Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Culture3-2016

Culture3-2016

Description: Culture3-2016

Search

Read the Text Version

๒ 49กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

๑๒ ๓ ๔ 50

๑-๓ ยโสธรไดน้ ับเอาบญุ บงั้ ไฟเป็นงานบญุ ส�ำ คัญประจำ�ปขี องจังหวัด นอกจากการจดุ บงั้ ไฟเพอื่ ขอฝนตามความเช่อื ดัง้ เดมิ แลว้ ยโสธรยงั จดั ขบวนแห่บัง้ ไฟ สวยงาม การประกวดและการส่งเสรมิ เอกลกั ษณ์ท้องถิ่น จนปัจจุบันบุญบ้ังไฟยโสธรได้กลายเป็นงานบุญท่ีมชี ่อื เสียงกระจายไปในระดับประเทศ ๔ นอกจากจะเป็นงานประเพณปี ระจำ�ปีแลว้ บุญบ้ังไฟยงั เป็นงานบญุ ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนไดร้ ว่ มแรงร่วมใจกันในการประกอบพธิ กี รรมและการละเล่นอย่าง พรอ้ มเพรียง และเมอ่ื ฝนแรกโปรยปรายลงมาหลังจากบั้งไฟถกู จดุ ขน้ึ ไป พวกเขากจ็ ะรว่ มยินดีกนั อยา่ งเต็มท่ี ๑. พญาแถนเปน็ ฝา่ ยปราชยั ตอ่ พญาคนั คากในการสกู้ นั บนหลงั ชา้ ง กอ่ นถกู จบั มดั ไวอ้ ยา่ งหมดทา่ บนเวที ทา่ มกลางความสนกุ สนาน ยามเย็นใกล้ค�่ำของวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ณ “วมิ าน ของผู้ชมรายรอบ ทั้งคนอีสานเองและกลุ่มนักท่องเท่ียวท่ีมา พญาแถน” จังหวัดยโสธร ซ่ึงมีสัญลักษณ์โดดเด่นคืออาคาร ร่วมงาน สถาปัตยกรรมรูป “พญาคันคาก” หรือคากคกยักษ์ตัว ตะปุ่มตะป�่ำน่ังตระหง่านอยู่ริมล�ำน้�ำทวน ก�ำลังจะมีการแสดง พญาแถนยอมรับความพ่ายแพ้และเจรจาขอสงบศึก ละครเรื่องต�ำนานพญาคันคาก ซ่ึงเป็นท่ีมาของประเพณี พญาคันคากจึงยื่นเงื่อนไขให้พญาแถนบันดาลฝนตกสู่โลก บุญบ้งั ไฟนน่ั เอง ดังเดิม โดยต่อไปนี้หากมนุษย์ต้องการฝนเมื่อใด ก็จะจุดบั้งไฟ ขน้ึ สู่ฟ้าเป็นสญั ญาณให้พญาแถนรับรู้ ตำ� นานเกา่ แกข่ องชาวลมุ่ น้�ำโขงทถี่ กู เลา่ ขานสบื ตอ่ กนั มา นบั พนั ปี มาถงึ ยคุ นไี้ ดถ้ กู ปรบั โฉมใหก้ ลายเปน็ ละครเวทปี ระกอบ ๒. แสงสีเสียงต่ืนตาเร้าใจ ทว่ายังคงแก่นเร่ืองเดิมเล่าถึง “พญา คันคาก” เจ้าชายแห่งเมืองอินทปัตถ์นครซึ่งเมื่อแรกประสูติ ต�ำนานเรื่องพญาคันคากหรือคางคกยกรบพญาแถน มผี วิ พรรณตะปมุ่ ตะปำ่� คลา้ ยคางคก แตด่ ว้ ยความเพยี รปฏบิ ตั ธิ รรม นอกจากเปน็ ทมี่ าของประเพณบี ญุ บงั้ ไฟ ยงั สะทอ้ นถงึ ความเปน็ จึงเปล่ียนโฉมเป็นชายรูปงาม มนุษย์และสรรพสัตว์ท้ังหลาย สงั คมเกษตรกรรมของชาวอสี าน ทต่ี อ้ งการใหฝ้ นตกตามฤดกู าล พากันยกย่องสรรเสริญกระทั่งลืมบวงสรวงพญาแถน-เทวดา เพ่ือจะได้มีน�้ำเพียงพอส�ำหรับท�ำนาปลูกข้าวหรือเพาะปลูก ผู้ควบคมุ ฟ้าฝน พชื อ่นื ๆ พญาแถนโกรธเคืองโลกมนุษย์มาก จึงไม่อนุญาตให้ บุญบั้งไฟหรือบุญเดือนหกจึงเป็นประเพณีสำ� คัญที่ชาว พญานาคลงเล่นน�้ำในสระบนสวรรค์ เป็นเหตุให้ฝนไม่ตก อีสานปฏิบัติสืบมาแต่โบราณจนถึงทุกวันนี้ นอกจากจังหวัด เปน็ เวลา ๗ ปี ๗ เดอื น ๗ วนั เกดิ ความแหง้ แลง้ ไปทกุ หยอ่ มหญา้ ยโสธรแล้วยังจัดท่ัวไปทั้งที่จังหวัดร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ จนมวลหมู่มนุษย์ สัตว์ และพืชต้องล�ำบากยากแค้นแสน อบุ ลราชธานี อ�ำนาจเจรญิ ฯลฯ สาหสั งานบุญบั้งไฟท่ีท�ำกันมาแต่เดิมน้ันจัดเพียงสองวัน คือ ร้อนถึงพญาคันคากจึงคิดการรวบรวมไพร่พลประกอบ วันแรกเรียกว่า “วันโฮม” เป็นวันแห่ขบวนบ้ังไฟไปรวมกัน ด้วยคนและสัตว์ต่างๆ แล้วให้หมู่ปลวกก่อมูลดินสร้างถนน และวันรุ่งขึ้นเป็นวนั จดุ บ้ังไฟ ทอดสู่ท้องฟ้า เป็นเส้นทางให้ชาวโลกยกทัพขึ้นไปทำ� สงคราม กบั พญาแถนถึงวิมานบนสวรรค์ หากหมู่บ้านใดประชุมกันแล้วว่าปีนี้จะจัดงานบุญบั้งไฟ ก็จะบอกบุญไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีสายสัมพันธ์ต่อกัน เม่ือละครเวทีเล่นมาถึงตอนส�ำคัญ สปอตไลต์หลากสี หมู่บ้านทีต่ อบรบั จะท�ำบัง้ ไฟมาร่วมด้วย ก็สาดล�ำแสงวูบวาบ ดนตรีโหมกระห่ึมราวเพลงประกอบ ภาพยนตร์ ระหวา่ งทก่ี องทพั ทง้ั สองฝา่ ยผลดั กนั แพช้ นะ สดุ ทา้ ย ในยามเย็นของวันโฮม ทั้งหมู่บ้านเจ้าภาพและหมู่บ้าน ท่ีมาร่วมงานจะจัดขบวนแห่บั้งไฟของตนเข้าไปสู่บริเวณวัด 51กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

๑ บรรยากาศควนั ตลบคลมุ พนื้ ที่จดั งานบุญบ้งั ไฟยโสธร (ยอด เนตรสุวรรณ ภาพ) ๒ ในอดีตหากบั้งไฟลูกไหนแตก ครูบั้งไฟจะถกู จบั โยนลงบอ่ โคลนเสมอื นหนึ่งเป็นการถกู ปรบั บอ่ โคลนและเนือ้ ตัวมอมแมมจึงกลายเป็นการละเลน่ อยา่ งหนง่ึ ที่งานบุญบงั้ ไฟขาดไมไ่ ดใ้ นปัจจบุ นั ๓ พธิ ีกรรมและความเช่ือรายล้อมอยู่แทบทุกข้ันตอนของประเพณีบญุ บ้ังไฟ ซึ่งเป็นสถานท่ีจัดงาน เป็นกิจกรรมท่ีแสดงถึงความกลมเกลียว ในงานประเพณบี ญุ บงั้ ไฟจงั หวดั ยโสธร ประจ�ำปี ๒๕๕๙ ๑ และสนุกสนานเฮฮา ในขบวนแห่จะมีท้ังการเซิ้งบ้ังไฟและ จงึ ประกอบไปด้วยกจิ กรรมส่งเสรมิ การท่องเที่ยว อาทิ มหกรรม ๒ การละเล่นท่ีสะท้อนวิถีชีวิตชาวบ้าน เช่น การทอดแหหาปลา จำ� หน่ายและแสดงสินค้า OTOP การแสดงดนตรี การประกวด การสักสุ่ม ธิดาบ้ังไฟโก้ รวมท้ังการประกวดรถบ้ังไฟสวยงามและขบวน ร�ำเซง้ิ นอกจากน้ันยังมีการเล่นตลกหรือบทเซ้ิงท่ีส่อไปในเรื่อง เพศสัมพันธ์ รวมถึงการใช้ไม้แกะสลักเป็นรูปอวัยวะเพศชาย การเคล่ือนขบวนแห่ก�ำหนดขึ้นในช่วงสายของวันเสาร์ ที่เรียกว่า “บกั แปน้ ” หรือ “ปลดั ขกิ ” มาร่วมขบวนแห่ด้วย ท่ี ๑๔ พฤษภาคม กลุ่มผู้ร่วมขบวนมาจากหน่วยงานทั้ง ซ่ึงมีค�ำอธิบายเชิงวิชาการระบุว่า สัญลักษณ์เหล่าน้ีเป็น ภาครัฐและเอกชน โรงเรียน รวมทั้งชาวชุมชนจากคุ้มวัด เคร่ืองหมายของความสัมพันธ์ระหว่างฟ้ากับดิน หญิงและชาย ต่างๆ ที่ส่งรถบ้งั ไฟสวยงามมาร่วมขบวน แต่ละคันล้วนตกแต่ง ซ่ึงเป็นพลังท่ีก่อก�ำเนิดชีวิตและพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ ประดับประดาด้วยลวดลายงามวิจิตร ติดต้ังบั้งไฟจ�ำลอง จึงเกี่ยวข้องกับการขอฝนซึ่งเป็นที่มาแห่งพลังการเจริญเติบโต หัวพญานาคไว้ท่ีหน้ารถ แทรกด้วยขบวนร�ำเซ้ิงและกลุ่ม ของพชื พรรณ นักดนตรีวงต่างๆ พอถึงวันรุ่งขึ้นชาวบ้านชายหญิงทั้งฝ่ายเจ้าภาพและ ท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า ขบวนแห่ค่อยเคล่ือนตัวเป็น แขกเหรื่อจะแต่งกายงดงาม พร้อมน�ำอาหารคาวหวานและ แถวยาวเหยียดไปตามถนนแจ้งสนิท ซ่ึงสองฝั่งเรียงรายด้วย เครื่องไทยทานอ่ืนๆ ไปถวายพระที่วัด หลังจากน้ันจึงน�ำบ้ังไฟ เวทีแสดงดนตรียกพ้ืนสูงประดับป้ายโฆษณาสินค้าละลานตา ไปท่ีลานจุด ซ่ึงได้ท�ำเป็นร้านหรือค้าง (ฮ้าน) บนต้นไม้สูงเพ่ือ กระทั่งทุกขบวนผ่านหน้าเต็นท์กองอ�ำนวยการไปส้ินสุดที่ ให้หางบ้ังไฟพ้นจากพน้ื วดั ศรีไตรภูมิ เม่ือบ้ังไฟทุกลูกถูกจุดขึ้นสู่ท้องฟ้าตามล�ำดับท่ีได้จับ กระทั่งช่วงบ่ายของวันเดียวกันก็มีการจุดโชว์บั้งไฟ ฉลากไว้ ก็ถอื ว่าสน้ิ สดุ งานบุญบ้ังไฟของปีนนั้ แฟนซี ณ ฐานจุดบั้งไฟบริเวณลานโล่งในสวนสาธารณะ พญาแถน ๓. บ้ังไฟแฟนซีท�ำจาก “บ้ังไฟหม่ืน” ก็คือบั้งไฟขนาด กาลเวลานำ� ความเปลย่ี นแปลงและสรา้ งความหมายใหม่ กลางที่บรรจดุ ินปืน (หมื่อ) ๑๒ กโิ ลกรัม สิ่งที่พเิ ศษคอื เม่ือมนั ให้กับสง่ิ ต่างๆ อยู่เสมอ พงุ่ ขน้ึ สงู สดุ แลว้ รม่ สสี นั สดใสจะถกู ดดี ออกมาจากดา้ นทา้ ยแลว้ กางออก ช่วยพยุงบ้ังไฟให้ค่อยๆ ตกสู่พ้ืน เรียกเสียงปรบมือ แมว้ า่ งานบญุ บง้ั ไฟจะจดั กนั ทว่ั ไปในพน้ื ทภี่ าคอสี าน ทงั้ งาน ชอบใจของผู้ชมที่รอลุ้นว่าร่มจะกางหรอื ไม่ ในระดบั หมู่บ้าน ตำ� บล หรอื อ�ำเภอ ทว่างานใหญ่ระดบั จังหวัด คงต้องยกให้งานบุญบ้ังไฟของยโสธร ซ่ึงมีชื่อเสียงจนกลาย ก่อนจะถึงช่วงเวลาท่ีทุกคนเฝ้ารอในวันรุ่งขึ้น ซึ่งจะมี เป็นหมุดหมายหนึ่งในปฏทิ นิ การท่องเท่ยี วของไทยไปแล้ว การแข่งบั้งไฟขึน้ สงู น่ันเอง 52

๓ 53กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

54

ขึ้นสูงๆ อยูน่ านๆ ตกซ้าๆ เสียงโฆษกประจำ�งานกล่าวเอาใจชว่ ย ในขณะที่ คุม้ บ้านตะโกนโห่รอ้ ง หลังจากท่บี ั้งไฟของพวกเขาพงุ่ ทะยานขึ้นส่ทู ้องฟ้า ๔. บ้งั ไฟทเี่ ข้าร่วมแข่งขนั ลูกแรกคอื บง้ั ไฟลกู บ้านใต้ ถูกจุดข้ึน ตัง้ แต่ยามสายของวนั ที่ ๑๕ พฤษภาคม ในปีน้ีมีกลุ่มบุคคลหรือคณะต่างๆ ท�ำบั้งไฟเข้าร่วมแข่งขัน ถึง ๒๗ ลกู ล้วนแต่เป็น “บง้ั ไฟแสน” หรอื บั้งไฟขนาดใหญ่ท่ีบรรจุ ดินปืนส�ำหรับจดุ ระเบดิ หนักถึง ๑๒๐ กโิ ลกรัม ภายในสวนสาธารณะพญาแถนดูคึกคักจากคนท้องถิ่นและ นักท่องเท่ียวที่เข้ามาชมการแข่งขันบั้งไฟ บ้างรอชมในระยะห่าง บ้างเข้าใกล้อีกนิดไปยืนดูบนสะพานท่ีทอดข้ามบึงใหญ่และกลุ่ม คนใจกล้าทเ่ี ดนิ ลัดเลาะเข้าไปลุ้นใกล้ชดิ ถงึ ในลานจดุ บ้ังไฟ เสียงโฆษกบรรยายผ่านล�ำโพง เล่าต�ำนานพญาคันคาก ที่ยกทัพข้ึนไปรบกับพญาแถนบนสวรรค์เพ่ือขอฝน ตอกย�้ำแก่น ความเช่ือดง้ั เดิมเก่ยี วกบั ประเพณบี ญุ บง้ั ไฟอสี าน ดังนั้นแม้ว่ากาลเวลาจะน�ำความเปล่ียนแปลงมาสู่ยุคสมัย รูปแบบการจัดงานประเพณีบางส่วนอาจถูกปรุงแต่งหรือปรับโฉม ไปตามปัจจัยต่างๆ ทวา่ ถงึ ทสี่ ดุ แลว้ บงั้ ไฟแสนลกู แลว้ ลกู เลา่ ทถ่ี กู จดุ ระเบดิ พงุ่ ขน้ึ สฟู่ า้ ในวนั นนั้ ยงั เปน็ สญั ลกั ษณแ์ หง่ การทวงสญั ญา ขอใหพ้ ญาแถน บนสวรรคค์ นื ความสขุ ดว้ ยการปลดปลอ่ ยนำ�้ ฝนลงมาสรา้ งความชน่ื ฉำ�่ อุดมสมบรู ณ์แก่ผืนโลก และถึงแม้ปัจจุบันสังคมไทยไม่ได้มีภาคเกษตรเป็นหลัก เพียงอย่างเดียว แต่ในยามท่ีสภาพแวดล้อมก�ำลังแปรปรวนอย่าง ทุกวันน้ี ป่าไม้ถูกตัดท�ำลาย สภาวะโลกร้อนท�ำให้เกิดภัยแล้ง ลุกลาม น�้ำในเข่อื นใกล้แห้งขอด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าน้�ำจากฟ้ายง่ิ มี ความส�ำคัญต่อทุกผู้คน แล้วเมื่อบ้ังไฟลูกสุดท้ายถูกจุดข้ึนในเวลาบ่ายสามโมง ของวันนั้น น่าแปลกท่ีท้องฟ้าเหนือสวนสาธารณะพญาแถน ก็เริ่มมืดคร้ึมเป็นสีเทา ลมเย็นช้ืนพัดซู่จนกิ่งไม้โยกไหว เป็น สญั ญาณบอกใหร้ วู้ า่ ฝนกำ� ลงั จะมา 55กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

ภขมู า้ ปิ วญั หญาลอาาหมารไทย การเผาข้าวหลาม มักจะเริม่ ทำ�กันต้งั แต่ เชา้ ตรู่ เพื่อใหท้ ันขาย ในตอนเช้า 56

จกั รวาลทศั น์ กองบรรณาธกิ าร เร่อื งและภาพ หากเอย่ ถงึ “ขา้ วหลาม” นอ้ ยคนคง ไมร่ จู้ กั เพราะเปน็ “อาหาร” ทบี่ รโิ ภคกนั ใน ลกั ษณะทเ่ี ปน็ ขนมหรอื ของวา่ ง และยงั เปน็ ของฝากขนึ้ ชอื่ ประเภทหนงึ่ ทจ่ี ดั วา่ มรี ปู รา่ ง หนา้ ตาเปน็ เอกลกั ษณ์ บรรจอุ ยใู่ นผลติ ภณั ฑ์ ทเี่ ดน่ สะดดุ ตา ใชว้ สั ดธุ รรมชาติ ไมท่ �ำลาย สง่ิ แวดลอ้ ม ไมล่ า้ สมยั ซำ้� ยงั เขา้ กบั การรณรงค์ ใหล้ ดการใชพ้ ลาสตกิ ค�ำว่าข้าวหลามมาจากไหน? ตาม พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ สถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายของค�ำว่า “หลาม” ว่า ก. เอาของใสก่ ระบอกไมไ้ ผแ่ ลว้ เผาไฟใหส้ กุ เชน่ หลามขา้ ว, เรยี กขา้ วเหนยี วทบี่ รรจใุ น กระบอกไมไ้ ผแ่ ลว้ เผาใหส้ กุ วา่ ขา้ วหลาม หลามจงึ เปน็ วธิ กี ารหงุ ขา้ ว หรอื ประกอบ อาหาร โดยนำ� เอาวตั ถดุ บิ ใสก่ ระบอกไมแ้ ลว้ เผาใหส้ กุ นอกจากหลามขา้ วแลว้ กย็ งั มหี ลาม ปลา หลามยา (เอาสมนุ ไพรมใี บไมส้ ดเปน็ ตน้ ใสก่ ระบอกไมไ้ ผแ่ ลว้ เผาไฟใหส้ กุ ) แสดงถงึ ภมู ปิ ญั ญาในการทำ� อาหารและถนอมอาหาร ใหเ้ ขา้ กบั วสั ดธุ รรมชาตคิ อื ตน้ ไผ่ ซง่ึ เปน็ พชื ทป่ี ลกู และมอี ยใู่ นทกุ ภาคของไทย 57กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

สจุ ติ ต์ วงษเ์ ทศ๑ ผคู้ น้ ควา้ เรอื่ งประวตั ศิ าสตร์ ตลาดหนองมนสาธิตวิธีการเผาข้าวหลามให้ชม ๑ แตล่ ะรา้ นคา้ จะมสี ตู ร วัฒนธรรมโบราณในภูมิภาคอุษาคเนย์กล่าวว่า จนกลายเป็นข่าวดังทั่วประเทศ นับแต่น้ันมา ผสมขา้ วไมเ่ หมอื นกนั กรรมวธิ กี ารทำ� ขา้ วหลามอาจแตกตา่ งไปตามภมู ภิ าค ตลาดหนองมนกับของฝากพลาดไม่ได้อย่าง ชว่ งระยะเวลาในการเผา แตห่ ลกั ๆ แลว้ ตอ้ งใช้ “ขา้ ว” ทเี่ ปน็ “ขา้ วเหนยี ว” ข้าวหลามจงึ กลายเป็นของคู่กนั มาทำ� ข้ามหลามจงึ เปน็ รอ่ งรอยการกนิ ขา้ วเหนยี ว และความแรงของไฟ อกี แงม่ มุ หนง่ึ ของผคู้ นในทอ้ งถนิ่ อษุ าคเนยม์ ากอ่ น ขณะที่ข้าวหลามนครปฐมมีประวัติมา กแ็ ตกตา่ งเชน่ กนั ข้าวเจ้า จึงนับได้ว่าข้าวหลามหรือการหลามข้าว ยาวนาน เพราะมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าเม่ือ ๒ หลงั จากเผาเสรจ็ เปน็ กรรมวธิ ปี รงุ อาหารยคุ เรมิ่ แรกของผ้คู นกนิ ข้าว ครงั้ ทร่ี ชั กาลท่ี ๕ เสดจ็ ฯ เยอื นนครปฐม ผา่ นบรเิ วณ เปลอื กนอกของบอ้ ง (เหนียว) ในภมู ภิ าคนี้ สถานรี ถไฟมาองคพ์ ระปฐมเจดยี ์ ในภาพมคี นขาย ข้าวหลามสองข้างทางให้เหน็ แล้ว จากประวัตเิ ล่า ขา้ วหลามจะถกู ถากออก การท�ำข้าวหลามจึงเป็นภูมิปัญญาที่ส่งต่อ ต่อกันว่าแหล่งก�ำเนิดการท�ำข้าวหลามคือบริเวณ และถกู น�ำไปใชเ้ ปน็ มาจากรนุ่ สรู่ นุ่ เพราะเพยี งเพมิ่ เครอื่ งตา่ งๆ เตมิ กะทิ ชมุ ชนบา้ นพระงาม ตำ� บลพระปฐมเจดยี ์ โดยทำ� กนั เชอ้ื เพลงิ เผาขา้ วหลาม เพียงเท่าน้ีก็กลายเป็นขนมและเป็นของฝาก ทุกครัวเรือนปีละ ๑ ครั้งในช่วงเทศกาลหลัง ๓ คำ�่ ในวนั ถดั ไป ยอดนิยมไปแล้ว เดอื น ๓ จนถงึ เดอื น ๔ (ราวเดอื นมนี าคม-เมษายน) ต่อมาก็ท�ำขายตลอดปีเม่ือมีคนท�ำขายเป็นอาชีพ ข้าวหลามยอดนิยม ยุคทองของข้าวหลามนครปฐมอยู่ในช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐ หลังการสาธิตการท�ำข้าวหลามถวายแด่ ข้าวหลามขึ้นช่ือในหมู่นักชิมนักเดินทาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเดจ็ พระเจ้า และข้ึนชื่ออาหารว่างระดับ OTOP คงหนีไม่พ้น โบดวง ในวโรกาสที่เสด็จฯ มาจังหวัดนครปฐม ขา้ วหลามหนองมน ชลบรุ ี และขา้ วหลามนครปฐม เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จงึ มชี อ่ื ทค่ี นทวั่ ไปเรยี กขานกนั ทม่ี ีเอกลักษณ์คือ รสชาตหิ อม หวาน มนั เข้มข้น ว่า “ขา้ วหลามเสวย” ตั้งแต่นัน้ มา เพราะมหี วั กระทิ และมหี นา้ หลากหลาย เชน่ สงั ขยา ถ่ัวด�ำ กะทิ เผอื ก เป็นต้น กรอกภูมปิ ญั ญาใสก่ ระบอก จดุ เรม่ิ ตน้ ความนยิ มของขา้ วหลามหนองมน กวา่ จะมาเปน็ ขา้ วหลามหนงึ่ กระบอกทอี่ ดั แนน่ มีประวัติท่ีเล่าต่อกันมาว่าแต่เดิมชาวหนองมน ด้วยความอร่อยจึงมิได้มีเพียงส่วนผสมหลักอย่าง ทำ� นาเปน็ หลกั ทำ� ขา้ วหลามขายเปน็ รอง เมอ่ื หมดฤดู ข้าวเหนียว กะทิ นำ�้ ตาล เกลือ เพ่ิมเครื่องอย่าง ทำ� นากข็ น้ึ ตดั ไมไ้ ผบ่ นเขาบอ่ ยาง แลว้ เอาขา้ วเหนยี ว ถั่วด�ำ เผือก ฯลฯ เท่านั้น หากยังรวมถึงความรู้ ท่ีปลูกได้ไปแลกน้�ำตาลกับมะพร้าวจากบ้านอื่นๆ และภมู ปิ ัญญาทสี่ ่งตอ่ กนั มา ตลอดจนการคดั สรร เพ่ือมาท�ำข้าวหลามขาย ต่อมาเมื่อถนนสุขุมวิท สงิ่ ต่างๆ เพอื่ มาประกอบเปน็ ขา้ วหลาม ดงั ต่อไปนี้ (สายเก่า) ตัดมาถึงในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เพื่อเปิด เส้นทางท่องเท่ียวชายหาดบางแสน นักท่องเท่ียว ไมไ้ ผ่ จึงได้แวะซ้ือข้าวหลามเป็นของฝาก ประกอบกับ จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีสมัยน้ัน การเลอื กไผม่ าทำ� ขา้ วหลามกเ็ ปน็ สว่ นสำ� คญั มาพักตากอากาศที่บางแสนพร้อมนายพลเนวิน ของความอร่อย ไผ่ที่เหมาะท�ำข้าวหลามมีหลาย ผู้น�ำประเทศพม่า ได้สั่งให้แม่ค้าข้าวหลามท่ี ชนิด เช่น ไผ่ข้าวหลามหรือไม้ป้าง ไผ่สีสุก ไผ่ป่า ไผเ่ ปาะ ไผห่ นาม ไผก่ าบแดง ทน่ี ยิ มคอื ไผข่ า้ วหลาม ๑ สุจิตต์ วงษ์เทศ. ๒๕๕๙. หลามข้าว-ข้าวหลาม ต้นการปรุงอาหารสุวรรณภมู ิ. (ออนไลน์) แหล่งท่ีมา http://www.sujitwongthes. ๑ com/suvarnabhumi/2011 58

๒ 59กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

๑ ลำ� ต้นมีปล้องยาวประมาณ ๓๐-๖๐ เซนติเมตร มหี ลายขนาด ข้าวหลามหนองมนเลือกใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู แต่โดยรวมคือ และมีคุณสมบัติแตกต่างจากไผ่ประเภทอ่ืนคือ เน้ือแต่ละ เป็นข้าวเหนียวชนิดดี เมล็ดยาว เมื่อสุกมีความหวานอ่อนนุ่ม ปล้องมีความหนาพอดี เมื่อน�ำไปเผาท�ำข้าวหลามจะท�ำให้ ก่อนท�ำข้าวหลามต้องแช่ไว้ไม่ต่�ำกว่า ๖ ชวั่ โมง เพอ่ื ให้เม็ดข้าว สุกแบบพอดี อีกท้ังตัวกระบอกก็ไม่แตกง่าย นอกจากน้ี พองตวั บางแหง่ จงึ มกั แชน่ ำ�้ ในชว่ งเยน็ เพอื่ ใชใ้ นวนั รงุ่ ขนึ้ ไดพ้ อดี ยังมีเน้ือบาง เย่ือไผ่ร่อนออกดี เวลาแกะข้าวหลามจึงสะดวก เพราะร่อนหลุดจากเปลือกได้ง่าย คงความหอมของไผ่ และ การเผา ได้รปู ทรงกระบอกสวยงาม การเผาข้าวหลามมี ๒ แบบ คือ การเผาแบบใช้ฟืน ขา้ วสารเหนยี ว ซึ่งเป็นแบบด้ังเดิม และการเผาด้วยเตาแก๊ส การเผาแบบฟืน ใช้เวลาประมาณ ๓ ชว่ั โมง คนเผาต้องใช้แรงและพลงั งานมาก แต่ละท้องถิ่นมีวิธีการเลือกข้าวเหนียวมาท�ำข้าวหลาม แต่วิธีน้ีท�ำให้ได้ข้าวหลามท่ีมีกลิ่นหอม วิธีเผามีท้ัง แตกต่างกัน มีท้ังข้าวเหนียวขาวและข้าวเหนียวด�ำ หากเป็น แบบวางกระบอกข้าวหลามต้ังบนพื้นเรียงเป็นแถวยาว 60

๒ ๑ ขา้ วหลามนยิ มท�ำกนั ทง้ั ขา้ วเหนยี วขาวและ ขา้ วเหนยี วด�ำ ๒ ขา้ วหลามแสดงถงึ ภมู ปิ ญั ญาในการท�ำ อาหารและถนอมอาหาร จากตน้ ไผ่ ๓ หลงั จากถากเปลอื กนอก ออกแลว้ กจ็ ะเหลาเปลอื ก ใหบ้ างลงอกี ครงั้ เพอ่ื ให้ งา่ ยตอ่ การปอกออก ๓ แล้วใช้กาบมะพร้าว ฟืน และเศษไม้ไผ่ที่เหลือจากการท�ำ ทั้งยังเพ่ิมทางเลือกให้แก่ลูกค้า หลายร้านจึงคิดค้นสูตร กระบอกข้าวหลามมาสุม หรือต้ังบนเตาตะแกรงเหล็กซึ่งท�ำ ข้าวหลามใหมๆ่ ออกมามากมาย ไมว่ ่าจะเปน็ ขา้ วหลามบะ๊ จ่าง เป็นรางตะแกรงเหลก็ เหมอื นจว่ั หลงั คาบา้ นและสมุ ไฟตรงกลาง ขา้ วหลามกะเพรากงุ้ ขา้ วหลามเขยี วหวาน ขา้ วหลามพะแนงทะเล เพอ่ื วางกระบอกข้าวหลามแบบเอยี ง หรอื หากเปน็ ทางอสี านจะ ข้าวหลามต้มย�ำกุ้ง ข้าวหลามไก่กระเทยี ม ข้าวหลามไส้สังขยา พบวา่ วางเผาในแนวนอนบา้ ง ปจั จบุ นั การเผาแบบฟนื เรม่ิ ลดลง ข้าวหลามแปะก้วย ข้าวหลามเผือก ข้าวหลามล�ำไย ฯลฯ เพราะฟืนหายาก จงึ เร่มิ เปลี่ยนมาเผาแบบเตาแก๊สแทน เพราะ หรือช่วงไหนมีผลไม้ตามฤดูกาลออกมามากก็น�ำมาท�ำไส้ สามารถเบาไฟเร่งไฟได้ตามต้องการ และใช้เวลาไม่นาน เช่น ล�ำไย ทุเรียน เป็นต้น แต่ดูเหมือนว่าสูตรข้าวหลาม จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะยังมีผู้ทดลองท�ำสูตรใหม่อยู่ สตู รความอรอ่ ย เสมอ เช่น ข้าวหลามสูตรปลาร้าท่ีใส่ลงในกระบอกพร้อม ข้าวเหนยี ว สตู รดง้ั เดิมคอื ไส้ถวั่ ด�ำ ไส้เผอื ก ต่อมามีการพฒั นาสตู ร เพ่ือปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและรสนิยมการกินที่เปลี่ยนแปลง 61กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

ไม่เพียงแต่สูตรจะถูกปรับ ตัวกระบอก ประเพณี ความส�ำคัญของข้าวหลาม ๑-๓ ขา้ วหลามหนองมน ข้าวหลามเองก็ยังมีปรับรูปทรงท่ีตอบโจทย์ จะใสก่ ะทใิ หม้ นั ขน้ อกี ทง้ั ความสะดวกสบายของลูกค้า คือให้ถือง่าย ยังมีปรากฏว่าเป็นอาหารในประเพณีที่จัดขึ้น ยงั ประยกุ ตใ์ สเ่ ครอ่ื งเคยี ง กนิ สะดวก เห็นหน้าขนมชัดเจน ไม่ต้องทบุ เปิดไม้ หลายจังหวัด ดังเช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา มี หรือถือให้เปื้อนมือ ดังที่พบในตลาดหนองมน ประเพณีบุญข้าวหลามของชาวลาวเวียงและ ตา่ งๆ ใหม้ คี วามหลากหลาย ว่ามีข้าวหลามกระบอกส้ันวางขายรวมอยู่ด้วย ลาวพวน ในอ�ำเภอพนมสารคาม จดั ขึ้นทกุ วนั ขึน้ ยง่ิ ขน้ึ เรียกว่า ข้าวหลามช็อต (มาจากค�ำว่า short ๑๔ ค่�ำ เดือน ๓ ชาวบ้านจะหุงข้าวหลามเพ่ือ ที่แปลว่าสั้น) โดยมีช้อนตักเป็นลักษณะไม้พาย ไปถวายพระในวันรุ่งข้ึน และน�ำข้าวหลามที่ อนั เลก็ ซงึ่ เหลามาจากกระบอกไม้ไผ่ เหลือจากการท�ำบุญมาแบ่งกัน เช่นเดียวกับที่ จังหวัดสระแก้ว ก็มีประเพณีบุญข้าวหลามใน ๑ 62

๒๓ วันข้ึน ๑๔ คำ�่ เดอื น ๓ หลังเสรจ็ สน้ิ ฤดูเกบ็ เก่ยี ว ซึ่งเป็นการท�ำทานร่วมกับการท�ำทานข้าวจี่และ เพอื่ แสดงถงึ ความอม่ิ หนำ� สำ� ราญและชว่ ยสบื ทอด ข้าวล้นบาตร พทุ ธศาสนา จากการหลามข้าวสู่ข้าวหลามที่เป็น นอกจากนี้ยังมีบุญประเพณีตักบาตร ขนมหวานของฝากขนึ้ ชอื่ เปน็ ภมู ปิ ญั ญาในการ ข้าวหลาม จัดขึ้นในวันข้ึน ๑๕ ค�่ำ เดือน ๒ ที่ ทำ� อาหารและถนอมอาหารทไี่ ดร้ บั การสบื ทอด ต�ำบลหนองโน อ�ำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เป็น จากรนุ่ สรู่ นุ่ โดยการดำ� รงอยแู่ ตล่ ะยคุ สมยั กไ็ มไ่ ด้ บุญประเพณขี องชุมชนไทยวน หรอื โยนกนครเดมิ ติดอยู่กับรูปแบบเดิม หากแต่ได้รับการคิดค้น ทอี่ พยพยา้ ยถนิ่ มาอยทู่ นี่ ี่ สำ� หรบั ทจี่ งั หวดั นครพนม ตอ่ ยอดทงั้ รสชาตแิ ละรปู แบบของบรรจภุ ณั ฑ์ แสดง มีประเพณีเดือน ๑๑ บุญข้าวหลาม ก่อนงาน ใหเ้ หน็ วา่ ภมู ปิ ญั ญาไทยในการทำ� อาหารสามารถ บุญกฐนิ ส่วนภาคเหนือก็มีประเพณที ำ� ข้าวหลาม สบื ทอดและพฒั นาตอ่ ไปไดอ้ ยา่ งไมห่ ยดุ ยง้ั ไปถวายพระในวนั เดอื นสี่ (ประมาณเดอื นมกราคม) เอกสารอ้างองิ ข้าวหลามพระงาม : แรงรวมใจของชุมชน ชุมชนพระงาม ๒ อำ�เภอเมือง จังหวัดนครปฐม. (ออนไลน์) แหล่งที่มา http://www.snamcn.lib.su.ac.th/west/activities/seminar/bamboo_rice/rice.htm ไตรเทพ ไกรงู. “ตักบาตรข้าวหลาม”อิ่มบุญเดือนยี่ที่หนองโน เมืองสระบุรี : วิถีบุญวิถีธรรม” (ออนไลน์) คมชัดลึก, ๒๐ มกราคม ๒๕๕๕. แหล่งที่มา http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/120759 จุฑามาศ บุญเย็น. “ข้าวหลาม - หนองมน ตัวตนในกระบอกไม้ไผ่”. (ออนไลน์) แหล่งที่มา http://www.sarakadee. com/2016/02/24/nongmon/ ราชบัณฑิต. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. นานมีบุ๊คพับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖. สุจิตต์ วงษ์เทศ. “หลามข้าว-ข้าวหลาม ต้นการปรุงอาหารสุวรรณภมู ิ”. (ออนไลน์) แหล่งที่มา http://www.sujitwongthes. com/suvarnabhumi/2011 63กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

64

ภาษาและหนงั สือ มยรุ ี ถาวรพฒั น์ และ บญั ญตั ิ สาลี เรอ่ื ง ยอด เนตรสวุ รรณ ภาพ ภาษากยู /กวย ชาวกูย หรือ ชาวกวย มีวิถชี ีวิตผกู พนั ขือ่ เรยี ก กับชา้ งเสมอื นหนงึ่ สมาชิกในครอบครัว ภาษาทีพ่ วกเขาใชจ้ งึ มหี ลายคำ� เฉพาะที่ ภาษากยู /กวย๑ เปน็ ภาษาในตระกลู ออสโตร- เกยี่ วขอ้ งกบั การสอื่ สารกบั ชา้ ง จนบางครงั้ เอเชยี ตกิ สาขามอญ-เขมร สาขายอ่ ยกะตอุ คิ คนกลมุ่ น้ี เรยี กตนเองวา่ กยู กยุ โกย หรอื กวย ซงึ่ แตกตา่ งกนั ไป ถกู เรียกว่า ภาษากวยบังคับช้าง ตามลกั ษณะการออกเสยี งของแตล่ ะถนิ่ แตค่ นภายนอก มกั เรยี กวา่ สว่ ย เนอ่ื งจากมขี อ้ สนั นษิ ฐานวา่ ชนกลมุ่ น้ี ต้องส่งส่วยให้แก่ทางการไทยเป็นประจ�ำตั้งแต่สมัย รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ ถ่ินฐานคนกยู /กวย คนกูย/กวยส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ลุ่ม แม่น�้ำโขงและเทือกเขาพนมดงรัก บริเวณประเทศ สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว ราชอาณาจกั ร กมั พชู า สาธารณรฐั สงั คมนยิ มเวยี ดนาม และประเทศ ไทยซง่ึ มชี าวกยู /กวยอาศยั อยใู่ นภาคอสี านหลายจงั หวดั ไดแ้ ก่ สรุ นิ ทร์ บรุ รี มั ย์ ศรสี ะเกษ อบุ ลราชธานี เปน็ ตน้ ส่วนภาคกลาง-ตะวันออก ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว ฉะเชงิ เทรา และสพุ รรณบรุ ี ๑ บทความนใ้ี ช้คำ� ว่า กูย/กวย ตามความต้องการของเจ้าของภาษา 65กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

๒ ๑ ภาษากูย / กวย ๓ ภาษากูยมีความแตกต่างกับภาษากวยนิดหน่อย แต่ การเรียงค�ำในประโยค มีลักษณะ ประธาน-กริยา-กรรม เจ้าของภาษาสามารถส่ือสารและเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี เชน่ ฮยั ซะมฮุ ปราณี <ฉนั -ชอ่ื -ปราณ>ี = ฉนั ชอ่ื ปราณี งยั แน ฮยั ตวั อยา่ งเชน่ กยู -กวย = คน มยู -มวย = หนงึ่ โตง-ตงู = มะพรา้ ว จา ดอย นงึ บัจ กา <วัน-น้ี-ฉัน- กนิ -ข้าว-กบั -แกง-ปลา> = วันนี้ อะจงี -เจยี ง = ชา้ ง โดย-ดอย = กนิ เหนยี -นา = นา เบยี บ-บาบ = บาป ฉันกินข้าวกับแกงปลา เอม บออ์ <อร่อย-ค�ำแสดงค�ำถาม> = เหมีย-มา = ฝน เป็นต้น ค�ำศัพท์บางค�ำก็ใช้แตกต่างกันบ้าง อร่อยไหม เอม วาอ์ <อร่อย-ค�ำลงท้าย> = อร่อยค่ะ เช่น โค-ชลี กวด = กางเกง อะเป-อะเนอื ว = น้า ภาษากบั ภูมปิ ัญญากยู /กวย พยัญชนะต้นภาษากยู /กวย ได้แก่ /ก ค ง จ ช ซ ญ ด ต ท น บ ป พ ม ย ร ล ว อ ฮ/ (หน่วยเสียง ร จะปรากฏเฉพาะ นอกจากลักษณะโครงสร้างทางภาษาแล้ว คนกูย / ในภาษากูย) พยัญชนะสะกด ภาษากูย/กวยแสดงลักษณะ กวยยังมีองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีโดดเด่น คือ ของภาษากลุ่มมอญ-เขมรท่ีชดั เจน ได้แก่ /ก ง จ ญ ด น บ ย การทอผ้าไหม และการเลี้ยงช้างซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนกูย ร ล อ์ ฮ/ สระ ได้แก่ /อะ อา อิ อี อึ อือ อุ อู เอะ เอ แอะ แอ มากกว่า โดยเฉพาะกูยที่อยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์ จะเห็นได้ชัด โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ เอยี ะ เอยี อวั ะ อัว เออื ะ เออื เอา/ ในกลุ่มชาวกูยทเี่ รยี กว่า กูยอาจงี หรอื กยู อาเจียง เขมรสรุ นิ ทร์ และไม่มีระดับเสียงวรรณยุกต์ แต่ใช้ลักษณะน�้ำเสียงที่เกิดกับ เรยี กวา่ กยู ดำ� เรย็ ภาษาทคี่ นกยู ใชฝ้ กึ ชา้ งเรยี กวา่ ภาษาผปี ะกำ� สระสำ� หรบั แยกความหมาย ได้แก่ น้�ำเสียงปกติ เช่น วิ = งาน ซง่ึ เป็นภาษาเฉพาะทค่ี นกยู ใช้สอ่ื สารกนั ในระหว่างการเดนิ ทาง ดุฮ = ถูก นำ�้ เสยี งใหญ่ ต�่ำทุ้ม เช่น วิ่ = แหวก มุ่ฮ = จมกู ไปคล้องช้าง ค�ำท่ีมีสองพยางค์ คนกูย/กวยเวลาออกเสียงจะเน้นหนัก พยางค์ท่ีสอง ได้แก่ อาจอ = หมา กะนัย = หนู กะซัน = งู อะลอี ์ = หมู เกาเทอื่ ง = แมงปอ่ ง แตก่ ม็ คี ำ� สองพยางคอ์ กี แบบหนง่ึ ที่ออกเสียงพยางค์แรกเพียงไม่เต็มเสียงหรือเต็มพยางค์ และ จะแปรไปต�ำแหน่งการเกิดเสียงพยัญชนะต้นของพยางค์ที่สอง เช่น อมึ ปลอน = ว่ิง อนึ แท่ล = ไข่ อึงเคยี บ = น้อยหน่า 66

๔ ๑ อักขระสัญลกั ษณโ์ บราณบนลายสักของผู้เฒ่าผูแ้ กข่ าวกวย มีความคล้ายคลึงกบั อักขระขอมโบราณ ๒ สสี นั สดใสของนาคในงานประเพณีบวชช้าง ของชาวกวย พวกเขาจะแต่งหน้าทาปาก นุง่ โสรง่ สวมเสอ้ื ขาวแลว้ คลุมดว้ ยผา้ หลากสีกอ่ นเข้าสู่รม่ กาสาวพสั ตร์ (สายณั ห์ ชน่ื อุดมสวัสดิ์ ภาพ) ๓ คนกวยและชา้ ง คือภาพวิถีชวี ิตผกู พนั ธน์ ับแตอ่ ดตี (สายัณห์ ช่ืนอดุ มสวัสดิ์ ภาพ) ๔ ประเพณบี วชนาคชา้ งของชาวกวย ทบ่ี า้ นตากลาง จงั หวดั สรุ นิ ทร์ สบื ทอดตอ่ เนอ่ื งมาเป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะท้องถ่นิ นับแตค่ รั้งอดีต (สายัณห์ ชื่นอดุ มสวัสด์ิ ภาพ) ภาษากยู ทวั่ ๆ ไป ภาษาผปี ะกำ� ความหมายภาษาไทย นอกจากคำ� ศพั ทท์ เ่ี กยี่ วกบั การเลยี้ งชา้ งแลว้ คนกยู /กวย ยังมีค�ำศพั ท์ที่เกย่ี วกบั ผ้าไหมท่นี ่าสนใจ เช่น กยะ อนั โทน ผวั -สามี กันแตล อันจงึ เมีย-ภรรยา เลาะ โซด = ย้อมไหม กอน เจลย แตะฮ โซด = ค้น หรือสบื ไหม อู้ ก�ำโพด ลกู คว่ี โซด = ขั้นตอนปั่นไหม ทท่ี �ำให้เส้นไหม แน่น เบี่ยง ลองจาว ไฟ ญิฮ = เย็บ อาจงึ เทวเดยี /เทวะด้า ห้วย อึนช ่ิ = ผ้า กูย มานุด (มนษุ ย์) ช้าง อนึ ชิ่ เกบ = ผ้าลายลูกแก้ว อาจงึ ทะเนยี ะ ทนะ คน ฮับ = เสื้อ ปอยเดยี ะ/ปอยดะห ์ ปอยตวน ช้างต่อ ละกวด = กางเกง จาโดย กรโิ กรด อาบนำ�้ โตรง = โสร่งผู้ชาย กินข้าว ซะเบื่อย = สไบ 67กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

๒ ๑ ๑-๖ สอ่ื การเรียนการสอนภาษากวยสำ�หรบั เด็กเลก็ ผลติ โดยคณะนกั วิจยั บ้านซำ� บา้ นตาตา ตำ�บลพธ์ิกระสังข์ อำ�เภอขุนหาญ จงั หวดั ศรีสะเกษ ๓๔ 68

วิกฤต โอกาส และความทา้ ทาย กูย / กวยให้ลูกหลาน อาทิ โครงการหมู่บ้านอนุรักษ์วัฒนธรรม ชาวกูย โครงการศึกษากลุ่มเยาวชนกับการฟื้นฟูและอนุรักษ์ ในภาวการณ์ปัจจุบันภาษากูย/กวยค่อยๆ เลือนหายไป วฒั นธรรมประเพณชี าตพิ นั ธก์ุ วยซงึ่ การวจิ ยั นไี้ ดส้ รา้ งภาพยนตร์ คนรุ่นใหม่ขาดโอกาสท่ีจะได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจาก ผใู้ หญ่ ดว้ ยปรบิ ทแวดลอ้ มทเี่ ปลย่ี นแปลงไป และอทิ ธพิ ลจากสอ่ื สัน้ เรื่อง กอนกวย สว่ ยไมล่ มื ชาติ เพื่อเตอื นสติไม่ให้ลูกหลาน ตา่ งๆ ทม่ี าจากภายนอก และระบบการศกึ ษาทม่ี งุ่ ใหเ้ รยี นภาษา ราชการเพยี งภาษาเดียว จนทำ� ให้ผู้เรียนละเลยการใช้ภาษาแม่ ละท้ิงภาษาและวัฒนธรรมอันดีงามของบรรพบุรุษ โครงการ หรอื ภาษาทอ้ งถน่ิ เดก็ ๆ เรม่ิ หนั มาพดู ภาษาของกลมุ่ ทใี่ หญก่ วา่ ศึกษากระบวนการสร้างระบบตัวเขียนภาษากวยเพื่อสืบทอด และเห็นว่าส�ำคัญกว่า คนอายุสิบห้าปีลงมาบางชุมชนไม่ วิถีวัฒนธรรมชุมชนวัดไตรราษฎร์สามัคคี บ้านซ�ำ บ้านตาตา สามารถพดู ภาษากยู /กวยได้ โดยไดร้ บั การสนบั สนนุ จากส�ำนกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั และศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตามกลุ่มชาติพันธุ์กูย / กวยหลายแห่งมีความ มหาวิทยาลัยมหดิ ล ส�ำนึกในชาติพันธุ์และคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม ได้ร่วมกัน สร้างกระบวนการเรียนรู้ อนุรักษ์ ฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรม นอกจากนย้ี งั มกี ารรวมตวั กนั เพอื่ การอนรุ กั ษแ์ ละเผยแพร่ วฒั นธรรมกยู /กวย เช่น ศนู ย์กลางการเผยแพร่ศิลปวฒั นธรรม ๕๖ 69กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

การพัฒนาระบบตัวเขยี นภาษากวยด้วยอักษรไทย โดยชมุ ชนวดั ไตรราษฎรส์ ามัคคี ตำ�บลโพธ์ิกระสงั ข์ อำ�เภอขุนหาญ จงั หวัดศรสี ะเกษ กวย (ส่วย) วัดมหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฎ์ิ คณะสลกั ๓ ถนนหน้า- เอกสารอ้างองิ พระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวงั เขตพระนคร กรงุ เทพมหานคร และมีโครงการสร้างอุทยานเรียนรู้กวยที่อ�ำเภอสังขะ จังหวัด บัญญัติ สาลี. (๒๕๕๒). การปรับตวั กลุ่มชาติพันธเุ์ ขมรและนัยการบรหิ าร สุรนิ ทร์ จัดการพ้ืนที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีศึกษาช่องจอม จังหวัด สรุ นิ ทร.์ ส�ำนักงานกองทนุ สนับสนนุ การวจิ ัย. ปฏิบัติการทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์กูย / กวยเพื่อ การอนรุ กั ษแ์ ละฟน้ื ฟวู ฒั นธรรมและภาษาของตนเอง ทา่ มกลาง ประเสริฐ ศรีวิเศษ. (๒๕๒๑). พจนานุกรมกูย (ส่วย) - ไทย - อังกฤษ. การสูญหายไปของภาษาและวัฒนธรรม จึงควรยกระดับ กรุงเทพฯ : โครงการวิจัยภาษาไทยและภาษาพ้ืนเมืองถิ่นต่างๆ สถาบัน ภาษาเป็นมรดกทางสังคม เพ่ือจะได้สนับสนุนและเสริมแรงใจ ภาษาจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . ให้กลุ่มชาติพันธุ์กูย / กวยได้ร่วมกันสร้างส�ำนึก อนุรักษ์ และ ฟื้นฟูวฒั นธรรมของตนเอง กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม กระทรวง ไพฑรู ย์ มกี ศุ ล. (๒๕๒๗). ประวตั ศิ าสตรส์ งั คมวฒั นธรรมภาคตะวนั ออกเฉยี ง วฒั นธรรมจงึ ไดป้ ระกาศขนึ้ ทะเบยี นภาษาภาษากยู /กวยเปน็ เหนอื ของประเทศไทย ศกึ ษากรณหี วั เมอื งเขมรปา่ ดอย สรุ นิ ทร์ สงั ขะ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาตปิ ระจำ� ปพี ทุ ธศกั ราช และขุขนั ธ.์ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน. ๒๕๕๘ เพอ่ื เปน็ การสง่ เสรมิ และพฒั นาสทิ ธชิ มุ ชนกยู /กวย ในการอนุรักษ์ สืบสาน ฟื้นฟู และปกป้องคุ้มครองมรดก สมทรง บุรุษพัฒน์. (๒๕๓๘). สารานุกรมชนชาติกูย. นครปฐม : โรงพิมพ์ ภมู ปิ ญั ญาของตนและของชาตติ อ่ ไป สถาบันพฒั นาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวทิ ยาลัยมหิดล. อัมพร ปรีเปรม. และคณะ (๒๕๕๖). รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษา กระบวนการสรา้ งระบบตวั เขยี นภาษากวยเพอื่ สบื ทอดวถิ วี ฒั นธรรม ชุมชนวัดไตรราษฎร์สามัคคี (บ้านซ�ำ บ้านตาตา) ต. โพธิ์กระสังข์ อ. ขุนหาญ จ. ศรสี ะเกษ. ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวจิ ยั 70



ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ ทรงยศ กมลทวกิ ุล เรอ่ื งและภาพ เปีย๊ ก โปสเตอร์ กับใบปิดหนังเร่ืองโทน ภาพยนตเ์ ร่ืองแรกที่ก�ำ กบั ซ่งึ ประสบความ สำ�เรจ็ สง่ ผลให้ เปี๊ยก โปสเตอร์ เป็นทร่ี จู้ กั ในฐานะผูก้ ำ�กบั ภาพยนตรไ์ ทย 72

เเขปยี ย๊ีนกภาพโปผา่ สนเเลตนอสร์ ์ น่งั ออกแบบเครื่องมอื ท่ีใช้ทำ�งานเอง หนึ่งในงานอดิเรกทีบ่ ้านปากช่อง ชีวิตของคนหากจะเปรียบก็เหมือนกับภาพยนตร์ เรอ่ื งหนงึ่ และชวี ติ ของศลิ ปนิ แหง่ ชาตสิ าขาศลิ ปะการแสดง (ภาพยนตร์และโทรทัศน์) ปี ๒๕๕๘ เช่น คุณสมบูรณ์สุข นิยมศิริ หากเปรียบก็คงเป็นหนังอารมณ์ดีที่สนุกสนาน ดูได้ทุกเพศทุกวัย หรือให้เข้ากับยุคสมัยคงต้องบอกว่า เปน็ หนงั ในแนว Fill Good ทุกวันนี้คุณสมบูรณ์สุข นิยมศิริ หรือท่ีรู้จักกันดี ในช่ือของ เปี๊ยก โปสเตอร์ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ท่ี อำ� เภอปากชอ่ ง จงั หวดั นครราชสมี า ทา่ มกลางธรรมชาตแิ ละ สงิ่ แวดลอ้ ม แมอ้ ยหู่ า่ งจากกรงุ เทพฯ แตก่ ย็ งั คงมมี ติ รสหาย และผคู้ นจากทต่ี า่ งๆ แวะมาเยย่ี มเยยี นอยเู่ สมอ ศกาลิ งปจนิ อวเาอดาภมาว้ พนหนงั ใสเ่ ครอื่ งฉาย เดนิ เครอ่ื ง ด้วยเหตุดังกล่าวเพาะช่างจึงเป็นจุดหมายท่ีถูกวางไว้ คุณเปี๊ยกเล่าว่าตอนอายุราว ๑๕ ปีซึ่งอยู่ในความดูแลของ คุณเปี๊ยกเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัวนิยมศิริ พ่ีสาว เพราะทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตแล้ว ได้หนีออกจากบ้าน เกิดท่ีเชียงใหม่แต่อยู่เพียงแค่ ๒ ปีเท่านั้น เพราะคุณพ่อซึ่ง เพอื่ ไปเรยี นเพาะช่าง และหาเงนิ ส่งเสยี ตวั เองเรยี น โดยมรี ายได้ รับราชการทหาร ได้ย้ายกลับเข้ากรุงเทพฯ และใช้ชีวิตอยู่ใน จากการเป็นลูกมือในร้านท�ำป้ายของญาติคนหนึ่ง ร่วมกับ กรุงเทพฯ โดยตลอดตัง้ แต่นนั้ มา รบั จ้างเป็นกลุ ี ท้งั สองงานมรี ายได้วนั ละ ๑๕ บาทเท่ากนั แมอ้ ยใู่ นครอบครวั ทหาร แตก่ ลบั ไมไ่ ดเ้ ดนิ ตามรอยคณุ พอ่ เพ่ือนร่วมรุ่นที่เรียนเพาะช่างด้วยกันมีศิลปินแห่งชาติ คุณเปี๊ยกเล่าว่าแถวบ้านมีเด็กหนุ่มอยู่คนหนึ่งเรียนสถาปัตย์ อกี ทา่ นหนงึ่ คอื อาจารยช์ ลดู นมิ่ เสมอ ซง่ึ คณุ เปย๊ี กบอกวา่ “ชลดู นลี่ ะ่ อยู่ที่จุฬาฯ เขารับเขียนรูปให้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเก่ียวกับ ท่ีเป็นคนต้ังชื่อเปี๊ยกให้กับเรา เพราะสมัยน้ันเราตัวเล็ก เขา เร่อื งการรบ คณุ เปี๊ยกมีโอกาสเหน็ ภาพวาดชดุ นนั้ “เขาเขียนได้ เรียกเราว่าเปี๊ยก” ความตั้งใจแต่เดิมของคุณเปี๊ยกคือเม่ือจบ ดีมาก เราเหน็ แล้วบอกไม่ถูกเลย เขียนแบบไม่มีน�้ำหนัก แต่ได้ เพาะช่างแล้วจะเข้าศึกษาต่อท่ีศิลปากร แต่เน่ืองด้วยมีความ อารมณ์” ซ่ึงเป็นความประทับใจมากถึงกับบอกว่า “การท่ีเรา มุ่งหวังจะช่วยท่ีบ้านส่งเสียน้องสาวอีกสองคนจึงตัดสินใจเลือก ได้เห็นงานช้ินนั้น ท�ำให้เราตั้งปณิธานกับตัวเองเลยว่าจะต้อง ทำ� งานแทน เป็นช่างเขียนภาพให้ได้” 73กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

ผลงานโปสเตอร์และจิตรกรรมชนิ้ ส�ำ คัญ เขา้ สแู่ วดวงใบปดิ หนงั เพียง ๒ ปีก็หยุด ถึงกระนั้นก็ยังได้ลูกศิษย์สองคนมาเป็นทีม งานในการเขยี นโปสเตอรห์ นงั คอื ทองดี ภานมุ าศ และ บรรหาร เมอ่ื เรยี นจบไดเ้ ขา้ ทำ� งานทรี่ า้ นทำ� ปา้ ยชอ่ื ไพบลู ยก์ ารชา่ ง สติ ะพงค์ ช่วงแรกท�ำหน้าที่ไสไม้ส�ำหรับท�ำป้าย เพราะเจ้าของร้านยังไม่ มั่นใจว่าจะเขียนรูปได้ จนกระท่ังวันหนึ่งเป็นวันหยุด ได้เอารูป ชา่ งเขยี นใบปดิ หนงั ฉายา เปย๊ี ก โปสเตอร์ ปฏิทินฝร่ังมานั่งเขียน เจ้าของร้านกลับมาเห็นเข้าจึงให้เขียน งานในร้านนับแต่น้นั มา ยคุ ภาพยนตรไ์ ทยทถ่ี า่ ยดว้ ยฟลิ ม์ ๑๖ มม. ถอื เปน็ ยคุ ของ คณุ เปี๊ยกเลยทเี ดียว เพราะใบปิดหนงั ในยคุ นั้นล้วนเป็นผลงาน “ร้านทที่ ำ� งานอยู่แถวบางขุนพรหม ใกล้กบั ร้านมกี ำ� แพง ของเขาท้ังสิ้น “ในช่วงน้ันใบปิดหนังเป็นเราเขียนคนเดียว เป็นแนวยาว รูปท่ีเขียนหลายชิ้นนำ� ไปวางเขียนอยู่แถวก�ำแพง ทง้ั หมด เรยี กวา่ รอ้ ยเปอรเ์ ซน็ ตเ์ ลย และเราเขยี นดว้ ยสโี ปสเตอร”์ วนั หนงึ่ มคี นผา่ นมาเหน็ เขา้ บอกวา่ เราเขยี นได้ดี ชวนให้ไปเขยี น คุณเปี๊ยกเป็นผู้ริเร่ิมใช้สีโปสเตอร์เขียนใบปิดหนัง แต่สีชนิดนี้มี โปสเตอร์หนัง” คณุ เปี๊ยกย้อนความหลัง คุณสมบัติแห้งเร็วท�ำให้ท�ำงานล�ำบาก ต้องค้นหาเทคนิคและ ลองผดิ ลองถกู อย่นู านกว่าจะคน้ พบเคลด็ ลบั การใชส้ ใี หไ้ ด้ดงั ใจ นนั่ เปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ทท่ี ำ� ใหช้ วี ติ มงุ่ มาเขยี นแตใ่ บปดิ หนงั เพยี ง และใชเ้ ปน็ หลกั ในการเขยี นใบปดิ มาตลอด จงึ เปน็ ทมี่ าของฉายา อย่างเดยี ว โดยเขียนแต่ภาพบคุ คลเท่านั้น งานเขยี นโปสเตอร์มี เปีย๊ ก โปสเตอร์ มากจนคุณเปี๊ยกตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนเขียนรูปชื่อ “เพาะ ศิลป์” เพื่อหาลูกศิษย์มาช่วยงานเขียนภาพ แต่เปิดสอนได้ 74

ในชว่ งวัยหนุ่มท่ีท�ำ งานภาพยนตร์ นอกจากกำ�กบั เขียนบทแล้ว บางเรอ่ื ง เปีย๊ ก โปสเตอร์ ยงั รบั หน้าทเ่ี ป็นผถู้ ่ายภาพดว้ ยตวั เองเช่นกัน ในกระบวนการท�ำงานคุณเปี๊ยกจะเขียนรูปบุคคลท่ีเป็น บรรยากาศสมัยท�ำ งานในกองถา่ ยภาพยนตร์เรอื่ งโทน ตัวหลักของเร่ืองก่อน จากนั้นทีมงานจะเขียนรูปตัวละครท่ีรอง ลงมา สว่ นชอ่ื เรอื่ งมคี นทท่ี �ำหนา้ ทเี่ ขยี นเฉพาะตวั หนงั สอื เทา่ นน้ั จากศลิ ปนิ เขยี นใบปดิ หนงั สผู่ กู้ ำ� กบั หนงั ไทย ในยุคแรกที่เขียนคนเดียว ใบปิดหนังลงชื่อเพียง เปี๊ยก แต่ถ้า เป็นทีมงานลายเซ็นกจ็ ะเป็น เปี๊ยก โปสเตอร์ คุณเปี๊ยกมีโอกาสท�ำนิตยสารเก่ียวกับภาพยนตร์ไทย ซ่ึงมีคุณชวนชัย เตชะศรีสุธี เป็นเจ้าของ คุณเปี๊ยกเล่าว่า ในสมัยน้ันบรรดาผู้ก�ำกับหนังจะมาเล่าเรื่องย่อของหนัง คุณชวนชัยมีร้านถ่ายรูปอยู่ใกล้ๆ เริ่มจากมาขอรูปดาราจาก ให้ฟังก่อน เพราะใบปิดต้องออกก่อนเพอื่ โปรโมตหนัง “เราเป็น คณุ เปย๊ี กไปกอ๊ บปข้ี าย และทางหนง่ึ กใ็ หค้ วามชว่ ยเหลอื คณุ เปย๊ี ก คนที่ไม่ดูหนังไทยเลย สมัยนั้นดูแต่หนังฝรั่ง ใบปิดของเราก็ได้ ดว้ ยการรบั แลกเชค็ คา่ วาดใบปดิ หนงั เมอื่ ท�ำรปู ดาราขายอยนู่ าน อิทธิพลการเขียนมาจากหนังฝร่ัง มีอยู่เรื่องเราจ�ำได้ดี เรื่อง จนพัฒนากลายเป็นหนังสือช่ือดาราภาพ จึงชวนคุณเปี๊ยกมา ชมุ ทาง เขาชมุ ทอง พี่ ส. (ส. อาสนจนิ ดา) ผกู้ �ำกบั มาเลา่ เรอื่ งใหฟ้ งั ร่วมงานโดยให้ช่วยเร่ืองข้อมูลต่างๆ ในแวดวงหนงั ไทย รวมถงึ บอกว่าเร่ืองราวมีพระเอกขี่ม้า มีฉากรถไฟชนกัน ฟังดูยิ่งใหญ่ เขยี นคอลมั น์แนะน�ำการเขียนรูปทีใ่ ช้ช่ือว่า เงาจิตกร นติ ยสาร มาก เรามีต�ำราเกี่ยวกับม้าเยอะ ฟังเรื่องเล่าแล้วก็จินตนาการ ประสบความส�ำเร็จมากจนวันหน่ึงคุณชวนชัยมาชวนไปสร้าง ทันที เอาท่าม้า เอาหน้าของมิตรมาใช้ กำ� ลังข่ีม้าอยู่อย่างเท่ หนงั ด้วยกนั โดยให้คณุ เปี๊ยกเป็นผู้ก�ำกบั รถไฟชนกนั เราวาดเหมอื นหนงั ฝรงั่ เลย โบกกี้ ระเดน็ จนิ ตนาการ เตม็ ทอี่ อกมาสวย ทนี ล้ี กู ศษิ ยเ์ รา เดก็ ใต้ กลบั บา้ นไปดหู นงั เรอ่ื งน้ี พอหนงั จบออกมาบ่น ดูใบปิดหนังสนุกกว่าเยอะ เลยท�ำให้เรา อยากดู ปรากฏวา่ มติ รขมี่ า้ แกลบเขา้ ฉาก รถไฟชนกนั กเ็ อารถไฟ เด็กเล่นมาชนกัน ถ้ารู้อย่างน้เี ราไม่เขียนใบปิดแบบนีแ้ น่ ตง้ั แต่ น้นั มาเวลาเขยี น เราพยายามไม่ให้มนั มากเกินไป” 75กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

กบั อำ�พล ล�ำ พูน อกี หนึง่ ดาราชายท่แี สดงภาพยนตรข์ อง เป๊ียก โปสเตอร์ ภาพวาด เปย๊ี ก โปสเตอร์ กับบรรดาใบปิดหนงั ซึ่งเป็นหนงั ของเขา แล้วได้รับความส�ำ เรจ็ อ�ำ พลรับบทดาราน�ำ ในเรอ่ื งวัยระเรงิ ท่ีประสบความสำ�เร็จ ได้รับการตอ้ นรบั จากคนดู รวมทง้ั ได้รบั รางวัล วางพกู่ นั กา้ วไปเปน็ ผกู้ ำ� กบั โดยเฉพาะกอ่ นกลบั เมอื งไทย ยงั มโี อกาสไดเ้ รยี นรศู้ าสตรเ์ กย่ี วกบั การถ่ายภาพ การใช้กล้องอย่างลึกซึ้ง การจัดแสงอย่างละเอียด หน่ึงในข้อตกลงคือถ้าจะทำ� หนัง ต้องถ่ายทำ� ด้วยระบบ จากอาจารย์ฮอนมาร์ คุณเปี๊ยกเล่าว่าอาจารย์ฮอนมาร์บอกว่า ๓๕ มม. เหมอื นภาพยนตรต์ า่ งประเทศ แตก่ ต็ อ้ งใชเ้ วลาอกี นาน “เราไม่เห็นด้วยนะท่ีนายจะไปเป็นผู้ก�ำกับ นายควรจะต้อง กว่าจะได้เริ่มถ่ายหนงั เรือ่ งแรก เพราะคุณเปี๊ยกไม่มีความรู้เรือ่ ง ไปเป็นผู้ก�ำกับภาพนะ เพราะเรียนศิลปะมา ต้อง Telling Story การทำ� หนงั เลยทำ� ใหต้ อ้ งสบื เสาะหาชอ่ งทาง จนในทส่ี ดุ ไดม้ โี อกาส with light นะ” ไปฝึกงานและเรียนรู้การทำ� ภาพยนตร์กับไดเอะสตูดิโอทญ่ี ่ปี ุ่น ช่วงท่ีใช้ชีวิตศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่น สง่ิ สำ� คญั ทไี่ ดจ้ ากการฝกึ งาน คอื มโี อกาสฝกึ ฝนเรยี นรกู้ บั บทหนังเรื่องแรกคือ โทน โดยนั่งคิดวางโครงเรื่องอยู่ที่ญี่ปุ่น มิสเตอร์ฮอนมาร์ ซ่ึงเป็นตากล้องอาวโุ สทเี่ ก่งมาก เป็นช่างภาพ คุณเปี๊ยกเล่าว่าตอนน้ันยังไม่มพี ื้นฐานความรู้เกี่ยวกบั การสร้าง ท่ีถ่ายหนังให้กับ คโุ รซาว่า และเคยมาช่วยงานทางด้านเทคนิค ตัวละครและการเขียนบทมากนัก แต่เม่ือท�ำหนังเรื่องหลังๆ ทเี่ มอื งไทยให้กบั อัศวินภาพยนตร์ กไ็ ดเ้ ตมิ ความรใู้ หก้ บั ตวั เองดว้ ยการศกึ ษาเพม่ิ จากต�ำราของโลก ภาพยนตร์จากตะวันตก ความรู้และประสบการณ์ที่เก็บเก่ียวมาจากญ่ีปุ่นถือ เป็นพื้นฐานส�ำคัญส�ำหรับการสร้างหนังทุกเร่ืองของคุณเปี๊ยก 76

กลบั จากญปี่ นุ่ ถงึ เมอื งไทยโลกของการทำ� งานกเ็ ปลย่ี นไป สมบรู ณ์สขุ นยิ มศิริ (เปี๊ยก โปสเตอร์) งานวาดรูปหยุดลง งานหนังได้เริ่มต้นข้ึน โดยใช้สิ่งท่ีได้เรียนรู้ เกิด : ๑๘ ตุลาคม ๒๔๗๕ มาจากญี่ปุ่นผสมผสานกับความรู้ทางด้านศิลปะของตนเอง อาชพี : ช่างเขียน ผู้กำ�กับภาพยนตร์ แม้ว่าจะมีอุปสรรคส�ำหรับหนังเร่ืองแรกของผู้ก�ำกับหน้าใหม่ ได้รับการเชิดชเู กียรติเป็นศิลปินแหง่ ชาติ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนรู้จักหลายคนจนสามารถ สาขาศลิ ปะการแสดง (ภาพยนตรแ์ ละโทรทัศน์) ปี ๒๕๕๘ เข้าโรงฉาย ความแปลกใหม่กว่าหนังไทยในยุคน้ันท�ำให้โทน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่อำ�เภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ประสบความสำ� เรจ็ สง่ ใหช้ อื่ ของผกู้ �ำกบั หนมุ่ “เปย๊ี ก โปสเตอร”์ เป็นท่ีรู้จักและได้รับการต้อนรบั อย่างดี เมื่อวางมือจากงานก�ำกับภาพยนตร์ ย้ายมาใช้ชีวิต อยู่ที่บ้านปากช่อง จึงได้กลับมาทำ� งานวาดภาพอีกครั้ง แม้ว่า ความส�ำเร็จของโทน เปิดโอกาสให้ก�ำกับหนังเรื่องอ่ืน หลังจากได้เป็นศิลปินแห่งชาติเม่อื ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ จะมีกจิ กรรม ต่อมาอีกร่วมสามสิบปี และแน่นอนว่าหนังทุกเรื่องของ เปี๊ยก ท่ีต้องออกไปพบปะผู้คน สนทนาแลกเปล่ียนความคิดบ่อยคร้ัง โปสเตอร์ ใส่ใจในการเล่าเรื่องด้วยภาพด้วยแสง มีท้ังหนัง แต่หากมีเวลาว่างก็จะน่งั เขียนรูปเป็นงานอดเิ รกอยู่เสมอ วยั รุ่น หนงั ชีวิต เรือ่ งทเี่ ป็นทีร่ ู้จกั ดี อาทิ ชู้ (รางวลั พระราชทาน พระสรุ ัสวดี ปี ๒๕๑๖-๒๕๑๗ ภาพยนตร์ยอดเย่ยี ม) วัยอลวน ทุกวันน้ีหากใครแวะมายังบ้านท่ีปากช่องเพ่ือพูดคุย วัยระเริง สะพานรักสารสิน (รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ ถึงชีวิตและภาพยนตร์ เร่ืองราวและรายละเอียดต่างๆ หรือ สพุ รรณหงส์ ปี ๒๕๓๐ ผ้กู �ำกบั ยอดเยย่ี ม ก�ำกบั ภาพยอดเยย่ี ม) แม้แต่เบื้องหลังฉากบางฉาก ยังคงถูกเล่าเหมือนเพ่ิงเกิดข้ึน กลิ่นสีและกาวแป้ง ราวกบั ว่าหนังเพ่งิ จัดแสงถ่ายเสร็จไปเมื่อไม่ก่วี นั ก่อนนเี่ อง หนังเร่ืองวัยอลวน นับเป็นเรื่องหนึ่งที่ใส่ภาษาภาพไว้ ศิลปินผู้เขียนรูปเม่ือมาก�ำกับหนังสร้างหนัง พูดถึง ในหนังเยอะมาก แม้ว่าจะเป็นหนังวัยรุ่นแต่ก็นับว่าสะท้อน ความรู้สึกของการท�ำงานภาพยนตร์ว่า “ส�ำหรับเรา หนัง ภาพของสังคมในยุคสมัยน้ันได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องชู้เป็น คอื รปู เขียนทเี่ คลอ่ื นที่ได้” อกี เรอื่ งประทบั ใจทคี่ ณุ เปย๊ี กหยบิ มาเลา่ ถงึ เนอื้ หาของภาพยนตร์ ที่มีความทันสมัยมากในยุคนั้น และเป็นงานเล่าเรื่องด้วยภาพ ที่ถือว่าสมัยใหม่ ขณะที่สะพานรักสารสิน นอกจากให้ความ ส�ำคัญกับเรื่องภาพและการเดินเรื่องแล้ว ยังให้ความส�ำคัญ เร่ืองการจัดแสงด้วย ภาพยนตร์เร่ืองนี้ คุณเปี๊ยกท�ำหน้าท่ี ก�ำกับ ถ่ายภาพ และจัดแสงเอง คุณเปี๊ยกแนะให้สังเกตฉาก ที่ รอน บรรจงสร้าง นั่งคุยกับยายว่าจะเห็นลักษณะของแสง และเงาที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป เป็นการใช้แสงเล่าเรื่องราวให้เห็น ความเปลีย่ นแปลงของเวลาและตัวละคร เมอ่ื ถามว่าเอกลกั ษณ์หนงั ของ เปี๊ยก โปสเตอร์ คอื อะไร คณุ เปย๊ี กหยดุ คดิ อยคู่ รหู่ นง่ึ กอ่ นจะตอบวา่ “หนงั ของเราสว่ นใหญ่ เกย่ี วข้องกบั ความรกั และจะต้องมีเพลงประกอบ มีภาษาภาพ” ภาษาภาพในท่ีนี้คือการเล่าเร่ืองด้วยภาพซ่ึงคุณเปี๊ยก บอกว่าหนังที่ดีจะต้องมีศิลปะในการเล่าเร่ืองด้วยภาพ “งานภาพยนตร์ความสนุกของมันอยู่ท่ีการได้จินตนาการและ สามารถอธบิ ายจินตนาการให้คนอน่ื เข้าใจได้” 77กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

เชิดชปู ชู นยี วรณุ ’ พพู งษ์ เรอ่ื ง เพญ็ พรรณ สทิ ธไิ ตรย์ ครผู สู้ ลกั เอกลกั ษณไ์ ทย 78

การแกะสลกั หรอื จำ� หลกั เปน็ ศลิ ปกรรมแขนงหนง่ึ จำ� พวกประตมิ ากรรม คอื การประดษิ ฐว์ ตั ถเุ นอ้ื ออ่ นอยา่ งผกั ผลไม้ ทยี่ งั ไมเ่ ปน็ รปู รา่ งหรอื มรี ปู รา่ งอยแู่ ลว้ สรา้ งสรรคใ์ หส้ วยงามและวจิ ติ รขน้ึ โดยใชเ้ ครอื่ งมอื ทมี่ คี วามแหลมคม ใชว้ ธิ ตี ดั เกลา ปาด แกะ ควา้ น ใหเ้ กดิ ลวดลายสวยงามตามตอ้ งการ ซงึ่ งานสลกั เปน็ การฝกึ สมาธไิ ดอ้ ยา่ งดเี ลศิ เพราะ ตฝแอมอีล้างะอืจใยแาชกกรท้ ระยกัะสแ์ษดลมบะั กั ข่งทศอาลิป่ีนงปมรานิ“อื กแแแฏหลกผง่ะะชลสสางมตาลอนิ สักงทา”ทขง้ั ง้ัใาขยนทองัแศั ฝงลนกไึ ะทศจตลิยติ า่ ปใงทห์ป(ปงั้น้รยรงะ่ิ งัะแเเทณลปศะตีน็ แศคคนลิอืรว่ปผู เแสู้์พแนง่ กญ็ต่เะสอ่ สพรงลมิารกันใรหเตคณม้รรงกีอื่ สหางนรทิสพา้ดธฒั)แไิ พตลนทุะราผธยรไู้ศปู์ดหกัแร้ รรบบั อาื บกชทาแ๒บี่ รล๕รขะร๕นเดท๒าานคทลนนา่กู านคิ ศมกเษิปแายน็ลรเ์สผะรขย้อูยี นอนกมาทโนดรา่ บนยันนาใวนมำา�่ เรอื่ งราวในวรรณคดไี ทย เชน่ สงั ขท์ อง กาพยเ์ หเ่ รอื ชมเครอ่ื งคาวหวาน มาผสมผสานถา่ ยทอดสงู่ านแกะสลกั โดยทา่ น สอนทงั้ ชาวไทยและตา่ งชาตจิ นเปน็ ทย่ี อมรบั และยกยอ่ งถงึ ตา่ งประเทศ 79กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

สลกั เสลาสิ่งที่รัก ทางราชการในแต่ละจังหวัดของสามี ด้วยสมรสกับ แถมชัย สิทธิไตรย์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และมี อาจารยเ์ พญ็ พรรณเกดิ ทจี่ งั หวดั สกลนคร เคยใหส้ มั ภาษณ์ บุตร-ธิดา ๖ คน ท่านเคยกล่าวว่าลูกบ้านนี้ไม่ว่าจะหญิง ในหนงั สือธรรมลลี า ฉบับที่ ๑๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ ถึงก้าวแรก หรือชายสามารถแกะสลักได้หมด รวมถึงการท�ำกับข้าวด้วย ของงานแกะสลักว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากครอบครัว “ตระกูล อาจเป็นเพราะซึมซับจากอาจารย์เพ็ญพรรณซ่ึงใส่ใจและสนใจ วชโิ รดมเปน็ ตระกลู สรา้ งวดั จงึ ไดฝ้ กึ มอื กบั งานแกะสลกั มา งานแกะสลกั ผกั ผลไม้ ทงั้ ในแงข่ องการท�ำงานและน�ำมาจดั วาง ตั้งแต่ตอนนั้น เพราะตามประสาคนต่างจังหวัดท่ีมีทั้งงาน เป็นส่วนหน่ึงในชีวิตประจ�ำวันได้อย่างลงตัว ส�ำรับอาหารท่ี แหเ่ ทยี นเขา้ พรรษาและแหป่ ราสาทผงึ้ ทต่ี อ้ งรว่ มแรงรว่ มใจกนั ท่านท�ำจะมีความละเมียดสวยงามอยู่เสมอ แม้เป็นการท�ำ ทำ� สง่ิ เหลา่ นถ้ี วายวดั อยเู่ ปน็ ประจำ� ...” นบั ไดว้ า่ เปน็ สงิ่ ทซี่ มึ ซบั รบั ประทานกันภายในครอบครวั กต็ าม สู่ชวี ติ ของท่านแต่ครง้ั เยาว์วยั นอกจากความสวยงามที่ส่งผ่านงานแกะสลักแล้ว ส่ิงท่ี อาจารยเ์ พญ็ พรรณทำ� งานโดยการรบั ราชการครมู าตลอด สอดแทรกผ่านช้ินงานน่ันคือความสุขของท้ังผู้ประดิษฐ์และคน ชวี ิตราชการ นับแต่ พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นต้นมา และยดึ มัน่ ในการ ในครอบครัว กล่าวได้ว่าการแกะสลักนั้นก่อเกิดจินตนาการ สอนด้วยใจรักมาตลอด กระทง่ั ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้ย้ายมาสอน ความละเอยี ดออ่ น เมอื่ ชว่ ยกนั ลงฝมี อื แกะสลกั แลว้ น�ำไปตม้ แกง ทโ่ี รงเรยี นการช่างสตรี โชตเิ วช หรอื ในปัจจบุ นั คอื มหาวทิ ยาลยั นงั่ ลอ้ มวงรบั ประทานดว้ ยกนั สง่ิ ส�ำคญั นอกจากความสขุ ทไี่ ดแ้ ลว้ เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตโชติเวช จนเกษียณอายุ ยังเป็นสายใยท่ีอบอุ่นในครอบครัวด้วย อาจารย์เพ็ญพรรณ ราชการใน พ.ศ. ๒๕๓๐ ณ ทแี่ ห่งนเ้ี องด้วยท่านเกรงว่าวชิ าการ เคยให้สัมภาษณ์ถึงความผูกพันในครอบครัวว่า “ดว้ ยความ แกะสลกั จะจางหาย จงึ ขอสอนวชิ าจดั ดอกไมแ้ ลว้ น�ำงานแกะสลกั เปน็ แมบ่ า้ นเวลาตกั กบั ขา้ วกบั ปลาใสช่ ามแกง ลกู กจ็ ะบอก เข้ามาผสมผสานจัดเป็นช่อบูเก้ กลายเป็นจุดเร่ิมต้นหลักสูตร วา่ สวยจงั เลยแม่ สามกี บ็ อกวา่ ปลาทำ� ไมนา่ กนิ จงั มนั กเ็ ปน็ และฟื้นงานน้ขี ้นึ มา คำ� ชน่ื ชมทที่ ำ� ใหเ้ ราดใี จและภมู ใิ จ” การดำ� เนนิ ชวี ติ การทำ� งานและชวี ติ ครอบครวั ของอาจารย์ เพ็ญพรรณสอดคล้องไปกับการเดินทางย้ายไปปฏิบัติหน้าท่ี 80

สง่ิ พเิ ศษทอี่ าจารยเ์ พญ็ พรรณบรรจงสรรสรา้ งคอื ทา่ นใช้ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เมื่อปี ๒๕๒๘ มดี แกะสลกั เพยี งเล่มเดยี วสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ใช้เครื่องมอื และประดษิ ฐม์ ะพรา้ วออ่ น ๒๕๐ ผลเปน็ ผอบ เพอ่ื สง่ ไปงานเลยี้ ง ใดชว่ ย แมจ้ ะมอี ปุ กรณท์ ชี่ ว่ ยใหง้ านแกะสลกั นนั้ งา่ ยดายขนึ้ เชน่ พระราชทานท่ีสหรัฐอเมริกา ในคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พิมพ์กดรูปต่างๆ ท่ีใช้กดลงบนผักผลไม้เพื่อให้ได้รูปทรงตาม พระบรมราชินีนาถ เสดจ็ ฯ ต้องการก่อนลงมือสลักต่อ แต่ท่านก็ยังคงถนัดกับการใช้มีด เลม่ เดยี วในการสลกั ขนึ้ รปู ถงึ เชน่ นน้ั ชนิ้ งานกย็ งั คงมคี วามละเอยี ด อีกสิ่งส�ำคัญท่ีอาจารย์เพ็ญพรรณมอบและทุ่มเทให้กับ ประณตี งดงาม เหมอื นมชี วี ติ เหน็ ไดว้ า่ ทา่ นสง่ ผา่ นความรกั ความ การแกะสลักคือ ท่านเป็นผู้ริเร่ิมการจัดงานประกวดการ ตัง้ ใจ และจิตวญิ ญาณลงไปในแต่ละช้ินงานเลยทีเดยี ว แกะสลักผัก ผลไม้ คนแรกในเมืองไทย และปัจจุบันยังมี ผู้สืบทอดเจตนารมณ์สืบมา นับว่าท่านเป็นผู้เผยแพร่งาน ครูผ้อู นรุ ักษค์ วามงดงามของชาติ ศิลปวัฒนธรรมของไทยจนได้รับการเชิดชูและรางวัลเกียรติยศ มากมาย เชน่ รางวลั สำ� หรบั ความเปน็ ครผู ใู้ ห้ พ.ศ.๒๕๒๙ รางวลั อาจารย์เพ็ญพรรณเป็นศิลปินผู้จรรโลงและสร้างสรรค์ คุรุสภา ประเภทผู้สอนดเี ด่น ระดับอุดมศกึ ษา ส่วนผลงานด้าน งานศลิ ปะการแกะสลักผัก ผลไม้ ใบตอง ดอกไม้สด และสร้าง คณุ ประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างต่อเนอ่ื ง รวมทง้ั ฝึกสอนและ ถ่ายทอดความร้ใู ห้แก่ลกู ศษิ ย์และผ้สู นใจทง้ั ในและต่างประเทศ จ�ำนวนมาก ผลงานโดดเด่นจากฝีมือท่านมีมากมาย ดังเช่น การซ่อมแซมเพดานเรือพระท่ีน่ังสุพรรณหงส์ โดยปักลายผ้า ตกแตง่ เรอื และเรอื ในขบวนทงั้ หมดในงานฉลองกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ๒๐๐ ปี และรับสนองพระบรมราชโองการประดิษฐ์ผักและ แกะสลกั ผลไมใ้ นงานเลย้ี งรบั รองราชอาคนั ตกุ ะจากตา่ งประเทศ และงานเล้ียงสโมสรสันนิบาตในวันฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ทพี่ ระบรมมหาราชวัง การประดิษฐ์ดอกมะลจิ ากแห้ว จ�ำนวน ๕๐๐ ดอก ในงานอภิเษกสมรสสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ 81กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

ส่ือการสอนนั้น ท่านได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น ผลงานศิลปะ การแกะสลักผักผลไม้ ใบตอง ดอกไม้สด จากคณะกรรมการ แห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ผลงานที่โดดเด่นงดงามส่งผลให้ท่านได้รับรางวัลอีก มากมาย อาทิ พ.ศ. ๒๕๓๐ กับรางวัลผลงานผลิตดี “งาน ประดษิ ฐโ์ คมลอยดว้ ยผา้ ไหม” พ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับยกย่องให้ เป็นหน่ึงใน “ศิลปนิ ผมู้ ผี ลงานดเี ดน่ แหง่ กรุงรัตนโกสนิ ทร”์ พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับรางวัลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาช่างฝีมือ (ศิลปะการแกะสลกั ผักผลไม้ ใบตอง ดอกไม้สด) จากส�ำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จนกระท่ัง ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ท่านได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มงกฎุ ไทย ชนั้ ที่ ๒ ทวตี ยิ าภรณม์ งกฎุ ไทย และในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดร้ บั ยกยอ่ งเปน็ ผทู้ รงคณุ วฒุ ดิ า้ นศลิ ปะ โดยกรมศลิ ปากรบนั ทกึ ประวัติและผลงานในหนงั สอื ประวตั ิผู้ทรงคุณวฒุ ทิ างศิลปะ ด้วยการถ่ายทอดเอกลักษณ์ไทยอันสะท้อนผ่านงาน แกะสลกั ทปี่ ระจกั ษ์ชดั อาจารยเ์ พญ็ พรรณจงึ ไดร้ บั การเสนอชอื่ ให้เป็น ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาทศั นศลิ ป์ (ประณตี ศลิ ป์ ศลิ ปะ เพญ็ พรรณ สิทธไิ ตรย์ เกิด : ๒๘ มกราคม ๒๔๖๙ การศึกษา : ประโยควิชาชีพชั้นสูง โรงเรียนการช่างสตรี พระนครใต้ ปริญญาครุศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โปรแกรมวิชา คหกรรมศาสตรท์ วั่ ไป สายมธั ยมศกึ ษา สาขาวชิ าการศกึ ษา วิทยาลัยครูจันทรเกษมสหวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ (ปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม) ถงึ แกก่ รรม : ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ สริ ริ วมอายุ ๘๙ ปี ๘ เดือน 82

การแกะสลักเครื่องสด) พุทธศักราช ๒๕๕๒ รวมถึงรางวัล หลายต่อหลายเล่ม เช่น คอลัมน์ อาหารสวยรวยรสกบั อาจารย์ อันทรงเกียรติท่ีภาคภูมิใจ คือ “รางวลั บคุ คลดเี ดน่ ของชาติ เพ็ญพรรณ ในนิตยสาร Health&Cuisine คอลัมน์ การฝีมือ สาขาเผยแพรเ่ กยี รตภิ มู ขิ องไทย” จากสำ� นกั เอกลกั ษณแ์ หง่ ชาติ ในนติ ยสาร หญิงไทย เป็นต้น สำ� นกั นายกรฐั มนตรี และในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ทา่ นไดร้ บั พระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ วิชาความรู้ด้านประณีตศิลป์ที่อาจารย์เพ็ญพรรณ ชั้นที่ ๔ จตุตถดเิ รกคุณาภรณ์ สลกั เสลาบรรจงกอ่ รา่ งสรา้ งมาตลอดชวี ติ ดว้ ยความตงั้ ใจนน้ั จะยังคงอยู่สืบไป โดยถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้สู่บรรดา อาจารย์เพ็ญพรรณนับเป็นผู้ร้ือฟื้นศิลปะไทยดั้งเดิม เหลา่ ลกู ศษิ ยผ์ มู้ หี นา้ ทอี่ นรุ กั ษเ์ อกลกั ษณข์ องชาตไิ ทยทงี่ ดงาม ด้านการแกะสลักผัก ผลไม้ และคิดค้น ริเริ่ม สร้างสรรค์ และไม่อาจลบลืมเช่นคุณงามความดีท่ีอาจารย์เพ็ญพรรณ เพิ่มเติมการแกะสลักรูปแบบต่างๆ ที่แปลกใหม่ เช่น น�ำงาน สิทธิไตรย์ จารึกไว้ในแผ่นดิน ดังถ้อยค�ำท่ีท่านกล่าวไว้ว่า แกะสลกั ผกั ผลไมร้ วมเขา้ กบั การจดั ดอกไมแ้ ละการท�ำงานใบตอง “เอกลกั ษณช์ าตไิ ทยไมม่ ใี ครเสมอเหมอื น...” บายศรีเพือ่ ให้ได้ช้ินงานทแ่ี ตกต่างสวยงาม เป็นการรวมศาสตร์ การฝีมือหลากแขนงเข้าไว้อย่างลงตัว รวมทั้งการผสมผสาน บรรณานุกรม การแกะสลกั เขา้ กบั การปรงุ และตกแตง่ อาหารไทย นอกจากนย้ี งั ได้ อทุ ิศตนเปน็ ครสู อนแกะสลักผกั ผลไม้ พบั ใบตอง จดั ดอกไมส้ ด คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ส�ำนักงาน. ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ให้กับสถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ท้ังภาครัฐ และเอกชน ๒๕๕๒. กรุงเทพฯ : บริษทั รุ่งศลิ ป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๒. ด้วยท่านเห็นว่าในสมัยโบราณนน้ั เร่ืองงานฝีมือถือเป็นเร่ืองของ ผู้หญิงและมีการสอนเฉพาะในรั้วในวัง จึงเกรงว่าองค์ความรู้ โครงการสารานกุ รมไทยส�ำหรบั เยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเดจ็ เหล่าน้ีอาจสญู หายไปจากผืนแผ่นดินไทย ท่านจึงถ่ายทอดวชิ า พระเจ้าอยู่หัว. สารานุกรมไทยส�ำหรับเยาวชน ฉบับเสริมการเรียนรู้ อย่างมีความสุขตลอดช่วงชีวิตของท่าน รวมทั้งยังเป็นผู้แทน เลม่ ๑๓. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรสุ ภาลาดพร้าว, ๒๕๓๘. ของคนไทยไปแสดงฝมี อื ในต่างประเทศ ตลอดจนจดั ท�ำตำ� ราไว้ มากมาย เช่น ศิลปะการแกะสลักผักและผลไม้ อาหารวิจิตร เพ็ญพรรณ สิทธิไตรย์. แกะสลักวิจิตรและอาหารวิจิตร. กรุงเทพฯ : บริษัท และแกะสลักวิจติ ร ฯลฯ สร้างสรรค์ผลงานแม่แบบที่ทรงคณุ ค่า ศรีสยามการพิมพ์ จำ� กัด, ๒๕๓๓. มากมาย และเผยแพรค่ วามรใู้ นนติ ยสารดา้ นงานฝมี อื และอาหาร ม.ร.ว. พนั ธ์ุเทพสวสั ดิ์ สวสั ดวิ ตั น์, บรรณาธกิ าร. อนุสรณยี ์ ชีวิต และผลงาน ศิลปินแห่งชาติ เพ็ญพรรณ สิทธิไตรย์. กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พบั ลิชชิง่ จ�ำกัด, ๒๕๕๙. วีรสทิ ธิ์ สิทธิไตรย์ และ ภทั รศักดิ์ สิทธิไตรย์. เพ็ญพรรณ สทิ ธไิ ตรย์ ฝากไวใ้ น แผน่ ดนิ . กรงุ เทพฯ : บริษัท ศรีสยามการพมิ พ์ จำ� กัด, ๒๕๕๙. 83กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

พน้ื บา้ นพืน้ เมอื ง กลุ ธดิ า สบื หลา้ เรอ่ื ง สายณั ห์ ชน่ื อดุ มสวสั ด์ิ ภาพ จันทร์ ขัตตินนท์ คชีวนิตทหมำ� ุนลวอ้ นรถม้า ใต้หลังคาตรงริมรั้วบ้านระเกะระกะไปด้วยเคร่ืองมือช่างวางอยู่ ตรงนั้นตรงนี้ เศษไม้เล็กบ้างใหญ่บ้างเกลื่อนท่ัวพื้นดิน กลิ่นของมันโชย ข้ึนมาจางๆ ชายชราร่างผอมนงั่ เกา้ อเี้ ตย้ี ๆ ขะมกั เขมน้ อย่กู บั การใชก้ บไสไม้ ท่อนเข่ือง เพิงแห่งนี้อาจเป็นแค่เพียงพ้ืนที่รกๆ แต่สำ� หรับบางคนที่คุ้นเคย กับมันมาทง้ั ชีวติ น่ีคือโลกทง้ั ใบของเขา 84

จันทร์ ขัตตนิ นท์ ช่างพนื้ บ้าน หรือสลา่ ชาวลำ�ปาง ที่เติบโตมาในครอบครวั คนท�ำ เกวียนแห่งบา้ นล�ำ ปางหลวง กอ่ นจะหนั มาทำ�วงลอ้ ไมส้ ำ�หรบั รถมา้ จนเปน็ ที่เลื่องลือ ทง้ั ในแง่ความสวยงามและใช้งานไดอ้ ย่างคงทน 85กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

เทคนลคิงแอยรงทู่ เก่ีกานิ รไลปงไนมำก้�้ หแ็ นตกกั มอื ดว้ ย ตอ้ วงทงแลนตอ้ ทผ่ ไามมนจไ้ มะบใ่ทชาำ�งน่ แคกึ บนถบใงึ ชแทก้ ตพ่ี าค่ วอ่ วอเาคดั มยเสพทวรำ� ยางะางมา่ ยดี ๒ แม้ชีวิตจะหมุนเวียนเข้ามาจนถึงปีที่ ๘๒ แต่ จันทร์ ๑ ขตั ตนิ นท์ สล่าท�ำวงล้อไม้ส�ำหรบั รถม้าแห่งบ้านล�ำปางหลวง จริงอยู่ท่ีภาพกองเกวียนกับเสียงพูดคุยสนุกสนานของบรรดา อำ� เภอเกาะคา จงั หวดั ลำ� ปาง กย็ งั คงนง่ั อยตู่ รงมมุ นน้ั ทา่ มกลาง คนท�ำเกวียนจะเลือนหายไปกับอดีต แต่ท่ีเข้ามาทดแทนคือ เครื่องไม้เคร่ืองมือที่บางช้ินตกทอดมาตั้งแต่สมัยท�ำเกวียน งานฝีมือรูปแบบใหม่ น่ันคือการท�ำล้อรถม้าด้วยไม้ ทุกวันนี้ กบั พอ่ มนั ดเู นนิ่ นาน แตใ่ นความทรงจำ� ของชายชรา ภาพเกวยี น แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ ๒๐ ปี แต่ล้อรถม้าของสล่าจนั ทร์กย็ งั นบั สบิ ๆ เลม่ ตอ่ เดอื นทพี่ อ่ เพยี รท�ำเพอื่ สง่ ไปขายเมอื งเพชรบรู ณ์ คงท�ำด้วยไม้เป็นเอกลักษณ์อยู่น่ันเอง ส่วนค่าตอบแทนนับว่า ยังคงแจ่มชดั เสมอ คุ้มค่าเหนื่อยเลยทเี ดยี ว เดิมทีพ่อของสล่าจันทร์เป็นเพียงลูกมือช่วยท�ำเกวียน ๑ วงล้อไม้ประกอบดว้ ยดมุ ล้อ ซ่ีล้อ และฝกั สลา่ จันทร์เชือ่ มนั่ ในวิธยี ึดต่อไมแ้ บบ ในหมู่บ้านอ่ืน สมัยนั้นเกวียนคือพาหนะจ�ำเป็นที่ชาวบ้านใช้ โบราณ ไมว่ า่ จะเปน็ การบาก การเจาะ การตอกสลกั เขา้ เดอื ย หรอื คะเน ลากไม้ บางคนไปลากไกลถึงเมืองล�ำพูนก็มี เมื่อสั่งสม ดว้ ยสายตา เหมอื นเมอื่ คร้ังท�ำ ลอ้ เกวียนกับพ่อ ประสบการณ์จนชำ� นชิ �ำนาญ พ่อก็ออกมาทำ� เกวียนด้วยตวั เอง ๒ หลังเรียนรู้ภมู ปิ ัญญาจากผ้เู ปน็ พอ่ ไดไ้ มก่ ่เี ดือน ทองสุข ขัตตินนท์ กล็ งมอื ท�ำ วงลอ้ ไม้ ซ่ึงต่อมาบ้านก็กลายเป็นศูนย์กลางการท�ำเกวียน มีชาวบ้าน ชดุ แรกในชวี ิต ในภาพเขาก�ำ ลังตอกฝักเขา้ กับซี่ล้อ หลังจากนั้นจะใช้ตวั สลัก มารวมตัวกันท�ำเกวียนอย่างคึกคัก สล่าจันทร์เห็นพ่อท�ำ ซง่ึ เป็นเศษไม้รปู สามเหลยี่ ม ตอกเข้าไปในรอยต่อระหว่างฝักจนแน่นหนาอกี ครงั้ เกวียนมาต้ังแต่เด็ก เมื่อโตพอท่ีจะหยิบจับงานไม้ก็ท�ำได้อย่าง ๓ วงล้อไม้ใกล้จะสมบูรณแ์ ลว้ เหลอื เพียงขน้ั ตอนรัดเหล็ก หรือใส่ขอบลอ้ เหล็กใหก้ บั คล่องแคล่ว เพราะมที กั ษะเชงิ ช่างเป็นทุนเดิมอยู่บ้าง วงลอ้ ไม้ ซง่ึ ตอ้ งอาศยั ความรว่ มแรงรว่ มใจกนั ของคนในครอบครวั เมอ่ื ใสข่ อบลอ้ เรยี บรอ้ ย กเ็ ปน็ อนั เสรจ็ สน้ิ ขน้ั ตอนในสว่ นของสลา่ จนั ทร์ จากนน้ั ลกู คา้ จะน�ำ ไปใสย่ างตอ่ ไป ๓ กาลเวลาเปลี่ยนผ่านมาถึงยุคที่เกวียนกลายเป็น พาหนะล้าสมัยและไม้ก็หายากขึ้น อาชีพคนท�ำเกวียนจ�ำต้อง ยุติ สล่าจันทร์ในตอนนั้นอายุราว ๖๐ กว่าปีจึงหันมาท�ำล้อ รถม้าตามทม่ี ีลกู ค้าคนหนึง่ สัง่ ความรู้ความชำ� นาญจากการท�ำ ลอ้ เกวยี นถกู นำ� มาปรบั ใชก้ บั การทำ� ลอ้ รถมา้ เพราะโดยรวมแลว้ ล้อเกวียนต่างจากล้อรถม้าแค่เพียงขนาดที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง 86

“สมยั ก่อนท�ำเกวยี นทง้ั เล่มได้เงนิ ๗๕๐ บาท พอหันมา ท�ำล้อไม้ ชดุ หน่งึ ถ้าลูกค้าให้เราหาไม้และอุปกรณ์อื่นๆ ทง้ั หมด กเ็ ปน็ หมน่ื แตถ่ ้าเขามไี ม้ มขี องมาใหค้ รบ จะคดิ ค่าแรง ๗,๐๐๐ บาท” สล่าจันทร์เล่าพลางไสไม้สกั ในมือไปเร่ือยๆ วงลอ้ รถมา้ เหมอื นจะทำ� งา่ ย แตก่ ไ็ มใ่ ชอ่ ยา่ งทค่ี ดิ เสยี ทเี ดยี ว ลอ้ รถมา้ ๑ ชดุ ประกอบดว้ ยวงลอ้ ไม้ ๔ ลอ้ ลอ้ หนา้ ๒ ลอ้ จะเลก็ กวา่ อกี ๒ ลอ้ ทเี่ ปน็ ลอ้ หลงั วงลอ้ ไมท้ ด่ี จี ะทำ� จากไมเ้ นอ้ื แขง็ ซงึ่ สว่ นใหญ่ ไดจ้ ากบา้ นเกา่ ทร่ี อ้ื ขาย เพราะไมอ้ ยตู่ วั แลว้ ไมย่ ดื หดอกี ส�ำหรับรถม้าโดยทั่วไป ล้อคู่หน้าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๖๐ เซนตเิ มตร ประกอบด้วยซ่ีล้อ ๑๒ ซี่ ๖ ฝัก ส่วนล้อคู่หลัง 87กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๙๐ เซนติเมตร ประกอบด้วยซ่ีล้อ ๑๔ ซี่ สล่าจันทร์คิดค�ำนวณในแบบของช่างพ้ืนบ้านแท้ๆ ซ่ึง ๗ ฝกั สลา่ จนั ทรบ์ อกวา่ ความยากอยทู่ จ่ี ะทำ� อยา่ งไรใหว้ งลอ้ กลม เอาเขา้ จรงิ ๆ กด็ เู หมอื นไมม่ อี ะไรซบั ซอ้ น ทวา่ หากการทำ� วงลอ้ ไม้ เท่าน้ันเอง น่ันแหละคือปัญหา ขณะเดียวกันชายชราก็ปฏิเสธ เป็นเร่ืองง่ายดาย ก็แล้วเหตุใดกันเล่าจึงไม่อาจหาช่างฝีมือ การพ่ึงพาเครื่องมือทุ่นแรงสมัยใหม่ พึงพอใจจะอาศัยความ ทส่ี ามารถท�ำวงล้อไม้ได้ยอดเย่ียมเทยี บเทียม ท้ังๆ ท่สี ล่าจนั ทร์ ช�ำนาญในการคิดคะเนเอาเองทั้งส้ิน หยิบฉวยอะไรได้ก็เอา ก็ถูกเชิญโดยสมาคมรถม้าล�ำปางให้ไปถ่ายทอดภูมิปัญญา มาใช้ทาบใช้เทยี บเพอ่ื วดั ขนาด ไม่ว่าจะเป็นเศษไม้ หรือแม้แต่ ในการท�ำล้อรถม้าอยู่บ่อยคร้ัง ใบตอง ดังนั้นอย่าถามเลยว่าแต่ละซ่ีล้อห่างกันเท่าไร เพราะ ค�ำตอบที่ได้คือเสียงหัวเราะของสล่าผู้เฒ่าที่อยู่กับการงาน “มคี นมาเรยี นเยอะ ผมสอนใหห้ มด แตบ่ างอยา่ งสอนกนั ตรงหน้ามานานนบั สบิ ๆ ปี ไม่ได้ ต้องเรียนรู้เอง ท�ำซ้�ำๆ นานไปนี่ล่ะคือประสบการณ์” สลา่ จนั ทรพ์ ดู ตอ่ “เทคนคิ อยทู่ ก่ี ารลงนำ�้ หนกั มอื ดว้ ย ลงแรงเกนิ ไป 88

ไมก้ แ็ ตก วงลอ้ ไมไ้ มใ่ ชน่ กึ ถงึ แตค่ วามสวยงาม ตอ้ งทนทาน บางคน ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังใช้งานได้ดีเยี่ยม หากเป็นเมื่อก่อนดุมล้อ ใช้กาวอัดเพราะง่ายดี แต่ผมจะท�ำแบบที่พ่อเคยท�ำ” ชายชรา ยงั ทำ� จากไมป้ ระดู่ เรยี กไดว้ า่ ใชไ้ มท้ กุ สว่ นเลยทเี ดยี ว นา่ เสยี ดาย เอี้ยวตัวไปหยิบวงล้อไม้ที่ตอกซี่ล้อเข้าไปในดุมล้อเสร็จแล้ว ที่ทุกวันนี้เร่ียวแรงของสล่าจันทร์เริ่มถดถอยและยังถูกรุมเร้า เหลอื เพียงข้ันตอนการประกอบฝัก หรือท�ำขอบล้อเท่านั้น ด้วยอาการกระดูกทับเส้นประสาท ดุมล้อไม้จึงเปล่ียนมาเป็น ดุมล้อเหล็กเพ่ือช่วยผ่อนแรงและลดทอนขั้นตอนที่ยุ่งยาก ความพิถีพิถันในการท�ำวงล้อไม้ด้วยการยึดต่อไม้แบบ ออกบ้าง ไม่เช่นนั้นระยะเวลาในการทำ� วงล้อไม้ ๑ ชุดคงต้อง โบราณ หรอื การตอกสลกั เขา้ เดอื ย เหมอื นเมอื่ ครง้ั ท�ำลอ้ เกวยี น ยดื ยาวออกไป กับพ่อ คือส่ิงท่ีสล่าจันทร์เช่ือมาตลอดว่าจะท�ำให้วงล้อไม้ แข็งแรงคงทนมากขึ้น เหตุนี้เอง ฝีมือของสล่าจันทร์จึงเป็นที่ ๗๕๐สบมายั ทกอ่ พนอทหำ� นัเกมวายี ทนำ� ทลงั้อ้ เไลมม่ ้ ไชดดุ เ้ หงนินง่ึ เลื่องลือในแวดวงช่างไม้และคนขับรถม้าเมืองล�ำปาง วงล้อไม้ ใถหทา้ค้ ใงั้ รหหบเ้มรจดาะหกคเ็าปดิไมน็คแ้หา่ ลแมะรนื่ งอปุแ๗ตก,๐รถ่ ณ๐า้ ม๐อ์ ขี นื่ บอๆงามทเอาง ในอดีต รถม้าคือพาหนะในชีวิตประจ�ำ วนั ของคนล�ำ ปาง แตท่ ุกวันน้ี รถม้าคอื ความน่าตนื่ ตาตื่นใจสำ�หรบั นักท่องเที่ยว มันจึงกลายเปน็ พาหนะทีเ่ น้นความสวยงามและถกู ตกแต่งประดบั ประดาอย่างพถิ ีพิถัน 89กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

“ตอนหนุ่มๆ ล้อ ๑ ชุดนี่ ใช้เวลาท�ำ ๕ วัน เด๋ียวน้ี คนประกอบตัวถัง-งานเหล็ก คนท�ำสี และคนท�ำเบาะ-หลังคา อาทิตย์หนง่ึ บางทไี ม่เสรจ็ ” สล่าจนั ทร์ย้ิมอารมณ์ดี ส�ำหรับสล่าจันทร์จะท�ำเฉพาะวงล้อไม้ส่งให้ลูกค้าประจ�ำอย่าง นคร วงค์ค�ำ หรือช่างหมีวังหม้อ ซึ่งเช่ียวชาญการประกอบ ใชเ่ พยี งประกอบวงลอ้ ไมเ้ ขา้ ดว้ ยกนั แลว้ จะเสรจ็ สมบรู ณ์ ตวั ถงั และงานเหลก็ แหง่ บา้ นวงั หมอ้ ในอำ� เภอเมอื งฯ ทงั้ นช้ี า่ งหมี ขั้นตอนสุดท้ายคือการรัดเหล็ก โดยการก่อไฟกลางลานบ้าน กต็ ้องรอตวั ถงั รถม้าจาก บญุ เสริม แก้วธรรมไชย หรอื สล่าเสรมิ เพื่อเผาเหล็กเส้นแบน จากนั้นน�ำมารัดรอบวงล้อไม้ให้พร้อม ด้วยเช่นกัน ซึง่ สล่าเสรมิ ใช้เวลาท�ำตวั ถงั ไม้ราว ๗ วัน พอดกี บั ส�ำหรับการใส่ยางรถม้าต่อไป สล่าจนั ทร์จะเว้นช่องว่างระหว่าง ทส่ี ล่าจันทร์จะท�ำวงล้อไม้เสร็จ ฝกั ไวเ้ ลก็ นอ้ ย เวลารดั เหลก็ สว่ นของฝกั หรอื ขอบลอ้ จะไดช้ ดิ กนั พอดี ไม่เบยี ดแน่นจนทำ� ให้ไม้ชิ้นหนึง่ ช้นิ ใดแอ่น หรือโก่งขน้ึ มา สลา่ เสรมิ เปน็ ชา่ งไมเ้ กา่ แกม่ ากฝมี อื สบื ทอดภมู ปิ ญั ญานี้ มาจากพอ่ ตลอดระยะเวลา ๓๐ ปี ชายวยั ๖๙ ปแี หง่ บา้ นวงั หมอ้ “รถม้าทใี่ ช้ล้อเหลก็ กบั ล้อไม้เสยี งดังต่างกัน” สล่าจันทร์ คนนี้ ท�ำตัวถังรถม้ามาแล้วไม่ต�่ำกว่า ๕๐๐ คัน ท้ังรถม้าท่ี ว่า “ล้อไม้วงิ่ น่ิมกว่า เสียงไม่ดัง มนั จะดงั กรึกๆๆ เท่าน้ัน” วิ่งในเมืองล�ำปางเอง รวมไปถึงรถม้าท่ีโรงแรมรีสอร์ตในเมือง ท่องเท่ียวต่างๆ อย่างพัทยา เชียงใหม่ และภูเก็ต หรือแม้แต่ เป็นความจริงท่ีว่ารถม้าเมืองล�ำปางน้ัน กว่าจะเสร็จ มาเลเซีย กล็ ้วนมตี ้นทางจากท่ีน่ีทงั้ สน้ิ สล่าเสริมบอกว่างานไม้ สมบรู ณต์ อ้ งอาศยั ชา่ งฝมี อื ถงึ ๕ คน ทง้ั คนทำ� วงลอ้ คนทำ� ตวั ถงั ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ หากท�ำพลาดไปแล้วจะไม่ สามารถแก้ไขอะไรได้ แหง่ บา้ นสวลงั า่หเมสอ้รมิทำ� ชตาวั ยถวงั ยั รถ๖ม๙า้ มปาี แลว้ ใไนมเต่ มใำ่� นอื กงเวมลา่อืำ� ปง๕ทา๐อ่ง๐เงอเทคงนัยี่ รววทตมง้ัา่ไรงปถๆถมงึ า้ รทถว่ีมง่ิ า้ ๑ 90

๒ ๑ รถมา้ แลน่ ผา่ นกเู่ จา้ ยา่ สตุ าบนถนนวฒั นธรรม พาหนะโบราณกบั ยา่ นเกา่ ดเู ขา้ กนั ดี ปจั จบุ นั รถมา้ เมอื งล�ำปางมอี ยไู่ มต่ ำ่� กวา่ ๑๐๐ คนั หากวงลอ้ ไมไ่ ดท้ �ำดว้ ยเหลก็ กเ็ ดาไดเ้ ลยวา่ สว่ นใหญค่ อื ฝมี อื การท�ำวงลอ้ ไมข้ องสลา่ จนั ทร์ ๒ กวา่ จะมาเปน็ รถมา้ สกั คนั ตอ้ งอาศยั ชา่ งฝมี อื อยา่ งนอ้ ย ๕ คน นอกจากสลา่ จนั ทรท์ เ่ี ชย่ี วชาญ การท�ำวงลอ้ ไม้ ยงั มสี ลา่ เสรมิ แกว้ ธรรมไชย ซง่ึ ขน้ึ ชอ่ื ในเรอ่ื งการท�ำตวั ถงั รถมา้ ดว้ ยไม้ ไมว่ า่ งานสรา้ งหรอื งานซอ่ ม บรรดาคนขบั รถมา้ ตา่ งนกึ ถงึ สลา่ เสรมิ แหง่ บา้ นวงั หมอ้ คนน้ี ๓ หอนาฬกิ าเปรยี บดงั แลนดม์ ารก์ ของตวั เมอื งล�ำปาง รถมา้ แทบทกุ คนั จงึ ตอ้ งผา่ นบรเิ วณ น้ี แมก้ ารจราจรจะคอ่ นขา้ งคบั คงั่ แตร่ ถยนตส์ ว่ นใหญก่ พ็ รอ้ มหลกี ทางใหร้ ถมา้ เสมอ ตัวถังรถม้าที่สล่าเสริมก�ำลังประกอบอยู่น้ันก�ำลังรอ ๓ วงล้อไม้จากสล่าจันทร์ ด้วยเพราะเป็นงานท�ำมือทุกขั้นตอน ประกอบกบั สลา่ ผเู้ ฒา่ ทงั้ สองกอ็ ายมุ ากแลว้ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ยังมีวงล้อไม้อีกกว่า ๖ ชุดรออยู่ ใจจริงก็อยากให้พ่อวางมือ สล่าจันทร์เป็นท่ีรู้กันดีว่าแต่ละวันท�ำงานได้น้อยลง ลูกค้าท่ี เสียที แต่สล่าจันทร์เห็นงานอยู่ตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะต้อง มาสั่งบางคนก็เข้าใจ ขณะที่บางคนไม่อาจรอได้ ต้องหันไป สะสางให้เสรจ็ หาช่างเหล็กแทน รถม้าเมืองล�ำปางทุกวันน้ีจึงมีทั้งล้อเหล็ก และล้อไม้ หากแต่ความนิยมในงานไม้กลับเพิ่มขึ้น บ่อยครั้ง “พอ่ ทำ� เหมอื นมนั งา่ ยมากครบั หยบิ จบั อะไรกค็ ลอ่ งแคลว่ สล่าจันทร์จ�ำต้องปฏิเสธเพราะท�ำไม่ไหว ถึงกับคิดไว้แล้วว่า ไปหมด” ซ่ึงก็จริง สล่าจันทร์ท�ำราวกับว่านี่ไม่ใช่งาน แต่คือ ปีนี้อาจจะวางมอื เสียด้วยซ้�ำ กจิ วัตรประจำ� วันทแ่ี สนคุ้นเคย ทวา่ กอ่ นวางมอื กไ็ ดถ้ า่ ยทอดภมู ปิ ญั ญาทมี่ ใี หก้ บั ทองสขุ ลมรอ้ นระออุ า้ วพดั เขา้ มาในเพงิ รมิ รวั้ สลา่ จนั ทรน์ งั่ มอง ขัตตินนท์ ลูกชาย ซึ่งแม้เพ่ิงหัดท�ำเม่ือไม่ก่ีเดือนก่อนหน้า แต่ ลกู ชายตอกสลกั ยดึ ระหวา่ งฝกั กบั ซล่ี อ้ ดว้ ยขวานทส่ี ว่ นดา้ ม สล่าจันทร์กอ็ อกปากชมว่าเรม่ิ เก่งแล้ว และค่อยเบาใจข้ึนมาบ้าง เปน็ มนั เลอื่ มบง่ บอกถงึ การใชง้ านมาอยา่ งยาวนาน ลกึ ลงไป ว่างานวงล้อไม้อย่างไรเสียก็มีคนสืบทอด แต่ก็อีกนั่นแหละ ในดวงตาฝ้าฟาง ชายชราอาจก�ำลังคิดถึงวัยเด็กท่ีผ่านการ ทองสุขเป็นข้าราชการประจ�ำ มีเวลาว่างแค่เสาร์-อาทติ ย์เท่านัน้ เคยี่ วกรำ� อยา่ งหนกั จากผเู้ ปน็ พอ่ กระทง่ั กาลเวลาเวยี นมาถงึ วนั ทต่ี อ้ งถา่ ยทอดสลู่ กู ชาย ชวี ติ กเ็ ชน่ น้ี ตา่ งอะไรกบั วงลอ้ ไม้ “ตอนนีช้ ่วยพ่อท�ำไปเรื่อยๆ ก่อนครับ คงต้องรอเกษียณ ซงึ่ ไมเ่ คยหยดุ หมนุ อีก ๖ ปีนั่นล่ะ ถึงเวลานั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าจะท�ำไหวหรือเปล่า” ลูกชายวัยกลางคนของสล่าจันทร์หัวเราะเบาๆ เขาบอกว่า 91กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

แผ่นดนิ เดียว ยอด เนตรสวุ รรณ เรอ่ื งและภาพ ๑ กตำ�นิ รบัเสชนา้ วไทกยนิ แลกะว๋อายเซเยี ตนยี๋ ว อาหารจานเสน้ มใี หเ้ หน็ ใหช้ มิ รสจนอม่ิ อรอ่ ยกนั ๑ อาหารจานเสน้ ในชนบทภาคกลางของประเทศเวียดนาม ครบเคร่ืองคลกุ เครอื่ งเคียงแบบฉบับตำ�รับเกา่ แก่ ได้ทุกมุมโลก โดยพบหลักฐานอาหารเส้นเก่าแก่ที่สุด ๒ อาหารจานเสน้ แบบจดั จานทันสมัย ในร้านอาหารสมัยใหม ่ อายรุ าว ๔,๐๐๐ ปใี นประเทศจนี อาหารประเภทเสน้ ท�ำ จากแปง้ มชี อ่ื เรยี กหลายอยา่ ง แถบยโุ รปเรยี กรวมๆ วา่ ยา่ นกลางเมืองกัวลาลมั เปอร์ ประเทศมาเลเซีย “นดู เดลิ ” (noodle) หรอื “พาสตา้ ” (pasta) สำ� หรบั ชาวไทยนยิ มเรยี กรวมๆ วา่ “กว๋ ยเตยี๋ ว” และ “ขนมจนี ” 92

๒ กว๋ ยเตยี๋ วและขนมจนี นบั เปน็ อาหารเสน้ จานหลกั ของไทย น�ำไปอัดผ่านตะแกรงหรือรีดเป็นแผ่นแล้วซอยเป็นเส้นเล็ก ทั่วไปโดยเฉพาะเม่ืออยู่นอกบ้าน เพราะสะดวกในการตั้ง เส้นใหญ่ เส้นบางชนิดผสมไข่ในเนือ้ แป้งด้วยท�ำให้เป็นสีเหลือง ร้านขาย ให้บริการ ปรงุ ง่าย เสิร์ฟง่าย และกนิ ง่ายจบในภาชนะ อ่อนๆ เช่น เส้นบะหมี่และแผ่นห่อเกี๊ยว เมื่อได้เส้นรูปแบบ ใบเดียว ในประเทศไทยเรียกอาหารจานเส้นที่มีรูปแบบ ต่างๆ แล้วจงึ น�ำไปท�ำให้แห้งเพอ่ื เกบ็ ถนอมไว้ได้นาน หลากหลายต่างกัน เช่น ข้าวซอย ข้าวปุ้น ต้มเส้น เฝอ และ หมซี่ วั่ ซงึ่ แตล่ ะตำ� รบั กย็ งั มคี วามนยิ มในการผสมครบเครอื่ งเครา “ขนมจนี ” ออกเสยี งสำ� เนยี งใกลเ้ คยี งกบั ภาษามอญวา่ ปรุงรสชาติหลากหลายแตกต่างตามความพอใจของผู้คนแต่ละ “คนอมจนิ ” ที่มีความหมายเช่นเดียวกัน คือเส้นแป้งข้าวสุก ท้องถนิ่ ขณะทย่ี งั มคี ำ� ไทยโบราณอกี คำ� หนงึ่ เรยี กวา่ “เขา้ หนม” สำ� หรบั ชาวอีสานเรียกว่า “ข้าวปุน้ ” ซึ่งทั้งหมดก็มีลักษณะเป็นเส้น ค�ำว่า “กว๋ ยเตยี๋ ว” ออกเสียงคล้ายภาษาจีนฮกเกี้ยน เช่นเดียวกัน กรรมวิธีการท�ำก็คล้ายกัน ประกอบเคร่ืองการกิน และจีนแต้จิ๋วที่แปลว่า “เส้นข้าวสุก” เส้นท�ำจากแป้งข้าว ตามต�ำรับทั้งผักสดเคร่ืองเคียงก็แบบเดียวกัน คือ มีน้�ำซุป เจ้าหรือไม่ก็แป้งข้าวสาลี นึ่งสุกเป็นก้อนและเหนียว จากนั้น น�ำ้ แกงราดอย่างชุ่มฉ�่ำ ซึง่ แตกต่างกนั ตามภูมภิ าคกต็ รงนำ�้ แกง 93กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

๑ นี้เอง เช่น ภาคเหนือมี “ขนมจีนน้�ำเง้ียว” ภาคกลางมี เรียกรวมๆ ว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวหรือขนมจีนเหมือนไทย แต่ละ “ขนมจนี นำ้� ยา นำ�้ พรกิ ” ภาคอสี านมี “ขา้ วปนุ้ นำ้� งวั (ววั )” ประเทศมีช่ือเรียกและสูตรเด็ดรวมทั้งเคร่ืองเคราที่ต่างกัน และภาคใต้ก็มี “ขนมจนี แกงไตปลา” ดังเช่น อาหารจานเส้นต�ำรับก๋วยเต๋ียวในประเทศไทยถูก ลาว เพ่ือนบ้านผู้มีสายสัมพันธ์ทางชนชาติที่ใกล้ชิด สร้างสรรค์พัฒนาและผสมผสานสูตรไปตามความนิยมใน แน่นแฟ้น นอกจากชาวลาวนิยม “เฝอ” ที่เป็นก๋วยเตี๋ยว แต่ละท้องถ่ินและยุคสมัยมายาวนาน ท้ังได้รับรูปแบบการ สตู รเวยี ดนามแล้วกย็ งั มี “ขา้ วเปยี กเสน้ ” คอื เส้นข้าวกบั นำ�้ ซปุ ปรุงจากบรรดานานาชาติรอบประเทศ เช่น จีน แขก เขมร ที่หลายคนอาจรู้จักในชื่อ “กวยจั๊บญวน” แต่ถ้าเป็น ญวน มอญ มลายู จนเกิดเป็นก๋วยเต๋ียวหลากหลาย แต่ต�ำรบั “ขา้ วเปยี กขา้ ว” ชามน้หี มายถึงข้าวต้มเครอ่ื ง ยอดนิยมที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนในก็หากินไม่ยากก็มีก๋วยเตี๋ยวหมู ต้มย�ำ, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อย, ก๋วยเตี๋ยวแขก, ก๋วยเต๋ียวไก่ เมยี นมา มิตรติดชายแดนด้านตะวันตกของไทย ที่นั่น มะระ, ก๋วยเต๋ียวเรือ, ก๋วยเตี๋ยวเป็ด, ก๋วยเต๋ียวปลา, กวยจั๊บ, มี “โมนฮนี กา” เป็นขนมจนี น้�ำยาปลาอย่างชาวเมียนมา นยิ ม บะหมเ่ี กยี๊ ว, กว๋ ยเตย๋ี วราดหนา้ , กว๋ ยเตย๋ี วผดั ซอี วิ๊ และกว๋ ยเตยี๋ ว ผดั ไทย กนิ เปน็ อาหารเชา้ ในตลาดสดทวั่ ทกุ หนแหง่ กะปแิ ละเนอื้ ปลาสด เป็นส่วนส�ำคัญของน้�ำซุป และโรยหน้าด้วยของทอดกรอบ อาหารจานเส้นอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด พริกทอด หอมเจียว มีไข่ต้มเคียงจาน แต่เมื่อขึ้นไปทางเหนือ สนิทสนมของเราก็ยังมีอีกหลายสูตรความอร่อยที่แม้จะไม่ได้ อันเป็นถ่ินชาวไทยใหญ่ ก็มี “เข้าโซย” หรือ “ข้าวซอย” ตามส�ำเนียงชาวไทยภาคเหนือท่เี รารู้จกั กนั ดี 94

๒๓ ๑ เมีย่ งปลา เน้อื ปลาเผากับเส้นขนมจนี และผกั เมนูเด็ดชาวไทยอสี าน ๒ -๓ ก๋วยเตี๋ยวพ้นื บา้ นของชาวลาว เรยี ก “เฝอ” เตม็ อ่ิมแบบน้ีมใี ห้ลิ้มชมิ รสกนั ทัว่ ไปในย่านตวั เมือง ๔ “เขา้ โซย” หรอื “ข้าวซอย” ตามส�ำ เนียงชาวไทยภาคเหนอื ทเ่ี รารูจ้ กั กนั ดี ๕ โมนฮงิ กา และเครอ่ื งเคยี ง รวมทั้งชา กาแฟ ครบชดุ อาหารเช้าชาวเมยี นมา ๔๕ 95กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

๑๒ ๑-๒ “กุยเตยี ว” หรอื กว๋ ยเตย๋ี วและอาหารจานเส้นก็มหี ลากหลายและเปน็ ท่ีนยิ มในกมั พูชา ๓ แม่ค้าเฝอ เปิดบริการบนทางเทา้ ลูกค้าน่ังยองๆ บนเกา้ อีต้ วั เตยี้ อร่อยเสน้ แบบฉบบั ชาวเวียดนาม ๔ จานเสน้ น้ีของชาวอินโดนเี ซีย เป็นหมใี่ ส่เครอ่ื งแกง น�้ำพริก ถัว่ ลูกช้นิ ทอด ไกท่ อด มาให้คลุกเคล้าก่อนกิน ๕ “ปนั สิท” เส้นหม่ีขาวผัดแห้ง ถงึ เคร่อื งปรุงรส โรยไขเ่ จียวซอย บีบมะนาวหรอื ส้มจี๊ด ถูกปากชาวฟิลปิ ปินส์ กัมพูชา มีก๋วยเตี๋ยวคล้ายกับบ้านเราเช่นกัน แต่เขา จานนค้ี ลา้ ยผดั ไทย และ “มกั คี โกเรง็ ” เปน็ เสน้ หมผี่ ดั เครอื่ งแกง ออกเสียงเรียก “กุยเตียว” ที่มีท้ังซุปหมู เน้ือ ไก่ และทะเล ใส่ผัก ไข่ เต้าหู้ หรือเนื้อสตั ว์ ทง้ั ยงั มอี กี หลากหลายจานเสน้ เชน่ กนั อยา่ ง “หมกี่ าตงั ” คลา้ ย ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า, “หม่ีปวง” คือหม่ีกรอบกินกับผักและ ฟิลิปปินส์ มีอาหารจานเส้นอร่อยๆ ไม่แพ้กัน เช่น เนื้อสัตว์ และ “หมช่ี า” คือหมผ่ี ัด “ปันสิท” ก๋วยเตี๋ยวผัดแห้ง และ “ปาลาบอก” ก๋วยเตี๋ยว เวียดนาม อาหารจานเส้นที่เราคุ้นเคยโดยเฉพาะ ผัดซอสกุ้ง เพราะเราชาวอาเซยี นอยใู่ กลก้ นั มบี รรพบรุ ษุ เกย่ี วดอง ก๋วยเต๋ียวอีสานที่ได้รับอิทธิพลรูปแบบก๋วยเตี๋ยวชาวเวียดนาม มาไม่น้อย คือ “เฝอ” และยังมีอาหารจานเส้นลักษณะเดียว จงึ มวี ฒั นธรรมรว่ มกนั แมบ้ างประเทศอยหู่ า่ งออกไป กย็ อ่ ม กับขนมจีน เรียกว่า “บุ่น” บุ่นมีเคร่ืองราดหรือเครื่องเคียง แตกตา่ งกนั ไปอกี หนอ่ ยเปน็ ธรรมดา เชน่ เดยี วกบั วฒั นธรรม หลากหลาย เช่น “บนุ่ กดิ เนอื ง” คือขนมจีนหมูย่าง, “บนุ่ บอ่ ” การกินเส้นกินก๋วยเต๋ียวท่ีว่า หากไม่มีเส้นเขตแดนประเทศ คือขนมจีนหน้าเนือ้ และ “บนุ่ บอ่ เว”้ เป็นขนมจนี หน้าเน้อื สัตว์ แลว้ นค่ี อื แผน่ ดนิ เดยี วกนั แบบเฉพาะชาวเมอื งเว้ อา้ งอิง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน มีอาหาร “4,000-Year-Old Noodles Found in China” John Roach / National Geo- จานเส้นที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ “ลักซา” เป็นเหมือน graphic News October 12, 2005 ก๋วยเตย๋ี วต้มย�ำรสเข้มข้น ใส่เนอื้ สตั ว์หลากหลายรวมท้ังอาหาร นันทนา ปรมานุศิษฏ์. โอชาอาเซียน. พิมพ์คร้ังท่ี ๑. กรุงเทพฯ : ส�ำนักพิมพ์ ทะเล ท้ังยังมีอีกหลายจานอร่อย เช่น “หมโี่ ซโต” เส้นหมีกับ มตชิ น, ๒๕๕๖ น้�ำซุป, “หมี่เรอบุส” เส้นหมี่กับซอสรสเผ็ด, “หมี่สยาม” 96

๓ ๕ ๔๓ จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม ชวนชาวไทยกนิ กว๋ ยเตย๋ี ว อาหารเสน้ หรอื กว๋ ยเตย๋ี วอยรู่ ว่ มกบั วฒั นธรรมการกนิ ของ ชาวไทยมาเนน่ิ นาน ดว้ ยเปน็ รปู แบบการถนอมขา้ วเจา้ อนั เปน็ อาหารหลกั ในวฒั นธรรมไทยดงั้ เดมิ จนกระทง่ั เมอื่ สมยั จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม เปน็ นายกรฐั มนตรี (ดำ� รงตำ� แหนง่ ๑๖ ธนั วาคม ๒๔๘๑ - ๑ สงิ หาคม ๒๔๘๗ และ ๘ เมษายน ๒๔๙๑ - ๑๖ กนั ยายน ๒๕๐๐) ทา่ นสนบั สนนุ อยา่ งจรงิ จงั ใหป้ ระชาชนกนิ กว๋ ยเตยี๋ ว เพอื่ ชว่ ย หมนุ เวยี นเงนิ ภายในประเทศใหเ้ ศรษฐกจิ มคี วามเขม้ แขง็ ดงั ท่ี กลา่ วไวว้ า่ “อยากใหพ้ น่ี อ้ งกนิ กว๋ ยเตย๋ี วใหท้ ว่ั กนั เพราะกว๋ ยเตยี๋ ว มปี ระโยชนต์ อ่ รา่ งกาย มรี สเปรย้ี ว เคม็ หวานพรอ้ ม ทำ� เองได้ ในประเทศไทย หาไดส้ ะดวกและอรอ่ ยดว้ ย หากพน่ี อ้ งชาวไทย กนิ กว๋ ยเตยี๋ วคนละหนงึ่ ชามทกุ วนั วนั หนง่ึ จะมคี นกนิ กว๋ ยเตย๋ี ว สบิ แปดลา้ นชาม ตกลงวนั หนงึ่ คา่ กว๋ ยเตยี๋ วของชาตไิ ทยหนงึ่ วนั เทา่ กบั เกา้ สบิ ลา้ นสตางคเ์ ทา่ กบั เกา้ แสนบาท เปน็ จำ� นวนเงนิ หมนุ เวยี น มากพอใช้ เงนิ เกา้ แสนบาทนน้ั กจ็ ะไหลไปสชู่ าวไร่ ชาวนา ชาวทะเลทวั่ กนั ไมต่ กไปอยใู่ นมอื ใครคนหนง่ึ คนใดเพยี งคนเดยี ว และเงนิ หนงึ่ บาท กม็ รี าคาหนง่ึ บาท ซอ้ื กว๋ ยเตยี๋ วไดเ้ สมอ ไมใ่ ชซ่ อื้ อะไรกไ็ มไ่ ดเ้ หมอื น อยา่ งทกุ วนั นซ้ี ง่ึ เทา่ กบั ไมม่ ปี ระโยชนเ์ ตม็ ทใ่ี นคา่ ของเงนิ ” ๔ 97กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๙

มองผา่ นหนามเตย สมบตั ิ ภกู่ าญจน์ ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ คณะกรรมการภาพยนตรฯ์ แหง่ ชาติ ภาพยนตร์ สอ่ื สะทอ้ นวฒั นธรรม บรรณาธกิ ารวารสารฉบบั นม้ี โี จทยฝ์ ากผมวา่ เรอื่ งของ ภาพยนตร์ตอนท่ี ๓ นี้อยากให้เป็นเรื่องของ “ภาพยนตร์ สอื่ สะท้อนวฒั นธรรม” เพื่อจะได้แตกต่างจากเร่อื งของการ ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ในสองตอนท่ผี ่านมา ผมนง่ั ตีโจทย์อยนู่ านพอสมควร ด้วยความไม่ค่อยแน่ใจนักว่าท่านอยากจะได้เรื่องของ สรปุ วา่ ถา้ ยงิ่ คดิ มากกจ็ ะยง่ิ ไดค้ �ำตอบมากเรอื่ งเขา้ ไปอกี จนในทสี่ ดุ ภาพยนตร์ในฐานะที่เป็นสื่อสะท้อนวัฒนธรรม หรืออยากได้ ผมต้องสรุปความเห็นของผมเองว่า ความเห็นว่า ภาพยนตร์สามารถใช้เป็นส่ือสะท้อนวัฒนธรรม ได้หรือไม่อย่างไรหรือมากน้อยแค่ไหน? คิดมากไปตามประสา ภาพยนตร์หรือหนังจะเป็นอะไร หรือจะสามารถใช้ คนสูงวัยแต่ยังขยันหายใจนั่นแหละครับ คิดไปสักพักก็ต้องหา เพอ่ื การใด หรอื เพอื่ ประโยชนข์ องใคร อยา่ งไร เพยี งใด? กไ็ ด้ ข้อสรปุ ให้กบั ตัวเองว่า ทงั้ หมด ขอแตเ่ พยี งใหค้ นทตี่ อ้ งมสี ว่ นเกย่ี วขอ้ งกบั ภาพยนตร์ หรือหนังนัน้ ไดร้ ูจ้ ักหรือเขา้ ใจว่าภาพยนตรค์ ืออะไร? เรอื่ งของภาพยนตร์ หรอื หนงั ทภี่ าษาของฝรัง่ ผู้คดิ ค้น เรียกว่า Movie อนั หมายถงึ ภาพที่เคลื่อนไหวได้ จึงมาสู่คำ� แปล ทั้งผู้สร้างและผู้ดูภาพยนตร์ ถ้าทุกคนรู้จักและเข้าใจว่า ภาษาไทยที่น�ำค�ำว่า “ภาพ” บวกกับค�ำว่า “ยนตร์” (คือภาพ ภาพยนตร์ในความหมายท่ีถูกต้องแท้จริง (ตามหลักการของ ที่เกดิ จากเครือ่ งยนต์กลไก) กลายเป็น “ภาพยนตร”์ ข้นึ มา ซง่ึ ภาพยนตร์) คืออะไรแล้ว จะตระหนักแน่นอนว่าภาพยนตร์คือ เป็นคนละความหมายกับคำ� ว่า “หนัง” อีก เพราะคำ� ว่าหนังมี ศิลปะอีกอย่างหนึ่งซ่ึงเกิดจากฝีมือมนุษย์ที่น�ำศิลปะอีกไม่น้อย ที่มาจากคำ� โบราณทเี่ รยี กการแสดงเชิดแผ่นหนงั ทีแ่ กะสลักเป็น กวา่ สบิ สาขามาใชร้ วมกนั เขา้ แลว้ กก็ ลายเปน็ “ศลิ ปะภาพยนตร”์ รูปต่างๆ ผ่านจอโดยมแี บก็ กราวน์เป็นแสงไฟ อันมที ั้งหนังใหญ่ ขึ้นมา ซ่ึงก็เป็นศิลปะอีกหนึ่งอย่างที่ต้องมีทั้งผู้ผลิตและผู้เสพ หนงั ตะลงุ ทคี่ นไทยเคยดมู ากอ่ น ครนั้ “ศนิ มิ า” หรอื Movie มาถงึ เช่นเดียวกับศิลปะท่ัวไป เพราะฉะน้ัน “งานศิลป์” ชิ้นนี้ ภาษาชาวบา้ นทเ่ี รยี กมหรสพนว้ี า่ หนงั ซงึ่ มที งั้ หนงั ฝรง่ั หนงั ญปี่ นุ่ จะดีจะเลวจะได้รับความพอใจหรือไม่พอใจจากใครอย่างไร? ก็เลยเกิดขนึ้ ก่อนทีค่ ำ� ว่าภาพยนตร์จะติดตามมา เพยี งแคค่ วามหมายและทม่ี าของค�ำวา่ ภาพยนตรห์ รอื หนงั ก็สะท้อนวัฒนธรรมแห่งความเหมือนความต่างนานาประการ เพราะฉะนั้นภาพยนตร์ในตัวของมันเองย่อมเป็นส่ือสะท้อน ทางวัฒนธรรมโดยไม่ต้องสงสัย ส่วนจะสะท้อนในทางใด หรือในแง่มุมใดบ้างยังต้องพิจารณากันในประเด็นอื่นต่อไปอีก 98


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook