มาตรฐานระบบการจัดการคณุ ภาพ : GAP ไมผ้ ล 139 เปน็ แมลงศัตรพู ืช โรคพชื และวัชพืช ตา่ งก็มผี ลตอ่ การปอ้ งกันกาํ จัดท้ังส้ิน แมลงสามารถทําลายไมผ้ ลโดย การใชป้ ากกัด ใชป้ ากดูด และวางไขแ่ ลว้ ฟักออกเปน็ ตวั วธิ ีการปอ้ งกนั อาจใชก้ ารปอ้ งกนั ดว้ ยวิธปี ฏิบัตซิ ่งึ ประกอบด้วย วธิ ีกล วิธีเขตกรรม วธิ ีทางชวี ภาพ วิธีทางกฎหมาย วธิ ีทางเคมี และนอกจากนีว้ ธิ ีการ ปอ้ งกันกําจัดอีกวิธีหนง่ึ คือ การป้องกนั กาํ จดั ดว้ ยวิธกี ารทางธรรมชาติ ส่วนโรคพืชอาจมีสาเหตุมาจาก เช้อื รา เชอื้ ไวรัส เชื้อแบคทเี รยี เช้ือมายโคพลาสม่า ไสเ้ ดอื นฝอย จากพชื ช้นั สูง ตลอดจนจากการผิดปกติ ทางสรรี วิทยาของพชื วิธกี ารป้องกนั กําจัดอาจใชห้ ลาย ๆ วธิ รี ว่ มกนั ได้แก่ การปรบั ปรงุ สภาพแวดล้อม การใช้พนั ธุ์ตา้ นทาน และการใชส้ ารเคมี ส่วนวัชพชื กจ็ ะมีสว่ นไปแยง่ นา้ํ อาหารของไมผ้ ลเปน็ ทอี่ าศัยของโรค แมลง ตลอดจน สตั ว์ขนาดเลก็ เชน่ หนู ทีจ่ ะเข้าทําลายไมผ้ ล วิธกี ารป้องกนั กาํ จดั อาจใชห้ ลายวิธีรว่ มกนั ได้แก่ การ กําจัดดว้ ยวิธกี ล เชน่ ดาย ถอน ไถพรวน หรือการป้องกันกาํ จัดดว้ ยชีววธิ ี เช่น การเลยี้ งวัว ห่าน หรอื การ ใชส้ ารเคมใี นการป้องกนั กาํ จัด อยา่ งไรกต็ ามในการจัดการสวนไม้ผลจะต้องมกี ารผสมผสานระหวา่ งการ ปอ้ งกันกาํ จัดวัชพืช โรค แมลง เขา้ เป็นโปรแกรมเดยี วกนั (Uni-program) เพอ่ื ประสิทธภิ าพ ประสิทธิผล ของการกาํ จัด ซึง่ ศพั ทท์ างวิชาการในการปอ้ งกันกาํ จดั จะเรยี กวา่ Integrated Pest Management (IPM) ซงึ่ ถอื ได้วา่ IPM เปน็ หวั ใจของการปอ้ งกนั กําจัดศัตรูไม้ผลกว็ า่ ได้ (ไชยวฒั น์, 2548) เอกสารอา้ งอิง 1) กวศิ ร์ วานิชกุล. 2546. การจดั ทรงตน้ และการตัดแต่งไม้ผล. สํานักพิมพม์ หาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. 213 หน้า. 2) ชวนพิศ แดงสวัสด์.ิ 2544. สรีรวทิ ยาของพชื . สาํ นกั พิมพพ์ ฒั นาการศึกษา, กรงุ เทพฯ. 380 น 3) ไชยวฒั น์ วัฒนไชย. 2548. ระบบการจัดการคณุ ภาพ : GAP ลําไย. น 79 – 94. ใน แม่โจ้ : ศาสตร์แห่งลําไย. สินีนาฏ มีเดีย 150 ถนนเจรญิ ประเทศ อาํ เภอเมอื ง จังหวดั เชียงใหม,่ เชยี งใหม่. 4) ถวลิ ครฑุ กลุ . 2531. ดนิ และปยุ๋ เพ่อื การเพาะปลกู . พมิ พค์ ร้งั ท่ี 3. สาํ นกั พมิ พ์บณั ฑิตการพิมพ.์ กรุงเทพ ฯ. 106 น. 5) ธวัชชยั รัตนช์ เลศ. 2538. ศัตรูพืชและการปอ้ งกนั กาํ จัด น.66 – 79. ใน บณั ฑรู ณ์ วาฤทธ์ิ (ผู้รวบรวม) หลกั การพชื สวน. ภาควชิ าพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม,่ เชยี งใหม.่ 6) ปฐพชี ล วายอุ คั คี. 2541. ดินและปยุ๋ . พมิ พ์ครง้ั ท่ี 5. สํานกั พมิ พ์ฐานเกษตรกรรม, กรุงเทพ ฯ. 135 น.
140 มาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพ : GAP ไมผ้ ล 7) ประกจิ ทองขาว. มปป. การจดั การสวนไม้ผล. สถาบนั เทคโนโลยีราชมงคล วทิ ยาเขตน่าน, น่าน. 67 น. 8) พาวนิ มะโนชัย และคณะ. 2548. การจัดการทรงพมุ่ ลําไย. น 5 – 13. ใน แมโ่ จ้ : ศาสตรแ์ หง่ ลาํ ไย. สนิ นี าฏ มเี ดยี 150 ถนนเจริญประเทศ อําเภอเมอื ง จังหวัด เชยี งใหม,่ เชียงใหม.่ 9) รวี เสรฐภกั ด.ี 2528. การสร้างสวนไม้ผล. สาํ นกั งานวารสารชมุ ทางเกษตร. บางเขน, กรุงเทพฯ. 120 น. 10) วจิ ิตร วังใน. 2511. หลกั การไมผ้ ล. แผนกวิชาพืชศาสตร์ (สาขาพืชสวน) คณะเกษตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ , กรุงเทพ ฯ. 307 น. 11) สรสทิ ธิ์ วชั โรยาน. มปป. ดินและป๋ยุ . พิมพ์คร้ังที่ 2. มลู นิธิมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. กรงุ เทพ ฯ. 216 น. 12) สุเมธ เกตุวราภรณ์. 2537. ไมผ้ ลเบอื้ งตน้ . สาขาวิขาไมผ้ ล ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรม การเกษตร สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแมโ่ จ,้ เชยี งใหม่. 210 น. 13) อนชุ า จนั ทรบูรณ.์ 2534. หลักการไม้ผล. คณะวิชาพชื ศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนา่ น, น่าน. 73 น. 14) Asian Development Bank. 1987. Handbook on the Use of Pesticides in the Asia - Pacific Region. Manila, Philippines. 249 pp.
บทที่ 5 การออกดอกตดิ ผลของไมผ้ ล บทนาํ ไมผ้ ลเมือ่ เจรญิ เติบโตเต็มทใ่ี นสภาวะแวดลอ้ มที่เหมาะสม ไม้ผลจะมีการพัฒนาไปโดยมี การสร้างดอก ผล และเมลด็ เพือ่ การขยายพนั ธุ์ และดาํ รงสายพันธุ์ มใิ หม้ กี ารสูญพนั ธ์ุ ไมผ้ ลมีการ เจรญิ เตบิ โต และพัฒนาจากการเจรญิ เตบิ โตทางด้านลําต้น (vegetative growth) ไปเปน็ การเจรญิ เตบิ โต ทางดา้ นการเจริญพนั ธ์ุ หรอื ทางเพศ (reproductive growth) หรอื ระยะท่ไี ม้ผลสรา้ งดอก ซึ่งถือวา่ ดอก เปน็ ส่วนสาํ คญั ของไมผ้ ล เป็นจดุ เร่มิ ตน้ ของการขยายพันธ์ุ และการพัฒนาไปเปน็ ผลและเมลด็ เพอ่ื ประโยชน์ในการดํารงสายพันธ์ุและการขยายพนั ธไ์ุ มผ้ ลให้สืบทอดและแพร่กระจาย ตอ่ ไป ความภาคภูมิใจ และการรอคอยของเจ้าของสวนไม้ผลคือ ไม้ผลของตนเองมีการออก ดอก ติดผล น้ันหมายถึง เกษตรกรต้องรอคอยโอกาสน้ี 2 – 4 ปี ในบางพืชอาจมากกว่านี้ เช่น มังคุด ทุเรียน ลางสาด เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือจากระยะเวลาจะเป็นตัวกําหนดในการออกดอกติดของไม้ผลแล้ว ปัจจัยอื่น ๆ ท่ีเกี่ยวข้องไม่น้อยไปกว่าระยะเวลา ได้แก่ วิธีการปฏิบัติรักษาในรอบปี ในบทนี้จะกล่าวถึง ความหมาย ความสําคัญของการออกดอก ตลอดจนการเตรียมการเพื่อให้ไม้ผลออกดอก ซ่ึงจะได้กล่าวใน หัวขอ้ ต่อไปน้ี 5.1 ความหมายของการออกดอกติดผลของไมผ้ ล การสรา้ งตาดอก (flower bud formation) เปน็ ปรากฏการณท์ สี่ ืบเน่ืองมาจาก ปรากฏการณ์ 2 ปรากฏการณ์ คือ ขบวนการเร่ิมสร้างตาดอก (flower bud initiation) และขบวนการ เปลี่ยนแปลงสภาพของตาดอกไปเป็นดอกหรือช่อดอก (flower bud differentiation) หรืออาจกลา่ วโดย สรุปวา่ การสร้างตาดอกเป็นขบวนการเรมิ่ สร้างตาดอก และขบวนการออกดอก หรือแทงชอ่ ดอกรวมกนั (สมั ฤทธ,์ิ 2527)
142 การออกดอกตดิ ผลของไมผ้ ล กระบวนการเกิดดอกของไม้ผล (สมบญุ , 2544) การเกดิ ดอกของไม้ผล ตอ้ งอาศัยกระบวนการต่าง ๆ ทางสรีระวทิ ยาทส่ี ลับซบั ซ้อน โดย มีปจั จยั ทางดา้ นสภาพแวดลอ้ มภายนอก ตลอดจนเกดิ จากอทิ ธพิ ลภายในต้นไมผ้ ลเอง ซ่ึงเข้ามาเกยี่ วข้อง ในการเปลย่ี นแปลงเนือ้ เยอ่ื เจริญ (meristem) จากระยะการเจริญเติบโตทางลาํ ต้น ไปเป็นระยะการ เจรญิ เตบิ โตของเพศ ซึ่งกระบวนการเกดิ และการพัฒนาของดอกแบ่งออกเป็นระยะต่าง ๆ ดงั นี้ 1. ระยะการเจริญเตม็ วัย (maturation stage) ไมผ้ ลทว่ั ไปจะออกดอกไดเ้ มอ่ื มีการ เจรญิ เตม็ วัย (mature) นน่ั คอื ความพร้อมของอายุ นอกเหนือจากอาหารสะสมและสภาพแวดลอ้ มที่ เหมาะสม ไมผ้ ลจึงตอบสนองต่อปัจจัยท่กี ระตนุ้ ให้เกดิ ดอกได้ ระยะท่ีไม้ผลโตเต็มวัยจะ แตกต่างกันไป ข้นึ อยกู่ บั ชนดิ ของไมผ้ ล พันธุไ์ ม้ผล ฤดกู าล และสภาพแวดลอ้ ม เช่น สบั ปะรดจะออกดอกเม่อื มอี ายไุ ม่ น้อยกวา่ 8 เดอื น ภายหลงั ปลกู ด้วยหน่อ สว่ นไม้ยนื ต้นซ่ึงมกี ารเจริญเตบิ โตทางกิ่งใบสลับกบั การออกดอก มกั มรี ะยะเวลานานกอ่ นออกดอก เชน่ มะมว่ งจะออกดอกหลงั จากปลกู ดว้ ยเมล็ด 3 – 5 ปี 2. ระยะชักนํา (induction stage) เป็นการเปลย่ี นแปลงขัน้ แรกในการเกิดดอก ไมผ้ ล เริม่ มีการตอบสนองตอ่ การกระตนุ้ หรอื ชกั นําจากปัจจยั ต่าง ๆ ที่จะทําให้ระยะการเจริญเตบิ โตทางลําต้น เปลย่ี นเปน็ ระยะเจริญเตบิ โตทางเพศ เช่น แสง อณุ หภมู ิ อายุ ความสมบูรณข์ องต้น เปน็ ระยะทไี่ ม้ผลมี การเปล่ยี นแปลงกระบวนการสร้างสารเมทาบอไลท์ต่าง ๆ ภายในเซลล์ เพื่อสงั เคราะหฮ์ อรโ์ มนทกี่ ระตุ้น การออกดอก และลําเลยี งฮอร์โมนน้ีไปยังส่วนเนื้อเยื่อที่ตาหรอื ยอดเพื่อเปลยี่ นเป็นตาดอก 3. ระยะการเกดิ ตาดอก (initiation of floral primordia) เป็นระยะทเี่ ราเริม่ เห็นการ เปล่ียนแปลงของตาท่ีจะเจริญเป็นดอก (floral primordia) โดยเซลลเ์ นือ้ เยอื่ เจริญเริม่ ขยายตัว ทําให้มี การพองตัวของตาดอก (floral bud) 4. ระยะการพฒั นาของดอก (floral development หรือ organogenesis) ระยะทีม่ ี การเกิดส่วนอนื่ ๆ ทีป่ ระกอบกนั ขน้ึ เป็นดอก โดยตาดอกจะสร้าง กลบี เลยี้ ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ เกสร เพศเมยี และฐานรองดอก โดยทวั่ ไปช้นั ของกลีบเลี้ยง (calyx) จะเจรญิ ขนึ้ มากอ่ นส่วนอนื่ ตามด้วยช้ันของ กลีบดอก (corolla) ช้ันเกสรเพศผู้ (androecium) และชนั้ เกสรเพศเมยี (gynoecium) ส่วนประกอบต่าง ๆ ของดอกจะมกี ารเจริญและพัฒนาขึน้ มาจนถงึ ระยะดอกบาน (anthesis) ถอื เป็นขั้นสุดทา้ ยของการพฒั นาของดอกในพชื ไมผ้ ลทั่ว ๆ ไปจะมีข้นั ตอนการเกดิ ดอกเป็นไปตามระยะ ๆ ทกี่ ล่าวมาแลว้ แต่อาจมพี ชื บางชนิดมรี ะยะการพฒั นาของดอกแตกต่างกันไป ข้ึนอยกู่ บั ชนดิ พนั ธ์ุพืช และสภาพแวดล้อมอืน่ ๆ การเกิดดอกในพชื อาจถือเป็นสัญญาณว่าพืชนั้นเข้าส่รู ะยะชราภาพ (senescence) พืชบางชนิดโดยเฉพาะพืชล้มลุก เมือ่ สร้างดอกติดผลแลว้ ต้นพืชจะตายไป สว่ นพชื บางชนดิ หลังจากการ สรา้ งดอกสรา้ งผลแล้วจะมกี ารเจริญทางก่ิงและใบ กลับเขา้ ส่รู ะยะการเจรญิ เติบโตทางลําต้นขึน้ ใหม่ เมอ่ื กง่ิ นนั้ แกก่ ็สามารถสรา้ งดอกและผลวนเวยี นตอ่ ไปได้ เชน่ พวกไมผ้ ล ไมย้ ืนตน้ ตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
การออกดอกติดผลของไมผ้ ล 143 จากความรดู้ งั กลา่ วเก่ยี วกบั การออกดอกหรอื แทงช่อดอก จงึ เปน็ ประโยชนอ์ ย่างย่ิงต่อ การปฏบิ ตั ดิ แู ลรักษาไม้ผล เพื่อจดั สภาพการให้สอดคล้องเหมาะสมต่อการออกดอกหรือแทงช่อดอก ตัง อยา่ งเชน่ การสร้างตาดอกขององุ่น โดยทว่ั ไปจะเริม่ สร้างก่อนเวลาการตัดแตง่ กิง่ ประมาณ 60 – 100 วัน และจะแทงพวงดอกหลังจากการตัดแตง่ กงิ่ 15 – 20 วัน ดังน้นั การทราบธรรมชาตขิ องการออกดอกหรือ แทงชอ่ ดอก จงึ เป็นประโยชน์ในการกําหนดผลผลิต คือ การออกดอกตดิ ผลไดด้ ว้ ยวิธีการเร่งใสป่ ๋ยุ เพิ่มแร่ ธาตุอาหารให้แกพ่ ชื โดยเฉพาะในกรณขี ององุน่ การสร้างตาดอกประกอบด้วยการเปลย่ี นสภาพการของพชื 2 ขบวนการดว้ ยกัน คือ 1. การเรมิ่ สรา้ งตาดอก กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาควทิ ยา และทางสณั ฐาน วิทยาภายในตาของพชื 2. การเปลี่ยนสภาพของตาดอก กลา่ วคอื การสรา้ งเพศทป่ี ระกอบดว้ ยสว่ น ตา่ ง ๆ ของดอก ไดแ้ ก่ รังไข่ อบั ละอองเกสร กลีบดอก ฯลฯ การเปลยี่ นสภาพของตาดอกเป็นดอกหรอื ช่อดอก จะสงั เกตได้จากการทสี่ ่วนปลายของ กง่ิ จะเปลยี่ นรปู ร่างไปในกรณีของสม้ เขียวหวาน ท่ปี ลายสดุ ของกิง่ จะเปลยี่ นรปู รา่ งเปน็ ลักษณะกวา้ งและ แบน มี 2 ปมุ่ สําหรบั ไม้ผลเมืองหนาว และมะม่วง การสร้างตาดอกจะเรมิ่ เม่อื การเจรญิ เติบโตทาง กงิ่ ก้านสาขาและใบหยุดชะงกั และในกรณมี ะม่วงจะเรมิ่ สร้างตาดอกในปลายฤดูฝน (ประกิจ, มปป) ความสาํ คญั ของการออกดอกตดิ ผล ดังท่ีได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า เมื่อพืชเจริญเติบโตได้ระยะหน่ึงแล้ว ก็จะเข้าสู่ระยะ ของการเจริญเติบโตทางเพศ น่ันคือ พืชจะมีการออกดอกและติดผลต่อไป ซ่ึงการออกดอกของพืชใน ที่สุดผลท่ีได้จากการออกดอกคือ ได้เมล็ดพืชเพื่อใช้ในการขยายพันธ์ุ ไม่ให้เกิดการสูญพันธ์ุ ทําให้เกิดการ ดํารงพันธต์ุ ่อไป การติดผล (fruit set) คือการเจริญของรังไข่หลังการผสมเกสรแล้ว กระบวนการพัฒนา จากดอกไปเป็นผล เริ่มต้ังแต่เมื่อดอกบานเต็มที่พร้อมที่จะรับการผสมเกสร อับละอองเรณู (pollen sac) จะแตกออกปลดปล่อยละอองเกสรเพศผู้ (pollen) ซึ่งมีขนาดเล็ก ทําให้เกิดการถ่ายละอองเกสร (pollination) ในพืช โดยละอองเกสรเพศผู้ไปสัมผัสกับยอดเกสรเพศเมีย (stigma) แล้วจะสร้างท่อเข้าไป ในก้านชูเกสรเพศเมีย (style) เพื่อเข้าไปผสมกับไข่ (egg) โดยผ่านทางรูไมโครไพล์ (micropyle) สเปิร์ม นิวเคลียส (sperm nucleus) ตัวหน่ึงจะเข้าไปผสมกับนิวเคลียสของไข่กลางเป็นไซโกต (zygote) ส่วน สเปิร์มอีกตัวหน่ึงจะผสมกับโพล่าร์ นิวคลีไอ (polar nuclei) กลายเป็นเอนโดสเปิร์ม (endosperm) ซ่ึง เป็นแหล่งอาหารของต้นอ่อนที่จะเจริญเติบโตต่อไป การผสมระหว่างสเปิร์มกับไข่นี้เรียกว่า การปฏิสนธิ (fertilization) เกิดภายในรังไข่ของดอก เมือ่ ไข่ (ovule) ในรังไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว ไข่ก็จะเจริญไปเป็น เมลด็ ซง่ึ ข้างในจะมีเอนโดสเปริ ม์ (endosperm) อยู่ระยะหนงึ่ หรอื ตลอดไป ผนงั รังไข่ (ovary wall) ก็
144 การออกดอกตดิ ผลของไม้ผล จะเจริญไปเป็นเปลือกผล (pericarp) พอรังไข่และฐานรองดอกเร่ิมขยายตัวพองออก ส่วนต่าง ๆ ของดอก ท่ีอยู่รอบ ๆ หรือบนรังไข่ก็เริ่มเห่ียว และในท่ีสุดจะร่วงหลุดไป ลักษณะเช่นน้ีเรียกว่า การติดผล (fruit set) สําหรับดอกท่ีไม่ได้รับการปฏิสนธิจะบานได้นานกว่าดอกท่ีผสมติดและจะร่วงไปท้ังดอก (สมบุญ, 2544) การเกิดเมลด็ และจํานวนเมลด็ ในผลจะข้ึนอยู่กับการผสมพนั ธ์ุ (fertilization) กล่าว คือ ถา้ การผสมพนั ธเ์ุ ป็นไปโดยเรียบร้อย การเกิดเมล็ดก็เปน็ ไปด้วยดที ําให้ลกั ษณะและขนาดของเมลด็ อยู่ใน สภาพสมบรู ณ์ ถา้ การผสมพันธม์ุ ีอปุ สรรค เชน่ การรวมตัวของเชื้อเพศผแู้ ละเพศเมยี เปน็ ไปอยา่ งผิดปกติ หรือการเจริญของคัพภะหรือสว่ นอน่ื ๆ ภายในไขม่ ีนอ้ ย เมล็ดอาจลบี หรอื ไมส่ มบรู ณ์ ขณะท่เี มลด็ กําลัง พฒั นานนั้ จะมีการสร้างฮอรโ์ มนน้ีจะไปกระตนุ้ ใหเ้ ซลล์ในเปลอื กผล (pericarp) ขยายตัวออก ทง้ั น้ีตอ้ งมี ธาตอุ าหารและนํา้ อยา่ งเพียงพอ ถา้ ขาดส่งิ ดงั กลา่ วแลว้ การเจริญของคัพภะอาจชะงักและในท่สี ุดจะร่วง หลน่ ไป พาธโี นคารพ์ ี (parthenocarpy) ไมผ้ ลหลายชนิดดว้ ยกนั สามารถมผี ลได้ โดยทีด่ อกไมไ่ ด้ รับการผสมพนั ธ์ุ การเกิดผลแบบนเี้ ราเรยี กว่า พาธีโนคาร์พี (parthenocarpy) และผลท่เี กิดจากกรรมวิธี นี้เรยี กว่า parthenocarpic fruit และจะไมม่ เี มล็ด (ประกจิ , มปป) พาธโี นคาร์พี (parthenocarpy) แบ่งออกได้เปน็ 2 ประเภทคือ 1. Vegetative (autonomic) ผลจะเกิดข้ึนได้โดยทด่ี อกไมไ่ ด้รบั การผสมเกสรและผสม พนั ธ์ุ ปจั จยั ที่ทาํ ให้เกดิ ผล เช่น ฮอร์โมน ฯลฯ จะเกิดข้ึนเองในดอกหรือในรงั ไข่โดยไมต่ อ้ งไดร้ ับการกระตุ้น จากภายนอก พืชพวกนี้ตามธรรมชาติมยี อดเกสรเพศเมีย (stigma) ไม่พร้อมทีจ่ ะผสมกบั เรณู (pollen) 2. Stimulative (aitionimic) เป็นการเกดิ ผลโดยไดร้ บั การกระตุน้ จาการผสมเกสร กลา่ วคือ ขณะทห่ี ลอดเรณู (pollen tube) ไชชอนลงไปตามก้านเกสรเพศเมยี (style) จะมกี ารสร้างสาร บางอย่างข้ึนและสารนจ้ี ะไปกระตุ้นให้มกี ารขยายตัวของเซลลร์ ังไขจ่ นเจรญิ เป็นผลได้ แต่เนื่องจากหลอด เรณตู ายลงกลางทาง เชอ้ื เพศผู้ซงึ่ อยู่ในหลอดเรณจู งึ ไมม่ ีโอกาสเข้าผสมกบั เชอ้ื เพศเมยี ผลทไ่ี ดจ้ ึงไมม่ เี มล็ด การใชส้ ารบางชนิดท่ีมสี มบัติในการเรง่ การเจริญเตบิ โต จะชว่ ยทําใหเ้ กดิ ผลทไ่ี มม่ ีเมลด็ ได้ เช่น การใช้ NOA (naphthoxyacetic acid) ในอัตราความเข้มขน้ 80 ppm. หรือ PCPA (para-chloropheoxyacetic acid) ในอตั ราความเขม้ ข้น 30 ppm. ฉีดดอกมะเขือเทศ ขณะท่ีรงั ไข่ยงั ไม่ไดร้ ับผสมพนั ธุ์ จะเกดิ ผลทีไ่ ม่มีเมลด็ พอทาํ เป็นการคา้ ได้ นอกจากนก้ี ารใช้ IBA (Indolebutyric acid) และ GA (gibberellic acid) ทําให้เกดิ ผลทไี่ ม่มีเมลด็ ในสตรอเบอรร์ ี่ และแอปเปลิ ได้ผลดี สารทสี่ กดั ได้ จากเรณูจะทําให้รงั ไขข่ องพืชบางชนดิ เจรญิ เตบิ โตไปเป็นผลได้ แสดงใหเ้ ห็นวา่ เรณคู งมสี ารฮอร์โมนซ่งึ ชว่ ย ให้รงั ไขเ่ จริญได้
การออกดอกติดผลของไมผ้ ล 145 ไม้ผลบางชนิด เชน่ ส้มสะดือ (navel orange) ซทั ซมู ่า (satsuma) มะนาวพันธุ์ตาฮิติ กลว้ ยหอม ปกตจิ ะเกดิ ผลแบบพาธโี นคาร์พี แต่ไมผ้ ลบางพนั ธอุ์ าจเกิดผลไดท้ ้งั แบบมเี มลด็ และไมม่ ีเมลด็ (parthenocarpy) ในบา้ นเราสม้ โอบางพันธ์ใุ นท้องที่ อาํ เภอสามพรานจะออกดอก 2 ครง้ั ตอ่ ปี คือ ระหวา่ งเดอื นมกราคมถงึ กมุ ภาพันธ์ ครั้งหนึง่ และอกี ครงั้ หนึ่งในเดือนตุลาคมถงึ เดอื นพฤศจิกายน ดอกท่ี ออกในเดอื นตุลาคม – พฤศจิกายนนีจ้ ะใหผ้ ลทไี่ มม่ ีเมล็ด สว่ นดอกทีอ่ อกระหว่างเดือนมกราคม - กมุ ภาพนั ธ์จะมีเมล็ด ท้งั นี้อาจเป็นเพราะการผสมพันธุ์ในเดอื นตลุ าคมถงึ เดอื น พฤศจกิ ายนไมเ่ กดิ ขึ้นหรือ มอี ุปสรรค เชน่ เกสรเพศผหู้ รือเกสรเพศเมยี ไม่สามารถทาํ งานได้ เป็นต้น สภาพทไ่ี มม่ ีเมลด็ (seedless) ของผลไม้ทไี่ ข่ (ovule) ไดร้ บั การผสมพนั ธแ์ุ ต่ไขเ่ จริญได้ เพยี งเล็กน้อยแลว้ แทง้ หรือตายไป ทําให้ผลมเี มลด็ ลบี ลักษณะออ่ น นุม่ รปู ผิดปรกติ สภาพเชน่ นี้ไม่ถือวา่ เป็นผลที่เกิดจากพาธีโนคาร์พี (parthenocarpy) แต่เรยี กว่า stenospermocarpy เชน่ พบในองุน่ พันธ์ุ Sultania (Thompson seedless) การทีเ่ ป็นเช่นน้อี าจเกดิ จากปจั จัยภายนอกบางอยา่ ง เชน่ อุณหภูมิ เยน็ จัดเกินไปหลังจากตดิ ผลแล้ว หรือเกิดจากการขาดธาตุอาหาร มีไม้ผลบางชนดิ ถา้ คพั ภะฝอ่ หรือแท้งไป ในระยะไหนก็ตามผลจะร่วงกอ่ นแก่ ไม้ผลทมี่ ีผลแบบ vegetative parthenocarpy เช่น กลว้ ยหอม พลบั จนี มลั เบอรร์ ี่ ทอ้ มะละกอ มะเขอื ยาว มะเดอื่ บางพันธ์ุ ส้ม (Weshington navel) นาํ้ เตา้ (summer squash) เป็นต้น พืช เหล่าน้อี าจมีผลได้โดยไมต่ ้องมแี รงกระต้นุ จากการผสมเกสร สว่ นพืชที่เกดิ ผลแบบ stimulative parthenocarpy เชน่ สาล่ี เป็นตน้ ไมผ้ ลบางชนดิ จะเกิดผลไม่มีเมลด็ ท้งั แบบ vegetative parthenocarpy และ stimulative parthenocarpy พืชบางชนิดจะมเี มลด็ ทใ่ี ห้คัพภะมากกวา่ 1 (polyembryonic or multiple embryonic seed) กล่าวคือ จะมีต้นกล้าเจริญออกมาจากเซลลอ์ ื่น ๆ นอกเหนอื จาก egg cell ตัวอย่างเช่น สม้ บางพนั ธ์ุ (ยกเว้นส้มโอ) อาโวคาโด มะม่วง ชมพู่ เปน็ ตน้ พืชบางชนิดจะให้คพั ภะเพยี ง 1 ต้น เมลด็ แบบนเ้ี รยี กว่า “monoembryonic seed” เชน่ มังคดุ สม้ โอ เปน็ ตน้ ปกติการเกดิ apogamic embryo มกั ตอ้ งการกระตุ้นจากการผสมพนั ธ์ุ ในมงั คุดการเกิดผลจะเปน็ แบบ partheno carpy ทั้งน้ี เพราะเกสรของดอกไมท่ ํางาน เมลด็ ทไี่ ดจ้ งึ จดั เป็นพวก apomictic seed ซงึ่ จะให้ตน้ กลา้ ทเี่ รยี กว่า “apomictic seedling” ผลไมท้ ี่ไม่มเี มลด็ จะมีประโยชนม์ ากในแงก่ ารค้า เพราะขายได้ในราคาดีกวา่ ผลไมท้ ่มี ีเมล็ด แตส่ ภาพที่ไม่มี เมลด็ จะมปี ระโยชนเ์ ฉพาะไม้ผลบางชนิดเท่านน้ั เช่น กลว้ ย สัปปะรด องุ่น เปน็ ตน้ ส่วนผลไมบ้ างชนิด เช่น แอปเปลิ พุทรา และ stone fruit อนื่ ๆ สภาพท่ีไมม่ เี มลด็ จะไมม่ ผี ลตอ่ ราคาขายเลย เพราะเมล็ดจะ ฝงั อยู่ใน endocarp ทม่ี ีลักษณะแขง็ รับประทานไมไ่ ด้ ในแงข่ องชาวสวนแล้วผลท่ีไมม่ เี มล็ด (parthenocarpic fruit) จะมีประโยชนม์ ากกวา่ สภาพทไ่ี ม่มเี มล็ดอันเกดิ จากการผสมพันธุ์ เพราะถ้าการ ผสมตัวเองหรือผสมขา้ มพันธ์ุไม่ไดผ้ ลก็จะไมเ่ สียประโยชน์ (สุเมษ, 2537)
146 การออกดอกตดิ ผลของไมผ้ ล สรุป ไม้ผลจะมพี ฒั นาการจากต้นเล็ก เจรญิ เติบโตไปสู่ตน้ ไม้ผลทีม่ ขี นาดใหญ่ ผา่ นชว่ งการ เจรญิ เตบิ โตจากการเจริญเติบโตทางลําตน้ กิ่งก้าน ไม่มีการออกดอกออกผล ไปส่กู ารเจริญเตบิ โตทางเพศ คือเรมิ่ มกี ารผลดิ อก และมกี ารตดิ ผล ซึง่ ในการออกดอกนีต้ อ้ งอาศัยสภาวะแวดลอ้ มท่เี หมาะสม จงึ มกี าร สร้างดอกผล และพฒั นาไปเป็นเมล็ด เพ่ือการขยายพนั ธุ์ และดํารงสายพันธ์ุ สืบต่อไป ในการสร้าง ตาดอกมี 2 ขบวนการคอื ขบวนการเรมิ่ สร้างตาดอก และขบวนการเปลยี่ นสภาพตาดอกไปเป็นดอกหรอื ช่อดอก ซง่ึ 2 ขบวนการนี้จะประกอบดว้ ยระยะต่าง ๆ คอื ระยะการเจรญิ เติบโตเต็มวัย ระยะชักนํา ระยะ การเกิดตาดอก และระยะการพัฒนาของดอก เมื่อผา่ นทง้ั 4 ระยะ จะไปสรู่ ะยะดอกบานเตม็ ทีพ่ รอ้ มที่จะ ผสมพันธ์ุ จากนั้นกจ็ ะมีการถ่ายละอองเกสร เกิดการปฏสิ นธริ ะหว่างสเปริ ์มกับไข่ เรยี กว่า การปฏิสนธิ ซงึ่ เกดิ ขึ้นภายในรงั ไข่ของดอก จากนัน้ กลบี ดอกและเกสรจะเหย่ี วและรว่ งหล่นไป คงเหลือแต่รงั ไขท่ มี่ ีการ เจริญพองตวั ออก ลกั ษณะเชน่ นเ้ี รียกว่าการตดิ ผล แตใ่ นบางกรณอี าจมกี ารตดิ ผลขึ้นได้ โดยไมผ่ ่าน ขนั้ ตอนการผสมเกสร และการผสมพนั ธุล์ กั ษณะนี้เรยี กว่า parthenocarpy บางครั้งอาจมกี ารใช้สารเคมี บางประเภท จะทําให้เกดิ ผลที่ไมม่ เี มล็ด แตใ่ นกรณที ผี่ ลไมม่ ีเมลด็ แต่เน่ืองจากสาเหตุไขไ่ ด้รับการผสมแต่ เจริญไดเ้ พียงเล็กนอ้ ยแลว้ แท้งหรือตายไป ทําใหไ้ ม่มเี มลด็ ผลอาจบิดเบีย้ วอ่อนนมุ่ รปู ทรงผิดปกติ ลักษณะน้ีจะไม่ถอื วา่ เปน็ parthenocarpy แตจ่ ะเรียกว่า stenospermocarpy มักมสี าเหตจุ าก อุณหภูมติ ่าํ เกินไป เมอื่ ติดผลหรอื การขาดธาตุอาหาร ในทางการคา้ ผลไมม่ ีเมล็ดจะมีความตอ้ งการมากใน กลว้ ย สับปะรด องนุ่ แตบ่ างพืช เชน่ แอปเปิล พุทรา การไม่มีเมลด็ จะไมม่ ผี ลในแงก่ ารคา้ เลย เอกสารอา้ งอิง 1) เกศิณี ระมิงค์วงศ.์ 2538. ลกั ษณโ์ ครงสร้างของพชื สวน. น.4 – 21 ใน บัณฑูรณ์ วาฤทธ์ิ (ผ้รู วบรวม) หลักการพืชสวน. ภาควชิ าพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม,่ เชยี งใหม.่ 2) ธนัท ธัญญาภา. 2538. สารควบคุมการเจรญิ เติบโตของพชื ทใี่ ช้ในพชื สวน. น.56 – 65 ใน บณั ฑรู ณ์ วาฤทธิ์ (ผรู้ วบรวม) หลักการพืชสวน. ภาควิชาพชื สวน คณะ เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม,่ เชยี งใหม.่ 3) ประกจิ ทองขาว. มปป. การจัดการสวนไม้ผล. สถาบนั เทคโนโลยรี าชมงคล วิทยาเขตนา่ น, นา่ น. 67 น.
การออกดอกติดผลของไม้ผล 147 4) รวี เสรฐภกั ดี. 2528. การสร้างสวนไมผ้ ล. สํานกั งานวารสารชมุ ทางเกษตร. บางเขน, กรุงเทพฯ. 120 น. 5) วิจติ ร วังใน. 2511. หลักการไม้ผล. แผนกวชิ าพชื ศาสตร์ (สาขาพชื สวน) คณะเกษตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ , กรงุ เทพ ฯ. 307 น. 6) สมบญุ เตชะภิญญาวัฒน์. 2544. สรรี วทิ ยาของพชื . ภาควชิ าพฤกษศาสตร์ คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร,์ กรุงเทพฯ. 237 น. 7) สมั ฤทธ์ิ เฟื่องจนั ทร์. 2544. สรรี วิทยาการพัฒนาพืช. หา้ งหุ้นสว่ นจํากัด โรงพมิ พ์คลังนานา วิทยา, กรุงเทพฯ. 655 น. 8) สเุ มธ เกตวุ ราภรณ์. 2537. ไม้ผลเบอื้ งตน้ . สาขาวิขาไม้ผล ภาควิชาพืชสวน คณะผลติ กรรม การเกษตร สถาบนั เทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ,้ เชยี งใหม.่ 210 น. 9) อนุชา จนั ทรบูรณ.์ 2534. หลักการไมผ้ ล. คณะวชิ าพืชศาสตร์ สถาบนั เทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนา่ น, น่าน. 73 น. 10) Waterhouse, D.F. 1994. Biological Control of Weeds : Southeast Asian Prospects. ACIAR Monograph No. 26. Canberra, Australia. 302 pp.
148 ปัจจยั ทม่ี ีผลต่อการออกดอกติดผล 5.2 ปัจจยั ท่ีมผี ลตอ่ การออกดอกตดิ ผล บทนํา ทไี่ ดก้ ล่าวมาแลว้ ในบทก่อนหนา้ ทเ่ี ก่ยี วกบั การออกดอก ซงึ่ ต้องอาศัยระยะเวลาตลอดจน การปฏิบัตใิ นรอบปที ี่เหมาะสมเพอ่ื ให้ไมผ้ ลมกี ารออกดอก และนอกจากน้ยี ังมปี จั จยั อ่ืน ๆ อกี ทเ่ี ขา้ มา เกีย่ วขอ้ ง ท้งั ตอ่ การออกดอกและการตดิ ผลของไมผ้ ล ซง่ึ ไดแ้ ก่ ปจั จัยเกีย่ วกบั อาหารทสี่ ะสมในตน้ และ ฮอรโ์ มนพชื โดยทั้ง 2 ปจั จัยยงั มสี ่วนอ่ืน ๆ ทีม่ ีอิทธพิ ลต่อ 2 ปจั จัย ได้แก่ แสง การทรมานไมผ้ ล การตัด แตง่ ราก การงอกิ่ง การทาํ ใหใ้ บรว่ ง การใหน้ ํา้ และอืน่ ๆ ซง่ึ จะได้กล่าวในรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้ ปัจจัยท่มี ีผลตอ่ การออกดอกของไมผ้ ล ปจั จยั ท่ีมีผลต่อการออกดอกของไมผ้ ลประกอบด้วย 3 ปัจจยั ไดแ้ ก่ 1. ปัจจัยภายในพชื ได้แก่ 1.1 ปจั จัยด้านแรธ่ าตอุ าหาร การสรา้ งตาดอกอาจอธิบายบนพน้ื ฐานความสัมพนั ธข์ องจํานวนคารโ์ บไฮเดรต และไนโตรเจน ใน เน้อื เย่อื ของพืช จากผลการศกึ ษาของ E.J.Kraus และ H.R.Kraybill สามารถแบง่ ช้นั ของสัดส่วน คารโ์ บไฮเดรตได้เปน็ 4 ชน้ั ดว้ ยกนั ซงึ่ เป็นผลใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงสภาพในข้นั ตอนตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ ขน้ั แตกก่ิงก้านใบ หรือขนั้ การออกดอกตดิ ผล หรอื ขั้นการผลติ (สัมฤทธ์,ิ 2527)
ปจั จัยทมี่ ผี ลตอ่ การออกดอกติดผล 149 ตารางที่ 4 แสดงอิทธิพลของความแตกต่างของคาร์โบไฮเดรตและไนโตรเจน ในเนื้อเยอ่ื ของพืช ต่อการเจริญเตบิ โต การออกดอกและตดิ ผล (ประกิจ,. มปป.) ช้นั ที่ ความสมั พนั ธ์ จาํ นวนของ จํานวนของผล สภาพการเน่ืองจาก ระหว่างปรมิ าณ กงิ่ ก้านใบ ของ ‘C’ และ ‘N’ 1. C ใบร่วงเพราะโรคและแมลงทาํ ลายใบ N เลก็ น้อย น้อยหรือไมม่ ีเลย รว่ งเพราะพ่นดว้ ยสารเคมี หรอื ไมม่ ี ใบเพราะตดั แต่งกิ่งอยูต่ ลอดเวลา 2. C ใส่ปุย๋ ไนโตรเจนจํานวนมาก หรือตดั N น้อย นอ้ ย แตง่ แต่งกงิ่ มากเกนิ ไป หรือทงั้ สอง กรณี 3. C ปานกลาง ใสป่ ๋ยุ ตดั แต่งกงิ่ การปลิดผล การ N มาก จัดการดนิ และการใช้ยาปราบ ศัตรพู ืชอย่างถูกต้อง 4. C มีไนโตรเจนไม่พอเพียงพบบ่อยใน N สวนผลไมท้ ปี่ ลกู หญา้ หรอื ปลอ่ ยให้ น้อย นอ้ ย หญา้ ขนึ้ ปกคลมุ พ้นื ที่ หรอื ในสวน ผลไมท้ ีไ่ มไ่ ด้เอาใจใสใ่ นการใหไ้ นโต เจนอย่างพอเพยี ง หมายเหตุ สญั ลกั ษณ์ คอื ปรมิ าณคารโ์ บไฮเดรตจํานวนสูง และปริมาณไนโตรเจนจํานวนสงู มสี ญั ลักษณ์ C+ และ N+ ตามลาํ ดบั และในลักษณะเดียวกัน ปรมิ าณคารโ์ บไฮเดรต จํานวนต่าํ และปริมาณไนโตรเจนจํานวนตาํ่ มสี ัญลักษณ์ C - และ N - และปริมาณ คาร์โบไฮเดรตและไนโตรเจนซ่ึงอยรู่ ะหว่างจํานวนทัง้ สองมสี ญั ลกั ษณ์ C และ N
150 ปัจจัยท่มี ผี ลตอ่ การออกดอกตดิ ผล จากตารางขา้ งตน้ อาจตีความได้ข้อสรุปดังต่อไปนี้ คอื 1) พชื มไี นโตรเจนอย่างเหลือเฟอื แต่ขาดคารโ์ บไฮเดรต หรือมีปรมิ าณ คาร์โบไฮเดรตตํ่า จึงเปน็ ผลใหม้ ีกิง่ ก้านใบแตกออกมาอยา่ งรวดเร็ว สาํ หรบั ในตารางข้างต้นนั้น สภาพการ เนอ่ื งจากใบร่วง เพราะโรคแมลงทาํ ลาย หรอื เนอ่ื งจากพ่นดว้ ยสารเคมี หรอื ไม่มใี บ เพราะตดั แตง่ กงิ่ อยู่ ตลอดเวลา ซ่งึ ในสภาพเชน่ น้ี พืชจะสรา้ งตาดอกจาํ นวนเพียงเล็กน้อย หรอื ไมส่ รา้ งเลย และไมต่ ดิ ผล 2) พืชมีไนโตรเจนอย่างมาก แตข่ าดคารโ์ บไฮเดรต หรอื มปี รมิ าณ คารโ์ บไฮเดรตตํา่ จงึ เป็นผลใหม้ กี ง่ิ กา้ นใบที่แตกออกมาไมแ่ ข็งแรงเกดิ ขึน้ เนอ่ื งจากว่าใสป่ ยุ๋ ไนโตรเจน จํานวนมาก หรือตดั แตง่ ก่ิงมากเกนิ ไป หรอื ทั้งสองกรณี ในสภาพการเชน่ น้ี พืชจะสรา้ งตาดอกบ้าง แต่มี จาํ นวนนอ้ ย และติดผลนอ้ ย 3) พืชมีไนโตรเจนและคารโ์ บไฮเดรตสมดุล กบั จาํ นวนกิ่งก้านใบของพืช สืบ เน่อื งมาจากมีการใส่ป๋ยุ การตัดแต่งกิ่ง การปลิดผล การจดั การดนิ และการพน่ ยาปราบศัตรพู ืชอย่าง ถูกต้อง พืชทมี่ สี ภาพการทีเ่ หมาะสมเช่นน้ี จะสร้างตาดอกและติดผล 4) พชื มไี นโตรเจนไมพ่ อเพยี ง แตม่ คี ารโ์ บไฮเดรตสะสมอยจู่ ํานวนมาก ทําใหก้ ิ่ง กา้ นใบมีน้อยและอ่อนแอ เนอ่ื งมาจากสภาพการในสวนขาดแรธ่ าตอุ าหารไนโตรเจน จงึ เปน็ สาเหตใุ หพ้ ืช สร้างตาดอกได้น้อยและตดิ ผลนอ้ ย 1.2 ชนิดและพนั ธุพ์ ืช ชนิดและพันธ์ุพชื ที่ต่างกนั แมใ้ นสภาพแวดลอ้ มเดยี วกันจะมี ความสามารถในการสรา้ งดอกตา่ งกนั ไปด้วย พืชล้มลกุ จะสร้างดอกได้เร็วกวา่ พชื ยืนตน้ 1.3 อายขุ องพืช พืชมกี ารเจรญิ เติบโตทางดา้ นกงิ่ ก้านถงึ ชว่ งอายุทเ่ี หมาะสม จึงมี การสรา้ งดอก อายุพืชจะมีความสมั พันธก์ บั ขนาดของตน้ พชื ซง่ึ เกี่ยวข้องกับปริมาณอาหารในพชื โดยตรง คารโ์ บไฮเดรตทไ่ี ดจ้ ากการสังเคราะหแ์ สงและสะสมในพชื มผี ลตอ่ การสรา้ งดอก จากการศกึ ษาของ นักวทิ ยาศาสตรบ์ างทา่ นพบว่า การเกดิ ตาดอกในพชื มกี ารสะสมคาร์โบไฮเดรตพวกแป้งและน้าํ ตาลซง่ึ เป็น แหลง่ พลังงานของพชื พืชบางชนิดได้แก่ มะม่วง ลําไย มีอายุหลายปีไม่สามารถสร้างดอกได้ในบางปี ทั้งท่ีมี อากาศและสภาพแวดลอ้ มภายนอกเหมาะสม อาจเนื่องจากอาหารสะสมภายในต้นมีไม่เพียงพอ ส่วนในไม้ ผลที่ติดผลมากในปีหน่ึง พบว่าบางคร้ังในปีถัดไปจะสร้างดอกและผลน้อย ซึ่งอาจข้ึนกับอาหารสะสม ภายในกง่ิ ของพชื มีน้อยกไ็ ด้ 1.4 ปริมาณสารฮอรโ์ มนในพชื สารฮอร์โมนท่ีพืชสรา้ งขึ้น เก่ยี วข้องกับปัจจัย ส่ิงแวดลอ้ มอน่ื ๆ ทัง้ ภายในและภายนอกของพืช เพราะปัจจัยตา่ ง ๆ เหลา่ น้ีจะมผี ลต่อระดบั ฮอรโ์ มนและ การสร้างฮอรโ์ มนในพืช การสร้างดอกของพืช พวกมะม่วง ส้ม สตรอเบอรร์ ี่ ทอ้ แอปเปิล เชอร่ี พชื ทสี่ รา้ ง ดอกเมื่อปริมาณจิบเบอเรลลนิ ในพืชมนี อ้ ย ในไม้ยืนตน้ สว่ นใหญพ่ บว่า จบิ เบอเรลลนิ เป็นสารทส่ี ่งเสรมิ ให้ พืชมีการเจริญเตบิ โตทางดา้ นกง่ิ ใบเพ่ิมขนึ้ ฉะนัน้ จิบเบอเรลลนิ เป็นฮอร์โมนท่เี กีย่ วข้องกันระยะเยาวภาพ (juvenility stage) ของพืช จงึ มผี ลในการชะลอการสร้างดอก วธิ ีการใดก็ตามทลี่ ดปริมาณจบิ เบอเรลลิ นภายในพืชซ่ึงทาํ ไดโ้ ดยการใหส้ ารชะลอการเจริญเตบิ โตบางชนิดแกพ่ ชื เพือ่ ลดการสร้างจิบเบอเรลลนิ
ปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อการออกดอกติดผล 151 จะมผี ลกระตุน้ การสร้างดอกให้เรว็ ข้นึ สารชะลอกการเจรญิ เติบโตของพืชท่นี ิยมใช้ ไดแ้ ก่ ดามโิ นไซด์ คลอ มคิ วอท พาโคลบวิ ทราโซล พ่นท่ตี น้ มะมว่ งจะกระตุ้นการสรา้ งดอกของมะม่วงได้ สารชะลอการเติบโตบางชนิดมีผลช่วยส่งเสริมการสร้างดอกในพืช เช่น การใช้สารคลอ มคิ วอทจะชว่ ยให้มะเขือเทศสรา้ งดอกไดเ้ รว็ ขึ้น และผลผลติ เพ่มิ มากกวา่ ปกติ โดยมผี ลทดแทนสภาพความ หนาวเย็น ดังนนั้ จะเห็นไดว้ า่ จบิ เบอเรลลินมผี ลในการสง่ เสรมิ การสรา้ งดอกในพืชบางชนิดและ สามารถยบั ยงั้ การสรา้ งดอกของพชื อีกหลายชนิด ในทางตรงกันขา้ มสารชะลอการเติบโตทม่ี ีผลในการลด ปริมาณการสรา้ งจิบเบอเรลลนิ ในพืช จะเร่งการสรา้ งดอกของพชื หรอื ชะลอและยบั ยัง้ การสรา้ งดอกของ พชื ทส่ี ามารถถกู กระตนุ้ ดว้ ยจิบเบอเรลลนิ ได้ สารอีกชนิดหนงึ่ ที่มีบทบาทต่อการสร้างดอกในพชื คอื เอทธิลนี พบว่าในชว่ งท่พี ืชสร้าง ดอก พืชจะมีการสรา้ งเอทธิลีนเพ่ิม ดงั น้นั การใช้เอทธลิ ีน หรือสารปลดปลอ่ ยเอทธิลนี เช่น เอทธีฟอน จะ สง่ เสรมิ ใหพ้ ืชเขา้ สู่ระยะชราภาพ และกระตุน้ การสรา้ งดอกในพืชหลายชนดิ ไดแ้ ก่ การใช้เอทธีฟอนกับ มะมว่ ง สบั ปะรด เงาะ ลิ้นจ่ี ลําไย และแอปเปลิ ทําใหช้ กั นาํ ให้เกิดตาดอกในก่ิงทีไ่ มส่ รา้ งดอก และก่ิงท่ี สร้างดอกจะติดผลได้ดี ในแอปเปิลเมอ่ื พ่นด้วยเอทธีฟอนเขม้ ข้น 125 ppm. รว่ มกบั อาลา่ ร์ 500 ppm. จะ ชว่ ยเพิม่ การสรา้ งดอก นอกจากนเ้ี อทธฟี อนยงั นิยมใช้บงั คบั การสรา้ งดอกของสบั ปะรดทใ่ี ชใ้ นเชงิ พาณชิ ย์ ดว้ ย โดยกระตุ้นให้สบั ปะรดสรา้ งดอกเรว็ ขึ้น เม่อื พ่นที่ใบของสบั ปะรด 2. ปัจจัยสง่ิ แวดล้อมภายนอก สภาพแวดลอ้ มภายนอกมอี ทิ ธิพลต่อการเกิดของตาดอก และการพัฒนาของ ระยะเจริญพนั ธุ์ จะเหน็ ไดว้ ่าพืชบางชนิดสามารถออกดอกได้ทกุ ฤดู แต่มพี ืชอีกหลายชนดิ ต้องผา่ น สภาพแวดลอ้ มที่เฉพาะ เช่น การมีชว่ งแสงทเี่ หมาะสม หรือตอ้ งการอณุ หภูมติ า่ํ ตลอดทั้งการได้รับน้ํา และแร่ธาตจุ ากดินในปรมิ าณท่เี หมาะสม จงึ ทําให้พืชสามารถมกี ารเจริญพฒั นาไปเปน็ ระยะเจรญิ พันธ์ุ ปจั จยั ต่าง ๆ ทก่ี ล่าวมาขา้ งต้นได้แก่ 2.1 แสง แสงเป็นแหลง่ พลงั งานทสี่ ําคญั ในกระบวนการสร้างอาหารของพืช โดยทว่ั ไปในพืชส่วนใหญต่ อ้ งการความเข้มของแสงในปริมาณท่สี ูงในการออกดอกของพืช โดยมผี ลต่อการ สะสมปรมิ าณสารอาหารในพืช และกระตุ้นการสร้างตาดอก ช่วงแสงมอี ทิ ธพิ ลตอ่ การสร้างดอกของพชื หลายชนดิ พืชแตล่ ะชนิดตอ้ งการความยาวของช่วงแสงตา่ งกันไป ทําใหส้ ามารถแบ่งพชื ตามการ ตอบสนองต่อช่วงแสงซ่งึ มผี ลในการออกดอกของพืชเป็น พชื วนั ส้ัน พืชวันยาว และพืชท่ไี มต่ อบสนองต่อ ชว่ งแสง 2.2 อุณหภมู ิ อุณหภูมิมีผลตอ่ การออกดอกของพชื โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ พชื เขตหนาวมกั ตอ้ งการอณุ หภูมิตาํ่ ในการกระต้นุ การสรา้ งตาดอก หรือขจัดการพกั ของตาดอกในพืช สว่ นพชื เขตกึ่งร้อนหลายชนิด เช่น องนุ่ สม้ ลําไย พบว่าต้องการอณุ หภมู ติ าํ่ ในชว่ ง 10 – 20 O C เพอื่ กระต้นุ การ
152 ปัจจัยท่ีมผี ลต่อการออกดอกติดผล สรา้ งตาดอก พืชบางชนดิ เช่น เงาะ ขนุน มะขาม ทเุ รยี น การสร้างดอกในพชื ไม่ข้นึ กับอณุ หภมู ิ แต่จะ ขนึ้ กับปัจจัยอน่ื ๆ เช่น ระดบั ฮอรโ์ มน และสารอาหารในพืช ตลอดจนน้าํ ในดิน 2.3 น้ํา ปรมิ าณน้ําในดนิ มผี ลต่อการติดดอกของพืช ในสภาพทีพ่ ืชขาดนํ้า หรอื เกิดความเครยี ดในพชื จะมตี วั ชกั นาํ ในการสร้างตาดอก แตใ่ นระยะการเจริญของตาดอก ถ้าพชื เกิดการ ขาดน้าํ มากเกินไปทาํ ใหต้ าดอกไมส่ ามารถเจริญตอ่ ไปได้ กระบวนการสรา้ งตาดอกจะหยุดชะงักจนกวา่ จะ ได้รบั น้ํา การรดน้ําให้แก่ตน้ พชื ท่ีอยู่ในระยะการสรา้ งตาดอกอาจมผี ลทําให้การสร้างตาดอกชา้ ลงไดเ้ ช่นกัน 2.4 ปรมิ าณอาหารในพชื การออกดอกของพชื ข้ึนอย่กู บั อตั ราส่วนของ ไนโตรเจน และคารโ์ บไฮเดรตในตน้ พืช ถ้าปริมาณไนโตรเจนสูงจะส่งเสริมการสร้างใบ และกิ่ง หรอื การ เจริญดา้ นลาํ ตน้ ทําใหก้ ารสร้างดอกของพืชเกดิ ยากหรือช้า ในขณะท่ปี ริมาณคาร์โบไฮเดรต หรือ สารประกอบคาร์บอนในพืชซงึ่ สงู หรอื ในสภาพท่ีพชื ได้รับปยุ๋ ฟอสฟอรัสและโปแตสเชยี มสูงจะกระตุน้ การ สร้างดอกของพืช 2.5 สารเคมี สารเคมหี ลายชนิดรวมท้งั สารควบคุมการเจรญิ เตบิ โตซึง่ พืชไดร้ ับ จากภายนอกสามารถชักนาํ ให้เกิดดอกในพชื ไดเ้ ช่นเดยี วกันกบั ฮอรโ์ มนทีพ่ ืชสรา้ งขนึ้ เชน่ การพ่นเอทธี ฟอน ใหแ้ กส่ ับปะรดจะชว่ ยเร่งการออกดอกของพืช หรอื การใช้พาโคลบวิ ทราโซลกับมะมว่ ง ทเุ รยี น และ ไมผ้ ลหลายชนิด มผี ลชว่ ยเร่งการออกดอกของพืชได้เช่นกัน 3. ปัจจยั ดา้ นการปฏิบัติรกั ษา การปฏิบัตริ กั ษากเ็ ป็นปัจจยั ที่สําคญั อย่างหนง่ึ ในการกระตุน้ ใหพ้ ชื ออกดอก มดี ังนี้ คือ 3.1 การขาดน้ําในช่วงทีพ่ ืชสรา้ งตาดอก ปกติพืชจะสร้างตาดอกในชว่ งใด ช่วงหน่ึงของวงจรการเจริญเตบิ โตของพชื ซ่ึงก็แล้วแต่ละชนดิ ถา้ ในกรณที ี่พืชสรา้ งตาดอกในช่วงท่อี ากาศ แห้ง เชน่ มะม่วง การขาดนํา้ หรอื ความชนื้ ในดิน จะทําใหเ้ กิดการสร้างตาดอก แตถ่ า้ หากขาดน้ํามาก เกินไปสภาพการกจ็ ะเปล่ยี นไปได้ คือ พืชไม่มีการสร้างตาดอก หรือสร้างตาดอกน้อยมาก สาํ หรับสภาพ การน้อี าจอธิบายได้วา่ พืชในระยะท่ีกําลงั สร้างตาดอก ถา้ มสี ภาพความช้ืนในดนิ ลดลง การดูดซมึ นํ้าข้ึนใน การสรา้ งสารชวี เคมีภายในพืชก็จะเข้มข้นขน้ึ ทําใหส้ ารชวี เคมีอาจจะมสี ัดสว่ นของ C / N หรอื ฮอร์โมน ดอกอยใู่ นสภาพท่พี อเหมาะแก่การกระต้นุ การสร้างตาดอก 3.2 การโน้มก่ิงหรอื กา้ น การดึงกง่ิ หรอื การถว่ งก่ิงของพืชใหโ้ น้มลงสู่พ้นื ดนิ จะ เพมิ่ จํานวนการสรา้ งตาดอก ในทางทฤษฎี การโน้มกิ่งหรอื กา้ นของพืชนก้ี ็คือ การป้องกนั การเคลอ่ื นยา้ ย คาร์โบไฮเดรตจากก่ิงหรือก้าน กลับคนื ส่รู ะบบราก ซงึ่ ทําให้เกดิ การสะสมอาหารและฮอรโ์ มนพอเหมาะแก่ การสรา้ งตาดอก แตส่ ว่ นโคนกง่ิ จะเกดิ มกี ่ิงแขนงแตกขนึ้ ท้งั น้เี พราะว่ามีคาร์โบไฮเดรตอยนู่ อ้ ย แต่มีแร่ ธาตอุ าหารและน้าํ จากรากจาํ นวนมากกว่าปกติ ตวั อยา่ งการปฏิบัติเชน่ น้ี คอื การโนม้ ก่ิงฝรง่ั ในพันธุท์ ีม่ ีก่ิง ตั้งตรง นิยมปฏบิ ตั กิ ันในอินเดยี และในกรณขี องการปลกู วานิลลา (vanilla) ถ้าจดั ใหเ้ ถาวานลิ ลาเล้ือย ไปตามแนวขนานกับพ้นื จะออกดอกตดิ ผลมากกว่าการปล่อยใหเ้ ถาขึ้นในแนวตงั้
ปัจจัยทม่ี ีผลต่อการออกดอกติดผล 153 3.3 การรัดก่งิ การรัดก่ิงทาํ ให้เพ่ิมการสร้างตาดอก ปกตจิ ะใชก้ ับองุ่น และ ไม้ผลผลัดใบ ในประเทศทางยุโรป การรัดกง่ิ จะขดั ขวางการส่งคาร์โบไฮเดรตจากใบผ่านท่ออาหารคืนกลับ ลงสรู่ ะบบราก ทําให้การสะสมอาหารอยู่เหนอื จุดรดั กระตนุ้ ใหเ้ กดิ การออกดอก 3.4 การควัน่ กงิ่ การคว่นั กิง่ ก็คลา้ ย ๆ กบั การรดั แต่วิธีนน้ี ิยมทํากบั มะเดือ่ เทศ ทาํ ใหเ้ กิดการสรา้ งตาดอก และตดิ ผลเพิ่มขึ้น หลกั การกเ็ ชน่ เดยี วกับการรัดก่ิง 3.5 การรมควนั วธิ ีการน้ี นยิ มทาํ กันในประเทศฟิลปิ ปนิ ส์ เพอ่ื บังคับให้ มะม่วงออกดอกนอกฤดกู าล การรมควนั จะตอ้ งหยดุ ทันที เม่อื สงั เกตเหน็ ว่าทป่ี ลายกิ่งขยายขนาดใหญข่ ึ้น หลักในการรมควันก็คอื เร่งการสร้างตาดอก อาจอธบิ ายได้วา่ ในขณะที่รมควนั ใบมะมว่ งจะแห้งกรอบและ ร่วง ก่อนทีใ่ บจะร่วงอาหารทอี่ ยใู่ นใบพชื เชน่ อะมโิ นเอซิด และฮอรโ์ มนจะเคลอื่ นย้ายกลบั ไปสะสมท่ี ปลายยอดของกงิ่ ทําใหป้ ลายก่งิ มีสภาพทเี่ หมาะสมแก่การสรา้ งตาดอกข้ึน 3.6 การเปดิ ระบบราก วิธนี ้นี ยิ มกระทาํ กนั ในประเทศอินเดยี เพือ่ เร่งการ สร้างตาดอกของสม้ เกลี้ยง วธิ ีการคือ ก่อนฤดกู ารออกดอกของพชื ตามปกติ ประมาณ 2 เดือนจะเปดิ หนา้ ดนิ ภายในทรงพ่มุ ตดั รากฝอย และใหร้ ากตากแดดจนกระทง่ั ใบร่วง เมอ่ื ใบร่วงเกอื บหมดแลว้ ก็จะใสป่ ุ๋ย กลบดนิ ใหน้ า้ํ ทันที หลงั จากน้นั พชื ก็จะสร้างตาดอก 3.7 การตัดราก วธิ นี ก้ี ค็ ล้าย ๆ กบั การเปิดระบบราก ต่างกนั ตรงทีต่ ัดราก ออกมากกว่าการเปดิ ระบบราก ปกตจิ ะทํากบั ฝร่งั ปจั จยั ทม่ี ีผลตอ่ การติดผลของไม้ผล เมอื่ ดอกได้รบั การผสมเกสรแลว้ อาจมีการผสมพนั ธ์ุเกิดตามมา อันเปน็ ผลใหม้ ีการติดผล เกดิ ขนึ้ หรอื การผสมนัน้ อาจไมส่ มบรู ณห์ รอื อาจไมเ่ กิดขึน้ เลยก็ได้ ถา้ หลอดเรณู (pollen tube) ไม่ สามารถนาํ เชือ้ เพศผเู้ ข้าผสมกับเช้ือเพศเมียได้ ในการทาํ สวนผลไม้ชาวสวนมกั จะพบปญั หาเกีย่ วกบั การ ตดิ ผลของไมผ้ ลอยู่เสมอ ไมผ้ ลบางชนิดจะออกดอกเป็นจํานวนมาก แต่ตดิ ผลเพียงจํานวนเล็กน้อยเทา่ นั้น ท้ังน้ีเพราะมีดอกร่วงมากหรือผลเจริญผิดปกติ ตวั อยา่ งจากเงาะข้ีครอก แสดงให้เหน็ วา่ การเจรญิ ของผล ผดิ ปกติ คอื หลงั จากติดผลแล้วผลเงาะจะไม่เจรญิ เตบิ โต ทาํ ใหผ้ ลมรี ปู บดู เบ้ียว ขนสน้ั และบางทดี อกจะมี ลักษณะไหมแ้ ละแหง้ ตายไป ปัจจัยทม่ี ตี ่อการตดิ ผลและการเจรญิ ของผลมีท้งั เกดิ จากปจั จัยภายในของไม้ ผลเอง และปจั จัยภายนอก ดังจะกล่าวดังต่อไปนี้
154 ปจั จยั ท่ีมีผลตอ่ การออกดอกติดผล 1. ปัจจยั ภายใน ปัจจยั ภายในแบ่งออกไดด้ ังน้ี 1.1 ความโน้มเอียงในการววิ ัฒนาการ การววิ ัฒนาการของพชื จากดกึ ดําบรรพ์ จนถงึ สมยั ปัจจบุ นั จะทําใหส้ ว่ นตา่ ง ๆ ของพชื มีลักษณะรูปร่างผิดแผกไปจากเดิมไม่มากกน็ อ้ ยหรอื บางสว่ นอาจ ขาดหายไปและบางสว่ นอาจมขี องใหม่มาเพ่ิม เช่น 1.1.1 ความไมส่ มบูรณเ์ พศของดอก ไมผ้ ลสว่ นมากจะให้ดอกสมบูรณ์เพศ คอื ในดอกหน่งึ จะมที ้ังเกสรเพศเมยี แตบ่ างชนดิ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียจะแยกกนั อยู่เช่น มะละกอ สตรอ เบอร์รี่ ในมังคดุ ซงึ่ มดี อกสมบรู ณ์เพศ แตเ่ กสรเพศผู้ไมท่ าํ งานการเกิดผลจึงไม่เกี่ยวขอ้ งกบั การผสมพันธุ์ เมล็ดมงั คุดจงึ ตรงตอ่ พนั ธ์ุเดิม การที่ดอกเกดิ แยกกนั หรอื อยู่ในลักษณะท่ไี ม่สามารถผสมพันธ์กุ นั ไดน้ น้ั จะ เป็นทางหนึ่งทที่ ําใหก้ ารติดผลเปน็ ไปดว้ ยความลาํ บาก 1.1.2 ความไม่พอดขี องส่วนตา่ ง ๆ ของดอก ดอกของพชื หลายชนิดเกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมยี จะอยู่ในตาํ แหน่งพอดีทจ่ี ะผสมตวั เองได้ แต่บางชนิดจะอยูใ่ นลกั ษณะท่เี ปน็ อปุ สรรคต่อ การผสมพันธุ์ ซ่งึ อาจทาํ ใหพ้ ืชพวกหลงั น้ไี มค่ ่อยตดิ ผล ความไมพ่ อดีของตาํ แหน่งเกสรแบบนเี้ รียกวา่ heterostyly เชน่ ดอกทมี่ กี ้านชเู กสรเพศเมีย (style) สัน้ และมีกา้ นชูเกสรเพศผู้ (filament) ยาวเกินไป หรอื ในทางตรงกนั ข้าม ดอกนั้นอาจมกี ้านชูเกสรเพศเมยี ยาวกวา่ ก้านชเู กสรเพศผู้ ดอกทีม่ ีเกสรเพศผสู้ งู ข้ึน ไปมาก ๆ จากตอ่ มนํ้าหวาน ผงึ้ ไม่อาจสัมผสั เรณไู ด้ เพราะมวั แตห่ าน้ําหวานอยบู่ รเิ วณโคนดอก และดอกท่ี มีสว่ นของกลีบดอกเกดิ ติดกนั จนผึง้ หรอื แมลงที่ช่วยในการผสมเกสรไม่สามารถเขา้ ไปขา้ งในได้ลักษณะ แบบนอ้ี าจป้องกันการผสมตัวเองการติดผลอาจลดลง 1.1.3 เกสรเพศผแู้ ละเกสรเพศเมียแก่ไม่พรอ้ มกนั ในดอกของพชื บางชนดิ แมจ้ ะ เปน็ ดอกสมบรู ณเ์ พศแต่ไมส่ ามารถผสมตัวเองได้ เพราะเกสรเพศผแู้ ละเกสรเพศเมยี พรอ้ มท่จี ะผสมในเวลา ตา่ งกัน กลา่ วคอื ขณะทเ่ี กสรเพศผ้พู รอ้ มทจ่ี ะผสมแตเ่ กสรเพศเมียยงั ไม่พร้อมท่ีจะผสม หรอื เมอื่ เกสรเพศ เมยี พร้อมทจ่ี ะผสมเกสรเพศผอู้ าจแก่เกินไป (senile) จนหมดสภาพที่จะผสม พฤติกรรมของพชื เชน่ นี้ เรยี กวา่ “dichogamy” ถ้าเกสรเพศผพู้ ร้อมที่จะผสมกอ่ นเกสรเพศเมยี เราเรยี กสภาพเช่นนว้ี า่ “protandry” และเรียกสภาพท่เี กสรเพศเมียพร้อมท่ีจะผสมก่อนเกสรเพศผู้วา่ “protogyny” พชื พวก monoecious โดยทวั่ ไปจะมีเกสรเพศผูพ้ รอ้ มทีจ่ ะผสมหลังเกสรเพศเมยี การผสมส่วนมากจึงมกั ขา้ มพนั ธุ์ 1.1.4 การแท้งหรือฝอ่ ของเกสรเพศผแู้ ละเกสรเพศเมีย การเกิดผลท่ีตอ้ งอาศยั การผสมพนั ธนุ์ นั้ เกสรเพศผแู้ ละเกสรเพศเมยี จะต้องสมบูรณเ์ พื่อสร้างเช้ือเพศ ไมผ้ ลทใี่ ห้ดอกทีม่ ีเชอ้ื เพศ ไมส่ มประกอบการติดผลจะไมด่ ี ในดอกพลมั (plums) บางพวกมีเปอรเ์ ซน็ ตเ์ กสรเพศเมยี ทีไ่ ม่สมบรู ณ์ แตกตา่ งกันออกไปตง้ั แต่ 2 – 21 % 1.1.5 ความแข็งแรงของเรณู ผลจากการววิ ัฒนาการจะมผี ลต่อความแข็งแรง ของเรณูในพชื บางชนดิ กลา่ วคอื จะทําใหก้ ารงอกของเรณมู มี ากนอ้ ยต่างกัน ไมผ้ ลบางชนิดใหเ้ รณนู อ้ ย และเพาะไม่งอก (non viable) เชน่ องนุ่ พันธ์ุ Muscadine การตดิ ผลตอ้ งได้รบั เรณูจากพันธอ์ุ ื่น ๆ เรณู ของดอกมะม่วงปกตจิ ะแทง้ หรือไมส่ มประกอบไปประมาณ 2 – 20 % ในสม้ พนั ธวุ์ อชงิ ตัน เนเวิล และ มะนาวพันธ์ุตาฮิติ จะไมม่ เี รณทู สี่ มบรู ณเ์ พราะเซลล์แม่ทใ่ี ห้กาํ เนดิ เรณจู ะเส่ือมตวั แต่การแทง้ ของเรณใู น สม้ ทั้ง 2 พันธุ์นี้ จะไมก่ ระทบกระเทือนต่อการติดผล เพราะมีการตดิ ผลแบบพาธิโนคารพ์ ี
ปัจจยั ทมี่ ผี ลต่อการออกดอกตดิ ผล 155 1.2 ลักษณะทางกรรมพนั ธุ์ การผสมตัวเองไม่ตดิ และการผสมตัวเองทีไ่ มใ่ หผ้ ลดก เปน็ ลกั ษณะทส่ี ามารถถา่ ยทอดไดท้ างกรรมพันธุ์ และการผสมข้ามอาจเกิดสภาพ ดงั กลา่ วนี้ได้เช่นกนั เชน่ ลูกผสมระหว่างสาลี่ (pear) กบั ควนิ ซ์ (quince) จะให้ผลท่ไี ม่มเี มล็ด ซิเตรนจ์ (citrange) ซึ่งเป็นลูกผสม ระหว่างสวีทออร์เรน้ จ์กบั สม้ สามใบ จะใหเ้ รณสู มบูรณ์ แต่เชือ้ เพศเมียไมท่ าํ งาน และสภาพไม่มีเมล็ดของ กล้วยและสับปะรดกเ็ ปน็ ตวั อย่างอกี อนั หนง่ึ การทเ่ี ป็นเช่นนอ้ี าจเกดิ จากลกั ษณะทางกรรมพันธ์ุทพี่ ืช เหลา่ นัน้ ได้รบั จากพอ่ แม่ เช่น สภาพเปน็ หมนั ในลกู ผสมแรสเบอรร์ ่ี จะเกิดจากการกระจายโครโมโซมของ เช้ือเพศไม่เท่ากนั นอกจากน้แี อปเปลิ บางพันธุท์ ่ีมีโครโมโซม 3 ชุด (triploid) เชน่ Balwin , Stayman และ Gravenstein จะมีเรณไู มส่ มประกอบ (aborted pollen) เป็นตน้ แตก่ ารผสมข้ามพันธ์ุ (hybridity) ไม่ใชจ่ ะก่อใหเ้ กดิ ความเปน็ หมันหรอื การติดผลไม่ดกเสมอไป ไมผ้ ลบางชนิดทผี่ สมตวั เองไมต่ ดิ ควรจะปลูกไว้ปนกับไม้ผลพนั ธุอ์ ่ืน ๆ ในพชื ชนดิ เดียวกนั ทีม่ กี ารผสมข้ามได้ และตน้ ทปี่ ลูกไวเ้ พอื่ เอาละอองเกสรนน้ั ควรเลือกเอาพันธุ์ทใ่ี หเ้ รณทู ี่สมบรู ณ์ การบานของดอกควรจะพร้อมกันกับพันธ์ุท่ีปลกู นอกจากนอี้ าจใช้วิธเี สยี บกงิ่ โดยนาํ เอาก่ิงจากต้นท่ีให้ เรณูดมี าเสยี บเข้ากบั ไม้ผลทผี่ สมกับตัวเองไมค่ ่อยตดิ เป็นต้น 1.3 อิทธพิ ลทางสรีระของพืช นอกจากอิทธิพลทางการวิวัฒนาการทาง กรรมพนั ธุ์ แลว้ การตดิ ผลยงั มีปจั จัยอนื่ ๆ อีกมาก ซ่ึงรวมกนั เรยี กว่า “ อทิ ธิพลทางสรรี ะของพชื ” เช่น 1.3.1 การให้ผลไมด่ ก อนั เนอ่ื งมาจากการเจริญท่ีเช่อื งช้าของหลอดเรณู (pollen tube) เพราะการกระทําของฮอรโ์ มนจะทําให้ดอกรว่ งหลน่ ไปก่อนทหี่ ลอดเรณูจะพาเชอื้ เพศผ้เู ขา้ ผสมกับเช้อื เพศเมยี แตก่ ารท่ีหลอดเรณูเจรญิ ช้าน้นั อาจเน่อื งมาจาก สาเหตุอ่นื เช่น อุณหภูมิตํ่าเกนิ ไป ซ่ึง เป็นปัจจยั ภายนอก 1.3.2 การผสมก่อนหรอื หลงั เกสรเพศเมยี พรอ้ มท่ีจะผสม เรณจู ะงอกและส่ง หลอดเรณูลงไปถงึ ไข่ (ovule) ได้เชน่ กนั แต่ไมส่ ามารถผสมกบั เชอื้ เพศเมียได้ ดอกก็จะรว่ งไปโดยดอกจะไม่ แสดงอาการเหยี่ วใหเ้ ห็นซึ่งจะแตกตา่ งจากการรว่ งของดอกอนั เนื่องมาจากสาเหตุอืน่ ๆ 1.3.3 สภาพอาหารภายในพืช ปริมาณอาหารท่ีมีอยใู่ นตน้ ก่อนหรอื ขณะท่ดี อก กาํ ลังบานจะเกีย่ วขอ้ งกับการตดิ ดอกโดยตรง กลา่ วคือถ้าอาหารไมเ่ พียงพอขณะดอกบาน เรณูจะไม่ แข็งแรงอาจแทง้ ไปกอ่ นทจี่ ะผสมเกสร และเกสรเพศเมยี อาจเจริญไม่เปน็ ไปตามปกติ ทําให้การตดิ ผล ลดลง ปกตปิ รมิ าณอาหารตามส่วนตา่ ง ๆ ของพืชอาจไมเ่ ทา่ กัน บริเวณสเปอร์ (spur) อาจมมี ากกวา่ สว่ น ยอด นอกจากนี้การทรมานพืชด้วยวิธตี ่าง ๆ อาจทาํ ใหป้ รมิ าณอาหารตามสว่ นตา่ ง ๆ ของพืชมแี ตกตา่ งกนั อนั อาจทําใหก้ ารตดิ ผลตามสว่ นตา่ ง ๆ ไมเ่ หมอื นกัน 1.3.4 สัดส่วนของเพศดอก พชื บางชนิดมีดอกเพศผูแ้ ละดอกเพศเมียแยกตน้ และแยกดอกกนั บางชนิดมีดอกเพศผูม้ ากเกนิ ไป ในขณะที่ดอกเพศเมยี มีนอ้ ย โอกาสในการผสมเกสร ของพืชจะเกดิ ไดน้ อ้ ย มีผลตอ่ เปอร์เซ็นต์การตดิ ผลจะลดลงด้วย 2. ปจั จยั ภายนอก มีปจั จยั ภายนอกหลายอยา่ งด้วยกนั ที่มีผลต่อการติดผลและการ เจริญของผล เช่น ปัจจยั เรอื่ งธาตุอาหาร และนา้ํ และปัจจยั ทางนเิ วศวิทยาอนื่ ๆ พอจําแนกออกเปน็ ขอ้ ได้ดงั ตอ่ ไปน้ี
156 ปจั จัยทมี่ ผี ลต่อการออกดอกติดผล 2.1 อาหารและน้ํา อาหารและนํ้าเปน็ ปัจจยั สําคัญเบ้ืองตน้ ท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั การตดิ ผล ถ้าขาดนํา้ และอาหารจะทําให้การสรา้ งสว่ นจําเป็นต่าง ๆ ของดอกหยดุ ชะงกั อนั เป็นผลใหก้ ารตดิ ผลมีน้อย อาจทําให้ดอกและผลเล็ก ๆ รว่ งได้ เน่อื งจากไมผ้ ลเป็นพืชท่จี ดั อยใู่ นพวกไนโตรเจน (nitrogen group) จงึ ตอ้ งการธาตุไนโตรเจนทุกระยะของการเจรญิ เตบิ โต หลงั จากเกิดดอกแล้ว ถา้ ขาดไนโตรเจนดอกจะร่วง หรืออาจทาํ ให้ผลขณะยังเลก็ อยู่ไมเ่ จริญต่อไป และจะรว่ งไดเ้ ช่นกนั การใหธ้ าตุอาหารจะตอ้ งให้ค่กู นั ไปกับ การใหน้ าํ้ เพราะนํา้ จะเป็นพาหะนาํ อาหารหรือแร่ธาตุตา่ ง ๆ เขา้ สู่ตน้ พืช นํ้าจึงเปน็ ปจั จัยท่สี ําคญั อีก อันหน่งึ ในการติดผล ในสวนที่ตน้ ไม้กําลงั มดี อก ถา้ ขาดน้ําจะทาํ ให้ดอก หรอื ผลรว่ งก่อนแก่ หรอื อาจทําให้ ผลไม้มรี ูปผิดปกติ อย่างไรก็ดีการใหธ้ าตุอาหารหรือน้าํ น้ันควรให้ในอตั ราทพี่ อดี ถ้าให้มากหรอื น้อยเกนิ ไป จะทาํ ให้การตดิ ผลกระทบกระเทือนได้ การตัดแต่ง (pruning) หรือการควั่นกิ่ง (ringing) จะเป็นอีกทางหน่ึงท่ีจะช่วยทําให้การ ตดิ ผลดขี นึ้ การปฏิบัติดังกล่าวมานี้จะเก่ียวข้องกับจํานวนอาหารในต้น คือ เป็นการช่วยปรับ สัดส่วนของ อาหารเพื่อช่วยให้การติดผลดีขึ้น แต่อาจใช้ได้ผลดีกับไม้ผลบางชนิดและบางพันธ์ุเท่านั้น เช่น ในสาลี่ การ ตัดแต่งจะให้ผลดีกับพันธุ์ Pitmaston Duchess ส่วนองุ่นการคว่ันกิ่ง จะให้ผลดีกับพันธุ์ท่ีไม่มีเมล็ดบาง พนั ธุ์ เปน็ ตน้ สําหรับ C / N ratio ในต้นพืชนั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดผลเช่นกัน การร่วงของ ดอกในไม้ผลมักจะเกดิ ขึน้ มากในระยะ 2 ปีแรกของการออกดอก เช่น ในต้นท้อ แอปเปิล สาลี่ และ เชอร์รี่ หวาน การที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นผลเนื่องจากการเจริญอย่างมากของพืช ทําให้อัตราส่วนของคาร์โบไฮเดรต ต่อ ไนไตรเจนไม่ได้สัดส่วนกัน จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า มะเขือเทศท่ีมีการเจริญทางกิ่งใบอย่าง มากมายน้ัน จะมีลําต้นใหญ่หนาสามารถออกดอกได้ แต่ไม่ติดผล นอกจากนี้จากการทดลองในแอปเปิล พบว่า ในระยะที่ 4 ของการเจริญซึ่งเป็นระยะท่ีมีคาร์โบไฮเดรตมาก แต่มีไนโตรเจนน้อยเกินไป แอปเปิล จะเกดิ ดอกได้ แตก่ ารตดิ ผลจะมนี ้อยมาก หรอื ไมม่ เี ลย ผลท่ีตดิ แลว้ อาจรว่ งหลน่ ไปก่อนแก่ 2.2 ฟ้าอากาศ การติดผลของไม้ผลบางชนิดจะแตกต่างกันออกไปตาม ท้องถ่ิน ต่าง ๆ แม้ว่าจะเป็นพืชพันธ์ุเดียวกัน ทั้งนี้เพราะสิ่งแวดล้อมในท้องถ่ินต่าง ๆ เหล่าน้ันไม่เหมือนกัน ปัจจัย เรื่องฟ้าอากาศ (climate) แบ่งออกได้ คือ 2.2.1 อุณหภูมิ (temperature) อุณหภูมิท่ีเหมาะแก่การงอกของเรณูจะอยู่ ระหว่าง 60 – 70 O F แต่พืชบางอย่างอาจต้องการอุณหภูมิต่ํากว่าน้ี ถ้าอุณหภูมิสูงเกิน 80 O F การงอก ของเรณูในไม้ผลโดยทั่วไปจะลดลง อุณหภูมิท่ีตํ่าเกินไป นอกจากจะเป็นอันตรายต่อเรณูโดยตรงแล้ว ยัง เป็นอันตรายต่อแมลงที่เป็นพาหะในการผสมเกสรอีกด้วย ปกติผึ้งจะหยุดทํางานเม่ืออุณหภูมิลดลงถึง 40 O F ในมะเขือเทศอุณหภมู ิในตอนกลางคนื จะมีผลต่อการติดผล ถ้าอุณหภูมิลดลงถึง 59 O F จะเป็นผลเสีย ต่อการติดผลและถ้าอุณหภูมิตํ่ากว่านี้ดอกจะร่วง มะละกอเพศผู้ (male tree) จะให้ผลได้ในเขตท่ีมี อุณหภูมิตํ่า ๆ มากกว่าในบริเวณท่ีมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง นอกจากนี้อุณหภูมิอาจทําให้จํานวนโครโมโซม เปลีย่ นแปลงได้ และอุณหภูมิประมาณ 80 – 100 O F ทําให้อัตราการเจริญเติบโตของหลอดเรณูเพ่ิมข้ึน อณุ หภูมิทีส่ งู เกนิ อาจทาํ ใหด้ อกหรือยอดเกสรเพศเมีย (stigma) แห้งและร่วงหลน่ ได้
ปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อการออกดอกติดผล 157 2.2.2 แสงสว่าง (light) การเจริญของดอกและการติดผลในพืช บางชนิด ต้องการแสงสว่างมาก ถ้าอยู่ในร่มตาดอกจะแห้งและร่วงหล่นไป มะเขือเทศที่ปลูกในเรือนกระจกที่มีแสง ไม่เพียงพอจะไม่ให้ดอกผล เพราะขาดคาร์โบไฮเดรต และสมอฝ้ายจะร่วงได้ถ้าได้รับแสงที่มีความเข้มข้น ต่าํ หรืออากาศไม่แจ่มใสการเจริญของเกสรเพศผู้และกลีบดอกของสตรอเบอร์รี่ จะเกิดขึ้นต่อเมื่อได้รับช่วง แสงยาวและพืชที่ปลูกในเรือนกระจกในกลางฤดูหนาวจะให้แต่ดอกเพศเมีย การที่แสงมีอิทธิพลต่อการ เจริญเติบโตของดอกผลน้ันคงเนื่องมาจากการสร้างอาหาร หรือสารบางอย่างภายในพืชอันจะเป็น ประโยชนต์ ่อกระบวนการตา่ ง ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การ ตดิ ผลในพืช 2.2.3 ลม (wind) แม้ว่าไม้ผลบางชนิดจะอาศัยลมในการผสมเกสรแต่ลมก็ เป็นอุปสรรคอันหนึ่งในการผสมเกสรของไม้ผลอีกหลายชนิด ไม้ผลส่วนมากเป็นพวกที่อาศัยแมลงในการ ผสมเกสร ลมแรง ๆ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อการบินของผึ้งที่ช่วยในการผสมเกสรแล้วยังทําให้ยอด เกสรเพศเมยี แห้ง และทําใหด้ อกเสยี หายและรว่ งหลน่ ได้ 2.2.4 ความช้ืนในอากาศ (humidity) ความชื้นในอากาศที่มากเกินไปจะทํา ให้การแตก (dehisce) ของอับเรณูเป็นไปด้วยความลําบากหรือจะแตกยาก และช้าลง ทําให้เสียโอกาสท่ี จะผสมในทางตรงกันข้ามถ้าความช้ืนในอากาศน้อยเกินไปจะทําให้ยอดเกสรเพศเมียและก้านชูเกสรเพศ เมยี แหง้ เห่ยี ว เป็นอปุ สรรคตอ่ การงอกของเรณูและการเจริญของหลอดเรณูไม้ผลพวก humic zone fruit เช่น เงาะ ทเุ รยี น ต้องการความชืน้ ในอากาศสงู 2.2.5 น้ําฝน (rainfall) ฝนที่ตกในขณะดอกกําลังบานจะเป็นปัจจัยสําคัญยิ่ง อันหน่ึง ท่ีทําให้การติดผลลดลง น้ําฝนอาจชะเอาละอองเกสรออกจากอับเรณูหรือ ทําให้อับเรณูแตกยาก ขึ้น นอกจากน้ีฝนยังเป็นอุปสรรคต่อการบินของผ้ึงหรือแมลงที่เป็นพาหะในการผสมเกสรอ่ืน ๆ และอาจ ทาํ ให้ดอกได้รบั อันตรายได้ 2.3 โรคและแมลง (diseases and insects) ดอกหรอื ชอ่ ดอกของไม้ผลหลายชนิด มกั จะถกู รบกวนโดยโรคและแมลง จนทําใหก้ ารตดิ ผลน้อยลง แมลงพวกเพลยี้ ออ่ น เพล้ียไฟจะดูดน้ําเลย้ี ง จากดอกตูมหรือจากส่วนอืน่ ๆ ของดอกและก้านดอกจนได้รบั ความเสยี หาย หรอื ร่วงได้ แมลงบางชนดิ จะ เป็นประโยชน์ตอ่ การผสมเกสร เชน่ ผ้ึง (apis) แมลงภู่ (bremus) และแมลงอ่ืน ๆ เชน่ แมลงในสกุล Helicus และ Andrena เปน็ ตน้ 2.4 ผลอันเกิดจากการพ่นสารเคมี การพน่ สารเคมเี พอื่ เพ่มิ ธาตอุ าหาร หรอื เพื่อ กําจดั โรคและแมลงน้นั ถา้ เราใชส้ ารเคมีทเ่ี หมาะสมโดยวิธกี ารท่ีถูกต้องแล้วกจ็ ะเปน็ ประโยชน์ในการ ปอ้ งกันโรคและแมลง ซงึ่ เปน็ ทางหนง่ึ จะทําใหต้ น้ ไม้ตดิ ผลมากขึน้ ไมค่ วรพน่ สารเคมีใด ๆ ในขณะท่ีดอก กําลงั บาน เพราะอาจทาํ ใหเ้ รณูหรอื ส่วนของดอกอ่นื ๆ ได้รบั อนั ตราย ดอกอาจร่วงได้และอาจเป็น อันตรายต่อแมลงท่ีช่วยผสมเกสร การปอ้ งกันโรคหรอื แมลงที่จะทําลายดอกหรือช่อนน้ั ควรมแี ผนฉดี ยา ล่วงหน้าไว้กอ่ นดอกบาน สารผสมบางอย่าง เช่น บอรโ์ ดมกิ ซ์เจอร์ ในอตั ราความเขม้ ขน้ ต่ํา ๆ ไมค่ อ่ ยเปน็ อันตรายตอ่ ดอก และไม่เปน็ อุปสรรคต่อการติดผล แต่ถา้ ใช้ความเขม้ ข้นมาก ๆ อาจทาํ ใหค้ วามงอกของ เรณเู สยี การพน่ สารบางชนิดทไ่ี ม่เปน็ อันตรายต่อผ้งึ ควรฉีดในขณะท่ีผ้งึ ไม่ทํางาน
158 ปัจจัยทีม่ ีผลต่อการออกดอกติดผล บทบาทของสารควบคุมการเจริญเตบิ โตทม่ี ตี ่อการตดิ ผลและการเจรญิ เตบิ โตของผล สาํ หรับการใช้สารควบคุมการเจรญิ เติบโต ชว่ ยกระตนุ้ การเจรญิ เติบโต ช่วยในการตดิ ผล และเพม่ิ ขนาดของผลไม้ได้เป็นทีย่ อมรับกนั ทัว่ ไป และได้มีการใช้สารดังกลา่ วทางการคา้ ในด้านชว่ ยการติด ผลของพืช ได้แก่ 1. ออกซิน ช่วยในการติดผลของผลไมท้ ่ีมรี ังไขป่ ระกอบดว้ ยหลายโอวลู (ovule) เช่น สตรอเบอร์รี่ กุหลาบ มะเขอื เทศ ยาสบู มะเขือ แตง และส้ม ออกซินทําใหข้ นาดของเซลล์ขยายใหญ่ ขนึ้ อย่างรวดเร็วในช่วงแรกของการเจริญเติบโตของผล พบวา่ การเจริญเตบิ โตของผลสตรอเบอรร์ ี่ข้ึนกับ ปรมิ าณออกซนิ ทมี่ อี ยูใ่ นผลยอ่ ย หรือ เอคนี การแกะเอาเอคนี ออกจากผล พบว่า ผลไม่สามารถเตบิ โต ตอ่ ไปได้ แตจ่ ากการใชอ้ อกซินสังเคราะห์ป้ายผลทแี่ กะเอคีนออก ผลจะเจรญิ เติบโตได้เป็นปกติ 2. จบิ เบอเรลลนิ ชว่ ยในการติดผลในพืชทไ่ี ม่ตอบสนองต่อออกซิน เชน่ องุ่น ทอ้ สาล่ี เชอร่ี การใชจ้ บิ เบอเรลลนิ กบั มะเขอื เทศ พบวา่ ปริมาณการตดิ ผลของมะเขือเทศเพิม่ มากข้นึ แต่ ขนาดของผลกลับเลก็ ลง เมล็ดออ่ นเปน็ แหลง่ ผลติ จบิ เบอเรลลิน เมล็ดของไม้ผลหลายชนดิ พบว่า มีปรมิ าณ จิบ เบอเรลลินสงู ในระยะทเี่ มล็ดกําลังเติบโตอย่างรวดเรว็ ในองนุ่ ที่มีเมลด็ พบวา่ จะมปี ริมาณ จิบเบอ เรลลินสูงกว่าพนั ธุ์ทไ่ี มม่ เี มลด็ และเบอเรลลนิ มีผลชว่ ยทาํ ใหช้ อ่ องุน่ ยืดยาวขึน้ และทาํ ให้เพิม่ ขนาดของ ผลได้ จากการศึกษาความสัมพันธ์ของปริมาณจิบเบอเรลลินกบั การเติบโตของผล พบว่าปรมิ าณของจิบ เบอเรลลินไมเ่ จาะจงกับระยะช่วงการเติบโตของผล ในผลองุน่ ปริมาณเบอเรลลินมีผลตอ่ การเพ่มิ ขนาดของ ผลในชว่ งการเติบโตช่วงที่ 1 และชว่ งท่ี 2 แต่ไม่มคี วามสมั พันธ์กบั การเจรญิ เตบิ โตช่วงที่ 3 ของการ เจริญเตบิ โตแบบดบั เบลิ ซกิ มอยด์ในอง่นุ การใช้จิบเบอเรลลริ ว่ มกบั ออกซนิ จะมผี ลเสรมิ กนั ในการกระตุ้นการเติบโตของผลมะเขอื เทศ โดยทาํ ใหผ้ ลมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของการใชอ้ อกซิน หรอื จบิ เบอเรลลนิ อยา่ งใดอย่างหน่งึ เพียงอยา่ ง เดยี ว แสดงว่าจิบเบอเรลลิน และออกซินเปน็ ฮอรโมนทีเ่ กยี่ วขอ้ งกับการเตบิ โตของผล 3. ไซโตไคนนิ เป็นฮอร์โมนท่ชี ่วยชกั นําการติดผลในมะเดื่อและองนุ่ ไซโตไคนิน เป็น สารทีช่ ่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ ดังนั้นในผลออ่ นจึงมไี ซโตไคนินอยมู่ าก ชว่ ยใหม้ ีการเคลื่อนยา้ ยธาตุอาหาร จากแหล่งอ่นื มายงั บรเิ วณที่ได้รับฮอร์โมน ทําใหผ้ ลท่กี าํ ลงั เติบโตมีอาหารอยา่ งเพยี งพอ จากการใช้ไซโตไค นนิ สังเคราะห์ PBA กับองนุ่ ที่ไมม่ ีเมล็ดพันธ์ุ Thompson seedless ทําให้ขนาดของผลโตข้ึนเล็กน้อย ถา้ ใช้กบั องุ่นพนั ธ์ุท่ีมเี มลด็ Almeria ทําใหเ้ พ่ิมการติดผลเป็นจาํ นวนมากจนแน่นช่อ แตข่ นาดของผลเลก็ ลง 4. เอทธิลีน การตอบสนองต่อการตดิ ผล และการเติบโตของพืชต่อเอทธลิ นี พบว่า มพี ชื เพียงบางชนดิ เทา่ นน้ั ทตี่ อบสนอง เอทธิลนี สงั เคราะห์สามารถช่วยในการออกดอก และตดิ ผลของ สัปปะรด และยังพบอกี วา่ การใชเ้ อทธลิ นี ในชว่ งการพกั ตัวของผลมะเดอื่ ทําใหข้ นาดของผลโตเร็วข้นึ เชน่ เดียวกับการใชอ้ อกซนิ สงั เคราะห์ ( 2, 4, 5 - T ) อาจเปน็ ได้เพราะการใสอ่ อกซินไปทผ่ี ล ออกซนิ ชัก นาํ ให้เกิดการสร้างเอทธิลนี ข้นึ และเอทธลิ ีนนีไ้ ปเก่ยี วขอ้ งกับการเติบโตของผลดังกลา่ ว นอกจากนี้ เอทธลิ นี ชว่ ยทาํ ให้ผลแก่เรว็ อีกด้วย
ปจั จัยทีม่ ผี ลต่อการออกดอกติดผล 159 5. กรดแอบไซซิก เปน็ สารทีย่ ับย้งั การเจรญิ เตบิ โตของผล ทาํ ให้ดอกร่วง จงึ ไมม่ ี ส่วนใหม้ กี ารตดิ ผลและยงั ทําให้ผลทต่ี ิดแล้วรว่ งหล่นอกี ดว้ ย 6. สารชะลอการเตบิ โต สารชะลอการเติบโตมีหลายชนดิ ได้แก่ chlormequat chloride (CCC), mepiquat chloride (Pix) ชว่ ยในการตดิ ผลในองุ่น เมอ่ื ใหส้ ารกอ่ นดอกบานหรือ ภายหลงั จากทีด่ อกบานแล้ว จะเห็นได้ว่าการเจริญเติบโตของผลขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสารควบคุมการเจริญเติบโต มากกว่า 1 ชนิด ซึ่งสารแต่ละชนิดต่างมีความสัมพันธ์เก่ียวข้อง กับช่วงใดช่วงหน่ึงของการเจริญเติบโต ของผลไม้ ดังน้ัน จึงกล่าวได้ว่าการเจริญเติบโตของผลเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน และตอบสนองต่อ การกระตุ้นของสารควบคมุ การเจรญิ เติบโต หรือฮอร์โมนหลายชนิดภายในเนือ้ เย่ือของผลนนั้ สรุป ปจั จัยทีม่ ผี ลตอ่ การ ออกดอกของไม้ผล จะประกอบด้วย 3 ปจั จัย คอื 1) ปัจจัยในพชื อนั ไดแ้ ก่ ปจั จยั แร่ธาตุอาหาร ชนิด พนั ธพ์ุ ชื อายพุ ืช และปรมิ าณสารฮอรโ์ มนในพชื 2) ปัจจยั ภายนอกอืน่ ได้แก่ แสง อุณหภมู ิ นํา้ ปรมิ าณธาตุอาหาร และสารเคมีทีใ่ ชค้ วบคุมการเจรญิ เตบิ โตของ ไมผ้ ล 3) การปฏิบัติดแู ลรกั ษาไมผ้ ล อนั ไดแ้ ก่ การปลิดใบ การขาดนา้ํ ในช่วงไม้ผลสรา้ งตาดอก การ โน้มก่ิง การรดั กง่ิ การควั่นกงิ่ การรมควนั การตัดราก เป็นต้น ส่วนปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อการติดผลของไมผ้ ล ประกอบดว้ ย 2 ปจั จยั คือ 1) ปจั จัยภายในพืชอนั ได้แก่ ความโนม้ เอียงในววิ ัฒนาการ ลกั ษณะทาง พนั ธุกรรม อทิ ธิพลทางสรีรวทิ ยาของไมผ้ ล 2) ปัจจยั ภายนอก อันไดแ้ ก่ อาหารและนา้ํ ฟา้ อากาศ โรคและแมลง และผลอันเกดิ จากการพ่นสารเคมี และปัจจยั ทมี่ สี ว่ นในการควบคุมการเจรญิ เติบโตของ ผล และการตดิ ผลมคี วามสาํ คญั ไดแ้ ก่ สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งประกอบด้วย ออกซิน จิบ เบอเรลลิน ไซโตไคนนิ เอทธิลนี กรดแอบไซซิก และสารในกลุม่ ชะลอการเจรญิ เติบโตของพืช เอกสารอา้ งองิ 1) พรี เดช ทองอาํ ไพ. 2529. ฮอรโ์ มนพืชและสารสงั เคราะห์แนวทางการใช้ประโยชน์ใน ประเทศไทย. หจก.ไดนามคิ การพิมพ์. บางรัก, กรงุ เทพฯ. 194 น. 2) ประกิจ ทองขาว. มปป. การจดั การสวนไม้ผล. สถาบนั เทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตน่าน, นา่ น. 67 น.
160 ปจั จยั ที่มผี ลต่อการออกดอกติดผล 3) สมั ฤทธ์ิ เฟือ่ งจันทร.์ 2527. หลักวชิ าพชื สวน เล่ม 2. คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ , ขอนแก่น. 376 น. 4) สมั ฤทธ์ิ เฟือ่ งจันทร.์ 2544. สรีรวทิ ยาการพฒั นาพืช. ห้างหนุ้ สว่ นจาํ กดั โรงพิมพ์คลงั นานา วิทยา, กรงุ เทพฯ. 655 น. 5) สุเมธ เกตวุ ราภรณ.์ 2537. ไมผ้ ลเบือ้ งต้น. สาขาวขิ าไมผ้ ล ภาควชิ าพชื สวน คณะผลติ กรรม การเกษตร สถาบันเทคโนโลยกี ารเกษตรแม่โจ,้ เชียงใหม.่ 210 น. 6) อนชุ า จนั ทรบรู ณ.์ 2534. หลกั การไมผ้ ล. คณะวชิ าพืชศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วทิ ยาเขตน่าน, นา่ น. 73 น. 7) . 2540. สารควบคมุ การเจริญเตบิ โตของพชื . สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนา่ น, นา่ น. 257 น. 8) Leopold, A.C. 1975. Plant Growth and Development. McGraw - Hill Book Company. 9) Macmillan, J. 1980. Hormones Regulation of Development I. New York : Springer - Verlag. 681 pp. 10) Moore, T.C. 1979. Biochemistry and Physiology of Plant Hormones. New York : Springer - Verlag. 274 pp. 11) Nickell, L.G. 1982. Plant Growth Regulators. New York : Springer - Verlag. 173 pp. 12) Salisbary, F.B. and C. Ross. 1978. Plant Physiology. Wadworth Pub. Co. Inc. Belmont California. 422 pp.
การเจริญเตบิ โตและการพัฒนาของผล 161 5.3 การเจริญเตบิ โตและการพฒั นาของผล บทนาํ หลายคนจะสังเกตเห็นว่าไมผ้ ลบางอยา่ ง เมื่อออกดอกมาแลว้ ประมาณ 2 – 3 เดือน ก็ สามารถเกบ็ ผลไปรบั ประทานได้ ซง่ึ ได้แก่ สตรอเบอรร์ ่ี กล้วย ชมพู่ บางอยา่ ง 4 เดือน เชน่ มะม่วง ล้นิ จี่ บางอย่างตอ้ งใชเ้ วลา 6 – 7 เดือน เช่น ลําไย มะนาว และบางอยา่ งต้องใชเ้ วลา 8 เดือนขนึ้ ไป ไดแ้ ก่ สม้ เขยี วหวาน สม้ โอ มะขามหวาน เป็นต้น ซ่ึงจะเห็นวา่ ในแตล่ ะพชื จะใชร้ ะยะเวลาในการออกดอกจนถึง สกุ แก่ตา่ งกัน น้นั หมายถงึ ผลไมเ้ หลา่ นัน้ มกี ารเจรญิ เตบิ โต และพฒั นาการที่แตกต่างกนั ออกไป ในบทนจ้ี ะ กล่าวถึงการเจริญเตบิ โต และพฒั นาการของไมผ้ ลโดยรวม และจะแทรกพฒั นาการเฉพาะพืช คอื ลกู ชิด ซึง่ ผเู้ ขยี นไดม้ โี อกาสไดศ้ กึ ษาในตอนทา้ ยของบทเรยี นน้ี ลักษณะการเจริญเตบิ โตของผล ผลเจรญิ มาจากผนงั รงั ไข่ (ovary wall) หลงั จากปฏสิ นธิของไข่ (ovule) และเปลีย่ นไป เปน็ เพอริคาร์พ (pericarp) หอ่ หุ้มเมลด็ อกี ชัน้ หนึง่ ลักษณะของเพอริคาร์พจะแตกตา่ งกันไปข้ึนกับชนิด ของพชื บางชนิดออ่ นนุ่ม บางชนิดอาจแยกเปน็ 3 ชัน้ อยา่ งเดน่ ชัด คอื ผนังชั้นนอก (exocarp) ผนังช้นั กลาง (mesocarp) และผนงั ชน้ั ใน (endocarp) ผลบางชนดิ พบวา่ เพอรคิ าร์พจะรวมกันยากต่อการแยก สว่ นออกมา การเตบิ โตของผลเกดิ จากกระบวนการแบ่งเซลล์ และการขยายขนาดของเซลล์ ในผล สว่ นใหญก่ ารแบง่ เซลลข์ องรงั ไข่ จะเกดิ ขน้ึ สงู สุดเรยี บร้อยกอ่ นจะมี หรอื หลงั การถ่ายละอองเกสร หรือช่วง หลังการปฏิสนธเิ พียงเล็กนอ้ ย ฉะนน้ั การเตบิ โตจะขน้ึ กับการเพมิ่ ปรมิ าณของเซลลท์ มี่ อี ย่แู ลว้ เช่น มะเขอื เทศ การแบง่ เซลลเ์ กดิ ในรังไข่ และสน้ิ สุดกอ่ นมกี ารปฏสิ นธิ สว่ นในผลอาโวคาโดจะมกี ารแบง่ เซลล์เกดิ ข้ึน ตลอดเวลาจนกระทัง่ ถงึ ระยะผลแก่ สาํ หรบั การขยายขนาดของผล จะข้นึ กับเมล็ดภายในผลซ่ึงเปน็ แหล่ง ของฮอรโ์ มน ทาํ ใหเ้ กดิ การขยายขนาดของเซลลแ์ ละขยายขนาดของผลด้วย (สมบญุ , 2544) ลักษณะแบบแผนการเตบิ โตของผล การเติบโตของผลโดยทัว่ ไป สามารถแสดงได้เปน็ 2 ลักษณะ คือ 1. การเติบโตแบบซกิ มอยด์ (sigmoid growth type) ผลท่ีมีการเติบโตแบบซิกมอยด์จะมีลักษณะเช่นเดียวกับการเติบโตของเซลล์ เน้ือเยื่อ หรือส่ิงมีชีวิตท่ัวไป โดยมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงแรก ซ่ึงเป็นการเพ่ิมขนาดแบบเอกซ์ โพแนนเซยี ล (exponential increment) ระยะหนึ่ง แลว้ หลงั จากนัน้ อัตราการเตบิ โตจะค่อย ๆ ลดลง
162 การเจริญเตบิ โตและการพฒั นาของผล หรือมีการเติบโตน้อยมากเป็นแบบซิกมอยด์ (หรือ S - shape) (ภาพท่ี 80 ) ไม้ผลท่ีมีการเติบโตแบบน้ี ได้แก่ สบั ปะรด มะเขือ สตรอเบอร์ร่ี เงาะ แดง ถ่ัว และแอปเปลิ เป็นต้น ท่ีมา : Leopold, 1975 ภาพท่ี 80 แสดงการเตบิ โตของผลแบบ ซกิ มอยด์ (sigmoid type) ในแอปเปิล และแบบดับเบลิ ซลิ มอยด์ (double sigmoid type) ในเชอรี่ 2. การเตบิ โตแบบดบั เบิลซิกมอยด์ (double sigmoid growth type) การเติบโตแบบน้ปี ระกอบด้วยช่วงการเตบิ โต 2 ระยะ โดยมีระยะทไ่ี มม่ ีการ เตบิ โต หรอื มีการเติบโตนอ้ ยมากค่นั กลาง ทาํ ให้เกิดเปน็ ซกิ มอยด์ 2 รปู (ภาพที่ 80) ช่วงที่ 1 การเติบโตเป็นผลจากแบ่งเซลลใ์ นรงั ไขแ่ ละส่วนประกอบของรังไข่ ได้แก่ สว่ น ผนงั ช้นั กลางของรงั ไข่ (mesocarp) ผนงั ชน้ั ใน (endocarp) และนวิ เซลลสั (nucellus) ชว่ งที่ 2 เปน็ ช่วงทผ่ี นังของรังไขห่ รือสว่ นเพรคิ าร์พ (pericarp) หยุดการเติบโต สว่ นของ เอมบรโิ อ และเอนโดสเปริ ์มจะเร่มิ การเติบโต จนมีการขยายขนาดเตม็ ท่ีเม่ือสน้ิ สุดระยะน้ี ช่วงที่ 3 เพริคารพ์ จะมีการเจริญอยา่ งรวดเร็วขน้ึ อกี ครง้ั หนึ่ง ซึ่งมักเป็นผลจากการเพม่ิ ปรมิ าตรของเซลล์ ทําให้ผลพองโตอยา่ งรวดเรว็ ในระยะใกล้แก่ ผลมกี ารเติบโตแบบดลิ เบิลซกิ มอยด์ มกั เป็นผลท่ีมสี ่วนของผนังช้นั ใน (endocarp) แข็ง ได้แก่ ลําไย ลนิ้ จ่ี มะกอก พทุ รา และท้อ เปน็ ตน้ นอกจากนี้ ผลองนุ่ พลับ และมะเดอื่ ซ่งึ ผนงั ช้นั ในอ่อน นุม่ พบว่ามีการเตบิ โตของผลในลักษณะนดี้ ว้ ย
การเจริญเตบิ โตและการพฒั นาของผล 163 ที่มา : Leopold, 1975 ภาพที่ 81 แสดงการเตบิ โตของผล และระยะตา่ ง ๆ ของการเจริญของผลแบบ double sigmoid การพฒั นาของผล พัฒนาการของผลจะเรม่ิ จากการติดผล (fruit set) ซึง่ ได้กล่าวมาแล้วในบทท่ี 5.1 โดย การตดิ ผลเปน็ ผลมาจากการเกิดการปฏสิ นธิระหว่างสเปิรม์ ผสมกับไข่ และขน้ั ตอนหรือพฒั นา การของผล ท่ีต่อเนื่องจากการตดิ ผล จะมขี ัน้ ตอนและรายละเอียดดงั นี้ การร่วงของดอกและผล (flower and fruit shedding) (อนชุ า, 2534) การรว่ งของดอกและผลก่อนกําหนดน้ัน อาจเกดิ ขึน้ เองตามธรรมชาตโิ ดยไมม่ ีสงิ่ แวดลอ้ ม เขา้ มาเก่ียวขอ้ งหรอื อาจเกดิ จากกระทาํ ของสิ่งแวดล้อมก็ได้ กอ่ นทดี่ อกหรอื ผลจะร่วงบรเิ วณก้านดอก หรอื ขัว้ ผลจะมชี น้ั ของคอร์กเซลลเ์ กิดขน้ึ เรยี ก abscission layer เกิดเป็นบรเิ วณ แคบ ๆ ไปตามดา้ น ขวางของกา้ นดอกหรือผล ดอกหรอื ผลจะหลุด ร่วงออกจากดา้ นตรงจุดน้ี ปัจจัยที่ทําใหด้ อกและผลรว่ งก่อนแก่นนั้ มคี ลา้ ย ๆ กับการตดิ ผล เช่น เกี่ยวข้องกบั ปจั จัย ภายในของพืชเอง อาหาร และนาํ้ ตลอดจนสงิ่ แวดลอ้ มอื่น ๆ เชน่ เราจะสงั เกตเหน็ ว่าดอกหรอื ผลอ่อนท่ี รว่ ง ส่วนมากไขจ่ ะไมไ่ ดร้ ับการผสม ซ่ึงอาจเกิดจากปัจจัยภายใน ของพชื หรอื เกดิ จากผลของยาฆ่าแมลง นอกจากนข้ี ณะท่ีดอกกาํ ลงั บานถ้าพชื ขาดนํ้าและธาตุอาหารพวกไนโตรเจน ดอกกร็ ่วงไดเ้ ช่นกนั
164 การเจริญเติบโตและการพัฒนาของผล การศึกษาการร่วงของดอกและผลออ่ นในพลัม (plum) และไมผ้ ลชนิดอืน่ ๆ สรุปวา่ ไม้ ผลโดยท่วั ๆ ไปมปี รากฏการณ์ในการร่วงของดอกและผลคลา้ ย ๆ กนั เช่น สามารถแบง่ ออกได้เป็น 3 ระยะ คือ 1. การรว่ งคร้ังแรก (first drop) การร่วงของดอกครง้ั แรกจะเกดิ ขนึ้ หลงั จากดอกบาน เพียงเล็กน้อย ใชเ้ วลาประมาณ 2 อาทิตย์ ดอกท่ีรว่ งหล่นเหล่าน้นั จะมีเกสรเพศเมยี ไมส่ มบรู ณ์ ในดอก เพศเมยี (pistil) บางดอกจะฝอ่ ต้ังแตเ่ รม่ิ แรก แต่บางดอกอาจเจรญิ จนเกอื บจะสมบรู ณ์ ดอกทมี่ เี กสรเพศ เมียไมส่ มบรู ณจ์ ะร่วงกอ่ น แต่ดอกจะเจรญิ ถึงขัน้ บานเต็มท่ีเช่นกัน ดอกจะแยกหลน่ ออกตรงบริเวณฐาน ก้านดอก (pedicel base) 2. การรว่ งครั้งที่สอง (second drop) การรว่ งครัง้ ท่ี 2 แตกตา่ งจากการร่วงครั้งแรก กลา่ วคอื เมอื่ ดูจากข้างนอกจะเหน็ วา่ รังไข่ของดอกทร่ี ว่ งมีรูปสมบรู ณท์ กุ ประการ รงั ไขจ่ ะขยาย ตัวดอกไป อกี ระยะหนงึ่ บางที calyx tube จะแตกออก เกสรเพศเมยี ท่ีมีสเี ขียวสดจะหลุดออกจากบริเวณฐานกา้ น ดอก (pedicel base) เช่นเดียวกบั การร่วงคร้ังแรก กา้ นดอกจะมสี เี หลือง การร่วงในระยะต่อไปรังไข่จะ หลุดออกจากดอกตรงฐานของรงั ไข่ การรว่ งครง้ั ท่ี 2 จะใช้เวลา 17 – 30 วันหลังจากดอกบาน รงั ไข่ของ ดอกที่รว่ งยังไมถ่ กู ผสมพันธุ์ ทง้ั น้เี พราะก้านชูเกสรเพศเมีย (style) จะเหี่ยวหรอื ร่วงเสยี กอ่ นทีห่ ลอดเรณู จะไชชอนผา่ น 3. การรว่ งคร้ังที่สาม (june drop) การร่วงคร้งั ท่ี 3 จะเกดิ หลังจากการร่วง คร้ังที่ 2 แลว้ เป็นการรว่ งของผลที่พัฒนา (develop) เปน็ บางส่วน เช่น คัพภะ (embryo) มีการเปลย่ี นแปลง เล็กนอ้ ย แตก่ ารเจริญหยุดชะงัก เมล็ดขยายใหญ่ขนึ้ มามเี อนโดสเปอรม์ บา้ ง การร่วงของผลอาจเกดิ ใน เดือนไหนก็ได้ไมจ่ าํ เป็นตอ้ งเกิดในเดอื นมิถุนายน ในตอนแรก ๆ ใชค้ ํา june drop กบั การรว่ งของดอก และผลในตน้ พลมั (plum) เทา่ นัน้ แต่ไม่นบั การร่วงของผลท่ีเกดิ ขนึ้ อยา่ งปกติ แม้กระทง่ั ผลแก่ การร่วงของผลกอ่ นแก่จะมีมากหรือนอ้ ยขน้ึ อยกู่ บั พนั ธุ์ไมผ้ ล และสภาพแวดล้อมทพ่ี ชื ขึ้นอยู่ ในแอปเปิล ถ้าการรว่ งคร้ังแรกมมี าก การรว่ งคร้งั ท่ี 3 จะมีน้อย และการรว่ งครัง้ ท่ี 3 จะมีมากถ้ามี การติดผลเป็นจํานวนมาก ในมะนาวฝร่ังการรว่ งของผลจะมีนอ้ ยในชอ่ ดอกขนาดเล็ก และมีมากในช่อดอก ขนาดใหญ่ คอื ในชอ่ ดอกเลก็ จะมผี ลทเ่ี จรญิ ถงึ ผลแก่ มากกวา่ ชอ่ ดอกใหญ่ ๆ เราจะใช้สารเคมีหรือฮอรโ์ มนบางชนดิ ช่วยป้องกนั การร่วงของดอกและผล ได้บ้าง คอื ปอ้ งกนั ไม่ใหม้ กี ารสรา้ ง abscission layer ขน้ึ ในบรเิ วณก้านดอกหรือก้านผล สารทีน่ ยิ มใชม้ ีเชน่ NAA , IBA , IAA , naphthalene acetamide, indolepropionic acid, 2, 4 - D, 2, 4, 5 - T, 2 , 4 , 5 - TP เปน็ ต้น สําหรับความเข้มขน้ ของตัวยานั้น ขน้ึ อยู่กับชนิดของพืช เชน่ ในสม้ ใช้ 2 , 4 - D ความเข้มข้น ประมาณ 4 - 24 ppm. ทัง้ น้ี แล้วแต่วา่ จะใช้ผสมกับอะไร และใชก้ บั สม้ ในระยะไหน ปกตถิ ้าฉดี ส้ม โดยตรงใชค้ วามเข้มข้นประมาณ 8 ppm. ในแอปเปลิ ใช้ NAA ความเขม้ ขน้ 5 - 10 ppm. เอฟรคิ อทใช้ 2,4,5 - T ความเขม้ ขน้ 25 – 30 ppm. สารท่ชี ว่ ยปอ้ งกนั การร่วงของดอกและผลมที าํ ขายในชื่อการค้า ต่าง ๆ กนั เชน่ Fruit one, Super Firm, Fruit Fix, Stop - Drop เป็นตน้ นอกจากจะใชส้ ารเคมเี ขา้ ช่วย แลว้ การปลิดดอกผลจะช่วยลดการร่วงของผลได้บ้าง เพราะดอกหรือผลจะไมแ่ ยง่ อาหารกนั
การเจรญิ เติบโตและการพฒั นาของผล 165 การสกุ ของผล (fruit ripening) การสุก (ripening) หมายถงึ การเปล่ยี นแปลงทางชวี เคมี และทางสรีรวิทยาของผล ตลอดท้งั การเปลี่ยนแปลงคณุ ภาพของผลหลังจากผลนั้นเจรญิ เตม็ ทแ่ี ลว้ ซ่ึงการเปล่ยี นแปลงน้ีไม่สามารถ กลับคนื สู่สภาพเดิมได้ ระยะทผ่ี ลสกุ จะมกี ารเปลยี่ นแปลงทง้ั ทางกายภาพและทางเคมภี ายในผล ได้แก่ การลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต การเปล่ียนรปู ของแปง้ ไปเปน็ นาํ้ ตาล ปริมาณกรดลดลง เกิดการนิ่มของผล (softening) เนอื่ งจากปฏิกริ ิยาของเอนไซมเ์ พคทิเนส เกดิ การยอ่ ยเพคทนิ ของผนังเซลล์ การเปลยี่ นแปลง ของรงควัตถเุ นื่องจากการเปล่ียนไปเปน็ สีเหลืองหรอื สีแดง ตลอดท้ังการเปล่ียนแปลง กลนิ่ รส และอน่ื ๆ นอกจากนี้มีการเปลีย่ นแปลงทางสรีรวิทยา ทีเ่ กยี่ วขอ้ งกนั การหายใจเพื่อให้ไดพ้ ลงั งานมาใชใ้ น กระบวนการต่าง ๆ ท่เี กย่ี วข้องกับการสกุ ของผล โดยอตั ราการหายใจจะเพิ่มขน้ึ อย่างรวดเรว็ กอ่ น หรอื ระหว่างกระบวนการสกุ ซ่ึงการเปลยี่ นแปลงต่าง ๆ ทก่ี ลา่ วมาแล้วนี้เกดิ ข้ึนอยา่ งรวดเร็วมาก ทําใหผ้ ลท่ีดบิ เปลีย่ นสภาพไปเปน็ ผลท่ีสุกในระยะเวลาอันสั้นได้ (อนุชา, 2534) กระบวนการหายใจกับการสกุ ของผล ผลสามารถแบ่งตามลกั ษณะของการหายใจที่เกิดขน้ึ ในผลไมท้ ีส่ กุ ได้เปน็ 2 แบบ คอื 1. ผลท่ีมกี ารหายใจแบบไคลแมคเทอริก (climacteric fruit) ผลเมอื่ เรมิ่ สกุ จะมีการเปล่ยี นแปลงอัตราการหายใจ จากการศกึ ษา พบว่า ระหว่างกระบวนการสุกของผลแอปเปิลในขณะทีผ่ ลแก่ อตั ราการหายใจจะลดลง เมื่อผลเรม่ิ สกุ อัตราการ หายใจจะเพมิ่ ขนึ้ อย่างรวดเร็วจนถงึ ระยะสูงสดุ (climacteric peak) หลงั จากน้นั อตั ราการหายใจจะเริม่ ลดลง ซ่ึงชว่ งการลดลงของอตั ราการหายใจจะเขา้ ส่รู ะยะของการสุกงอม เรียกการหายใจแบบนวี้ า่ ไคล แมคเทอริกไรส์ (climacteric rise) ผลไมท้ มี่ ีการหายใจแบบนี้ อตั ราการหายใจจะเกิดขนึ้ ต่อเน่ืองกันแมผ้ ลจะหลน่ จะต้นแลว้ การเกบ็ ผลจากต้นแมจ่ ะทาํ ให้เกดิ การหายใจแบบไคลแมคเทอรกิ และเรง่ การสุกของผล สว่ นคณุ ภาพของ ผลท่ดี ีมักอยใู่ นชว่ งทม่ี ีอตั ราการหายใจระดับสงู สดุ ตัวอย่างของผลไมก้ ลมุ่ น้ีได้แก่ กลว้ ย มะเขอื เทศ ละมดุ มะม่วง แอปเปลิ แพร สาลี่ อาโวกาโด เปน็ ตน้ 2. ผลทไี่ มม่ ีการหายใจแบบไคลแมคเทอริก (non climacteric fruit) ผลไม้บางชนิดในระหว่างการสกุ อตั ราการหายใจ ไม่มเี ปล่ียนแปลงแบบผลกลมุ่ แรก ได้แก่ สม้ มะนาว พรกิ ลิน้ จ่ี อง่นุ และเชอร่ี เปน็ ตน้ โดยอตั ราการหายใจจะไมเ่ พิ่มขนึ้ มากในระหว่าง การสุก และพบวา่ อัตราการหายใจของผลทีเ่ ก็บจากต้นแมจ่ ะลดลงอยา่ งชา้ ๆ ผลไม้เหลา่ น้เี มื่อเกบ็ เกี่ยว มาแล้วจะมกี ารเปลยี่ นแปลงภายในผลเกดิ ข้นึ น้อยมาก รสชาติของผลมักจะคงทีภ่ ายหลังการเก็บเกี่ยว จึง ควรเกบ็ ผลเหล่านจ้ี ะต้นแม่ในขณะที่ผลแกจ่ ดั มิฉะนั้นอาจได้ผลทีเ่ ปรี้ยวได้
166 การเจรญิ เตบิ โตและการพฒั นาของผล ภาพท่ี 82 ดอกส้มเขียวหวานระยะดอกตูม ภาพที่ 83 ดอกสม้ เขยี วหวานระยะดอกบาน ภาพท่ี 84 ดอกส้มเขยี วหวานระยะดอกโรย ภาพท่ี 85 ผลส้มเขียวหวานอายุ 100 – 150 วัน . ภาพที่ 86 ผลสม้ เขยี วหวานอายุ 5 – 7 เดอื น ภาพท่ี 87 ผลสม้ เขียวหวานอายุ 9 – 10 เดือน ภาพที่ 82 – 87 แสดงถงึ พฒั นาการของผลส้มตง้ั แต่ระยะออกดอกจนถึงผลสม้ สกุ (อนชุ า, 2534)
การเจริญเติบโตและการพฒั นาของผล 167 ปัจจัยที่มีผลตอ่ การสกุ ของผล 1. ออกซิเจน ปรมิ าณออกซิเจนในอากาศมผี ลตอ่ การสกุ ของผล ออกซิเจนมีผลตอ่ อตั ราการหายใจของเซลล์ การเพมิ่ ปริมาณออกซิเจนใหส้ งู กว่าปกติ อาจเร่งหรอื ไมม่ ผี ลต่อการสุกของผลไม้ กไ็ ด้ขนึ้ อยูก่ บั ชนิดของไม้ผล ปกติในสภาพท่มี ีออกซเิ จนมากจะกระตนุ้ การสรา้ ง เอทธิลนี แตก่ ารลด ปรมิ าณออกซนิ เจนต่ําสดุ ทยี่ ับยัง้ กระบวนการสกุ โดยไมม่ ผี ลตอ่ สรรี วิทยาทส่ี าํ คญั ของผลไมค้ อื ประมาณ 3 –5% 2. คารบ์ อนไดออกไซด์ การเพม่ิ ปรมิ าณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศให้สงู ขนึ้ มี ผลทําใหอ้ ตั ราการหายใจช้าลง ยับยง้ั การสงั เคราะหเ์ อทธิลนี และชะลอการสุกของผล 3. เอทธิลีน เอทธลิ นี เปน็ ฮอรโ์ มนที่ช่วยเรง่ การสุกของผล ชนดิ ทม่ี ีการหายใจแบบไคล แมคเทอริก ผลไม้ทแ่ี ก่และเรม่ิ สุกจะมกี ารสรา้ งเอทธิลีนมากข้นึ โดยเอทธลิ นี จะชว่ ยย่นระยะ เวลาของการ เกดิ การหายใจสูงสดุ (climacteric peak) แต่ไมม่ ผี ลทําให้อัตราการหายใจสูงสุดลดลง ทําให้ กระบวนการสุกเกิดเรว็ ขนึ้ การใหเ้ อทธลิ นี แกผ่ ลไม้จากภายนอกสามารถเร่งการสุกของผลไมช้ นดิ ที่มกี าร หายใจแบบไคลแมคเทอริก และทําใหผ้ ลมสี ผี วิ สมํา่ เสมอกัน อุณหภูมทิ เ่ี หมาะสมในการสกุ มคี า่ ไม่เกนิ 35 o c ความชน้ื สัมพทั ธ์ท่ีเหมาะสมประมาณ 85 – 90 % ในสภาพอุณหภมู ิที่ตาํ่ กว่า 5 o c ผลของการชักนํา การสกุ ของผลไม้ โดยเอทธลิ ีนจะถูกยบั ย้ังได้ สาํ หรบั ผลชนิดทไี่ ม่มีการหายใจแบบไคลแมคเทอรกิ เชน่ สม้ มะนาว สตรอเบอร์ร่ี การให้เอทธิลนี จะไมม่ ผี ลกระตุน้ การสกุ ของผลชนดิ นี้ได้ 4. อุณหภมู ิ อณุ หภูมขิ องสภาวะแวดล้อมที่สูงหรอื ตํ่าเกินไปจะมผี ลตอ่ อตั ราการสกุ และ การเปล่ยี นแปลงปฏิกริ ิยาเคมรี ะหว่างการสกุ ของผลไม้ อุณหภมู ทิ เี่ หมาะสมต่อการสุกของผลข้ึนอย่กู ับ ชนิดของผล ตัวอย่างเชน่ กลว้ ยถา้ เก็บไว้ทีอ่ ณุ หภูมิตํา่ กว่า 12 o c หรอื สงู กวา่ 30 o c การสกุ จะผิดปกติ โดยทว่ั ไปอณุ หภูมิที่พอเหมาะประมาณ 20 o c จะช่วยกระตุน้ การสร้างเอทธิลนี ไดม้ าก ผลไมจ้ ะสุกเรว็ ใน ผลไม้บางชนิดกลับพบวา่ อณุ หภูมทิ ีส่ งู เกิน 35 o c การสรา้ งเอทธิลีนจะลดลง ทาํ ให้การสกุ ของผลชา้ ลงด้วย 5. การเกิดบาดแผล การเกดิ บาดแผลหรือถกู เข้าทาํ ลายโดยแมลงของผลไม้ จะทําให้ เกิดสภาวะเครียด ซ่ึงกระตุ้นการสรา้ งเอทธลิ นี ทาํ ใหเ้ รง่ การสกุ ของผลไม้ ด่างทบั ทมิ (potassium permanganate : KMnO4) เปน็ สารดูดซบั เอทธลิ นี สามารถ ทําปฏกิ ิริยาเคมี กบั เอทธลิ นี ให้แมงกานีสออกไซด์ (manganese oxide) และเอทลิ นี ไกลคอล (ethylene glycol) และไมส่ ามารถเปลย่ี นกลับเปน็ เอทธิลนี ได้ ซ่ึงมผี ลชะลอการสกุ ของผลไม้ (อนชุ า, 2534) KMnO4 + C2H4 C2H6O2 + MnO2 + K2O
168 การเจริญเติบโตและการพัฒนาของผล ตัวอย่างพัฒนาการของผลและเมล็ดต๋าว ตาว หรือ ตา๋ ว (sugar palm , black sugar palm , gomutu palm) มชี ือ่ วทิ ยาศาสตรว์ า่ Arenga westerhoutii Griff. เป็นปาลม์ ชนดิ หนึง่ ท่ีมถี น่ิ กําเนนิ ในประเทศไทย และมาเล เชีย เป็นพืชทอ่ี ยูใ่ นตระกูล palmaceae เช่นเดยี วกันกับ มะพรา้ ว ตาล หรอื ปาลม์ ตา่ ง ๆ ผลของต๋าว เรียกว่า ลูกตาว(กาญจนบรุ )ี หรอื ลูกตาว (อตุ รดติ ถ์) หรือลกู ต๋าว (นา่ น) (อนชุ า, 2541 ข) ชิดเป็นพชื ใบ เลยี้ งเด่ียว (monocotyledon) ลาํ ตน้ ไมม่ กี งิ่ กา้ นแขนงออกมาด้านข้าง เมล็ดของตา๋ วเรยี กกวา่ ลูกต๋าว (อนชุ า, 2541 ก) ตา๋ วเป็นปาล์มทีอ่ อกดอกคร้ังเดียวเมื่อเกดิ ดอกผลแลว้ ต้นกจ็ ะตายลงทนั ทที ีเ่ มลด็ ของ ตา๋ วในทะลายชดุ สุดท้ายแกห่ มดแล้ว ซง่ึ พชื พวกนีเ้ รยี กว่า monocarpic เชน่ เดียวกนั กบั ลาน (Carypha sp.) เต่ารา้ ง (Caryota sp.) หรอื พวกหวายบางชนิด (Calamus sp.) (ปิฏฐะ, 2535) ผลและเมล็ดของ ต๋าวมีพฒั นาการดงั ต่อไปน้ี การเจรญิ เติบโต และพฒั นาการของผลตา๋ ว เม่ือชอ่ ดอกสมบรู ณเ์ พศบาน กจ็ ะเกดิ การถา่ ยละออกเกสร (pollination) จากนัน้ กจ็ ะ เกิดการปฏสิ นธิ (fertilization) เม่อื ผสมติดแลว้ กลีบดอก และกลีบรองดอกจะไมร่ ่วงหล่น ยังคงติดอยกู่ ับ รังไข่ ซง่ึ จะพฒั นาไปเป็นผลของต๋าวต่อไป ซึ่งรงั ไขข่ องตา๋ วน้ีในขณะเริม่ จะพัฒนาไปเป็นผล จะมที รงกลม แปน้ เส้นผา่ ศนู ยก์ ลางประมาณ 0.8 – 1.1 ซม. และจะพัฒนาไปเปน็ ทรงกลมค่อนขา้ งรี เมอ่ื เจรญิ เตบิ โต เตม็ ท่ี ซงึ่ จะมเี ส้นผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ 4.0 – 5.0 ซม. ซงึ่ ใชร้ ะยะเวลาในการพฒั นาจากระยะหลงั ดอก บาน จนถงึ ผลเจรญิ เติบโตเต็มที่ ประมาณ 30 เดอื น ซง่ึ สามารถแบง่ ระยะการพัฒนาการของผลตา๋ วออก ได้ 3 ระยะ คอื (อนุชา, 2534) ระยะท่ี 1 ระยะผลออ่ น ระยะนี้ผลจะมสี เี ขยี วออ่ น ทรงกลมแปน้ ขนาดเสน้ ผา่ ศนู ย์กลาง ของผล 1.8 – 2.0 ซม. จะใช้เวลาประมาณ 4 – 6 เดือน ซง่ึ นับวา่ เปน็ ช่วงที่ต๋าวมีการเจรญิ เติบโต และการ พฒั นาการของผลท่รี วดเร็วมาก ระยะท่ี 2 ระยะสะสมอาหาร ระยะนก้ี ารเจรญิ เตบิ โตของผลจะเพ่มิ ข้ึนอยา่ งช้า ๆ ซึ่งจะ ใชร้ ะยะเวลาประมาณ 16 – 20 เดอื น หลังจากดอกบาน กจ็ ะเขา้ สู่ระยะน้ี และจะมกี ารสะสมอาหารไป เรื่อย ๆ จนเขา้ สรู่ ะยะท่ี 3 ผลทม่ี ีอายุ 16 – 20 เดือน สามารถนาํ ไปต้ม และตดั สว่ นหวั ของผลออก และ นาํ ไปหนบี ให้เมล็ดท่ีอยู่ในผลทะลักออกมา กลายเป็นลกู ตา๋ วที่รบั ประทานได้ ในระยะนี้ผลจะมี เส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ 4.0 – 5.0 ซม. ผลจะมีรูปรา่ งกลมรนี ดิ ๆ คลา้ ยผลของหมาก ผลจะเปลีย่ นจาก สีเขยี วอ่อนไปเป็นสเี ขยี วแก่ จนถงึ สเี ทาอ่อน และที่ผิวจะมนี วล (bloom) ปกคลมุ อยู่ ระยะนี้เป็นระยะที่มี น้ํายางซงึ่ อยู่ในสว่ นของเสน้ ใยท่ีอย่ถู ดั จากเปลอื กด้านนอก (mesocarp) จํานวนมาก และนาํ้ ยางดังกลา่ ว ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการหนบี เอาลูกต๋าวดา้ นในผลออกมา
การเจริญเติบโตและการพฒั นาของผล 169 ระยะที่ 3 ระยะผลแก่ จะเปน็ ระยะท่ีขนาดของผลไม่มกี ารขยายขนาดอกี ต่อไป ซึง่ เป็น ชว่ งท่ีถัดจากระยะสมสมอาหาร สีของผลจะเปลีย่ นจากสีเขียวแก่ หรอื สเี ทาอ่อน กลายไปเป็นสีม่วงเข้ม จนถึงสีดํา ช่วงนีจ้ ะใช้ระยะเวลา ประมาณ 30 – 36 เดือน หลังจากดอกบาน ขนาดของผลจะมี เส้นผ่าศนู ยก์ ลางเทา่ เดิม จากระยะสะสมอาหาร คือประมาณ 4.0 – 5.0 ซม. ระยะนี้นาํ้ ยางในผลจะลด นอ้ ยลง เส้นใยในสว่ นของ mesocarp จะหยาบและแหง้ ขนึ้ ตอ่ จากนี้ไปอกี ประมาณ 6 เดือน ผลก็จะร่วง หลน่ จากทะลายลงส่พู ื้นดิน การเจรญิ เตบิ โตและการพฒั นาการของเมล็ดต๋าว ในระยะแรกเมอ่ื ผ่าตามขวางจะพบว่ามอี ยู่ 3 พู แต่ละพจู ะมนี า้ํ บรรจอุ ยู่ จนเวลาผา่ นไป ประมาณ 3 – 4 เดอื นจงึ เริ่มมีเมลด็ ปรากฏแทนทน่ี ้ําภายในพู และเมอ่ื หลังจากดอกบาน 4 – 6 เดอื น จะ สงั เกตเหน็ เมล็ดอย่ขู า้ งใน เมลด็ จะเปน็ วุ้นยาวรี สว่ นของเปลอื กหุม้ เมล็ด (seed coat) มีสีเหลอื งอ่อนและ ส่วนของเมลด็ ทีม่ องเห็นนี้จะเป็นส่วนของ endosprerm ซงึ่ จะมีสใี ส (คล้ายลกู ชิด) และจะสงั เกตเหน็ จุดสี ขาวขุน่ ซงึ่ ตดิ อยู่ด้านนอก ค่อนไปทางปลายเมล็ด ขนาดเสน้ ผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ 1 มม. ส่วนนีค้ ือ สว่ น ของต้นอ่อน (embryo) สว่ นของเมลด็ น้ี จะแบง่ พฒั นาการออกเปน็ 3 ระยะไดแ้ ก่ (อนุชา, 2534) 1. ระยะเจรญิ เติบโตและแบ่งเซลลข์ องต้นออ่ น ระยะแรกสว่ นของเมล็ดยังไม่มี ยงั คงมี แตน่ าํ้ บรรจอุ ยูใ่ นพทู ้งั 3 เมือ่ เวลาผา่ นไปประมาณ 3 – 4 เดอื น จึงเริม่ มีเมลด็ ปรากฏแทนท่ีนาํ้ ภายในพู ระยะน้ีเป็นระยะท่สี องของ endosperm เร่มิ ขยายขนาด และส่วนของ embryo ก็จะขยายขนาดด้วย เชน่ กัน โดยสว่ นของ embryo จะขยายขนาดจากขนาดเท่ากบั ปลายเข็ม ไปเป็นขนาดเส้นผา่ ศูนย์กลาง ประมาณ 1.0 มม. ซึ่งเป็นระยะทีส่ ามารถมองเหน็ embryo ได้ endosperm จะมสี ใี ส เปลือกของเมลด็ (seed coat) มสี ีเหลือง ขนาดความกวา้ งประมาณ 0.8 – 1.0 ซม. ความยาว 1.5 – 1.8 ซม. ระยะนีจ้ ะ เรมิ่ จาก 4 – 6 เดือน หลงั จากดอกบาน และมีการพฒั นาไปเรอ่ื ย ๆ จนเขา้ สรู่ ะยะที่ 2 เมลด็ ของต๋าวใน ระยะนี้ยังไม่สามารถนําไปรับประทานได้ เพราะยงั อ่อนอยู่ ลกั ษณะคล้ายวุน้ 2. ระยะสะสมอาหาร ระยะนจ้ี ะประมาณ 16 – 20 เดือน หลงั จากดอกบาน ระยะ ดังกลา่ วสว่ นของ endosperm จะมขี นาดใหญ่ขนึ้ แต่เปลอื กหมุ้ เมล็ด (seed coat) ยงั ไม่เปลี่ยนเป็นสีดาํ แตจ่ ะเริม่ เปล่ยี นเปน็ สนี ํา้ ตาล สว่ นของ endosperm กส็ ามารถนําไปรับประทานได้ ซง่ึ จะมลี กั ษณะเป็น ไต ใส ๆ ซ่งึ พฒั นามาจากลกั ษณะวุ้นในระยะท่ี 1 จะมีขนาด ความกว้างประมาณ 1.5 – 1.6 ซม. ความ ยาวประมาณ 2.4 – 2.5 ซม. และจะสงั เกตเหน็ ตน้ อ่อน (embryo) มขี นาดเส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ 1 – 2 มม. ส่วนของ endosperm ระยะนช้ี าวบา้ นมักจะนําไปต้ม และหนบี เพือ่ ให้เมล็ดทีอ่ ยูด่ ้านใน(ลกู ชดิ ) ออกมา หากปลอ่ ยทิ้งไว้นานกวา่ น้ีสว่ นของ endospern จะแข็งขึน้ ไมน่ ยิ มนาํ มารบั ประทาน 3. ระยะเมลด็ แกจ่ ะถดั จากระยะที่ 2 จะสงั เกตไดว้ า่ เปลือกของเมล็ด (seed coat) จะ เปลี่ยนไปเป็นสนี าํ้ ตาลดาํ หรอื สดี ํา จะบาง แต่แข็งเป็นมนั คล้าย ๆ กับเมล็ดละมดุ ลกั ษณะยาวเกอื บแบน มีขนาดความยาวประมาณ 1.5 – 1.6 ซม. ความยาวประมาณ 2.4 – 2.5 ซม. ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการ พัฒนาการจากดอกบานจนถึงระยะนปี้ ระมาณ 30 - 36 เดอื น เมลด็ ในระยะน้ีสามารถนาํ ไปเพาะเปน็ ต้น
170 การเจรญิ เตบิ โตและการพัฒนาของผล ใหมไ่ ด้ แตช่ าวบา้ นไมน่ ิยมทํากนั เพราะต้องไปหนบี ออกจากผล ซึ่งมคี วามคนั อยู่ ดงั นั้นชาวบา้ นจึงไปเก็บ ผลทรี่ ่วงหลน่ แล้วตัวหนอนกัดกนิ เสน้ ใย จนเหลือแตเ่ มลด็ แข็งสดี าํ ทห่ี นอนไม่สามารถกนิ ได้ ซงึ่ หมดความ คนั มาเพาะ แต่ระยะดงั กลา่ วน้เี ปอรเ์ ซ็นต์ความงอกจะลดลง (อนุชา, 2534) ภาพที่ 88 ดอกตา๋ วเพศเมีย ภาพท่ี 89 ดอกเพศเมียที่ได้รับการผสมเกสร 1 สัปดาห์ ภาพที่ 90 ผลต๋าวอายุ 3 เดอื น ภาพที่ 91 ผลตา๋ วอายุ 14 – 18 เดือน (ทําลกู ชดิ ได้) ภาพที่ 92 ผลตา๋ วอายุ 20 – 25 เดอื น ภาพที่ 93 ผลตา๋ วอายุ 30 - 36 เดือน
การเจรญิ เติบโตและการพฒั นาของผล 171 สรุป การเจริญเตบิ โตและพัฒนาการของผล จะเป็นขัน้ ตอนการเจรญิ เตบิ โตของผล นับต้งั แต่ ไมผ้ ลเรม่ิ ติดผลจากนนั้ จะมกี ารพฒั นาผลทมี่ ขี นาดใหญ่ขน้ึ ซงึ่ การขยายขนาดหรือการเจรญิ เตบิ โตของไม้ ผลโดยท่วั ไปจะมี 2 ลักษณะ คอื แบบ sigmoid type และ double sigmoid type ซ่งึ จะเปน็ ลกั ษณะ การเจริญเติบโตของไม้ผล ต้ังแต่เริ่มติดผลจนถึงสกุ แก่ และในระหว่างนจ้ี ะมขี ้นั ตอนของการร่วงของดอก และผลซง่ึ เกดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติ การรว่ งจะมี 3 ระยะ ได้แก่ การรว่ งครง้ั แรก การรว่ งครั้งท่ีสอง และ การร่วงครง้ั ท่สี าม ซง่ึ การรว่ งจะมากนอ้ ยขน้ึ อยกู่ ับพันธ์ไุ ม้ผล และสภาพสิ่งแวดล้อม อยา่ งไรกต็ ามก็ สามารถใช้สารเคมี หรือฮอรโ์ มนป้องกันการหลดุ ร่วงไดเ้ ช่นกัน ฮอรโ์ มนทใ่ี ชจ้ ะเปน็ ฮอรโ์ มนกลุ่มออกซิน และจบิ เบอเรลลิน และนอกจากการร่วงแลว้ ไม้ผลยังมขี ัน้ ตอนของการสุกของผล ซ่ึงหมายถงึ การ เปล่ียนแปลงทางชวี เคมี และทางสรีรวทิ ยาของผล เป็นการเปลีย่ นแปลงทางคณุ ภาพของผล หลงั จากผล น้นั เจรญิ เตบิ โตเต็มทแี่ ล้ว ซึง่ การสกุ ของผลจะมี 2 ลกั ษณะ คือ ผลทมี่ กี ารสกุ แบบ climacteric fruit และ แบบ non climacteric fruit ผลทสี่ กุ นข้ี ั้นตอนต่อไปกจ็ ะเข้าสกู่ ารเน่าเละ และย่อยสลายตวั ลงไป เอกสารอา้ งองิ 1) ปิฎฐะ บญุ นาค. 2535. ปาล์ม (ฉบบั ปรบั ปรุง). หา้ งหุ้นสว่ นจํากดั บรรณกิจเทรดด้ิง ถนนนครสวรรค์ ผ่านฟา้ , กรงุ เทพฯ. 127 น. 2) อนุชา จันทรบูรณ์. 2541 ก. การสาํ รวจและศึกษาลกั ษณะของชดิ ในจงั หวดั นา่ น. เอกสารการ ประชุมสมั มนาทางวิชาการ สถาบันเทคโนโลยรี าชมงคล ครั้งที่ 15. เล่ม 1 สาขาพชื . กรงุ เทพฯ. 338 น. 3) . 2541 ข. โครงการสํารวจพนั ธกุ รรมพืชชดิ ในจังหวดั น่าน. เอกสารการประชุม ทางวิชาการของมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ ครัง้ ที่ 36. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.์ กรุงเทพฯ. 297 น. 4) . 2544. การศกึ ษาเบื้องต้นการพฒั นาการของผลและเมล็ดชดิ . เอกสารการ ประชุมทางวชิ าการ ของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ คร้งั ท่ี 39. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ กรุงเทพฯ. 5) . 2534. หลกั การไม้ผล. คณะวชิ าพชื ศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วทิ ยาเขตนา่ น, น่าน. 73 น. 6) Leopold, A.C. 1975. Plant Growth and Development. McGraw - Hill Book Company.
บทท่ี 6 การเกบ็ เก่ียว และวทิ ยาการหลงั การเกบ็ เกี่ยวไม้ผล บทนํา ในการทําสวนไมผ้ ล กวา่ จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต้องอาศัยระยะเวลาอยา่ งนอ้ ย 2 – 3 ปี ซ่งึ ในระยะเวลาท่ไี มผ้ ลยังไมส่ ามารถให้ผลผลติ ไดน้ ี้ ก็ยงั จาํ เปน็ ต้องใช้งบประมาณในการจัดการสวน ในรอบปี นน่ั หมายถงึ เปน็ การเพิ่มต้นทุนในการทาํ สวนข้ึนไปเร่ือย ๆ จวนจบกระทงั่ ไม้ผลสามารถออก ดอกออกผลได้ ผลมกี ารพฒั นาเจริญเติบโตจนสามารถเก็บเก่ียวได้ เกษตรกรเจา้ ของสวนหากยงั ไม่ให้ ความสําคัญการเกบ็ เก่ียวไม้ผล และวิทยาการเก็บเกีย่ วไม้ผลท่ดี ีแลว้ แทนท่ีรายได้จากการจาํ หน่ายผลผลิต จะเปน็ กอบเป็นกํา แต่กลับได้ราคาไม่ค่อยดีเน่อื งจาก เกดิ การสญู เสียในระหวา่ งการเก็บเกี่ยว วธิ ีการเกบ็ เกี่ยวไมเ่ หมาะสม ไมม่ ีการจดั การหลงั การเก็บเกย่ี วทีด่ ี ทถ่ี ูกตอ้ ง จึงเป็นผลทาํ ใหจ้ ําหน่ายไดร้ าคาท่นี อ้ ย กวา่ ทส่ี ามารถจะทําได้จรงิ จงึ ทําให้ระยะเวลาของการคนื ทุนยาวนานข้นึ เม่ือไมผ้ ลผา่ นการออกดอกและติดผล ผลมกี ารพฒั นาจนสามารถนาํ ผลไปใชป้ ระโยชน์ได้ ไม้ผลแต่ละชนิดใช้ระยะเวลาแตกตา่ งกัน อย่างท่ีได้กลา่ วมาแลว้ ในหนว่ ยทผี่ า่ นมา และไมผ้ ลแตล่ ะชนิด เม่อื ถงึ เวลาสกุ แก่พร้อมที่จะเกบ็ เก่ียวได้แล้ว ลักษณะของการสุกแก่ของไม้ผลแต่ละชนดิ กแ็ ตกต่างกนั ไป จึงมีวิธกี ารสงั เกตทีแ่ ตกตา่ งกันออกไป ซึ่งจะได้กลา่ วในหวั ขอ้ ต่อไป พรอ้ มทั้งจะได้บอกถึงความหมาย และ ความสําคัญของการเก็บเกี่ยวพร้อม ๆ กันไป ความหมายและความสาํ คญั ของการเก็บเกย่ี วไมผ้ ล ความหมายของการเก็บเกี่ยว การเก็บไมผ้ ลสว่ นใหญ่ตอ้ งใชค้ วามประณตี จึงตอ้ งใชม้ อื เกบ็ เป็นสว่ นใหญ่ หลักของการ เก็บเกยี่ วทด่ี กี ็คอื พยายามให้ผลไมช้ ํา้ นอ้ ยทส่ี ดุ และจะตอ้ งเกบ็ เก่ยี วเมื่อผลไม้อยู่ในสภาพทีพ่ รอ้ มทจ่ี ะเก็บ ได้ซ่ึงจะแตกตา่ งกนั ออกไป ตามชนิดของไม้ผลแต่ละชนดิ และวตั ถปุ ระสงค์ทีจ่ ะนํา ไมผ้ ลไปใช้ การเกบ็ เกย่ี วไม้ผล หมายถึง กรรมวธิ ีในการทจ่ี ะนาํ เอาผลผลิตทไี่ ดจ้ ากต้น (harvesting) เมอื่ ได้ลกั ษณะตามต้องการที่จะใชป้ ระโยชน์ โดยใหผ้ ลไม้นน้ั มกี ารสญู เสยี น้อยทีส่ ดุ ซ่ึงไม้ ผลแตล่ ะชนดิ ยอ่ ยใชว้ ิธกี ารทแ่ี ตกตา่ งกันออกไป การเก็บเกย่ี วไมผ้ ลในประเทศไทย และประเทศกาํ ลัง พัฒนาอน่ื ๆ ยงั คงตอ้ งอาศยั แรงงาน ทงั้ ประเภททม่ี ีและไม่มคี วามชาํ นาญงานเกือบทั้งส้นิ ส่วนใน
ความหมาย และความสําคญั ของการเก็บเก่ียวไมผ้ ล 173 ประเทศทพ่ี ัฒนาแลว้ มกั ประสบกบั ปัญหาในด้านคา่ แรงงานทีส่ งู มาก จงึ ไดพ้ ยายามประดิษฐเ์ คร่อื งจักร และเคร่อื งทนุ่ แรงอน่ื ๆ ทเ่ี หมาะสมสาํ หรบั การเก็บเก่ยี วในไม้ผลแต่ละชนดิ ต่าง ๆ กนั ออกไป เชน่ อาจใช้ วธิ กี ารยึดก่งิ แล้วเขย่าใหผ้ ลรว่ งลงมายงั ทร่ี องรับ หรอื การใช้เคร่ืองดดู ผลไม้เปลอื กแข็งภายหลังจากทไ่ี ด้ เขย่าใหร้ ่วงลงส่พู ื้นแล้วอกี ทหี น่งึ เป็นต้น (รว,ี 2528) ดชั นกี ารเกบ็ เกย่ี วไม้ผล ดชั นีการเก็บเก่ยี ว (harvesting index) หมายถงึ สิ่งบง่ ชี้ถึงลกั ษณะของผลไม้นนั้ ๆ ว่า สามารถเกบ็ เก่ยี วได้ตามกาํ หนดแล้ว การทเี่ ราจะไดผ้ ลไมท้ ีม่ ีคณุ ภาพดีนั้นส่งิ สําคัญย่งิ ประการหนึ่งคอื การ เกบ็ เกย่ี วในช่วงระยะเวลาทีเ่ หมาะสม หากเก็บเกีย่ วในขณะที่ยงั ออ่ นอยู่หรอื ก่อนกําหนด จะได้ผลไม้ท่มี ี คณุ ภาพเลวและสุกไม่สมาํ่ เสมอ ในทางตรงกนั ข้ามหากปลอ่ ยใหผ้ ลไมแ้ กห่ รอื สกุ เกนิ ไป กจ็ ะไดผ้ ลไมท้ ่ีมี คุณภาพเลวอีกเช่นกัน ผลเนา่ เสียหายงา่ ย ในกรณี ท่ีตอ้ งมกี ารขนส่งผลไมไ้ ปยังตลาดที่อยูห่ ่างไกลออกไป หรอื ต้องการเก็บไวเ้ พ่อื รอใหร้ าคาของผลิตผลน้ันดีหรือสงู ขึน้ ก็จาํ ตอ้ งเกบ็ เก่ียวผลไม้ทอี่ ยใู่ นสภาพแก่จดั แต่ ยังไมส่ ุก ซ่ึงกเ็ ปน็ เร่อื งท่คี อ่ นขา้ งยาก จําต้องอาศยั การพิจารณาในหลาย ๆ ด้านมาประกอบเขา้ ด้วยกัน เรามหี ลักในการพจิ ารณาว่าผลไมน้ ั้น อย่ใู นระยะทเ่ี หมาะสมตอ่ การเก็บเกยี่ ว ดังน้ี (อนชุ า, 2534) 1. การพิจารณาประมาณการด้วยสายตา อาจแบ่งไดห้ ลายลักษณะดว้ ยกัน 1.1 การเปล่ียนแปลงของสี โดยมากดจู ากการเปลยี่ นแปลงของสผี วิ ของผล เช่น เงาะ มังคดุ สตรอเบอร์ร่ี มะละกอ สับปะรด และชมพู่ เปน็ ต้น 1.2 ขนาดผล โดยพจิ ารณาจากขนาดผลว่าได้ทีแ่ ลว้ เชน่ มะละกอทใี่ ช้สําหรบั การ ปรงุ อาหาร มะมว่ งที่ใช้รบั ประทานผลดิบ หรอื มะมว่ งมนั หรือในกล้วยหอมทอง ซ่ึงสงั เกตจากการ เจรญิ เติบโตของผลวา่ มุมเหลยี่ มของผลน้ันลบแลว้ หรือผลเริ่มกลม 1.3 การเปล่ียนแปลงท่ีผิวผล ผลไม้บางชนิดมีลักษณะอืน่ ๆ ทเี่ ปลยี่ นแปลงใน บริเวณผิวของผลในชว่ งระยะทผ่ี ลใกล้แก่ เชน่ ผวิ มนี วล (bloom) ขน้ึ จบั เช่น มะม่วง อง่นุ หรือเกิดรอย แยกของรอ่ งตาในนอ้ ยหนา่ รอ่ งหนามท่แี ยกห่างกันมากข้ึนในทุเรียนบางพันธ์ุ และในขนุน 1.4 การเปล่ยี นแปลงท่ีก้านข้วั ผลไม้บางอย่างเมื่อใกลส้ กุ จะเกดิ รอยร้าวที่บรเิ วณ กา้ นข้วั ผล เช่น ในทุเรียนพันธชุ์ ะนี ผลทุเรียนที่อยู่ในระยะที่ตัดได้จะพบรอยรา้ วที่สว่ นกา้ นผลนี้ 2. พจิ ารณาจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ มหี ลายลกั ษณะด้วยกนั คอื 2.1 การแยกหลุดของขวั้ รอยแยกหลุดของขวั้ เปน็ เครอื่ งบง่ ช้ีว่า ผลไม้นนั้ เรมิ่ สกุ แล้ว ทดี่ วี ธิ ีหนึ่ง เช่น มังคุด และทเุ รียน 2.2 การวดั จากความแน่นของเน้อื ผล ผลไม้สว่ นมากในขณะท่กี าํ ลังสกุ นนั้ จะมกี าร เปลีย่ นแปลงในดา้ นการออ่ นตัวของเนอื้ ผลลง ซ่งึ เราอาจใชเ้ ครื่องมอื ชนดิ หนึง่ ทีเ่ รยี กวา่ “เพรสเชอรเ์ ท สเตอร”์ (pressure tester) เพือ่ วดั ดูความแน่นของเนือ้ ผลไม้ แต่ละระยะ ผลไมแ้ ตล่ ะชนดิ จะมคี า่ ความ แนน่ ของตัวเองโดยเฉพาะ
174 ความหมาย และความสาํ คญั ของการเก็บเกย่ี วไม้ผล 2.3 การวัดความถว่ งจาํ เพาะ ผลไม้หลายชนิดเมอื่ ใกลแ้ ก่หรอื ยู่ในสภาพทเ่ี หมาะสม อาจใชว้ ัดจากความถ่วงจาํ เพาะได้ เพราะค่าของความถ่วงจาํ เพาะจะเพิ่มสูงขน้ึ ตามลําดบั เน่ืองจากมีการ สะสมอาหารต่าง ๆ เพมิ่ มากขน้ึ เรือ่ ย ๆ ผลไมแ้ ตล่ ะชนดิ จะมคี ่าของความถว่ งจําเพาะแตกตา่ งกนั ออกไป ตามชนดิ ของผลไม้ และระยะการแก่ การใชว้ ัดโดยวิธีน้ี อาจใชไ้ ม่ไดผ้ ลกับผลไมท้ ม่ี ลี ักษณะเปน็ โพรง ภายใน เพราะจะทาํ ใหป้ รมิ าตรท่แี ท้จรงิ ของผลไม้ผิดไป 2.4 การวัดจากหน่วยความรอ้ นสะสม (heat unit) วธิ ีน้ีใชอ้ ุณหภูมิเฉลี่ยของแต่ ละ วัน แลว้ หักออกดว้ ยคา่ ของอุณหภมู ิตาํ่ สุดทพ่ี ชื จะเริม่ มีปฏิกิริยาต่าง ๆ ได้ หรอื zero temperature นํามารวมกันทกุ วนั จนได้อุณหภูมสิ ะสมระดับหนึ่ง กส็ ามารถระบุได้วา่ ผลได้ชนดิ นนั้ ๆ สกุ หรือมี คณุ ภาพซึ่งเก็บเกีย่ วได้แลว้ วธิ ีนี้นิยมใชก้ นั ในส้ม และอง่นุ 3. การพจิ ารณาทางเคมี สามารถใชไ้ ดห้ ลายลกั ษณะดว้ ยกนั ท้งั นอ้ี าจตอ้ งทาํ การ วิเคราะห์จากในห้องปฏบิ ัติการดว้ ย วธิ ตี า่ ง ๆ มดี ังนี้ 3.1 การวัดจากปริมาณของสารละลายของของแข็งทีล่ ะลายนาํ้ ได้ (total solids soluble) เมอื่ ผลไมใ้ กลส้ กุ นนั้ จะมีการสะสมพวกของแขง็ ที่ละลายนํา้ ได้ (ซง่ึ สว่ นใหญเ่ ปน็ พวกนํา้ ตาล) ผล อาจมกี ารสะสมสารเหลา่ นีโ้ ดยตรง เชน่ ในพวกส้ม องุ่น หรอื สะสมในรปู ของแป้งแลว้ เปลี่ยนแปลงมาเป็น นํา้ ตาลอกี ทีหนง่ึ ในช่วงระหวา่ งทผี่ ลกําลงั สุก ปรมิ าณของสารพวกนี้ จะเพมิ่ สงู มากขึ้นจนถงึ ระดับหนง่ึ ใน ผลไมแ้ ต่ละชนดิ จะเป็นเครือ่ งช้บี ่งวา่ ผลน้นั สามารถเกบ็ เก่ียวได้แลว้ 3.2 การวัดจากปริมาณของกรด วธิ ีนีโ้ ดยมากใช้ในงานทดลอง ต้องใชว้ ิธีการท่ี เรียกวา่ “การไตเตรท” (titration) ด้วยสารละลายดา่ งมาตรฐานท่ที ราบความเขม้ ขน้ แน่นอน จงึ จะ สามารถวดั ปริมาณกรดทแ่ี ทจ้ ริงได้ ผลไมโ้ ดยมากมีปริมาณกรดลดลงตํา่ เมอื่ ใกลแ้ ก่ 3.3 การวดั จากปริมาณของแป้ง นยิ มใชใ้ นงานทดลองเชน่ กัน เพราะตอ้ งใช้การ วิเคราะหใ์ นหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร ปริมาณแป้งจะเพ่มิ สูงขึน้ จนถึงสูงสดุ เม่อื ผลไม้อยู่ในระยะทแ่ี กจ่ ัดก่อนสุก เมอ่ื เริ่มสุกปริมาณแปง้ จะลดตํา่ ลง เน่ืองจากเปลย่ี นไปเปน็ นํ้าตาล จะเหน็ ได้วา่ รสชาตขิ องผลไมย้ ่อมขึน้ อยู่กบั ปรมิ าณแปง้ ทส่ี ะสมอยดู่ ว้ ย 4. การพิจารณาจากการนบั จํานวนวัน เปน็ วธิ กี ารทนี่ ับว่าได้ผลดมี าก อกี แบบหนงึ่ อาจนบั ตงั้ แตด่ อกบานเต็มที่หรอื ประมาณ 50 % ของทัง้ ตน้ หรอื นับจากระยะทก่ี ลีบดอกโรย (คอื ระยะ เร่ิมมกี ารติดผล) จนถงึ กําหนดวันท่เี ก็บเกย่ี ว จะอยู่ในลกั ษณะทค่ี ่อนขา้ งคงตัว หากไมม่ สี ภาพแวดลอ้ มอน่ื ๆ เขา้ มาเกีย่ วขอ้ งมากนกั เชน่ อณุ หภูมทิ ค่ี ่อนขา้ งต่ํานานกวา่ ปกติ หรอื การใหป้ ุ๋ยพวกไนโตรเจนมาก เกินไป จะทาํ ใหผ้ ลไมน้ ัน้ เจรญิ หรือแก่ชา้ กวา่ ปกตไิ ป ผลไม้ต่างพนั ธ์ุกันก็มอี ายตุ ่างกนั ออกไป เชน่ ทเุ รียน พันธุร์ วง และกระดุมทองมีจาํ นวนวนั นับจากดอกบานถงึ ผลแก่ใช้เวลา ประมาณ 97 วัน พันธ์ุชะนี 100 – 105 วัน พนั ธ์ุก้านยาว 112 วัน และพันธช์ุ ายมะไฟ 135 วัน ส่วนในส้มชนดิ ต่าง ๆ นัน้ ก็มอี ายผุ ดิ กนั ออกไป เชน่ มะนาว มจี ํานวนวนั นบั จากดอกบานถงึ ผลแกใ่ ชเ้ วลาประมาณ 4 เดือนคร่ึง ส้มโอ 7 เดอื น และในส้มเขียวหวาน 9 เดือน สาํ หรับมงั คดุ จากดอกบานถึงเก็บเก่ยี วได้ประมาณ 12 สปั ดาห์ และเงาะสี ชมพูจากดอกบานถึงเก็บเก่ียวประมาณ 16 สปั ดาห์ เป็นตน้
ความหมาย และความสาํ คญั ของการเก็บเก่ียวไมผ้ ล 175 5. การใช้หลกั การเปลย่ี นแปลงทางสรรี วิทยา วธิ นี ้นี ยิ มใช้เฉพาะในด้านงานทดลอง เท่านนั้ ทนี่ ยิ มใช้คือ การวดั จากอตั ราการหายใจของพชื ผล ซ่ึงในทางปฏบิ ตั ินั้น ไมส่ ามารถนาํ มาใช้กับการ ปฏิบัตงิ านสวนได้ 6. การใชป้ ระสาทสัมผสั สว่ นอนื่ ๆ โดยใชน้ อกเหนอื จากการใช้ประมาณการด้วยสายตา มหี ลายวธิ ดี ว้ ยกัน คอื 6.1 การชิมรส เปน็ วธิ ีท่ีใชไ้ ด้ผลดีในผลไมห้ ลาย ๆ ชนิด แตก่ ม็ คี วามผัน แปรมากตามความรู้สึกของผู้ท่ที าํ การทดสอบแต่ละทา่ น บางคนอาจชอบรสชาตทิ ่ีคอ่ นขา้ งอมเปรี้ยว ในขณะทอี่ ีกคนหนง่ึ ไมช่ อบผลไมท้ ี่มรี สเปรยี้ วเลย 6.2 การฟังเสียง นิยมใช้กนั มากในทุเรยี น ซึง่ ผทู้ ี่ทําการตดั (เก็บเกยี่ ว) ทเุ รยี น ใช้วธิ กี ารฟังเสียง ดงั ได้กลา่ วมาแล้ว 6.3 การดมกลน่ิ ผลไม้เม่อื อยใู่ นระยะใกล้สุกหรอื แกจ่ ัด มักมกี ารสรา้ งสารทม่ี ี กล่ินหอมตามลกั ษณะประจาํ พันธ์ุออกมา และกลนิ่ เรม่ิ แรงมากขนึ้ เมอ่ื ผลสกุ เพ่ิมข้ึน แต่การใช้วธิ ีการดม กลิ่นมักจะลา่ ชา้ เกนิ ไปเสียแลว้ สําหรับการเกบ็ เกี่ยว (อนุชา, 2534) อยา่ งไรกต็ าม ดชั นกี ารเก็บเกีย่ วสําหรบั ผลไมแ้ ตล่ ะชนดิ ยอ่ มแตกต่างกนั ออกไป เน่อื งจากมสี ภาพแวดล้อมอนื่ ๆ เขา้ มาเกย่ี วขอ้ ง อกี ทั้งผลไมบ้ างอยา่ งยงั สังเกตได้ค่อนขา้ งยากหาก ผิดพลาดไปเพียงไม่กีว่ ัน ก็สามารถทําใหค้ ณุ ภาพของผลแตกต่างออกไปอยา่ งมากจนจาํ หน่ายไมไ่ ดร้ าคา เลย ในทางปฏบิ ัตจิ ริง ๆ จึงควรใชม้ ากกว่า 1 วธิ ีมาประมวลเขา้ ด้วยกัน โดยเลือกเอาวิธที ส่ี ามารถใชไ้ ด้ สะดวกทป่ี ระกอบกบั เปน็ หลกั ดังที่ได้กลา่ วแลว้ ว่า สภาพแวดลอ้ มมีสว่ นทาํ ให้ต้นไม้ทีเ่ ราปลูกอยมู่ ีอายุ หรอื ลักษณะ ท่เี รายึดเปน็ หลักในการเก็บเกีย่ วผดิ พลาดไป เชน่ สม้ เขียวหวานทีป่ ลกู ในภาคกลางมกี าร เปลีย่ นแปลงของสีน้อยมาก เมือ่ เปรยี บเทยี บกบั ทป่ี ลูกกันอยู่ในภาคเหนือ ซงึ่ มคี วามแตกต่างของอุณหภูมิ ระหวา่ งกลางวันและกลางคืนมากกวา่ ในภาคกลาง อนั จะมผี ลทําใหก้ ารสร้างเม็ดสีพวกแคโรทีนอยด์ (carotenoids) ซึ่งมสี เี หลืองส้ม มากกวา่ ในท่ีที่มคี วามแตกต่างของอณุ หภูมิน้อยกว่า ดงั น้นั จะเหน็ ได้ว่า แมผ้ ลสม้ จะมีอายเุ พยี ง 7 เดือนเทา่ นน้ั ผลกม็ สี ีเหลอื งจัดเกือบท่วั ทงั้ ผลแล้ว แต่เมอ่ื ชมิ รสชาติดจู ะรู้สึกว่า ยงั มีรสเปร้ียวมาก จงึ ควรใช้วธิ กี ารนบั อายปุ ระกอบดว้ ยจะทําใหไ้ ด้ผลสม้ ทม่ี คี ณุ ภาพดีและแนน่ อนกว่า ความแก่ของผล ขนั้ ตอนการสุก (ripeness) ของผลไมโ้ ดยทว่ั ไปแบ่งออกเปน็ 5 ข้นั คอื 1. mature green เปน็ ระยะทผี่ ลไมย้ งั มีสีเขยี วอยู่ ยงั ไมป่ รากฏสที บั (over or blush color) ให้เห็น 2. ¼ ripe ระยะทผี่ ิวของผลเกดิ สที ับประมาณ 1 ใน 4 ของพืน้ ที่ผวิ ทง้ั หมด 3. ½ ripe ผวิ ของผลจะมสี ที ับประมาณคร่ึงหน่งึ ของสพี น้ื ท่ีผวิ ของผล
176 ความหมาย และความสําคัญของการเก็บเกีย่ วไมผ้ ล 4. ¾ ripe ผวิ ของผลจะมีสที ับประมาณ 3 ใน 4 ของสพี นื้ ของผวิ ของผล 5. full ripe ผวิ ของผลจะมีสที บั ปรากฏมากกวา่ 3 ใน 4 ของพืน้ ผิวทงั้ หมด ไมผ้ ลบางชนิดบอกการแก่ของผลเปน็ เปอรเ์ ซ็นต์ เชน่ กล้วย ในสภาพดินฟา้ อากาศ ปกติ กลว้ ยจะแก่จนเปลือกแตก ใชร้ ะยะเวลาประมาณ 105 วัน หลังจากหวสี ดุ ทา้ ย (transitional hand) โผล่ ระยะนีเ้ ราเรียกวา่ bursting full ระยะทีล่ บเหลย่ี มจนหมด (round full) จะใชเ้ วลาประมาณ 85 – 90 วัน ใชบ้ รโิ ภคภายในและระยะท่ลี บเหล่ยี ม 3 ใน 4 (3/4 full) ใชเ้ วลาประมาณ 75 – 80 วนั สาํ หรบั ส่งออกต่างประเทศ เชน่ ไต้หวัน การสุกของกลว้ ยหอมจะใชเ้ วลา 100 วัน หลังจากปลสี ุดแล้ว และเขาถอื วา่ ระยะเวลาน้ีจะเทา่ กบั 100 เปอรเ์ ซ็นต์ การทีเ่ ขาตดั กลว้ ยแก่ 80 หรือ 85 เปอรเ์ ซ็นต์ จึงเป็นจาํ นวน วนั ที่นบั จากปลสี ดุ 80 และ 85 วันตามลําดับ แตอ่ ยา่ งไรกด็ ี การสุกของกลว้ ยตามแหล่งต่าง ๆ ของโลก อาจแตกตา่ งกันออกไป ในบางแหง่ การสกุ ของกลว้ ยอาจใช้เวลาน้อยกว่า 100 วนั ดงั นัน้ การจะคดิ เป็น เปอร์เซน็ ตข์ องความแก่ตอ้ งทาํ เปน็ ส่วนร้อยเสียกอ่ น (อนชุ า, 2534) ดัชนกี ารเก็บเกีย่ วผลไม้ กล้วย กลว้ ยหอมทองมคี วามแก่ 100 % เมื่อมีอายุหลังจากตัดปลปี ระมาณฯ 80 – 90 วนั และ มคี วามแก่ 70 – 75 % หลงั จากตดั ปลปี ระมาณ 55 – 60 วัน และกลว้ ยไขม่ ีระยะเวลาจากแทงปลีถึงตดั ปลีประมาณ 15 วนั กลว้ ยจะแกห่ ลงั จากตดั ปลแี ล้วประมาณ 45 วนั โดยทัว่ ไปแล้วความแก่ของผลกล้วยจะแตกต่างกันขึ้นกบั ปจั จัยต่าง ๆ หลายประการ เช่น พนั ธุ์ แหล่งปลกู ฤดกู าลทีอ่ อกดอกตดิ ผล รวมท้ังการปฏบิ ัติ การดูแลรกั ษาของเกษตรกร และที่สาํ คญั ทส่ี ุด คอื ขึ้นกบั ตลาดและระยะทางในการขนสง่ ดังนนั้ การท่จี ะตดั สนิ ใจเกบ็ เกย่ี วเม่ือไหร่จะต้องพิจารณาจาก หลาย ๆ อยา่ งประกอบกัน ทง้ั จาํ นวนวัน (อาย)ุ ของผลและลกั ษณะของเหลยี่ มผล การเกบ็ เกีย่ วและขนสง่ ไปตลาดท่อี ยหู่ ่างไกล จะเก็บเกีย่ วเมือ่ ผลมีความแก่ประมาณ 75 – 80 % ผลกลว้ ยวัยนจี้ ะมีขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดผลท่ีโตเตม็ ที่ ผลยังคงมีเหลี่ยมผลเหน็ ไดช้ ัด การเก็บเกี่ยวเพอ่ื ขนส่งไปยังตลาดที่อย่ใู กลเ้ คียง หรือตลาดทอ้ งถ่ินใหเ้ ก็บเกีย่ วเม่อื ผลมี ความแกป่ ระมาณ 80 – 90 % ซึง่ ผลกล้วยจะมีเหลย่ี มผลนอ้ ยลง การเกบ็ เกี่ยวผลกล้วยท่อี ่อนเกินไปเม่ือบ่มสกุ จะได้ผลท่ีมลี กั ษณะไม่สวยงาม มขี นาดเลก็ เหลยี่ มผลคมชดั คุณภาพเนอ้ื จะด้อยและถ้าเก็บเก่ียวผลทแี่ กเ่ ตม็ ทีม่ คี วามแก่ 100 % เหล่ยี มของผลกล้วย จะไมป่ รากฏให้เห็น สามารถบ่มใหส้ กุ ไดภ้ ายใน 1 – 2 วนั กลว้ ยในวัยน้ีจะมีอายกุ ารเก็บรักษาส้ัน และ เสื่อมคณุ ภาพเรว็ (อนุชา, 2534)
ความหมาย และความสําคัญของการเกบ็ เกี่ยวไม้ผล 177 เงาะ อายุของผลเงาะทเ่ี ก็บเกยี่ วมีความสําคญั มากตอ่ คุณภาพ ต่ออายุการเก็บรกั ษา และการ วางจําหนา่ ย ถ้านับจากดอกเงาะบานจนถึงแกพ่ ร้อมที่จะเกบ็ เก่ยี วได้ใช้เวลาประมาณ 100 – 120 วัน (สาํ นักงานสง่ เสรมิ การเกษตรภาคตะวันออก, 2527) ผลเงาะที่ออ่ นหรือแก่เกนิ ไปสผี ลไมส่ วย คณุ ภาพ และรสชาติดอ้ ย อายุของเงาะทีเ่ หมาะสมต่อการเก็บเก่ยี วมดี ังนี้ 1. หลังจากเริ่มเปลย่ี นสไี ด้ 10 และ 13 วัน ผลออ่ นเกินไป 2. หลงั จากเริ่มเปลีย่ นสีได้ 16 วนั มีคณุ ภาพอยใู่ นเกณฑด์ ี 3. หลังจากเรม่ิ เปลีย่ นสีได้ 19 และ 22 วัน มคี ุณภาพมากทั้งสีและรสชาติ 4. หลงั จากเร่มิ เปลี่ยนสไี ด้ 25 และ 28 วัน มคี ณุ ภาพดเี ชน่ กนั แตเ่ หมาะสาํ หรบั ตลาด ในประเทศ ทุเรยี น การเก็บเก่ียวทเุ รียนในระยะทเี่ หมาะสม โดยสงั เกตไดจ้ าก 1. นบั อายุผล โดยการจดบันทกึ วนั ทด่ี อกบานของแตล่ ะพนั ธุแ์ ตล่ ะรุ่นไว้ - พนั ธเุ์ บา เชน่ กระดุมทอง ชะนี ลวง ฯลฯ เกบ็ ผลไม้หลงั จากดอกบาน 90 – 120 วัน - พนั ธก์ุ ลาง เช่น กา้ นยาว หมอนทอง ทองย้อยฉตั ร ชมพศู รี ฯลฯ เกบ็ ผลได้ หลังจากดอกบาน 120 - 150 วัน - พันธห์ุ นัก เช่น อีหนกั ฯลฯ เกบ็ ผลได้หลงั จากดอกบาน 140 – 150 วัน (สาํ นักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวนั ออก, 2534) 2. ดูลกั ษณะภายนอกโดยสังเกตดงั นี้ - สีเปลอื กจะเปลี่ยนจากเขียวสดเปน็ สีนา้ํ ตาล หรอื เขยี วแกมเทา แตผ่ ลที่อยู่ นอกทรงพมุ่ โดนแสงแดดมากจะมีสีนํา้ ตาลมากกว่าผลท่อี ยู่ในทรงพมุ่ - ก้านผลมีสีนํา้ ตาลคลํา้ สาก ตรงรอยตอ่ ของระหว่างก้านผลตอนบนกบั ก้าน ผลตอนลา่ ง (ปลิง) จะบวมใหญ่ - ปลายหนามจะแห้ง ร่องหนามค่อนขา้ งหา่ ง และมีสีน้าํ ตาล และจะพบวา่ มี ตุ่มเมลด็ สนี าํ้ ตาลเล็ก ๆ อยู่รอบ ๆ โคนหนาม ซง่ึ สังเกตได้ชดั ในทุเรยี นพนั ธก์ุ ้านยาว - เคาะหรือใชน้ ้วิ ตดิ บรเิ วณโคนหนามจะมเี สยี งโปร่ง ไม่แนน่ ทบึ การเกบ็ ทุเรียนไดถ้ กู ตอ้ งตามระยะท่ตี อ้ งการ จะตอ้ งสงั เกตลกั ษณะหลาย ๆ อย่าง ประกอบกัน และจะตอ้ งคาํ นงึ ถึงตาํ แหน่งของผลบนตน้ และสภาพดินฟ้าอากาศ เปน็ เคร่อื งช่วยในการ ตดั สินใจการเก็บเก่ียวทเุ รยี นเพ่ือสง่ ขายต่างประเทศ หากส่งออกทางเครอื่ งบนิ ใหต้ ดั ทเุ รยี นท่ีแก่ 80 % คือ
178 ความหมาย และความสําคญั ของการเกบ็ เกี่ยวไม้ผล ตัดแล้ว 3 – 4 วนั ผลจะสุก สว่ นตลาดทีค่ ่อนข้างไกลหรือตลาดที่ขนสง่ ทางเรอื ใหต้ ดั ทเุ รยี นที่แก่ 70 % คอื ตัดแล้ว 5 – 7 ผลจะสกุ มะม่วง ตวั อยา่ งอายุการเกบ็ เกยี่ วที่เหมาะสมของมะมว่ งบางพนั ธุ์ ดงั น้ี พนั ธุ์มะมว่ ง อายุการเก็บเกยี่ ว นับตง้ั แต่ (วันโดยประมาณ) เชียวเสวย ออกดอก 105 ดอกบาน สายฝน 96 -111 หลงั จากช่อดอกติดผล 50 % พิมเสนมนั แดงขาว ออกดอก ทองดํา 91 ออกดอก 100 ดอกเร่ิมบาน แรด 95 ดอกบานเต็มที่ ฟา้ ล่ัน 105 หลังชอ่ ดอกติดผล 50 % ล้นิ งูเหา่ 95 – 102 หลังชอ่ ดอกติดผล 50 % น้าํ ดอกไม้ 77 ออกดอก 70 ออกดอก หนงั กลางวัน 115 ดอกบานเตม็ ที่ 115 ตดิ ผล 96 – 110 ดอกบานเต็มที่ 93 110 - 115 วิจิตร (2529) แสดงจํานวนวนั ท่เี มลด็ ของผลมะม่วงแขง็ ตัว ผลแกเ่ ต็มที่ และเวลาที่ เกษตรกรเก็บเกีย่ วจริง โดยนับจากวนั ที่ดอกบานเตม็ ในแหล่งปลูกมะม่วงท่อี ําเภอบางคลา้ จังหวดั ฉะเชงิ เทรา ดังนี้
ความหมาย และความสาํ คญั ของการเก็บเกี่ยวไมผ้ ล 179 พันธ์ุมะม่วง จํานวนวนั ที่ จาํ นวนวนั ท่ี จาํ นวนวนั ทเี่ กษตรกร เมลด็ แขง็ ตัว ผลแก่เตม็ ท่ี นยิ มเกบ็ เกย่ี ว หนงั กลางวัน น้ําดอกไม้ 70 120 90 ทองดํา 70 110 90 70 100 80 พอจะกล่าวโดยสรุปได้วา่ อายกุ ารเกบ็ เกี่ยวทีเ่ หมาะสมของมะมว่ งพนั ธเ์ุ ศรษฐกิจของไทย จะอย่ใู นชว่ ง 90 – 110 วัน นบั จากวนั ดอกบานเต็มที่ ซึง่ นอกจากอายุการเกบ็ เกี่ยวของมะม่วงจะแตกต่าง กนั ในและพันธแ์ุ ลว้ ยังขึ้นกบั ปัจจยั ภายนอกหลายอย่าง เช่น แหล่งปลูก สภาพดนิ สภาพภูมิอากาศ ฤดูกาลที่มะมว่ งน้ันแกพ่ อทีจ่ ะเกบ็ เกย่ี วได้หรอื ไม่ นอกจากการนับอายุ (วนั ) ของผลมะม่วงแลว้ ยังสังเกต ไดจ้ ากลกั ษณะของผลมะม่วงท่ีแก่จดั จะพบวา่ มแี กม้ ผลทัง้ สองขา้ งพองโตเตม็ ท่ี สผี ิวจะเปลีย่ นจากเขยี ม เข้มเป็นเขียวจาง มีนวลหรอื ไขสขี าวเกิดขนึ้ ทั่วบรเิ วณผล แตอ่ ย่างไรกต็ าม การทจ่ี ะตัดสินใจเกบ็ เกยี่ วผลมะมว่ งเมอ่ื ไรนนั้ ควรคาํ นงึ ถึงความใกล้ ไกลของตลาด ถา้ ตลาดอยหู่ า่ งไกล ตอ้ งกะให้พอเหมาะไม่แก่เกินไปจนอายุการเก็บรกั ษาสั้น หรือเกบ็ เกย่ี ว อ่อนเกินไปจนบ่มไมส่ ุก ส่วนการสง่ ตลาดใกล้ ๆ ควรแกเ่ ตม็ ทเ่ี ท่าทีจ่ ะคอยได้ แต่อย่าให้สกุ คาตน้ หรือสกุ ปากตะกรอ้ การเก็บเกย่ี วผลมะมว่ งท่ไี มแ่ ก่จัด จะบม่ สกุ ไดช้ ้า และเม่ือบ่มสกุ แล้วจะมีรสเปรยี้ วสผี วิ และสีเนอื้ ซดี ไมส่ วย ผลเหยี่ วมาก เพราะเกิดการสญู เสยี น้าํ หนกั อย่างรวดเร็ว กลน่ิ หรือความหอมจะมนี อ้ ย และอายุการวางจาํ หน่ายส้ันลง การเก็บเก่ยี วผลในระยะทแี่ กเ่ หมาะสม เมอ่ื ผลสกุ จะทาํ ใหม้ รี สหวาน สผี วิ สีเน้อื สวย ผล ไม่เหี่ยว หรอื เหี่ยวเพยี งเล็กนอ้ ยและมกี ลนิ่ หอม มีอายกุ ารวางขายนาน การเก็บเกย่ี วผลที่แกจ่ ดั มากเกินไปหรอื สกุ ปากตะกร้อ ผลสกุ มคี ณุ ภาพเนื้อไมด่ ี สุกไม่ สมา่ํ เสมอ โดยเนื้อบรเิ วณใกลเ้ คยี งกบั เมลด็ จะสกุ แก่และจะเปน็ วนุ้ ใส ๆ คล้ายกบั ชาํ้ เน้ือจะนม่ิ ไว และ บอบช้ําง่าย มังคุด เกบ็ เก่ียวในระยะที่เหมาะสม หลงั จากมังคดุ เรม่ิ ติดผลแลว้ ประมาณ 75 – 85 วัน ก็ ทยอยเกบ็ เกี่ยวได้ การพิจารณาเก็บเกีย่ วมังคุดระยะไหนขนึ้ อยกู่ บั ระยะทางในการขนส่งและเวลารอ จาํ หน่ายเป็นหลัก โดยคาดการณใ์ หผ้ ลมังคดุ สกุ หรือมสี มี ว่ งเข้มพอดเี มอื่ ถงึ มอื ผูบ้ ริโภคหรอื โรงงานแช่แขง็ ถ้าตลาดหรอื โรงงานแชแ่ ขง็ อยูไ่ กลจากสวน ควรเกบ็ ในระยะท่เี ริ่มเปน็ สายเลอื ด แตถ่ า้ ตลาดหรอื โรงงาน อยใู่ กลจ้ ากสวน ควรเกบ็ ในระยะท่สี ่ีแดงเขม้
180 ความหมาย และความสําคญั ของการเกบ็ เกี่ยวไม้ผล สถาบนั วิจัยวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหง่ ประเทศไทย ได้แนะนาํ อายขุ องมังคดุ เพ่ือ การเก็บเก่ยี วไว้ดงั น้ี ระดับสที ่ี 0 ผลมีสีขาวอมเหลืองสมาํ่ เสมอ หรอื มสี เี ขยี วอมเหลืองแต้มดว้ ยสีเขียวอ่อน หรอื จุดสี เทา มี ยางสีเหลอื งภายในเปลือกในระดับรนุ แรงมาก เนือ้ และเปลือกไม่สามารถแยกออกจากกนั ได้ ผลท่ีเก็บเกย่ี วในระยะน้ีถึงแม้ว่าจะเปลย่ี นสีไป แตผ่ ลทไ่ี ดจ้ ะมีรสชาติไม่ดี ระดับสีที่ 1 ผลมสี ีเหลอื งออ่ นอมเขยี ว มีจดุ สชี มพกู ระจัดกระจายอยใู่ นบางส่วนของผล ยางภาย ใน เปลอื กยงั คงมีอยู่ในระดบั รนุ แรง เน้อื และเปลอื กยงั ไมส่ ามารถแยกออกจากกนั ได้ ผลทเี่ ก็บ เก่ียวไดร้ ะยะน้ี ถึงแม้ว่าจะเปลยี่ นสีไปก็ตาม แตผ่ ลทีจ่ ะได้มรี สชาติไม่ดี ระดับสที ี่ 2 ผลมสี เี หลอื งอ่อนอมชมพู มีสชี มพกู ระจดั กระจายไปทั่วทงั้ ผล ยางภายในเปลือกอยู่ ใน ระดับ ปานกลาง การแยกตวั ระหวา่ งเน้อื และเปลอื กทาํ ได้ยากถึงปานกลาง เป็นระยะอ่อน ทีส่ ุด สาํ หรบั การเกบ็ เกี่ยวเพ่ือให้ไดผ้ ลทมี่ ีคณุ ภาพดี ระดับสที ่ี 3 ผลสีชมพสู มาํ่ เสมอ ประสีชมพูเริม่ ขยายเขา้ มารวมกนั ไม่แยกกนั อย่างชัดเจน เช่นในระดบั สี ท่ี 2 ยางภายในเปลอื กยังคงมอี ยนู่ ้อยถงึ นอ้ ยมาก การแยกตัวระหว่างเนื้อและเปลอื กปาน กลาง เปน็ ระยะท่เี หมาะสาํ หรบั เก็บเกีย่ วเพื่อส่งออกตา่ งประเทศ ระดับสที ่ี 4 ผลมสี แี ดงหรือนาํ้ ตาลอมแดง บางคร้ังมีแตม้ สีม่วง ยางภายในเปลือกมนี อ้ ยมากจน ถึงไม่มี เลย การแยกตัวระหวา่ งเนื้อและเปลือกดมี าก เหมาะสําหรบั เก็บเกี่ยวเพื่อสง่ ออก ต่างประเทศเป็นระยะเกือบจะรับประทานได้ ระดับสีที่ 5 ผลสมี ว่ งอมแดง ภายในเปลอื กไมม่ ียางเหลอื อยู่ เน้อื และเปลือกสามารถแยกออก จากกัน ได้งา่ ย เปน็ ระยะที่รบั ประทานได้ ระดับสที ่ี 6 ผลมสี มี ่วงหรอื ม่วงเขม้ จนถึงสีดํา ซง่ึ บางครั้งพบวา่ มีสมี ว่ งปนอยเู่ ล็กน้อย ภายในเปลอื กไม่ มยี างเหลืออยู่ เนอื้ และเปลอื กสามารถแยกออกจากกันได้ง่าย เปน็ ระยะท่เี หมาะแกก่ าร รบั ประทาน (อนชุ า, 2534) ลาํ ไย หลังจากแทงช่อดอกไดป้ ระมาณ 7 เดือน หรอื นบั จากดอกบานถงึ ผลแกเ่ ก็บเกี่ยวได้ ใช้ เวลาประมาณ 6 เดือน ลําไยจะแก่และเก็บเกีย่ วได้ โดยท่ัวไปจะสงั เกตจากขนาดของผลทโี่ ตเตม็ ท่ี ผวิ เปลอื กจะเรียบและมีสคี ลํ้าลง เน้อื จะมรี สชาตหิ วานหอม แตถ่ ้าหากเกบ็ เกีย่ วผลทแี่ กเ่ กินไป เนือ้ จะ กระดา้ ง ความหวานลดลง และเมล็ดจะข้นึ หวั
ความหมาย และความสําคญั ของการเก็บเกี่ยวไมผ้ ล 181 สม้ โอ เก็บเกีย่ วผลสม้ โอในระยะเวลาท่แี ก่พอเหมาะ พจิ ารณาได้จาก 1. นับอายุของผลส้มโอ สม้ โอใชเ้ วลาจากดอกบานถึงผลแกป่ ระมาณ 8 เดอื น ข้นึ กบั พันธุ์และสิง่ แวดล้อม อาจแยกเปน็ พนั ธดุ์ งั น้ี ขาวแปน้ 7.5 เดอื น ขาวพวง 8.0 – 8.5 เดอื น ขาวทองดี 8.0 – 8.5 เดอื น ขาวน้ําผงึ้ 8.5 – 9.0 เดือน ขาวหอม 9.0 เดอื น 2. สังเกตลกั ษณะผล ผวิ เปลือกจะเร่มิ เปลย่ี นจากสเี ขยี วเขม้ เปน็ สีเขยี วอมเหลอื ง ต่อม นํ้ามันบริเวณกน้ ผลจะขายใหญแ่ ละหา่ งกนั มาก นํา้ หนกั ผลจะเพ่ิมขึน้ โดยทดลองใช้มือรองผลยกขน้ึ ดู และ ถา้ ใชม้ ือกดทก่ี ้นผลจะยบุ ตัวเขา้ ไปไดม้ าก ส้มตรา สม้ ตราจะเกบ็ เกยี่ วได้เมื่ออายุประมาณ 8 – 9 เดือน นับจากดอกบานและจะตอ้ งทยอย เก็บเกี่ยวเน่อื งจากในต้นเดียวกันมีดอกหลายรนุ่ ใหเ้ ลือกเกบ็ ผลทเ่ี รมิ่ เปล่ียนเป็นสเี ขยี วอมเหลอื งไม่เกิน 30 % ของพ้ืนท่ผี ิวทงั้ ผล ถา้ เก็บสม้ ตราช้าปลอ่ ยให้มีอายเุ กนิ กว่า 9 เดือน จะไดผ้ ลสม้ ตราทม่ี คี ณุ ภาพตํ่า รสชาตไิ มด่ ี เนอื้ จะฟา่ ม ลาดสาด ลองกอง การแก่ของผลดูไดจ้ ากการเปลย่ี นสีจากสเี ขยี วเปน็ สีเหลอื งอ่อนเหลืองแก่ หรือออก น้ําตาลออ่ น ๆ โดยผลท้ังชอ่ จะตอ้ งเปล่ยี นสีหมดแล้วไมม่ สี ีเขยี วปนอยเู่ ลย ถา้ ชอ่ เปล่ียนเปน็ สีน้ําตาลหมด ไม่มสี เี ขยี วปนอยเู่ ลย ผวิ ผลจะเกล้ียงผลนวลและขนท่ผี ิวผลหลดุ หมด องนุ่ ผลองุ่นแกจ่ ะเปล่ยี นเป็นสีเหลอื งนวลใส (พันธุไ์ วท์มะละกา) และสแี ดงเข้มเกอื บ ๆ ดํา (พันธ์คุ าร์ดินลั ) ผลเต่งมนี วลที่ผล กา้ นชอ่ ผลเปลี่ยนเปน็ สนี าํ้ ตาลทงั้ หมด หรอื มีสีเขียวปนเล็กนอ้ ย พวกท่ี กา้ นช่อผลยงั เขียวอยู่จะยังไมแ่ ก่จดั
182 ความหมาย และความสาํ คัญของการเกบ็ เกีย่ วไม้ผล ความสาํ คญั ของการเก็บเกย่ี วไม้ผล การเกบ็ เก่ียวไม้ผลถือหลักทว่ี า่ ใหผ้ ลไม้บอบช้าํ นอ้ ยท่ีสุด เชน่ การเกบ็ เก่ียวกลว้ ยเราอาจ ใช้ถงุ พลาสติกบาง ๆ คลมุ เครอื กลว้ ยเสยี กอ่ นแลว้ จึงตดั เครอื ออกจากตน้ จะชว่ ยป้องกัน รอยข่วน (bruise) บนผลกล้วยได้ หรอื การเกบ็ เกย่ี วผลไม้ลกู ใหญ่ ๆ จากต้นสงู ๆ อาจตอ้ งใชเ้ ชือกผูกลูกแล้วค่อย หยอ่ นลงมา เป็นตน้ ผลไมบ้ างชนดิ จะต้องปล่อยให้อยบู่ นต้นจนมคี ุณภาพทต่ี อ้ งการเสียก่อนจึงจะเกบ็ ได้ เชน่ องุ่น เงาะ เป็นตน้ ถ้าเราเก็บผลไมเ้ หล่านี้ในระยะทย่ี งั ไมส่ ุกจะทาํ ให้รสเปรี้ยวหรอื คุณภาพไมเ่ ป็นที่ พอใจขอผู้บรโิ ภค ทั้งน้เี พราะผลไมป้ ระเภทน้ไี ม่สามารถเปลีย่ นแปลงใหเ้ ป็นนํา้ ตาลได้ หลงั จากเกบ็ มาจาก ตน้ แล้วเราก็อาจจะเก็บก่อนท่ผี ลจะสกุ เตม็ ทไี่ ด้ เช่น การเกบ็ ผลไม้บางชนิด เช่น กลว้ ย และสับปะรด เพ่อื สง่ ตลาดไกล ๆ กอ็ าจเกบ็ ในระยะ “mature green” เปน็ ตน้ อย่างไรก็ตามปญั หาทส่ี ําคญั ของไม้ผลประเทศไทยก็คอื ไม้ผลของไทยสว่ นใหญ่ เปน็ ไม้ ผลเขตรอ้ น ซง่ึ ไม้ผลพวกน้จี ะเป็นพวกทเ่ี น่าเสียง่าย (perishable crops) มีคุณสมบัตใิ นการเกบ็ รักษาได้ ไมน่ าน ไม่ทนทานต่อการขนสง่ ทาํ ให้ไมส่ ามารถส่งจาํ หนา่ ยในระยะทางไกล ๆ ได้ หากไม่มีความประณีต พอ มกั จะเน่าเสียกอ่ นท่ีจะถงึ ตลาดปลายทาง ผลไม้มักมอี ายกุ ารวางขายสน้ั ดงั นั้น ปัญหาดงั กล่าวอาจ สามารถป้องกนั ไดด้ ว้ ยวิธกี ารเกบ็ เกย่ี วในระยะเวลาท่พี อเหมาะ และใชว้ ิธีการเก็บเกี่ยวทีเ่ หมาะสม ตลอดจนการปฏบิ ตั ิอยา่ งถูกต้องภายหลังการเก็บเกยี่ ว ซึง่ จะได้กล่าวในบทต่อไป (อนชุ า, 2534) สรุป การเกบ็ เกยี่ ว หมายถงึ กรรมวธิ หี รือวธิ กี ารท่ีเก็บหรอื นาํ เอาผลไม้ท่พี รอ้ มจะนาํ ไปใช้ ประโยชน์ออกจากตน้ โดยผลไม้นน้ั ต้องมกี ารสญู เสยี นอ้ ยท่ีสดุ ซงึ่ วธิ ีเก็บเก่ียวผลไมน้ อี้ าจใชแ้ รงงานคน และแรงงานเครอื่ งจกั ร ในการพิจารณาว่าไม้ผลแตล่ ะชนิด จะสามารถเก็บเก่ยี วไดห้ รือไม่นนั้ มี ข้อพจิ ารณาอยู่หลายข้อได้แก่ 1) การประมาณการด้วยสายตา เชน่ สังเกต การเปลย่ี นแปลงทข่ี ัว้ ผล 2) การพิจารณาจากการเปลย่ี นแปลงทางกายภาพ เชน่ การแยกหลุดของขว้ั การวดั ความถ่วงจาํ เพาะ การวัด จากความแน่นของเน้ือ การวัดจากหน่วยความร้อนสะสม 3) การพิจารณาทางเคมี เชน่ การวดั ปรมิ าณ ของสารละลายของแขง็ ทลี่ ะลายนํา้ ได้ การวดั ปริมาณของกรด การวัดปริมาณของแป้ง 4) การพจิ ารณา จากการนับจาํ นวนวนั 5) การใชห้ ลกั การเปล่ียนแปลงทางสรีรวทิ ยา และ 6) การใชป้ ระสาทสมั ผสั สว่ น อน่ื ๆ ความสาํ คญั ของการเกบ็ เกี่ยวไม้ผลจะอยทู่ ่ี การเกบ็ เกย่ี วไมผ้ ล จะตอ้ งมคี วามบอบชํา้ น้อยทสี่ ดุ เก็บ เก่ยี วในระยะเวลาทพี่ อเหมาะ ซง่ึ จะสง่ ผลถึงความสญู เสยี ในระหวา่ งรอจาํ หนา่ ยสงู ลกู คา้ น้อยท่สี ดุ ผบู้ ริโภคสามารถบริโภคผลไมท้ ี่ดมี คี ณุ ภาพ ซ่งึ ผลท่ไี ด้รบั โดยตรงตอ่ ตวั เกษตรกรผู้ปลูกไมผ้ ลก็คือ สามารถ จําหนา่ ยไม้ผลท่ีมีคุณภาพ และจาํ หนา่ ยไดใ้ นราคาที่ดีน้ันเอง
ความหมาย และความสําคญั ของการเก็บเก่ียวไม้ผล 183 เอกสารอา้ งองิ 1) ดนยั บุญยเกยี รต.ิ 2540. สรีรวทิ ยาหลังการเกบ็ เกยี่ วพืชสวน. คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม,่ เชยี งใหม่. 226 น. 2) นิภา คุณทรงเกยี รติ. 2531. วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวพชื สวน. ภาควชิ าพชื ศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์บางพระ สถาบนั เทคโนโลยรี าชมงคล, ชลบุรี. 175 น. 3) รวี เสรฐภกั ด.ี 2528. การสร้างสวนไม้ผล. สํานกั งานวารสารชุมทางเกษตร. บางเขน, กรงุ เทพฯ. 120 น. 4) วัฒนา สวรรยาธิปัติ. 2536. การปลูกไมผ้ ล. สาํ นักสง่ เสริมและฝึกอบรม. มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, กรงุ เทพฯ. 106 น. 5) วจิ ติ ร วงั ใน. 2529. มะมว่ ง. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ. น.197 – 222. 6) สเุ มธ เกตวุ ราภรณ.์ 2537. ไม้ผลเบ้ืองต้น. สาขาวิขาไม้ผล ภาควิชาพชื สวน คณะผลิตกรรม การเกษตร สถาบนั เทคโนโลยกี ารเกษตรแม่โจ,้ เชียงใหม.่ 210 น. 7) อนชุ า จนั ทรบรู ณ.์ 2534. หลกั การไมผ้ ล. คณะวชิ าพืชศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยรี าชมงคล วทิ ยาเขตนา่ น, นา่ น. 73 น. 8) Will, R.B.H. T.H., Lee, D. Graham, McGlasson, W.B. and Hall, E.G. 1981. Postharvest. An Introduction to the Physiology and Handing of Fruit and Vegetable. AVI. Pub. Co. Westport. Connecticus. 101 pp.
184 อปุ กรณ์ และวิธีการเกบ็ เกีย่ วไม้ผล อปุ กรณ์ และวิธีการเกบ็ เก่ยี วไม้ผล บทนํา ในการเกบ็ เกี่ยวไม้ผล อุปกรณ์ในการเก็บเก่ยี วก็เป็นส่วนหน่งึ ท่ีมคี วามสาํ คญั ซึ่งจะสง่ ผล ถึงคุณภาพของไม้ผลท่เี กบ็ เกยี่ วมาได้ อปุ กรณ์การเกบ็ ทดี่ ี และเหมาะสมจะทาํ ให้คณุ ภาพของไม้ผลหลัง การเก็บเกีย่ วดี เนอื่ งจาก ไมผ้ ลเหลา่ นั้นไมก่ ระทบกระเทือน หรอื กระทบกระเทอื นนอ้ ยที่สุด ไมท่ ําให้ เกดิ การสรา้ งเอทธลิ นี ในสภาวะเครียด (stress ethylene) ซงึ่ จะมผี ลถงึ คุณภาพไม้ผลภายหลงั การเก็บ เกีย่ ว ดงั น้นั ในบทนี้จะกล่าวถงึ อปุ กรณท์ ี่ใช้ในการเก็บเกี่ยวไม้ผล และวิธกี ารเก็บเกย่ี วไมผ้ ลเป็นรายชนิด ของไมผ้ ล อุปกรณ์เก็บเกย่ี วไมผ้ ล อปุ กรณ์ทใ่ี ชใ้ นการเก็บเก่ียวไมผ้ ลทจ่ี ะกลา่ วถึงในหวั ขอ้ น้ี จะเนน้ ในส่วนของอปุ กรณท์ ่ใี ช้ เก็บเกี่ยวจากแรงงานมนุษย์ ซ่ึงคนไทยมคี วามเกยี่ วข้อง หรือคุน้ เคยกบั อปุ กรณพ์ วกนม้ี ากกว่าอุปกรณ์ เคร่ืองจักรทใี่ ช้ในการเกบ็ เกีย่ วที่เหน็ กันในตา่ งประเทศซึ่งจะไม่กลา่ ว ณ ทน่ี ี้ อปุ กรณท์ ี่ใชใ้ นการเก็บเกีย่ วไม้ ผลส่วนมากประกอบดว้ ย (อนุชา, 2534) 1. บนั ได เป็นอุปกรณ์พืน้ ฐานในการเกบ็ เก่ยี วไม้ผล ซง่ึ บันไดอาจทํามาจากโลหะเหลก็ อลูมิเนยี ม หรือ ไม้ไผ่ บนั ไดโลหะสามารถพบั เกบ็ ได้ มหี ลายขนาดให้เลอื กตามความสงู วตั ถปุ ระสงค์เพื่อ ใช้เพม่ิ ความสูง และสามารถเก็บเก่ยี วไม้ผลท่อี ย่บู นตน้ ทม่ี คี วามสงู กวา่ ความสูงของมนษุ ย์ที่จะเอือ้ มมือถึง บันไดนอกจากจะทํามาจากโลหะแล้ว อาจทํามาจากไมไ้ ผ่ (ซึ่งเป็นบนั ไดพ้ืนฐานทีค่ นไทยนิยมใช้มาต้งั แต่ สมัยโบราณดไู ด้จากภาพการทําสงครามในสมยั โบราณ เหลา่ ทหารจะใชบ้ ันไดพาดแล้วปนี ขนึ้ ไปยงั กําแพง เมืองเพ่ือเข้าตีเมือง) ซึ่งบันไดท่ใี ช้ในการเกบ็ เกย่ี วไม้ผลอาจเปน็ ขาคูท่ ี่เรยี กวา่ บันได หรอื อาจมีขาเดีย่ วที่ เรียกกว่า พะอง ซง่ึ จะเหน็ จากชาวบา้ นทใ่ี ช้ปีนต้นตาลขึ้นไปเกบ็ นาํ้ ตาลโตนดจากบนตน้ พะองท่ใี ชใ้ นการ เก็บเก่ียวไม้ผล จะใช้กบั ไมผ้ ลทม่ี ลี ําต้นสงู เชน่ ตาล หรือแมแ้ ตล่ าํ ไยทล่ี ําต้นขนาดใหญก่ น็ ยิ มใช้พะองปีน ขึ้นเก็บเกีย่ วบนตน้ เชน่ กัน 2. นัง่ ร้าน เป็นอปุ กรณท์ ่ใี ชใ้ นการเก็บเกยี่ วไม้ผลอกี ชนิดหนึ่ง แต่หากสงั เกตให้ดีแล้ว นั่งร้านอาจเป็นเหมือนส่ิงกอ่ สร้างแตอ่ ย่างไรกต็ ามนัง่ รา้ นจะสามารถถอดประกอบได้ สว่ นใหญท่ ําจากไมไ้ ผ่ ที่มขี นาดใหญ่ ไลป่ กั บรเิ วณรอบทรงพมุ่ ต้นไมผ้ ลขนาดใหญแ่ ละจะใชไ้ มไ้ ผเ่ ชน่ กัน ทาํ เปน็ ไมค้ ร่าวผกู มัดติด
ความหมาย และความสาํ คัญของการเก็บเกี่ยวไม้ผล 185 เปน็ ชนั้ ๆ รอบตน้ คลา้ ยกับน่งั รา้ นช่างทาสีทท่ี าตึกท่มี คี วามสูง วตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื ใช้ปนี ขึ้นรอบตน้ เพื่อขึ้น ไปเกบ็ ไม้ผลบนตน้ ทอี่ ยู่บริเวณปลายยอดหรอื รอบ ๆ ทรงพ่มุ ไมผ้ ลทีน่ ยิ มใชน้ ั่งร้านในการเกบ็ เก่ยี ว ไดแ้ ก่ กระทอ้ น ท่ีลําต้นขนาดใหญ่ 3. เขง่ หรอื ตะกร้า จะเป็นอปุ กรณไ์ ว้สําหรับบรรจุไม้ผลตง้ั แต่บนตน้ เพอ่ื ส่งลงมา ด้านลา่ ง หรือใชบ้ รรจุไม้ผลท่มี ีการคัด แตง่ เพอื่ ใช้ในขน้ั ตอนการขนสง่ ตอ่ ไป เขง่ และตะกรา้ อาจทาํ มา จากไม้ไผ่ พลาสตกิ จะมีขนาดเบา กล่าวโดยสรุป เขง่ หรือตะกรา้ เป็นอุปกรณ์บรรจุไมผ้ ลเพอ่ื การขนสง่ นั่ง เอง ไม้ผลทีน่ ยิ มใชต้ ะกร้าหรือเขง่ ในการเก็บเกีย่ วไดแ้ ก่ ลาํ ไย ลิ้นจี่ เงาะ เป็นต้น 4. ตะกรอ้ สอย จะเป็นตะกร้อที่ใชผ้ กู หรือมดั ตดิ กับปลายไม้ไผท่ ใ่ี ช้สอย อาจทํามาจาก หวายขนาดเล็ก หรือใชล้ วดขนาดใหญท่ าํ โครง แลว้ ใช้ผ้าหรือตาข่ายเย็บติด เพอ่ื สอยผลไม้จากบนตน้ ไมใ่ ห้ ตกลงสู่พื้นดิน ผลไม้ทีน่ ยิ มใชต้ ะกร้อสอยได้แก่ มะมว่ ง เปน็ ตน้ 5. ไม้สอย สว่ นใหญ่จะใชไ้ มไ่ ผ่ ขนาดพอเหมาะ ตรง ตากแหง้ เพื่อให้มขี นาดเบา ไม้ไผ่ ที่ใชจ้ ะเปน็ ไมไ้ ผ่ที่มีความหนาของเนอื้ ไมค้ อ่ นขา้ งหนา เช่น ไผ่รวก ใชใ้ นการสอยไมผ้ ลโดยตรง หรือใช้ ตะกร้อผูกตดิ เพือ่ เกบ็ เกยี่ วไม้ผล ไมส้ อยมคี วามยาวหลายขนาดใหเ้ ลอื กตามความสงู ของต้นไม้ เช่น การ เกบ็ เกย่ี วมะพร้าวทางภาคใต้ นอกจากการใช้ลงิ ขึน้ เกบ็ มะพร้าวแล้ว กย็ ังใชไ้ ม้ไผ่อาจใช้ 2 ท่อนต่อกนั เพอื่ ใชเ้ กบ็ เกี่ยวมะพร้าวท่มี ีลาํ ตน้ สงู เนอ่ื งจากอายขุ องต้นมะพร้าวมาก ซึ่งเหน็ ไดท้ ว่ั ไปแถวภาคใต้ เชน่ อาํ เภอเกาะสมยุ จังหวดั สรุ าษฏรธ์ านี และที่อาํ เภอทับสะแก จังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ์ เปน็ ต้น 6. เชือก อาจทาํ จากปา่ น หรือเชอื กพลาสตกิ เพ่ือผกู ติดตะกร้าหรือเข่ง แลว้ หยอ่ นลงสู่ ด้านลา่ ง เชือกจะต้องมีขนาดพอเหมาะเพอ่ื ไม่ใหเ้ ชอื กบาดมอื ผทู้ หี่ ย่อนเข่งหรอื ตะกร้าทีอ่ ยู่ข้างบนต้น บางครงั้ อาจใช้เชอื กมะนิลาทมี่ ีขนาดใหญใ่ นการขึน้ เกบ็ เกย่ี วมะพร้าวออ่ นทั้งทะลายจากบนตน้ โดยใช้ เชอื กหย่อนลงมา เชอื กตอ้ งมขี นาดใหญ่เพอื่ ไม่ใหบ้ าดมอื และสามารถรับนา้ํ หนักมะพร้าวออ่ นทง้ั ทะลาย แล้วหย่อนเชือกลงไม่ให้มะพรา้ วออ่ นเสียหาย 7. กรรไกรตดั แต่งกิง่ เพ่อื ใช้ตัดช่อผลของไม้ผลใหข้ าดออกจากปลายยอด เช่น การเกบ็ เก่ยี วลําไย เงาะ เปน็ ตน้ ซงึ่ เป็นวิธีท่ีถกู ตอ้ ง แต่ในทางปฏิบตั แิ รงงานที่ใชใ้ นการเกบ็ เก่ียวอาจมจี าํ นวนมาก จํานวนกรรไกรอาจมไี มม่ ากพอ เพราะกรรไกรเหลา่ น้ีมรี าคาต้ังแต่ 100 บาท ข้ึนไปจนถึง เกอื บ 1,000 บาท จงึ ไมเ่ พยี งพอ คนงานอาจใช้วิธีหักปลายยอดเพอื่ เก็บเอาพวงลําไย หรือเงาะลงมา บางคร้งั อาจหักลึก เกนิ ไป ส่งผลใหต้ อ้ งใช้ระยะเวลาทีน่ านขึ้นในการสรา้ งตาใบใหม่ จงึ ออกใบชุดใหมล่ ่าชา้ ออกไป ระยะเวลาการเก็บสะสมอาหารของใบชุดใหม่อาจสนั้ ไป ส่งผลให้เกดิ การไม่ออกดอกของลาํ ไยในปถี ดั ไป ซ่ึงเป็นปญั หาทีป่ ระสบมากในลาํ ไยทางภาคเหนือของประเทศไทย 8. มีด ถือไดว้ า่ เป็นอปุ กรณ์พ้นื ฐานในการเกบ็ เก่ียวไมผ้ ล ซึง่ ทกุ คนจะต้องพกติดตวั ใช้ ในการตัดผลไม้ออกจากต้น อาจใส่ฝกั พกตดิ ตัวแลว้ ปีนข้นึ บนต้นแล้วตัดไม้ผล เช่น ทุเรยี น แลว้ โยนให้ เพอื่ นอีกคนซ่งึ อยู่ดา้ นลา่ งรบั หรือในกรณขี องกล้วยเอาไว้โค่นต้นแลว้ ตัดเครือกล้วย เปน็ ต้น 9. กระสอบปา่ น เพื่อใชร้ องรบั ผลไมท้ ถ่ี ูกโยนลงมาจากบนต้น และเปน็ ไมผ้ ลทมี่ หี นาม เช่น ทุเรียน หรือขนนุ ขนาดเล็กท่เี กบ็ เกีย่ วจากบนต้น เพ่อื ช่วยรับผลไมเ้ หลา่ นดี้ ้วยความปลอดภยั และไม่ ก่อใหเ้ กิดอันตรายต่อไมผ้ ลทโ่ี ยนลงมาอีกประการหนึ่ง
186 ความหมาย และความสาํ คัญของการเก็บเก่ยี วไม้ผล 10. ถงุ มือหนังทใ่ี ชก้ ับงานเช่ือมไฟฟา้ ใช้สวมเพ่อื รบั ผลไมท้ โี่ ยนลงมาจากบนต้นทีไ่ ม่สงู มากนัก แต่เปน็ ผลไมท้ ม่ี หี นาม เช่น ทุเรยี น หรอื ขนนุ เปน็ ต้น เพือ่ ปอ้ งกันการบาดเจ็บของผ้รู บั เนื่องจาก หนามตํา และอันตรายที่จะเกดิ ข้นึ เน่ืองจากผลตกลงมากระทบพ้ืนดิน 11. ไม้ขอ อาจเป็นไมไ้ ผข่ นาดเลก็ เชน่ ไผ่ไร่ โดยใช้ตาท่แี ตกดา้ นโคนต้น เป็นขอขนาด เลก็ ตดั ให้เป็นรูปขอสว่ นมอื จบั จะเปน็ ลาํ ไมไ้ ผต่ อนปลาย ใชเ้ พ่อื เกยี่ วผล หรือพวงทอ่ี ยูส่ งู ข้ึนไปเล็กนอ้ ย จากพนื้ ดนิ เพอื่ เก่ยี วให้สามารถเอ้อื มมือไป จับผลหรือพวงเพ่อื ตดั หรอื หักผลหรอื พวงต่อไป 12. อปุ กรณ์เก็บเก่ยี วเฉพาะชนิดของไม้ผล โดยการออกแบบของนกั ออกแบบเพื่อใช้ใน การเก็บเก่ียวไม้ผลชนิดต่าง ๆ เปน็ การเฉพาะ อาจออกแบบในรปู ตะกรอ้ แลว้ มใี บมดี ตดั เพ่ือใช้ตัดขั้วผล หรืออาจออกแบบเปน็ รูปชะลอมแลว้ สวมกบั ผลบดิ ให้ผลหลน่ อยใู่ นชะลอม เช่น เครอ่ื งมอื เกบ็ ผลมะละกอ ซึ่งอุปกรณ์ในขอ้ นีจ้ ะหลากหลายรปู แบบ ออกไปตามการออกแบบและชนิดของไมผ้ ล วธิ กี ารเกย่ี วไมผ้ ลชนดิ ตา่ ง ๆ อนชุ า (2534) รายงานว่า ไม้ผลแตล่ ะชนดิ มขี นาดทรงพุม่ ทรงตน้ ท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป ดังนนั้ วธิ กี ารเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมกับไมผ้ ลชนดิ นัน้ ๆ ก็แตกตา่ งกันออกไปตามขนาดความสงู และทรงพุ่ม ตลอดจนลกั ษณะการตดั ผลของไมผ้ ล ดังนั้นจงึ ขอเสนอวิธีการเก็บเก่ยี วไมผ้ ลเป็นรายชนิด ดงั นี้ 1) การเก็บเกย่ี วกลว้ ย 1. เอาไมค้ ้ํายนั เครือกลว้ ยออก 2. ในกลว้ ยพันธเุ์ ตย้ี ใช้แรงงานเกบ็ เกีย่ ว 1 คน โดยใชม้ อื ขา้ งหนึ่งจับปลายเครือ และใช้ มดี ขอดึงตัดก้านเครือ 3. ในกลว้ ยพนั ธุ์สงู ฟนั กลางลาํ กล้วย ในด้านตรงกนั ข้ามกบั เครือกลว้ ยเพ่อื ให้ลาํ กล้วย คอ่ ย ๆ พับลง แล้วจงึ ใช้มือจบั ปลายเครอื และใชม้ ีดขอดึงตัดก้านเครือ 2) การเกบ็ เกี่ยวขนนุ ให้ใชม้ ีดตดั กา้ นผลตดิ กับลําตน้ แลว้ มาตดั ก้านผลใหส้ นั้ ลงอกี คร้งั หนึ่ง ผลท่อี ยสู่ ูงควรใช้ บันไดพาดปนี ขน้ึ ไปเกบ็ แล้วโรยลงมาก อยา่ ใช้วธิ โี ยนลงมา ถึงแม้ขนุนจะเปลอื กหนากเ็ กิดการเสยี หายได้ เชน่ กัน
อุปกรณ์ และวธิ ีการเกบ็ เก่ียวไมผ้ ล 187 3) การเก็บเก่ยี วเงาะ 1. งดรดนํ้าเงาะ 2 – 3 วัน ก่อนวนั เกบ็ เกีย่ ว 2. ไมค่ วรเก็บเกยี่ วในชว่ งแดดจัด 3. เกบ็ เกยี่ วด้วยความระมดั ระวงั อย่าใหผ้ ลเงาะตกกระแทกซาํ้ ขนหกั ผลแตก ซึ่ง สามารถเลือกวธิ ีการเกบ็ เกีย่ วไดห้ ลายวิธี - ใชก้ รรไกรตดั ในระดบั ทีม่ อื เออื้ มถงึ - ใชบ้ ันไดอลมู เิ นียม หรอื ม้านงั่ สูง หรือปนี ตน้ โดยตรง ตดั ผลเงาะทั้งช่อ ใส่เข่ง แลว้ หย่อนเชอื กลงมา หรอื จะปลอ่ ยให้ช่อผลเงาะตกลงบนตาข่ายทขี่ งึ รองรับไว้ หรอื ตกลงมาในสวิงท่มี คี น ถือคอยรบั อยู่ใตต้ ้น - ใช้เครื่องมือเก็บเก่ียวเงาะที่ออกแบบและพัฒนาโดยกองเกษตรวิศวกรรม กรม วิชาการเกษตร ซ่ึงสามารถเลือกเก็บเกี่ยวโดยไม่ทําให้ผลเงาะท่ีอยู่ใกล้เคียงเสียหาย ผลเงาะที่ได้ไม่ชํ้า ปรมิ าณขนหักน้อย 4) การเกบ็ เก่ยี วมะม่วง เก็บเกีย่ วดว้ ยความระมัดระวงั ไม้ใหผ้ ลกระแทกชอกซาํ้ หรือมีรอยตาํ หนิ ขดี ขว่ นเพราะ นอกจากจะลดความน่าซ้อื ของผลไม้ลงแล้ว ยังทําใหผ้ ลไมน้ ั้นมอี ายุการเกบ็ รกั ษาสน้ั ลง มีการสูญเสยี น้ําหนักเร็ว เชอื้ โรคเข้าทาํ ลายไดง้ ่าย ท้งั นี้กระทาํ ได้โดยการเลอื กใช้อุปกรณเ์ ก็บเกยี่ วทเี่ หมาะสม - ผลทอี่ ยู่ระดบั มอื เอื้อมถึง ใหใ้ ช้กรรไกรทค่ี มและสะอาดตดั ก้านผลลงมาโดยตรง - ผลท่ีอยู่สูงเกินกว่ามือเอื้อมถึงจะเลือกใช้กรรไกรแบบตัดแล้วหนีบ (อีเติ่ง) ตะกร้อตา ขา่ ยตอ่ ดา้ มยาว หรอื เคร่ืองมอื เก็บเกยี่ วผลไม้แบบ กวศ . 1 ข้อพงึ ระวงั ในการเก็บเก่ียวผลมะม่วงดงั น้ี 1. ควรหลีกเลย่ี งการเก็บเกีย่ วในช่วงทีม่ ีแสงแดดจดั เพราะนอกจากจะไม่สะดวกตอ่ ผู้ เก็บเกีย่ วแลว้ ยังทําให้ผลมะมว่ งสญู เสียคณุ ภาพหลังจากการเกบ็ เก่ยี วไดเ้ ร็วขึน้ วจิ ิตร (2529) เสนอว่าไม่ ควรเก็บผลมะม่วงในตอนเชา้ ระหว่างเช้าตรู่ถึงเกา้ โมง เพราะในช่วงน้ีนา้ํ ยางจะไหลแรง โอกาสทย่ี าง มะม่วงจะเปรอะเปอื้ นผลมีสงู มาก 2. เกบ็ ผลมะม่วงให้มกี ้านผลตดิ มาด้วยอยา่ งน้อย 10 เซนตเิ มตร เพอื่ ป้องกนั ไม่ให้น้ํา ยางไหลพ่งุ ออกมาเปรอะเปอ้ื นผล ซงึ่ จะทาํ ใหเ้ กดิ รอยตําหนิ และรอยตาํ หนนิ ีจ้ ะเห็นชดั เจนข้นึ เมอื่ ผลบ่ม สกุ
188 ความหมาย และความสําคัญของการเก็บเก่ยี วไมผ้ ล 3. การเก็บเกี่ยวด้วยตระกรอ้ ตาขา่ ยน้นั ไมค่ วรให้มผี ลอยใู่ นถงุ มากเกินไป และการเอา ผลออกจากถุงใหใ้ ช้มือหยิบและหา้ มโยนผลทเ่ี กบ็ ไดล้ งพ้ืน ให้คอ่ ย ๆ วางบนภาชนะรองรบั อย่าง ระมดั ระวงั อย่าให้ขว้ั ผลหัก เพราะจะทําใหน้ ้ํายางจากขวั้ ผลไหลไปเปรอะเป้ือนผลอื่น ๆ ท่ีอยใู่ กลเ้ คยี งกนั เกดิ ความเสียหายได้ การกระทําดงั กล่าวอาจจะสน้ิ เปลอื งแรงงานและเวลา แตม่ ีความจาํ เป็นมากตอ่ คุณภาพท่ดี ีของผลมะม่วง 5) การเก็บเก่ียวมังคุด ถึงแมผ้ ลมงั คุดมีเปลอื กหนาก็ตาม แต่เปลือกจะไม่ทนทานตอ่ การกระทบกระแทกเปลอื ก จะช้ําและแข็ง บิไม่ออกในเวลาตอ่ มา ส่วนเปลอื กด้านในจะเปลี่ยนเป็นสีนา้ํ ตาลแดงและลามไปถงึ เนอ้ื อยา่ งรวดเร็ว การเก็บเกีย่ วมังคดุ มหี ลายวธิ ีโดยมเี งอ่ื นไขว่าจะตอ้ งเก็บเก่ียวอย่างระมัดระวังอย่าให้มังคุด ตกกระแทก 1. ใชแ้ รงงานเดก็ ปนี ขนึ้ ไปเก็บใสถ่ ุงหรอื ตะกรา้ วธิ นี ี้จะมีการสูญเสยี น้อยแต่สน้ิ เปลือง เวลาและแรงงานสูง 2. การเกบ็ เก่ียวโดยใชต้ ะกรอ้ (แบบถุงกาแฟมีเข้ียว) ซง่ึ ออกแบบพฒั นาโดย คุณนวิ ัฒน์ พ้นช่ัว แห่งสวนลุงสนุ จ. ระยอง มอี ัตราการเกบ็ เกีย่ ว 360 ผลตอ่ ช่วั โมง ความสญู เสีย 9.52 % 3. ใชเ้ ครือ่ งมือเกบ็ เกี่ยวมังคดุ กวศ. 4 ซ่งึ ออกแบบโดยกองเกษตรวิศวกรรม กรม วชิ าการเกษตร ซึง่ มีอัตราการเก็บเก่ยี ว 501 ผลต่อชัว่ โมง ความสูญเสยี 0 % เนอื่ งจากไม่มีผลหลน่ นอก อุปกรณ์ 6) การเกบ็ เกี่ยวทเุ รียน การเก็บเก่ียวผลทเุ รียนจะต้องทาํ อยา่ งระมัดระวงั โดยใชม้ ดี ท่คี มและสะอาด ตัดเหนือ ปลงิ ของกา้ นผล และอยา่ ใหผ้ ลทุเรียนตกลงพ้ืน ผลทเุ รียนท่อี ยู่สูงเกินกวา่ ระดับมอื เอื้อมให้ใช้คนเกบ็ 2 คน โดยให้คนหนึ่งปนี ข้นึ ไปเลอื กตดั ผลทแี่ ก่พอเหมาะ แล้วสง่ ผลลงมาใหค้ นที่อยู่ขา้ งลา่ งรับ วธิ กี ารส่งผลลงมา ข้างล่างอาจเลือกใช้วธิ หี น่ึง ดังนี้ 1. โยนใหค้ นขา้ งล่างใชก้ ระสอบป่านรับผลทุเรียน วิธีนีท้ าํ ได้รวดเร็ว แต่ผู้เกบ็ จะต้องมี ความชาํ นาญสงู เพราะถ้ารับไม่ดหี รอื รบั พลาด จะทาํ ให้ข้ัวผลหกั หรอื ผลหลน่ กระแทกกบั พนื้ 2. ใชเ้ ชือกไนลอ่ นขนาดประมาณ 2 หุน ทีป่ ลายดา้ นหนึ่งขมวดเปน็ ปมเอาไว้มาพนั กา้ น ผลด้านลา่ งของปลิงเพยี งรอบเดยี ว ใหป้ มเชือกเปน็ ตัวขัดและหยอ่ นลงมา ซง่ึ เมื่อเชือกหยอ่ นปมเชือกท่ยี ึด ไว้จะหลุดเอง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244