ อนุเคราะห์ช่วยเหลอื ของ พระมหาเถรคันฉ่องได้ทรงอาราธนาพระมหาเถรมาพานักอยู่ ณ วัดมหาธาตุใกล้ กับพระราชวัง และสถาปนาขึ้นเป็น พระอริยวงศ์ ครองวัดมหาธาตุ มีตาแหน่งในคณะสงฆ์เป็นท่ี สมเด็จ พระสังฆราชาคณะ ปกครองพระสงฆ์ชาวต่างประเทศท้ังหมด สังกัดอยู่ในคามวาสี คณะคามวาสี จึงเกิดมี เป็น 2 ฝ่าย คือคณะคามวาสีใหม่ท่ีตั้งข้ึนถวาย สมเด็จพระอริยวงศ์ (มหาเถรคันฉ่อง) ปกครองคร้ังน้ี เรียกว่า คณะ “คามวาสีฝ่ายซ้าย” คณะคามวาสีเดิมซึ่งข้ึนต่อ สมเด็จพระวันรัตน วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัย มงคล) เรยี กว่า คณะ “คามวาสฝี า่ ยขวา” สว่ น คณะอรัญวาสี มี สมเด็จพระพทุ ธาจารย์ เป็นสังฆราชา ตา่ ง ฝา่ ยต่างปกครองไม่ก้าวก่ายกนั แตล่ ะคณะก็มีพระราชาคณะ และพระครูปกครองรองลงมาเปน็ ชัน้ ๆ ท้งั ใน กรุงและหวั เมือง การพระศาสนาทท่ี รุดโทรมมาแต่ครง้ั เสยี กรงุ จงึ เร่ิมเรียบร้อยและดีข้นึ นอกจากการสงครามและการธารงค์รักษาบ้านเมืองให้ผาสุขแล้วนั้น การด้านศาสนา สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงปฏิบตั ิอย่างต่อเนือ่ งตัง้ แต่ทรงพระเยาว์ ดงั เชน่ พ.ศ. 2107 (ค.ศ.1564) สมเด็จพระนเรศวรศวรมหาราช เสด็จข้ึนไปช่วยสงครามเมือง หงสาวดี เสด็จกลับมายังเมืองพิษณุโลก ก็เปลื้องเครื่องทรงออก บูชาพระพุทธชินราชและพระพทธชินสีห์ และมีการสมโภชน์อีก 3 วัน คร้ันภายหลังเมื่อพระองค์เสโจ้ขึ้นไปอยู่ ณ เมืองหงสาวดีคร้ังหลัง ก็เปล้ือง เครื่องสุวรรณอลังการขัติยาภรณ์ออก ทาการสักการะบูชาพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์อีกคร้ัง (หวน พนิ ธพุ ันธ์, 2514, น. 54) อาจกล่าวได้ว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงให้ความนับถือในพระพุทธศาสนาและทรงให้ ความนบั ถอื ในพระพุทธชนิ ราช กลา่ วคือ การศึกทกุ ครั้งพระองคจ์ ะต้องมีการสักการะองค์พระพุทธชินราช เพอื่ สรา้ งขวญั กาลังใจแกต่ นและมวลทหารทั้งปวง 4.3. พระอัจริยภาพดา้ นการสงคราม รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ. 2133-2147 (ค.ศ.1590 – 1604) สมเด็จพระนเรศวร มหาราช ทรงเริ่มปรับปรุงกิจการทหารมาต้ังแต่ก่อนข้ึนครองราชย์ คือต้ังแต่ พ.ศ. 2112 (ค.ศ.1579) ซ่ึง เป็นหว้ งเวลาแหง่ การกอบกเู้ อกราช ได้ทรงนาวิธีการรบใหม่ ๆ มาใช้หลายประการอยา่ งไดผ้ ล พอประมวล ได้ดังน้ี

115 การขยายคูพระนครด้านตะวันออก (คลองขื่อหน้า) ซึ่งเดิมเป็นท่ีแคบ ข้าศึกสามารถเข้าถึง กาแพงพระนครได้สะดวกกว่าด้านอื่น ทรงขยายกาแพงด้านนี้ออกไป จนจรดริมแม่น้าเหมือนดา้ นอื่น ทรง สร้างป้อมมหาชัย ซึ่งเป็นป้อมสาคัญทางด้านท่ีแม่น้าป่าสักมาบรรจบ ป้อมเพชร อยู่ตรงข้ามกับคลองบาง กระจะ และ ป้อมซัดกบ ตรงที่แม่น้าเจ้าพระยามาบรรจบ เป็นการเสริมสร้างความม่ันคงให้แก่กรุงศรี อยธุ ยา อยา่ งมีนยั สาคญั เปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์ในการทาสงคราม ได้ดาเนินการทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เดิมจะใช้กรุงศรีอยุธยา เป็นท่ีมั่นตั้งรับอย่างเดียว ก็เปลี่ยนเป็นใช้กาลังออกไปยับย้ัง ข้าศึกตั้งแต่ชายแดนเข้ามา ดังท่ีทรงส่งกาลังทหารม้าไปยับย้ังกองทัพกัมพูชา ที่ยกเข้ามาบริเวณปากช่อง ดงพญากลาง เมอื่ ปี พ.ศ. 2123 ใช้หลักยุทธศาสตร์การเดินทัพเส้นนอกและเส้นใน มีปรากฏเป็นคร้ังแรกในประวัติศาสตร์การ สงครามของไทย ดงั ทท่ี รงเปน็ จอมทัพ นาทพั เข้าตีเมอื งละแวก ราชธานขี องกมั พูชา เม่ือปี พ.ศ. 2136 โดย ใช้เส้นทางเดินทพั เข้าตีหลายทิศทาง นับเป็นการเดินทัพทางเส้นนอก และการใช้กาลังเข้าตีกองทัพพระยา พะสิม และกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2127-2129 โดยการเข้าตีทีละคร้ัง ไม่ให้ท้ังสองทัพ รวมกันได้ นับเปน็ การเดินทพั เสน้ ใน การต้ังหน่วยเตรียมเสบียงอาหาร กองทัพเดินได้ด้วยท้อง เป็นเร่ืองที่ทราบและตระหนักกันดีใน บรรดานักการทหาร การยกทัพไปทาการรบในต่างแดน และในที่ห่างไกลจากแหล่งเสบียงอาหาร มักจะ เกิดปัญหาการขาดแคลนเสบียงอาหารอยู่เสมอ เนื่องจากเสบียงอาหารในท้องถ่ินมีไม่พอ และการลาเลียง ทาไม่ทัน เนื่องจากระยะทางไกล และทุรกันดาร พระองค์ทรงแก้ไขด้วยการต้ังหน่วยเสบียงข้ึนต่างหาก มี กาลังทั้งทางบกและทางเรือ มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่กากับการโดยเฉพาะ ผลสาเร็จในเร่ืองนี้จะเห็นได้จาก การทพั ในกมั พูชา เม่อื ปี พ.ศ. 2136 การปรับปรุงด้านการเตรียมพล ความจาเป็นในการท่ีต้องใช้กาลังพล ให้มากพอในการป้องกัน ประเทศ ทาให้ต้องมีการจัดการจัดหากาลังพล ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน ซ่ึงได้ดาเนินการปรับเปล่ียน ระบบการปกครองพ้นื ที่เสยี ใหม่ จากเดมิ โดยขยายเขตหัวเมืองชั้นในใหก้ ว้างขวางออกไปคอื ทศิ เหนือขยาย ถึงเมืองนครสวรรค์ ทิศตะวันออกถึงเมืองปราจีนบุรี ทิศใต้ถึงเมืองนครชัยศรี และทิศตะวันตกถึงเมือง ราชบุรี สาหรับหัวเมืองชั้นนอก ท้ังที่เป็นหัวเมืองฝ่ายเหนือ และเมืองพระยามหานครทั้งหมด ให้มาขึ้นกับ ราชธานีคือกรุงศรีอยุธยาโดยตรง แต่ยังทรงแต่งต้ังพระราชวงศ์ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ออกไปเป็น ผ้สู าเรจ็ ราชการ มกี รมการพนักงานปกครองครบทุกแผนก เชน่ เดียวกับราชธานี นอกจากนั้นได้มีการปรับปรุงตาราพิชัยสงคราม และนาเอายุทธวิธีใหม่ ๆ มาใช้อย่างได้ผล เช่น เปล่ียนวิธีการรบจากการตั้งรับอยู่กับที่ ที่ใช้มาแต่เดิม มาใช้วิธีรุกเข้าหาข้าศึก เพ่ือชิงความได้เปรียบใน ฐานะที่เป็นฝ่ายริเร่ิม ใช้กาลังน้อยที่แข็งแกร่งเข้าจู่โจมข้าศึก เพื่อทาลายขวัญ ใช้กลยุทธล่อหลอกให้ข้าศึก ถลาเข้าไปในท่ีล้อม เพ่ือระดมกาลังเข้าทลายข้าศึกได้โดยง่าย ใช้วิธีรบแบบกองโจร รบกวนข้าศึกทางเขต

116 หลังของข้าศึก เพ่ือให้เกิดความระส่าระสาย และยากลาบากต่อการส่งกาลังบารุงของข้าศึก ตั้งหน่วยรบ พิเศษ เพ่ือปฏิบัติการเฉพาะกิจ ตามสถานการณ์ในการรบ เช่นหน่วยทหารราบพิเศษ ของพระราชมนู หน่วยทหารมา้ พิเศษ ของพระชัยบุรี และพระศรีถมอรตั น์ ในการรบกับกองทัพกัมพชู า ที่ดงพญากลางเม่ือ ปี พ.ศ. 2137 เป็นต้น ด้านกาลังทางเรือ ได้มีการยกกาลังทางเรือ ไปตีเมืองบันทายมาศ หรือเมือง ฮาเตียน (Hathien) ในปจั จบุ นั เมอ่ื ปี พ.ศ. 2136 (หอมรดกไทย, ออนไลน)์ 4.3.1. ตาราพิชยั สงครามกับพระอัจฉรยิ ภาพเดน่ ของสมเด็จพระนเรศวร หลังจากศึกสงครามพระเจ้านันทบุเรง มาล้อมกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2129 – 2130 (ค.ศ. 1586 – 1587) แลว้ สมเด็จพระนเรศวร ไดป้ รับยทุ ธศาสตร์การป้องกันพระนครใหม่ ไมใ่ ชก้ ารตั้งรับ ในเมอื งหลวงอีกต่อไปเพราะแมก้ รุงศรีอยุธยาจะมชี ยั ภูมิทีเ่ หมาะสมมีป้อมปราการแข็งแรง มคี ูเมอื งที่กว้าง ใหญ่ แต่การปล่อยให้ข้าศึกยกทัพเข้ามาถึงชานพระนคร จะทาให้ประชาชนรอบ ๆ พระนคร เดือดร้อน เสียขวัญต้องอพยพโยกย้ายหนีภัยสงคราม ทามาหากินไม่ได้อาจถึงขั้นบ้านแตกสาแหรกขาด จึงต้องหยุด ข้าศึกเสียแต่ระยะไกล วางแผนแล้วต้องทาใหไ้ ด้ด้วยสมเด็จพระนเรศวร จึงเปลี่ยนยุทธศาสตรป์ ้องกันพระ นคร โดยยกทัพออกไปรบรับข้าศึกเสียต้ังแต่ระยะแนวชายแดนให้ห่างเมืองหลวง สู้รบห้าห่ันกันให้รู้แพ้ รู้ ชนะกันเสียที่น้นั แมจ้ ะเสียเปรียบด้านกาลังพล แต่พระองคม์ ั่นใจในสมรรถภาพของกองทัพไทย ทพ่ี ระองค์ ป้ันมากับมือ “เล็กดีแต่รสโต” ทหารทุกคนมีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ มีใจสู้ กล้าหาญเด็ดเด่ียว สามารถใชค้ นน้อยเอาชนะข้าศึกที่มากกว่าได้ ทุกคนมีขวัญกาลงั ใจเป็นเย่ยี ม ศึกสงคราม ตง้ั แต่ พ.ศ.2127 เป็นต้นมาเป็นการทดสอบขีดความสามารถของกองทัพคนหนุ่มของพระองค์ได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ พ.ศ. 2127 ไทยยงั ไมเ่ คยรบแพ้พม่า จะใชย้ ุทธศาสตรน์ ี้ได้ กาลังรบต้ององอาจแกล้วกล้า กลา้ หาญ เดด็ เดยี่ ว ไม่ กลัวตายแมว้ ่าข้าศกึ จะมากกว่ากต็ ้องกล้าเขา้ ตี มแี มท่ ัพผู้เชีย่ วชาญการรบ สามารถใชล้ กั ษณะภูมิประเทศที่ เปน็ ปา่ เขาลาเนาไพร ดาเนินกลยุทธไ์ ดด้ ีกว่าทุ่งนาโล่งๆ สนามรบทงุ่ โลง่ กองทพั ทม่ี ีกาลงั มากก็จะได้เปรียบ กองทัพกาลังน้อย เพราะสามารถกระจายกาลงั เตม็ ที่

117 ภาพ 29 แผนท่ีพิชัยสงครามเมืองพิษณุโลก กรมพระยาดารงราชานุภาพ สันนิษฐานว่าสร้าง ขึน้ ในสมัยสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช นอกจากนี้ พระองค์ทรงให้ความสาคัญกับด้านการทหารในฐานะเป็นกลุ่มกาลังผู้สร้างชาติที่ทา ให้ชาติมั่นคง ปกป้องชาติให้คงอยู่ย่ิงยืนนานปราศจากผู้รุกราน ความเข้มแข็งของกองทัพทหารจึงเปรียบ ดั่งเป็นดัชนีช้ีวัดความมั่นคงของชาติท่ีสามารถดารงอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นกษัตริย์จอมทัพนักรบที่มีกลยุทธ์การศึกและยุทธวิธีการรบแนวใหม่ท่ีไม่เหมือนจอมทัพของชาตใิ ด สยามประเทศอยู่รอดปลอดภัยก็เป็นเพราะการรบรูปแบบน้ีและยังคงเป็นท่ีกล่าวขานมาจนปัจจุบันคือ ยุทธวธิ ีการรบในแบบกองโจร ท่เี น้นการใชก้ าลังคนน้อยแต่มากฝีมือ มุ่งการทาการสอดแนมข่าวคราวความ เคลื่อนไหวของข้าศึก และคอยตีตัดการส่งเสบียงของกองทัพฝ่ายตรงข้าม เพ่ือเน้นการรบกวนข้าศึกอย่าง รุนแรง ซ่ึงทั้งหมดถือเป็นยุทธวิธีการรบรูปแบบใหม่ท่ีถูกนามาใช้ในสมัยต่อมา สมเด็จพระนเรศวรทรงเปน็ จอมทัพที่หมั่นฝึกฝนท้ังทางร่างกายและสติปัญญา ทรงนาองค์ความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ให้เป็นรูปแบบ การรบด้วยพระองค์เอง ทรงสามารถนาแนวคิดแบบนักปกครองสมัยใหม่ของพระองค์มาผสมผสานกับกล

118 ยุทธ์การศึกรูปแบบใหม่ได้อย่างลงตัว ดังเช่น ทาการปกครองแนวสมัยใหม่โดยการเทหัวเมืองทางเหนือ ท้ังหมดเข้ามาอยู่ในพระนครเพื่อเสริมกาลังให้เกิดแข็งแกร่ง แล้วใช้ยุทธวิธีสมัยใหม่แบบกองโจรทาการรบ โดยการสอดแนมกองกาลังข้าศึกเพื่อรู้เขารู้เราเสียก่อน เลือกใช้ทหารน้อยและทาการรบอย่างรวดเร็วโดย ใชก้ าลงั พลส่วนใหญ่ในการคอยรักษาพระนคร แล้วเลอื กทาการศึกในช่วงขณะท่ขี ้าศึกยงั ไม่ทนั รู้ตวั ทาการ ออกรบก่อนโดยไม่ยอมต้ังม่ันรอให้ข้าศึกเข้าตีต้องทาการรบเป็นจุดเพ่ือง่ายต่อการตีข้าศึกและต้องทาการ ศึกในขณะที่ข้าศึกยังมีกาลังพลไม่มาก ท่ีสาคัญเมื่อออกรบก็ต้องเลือกสมรภูมิในการรบเองเพ่ือความ ชานาญและความเป็นต่อในการทาศึก ยุทธศาสตร์แนวใหม่ที่กล่าวมาจะเกิดข้ึนอย่างสมบรูณ์ได้ ถ้าหาก สมเด็จพระนเรศวรจะทรงเป็นผู้นาทหารในการออกรบด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นขวัญกาลังใจท่ีดีต่อเหล่า ทหารผู้กล้าทุกคนจงึ ไม่มีข้อสงสยั ใดเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถทางการรบของพระองค์ เพราะแทบจะไม่มี คร้ังใดท่ีทัพฝ่าย อโยธยาโดยการนาทัพของสมเด็จพระนเรศวรจะพ่ายแพ้ในการศึกสงคราม(องอาจ สิงห์ ลาพอง, 2556, น. 25 – 26) 4.4. วาระสดุ ทา้ ยแหง่ พระชนชีพย์ ที่ “เวยี งแหง” ปีเถาะ พ.ศ. 2146 (ค.ศ.1603) สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่าพระเจ้าอังวะต้ังตัวเป็นใหญ่ใน เมืองพม่าเหนือ บุกรุกเข้ามาตีเมืองนายและเมืองแสนหวีไทยใหญ่ซ่ึงมาข้ึนอยู่กับไทย สมเด็จพระนเรศวร เห็นว่าควรจะปราบพระเจ้าอังวะเพราะพระเจา้ อังวะบุกรกุ เมืองไทยใหญ่ท้ังหมดแลว้ อาจจะรวมอาณาเขต พมา่ ใต้กลับต้งั ประเทศหงสาวดขี นึ้ อีกจึงยกทัพไปทางเชยี งใหม่เพราะทางเมืองไทยใหญ่ขึน้ อย่กู บั ไทย ทาให้ การยกทพั มคี วามสะดวกไม่ตอ้ งทาการรบจนถงึ เมืองอังวะ สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จยกกองทัพหลวงออกจากพระนครศรีอยุธยา เม่อื วันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม 6 ค่า ปีมะโรง พ.ศ.2147 (ค.ศ.1604) จนถึงเมืองเชียงใหม่ เปน็ ท่ปี ระชุมพล รวมจานวน สองแสนคนแลว้ ยกต่อไปเป็น 2 กระบวนทัพ ให้สมเด็จพระเอกาทศรถยกไปทางเมืองฝางและ สมเด็จพระนเรศวรยกไปทางเมืองหาง แต่เม่ือกองทัพหลวงยกไปถึงเมืองหางเป็นเมืองอยู่ชายพระราช อาณาเขตในสมัยนั้น เม่ือปลายเดือน 5 ปีมะเส็ง พ.ศ.2148 (ค.ศ.1605) เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรเสดจ็ ประทับแรมอยู่ ณ ตาบลทุ่งแก้ว เกิดประชวรเป็นหวั ระลอกข้ึนที่พระพักตร์แล้วเลยเป็นบาดทะพิษจนพระ อาการหนัก(บ้างว่าถูกตัวสัตว์พวกแมลงมีพิษต่อย) จึงตรัสส่ังให้ข้าหลวงรีบไปเชิญสมเด็จพระเอกาทศรถ มาเฝ้า สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จมาถึงทันทรงพยาบาลสมเด็จพระเชษฐาธิราชอยู่ 3 วัน สมเด็จพระ นเรศวรก็เสด็จสวรรคตท่ีเมืองหาง เมื่อวันจันทร์ เดือน 6 ข้ึน 8 ค่า ปีมะเส็ง พ.ศ.2148 (ค.ศ.1605) พระ ชันษาได้ 50 ปี เสวยราชสมบตั ิได้ 15 ปี เมื่อสมเดจ็ พระนเรศวรสวรรคตแล้ว ท้าวพระยาข้าราชการกพ็ ร้อมกันเชิญสมเด็จพระเอกาทศรถ ผ่านพิภพ จึงโปรดให้เลิกกองทัพ เชิญพระบรมศพสมเด็จพระนเรศวรกลับมายังพระนคร เม่ือสมเด็จพระ เอกาทศรถเสด็จกลบั มาถึงพระนครทาพระราชพิธรี าชาภิเษกแลว้ ใหส้ รา้ งพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรม

119 ศพสมเดจ็ พระนเรศวร ในหนงั สือพระราชพงศาวดารวา่ เป็นงานใหญอ่ ย่างมโหฬารยิง่ กวา่ งานพระบรมศพท่ี เคยมีมา และมีเจ้าประเทศราชและเจ้าเมืองต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้าขอบขัณฑสีมามาถวายบังคมพระบรมศพ จานวนมาก ทรงพระเกียรติเป็นพระเจ้าราชาธิราชบรบิ ูรณ์ทกุ สถาน (ดารงราชานุภาพ, 2546: 126-133) สมเด็จพระเอกาทศรถได้ดาเนินการสานต่อความสัมพันธ์และมุ่งเนน้ การปกครองแผ่นดินท่ีเชื่อม ความสมั พันธทางการค้าและยุติบทบาททางการรบกบั หงสาวดรี ะบวุ า่ ผู้นาทง้ั สองฝ่ายตา่ งก็สิ้นพระชนม์ชีพ เมืองหงสาวดกี เ็ ผชิญหนา้ กบั สถานการณ์ความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในสมเด็จพระนเรศวรจึงยุติในช่วงเวลาดงั กล่าวน้ี แตค่ วามสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศในกรุงศรีอยุธยามิได้ยุติ บทบาทลงแต่กลับเจริญก้าวหน้ามากย่ิงขึ้นนับต้ังแต่สมเด็จพระเอกาทศรถเป็นต้นไป และไปเจริญ สัมพันธไมตรีอย่างมากในยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยมีการจัดทาสนธิสัญญาร่วมกับประเทศ ตา่ ง ๆ หลายประเทศ 4.5. เมืองพิษณโุ ลกแผ่นดนิ เกิดสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมืองพิษณุโลกเปนเมืองใหญท่ีมีความสาคัญในทางประวัติศาสตรเมืองหน่ึงของประเทศไทย เพราะปรากฏหลกั ฐานทางดานโบราณคดีและประวตั ิศาสตรทแี่ สดงใหเห็นถึงความเปนมาของเมืองน้ีต้ังแต แรกจนถงึ ปจจบุ ัน (ศรศี กั ร วัลลโิ ภดม, 2546, น. 71) เมืองพิษณุโลกในสมัยอยุธยาน้ันเร่ิมจาก พระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ร่วมมือกับหัวเมืองฝ่าย เหนือบางกลุ่มยกกองทัพมาตีเมืองชากังราวและจะเข้าตีเมืองสุโขทัยแต่ไม่สามารถตีได้จึงยกทัพกลับไป และจากน้ันยกกองทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนืออีกในปี พ.ศ.2004 (ค.ศ.1461) และในปี พ.ศ.2007(ค.ศ. 1464) ทาให้สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถเสดจ็ มาประทับท่เี มืองพิษณโุ ลกเพ่ือป้องกนั หัวเมืองฝา่ ยเหนือใน ปีพ.ศ.2006 (ค.ศ.1463) แล้วแต่งต้ังให้สมเด็จพระบรมราชาราชโอรสปกครองกรงุ ศรอี ยุธยาในฐานะเป็น เมอื งลกู หลวงของเมืองพิษณโุ ลก (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544, น. 189) พิษณุโลก พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริญฯ ใช้ช่ือเมืองพิษณุโลกคร้ังแรก เล่าเหตุการณ์เม่ือ พ.ศ. 1981 (ค.ศ.1438) เมื่อคร้ังที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไปครองในฐานะพระ มหาอุปราช ซ่ึงขณะน้ันน่าจะยังคงใช้ช่ือว่า เมืองชัยนาทอยู่ เพราะเป็นเหตุการณ์สมัยสมเด็จพระบรม ราชาธิราชท่ี 2 เจ้าสามพระยา และไม่มีสาเหตุอะไรที่บ่งบอกว่าควรมี การเปล่ียนช่ือเมืองใหม่ (ศิลปวฒั นธรรม, 2556, ออนไลน)์ ทั้งปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ความว่า “ศักราช 825 มะแมศก (พ.ศ. 2006/ค.ศ.1463) สมเด็จพระบรมใตรโลกเจ้าไปเสวยราชสมบัติเมืองพีดณูโลก แลตรัสให้พระเจ้าแผ่นดิน เสวยราชสมบัติพระนครศรี อยุทธยา...” “ศักราช 826 วอกศก (พ.ศ.2007/ค.ศ.1464) สมเด็จพระบรมใต รโลกเจ้าสร้างพระวิหารวัดจุลามุนี” “ศักราช 827 ระกาศก (พ.ศ.2008/ค.ศ.1465) สมเด็จพระบรมใต

120 รโลกเจ้าทรงผนวช ณ วัดจุลามุนีได้ 8 เดือน แล้วลาพระผนวช” (กรมศิลปากร,2542, น. 216) การท่ี สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถเสด็จมาประทับอยู่ที่เมืองสองแควทาให้เมืองสองแควมีฐานะเป็นราชธานีอีก แห่งหนึ่งอย่างเด่นชัด มีการขยายเขตเมือง คลุมท้ังสองฝั่งแม่น้าของลาน้าน่าน ในขณะเดียวกันก็โปรดให้ สร้างกาแพงเมืองซ่ึงปรากฏในลิลิตยวนพ่าย (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2546, น. 107-108 อ้างใน นภัทร มงคล ประทุมรัตน์, 2556, น. 47) แต่กาแพงเมืองจะสร้างขึ้นเมื่อปีใด ไม่มีเอกสารกล่าวถึง แม้พงศาวดารกรุงศรี อยุธยาฉบับของวันวลิตจะเป็นเอกสารฉบับเดียวท่ีมีการกล่าวเรื่องสร้างกาแพงเมือง แต่ก็กล่าวเพียงว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นผู้ให้สร้างขึ้นเท่านั้น มิได้ระบุปีที่สร้างแน่นอน ดังนั้นจึงอาจพิจารณาจาก ลาดับบทโคลงในลิลิตยวนพ่าย ซ่ึงลาดับเรื่องการสร้างกาแพงไว้ต่อจากบทที่กล่าวว่า สมเด็จพระบรมไตร โลกนาถทรงลาผนวช (พเิ ศษ เจยี จันทร์พงษ์, 2539, น. 188) ปางสร้างอาวาสแล้ว ฤๅแสดง คอื พุทไธสวรรย์หมาย ชื่อช้ี ปางถกลกาแพงพระ พษิ ณุ แล้วเฮย อยูช่ ่างพระเจา้ ฟ้ี เฟอ่ื งบร ช่ือเมืองพิษณุโลก ท่ีปรากฏอยู่ในโคลงบทน้ีนั้น อยู่ในตอนท่ีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรง โปรดให้สร้างกาแพงเมือง แต่กาแพงเมืองจะสร้างขึ้นเม่ือปีใดไม่มีเอการกล่าวถึง แม้พงศาวดารกรุงศรี อยุธยาฉบับวันวลิตจะเป็นเอกสารฉบับเดียวท่ีมีการกล่าวเร่ืองสร้างกาแพงเมือง แต่ก็กล่าวเพียงว่าสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถเปน็ ผู้ใหส้ ร้างข้ึนเท่าน้ัน ไม่ไดร้ ะบุปีท่สี ร้างแน่นอน (ศิลปวัฒนธรรม, 2556, ออนไลน์) สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถทรงประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกเป็นเวลา 25 ปี เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2031 (ค.ศ.1488) ท่ีเมืองพิษณุโลก ตลอดระยะเวลาท่ีครองราชย์ท่ีกรุงศรีอยุธยา 15 ปี และครองราชย์ท่ี พิษณุโลก 25 ปี ทรงมีพระราชโอรสที่มีพระนามปรากฏในพงศาวดาร 2 พระองค์ คือสมเด็จพระบรม ราชาธิราชและสมเด็จพระเชษฐาธิราชซ่ึงเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาร ถสวรรคตสมเด็จพระบรม ราชาธิราชซึ่งครองราชย์อยู่ที่กรุงศรีอยุธยาก็ได้ข้ึนครองราชย์สมบัติต่อจากพระราชบิดาและได้ใช้กรุงศรี อยุธยาเป็นราชธานี ส่วนเมืองพิษณุโลกก็มีฐานะเป็นเมืองมหาอุปราช ซ่ึงสมเด็จพระบรมราชาธิราชได้ แต่งตั้งสมเด็จพระเชษฐาธิราช พระอนุชาเป็นผู้ครองเมืองพิษณุโลกเม่ือสมเด็จพระบรมราชาธริ าชสวรรคต สมเดจ็ พระเชษฐาธิราชเสด็จไปครองราชยส์ มบตั ิที่กรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า สมเดจ็ พระรามาธบิ ดีที่ 2 (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542, น. 189 - 190) และต่อมาในปี พ.ศ.2034 พระอาทิตยวงศ์ พระราชโอรสสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 2 เสด็จมาครองพิษณุโลกและกลับไปเป็น สมเด็จ พระบรมราชาหนอ่ พุทธางกูรหรือสมเดจ็ พระบรมราชาธิราชท่ี 4 (พ.ศ.2072-2076/ค.ศ.1429 – 1433) ใน ปี พ.ศ.2072 (ค.ศ.1429 ) พระชัยราชา พระอนุชาต่างพระชนนีของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 เสด็จ มาครองพิษณุโลก แล้วเสด็จกลับไปครองราชย์เป็น สมเด็จพระชัยราชาธิราช ใน พ.ศ.2077 (ค.ศ.1434 ) และสวรรคตในปี พ.ศ.2089 พระแกว้ ฟ้าหรือพระยอดฟ้า พระชันษา 11 ปี ข้ึนครองราชย์สมบัติได้ 2 ปี ก็

121 ถูกขนุ วรวงษาธิราชลอบปลงพระชนมแ์ ล้วยกพระศรีศลิ ปะขนึ้ มาครองกรุงศรอี ยุธยาแทนและตั้งตนเองเป็น ผู้สาเร็จราชการแผ่นดินแต่ถูกพระเฑียราชา พระอนุชาต่างพระมารดาของสมเด็จพระชัยราชากับพวกจับ ทา้ วศรีสดุ าจันทรแ์ ละขนุ วรวงษาธิราชและบุตรที ีเ่ กิดดว้ ยกันประหาร แล้วยกพระเฑียรราชาขึ้นเปน็ กษัตริย์ ครองกรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ.2091 (ค.ศ.1548 ) ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจกั รพรรดิ ถึงแมว้ ่าสมเด็จ พระมหาจักรพรรดิจะได้ตั้งพระราเมศวร พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ให้เป็นรัชทายาทแต่มิได้โปรดให้มา ครองเมืองพิษณุโลก เพราะทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพ หัวหน้าคณะผู้ช่วยเหลือให้พระองค์ได้ครองราชสมบัติ และมีเช้ือสายราชวงศ์พระร่วงและทางสมเด็จพระชัยราชาธิราชข้ึนเป็นเจ้ามีพระนามว่า พระมหาธรรม ราชา พระราชทานพระวิสุทธิกษัตรี ราชธิดาพระองค์ใหญ่ให้เป็นพระมเหสี แล้วโปรดให้ไปครองเมือง พิษณุโลกราชธานีหัวเมืองฝ่ายเหนือ เพื่อควบคุมเมืองทางตอนเหนือไว้ ขณะเดียวกันทางอยุธยาก็เกิด เหตุการณ์สาคัญคือ พระเจ้าหงสาวดียกกองทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ผลการรบคร้ังนั้นกองทัพพระเจ้าหง สาวดีต้องถอยทัพกลับเนื่องจากขาดเสบียงอาหาร โดยท่ีกองทัพไทยกาลังตามไปโจมตีโดยมีกองทัพของ พระมหาธรรมราชาจากพิษณุโลกเข้าร่วมการรบคร้ังสาคัญที่เมืองกาแพงเพชร พม่าล้อมจับพระราเมศวร และพระมหาธรรมราชาได้ทาให้ทางอยุธยาต้องทาสัญญากับพม่าเพ่ือแลกเปล่ียนแม่ทัพท้ัง 2 กลับคืนมา พระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลกอยู่ระหว่าง พ.ศ.2091-2112 (ค.ศ.1548 – 2569 ) (ประเสริฐ ณ นคร, 2535,น. 14) และในปี พ.ศ.2112 (ค.ศ.2569 ) กรงุ ศรอี ยธุ ยาเสียให้กับพม่าเป็นครง้ั แรก เม่ือได้กรุง ศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นแล้ว พระเจ้าบุเรงนองได้สถาปนาให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาเป็นพระมหากษตั ริย์ ครองกรงุ ศรอี ยุธยาในฐานะประเทศราชของพม่า (พวงทอง สุดประเสริฐ, 2535, น. 17) สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิ์กษัตริย์ พระ ราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิอันเกิดด้วยพระสุริโยทัย ประสูติ ณ พระราชวังจันทน์ เมื่อสมเด็จ พระนเรศวรพระชันษาได้ 8 ขวบ ก็เกิดศึกหงสาวดีคือ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองขอช้างเผือกสมเด็จพระ มหาจักรพรรดิ 2 ชา้ ง หากแตพ่ ระมหาจักรพรรดิไม่ยอมให้ช้างเผือกแก่พระเจ้าหงสาวดี อันเป็นการทา้ ท้าย พระเจา้ หงสาวดเี ป็นอยา่ งมากจงึ ไดย้ กทัพมาตีกรงุ ศรอี ยุธยาเปน็ เหตใุ ห้กรงุ ศรอี ยธุ ยาตกเปน็ เมอื งข้ึนของหง สาวดีพรอ้ มกบั สมเด็จพระนเรศวรเมื่อคร้ังทรงพระเยาว์ได้เดินทางไปเปน็ องคป์ ระกนั พร้อมกัน ด้านพระราชวังจันทน์นั้นได้ปรากฏหลักฐานในเอกสารจดหมายระยะทางไปพิษณุโลก พระ นิพนธ์ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งนิพนธ์ข้ึนเมื่อคราวเสด็จเมืองพิษณุโลก เพื่อตรวจ ราชการเกีย่ วกบั การหล่อพระพุทธชนิ ราชจาลองและเตรียมการรับเสดจ็ ฯพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจา้ อยหู่ ัวเม่อื ปี พ.ศ. 2444 (ค.ศ.1901) (นาตยา ภศู รี, 2550, น. 1) ความวา่ …เพ่ือจะดูวัง ได้ข้ามกาแพงช้ันนอกแลชั้นในเข้าไปด้านตวันออก เข้าใจว่าเปน ทางหน้าวัง แล้วข้ามกาแพงช้ันในแลช้ันนอกข้างทิศตวันตกออกไปนอกวัง ดูหนองสอง ห้อง เปนสระใหญ่กลางมีโคกเปนเกาะ ขุนศรีเทพบาลบอกว่าผู้ใหญ่เขาว่าเป็นที่ต้ัง พลับพลา ข้อนี้มีความเชื่อทีเดียว ด้วยเหมือนกันกับพระที่น่ังบรรยงค์รัตนาศน์ท้ายสระ

122 กรุงเก่าทีเดียว ผิดแต่ที่กรุงเก่าเปนตามขวาง ท่ีนี่เปนตามยาว ด้วยอานาจมีเกาะขวาง กลาง ทาใหท้ างน้าด้านกว้างของสระแคบแลดอนเสยี แลว้ ทางหนงึ่ ด้านข้างกาแพงนน้ั ด้วย จึงได้มีสัญญาเห็นเปนสองสระ เรียกหนองสองห้อง เปนชื่อชาวบ้านตั้งภายหลงั ด้านยาว ของสระขา้ งตะวันตก มลี ารางเล็กไปออกคลองมดนั ตอ้ งเปนทา่ ทไ่ี ขน้าทีเ่ กาะตรงปากท่อ มีต้นไทรต้นหน่ึง ขุนศรีเทพบาลว่ากรมหลวงประจักษ์เมื่อเสด็จหนองคายคร้ังแรก ได้ เสรจ็ มาผูกชงิ ช้าประทบั อยูท่ ี่น้ี ได้ขอให้ขนุ ศรีเทพบาลชว่ ยวดั แปลนวงั ให้ มขี นาดดังนี้ แต่ จะถูกผิดประการใด ขุนศรีเทพบาลรับผิดชอบ เป็นที่น่าสงไสยอยู่ว่าสระสองห้องน้ัน คงเปนที่ประทับสาราญพระไทย อันแวดล้อมไปด้วยพฤกษชาติเป็นสวน ควรจะอยู่ใน กาแพงวัง น่ีเหตุไรจึงอยู่นอกกาแพงวัง แตว่ า่ ไมไ่ ด้ บางทจี ะมีกาแพงโอบมาอกี เปนทส่ี ว่ น เพ่ิมเติมบวกเข้ากับวังในภายหลังก็เปนได้ แต่จะดูอะไรก็ไม่เห็น เพราะรกเหลือเกิน กาแพงท่ีมีอยู่อย่างไรตามท่ีเขียนไว้น้ัน ดูเห็นไม่ใคร่ได้ เพราะเหลืออยู่เต้ียไม่ใคร่พ้นยอด พง เห็นจะถูกรื้อเหมือนกัน ที่เขียนไว้เปนวงเปนกงน้ัน ตามท่ีขุนศรีเทพบาลแกได้บุกไป เห็น บางทีกาแพงส่วนท่ีล้อมสระจะมี แกไม่ได้บุกไปดูก็ได้ แลพระยาเทพาบอกว่าได้เห็น แต่ก่อนที่ในวังน้ัน มีอิฐก่อเปนห้อง ๆ เหมือนนกทงนา แต่จะอยู่ตรงไหนจาไม่ได้เสียแลว้ ตามทพี่ ระยาเทพาว่านั้น งามจะเปนฐานทอ้ งพระโรง เพราะท่วงทีทว่ี า่ เหมือนกับปราสาท วิหารสมเด็จกรงุ เกา่ ท่เี คยได้เห็นมา ได้ขอให้พระยาเทพาค้นดู ถา้ พบอา้ ยสิง่ ทีก่ ่ออฐิ ให้ถาง ไว้ ดูแล้วกลับทางเดิมเข้าถนนริมน้าเลียบลงมาที่ว่าการมณฑล... (นริศรา นุวัติวงศ์, 2506, น. 31-33) ท้ังนี้ พระราชนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ ได้พระราชนิพนธ์เรื่องเมือง พิษณุโลก ซึง่ มกี ารกลา่ วถึงพระราชวงั เมอื งพษิ ณุโลก ดังความวา่ พระราชวงั เมืองพิษณโุ ลกอยู่ทางฝัง่ ตะวนั ตกข้างใตโ้ รงทหาร เด๋ยี วนีย้ งั มีสระข้าง พระราชมนเทียรกับเนินดิน และมีศาลเทพารักษ์ที่พวกชาวเมืองไปกราบบูชาปรากฏอยู่ ส่ิงอื่นหามีไม่ สมเด็จพระราชาธบิ ดีซึ่งครองกรุงศรอี ยุธยาได้เคยประทับอยูท่ ่ีพระราชวงั นี้ หลายพระองค์คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระองค์หนึ่ง สมเด็จพระรามาธิบดีท่ีสอง พระองค์หน่ึง สมเด็จพระราชาหน่อพุทธางกูรพระองค์หน่ึง (เข้าใจว่าสมเด็จพระไชย ราชาธิราชดว้ ยพระองคห์ น่งึ ) สมเดจ็ พระมหาธรรมราชาพระองคห์ น่ึง สมเด็จพระนเรศวร พระองคห์ นงึ่ รวมเป็นหกพระองค์ดว้ ยกนั

123 เมื่อภายหลังสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์เรื่องพระราชวังจันทน์ตอบสมเด็จ เจ้าฟา้ กรมพระยานริศรานวุ ัดติวงศ์ถึงเร่ือง “วงั จนั ทน์” ลงวนั ท่ี 30 เมษายน พ.ศ.2418 ไวใ้ นสาสน์ สมเด็จ ดงั ความวา่ ...เมื่อสมเด็จพระนเรศวรครองเมืองพิษณุโลกในรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรม ราชานั้นทรงสร้าง วังใหม่ เป็นท่ีประทับเวลาเสด็จลงมาพระนครศรีอยุธยา วังใหม่น้ันคอื ทีเ่ รียกวา่ วงั จนั ทรเกษมเดย๋ี วนเ้ี ป็นแน่ เพราะเมืองไทยประกาศอสิ ระ สมเดจ็ พระนเรศวร กวาดคนเมืองเหนือลงมาหมด มาต้ังสู้ศึกหงสาวดีในกรุงแต่อย่างแห่งเดียว เป็นเหตุให้วงั จันทน์เมืองพิษณุโลกร้างแต่น้ันมา สมเด็จพระนเรศวรลงมาประทับที่วังใหม่ พวก ชาวเมืองเหนือจึงเอาช่ือวังเดิมที่เคยประทับมาเรียกวังใหม่ว่า วังจันทร ที่วังจันทรใน พระนครศรีอยุธยาจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุนั้น คาว่าเกษม เห็นจะต่อใหม่เมื่อภายหลังมาช้า นาน ยังมีวินิจฉัยต่อไปอีก ว่าเพราะเหตุใดจึงเรียกวังจันทรเปลี่ยนเป็นพระราชวังบวร สถานมงคล... ช่วงเวลาดังกล่าวกลุ่มชนชั้นนาสยามในขณะน้ันได้ให้ความสาคัญและกล่าวถึงพระราชวังที่เมือง พิษณุโลกเป็นพระราชวัง อันเป็นท่ีประทับของบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าของไทยในอดีต ซ่ึงจากสานึกของชน ชั้นนาสยามในขณะน้ันที่ได้กล่าวถึงพระราชวงั ท่ีสาคัญ ณ เมืองพิษณุโลกเทียบเท่าพระราชวงั ท่ีลพบุรี โดย เทียบเท่าพระที่น่ังในราชวังที่พิษณุโลกกับพระที่น่ังจันทรพิศาลหรือพระราชวังท่ีอยุธยา โดยเทียบเท่าพระ ทน่ี ่งั ในพิษณุโลกเทา่ พระท่ีน่งั บรรยงค์รัตนาศน์หรือพระราชวังจันทรเ์ กษมซึ่งเปน็ พระราชวงั ของสมเด็จพระ นเรศวรท่ีอยุธยา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการรับรู้ถึงสถานภาพของพระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก เทียบเท่า พระราชวังต่าง ๆ ในสมัยอยุธยา ซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นท่ีประทับของพระมหากษัตริย์ ตลอดจนเปน็ ที่ประทับของเจ้านาย ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนเป็นท่ีพานัก ของข้าราชบริพารในองค์ พระมหากษัตริย์และเจ้านายใหญ่น้อย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของสัญลักษณ์ของพระราชอานาจที่ ย่งิ ใหญข่ องพระมหากษตั รยิ ์ หรอื อกี นยั หนึง่ พระราชวงั กถ็ กู ขนานนามว่า “ราชสานัก” ซงึ่ มคี วามหมายคือ ท่ีอยู่อาศยั ของพระเจ้าแผ่นดนิ (นภทั ร์ มงคลปทมุ รัตน์, 2556, น. 55 – 56) เห็นได้ว่า เมืองพิษณุโลกน้ันมีความสาคัญในแง่ของประวัติศาสตร์ในหลายแง่มุม อีกท้ังยังเป็นท่ี ประทับในรัชกาลของพระมหากษัติรย์แห่งกรุงศรีอยุธยาหลายพระองค์ ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลาง การปกครองในสมยั กรงุ ศรีอยุธยาอกี ด้ย

124 4.6. นามพระราชทาน “มหาวทิ ยาลัยนเรศวร” ก่อนจะเป็นมหาวทิ ยาลยั นเรศวรสถาบันแห่งน้ีเร่ิมต้นจากการเปน็ “สว่ นหนง่ึ ” ของวิทยาลยั วิชา การศกึ ษาซง่ึ เร่มิ ก่อตั้งท่ีวิทยาลยั วชิ าการศึกษาประสานมิตรแห่งแรก พ.ศ 2497 (ค.ศ. 1954) โดยการยก ฐานะจากโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลกจัดต้ังเม่ือ พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) โดยเกิดขึ้นจากความมุ่งหมายท่ีจะขยายฐานการผลิตครูปริญญาให้เพียงพอต่อความขาดแคลนในขณะน้ัน จะสังเกตว่า คาว่า “ส่วนหนึ่ง” ไม่ใช่คาว่า “วิทยาเขต” เพราะไม่ว่าจะเป็น วศ.พิษณุโลก หรือต่อมาเป็น มศว.พิษณุโลก ไมเ่ คยมกี ฎหมายทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั วิทยาลัยการศึกษาหรือมหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒท่ีระบุ วา่ มี “วทิ ยาเขต”สว่ นการปรบั เปล่ียนเป็น มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒตั้งแต่สถาบันแม่คือประสานมิตร ทั้งสาขารวม 8 แห่ง ในปีพ.ศ 2517 (ค.ศ. 1974) น้ัน เกิดจากการเคล่ือนไหวและเรียกร้องโดยพลังนิสิต และอาจารยช์ ือ่ “ศรนี ครนิ ทรว์ โิ รฒ” เปน็ นามพระราชทานจากพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวมีความหมาย ว่า ท่ีเจริญเป็นสง่าแก่มหานคร เน่ืองด้วยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกท่ีก่อตั้งในรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน การปรับเปล่ียนมหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒพิษณโุ ลกเป็นมหาวิทยาลัยอิสระในเขตภาคเหนือ ตอนล่างในเวลาต่อมาน้ันได้ร่วมคิดกันมานานโดยชาวพิษณุโลกทั้งข้าราชการ ทหาร ตารวจ พ่อค้า ประชาชนและนักการเมืองจากทุกพรรคโดยมีความร่วมมือร่วมใจกันผลักดันอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ พ.ศ. 2526 เป็นต้น มาร่างพ.ร.บ. มหาวิทยาลัยนเรศวรใช้เวลายาวนานเน่ืองจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ยุบ สภาทาให้รา่ งพระราชบญั ญตั ิตกออกไปแลว้ เริม่ ต้นใหม่ โดยทางมหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒพิษณุโลกได้ ร่วมมือกับผู้นาในสังคมพิษณุโลกจัดต้ังเป็นคณะทางานเรียกคณะกรรมการก่อต้ังมหาวิทยาลัยนเรศวรใน ครั้งแรกมีนายสืบ รอดประเสริฐ ผู้ว่าราชการจังหวดั พิษณุโลกเป็นประธานคณะกรรมการก่อตั้ง ต่อมาเมื่อ ท่านย้ายไปจังหวัดชลบุรีก็ได้ พลโท ศิริ ทิวะพันธ์ุ แม่ทัพภาคที่ 3 ในขณะนั้นเป็นประธานคณะกรรมการ การเสนอพระราชบัญญัติจัดต้ังมหาวิทยาลัยนเรศวร จนกระท่ังมาสาเร็จในรัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ทม่ี นี โยบายให้จัดต้ังมหาวิทยาลยั ในส่วนภูมภิ าคในครัง้ นน้ั มีมหาวิทยาลัยใหม่เกิดข้ึนพร้อมกันถึง 4 แห่ง ได้แก่ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร ยกฐานะจาก มศว.พิษณโุ ลก มหาวิทยาลยั บูรพา ยกฐานะจาก มศว.บางแสน มหาวทิ ยาลยั อบุ ลราชธานี จัดต้ังขึ้นใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดตั้งข้ึนใหม่และมีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยในกากับของรัฐบาล แห่งแรก ทั้งน้ีการจัดต้ังมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ประกาศเป็นกฎหมายในราชกิจจานุเบกษาเม่ือวันที่ 29 กรกฎาคม 2533 (ค.ศ. 1990) (มหาวทิ ยาลัยนเรศวร, 2548, น. 35) 4.6.1. ประวัติการก่อตงั้ วทิ ยาลยั วชิ าการ พิษณุโลก การก่อต้ังวทิ ยาลยั วชิ าการศึกษาพิษณุโลกพร้อมกับวิทยาลัยวชิ าการศกึ ษามหาสารคาม ในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) น้ันสืบเนื่องมาจากกระทรวงศึกษาธิการมุ่งแก้ปัญหาภาวะขาดแคลนครู

125 สาขาวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละสาขาภาษาไทยดงั ที่ นายบญุ ถน่ิ อตั ถากร อธบิ ดีกรมการฝกึ หัดครูขณะน้ันชี้แจง ว่า ...เราขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์มากเราก็ต้องส่งเสริมทางวิทยาศาสตร์ใน ระยะแรกเราจึงเลือกนกั เรยี น ป.กศ. ชัน้ สูงทเ่ี รียนจบวิทยาศาสตรค์ ณิตศาสตร์ไปเรียนต่อ วิทยาศาสตร์และคณติ ศาสตรท์ ว่ี ิทยาลยั วิชาการศึกษาประสานมิตรต่อไปเราต้องมองดูว่า เราขาดอะไรขาดครูภาษาไทยมากก็เลือกพวกภาษาไทย ไปเรียนต่อท่ีวิทยาลัยการศึกษา ที่พิษณุโลกวิทยาศาสตร์และขาดอยู่ก็ให้มีท้ังท่ีวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลกและ มหาสารคามสังคมจะให้ไปอยู่ท่ีวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลกเพราะเห็นว่าเป็นย่ าน วัฒนธรรมของเมืองไทยภาคนน้ั มอี ะไรดีๆ หลายอยา่ งนกั ศึกษาเรียนรภู้ าษาไทยได้มากท้ัง ในแง่วรรณคดีและวัฒนธรรมและสิ่งอ่ืนๆ อีกด้วยจะเป็นแง่ Folklore หรืออ่ืนก็จะทาได้ มาก (บญุ ถิ่น อัตถากร, 2512, น.23 – 24) 4.6.2. นามพระราชทาน จุดเริ่มต้นที่ได้สืบสานมาเป็นมหาวิทยาลัยนเรศวรนั้น เริ่มจากแนวคิดท่ีจะก่อต้ัง มหาวิทยาลัยแห่งใหม่ในภาคเหนือตอนล่างโดยมีเป้าหมายให้จัดตั้งในจังหวัดพิษณุโลก โดยเบ้ืองต้นคือ 1. รวมสถาบันท่ีจัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก ก่อตั้งเป็น มหาวทิ ยาลัยแหง่ ใหม่ 2. ยกฐานะมหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒพิษณโุ ลกเปน็ มหาวิทยาลยั แหง่ ใหม่ 3. จะตั้งมหาวิทยาลัยแหง่ ใหม่ โดยเริม่ ตน้ ใหม่ ไมใ่ ชส่ ถาบนั ทีม่ อี ยู่เดิม ผลสรุปของแนวคิดได้เป็น 2 แนวทาง คือการยกฐานะมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ พิษณุโลก เป็นมหาลยั แห่งใหม่ มีขอ้ เสนอเกี่ยวกบั ชอื่ มหาวทิ ยาลยั วา่ ควรใช้ชื่อใดชอ่ื หน่ึงใน 3 ชอ่ื ต่อไปนีค้ อื 1. มหาวิทยาลัยบรมไตรโลกนาถ เหตุผล สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นบูรพ กษัตริย์ไทยที่มีความผูกพันเก่ียวข้องกับเมืองพิษณุโลกอย่างยิ่งพระองค์หน่ึง ทรงครองราชย์โดยใช้เมือง พษิ ณโุ ลกเป็นราชธานีเป็นเวลา 25 ปจี นเสดจ็ สวรรคตทเี่ มอื งพิษณโุ ลกระหวา่ งนัน้ ทรงสร้างวัดจุฬามณีและ เสดจ็ ออกผนวชทว่ี ดั จุฬามณี 2. มหาวิทยาลัยนเรศวร เหตุผล สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชสมภพเจรญิ พระชนม์วยั ที่เมืองพษิ ณุโลกรวมทง้ั ได้ดารงตาแหนง่ อปุ ราชเมืองพิษณโุ ลก 3. มหาวทิ ยาลัยพษิ ณโุ ลก เหตผุ ล ใชช้ ื่อจังหวดั

126 ผลสรุปของการเลือกชื่อมหาวิทยาลัยคือ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมีปัญหาในการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยคือจะไม่สามารถเสนอช่ือตามที่ต้องการได้เพราะการนาช่ือของ พระมหากษัตริย์มาตั้งเป็นชื่อมหาวิทยาลัยต้องขอพระราชทานจากพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั และหาก ขอพระราชทานก่อนแล้วกฎหมายไม่ผ่านจะเกิดความเสียหายดังนั้นในเบ้ืองต้นจึงต้องเสนอชื่อใน “พ.ร.บ. มหาวิทยาลัย” จนกระท่ังพระราชบัญญัติผ่านวาระท่ี 1 สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแล้วจึงได้ขอ พระราชทานชื่อมหาวิทยาลัยโดยได้รับพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าพระราชทานราชานุญาตใช้ ช่ือมหาวิทยาลัยนเรศวร เมื่อวันท่ี 7 ตุลาคม 2532 ตามหนังสือ รล 0003/6517 วันท่ี 6 สิงหาคม 2534 (มหาวิทยาลยั นเรศวร, 2548, น. 38) 4.6.3. วนั สถาปนามหาวิทยาลัยนเรศวร 29 กรกฎาคม 2533 เดิมมหาวิทยาลัยนเรศวร เมื่อครั้งเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลกและต่อมาคือ มหาวิทยาลัยศรีนครินคณะวิโรจน์ พิษณุโลก ได้กาหนดให้วันท่ี 18 มกราคมของทุกปีเป็นวันสถาปนา วิทยาลัยโดยถือเอาวันที่สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทาสงครามยุทธหัตถีซึ่งตรงกับวันจันทร์ เดือนยี่ แรม 12 ค่า ปมี ะโรง จลุ ศกั ราช 953 และถ้านับตามปีปฏิทินสรุ ยิ คติจะตรงกบั วันท่ี 18 มกราคม พ.ศ. 2135 ซึ่ง กองทพั ไทยถือเอาวันท่ี 25 มกราคมเปน็ วนั กองทัพไทย การผลักดันราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวรเกิดข้ึนในช่วงที่จังหวัดพิษณุโลกกาลัง เตรียมการเฉลิมฉลองครบรอบครองราชย์ 400 ปี ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในวันท่ี 29 กรกฎาคม 2533 ทุกฝ่ายจึงมีความประสงค์ให้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวรประกาศใช้เป็นกฎหมายในวัน ดังกล่าวโดยมีการประสานงานไปยังฝา่ ยต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องที่ท้ังสานักนายกรัฐมนตรีซึ่งกส็ มดังความต้องการ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวรเมื่อวันท่ี 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 และประกาศใช้เป็นกฎหมายในราชกิจจานเุ บกษาเมื่อวนั ท่ี 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 กฎหมายมีผลบังคับใช้ในวันถัดจากลงประกาศคือวันท่ี 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นวัน ครองราชย์ครบ 400 ปีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงถือเป็นวันก่อกาเนิดและสถาปนามหาวิทยาลัย นเรศวรจึงเป็นเร่ืองอัศจรรย์และนับเป็นสิริมงคลแก่บุคลากรทุกฝ่ายของมหาวิทยาลัยและประชาชนชาว พษิ ณโุ ลกเป็นอย่างย่งิ (มหาวิทยาลยั นเรศวร, 2548, น. 41) 4.6.4. อาคารมงิ่ ขวญั อาคารมิง่ ขวัญเป็นอาคารหลังแรกท่ีได้รบั งบประมาณการก่อสร้าง ณ พน้ื ทแ่ี หง่ ใหม่ของ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก ก่อนจะเป็นมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่หนองอ้อ ตาบลท่าโพธ์ิ อาเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซ่ึงเป็นท่ีสาธารณประโยชน์จานวน 1,284 ไร่ โดยได้รับการ

127 สนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกเป็นอย่างดียิ่ง เมื่อได้รับมอบที่ดินแล้วมหาวิทยาลัยก็ได้เริ่มขอ งบประมาณดาเนนิ การสรา้ งสาธารณูปโภคในอาคารตา่ งๆ ในปีงบประมาณ 2532 ได้รับงบประมาณก่อสร้าง 16,000,000 บาท มหาวิทยาลัยได้ กราบบังคมทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระเทพพระรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จทรงประกอบพิธีวาง ศิลาฤกษ์เม่ือวันท่ี 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ได้เสด็จวางศิลาฤกษ์บริเวณด้านหน้าอาคารท่ีกาลังก่อสร้าง หลังจากนั้นมหาวิทยาลัยจึงยกแผ่นศิลาฤกษ์วางตามจุดท่ีกาหนดในตัวอาคารคือด้านหน้ากองกลาง สานักงานอธิการบดีปจั จบุ ัน เนื่องจากเป็นอาคารหลังแรกในพ้ืนท่ีแห่งใหม่ ชาว มศว.พิษณุโลกขณะนั้นต่างปลื้มปิติ ยินดเี ป็นอยา่ งยงิ่ จงึ ไดน้ าความกราบบังคมทลู พระราชทานชอ่ื อาคารจากสมเด็จพระเทพรัตนร์ าชสดุ าสยาม บรมราชกุมารี สานักพระราชวังได้ทาหนังสือแจ้งแก่มหาวิทยาลัยว่า พระองค์ท่านพระราชทานช่ือให้ตาม ต้องการโดยให้มหาวิทยาลยั เสนอชือ่ ไปใหเ้ ลือกจากนน้ั จงึ ได้เสนอชอ่ื ทีเ่ กี่ยวข้องกบั พระองคท์ า่ นอาทิ มงิ่ ขวญั ทรงเป็นม่งิ ขวญั ของปวงประชาชนคนไทยท้งั ชาติ แวน่ แกว้ พระนามแฝงของพระองค์ในพระราชนิพนธ์ สริ นิ ธร พระราชอิสริยยศสมเดจ็ เจา้ ฟ้า ซึ่งในท่ีสุดสมเด็จพระเทพพระรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อ “มิ่ง ขวัญ”เปน็ ชื่ออาคารซ่ึงปจั จบุ ันคืออาคารสานักงานอธิการบดีทง้ั นี้ เปน็ มิ่งขวญั มงคลแกช่ าวมหาวทิ ยาลัยให้ สานึกในพระมหากรณุ าธคิ ณุ อันหาทส่ี ดุ มไิ ด้ (มหาวทิ ยาลัยนเรศวร, 2548, น. 42) 4.6.7. พระบรมราชนุสาวรียส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ในขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก มีแผนการย้ายจากสถานที่ต้ังเดิมที่ ถนนสนามบิน ตาบลในเมือง อาเภอเมืองพิษณุโลก มาอยู่ ณ ท่ีต้ังแห่งใหม่ที่หนองอ้อ ตาบลท่าโพธิ์ เพื่อ เตรียมการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยอสิ ระนั้นผัง (Master plan) แหง่ ใหม่ของมหาวทิ ยาลยั ได้กาหนดให้มี สถานที่ต้ังอนุสาวรีย์ (Monumet) ประจามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นข้อสรุปของคณะกรรมการการดาเนนิ การใน ครั้งนนั้ ว่า อนุสาวรยี ด์ งั กล่าวควรเป็นพระบรมราชานุสาวรยี ส์ มเด็จพระนเรศวรมหาราช เม่ือมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งมหาวิทยาลัยนเรศวรจึงได้มีการต้ังคณะกรรมการจัดหาทุน ก่อสรา้ ง และการดาเนินการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์โดยมี พลโท ศิริ ทวิ ะพันธแ์ุ มท่ พั ภาคที่ 3 ในขณะ น้ันกรุณารับเป็นประธานดาเนินการ การออกแบบและหล่อรูปองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วยกาการ ดาเนนิ การของกรมศลิ ปากรโดย นายสาโรช จารกั ษ์ นายกนก บญุ โพธ์ิ นายชนิ ประสงค์ ฯลฯ

128 การจัดหารายได้มีการสร้างวัตถุมงคลท่ีระลึกครบรอบครองราชย์ 400 ปี สมเด็จพระ นเรศวรมหาราชกาหนดรปู แบบวัตถมุ งคลเป็นรูปหล่อสมเด็จพระนเรศวรขนาด 9 นว้ิ 5 น้ิวและ 1 น้ิว พระ กร่งิ นเรศวรเนื้อ ทองคา เงิน นวโลหะ และลงหิน พระชยั วฒั นน์ เรศวร เน้อื ทองคา เงนิ นวโลหะ และลงหนิ เหรียญชินราชนเรศวรเนื้อทองคา เงิน นวโลหะ อันปาก้า โดยสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราช กุมารีได้มพี ระมหากรุณาธิคุณเสด็จเป็นองคป์ ระธานในพธิ ีพุทธาภิเษกวตั ถมุ งคล ณ วดั พระศรรี ัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก เม่ือวันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 รายได้จากการสร้างวัตถุมงคล ในคร้ังน้ันในส่วนของมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นจานวนเงิน 20,000,000 บาท และส่วนท่ีเป็นงบประมาณ สาหรับปรบั ปรุงศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในพระราชวงั จนั ทน์อกี จานวน 20,000,000 บาท เงินที่มหาวิทยาลัยได้รับนอกจากใช้ในการดาเนินการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรยี ์แลว้ มหาวิทยาลัยได้จัดต้ังกองทุน 400 ปีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นทุนสาหรับสนับสนุนคณาจารย์และ บุคลากรของมหาวิทยาลัยในการศึกษาตอ่ โดยมีผู้สาเรจ็ การศึกษามาแล้วนับเปน็ รอ้ ยคน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชได้โปรดเกล้าให้สมเด็จพระเทพ รัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จทรงประกอบพิธีแทนพระองค์ในการเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเม่ือวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2536 พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร มหาราชแห่งน้ีนับเป็นศูนย์รวมจติ ใจของชาวมหาวทิ ยาลยั นเรศวร จังหวัดพิษณุโลกและชาวไทยท้ังมวลให้ น้องจิตสานึกสานึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระบรมราชจักรีวงศ์โดย พน้ จะประมาณ(มหาวิทยาลยั นเรศวร, 2548, น. 44) 4.6.8. พระบรมรูปสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชซึ่งออกแบบและหล่อโดยกรมศิลปา กรมีขนาด ใหญ่เป็น 2 เท่าของคนจริงความสูงประมาณ 2.80 เมตร น้าหนักประมาณ 2 ตัน และนายสาโรช จารักษ์ อดีตผู้อานวยการกองศิลป์กรมศิลปากร กล่าวว่า เป็นแบบตอนท่ีพระองค์ทรงหลั่งทักษิโณทกจากสุวรรณ ภิงคารประกาศอิสรภาพโดยเน้นความสง่างามและลักษณะท่ีเข้มแข็งและทรงไว้ซึ่งการมีพระราชอานาจ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในพระรูปหล่อน้ีเป็นแบบที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ศึกษาและจินตนาการ ป้ันเป็นแบบไว้โดยมีข้อมูลคือพระพักตร์ของสมเด็จพระนเรศวรมาจากโครงร่างของพระของกษัตริย์ 2 รัชกาลคือรัชกาลที่ 8 และรัชกาลท่ี 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นหลัก เน่ืองจากทรงเป็นกษัตริย์ของท่ีมี ลักษณะงามและเด่น อีกท้ังอยู่ในวงเดียวกันคือสมเดจ็ พระนเรศวรน้ันอยู่ในวงศ์สุโขทัยและราชวงศจ์ ักรนี ้ีก็ มาจากวงศ์สุโขทัยเช่นเดียวกัน อันหนึ่งพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ประดิษฐาน ณ มหาวิทยาลัยนเรศวรมีความแตกต่างจากพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรท่ีประดิษฐาน ณ ศาลสมเดจ็ พระนเรศวร พระราชวังจันทน์ (โรงเรยี นพษิ ณโุ ลกพทิ ยาคมเดิม) ดงั น้ี

129 พระบรมรปู ม.นเรศวร พระบรมรูปพระราชวงั จันทน์ 1 พระพักตร์ ทรงก้มต่าทอดพระเนตรสายน้า ทอดพระเนตรตรงไปเบอื้ งหนา้ 2 เคร่อื งทรง ท่ที รงหลัง่ 3. สายประดับ ชุดเสด็จออกสงคราม พระภษู าทรงออกวา่ ราชการ 4. พระสุวรรณภิงคาร 5. พระแสงดาบพาดพระเพลา ตระกุดสะพาย 2 สาย( สายละ สงั วาล 6. พระบาท 16 ดอก) 7. ที่ประทับ หม้อน้ามีพวย คันโท ด้ามพระแสงดาบอยู่ในพระหัตถ์ พระแสงดาบอย่ใู นพระหัตถซ์ ้าย ขวา วางเย้อื ง วางตรง บัลลังก์ แท่นประทับ ทั้งนผ้ี ้อู อกแบบคือนายสาโรช จารกั ษ์ อธิบายว่า แบบพระบรมรปู แมจ้ ะมีความแตกต่าง กันมากก็ออกแบบโดยช่างกรมศิลปากรเหมือนกันเพราะฉะนั้น กรมศิลปากรก็สามารถคิดแตกต่างกันได้ ข้ึนอยู่กับการศึกษาประวัติศาสตร์การได้มาซ่ึงข้อมูลและการค้นคว้าวิจัย (มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2548, น. 46) 4.6.9. สีเทา – แสด สปี ระจามหาวิทยาลัยนเรศวร สีประจามหาวิทยาลัยนเรศวรคือ สีเทานั้นมีประวัติความเป็นมาเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ในครั้งท่ียังเป็นสถาบันเครือข่ายวิทยาลัยวิชาการศึกษาและต่อมาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นั้น สถาบนั แห่งนใี้ ชส้ ปี ระจาสถาบนั ดงั นี้ สีเทา หมายถงึ สี ของสมอง แปลว่า ความคิดหรอื ปญั ญา สแี ดง หมายถงึ สี ของเลือด แปลวา่ ความกลา้ หาญ โดยสถาบันสาขาแต่ละแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้กาหนดสีประจาสถาบัน เป็นการภายในดงั น้ี วิทยาลยั วชิ าการศึกษา ประสานมติ ร สเี ทา – แดง ปจั จบุ ันคอื มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทร วโิ รฒ วทิ ยาลัยวิชาการศกึ ษา ปทุมวัน สเี ทา – ชมพู ยบุ รวมประสานมติ ร

130 วทิ ยาลัยวิชาการศึกษา บางเขน สีเทา – แดง ยุบรวมประสานมิตร วทิ ยาลัยวชิ าการศึกษา พลศึกษา สเี ทา – แดง ยุบรวมกบั ประสานมิตร วิทยาวชิ าการศกึ ษาพิษณโุ ลก สีเทา – แสด ปัจจบุ นั คอื มหาวิทยาลัยนเรศวร วทิ ยาลยั วชิ าการศกึ ษา บางแสน สีเทา – ทอง ปัจจุบันคือมหาวิทยาลยั บูรพา วทิ ยาลยั วชิ าการศึกษา มหาสารคาม สเี ทา – แดง ปจั จุบันคือมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สเี ทา – เหลอื ง วิทยาลัยวิชาการศึกษา สงขลา สีเทา – แดง ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยทักษิณ สีเทา – ฟ้า จะเห็นว่าท้ัง 8 แห่งมีสีเทาเป็นหลักร่วมกันทั้งของทุกสถาบันหมายถึงศิษย์ของ มหาวิทยาลัยวิชาการศึกษาทุกคนต้องเป็นผู้มีสมอง คือ ปัญญา เม่ือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก ได้เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยนเรศวร มีการประชุมหารือและตกลงท่ีจะใช้สีเทา – แสด ตามเดิม เพ่อื รกั ษาสายสัมพนั ธก์ ับศิษยเ์ ก่าทส่ี าเร็จการศึกษาไปแล้วจานวนมากทง้ั ในนามของวิทยาลัยวิชาการศึกษา พษิ ณุโลกและมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ พษิ ณโุ ลก อีกท้ังสีและความหมายท่ีกาหนดไว้แต่เดิมนี้มีความ ลึกซึ้งสอดประสานกันเป็นอย่างมากกับสมเด็จพระนเรศวรและพระพุทธชินราชอันเป็นที่เคารพสักการะ ของชาวเมอื งพษิ ณุโลกและชาวไทยทั่วประเทศท่มี าที่นี่ สีเทา คอื สขี อง สมอง หมายถึง สีของความมสี ตปิ ัญญา สีแสด คือ สีผสมระหว่าง สแี ดงกบั สีเหลอื ง สแี ดง หมายถึง ความกลา้ หาญเด็ดเดยี่ วสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สีเหลือง หมายถึง สีแห่งพุทธศาสนาหรือองค์พระพุทธชินราช ดังนั้นสีเทา – แสด จะ หมายถึงสแี หง่ ความกล้าหาญที่จะคดิ อย่างมีคุณธรรม (มหาวทิ ยาลยั นเรศวร, 2548, น. 48) 4.6.10. สถานในมหาวทิ ยาลยั ทซี่ ง่ึ มสี ่วนเกย่ี วข้องกับพระนเรศวรมหาราช เน่ืองด้วยพระนเรศวรทรงเป็นมิ่งขวัญของเหล่าบุคลากรและนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร ทางมหาวิทยาลัยจึงมีแนวคิดในการตั้งช่ือสถานท่ีให้มีความเกี่ยวพันถึงพระองค์ท่านเพ่ือความระลึกถึงคุณ งามความดีของพระองค์อยเู่ สมอ ดงั เชน่

131 1. อาคารมหาธรรมราชา “สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช” หรือ สมเด็จพระสรรเพชญท่ี 1 ตาแหน่งเดิม ขุนพิเรนทรเทพ กรมพระตารวจฝ่ายขวา ทรงสืบเช้ือสายข้างพระราชบิดามาจากราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุง สุโขทัย ส่วนพระราชมารดาน้ันกล่าวกันว่าเป็นราชนิกูลในราชวงศ์สุพรรณภูมิแห่งกรุงศรีอยุธยาพระราช ประวัติ เม่ือคร้ังขุนวรวงศาธิราชและท้าวศรีสุดาจันทร์ซ่ึงตามพงศาวดารฉบับหน่ึงกล่าวไว้ว่า ได้สมคบกัน ก่อการทรยศโดยลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระไชยราชาธิราชและ พระยอดฟ้าโอรส ขุนพิเรนทรเทพ ซ่ึง ขณะน้ันรั้งตาแหน่งเจ้าเมืองพิษณุโลก พระองค์จึงเสด็จลงมาจากเมืองพิษณุโลกเพื่อชิงพระราชบัลลังก์คืน จากขุนวรวงศาธิราช ถวายราชสมบัติแด่ พระเฑียรราชา ผู้เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระไชยราชาธิราช หลังจากพระเฑียรราชาขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระองค์ได้ทรงสถาปนา ขุนพิเรนทรเทพ ซึ่งเป็นราชนิกูลข้างพระราชมารดาแต่เดิมข้ึนเป็นเจ้า ทรงนามว่า สมเด็จพระมหาธรรม ราชาธริ าช ให้ไปประทบั อยู่ทีเ่ มืองพษิ ณโุ ลก รัง้ ตาแหน่งเจ้าราชธานฝี ่ายเหนือ มีอานาจสิทธิข์ าดในหวั เมือง เหนือทง้ั หมด และพระราชทานให้ พระวสิ ุทธิกษตั รีย์ (พระราชธดิ าในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและสมเด็จ พระศรีสุริโยทัย) เป็นอัครมเหสี ต่อมามีพระราชโอรสและพระราชธิดาสามพระองค์คือ พระสุพรรณเทวี หรือพระสุพรรณกัลยา องค์ท่ีสองคือ พระองค์ดา หรือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช องค์ที่สามคือ พระองค์ ขาว หรือสมเด็จพระเอกาทศรถ พ.ศ. 2112 ได้รับการราชาภิเษกให้เป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ขนึ้ เป็นกษัตริย์ครองกรุงศรอี ยุธยา ในฐานะประเทศราชของหงสาวดี ทรงพระนามว่า สมเดจ็ พระสรรเพชญ์ ท่ี 1 บางแหง่ เรยี ก พระสธุ รรมราชา เปน็ ต้น 2. อาคารวิสทุ ธิกษัติรย์ “พระวิสุทธิกษัตรีย์” มีพระนามเดิมว่า พระสวัสดิราชธิดา ทรงเป็นสมเด็จพระอัคร มเหสีในสมเด็จพระมหาธรรมราชา และทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีในพระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระ นเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ พระองค์ทรงสืบเชื้อสายจาก 2 ราชวงศ์ กล่าวคือ ทรงสืบเช้ือ สายแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิผ่านทางสมเด็จพระราชบิดา (สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) พระมหากษัตริย์แหง่ กรุงศรีอยุธยา และเชื้อสายทางราชวงศ์พระร่วงเจ้าสุโขทัยศรีสัชนาลัยผ่านทางสมเด็จพระราชมารดา (สมเด็จพระสุริโยทัย) “พระวิสุทธิกษัตริย์” พระราชมารดาแห่งมหาวีรกษัตริย์ไทย สมเด็จพระนเรศวร มหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และวีรสตรี พระสุพรรณกัลยา พระองค์ทรงเป็นพลังสาคัญ เบื้องหลังการ ปกป้องบ้านเมือง กอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากประเทศพม่า ด้วยความเสียสละในบทบาทของพระอัครมเหสี แห่งเมืองพษิ ณโุ ลก และหนา้ ทขี่ องความเปน็ แม่ 3. อาคารเอกาทศรถ “สมเด็จพระเอกาทศรถ” สมเด็จพระสรรเพชญ์ท่ี 3 มีพระนามเดิมว่า พระองค์ขาว เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในสมเด็จพระมหาธรรมราชา กับพระวิสุทธิกษัตรีย์ เป็นพระอนุชาของพระ สุพรรณกัลยาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพท่ีเมือง

132 แครง เม่ือปีพ.ศ. 2127 สมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้เสด็จออกร่วมทาการรบคู่กับสมเด็จพระนเรศวร ได้โดย เสดจ็ ในการทาศกึ สงครามดว้ ยทุกคร้งั นบั แต่นัน้ มาจนสิน้ รชั สมยั เสมอเหมอื นพระเจา้ แผ่นดนิ และใหป้ ระทับ อยทู่ ่ีพระราชวังจันทร์เกษมในกรุงศรีอยธุ ยา เมอ่ื สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชเสดจ็ สวรรคตในปี พ.ศ. 2148 พระองค์ก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระนเรศวร ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีชาวต่างประเทศอาศยั ใน กรุงศรีอยุธยาอยู่มากจึงมีการยอมรับชาวต่างชาติเข้ามาเป็นทหาร เรียกว่า ทหารอาสา โดยได้จัดแบ่ง ออกเป็นพวก ๆ ตามเชื้อชาติ และตามความชานาญในการรบ เกิดหน่วยทหารอาสาข้ึนหลายหน่วย เช่น กรมอาสาญ่ีปุ่น กรมอาสาจาม กรมทหารแม่นปืน (โปรตุเกส) นอกจากน้ันในรัชสมัยของพระองค์ ยังมี ชื่อเสียงในด้านความสามารถหล่อปืนใหญ่สาริดที่มีคุณภาพสูง ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้มาจากโปรตุเกสและ ฮอลันดา เม่ือมาผสมผสานกับขีดความสามารถ ในด้านการหล่อโลหะของไทยที่มีการหล่อ ระฆังและ พระพุทธรูป ท่ีมีมาแต่เดิม จึงทาให้การหล่อปืนใหญ่ของไทยในคร้ังนั้นเป็นท่ียกย่องชมเชยไปถึง ต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากการท่ีโชกุนของญี่ปุ่น ได้มีหนังสือชมเชยคุณสมบัติของปืนใหญ่ไทยเป็นอัน มาก พร้อมกับขอให้ไทยช่วยหล่อปืนใหญ่ให้อีกด้วย (โชกุนของญ่ีปุ่นในรัชสมัยของพระองค์คือโชกุนโทะกุ งะวะ อิเอะยะซ)ุ 4. อาคารปราบไตรจักร เจ้าพระยาปราบไตรจักร (พลายบุญเรอื ง) เป็นช้างทรงของสมเด็จพระเอกาทศรถ ใช้ เป็นช้างทรงชนกับพลายพัชเนียง ช้างของมางจางชโร เจ้าเมืองจาปะโร ในสงครามกอบกู้กรุงศรีอยุธยา เม่ือ พ.ศ. 2135 พร้อมกับเจ้าพระยาไชยานภุ าพ (พลายภเู ขาทอง) ในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เจ้าพระยาปราบไตรจักร เดิมชื่อ พลายบุญเรือง มีความสูง สูง 6 ศอกคืบ 2 น้ิว ติดน้ามันหน้า หลงั ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาปราบไตรจกั ร เป็นพระคชาธารในสมเดจ็ พระเอกาทศรถ มหี ม่นื ภักดีศวรเปน็ กลางช้าง ขุนศรีคชคงเป็นควาญ พร้อมด้วย นายแวง จตุลังคบาท พวกทหารคู่พระทัยสาหรับรักษา พระองค์ 5. สระเอกกษัตรี (สระนา้ ธรรมชาตบิ ริเวณหนา้ สานกั หอสมดุ ) “พระเอกกษัตรี”เป็นธิดาในพระศรีสุริโยพรรณ ตามพงศาวดารละแวก ฉบับแปลปี พ.ศ. 2351กล่าวถึงเหตุการณ์เม่ือครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกกรีฑาทัพไปตีกรงุ ละแวกไดส้ าเรจ็ ใน จ.ศ. 956 (พ.ศ. 2137) พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี หรือ สมเด็จพระบรมราชา ฯ หรือ สมเด็จพระสัตถา (นักพระสัตถา) กษัตริย์อาณาจักรเขมรละแวกทรงหนีไป ส่วนพระศรีสุริโยพรรณ พระอนุชาผู้ดารงตาแหน่งพระมหาอุปราช ออกถวายบังคมสวามิภักด์ิแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์จึงทรงนาตัวพระศรีสุริโยพรรณและพระราชวงศ์เขมรกลับมาเป็น “เชลยศักด์ิ” ยังกรุงศรีอยุธยา ภายหลังสมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้แต่งตั้ง “พระเอกกษัตรี” พระราชธิดาในพระศรีสุริโยพรรณ เป็นพระมเหสี ใน จ.ศ. 957 (พ.ศ.2138)

133 6. สระมณีรัตนา (สระน้าธรรมชาติบริเวณหน้าคณะวิทยาศาสตร์ฝ่ังคณะ วิศวกรรมศาสตร)์ “พระมณีรัตนา” หรือ เจ้าขรัวมณีจันทร์ จากจดหมายเหตุวันวลิต มีการกล่าวถึง พระมณีรัตนาและเจ้าขรัวมณีจันทร์ ว่าอาจเป็นบุคคลเดียวกัน พระนางเป็นสตรีผู้มีบทบาทสูงในสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมีการสถาปนาพระนางเป็นอัครมเหสีดังท่ีปรากฎในคาให้การขุนหลวงหา วัดที่กล่าวถึงเม่ือครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นเสวยราชย์สมบัติต่อจากพระราชบิดา ความว่า “สว่ นพระนเรศวรนั้น ก็เขา้ ไปยังกรงุ ศรีอยธุ ยา ก็เสด็จเข้าสู่พระราชฐานอนั อัครเสนาบดีและมหาปุโรหิตท้ัง ปวง จึงปราบดาภิเษกแล้วเช้อื เชญิ ให้เสวยราชสมบัติ ถึงถวายอาณาจักรเวนพิภพแล้วจึงถวายเครื่องเบญจ ราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5 และเครื่องมหาพิไชยสงครามทั้ง 5 ทั้งเครื่องราชูปโภค ท้ังปวงอันครบครัน แล้วจึง ถวายพระนามใสใ่ นพระสุพรรณบัฏสมญา แลว้ ฝา่ ยในกรมจงึ ถวายพระมเหสีพระนามชอื่ พระมณีรตั นา และ ถวายพระสนมกานลั ท้ังส้นิ แล้วครอบครองราชย์สมบตั เิ มอื่ จลุ ศกั ราช 942 ปีขาลศก” 7. สระบรมดลิ ก (สระนา้ ธรรมชาตหิ นา้ คณะสาธารณสุขศาสตร)์ “พระบรมดิลก”เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับ สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ส้ินพระชนม์ชีพพร้อมพระราชมารดาในสงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวต้ี เมื่อวันท่ี 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2092 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยยกทัพออกนอกพระนครเพื่อเป็นการ บารุงขวญั ทหารและทอดพระเนตรจานวนขา้ ศึก นอกเหนือจากพระองค์แล้ว พระมเหสสี มเด็จพระสุริโยทัย พร้อมพระราชธิดา พระบรมดิลก ซ่ึงเสด็จบนหลังช้างทรงเช่นกัน พระองค์และพระราชมารดาได้แต่งกาย เป็นทหารอย่างชาย ทัง้ สองพระองคเ์ สดจ็ สวรรคตบนชา้ งทรงเชอื กเดยี วกนั 8. สระสุริโยทยั (สระนา้ ธรรมชาตบิ รเิ วณNU Dorm) เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2092 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยยก ทัพออกนอกพระนครเพ่ือเป็นการบารุงขวัญทหารและทอดพระเนตรจานวนข้าศึก สมเด็จพระสุริโยทัยกบั พระราชโอรสพระราชธิดารวม 4 พระองค์ได้เสด็จติดตามไปด้วย โดยพระองค์ทรงแต่งกายอย่างมหา อุปราช คร้ังยกกองทัพออกไปบริเวณทุ่งภูเขาทอง กองทัพอยุธยาปะทะกับกองทัพพระเจ้าแปร ซ่ึงเป็นทัพ หน้าของพม่า ช้างทรงของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเกิดเสียทีหันหลังหนีจากข้าศึก พระเจ้าแปรก็ทรงขับ ช้างไล่ตามมาอย่างกระช้ันชิด สมเด็จพระสุริโยทัยทอดพระเนตรเห็นพระราชสวามีกาลังอยู่ในอันตรายจึง รีบขบั ชา้ งเขา้ ขวางพระเจ้าแปร ทาใหท้ รงไมส่ ามารถติดตามต่อไปได้ พระเจ้าแปรจึงทายุทธหัตถีกับสมเด็จ พระสุริโยทัย เน่ืองจากสมเด็จพระสรุ ิโยทัยอยู่ในลกั ษณะเสยี เปรียบ ช้างพระเจ้าแปรได้เสยช้างสมเด็จพระ สรุ โิ ยทยั จนเทา้ หน้าท้ังสองลอยพ้นพ้ืนดินแล้วพระเจ้าแปรจึงฟนั สมเด็จพระสรุ ิโยทัยจากพระพาหาขาดถึง กลางพระองค์ พระองค์เสด็จสวรรคตเชน่ เดียวกบั พระราชธิดา คือ พระบรมดลิ ก บนชา้ งทรงเชือกเดียวกัน

134 9. สระสองกษตั ริย์ (สระนา้ บริเวณหอพระเทพรตั น)์ สระแห่งนี้ ถือเป็นพระนามสองวีรกษัตริย์ไทย อันได้แก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเอกาทศรถมีพระนามเดิมว่า พระองค์ขาว เป็นพระราชโอรสองค์ สดุ ท้ายในสมเดจ็ พระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตรีย์ เป็นพระอนชุ าของพระสุพรรณกัลยาและสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช ซ่ึงสมเด็จพระเอกาทศรถได้เสด็จออกร่วมทาการรบศึกสงครามคู่กับสมเด็จพระ นเรศวรทุกคร้ัง นับแต่น้ันมาจนส้ินรัชสมัยเสมอเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน และเม่ือสมเด็จพระนเรศวร มหาราชสวรรคต พระองคไ์ ดค้ รองราชยส์ ืบตอ่ มา 10. สระสพุ รรณกัลยา (สระนา้ ธรรมชาตหิ นา้ กองอาคารสถานท)ี่ “พระสุพรรณกัลยา”สุวรรณกัลยา หรือ สุวรรณเทวี เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระ มหาธรรมราชาธิราชและพระวิสุทธิกษัตรีย์ เป็นพระพ่ีนางในสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระ เอกาทศรถ ประสูติ ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก พระนางปรากฏในพงศาวดารพม่าระบุว่า ในปี พ.ศ. 2112 เจ้าฟ้าสองแคว (พระอิสริยยศของพระมหาธรรมราชาเม่ือครั้งได้รับการสถาปนาจากพระเจ้า บุเรงนองให้ข้ึนครองพิษณุโลก) ได้ถวายพระธิดาชื่อ สุวรรณกลั ยา พระชนั ษา 17 ปี กับบรวิ ารและนางสนม รวม 15 คนแก่พระเจ้าบุเรงนอง โดยพระองค์ได้สถาปนาเป็นพระมเหสี มีพระตาหนักและฉัตรส่วน พระองค์ ได้รับพระราชทานเบ้ียหวัด เคร่ืองใช้สิ่งของ ข้าราชบริวารท่ีเป็นชาวไทยทั้งหมด เม่ือจะเสด็จไป ยังที่ใด จะโดยเสลี่ยงหรือพระท่ีน่ังหรือพระพาหนะใดก็ตาม จะมีเจ้าพนักงานกางฉัตรถวาย และพระองค์ ทรงอยอู่ ยา่ งเกษมสาราญ (สถานอารยธรรมศึกษาโขงสาละวิน, 2559, ออนไลน์)

135 บรรณานุกรม

136 บรรณานุกรม ขนุ ประทุมโรคประหาร.(2508). สมุดภาพพระราชประวตั ิสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช.พิษณุโลก:โฟกัส พรน้ิ ติ้ง จากัด. คณะลูกเสอื จังหวัดพิษณโุ ลก.(2514). พิษณุโลก.พิษณุโลก:ไมป่ รากฏผู้จัดพมิ พ์. คาให้การชาวกรุงเก่า คาใหก้ ารขนุ หลวงหาวดั และพระราชพงศาวดารกรงุ เกา่ ฉบับหลวงประเสรฐิ อกั ษร นติ ์ิ (2515). พมิ พ์ครงั้ ที่ 2. พระนคร: คลังวิทยา. จนั ทรฉ์ าย ภคั อธิคม .(2532). กรงุ ศรอี ยธุ ยาในเอกสารหลกั ฐานสเปน.กรงุ เทพฯ: สมาคมประวตั ิศาสตร์. จิราภรณ์ สถาปนะวรรธนะ. (2542). รายงานการดาเนนิ งานโครงการวนั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช. พษิ ณุโลก: พิษณุโลกเวลโลปเมนต์ แอนด์ ทราเวิลกรุ๊ป. ชาดา นนทวฒั น.์ (2549). การเมืองสมัยสมเดจ็ พระนเรศวร.กรงุ เทพฯ: แสงดาว. เณรชั ฌา ศักดิ์ศิรสิ มั พันธ์ .(2555). พทุ ธสนั ตวิ ธิ กี ับความสัมพันธท์ างการทตู และพาณชิ ย์สมั พนั ธก์ บั ตา่ งประเทศในสมยั สมเด็จพระนเรศวรมหาราช. สืบคน้ จาก http://kantacandidate.blogspot.com/2012/04/blog-post_4546.html เม่อื วนั ท่ี 25 พฤษภาคม 2562 ดารงราชานุภาพ, สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยา. (2520). ไทยรบพมา่ . พิมพค์ ร้ังท่ี 7. กรงุ เทพมหานคร: เจริญรัตน์การพมิ พ์. ดารงราชานภุ าพ,สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยา.(2547). พระราชประวัตสิ มเด็จพระนเรศวร มหาราช. กรงุ เทพฯ: จักรานุกูลการพิมพ์. เทย่ี วภาคกลาง.(2562). งานอนสุ รณด์ อนเจดียแ์ ละงานกาชาดจงั หวดั สพุ รรณบุรี ประจาปี 2562. สบื ค้นจาก https://tiewpakklang.com/post/3865 เมือ่ วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ธีรวตั ณ ปอ้ มเพชร. (2533). หลกั ฐานตะวันตกเกยี่ วกับรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช.ใน วฒุ ชิ ัย มูล ศลิ ป์ (บรรณาธิการ).สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช 400 ปี แหง่ การครองราช.(พมิ พ์คร้ังที่ 4 หนา้ 165 – 177). กรุงเทพมหานคร: ร่งุ แสงการพิมพ.์

137 นภทั ร มงคลปทมุ รัตน์. (2556). การจัดการแหล่งเรยี นรู้พระราชวังจันทน.์ วทิ ยานพิ นธ์ศิลปศาสตรมหา บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร. นรศิ รานวุ ดั ติวงศ,์ สมเดจ็ เจ้าฟา้ กรมพระยา. (2506). จดหมายระยะทางไปพิษณุโลก.พระนคร: พระจนั ทร์. บหุ ลง ศรีกนก.(2550). สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสานึกทางประวัตศิ าสตร์ของคนไทย.เอกสาร ประกอบการเสวนาทางวิชาการจากวรี กรรมสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช. กรุงเทพฯ: ศนู ย์มนุษยวทิ ยาสริ ินธร. ปรมานุชิตชโิ นรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า. (2539). ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย. กรุงเทพฯ: สานกั ราชเลขาธิการ. ประพฤทธ์ิ ศุกลรตั นเมธี.(2533). ความสัมพันธ์ไทย – จนี ในรชั สมยั สมเด็จพระนเรศวรมหาราช.ใน วฒุ ชิ ยั มลู ศิลป์ (บรรณาธกิ าร), สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช 400 ปีของการครองราชย์(พิมพ์คร้ัง ที่ 4, หน้า 41 - 56). กรุงเทพฯ: รุง่ แสงการพมิ พ์. ประเสรฐิ ณ นคร. (2535). “ประวตั ศิ าสตรส์ ุโขทัยจากจารึก.” ปาฐกถาชุด “สริ ินธร” คร้งั ท่ี 4. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พจ์ ฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ปราย บูรพาทศิ .(2551). ตามรอย วตั ถุมงคลสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช.กรงุ เทพฯ: Feel Good Publishing. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพนั จันทนุมาศ (เจิม).(2547).กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและ ประวัตศิ าสตร์ กรมศิลปากร. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจมิ ).(2547).กรุงเทพฯ: กอง วรรณกรรมและประวตั ิศาสตร์ กรมศลิ ปากร. พระราชพงศาวดารกรงุ ศรีอยุธยาฉบับพระราชหตั ถเลขา. เลม่ 1. (2548). พิมพ์ครงั ท่ี 10. กรงุ เทพฯ: กองวรรณกรรมและประวตั ิศาสตร์ กรมศลิ ปากร. พระราชพงศาวดารกรงุ ศรีอยุธยาฉบับสมเดจพระพนรัตนว์ ัดพระเชตุพน. (2514).พิมพค์ รัง้ ที่ 4. พระนคร: คลงั วิทยา. พวงทอง สุดประเสรฐิ .(2535).ประวัตศิ าสตร์เมืองพิษณโุ ลก.พิษณุโลก : วิทยาลัยครูพิบลู สงคราม คณะ มนุษยศ์ าสตร์และสังคมศาสตร์ พิมาน แจม่ จรสั .(2549). พระนเรศวรเปน็ เจ้า.กรุงเทพฯ: สรา้ งสรรคบ์ คุ ส์.

138 มหาราชวงษ์พงษาวดารพมา่ . (2545). (นายต่อ, ผูแ้ ปล; สจุ ติ น์ วงศเ์ ทษ, บรรณาธิการ) กรุงเทพฯ: มตชิ น. ราช เลอสรวง.(2549). ภารกิจก้ชู าตนิ รเศวรมหาราช.กรงุ เทพฯ:อนิเมทกรุ๊ป. วศนิ ปัญญาวุธตระกูล. (2548).พระราชประวตั ิสมเด็จพระนเรศวรมหาราช(ข้อมูลตรวจสอบใหม่) . พษิ ณโุ ลก: มหาวทิ ยาลัยนเรศวร. วฒั นา อนุ่ ทรพั ย์. (2550). พระบรมราชานุสาวรีย์และพระบรมรูปสมดจ็ พระนเรศวรมหาราช.เอกสาร ประกอบการเสวนาทางวชิ าการจากวรี กรรมสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช. กรุงเทพฯ: ศนู ย์มนษุ ยวทิ ยาสริ ินธร. วันวลิต. (2548). พงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั วนั วลติ พ.ศ.2182. แปลโดย วนาศรี สามนเสน. พมิ พค์ ร้ัง ที่ 3. กรงุ เทพมหานคร: มติชน. วนิ ยั พงศศ์ รเี พยี ร. (2533). ความสาคัญของรชั กาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในประวัตศิ าสตร์ไทย. ใน วุฒิชยั มลู ศลิ ป์ (บรรณาธิการ), สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช 400 ปขี องการครองราชย(์ พิมพ์ ครังท่ี 4, หนา้ 58-120). กรงุ เทพฯ: รงุ่ แสงการพมิ พ์. วบิ ลู ย์ วจิ ติ รวาทการ.ตานานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช.กรุงเทพฯ: สร้างสรรคบ์ ุค๊ ส์. ศรศี ักร วัลลโิ ภดม.. (2546). ล่มุ นา้ น่าน ประวตั ศิ าสตรโ์ บราณคดขี องพษิ ณุโลก “เมืองอกแตก”. กรงุ เทพมหานคร: มติชน. ศิลปวัฒนธรรม .(2556). เมืองพษิ ณุโลกเคยมีอีกชื่อว่า “เมืองชยั นาท”?. สบื ค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_16549 เม่ือวนั ท่ี 25 พฤษภาคม 2562 สม สุจีรา.(2551). เจาะตานานสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช.กรงุ เทพ:อมรินทร์ธรรมะ. สเุ นตร ชตุ นิ ธรานนท์.(2561).พมา่ รบไทย วา่ ดว้ ยการสงครามระหวา่ งไทยกับพม่า. พิมพ์ครั้งที่ 13. กรงุ เทพฯ : มตชิ น. หอมรดกไทย.(2562). ราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. สบื คน้ จาก http://thaiheritage.net/king/naresuan/naresuan.htm เม่อื วันท่ี 25 พฤษภาคม 2562

139 อชิ อิ ิ โยเนะโอะและโยชิกาวะ โทชิฮารุ.(2530). ความสมั พนั ธ์ไทย~ญ่ปี นุ่ 600 ป.ี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, สายชล สัตยานรุ ักษ์ แปล.กรงุ เทพฯ: มูลนธิ ิโครงการตาราสงั คมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร์. อรอุษา สวุ รรณประเทศ.(2552). อันเนื่องมาจากพระนาม “นเรศวร” On the Varied Names of King Naresuan the Great. วารสารมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร. 6(6). 15 อดุ ม เชยกีวงศ์.(2549). สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช.กรงุ เทพฯ:ภูมิปัญญา. เอกรงค์ ภาณพุ งษ์.(2549). ตานานสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชชาตนิ ักรบ.กรงุ เทพฯ:สริ ิมงคลคา. _____________. (2535). รวมเรือ่ งประวตั ิศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมเมอื งพษิ ณโุ ลก. เชียงใหม:่ สริ ิมงคลคา. George Vinal Smith. (1977).The Dutch in SeventeenthCentury Thailand, De Kelb.

140 ภาคผนวก

141 ภาคผนวก ก การเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรในสมัยรัชกาลท่ี 5 โครงภาพพระราชพงศาวดาร พระราชดาริในการเขียนภาพบรรยายพระราชพงศาวดารซ่ึงเร่ิมข้ึน ในรชั กาลที่ 4 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ทรงพระราชดารใิ ห้เลอื กสรรเร่ือง ในพระราชพงศาวดารให้ช่างเขียนรปู ภาพและทรงพระราชนิพนธโ์ คลงประกอบกับโปรดเกล้าฯให้พระบรม วงศานุวงศ์ ข้าราชการซึ่งสันทัดบทกลอนแต่งถวายเมื่อแล้วเสร็จในปี พ.ศ 2439 ได้นาไปประดับพระเมรุ ท้องสนามหลวงให้ประชาชนไดช้ มในงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระเจ้าลกู เธอ เจ้าฟา้ พาหุรัดมณีมัย พระศพสมเดจ็ พระเจ้าลูกยาเธอ เจา้ ฟา้ ตรีเพ็ชรุตย์ธารง เจา้ ฟ้าศริ ิราชกกธุ ภณั ฑ์ และพระศพพระอัครชายา เธอพระองค์เจา้ เสาวภาคนารรี ตั น์ โคลงภาพพระราชพงศาวดารมีความตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จนถึงรัชกาลสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีภาพที่เก่ียวกับพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชต้ังแต่แผ่นดินสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นครองราชยร์ วม 17 ภาพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระ ราชนิพนธ์ในโครงประกอบภาพของภาพ 2 ภาพ และอีก 15 ภาพเป็นพระราชนิพนธ์เจ้านายและ ข้าราชการ ภาพพระราชพงศาวดารเหล่าน้ีได้แก่ ภาพสมเด็จพระนเรศวรตามจบั พระยาจีนจนั ตุ พระสมเดจ็ พระนเรศวรทรงปืนข้ามแม่นา้ สะโตง พระสมเด็จพระนเรศวรรบศกึ เชียงใหม่ พระสมเด็จพระนเรศวรยงิ ทัพเชียงใหม่ในเรอื สมเดจ็ พระนเรศวรกบั จากศกึ เชียงใหม่ พระสมเดจ็ พระนเรศวรปนี ค่ายพระเจ้าหงสาวดี ภาพสมเด็จพระนเรศวรรบลกั ไวทามู ภาพสมเด็จพระนเรศวรตีทัพหนา้ พระมหาอปุ ราชาหงสาวดี พระสมเดจ็ พระนเรศวรทายทุ ธหัตถกี บั พระมหาอปุ ราชา พระสมเดจ็ พระวันรตั ทูลขอโทษแม่ทัพนายกอง ภาพฑตู เชียงใหมเ่ ฝ้าถวายพระราชบรรณาการ ภาพตีเมอื งตะนาวศรีแลเมอื งทวาย ภาพเสดจ็ ตเี มอื งลแวก ภาพพธิ ปี ฐมกรรม ภาพเสดจ็ เลียบเมืองละแวก ภาพเสดจ็ ไปตเี มอื งหงสาวดี ภาพหวั เมอื งทาสัตย์ทีเ่ มืองลาพูน (บหุ ลง ศรกี นก, 2550, น. 12 – 13)

ภาพ 30 ภาพสมเดจ็ พระนเร

142 142 รศวรตามจับพระยาจีนจนั ตุ นายใหญ่ เขยี น

143 รูปที่ 21 แผ่นดนิ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ภาพสมเด็จพระนเรศวรตามจบั พระยาจีนจนั ตุ พระยาจีนจันตุข้า ขอมขุน มาสู่กรุงมุง่ บุญ ปกเผ้า ปิ่นภพกอบการญุ รยั ปลกู เล้ยี งแฮ ยกโทษโปรดเกษเกลา้ ห่อนพ้องจองไภย ฯ กลับใจจักสูเ่ จ้า ปถพี ตนแฮ ฯ สืบทราบการธานี ใหญ่นอ้ ย หวงั สยายถา่ ยโทษมี มาแต่ หลงั นา สู่สเภาคา่ คล้อย ลอยโลค้ รรไลย ฯ พระดนัยนเรศรแ์ จง้ เหตุรหศั ทรงพระชลยานรัด รบี รนั พรอ้ มเรอื นิกรขนัด ขนายไล่ สเภาแฮ ฯ พระแสงปืนต้น ลั่นตอ้ งจนี ตาย ฯ ตัวนายกมั พชุ จ้อง ปืนวาง มานา ตอ้ งพระแสงทรงราง ลนั่ ร้าว รบพลางรบี หนพี ลาง เรอื ตก ลกึ เฮย ลมเกดิ กางใยก้าว ลอ่ งลีห้ ายลา ฯ (พระราชนิพนธ)์

ภาพ 31 ภาพสมเด็จพระนเรศวรทรงป

144 144 ปืนข้ามแมน่ า้ สโตง พระจา่ ง เขยี น

145 รูปที่ 22 แผ่นดินสมเดจ็ พระมาธรรมราชาธิราช ภาพสมเดจ็ พระนเรศวรทรงปนื ข้ามแมน่ า้ สโตง หนอ่ นรินทรธ์ รรมราชเผ้า พสธุ า ไทยเฮย นเรศวรอ์ ดุ รนรา ธิปไท้ ยกพยูห์สง่ หงษา หวังชว่ ย ศึกแฮ ทราบเรอ่ื งรามญั ใช้ เลห์จ้องปองผลาญ บรรหารฉนิ ทพากย์พอ้ เผด็จมิตร จกั เริม่ ปฏิยทุ ธคิด ตอยแคน้ สง่ั มาตยก์ วาดครวั สถิตย์ เทียบมารค มานา เลิกทัพกลบั คืนแควน้ เขตรด้าวแดนสยาม ฯ ขา้ มโสตงดลฟากเยื้อง บูรพา มอญกระทัง่ ฝงั่ คงคา ฝา่ ยโน้น ดารัสสัง่ เสนา โซมสาตร ศรแฮ ปนื ไป่แผวภาคโพ้น เพ่ือนาไพศาล ฯ ภูบาลยงเนตรพ้อง ขุนพหล มอญเฮย ขี่คชกายพ่างผล หมากพรา้ ว ทรงเสดาะสนิ าศดล เดจ็ ชพี บรแฮ อุปราชหวาดฤทธ์ริ ้าว อุระต้องตน่ื หนี ฯ (พระราชนพนธ์)

ภาพ 32 ภาพสม

146 146 มเดจ็ พระนเรศวรรบศกึ เชยี งใหม่

147 รูปท่ี 23 แผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ภาพสมเด็จพระนเรศวรรบศกึ เชียงใหม่ พระมหาธรรมราชเจ้า จอมอยุธ ยาเฮย ทราบศึกโยนกรดุ รอดด้าว สองสมเดจ็ ราชบุตร บดั กราบ ทูลนา ขอปราบปรปกั ษห์ า้ ว หกั ให้เหือดหาญ ทรงสดบั รบั สง่ั ให้ เกณฑ์ทัพ แปดหมนื่ ยกเรือนบั มากร้อย พระเชษฐ์อนุชชยั พลรีบ พายนา เรว็ ลปุ า่ โมกข์นอ้ ย ส่ังต้งั กระบวนรณ ฯ สมเดจ็ พระนเรศวร์ทั้ง พระอนชุ ท่านนา เสดจ็ จากนาวายทุ ธ ยาตรเต้า เร่งพหลอ่งึ อุตม์ ออกยั่ว เศิกแฮ ลาวละคกึ พลเข้า เกลอื่ นกลุม้ รมุ ณรงค์ ฯ ขุนหนงึ่ สวมเสอื้ สกั กลาดแดง ขยั แสะขัดตาวแวง มาศยง้ั พระนเรศวร์ลั่นพระแสง ปืนถูก ทา่ วแล ลาวไพรพ่ ว่ ยไป่ยั้ง แยกย้ายขวายหนี ฯ (พระยาราชสัมภารากร (เล่ือน)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook