128 ในเวลาต่อมา ทรงผมแบบใหม่ คือ แบบอ่ีป่ ุนหรือแบบญ่ีป่ ุน ก็ไดร้ ับความนิยมกนั แพร่หลาย โดยเฉพาะเม่ือมีการแต่งกายในโอกาสพิเศษ ทรงผมน้ีจะเกลา้ มวยสูงเหนือทา้ ยทอย ผมตรงทา้ ยทอยอาจ ดึงให้ตึงหรือโป่ งแลว้ แต่ความพอใจของผแู้ ต่ง ส่วนดา้ นหนา้ จะใชห้ มอนหนุนผมดา้ นหนา้ ใหม้ องดูสูง ต้งั ปักป่ิ นตรงมวยดา้ นใดด้านหน่ึง แลว้ เหน็บหวีเขาควาย ถา้ เป็ นโอกาสพิเศษหญิงท่ีมีฐานะดีหรือ เจา้ นายจะติดช่อดอกไมเ้ งินหรือทอง ถา้ เป็นหญิงชาวบา้ นกอ็ าจจะติดดอกไม้ เช่น ช่อดอกเอ้ือง ดอกมะลิ ดอกสลิด(ขจร) เป็นตน้ อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงวนรอบมวยเพ่ิมเขา้ ไปอีก นอกจากน้ีบางคร้ังยงั มีการวาดภาพหญิงชาวบา้ นท่ีตดั ผมบ๊อบ ดดั เป็ นลอนซ่ึงเป็ นท่ีนิยมและ เป็ นสิ่งแปลกใหม่ในช่วง 50-70 ปี ก่อน ผมทรงดงั กล่าวน้ี จะพบวา่ มีความนิยมในยคุ หลงั ซ่ึงปรากฏบน ภาพตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล เป็นตน้ ภาพที่ 125 ภาพวาดพ้นื บา้ น หญิงชาววงั ที่ตดั ผมบอ๊ บ ดดั เป็นลอน ตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล 5. เครื่องใช้ไม้สอย เคร่ืองใชม้ าสอย ถือเป็ นภูมิปัญญาและ ทรัพยากรทางวฒั นธรรม ที่สะสมและถ่ายทอดต่อๆกนั ผ่านประสบการณ์จนเป็ นความเขา้ ใจของกลุ่มคนในสังคมน้ัน รับรู้และเขา้ ใจว่าเป็ นประโยชน์ต่อการ ดาํ รงอยู่อย่างปกติสุข ของตน ชุมชน และสังคมของตน ถือเป็ นความรู้ท่ีติดอยกู่ บั วตั ถุสิ่งของที่มนุษย์ สร้างสรรคข์ ้ึนเพอ่ื รับใชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั
129 เคร่ืองใชต้ ่างๆ น้ี ชนพ้ืนบา้ นนิยมใชว้ สั ดุ หรือวตั ถุดิบท่ีมาจากธรรมชาติ ซ่ึงหาไดต้ ามทอ้ งถ่ิน เช่น ใชพ้ ืชเป็ นวตั ถุดิบในงานจกั สาน หรือทาํ เครื่องมือเครื่องใชใ้ นการเกษตร เคร่ืองมือจบั หรือดกั สัตว์ และภาชนะใชส้ อยในครัวเรือน สาํ หรับไวใ้ ชส้ อยเท่าที่จาํ เป็น ในการดาํ รงชีวติ ประจาํ วนั เครื่องมือ หรือ ภาชนะเหล่าน้ัน จะมีลกั ษณะเฉพาะถิ่น ที่บ่งบอกถึงงานฝี มือของกลุ่มชนต่างๆ เคร่ืองมือเครื่องใช้ บางอยา่ ง มีการผลิตอยา่ งประณีตหรือมีลวดลายสวยงาม อนั เป็ นงานฝี มือพ้ืนบา้ น ท่ีไดร้ ับการถ่ายทอด ต่อกนั มาหลายรุ่น ซ่ึงบางคร้ังเคร่ืองใชห้ รือภาชนะพ้ืนบา้ นบางอย่างไดก้ ลายมาเป็ นของใชส้ าํ หรับคน ช้นั สูงในยคุ ปัจจุบนั จากการศึกษาภาพวาดตุงค่าวธรรม ในเขตเมืองลาํ ปาง สามารถพบการวาดเครื่องใช้ไมส้ อย ต่างๆ ท่ีใชใ้ นชีวิตประจาํ วนั ของคนในชุมชนน้นั ๆ ซ่ึงสามารถจาํ แนกหมวดหมู่ไดด้ งั น้ี - หมวดเคร่ืองใชเ้ ก่ียวกบั พิธีกรรม - หมวดเคร่ืองใชเ้ กี่ยวกบั อาหาร - หมวดเครื่องใชเ้ ก่ียวกบั น้าํ - หมวดเคร่ืองใชส้ ่วนตวั - หมวดเครื่องใชเ้ กี่ยวกบั ดนตรี - หมวดเครื่องใชเ้ กี่ยวกบั ยานพาหนะ - หมวดเครื่องใชเ้ ก่ียวกบั อาวธุ โดยมีรายละเอียดและการเปรียบเทียบดงั ต่อไปน้ี หมวดเคร่ืองใช้เกย่ี วกบั พธิ ีกรรม หมวดเครื่องใช้ในพิธีกรรมน้ี ส่วนใหญ่จะเป็ นพานใส่ดอกไมแ้ ละเคร่ืองเซ่นไหวข้ องชาว ลา้ นนาเรียกว่า ขนั ดอก มีลกั ษณะคลา้ ยจานท่ีมีฐานยกสูงข้ึนไป ทาํ มาจากไมส้ ักกลึงสองหรือสามตอน มาสวมต่อกนั เป็ นรูปพาน ทาดว้ ยยางรักและตกแต่งดว้ ยการเขียนลวดลายสีดาํ สีแดงเป็ นกลีบบวั ใช้ สาํ หรับใส่ขา้ วตอกดอกไมธ้ ูปเทียนไปวดั หรือในพิธีกรรม บางทีก็ใชใ้ ส่เคร่ืองเซ่นไหวแ้ ละของที่มอบ ใหเ้ ป็นทางการในพิธีสาํ คญั
130 การวาดขนั ดอกในภาพตุงค่าวธรรมน้ี จะเป็ นในลักษณะของขนั เชิญ หรือขนั ไหวเ้ จ้านาย กษตั ริยใ์ นรูปแบบต่างๆ กล่าวคือตอนที่เสนาอาํ มาตยอ์ ญั เชิญพระเวสสันดรออกจากพระนคร กจ็ ะมีการ เตรียมขนั ดอก ใส่ขา้ วตอกดอกไมธ้ ูปและเทียนไปไหวอ้ ญั เชิญพระเวสสนั ดรออกจากเมือง หรือในฉาก การไปอญั เชิญพระเวสสนั ดรกลบั เมือง กจ็ ะใชข้ นั ดอกทาํ หนา้ ท่ีเป็นขนั เชิญพระเวสสนั ดรกลบั พระนคร เช่นกนั ภาพที่ 126 ขนั เชิญพระเวสสนั ดรออกจากเมือง ตุงค่าวธรรมวดั บา้ นสกั ซ่ึงขนั ดอกท่ีถูกวาดลงบนตุงค่าวธรรมดังกล่าวน้ัน พบว่าแต่ละพ้ืนที่ แต่ละชุมชนมีความ แตกต่างกนั ไป และมีหลายลกั ษณะดงั น้ี ขนั ดอกไมก้ ลึง หรือ “ขนั แอว” เป็ นขนั ดอกประเภทหน่ึงท่ีชาวลา้ นนาทาํ จากไมเ้ น้ือแขง็ กลึง ข้ึนรูปก่อนทายางรัก ทาชาด ซ่ึงพบไดโ้ ดยทวั่ ไปในพ้ืนท่ีลา้ นนา นอกจากน้ียงั มีขนั ดอกอีกหน่ึงประเภท ท่ีคนพ้ืนเมืองได้รับอิทธิพลและรูปแบบ จากขนั ดอกของชาวไทเขินเรียกว่า “ขนั ซ่ี” ซ่ึงมีลักษณะ เฉพาะที่เด่นมาก กล่าวคือช่วงท่ีเช่ือมระหวา่ งตวั พานกบั ฐานไมก้ ลึง แทนท่ีจะเป็นไมก้ ลึงทรงบวั ลูกแกว้ ก็จะเป็ นซี่ไมก้ ลึงขนาดเลก็ ๆ เรียงชิดกนั เป็ นแถวรอบฐานทรงกลมคลา้ ยขนั โตก โดยขนั ซี่ทว่ั ไปจะทา ชาดสีแดง เท่าน้นั ไม่นิยมมีลวดลายประดบั เหมือนขนั ดอกแบบพ้นื เมือง ขนั ซี่บางชุดมีการกลึงลวดบวั ที่ มีสัดส่วนสวยงาม แปลกตา บางชุดก็มีความกลางขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ 18 นิ้ว หรือมากกว่า น้นั ซี่ไมท้ ่ีเป็ นขามีการเหลาเป็ นปลอ้ งๆ ถูกเรียงเป็ นแถวมีลกั ษณะคลา้ ยลูกกรงระเบียงบา้ น ใชส้ าํ หรับ เป็นขนั ต้งั หรือภาชนะในพธิ ีสาํ คญั ทางศาสนา
131 ภาพท่ี 127 ขนั แอว ภาพที่ 128 การใชข้ นั แอวเป็นขนั สาํ รับอาหารของกญั หา ชาลี ตุงค่าวธรรมวดั บา้ นเอ้ือม
132 ภาพที่ 129 ลกั ษณะของขนั ซ่ีท่ีถูกทาํ เป็นขนั เชิญพระเวสสนั ดรออกจากเมือง ตุงค่าวธรรมวดั บา้ นเอ้ือม ภาพที่ 130 ขนั ซี่ไมก้ ลึง
133 โคมกระดาษงานหัตถกรรมอีกหน่ึงประเภทของเครื่องใช้ ที่ชาวลา้ นนาในอดีตนิยมสร้างข้ึน มาแลว้ นาํ ไปถวายเป็นพทุ ธบูชา ซ่ึงโครงโคมน้นั ทาํ จากไมไ้ ผ่ เหลาใหแ้ บนเรียบแลว้ นาํ ไปหกั และดดั ข้ึน โครงเป็ นโครงโคม ก่อนจะปะดว้ ยกระดาษสา ประดบั ตกแต่งดว้ ยกระดาษสี ใชถ้ วายพระพุทธรูปใน วหิ ารในเทศการยเ่ี ป็ง ซ่ึงปัจจุบนั บริเวณอาํ เภอรอบนอกของจงั หวดั ลาํ ปางก็ยงั คงมีการสืบทอดประเพณี น้ีอยู่ ในส่วนของการวาดโคมไฟกระดาษบนภาพตุงค่าวธรรมน้นั พบวา่ เป็นฉากการชกั โคมแขวนไว้ ในศาลาหรือวิหาร ท่ีประทบั ของพระมาลยั ซ่ึงพบอยแู่ ห่งเดียว คือตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล ภาพท่ี 131 การชกั โคมแขวนไวใ้ นศาลาหรือวหิ าร ตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล ภาพท่ี 132 การชกั โคมแขวนเสาหงส์ในวนั ยเี่ ป็ง วดั ทุ่งคา อ.แจห้ ่ม จ.ลาํ ปาง
134 การส่งเคราะห์เป็ นความเชื่อและพิธีกรรม ซ่ึงไดถ้ ือปฏิบตั ิสืบทอดกนั มาเป็ นเวลาชา้ นานแลว้ โดยเชื่อวา่ การส่งเคราะห์น้นั สามารถขจดั ปัดเป่ าส่ิงชว่ั ร้ายหรืออนั ตรายต่างๆ ออกไปได้ ทาํ แลว้ จะปลอด โปร่ง โล่งใจสบายใจ ทาํ ให้ผูท้ ่ีไดร้ ับการส่งเคราะห์แลว้ มีขวญั และกาํ ลงั ใจในการประกอบกิจการงาน ต่อไปดว้ ยความมนั่ ใจ ไม่เป็ นห่วงหรือพะวงว่าจะเกิดภยั อนั ตรายใดๆ เพราะตนเองไดก้ ระทาํ พิธีส่ง เคราะห์แลว้ การส่งเคราะห์ของผคู้ นในทอ้ งถิ่นเมืองลาํ ปาง เท่าที่มีการประกอบพธิ ีและทาํ กนั ต่อๆ มา จนทุก วนั น้ีน้ันจะนิยมทาํ กนั ในวนั ข้ึนปี ใหม่(วนั สงกรานตข์ องทุกๆ ปี ) คือ วนั ปากปี หรือวนั ท่ี 16 เมษายน เป็ นตน้ ไปประการหน่ึง และอีกประการหน่ึงจะส่งเคราะห์ในกรณีท่ีฝันร้าย ฝันไม่ดี หรือในกรณีไดร้ ับ บาดเจ็บ เน่ืองจากอุบตั ิเหตุถึงข้นั เลือดตกยางออก คนเมืองก็จะนิยมทาํ พิธีส่งเคราะห์และในกรณีท่ี เจบ็ ป่ วย เร้ือรังไม่รู้จกั หายกจ็ ะนิยมส่งเคราะห์ โดยการส่งเคราะห์น้นั อาจารยผ์ ทู้ าํ พิธีส่งเคราะห์ข้ึนขนั ครูจะกล่าวคาํ ส่งเคราะห์ จากน้นั จะทาํ พิธีรดน้าํ สม้ ป่ อยใหผ้ ทู้ ่ีรับการส่งเคราะห์ ใหร้ ับการส่งเคราะห์กม้ หวั ลงตรงสะตวงใหน้ ้าํ ส้มป่ อยไหลลง สะตวง จากน้นั กจ็ ะนาํ สะตวงไปวางไวน้ อกบา้ นเป็ นเสร็จพิธี โดยพิธีกรรมดงั กล่าวยงั พบเห็นไดใ้ นการ ที่ร่างทรงผีป่ ูยา่ ลงมาปัดเป่ าเคราะห์ให้กบั ลูกหลานในวงศต์ ระกูลในชุมชนบา้ นปงสนุกเหนือ จงั หวดั ลาํ ปาง ซ่ึงการวาดภาพส่งเคราะห์น้ีไดป้ รากฏบนภาพตุงคา่ วธรรมวดั นาคตหลวง เป็นการส่งเคราะห์ของ ชูชก โดยพรานบุญเป็นผทู้ าํ พิธีให้ เน่ืองจากชูชกขวญั หนีรีฝ่ อและไดร้ ับบาดเจบ็ จากการที่ถูกหมาพราน บุญไล่กดั นน่ั เอง ภาพท่ี 133 ทรงผปี ่ ูยา่ ลงมาส่งเคราะห์ใหก้ บั ลูกหลานในวงศต์ ระกลู ในชุมชนบา้ นปงสนุกเหนือ
135 ภาพที่ 134 การส่งเคราะห์ของชูชก โดยพรานบุญเป็นผทู้ าํ พธิ ี ภาพตุงค่าวธรรมวดั นาคตหลวง หมวดเครื่องใช้เกยี่ วกบั อาหาร ในหมวดน้ี เป็ นการกล่าวถึงรูปแบบเคร่ืองใชท้ ่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ภาชนะใส่อาหาร ท้งั ท่ีเป็ นงานท่ีทาํ จากไม,้ เครื่องจกั รสาน, และเครื่องป้ันดินเผา ที่ถูกวาดข้ึนมาบนภาพตุงค่าวธรรม ซ่ึงจะปรากฏในฉาก งานจดั เล้ียงชูชกในกณั ฑม์ หาราช และฉากการเฉลิมฉลอง กณั ฑน์ ครกณั ฑ์ ซ่ึงมีรายละเอียดดงั ต่อไปน้ี ขนั โตกเป็ นภาชนะท่ีมีโครงสร้างและวสั ดุเช่นเดียวกบั ขนั ดอก แต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่า รวมไปถึงการ ตกแต่งและประโยชน์ใชส้ อยท่ีแตกต่างกนั ออกไป ซ่ึงปกติขนั โตกจะเป็ นไมก้ ลึงขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลาง ประมาณ 15 -20 นิ้ว มีขาเป็ นไมก้ ลึงเรียกว่าลูกติ่ง จาํ นวน 6 หรือ 8 ขา เชื่อมระหว่างตวั ใบฝาโตกและ ฐาน ขนั โตกทีชาวบา้ นใชก้ นั ทวั่ ไปเป็นโตกไมธ้ รรมดา หรือทายางรักสีดาํ สาํ หรับเป็นภาชนะรองถว้ ยใส่ อาหาร ขนั โตกสาํ หรับชนช้นั สูงและพระสงฆ์ ส่วนมากนิยมทาชาดสีแดงมีขนาดใหญ่กว่าขนั โตกของ ชาวบา้ น บางคร้ังมีฝาชีครอบทาํ ดว้ ยเครื่องสานหรือไมจ้ ริงเรียกวา่ ขนั ขา้ ว
136 ภาพที่ 135 ขนั ขา้ วที่จดั เล้ียงใหก้ บั ชูชก ในกณั ฑม์ หาราช ตุงค่าวธรรมวดั บา้ นเอ้ือม ภาพท่ี 136 ขนั โตกไมก้ ลึง ขนั โตกทาชาดสีแดง บางคร้ังก็ใชใ้ นพิธีกรรม เช่น การจดั ขนั ต้งั (ขนั ไหวค้ รู) ขนั ขวญั (บายศรี) และขนั ใส่เครื่องไทยทานถวายพระ ซ่ึงในส่วนของการวาดขนั ขา้ วในตุงค่าวธรรมน้นั มกั จะเป็นขนั ขา้ ว ท่ีใชใ้ นวงั ใชเ้ ป็ นภาชนะท่ีใส่อาหารคาวหวานไวร้ ับประทานสาํ รับของพระเจา้ กรุงสัญชยั รวมไปถึงขนั ขา้ วท่ีพระเจา้ กรุงสญั ชยั ใหข้ า้ ราชบริภารเตรียมจดั เล้ียงใหก้ บั ชูชก ในกณั ฑม์ หาราช
137 ภาพที่ 137 ขนั ขา้ วท่ีมีฝาชีครอบจดั เล้ียงใหก้ บั ชูชก ในกณั ฑม์ หาราช ตงุ คา่ วธรรมวดั ปงสนุกเหนือ ภาพท่ี 138 ขนั ขา้ วที่มีฝาชีครอบท่ีพบในลา้ นนา
138 ภาพท่ี 139 ขนั ขา้ วมีฝาชีครอบ วดั พระธาตุเสดจ็ อ.เมืองลาํ ปาง ภาพท่ี 140 ขนั ขา้ วท่ีมีฝาชีครอบจดั เล้ียงใหก้ บั ชูชก ในกณั ฑม์ หาราช ตงุ คา่ วธรรมวดั ทุ่งผ้งึ
139 ก่องขา้ ว เป็ นอีกหน่ึงภาชนะสําหรับใส่ขา้ วเหนียว สานดว้ ยไมไ้ ผ่หรือใบตาลและใบลาน มี ขนาดและรูปทรงต่างๆ กนั ก่องขา้ วของลา้ นนาทวั่ ไปแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนฐาน มกั จะทาํ ดว้ ยไม้ เป็นรูปกากบาทติดอยกู่ บั ส่วนกน้ เพ่ือใชเ้ ป็นฐานสาํ หรับต้งั ตวั ก่อง มกั สานกน้ เป็นรูปสี่เหล่ียมหรือกลม ต่อข้ึนมาเป็นทรงกระบอกคอคอดเขา้ เลก็ นอ้ ย ส่วนท่ีสามคือฝา มีลกั ษณะเป็นฝาครอบ มกั จะมีหูสาํ หรับ ร้อยเชือกท่ีใชเ้ ป็ นท่ีหิ้วหรือแขวนมาจากตวั ก่องขา้ ว ซ่ึงปัจจุบนั ยงั ปรากฏการทาํ กล่องขา้ วในลกั ษณะน้ี อยู่ ท่ีบา้ นไผ่ ตาํ บลเมืองมาย อาํ เภอแจห้ ่ม จงั หวดั ลาํ ปาง ภาพท่ี 141 กล่องขา้ ว ตาํ บลเมืองมาย อาํ เภอแจห้ ่ม จงั หวดั ลาํ ปาง ก่องขา้ วตาํ บลเมืองมาย อาํ เภอแจห้ ่ม จงั หวดั ลาํ ปาง มีลกั ษณะเฉพาะทอ้ งถิ่น คือ สานดว้ ยตอก ผวิ ไมไ้ ผม่ ี 2 ช้นั ช้นั ในสานดว้ ยตอกที่ทาํ จากผวิ ไมไ้ ผไ่ ม่ยอ้ มสีใด ๆ ส่วนช้นั นอกสานดว้ ยตอกผวิ ไมไ้ ผ่ หุ้มทบั ช้นั ในโดยตอกท่ีใชแ้ ต่ละเส้นน้นั ยอ้ มสีดาํ คร่ึงเส้น อีกคร่ึงหน่ึงไม่ยอ้ มสีใด ๆ เม่ือสานหรือไป่ (ไปล่) ใหเ้ ป็นก่องขา้ วแลว้ จึงเป็นสีดาํ สลบั ขาว และมีลวดลายต่าง ๆ หลากหลาย ก่องขา้ วตาํ บลเมืองมายน้ี ในอดีตเป็ นที่รู้จกั และนิยมของคนลาํ ปาง เรียกกนั ว่า “ก่องขา้ วแจ-้ ห่ม” หรือ ก่องขา้ วบา้ นไผ่ ปัจจุบนั น้ียงั มีการผลิตก่องขา้ วกนั อยู่ทุกหมู่บา้ นของตาํ บลเมืองมาย ไดแ้ ก่ บา้ นไผแ่ พะ, บา้ นไผง่ าม, บา้ นนางาม, บา้ นนาไหม้ และบา้ นแม่เป็น การจกั สานก่องขา้ วตาํ บลเมืองมาย ยงั คงรักษารูปทรงและลวดลายแบบด้งั เดิมไว้ เพราะพบภาพก่องขา้ วแบบหน่ึง เป็ นภาพเขียนลายเส้น ฝี มือของคาร์ลบ็อก (Carl Bock) ชาวนอร์เวย์ ไดว้ าดไวเ้ มื่อคร้ังมาสาํ รวจดินแดนไทย และหัวเมืองฝ่ าย เหนือตรงกับ พ.ศ.2424 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5แห่งกรุง
140 รัตนโกสินทร์ ปรากฏว่าภาพก่องขา้ วดงั กล่าวมีรูปทรงและลวดลายตรงกบั ก่องขา้ วของชาวตาํ บลเมือง มาย อาํ เภอแจห้ ่ม จงั หวดั ลาํ ปางในปัจจุบนั น้ี รูปแบบก่องขา้ วดงั กล่าวน้ี กป็ รากฏบนภาพวาดตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งผ่งึ อ.วงั เหนือ ซ่ึงถือเป็นการ วาดบนั ทึกเคร่ืองใชใ้ นช่วง 80 ปี ที่ผา่ นมาไดอ้ ยา่ งน่าสนใจ ภาพที่ 142 ลายเสน้ ก่องขา้ ว ฝีมือของคาร์ลบอ็ ก คร้ังมาสาํ รวจลาํ ปาง ภาพท่ี 143 ภาพวาดก่องขา้ วลาย แบบของตาํ บลเมืองมาย อาํ เภอแจห้ ่ม จงั หวดั ลาํ ปาง
141 นอกจากน้ียงั มีแอบขา้ ว หรือ แอบ๊ ขา้ ว ภาชนะใส่ขา้ วเหนียวเช่นเดียวกบั ก่องขา้ ว แต่มีขนาดเลก็ กวา่ สาํ หรับพกพาติดตวั เวลาไปทาํ งานนอกบา้ น แอบขา้ วส่วนใหญ่นิยมสานจากใบลานและใบตาลโดย มีส่วนประกอบสาํ คญั คือ ตวั แอบรูปร่างคลา้ ยกล่องสี่เหลี่ยมผนื ผา้ หรือเป็นวงกลม ฝาแอบรูปร่างเหมือน ตวั แอบแต่ขนาดใหญ่กว่า เพราะใชค้ รอบแอบขา้ ว แอบขา้ วเหมาะสาํ หรับพกใส่ถุงย่าม ห่อผา้ คาดเอว ออกไปทาํ นา ทาํ ไร่ ดงั น้นั ในการอ่านภาพตุงค่าวธรรมน้ี เราจึงพบแอ๊บขา้ วในยามของชูชก ในการออก เดินทางไปขอกญั หาชาลีกบั พระเวสสนั ดร จากการอ่านภาพตุงค่าวธรรม ยงั สามารถพบวิถีชีวิตของคนในชุมชนในการหุงหาอาหารแบบ ชาวบา้ น ท้งั การน่ึงขา้ วเหนียว, การก่อไฟ, การตาํ น้าํ พริก, การปรุงอาหาร เป็ นตน้ ซ่ึงภาพดงั กล่าวถูก วาดข้ึนมาไดอ้ ยา่ งน่าสนใจ ซ่ึงส่วนใหญ่จะเป็นฉากการทาํ อาหารเล้ียงชูชกในกณั ฑม์ หาราช และการหุง หาอาหารในการเฉลิมฉลองการกลบั พระนครของพระเวสสนั ดร ในกณั ฑน์ ครกณั ฑ์ ภาพท่ี 144 ภาพวาดวิถีชีวติ ของคนในชุมชนในการหุงหาอาหาร วดั ทุ่งผ้งึ ภาพท่ี 145 ภาพวาดวิถีชีวิตของคนในวงั ในการหุงหาอาหาร วดั ปงสนุกเหนือ
142 ภาพที่ 146 ภาพวาดวถิ ีชีวิตของคนในชุมชนในการหุงหาอาหาร วดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล ภาพท่ี 147 การหุงหา และปรุงแต่งอาหารของคนเมืองในอดีต
143 หมวดเคร่ืองใช้เกย่ี วกบั นํา้ ภาชนะที่ใช้บรรจุน้ําของชาวบ้านตามท้องถิ่นรอบนอกในอดีต จะเป็ นลักษณะของ เครื่องป้ันดินเผา ที่ถูกทาํ กนั ข้ึนมาใชใ้ นทอ้ งถ่ินน้นั ๆ มีหลากหลายชนิดและมีรูปทรงแตกต่างกนั ไป เช่น หมอ้ น้าํ ดินเผามีลวดลายต่างๆ มีวตั ถุประสงคใ์ นการใชง้ านแตกต่างกนั ไป ซ่ึงเครื่องใชช้ นิดน้ี กถ็ ูกวาด ข้ึนมาบนภาพตุงค่าวธรรม แสดงถึงการเป็ นสิ่งที่ใชใ้ นชีวิตประจาํ วนั ของคนชนบท โดยมีรูปแบบและ ลกั ษณะที่ต่างออกไป ไดแ้ ก่ หมอ้ น้าํ กิน เรียกว่า น้าํ หมอ้ บน ชาวบา้ นจะต้งั หมอ้ น้าํ ไวบ้ นเฮือนน้าํ ทาํ เป็ นร้านยกสูงออกไป นอกชานบา้ นเลก็ นอ้ ยและมุงหลงั คา เป็นที่วางหมอ้ น้าํ สาํ หรับกินและมีกระบวยตกั น้าํ แขวนไว้ เฮือนน้าํ จะประดบั ตกแต่งให้สวยงาม เช่น หลงั คาจะใส่กาแลหรือบางท่ีจะแขวนดอกกลว้ ยไมป้ ่ าไวใ้ กลๆ้ ซ่ึง ตวั อยา่ งของเฮือนน้าํ จะเห็นไดจ้ ากตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งคาและวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล ภาพท่ี 148 เฮือนน้าํ บา้ นชูชก ตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งคา ภาพท่ี 149 เฮือนน้าํ บา้ นชูชก ตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล
144 เฮือนน้าํ จะเป็นสถานที่ต้งั น้าํ ไวบ้ นบา้ นอยา่ งถาวร แต่ถา้ เป็นการต้งั หมอ้ น้าํ ไวช้ ว่ั คราวยามหนา้ เทศกาลต่าง ๆ เช่น งานบวช งานปอย หรืองานสาํ คญั อ่ืน ๆ ท่ีมีแขกมาที่บา้ นมาก ชาวบา้ นจะเอาหมอ้ น้าํ ใส่ในซ่อล่อ หรือซองใส่หมอ้ น้าํ ทาํ จากไมไ้ ผ่ โดยตดั ไมไ้ ผ่ เช่น ไผร่ วก ยาว 1-1.5 เมตร ดา้ นบนผา่ เป็ น ร่องใหก้ วา้ งสานเป็ นรูปทรงกลมกลวงเพ่ือใส่หมอ้ น้าํ ส่วนดา้ นล่างใชป้ ักลงไปในดิน เพื่อให้ต้งั ได้ ซ่อ ล่อใส่น้าํ จะปักไวต้ ามใตต้ น้ ไมเ้ พือ่ ใหค้ นไดด้ ื่มกิน ภาพที่ 150 เฮือนน้าํ หนา้ บา้ น ตามชนบท ภาพที่ 151 เฮือนน้าํ หนา้ วงั ตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล
145 หมอ้ สาว เป็นหมอ้ ดินเผาขนาดใหญ่ ปากกวา้ งกวา่ หมอ้ น้าํ ดื่ม ใชบ้ รรจุน้าํ สาํ หรับลา้ งมือ ลา้ งผกั หรือชาํ ระลา้ งสิ่งต่างๆ สําหรับทาํ กบั ขา้ ว จะต้งั อยู่ใกลห้ ้องครัว เรียกว่า “หมอ้ น้าํ ซั๊วะ” (ซว๊ั ะ คือ ลา้ ง) บางคร้ังใชท้ าํ เป็นหมอ้ แกงในงานเล้ียงงานบุญต่างๆ หรือเป็นหมอ้ น่ึง เพราะสามารถใส่อาหารไดม้ ากจะ เห็นไดจ้ ากตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งผ้งึ ท่ีใชห้ มอ้ สาวเป็นหมอ้ น่ึง หมอ้ ลุ่ม ทาํ เป็นหมอ้ ใส่น้าํ ไวท้ ี่บนั ไดก่อนข้ึนบา้ น บางคนเรียกวา่ “หมอ้ โซ่ยต๋ิน” (หมอ้ ลา้ งเทา้ ) ซ่ึงหมอ้ ดินเผาเหล่าน้ี ในอดีตหญิงชาวบา้ นโดยเฉพาะในชนบท จะป้ันหมอ้ ไวใ้ ชเ้ อง โดยใชใ้ ตถ้ ุนบา้ น เป็ นสถานที่ป้ันหมอ้ ดงั ปรากฏภาพตุงค่าวธรรมวดั นาคตหลวง ท่ีวาดใตถ้ ุนบา้ นของชูชกมีการป้ันหมอ้ ดินไวใ้ ชเ้ องของนางอมิตดา เป็นตน้ ภาพท่ี 152 หมอ้ ประเภทต่างๆ บริเวณใตถ้ ุนเรือนที่นางอมิตดาป้ันไว้ วดั นาคตหลวง น้าํ ตน้ (คนโท) เป็ นภาชนะขนาดเล็ก รูปทรงสูง ดา้ นล่างจะอว้ นสาํ หรับใส่น้าํ บริเวณ ดา้ นบนทาํ เป็ นคอสาํ หรับถือ ดา้ นขา้ งจะเขียนลวดลายไวอ้ ยา่ งสวยงาม ทาํ มาจากดินเผามีสีแดงของดิน และสีดาํ คนพ้นื เมืองเหนือเรียกภาชนะน้ีวา่ “น้าํ ตน้ ” แต่เดิมน้าํ ตน้ ถือวา่ เป็นงานหตั ถกรรมที่เกี่ยวขอ้ งอยู่ กบั วิถีชีวิตของชาวลา้ นนาเป็ นอย่างมาก จนอาจกล่าวไดว้ ่า น้าํ ตน้ เป็ นเอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรมอย่าง หน่ึงของชาวลา้ นนา น้าํ ตน้ นอกจากจะใชเ้ ป็ นภาชนะบรรจุน้าํ ด่ืมเพ่ือรับรองแขกเหมือนเหยือกน้าํ ของ คนในปัจจุบนั แลว้ ยงั เป็ นส่วนหน่ึงของภาชนะใส่ดอกไมใ้ นแท่นบูชาในพิธีกรรมทางศาสนา ตลอดจน เป็นเครื่องประกอบยศของเจา้ นายช้นั สูงอีกดว้ ย
146 ภาพท่ี 153 ทหารของพระเวสสนั ดร ถือน้าํ ตน้ ตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล ภาพที่ 154 นางรับใชข้ องพระเจา้ กรุงสญั ชยั ถือน้าํ ตน้ ตุงค่าวธรรมวดั นาคตหลวง นอกจากน้ียงั มีภาชนะที่ใชบ้ รรจุน้าํ อีกชนิดหน่ึง เรียกวา่ “บ่าน้าํ ” ซ่ึงทาํ จากลูกน้าํ เตา้ โดยทิ้งน้าํ เตา้ ให้แก่คาตน้ จนผวิ หยกิ ไม่เขา้ นาํ มาตดั ตรงข้วั แลว้ ควา้ นเอาไส้ในออกให้หมด ใส่น้าํ ทิ้งไวใ้ หเ้ น้ือใน เน่าเปื่ อยเทน้าํ ทิ้งแลว้ เติมใหม่ ทาํ อยา่ งน้ีเร่ือยๆ จนกระทง่ั ไดน้ ้าํ เตา้ ท่ีมีแต่เปลือกแขง็ บรรจุน้าํ ด่ืมได้ บ่าน้าํ จะสานซาหุ้มไว้ ซ่ึงทาํ มาจากไมไ้ ผส่ านเป็ นรูปตาข่ายหุม้ น้าํ เตา้ ไว้ เพ่ือสะดวกในการจบั ถือและทาํ ใหน้ ้าํ ตน้ ต้งั ได้ ใชไ้ มม้ าเหลาทาํ เป็นจุกปิ ดฝา น้าํ เตา้ ใชเ้ ชือกร้อยเป็นที่หิ้วหรือสะพาย
147 นิยมพกพาไปที่ต่างๆ เช่น ไร่ นา เป็ นตน้ ดงั ตวั อยา่ งเช่นน้าํ เตา้ ท่ีชูชกพกพาติดตวั ไป ตอนออกเดินทาง ไปตามหากญั หาชาลี ในภาพตุงคา่ วธรรมวดั นาคตหลวง ภาพที่ 155 ชูชกสะภายน้าํ เตา้ ออกเดินทาง ตุงคา่ วธรรมวดั นาคตหลวง ภาชนะบรรจุน้ําอีกชนิดหน่ึงที่ปรากฏในภาพตุงค่าวธรรมวดั บ้านเอ้ือม ซ่ึงเป็ นภาชนะที่ ชาวบา้ นนิยมทาํ กนั เพื่อพกพายามเขา้ ไปไร่นา เนื่องจากเบาและบรรจุน้าํ ไดเ้ ยอะ ภาชนะน้ีทาํ มาจากไม้ ไผล่ าํ โต ร้อยดว้ ยเชือกสาํ หรับสะพาย เรียกว่า “น้าํ คอก” สามารถต้งั ไวต้ ามท่ีต่างๆ หรือแขวนตามกิ่งไม้ กนั มด แมลงต่างๆ ได้ หรือจะนาํ ไปแช่ในลาํ หว้ ยใหเ้ ยน็ เพ่ือด่ืมไดช้ ื่นใจ
148 ภาพท่ี 156 ชูชกสะพายน้าํ คอกในการออกเดินทาง ตุงคา่ วธรรมวดั บา้ นเอ้ือม นอกจากน้ีในภาพตุงค่าวธรรม ยงั มีภาชนะที่ใชต้ กั น้าํ เรียกว่า “น้าํ คุ” (ถงั น้าํ ) ทาํ มาจากไมไ้ ผ่ สาน มีขาท้งั สี่มุม ก่อนทาดว้ ยชนั เพื่อกนั น้าํ ร่ัวไหล หรือในยุคหลงั ๆ จะทาํ จากสังกะสี เจาะรูดา้ นขา้ ง สองรูเพ่ือเป็ นหูหิ้ว ซ่ึงชาวบา้ นจะใชต้ ะขอดา้ นหน่ึงเก่ียวกบั หูหิ้วของน้าํ คุ อีกดา้ นหน่ึงเก่ียวกบั ดา้ น ปลายสุดของไมค้ านท้งั สองดา้ น ใชส้ าํ หรับหาบน้าํ จากลาํ ห้วยมาไวใ้ ชด้ ื่มกินที่บา้ น สมยั ก่อนน้าํ ดื่มน้าํ ใชะ้ อาศยั แหล่งน้าํ สาํ คญั จากลาํ หว้ ยหรือท่าน้าํ ตอนเยน็ สาวๆ ของแต่ละบา้ นจะมีหนา้ ท่ีตกั น้าํ มาใช้ จะ ชวนกนั ไปเป็ นกลุ่ม พากนั ไปที่ลาํ ห้วยหรือท่าน้าํ ขดุ ทรายให้ลึกแลว้ จะมีน้าํ ซึมออกมา เรียกว่า “บ่อน้าํ ซึมทราย” รอจนกระทง่ั ปริมาณน้าํ เพียงพอก็ใชก้ ระบวยท่ีทาํ จากกะลามะพร้าวเจาะดา้ นขา้ งใส่ไมส้ ลกั และดา้ มสาํ หรับจบั ตกั น้าํ ใส่ในน้าํ คุใหเ้ ตม็ แลว้ หาบกลบั บา้ น หญิงสาวตกั น้าํ ชายหนุ่มจะไปเล่นน้าํ เพ่ือ รอดูสาวๆ ที่ลาํ ห้วย เพื่อมีโอกาสได้คุยกัน เป็ นการนัดพบท่ีปลอดจากสายตาผูใ้ หญ่ได้วิธีหน่ึง ซ่ึง ลกั ษณะการตกั น้นั แบบน้ีเองไดถ้ ูกวาดออกมาเป็นรูปภาพบนตุงค่าวธรรมเกือบทุกวดั ในฉากตอนที่นาง อมิตดาไปตกั น้าํ ที่ท่าน้าํ ก่อนจะถูกหญิงสาวชาวบา้ นรุมด่าและทาํ ร้ายนางอมิตดา เนื่องจากหญิงสาว ชาวบา้ นเห็นวา่ นางอมิตดาปรนนิบตั ิชูชกผเู้ ป็นสามีดีเกินไป จนเป็นสาเหตุใหน้ างตอ้ งออกอุบายใหช้ ูชก ไปขอกญั หาและชาลีมาเป็นเดก็ รับใชแ้ ทน
149 ภาพที่ 157นางอมิตดาขดุ บ่อน้าํ ซึมทราย ก่อนใชก้ ระบวยตกั น้าํ ซึมใส่ในน้าํ คุ วดั นาคตหลวง ภาพที่ 158 หญิงชาวบา้ นลา้ นนาในอดีต จะนิยมจบั กลุ่มซกั ผา้ และตกั น้าํ ที่ท่าน้าํ เป็นกิจวตั ร
150 ภาพท่ี 159 คุตกั น้าํ ในอดีต น้าํ ทุง้ เป็ นอุปกรณ์อีกชนิดหน่ึงท่ีใช้ตกั น้าํ สานจากไมไ้ ผ่ เป็ นรูปคร่ึงวงกลม แลว้ ยาดว้ ยชัน และน้าํ มนั ยาง มีไมไ้ ขวก้ นั ดา้ นบนตรงปากสาํ หรับเก่ียวขอใชเ้ ชือกยาวร้อยตรงหูจบั ใชต้ กั น้าํ จากบ่อน้าํ ลึกเพ่อื ใส่ในน้าํ คุอีกที รูปร่างของน้าํ ทุ่งเหมาะสมกบั ประโยชน์ใชส้ อยเป็ นอยา่ งดีคือ ลกั ษณะคลา้ ยกรวยป้อมๆ ส่วน กน้ มนแหลม ท่ีปากมีไมไ้ ขวก้ นั เป็นหูสาํ หรับผกู กบั เชือกเพอ่ื สาวน้าํ ทุ่งข้ึนมาจากบ่อน้าํ ความมน แหลม ของกน้ น้าํ ทุ่งจะช่วยใหน้ ้าํ ทุ่งโคลงตวั คว่าํ ลงใหน้ ้าํ เขา้ เมื่อโยนลงไปในบ่อ นอกจากน้ีลกั ษณะการสานที่ แขง็ แรงยงั ช่วยให้น้าํ ทุ่งมีความทนทาน แมใ้ นปัจจุบนั จะมีผูผ้ ลิตน้าํ ทุ่งดว้ ยสังกะสีแต่ความคงทนและ ประโยชน์ใชส้ อยสู้น้าํ ทุ่งที่สานดว้ ยไมไ้ ผไ่ ม่ได้ แสดงว่าเคร่ืองจกั สานพ้ืนบา้ นท่ีคนโบราณผลิตข้ึนน้นั เลือกใชว้ ตั ถุดิบทอ้ งถ่ินมาใชไ้ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม และใชป้ ระโยชน์ไดเ้ ป็ นอยา่ งดี ดงั ตวั อยา่ งท่ีปรากฏบน ภาพตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งคา ภาพที่ 160 น้าํ ทุง้
151 ภาพท่ี 161 น้าํ ทุง้ ตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งคา ภาชนะบรรจุน้าํ ท่ีมีหลากหลายชนิดเกิดจากภูมิปัญญาของคนเมือง โดยใชส้ ิ่งท่ีอยู่รอบตวั ให้ เกิดประโยชน์ เป็นการเลือกใชท้ รัพยากรไดอ้ ยา่ งคุม้ ค่า ไม่วา่ จะเป็นดิน ตน้ ไม้ พืช สตั ว์ ไม่สิ้นเปลือง ไม่ ตอ้ งซ้ือหา ซ่ึงเป็นสิ่งท่ีถูกคิดคน้ และใชส้ ืบต่อกนั มาจนถึงปัจจุบนั หมวดเคร่ื องใช้ ส่ วนตวั เมืองลาํ ปางเป็ นอีกดินแดนหน่ึง ที่มีศิลปวฒั นธรรมเฉพาะถิ่นเป็ นของตนเอง ขนบธรรมเนียม ประเพณี เอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรมเฉพาะถ่ินเหล่าน้ี เป็นเหตุใหเ้ คร่ืองมือเคร่ืองใชม้ ีเอกลกั ษณ์ที่แตกต่าง ไปจากแห่งอื่น นอกจากน้ียงั เป็นเมืองที่ในอดีตเป็นศูนยก์ ลางของภาคเหนือ มีการติดต่อคา้ ขายกบั หลาย ชนชาติพนั ธุ์ ทาํ ให้มีรูปแบบวฒั นธรรมท่ีมีการผสมผสานจนเป็ นเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั ดงั มีหลกั ฐาน ปรากฏในภาพวาดตุงค่าวธรรม เคร่ืองมือเครื่องใชห้ รือภาชนะท่ีมีลกั ษณะเป็ นของใช้ส่วนตวั เช่น กระเป๋ าหรือตะกร้า, ย่าม หรือแม้แต่ร่มฝร่ัง ล้วนเป็ นวฒั นธรรมใหม่ๆ ในช่วง 100 ปี ให้หลังมาน้ี ท่ีชาวลําปางรับมาจาก วฒั นธรรมต่างถิ่น แสดงใหเ้ ห็นถึงความนิยมและความทนั สมยั ของชาวลาํ ปางในช่วงน้นั ดงั ปรากฏบน ภาพวาดตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล เป็นตน้
152 ภาพที่ 162 หญิงสาวชาววงั ถือกระเป๋ าหิ้วแบบสยาม ตุงค่าวธรรมวดั ทงุ่ ฮา้ งศรีดอนมลู ภาพที่ 163 หญิงสาวชาววงั กางร่มแบบฝรั่ง ตุงค่าวธรรมวดั นาคตหลวง
153 ภาพท่ี 164 ชูชกสะพายยา่ ม สาํ หรับใส่เคร่ืองใชส้ ่วนตวั ภาพท่ี 165 นางมทั รีหาบซา้ สาํ หรับใส่เคร่ืองใชส้ ่วนตวั
154 หมวดเครื่องใช้เกยี่ วกบั ดนตรี เครื่องดนตรีลา้ นนาน้ัน แพร่กระจายในแถบลา้ นนาและไทยมาชา้ นาน และอาจจะกล่าวไดว้ ่า ดนตรีลา้ นนาในอดีต มกั มีบทบาทท่ีโยงใยกบั ชีวิตความเป็ นอยู่และท่ีสําคญั ยงั โยงใยกบั ศาสนาและ กษตั ริยโ์ ดยเฉพาะการใชด้ นตรีในการประกอบพิธีกรรม ในการวาดภาพดนตรีพ้ืนเมืองลา้ นนา หรือการบรรเลงเคร่ืองดนตรีและการขบั ซอในภาพตุง ค่าวธรรม เรื่องเวสสันดรชาดกน้ัน แสดงให้เห็นว่าเคร่ืองดนตรีลา้ นนามีบทบาทท้งั ในการประกอบ พิธีกรรม ประกอบการแสดง และประกอบในกิจกรรมสนั ทนาการ ซ่ึงอาจแยกกล่าวไดด้ งั น้ี 1. การประกอบพิธีกรรม ในแง่พิธีกรรมของคนพ้นื เมืองแลว้ มีพิธีเพียงสองแนวคือ แนวพุทธ กบั แนวผี คือ พิธีกรรมเชิงพุทธศาสนาและพิธีกรรมเก่ียวกบั ผี ซ่ึงท้งั สองแนวน้ี ดนตรีมี บทบาทเป็ นเพียงส่วนประกอบ เช่น การตีกลองป่ ูจาในงานพิธีกรรมในพุทธศาสนา, ใน งานฉลองรื่นเริงหรือในงานศพ ซ่ึงมีพิธีทางพุทธศาสนาน้ัน พบว่าดนตรีเป็ นเพียงส่วนท่ี ช่วยให้งานคึกคกั หนักแน่นข้ึน ซ่ึงหากจะไม่มีดนตรีในกิจกรรมน้ันๆ แล้ว กิจกรรม ดงั กล่าวก็ยงั สามารถดาํ เนินต่อไปได้ ในกิจกรรมเกี่ยวกบั ผนี ้นั ในการบูชาผหี รือแกบ้ นน้นั ไม่จาํ เป็ นว่าจะตอ้ งมีดนตรีประกอบก็ได้ แต่ในการฟ้อนผนี ้นั ท่ีตอ้ งมีดนตรีเขา้ มาเก่ียวขอ้ ง ก็เพราะมีการฟ้อนรําอนั เป็ นส่วนประกอบในพิธีเล้ียงผีเท่าน้นั ซ่ึงในภาพตุงค่าวธรรมใน นครลาํ ปางน้ัน แสดงถึงการใช้ดนตรีในงานศพ ซ่ึงในท้องเรื่องเวสสันดรชาดก ดนตรี พ้ืนเมืองใชแ้ ห่ในงานศพชูชกเท่าน้นั เอง 2. การประกอบการแสดง ในการวาดภาพตุงค่าวธรรม ดนตรีจะมีบทบาทสาํ คญั ต่อการแสดง หลายอย่าง ท่ีเป็ นท้ังการแสดงเพื่อประกอบในงานเฉลิมฉลองการกลับมาของพระ เวสสันดร เพ่ือความบนั เทิงในงาน ดงั จะเห็นไดว้ ่าการฟ้อนรําหรือการขบั ซอในงานเฉลิม ฉลองน้นั จะตอ้ งมีดนตรีประกอบเสมอ
155 เครื่องดนตรีทใี่ ช้ประกอบพธิ ีกรรม ก๋องป่ ูจาหรือท่ีเรียกกนั ในภาษากลางว่า กลองบูชาหรือกลองปูจาน้นั เป็ น 1 ใน 5 ของกลองใน ตาํ นานประวตั ิศาสตร์พ้นื บา้ นภาคเหนือ กลองบูชา คือ กลองหลวงบูชา เป็ นดนตรีชนิดเครื่องกระทบประเภทเครื่องหนัง ใชต้ ีบรรเลง ดว้ ยท่อนไม้ หรือคอ้ นไมต้ ีกลอง ก๋องป่ ูจา เป็ นกลองสองหนา้ ขนาดใหญ่แขวนหรือวางอยบู่ นหอกลอง หรือศาลาตามวดั ต่างๆ ในเขตภาคเหนือตอนบน กลองที่มีขนาดใหญ่ช่ือว่า “กลองหลวง” หรือบาง ทอ้ งที่เรียกวา่ “กลองต้ึง” นอกจากน้ียงั มีกลองขนาดเลก็ จาํ นวน 2 ใบ - 3ใบ ผกู ไวใ้ กลๆ้ กลองหลวงเพ่ือ ตีสอดแทรกสลบั เสียงกลองหลวงเรียกวา่ “กลองลูกตุบ๊ ” ก๋องป่ ูจา เป็ นเคร่ืองดนตรีประเภทตี เป็ นกลองมีลกั ษณะเป็ นกลองสองหน้า ขนาดใหญ่ ตวั กลองใชไ้ มจ้ ริง เช่น ไมส้ กั ,ไมข้ นุน, ไมป้ ระดู่, ไมแ้ ดง, ไมช้ ิงชนั ขดุ เป็นโพรงข้ึนหนา้ ดว้ ยหนงั ใชห้ มุด ไมห้ รือภาษาพ้ืนบา้ นเรียกว่า “แส้” เป็ นตวั ขึงหนงั หน้ากลองให้ตึง หนา้ กวา้ งประมาณ 90 ซ.ม. ข้ึนไป ยาวประมาณ 1.5 เมตร ขนาดไม่แน่นอนแลว้ แต่ไมท้ ่ีทาํ ก่อนหุ้มกลองตอ้ งทาํ การบรรจุหัวใจกลองไว้ ขา้ งในตวั กลอง แลว้ จึงหุ้มกลองดว้ ยหนงั ววั หรือหนงั ควาย ใชน้ ้าํ เตา้ แหง้ ลงอกั ขระโบราณ คาถาเมตตา มหานิยม ผา้ ยนั ตแ์ ละของมีค่าท่ีถือว่าศกั ด์ิสิทธ์ิ บรรจุรวมลงไปในน้าํ เตา้ นาํ ไปแขวนไวใ้ นตวั กลองใบ ใหญ่ ส่วนกลองใบเลก็ อีก 3 ใบท่ีเรียกว่ากลองลูกตุ๊บน้นั ทาํ เหมือนกบั กลองใบใหญ่แต่ขา้ งในตวั กลอง ไม่มีการบรรจุหัวใจกลอง มีขนาดหนา้ หนา้ กวา้ ง 12 - 18 นิ้ว ความยาวของกลองลูกตุ๊บ 18 - 24 นิ้ว ชุด ของกลองป่ ูจา ประกอบดว้ ยกลองขนาดใหญ่ 1 ใบ และกลองเลก็ (กลองลูกตุบ๊ ) อีก 3 ใบ กลองลูกตุ๊บใช้ วางเรียงซอ้ นกนั ขา้ งล่าง 2 ใบ และขา้ งบน 1 ใบ วางไวท้ างซา้ ยกลองแม่หรือกลองใหญ่ ถา้ เห็นกลองลูก ตุบ๊ วางซอ้ นกนั ไวด้ า้ นขวากลองใหญ่ ใชต้ ีในโอกาสต่างๆ ดงั น้ี 1. ตีเรียกประชุม ใหญ้ าติโยม ชาวบา้ นรับทราบหรือนดั หมายเช่นการนาํ เอาเครื่องไทย ธรรมไปถวายร่วมทาํ บุญงานฉลองหรือตีเป็ นสัญญาณ วิธีตีคือ ตีทุม้ ทุม้ ทุม้ รัว 3 รา (ตีแบบรัว) 2. ตียามมีเหตุด่วน เหตุร้ายเกิดข้ึน เช่น อคั คีภยั วาตะภยั อุทกภยั เสนาสนะลม้ โค่นพงั หรือเสียหายจากภยั อุบตั ิเหตุต่างๆ ตี 3 ต้งั ตีทุม้ ทุม้ ทุม้ ....... 3. ตีตอนพระภิกษุ สามเณรเทศนาจบ หรือพิธีทางศาสนาเสร็จสิ้นเช่น งานตานก๋วย สลากหรืองานฉลองเสนาสนะงานบุญจบแลว้ เป็ นการโมทนาทานวนั น้ัน หรือท่ี นิยมกนั มากคือในงานเทศนม์ หาชาติ หลงั จากที่พระภิกษุสามเณรเทศนาธรรมกณั ฑ์ มหาชาติในธรรมมหาเวสสนั ดรชาดกจบในแต่ละกณั ฑ์ โดยใชเ้ พลงสุดธรรม ผตู้ ี 2 คน คนหน่ึงตีคอ้ น อีกคนหน่ึงตีไมแ้ ซะ(ไมแ้ ส)้
156 4. ตีบูชาแกว้ ทงั สาม หรือบูชาพระรัตนตรัย มีคนตีก๋องเพ่ิมอีก 2 คน คือ ตีฆอ้ งและตี ฉาบ(สว่า) ตีในวนั ข้ึนหรือแรม 7 ค่าํ 14 ค่าํ ตีเวลาประมาณ สองทุ่มถึงสี่ทุ่ม(เพลง พุทธบูชา) เสียงก๋องป่ ูจาแกว้ ทงั สามตีเพ่ือเป็ นการบอกให้ทราบว่าวนั รุ่งข้ึนเป็ นวนั พระหรือวนั ธรรมสวนะ6 จากการศึกษาอ่านภาพตุงคา่ วธรรมในนครลาํ ปางน้นั พบวา่ กลองปูจาถูกสร้างและวาดข้ึน เพ่ือให้เป็ นกลองบอกเหตุ และบอกเวลาประจาํ วงั ของพระเจา้ กรุงสัญชยั ซ่ึงพบการวาดหอกลองกลวง ในตุงคา่ วธรรมวดั นาคตหลวง, วดั ทุ่งคา และวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล ภาพท่ี 166 ภาพทหารหลวงตีกลองปูจา แจง้ ข่าวการตายของชูชก ตุงคา่ วธรรมวดั นาคตหลวง 6 พอ่ หนานนอ้ ย ไชยทะนุ. สล่ากลองบา้ นวงั หมอ้ , สมั ภาษณ์, 23 สิงหาคม 2555.
157 ภาพท่ี 167 ภาพหอกลองหลวง ในวงั พระเจา้ กรุงสญั ชยั ตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งคา ดนตรีล้านนาวงป่ี พาทยเ์ มือง หรือ วงพาทยฆ์ ้อง หรือป้าดก๊อง(ภาษาถ่ินลาํ ปาง) ซ่ึงได้รับ แบบอยา่ งมาจากเคร่ืองดนตรีพม่า ซ่ึงเห็นไดจ้ ากการใชป้ ี่ มอญ และกลองตะโพนมอญ(กลองเท่งทิ่ง)มา ใชป้ ระกอบในวง ซ่ึงต่อมาเมื่ออิทธิพลจากสยามข้ึนมาแพร่หลายในหัวเมืองฝายเหนือ จึงรับแบบอย่าง การจดั การตามแบบวงปี่ พาทยภ์ าคกลางผสมผสานกบั เคร่ืองดนตรีพ้ืนเมือง ป่ี พาทย์พ้ืนเมืองจะบรรเลงตามงานต่างๆ แต่งานท่ีบรรเลงกันบ่อยคืองานฟ้อนผี ซ่ึงเป็ น ประเพณี มีช่วงต้งั แต่เดือนตุลาคม(หลงั ออกพรรษา) จนถึงเดือนพฤษภาคม รวมไปถึงการแห่ในงานศพ ของคนเมือง ซ่ึงปรากฏบนภาพตุงคา่ วธรรม ในฉากแห่ศพชูชกไปเผา เป็นตน้
158 ภาพที่ 168 วงป้าดแห่งานศพชูชก ตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล ภาพที่ 169 วงป้าดแห่งานศพชูชก ตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งคา นอกจากป่ี พาทยพ์ ้ืนเมืองจะบรรเลงตามงานศพแลว้ ในตุงค่าวธรรมยงั วาดการบรรเลงปี่ พาทย์ พ้ืนเมืองในการเฉลิมฉลองการกลบั มาของพระเวสสันดรในกณั ฑ์นครกณั ฑ์ ซ่ึงเป็ นการบรรเลงเพื่อ ความคึกคร้ืนภายในงาน ตวั อยา่ งเช่น ตุงคา่ วธรรมวดั บา้ นเอ้ือม ตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งผ้งึ เป็นตน้
159 ภาพที่ 170 การบรรเลงปี่ พาทยพ์ ้นื เมืองในการเฉลิมฉลองการกลบั มาของพระเวสสนั ดร วดั บา้ นเอ้ือม ภาพท่ี 171 การบรรเลงป่ี พาทยพ์ ้นื เมืองในปัจจุบนั เคร่ืองดนตรีประเภทเป่ าท่ีปรากฏบนภาพตุงค่าวธรรมในนครลาํ ปางน้นั คือ แน หรือป่ี แน เป็ น เครื่องดนตรีประเภทเคร่ืองลมไม้ ใชใ้ นการเกิดทาํ นองในวงป่ี พาทยห์ รือวงพาทยแ์ ละวงกลองตึงโนงที่ แพร่หลายอยใู่ นลา้ นนา ซ่ึงช่ือของป่ี แนดงั กล่าวน้ี น่าจะเรียกตามชื่อที่ไดร้ ับอิทธิพลมาจากเคร่ืองดนตรี ชนิดเดียวกบั พม่า ลิ้นของแนทาํ ดว้ ยใบลานหรือใบตาล เป็นลิ้นคู่ประกบกนั อยรู่ อบๆ ท่อโลหะเลก็ ๆ ท่อ น้ีเสียงเขา้ ไปในท่อไมก้ ลมยาวซ่ึงคอ่ ยๆ มีขนาดใหญ่ข้ึน ท่อไมน้ ้ีกลวงตลอดและรู
160 ภายในค่อยๆ โตข้ึนตามขนาดของไมด้ ว้ ย รูที่เจาะบนท่อไมเ้ ป็นระยะสาํ หรับปิ ดเปิ ดดว้ ยนิ้วมือ ท้งั สองขา้ ง ซ่ึงมีจาํ นวน 6 รู ปากลาํ โพงทาํ ดว้ ยทองเหลือง ผูเ้ ป่ าท่ีชาํ นาญอาจใช้ป่ี แนทาํ เสียงให้ได้ อารมณ์ต่างๆ หลายชนิด มีการแบ่งปี่ แนออกเป็น 2 ชนิด คือ 1. แนหน้อย ใชบ้ รรเลงนาํ มีเสียงสูงพลิ้ว ภาษาลา้ นนาเรียกว่าเสียง “อิ้ว” หรือ “ลิ้ว” สามารถ เลียนแบบเสียงธรรมชาติไดเ้ กือบทุกอยา่ ง 2. แนหลวง มีขนาดใหญ่กว่า และเสียงทุม้ ต่าํ เวลาเล่นประสมวงจะเป่ าเสียงเลอๆ คือเป่ าตาม ทาํ นองหลกั ไม่มีลูกเล่น ปี่ แนไม่นิยมบรรเลงเดี่ยว แต่จะเป็ นส่วนใหญ่ในวงพาทยห์ รือปี่ พาทยล์ า้ นนา ซ่ึงจะบรรเลงร่วมกับระนาดและฆอ้ งวง มีกลองเต่งถิ้งหรือตะโพนมอญ และฉาบเป็ นเคร่ืองจงั หวะ สําคัญ ปี่ แนจะเป็ นเคร่ืองดนตรีท่ีนําวงเสมอ นอกจากน้ันยงั ใช้บรรเลงร่วมกับวงต่ึงโนงในการ ประกอบการฟ้อนพ้ืนเมือง ใช้บรรเลงร่วมกบั กลองเต่งถิ้งและฉาบ ประกอบการชกมวยโดยบรรเลง เพลงมวยของทอ้ งถ่ิน ในปัจจุบนั กย็ งั นิยมอยู่ ภาพที่ 172 สล่าปี่ แน ในวงกลองแห่ ตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล นอกจากน้ี ยงั มีภาพการประโคมกลองชนะบนตุงค่าวธรรมวดั ปงสนุกเหนือ ซ่ึงกลองดงั กล่าวมี รูปร่างเหมือนกลองแขก แต่ส้ันกว่า หน้าหน่ึงใหญ่ อีกหน้าหน่ึงเล็ก ใชต้ ีดว้ ยไมง้ อๆ หรือหวาย ทาง ดา้ นหน้าใหญ่ เดิมกลองชนะน่าจะใชใ้ นกองทพั หรือในการสงคราม ต่อมาใชเ้ ป็ นเคร่ืองประโคมใน กระบวนพยหุ ยา
161 ตรา และใชป้ ระโคม พระบรมศพ พระศพ และศพ ตามเกียรติยศของงาน จาํ นวนที่ใชบ้ รรเลง มีต้งั แต่ 1 คู่ ข้ึนไป ซ่ึงในตุงค่าวธรรมวดั ปงสนุกน้นั เป็ นขบวนกลองชนะ ท่ีใชป้ ระโคมในขบวนพยหุ ยาตราของ พระเจา้ กรุงสัญชยั เสด็จออกไปรับพระเวสสันดรกลบั คืนเมือง ซ่ึงแสดงให้เห็นถึงช่างท่ีวาดภาพตุงค่าว ธรรมชุดน้ี มีความรู้ดา้ นประเพณีและวฒั นธรรมแบบไทยภาคกลางเป็นอยา่ งดี ภาพท่ี 173 ทหารกองเกียรติยศ ประโคมกลองชนะ ตุงค่าวธรรมวดั ปงสนุกเหนือ
162 ภาพที่ 174 ทหารกองเกียรติยศ ประโคมกลองชนะ ในริ้วขบวนพระอิสริยยศในงานพระราชพธิ ีพระราชทานเพลิงพระ ศพ สมเดจ็ พระเจา้ พ่นี างเธอ เจา้ ฟ้ากลั ยาณิวฒั นา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ดนตรีทใ่ี ช้ประกอบการแสดง กลองแอว หรือ กลองต่ึงโนง คาํ ว่า “แอว” แปลว่า สะเอว เรียกตามลกั ษณะกลองที่มีเอวคอด กลาง ส่วนคาํ ว่า “ต่ึงโนง” เรียกตามลกั ษณะเลียนเสียงตีกลองและฆอ้ ง กลองแอวมีรูปทรงแบบเดียวกบั กลองหลวงแต่มีขนาดเล็กกว่า คือ ยาวประมาณ 170 เซนติเมตร ขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนยก์ ลาง ประมาณ 30 เซนติเมตร ใชห้ ามหรือใชต้ ้งั กบั ท่ีตี ใชต้ ีประสมวงกลองแอวและฆอ้ งใบใหญ่(ฆอ้ งอุย้ ) ซ่ึง ในภาพวาดตุงค่าวธรรมน้ี จะมีขบวนแห่โดยใช้วงกลองต่ึงโนง แห่ไปตามขบวนเสด็จของพระเจา้ กรุงสญั ชยั ในการออกเดนทางไปเชิญพระเวสสนั ดรกลบั เมือง ดงั ปรากฏบนตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งคา ภาพท่ี 175 วงกลองต่ึงโนง ขบวนเสดจ็ ของพระเจา้ กรุงสญั ชยั ตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งคา
163 กลองสิ้งหมอ้ ง คือ กลองยาวข้ึนหนังหน้าเดียวแบบของภาคกลาง รูปร่างคลา้ ยกลองปูเจ่ และ หนา้ กลองมีขนาดเท่าๆ กนั แต่มีรูปทรงส้ันกวา่ คือยาวประมาณ 80-90 เซนติเมตร คนตีกลองสามารถใช้ สะพายบ่าได้ ใชใ้ นขบวนแห่ต่างๆ ตีผสมกบั ฆอ้ งโหม่ง ฉาบ และบางทีอาจจะมีปี่ แนประกอบดว้ ย ซ่ึง ในภาพวาดตุงค่าวธรรมน้ี จะมีขบวนแห่โดยใช้วงกลองสิ้งหมอ้ ง แห่ไปตามขบวนเสด็จของพระเจา้ กรุงสัญชยั ในการออกเดนทางไปเชิญพระเวสสนั ดรกลบั เมือง ดงั ปรากฏบนตุงค่าวธรรมวดั นาคตหลวง วดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูลและวดั บา้ นเอ้ือม ภาพท่ี 176 วงกลองสิ้งหมอ้ ง ขบวนเสดจ็ ของพระเจา้ กรุงสญั ชยั ตุงคา่ วธรรมวดั นาคตหลวง ภาพท่ี 177 วงกลองสิ้งหมอ้ ง ขบวนเสดจ็ ของพระเจา้ กรุงสญั ชยั ตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล
164 ภาพท่ี 178 วงกลองสิ้งหมอ้ ง ของชุมชนบา้ นวงั หมอ้ อาํ เภอเมืองลาํ ปางในงานสลุงหลวง ปี 2552 เคร่ืองดนตรีในการประกอบการแสดงอีกชนิดหน่ึงคือ ปี่ ชุม(อ่านวา่ -ปี่ จุม) เป็นดนตรีลา้ นนา ซ่ึง ไม่ทราบประวตั ิความเป็ นมาที่ชัดเจน สาเหตุที่เรียกว่า ปี่ ชุม เพราะใช้บรรเลงเป็ นชุมหรือชุด คือ ประกอบไปดว้ ยปี่ ต้งั แต่ 3 เลาข้ึนไป ใชเ้ ป่ าประกอบกบั การขบั ซอ คือ การขบั เพลงแบบลา้ นนา ปี่ ชุม แบ่งตามขนาด มี 4 ชนิด ไดแ้ ก่ 1. ปี่ แม่ หรือปี่ เคา้ เป็ นป่ี ที่มีขนาดใหญ่ท่ีสุด มีเสียงทุม้ ต่าํ ทาํ หนา้ ท่ีประสานเสียงมิใหเ้ สียงของวง แหลมเกินไป 2. ป่ี กลาง เป็นปี่ ที่มีขนาดกลางๆ มีระดบั เสียงกลาง 3. ป่ี กอ้ ย มีเสียงพอดี ผเู้ ป่ าป่ี ทุกเลาในวงตอ้ งฟังเสียงป่ี กอ้ ย การข้ึนหรือการลงทุกเพลงน้นั ปี่ กอ้ ย จะเป็นผนู้ าํ ท้งั สิ้น 4. ป่ี เลก็ มีขนาดเลก็ ท่ีสุด มีเสียงเลก็ แหลม ใชต้ ดั เสียงปี่ เลาอ่ืน โดยวงป่ี จุมน้ี จะใชบ้ รรเลงประกอบการขบั ซอ ในงานเฉลิมฉลอง งานประเพณีต่างๆ ซ่ึงใน การศึกษาภาพตุงค่าวธรรมน้ี พบว่าจะช่างได้วาดวงป่ี จุมในงานเฉลิมฉลองการกลับมาของพระ เวสสนั ดร ในกณั ฑน์ ครกณั ฑ์ ดงั ปรากฏบนภาพตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งผ้งึ , วดั ทุ่งคาและวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล
165 ภาพท่ี 179 วงปี่ จุมและช่างซอ ตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล ภาพที่ 180 วงปี่ จุมและช่างซอ ตุงคา่ วธรรมวดั ทุ่งผ้งึ ภาพที่ 181 วงปี่ จุมและช่างซอ ตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งคา
166 หมวดเครื่องใช้เกยี่ วกบั ยานพาหนะ เกวียนเป็นพาหนะที่สาํ คญั ที่สุดในการเดินทางและบรรทุกส่ิงของต้งั แต่อดีตหรือแมก้ ระทงั่ สมยั ปัจจุบนั เกวยี นกย็ งั เป็นปัจจยั สาํ คญั ในการเดินทางของชาวชนบทอนั เป็นทอ้ งถ่ิน ช่วงการคมนาคมยงั หา ความสะดวกไดย้ าก ท้งั น้ีเพราะเกวียนสามารถใชบ้ รรทุกหรือเป็ นพาหนะเดินทางไดแ้ มแ้ ต่ในผิวถนนที่ ขรุขระหรือ ถนนที่เตม็ ไปดว้ ยโคลนตม ซ่ึงรถยนตไ์ ม่สามารถจะผา่ นไปได้ เกวียน เป็ นยานพาหนะชนิดหน่ึงท่ีมีลอ้ เล่ือน มี 2 ลอ้ เคล่ือนท่ีไปโดยใชว้ วั หรือควายเทียมลาก ไป โดยปกติใช้ 2 ตวั ซ่ึงในอดีตในสมยั ท่ียงั ไม่มีรถยนตใ์ ชใ้ นการไปตรวจราชการทอ้ งที่ของขา้ ราชการ ไดใ้ ชส้ ่วนกลางของเกวียน เป็ นท่ีนอน ใชส้ ่วนหน้าเป็ นโต๊ะเขียนหนังสือ ใชใ้ ตถ้ ุนเกวียนเป็ นที่หุงหา อาหาร ภาพท่ี 182 ววั เทียมเกวียน พบเห็นไดต้ ามชนบทในภาคเหนือ เกวียนแบ่งเป็ น 2 ชนิดคือ เกวียนเทียมววั และเทียมควาย เกวียนเทียมววั จะเต้ียกว่า ทางภาคใต้ จะนิยม ใชค้ วายเทียมเกวียน ส่วนภาคเหนือนิยมใชว้ วั เทียมซ่ึงยานพาหนะหลกั ก็มกั จะใชเ้ กวียนกนั เกวียนจึงถูกวาดในรูปแบบของราชรถของพระเวสสันดรบ้าง หรือรถตามขบวนเสด็จของพระเจ้า กรุงสญั ชยั ดงั ปรากฏบนภาพตุงค่าวธรรมวดั ปงสนุกเหนือ เป็นตน้
167 ภาพท่ี 183 ราชรถพระเวสสนั ดร เป็นรูปแบบเกวยี นเทียมกวาง ตุงค่าวธรรมวดั ปงสนุกเหนือ นอกจากช่างจะวาดเกวียนท่ีใชเ้ ป็ นราชรถ และยานพาหนะแลว้ ในภาพตุงค่าวธรรมลาํ ปางช่าง ยงั ไดว้ าดภาพราชรถและยานพาหนะท่ีเป็นรถมา้ ไวอ้ ีกดว้ ย ซ่ึงน่าจะมีความเก่ียวขอ้ งดา้ นประวตั ิศาสตร์ ของการเขา้ มาของรถมา้ ในนครลาํ ปาง ซ่ึงอยใู่ นช่วงปี พ.ศ. 2458 ในสมยั ของเจา้ บุญวาทยม์ านิต ซ่ึงตรง กบั สมยั รัชกาลท่ี 5 รถมา้ คนั แรกท่ีเมืองลาํ ปางไดม้ าถูกซ้ือมาจากกรุงเทพฯ เน่ืองจากสมยั ก่อนรถมา้ จะ นิยมใชอ้ ยใู่ นกรุงเทพฯ ในหมู่ของเจา้ ขนุ มูลนาย ซ่ึงถูกใชเ้ ป็ นรถประจาํ ตาํ แหน่งของขา้ ราชบริพารช้นั ผูใ้ หญ่ในราชสํานัก และยงั ไดก้ ระจายไปสู่เมืองหลกั ของภาคต่าง ๆ ซ่ึงในปี ต่อมา พ.ศ. 2459 ตรงกบั สมยั รัชกาลที่ 6 ไดม้ ีรถมา้ ที่เรียกกนั ว่ารถมา้ แท็กซ่ีคอยรับผูโ้ ดยสารจากสถานีรถไฟเขา้ สู่ตวั เมืองนคร ลาํ ปาง รถมาแทก็ ซ่ีไดป้ ระกอบกิจการเร่ือยมาจนถึง ปี พ.ศ. 2492 กิจการรถมา้ ไดด้ าํ เนินต่อเน่ืองเรื่อยมา ต้งั แต่ตน้ เป็นระยะเวลาได้ 34 ปี จึงไดม้ ีผกู้ ่อต้งั สมาคมลอ้ เล่ือนจงั หวดั ลาํ ปางข้ึน โดยขนุ อุทานคดี เป็นผู้ ริเริ่มและดาํ รงตาํ แหน่งนายกสมาคมคนแรกที่ไดร้ ่างกฎระเบียบว่าดว้ ยสมาคมข้ึน ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 เจา้ บุญส่ง ณ ลาํ ปาง เขา้ มาบริหารงานและไดเ้ ปลี่ยนชื่อสมาคมเป็ นสมาคมรถมา้ จงั หวดั ลาํ ปาง และได้ ดาํ รงตาํ แหน่งนายกสมาคมคนท่ีสอง รถมา้ ลาํ ปางไดเ้ จริญข้ึนอยา่ งรวดเร็ว ในปี พ.ศ.2500 รถมา้ ของจงั หวดั ลาํ ปางมีถึง 185 คนั ซ่ึงถือไดว้ ่ามีมากที่สุด ต้งั แต่เริ่มก่อต้งั สมาคมรถมา้ ข้ึน รถมา้ ในจงั หวดั ลาํ ปางจะ มีลอ้ 4 ลอ้ เบาะหลงั เป็ นเก๋ง เป็ นเบาะใหญ่ นง่ั ได้ 2 คน และ มา้ นงั่ เสริม สามารถนงั่ ไดอ้ ีก 2 คน รวมแลว้ นงั่ ได้ 4 คน
168 จากประวตั ิศาสตร์ของการเขา้ มาของรถมา้ ดงั กล่าว ทาํ ให้รถมาเป็ นที่นิยมและเป็ นพาหนะที่ แปลกใหม่ของคนยุคสมยั น้ัน(ต้งั แต่ 2459-2500) ซ่ึงเช่ือไดว้ ่าช่างที่วาดภาพตุงค่าวธรรมลาํ ปาง ก็ได้ สัมผสั และรับรู้เร่ืองราว รวมถึงร่วมสมยั กบั ยุครถมา้ ท่ีเขา้ มาในเมืองนครลาํ ปาง ดังปรากฏการวาด ยานพาหนะท่ีเป็ นรูปแบบของรถมา้ ลาก ของตุงค่าวธรรมวดั นาคตหลวง, วดั บา้ นสัก, วดั บา้ นเอ้ือม, วดั ทุ่งคา และวดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล เป็นตน้ ภาพท่ี 184 รถมา้ ราชรถ ตุงค่าวธรรมวดั บา้ นสกั ภาพท่ี 185 รถมา้ ราชรถ ตุงค่าวธรรมวดั บา้ นเอ้ือม
169 นอกจากการนงั่ ยานพาหนะท่ีใช่สตั วเ์ ทียมลากแลว้ ในการวาดตุงค่าวธรรม ยงั มีการวาดพาหนะ ที่ใชส้ ัตวเ์ ดินทาง คือการนั่งชา้ ง การนัง่ ชา้ งโดยทว่ั ไปจะใชส้ ําหรับเจา้ นายช้นั สูง กษตั ริย์ และเจา้ เมือง เท่าน้นั ซ่ึงมกั จะมีอุปกรณ์เสริมที่เรียกวา่ แหยง่ ชา้ ง หรือสปั คบั ที่ใชพ้ าดวางบนหลงั ชา้ งเพื่อใหค้ นนงั่ การเดินทางดว้ ยชา้ ง จะตอ้ งมีที่นงั่ บนหลงั ชา้ งซ่ึงเรียกวา่ แหยง่ หรือสัปคบั จะทาํ จากไม้ หรือหวายและ เชือก สอดสานขดั กนั คลา้ ยเกา้ อ้ีสําหรับวางบนหลงั ชา้ ง รวมท้งั ประทุนหลงั ชา้ งท่ีเรียกว่า กูบ หรือ กูบ ชา้ ง ให้ครบชุด เพื่อให้คนนั่งหรือบรรทุกส่ิงของ ก่อนนาํ แหยง่ วางบนหลงั ชา้ ง ตอ้ งนาํ ผา้ หนาๆ หรือ เปลือกไมท้ ่ีทุบจนอ่อนนุ่มวางรองระหวา่ งหลงั ชา้ งกบั ขาแหยง่ ในการวาดภาพตุงค่าวธรรมในกัณฑ์นครกัณฑ์ทุกวดั ในส่วนของขบวนเสด็จของพระเจ้า กรุงสัญชยั ไดเ้ สด็จออกพระนครเพ่ือไปตามพระเวสสันดรและนางมทั รี โดยเสด็จโดยน่ังบนหลงั ชา้ ง ประทบั นง่ั บนกูบชา้ ง(แหยง่ ชา้ งมีหลงั คา) ซ่ึงแสดงถึงฐานนั ดรศกั ด์ิของความเป็ นกษตั ริยด์ ว้ ยไปในตวั ช่างหรือศิลปิ นที่วาดภาพ มกั จะให้ความสาํ คญั กบั ภาพในฉากน้ีมาก ดงั ปรากฏในภาพตุงค่าวธรรม วดั นาคตหลวง, วดั บา้ นเอ้ือม, วดั บา้ นสกั , วดั ปงสนุกเป็นตน้ ภาพที่ 186 ขบวนเสดจ็ โดยชา้ งของเจา้ นครลาํ ปางในอดีต
170 ภาพที่ 187 ขบวนเสดจ็ โดยชา้ ง ของพระเจา้ กรุงสญั ชยั ตุงคา่ วธรรมวดั บา้ นสกั ภาพที่ 188 ขบวนเสดจ็ โดยชา้ ง ของพระเจา้ กรุงสญั ชยั และมเหสี กญั หาและชาลี ตุงค่าวธรรมวดั บา้ น เอ้ือม
171 ภาพท่ี 189 ขบวนเสดจ็ โดยชา้ ง ของพระเจา้ กรุงสญั ชยั ตุงคา่ วธรรมวดั ปงสนุกเหนือ นอกจากจะใชย้ านพาหนะที่เป็ นสัตวแ์ ลว้ ในยคุ หลงั ช่วงเวลา 70 ปี ที่ผา่ นมา ประมาณปี พ.ศ. 2470 ตุงค่าวธรรมที่สร้างในยคุ น้ี ไดม้ ีการวาดรูปรถยนตแ์ บบฝร่ังเขา้ ไวด้ ว้ ย เป็ นรถยนตท์ ่ีประทบั ของ เจา้ นาย ในตอนที่ออกเสดจ็ ไปรับพระเวสสันดรกลบั เมือง ตอนกณั ฑน์ ครกณั ฑ์ เช่นท่ีพบท่ีตุงค่าวธรรม วดั ทุ่งฮา้ งศรีดอนมูล ภาพท่ี 190 ขบวนเสดจ็ โดยรถยนต์ ของพระเจา้ กรุงสญั ชยั และเหล่านางใน ตุงค่าวธรรมวดั ทุ่งฮา้ ง ศรีดอนมูล
172 หมวดเคร่ืองใช้เกย่ี วกบั อาวุธ เครื่องใชอ้ ีกประเภทท่ีพบในงานภาพวาดตุงค่าวธรรม คืออาวุธ ที่เป็ นส่ิงท่ีถูกวาดข้ึนมาเพ่ือใช้ ประกอบยศ ตาํ แหน่ง รวมไปถึงหนา้ ที่ของทหารรักษาพระองค(์ พระเจา้ กรุงสัญชยั ในเวสสันดรชาดก) โดยอาวุธท่ีถูกวาดข้ึนมาส่วนมากจะเป็ นดาบ, งา้ ว, หอก, และเครื่องป้องกนั ต่าง ๆ เช่น โล่ เป็ นตน้ โดย การวาดภาพทหารถืออาวุธดงั กล่าว มีความชดั เจนและสมบูรณ์แบบ ดงั จะเห็นไดจ้ ากตุงค่าวธรรม ใน กณั ฑน์ ครกณั ฑข์ องทุกวดั จะปรากฏภาพทหารถืออาวุธประจาํ กาย ในการตามเสด็จพระเจา้ กรุงสัญชยั ซ่ึงสามารถจาํ แนกอาวธุ ออกเป็นประเภท ดงั น้ี ดาบ เป็นชื่อเรียกของอาวธุ ท่ีมีขนาดยาวและมีคมท่ีดา้ น มีการใชท้ ว่ั ไปในดินแดนลา้ นนาโดยมี ช่ือเรียกและลกั ษณะท่ีแตกต่างกนั ออกไป ส่วนประกอบหลกั ของดาบจะประกอบดว้ ยสามส่วนหลกั คือ ฝักดาบ, ใบดาบ, และดา้ มดาบ ภาพท่ี 191 ดาบหลูบเงินแบบต่างๆ ที่พบในเขตลา้ นนา ฝักดาบ คือเคร่ืองห่อหุ้มตวั ดาบ เพ่ือไม่ใหเ้ ป็ นอนั ตรายต่อผพู้ าพา และสามารถสะพายดาบ ไป ไหน ๆ ไดโ้ ดยสะดวก ฝักดาบเป็ นท่ีผูกยึดติดกบั สายดาบสาํ หรับคลอ้ งไหล่สะพายบ่า และนอกจาก น้ี กล่าวกนั ว่ายงั ใชเ้ ป็ นอาวุธในยามต่อสู้ไดอ้ ีกดว้ ย ฝักดาบทาํ ดว้ ยไมส้ องชิ้น ที่มีลกั ษณะและขนาด ความ กวา้ งไล่เลี่ยกบั ความกวา้ งของตวั ดาบ นิยมใชไ้ มท้ ่ีมีน้าํ หนกั เบา เหนียวและคงรูป เช่น ไมส้ กั เป็นตน้ ซ่ึง เม่ือนาํ ไมม้ าประกบกนั แลว้ จะพนั หรือสวมทบั ดว้ ยวสั ดุต่างๆ เพ่ือให้คงรูป เช่น ใช้แถบโลหะ หรือ หวาย มีลกั ษณะการสานถกั คลา้ ยวงแหวน เรียกวา่ ปอบหรือปลอก บางฝักจะใชเ้ ชือกหรือผา้ พนั ทบั แลว้
173 ลงรัก ส่วนปลายฝักจะตอกตะปู หรือ หมุดยดึ ไว้ ตรงโคนฝักเป็นส่วนท่ีจะสมั ผสั กบั คมดาบจะใชป้ ลอก โลหะหุม้ รัดไว้ หรือใชห้ นงั สตั วพ์ นั รอบแลว้ พนั ทบั ดว้ ยสายดาบใหม้ น่ั คงแขง็ แรง แต่ที่น่าสนใจในการวาดภาพตุงค่าวธรรมของวดั บา้ นเอ้ือมและวดั นาคตหลวงน้ัน ฝักดาบจะ เป็ นแบบที่เรียกว่า “ฝักดาบยศ” ซ่ึงเป็ นดาบประจาํ ตาํ แหน่งบางเล่มจะหุ้มดว้ ยโลหะมีค่า เช่น ทองคาํ หรือเงิน เรียก “ดาบหลูบคาํ หลูบเงิน” มีท้งั ท่ีตกแต่งลวดลายดวงดอกงดงาม หรือเป็ นทองเกล้ียงเงิน เกล้ียง ลวดลายและ วิธีการทาํ ฝักจะสัมพนั ธ์กบั ดา้ มดาบดว้ ย กล่าวคือเมื่อสอดดาบเขา้ ฝักแลว้ ดาบท้งั เล่มจะกลมกลืนกนั เป็ นชิ้นเดียวไม่มีลกั ษณะแปลกแยกดา้ นเทคนิคและฝี มือ ซ่ึงศิลปิ นวาดภาพตุงค่าว ธรรมชุดน้ี ไดถ้ ่ายทอดออกมาไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ ภาพท่ี 192 ทหารกบั ดาบประจาํ ตาํ แหน่ง “ดาบหลูบคาํ ” ตุงคา่ วธรรมวดั บา้ นเอ้ือม นอกจากจะมีอาวธุ เป็นดาบแลว้ ในภาพตุงค่าวธรรมยงั ปรากฏงา้ ว อาวธุ อีกชนิดหน่ึงท่ีเป็นอาวธุ โบราณ สาํ หรับต่อสูบ้ นหลงั มา้ ซ่ึงพบวา่ ส่วนใหญ่งา้ วจะใชโ้ ดยผทู้ ่ีรับตาํ แหน่งแม่ทพั งา้ วมีลกั ษณะเป็ นอาวุธดา้ มยาว แต่จะมีความยาวดา้ มจบั ส้ันกว่า คือสูงเท่าลาํ ตวั ส่วนใหญ่หัว ของงา้ วน้ันคลา้ ยจะมีลกั ษณ์คลา้ ยลิ้นของมงั กร และมีความโคง้ เป็ นเส้ียวพระจนั ทร์ ลกั ษณะการต่อสู้ โดยการใชง้ า้ วน้นั จะใชโ้ จมตีโดยการฟัน และดว้ ยลกั ษณะเด่นของงา้ วที่มีส่วนหวั ที่ใหญ่จึงมกั จะใชป้ ัด เบ่ียง หรือ รับการโจมตีจากศตั รู ดงั น้นั ผใู้ ชง้ า้ วส่วนใหญ่จึงเป็นผทู้ ่ีมีกาํ ลงั มากเท่าน้นั เพราะเป็นอาวธุ ท่ีมี ขนาดใหญ่ ยาวและมีน้าํ หนกั มาก ผทู้ ี่ใชจ้ ึงตอ้ งไดร้ ับการฝึ กฝนในวิชากระบ่ีกระบอง รวมท้งั วิชาดาบ ผสมผสานกนั
174 ภาพที่ 193 งา้ วหลูบเงินในลา้ นนา ภาพท่ี 194 งา้ วหลูบเงินในลา้ นนา สาํ หรับงา้ วท่ีถูกวาดข้ึนมาน้ี เป็ นอาวุธท่ีทหารถือตามเสด็จของเจา้ นาย เป็ นงา้ วหลุบคาํ ตรงดา้ ม ดงั ปรากฏบนภาพตุงคา่ วธรรมวดั บา้ นเอ้ือม เป็นตน้
175 ภาพที่ 195 ทหารพระเจา้ กรุงสญั ชยั ถืองา้ วหลูบคาํ ตามขบวนเสดจ็ ตุงคา่ วธรรมวดั บา้ นเอ้ือม อาวุธท่ีพบในภาพตุงค่าวธรรมอีกชนิดหน่ึงคือ หอก ถือเป็ นอาวุธอีกชนิดหน่ึงที่มีหลายแบบ และใชก้ นั มากอย่างแพร่หลายในลา้ นนา มีลกั ษณะคลา้ ยกบั ทวนแต่หอกจะมีความยาวดา้ มจบั ส้ันกว่า และใชต้ ่อสู้กนั บนภาคพ้ืนดิน หอกน้นั มีหลายแบบ เช่น หัวหอกแบบกางเขน, หวั หอกแบบ L, หวั หอบ ใบมีด เป็นตน้ หอกเป็นอาวธุ ที่ในอดีตจะมีไวต้ ิดบา้ นทุกหลงั แต่จะพบนอ้ ยกวา่ ดาบ ซ่ึงในการวาดภาพตุงค่าว ธรรมน้นั ช่างกไ็ ดว้ าดภาพทหารถือหอกไวด้ ว้ ย เช่นท่ีภาพวาดตุงค่าวธรรมวดั บา้ นเอ้ือม, วดั บา้ นสกั , วดั นาคตหลวง เป็นตน้ ภาพท่ี 196 หอกในลกั ษณะตา่ งๆ ตุงคา่ วธรรมวดั บา้ นเอ้ือม
176 หนา้ ไม้ เป็ นอาวุธประจาํ หมู่บา้ นในสมยั โบราณ ช่วยป้องกนั ตวั ป้องกนั ทรัพยส์ ินท่ีจะถูกโจน ปลน้ หรือแยง่ ชิง จะใชห้ นา้ ไมเ้ ป็ นอาวุธยิงโจรท่ีปลายลูกดอก(ลูกหนา้ ) อาจอาบดว้ ยยาพิษ หรือท่ีเรียก กนั ว่าน่อง นอกจากน้ีแลว้ หนา้ ไมย้ งั เป็ นเคร่ืองมือจบั สัตวท์ ่ีจะเป็ นอาหารดว้ ย เช่น ใชย้ งิ กบ ยิงงู ไก่ป่ า นก อีเห็น ฯลฯ หนา้ ไม้ ทาํ มาจากไมเ้ น้ือแขง็ เช่น ไมป้ ระดู่ ไมแ้ ดง ไมช้ ิงชงั มายาวประมาณ 80 ซม. ความกวา้ ง ประมาณ 10 ซม. ใสดว้ ยกบให้เกล้ียงเกลา แลว้ ใชพ้ ร้าถากตรงบริเวณหัวและลาํ ตวั ให้ไดร้ ูปทรงตามท่ี ตอ้ งการ แลว้ เจาะตรงกลางตวั เพื่อทาํ เป็ นไก ทาํ ร่องสาํ หรับใส่ลูกหนา้ แลว้ เจาะท่ีสาํ หรับใส่ขาหนา้ ไม้ ให้ทะลุ ขาหน้าไมท้ าํ ดว้ ยตอไมไ้ ผ่นาํ มาเหลา มีความยาวประมาณ 1 เมตร เหลาให้เรียวไดส้ ัดส่วนท่ี ปลายขาบากปลายเพอื่ ผกู สายแลว้ เอาเขาสอดเขา้ ใหท้ างซา้ ยและขวายาวเท่ากนั ใชเ้ ชือกที่เหนียว เช่น ปอ มะนิลา ข้ึนสายไวม้ ีลกั ษณะคลา้ ยคนั ธนู ลูกหนา้ ใชไ้ มไ้ ผเ่ หลาให้ยาวเลก็ เท่าๆ กนั กบั แท่งดินสอใชม้ ีด แหลมตรงปลายตรงกลางบาก ใส่ใบไมห้ รือกระดาษเพ่อื บงั คบั ทิศทางของลูกหนา้ หน้าไมด้ งั กล่าว เป็ นอาวุธแบบชาวบา้ น ดงั น้ันในการวาดภาพตุงค่าวธรรม ผูท้ ่ีใชห้ น้าไมม้ กั เป็นพรานป่ า โดยในทอ้ งเรื่องเวสสนั ดรชาดกน้ี พรานเจตบุตรไดใ้ ชห้ นา้ ไมย้ งิ ไล่ชูชก จนชูชกวิ่งหนีข้ึน บนตน้ ไม้ ภาพที่ 197 พรานเจตบุตร ใชห้ นา้ ไมไ้ ล่ยงิ ชูชก ตุงคา่ วธรรมวดั บา้ นเอ้ือม
177 ปื นเป็นอาวธุ ชนิดสุดทา้ ยที่พบในการวาดภาพตุงค่าวธรรมของนครลาํ ปาง ถือเป็นอาวุธสาํ หรับ ยิงลูกกระสุนปื น เพ่ือให้เขา้ สู่เป้าหมาย โดยอาศยั หลกั การเผาไหมข้ องดินปื นให้เกิดแก๊สผลกั ดนั ลูก กระสุนให้ออกจากปากลาํ กลอ้ งดว้ ยความเร็วสูง ลูกกระสุนที่ออกจากปากลาํ กลอ้ งจะการเคล่ือนท่ีใน แนววิถีราบ ซ่ึงการวาดรูปื นน้นั ช่างไดว้ าดภาพทหารถือปื นยาวตามขบวนเสด็จของพระเจา้ กรุงสัญชยั ใน กณั ฑ์นครกณั ฑ์ ซ่ึงในฉากน้ีเองทุกวดั จะวาดทหารถือปื นเดินตามขบวนเสด็จ ซ่ึงทาํ ให้เห็นว่าช่วงเวลา ดงั กล่าว ปื นเป็นอาวธุ ที่มีอานุภาพสูงสุดในยคุ น้นั เป็นท่ีรู้จกั และยอมรับ จนช่างไดว้ าดและบนั ทึกไวไ้ ด้ อยา่ งน่าสนใจ ภาพที่ 198 ทหารสวมหมวกแบบฝร่ัง เดินถือปื นในขบวนเสดจ็ ตุงค่าวธรรมวดั ปงสนุกเหนือ ภาพที่ 199 ทหารสวมหมวกแบบเง้ียว เดินถือปื นในขบวนเสดจ็ ตุงค่าวธรรมวดั บา้ นเอ้ือม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210